94
95
96
97
98
99
100
101
102
103
104
105
106
107
108
รายงานเชงิ สงั เคราะหแ ละวเิ คราะห การเปรยี บเทยี บระบบการศกึ ษาและการบรหิ ารการศึกษา ระหวา งประเทศนวิ ซแี ลนดแ ละประเทศไทย นางสาวศศมพรรณ มยาเศส รหัสนกั ศกึ ษา 64560154 รายงานเลม นเ้ี ปน สวนหนึ่งของวิชา EDA711 การบรหิ ารการศกึ ษาเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Educational Administration) หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา วิทยาลัยบัณฑติ ศกึ ษาดานการจดั การ มหาวทิ ยาลยั ศรีปทมุ วิทยาเขตบางเขน จังหวัดกรุงเทพมหานคร
คำนำ รายงานเชงิ สงั เคราะหแ ละวเิ คราะหการเปรยี บเทียบระบบการศึกษาและการบรหิ ารการศึกษาระหวาง ประเทศนิวซีแลนดและประเทศไทย เปนสวนหนึ่งของวิชา EDA711 การบริหารการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Educational Administration) จัดทำขึ้นเพื่อสังเคราะหและวิเคราะหร ายงานเชิงสังเคราะห และวิเคราะหการเปรียบเทียบระบบการศึกษาและการบริหารการศึกษาระหวางประเทศนิวซีแลนดและ ประเทศไทย โดยมีองคประกอบของการนำเสนอเกี่ยวกับ บริบทของประเทศนิวซีแลนด หลักการและ จุดมุงหมายทั่วไปในการจัดการศึกษา (Principles and general objectives of education) กฎหมาย การศกึ ษาหรือกฎระเบยี บตา ง ๆ ท่เี ก่ยี วของกบั การศึกษา (Laws and other basic regulations concerning education) โครงสรางและการจัดระบบการศึกษา (Structure and organization of education system) การจดั การศึกษา (The Educational Process) โดยนำมาเปรียบเทียบกับการดำเนินการจัดการศกึ ษาหรือการ บริหารการศึกษาของประเทศไทย การวิเคราะห สังเคราะหบทความทางวิชาการที่เกี่ยวของ และสิ่งที่นำมา ประยุกตใ ชในการจัดการศึกษาของประเทศไทย การศึกษารายงานเชิงสังเคราะหและวิเคราะหการเปรียบเทียบระบบการศึกษาและการบริหาร การศกึ ษาระหวางประเทศนวิ ซแี ลนดและประเทศไทย ตอ งขอขอบคณุ ผศ.ดร.วราภรณ ไทยมา ท่ใี หคำปรึกษา แนะนำใหก ารดำเนนิ การจดั ทำรายงานและการนำเสนออยางดยี ิง่ ศศมพรรณ มยาเศส ผจู ดั ทำ
สารบัญ เรอื่ ง หนา 1. บรบิ ทประเทศนิวซีแลนดแ ละประเทศไทย (Context of Country) .......................... 1 2. หลักการและจุดมงุ หมายทวั่ ไปในการจดั การศึกษา (Principles and general 4 objectives of education) ......................................................................................... 3. กฎหมายการศกึ ษาหรือกฎระเบียบตางๆ ท่ีเก่ยี วขอ งกับการศึกษา (Laws and 6 other basic regulations concerning education) ................................................. 9 4. โครงสรา งและการจดั ระบบการศึกษา (Structure and organization of 16 29 education system) .................................................................................................... 31 5. การจัดการศึกษา (The Educational Process) .......................................................... 6. ครูผสู อน ........................................................................................................................ 7. บทความเรือ่ งการจดั การเรยี นรูโ ดยใชวจิ ัยเปน ฐานในประเทศนวิ ซแี ลนด .................... บรรณานกุ รม ..................................................................................................................... 32
สารบัญภาพ หนา ภาพท่ี 1 1 แผนท่ีประเทศนิวซีแลนด 2 2 ธงชาติประเทศนวิ ซีแลนด 2 3 แผนทปี่ ระเทศไทย
บรบิ ทของประเทศนิวซีแลนดแ ละประเทศไทย (Context of Country New Zealand and Thailand) ประเทศนวิ ซีแลนด ภาพท่ี 1 แผนทป่ี ระเทศนิวซีแลนด ประเทศนิวซีแลนดม ีการตัง้ ฐานโดยชาวเมารี (Maori) และชนพ้นื เมืองจากหมูเกาะในแปซิฟก ใต ป ค.ศ. 1642 พ.ศ. 2185 นกั เดนิ เรือชาวเนเธอรแลนด ในคาบสมุทรแปซิฟกมีประเทศหมูเกาะหนึ่ง คือ ประเทศนิวซีแลนด ใกลขั้วโลกใต ทางตอนใตของ เครือรัฐออสเตรเลีย ในพื้นที่ประมาณ 2.68 ตารางกิโลเมตร สภาพพื้นที่เปนเกาะ มีเกาะใหญ 2 เกาะ ไดแก เกาะเหนือ และเกาะใต มีทัศนียภาพที่สวยงามทั้งภูเขาและทุงหญา กรุงเวลลิงตัน (Wellington) เปนเมือง หลวง เมืองทใี่ หญท ี่สุด คอื เมืองโอคแลนด (Auckland) ประชากรประมาณ 4.3 ลา นคนเศษ ประกอบไปดวย ชาวผิวขาว และชาวเมารี (Aotearoa) ที่เปนชนพื้นเมืองดั้งเดิม แปลวา ดินแดนสายเมฆขาว (The land of the ling white cloud) ประชากรสวนใหญของประเทศนิวซีแลนดอาศัยอยูบริเวณแนวชายฝงและตอนเหนอื ของประเทศ มีการปกครองโดยระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ประชาชนจึงมีวิถีชีวิตที่สงบสุขภายใต สวัสดิการของรัฐ อาชีพสวนใหญข องคนในประเทศนิวซแี ลนด ไดแก การเลี้ยงสัตว และผลิตภัณฑแปรรปู จาก สัตว โดยเฉพาะแกะ และวัว ป ค.ศ. 2010 พ.ศ. 2553 รายไดเฉลี่ยของประชากร ตอคนตอป 30,108.41 ดอลลารส หรัฐอเมริกา (ใช 33 บาทเปนอตั ราแลกเปล่ยี น คิดเปน เงิน 993,577.53 บาทตอ ป หรอื 82,798.13 บาทตอเดือน) ป ค.ศ. 2012 พ.ศ. 2555 ความสามารถในการแขง ขันนานาชาติ อันดับที่ 21 จากการจัดอันดับ
ของสถาบันการจัดการนานาชาติ อัตราการวางงาน รอ ยละ 6.8 อายเุ ฉลยี่ ของประชากร ประมาณ 82 ป อัตรา การรหู นงั สือของประชาชน รอ ยละ 99 โดยประเทศนิวซแี ลนดใหค วามสำคญั กบั การศึกษาวา “เปน รากฐาน สำคัญของการพัฒนาประเทศ” ภาพที่ 2 ธงชาตปิ ระเทศนวิ ซีแลนด ถา กลา วถึงขนแกะยเู น่ียนแจ็กและประเทศผูสง ออกผลติ ภัณฑนมตอ งมปี ระเทศนวิ ซีแลนดเปน หนง่ึ ในน้ัน มีชือ่ เสยี งในฐานะ และแสดงถงึ สถานะความสัมพนั ธอ ันแนนแฟนกบั ประเทศองั กฤษตง้ั แตอ ดีต หากสังเกตในธง ชาติมดี าว 4 ดวง หมายถึง กลมุ ดาวกางเขนใต อนั เปน สัญลักษณของซึกโลกใต การตดิ ตอส่ือสารดวยการใชภาษาองั กฤษและภาษาเมารี ประเทศไทย ภาพท่ี 3 แผนท่ีประเทศไทย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใตประเทศไทยมีขนาดใหญเปนอันดับที่ 50 ของโลกและเปนอันดับท่ี 3 เรื่อง ขนาดของพนื้ ที่ โดยรองจาก ประเทศอินโดนเี ซียมีพ้นื ท่ีประมาณ 1,910,931 ตารางกโิ ลเมตร
ประเทศพมามพี ืน้ ท่ีประมาณ 676,578 ตารางกโิ ลเมตร ประเทศไทยมีพื้นทปี่ ระมาณ 513,115 ตารางกิโลเมตร และมีขนาดใกลเ คียงกบั ประเทศสเปนมพี น้ื ท่ปี ระมาณ 505,370 ตารางกโิ ลเมตร มากท่สี ุด ประเทศไทยแบงออกเปน 6 ภาค ซึ่งแตละภาคมีลักษณะทางภูมิศาสตรและลักษณะภูมิประเทศที่ หลากหลายทีแ่ ตกตา งกนั ดงั น้ี ภาคเหนือปกคลุมดว ยปา ไมอ นั เปนตน น้ำท่ีสำคญั ของประเทศ จึงเปน แหลงตนน้ำท่ีสำคัญ เนือ่ งจากมีภูเขาสงู สลับซบั ซอ นเหนอื ระดับนำ้ ทะเลโดยจดุ สงู สุดคอื ดอยอินทนนท 2,565 เมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสภาพของดินคอนขางแหงแลงและไมเอื้อตอการเพาะปลูก สว นใหญเ ปนที่ราบสูงโคราช ภาคกลางเปนท่ีราบลุมแมน ้ำเจาพระยามีความอดุ มสมบูรณที่สดุ ในประเทศไทย ซ่ึงแมน้ำ เจาพระยาเกดิ จากแมน ้ำปงและยมทีไ่ หลมาบรรจบกนั ที่ปากนำ้ โพ จังหวดั นครสวรรค ทำใหภาค กลางกลายเปน ท่รี าบลมุ แมน้ำทถ่ี ือไดวาเปนแหลง ปลกู ขา วที่สำคัญแหง หน่ึงของโลก ภาคใตทั้งสองฝงติดทะเลเปนสวนหนึ่งของคาบสมุทรไทย-มาเลย มีจุดที่แคบลง ณ คอคอดกระ แลวขยายใหญจ ึงกลายเปน คาบสมุทรมลายู ภาคตะวันออกมชี ายฝง ทะเลเรียบขาวและโคง เวา ภาคตะวันตกมีหุบเขาและแนวเทือกเขาซึ่งพาดตัวมาจากทางทิศตะวันตกของภาคเหนือ ทศิ เหนอื ตดิ กบั เมียนมารและลาวทิศตะวนั ตก ติดกับทะเลอนั ดามันและเมียนมารทิศตะวันออก ติดกบั ลาวและกัมพชู าทศิ ใต ติดกบั อา วไทยและมาเลเซยี ประเทศไทยมภี าษาประจำชาตแิ ละภาษาราชการ คือ ภาษาไทย ระบอบการปกครองในประเทศไทยมีรูปแบบรัฐเปนราชาธิปไตยภายใตร ัฐธรรมนญู และใชก ารปกครอง ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรือที่รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยเรียกรวมกันวา ระบอบ ประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมุข รัฐธรรมนญู ฉบบั ปจ จบุ ัน คอื รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช 2550 ซง่ึ เปนฉบับท่ี 18 อันกำหนดรปู แบบองคก รบรหิ ารอำนาจทงั้ สามสวน
หลักการและจดุ มุงหมายทวั่ ไปในการจัดการศึกษา (Principals and general objectives of education) ประเทศนิวซแี ลนด ประเทศนิวซแี ลนดไดช ื่อวา เปน ประเทศท่ีประสบผลสำเรจ็ ทางการศกึ ษาเปนอยา งสูงในลำดับตน ๆ ของ โลกจากการทดสอบสมรรถนะทางการอาน คณิตศาสตร และวิทยาศาสตร ในโครงการประเมินผลนักเรียน รวมกับนานาชาติ (Programmed for International Student Assessment: PISA) ครั้งที่ 4 เม่ือป ค.ศ. 2009 พ.ศ. 2552 อยใู นอันดบั 7 จาก 65 ประเทศ เปน ผลพวงหน่ึงจากการปฏิรปู ประเทศและปฏริ ูปการศึกษา ทั้งระบบ เมื่อป ค.ศ. 1989 พ.ศ. 2532 โดยการกระจายอำนาจทางการศึกษาจากกระทรวงศึกษาการไปยัง สถานศึกษาโดยตรงในความรับผิดชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา (Board of Trustee) ที่ไมมีองคกร ทางการบรหิ ารอ่นื มาค่ันกลาง มสี ำนกั งานตรวจสอบคุณภาพการศึกษา (Education Review Office) ขึ้นตรง ตอรฐั มนตรผี ูรับผิดชอบตรวจสอบคณุ ภาพการศกึ ษา ทำหนาท่ีติดตาม ตรวจสอบคุณภาพการศกึ ษาทุก 5 ป ใน ลกั ษณะของการตรวจสอบและถว งดุลทค่ี วบคกู ับการกระจายอำนาจ (Adams, 2009) และมสี ำนักงานรับรอง คณุ วุฒิการศกึ ษาของนวิ ซีแลนด (The New Zealand Qualification Authority) สงั กัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหนาที่ดูแลมาตรฐาน คุณภาพและการรับรองคุณวุฒิการศึกษาการจัดการศึกษาตามกฎหมายการศึกษา แหงชาติ ค.ศ. 1989 มีแนวทางแหง ชาตวิ า ดว ยการศกึ ษา (National Guidelines) เปาหมายการศึกษาแหง ชาติ (Education Goal) และกรอบคุณวุฒแิ ละหลักสูตรแหงชาติ เปนแนวดำเนินการบนพื้นฐานปรัชญาการศึกษา เพื่อชีวิต ดวยหลักของการกระจายอำนาจทางการศึกษา หลักการมีสวนรวมของประชาชน และหลักการ ตรวจสอบและถว งดุลโดยยดึ แนวคดิ ในการดำเนนิ งานเพอื่ การปฏิรปู การศึกษาดังน้ี 1) โรงเรียนเปนแหลงท่ีทกุ คนเขามาใชได 2) โรงเรยี นเปน แหลงทีเ่ ด็กเขา มาเลน ได 3) โรงเรียนเปนแหลงของความรแู ละความสำเรจ็ และ 4) ครูจะตองมีประสทิ ธภิ าพ (สำนกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา, 2555) ที่พิเศษสำหรบั การจัดการศึกษาของนิวซีแลนด ก็คือ การใหความสำคัญกบั ชนเผาดั้งเดิม คือ ชาวเมารี จากขอ บญั ญตั ขิ องสนธสิ ัญญาไวทงั กิ ทีก่ ำหนดใหรัฐบาลตองใหความสำคัญของความเปนมนษุ ยและสิทธิท่ีเทา เทียมกัน โดยเฉพาะการไดรับการศึกษาที่แมจะมีชาวเมารีเพียงคนเดียวในโรงเรียน โรงเรียนนั้น ๆ ก็ตองจัด หลกั สูตรการเรยี นการสอนใหกบั ชาวเมารีเปนการเฉพาะ (สุเมธ งามกนก และนพมณี เชื้อวัชรินทร, 2558) ประเทศไทย ตามพระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ. 2552 แกไ ขเพ่ิมเตมิ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 ในหมวด 1 บทท่วั ไป ความมุงหมายและหลักการ มาตรา 6 กลา ววา การจัดการศึกษาตองเป็นไปเพือพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยที่สมบูรณทังรางกาย จติ ใจ สตปิ ญญา ความรู และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยูรวมกับผูอ่ืนได อยา งมีความสขุ
มาตรา 7 กลาววา ในกระบวนการเรียนรูตองมุงปลูกฝงจิตสำนึกที่ถูกตองเกี่ยวกับการเมืองการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รูจักรักษาและสงเสริมสิทธิ หนาที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักด์ิศรีความเปนมนุษย มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รูจักรักษาผลประโยชนสวนรวมและของประเทศชาติ รวมทัง้ สงเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ การ กีฬา ภูมิปญญาทองถิ่น ภูมิปญญาไทย และความรูอันเปนสากล ตลอดจนอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รูจักพึ่งตนเอง มคี วามริเริ่มสรางสรรค ใฝรูและเรียนรูดวย ตนเองอยางตอเนอ่ื ง มาตรา 8 กลาววาการจัดการศึกษาใหยึดหลักดังน้ี (๑) เปนการศกึ ษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน (๒) ใหสังคมมีสว นรวมในการจัดการศึกษา (๓) การพฒั นาสาระและกระบวนการเรียนรใู หเ ปนไปอยางตอเนอื่ ง มาตรา 9 ก ล า ว ว า การจดั ระบบ โครงสราง และกระบวนการจดั การศึกษา ใหยดึ หลักดังนี้ (๑) มีเอกภาพดานนโยบาย และมีความหลากหลายในการปฏิบตั ิ (๒) มีการกระจายอานาจไปสูเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษา สถานศึกษา และองคกรปกครองสวนทอ งถ่นิ (๓) มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ และประเภทการศึกษา (๔) มีหลักการสงเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษา และ การพฒั นาครู คณาจารย และบคุ ลากรทางการศกึ ษาอยา งตอ เน่ือง (๕) ระดมทรพั ยากรจากแหลง ตาง ๆ มาใชใ นการจดั การศกึ ษา (๖) การมีสวนรวมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน องคกรปกครองสวน ทองถน่ิ เอกชน องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอ่ืน
กฎหมายการศึกษาหรือกฎระเบียบตา ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ งกบั การศกึ ษา (Laws and other basic regulations concerning education) ประเทศนิวซแี ลนด รัฐบาลมีกระทรวงศึกษาธิการเปนหนวยงานกลางมีหนาที่รับผิดชอบแนวทางการจัดการศึกษา เพ่ือ สง เสริมใหป ระชาชนในประเทศนิวซแี ลนดม คี วามรู ทกั ษะ และคณุ คา ทจ่ี ะเปนพลเมืองท่ปี ระสบความสำเร็จ จึง มเี ปา หมายการทำงานแบบสามเสารว มกับ กลา วคือ 1) ผปู กครอง 2) สถานศกึ ษา 3) ชุมชน ดำเนินการจัดทำ วิเคราะห วางแผน สนบั สนุนงบประมาณ และการนำสูการปฏิบตั ิ ดังนี้ 1. นโยบายทางการศึกษาและรฐั บาล 2. การสนับสนุนงบประมาณและทรพั ยากรใหโรงเรยี น 3. การตดิ ตามและสงเสรมิ การนำนโยบายไปสูการปฏบิ ัติ 4. การบรหิ ารจัดการเรียนการศึกษาสำหรบั ผมู คี วามตอ งการพิเศษ 5. ศึกษาวิจยั เกบ็ รวบรวมขอมลู และประมวลผลดา นสถติ ิและขอ มลู ทางการศึกษา มาตรฐานการศกึ ษาในประเทศนิวซีแลนด ในแตล ะสถาบันการศึกษาในประเทศนิวซีแลนด มีพนั ธกิจหลักคอื ใหการศกึ ษาที่มีคุณภาพกับผูท่ีเขามา ศึกษา ดังนั้นรัฐบาลนิวซีแลนด จึงมีขั้นตอนการรับประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อที่จะมั่นใจไดวาผูที่เขามา ศึกษาในสถาบนั นั้น ๆ จะไดรบั ความรูทกั ษะตามความตองการและคมุ คากับคา เลาเรยี น รัฐบาลมีการควบคุมคุณภาพการศึกษา และระบบการศึกษาตาง ๆ ซึ่งไดควบคุมผานองคกร NZQA (New Zealand Qualifications Authority) การศึกษาของประเทศนิวซแี ลนดข นึ้ กับกระทรวงศกึ ษาธกิ าร เปนที่ยอมรบั ในระดับนานาชาติ และระดับ โลก ดังนั้นสถาบันการศึกษาของนิวซีแลนด จะเปดรับนักศึกษาใหมในชวงตนปการศึกษา คือ ในชวงเดือน กมุ ภาพันธ ซง่ึ เปน เทอม 1 แตบ างโรงเรยี นก็จะเปดในเทอมการศึกษาท่ี 2 ดวย ชว งเดือนกรกฎาคม หลักสูตรการเรียนการสอนในแตละโรงเรียนจะตองอยูภายใตการควบคุมดูแล อนุมัติหลักสูตรจาก กระทรวงศึกษาธกิ ารและไดรับการรับรองคุณภาพจาก New Zealand Qualification Authority (NZQA) จะ แตกตางจากระบบการศึกษาที่ประเทศไทย โดยทป่ี ระเทศนวิ ซีแลนดนักเรียนจะตองเรียนมัธยมเปนระยะเวลา 7 ป (Year 7 – Year 13) แตถากลับมาไทย เรียนแคถึง year 12 โรงเรียนมีทั้งที่เปนของรัฐบาล และ ของ เอกชน นกั เรยี นไทย และ ตา งชาติ สามารถเขาเรยี นไดต ้งั แตชว งอายุ 11 ปขึ้นไป สำหรบั Year 7 และ ชว งอายุ 13 ปข ึน้ ไป สำหรบั Year 9 ทกุ โรงเรยี นในประเทศนิวซแี ลนดจ งึ มีมาตรฐานเหมอื นกันทงั้ ประเทศ Year 11 ของโรงเรียน นิวซีแลนด นักเรียนตองเรียนใหผานวิชาระดับพื้นฐานซึ่งจะอยูในระบบ National Certificate Education Academic (NECA) ใน NCEA-Level 1 ประกอบดวย วิชาภาษาอังกฤษ วิชาคณติ ศาสตร วชิ าวิทยาศาสตรแ ละ วิชาอน่ื ๆ นักเรียนจะตอ งเรยี นวิชาท้ังหมดประมาณ 6 วิชา
Year 12 ของโรงเรยี นนวิ ซีแลนด นกั เรียนจะเรียนในวิชา NCEA-Level 2 เรียน 6 วิชา และมีวิชาเลือก อ่ืน ๆ ใหน กั เรยี นลงเรยี นได นอกจากวิชาพน้ื ฐานทวั่ ไป นักเรยี นไทยท่ตี อ งการกลับมาเรียนตอมหาวิทยาลัยใน ประเทศไทย ตอง เรียนจบ Year 12 และสอบผาน NCEA-Level 2 ปสุดทา ย Year 13 ของโรงเรยี นนิวซีแลนดก อนเขามหาวทิ ยาลัย นกั เรียนจะเรยี นในวชิ า NCEA-Level 3 เรียน 6 วิชา ซึ่งนกั เรียนควรเลือกวิชาท่สี อดคลอ ง กับสาขาวิชาที่สนใจศึกษาตอในระดับมหาวทิ ยาลัย โดยปกติ 1 ปก ารศกึ ษานน้ั จะแบง เปน 4 เทอม เรียนประมาณ 10-11 สปั ดาห และมชี ว งปด เทอมสั้น ๆ ระหวางเทอม ครั้งละ 2 สัปดาห เชน ปใหมจะหยุดถึงกลางมกราคม เปนตน แตละโรงเรียนสามารถจัด หลักสูตรการเรียนการสอนเองได แตตองผานการรับรองจาก New Zealand Qualification Authority (NZQA) ดงั นน้ั ผูปกครอง จึงไมตอ งกังวลเลยวาหลักสูตรและมาตรฐาน การศกึ ษาจะไมม คี ุณภาพหากไปเรียน โรงเรยี นขนาดเลก็ ๆ หลักสูตรในระดับมัธยมศึกษาของประเทศนิวซีแลนด จะมีวัตถุประสงคใกลเคียงกัน หรือในทิศทาง เดียวกัน คือ เนนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเพื่อเตรียมความพรอมแกนักเรียนในการสอบใหได ประกาศนยี บตั รตามที่รฐั บาล พรอ มจดั ทีพกั เมือ่ อยทู ป่ี ระเทศนวิ ซีแลนด หลังจากเรียนจบ Year 13 แลว เลือกตอในสถาบันอบรมวิชาชีพ (Polytechnics and Institute of Technology) ที่เนนหลักสูตรการอบรมสายวิชาชีพธุรกิจ และ การพาณิชย เนนดานการปฏิบัติเพื่อนำไปใช งานจริง สถาบันโพลีเทคนิคในประเทศนิวซแี ลนดตั้งกระจายอยูในเกาะเหนือ 18 แหง และเกาะใตอีก 7 แหง โดยสถาบนั การศึกษาเหลานจ้ี ะไดร ับการสนบั สนนุ จากรัฐบาล การรับประกันคุณภาพการศกึ ษาสำหรับโรงเรียนระดบั มธั ยมศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ ารไดพฒั นาเปา หมายทางการศกึ ษา และหลกั สูตรสำหรับโรงเรยี นระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาเอาไว อยางไรกต็ ามยังมีการเขยี นมาตรฐานทางการศึกษาของระดับมัธยมศึกษาเพ่ิมเตมิ โดย ทาง NZQA ไดตรวจสอบคุณภาพของการประเมินและสื่อการเรียนการสอนที่ใชในโรงเรียน นอกจากนี้ ทาง Education Review Office ยงั ตรวจสอบคณุ ภาพทางการศกึ ษา และการดูแลนักเรยี นในโรงเรยี นอกี ดวย ประเภทและระดับของหลกั สูตรโพลีเทคนคิ และสถาบันเทคโนโลยี มดี ังน้ี คอื 1. ประกาศนียบตั ร (Certificates) 2. อนปุ ริญญา (Diploma) 3. ปรญิ ญาตรี (Bachelor's Degree) 4. ปรญิ ญาโท (Master's Degree) การรับประกนั คุณภาพการศกึ ษาสำหรับสถาบันในระดับอดุ มศกึ ษา NZQA ยงั ตรวจสอบคุณภาพของสถาบันการศกึ ษาดังตอ ไปนี้ • Institutes of technology and polytechnics • Private training establishments (PTEs) • Wānanga (tertiary education delivered in a Māori cultural context) • Industry training organizations (ITOs)
• Government training establishments (for example, The New Zealand Army and the New Zealand Navy) ประเทศไทย ตามพระราชบญั ญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2552 แกไ ขเพ่มิ เตมิ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 ในหมวด 2 สิทธิและหนา ท่ที างการศึกษา มาตรา ๑๐ การจัดการศกึ ษา ตองจัดใหบคุ คลมีสิทธิและโอกาสเสมอกนั ในการรับการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน ไมน อยกวาสบิ สองปท ีร่ ฐั ตองจัดใหอ ยางทวั่ ถงึ และมคี ุณภาพโดยไมเก็บคาใชจา ย การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพรองทางรางกาย จิตใจ สติปญญา อารมณ สังคม การ ส่อื สารและการเรยี นรู หรอื มีรางกายพกิ าร หรอื ทพุ พลภาพหรือบคุ คลซึ่งไมสามารถพึ่งตนเองไดหรือไมมีผูดูแล หรือดอยโอกาส ตองจดั ใหบคุ คลดังกลาวมสี ทิ ธิและโอกาสไดรับการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานเปนพเิ ศษ การศกึ ษาสำหรับคนพกิ ารในวรรคสอง ใหจ ัดต้ังแตแ รกเกิดหรือพบความพกิ ารโดยไมเสยี คา ใชจาย และ ใหบุคคลดังกลาวมีสิทธิไดรับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความชวยเหลอื อืน่ ใดทางการศึกษา ตาม หลกั เกณฑแ ละวิธีการทกี่ าหนดในกฎกระทรวง การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความสามารถพิเศษ ตองจัดดวยรูปแบบที่เหมาะสมโดยคำนึงถึง ความสามารถของบุคคลนั้น มาตรา ๑๑ บดิ า มารดา หรอื ผูปกครองมีหนาที่จัดใหบุตรหรือบุคคลซึ่งอยใู นความดูแลไดรับการศึกษา ภาคบังคับตามมาตรา ๑๗ และตามกฎหมายที่เกี่ยวของตลอดจนใหไดรับการศึกษานอกเหนือจากการศึกษา ภาคบังคบั ตามความพรอมของครอบครวั มาตรา ๑๒ นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น ใหบุคคล ครอบครัว องคกร ชมุ ชน องคกรเอกชน องคก รวชิ าชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสงั คมอื่น มีสิทธิในการจัด การศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน ทง้ั น้ี ใหเ ปน ไปตามทก่ี าหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๑๓ บิดา มารดา หรือผปู กครองมสี ทิ ธิไดรบั สิทธปิ ระโยชน ดังตอไปนี้ (๑) การสนบั สนนุ จากรัฐ ใหม ีความรคู วามสามารถในการอบรมเล้ียงดู และการใหก ารศกึ ษาแกบุตรหรือ บคุ คลซ่ึงอยูในความดแู ล (๒) เงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของบุตรหรือบุคคลซึ่งอยูในความดูแลท่ี ครอบครัวจดั ให ทงั้ น้ี ตามทก่ี ฎหมายกำหนด (๓) การลดหยอนหรอื ยกเวนภาษีสาหรบั คา ใชจา ยการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด มาตรา ๑๔ บุคคล ครอบครวั ชมุ ชน องคกรชมุ ชน องคก รเอกชน องคก รวิชาชพี สถาบนั ศาสนา สถาน ประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ซึ่งสนับสนุนหรือจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีสิทธิไดรับสิทธิประโยชนตาม ควรแกกรณี ดงั ตอไปน้ี (๑) การสนับสนนุ จากรฐั ใหมคี วามรคู วามสามารถในการอบรมเล้ยี งดบู คุ คลซ่งึ อยูในความดูแลรับผิดชอบ (๒) เงินอดุ หนนุ จากรัฐสาหรบั การจัดการศึกษาข้นั พ้ืนฐานตามทีก่ ฎหมายกำหนด (๓) การลดหยอ นหรอื ยกเวนภาษีสำหรบั คาใชจายการศกึ ษาตามทก่ี ฎหมายกำหนด
การบริหารและการจดั การระบบการศึกษา (Administration and management of the education system) ประเทศนวิ ซแี ลนด ในประเทศนิวซีแลนดมีระบบการศึกษาอยูระดับมาตรฐานสากล ชาวนิวซีแลนดทุกคนไดรับความรู เพิ่มขึ้น มีทักษะหลากหลาย และคุณคาที่จะกอใหเปนพลเมืองที่ประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 21 ทำใหมี ความรูทันเหตุการณปจจุบัน สามารถเรียนรูวิธีการแกปญหาการดำเนินชีวิตประจำวันได ใชกระบวนการ แกปญหาแยกรายละเอียดที่สำคัญนำมาสังเคราะหขอมูล เพื่อสามารถทำงานรวมกันไดอยางสรางสรรค เกิด นวตั กรรมทเี่ ขากับปญหา ซึ่งหัวใจของระบบการศกึ ษาในประเทศนิวซีแลนดด งั ท่ีกลาวมา ระบบการจัดการศึกษาของประเทศนิวซีแลนดทุกอณูมีการเปลี่ยนแปลงตลอดสองศตวรรษตั้งแตมี ประเทศ การมุงเนนใหผูเรียนมีความพรอมทัง้ ทักษะและความรูที่จำเปนตอการประกอบอาชีพและดานอื่นๆ เปนทกั ษะดา นการบรหิ ารจัดการหลกั สูตร การจดั การเรียนการสอน กระบวนการเรยี นรูข องผูเ รียน ซงึ่ เปน ผลที่ เกิดขึ้นทุกปการศึกษา นำไปสูการประกันคุณภาพ การประเมินคุณภาพการศึกษา นิวซีแลนดเปนประเทศที่ ไดรับการยอมรบั จากนานาชาตวิ ามีการจดั การศึกษาที่มีคุณภาพ เพราะมีการนำแนวคิดและวิธีการใหม ๆ ไป ประยกุ ตใชจ นประสบผลสำเร็จ โดยมีงานวิจัยและขอมูลหลักฐานทางวิชาการรองรับจำนวนมาก ซ่ึงมีลักษณะ ของการบรหิ ารการศกึ ษาและการจัดระดับการศึกษาในแตล ะระดบั ดงั น้ี 1. การบรหิ ารการศกึ ษา การบรหิ ารการศึกษาของนิวซีแลนด ใชห ลักการกระจายอำนาจ ควบคูก บั หลักการประกันคุณภาพ โดย มีกระทรวงศึกษาธิการทำหนาที่และรับผิดชอบในการพัฒนานโยบายเชิงยุทธศาสตรใหการสนับสนุน และ จัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาสำหรับการศึกษาปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาจัดการทรัพยสินของ โรงเรยี นท่ีจัดตงั้ โดยงบประมาณของรัฐ จดั ทำแฟมสะสมรายการทรัพยส นิ และการจดั การทรัพยสิน จดั ซ้ือและ กอสรางอาคารสถานที่ที่จำเปน ตรวจสอบและจำหนายสินทรัพยที่หมดสภาพ และการดูแลบานพักครูและ บานพักภารโรง จัดทำแนวทางการปฏิบัติงานดานการเรียนการสอนจัดทำหลักสูตรระดับชาติและกำหนด มาตรฐานหลักสูตร จัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนนุ การเรียนหลักสูตรการสอน และการประเมินผลการเรยี นรู และจัดหลกั สูตรพฒั นาวชิ าชพี ครู ทุนการศึกษา และรางวลั ตาง ๆ สำหรับครูและผูบริหารสถานศึกษา รวมทั้งบริหารบัญชีเงินเดือน สำหรับครูจัดการศึกษาสำหรับ กลุม เปาหมายพิเศษ ซ่ึงรวมถงึ บรกิ ารการศึกษาพิเศษสำหรบั เดก็ พิการ ใหบรกิ ารชว ยเหลือโดยผมู คี วามรูเฉพาะ ทาง สนับสนุนงบประมาณและทรพั ยากรอืน่ ๆ นอกจากน้ียังมหี นา ทีพ่ ัฒนานโยบายเชงิ กลยุทธอุดมศกึ ษาและ การศึกษานานาชาติ ทำวิจัยและวิเคราะหขอมูลเกี่ยวกับอุดมศึกษา กำกับติดตาม ผลการปฏิบัติงานและขีด ความสามารถของสถาบันอดุ มศึกษา (Ministry of Education, New Zealand government,2013) แนวทางการบริหารการศึกษาของประเทศนิวซีแลนดไดบัญญัติไวในกฎหมายการศึกษา (Education Act 1989) และนโยบายของรัฐ ชื่อ Achievement 2001 และมีหนวยงานเพื่อกำกับดูแลและประเมินผล การศึกษาตามกรอบคุณสมบัติแหงชาติทางการศึกษา ซึ่งเรียกวา New Zealand Qualification Authority: NZQA) จดั ตงั้ ขนึ้ เมอื่ ป ค.ศ. 1990 แนวทางการบริหารการศึกษาทั้ง 3 ระดบั สรุปไดดังน้ี
1.1 การบริหารการศึกษาปฐมวยั บุคคลหรือองคกรตาง ๆ ที่มีคุณสมบตั ิตามที่กฎหมาย กำหนด สามารถจะขออนุญาตเปนผูจัด (Providers) ยกเวนในการจัดกลุมการเลน ตองมีใบ ประกาศนียบัตร (Certificate) ดวย กระทรวงศึกษาธิการจะจัดสรรเงินอุดหนุนใหผูจัดตาม ระเบยี บ พอ แมข องเดก็ ตอ งจา ยคา ใชจายบางสวน การสนบั สนุนมี 5 รปู แบบ 1) การอุดหนุนทัว่ ไป พิจารณาจากรายชัว่ โมงและรายหัว สัปดาหละไมเกิน 30 ช่วั โมง เรียกวา ECE Funding Subsidy 2) การอุดหนนุ สำหรับบริการที่มีมาตรฐานสูงกวาท่ัวไป อดุ หนนุ สูงกวาทั่วไป สำหรับ 20 ชั่วโมงแรก เรียกวา 20 Hours ECE แลวอุดหนุนอัตราปกติ ในสวนที่ เหลอื ไมเกิน 10 ชัว่ โมง 3) การอุดหนุนเพื่อความเสมอภาคทางโอกาสสำหรับชุมชนที่มีปญหาทาง เศรษฐกิจและสงั คม เรยี กวา Equity Funding 4) การอุดหนนุ เพิม่ เติมไมต ำ่ กวา 1.65 เทา ของเงนิ อดุ หนุนท่ัวไป สำหรับใน พื้นที่ชนบทหางไกลขนาดเลก็ ซึ่งไดเงินอุดหนนุ ทั่วไป ไมเกินปละ 20,000 เหรียญ เรยี กวา Annual Top-up Isolated Service (ATIS) 5) การอุดหนุนการจางครูท่ีมใี บประกอบวิชาชีพ (Ministry of Education, New Zealand government, 2013) 1.2 การบรหิ ารการศึกษาระดบั โรงเรียน การศกึ ษาระดับประถมและมธั ยมศกึ ษาเปนภาค บังคับที่ไมเสียคาใชจายจนกวาเด็กจะอายุครบ 16 ป การบริหารตามแนวทาง The National Administration Guidelines: NAGs) มีคณะกรรมการสถานศึกษา ทำหนาที่บริหารคุณภาพ การศึกษารว มกบั ผบู ริหารสถานศกึ ษาและครู เชน 1) พฒั นานโยบายดานบุคลากรและการจัดการธรุ กจิ ของสถานศึกษา ภายใตกรอบนโยบายและกระบวนการที่รัฐกำหนด เพื่อยกระดับคุณภาพ การปฏบิ ตั งิ านของบุคลากร ใชท รัพยากรอยา งมปี ระสิทธิผล และสนองความ ตอ งการจำเปนของนักเรยี น และเปน ผูจางท่ีดี 2) พัฒนายุทธศาสตรสถานศึกษา เปนลายลักษณอักษร ซึ่งสะทอน นโยบาย แผนงานโครงการหลักสูตรสถานศึกษา การมุงบรรลุมาตรฐาน ระดับชาติ การประเมินผล การพัฒนาวิชาชีพครู และผูบริหารสถานศึกษา การทบทวนผลงานของสถานศึกษาอยางตอเน่ือง การรายงานผลการเรียน เปนรายบุคคล ใหเด็กและผูปกครองทราบ การรายงานใหชุมชนทราบทั้ง ผลสัมฤทธิ์ในภาพรวมและจำแนกตามกลุมเสี่ยง ตองรายงานความกาวหนา การจัดการศึกษาชั้นปที่ 1-8 โดยอิงมาตรฐานระดับชาติ (National Standards) ใหเดก็ และผปู กครองทราบ อยา งนอยปละ 2 คร้งั 3) พัฒนาหลกั สูตร และการจดั การเรยี นการสอนใหน กั เรยี นทุกคนใน ช้ันปที่ 1-10 บรรลผุ ลสำเร็จตามหลกั สูตรแหงชาติ สัมพนั ธกับความตองการ
และความสนใจของเด็ก บอกไดวาคนใดกลุมใดตองการความชวยเหลือเปน พิเศษและพัฒนายุทธศาสตรการเรียนการสอนและใชคนหาความตองการ และแกไขปญหาของเดก็ เหลา นี้ 4) จัดใหมีสิ่งแวดลอมที่ปลอดภัยตอรางกายและจิตใจของเด็ก สงเสริมใหทุกคนไดรบั ประทานอาหารสุขภาพ ถูกหลักโภชนาการและปฏิบัติ ตามกฎหมายและระเบียบขอบงั คับท่ีเกี่ยวของหรือกำหนดขอ บังคับเพ่ิมเติม เพ่ือประกนั วา นกั เรียนและพนกั งานของโรงเรียนจะปลอดภยั 1.3 การบริหารอุดมศึกษา ถูกควบคุมคุณภาพโดย New Zealand Qualification Authority: NZQA) เชนเดียวกับการศึกษาปฐมวัย และการศึกษาระดับโรงเรียน โดยมีกรอบคุณสมบัติระดับชาติ (National Qualification Framework: NQE) ซ่งึ มีหลกั การและจดุ หมาย 5 ประการ คือ 1) การเรียนรูที่ชัดเจนและมีเสนทางอาชีพที่ชัดเจน (Clear Learning and Career Pathways) 2) การเรียนรูทถ่ี กู ตอ งและยืดหยนุ ได (Relevant and Flexible Learning) 3) การเขาถึงการเรียนรูและยอมรับผลการการเรยี นรูท่ีสอดคลองกับบริบท และสถานการณ(Access to Learning and Portability of Recognition) 4) การจัดการศึกษาที่ประกันและประเมินคุณภาพ (Quality Assured Provision and Assessment) 5) การอุดหนุนการจางครูที่มใี บประกอบวชิ าชีพ (Ministry of Education, New Zealand government, 2013) 2. ระดับการศึกษาของประเทศนวิ ซีแลนด การจดั การศกึ ษาในประเทศนวิ ซีแลนดเ นนการเรียนรูตลอดชวี ิต (Life – long Learning) ของผูเ รยี นแต ละคน จึงสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง การใชสื่อที่เปนวสั ดุ อุปกรณ เทคโนโลยี และประสบการณการ เรียนรูที่หลากหลาย ชวยสงเสริมการคิดวิเคราะหอยางมีวิจารณญาณ เปนกลไกอันหนึ่งในการยกผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนของผูเรียน โดยเนนการใชตัวอยางการปฏิบัติที่ดีที่สุดจากการศึกษาหลักฐานวิจัย (research – evidenced best practices) ประเทศนิวซีแลนดเอื้อใหผูเรียนไดพัฒนาบนเสนทางที่มีความยืดหยุนและหลากหลายมิติ จึงแบง การศึกษาออกเปนระดับ คือ การศึกษาปฐมวัย การศึกษาในระบบโรงเรียน และการอุดมศึกษา ซึ่งมี รายละเอยี ด ดังน้ี 2.1 การศึกษาปฐมวัย (Early Childhood Education: ECE) เปนยุทธศาสตรเพื่อ ประเทศนิวซีแลนดใหมีการศึกษาและการดูแลเด็กตั้งแตเปนทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ ที่ เนนการสรางพ้ืนฐานการใชช ีวติ เพ่ือประสบความสำเร็จ (the lifelong foundation of success) ใหการรับรองคุณภาพที่เขมแข็งและหลักสูตรการจัดการศึกษาชั้นนำระดับโลก การศึกษาของ ประเทศนิวซีแลนดมีสวนรวมในระดับสูงและการสงเสริมพัฒนาคุณภาพของผูสอน กระทรวงศึกษาธกิ ารมีอำนาจหนาท่ีอนุมัตใิ หจดั ตงั้ สถานศึกษา สนับสนุนการดำเนินงาน จัดสรร
งบประมาณอุดหนุน และกำกับดูแลการจัดการศึกษาปฐมวัยของผูรับใบอนุญาต (Providers) ระเบยี บกระทรวงศึกษาธกิ าร ซ่ึงมผี ลบงั คบั ใชต้งั แตว ันท่ี 29 กันยายน ค.ศ. 2009 พ.ศ. 2552 1) การจัดการศึกษาปฐมวัยโดยครูเปนผูนำ แบงออกเปน 3 ประเภท คือ ศนู ยการศกึ ษาและการดแู ลเด็ก (Education and Care Centers) โรงเรียนอนบุ าล (Kindergarten or Pre-School) จัดโดยสมาคมโรงเรียนอนุบาล และบริการ การศกึ ษาและดูแลในครอบครัว (Home Based Education and Care Services) เปนบริการในครอบครวั อายุ 3-5 ป ไมรับนักเรยี นตา งชาติ 2) การจัดการศึกษาปฐมวยั โดยพอ แมเ ดก็ เปนผูนำแบง ออกเปน 2 ประเภท (1) ศูนยการเลน (Playcenters) ไดรับใบอนุญาตจาก กระทรวงศึกษาธกิ ารใหจ ัดบรกิ ารแกเดก็ ปฐมวยั โดยผบู ริหารและจัด การศึกษา คอื พอแม กลุม ครอบครวั ในระบบครอบครวั ขยายของเด็ก เมารี (Whanau) และผูดูแลเด็ก (Caregivers) (2) กลมุ การเลน (Playgroups) เปนบรกิ ารการศึกษาปฐมวัยที่ มคี วามเปนทางการนอยท่ีสุดเมื่อเทียบกบั ประเภทอนื่ ๆ จัดโดยพอแม ครอบครัวเด็ก และผูดูแลเด็ก เพื่อใหเด็ก ๆ มีโอกาสพบกัน และเลน ดวยกันในโปรแกรมการเลน ท่ีกลมุ จดั ให 2.2 การศึกษาในระบบโรงเรียน (Schooling) [ระดับโรงเรียนประถมศึกษาและ โรงเรียนมัธยมศึกษาเปนการศึกษาภาคบังคับ] ประเทศนิวซีแลนดเปนการศึกษาแบบใหเปลา เกือบ 2,600 แหง ไดรับงบประมาณสนบั สนุนจากรัฐบาล มีการดำเนินการตามหลักสูตรการจัด การศึกษาระดับชาติ มีแนวคิดวาชมุ ชนเปนเจาของโรงเรยี น (Publicly owned) สามารถบริหาร จัดการดวยตนเอง (self - management) ไดรับการดูแลจากคณะกรรมการบริหารสถานศึกษา (Board of trustee) ประเทศนิวซีแลนดมีเปาหมายเพือ่ ยกระดับมาตรฐาน เนนการสรางความเขมแข็งดาน การอา นออกเขยี นได คดิ คำนวณเปน จัดหลกั สตู รแบบ Broad and balanced curriculum ซึ่งเปนหลักสูตรออกแบบใหเหมาะสมกับผูเรียนแตละคน เนนการมีสวนรวม การสนับสนุน สงเสริมการเรียนรู มีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น จึงเปนแนวคิดหลักใหเยาวชนอยูในระบบสถานศึกษา มากกวา ทำใหสำเร็จการศึกษาดวยคุณภาพในระดับที่สูงขึ้น เพื่อเขาใจถึงการเปลี่ยนผานจาก ระดบั มธั ยมศึกษาเขา สูการศึกษาอยา งตอเนือ่ ง เกิดการทำงาน จากการฝก งาน ประเทศนิวซีแลนด เรียกการประถมและมัธยมศึกษาสายสามัญวา การศึกษาในระบบ โรงเรยี น (Schooling) ซงึ่ ชวงอายุ 6-16 ป เปน การศึกษาภาคบังคับ (Compulsory) แตเด็กสวน ใหญในประเทศนี้มักจะเริ่มเขาเรียนตั้งแตอายุ 5 ป โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา มี หลายประเภทดังนี้ 1) โรงเรยี นระดับประถมศกึ ษา (Primary Schools) จดั การศกึ ษาตงั้ แตช ้ันป ที่ 1 ถงึ 8 (Year1-8) อายุประมาณ 7 - 13 ป
2) โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา เปนประเภทของรัฐบาล กึ่งรัฐบาล และ เอกชน โรงเรียน สวนมากเปนโรงเรียนสหศึกษาซึ่งรัฐบาลของประเทศนิวซีแลนด เปนผูสนับสนุนดแู ลโดยมโี รงเรียนชายลวน และหญิงลวน อยูประมาณรอยละ 10 จัดการเรียนการสอนชั้นปที่ 9-15 หรือชั้นปที่ 7-15 ซึ่งมีทั้งโรงเรียนมัธยมของรฐั และเอกชน กระบวนการจดั การเรยี นรูเปน รายวิชา และสนบั สนุนใหค ำปรกึ ษาเร่ือง อาชีพ สงผลใหสถานศึกษาจัดทรัพยากรตาง ๆ ประกอบดวย ขอมูลสารสนเทศ ขาวสารทุกชนิด และเทคโนโลยีการสื่อสารในรูปแบบตาง ๆ ที่เหมาะสมสำหรับ ผเู รียน การนำเสนอแนวทางใหม ๆ เพื่อใหผูเรียนเขา ถึงความรแู ละเรียนรูไดดีอยาง ท่วั ถึง 3) โรงเรียนการศึกษาพิเศษ รวมถึงการจัดการศึกษาพิเศษในคายสุขภาพ (Health Camps) โรงเรียนในโรงพยาบาล (Hospital Schools) แตไมรวมการจัด ใหเด็กพิเศษที่เรียนรวมในโรงเรียนปกติ โรงเรียนการศึกษาพิเศษสำหรับผูมีสิทธิ ออกเสยี งเลอื กต้ังอืน่ ๆ 4) โฮมสกูล (Home Schooling) เปนการจัดการศึกษาในครอบครัว ตามท่ี กระทรวงศึกษาธิการอนุญาต 2.3 การอุดมศึกษา (Tertiary education) ในประเทศนิวซแี ลนดมยี ุทธศาสตร Ka Hikitia ให การสงเสริมการจัดการเรียนรูที่มีคุณภาพสำหรับเยาวชนชาวเมารีพื้นเมือง มีแผนพัฒนาการศึกษา (Pasifika Education) ที่สงเสริมการมีสว นรวมและผลสัมฤทธ์ิของผูเรียนที่มีเชื้อสายมาจากประเทศใน มหาสมุทรแปซิฟกใต จึงมงุ เนนคณุ ภาพท่ีสมั พันธกับผลการศึกษาที่ผา นมา มีงานวจิ ยั ทสี่ ามารถสนบั สนนุ ในโลกความเปน จริงของเปาหมายและการพัฒนาชาติ ประเทศนิวซีแลนดแบงออกเปน หลายประเภท คอื 1) มหาวิทยาลัย (Universities) จัดการอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรี หรือสงู กวา เนนภาคทฤษฎี 2) วานังกะ (Wananga) คือ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่จัดในบริบท วฒั นธรรมเมารี 3) สถาบันเทคโนโลยีหรือวิทยาลัยโปลิเทคนิค (Institutes of Technology/Polytechnics) คือ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐหรอื เอกชน 4) ว ิ ท ย า ล ั ย ว ิ ช า ก า ร ศ ึ ก ษ า ( College of Education) คื อ สถาบันการศึกษาที่รัฐจัดขึ้นเพื่อการเตรียมบุคคลเปนครูระดับปฐมวัย ประถมศกึ ษา และมัธยมศึกษา 5) ส ถ า บ ั น ฝ ก อ บ ร ม อ า ช ี พ ข อ ง เ อ ก ช น ( Private Training Establishments: PTEs)
6) หนวยฝกงานในระบบอุตสาหกรรม (Industry Training Organization: ITOs) เพื่อใหความยืดหยุนและสอดคลองกับความตองการ ของผูเรียนท่ีเปนผูใหญ ประเทศนวิ ซีแลนดมีคณุ ภาพและโปรแกรมการจัดการศกึ ษาในระดับอุดมศกึ ษาเปน ท่ยี อมรับในระดบั นานาชาติ ประเทศไทย ตามพระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง ชาติ พ.ศ. 2552 แกไ ขเพมิ่ เตมิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ในหมวด ๓ ระบบการศกึ ษา มาตรา ๑๕ การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศกึ ษานอกระบบ และการศึกษา ตามอัธยาศยั (๑) การศึกษาในระบบ เปนการศึกษาที่กำหนดจุดมุงหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของ การศึกษา การวดั และประเมินผล ซง่ึ เปนเงือ่ นไขของการสำเรจ็ การศกึ ษาที่แนน อน (๒) การศกึ ษานอกระบบ เปนการศกึ ษาท่มี คี วามยืดหยุน ในการกำหนดจดุ มงุ หมาย รปู แบบ วิธีการจัดการ ศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมนิ ผล ซ่งึ เปน เงือ่ นไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา โดยเนอื้ หา และหลกั สูตรจะตอ งมคี วามเหมาะสมสอดคลองกับสภาพปญ หาและความตอ งการของบคุ คลแตละกลุม (๓) การศึกษาตามอัธยาศัย เปนการศึกษาที่ใหผูเรียนไดเรียนรูดวยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพรอม และโอกาส โดยศกึ ษาจากบุคคล ประสบการณ สังคม สภาพแวดลอม สอื่ หรือแหลง ความรอู น่ื ๆ สถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรปู แบบใดรปู แบบหนง่ึ หรือท้งั สามรูปแบบกไ็ ด ใหมีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผูเ รียนสะสมไวในระหวางรูปแบบเดียวกนั หรือตา งรูปแบบได ไมวาจะ เปนผลการเรียนจากสถานศึกษาเดยี วกันหรือไมก็ตาม รวมทั้งจากการเรยี นรูนอกระบบ ตามอัธยาศัย การฝก อาชีพ หรอื จากประสบการณการทำงาน มาตรา ๑๖ การศึกษาในระบบมสี องระดบั คือ การศึกษาข้ันพื้นฐาน และการศกึ ษาระดับอดุ มศกึ ษา การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบดวย การศึกษาซึ่งจดั ไมนอยกวาสิบสองปกอนระดับอุดมศึกษา การแบง ระดบั และประเภทของการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน ใหเปนไปตามท่ีกำหนดในกฎกระทรวง การศกึ ษาระดบั อดุ มศกึ ษาแบง เปน สองระดับ คอื ระดับตำ่ กวา ปริญญา และระดบั ปริญญา การแบงระดับหรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัย ใหเปนไปตามที่ กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๑๗ ใหมีการศึกษาภาคบังคับจำนวนเกาป โดยใหเด็กซึ่งมีอายุยางเขาปที่เจ็ด เขาเรียนใน สถานศึกษาขัน้ พ้ืนฐานจนอายุยางเขาปที่สิบหก เวนแตสอบไดชั้นปที่เกา ของการศึกษาภาคบังคบั หลักเกณฑ และวิธกี ารนบั อายุใหเ ปน ไปตามท่กี าหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๑๘ การจดั การศกึ ษาปฐมวยั และการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานใหจัดในสถานศกึ ษา ดงั ตอ ไปน้ี
(๑) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ไดแก ศูนยเด็กเล็ก ศูนยพัฒนาเด็กเล็ก ศูนยพัฒนาเด็กกอนเกณฑของ สถาบันศาสนา ศูนยบริการชวยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการและเด็กซ่ึงมีความตองการพิเศษ หรือสถาน พัฒนาเด็กปฐมวยั ที่เรียกชือ่ อยางอนื่ (๒) โรงเรยี น ไดแ ก โรงเรยี นของรัฐ โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนที่สังกดั สถาบนั พทุ ธศาสนาหรือศาสนาอ่นื (๓) ศูนยการเรยี น ไดแก สถานที่เรียนที่หนวยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย สถานสงเคราะห และสถาบันสังคมอนื่ เปน ผูจัด มาตรา ๑๙ การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาใหจัดในมหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือหนวยงานที่ เรยี กช่อื อยางอื่น ท้งั น้ี ใหเปน ไปตามกฎหมายเกยี่ วกับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา กฎหมายวาดวยการจัดตั้ง สถานศกึ ษาน้นั ๆ และกฎหมายท่ีเกย่ี วขอ ง มาตรา ๒๐ การจัดการอาชีวศึกษา การฝกอบรมวิชาชีพ ใหจัดในสถานศึกษาของรัฐ สถานศึกษาของ เอกชน สถานประกอบการ หรือโดยความรวมมือระหวา งสถานศึกษากับสถานประกอบการ ท้งั นี้ ใหเ ปนไปตาม กฎหมายวาดว ยการอาชีวศกึ ษาและกฎหมายทเ่ี ก่ยี วขอ ง มาตรา ๒๑ กระทรวง ทบวง กรม รัฐวสิ าหกจิ และหนวยงานอ่นื ของรัฐ อาจจดั การศกึ ษาเฉพาะทางตาม ความตอ งการและความชำนาญของหนวยงานนั้นได โดยคานึงถึงนโยบายและมาตรฐานการศึกษาของชาติ ทัง้ นี้ ตามหลกั เกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขทีก่ าหนดในกฎกระทรวง
โครงสรางและการจดั ระบบการศกึ ษา (Structure and organization of education system) โครงสรา งระบบการศึกษาของประเทศนิวซีแลนด ระบบการศึกษาของประเทศนิวซีแลนดจะแตกตางจากประเทศอ่นื รวมถึงประเทศไทยเล็กนอย คอื การ เรียนระดับประถมศึกษาทั้งหมด 6 ปซึ่งเหมือนกบั ประเทศอื่น ๆ แตระดับมัธยมศึกษาจะเรียนทั้งหมด 7 ป การศึกษา นิวซีแลนดเปนประเทศที่เปนแหลงการศึกษาที่มีคุณภาพประเทศหนึ่งที่เปดรับนักเรียนนักศึกษา ตางชาตเิ ขา มาเรยี นตั้งแตระดบั ประถมศกึ ษา มธั ยมศึกษา ภาษาองั กฤษ จนกระท่ังการเรยี นระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีหลกั สตู รใหเลือกมากมาย ดงั แผนภาพของบริษัทวฒั นาสาธิตซทัดดี้ ทัวร จำกดั แผนภาพแสดงโครงสรางระบบการศึกษาและการเรียกช่ือของประเทศนิวซีแลนด การจดั ระบบการศกึ ษา โรงเรียนมัธยมศึกษาในนิวซีแลนดมปี ระมาณ 400 แหง ทั้ง โรงเรียนรัฐบาล กึ่งรัฐบาล (โรงเรียนไดรับ เงินสนับสนนุ จากรัฐบาล) และเอกชน โรงเรยี นแตละแหงท่ีสามารถจดั การเรยี นการสอนเองไดแตตอ งไดรับการ รับรองคุณภาพจาก New Zealand Qualification Authority (NZQA) หลักสูตรและมาตรฐานการศึกษาจะ คลายคลึงกันและมีจุดประสงคเดียวกันคือเตรียมความพรอมใหกับนักเรียน เพื่อสอบใหไดประกาศนียบัตร ระดับมธั ยมศึกษาท่รี ัฐบาลกำหนด นกั เรียนทกุ คนเม่ือจบระดบั ฟอรม 5 (ระดบั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 5)จะตองสอบไล ขอสอบกลางของประเทศที่เรยี กวา School Certificate และเมื่อจบฟอรม 6 (ระดับมัธยมศึกษาปที่ 6) ตอง สอบขอสอบทโ่ี รงเรยี นเปน ผูจ ัดสอบเพ่ือรับ Sixth Form Certificate ดังนั้นการเลอื กโรงเรยี นจงึ เปนส่งิ สำคญั
โรงเรียนมธั ยมสวนใหญจะรับนักเรียนนักตา งชาติเขา เรียนในฟอรม 3 (ระดบั มธั ยมศึกษาปที่ 3 อายุ 13 ป) บางโรงเรียนรับตั้งแตฟอรม 1 (ระดับมัธยมศึกษาปที่ 1) นักเรียนระดับฟอรม 3-4 ถือเปนชั้นมัธยมศึกษา ตอนตน นกั เรยี นจะเรยี นวิชาบงั คับพนื้ ฐาน เชน วชิ าภาษาอังกฤษ วชิ าสังคมศาสตร วิชาวทิ ยาศาสตร วิชาสุข ศึกษา วิชาพลศึกษา วิชาดนตรี วิชาศิลปะ สวนวิชาเลือกอาจจะมีวิชาคหกรรมศาสตร วิชาเศรษฐศาสตร วิชา ภาษาตา งประเทศ นกั เรียนระดับฟอรม 5-6 ถือเปนมธั ยมตอนปลาย จะมที างเลอื กตามความถนัดมากขึ้นและ วิชาบังคับนอยลง วิชาบังคับคือ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร วิทยาศาสตร เมื่อจบฟอรม 5 นักเรียนตองสอบ School Certificate Examination ซึ่งจัดสอบโดยกระทรวงศึกษาธิการและ สอบ Sixth Form Certificate ซึ่งโรงเรียนเปน ผจู ดั สอบเมื่อจบฟอรม 6 นกั เรยี นระดับฟอรม 7 เปนปสดุ ทายในระดับโรงเรียนมัธยม นักเรียน จะตองสอบ Bursary and Scholarship Examination เพื่อใชผลคะแนนสอบ ในการสมัครเขามหาวิทยาลัย นักเรยี นตางชาตกิ ็สามารถสอบเขา ไดนักเรยี นในฟอรม 5-6-7 ควรเลอื กวิชาท่เี ปนพ้นื ฐานของการเรียนในระดับ ปริญญาตรีที่ตนสนใจ เชน ถาสนใจเรียนปริญญาตรีทางดานธุรกิจก็ควรเลือกวิชาเลข สถิติ การบัญชี เศรษฐศาสตร เปนตน สวนนักเรียนที่จะเรยี นทางดานวิทยาศาสตรก ็ควรเลือกเรียนวชิ า เคมี ฟสิกส ชีววิทยา เปนตน ภาคเรียนแบง ออกเปน 4 เทอม จะปดใหน ักเรยี นพัก 2 สัปดาห โรงเรยี นมัธยมถกู กำหนดใหม กี ารสอน ไมนอ ยกวา190 วันตอ ป กำหนดวันเปด และปดเรยี นประจำภาคดังนี้ เทอม 1 กุมภาพนั ธ – เมษายน เทอม 2 เมษายน - มิถุนายน เทอม 3 กรกฎาคม – กันยายน เทอม 4 ตุลาคม – ธันวาคม ประเทศไทย กรณสี มัครเขา เรียนจากชนั้ สูงสุดที่จบจากประเทศไทยสามารถสมัครเขาเรียนได และสามารถสมัครเขา เรียนจากผลการเรียน อายุ และพื้นฐานภาษาอังกฤษ แตการรับนักเรียนขึ้นอยูกับการตัดสินใจของแตละ โรงเรียน ประกาศกรมวิชาการ เรื่อง การพิจารณาเทยี บความรูวุฒิจากประเทศนิวซแี ลนด ในระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย ณ วนั ท่ี 8 มถิ ุนายน 2541 โดยมนี ายพยงุ ศักด์ิ จนั ทรสุรินทร เปน อธบิ ดกี รมวิชาการ ตามทีก่ ระทรวงศกึ ษาธิการอนุมตั ิใหเทียบความรูระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย หรอื เทยี บเทา มัธยมศึกษา ตอนปลายจากประเทศนิวซีแลนดใหเทามัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการกรม วชิ าการขอประกาศใหทราบรายระเอยี ด ของการเทียบความรู ดงั นี้ 1. เทียบความรูว ุฒิ Form 6 เทา มัธยมศึกษาตอนปลาย 2. เทียบความรูวุฒิ Form 6 รวมกับ Unit Standards เทามัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ เทียบความรู Unit Standards เทามัธยมศึกษาตอนปลาย 3. เทียบความรวู ุฒิ Form 6 รวมกับวุฒิ Form 7 เทา มัธยมศึกษาตอนปลาย
ท้งั น้ี ใหเปนไปตามเกณฑการพจิ ารณาเทียบความรูเปนรายบคุ คลดงั นี้ 1. สำเร็จการศึกษา Form 6 และไดรบั Sixth Form Certificate ท่แี สดงรายวิชาไมตำ่ กวา 5 รายวิชา ซงึ่ ออกโดย New Zealand Qualification Authority NZQA 2. สำเรจ็ การศึกษา Form 6 รวมกบั Unit Standards 3. สำเร็จการศึกษา Unit Standards ตามระบบใหม และไดรับ Record of Learning ซึ่งออกโดย NZQA ที่แสดงจำนวนหนวยกิต Credits และแสดงจุดประสงค Unit Standards โดยเทียบจุดประสงคใน ขอบเขตที่เปนรายวิชาเดียวกัน ตองไมต่ำกวา 7 หนวยกิต ใน Level 2 เปนอยางต่ำ จะเทียบไดเทากับ 1 รายวชิ า นับรวมแลวไมต่ำกวา 5 รายวชิ า โดย NZQA เปนผูออกหนังสือรบั รองช่อื รายวิชา สำหรับการศึกษา Form 6 รวมกับ Form 7 และไดรับ Sixth Form Certificate และ High School Certificate ที่ออกโดย NZQA และไดรับหลักฐานแสดงผลการสอบ University Entrance & Bursaries นับ รายวชิ ารวมกันไมตำ่ กวา 5 รายวชิ า
การจัดการศกึ ษา (The Education Process) ประเทศนวิ ซีแลนด การจัดการศึกษาของรัฐในนิวซีแลนดพฒั นามาจากแนวความคิดเกี่ยวกับการศึกษาแบบประชาธปิ ไตย และการศึกษาแบบกา วหนา ในชวงปลายศตวรรษที่สิบเกา การสรา งระบบการศึกษาท่ีมงุ ลดความเหล่ือมล้ำและ เปดใชงานการเคลอ่ื นยายทางสงั คมเปนเปา หมายสำคญั สำหรับนักปฏริ ูปการศึกษาในยคุ แรกของนิวซแี ลนด ตน กำเนดิ ของโรงเรียนประถมศึกษา การผานพระราชบัญญตั กิ ารศึกษา พ.ศ. 2420 ไดจ ดั ต้ังระบบการศึกษาระดบั ประถมศกึ ษาแบบโลกภาค บังคับและแบบเสรีแหง แรกของนิวซีแลนด ภายใตพระราชบญั ญัตบิ ังคบั ใหเด็กอายุตั้งแต 7 ถึง 13 ปเขาเรยี น ในโรงเรียนประถมศึกษา พระราชบัญญัตนิ ย้ี ังพยายามกำหนดมาตรฐานคุณภาพการศึกษาเนอื่ งจากโรงเรียนมี ทรัพยากรและแนวทางที่แตกตางกันอยางมาก กอนหนานี้เด็ก ๆ เขาเรียนในโรงเรียนที่ปกครองโดยรัฐบาล จังหวัดหรือโบสถหรือโรงเรียนเอกชน เชนเดียวกับกฎหมายทั้งหมดประสิทธิผลของพระราชบัญญตั ิขึ้นอยูกบั ความสามารถในการปฏบิ ัติไดและทรัพยากรในการบังคบั ใช เด็กหลายคนยังคงเผชญิ กับความยากลำบากในการ เขาเรียนในโรงเรียนโดยเฉพาะอยา งยิง่ เด็กจากชนบททีก่ ารใชแ รงงานคนมคี วามสำคญั ตอครอบครวั พระราชบัญญัติป พ.ศ. 2420 ไดสรางความแตกตางใหกับชาวเมารีและผูหญิงทำใหมีสัดสวนเพียง เล็กนอ ยในการศกึ ษาตอในระดับสงู ตวั อยางเชนเดก็ หญงิ ชาวเมารีกวา 500 คนไปโรงเรียน Hukarere Native Girls 'ในอาว Hawkes ระหวางป ค.ศ. 1877 ถึง 1900 Apirana Ngata ไปเรียนท่ี Te Aute College เมอ่ื อายุ 10 ปในป ค.ศ. 1884 ไดรับทุนการศึกษาและกลายเปนชาวเมารีคนแรกท่ีสำเร็จการศึกษาใน มหาวิทยาลัยใน นวิ ซแี ลนดแ ละเปน นกั การเมืองช้ันนำ ตน กำเนิดของโรงเรียนมธั ยมศกึ ษา ประมาณป พ.ศ. 2443 โดยท่ัวไปแลว การเรียนในระดับมัธยมศกึ ษาสำหรับชนช้ันสงู ทีร่ ำ่ รวยทตี่ ั้งใจจะไป เรียนตอในมหาวทิ ยาลยั หรอื เขาสูอาชีพการงานและมันไมฟรี ในป พ.ศ. 2444 มีผูที่มอี ายุระหวาง 12 - 18 ป นอยกวารอยละ 3 เขาเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาของรัฐ อีกรอยละ 5 เขาเรียนในโรงเรียนมัธยมประจำเขต หรอื ช้นั Standard 7 โอกาสทางการศึกษาดขี ้นึ จากราวป พ.ศ. 2445 เม่อื โรงเรยี นมัธยมศึกษาไดรับทุนเพื่อรับ นกั เรยี นเพม่ิ ข้นึ พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษา ค.ศ. 1914 จำเปน ตอ งมโี รงเรยี นมธั ยมทจี่ ะนำเสนอการศึกษาฟรใี หกับทุกคน ท่ีผา นการตรวจสอบวัดความรู ใบรับรองความเช่ยี วชาญจงึ กลายเปนปจจัยสำคัญของโอกาสในการทำงานและ อาชีพ ภายในป พ.ศ. 2464 เกือบ 13 เปอรเซ็นตของเด็กอายุ 12 - 18 ปเขาเรียนในสถาบันการศึกษาระดับ มัธยมศกึ ษา (โดยปกตจิ ะใชเวลาอยา งนอยสองป) หา ปต อมาในป พ.ศ. 2469 และในป พ.ศ. 2482 มรี อยละ 25 ท่ที ำเชนน้นั
โรงเรียนสวนใหญยังคงพยายามเสนอหลักสูตรที่มีองคประกอบแบบดั้งเดิมและเผด็จการที่เขมแข็ง โรงเรียนพยายามทีจ่ ะสรางสมดุลของการศึกษาทางวัฒนธรรมและศีลธรรมแบบ 'อารยะ' กับ 'ประโยชน' ความ ตองการการฝกอบรมวชิ าชีพ สิ่งนี้ทำใหผิดหวังผูที่กระตุนใหมุงเนนไปที่การเตรียมกำลังแรงงานมากขึ้น การ ตอ สรู ะหวา งความจำเปนดา นการศกึ ษาสายอาชีพและวัฒนธรรมยงั คงดำเนนิ ตอ ไปในปจจบุ ัน แนะนำโรงเรยี นมธั ยมเทคนคิ ความพยายามที่จะตอบสนองความตองการการฝกอบรมพนักงานเกิดขึ้นในชวงตนศตวรรษที่ 20 โดย การแนะนำโรงเรียนมัธยมดานเทคนิค พวกเขาเสนอการฝกอบรมเชิงปฏบิ ัติที่มุงเนน ดา นอาชีพ อยางไรก็ตาม พวกเขาไมป ระสบความสำเร็จ โรงเรียนมธั ยมศึกษาแบบดงั้ เดมิ ถูกมองโดยผูป กครองวาเปนหนทางสูอาชีพที่มี สถานะสูงและมชี ีวติ ที่ดขี ึน้ โรงเรยี นเทคนคิ ไดร ับการยกยอ งวามคี วามสามารถนอย มีแนวโนมที่จะใหความสำคัญกับการฝกอาชีพมากขึ้นในชวงทศวรรษที่ 1920 และ 1930 ซึ่งเปนสวน หนึ่งของกระแสตะวนั ตกสมัยใหมในชว งครึง่ แรกของศตวรรษท่ีหางจากการศึกษาทางจิตวญิ ญาณศีลธรรมและ วัฒนธรรมเพอื่ มงุ เนน ไปทกี่ ารศึกษาของแรงงาน กอนคริสตทศวรรษ 1940 นักเรียนจะไดรับหลักสูตรที่แตกตางกันไปในโรงเรียนมัธยมศึกษาประเภท ตา ง ๆ ตัวอยา งเชน ในป พ. ศ. 2469 นกั เรยี นระดบั มธั ยมศึกษาหนง่ึ ในสีไ่ ปโรงเรียนเทคนิครอ ยละ 2 โรงเรียน เมารี (ซึ่งเนนทักษะการใชมือ)รอยละ 12 ไปโรงเรียนมัธยมประจำเขตหรือเกษตรกรรม 10 เปอรเซ็นตไป โรงเรียนเอกชน (รวมทงั้ โรงเรียนคาทอลกิ ) และเพยี งมากกวา รอ ยละ 50 ไปโรงเรียนมัธยมศึกษาของรัฐ การจัดการศึกษาของนิวซีแลนดแตกตางจากประเทศอื่น ๆ ที่ไมเปดโอกาสใหองคกรปกครองสวน ทอ งถ่นิ จัดการศกึ ษา แตก ารศึกษากระจายไปใหประชาชนจดั การศกึ ษาโดยตรง ทงั้ รัฐ เอกชน พอ แม ผูป กครอง หรือโบสถ การศกึ ษาทีจ่ ดั ในโรงเรียนของรัฐ เปนการจดั ในรปู ของคณะกรรมการบริหารสถานศกึ ษา (Board of Trustee) ทีม่ าจากประชาชน (ผูปกครอง ตวั แทนชุมชน/ทองถิน่ ) โดยตรง คณะกรรมการบริหารสถานศึกษาดังกลาว ประกอบดว ยผูบ ริหารโรงเรยี น ตวั แทนครู ตัวแทนผูป กครอง ผูแทนชุมชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น ประมาณ 5-7 คน ตามขนาดของโรงเรียน และหากเปนโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาจะมีตัวแทนนักเรียนรวมเปนกรรมการดวย มีอำนาจเบ็ดเสร็จทางการบริหารทั้งดาน งบประมาณ วิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารกิจการนักเรียน และการบริหารทั่วไป ที่ทำหนาที่รับ นโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง ตามกฎหมายการศึกษา ค.ศ. 1989 กลา วคือ 1. การบรหิ ารวิชาการ การบริหารงานวิชาการในระดับรัฐ มีการกำหนดแนวทางการศึกษาของชาติ เปาหมายการศึกษาของ ชาติ และกรอบหลักสูตรของนิวซีแลนด รวมถึงกำหนดธรรมนูญของโรงเรียน เพื่อเปนแนวทางการบริหาร วิชาการของโรงเรยี น และกำหนดแนวทางในการจดั การศกึ ษา ซึ่งเปนเสมอื นแผนแมบทในการจดั การศกึ ษาของ ทุกหนวยงาน และเปนแนวทางในการสนับสนนุ ของรัฐที่มีตอหนวยงานทางการศึกษา ในดานการบริหารงาน วิชาการมีลักษณะของการกระจายอำนาจใหคณะกรรมการบริหารสถานศึกษา มีอำนาจหนาที่ทุกเรื่องที่ เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในโรงเรียนตามที่กำหนดไวในแนว ทางการจัดการศึกษาของชาติ ตามหลักการกระจายอำนาจและการบรหิ ารคุณภาพ
การบริหารงานวิชาการในระดบั สถานศกึ ษา กรรมการบรหิ ารโรงเรยี นไดรบั การกระจายอำนาจใหทำทุก เรื่องเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการประเมินผล การเรียน โดยการมีสวนรวมของผูมีสวนไดสวนเสีย ไดแก สื่อมวลชน ครู ผูปกครอง และนักธุรกิจตาง ๆ ทุก ขั้นตอน ผานกระบวนการตาง ๆ เชน การระดมความคิดเห็น การประชาพิจารณ ประชุมสัมมนาและการ เผยแพรสมู วลชน เพือ่ รับการวิพากษว ิจารณแกไ ข กลาวคอื 1.1 การพัฒนาหลักสูตร โรงเรียนพัฒนาหลักสูตร จากกรอบหลักสูตรแหงชาติที่รัฐกำหนดโดยคณะ กรรมการบริหารฯ ครู ผูปกครอง และชุมชน รวมกันกำหนด เลือกใชหลักสูตรและพัฒนาใหสอดคลองกับ หลกั สูตรกลางและสภาพของทองถ่นิ และสถานศกึ ษา ครอบคลุมสาระการเรียนรู 7 สาระ คอื ภาษาประจำชาติ ภาษาองั กฤษ และภาษาอน่ื ๆ คณิตศาสตร วิทยาศาสตร เทคโนโลยี สงั คม ศิลปะ สุขศกึ ษาและพลานามัย โดย มุงปลูกฝงคานิยมและคุณลักษณะอันพงึ ประสงคของพลเมือง และทักษะที่จำเปน 8 ประการ คือ ทักษะการ สอื่ สาร การคำนวณ ทักษะดา นสารสนเทศ ทกั ษะการแกป ญหา ทักษะการจัดการตนเองและการแขง ขนั ทักษะ ทางสังคมและการรวมมือกัน ทักษะทางกายภาพ ทักษะในการทำงานและการเรียนรู โดยชั้นประถมจะเนน ภาษาและคณิตศาสตร ที่เปนพื้นฐานไปเรียนตอวิชาอื่นไดตอไป หลังการปรับปรุงหลักสูตรป ค.ศ. 2010 พ.ศ. 2553 มีการกำหนดสมรรถนะของผูเรยี นดงั นี้ คือ สมรรถนะดา นการคดิ การใชภาษา สัญลักษณและตำรา เรียน การจัดการตนเอง การสรางความสัมพันธกับผูอื่น และการมีสวนรวมและสนับสนุนชวยเหลือที่แตละ โรงเรียนตองใหความสำคญั และพัฒนาผูเรียนใหเปนไปตามนโยบาย เปาหมาย หลักสูตร และแนวทางแหงชาติ วาดว ยการศกึ ษา ปก ารศึกษาในระดับมธั ยมนน้ั จะแบง เปน ระบบสภี่ าคการศกึ ษา โดยมกี ารปด ภาคการศึกษาชวงสน้ั ๆ ครั้ง ละสองสัปดาหในเดอื นเมษายน กรกฎาคม และกนั ยายน มีการแยกกลุมสาระการเรยี นรูชดั เจน มีโอกาสเลอื ก วิชาเลือกมากขึน้ เพอ่ื ใหเดก็ คน พบตวั เอง และหลายวชิ าเนน ภาคปฏบิ ัติ กลาวคอื โรงเรียนมัธยมศึกษาเนน ให นักเรยี นคนพบอตั ลกั ษณข องตนเอง 1.2 การจัดการเรยี นการสอน เปน หนาทขี่ องครูที่จะนำหลักสูตรท่ีไดพัฒนาแลวมาวางแผนการสอน และเลือกตำราเรยี นไดเอง และเพ่ือใหเกิดการเรยี นรแู ละทักษะตา งๆ โดยทวั่ ไป ใชหลกั 4 ประการ คือ 1) จัดการเรียนรูตามระดับความสามารถ 2) สนับสนนุ ทัศนคตเิ ชิงบวกตอการเรยี นรูสิ่งใหม 3) จัดการเรยี นรูท่ีหลากหลาย และ 4) กำหนดสภาพความสำเรจ็ และตัวช้วี ัดการประเมินผลทีช่ ัดเจน และ การตดิ ตามชวยเหลอื ในการนี้กรอบหลักสูตรแหงชาติไดก ำหนดแนวทางวิธกี ารสอนของครูทีค่ วรคำนงึ คือการกระตุนใหเ ดก็ ไดค ิดเปน ทำเปนการสรางสภาพแวดลอมการเรียนรูทเี่ หมาะสม การพฒั นาวธิ กี ารใหส อดคลองกบั ความรใู หม ๆ การอำนวยความสะดวกในการมีสวนรวมการเรียนรู การสรางความสัมพันธระหวางการเรียนรูและ ประสบการณ โอกาสท่จี ะเรยี นรู และการสอนแบบต้ังคำถาม
โรงเรียนประถมศึกษาเนนการรภู าษา (การอา นและการเขียน) และวิชาคณิตศาสตร เพราะเปนพื้นฐาน สำหรับการคิดและการเรยี นรู มักจะจัดเปน หัวขอและบูรณาการกลุมสาระตาง ๆ หลักสูตรในแตละโรงเรยี นมี ความยืดหยุนพอสมควร เชน สอดแทรกเรื่องศาสนา หรือเรื่องราวในทองถิ่น ระดับประถมศึกษาจะเนนการ สอนแบบคละชั้น ครูจะมีกติกาชั้นเรียนชัดเจน ที่เนนการใหเด็กทำงานเปน กลุม ทำกิจกรรมและครูจะตดิ ตาม ดูแลในแตละกลุม เม่อื มีนักเรยี นไมมาก ทำใหครดู ูแลใกลชดิ และสามารถรจู ดุ ออนจุดแขง็ ของเด็กแตละคน แต ละหนว ยการเรยี นรมู วี ตั ถุประสงคก ารเรียนรู ทักษะสำคญั ควรไดร ับกระบวนการเรียนรูและเกณฑการประเมิน ที่ชดั เจน โดยครูจะบนั ทกึ เพื่อติดตามความกา วหนาการสอนของตนเองในระดบั ประถมศึกษา จะใหความสำคัญ กบั ผลงานของนกั เรยี น โดยรวบรวมและจัดแสดง เพือ่ ใหเ ด็กภาคภมู ใิ จ ในระดับมธั ยมศึกษาทน่ี ักเรียนมีความพรอมมากขึน้ การสอนจะแบง ระดบั ชั้น จดั เปนช้ันเรียนแตก็จะมี กิจกรรมกลุมที่ทุกคนจะทำกจิ กรรมเดียวกัน มีหองเรียนเฉพาะตาง ๆ เชน หองปฏิบัตกิ าร หองตามวิชาเลือก หองสมุด ฯลฯ ใหเ ลอื กทำกจิ กรรม ผูบริหารหรือผูอำนวยการและรองผูอำนวยการโรงเรียน จะตองมีสวนในการสอนทุกคน ไมมากก็นอย ตามสดั สวนภาระการบรหิ าร ดังนนั้ ผูบริหารจึงมีความเขา ใจในการบริหารงานวิชาการเปนอยา งดี 1.3 การประเมินผลการเรียน เปนหนาที่ของครูโดยตรง ที่จะประเมินอยางอิสระดวยวิธีการตาง ๆ ในป ค.ศ. 2010 พ.ศ. 2553 รฐั ไดพัฒนากรอบการประเมนิ ขึ้น และยึดเปนแนวทางในการประเมินผูเรยี น ในการน้ีครู จะประเมินผูเรียนอยางหลากหลาย เชน การสังเกตพัฒนาการของผูเรียน ผลงาน/รายงาน การประเมินตนเอง ของผูเรียน การประเมินโดยบุคคลภายนอก แฟมสะสมผลงาน ตัวชี้วัด การประชุมพิจารณารวมกันและการ ทดสอบ ทง้ั นรี้ ัฐมกี ารจดั ทำเครื่องมือการประเมนิ ใหแกครู เพอ่ื งายตอ การประเมิน รวมทั้งผปู กครองจะมีสว นรวม ในการประเมิน/ใหขอ มลู ดวย เพอ่ื ประโยชนในการรับทราบพัฒนาการ ทักษะและความตอ งการของเด็ก 2. การบรหิ ารงบประมาณ รายไดของสถานศึกษามาจาก 1) เงินอุดหนุนของรัฐตามรายหัวนกั เรยี นและแผนงาน/โครงการทีเ่ สนอขอ เปนเงนิ อุดหนนุ (Lump sum) 2) คาเลา เรยี นที่เก็บจากนักเรียน นักศกึ ษาตา งชาติ 3) จากการบรจิ าคของชมุ ชนและการจัดกจิ กรรมหารายไดข องสถานศกึ ษา นอกจากเงนิ 3 ประเภทดงั กลา วแลว ในสว นของรฐั หรอื กระทรวงศึกษาธิการ ยงั มกี ารจดั สรรเงินอุดหนุน ตามนโยบายและโครงการพิเศษ ใหกับสถานศึกษาแลวแตกรณี ไดแก เงินอุดหนุน ชวยเหลือครู เงินอุดหนุน ตามเปา หมายผลสัมฤทธทิ์ างการศกึ ษา เงินอุดหนนุ การศึกษาพิเศษ เงนิ อุดหนนุ ความร/ู แนะแนวดานอาชพี เงิน อดุ หนุนการแกไขปญหาสังคม เงนิ คาบำรงุ รักษาอาคารสถานท่ี และเงินคาสาธารณูปโภค เปนตน ในสวนงบประมาณของรัฐ การจัดการศึกษาตั้งแตระดบั ประถมศึกษา ถงึ ระดบั อุดมศึกษาเปนการศึกษา ใหเปลาของรัฐ รายรับของโรงเรียนสวนใหญไดมาจากรัฐบาลโดยรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณเปนกอนตาม สภาพเศรษฐกจิ ของพ้นื ทใ่ี หแกโ รงเรียนโดยตรงแบงเปน 3 สว นใหญ ๆ คอื เงินเดอื นครู (ปจ จบุ ันรฐั สง เงินเขา บัญชีของครูโดยตรง) งบดำเนินการและงบสนับสนุน ตามที่กลาวขางตน โดยคณะกรรมการบริหาร สถานศึกษาจะบริหารการใชจายงบประมาณเองโดยอิสระ มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดตั้งงบประมาณตามท่ี กำหนดไวในธรรมนญู โรงเรียน และเสนอเปนแผนงานหรือโครงการฯ ไวกับกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนจะ วางแผนการใชเงินในเรอื่ งตา ง ๆ หากมคี วามจำเปน เรงดวนอยางอน่ื มากกวา ก็มสี ทิ ธเิ ปลยี่ นแปลงไดแ ละหากใช
งบประมาณไมห มดกจ็ ะสามารถนำไปใชในปถัดไปได รฐั จะตรวจสอบการใชงบประมาณจากการท่ีกำหนดไวใน ธรรมนูญโรงเรียน โดยมีสำนักงานตรวจสอบคุณภาพการศึกษาเปนผูรับผิดชอบดำเนินการ การบริหาร งบประมาณ รัฐบาลมีการวางแผนการบริหารงบประมาณแบบมุง เนนผลงาน ในการจัดสรรงบประมาณ รัฐยดึ หลกั ความเสมอภาคหรือความเทาเทียมของผูเรยี นที่จะไดรับการศึกษา ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณใหก บั สถานศกึ ษาของรฐั จึงจัดตามเกณฑที่กำหนดของสถานศึกษาออกเปน 10 ระดบั ระดับ 1 เปนสถานศกึ ษาท่อี ยใู นถิ่นยากจนทีส่ ุด และระดับ 10 เปนสถานศกึ ษาทีม่ คี วามพรอมและอยูใน ถน่ิ ร่ำรวยที่สดุ โดยเพิม่ งบสนับสนนุ ใหก บั โรงเรียนเพิม่ ตามระดบั ความยากจนดังกลาวขา งตน สำหรับธรรมนูญโรงเรียน (School Charter) เปนเสมือนแผนแมบทในการจัดการศึกษาของ โรงเรียน ซง่ึ รฐั บาลกำหนดใหท กุ โรงเรียนตองจดั ทำธรรมนูญโรงเรยี น โดยกระทรวงศึกษาธิการเปนผูจัดทำ ธรรมนูญโรงเรยี นกลางไว ที่ประกอบดวยวัตถุประสงค เปาหมายการศกึ ษา หลกั สูตรแตล ะระดับ ฯลฯ และ โรงเรียนโดยคณะกรรมการบริหารโรงเรยี นจะเปน ผูจัดทำธรรมนูญโรงเรียนรวมกับผูบริหาร ครู และชุมชน ภายใตแ นวทาง เปาหมาย กรอบหลักสตู รการศึกษาของชาติ และสภาพความตอ งการของชมุ ชน พรอมทั้ง แผนงาน โครงการ จัดสง ใหก ระทรวงพจิ ารณาอนมุ ตั แิ ละจัดสรรงบประมาณตามธรรมนญู โรงเรียนดังกลาว 3. การบริหารงานบุคคล คณะกรรมการบริหารโรงเรียนมีอำนาจเต็มในการบริหารงานบุคคล โดยมี กระบวนการบริหารงานบุคคล การสรรหา การพัฒนา การบำรุงรักษาครูไวในระบบ การปฐมนิเทศ การสราง ขวญั และกำลัง การพฒั นา การสรา งและปลูกฝง เจตคติของครู การใหออกจากงาน โดยเนนระบบคุณภาพ 4. การบริหารทั่วไป ในที่นี้จะกลาวถึงเฉพาะการติดตามและประเมินผล และการมีสวนรวมของ ประชาชน ดังนี้ 4.1 การติดตามและประเมินผล มีการติดตาม 2 ระบบ คือ (1) การตดิ ตามประเมนิ ผลภายใน ไดแก สำนกั ประเมนิ และตรวจสอบภายใน เพ่อื ติดตาม ผลการดำเนินงานตามนโยบาย และสำนักงานรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา เพื่อรับรอง มาตรฐานคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา รับรองวิทยฐานะ (2) การติดตามประเมินผลภายนอก ระบบการประเมินผลภายนอกโดยสำนักงาน ตรวจสอบคณุ ภาพการศกึ ษา (องคก รอิสระ) ตรวจสอบคณุ ภาพฯ ทกุ 5 ป/ โรงเรียน ตามที่กำหนด ไวในแนวทางของชาตฯิ เปาหมายการศกึ ษาของชาติ และกรอบหลักสูตรแหงชาติ และธรรมนูญ โรงเรียนแลวสงผลการตรวจสอบไปยงั กระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการบริหารโรงเรียน นั้น ๆ เพื่อการปรับปรุงพัฒนาและมีผลตอการจัดสรรงบประมาณในปตอไป รวมทั้งเผยแพรต อ สาธารณะเพื่อใหสาธารณะชนทราบ ชุมชนรับรูการพัฒนาและเลือกที่จะสงบุตรหลานเขา ศึกษา หรือเขามามีสวนรวมในการพัฒนาโรงเรยี นตอ ไป การประเมนิ ผลหลกั สูตรในระดบั โรงเรียน มกี ารจางกลมุ วิชาการจดั ทำแบบทดสอบประเมินบทเรียน ผล การดำเนินการเผยแพรสูสาธารณชนทราบ สวนการประเมินผลการเรียนในรายวิชาทักษะอาชีพจะเชิญ ผทู รงคุณวุฒิในสาขาวชิ าชพี ตางๆ เปนกรรมการประเมนิ รวมกับครผู ูสอนในวชิ าน้ัน ๆ ดว ย
4.2 การมีสวนรวมของประชาชน ในการบริหารจัดการสถานศึกษาของนิวซแี ลนด ยึดหลักการมีสวน รวมของประชาชนเปนหลักการหนึ่งในการบริหาร นับตั้งแตการวางแผนการดำเนินการการจัดการเรียนการ- สอน การประเมินผล พอแมผูปกครองและชุมชนจะเขามามีสวนรวมทุกขั้นตอน รวมทั้งการเขามาเปน กรรมการบริหารโรงเรียนที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จทางการบริหารดังกลาวขางตน ซ่ึงเปนไปตามหลกั ความอิสระของ สถานศึกษา ประเทศไทย ตามพระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2552 แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 ในหมวด 4 แนวการจัดการศกึ ษา มาตรา ๒๒ การจัดการศกึ ษาตอ งยึดหลักวาผูเรียนทกุ คนมคี วามสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองได และ ถือวาผูเรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาตองสงเสริมใหผูเ รียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ตองเนน ความสำคญั ท้งั ความรู คุณธรรม กระบวนการเรียนรแู ละบรู ณาการตามความเหมาะสมของแตละระดับ การศกึ ษาในเร่อื งตอไปนี้ (๑) ความรูเรื่องเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธของตนเองกับสังคม ไดแก ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรูเกี่ยวกับประวัติศาสตรความเปน มาของสังคมไทยและ ระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมุข (๒) ความรูและทักษะดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี รวมทั้งความรูความเขาใจและ ประสบการณเรื่องการจัดการ การบารุงรักษาและการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและ สง่ิ แวดลอมอยา งสมดุลยง่ั ยนื (๓) ความรเู กย่ี วกบั ศาสนา ศลิ ปะ วัฒนธรรม การกฬี า ภมู ิปญญาไทย และการประยกุ ตใช ภูมิปญญา (๔) ความรู และทกั ษะดานคณติ ศาสตร และดา นภาษา เนนการใชภาษาไทยอยางถูกตอง (๕) ความรู และทกั ษะในการประกอบอาชพี และการดารงชีวติ อยางมีความสุข มาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรยี นรู ใหส ถานศกึ ษาและหนวยงานทีเ่ ก่ียวขอ งดาเนนิ การ ดงั ตอ ไปนี้ (๑) จดั เนอ้ื หาสาระและกจิ กรรมใหสอดคลองกับความสนใจและความถนัดของผูเรียน โดย คานึงถงึ ความแตกตา งระหวางบคุ คล (๒) ฝกทักษะ กระบวนการคดิ การจดั การ การเผชิญสถานการณ และการประยกุ ตความรู มาใชเ พอื่ ปองกนั และแกไขปญ หา (๓) จัดกิจกรรมใหผ ูเรียนไดเรียนรูจากประสบการณจริง ฝกการปฏิบัติใหทำได คิดเปน ทำเปน รกั การอานและเกดิ การใฝร ูอยา งตอเนื่อง (๔) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรูดานตาง ๆ อยางไดสัดสวนสมดลุ กนั รวมท้งั ปลูกฝงคุณธรรม คา นยิ มที่ดงี ามและคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคไ วในทุกวิชา
(๕) สงเสริมสนบั สนุนใหผ ูสอนสามารถจดั บรรยากาศ สภาพแวดลอ ม สือ่ การเรียน และอา นวยความสะดวกเพื่อใหผูเรียนเกิดการเรียนรูและมีความรอบรู รวมทั้งสามารถใชการวิจัยเปน สวนหนึ่งของกระบวนการเรยี นรู ทั้งนี้ ผูสอนและผูเรยี นอาจเรียนรูไปพรอมกันจากสื่อการเรยี น การสอนและแหลงวิทยาการประเภทตาง ๆ (๖) จัดการเรียนรูใหเกิดขึ้นไดทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความรวมมือกับบิดา มารดา ผูปกครอง และบคุ คลในชมุ ชนทกุ ฝา ย เพ่ือรว มกนั พัฒนาผูเรียนตามศักยภาพ มาตรา ๒๕ รัฐตองสงเสริมการดาเนินงานและการจัดตั้งแหลงการเรียนรูตลอดชีวิตทุกรูปแบบ ไดแก หองสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ หอศิลป สวนสัตว สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร อุทยานวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี ศูนยการกีฬาและนันทนาการ แหลงขอมูล และแหลงการเรียนรูอื่นอยางพอเพียงและมี ประสทิ ธภิ าพ มาตรา ๒๖ ใหส ถานศึกษาจัดการประเมินผูเ รยี นโดยพิจารณาจากพฒั นาการของผูเรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การรวมกิจกรรมและการทดสอบควบคูไปในกระบวนการเรียนการสอนตาม ความเหมาะสมของแตละระดบั และรปู แบบการศกึ ษา ใหสถานศึกษาใชวิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเขาศึกษาตอ และใหนาผลการประเมิน ผูเรียนตามวรรคหนึง่ มาใชป ระกอบการพิจารณาดว ย มาตรา ๒๗ ใหคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐานกาหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพ่ือ ความเปนไทย ความเปน พลเมอื งที่ดีของชาติ การดารงชีวติ และการประกอบอาชีพตลอดจนเพื่อการศึกษาตอ ใหสถานศกึ ษาข้นั พ้นื ฐานมีหนาทจี่ ัดทาสาระของหลกั สูตรตามวตั ถุประสงคใ นวรรคหนง่ึ ในสวนที่เก่ียวกับสภาพ ปญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปญญาทองถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงคเพื่อเปนสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สงั คม และประเทศชาติ มาตรา ๒๘ หลักสูตรการศึกษาระดับตาง ๆ รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาสาหรับบุคคลตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ตองมีลกั ษณะหลากหลาย ท้งั น้ี ใหจดั ตามความเหมาะสมของแตละระดับโดย มุงพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลใหเหมาะสมแกวัยและศักยภาพ สาระของหลักสูตร ทั้งที่เปนวิชาการ และ วิชาชีพ ตองมุงพัฒนาคนใหมีความสมดุล ทั้งดานความรู ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความ รับผดิ ชอบตอสังคม สำหรับหลกั สูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา นอกจากคุณลักษณะในวรรคหน่งึ และวรรคสองแลวยังมีความ มุงหมายเฉพาะทจ่ี ะพัฒนาวชิ าการ วชิ าชพี ชั้นสงู และการคน ควา วิจัย เพอ่ื พัฒนาองคค วามรูแ ละพฒั นาสังคม มาตรา ๒๙ ใหสถานศึกษารวมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน องคกรปกครองสวนทองถ่ิน เอกชน องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น สงเสริมความ เขมแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรยี นรูภายในชมุ ชน เพือ่ ใหชุมชนมีการจัดการศกึ ษาอบรม มีการแสวงหา ความรู ขอ มลู ขา วสาร และรจู กั เลอื กสรรภมู ิปญญาและวทิ ยาการตาง ๆ เพื่อพัฒนาชุมชนใหส อดคลองกับสภาพ ปญ หาและความตองการ รวมท้งั หาวธิ ีการสนบั สนุนใหมีการแลกเปลี่ยนประสบการณการพัฒนาระหวา งชุมชน มาตรา ๓๐ ใหส ถานศกึ ษาพัฒนากระบวนการเรยี นการสอนท่มี ีประสิทธภิ าพ รวมทง้ั การสงเสรมิ ใหสอน สามารถวจิ ยั เพอื่ พฒั นาการเรียนรทู เ่ี หมาะสมกบั ผูเรียนในแตละระดับการศึกษา
ตามพระราชบญั ญัติการศึกษาแหง ชาติ พ.ศ. 2552 แกไ ขเพ่มิ เติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ในหมวด 4 แนวการจัดการศึกษา หมวด ๕ การบรหิ ารและการจัดการศกึ ษา มาตรา ๓๑ กระทรวงมีอานาจหนาที่เกี่ยวกับการสงเสริม และกากับดูแลการศึกษาทุกระดับและทุก ประเภท กาหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา สงเสริมและ ประสานงานการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการกีฬาเพื่อการศึกษา รวมทั้งการติดตามตรวจสอบ และ ประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษาและราชการอื่นตามทมี่ ีกฎหมายกาหนดใหเปนอานาจหนา ที่ของกระทรวงหรือสวน ราชการทีส่ งั กัดกระทรวง มาตรา ๓๒ การจัดระเบยี บบริหารราชการในกระทรวงใหมอี งคกรหลักที่เปนคณะบุคคลในรูปสภาหรือ ในรปู คณะกรรมการจานวนสีอ่ งคกร ไดแก สภาการศึกษา คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน คณะกรรมการ การอาชวี ศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา เพอ่ื พจิ ารณาใหค วามเหน็ หรือใหคาแนะนาแกรฐั มนตรี หรือ คณะรัฐมนตรี และมอี านาจหนา ที่อืน่ ตามทกี่ ฎหมายกาหนด มาตรา ๓๓ สภาการศกึ ษา มหี นา ที่ (๑) พิจารณาเสนอแผนการศึกษาแหงชาติท่ีบรู ณาการศาสนา ศิลปะ วฒั นธรรม และกีฬา กับการศึกษาทกุ ระดบั (๒) พิจารณาเสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาเพื่อดาเนินการใหเปนไปตาม แผนตาม (๑) (๓) พจิ ารณาเสนอนโยบายและแผนในการสนับสนุนทรพั ยากรเพ่อื การศึกษา (๔) ดาเนินการประเมนิ ผลการจัดการศึกษาตาม (๑) (๕) ใหความเหน็ หรือคาแนะนาเกีย่ วกับกฎหมายและกฎกระทรวงทอ่ี อกตามความในพระราชบัญญัตนิ ้ี การเสนอนโยบาย แผนการศึกษาแหงชาติ และมาตรฐานการศึกษา ใหเสนอตอคณะรัฐมนตรีให คณะกรรมการสภาการศึกษา ประกอบดวย รัฐมนตรีเปนประธาน กรรมการโดยตำแหนงจากหนวยงานที่ เกีย่ วขอ ง ผแู ทนองคก รเอกชน ผแู ทนองคก รปกครองสว นทองถ่ิน ผูแทนองคกรวิชาชพี พระภกิ ษุซึ่งเปนผูแทน คณะสงฆ ผูแทนคณะกรรมการกลางอิสลามแหงประเทศไทย ผูแทนองคกรศาสนาอื่นและกรรมการ ผูทรงคณุ วฒุ ิ ซ่งึ มจี านวนไมนอ ยกวา จานวนกรรมการประเภทอ่นื รวมกัน ใหสานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา เปน นิติบุคคล และใหเลขาธิการสภาเปน กรรมการและเลขานุการ จำนวนกรรมการ คณุ สมบตั ิ หลักเกณฑ วธิ ีการสรรหา การเลอื กกรรมการ วาระการดำรงตำแหนง และการพน จากตำแหนง ใหเ ปน ไปตามทกี่ ฎหมายกาหนด มาตรา ๓๔ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหนาที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนามาตรฐาน และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคลองกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติและ แผนการศึกษาแหงชาติ การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาข้ัน พื้นฐาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษามีหนาที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา มาตรฐานและหลักสูตรการ อาชีวศึกษาทุกระดับ ที่สอดคลองกับความตองการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติและแผนการ
ศกึ ษาแหงชาติ การสงเสรมิ ประสานงานการจัดการอาชวี ศกึ ษาของรัฐและเอกชน การสนบั สนุนทรพั ยากร การ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการอาชวี ศึกษา โดยคานงึ ถึงคุณภาพและความเปน เลิศทางวิชาชีพ คณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา มหี นาทีพ่ จิ ารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐานการอุดมศึกษา ที่สอดคลองกับความตองการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ และแผนการศึกษาแหงชาติ การ สนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยคานึงถึง ความเปนอิสระและความเปนเลิศทางวิชาการของสถานศึกษาระดับปริญญาตามกฎหมายวาดวยการจัดตั้ง สถานศกึ ษาแตละแหง และกฎหมายทเ่ี กยี่ วขอ ง มาตรา ๓๕ องคประกอบของคณะกรรมการตามมาตรา ๓๔ ประกอบดวย กรรมการโดยตำแหนงจาก หนวยงานที่เกี่ยวของ ผูแทนองคกรเอกชน ผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่น ผูแทนองคกรวิชาชีพ และ ผทู รงคณุ วุฒิซงึ่ มีจานวนไมน อยกวาจานวนกรรมการประเภทอื่นรวมกนั จำนวนกรรมการ คณุ สมบตั ิ หลักเกณฑ วิธกี ารสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระ การดารงตำแหนง และการพน จากตำแหนง ของคณะกรรมการแตละคณะ ใหเปนไปตามทกี่ ฎหมายกาหนด ทง้ั นี้ ใหคานงึ ถึงความแตกตางของกจิ การในความรับผิดชอบของคณะกรรมการแตละคณะดวย ใหสานักงานคณะกรรมการตามมาตรา ๓๔ เปนนิติบุคคล และใหเลขาธิการของแตละสานักงานเปน กรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการ มาตรา ๓๖ ใหสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาเปนนิติบุคคล และอาจจัดเปนสวน ราชการหรือเปน หนวยงานในกากบั ของรัฐ ยกเวนสถานศึกษาเฉพาะทางตามมาตรา ๒๑ ใหส ถานศึกษาดังกลา วดาเนนิ กจิ การไดโดยอิสระ สามารถพฒั นาระบบบรหิ าร และการจัดการทเี่ ปน ของ ตนเอง มีความคลองตัว มเี สรีภาพทางวิชาการ และอยูภายใตก ารกากบั ดูแลของสภาสถานศกึ ษา ตามกฎหมาย วาดวยการจดั ตง้ั สถานศึกษาน้ัน ๆ มาตรา ๓๗ การบริหารและการจดั การศึกษาขั้นพื้นฐานใหยดึ เขตพื้นที่การศกึ ษาโดยคานึงถงึ ระดับของ การศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน จานวนสถานศึกษา จานวนประชากร วฒั นธรรมและความเหมาะสมดานอื่นดว ย เวนแต การจัดการศึกษาขัน้ พ้นื ฐานตามกฎหมายวา ดว ยการอาชีวศกึ ษา ใหรัฐมนตรีโดยคาแนะนาของสภาการศึกษา มีอานาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากาหนดเขตพื้นท่ี การศึกษาเพื่อการบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน แบงเปนเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและเขต พ้ืนทีก่ ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา ในกรณีทส่ี ถานศกึ ษาใดจดั การศึกษาขนั้ พนื้ ฐานทัง้ ระดับประถมศกึ ษาและระดับมัธยมศกึ ษาการกาหนด ใหสถานศึกษาแหงนั้นอยูในเขตพื้นที่การศึกษาใด ใหยึดระดับการศึกษาของสถานศึกษานั้นเปนสำคัญ ทั้งน้ี ตามที่รัฐมนตรีประกาศกาหนดโดยคาแนะนาของคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน ในกรณที เ่ี ขตพืน้ ท่ีการศึกษาไมอาจบริหารและจัดการไดต ามวรรคหน่ึง กระทรวงอาจจัดใหม ีการศึกษา ขน้ั พื้นฐานดงั ตอไปนเ้ี พ่ือเสรมิ การบริหารและการจัดการของเขตพ้ืนท่ีการศึกษากไ็ ด (๑) การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสาหรับบคุ คลที่มีความบกพรองทางรางกาย จิตใจ สติปญญา อารมณ สังคม การส่อื สารและการเรียนรู หรือมีรางกายพิการหรือทุพพลภาพ (๒) การจดั การศึกษาขัน้ พน้ื ฐานทจ่ี ดั ในรูปแบบการศกึ ษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศยั
(๓) การจัดการศึกษาขน้ั พืน้ ฐานสาหรับบุคคลที่มีความสามารถพเิ ศษ (๔) การจดั การศกึ ษาทางไกล และการจัดการศึกษาทใี่ หบริการในหลายเขตพ้นื ท่ีการศึกษา มาตรา ๓๘ ในแตละเขตพื้นที่การศึกษา ใหมีคณะกรรมการและสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามีอานาจ หนาท่ีในการกากับดูแล จดั ตั้ง ยุบ รวม หรอื เลกิ สถานศกึ ษาขั้นพนื้ ฐานในเขตพนื้ ที่การศึกษาประสาน สงเสริม และสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษา ประสานและสงเสริมองคกรปกครองสวนทองถิ่น ให สามารถจดั การศึกษาสอดคลอ งกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา สงเสรมิ และสนบั สนุนการจัดการศึกษาของ บคุ คล ครอบครัว องคกรชมุ ชน องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบัน สงั คมอ่ืนทีจ่ ดั การศกึ ษาในรปู แบบทห่ี ลากหลายในเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษา คณะกรรมการเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษาประกอบดว ย ผูแทนองคก รชุมชน ผแู ทนองคก รเอกชน ผูแทนองคก ร ปกครองสว นทอ งถิ่น ผูแทนสมาคมผปู ระกอบวชิ าชพี ครู ผแู ทนสมาคมผูประกอบวิชาชีพบริหารการศกึ ษา ผูแ ทนสมาคมผูปกครองและครู และผูทรงคุณวุฒดิ า นการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวฒั นธรรม จำนวนกรรมการ คุณสมบตั ิ หลกั เกณฑ วธิ ีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระ การตารงตำแหนง และการพนจากตำแหนง ใหเปนไปตามท่กี าหนดในกฎกระทรวง ใหผูอานวยการสานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาเปนกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการเขตพื้นท่ี การศกึ ษา ในการดาเนนิ การตามวรรคหน่งึ ในสว นทีเ่ กย่ี วกับสถานศึกษาเอกชนและองคกรปกครองสวนทองถิ่น วา จะอยูในอานาจหนาที่ของเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษาใด ใหเ ปน ไปตามท่ีรัฐมนตรีประกาศกาหนดโดยคาแนะนาของ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มาตรา ๓๙ ใหกระทรวงกระจายอานาจการบริหารและการจัดการศึกษา ทั้งดานวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไปไปยังคณะกรรมการ และสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ สถานศึกษาในเขตพนื้ ที่การศึกษาโดยตรง หลักเกณฑแ ละวธิ ีการกระจายอานาจดังกลา ว ใหเปนไปตามท่กี าหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๔๐ ใหม คี ณะกรรมการสถานศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน สถานศกึ ษาระดับอุดมศกึ ษาระดับต่ำกวาปริญญา และสถานศึกษาอาชีวศึกษาของแตละสถานศึกษาเพื่อทาหนาที่กากับและสงเสริม สนับสนุนกิจการของ สถานศึกษา ประกอบดวย ผูแทนผูปกครอง ผูแทนครู ผูแทนองคกรชุมชน ผูแทนองคกรปกครองสว นทอ งถิ่น ผแู ทนศษิ ยเ กาของสถานศึกษา ผแู ทนพระภกิ ษุสงฆห รือผแู ทนองคก รศาสนาอื่นในพื้นท่ี และผูทรงคณุ วฒุ ิ สถานศกึ ษาระดับอุดมศึกษาระดบั ต่ำกวาปริญญาและสถานศึกษาอาชีวศึกษาอาจมีกรรมการเพ่ิมขึ้นได ท้งั นี้ ตามท่กี ฎหมายกาหนด จำนวนกรรมการ คณุ สมบตั ิ หลกั เกณฑ วธิ กี ารสรรหา การเลอื กประธานกรรมการและกรรมการ วาระ การดารงตำแหนง และการพน จากตำแหนง ใหเปนไปตามทก่ี าหนดในกฎกระทรวง ใหผ บู ริหารสถานศึกษาเปนกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการสถานศกึ ษา ความในมาตรานไ้ี มใชบังคับแกส ถานศึกษาตามมาตรา ๑๘ (๑) และ (๓)
ครผู ูสอน (Teaching staff) ประเทศนิวซแี ลนด คณะกรรมการบรหิ ารงานบุคคลเปน ผูสรรหาและคดั เลอื กผูบรหิ าร และมอบอำนาจใหผูบริหารคัดเลือก ครูผูบริหาร และครทู กุ คน เปนพนกั งานครู ท่ีตองมใี บอนญุ าตประกอบวชิ าชีพ และขนึ้ ทะเบียนเปนครูท่ีมาจาก การจา งและทำสัญญาจา งกับคณะกรรมการบรหิ ารโรงเรียน และผูบ ริหารโรงเรียน แลวแตก รณเี ปน รายป ราย 3 ป หรือครูประจำการ แลวแตการประเมินผานคุณสมบัติ ครูของนิวซีแลนด ไดรับการยกยองวา เปนวิชาชพี ชั้นสูง ที่มีเงินเดือนโดยเฉลี่ย ป ค.ศ. 2010 ประมาณ 54,000 ดอลลารสหรัฐ ที่นับวาสูงมากสำหรับอาชีพ โดยทั่วไปการสรรหาผูบริหารโรงเรียนดำเนินการโดยกำหนดคุณสมบัติตามเกณฑท ีต่ องการและประกาศลงใน วารสารของกระทรวง การคัดเลือกกระทำโดยการสัมภาษณการสรรหาครู ผูบริหารโรงเรียนจะจัดทำแผน บุคลากรของโรงเรียนระยะ 5 ป เพื่อการสรรหาครแู ละพฒั นาครูแตละป เสนอคณะกรรมการบรหิ ารโรงเรยี น ในแตล ะป จะประกาศความตอ งการครูผา นสื่อสาธารณะ และวารสารของกระทรวง ในการน้ีสภาครูไดกำหนด มาตรฐานระดับสงู ของครไู วว า ตองมีคุณสมบตั ดิ งั น้ี คอื เปนผูซอ่ื สตั ย ไวว างใจได มคี วามนา เช่ือถือ มคี วามเห็น อกเห็นใจผูอ ่นื ยอมรบั และนบั ถอื ผอู น่ื เปน ผูมีจินตนาการ กระตอื รอื รน อทุ ศิ ตน มคี วามสามารถในการส่ือสาร และสุขภาพกายและใจที่ดอี าจกลาวไดวา ผทู ีจ่ ะเปน ครตู อ งเปนคนดแี ละมีคุณธรรมจริง ๆ ในดานการพัฒนาครู ในแตละป ครูทุกคนตองไดร บั การพัฒนา ในการน้ีมีการจัดสรรงบพัฒนาบุคลากร ใหแกครูที่สามารถเลือกเขารบั การพัฒนาดวยตนเอง โดยกระทรวงมอบหมายใหม หาวิทยาลัยโดยเฉพาะคณะ ศึกษาศาสตร เปนผูดำเนินการพัฒนา และประกาศสาขาการพัฒนาไปยังสถานศึกษาทีค่ รูสามารถเลอื กเขารบั การพัฒนาตามความตองการการพัฒนาของตน นอกจากนั้นครูตองหาความรูดวยตนเอง เชน การศึกษา ทางไกล การอานวารสาร เขา รวมสมั มนา ฯลฯ ประเทศไทย ตามพระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง ชาติ พ.ศ. 2552 แกไขเพิม่ เติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 ในหมวด 4 แนวการจดั การศกึ ษา หมวด ๗ ครู คณาจารย และบคุ ลากรทางการศึกษา มาตรา ๕๒ ใหกระทรวงสงเสริมใหมีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย และบุคลากร ทางการศึกษาใหมีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเปนวิชาชีพชั้นสูง โดยการกากับและประสานให สถาบันที่ทาหนาที่ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย รวมท้ังบุคลากรทางการศึกษาใหมีความพรอมและมีความ เขม แขง็ ในการเตรยี มบคุ ลากรใหมและการพัฒนาบุคลากรประจาการอยางตอเน่ือง รฐั พงึ จดั สรรงบประมาณและจัดตง้ั กองทุนพัฒนาครู คณาจารย และบคุ ลากรทางการศึกษาอยา งเพียงพอ มาตรา ๕๓ ใหม ีองคก รวชิ าชพี ครู ผูบ รหิ ารสถานศึกษา และผบู รหิ ารการศึกษา มีฐานะเปน องคก รอิสระ ภายใตการบริหารของสภาวิชาชีพ ในกากับของกระทรวง มีอานาจหนาที่กาหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออกและ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กากับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมท้ัง การพฒั นาวิชาชีพครู ผูบ รหิ ารสถานศกึ ษาและผูบริหารการศึกษา
ใหครู ผูบริหารสถานศึกษา ผูบริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ทั้งของรัฐและเอกชนตองมี ใบอนญุ าตประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายกาหนด การจัดใหมีองคกรวิชาชีพครู ผูบริหารสถานศึกษา ผูบริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอ่ืน คณุ สมบตั ิ หลกั เกณฑ และวธิ ีการในการออกและเพิกถอนใบอนญุ าตประกอบวิชาชพี ใหเปนไปตามท่ีกฎหมาย กำหนด ความในวรรคสองไมใชบังคับแกบุคลากรทางการศึกษาที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย สถานศึกษาตาม มาตรา ๑๘ (๓) ผบู รหิ ารการศกึ ษาระดบั เหนือเขตพื้นทก่ี ารศึกษาและวทิ ยากรพเิ ศษทางการศึกษา ความในมาตรานี้ไมใชบังคับแกคณาจารย ผูบริหารสถานศึกษา และผูบริหารการศึกษาใน ระดบั อดุ มศกึ ษาระดับปริญญา มาตรา ๕๔ ใหมอี งคก รกลางบริหารงานบุคคลของขาราชการครู โดยใหค รูและบุคลากรทางการศึกษาทั้ง ของหนวยงานทางการศึกษาในระดับสถานศึกษาของรฐั และระดับเขตพืน้ ที่การศึกษาเปนขาราชการในสังกดั องคกรกลางบริหารงานบุคคลของขาราชการครู โดยยึดหลักการกระจายอานาจการบริหารงานบุคคลสูเขต พนื้ ท่ีการศกึ ษา และสถานศกึ ษา ทัง้ นี้ ใหเปนไปตามท่กี ฎหมายกาหนด มาตรา ๕๕ ใหม ีกฎหมายวาดว ยเงินเดือน คาตอบแทน สวสั ดิการ และสิทธิประโยชนเก้ือกูลอน่ื สาหรับ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษาเพอื่ ใหมีรายไดท่ีเพียงพอและเหมาะสมกับฐานะทางสงั คมและวิชาชีพ ใหมกี องทุนสงเสรมิ ครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษา เพ่อื จดั สรรเปน เงินอุดหนุนงานริเริ่มสรางสรรค ผลงานดีเดน และเปนรางวัลเชิดชูเกียรติครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ ใหเปนไปตามที่ กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๕๖ การผลิตและพัฒนาคณาจารยและบุคลากรทางการศึกษา การพัฒนา มาตรฐาน และ จรรยาบรรณของวิชาชีพ และการบริหารงานบุคคลของขาราชการหรือพนักงานของรัฐในสถานศึกษาระดับ ปรญิ ญาที่เปนนติ บิ ุคคล ใหเ ปน ไปตามกฎหมายวา ดว ยการจัดตัง้ สถานศึกษาแตละแหง และกฎหมายที่เก่ยี วของ มาตรา ๕๗ ใหห นว ยงานทางการศึกษาระดมทรพั ยากรบุคคลในชุมชนใหมีสว นรวมในการจัดการศึกษา โดยนาประสบการณ ความรอบรู ความชานาญ และภูมิปญญาทองถิ่นของบุคคลดังกลาวมาใช เพื่อใหเกิด ประโยชนทางการศกึ ษาและยกยอ งเชิดชูผทู ี่สง เสริมและสนับสนนุ การจัดการศึกษา
บทความเร่อื งการจดั การเรียนรโู ดยใชวิจยั เปนฐานในประเทศนวิ ซีแลนด Research-Based Learning (RBL) in New Zealand สภุ าภรณ มาชัยวงศ, สุทธิวรรณ ปตภิ าคยพงษ, มงคล จิตรโสภณ และ วภิ ารัตน แสงจันทร ตามทรรศนะของ Healey ซึ่งเปน รูปแบบทเี่ ชือ่ มโยงการเรยี นการสอนกบั การวจิ ยั ลกั ษณะที่ 1 สอนจากผลวจิ ยั ผูเรียนมบี ทบาทเปน ผรู บั ผสู อนเปน ผถู า ยทอด ลกั ษณะท่ี 2 สอนจากระบวนการวจิ ยั ผูสอนนำกระบวนการวจิ ยั มาใช เปน การจัดการเรยี นการสอนแบบสืบเสาะ ลักษณะที่ 3 สอนการทำวิจัย ผเู รียนลงมอื ปฏิบตั ทิ ำงานวจิ ยั ดวยตนเอง เรยี นรผู านวิธีการสืบเสาะ ลักษณะที่ 4 สอนจากการสัมมนาผลการวิจัย ผูเรียนไดเลือกเรื่องทำวิจัยตามความสนใจของตนเอง ผูเรยี นไดศึกษาคนควาศกึ ษางานวิจัย อภิปรายรวมกนั
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424