Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การสร้างป่าเชิงนิเวศ

การสร้างป่าเชิงนิเวศ

Published by sujira2326, 2021-08-26 12:41:53

Description: การสร้างป่าเชิงนิเวศ

Search

Read the Text Version

101

ตน้ เต็ง จดั เป็นพรรณไม้ยืนต้นผลดั ใบขนาดเล็กถงึ ขนาดกลาง ล้าต้นเปลาตรงหรือมักคดงอไม่ค่อยตรง มีเรือนยอดเป็นพุ่ม กว้าง เปลือกต้นด้านนอกเป็นสีน้าตาลเทา แตกร่องและเป็น สะเก็ดหนา มักตกชันสีเหลืองขุ่น ส่วนเปลือกต้นด้านในเป็นสี น้าตาลแกมเหลือง กะพี้เป็นสีน้าตาลอ่อน และแก่นเป็นสีเข้ม ขยายพนั ธุด์ ว้ ยวิธีการเพาะเมลด็ และวธิ กี ารตอนกง่ิ ใบเต็ง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบ เป็นรูปใบขอบขนาน หรือรูปรีแกมรูปขอบขนานถึงรูป ไข่กลับ ปลายใบมนหรอื แหลม โคนใบทหู่ รือมน ดอกเต็ง ออกดอกเปน็ ชอ่ แยกแขนงตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบ ช่อดอกมีขนนุ่ม ดอกมีขนาดเล็กเป็นสีขาวนวล กลีบดอกและ กลีบรองดอกมีอย่างละ 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีขาวแกมเหลือง ออ่ น มกี ลิน่ หอม โคนกลีบดอกซ้อนทับกัน ผลเต็ง ผลมลี กั ษณะเปน็ รปู กลมรถี ึงรปู ไข่ 102

เปลือกต้นใช้เป็นยาสมานแผล ห้ามเลือด รักษาแผล เรื้อรัง และแผลพุพองให้สมานตัวเร็ว (เอาเนื้อไม้หรือ เปลือกต้นมาฝนกับน้าปูนใส แล้วใช้ส้าลีชุบทาบริเวณที่ เป็นแผล) ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ใช้ต้นหรือเปลือกต้น น้ามาฝนกับน้าปูนใส ใช้เป็นยาฝาดสมาน ห้ามเลอื ด และ แกน้ ้าเหลืองเสีย ชันยางจากต้นใช้ผสมน้ามันทาไม้ ใช้ยาแนวเรือ เคร่ืองใช้ ต่างๆไม้เต็งมีเน้ือไม้สีน้าตาลอ่อนถึงสีน้าตาลแกมแดง สามารถน้าไปใช้ในงานก่อสร้างที่ต้องการความแข็งแรง ทนทานได้ดี เช่น เสา รอด ตง ขื่อ กระดานพ้ืน โครงเรือ เดินทะเล ไมห้ มอนรถไฟ 103

104

ชอื่ เรียก : ตน้ รงั ชือ่ วทิ ยำศำสตร์ : Shorea siamensis จัดอยูใ่ นวงศ์ : ยางนา (DIPTEROCARPACEAE) 105

ต้นรงั จัดเปน็ พรรณไม้ยืนต้นผลดั ใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง กง่ิ ก้านมักคดงอ เรือนยอดเป็นพุ่มโปรง่ ตน้ มีความสงู ได้ประมาณ 10-25 เมตร เปลือกต้นเป็นสีเทาหรือสีน้าตาลอมเทา มีความ แข็งและหนามาก แตกเปน็ รอ่ งลกึ ตามยาวของลา้ ต้นคล้ายรอยไถ เปลือกต้นดา้ นในเปน็ สีแดงออกน้าตาล มีน้ายางสเี หลืองอ่อนถึงสี น้าตาล ขยายพนั ธ์ดุ ว้ ยวิธีการเพาะเมล็ด ใบรัง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ กว้างถึงรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลมหรือมน โคนใบเป็นรูป หัวใจ สว่ นขอบใบเรียบ ขอบเปน็ คล่นื ขนึ้ ลง ดอกรัง ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร โดยจะออกตามซอกใบเหนือรอยแผลใบหรือออกท่ี ปลายก่ิง ดอกมักจะออกก่อนแตกใบอ่อน ดอกตูมมีลักษณะเป็น รปู ไข่หรอื รปู รีขนาดใหญ่ มขี นาดกว้างประมาณ 5 มลิ ลเิ มตร ผลรัง ผลเปน็ แบบผลผนงั ชัน้ ในแข็ง ลกั ษณะเป็นรปู ไข่ 106

• (ใบ) ชาวไทใหญท่ างภาคเหนอื ของไทยจะใช้ใบรัง น้ามาตม้ กบั น้าอาบเปน็ ยาแกอ้ าการวงิ เวยี นศรี ษะ • (เปลอื ก, ใบ) ต้ารายาพื้นบา้ นอสี านจะใช้เปลอื กเป็น แก้โรคทอ้ งร่วง และใช้ใบน้ามาต้าพอกรกั ษาแผล พพุ อง ชันยางจากต้นรังใช้ผสมกับน้ามันทาไม้หรือน้ามันยาง ใช้ ส้าหรับยาแนวเรือ ภาชนะท่ีท้าจากไม้ไผ่ หรือเครื่องจัก สานต่าง ๆ ประโยชน์หลักของต้นรังที่คนไทยรู้จัก แพร่หลายมาต้ังแต่อดีตคือการน้าไม้มาใช้ในงานการ ก่อสร้างบ้านเรือน เพราะไม้รังเป็นไม้เน้ือแข็งที่มีความ แข็งแรงทนทานเป็นอันดับหน่ึงคู่กับไม้เต็ง จึงเหมาะ ส้าหรับการน้าไปใช้ในการก่อสร้างท่ีต้องการความแข็งแรง ทนทานมากเปน็ พิเศษ 107

ชือ่ เรียก : บกุ คางคก ช่ือวิทยำศำสตร์ : Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson จดั อย่ใู นวงศ์ : Araceae 108

109

 ไม้ล้มลุก สูงประมาณ 5 ฟุต เจริญเติบโตในฤดูฝน และพักตวั ในฤดูหนาว  มหี ัวใต้ดินขนาดใหญ่ สีนา้ ตาล มีอายุอยไู่ ดน้ านหลายปี ลา้ ตน้ กลม อวบน้า ไม่มแี ก่น ผิวขรขุ ระ มีลายสีเขียวสแี ดง  ใบเปน็ ใบเดย่ี วออกทป่ี ลายยอดใบแผ่ออกคลา้ ยกางรม่ แลว้ หยักเวา้ เข้าหาเสน้ กลางใบ ขอบใบจักเวา้ ลกึ ก้านใบยาว 150-180 เซนตเิ มตร กลม อวบนา้  ดอกออกเป็นช่อแทงขึ้นมาจากหัวใต้ดิน บริเวณโคนต้นเป็น แท่งมีลายสีเขียวหรือสีแดงแกมสีน้าตาลแล้วแต่พันธ์ุช่อดอกมี กาบหมุ้ ลักษณะเป็นแทง่ สแี ดงแกมน้าตาล กา้ นช่อดอกสั้น มีใบ ประดับรูปกรวยหุ้มช่อดอก ขอบหยักเป็นคล่ืนและบานออก ปลายชอ่ ดอกเปน็ รปู กรวยคว้า่ ขนาดใหญ่ ยับเป็นรอ่ งลึก 110

หัว มีรสเบ่ือเมา คัน กัดเสมหะเถาดาน แก้เลือดจับเป็น ก้อน หุงกับน้ามัน ใส่บาดแผล กัดฝ้าและกัดหนองดี (ส้าหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยระหว่างพักฟ้ืน เป็น อาหารดูดสารพิษ ขจดั ไขมันในเลือด และปรงุ อาหารรักษา สุขภาพ) น้าหัวมาต้มกับน้า แก้โรคตับ โรคท้องมาน ยากัด เสมหะ แกไ้ อ 111

112

ช่ือเรยี ก : เห็ดโคน ชื่อวิทยำศำสตร์ : Termitomyces fuliginosus Heim จดั อยูใ่ นวงศ์ : Termitophilae 113

 โดยท่วั ไปของเหด็ โคนจะมหี มวกดอกมีรปู ทรงกระทะ คว้า่ หรือ คลา้ ยรม่ มขี นาดเสน้ ผา่ นศนู ย์กลางตั้งแต่ 2-30 เซนตเิ มตร ขึน้ กับความสมบรู ณ์ของดอกเหด็  สีของหมวกดอกมีตั้งแต่สีน้าตาลปนด้า สีน้าตาลปน แดงหรือสีน้าตาล ส่วนปลายยอดของหมวกดอกมี ลักษณะหลายแบบ มีทั้งแบบปลายแหลม และปลายมน แต่ส่วนใหญ่ในไทยมักพบแบบปลายแหลม เพราะเหมาะ ส้าหรับการแทงโผล่ขึ้นมาเหนือดิน ผิวดอกเห็ดอาจเรียบ หรือมีรอยย่น เน้ือเยื่อดอกภายในมีสีขาว ครีบดอกใต้ หมวกมีลักษณะเป็นแผ่นบางสีขาวท้าหน้าท่ีสร้างสปอร์ และเม่ือดอกบานเต็มที่ หมวกเห็ดด้านบนจะมีรอยแตก ยาวเข้าถึงกลางดอก 114

ช่วยเจรญิ อาหาร บ้ารุงก้าลัง แกบ้ ิด แก้คลื่นไส้ อาเจยี น แก้ไอ ละลายเสมหะ การทดลองทางเภสัชศาสตร์พบว่า น้าท่ีสกัดจากเห็ดโคนสามารถยับย้ังเชื้อโรคบาง ชนิด เช่น เชื้อไทฟอยด์ 115

ชอื่ วิทยำศำสตร์ : Astraeus hygrometricus จัดอยใู่ นวงศ์ : Diplocystaceae ชื่อเรยี กอน่ื ๆ : เห็ดถอบ 116

117

เห็ดเผาะฝ้าย ดอกเห็ดมีลักษณะกลม ไม่มีก้าน ดอก มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-3 เซนติเมตร ผนัง ด้านนอกบาง มีลักษณะดอกพองฟู มีเส้นใยสี ขาวทั่วดอกเห็ด หากจับจะรู้สึกนุ่ม เม่ืออ่อนจะมี สีขาวนวล เห็ดเผาะหนัง ดอกเห็ดมีลักษณะกลม และบุ๋มตรง กลางขณะยงั ออ่ น หากจับจะรสู้ ึกแขง็ ไม่นมุ่ มอื ไม่ มีก้านดอก เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-3 เซนติเมตร ดอกมีกลิ่นแรงคล้ายกลิ่นดินชื้น ผนังด้านนอก เรียบ เมื่ออ่อนมีสีขาวออกเหลือง และค่อย เปลีย่ นเปน็ สีเหลอื งน้าตาล 118

นิยมกัน คือ แกงเผ็ด เวลาเคี้ยวแล้วให้ความรู้สึกกรอบ มนั เพราะเห็ดเผาะกรอบ ข้างในกลวง เวลาเค้ยี วแล้วดัง เผาะทุก ๆ ครั้ง นิยมกินเห็ดระยะที่อ่อนอยู่ โดยน้าไป แกงค่ัว และผัด หรือกินสดเป็นผักจิ้มน้าพริก รักษา บาดแผล ท้าให้กระชุ่มกระชวย บ้ารุงร่างกาย ชูก้าลัง แก้ช้าใน 119

ผสู้ ารวจ นางสาวกฤษณา ภคู งกิ่ง รหัสนกั ศกึ ษา 623150210200 120

 ลักษณะเป็นป่ารกทึบประกอบด้วยพรรณไม้หลาย ร้อยชนิด ไม้ต้นของเรือนยอดช้ันบน ส่วนใหญ่เป็นไม้ วงศ์ยาง-ตะเคียน (Dipterocarpaceae) มีล้าต้นสูง ใหญ่เปลาตรงตั้งแต่ 30-50 เมตร ถัดลงมา เป็นไม้ต้น ขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งสามารถข้ึนอยู่ใต้ร่มเงา ของต้นไมใ้ หญ่ได้รวมทั้งตน้ ไม้ชนิดตา่ งๆ ในวงศ์ หมาก หรือปาล์ม (Plamae) พื้นล่างของป่ารกทึบ ระเกะระกะไปด้วยไม้พุ่ม พืชล้มลุก ระก้า หวาย ไผ่ ต่างๆ เถาวัลย์หลากชนิด ตามล้าต้นไม้และกิ่งไม้มักมี พืชอิงอาศยั (epiphyte) พวกเฟิรน์ พวกมอส ขน้ึ อยู่ ทั่วไป พรรณไม้เด่นของวงศ์ Dipterocarpaceae ที่ ส้าคัญ 121





ชอ่ื วทิ ยำศำสตร์ : Bambusa bambos (L.) Voss จดั อยใู่ นวงศ์ : POACEAE (GRAMINEAE) ชื่อเรยี กอ่นื : ไผ่หนาม, (ภาคกลาง), ซางหนาม, ชาน (ภาคเหนอื ), ชารอง (นครพนม), ทะงาน, ชอง (ตราด), ไผ่รวก (กาญจนบุร)ี , วาคะยู (กะเหร่ียง), ระไซ (เขมร สุรินทร์) 124

125

 ไผ่ขนาดใหญ่ กอแน่น มีหนาม และมีแขนงรกแน่น โดยเฉพาะตรงบริเวณโคน สูงประมาณ 10-24 ม. เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15-18 ซม. ปล้องยาว ประมาณ 20-40 ซม. เน้ือหนา 1-5 ซม. ล้าอ่อนมีสีเขียว ล้าแก่จะมีสีเขียวเหลือง ข้อมีลักษณะบวมเล็กน้อย รู กระบอกเล็ก กาบหมุ้ ล้าลักษณะแขง็ เหมือนหนงั รว่ งหลุด ได้ง่าย ยาว 30-40 ซม. กว้าง 20-30 ซม. ตอนปลายกลม ขอบเรียบและมีขนสีทอง ล้าใหญ่กว้าง กระจบั กาบหมุ้ ล้า แคบ ใบยอดกาบเป็นรูปสามเหล่ียม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือเกือบกลม ท้องใบมีขน เส้นกลางใบ ข้างบนแบน ก้านใบส้ัน 0.5 ซม. ครีบใบเล็ก ขอบใบมี หนามเล็กๆ กาบใบแคบไม่มีขนนอกจากตามขอบอาจจะ มขี นอ่อน ออกดอกเปน็ กลมุ่ 126

• ล้าตน้ ใช้ท้านงั่ รา้ นสา้ หรบั ก่อสรา้ งหรือทาสี ใช้ ท้าบันไดข้นึ ต้นตาล ปลกู เป็นแนวกันลม และ ปลูกเพ่ือป้องกันริมฝ่งั น้า • หน่อมีการแปรรปู เปน็ หน่อไม้ดอง 127

128

ชื่อเรยี ก : ไมยราบ ช่ือวิทยำศำสตร์ : Mimosa pudica L. วงศ์ : ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) อยใู่ นวงศ์ย่อยสเี สยี ด : (MIMOSOIDEAE หรือ MIMOSACEAE) 129

ต้นไมยราบ จัดเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มักแผ่ทอดเลื้อย ตามพ้ืนดิน บางครั้งจะสูงถึง 1 เมตร ต้นมีน้าตาลแดง มี ขนาดเล็ก และมีขนหยาบ ๆ ปกคลุมที่ล้าต้น แกนก้านใบ ท้องใบ รวมไปถึงช่อดอก และขยายพันธ์ุด้วยวิธีการเพาะ เมล็ด ใบไมยราบ จัดเป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น แกนกลางรวมกับก้านใบ ดอกไมยราบ ออกดอกเป็นช่อกลมสีชมพู เป็นดอกเดี่ยว หรอื ดอกคู่ ออกทบ่ี ริเวณซอกใบ ดอกมีจา้ นวนมาก ไร้กา้ น มีกลีบเลี้ยงขนาดเล็กมาก กลีบดอกจะคล้ายกับรูประฆัง แคบ กลีบดอกจะมนกลม มีเกสรตัวผูอ้ ยู่ 4 อัน และมีรังไข่ ยาวประมาณ 0.5 มลิ ลิกรัม ผลไมยราบ มีลักษณะเป็นฝักแห้ง แบน ยาวเรียว ฝักมี หลายฝักในแต่ละช่อดอก ลักษณะเป็นรปู ขอบขนานตรง 130

ดั้งเดิมก็คือการน้ามาใช้ปลูกเพ่ือคลุมหน้าดิน แต่ก็ยัง มีประโยชน์อีกหลากหลายด้าน โดยมีการใช้ล้าต้นไมยราบ น้ามาใช้ท้าเป็นรั้วบ้าน ไม้ค้าผัก หรือน้ามาใช้ท้าเป็นฟืน หรือ ใช้เผาถ่านเพื่อประกอบอาหาร รวมไปถึงการใช้ไมยราบสุมไฟ ให้วัวใหค้ วาย เพอื่ ขบั ไล่ยงุ ริน้ ไร ในช่วงพลบค่้าไดอ้ ีกดว้ ย นอกจากนี้ประโยชน์ไมยราบด้านอ่ืน ๆ คือการน้าล้า ต้นของไมยราบมาดัดท้าเป็นสิ่งประดิษฐ์ เช่น การท้ากรอบรูป การท้าเป็นกระถางต้นไม้ในรูปแบบต่าง ๆ เพราะต้นไมยราบ เป็นไม้ท่ีดัดง่าย สามารถดัดเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ จะใช้ท้าเป็น กระเช้าหรือกระถางใส่กล้วยไม้ หรือไม้ดอกไม้ประดับ รวมไป ถึงโครงกระเป๋าตา่ ง ๆ ก็ได้เชน่ กนั 131

ชื่อเรยี ก : ก้งิ กือ (Millipede) ช่อื วิทยำศำสตร์ : Diplopoda สำยพนั ธุ์ทเี่ หนอื กว่ำ : ไฟลัมย่อยไมเรียโพดา ไฟลมั : Arthropoda ช้นั : Diplopoda ; De Blainville in Gervais, 1844 อำณำจักร : Animalia 132

133

เป็นช่ือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหลายวงศ์ มีเปลือกตัว แขง็ ลา้ ตัวยาวแบ่งเป็นปล้อง ไม่แบ่งอกหรือทอ้ งให้เห็น ปล้องตามล้าตัวจับกันเป็นคู่ตามยาวยืดหดเข้าหากันได้ ท้าให้สามารถขดตัวเป็นวงกลมได้เม่ือถูกรบกวน ปล้อง แต่ละคู่จะมีขาสองคู่ ยกเว้นปล้องแรกไม่มีขา ปล้องท่ี สองถึงส่ีมีขาเพียงคู่เดียว จ้านวนขาอาจมีได้ถึงสองร้อย ส่สี ิบคู่ ชนดิ ตวั โตท่พี บบ่อย ๆ 134

กิ้งกือยังมีประโยชน์ต่อระบบนิเวศช่วยพรวนหน้าดินเป็นผู้ ย่อยสลายขยะให้เป็นดินชั้นเลิศ มันจะกัดกินเศษซากพืชท่ี ร่วงหล่นพื้นและย่อยสลายออกมาเป็นมูลก้อนกลม ซึ่งอุดม ไปด้วยแร่ธาตุเช่นเดียวกับปุ๋ย ซึ่งได้ผ่านการวิเคราะห์ เบ้ืองต้นแล้วว่า มูลกิ้งกือมีธาตุอาหารครบทั้ง NPK ได้แก่ ได้แก่ N (ไนโตรเจน) P (ฟอสฟอรัส) และ K (โพแทสเซียม) และมีการดา้ รงชวี ิตที่เออื้ ประโยชน์ตอ่ การเจรญิ เติบโตของ พืช จึงเปรยี บเทียบได้วา่ กง้ิ กือวา่ เปน็ ขมุ ทรพั ย์ ชวี ภาพในดินที่หลายคน มองข้ามไป เปน็ ปุ๋ย ธรรมชาติให้แกต่ ้นไมใ้ บหญา้ ทงั้ เขตปา่ และเขตบา้ น เปรียบเสมอื นรงงานผลิตป๋ยุ ธรรมชาติทีเ่ คล่อื นที่ได้ ชว่ ย พรวนดิน ย่อยสลายซากพืช ซาก 135

136

ชอื่ เรยี ก : มดตะนอย (Dolichoderus thoracicus) ชื่อสามัญ : Ant ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ : Dolichoderus thoracicus Smith 137

มดตะนอยมลี า้ ตวั ยาว 12 มลิ ลเิ มตร คอ่ นขา้ ง เรียวยาว สดี า้ เป็นมัน หนวดและขาสีน้าตาลอม เหลอื ง หนวดแบบขอ้ ศอก ปากแบบกดั กนิ ปีก แบบบางใส ขาเดิน ตารวม ถนิ่ อาศัย : พบได้ทว่ั ไป 138

• ชว่ ยผสมเกสร • ตัวห้า ตวั เบยี น 139

ชือ่ วิทยำศำสตร์ : Pavonia rigida (Wall. ex Mast.) ชื่อสำมัญ : Wetchi-pane ( Myanmar ) จัดอยใู่ นวงศ์ : Malvaceae ชื่อเรียกอ่นื ๆ : ขอี้ ้น Khi on (Buri Ram); ขอบจกั รวาล Khop chakkrawan, ครอบจกั รวาล Khrop chakkrawan, แสงอาทิตย์ Saeng athit (Chanthaburi); หงอนไก่ Ngon kai, อน้ แดง On daeng (Ubon Ratchathani); คนื หน Khuen hon (Prachuap Khiri Khan); หัสคุณดอกแดง Hatsakhun dok daeng (Satun) ขอ้ี น้ แดง Khee on daeng(LAO P.D.R)Hochr. 140

141

ไม้พุ่ม ทอดเล้ือยไปตามพ้ืนดิน สูง 30-60 ซม. ล้าต้นมีขนรปู ดาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ กว้าง 3-7 ซม. ขอบจัก ฟนั เล่อื ย มขี นรูปดาวทงั้ สองด้าน ดอกช่อกระจุก ออกดอกท่ซี อกใบ กลีบดอกสมี ่วง แกมสีชมพู หรือแดง ริ้วประดับรูประฆัง ปลาย แยกเป็นเส้นห้าแฉก ผลมขี นเปน็ ร้ิว ประดับรปู ถว้ ย หมุ้ ไว้เมลด็ รปู ไต 142

สมุนไพร ยาพ้ืนบ้านอีสานใช้ ราก ต้มน้าให้สตรี ระหว่างอยู่ไฟหลังคลอดดื่ม และบ้ารุงโลหิต ประเทศลาว ราก ใช้รักษานิ่วในถุงน้าดี โดยใช้ ราก 100 กรัม ต้มรวมกับสมุนไพรอื่นอีก 4 ชนิด อย่างละเทา่ ๆกนั ตม้ นา้ ดื่ม 143

144

ชอ่ื เรียก : ตกั๊ แตนหนวดส้นั ช่อื สำมญั : Rice Grasshopper ชอ่ื วิทยำศำสตร์ : Hieroglyphus banian (Fabricius) 145

 ล้าตัวยาว 30-50 มลิ ลิเมตร สนี ้าตาลแก่ ลา้ ตัวมี สีเขียวอ่อน ตัวอ่อนมีสีต่างๆ กันเช่น เขียวอ่อน เหลืองอ่อน น้าตาลแดง และด้าทั้งตัว หน้ามีสีด้า ใต้ท้องมีสีด้าตลอดตัว ตัวเต็มวัยมีสีเหลืองปนเขียว หรือน้าตาลปนเหลือง หนวดแบบเส้นด้าย ปาก แบบกัดกิน ปีกแบบ (tegmina) คล้ายแผ่นหนัง บางเป็นเนื้อเดียวตลอดปีก มีลักษณะเหนียว ขาคู่ ที่ 1 และ 2 เป็นขาเดนิ (walking legs) ขาคู่ที่ 3 เป็นขากระโดด (jumping leng) ใหญ่และยาวกวา่ ขาค่อู ื่นๆ ตารวม  ถิ่นอาศัย : พบได้ตามท่งุ หญ้า 146

เปน็ อาหารมนษุ ยแ์ ละสตั ว์ 147

ขำ่ ว : โควดิ ทำให้ระดบั มลพิษในโอโซนลดลง ในช่วงเริ่มต้นกำรระบำด ตามปรากฏการณ์ทีเ่ กดิ ขน้ึ ในช่วงปี พ.ศ.2563 เมื่อการระบาดใหญข่ องไวรสั โคโรนา สายพนั ธ์ุ ใหม่ ที่กอ่ ให้เกิดโรคโควิดไนน์ทีน COVID-19 ขยายวงกวา้ งขนึ้ หลายประเทศแก้ไขและรับมอื ด้วยการปิดเมือง งดการเดนิ ทางขนส่ง ออกมาตรการใหป้ ระชาชนเก็บตวั อยกู่ ับบ้าน เพอื่ ป้องกนั การเสี่ยงสัมผสั ระหว่างกัน แมจ้ ะเปน็ เร่ืองอดึ อดั คับข้องกายใจ แตป่ ฏเิ สธไมไ่ ด้วา่ ธรรมชาติมี ความลิงโลดไดฟ้ ื้นฟูเยยี วยาตัวเองโดยท่ีไร้มนุษยม์ าข้องแวะ ล่าสุด มีรายงานในวารสารการวิจัยด้านธรณีฟิสิกส์ จากนักวิทยาศาสตร์ของ National Center for Atmospheric Research (NCAR) หน่วยงานวิจัยและศึกษาชั้นบรรยากาศของสหรัฐอเมริกา ได้วิเคราะห์ ข้อมูลจากบอลลูนตรวจสภาพอากาศและเคร่ืองมือตรวจจับระยะไกล ท่ีได้มาจากสถานี 45 แห่ง โดย 3 แห่ง เป็นสถานีทดี่ แู ลจัดการโดยหนว่ ยงาน NCAR ส่วนทเ่ี หลือคอื หอดูดาวหลายแหง่ พบวา่ ในชว่ งฤดูใบไม้ผลิและฤดู ร้อนของปีท่ีผ่านมา บรรยากาศชั้นโอโซนที่ระยะทาง 1-8 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก มีการลดลงโดยเฉล่ีย 7% ทางซีกโลกเหนือ เป็นการลดปริมาณโอโซนลงอย่างมากในภูมิภาคที่ใหญ่มาก และครั้งสุดท้ายท่ีโอโซนในโทร โพสเฟียร์ หรือโอโซนที่เกิดใกลพ้ ื้นผิวโลก และเป็นที่อยขู่ องก๊าซที่อันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่น ก๊าซเรือน กระจก มปี ริมาณลดลงแบบเดียวกันนี้ เคยเกิดขึ้นทีเ่ มอื งโฮเฮนไพเซนแบรก์ ในเยอรมนีเมอ่ื ปี พ.ศ.2519 การวจิ ัยใหม่เช่อื ว่าการลดลงของโอโซนอาจอธบิ ายไดจ้ ากการคมนาคมขนส่งทล่ี ดลง เนอื่ งจากมนษุ ย์เก็บตัวในบ้านงดการเดินทางสัญจรในชว่ งโควดิ -19 ระบาด ทงั้ นี้ นกั วิจยั ยังระบุวา่ การปล่อยมลพษิ บนพื้นผิวโลกลดลง 14%.

1. นางสาวป่นิ เกลา้ สิงห์คู่ เลขท่ี 2 ห้อง 1 รหสั นกั ศกึ ษา 623150210044 2. นางสาวกฤษณา ภคู งก่ิง เลขท่ี 15 ห้อง 1 รหสั นกั ศกึ ษา 623150210200 3. นางสาวชฎาพร ลามคา เลขท่ี 5 ห้อง 1 รหสั นกั ศกึ ษา 623150210093 4. นางสาวอภวิ รรณ พนมกลุ เลขที่ 19 ห้อง 1 รหสั นกั ศกึ ษา 623150210259 5. นางสาวสุจิรา ศรสี มนาง เลขท่ี 5 ห้อง 2 รหสั นกั ศกึ ษา 623150210358 6. นายภาณพุ ัฒน์ ลองคา เลขที่ 6 ห้อง 2 รหสั นกั ศกึ ษา 623150210374


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook