Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การสร้างป่าเชิงนิเวศ

การสร้างป่าเชิงนิเวศ

Published by sujira2326, 2021-08-26 12:41:53

Description: การสร้างป่าเชิงนิเวศ

Search

Read the Text Version

• (ดอก) ดอกสาบเสือมีสรรพคณุ ชว่ ยชูกา้ ลงั แก้อาการอ่อนเพลีย • (ใบ) ชว่ ยแก้ตาฟาง ตาแฉะ 51

52

ชื่อวิทยำศำสตร์ : Lygodium flexuosum (L.) Sw. จัดอยู่ในวงศ์ : Lygodiaceae 53

จัดเป็นเฟิร์นทอดเล้ือยพาดพันกับต้นไม้อื่นยาวได้ หลายเมตร ล้าต้นเป็นเหง้าสั้นมีขนสีน้าตาลเข้ม หนาแน่น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-6 มิลลิเมตร ไม่มีเกล็ด ล้าต้นเม่ือแก่จะมีสีด้าและเป็น มัน ขยายพันธ์ุโดยใช้สปอร์และวิธีการปักช้า เจริญเติบโตได้ในดินแทบทกุ ชนิด ชอบแสงแดดร้าไร พบข้ึนตามป่าทั่วไป ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ ป่า เต็งรัง ป่าผลัดใบ ป่าผลัดใบผสมท่ัวทุกภาคของ ประเทศ 54

นา้ มาตม้ กับน้าดื่มเป็น ยาแก้อาการเจ็บคอ เสียงแหบ (ท้งั ตน้ ) 55

ชอื่ เรียก : เฟิร์นเขากวางปลอม ชอ่ื วทิ ยำศำสตร์ : Dicranopteris linearis จดั อยู่ในวงศ์ : Dicranopteris 56

57

เฟิร์นที่มีเหง้าน้ีแพร่กระจายผ่านการโคลน แผ่ขยายไปตามพ้ืนดินและปีนขึ้นไปบนพืช พรรณอื่นๆ มกั จะก่อตวั เป็นพุ่มลกึ 3 เมตรข้นึ ไป ลา้ ตน้ เจริญจากเหงา้ แตกกิ่งเป็นมุม 45 องศา และแตกก่ิงเปน็ ใบท่ีตอ่ ยอด และแตกกิง่ 58

ใชป้ ฐมพยาบาลห้ามเลือด แกพ้ ษิ แมลง สตั วก์ ดั ต่อย ใช้ต้น ใบ มาต้มน้าอาบ 59

ผสู้ ำรวจ นำงสำวสจุ ริ ำ ศรีสมนำง รหสั นักศึกษำ 623150210358 60

• เกิดจากชน้ั บางส่วนท่ีเราพบเรือนยอดและใต้ถุนสงู ชั้น ล่างประกอบด้วยหญ้าพุ่มไม้เฟิร์นและมอสเป็นหลัก พืชเหล่านี้มีลักษณะส้าคัญขนาดเล็กและอยู่ในส่วนล่าง ของภูมิประเทศ ดินของป่าเหล่านี้มีความอุดมสมบูรณ์ ดีมากเน่ืองจากมีอินทรียวัตถุมากและมีการกักเก็บ ความช้นื ได้ดี • โครงสร้างของป่าเบญจพรรณจะมีไม้ยืนต้นกระจายอยู่ ห่าง ๆ กันแสงตกถึงพื้นได้มากมีพืชตระกูลหญ้าอยู่ หลายชนิด ฤดูแล้งมักเกิดไฟป่าข้นึ ช่วยเผาเศษซากใบไม้ แห้งท่ีสะสมบนพื้นป่าจึงช่วยกระตุ้นให้เมล็ดไม้หลาย ชนิดงอกงามดี โดยเฉพาะเมล็ดไม้สัก มะค่า และแดง ป่าชนิดน้ีมีความเหมาะสมต่อการด้ารงชีวิตของสัตว์ป่า เพราะไม่รกทึบเกินไปและมีพืชอาหารมากสัตว์กินพืช ตา่ งๆ เข้ามาอาศัย 61

62

63

ชอื่ วิทยาศาสตร์ : Drynaria quercifolia (L.) J.Sm. ชอื่ วงศ์ : Polypodiaceae ชอ่ื เรยี กอื่นๆ ฮาฮอก (อบุ ลราชธานี) ; ใบหชู ้าง สไบนาง (กาญจนบุร)ี ; กู ด ข า ฮ อ ก กู ด อ้ อ ม กู ด ไ ม้ ( เ ห นื อ ) ; ก ร ะ ป ร อ ก ว่ า ว (ประจวบครี ีขันธ์ ปราจีนบรุ ี) ,หวั ว่าว (ประจวบคีรขี นั ธ์) ; หวา่ ว (ปน) สะโมง กาบหชู ้าง หวั ว่าว 64

65

สปชี สี เ์ ป็นที่รจู้ กั กันทั่วไปว่า เปน็ เฟิรน์ ตะกร้าองิ อาศยั ที่ อยู่ขนาดใหญ่ไม้ลม้ ลุกจ้าพวก เฟริ ์นเลือ้ ยเกาะบนตน้ ไมห้ รอื กอ้ นหนิ ท่ีมีร่มเงาหรือแสงแดด ล้าต้นทอดนอนยาวไดถ้ ึง 1 เมตร เหงา้ หวั กลมยาวปกคลมุ ด้วยเกลด็ สีนา้ ตาลเข้มมีขนยาวสนี า้ ตาล ปกคลุมคล้ายก้ามะหยเี่ นื้อในสีขาวและเขียวใบเปน็ ใบเด่ียวมสี อง ชนิดคอื ใบที่ไม่สรา้ งสปอร์ประกบต้นตง้ั เฉยี งกบั ลา้ ตน้ รปู ไขไ่ ม่มี ก้านใบ ขอบใบเว้าเปน็ แฉกตื้นๆหุ้มอยู่บรเิ วณเหง้าฐานใบรูป หัวใจปลายใบมนหรอื แหลมผวิ ของใบอ่อนมีขนรปู ดาวและใบที่ สรา้ งสปอร์ จะอย่สู ูงกว่าใบท่ีไม่สร้างสปอรแ์ ละชี้ขน้ึ ด้านบนแผน่ ใบรูปขอบขนานหรอื รปู หอก ขอบใบเวา้ ลกึ 66

• ใชเ้ ป็นไม้ประดบั ปัจจุบัน ท่ัวโลกได้มีความสนใจที่จะใช้เฟิร์นประดับบ้าน อาคาร หรือสวนเพ่ิมมากข้ึนเร่ือยๆ เนื่องจากเห็นว่า การใช้เฟริ ์นเปน็ ไม้ ประดับจะให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติปลูกประดับในอาคาร อาจจะปลูกเป็นไม้กระถางใส่กระเช้าแขวนหรือจัดใส่สวนถาด หรอื สวนขวด เฟิร์นทีส่ ามารถปลูกเป็นไม้กระถางในร่มได้ • ใชเ้ ป็นยาสมุนไพร ใช้ รากและแก่นต้มน้าด่ืมและอาบแก้ซาง เหง้าต้มน้าดื่มแก้ ประจ้าเดือนไหลไม่หยุด เหง้าฝนทา แก้งูสวัด เหง้าต้มน้าด่ืม หรือฝนกับน้าด่ืมแก้ริดสีดวงจมูกแก้กระหายน้า เหง้าน้ามากิน สดโดยใช้เน้ือสีขาวเอาขนออกฝานตากแดดแล้วบดแก้ปวด ประดงเลือด เหง้าผสมกับสมุนไพรอื่นต้มน้าด่ืมแก้ปวดเส้นเป็น ยาหา้ มเลอื ดบ้ารงุ เลอื ด 67

68

ชื่อวทิ ยาศาสตร์ : Orchid อาณาจักร : Plantae ไมไ่ ด้จัดลาดบั : Angiosperms ไมไ่ ด้จดั ลาดบั : Monocots อันดบั : Asparagales วงศ์ : Orchidaceae 69

กล้วยไม้เป็นพืชวงศ์ใหญ่ มีความแตกตา่ งกันภายในวงศ์ อยา่ งเหน็ ได้ชัด โดยทัว่ ไปล้าต้นของกล้วยไม้ไม่มีแก่นและ เปลือก ล้าต้นมี 2 ลักษณะ คือ ล้าต้นแท้ มีข้อและปล้อง เหมือนพชื ใบเล้ยี งเดี่ยวทวั่ ไป ล้าต้นเทียมหรอื ล้าลูกกล้วย ไว้สะสมอาหาร มีข้อและปล้องถ่ี รากกลมอวบเป็นเส้น เล็กแข็งหรือแบนราบ ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวแผ่นใบบาง คล้ายใบหมาก หนาอวบน้า หรือเป็นแท่งกลม สีของใบ เป็นสีเขียวสด บางชนิดเป็นสีม่วงคล้า บางชนิดก็มี ลวดลาย ดอกออกที่ปลายล้าต้น ดอกเป็นดอกเด่ียวหรือ เป็นชอ่ สว่ นใหญเ่ ป็นพืชองิ อาศยั พืชอ่ืน 70

ไมป้ ระดบั สถานที่ เป็นสนิ ค้าสง่ ออกที่ สา้ คญั โดยเฉพาะกลว้ ยไมต้ ระกลู หวาย 71

ชื่อวทิ ยาศาสตร์ : Hoya kerrii Craib อาณาจกั ร : Plantae หมวด : Magnoliophyta ชั้น : Magnoliopsida อนั ดบั : Gentianales วงศ์ : Apocynaceae วงศย์ ่อย : Asclepiadaceae สกลุ : Hoya สปีชสี ์ : H. ovalifolia 72

73

ตน้ โฮยา่ เรยี กไดว้ ่าเปน็ ไมเ้ ลอื้ ยทมี่ ีทงั้ ใบและดอกสวยงามแตล่ ะ ชนิดจะมีสไตลข์ องตวั เองอยา่ งเห็นไดช้ ดั ซ่งึ โดยภาพรวมแลว้ จะ โดดเด่นด้วยดอก เกสรและกลีบเล้ยี งทด่ี เู หมือนกลมุ่ ดาวห้าแฉก เปล่งแสงเป็นทรงครง่ึ วงกลมบางชนดิ มดี อก น้อยบางชนิดก็มดี อกเป็นช่อ กลมเหมอื นลกู บอลประเภท ไมอ้ วบน้า ท่ีเปน็ ไมด้ อกและไม้ ใบรองจากไมใ้ บฟอกอากาศ จัดเป็นตน้ ไม้ประเภทไมเ้ ลอื้ ย ที่มอี ายุหลายปลี า้ ต้นเป็น ลักษณะเถาส้าหรบั เล้อื ยไป ตามต้นไม้หรือสง่ิ ยดึ เกาะอนื่ ๆ 74

• ใบเป็นส่วนท่ีใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด โดยเรา สามารถน้าใบสดไปนาบไฟให้ร้อน แล้วใช้ ประคบตามผิวหนังเพ่ือบรรเทาอาการปวดบวม ได้ หรือน้าไปบดละเอียดแล้วพอกผิวเพื่อช่วย สมานแผล ลดอาการอักเสบภายนอก และลด ค ว า ม เ สี่ ย ง ที่ แ ผ ล จ ะ เ กิ ด ก า ร เ น่ า เ ป่ื อ ย นอกจากนี้ก็ยังใช้ต้มน้าดื่มส้าหรับคนท่ีเป็น โรคเบาหวานได้ด้วย • เน้ือจากล้าต้นที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป น้ามาต้ม น้าดื่มแก้เบาหวานได้ ส่วนของน้ายางที่ออก จากเปลือกไม้จะใชส้ า้ หรบั ทาแผลสด 75

76

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anisoptera อาณาจักร : Animalia ไฟลมั : Arthropoda ชั้น : Insecta อันดบั : Odonata อันดบั ย่อย : Epiprocta 77

คือแมลงท่ีมีตัวอ่อนอาศัยอยู่ในน้า ตัวเต็มวัยมีชีวิตอยู่บน บกมีปีกบินได้ แมลงปอมีการเจริญเติบโตแบบเป็นข้ันตอน ประเภทไม่สมบูรณ์แบบ คือ มีระยะไข่ ตัวอ่อน และตัวเต็มวัย ไมม่ ีระยะดกั แด้ โดยระยะไข่และตวั อ่อนมีชีวิตอย่ใู นนา้ ตวั อ่อนท่ี อยู่ในน้ามีรูปร่างแตกต่างจากตัวเต็มวัยมาก เมื่อตัวอ่อน เจริญเติบโตเตม็ ท่ีแล้วจะลอกคราบครง้ั สดุ ทา้ ย กลายเป็นตัวเต็ม วยั ท่ีมปี กี และจะใชช้ ีวิตบนบกไดต้ ่อไป 78

การท่ีแมลงปอแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเลยเพราะมี รูปร่างทสี่ มบรู ณ์แบบอยแู่ ลว้ มีจุดเด่น คือ มสี ่วนหัวที่กลมโตใหญ่ มีดวงตาขนาดใหญ่ 2 ดวงอยู่ด้านข้าง ซ่ึงประกอบไปด้วยดวงตา ขนาดเล็กรูปร่างคล้ายรังผึ้งถึง 30,000 ดวง ถือเป็นแมลงที่มี ประสาทการมองเห็นได้ดีที่สุด โครงสร้างล้าตัวของแมลงปอ เสมือนเกราะท่ีประกอบไปด้วยสารไคติน ปีกของแมลงปอมี ทั้งหมด 2 คู่ ลักษณะบางใส โปร่งแสงมองเห็นเส้นเลือดแดง ต่างๆ • ในระยะตัวออ่ นท่ีอาศัยในแหลง่ น้า จะเปน็ แหล่งอาหารของ ปลาและสัตว์ชนิดอ่ืนๆ ในขณะเดียวกันตัวอ่อนแมลงปอก็ จะจบั กนิ ลกู น้าของยงุ ชว่ ยใหป้ รมิ าณยุงลดลง • ในระยะตัวเต็มวัยจะจับกินแมลงชนิดอ่ืนๆ เป็นอาหาร ช่วยควบคุมแมลงทเี่ ปน็ ศัตรูพืช • ตัวอ่อนแมลงปอท่ีเรียกว่า “แมงระง้า” ที่อาศยั ตามแหล่ง น้าขังหรือทุ่งนา ซ่ึงตัวอ่อนนี้จะมีสารอาหารจ้าพวกโปรตีน สงู ทางภาคอีสานจึงนยิ มนา้ มาปรงุ อาหาร 79

ชอ่ื เรยี ก : ดว้ งงวง ชอื่ วิทยาศาสตร์ : Rhynchophorus ferrugineus อาณาจกั ร : Animalia ไฟลมั : Arthropoda 80

81

ด้วงงวง เป็นด้วงชนิดหน่ึงจัดว่าเป็นด้วงงวงขนาดกลาง ตัวเต็มวัย มีขนาดล้าตัวยาวประมาณ 25-28 มิลลิเมตร ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีขนาดและลักษณะภายนอกคล้ายคลึง กัน ต่างกันท่ีตัวผู้มีขนท่ีด้านบนของงวงใกล้ส่วนปลาย ตัว หนอนมีสีเหลืองปนน้าตาล ดักแด้เป็นปลอกท้าด้วยเศษ ช้ินส่วนจากพืชที่กินเป็นอาหาร โดยด้วงงวงชนิดนี้นับเป็น แมลงศตั รพู ชื ที่สา้ คญั อีกชนิดหนึ่ง ตวั หนอนจะอาศัยและกัด กินบริเวณยอดอ่อน ตัวเต็มวัยจะเกาะกินเนื้อเยื่อด้านใน ของลา้ ต้นลึกจนเป็นโพรง ซ่ึงอาจท้าใหต้ ้นตายได้ โดยจะบิน ออกหากนิ ในเวลากลางวนั สามารถบินได้ไกลถงึ 900 เมตร ตัวเมียใช้เวลาวางไข่นาน 5-8 สัปดาห์ ในปริมาณ เฉล่ีย 400 ฟอง กระจายพันธุ์อยู่ตั้งแต่อินเดียจนถึงซามัว แต่ปัจจุบันได้แพร่กระจายเป็นชนิดพันธ์ุต่างถ่ินไปในทวีป ตา่ งๆของโลก 82

ปัจจุบันตัวหนอนของด้วงงวงชนิดน้ีก้าลังเป็นท่ีนิยม ของการเพาะเลยี้ งเป็นสัตว์เศรษฐกิจ โดยนิยมบรโิ ภคกัน ในการเกษตรด้วงใน3ตระกูลหลัก คือ ด้วงกว่าง ด้วงคีม ด้วงดอกไม้ ยกเว้นด้วงแรด ตัวอ่อนจะไม่กัดกินรากไม้ และยังช่วยย่อยสลายมูลสัตว์ ไม้ผุท่ีตายแล้ว ให้ กลายเป็นดินอย่างรวดเร็วแล้วยังด้วงดอกไม้ท่ีดูดกิน น้าหวานจากเกสรของดอกไม้บนดอยยังช่วยกระจาย เกสรได้อยา่ งดีบนดอยสงู 83

ผู้สำรวจ นำงสำวปน่ิ เกลำ้ สิงห์คู่ รหสั นกั ศกึ ษำ 623150210044 84

ป่าเบญจพรรณ หรือป่าผสมผลัดใบ เป็นป่าท่ีมีพรรณไม้ เด่น 5 ชนิด ได้แก่ ไม้สัก มะค่า แดง ประดู่ และชิงชัน พบป่า ชนิดนี้ในบริเวณท่ีมีฤดูกาลแบ่งแยกชัดเจน มีช่วงแห้งแล้ง ยาวนานเกินกว่า 3 เดือน ปริมาณน้าฝนเฉล่ียอยู่ในช่วง 1,200- 1,400 มิลลิเมตรต่อปี ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 50-800 เมตร เหนือระดับน้าทะเล ต้นไม้เกือบทั้งหมดในป่าเบญจพรรณจะ ผลัดใบในฤดูแล้ง โดยเฉพาะตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึง เมษายน ป่าเบญจพรรณในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ป่าเบญจพรรณที่มีไม้สักเป็นไม้เด่น ขึ้นคละกับไม้ท่ีมีคุณค่า ทางเศรษฐกิจหลายชนิด อาทิ ประดู่ ชงิ ชัน มะค่าโมง แดง ไผ่ไร่ ไผ่ซางดอย และไผ่หกส่วนอีกลกั ษณะหน่ึง คือ ป่าเบญจพรรณท่ี ไม่มีไม้สัก มีพรรณไม้เด่นขนิดอ่ืนขึ้นแทน เช่น สมอพิเภก เปล้า หลวง และสา้ น 85

ช่ือวิทยำศำสตร์ : Epipremnum aureum จัดอยู่ในวงศ์ : Araceae ไม้เลอื ้ ยเนือ้ ออ่ น ลำต้นมีลกั ษณะอวบและฉ่ำนำ้ ชอบเลอื ้ ย พำดตำมก้อนหินหรืออำศยั เกำะอยตู่ ำมไม้ยืนต้นอ่ืน • (ผล) ผลใช้เป็นยำบำรุง ยำกระต้นุ • (ใบ) ใบใช้ต้มกบั นำ้ ให้เด็กกินแก้ซำง 86

87

88

ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Passiflora foetida จดั อยใู่ นวงศ์ : Passifloraceae วงศก์ ะทกรก ไม้เถำเลือ้ ย มีอำยปุ ระมำณ 2-5 ปี มีมือใช้ยดึ เกำะ มีขนขนึ ้ ปกคลมุ อยทู่ กุ สว่ น ท้งั ต้นมีสรรพคณุ เปน็ ยาบ้ารุงหัวใจ ช่วยแก้ความดันโลหิตสูง (ราก) 89

ชอ่ื วทิ ยำศำสตร์ : Leea indica จดั อยใู่ นวงศ์ : Vitaceae ไมพ้ ่มุ ขนาดยอ่ มหรอื ไม้ตน้ ขนาดเลก็ มีความสูงได้ ประมาณ 1-3 เมตร แตกกิง่ กา้ นตง้ั แต่โคนตน้ นา้ ยางจากใบอ่อนใช้กนิ เป็นยาช่วยย่อย ชาวมง้ จะใชล้ า้ ต้นตม้ กบั น้าด่มื เป็นยาแกไ้ อ (ลา้ ต้น) 90

91

92

ชอ่ื วิทยำศำสตร์ : Curcuma parviflora Wall จดั อยู่ในวงศ์ : Zingiberaceae ไม้ลม้ ลกุ ล้าต้นตั้งตรง มคี วามสงู ของตน้ ประมาณ 15-50 เซนติเมตรและอาจสูงไดถ้ ึง 70 เซนตเิ มตร ใบน้ามาต้าค้ันเอาแต่น้าใช้เป็นยาทารักษาแผลสดและ ช่วยห้ามเลือด (ใบ) หน่ออ่อนและดอกอ่อนของ กระเจยี วมีรสเผ็ดร้อนและมกี ลน่ิ หอม เป็นยาช่วยขับลม (หน่ออ่อน) 93

ชอื่ วิทยำศำสตร์ : Epipremnum aureum จดั อยู่ในวงศ์ : Araceae ไมเ้ ลือ้ ยเนอ้ื อ่อน ลา้ ต้นมลี กั ษณะอวบและฉ้า่ นา้ ชอบเล้อื ย พาดตามกอ้ นหนิ หรอื อาศยั เกาะอยู่ตามไม้ยืนต้นอื่น • (ผล) ผลใชเ้ ปน็ ยาบา้ รงุ ยากระต้นุ • (ใบ) ใบใชต้ ม้ กบั น้าให้เดก็ กนิ แกซ้ าง 94

95

ผูส้ ารวจ นายภาณุพัฒน์ ลองคา รหัสนกั ศกึ ษา 623150210374 96

 ปา่ เต็งรังหรือทีเ่ รยี กกันวา่ ปา่ แดง ปา่ แพะ ปา่ โคก  ลกั ษณะทว่ั ไปเป็นป่าโปร่ง ตามพ้ืนป่ามกั จะมีโจด ต้น แปรงและหญา้ เพก็ พ้ืนที่แหง้ แลง้ ดนิ ร่วนปนทรายหรือ กรวด ลกู รัง  พบอยู่ทัว่ ไปในทร่ี าบและทภ่ี เู ขาในภาคเหนือส่วนมาก ข้นึ อยู่บนเขาที่มดี นิ ตน้ื และแห้งแลง้ มาก ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนอื มีป่าแดงหรือป่าเตง็ รังน้มี ากทสี่ ดุ  ชนิดพนั ธ์ไุ มท้ ่สี ้าคญั ไดแ้ ก่ เตง็ รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ติว้ แต้ว มะค่าแต ประดู่ แดง มะขามป้อม มะกอก ผักหวาน สมอไทย ตะแบก เลอื ดแสลงใจ รกฟ้า ฯลฯ ส่วนไม้พน้ื ล่างเป็นหญา้ หญา้ เพก็ ปรง กระเจยี วเปราะ มะพรา้ วเต่า ปุ่มแป้ง โจด และหญ้าชนิดอ่นื ๆ 97

98

99

ชอ่ื วิทยำศำสตร์ : Shorea obtusa Wall. ex Blume จัดอยใู่ นวงศ์ : ยางนา (DIPTEROCARPACEAE) 100


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook