Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น

บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น

Description: งานวิจัย/วิทยานิพนธ์

Keywords: พระสังฆาธิการ

Search

Read the Text Version

26 2.1.3 พระราชคณะท่ีทรงแต่งต้ัง (ไม่เกิน 12 รูป) เป็นกรรมการลักษณะ ดาเนินกจิ การ 1) ประธานกรรมการ เปน็ ผบู้ ังคบั บัญชารบั ผดิ ชอบ 2) อธบิ ดีกรมการศาสนา เปน็ เลขาธกิ ารมหาเถรสมาคมโดยตาแหน่ง 3) กรมการศาสนาทาหน้าที่สานักเลขาธกิ าร 4) องค์กรยอ่ ย เป็นหนว่ ยบริหารและจดั กจิ การแทน 2.2 องค์กรยอ่ ยในสว่ นกลาง 2.2.1 เขตปกครองคณะสงฆ์ ได้แก่เขตปกครองสงฆใ์ นนกิ ายน้ัน ๆ ดังน้ี 2.2.1.1 หน (ม) - เจ้าคณะใหญเ่ ปน็ ผูบ้ งั คบั บัญชา 2.2.1.2 คณะ (ธ) – เจ้าคณะใหญ่เป็นผู้บังคับบัญชา มีเลขานุการ สนองงาน เลขานุการ เจ้าคณะใหญ่จดั เป็น “พระสังฆาธกิ าร” 2.2.2 คณะกรรมการฝ่ายตา่ ง ๆ ของมหาเถรสมาคม 2.2.2.1 คณะกรรมการฝา่ ยปกครอง 2.2.2.2 คณะกรรมการฝา่ ยศาสนศึกษา 2.2.2.3 คณะกรรมการฝ่ายศึกษาสงั เคราะห์ 2.2.2.4 คณะกรรมการฝ่ายเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา 2.2.2.5 คณะกรรมการฝ่ายสาธารณปู การ 2.2.2.6 คณะกรรมการฝา่ ยสาธารณสงเคราะห์ 2.2.3 คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการอืน่ ๆ (มจี านวนมากคณะ) 2.2.4 กองงานไดแ้ ก่ กองบาลสี นามหลวงกองธรรมสนามหลวง และกองงาน พระธรรมทตู 3. องค์กรปกครองคณะสงฆส์ ่วนภูมภิ าค ไดแ้ ก่ เขตปกครองคณะสงฆ์ในส่วนภูมิภาค มชี น้ั คือ 3.1 ภาค เจา้ คณะภาคเป็นผู้บงั คบั บัญชา รองเจ้าคณะภาคเป็นผชู้ ่วย 3.2 จังหวัด เจ้าคณะจังหวัดเป็นผบู้ งั คบั บัญชา รองเจา้ คณะจังหวัดเปน็ ผ้ชู ว่ ย 3.3 อาเภอ เจ้าคณะอาเภอเปน็ ผบู้ ังคับบัญชา รองเจา้ คณะอาเภอเป็นผู้ชว่ ย 3.4 ตาบล เจา้ คณะตาบลเปน็ ผู้บงั คับบัญชา รองเจา้ คณะตาบลเป็นผู้ชว่ ย 4. วัด เป็นองค์กรตา่ สุดและเปน็ องคก์ รหลัก เป็นฐานรองรับกิการคณะสงฆ์และพระ พทุ ธศาสนา เปน็ หน่วยบรหิ ารและจดั กกิ ารโดยตรง มีเจ้าอาวาสเป็นผู้บังคับบัญชา รองเจ้าอาวาสและ ผูช้ ว่ ยเจา้ อาวาสเปน็ ผูช้ ว่ ยในกจิ การทั่วไป ไวยาจกั รเปน็ ผู้ช่วยงานการศาสนาสมบตั ิ

27 พระธรรมปิกฎ (ป.อ.ปยุตโต) (2545, หน้า 68) กล่าวว่า การปกครองคณะสงฆ์มี ลักษณะเป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ครูอาจารย์ปกครองศิษย์อันสืบเน่ืองเป็นประเพณีมาตั้ง แต่สมัยพทุ ธกาล พระพุทธเจ้าทรงปกครองคณะสงฆ์ ทรงจัดตั้งวางระเบียบต่าง ๆ ก็เพื่อให้บริษัท คือ พระสงฆ์ ประชาชนไดป้ ระโยชนจ์ ากพระธรรมวนิ ัยท่พี ระองค์ทรงส่ังสอน พระเทพปรยิ ัตมิ ุนี (สเุ ทพ ผุสสธมโม) (2546, หน้า 151) กล่าวว่า ผู้นาควรมีภาวะ ผูน้ า 10 ประการ คอื 1. มบี คุ ลิกดี คือ มีกริ ิยามารยาทเรยี บรอ้ ยนา่ เชื่อถือ แตง่ กายใหถ้ ูกตอ้ งตามกาลเทศะ 2. มคี วามรู้ดี คือ ควรศกึ ษาเลา่ เรยี น เพมิ่ พูนความรใู้ นทกุ ด้านให้ตนเองอยูเ่ สมอ 3. มีความสามารถดี คอื รจู้ กั วิธกี ารทางานเปน็ อย่างดี ทางานอะไรไมเ่ ปน็ ควรศึกษา 4. มีวสิ ยั ทัศน์ คอื มองการณไ์ กล มองปญั หาเปน็ 5. มีใจหนกั แน่น คอื มีความอดทนสงู กวา่ ใคร 6. มีความยุตธิ รรม คือ วางตวั เป็นกลาง อยา่ เชอ่ื ง่าย 7. เปน็ แบบอยา่ งได้ คอื ทาตัวใหด้ ใี จทุกดา้ น เป็นแบบอยา่ งแก่ผู้อื่นได้ 8. ร้จู ักใชค้ น คอื ใชค้ นใหต้ รงกบั งาน 9. รูจ้ กั กระจายงาน คอื แบ่งงานให้ทุกคนทา 10. มีนโยบายในการทางาน คือ รู้จกั ข้ันตอนในการพฒั นาวดั ของตนให้สาเร็จด้วยดี พระพุทธวรญาณ (2548, หน้า 52-53) กล่าวว่า งานปกครองเป็นงานนา เป็นงาน ลึกซึ้งกว้างขวาง ย่ิงใหญ่และละเอียดอ่อนย่ิงกว่างานทั้งหลาย และเป็นงานท่ีไม่สาเร็จ ต้องคอยปรับ ปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา ถ้างานปกครองดาเนินไปอย่างใด งาน อ่ืน ๆ ก็จะดาเนินไออย่างนั้น ถ้างานปกครองดาเนินไปไม่ได้ งานบริหารลักษณะอื่น ๆ ก็จะ ดาเนินไปไม่ได้เช่นกันผู้ปกครองวัดก็คือเจ้าอาวาส เป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อการพระศาสนาอย่าง ย่งิ ใหญ่ เพราะต้องปกครองวดั คาวา่ “วดั ” มคี วามหมาย 2 ประการ คือ หมายถึง ศูนย์กลางแห่งการ ศาสนาทัง้ ปวง หมายถึงแหลง่ รวมของสว่ นประกอบทสี่ าคัญของพระศาสนา 5 ประการ คอื 1. ศาสนสถาน ได้แก่ พื้นที่ต้ังวัดและบริเวณ มีลักษณะเป็นไปตามธรรมชาติ สง่ิ แวดลอ้ มเหมาะทจ่ี ะเป็นเครอื่ งเสริมสร้างความวเิ วก ความสงบ 2. ศาสนวัตถุ ไดแ้ ก่ สง่ิ ปลกู สร้าง เปน็ เสนาสนะตา่ ง ๆ เปน็ ปูชนียวตั ถุ ปชู นยี สถานที่ แสดงถึงความถูกตอ้ ง เรียบร้อย นาไปสู่ความสงบ 3. ศาสนบุคคล ได้แก่ พระภิกษุ สามเณรท่ีมีลักษะเป็นสมณะ ต้ังอยู่ในศีลจารวัตร บาเพ็ญหน้าท่ีศึกษา ปฏิบัติและแนะนาสั่งสอนเพื่อความสงบ บาเพ็ญสังคมสงเคราะห์ตามสมณวินัย ศิษย์วัดที่มีลักษณะเป็นพุทธมามกะ ตลอดจนทายกทายิกาท่ีมีแนวแห่งความเป็นอุบาสก อุบาสิกา มีความมั่นคงในพระศาสนาพอสมควร

28 4. ศาสนธรรม ได้แก่ระเบียบแบบแผน ขนบประเพณีทางศาสนา ตลอดจนถึงคาสั่ง สอและแนวปฏปิ ทาทางพระศาสนาท่ไี ดร้ ับการยกย่อง เชิดชูและศึกษาเล่าเรียนความเลื่อมใสในคุณค่า เปน็ ที่พงึ่ ทางใจ 5. ศาสนกจิ ไดแ้ ก่ งานต่าง ๆ ทางพระศาสนา เช่น การศกึ ษา การเผยแพร่ หรืองาน เสรมิ สร้างความบริสทุ ธ์ิ ความม่นั คงของสังฆมณฑล เพ่ือความดารงอยดู่ ว้ ยดีของพระศาสนา เจ้าอาวาสมีภาระหน้าท่ีที่จะต้องบริหารส่วนประกอบที่สาคัญของพระศาสนาท้ัง 5 นี้ ไปพร้อม ๆ กันด้วยความรับผิดชอบ โดยนโยบายที่สุขุมรอบคอบ เหมาะสมกับกาลเทศะและสถาน การณ์ปัจจุบัน ท้ังนี้ภารกิจท่ีเจ้าอาวาสจะต้องให้ความสนใจเอาใจใส่เป็นพิเศษ คือการบริหารศาสน บคุ คล โดยเร่ิมงานปกครองพระภิกษุสามเณรในวัดให้เป็นพื้นฐานในเบ้ืองต้น นอกจากนั้นเจ้าอาวาสยัง มีภาระหน้าท่ีสาคัญตามพุทธประสงค์ คือ การช่วยพัฒนาท้องถิ่นด้วยเพราะปัจจุบันประชาชนนับถือ พระภิกษุท่ีสาคัญตามพุทธประสงค์ คือ การช่วยพัฒนาท้องถ่ินด้วยเพราะปัจจุบันประชาชนนับถือ พระภิกษุท่ีประพฤติถูกมีน้อย นับถือพระที่ผิดมากกว่า การนับถือพระถูกจะต้องนับถือท่ีท่านใช้ชีวิต ของทา่ นตามพระพุทธประสงค์ สานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (2548, หน้า 1-3) ได้กล่าวเก่ียวกับ ภารกิจ ด้านการปกครอง หมายถึง ภารกิจวัด โดยภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะปกครองดาเนินการ สอดส่อง ดูแล รักษาความเรียบร้อยดีงาม เพ่ือให้พระภิกษุสามเณรที่อยู่ในวัด หรือในปกครองปฏิบัติ ตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ คาส่ัง ประกาศของหาเถรสมาคม หรือพระบัญชาของ สมเดจ็ พระสงั ฆราช ภารกิด้านนีค้ รอบคุลมถงึ การท่ีภิกษุได้ทาหน้าท่ีปกครองทุกระดับ นับตั้งแต่ผู้ช่วย เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส เจ้าอาวาส เจ้าคณะตาบล เจ้าคณะอาเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค เจา้ คณะใหญ(่ หน) นอกจากน้ยี ังรวมถงึ การทภี่ กิ ษุ ทาหนา้ ทเ่ี ป็นพระกรรมวาจาจารย์ เป็นอุปัชฌาย์ใน การอุปสมบทกลุ บุตร 2.4.5.2 ดา้ นการศาสนาศึกษา การศาสนศึกษาเป็นงานที่สาคัญมาก คณะสงฆ์ต้องเป็นธุระใส่ใจขวนขวายในการ ฝึกฝนอบรมบุคลากรในองค์กรให้มีความรู้ความสามารยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อให้เกิดสติปัญญาสามารถรู้เท่า ทันโลก นาพระธรรมคาสง่ั สอนและวิทยากรต่าง ๆ มาประยุกต์ร่วมกัน เพื่อใช้สั่งสอนประชาชนทั่วไป ให้เข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง เป็นผู้ไม่ประมาท นาพระธรรมคาสั่งสอนไปใช้ในการดาเนินชีวิตให้มี ความสขุ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2535 ได้ กาหนดอานาจหน้าที่ของเจา้ อาวาสไวใ้ นมาตรา 37(3) (สมั พนั ธ์ เสริมชีพ, 2543, หน้า 148) ว่า “เป็น ธุระในการศึกษาอบรมและสัง่ สอนพระธรรมวนิ ยั แกบ่ รรพชิตและคฤหัสถ์” จึงเห็นได้ว่าเจ้าอาวาสเป็น ผู้จัดการศาสนศึกษาและวัดเป็นสถานศึกษา คาส่ังมหาเถรสมาคม เร่ืองให้ภิกษุสามเณรเรียนพระ

29 ธรรมวนิ ัย พ.ศ. 2528 (พระเทพปริยตั ิสุธี, 2540ข, หน้า 41) กาหนดให้ เป็นหน้าท่ีของเจ้าอาวาสโดย ตรง และให้เจา้ คณะเจ้าสงั กดั ร่วมจัดดว้ ย ดังนี้ 1. เจ้าอาวาสเป็นผู้จัดการศาสนศึกษา ในฐานะเจ้าสานักเรียนหรือเจ้าสานักศาสน ศึกษา 2. เจ้าคณะจงั หวัดเป็นผจู้ ดั การในฐานะเจา้ สานักเรยี นคณะจังหวดั 3. ในบางกรณีใหเ้ จา้ คณะเจ้าสงั กัดรว่ มจดั ดว้ ย การศาสนศึกษา เป็นกิจการของคณะสงฆ์ประการหนึ่งที่สาคัญย่ิงในอานาจหน้าที่ ของมหาเถรสมาคมมีความตอนหน่ึงว่า “ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา” ของคณะสงฆ์ (ม.15 ตรี) และในระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง มหาเถรสมาคมได้กาหนดวิธีดาเนินการควบคุม และส่งเสริมการศาสนาศึกษา “ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา” ของคณะสงฆ์ (ม.15 ตรี) และ ในระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง มหาเถรสมาคมได้กาหนดวิธีดาเนินการควบคุมและ ส่งเสริมการศาสนศึกษาว่า “ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษาให้ดาเนินไปด้วยดี” (พระธนดล นาคสุวณโณ, 2550, หนา้ 51) การจัดการศาสนศึกษาดังกล่าว คณะสงฆ์ยังมิได้กาหนดวัตถุประสงค์ไว้โดยชัดเจน แต่โดยหลักสูตรและเน้ือหาวิชาแล้ว คงอนุมานได้ว่า มีวัตถุประสงค์ 9 ประการ (พระเทพปริยัติสุธี, 2540 ก, หน้า 41) คอื 1. เพื่อพระสงฆ์รักษาตนและหมคู่ ณะ 2. เพื่อใชอ้ บรมส่ังสอนพระธรรมวนิ ัยแกบ่ รรพชิตและคฤหสั ถ์ 3. เพื่อใชพ้ ัฒนาชาติบา้ นเมืองด้วยคุณธรรมของพระศาสนา 4. เพ่ือใช้ในกจิ การคณะสงฆ์และการพระศาสนา 5. เพื่อรกั ษาหลักธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา 6. เพอ่ื รกั ษาศาสนทายาทสืบอายุพระพุทธศาสนา 7. เพอ่ื ความมัน่ คงแห่งพระพุทธศาสนา 8. เพอ่ื ความต้ังมั่นแหง่ พระสัทธรรม 9. เพือ่ ความม่ันคงของประเทศชาติอนั เปน็ สว่ นรวม การศาสนศกึ ษามผี ูใ้ หค้ วามหมายไวห้ ลากหลาย ดงั นี้ พระเทพปริยัติสุธี (2540, หน้า 41) กล่าวว่าการศาสนศึกษา หมายถึง การศึกษา เล่าเรียนพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนาทั้งของบรรพชิตและคฤหัสถ์ หรือการศึกษาเล่าเรียน พระปริยสิ ทั ธรรม โดยแบ่งการศาสนศึกษาออกเปน็ 2 แผนกหลัก คอื แผนกบาลี การแผนกธรรม รวม ถึงการศึกษาธรรมศึกษาและการจัดให้มีการเรียนพระธรรมวินัยเป็นส่วนเสริมอีกด้วย บางแบบแผน ตราไว้ในพระราชบัญญตั คิ ณะสงฆ์ และบางแบบแผนให้กาหนดโดยกฎมหาเถรสมาคม หรือให้กาหนด

30 โดยระเบยี บมหาเถรสมาคม และบางแบบแผนได้ยึดจารีตเป็นหลัก แยกตามท่ีกาหนดไว้ในกฎหมายมี 2 ส่วน คือ ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง และระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค และพจิ ารณาตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมายว่าด้วยการวัด เห็นควรเพ่ิมระเบียบการปกครองส่วนวัดเข้า เป็นส่วนท่ี 3 การปกครองคณะสงฆ์ทุกส่วนทุกชั้น ให้มีเจ้าคณะมหานิกายและเจ้าคณะธรรมยุต ปกครองบงั คับบญั ชาวัดและพระภกิ ษุสามเณรในนกิ ายนน้ั ๆ ไพบูลย์ เสียงก้อง (2544, หน้า 21-22) กล่าวว่า การศาสนศึกษา หมายถึง การ ศึกษาพระปริยัติธรรมและการศึกษาอ่ืน ๆ อันสมควรแก่สมณะ การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ใน ปจั จบุ ัน การจดั การศกึ ษาใน 2 สว่ น คอื 1. การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี การศึกษาพระปริยัติแผนกธรรมตาม หลักสตู ร แบง่ เปน็ 3 ชั้น คือ นักธรรมชั้นตรี นกั ธรรมชนั้ โท นักธรรมชนั้ เอก ถา้ เป็นฆราวาสเรียนเรียก ว่าธรรมศึกษา แบ่งออกเป็น ธรรมศึกษาช้ันตรี ธรรมศึกษาชั้นโท และธรรมศึกษาชั้นเอก การศึกษา พระปริยตั ิธรรมแผนกบาลี ตามหลักสูตร แบ่งออกเป็น 8 ชั้น คือ บาลีประโยค 1-2 และเปรียญธรรม 3-9 2. การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา การจัดการเรียนตามหลักสูตรของ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร โดยกระทรวงฯ ประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ศึกษา เม่ือวันท่ี 20 กรกฎาคม 2514 และฉบับปรับปรุงใหม่เม่ือวันท่ี 29 กันยายน 2535 มีทั้งระดับ มัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย เพ่ือให้พระภิกษุสามเณรมีความรู้ในหลักธรรมและ หากพระภิกษุสามเณรเหล่าน้ีมีความประสงค์จะลาสิกขาก็สามารถนาวุฒิการศึกษาท่ีได้รับไปใช้ เพื่อ การศกึ ษาตอ่ ในสถานศกึ ษาหรอื ใชส้ มัคงานเพือ่ ประกอบอาชีพได้ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (2545, หน้า 7) กล่าวว่า พระพุทธศาสนาเราถือ กันว่าเป็นศาสนาแห่งปัญญา ปัญญาเป็นตัวตัดสินท่ีทาให้บรรลุจุดหมายของพระพุทธศาสนา และจุด หมายของพระพุทธศาสนาเองก็เป็นปัญญา พระพุทธศาสนามองว่าชีวิตแห่งมนุษย์เป็นชีวิตแห่งการ ศึกษาของพระพุทธศาสนาเองก็เป็นปัญญา เม่ือมีการศึกษาเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนา ชีวิตก็จะงอกงามดี ข้ึน ประณีตข้ึน ท้ังด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ซ่ึงตัวตัดสินท่ีสาคัญคือปัญญา เพราะถ้าได้ ปญั ญาแล้วเกิดความรู้ ความเข้าใจ มาพัฒนาพฤติกรรมและจิตใจให้ทาได้ ทาเป็นวางท่าทีและปฏิบัติ ต่อส่ิงที่ตนเข้าไปเก่ียวข้อง ทุกอย่างได้อย่างถูกต้อง การศึกษา 3 ด้าน ที่เรียกว่า ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลกั ใหญ่ของพระพทุ ธศาสนาเป็นระบบและกระบวนการทง้ั หมดของการพัฒนาคน การศึกษา (สิกขา) ในทางพระพุทธศาสนาสามารถแยกออกไปเป็น 3 ด้าน โดย สอดคลอ้ งกบั องคป์ ระกอบแหง่ การดาเนินชวี ิตของมนุษย์ที่มี 3 ด้าน คือ พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา เรยี กวา่ ไตรสกิ ขา ซึง่ มสี าระสาคญั คอื

31 1. ศลี การฝึกฝนพฒั นาด้านพฤตกิ รรม หมายถึง การพัฒนาพฤติกรรมทางกาย และ ทางวาจา ให้มีความสมั พันธ์กับสิ่งแวดล้อม 2 ประการ 2. สง่ิ แวดลอ้ มทางสงั คม ได้แก่ เพอื่ มนษุ ยร์ วมท้ังสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงด้วยสิ่งแวดล้อม ทางวัตถุ ได้แก่ ปจั จัย 4 เคร่ืองใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งเทคโนโลยีและสิ่งทั้งหลายท่ีมีในธรรมชาติ อย่างถกู ตอ้ งและมีผลดี 3. สมาธิ หมายถงึ การฝึกฝนพัฒนาในดา้ นจิตใจ ซ่ึงมีความสาคัญอย่างย่ิง เพราะจิต ใจเป็นฐานของพฤติกรรมและพฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นจากความต้ังใจ หรือเจตนาและเป็นไปตาม เจตจานงหรือแรงจูงใจทีอ่ ยู่เบ้ืองหลัง ถ้าจิตใจได้รับการพัฒนาดีแล้ว ก็จะควบคุมดูแลและ พฤติกรรม ไปในทางทด่ี ีงามด้วย ซงึ่ การพฒั นาจติ ใจนี้มีสมาธิเป็นแกน หรอื เป็นศูนยก์ ลาง เรียกวา่ สมาธิ 4. ปัญญา หมายถึง การพัฒนาปัญญา ซ่ึงมีความหมายสาคัญสูงสุด เพราะปัญญา แกนนาทางและควบคุมพฤติกรรมทั้งหมด คนเราจะมีพฤติกรรมอะไร อย่างไร และแค่ไหน ก็อยู่ที่ว่า จะมปี ัญญา พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) (2548, หน้า 125) ได้อธิบายถึง ธุระ 2 (หน้าที่การงานที่พึงกระทา กิจในพระศาสนาไว้ว่า คันถธุระ คือ ธุระฝ่ายคัมภีร์ กิจด้านการเล่าเรียน วิปัสสนาธุระ คือ ธุระฝ่ายเจริญวิปัสสนา กิจด้านการบาเพ็ญภาวนา หรือเจริญกรรมฐาน อันรวมทั้ง สมถะท่ีเป็นเบื้องต้น ซึ่งเรียกรวมเข้าไว้ด้วยโดยฐานมีวิปัสสนาเป็นส่วนสาคัญ และคลุมยอด นอกจาก น้นั ทา่ นไดก้ ล่าวถึง สิกขา หรอื ไตรสิกขา คือ ข้อท่ีจะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติ ที่เป็นหลักสาหรับศึกษา คือ ฝึกหัดอบรม กาย วาจา จิตใจ และปัญญา ให้ยิ่งข้ึนไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือพระนิพพาน ไว้ 3 ประการ คือ ประการแรก อธิสีลสิกขา สิกขา คือ ศีลอันย่ิง ข้อปฏิบัติสาหรับฝึกอบรมในทางความ ประพฤติอยา่ งสูง ประการที่สอง อธิจิตสิกขา สิกขา คือ จิตอันยิ่งข้อปฏิบัติสาหรับฝึกหัดอบรมจิต เพื่อ ให้เกิดคุณธรรม เช่น สมาธิอย่างสูง ประการที่สาม อธิปัญญาสิกขา สิกขา คือ ปัญญาอันยิ่ง ข้อปฏิบัติ สาหรับฝึกอบรมปญั ญา เพ่ือใหเ้ กิดความรู้แจง้ อย่างสงู สานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถานบันพระสังฆาธิการ (2548, หน้า 1-3) ได้กล่าวเกี่ยวกับ ภารกิจด้านการศาสนศึกษา หมายถึง ภารกิจด้านการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ของคณะสงฆ์ทั้งแผนกธรรม-บาลี แผนกสามัญ การอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์สองแห่ง ภารกิจ ด้านครอบคลุมถึงการที่ภิกษุทาหน้าท่ีเป็นครูสอน เป็นกรรมการตรวจข้อสอบธรรม-บาลี สนามหลวง เป็นเลขานกุ ารสอบธรรม-บาลีสนามหลวง เป็นผู้อานวยการหรือเป็นประธานจัดสอบสนามหลวง และ เป็นเจ้าสานักเรียกในฐานะที่เป็นเจ้าอาวาส นอกจากน้ียังรวมถึงการท่ีภิกษุส่งเสริมการศึกษา พระ ปริยตั ิธรรมเปน็ ตน้ จากความหมายของการศึกษาดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า การศาสนศึกษา หมายถึง การศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวัยของพระพุทธศาสนาท้ังของบรรพชิตและคฤหัสถ์ หรือการศึกษาเล่า

32 เรียนพระปริยัติสัทธรรม โดยแบ่งการศาสนศึกษาออกเป็น 2 แผนกหลัก คือ แผนกบาลีและแผนก ธรรม รวมถงึ การศกึ ษาธรรมศึกษาและการจัดใหม้ ีการเรยี นพระธรรมวนิ ัยเปน็ ส่วนเสรมิ อกี ดว้ ย 2.4.5.3 ด้านการศึกษาสงเคราะห์ การศกึ ษาสงเคราะห์ มีผ้กู ลา่ วไว้หลายประการ ดงั น้ี พระเทพปริยัติสุธี (2540, หน้า 35) กล่าวว่า การศึกษาสงเคราะห์ หมายถึง การ จดั การศึกษาเพ่ือช่วยเหลือเกื้อกูล หรืออุดหนุนจุนเจอื ชว่ ยเหลือดา้ นการศึกษาอนื่ นอกจากการ ศาสน ศกึ ษา หรือสถาบันอ่นื หรือบคุ คลอืน่ ผู้กาลังศกึ ษาเลา่ เรยี น การตง้ั ทุนสงเคราะห์นกั เรยี น เปน็ งานหน่ึงของคณะสงฆ์จัดอยู่ในการศึกษาสงเคราะห์ ท่ีเป็นงานของคณะสงฆ์ ดาเนินการโดยคณะสงฆ์ เพื่อประชาชน มีหลักเกณฑ์และวิธีการไว้ชัดเจนตาม ประกาศของมหาเถรสมาคมและข้อบัญญัตทิ ่ีกาหนดไวเ้ มอ่ื พ.ศ. 2527,2529 และ 2532 ตามลาดับ การศกึ ษาสงเคราะหน์ ัน้ ว่าโดยลกั ษณะ ควรแยกออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คือ 1. การศึกษานอกเหนอื จากการศาสนศกึ ษาทพี่ ระสงฆด์ าเนินการ เพื่อการสงเคราะห์ ประชาชน หรอื พระภิกษุสามเณร 2. การสงเคราะหเ์ กอื้ กลู แกก่ ารศกึ ษา สถาบันการศกึ ษา หรือบคุ คลผกู้ าลังศกึ ษา ไพบูลย์ เสียงก้อง (2544, หน้า 21-27) ได้กล่าวว่า งานด้านการศึกษาสงเคราะห์ เป็นการจดั การศกึ ษาใหแ้ ก่ประชาชนท่วั ไป ปจั จบุ ันดาเนนิ การดังน้ี 1. ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เป็นศูนย์ที่จัดต้ังข้ึนเพื่อเป็นแหล่งเผยแผ่ พระพุทธศาสนา ผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นนักเรียนในโรงเรียนสามัญ แบ่งเป็น 4 ระดับชั้น คือ ช้ันเตรียม (รับนักเรียน ป.1-3) ชั้นต้น (รับนักเรียน ป.4-6) ช้ันกลาง (รับนักเรียน ม.1-3)และชั้นสูง(รับนักเรียน ม.4-6) 2. ศูนยอ์ บรมเด็กกอ่ นเกณฑ์ในวดั เป็นศูนย์ที่จัดต้ังข้ึนเพื่อฝึกอบรมปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามให้แก่เด็ก ตลอดเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย อารมณ์ สงั คม และสตปิ ัญญา โดยรับเดก็ วยั 3-5 ขวบ 3. โรงเรียนราษฎรส์ งเคราะห์ที่วดั สนับสนุน เป็นโรงเรียนการกศุ ลของวดั ในพระพุทธ ศาสนา เปดิ รบั นกั เรียนในระดบั ต่าง ๆ ต้ังแต่อนบุ าลจนถึงมธั ยมศึกษาตอนปลาย โดยวัดจัดตั้งข้ึนและ ให้การสนบั สนุน พระวินัยปิฏก มหาวรรค (อ้างใน ประเสริฐ ปอนถ่ิน, 2551, หน้า 28) ในสิงคาลก สูตร กล่าวถึงหน้าที่ระหว่างพระสงฆ์กับประชาชนไว้ดังนี้ คือ พระสงฆ์สอนประชาชนให้เว้นจากการ กระทาความชั่ว แนะนาให้ทาความดี อนุเคราะห์ด้วยน้าใจอันงาม สอนในสิ่งท่ียังไม่ได้สดับเล่าเรียนให้ ไดส้ ดบั เล่าเรียน ชล้ี งใหเ้ ข้าใจชัดในส่ิงที่ได้สดับเล่าเรียน และบอกทางสวรรค์ให้ จะเห็นได้จากหลักฐาน น้ีว่า พระสงฆ์อยู่ในฐานะผู้นาประชาชนในด้านจิตใจ หรือหลักของศีลธรรม ซึ่งย่อมรวมไปถึงด้าน สตปิ ัญญาทงั้ หมดดว้ ย

33 บทบาทของพระสงฆ์น้ันขึ้นอยู่กับความจาเป็นของชุมชนเป็นหลัก โดยหลักการแล้ว พระสงฆ์ยังต้องมีข้อผูกพันอยู่กับสังคม มีพุทธพจน์หลายแห่งที่แสดงถึงความผูกพันน้ี เป็นต้นว่า “ภิกษุท้ังหลายเธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขของชนเป็นจานวนมาก เพ่ือ อนุเคราะหโ์ ลก เพอ่ื ประโยชน์เกอื้ กลู และความสขุ แกท่ วยเทพและมนษุ ยท์ ้ังหลาย” สานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถาบันพระสังฆาธิการ (2548, หน้า1-3) ได้ กล่าวเก่ียวกับ ภารกิจดา้ นการศึกษาสงเคราะห์ หมายถึง ภารกจิ ด้านการดาเนินการจัดการศึกษา เช่น การปลูกฝังคุณธรรมแก่เด็กและเยาวชนให้มีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพ่ือ สามารถดารงตน และดาเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข และเป็นพลเมืองที่มีความรู้คู่คุณธรรม ของประเทศ ได้แก่ การจัดการศกึ ษาในรปู แบบ “ศนู ย์ศึกษาพระพุทธศาสนา วันอาทิตย์ (หรือวันหยุด อน่ื ๆ ) “ศนู ย์อบรมเดก็ ก่อนเกณฑใ์ นวดั ” “โรงเรียนเอกชนการกุศลของวัด” ภารกิจด้านนี้ครอบคลุม ถงึ การท่ีภิกษุผู้เปน็ เจ้าอาวาส ไดเ้ ป็นประธานบริหารทนุ สงเคราะห์ มอบทนุ สงเคราะห์ มอบทุนอาหาร กลางวันแก่นักเรียนในทุกระดับการศึกษา บริจาคทุนทรัพย์ส่วนตัวเพ่ือการศึกษาแก่เด็กในระบบ โรงเรียนของรฐั หรือของเอกชน หรอื สร้าง หรอื ซ่อมแซมอาคาร สถานศึกษา กล่าวคือ การดาเนินการ ใด ๆ ของภิกษุท่ีมีความสามารถโดยไม่ขัดต่อพระธรรมวินัยท่ีเป็นไปเพ่ือการส่งเสริมการศึกษาแก่เด็ก และเยาวชนท่อี ยู่ในวยั เรียน จดั ว่าเป็นภารกิจดา้ นการศกึ ษาสงเคราะห์ทั้งสนิ้ การสงเคราะห์การศึกษาเป็นการแสดงความมีน้าใจเมตตาช่วยเหลือแก่ประชาชน ท่ัวไปทาให้เกิดความรักความเข้าใจท่ีดีต่อกัน เชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่คณะสงฆ์กับประชาชน พระสงฆค์ วรดารงตนในสถานะของผู้ให้บ้าง ไม่ใช่เป็นผู้รับแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะผู้ให้ย่อมเป็นท่ีรัก มี ผลให้ประชาชนทัว่ ไปสนใจทจี่ ะเขา้ มาวัดศกึ ษาพระพุทธศาสนามากข้ึน เพราะผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก มีผลให้ ประชาชนทวั่ ไปสนใจที่จะเขา้ มาวัดศกึ ษาพระพุทธศาสนามากข้ึน เห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนาที่สอน ใหม้ ีความเมตตาชว่ ยเหลอื ผอู้ ่ืนให้พ้นทุกขม์ ีแต่ความสุข ดงั พุทธพจน์ท่วี ่า “เมตตาเป็นเครื่องคา้ จนุ โลก” 2.4.5.4 ดา้ นการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา การเผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ การดาเนินการให้พระพุทธศาสนาขยายวงกว้างออก ไป ทาใหม้ ผี เู้ คารพเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย น้อมนาเอาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปประพฤติ ปฏิบัติเพ่ือให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติเหล่านั้น หัวใจสาคัญในการเผยแผ่คาสอนของพระพุทธศาสนา คือ เพ่ือให้เกิดประโยชน์สุขแก่ชาวโลกตามที่พระพุทธองค์ทรงพระประสงค์ 3 ประการ คือ ทิฑฐธัม มิกัตถประโยชน์ (ประโยชน์ในชาติน้ี) สัมปรายิกัตถประโยชน์ (ประโยชน์ในชาติหน้า) และปรมัตถ ประโยชน์ (ประโยชน์อย่างยง่ิ คือ พระนิพพาน) มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจังทั้งในและต่างประเทศ ในประเทศไทยได้มี องค์กรเผยแผ่ธรรมในแต่ละจังหวัด โดยได้จัดต้ังพุทธสมาคมประจาจังหวัดขึ้น ส่วนพระสงฆ์ได้มี บทบาทในการเผยแผ่มากข้ึน โดยใช้ส่ือของรัฐ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ เป็นต้น กระทรวงศึกษาธิการได้

34 กาหนดเอาวิชาพระพุทธศาสนาเป็นวิชาภาคบังคับแก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6 พระสงฆ์จึงได้มีบทบาทในการเข้าไปสอนในโรงเรียนต่าง ๆ มีการประยุกต์การเผยแผ่ธรรมในรูปแบบ ตา่ ง ๆ เช่น การบรรยาย ปาฐกถา และเขียนหนังสืออธิบายพุทธธรรมมากข้ึน ท้ังภาษาไทยและภาษา ต่างประเทศ เช่น มีพระเถระนักปราชญ์ไทยในยุคนี้ ได้แก่ ท่านพุทธทาสภิกขุและพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต) เป็นต้น ในต่างประเทศได้มีการสร้างวัดไทยในต่างประเทศ หลายวัด เช่น วัดไทย พุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นวัดไทยแห่งแรกในต่างประเทศ ต่อจากน้ันได้มีการสร้างวัดไทยใน ประเทศตะวันตกคือวัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเปิด เมื่อ วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2509 นับเป็นวัดไทยวัดแรกในประเทศตะวันตก ต่อมาปี พ.ศ. 2514 ได้มีการ สร้างวัดแห่งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาท่ีนครลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอเนีย ช่ือว่า วัดไทยลอสแอง เจริส ปัจจุบันวัดไทยในสหรัฐอเมริกา ประมาณ 15 วัด นอกจากน้ันได้มีองค์การเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาในตา่ งประเทศของคณะสงฆไ์ ทยได้จัดให้มีการอบรมพระพุทธธรรมทูตสายต่างประเทศข้ึนเป็น ประจาทุกปี เพ่ือส่งไปเผยแผ่พุทธศาสนาในต่างประเทศ โดยเฉพาะทางตะวันตก ปัจจุบันน้ีชาว ตะวันตกได้หันมาสนใจพุทธศาสนากันมาก ปี พ.ศ. 2508 ได้มีการจัดตั้งสานักงานองค์การพุทธ ศาสนกิ สัมพันธ์แห่งโลกขน้ึ ณ ประเทศไทย (พ.ส.ล) เพ่ือเปน็ ศนู ย์กลางของชาวพุทธทั่วไป กรมการศาสนา (2540, หน้า 134-135) ได้กล่าวถึงพระภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาสและ เจ้าคณะทุกชั้น มีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามบทบัญญัติมาตาหรา 37(3) แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ดังน้ี ตามบทบัญญัตินี้ ได้จาแนกการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอันเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาส หรือผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสจะต้องปฏิบัติรับผิดชอบ ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จะต้องจัด ต้องทา อันเป็นภารกิจประจาตลอดเวลาที่ดารงตาแหน่งเจ้าอาวาส หรือตาแหน่งท่ีสูงขึ้นไป แยกออก เป็น 2 ประเภท คือเป็นธุระในการจัดการศึกษา อบรมส่ังสอนพระธรรมวินัยแก่บรรพชิตและเป็นธุระ ในการอบรม และสงั่ สอนธรรมะแก่คฤหัสถ์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ ท้ังวัดและพระสงฆ์ได้ทาการเผยแผ่พระ พุทธศาสนามากเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้จากมีหน่วยพระธรรมทูต ธรรมจาริก ธรรมพัฒนาและหน่วย อบรมทางจติ ทัง้ มหี น่วยอบรมหน่วยอบรมประชาชนประจาตาบล (อ.ป.ต.) ท้ังน้ีการเผยแผ่จะได้ผลก็ ต่อเมื่อ 1. พระสงฆ์จะต้องศึกษา ให้มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัย และปฏิบัติตาม อยา่ งจรงิ จัง สอนอยา่ งไรปฏบิ ตั ิได้อยา่ งนน้ั 2. ไมส่ อนให้คลาดเคลอื่ นจากความเป็นจรงิ เพื่อประโยชนข์ องตน 3. ไม่ตดิ ยึดในแงใ่ ดแงห่ นึ่งของหลกั ธรรม

35 4. ไมเ่ หน็ แก่ความง่าย ตีความธรรมวนิ ัยตามชอบใจ หรอื ความตอ้ งการของประชาชน 5. ไม่สนองความตอ้ งการของผ้มู อี านาจ 6. ประสานความเขา้ ใจ ความเชอ่ื หรือลัทธศิ าสนาอืน่ ๆ สมเด็จพระรัชมังคลาจารย์ (2540, หน้า 144) ได้กล่าวถึงการเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาวา่ พระพุทธศาสนกิ ชนทุกคนมหี น้าท่ี เผยแผ่พุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไป เพ่ือประโยชน์สุข ของชาวโลก ความวฒั นาสถาพรของพระพุทธศาสนาและความมั่นคงของชาติไทย ผู้ท่ีทาหน้าที่เผยแผ่ ศาสนาได้ดี ต้องเป็นผู้รู้ศาสนา และปฏิบัติตนตามหลักธรรมในศาสนาได้โดยสมบูรณ์เป็นนิจ การเผยแพรพ่ ระพุทธศาสนามคี าท่ีใชอ้ ยู่ 2 คา คือ “เผยแพร่” และ “เผยแผ่” คาวา่ “เผยแพร่” เป็นลักษณะของมิชชันนารี คือ มุ่งม่ันจะให้ผู้อ่ืนยอมรับในศาสนา ของตน ซึ่งเป็นลักษณะของการจูงใจให้อีกฝ่ายหนึ่งหันมานับถือคาสอนนั้น ๆ ส่วนคาว่า “เผยแผ่” หมายถึง การประกาศให้ทราบ หากทราบแล้วสนใจก็ไม่เป็นที่น่ารังเกียจ การเผยแผ่เป็นศัพท์ที่มี ลักษณะอะลุ่มอล่วยและแสดงถึงการมีใจกว้าง และไม่ผูกมัดผู้อ่ืนด้วยความคิดของตนเองหรือศาสนา ของตนในการเผยแพร่หรือเผยแผ่พระพุทธศาสนา ถ้ากระทาโดยคฤหัสถ์ นิยมใช้คาว่า “เผยแพร่” เช่นอานาจหนา้ ที่สว่ นหนึ่งของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ คือ การเผยแพร่พระพุทธศาสนา อันนับเป็นศาสนาประจาชาติ องค์การ สมาคมต่าง ๆ ที่ต้ังข้ึนโดยมีวัตถุประสงค์เก่ียวกับพระพุทธ ศาสนา จะใช้คาว่าเผยแพร่พระพุทธศาสนา แต่ถ้าเป็นหน้าท่ีองพระภิกษุสามเณรหรือพระสงฆ์จะใช้ คาว่า เผยแผ่ หน้าที่ในการเผยแผ่หลักธรรมของวัดหรือพระสงฆ์ ส่วนมากเป็นการจัดการเทศนา อบรมส่ังสอนประชาชนให้เกิดศรัทธาเลื่อมในในพระพุทธศาสนา และตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติเพ่ือเป็น พลเมอื งดีของประเทศชาติ ซ่ึงเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาส เจ้าคณะตาบล เจ้าคณะอาเภอ และเจ้าคณะ จงั หวดั จะต้องทาหนา้ ทีเ่ ผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ดังนี้ 1. อบรมพระภกิ ษสุ ามเณรใหม้ ีสมณสญั ญา และอบรมในเร่ืองจรรยามรรยาท ตลอด จนถงึ การปฏิบตั อิ นั เกีย่ วกับพิธีหรือแบบอยา่ งต่าง ๆ 2. อบรมการทาวัตรสวดมนตใ์ ห้เปน็ ไปโดยมรี ะเบียบเรียบรอ้ ย 3. หาอุบายวิธีให้ไดย้ นิ ได้ฟังโอวาท คาส่ังสอนหรอื คาแนะนาทเ่ี ป็นประโยชน์ 4. แนะนาสั่งสอนธรรมแก่ประชาชนให้เขา้ ใจในศาสนพธิ ีและการปฏิบตั ิ 5. เทศนาสงั่ สอนประชาชนใหต้ ้งั อยูใ่ นศีลธรรม และให้ได้ยินได้ฟังเองท่ีเก่ียวกับพระ ศาสนาโดยถกู ต้อง 6. หาอุบายวิธีสกัดก้ันสัทธรรมปฏิรูปมิให้เกิดขึ้น หรือบาบัดที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป โดยท่ีชอบ

36 7. ขวนขวายเพ่อื ใหศ้ ษิ ยว์ ัดมีความรู้ในเร่ืองพระศาสนา และอบรมในทางศีลธรรม มี การไหว้พระ สวดมนต์ เปน็ ตน้ 8. ขวนขวายจัดตั้งหอ้ งสมุด เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาธรรมบาลี หรือเพ่ือประโยชน์ แก่ประชาชน หรือขวนขวายจัดหาหนังสือเกี่ยวกับความรู้ท่ัวไปบ้าง ท่ีเกี่ยวกับการไหว้พระ สวดมนต์ บา้ ง ทเ่ี กยี่ วกบั ศลี ธรรมบา้ ง ท่ีเก่ียวกับประวัติพระบ้าง เพ่ือให้ผู้รักษาศีลฟังธรรม ตามวัดต่าง ๆ ได้ท่อง ได้อา่ นได้ ไดฟ้ ังตามควรแก่สถานที่และโอกาส 9. ขวนขวายจัดหาอุปกรณ์การเรียนภาษาไทยบางประเภทสาหรับช้ันประถมข้ึนไว้ เพ่ือให้เด็กท่ีขัดสนยืมใช้ในการเรียนกิจการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ วัด และคณะสงฆ์ใน ปัจจุบันมีท้ังแบบประเพณี และปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน และแบบท่ีจัดเป็นคณะ หรือหน่วยงานเฉพาะจดั ขึ้น มีการดาเนนิ การ ดังนี้ 9.1 การเผยแผ่ตามประเพณีคณะสงฆ์และตามประเพณีไทย ได้แก่ การเทศนา อบรม ส่งั สอนประชาชนทวี่ ดั ท่ีบ้าน และผู้อาราธนาท่ีอ่ืน ๆ ในโอกาสต่าง ๆ ทั้งแบบเทศน์ธรรมดา คือ เทศน์รูปเดียว หรือเทศน์ปุจฉาวิสัชนา 2 รูปขึ้นไป และได้มีการปรับปรุงมีการเทศน์ทางวิทยุกระจาย เสียงวิทยุโทรทัศน์ หรือบันทึกลงแผ่นเสียงหรือแถบบันทึกเสียง นาไปเผยแผ่ในที่ต่าง ๆ และโอกาส ต่าง ๆ 9.2 การเผยแผ่แบบปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน ได้แก่ การ บรรยายธรรม การสนทนา การปาฐกถาธรรม ในท่ีประชุม ท่ีวัดหรือที่อื่น ๆ ในโอกาสต่าง ๆ หรือโดย ทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ บันทึกลงแผ่นเสียงหรือแถบบันทึกเสียงนาไปเผยแพร่ท่ีอื่นใน โอกาสต่าง ๆ รวมตลอดถึงการพิมพห์ นงั สอื เทศน์ หนงั สอื ธรรมะออกเผแพร่ในหนงั สือพิมพ์ 9.3 การเผยแผ่แบบจัดเป็นคณะหรือหน่วยงานเผยแผ่ หรือเป็นสถานศึกษา เป็น การประจาหรือคร้ังคราว หรือจัดเป็นกิจกรรมพิเศษในวัด หรือในหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น งานพระธรรม ทตู งานพระธรรมจารกิ งานอบรมประชาชนประจาตาบล (อ.ป.ต.) หน่วยสงเคราะห์พุทธมามกะ ผู้เยาว์ โรงเรยี นพระพทุ ธศาสนาวันอาทิตย์ ฯลฯ 9.4 การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาด้านคฤหัสถ์ มกี ารตง้ั เป็นสมาคมเพื่อเผยแพร่พระ พุทธศาสนา เช่น พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศ ไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมส่งเสริมพระพุทธศาสนาต่าง ๆ การบรรยายธรรมในที่ประชุมและ ทางส่อื มวลชนต่าง ๆ การต้ังชมรมพทุ ธศาสนใ์ นมหาวทิ ยาลยั และโรงเรียนตา่ ง ๆ การจัดกิจกรรมเนื่อง ในวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนาตา่ ง ๆ บางวัดจดั ให้มีปกฐกถา ธรรมเป็นประจาทุกสัปดาห์ หรืจัดกิจกรรมหลายประการ เช่น การขนทรายเข้าวัด การก่อเจดีย์ทราย นอกจากนั้นกิจกรรมทางเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นการจัดกิจกรรมเน่ืองในวัน สาคัญทางพระพุทธศาสนาต่าง ๆ จัดให้มีการเทศน์หรือปาฐกถาธรรมเป็นประจาทุกสัปดาห์ นอกจากน้ี

37 ยังมีกิจกรรมอีกหลายประการ เช่น การหล่อเทียนเข้าพรรษา มีการประกวดเทียนเข้าพรรษา วัน สงกรานต์ มกี ารจัดพธิ สี รงน้าพระ การแหพ่ ระ การขนทรายเขา้ วดั การกอ่ เจดียท์ ราย เป็นต้น ไพบูลย์ เสียงก้อง (2544, หน้า 21-27) ได้กล่าวว่า งานด้านการเผยแผ่ศาสนธรรม เปน็ การเผยแผ่ศาสนธรรมซึ่งดาเนินการใน 2 ลักษณะ คือ เป็นโครงการปฏิบัติสืบเนื่อง และโครงการ เฉพาะกจิ มีรายละเอียดดงั น้ี 1. ลักษณะโครงการปฏิบัติสืบเน่ือง ได้แก่หน่วยอบรมประจาตาบลการอบรม จริยธรรมนกั เรยี นการอบรมครูจรยิ ศึกษาการส่งเสริมหน่วยเผยแผ่ศีลธรรมการส่งเสริมหน่วยสงเคราะห์ พุทธมามกะผู้เยาว์งานพระจรยิ นิเทศและงานพระธรรมทูต 2. ลักษณะโครงการปฏบิ ตั ิตามนโยบายรัฐบาลตามศกั ยภาพของวัด คือ โครงการท่ีวัด จัดขึ้นเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนตามนโยบายของรัฐบาลตามศักยภาพของวัด ได้แก่ โครงการ วัดพฒั นาตัวอย่าง โครงการอทุ ยานการศกึ ษา โครงการสวนสมุนไพรในวัด โครงการลานวัด ลานใจ ลาน กฬี า เปน็ ตน้ สานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถาบันพระสังฆาธิการ (2548, หน้า 1-3 ) ได้ กล่าวเก่ียวกับ ภารกิจด้านเผยแผ่ หมายถึง ภารกิจด้านการดาเนินการประกาศพระพุทธศาสนา ให้ประชาชนได้รับทราบในทุก ๆ วิธีท่ีไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนได้มีความรู้ความ เข้าใจในหลกั ธรรม แลว้ น้อมนาไปปฏิบัตใิ นชวี ิตประจาวัน ได้แก่ การเทศนา การปาฐกถาในโอกาสและ สถานท่ีตา่ ง ๆ ทัง้ ในวดั และนอกวดั การบรรยายธรรมท้ังทางวิทยุ และโทรทัศน์การเผยแผ่ธรรมด้วยสื่อ ต่าง ๆ เช่น หนังสือ หนังสือพิมพ์และวีดีทัศน์ ภารกิจด้านน้ีครอบคลุมถึงการท่ีวัดหรือภิกษุสงฆ์จัด กิจกรรมต่าง ๆ ข้ึนในวัด โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือการเผยแผ่ธรรม หรือการให้ประชาชนได้เข้าวัดปฏิบัติ ธรรม หรือมุ่งนั้นสืบสานวัฒนธรรมไทยท่ีได้รับอิทธิพลมาจากหลักพระพุทธศาสนา เช่น การจัดงาน เทศน์มหาชาติ การจัดงานในวันสาคัญทางพระพุทธศาสนา การจัดส่งพระภิกษุไปสอนศีลธรรมแก่ นักเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีการเผยแผ่ธรรมที่คณะสงฆ์ร่วมกับกรมการศาสนาจัดให้ ดาเนินการในรูปแบบ “หน่วยอบรมประชาชนประจาตาบล (อ.ป.ต.)” “การอบรมจริยธรรมนักเรียน ข้าราชการและประชาชน” “การอบรมครูจริยศึกษา” “การส่งเสริมหน่วยเผยแพร่ศีลธรรม” “การ ส่งเสริมหน่วยสงเคราะห์ พุทธมามกะผู้เยาว์” “งานพระจริยานิเทศก์” “งานพระธรรมทูต” และ โครงการต่าง ๆ ทีว่ ัดสามารถจัดได้ตามศักยภาพกล่าวโดยสรุปการดาเนินการใด ๆ ของพระภิกษุในพระ พุทธศาสนาท่ีเป็นไปเพอื่ การเผยแผธ่ รรมทางพระพุทธศาสนาทั้งใดวัดนอกวัด ช่ือว่าภารกิจด้านการเผย แผท่ ้ังสน้ิ การเผยแผธ่ รรมเป็นงานหลกั ของคณะสงฆ์ท่ีต้องศึกษาหาเทคนิคแนวทางในการเผย แผท่ ่ดี ีเข้าใจงา่ ยและสามารถนาไปใช้ในชีวิตได้จริง ธรรมเป็นส่ิงท่ีถูกต้องดีงาม ผู้ปฏิบัติตามย่อมได้รับ ผลเป็นความสุขตามสถานะในการปฏิบัติของตน คณะสงฆ์มีหน้าท่ีน้อมนาพระธรรมคาส่ังสอนไปสู่

38 สาธุชน โดยหาแนวทางให้การศึกษาธรรมเป็นส่ิงท่ีน่าสนใจ จึงเป็นการเปิดประตูสวรรค์ให้แก่ ประชาชนทวั่ โลก 2.4.5.5 ดา้ นการสาธารณปู การ การสาธารณูปการ ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (ราชบัณฑิตย สถาน, 2546, หน้า1,174) กล่าวว่า เป็นคานาม หมายถึง “การก่อสร้าง และบูรณปฏิสังขรณ์ทาง ศาสนา” มาณพ พลไพรินทร์ (2544, หน้า 294) กล่าวว่า การสาธารณูปการ หมายถึง การ ช่วยเหลือเกื้อหนุนประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้สืบเน่ืองมาจากหน่วยย่อยท่ีสาคัญท่ีสุดของสถาบัน พระพุทธศาสนาในสังคมไทย คือ วัด คนไทยไปต้ังถิ่นฐานอยู่ ณ ที่ใด เม่ือรวมกันข้ึนเป็นชุมชนก็เกิด ความต้องการมีวัดมีพระสงฆ์ไว้สาหรับเป็นท่ีทาบุญบาเพ็ญกุศลตามประเพณี และเป็นที่บวชเรียน ศกึ ษาของกลุ บตุ ร จงึ ได้ช่วยกันสร้างวัดของตนหรือของชุมชนนั้นขึ้น เม่ือสร้างเสร็จแล้วก็จะอาราธนา พระสงฆม์ าอยปู่ ระจาเปน็ ผ้นู าทางศาสนาของชมุ ชน เป็นผูด้ ูแลรักษาและจัดการวัดของประชาชน เกิด เป็นกิจของวัดและของคณะสงฆ์ข้ึน การท่ีพระสงฆ์รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลรักษาและจัดการวัดน้ีถือเป็น การชว่ ยเหลอื ประชาชน กิจการอ่ืน ๆ ของวัดล้วนเป็นกิจการที่เป็นการช่วยเหลือ อุดหนุนหรือเก้ือกูล ประชาชนผู้เป็นเจ้าของวัดนั้นหรือประชาชนท่ัวไป ซ่ึงได้เรียกกิจการเก่ียวกับการดูแลรักษาและ จดั การวดั วา่ การสาธารณูปการ การสาธารณูปการ เป็นงานท่ีละเอียดอ่อน ท่ีผู้ปฏิบัติโดยตรงคือเจ้าอาวาส ซึ่งเป็น พระสังฆาธิการระดับวัด และเจ้าคณะทุกส่วนทุกช้ันต้องมีความสัมพันธ์กัน 2 ประการ คือ ควบคุม การสาธารณปู การและส่งเสรกิ ารสาธารณปู การ พระเทพปริยัติสุธี(2540ข, หน้า 54-49) ได้กล่าวว่าสาหรับสาธารณูปการที่จัดเป็น ระเบียบบริหารการคณะสงฆ์ส่วนกลาง และระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง เรียกว่า “การ สาธารณปู การ” นัน้ หมายถึง 1. การก่อสร้างและการบรู ณปฏสิ ังขรณ์ ศาสนวตั ถุและศาสนสถาน 2. กิจการอันเกี่ยวกบั วัด คือ การสร้าง การต้ัง การรวม การย้าย การยบุ เลิก การรบั 3. พระราชทานวิสุงคามสีมา การยกวัดร้างเป็นวัดมีพระภิกษุจาพรรษา และยกวัด ราษฎรเ์ ปน็ พระอารามหลวงกจิ การของวัดอนื่ ๆ เช่น การจดั งานวัด การเรี่ยไรการศาสนสมบตั ิวัด การสาธารณูปการท้ัง 4 ความหมายนี้ ส่วนมากบัญญัติไว้ในหน้าท่ีเจ้าอาวาสตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 37(1) ว่า เจ้าอาวาสมีหน้าที่บารุงรักษาวัด จัดกิจกรรมและการ ศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี การสาธารณูปการ ตามความหมายที่กล่าวมาน้ีจะมีลักษณะของ การกระทาการสาธารณูปการใน 3 ประการ คือการกระทาด้วยแรงความคิด แรงงานและทุนทรัพย์ รวมถงึ การควบคมุ การกระทาดว้ ยเอกสารรายงานการกระทาโดยการจดั ประโยชน์

39 การกระทาใน 3 ลักษณะนี้ บางอย่างเป็นกิจการเฉพาะในหน้าท่ีของเจ้าอาวาส เพราะเจ้าอาวาสจะต้องปฏิบัติโดยตรง เจ้าอาวาสเป็นผู้จัดการ โดยเฉพาะงานบางอย่างเร่ิมแล้วผ่าน การพิจารณาตามลาดับ ทั้งฝ่ายคณะสงฆ์และฝ่ายราชอาณาจักร บางอย่างเริ่มต้นจากเจ้าคณะ และ หรอื เจา้ หน้าท่ที างราชอาณาจักรหรือผู้มีศรัทธามุ่งช่วยการวัด และการคณะสงฆ์ ทั้งน้ีย่อมเป็นไปตาม ระเบียบแบบแผนคณะสงฆ์ ดังนั้นผู้จัดการสาธารณูปการ ได้แก่ เจ้าอาวาส เจ้าคณะเจ้าหน้าที่ทาง ราชอาณาจักรและผเู้ จรญิ ด้วยศรัทธามุ่งช่วยการวัด และการคณะสงฆ์ การจัดการสาธารณูปการ หมายถึง การลงมือปฏิบัติงานสาธารณูปการ ซ่ึงมีวิธีการ ปฏิบัติแตกต่างกันตามลักษณะงาน การก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์ ได้แก่ การก่อสร้างศาสนวัตถุ ข้ึนใหม่ การซ่อมแซมของเก่า และการปรับปรุงศาสนวัตถุและศาสนสถานท่ีมีอยู่เดิมหรือที่เพ่ิมเติมขึ้น ใหม่เพื่อให้เหมาะสมยิ่งข้ึนการควบคุมและส่งเสริมการสาธารณูปการ เป็นงานที่ละเอียดอ่อนเป็นตัว หลักของการคณะสงฆ์แตผ่ ู้ปฏบิ ัติโดยตรงคอื เจ้าอาวาส ซ่งึ เปน็ พระสังฆาธกิ ารระดับวัด เจ้าคณะทุกส่วน ทุกชั้นต้องมีความสัมพันธ์กัน 2 ประการ คือ ควบคุมสาธารณูปการ ส่งเสริมสาธารณูปการการควบคุม ดูแลวัดนั้น เจ้าคณะจะเพิกเฉยมิได้ ถ้าเพิกเฉยจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติสอดส่องดูแลชี้แจง แนะนา ในการสาธารณปู การของเจา้ อาวาส ดังน้ี 1. ควบคุมการทาแผนผงั วดั ใหส้ อดคลองกบั ยคุ พัฒนา 2. ควรควบคุมแบบแปลนเสนาสนะแต่ละวัดให้อยู่ในหลักประหยัดและพอเหมาะ พอควรแก่ 3. สภาพท้องถิน่ และก่อสร้างตามแบบแปลน 4. ควบคุมให้แต่ละวัดท่ีสร้างถาวรวัตถุให้เป็นทรงไทย หรือให้รักษาศิลปวัฒนธรรม ท้องถ่ินเปน็ สาคญั 5. ควบคุมการเงนิ และบัญชี รายรับ-รายจา่ ย ของแตล่ ะวดั ใหเ้ ป็นไปตามหลักบญั ชี 6. ควบคุมดูแลเอกสารต่าง ๆ ของเจา้ อาวาส เช่น รายงานขอรับพระราชทานวิสุงคาม สีมาให้เปน็ ไปโดยถกู ตอ้ ง 7. ควบคมุ การจัดการศาสนสมบัตขิ องวัดใหเ้ ป็นไปตามกฎกระทรวง การสง่ เสริมกจิ การของวัด เจ้าคณะทกุ ช้นั ควรส่งเสริมในการสาธารณปู การ ดังนี้ 1. ออกตรวจตราเยีย่ มเจา้ อาวาสใหเ้ ร่งรัดการพัฒนาวดั 2. แก้ไขขอ้ ขัดขอ้ งของเจา้ อาวาสดังนี้ 2.1 จดั หาช่างดาเนินการก่อสร้าง 2.2 จัดแปลนอาคารตลอดแผนผงั วดั 2.3 ดแู ลหาทนุ การกอ่ สร้างด้วยการขอเงนิ งบประมาณ 2.4 ใหค้ าชี้แจง แนะนาการปฏิบตั ิงานสาธารณปู การเพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจถกู ต้อง

40 2.5 ขจดั ความขัดแยง้ ระหวา่ งวดั กบั ชาวบา้ นซงึ่ มกี ารสาธารณปู การเปน็ เหตุ 3. แนะนาการจดั งานวดั และการเรย่ี ไร ให้เป็นไปตามระเบยี บและคาสั่งของมหาเถร สมาคม 4. ช่วยยกฐานะวดั ทไี่ ด้พัฒนาดแี ล้ว เป็นวัดพัฒนาตวั อย่าง 5. ช่วยยกย่องเจ้าอาวาสผู้มีผลงานสาธารณูปการดี หรือแม้แต่รองเจ้าอาวาส และ หรือผชู้ ว่ ยเจ้าอาวาสกค็ วรยกย่องด้วยแตอ่ ย่าเกนิ กว่าเจ้าอาวาส 6. แนะนาช้ีแจงการจัดประโยชนข์ องวัดให้ถูกต้องตามกฎกระทรวง งานสาธารณูปการเป็นงานสาคัญเป็นอย่างย่ิง นอกจากทาให้พระสงฆ์มีที่พักอาศัย สงบร่มรื่น เหมาะแก่การศึกษาธรรมและประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว ยังสามารถถ่ายทอดประเพณี วัฒนธรรม และปริศนาธรรมให้แก่ผู้พบเห็น สร้างความศรัทธาเลื่อมใสให้เกิดขึ้น และใช้เป็นกิจกรรม หลอ่ หลอมใหเ้ กดิ ความสามคั ครี ่วมกนั ด้วยการร่วมกันสรา้ งเสนาสนะ ทอี่ ยอู่ าศัย ศาสนวัตถุต่าง ๆ ทา ใหเ้ กิดความรสู้ กึ เปน็ เจา้ ของวดั อยากดแู ลรักษาวดั ใหค้ งอยตู่ ลอดไป พระสุธีวรญาณ (2541, หน้า 274) ได้กล่าวถึงบทบาทสาธารณูปการ ไว้ว่า การ พฒั นาสาธารณปู การ นา่ จะแบ่งงานออกเปน็ 3 ระดับ คือ 1) พัฒนาวัด 2) พัฒนาคนในวัด 3) พัฒนา ชมุ ชน พระมหาสุภา อุทโท (2542, หน้า 81-82) ได้กล่าวว่า พระสงฆ์ควรจัดวัดให้ร่มร่ืน สงบ สะอาด และมีท่ีปฏิบัติธรรม เพ่ือเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นสถานท่ี เหมาะสมสาหรบั พฒั นาศีลธรรมและจิตใจ และผ่อนคลายความเครียดด้านพัฒนาจิตใจของประชาชนท่ี เขา้ มาวัด นอกจากน้ันกค็ วรสง่ เสริมใหม้ ีป่าชุมชนในวดั เช่น สวนสาธารณะหรอื เขตอภยั ทาน ไพบลู ย์ เสยี งก้อง (2544, หน้า 21-27) ได้กล่าวว่า งานด้านการสาธารณูปการเป็น งานเกยี่ วกบั การพัฒนาวัดด้านอาคารสถานที่และส่ิงแวดล้อม เพื่อให้วัดเอ้ือประโยชน์ตามภารกิจของ วัดในด้านอื่น ๆ การพัฒนาเหล่านี้ ได้แก่ การดูแลบารุงรักษาสาธารณสมบัติของวัด การดูแลรักษา และก่อสร้างอาคารสถานที่ การจัดการศาสนสมบัติให้เป็นไปด้วยดี ซ่ึงงานสาธารณูปการองแต่ละวัด จะไม่เทา่ เทยี มกนั มากหรือนอ้ ยข้นึ อยกู่ บั ขนาด และบารมีของเจา้ อาวาสและพระสงฆ์ในวัดเปน็ สาคัญ สานกั งานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถาบันพระสังฆาธิการ (2548, หน้า 1-3) ได้ กล่าวเก่ียวกับ ภารกิจด้านสาธารณูปการ หมายถึง ภารกิจท่ีวัดหรือพระภิกษุดาเนินการเกี่ยวกับการ พัฒนาวัดด้านอาคารสถานท่ีและสิ่งแวดล้อม การบูรณปฏิสังขรณ์ ในเขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาส หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือ ภารกิจด้านการก่อสร้าง การซ่อมแซม การจัดให้มีการบารุง ดูแลรักษาถาวร วัตถุหรือสาธารณสมบัติของวัด เช่น การสร้างพระอุโบสถ วิหาร อาคารเรียน ศาลาการเปรียญ หอ ธรรม กุฏิเมรุเป็นต้น

41 กลา่ วโดยสรปุ การสาธารณูปการ เป็นการบูรณะ การพัฒนาวัดตามหลักปฏิรูปเทส 4 คือ ให้เป็นท่ีอยู่อาศัยให้สะอาด (อาวาสสัปปายะ) มีแหล่งอาการขบฉันที่สะดวกสบาย สะอาดถูกหลัก อนามยั (อาหารสัปปายะ) มีบุคคลท่ีมีความรู้ดี มีความสามารถดี มีความประพฤติดี มีความรู้คู่คุณธรรม (บุคคลสัปปายะ) มีแหล่งเรียนรู้เก่ียวกับจริยธรรม ศีลธรรม คุณธรรมทางพระศาสนา(ธรรมสัปปายะ) โดยจัดตามระเบียบบริหารการคณะสงฆ์ส่วนกลาง และระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง 4 ประการ คอื ประการทแ่ี รก การก่อสรา้ งและการบูรณปฏิสงั ขรณ์ ศาสนวตั ถุ และศาสนาสถาน ประการ ที่สอง กจิ การอนั เกยี่ วกับวดั คอื การสร้าง การต้ัง การรวม การย้าย การยุบเลิก การขอรับพระราชทาน วสิ ุงคามสีมา การยกวัดรา้ งเปน็ วดั มีพระภกิ ษุจาพรรษา และยกวดั ราษฎร์เป็นพระอารามหลวง ประการ ทส่ี าม กิจการของวัดอน่ื ๆ เช่น การจัดงานวดั การเรยี่ ไร ประการท่สี ี่ การศาสนสมบตั ิวัด 2.4.5.6 ดา้ นการสาธารณสงเคราะห์ การสาธารณสงเคราะห์ หมายถึง การดาเนินกิจการต่าง ๆ เพื่อให้เป็นสาธารณ ประโยชน์แก่หน่วยงานหรือของบุคคลหรือคณะบุคคล หรือการช่วยเหลือเก้ือกูล หรือการอุดหนุนจุน เจือสถานทซี่ ่ึงเป็นสาธารณะสมบัตแิ กป่ ระชาชนทว่ั ไป (พระธนดล นาคสุวณโณ, 2550, หน้า 61) พระมหาสมทรง สิรินธโร, ประเวส วสี, สมบูรณ์ สุขสาราญ และ ส.ศิวรักษ์ (2525, หนา้ 47) กล่าววา่ การสงเคราะห์ท่ีเป็นหลักของพระสงฆ์ คือ การสงเคราะห์ในด้านจิตใจและ วัตถุด้านจิตใจ กระทาไดโ้ ดย 1. เป็นท่ปี รกึ ษา แนะนาในปญั หาชีวติ และดา้ นอน่ื ๆ เช่น ทางวิชาการบางอยา่ ง 2. ทาให้วัดร่มร่ืน ร่มเย็น สมเป็นอารามท่ีสงบ เหมาะแก่การประพฤติปฏิบัติธรรม เปน็ แบบอย่างของผ้ดู าเนนิ ชวี ติ อนั ประเสรฐิ เปน็ ที่ต้งั แห่งความเคารพนับถือ ศรัทธาเล่ือมใส ด้านวัตถุ กระทาได้โดย 3. แนะนาชกั จูงใหผ้ อู้ น่ื กระทา เชน่ การสาธารณูปโภค จดั ใหม้ ีโรงเรียน โรงพยาบาล ถนน บอ่ นา้ เป็นตน้ 4. นาสิ่งของหรือบริการที่รับจากผู้อ่ืนมาแบ่งปันให้มีประโยชน์ ทาหน้าท่ีเป็นส่ือ กลางนาไปบริการสงั คม พระเทพปริยัติสุธี (2540, หน้า 61-65) ได้กล่าวว่า การสาธารณสงเคราะห์ เป็น กจิ การของคณะสงฆ์ที่กาหนดไว้ในระเบียบมหาเถรสมาคมข้อหนึ่ง “ควบคุมและส่งเสริมการสาธารณ สงเคราะห์ ของคณะสงฆ์” และในระเบียบการการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง ได้กาหนดว่า” วิธี ดาเนินการสาธารณูปการสาธารณสงเคราะห์ให้เป็นไปตามที่กาหนดในระเบียบมหาเถรสมาคม” การ สาธารณสงเคราะห์แยกโดยลกั ษณะท่ีควรจะมี 4 ประการ ดงั น้ี 1. การดาเนินการเพ่ือช่วยเหลือเก้ือกูล ได้แก่ วัดหรือคณะสงฆ์ ดาเนินกิจการอย่าง ใดอยา่ งหน่ึงท่ีมวี ัตถุประสงคใ์ หเ้ ปน็ สาธารณประโยชน์ เชน่ กจิ การหนว่ ยอบรมประชาชนประจาตาบล

42 กิจการห้องสมุดเพ่ือประชาชน การต้ังมูลนิธิเพื่อคนยากจนหรือกิจการอื่น ๆ กิจการเหล่านี้อาจเป็นกิ การท่ีทาเองหรือ โครงการที่กาหนดเองท่ีเป็นกิจการประจาหรือกิจการชั่วคราวก็ได้การช่วยเหลือ เก้ือกูลกิจการของผู้อ่ืน ซ่ึงเป็นไปเพื่อการสาธารณประโยชน์ ได้แก่การช่วยเหลือสนับสนุนส่งเสริม กิจการของรัฐหรือเอกชนหรือผู้ใดผู้หนึ่งให้ดาเนินการ เพื่อประโยชน์แก่สังคม ชุมชน เช่น การพัฒนา หม่บู ้าน การพัฒนาชุมชน การพฒั นาตาบล การช่วยป้องกันยาเสพติดให้โทษ หรือการช่วยป้องกันการ ติดโรคเอดส์ เป็นต้น 2. การช่วยเหลือเกื้อกูลสถานที่อันเป็นสาธารณสมบัติ ได้แก่ การช่วยเหลือเกื้อกูล สถานท่ีอันเป็นสาธารณสมบัติ เช่น สร้างถนนหนทาง ขุดลอกคูคลอง สร้างฌาปนสถาน (นอกวัด) สร้างการประปา สร้างเครอื่ งกาเนดิ ไฟฟ้า และอน่ื ๆ 3. การช่วยเหลือเกื้อกลู ประชาชนท่ัวไป ได้แก่ การช่วยเหลือประชาชนในกาลท่ีควร ช่วยเหลือ เช่น การประสบอุทกภัย การประกันอัคคีภัย การประสบวาตภัย หรือคราวอากาศหนาวจัด หรือแม้ยามปกติตามโอกาส มีการจัดการช่วยเหลือด้วยการจัดการสงเคราะห์ เช่นสงเคราะห์คนชรา สงเคราะห์คนพกิ ารและสงเคราะห์โดยประการอน่ื การสาธารณสงเคราะหเ์ ป็นส่ิงที่เกิดข้นึ ตามโอกาสอันควร จะมรี ะเบยี บปฏิบัติชัดเจน สาหรับผู้จัดการสาธารณสงเคราะห์โดยส่วนมากได้แก่วัดและเจ้าอาวาส ซึ่งมีบทบัญญัติว่าด้วยหน้าที่ ของเจ้าอาวาส ดังนี้จัดกิจการของวัดให้เป็นให้เป็นไปโดยความเรียบร้อยเป็นธุระในการจัดการศึกษา อบรมแก่บรรพชติ และคฤหัสถแ์ ละให้ความสะดวกตามสมควรแก่พทุ ธศาสนิกชนในการบาเพ็ญกุศล หน้าท่ีเหล่านี้ ย่อมเข้าได้กับการสาธารณสงเคราะห์ อันเป็นการคณะสงฆ์หรือการ พระศาสนา เจ้าอาวาสจึงมีหน้าที่จัดการสาธารณสงเคราะห์อันเป็นกิจการของวัด การให้การศึกษา อบรมและการให้ความสะดวกตามสมควรในการบาเพ็ญกุศล จัดตั้งหน่วยอบรมประชาชน ประจา ตาบล จะมีเจ้าอาวาสท่ตี งั้ หน่วยประชาชนเป็นประธานกรรมการโดยตาแหนง่ วิธีการจัดการสาธารณสงเคราะห์ท่ีเป็นหน่วยอบรมประชาชนประจาตาบล ได้ กาหนดวิธีการไว้ชัดเจนในระเบียบมหาเถรสมาคม เพื่อให้กิจการหน่วยอบรมประชาชนประจาตาบล ดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องมีคณะกรรมการ มีการประชุม มีการปฏิบัติงานการอบรม ประชาชนประจาตาบล การปฏิบัตงิ านควรจดั ในลกั ษณะใดลกั ษณะหนึง่ คอื 1. อบรมท่ัวไป ได้แก่ จัดประชุมแนะนาทางวิชาการ โดยมีวิทยากรบรรยายทาง วิชาการ 2. อบรมเฉพาะกรณี ได้แก่ จัดอบรมประชาชนเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเร่ืองราวที่เกิด ขนึ้ โดยวิธีทแี่ จงแนะนาซักซอ้ มความเข้าใจ 3. อบรมเฉพาะบุคคล ได้แก่ การพบปะบุคคลบางคนเพ่ือแลกเปล่ียนความคิดเห็น หรือชี้แจงแนะนาซักซ้อมความเขา้ ใจในเฉพาะบางเร่ืองอนั เก่ียวกบั ผู้นัน้

43 มหาเถรสมาคมกาหนดหลักการและวิธีการปฏิบัติและควบคุมส่งเสริมไว้ชัดแจ้ง คือ กิจการหน่วยอบรมประชาชนประจาตาบล ซึ่งจัดต้ังขึ้นตามระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดต้ัง หนว่ ยอบรมประชาชนประจาตาบล พ.ศ. 2518 ในระเบียบดังกล่าว กาหนดวัตถุประสงค์ไว้ 3 ประการ คอื การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา การศึกษาสงเคราะห์ และการสาธารณสงเคราะห์ โดยระเบียบดังกล่าว กาหนดหน่วยงาน ให้ตั้ง ณ วัดใดวัดหน่ึง ตาบลละหนึ่งหน่วย ให้จัดการเป็นรูปคณะกรรมการ โดยให้ เจา้ อาวาสท่ีตั้งหน่วยอบรมประชาชนประจาตาบลเป็นประธานกรรมการโดยตาแหน่ง เจ้าอาวาสอื่นใน เขตตาบลน้ัน เป็นรองกรรมการฝ่ายบรรพชิต กานันตาบลน่ันเป็นรองประธานกรรมการฝ่ายคฤหัสถ์ ผู้ใหญ่บ้านและแพทย์ประจาตาบลเป็นกรรมการโดยตาแหน่ง อน่ึงการสาธารณสงเคราะห์ ให้เจ้าคณะ พระสังฆาธกิ ารจดั การสงเคราะหต์ ามควรแก่โอกาส เช่น 1. การพัฒนาหมบู่ า้ น การพัฒนาตาบล การช่วยจัดหาทุนกาสงเคราะห์ การป้องกัน ยาเสพตดิ ให้โทษ เช่น ยาบ้า การป้องกันโรคเอดส์ 2. การช่วยเหลือสถานที่อันเป็นสาธารณสมบัติ เช่น การสร้างถนนหนทาง ขุดลอกคู คลอง สร้างฌาปนกจิ สถาน สร้างการประปา สร้างเคร่ืองกาเนิดไฟฟ้าการช่วยเหลือประชาชนในโอกาส ท่คี วรจะช่วย เช่น การประสบอทุ กภยั หรือช่วยคนชรา หรอื คนพิการ 3. การสาธารณสงเคราะห์ จะต้องจัดเพื่อความเรียบร้อยดีงาม และไม่ขัดต่อพระ ธรรมวินัยและความสงบสุขของบ้านเมือง จึงจะถือว่าเป็นไปด้วยความถูกต้อง และเป็นการสาธารณ สงเคราะห์ของคณะสงฆ์ ดังน้ันจาเป็นต้องมีการดูแลให้เป็นไปในลักษณะเหมาะสม และสมควรได้รับ การสง่ เสริมสนบั สนนุ ตามสมควร กรรมการโดยตาแหนง่ ผ้ทู รงคณุ วุฒิ 5-9 คน เปน็ กรรมการสาหรับผู้ ควบคมุ และสง่ เสรมิ มกี รรมการระดบั อาเภอ ระดบั จงั หวดั ผู้อานวยการภาคและกรรมการอานวยการ อบรมประชาชนกลาง 2.5 บรบิ ทพืน้ ท่ีการศกึ ษา อาเภอชมุ แพตัง้ อย่ทู างทศิ ตะวนั ตกของจงั หวดั อย่หู า่ งจากตัวจงั หวัดขอนแก่นประมาณ 82 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 520 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการ ปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้ ทศิ เหนือ ติดตอ่ กับ อาเภอภผู ามา่ น อาเภอภูกระดงึ (จังหวัดเลย) อาเภอสีชมพู และ อาเภอเวยี งเก่า ทิศตะวันออก ติดตอ่ กับ อาเภอภเู วยี งและอาเภอหนองเรือ ทิศใต้ ติดต่อกับ อาเภอบ้านแท่น อาเภอภเู ขียว และอาเภอคอนสาร (จังหวัดชยั ภมู ิ) ทศิ ตะวนั ตก ติดตอ่ กบั อาเภอคอนสาร (จังหวัดชยั ภมู )ิ และอาเภอภูผามา่ นมพี ้นื ท่ี 510.9 ตารางกิโลเมตร ประชากรท้งั หมด 123,944 คน (พ.ศ. 2559)

44 2.6 งานวิจัยทีเ่ กยี่ วขอ้ ง พระครูสังวรสาธุวัตร (สารวย สวโร) (2555) ได้ทาการศึกษาวิจัยเร่ืองบทบาทของพระ สังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมมีวัตถุประสงค์เพ่ือ (1) เพื่อ ศึกษาบทบาทของพระสังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม (2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทของพระสังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัด นครปฐมจาแนกตามปจั จัยส่วนบุคคล (3)เพ่ือศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะบทบาทของพระ สังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชยั ศรี จังหวัดนครปฐมดาเนินการวิจัยโดยวิธีวิจัยเชิง ปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ซ่ึงสังกัดในเขตปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนคร ชยั ศรี จังหวดั นครปฐม จานวน 250 รูป โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่มเคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลเป็นแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยหาค่าความถ่ี ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าเอฟ (F-test) โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวน ทางเดียว (OneWayANOVA) สาหรับตัวแปรท่ีมี 3 ค่าขึ้นไป เม่ือพบว่ามีความแตกต่างจะทาการ เปรียบเทยี บความแตกต่างหลายคู่ โดยวิธีหาผลต่างนัยสาคัญน้อยที่สุด (Least Significant Difference : LSD) ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของพระสังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมพบว่า พระสงฆ์มีความคิดเห็นต่อบทบาทของพระสังฆาธิการด้านการปกครองคณะ

45 สงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุดทุกด้าน 2) ผลการเปรียบ เทียบบทบาทของพระสังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์ความแตกต่างตัวแปร พบว่า อายุ จานวนพรรษา วุฒิการศึกษา ทางธรรม วฒุ กิ ารศกึ ษาทางบาลี และวฒุ กิ ารศกึ ษาทางสามัญ มผี ลใหค้ วามคิดเห็นของพระภิกษุสงฆ์ท่ี มีต่อบทบาทของพระสังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมไม่ แตกต่างกัน จึงเป็นการปฏิเสธสมมติฐานการวิจัยทุกข้อที่ต้ังไว้ และ 3) ผลการศึกษาปัญหา อุปสรรค และแนวทางในการแก้ปญั หาบทบาทของพระสังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จงั หวดั นครปฐมพบว่า ขาดการเอาใจใส่ดแู ลอยา่ งใกล้ชิด ผู้บริหารส่ังงานปฏิบัติการได้ไม่ค่อยสมบูรณ์ ตามนโยบาย และขาดพระท่ีมีความรู้ความสามารถในการให้ความรู้ในการปกครอง แนวทางในการ แกไ้ ขปัญหา ไดแ้ ก่ ควรดแู ลพระสงฆใ์ ห้ทั่วถงึ และเสมอภาค ทั้งตอ้ งสนบั สนุนให้การศึกษากับพระภิกษุ สงฆ์ในอาเภอนครชยั ศรีเพือ่ จะได้มพี ระภิกษสุ งฆ์ที่มีประสิทธภิ าพมากขนึ้ พระสมุห์กาพร สุชาโต (พิเชฐสกุล) (2555) ได้ทาการศึกษาบทบาทของพระสังฆาธิการ ในการบริหารกจิ การคณะสงฆใ์ นอาเภอทองผาภูมิ จงั หวดั กาญจนบุรี ผลการศึกษาพบว่า บทบาทของ พระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เม่ือจาแนกเป็นรายด้าน แล้ว พบว่า อยู่ในระดับมากเกือบทุกด้าน ยกเว้นด้านการสาธารณสงเคราะห์ที่อยู่ในระดับปานกลาง 1) ระดับความคิดเห็นเห็นท้ัง 6 ด้าน สามารถจาแนกระดับความคิดเห็นทั้ง 6 ด้าน ได้ดังนี้ 1.1) ด้าน การปกครองนั้นในการจัดประชุมพระภิกษุสามเณรเออบรมสั่งสอนด้านข้อวัตรปฏิบัติตามหลักพระ ธรรมวินัยมีค่าสูงสุด และมีข้อท่ีว่าการบริหารจัดการกิจการของวัด เช่น บัญชีรายรับ-จ่ายให้เป็นไป เป็นไกด้วยดี ลาดับสุดท้าย 1.2) ด้านศาสนสถานมีบทบาทในด้านการจัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม สาหรับบาลีหรือนักธรรมภายในวัด และมีการจัดหาทุกการศึกษาให้แก่พระภิกษุสามเณรที่สอบธรรม บาลีเป็นระดับสุดท้าย 1.3) ด้านการศึกษาสงเคราะห์ มีบทบาทในด้านการเป็นครูช่วยสอนวิชาพระ พุทธศาสนาในสถานศึกษาตา่ ง ๆ อยใู่ นระดับสงู สุด และมีการจัดต้ังโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์อยู่ ในระดับสุดท้าย 1.4) ด้านการเผยแพร่นั้นมีบทบาทในการจัดตั้งห้องสมุดภายในวัดเพื่อประโยชน์ใน การศกึ ษาแก่พระภิกษสุ ามเณรและประชาชน แต่มีการจัดให้มีการบรรยายทางวิทยุกระจายเสียงหรือ สถานีโทรทัศน์เป็นลาดับสุดท้าย 1.5) ด้านสาธารณูปการ มีการควบคุมการก่อสร้างถาวรวัตถุภายใน วัดและที่ธรณีสงฆ์อยู่ในระดับสูงสุด และมีระบบสาธารณูปการภายในวัดเป็นลาดับสุดท้าย 1.6) ด้าน สาธารณสงเคราะห์มีการบรรเทาช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติอันอับสูงสุด และมีการจัดต้ังสถาน สงเคราะห์คนชราและเด็กท่ีถูกทอดทิ้งเป็นข้อสุดท้าย 2) ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ โดยด้าน การปกครองยังมีปัญหามาก เพราะอาเภอทองผาภูมิมีพ้ืนท่ีทุรกันดารอยู่มากทาให้การดูแล ติดต่อ ประสานงานในการทางานเป็นไปได้ยากมาก และมีค่าใช้จ่ายสูง ด้านศาสนสถาน ก็ไม่สามารถจัดหา ทุนทรพั ย์แกพ่ ระภิกษุสามเณรได้ จงึ ทาให้สถานศึกษาต่าง ๆ ของคณะสงฆ์ ด้านศึกษาสงเคราะห์ ก็ยัง

46 มีทุนทรัพย์ในการจัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนการกุศลของวัดเพ่ือสงเคราะห์แก่เด็กและ เยาวชนน้อย ค่อนข้างจากัดในเรื่องงบประมาณ ด้านการเผยแผ่ มีการจัดให้มีการเทศน์และการ บรรยายธรรมในวันสาคญั ทางศาสนายงั มีน้อย ด้านสาธารณูปการ ก็มีความขัดแย้งระหว่างวัดกับบ้าน และดา้ นสาธารณสงเคราะห์ มีการเกอ้ื กลู ต่อสาธารณประโยชน์ยงั มนี ้ี พระหัสนัย ปริปุณุโณ (สุวรรณจินดา) (2555) ได้ทาการศึกษาบทบาทพระสังฆาธิการใน การบริหารกิจการคณะสงฆ์จังหวัดสงขลา ผลการศึกษา พบว่า 1) บทบาทพระสังฆาธิการในการ บริหารกิจการคณะสงฆ์จังหวัดสงขลา ในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.30 เมื่อ พจิ ารณาเป็นรายดา้ น พบว่า ดา้ นการศาสนศึกษาและด้านการศึกษาสงเคราะห์ อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนดา้ นการปกครองคณะสงฆ์ ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านการสาธารณูปการ และด้านการ สาธารณสงเคราะห์ อย่ใู นระดบั น้อยทุกด้าน และ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับบทบาทพระสังฆาธิการ ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ จังหวัดสงขลา ตามความติดเห็นของพระสังฆาธิการ โดยจาแนกตาม สถานภาพ พบว่า สถานภาพส่วนบุคคลด้านวุฒิการศึกษาสายสามัญของพระสังฆาธิการมีผลทาให้ ความคิดเหน็ ต่อบทบาทพระสงั ฆาธกิ ารในการบริหารกิจการคณะสงฆจ์ ังหวัดสงขลาแตกต่างกันอย่างมี นัยสาคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .01 ซง่ึ เป็นการยอมรับสมมติฐานที่ตงั้ ไว้ ส่วนสถานภาพส่วนบุคคลด้านอายุ พรรษา วุฒิการศึกษาทางธรรม วุฒิการศึกษาทางเปรียญธรรม และตาแหน่งพระสังฆาธิการ ไม่มีผล ทาให้เกิดความคิดเห็นทีแ่ ตกตา่ งกนั พระครูวรสาธวุ ัตร (สารวย สาวโร) (2556) ได้การศึกษาวิจัยเรื่องบทบาทของพระสังฆาธิ การด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษา บทบาทของพระสังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม2) เพื่อ เปรียบเทียบบทบาทของพระสงั ฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพ่ือศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะบทบาทของพระสังฆาธิ การด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมดาเนินการวิจัยโดยวิธีวิจัยเชิง ปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นพระภิกษุสงฆ์ซึ่งสังกัดในเขตปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนคร ชยั ศรี จงั หวัดนครปฐม จานวน 250 รูป โดยวธิ ีการสุ่มแบบแบง่ กลมุ่ เครือ่ งมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลเป็นแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยหาค่าความถ่ี ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตร ฐานทดสอบสมมตฐิ านโดยการทดสอบค่าเอฟ (F-test)โดยใช้วธิ กี ารวเิ คราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA)สาหรับตัวแปรท่ีมี 3 ค่าข้ึนไป เม่ือพบว่ามีความแตกต่างจะทาการเปรียบเทียบ ความแตกต่างหลายคู่ โดยวิธีหาผลต่างนัยสาคัญน้อยที่สุด (Least Significant Difference : LSD) ผลการวิจัยพบว่า 1)บทบาทของพระสังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัด นครปฐมพบว่า พระสงฆ์มีความคิดเห็นต่อบทบาทของพระสังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบบทบาทของ

47 พระสังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมทดสอบสมมติฐานโดย การวิเคราะห์ความแตกต่างตัวแปร พบว่า อายุ จานวนพรรษา วุฒิการศึกษาทางธรรม วุฒิการศึกษา ทางบาลี และวุฒิการศึกษาทางสามัญ มีผลให้ความคิดเห็นของพระภิกษุสงฆ์ท่ีมีต่อบทบาทของพระ สังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมไม่แตกต่างกัน จึงเป็นการ ปฏิเสธสมมติฐานการวิจัยทุกข้อท่ีตั้งไว้ และ 3) ผลการศึกษาปัญหา อุปสรรค และแนวทางในการ แก้ปัญหาบทบาทของพระสังฆาธิการด้านการปกครองคณะสงฆ์ อาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พบว่า ขาดการเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด ผู้บริหารส่ังงานปฏิบัติการได้ไม่ค่อยสมบูรณ์ตามนโยบาย และขาดพระที่มีความรู้ความสามารถในการให้ความรู้ในการปกครอง แนวทางในการแก้ไขปัญหา ได้แก่ ควรดูแลพระสงฆ์ให้ท่ัวถึงและเสมอภาค ทั้งต้องสนับสนุนให้การศึกษากับพระภิกษุสงฆ์ใน อาเภอนครชยั ศรีเพ่ือจะได้มพี ระภกิ ษุสงฆ์ท่ีมีประสิทธิภาพมากขึน้ พระครูวีรธรรมานุสิฐ (วีรพล ธมฺมปาโล) (2556) ได้ทาการวิจัยเรื่องบทบาทของพระ สังฆาธกิ ารท่ีมีตอ่ การบรหิ ารกิจการคณะสงฆ์ในอาเภอพระนครศรีอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มี วัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในอาเภอพระนครศรี- อยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) เปรียบเทียบการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการใน อาเภอพระนครศรีอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยจาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษา ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในอาเภอ พระนครศรอี ยุธยา จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา ดาเนินการวิจัยโดยวิธีวิจัยเชิงสารวจเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพระสังฆาธิการในอาเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรอี ยุธยา จานวน 100 รูป โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคลและระดับบทบาทของพระสังฆาธิการในการ บริหารกิจการคณะสงฆ์ในอาเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ โปรแกรมสาเรจ็ รูปทางสถิตเิ พ่ือการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สถิติท่ีใช้ คือ ค่าความถ่ี ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน เพือ่ บรรยายข้อมลู สถานภาพสว่ นบุคคลหรอื ตัวแปรต้น การทดสอบค่า เอฟ (F-test) โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ใช้ทดสอบความแตก ต่างระหว่างค่าเฉล่ียต้ังแต่สามกลุ่มข้ึนไป เมื่อพบว่า มีความแตกต่างจะทาการเปรียบเทียบความแตก ต่างรายคู่โดยวิธีการผลต่างนัยสาคัญน้อยที่สุด (Least Significant Difference : LSD) ผลการวิจัย พบว่าบทบาทของพระสังฆาธิการท่ีมีต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ในอาเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.32และเมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า ด้านการศาสนศึกษา ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านการปกครองและด้านการสาธารณูปการ อยู่ในระดับมากผลการเปรียบเทียบระดับบทบาทของพระสังฆาธิการท่ีมีต่อการบริหารกิจการคณะ

48 สงฆ์ในอาเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลคือตาแหน่ง พระสังฆาธิการอายุ จานวนพรรษา ระดับการศึกษาสายสามัญระดับการศึกษาทางธรรม และระดับ การศึกษาทางเปรียญธรรมพบว่าพระสังฆาธิการท่ีมีตาแหน่งต่างกันมีบทบาทในการบริหารกิจการ คณะสงฆ์ในอาเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยรวมแตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตาม สมมติฐานที่ต้ังไว้ ส่วนพระสังฆาธิการที่มีอายุ จานวนพรรษา ระดับการศึกษาสายสามัญระดับ การศึกษาทางธรรมและระดับการศึกษาทางเปรียญธรรมต่างกันมีบทบาทในการบริหารกิจการคณะ สงฆ์ไม่แตกตา่ งกันจึงปฏิเสธสมมตฐิ านทีต่ งั้ ไว้ 2.7 สรุปกรอบแนวคดิ การวจิ ัย ในการวจิ ยั ครัง้ นี้ ผู้วิจัยไดศ้ ึกษาบทบาทของพระสังฆาธิการ พบว่าขอบข่ายและภารกิจการ บรหิ ารวัดของพระสังฆาธิการ หรือการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางของ กฎมหาเถรสมาคม ฉบับท่ี 23 (พ.ศ.2541) ข้อ (1) และ (2) สานักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (2542, หน้า 71) จานวน 6 ประการ ได้แก่ การปกครอง การศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การ เผยแผ่พระพุทธศาสนา การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ ผู้วิจัยได้นากรอบแนวคิด ทฤษฎีท่ีเก่ียวของ พระสังวรสาธุวัตร (สารวย สวโร) (2555) นามากาหนดเป็นกรอบแนวคิดในการ วิจัย ไดด้ งั นี้ ตวั แปรอิสระ ตัวแปรตาม ปัจจยั ส่วนบคุ คล บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัด การสงฆต์ ามระบอบประชาธปิ ไตย 1. อายุ 2. พรรษา 1. ด้านการปกครอง 3. วฒุ ิการศึกษาสามัญ 2. ด้านการศาสนศกึ ษา 4. วฒุ ิการศึกษาทางธรรม 3. ด้านการศกึ ษาสงเคราะห์ 5. วุฒิทางการศกึ ษา 4. ดา้ นการเผยแผศ่ าสนา 5. ด้านสาธารณปู การ เปรียญธรรม 6. ดา้ นสาธารณะสงเคราะห์ 6. ตาแหนง่ พระสังฆาธิการ แผนภูมทิ ่ี 2.1 แสดงสรุปกรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย

บทท่ี 3 วิธดี ำเนนิ งำนวิจัย การศึกษาเรื่อง บทบาทของพระสงั ฆาธิการในบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชมุ แพ จงั หวดั ขอนแก่น ผู้วจิ ัยได้ดาเนนิ การตามวิธีการวจิ ัย ตามลาดับดังน้ี 3.1 ประชำกรและกลมุ่ ตวั อย่ำง 3.1.1 ประชำกร (Population) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคร้ัง ได้แก่ สังฆาธิการในเขตพื้นท่ีอาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น การปกครองคณะสงฆ์ แบง่ ออกเป็น 12 ตาบล มีวดั จานวน 115 แห่ง มีเจ้าคณะอาเภอ 1 รูป รองเจ้า คณะอาเภอ 2 รูป เจ้าคณะตาบล 12 รูป เจ้าอาวาส 115 รูป ผู้ช่วยเจ้าอาวาส 18 รูป รวมพระสังฆาธิการ ท้งั หมดจานวน 157 รูป 3.1.2 กลุม่ ตัวอยำ่ ง (Samples) กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ สังฆาธิการในเขตพื้นที่อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยคานวณหาขนาดตัวอย่างจากสูตรทาโรยามาเน่ (Yamane, 1973 ; อ้างใน สุวิมล ติรกานันท์, 2546 หน้า 198) N จากสตู ร n = 1  Ne2 เมือ่ n = จานวนกล่มุ ตวั อยา่ ง N = จานวนประชากรท้งั หมด e = ความคลาดเคลื่อนของสัดสว่ นหน่วยตัวอยา่ งต่างไปจากสดั ส่วน ประชากรท่ียอมให้เกิดขึ้นได้กาหนดไวท้ ่ี .05 แทนคา่ ในสตู ร 157 n = 1 (157) (0.05)2 = 113 รปู

50 3.2 เทคนิควิธีกำรสุม่ ตวั อยำ่ ง เทคนิควิธีการการสุ่มตัวอย่าง เนื่องจากการวิจัยคร้ังน้ี ใช้จานวนประชากรไม่มากนัก ผู้วิจัย จึงใชว้ ธิ ีการส่มุ ประชากรแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยวิธีการจับฉลากให้กระจาย ไปตามจานวนประชากร ทีเ่ ปน็ พระสงั ฆาธิการในเขตอาเภอชมุ แพ จงั หวัดขอนแก่น จนครบทั้ง 113 รปู 3.3 เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นกำรวิจยั 3.3.1 แบบสอบถำม เคร่ืองมอื ทใ่ี ช้ในการวิจัยครงั้ น้ี ท่ีเปน็ แบบสอบถาม ประกอบดว้ ย 2 ตอน ไดแ้ ก่ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับข้อมูลบางประการของผู้ตอบแบบสอบถาม คาตอบมี ลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check list) ถามเกี่ยวกับ สถานภาพ สถานภาพ อายุ จานวน พรรษา วุฒิการศึกษาสามญั วุฒิการศึกษาทางธรรม วุฒิการศกึ ษาทางเปรียญธรรม และตาแหน่ง ตอนท่ี 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับบทบาทของพระสังฆาธิการในบริหารจัดการสงฆ์ตาม ระบอบประชาธิปไตย คาตอบมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) โดยมีลักษณะคาตอบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามแบบของ Likert (ยุทธพร อิสรชัย, 2548 หน้า 112) โดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามพิจารณาว่ามีความเห็นอยู่ระดับใด และได้ กาหนดนา้ หนกั คะแนนออกเป็น 5 ระดับ โดยกาหนดคา่ ระดบั การปฏบิ ัติ ดังน้ี 5 หมายถึง มีบทบาทในการบริหารระดบั มากทีส่ ดุ 4 หมายถงึ มบี ทบาทในการบรหิ ารระดับมาก 3 หมายถงึ มบี ทบาทในการบริหารปานกลาง 2 หมายถงึ มีบทบาทในการบริหารระดบั นอ้ ย 1 หมายถงึ บทบาทในการบริหารระดบั น้อยทสี่ ุด 3.3.2 แนวทำงกำรสัมภำษณ์ แนวทางสัมภาษณ์สาหรับการวิจัยคร้ังนี้ เป็นแนวทางการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Interview Guide) เพื่อสัมภาษณ์พระสังฆาธิการ ในเร่ืองที่เก่ียวกับปัญหาและ อุปสรรคของพระสังฆาธิการในบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย ประกอบด้วย ด้านการ ปกครอง ด้านการศาสนศึกษา ด้าน การศึกษาสงเคราะห์ ด้านการเผยแผ่ศาสนา ด้านสาธารณูปการ และด้านสาธารณสงเคราะห์ ซึ่งเป็นแนวคาถามในลักษณะยืดหยุ่นที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกจากผู้ให้ สัมภาษณ์ โดยใช้ผู้วิจัยจะทาการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยตนเอง (In depth Interview) เพื่อสนับสนุนการ วิจัยเชงิ ปริมาณท่ไี มส่ ามารถขยายรายละเอยี ดได้ (วิไลวัจน์ กฤษณะภูติ, 2558, หน้า 57) โดยสัมภาษณ์ กับพระสังฆาธิการท่ีถูกเลือกให้เป็นกลุ่มเป้าหมาย (Purposive Sampling) จานวน 10 รูป ซึ่งมี คุณสมบตั ิ คอื เปน็ ผ้ทู ี่ มปี ระสบการณ์บริหารกิจการคณะสงฆ์ ประกอบด้วย เจ้าคณะอาเภอ จานวน 1

51 รูป รองเจ้าคณะอาเภอ 2 รูป เลือกเจ้าคณะตาบลที่มีระยะดารงตาแหน่งมากที่สุด จานวน 4 รูป และ เจ้าอาวาส จานวน 3 รูป 3.4 กำรสรำ้ งและกำรตรวจสอบคุณภำพเคร่อื งมอื 3.4.1 แบบสอบถำม เครือ่ งมือท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ีเปน็ แบบสอบถาม ซึ่งผู้วิจัยสร้างจากแนวคิดทฤษฎี และงาน วจิ ยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง เป็นขัน้ ตอนตามลาดบั ดงั นี้ 1. ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับบทบาทของพระสังฆาธิการในบริหาร จัดการสงฆต์ ามระบอบประชาธิปไตย แลว้ รวบรวมขอ้ มูลทีไ่ ด้สร้างเป็นขอ้ คาถามตามกรอบแนวคิด 2. ดาเนินการสร้างเคร่ืองมือท่ีเป็นแบบสอบถามสาหรับการวิจัย ตามกรอบแนวคิดท่ีได้ จากการศกึ ษาแนวคิดทฤษฎีและงานวจิ ัยทีเ่ กยี่ วข้องเพื่อตอบวัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั 3. นาแบบสอบถามที่ผู้วจิ ัยสร้างขนึ้ ใหผ้ เู้ ช่ยี วชาญตรวจสอบ จานวน 5 ท่าน โดยให้ผู้เชี่ยว ชาญตรวจสอบความเท่ียงตรงตามเน้ือหา (Content Validity) และพิจารณาความเหมาะสมของ สานวนภาษาที่ใช้ส่ือความหมายให้ชัดเจน และใช้ดัชนีความสอดคล้องหรือค่า IOC โดยการนาแบบ สอบถามที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เช่ียวชาญ 5 ท่านลงความเห็น ดังนี้ ซ่ึงกาหนดเกณฑ์การพิจารณาแบบ สอบถามแตล่ ะข้อ ดังน้ี สอดคลอ้ ง = +1 ไม่แน่ใจ = 0 ไมส่ อดคล้อง = -1 โดยผู้เชยี่ วชาญท้งั 5 ทา่ น ได้แก่ 1. รศ.ดร.ภาสกร ดอกจนั ทร์ อาจารยม์ หาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย 2. ดร.พลู สวสั ดิ์ นาทองคา นายกเทศบาลตาบลรอ่ งคา อ.รอ่ งคา จ. กาฬสินธุ์ 3. ผศ.ดร.บุรนิ ทร์ ภู่สกลุ อาจารย์มหาวิทยาลยั จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยจังหวดั ขอนแก่น 4. ดร.ทองแพ ไชยตน้ เทือก นกั วิชาการอสิ ระ 5. ดร.วินจิ ผาเจริญ อาจารยม์ หาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวดั เชยี งใหม่ 4. นาเครื่องมือไปทดลองใช้เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Try out) กับ ประชากรที่เป็นพระสังฆาธิการในเขตอาเภอใกล้เคียง และไม่ถูกเลือกให้เป็นกลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 ชุด เพ่ือหาค่าสัมประสิทธ์ิของความเช่ือมั่น (Reliability Coefficient) ของครอนบาคสัมประสิทธิ์ แอลฟา (-Coefficient) ท่ีมีค่าความเช่อื มัน่ ทั้งฉบบั ไมต่ ่ากว่า 0.80 5. นาเคร่ืองมือท่ีเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการทดลองมาปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องและ เหมาะสมแลว้ นาไปเก็บรวบรวมขอ้ มลู ในการวิจยั

52 3.4.2 เครอื่ งมอื ทีเ่ ป็นแบบสมั ภำษณ์ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยประเภทที่สอบเป็นแนวการสัมภาษณ์ ผู้วิจัยสร้างจากแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่เี ก่ียวขอ้ ง เปน็ ข้นั ตอนตามลาดับ ดังน้ี 1. ศึกษาแนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยที่เก่ียวข้องกับบทบาทของพระสังฆาธิการในบริหารจัด การสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย แล้วรวบรวมข้อมูลท่ีได้สร้างเป็นข้อคาถามตามกรอบแนวคิดและ วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ยั 2. ดาเนินการสร้างเครื่องมือที่เป็นแบบสัมภาษณ์สาหรับการวิจัย ตามกรอบแนวคิดที่ได้ จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีและงานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวข้องเพ่อื ตอบวตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั 3. นาแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วจิ ัยสร้างข้นึ ใหผ้ เู้ ชี่ยวชาญตรวจสอบ จานวน3 ท่าน โดยให้ผู้เชี่ยว ชาญตรวจสอบความเท่ียงตรงตามเนื้อหา (Content Validity) และพิจารณาความเหมาะสมของ สานวนภาษาท่ใี ช้ส่ือความหมายให้ชัดเจน 4. แก้ไขถ้อยคาของแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น นาเคร่ืองมือที่เป็นแบบสัมภาษณ์ ทป่ี รับปรุงแก้ไขอยา่ งถกู ต้องและเหมาะสมแลว้ นาไปเก็บรวบรวมขอ้ มูลในการวจิ ัย 3.5 กำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ผ้วู จิ ัยดาเนินการเก็บข้อมูลตามลาดบั ข้นั ตอน ดงั น้ี 3.5.1 ทาหนังสือแนะนาตัวผู้วิจัยและขออนุญาตเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัยจาก มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรีล้านช้าง อาเภอเมือง จังหวัดเลย ไปยังพระสังฆาธิ การพ้ืนที่การปกครองคณะสงฆ์ในเขตอาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการ เกบ็ ข้อมลู ทถ่ี ูกเลอื กใหเ้ ป็นกลุ่มตวั อย่าง 3.5.2 ผู้วิจัยลงพื้นที่การปกครองคณะสงฆ์ในเขตอาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ทาการ ชี้แจงแล้วแจกแบบสอบถามให้กับพระสังฆาธิการทราบเพื่อตอบแบบสอบถาม จากนั้นส่งข้อมูล กลับมายังผูว้ ิจยั 3.5.3 นาแบบสอบถามทไี่ ดร้ ับคืนมาดาเนนิ การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ต่อไป 3.6 กำรวเิ ครำะห์ข้อมูล ในการวิจัยคร้ังน้ี ได้ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรม สาเร็จรปู ทางสังคมศาสตร์ สาหรับสถติ ิทใี่ ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูลมดี ังน้ี 3.6.1 ข้อมูลท่ีได้จากแบบสอบถามที่เป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check list) ใช้หาค่า ความถ่ี (Frequency) และร้อยละ (percentage) แล้วนาเสนอในรปู ตาราง

53 3.6.2 วเิ คราะห์บทบาทของพระสงั ฆาธกิ ารในบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย ในพื้นท่ีการปกครองคณะสงฆ์ในเขตอาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยการหาค่าเฉลี่ย (  ) และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วแปลความหมายตามเกณฑ์ที่กาหนด โดยพิจารณาจากขอบเขตของ คะแนนเฉลี่ยทไี่ ด้จากการแบบสอบถามผลที่ไดจ้ ากการแปลผล ดังนี้ (สาเรงิ จนั ทร์สวุ รรณ, 2547) ค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.21-5.00 หมายถึง มีบทบาทในการบริหารระดบั มากทส่ี ุด คา่ เฉลย่ี ระหวา่ ง 3.41-4.20 หมายถงึ มบี ทบาทในการบริหารระดบั มาก คา่ เฉลี่ยระหวา่ ง 2.61-3.40 หมายถึง มีบทบาทในการบริหารระดบั ปานกลาง คา่ เฉลี่ยระหวา่ ง 1.81-2.60 หมายถงึ มบี ทบาทในการบริหารระดบั น้อย ค่าเฉล่ียระหว่าง 1.00-1.80 หมายถึง มีบทบาทในการบริหารระดับน้อยท่สี ุด 3.6.3 วิเคราะห์เปรียบเทียบบทบาทของพระสังฆาธิการในบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบ ประชาธิปไตย ในพ้ืนท่ีการปกครองคณะสงฆ์ในเขตอาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น จาแนกตาม อายุ พรรษา วฒุ กิ ารศกึ ษาสามัญ วุฒิการศึกษาทางธรรม ตาแหน่ง ใช้สถิติทดสอบค่าที (Independent t- test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดยี ว (One way ANOVA) มีนยั สาคญั ทีร่ ะดับ 0.05 3.6.4 ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคของพระสังฆาธิการในบริหารจัดการสงฆ์ตาม ระบอบประชาธิปไตย ซ่ึงเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพในพ้ืนที่การปกครองคณะสงฆ์ในเขตอาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ใช้การวิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis) จัดหมวดหมู่และพรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive Approach) แลว้ นาเสนอแบบบรรยายความเรียง (ชาย โพสิตา, 2556, หน้า 187) 3.7 สถิติที่ใชก้ ำรวิจยั การวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาวิจัยคร้ังนี้ผู้วิจัยวิเคราะห์โดยใช้สถิติ ดังน้ี (บุญชม ศรีสะอาด, หนา้ , 100) 3.7.1 สถิตพิ รรณนำ (Descriptive Statistics) 3.7.1.1 ความถี่ (Frequency) 3.7.1.2 คา่ เฉลย่ี (Mean ( ) 3.7.1.3 ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) 3.7.2 สถติ ิทดสอบสมมตฐิ ำน ไดแ้ ก่ การวเิ คราะห์ความแปรปรวนทางเดียว F – test (ANOVA) 3.7.3 สตู รกำรหำคำ่ สถติ ิทใ่ี ช้ในกำรวจิ ยั มดี งั นี้ 3.7.3.1 กำรหำคำ่ ร้อยละ (Percentage) X 100 P= n

54 เม่ือ P = คา่ ร้อยละ X = จานวนผู้ตอบแบบสอบถาม n = จานวนกลมุ่ ตัวอย่าง 3.7.3.2 กำรหำค่ำเฉลย่ี (Mean) X X= n เม่ือ X = คา่ เฉล่ียของกลุม่ ตัวอยา่ ง n = จานวนกลมุ่ ตัวอยา่ ง 3.7.3.3 กำรหำคำ่ สว่ นเบ่ยี งเบนมำตรฐำน (Standard Deviation ; S.D.) n fx 2   fx 2 S.D = nn 1 เมือ่ S.D. = คา่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน fX = ผลรวมคะแนนของผตู้ อบแบบสอบถาม n = จานวนกลุ่มตัวอยา่ ง 3.7.3.4 สถติ ิทดสอบสมมติฐำน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดยี ว (One way ANOVA) MSb F = MSw เมือ่ F = ค่าสถติ ใิ ชใ้ นการเปรียบเทยี บคา่ วิกฤตในการแจกแจง แบบ F เพ่ือทราบความมีนยั สาคัญ MSb = ค่าความแปรปรวนระหว่างกลุ่ม MSw = คา่ ความแปรปรวนภายในกล่มุ 3.7.3.5 กำรหำคำ่ ดัชนคี วำมสอดคลอ้ งของแบบสอบถำมแต่ละข้อ X IOC = N เมื่อ IOC = ดัชนีความสอดคล้องระหวา่ งวตั ถุประสงคก์ บั เนื้อหา หรอื ระหวา่ งข้อของแบบสอบถามกบั วัตถุประสงค์ X = ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผ้เู ชี่ยวชาญแตล่ ะท่าน N = จานวนผู้เช่ียวชาญทงั้ หมด

55 3.7.3.6 สูตรกำรหำควำมเช่ือมั่นของแบบสอบถำม (ค่ำสัมประสิทธิ์อัลฟ่ำ ; - Coefficient) α = kk-11 si2  st2   เมอื่ α = คา่ สัมประสิทธ์อิ ัลฟ่า (คา่ ความเชอื่ มนั่ ) k = จานวนข้อของแบบสอบถาม st2 = ผลรวมของค่าความแปรปรวน

บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล การศึกษาวิจัยเรื่อง “บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบ ประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น” เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ผสมผสานกบั การวิจัยเชงิ คุณภาพ (Qualitative Research) โดยผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามลาดับดังนี้ 4.1 สัญลักษณท์ ี่ใชใ้ นการเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู 4.2 ลาดับขนั้ ตอนการวิเคราะหข์ อ้ มูล 4.3 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 4.1 สัญลกั ษณ์ท่ใี ชใ้ นการเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู สัญลกั ษณท์ ่ใี ชใ้ นการเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล ผู้วิจยั ได้ใหค้ วามหมายไว้ ดงั น้ี  หมายถงึ คา่ เฉลยี่ (Mean) ของกล่มุ ตัวอยา่ ง S.D. หมายถงึ สว่ นเบี่ยงเบียนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของกลุม่ ตวั อยา่ ง n หมายถงึ จานวนกลุ่มตวั อย่าง F หมายถงึ คา่ สถติ ทิ ีใ่ ช้ทดสอบนัยสาคัญของค่าเฉล่ีย 3 กลมุ่ ตวั อยา่ ง ขึ้นไป (F-test) SS หมายถงึ ผลบวกกาลังสองของคะแนน (Sum of Square) MS หมายถึง ค่าเฉล่ียผลบวกกาลังสองของคะแนน (Mean of Square) df หมายถึง ระดับชั้นขององศาอสิ ระ (Degree of freedom) Sig. หมายถงึ คา่ ระดับนยั สาคัญทางสถิติ (Significant level) * หมายถึง คา่ ระดบั นยั สาคัญทางสถิติท่ี 0.05 4.2 ลาดับขนั้ ตอนการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ตอนท่ี 1 สถานภาพทัว่ ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 การวเิ คราะหข์ ้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ ตามระบอบประชาธปิ ไตย อาเภอชุมแพ จงั หวดั ขอนแก่น

57 ตอนท่ี 3 การเปรียบเทียบระดับบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตาม ระบอบประชาธปิ ไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแกน่ ตอนท่ี 4 ข้อเสนอแนะแนวทางในการปฏิบัติงานตามบทบาทของพระสังฆาธิการในการ บรหิ ารจดั การสงฆต์ ามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวดั ขอนแก่น ตอนท่ี 5 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู เชิงคุณภาพ

58 4.3 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ตอนท่ี 1 สถานภาพทั่วไปของผูต้ อบแบบสอบถาม ในการวิจัยเรื่องนี้กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสังฆาธิการในเขตพ้ืนท่ีอาเภอชุมแพ จังหวัด ขอนแกน่ จานวน 113 รูป จาแนกตาม อายุ พรรษา วุฒิการศึกษาสายสามัญ วุฒิการศึกษาทางธรรม วฒุ กิ ารศึกษาทางเปรียญธรรม และตาแหน่งพระสังฆาธิการ โดยใช้สถิติค่าความถี่ (Frequency) และ รอ้ ยละ (Percentage) จากน้ันนาเสนอในรูปตารางประกอบการบรรยาย ปรากฏผลตามตารางท่ี 4.1- 4.6 ดงั น้ี ตารางที่ 4.1 แสดงจานวน และร้อยละของผตู้ อบแบบสอบถาม จาแนกตามอายุ 20 - 30 ปี อายุ จานวน รอ้ ยละ 31 - 40 ปี รวม 85 75.22 41 - 50 ปี 8 7.08 51 - 60 ปี 11 9.74 9 7.96 113 100.0 จากตารางที่ 4.1 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามท่ีเป็นพระสังฆาธิการ ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 20-30 ปี จานวน 85 รูป คิดเป็นร้อยละ 75.22 รองลงมาคือ อายุระหว่าง 41-50 ปี จานวน 11 รูป คิดเป็นร้อยละ 9.74 อายุระหว่าง 51-60 ปี จานวน 9 รูป คิดเป็นร้อยละ 7.96 และอายุระหว่าง 31- 40 ปี จานวน 8 รปู คิดเปน็ ร้อยละ 7.08 ตารางท่ี 4.2 แสดงจานวน และร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จาแนกตามพรรษา พรรษา จานวน รอ้ ยละ 1 - 10 พรรษา 42 37.17 11 - 20 พรรษา 35 30.97 มากกว่า 20 ปี พรรษา 36 31.86 113 100.0 รวม จากตารางท่ี 4.2 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นพระสังฆาธิการ มีพรรษาระหว่าง 1-10 ปี จานวน 42 รปู คิดเป็นร้อยละ 37.17 รองลงมาคือ มากกว่า 20 ปี พรรษา จานวน 36 รูป คิดเป็น ร้อยละ 31.86 และระหว่าง 11-20 พรรษา จานวน 35 รปู คดิ เป็นรอ้ ยละ 30.97

59 ตารางท่ี 4.3 แสดงจานวน และร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จาแนกตามวุฒิการศึกษาสาย สามัญ วุฒิการศกึ ษาสายสามญั จานวน รอ้ ยละ ต่ากว่าปริญญาตรี 36 31.86 ปรญิ ญาตรี 43 38.05 สงู กวา่ ปริญญาตรี 34 30.09 113 100.0 รวม จากตารางที่ 4.3 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามท่ีเป็นพระสังฆาธิการ ส่วนใหญ่จบการศึกษา ระดับปริญญาตรี จานวน 43 รูป คิดเป็นร้อยละ 38.05 รองลงมาคือ ต่ากว่าปริญญาตรี จานวน 36 รูป คดิ เปน็ รอ้ ยละ 31.86 และสูงกวา่ ปริญญาตรี จานวน 34 คดิ เป็นรอ้ ยละ 30.09 ตารางท่ี 4.4 แสดงจานวน และร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จาแนกตามวุฒิการศึกษาทาง ธรรม วฒุ กิ ารศกึ ษาทางธรรม จานวน ร้อยละ นักธรรมช้ันตรี 41 36.28 นักธรรมชั้นโท 34 30.09 นักธรรมชน้ั เอก 38 33.63 113 100.0 รวม จากตารางท่ี 4.4 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามท่ีเป็นพระสังฆาธิการมีวุฒิการศึกษาทางธรรม นักธรรมช้ันตรี จานวน 41 คน คิดเป็นร้อยละ 36.28 รองลงมาคือ นักธรรมชั้นเอก จานวน 38 รูป คดิ เป็นร้อยละ 33.63 และนักธรรมชน้ั โท จานวน 34 รปู คิดเป็นรอ้ ยละ 30.09

60 ตารางท่ี 4.5 แสดงจานวน และร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จาแนกตามวุฒิการศึกษาเปรียญ ธรรม วฒุ กิ ารศึกษาเปรยี ญธรรม จานวน รอ้ ยละ ไมม่ วี ุฒกิ ารศึกษาเปรียญธรรม 65 57.52 ประโยค 1 - 2 ถงึ ป.ธ. 3 39 34.52 ป.ธ. 4 - 6 9 7.96 113 100.0 รวม จากตารางที่ 4.5 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามท่ีเป็นพระสังฆาธิการ ส่วนใหญ่ไม่มีวุฒิการ ศึกษาเปรียญธรรม จานวน 65 รูป คิดเป็นร้อยละ 57.52 รองลงมาคือ มีวุฒิการศึกษาประโยค 1-2 ถงึ ป.ธ. 3 จานวน 39 รปู คิดเป็นร้อยละ 34.52 และ ปธ.4-6 จานวน 9 รปู คิดเป็นรอ้ ยละ 7.96 ตารางที่ 4.6 แสดงจานวน และร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จาแนกตามตาแหน่งพระสังฆา ธกิ าร ตาแหนง่ พระสงั ฆาธกิ าร จานวน รอ้ ยละ เจา้ คณะอาเภอหรือรองเจา้ คณะอาเภอ 3 2.65 เจ้าคณะตาบล 15 13.27 เจา้ อาวาสหรอื รองเจ้าอาวาส 95 84.07 113 100.0 รวม จากตารางที่ 4.6 พบวา่ ผตู้ อบแบบสอบถามที่เป็นพระสังฆาธิการ ส่วนใหญ่มีตาแหน่งเป็น เจ้าอาวาสหรือรองเจ้าอาวาส จานวน 95 รูป คิดเป็นร้อยละ 84.07 รองลงมาคือ เจ้าคณะตาบล จานวน 15 รูป คิดเป็นร้อยละ 13.27 รองเจ้าอาวาส เจ้าคณะอาเภอหรือรองเจ้าคณะอาเภอ จานวน 3 รูป คดิ เปน็ ร้อยละ 2.65

61 ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะห์เก่ียวกับบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหาร จัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธปิ ไตย อาเภอชุมแพ จังหวดั ขอนแก่น การวิเคราะห์บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิป - ไตย อาเภอชุมแพ จังหวดั ขอนแก่น จานวน 6 ด้าน ได้แก่ ดา้ นการปกครอง ด้านการศาสนศึกษา ด้าน การศึกษาสงเคราะห์ ด้านการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา ดา้ นสาธารณูปการ และด้านสาธารณสงเคราะห์ ใชส้ ถิติวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วนาเสนอในรูปตารางประกอบ การบรรยาย ปรากฏผลการผลการศกึ ษาดังตารางที่ 4.7-4.13 ตารางท่ี 4.7 แสดงค่าเฉลี่ย (  ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จงั หวดั ขอนแก่น โดยรวมและรายดา้ น บทบาทของพระสังฆาธกิ าร ระดบั บทบาท  S.D. แปลผล 1. ด้านการปกครอง 4.50 0.40 มากที่สุด 2. ดา้ นการศาสนศึกษา 4.42 0.52 มากทส่ี ุด 3. ดา้ นการศึกษาสงเคราะห์ 4.26 0.65 มากที่สุด 4. ดา้ นการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา 4.47 0.50 มากทส่ี ดุ 5. ดา้ นสาธารณปู การ 4.29 0.60 มากที่สดุ 6. ด้านสาธารณสงเคราะห์ 4.27 0.68 มากทส่ี ดุ 4.37 0.49 มากทสี่ ุด รวม จากตารางท่ี 4.7 พบว่า บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบ ประชาธิปไตย อาเภอชมุ แพ จงั หวดั ขอนแกน่ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากท่ีสุดทุกด้าน เรียงลาดับด้านที่มีค่าเฉลี่ยจากสูงสุดไปหาต่าสุด ได้แก่ ด้านการ ปกครอง รองลงมาคือ ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านการศาสนศึกษา ด้านสาธารณูปการ ด้านสาธารณสงเคราะห์ และดา้ นการศกึ ษาสงเคราะห์

62 ตารางที่ 4.8 แสดงค่าเฉลี่ย (  ) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแกน่ ด้านการปกครอง ด้านการปกครอง ระดับบทบาท  S.D. แปลผล 1. การปกครองคณะสงฆ์ด้วยความมีเมตตา กรุณาและอุเบกขา ยึด ตามหลักพระธรรมวิจัยและมีระเบียบแบบแผนเหมาะสมอันดี 4.86 0.44 มากที่สดุ งามบริหารกจิ การวัด 4.36 0.58 มากท่ีสดุ 2. การจัดประชุมพระภิกษุสามเณรเพ่ืออบรมสั่งสอนด้านข้อวัตร 4.46 0.66 มากทส่ี ุด ปฏบิ ัติตามหลกั พระธรรมวนิ ยั 4.47 0.57 มากท่ีสดุ 3. การออกกฎ ระเบยี บในการอยรู่ ่วมกันเป็นหมู่คณะ 4. การควบคุมดูแลพระภิกษุสามเณรในการปกครองให้มีความสงบ 4.43 0.65 มากทีส่ ดุ เรียบร้อย 4.42 0.59 มากที่สุด 5. การระงับอธิกรณ์ การวินิจฉัยปัญหาเพื่อยุติเหตุ ความขัดแย้ง 4.46 0.66 มากทส่ี ุด หรือลงนิคหกรรม 4.50 0.40 มากท่สี ุด 6. การออกฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ แก่พุทธศาสนิกชน เช่น การ หา้ มเล่นการพนนั ห้ามด่มื สรุ าภายในวดั 7. การบริหารกิจการของวัด เช่น บัญชี รายรับ-รายจ่าย ให้เป็นไป ด้วยดี รวม จากตารางท่ี 4.8 พบว่า บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบ ประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการปกครองคณะสงฆ์ โดยรวมอยู่ในระดับท่ีสุด เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ โดยข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ข้อ 1 ท่ีว่า “การปกครองคณะสงฆด์ ้วยความมีเมตตา กรุณาและอุเบกขา ยึดตามหลักพระธรรมวิจัยและมีระเบียบ แบบแผนเหมาะสมอันดีงามบริหารกิจการวัด” รองลงมาคือ ข้อ 4 ท่ีว่า “การควบคุมดูแลพระภิกษุ สามเณรในการปกครองให้มีความสงบเรียบร้อย” และ ข้อ 3 ที่ว่า “การออกกฎ ระเบียบในการอยู่ รว่ มกันเป็นหมู่คณะ” ส่วนข้อที่มีค่าเฉล่ียต่าสุด คือ ข้อ 4 ท่ีว่า “การจัดประชุมพระภิกษุสามเณรเพ่ือ อบรมส่ังสอนด้านข้อวัตรปฏิบัตติ ามหลกั พระธรรมวนิ ยั ”

63 ตารางท่ี 4.9 แสดงค่าเฉลี่ย (  ) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแกน่ ด้านการศาสนศึกษา ดา้ นการศาสนศกึ ษา ระดบั บทบาท  S.D. แปลผล 1. การจัดต้ังโรงเรียนพระปริยัติธรรมสาหรับบาลีและหรือนักธรรม ขนึ้ ภายในวดั 4.35 0.83 มากที่สุด 2. การควบคุมดูแลและส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนนักธรรมบาลี 4.65 0.70 มากทส่ี ดุ แก่พระภกิ ษุสามเณรอย่างทวั่ ถึง 4.22 0.68 มากที่สุด 4.42 0.66 มากทีส่ ดุ 3. การสรรหาและพัฒนาครสู อนนักธรรมและบาลี 4. การจดั หาทกุ ารศกึ ษาให้พระภกิ ษสุ ามเณรทีส่ อบธรรมสอบบาลี 4.42 0.73 มากที่สดุ 5. การส่งเสริมสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนธรรมศึกษาให้แก่ 4.49 0.60 มากท่สี ุด ประชาชนและนกั เรียนโดยท่ัวไป 4.42 0.52 มากท่ีสุด 6. ยกย่องเชิดชูเกียรติผู้สอนพระปริยัติธรรม เปรียญธรรมประโยค ตา่ ง ๆ และครูพระสอนศลี ธรรมให้มขี วญั และกาลังใจ รวม จากตารางที่ 4.9 พบว่า บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบ ประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านศาสนศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด เม่ือ พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ข้อ 2 ที่ว่า “การ ควบคุมดูแลและส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนนักธรรมบาลีแก่พระภิกษุสามเณรอย่างท่ัวถึง” รองลง มาคอื ข้อ 6 ที่วา่ “ยกยอ่ งเชดิ ชูเกยี รติผสู้ อนพระปริยัติธรรม เปรียญธรรมประโยคต่าง ๆ และครูพระ สอนศีลธรรมให้มีขวัญและกาลังใจ” และข้อท่ี 4 ที่ว่า “การจัดหาทุการศึกษาให้พระภิกษุสามเณรที่ สอบธรรมสอบบาลี” ส่วนข้อทมี่ คี ่าเฉลย่ี ตา่ สดุ คอื ขอ้ 3 ท่วี า่ “การสรรหาและพัฒนาครูสอนนักธรรม และบาลี”

64 ตารางที่ 4.10 แสดงค่าเฉล่ีย (  ) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จงั หวดั ขอนแกน่ ดา้ นการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการศกึ ษาสงเคราะห์ ระดับบทบาท  S.D. แปลผล 1. การจดั ตั้งโรงเรียนพระปริยตั ธิ รรมแผนกสามัญ 4.26 0.82 มากท่ีสดุ 2. การเป็นครูช่วยสอนวิชาพุทธศาสนาในสถานศึกษาต่าง ๆ ตลอด 4.27 0.73 มากทส่ี ุด จนสนบั สนุนโรงเรียนวิถีพุทธ 4.21 0.84 มากทีส่ ดุ 3. การจัดต้งั ศูนยอ์ บรมเดก็ กอ่ นเกณฑภ์ ายในวัด 4.23 0.73 มากท่สี ุด 4. การจดั ตง้ั โรงเรยี นพุทธศาสนาในวนั อาทิตย์ 5. การประสานจัดหางบประมาณในการสร้างอาคารเรียน ห้อง 4.27 0.84 มากท่สี ุด เรียนหรือจริยศกึ ษา 4.35 0.84 มากที่สุด 6. การจัดต้ังโรงเรียนการกุศลของวัดเพื่อสงเคราะห์เด็กและ 4.26 0.65 มากทสี่ ดุ เยาวชน รวม จากตารางท่ี 4.10 พบว่า บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบ ประชาธปิ ไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการศึกษาสงเคราะห์ โดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับมากท่ีสุดทุกข้อ โดยข้อท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ ข้อ 6 ที่ว่า “การจัดตั้งโรงเรียนการกุศลของวัดเพ่ือสงเคราะห์เด็กและเยาวชน” รองลงมาคือ ข้อ 2 ที่ว่า “การ เปน็ ครูช่วยสอนวิชาพุทธศาสนาในสถานศึกษาต่าง ๆ ตลอดจนสนับสนุนโรงเรียนวิถีพุทธ” และข้อ 5 ท่ีว่า “การประสานจัดหางบประมาณในการสร้างอาคารเรียน ห้องเรียนหรือจริยศึกษา” ส่วนข้อที่มี คา่ เฉล่ียตา่ สุด คือ ข้อ 3 ท่วี ่า “การจดั ตัง้ ศูนย์อบรมเด็กกอ่ นเกณฑ์ภายในวัด”

65 ตารางท่ี 4.11 แสดงค่าเฉลี่ย (  ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวดั ขอนแกน่ ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา ระดบั บทบาท  S.D. แปลผล 1. การจัดให้มีการบรรยายธรรมทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุ ชุมชน 4.36 0.78 มากทีส่ ุด 2. การเทศนาส่งั สอนแกป่ ระชาชนโดยทัว่ ไปให้ตั้งอยู่ในหลักคาสอน 4.33 0.81 มากทีส่ ุด ของพระพทุ ธศาสนาเป็นประจา 4.48 0.64 มากที่สุด 3. การจดั หาหนังสือไหว้พระสวดมนตเ์ พือ่ รักษาศีลฟังธรรมไว้เพยี งพอ 4.49 0.67 มากท่สี ุด 4. จัดให้มีกิจกรรมการปฏิบัติธรรมข้ึนภายในวัดและมีพระอาจารย์ 4.71 0.55 มากที่สุด ผสู้ อนการปฏิบตั ิธรรม 4.47 0.63 มากที่สดุ 5. ฝึกอบรมพระภิกษุสามเณรให้มคี วามรแู้ ละวิธีการเผยแผ่ธรรมมะ 4.47 0.50 มากทสี่ ดุ 6. การจัดต้ังหองสมุดภายในวัดเพ่ือประโยชน์ในการศึกษาแก่พระ ภิกษสุ ามเณรและประชาชน รวม จากตารางที่ 4.11 พบว่า บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบ ประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยรวมอยู่ในระดับ มากท่ีสดุ เมอื่ พิจารณาเป็นรายข้ออยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ ข้อ 5 ท่ีว่า “ฝกึ อบรมพระภิกษุสามเณรใหม้ คี วามรู้และวธิ ีการเผยแผ่ธรรมมะ” รองลงมาคือ ข้อ 4 ท่ีว่า “จัดให้มี กิจกรรมการปฏิบัติธรรมขน้ึ ภายในวัดและมพี ระอาจารยผ์ ู้สอนการปฏิบตั ธิ รรม” และข้อ 3 ท่ีว่า “การ จัดหาหนังสือไหว้พระสวดมนต์เพื่อรักษาศีลฟังธรรมไว้เพียงพอ” ส่วนข้อท่ีมีค่าเฉล่ียต่าสุด คือ ข้อ 2 ที่ว่า “การเทศนาสั่งสอนแก่ประชาชนโดยทั่วไปให้ตั้งอยู่ในหลักคาสอนของพระพุทธศาสนาเป็น ประจา”

66 ตารางท่ี 4.12 แสดงค่าเฉล่ีย (  ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จงั หวัดขอนแกน่ ดา้ นการสาธารณปู การ ดา้ นการสาธารณูปการ ระดบั บทบาท  S.D. แปลผล 1. การควบคมุ ดูแดการกอ่ สรา้ งถาวรวตั ถุภายในวัดและท่ธี รณีสงฆ์ 4.22 0.75 มากที่สุด 2. การควบคุมดแู ลและปฏสิ ังขรณถ์ าวรวัตถภุ ายในวัด 4.34 0.71 มากท่ีสุด 3. การจดั ทาแผนพฒั นาวดั ให้สอดคล้องกบั แผนพฒั นา 4.30 0.67 มากทส่ี ดุ 4. การแตง่ ตง้ั คณะกรรมการวัดเพอื่ จดั การด้านสาธารณปู การ 4.27 0.73 มากทสี่ ดุ 5. การจัดระบบสาธารณูปโภคภายในวัด เช่น น้าประปา ไฟฟ้า ให้ 4.26 0.75 มากที่สุด มคี วามเรียบรอ้ ยและใชง้ านได้ 6. การบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามกฎหมาย 4.35 0.74 มากที่สุด 4.29 0.60 มากทีส่ ุด และพระธรรมวนิ ยั รวม จากตารางท่ี 4.12 พบวา่ บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบ ประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านสาธารณูปการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเม่ือ พิจารณาเป็นรายข้ออยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ ข้อ 6 ท่ีว่า “การบริหาร จัดการศาสนสมบตั ิของวัดให้เปน็ ไปตามกฎหมาย และพระธรรมวินัย” รองลงมาคือ “การควบคุมดูแล และปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุภายในวัด” และข้อ 3 ที่ว่า “การจัดทาแผนพัฒนาวัดให้สอดคล้องกับแผน พัฒนา” ส่วนข้อท่ีมีค่าเฉล่ียต่าสุด คือ ข้อ 1 ที่ว่า “การควบคุมดูแดการก่อสร้างถาวรวัตถุภายในวัด และที่ธรณีสงฆ์”

67 ตารางที่ 4.13 แสดงค่าเฉล่ีย (  ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จงั หวดั ขอนแกน่ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ดา้ นการสาธารณสงเคราะห์ ระดบั บทบาท  S.D. แปลผล 1. จัดทาถนนภายในวัดให้สะดวกแกก่ ารสญั จรไปมา 4.19 0.76 มาก 2. การให้การสนับสนุนเงินทุนหรือแก่การดาเนินการสร้างถนน 4.23 0.86 มากทส่ี ุด ประปาหม่บู า้ น ชุมชน 3. การช่วยเหลือเกื้อกูลกิจการของชุมชนท่ีเป็นไปเพื่อสาธารณ 4.26 0.81 มากทสี่ ุด ประโยชน์ 4.35 0.71 มากท่ีสุด 4. การบรรเทาช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ เช่น อุกภัย อัคคีภัย 4.27 0.88 มากท่ีสุด ธรณพี บิ ัตภิ ยั เปน็ ต้น 4.35 0.79 มากทส่ี ดุ 5. การจัดต้ังสถานสงเคราะห์คนด้อยโอกาส คนชรา และเด็ก ที่ถูก 4.27 0.68 มากท่ีสดุ ทอดทิ้ง เปน็ ตน้ 6. การจัดหนว่ ยอบรมประชาชนประจาตาบลและจดั อบรมประชาชน รวม จากตารางที่ 4.13 พบวา่ บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบ ประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการสาธารณสงเคราะห์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ที่สุด เม่ือพิจารณาเป็นรายข้ออยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ โดยข้อท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ ข้อ 4 ที่ว่า “การบรรเทาช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ เช่น อุกภัย อัคคีภัย ธรณีพิบัติภัย เป็นต้น” กับข้อ 6 ท่ีว่า “การจัดหน่วยอบรมประชาชนประจาตาบลและจัดอบรมประชาชน” รองลงมาคือ ข้อ 5 ท่ีว่า “การจัดต้ังสถานสงเคราะห์คนด้อยโอกาส คนชรา และเด็ก ท่ีถูกทอดท้ิง เป็นต้น” และข้อ 3 ท่ีว่า “การช่วยเหลือเกื้อกูลกิจการของชุมชนท่ีเป็นไปเพ่ือสาธารณประโยชน์” ส่วนข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยต่าสุดคือ ข้อ 1 ที่วา่ “จัดทาถนนภายในวัดใหส้ ะดวกแก่การสัญจรไปมา”

68 ตอนที่ 3 การวิเคราะห์เปรียบเทียบบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหาร จัดการสงฆต์ ามระบอบประชาธปิ ไตย อาเภอชุมแพ จังหวดั ขอนแกน่ ผูว้ ิจัยไดต้ ้ังสมมตฐิ านของการวิจัยไว้ว่า พระสังฆาธิการท่ีมี อายุ พรรษา วุฒิการศึกษาสาย สามัญ วุฒิการศึกษาทางธรรม วุฒิการศึกษาทางเปรียญธรรม และตาแหน่งพระสังฆาธิการแตกต่าง กัน มีบทบาทในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่นแตก ต่างกัน แสดงตามตารางท่ี 4.14-4.123 สมมติฐานที่ 1 พระสังฆาธิการท่ีมี อายุแตกต่างกัน มีบทบาทในการบริหารจัดการสงฆ์ ตามระบอบประชาธปิ ไตย อาเภอชมุ แพ จงั หวัดขอนแกน่ แตกต่างกนั ตารางท่ี 4.14 แสดงค่าเฉลี่ย (  ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแกน่ โดยรวม จาแนกตามอายุ 20 - 30 ปี อายุ n  S.D. แปลผล 31 - 40 ปี รวม 85 4.33 0.49 มากทส่ี ุด 41 - 50 ปี 8 4.39 0.34 มากท่สี ุด 51 - 60 ปี 11 4.47 0.63 มากทส่ี ุด 9 4.59 0.33 มากทีส่ ุด 113 4.37 0.49 มากท่ีสดุ จากตารางที่ 4.14 พบว่า พระสังฆาธิการท่ีมีอายุแตกต่างกัน มีบทบาทในการบริหารจัด การสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เม่ือ พิจารณาเป็นชว่ งอายทุ ่ีมคี ่าเฉลีย่ สงู สดุ คือ อายุ 51-60 ปี รองลงมาคือ 41-50 ปี และ 31-40 ปี และ ช่วงอายุท่ีมีค่าเฉล่ียต่าสุด คือ อายุ 20-30 ปี เมื่อนามาเปรียบเทียบรายด้าน ผลการวิเคราะห์แสดง ตามตารางที่ 4.15

69 ตารางที่ 4.15 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหาร จดั การสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยรวม ท่ีมี อายุตา่ งกัน แหลง่ ความแปรปรวน SS df MS F Sig ระหวา่ งกลุม่ 0.657 3 0.219 0.91 0.43 ภายในกลุม่ 26.192 109 0.240 26.849 112 รวม จากตารางที่ 4.15 พบวา่ พระสังฆาธิการท่ีมีอายุแตกต่างกัน มีบทบาทในการบริหารจัดการ สงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยรวม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิติ

70 ตารางท่ี 4.16 แสดงค่าเฉล่ีย (  ) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จงั หวดั ขอนแกน่ ดา้ นการปกครอง จาแนกตามอายุ 20 - 30 ปี อายุ n  S.D. แปลผล 31 - 40 ปี รวม 85 4.45 0.41 มากที่สุด 41 - 50 ปี 8 4.61 0.35 มากทส่ี ดุ 51 - 60 ปี 11 4.58 0.43 มากทส่ี ดุ 9 4.68 0.19 มากท่สี ุด 113 4.50 0.40 มากทส่ี ดุ จากตารางที่ 4.16 พบว่า พระสังฆาธิการที่มีอายุแตกต่างกัน มีบทบาทในการบริหารจัดการ สงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการปกครอง อยู่ในระดับมากท่ีสุด เมื่อพิจารณาเป็นช่วงอายุที่มีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ อายุ 51-60 ปี รองลงมาคือ 31-40 ปี และ 41-50 ปี และช่วงอายุที่มีค่าเฉลี่ยต่าสุด คือ อายุ 20-30 ปี เมื่อนามาเปรียบเทียบรายด้านผลการวิเคราะห์แสดง ตามตารางที่ 4.17 ตารางที่ 4.17 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหาร จัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการ ปกครอง ท่มี อี ายตุ ่างกนั แหลง่ ความแปรปรวน SS df MS F Sig ระหวา่ งกลุม่ 0.649 3 0.216 1.37 0.25 ภายในกลุม่ 17.149 109 0.157 17.799 112 รวม จากตารางที่ 4.17 พบว่า พระสังฆาธิการที่มีอายุแตกต่างกัน มีบทบาทในการบริหารจัด การสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการปกครอง ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ

71 ตารางท่ี 4.18 แสดงค่าเฉล่ีย (  ) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จงั หวดั ขอนแกน่ ด้านการศาสนศกึ ษา จาแนกตามอายุ 20 - 30 ปี อายุ n  S.D. แปลผล 31 - 40 ปี รวม 85 4.39 0.53 มากท่ีสดุ 41 - 50 ปี 8 4.52 0.40 มากท่ีสุด 51 - 60 ปี 11 4.48 0.62 มากทส่ี ดุ 9 4.59 0.25 มากท่สี ดุ 113 4.42 0.52 มากท่สี ดุ จากตารางที่ 4.18 พบวา่ พระสังฆาธิการที่มีอายุแตกต่างกัน มีบทบาทในการบริหารจัดการ สงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการศาสนศึกษา อยู่ในระดับมาก ทส่ี ุด เม่อื พจิ ารณาเปน็ ชว่ งอายุท่มี ีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ อายุ 51-60 ปี รองลงมาคือ 31-40 ปี และ 41-50 ปี และช่วงอายุท่ีมีค่าเฉลี่ยต่าสุด คือ อายุ 20-30 ปี เม่ือนามาเปรียบเทียบรายด้าน ผลการวิเคราะห์ แสดงตามตารางที่ 4.19 ตารางท่ี 4.19 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหาร จัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการ ศาสนศกึ ษา ท่มี อี ายตุ า่ งกัน แหลง่ ความแปรปรวน SS df MS F Sig ระหว่างกลุ่ม 0.469 3 0.156 0.57 0.63 ภายในกล่มุ 29.420 109 0.270 29.888 112 รวม จากตารางท่ี 4.19 พบว่า พระสังฆาธิการท่ีมีอายุแตกต่างกัน มีบทบาทในการบริหารจัด การสงฆ์ตามระบอบประชาธปิ ไตย อาเภอชมุ แพ จังหวดั ขอนแก่น ดา้ นการศาสนศึกษา ไม่แตกต่างกัน อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติ

72 ตารางที่ 4.20 แสดงค่าเฉลี่ย (  ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จงั หวดั ขอนแก่น ด้านการศึกษาสงเคราะห์ จาแนกตามอายุ 20 - 30 ปี อายุ n  S.D. แปลผล 31 - 40 ปี รวม 85 4.23 0.58 มากท่ีสดุ 41 - 50 ปี 8 4.21 0.71 มากที่สดุ 51 - 60 ปี 11 4.32 1.13 มากทส่ี ดุ 9 4.56 0.50 มากทส่ี ุด 113 4.26 0.65 มากทส่ี ดุ จากตารางท่ี 4.20 พบว่า พระสังฆาธิการที่มีอายุแตกต่างกัน มีบทบาทในการบริหารจัดการ สงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวดั ขอนแก่น ด้านการศึกษาสงเคราะห์อยู่ในระดับมาก ทส่ี ุด เมื่อพิจารณาเปน็ ช่วงอายุท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ อายุ 51-60 ปี รองลงมาคือ 41-50 ปี และ 20-30 ปี และช่วงอายุท่ีมีค่าเฉล่ียต่าสุด คือ อายุ 31-40 ปี เม่ือนามาเปรียบเทียบรายด้าน ผลการวิเคราะห์ แสดงตามตารางท่ี 4.21 ตารางท่ี 4.21 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหาร จัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการ ศึกษาสงเคราะห์ ท่ีมอี ายตุ ่างกัน แหลง่ ความแปรปรวน SS df MS F Sig ระหวา่ งกลุ่ม 0.924 3 0.308 0.71 0.54 ภายในกลุ่ม 46.677 109 0.428 47.600 112 รวม จากตารางที่ 4.21 พบว่า พระสังฆาธิการที่มีอายุแตกต่างกัน มีบทบาทในการบริหารจัด การสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ไม่แตก ตา่ งกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ

73 ตารางท่ี 4.22 แสดงค่าเฉล่ีย (  ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จงั หวดั ขอนแกน่ ดา้ นการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา จาแนกตามอายุ 20 - 30 ปี อายุ n  S.D. แปลผล 31 - 40 ปี รวม 85 4.47 0.51 มากท่สี ดุ 41 - 50 ปี 8 4.42 0.35 มากทสี่ ดุ 51 - 60 ปี 11 4.44 0.63 มากทส่ี ุด 9 4.56 0.43 มากทสี่ ดุ 113 4.47 0.50 มากที่สุด จากตารางท่ี 4.22 พบว่า พระสังฆาธิการท่ีมีอายุแตกต่างกัน มีบทบาทในการบริหารจัด การสงฆต์ ามระบอบประชาธปิ ไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อยู่ ในระดับมากท่ีสุด เมื่อพิจารณาเป็นช่วงอายุท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ อายุ 51-60 ปี รองลงมาคือ 20-30 ปี และ 41-50 ปี และชว่ งอายทุ ่ีมีค่าเฉล่ยี ตา่ สดุ คือ อายุ 31-40 ปี เมือ่ นามาเปรียบเทียบรายด้าน ผล การวเิ คราะหแ์ สดงตามตารางที่ 4.23 ตารางที่ 4.23 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหาร จัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการเผย แผพ่ ระพุทธศาสนา ท่ีมอี ายตุ า่ งกนั แหล่งความแปรปรวน SS df MS F Sig ระหว่างกล่มุ 0.099 3 0.033 0.12 0.94 ภายในกลุ่ม 28.007 109 0.257 28.106 112 รวม จากตารางท่ี 4.23 พบว่า พระสังฆาธิการที่มีอายุแตกต่างกัน มีบทบาทในการบริหารจัด การสงฆต์ ามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชมุ แพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไม่ แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติ

74 ตารางท่ี 4.24 แสดงค่าเฉลี่ย (  ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับบทบาทของพระ สังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จงั หวัดขอนแกน่ ด้านการสาธารณูปการ จาแนกตามอายุ 20 - 30 ปี อายุ n  S.D. แปลผล 31 - 40 ปี รวม 85 4.19 0.62 มากที่สดุ 41 - 50 ปี 8 4.46 0.39 มากทสี่ ุด 51 - 60 ปี 11 4.58 0.52 มากที่สดุ 9 4.74 0.19 มากท่ีสดุ 113 4.29 0.60 มากทส่ี ุด จากตารางที่ 4.24 พบว่า พระสังฆาธิการท่ีมีอายุแตกต่างกัน มีบทบาทในการบริหารจัด การสงฆต์ ามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชมุ แพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการสาธารณูปการ อยู่ในระดับ มากท่ีสุด เม่ือพิจารณาเป็นช่วงอายุท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ อายุ 51-60 ปี รองลงมาคือ 41-50 ปี และ 31-40 ปี และช่วงอายุท่ีมีค่าเฉลี่ยต่าสุด คือ อายุ 20-30 ปี เมื่อนามาเปรียบเทียบรายด้านผลการ วิเคราะหแ์ สดงตามตารางท่ี 4.25 ตารางท่ี 4.25 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหาร จัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการ สาธารณปู การ ทม่ี อี ายตุ า่ งกัน แหลง่ ความแปรปรวน SS df MS F Sig ระหว่างกลุ่ม 3.800 3 1.267 3.83 0.01* ภายในกลุ่ม 35.965 109 0.330 39.765 112 รวม * แตกตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติที่ .05 จากตารางที่ 4.25 พบว่า พระสังฆาธิการท่ีมีอายุแตกต่างกัน มีบทบาทในการบริหารจัด การสงฆ์ตามระบอบประชาธปิ ไตย อาเภอชมุ แพ จังหวดั ขอนแก่น ด้านการสาธารณูปการ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เม่ือเปรียบเทียบค่าเฉล่ียรายคู่ตามวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ของ Fisher ผลปรากฏตารางที่ 4.26

75 ตารางท่ี 4.26 แสดงผลการเปรียบเทียบบทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารจัดการสงฆ์ ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้านการสาธารณูปการ จาแนกตามอายุ เป็นรายคู่ตามวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ของ Fisher อายุ  20 - 30 ปี 31 - 40 ปี 41 - 50 ปี 51 - 60 ปี 20 - 30 ปี 31 - 40 ปี 4.19 - 0.27* 0.39* 0.55* 41 - 50 ปี 51 - 60 ปี 4.46 - 0.12 0.28* 4.58 - 0.16 4.74 - * แตกตา่ งกันอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ี่ .05 จากตารางท่ี 4.26 พบว่า ระดับบทบาทในการบริหารจัดการสงฆ์ตามระบอบประชาธิปไตย อาเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ของพระสังฆาธิการ ด้านการสาธารณูปการ จาแนกตามอายุเปรียบ เทียบรายคู่ พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 จานวน 4 คู่ ได้แก่ อายุ 20-30 ปี กับอายุ 31-40 ปี อายุ 20-30 ปี กับอายุ 41-50 ปี อายุ 20-30 ปี กับอายุ 51-60 ปี และ อายุ 31-40 ปี กับอายุ 51-60 ปี