Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ประกอบการเรียน สังคมศึกษา ม.4

ประกอบการเรียน สังคมศึกษา ม.4

Published by dutasit2525, 2020-05-18 02:51:21

Description: พระพุทธศาสนา

Search

Read the Text Version

สรปุ : กอ่ นการตรสั รขู้ องพระพทุ ธเจา้ เจ้าชายสทิ ธัตถะ ประสูติ พระเจ้าสุทโธทนะ อภเิ ษกสมรสกบั พระ กับพระนางสิริมหา นางยโสธราพมิ พา มายา ราหุล เป็ นพระโอรส ทรงเบ่อื หน่าย ออกไปนอก เทวดานิมิตรเป็ น ตัดสินใจหนี วัง ออกผนวช เทวทตู ทงั้ 4 เจบ็ แก่ ตาย นักบวช บาเพญ็ ทุกรกริ ิยา ไม่สาเร็จ หาวธิ ีใหม่ อริยสจั 4 หรือ สาเร็จ ตรสั รู้ ความจริง อนั ประเสริฐ

การตรสั รกู้ บั การคน้ หาความจรงิ ทรงพบว่า • การเวียนวา่ ยตายเกิดมีจรงิ • คนตายแลว้ ถา้ มีกิเลส เช่น รกั โลภ โกรธ หลง ยงั ตอ้ งเวียนว่ายตายเกิด ต่อไป แต่ถา้ ตดั /หมดกิเลส ไมม่ ีการเวียนว่ายตายเกิดอีก ถา้ ไดเ้ กิดอีก จะอยใู่ นตระกลู ท่ีดี หรือ อยใู่ นภพภมู ิท่ีดี • การเวียนว่ายตายเกิดข้ึนอยกู่ บั การกระทา เชน่ ทาดีไดด้ ี ทาชวั่ ไดร้ บั กรรมที่ทาไว้ • ภพภมู ิต่าง ๆ มีจริง เชน่ นรก สวรรค์ • การบาเพ็ญเพียรหรอื ฝึ กอบรมจิตใจ สามารถตดั กิเลสลงได้

พระพทุ ธเจา้ ในฐานะเป็ นมนษุ ยผ์ ฝู้ ึ กตนไดอ้ ยา่ งสงู สดุ ผลจากการที่พระองคไ์ ดร้ บั จากการฝึ กตนจนตรสั รู้พระองคไ์ ดร้ บั การยกยอ่ งวา่ • เป็ นพระบรมศาสดา • เป็ นผ้ทู ่ปี ระสบผลสาเร็จทกุ ด้าน • เป็ นแบบอย่างให้มีผู้เจริญรอยตาม • ทรงได้รับการสรรเสริญ ยอมรับ นับถอื และเป็ นบุคคลท่นี ่าเช่อื ถอื

ทาไม ? ...... พระองคจ์ ึงประสบความสาเรจ็ ...... ทรงฝึ กพระองคอ์ ยา่ งไร 1. ทรงบาเพญ็ บารมีมาหลายภพชาตอิ ย่างต่อเน่ือง 2. ทรงมีจติ ใจแน่วแน่ มุ่งม่นั ม่นั คง ไม่ท้อถอย ท่จี ะฝึ กปฏบิ ตั ิ 3. ทรงแสวงหา ค้นหา ศึกษาหาความรู้จากหลายแหล่งข้อมลู หลายสานัก หลายอาจารย์ 4. ไม่เบ่อื หน่ายต่อการปฏบิ ตั ิ ทาความดี เพ่ือให้ปณิธานท่ที รงตงั้ ไว้สาเร็จ และเกดิ ประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ

พระองคท์ รงคน้ พบความจรงิ ที่ทาให้ ตนเองหลดุ พน้ และทาสาเรจ็ เก่ยี วกบั การปฏิบตั ิทางสายกลาง การดบั ทกุ ข์ ตามหลกั ธรรมอรยิ สจั 4 และทรง ปฏิญญาณพระองค์ เป็ น พระพทุ ธเจา้ ในวนั เพ็ญข้ึน 15 ค่า เดือน 6 หรอื การ ตรสั รู้ (รจู้ รงิ ปฏิบตั ิจรงิ ดว้ ยตนเอง)

การกอ่ ตง้ั พระพทุ ธศาสนา หลกั การ การเปรยี บเทียบสตั วโ์ ลก สาคญั ใน การกอ่ ตง้ั การแสดงธรรมสง่ั สอนสตั ว์ ศาสนา โลก การกอ่ ตงั้ ศาสนาอยา่ งเป็ น ทางการ

การเปรยี บเทียบสตั วโ์ ลก ทรงพิจารณาเห็นหลกั ธรรมท่ีท่านไดต้ รสั รู้ นน้ั มีความลกึ ซ้ึง เขา้ ใจยาก การที่มนษุ ยท์ กุ คน จะเขา้ ใจในธรรมะของท่านจึงเป็ นเรอื่ งยาก เพราะมนษุ ยท์ กุ คนมีความแตกต่างกนั ทกุ ดา้ น บางคนฉลาด บางคนโง่เขลา ฯลฯ

บวั สี่เหลา่ : การสง่ั สอนคน 4 ประเภท จาพวกที่ 1 บวั พน้ น้า 1 จาพวกท่ี 2 บวั เสมอน้า 2 จาพวกท่ี 3 บวั ใตน้ ้า 3 4 จาพวกที่ 4 บวั ใต้ โคลมตม

พระองคจ์ ึงทรงเปรยี บมนษุ ยเ์ หมือนบวั 4 เหลา่ พวกท่ี 1 พวกบวั พน้ น้า หรอื อคุ ฆฏิตญั ญู จาพวกที่ 1 ฉลาดมาก เพียงแต่ไดฟ้ ังหวั ขอ้ ธรรมที่ยกข้ึน กเ็ ขา้ ใจทนั ที จาพวกที่หนึ่ง เหมือนดอกบวั เปี่ ยมน้า พอ ไดร้ บั แสงอาทิตยก์ เ็ บิกบาน ไดแ้ กค่ นเขา้ ใจง่าย พดู นิด เดียวก็เขา้ ใจสว่างไสว

จาพวกที่ 2 บวั เสมอน้า หรอื วิปจิตญั ญู จาพวกที่ 2 ฉลาดพอควร ต่อเมื่อฟัง คาอธิบายอีกชนั้ หน่ึงจึงจะเขา้ ใจ จาพวก ท่ีสอง เหมือนดอกบวั ใตน้ ้า ท่ีจะโผลพ่ น้ น้า ไดแ้ กค่ นที่จะจงู พรา่ สอนกนั หลาย เท่ียวหลายครง้ั

จาพวกที่ 3 บวั ใตน้ ้า หรอื เนยยะ จาพวกที่ 3 ฉลาดปานกลาง ที่เรยี กว่า เวไนย สตั ว์ ตอ้ งใชเ้ วลาอบรมบ่มสติปัญญาพอควร จึง จะเขา้ ใจ จาพวกท่ีสาม เหมือนดอกบวั ท่ีอยใู่ ตน้ ้า ลึกลงไปหนอ่ ย ซ่ึงจะแกก่ ลา้ ข้ึนมาบานในวนั ต่อ ๆ ไป ไดแ้ กค่ นที่ไดร้ บั ฟัง หลายครง้ั หลาย หนแลว้ กย็ งั จะตอ้ งอาศยั เพ่ือนฝูงที่ดีคอย กระตนุ้ เตือน

จาพวกที่ 4 บวั ใตโ้ คลนตม หรอื ปทปรมะ จาพวกที่ 4 เรยี กวา่ \"ปทปรมะ\" ตรงกบั ภาษาไทยว่า \"โง่ ทึบ\" ตรงกบั คาภาษาองั กฤษว่า \" Idiot \" เป็ นคนที่ โปรดไมไ่ ด้ เรยี กอีกสานวนหนึ่งว่า ผทู้ ่ีพระพทุ ธเจา้ ทรง ทอดท้ิง จาพวกที่สี่ เหมือนดอกบวั ที่อยใู่ ตน้ ้าลึกลงไป มากถึงขนาดไมอ่ าจข้ึนมาบานได้ เพราะตกเป็ นเหยอ่ื ของปลาและเต่าเสยี กอ่ น ไดแ้ กค่ นท่ีสอนเท่าไรก็ไมร่ ู้ เรอื่ ง พยายามจะโตแ้ ยง้ จะเถียงจะรน้ั จะดนั ทรุ งั ไป



การแสดงธรรมสตั วส์ อนสตั วโ์ ลก เพราะ  บคุ คล มีสติปัญญาต่างกนั จึงทรงตง้ั ใจที่สงั่ สอนสตั วโ์ ลก

บคุ คลกลม่ ุ แรกที่พระพทุ ธเจา้ ทรงตง้ั ใจท่ีจะ แสดงธรรมสง่ั สอน อญั ญาโกณฑญั ญะ ปัญจวคั คียท์ ง้ั 5 วปั ปะ ภทั ทิยะ มหานามะ ธรรมเทศนากณั ฑแ์ รกท่ีทรง อสั สชิ แสดงคือ “ธรรมจกั กปั ปวตั นสตู ร” ท่ีป่ าอิสปิ ตนมฤคายทายวนั เมืองพาราณสี

ผลของการแสดงธรรมทาใหเ้ กิด 1 ใน 5 คือ พระอญั ญาโกณฑญั ญะ มีความ เขา้ ใจพระพทุ ธศาสนาอยา่ งลกึ ซ้ึงไดด้ วงตา เห็นธรรม จึงเป็ นพระอรยิ สงฆ์ องคแ์ รกใน พระพทุ ธศาสนา เกดิ พระรตั นตรยั ข้ึนใน ตรงกบั วนั สาคญั ทาง โลก คือ พระพทุ ธ พระ ศาสนา คือ วนั ธรรม พระสงฆ์ อาสาฬหบชู า คือ วนั เพ็ญ ข้ึน 15 คา่ เดือน 8

หลกั ธรรมท่ีเน่ืองมาจากปฐมเทศนา 1. ทางสายกลาง หรอื มรรคมีองค์ 8 สมั มาสมาธิ สมั มาทิฏฐิ สัมมากมั มนั ตะ ตง้ั จิตชอบ ความ เห็นชอบ การกระทา ชอบ สมั มาสติ มรรค8 สมั มาวาจา ระลึกชอบ เจรจาชอบ สมั มาวายามะ สมั มาสงั กปั ปะ พยายามชอบ ความดาริ ชอบ สมั มาอาชวี ะ การเล้ียงชพี ชอบ

2. อรยิ สจั 4 ทกุ ข์ อรยิ สจั มรรค 4 สมทุ ยั นิโรธ

วิธีสอนและการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาตามแนวพทุ ธจรยิ า พทุ ธจรยิ า คือ พระจรยิ าวตั รของพระพทุ ธเจา้ หมายถึงการบาเพ็ญประโยชนข์ องพระพทุ ธเจา้ ๓ ประการ คือ โลกตั ถจรยิ า การบาเพ็ญประโยชนแ์ กโ่ ลก ญาตตั ถจรยิ า การบาเพ็ญประโยชนแ์ กพ่ ระญาติ และ พทุ ธตั ถจรยิ า การบาเพ็ญประโยชนใ์ นฐานะเป็ น พระพทุ ธเจา้

วิธีสอนของพระพทุ ธเจา้ หรอื พทุ ธลลี าในการสอน 4 2 จ 1 ร 1ป จ ท่ี 1 แจ่มแจง้ ทรงอธิบายใหเ้ ห็น ชดั เจน เหมือนกบั จงู มือไปดใู ห้ เห็นกบั ตา จ ที่ 2 จงู ใจ ทรงช้ีแจงใหซ้ าบซ้ึง ตระหนกั ถึงคณุ คา่ จนสามารถ นาไปปฏิบตั ิดว้ ยตนเอง

ร ที่ 3 เรา้ ใหก้ ลา้ ทรงชกั ชวนใหเ้ ห็นดว้ ย คลอ้ ยตามจนเกิดความมมุ านะ อาจ หาญ มน่ั ใจ พรอ้ มที่จะนาไปปฏิบตั ิ พิสจู น์ ทดลองดว้ ยตนเอง ป ที่ 4 ปลกุ ใหร้ า่ เรงิ สนกุ สนาน ทรงแนะนา และโนม้ นา้ ว หากปฏิบตั ิตนตามที่ พระองคท์ รงสอนจะทาใหเ้ กิด ประโยชนต์ ่อตนเองและสว่ นรวม

ในการประกาศพระศาสนาครงั้ แรก พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงปฐมเทศนาชื่อธมั มจกั กปั ปวตั นสตู รแก่ พระปัญจวคั คีย์ การแสดงครง้ั นนั้ ถือว่าเป็ นการ หมนุ ธรรมจกั รเป็ นครง้ั แรก กงลอ้ แห่งพระธรรม หมนุ ไปทวั่ โลก ดว้ ยผลงานดา้ นการเผยแผ่ พระพทุ ธศาสนาของพระธรรมทตู สายต่าง ๆ รน่ ุ แลว้ รน่ ุ เลา่ ที่นาพระพทุ ธศาสนาไปรง่ ุ เรอื งนอก ประเทศอินเดีย (พระเทพโสภณ. 2544 : 77)

ดงั นนั้ การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาจึงเป็ นหนา้ ท่ีหลกั ของ พทุ ธบรษิ ทั และถือว่าเป็ นการธารงรกั ษา พระพทุ ธศาสนาและจดุ ประสงคห์ ลกั ของการเผยแผ่ พระพทุ ธศาสนาจากการประชมุ สดุ ยอดผนู้ าชาวพทุ ธ ทกุ ครงั้ มงุ่ เนน้ การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเพื่อ สนั ติภาพของโลก นน่ั คือการสรา้ งความพยายาม รว่ มกนั ใหไ้ ดม้ าซ่ึงสนั ติภาพ พระพทุ ธศาสนาจึงเป็ น ศาสนาหลกั ในการท่ีชว่ ยกนั สรา้ งสนั ติภาพใหแ้ ก่ มนษุ ยชาติ ดงั นนั้ การธารงรกั ษาพระพทุ ธศาสนาจึง เป็ นสิง่ จาเป็ นอยา่ งยงิ่ ของมนษุ ยชาติ

การเผยแผศ่ าสนา วิธีการเผยแผ่  ทรงใหส้ าวกชว่ ยในการเผยแผ่ โดยเฉพาะทรงมีกาลงั สาคญั ทกุ ชน ชนั้ มาช่วยในวางรากฐานที่มน่ั คง  ทรงมีกศุ โลบายในการสอนและเผยแผ่ เชน่ ทรงเลอื กชนชนั้ ปกครอง เพราะชนชน้ั ปกครองจะเป็ นแบบอยา่ งท่ีดีต่อชนชน้ั อื่น เพราะถือว่า ชนชน้ั ปกครองเป็ นชนชนั้ ปกครอง มีลกั ษณะเป็ นผนู้ าที่ชนชน้ั ปกครอง ยอ่ มศรทั ธาและปฏบิ ตั ิตาม

วิธีการเผยแผ่ (ต่อ)  ไมท่ รงเลอื กชนชน้ั วรรณะท่ีเผยแผ่ ทกุ คนมี สิทธิ์ที่จะไดห้ ลกั ธรรมคาสอนของท่านอยา่ งเสมอ ภาคและเท่าเทียมกนั  ทรงเลือกชยั ภมู ิท่ีมีความเจรญิ และเป็ น ศนู ยก์ ลางของบคุ คลท่ีมีความสาคญั ในสงั คม และ สถานท่ีท่ีทรงสอนและเผยแผส่ าเรจ็ เป็ นที่แรกท่ี กรงุ ราชคฤห์ แควน้ มคธ (เป็ นท่ีรวมของ นกั ปราชญร์ าชบณั ฑิตมากมาย)

วิธีการเผยแผ่ (ต่อ)

หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 พทุ ธประวตั ิดา้ นการบรหิ ารและ การธารงรกั ษาศาสนา ตวั ช้ีวดั : วิเคราะหพ์ ทุ ธประวตั ิดา้ นการบรหิ าร และการธารงรกั ษาศาสนา หรอื วิเคราะหป์ ระวตั ิ ศาสดาท่ีตนนบั ถือตามท่ีกาหนด (ส 1.1 ม.4/3)

ผงั การเรยี นรู้ ดา้ น พทุ ธประวตั ิดา้ น ดา้ นการ การ การบรหิ ารและการ ธารง บรหิ าร ธารงรกั ษาศาสนา รกั ษา พระพทุ ธ ศาสนา

พทุ ธประวตั ิดา้ น การบริหาร

พระโมคคลั านะ รปู แบบการปกครองคณะ สาวกเบ้ืองขวา สงฆข์ องพระพทุ ธเจา้ แบบ ธรรมาธิปไตย พระสารบี ตุ ร สาวกเบ้ืองซา้ ย



ความหมายของคาว่า ธรรมาธิปไตย มาจากศพั ทว์ ่า ธรรม + อธิปไตย คาว่า ธรรมาธิปไตย หมายความว่า มีธรรมเป็ น ใหญ่ หรอื จะหมายความว่าการถือธรรมเป็ นใหญ่ เป็ น หลกั ในการบรหิ ารจดั การ ความหมายในที่น้ี คือ แนวคิดใชธ้ รรมะเป็ น สาคญั ไมว่ ่าจะเป็ นระบอบ หรอื ตวั ผบู้ รหิ าร จาเป็ นตอ้ งมีธรรมนาการบรหิ ารจดั การ ทงั้ ส้นิ

หรอื หมายถึง การถือธรรมเป็ นใหญ่, การทางานโดยมีเจตนาท่ีจะยดึ ทางท่ีถกู ท่ีดีเป็ นเกณฑ์ มิไดเ้ ห็นแกต่ วั เองว่าจะ เสียประโยชนห์ รอื ไม่ มิไดห้ ว่ งใยว่าคน อื่นจะติหรอื ชม

การปกครองคณะสงฆส์ มยั พทุ ธกาล เป็ น การปกครองภายในศาสนจกั รเองทางรฐั ไมเ่ ขา้ มาเก่ียวแต่ก็เขา้ มาช่วยอปุ ถมั ภ์ พระพทุ ธศาสนาและทางศาสนาก็ไมเ่ ขา้ ไป เก่ยี วขอ้ งกบั กิจการบา้ นเมือง ไมแ่ สดง ธรรมขดั แยง้ กบั ทางการเมือง และไม่ ปฏบิ ตั ิใหผ้ ิดพระราชกาหนดกฎหมายของ บา้ นเมือง

พระสารบี ตุ ร นิติบญั ญตั ิ พระโมคคลั ลานะ สาวกเบ้ืองขวา สาวกเบ้ืองซา้ ย บรหิ าร ตลุ าการ บริหาร ปกครองภิกษสุ งฆใ์ หป้ ฏบิ ตั ิอยู่ การวินิจฉยั อธิกรณ์ พระภิกษสุ งฆ์ ในพระธรรมวินยั ท่ีประพฤติปฏิบตั ิผิดจากพระธรรม วินยั ท่ีทรงบญั ญตั ิไว้

ลกั ษณะของการปกครองคณะสงฆข์ องพระพทุ ธเจา้ พระพทุ ธองคท์ รงบญั ญตั ิวินยั นิติบญั ญตั ิ หมายถึง พระธรรมวินยั จึงถือ เป็ นธรรมนญู สงู สดุ ในพระพทุ ธศาสนาที่ใชใ้ น การปกครองพทุ ธบรษิ ทั ใหป้ ระพฤติปฏบิ ตั ิอยู่ ในกรอบของพระธรรมวินยั และทรงเป็ นสงั ฆ- บิดรและสงั ฆปรนิ ายก

พระสารบี ตุ ร เป็ น พระโมคคลั ลานะ เป็ น พระอคั รสาวกเบ้ือง อคั รสาวกเบ้ืองซา้ ย ขวารบั ผดิ ชอบงาน รบั ผิดชอบงานดา้ นวินยั ดา้ นวิชาการ และดา้ นโยธาธิการ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook