วิจยั ในชน้ั เรยี น เร่อื ง การอานตัวโนต ดนตรสี ากลเบ้ืองตน นกั เรยี นระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปที่ 3 ภาคเรยี นท่ี 2 ปก ารศึกษา 2563 นายลปิ ปกร เหมอื งคํา กลมุ สาระการเรยี นรูศิลปะ สาระดนตรี โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31 อําเภอแมแ จม จังหวดั เชียงใหม
กิตตกิ รรมประกาศ การทําวจิ ัยในช้ันเรียนฉบับนส้ี ําเรจ็ ลงได เพราะไดรับความรวมมือจากคณะครใู นกลมุ สาระการ เรยี นรศู ลิ ปะ ท่ีไดใหคําแนะนาํ ตา ง ๆ ขอขอบพระคุณเปน อยา งยงิ่ ขอขอบพระคณุ ผูบริหาร คุณครทู านอน่ื ที่สนบั สนุนและใหกําลังใจในการดําเนินการวจิ ัย และ ขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปท ่ี 3 โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31 ท่ใี หค วามรว มมอื ในการทดลอง การเก็บขอ มลู เปน อยางดี นายลปิ ปกร เหมอื งคํา 18 มกราคม 2563
คาํ นํา การอา นโนตเปนทกั ษะดานหนึง่ ที่สําคัญมากในวิชาดนตรี เพ่ือพัฒนาผเู รียนใหม ีความรแู ละ ทกั ษะพ้นื ฐานในการนาํ ไปใชในการปฏบิ ัติ เครื่องดนตรี และศึกษาประวตั คิ วามเปน มาและสรางความ ซาบซึง้ ในบทเพลงตา ง และใชใ นชวี ิตประจําวันไดอยา งถกู ตองเหมาะสมตามหลกั เกณฑ และเพื่อนําไปสู ความเขาใจในทกั ษะการฟง การปฏบิ ัตเิ คร่ืองดนตรี เชน Keyboard Guitar ผูเขยี นไดศกึ ษาและนาํ เสนอวธิ ีการฝก ทักษะการอานโนต สากลท่พี ัฒนาขึน้ ของนักเรยี นใหไดอยา งมี ประสิทธภิ าพนาํ ไปสจู ุดมุงหมายที่ตอ งการและนําไปใชในศกึ ษาดนตรีตอ ไป นายลปิ ปกร เหมืองคํา 18 มกราคม 2563
สารบัญ เรอื่ ง หนา ความเปนมาและความสาํ คัญของปญหา 5 แนวคดิ ทฤษฎีและงานวจิ ัย 7 วธิ ีดาํ เนนิ การวจิ ยั 10 ผลการวเิ คราะหขอมูล 12 สรปุ อภปิ รายและขอเสนอแนะ 15
บทที่ 1 บทนํา ความเปนมาและความสําคญั ของปญหา การอา นเปนขบวนการท่มี ีความสาํ คญั ตอมนษุ ยไ มนอ ยกวา ขบวนการทกั ษะดา นอนื่ ของมนษุ ย Francis Bacon ไดก ลา วไวเมอ่ื 360 กวาปทแี่ ลว วา “ การอานทําใหม นษุ ยส มบูรณ การประชมุ ทาํ ใหม นุษย พรอมและการเขยี นทาํ ใหเ ปน มนุษยท ี่แทจ ริง ” ความคิดเห็นเก่ียวกบั นยิ ามของการอานนนั้ แตกตางกนั ไป บางกลุม จะเนนใหความสําคญั ในเร่ืองของการถอดรหัส (Code Cracking) บางกลุม จะใหความสําคัญในเร่ือง ของความหมาย(Meaning) เปน การยากในการใหค าํ นยิ ามการอานใหค รอบคลุมทุก ๆ ดาน การอา นมหี ลาย แบบ การอานกระทาํ โดยมีวัตถปุ ระสงคหลาย ๆ ประการ ทั้งยังตอ งการความรู ความสามารถ พื้นฐาน หลายอยา งประกอบกันเพอื่ การ อาน Gibson และ Levin (1975 อางโดย Downing และ Leong , 1982) ไดใ หค ํานิยามของการอานวา การอานเปน การแยกความหมายออกจากเนื้อหา (Text) โดยคําวา “เน้ือหา” มคี วามหมายรวมตัง้ แต สิง่ พิมพ รูปภาพกราฟ แผนภูมิ และวัสดอุ ปุ กรณเพื่อการอานอน่ื ๆ การใหค วามหมายของการอา นขึน้ อยูก บั การใหความสาํ คัญ หรือความเชื่อ มมุ มอง รวมถึงวัตถุประสงคข องการศึกษาการอานก็มผี ลในการใหคํา นยิ ามของการอานดว ย และยังใหค วามสําคัญกบั การอานในเรือ่ งการเขา ใจความหมายโดยสมบรู ณ ไมใชการ อา นแบบผาน ๆ หรอื อา นเรว็ ๆ การอานเปน การทาํ งานรว มกันของประสาทรับรูทางสายตาและขบวนการการจดั การขอมลู (InformationProcessing System) ในสมอง โดยเร่ิมดว ยสญั ญาณภาพผานไปทตี่ าแลวเกิดการบนั ทกึ การ รับรู (Sensory Store) จากน้ันกไ็ ปเก็บอยใู นความจําระยะส้นั (Short Term Memory) และความจาํ ระยะยาว (Long Term Memory) (Benjamin และคณะ, 1994) การอานในลกั ษณะของการสะกดคํา (Phonic) จะเปนการทาํ งานของสมองซกี ซา ย ซึ่งจะเปน การทาํ งานในลักษณะของการวิเคราะหแ บบ อนกุ รม (Serial) สว นการอา นแบบอานรูปคาํ (Whole Word) จะเปน การทํางานของสมองซกี ขวา ซึ่งจะมี การทํางานแบบขนาน (Parallel) คอื มีลกั ษณะแบบโดยรวม (Holistic) (Rayner และ Pollatsek, 1989) จะเห็นไดว า การอานถอื เปน สง่ิ สําคญั อนั ดบั แรกของการสอนภาษา ถา ผูเรยี นมีความพรอ มหรอื วุฒภิ าวะถึง ข้นั หรอื ถึงระดบั ทส่ี มควรแลว การเรียนการอานกจ็ ะประสบความสาํ เรจ็ ไดไ มย ากนัก และถามกี ารพัฒนา องคประกอบความพรอมในการอา นใหสูงขึน้ เดก็ สามารถเรยี นท่ีจะอานไดไมว าจะใช
วิธกี ารสอน หรอื กจิ กรรมอะไรกต็ ามมาชว ยสอน ดงั นีน้ การเตรียมความพรอมของเดก็ ทาํ ใหเกดิ ความมัน่ ใจ ในตนเองและเกิดความสนใจในการเรยี น (นฤนาท, 2532) ดงั น้ันการเพมิ่ ประสบการณใ นการอา นใหเ ด็กจึง เปนเรอ่ื งที่นา สนใจที่จะศึกษา เพราะในปจจุบันเดก็ บางสว นยงั ขาดประสบการณในการอาน ตคี วาม และ แปลความหมายของประโยค การผานประสบการณท ี่ไดฝก ฝนการอา น และการรับรูต าง ๆ อยางทันทว งที จะทาํ ใหเ ดก็ สามารถเรยี นรูการอานได โดยไมต องรอ ในการฝก ทักษะการอานโนต ดนตรสี ากล โนต เพลงทใ่ี ชสําหรับเดก็ เปนสิง่ สาํ คญั อยา งหนึ่งในการ เรยี นภาษาถาเด็กสามารถฝก ทกั ษะการอานไดด ีการเรียนยอมเกิดผลดีอยา งรวดเร็ว ผูวิจัยไดตงั้ วตั ถุประสงค เพอ่ื ใหบ รรลุเปา หมายในการอานไวดังนี้ วัตถุประสงคของการวจิ ัย 1. เพ่ือใหน ักเรยี นมีทกั ษะการอานโนต ดนตรสี ากลมากขนึ้ 2. เพ่ือใหน ักเรียนมเี จตคตทิ ี่ดแี ละรักการวชิ าดนตรี 3. เพอ่ื ศึกษาประสทิ ธภิ าพของเทคนิคในการฝกทกั ษะการอา นโนตดนตรสี ากล สมมตฐิ านของการวิจัย คะแนนทดสอบการอา นโนต ดนตรสี ากลของนกั เรยี นหลงั การทดลองมีคะแนนสูงกวา การอานโนต ดนตรีสากลของนกั เรียนกอ นการทดลอง ขอบเขตการวจิ ัย 1. กลุม ตัวอยา งเปน นักเรยี นทั้งชายและหญิงในระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ี่ 3 ที่ กําลังศึกษาในภาค เรียนท่ี 2 ปการศึกษา 2563 ของโรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31 2. เนอื้ หาและรูปแบบทใ่ี ชส อนเพอื่ ฝกทักษะการอา นโดยใชก ารอา นแบบของ GODA 3. ระยะเวลา ภาคเรียนที่ 2 ปการศกึ ษา 2563 4. ประโยชนทีค่ าดวา จะไดร บั 1. ทาํ ใหรปู ระสทิ ธภิ าพของการฝกทักษะการอานโนตดนตรีสากลที่สงผลตอการพัฒนาอยาง ตอเน่อื ง 2. เปนแนวทางสาํ หรับครผู ูส อนและผูทีเ่ กีย่ วขอ งกบั เดก็ ในการฝกทกั ษะการอานโนต ดนตรีสากล ใหก บั เดก็ 3. เปน แนวทางในการคนควา วจิ ัย เก่ยี วกับการฝกทักษะในการอา นโนต ดนตรีสากลของเดก็ ตอ ไป
แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัย บทท่ี 2 งานวจิ ยั เร่ืองนี้ ผูวจิ ัยไดศกึ ษาทฤษฎี แนวคิด และงานวิจัยที่เก่ียวของตามลําดบั ดงั นี้ 1. ความหมายของการอาน 2. ความพรอ มในการอาน 3. องคประกอบของความพรอ มในการอา น 1. ความหมายของการอา น ปจจุบนั มกี ารศกึ ษาเกีย่ วกบั การอานอยา งกวางขวางและมกี ารกลาวถึงความหมายของการอา นไวอ ยา ง หลากหลาย อาทิเชน ประเทนิ (2530) ไดใหความหมายของการอานไววา เปนกระบวนการในการแปล ความหมายของอักษรหรอื สญั ลกั ษณท ี่มีการจดบนั ทึกไว การอา นเปน กระบวนการท่ีซับซอ น ลกั ษณะของ การอานตอ งทําความเขาใจ ความหมายของเร่อื งทอ่ี าน ความหมายดังกลา วมิไดเกดิ จากตัวอกั ษรหรอื สญั ลักษณทอ่ี า นเทาน้ัน แตข ้ึนอยกู บั การกระตุนใหเ กดิ ความคิดรวบยอดหรอื จินตนาการของผูอานเปน สาํ คัญ โดยอาศยั ประสบการณเ ดิมของผอู านเปน พืน้ จึงเปนกระบวนการทีป่ ระกอบดว ยการแปลความการ ตอบสนอง การกาํ หนดความมุงหมาย และการจัดลาํ ดับ เมือ่ ผูอ า นไดรับขา วสารจากส่ิงตีพมิ พก ็สามารถออก เสยี งและทาํ ความเขา ใจเรอื่ งราวโดยการถายทอดความ คดิ ความรสู กึ และจินตนาการ จากผูเ ขียนสูผูอานโดยผา นส่อื ส่ิงพิมพ เพื่อรับรวู า ผูเขยี นคิดอะไร พูอะไร สามารถทาํ ความเขาใจกับส่ิงท่ตี นเองอานไดท้ังหมดจนสามารถนาํ ความคิดนน้ั ไปใชใ หเปน ประโยชนใ น ชีวิตประจาํ วนั ไดราชบณั ฑติ ยสถาน (2561) ใหความหมายของการอานไวใ นหนังสือพจนานกุ รมวา การอาน เปน การออกเสยี งตามตวั หนังสอื หรอื การเขาใจความหมายจากตัวหนังสือ สังเกตหรอื พจิ ารณาดเู พือ่ เขาใจ บันลอื (2560) การอา นเปนการพัฒนาความคิด โดยทผ่ี อู า นตอ งใชความสามารถหลาย ๆ ดา น เชน การใช การสงั เกตจํารูปคํา ใชส ตปิ ญ ญาและประสบการณเ ดมิ ในการแปลความ หรือถอดความใหเกิดความเขา ใจ เรอื่ งราวท่อี านไดด ี โดยวิธีอานแบบนีจ้ ะตอ งดาํ เนินการเปน ข้ันตอนและตอเน่ือง Downing และ Leong (2018) การอานคอื การแปลความหมายของสญั ลกั ษณ Fries (2019 อางโดย Downing และ Leong , 2020) การอา นประกอบดว ยการเปลย่ี นสญั ลกั ษณท างการ ไดย นิ ไปเปนสัญลกั ษณทางสายตาElkonin (2019 อา งโดย Downing และ Leong , 2019) การอา นเปน การสรางคาํ พูดในรูปแบบของเสียงจากลักษณะของรูปแบบของการเขยี น จากความหมายดงั กลา วสามารถ สรุปไดวา การอา นคอื กระบวนการท่ีซับซอ นทส่ี ามารถถา ยทอดความคิด ความรูส กึ และจินตนาการของ ผูเ ขยี น โดยผานการแปลความหมายหรือตีความจากตวั อักษร เครื่องหมายหรอื
สญั ลกั ษณต า ง ๆ โดยอาศัยประสบการณและความคิดรวบยอดเดิมของผูอานเปน พื้น เพ่ือกอใหเ กิดความ เขาใจเรอ่ื งราวน้ัน ๆ และสามารถทาํ ความเขาใจทเ่ี กิดใหเปน ประโยชนด านใดดา นหนึง่ 2. ความพรอ มในการอาน R ประเทนิ (2560) กลาวา ขัน้ ของพัฒนาการซงึ่ ปจ จยั ดานส่ิงแวดลอมและปจจัยภายในรางกายสงผลใหเด็ก พรอมทจี่ ะรบั การสอนอาน นอกจากนัน้ ความพรอมในการอา นยงั หมายถึงชว งเวลาท่เี ด็กทีความเหมาะสมที่ จะเรมิ่ สอนอา นได บันลือ (2560) ใหค วามหมายของการเตรียมความพรอ มในการอา นวาหมายถึงสภาพ ของเดก็ ทม่ี คี วาม คลองท่ีจะใชการผสมผสานของตวั อกั ษรผสมเปน คาํ อาน อานเปน ประโยคหรือเร่ืองราว แลวไดร บั ความรู เชน อานบตั รคาํ ประกอบภาพ อานประโยคประกอบภาพหรอื อา นเรอื่ งทม่ี ภี าพประกอบ นงเยาว (2561) กลาวถึงความพรอ มในการอา น หมายถึง พัฒนาการระดบั หน่ึงทจี่ ะทําใหเด็กเรียนอานได โดยมอี ปุ สรรคไมมากนัก หรอื สามารถเรียนไดในอัตราเรว็ ซ่งึ เปนอตั ราปกตสิ ําหรับคนท่วั ไป พัฒนาการ ดงั กลา ว น้อี าจเปนพฒั นาเนอ่ื งจากวุฒิภาวะ (Maturation) หรือจากการเรยี นทีผ่ า นมา (Previous Learning) หรอื เกดิ จาก อทิ ธพิ ลของทั้งสองส่งิ ประกอบกนั ฉะนน้ั ความพรอ มในการเรียนอา นซ่ึง ประกอบดวยตัวประกอบมากมายที่มี ความสัมพนั ธตอ กนั ในอันทีจ่ ะชวยใหการเรยี นการอา นเปน ไปอยาง ราบรืน่ Humphrey และ Joy (2019) กลา ววา ความพรอ มในการอานตอ งคํานึงถงึ สว นประกอบของความ สามารถทางพ้นื ฐานและสง่ิ แวดลอ มหลายประการ ไมใชเ พยี งปจจัยใดปจ จยั หน่งึ ซ่งึ ประกอบดว ย ความสามารถ ในการมองเห็น ประสามการรับรูทางเสยี ง ความแตกตางทางเพศ อายุ และปจ จัยทางสงั คม เศรษฐกจิ 3. องคป ระกอบของความพรอมในการอาน สิง่ สําคัญท่ชี ว ยใหก ารอานประสบผลสําเร็จไดเ ปนอยางดียิ่งก็คือความพรอม เพราะถานกั เรยี นถกู บงั คบั ใหเรียนทักษะใดทกั ษะหน่งึ โดยทีย่ งั ไมม วี ฒุ ิภาวะเพยี งพอนัน้ ยอ มกอใหเ กดิ ผลเสียมากกวา ผลดี ประมวล (2561)กลา ววา การเรียนรู ของเดก็ ทต่ี ดิ ตัวมาจากบานมีประโยชนต อ การเรมิ่ เรยี นของเด็กเปนอยา งมาก ถา เด็กมพี น้ื ฐาน ดมี ากอ นเขา โรงเรียนเด็กกพ็ รอมทจ่ี ะรับการสอน Harris (1968) ใหความเห็นเกีย่ วกบั ความพรอ มในการอา นวา การอา นก็เชน เดียวกับการเดิน เด็กจะอาน ไดด กี ต็ อเมอ่ื ผานกระบวนการเตบิ โตและกระบวนการเรยี นรมู าแลว เปน เวลานานพอสมควร การอานเปน กิจกรรมทีส่ ลับซบั ซอ นย่งิ กวา การเดินหลายเทา ตองการทัง้ พัฒนาการทางรางกาย ทางสมอง และการเรียนรู ประกอบดว ยเดก็ จะเรยี นอานไดด เี มือ่ เด็กเขา ถึงภาวะหนึ่งซ่ึงเรียกวา “พรอ ม” ในภาวะเชน นเี้ ด็กจะมสี งิ่ ตาง ๆ ภายในตัวประกอบกนั อยางเหมาะสม ไดแ ก อายุ ความสามารถทัว่ ไป การรบั รูท างสายตาและการเหน็ สขุ ภาพ ความเขา ใจและความสามารถในการพูด อารมณ ตลอดจนการปรบั ตวั ใหเขากับสงั คมและความ สนใจในการอาน งานวิจยั ท่ีเก่ยี วขอ ง R Thompson (2019) ไดศ ึกษาบทบาทของครูในการพัฒนาการอา นของเดก็ ตามการรับรูและความตองการ ของนกั เรยี นเกรด 1.5 เกรด 2 และเกรด 2.5 จาํ นวน 63 คน จากการศึกษาพบวา ครูมีสว นท่จี ะชวยให เด็กมีการพฒั นาการอา นยง่ิ ขึน้ ครูมีสวนมากจะปฏบิ ัติตนการฟงเด็กอา นมากกวาที่จะอานออกเสียงใหเดก็ ฟง ทัง้ ๆ ทก่ี ารอานออกเสยี งใหเ ดก็ ฟง นนั้ เปนวิธีการทส่ี ําคัญในการพัฒนาการอานของเด็ก ผูป กครองเชอื่ วา
ตนเองมอี ิทธิพลตอ การอานของเดก็ แตก ็ยงั เช่ือวามีอทิ ธพิ ลนอยกวา ทางโรงเรียน โดยเฉพาะครูผูสอน นอกจากน้ันครูยังตองการขาวสารขอ มลู ทจี่ ะชวยในการพฒั นาการอานของเด็ก เพอ่ื ทีจ่ ะพฒั นาการอานของ เด็กไดดยี งิ่ ข้นึ โดยสรุปจากเอกสารและงานวิจัยพบวา ในการเตรยี มความพรอ มดา นการอา นใหก บั เด็ก ส่ิงแวดลอ มเปนปจจยั หนงึ่ ท่ีมคี วามสําคัญตอ การพฒั นาดานการอา นโนต ดนตรีสากลของนกั เรียนใหไ ดผ ลดี บทท่ี 3 วธิ ดี ําเนินการวิจัย ประชากรที่ใชใ นการวจิ ัย 1. ประชากร คือ นักเรยี นชาย-หญงิ ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 3 โดยทาํ การวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปก ารศกึ ษา 2563 จาํ นวน 122 คน 2. กลุม ตวั อยาง คอื นักเรยี นชาย-หญงิ ชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 3 จํานวน 15 คน ขั้นตอนการเลอื กกลุมตัวอยางผวู ิจยั ไดโดยใชก ารสุมแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนอ่ื งจากมี ความพรอมและยนิ ยอมใหความรว มมอื ในการทดลอง จากนน้ั ผวู ิจยั ไดใชวธิ ีการสมุ อยา งงา ย โดยการ คัดเลือกนักเรียน ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ่ี 3 จํานวน 15 คน เปน กลุมทดลองจาํ นวน คน และกลมุ ควบคมุ จาํ นวน 15 คน เหตุผลในการกาํ หนดจาํ นวนของนักเรียนในการวจิ ัย คอื ตองเปน นักเรียนที่มา เรียนสมํ่าเสมอ ข้นั ตอนการทดลอง การฝก ทกั ษะการอา นโนตดนตรีสากล ผวู ิจยั ไดดาํ เนนิ การสอนอา นทีล่ ะเสยี ง และการใหน ักเรยี นรอ งตาม โนต พรอมทง้ั มกี ารกด Keyboard ไปพรอมกบั การอานโนต โดยใชเ วลาในการสอนสปั ดาหล ะ 1 คาบ คาบ ละ 50 นาที จาํ นวน15 คาบ เปน เวลา 15 สัปดาห วิธีการหรือนวตั กรรมท่ใี ช ครแู บง กลมุ นักเรยี นกลมุ ละ 3 คน ครูกาํ หนดเพลงทอี่ าน ใหน ักเรียนไดอ า นและปฏบิ ัติ Keyboard และ รอ งโนตสากล และทาํ การทดสอบ การเกบ็ รวบรวมขอมูล 1. ระยะกอนการทดลอง ผวู ิจยั ไดด าํ เนินการทดสอบกอ นการเรียน (Pretest) โดยใชบ ทเพลง LightlyLow 2. ระยะทําการทดลอง ผวู ิจยั ไดด ําเนนิ การทดลองในภาคเรยี นท่ี 2 ปก ารศึกษา 2563 โดยนําเดก็ กลมุ ทดลองมาสอนดวยบทเพลง Lightly Low ฝกการอา นและปฏบิ ัติ Keyboard ตามเน้ือทาํ นองของเพลง 3. ระยะหลงั การทดลอง หลังจากเรียนจนครบตามกําหนดแลว ผูว จิ ัยไดดาํ เนินการทดสอบหลงั การ ทดลอง (Posttest) อีกคร้งั โดยผวู ิจยั ใหนักเรียนทําการทดสอบเพลง Home sweet home
สถานทที่ ําการทดลอง หองเรยี นดนตรี โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31 สถิตทิ ใ่ี ชใ นการวิเคราะหขอมลู X = ΣX Ν แทนคาRR X คา เฉลย่ี R R ΣX แทนผลรวมของคะแนนของผูเรยี น Ν แทนจาํ นวนผเู รียน วธิ ีการวเิ คราะหข อมูล วิเคราะหขอมูลเปรยี บเทยี บคะแนนที่ไดจากการสอบกอนเรยี นและการสอบหลังเรยี น ระหวางกลุม ทดลองและกลมุ ควบคุม สมมตฐิ านท่ี 1 คะแนนการทดสอบการอานของนกั เรียนกอนการทดลองของกลมุ ทดลองและกลุม ควบคมุ ไม แตก ตางกนั มาก สมมตฐิ านท่ี 2 คะแนนการทดสอบการอานของนักเรียนหลังการทดลองของกลุมทดลองและกลมุ ควบคมุ ไม แตกตางกันมาก
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหขอ มูล คะแนนเตม็ 10 คะแนน รวม 30 คะแนน กลมุ ทดลอง กลุมควบคมุ คนที่ ครั้งที่ ครั้งที่ ครัง้ ที่ รวม X คร้งั ที่ คร้ังท่ี ครงั้ ที่ รวม X 123 123 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 16. 17. 18. 19. 20. 21. 22. 23. 24. 25.
ตารางที่ 1 ทดสอบกอ นเรยี น จากการวเิ คราะหข อมูลทางสถิติ พบวา เปน ไปตามสมมตฐิ านท่ี 1 ท่ีตงั้ ไว คือ คะแนนทีไ่ ดจ ากการทดสอบ การอา นของนักเรยี นกลุมทดลองและกลมุ ควบคุม กอ นการทดลองไมแตกตา งกนั มาก คือ มีผลรวมของ คะแนนเปน 182 และ 186 แสดงวานกั เรียนท้ังกลมุ ทดลองและกลุมควบคมุ นั้นมวี ุฒภิ าวะความพรอ ม พน้ื ฐานความรู และประสบการณในการอา นนอย จึงทาํ ใหคะแนนท่ีไดไ มแ ตกตา งกันมาตารางที่ 2 ทดสอบหลงั เรยี น คะแนนเตม็ 10 คะแนน รวม 30 คะแนน กลุมทดลอง กลมุ ควบคมุ คนท่ี ครั้งที่ ครง้ั ที่ ครงั้ ท่ี รวม X ครงั้ ท่ี คร้ังที่ ครง้ั ท่ี รวม X 123 123 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 16. 17. 18. 19. 20. 21.
22. 23. จากการวเิ คราะหขอ มลู ทางสถิติ พบวา หลังทาํ การทดลองคะแนนของกลุมทดลองมีผลรวมของ คะแนนเปน 373 และคะแนนของกลมุ ควบคมุ มผี ลรวมของคะแนนเปน 269 ซึง่ มคี วามแตกตา งกนั มากอยา ง เห็นไดช ดั ซ่ึงปฏิเสธสมมตฐิ านท่ี 2 ทต่ี ง้ั ไว แสดงวากลุมทดลองมีคะแนนการอา นสูงกวา กลุม ควบคมุ ตารางท่ี 3 การเปรียบเทียบคะแนนการอา นของนักเรยี นกลมุ ทดลองและกลมุ ควบคมุ กอ นและหลังการทดสอบ การทดสอบ N ΣX X กอนการเรยี น กลุม ทดลอง 15 182 12.13 กอ นการเรียน กลุมควบคุม 15 186 12.40 หลงั การเรยี น กลุมทดลอง 15 373 24.87 หลงั การเรียน กลมุ ควบคุม 15 269 17.93 จากการวิเคราะหขอมูลทางสถิติตารางที่ 3 พบวา กอนทาํ การทดลองคะแนนของกลุมทดลองมคี า เฉล่ยี 12.13 และคะแนนของกลมุ ควบคุมมคี าเฉลย่ี เปน 12.40 และหลังทําการทดลองคะแนนของกลุม ทดลองมคี าเฉล่ยี เปน 24.87 และคะแนนของกลมุ ควบคุมมีคาเฉลี่ยเปน 17.93 ซึง่ มคี วามแตกตา งกันมาก อยา งเห็นไดช ัด ซึง่ ปฏิเสธสมมติฐานท่ี 2 ทีต่ ง้ั ไว แสดงวา กลุมทดลองมีคะแนนการอานสูงกวา กลมุ ควบคมุ เด็กสามารถเรยี นการอา นโนต สากลไดดี และรักการอานมากขนึ้ บง บอกถงึ ประสิทธผิ ลของวธิ กี าร ท่ีทําการ ทดลองเปน เรือ่ งท่ีเรียง ลาํ ดบั จากเร่ืองงา ยไปเรือ่ งยากและมภี าพประกอบรวมทงั้ แบบฝก หัดท่ีเดก็ จะสามารถอานและปฏบิ ัตไิ ด เปน การเร่มิ ตนใหเ ดก็ ฝก และหดั อา น เพราะเด็กสามารถจดจําโนต ในบรรทัด 5 เสน ได จงึ สามารถอา นบทเพลได
บทที่ 5 สรปุ และขอ เสนอแนะ ความมงุ หมายของการศึกษาคนควา เพอื่ ศกึ ษาผลการพฒั นาผเู รยี นดานทกั ษะการอานโนต ดนตรีสากล โดยเปรียบเทียบกบั ผลสัมฤทธ์ิทางการ เรียนระหวา งผูเ รยี นกลมุ ทดลองและผเู รียนกลมุ ควบคมุ วธิ ีดาํ เนนิ การวิจยั 1. แหลง ขอมลู และกลุมตัวอยา ง ประชากรนกั เรียนมธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31 อาํ เภอแมแ จม จังหวัดเชยี งใหม ปก ารศึกษา 2563 2. เครื่องมือทใี่ ชในการศึกษาคนควา ประกอบดวย - โนต เพลง Lightly low Home sweet home - Keyboard 3. วิธดี ําเนินการศกึ ษา ผวู ิจยั ดําเนินการสอนในชั่วโมงปกตขิ องการเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปก ารศกึ ษา 2563 4. การเกบ็ ขอ มูลการวจิ ัย 4.1 แบบทดสอบกอนเรยี น 4.2 ดําเนินการสอนเพลง Lightly low 4.3 ทดสอบหลังเรยี นโดยใชแบบทดสอบชุดเดิม 4.4 นาํ คะแนนกอ นเรยี นและคะแนนหลงั เรียนมาวิเคราะหท างสถติ ิ การวิเคราะหข อมลู R ผูวิจยั ไดวิเคราะหโดยเปรียบเทยี บผลสัมฤทธก์ิ อ นและหลงั เรยี นโดยใชสตู ร X = ΣX Ν แทนคา X คา เฉล่ยี ΣX แทนผลรวมของคะแนนของผเู รยี น Ν แทนจาํ นวนผเู รียน สรปุ ผลการศึกษาคนควา ผลจากการวิเคราะหขอมูล สรปุ ไดดงั น้ี เปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ขิ องผเู รยี นซงึ่ ไดรบั การสอนโดยใชว ธิ ีการสอนการอา นโนต พรอมกบั การปฏบิ ตั ิ Keyboard ผเู รียนมีผลสมั ฤทธส์ิ งู ขนึ้ อภิปรายผล
การศกึ ษาคน ควา ครง้ั นี้ เปน การศกึ ษาผลของการใชบทเพลง Keyboard ทาํ ใหผ เู รียนในกลุม ทดลองมีผล สัมฤทธ์ทิ างการเรียนวชิ าดนตรใี นดา นทักษะการอา นโนต ท่ดี ขี นึ้ ขอ เสนอแนะ วธิ ีการนเ้ี ปน วิธีหนึ่งทีส่ ามารถพิจารณานําไปใชใ นการสง เสรมิ พัฒนาการดานการอานโนต ของนกั เรยี น เนือ่ งจากในการฝก ทกั ษะการอาน และการปฏบิ ตั ิพรอ มกัน และสามารถประยกุ ตใชเคร่ืองดนตรชี นดิ อืน่ ๆ เพ่ือสง เสริมการอานโนต เชน กตี าร หรือ Recorder บรรณานกุ รม นงเยาว แขงเพญ็ แข. 2560. ความพรอมในการเรยี นอาน. สํานกั พิมพโ อเดียนสโตร,กรุงเทพฯ. 148 น. บนั ลอื พฤกษะวนั . 2561. มติ ิใหมในการสอนอา น. สํานกั พมิ พไ ทนวฒั นาพานชิ , กรงุ เทพฯ.140 น. ประมวล ดิคคนิ สนั . 2561. ความพรอมท่ีจะเรียนอา นของเด็ก จติ วิทยาการศกึ ษาของเด็ก. หนว ยศกึ ษานิเทศน กรมการฝก หัดครู กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, กรุงเทพฯ. 114 น. ประเทนิ มหาขนั ธ. 2561. การสอนอา นเบอื้ งตน . สาํ นกั พมิ พโ อเดยี นสโตร, กรุงเทพฯ. 243น. ราชบณั ฑติ ยสถาน. 2561. พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พทุ ธศกั ราช 2525. สาํ นกั พิมพ อักษรเจริญทศั น, กรุงเทพฯ 972 น.
ภาคผนวก
Search
Read the Text Version
- 1 - 16
Pages: