Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วารสารบัณฑิตวิทยาลัย (พ.ค.-ส.ค.63)

วารสารบัณฑิตวิทยาลัย (พ.ค.-ส.ค.63)

Published by boomsdu, 2023-01-12 06:12:06

Description: วารสารบัณฑิตวิทยาลัย (พ.ค.-ส.ค.63)

Search

Read the Text Version

ผสู้ งู อายุ ทพี่ รอ้ มจะเปน็ ผขู้ บั เคลอื่ นเพอ่ื ใหเ้ กดิ กจิ กรรมและเครอื ขา่ ยในการจดั สวสั ดกิ ารสงั คมผสู้ งู อายุ สอดคลอ้ ง กับผลการศกึ ษาของ Noppadon Bunphong (2017) ทีพ่ บวา่ รปู แบบสำ� หรบั การพัฒนาการบรหิ ารงานกลุม่ เครือขา่ ย ควรมกี ารสร้างองคค์ วามร้คู วามเข้าใจใหบ้ ุคลากรเพื่อท�ำงานในกล่มุ เครือข่ายได้ และสอดคลอ้ งกับ ผลการศกึ ษาของ Charanya Wongprom (2015: 53) ท่พี บวา่ สง่ิ สำ� คัญในการจัดกิจกรรมผสู้ งู อายุ คอื ต้อง มกี ารสง่ เสรมิ ภาวะผนู้ ำ� ของแกนนำ� ใหม้ วี สิ ยั ทศั น์ มคี วามรคู้ วามสามารถในการบรหิ ารจดั การการประสานงาน และกระตนุ้ ใหส้ มาชกิ ชมุ ชนมสี ว่ นรว่ มในการพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ผสู้ งู อายุ ควบคไู่ ปกบั การพฒั นาความเขม้ แขง็ ของชุมชน 2) ทุนด้านสังคม (Social Capital) สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายการและการมี สว่ นรว่ มในทกุ ชมุ ชนโดยอาศยั ทนุ ทางสงั คมทม่ี อี ยใู่ นชมุ ชนซงึ่ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของ Niran Chongwutiwet (2007) ท่ีได้กล่าวว่า ปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนประการหน่ึงคือ ความศรัทธาท่ีมีต่อ ความเช่ือถือบุคคลสำ� คัญและส่ิงศักดิส์ ทิ ธท์ิ �ำใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรม และ Ostrom (1990) ที่ไดช้ ี้ ใหเ้ หน็ วา่ ปจั จยั สำ� คญั ทที่ ำ� ใหเ้ กดิ การรว่ มมอื กนั ดแู ลจดั การทรพั ยากรทใี่ ชร้ ว่ มกนั คอื ความไวว้ างใจ (Trust) และ การตา่ งตอบแทนซงึ่ กนั และกนั (Reciprocity) ซงึ่ เมอื่ อยใู่ นชมุ ชนเดยี วกนั รจู้ กั กนั มปี ฏสิ มั พนั ธต์ อ่ กนั กส็ ามารถ สร้างให้เกิดความไว้เน้ือเช่ือใจกันท�ำให้ร่วมมือกันได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับผลการวิจัยของ Pathomphong Rinsri (2008) ทพ่ี บวา่ การทำ� งานของกลมุ่ เครือขา่ ยมีการใช้ปราชญช์ าวบ้าน ผู้น�ำทางศาสนาเขา้ มารว่ มเปน็ วิทยากรทอ้ งถนิ่ ท้องถิน่ เพื่อส่งเสริมอาชพี ในชมุ ชน 3) ทุนด้านการเงนิ (Money Capital) จดั ใหม้ ีงบประมาณ ในการขับเคล่ือนภารกิจการด้านการพฒั นาสวสั ดิการสงั คมใหผ้ สู้ ูงอายุอย่างเพยี งพอ โดย ส่งเสรมิ ใหม้ ีการจดั ทำ� ขอ้ มลู ความตอ้ งการใชง้ บประมาณและทรพั ยากรอน่ื ทน่ี อกเหนอื จากงบประมาณทไ่ี ดร้ บั โดยจดั ทำ� โครงการ ขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก 4) ทุนด้านกายภาพ (Physical Capital) ต้องมีทรัพยากรและ สิ่งอ�ำนวยความสะดวกที่จ�ำเป็นต่อการการปฏิบัติงานด้านสร้างเครือข่ายการและการมีส่วนร่วมในการจัด สวสั ดกิ ารสงั คมผสู้ งู อายุ ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของ Parichat Sathathapitanon and Chaiwat Thiraphan (2003) ท่กี ลา่ วไว้วา่ ภายในเครือข่ายจะต้องประกอบด้วยสมาชกิ ที่หลากหลายท่มี วี ตั ถุประสงค์และเปา้ หมาย ร่วมกัน มชี วี ติ ชีวาหรอื การแลกเปลี่ยนเรียนรอู้ ยตู่ ลอดเวลามีการลื่นไหลของข้อมลู ข่าวสารทีส่ ่ือถงึ กัน มีพน้ื ที่ รูปธรรมในการทำ� งานมชี ุมทาง (hub) มโี หนด (node) หรือ ศูนย์ประสานงานย่อยท่หี ลากหลายและกระจาย อย่ใู นพ้ืนท่ีตา่ ง ๆ ทมี่ ีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ดา้ นกระบวนการ (Process) รปู แบบการสรา้ งเครอื ขา่ ยและการมสี ว่ นรว่ มในการจดั สวสั ดกิ ารผสู้ งู วยั ขององคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล หนองโพธ์ิ อ�ำเภอหนองหญา้ ไซ จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี ประกอบด้วยข้นั ตอนทส่ี ำ� คัญตอ่ ไปนี้ 1. ขั้นสร้างความตระหนักเป็นข้ันตอนการสร้างความตระหนักและการให้ผู้เข้าร่วมเล็งเห็น ผลประโยชนส์ อดคลอ้ งกบั ผลการศกึ ษาของ Kittisak Tansurat (2012) ทพ่ี บวา่ การสรา้ งความตระหนกั การให้ ผเู้ ขา้ รว่ มเลง็ เหน็ ผลประโยชน์ การตดิ ตอ่ สอ่ื สารระหวา่ งบคุ คล กลมุ่ องคก์ ร การสรา้ งความสมั พนั ธท์ ดี่ รี ะหวา่ ง สมาชกิ การรว่ มกนั กำ� หนดและปฏบิ ตั ติ ามแผนงานโครงการ การจดั เวทแี ลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ และการรว่ ม กนั สรปุ บทเรยี น เปน็ การเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจในงานสำ� หรบั บคุ ลากรของหนว่ ยงาน สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของ Paitoon Sinlarat and Sirimat Kosalphiphat (2010: 23) ท่ีกล่าวว่า ความส�ำเร็จและความย่ังยืนของ เครอื ขา่ ยจำ� เปน็ ตอ้ งดำ� เนนิ การควบคกู่ บั การมสี ว่ นรว่ มของสมาชกิ เครอื ขา่ ยซง่ึ เรมิ่ จากการสรา้ งความตระหนกั ในบทบาทหนา้ ท่ี 130 บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดุสติ

2. ขน้ั ประสานหนว่ ยงาน/องคก์ ร เปน็ ขน้ั ตอนการตดิ ต่อส่อื สาร ค้นหา เช่อื มโยงแกนน�ำ ขบวนและ ภาคีต่าง ๆ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ สอดคล้องกับแนวคดิ ของ Wichit Awakun (1999) ท่วี า่ การสนบั สนนุ ให้ ภาคส่วนต่าง ๆ ไมว่ า่ จะเป็นภาครัฐ เอกชน องคก์ ารไม่แสวงหาผลกำ� ไร และประชาชนในทอ้ งถน่ิ มีส่วนรว่ ม เปน็ การส่งเสรมิ ความเข้าใจและความร่วมมอื ซึ่งกันและกัน เพราะการมีสว่ นร่วมจะทำ� ให้สมาชกิ มคี วามรูส้ ึก ว่าตนเองเป็นส่วนหน่ึงของเครือข่าย ซ่ึงจะช่วยให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและพึ่งพากันมากขึ้น รวมถึง การระดมทรพั ยากรเพอ่ื ใหภ้ ารกจิ ทเี่ ครอื ขา่ ยดำ� เนนิ การรว่ มกนั นน้ั บรรลถุ งึ เปา้ หมาย โดยการสำ� รวจเครอื ขา่ ยทนุ ในระดบั ชุมชน ต�ำบล อ�ำเภอ จังหวดั และระดบั ประเทศ ท่มี คี วามสำ� คัญต่อการพัฒนาการจัดสวสั ดิการสังคม ผู้สงู อายุในทุก ๆ ดา้ น พจิ ารณาว่ากลุ่มบคุ คล หนว่ ยงาน/องค์กรทีเ่ ป็นแหลง่ วิชาการและแหล่งทนุ ที่สนใจจะ เขา้ ร่วมเป็นเครือข่ายมีคุณสมบตั ิท่เี หมาะสม และตดิ ตอ่ สานสมั พนั ธเ์ พอื่ ชกั ชวนใหเ้ ขา้ ร่วมเป็นเครอื ขา่ ย 3. ขน้ั สรา้ งพนั ธสญั ญา เปน็ ขนั้ ตอนสรา้ งความผกู พนั ดว้ ยการทำ� ขอ้ สญั ญาทจี่ ะทำ� งานเพอื่ ตอบสนอง ความตอ้ งการ การแกไ้ ขปัญหา หรือการพฒั นางาน สอดคลอ้ งกับแนวคิดของ Saksdi Yam Si (2000) ทไ่ี ด้ กลา่ วไวว้ า่ “การมสี ว่ นรว่ มของประชาชน คอื การทป่ี ระชาชนทอ่ี ยรู่ ว่ มกนั ในชมุ ชนแสดงออกถงึ ความประสงค์ ทจ่ี ะมสี ว่ นในการใหค้ วามรว่ มมอื เพอื่ ใหก้ จิ กรรมทส่ี ง่ ผลกระทบตอ่ สงั คมไดร้ บั การแกไ้ ขหรอื ปรบั ปรงุ ใหเ้ หมาะสม กับสภาพชุมชนท่ีต้องด�ำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันต่อไปโดยปกติสุข โดยมีการประสานเครือข่ายกลุ่มบุคคล ชุมชน หนว่ ยงานภาครฐั ภาคเอกชน หรอื กลมุ่ เครอื ขา่ ย ทต่ี อบรบั เขา้ รว่ มเปน็ เครอื ขา่ ยการดำ� เนนิ งาน จดั ทำ� ขอ้ ตกลง ความร่วมมือระหวา่ งกัน (MOU) ในการรว่ มพัฒนางานด้านสวัสดิการสงั คมผ้สู ูงอายุ 4. ขั้นบริหารจัดการ มีแนวทางการด�ำเนินงานโดยเปิดโอกาสให้ผู้เก่ียวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมใน การพฒั นาการจดั สวสั ดิการสังคมผ้สู ูงอายุ โดยเข้ามารว่ มคิด ร่วมวางแผน การรว่ มปฏิบัติ การร่วมประเมินผล และร่วมช่ืนชม สอดคล้องกับการศึกษาการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการสร้างเสริมสุขภาพ ของ Pankong & Kampeng (2010) ทพ่ี บว่า ชมุ ชนควรใชร้ ูปแบบการประชมุ เชิงปฏบิ ัตกิ ารแบบมสี ว่ นรว่ ม โดยการระดมความคดิ เห็น ร่วมคน้ หาปญั หา รว่ มวางแผน ร่วมจัดกจิ กรรมและประเมนิ ผลโครงการการสรา้ ง เสริมสุขภาพผู้สูงอายจากคนในชุมชน จัดให้มีการแต่งตั้งคณะท�ำงานด้าน การวางแผน การกำ� กับติดตาม การประเมินผล และก�ำหนดบทบาทหน้าที่ สอดคล้องกับ Phra Maha Suthip Arpagro (2005: 11-13) เสนอว่าองค์ประกอบส�ำคัญของเครือข่ายประกอบด้วย สมาชิกเครือข่าย และหากเครือข่ายมีสมาชิกมาก ต้องมกี ารจัดแบ่งหนา้ ทเ่ี ปน็ คณะกรรมการเพ่อื ท�ำหนา้ ทีใ่ น การจดั การการประสานงาน 5. ขั้นพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ เป็นการสร้างผลงานของเครือข่ายให้มีผลการด�ำเนินงานเป็น รปู ธรรม และพัฒนาความสมั พนั ธ์ เพือ่ ท�ำให้ กลุ่ม บุคคล และองค์กรต่าง ๆ ที่เข้ามาร่วมเปน็ เครือขา่ ยเกดิ ความรู้สึกว่าได้รับผลประโยชน์จากการเข้ามามีส่วนร่วมหรือเข้าร่วมเป็นเครือข่าย โดย เครือข่ายต้องมีเวที การแลกเปลย่ี นเรยี นรอู้ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง และรว่ มกนั สรา้ งสรรคก์ จิ กรรมใหม่ ๆ อยเู่ สมอ สอดคลอ้ งกบั ผลการศกึ ษา ของ Kittisak Tansurat (2012) ท่ีพบว่ารูปแบบเครือข่ายการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีและการส่ือสารเพ่ือ เสริมสร้างพลังอ�ำนาจในงานส�ำหรับบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐ ที่จะต้องมีองค์ประกอบต่อไปน้ีการสร้าง ความตระหนัก การให้ผู้เขา้ ร่วมเล็งเห็นผลประโยชน์ การตดิ ตอ่ สื่อสารระหวา่ งบุคคล กลมุ่ องค์กร การสรา้ ง ความสัมพันธท์ ดี่ รี ะหวา่ งสมาชิก การรว่ มกันกำ� หนดและปฏิบัติตามแผนงานโครงการ การจัดเวทแี ลกเปลยี่ น ความคิดเห็นและการร่วมกันสรุปบทเรียน ปที ี่ 16 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 131

ข้อเสนอแนะ 1. หน่วยงานและผู้ท่ีเก่ียวข้องในพ้ืนท่ีต้องมีการท�ำงานแบบบูรณาการเพื่อน�ำไปสู่การมีส่วนร่วม พัฒนางานดา้ นสวสั ดิการสังคมผู้สงู อายุ 2. องค์การบริหารส่วนต�ำบลควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ ความเข้าใจ และ มองเหน็ ประโยชน์ที่เป็นรปู ธรรมในการสร้างเครอื ขา่ ยและการมสี ว่ นร่วมในการจัดสวสั ดิการผ้สู งู วยั 3. องค์การบริหารส่วนต�ำบลควรส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิก เครือข่าย จัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซ่ึงจะท�ำให้เกิดพ้ืนท่ีเรียนรู้ขึ้นในชุมชน และ เป็นการกระต้นุ ใหค้ นในชมุ ชนหนั มามสี ว่ นร่วมมากขึน้ 4. องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลควรสง่ เสรมิ และสนบั สนนุ ใหช้ มุ ชนทม่ี ศี กั ยภาพและประสบความสำ� เรจ็ ในการด�ำเนนิ งานเป็นพเ่ี ลยี้ งคอยให้ค�ำแนะน�ำและสนับสนุนให้แกช่ มุ ชนที่ยงั ไมส่ ามารถดำ� เนินการได้ เอกสารอ้างอิง กรมส่งเสรมิ การปกครองทอ้ งถิน่ กระทรวงมหาดไทย. (2548). แนวทางการจดั ทำ� มาตรฐานการจัดบริการ เพ่อื สงเคราะหผ์ ู้สูงอาย.ุ กรุงเทพฯ: เอกสารอดั ส�ำเนา. กติ ตศิ กั ด์ิ ตนั สรุ ตั น.์ (2555). การพฒั นารปู แบบเครอื ขา่ ยการเรยี นรผู้ า่ นเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร เพอ่ื เสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจในงานสำ� หรบั บคุ ลากรของหนว่ ยงานภาครฐั . อตุ รดติ ถ:์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อตุ รดิตถ.์ โกวทิ ย์ พวงงาม. (2553). มติ ใิ หมก่ ารปกครองทอ้ งถนิ่ วสิ ยั ทศั นก์ ระจายอำ� นาจและการบรหิ ารงานทอ้ งถนิ่ . กรงุ เทพฯ: วญิ ญูชน. จรญั ญา วงษ์พรหม. (2558). การมีส่วนรว่ มของชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผ้สู ูงอายุ. วารสาร Veridian E-Journal, Slipakorn University ฉบับภาษาไทย สาขามนษุ ยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และ ศลิ ปะ, 8 (3): 53. จรีวัฒนา กล้าหาญ. (2558). แนวทางการพัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมส�ำหรับผู้สูงอายุที่รับเบี้ยยังชีพ เทศบาลตำ� บลหนองไผล่ อ้ ม อำ� เภอเมอื ง จังหวัดนครราชสีมา. วทิ ยานพิ นธ์สาธารณสขุ ศาสตร มหาบณั ฑิต สาขาวชิ าการพัฒนาสขุ ภาพชมุ ชน มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า. นริ นั ดร์ จงวฒุ เิ วศย์. (2550). แนวคิดแนวทางการพฒั นาชุมชน. กรงุ เทพฯ: รำ� ไทยเพลส. นพปฎล บุญพงษ์ (2560). การน�ำเสนอรูปแบบการบริหารเครือข่ายสถานศึกษาของสำ� นักงานเขตพ้ืนที่ การศกึ ษาประถมศกึ ษา. วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาครศุ าสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา. ปฐมพงษ์ รินศร.ี (2551). การพัฒนาการบริหารงานกลมุ่ เครอื ข่ายโรงเรยี นขนาดเลก็ พ้ืนท่กี ารศกึ ษาลำ� ปาง เขต 1. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่. 132 บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ

ปาริชาติ สถาปติ านนท์ และชยั วัฒน์ ถริ ะพันธ์. (2546). ส่อื สารกับสังคมเครอื ขา่ ย. กรงุ เทพฯ: สถาบันชุมชน ท้องถ่นิ พฒั นา. พระมหาสทุ ติ ย์ อาภากโร. (2548). เครอื ข่าย : ธรรมชาติ ความรู้ และการจดั การ (พมิ พค์ รั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: พสิ ิษฐไ์ ทย ออฟเซต. ไพฑรู ย์ สนิ ลารตั น์ และศริ มิ าศ โกศลั ยพ์ พิ ฒั น.์ (2553). มองขา้ มโลกาภวิ ฒั น:์ กระบวนทศั นใ์ หมใ่ นการบรหิ าร การศึกษา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั . มลู นธิ สิ ถาบนั วจิ ยั และพฒั นาผสู้ งู อายไุ ทย. (2551). รายงานสถานการณผ์ สู้ งู อายไุ ทย พ.ศ. 2550. กรงุ เทพฯ: ทคี วิ พ.ี ระพพี รรณ คำ� หอม และคณะ. (2542). รายงานวิจัยเร่ือง “การประเมินโครงการบริการสวสั ดิการสงั คมเพ่อื พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุไทย.” เอกสารประกอบการประชุมวิชาการระดับชาติ “บทบาทรัฐ และองค์กรชุมชนกับผู้สูงอายุไทย : สถานการณ์ปัจจุบันและทิศทางในอนาคต. 23-24 ธันวาคม 2542. รัตนาวดี ณ นคร. (2554). บทบาทและการมีส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาพของนักศึกษา. [Online]. Available: www.ped.si.mahidol.ac.th/site_data/mykku.../Med [2561, ธนั วาคม 20]. วจิ ติ ร อาวะกลุ . (2542). เทคนคิ มนุษยสมั พนั ธ์ (พิมพ์คร้ังท่ี 8). กรงุ เทพฯ: โอ.เอส.พริน้ ติ้ง เฮ้าส.์ วีระศกั ด์ิ เครอื เทพ. (2550). เครอื ข่าย: นวัตกรรมการท�ำงานขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่น. กรงุ เทพฯ: ส�ำนักงานกองทุนสนบั สนุนการวจิ ัย. ศักด์ิสิทธิ์ แย้มศรี. (2543). การมีส่วนร่วมในการกาจัดขยะในเขตองค์การบริหารส่วนต�ำบลหนองปรือ อำ� เภอ บางละมงุ จงั หวัดชลบุร.ี ปญั หาพเิ ศษรฐั ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานโยบาย สาธารณะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั บูรพา. สำ� นกั งานคณะกรรมการสง่ เสรมิ การจดั สวสั ดกิ ารสงั คมแหง่ ชาติ สำ� นกั งานปลดั กระทรวงการพฒั นาสงั คมและ ความมั่นคงของมนุษย์. (2550). พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550. กรงุ เทพฯ: เทพเพ็ญวานิสย์. สดุ ารตั น์ สดุ สมบรู ณ.์ (2557). สวสั ดกิ ารสงั คมของผสู้ งู อายใุ นประเทศไทย. วารสารเทคโนโลยภี าคใต,้ 7 (1): 1. อภิชาต สถติ นิรามัย. (2555). รฐั ธรรมนญู การกระจายอ�ำนาจ และการมสี ว่ นรว่ มของประชาชน. เชยี งใหม:่ แผนงานสร้างเสรมิ นโยบายสาธารณะท่ีดี สถาบันศกึ ษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. References Elinor Ostrom, (1990). Governing the Commons: The Evolution of Institutions for Collective Action. Cambridge University Press United Kingdom. ปที ่ี 16 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 133

Pankong, O. & Kampeng, S. (2010). Effective of Community based Health Promotion Practice on Health Promotion Behaviors of the Ageing and Satisfaction on Engagement of the Care Givers. Ramathibodi, Nursing Journal, 16 (1): 1-13. Starkey, Paul. (2006). Networking for development. London: International Forum for Rural Transport and Development. Translated Thai References Aphichat Sathitniyamit. (2013). Decentralization constitution And public participation. Chiang Mai: Good public policy promotion plan Institute for Public Policy Studies Chiang Mai University. (in Thai) Charanya Wongprom. (2015). Community participation for improving the quality of life of the elderly. Veridian E-Journal, Slipakorn University Thai language version, Humanities, Social Sciences and Arts, 8 (3): 53. (in Thai) Department of Local Administration: Ministry of Interior. (2005). Guidelines for standardizing services for the elderly. Bangkok: Copy documents. (in Thai) Foundation of Thai Gerontology Research and Development Institute. (2008). Situation of the Thai Elderly 2007. Bangkok: TQP. (in Thai) Office of the National Social Welfare Promotion Commission: Office of the Permanent Secretary for Social Development and Human Security. (2007). Social Welfare Promotion Act 2003, as amended by the Social Welfare Promotion Act (No.2) 2007. Bangkok: Thep Phenwanis. (in Thai) Jirawat Karhan. (2015). Guidelines for the development of social welfare for the elderly receiving subsistence allowances Nong Phai Lom Subdistrict Municipality, Mueang District, Nakhon Ratchasima Province. Master of Public Health Thesis Community Health Development Program Nakhon Ratchasima Rajabhat University. (in Thai) Kittisak Tansurat. (2012). The development of a learning network model through information and communication technology for empowerment for personnel of government agencies. Uttaradit: Uttaradit Rajabhat University. (in Thai) Kowit Puangngam. (2010). New dimension of local government Decentralized vision and local administration. Bangkok: Vinyuchon. (in Thai) Niran Chongwutiwet. (2007). Concept of community development. Bangkok: Ramthai Thai Place. (in Thai) 134 บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ติ

Noppadon Bunphong. (2017). A proposed model of school network administration of the primary education service area office. Ph.D. Thesis, Doctor of Education Educational Administration Program Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University. (in Thai) Paitoon Sinlarat and Sirimat Kosalphiphat. (2010). Overlooking globalization: a new paradigm in education administration. Bangkok: Chulalongkorn University. (in Thai) Parichat Sathathapitanon and Chaiwat Thiraphan. (2003). Communicate with social networks. Bangkok: Local Community Development Institute. (in Thai) Pathomphong Rinsri. (2008). The development of the administration of a small school network group, Lampang Educational Area, Area 1. Master of Education Thesis Educational Administration Graduate School, Chiang Mai University. (in Thai) Phra Maha Suthip Arpagro. (2005). Network: Nature, Knowledge and Management (2nd ed.). Bangkok: Phisit Thai Offset. (in Thai) Raphiphan Khamhom et al. (1999). Research report on “Assessment of the Social Welfare Services for the Development of the Quality of Life of the Thai Elderly.” National Academic Conference Document “The role of government and community organizations with Thai elderly: current situation and future direction. 23-24 December 1999. (in Thai) Rattanawadee Na Nakorn. (2011). Roles and participation in health promotion of students. [Online]. Available: www.ped.si.mahidol.ac.th/site_data/mykku.../Med [2018, December 20]. (in Thai) Saksdi Yam Si. (2000). Participation in waste disposal in Nong Prue Subdistrict Administrative Organization, Bang Lamung District, Chon Buri Province. Special Problems Master of Public Administration Public Policy Department Graduate school Burapha University. (in Thai) Sudarat Sudsomboon. (2014). Social welfare of the elderly in Thailand. Southern Technology Journal, 7 (1): 1. (in Thai) Werasak Krueathep. (2007). Network: Innovation of local administrative organizations. Bangkok: The Thailand Research Fund. (in Thai) Wichit Awakun. (1999). Human relations techniques (8th ed.). Bangkok: O. S. Printing House. (in Thai) ปีท่ี 16 ฉบับท่ี 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 135

คณะผ้เู ขียน ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ศิรมิ า สุวรรณศรี โรงเรยี นกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต อาคารเฉลิมพระเกยี รติ 50 พรรษา มหาวชริ าลงกรณ เลขท่ี 145/9 ถนนสุโขทยั เขตดุสติ กรงุ เทพมหานคร 10300 email: [email protected] ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. เอกอนงค์ ศรสี �ำอางค์ โรงเรียนกฎหมายและการเมอื ง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อาคารเฉลมิ พระเกยี รติ 50 พรรษา มหาวชริ าลงกรณ เลขที่ 145/9 ถนนสุโขทยั เขตดุสิต กรงุ เทพมหานคร 10300 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สมศกั ดิ์ เจรญิ พลู โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวทิ ยาลยั สวนดุสติ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา มหาวชริ าลงกรณ เลขที่ 145/9 ถนนสุโขทยั เขตดสุ ติ กรงุ เทพมหานคร 10300 นางสาวพนารตั น์ พรมมา สำ� นักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลยั สวนดุสติ เลขท่ี 295 ถนนราชสีมา เขตดุสติ กรุงเทพมหานคร 10300 136 บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดุสิต

พ้ืนที่และความหมายโฮมสเตย์เกาะยอเพ่ือการทอ่ งเทีย่ วในบริบทพหวุ ัฒนธรรม Space and Meaning of Koh-Yor Homestay for Tourism in the Multicultural Context กรประพสั สร์ เขยี วหอม* ณฐพงศ์ จติ รนิรัตน์ พรพนั ธ์ุ เขมคณุ าศัย และสมิทธช์ าต์ พมุ มา คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ทักษิณ Kornprapat Kheawhom* Natthapong Chitniratna Pornpan Khemakunasai and Samitcha Pumma Faculty of Humanities and Social Sciences, Thaksin University Received: January 30, 2020 Revised: February 25, 2020 Accepted: March 4, 2020 บทคดั ย่อ การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพื้นที่และความหมายโฮมสเตย์เกาะยอเพื่อการท่องเที่ยวใน บริบทพหุวัฒนธรรม เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และ การสัมภาษณ์ ผใู้ ห้ขอ้ มูลหลัก 5 กลุม่ จำ� นวน 35 คน ได้แก่ กลุม่ นกั ท่องเทีย่ ว กล่มุ คนทำ� โฮมสเตย์ กลุ่มอาชพี ในชมุ ชน กลมุ่ ผนู้ ำ� และเจา้ หนา้ ทรี่ ฐั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ใชว้ ธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจงและการสโนวบ์ อลล์ ขอบเขตเนอ้ื หา เกยี่ วกบั พ้นื ที่ ความหมาย ระบบกรรมสิทธ์ิ การท่องเทีย่ ว โฮมสเตย์ และการท่องเท่ียวในบริบทพหุวฒั นธรรม โดยใช้แนวคิดพ้ืนที่ แนวคิดระบบกรรมสิทธิ์ แนวคิดเก่ียวกับการท่องเที่ยว และแนวคิดพหุวัฒนธรรม เป็นแนวทางวิเคราะห์ข้อมูล น�ำเสนอผลการวิจัยโดยวิธีวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า พื้นท่ีและ ความหมายโฮมสเตย์เกาะยอเพ่ือการทอ่ งเท่ียวในบรบิ ทพหุวัฒนธรรม จ�ำแนกเปน็ 3 ช่วง คอื 1) พ้ืนทแี่ ละ ความหมายชมุ ชนเกาะยอยคุ กอ่ นการทอ่ งเทยี่ ว (กอ่ น พ.ศ. 2529) ชมุ ชนมบี รรทดั ฐานรบั รองสทิ ธิ ในพนื้ ทด่ี ว้ ย การปักก�ำ และให้ความหมายภายใต้ระบบกรรมสิทธ์ิเอกชน 2) พ้ืนท่ีและความหมายชุมชนเกาะยอ ยุคการท่องเท่ียววิถีชุมชน (พ.ศ. 2529-พ.ศ. 2547) ชาวบ้านสร้างเครือข่ายท่องเที่ยวภายใต้วิถีชุมชน การรบั รสู้ ทิ ธแิ ละความหมายทะเลของชาวบา้ นซอ้ นทบั ระหวา่ งระบบกรรมสทิ ธเิ์ อกชน ระบบกรรมสทิ ธริ์ ฐั และ ระบบทรัพย์สินแบบเปดิ และ 3) พ้นื ทแี่ ละความหมายชุมชนเกาะยอยุคการทอ่ งเท่ียวโฮมสเตย์ (พ.ศ. 2548- พ.ศ. 2560) ชาวไทยเช้ือสายมลายูจากชายแดนใต้เข้ามาท่องเท่ียวมากข้ึน ชาวบ้านท�ำโฮมสเตย์ควบคู่ การท่องเท่ียววิถีชุมชนและกิจกรรมสันทนาการ รัฐกับชุมชนช่วงชิงความหมายพ้ืนที่ชายฝั่งทะเล ท�ำให้สิทธิ ในพ้นื ที่ยงั คงเปน็ ประเดน็ ถกเถียงต่อไป คำ� สำ� คัญ: พ้ืนที่และความหมายโฮมสเตย์เกาะยอ บริบทพหุวฒั นธรรม การท่องเท่ยี วในบรบิ ทพหุวัฒนธรรม การทอ่ งเทีย่ ววถิ ชี ุมชน * กรประพัสสร์ เขียวหอม (Corresponding Author) ปีที่ 16 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 137 e-mail: [email protected]

Abstract This research was aimed to study the space and meaning of Koh-Yor homestay for tourism in the multicultural context. The data was collected via participant observation, non-participant observation, and interview. The 35 key informants were classified into 5 groups: tourists, homestay operators, occupational groups in Koh-Yor Community, community leaders, and related government officers. The purposive and snowball samplings were employed to select the key informants. The scope involved space, meaning, ownership, tourism, homestay and tourism in the multicultural context. The concepts used for data analysis consisted of space concept, ownership concept, tourism concept, and multicultural concept. The research results were analyzed through descriptive analysis. The research findings revealed that the space and meaning of Koh-Yor homestay for tourism in the multicultural context could be classified into 3 periods. Firstly, space and meaning of Koh-Yor community before the tourism period (before 1966 A.D.), when it was originally multicultural. The people in the old generation had a social norm for land possession by using Pak Kam System to mark their private land possessions. Secondly, space and meaning of Koh-Yor community during the period of community tourism (1986-2004 A.D.), the local people created networks of tourism management under the concept community. The community acknowledgement of rights and meaning of sea overlapped on private right system, government right system and open property system. Finally, space and meaning of Koh-Yor Community in the homestay tourism period (2003-2017). Thai Malays from the Southern bordering provinces, increasingly traveled on this island. The community provided homestay services together with community-based tourism and recreational activities for tourists. The government and community, struggled in winning for the meaning of area, which provoked an argument about the rights in area utilization. Keywords: Space and Meaning of Koh-Yor Homestay, Multicultural Context, Tourism in the Multicultural Context, Community-Based Tourism บทนำ� การทอ่ งเท่ียวและการพักแรมในหม่บู ้านของชาวบา้ นในชนบท เริม่ มีในสังคมไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2503 ในระยะแรกเป็นการพักแรมของกลุ่มนักศึกษาออกค่ายพัฒนาวิถีชีวิตของชาวเขาทางภาคเหนือของไทยและ กลมุ่ นกั ทวั รป์ า่ (Sungkhakorn, 2009: 1-21) ชาวบา้ นไดแ้ บง่ หอ้ งในบา้ นใหเ้ ขา้ พกั แสดงนำ้� ใจไมตรตี อบแทน นักศึกษาท่ีช่วยพัฒนาหมู่บ้าน และแสดงความเอื้อเฟื้อแก่นักทัวร์ป่าท่ีเดินทางผ่านมาในหมู่บ้าน (Graduate School Chulalongkorn University, 2011: 100) ต่อมาชาวบา้ นได้พัฒนารูปแบบทพ่ี กั แรมไปตามหลักการ 138 บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต

ของโฮมสเตย์ มีกจิ กรรมใหน้ กั ทอ่ งเท่ยี วเข้าไปใชช้ ีวิตในชุมชน เรยี นรวู้ ิถีชวี ิต สังคม ประเพณี วฒั นธรรม และ แลกเปล่ียนประสบการณ์ร่วมกับชาวบ้าน และท�ำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมนอกเหนือจากอาชีพหลัก (Prabpairee, 2012: 36-40) และท่องเทย่ี วโฮมสเตยไ์ ดค้ ่อย ๆ กระจายไปส่ทู ุกภมู ภิ าคของไทย ผวู้ จิ ยั ไดท้ บทวนงานวจิ ยั เกย่ี วกบั การทอ่ งเทย่ี วโฮมสเตยใ์ นบรบิ ทสงั คมไทยทผี่ า่ นมาตงั้ แต่ พ.ศ. 2543- พ.ศ. 2560 พบว่า การท่องเที่ยวโฮมสเตย์ในบริบทสังคมไทยมีจุดเน้นและมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตาม มติ เิ วลา ซงึ่ มที งั้ การจดั การทอ่ งเทย่ี วโฮมสเตยโ์ ดยชาวบา้ น ชมุ ชน เอกชน และภาครฐั เมอื่ มองผลกระทบตลอดจน การเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนจากการท่องเท่ียวโฮมสเตย์ไทยถึงการเปลี่ยนแปลงท้ังรูปแบบการท่องเที่ยว การเปลยี่ นแปลงของพน้ื ทตี่ ามมติ เิ วลา ดงั เชน่ กรรมสทิ ธแ์ิ ละสทิ ธใิ นการเขา้ ถงึ ทรพั ยากรในพนื้ ที่ ความสมั พนั ธ์ เชิงอ�ำนาจระหว่างชุมชน นักท่องเที่ยว คนท�ำโฮมสเตย์ และภาครัฐ นอกจากน้ีได้เห็นการเปล่ียนแปลงของ ความหมาย และเบื้องหลังของการให้ความหมายการท่องเท่ียวโฮมสเตย์ของกลุ่มคนท่ีเกี่ยวข้องซ่ึงสื่อออกมา ในรปู ของพฤตกิ รรมการทอ่ งเทย่ี ว และนโยบายของรฐั เชน่ เดยี วกบั เกาะยอ พน้ื ทที่ อ่ งเทย่ี วกลางลมุ่ นำ�้ ทะเลสาบ สงขลาตอนลา่ งในจงั หวดั สงขลาจากการศกึ ษาขอ้ มลู ภาคสนาม พบวา่ ระยะแรกชาวเกาะยอและผคู้ น รอบลมุ่ ทะเลสาบสงขลาไดต้ ิดต่อไปมาหาสู่กันแลกเปลี่ยนและซือ้ ขายเพ่ือยงั ชพี ตามบรเิ วณพ้นื ทที่ ่าเรือรอบ ๆ เกาะ ซ่ึงตอ่ มาได้กลายเปน็ ตลาดนดั ตอ่ มาเมือ่ นโยบายพฒั นาทอ้ งถน่ิ ของรัฐเขา้ ส่พู น้ื ที่ ภายใต้แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาตฉิ บบั ที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) สะพานตณิ สลู านนทเ์ ปน็ เส้นทางใหมเ่ ชอื่ มเกาะยอกับแผ่นดิน ใหญ่ ฝั่งสงขลาและสิงหนคร นับตั้งแต่ พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา (Institute for Southern Thai Studies Srinakharinwirot University, 1986: 2588-2594) สง่ ผลให้กระแสการท่องเทีย่ วเขา้ สู่ชุมชน การท่องเท่ยี ว เกาะยอจงึ เรม่ิ ตน้ ภายใตว้ ถิ ชี มุ ชน จากการจดั การทอ่ งเทย่ี วโดยกลมุ่ ชาวบา้ น ตอ่ มาเมอื่ ชมุ ชนไดร้ บั การพฒั นา เสน้ ทางคมนาคมมสี ะพาน ติณสูลานนท์ข้ามเกาะ มีระบบสาธารณปู โภคพืน้ ฐาน มถี นนรอบเกาะ ไฟฟ้าและ น้�ำประปาเข้าถึงทุกหมู่บ้าน การเดินทางที่สะดวกสบายข้ึนส่งผลให้กลุ่มนักท่องเท่ียวเริ่มสนใจที่พักแรมเพื่อ สัมผัสบรรยากาศและวิถีชีวติ ชาวเกาะยอ การท่องเท่ียวเกาะยอเฟื่องฟูขึ้นภายใต้การจัดการของชาวบ้านของกลุ่มเครือข่ายอาชีพของชาวบ้าน สง่ ผลใหม้ กี ารกระจายรายไดใ้ นทอ้ งถน่ิ และชาวบา้ นปรบั ตวั เพอื่ รองรบั การจดั การทอ่ งเทย่ี วในบรบิ ทของสงั คม พหุวัฒนธรรมได้ ต่อมาใน พ.ศ. 2548 กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านได้พัฒนาขน�ำเล้ียงปลากะพงให้กลายเป็น โฮมสเตย์หลังน้อยกลางทะเลสาบ เร่ิมปรากฏกลางทะเลบริเวณบ้านท้ายเสาะ (หมู่ที่ 8) โดยการท่องเที่ยว โฮมสเตยเ์ กาะยอไดบ้ อกกลา่ วเลา่ สกู่ นั ฟงั ถงึ ความประทบั ใจและความแปลกใหม่ ชมุ ชนใหค้ วามสำ� คญั ยอมรบั เรียนรู้ และเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรมของกลุ่มนักท่องเท่ียว ดังนั้นการท่องเท่ียวโฮมสเตย์เกาะยอ จงึ ขยายตวั อยา่ งรวดเรว็ และกระจกุ ตวั หนาแนน่ ในบา้ นอา่ วทราย (หมทู่ ่ี 1) ซงึ่ ไดม้ ผี ศู้ กึ ษาประเดน็ ของพนื้ ทแ่ี ละ ความหมายของการทอ่ งเทยี่ วไวห้ ลายทา่ น พบวา่ กระบวนการสรา้ งความหมายจากกลมุ่ คนทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั พน้ื ที่ ไดส้ รา้ งความหมายภายใตผ้ ลประโยชนข์ องกลมุ่ ตนทร่ี บั จากพน้ื ทคี่ วามหมายจงึ มคี วามแตกตา่ งและหลากหลาย (Prapawadee, 2004:146-152) อกี ทั้งประสบการณ์ทางความคดิ ท่ีแตกต่างกนั ของกลมุ่ คนมีผลต่อการสร้าง ความหมาย (Khumphet, 2012: 156-178) นอกจากนยี้ งั พบวา่ การทอ่ งเทยี่ วเปน็ ปจั จยั ผลกั ดนั ทส่ี ำ� คญั ทำ� ให้ เกดิ ชดุ ของความหมายและเกย่ี วขอ้ งกับกลุ่มคนท่ไี ด้รับผลประโยชนจ์ ากพ้นื ที่ (Kongwijit, 2000: 122-124) การศึกษาพื้นท่ีและความหมายของการท่องเที่ยวโฮมสเตย์เกาะยอ จะท�ำให้เข้าใจถึงท่ีมาและ เบอื้ งหลงั ของการใหค้ วามหมายการทอ่ งเทย่ี วโฮมสเตยเ์ กาะยอในบรบิ ทพหวุ ฒั นธรรม คำ� ตอบทไี่ ดจ้ ากการวิจัย ปที ่ี 16 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 139

ครง้ั น้ี จะเปน็ การสง่ ตอ่ ความหมายใหส้ งั คมและหนว่ ยงานภาครฐั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งได้ รบั รแู้ ละเขา้ ใจถงึ เบอื้ งหลงั ของ การใหค้ วามหมายการท่องเที่ยวโฮมสเตย์ในบริบทพหุวฒั นธรรม ซึ่งมีความแตกตา่ งกันไปตามช่วงเวลา และ บริบทของพื้นที่ และการเปล่ียนแปลงของพื้นท่ีตามมิติของเวลา ซ่ึงน�ำไปสู่การลดปัญหาความขัดแย้งและ ผลกระทบทม่ี ตี ่อวถิ ีชีวติ ผู้คนในพนื้ ที่ทอ่ งเท่ียว และน�ำไปใชใ้ นการวางแผนก�ำหนดนโยบายการท่องเที่ยว เพอื่ พฒั นาสงั คมและทอ้ งถน่ิ ไทยของหนว่ ยงานภาครฐั ทง้ั นเี้ พอ่ื ใหส้ ามารถวางแผนการทอ่ งเทยี่ วเพอื่ พฒั นาสงั คม และท้องถิ่นไทยได้อย่างสอดคล้องกบั วิถีชวี ิตท้องถ่ินในรปู แบบสังคมพหวุ ัฒนธรรม วตั ถุประสงค์ เพ่อื ศึกษาพืน้ ทแ่ี ละความหมายโฮมสเตย์เกาะยอเพือ่ การท่องเท่ยี วในบรบิ ทพหวุ ฒั นธรรม แนวคิดทฤษฎีที่เกยี่ วขอ้ ง แนวคดิ ท่ีผู้วจิ ัยนำ� มาใชเ้ พื่อกำ� หนดกรอบแนวคิดในการศึกษามี 4 แนวคดิ คอื แนวคดิ พื้นที่ แนวคดิ ระบบกรรมสทิ ธ์ิ แนวคิดเกย่ี วกบั การทอ่ งเท่ยี ว และแนวคดิ พหวุ ัฒนธรรม ดังนี้ 1. แนวคดิ พนื้ ที่ ในทศั นะของอองรี เลอแฟบวร์ (Henrri Lefebvre, 1991) เป็นแนวคิดท่ใี ชอ้ ธิบาย และทำ� ให้เข้าใจเร่อื งความสมั พันธ์ของพ้นื ท่ที างกายภาพ ลกั ษณะทางกายภาพ ความสัมพนั ธ์และปฏิสัมพันธ์ ของกลมุ่ คนในพนื้ ที่ ซึง่ ท�ำใหเ้ กิดพ้นื ที่ทางสังคมที่เกยี่ วโยงกบั ระบบกรรมสิทธ์ิ ความสัมพันธ์เชิงอำ� นาจ และ การให้ความหมายพ้ืนท่ี ผู้วิจัยได้น�ำแนวคิดพื้นที่ในมิติของพื้นที่ทางสังคมมาใช้เป็นแนวทางในการอธิบาย ความสัมพันธ์ของพื้นท่ีทางกายภาพที่ท�ำให้เกิดพ้ืนท่ีทางสังคมซ่ึงมีความเก่ียวโยงถึงระบบกรรมสิทธิ์และ ความสัมพันธ์เชิงอ�ำนาจในพื้นท่ีตามมิติของเวลาที่ศึกษา การให้ความหมายพ้ืนที่ การท่องเท่ียวโฮมสเตย์ เกาะยอในบรบิ ทพหุวัฒนธรรมของกลมุ่ คนต่าง ๆ ทเี่ ข้ามาเกยี่ วขอ้ ง โดยจ�ำแนกตามมติ ิเวลาท่ศี ึกษา 2. แนวคิดระบบกรรมสทิ ธิ์ ในทัศนะของ ร.แลงกาต์ (Lingat, 1940) เป็นแนวคดิ ท่ีใชอ้ ธิบายและ ท�ำให้เข้าใจเรื่องการรับรู้สิทธิในพื้นท่ีของชุมชน และภาครัฐ ซึ่งมีความสัมพันธ์และเกี่ยวโยงกับการให้ ความหมายพน้ื ที่ ผูว้ จิ ัยไดน้ �ำแนวคดิ ระบบกรรมสทิ ธ์มิ าใชเ้ ปน็ แนวทางในการอธบิ ายการรบั รู้สิทธิในพ้ืนท่ีของ ชมุ ชน และภาครฐั ซ่งึ มคี วามสัมพันธแ์ ละเก่ียวโยงกับการให้ความหมายพนื้ ท่ี โดยจำ� แนกตามมิตเิ วลาที่ศกึ ษา 3. แนวคิดเกี่ยวกับการท่องเท่ียว ในทัศนะของ Warakulwit (2015) เป็นแนวคิดท่ีใช้อธิบายและ ท�ำให้เข้าใจความหมายของการท่องเท่ียว ความส�ำคัญของการท่องเท่ียว องค์ประกอบการท่องเท่ียว วัตถุประสงค์การท่องเท่ียว รูปแบบการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวรูปแบบโฮมสเตย์ ผู้วิจัยได้น�ำแนวคิดนี้ มาใชเ้ ปน็ แนวทางวเิ คราะหแ์ ละอธบิ ายการทอ่ งเทย่ี วเกาะยอ เพอื่ ศกึ ษาพลวตั การทอ่ งเทยี่ วเกาะยอตงั้ แตอ่ ดตี ถึงปัจจุบนั ในมติ ิรปู แบบ การท่องเทีย่ ว การจัดการทอ่ งเทีย่ ว และผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงท่ีส่งผลต่อ วถิ ีชีวิต ชุมชน สังคม และวัฒนธรรมของชาวเกาะยอ 4. แนวคิดพหุวัฒนธรรม ในทศั นะของ Kadmanee (2012) เปน็ แนวคดิ ทีใ่ ชอ้ ธิบายและท�ำใหเ้ ขา้ ใจ การปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้วิจัยได้น�ำแนวคิดน้ีมาใช้ วิเคราะห์และอธิบายการปฏิสัมพันธ์และการปรับตัวเพื่อยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ศาสนา และ ความเช่ือของนักท่องเท่ียวซึ่งมีทั้งชาวไทยพ้ืนถ่ินใต้ ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวไทยเช้ือสายมลายูที่เข้ามา ทอ่ งเท่ียวชมุ ชนเกาะยอ 140 บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ

กรอบแนวคดิ ผวู้ จิ ยั ไดก้ ำ� หนดกรอบแนวคิดเพอื่ เป็นแนวทางในการศึกษา ดงั น้ี แนวคิดพนื้ ท่ี กลุม่ ตวั อยา่ ง พ้นื ท่แี ละความหมาย - ความสมั พนั ธ์ของพนื้ ทท่ี างกายภาพ - นกั ท่องเทีย่ ว โฮมสเตยเ์ กาะยอ ลักษณะทางกายภาพ - คนท�ำโฮมสเตย์ เพื่อการทอ่ งเท่ยี ว - ความสมั พนั ธแ์ ละปฏสิ ัมพันธข์ องกลุ่มคน - กลุ่มอาชีพในชมุ ชน ในบรบิ ทพหุวฒั นธรรม ในพ้ืนท่ี - ผู้น�ำท่ีเป็นทางการ - การให้ความหมายพ้นื ที่ พืน้ ที่โฮมสเตย์ การให้ หรอื ไมเ่ ปน็ ทางการ เกาะยอเพือ่ ความหมาย แนวคดิ ระบบกรรมสทิ ธิ์ - เจ้าหนา้ ที่ การท่องเทยี่ ว โฮมสเตย์ เกาะยอ - การรบั รู้สิทธใิ นพืน้ ที่ของชมุ ชน และภาครฐั หนว่ ยงานภาครัฐ ในบริบท เพือ่ การท่องเทีย่ ว ท่ีเกย่ี วขอ้ งกับ พหุวัฒนธรรม ของกลุม่ คนตา่ ง ๆ แนวคิดเกยี่ วกับการท่องเทีย่ ว การท่องเที่ยว มกี ารเปลยี่ นแปลง ท่ีเก่ยี วขอ้ งในแต่ละ - ความหมายและความสำ� คัญของการทอ่ งเที่ยว โฮมสเตย์ ในแตล่ ะมิติเวลา มติ ิเวลา องค์ประกอบการท่องเที่ยว วตั ถุประสงค์ การทอ่ งเท่ียว รปู แบบการท่องเทีย่ ว และ การท่องเทย่ี วโฮมสเตย์ แนวคดิ พหวุ ฒั นธรรม - การปฏสิ ัมพันธท์ างวฒั นธรรมของกล่มุ คน หลากหลายวฒั นธรรม ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิด คำ� ถามการวิจัย การวจิ ยั เรอื่ ง พน้ื ทแี่ ละความหมายโฮมสเตยเ์ กาะยอเพอ่ื การทอ่ งเทย่ี วในบรบิ ทพหวุ ฒั นธรรม มคี ำ� ถาม ของการวิจยั ดังนี้ 1. พนื้ ทโ่ี ฮมสเตยเ์ กาะยอเพอื่ การทอ่ งเทย่ี วในบรบิ ทพหวุ ฒั นธรรมมกี ารเปลย่ี นแปลงในแตล่ ะมติ เิ วลา ทแ่ี ตกตา่ งกนั อย่างไร 2. การให้ความหมายโฮมสเตย์เกาะยอเพ่ือการท่องเท่ียวของกลุ่มคนต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องในแต่ละ มติ ิเวลามีการเปล่ียนแปลงเปน็ อยา่ งไร เหมอื นหรอื แตกต่างกนั หรือไม่ อยา่ งไร ระเบียบวิธวี จิ ัย การวิจยั คร้ังนใี้ ช้ระเบียบวิธวี จิ ัยเชิงคณุ ภาพ โดยมี 1. ขอบเขตของเนื้อหา ครอบคลมุ ในส่ีประเด็น คือ 1) เนือ้ หาเก่ียวกบั พ้นื ที่ และการใหค้ วามหมาย 2) เนื้อหาเก่ียวกับระบบกรรมสิทธิ์ในพ้ืนท่ี 3) เน้ือหาเกี่ยวกับการท่องเท่ียวและโฮมสเตย์ และ 4) เนื้อหา เก่ยี วกบั การทอ่ งเที่ยวในบรบิ ทพหวุ ัฒนธรรม ปที ี่ 16 ฉบับท่ี 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 141

2. ขอบเขตด้านพน้ื ที่ คือ บริเวณพ้นื ทีบ่ ้านอา่ วทราย (หมู่ท่ี 1) ต�ำบลเกาะยอ อำ� เภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เนื่องจากเป็นพ้ืนท่ีที่มีการท่องเท่ียวโฮมสเตย์จ�ำนวนมากและกระจุกตัวอย่างหนาแน่นที่สุดใน ตำ� บลเกาะยอ อำ� เภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา 3. นิยามศพั ท์เฉพาะ 3.1 พ้ืนทีแ่ ละความหมายโฮมสเตย์เกาะยอ หมายถึง ลกั ษณะทางกายภาพ ความสมั พันธ์ และ ปฏสิ มั พนั ธข์ องกลมุ่ คนในตำ� บลเกาะยอ อำ� เภอเมอื งสงขลา จงั หวดั สงขลา ตงั้ แตย่ คุ กอ่ นมกี ารทอ่ งเทย่ี ว (กอ่ น พ.ศ. 2529) ยุคการทอ่ งเที่ยววิถชี ุมชน (พ.ศ. 2529-พ.ศ. 2547) และยคุ การท่องเทย่ี วโฮมสเตย์ (พ.ศ. 2548- พ.ศ. 2560) ซึ่งในแต่ละยุคนน้ั คนกลุ่มตา่ ง ๆ ไดม้ ีการอธิบายและตีความหมายของพนื้ ทีแ่ ตกต่างกันไป 3.2 บริบทพหวุ ัฒนธรรม หมายถึง พ้นื ทีต่ ำ� บลเกาะยอ อำ� เภอเมอื งสงขลา จังหวัดสงขลา ท่ีมี กลมุ่ คนทอ้ งถน่ิ และกลมุ่ คนจากสามจงั หวดั ชายแดนใต้ (ปตั ตานี ยะลา และนราธวิ าส) รวมถงึ ชาวตา่ งประเทศ ท่เี ขา้ มาท่องเทยี่ ว ท�ำให้พ้นื ทตี่ ำ� บลเกาะยอมคี วามหลากหลายทางวฒั นธรรม 3.3 การท่องเที่ยวในบริบทพหุวัฒนธรรม หมายถึง การที่กลุ่มคนท้องถิ่น และกลุ่มคนจาก สามจังหวดั ชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) รวมถึงชาวตา่ งประเทศเขา้ มาทอ่ งเทยี่ วต�ำบลเกาะยอ ต้ังแต่ยุคก่อนการท่องเที่ยวในยุคการท่องเที่ยววิถีชุมชน (พ.ศ. 2529-พ.ศ. 2547) เพื่อเรียนรู้และเท่ียวชม การเกษตรแบบผสมผสาน (สวนสมรม) ชมวถิ อี าชพี การทำ� ประมงพนื้ บา้ น และภมู ปิ ญั ญาการทอผา้ โดยเฉพาะ ยุคการท่องเท่ียวโฮมสเตย์ (พ.ศ. 2548-พ.ศ. 2560) ได้มีกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเข้ามา ท่องเที่ยวมากขึ้น และมีกจิ กรรมสนั ทนาการ มาเป็นทางเลือก สำ� หรบั นักทอ่ งเทีย่ ว 4. กลุ่มผใู้ หข้ ้อมลู หลัก ผู้วิจัยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักโดยพิจารณาจากกลุ่มผู้คนด้ังเดิมที่อาศัยอยู่ในชุมชนไม่น้อยกว่า สามช่วงอายุคน ซ่ึงมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชุมชนเกาะยอตั้งแต่ยุคก่อนเกิดการท่องเท่ียวในชุมชน จนกระทั่งเมื่อมีกระแสการท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชน กลุ่มของนักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่รัฐจากหน่วยงานที่ เกี่ยวขอ้ งกับการทอ่ งเท่ียวในชุมชน โดยผวู้ ิจัยได้จ�ำแนกออกเป็นกลุม่ คน 5 กลุม่ รวมทัง้ สิ้น 35 คน ดงั น้ี กลมุ่ ท่ี 1 นกั ท่องเท่ียว ได้แก่ ผทู้ เ่ี ดนิ ทางเข้ามาท่องเท่ยี วโฮมสเตย์เกาะยอ จ�ำนวน 5 คน ไดแ้ ก่ นักทอ่ งเทีย่ วชาวไทยพน้ื ถิน่ ใต้ นกั ทอ่ งเทย่ี วชาวไทยเช้ือสายมลายู และนักทอ่ งเท่ียวชาวไทยเชอ้ื สายจนี โดย ใช้วธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจง กล่มุ ที่ 2 คนท�ำโฮมสเตย์ ไดแ้ ก่ เจ้าของโฮมสเตย์เกาะยอทตี่ ง้ั อยใู่ นบา้ นอา่ วทราย (หมทู่ ่ี 1) ต�ำบล เกาะยอ อ�ำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา จำ� นวน 9 คน โดยใช้วิธกี ารเลือกแบบสโนว์บอลล์ กลุ่มท่ี 3 กลุ่มอาชีพในชุมชนเกาะยอ ได้แก่ ชาวบ้านท่ีอาศัยอยู่ในต�ำบลเกาะยอ โดยแบ่งเป็น คนสามร่นุ ประกอบด้วย รุ่นปยู่ า่ ตายาย รุ่นพอ่ แม่ และรุ่นลูก จ�ำนวน 9 คน กลมุ่ ที่ 4 ผนู้ ำ� ทเ่ี ปน็ ทางการหรอื ไมเ่ ปน็ ทางการ ไดแ้ ก่ ผนู้ ำ� หรอื ผรู้ ใู้ นทอ้ งถนิ่ ตำ� บลเกาะยอ อำ� เภอ เมอื งสงขลา จงั หวดั สงขลา จำ� นวน 9 คน กลมุ่ ท่ี 5 คอื เจา้ หนา้ ทห่ี นว่ ยงานภาครฐั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การทอ่ งเทย่ี วและโฮมสเตย์ ไดแ้ ก่ เจา้ หนา้ ที่ ส�ำนักงานการท่องเท่ียวและกีฬาจังหวัดสงขลา เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนต�ำบลเกาะยอ และเจ้าหน้าที่ สำ� นักงานเจ้าทา่ ภูมิภาคสาขาสงขลา จ�ำนวน 3 คน 142 บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

5. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ผวู้ จิ ยั เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ไดเ้ รม่ิ ศกึ ษาตง้ั แต่ พ.ศ. 2558 ถงึ พ.ศ. 2560 โดย เก็บรวบรวมข้อมูลสองวิธี คอื การสังเกตแบบมสี ว่ นร่วม (Participation Observation) การสงั เกตแบบ ไมม่ ี ส่วนร่วม (Non-Participation Observation) และการสัมภาษณแ์ บบไมเ่ ปน็ ทางการ (Informal Interview) โดยผู้วิจัยได้สัมภาษณผ์ ใู้ ห้ขอ้ มลู หลักเปน็ รายบุคคล และเปน็ รายกล่มุ 6. การวิเคราะหข์ ้อมูล ผวู้ จิ ยั นำ� ขอ้ มลู ท่ีได้จากการสงั เกตและสมั ภาษณ์มาตรวจสอบความครบถว้ น ของขอ้ มลู ตามวตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ และตคี วาม เพอ่ื จดั หมวดหมตู่ ามประเดน็ วตั ถปุ ระสงค์ การวิจัย โดยใช้กรอบแนวคิดเป็นแนวทางก�ำหนดประเด็นน�ำเสนอผลการศึกษา จากนั้นจึงเรียบเรียง ผลการศึกษา นำ� เสนอด้วยวิธีพรรณาวเิ คราะห์ พร้อมทงั้ น�ำเสนอภาพประกอบตามความเหมาะสม ผลการศึกษา ชุมชนเกาะยอมีลักษณะพื้นที่ทางกายภาพเป็นเกาะอยู่กลางทะเลสาบสงขลา มีฐานะเป็นต�ำบลหนึ่ง ตัง้ อยใู่ นอำ� เภอเมอื งสงขลา จงั หวดั สงขลา ประกอบดว้ ย 9 หมบู่ า้ น ไดแ้ ก่ บ้านอา่ วทราย (หมทู่ ี่ 1) บ้านตนี (หมทู่ ่ี 2) บา้ นนอก (หมทู่ ี่ 3) บา้ นสวนทเุ รยี น (หมทู่ ี่ 4) บา้ นทา่ ไทร (หมทู่ ่ี 5) บา้ นนาถนิ (หมทู่ ่ี 6) บา้ นปา่ โหนด (หม่ทู ่ี 7) บ้านทา้ ยเสาะ (หมทู่ ี่ 8) และบ้านสวนใหม่ (หมูท่ ี่ 9) จากการศกึ ษาพนื้ ท่แี ละความหมายโฮมสเตย์ เกาะยอเพื่อ การท่องเทยี่ วในบริบทพหวุ ัฒนธรรม ปรากฏผลการวจิ ยั จ�ำแนกออกเปน็ สามช่วง ดังน้ี 1. พ้นื ที่และความหมายชมุ ชนเกาะยอยุคกอ่ นการทอ่ งเทยี่ ว (กอ่ น พ.ศ. 2529) ยุคนี้จำ� แนกออกเป็น 2 ประเดน็ คือ 1.1 ประเด็นพ้นื ท่ีและประวตั ิศาสตร์ของพน้ื ท่ชี ุมชนเกาะยอ ตามคำ� บอกเลา่ ของกลมุ่ ผอู้ าวโุ สพบวา่ ชมุ ชนเกาะยอเปน็ ชมุ ชนชาวพทุ ธโบราณ เรม่ิ ปรากฏ ในพ้ืนที่ระบบนิเวศทีร่ าบลมุ่ บา้ นนาถิน แสดงถงึ ภมู ปิ ัญญาในการเลือกระบบนเิ วศที่ราบลุ่มเป็นพืน้ ทอ่ี ยู่อาศยั และพนื้ ทที่ ำ� กนิ โดยทำ� นาเพอื่ ยงั ชพี และปลกู พลใู นบรเิ วณพนื้ ทรี่ าบใกลบ้ า้ นเรอื น ชมุ ชนอยรู่ ว่ มกนั แบบพงึ่ พา อาศยั กนั ภายใตว้ ฒั นธรรมชาวนา มรี ะบบความสมั พนั ธก์ นั แบบเครอื ญาติ ตอ่ มาชมุ ชนไดข้ ยายออกไปตามพนื้ ท่ี ชายฝั่งทะเลสาบแยกเป็นสองสาย สายแรกขยายไปด้านทิศตะวันตกของเกาะ สายท่ีสองขยายไปตามพ้ืนที่ ชายฝัง่ ตะวันออกของเกาะ ชาวบ้านท่ีอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งและป่าชายเลนมีวิถีอาชีพการท�ำประมงพ้ืนบ้าน บางครอบครวั ทำ� โรงเบอ้ื งและโอง่ อา่ งดนิ เผา สว่ นคนทมี่ พี นื้ ทท่ี ำ� กนิ อยบู่ นภเู ขามวี ถิ อี าชพี การทำ� สวนยางพารา บรเิ วณพ้ืนทเี่ นนิ เขาชาวบา้ นมวี ถิ อี าชีพการเกษตรแบบผสมผสานหรือเรยี กว่าการทำ� สวนสมรม เป็นการปลูก พชื หลากหลายชนิดรวมกนั เช่น ละมุด (สหวา) จ�ำปาดะ ขนุน และได้สบื ทอดภมู ปิ ัญญาการทอผ้าพื้นเมอื งที่ เรียกว่าผ้าทอเกาะยอ ผลผลิตที่ได้มุ่งเพื่อการยังชีพในครัวเรือนเป็นหลัก และผลผลิตอีกส่วนหน่ึงน�ำไปใช้ใน การแลกเปลยี่ นเพื่อการยงั ชพี กบั ชุมชนชาวไทยพนื้ ถ่ินและชมุ ชนชาวไทยเชือ้ สายมลายูทอ่ี ยูร่ อบลมุ่ ทะเลสาบ สงขลา ดังภาพที่ 2 ปีที่ 16 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 143

ที่มา: ทโด่มี ยาผ: โ้วู ดิจยยั ผจู้วดั ภภิจทายัาาพจพรัดทว่ทท่ีมี่22�ำกรับแแ่วผกมผนลนกทุ่มับทแ่ีผกแี่ สู้รลสู้ดมุ่ดผงผงอู้ วว้รูาถิ ถิู้วีอผีอุโาอู้สาชาชชีพวาพี ุโชวสชาเชกาววาาเกวเะกเายกาะอาะยะยวอยอนั อกทก่อวี่่อน1นั น4ทพพี่พ.1ศ.ฤศ4.ษ.2พภ25ฤ5า2ษค29ภม9า2ค5ม621561 ชรกแน2จมสะามพุมาทีาเแยรยชมัยข้ังแภนมมแพสเพรนะชบนโตนรบัลลญัพีีทบ�ำาื้้นืนนกาีย้ไราายไะะรด้ังรวัฒทถเี้นลกนนมปใทพชมอาไใ้ิ่นกัก่ีโตยน้ยทชณารน็งาา้นืยมษัในร้นาาวะส้วงยปตบทีบปะวณวกแ3ไตยิธิ1ทพ กั้ส่ใีทาบป่าท ฏาพีคะ์เช.จ์นธมล้ืนยรนท2รยบร บบินดิข ุบัมิใะทังยกจถาะพา่1กนรแ้ีนนัตาสใชจยโยะำ�า่นิมรชน.นระื้นทพบบิสโิาอ2ทนะแเรบะุามใน้ัรยยลดนถเบบื ร้ืนงนปตธเยณ้ามปชบคะกิ่นินายิปตใท้นกกกะสรรสน็ณอืานกชนานใแ่ะอะลเกั่ีผิคซททิย2ตะปเาาผพลตปยมยากกู้กน่ึงรกธ้ธวรย็นู้น้วย์เะชื้ะีนบนัฏอาเาเ์ิชิาาไปทใอมบอเผากนาทนะทงริทมบชาป3า่ักเตชกูน้วาทาปจ้ีวยยปุามบพัต่ีนน็กกบุชรมรรก�ำไับ้กออเิส็ชานั้น้ืนกทกาปะชตชนช้าาคงจทเืบนมพายลท้ือุมยนปรักรนถรอ:ซเรตาะงุ่้ืมนเใสชี่ปกป็่ินนอค:รกงง่ึชปหส่อผนากท�ำพ็นงชบัฏเคอพกา้ือ่ัวกก้คยรทูอ้าี่มุทผรือร้นืบิยาสื้นน:ลั่ินม:จวราอ้อรชู้นราไทาัตกงปทามีนเวใักงบกบงนงย�ำขใิอี่สหมาุโลถา่ีทสสนลาชรจูไรส้ารแยืบห้น่ิาคทิดรังาู้ส่ดุมเณีนสบเลกู่อยกทรคมลเใ้งวธิิทนชู่พรูระลชาขัาบสลใิา่อามาแนณม่ิแธศ้ืนชนุ่วม้กอัว่ีมงรยยดพลิลใคเธิยัาพผาทคาู่า้งสขแพนหกะห้วคีอวแรไกู้อิมทน้ืี่้าลันบื้ชพนมมบไดิยุจวลราาสททธพะามา้าเัทา้ืฒนไัแรฐาวะู่พิใพวซกี่ปงยกยหจารปบุโี่พนทนไคื้นงึ่สลอ่ืแเีเตาตรพุวบทรพ่ีชน้ืปโชนธทรเ่เนละรแัฒะดื้นกลปย้ือาื้ทนร็นีตนง่ีนะาลกย่ลาวเรทกัสรนสแ่ทีทรกชาบีปะาวบฐัใ่ียมกา่ี่วละธกี่าโ่ิงื้อชศ่ารกปรแา้ยทนำ�ดแบะไรกอ้ส้วระในฎรมลนมยกปรี่สลินบบหนิทธานะปะ้หกจี้ลมใฎ�ำละยีทกา้ทหจักดชอปฏบัาามคทหางบมาง้ัาุานิกฐ้วใมยรบิจคยัญาบร่ีลมรสศหราิหธใะูปอยขนตัตีปาหานราในเใีกญนมงอดเัหญสิยนยนขคทักบญาพขพีปู่บ่มงินบืูเ้ท�ำอัลญัรกดหกอพื่ไอ่มรน้ืเา้ากททปกุงุ่มมาดฐแาะงใ่อืเรนาทช้อหอซาสักนท้เชินตาลนัจบรพมุอ่ีมนงดึ่มงยีนกุม่าทะะลับับอรไยีผชื่อเหกบู่บ�งำพเขชปุ่มมาปรอจอูู่้นลในินันซ้างไอนอืน้ปมทหอๆง็นาสว�ำภไึ่งนมใงสงเาทงศัญปญะหก้เกเากสาามภชพปิหปทยัเใี่มบ่ิงรญหเย่บิทาผีลุนมาป็ืน้น็านแธไะาสะใา้ใู้ธ่มมยาสสทิชแลน็ทสตหกบหตยงแินใา้กาู่กะลนะญัร้รรี่าขว่าญนอลจหบ�ำบนัพะเะะะสเงนลลละใับหใบ่กรบสาบบกโู่กน้ืนหากกักจดืมองๆ้าางบาันวบทมญาามคษอนยะขู่ทบรนจโารที่กรินตงภ่มณเหยดลใี่้ชาาใกตทสรำ�พหิพนหาายอนรารา้ัา์จงรก้น่ีชื้เน้ยคตีือมเวา้คื้นใแรมสบันิสทาในไททขวทบทวาตทียสนจมท้วนาาอาม่ีตช่ีา้่ีาช่บแิที่ไอห้ยงงั้ทมมบงใมิาน้ัตงทารบเไงธหามชาหหวแราววีิพเพกยวิ์เนงมุู่บ้รบเืองกม้เไมตอเกปัพฒเ้ืนปีคบทยช้าร้าแรลา่กแาิดรื้น็นนทนกน่ินกมือยยนลยาชระรกถ่ียะาพกนมะั่ินนกเทเื้นาบปรซวาใาณทบ่ิ็นมต่ราึ่งงี่้ ควาทม�ำสใัมหพ้เกันิดธร์เชะบิงอบาคนวาาจมรสะัมหพวัน่าธงน์เชาิงยอบ�ำ้านนาแจรละะหลวูก่าบง้านนายนบา้ายนบแ้าลนะมลีบูกทบบ้านาทนเปาย็นบผ้าู้รนับมรีบองทสบทิ าธทิใเนปพ็นื้นผทู้รับี่ขรอองงชสาิทวบธิใ้านน โดย เปน็ พผู้อนื้ อทกขี่ หอนงชงั าสวือบรา้บั นรอโงดสยิทเปธน็ใิ นผพู้อ้ืนอกทหมี่ นรดงั สกือสรบื บั ทรออดงมสิทาจธาิในกรพะื้นบทบม่ี จราดรกตี สบื(ปทกั อกดาม)าภจาายกใรตะร้ บะบบจบากรรตี รม(ปสกั ทิ กธำ� ิ์เ)อกภชานยใต้ ระบบกรรมสิทรธะเิ์ อยกะชรนัฐ : การรับรองสิทธิและการให้ความหมายพ้ืนที่โดยกฎหมาย รัฐได้เข้ามามีบทบาทในการ รับรองสิทธิในรพะ้ืนยทะรี่แัฐละ:กการาใรหร้ัคบวราอมงหสิทมธาิยแพละ้ืนกทาี่ผร่าในหท้คาวงากมฎหหมมาายยพอื้นยท่าี่โงดจยรกิงจฎังหมเกาิดยเปร็นัฐคไดว้เาขม้าสมัมาพมันีบธท์เบชิงาอทานาจ ระหใวน่ากงารรฐั รตับ่อรชอางวสบิท้าธนิในซพ่งึ น้ื าทยี่แบลา้ ะนกอาอรกใหห้คนวังาสมือหรมับารยอพงใื้นหท้นี่ผ้ัน่านจทะาตงอ้ กงฎมหีเอมกาสยาอรยร่าับงรจอรงิ สจัทิง ธเิใกนิดพเปนื้ ็นทคี่โดวยามรัฐสดัม้วพยันจธ์ึงจะมี สทิ ธิในพืน้ ทตี่ ามกฎหมายภายใตร้ ะบบกรรมสิทธิเ์ อกชน 144 บณั ฑิตว2ิท.ยายพลคุัย้นื นมทห้จี ่ีแาาวลทิแะยนาคลกยัวสอาวอมนดกหุสเติมปาน็ ยช2ุมปชรนะเเกดาน็ ะยคอือยคุ การทอ่ งเทีย่ ววถิ ีชุมชน (พ.ศ. 2529-พ.ศ. 2547) 2.1 พนื้ ท่ีและการใหค้ วามหมายชุมชนเกาะยอในยุคการท่องเท่ยี ววถิ ชี มุ ชน

เชิงอ�ำนาจระหว่างรัฐต่อชาวบ้าน ซ่ึงนายบ้านออกหนังสือรับรองให้นั้น จะต้องมีเอกสารรับรองสิทธิในพ้ืนที่ โดยรัฐด้วย จงึ จะมีสิทธใิ นพ้ืนทีต่ ามกฎหมายภายใตร้ ะบบกรรมสิทธิเ์ อกชน 2. พืน้ ทแี่ ละความหมายชมุ ชนเกาะยอยคุ การท่องเท่ียววิถชี มุ ชน (พ.ศ. 2529-พ.ศ. 2547) ยคุ น้จี �ำแนกออกเป็น 2 ประเด็น คอื 2.1 พน้ื ทแี่ ละการให้ความหมายชมุ ชนเกาะยอในยคุ การทอ่ งเทย่ี ววถิ ชี ุมชน ยุคน้ีนโยบายพัฒนาท้องถ่ินของรัฐเข้าสู่พ้ืนท่ี เส้นทางคมนาคมเปล่ียนจากเส้นทางเดินเรือ เป็นเสน้ ทางรถยนตผ์ า่ นสะพานติณสลู านนท์ ชมุ ชนเร่ิมมไี ฟฟ้าและน�้ำประปาใช้ ตลาดนัดทา่ เรือซ่งึ เป็นพนื้ ท่ี ทางสังคมท่ีส�ำคัญได้หายไปเปลี่ยนเป็นตลาดนัดหน้าถนน กระแสการท่องเที่ยวเร่ิมเข้าสู่ชุมชนอย่างรวดเร็ว ชปเแทเลลาลพ่ีรีย้นวะะักงไชคไชบกนมปเปใซทาุมลราวรนารกลวยเิ่มมิุ่เชาณาลรวลปาพมนนปกม่ิกัณใารชื้กัไนนฏรพลษงะดพุทากทถดกก.มณ้เศกื้นอ่ชร่ินนระาง.ฏิ่มะงุะทมรพเอ้ใลเ2รตปชใก่ีชยขทน้ื ชสีส5้ังราลาอยี่บช้าพ3อารยงซงว้าบาก1แร้ืนฝสชตนง่ึวจฏ์ทยัท่งเัาตอ่วลไ�ำป่งแวทิถะมวดนโทช็นไลรีเอย์านกทวี่พิงละกงเเาาน�้ทำยมแกัมชปลชรแมพรอ่ืใรื้อาย่าใีพนลัาพชปมน้ืกชสทุ กกละ้พยรถขาาธแากัปะยนิ่า้ืนึ้ยน์แรรลษมก่เาใทจฝัฐทละตาณดรไีนไะงนณารม้แดังขชเะน้าล้ปลล้สแาอรนพเาตว่งะดรลีสรงไอ.ิดเไารส่ิมศลอะดสทาตกัฐิท.ปรชงร้หหยเัง้2ฏท์ิมาธรพมเโา5แชวโิกาพช่อืรดพ3โไกลอ้ืาางบรใท1ไงฏสวระพหงปรพยบเาวแปกาช้ิเขจยเถิาวร้างาราช้าาจงอีมนณรวาถดก้ือนีาแใปกแึงังชชสหแชยฏภรแทลาุมาลพี้เ่งะลาะยลกรยชะชกมพะัพไี้ยฝามรนิงาซชงทงรั่ง้ายทลรพกาปแนใ่ีชทาารว3ชน้ืลลลอกาัยพำ�ไ้พาบาะวาทนรูเยงใหขบเื้นใ้ายานานทน้านาไ้าเทกกินดชะมรพนลระรบห้อื้เเา้ืดนเแลขะเสรรทมลกลทชสาิเ่ิมาด่อวมาะังา่ียถเไณงรคสาบรมปมเใซวกิอืททชจลชจท่ึงาขกาธาา่ีพ้ายเมะย้ึิปนยกนกสวน้ืชเฝเูาชว็นวจลขทุกั่งรนมุดนกาบา้แะเชชนังมลไมขรลเุมรปนลวยา้าาิเะ่นขวทนถุรกทตเชณอานาึงอ่ดิมธาเรงทกนิง์แตวพราัฐสเฏรบเฝิ่มกัง้ท้ืนไขัตัพโงโา้ลดยี่าทพวชพขนยด้สว์น่ีชุมงอเางเจ่นงรพร้าางกพชเำ�มิ่้ออืรยสาแรนนาถัฐยกงฝรใลงไวเมนสลิม่ังดพะนดทวแงพชแ้เปงัมื่อนระลื้นาภลต่าาใ่ิมไเะวหทกะไา่ลอรปบปมพ้่ี่มร้้าล่าทาานชดเ่ีกมา3ลใฏยหื่อง้ ภาพที่ 33 แแผผนนททแี่ แ่ี สสดดงงววถิ ถิ ีอีอาาชชพี ีพชชาาววเกเกาะาะยยออยยุคุคกากราทรอ่ทง่อเงทเย่ีทวย่ี ชวมุ ชชมุ นชน(พ(.พศ.ศ2.522592-พ9-.ศพ.ศ2.524574) 7) ทม่ี าา:: โโดดยยผผวู้ ู้วจิ จิ ัยัยจจัดดั ทท�ำารรว่ ว่มมกกับบั กกลลมุ่ ่มุผผรู้ ู้รผู้ ผ้อู ้อูาวาโุวสโุ ชสาชวาเวกเากะายะอยอวนั วทนั ี่ท1ี่414พฤพษฤภษาภคามค2ม5265161 ชา วบ ้านเร่ิมชมาวีรบะ้าบนบเกร่ิมารมจีรัดะบกบารกวาิถรีอจัดาชกีพารตวนิถเีออางชเีปพ็นตนระเอบงบเปเค็นรรือะขบ่าบยเคเพร่ือือรขอ่ายงรเพับ่ือกรรอะงแรสับกการระทแ่อสงเที่ยว วิถีชกุมาชรนท่อสงรเท้า่ยีงเวควริถือีชขมุ ่าชยนเพสื่อรรา้ องเงครรับือกข่าายรเจพัด่ือกราอรงทรับ่อกงาเทรจี่ยัดวกวาิถรีชทุม่อชงเนทสีย่ อวงววิถิถชี ีุมคชือนส1อ)งกวลิถีุ่มควอื ิถ1ีเก) ษกลตุ่มรวแิถบเี บกษผตสรมผสาน (สวนสมรม) โดยการจัดการของกลุ่มชาวบ้านท่ีมีวิถีอาชีพการเกษตรแบบผสมผสานหรือที่การทาสวนสมรม 2) กลมุ่ วถิ ีเล (ทะเล) โดยการจดั การของกลุ่มชาวบ้านวถิ อี าชีพประมงพป้ืนที ่ี บ16้าฉนบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 145 2.2 สทิ ธิในพนื้ ที่ และบรรทดั ฐานของชุมชนเกาะยอในยคุ การท่องเท่ยี ววถิ ีชมุ ชน ชุมชนยังคงเชื่อมโยงวิธีคิดแบบปักกาเพื่อแสดงสิทธิในพื้นที่ท้ังบนบกและในทะเลผ่านการปักกา

แบบผสมผสาน (สวนสมรม) โดยการจัดการของกลุ่มชาวบ้านที่มีวิถีอาชีพการเกษตรแบบผสมผสานหรือ ทกี่ ารทำ� สวนสมรม 2) กลมุ่ วิถเี ล (ทะเล) โดยการจดั การของกลมุ่ ชาวบา้ นวิถีอาชพี ประมงพ้ืนบา้ น 2.2 สทิ ธใิ นพน้ื ท่ี และบรรทดั ฐานของชมุ ชนเกาะยอในยคุ การทอ่ งเทย่ี ววิถชี มุ ชน ชุมชนยังคงเชื่อมโยงวิธีคิดแบบปักก�ำเพื่อแสดงสิทธิในพ้ืนท่ีทั้งบนบกและในทะเลผ่าน การปกั กำ� ภายใตร้ ะบบกรรมสทิ ธเ์ิ อกชน ในขณะเดยี วกนั ชมุ ชนยงั คงรบั รสู้ ทิ ธใิ นพน้ื ทะเลวา่ เปน็ พน้ื ทส่ี าธารณะ ภายใตร้ ะบบทรพั ยส์ นิ แบบเปดิ ทำ� ใหก้ ารรบั รคู้ วามหมายพน้ื ทะเลของชาวบา้ นมกี ารซอ้ นทบั กนั ระหวา่ งระบบ กรรมสทิ ธเ์ิ อกชนและระบบทรพั ยส์ นิ แบบเปดิ ขณะเดยี วกนั ชมุ ชนไดใ้ ชห้ ลกั จารตี ผสานกบั หลกั การแบง่ ปนั ทำ� กนิ ภายใตร้ ะบบความสมั พนั ธแ์ บบเครอื ญาติ รว่ มกบั ความสมั พนั ธส์ ว่ นตวั ในลกั ษณะความเปน็ พวกเขาพวกเรา ต่อมาเม่ือประมาณ พ.ศ. 2545-พ.ศ. 2548 รฐั มนี โยบายส่งเสรมิ ให้ชาวบ้านท่ีเล้ยี งปลาในกระชงั ซ่งึ เป็นกลวิธี รูปแบบหน่ึงเพื่อจับจองที่ท�ำกินในทะเลโดยรัฐออกหนังสือรับรองสิทธิ เรียกว่า โฉนดทะเล ชุมชนรับรู้ความ หมายและสทิ ธใิ นโฉนดทะเลวา่ เจ้าของโฉนดทะเลย่อมมีสิทธิในพน้ื ท่ีภายใต้ระบบกรรมสิทธแ์ิ บบเอกชน นอกจากน้ีกระแสการท่องเที่ยวท่ีเข้าสู่พื้นที่อย่างรวดเร็วส่งผลให้ระบบนิเวศของชุมชนมีการ เปลยี่ นแปลงของพนื้ ทที่ างกายภาพ ทรพั ยากรเรมิ่ ถกู ทำ� ลาย เกดิ การรวมกลมุ่ ชาวบา้ นเพอ่ื สรา้ งเครอื ขา่ ยรกั ษา สทิ ธใิ นพนื้ ทแี่ ละสรา้ งความหมายของพนื้ ทไี่ วใ้ หเ้ ปน็ พน้ื ทส่ี าธารณะ ภายใตร้ ะบบทรพั ยส์ นิ แบบเปดิ ในรปู แบบ ของการอนรุ ักษท์ รพั ยากรธรรมชาตแิ ละป่าชายเลน 3. พน้ื ท่แี ละความหมายชมุ ชนเกาะยอยุคการทอ่ งเทย่ี วโฮมสเตย์ (พ.ศ. 2548-พ.ศ. 2560) ยุคนีจ้ �ำแนกออกเป็น 3 ประเดน็ คือ 3.1 พืน้ ที่กับการปรับเปล่ยี นในยุคการท่องเท่ยี วโฮมสเตย์ ยุคน้ีชุมชนปรากฏบ้านเรือนหนาแน่นและกระจายมากข้ึน ในขณะท่ีพื้นที่สวนน้อยลง คนภายนอกเขา้ มาจดั การทรพั ยากรในพนื้ ท่ี เมอื่ ประมาณ พ.ศ. 2551 เรมิ่ ปรากฏหมบู่ า้ นจดั สรร ชาวบา้ นทม่ี สี ทิ ธิ ในพน้ื ที่ชายฝงั่ ถมทะเลตามกนั มากขึน้ คนท่ีมเี งินทนุ ท�ำร้านอาหารตามพนื้ ท่ีชายฝัง่ สร้างโรงแรม รสี อร์ท และ เร่ิมปรากฏโฮมสเตย์ มขี อ้ สังเกตว่าเมือ่ ระบบทุนใหม่ได้เข้าสู่พื้นท่ี ทำ� ให้ความเหนยี วแนน่ ของความสมั พนั ธ์ใน ชมุ ชนเรมิ่ เบาบางลง การใชพ้ นื้ ทะเลแผอ่ อกไปไกลมากขนึ้ ชว่ งนช้ี าวบา้ นใชว้ ธิ สี รา้ งเครอื ขา่ ยกบั ชมุ ชนทอี่ ยใู่ น ลกั ษณะระบบนิเวศชายฝง่ั ทะเลเหมอื นกัน เพื่อส่งผลผลติ มาจำ� หน่ายในชุมชน สว่ นชาวประมงพืน้ บา้ นท่มี ีทนุ ไดป้ รบั วถิ ีอาชพี ของตนเขา้ สูก่ ารจดั ทอ่ งเทยี่ วโฮมสเตย์ ดังภาพที่ 4 146 บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดุสติ

พ้ืนทะเลแผ่ออกไปไกลมากข้ึน ช่วงนี้ชาวบ้านใช้วิธีสร้างเครือข่ายกับชุมชนที่อยู่ในลักษณะระบบนิเวศชายฝั่งทะเล เหมือนกัน เพื่อส่งผลผลิตมาจาหน่ายในชุมชน ส่วนชาวประมงพื้นบ้านที่มีทุนได้ปรับวิถีอาชีพของตนเข้าสู่การจัด ทอ่ งเที่ยวโฮมสเตย์ ดังภาพที่ 4 ภาพทภ่ี 4าพแผทน่ี 4ท่แี สผดนงทว่ีแถิ สอี ดาชงวพี ถิ ชีอาาวชเกีพาชะายวอเกยาุคะกยาอรทยอ่ คุ งกเทารย่ี ทวอ่โฮงมเทสยี่เตวยโฮ์ (มพส.ศเต. ย2์5(4พ8.ศ-พ. .2ศ5. 4285-4พ7.)ศ. 2547) ทม่ี า: โทด่มียาผ:ู้วโจิ ดยั ยจผัด้วูทจิ ำ� ยั รจว่ ดัมทกับารก่วลม่มุ กผับรู้ ู้กผล้อู ุม่ าผวู้รุโสู้ ผชูอ้าาววเกโุ สาะชยาอวเกวนัาะทยี่ 1อ4วพนั ฤทษี่ 1ภ4าคพมฤ2ษ5ภ6า1คม 2561 3.32. 2บบรริบิบททขขอองงกกาารรททอ่ ่องงเทเที่ย่ยีววโฮโฮมมสสเตเตย์ย์ กการารบั รรับคู้ รวู้คาวมาหมหายมขาอยงขนอกั งทนอ่ ักงเท่อยี วงเมทคี ่ียววามมหีคลวาากมหหลาลยาขกน้ึ หอลยากู่ ยบั ขกึ้นลมุ่อนยกัู่กทับอ่ กงลเทุ่มย่ี นวักดทงั ก่อลงมุ่เท่ียว ดังกลุ่ม นักนทัก่อทง่อเงทเี่ยทว่ยี ชวาชวาไวทไทยเยชเื้อชส้อื าสยามยมลาลยาูจยาจู กาชกาชยาแยดแดนนใตใต้ (้ ป(ปัตตั ตตาานนี ียยะะลลาา และนราธิวาส) รรับับรร้คู ู้คววาามมหหมมาายยขขอองงการท่องเท่ยี ว กาโรฮทม่อสงเเตทย่ีย์เวกโาฮะมยสอเตว่าย์เเกปา็นะพยอื้นวท่าี่พเักปผ็น่อพนื้นทที่ไี่พมัก่ตผ้อ่องนหทวา่ีไมด่ตร้อะงแหววงาวดิตรกะกแวังวงลวเริตื่อกงกคังวลามเรป่ือลงคอวดาภมัยปหลรอือดอภันัยตหรราือยตอ่ ชีวิตและ อันทตรรัพายย์สติน่อจชาีวกิตสแถลาะนทกราัพรยณ์ส์คินวจามกไสมถ่สางนบกขาอรณงช์คาวยาแมดไนม่สใตง้บสข่วอนงกชลาุ่มยแนดักนทใ่อตง้ เสท่วียนวกชลาวุ่มไนทักยทพ่อื้นงถเทิ่นี่ยใวตช้ ชาาววไทไทยยเชื้อสายจีน พ้ืนแลถิ่นะชใตา้ วชไทาวยไเทชย้ือเสชาื้อยสมาลยาจยีนูจาแกลจะังชหาวัดไทอย่ืนเชๆื้อสรับายรมู้คลวายมูจหามกาจยังกหาวรัดทอ่อ่ืนงเๆท่ียรวับโรฮู้คมวสาเมตหยม์ว่ายเกปา็นรกทา่อรงเเขท้า่ียมวาเพื่อ พักผ่อน โฮพมกัสแเตรยม์ว่าสงั เสปรน็ รกคา์กรบัเขเา้พม่อื านเพื่อพกั ผ่อน พักแรม สังสรรคก์ บั เพอื่ น กการารรับรับรู้ครวู้คาวมาหมมหามยาขยอขงอกงลกุ่มลคุ่มนคทน�ำทโฮามโฮสมเตสยเ์ตรยับ์ รรู้วบั ่ารก้วู า่ารกจาัดรกจาัดรกทา่อรงทเท่อี่ยงเวทโฮี่ยมวสโฮเตมยส์เเกตายะ์เยกอาะยอเป็นการ เปป็นรกับาตรปวั เรพับ่อื ตรัวอเพงร่ือับรกอรงระับแกสรกะาแรสทกอ่ างรเททย่ี่อวงเโทดี่ยยวชโาดวยปชราะวมปงรพะืน้มบงพ้า้ืนนบได้าป้นรไดับ้ปเปรลับ่ยีเปนลว่ียถิ นีอวาิถชีอพี ากชาีพรกทาารปทร�ำะปมรงะพมน้ื งบ้านและการ พแรเกะบ้นืชเส่ียหลบบุิทมวี้ยวก้ากชธา่งนาิับแนงปรแรลสล ปฐัลก ะิทาแักะลโธใ ลกคกน่3าิแะ�ำารว.กล33ทชรงค.ระ เ3กมุี่ปะลืโอชาคสยยฏชี้ยสชรนรุคิทุคิบงังทิุมตงปนธนัตกธกช่าิใล้ีรี้ลิรเิใงานนปัฐนาัฐา่รพสสใๆ็นวสพตนรนื้ครจร่านื้กใ้า้าทอื้าางนงทรงรงชี่คเะคแ่ีๆีคตมุชแวชลวเวชิงาลขงัใะาากมนนะ้ามบมาหสมบเรหหรชรมารรอิมมงา้เารทพกงนายาทัดคา่ือยยุพรดัฐรวสักพพนื้อฐาารษ้ืน้ืนมทนาน้า์ทนหทข่ภีทุรงคขอักรมี่าภ่ีภัพอยวงษาาาชายใงย์ทยยตมมุชพาใรใ้รหมุชตกน้ืัพตะนชม้รรท้ยรบเนะาธะภี่ากบยบรเกบาากกพรบรยะบารม้ืนธยใกระกชตรทอรมยรรร้าี่ใรสอมะรตนสมทิใมชบิย่วนสธปาบสคุนิทย์ิรตริทกกรฐัคุธิารัฐาธเปิ์กรกขรรไ์ิเัฐารดฏมทอม้ เรา้สสขกก่อขทกรทิ้นงา้มชฏ่อ้าเรธขนขทงกงชเ์ินึ้้นคอเีย่โา่วทดวขรกวงโ่ยีาชยโ้ึชนดชฮมว่วบนยิงมโหงโคูโผรฮดชสดมณ่าวมิงเยยานาตคสาผบยมกยวเก่าใรูตหา์านนาณรยมมพรกใ์หาาชวื้นากมยิก้ธรทาาพีคฎใรี่ภยชิดื้นหวาพ้กธิแมทย้ืนฎคี บาี่รใทดิหยตะบ่ี้มหกาวาย่ารเงปกรัก่ียัฐกแวกลาับทะ ระบบณั บฑกติ รวริทมยสาทิ ลธัยริ์ มฐั หโดาวยทิ ผยา่ านลทยั าสงวกนฎดหุสิตมายและนโยบายเกย่ี วกบั สทิ ธใิ นพน้ื ที่ ทง้ั รฐั ปแีทล่ีะ1ช6มุ ฉชบนับตทา่ ่ี ง2สเรดา้ืองนคพวฤาษมภหามคามย-สิงหาคม 2563 พ้ืนที่และช่วงชิงความหมายพ้ืนท่ีชายฝั่งทะเลสาบสงขลาและในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา ท�ำให้สิทธิการใช้ ปีท่ี 16 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 147

ประโยชนใ์ นพนื้ ทชี่ ายฝง่ั ทะเลสาบสงขลาและในทะเลสาบสงขลาของชมุ ชนเกาะยอยงั คงเปน็ ประเดน็ ถกเถยี ง กนั ต่อไป ตารางท่ี 1 สรปุ ประเด็นส�ำคญั ของพน้ื ทแ่ี ละความหมายชมุ ชนเกาะยอ ช่วงเวลา ประเดน็ หลกั ประเด็นสำ� คัญ 1. พืน้ ทแ่ี ละความหมาย 1.1 ประเดน็ พ้ืนทแ่ี ละ - ชุมชนเกาะยอเป็นชมุ ชนชาวพุทธโบราณ ชมุ ชนเกาะยอ ประวัติศาสตร์ของพื้นท่ี - ชุมชนเริม่ ปรากฏในพน้ื ทร่ี ะบบนิเวศที่ราบลุ่ม แสดงถึงภูมปิ ญั ญา ยุคกอ่ นการท่องเที่ยว ชุมชนเกาะยอ (ก่อน พ.ศ. 2529) ในการเลือกพน้ื ท่ีอยอู่ าศัยและพื้นทท่ี �ำกนิ - ชมุ ชนอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศยั ภายใตว้ ฒั นธรรมชาวนา และมี ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ - ชมุ ชนขยายไปตามชายฝง่ั เปน็ สองสาย สายแรกขยายไปทางตะวนั ตก ของเกาะ สว่ นสายท่ีสองขยายไปทางชายฝั่งตะวันออกของเกาะ - ชาวบ้านบริเวณพ้ืนที่ชายฝั่งและป่าชายเลนมีวิถีอาชีพประมง พ้นื บ้าน ทำ� โรงเบ้อื งและโอ่งอา่ งดินเผา - ชาวบ้านที่ท�ำกินบนภูเขามีวิถีอาชีพการท�ำสวนยางพารา และ บริเวณเนินเขามีวิถีอาชีพการเกษตรแบบผสมผสานหรือท�ำสวน สมรม - ชาวบ้านสบื ทอดภูมิปัญญาการทอผ้าท่เี รยี กวา่ ผา้ ทอเกาะยอ - ผลผลิตส่วนหนึ่งเพ่ือการยังชีพในครัวเรือนเป็นหลัก อีกส่วนหนึ่ง นำ� ไปแลกเปลีย่ นเพ่อื ยงั ชีพกับชมุ ชนรอบลุ่มทะเลสาบสงขลา - ชุมชนเป็นพ้ืนที่ทางสังคมพหุวัฒนธรรมท่ีส�ำคัญในลุ่มทะเลสาบ สงขลามาตงั้ แตแ่ รกเรม่ิ ชาวไทยพนื้ ถน่ิ ใต้ ชาวไทยเชอ้ื สายจนี และ ชาวไทยเชอ้ื สายมลายู ไปมาหาสกู่ นั โดยทางเรอื และทางแพเทา่ นน้ั 1.2 สิทธใิ นพน้ื ที่ การให้ - ระยะการปักก�ำ : เป็นการรับรู้สิทธิในพื้นท่ีท่ีปฏิบัติสืบต่อกันมา ความหมายพ้ืนที่ และ เปน็ จารีตชุมชนภายใตร้ ะบบกรรมสิทธ์เิ อกชน บรรทัดฐานของชุมชน - ระยะผู้น�ำชุมชน : การบูรณาการจารีตและกฎหมายเพ่ือรับรอง เกาะยอในมติ พิ ้นื ท่ี สทิ ธแิ ละการใหค้ วามหมายพนื้ ท่ี นายบา้ นรบั รองสทิ ธใิ นพน้ื ทโี่ ดย ออกหนังสอื รับรองสทิ ธิให้ลูกบา้ น ภายใต้ระบบกรรมสิทธเิ์ อกชน - ระยะรฐั : การรบั รองสทิ ธแิ ละการใหค้ วามหมายพนื้ ทโ่ี ดยกฎหมาย รฐั รับรองสทิ ธแิ ละใหค้ วามหมายพน้ื ที่ผ่านกฎหมายอย่างจริงจัง 2. พืน้ ทแ่ี ละความหมาย 2.1 พ้ืนท่ีและการให้ - นโยบายรฐั เขา้ สพู่ นื้ ท่ี เสน้ ทางคมนาคมเปลย่ี นจากเสน้ ทางเรอื เปน็ ชมุ ชนเกาะยอ ความหมายชมุ ชนเกาะยอ เสน้ ทางรถยนตผ์ า่ นสะพานติณสลู านนท์ ยุคการทอ่ งเทีย่ ว ในยคุ การท่องเที่ยว - ชมุ ชนเริม่ มไี ฟฟา้ และน�ำ้ ประปาใช้ ตลาดนดั ทา่ เรอื หายไปเปล่ียน วิถีชมุ ชน (พ.ศ. 2529- วิถีชมุ ชน เป็นตลาดนดั หนา้ ถนน พ.ศ. 2547) - เมอ่ื ประมาณ พ.ศ. 2531 วิถอี าชีพการทำ� นาหมดไปจากชมุ ชน - ชาวบ้านเริม่ ถมทะเลบรเิ วณพ้ืนท่ชี ายฝั่งและป่าชายเลน - ปรากฏการณ์แย่งชิงทรัพยากรและสิทธิการเข้าถึงทรัพยากรใน พื้นที่ 148 บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดุสิต

ตารางที่ 1 (ต่อ) ชว่ งเวลา ประเดน็ หลกั ประเด็นส�ำคญั - ความชุกชุมของสัตว์น้�ำและป่าไม้ลดลง ปรากฏการใช้พื้นทะเล มากขน้ึ - รฐั สง่ เสริมชาวบา้ นเลี้ยงปลาในกระชงั เพ่อื ให้ลดการใช้โพงพาง - กระแสการทอ่ งเทยี่ วเร่ิมเขา้ สู่ชุมชนอย่างรวดเรว็ - กลุ่มนักท่องเท่ียวชาวไทยพื้นถ่ินใต้ ชาวไทยเชื้อสายจีน และ ชาวไทยเชื้อสายมลายเู ข้ามาทอ่ งเที่ยวจ�ำนวนมาก - ปรากฏรีสอร์ท โรงแรม และมีร้านอาหารบริเวณชายฝั่งและ เนินเขา - ชาวบ้านมีการสร้างเครือข่ายวิถีอาชีพรองรับการท่องเที่ยว วถิ ีชุมชน - เกิดการจัดการท่องเท่ียววิถีชุมชนสองวิถี คือ 1) กลุ่มวิถีเกษตร แบบผสมผสาน (สวนสมรม) และ 2) กล่มุ วิถีเล (ทะเล) 2.2 สทิ ธใิ นพ้ืนท่ี และ - ชุมชนเช่ือมโยงวิธีคิดแบบปักก�ำแสดงสิทธิในพื้นท่ี ภายใต้ระบบ บรรทัดฐานของชมุ ชนเกาะ กรรมสทิ ธเ์ิ อกชน และรบั รสู้ ทิ ธใิ นทะเลภายใตร้ ะบบทรพั ยส์ นิ แบบ ยอในยคุ การทอ่ งเท่ียววิถี เปิด ชุมชน - การรับรู้ความหมายทะเลของชาวบ้านซ้อนทับกันระหว่างระบบ กรรมสิทธ์ิเอกชน และระบบทรัพย์สินแบบเปดิ - ชมุ ชนใชห้ ลกั จารตี ผสานกบั หลกั การแบง่ ปนั ทำ� กนิ ในทะเลภายใต้ ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ร่วมกับการใช้ความสัมพันธ์ ส่วนตวั - เม่ือประมาณ พ.ศ. 2545- 2548 รฐั ออกโฉนดทะเล ภายใต้ระบบ กรรมสทิ ธิแ์ บบเอกชน - ชุมชนมีการเปล่ียนแปลงของพ้ืนท่ีทางกายภาพ ทรัพยากรถูก ทำ� ลาย เกดิ เครอื ขา่ ยชาวบา้ นรกั ษาสทิ ธแิ ละสรา้ งความหมายพนื้ ท่ี ภายใต้ระบบทรพั ยส์ นิ แบบเปดิ 3. พ้ืนที่และความหมาย 3.1 พน้ื ทก่ี บั การปรับเปล่ียน - ชุมชนปรากฏบ้านเรือนหนาแน่นและกระจายมากข้ึน ในขณะท่ี ชุมชนเกาะยอ ในยุคการท่องเทยี่ ว พนื้ ที่สวนนอ้ ยลง คนภายนอกเร่ิมเข้ามาจดั การทรพั ยากรในพน้ื ท่ี ยุคการทอ่ งเทยี่ ว โฮมสเตย์ - เม่ือประมาณ พ.ศ. 2551 เริ่มปรากฏหมู่บ้านจัดสรรในชุมชน โฮมสเตย์ (พ.ศ. 2548- ชาวบา้ นเรม่ิ ถมทะเลตามกันมากขึน้ และเร่ิมปรากฏโฮมสเตย์ พ.ศ. 2560) - ระบบทุนใหม่เข้าสู่พ้ืนที่ ส่งผลให้ความเหนียวแน่นของ ความสัมพันธ์ในชมุ ชนเรมิ่ เบาบางลง - ปรากฏการใช้พ้ืนทะเลแผอ่ อกไปไกลมากขนึ้ - ชาวประมงปรับตัวแก้ปัญหาสัตว์น้�ำลด โดยสร้างเครือข่ายกับ ชุมชนในระบบนิเวศชายฝงั่ ทะเล และจัดการทอ่ งเทย่ี วโฮมสเตย์ ปีท่ี 16 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 149

ตารางที่ 1 (ตอ่ ) ชว่ งเวลา ประเดน็ หลัก ประเด็นสำ� คัญ 3.2 บริบทของการทอ่ งเที่ยว - การรับรู้ความหมายของนกั ทอ่ งเท่ยี ว ข้นึ อย่กู ับกลมุ่ นกั ทอ่ งเทย่ี ว โฮมสเตย์ - การรับร้คู วามหมายของกลมุ่ คนทำ� โฮมสเตย์ เปน็ การปรับตวั เพ่ือ รองรับกระแสการท่องเที่ยวของชาวประมงพืน้ บา้ น 3.3 สทิ ธิในพน้ื ที่ และ - รฐั สรา้ งความหมายพืน้ ท่ภี ายใตร้ ะบบกรรมสิทธิ์รฐั อย่างเขม้ ข้น บรรทดั ฐานของชุมชน - ปรากฏการณ์ช่วงชงิ ความหมายพืน้ ทรี่ ะหว่างรฐั และชุมชน - ชุมชนบูรณาการวิธีคิดการปักก�ำเป็นจารีตเพ่ือสร้างความหมาย เกาะยอในยุค การทอ่ งเทีย่ วโฮมสเตย์ พืน้ ท่ี - สิทธิในพื้นท่ีชายฝั่งและในทะเลสาบสงขลายังคงเป็นประเด็น ถกเถยี ง อภปิ รายผล ข้อค้นพบส�ำคัญจากผลการวิจัยเรื่องพื้นท่ีและความหมายโฮมสเตย์เพ่ือการท่องเที่ยวในบริบท พหุวฒั นธรรม เม่อื วเิ คราะหป์ รากฏการณท์ างสังคมและปฏสิ ัมพันธข์ องผูค้ นท่ีเกดิ ข้ึนในพ้นื ที่ พบวา่ 1. ชุมชนเกาะยอกับการรักษาวิถีอาชพี ท่เี ปน็ อัตลกั ษณ์ ชุมชนเกาะยอยังคงรักษาวิถีอาชีพหลักซ่ึงเป็นอัตลักษณ์ชุมชนให้คงอยู่ได้ นั่นคือ การทำ� ประมง พื้นบ้าน การท�ำเกษตรแบบผสมผสาน (สวนสมรม) และภูมิปัญญาการทอผ้า ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่ยุคก่อน การท่องเทีย่ ว (กอ่ น พ.ศ. 2529) ยุคการท่องเทยี่ ววิถีชมุ ชน (พ.ศ. 2529-พ.ศ. 2547) และยคุ การท่องเที่ยว โฮมสเตย์ (พ.ศ. 2547-พ.ศ. 2560) ภายใตก้ ารเปลยี่ นแปลงของพน้ื ทแี่ ละการใหค้ วามหมายพนื้ ทแี่ ตกตา่ งกนั ไปใน แตล่ ะยุค และกระแสการทอ่ งเท่ียวทเ่ี ขา้ สู่พื้นที่ ชมุ ชนมีกระบวนการปรบั ตัวรองรับกระแสการท่องเทย่ี ว โดย ยงั คงรกั ษาวถิ อี าชพี หลกั ซง่ึ เปน็ อตั ลกั ษณช์ มุ ชนใหค้ งอยู่ ดงั ยคุ การทอ่ งเทยี่ ววถิ ชี มุ ชน (พ.ศ. 2529-พ.ศ. 2547) เชอื่ มโยงวถิ อี าชพี หลกั ของชมุ ชนและภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ มกี ารรวมกลมุ่ วถิ อี าชพี แสดงถงึ ความเขม้ แขง็ ของชมุ ชน ในการสร้างเครือข่ายจัดการท่องเท่ียวสองวิถี คือ การท่องเที่ยววิถีเกษตรแบบผสมผสาน โดยกลุ่มชาว สวนสมรม และการท่องเที่ยว วิถีเล (ทะเล) โดยกลุ่มชาวประมงพ้ืนบ้าน ต่อมาเม่ือเข้าสู่ยุคการท่องเที่ยว โฮมสเตย์ ชุมชนยังคงมีการจัดการท่องเที่ยวเช่ือมโยงวิถีอาชีพหลักซ่ึงเป็นอัตลักษณ์ชุมชนเพ่ือจัดรูปแบบ กิจกรรมการท่องเทีย่ ว ซึ่งเปน็ การเปิดรับวฒั นธรรม ค่านิยม เทคโนโลยตี ่าง ๆ ของสงั คมเมืองเข้าสพู่ ืน้ ที่ 2. ชุมชนเกาะยอรวมกลุ่มกนั ภายใต้ระบบความสมั พนั ธแ์ บบเครอื ญาติ ชุมชนเกาะยอเร่ิมปรากฏการรวมกลุ่มกันภายใต้ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ มาต้ังแต่ยุค ก่อนการท่องเที่ยว (ก่อน พ.ศ. 2529) และสืบทอดวิถีอาชีพมาตั้งแต่คนรุ่นปู่ย่าตายาย ต่อมาเมื่อกระแส การทอ่ งเทีย่ วเข้าสพู่ นื้ ท่ี ชมุ ชนเกาะยอเริ่มเข้าสยู่ ุคการท่องเทีย่ ววถิ ีชมุ ชน (พ.ศ. 2529-พ.ศ. 2547) ชมุ ชนได้ ปรบั ตวั รองรบั การทอ่ งเทย่ี ว โดยรวมกลมุ่ วถิ อี าชพี ภายใตพ้ นื้ ฐานของระบบความสมั พนั ธแ์ บบเครอื ญาติ จดั การ ทอ่ งเทย่ี วในวถิ กี ารเกษตรแบบผสมผสาน (สวนสมรม) และวถิ เี ล (ทะเล) กระทงั่ เขา้ สยู่ คุ การทอ่ งเทย่ี วโฮมสเตย์ (พ.ศ. 2548-พ.ศ. 2560) กลมุ่ ชาวบา้ นทสี่ บื ทอดวถิ อี าชพี การทำ� ประมงพนื้ บา้ นไดป้ รบั เปลยี่ นวถิ อี าชพี ของตน 150 บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต

และเริ่มชักชวนเครือญาติมาท�ำโฮมสเตย์รองรับกระแสการท่องเท่ียวโฮมสเตย์ เกิดเครือข่ายกลุ่มคนท�ำ โฮมสเตย์ภายใต้ระบบความสัมพนั ธแ์ บบเครอื ญาติ 3. ปกั ก�ำ : ระบบกรรมสิทธิ์แบบจารตี เป็นรากฐานของระบบกรรมสทิ ธิ์สมัยใหม่ ชุมชนเกาะยอต้ังแต่ยุคก่อนการท่องเท่ียว (ก่อน พ.ศ. 2529) ยุคการท่องเท่ียววิถีชุมชน (พ.ศ. 2529-พ.ศ. 2547) และยุคการท่องเท่ียวโฮมสเตย์ (พ.ศ. 2548-พ.ศ. 2560) มีรากฐานการรับรู้สิทธิ ในพ้ืนที่และ การให้ความหมายพื้นที่บนบก ชายฝั่ง และทะเล โดยการปักก�ำภายใต้ระบบกรรมสิทธ์ิเอกชน สืบทอดมาตั้งแต่คนรุ่นปู่ย่าตายายเป็นระบบจารีตของชุมชน ต่อมาเม่ือการรับรู้สิทธิในพ้ืนท่ีของชุมชน มพี ฒั นาการไปตามนโยบายรัฐดา้ นการปกครองทอ้ งถ่นิ รฐั ได้ประกาศให้ทกุ หมูบ่ า้ นตอ้ งมผี ูใ้ หญบ่ ้านเป็นผนู้ ำ� ชมุ ชน ส่งผลให้ผ้นู �ำชุมชนเข้ามามบี ทบาทในการรบั รองสทิ ธใิ นพื้นทขี่ องลกู บา้ น โดยชมุ ชนได้เชือ่ มโยงระบบ จารีตหรือการปักก�ำน�ำมาบูรณาการในการรับรองสิทธิและให้ความหมายพื้นที่ภายใต้ระบบกรรมสิทธิ์เอกชน ต่อมาเม่ือรัฐเข้ามามีบทบาทในการรับรองสิทธิในพ้ืนที่ โดยรัฐได้ใช้อ�ำนาจผ่านกฎหมายเป็นเครื่องมือรับรอง สทิ ธแิ ละใหค้ วามหมายพน้ื ทอี่ ยา่ งเขม้ งวดภายใตร้ ะบบกรรมสทิ ธร์ิ ฐั ชมุ ชนยงั คงมรี ากฐานการรบั รสู้ ทิ ธแิ ละให้ ความหมายพน้ื ทชี่ ายฝง่ั และทะเลจากระบบจารตี และรบั รวู้ า่ สทิ ธใิ นพนื้ ทน่ี น้ั เปน็ มรดกทสี่ บื ทอดกรรมสทิ ธไ์ิ ด้ ทำ� ใหก้ ารรบั ร้สู ทิ ธิและความหมายพนื้ ที่ชายฝั่งและทะเลซอ้ นทับกันอยู่ระหวา่ งระบบกรรมสิทธ์เิ อกชน ระบบ กรรมสิทธ์ิรฐั และระบบทรัพยส์ ินแบบเปดิ ข้อเสนอแนะ ขอ้ เสนอแนะในการน�ำผลการวจิ ัยไปใช้ งานวจิ ยั เรอ่ื งพน้ื ทแี่ ละความหมายโฮมสเตยเ์ กาะยอเพอ่ื การทอ่ งเทย่ี วในบรบิ ทพหวุ ฒั นธรรม เปน็ การศกึ ษา พ้ืนท่ีและการให้ความหมายพ้ืนท่ี ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวของกลุ่มคนหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ หล่ังไหลเข้าสู่ชุมชน ผลการวิจัยสามารถน�ำไปใช้โดยหน่วยงานรัฐในฐานะผู้ก�ำหนดแผนพัฒนาส่งเสริม การทอ่ งเทยี่ ว การอนรุ ักษภ์ มู ปิ ญั ญาท้องถน่ิ และการเพม่ิ มลู คา่ ให้กับภูมปิ ัญญาท้องถ่ิน ภาคเอกชนสามารถ น�ำไปใช้ประโยชน์ในฐานะผู้ประกอบการจัดการท่องเที่ยว และชุมชนสามารถน�ำไปใช้ประโยชน์ในการสร้าง เครือข่ายจัดการท่องเท่ียววิถีชุมชน เพื่อการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมและทรัพยากร และรักษาอัตลักษณ์ชุมชน และกลุม่ นักท่องเทยี่ วได้สมั ผัสธรรมชาตไิ ปพรอ้ มกับเรยี นรู้วิถีชมุ ชน ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย องค์ความรู้ท่ีได้รับจากงานวิจัยช้ินนี้ หน่วยงานภาครัฐท่ีเก่ียวข้องสามารถน�ำไปประยุกต์ให้เกิด ประโยชนใ์ นมติ ติ ่าง ๆ เช่น มติ กิ ารทอ่ งเทยี่ ว กระทรวงการทอ่ งเทยี่ วและกฬี า สามารถนำ� ไปประยกุ ตเ์ ปน็ แนวทางวางแผนกำ� หนด กรอบนโยบายการพัฒนาและสง่ เสรมิ การท่องเท่ยี วให้สอดคลอ้ งกบั บรบิ ทของพ้ืนที่และมติ เิ วลา มิติการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สงิ่ แวดลอ้ ม สามารถนำ� ไปประยกุ ตเ์ ปน็ แนวทางวางแผนกำ� หนดกรอบนโยบายการสง่ เสรมิ ชมุ ชนใหม้ สี ว่ นรว่ ม ในการอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ มติ วิ ฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม สามารถนำ� ไปประยกุ ตเ์ ปน็ แนวทางวางแผนกำ� หนดกรอบนโยบาย ปที ี่ 16 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 151

การสง่ เสรมิ วิถีชมุ ชนท่มี ีความหลากหลายทางวฒั นธรรมใหส้ ามารถอยู่รว่ มกนั ข้อเสนอแนะสำ� หรับการวจิ ัยครง้ั ต่อไป ควรศกึ ษาพนื้ ที่และการใหค้ วามหมายพ้นื ทแี่ หลง่ ท่องเทยี่ วในบริบทพหุวัฒนธรรมแหลง่ อนื่ ๆ ในเชิง เปรียบเทียบว่ามีการเปล่ียนแปลงของพื้นท่ีแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร และชุมชนรับรู้ความหมายพื้นท่ีท่อง เทย่ี วแตกตา่ งกันหรือไม่ อย่างไร เหตุทน่ี �ำเสนอให้มกี ารวิจัยดังกล่าว เนอ่ื งจากบรบิ ทด้านพน้ื ทแี่ ละวิถชี มุ ชน ยอ่ มมคี วามแตกตา่ งและเปลย่ี นแปลงไปตามมติ เิ วลา โดยจะสง่ ผลกระทบตอ่ การกำ� หนดกรอบแผนและนโยบาย ของทุกภาคส่วนท่ีเกย่ี วขอ้ ง ท�ำให้การรับรูค้ วามหมายพ้ืนทมี่ ีความแตกตา่ งกัน เอกสารอา้ งองิ กรวรรณ สงั ขกร. (2552). แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกบั การทอ่ งเทย่ี วชุมชน. เชียงใหม่: ลอ๊ คอนิ ดีไซนเ์ วิรค์ . จารวุ รรณ ขำ� เพชร. (2555). พนื้ ทเี่ มอื งและชวี ติ ของคนในซอยคาวบอย. ดษุ ฎนี พิ นธศ์ ลิ ปศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวชิ าศิลปวัฒนธรรมวิจัย คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ. ชพู นิ จิ เกษมณ.ี (2555). ความหลากหลายทางวฒั นธรรมในสงั คมพหลุ กั ษณ.์ กรงุ เทพฯ: กระทรวงวฒั นธรรม. บณั ฑติ วทิ ยาลัย จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. (2554). ชมุ ชนพลวัต. กรงุ เทพฯ: ดี.เค.ปริ้นติง้ เวลิ ด์. ภัทรพงศ์ คงวิจิตร. (2543). พื้นที่และความหมายของการท่องเท่ียวในเมืองหลวงพระบาง. วิทยานิพนธ์ สงั คมวทิ ยาและมานษุ ยวทิ ยามหาบณั ฑติ สาขาวชิ ามานษุ ยวทิ ยา คณะสงั คมวทิ ยาและมานษุ ยวทิ ยา มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์. มธุรส ปราบไพร.ี (2550). โฮมสเตย์กบั การจัดการ. วารสารราชภฏั เพชรบุรี, 11 (2): 36-40. ร.แลงกาต์. (2483). ประวตั ิศาสตรก์ ฎหมายไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์. สถาบันทักษิณคดีศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ. (2529). สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ พ.ศ. 2529. กรุงเทพฯ: อมรินทรก์ ารพิมพ์. ศรญั ยา วรากลุ วทิ ย.์ (2558). อุตสาหกรรมการท่องเท่ียว. กรงุ เทพฯ: แวววาว พร้นิ ตง้ิ . อองรี เลอแฟบวร.์ (2534). The Production of Space. แมตซาชเู ซตส.์ สหรฐั อเมรกิ า: แบลคเวลล์. โอปอล์ ประภาวดี. (2547). ร้านน้�ำชา : พื้นท่ีมีความหมายของคนเมืองนครศรีธรรมราช. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชามานษุ ยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร. Translated Thai References Graduate School Chulalongkorn University. (2011). Dynamic Community. Bangkok: D. K. Printing World. (In Thai) Institute for Southern Thai Studies, Srinakharinwirot University. (1986). Southern Cultural encyclopedia 1986. Bangkok: Amarin Printing. (In Thai) 152 บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ติ

Kadmanee, C. (2012). Cultural Diversity in a multiculture society. Bangkok: Ministry of Culture. (In Thai) Khumphet, J. (2012). Urban area and the lives of people in Cowboy Soi. Doctoral of Art (Arts and Culture Research), Srinakharinwirot University. (In Thai) Kongwijit, P. (2000). Areas and meaning of tourism in Luang Prabang. Master of Sociology and Anthropology, Department of Anthropology, Thammasat University. (In Thai) Lefebvre, H. (1991). The Production of Space (Translated by Donald Nicholson-Smith). Massachusetts: Blackwell. (In Thai) Robert, L. (1940). Thai Law History. Bangkok: Thammasat University. (In Thai) Prabpairee, M. (2012). Homestay and management. Journal of Phetchaburi Rajabhat University, 11 (2): 36-40. (In Thai) Prapawadee, O. (2004). The meaningful urban areas in Nakhon Si Thammarat. Master of Arts, Department of Anthropology, Silpakorn University. (In Thai) Sungkhakorn, K. (2009). The concept of sufficiency economy and community tourism. Chiang Mai: Lock in Design Work. (In Thai) Warakulwit S. (2015). Tourism industry. Bangkok: Wawwow Printing. (In Thai) คณะผ้เู ขยี น นางสาวกรประพัสสร์ เขยี วหอม คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษณิ เลขที่ 140 หมทู่ ี่ 4 ตำ� บลเขารปู ชา้ ง ตำ� บลเขารปู ช้าง อำ� เภอเมืองสงขลา จงั หวัดสงขลา 90000 e-mail: [email protected] รองศาสตราจารย์ ดร. ณฐพงศ์ จติ รนริ ัตน์ คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ทักษิณ เลขที่ 140 หมูท่ ่ี 4 ตำ� บลเขารปู ชา้ ง ตำ� บลเขารูปชา้ ง อำ� เภอเมอื งสงขลา จังหวดั สงขลา 90000 รองศาสตราจารย์ ดร. พรพนั ธ์ุ เขมคณุ าศยั คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทกั ษณิ เลขท่ี 140 หมทู่ ี่ 4 ตำ� บลเขารูปชา้ ง ต�ำบลเขารปู ชา้ ง อ�ำเภอเมอื งสงขลา จงั หวัดสงขลา 90000 ดร. สมิทธ์ชาต์ พมุ มา คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยทกั ษิณ เลขท่ี 140 หมทู่ ี่ 4 ต�ำบลเขารปู ช้าง ตำ� บลเขารูปช้าง อ�ำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา 90000 ปีที่ 16 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 153

สภาพและปญั หาในการประเมินพัฒนาการและการเรยี นรูข้ องเด็กปฐมวยั ในโรงเรยี นสาธติ ละอออุทิศ Conditions and Problems in Assessing the Early Childhood Development and Learning of La-or Utis Demonstration School จริ วรรณ สาคร* และศศิลักษณ์ ขยันกจิ คณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย Jirawan Sakorn* and Sasilak Khayankij Faculty of Education Chulalongkorn University Received: August 5, 2019 Revised: February 3, 2020 Accepted: February 13, 2020 บทคดั ย่อ งานวจิ ยั ครง้ั นมี้ วี ตั ถปุ ระสงค์ เพอื่ ศกึ ษาสภาพและปญั หาในการประเมนิ พฒั นาการและการเรยี นรขู้ อง เดก็ ปฐมวยั ในโรงเรยี นสาธติ ละอออทุ ศิ ใน 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ การวางแผนอยา่ งเปน็ ระบบ การจดั ระบบและแปลผล ขอ้ มลู และการนำ� ผลไปใช้ ประชากรท่ใี ช้ในการศกึ ษาคร้งั น้ี คอื ครรู ะดบั ปฐมวยั ของโรงเรียนสาธติ ละอออุทิศ ปีการศึกษา 2561 จ�ำนวน 40 คน โดยมีผู้ให้ข้อมูลส�ำคัญจ�ำนวน 5 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสมั ภาษณ์ วเิ คราะหข์ ้อมูลโดยการแจกแจงความถ่ี หาคา่ รอ้ ยละ และวเิ คราะห์ เน้อื หา ผลการวิจยั เมื่อพจิ ารณารายด้าน พบวา่ สภาพการประเมินพัฒนาการและการเรียนรขู้ องเดก็ ปฐมวยั ด้านการวางแผน ครูมีการศึกษาข้อมูลพ้ืนฐานก่อนวางแผนการประเมิน โดยศึกษาหลักสูตรและปรัชญาของ โรงเรียน ข้อมูลเก่ียวกับเด็กจากการพูดคุยกับผู้ปกครอง การจัดระบบและแปลผลข้อมูล พบว่า ครูก�ำหนด ชว่ งเวลาในการเกบ็ ขอ้ มลู เปน็ 3 ระยะ และเกบ็ ขอ้ มลู พฒั นาการครบทง้ั 4 ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นรา่ งกายดา้ นอารมณ์ สงั คม และสตปิ ญั ญา โดยใชก้ ารสงั เกตเดก็ เปน็ รายบคุ คล การนำ� ผลไปใช้ พบวา่ ครนู ำ� ผลการประเมนิ พฒั นาการ และการเรียนรู้ของเด็กไปใช้ในการปรับปรุง และพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียน และสื่อสารกับผู้ปกครองผ่าน สมุดบันทึกลูกรัก สมุดพก และแฟ้มงานผล ปัญหาการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยใน โรงเรยี นสาธติ ละอออทุ ศิ ครสู ว่ นใหญไ่ มส่ ามารถดำ� เนนิ การประเมนิ ไดต้ ามทวี่ างแผนไว้ ครบู างสว่ นพบปญั หา ได้แก่ การเกบ็ ขอ้ มลู จากผปู้ กครอง และครูบางสว่ นพบปญั หาในการสรุปและแปลผลขอ้ มูล คำ� ส�ำคัญ: สภาพและปัญหา การประเมนิ พัฒนาการและการเรยี นรู้ เด็กปฐมวัย * จริ วรรณ สาคร (Corresponding Author) ปีท่ี 16 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 155 e-mail: e-mail: [email protected]

Abstract This research was aimed to study the conditions and problems in assessing the early childhood development and learning of the La-or Utis Demonstration School in 3 areas: systematic planning, systematization and data interpretation and utilization of research results. The population used in this study consisted of 40 early childhood level teachers of La-or Utis Demonstration School, academic year 2018 and 5 key informants were recruited. The questionnaire and interview was employed as the tools of data collection and the data analysis was conducted in terms of frequency distribution, percentage and content analysis. The results were shown as follows: The findings of the conditions in assessing the early childhood development and learning in term of systematic planning indicated that teachers studied basic information before planning the assessment by examining the school’s curriculum and philosophy as well as children’s personal information by talking with parents. Regarding the systematization and data interpretation, it was found that teachers set the time period of data collection into 3 phases and collected all 4 aspects of the development information, including physical, emotional, social and intelligence development by observing children individually. For the utilization of research findings, it was found that teachers made use of the assessment results of child development and learning to improve and develop the school’s curriculum and communicate with parents through notebooks, pocket books and portfolios. Regarding the problems in assessing the early childhood development and learning of La-or Utis Demonstration School, most teachers were unable to perform the assessment as planned. Some teachers encountered problems in data collection from parents and problems in summarizing and interpreting the data. Keywords: Conditions and Problems, Assessment, Development and Learning, Early Childhood บทน�ำ การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่ส�ำคัญอย่างย่ิงในการพัฒนาเด็กปฐมวัย เนื่องจากเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่าง ๆ แล้วน�ำ มาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกับเด็กหรือการจัดประสบการณ์เรียนรู้เพื่อ สง่ เสริมพัฒนาการดา้ นต่าง ๆ แก่เด็ก การประเมนิ พฒั นาการและการเรียนรูเ้ ป็นสิง่ ท่ีควรเกิดขึน้ ควบคูไ่ ปกบั การจัดประสบการณ์ตามปกติในกิจวัตรประจ�ำวัน ครูท่ีประเมินอย่างต่อเน่ืองและเป็นระบบสามารถจัด ประสบการณ์ใหก้ ับเดก็ ได้อย่างเหมาะสม (Nianhom, 2012) นอกจากนีก้ ารประเมนิ พฒั นาการและการเรยี น รู้ของเด็กยังช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้รู้ล่วงหน้าหากเด็กมีปัญหาด้านพัฒนาการ น�ำไปสู่การเตรียมการให้ ความชว่ ยเหลอื หรอื สนบั สนนุ เดก็ ใหม้ พี ฒั นาการตามวยั ทง้ั นี้ กระบวนการหรอื ขน้ั ตอนในการประเมนิ เปน็ สง่ิ สำ� คญั 156 บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดุสติ

ท่ีช่วยให้กระบวนการในการประเมินที่ซับซ้อนนั้นง่ายขึ้นและเป็นระบบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การประเมิน พัฒนาการเดก็ ปฐมวัยนน้ั เปน็ สิ่งทที่ ้าทาย หากผปู้ ระเมนิ ไม่มคี วามรู้ความเขา้ ใจในเรือ่ งการประเมินอาจเปน็ ปญั หาในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย และไมช่ ว่ ยใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สดุ แก่ผ้เู รียน การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยมิได้มีรูปแบบที่ตายตัว แต่ครูผู้สอนสามารถ ศึกษาขั้นตอนหรือกระบวนการประเมินให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน ซ่ึงการประเมินมีวิธีท่ีหลากหลาย และมวี ัตถปุ ระสงค์ของการประเมนิ ทีแ่ ตกตา่ งกนั ออกไปข้ึนอยกู่ ับสภาวะแวดลอ้ มของการประเมนิ การประเมนิ ยังเปน็ กระบวนการหลากหลายแงห่ ลายมุม รวมท้ังวธิ กี ารหลากหลายชนดิ ได้แก่ วิธกี าร ด�ำเนนิ การทดสอบโดยตรง การสัมภาษณ์ การสังเกตตลอดจนการตดั สิน (Bracken, 1987) ครปู ฐมวัยต้อง ประเมินเด็กได้ตรงตามความเป็นจริง เข้าใจธรรมชาติของเด็กแต่ละคน รับรู้จุดแข็งและจุดอ่อนท่ีต้องได้รับ การพฒั นา ตลอดจนกำ� หนดแนวทางในการพฒั นาเดก็ ไดอ้ ยา่ งสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการทแ่ี ทจ้ รงิ ครปู ฐมวยั จงึ ตอ้ งฝกึ ฝน การทำ� งานอยา่ งมรี ะบบและมสี ติ ผา่ นการไตรต่ รองอยา่ งรอบคอบในทกุ ขนั้ ตอนของการประเมนิ ตามสภาพจรงิ ประกอบดว้ ย 4 ขั้นตอน ไดแ้ ก่ การวางแผน การจัดระบบข้อมูล การแปลผลขอ้ มูล และการน�ำ ไปใช้ (Khiliyakit & Tantiwong, 2016) การประเมนิ พฒั นาการของเดก็ อายุ 3-6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการท้งั 4 ด้าน ทง้ั ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซ่ึงเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และจัดข้ึนเป็นปกติในแต่ละวัน ซ่ึงการประเมิน พฒั นาการและการเรยี นรคู้ วรยดึ หลกั ดงั น้ี วางแผนการประเมนิ อยา่ งเปน็ ระบบ ประเมนิ พฒั นาการครบทกุ ดา้ น ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่�ำเสมออย่างต่อเน่ืองตลอดปี ประเมินพัฒนาการตามสภาพ จรงิ จากกจิ วตั รประจำ� วนั ดว้ ยเครอื่ งมอื และวธิ กี ารทหี่ ลากหลาย โดยไมใ่ ชแ้ บบทดสอบ และนำ� ผลการประเมนิ ไปใช้พฒั นาเด็ก (Ministry of Education, 2017) การตัดสินใจในการประเมินผลในชั้นเรียน โดยท่ัวไปครูจะตัดสินใจว่า ท�ำไมต้องมีการประเมินผล จะประเมนิ ผลอะไร ควรจะมกี ารประเมนิ ผลเม่อื ไหร่ และจะประเมินอย่างไร (Mcafee & Leong, 2015) ได้ เสนอวงจรของการประเมนิ ไวว้ ่า กระบวนการประเมนิ เปน็ กระบวนการที่มีลกั ษณะเป็นวงจรมใิ ช่เป็นเสน้ ตรง (linear) โดยเรมิ่ จากวตั ถุประสงคก์ ารประเมนิ จะประเมนิ อยา่ งไร จะประเมนิ เมื่อไหร่ จะเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู อยา่ งไร จะสรุปขอ้ มูลทเ่ี กบ็ รวบรวมไดอ้ ยา่ งไร จะตคี วามขอ้ มลู ทไี่ ด้มาอย่างไร จะใช้ข้อมูลท่ไี ดม้ าเพือ่ ใหบ้ รรลุ วัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้อย่างไร การตัดสินใจเริ่มต้นจากจุดประสงค์ของการประเมินผล และสิ้นสุดลงด้วย จดุ ประสงคข์ องการประเมนิ ผลดว้ ยเชน่ กนั เพอื่ ดวู า่ การประเมนิ ผลนน้ั บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคท์ ตี่ ง้ั ไวห้ รอื ไม่ อยา่ งไร Hill (1993) กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการประเมินผลพัฒนาการไว้ว่า การประเมินผลช่วยครูใน การวางแผนพฒั นา และปรบั ปรงุ หลกั สตู รการเรยี นการสอนของตนและใชเ้ ปน็ พนื้ ฐานในการตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั การเรยี นการสอน ชว่ ยครูให้สือ่ สารกับผูป้ กครองถงึ ความสนใจ พฒั นาการ และศกั ยภาพของเด็ก นอกจากนี้ ยงั ชว่ ยครใู หส้ ามารถระบเุ ดก็ ทม่ี คี วามตอ้ งการพเิ ศษซงึ่ นำ� ไปสกู่ ารปรบั เปลย่ี นกจิ กรรมการเรยี นรใู้ หส้ อดคลอ้ ง กับความตอ้ งการจำ� เปน็ ของเด็ก โรงเรยี นสาธติ ละอออทุ ศิ ใหค้ วามสำ� คญั กบั การประเมนิ พฒั นาการเดก็ ในระดบั ปฐมวยั โดยการประเมนิ พัฒนาการเด็กรอบดา้ น ทั้งดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ สงั คม สตปิ ญั ญา ไมแ่ ยกประเมนิ เฉพาะดา้ นใดด้านหนงึ่ และ ทำ� การประเมนิ อย่างตอ่ เนือ่ ง เพ่อื ใหท้ ราบถึงพัฒนาการและความก้าวหน้า โดยวิธีการประเมนิ พัฒนาการใน การเรยี นรขู้ องเดก็ ตอ้ งเหมาะสมกบั วตั ถปุ ระสงคข์ องเรอื่ งทจี่ ะประเมนิ ในการเปรยี บเทยี บพฒั นาการเดก็ กบั เกณฑ์ ปีท่ี 16 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 157

จะใชเ้ กณฑม์ าตรฐานทใี่ ชก้ บั เดก็ วยั เดยี วกนั หรอื ใชเ้ ครอื่ งมอื ทม่ี คี วามยากงา่ ยกบั เหมาะสมกบั เดก็ ในแตล่ ะชว่ ง วัย และในการประเมินพฤติกรรมจะมีการประเมินหลายครั้งก่อนท่ีจะสรุปผล ผลการประเมินของเด็กทุกคน จะเปิดเผยเฉพาะผทู้ ่ีเก่ยี วขอ้ ง เช่น ครปู ระจำ� ช้ันในปีการศกึ ษาถดั ไป ผู้ปกครอง หรอื ตัวเด็ก ซ่งึ การประเมนิ พฒั นาการและการเรยี นรขู้ องเดก็ ปฐมวยั เปน็ ภารกจิ สำ� คญั ทเี่ กดิ ขนึ้ ควบคไู่ ปกบั การจดั ประสบการณเ์ รยี นรู้ ครู ต้องสามารถเกบ็ ร่องรอย หลกั ฐานการเรียนรูแ้ ละด�ำเนินการประเมนิ อยา่ งเป็นระบบเพอื่ ให้ได้ผลการประเมนิ ทตี่ รงตามความเปน็ จรงิ โรงเรยี นสาธติ ละอออทุ ศิ ใหค้ วามสำ� คญั กบั การประเมนิ พฒั นาการและการเรยี นรขู้ อง เด็กโดยก�ำหนดแนวทางการประเมินไว้หลากหลายแนวทาง (Thammawon, 1997) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มี ข้อมูลว่าการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กโดยครูท่ีปฏิบัติอย่างยาวนานมีความเหมาะสมและ สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนหรือไม่อย่างไร ด้วยเหตุน้ีผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาสภาพและปัญหาใน การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยของครูในโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ เพ่ือให้ได้ข้อมูลใน การด�ำเนินงานของครู รวมไปถึงปัญหาที่พบซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพใน การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของครูให้มีประสิทธิภาพ และน�ำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนในทุก ๆ ด้าน ให้เกดิ ประโยชนส์ ูงสดุ วัตถุประสงค์ 1. เพ่ือศึกษาสภาพในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนสาธิต ละอออุทิศ ใน 3 ด้าน ได้แก่ การวางแผนอย่างเป็นระบบ การจดั ระบบและแปลผลขอ้ มลู และการน�ำผลไปใช้ 2. เพื่อศึกษาปัญหาในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนสาธิต ละอออุทศิ กรอบแนวคิด การวิจัยครงั้ นี้มกี รอบแนวคดิ ในการวิจยั ดังนี้ 158 บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต

กรอบแนวคิด การวจิ ยั คร้ังน้มี ีกรอบแนวคิดในการวจิ ยั ดงั น้ี ข้นั ตอนประเมนิ ตามสภาพจรงิ เพอ่ื สนบั สนนุ พัฒนาการ การประเมินพัฒนาการและการเรยี นรู้โดยครู และการเรียนรู้ของเดก็ ปฐมวัย การประเมินพัฒนาการและการเรยี นรู้ ประกอบด้วย 3 ด้าน ดงั นี้ (Khayankij & Tantiwong, 2016) 1) การวางแผนอย่างเป็นระบบ การประเมนิ มีชุดการตดั สินใจท่ชี ่วยทาให้กระบวนการท่ี 1.1) การศึกษาข้อมลู พื้นฐาน ซบั ซอ้ นง่ายขึ้น โดยมีการจัดระบบการประเมนิ ตามสภาพจริง โดยมี 1.1.1) ขอ้ มลู เก่ียวกบั โรงเรียนและ กระบวนการทงั้ หมด 4 ขั้นตอน ดงั นี้ การสอน 1. การวางแผน ศกึ ษาข้อมลู พนื้ ฐาน ปรัชญา หลกั สตู ร มาตรฐาน 1.1.2) ขอ้ มูลเก่ยี วกับเดก็ การเรยี นรู้ การประกันคุณภาพ กาหนดกรอบการประเมิน 1.2) การกาหนดกรอบและวิธีการประเมิน วตั ถุประสงค์ ช่วงเวลา การเก็บข้อมูล การบนั ทึกขอ้ มูล 1.2.1) กรอบการประเมิน 2. การจดั ระบบข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมลู จากแหลง่ ข้อมูล วิธกี าร 1.2.2) วิธีการประเมิน บริบท และบันทกึ ขอ้ มลู พรอ้ มทัง้ สรุปข้อมูล 3. การแปลผลข้อมูล พจิ ารณาอย่างใครค่ รวญคดั เลือกหลกั ฐานท่ี 2) การจัดระบบและแปลผลข้อมูล สะทอ้ นพัฒนาการและการเรียนรู้ และวเิ คราะห์เชื่อมโยงกบั 2.1) การจดั ระบบข้อมูล ทฤษฎพี ัฒนาการและการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ 2.1.1) การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 4. การนาไปใช้ วางแผนการจัดประสบการณ์ ส่งเสริมเด็กรายบุคคล 2.1.2) การบันทึกขอ้ มูล หรอื กลมุ่ ใหญ่ ปรบั เปล่ียนแผนหรือหลักสูตร สอื่ สารขอ้ มูล 2.1.3) การสรปุ ขอ้ มลู การประเมิน สอื่ สารกบั เดก็ ผู้ปกครอง และนกั วิชาการอนื่ ๆ 2.2) การแปลผลข้อมลู 2.2.1) การคัดเลือกหลักฐาน การประเมินพัฒนาการเดก็ อายุ 3-6 ปี 2.2.2) การวิเคราะหห์ ลกั ฐาน (หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย, 2560) 3) การนาผลไปใช้ การประเมนิ พัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี 3.1) การปรบั แผน/หลกั สูตร เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณจ์ ิตใจ สงั คม 3.1.1) ใชว้ างแผนการจัด และสตปิ ญั ญาอยา่ งต่อเน่อื ง เป็นกิจกรรมที่จดั ข้นึ ปกตใิ นแต่ละวนั ประสบการณ์ ผลที่ได้จากการประเมนิ พัฒนาการนามาปรับปรงุ วางแผนการจัด 3.1.1.1) เพอ่ื สง่ เสริมเด็ก กจิ กรรม สง่ เสรมิ ใหเ้ ด็กแต่ละคนไดร้ ับการพัฒนาตามจุดมงุ่ หมาย รายบคุ คล ของหลักสูตรอยา่ งต่อเนือ่ ง การประเมนิ พัฒนาการควรยึดหลกั 3.1.1.2) ส่งเสริมเดก็ รายกลุม่ ดังนี้ 3.1.2) ปรบั ปรงุ หลักสตู รสถานศกึ ษา 1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเปน็ ระบบ 3.2) การส่ือสารขอ้ มูลกับผู้ทีเ่ ก่ยี วข้องเดก็ 2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน 3.2.1) สอื่ สารกับเดก็ 3. ประเมินพัฒนาการเดก็ เป็นรายบุคคลอยา่ งสม่าเสมอตอ่ เนอื่ ง 3.2.2) ส่อื สารกับผู้ปกครอง 4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจวัตรประจาวันด้วย 3.2.3 สอ่ื สารกับนกั วชิ าการ เครอ่ื งมือและวธิ ีการที่หลากหลาย ไมค่ วรใชแ้ บบทดสอบ 5. สรุปผลการประเมิน จดั ทาขอ้ มลู และนาผลการประเมินไปใช้ พัฒนาเด็ก ภาภพาพทที่ 1่ี 1กกรรออบแนนววคคดิ ดิ บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ติ ปีท่ี 16 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2563 ปีท่ี 16 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 159

แนวคิดทฤษฎีที่เก่ียวขอ้ ง Noichan (2010) ได้ให้ความหมายของการประเมินไว้ว่า เป็นกระบวนการตัดสินใจท่ีเป็นระบบ ครอบคลุมถึงจุดหมายท่ีต้ังไว้น่ันคือประเมินดูว่ากิจกรรมที่ท�ำทั้งหลายเป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้เพียงใด การประเมินผลเป็นกิจกรรมที่เก่ียวข้องกับการศึกษาเป็นกระบวนการตัดสินคุณค่าของส่ิงที่มุ่งประเมินเพ่ือ จุดมุ่งหมายของการพัฒนาส่ิงน้ัน การประเมินมีผลมีความละเอียดอ่อนและสัมพันธ์กับศาสตร์หลายสาขา การประเมนิ แต่ละครัง้ อาจมจี ดุ มงุ่ หมายทแี่ ตกตา่ งกนั ไปตามสภาวะแวดล้อมของการประเมนิ ขอ้ มูลที่ได้จาก การประเมินผลสามารถน�ำไปใช้เพ่ือสร้างเกณฑ์และวัตถุประสงค์ของกิจกรรมได้ กิจกรรมหรือกระบวน การประเมินผลเป็นกลไกทใี่ ชเ้ พือ่ ก�ำหนดความส�ำเร็จของจุดหมายการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวยั เป็น กระบวนการตอ่ เนือ่ งและเปน็ สว่ นหน่งึ ของการจัดประสบการณห์ รอื กจิ กรรมสำ� หรับเด็ก ผลของการประเมนิ จะน�ำไปใชใ้ นการจัดประสบการณ์หรือกจิ กรรมเพอ่ื ชว่ ยพฒั นาเด็กไปในทศิ ทางท่พี งึ ประสงค์ Thammawon (1997) ได้อธิบายเทคนิคในการประเมินพัฒนาการเด็กที่มีหลากหลายวิธี ได้แก่ การสังเกตพฤตกิ รรมเด็ก การสัมภาษณ์ การเขียนบนั ทกึ เก่ยี วกบั ตวั เดก็ แฟม้ ผลงานเด็ก การใช้แบบประเมนิ ผลพัฒนาการ การเขียนบันทึก และการท�ำสงั คมมติ ิ ไวด้ ังน้ี การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation) การสังเกตอาจเกิดข้ึนเป็นกิจวัตประจ�ำวันอย่างไม่เป็น ทางการ หรอื อาจมกี ารสงั เกตอยา่ งเปน็ ทางการหรอื อยา่ งเปน็ ระบบ การสงั เกตเดก็ อยา่ งเปน็ ระบบเกดิ ขน้ึ จาก ในสภาพจรงิ การจดั ชนั้ เรยี นหนงึ่ ๆ องคป์ ระกอบของการบนั ทกึ การสงั เกตพฤตกิ รรม คอื การบรรยายเหตกุ ารณ์ สถานการณ์ท่ีเกิดข้ึน คือ การบรรยายเหตุการณ์หรือสถานการณ์ท่ีก�ำลังด�ำเนินการอยู่อย่างตรงไปตรงมาให้ มากทสี่ ดุ ความรสู้ กึ และความคิดเห็นสว่ นตน การตีความ แปลความ ตลอดถงึ การสรปุ พฤติกรรมการเรียนรู้ จากข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการสงั เกต การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นวิธีการประเมินผลที่มปี ระโยชนม์ ากท่ีสดุ วิธีหนง่ึ และถือเปน็ สว่ นหนงึ่ ของการเรยี นการสอน การสมั ภาษณอ์ าจเกดิ ขน้ึ ระหวา่ งครกู บั เดก็ หรอื ระหวา่ งครกู บั พอ่ แม่ ผปู้ กครองเพอ่ื หา ข้อมูลเกย่ี วกับตัวเด็ก การเขียนบันทกึ เกี่ยวกับตวั เด็ก (Anecdotes) เปน็ การเขียนเรือ่ งราวสั้น ๆ เกีย่ วกับตวั เดก็ เป็นอีก วิธีท่ีช่วยให้ครูเข้าใจเด็กได้ดีขึ้น ครูอาจเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายกับ ทงั้ ตัวครูและตวั เดก็ ในการเลอื กเหตุการณท์ ่นี �ำมาเขียน จะบง่ บอกถงึ การใหค้ วามส�ำคญั ของครูตอ่ พฤติกรรม เด็ก และช่วยใหค้ รตู อบคำ� ถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขน้ึ แฟม้ ผลงานเดก็ (Portfolio) เปน็ วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เกย่ี วกบั พฒั นาการและการเรยี นรขู้ องเดก็ ที่มีจุดประสงค์และการกระท�ำอย่างต่อเน่ือง สม่�ำเสมอ แฟ้มผลงานช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความกา้ วหน้า และความส�ำเร็จของตนเอง ซ่ึงถือเปน็ พืน้ ฐานของการประเมินผลพฒั นาการ การใชแ้ บบประเมนิ ผลพฒั นาการ (Checklist) ถอื เป็นอกี วธิ หี น่ึงท่ีชว่ ยให้ครูเขา้ ใจพฤตกิ รรมเดก็ ไดด้ ี ข้ึน ในการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการน้ัน ครูประจ�ำช้ันต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร หลัง จากนัน้ นำ� มาสรา้ งแบบประเมินผลพฒั นาการโดยอาศยั ทฤษฏพี ัฒนาการเปน็ หลกั การทำ� สงั คมมิติ (Sociogram) เป็นเครอ่ื งมือทพ่ี ัฒนาข้ึนเพือ่ ประเมนิ ความสัมพนั ธ์ในกลมุ่ (Group relationships) และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย สังคมมิติเป็นแผนภาพที่ถูกท�ำขึ้นเพ่ือแสดง 160 บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต

ความสัมพันธ์ในกลุ่มของตน วิธีการน้ีท�ำให้ครูทราบว่าเด็กในช้ันของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การท�ำสงั คมมติ ิถอื เป็นการทำ� วจิ ัยแบบหน่งึ ทีแ่ สดงให้เห็นรปู แบบความสัมพันธร์ ะหวา่ งบุคคลในกลุม่ หลักในการบันทกึ การสังเกต 1. การบันทึกการสังเกตจ�ำเป็นต้องมีการบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่าง ๆ ของเด็กรวม ตลอดถงึ พฤติกรรมของคนรอบขา้ งเด็กด้วย 2. การรายงานการบนั ทกึ การสงั เกตตอ้ งมีการรายงาน ตามลำ� ดับก่อนหลัง 3. การบันทึกการสงั เกต ควรบรรยายส่ิงทเี่ ด็กทำ� ได้มากกวา่ สง่ิ ท่ีเดก็ ท�ำไม่ได้ ข้อดขี องการบนั ทกึ การสงั เกต 1. เดก็ ไม่จำ� เปน็ ตอ้ งใช้ความสามารถในการอา่ นและเขยี น 2. เดก็ จะไมร่ ้สู กึ วา่ ตนก�ำลงั ถกู สงั เกต หรอื ถกู บนั ทึกขอ้ มลู อยู่ 3. กิจวัตรประจ�ำวัน หรอื ตารางเวลาในการเรียน หรอื การทำ� กจิ กรรมของเดก็ ไม่มกี ารเปล่ียนแปลง 4. ชว่ ยใหค้ รูได้ทราบขอ้ มลู ทช่ี ัดเจนเก่ียวกับพฤตกิ รรมบางอย่างของเด็ก 5. เปน็ วธิ ีการท่ไี ดร้ บั การยอมรับจากนักการศกึ ษาปฐมวัยวา่ เป็นวิธีทเี่ หมาะสม สรุป การบนั ทึกการสังเกตเปน็ ระบบถอื เปน็ วิธกี ารพนื้ ฐานท่ีสำ� คญั วิธีหนงึ่ ในการประเมนิ ผลพัฒนา การเดก็ และถา้ ผสู้ งั เกตมคี วามถถี่ ว้ นในการสงั เกตมากเทา่ ไร โอกาสทผ่ี สู้ งั เกตจะจดั การเรยี นการสอนเพอื่ สนอง ความตอ้ งการของเด็กแต่ละคนกจ็ ะมีมากขน้ึ เทา่ น้นั Cryan (1986) นกั การศกึ ษา กลา่ ววา่ การประเมนิ ผลพฒั นาการเดก็ ปฐมวยั นนั้ นอกจากจะชว่ ยใหค้ รู วางแผนปรบั ปรงุ และพฒั นาปรบั สตู รการเรยี นการสอนใหส้ อดคลอ้ งกบั ความสนใจ และความตอ้ งการของเดก็ แล้วยังช่วยให้ตัวเด็กเองตระหนักถึงพัฒนาการ การเรียนรู้ และความก้าวหน้าของตนเพ่ือเด็กจะได้เกิด ความภาคภูมิใจในตนเอง ในการประเมินผลพัฒนาการเด็กแต่ละคน ครูควรมุ่งไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเพ่ือจะได้จัดประสบการณ์เรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของ เด็กแต่ละคน ข้อมูลท่ีได้จากการประเมินผลควรมีการรายงานให้พ่อแม่ผู้ปกครองทราบถึงพัฒนาการและ ความกา้ วหน้าของเด็ก และประเมินผลหลักสตู รท่ีก�ำลังด�ำเนินอยู่ในชัน้ เรยี นดว้ ย 1. การประเมินตามสภาพจริง Khayankij & Tantiwong (2016) การประเมนิ ตามสภาพจรงิ หมายถงึ กระบวนการทด่ี ำ� เนนิ การ อย่างต่อเน่ืองในการเก็บรวบรวมสรุป และตีความข้อมูลเกี่ยวกับเด็กในบริบทของการเรียนรู้ ซ่ึงสัมพันธ์กับ กจิ วตั รประจ�ำวนั ทดี่ ำ� เนนิ ไปอย่างตอ่ เนือ่ งในช้นั เรยี นของเด็ก โดยระบหุ ลักฐานพัฒนาการและการเรยี นรเู้ พ่ือ ประเมินจากงานที่เด็กท�ำ ซึ่งมีความท้าทายทางสติปัญญาสะท้อนการปฏิบัติ และความสามารถท่ีแท้จริง การประเมินลักษณะนี้เป็นการปฏิบัติในบริบทชีวิตจริงซ่ึงเป็นส่วนหนึ่งของการด�ำเนินกิจวัตรประจ�ำวัน มิใชก่ ารกำ� หนดสถานการณ์เพอื่ แสดงพฤติกรรมท่ีครตู ้องการประเมนิ Wongwanich (2003) กล่าวว่า การประเมินตามสภาพจริง เป็นกระบวนการตัดสินความรู้ ความสามารถและทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียนในสภาพท่ีสอดคล้องกับชีวิตจริง โดยใช้เรื่องราว เหตุการณ์ สภาพจริงหรือคล้ายจริงท่ีประสบในชีวิตประจ�ำวัน เป็นส่ิงเร้าให้ผู้เรียนตอบสนองโดยการแสดงออก ลงมือ กระท�ำ หรือผลิตจากกระบวนการท�ำงานตามท่ีคาดหวังและผลผลิตที่มีคุณภาพ จะเป็นการสะท้อนภาพเพ่ือ ลงข้อสรุปถึงความรู้ ความสามารถ และทกั ษะตา่ ง ๆ ของผเู้ รียนว่ามมี ากนอ้ ยเพยี งใด น่าพอใจหรือไม่ อย่ใู น ปที ี่ 16 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 161

ระดบั ความสำ� เร็จใด Academic Affairs, Ministry of Education (2002) ได้กลา่ วว่า การประเมินสภาพจริงเปน็ การประเมินจากการปฏิบัติงานหรือกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยงานหรือกิจกรรมท่ีมอบหมายให้ผู้ปฏิบัติ จะเปน็ งานหรอื สถานการณท์ เี่ ปน็ จรงิ (Real Life) หรอื ใกลเ้ คยี งกบั ชวี ติ จรงิ จงึ เปน็ งานทม่ี สี ถานการณซ์ บั ซอ้ น (Complexity) และเปน็ องค์รวม (Holistic) มากกวา่ งานปฏิบตั ิในกิจกรรมการเรยี นทั่วไป 2. หลกั ส�ำคัญในการประเมิน Hendrick (1980) ได้กล่าวถงึ หลักทสี่ �ำคัญและจ�ำเป็นในการประเมนิ ไว้ดงั นี้ 1. การประเมินผลพฒั นาการเด็กตอ้ งประเมนิ ทุกด้าน 2. การประเมินผลถือเป็นกระบวนการท่ีตอ่ เน่อื ง 3. ผลการประเมินเด็กแตล่ ะคนควรเกบ็ เป็นความลับ 4. การเลอื กวธิ ีการประเมินผลต้องเลอื กให้เหมาะสม 5. การเปรียบเทียบระดบั พัฒนาการเดก็ กับเกณฑ์ 6. การเลอื กพฤตกิ รรมท่ีจะประเมนิ ระเบยี บวธิ วี ิจยั ขอบเขตของการวจิ ัย 1. งานวิจัยนี้เป็ยงานวิจัยแบบผสมผสาน มีการเก็บข้อมูล 2 วิธี คือ การส�ำรวจ และสัมภาษณ์ มีการศึกษากลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชากร คือ ครูระดับปฐมวัยในโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ (La Or Uthit Demonstration School, 2018) ท่ีสอนระดับปฐมวัยและมีบทบาทหน้าท่ีในการประเมินพัฒนาการและ การเรียนรู้ของเด็ก ได้แก่ ครูระดับชั้นบ้านหนูน้อย จ�ำนวน 4 คน ครูระดับชั้นบ้านสาธิต จ�ำนวน 12 คน ครูระดบั ชน้ั อนุบาลปที ่ี 1 จำ� นวน 8 คน ครรู ะดับชนั้ อนบุ าลปีที่ 2 จำ� นวน 9 คน และครรู ะดับช้นั อนุบาล ปีที่ 3 จ�ำนวน 7 คน รวมทั้งสนิ้ 40 คน และมกี ารคดั เลอื กครผู ้ใู หข้ อ้ มูลส�ำคญั จำ� นวน 5 คน จาก 40 คน โดยใชเ้ กณฑ์ในการคดั เลือกจากครูทเี่ ปน็ หวั หนา้ สายชั้นของแตล่ ะระดบั ช้ัน เพือ่ ใหข้ อ้ มูลในการสัมภาษณ์ 2. ประเด็นท่ีศึกษา คือ สภาพและปัญญาในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ในโรงเรยี นสาธติ ละอออทุ ศิ ใน 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ การวางแผนอยา่ งเปน็ ระบบ การจดั ระบบและแปลผลขอ้ มลู และ การน�ำผลไปใช้ วธิ ีการด�ำเนนิ การวิจัย การวจิ ยั ครั้งนีเ้ ป็ยวิจยั เชิงส�ำรวจ ผู้วิจยั ไดด้ �ำเนินการตามข้ันตอน ดังน้ี 1. ศึกษาเอกสารทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับงานวจิ ัย 1.1 ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมขอ้ มลู เบือ้ งต้นในเร่ืองรูปแบบการประเมนิ ผลเดก็ ปฐมวัย 1.2 ศกึ ษาหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารสรา้ งเครอ่ื งมอื งานวจิ ยั จากเอกสาร ตำ� รา และงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง เพอ่ื นำ� มาเปน็ กรอบแนวคิดสำ� หรับสรา้ งเครอ่ื งมือวจิ ยั 2. ผู้วิจัยด�ำเนินการสร้างเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย จ�ำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ แบบสอบถาม และ แบบสัมภาษณ์ รายละเอียดเป็นดงั น้ี 162 บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ

2.1 แบบสอบถาม เรอื่ ง สภาพและปญั หาในการประเมนิ พฒั นาการและการเรยี นรเู้ ดก็ ของปฐมวยั ในโรงเรยี นสาธิตละอออทุ ศิ มีลกั ษณะเป็นแบบส�ำรวจรายการ แบง่ ออกเป็น 3 ตอน ดังน้ี ตอนท่ี 1 ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษาข้ันสูงสุด อายุ การท�ำงาน ต�ำแหน่งงาน และข้อมูลการอบรมเร่ืองการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จำ� นวน 6 ข้อ ตอนที่ 2 สภาพในการประเมินพฒั นาการและการเรยี นรูเ้ ดก็ ปฐมวัย แบง่ ออกเปน็ 3 ด้าน ไดแ้ ก่ การวางแผน 9 ขอ้ การจัดระบบและแปลผลข้อมูล 10 ขอ้ และการน�ำผลไปใช้ 9 ขอ้ รวมท้งั หมดจำ� นวน 28 ข้อ ตอนท่ี 3 ปญั หาในการประเมนิ พฒั นาการเดก็ ปฐมวยั แบง่ ออกเปน็ 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ การวางแผน การจัดระบบและแปลผลข้อมลู และการน�ำผลไปใช้ มจี �ำนวน 7 ข้อ 2.2 แบบสัมภาษณ์ เรื่อง สภาพและปัญหาในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ปฐมวัยในโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ มีลักษณะเป็นแนวค�ำถามก่ึงโครงสร้าง แบ่งเป็น 2 ตอน ได้แก่ ข้อมูล พนื้ ฐานของผตู้ อบแบบสมั ภาษณ์ จำ� นวน 6 ขอ้ และคำ� ถามเกย่ี วกบั สภาพและปญั หาในการประเมนิ พฒั นาการ และการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ใน 3 ด้าน ได้แก่ การวางแผน การจัดระบบและแปลผลข้อมูล และการน�ำ ผลไปใช้ จำ� นวน 14 ขอ้ มีลักษณะคำ� ถามแบบปลายเปดิ 3. การสร้างและตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมือที่ใช้ในการวิจัย 3.1 ศกึ ษาขอ้ มลู เอกสาร ตำ� รา ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การพฒั นาการและการเรยี น ร้ขู องเดก็ ปฐมวยั ท้ังของไทยและตา่ งประเทศ เพือ่ น�ำข้อมูลมาใช้ในการสร้างเครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวิจัย 3.2 กำ� หนดตารางโครงสรา้ งเนอื้ หา จำ� นวนขอ้ ตามกรอบแนวคดิ การวจิ ยั และสรา้ งแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ครู เก่ียวกับสภาพและปัญหาในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เพอื่ น�ำเสนอต่ออาจารย์ทปี่ รึกษา และปรับปรุงแกไ้ ขตามคำ� แนะน�ำ 3.3 ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหา และค�ำนวณหา ค่าความตรงของเครือ่ งมอื จากผ้ทู รงคุณวฒุ ิ 3 ทา่ น พบวา่ ดัชนคี วามสอดคล้องระหว่างข้อค�ำถามกับเนือ้ หา แบบสอบถามมีค่า ioc เฉลีย่ เท่ากบั 1 แบบสมั ภาษณม์ คี า่ ioc เฉลี่ยเท่ากับ 1 แสดงใหเ้ ห็นวา่ อยใู่ นเกณฑท์ ่ี ยอมรบั ได้ จากนนั้ น�ำแบบสอบถามและแบบสมั ภาษณ์มาปรบั ปรุงแก้ไข ตามค�ำแนะนำ� ของผูท้ รงคณุ วฒุ ิ และ เมื่อน�ำแบบสอบถาม มาทดลองเพื่อวิเคราะห์หาค่าความเชื่อม่ันโดยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค (Cronbach’s Coefficient) ไดค้ ่าความเชอ่ื ม่ันเท่ากบั 0.90 4. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 4.1 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ดว้ ยแบบสอบถาม 4.1.1 ท�ำหนังสือขอความร่วมมือจากอาจารย์ที่ปรึกษา ถึงผู้บริหารในโรงเรียนสาธิต ละอออุทศิ เพือ่ ขอความอนเุ คราะห์ในการเกบ็ รวบรวมของครูในการท�ำแบบสอบถาม 4.1.2 นบั จำ� นวนแบบสอบถาม และตรวจสอบความสมบรู ณข์ องแบบสอบถาม จากนน้ั แจก แบบสอบถามเกย่ี วกบั สภาพและปญั หาในการประเมนิ พฒั นาการและการเรยี นรข็ องเดก็ ปฐมวยั ใหค้ รู จำ� นวน 40 ฉบบั ดว้ ยตนเอง ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 163

4.1.3 เกบ็ รวบรวมแบบสอบถามโดยใหห้ วั หนา้ แตล่ ะระดบั ชนั้ รวบรวมแบบสอบถาม นำ� มา ส่งท่หี ้องวชิ าการ ไดร้ ับแบบสอบถามกลับคนื ครบทง้ั 40 ฉบบั คิดเป็นร้อยละ 100 4.2 การเก็บรวบรวมขอ้ มูลดว้ ยแบบสมั ภาษณ์ 4.2.1 ท�ำหนังสือขอความร่วมมือจากอาจารย์ที่ปรึกษา ถึงผู้บริหารในโรงเรียนสาธิต ละอออุทศิ เพ่อื ขอความอนุเคราะหใ์ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูลของครูดว้ ยวิธีการสัมภาษณ์ 4.2.2 เก็บรวบรวมขอ้ มูลด้วยวิธีการสัมภาษณค์ รู จ�ำนวน 5 คน ใชว้ ิธกี ารลอื กแบบเจาะจง โดยคดั เลอื กจากครทู เ่ี ปน็ หวั หนา้ สายชนั้ ในแตล่ ะระดบั ชน้ั นดั วนั เวลาในการสมั ภาษณ์ และดำ� เนนิ การสมั ภาษณ์ เป็นรายกลุ่มพร้อมบนั ทึกเสียง ใช้เวลาในการสัมภาษณ์ประมาณ 1 ช่ัวโมง 5. การวิเคราะหแ์ ละน�ำเสนอข้อมลู ผวู้ ิจัยเกบ็ รวบรวมข้อมลู จากแบบสอบถามและแบบสมั ภาษณ์และวเิ คราะหข์ ้อมลู ดังน้ี 5.1 แบบสอบถาม วเิ คราะหโ์ ดยแจกแจงความถแ่ี ละหาคา่ รอ้ ยละ นำ� เสนอในรปู แบบความเรยี ง 5.2 แบบสมั ภาษณ์ครู วิเคราะหโ์ ดยการจัดหมวดหมขู่ ้อมูล น�ำเสนอในรปู แบบความเรยี ง ผลการศกึ ษา ผวู้ ิจัยนำ� เสนอผลการวิจยั ดงั น้ี 1. ข้อมูลท่ัวไปของครู จากแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 87.5 รองลงมาเปน็ เพศชาย คิดเปน็ ร้อยละ 12.5 มอี ายุต�่ำกวา่ 30 ปี คดิ เปน็ รอ้ ยละ 60 รองลงมามอี ายุระหว่าง 30-35 ปี คิดเปน็ ร้อยละ 10 ส�ำเร็จการศกึ ษาระดับปรญิ ญาตรี คิดเปน็ ร้อยละ 97.5 และสูงกว่าปรญิ ญาตรี คิดเปน็ รอ้ ยละ 2.5 สว่ นใหญม่ ปี ระสบการณ์ในการทำ� งานอยู่ระหว่าง 1-3 ปี คดิ เปน็ รอ้ ยละ 42.5 รองลงมา คือ 4-6 ปี คิดเป็นร้อยละ 27.5 เป็นครูประจ�ำช้ันหรือครูหลัก คิดเป็นร้อยละ 62.5 และครูคู่ช้ัน คิดเป็น ร้อยละ 37.5 ส่วนใหญ่เคยเข้ารับการอบรมเก่ียวกับการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้มากกว่า 1 ครั้ง คิดเป็นรอ้ ยละ 50 และเคยไดร้ บั การอบรม จำ� นวน 1 คร้ัง คิดเปน็ รอ้ ยละ 47.5 ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ พบว่า ครูทั้ง 5 คน เป็นเพศหญิง ส�ำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มปี ระสบการณ์ทำ� งานมากกวา่ 10 ปี (4 คน) และประสบการณท์ ำ� งานระหวา่ ง 7-10 ปี (1 คน) ทกุ คนเคยผ่าน การอบรมในเร่ืองการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยอย่างน้อย จ�ำนวน 1 ครั้ง และมี ประสบการณ์ในการประเมินพฒั นาการและการเรยี นรู้เดก็ ปฐมวยั ด้วยตนเอง 2. สภาพการประเมนิ พฒั นาการและการเรยี นรขู้ องเดก็ ปฐมวยั พบวา่ ครดู ำ� เนนิ การใน 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ การวางแผนอย่างเปน็ ระบบ การจัดระบบและแปลผลข้อมูล และการน�ำผลไปใช้ รายละเอยี ดเป็นดังนี้ 2.1 การวางแผนอย่างเป็นระบบ พบว่า ครูด�ำเนินการในการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน และก�ำหนด กรอบและวธิ กี ารประเมนิ ดังนี้ 1) การศกึ ษาข้อมูลพน้ื ฐาน 1.1) ข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนและการสอน จากแบบสอบถาม พบว่า ครูทุกคนศึกษา ขอ้ มลู พน้ื ฐานของโรงเรยี น โดยศกึ ษาหลกั สตู รโรงเรยี น คดิ เปน็ รอ้ ยละ 100 รองลงมา คอื ศกึ ษาปรชั ญาโรงเรยี น คดิ เปน็ รอ้ ยละ 75 ครสู ว่ นใหญม่ คี วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั ขอ้ มลู พน้ื ฐานของโรงเรยี นในระดบั มากทสี่ ดุ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 164 บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต

62.5 รองลงมา คือ ระดบั มาก คิดเป็นรอ้ ยละ 35 ครทู กุ คนทบทวนการสอนเพ่อื นำ� ผลมาใชใ้ นการวางแผน การประเมนิ โดยใชข้ อ้ มลู จากบนั ทกึ หลงั สอนมากทสี่ ดุ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 87.5 รองลงมา คอื การปรกึ ษากบั เพอื่ น ครู คดิ เปน็ ร้อยละ 75 ขอ้ มลู จากแบบสมั ภาษณ์ พบวา่ ครทู กุ คนทเ่ี ปน็ หวั หนา้ สายชน้ั ทงั้ 5 ระดบั มคี วามเขา้ ใจ ในการประเมนิ พฒั นาการและการเรยี นรขู้ องเดก็ ปฐมวยั สามารถวางแผนไดอ้ ยา่ งเปน็ ระบบ มกี ารศกึ ษาขอ้ มลู พ้ืนฐานเกี่ยวกับโรงเรียน ปรัชญา หลักสูตร และรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน รวมไปถึง สอบถามข้อมูลจากฝ่ายวิชาการของโรงเรียนเม่อื เกิดข้อสงสัย หรอื ต้องการขอ้ มูลเพ่ิมเตมิ 1.2) ขอ้ มลู เก่ียวกบั เดก็ จากแบบสอบถาม พบว่า ครูสว่ นใหญ่ศึกษาขอ้ มลู เก่ียวกบั เดก็ คิดเป็นร้อยละ 82.5 โดยใช้การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับผู้ปกครอง คิดเป็นร้อยละ 75 รองลงมา คือ การสอบถามจากครูประจำ� ชนั้ ในปีที่ผา่ นมา คิดเป็นร้อยละ 67.5 ขอ้ มลู จากแบบสัมภาษณ์ พบวา่ ครูศกึ ษาขอ้ มูลเกี่ยวกับตวั เดก็ เพื่อไปใชใ้ นการวางแผน การประเมนิ โดยสอบถามครปู ระจำ� ชนั้ ปที ผี่ า่ นมา หรอื ผปู้ กครองเดก็ นอกจากนม้ี กี ารอา่ นแฟม้ ผลงานของเดก็ ยอ้ นหลงั และศึกษาขอ้ มลู ส่วนตวั ของเดก็ จากประวัตสิ ่วนตัว 2) การกำ� หนดกรอบและวิธกี ารประเมนิ 2.1) กรอบการประเมนิ จากแบบสอบถาม พบวา่ ครสู ว่ นใหญ่ ใชเ้ วลานอ้ ยกวา่ 1 สปั ดาห์ ในการศกึ ษาขอ้ มลู คดิ เปน็ รอ้ ยละ 87.5 รองลงมาใชเ้ วลา 1-2 สปั ดาห์ คิดเป็นร้อยละ 12.5 ครทู กุ คนกำ� หนด กรอบในการประเมิน โดยก�ำหนดช่วงเวลาในการประเมินมากท่ีสุด คิดเป็นร้อยละ 100 รองลงมา ก�ำหนด วตั ถปุ ระสงคใ์ หส้ อดคลอ้ งกบั มาตรฐานคณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค์ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 90 วตั ถปุ ระสงคใ์ นการประเมนิ คอื การระบุพัฒนาการและการเรยี นรู้ของเดก็ คดิ เป็นร้อยละ 90 รองลงมา คือ การคน้ หาเดก็ ทอี่ าจตอ้ งการ ความช่วยเหลือ เปน็ พิเศษ คิดเป็นรอ้ ยละ 60 ขอ้ มลู จากแบบสมั ภาษณ์ พบวา่ ครกู ำ� หนดกรอบการประเมนิ ไวอ้ ยา่ งชดั เจน วา่ ตอ้ งเกบ็ งานในชว่ งเวลาใด เพอ่ื สงั เกตพฒั นาการและการเปลยี่ นแปลงของเดก็ อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง และเปน็ ระยะ โดยกำ� หนด เป้าหมายในการประเมิน ก�ำหนดวัตถุประสงค์ ช่วงเวลาในการประเมิน วิธีการเก็บรวบรวบรวมข้อมูล หรือ การบันทึกข้อมูลครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน รวมไปถึงมีการน�ำสมรรถนะด้านต่าง ๆ ของเด็กปฐมวัย มาใช้ในการออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับพฤติกรรมบ่งช้ีของเด็กเพ่ือน�ำมาก�ำหนดเป้าหมายหรือ วตั ถปุ ระสงค์ของกจิ กรรม 2.2) วธิ กี ารประเมนิ จากแบบสอบถาม พบวา่ ครทู ุกคนใชก้ ารสังเกตเปน็ หลัก รองลง มา คอื การถ่ายวีดโิ อ คิดเปน็ รอ้ ยละ 92.5 แหลง่ ขอ้ มลู ท่ีครสู ว่ นใหญเ่ ก็บรวบรวมขอ้ มูล คอื ผปู้ กครอง คิดเป็น ร้อยละ 90 รองลงมา คอื ครูประจ�ำชัน้ ปที ี่ผา่ นมา คดิ เปน็ รอ้ ยละ 70 ขอ้ มลู จากแบบสมั ภาษณ์ พบวา่ ครทู กุ คนใชว้ ธิ กี ารสงั เกตในการเกบ็ ขอ้ มลู เพราะเปน็ วธิ ี ท่สี ะดวก และสามารถใชไ้ ดใ้ นทกุ กจิ กรรม ทกุ บริบท โดยเฉพาะในกจิ วัตรประจ�ำวนั รวมไปถึงการเกบ็ ผลงาน ทจี่ ะแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ศกั ยภาพของเดก็ ในดา้ นตา่ ง ๆ แตค่ รตู อ้ งออกแบบใบงานใหม้ คี วามหลากหลาย เพอื่ ใหเ้ ดก็ สามารถสะทอ้ นตนเองออกมาในทกุ ๆ ด้าน ปที ี่ 16 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 165

2.2 การจัดระบบและแปลผลข้อมูล 1) การจดั ระบบขอ้ มลู 1.1) การเก็บรวบรวมข้อมูล จากแบบสอบถาม พบว่า ครูทุกคนเก็บรวบรวมข้อมูล 3 ระยะ ได้แก่ ตน้ กลาง และปลายภาคการศึกษา โดยใชก้ ารสงั เกตเด็กเป็นรายบคุ คล คิดเป็นรอ้ ยละ 100 รองลงมา สงั เกตขณะเดก็ แสดงพฤตกิ รรม คดิ เปน็ รอ้ ยละ 90 พฒั นาการดา้ นรา่ งกาย สว่ นใหญเ่ กบ็ จากกจิ กรรม กลางแจง้ คดิ เปน็ ร้อยละ 77.5 รองลงมา คอื กจิ วตั รประจำ� วนั คิดเป็นร้อยละ 70 พฒั นาการดา้ นอารมณ์ ส่วนใหญ่เก็บจากกิจกรรมเสรี คดิ เปน็ ร้อยละ 90 รองลงมา คือ กิจกรรมสงบ คิดเป็นรอ้ ยละ 87.5 พัฒนาการ ดา้ นสังคม ส่วนใหญ่เก็บจากกิจกรรมเสรี คิดเป็นร้อยละ 97.5 รองลงมา คือ กจิ กรรมกลมุ่ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 95 พัฒนาการด้านสติปัญญา ส่วนใหญ่เก็บจากกิจกรรมนิทานส่งเสริมกระบวนการคิด คิดเป็นร้อยละ 97.5 รองลงมา คือ กิจกรรมกลมุ่ และกิจกรรมเสรี คิดเป็นรอ้ ยละ 95 ขอ้ มลู จากแบบสมั ภาษณ์ พบวา่ ครจู ดั ระบบและแปลผลขอ้ มลู แตกตา่ งกนั เลก็ นอ้ ย ในวธิ กี ารเก็บรวบรวมขอ้ มลู เนอื่ งจากเดก็ ท่มี ีอายแุ ตกต่างกนั ระหว่างเด็กเลก็ ท่มี ีอายุต�ำ่ กว่า 3 ปี ในระดบั ชนั้ บ้านหนูน้อย บา้ นสาธิต และเดก็ ท่ีมอี ายุ 3 ปี ข้นึ ไปในระดับช้ัน อนุบาล 1-3 เน่ืองจากการก�ำหนดวิธกี ารเกบ็ รวบรวมข้อมูลของเดก็ เล็กอายุตำ่� กว่า 3 ปี ครูเน้นการสงั เกตและจดบันทึก โดยเดก็ ที่อายุมากกว่า 3 ปี มวี ิธี การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลทหี่ ลากหลายกว่า โดยชว่ งเวลาในการเก็บข้อมลู พฒั นาการทง้ั 4 ดา้ น คอื กจิ กรรมหลกั ของโรงเรียน ทั้ง 5 กิจกรรม ไดแ้ ก่ กจิ กรรมนทิ านสง่ เสริมกระบวนการคิด กิจกรรมกลุ่ม กจิ กรรมเสรี กิจกรรม สงบ และกิจกรรมกลางแจ้ง รวมไปถึงบริบทท่ีเกิดขึ้นจริงจากกิจวัตรประจ�ำวันของเด็ก โดยไม่มีการจัดฉาก หรอื สร้างสถานการณ์ เช่น ขณะลา้ งมอื รับประทานอาหาร เขา้ แถว เลน่ กับเพือ่ น หรอื นอนกลางวัน 1.2) การบนั ทกึ ข้อมูล จากแบบสอบถาม พบวา่ ครใู ช้การบนั ทึกขอ้ มลู ด้านพฒั นาการ ด้านร่างกายดว้ ยการเขยี นบันทกึ หลงั การสอน คดิ เปน็ ร้อยละ 90 รองลงมา คอื การถ่ายวดี ิโอ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 87.5 พฒั นาการด้านอารมณ์ ครสู ว่ นใหญเ่ ลอื กใชก้ ารบันทกึ ในแบบสงั เกตท่โี รงเรียนจัดท�ำขนึ้ คิดเป็นรอ้ ยละ 82.5 รองลงมา คอื บนั ทกึ หลงั การสอน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 75 พฒั นาการดา้ นสงั คม ครทู กุ คนบนั ทกึ ในแบบสงั เกต ท่ีทางโรงเรียนจัดท�ำข้ึน คิดเป็นร้อยละ 100 รองลงมา คือ บันทึกหลังการสอน คิดเป็นร้อยละ 97.5 และ พฒั นาการด้านสติปญั ญา ครูสว่ นใหญ่ใชก้ ารถ่ายภาพ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 97.5 รองลงมา คอื การถ่ายวดี โี อและ แบบสงั เกตที่โรงเรยี นจดั ท�ำขึน้ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 75 และครบู นั ทึกข้อมลู ที่ได้จากการสังเกตโดยจดบนั ทกึ ในชว่ ง เวลาท่ีว่าง คิดเป็นร้อยละ 97.5 รองลงมา คือ บันทึกข้อมูลเมื่อจบการเรียนการสอนในวันนั้น ๆ คิดเป็น ร้อยละ 70 ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ พบว่า ครูส่วนใหญ่มีวิธีการบันทึกข้อมูลที่หลากหลาย แต่วธิ ีท่ีสามารถเหน็ ถงึ หลกั ฐานไดช้ ดั เจนท่ีสุด คือ การถา่ ยภาพ หรอื วีดโี อ เพราะท�ำใหเ้ ห็นส่งิ ท่ีเด็กกำ� ลังทำ� ในขณะนน้ั และยงั เปน็ หลกั ฐานทผี่ ปู้ กครองใหค้ วามสนใจมากกวา่ เอกสารตา่ ง ๆ เชน่ แบบประเมนิ พฒั นาการ หรือสมุดบันทึกลูกรัก นอกจากนี้การสังเกตเด็กเป็นรายบุคคลยังสามารถช่วยให้เห็นพฤติกรรมของเด็ก ข้อดี ขอ้ ควรปรบั ปรุงแกไ้ ข ไดช้ ัดเจน 1.3) การสรุปข้อมูล จากแบบสอบถาม พบว่า ครูส่วนใหญ่มีการสรุปข้อมูล คิดเป็น รอ้ ยละ 95 มกี ารสรปุ ขอ้ มลู ทไี่ ดม้ าในชว่ งทา้ ยเทอม คดิ เปน็ รอ้ ยละ 75 รองลงมา คอื ทกุ เดอื น คดิ เปน็ รอ้ ยละ 55 ครูใชก้ ารจัดท�ำแฟม้ สะสมงาน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 100 รองลงมา คอื สรปุ ข้อมลู รายบคุ คล คิดเป็นรอ้ ยละ 97.5 166 บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ

ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ พบว่า ครูใช้เวลาในช่วงท้ายเทอมในการสรุปข้อมูล เน่ืองจากไม่มีเวลาในระหว่างวัน นอกจากนี้เวลาประเมินเด็กจะจัดกลุ่มเด็กที่มีพัฒนาการใกล้เคียงกันเพื่อให้ ง่ายตอ่ การประเมิน 2) การแปลผลข้อมูล จากแบบสอบถาม พบว่า ครูส่วนใหญ่วิเคราะห์ข้อมูลเด็กโดย การเปรยี บเทยี บพฒั นาการตามวยั ของเดก็ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 97.5 รองลงมา คอื วเิ คราะหจ์ ากผลงานทหี่ ลากหลาย คิดเป็นร้อยละ 75 ส่วนการคัดเลือกหลักฐาน พบว่า ครูส่วนน้อย คิดเป็นร้อยละ 2.5 มีการจัดหมวดหมู่ หลักฐานก่อนน�ำมาวิเคราะห์ข้อมูล จากแบบสัมภาษณ์ พบว่า ครูใช้เกณฑ์ในการประเมินทักษะต่าง ๆ รวมไปถงึ สมรรถนะเด็กในการวเิ คราะหข์ ้อมลู 2.3 การนำ� ผลไปใช้ 1) การปรบั แผน/หลักสตู ร จากแบบสอบถาม พบวา่ ครูทกุ คนนำ� ผลไปใช้ โดยนำ� ไปใชใ้ น การปรบั ปรงุ หรอื พฒั นาหลกั สตู รโรงเรยี น และรายงานใหผ้ ปู้ กครองทราบขอ้ มลู เกย่ี วกบั ตวั เดก็ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 100 รองลงมา คือ จัดท�ำแนวการจัดกิจกรรมให้กับครูเพื่อเป็นคู่มือในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ คดิ เป็นรอ้ ยละ 80 ขอ้ มลู จากแบบสมั ภาษณ์ พบวา่ ครนู ำ� ผลการประเมนิ พฒั นาการและการเรยี นรขู้ องเดก็ มาใชร้ ายงานใหผ้ ปู้ กครองรบั ทราบในวนั ประชมุ ผปู้ กครอง ทตี่ อ้ งพบผปู้ กครองเปน็ รายบคุ คล เพอ่ื เปน็ การแลกเปลยี่ น เรยี นรู้ ประกอบกับแฟม้ ผลงานท่ีสะท้อนให้เห็นถงึ ความก้าวหน้าของเด็กเปน็ รายบุคคล และรายกลุม่ 2) การสอ่ื สารข้อมลู กบั ผูท้ ี่เก่ยี วขอ้ งกบั เด็ก จากแบบสอบถาม พบว่า ครูสอื่ สารขอ้ มูลกับ ผปู้ กครองผา่ นสมดุ รายงานพฒั นาการ เช่น บนั ทึกลกู รัก สมดุ พก และแฟม้ ผลงาน คดิ เป็นร้อยละ 100 และนำ� ผลการประเมนิ ไปใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู ในการสอ่ื สารผา่ นเพจขา่ วสารของทางโรงเรยี น เพอ่ื ใหผ้ ปู้ กครองเหน็ พฒั นาการ ความกา้ วหนา้ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 97.5 ขอ้ มลู จากแบบสมั ภาษณ์ พบวา่ ครูทกุ ระดบั ช้ันมีการนำ� ผลการประเมินไปใช้ในการจัด ทำ� แผนการจดั ประสบการณเ์ พอ่ื ใหเ้ กดิ ความเหมาะสมกบั ชว่ งอายุ สามารถยดื หยนุ่ และเออ้ื ตอ่ การเรยี นรขู้ อง เด็กเป็นรายบคุ คล เน่ืองจากครผู สู้ อนไดค้ �ำนึงเด็กบางกล่มุ ท่ีมีความตอ้ งการพเิ ศษ หรอื พฒั นาการในการเรยี น รขู้ องเดก็ ในชนั้ เรยี นทอ่ี าจไมเ่ ทา่ กนั นอกจากนค้ี รบู างทา่ นทอี่ ยฝู่ า่ ยประกนั คณุ ภาพยงั นำ� ผลการประเมนิ ไปใช้ เป็นข้อมูลในการพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียน เป็นข้อมูลในการจัดเตรียมหลักฐานในงานประกันคุณภาพ การศกึ ษา และใช้ในการสื่อสารกับผูป้ กครองเปน็ รายบุคคลภาคเรยี นละ 1 ครัง้ เพ่อื รายงานผลการประเมิน พัฒนาการและการเรียนรู้ 3. ปญั หาในการประเมนิ พฒั นาการเดก็ ปฐมวยั ในโรงเรยี นสาธติ ละอออทุ ศิ จากแบบสอบถาม พบวา่ ครูประสบปัญหาในการประเมนิ ดังน้ี 3.1 การวางแผน จากแบบสอบถาม พบวา่ ครสู ่วนใหญไ่ ม่สามารถด�ำเนนิ งานตามแผนทว่ี างไว้ คิดเป็นร้อยละ 72.5 เนอื่ งจากมกี ิจกรรมอืน่ ๆ แทรกนอกเหนอื จากกจิ กรรมหลกั ของโรงเรยี น คดิ เปน็ ร้อยละ 72.5 รองลงมา คอื จ�ำนวนงานทต่ี ้องเกบ็ ในแฟ้มผลงานมเี ยอะเกินไป คิดเป็นร้อยละ 32.5 ขอ้ มลู จากการสมั ภาษณ์ พบวา่ ปญั หาดา้ นการดำ� เนนิ งานตามแผนทวี่ างไว้ เกดิ จากมกี จิ กรรม อื่น ๆ ท่ีนอกเหนือจากกิจกรรมในห้องเรียน เช่น กิจกรรมพิเศษ กิจกรรมจากทางโรงเรียนและหน่วยงานท่ี เกยี่ วขอ้ งมาขอความรว่ มมอื ในการจดั กิจกรรมกับเด็ก อาจมีผลกระทบที่ทำ� กจิ กรรมในระหวา่ งวันขาดหายไป ปีท่ี 16 ฉบบั ท่ี 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 167

ท�ำให้การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กไม่เป็นไปตามช่วงเวลาท่ีก�ำหนด ระยะเวลาในการเก็บ ข้อมูล หรือการรวบรวมหลักฐานค่อนข้างกระชั้นชิดและเร่งรีบเพ่ือให้ทันสรุปข้อมูลปลายภาค และครูยังให้ ข้อมูลว่าเมื่อเวลาในการจัดกิจกรรมไม่เพียงพอท�ำให้มีเวลาในการเก็บผลงานเด็กค่อนข้างน้อยระยะเวลาใน การวางแผนในการเกบ็ งานเดก็ จงึ ไมเ่ ปน็ ตามแผนทวี่ างไวน้ อกจากนยี้ งั พบวา่ มเี ดก็ บางกลมุ่ ทม่ี าสายเปน็ ประจำ� หรือขาดเรียนบ่อยท�ำให้พลาดโอกาสในการร่วมกิจกรรมในช้ันเรียน และยังส่งผลให้ระยะเวลาในการสังเกต ของครู ด้วยวิธกี ารต่าง ๆ ลดลงดว้ ยเช่นกัน 3.2 การจัดระบบและแปลผลข้อมูล จากแบบสอบถาม พบปัญหาจากการเก็บข้อมูลจากครู ทา่ นอนื่ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 22.5 เนอื่ งจากไมไ่ ดร้ บั ขอ้ มลู จากครปู ระจำ� ชน้ั ปที ผ่ี า่ นมา คดิ เปน็ รอ้ ยละ 17.5 รองลงมา คอื ขอ้ มลู ในสมดุ บนั ทกึ ลกู รกั จากครใู นปกี ารศกึ ษาทผี่ า่ นมามขี อ้ มลู ไมค่ รบถว้ น คดิ เปน็ รอ้ ยละ 15 ครบู างสว่ น พบปญั หาในการเก็บข้อมูลจากผปู้ กครอง คดิ เปน็ รอ้ ยละ 67.5 โดยปญั หาที่พบ คือ ไมไ่ ดร้ ับขอ้ มูลทเ่ี ป็นจรงิ เกย่ี วกบั พฒั นาการ หรอื พฤตกิ รรมท่ีบา้ นจากผปู้ กครอง คิดเป็นร้อยละ 42.5 รองลงมา คอื ไมม่ ีเวลาพบหรอื พดู คยุ กับครู คิดเป็นรอ้ ยละ 37.5 ส่วนปัญหาในการสรุปขอ้ มูล คดิ เปน็ รอ้ ยละ 27.5 เน่อื งจากชนิ้ งานที่ใชส้ รุป ไม่เพียงพอ คิดเป็นร้อยละ 27.5 รองลงมา คือ ครูขาดความรู้ความเข้าใจ คิดเป็นร้อยละ 25 นอกจากน้ี พบปัญหาในการแปลผลข้อมูล คิดเป็นร้อยละ 35 เนื่องจากผลงานที่เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมน้อย ท�ำให้ วเิ คราะหต์ ามสภาพจรงิ ไดย้ าก คดิ เปน็ รอ้ ยละ 42.5 รองลงมา คอื ครใู สค่ วามคดิ เหน็ ของตนเองในขณะวเิ คราะห์ ความสามารถของเดก็ คดิ เปน็ ร้อยละ 35 ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ พบวา่ เมือ่ ขน้ึ ปีการศึกษาใหม่ครูปกี ารศึกษาท่ผี ่านมาไมม่ กี ารให้ ข้อมลู เก่ยี วกับตวั เด็ก ซึง่ บางคร้ังเม่อื ครพู บเจอปัญหาเกยี่ วกบั ตวั เด็กจงึ จะไปสอบถามจากครูประจำ� ชน้ั ในปีท่ี ผา่ นมา ปญั หาในการเกบ็ ขอ้ มลู จากผปู้ กครองกพ็ บวา่ หลายครอบครวั ปดิ บงั ขอ้ มลู เกย่ี วกบั ตวั เดก็ หรอื พฤตกิ รรม ท่ีอยู่ท่ีบ้านในบางรายไม่บอกถึงความผิดปกติให้ครูทราบหรือปฏิเสธข้อมูลจากครูเมื่อครูรายงานพฤติกรรม เก่ียวกับตัวเด็กที่เกิดข้ึนที่โรงเรียน อีกประเด็นท่ีส�ำคัญพบว่าเมื่อครูไม่ได้พบพูดคุยกับผู้ปกครองบางราย เนอื่ งจากผปู้ กครองมาสง่ เชา้ และมารบั เยน็ มากทำ� ใหไ้ มก่ ารสอื่ สารระหวา่ งครกู บั ผปู้ กครองบางทา่ น และครจู ะ ได้พบกับผู้ปกครองเพ่ือพูดคุยกันในวันประชุมผู้ปกครองท้ายเทอมหรือการพูดคุยเล็กน้อยผ่านทางโทรศัพท์ เช่น LINE กล่มุ LINEสว่ นตัว ซ่งึ ครูมเี วลาค่อนข้างน้อย อภิปรายผล ผลการวิจัย เร่ืองสภาพและปัญหาในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยใน โรงเรียนสาธติ ละอออุทศิ ผวู้ จิ ัยไดอ้ ภิปรายผล ดงั น้ี 1. สภาพการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ พบว่า ครูมี การประเมนิ พฒั นาการและการเรียนรทู้ ่ปี ระกอบไปด้วย 3 ขนั้ ตอน ได้แก่ ขัน้ ตอนท่ี 1 มกี ารวางแผนอยา่ งเปน็ ระบบ ใหค้ วามสำ� คญั กบั การศกึ ษาขอ้ มลู เกย่ี วกบั โรงเรยี น การสอน และขอ้ มลู เกยี่ วกบั ตวั เดก็ ครมู กี ารสอบถาม ครูประจ�ำช้ันปที ผ่ี ่านมา หรอื ผ้ปู กครองเด็ก มีการอา่ นแฟ้มผลงานของเดก็ ยอ้ นหลงั และศกึ ษาขอ้ มูลสว่ นตวั ของเด็กจากประวัติส่วนตัว เพ่ือน�ำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนอย่างเป็นระบบ ส่วนการก�ำหนดกรอบและวิธี การประเมนิ ครใู ชว้ ธิ กี ารประเมนิ ทห่ี ลากหลาย ทงั้ การสงั เกตขณะทเ่ี ดก็ ลงมอื ปฏบิ ตั กิ จิ กรรม หรอื แสดงพฤตกิ รรม 168 บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดุสติ

ของตนเองจากกจิ วตั รประจำ� วนั การบนั ทกึ พฤตกิ รรมทค่ี รพู บเหน็ ในสมดุ บนั ทกึ ตา่ ง ๆ เชน่ บนั ทกึ ระหวา่ งเดก็ กบั เดก็ บนั ทกึ ระหวา่ งเด็กกับครู หรือบันทึกครู เปน็ ต้น และในบางครัง้ หากเด็กไม่ไดแ้ สดงพฤตกิ รรมใด ๆ ที่ ต้องการประเมนิ ครอู าจใช้วธิ กี ารสนทนากบั เดก็ หรือการสมั ภาษณ์ เพอื่ หาข้อมูลเก่ยี วกับตวั เดก็ ซ่ึงวธิ นี ีท้ ำ� ให้ ได้ข้อมูลในเชิงลึก ทั้งนี้สอดคล้องกับข้อมูลจาก Ministry of Education (2017) ที่กล่าวไว้ว่า ส�ำหรับวิธี การประเมนิ ทเี่ หมาะสมและควรใชก้ บั เดก็ อายุ 3-6 ปี ไดแ้ ก่ การสงั เกต การบนั ทกึ พฤตกิ รรม การสนทนากบั เดก็ และการสัมภาษณ์ มีการก�ำหนดวัตถุประสงค์ในการประเมินว่าต้องการพัฒนาการเด็กเรื่องใดโดยมีการน�ำ สมรรถนะทีแ่ สดงพฤติกรรมบง่ ช้ีของเดก็ ปฐมวยั ท้ัง 7 ด้าน พัฒนาการรา่ งกายดา้ นสงั คม ด้านอารมณ์ ดา้ นสติ ปัญญา ด้านภาษา ด้านจริยธรรม และด้านสร้างสรรค์ มาใช้เพ่ือก�ำหนดเป้าหมายของกิจกรรม ด้านการจัด ระบบและแปลผลข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ครูมีการจัดระบบข้อมูลท่ีดี สามารถก�ำหนดช่วงเวลาในการเก็บ ขอ้ มูลเป็น 3 ระยะ คอื ตน้ กลาง และปลายภาคการศึกษาเพื่อใหเ้ หน็ พัฒนาการความก้าวหน้าของเดก็ ทเ่ี กิด การเปลี่ยนแปลงในแต่ละระยะ โดยใช้ช่วงเวลาในกิจกรรมหลกั ของโรงเรียนท้งั 5 กิจกรรม รวมไปถึงกิจกรรม พเิ ศษ มาเก็บข้อมูลพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก และบันทึกขอ้ มลู พัฒนาการท้งั 4 ดา้ น ด้านรา่ งกาย สังคม อารมณ์ และสติปัญญา ดว้ ยแบบสังเกตทที่ างโรงเรยี นจัดท�ำข้นึ และวิธีอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การบันทึกด้วย การภาพถา่ ย วดี โี อ หรอื จดในสมดุ บนั ทกึ ตา่ ง ๆ เพอ่ื นำ� มาสรปุ เปน็ ขอ้ มลู ชว่ งทา้ ยเทอม โดยครจู ะมกี ารสรปุ ขอ้ มลู ทุกเดือน รวมทั้งเก็บหลักฐานที่สะทอ้ นพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กตามสภาพจริง โดยจะน�ำหลักฐานท่ี ได้มาวิเคราะห์เพ่ือเชื่อมโยงกับทฤษฎีพัฒนาการและการเรียนรู้ เพื่อน�ำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ทง้ั กบั ตัวเด็ก ผปู้ กครอง ครู ในแงข่ องการรายงานพฤตกิ รรมเด็กเพอื่ รบั ทราบและช่วยในการแกไ้ ขปญั หา หรือ การจัดท�ำเอกสารทางวิชาการต่าง ๆ ของโรงเรียน ซ่ึงท่ีกล่าวมาทั้งหมดมีความสอดคล้องกับ Khayankij & Tantiwong (2016) ท่ีกล่าวไว้วา่ เปา้ หมายสำ� คญั ของการประเมินตามสภาพจริง คือ การน�ำผลการประเมนิ ไปใช้ในการสนบั สนนุ พฒั นาการและการเรียนรู้ของเดก็ ปฐมวยั 2. ปัญหาในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของครูโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ ผลการวิจัย พบว่า ครสู ่วนใหญ่ จะพบประเดน็ ปัญหาอยู่หลายปจั จยั ประเด็นแรกเกิดจากกจิ กรรมพิเศษท่คี อ่ นขา้ งมีเยอะ สง่ ผลใหก้ ระบวนการในการประเมนิ ไมเ่ ปน็ ไปตามชว่ งเวลาทว่ี างแผนไว้ ตอ้ งมกี ารปรบั เปลย่ี นชว่ งเวลาใหก้ ระชบั ข้ึน เช่น ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการรวบรวมขอ้ มลู อาจจะลดนอ้ ยลง แตเ่ พิ่มการสังเกตพฤติกรรมทตี่ ้องการประเมิน ใหม้ คี วามถม่ี ากขน้ึ เพอ่ื เกบ็ ขอ้ มลู ประเดน็ ท่ี 2 เรอื่ งของการหยดุ เรยี น ขาด ลา มาสายบอ่ ย ของเดก็ ทผ่ี ปู้ กครอง มกั จะเขา้ ใจวา่ ในชว่ งปฐมวยั การขาดเรยี นหรอื มาสายไมไ่ ดส้ ง่ ผลอะไรกบั ตวั เดก็ ทำ� ใหพ้ ลาดโอกาสใหก้ ารเขา้ รว่ ม กิจกรรมต่าง ๆ ในห้องเรียน และไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมครบถ้วนตามที่ทางโรงเรียนก�ำหนดไว้ ส่งผลให้เป็น ปัญหาต่อการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ เนื่องจากครูจะใช้เวลาส่วนมากในการเก็บข้อมูล สังเกต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กในช่วงกิจกรรมหลักของโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ เช่น จากกิจกรรมนิทาน กระบวนการคิด กจิ กรรมกล่มุ กจิ กรรมเสรี กจิ กรรมสงบ และกิจกรรมกลางแจง้ ซ่ึงจากปัญหาที่เกดิ ขึ้นน้ัน ท�ำให้ช่วงเวลาในการเก็บข้อมูลกับเด็กท่ีมีพฤติกรรมดังกล่าวในข้างต้นมีจ�ำกัด ท�ำให้เก็บข้อมูลได้ไม่เพียงพอ ซง่ึ อาจสง่ ผลใหก้ ารประเมนิ พฒั นาการและการเรยี นรขู้ องเดก็ คอ่ นขา้ งกระชนั้ ชดิ และเรง่ รบี เพอ่ื ใหท้ นั สรปุ ขอ้ มลู ปลายภาค ซงึ่ อาจจะไมไ่ ดข้ อ้ มลู ทแ่ี ทจ้ รงิ ซงึ่ ทกี่ ลา่ วมาทงั้ หมดมคี วามสอดคลอ้ งกบั Mcafee & Leong (2015) ทก่ี ลา่ วไวว้ ่า การประเมนิ มีบทบาทส�ำคญั อื่น ๆ นอกเหนือจากบทบาทในช้ันเรยี น การนำ� ผลการประเมนิ ไป ปที ่ี 16 ฉบับท่ี 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 169

สื่อสารกับผู้ปกครอง และบุคคลที่เก่ียวข้อกับเด็กจะเป็นรากฐานในการพัฒนาเด็กในอนาคต และผู้วิจัย คดิ วา่ การประเมนิ ทม่ี เี ปา้ หมายยงั ชว่ ยใหค้ รตู ดั สนิ ใจไดว้ า่ ตอ้ งการจะประเมนิ อะไร เมอื่ ครกู ำ� หนดวตั ถปุ ระสงค์ ของการประเมนิ และจดั การกบั การประเมินอย่างเปน็ ระบบ มกี ารวางแผนการประเมินลว่ งหนา้ รู้ทศิ ทางแล้ว เข้าใจขั้นตอนหรือกระบวนการในการประเมิน จะช่วยให้ครูสามารถพิจารณาพฤติกรรมท่ีเกิดข้ึน น�ำไปสู่ การประเมนิ ทม่ี คี ณุ ภาพตรงกบั ความเปน็ จรงิ เพอ่ื สง่ เสรมิ และพฒั นาการและการเรยี นรขู้ องเดก็ ใหเ้ ปน็ ไปตาม ช่วงวยั ขอ้ เสนอแนะ ข้อเสนอแนะทีไ่ ดจ้ ากการวจิ ัย 1. การประเมนิ พฒั นาการและการเรยี นรขู้ องแตล่ ะโรงเรยี นมขี น้ั ตอนและกระบวนการทแี่ ตกตา่ งกนั ดังนนั้ ผลการวจิ ัยดงั กล่าว อาจจะเป็นข้อมูลทนี่ ำ� เสนอสภาพและปญั หาการประเมินของครทู ใ่ี ช้การประเมนิ พัฒนาการและการเรียนรู้เดก็ ทป่ี ระกอบไปด้วย 3 ขน้ั ตอนหลัก ๆ ไดแ้ ก่ การวางแผนอย่างเป็นระบบ การจัด ระบบและแปลผลข้อมูล และสุดท้ายการนำ� ผลการประเมินไปใช้กบั เด็ก ครู ผ้ปู กครอง และนักวิชาการต่าง ๆ หากมีการนำ� ผลการวจิ ยั ไปใช้ ผู้วิจัยควรคำ� นงึ ถงึ บริบทของโรงเรียนและน�ำไปปรบั ใช้ใหส้ อดคล้องกับรปู แบบ การประเมนิ พฒั นาการ และการเรยี นร้ขู องโรงเรียน เพ่อื ใหเ้ กิดการประเมินตามสภาพจริง 2. โรงเรียนควรจัดการอบรมให้กับผู้ปกครอง เพ่ือให้ความรู้และเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา เกยี่ วกบั การประเมนิ พฒั นาการและการเรยี นรขู้ องเดก็ ปฐมวยั ผลการวจิ ยั พบวา่ ซงึ่ ผปู้ กครองอาจจะยงั ไมเ่ ขา้ ใจ และเหน็ ถงึ ความสำ� คัญในการสนับสนุนการเรียนรู้และให้ความรว่ มมือในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ข้อเสนอแนะสำ� หรับการวจิ ยั ครั้งตอ่ ไป 1. ควรมีการวิจัยในลักษณะการให้ความรู้กับครูและผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการและ การเรียนรขู้ องเดก็ ปฐมวยั 2. ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับการเปรียบเทียบรูปแบบหรือข้ันตอนในการประเมินพัฒนาการและ การเรยี นรขู้ องเดก็ ปฐมวยั ของโรงเรยี นสาธติ ละอออทุ ศิ กบั รปู แบบหรอื ขน้ั ตอนในการประเมนิ พฒั นาการและ การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยของโรงเรียนสาธิตอ่ืน ๆ หรือโรงเรียนอนุบาลของรัฐ เพ่ือน�ำมาเป็นแนวทาง ในการปรับปรุงการประเมินให้มีประสทิ ธิภาพย่ิงข้นึ เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2545) แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียน. กรุงเทพฯ: คุรุสภา ลาดพร้าว. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2560). หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 1). กรงุ เทพฯ: ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตร แหง่ ประเทศไทย. นภเนตร ธรรมบวร. (2540). การประเมนิ ผลพฒั นาการเดก็ ปฐมวยั (พิมพ์ครง้ั ท่ี 2). กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. 170 บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต

นฤมล เนยี นหอม. (2555). การประเมินพัฒนาการและการเรียนรขู้ องเด็กปฐมวยั . [Online]. Available: http://www.nareumon.com/index.php?option=com_content&task=view&id= 15&Itemid [2562, มิถนุ ายน 4]. นันทยิ า นอ้ ยจนั ทร.์ (2553). การประเมินผลพฒั นาการเดก็ ปฐมวยั (พมิ พ์คร้งั ที่ 4). นครปฐม: นติ นิ ัย. โรงเรยี นสาธติ ละอออทุ ศิ . (2561). สำ� นกั งานโรงเรยี นสาธติ ละอออทุ ศิ . แบบแสดงขอ้ มลู บคุ ลากรโรงเรยี นสาธติ ละอออุทศิ ปีการศึกษา พ.ศ. 2561. ศศลิ กั ษณ์ ขยันกจิ และบษุ บง ตันติวงศ์. (2559). การประเมนิ อย่างใครค่ รวญต่อเด็กปฐมวยั แนวคดิ และ การปฏิบตั เิ พื่อสนบั สนุนการเรยี นรู.้ กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั . สุวมิ ล ว่องวานชิ . (2546). การประเมินผลการเรียนร้แู นวใหม่. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั . References Bracken, B. A. (1987). Limitations of preschool instruments and standards for minimal levels of technical adequacy. Journal of Psychoeducational Assessment, 5 (4): 313-326. Cryan, J. R. (1986). Evaluation: Plague or promise?. Childhood education, 62 (5): 344-350. Hendrick, J. (1980). The whole child developmental education for early year. New York: Merrill, Macmillan. Hill, T. W. (1993). Assessment in context: Teachers and children at work. Young children, 48 (5): 20-28. Mcafee, O. & Leong, D. (2015). Assessing and guiding young children’s development and learning. Toronto: Allyn and Bacon. Translated Thai References Academic Affairs, Ministry of Education. (2002). Guidelines for learning measurement and evaluation. Bangkok: Teachers Council of Thailand Ladprao. (In Thai) Khayankij, S. & Tantiwong, B. (2016). Contemplative Assessment for Preschool Children. Concepts and practices to support Learning. Bangkok: Chulalongkorn University. (In Thai) La Or Uthit Demonstration School. (2018). Office of La Or Uthit Demonstration School. School personnel information display form La-Or Demonstration, Academic Year 2018. (In Thai) Ministry of Education. (2017). Early childhood education curriculum (1st edition). Bangkok: Assembly of Agricultural Cooperatives of Thailand. (In Thai) ปีที่ 16 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 171

Nianhom, N. (2012). Assessment of development and learning of preschool children. [Online]. Available: http://www.nareumon.com/index.php?option=com_content& task=view&id=15& Itemid [2019, June 4]. (In Thai) Noichan, N. (2010). Evaluation of early childhood development (4th edition). NakhonPathom: Nitinai. (In Thai) Thammawon, N. (1997). Evaluation of early childhood development (2nd edition). Bangkok: Chulalongkorn University. (In Thai) Wongwanich, S. (2003). Evaluation of new learning styles. Bangkok: Chulalongkorn University. (In Thai) คณะผ้เู ขยี น นางสาวจริ วรรณ สาคร คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย เลขที่ 254 ถนนพญาไท แขวงวงั ใหม่ เขตปทุมวนั กรุงเทพมหานคร 10330 e-mail: [email protected] รองศาสตราจารย์ ดร. ศศิลักษณ์ ขยนั กิจ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั เลขท่ี 254 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวนั กรงุ เทพมหานคร 10330 172 บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต

การใชโ้ มเดลสมการเชงิ โครงสรา้ งเพอ่ื พฒั นาโมเดลการถา่ ยโอนเทคโนโลย:ี กรณศี กึ ษาระบบจดั ซอ้ื จดั จา้ งภาครฐั ดว้ ยอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ Structural Equation Modeling for Developing Technology Transfer Model: A Case Study of Thai Electronic Government Procurement ปญั ฐติ า ศรีนิติวรวงศ*์ และอรพรรณ คงมาลัย วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ Pantita Srinitiworawong* and Orapan Khongmalai College of Innovation, Thammasat University Received: October 10, 2019 Revised: December 4, 2019 Accepted: December 13, 2019 บทคดั ยอ่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาโมเดลการถ่ายโอนเทคโนโลยีระหว่างหน่วยงานภาครัฐใน ประเทศไทย บรบิ ท ระบบจดั ซื้อจดั จา้ งภาครัฐด้วยอเิ ล็กทรอนกิ ส์ โดยประยุกต์ใชโ้ มเดลสมการเชิงโครงสร้าง การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ เก็บแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง 520 คน จากหน่วยงานราชการ รัฐวสิ าหกจิ และองคก์ รของรัฐ จากหน่วยงานทม่ี มี ูลคา่ จดั ซอ้ื จดั จา้ งมากทีส่ ุด และประหยัดงบประมาณมาก ท่ีสุดจากการใช้งานระบบจัดซื้อ จัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง ประเทศไทย กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้รับแบบสอบถามที่มี ความสมบรู ณก์ ลบั มาจำ� นวน 500 ชดุ หรอื คดิ เปน็ รอ้ ยละ 96.15 ผลการวเิ คราะหด์ ว้ ยตวั แบบสมการโครงสรา้ ง ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยด้านการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ลักษณะของผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ลักษณะ ของเทคโนโลยี ลักษณะของกระบวนการท่ีท�ำการถ่ายโอน และลักษณะผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกันส่งผล ทางตรงตอ่ ความสำ� เรจ็ ในการถา่ ยทอดเทคโนโลยี โดยการสนบั สนนุ จากหนว่ ยงานภาครัฐมอี ิทธพิ ลสงู ที่สุด ค�ำสำ� คัญ: การถา่ ยทอดเทคโนโลยี นวตั กรรมภาครัฐ การถ่ายโอนความรู้ ระบบจดั ซอ้ื จดั จ้างภาครฐั * ปัญฐติ า ศรีนติ วิ รวงศ์ (Corresponding Author) ปที ่ี 16 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 173 e-mail: [email protected]

Abstract The objective of this study was to examine the technology transfer model between the state agencies of Thailand in the context of electronic government procurement or e-GP by using structural equation model. This research was quantitative in nature; 520 questionnaires were distributed to the sample of respondents from state agencies, state enterprises and government organizations. These mentioned organizations which were the highest procurement and lowest budget spending agencies by using e-GP system consisted of EGAT, Department of Highways, Department of Rural Roads and PEA. Eventually, 500 usable questionnaires were collected (a 96.15% response rate). Structural equation modeling (SEM) was used for data analysis. The research results indicated that government sector encouragement, transferee characteristics, technology characteristics, transfer process, and transferor characteristics simultaneously influenced the successfulness of technology transfer and the government sector encouragement was the most influential indicators of the successfulness of technology transfer. Keywords: Technology Transfer, Government Innovation, Knowledge Transfer, Government Procurement System บทนำ� จากสถานการณใ์ นหลายปที ผี่ า่ นมา ประเทศไทยพบเจอภาวะความเสย่ี งทสี่ ง่ ผลกระทบตอ่ การพฒั นา ประเทศ เชน่ คณุ ภาพการศกึ ษาทไ่ี มก่ า้ วหนา้ ระบบกฎหมายทลี่ า้ สมยั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ไมป่ ฏบิ ตั งิ านตามหนา้ ที่ การทุจริตและการกระท�ำท่ีไม่โปร่งใสทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไปสู่การขาดประสิทธิภาพของ หนว่ ยงานราชการ ซ่งึ นำ� ไปส่ตู อ่ ความน่าเชือ่ ถอื ของประเทศ สงั เกตไุ ดจ้ ากขา่ วการทจุ ริตในประเทศไทย ขณะเดียวกันกระแสการเปล่ียนแปลงของโลกเป็นไปอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นท้ังโอกาสและความเสี่ยง ต่อการพฒั นาประเทศ ประเทศไทยจงึ จำ� เปน็ ต้องพัฒนาทางดา้ นเทคโนโลยีมากขนึ้ เพือ่ พฒั นาดา้ นต่าง ๆ เช่น การศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ การที่จะก้าวไปสู่ประเทศท่ีมีศักยภาพน้ัน รัฐบาลถือเป็นหน่วยงานหลักใน การผลักดันประเทศไปสู่ความย่ังยืน สังเกตุได้จากแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยรัฐบาลได้มีการน�ำเทคโนโลยี เข้ามาเปน็ เครอ่ื งมือเชงิ กลยุทธใ์ นการบรกิ ารดา้ นต่าง ๆ ของประเทศ โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์เพือ่ ฟ้ืนฟูเศรษฐกิจให้ มเี สถียรภาพและวางรากฐาน การพฒั นาประเทศให้เข้มแขง็ และย่งั ยืนไปสยู่ คุ ดิจิตอล นอกจากนย้ี ังการปฏิรูป ระบบบริหารจัดการภาครัฐและการอนุญาตให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันการทุจริต จากการจัดอับดับ ความพร้อมของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Readiness) ปี 2018 (พ.ศ. 2561) ขององค์การ สหประชาชาติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสามารถของภาครัฐที่ได้มีน�ำนวัตกรรมมาปรับใช้และเป็น เครอ่ื งมอื เชงิ กลยทุ ธใ์ุ นการบรกิ ารดา้ นตา่ ง ๆ ของประเทศนนั้ ประเทศไทยอยใู่ นอนั ดบั ท่ี 73 จาก 193 ประเทศ ซ่งึ อันดับดขี ึน้ จากเดมิ ในปี 2016 (พ.ศ. 2559) ทอ่ี ยู่ในล�ำดับที่ 77 ซ่ึงเปน็ ผลจากการทร่ี ฐั บาลมนี โยบายให้ 174 บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดุสิต

ทกุ หนว่ ยงานภาครฐั ดำ� เนนิ การดา้ นรฐั บาลอเิ ลก็ ทรอนกิ สอ์ ยา่ งเปน็ ระบบมากขนึ้ รฐั บาลจงึ ไดม้ กี ารจดั ตงั้ สำ� นกั งาน รฐั บาลอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (องคก์ ารมหาชน) (Electronic Government Agency (Public Organization) ปจั จบุ นั คือ ส�ำนกั งานพฒั นารฐั บาลดจิ ิทลั (องคก์ ารมหาชน) หรือ DGA เพอื่ เสรมิ และสนบั สนนุ การด�ำเนินงานของ หนว่ ยรฐั ในดา้ นเทคโนโลยมี คี วามรวดเรว็ โปรง่ ใสและมปี ระสทิ ธภิ าพ ซง่ึ ทำ� ใหเ้ กดิ ระบบอเิ ลก็ ทรอนกิ สม์ ากมาย ในรปู แบบของรัฐบาลกับภาคธุรกิจ เชน่ การประมูลและประกวดราคาของภาครฐั การเผยแพรข่ อ้ มลู ตา่ ง ๆ ของหนว่ ยงานรฐั การส่งเสรมิ การลงทุน การช่วยเหลอื ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม และการจัด ซ้ือจัดจา้ งทางอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เปน็ ต้น แต่ละปีหน่วยงานภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณเพ่ือการด�ำเนินการจัดซ้ือจัดจ้างเป็นจ�ำนวนมากและ ถอื เปน็ สงิ่ ทท่ี กุ หนว่ ยงานจะตอ้ งดำ� เนนิ การโดยกระบวนการนกี้ อ่ ใหเ้ กดิ การทจุ รติ และไมโ่ ปรง่ ใสเปน็ อยา่ งมาก รฐั บาลจงึ มมี ตใิ นการออก พ.ร.บ. การจดั ซอื้ จดั จา้ งและการบรหิ ารพสั ดภุ าครฐั พ.ศ. 2560 ลงวนั ที่ 23 สงิ หาคม 2560 และมีการพัฒนาระบบการจัดซ้ือจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement : e-GP) เป็นระบบทีจ่ ัดท�ำขนึ้ เพือ่ ให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนเขา้ ถงึ แหลง่ ข้อมลู การจดั ซ้อื จัดจ้างได้อย่างรวดเร็วและอย่างถูกต้อง เพ่ือเพิ่มความโปร่งใสของการจัดซ้ือจัดจ้างและส่งเสริมให้เกิด การแขง่ ขันอยา่ งเป็นธรรม และสอดคลอ้ งกบั หลักการจดั ซ้ือจัดจา้ งในขอ้ คุ้มค่า โปรง่ ใส มปี ระสทิ ธิภาพ และ ตรวจสอบได้ ในการพฒั นาเทคโนโลยหี รอื นวตั กรรมใหป้ ระสบความสำ� เรจ็ นน้ั การถา่ ยทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ถือเป็นปัจจัยที่ส�ำคัญในการน�ำเสนอเทคโนโลยีให้กับคนในประเทศใช้และส่งผลประโยชน์ต่อ เศรษฐกจิ มสี ว่ นสำ� คญั ในการขบั เคลอ่ื นประเทศ โดยการถา่ ยทอดเทคโนโลยนี นั้ นโยบายภาครฐั ถอื เปน็ ปจั จยั ที่ สำ� คญั ในการสนบั สนนุ ใหเ้ กดิ การนำ� ความรไู้ ปใชต้ อ่ ดงั นน้ั กรมบญั ชกี ลางจำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารวางแผนการถา่ ยทอด ความรแู้ ละนวตั กรรมรวมถงึ วธิ ใี ชง้ านระบบการจดั ซอื้ จดั จา้ งภาครฐั ดว้ ยระบบอเิ ลก็ ทรอนกิ สเ์ พอ่ื ใหห้ นว่ ยงาน ภาครฐั มคี วามรแู้ ละความเขา้ ใจมากขน้ึ และจากการทบทวนวรรณกรรมทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การถา่ ยทอดเทคโนโลยี พบว่ายังไม่เจองานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างหน่วยงานภาครัฐ จากเหตุผลดังกล่าว ผวู้ จิ ยั จงึ ศกึ ษาการถา่ ยทอดความรแู้ ละเทคโนโลยใี นหนว่ ยงานภาครฐั เพอ่ื คน้ หารปู แบบและปจั จยั ทเ่ี หมาะสม น�ำมาปรบั ใชใ้ นหนว่ ยงานภาครฐั ต่อไป วัตถุประสงค์ เพอื่ ศกึ ษาโมเดลและปจั จยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ การถา่ ยทอดเทคโนโลยรี ะหวา่ งหนว่ ยงานภาครฐั ในประเทศไทย บริบท ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ซ่ึงผลการศึกษาจะใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมให้ การถ่ายทอดเทคโนโลยเี กดิ ประสิทธภิ าพสูงสุดต่อไป แนวคดิ ทฤษฎที ี่เกยี่ วข้อง 1. การถ่ายโอนเทคโนโลยี (Technology Transfer) เทคโนโลยี มาจากองคป์ ระกอบ 2 สว่ นหลัก คอื ความรู้ (Knowledge) และการทำ� ให้เกดิ ข้ึน (doing things) โดยเทคโนโลยหี รอื เทคนคิ ถอื เปน็ เครอ่ื งมอื ทถ่ี กู นำ� มาใชแ้ กไ้ ขปญั หาหรอื เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพของ ปีที่ 16 ฉบบั ท่ี 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 175

บรบิ ท ระบบจัดซ้อื จดั จา้ งภาครัฐดว้ ยอิเลก็ ทรอนกิ ส์ ซ่ึงผลการศกึ ษาจะใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมให้การถ่ายทอด เทคโนโลยเี กดิ ประสิทธภิ าพสูงสดุ ตอ่ ไป แนวคิดทฤษฎีท่ีเกยี่ วข้อง 1. การถ่ายโอนเทคโนโลยี (Technology Transfer) ดคใกข2นกtซ&กอกถอผนhน0อราาั้นวืาูา่ึงงง้ถอ้ันiอะ1เรงnคคเรารAใ่าเนทงภบ4ถหทโถgมปคก์์dยคินด)่sาาคว้ดา่ำ�สรว็ทhน์ก)คยยนใกยโีงยาั มนaรอโนกเรททาากทิ่งมชดนmกพัฐดนริจขโาองั้ อรน่ยลรนั้ใเัรเส้ึนนนกด,ู้ปนดเะทยทขแอทนก้ัรธเเ็กบน2เ(ค้ึีแน่ีแททลทง์รLคากใา0วขตตโอสหคะคaมรัคโรนน1นั้นนกย่ลnว่เผโด้ถโทโ4กรนโตนู่ตกนนโะู้ร่ายีดลีย่ี)าดaลโอ่าบัยับโชมโงิ่ัรงลnยน�ยลำงลในทขบนถกีครยนdกีแีเหรยยนึู้จอ่าทปิดานวีันู้ลกีเรทียมาYกดราบมปิน(ขือะรกทถoาLปี่(มาเาีกรึ้นะYทเนกจกaรอuา่ สททรียรบaอคาาโดยnาดnะัมแคะบmยยกวรโรทดูเgสลพนaบนทบเู่กนอเพ,aซบอสะnปิคโันวับคงาก1ัkฒับลดมคคdคนถ็นยโธaค9ายืวเคนอวน์ปือm์กก9ขรวทYขาี าวโนาเร6าถัน(าoอั้มนลคปมiDาเะมป)ร่าuงทยสโ&ม็นตสดaกซทยนภลนnีผาคrรำ�เองัอับท่ีแอdาSมคาโgูถ้ ู้โเรบนลซยแรกuตอ,คนaาร่าูปอ้จ็1ยทkลรจ่ืยจzอดกรโ2ถ9ลuในีเท(าะงัาฐาตเ&ปYนทขมก9kสยขกงกใอ่าaรiอนอห6ืีนอ่วไอคA,าดกงmยีปงน)งทกง้ีรกถรโdเ2าพคบทนเนสืนอหูกา่ีถันh0aรทก์คนู่เเโอรกน0ำ�ลูกkaพขสคทลรโถักคกa8mัากนา้ึนนโมัฒคยนง)mร่าไจวนาโออื,ผีาคโปน้ัไยาามนกลโนนด2iยนือู้ถลใมกทขายราชโ&0้ใรู่ก่ายปนรใน้ึ ลีคอะนเค้ใ1ับชยับี้ไูทลนถี้Sือยอดบวอก4ป้แทเคาuกูีคตสานยทรงเ)วกใอยทมวคนzัะ้นงกู่้ัโนชซคน้ไดคทานuรก์บคกำ�ขบัึ่งป้ถโกมู้ มเkไรากนวโโาปูกบ(ทรปานซลiงKเเนาโ,ัญะนเพนทรคหใnรลับชยโก2โชาิดถ่ือลหโบถรo่นยียไาซ0นอใ้่ขาสย่าือปาราwีหชน้0ออโอยยกหรขีทกสน8รลlนสก้งาทาท(อeราแือู)่เDย์แเงังขรสืออdงรททอลคอกคีคเลaอผู่ตเไดgรคะดคมงรวพดะือrู้ถงeีลยเโคคdาะเเโทปเิ่มร้ต่า)นนาพททมน์คบวaยับคป้นรดแโรยอาื่คคkวโทวละโเลู้รกมลั่งนทสากนโซโยอยะะ�ำยนน&มสยรโา่ึคีหงกดสุกกเืนลา้ราเโรีโนนโรเิาทตาทลยงลดมทู้นนAอื รั้ิดรนธ์คคีคทยดูยา(ค้ันโdถอทขิภDถววลีโรี่ปซี โถงา่hาอนาาาaูนกกถยโับครืยอใaมพมrดงโโขรหนะหี์คคdทลเเmลยรขยะสอปท้เว�วรำaยอยู้นกง่ัอทบบางาือk็อ,คนียแีแดิดั้นงมพั้มงวคออโนืกล&ตก2เขสรในรนนวทงกิะ่าลห0จึ้นูู้้อา(คกโAกัแแครนDส1ะกม้ลมงค์dาลทง(ลโโชู4่aสตรยdาสรานยะวhะานr)่กวรหีาoลนขบผาdงaโกนิเมดขiลาามอรใซ้รูmารanานนมึ้นมทอืดัยบย็จงรรึ่งkg,ีี ีู้ี่ น(Tาaคkวiาmม,รไู้Oปmใชaป้ rระ&โยNชaนw์แaลwะปi,ร2ะ0ย1กุ 1ต)์ความร้นู ้นั ใหม้ ากข้ึน (Takim, Omar & Nawawi, 2011) ภภาาพพทท่ี 1่ี 1กกรระะบบววนนกกาารรถถ่าา่ ยยททออดดเทเทคคโนโนโลโลยียี ผกกเผโถกทดู้ถาาาู่้ถารยร่าคยร่าถถยผถโยโ่า่าทอรู้น่าทยยบัอนยโทอโกดเลทอกดอทาเนยอทดาเรคทีจดรถคเโทกหะคถา่นโเทนาคทย่โารโรนโโโลคืยาอลนอถกโยทโผย่นลโานาีลอู้ีนหยถยจรโยดทั้นเ่ะลรีนาขสี เอืทตอยยั้นท้า่วผ้อำด�ีสถโตนคกถงู้อเ่วึง้อใทมโาา่แหนนนงรคีคยลญใมเโเวโโหะขลทีคอ่นจาเา้ญยมวะลนคโถีลเาเเีย่จเงโึปขกมทยนแนะา้ดิ็นีเเคลแเใโปขขกกจโะบลน้ึ้า็นนใิดรเบใยนจลกะโขจีคาเลยีรบึ้นทใหกวนยะนวคจกาีรแบเหนโมาาืทอบนวกรรกสคนบทโถอืกาาลโคกา่้ัมทรงานยยวาทสารง้ัีโทารแรถสล่ีนอมทถอล่อาย�ำงสี่ะทดนยงีคฝานเาาฝทแทั่วมงงาคง่ัลอาคาเควท((ะมรดโวBาBนถคนรเามuuททโโูม้ห�ำรลrนrคาคสaaรู้หยโงtาโวtือลจีรเtนtมาทเiยือiาทามโ&กคี&นเลรทสคหโั้นถยPนาPโคนขีจนeมโeโๆ่วอลาnนโnายงยกลเรccโเงพนีลหทยถooาื่อนยั้ีจคนข,น,ผีจ2าโอว2่วนลๆกาิจ00งยโกปัย0เท0งลทเทไ1ร1าี่หพยปคะ;;ี่หนเีนอ่ืสโผโKKนวยผน่ึงู่อยooิจ่ึงชไลโุตแttไปัยลนปaaสพปไยย์bขbรารปยัีเงะหอee่ตัผงสอโงก่ออยยeeู่อผีกรผีกชแttู้กุตทรรู้ทนพaมาสaบั่ีหี่หข์lรlรา..นหถอโ,น่ต,หดร2่ึ่างง่ึ่อง2กยือผย00ผรผโโกจโู้00ดูด้รอรูร้าา22ับยมนับยกร)) ปหรระอื เจทาศกทป่ีพรัะฒเนทาศแทลพ่ี ้วฒั ไปนยาังแปลรว้ ะไเปทยศงั อปื่นระๆเทกศรอะน่ื บวๆนกกราะรบถว่านยกทาอรดถเา่ทยคทโอนดโลเทยคีสโานมโาลรยถสี เกามิดาขรึ้นถไเดก้ตดิ ้ังขแนึ้ ตไ่เดรต้ิ่มงั้ตแ้นตขเ่ รอม่ิง โตคน้ รขงกอางรโตค่ารงงกๆาซรตึ่งหา่ งน่วๆยงซานง่ึ หสานม่วายรงถารนะสบาุเปม้าหรถมราะยบกาเุ ปรถ้า่าหยมทาอยดกตาัง้รแถตา่ ่เยรทิม่ ตอ้นดกตร้งั ะแบตวเ่ รนิม่ กตารน้ กเนรอื่ะบงกวานรกการะบเนว่อืนงกจาารกมี คกวราะมบซวับนซก้อานรมจาีคกวกาามรซศับึกษซ้าอขนองจPาuกrกuาsรhศoึกthษaาmขอeงt aPlu. r(2u0s1h5o)tพhบamวา่ คeวtามaสl.าเ(ร2็จ0ข1อ5ง)กาพรถบา่วย่าทอคดวเาทมคสโ�ำนเโรล็จยขีจอากง การถา่ ยทอดเทคโนโลยจี ากหนว่ ยงานวจิ ยั และพฒั นาไปสอู่ ตุ สาหกรรมนนั้ เมอื่ นำ� งานวจิ ยั ออกสตู่ ลาดและไดร้ บั บผณั ลฑปิตรวะิทโยยาชลนยั ร์ มวหมาถวทิงึ ยผาลลตยั อสวบนแดทุสิตนในระยะยาวนนั้ จะสง่ ผลตอ่ ความสำ� เรจ็ ปใีทน่ี ก16ารฉถบา่บั ยทที่ 2อเดเอื ทนคพโฤนษโภลายคมมี -าสกงิ หขานึ้ คมด2งั 5น6น้ั3 กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีไม่ควรสนใจแค่กระบวนการแต่ควรสนใจต้ังแต่คุณสมบัติของผู้รับไปจนถึง งานวจิ ยั ออกสตู่ ลาดและการประยกุ ตใ์ ชข้ องเทคโนโลยนี น้ั ไดจ้ รงิ เมอ่ื เปรยี บเทยี บโครงการทม่ี คี วามสำ� เรจ็ ของ การถา่ ยทอดเทคโนโลยแี ละโครงการทไ่ี มป่ ระสบความสำ� เรจ็ ของการถา่ ยทอดเทคโนโลยมี คี วามแตกตา่ งกนั ใน ดา้ นของประสทิ ธิภาพ คุณลกั ษณะทางเทคนคิ ความแตกต่างระหวา่ งผ้รู ับและผูส้ ่ง และการส่ือสาร (Lavoie, Kim & Daim, 2017) 176 บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต

2. กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นกิจกรรมที่ด�ำเนินการเป็นข้ันตอนจากการพัฒนาเทคโนโลยี ไปสเู่ ทคโนโลยนี นั้ ถกู นำ� ออกสตู่ ลาด ซงึ่ เทคโนโลยแี ตล่ ะชนดิ มกี ระบวนการทแี่ ตกตา่ งกนั ขนึ้ อยกู่ บั ความซบั ซอ้ น ของเทคโนโลยี กระบวนการของผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและนโยบายของภาครัฐในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Dardak & Adham, 2014) กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยนี ้นั มิใชเ่ ปน็ เพยี งการแบง่ ปนั และการถ่ายทอด ความรู้ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในเทคโนโลยีรวมถึงการส่ือสารที่ส่งผลให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีประสบ ผลสำ� เร็จโดยรปู แบบใน การถา่ ยทอดเทคโนโลยขี องการศกึ ษาครง้ั นีส้ ามารถแบง่ ออกได้ ดงั น้ี 2.1 การอบรม การอบรม (Training) เปน็ เครอื่ งมอื หรอื รปู แบบทส่ี ำ� คญั ในการถา่ ยทอดความรแู้ ละเทคโนโลยี โดยการฝกึ อบรมถอื เปน็ กระบวนการสำ� คญั ในการพฒั นาความรู้ เพม่ิ พนู ทกั ษะ ความสามารถและความชำ� นาญ ของทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร การอบรมสามารถท�ำได้ทกุ ระยะเวลาของโครงการเพ่อื ให้การถา่ ยทอดความรู้ มีประสิทธิภาพ ซึ่งการน�ำเรื่องการอบรมไปอยู่ในแผนของการจัดท�ำโครงการเป็นประโยชน์ต่อความเชื่อ การสอ่ื สาร และการกระจายความรรู้ ะหวา่ งผถู้ า่ ยทอดเทคโนโลยแี ละผรู้ บั การถา่ ยทอดเทคโนโลยี (Waroonkun & Stewart, 2008) จากการศึกษาของ (Tan, 1996) พบว่า การถา่ ยทอดความรแู้ บบเผชญิ หนา้ (face to face communication) จะส่งผลให้เกิดความส�ำเร็จในการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากข้ึน นอกจากนี้การมีเอกสาร ประกอบการอบรมจะชว่ ยเพม่ิ ความสามารถในการดูดซับความร้ขู องผรู้ บั การถา่ ยทอดมากขน้ึ 2.2 ช่องทางในการตอบปัญหา กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีในปัจจุบันมิได้ถูกจ�ำกัดอยู่กับการฝึกอบรมเท่านั้น ศูนย์การบริการข้อมลู ลกู คา้ (Call Center) อีเมลล์ (e-Mail) เวบ็ ไซต์และสอ่ื สงั คม (Social Media) ถอื เปน็ ช่องทางในการแบ่งปนั ความรู้ องค์กรสว่ นใหญจ่ ะเนน้ การนำ� เสนอความรผู้ า่ นชอ่ งทางของเว็บไซต์ เนอื่ งจาก ขอ้ มูลบนเวบ็ ไซต์สามารถนำ� เสนอไดห้ ลากหลายรูปแบบและแบ่งกล่มุ เป้าหมายในการนำ� เสนอไดซ้ งึ่ รปู แบบน้ี ยงั มีส่วนในการสนับสนนุ ใหเ้ กิดองคก์ รแหง่ นวตั กรรม (Reagans & McEvily, 2003; Choi, Huang, Palmer & Horowitz, 2014) 2.3 หนว่ ยงานสนับสนุน หน่วยงานสนับสนุนถือเป็นหน่วยงานท่ีส�ำคัญท่ีไม่ควรมองข้ามในกระบวนการถ่ายทอด เทคโนโลยี หน่วยงานสนับสนุนมีหน้าท่ีให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใช้งานในการใช้งานเทคโนโลยีน้ัน โดย ผู้ที่ท�ำหน้าท่ีสนับสนุนต้องสามารถตอบค�ำถามได้อย่างถูกต้องและบริการด้วยความเต็มใจ รวมถึงมี ความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหา จะลดอุปสรรคในการส่ือสารระหว่างผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและผู้รับ การถา่ ยทอดเทคโนโลยี (Tan, 1996) 3. โมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (Structural Equation Model: SEM) โมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (Structural Equation Model: SEM) เป็นสถิติที่เลือกใช้ใน การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เนอ่ื งจากสามารถอธบิ ายการศกึ ษาปจั จยั ทสี่ ง่ ผลตอ่ ความสำ� เรจ็ ในการถา่ ยทอดเทคโนโลยี ผา่ นความสมั พนั ธข์ องตวั แปรในลกั ษณะของโมเดล ซงึ่ สามารถเหน็ ความสมั พนั ธท์ งั้ ทเ่ี ปน็ อทิ ธพิ ลทางตรงและ อิทธพิ ลทางออ้ ม (Hair et al., 2014) ระหว่างตวั แปรแฝงภายนอก (Exogenous Variable) ซงึ่ ประกอบดว้ ย ปีท่ี 16 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 177

ลักษณะผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ลักษณะผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ลักษณะของเทคโนโลยี ลักษณะของ กระบวนการทท่ี ำ� การถา่ ยโอน และการสนบั สนนุ จากหนว่ ยงานภาครฐั และตวั แปรแฝงภายใน (Endogenous Variable) คือ ความสำ� เรจ็ ในการถา่ ยทอดเทคโนโลยี ในรปู แบบของการวิเคราะห์เส้นทาง (path analysis) เพ่ือท�ำการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลลเชิงประจักษ์กับข้อมูลตามสมมติฐานท่ีผู้วิจัยก�ำหนดข้ึนจาก การศึกษาแนวคิดทฤษฎแี ละการทบทวนวรรณกรรมที่เกย่ี วข้อง ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ประชากรท่ีศึกษาในงานวิจัยน้ีประกอบไปด้วยบุคลากรของหน่วยงานของรัฐท่ีเกี่ยวข้องกับ กระบวนการถ่ายทอดความรู้และใช้งานในระบบจัดซ้ือจัดจางภาครัฐ ท้ังน้ี ในการสุ่มตัวอย่างได้ใช้วิธีการสุ่ม กลุ่มตัวอยา่ งแบบเจาะจง (Purposive Sample) โดยเลอื กหน่วยงานราชการ รฐั วิสาหกิจ และองค์กรของรัฐ จากหนว่ ยงานท่ีมมี ูลค่าจดั ซอ้ื จงั ดจ้างมากทีส่ ุด และประหยัดงบประมาณมากทีส่ ดุ จากการใชง้ านระบบ e-GP ประกอบดว้ ย การไฟฟา้ ฝา่ ยผลติ แหป่ ระเทศไทย กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และการไฟฟา้ สว่ นภมู ภิ าค โดยก�ำหนดขนาดของ กลุ่มตัวอย่างอ้างอิงตามหลักเกณฑ์ของ Lindeman, Merenda & Gold (1980) ทกี่ ำ� หนดให้ส�ำหรับการวเิ คราะห์สถติ ปิ ระเภทพหตุ วั แปร ควรมีจำ� นวนประมาณ 20 เทา่ ของตวั แปรสังเกตได้ (Khongmalai & Distanont, 2018) ซ่ึงงานวิจัยครั้งน้ีประกอบด้วยตัวแปรสังเกตุได้ท้ังหมด 17 ตัวแปร ขนาดกลมุ่ ตวั อย่างทีเ่ หมาะสมจึงเท่ากับ 340 ตวั อย่าง เพ่ือเปน็ การปอ้ งกนั ขอ้ มลู ทีไ่ ม่ครบถ้วนสมบรู ณ์ ผู้วจิ ยั จงึ ดำ� เนนิ การแจกแบบสอบถามท้งั หมดจำ� นวน 520 ชดุ แบบสอบถามท่ีใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บรวมรวมข้อมูลได้ถูกพัฒนาข้ึนมาจากการทบทวน วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และท�ำการทดสอบความถูกต้องของเนื้อหา (Content Validity) โดย สมั ภาษณผ์ ู้เชี่ยวชาญทม่ี ปี ระสบการณก์ ารท�ำงานทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับการถา่ ยโอนเทคโนโลยีมากกวา่ 5 ปี เพ่อื ท�ำ การพิจารณาถึงความถูกต้องด้านเน้ือหา ความเข้าใจของข้อค�ำถาม โดยค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) ทีไ่ ดร้ ับมีคา่ 0.9 ซง่ึ มีคา่ มากกวา่ 0.5 ผ่านเกณฑก์ ารทดสอบจงึ ถือว่า ข้อคำ� ถามท่ีพฒั นาข้นึ มคี วามเทยี่ งตรงของเนอื้ หา นอกจากน้ี ไดท้ �ำการทดสอบความน่าเช่ือถอื (Reliability) ของแบบสอบถามโดยทดสอบ (Pilot Test) กับกลุ่มทดสอบซ่ึงมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน งานวจิ ยั จำ� นวน 30 คน โดยการทดสอบไดค้ า่ สมั ประสทิ ธ์ Cronbach’s Alpha ทไี่ ดร้ บั เทา่ กบั 0.969 มากกวา่ 0.7 ผา่ นเกณฑก์ ารทดสอบ (Nunnally, 1978) การแจกแบบสอบถามด�ำเนินการโดยขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ แบ่งเป็นการไฟฟ้า ฝา่ ยผลติ แหง่ ประเทศไทย การไฟฟา้ สว่ นภมู ภิ าคกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท จำ� นวนทตี่ ง้ั เปา้ หมาย โดยท�ำการแจกแบบสอบถามทางออนไลน์และออฟไลนไ์ ด้รับการตอบกลบั จ�ำนวนทั้งส้ิน 520 ชดุ ซง่ึ ประกอบ ไปด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท จำ� นวน 210 108 102 และ 100 ตามลำ� ดบั แตจ่ ากการกรองขอ้ มลู ท่สี มบูรณ์สามารถน�ำมาใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลได้น้ัน ผลปรากฏว่า มีจ�ำนวน 500 ชุดแบบสอบถามออนไลน์ท่ีสามารถใช้ได้ คิดเป็นร้อยละ 96.15 ท่ีสามารถนำ� มาใช้ในการวิเคราะหผ์ ลการวิจยั ในครัง้ นไ้ี ด้ 178 บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดุสิต

ผลการศึกษา ผลการวเิ คราะหโ์ มเดลสมการเชงิ โครงสรา้ ง (Structural Equation Model) ถกู นำ� มาใชใ้ นการตรวจสอบ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งตัวแปรแฝงภายนอก (Exogenous Variable) ซ่งึ ประกอบด้วย ปจั จัยดา้ นการสนบั สนุน จากหน่วยงานภาครัฐ ลักษณะของผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ลักษณะของเทคโนโลยี ลักษณะของ กระบวนการท่ีท�ำการถ่ายโอน และลักษณะผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี และตัวแปรแฝงภายใน (Endogenous Variable) คือ ความส�ำเร็จในการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยวัดความสัมพนั ธ์ระหว่างตวั แปร ดว้ ยการวิเคราะห์ เส้นทาง (Path Analysis) ท้ังน้ี หลงั การปรบั โมเดลพบวา่ ค่าทางสถิติทเ่ี กี่ยวขอ้ งทกุ ตวั บง่ ช้ีถงึ ความสอดคล้อง พอเหมาะพอดี (Fit) ประกอบดว้ ย P-value > 0.05, CMIN/DF อยู่ระหว่าง 0-2, GFI และ AGFI > 0.9, NFI > 0.9, CFI > 0.9 และ RMSEA < 0.05 (Hair et al., 2014; Groden et al., 2001; Schumacker & Lomax, 2010) ซึ่งสามารถอธิบายไดด้ ังนี้ ตารางท่ี 1 แสดงค่าสถติ ิความสอดคลอ้ งของโมเดลองค์ประกอบกับข้อมูลเชิงประจกั ษ์ ตารางท่ี 1 แสดงคา่ สถิตคิ วามสอดคลอ้ งของโมเดลองค์ประกอบกบั ขอ้ มูลเชงิ ประจักษ์ คค่าา่ ดดัชชั นนีี เเกกณณฑฑ์์ ผผลแแลบบพั บบธจจ์ทาำ� ่ีไลลดดออ้จ้จงงาากก ผผลลกกาารรพพิจิจาารรณณาา ผา่ นเกณฑ์ Minimum Sample Discrepancy ระหว่าง 1-2 1.011 ผ่านเกณฑ์ Function (CMIN/df) ผ่านเกณฑ์ p-value มากกว่า 0.05 0.376 ผ่านเกณฑ์ Goodness of Fit Index มากกวา่ หรือเท่ากบั 0.9 0.900 ผา่ นเกณฑ์ (GFI) Comparative of Fit Index (CFI) มากกว่าหรอื เท่ากับ 0.9 0.999 ผ่านเกณฑ์ Root Mean Square Error of น้อยกว่า 0.05 0.019 ผ่านเกณฑ์ Approximation (RMSEA) Incremental Fit Index (IFI) มากกว่าหรือเทา่ กบั 0.9 0.999 Normed Fit Index (NFI) มากกวา่ หรือเทา่ กบั 0.9 0.950 ผผลจากการวิเคราะห์ด้ววยยเเททคคนนิคิคโโมมเเดดลลสสมมกกาารรเชเชิงโงิ คโครงรสงสร้ารง้าง(S(tSrturcutcutrualraElqEuqatuioantioMnoMdeold: SeEl:MS)EเMพื่อ) ทเพดอื่ สทอดบสโมอเบดโลมใเนดเลชใิงนปเรชะงิ จปกั รษะ์ทจี่แกั สษดท์ งแ่ี ผสลดกงรผะลทกบรทะ้ังททบาทงตงั้ รทงาแงลตะรทงแางลอะ้อทมางสอาอ้มมารสถาแมสาดรงถคแวสาดมงสคัมวพาันมธส์รมั ะพหนัวธ่างร์ ตะัวหแวปา่ งร ดตงััวแแสปดรงดไดงั แ้ในสภดางพไดท้ใี่ น2ภาพท่ี 2 ปที ่ี 16 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 179

ผลจากการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (Structural Equation Model: SEM) เพื่อ ทดสอบโมเดลในเชิงประจกั ษท์ ่ีแสดงผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม สามารถแสดงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งตัวแปร ดังแสดงได้ในภาพท่ี 2 CMIN/df = 1.011 p-value = 0.376 GFI = .901 CFI = .999 RMSEA = .019 IFI = .999 NFI = .950 Note: ***p<0.001, **p<0.01, *p<0.05 ภภาพาพทที่ 2่ี 2สสรรุปปุ ผผลลกกาารรททดดสสออบบคคววาามมสสัมัมพพันนั ธธ์ร์ระะหหว่าวง่าตงัวตแัวปแรปร บณั ฑติ วิทยาจลาัยกมกหาารวิทวยิเคาลรยั าสะวหนด์เสุสิต้นทางข้างต้นสามารถสรุปความสัมพันปธีท์รี่ะ1ห6วฉ่าบงับตทัว่ี 2แเปดือรนสพังฤเกษตภาไคดม้ -(สoงิ หbาsคeมrv25e6d3 variable) และตัวแปรแฝง (latent variable) ไดด้ ังนี้ คอื ลกั ษณะของผ้ถู ่ายทอดเทคโนโลยี ลกั ษณะของผูร้ ับ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ลักษณะของเทคโนโลยี ลักษณะของกระบวนการที่ทำ� การถ่ายโอน และการสนับสนนุ จากหน่วยงานภาครัฐร่วมกันส่งผลต่อความส�ำเร็จในการถ่ายทอดเทคโนโลยีร้อยละ 77 (R2 = .77) โดย การสนบั สนนุ จากหนว่ ยงานภาครฐั มคี า่ สมั ประสทิ ธอ์ิ ทิ ธพิ ลทางตรงสงู ทส่ี ดุ โดยมคี า่ สมั ประสทิ ธอิ์ ทิ ธพิ ลทางตรง 0.467 รองลงมาคอื ลกั ษณะของผรู้ บั การถา่ ยทอดเทคโนโลยี ลกั ษณะของเทคโนโลยี ลกั ษณะของกระบวนการ ท่ีท�ำการถ่ายโอน และลักษณะของผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีมีค่าสัมประสิทธ์ิอิทธิพลทางตรงเป็นล�ำดับสุดท้าย ซงึ่ มคี า่ สมั ประสทิ ธอิ์ ทิ ธพิ ลทางตรงเทา่ กบั 0.428 0.412 0.358 และ 0.274 ตามลำ� ดบั ทง้ั นลี้ กั ษณะของผถู้ า่ ยทอด เทคโนโลยีมี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ คุณสมบัติ ความต้ังใจ และความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ของ ผถู้ า่ ยทอดเทคโนโลยี ซึง่ มคี ่าน�ำ้ หนักปัจจยั เทา่ กับ 0.591 0.673 และ 0.479 ตามล�ำดบั ขณะทล่ี ักษณะของ ผรู้ บั การถ่ายทอดเทคโนโลยมี ี 3 องค์ประกอบ ไดแ้ ก่ คณุ สมบัติ ความตง้ั ใจ และความสามารถในการดดู ซับ ความร้ขู องผู้รบั การถา่ ยทอดเทคโนโลยี ซ่ึงมคี ่านำ�้ หนักปจั จยั เทา่ กบั 0.486 0.221 และ 0.603 ตามล�ำดับ โดย ลกั ษณะของเทคโนโลยีมี 2 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่ ความซบั ซ้อนของระบบและความเข้ากันไดก้ ับการท�ำงานเดมิ ซ่ึงมีค่าน�้ำหนักปัจจัยเท่ากับ 0.372 และ 0.352 ตามล�ำดับ นอกจากนี้ ลักษณะของกระบวนการท่ีท�ำการ 180 บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ติ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook