Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิจัยในชั้นเรียน ปีการศึกษา 2564

วิจัยในชั้นเรียน ปีการศึกษา 2564

Description: วิจัยในชั้นเรียน ปีการศึกษา 2564

Search

Read the Text Version

ข รายงานการวิจัยในชัน้ เรยี น เรื่อง การพัฒนาทกั ษะการพดู ภาษาองั กฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะ “About me” ในรายวิชาภาษาอังกฤษ ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรยี นบา้ นรสู ะมแิ ล อำเภอเมืองปตั ตานี จังหวัดปตั ตานี นางสาวซุไลดา หะยีดอเลาะ ปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรียนบ้านรูสะมิแล สำนักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาปตั ตานี เขต 1 วจิ ยั ในชัน้ เรยี น ปีการศึกษา 2564

ก คำนำ รายงานการวิจัยในช้ันเรยี นฉบับนี้ เป็น การพัฒนาทักษะการพดู ภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ “About me” ในรายวชิ าภาษาองั กฤษของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรยี นบา้ นรสู ะมิแล อำเภอเมือง ปัตตานี จังหวัดปตั ตานี โดยในรายงานจะนำเสนอ วจิ ยั 5 บท ไดแ้ ก่ บทนำ เอกสารที่เกย่ี วข้อง วิธีดำเนินการ ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล และสรปุ ผล อภปิ รายและข้อเสนอแนะ ผ้วู จิ ยั หวงั เปน็ อยา่ งย่งิ ว่าในการวิจยั ในครง้ั นจ้ี ะเปน็ ประโยชนต์ ่อผเู้ รยี นและผ้ทู ี่ทำการศึกษาและวิจยั ในเร่อื งน้ี ซุไลดา หะยีดอเลาะ ผู้วจิ ัย วิจัยในชั้นเรียน ปกี ารศึกษา 2564

ข บทคัดยอ่ การศกึ ษาวจิ ัยครงั้ น้ี มวี ตั ถุประสงค์เพอื่ พัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง การพัฒนาทักษะการพูด ภาษาองั กฤษในรายวชิ าภาษาองั กฤษของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียนบ้านรูสะมแิ ล อำเภอเมือง ปัตตานี จงั หวัดปตั ตานี กลุ่มทดลองจำเพาะเจาะจงเปน็ นกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 จำนวน 17 คน โดยให้ นกั เรียนทำกจิ กรรมและเรยี นรูโ้ ดยใช้แบบฝกึ ทักษะ “About me” ทผ่ี ู้วจิ ยั ไดส้ รา้ งขึน้ จากนั้นฝกึ ทักษะการ พูดและบันทึกคะแนน ผลการศกึ ษาปรากฏวา่ การใช้แบบฝึกทักษะ “About me” ทำใหผ้ ลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิชา ภาษาอังกฤษสูงขนึ้ นกั เรยี นสามารถทำคะแนนไดส้ ูงขน้ึ ดงั เหน็ ไดจ้ ากการเปรียบเทยี บผลการพูดภาษาอังกฤษ เพอ่ื ใหข้ อ้ มูลเกี่ยวกบั ตนเองก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ “About me” ของนกั เรียนชนั้ ป.6 จำนวน 17 คน ไดค้ ะแนนเฉล่ียเพ่มิ ขึ้น 11.41 คดิ เปน็ ร้อยละ 57.05 วิจยั ในชนั้ เรยี น ปกี ารศึกษา 2564

สารบัญ ค คำนำ บทนำ หน้า สารบญั ความเป็นมาและสภาพของปัญหา บทท่ี 1 วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย 1 สมมุติฐานของการวิจยั 1 บทที่ 2 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 1 ขอบเขตของการวิจัย 1 บทท่ี 3 ความสำคัญของการวิจยั 2 เอกสารทเ่ี ก่ยี วข้อง 2 บทท่ี 4 การสอนภาษาอังกฤษ 3 บทที่ 5 ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น 3 การสรา้ งแบบฝึก 4 บรรณานกุ รม วิธดี ำเนนิ การวจิ ยั 5 ภาคผนวก ประชากรกลุม่ ตวั อย่าง 12 เครอื่ งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั 12 สร้างและหาคุณภาพเครอ่ื งมือ 12 วธิ ีการดำเนนิ การ 12 สถติ ทิ ีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล 12 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู 14 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู 15 สรุป อภปิ ราย และขอ้ เสนอแนะ 15 สรปุ ผลการวิจัย 17 อภิปรายผล 17 ข้อเสนอแนะ 17 17 18 วจิ ยั ในช้นั เรียน ปีการศึกษา 2564

1 บทนำ ความเปน็ มาและสภาพของปญั หา จากแนวคดิ ในการพฒั นาคณุ ภาพของคน พระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้ กำหนดทิศทางการศึกษาเก่ยี วกับการจัดการศึกษาเพ่ือพฒั นาคนใหม้ ีคุณภาพ เปน็ เรื่องที่มีความจำเปน็ อย่างยง่ิ เพอื่ ทำใหศ้ ักยภาพทมี่ ีอยู่ในตัวคนไดร้ บั การพัฒนาอยา่ งเตม็ ท่ี ทำใหเ้ ป็นคนทรี่ ู้จกั คิด วเิ คราะห์ รจู้ ักแก้ปัญหา ดงั น้ันขา้ พเจ้าจงึ คิดว่าการทำวจิ ยั ในชน้ั เรยี นน่าจะเป็นแนวทางท่ีดีอกี แนวทาง ในการนำมาปรบั ปรงุ และพัฒนา กระบวนการจดั การเรยี นการสอนในวิชาภาษาองั กฤษ ในฐานะที่เป็นครสู อนประจำช้ันประถมศึกษาปที ่ี 6 จากการสงั เกตได้พบปัญหาวา่ จากการทดสอบหลังจากท่นี ักเรียนไดเ้ รียนหนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 1 What do you want to be? ในเรื่อง การพูดเพอ่ื ให้ข้อมลู เกยี่ วกับตนเอง จบแล้ว ปรากฏวา่ นักเรียนกลมุ่ หนึง่ ไมส่ ามารถพูด เพ่ือให้ข้อมูลเก่ียวกบั ตนเองได้ จากปญั หาดังกลา่ ว ผวู้ จิ ยั จงึ ได้จดั ทำชุดฝึกทักษะ “About me” สำหรบั นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 ไปใช้ในการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนกลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาอังกฤษเพื่อให้นักเรียนมผี ลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนในระดับที่ดขี ้นึ จนเปน็ ท่นี ่าพอใจและมีคะแนนเฉลี่ยอยใู่ นระดับสูงข้นึ พรอ้ มทัง้ ปลกู ฝงั ให้นักเรียนมี เจตคติท่ีดี มีความสนใจและชอบทจ่ี ะเรยี นวิชาภาษาองั กฤษอย่างมคี วามสขุ มากข้นึ วตั ถุประสงคใ์ นการวิจยั เพือ่ พัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวชิ า ภาษาอังกฤษ เร่ืองการเขยี นคำศัพทห์ มวดหมู่อาหารและ เครือ่ งด่ืมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 จำนวน 17 คน ให้สูงขึ้นหลังจากใช้แบบฝึกทกั ษะ “About me” สมมตุ ิฐานของการวจิ ัย ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรยี นในเร่อื งทักษะการพดู ภาษาอังกฤษของ นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 หลงั การใช้แบบฝึกทักษะ “About me” อยใู่ นระดับที่สงู กว่ากอ่ นใช้แบบฝกึ ทักษะ นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ 1. แบบฝกึ ทักษะ หมายถึง แบบฝกึ ทกั ษะการพูดภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 2. ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนหมายถงึ คะแนนท่นี กั เรยี นทำได้จากแบบฝึกทักษะท่คี รสู ร้างขนึ้ 3. นักเรยี นหมายถึง นกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบา้ นรสู ะมิแล อำเภอเมืองปัตตานี จงั หวัดปตั ตานี วจิ ยั ในชนั้ เรยี น ปีการศึกษา 2564

2 ขอบเขตของการวิจยั 1. สรา้ งแบบฝกึ ทักษะ “About me” สำหรบั นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 2. ประชากรในการวิจัยคร้งั นีค้ ือ นักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรยี นบ้านรูสะมแิ ล อำเภอ เมืองปัตตานี จงั หวดั ปัตตานี จำนวน 17 คน ปีการศกึ ษา 2564 ตัวแปร 1. ตวั แปรต้น การเรียนการสอนโดยใช้ชดุ ฝกึ ทกั ษะ “About me” ซ่ึงแบง่ เป็น ก่อนใช้ และหลังใช้ แบบฝกึ ทกั ษะ 2. ตวั แปรตาม ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียน ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 จำนวน 17 คน ความสำคัญของการวิจัย 1. เปน็ แนวทางในการพฒั นาการจัดการเรยี นรูว้ ิชาภาษาองั กฤษ ระดับชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 2. นกั เรียนมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวชิ าภาษาองั กฤษสูงข้ึน วจิ ยั ในชัน้ เรียน ปกี ารศึกษา 2564

3 บทที่ 2 เอกสารทเ่ี ก่ียวข้อง ในการศึกษาวิจัยคร้งั นี้ ผวู้ จิ ยั ไดศ้ ึกษาเอกสารทีเ่ ก่ียวข้อง ดงั น้ี 1. การทกั ษะการพดู ภาษาองั กฤษ 2. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน 3. การสรา้ งแบบฝึก โดยมรี ายละเอยี ดดังนี้ การสอนทักษะการพดู ภาษาอังกฤษ เอกสารท่ีเก่ยี วขอ้ งกบั การสอนทักษะการพดู ภาษาอังกฤษ ความหมายของคำศพั ท์การสอนทกั ษะการพดู จุดมุ่งหมายของการพูด คือ การสอ่ื สารใหผ้ ู้อืน่ ได้รับร้ดู ้วยการพูดอยา่ งถูกต้องและคลอ่ งแคลว่ การ สอนทกั ษะการพูดภาษาอังกฤษในเบอ้ื งตน้ มุ่งเนน้ ความถูกตอ้ งของการใชภ้ าษา ในเรื่องของเสยี ง คำศัพท์ ไวยากรณ์ กระสวนประโยค ดงั นั้น กจิ กรรมทีจ่ ดั ให้ผเู้ รียนระดบั ตน้ ได้ฝกึ ทักษะการพดู จึงเน้นกจิ กรรมที่ ผู้เรยี นต้องฝึกปฏบิ ตั ติ ามแบบ หรือ ตามโครงสร้างประโยคท่กี ำหนดให้พดู เปน็ ส่วนใหญ่ สำหรับผ้เู รียนระดับสงู กิจกรรมฝึกทักษะการพูด จึงจะเน้นท่คี วามคลอ่ งแคลว่ ของการใชภ้ าษา และจะเปน็ การพูดแบบอสิ ระมากข้ึน เทคนิควิธปี ฏบิ ัติ กิจกรรมการฝึกทกั ษะการพูด มี 3 รูปแบบ คือ 1. การฝึกพดู ระดับกลไก (Mechanical Drills) เปน็ การฝึกตามตวั แบบทกี่ ำหนดใหใ้ นหลายลกั ษณะ เช่น - พดู เปลย่ี นคำศพั ท์ในประโยค (Multiple Substitution Drill) - พูดต้ังคำถามจากสถานการณ์ในประโยคบอกเล่า (Transformation Drill) - พดู ถามตอบตามรูปแบบของประโยคที่กำหนดให้ (Yes/No Question-Answer Drill) - พูดสร้างประโยคตอ่ เติมจากประโยคที่กำหนดให้ (Sentence Building) - พดู เรียงประโยคจากบทสนทนา (Ordering dialogues) - พดู ทายเหตกุ ารณ์ที่จะเกิดขึน้ ในบทสนทนา (Predicting dialogue) - พูดใหเ้ พอ่ื นเขียนตามคำบอก (Split Dictation) ฯลฯ 2. การฝึกพูดอย่างมคี วามหมาย (Meaningful Drills) เปน็ การฝึกตามตัวแบบทีเ่ น้นความหมายมาก ขน้ึ มหี ลายลักษณะ เชน่ - พดู สร้างประโยคเปรยี บเทียบโดยใช้รปู ภาพ วจิ ัยในชนั้ เรียน ปกี ารศึกษา 2564

4 - พูดสรา้ งประโยคจากภาพที่กำหนดให้ - พดู เก่ยี วกับสถานการณต์ า่ ง ๆ ในห้องเรยี น ฯลฯ 3. การฝกึ พูดเพอื่ การสอ่ื สาร (Communicative Drills) เปน็ การฝึกเพื่อมุ่งเน้นการสอื่ สาร เปดิ โอกาสให้ผูเ้ รยี นสร้างคำตอบตามจนิ ตนาการ เชน่ - พูดประโยคตามสถานการณ์ท่ีเกิดข้นึ จริง (Situation) - พูดตามสถานการณ์ทกี่ ำหนดให้ (Imaginary Situation) - พดู บรรยายภาพหรือสถานการณแ์ ล้วให้เพ่อื นวาดภาพตามที่พูด (Describe and Draw) ฯลฯ จากทกี่ ล่าวมาสรุปได้วา่ ดังนั้นในการสอนทักษะตา่ ง ๆไม่เฉพาะเเต่การสอนพดู เทา่ นนั้ ครผู สู้ อนควรมีความร้แู ละความ ชำนาญในเร่อื งของเนื้อหา ศัพท์ เสียง เเละโครงสร้างทางไวยากรณท์ ่ีถูกต้องเเละเเมน่ ยำ จึงจะสามารถจัดการ เรยี นรเู้ พื่อฝกึ ทักษะการพูดให้แก่ผ้เู รยี นได้อย่างสอดคล้องกับระดบั และศักยภาพของผ้เู รียนเเละเกดิ ประสิทธภิ าพอย่างแทจ้ รงิ เทคนิคการสอนทกั ษะการพดู ภาษาอังกฤษ (Speaking Skill) การสอนภาษาทกุ ภาษามธี รรมชาติของการเรียนรู้เชน่ เดียวกัน คือ เร่ิมจากการฟัง และการพดู แล้ว จึงไปสูก่ ารอา่ นและการเขียน ตามลำดับ จุดมุ่งหมายของการพูด คือ การสอื่ สารใหผ้ อู้ ื่นไดร้ ับรดู้ ้วยการพูดอย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว การสอนทักษะ การพูดภาษาองั กฤษในเบื้องต้น มุง่ เนน้ ความถูกต้องของการใช้ภาษา (Accuracy) ในเรื่องของเสยี ง คำศัพท์ (Vocabulary) ไวยากรณ์ (Grammar) ประโยค (Patterns) ดงั นนั้ กจิ กรรมทจ่ี ดั ให้ผู้เรียนระดับต้นได้ฝกึ ทักษะการพูด จงึ เนน้ กจิ กรรมท่ีผูเ้ รียนต้องฝึกปฏิบัติตามแบบ หรือ ตามโครงสรา้ งประโยคท่กี ำหนดใหพ้ ูดเป็น ส่วนใหญ่ สำหรบั ผเู้ รยี นระดบั สูง กจิ กรรมฝึกทักษะการพูด จงึ จะเน้นทค่ี วามคล่องแคลว่ ของการใชภ้ าษา (Fluency) และจะเป็นการพูดแบบอิสระมากข้นึ ฐานขอ้ มูลออนไลน์ แหล่งที่มา : https://sites.google.com/site/englishbynuna/english-songs วนั ทค่ี ้นหาขอ้ มลู 21 มนี าคม 2565 ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียน เปน็ ผลลพั ธ์ของการดำเดนิ การจดั การศึกษาเปน็ ตัวบง่ ชี้ (Lnden) ถึงความรู้ ความสามารถทางสตปิ ัญญาของผูเ้ รียน และด้านอื่น ๆที่สามารถกำหนดขึ้นได้ นอกจากน้ยี ังแสดงถึงคุณคา่ ของหลกั สตู ร การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน ตลอดจนความรู้ ความสามารถ ของผูบ้ ริหาร ครูผู้สอนและผู้ท่ีเกีย่ วข้องอื่น ๆ ความหมายของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น วจิ ัยในช้นั เรยี น ปีการศึกษา 2564

5 ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนมีผู้ให้ไวห้ ลากหลาก ทน่ี ่าสนใจและสอดคล้องกับการวจิ ยั ครง้ั น้ไี ดแ้ ก่ ความหมายของอายส์เนค และไมลี (Eysneck and Meile 1986 : 16 อา้ งในนพดล เจนอักษร , 2544 : 143- 146 ) ก็คือ ดชั นชี ป้ี ระสิทธิภาพและคุณภาพการจดั การศึกษา ผลสมั ฤทธิ์ในการเรียนอาจ เกิดกระบวนการวัดผล หลงั กิจกรรมการเรยี นการสอน หรือระหว่างจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนก็ได้ สอดคลอ้ งกับความหมายท่ี ไพศาล หวงั พานชิ (2536 : 139 ) ใหไ้ ว้วา่ คอื คุณลกั ษณะความสามารถของ บคุ คลอันเกิดจากการเรียนการสอน เปน็ ผลของการเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมและประสบการณก์ ารเรียนร้ทู ่ีเกิด จากการอบรมหรือการส่งั สอน จากความหมายทีก่ ล่าวมาแลว้ เราอาจจะประมวลความหมายของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนได้ว่า คอื ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และทศั นคติอันเกิดจากการเรียนรู้ ซงึ่ อาจวัดไดจ้ ากการทดสอบระหวา่ งหรือ หลังจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน ดว้ ยการทดสอบหรือวธิ ีการอนื่ ๆนอกจากผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นจะบอก คุณภาพของผ้เู รียนแลว้ ยงั แสดงใหเ้ หน็ ถงึ คณุ ค่าของหลกั สูตร คณุ ภาพในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน ตลอดจนความรู้ความสามารถของครผู สู้ อนและผู้บรหิ ารอีกด้วย องค์ประกอบท่ีมีอิทธพิ ลตอ่ ผลสมั ฤทธ์ิในการเรยี น การที่ผเู้ รยี นจะเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการเรียนเพยี งใดนัน้ ขน้ึ อยู่กบั องค์ประกอบหลายปจั จยั อยเู่ หมือนกนั ดงั ที่มนี ักวิชาการได้ใหค้ วามเห็นไวต้ า่ ง ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี ในปี ค.ศ. 1969 ฮาวกิ เฮริ ส์ และนกู า เทน (Harvighurst and Neugarten 1969 : 157 ) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของผลสมั ฤทธใิ์ นการเรยี นวา่ ประกอบดว้ ยความสามารถที่ตดิ ตัวมาแตก่ ำเนดิ ชีวิตและการอบรมในครอบครัว ประสิทธภิ าพของโรงเรยี น และความเข้าใจเกย่ี วกบั ตนเองและการมุง่ หวังในอนาคต เจ็ดปตี อ่ มา ปลูม (Bloom 1976 : 160 ) เสนอ ว่าองคป์ ระกอบท่ีมีอทิ ธติ ่อผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนได้แกต่ ัวแปรสำคญั สามตัว คือ คุณสมบัติดา้ นความรู้ คุณลักษณะดา้ นจติ พิสยั และคุณภาพของการสอน ซงึ่ ประกอบดว้ ยการชแ้ี นะ การบอกจุดม่งุ หมายของการ เรยี น การมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนการเสรมิ แรงจากคุณครู การให้ขอ้ มูลย้อนกลับถึงความบกพร่องหรือ ความเหมาะสม และการแก้ไขข้อบกพรอ่ ง การสรา้ งแบบฝึก ความหมายและความสำคัญของแบบฝึก ขจรี ัตน์ หงษ์ประสงค์ (2534 : 15) กล่าววา่ แบบฝึกเปน็ อปุ กรณ์การเรียนการสอนอย่างหน่ึง ทคี่ รูใช้ ฝึกทกั ษะหลังจากท่นี ักเรยี นไดเ้ รียนเนอ้ื หาจากแบบเรยี นแล้ว โดยสรา้ งขึ้นเพื่อเสรมิ ทักษะ ให้แกน่ ักเรียนมี ลกั ษณะเป็นแบบฝึกหัดทม่ี ีกิจกรรมใหน้ ักเรียนทำโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรยี น วรสุดา บญุ ยไวโรจน์ (2436 : 37)กลา่ ว่า แบบฝึกหัดเป็นส่อื การสอนท่จี ัดทำขึ้นเพ่ือให้ผู้เรียนไดศ้ ึกษา ทำความเข้าใจ และฝึกฝนจนเกดิ ความคดิ ท่ถี ูกต้อง และเกดิ ทักษะในเร่ืองใดเร่ืองหน่งึ นอกจากน้ัน แบบฝึกหัด ยังเปน็ เคร่อื งช่วยบง่ ชีใ้ ห้ครูทราบวา่ ผเู้ รยี น หรอื ผ้ใู ช้ แบบฝึกหัดมีความรู้ความเขา้ ใจในบทเรยี น และ วิจัยในชนั้ เรยี น ปกี ารศึกษา 2564

6 สามารถนำความรู้น้ันไปใชไ้ ด้มากน้อย เพยี งใด ผู้เรียนมีจดุ เด่นท่คี วรสง่ เสรมิ หรอื มจี ุดด้อยที่ต้องปรบั ปรุง แก้ไขตรงไหนอย่างไร แบบฝึกหัดจึงเป็นเครอื่ งมือสำคัญท่ีครูทุกคนใช้ในการตรวจสอบความร้คู วามเข้าใจ และ พัฒนาทักษะของนักเรียนในวิชาต่าง ๆ จากความหมาย และ ความสำคัญของแบบฝึกตามท่ีกล่าวข้างตน พอสรุปได้ว่า แบบฝกึ หัด เป็น เครอื่ งมือของครูอย่างหนงึ่ ในการทจ่ี ะใหน้ กั เรยี นฝกึ ปฏิบตั ิท่จี ะช่วยสง่ เสริมสร้างทักษะใหก้ ับนักเรียนได้เกิด การเรยี นรู้ และเข้าใจในสงิ่ ท่ีเรยี นไดช้ ดั เจน และรวดเร็วขน้ึ ทำใหก้ ารสอนของครู และการเรียนของนักเรียน ประสบผลสำเร็จอย่างดี และ มปี ระสทิ ธภิ าพ ประโยชน์ของแบบฝกึ แบบฝกึ มปี ระโยชนม์ าในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในวชิ าทกั ษะที่ต้องการให้นักเรียน มคี วามรู้ ความสามารถจนแตกฉาน ศศิธร สทุ ธแิ พทย์ (2527 : 72) ได้สรุปว่า แบบฝึกช่วยใหก้ ารสอนของครูประสบผลสำเร็จ และถา้ แบบ ฝึกนนั้ ครอบคลุมเนื้อหาทัง้ หมดจะชว่ ยใหท้ ุ่นเวลาในการสอนดว้ ย ยุพา ย้มิ พงษ์ (2522 : 18) ไดก้ ลา่ วถงึ ประโยชนข์ องแบบฝึกไว้ดงั น้ี 1. เป็นส่วนเพมิ่ เติมหรือเสริมหนังสือในการเรียนทกั ษะเป็นอุปกรณก์ ารสอนทช่ี ่วยลดภาระ ครู ได้มากเพราะแบบฝึกเปน็ สง่ิ ที่จัดทำขึ้นอย่างเปน็ ระบบและมรี ะเบียบ 2. ช่วยเสรมิ ทกั ษะ แบบฝึกหัดเป็นเครือ่ งมือที่ช่วยเด็กในการฝึกทักษะ แต่ทั้งนี้จะตอ้ งอาศัย การ ส่งเสรมิ และความเอาใจใส่จากครูผู้สอนดว้ ย 3. ช่วยในเร่อื งความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล เน่อื งจากเด็กมคี วามสามารถทางภาษาแตกต่าง กนั การให้เดก็ ทำแบบฝึกหัดท่ีเหมาะสมกับความสามารถของเขา จะชว่ ยใหเ้ ดก็ ประสบผลสำเรจ็ ในดา้ นจติ ใจมาก ขึน้ ดังน้นั แบบฝึกหัดจงึ ไม่ใช่สมุดฝกึ ทีค่ รูจะใหแ้ ก่เด็กบทต่อบท หรือหนา้ ตอ่ หน้า แตเ่ ป็นแหล่งประสบการณ์ เฉพาะสำหรับเดก็ ท่ีต้องการความชว่ ยเหลือพิเศษ และเป็นเคร่อื งช่วยทีม่ ีค่าของครู ที่จะสนองความต้องการ เป็นรายบคุ คลในชัน้ 4. แบบฝึกหดั ชว่ ยเสรมิ ใหท้ ักษะคงทน ลกั ษณะการฝกึ หรือช่วยใหเ้ กิดผลดงั กลา่ วน้นั ไดแ้ ก่ 1. ฝึกทันทหี ลงั จากที่เด็กไดเ้ รียนรู้ในเรอื่ งน้นั 2. ฝกึ ซ้ำหลาย ๆ ครัง้ 3. เน้นเฉพาะในเร่อื งท่ีผิด 5. แบบฝึกหัดท่ีใชจ้ ะเปน็ เครื่องมือวดั ผลการเรยี นหลังจากจบบทเรียนในแตล่ ะครั้ง วจิ ัยในชั้นเรียน ปกี ารศึกษา 2564

7 6. แบบฝึกหัดทจ่ี ะจดั ทำขนึ้ เป็นรูปเลม่ เดก็ สามารถเกบ็ ไวใ้ ช้เปน็ แนวทาง เพ่ือทบทวนด้วย ตนเองไดต้ ่อไป 7. การใหเ้ ด็กทำแบบฝกึ หัด ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่น หรอื ปัญหาตา่ ง ๆ ของเด็กไดช้ ดั เจน ซง่ึ จะชว่ ยใหค้ รูดำเนินการปรับปรุง แกไ้ ขปัญหาตา่ ง ๆ นนั้ ไดท้ นั ท่วงที 8. แบบฝึกหดั ทีจ่ ดั ข้นึ นอกจากท่มี ีอยใู่ นหนงั สือแบบเรยี นจะชว่ ยให้เด็กไดฝ้ ึกฝนอย่างเต็มที่ 9. แบบฝกึ ท่ีจัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จะชว่ ยทำให้ครปู ระหยัด ทง้ั แรงงาน และเวลาในการที่ จะต้องเตรยี มสรา้ งแบบฝึกอยู่เสมอในด้านผูเ้ รียนก็ไมต่ ้องเสยี เวลาในการลอกแบบฝกึ หัดจากตำราเรียน หรอื กระดานดำ ทำให้มีเวลาและโอกาสไดฝ้ กึ ฝนทักษะตา่ ง ๆ มากข้ึน 10. แบบฝึกหัดชว่ ยประหยัดค่าใชจ้ า่ ย เพราะ การจดั พิมพ์ขน้ึ เปน็ รปู ที่แนน่ อน ย่อมลงทุนตำ่ กวา่ การที่จะใชว้ ิธีพมิ พล์ งกระดาษไขทุกคร้ัง นอกจากน้ยี ังมีประโยชนใ์ นการที่ ผเู้ รยี นสามารถบันทกึ และ มองเห็นความก้าวหนา้ ของตนเองไดอ้ ย่างมีระบบ และเปน็ ระเบยี บ จากท่กี ล่าวมา จะเห็นว่า แบบฝกึ เป็นเครื่องมือทีม่ ปี ระโยชน์ ทจี่ ะชว่ ยทำใหก้ ารจัด กจิ กรรมการ เรยี นการสอนประสบความสำเร็จ และช่วยให้ครูทราบผลการเรยี นของนักเรยี นได้อยา่ งใกลช้ ิด เพอ่ื นำไปสู่การ พฒั นาการเรยี นการสอนใหป้ ระสบความสำเรจ็ มาก ยิ่งข้นึ ลกั ษณะของแบบฝึกท่ดี ี วรสุดา บญุ ยไวโรจน์ (๒๕๓๖ : ๓๗) กล่าวแนะนำให้ผสู้ รา้ งแบบฝกึ ได้สรา้ งลักษณะของแบบฝกึ ที่ดีไว้ ดงั นี้ 1. แบบฝึกหัดทด่ี คี วรมีความชัดเจนทั้งคำส่งั และวธิ ีทำ คำสง่ั หรือตัวอยา่ งแสดงวิธที ำ ท่ีใช้ ไมค่ วรยากจนเกินไป เพราะจะทำใหเ้ ข้าใจยาก ควรปรบั ให้งา่ ยเหมาะสมกับ ผ้ใู ช้ ท้งั นเี้ พ่ือให้นกั เรยี นสามารถ ศกึ ษาไดด้ ้วยตนเอง 2. แบบฝึกหัดทดี่ ีควรมคี วามหมายตอ่ ผู้เรียน และตรงตามจุดมงุ่ หมายขอแบบฝึก ลงทุนนอ้ ย ใชไ้ ด้นาน และทนั สมยั อย่เู สมอ 3. ภาษาและภาพที่ใชใ้ นแบบฝกึ หัด ควรเหมาะสมกับวยั และพืน้ ฐานความรูข้ องผ้เู รียน 4. แบบฝกึ หดั ที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่อง ๆ แตล่ ะเรอ่ื งไม่ควรยาวเกนิ ไป แต่ควรมกี ิจกรรม หลาย รปู แบบ เพอื่ เร้าใหน้ ักเรียนเกิดความสนใจ และไมน่ ่าเบื่อหน่ายในการทำ และเพื่อฝกึ ทกั ษะใด ทักษะหน่งึ จน เกิดความชำนาญ 5. แบบฝึกหัดท่ดี ีควรมีทง้ั แบบกำหนดคำตอบให้ แบบใหต้ อบโดยเสรี การเลือกใช้คำ ข้อความ หรอื รปู ภาพในแบบฝึกหดั ควรเปน็ สิ่งท่ีนกั เรียนคุ้นเคยและตรงกบั ความสนใจของนักเรยี น เพ่ือวา่ แบบฝึกหดั ทสี่ รา้ งขึน้ จะไดก้ ่อใหเ้ กิดความเพลิดเพลิน และความพอใจแก่ผูใ้ ช้ ซึ่งตรงกับหลกั การเรยี นรู้ที่วา่ เดก็ มักจะเรยี นรไู้ ดเ้ ร็วในการกระทำท่ีก่อใหเ้ กิดความพงึ พอใจ วจิ ัยในชน้ั เรยี น ปีการศึกษา 2564

8 6. แบบฝกึ หดั ทด่ี ีควรเปดิ โอกาสให้ผูเ้ รยี นได้ศกึ ษาดว้ ยตนเองใหร้ ู้จัก คน้ ควา้ รวบรวมส่งิ ที่ พบเห็นบอ่ ย ๆ หรือที่ตนเองเคยใช้ จะทำใหน้ ักเรียนเขา้ ใจเรื่องน้ัน ๆ มากข้นึ และจะรจู้ ักนำความรู้ไปใชใ้ น ชวี ติ ประจำวันได้อยา่ งถกู ต้อง มีหลกั เกณฑ์ และมองเห็นวา่ ส่ิงทเ่ี ข้าได้ฝึกฝนนัน้ มคี วามหมายต่อเขาตลอดไป 7. แบบฝึกหดั ท่ดี ีควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลผูเ้ รียนแตล่ ะคน มคี วามแตกตา่ ง กนั ในหลาย ๆ ด้าน เชน่ ความตอ้ งการความสนใจ ความพรอ้ ม ระดบั สตปิ ัญญาและประสบการณ์ ฯลฯ ฉะนน้ั การทำแบบฝึกหัดแตล่ ะเรื่องควรจดั ทำใหม้ ากพอ และมี ทุกระดับ ตัง้ แต่ง่าย ปานกลาง จนถงึ ระดบั คอ่ นข้างยาก เพ่ือวา่ ทง้ั เดก็ เก่ง กลาง และออ่ น จะไดเ้ ลือกทำไดต้ ามความสามารถ ท้ังน้ีเพ่ือให้เด็กทุกคน ประสบความสำเร็จในการทำแบบฝึกหดั 8. แบบฝกึ หดั ท่ีดี ควรสามารถเร้าความสนใจ ของนักเรียนไดต้ ัง้ แตห่ นา้ ปก ไปจนถงึ หน้า สดุ ทา้ ย 9. แบบฝึกหดั ทีด่ ีควรได้รับการปรบั ปรงุ ควบค่ไู ปกับหนงั สือแบบเรียนอย่เู สมอ และควรใช้ได้ ดที ง้ั ในและนอกห้องเรียน 10. แบบฝกึ หดั ทีด่ ี ควรเป็นแบบฝึกหัดทส่ี ามารถประเมินและจำแนกความเจริญงอกงามของ เดก็ ได้ดว้ ย จากท่กี ลา่ วมาจะเหน็ ได้วา่ แบบฝกึ ท่ดี ี ต้องมคี วามเหมาะสมกบั ความในใจ และพัฒนาการของเด็กแต่ ละวัย แบบฝกึ ต้องสัมพนั ธ์กับจุดประสงคท์ ่วี างไว้ และสอดคลอ้ งกับลำดับขนั้ การเรียนรู้ แบบฝึกควรมีลกั ษณะ ย่วั ยุ ทา้ ทายความรู้ ความสามารถของนกั เรียน เพื่อฝึกให้นักเรยี นร้จู กั ในการแกป้ ัญหา และหาคำตอบได้ ถูกต้อง และครตู ้องตดิ ตามผลการทำแบบฝึกของนักเรียนโดยมกี ารตรวจแบบฝึกด้วย นอกจากน้เี ด็กจะได้รับ ประโยชนห์ รือคุณคา่ จากการฝกึ หรือไม่นนั้ ย่อมขึ้นอยู่กบั ความใจใส่ และการดูแลจากครูเปน็ สำคญั การออกแบบส่ือการเรียนรู้ ( Material Design ) สิง่ ทีน่ ำมาพจิ ารณาประกอบการตดั สนิ ใจ จดั หา จดั เตรียม และเลือกใชป้ ระกอบ การเรียนการสอน ต้องคำนึงถึงหลักการ – วตั ถุประสงค์การเรียนรู้ – ลักษณะ ผ้เู รยี น ความเหมาะสมกับวยั ความสนใจ ระดบั ช้นั ความรู้ ทักษะ พืน้ ฐาน และประสบการณ์ของผเู้ รยี น – รปู แบบการเรยี นการสอน และการเรียนรู้ – ธรรมชาติเนอื้ หาสาระการเรยี นรู้ และวิธีการนำเสนอทีเ่ หมาะสม – สภาพการเรยี น – ทรัพยากรต่าง ๆ เชน่ วัสดอุ ุปกรณ์ ครุภัณฑ์ งบประมาณ – ราคาที่เหมาะสม ในการ พิจารณาออกแบบสื่อการเรยี นรู้ เพ่อื ประกอบการเรียนรู้ของผเู้ รยี นใหส้ อดคล้องกบั รูปแบบการเรยี นการสอนท่ี กำหนดไว้ บคุ ลากรทีร่ ับผิดชอบในการจดั หาส่ือเพอ่ื ประกอบการเรียนรู้ คือ คณะกรรมการการศึกษาขั้น พนื้ ฐานของสถานศึกษา ครูผ้สู อน หรอื ผรู้ บั ผิดชอบสาระการเรียนรู้ ซ่งึ ตอ้ งมคี วามรู้ ความเข้าใจ เก่ียวกบั 1) การออกแบบการเรยี นรู้ กิจกรรมการเรยี นรู้ และจดั ประสบการณ์ให้ผเู้ รียน 2) ลักษณะเฉพาะของส่ือตา่ ง ๆ การนำไปใช้ และการออกแบบ สามารถเร้าความสนใจ ให้ความหมาย และมี ผลตอ่ ประสบการณ์การเรียนรแู้ กผ่ ู้เรยี นได้อยา่ งไรบา้ ง 3) การจัดหาสือ่ การเรยี นรู้ จากแหล่งการเรียนรู้ ทั้งภายในและภายนอกสถาน ศกึ ษา ความคุม้ ค่าในการผลิต วจิ ยั ในชัน้ เรียน ปกี ารศกึ ษา 2564

9 เอง การหายืม การปรบั ปรุงดัดแปลง หรือเลอื กจดั ซ้ือ 4) การประเมินคุณภาพส่ือการเรยี นรู้ การวัดและประเมนิ สอื่ การเรียนการสอน การประเมนิ ผลสอ่ื การเรียนการสอนคือ การประเมินผลส่อื การเรยี นการสอน หมายถึง การนำผลจาก การวัดผลสอื่ การเรยี นการสอนมาตีความหมาย (Interretation) และตัดสินคุณค่า (Value Judgement) เพื่อทจี่ ะรู้วา่ สือ่ นนั้ ทำหนา้ ทตี่ ามทีว่ ตั ถุประสงค์กำหนดไว้ได้แคไ่ หน มีคุณภาพดีหรอื ไม่ดีเพยี งใด มีลักษณะ ถกู ต้องตรงตามทต่ี ้องการหรอื ไม่ ประการใด จะเหน็ ว่า การประเมนิ ผลสื่อการเรยี นการสอน กระทำได้โดยการ พิจารณาขอ้ มูลที่ไดจ้ ากการวัดผลส่อื นัน้ เทียบกับวตั ถปุ ระสงค์ ทกี่ ำหนดไว้ ขอ้ มลู ท่ไี ดจ้ ากการวัดผลสือ่ จงึ มี ความสำคัญ การวดั ผลจึงต้องกระทำอย่างมหี ลกั การเหตุผลและเป็นระบบเพ่ือท่จี ะได้ขอ้ มูล ที่เท่ียงตรง สามารถบอกศักยภาพของสื่อไดถ้ ูกต้องตรงตามความเปน็ จรงิ เพื่อประโยชน์ของการ ประเมินผลสือ่ อยา่ ง เที่ยงตรงต่อไป การวดั ผลส่อื การเรียนการสอน หมายถงึ การกำหนดตัวเลขหรอื สัญลกั ษณ์อยา่ งมีกฎเกณฑ์ให้กบั สื่อการเรยี น การสอน เครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมนิ ผลส่ือการเรียนการสอนมีหลายรปู แบบ ผกู้ ระทำการวัดและ ประเมนิ ผลอาจเลือกใช้ตามความเหมาะสม ที่นิยมกันมากได้แก่ แบบทดสอบ แบบสงั เกต แบบตรวจสอบ รายการ (Checklist) เปน็ ต้น การตรวจสอบแบ่งออกได้เป็นสองสว่ นใหญ่ คือ การตรวจสอบโครงสร้างภายในส่ือ (Structural) การตรวจสอบคุณภาพสื่อ (Qualitative) ดังจะได้กลา่ วถงึ รายละเอียดการตรวจสอบท้ังสองส่วนตามลำดบั ตอ่ ไปนี้ การ ตรวจสอบโครงสรา้ งภายในสอ่ื (Structural basis) การตรวจสอบในขน้ั น้เี ปน็ การตรวจสอบสง่ิ ทป่ี รากฏใน สื่อ ซ่งึ สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสมั ผสั ตา หู จมกู ล้นิ และกาย ถ้าส่วนทีป่ รากฏภายในมลี ักษณะชัดเจน งา่ ย และสะดวกแก่การรบั รู้ สื่อน้ันเป็นส่อื ท่ีมีศักยภาพสูงในการสอื่ สาร การตรวจสอบทส่ี ำคญั ในขั้นน้ี ประกอบด้วยสองสว่ นคือ ลักษณะสื่อและเน้อื หาสาระในส่ือ 1. ลกั ษณะสื่อปัจจยั หลกั ท่ีมผี ลต่อการผลติ สื่อให้มีลักษณะต่าง ๆ คอื ลกั ษณะเฉพาะตามประเภทของส่ือ การ ออกแบบ เทคนิควธิ ี และความงาม ดงั นั้นในการตรวจสอบลักษณะสอ่ื ผู้ตรวจสอบจะมุง่ ตรวจสอบทง้ั สี่ ประเด็นข้างตน้ เปน็ หลกั 1.1 ลกั ษณะเฉพาะตามประเภทของส่ือ สอ่ื แตล่ ะประเภทมลี ักษณะและคุณสมบัติเฉพาะ สอื่ การเรยี นการสอน บางประเภทจะทำหนา้ ท่ีเพยี งใหส้ าระข้อมูล บางประเภทจะให้ทัง้ สาระและกำหนดใหผ้ ้เู รียนตอบสนองดว้ ยใน สอ่ื บางประเภท เชน่ สือ่ สำหรับการศกึ ษารายบุคคล สื่อท่เี สนอเนอ้ื หาสาระข้อมลู อาจจะเสนอไดห้ ลายรูปแบบ วิจัยในชัน้ เรียน ปกี ารศกึ ษา 2564

10 ซ่งึ อาจจะให้ความเปน็ รูปธรรมหรอื นามธรรมมากน้อยแตกต่างกนั ที่เป็นรูปธรรมมากทีส่ ุดคอื ของจรงิ ซึ่งเปดิ โอกาสใหบ้ ุคคลใชป้ ระสาทสมั ผัสได้มากชอ่ งรับสัมผสั กวา่ ส่ืออน่ื ทีม่ ีความเปน็ รูปแบบรองลงมา ไดแ้ ก่ ของ ตัวอยา่ ง ของจำลอง เปน็ ตน้ ส่ือบางชนดิ ให้สาระเปน็ รายละเอียดมาก บางชนิดให้น้อย บางชนิดใหแ้ ต่หวั ขอ้ เช่น แผ่นโปรง่ ใส สือ่ บางประเภทสือ่ สารด้วยการดู บางประเภทสอื่ สารทางเสียง หรือบางประเภทสือ่ สารดว้ ย การสมั ผสั ดมกลน่ิ หรือล้ิมรส เช่น การสอื่ สารด้วยภาพ ซงึ่ มหี ลายชนดิ ตง้ั แตส่ ่อื ประเภทกราฟิกอยา่ งงา่ ยไป จนถึงภาพเหมือนจรงิ สื่อประเภทกราฟิกน้ัน ตอ้ งเสนอความคิดหลักเพียงความคดิ เดยี ว ภาพกม็ ีหลายชนิด ภาพ 2 มิติ หรือภาพ 3 มติ ิ ภาพอาจจะอย่นู ิง่ หรอื เคลอ่ื นไหวเร็ว บางชนดิ เป็นลายเสน้ รายละเอยี ดน้อย เชน่ ภาพการต์ ูน ซ่งึ ต่างจากภาพเหมือนจริงที่ใหร้ ายละเอยี ดมาก เปน็ ต้น รูปแบบของการเสนอภาพนน้ั อาจจะ เสนอภาพหลายภาพพร้อมกัน (Simultaneous Images หรอื Multi-Images) หรอื อาจจะเสนอภาพทลี่ ะ ภาพต่อเนื่องกนั (Sequential Images) เหลา่ นี้เปน็ ตน้ ลักษณะท่แี ตกตา่ งกนั นย้ี ่อมใหค้ ุณค่าแตกต่างกัน จะ เหน็ ว่า ในปจั จบุ นั สอื่ แต่ละประเภทมีความหลากหลายในรูปแบบ ส่วนหน่งึ เน่ืองจากความเจรญิ กา้ วหนา้ ของ เทคโนโลยแี ละวธิ ีการสอน การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยใี หม่และทฤษฎีการเรยี นการสอนที่นำมาเนน้ ใหม่ เช่น การประยุกต์ใช้ทฤษฎีจติ วิทยาพทุ ธปิ ัญญา (Cognitive Psychology) ในการเรยี นการสอน ทำใหส้ ือ่ การเรียน การสอนแต่ละประเภทมมี ากรปู แบบอนั นำมาซึ่งประโยชนต์ ่อการ สอื่ สาร เช่น บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) ซง่ึ แตเ่ ดมิ ไดป้ ระยุกตใ์ ช้ทฤษฎจี ิตวทิ ยาพฤติกรรมในการสรา้ งบทเรยี น (Behavioral Psychology) CAI น้นั มลี ักษณะเป็นบทเรยี นสำเรจ็ รูป แต่ในปจั จุบันการประยุกต์ใช้ทฤษฎจี ติ วทิ ยาพุทธปิ ญั ญา (Cognitive Psychology) ทำให้เกดิ CAI ในลกั ษณะของเกมส์ (Games) สถานการณ์จำลอง (Simulation) และโปรแกรม ปัญญาประดิษฐ์ตา่ ง ๆ (Artificial Intelligence) แตอ่ ยา่ งไรก็ตามถึงแม้ส่ือการเรียนการสอนจะมรี ูปแบบที่ หลากหลาย สื่อทผ่ี ลติ กจ็ ะต้องคงลักษณะเฉพาะตามประเภทส่ือไวไ้ ด้ ดังนน้ั ในการตรวจสอบสื่อ ผ้ตู รวจสอบ จะตอ้ งพิจารณาความถกู ต้องของลกั ษณะส่อื ท้ังแต่ละองค์ประกอบและโดยส่วนรวมในอันท่จี ะนำไปสกู่ าร ทำงานทสี่ มบูรณต์ าม ศกั ยภาพของสอื่ แตล่ ะประเภท และตามวัตถุประสงค์ของการผลิตสื่อ 1.2 มาตรฐานการออกแบบ (Design Standards) การออกแบบสื่อการเรียนการสอนเป็นการสร้างสรรค์สงิ่ ใหม่ดว้ ยการนำสว่ นประกอบ ต่าง ๆ ตามประเภทของสื่อและองค์ประกอบการเรยี นการสอนทเี่ ก่ียงขอ้ งมา พิจารณา เพ่ือประโยชนข์ องการสอ่ื สาระตามความคาดหมาย องค์ประกอบการเรียนการสอนที่เกีย่ วข้องในทีน่ ้ี ไดแ้ ก่ จิตวทิ ยาการเรียนรเู้ ฉพาะกลมุ่ เป้าหมาย หลักการสอน กระบวนการส่ือสารและลักษณะเฉพาะเรื่อง เปน็ ต้น การออกแบบสอื่ ทดี่ จี ะต้องช่วยทำใหก้ ารส่อื สาระชัดเจนและเปน็ ทเี่ ขา้ ใจงา่ ย สำหรบั กลมุ่ เป้าหมาย ต้องไม่ เป็นการออกแบบท่ีทำใหก้ ารสอ่ื สารคลุมเครือ และสบั สนจนเป็นอปุ สรรคต่อการสื่อความเข้าใจ ดงั นน้ั ในการ ตรวจสอบสอ่ื ในขัน้ น้ี สงิ่ ทผ่ี ตู้ รวจสอบสื่อจะต้องพิจารณา คือ การชห้ี รอื แสดงสาระสำคัญตามทต่ี ้องการได้ อย่างนา่ สนใจ กระชับและได้ใจความครบถว้ น มีความเหมาะสมกบั การจัดการเรยี นการสอนหรือการฝึกอบรม เช่น จำนวนเวลาเรียน จำนวนบุคคลผู้ใชส้ อื่ วธิ ีการใช้ส่ือ เปน็ ตน้ มคี วามนา่ สนใจ ตื่นหู ต่นื ตา เร้าใจ และ นา่ เชือ่ ถือ อน่ึง หากส่ือนน้ั มีกิจกรรมหรอื ตวั อย่างประกอบ กิจกรรมจะต้องสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์และ เน้อื หาสาระ ทั้งกิจกรรมและตัวอยา่ งตอ้ งสามารถจุและตรึงความสนใจของกลุ่มเป้าหมายไดต้ ลอด เวลา และ วิจยั ในชนั้ เรยี น ปกี ารศกึ ษา 2564

11 นำไปสู่การขยายหรือเสรมิ สาระท่ีต้องการเรียนรู้ให้กระจา่ งชัด แตถ่ ้าสอื่ น้ันเป็นวัสดุกราฟกิ ก็จะต้องเปน็ การ ออกแบบทลี่ งตัว มีความสมดุลในตวั นอกจากน้ีในบางคร้ังอาจใช้การออกแบบแก้ข้อจำกดั หรือข้อเสยี เปรยี บ ของลักษณะ เฉพาะบางประการของส่ือ แตก่ ารกระทำเช่นน้ีจำเป็นตอ้ งมีผลงานวจิ ยั รองรบั ตัวอยา่ งเชน่ โปรแกรมการสอน ด้วยไมโครคอมพวิ เตอร์(Microcomputer-based instructional programs) ซง่ึ เปน็ บทเรียนสำเร็จรูปรายบคุ คล ตามปกตบิ ทเรยี นลกั ษณะนี้ เปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนใชเ้ วลาเรียนนานเท่าไรก็ได้ แต่ นกั วจิ ัยกลุม่ หน่ึง อันประกอบดว้ ย Belland, Taylor, Canelos, Dwyer และ Baker (1985) ต้ังประเด็นสงสยั ว่า การใหผ้ ูเ้ รียนมีโอกาสใชเ้ วลาเรยี นนานเทา่ ใดกไ็ ดน้ ัน้ อาจจะเป็นผลทำใหผ้ ู้เรยี นไมต่ ง้ั ใจเรียน ซ่ึงเป็นท่ี ยอมรบั กันโดยท่วั ไปแล้ววา่ ความต้ังใจเรยี นเปน็ ปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ คณะวิจัยจึงไดท้ ำการวจิ ัยโดย กำหนดเวลาเรียนในโปรแกรมกรสอนดว้ ยไมโคร คอมพวิ เตอร์ ซึ่งการกำหนดเวลาเรยี นนี้กระทำได้ เพราะอยู่ ในสมรรถวิสยั ตามศักยภาพคอมพวิ เตอร์ ผลการวิจยั พบว่า โปรแกรมท่กี ำหนดเวลาเรียน ผนวกกบั ให้เวลา สำหรบั กระบวนการคดิ ช่วยให้ผลการเรียนสูงข้ึนอย่างมีนัยสำคัญด้วย ตัวอย่างงานวิจัยท่ียกมาขา้ งบนน้ี ชใี้ หเ้ ห็นวา่ กรออกแบบโดยการกำหนดเวลาเรยี นในบทเรียน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ท่ี สามารถกำหนดเวลาเรยี นในบทเรยี นได้ ช่วยแก้จุดออ่ นหรือข้อจำกดั ของลักษณะเฉพาะบทเรยี นสำเร็จรูป รายบุคคลได้เปน็ อย่างดี งานวจิ ยั ในลักษณะน้จี ะชว่ ยนกั ออกแบบส่ือให้มีความมน่ั ใจในการตดั สินใจเลือก ใช้ ส่ือทพี่ ิสจู นแ์ ลว้ วา่ มปี ระสิทธิภาพในการออกแบบ 1.3 มาตรฐานทางเทคนคิ วิธี (Technical standards) เทคนิควธิ กี ารเสนอสื่อ เป็นปจั จยั สำคัญอีกปจั จัยหนง่ึ ท่ี ชว่ ยให้สอ่ื มีความนา่ สนใจและสามารถสอื่ สาร ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ทส่ี ำคัญประการหนึ่งทคี่ วรเนน้ ในที่นี้คอื เทคนิควิธที ใ่ี ช้ในสื่อการเรียนการสอน ตอ้ งเปน็ เทคนคิ วิธกี ารทางการศึกษากล่าวคือ เป็นเทคนิควิธกี ารท่ีชว่ ยให้ การเสนอสาระเปน็ ไปอย่างชดั เจน ไม่คลุมเครอื หรือไมซ่ อ่ นเรน้ สาระเพ่ือใหม้ ีการเดาในด้านการนำเสนอต้องน่า สนใจ ตน่ื หู ตืน่ ตา ในกรณที ่ีมีการเปรียบเทียบต้องสามารถช้ีใหเ้ ห็นถงึ ความแตกต่างและความเหมอื น ก่อใหเ้ กิดความเขา้ ใจงา่ ย มคี วามกระชับและสามารถสรุปกินความได้ครบถว้ นถูกตอ้ งตามท่วี ตั ถุประสงค์ กำหนด อีกทั้งเปน็ เทคนิควิธีท่ีช่วยใหผ้ ้เู รียนเกิดความรสู้ ึกเป็นจรงิ เปน็ จัง สว่ นในด้านการใช้สือ่ ควรเป็นเทคนคิ วิธีท่ชี ว่ ยให้ความคล่องตัวในการใช้ ใช้งา่ ย และมีความปลอดภัย วิจยั ในชั้นเรียน ปีการศึกษา 2564

12 บทที่ 3 วธิ ีการดำเนินการวิจยั วธิ ีดำเนินการวิจัย ในการวิจัยครงั้ น้ี ผวู้ ิจยั ได้ดำเนนิ การตามขนั้ ตอนดงั น้ี 1. กำหนดประชากร 2. กำหนดเครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั 3. สร้างและหาคณุ ภาพเครื่องมอื 4. ดำเนินการวจิ ัย 5. รวบรวมขอ้ มูลและสถิติทีใ่ ชใ้ นการรวบรวมขอ้ มลู 1. การกำหนดประชากร ประชากรทีใ่ ช้ในการวจิ ัยครงั้ นี้ เป็นนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ท่ีศึกษาในปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนบา้ นรสู ะมิแล อำเภอเมอื งปัตตานี จงั หวัดปัตตานี สงั กัดสำนักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษา ปตั ตานี เขต 1 จำนวน 17 คน 2. เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัย 1. แบบฝึกทักษะ “About me” 2. แบบทดสอบก่อน-หลังการใช้แบบฝึกทกั ษะ “About me” สำหรบั นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6 เพอื่ วัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าภาษาอังกฤษ เร่ือง การพดู เพื่อให้ข้อมูลเกย่ี วกบั ตนเอง 3. การสร้างและหาคุณภาพของเคร่ืองมือ 1. สร้างแบบฝกึ ทักษะ “About me” 2. สร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการทำแบบทดสอบ ใช้กบั นักเรยี นกลุม่ เปา้ หมาย กลมุ่ เดียว 4. วธิ กี ารดำเนินการ 1. ข้ันเตรยี มการ 1.1. ศกึ ษาปัญหา เนื่องจากผูว้ จิ ยั มีประสบการณ์ในดา้ นการสอนภาษาอังกฤษ ทำให้ทราบ ปัญหาการเรยี นรู้ในวิชาภาษาอังกฤษของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 วา่ นักเรยี นมีปญั หาเก่ียวกับการพูด วจิ ยั ในช้ันเรียน ปกี ารศกึ ษา 2564

13 ภาษาอังกฤษนน้ั เพราะนกั เรยี นไมส่ ามารถพูดใหข้ ้อมูลเก่ยี วกับตนเองง่าย ๆ ได้ ผู้เรยี นขาดความม่ันใจในการ พูด อีกท้ังระดบั ผลการเรยี นในวิชาภาษาอังกฤษค่อนขา้ งต่ำ ไม่เป็นไปตามเปา้ หมายทต่ี ้ังไว้ 1.2 หาวธิ กี ารแกป้ ัญหา ผ้วู ิจยั ได้ศกึ ษาเอกสารและตำราต่าง ๆ ทงั้ เอกสารหลกั สูตร เอกสาร งานวิจัย และเอกสารวิชาการท่เี กีย่ วข้องกบั ภาษาองั กฤษ เพ่อื ใชเ้ ป็นแนวทางในการสรา้ งเครือ่ งมือทใี่ ช้ในการ แกป้ ัญหาการพูดภาษาอังกฤษ ภายใต้กรอบของหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 โดยผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารต่อไปนี้ 1 ) หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ซ่ึงทำใหเ้ ขา้ ใจวิสัยทัศน์ หลกั การ จดุ หมาย สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รยี น คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชวี้ ัด โครงสรา้ งเวลาเรียน ตลอดจนคำอธบิ ายรายวิชา เพื่อเปน็ แนวทางการนำหลักสูตรไปใช้เพอื่ ให้ไดต้ าม มาตรฐานและตวั ชว้ี ัดของหลกั สตู ร 2 ) คูม่ ือวดั ผลประเมนิ ผลโรงเรียนวา่ ด้วยการวัดและประเมินผลการ เรียน ตามหลกั สูตรแกนกลางศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ทำให้เขา้ ใจแนวทางการวดั ผลประเมินผล ตามระเบยี บกระทรวงศึกษาธิการ ว่าดว้ ยการประเมนิ ผลการเรยี นตามหลกั สูตร 3 ) หลักสูตรรายวชิ าภาษาอังกฤษ ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 ปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรียนบ้านรู สะมิแล ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 กล่มุ สาระการเรยี นรู้ ภาษาตา่ งประเทศทำใหท้ ราบความนำ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ คุณภาพผ้เู รยี น คำอธิบายรายวิชา และโครงสร้างหน่วยการเรียนรู้ 4 ) คมู่ ือการอบรมบุคลกรในสถานศกึ ษา แนวทางการใช้หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 เพอ่ื ใชเ้ ปน็ แนวทางในการจดั ทำแผนการจดั การเรยี นรู้ และวธิ ีดำเนนิ การตาม แผน 5 ) เอกสารการสอนชดุ วิชา สถติ ิ วิจยั และการประเมินผลการศกึ ษาหนว่ ยท่ี 9 – 15 ของมหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช เพอ่ื ใช้เปน็ แนวทางในการจดั ทำแบบทดสอบและเก็บค่าสถติ ิ 6 ) คณุ ลกั ษณะเฉพาะของข้อสอบ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ของกอง แผนงานวิชาการ สำนกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2538) เพื่อเปน็ แนวทางจัดทำ แบบทดสอบและเก็บคา่ สถิติ 7) เอกสารเสรมิ ความรู้พฒั นาทักษะภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ของหน่วย ศกึ ษานเิ ทศก์ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแห่งชาติ ( 2539 ) 2. รูปแบบการแก้ปญั หา เม่ือผูว้ ิจยั ได้ศึกษาข้อมลู จากเอกสารตา่ ง ๆ ที่กลา่ วมาแลว้ จึงตง้ั จุดประสงค์ขนึ้ มาวา่ จะทำเครอื่ งมือ แกป้ ญั หา เพื่อปรบั ปรุงการเรียนการสอนให้กับนกั เรยี นเร่ืองการพดู ภาษาอังกฤษเพือ่ ให้ข้อมลู เกี่ยวกบั ตนเอง เพ่ือใหน้ กั เรียนไดฝ้ ึกทักษะการพูด อีกทัง้ ต้องการใหน้ ักเรียนมีความรบั ผดิ ชอบในงานท่ีได้รับมอบหมาย ผวู้ จิ ยั จงึ ตดั สนิ ใจสร้างแบบฝกึ ทกั ษะ “About me” วิจัยในชน้ั เรยี น ปกี ารศึกษา 2564

14 5. สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมูล ผ้วู ิจัยได้ทำการวิเคราะหข์ ้อมูลจากการวิจยั 2 ประเภทดังนี้ การวิเคราะห์คณุ ภาพของแบบฝกึ ทกั ษะ สถิตทิ ่ีใช้ 1. หาค่ารอ้ ยละ ( Percentage ) 2. หาค่าเฉลยี่ ( x ) วจิ ยั ในชัน้ เรียน ปกี ารศึกษา 2564

15 บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ตาราง ผลการทดสอบก่อน – หลังการใช้แบบฝกึ ทักษะ “About me” สำหรับนักเรยี นชั้น ประถมศึกษาปที ี่ 6 ผลการทดสอบ คะแนนเตม็ คะแนนเฉล่ีย ร้อยละ % X กอ่ นเรยี น 20 5.65 28.25 หลังเรียน 20 85.30 17.06 จากตาราง พบวา่ ผลการทดสอบก่อนการใช้ชุดฝกึ ทกั ษะ “About me” จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน ได้ คะแนนเฉลีย่ 5.65 คิดเป็นร้อยละ 28.25 ผลการทดสอบหลงั ใช้ชดุ ฝึกทักษะ “About me” จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้คะแนนเฉลีย่ 17.06 คดิ เปน็ ร้อยละ 85.30 เพ่มิ ขน้ึ ร้อยละ 57.05 18 คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้แบบฝกึ ทักษะ \"About me\" 16 14 17.05882353 12 10 5.647058824 คะแนนหลงั ใช้แบบฝึกทักษะ 8 17.05882353 6 คะแนนกอ่ นใชแ้ บบฝึกทกั ษะ 4 5.647058824 2 0 คะแนนเฉล่ยี วิจัยในช้ันเรยี น ปีการศกึ ษา 2564

16 แผนภูมิแทง่ แสดงการเปรียบเทยี บคะแนนก่อนและหลงั การใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ \"About me\" 20 18 16 17 18 17 17 17 18 18 18 16 17 18 18 19 18 16 15 14 13 12 9 9 10 7 8 7 8 7 8 8 6 5 5 6 5 4 2 3 4 1 2 2 0 คนที่ คนท่ี คนที่ คนที่ คนท่ี คนที่ คนที่ คนที่ 10 11 12 13 14 15 16 17 คนท่ี 1 คนที่ 2 คนที่ 3 คนท่ี 4 คนที่ 5 คนท่ี 6 คนที่ 7 คนที่ 8 คนท่ี 9 คะแนนกอ่ นใช้แบบฝึกทักษะ 5 1 9 9 7 8 7 3 5 2 6 4 2 5 8 7 8 คะแนนหลังใชแ้ บบฝึกทกั ษะ 15 13 18 16 17 18 17 17 17 18 18 18 16 17 18 18 19 คะแนนก่อนใชแ้ บบฝึกทกั ษะ คะแนนหลงั ใช้แบบฝึกทักษะ จากแผนภมู ขิ ้างต้น จะเห็นได้ว่า ผลของการใช้แบบฝึกทกั ษะ “About me” ทำให้ คะแนนทดสอบหลงั การใช้แบบฝึกทกั ษะของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 จำนวน 17 คน เพิ่มข้ึนกอ่ นการ ใช้สอ่ื เฉลี่ย 11.41 คะแนน คิดเปน็ รอ้ ยละ 57.05 ส่งผลให้ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาภาษาองั กฤษ เรื่อง การ พดู ภาษาอังกฤษเพื่อให้ข้อมลู เกี่ยวกบั ตนเอง เพ่ิมขึ้น นักเรยี นส่วนใหญส่ ามารถพูดภาษาอังกฤษเพื่อใหข้ ้อมูล เกี่ยวกับตนเองได้ วิจยั ในช้ันเรยี น ปีการศึกษา 2564

17 บทท่ี 5 สรุป อภิปราย และขอ้ เสนอแนะ สรปุ ผลการวจิ ัย ผลการวิจัยในครงั้ นี้ปรากฏวา่ ผลของการใช้ชุดฝึกทักษะ “About me” ทำให้คะแนน ทดสอบหลงั การใช้ชุดฝกึ ทกั ษ “About me” ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 จำนวน 17 คน เพิม่ ข้นึ ก่อนการใช้แบบฝกึ ทักษะ เฉล่ีย 11.41 คะแนน คดิ เป็นร้อยละ 57.05 ส่งผลให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชา ภาษาองั กฤษ เร่ือง การพูดภาษาอังกฤษเพื่อใหข้ ้อมลู เกี่ยวกับตนเองเพม่ิ ขน้ึ นักเรียนส่วนใหญส่ ามารถพูด ภาษาอังกฤษเพ่ือใหข้ ้อมูลเกี่ยวกบั ตนเองได้ อภปิ รายผล ผลการศกึ ษาค้นคว้าในครั้งนี้ปรากฏว่า ผลสัมฤทธก์ิ ารเรียนร้ขู องนักเรียนหลังการใช้แบบฝึกทกั ษะ “About me” มีคุณภาพและประสิทธภิ าพอย่างดียิ่ง ส่งผลให้มาตรฐานการเรียนรู้ภาษาอังกฤษมีระดบั สูงขน้ึ เปน็ ไปตามสมมตุ ิฐานท่ตี ้ังไว้ ด้วยเหตผุ ลดงั ตอ่ ไปนี้ 1. แบบฝึกทกั ษะ “About me” สำหรับนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 เปน็ แบบฝกึ ทมี่ ีคณุ ภาพ และประสทิ ธิภาพตามผลของการวเิ คราะห์ข้อมูลดังกล่าว 2. การสอนโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะ “About me” นกั เรยี นเกดิ ความสนุกสนานในการเรยี นรู้ ข้อเสนอแนะ ชุดฝกึ ทกั ษะ “About me” สามารถใชใ้ นการเรียนการสอนนอกเหนอื จากการทำวิจยั ในชั้นเรยี นได้ วิจยั ในช้นั เรียน ปีการศึกษา 2564

18 บรรณานกุ รม กรมวชิ าการ. กระทรวงศึกษาธกิ าร. การสอนทเี่ นน้ นักเรยี นเป็นศูนยก์ ลาง.กรงุ เทพมหานคร:กรมวชิ าการ , 2539 กองวิจยั ทางการศกึ ษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธกิ าร. การวจิ ยั เพอ่ื พฒั นาการเรียนร้ตู ามหลกั สตู ร การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน , 2544 . เอกสารอดั สำเนา . กาญจนา วฒั นายุ . (2548) . การวจิ ัยเพือ่ พฒั นาคณุ ภาพการศึกษา. กรงุ เทพฯ : สถาบันพัฒนาผู้บริหาร การศึกษา. ขจีรตั น์ หงษ์ประสงค์.การสร้างแบบฝกึ การเขียนคำพ้อง สำหรับนักเรียนประถมศกึ ษาปีที่4.ปริญญานพิ นธ์ ศษ.ม. กรุงเทพฯ : มาหวทิ ยาลัยเกษตรศ์ าสตร์,2534. อดั สำเนา. ไพฑูรย์ สลิ ารัตน.์ ปฏริ ูปการศกึ ษา : แนวคดิ และหลักการตามพระราชบัญญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542. กรงุ เทพฯ:วญิ ญชู น, 2543. 240 หนา้ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วธิ กี ารทางสถติ ิสำหรบั การวจิ ยั . พิมพ์ครั้งท่ี 4. กาฬสนิ ธ์ุ : สำนักพิมพป์ ระสาน การ พมิ พ์ครัง้ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานชิ ,2536. ไสว ฟกั ขาว. การจดั การเรียนการสอนท่ีเนน้ ผู้เรียนเปน็ ศนู ยก์ ลาง. กรุงเทพฯ.: บรษิ ทั สำนักพมิ พ์เอม พันธ์ จำกดั , 2542. 310 หน้ วิจัยในชน้ั เรียน ปีการศกึ ษา 2564

ภาคผนวก วจิ ยั ในชั้นเรยี น ปีการศึกษา 2564

ตารางเปรียบเทยี บคะแนนการทดสอบการพูดภาษาองั กฤษเพอื่ ให้ขอ้ มลู งา่ ย ๆ เก่ียวกับตนเองก่อนและ หลังการใชแ้ บบฝึกทกั ษะ “About me” ของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6 (คะแนนเตม็ 20 คะแนน) คนที่ ชื่อ-สกุล นกั เรยี น คะแนนก่อนใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ คะแนนหลงั ใชแ้ บบฝกึ ทักษะ 1 ด.ช. อามีน แยนา 5 15 2 ด.ญ. รอฮานา ทพิ ย์ยอและ 1 13 3 ด.ญ. สาฮีดะห์ เจะหลง 9 18 4 ด.ญ. นรู ซี ะห์ สิบู 9 16 5 ด.ญ. นูรอาฟนาน แม 7 17 6 ด.ช. ไฮฟะ สะแลแม 8 18 7 ด.ญ. ฟาตเี มาะห์ ยโู ซะ 7 17 8 ด.ญ. ซไู ฮลา บอื ราเฮง 3 17 9 ด.ญ. รุวยั ดา ลาเตะ๊ 5 17 10 ด.ญ. นรู อยั นี อาแวบือซา 2 18 11 ด.ญ. รอสียะห์ สหุ ลง 6 18 12 ด.ญ. ฟาตเี มาะห์ ทองพูลดี 4 18 13 ด.ช. แวอานัส แวอาลี 2 16 14 ด.ญ. นูรฟาตนิ สุหลง 5 17 15 ด.ญ. อาซยี ะห์ สะนิ 8 18 16 ด.ญ. นูรฟาตนิ สาและ 7 18 17 ด.ช. มูฮำหมดั ซัยฟดุ ดนี มะสาแม 8 19 คะแนนเฉลี่ย 5.65 17.06 วจิ ยั ในช้ันเรยี น ปีการศกึ ษา 2564

โรงเรยี นบ้านรสู ะมแิ ล สังกดั สำนักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศกึ ษาปตั ตานี เขต 1 วจิ ัยในชน้ั เรียน ปีการศึกษา 2564