การศึกษาค้นควา้ อยา่ งมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ป.3/5 การเขยี นเร่อื งตามจนิ ตนาการ สื่อการสอนและ ระยะเวลาในการทดลอง เพื่อสร้างแผนการจดั การเรยี นรู้การเขยี นเร่อื งตามจินตนาการโดยใช้บันได บูรณาการ 5 ขน้ั ทอ่ี ิงปรากฏการณ์ จานวน 2 แผน แผนละ 4 ช่ัวโมง รวม 8 ชวั่ โมง แผนการเรยี นรู้ การจัดการเรยี นรู้ ส่อื การสอน จานวน ช่ัวโมง โควดิ พิชิตได้ ขน้ั ที่ 1 สรา้ งความรู้ - คลปิ วีดิโอ เกีย่ วกับโควดิ จาก 4 อาชพี ของฉนั ความเข้าใจ You Tube 4 ขนั้ ท่ี 2 ใฝ่บรู ณาการ - เนอื้ เรื่อง โควดิ พิชติ ได้ งานชวี ิต - แบบฝึกทักษะการเขียนเร่ือง ขัน้ ที่ 3 ฝกึ คิด อ่าน ตามจินตนาการ เขียน ขั้นท่ี 4 แลกเปลี่ยน - คลปิ วีดิโอ กิจกรรมนกั เรียน ประสบการณ์ ชนั้ ป.3/1 ขน้ั ที่ 5 นาผลงานสู่ - เพลง เดก็ ดี การพัฒนาตนเอง - บทกลอน เด็กดี - คลปิ วีดโิ อ หน้าทีข่ องลูกท่ดี ี ขน้ั ที่ 1 สร้างความรู้ - แบบฝึกหัด ความเข้าใจ ขั้นที่ 2 ใฝบ่ ูรณาการ งานชีวิต ขนั้ ท่ี 3 ฝกึ คดิ อ่าน เขยี น ข้ันที่ 4 แลกเปลี่ยน ประสบการณ์ ขั้นท่ี 5 นาผลงานสู่ การพฒั นาตนเอง 3. สรา้ งแบบทดสอบวดั ความสามารถด้านการเขียนเรื่องตามจนิ ตนาการ สรา้ งเปน็ แบบอัตนัย ตรวจใหค้ ะแนนตามเกณฑ์การประเมนิ การเขียนเรอ่ื ง
ระยะเวลา/วิธีดาเนินการ วัน เดือน ปี กิจกรรม หมายเหตุ ๑ – 5 พ.ย.64 - ศกึ ษาสภาพปญั หาและวเิ คราะห์แนวทางการ แกป้ ัญหา 1 – 18 ธ.ค.64 - จัดทาเครอ่ื งมือ 4 – 8 ม.ค.65 - ทดสอบความสามารถดา้ นการเขยี นตามจนิ ตนาการ เร่อื งก่อนเรยี น ๑7 ม.ค.– ๓1 ม.ค.๖ - วัดความสามารถด้านการเขียนเรอ่ื งตามจินตนาการ 5 - ทดสอบหลังเรยี น 2 - 5 ก.พ. 65 - สรปุ และวเิ คราะห์ผลการวจิ ัย - จัดทารปู เล่ม 7 ประโยชนท์ ี่ได้รับ 7.1 ได้พฒั นาแผนการจดั การเรยี นรทู้ อ่ี ิงปรากฏการณ์ในรูปแบบบันไดบรู ณาการ 5 ขนั้ 7.2 ได้พฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นและความสามารถในการเขยี นเรื่องตามจินตนาการ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 สรปุ ผลการวิจัย จากผลการวิจยั ผลการเปรียบเทียบความสามารถดา้ นการเขยี นเรือ่ งตาม จินตนาการของนักเรยี น ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 3/1 โดยใช้บันไดบรู ณาการ 5 ขน้ั ทอี่ ิงปรากฏการณ์ พบวา่ ความสามารถด้านการเขยี นเรื่องตามจินตนาการหลงั การจัดการเรียนรู้ สูงกวา่ กอ่ นการจัดการ เรียนรู้ โดยคะแนนก่อนเรยี น ร้อยละ 46.06 คะแนนหลงั เรียน รอ้ ยละ 73.38 เป็นเพราะการ จัดการเรยี นรูด้ ้วยบันไดบรู ณาการ 5 ข้ัน ท่อี ิงปรากฏการณ์ มีการออกแบบวธิ กี ารเรียนเหมาะสมกับ การพฒั นาความสามารถดา้ นการเขียนเรื่องตามจนิ ตนาการ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติด เชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID) ทต่ี อ้ งจัดการเรียนรผู้ ่านระบบออนไลน์ เป็นการเขยี นเรอ่ื งที่องิ ปรากฏการณ์ทเ่ี กดิ ข้นึ ในชีวิตประจาวนั ของนกั เรยี น ซงึ่ นักเรียนสามารถนาองคค์ วามรู้จาก ปรากฏการณ์ทีเ่ กดิ ข้ึนมาเรียบเรยี งเป็นเรื่องราวได้ง่ายข้นึ และในขณะท่คี รใู ห้นักเรยี นเขียนเร่อื ง ครู เปิดโอกาสให้ผปู้ กครองเข้ามามสี ่วนรว่ มในการเรียน ส่งผลให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มที่และสามารถ พัฒนาความสามารถดา้ นการเขียนเรอื่ งตามจินตนาการได้ดีย่งิ ขนึ้ ขอ้ เสนอแนะ ๑. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใชบ้ นั ไดบรู ณาการ 5 ข้นั ทอี่ ิงปรากฏการณ์ อาจ ใชส้ าหรับกลุ่มนักเรียนเรยี นอ่อนมากๆ ก็ได้ เพราะจะได้ช่วยพัฒนาทักษะทางความคิดได้อีกดว้ ย 2. การให้กาลงั ใจ คายกย่อง ชมเชย ทาใหน้ กั เรียนมีกาลงั ใจมากขึ้นครูควรใชใ้ นทุก ๆ ขั้นตอนของการปฏบิ ัตงิ านและการสอน
ช่อื งานวจิ ัย การใช้ส่อื Blended Learning เพื่อพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าภาษาองั กฤษ ของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 3/2 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนบา้ นรสู ะมิแล ชื่อผู้วจิ ยั นางสาวธนฏิ ฐา ศักดแิ์ ก้ว หน่วยงาน โรงเรียนบา้ นรสู ะมิแล ปที ่ีวิจัย 2564 ความสำคญั และที่มาของปัญหา เนื่องในเหตุการณ์ปัจจุบัน ได้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ขึ้น จึงส่งผลต่อการจัดการ เรียนการสอนเป็นอย่างยิ่ง ครูผู้สอนจึงต้องคิดค้นและนำวิธีการสอนรูปแบบต่างๆ เข้ามาช่วยในการจัดการเรียน การสอน เพื่อใหน้ ักเรียนไดเ้ กิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับสถานการณ์ ในการเรียนภาษาอังกฤษน้ัน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ คำศัพท์ ถ้าหากนักเรียนรู้และจำคำศัพท์ได้ ก็จะสามารถต่อยอดไปยังเนื้อหาต่างๆ ในแต่ละ บทเรียนได้ ครูผู้สอนจึงได้คิดค้นสื่อ Blended Learning ขึ้น ซึ่งเป็นการผสมผสานรูปแบบการสอนอย่าง หลากหลาย ไม่ว่าจะเปน็ Thinglink, Wordwall, Youtube โดยภาพหลักเพยี งภาพเดียวสามารถสร้างใหเ้ ชื่อมโยง กับภาพอื่นๆ ไฟล์เสียง วิดีโอต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยสื่อ Blended Learning นั้น จะเน้นการเรียนการสอน คำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยแบ่งเปน็ หมวดหมู่ เพอื่ ให้นักเรยี นได้พัฒนาทักษะการอ่าน การสะกดคำศัพท์ และพัฒนา ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นในรายวชิ าภาษาอังกฤษ โดยมีการผสมผสานแบบฝึกหัดทีม่ ีความหลากหลายให้นักเรียนได้ ฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็นการจับคู่รูปภาพกับคำศัพท์ การเรียงตัวอักษร การค้นหาคำศัพท์ การวิ่งตัวการ์ตูนเพื่อหา คำตอบที่ถูกต้อง และการจับคู่คำศัพท์กับความหมาย การใช้สื่อ Blended Learning จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียน สนใจและสนุกกับการเรียนมากยิ่งขึ้น นักเรียนสามารถเข้าไปศึกษา ทบทวนความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และเกิด กระบวนการเรียนรดู้ ว้ ยตนเองได้ วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย 1. เพ่อื พฒั นาทักษะการอ่านและการสะกดคำศัพท์ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาชั้นปีท่ี 3/2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนบา้ นรสู ะมิแล ให้ผา่ นเกณฑร์ ้อยละ 70 2. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 3/2 ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรียนบ้านรสู ะมแิ ล ขอบเขตการวจิ ยั 1. กล่มุ เป้าหมายการวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3/2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรยี นบา้ นรสู ะมิแล จำนวน 24 คน 2. เน้อื หาทีใ่ ช้ในการวิจัย ได้แก่ Places, Foods, Hobbies 3. ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการวจิ ยั มกราคม 2565 – กมุ ภาพนั ธ์ 2565
ตวั แปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น คอื การสอนโดยใช้ส่ือ Blended Learning ตัวแปรตาม คอื ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นในรายวชิ าภาษาองั กฤษ วิธกี ารดำเนินการวิจยั 1. ศึกษา วิเคราะห์ความพร้อมในการเรียนของนักเรียน ว่ามีความพร้อมมากน้อยเพียงใด ทั้งทางด้าน สภาพแวดล้อม สภาพครอบครวั อนิ เทอร์เนต็ เครอื่ งมือสอ่ื สาร เปน็ ตน้ 2. วางแผนการจัดทำสื่อ ออกแบบสื่อการสอน และลงมือจัดทำสื่อ Blended Learning โดยสื่อต้องมี ความสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชี้วดั ของเน้ือหาสาระท่ีจะสอน และมคี วามเหมาะสมกบั สถานการณ์การ เรยี นของนักเรยี น 3. นำสอื่ Blended Learning ไปใช้กบั กลุม่ เปา้ หมาย 4. วิเคราะห์การใช้สื่อของนักเรียนว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด โดยนักเรียนสามารถแสดงความ คดิ เหน็ เก่ยี วกบั ส่อื ที่ครูผสู้ อนนำมาใช้ เพอ่ื จะไดน้ ำไปปรบั ปรุง แกไ้ ข และพฒั นาการจัดทำสือ่ การสอนในครั้งต่อไป ให้มีความสมบูรณ์ สนกุ สนาน และมปี ระสทิ ธิภาพมากยิ่งขน้ึ เคร่อื งมอื ในการวจิ ยั 1. แผนการจดั การเรยี นรู้ เร่อื ง Places, Foods, Hobbies 2. สอ่ื Blended Learning 3. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน การเกบ็ รวบรวมข้อมลู การเกบ็ รวบรวมข้อมลู มีขนั้ ตอนในการดำเนินการ ดงั น้ี 1. นักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรียน 2. ดำเนินการสอน โดยใช้สื่อ Blended Learning โดยใช้ระยะเวลา 2 เดือน สัปดาห์ละ 2 วัน วนั ละ 50 นาที 3. นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลังเรยี น 4. บนั ทึกผลคะแนนและนำไปวเิ คราะห์หาค่าทางสถติ ิ การวิเคราะห์ขอ้ มลู 1. หาค่าสถิติร้อยละ 2. เปรียบเทยี บกอ่ นและหลงั การใชส้ อื่ Blended Learning
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล จากการวิจัยพบวา่ นักเรยี นมีผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวชิ าภาษาองั กฤษสงู ขึ้น โดยการทดสอบก่อนเรียน และหลงั เรยี น มีคะแนนเฉลย่ี เท่ากบั 35.28 และ 51.6 ตามลำดับ สรปุ ผลการวิจยั 1. ผลการใช้สื่อ Blended Learning ในการจัดการเรียนการสอน พบว่า คะแนนการอ่านและการสะกด คำศัพท์หลังจากการใช้สื่อ Blended Learning ของนักเรียน มีนักเรียนที่ได้คะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 เป็นจำนวน 24 คน ซ่งึ สอดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การวิจัย 2. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้สื่อ Blended Learning เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาอังกฤษของชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านรูสะมิแล พบว่า นกั เรียนมผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลงั เรียนสงู กวา่ ก่อนเรียน อภิปรายผล 1. ผลการสอนโดยใช้สื่อ Blended Learning ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนบ้านรูสะมิแล พบว่า คะแนนเฉลี่ยร้อยละหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน +16.56 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของรุ่งฤดี บุญสอน (2562) ได้กล่าวถึงงานวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถใน การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้การเรียนรูปแบบผสมผสานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนการเคหะท่าทราย พบว่า ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพ่ือความเข้าใจ โดยใช้การเรียนรู้แบบ ผสมผสานของนักเรยี นหลงั เรียนสูงกว่ากอ่ นเรียนอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั .05 2. จากการใช้สื่อ Blended Learning ทำให้มีผลต่อการอ่านและการสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษของ นักเรียน อันเนื่องมาจากนักเรียนบางคนไม่สามารถเข้าเรียนออนไลน์ได้ สื่อ Blended Learning นั้น ช่วยให้ นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลาหรือเวลาที่นักเรียนสะดวก มีอินเทอร์เน็ต ผู้ปกครองเลิกงาน เป็นต้น นอกจากนั้นนักเรียนแต่ละคนต้องการเวลาฝึกและเวลาในการพัฒนาต่างกัน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนใช้ เวลาในการทบทวนและฝึกซ้ำไปซำ้ มาไดจ้ นกว่าจะจำคำศัพทต์ า่ งๆ ขอ้ เสนอแนะ 1. ครูสามารถนำสื่อ Blended Learning ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประกอบหมวดหมู่ คำศัพทอ์ ื่นๆ และในชัน้ อ่ืนๆ ได้ 2. ครสู ามารถนำสือ่ Blended Learning ไปประยกุ ต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในรายวชิ าอ่ืนๆ ได้
แบบบันทกึ คะแนนการเรยี นการสอนโดยใช้สื่อ Blended Learning หมวดหม่คู ำศัพท์ เร่อื ง Places, Foods and Hobbies ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3/2 ปีการศกึ ษา 2564 ท่ี ชือ่ - สกลุ ผลคะแนนการทดสอบ ผลต่าง กอ่ นเรยี น (10) หลงั เรยี น (10) +2 1 เด็กชายมูฮำหมัดฮัมดี อาแวบือซา 8 10 +4 +2 2 เด็กชายฮาฟิส หะยีมะสาและ 59 +3 +2 3 เด็กหญิงซูนตี า เจะโวะ 79 +3 +3 4 เด็กหญิงสากนี ะห์ อาแว 47 +3 +3 5 เดก็ หญงิ อัลฟาตฮี ะห์ ลาเตะ 8 10 +5 +5 6 เดก็ ชายอริ ฟาน สะนิ 7 10 +3 +2 7 เดก็ ชายฟรุ กอน สะนิ 47 +3 +2 8 เดก็ ชายฟติ รี แม 7 10 +4 +3 9 เดก็ ชายซบุ ฮาน สะแม 7 10 +3 +3 10 เดก็ ชายนรู อาบดี นี บือราเฮง 5 10 +3 +2 11 เด็กชายอฟั ฟานต์ กโู น 5 10 +2 +1 12 เด็กหญงิ ดาเนยี ์ มามะ 7 10 +3 69 13 เด็กหญงิ นสิ รีน ยโู ซะ 68 16.56 14 เด็กหญงิ นรู อาดนี เจะมะ 7 10 15 เดก็ หญิงนูรฮู ดู า เจะเตะ 8 10 16 เดก็ ชายสไุ ลมาน สาแลแม 6 10 17 เดก็ ชายฮานาฟี สามะ 58 18 เด็กหญงิ สวุ ัยบะห์ มะสาและ 79 19 เด็กหญิงนัสรีย์ บอื ซา 69 20 เด็กชายรุสลนั เจะมะ 47 21 เด็กชายอัฟฟาน สาและ 57 22 เด็กหญิงพาขวัญ ศรีสุข 79 23 เด็กหญิงนิฟาตีมะห์ แวเดง็ 89 24 เด็กชายกูดิง กูโนะ๊ 47 รวม 147 215 ร้อยละ 35.28 51.6
แบบบันทกึ การประเมินผลมาตรฐาน/ตวั ชีว้ ัดกลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาองั กฤษ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 3/2 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรยี นบ้านรสู ะมิแล มาตรฐาน ต 1.1 เขา้ ใจและตคี วามเรอื่ งท่ีฟงั และอา่ นจากส่อื ประเภทตา่ งๆ และแสดงความคดิ เห็นอยา่ งมเี หตผุ ล ตวั ช้วี ดั ที่ ป.3/2 อ่านออกเสียงคำ สะกดคำ อ่านกลมุ่ คำ ประโยค และบทพูดเข้าจังหวะ (chant) งา่ ยๆ ถกู ตอ้ งตามหลกั การอา่ น ท่ี ช่ือ - สกลุ รายการประเมนิ รวมคะแนน สรปุ ผล Places (5) Food (5) Hobbies (5) เฉลย่ี (10) ผา่ น ไมผ่ า่ น 1 เดก็ ชายมฮู ำหมัดฮัมดี อาแวบอื ซา 4 4 4 8/ 2 เดก็ ชายฮาฟสิ หะยมี ะสาและ 3 4 3 7/ 3 เด็กหญงิ ซูนีตา เจะโวะ 4 5 5 9/ 4 เดก็ หญงิ สากีนะห์ อาแว 3 4 4 7 / 5 เด็กหญิงอัลฟาตีฮะห์ ลาเตะ 4 5 5 9/ 6 เด็กชายอริ ฟาน สะนิ 3 4 4 7/ 7 เด็กชายฟุรกอน สะนิ 3 3 4 7/ 8 เด็กชายฟิตรี แม 4 5 4 9/ 9 เด็กชายซุบฮาน สะแม 4 5 5 9/ 10 เดก็ ชายนูรอาบดี ีน บือราเฮง 3 4 3 7/ 11 เด็กชายอัฟฟานต์ กโู น 3 4 3 7/ 12 เด็กหญิงดาเนีย์ มามะ 3 4 4 7/ 13 เดก็ หญิงนสิ รีน ยูโซะ 4 4 4 8/ 14 เด็กหญิงนูรอาดนี เจะมะ 4 4 4 8 / 15 เดก็ หญงิ นรู ูฮูดา เจะเตะ 4 5 5 9 / 16 เดก็ ชายสไุ ลมาน สาแลแม 3 4 3 7 / 17 เด็กชายฮานาฟี สามะ 3 4 3 7/ 18 เดก็ หญงิ สุวัยบะห์ มะสาและ 4 5 5 9/ 19 เดก็ หญิงนัสรีย์ บือซา 4 4 4 8/ 20 เด็กชายรุสลนั เจะมะ 3 4 3 7/ 21 เดก็ ชายอัฟฟาน สาและ 4 4 4 8 / 22 เด็กหญิงพาขวญั ศรีสขุ 4 5 5 9/ 23 เดก็ หญงิ นฟิ าตมี ะห์ แวเด็ง 4 5 5 9 / 24 เด็กชายกดู งิ กูโนะ๊ 4 4 3 7/ สรุปผล 24 0
ชอื่ เรอื่ ง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใชแ้ บบฝึกทักษะการอ่านอลั หะดษี (ภาษาอาหรบั ) ก่อนเรียนและหลงั เรียนของนักเรยี น ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 3/1,3/2 โรงเรยี นบา้ นรูสะมแิ ล ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564 เรื่อง มารยาทที่ดี ผวู้ จิ ยั นายมะนัสรี ฮามะ หน่วยงาน โรงเรยี นบา้ นรูสะมิแล สานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศกึ ษาปัตตานี เขต 1 ปีทว่ี จิ ยั 2564 ความสาคญั /หลักการ/แนวคดิ พระราชบญั ญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพ่ิมเติมฉบบั ท่ี 3 พ.ศ.2553 (กระทรวงศึกษาธกิ าร : 2554) เปน็ ผลที่เกดิ จากการปฏิรูปการศึกษาของชาตโิ ดยเฉพาะการปฏริ ูป การเรยี นร้ทู ่เี น้นผูเ้ รียนเป็นสาคัญ ท่ีจะทาให้นักเรียนไดเ้ รยี นรอู้ ยา่ งมีความสขุ มสี ่วนรว่ มในกระบวนการ เรยี นรู้ทุกขนั้ ตอน เกดิ การพัฒนาสมอง ให้มีการคิดวิเคราะห์ เละไดแ้ สดงออกอย่างสร้างสรรค์ ซง่ึ เป็น การพฒั นาสติปญั ญาของผู้เรียนอยา่ งเต็มศกั ยภาพ ภาษาเปน็ เครอ่ื งมือสอื่ ความคิดและความเข้าใจท่มี นษุ ยต์ ิดตอ่ ส่อื สารกนั และกัน ชนชาติหนึ่งๆ อาจมีภาษาเดยี วหรือหลายภาษาได้ แตล่ ะคนแต่ละชาตติ า่ งกใ็ ช้ภาษาในการส่อื ความหมาย ภาษาพดู และภาษาเขียนเปน็ การถ่ายทอดความคิด ความรสู้ กึ และความเขา้ ใจเพ่ือสอื่ ความหมายให้ผ้อู น่ื เขา้ ใจ ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนอกจากจะต้องคานงึ ถงึ ความถูกต้องในการถ่ายทอดความคิด การสือ่ สาร และยงั ตระหนักถึงหลกั สูตรท่ตี ้องการใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถอ่านภาษาอาหรับอลั หะดีษได้ ซ่งึ เป็นภาษาที่ใชส้ าหรบั การใช้ในชวี ติ ประจาวัน การทาอบิ าดะห์ และยังเป็นการพฒั นาการเรียนรู้ การตดิ ต่อสอ่ื สาร การแสวงหาความรใู้ นวิชาต่างๆลกึ ซ้ึงได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ การอา่ นภาษาอาหรับ อัลหะดีษ มีความสาคญั ทตี่ ้องเสริมสรา้ งและพัฒนาผลสัมฤทธิใ์ นการ เรียนทางดา้ นทักษะการอ่าน การออกเสียง และการเขียนให้เกิดประสทิ ธิภาพ เพราะการอา่ นภาษา อาหรบั อัลหะดีษ เป็นจุดเร่มิ ต้นของการแก้ปัญหาของนักเรียนในระดับชั้นอิบตีดาอียะฮ นักเรยี น ไมส่ ามารถอ่านภาษาอาหรับได้ คอ่ นข้างอ่านไดบ้ า้ งไม่ได้บ้าง ออกเสียงไมค่ ่อยถูก และเขียนไม่ค่อยได้ ซึง่ เปน็ ปัญหาที่จะต้องแก้ไข เพ่ือให้นักเรยี นสามารถอ่านได้ เขยี นได้ และออกเสียงถูกต้อง เพราะภาษา อาหรับเป็นภาษาท่ีต้องใชใ้ นการดาเนนิ ชวี ติ ประจาวนั ในแต่ละวนั เชน่ การละหมาด 5 เวลา อ่าน อลั -กุรอ่าน อา่ นดุอา อ่านอัลหะดีษ และ อนื่ ๆ ซึง่ ถ้านักเรียนอา่ นภาษาอาหรับไม่ได้ สะกดไม่ถูก นกั ศึกษาจะอ่านซูเราะฮฺในการละหมาดไม่ถูก ซง่ึ เปน็ ทีน่ า่ เสียใจท่นี กั เรียน อา่ นผิด อ่านถูก เหน็ ได้ว่า ในยุคปัจจบุ ันนกั เรียนไม่ได้ถูกปลกู ฝงั ในการเรยี นรู้เรื่องอลั หะดีษได้อย่างเป็นรูปธรรมมากนกั ซง่ึ ตา่ งกบั ในอดตี ในปจั จบุ ันสังคมอิสลามได้มีนักวชิ าการด้านอลั หะดีษอยา่ งมากมาย แต่ขาดการปลูกฝงั ทักษะ ในการสอนให้กับนักเรียนอยา่ งถูกต้อง บวกกับนกั เรยี นบางส่วนไม่มพี ืน้ ฐานในการเรยี นอัลหะดีษเลย เพราะไม่ได้เรยี นหลกั สตู รฟรั ดูอีน (ตาดีกา) จงึ สง่ ผลใหน้ ักเรียนมกี ารพฒั นาตนเองได้อย่างไม่เต็มที่ อนั จะนามาซึง่ ความนา่ เบ่ือในการเรียน และการอ่านเพื่อทบทวนบทเรียน อลั หะดีษนัน้ มีความสาคญั อยา่ งมากเพราะเปน็ คาสอนของทา่ นนบีมฮุ ัมหมัด ซ.ล. (ศาสดาในศาสนาอิสลาม) และในอลั หะดีษยังมี การขยายความในรัฐธรรมนญู (อัล-กรุ อาน) เพ่ือนาไปสูก่ ารปฏบิ ตั ทิ ี่ถกู ต้องตามแนวทางอิสลาม ท่ีเหน็ ไดช้ ดั คือ ท่านศาสดาได้ใหแ้ นวทางท่ถี ูกตอ้ งในคาพูดของท่านอยา่ งแรกนัน่ ก็คือ “การศรัทธา” เทา่ กบั ว่าใครทีจ่ ะมาอยู่ในศาสนาของอลั ลอฮอฺ ย่างแรกที่จะต้องมีให้พระองค์คอื “การศรัทธา”
เพราะ “การศรัทธา” จะนามาซึ่งความยาเกรงต่ออลั ลอฮฺ และเมือ่ มนุษย์มีความยาเกรงต่ออัลลอฮฺแล้ว กจ็ ะส่งผลให้มนุษยป์ ฏบิ ตั ิตนในแนวทางทถ่ี ูกต้อง อันปราศจากส่งิ ทีไ่ ม่ดีทั้งปวง การพัฒนาการอ่าน อัลหะดีษในการวจิ ัยครงั้ น้ี จะมีบทบาทโดยเปน็ ตัวแปรทส่ี าคญั ท่จี ะทาให้นักเรียนกา้ วไปส่คู วามสาเร็จ กล่าวคอื เขาสามารถมีหลกั ยึดเหน่ียวจิตใจของเขาน่ันเอง(บศุ รา วงศส์ มาน.2555 ) จากการทีผ่ ู้ทาวจิ ัยไดใ้ ช้ประสบการณใ์ นการสอนมาไดว้ า่ ปัญหาท่สี าคัญ คือ 1) ผ้เู รียนขาดทักษะในการอ่านอัล-หะดิษ ยงั ไมค่ ลอ่ ง 2) ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นในรายวชิ าอัลหะดีษ ยงั ไมส่ ูงตามที่ตอ้ งการ ด้วยสาเหตุนี้ ผู้วจิ ยั จงึ มีความสนใจทจี่ ะศึกษาหรือทาวจิ ัยในเรอ่ื งดังกล่าว เพอ่ื เปน็ แนวทางใน การพฒั นาทักษะการอา่ นอลั -หะดษี (ภาษาอาหรบั ) ในรายวิชาอัล-หะดีษ (วจนศาสดา) ของนักเรียน ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 3/1,3/2 โรงเรยี นบ้านรูสะมแิ ล อาเภอเมอื ง จงั หวัดปัตตานี เพื่อพัฒนาให้ นกั เรยี นสามารถอ่านได้ เขียนได้ ออกเสียงถูกต้องและชัดเจน ซึ่งเป็นสิง่ สาคัญในการทีจ่ ะยกระดบั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของนักเรียนในรายวิชาดงั กลา่ วใหส้ ูงขึน้ และนักเรียนมคี ุณภาพมากข้นึ โดยเฉพาะทกั ษะการอ่านซง่ึ เปน็ ทกั ษะที่มีความสาคัญในชีวิตประจาวนั ท่นี กั เรยี นต้องใช้ในการดารงชีวติ ในอิสลาม วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านอัล-หะดีษ (ภาษาอาหรับ) ในรายวิชาอัล-หะดีษ (วจนศาสดา) ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 3/1,3/2 โรงเรียนบ้านรูสะมิแล อาเภอเมือง จังหวดั ปัตตานี 2. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในรายวิชาอัลหะดีษของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีท่ี 3/1,3/2 โรงเรยี นบ้านรูสะมแิ ล อาเภอเมือง จงั หวัดปัตตานี ประชากร/กลุ่มตัวอยา่ ง ประชากรกล่มุ เปา้ หมายเปน็ นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3/1,3/2 จานวน 20 คน ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านรูสะมิแล อาเภอเมอื ง จังหวดั ปัตตานี ตวั แปร 1. ตัวแปรอิสระ ไดแ้ ก่ เทคนิคการสอนโดยวธิ กี ารบรรยาย แต่เน้นให้ให้ผเู้ รียน ฝึกทักษะการอ่าน 2. ตวั แปรตาม ได้แก่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรียนสูงข้นึ เครือ่ งมือทใี่ ช้ เครือ่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย ประกอบดว้ ย 1. หนังสือเรียนรายวชิ า อัล-หะดีษ 2. แบบทดสอบการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียง อัล-หะดีษ (ภาษาอาหรับ) ทั้งก่อนเรียน- หลงั เรียน เร่อื ง ลกู ทด่ี ี 3. ตารางพฒั นาการในการอ่านตง้ั แตร่ ะดบั 1-5 4. ตารางพจิ ารณาคะแนนการทดสอบการอ่านทัง้ กอ่ นเรียนและหลังเรยี น 5. รายงานสรปุ การพัฒนาทกั ษะการอ่านออกเสยี ง อลั -หะดษี (ภาษาอาหรับ) ของนกั เรยี น
ระยะเวลาดาเนินการ 1 ภาคเรียนการศกึ ษา (ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564) วธิ ีการดาเนนิ การ การวิจยั คร้งั น้เี ป็นการวิจยั ซงึ่ ใช้แบบทดสอบกอ่ นเรยี น-หลังเรียนเพ่ือศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการ อ่านอัล-หะดีษ (ภาษาอาหรับ) ในรายวิชาอัล-หะดีษ (วจนศาสดา) ของนักเรียนช้ันประถมศึกษา ปีที่ 3/1,3/2 โรงเรียนบ้านรูสะมิแล อาเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โดยมีวัตถุประสงค์และวิธีการ ดาเนินการวจิ ยั ของระเบยี บวธิ ีวจิ ัยดงั น้ี 1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง 2. เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจัย 3. ขั้นตอนการสรา้ งและตรวจสอบคณุ ภาพเคร่อื งมอื 4. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 5. การวิเคราะห์ขอ้ มลู และสถิติทีใ่ ช้ สรปุ ผลการวจิ ยั ผลการวิจัยเรื่องการพัฒนาการทักษะการอ่านอัล-หะดีษ (ภาษาอาหรับ) ในรายวิชาอัล-หะดีษ (วจนศาสดา) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3/1,3/2 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียน บา้ นรสู ะมิแล อาเภอเมอื ง จังหวัดปตั ตานี จะไดน้ ามาอภปิ รายตามวตั ถปุ ระสงคแ์ ละสมมติฐานดังน้ี 1. วตั ถปุ ระสงค์ขอ้ ที่ 1 เพอ่ื พฒั นาทักษะการอ่านอัล-หะดีษ (ภาษาอาหรับ) ในรายวิชาอัล-หะ ดษี ของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3/1,3/2 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรียนบ้านรูสะมิ แล อาเภอเมอื ง จังหวดั ปัตตานี โดยใช้ตารางการพัฒนาเพอ่ื หาค่าเฉลย่ี และร้อยละ - กอ่ นการฝึก ผลการวิจยั พบวา่ นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1,3/2 สว่ นใหญ่มีทกั ษะ การอา่ นอัล-หะดีษ (ภาษาอาหรับ) อย่ทู ี่ระดับ 3 และ 4 ซึง่ ระดับ 3 หมายถึง มีความสามารถในการ อ่านในระดับดี แต่มีการอา่ นตะกุกตะกัก หยุดชะงักพอสมควร และ ระดบั 4 หมายถงึ มีความสามารถ ในการอ่านเปน็ ทีย่ อมรับ แต่การออกเสยี งยงั บกพร่องเลก็ น้อย โดยมีค่าเฉลย่ี อยู่ที่ 55 - หลงั การฝึก ผลการวจิ ยั พบว่าผลการวจิ ัยพบวา่ นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 3/1,3/2 ส่วนใหญม่ ีทักษะการอ่านอลั -หะดีษ (ภาษาอาหรบั ) อย่ทู ร่ี ะดับ 4 และ 5 ซึ่งระดบั 4 หมายถึง มคี วามสามารถในการอ่านเป็นที่ยอมรบั แต่การออกเสยี งยังบกพร่องเลก็ น้อย และ ระดับ 5 หมายถึง มีความสามารถในการอา่ นดีเลศิ มกี ารออกสยี งได้ถกู ต้องตามหลักไวยากรณ์ภาษาอาหรับไดอ้ ยา่ ง ถูกต้อง โดยมีคา่ เฉล่ียอยู่ที่ 121 เพ่มิ ขึ้นถงึ 66 หลงั จากท่ผี สู้ อนสอนโดยวธิ กี ารบรรยายแตเ่ น้นให้ผู้เรยี นฝกึ ทักษะการอ่านบทอัล-หะดีษ (ภาษาอาหรบั ) ตดิ ต่อกนั ทุกสัปดาห์เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ผลปรากฏวา่ นกั เรยี นมีพฒั นาการในการ อ่านอลั -หะดษี (ภาษาอาหรับ) ดีขึน้ ทกุ คน หลายคนมีพฒั นาการสงู มาก คือ 4 และ 5 ทั้งนรี้ ะดบั คา่ เฉลยี่ การพัฒนาหลงั การฝึกก็เพมิ่ ขนึ้ จากก่อนการฝึกอยู่ท่ี 55 หลงั การฝกึ อยูท่ ่ี 121 เพ่ิมขนึ้ ถงึ 66 2. วตั ถปุ ระสงค์ขอ้ ท่ี 2 เพื่อพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนในรายวิชาอลั หะดีษ ของนักเรียน ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 หลังจากทไ่ี ด้ทาการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนในรายวชิ าอลั หะดีษสงู ข้ึน
ข้อเสนอแนะการนาไปใช้ จากผลการวิจยั คร้ังน้ี ผู้วจิ ัยมีข้อเสนอแนะทส่ี าคญั ดังตอ่ ไปน้ี 1. การจัดการเรยี นการสอนอัลหะดีษ (ภาษาอาหรับ) ทใ่ี ช้การวจิ ยั เป็นสว่ นหน่งึ ของ กระบวนการเรียนรโู้ ดยใช้เทคนิคการสอนแบบบรรยายแต่เนน้ ใหผ้ เู้ รียนได้ฝึกทักษะการอ่านประสบ ผลสาเรจ็ ได้ เพราะผูว้ จิ ัยได้ดาเนนิ การอยา่ งเปน็ ลาดับข้ันตอนจนผู้เรยี นได้เกดิ ทักษะการอ่านอยา่ ง ถูกต้อง มีความกระตือรือรน้ มคี วามอุตสาหะในการเรยี น จนผลท่อี อกมาเป็นไปในทางทด่ี ี ซงึ่ สอดคลอ้ ง กับงานวจิ ัยของ นางสาวบศุ รา วงษส์ มาน (2555 : 1) กล่าวว่า การทนี่ ักเรยี นได้รับการฝึกทักษะ นักเรยี นมีการเปลยี่ นแปลงอยู่ในระดบั ท่ีดี จากเดิมนักเรียนอ่านไม่ได้ พอหลงั จากทาวจิ ยั นกั เรยี น สามารถอ่านได้อย่างเหน็ ได้ชัด และสอดคลอ้ งกบั งานวจิ ัยของ กานดา พนู ลาภทวี (2546:137, อ้างองิ ใน นพวรรณ บัวจูม.2558) กลา่ วว่า การสรา้ งความตระหนกั ให้ครูทุกคนเห็นว่า การวิจัยในช้นั เรียน เปน็ การวิจยั ที่มงุ่ นาผลการวิจัยมาแกป้ ญั หาการเรียนการสอนท่ีเกิดข้นึ ในชนั้ เรียน หรอื มุ่งนาผลการวจิ ยั มาพฒั นาการเรียนการสอน ไม่ใชเ่ ปน็ การเพิม่ ภาระงานให้กับครผู สู้ อน แต่เปน็ สิ่งทีครูทาอยู่แล้ว เพราะผลที่ได้จากการวจิ ัยนั้นสามารถนามาใชใ้ นการพฒั นาการเรียนการสอนหรอื เปลย่ี นแปลง พฤติกรรมที่ไม่พงึ ประสงค์ของนักเรียนได้ดีอีกดว้ ย 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรแู้ ก่เดก็ โดยใช้กระบวนการวจิ ัย ทาใหเ้ ด็กเกดิ การเรยี นรู้อย่าง บูรณาการจากกจิ กรรมอนั หลากหลาย เด็กสนกุ สนานและได้เรยี นรู้โดยไม่รตู้ ัว ทาให้เกิดทศั นคติทด่ี ี ต่อการเรียนรู้ นกั เรียนได้รับการพฒั นาศักยภาพดา้ นการคิด การเขียน การอ่าน การวาดภาพ ตลอดจน สร้างเสรมิ ประสบการณ์ชีวติ กล้าแสดงออก ได้พฒั นาทักษะกระบวนการกลุ่ม ซ่งึ นกั เรียนหลายคนมีการ พัฒนาการในทุกๆ ดา้ นดีขึ้นอย่างชดั เจน 3. ครูผู้สอนต้องมีเทคนิคหรือกระบวนการในการจัดการเรียนการสอนท่ีสามารถดึงดูดผู้เรียน เพ่ือไม่ให้ผู้เรียนมีเจตคตทิ ่ไี ม่ดีต่อรายวชิ านัน้ ๆ 4. ครผู ู้สอนควรมกี ารอบรมทกั ษะการฟงั การอา่ น การพูด การเขียน และอบรมประสบการณ์ วิชาชีพครูเสริมเพิ่มเติม และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพ่ือท่ีสามารถนาความรู้ใหม่หรือ กระบวนการใหม่ๆ มาปรบั ใชใ้ นการจดั การเรียนการสอนได้
ช่อื เรื่อง การพฒั นาทักษะการเขยี นเรอื่ งตามจินตนาการด้วยแบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนอิสระ 4 ข้ัน เพือ่ แก้ปญั หาดา้ นการเขียนของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนบา้ นรูสะมแิ ล ผู้วจิ ยั นายธรี เชษฐ์ เพชรโชติ หน่วยงาน โรงเรยี นบา้ นรูสะมิแล สำนักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1 ปที ี่วจิ ัย 2564 ความเปน็ มา/แนวคิด เน่ืองจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบ้านรูสะมิแล ขาดพื้นฐานด้านการเขียนภาษาไทย โดยเฉพาะการเขียนเร่ืองตามจินตนาการ ด้วยนักเรียนส่วนใหญ่ท่ีเลอ่ื นชั้นจากช่วงช้ันท่ี 1 แต่งประโยค และเขียนเล่า เร่ืองไม่ได้ ทำให้การเรียนรู้ในวิชาอ่ืน ๆ เกิดปัญหาและเรียนรู้ได้ช้า ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดที่หลักสูตรกำหนด ซึ่งใน หลักสูตรแกนกลางกลุ่มสาระภาษาไทยช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรต้องรู้ในด้านการเขียน ระบุให้นักเรียน เรียนรู้การเขียนเร่ืองตามจินตนาการ เพ่ือฝึกฝนการถ่ายทอดเรื่องราว ส่ือสารออกมาเป็นงานเขียนตามศักยภาพของ ผู้เรียน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1 ท่ีกำหนดเป้าหมายให้ นักเรียนในระดับช่วงช้ันท่ี 2 มีทักษะการอ่านคล่อง เขียนคล่อง มีสมรรถนะ เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายดังกล่าว ครูผู้สอนจึงได้ใช้วิธีการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องตามจินตนาการ โดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนอิสระ 4 ขั้น ประกอบดว้ ย ขนั้ ท่ี 1 เขยี นอิสระไม่กำหนดหัวเรื่อง ข้นั ท่ี 2 เขียนอสิ ระกำหนดหัวเรื่องดว้ ยตนเอง ข้นั ที่ 3 เขียนอสิ ระตามคำศพั ท์ที่กำหนดไว้ (คำศพั ท์เก่ยี วกับฐานเศรษฐกจิ พอเพียงของโรงเรียน) และข้ันท่ี 4 เขียนอิสระจากภาพทีก่ ำหนด (ภาพเก่ยี วกบั ฐานเศรษฐกจิ พอเพยี งของโรงเรยี น) วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพ่ือแก้ปัญหาด้านการเขียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 และเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในวิชาภาษาไทยให้ สูงขึ้น ขอบเขตการวจิ ยั 1. ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านรูสะมิแล จำนวน 36 คน 2. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เร่ือง การเขียนเรือ่ งตามจินตนาการด้วยแบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนอิสระ 4 ขั้น 3. ระยะเวลาท่ีใช้ในการวจิ ยั ธันวาคม 2564 - มกราคม 2565 ตัวแปรท่ศี ึกษา ตวั แปรตน้ คอื วธิ ีการสอนโดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนอสิ ระ 4 ขั้น ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เรอื่ ง การเขียนเร่อื งตามจนิ ตนาการ 1
วิธีการดำเนนิ การวจิ ัย 1. ศึกษาหลักสตู รการศึกษาขั้นพ้ืนฐานแกนกลาง และหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 4 เพื่อออกแบบหนว่ ยตามตวั ชีว้ ดั 2. ศึกษาการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนเร่ืองตามจินตนาการ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที ่ี 4 3. ใช้กระบวนการ PLC เข้ามาช่วยในการแก้ไขปัญหา พัฒนาแบบฝกึ ให้มีประสทิ ธิภาพ 4. ออกแบบแบบฝกึ พัฒนาทักษะการเขียนอิสระ 4 ข้ัน โดยประยุกต์ใช้องค์ความรู้เรื่องฐานเศรษฐกิจพอเพยี ง ในโรงเรยี นบ้านรสู ะมแิ ล 5. จัดทำแบบฝกึ พัฒนาทักษะการเขียนอิสระ 4 ข้นั ตามทไ่ี ด้ออกแบบไว้ 6. นำแบบฝกึ ไปทดลองใชแ้ ละนำผลที่ไดม้ าปรบั ปรงุ ใหม้ คี วามนา่ สนใจ เข้าใจง่าย 7. นำผลสะท้อนในการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนอิสระ 4 ข้ันมาบันทึกข้อมูลคะแนนในระบบ สารสนเทศผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อประเมินการเรียนรู้ นำข้อมูลที่ได้พัฒนาผลการเรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุตาม วัตถปุ ระสงค์ท่ตี ั้งไว้ เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั 1. ชดุ แบบฝกึ ทักษะการเขียนเรื่องจากประสบการณ์ 4 ข้ันปฏบิ ัติ 2. การเสรมิ แรงระหวา่ งปฏิบตั ิกจิ กรรมคำยกย่องชมเชยการให้คะแนน 3. สถิตทิ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ได้แก่ คา่ ร้อยละ ค่าเฉลยี่ การรวบรวมข้อมลู การเก็บรวบรวมขอ้ มูลมีข้นั ตอนในการดำเนินการดงั น้ี 1. ทดสอบก่อนเรยี น 2. ดำเนินการสอนออนไลน์และใช้ชุดแบบฝึกทักษะการเขียนเรื่องจากประสบการณ์ 4 ขั้นปฏิบัติ เพื่อ ทบทวน ตรวจสอบ และประเมนิ ความร้ขู องนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียน บ้านรสู ะมแิ ล 3. ทดสอบหลงั เรยี น การวิเคราะห์ข้อมูล หาค่าสถติ ริ ้อยละ ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล จากการวจิ ัยพบวา่ นกั เรียนมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนหน่วยการเรยี นรเู้ รื่อง การเขียนเร่ืองตามจินตนาการ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาให้สูงขึ้น โดยการทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น มคี ะแนนเฉล่ียเท่ากับ 54.69 และ 73.13 ตามลำดับ 2
สรปุ ผลการวจิ ัย การจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนโดยใช้ชุดแบบฝกึ ทกั ษะการเขียนเร่อื งจากประสบการณ์ 4 ขั้นปฏบิ ตั ิ เพือ่ พัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวชิ าภาษาไทย หน่วยการเรยี นรู้เรอ่ื ง การเขียนเร่ืองตามจินตนาการ ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรยี นบา้ นรูสะมิแล พบวา่ นักเรยี นมผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า กอ่ นเรยี น อภิปรายผล ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 จากการฝึกทักษะการเขียนเร่ืองจาก ประสบการณ์ 4 ขั้นปฏิบัติ โดยเทียบทักษะก่อนเรียนและหลังเรียน จากผลคะแนนพบว่าก่อนเรียนคะแนนเฉลี่ย ของนักเรียนทั้งหมดอยู่ทร่ี อ้ ยละ 54.69 ส่วนหลงั เรียนคะแนนเพิ่มขนึ้ เปน็ ร้อยละ 73.13 หลังจากผ่านการฝกึ ทักษะ การเขยี นเรื่องจากประสบการณ์ 4 ข้ันปฏิบัติ นักเรยี นมที ักษะการเขยี นท่ีดขี นึ้ ทัง้ หมด เทียบจากคะแนนทักษะหลัง เรียนมคี ะแนนเฉลย่ี เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนร้อยละ 17.56 นั กเรียน ท่ี ไม่ มี ผล ค ะแน น ก ารท ด สอ บ ก่อ น แ ละห ลังเรียน โดย ใช้ ชุด แ บ บ ฝึ ก ทั ก ษ ะก าร เขีย น เร่ือ งจาก ประสบการณ์ 4 ข้ันปฏิบัติ เน่ืองจากนักเรียนมีปัญหาในเรื่องอุปกรณ์การสื่อสารท่ีใช้ในการเรียน ซ่ึงมาจากหลาย สาเหตุ เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ครอบครัวมีปัญหาเป็นแม่เล้ียงเด่ียว ความรับผิดชอบของนักเรียน ครผู ูส้ อนได้ทำการตดิ ตามในไลน์ห้องเพ่ือให้ทราบถึงปญั หาทแ่ี ทจ้ รงิ และทำการแก้ไขในรปู แบบอนื่ ขอ้ เสนอแนะ 1. การสรา้ งแบบฝกึ ทกั ษะพฒั นาการเขยี น 4 ข้ันปฏบิ ัติ อาจใชร้ ปู แบบอ่ืนก็ไดต้ ามแตผ่ ู้วิจยั จะจัดทำ 2. การให้กำลงั ใจ สรา้ งเงือ่ นไข ข้อตกลงท่ีชดั เจน ทำให้นกั เรียนสนกุ กับการเรียนวชิ าภาษาไทยมากยิง่ ข้นึ 3
ตารางสรุปคะแนน การพฒั นาทักษะการเขียนเรื่องจากประสบการณ์ 4 ข้ันปฏิบตั ิ หรบั นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 เลขท่ี ชอ่ื - สกุล แบบฝกึ ทักษะ รวมคะแนน ก่อนเรยี น หลังเรยี น 1. เดก็ ชายรุสลนั แวหามะ (20 คะแนน) 2. เด็กหญิงอามีเนาะห์ แวมะมิง (10 คะแนน) (10 คะแนน) 3. เด็กชายมูฮำหมัดซอฟี อะแหว 13 4. เด็กชายมูฮำหมัดรุดวัน สาและ 67 15 5. เด็กหญงิ นาซูฮา ยสู นั 78 - 6. เด็กหญงิ ฟาตีเมาะ วาเซ็ง -- 12 7. เดก็ ชายอาบาส รอดปมิ่ 57 14 8. เดก็ ชายมฮู ัมมัดยุสรี มะสาแม 68 11 9. เด็กชายมูฮัมหมัด สะนิ 56 - 10. เด็กชายมูฮำมัดฮากีมี สหุ ลง -- 10 11. เดก็ ชายไซฟูดนี เจะ๊ มามะ 46 12 12. เด็กชายมูฮำหมดั เตาเฟรียส มาลอ 57 14 13. เด็กชายอลิ ฮัม กาเดร์ 68 10 14. เด็กชายมฮู ัมหมัดฮาฟสิ สาเมาะ 46 10 15. เดก็ ชายมูฮัมหมดั ฮาดีฟ เปาะแว 46 9 16. เดก็ ชายซูฮยั ดี อเุ ซง็ 45 10 17. เดก็ หญิงนรู ไอนี อเุ ซง็ 46 - 18. เด็กหญงิ อัฟนาน ลาเตะ -- 14 19. เด็กหญิงฟาตีฮะห์ ปเู ตะ 68 14 20. เดก็ หญิงนิอสั มะ สาแม 68 13 21 เด็กหญิงนาตาซา ลอื บาน๊ะ 67 14 22 เดก็ หญงิ กสั วานี ซอมิง 68 15 23 เดก็ หญิงนูรีฮนั เจะแม 78 16 24 เด็กหญิงสุพัตรา สหู า 79 15 25 เดก็ ชายอลี ยสั ดอเลาะ 78 14 68 14 68 - -- 4
เลขที่ ชอ่ื - สกุล แบบฝกึ ทักษะ รวมคะแนน กอ่ นเรยี น หลังเรยี น 26 เด็กหญิงเจ๊ะคอรเี ยาะ เจ๊ะปอ (20 คะแนน) 27 เดก็ หญงิ นามีเราะห์ มะหมงิ (10 คะแนน) (10 คะแนน) 28 เดก็ ชายฟยั รูซ อาแย 9 29 เดก็ หญงิ นรู ฟาเดยี แวเย็ง 36 14 33 เด็กชายไซฟดุ ดีน ไชยกิจ 68 14 34 เดก็ ชายมูฮัมหมดั อฟั นัน ปูเตะ 68 13 35 เด็กหญิงฟาตนิ กาเดร์ 58 16 36 เดก็ ชายอัฟกนั ร์ จารง 79 14 68 12 รวมคะแนน 57 10 ร้อยละ 46 409 175 234 63.91 54.69 73.13 5
ภาคผนวก แบบฝึกทกั ษะการเขยี นเร่ืองจากประสบการณ์ 4 ข้นั ปฏบิ ตั ิ กิจกรรมในห้องเรียนออนไลน์ 6
วิจัยในชั้นเรยี น เรื่อง การแก้ปญั หาการเขียนภาษามลายูที่ไม่ถกู ต้อง โดยใชแ้ บบฝึกหดั เขยี นภาษามลายู ผ้วู ิจัย นายเจะฮัสมุลเลาะห์ เจะมามะ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ อสิ ลามศึกษา ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564
สำนกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาปัตตานี เขต 1 ประกาศคุณูปการ การศึกษาวิจัยในคร้ังนีส้ าเร็จได้ด้วยความอนุเคราะห์จากครูอสิ ลามศึกษาทุกท่านทีไ่ ด้ให้ ความช่วยและครูประจาช้ันประถมศึกษาปี ที 4 ทใ่ี ห้คาปรึกษา เป็ นอย่างดจี นการศึกษาวจิ ยั คร้ังนี้ เสร็จสมบูรณ์ ผู้วิจยั ขอขอบคุณเป็ นอย่างสูงไว้ ณ ทนี่ ี้
ช่ืองานวิจัย การแก้ปัญหาการเขียนคาและการเขียนภาษามลายทู ่ีไม่ถูกต้อง โดยใช้แบบฝึ กหดั เขียนภาษามลายู ชื่อผู้วิจยั นายเจะฮสั มลุ เลาะห์ เจะมามะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ อิสลามศึกษา บทคดั ย่อ การศึกษาวิจยั ในคร้ังน้ี มีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือแกไ้ ขปัญหานกั เรียนเขยี นคาภาษามลายู และอ่านภาษา มลายไู มอ่ อก และเพ่อื เป็นการพฒั นาความสามารถในการเรียนสาระวชิ าอิสลามศึกษา โดยไดใ้ ชแ้ บบฝึกการ เขยี นภาษามลายู และการเขยี นภาษามลายู โดยทาการวิจยั ในนกั เรียนระดบั ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 4 จานวน 36 คน จากผลการศึกษาพบวา่ การใชแ้ บบฝึกทกั ษะการเขยี นภาษามลายู และการเขียนภาษามลายู นกั เรียน มีการพฒั นาของทกั ษะทางดา้ นการเขียนและการอ่านท่ีดีข้ึน ซ่ึงผลสัมฤทธ์ิจากการวิจยั น้ีมีส่วนช่วยในการ พฒั นาใหน้ กั เรียนมีความรู้ ความเขา้ ใจ ในดา้ นการเขียนคาในภาษามลายแู ละการอ่านภาษามลายู ไดอ้ ยา่ ง ถูกตอ้ งยงิ่ ข้นึ
คานา ในปัจจุบนั น้ีการศึกษาของภาษามลายู เป็นภาษาที่ตอ้ งอ่านเขยี นซ่ึงเป็นวชิ าอิสลามศึกษา ซ่ึงแต่ละ รายวชิ าของอิสลามศีกษา ลว้ นอธิบายความหมายของแตล่ ะวิชา ดว้ ยภาษามลายู ซ่ึงนกั เรียนส่วนใหญ่ยงั อา่ น และเขียนยงั ไมค่ ล่องและยงั ไมเ่ ป็น ซ่ึงครูควรจะมีการพฒั นางานของตนเองหรือดา้ นการเรียนการสอนให้ คุณภาพดียงิ่ ข้ึน จากการเรียนที่ครูมีการเรียนการสอนในกลุ่มวชิ าภาษามลายนู บั วา่ เป็นส่ิงท่ีดีท่ีเด็กนกั เรียนควรมี ความรู้ความเขา้ ใจในการเรียนการสอน และเมื่อครูไดพ้ บปัญหาต่างๆ ครูก็ควรจะมีการแกไ้ ขในปัญหาน้นั ๆ ดว้ ยเหตุน้ีครูตอ้ งมีการวิจยั ในช้นั เรียน ซ่ึงเป็นงานที่เกิดจากความตอ้ งการท่ีครูจะพฒั นางานสอนใหด้ ีข้ึนเพอื่ สนองความตอ้ งการของนกั เรียนมากท่ีสุด ผทู้ ี่ไดร้ ับประโยชนส์ ูงสุดจากงานวิจยั คือ นกั เรียน ก็จะมีความสุข ในการเรียน ตลอดจนครูก็จะมีกิจกรรมมากมายมีการพฒั นาในงานของตนเอง โรงเรียนกไ็ ดช้ ื่อวา่ ผลิต นกั เรียนมีคณุ ภาพออกสู่สังคม ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
ความเป็ นมาและความสาคญั ของปัญหา วิชาภาษามลายเู ป็นวชิ าที่สาคญั และเป็นพ้นื ฐานของการเรียนในทกุ วชิ าอิสลามศึกษา เด็กนกั เรียน ควรจะมีทกั ษะในการอา่ นและการเขยี นไดถ้ ูกตอ้ งในกล่มุ ภาษามลายู พบวา่ จากผลสมั ฤทธ์ิของเด็กนกั เรียน ที่เรียนมาในระดบั ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 4 มีเดก็ นกั เรียนที่เขียนคาในภาษามลายู ไม่ถกู ตอ้ งจานวน 36 คน จึง เป็นปัญหาที่ตอ้ งแกไ้ ขและพฒั นาเดก็ ท่ีมีปัญหาให้ดีข้ึน ฉะน้นั ครูผสู้ อนจึงตอ้ งมีการคิดวธิ ีการที่จะแกไ้ ขปัญหาน้ี โดยการนาแบบฝึกอา่ นภาษามลายู มาให้ นกั เรียนไดฝ้ ึกอ่านภาษามลายไู ดถ้ ูกตอ้ ง และมีผลสัมฤทธ์ิของนกั เรียนในช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 4 จานวน 36 คน มีเกณฑท์ ี่ดีข้นึ วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั เพื่อแกป้ ัญหาการเขียนภาษามลายู ไมถ่ ูกตอ้ งของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 4 โดยใชแ้ บบฝึกหดั อา่ นภาษามลายู ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะได้รับ นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 4 จานวน 35 คน เขียนภาษามลายไู ดด้ ีข้นึ ขอบเขตของการวจิ ยั 1. กล่มุ เป้าหมาย นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 4 จานวน 36 คน 2. ตวั แปร แบบฝึ กเขียนภาษามลายู 3. ตวั แปรตาม ความสามารถในการเขียนภาษามลายู ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 4
วธิ ีดาเนินการวจิ ยั ช่วงเวลา สปั ดาห์ท่ี 1 กระบวนการแก้ปัญหา สัปดาห์ท่ี 2 ท่ี กจิ กรรม 1. ทดสอบความสามารถในการเขียนภาษามลายู 10 นาที ก่อนการฝึกและสรุปผล 2. ฝึกอา่ นคาประกอบงา่ ยๆภาษามลายู ประมาณ 10 นาที หลงั เรียน . เครื่องมือทีใ่ ช้เกบ็ รวบรวมข้อมูล ใชแ้ บบทดสอบความสามารถในเขียนภาษามลายจู านวน 4ชุด - แบบทดสอบเขียนเป็นภาษามลายู 4ชุด
สรุปผลการวจิ ัย นักเรียนทีม่ ปี ัญหาด้านการเขียน ผลสรุป จากท่ีครูไดพ้ บปัญหาของนกั เรียนคือดา้ นการเขียนภาษามลายคู รูไดพ้ บนกั เรียนในระดบั ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 4 มีปัญหาดา้ นการเขียนไมถ่ กู ตอ้ ง เน่ืองมาจาก 1. นกั เรียนยงั ไม่เขา้ ใจในการเขียนภาษามลายู 2. นกั เรียนขาดความสนใจ การสรุปการวิจยั ในคร้ังน้ีเป็นการสรุปการวจิ ยั ซ่ึงมียงั มีเน้ือหาที่ครูตอ้ งฝึกเดก็ นกั เรียนอีกแต่ ช่วงเวลาที่ทาไมเ่ พยี งพอ ครูจึงไดส้ รุปการวจิ ยั เทา่ ที่ครูไดท้ าการวิจยั กบั นกั เรียน ครูไดท้ าชุดฝึกใหแ้ ก่นกั เรียนซ่ึงก่อนที่นกั เรียนจะทาชุดฝึก ครูจะอธิบายเน้ือหาใหน้ กั เรียนไดเ้ ขา้ ใจ ก่อน ทกุ คร้ัง ชุดฝึก่อ่านท่ีครูไดจ้ ดั ทาข้นึ ครูเริ่มจากคาที่เขียนง่ายๆ โดยเริ่มจากแบบ การอ่านง่าย ชุดฝึกมีการ ทบทวนทาหลายๆ คร้ังอยา่ งนอ้ ย 10 คร้ังในแต่ละคร้ัง ทาใหน้ กั เรียนมีการทบทวนและฝึกความจาในเดก็ นกั เรียนบางคนก็ยงั ไมค่ อ่ ยมีสมาธิยงั จาไมค่ ่อยได้ แต่ครูก็พยายามคดิ แบบฝึกสอดแทรก เพื่อนกั เรียนจะไดม้ ี ความเขา้ ใจมากข้ึน ครูจะหาคางา่ ยและเริ่มหาคาที่ยากข้นึ ครูจะฝึกจน นกั เรียนสามารถอ่านคาง่ายๆได้ จากการวจิ ยั ในคร้ังน้ีครูยงั ทาใหน้ กั เรียนมีความมน่ั ใจมากข้ึน เดก็ นกั เรียนสามารถที่จะโตต้ อบกบั ครู ไดอ้ ยา่ งมน่ั ใจ ซ่ึงจะแตกตา่ งกบั ที่นกั เรียนไดร้ ่วมเรียนกบั เพ่ือนท่ีเก่ง ครูจะสังเกตไดจ้ ากที่นกั เรียนได้ โตต้ อบกบั ครู นกั เรียนมีความสุขและดีใจที่เขาสามารถตอบไดถ้ กู และอา่ นไดถ้ กู ตอ้ ง การทาชุดฝึ กทุกคร้ังจะ มีคะแนนใหท้ กุ คร้ังทาให้นกั เรียนไดร้ ู้วา่ ตนเองมีการพฒั นามากข้นึ เพียงใด แตจ่ ากการวจิ ยั ใช่วา่ จะผา่ นหมด ทุกคน กย็ งั มีบางคนท่ียงั ไมผ่ า่ นในการอา่ น ซ่ึงครูก็ตอ้ งเกบ็ มาทาการวิจยั ต่อไป โดยจะตอ้ งมีการทาชุดฝึก แบบใหม่ท่ีจะทาใหเ้ ด็กไดเ้ ขา้ ใจไดง้ ่ายและสามารถอา่ นไดถ้ ูกตอ้ ง การทาวิจยั ของครูในคร้ังน้ีนบั วา่ ผา่ นประมาณ 80 เปอร์เซ็นตซ์ ่ึงครูกด็ ีใจเพราะเด็กนกั เรียนสามารถ อ่านภาษามลายไู ด้ จากท่ีครูไดท้ าการวจิ ยั ในคร้ังน้ี นบั วา่ เป็นส่ิงที่ดีสาหรับครูท่ีจะพฒั นาการสอนของตนเอง และเม่ือมี ปัญหาครูก็ควรจะแกป้ ัญหาน้นั ใดด้ ีข้ึนยง่ิ กบั นกั เรียนเป็นส่ิงสาคญั มากท่ีครูทกุ ทา่ นควรสนใจเป็นอยา่ งมาก ครูคดิ วา่ ครูจะนาการวจิ ยั ในคร้ังน้ีไปปฏิบตั ิและพฒั นาต่อไปใหด้ ียง่ิ ข้นึ
เค้าโครงงานวจิ ัยในช้ันเรียน ชื่อผู้วจิ ยั นายเจะฮัสมลุ เลาะห์ เจะมามะ ชื่อเรื่อง การแก้ปัญหาการเขียนภาษามลายูทไี่ ม่ถูกต้องโดยใช้แบบฝึ กหดั เขียนภาษามลายู สภาพปัญหา วชิ าภาษามลายเู ป็นวชิ าที่สาคญั และเป็นพ้ืนฐานของการเรียนในทุกวิชาของอิสลามศึกษาเด็ก นกั เรียนควรจะมีทกั ษะในการอา่ นภาษามลายพู บวา่ จะผลสมั ฤทธ์ิของเด็กนกั เรียนท่ีเรียนในระดบั ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 4 มีเด็กนกั เรียนที่การอา่ นภาษามลายไู ม่ถูกตอ้ งจานวน 36 คน จึงเป็นปัญหาท่ีตอ้ งแกไ้ ข และพฒั นาเด็กที่มีปัญหาใหด้ ีข้ึน ทางเลือกทีค่ าดว่าจะแก้ปัญหา ครูผสู้ อนจึงคดิ วธิ ีการที่จะแกไ้ ขปัญหาน้ีโดยการนาแบบฝึ กการอ่าน มาใหน้ กั เรียนไดฝ้ ึ กอา่ นเพ่ือจะ การอ่านคาภาษามลายไู ดถ้ ูกตอ้ ง และมีผลสัมฤทธ์ิของนกั เรียนในช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 4 จานวน 36 คน มี เกณฑท์ ่ีดีข้ึน วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ัย เพื่อแกป้ ัญหาการเขียนภาษามลายไู มถ่ ูกตอ้ งของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 4 โดยใชแ้ บบฝึกหดั การเขียนภาษามลายู ระยะเวลาในการดาเนินงาน 1 พฤศจิกายน 2564 – 28 กมุ ภาพนั ธ์ 2565 ข้นั ตอนการดาเนนิ งาน 1. ทดสอบความสามารถในการเขียนภาษามลายู 10 นาที ก่อนการฝึกและสรุปผล 2. ฝึกอา่ นคาประกอบง่ายๆภาษามลายู ประมาณ 10 นาที หลงั เรียน
แบบฝึ กทดสอบการเขียนก่อน – หลงั การฝึ ก ا ب ت ثج حخ د ذ ر زس سش ....................................................................................................... ....................................................................................................... ....................................................................................................... ....................................................................................................... ....................................................................................................... ....................................................................................................... صضط ظ ع غ ف ق كل منوه ....................................................................................................... ....................................................................................................... ....................................................................................................... ....................................................................................................... ....................................................................................................... ......................................................................................................
แบบฝึ กการเขยี น (ใบท่ี ๑) ให้เขยี นคาตรงกบั ภาพท่ใี ห้ هريمو لمبو ارنب
แบบฝึ กการเขยี น (ใบท่ี 2 ) จงเขียนคาทส่ี ะกดด้วย أ ب ت ตวั อยา่ ง امق أيم أديق ช่ือ ...........................................................ช้นั ….......................................……
แบบฝึ กการเขยี น (ใบที่ ๓ ) ใหน้ กั เรียนเขยี นประโยคใหถ้ ูกตอ้ ง ق+ ي+ د+ أ-1 ............................................................= ه+ ي+ أ-2 ...........................................................= م+ ي+ أ-3 ...........................................................= و+ ت+ أ+ ب-4 ...........................................................= ي+ ل+ أ+ ت-5 ...........................................................=
ช่ืองานวจิ ัย การพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้คาคล้องจอง โดยใช้ส่ือคาคล้องจองออนไลน์ ของนักเรียนชนั้ ชอื่ ผู้วิจัย ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕ โรงเรียนบา้ นรูสะมแิ ล อาเภอเมือง จังหวดั ปตั ตานี นางแวนรู ยี ะห์ แวดอเลาะ หน่วยงาน โรงเรยี นบา้ นรสู ะมิแล ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๔ ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา ดว้ ยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเช้อื ไวรัสโคโรนา ๒o๑๙ (COVID - 19) ทาให้ต้องปรับกจิ กรรมการ เรียนการสอนในรปู แบบท่ีเหมาะสม ข้าพเจ้าจึงคดิ ทาส่ือการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยด้วยรปู แบบ On line On hand และ On demand ซงึ่ ส่อื นวตั กรรมที่ข้าพเจา้ จะนาเสนอคือ คาคล้องจอง ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจาชาติ เป็นสมบตั ทิ างวฒั นธรรมอันก่อให้เกดิ ความเปน็ เอกภาพ และ เสริมสร้างบคุ ลิกภาพของคนในชาตใิ ห้มีความเป็นไทย เป็นเครอ่ื งมือในการตดิ ต่อส่อื สารความเข้าใจและ ความสมั พันธ์ทด่ี ีตอ่ กัน ทาให้สามารถประกอบกจิ ธรุ ะการงานและดารงชีวิตร่วมกันในสงั คมประชาชาติไดอ้ ย่าง สนั ติสุข และเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จากแหลง่ ข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพ่อื พฒั นา ความรู้ ความคิด วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ และสรา้ งสรรคใ์ ห้ทันต่อการเปลยี่ นแปลงทางสงั คม และความก้าวหน้า ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีตลอดจนนาไปใชใ้ นการพฒั นาอาชพี ให้มีความมัน่ คง ทางสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนีย้ งั เป็นส่ือท่แี สดงภูมิปัญญาของบรรพบรุ ุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี ชีวทศั น์ โลกทศั น์ และ สนุ ทรียภาพ โดยบันทกึ ไวเ้ ปน็ วรรณคดีและวรรณกรรมอันล้าค่า ภาษาไทยจงึ เป็นสมบตั ิของชาติทีค่ วรค่าแก่ การเรยี นรู้ เพ่ืออนรุ ักษแ์ ละสืบสานให้คงอยู่คชู่ าตไิ ทยตลอดไป คาคล้องจองเปน็ ลักษณะเดน่ อย่างหนง่ึ ของภาษาไทย คนไทยไดช้ ่ือว่าเปน็ คนเจ้าบทเจา้ กลอน ดงั น้นั การใช้คาคล้องจองกนั ในภาษาที่ใชใ้ นชีวิตประจาวัน จงึ ไม่ใช่เร่ืองแปลกนัก และการท่เี ราคนุ้ เคยกับคาคล้อง จองนีเ่ องอาจเป็นสาเหตทุ าให้เราไม่เหน็ ความสาคัญ หรือไมเ่ หน็ ว่าเปน็ ลกั ษณะพิเศษในภาษาไทย ซง่ึ ที่จริง เป็นลกั ษณะพเิ ศษทีเดียว เพราะในภาษาอ่นื ไมม่ ี จะมกี เ็ ป็นคาประพนั ธ์ไปเลย ไมใ่ ชภ่ าษาท่ีใชพ้ ูดกันใน ชีวิตประจาวัน คาคล้องจองกพ็ ฒั นามาจากคาซ้อนน้นั เอง เชน่ คาซ้อนทใ่ี ช้สระและตัวสะกด เหมอื นกนั เชน่ เงียบเชียบ รอบคอบ หรือคาซ้อนที่ใชพ้ ยัญชนะต้นเหมือนกนั เชน่ เคว้งควา้ ง ตา่ ตอ้ ย ดงั น้นั จงึ ไม่ยากเลยที่จะพัฒนาคาซ้อนเหลา่ นีใ้ หเ้ ป็นคาคลอ้ งจองกัน หรอื พูดอีกนยั หนง่ึ คาคล้องจอง กนั กค็ ือคาซ้อนท่มี ีคามากวา่
คำคลอ้ งจอง คอื คาที่มสี ระเสยี งเดียวกันหรือคาที่มีเสยี งสระและตัวสะกดในมาตราเดียวกนั ข้อสาคญั ในการแตง่ คาประพันธ์ทุกชนิดคือคาคลอ้ งจอง ผฝู้ กึ หดั แตง่ ตอ้ งฝกึ ฝนเร่ืองการเลือกคาที่มีความหมาย คล้องจองกัน มคี วามไพเราะด้วยพยญั ชนะ เสยี งสระควรมคี วามหมาย เจาะจงกนิ ความได้ลึกซง้ึ ด้วย วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย ๑. เพ่ือเปรยี บเทยี บผลของการใชส้ ่อื “คาคล้องจองออนไลน์” ทีม่ ตี ่อการพฒั นาทักษะการเรยี นรู้คา คลอ้ งจอง ก่อนและหลงั การใช้ส่ือของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๕ ๒. เพ่อื หารอ้ ยละของค่าเฉลยี่ ของคะแนนหลงั เรียน ขอบเขตของการวิจยั ๑. ประชากร นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๕ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ โรงเรียนบ้านรสู ะมแิ ล อาเภอเมือง จังหวัดปัตตานี จานวน ๒๔ คน ๒. กลุ่มตวั อยา่ ง นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ี่ ๕ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔ โรงเรยี นบา้ นรสู ะมแิ ล อาเภอเมือง จังหวัดปัตตานี จานวน ๒๔ คน ตัวแปร ตัวแปรต้น การใชส้ อ่ื “คาคล้องจองออนไลน์” ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๕ โรงเรียนบา้ นรู สะมแิ ลอาเภอเมือง จงั หวัดปัตตานี เพ่ือพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้คาคล้องจอง ตัวแปรตาม ผลของการใช้ส่ือ “คาคลอ้ งจองออนไลน์” เพ่ือพฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้คาคล้องจอง ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๕ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๔ โรงเรยี นบา้ นรูสะมิแล อาเภอเมือง จงั หวัดปตั ตานี วิธดี าเนนิ การ ๑. เครือ่ งมือ ๑.๑ แบบทดสอบการพัฒนาทักษะการเรียนรู้คาคล้องจองกอ่ นใช้สอื่ “คาคล้องจอง ออนไลน์” และหลังใช้ส่อื “คาคล้องจองออนไลน์” ๑.๒ ส่ือ “คาคลอ้ งจองออนไลน์” ๒. ระยะเวลาดาเนนิ การ ภาคเรยี นที่ ๒ / ๒๕๖๔ เวลา ๒ ชวั่ โมง
๓. ขน้ั ตอนการเกบ็ ขอ้ มูล ๓.๑ ใชแ้ บบทดสอบก่อนเรยี น (Pretest) แลว้ ใหค้ ะแนน ๓.๒ ดาเนนิ กิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจดั การเรยี นรู้ ๓.๓ ใชแ้ บบทดสอบหลงั เรียน (Posttest) แลว้ ใหค้ ะแนน ๓.๔ หาค่าเฉลย่ี ของคะแนนกอ่ นและหลงั เรยี น ๓.๕ เปรยี บเทยี บหาคา่ ความตา่ งระหวา่ งคะแนนก่อนและหลงั เรยี น ๓.๖ หาค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยหลังเรยี น ๔. สถิตแิ ละการวเิ คราะห์ข้อมลู ๔.๑ การหาคา่ มชั ฌิมเลขคณิต ( X ) รอ้ ยละ ( % ) ๔.๒ เปรียบเทยี บผลการสอนพัฒนาทักษะการเรียนรู้คาคล้องจองก่อนใช้สื่อ “คาคล้อง จองออนไลน์” และหลังใช้สือ่ “คาคลอ้ งจองออนไลน์” สรุปผลการวิจัย ๑. จากการเปรยี บเทยี บคา่ เฉล่ยี ของคะแนนก่อนและหลังผลปรากฏวา่ คะแนนเฉลีย่ หลงั เรยี นสงู กว่ากอ่ นเรยี นได้ ๑๘.๑๓ ตอ่ ๑๒.๕๘ ๒. ค่าความกา้ วหน้าร้อยละ ๒๗.๗๑ ๓. จากค่าเฉล่ียร้อยละของคะแนนหลงั เรียนไดเ้ ป็นร้อยละ ๙๐.๖๓ โดยสรปุ แสดงใหเ้ ห็นวา่ การใช้ ส่อื “คาคล้องจองออนไลน์” สามารถชว่ ยใหน้ ักเรยี นพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้คาคล้องจองได้ดขี ้ึน ขอ้ เสนอแนะ ๑. ควรนาไปใชก้ บั นกั เรยี นชั้นอืน่ ๆ ๒. ควรนาไปทดลองกบั โรงเรยี นอ่ืน ๆ และปรบั ให้เหมาะสมกับสภาพแวดลอ้ ม ๓. ควรมกี ารเผยแพร่ทางวารสารหรอื จัดนทิ รรศการทางวิชาการ
ตำรำงเปรียบเทียบคะแนนกำรทดสอบกอ่ นจดั กิจกรรมและหลังจดั กจิ กรรม ของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษำปีที่ ๕ ทพ่ี ัฒนำทกั ษะกำรเรียนรู้คำคล้องจอง ปีกำรศกึ ษำ ๒๕๖๔ โรงเรยี นบ้ำนรสู ะมแิ ล คะแนนกอ่ นเรยี น คะแนนหลงั เรียน ที่ ชอ่ื - สกุล (20 คะแนน) (20 คะแนน) ความตา่ ง +7 ๑ ด.ช. มูฮมั หมัดอาลีฟ บือราเฮง 11 18 +7 +9 ๒ ด.ญ.นาดญี า หะยยี ามา 13 20 +9 +7 ๓ ด.ช.ฮลิ มี เจะมะ 9 18 +5 +5 ๔ ด.ญ.อาอีเสาะ สาและ 10 19 +6 +5 ๕ ด.ช.รอมฎอน สะตาปอ 10 17 +4 +5 ๖ ด.ญ.นูรฟาราเดีย มูบิง 15 20 +6 +3 ๗ ด.ช.อัลฟริ ฮาน เจะดาโอะ 11 16 +5 +5 ๘ ด.ญ.อาลาวียะห์ สาและ 12 18 +6 +5 ๙ ด.ญ.ฮาสบูนา เจ๊ะอามะ 11 16 +5 +5 ๑๐ ด.ญ.อาวาตสิ วานิ 13 17 +5 +5 ๑๑ ด.ญ.ซลั วา ดาราแม 15 20 +4 +5 ๑๒ ด.ญ.นรู อยั นี เซง็ 13 19 +5 +133 ๑๓ ด.ญ.นรู อยั ซะห์ มะสาแม 12 15 +5.54 ๑๔ ด.ญ.นูรไอนี ตาฮา 13 18 +27.71 ๑๕ ด.ญ.นรู ฟาดลี ะห์ อามะ 12 17 ๑๖ ด.ช.มูฮาหมัดไฟซอล หะยสี ะแม 13 19 ๑๗ ด.ญ.ฟาตเี มาะ อเิ ฮง 15 20 ๑๘ ด.ญ.แวนัสริน แวอมุ าร์ 15 20 ๑๙ ด.ญ.มาดฮี ะห์ ฮามะ 15 20 ๒๐ ด.ช.อิมรอน มามะ 15 20 ๒๑ ด.ช.นครินทร์ เจะ๊ ปอ 11 16 ๒๒ ด.ญ.ฟาตฮี ะห์ เจะ๊ ลี 12 16 ๒๓ ด.ช.อัมรัน จารง 15 20 ๒๔ ด.ช.อดา จารง 11 16 คะแนนรวม 302 435 คะแนนเฉลยี่ (X) 12.58 18.13 ร้อยละ 62.92 90.63
ชอ่ื งานวิจัย การพัฒนาทักษะการคณู จำนวนนบั โดยใชแ8 บบฝก; ทกั ษะการคณู จำนวนนับของ นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปทG ี่ 5 (กลMุมเรยี นอMอน) ภาคเรยี นที่ 2 ปกG ารศึกษา 2564 ชื่อผว0ู จิ ยั โรงเรียนบ8านรูสะมแิ ล สำนกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาปWตตานี เขต 1 หน2วยงาน นางสาวณฏั ฐนชิ เนาวไ[ พร ป4ที่วิจยั โรงเรียนบ8านรสู ะมแิ ล 2564 ความสำคญั และทีม่ าของป@ญหา จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในสถานการณ[ปWจจุบันของการแพรMระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID -19 ) พบวMา ในการเรียนการสอนในชั่วโมงออนไลน[ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปGที่ 5 พบวMา มี นักเรียน 4 คน ท่ีไมMสามารถเรียนออนไลน[พร8อมกับเพื่อนๆ คนอื่นในห8องเรียนได8 เนื่องจาก ไมMมีพ้ืนฐานความร8ู ทางคณิตศาสตร[ ไมMมีทักษะการคูณจำนวนนับท่ีถูกต8องและไมMแมMนยำ ครูผู8สอนจึงรMวมกันสนทนากับนักเรียนเพ่ือ พัฒนาทักษะพื้นฐานการคูณจำนวนนับ ได8ข8อสรุปวMา นักเรียนจะต8องปฏิบัติฝ;กฝนทักษะการคูณให8มากข้ึน โดย ให8นักเรียนทำแบบฝ;กทักษะที่โรงเรียน โดยครูผู8สอนได8จัดทำแบบฝ;กทักษะการคูณจำนวนมากกวMาหนึ่งหลักกับ จำนวนมากกวาM สองหลัก โดยนกั เรยี นปฏบิ ตั ิตามแบบฝก; ทกั ษะการคณู จำนวนนบั จำนวน 4 ชดุ วัตถปุ ระสงคE 1. เพื่อสรา8 งชดุ พฒั นาทกั ษะการคูณจำนวนนบั 2. เพื่อทดสอบหาประสิทธิภาพของชุดพัฒนาทักษะการคูณจำนวนนับ 3. เพอ่ื ศึกษาผลสมั ฤทธทิ์ างด8านการเรียนของผ8ูเรียน ที่ได8เรยี นจากชุดพัฒนาทักษะการคณู จำนวนนับ เปGาหมายของการวิจยั 1. นักเรยี นต8องทำแบบฝก; ทกั ษะการคูณจำนวนนับไดร8 อ8 ยละ 60 ของคะแนนทั้งหมดจงึ ผาM นเกณฑ[ 2. นักเรียนต8องมผี ลสมั ฤทธิท์ างดา8 นการเรยี นท่ดี ขี น้ึ หลังจากใชแ8 บบฝ;กทกั ษะการคูณจำนวนนบั งานวจิ ยั ครัง้ นจ้ี งึ ผาM นเกณฑ[ ประโยชนE นกั เรียนมกี ารพัฒนาทกั ษะการคณู จำนวนนบั ไดอ8 ยาM งถูกตอ8 งและแมนM ยำด8วยตนเองหลงั จาก ใช8แบบฝ;กทักษะการคูณจำนวนนับ กล2ุมเปGาหมาย นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปGที่ 5 จำนวน 4 คน
วิธีดำเนนิ การ 1. ใหน8 ักเรียนรMวมกนั แสดงความคิดเหน็ เก่ียวกับการพัฒนาทกั ษะการเรยี นการสอน แลว8 รวM มกัน สรปุ เปoนความคดิ เห็นของสวM นรวม 2. วางแผนการจดั กิจกรรม โดยกำหนดหัวขอ8 แบบฝก; กิจกรรม 4 ชุด และระยะเวลาในการปฏบิ ัติงาน ตามวตั ถุประสงค[ 3. จดั ทำแบบฝก; ทักษะการคณู จำนวนนับ 4 ชุด 4. จัดเกบ็ ขอ8 มูลการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมของตน (แฟqมพฒั นางาน) 5. นำผลจากข8อมูลลงแบบบันทึกแตMละกจิ กรรมให8ไดท8 ราบถงึ พัฒนาการเกย่ี วกบั ผลงานของตนเอง 6. วิเคราะหเ[ ปรยี บเทยี บการฝ;กทักษะการคูณจำนวนนับของนกั เรียน 7. ระยะเวลาในการพฒั นาทักษะการปฏบิ ตั ิงานใชเ8 วลา 6 วนั (สัปดาห[ละ 2 วัน) ต้ังแตวM ันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565 ถึง วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565 วธิ กี ารรวบรวมข0อมลู 1. วนั ที่ 1 ทเี่ รมิ่ ทำการวจิ ยั ทดสอบความรู8พ้ืนฐานของนักเรียน โดยให8นักเรียนทำแบบทดสอบกMอนทำแบบฝ;กทักษะ เปoนคร้ังที่ 1 เพื่อทดสอบความเข8าใจ ครูตรวจความถูกต8อง ครูและนักเรียนรMวมกันสนทนา เรื่องการ พัฒนาทกั ษะการคูณจำนวนมากกวาM หนึง่ หลักกับจำนวนมากกวาM สองหลกั 2. วนั ท่ี 2 ทท่ี ำการวจิ ยั ใหน8 ักเรยี นทำแบบฝก; ทกั ษะการคูณจำนวนนับ แบบฝก; ที่ 1 เปoนครง้ั ท่ี 2 ครูตรวจความ ถูกต8อง และใหค8 ำแนะนำสำหรบั นกั เรียนทม่ี ปี Wญหา 3. วันที่ 3 ทีท่ ำการวจิ ัย ให8นกั เรียนทำแบบฝก; ทกั ษะการคณู จำนวนนับ แบบฝ;กที่ 2 เปoนครง้ั ที่ 3 ครูตรวจความ ถกู ต8อง และให8คำแนะนำสำหรับนักเรยี นท่มี ีปญW หา 4. วนั ที่ 4 ท่ที ำการวิจัย ให8นักเรียนทำแบบฝ;กทกั ษะการคณู จำนวนนบั แบบฝ;กที่ 3 เปoนครั้งที่ 4 ครตู รวจความ ถกู ตอ8 ง และใหค8 ำแนะนำสำหรบั นกั เรียนทีม่ ปี ญW หา 5. วนั ท่ี 5 ท่ีทำการวิจยั ให8นักเรยี นทำแบบฝก; ทักษะการคณู จำนวนนบั แบบฝก; ที่ 4 เปoนครงั้ ที่ 5 ครตู รวจความ ถูกต8อง และให8คำแนะนำสำหรบั นักเรยี นทม่ี ปี ญW หา 6. วันที่ 6 ทท่ี ำการวจิ ยั ใหน8 กั เรียนทำแบบทดสอบหลงั ทำแบบฝ;กทักษะ เพื่อประเมนิ ผลการวจิ ัยในชั้นเรยี น 7. สังเกตพฤติกรรมและพัฒนาการของนกั เรียนขณะเรยี น และทำแบบฝก; หัด พร8อมท้งั จดบันทกึ คะแนนแบบฝ;กทักษะทุกครงั้
วธิ วี ิเคราะหขE 0อมูล เชงิ ปรมิ าณ คอื นำผลทไี่ ด8จากการทำแบบฝ;กทกั ษะ 4 ครัง้ ไปคดิ คMาเฉลี่ยเปนo ร8อยละ และ คาM เฉล่ยี ของแตลM ะครง้ั เชิงคุณภาพ คือ จากการให8นักเรียนทำแบบฝ;กทักษะการคูณจำนวนนับในระยะเวลา 6 วัน โดยใช8 แบบฝ;กทักษะการคูณจำนวนนับ นักเรียนมีพัฒนาการคูณจำนวนมากกวMาหน่ึงหลักกับจำนวนมากกวMาสอง หลัก ได8ถกู ต8องและแมนM ยำมากยง่ิ ขน้ึ โดยดูจากการบันทึกการตรวจแบบฝ;กทักษะ การสังเกตของครู เคร่ืองมือที่ใชใ0 นการวจิ ยั 1. แบบฝ;กทกั ษะการคูณจำนวนนับ 4 ชดุ 2. แบบทดสอบกMอนและหลงั การฝก; ทกั ษะการคณู จำนวนนับ ผลการวิจัย ตารางท่ี 1 ตารางคะแนนการทำแบบฝก; ทกั ษะการคูณจำนวนนบั ชอ่ื -นามสกุล คะแนน คะแนน คะแนน คะแนน ร0อยละ ผลการ ครงั้ ที่ 1 คร้งั ที่ 2 ครั้งที่ 3 คร้ังท่ี 4 ประเมนิ (เตม็ 10) (เต็ม 10) (เต็ม 10) (เต็ม 10) 1. ด.ช.อาลอี ะหมัด 10 7 7 8 80 ผาM น เจะมะ 2. ด.ช.มฮู ำหมดั ซากีฟ 10 10 10 10 100 ผาM น ดาโอะ 3. ด.ช.รฟิ ฮาน บอื ราเฮง 10 9 9 9 92.5 ผMาน 4. ด.ช.มูฮำหมดั ซซั วาน 10 9 - - - - เจะเตะ ค2าเฉลยี่ 10 8.75 8.67 9 ผลการทำแบบฝ;กทักษะการคูณจำนวนนับท้ัง 4 คร้ัง พบวMา นักเรียนทำแบบฝ;กทักษะการ คูณจำนวนนับโดยมีคะแนนเฉลี่ยคือ 10, 8.75, 8.67 และ 9 และเม่ือเปรียบเทียบคะแนนการทำ แบบฝ;กหัดเปoนรายบุคคล โดยคิดเปoนเปอร[เซ็นต[ จากเกณฑ[ผMาน ร8อยละ 60 ของคะแนนทั้งหมด พบวMา จากนักเรียนท้ังหมด 4 คน มีนักเรียนที่ ผMานเกณฑ[ 3 คน คิดเปoนร8อยละ 75 ของนักเรียน ทั้งหมด แสดงวาM นกั เรยี นมพี ัฒนาการทด่ี ขี ้ึน
ตารางที่ 2 แสดงผลการทำแบบทดสอบกMอนและหลังการทำแบบฝ;กทกั ษะการคูณจำนวนนับ\\ ชอื่ -นามสกุล กอ2 น หลงั ผลการ หมายเหตุ ( เตม็ 10 ) ( เต็ม 10 ) ประเมนิ 1. ด.ช.อาลอี ะหมดั เจะมะ 1 7 ผาM น 2. ด.ช.มูฮำหมัดซากฟี ดาโอะ 3 10 ผาM น 3. ด.ช.รฟิ ฮาน บือราเฮง 1 8 ผาM น 4. ด.ช.มูฮำหมัดซัซวาน เจะเตะ 1 ไมMได8สอบ - ย\"ายตามผ\"ปู กครอง ค2าเฉลี่ย 1.50 8.33 ผลการทำแบบทดสอบการคูณจำนวนนับ พบวMา กMอนที่จะทำแบบฝ;กทักษะการคูณจำนวนนับ มี คMาเฉล่ีย คือ 1.50 สMวนหลังจากที่ทำแบบฝ;กทักษะการคูณจำนวนนับ มีคMาเฉลี่ย คือ 8.33 ซ่ึงมีคMาเฉล่ียมากข้ึน ดังน้ันชุดพฒั นาทกั ษะการคณู จำนวนนับมปี ระสทิ ธิภาพ สรุปผลการวิจัย นักเรยี นไดท8 ำแบบฝ;กทกั ษะการคูณจำนวนนบั ทำใหน8 กั เรียนทำแบบทดสอบการคณู จำนวนนบั และมีผลสัมฤทธ์ทิ างด8านการเรยี น เรือ่ ง การคณู จำนวนนบั ดีข้ึน ข0อเสนอแนะ - นกั เรยี นควรจะฝก; ฝนเพม่ิ เติมโดยการฝ;กทกั ษะการคณู จำนวนนบั ใหเ8 กิดความชำนาญเพ่อื ประโยชน[ในการเรยี นวิชาคณิตศาสตรแ[ ละวิชาอนื่ ๆทีเ่ ก่ยี วกับการคิดคำนวณทด่ี ขี ึน้ - เนื่องจากนักเรยี นได8ยา8 ยตามผู8ปกครองไปอยMูตMางจงั หวดั ทำให8ไมMสามารถมาเรยี นได8 จงึ ควร ติดตามการเรียนของนักเรียนรายบคุ คลและหาแนวทางในการแก8ปญW หาตอM ไป
ช่อื งานวิจัย รายงานการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนโดยใชเ้ กม เพ่ือพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวชิ า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6/1 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียน บา้ นรูสะมแิ ล ช่ือผู้วิจยั นางสภุ าวดี แสงเพชร หนว่ ยงาน โรงเรียนบ้านรสู ะมแิ ล ปีทีว่ ิจัย 2564 ความสำคัญและท่ีมาของปัญหา จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในสถานการณ์ปัจจุบันของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID -19 ) พบว่า การเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ทำให้นักเรียนมีความตั้งใจในการเรียนน้อยลง ไม่มีความ กระตือรือร้นในการเรียน ไม่ค่อยมีการโต้ตอบกับครูผู้สอน และที่สำคัญคือ ขาดทักษะกระบวนการคิด ซึ่งอาจจะ มาหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ระบบการสื่อสารทางอินเตอร์เนต็ อุปกรณ์ในการเรียน ความรับผิดชอบของนักเรียน ฐานะทางเศรษฐกจิ ของครอบครัว การสื่อสารเนือ้ หาของครูผู้สอน เป็นต้น ดังนั้นครผู ูส้ อนจึงได้แก้ไขปัญหาทักษะ กระบวนการคิดโดยการใช้ Game-based Learning (GBL) คือวิธีการสอนผ่านเกม เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียน โดยผสมผสานระหว่างเกมกับเนื้อหาอย่างลงตัว มีการผ่อนคลายและดึงดูดนักเรียน การใช้ GBL ในการสอน ออนไลน์จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนตื่นตัวระหว่างการเรียนในคาบเรียน รวมถึงช่วยสรุปเนื้อหาที่ได้เรียนในคาบ เรียนผ่านคำถามที่จะใช้เล่นในเกม เพื่อให้นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาและให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ส่งผลให้นักเรยี นได้เรียนรอู้ ย่างมีความสุข วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพือ่ ยกระดบั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นหน่วยการเรียนรปู้ รากฏการณธ์ รรมชาตแิ ละธรณีพิบตั กิ ลุ่มสาระ การเรยี นรู้วิทยาศาสตรใ์ ห้สูงขึ้น ขอบเขตการวจิ ยั 1. ประชากร/กลุ่มตวั อยา่ ง คือนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6/1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านรูสะมแิ ล จำนวน 27 คน 2. เนอ้ื หาท่ใี ช้ในการวิจัย เรือ่ ง ปรากฏการณธ์ รรมชาตแิ ละธรณีพบิ ตั ิ 3. ระยะเวลาทีใ่ ช้ในการวิจยั ธันวาคม 2564 - มกราคม 2565 ตวั แปรท่ศี กึ ษา ตัวแปรตน้ คอื วิธีการสอนโดยใชเ้ กม ตวั แปรตาม คอื ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ปรากฏการณ์ธรรมชาติและธรณพี ิบตั ิ
วิธกี ารดำเนินการวจิ ัย 1. การเลือกเกมและนำเสนอเกม เกมทส่ี รา้ งขนึ้ ตอ้ งสอดคลอ้ งกับมาตรฐานตัวชี้วดั ของ เนือ้ หาสาระที่ใช้สอน สอดคลอ้ งกับส่ิงท่ีครตู ้องการจะสอน สนุกและเข้าใจง่าย และทีส่ ำคญั คือ ต้องคำนึงถึงความ เหมาะสมกบั นักเรยี น ไมส่ อ่ เสี่ยงไปส่พู ฤติกรรมที่ไมเ่ หมาะสม 2. การทดลองใช้ เมื่อสร้างเกมหรือนำเกมผู้อื่นมาใช้จะต้องมีการทดลองใช้ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง โดยเฉพาะในสว่ นของเน้ือหาตรงตามมาตรฐานตวั ชี้วดั และตอ้ งอธบิ ายให้นักเรียนเขา้ ใจถึงจุดประสงค์ของการเล่น เกมในแต่ละเกมในส่ิงทค่ี รูผ้สู อนต้องการให้เกิดอะไรข้ึนในตัวนกั เรียน 3. การเลน่ เกม เกมที่สรา้ งข้ึนมีจุดประสงค์เพื่อต้องสอนและหรือทบทวนเนื้อหาเพื่อให้นักเรียนเกิดความ เข้าใจทีช่ ัดเจนมากยิง่ ขน้ึ เข้าใจงา่ ย เขา้ ใจเรว็ เขา้ ใจอยา่ งคงทน ซง่ึ การเล่นเกมในแต่ละคร้ังอาจจะเล่นกนั ไปพร้อม ๆ กนั ทัง้ ห้องโดยครูเป็นผดู้ ำเนินการ หรือเล่นเกมหลงั จากจบเน้ือหาในแต่ละเรอื่ งท่คี รูใช้เกมในการสอน 4. การสะท้อนคิด เป็นการอภิปรายหลังการเล่นเกมควรมุ่งประเด็นไปตามจุดประสงค์ของการสอนเพื่อ อะไร ซึ่งอาจแบ่งการอภิปรายผลหลังการเล่นเกมตามจุดประสงค์ของการเล่นเกมได้ และนักเรียนสามารถแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับเกมที่ครูผู้สอนนำมาใช้ เพื่อจะได้นำไปปรับปรุงเพื่อให้เกมในครั้งต่อไปมีความสมบูรณ์และ สนุกมากยงิ่ ขน้ึ เครื่องมือในการวจิ ัย 1. แผนการจัดการเรยี นรู้การสอนออนไลน์ เรอ่ื ง ปรากฏการณธ์ รรมชาตแิ ละภัยพิบตั ิ 2. ส่ือการเรยี นการสอน เกม จากเวบ็ ไซต์ https://gamilab.com/ 3. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น การรวบรวมข้อมลู การเก็บรวบรวมข้อมูลมีขัน้ ตอนในการดำเนนิ การดังน้ี 1. ทดสอบก่อนเรยี น 2. ดำเนนิ การสอนออนไลนแ์ ละใช้เกมไต่เขา และ เกมป่ันจักรยาน เพื่อทบทวน ตรวจสอบ และประเมิน ความรขู้ องนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรยี นบ้านรสู ะมแิ ล ลิงคเ์ กมไตเ่ ขา https://gamilab.com/play/2974e0f7-c08d-4fbe-bcfa-d5e47523addb ลงิ คเ์ กมป่นั จักรยาน https://gamilab.com/play/d85df683-0445-4a69-9c0b-6c0a941b7868 3. ทดสอบหลงั เรยี น การวิเคราะหข์ ้อมูล หาคา่ สถติ ิร้อยละ
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล จากการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนหนว่ ยการเรียนรู้ปรากฏการณ์ธรรมชาตแิ ละธรณี พิบัติกลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตรใ์ หส้ ูงขึน้ โดยการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน มคี ะแนนเฉลี่ยเท่ากบั 47.95 และ 73.86 ตามลำดบั สรปุ ผลการวจิ ัย การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใชเ้ กม เพื่อพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละ เทคโนโลยี หนว่ ยการเรียนร้ปู รากฏการณธ์ รรมชาตแิ ละภัยพบิ ตั ิ ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรยี นที่ 2 ปี การศึกษา 2564 โรงเรยี นบา้ นรสู ะมิแล พบว่านักเรยี นมีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนหลงั เรียนสงู กว่ากอ่ นเรยี น อภิปรายผล 1. ผลการสอนโดยใช้เกมที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติ และภยั พิบัติ ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6/1 โรงเรยี นบ้านรูสะมิแล พบว่า คะแนนเฉล่ียร้อยละหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน + 25.91 สอดคล้องกับงานวิจัยของสิริวรรณ ใจกระเสน จันตรี คุปตะวาทิน และจินตนา ธนวิบูลย์ ชัย (บทคัดย่อ) ได้กล่าวถึงงานวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้เกมวิทยาศาสตร์สา หรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองบัว จังหวัดลำพูน พบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้เกม วิทยาศาสตร์มีคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี ระดบั .01 2. นักเรียนที่ไม่มีผลคะแนนการทดสอบก่อนและหลังเรียนโดยใช้เกม เนื่องจากนักเรียนมีปัญหาในเรื่อง อุปกรณ์การสื่อสารที่ใช้ในการเรียน ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ครอบครัวมี ปัญหาเป็นแมเ่ ลี้ยงเดี่ยว ความรบั ผิดชอบของนักเรยี น ครผู ู้สอนได้ทำการตดิ ตามในไลนห์ ้องเพื่อให้ทราบถึงปัญหา ท่ีแทจ้ ริงและทำการแก้ไขในรปู แบบอนื่ ขอ้ เสนอแนะ 1. ครูควรนำเกมวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประกอบบทเรยี นอ่ืน และในชั้น อน่ื 2. ครสู ามารถนำเกมวทิ ยาศาสตร์ไปใช้สอนซ่อมเสรมิ นอกเวลาเรียน หรือใช้ทบทวนบทเรยี น เพอ่ื ให้ นักเรยี นเกิดความรู้ความเข้าใจทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรม์ ากข้ึน …………………………… สิรวิ รรณ ใจกระเสน จันตรี คุปตะวาทิน และจินตนา ธนวิบลู ยช์ ยั . มปป. การพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร์ โดยใช้เกมวทิ ยาศาสตร์ สำหรับนักเรยี น ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรยี นบา้ นหนองบวั จังหวดั ลำพูน. การประชมุ เสนอผลงานวิจัยระดบั บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช ครั้งที่ 2
แบบบันทึกคะแนนการเรียนการสอนโดยใชเ้ กม หน่วยการเรียนรู้ เร่อื งปรากฏการณธ์ รรมชาติและธรณีพิบัติ ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6/1 ปกี ารศกึ ษา 2564 ท่ี ช่อื ผลคะแนนการทดสอบ ผลตา่ ง ก่อนเรียน (20) หลังเรยี น (20) - +4 1 ด.ช.อิกรอม ยูโซะ -- - 59 +5 2 ด.ญ.เราะหฮ์ านา ทิพยอและ -- +3 8 13 +5 3 ด.ช.ฮมั ดี สหุ ลง 7 10 +4 7 12 +5 4 ด.ช.อบั ดุลฮากิม สาและ 9 13 +6 10 15 +6 5 ด.ช.ยสู รี บอื ซา 7 13 +6 10 16 +4 6 ด.ช.แวอานัซ เจะอาลี 11 17 +6 9 13 +5 7 ด.ช.มูฮมั หมัดฮสั นาวี ดือระโอะ 9 15 +4 8 13 - 8 ด.ช.ฟิตรี หะยีลาเตะ 11 15 +5 -- +3 9 ด.ช.ฮารีฟ ยูโซะ 7 12 +5 9 12 +5 10 ด.ญ.นุรฟาตนิ สาและ 9 14 +5 8 13 +4 11 ด.ญ.อาซียะห์ สะนิ 9 14 +6 12 16 +6 12 ด.ญ.อฟั ฟนี า่ แวมะ 10 16 +4 11 17 +2 13 ด.ญ.รวุ ยั ดา ลาเตะ 9 13 +6 79 +114 14 ด.ญ.นุรฟาซีลา มะลี 9 15 +25.91 211 325 15 ด.ช.อมั รอน ยามา 47.95 73.86 16 ด.ช.มฮู ำหมัดฮาฟิต เจะยอ 17 ด.ช.มูฮมั มดั มุสลมิ อาแว 18 ด.ช.วารดิ สาและ 19 ด.ญ.อารณี ี กาซอ 20 ด.ช.อลิ ฮมั มะสาและ 21 ด.ญ.นรู ดาวส์ สะนิ 22 ด.ญ.รอซยี ะห์ สุหลง 23 ด.ญ.นรู ฮาฟณาน แม 24 ด.ญ.นรู อยั นี อาแวบือซา 25 ด.ญ.นูรฟาตนิ สหู ลง 26 ด.ช.อามีน แยนา 27 ด.ช.มูฮำหมดั ไฮฟะ สาแลแม รวม รอ้ ยละ
ช่ืองานวจิ ัย รายงานการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนโดยใช้สอื่ การสอนห้องเรยี นเสมือนจรงิ (AR) เพื่อพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าอตั -ตารคี (ศาสนประวัติ) ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบา้ นรสู ะมิแล ชอ่ื ผู้วจิ ยั นางสาวอนิส เจะมะ หน่วยงาน โรงเรียนบ้านรสู ะมิแล ปีท่ีวจิ ัย 2564 ความสำคญั และที่มาของปัญหา สบื เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคตดิ เชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID- 19) ทำให้การจดั การเรียนการสอนต้องปรับเปลีย่ นรูปแบบใหม่ ในฐานะที่ขา้ พเจา้ เป็นครูผู้สอนคน หนึ่งที่จำเป็นต้องขับเคลื่อนการเรียนการสอนท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว จึงจำเป็นต้อง ปรับเปลี่ยนวิถีการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยคำนึงถึงสภาพและสถานะของ ผู้เรียนเป็นหลัก สร้างความยืดหยุน่ เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ และการพัฒนาผู้เรยี นเป็นรายบุคคล โดยได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามที่สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานได้ กำหนดรูปแบบไว้สองรูปแบบคือ On-Line และ On-demand ซึ่งการจัดการเรียนการสอน On- line นั้นผ่าน Google meet และไลน์กลุ่มห้องเรียน ส่วน On-demand สำหรับนักเรียนที่ไม่ สามารถเขา้ เรียน Online ได้ จากการจัดการเรียนการสอนรูปแบบ On-Line ในช่วงแรก ๆ พบว่า นักเรียนบางคนไม่ สะดวกต่อการเรียน นักเรียนมีความเครียด บางครอบครัวสถานะไม่เอื้อต่อการเรียน On-Line ส่วนนกั เรียนทเี่ รียนรปู แบบ On-demand พบวา่ นักเรียนขาดระเบียบวนิ ยั ในตนเอง ผปู้ กครองไม่ มีเวลา และไมส่ ามารถที่จะถ่ายทอดความรู้ เนือ้ หาในบทเรยี นแก่ลูก ๆ ได้ ด้วยปัญหาดังกล่าวข้าพเจ้าได้ศึกษาวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยการจัดการเรียนการสอน รูปแบบ Active learning โดยเปิดโอกาสใหผ้ ูเ้ รียนมสี ว่ นร่วมในกระบวนการเรยี นรู้สูงสดุ ข้าพเจ้า จะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง โดยใช้ นวัตกรรมเทคโนโลยีหอ้ งเรยี นเสมือนจริง (Augmented Reality : AR) วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย 1. เพื่อพัฒนาและประเมนิ คุณภาพของส่ือการเรยี นรู้ดว้ ยเทคโนโลยีห้องเรียน เสมือนจริง (Augmented Reality : AR) รายวชิ าอตั -ตารคี (ศาสนประวัติ) ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 2. เพ่ือเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นรายวชิ าอัต-ตารีค (ศาสนประวัต)ิ กอ่ นเรยี น และหลังเรยี นของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 3. เพื่อศกึ ษาความพงึ พอใจของผู้เรยี นทม่ี ตี ่อสือ่ การเรียนการสอนดว้ ยเทคโนโลยี
ขอบเขตการวจิ ัย 1. ประชากร/กลมุ่ ตัวอย่าง คือนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนบา้ นรสู ะมแิ ล จำนวน 34 คน 2. เนอื้ หาทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั เร่อื งมหาบุรุษผยู้ ง่ิ ใหญ่ 3. ระยะเวลาทใี่ ช้ในการวิจัย ธันวาคม 2564 - มกราคม 2565 ตวั แปรท่ีศกึ ษา ตวั แปรตน้ คือ วธิ ีการสอนโดยใช้ส่อื การสอนห้องเรยี นเสมอื นจรงิ (AR) ตัวแปรตาม คือ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นเร่ืองมหาบุรษุ ผู้ยง่ิ ใหญ่ วธิ กี ารดำเนนิ การวิจยั 1. ข้ันตอนการศึกษาเอกสารแนวคดิ หลกั การ โดยการศกึ ษาเอกสารและประสบการณ์ ของผู้ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง 2. ขั้นตอนการเลอื กและการวางแผนสร้างนวัตกรรม โดยพจิ ารณาเลอื กจากลกั ษณะ ของนวตั กรรมการเรยี นรู้ท่ีดี ดังนี้ 2.1 เป็นนวัตกรรมการเรยี นรทู้ ีต่ รงกบั ความต้องการและความจำเป็น 2.2 สามารถนำไปใชไ้ ด้จริง ใชไ้ ดง้ า่ ย สะดวกตอ่ การใชแ้ ละการพฒั นานวตั กรรม 3. ขั้นตอนสรา้ งและพัฒนานวตั กรรมโดยการวเิ คราะหจ์ ดุ ประสงค์การเรียนรู้ กำหนด และออกแบบชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ออกแบบสื่อ ลงมือปฏิบัติ ทดลองใช้ระยะสั้นเพือ่ ปรับปรุง เน้อื หาสาระ นำไปใชเ้ พ่อื แก้ปญั หาหรอื การพฒั นาการเรยี นรู้ 4. ขัน้ ตอนปรบั ปรุงนวตั กรรม โดยการสงั เกตพฤติกรรมของผ้เู รียน ทดสอบความรแู้ ละ สิ่งทไี่ ดร้ ับ เคร่ืองมอื ในการวจิ ัย 1. แผนการจดั การเรียนรู้การสอนออนไลน์ เรื่อง นบอี ูลูลอัซมี 2. สื่อการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีห้องเรียนเสมือนจริง (Augmented Reality : AR) เรื่อง มหาบุรุษผู้ย่ิงใหญเ่ ข้าใชง้ านโดยการตดิ ตั้งแอพพลิเคชัน่ V-PLAYER และสแกนคิวอาร์โคด้ เพื่อเขา้ ใชส้ ือ่
3. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน การรวบรวมขอ้ มลู การเกบ็ รวบรวมข้อมูลมีขน้ั ตอนในการดำเนนิ การดังนี้ 1. ทดสอบก่อนเรยี น 2. ดำเนินการสอนออนไลน์และออนดีมานด์โดยใช้ส่ือการเรยี นรู้ดว้ ยเทคโนโลยีห้องเรียน เสมือนจริง (Augmented Reality : AR) เพื่อทบทวน ตรวจสอบ และประเมินความรู้ของ นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนบา้ นรูสะมิแล 3. ทดสอบหลังเรียน การวเิ คราะห์ข้อมลู หาคา่ สถติ ริ อ้ ยละ ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล จากการวจิ ัยพบว่า นักเรยี นมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นรู้หน่วยการเรียนรู้ชวี ประวัติ นบีอาดัมและนบีอูลูลอัซมี รายวิชาอัต-ตารีค (ศาสนประวัติ) สูงขึ้นโดยการทดสอบก่อนเรยี นและ หลงั เรียน มีคะแนนเฉลี่ยเทา่ กบั 33.38 และ 60.59 ตามลำดับ สรปุ ผลการวจิ ัย การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้สื่อการเรียนรู้ดว้ ยเทคโนโลยหี ้องเรยี นเสมือนจรงิ (Augmented Reality : AR) เพอ่ื พฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาอตั -ตารคี (ศาสนประวตั ิ) หน่วยการเรยี นรู้ ชวี ประวัตนิ บีอาดัมและนบีอูลลู อซั มี ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรียนท่ี 2 ปี การศกึ ษา 2564 โรงเรยี นบ้านรสู ะมิแล พบวา่ นักเรยี นมผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลงั เรียนสูงกว่า กอ่ นเรยี น อภิปรายผล ผลการสอนโดยใช้สื่อการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีห้องเรียนเสมือนจริง (Augmented Reality : AR) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาอัต-ตารีค (ศาสนประวัติ) หน่วยการเรียนรู้ ชีวประวัตินบีอาดัมและนบีอูลูลอัซมี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า คะแนนเฉลี่ยร้อยละหลังเรียนสูง กวา่ กอ่ นเรยี น +27.21
ขอ้ เสนอแนะ ควรมีการพัฒนาสื่อมัลติมีเดียให้สามารถเคลื่อนที่ และสามารถ รันบนระบบปฏิบัติการ ios และ windows phone
แบบบันทกึ คะแนนการเรียนการสอนโดยใช้ส่อื การเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี ห้องเรยี นเสมอื นจริง (Augmented Reality : AR) รายวชิ าอตั -ตารคี (ศาสนประวัติ) หนว่ ยการเรียนรู้ ชีวประวัตินบอี าดัมและนบีอลู ลู อัซมี ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5 ปีการศึกษา 2564 ผลคะแนนการทดสอบ ที่ ช่ือ ก่อนเรียน (20) หลังเรียน (20) ผลต่าง 1 เด็กชายมฮู ัมหมดั บือซา 8 12 +4 2 เดก็ ชายมฮู ำหมดั อาลีฟ บือราเฮง 5 11 +6 3 เดก็ หญงิ นรู อาซกี ีน ดอเลาะ 7 12 +5 4 เดก็ หญิงนาดีญา หะยียามา 7 13 +6 5 เดก็ ชายฮลิ มี เจะมะ 11 15 +4 6 เด็กชายอาลีอะหมดั เจะมะ 5 10 +5 7 เดก็ หญงิ อาอีเสาะ สาและ 7 13 +6 8 เดก็ ชายรอมฎอน สะตาปอ 7 12 +5 9 เด็กชายอาลาวี เจะแม 6 12 +6 10 เด็กชายอริ ฟาน อุเซง็ 8 12 +4 11 เดก็ หญงิ นรู ฟาราเดีย มบู ิง 7 12 +5 12 เดก็ ชายอัลฟริ ฮาน เจะดาโอะ 6 12 +6 13 เด็กหญิงอาลาวียะห์ สาและ 7 13 +6 14 เด็กชายมฮู ำหมดั ซากฟี ดาโอะ 5 11 +6 15 เดก็ ชายซกู รู นยั สะแม 5 11 +6 16 เดก็ หญงิ ฮาสบูนา เจะ๊ อามะ 6 12 +6 17 เดก็ ชายฮัมดัม สุหลง 5 10 +5 18 เดก็ หญงิ อาวาตสิ วานิ 6 12 +6 19 เด็กหญงิ ซลั วา ดาราแม 12 16 +4 20 เด็กหญงิ นูรอยั นี เซ็ง 9 13 +4 21 เด็กหญิงนุรอยั ซะห์ มะสาแม 7 12 +5 22 เดก็ หญิงนรู ไอนี ตาฮา 7 12 +5 23 เดก็ หญงิ นูรฟาดีละห์ อามะ 7 13 +6 24 เด็กชายมฮู ำหมดั ฟยั ศอ๊ ล หะยสี ะแม 8 13 +5 25 เดก็ หญิงฟาตีเมาะห์ อิเฮง 7 13 +6
26 เดก็ หญงิ แวนัสรีน แวอมุ าร์ 7 13 +6 27 เด็กชายรฟิ ฮาน บือราเฮง 5 12 +7 28 เด็กชายมฮู ำหมดั ซซั วาน เจะเตะ 5 11 +6 29 เดก็ หญงิ มาดีฮะห์ ฮามะ 5 11 +6 30 เด็กหญิงฟาตฮี ะห์ เจะ๊ ลี 6 11 +5 31 เดก็ ชายอมิ รอน มามะ 5 11 +6 32 เด็กชายนครินทร์ เจะ๊ ปอ 7 12 +5 33 เด็กชายอัมรนั จารง 6 12 +6 34 เด็กชายอดำ จารง 6 12 +6 227 412 +185 รวม 33.38 60.59 +27.21 ร้อยละ
วิจยั ในชัน้ เรียน ปีการศกึ ษา 2564 ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6 นางสาวซไุ ลดา หะยดี อเลาะ ครชู ำนาญการโรงเรียนบ้านรสู ะมิแล วจิ ยั ในชั้นเรยี น ปกี ารศกึ ษา 2564
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125