100 พระไตรปิฎก และคมั ภรี อ์ รรถกถา พรอ้ มทงั้ ชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ ระดบั ชนั้ ของชวี ติ ในอุดมคตทิ งั้ 3 ระดบั น้ไี ปพรอ้ มๆ กนั ดว้ ย อดุ มคติชีวิตข้อท่ี 1 ศรทั ธา ศรทั ธา นบั เป็นคุณสมบตั ปิ ระการแรก มกี ลา่ วไวห้ ลายมติ ิ สาหรบั คฤหสั ถ์ ศรทั ธาเป็นคุณสมบตั ปิ ระการแรกของสตั บุรษุ 300 ตรสั สรรเสรญิ ผอู้ ยคู่ รองเรอื นว่า ถ้ามี ศรทั ธาช่อื ว่าตงั้ อย่ใู นธรรม301 สาหรบั บรรพชติ หากไม่มศี รทั ธาพระพุทธเจา้ กแ็ นะนา ภกิ ษุทงั้ หลายวา่ ไมพ่ งึ ใหอ้ ุปสมบท302 ผมู้ ศี รทั ธาไดร้ บั การยกเวน้ ว่าไมต่ ้องถอื นิสสยั ก็ ได3้ 03 ในหมวดธรรมว่าดว้ ยอนิ ทรยี ์ 5 ขน้ึ ตน้ ดว้ ยศรทั ธา คอื การเช่อื ในปญั ญาการตรสั รู้ของพระพุทธเจ้า304 พระพุทธเจ้านับศรทั ธาเป็น 1 ในอริยทรัพย์ คือทรพั ย์อัน ประเสรฐิ เพราะมอี ุปการะมาก305 ในหมวดธรรมว่าด้วยพละ คือความเป็นกาลัง ศรทั ธา ไดร้ บั การตรสั ถงึ เป็นลาดบั แรก306 เป็น 1 ในธรรม 7 ประการทเ่ี ป็นไปในฝา่ ย คุณวเิ ศษ307 ในสทั ธสูตรแสดงถงึ อานิสงสข์ องผู้มศี รทั ธาว่า สตั บุรุษทงั้ หลายผสู้ งบใน โลก ย่อมสงเคราะหผ์ ูม้ ศี รทั ธาก่อน เขา้ ไปหาผู้มศี รทั ธาก่อน ย่อมต้อนรบั ผู้มศี รทั ธา ก่อน ย่อมแสดงธรรมแก่ผมู้ ศี รทั ธาก่อน ผู้มศี รทั ธาหลงั จากตายแล้วยอ่ มไปบงั เกดิ ใน สคุ ตโิ ลกสวรรค์ ผมู้ ศี รทั ธาเปรยี บเหมอื นตน้ ไทรใหญ่ทท่ี างส่ีแพร่ง308 ความทศ่ี รทั ธามี บทบาทสาคญั ในชวี ติ พระพุทธเจา้ จงึ ตรสั ไวว้ ่า ศรทั ธาเป็นเพ่อื นของบุรุษ309 ศรทั ธา เป็นพชื 310 ศรทั ธาเป็นทรพั ยเ์ คร่อื งปล้มื ใจท่ปี ระเสรฐิ 311 ท่สี าคญั ผู้มศี รทั ธาเป็นผู้ท่ี 300 ม.อุปร.ิ ไทย) 14/92/107. 301 ส.ส. ไทย) 15/75/82. 302 ว.ิ ม. ไทย) 4/84/125. 303 ว.ิ ม. ไทย) 4/103/158. 304 ส.ม. ไทย) 19/479/287. 305 ท.ี ปา. ไทย) 11/357/397. 306 อ.สตฺตก. ไทย) 23/4/5. 307 ท.ี ปา. ไทย) 11/357/400. 308 อ.ปํฺจก. ไทย) 22/38/59. 309 ส.ส. ไทย)15/59/71. 310 ส.ส. ไทย)15/197/284. 311 ส.ส. ไทย)15/246/352
101 สอนให้รแู้ จง้ ได้ง่าย ส่วนผูไ้ ม่มศี รทั ธาสอนใหร้ แู้ จง้ ได้ยาก312 อกุศลธรรมเขา้ มาไม่ได้ ตลอดเวลาท่ศี รทั ธาในกุศลธรรมทงั้ หลายยงั ตงั้ มนั่ อยู่313 ผู้ไม่มศี รทั ธาเปรยี บเหมอื น บอ่ ไมม่ นี ้า314 ผู้ประกอบด้วยศรทั ธา ย่อมได้รบั การยกย่องเป็นพเิ ศษ เช่นในองั คุตตร นกิ าย ปญั จกนบิ าตยกยอ่ งผมู้ ศี รทั ธาว่า เป็น 1 ในคุณสมบตั อิ ุบาสกแกว้ อุบาสกปทุม อุบาสกบุณฑรกิ 315 ตรงกนั ข้ามถ้าเป็นอุบาสก แต่ไม่ประกอบด้วยศรทั ธาก็จะได้รบั ขนานนามว่า เป็นอุบาสกจณั ฑาล เป็นอุบาสกเศรา้ หมอง เป็นอุบาสกน่ารงั เกยี จ316 สาคญั ยงิ่ ไปกว่านนั้ คอื ศรทั ธายงั เป็นมลู ของสมั มาทฏิ ฐดิ ว้ ย317 ศรทั ธาย่อมรวบรวมไว้ ซง่ึ เสบยี ง ศรทั ธาเป็นเพ่อื นสองของบุรุษ บุคคลย่อมขา้ มโอฆะไดด้ ้วยศรทั ธา ศรทั ธา เป็นเหมอื นเสาระเนียดท่กี นั้ อกุศลธรรมทงั้ หลาย ใหต้ งั้ อย่ดู ้วยดไี ม่หวนั่ ไหวในกุศล ธรรมทงั้ หลาย พระอรยิ สาวกกระทาศรทั ธาใหเ้ ป็นดุจเสาระเนียดย่อมละอกุศลได้318 เป็นตน้ หลกั ฐานขา้ งตน้ เป็นเพยี งส่วนหน่ึงของการพรรณนาถงึ ความสาคญั และ บทบาทของศรทั ธาในพุทธปรชั ญา โดยเฉพาะศรทั ธาพ้นื ฐานท่จี าเป็นต้องมสี าหรบั ชีวิต ประการ คือ 1) กัมมสัทธา เช่ือกรรม 2) วิปากสัทธา เช่ือผลของกรรม 3) กมั มสั สกตาสทั ธา เช่อื ว่าเรามกี รรมเป็นของๆ ตน 4) ตถาคตโพธสิ ทั ธา เช่อื ในการ ตรสั รขู้ องพระพุทธเจา้ ศรทั ธาจงึ เป็นอุดมคตขิ องชวี ติ และเป็นพน้ื ฐานสาหรบั ความดงี ามทงั้ ปวง ไม่ว่าจะในฐานะฆราวาสวิสยั หรอื สมณวิสยั ศรทั ธาล้วนมีบทบาทสาคญั เป็นไป เพอ่ื ใหไ้ ดส้ ง่ิ ทน่ี ่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาไดอ้ ยากในโลก วเิ คราะหจ์ ากสมั ปทา 4) เป็นทงั้ กาลงั วเิ คราะหจ์ ากพละ 5) เป็นทงั้ อรยิ ทรพั ย์ วเิ คราะหจ์ ากอรยิ ทรพั ย์ 7) เป็นทงั้ เคร่อื งพฒั นาใหเ้ กดิ ความเจรญิ ดงี าม วเิ คราะห์จากอรวิ ฑั ฒิ 5) เป็นทงั้ เคร่อื ง 312 ข.ุ ปฏ.ิ ไทย) 31/111/173. 313 อ.ปํฺจก. ไทย) 22/5/8. 314 ข.ุ ชา. ไทย) 28/130/25. 315 อ.ปํฺจก. ไทย) 22/175/293. 316 อ.ปํฺจก. ไทย) 22/175/292. 317 อ.เอก.อ. ไทย) 1/2/328. 318 อ.สตฺตก.อ. ไทย) 4/234.
102 ปลุกปลอบใจให้เขม้ แขง็ วเิ คราะห์จากเวสารชั ชกรณธรรม 5) เป็นทงั้ เคร่อื งดาเนิน ชวี ติ คู่ วเิ คราะห์จากสมชวี ธิ รรม 4) เป็นทงั้ เคร่อื งดาเนินชวี ติ ของสตั บุรุษทงั้ หลาย วเิ คราะหจ์ ากสปั ปรุ สิ ธรรม 7) ดว้ ยเหตุดงั กล่าว พระพุทธเจา้ จงึ ตรสั ว่า “ศรทั ธาตงั้ มนั่ แลว้ ยงั ประโยชน์ใหส้ าเรจ็ ” 319 อดุ มคติชีวิตข้อท่ี 2 ประพฤติธรรม หลกั การสาคญั ของพุทธปรชั ญาคอื ผปู้ ระพฤตธิ รรมยอ่ มอยเู่ ป็นสขุ 320 ธรรม ในคาว่า ประพฤตธิ รรม มนี ัยหลากหลายตามบรบิ ท เช่น บรบิ ทท่ี พระพทุ ธเจา้ ตรสั พระธรรมเทศนาแก่พระราชบดิ าความตอนหน่ึงว่า “พงึ ประพฤตธิ รรม ใหส้ จุ รติ ” 321 ยอ่ มมนี ยั ลกั ษณะหน่ึง, ในบรบิ ททพ่ี รรณนาถงึ ธรรมสาหรบั ประพฤตขิ อง บุคคล 7 จาพวก ได้แก่ ภิกษุ, ภิกษุณี, สกิ ขมานา, สามเณร, สามเณร,ี อุบาสก, อุบาสกิ า322 ย่อมมนี ัยเฉพาะอกี ลกั ษณะหน่ึง เพราะบางบรบิ ทมงุ่ เป็นไปเพ่อื ความส้นิ ไปแห่งทุกข์ เพ่ือความดบั แห่งชราและมรณะ323, บริบทของธรรม ในประโยคว่า “บุคคลแมใ้ ดย่อมประพฤติธรรม ประพฤตสิ ะอาด เป็นผู้เล้ยี งภรรยา และเม่อื ของมี น้อยก็ให้ได.้ ..” 324 ย่อมมคี วามหมายอกี นัยหน่ึง กล่าวคอื ในบทน้ี ในอรรถกถาท่าน หมายเอากุศลกรรมบถ 10 ประการ325 ในพระบาลยี งั มขี อ้ ความทพ่ี รรณนาถงึ การประพฤตธิ รรมต่า สาหรบั เหล่า ปถุ ุชนทวั่ ไป ท่หี นั หลงั ใหอ้ รยิ ธรรม326 และผูป้ ระพฤตธิ รรมชนั้ สูง327 ธรรมทงั้ หลายท่ี ปุถุชนส่วนใหญ่ประพฤติจงึ แค่เพยี งนาผู้ประพฤตไิ ปสู่สุคตหิ รอื บนั เทงิ ในโลกสวรรค์ อรรถกถาเรียกว่าเป็นมรรคท่ีจะให้ดาเนินไปสู่สุคติ328 ขณะท่ีอย่างหลงั เป็นการ 319 ส.ส. ไทย) 15/52/67. 320 ข.ุ ธ. ไทย) 25/168/85., ข.ุ ช. ไทย) 27/64/239. 321 ว.ิ ม.อ. ไทย) 5/1/293. 322 ม.ม.ู อ. ไทย) 1/2/21. 323 ส.น.ิ อ. ไทย) 2/241. 324 ส.ส.อ. ไทย) 1/1/168. 325 ส.ส.อ. ไทย) 1/1/168., ส.ส.อ. ไทย) 1/1/527. 326 อ.เอก.อ. ไทย) 1/1/110. 327 อ.เอก.อ. ไทย) 1/2/386. 328 อ.ตกิ .อ. ไทย) 1/3/207.
103 ประพฤติธรรมอนั ประเสรฐิ เป็นอาจาระสูงสุด บางแห่งท่านเน้นไปถึงปฏิบตั ิทาง วปิ สั สนาอนั เป็นธรรมสมควรแก่อรยิ ธรรม329 หรอื ธรรมทส่ี มควรแก่โลกุตรธรรม 9330 การจาแนกธรรมออกเป็นหมวดหมู่ ตามเพศ ตามวยั ตามสถานะของแต่ ละบุคคล สะทอ้ นหลกั การเร่อื งความหลากหลาย ซ่งึ บุคคลสามารถเลอื กมาประพฤติ ปฏบิ ตั ใิ หเ้ หมาะสม หรอื สอดคลอ้ งกบั ฐานะของตนๆ เช่น ธรรมะสาหรบั ผคู้ รองเรอื น, ธรรมะสาหรบั ผู้รบั ราชการ, ธรรมะสาหรบั พ่อค้า, ธรรมะสาหรบั นายจ้าง, ธรรมะ สาหรบั ลูกจา้ ง เป็นต้น แมใ้ นธรรมสาหรบั บรรพชติ ก็มกี ารจาแนกแยกแยะธรรมให้ เหมาะสมกบั การปฏบิ ตั ติ ามสมควร เช่น ธรรมสาหรบั ภกิ ษุผทู้ าหน้าทใ่ี นการแจกของ สงฆ์, ธรรมสาหรบั ภิกษุผู้พยาบาลภิกษุไข้, ธรรมสาหรบั อันเตวาสกิ พงึ ปฏิบตั ิต่อ อุปชั ฌาย-์ อาจารย,์ ธรรมสาหรบั การขดั เกลาศลี สมาธิ ปญั ญา เพ่อื นาส่คู วามหลุดพน้ เป็นตน้ ธรรมดงั กล่าวขา้ งต้นแมบ้ างประเภท ไม่มกี ารแบ่งระดบั ชนั้ ต้น ชนั้ กลาง ชนั้ สูงไวเ้ ป็นการเฉพาะ แต่หากยดึ หลกั บารมี 30 ซง่ึ แบ่งเป็นชนั้ ปกต/ิ ธรรมดา ชนั้ อุป ปารมี และชนั้ ปรมตั ถปารมี ก็จะเหน็ แนวทางสาหรบั การถอื ปฏบิ ตั ใิ ห้สอดคล้องกบั กาลงั ของตนๆ331 ดงั นนั้ ไมว่ ่าจะอย่ใู นสถานะใด ทุกคนลว้ นมธี รรมทจ่ี ะต้องปฏบิ ตั ใิ ห้ สอดคลอ้ งกบั สถานะของตนๆ อดุ มคติชีวิตข้อท่ี 3 มสี จั จะ สจั จะถือเป็นบารมธี รรมหมวดหน่ึงท่ีสาคัญ และมีบทบาทสูงในพุทธ ปรชั ญา แมพ้ ระพุทธเจา้ เม่อื ครงั้ เสวยพระชาตเิ ป็นพระโพธสิ ตั ว์ ก็ได้บาเพญ็ สจั จะ บารมที งั้ 3 ระดบั คอื ตงั้ แต่ระดบั บารมี อุปบารมี และปรมตั ถบารมี ซ่งึ เป็นบารมขี นั้ สงู สุด อนั บุคคลทวั่ ไปกระทาไดย้ ากยงิ่ ถงึ กบั ตรสั ว่า “บุคคลทม่ี สี จั จะเสมอเราไมม่ ”ี 332 ครนั้ ตรสั รแู้ ลว้ ก็แสดงนัยแห่งความสาคญั ขอสจั จะไว้หลายสถาน เป็นต้นว่า “มุนีพงึ เป็นผมู้ สี จั จะ”333 “ผใู้ ดมสี จั จะ เทย่ี งธรรม ไมเ่ บยี ดเบยี น สารวม ฝึกฝน ผนู้ นั้ แหละเป็น 329 อ.สตฺตก.อ. ไทย) 4/624. 330 อ.ทสก.อ. ไทย) 5/377.. 331 ดแู นวทางใน ข.ุ พทุ ธ. ไทย) 33/122/776. 332 ข.ุ จรยิ า. ไทย) 33/70/767. 333 ข.ุ ม. ไทย) 29/176/502.
104 ผคู้ ายกเิ ลสดุจธุลแี ลว้ เป็นปราชญ์ เราเรยี กว่าเถระ” 334 ผมู้ สี จั จะสมบรู ณ์เป็นผตู้ งั้ มนั่ อยู่ในคุณธรรมทงั้ ปวง เป็นผูส้ ามารถบาเพญ็ โพธสิ มภารทงั้ ปวงให้บรสิ ุทธไิ ์ ด้ กระทา กจิ แห่งโพธสิ มภารทงั้ ปวงโดยไมใ่ หผ้ ดิ สภาวธรรม พระนามของพระพุทธเจา้ ว่า “ตถาคต” ก็มนี ยั สะท้อนหลกั การเรอ่ื งสจั จะ อรรถกถาท่านแยกศพั ท์ว่า คต ศพั ท์ในบทน้ี มอี รรถว่าคาพูด อกี นัยหน่ึง คาพูดนัน่ แหละช่อื ว่า อาคท อธบิ ายว่า การกล่าว คากล่าวของพระตถาคตเป็นความจรงิ ไม่ เปลย่ี นแปลง แผลง ท เป็น ต จงึ เป็น ตถาคต แมก้ ารกระทากน็ ัยนัน้ คอื การกระทา กค็ ลอ้ ยตามวาจา วาจาคลอ้ ยตามการกระทา จงึ มคี าพดู ทานองว่า พดู อย่างไร ทาอย่ง นนั้ และทาอยา่ งไรกพ็ ดู อยา่ งนนั้ 335 สอดคลอ้ งกบั พระพทุ ธพจน์ทว่ี ่า ภกิ ษุทงั้ หลาย ตถาคตพดู อยา่ งใด ทาอยา่ งนนั้ ทาอยา่ งใด พดู อยา่ งนนั้ . ดว้ ยเหตุทต่ี ถาคตพดู อย่างใด ทาอยา่ งนนั้ , ทาอยา่ งใด พดู อยา่ งนนั้ บณั ฑติ จงึ ขนานพระนามวา่ ตถาคต336 แม้ในการดาเนินชีวิตในฆราวาสวิสัย สัจจะก็มีความจาเป็น เปรียบ เหมอื นกบั เขม็ ทศิ ทน่ี าพาผยู้ ดึ มนั่ พุง่ ตรงต่อเป้าหมาย บาลสี งั ยตุ ตนิกาย สคาถวรรค มี พระคาถาบทหน่งึ สะทอ้ นใหเ้ หน็ ความสาคญั ของสจั จะ บคุ คลครองเรอื น ประกอบดว้ ยศรทั ธา มธี รรม 4 ประการน้ี คอื สจั จะ ธรรม ธติ ิ จาคะ ละโลกน้ไี ปแลว้ ยอ่ มไมเ่ ศรา้ โศก337 สจั จะจงึ เป็นท่คี วรตงั้ ไว้ในใจ ในพุทธอุทานแสดงเหน็ ว่า สจั จะเป็นทาง แห่งความบรสิ ุทธอิ ์ ย่างแท้จรงิ ของสรรพสตั ว์338 ในท่บี างแห่งท่านแสดงความสาคญั ของสจั จะไวเ้ ช่อื มโยงไปถงึ เกยี รตยิ ศชอ่ื เสยี ง เช่นบาลวี า่ บคุ คลยอ่ มไดร้ บั ช่อื เสยี งดว้ ย 334 อ.เอก.อ. ไทย) 1/2/394. 335 ข.ุ ปฏ.ิ อ. ไทย) 7/1/571. 336 อ.จตุกก. ไทย) 21/ 337 ส.ส. ไทย) 15/246/354. 338 ข.ุ อ.ุ . ไทย) 25/9/183., ข.ุ อุ.อ. ไทย) 9/79.
105 คาสตั ย์339 เป็นต้น เหตุนัน้ ท่านจงึ สอนให้ตงั้ มนั่ อยู่ในสจั จะ ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส ผู้ ครองเรอื น หรอื บรรพชติ ผสู้ ละเรอื นแลว้ 340 อน่ึง สจั จะ ในบรบิ ทของพุทธปรชั ญา ท่านจาแนกเป็น 3 ประเภท341 ได้แก่ 1) วาจาสจั จะ 2) ญาณสจั จะ และ 3) มรรคสจั จะ แต่สจั จะในบรบิ ทน้ี มุ่งเอา วาจาสจั จะ คอื จรงิ ต่อคาพดู พดู คาจรงิ ไมโ่ กหกหลอกลวงใหเ้ หน็ เป็นประการอ่นื จากท่ี พดู ไปแลว้ ผมู้ วี าจาสตั ย์ ยอ่ มไดร้ บั ความเช่อื ถอื และความเคารพ มกี รณีตวั อย่างให้ ปรากฏอยู่ทวั่ ไปในคมั ภรี ์ เช่น กรณีตวั อย่างของอธมิ ุตตกะสามเณร342 ซ่งึ เดนิ ทาง กลบั ไปปรกึ ษาโยมมารดาทบ่ี า้ นเกดิ แต่ระหว่างทางถูกโจรจบั เอาไว้ ท่านเหน็ ว่าไม่ได้ การ จงึ ได้เจรจากบั หวั หน้าโจรถงึ ความประสงค์ และก็ไดพ้ ูดถงึ ผลเสยี หากฆ่าสมณะ หวั หน้าโจรคลอ้ ยตามจงึ ปล่อยสามเณร แต่มเี ง่อื นไขว่า จะตอ้ งไม่ไปบอกใครว่ามโี จร ปา่ ซุ่มอยบู่ รเิ วณแห่งน้ี ซง่ึ สามเณรกร็ บั คา เมอ่ื สามเณรไปถงึ บา้ นโยมแมก่ ไ็ ดส้ อบถาม โยมแม่ และพดู คยุ เรอ่ื งกาหนดวนั อุปสมบทใหท้ ราบ จากนนั้ กล็ ากลบั เม่อื ถงึ วนั อุปสมบท โยมแม่ก็ออกเดนิ ทางไปหาลูกสามเณร พรอ้ มกับ ญาติ แต่พอมาถงึ ดงั กล่าวก็ถูกโจรกลุ่มเดมิ จบั ทรมานอยู่ ในขณะทท่ี รมานก็ไดพ้ ูดถงึ สามเณรรปู หน่ึง ทาใหผ้ เู้ ป็นแมท่ ราบว่า โจรกาลงั พูดถงึ ลกู สามเณร จงึ ไดแ้ สดงตวั ว่า ตนเป็นแมส่ ามเณร แลว้ กแ็ นะนาใหท้ ราบวา่ คนทเ่ี หลอื เป็นอะไรกบั สามเณรบา้ ง ทาให้ โจรเกดิ ความเล่อื มใสในสามเณรมากขน้ึ ท่ีรกั ษาสจั จะไว้ กระทงั่ แมม้ ารดาของตนก็ ไม่ได้บอก จงึ ไดป้ ล่อยตวั ไป โจรทงั้ หมดครนั้ เกดิ ความเล่อื มใสแลว้ กไ็ ปหาสามเณร สามเณรไดพ้ าไปหาอุปชั ฌาย์ และไดท้ าการอุปสมบททงั้ หมด ในสมยั ก่อนมที าเนียมกษตั รยิ ต์ รสั แลว้ ไมค่ นื คา343 ซง่ึ สะทอ้ นแนวคดิ เรอ่ื ง สจั จะของผูท้ ่ที าหน้าทใ่ี นการปกครองแผ่นดนิ ก่อใหเ้ กดิ ทาเนียมต่างๆ เก่ยี วกบั การ ถอื พพิ ฒั น์สตั ยา ซง่ึ ตอ้ งการใหเ้ กดิ การยดึ มนั่ ในคาสตั ยใ์ นการบรหิ ารแผ่นดนิ แมเ้ หล่า เสนาอามาตย์ทงั้ หลายก็ให้ถอื ลกั ษณะเดยี วกนั แสดงให้เห็นถึงความสาคญั ของคา 339 ส.ส.อ. ไทย) 1/2/448. 340 ข.ุ จรยิ า.อ. ไทย) 9/3/611. 341 ข.ุ ส.ุ อ. ไทย) 1/6/846. 342 ข.ุ สคา.อ. ไทย) 1/1/157-159. 343 ส.สฬา.อ. ไทย) 4/1/37.
106 สตั ยต์ งั้ แต่ระดบั ประเทศ ระหว่างประเทศ ซ่งึ เป็นหน่วยใหญ่สุดของสงั คม กระทงั่ ถงึ ระดบั ครอบครวั หากสามภี รรยาไรส้ จั จะ ขาดความจรงิ ใจต่อกนั กย็ ่อมทาใหค้ รอบครวั แตกแยกได้ สจั จะจงึ เป็นสงิ่ สาคญั ในสงั คมมนุษยท์ ุกระดบั และทุกสถานะไม่ว่าจะเป็น ฆราวาสวสิ ยั หรอื สมณวสิ ยั ดงั กล่าวแลว้ ขา้ งตน้ สจั จะจงึ เป็นรากฐานของธรรมทงั้ หลาย ดงั ประโยคทว่ี ่า “วาจาสตั ยย์ งั ไม่มี แลว้ จะมธี รรมะแต่ทไ่ี หน” 344 สจั จะจงึ เป็นอุดมคตทิ ส่ี าคญั ทงั้ ในระดบั โลกยิ สุข และโล กุตรสขุ อดุ มคติชีวิตข้อที่ 4 ดาเนินชีวิตด้วยปัญญา พระพุทธเจา้ ตรสั ไว้หลายแห่งว่า พระธรรมคาสงั่ สอนของพระองคน์ ัน้ มี ปญั ญาเป็นยอด หรอื ปญั ญาเป็นยงิ่ และมวี มิ ุตติเป็นแก่น345 เป็นยอดอย่างไร ทรง อธบิ ายไวว้ า่ “ธรรมทงั้ หลายเราแสดงแลว้ แก่สาวกทงั้ หลายในธรรมวนิ ัยน้ีเพ่อื ความสน้ิ ไปแห่งทุกขโ์ ดยชอบทุกประการ ธรรมทงั้ หลายเราแสดงแล้วแก่สาวกทงั้ หลายเพ่อื ความสน้ิ ไปแห่งทุกขโ์ ดยชอบทุกประการโดยวธิ ใี ดๆ ธรรมทงั้ หลายนนั้ สาวกพจิ ารณา ดว้ ยปญั ญาโดยวธิ นี นั้ ๆ พรหมจรรยม์ ปี ญั ญาเป็นยอด เป็นอยา่ งน้แี ล”346 ปญั ญาได้รบั การยกย่องว่าเป็นรตั นะของคนทงั้ หลาย347 ปญั ญาเป็นแสง สว่างในโลก348 และเป็นเลศิ กว่าความสว่างอ่นื ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสว่างจากดวงจนั ทร์ ความสว่างจากดวงอาทติ ย์ ความสว่างจากไฟ349 หลกั ธรรมต่างๆ โดยเฉพาะส่วนท่ี เป็นกุศลทงั้ หลายจงึ มกั มปี ญั ญาเป็นรากฐานเสมอ เราจงึ พบพระพุทธพจน์ท่แี สดง นัยสาคญั ของปญั ญาในหลากหลายลกั ษณะ เช่น ศรทั ธาเป็นไปตามปญั ญา วริ ยิ ะ เป็นไปตามปญั ญา สตเิ ป็นไปตามปญั ญา สมาธทิ เ่ี ป็นไปตามปญั ญาของอรยิ สาวกผู้มี 344 ดู อ.จตุกฺก. ไทย) 21/245/364, อ.อฏฐก. ไทย) 23/83/409.,อ.ทสก. ไทย) 24/85/126, ข.ุ อติ .ิ ไทย) 25/46/369. เป็นตน้ 345 ส.สฬา.อ. ไทย) 4/1/37. 346 อ.จตุกฺก. ไทย) 21/245/365. 347 ส.ส. ไทย) 15/51/67. 348 ส.ส. ไทย) 15/80/85. 349 อ.จตุกฺก. ไทย) 21/144/210.
107 ปญั ญาย่อมตงั้ มนั่ 350 กุลบุตรผู้มปี ญั ญาย่อมงอกงามเหมอื นพชื ในนางอกงามเพราะ น้าฝน351เหล่าสตั วผ์ มู้ ปี ญั ญายอ่ มบรสิ ทุ ธไิ ์ ดใ้ นศาสนาของพระชนิ เจา้ 352 ปญั ญาในพุทธปรชั ญาแบ่งเป็น 2 ระดบั 353 ได้แก่ 1) โลกิยปญั ญา 2) โลกุตรปญั ญา ทงั้ 2 ระดบั น้ี เก้อื กูลกนั หรอื บางทเี ร่อื งเดยี วกนั อาจเป็นได้ทงั้ โลกยิ ปญั ญาและโลกุตรปญั ญา เช่นเม่อื กล่าวถึงความเพยี รทเ่ี ป็นคตแิ ห่งปญั ญา ถ้าความ เพยี รนัน้ เป็นคตแิ ห่งโลกยิ ปญั ญา กจ็ ดั เป็นโลกยิ ะ แต่ถ้าความเพยี รนนั้ เป็นคตแิ ห่งโล กุตรปญั ญากจ็ ดั เป็นโลกุตระ354 ปญั ญาทงั้ 2 ประเภท มนี ิยามไวห้ ลายลกั ษณะ เช่น ปญั ญาในสภาวธรรม ท่เี ป็นกุศลและอพั ยากฤตในภูมิ 3 ช่อื ว่าโลกยิ ปญั ญา ปญั ญาในมรรค 4 ผล 4 ช่อื ว่าโลกุตรปญั ญา355 หรอื วปิ สั สนาญาณทเ่ี ป็นเคร่อื งกาหนดอาการคอื ไตรลกั ษณ์ ซ่งึ เป็นปญั ญาท่ีย่ิงหรือสูงกว่าบรรดาโลกิยปญั ญา356 ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค นิยาม ความหมายว่า ปญั ญาท่สี มั ปยุตดว้ ยโลกิยมรรค เป็นโลกยิ ปญั ญา ปญั ญาท่สี มั ปยุต ดว้ ยโลกุตรมรรคเป็นโลกุตรปญั ญา บางครงั้ กใ็ ชค้ าว่า ปญั ญาทเ่ี ป็นอารมณ์แห่งอาสวะ ทงั้ หลาย เป็นโลกยิ ปญั ญา ปญั ญาท่ไี ม่เป็นอารมณ์ของอาสวะทงั้ หลายช่อื ว่าเป็นโล กุตรปญั ญา357 ในพุทธปรัชญา ปญั ญาเป็ นเคร่ืองช้ีวัดความเป็นบัณฑิต-พาลได้ เหมอื นกนั เช่นในคมั ภรี ม์ งั คลตั ถทปี นีจาแนกความแตกต่างระหว่างพาล-บณั ฑติ ไวว้ ่า ท่เี รยี กว่าพาลเพราะไม่เป็นอยู่ด้วยปญั ญา ซ่งึ ถอื ว่าเป็นการเป็นอยู่ท่ไี ม่ประเสรฐิ 358 ส่วนบณั ฑติ มลี กั ษณะตรงกนั ขา้ ม คอื เป็นผดู้ าเนินในประโยชน์ทงั้ หลายดว้ ยปญั ญาคติ 350 ส.ม. ไทย) 19/515/328. 351 ข.ุ ชา. ไทย) 27/158/497. 352 ข.ุ อป. ไทย) 32/270/43. 353 อภ.ิ ว.ิ ไทย) 35/752/483. 354 ม.ม.ู อ. ไทย) 1/2/342. 355 อภ.ิ ว.ิ ไทย) 35/767/500. 356 ว.ิ ม.อ. ไทย) 1/1/778. 357 วสิ ทุ ธมิ รรค แปล, 3/1/7. 358 มงั คลตั ถทปี นี แปล 1/20.
108 การเป็นอยู่ด้วยปญั ญาจงึ เป็นการเป็นอยู่ท่ปี ระเสรฐิ นอกจากนัน้ 359 มงั คลตั ถทปี นี พรรณนาถงึ บทบาทสาคญั ของปญั ญาหลายประการ ดงั ขอ้ ความคดั มาต่อไปน้ี ก็ การกล่าวแก้ปญั หาเหน็ ปานนนั้ ดว้ ยพระพุทธลลี า หาใช่กาลงั แห่งชาติ ไมเ่ ลย หาใช่กาลงั แห่งโคตร สกุล ประเทศ ยศ และทรพั ยไ์ ม่ ทแ่ี ทเ้ ป็น กาลงั ของปญั ญา เพราะว่า บุรุษผู้มปี ญั ญาเจรญิ วปิ สั สนาแล้ว ย่อมเปิด ประตู คอื อรยิ มรรค เขา้ ส่นู คร คอื พระนิพพานได้ ยอ่ มแทงตลอดสาวก บารมญี าณบ้าง ปจั เจกสมั โพธญิ าณบา้ ง สมั มาสมั โพธญิ าณบ้าง จรงิ อยู่ บรรดาธรรมอนั ยงั ผู้ปฏบิ ตั ใิ หบ้ รรลุพระนิพพานทงั้ หลาย ปญั ญาเท่านัน้ ประเสรฐิ สุด ธรรมทเ่ี หลอื ลว้ นเป็นบรวิ ารของปญั ญานนั้ 360 ท่านจงึ เปรยี บเทยี บบรรดาศีล สริ ิ ธรรมของสตั บุรุษว่า ปญั ญาประเสรฐิ ทส่ี ุด ทงั้ น้ีเพราะเหตุว่า คุณธรรมทงั้ 3 ประการเหล่านนั้ ย่อมไปตามผูม้ ปี ญั ญาอย่าง เดยี ว คอื เป็นบรวิ ารของปญั ญาเท่านนั้ บณั ฑติ ทงั้ หลายในโลกแก้ปญั หาต่างๆ นาตน และบคุ คลทงั้ หลายออกจากทกุ ข์ หรอื ออกจากปญั หาไดก้ ด็ ว้ ยอาศยั ปญั ญา ดงั นนั้ ท่าน จงึ กล่าวว่า ปญั ญาประเสรฐิ กว่าทรพั ย์361 เพราะผู้มปี ญั ญาย่อมแสวงหาทรพั ยด์ ้วย ต้นทุนแมเ้ ลก็ น้อยเหมอื นกรณีของจุลลกเศรษฐไี ด้ทรพั ย์ 4 แสนภายในระยะเวลาไม่ นานโดยอาศยั หนูเพยี งตวั เดยี วเป็นตน้ ทุน362 359 มงั คลตั ถทปี นี แปล 1/22. 360 มงั คลตั ถทปี นี แปล 2/19. 361 ข.ุ เถร. ไทย) 26/784/470. 362 ส.ส.อ. ไทย) 1/2/446.
109 ตอนที่ 5 สนุ ทรียศาสตรใ์ นพทุ ธปรชั ญา 5.1 ความนา สุนทรยี ศาสตร์ คอื ศาสตรว์ ่าดว้ ยความงามซ่งึ สะทอ้ นออกมาในรปู ของ ศลิ ปะ363 ขณะทต่ี วั ศลิ ปะเองก็เกดิ มาจากแรงกระตุ้นตามธรรมชาตขิ องมนุษยท์ ่มี ตี ่อ ความงาม ความรกั ความจรงิ ความรู้ และความดงี าม ศลิ ปะมมี าก่อนท่มี นุษยจ์ ะมี กฎหมาย หรอื รฐั เราจงึ พบศิลปะของมนุษยแ์ มใ้ นยุคก่อนประวตั ิศาสตร์ สงิ่ ท่มี มี า ค่ขู นานก็สญั ชาตญิ าณรกั ในความรขู้ องมนุษย์ ก็คอื การรกั ในความงามดว้ ย ศลิ ปะใน มมุ มองของปรชั ญาอนิ เดยี จงึ เป็นเร่อื งของแรงผลกั ดนั ตามธรรมชาตทิ ม่ี ตี ่อความงาม ความรกั ความจรงิ ปญั ญา และความด3ี 64 อน่ึง คมั ภรี ด์ งั้ เดมิ ท่เี ป็นแหล่งของพุทธปรชั ญา ทงั้ ในระดบั พระไตรปิฎก และคมั ภรี อ์ รรถกถา มแี นวคดิ เรอ่ื งสุนทรยี ะ หรอื แนวคดิ เก่ยี วกบั ความงามหรอื ไม่ ถา้ มี ความงามในพุทธปรชั ญาเป็นอยา่ งไร มกี ลา่ วไวใ้ นมติ ใิ ดบา้ ง เราจะพจิ ารณาจากตวั บทเท่าท่มี อี ยู่คมั ภรี ์ และแนวโน้มความเป็นไปได้ในการแนวคิดจากตัวบทนัน้ มา อธบิ ายเพ่อื นาเสนอโลกทศั น์เกย่ี วกบั ความงามในพุทธปรชั ญาวา่ มที ่าทอี ย่างไร 5.2 ความสวยกบั ความงาม สง่ิ แรกท่คี วรทาความเข้าใจเป็นเบ้อื งต้นคอื สุนทรยี ศาสตรเ์ ป็นศาสตร์ ท่ีว่าด้วยเร่ืองความงาม และความงามก็มีความหมายต่างจากความสวย ทัง้ คณุ ลกั ษณะของความงามกบั ความสวยกม็ คี วามแตกต่างกนั ความสวยเป็นคณุ สมบตั บิ างอยา่ งทโ่ี น้มน้าวใหค้ นเกดิ ความรสู้ กึ ชอบ และ คุณสมบตั ดิ งั กล่าวน้ีโดยลกั ษณะของมนั กเ็ ป็นของชวั่ คราว เพราะมคี วามเป็นอนิจจงั อย่ใู นตวั เอง คอื มคี วามไม่แน่นอน วนั น้ีสวย แต่ต่อไปวนั ขา้ งอาจจะไม่สวยกไ็ ด้ สวย 363 K.S. Ramaswami Sastri, Indian Aesthetics, (Srirangam: Sri Vani Vilas Press, 1928), p.1. 364 K.S. Ramaswami Sastri, Indian Aesthetics, p.4.
110 ของอกี คนหน่ึง อาจจะไม่สวยสาหรบั อกี คนหน่ึงกไ็ ด้ ความสวยเปล่ยี นแปลงไปตาม กาลเวลา เช่นเราพดู ถงึ ผหู้ ญงิ สวย ความสวยขน้ึ อยกู่ บั วยั ขน้ึ อยกู่ บั ทรวดทรง ขน้ึ อยู่ กบั ผวิ พรรณ ขน้ึ อย่กู บั หน้าตา แต่ทงั้ วยั ทรวดทรง ผวิ พรรณ หน้าตาลว้ นดารงอยไู่ ด้ ชวั่ ระยะเวลาหน่ึง ครนั้ เลยวยั ไป ทรวดทรง ผวิ พรรณ หน้าตาก็เปล่ยี นแปลงไปตาม กาลเวลา ความสวยกห็ มดไป บา้ นทเ่ี ราอาศยั อยู่ รถทเ่ี ราขบั ตลอดจนวตั ถุต่างๆ ลว้ น ตกอย่ใู นภาวะอยา่ งเดยี วกนั คอื ไม่แน่นอน คลา้ ยกบั สานวนไทยทท่ี ราบกนั โดยทวั่ ไป ว่า ความสวยไมค่ งท่ี ความงามมลี กั ษณะตรงกนั ขา้ ม คอื ไมใ่ ช่ของชวั่ คราว ความงามเป็นความ จรงิ อย่างหน่ึงท่แี ฝงอยู่ในบรรดาศิลปะทงั้ หลายท่มี นุษย์สร้างข้นึ มา ทงั้ น้ีรวมทงั้ ท่ี ปรากฏในธรรมชาตขิ องสรรพสงิ่ ความงามเป็นสงิ่ ท่มี คี ุณค่า ซง่ึ อยู่ในระดบั เดยี วกนั กับความจรงิ ในทางอภิปรชั ญา ความรู้ในทางญาณวทิ ยา และความดีในทางจรยิ ศาสตรท์ ช่ี ่วยทาใหช้ วี ติ มนุษย์ และสงั คมมนุษยม์ คี วามสมบรู ณ์ยงิ่ ขน้ึ ความงามแมจ้ ะ เป็นความรสู้ กึ ของแต่ละคนทม่ี ตี ่อศลิ ปะ แต่ความรสู้ กึ ดงั กล่าวน้ีกม็ เี ง่อื นไขร่วมกนั ท่ี เป็นมาตรฐานในการตดั สนิ ได้ เช่น จติ สงบสมบูรณ์ การระลกึ หรอื ยอ้ นระลกึ ถงึ อะไร บางอยา่ ง การทาใหอ้ ารมณ์ความรสู้ กึ ทค่ี ลมุ เครอื ไดค้ ลค่ี ลายออกมา เป็นตน้ 5.3 ธรรมชาติของความงาม มีพ ร ะ บ า ลีห ล า ย แ ห่ ง ท่ีส ะ ท้ อ น มุ ม ม อ ง พุ ท ธ ป รัช ญ า ใ น แ ง่ สุ น ท รีย ะ ท่ี หลากหลายมติ ิ เช่น พระบาลใี นขทุ ทกนิกาย ธรรมบททว่ี ่า “ท่านทงั้ หลายจงมาดูโลกน้ี ทว่ี จิ ติ รดุจราชรถ” 365 “อารามอนั วจิ ติ ร ปา่ อนั วจิ ติ ร สระโบกขรณีท่สี รา้ งอยา่ งดี ยงั ไม่ ถึงเศษ 1 ส่วน 16 แห่งภูมิสถานอันร่ืนรมย์ของมนุษย์”366 “ภิกษุทัง้ หลาย ขนั ติ และโสรจั จะเช่นน้ีได้เกิดขน้ึ แล้วแก่พระราชาเหล่านัน้ ผู้ทรงอาญาทรงถอื ศัสตราวุธ การท่พี วกเธอบวชในธรรมวนิ ัยอนั เรากล่าวไวด้ แี ล้วอย่างน้ีจะพงึ มคี วามอดทนและ ความสงบเสงย่ี มนนั้ กจ็ ะพงึ งดงามในธรรมวนิ ัยน้ีแน่” 367 “ภกิ ษุทงั้ หลาย สตั วด์ ริ จั ฉาน พวกนัน้ ยงั มคี วามเคารพยาเกรง ดาเนินชวี ติ อยู่อย่างเสมอภาคกนั ภกิ ษุทงั้ หลาย การทพ่ี วกเธอเป็นผบู้ วชแลว้ ในธรรมวนิ ัยทเ่ี รากล่าวดแี ลว้ มคี วามเคารพมคี วามยา 365 ข.ุ ธ. ไทย) 25/171/86. 366 ส.ส. ไทย) 15/261/382. 367 ว.ิ ม. ไทย) 5/463/353.
111 เกรงกนั และกนั ดาเนินชวี ติ อยา่ งเสมอภาคกันจะพงึ งดงามในธรรมวนิ ัยน้ี” 368 “ขา้ แต่ มหาราช ขอพระองคท์ อดพระเนตรอุโมงคท์ ่สี รา้ งไวด้ แี ล้วงดงาม เรอื งรองดว้ ยถ่อง แถวแห่งกองพลชา้ ง กองพลมา้ กองพลรถ และกองพลราบซง่ึ เขาทาเป็นรปู ปนั้ และ เป็นลวดลายไวท้ ส่ี าเรจ็ ดแี ลว้ เถดิ ” 369“ จากตัวอย่างข้างต้น สะท้อนให้เป็นว่า ความงามเป็นธรรมชาติท่ีมีอยู่ ประจาโลก และความงามนัน้ มหี ลากหลายมติ ิ เช่น มติ ทิ างกายภาพ เรยี กว่า รปู งาม เหมอื นการพจิ ารณาโลกในแง่วจิ ติ รเพราะการประดบั ประดาตกแต่งต่างๆ เปรยี บได้ กบั ราชรถ, มติ ทิ างทางการกระทา เช่นความสงบเสงย่ี ม สารวม ความอดทน อดกลนั้ ความเคารพยาเกรงกนั และกนั ถอื เป็นความงามของพระภกิ ษุในพระธรรมวนิ ยั ขณะท่ี ความงามของหญิงงามเมอื ง อยู่ท่ลี กั ษณะหน้าตา และศิลปะการแสดงท่ที าให้คน ประทบั ใจ, มิติของคาพูด เช่นวาจาท่ีเป็นสุภาษิต ซ่ึงเปล่งออกมาแล้วก่ อให้เกิด ความรู้สกึ ดีงาม พรรณนาออกมาเป็นภาษาวรรณกรรมว่า งามในเบ้อื งต้น งามใน ท่ามกลาง และงามในท่สี ุด ความงามจงึ เป็นธรรมชาตทิ ่มี อี ย่ทู งั้ ในระดบั โลกยิ ะ และ โลกุตตระ ความงามเป็นธรรมชาตอิ ย่างหน่ึงทม่ี มี าค่กู บั ความไม่งาม และงาม-ไม่งาม น้กี ม็ คี โู่ ลก พระพุทธเจา้ ผทู้ รงหยงั่ รกู้ ารจตุ แิ ละการอุบตั ขิ องสตั วโ์ ลกทงั้ หลาย พระองค์ ก็ทรงพจิ ารณาเหน็ หม่สู ตั วท์ ่กี าลงั จุติ กาลงั เกดิ ทงั้ ชนั้ ต่า-ชนั้ สูง, งาม-ไม่งาม, ด-ี ไม่ ด3ี 70 แสดงให้เห็นว่า งาม-ไม่งาม เป็นคุณสมบตั ิอย่างหน่ึงในบรรดาคุณสมบตั ิอีก หลายประการท่มี อี ยู่ในโลก งามไม่งามอิงอาศยั กนั ดงั นัยท่ที ่านพรรณนาไว้ว่า “ก็ ความไม่งาม กาหนดแลว้ ด้วยความงาม และความงาม กาหนดแลว้ ดว้ ยความไม่งาม เม่อื ความไม่งามมอี ยู่ ความงามก็ปรากฏได้” 371 พุทธปรชั ญาใช้ความงาม-ไม่งามน้ี เป็นเคร่อื งมอื เพ่อื นาไปส่จู ุดมงุ่ หมายสาคญั คอื ใหเ้ หน็ รแู้ จง้ เหน็ จรงิ เหน็ ความไม่งาม ในความงาม และเห็นความงามในความไม่งาม กระทงั่ นาไปสู่ความหลุดพ้น หรอื เขา้ ถงึ ความงามอกี มติ หิ น่งึ ทอ่ี ยเู่ หนอื ความงามแบบโลก 368 ว.ิ จฬู . ไทย) 7/311/125. 369 ข.ุ ชา. ไทย) 28/763/301. 370 ท.ี ปา. ไทย) 11/158/119., ม.ม. ไทย) 13/15/18 เป็นตน้ 371 ส.น.ิ อ.2/429.
112 5.4 ความดี ความงาม และความสขุ ในคัมภีร์มังคลัตถทีปนี พบนิยามความหมายท่ีเช่ือมโยงเร่ืองการยัง ประโยชน์ให้สาเร็จ โดยการใช้คาอธิบาย 3 คา เพ่อื เช่อื มโยงให้เห็นว่า การยงั ประโยชน์ให้สาเร็จนัน้ คืออย่างไร คาแรกคอื ความดี ถดั มาคอื ความงาม และคา สุดท้ายคือ ความสุข372 ในมงคลสูตรข้อด้วยศิลปะ มีการเช่ือมโยงศิลปะไปหา ประโยชน์ ดงั ข้อความว่า “ศลิ ปะของบรรพชติ นัน้ พระผู้มพี ระภาคตรสั ว่าเป็นมงคล เพราะนามาซง่ึ ประโยชน์ในโลกทงั้ 2 ทงั้ แก่ตนทงั้ แก่คนเหล่าอ่นื ” 373 จากนัน้ ก็ยก เรอ่ื งราวพระอานนทท์ ไ่ี ดอ้ อกแบบจวี ร โดยใชเ้ คา้ โครงรปู ของคนั นาของชาวแควน้ มคธ เป็นตวั อยา่ ง ขณะตามเสดจ็ จารกิ พระผูม้ พี ระภาคเจา้ ในทกั ขณิ าครี ชี นบท แมใ้ นส่วน ศลิ ปะของชาวบ้าน เหน็ ว่ามหี ลากหลาย คมั ภรี จ์ งึ ระบุว่ามากชนิด แต่ความมากชนิด เหล่านัน้ ทรงถือเกณฑว์ ่า ต้องเป็นกจิ กรรมท่เี ว้นจากการเบยี ดเบยี นชีวติ ของสตั ว์ เหล่าอ่นื เว้นจากอกุศลกรรม จงึ จะถอื ว่าเป็นมงคล เพราะนามาซง่ึ ประโยชน์ในโลก น้ี374 จะเหน็ ได้ว่า ประโยคน้ี ท่านก็เช่อื มโยงคาว่า “มงคล” เข้ากับคาว่า “นามาซ่งึ ประโยชน์” เป็นเกณฑต์ ดั สนิ 375 เช่น กรณตี วั อยา่ งของการยกศลิ ปะดดี กรวดของคน 2 คน คนแรกไดร้ บั ความสขุ ในชวี ติ เพราะอาศยั ศลิ ปะนนั้ ไดเ้ ขา้ รบั ราชการสนองพระเจา้ แผน่ ดนิ ในราชสานัก แต่อกี คนหน่ึงตอ้ งตกนรก เพราะใชศ้ ลิ ปะนนั้ กระทาปาณาตบิ าต ขณะกาลงั เดนิ บณิ ฑบาต376 กรณีแรกถอื เป็นมงคล ส่วนกรณีทส่ี องตรงกนั ขา้ ม และ ไมน่ บั เน่อื งเป็นศลิ ปะในความหมายในพทุ ธปรชั ญา 5.5 งามเบอื้ งต้น งามท่ามกลาง งามท่ีสดุ สง่ิ หน่ึงท่มี กั ใช้พรรณนาถงึ หลกั การและวธิ กี ารประกาศธรรม หรอื แสดง ธรรมไม่ว่าจะโดยพระพุทธเจ้า หรอื เหล่าพระสงฆ์สาวก มกั จะยดึ หลกั การร่วมกนั ประการหน่ึงคอื “จงแสดงธรรมมคี วามงามในเบอ้ื งตน้ มคี วามงามในท่ามกลาง และมี 372 มงั คล. ไทย) 1/51. 373 มงั คล. ไทย) 2/23. 374 มงั คล. ไทย) 2/29. 375 มงั คล. ไทย) 2/31. 376 อ่านรายละเอยี ด เร่อื งภกิ ษุฆา่ หงส์ ใน มงั คล. ไทย) 2/142/39-40.
113 ความงามในท่สี ุด” 377 ประเด็นดงั กล่าวจะนามาวเิ คราะห์เพ่อื นาไปสู่การวางกรอบ แนวคิดเร่อื งความงามในพุทธปรชั ญาหรอื ไม่ ถ้าได้ ความงามท่ตี งั้ อยู่บนหลกั การ ดงั กลา่ วควรจะเป็นอะไร หรอื มนี ยั อะไรทางสนุ ทรยี ศาสตร์ ในคัมภีร์อรรถกถา เม่ือไขความนัยแห่งพระพุทธพจน์ดังกล่าว เท่าท่ี ตรวจสอบพบ มกั ให้นัยไปในลกั ษณะต่างๆ ตามบริบท เช่น 1) งามในเบ้ืองต้น หมายถงึ ศีล งามท่ามกลางหมายถงึ อรยิ มรรค งามในท่สี ุดหมายถึงพระนิพพาน 2) เมอ่ื ทรงแสดงธรรมนนั้ จะมากหรอื น้อยกต็ าม ทรงแสดงครบถว้ น 3 ประการ คอื อยา่ ง น้ี แมพ้ ระคาถาเดยี วก็มคี วามงามในเบอ้ื งต้นด้วยบาทแรก มคี วามงามในท่ามกลาง ด้วยบาท่ี 2 และท่ี 3 มคี วามงามในทส่ี ุดด้วยบาททส่ี ุด378 3) งามในเบอ้ื งต้นดว้ ยศลี และสมาธิ งามท่ามกลางด้วยวิปสั สนาและมรรค งามในท่ีสุดด้วยมรรคผลและ นิพพาน379 4) งามเบ้อื งต้นด้วยความบรสิ ุทธแิ ์ ห่งแดนเกดิ เพราะสาสนธรรมมที ่พี ่งึ เป็นแดนเกิด งามในท่ามกลางด้วยความบรสิ ุทธแิ ์ ห่งอรรถ งามในท่ีสุดด้วยความ บรสิ ุทธแิ ์ ห่งกจิ 380 5) ธรรมกถกึ แมอ้ ่นื เม่อื แสดงธรรม พงึ แสดงศลี ในเบ้อื งต้น แสดง มรรคในทา่ มกลาง และแสดงนิพพานในทส่ี ุด น้ีเป็นหลกั หลกั ของธรรมกถกึ 381 6) งาม ในเบอ้ื งต้นเพราะพระพุทธเจา้ เป็นผทู้ รงตรสั รดู้ แี ลว้ งามในท่ามกลางเพราะพระธรรม เป็นธรรมท่ีพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว งามในท่ีสุดเพราะความปฏิบัติแห่ง พระสงฆ3์ 82 7) พระธรรมทบ่ี ุคคลฟงั อยู่ นาความดมี าใหแ้ มด้ ว้ ยการฟงั สามารถข่ม นวิ รณ์ได้ ช่อื วา่ งามในเบอ้ื งตน้ , เม่อื ปฏบิ ตั อิ ยยู่ ่อมนาความสุขมาให้ จงึ ช่อื ว่างามใน ท่ามกลาง, ผปู้ ฏบิ ตั อิ ยา่ งนนั้ เมอ่ื ผลแห่งการปฏบิ ตั เิ สรจ็ สน้ิ แลว้ ยอ่ มนาความงามมา ให้ ด้วยผลแห่งการปฏบิ ตั ิจงึ เป็นผู้คง จงึ ช่อื ว่ามคี วามงามในท่สี ุด383 8) ศีลจดั เป็น 377 ว.ิ ม. ไทย) 4/32/40, 378 ว.ิ มหา.อ. ไทย) 1/1/215. 379 ว.ิ มหา.อ. ไทย) 1/1/215. 380 ว.ิ มหา.อ. ไทย) 1/1/216. 381 ว.ิ มหา.อ. ไทย) 1/1/405. 382 ข.ุ อติ .ิ อ. ไทย) 1/4/521. 383 ข.ุ อติ .ิ อ. ไทย) 1/4/521.
114 ความงามในเบอ้ื งตน้ สมาธจิ ดั เป็นความงามในท่ามกลาง และวปิ สั สนาจดั เป็นความ งามในทส่ี ุด384 โดยภาพรวม การแจกแจงนิยามความหมายว่า “ความงามในเบอ้ื งตน้ งาม ในท่ามกลาง และงามในทส่ี ุด” ในบรบิ ทของคาสอนทเ่ี ป็นกรอบสาหรบั การแสดงธรรม ของพระพุทธเจา้ และเหล่าพระสาวก จะมสี าระสาคญั ปรากฏทานองเดยี วกนั น้ี ซ่งึ หากประมวลแล้วสงั เคราะหใ์ ห้เป็นหลกั การร่วมกนั กจ็ ะตรงกบั หลกั ไตรสกิ ขา คอื ศลี สมาธิ และปญั ญา โดยศลี เป็นความงามในเบอ้ื งตน้ สมาธเิ ป็นความในท่ามกลาง และ ปญั ญา เป็นความงามในทส่ี ดุ จากกรอบน้ี เราอาจกาหนดเกณฑ์ความงามในพุทธปรชั ญาว่าจะต้อง ประกอบดว้ ยมติ ทิ งั้ 3 ประการน้ี 1) ศลี หมายถงึ ระเบยี บ แบบแผนทล่ี งตวั ไดส้ ดั ได้ ส่วน สามารถสมั ผสั ได้ชดั เจน ไม่คลุมเครอื 2) สมาธิ หมายถงึ ความตรงึ ตราใจ หรอื ทาใหผ้ พู้ บเหน็ เกดิ ความรสู้ กึ รว่ ม หรอื ดงิ่ ลงส่อู ารมณ์ทล่ี ะเอยี ดลกึ ซง้ึ ไดด้ ว้ ยตนเอง 3) ปญั ญา หมายถงึ ก่อใหเ้ กดิ การตระหนักรู้ เขา้ ใจตามความเป็นจรงิ ทา้ ยท่สี ุดนาไปสู่ ความหลดุ พน้ กล่าวตามหลกั อรยิ สจั กค็ อื ให้มองเหน็ ทกุ ข์ สมทุ ยั นิโรธ และมรรค อน่ึง หากเราใชก้ รอบจากสุภสตู ร385 ทพ่ี รรณนาเร่อื งเป้าหมายทงั้ 3 ระดบั น้ีว่า พุทธปรชั ญาไม่ไดเ้ น้นแค่ขนั้ ศลี แต่ยงั ใหแ้ นวทางเพ่อื กา้ วไปถงึ ระดบั สมาธิ และ พฒั นาถงึ ขนั้ ปญั ญา มาเป็นเกณฑใ์ นการตดั สนิ งานศลิ ปะต่างๆ ทม่ี นุษยส์ รา้ งขน้ึ กจ็ ะ ได้หลกั การในภาพรวมว่า งานศิลปะใดก็ตามหากสะท้อนให้เหน็ หลกั การทงั้ 3 ได้ ครบถว้ น กค็ อื ไดว้ ่าสะทอ้ นความงามเป็นความสมบรู ณ์ครบถว้ น เป็นศลิ ปะชนั้ สงู ตาม กรอบพุทธปรชั ญาชุดน้ี ถ้าไดเ้ พยี งแค่ศลี กถ็ อื เป็นงานศลิ ปะระดบั ต้น ถ้าขยบั มาถงึ สมาธิ กถ็ อื ว่าเป็นศลิ ปะระดบั กลาง แต่ถ้าศลิ ปะนัน้ นาสู่เป้าหมายคอื ความเป็นอสิ ระ หลุดพน้ กน็ บั ไดว้ ่าเป็นศลิ ปะชนั้ สงู กรณีตวั อย่าง 1386 พระนางรปู นันทามอี คตใิ นใจว่า พระพุทธเจา้ มกั ทรงตาหนิ หรอื ตรสั โทษ ในรปู อาศยั เหตุผลดงั กล่าวจงึ ไม่ยอมเขา้ วดั ฟงั ธรรมจากพระศาสดา แต่วนั หน่ึงเหน็ 384 อภ.ิ กถา.อ. ไทย) 3/300. 385 ท.ี ส.ี ไทย) 9/444/197. 386 ข.ุ ธ.อ. ไทย) 1/2/3/158.
115 ชาวเมอื งพรรณนาคณุ ของพระพุทธเจา้ ต่างๆ นานา กค็ ดิ อยากลองเขา้ ไปสงั เกตการณ์ ดู พระพุทธเจา้ ทรงทราบพระนางรปู นนั ทาจะเสดจ็ เขา้ มาในพระวหิ าร ตรวจดู อุปนิสยั ของพระนางแลว้ กท็ รงเนรมติ หญงิ งามสวยพรง้ิ นางหน่ึงอายุราว 16 ปี นุ่งผ้า แดง ประดบั ดว้ ยอาภรณ์ทุกอย่าง ถอื พดั ยนื ถวายงานพดั อยทู่ ใ่ี กลพ้ ระองคด์ ว้ ยกาลงั พระฤทธิ ์ พระนางเขา้ ไป ด้วยไม่ตอ้ งการแสดงตนใหพ้ ระพุทธเจา้ ทรงเหน็ จงึ ยนื ได้ ยนื ข้างหลงั ภิกษุณี ถวายบังคมพระศาสดาด้วยเบญจางคประดษิ ฐ์แล้วก็นัง่ ลงใน ระหว่างภกิ ษุณีทงั้ หลาย ขณะเดยี วกนั กท็ รงแลดูพระศาสดาตงั้ แต่พระบาท ทรงเหน็ พระสรรี ะของพระศาสดาวจิ ติ รแลว้ ดว้ ยพระลกั ษณะ รุ่งเรอื งด้วยอนุพยญั ชนะ มพี ระ รศั มวี างหน่ึงแวดลอ้ ม มพี ระพกั ตร์อนั มสี ริ ดิ ุจพระจนั ทรเ์ พญ็ ขณะเดยี วกนั กจ็ อ้ งมอง หญงิ งามทพ่ี ระพุทธเจา้ เนรมติ ไว้ จากนนั้ กเ็ ทยี บเคยี งกบั ตนเอง ทาใหร้ สู้ กึ ว่า ตนเอง เวลาน้ีไม่ต่างอะไรกบั กาทอ่ี ย่ตู ่อหน้าพระยาหงส์ทอง พระนางรูปนันทาได้พจิ ารณา ความงามของหญงิ ท่พี ระพุทธเจา้ เนรมติ เพยี บพรอ้ มไปดว้ ยคุณลกั ษณะท่งี ดงามทุก สดั ส่วนไมม่ ที ต่ี าหนิ เวลานนั้ พระนางเหมอื นถูกดูดเขา้ ไปในความงามแห่งสริ โิ ฉมของ หญงิ เนรมติ นนั้ พระพุทธเจา้ ทราบว่านางมคี วามยนิ ดใี นรูปอย่างยงิ่ เช่นนัน้ กค็ ่อยๆ แสดง รูปนัน้ ให้ล่วงภาวะไปทลี ะน้อยๆ จากหญิงวยั 16 เป็น 20 เพศหญงิ คลอดบุตรครงั้ เดยี ว กลางคน คนแก่ กระทงั่ คร่าคร่าเพราะชรา ทาให้พระนางได้ซมึ ซบั เร่อื งความ เปล่ยี นแปลง อนิจจงั ) และเหน็ ทุกข์ในกองสงั ขาร พิจารณาเหน็ ความเป็นอนัตตา ทา้ ยทส่ี ุดกเ็ หน็ ความจรงิ วา่ สรรี ะของตนเองฉันใด หญงิ นนั้ กฉ็ ันนนั้ สรรี ะของหญงิ นนั้ ฉนั ใด ของตนเองกฉ็ นั นนั้ เม่อื พระนางไดฟ้ งั พระธรรมเทศนาเพมิ่ เตมิ จากพระศาสดา พระนางทรงส่งญาณไปตามกระแสแห่งพระธรรมเทศนานนั้ กไ็ ดบ้ รรลุโสดาบนั อน่ึง ในนันทาเถรยิ าปทาน แห่งขุททนิกาย อปทาน387 พรรณนาความ แตกต่างกนั ออกไปว่า พระนางนันทาปรารถนาพจิ ารณาความงามของนางอย่างชดิ ใกล้ จงึ ให้หญงิ งามเนรมติ นัน้ นอนท่ตี กั ของตน แต่ในขณะทน่ี อนอยู่เกดิ มวี ตั ถุขนาด ใหญ่ตกลงมาใส่หน้าผากต่อหน้าต่อตา ทาให้หน้าและ เลอื ดแดงฉานเตม็ หน้า ได้รบั 387 ข.ุ อป. ไทย) 33/166-219/477-484.
116 ทุกขเวทนาปางตาย นอนหายใจรวยรินน่าเวทนา ใบหน้าท่ีงดงามก่อนหน้านัน้ หายไปอยา่ งสน้ิ เชงิ นางถงึ กบั ตงั้ คาถามในใจว่า ใบหน้าทง่ี ามของแมห่ ายไปไหน จมกู ทโ่ี ด่งงามของแมห่ ายไปไหน รมิ ฝีปากทส่ี วยเหมอื นสลี กู มะพลบั สกุ ของแมห่ ายไปไหน วงหน้าทง่ี ดงามของแมห่ ายไปไหน วรรณะทเ่ี ปล่งปลงั่ ดงั ดวงจนั ทรห์ ายไปไหน และลาคอทค่ี ลา้ ยปลอ้ งทองคาของแมห่ ายไปไหน388 พร้อมกบั คาถามท่รี าพึงราพนั ถามตัวอย่างอย่างนัน้ ทาให้พระนางเกิด ความสงั เวชสลดใจ พจิ ารณาเห็นความไม่เท่ยี งของสงั ขาร ซ่งึ จงั หวะดงั กล่าวน้ีเอง พระพุทธเจา้ กไ็ ดโ้ อกาสชใ้ี หเ้ หน็ ความจรงิ ว่า รปู กายของหญงิ น้ี ก็ไม่ต่างอะไรกบั รูป กายของเรา มภี าวะอย่างเดยี วกนั นางพจิ ารณาตามกระแสแห่งเทศนา สุดทา้ ยกไ็ ด้ บรรลุคณุ วเิ ศษคอื พระอรหตั ผล รปู หญงิ เนรมติ ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากพระฤทธขิ ์ องพระพุทธเจา้ โดยนัยหน่ึงกเ็ สมอื น กบั การแสดงทางด้านศิลปะซง่ึ อย่ใู นรูปของความงาม Materials of Beauty) ท่ี เพยี บพร้อมทุกสดั ส่วนอย่างลงตวั ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเรอื นร่าง เคร่อื งแต่งกายท่ี ประดบั รวมถงึ บรบิ ทโดยรอบ ทาใหพ้ ระนางรปู นันทาเกดิ ความด่มื ด่า เหมอื นตนเอง จมหายไปในรูปนัน้ Impression) ขณะเดยี วกัน จากการท่พี ระนางได้พจิ ารณา รายละเอยี ดของรปู ท่แี สดงออกมาอย่างครบถ้วนสมบรู ณ์ทุกมติ ิ ทาใหพ้ ระนางไดพ้ บ ความจรงิ เหน็ ความเป็นไตรลกั ษณ์ในกองสงั ขารทพ่ี ระนางหลงใหลนัน้ กระทงั่ เกดิ ความเบ่อื หน่าย 5.6 ความงามเป็นวตั ถวุ ิสยั หรือจิตวิสยั ถา้ จะถามว่า ในพุทธปรชั ญามองความเป็นวตั ถุวสิ ยั หรอื จติ วสิ ยั 388 ข.ุ อป. ไทย) 33/206/482.
117 คาว่า วัตถุวิสยั หมายถึงแนวคิดท่ีมองความเป็นเร่อื งของวัตถุล้วนๆ หมายความว่า จะงามหรอื ไม่งามอย่ทู ่ตี วั วตั ถุ ขณะทจ่ี ติ วสิ ยั หมายถงึ แนวคดิ ทม่ี อง ความงามเป็นเรอ่ื งของความรสู้ กึ และความรสู้ กึ กข็ น้ึ อยกู่ บั คนแต่ละคน ท่าทใี นคมั ภรี ์พระไตรปิฎก หรอื แมแ้ ต่คมั ภรี อ์ รรถกถา ไม่มพี ูดถงึ เร่อื งน้ี โดยตรง จาเป็นต้องอาศยั การเทยี บเคยี งจากหลกั ฐานท่พี อนามาเป็นเค้ามูลสาหรบั ความคดิ ต่อปญั หาทย่ี กขน้ึ มาพจิ ารณา และกเ็ ป็นเทศั นะส่วนตวั เท่านนั้ กรณีตวั อย่างในมหาโคสิงคสตู ร389 เรอ่ื งราวพรรณนาถงึ เหตุการณ์เมอ่ื ครงั้ พระพุทธเจา้ และเหล่าพระสาวกชนั้ ผใู้ หญ่พานกั อยทู่ ป่ี า่ โคสงิ คสาลวนั คนื พระจนั ทรเ์ ตม็ ดวง น่าร่นื รมย์ ราตรแี จ่มกระจา่ ง ไม้สาละบานสะพรงั่ ทวั่ ทุกต้น กลน่ิ ดุจกลน่ิ ทิพย์ฟุ้งขจรไป ในคมั ภีร์อรรถกถาได้ พรรณนาความงามของวนั นัน้ ตงั้ แต่ตะวนั ตกดนิ โดยเปรยี บเทยี บว่า เหมอื นผา้ กาพล แดงทเ่ี ขารวบใสไ่ วใ้ นหบี เหมอื นถาดทองคาอนั มคี ่าแสนหน่ึงกาลงั ตกจากงาทป่ี ระดบั ดว้ ยแกว้ มณี ขณะทเ่ี มอ่ื หนั ไปทางทศิ ปราจนี กเ็ หน็ มณฑลดวงจนั ทรก์ าลงั ขน้ึ จากทอ้ ง สมุทรมสี เี หมอื นเมฆ ประดบั พรอ้ มดว้ ยลกั ษณะ ขน้ึ อย่เู หนือภูเขาจกั รวาล เหมอื นลอ้ เงนิ ท่ยี ดึ ท่ดี ุมหมุนไป เหมอื นธารน้านมไหลจากรางเงนิ เหมอื นหงส์ขาวท่กี ระพอื ปีก ทงั้ สองบนิ ไปบนท้องฟ้า ครนั้ แลดูต้นสาละตงั้ แต่โคนถงึ ปลาย เหน็ ดอกบานสะพรงั่ ร่งุ เรอื ง เหมอื นคลุมดว้ ยผา้ ปาวาร 2 ชนั้ เหมอื นมดั ไวด้ ว้ ยช่อมกุ ดา เม่อื เกสรดอกไม้ ตกลงไปในท่นี นั้ ๆ พน้ื แผ่นดนิ เหมอื นเครอ่ื งบชู าทด่ี าดาษด้วยดอกไม้ เหมอื นรดดว้ ย ครงั่ ฝงู ผง้ึ พอเมาเกสรดอกไมก้ บ็ นิ ไปในปา่ สง่ เสยี งหง่ึ ๆ390 พระมหาโมคคลั ลานเดินออกจากทเ่ี รน้ ก็เขา้ ไปชวนพระมหากสั สปะ และ พระอนุรทุ ธะเพ่อื เขา้ ไปสนทนาธรรมกบั พระสารบี ุตร ฝ่ายพระอานนทเ์ หน็ อย่างนัน้ ก็ เอ่ยปากชวนพระเรวตะไปหาพระสารบี ุตรเช่นกนั แม้พระสารบี ุตรได้เห็นความงาม ของป่าโคสงิ คสาลวนั ดงั กล่าวแลว้ ขา้ งต้น กถ็ ามพระเถระแต่ละรูปว่า “ปา่ โคสงิ คสาล วนั จะพงึ งามด้วยภกิ ษุเช่นไร” พระเถระแต่ละรูปตอบคาถามตามประสบการณ์และ ความเป็นเอตคั คะของตนๆ แตกต่างกนั ออกไป คาตอบจากพระอานนท์ 389 ม.ม.ู ไทย) 12/332-345/366-376. 390 ม.ม.ู อ. ไทย) 1/3/40.
118 ท่านสารบี ุตร ภกิ ษุในพระธรรมวนิ ัยน้ี เป็นพหูสตู ทรงสุตะ สงั่ สมสุตะ เป็นผูไ้ ด้ฟงั มากซง่ึ ธรรมทม่ี คี วามงามในเบ้อื งต้น มคี วามงามในท่ามกลาง มคี วาม งามในท่สี ุด พร้อมทงั้ อรรถและพยญั ชนะ ประกาศพรหมจรรย์ บรสิ ุทธิ ์ บรบิ ูรณ์ ครบถ้วน ทรงจาไวไ้ ด้ คล่องปาก ขน้ึ ใจ และแทงตลอดดดี ว้ ยทฏิ ฐิ ภกิ ษุนนั้ แสดง ธรรมแก่บรษิ ทั 4 ดว้ ยบทและพยญั ชนะทเ่ี รยี บง่ายและต่อเน่ืองไมข่ าดสายเพ่อื ถอน อนุสยั ท่านสารบี ตุ ร ปา่ โคสงิ คสาลวนั พงึ งามดว้ ยภกิ ษุเช่นน้ี คาตอบจากพระเรวตะ ท่านสารบี ุตร ภกิ ษุในพระธรรมวนิ ัยน้ีเป็นผมู้ คี วามหลกี เรน้ เป็นทม่ี ายนิ ดี ยนิ ดแี ล้วในความหลกี เรน้ หมนั่ ประกอบธรรมเคร่อื งระงบั ใจภายในตน ไม่เหนิ ห่าง จากฌาน ประกอบดว้ ยวปิ สั สนา เพมิ่ พนู เรอื นว่าง ท่านสารบี ุตร ป่าโคสงิ คสาลวนั พงึ งามดว้ ยภกิ ษุเช่นน้ี คาตอบของพระอนุรทุ ธะ ทา่ นสารบี ุตร ภกิ ษุในพระธรรมวนิ ัยน้ียอ่ มตรวจดูโลกธาตุ 1,000 โลกธาตุ ดว้ ยตาทพิ ยอ์ นั บรสิ ุทธเิ ์ หนือมนุษย์ บุรุษผมู้ ตี าดขี น้ึ ปราสาท อนั โอ่อ่าชนั้ บน จะพงึ มองดูวงกลมแห่งกงล้อจานวน 1,000 ได้ แมฉ้ ันใด ภกิ ษุกฉ็ ันนนั้ เหมอื นกนั ย่อม ตรวจดูโลกธาตุ 1,000 โลกธาตุ ด้วยตาทพิ ยอ์ นั บรสิ ุทธเิ ์ หนือมนุษย์ ท่านสารบี ุตร ปา่ โคสงิ คสาลวนั พงึ งามดว้ ยภกิ ษุเช่นน้ี คาตอบของพระมหากสั สปะ ท่านสารบี ุตร ภกิ ษุในพระธรรมวนิ ัยน้ี ตนเอง อย่ปู ่าเป็นวตั ร และกล่าว สรรเสรญิ คุณแห่งความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวตั ร ตนเองเท่ยี วบณิ ฑบาตเป็นวตั ร และ กล่าวสรรเสรญิ คุณแห่งความเป็นผเู้ ทย่ี วบณิ ฑบาตเป็นวตั ร ตนเองถอื ผา้ บงั สุกุลเป็น วตั ร และกล่าวสรรเสรญิ คุณแห่งความเป็นผถู้ อื ผา้ บงั สุกุลเป็นวตั ร ตนเองถอื ไตรจวี ร เป็นวตั ร และกล่าวสรรเสรญิ คุณแห่งความเป็นผถู้ อื ไตรจวี รเป็นวตั ร ตนเองเป็นผมู้ กั น้อย และกล่าวสรรเสรญิ คุณแห่งความเป็นผมู้ กั น้อย ตนเองเป็นผสู้ นั โดษ และกล่าว สรรเสรญิ คุณแห่งความเป็นผู้สนั โดษ ตนเองเป็นผู้สงดั และกล่าวสรรเสรญิ คุณแห่ง ความเป็นผู้สงดั ตนเองเป็นผู้ไม่คลุกคลี และกล่าวสรรเสรญิ คุณแห่งความเป็นผู้ไม่ คลุกคลี ตนเองเป็นผู้ปรารภความเพยี ร และกล่าวสรรเสรญิ คุณแห่งความเป็นผู้ ปรารภความเพยี ร ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศลี และกล่าวสรรเสรญิ คุณแห่งความ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศลี ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมาธิ และกล่าวสรรเสรญิ คุณแห่ง
119 ความเป็นผู้สมบูรณ์ดว้ ยสมาธิ ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ดว้ ยปญั ญา และกล่าวสรรเสรญิ คุณแห่งความเป็นผูส้ มบูรณ์ด้วยปญั ญา ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวมิ ุตติ และกล่าว สรรเสรญิ คุณแห่งความเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวมิ ุตติ ตนเอง เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวมิ ุตติ ญาณทสั สนะ และกล่าวสรรเสรญิ คณุ แหง่ ความเป็นผูส้ มบรู ณ์ ดว้ ยวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ ท่านสารบี ตุ ร ปา่ โคสงิ คสาลวนั พงึ งามดว้ ยภกิ ษุเชน่ น้ี คาตอบของพระมหาโมคคลั ลานะ ทา่ นสารบี ุตร ภกิ ษุ 2 รปู ในพระธรรมวนิ ัยน้ี กล่าวอภธิ รรมกถา เธอทงั้ 2 รปู นนั้ ถามปญั หากนั และกนั แลว้ ย่อมแก้กนั เองไมห่ ยุดพกั และธรรมกี ถาของเธอ ทงั้ 2 นนั้ กด็ าเนินต่อไป ท่านสารบี ุตร ปา่ โคสงิ คสาลวนั พงึ งามดว้ ยภกิ ษุเชน่ น้ี คาตอบของพระสารบี ตุ ร ท่านโมคคลั ลานะ ภกิ ษุในพระธรรมวนิ ัยน้ีทาจติ ให้อยใู่ นอานาจ ของตน) และไม่ยอมอย่ใู นอานาจของจติ เธอหวงั จะอย่ดู ว้ ยวหิ ารสมาบตั ใิ ดในเวลาเชา้ กอ็ ยู่ ดว้ ยวหิ ารสมาบตั นิ ัน้ ในเวลาเช้า หวงั จะอย่ดู ้วยวหิ าร-สมาบตั ใิ ดในเวลาเทย่ี ง ก็อยู่ ด้วยวหิ ารสมาบตั นิ ัน้ ในเวลาเทย่ี ง หวงั จะอยู่ดว้ ยวหิ ารสมาบตั ใิ ดในเวลาเยน็ ก็อยู่ ด้วยวหิ ารสมาบตั นิ ัน้ ในเวลาเยน็ หบี ผ้าของพระราชาหรอื ราชมหาอามาตย์ซ่งึ เต็ม ดว้ ยผา้ ทย่ี อ้ มแลว้ เป็นสตี ่าง ๆ พระราชาหรอื ราชมหาอามาตยน์ นั้ หวงั จะห่มผา้ ค่ใู ด ในเวลาเชา้ กห็ ่มผา้ ค่นู นั้ ในเวลาเชา้ หวงั จะห่มผา้ ค่ใู ดในเวลาเทย่ี ง กห็ ่มผา้ ค่นู นั้ ใน เวลาเทย่ี ง หวงั จะห่มผา้ คู่ใดในเวลาเยน็ กห็ ่มผา้ คู่นนั้ ในเวลาเยน็ แมฉ้ นั ใด ภกิ ษุก็ ฉันนัน้ เหมอื นกนั ทาจติ ให้อยู่ในอานาจ ของตน) และไม่ยอมอยู่ในอานาจของจติ เธอหวงั จะอยู่ด้วยวหิ ารสมาบตั ใิ ดในเวลาเช้า ก็อย่ดู ว้ ยวหิ ารสมาบตั นิ ัน้ ในเวลาเช้า หวงั จะอย่ดู ้วยวหิ ารสมาบตั ใิ ดในเวลาเทย่ี ง ก็อยู่ดว้ ยวหิ ารสมาบตั ินัน้ ในเวลาเท่ยี ง หวงั จะอยดู่ ว้ ยวหิ ารสมาบตั ใิ ดในเวลาเยน็ กอ็ ยดู่ ว้ ยวหิ ารสมาบตั นิ นั้ ในเวลาเยน็ ท่าน โมคคลั ลานะ ปา่ โคสงิ คสาลวนั พงึ งาม ดว้ ยภกิ ษุเช่นน้ี เมอ่ื พระเถระทงั้ หลายต่างตอบตามทศั นะของตนๆ แลว้ ทงั้ หมดจงึ เขา้ เฝ้า พระศาสดา กราบทูลของความเหน็ ของพระพุทธเจา้ ว่า ทรงเหน็ เช่นไรกบั ทศั นะของ พระเถระเหล่านัน้ พระพุทธเจ้ารบั รองทศั นะของแต่ละท่านว่า “เม่อื จะตอบอย่าง ถกู ตอ้ ง กค็ วรตอบตามนนั้ ” จากนนั้ กท็ รงเสรมิ ทศั นะของพระองคว์ ่า หากมคี าถามว่า ‚ป่าโคสงิ คสาลวนั จะพงึ งามดว้ ยภกิ ษุเช่นไร‛ เราจกั ตอบ ว่า ‚สารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยน้ีกลับจากบิณฑบาต ภายหลังฉัน
120 ภตั ตาหารเสรจ็ แล้ว นัง่ คู้บลั ลงั ก์ ตงั้ กายตรง ดารงสติไว้เฉพาะหน้าว่า ‚จติ ของเรายงั ไม่หมดความถือมนั่ และ)ไม่หลุดพ้นจากอาสวะทงั้ หลาย เพยี งใด เราจกั ไมท่ าลายบลั ลงั ก์น้ีเพยี งนนั้ ‛ สารบี ุตร ปา่ โคสงิ คสาลวนั พงึ งามดว้ ยภกิ ษุเชน่ น้ี391 หากพจิ ารณาคาตอบทงั้ หมด และนาคาตอบนัน้ มาพจิ ารณาเร่อื งความ งาม พระสตู รน้สี ะทอ้ นใหเ้ หน็ ชดั เจนว่า ความงามเป็นเร่อื งของจติ วสิ ยั คอื เป็นมุมมอง ของแต่ละคนท่ีสามารถสะท้อนออกมาบนพ้ืนฐานของประสบการณ์ของแต่ละคน ความงามของป่าโคสิงคสาลวันในมุมของพระสาวกเหล่านัน้ รวมถึงทัศนะของ พระพทุ ธเจา้ จงึ แตกต่างกนั ไปดว้ ย อย่างไรก็ตาม การตีความหมายในลกั ษณะเช่นน้ี ก็ไม่ได้หมายความว่า ความงามเป็นเร่อื งจติ วสิ ยั ลว้ น ทงั้ น้ีดว้ ยเหตุผลว่า การพรรณนาความงามออกมาใน แต่และบุคคล ก็ตงั้ อยู่บนพ้นื ฐานความงามท่ปี รากฏในเชงิ วตั ถุวสิ ยั อยู่ก่อนแล้ว ดงั ขอ้ ความทป่ี รากฏในนสนั ตสิ ตู รแห่งสงั ยตุ ตนิกายต่อไปน้ี อารมณ์อนั งามทงั้ หลายในโลก ยงั ไม่จดั เป็นกามความ กาหนดั ทเ่ี กดิ จากความดารเิ ป็นกามของบุรษุ อารมณ์อนั งามทงั้ หลายมอี ยใู่ นโลกอยา่ งนนั้ เอง ฉะนนั้ บคุ คลผมู้ ปี ญั ญาทงั้ หลาย จงึ กาจดั ฉนั ทะในอารมณ์เหลา่ นนั้ บคุ คลควรละความโกรธ สละมานะ กา้ วล่วงสงั โยชน์ไดห้ มดทกุ อยา่ ง ความทกุ ขย์ อ่ มไมร่ มุ เรา้ คนนนั้ ผไู้ มต่ ดิ อยใู่ นนามรปู 392 สอดคล้องกบั อรรถกถาเสทกสูตร393 ซง่ึ พรรณนาถงึ ความงามของหญงิ ท่ี งาม โดยพจิ ารณาจากองค์ประกอบต่างๆ ในแง่ของวตั ถุวสิ ยั นับตงั้ แต่ 1) เวน้ โทษ ประจาตวั 6 อยา่ ง คอื ไมส่ งู เกนิ ไป, ไมเ่ ตย้ี เกนิ ไป, ไมผ่ อมเกนิ ไป, ไมอ่ ้วนเกนิ ไป, ไม่ 391 ม.ม.ู ไทย) 12/345/376. 392 ส.ส. ไทย) 15/34/43. 393 ส.ม.อ. ไทย) 5/1/458.
121 ดาเกนิ ไป, ไมข่ าวเกนิ ไป ผวิ พรรณแมจ้ ะไมถ่ งึ ทพิ ย์ แต่กเ็ กนิ ผวิ พรรณมนุษยด์ ้วยกนั 2) ประกอบด้วยความงามพ้นื ฐาน 5 อย่าง คอื ผวิ งาม เน้ืองาม เลบ็ งาม ฟนั งาม วยั งาม ความงามพ้นื ฐาน 5 ประการน้ี เรยี กว่า เบญจกลั ยาณี ซ่งึ คมั ภรี พ์ รรณนาไว้ แต่ในท่บี างแห่ง มขี อ้ แตกต่างกนั เลก็ น้อย เช่นในขุททกนิกาย ธรรมบท394 พรรณนา ไว้ว่า ผมงาม เน้ืองาม ฟนั งาม ผวิ งาม และวยั งาม 3) เสยี งไพเราะ 4) ความ ประพฤตสิ งู สดุ มกี ริ ยิ าประเสรฐิ ในการรา การรอ้ ง ถ้าจะรากร็ าทส่ี งู สุด ถ้าจะรอ้ งกร็ อ้ ง แต่เพลงชนั้ สงู สุด สะท้อนให้เห็นว่า ในแง่วัตถุวิสัย ความงามก็มีองค์ประกอบ และ องค์ประกอบดังกล่าวน้ีต่างก็มีลักษณะเฉพาะเป็นเร่ืองๆ ไป เช่น คนงามก็มี องค์ประกอบทม่ี ลี กั ษณะสาหรบั คน วตั ถุ สง่ิ ของงาม กม็ อี งค์ประกอบเฉพาะสาหรบั วตั ถุ สง่ิ ของนนั้ ๆ ธรรมชาตงิ าม กม็ อี งคป์ ระกอบเฉพาะสาหรบั ธรรมชาติ การกระทา ทง่ี าม กม็ ลี กั ษณะสาหรบั การกระทา ศลิ ปะทง่ี าม กม็ ลี กั ษณะเฉพาะของศลิ ปะทง่ี าม ท่ี สาคญั กค็ อื ศิลปะก็มหี ลายแขนง หลายสาขา ศลิ ปะแต่ละแขนง หรอื แต่ละสาขาก็มี ลกั ษณะเฉพาะสาหรบั การพจิ ารณาแตกต่างกนั ออกไป เช่น ในคมั ภรี อ์ รรถกถา เม่อื พูดถงึ ความงามของอาราม ท่านพรรณนาไวว้ ่า อารามท่ปี ระกอบดว้ ยภกิ ษุผูย้ นิ ดใี น ฌาน ผู้ได้ทพิ ยจกั ษุ ผู้ทรงธุดงค์ ผู้ทรงอภิธรรม ผู้ไม่เป็นไปในอานาจแห่งจติ ย่อม งาม395 ขณะเดยี วกนั ในแง่จติ วสิ ยั การพจิ ารณางาม-ไม่งาม ก็เป็นเร่อื งจติ วสิ ยั งาม-ไม่งาม ไม่ใช่สิ่งท่ีดารงอยู่ หรือเป็นอยู่เอง ซ่ึงก็สอดคล้องกับหลักการ แห่งปฏิจจสมุปบาท ท่ไี ม่ได้แยกจติ วิสัย-วตั ถุวิสยั ออกจากกันอย่างส้นิ เชิงเหมอื น ระบบความคดิ ทางปรชั ญาบางสานกั การมองแบบแยกส่วนอย่างนนั้ พุทธปรชั ญาถอื ว่าเป็น “ทางสุดโต่งทบ่ี รรพชติ ไมค่ วรเสพ” 5.7 ศิลปะ ความงาม และสนุ ทรียะ วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะพระไตรปิฎก และอรรถกถา พรรณนาถงึ “ศิลปะ” ในความหมายอย่างไร ตรงกบั คาว่า ศิลปะ ในบรบิ ทปจั จุบนั หรอื ไมอ่ ยา่ งไร จะเรมิ่ พจิ ารณาประเดน็ น้กี ่อนจะไปพจิ ารณาประเดน็ อ่นื 394 ข.ุ ธ.อ. ไทย) 1/2/2/77. 395 ม.ม.ู อ. ไทย) 1/3/50.
122 มีข้อความปรากฏหลายแห่ง ระบุถึงศิลปะต่างๆ ในสมัยพุทธกาล ขอ้ ความมกั ปรากฏในลกั ษณะเดยี วกนั บคุ คลบางคนในโลกน้ีศกึ ษาศลิ ปะเกย่ี วกบั ชา้ งบา้ ง ศกึ ษาศลิ ปะเก่ยี วกบั มา้ บา้ ง ศกึ ษาศลิ ปะเกย่ี วกบั รถบา้ ง ศกึ ษาศลิ ปะเกย่ี วกบั ธนูบา้ ง ศกึ ษา ศลิ ปะเก่ยี วกบั ดาบบา้ ง ศกึ ษาศลิ ปะชนั้ สูงชนั้ ต่าบ้าง หรอื ศกึ ษาศลิ ปะ จากสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิดปฏิบัติผิดบ้าง ภิกษุทัง้ หลาย การศกึ ษานนั้ มอี ยู่ เราไมก่ ล่าวว่าไมม่ 3ี 96 ความเป็นผู้ฉลาดในหตั ถกรรมอย่างใดอยา่ งหน่ึง ช่อื ว่า ศลิ ปะ แมใ้ นฎกี า แหง่ วาเสฏฐสตู ร ในมชั ฌมิ ปณั ณาสก์ ท่านกก็ ล่าวว่า ความเป็นผฉู้ ลาดใน หตั ถกรรม ช่อื ว่า ศิลปะ เพราะอรรถว่า อนั บุคคลต้องศึกษาด้วยอุบาย นนั้ ๆ397 ความเป็นผฉู้ ลาดในหตั ถกรรม 2 อยา่ ง ดว้ ยสามารถแห่งศลิ ปะ ของบรรพชติ และคฤหสั ถ์ ช่อื ว่า ศลิ ปะ398 จากข้อความข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า คาว่า ศิลปะ เป็นคาท่ีมี ความหมายเท่ากบั ศาสตร์ Science) คอื เป็นองคค์ วามรูเ้ ฉพาะทางอย่างใดอยา่ งหน่ึง ทใ่ี ชใ้ นการประกอบอาชพี ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั ขอ้ สนทนาของภกิ ษุทงั้ หลายในสปิ ปสตู รท่ี พดู ถงึ เรอ่ื งศลิ ปะวา่ อยา่ งไหนดกี ว่ากนั รายละเอยี ดของการสนทนา มกี ารพดู ถงึ ศลิ ปะ ต่างๆ หลายประการ เช่น ศลิ ปะว่าดว้ ยชา้ ง, ศลิ ปะว่าดว้ ยมา้ , ศลิ ปะว่าดว้ ยรถ, ศลิ ปะ ว่าดว้ ยธนู,ศลิ ปะว่าดว้ ยอาวุธ, ศลิ ปะว่าการคานวณด้วยการนับน้ิว, ศลิ ปะว่าดว้ ยการ คานวณดว้ ยการคดิ ในใจ, ศลิ ปะวา่ ดว้ ยการคานวณดว้ ยการอนุมานดว้ ยสายตา, ศลิ ปะ วา่ ดว้ ยการวาดเขยี น งานจติ รกรรม), ศลิ ปะวา่ ดว้ ยฉนั ทลกั ษณ์, ศลิ ปะว่าดว้ ยโลกายต ศาสตร,์ ศลิ ปะว่าดว้ ยวชิ ากฎหมาย399 บางแห่งมรี ะบุถงึ ศลิ ปะดดี พณิ 400 ศลิ ปะการดดี 396 อ.ฉกฺก. ไทย) 22/30/474. 397 มงั คล. ไทย) 2/1. 398 มงั คล. ไทย) 2/22. 399 ข.ุ อุ. ไทย) 25/29/227. 400 อ.ปํฺจก.อ. ไทย) 3/713.
123 กรวด401ศลิ ปะการฟ้อน ขบั ประโคม402 ศิลปะกระโดดขา้ มหอก403 ศลิ ปะสลกั หนิ 404 เป็นตน้ บคุ คลควรศกึ ษาศลิ ปะทงั้ หลายทค่ี วรศกึ ษา ชนทงั้ หลายทพ่ี อใจในศลิ ปะเหลา่ นนั้ ยงั มอี ยู่ เพราะว่าหญงิ สาวบา้ นนอกกย็ งั ทาพระราชาใหพ้ อพระทยั ดว้ ยความเอยี งอายของเธอ405 บุคคลยอ่ มเดอื ดรอ้ นในภายหลงั อยา่ งน้วี ่า เพราะเราไมไ่ ดศ้ กึ ษาศลิ ปะทม่ี อี ยกู่ ่อน ซง่ึ อาจจะศกึ ษาได้ คนทไ่ี มม่ ศี ลิ ปะกห็ ากนิ ลาบาก406 ขอ้ ความท่คี ดั มาข้างต้น ก็ยงั เป็นการสนับสนุนหลกั การท่วี ่า ศิลปะเป็น เรอ่ื งของศาสตร์ Science) ไมใ่ ช่ ศลิ ปะ Art) หรอื แมจ้ ะใช้คาว่า ศลิ ปะ Arts) กเ็ ป็น ช่อื เรยี กวชิ าการ หรอื ความรทู้ ศ่ี กึ ษาเล่าเรยี นตามระบบการจดั แยกประเภทวชิ า ไม่ได้ มงุ่ ใชใ้ นความหมายของศลิ ปะอย่างทเ่ี ขา้ ใจกนั ในปจั จุบนั 407 ในมงั คลตั ถทปี นีจงึ นิยาม ความหมายของศลิ ปะว่า “ความเป็นผฉู้ ลาดในหตั ถกรรมอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ ” 408 ชวี กโกมารภจั จ์ น่าจะเป็นตวั อย่างทแ่ี สดงให้เหน็ ถงึ การศกึ ษาศลิ ปะทาง แพทย์ แลว้ ใชศ้ ลิ ปะ ศาสตร)์ นนั้ ในการประกอบสมั มาชพี คมั ภรี อ์ รรถถกถาระบุว่าใช้ เวลาถงึ 7 ปีจงึ สาเรจ็ 409 และออกมาตงั้ ตนเป็นหมอรกั ษาโรคจนมชี ่อื เสยี ง รบั หน้าท่ี เป็นหมอประจาพระองคพ์ ระพุทธเจา้ ดว้ ย การมศี ลิ ปะจงึ เป็นสงิ่ จาเป็นสาหรบั คฤหสั ถ์ 401 ข.ุ ธ.อ. ไทย) 1/2/2/242. 402 ข.ุ ธ.อ. ไทย) 1/2/3/181.. 403 ข.ุ เอก.อ. ไทย) 3/2/440. 404 ข.ุ เอก.อ. ไทย) 3/2/543. 405 ข.ุ ชา. ไทย) 27/108/44. 406 ข.ุ ชา. ไทย) 27/51/382. 407 พระพรหมคณุ าภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต), ศิลปศาสตรแ์ นวพทุ ธ, กรุงเทพฯ: มูลนิธพิ ุทธ ธรรม จดั พมิ พ,์ 2551), หน้า 5. 408 มงั คลตั ถทปี นี แปล 2/31. 409 ว.ิ ม.อ. ไทย) 5/2/244.
124 เพราะคฤหัสถ์นัน้ เล้ียงชีพด้วยศิลปะทงั้ หลาย ไม่ว่าจะเป็นกสิกรรม วณิชกรรม สอดคล้องกบั หลกั การในพุทธปรชั ญาท่พี ระพุทธเจา้ สอนเร่อื งหน้าท่ขี องบดิ ามารดา ประการหน่ึงว่า ให้บุตรได้ศกึ ษาศลิ ปะวทิ ยา410 อาจารยก์ ็มหี น้าท่ใี ห้ศลิ ปะวทิ ยาแก่ ศษิ ย์โดยไม่ปิดบงั อาพราง411 นอกจากน้ี พุทธปรชั ญายงั ถอื ว่า ศลิ ปะนัน้ เป็นมงคล ชวี ติ ประการหน่ึงในบรรดามงคล 38 ประการ โดยความเป็นมงคลหรอื ไม่เป็นมงคล ของศลิ ปะนนั้ วดั กนั ท่ี 1) ประกอบในฐานะ หมายถงึ ใช้ถูกทถ่ี ูกทาง เช่น พระโลลุทายี วาดจติ รกรรมรปู บุรษุ -สตรี กระทาเมถุนคา้ งบนผา้ จวี รของภกิ ษุณี หรอื กรณีภกิ ษุผฆู้ า่ หงส์ และสฏั ฐกิ ูฏเปรต412 เป็นตน้ ถอื ว่าไมถ่ ูกทไ่ี มถ่ ูกทาง ได้รบั การตาหนิ 2) นามา ซ่ึงประโยชน์ในโลกทัง้ 2 ทัง้ แก่ตนเองและคนเหล่าอ่ืน413 และ 3) เว้นจากการ เบยี ดเบยี นชวี ติ ของบคุ คลอ่นื 414 อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์สูงสุดในพุทธปรชั ญาคอื มรรคผลนิพพาน จงึ ไม่ได้ให้ความสาคญั กบั ศิลปะหรอื ศาสตร์ท่เี ป็นเคร่อื งมอื สาหรบั การเล้ยี งชพี แบบ ฆราวาสวสิ ยั ดงั นัน้ ยามใดทพ่ี ระสาวกยกศลิ ปะเหล่าน้ีมาสนทนา กจ็ ะทรงตาหนิว่า เป็นการไม่สมควร เพราะเม่อื บวชมาแล้ว ศลิ ปะเหล่านัน้ กไ็ ม่จาเป็นต้องใช้อกี ต่อไป ควรมงุ่ ประโยชน์ สารวมอนิ ทรยี ์ นาตนส่คู วามหลุดพน้ จงึ สมควรเรยี กตนว่าภกิ ษุ415 แนวคดิ ดงั กลา่ วน้ี ถูกนามาขยายความต่อใหเ้ หน็ ภาพชดั ในมงั คลตั ถทปี นี ความพรรณนาถงึ พระเถระช่อื จติ ตคุตตเถระ ซ่งึ อาศยั อย่ถู ้ากรณั ฑกะถงึ 60 พรรษา แต่ไม่เคยรู้ว่าในถ้านัน้ มีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเร่ืองเราการเสด็จออกผนวชของ พระพุทธเจ้า 7 พระองค์ กระทงั่ มีอาคนั ตุกะมาเยอื นเห็นเข้า จงึ ได้รบั ทราบว่ามี จติ รกรรมน่าเพลนิ ใจบนผนังถ้า เหตุเป็นเช่นน้ีเพราะท่านไม่เคยเงยหน้ามองสูงกว่า ระดบั สายตา สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ ความสารวมอยา่ งยง่ิ และคมั ภรี ก์ แ็ สดงการยกย่องพระ เถระรปู น้วี ่าควรทภ่ี กิ ษุทงั้ หลายควรนาไปเป็นแบบอยา่ ง416 410 ท.ี ปา.อ. ไทย) 3/2/113. 411 ท.ี ปา.อ. ไทย) 3/2/115. 412 มงั คลตั ถทปี นี แปล 2/39-40. 413 มงั คลตั ถทปี นี แปล 2/28. 414 มงั คลตั ถทปี นี แปล 2/29. 415 ดตู วั อยา่ งการตาหนใิ นสปิ ปสตู ร ข.ุ อ.ุ ไทย) 25/29/226. 416 มงั คลตั ถทปี นี แปล 2/76.
125 หากพจิ ารณาเจตนาจากคมั ภรี โ์ ดยละเอยี ด จะเหน็ ได้ว่า เฉพาะศลิ ปะท่ี เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ หรอื ทาอนั ตรายต่อมรรคผลนิพพานเท่านัน้ ท่ไี ด้รบั การ ปฏเิ สธจากพุทธปรชั ญา แต่ถ้าศลิ ปะดงั กล่าวนัน้ มสี ่วนในการสนับสนุนส่งเสรมิ ให้รู้ แจง้ เหน็ จรงิ ในสจั ธรรม กใ็ หน้ ับเน่ืองว่าเป็นมงคล ดงั นยั ทท่ี ่านวนิ ิจฉยั ไวใ้ นคมั ภรี ม์ งั ค ลตั ถทปี นี ขอยกตวั อยา่ งมาประกอบ 3 กรณี ตวั อย่างแรก เป็นเร่อื งราวของภกิ ษุ 60 รปู กาลงั เดนิ ทาง ขณะนัน้ ไดฟ้ งั เพลงขบั ของหญงิ ผูเ้ ฝ้าขา้ วกลา้ ขา้ งทาง ในคมั ภรี ร์ ะบุว่าเพลงขบั ทห่ี ญงิ ชาวนานนั้ รอ้ ง ประกอบดว้ ยชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ทาใหภ้ กิ ษุนักวปิ สั สนาทงั้ 60 รปู นัน้ บรรลุพระ อรหันต์417 ตัวอย่างท่ีสอง เป็นเร่ืองของภิกษุติสสะผู้ปรารภวิปสั สนา กาลังเดิน ทางผ่านสระประทุม ขณะเดยี วกนั กไ็ ดย้ นิ เสยี งเพลงขบั ของหญงิ ผหู้ น่ึงกาลงั เก็บดอก ปทุมในสระ ทา่ นไดฟ้ งั และพจิ ารณาเพลงขบั นนั้ ไดบ้ รรลุพระอรหนั ตท์ นั ที เพลงขบั นนั้ มใี จความว่า ปาตผลุ ฺล โกกนท สุรยิ าโลเกน ตชฺชยิ เต เอว มนุสฺสตฺตคตา ชราภเิ วเคน มลิ ายนฺตฯิ 418 คาแปล ดอกปทุมช่อื โกกนท บานแลว้ ในเวลาเชา้ ถูกแสงพระอาทติ ยแ์ ผดเผาให้ เหย่ี วแหง้ ไป ฉนั ใด สตั วท์ งั้ หลายผถู้ งึ ความเป็นมนุษย์ ย่อมเหย่ี วแหง้ ไปด้วยกาลงั แห่ง ชรา ฉนั นนั้ ฯ419 ตวั อยา่ งท่ี 3 พรรณนาถงึ ชายผหู้ น่ึงขณะกลบั จากปา่ พรอ้ มบุตร 7 คน ได้ ยนิ เสยี งเพลงขบั ของสตรผี หู้ น่ึงซง่ึ กาลงั เอาสากตาขา้ วสาร พจิ ารณาเน้ือหาของเพลง ขบั นนั้ อยู่ กไ็ ดบ้ รรลปุ จั เจกโพธญิ าณพรอ้ มทงั้ บตุ ร 7 คนนนั้ เน้อื หาของเพลงขบั วา่ ชราย ปรมิ ทฺทติ เอต มลิ าตจฺฉวจิ มฺมนิสฺสติ มรเณน ภชิ ฺชติ เอต มจฺจสุ ฺส ฆสมามสิ คต 417 มงั คลตั ถทปี นี แปล 2/187. 418 มงฺคลตฺถทปี นี บาล)ี 1/261. 419 มงั คลตั ถทปี นี แปล 2/187.
126 กมิ นี อาลย เอต นานากุณปปรู ติ กฏฺฐกฺขนฺธสม อมิ ฯ420 อสจุ ภิ าชน เอต คาแปล สรรี ะน้ี อาศัยหนังมผี วิ เห่ยี วแห้ง ถูกชราย่ายแี ล้ว สรรี ะน้ีถึงความเป็น อามสิ คอื เหยอ่ื ของมฤตยู ยอ่ มตกไปเพราะมรณะ สรรี ะน้ี เป็นทอ่ี ย่ขู องหม่หู นอน เตม็ ไปดว้ ยซาก ศพต่างๆ สรรี ะน้เี ป็นภาชนะของไมส่ ะอาด สรรี ะน้เี สมอดว้ ยทอ่ นไม้ ฯ421 ในสกั กปญั หสูตร422 พรรณนาเร่อื งราวของทา้ วสกั กะปรารถนาจะเขา้ เฝ้า กราบทลู ถามปญั หากบั พระผูม้ พี ระภาคเจา้ แต่ไมท่ ราบว่าจะเรม่ิ ตน้ อย่างไร ดว้ ยเวลา นัน้ พระผู้มพี ระภาคกาลงั เข้าฌานอยู่ ยากจะเข้าเฝ้าได้ จงึ ได้วางแผนให้ปญั จสิข เทพบตุ รล่วงหน้า ไปทาใหพ้ ระผมู้ พี ระภาคทรงพอพระทยั ก่อน จากนนั้ พระองคจ์ ะทรง ตามไปทหี ลงั ในพระสูตรระบุว่า ปญั จสขิ เทพบุตรรบั สนองดารสั ของท้าวสกั กะแล้วก็ หยบิ พณิ พรอ้ มกบั ไปปรากฏกายในทไ่ี มใ่ กลจากทพ่ี ระพุทธเจา้ ประทบั กะระยะพอให้ พระพุทธเจา้ ไดย้ นิ เสยี ง จากนัน้ ก็บรรเลงเสยี งพณิ พรอ้ มกบั ขบั รอ้ งเพลงขบั อนั เน่ือง ดว้ ยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระอรหนั ต์ และเน่อื งดว้ ยกามทงั้ หลายวา่ แมภ่ ทั ทาสรุ ยิ วจั ฉสา ฉนั ขอกราบท่านตมิ พรบุ ดิ าของเธอ โดยเหตุทเ่ี ธอเกดิ มางดงาม ทาใหฉ้ นั ปลม้ื ใจ เหมอื นสายลมยอ่ มเป็นทป่ี รารถนาของผมู้ เี หงอ่ื หรอื เหมอื นน้าเป็นทป่ี รารถนาของผกู้ ระหาย เธอผไู้ ฉไลเป็นทร่ี กั ของฉนั ดจุ ธรรมเป็นทร่ี กั ของพระอรหนั ต์ 420 มงฺคลตฺถทปี นี บาล)ี 1/261-262. 421 มงั คลตั ถทปี นี แปล 2/187-188. 422 ท.ี ม. ไทย) 10/344/273.
127 เธอจงชว่ ยดบั ความเร่ารอ้ น เหมอื นช่วยวางยาคนไขผ้ กู้ ระสบั กระส่าย เหมอื นใหอ้ าหารแก่ผหู้ วิ หรอื เหมอื นใชน้ ้าดบั ไฟทก่ี าลงั ลุกอยู่ ขอใหฉ้ นั ไดซ้ บลงจดถนั และอุทรของเธอ เหมอื นชา้ งทร่ี อ้ นจดั ในคราวรอ้ น หยงั่ ลงสสู่ ระโบกขรณีมนี ้าเยน็ ระคนดว้ ยละอองเกสรดอกปทุม ฉนั มนึ งงเพราะ เหน็ )ชว่ งขาทง่ี ามสมสว่ น ไมร่ บั รเู้ หตุการณ์ อะไรๆ) เหมอื นชา้ งเหลอื ขอเพราะถอื ว่าเราชนะไดแ้ ลว้ ฉนั มใี จจดจอ่ ทเ่ี ธอ ไมอ่ าจกลบั ใจทแ่ี ปรผนั ไป เหมอื นปลาทก่ี ลนื เบด็ เขา้ ไป นางผเู้ จรญิ เธอจงเอาขาซา้ ยกระหวดั ฉนั ไว้ เธอผมู้ ดี วงตาหยาดเยม้ิ จงกระหวดั ฉนั ไวเ้ ถดิ เธอผงู้ ดงามจงสวมกอดฉนั ไว้ สงิ่ น้คี อื สงิ่ ทฉ่ี นั ปรารถนายงิ่ นกั ความใครข่ องฉนั ต่อเธอผมู้ ผี มงามสลวย ถงึ มนี ้อยกเ็ กดิ ผลมาก เหมอื นทกั ษณิ าทถ่ี วายแด่พระอรหนั ต์ นางผงู้ ดงามทวั่ สรรพางค์ บุญทฉ่ี นั ไดท้ าไวใ้ นพระอรหนั ตผ์ คู้ งทน่ี นั้ จงอานวยผลแก่ฉนั พรอ้ มกบั เธอ นางผงู้ ดงามทวั่ สรรพางค์ บุญทฉ่ี นั ไดท้ าไวใ้ นปฐพมี ณฑลน้ี จงอานวยผลแก่ฉนั พรอ้ มกบั เธอ
128 แมภ่ ทั ทาสุรยิ วจั ฉสา ฉนั ใฝฝ่ นั หาเธอ เหมอื นพระสมณศากยบตุ รผูท้ รงเขา้ ฌานอยผู่ เู้ ดยี ว ผมู้ ปี ญั ญาครองตน มสี ติ เป็นมุนี แสวงหาอมตธรรม แมค่ ณุ คนงาม ถา้ ฉนั ไดอ้ ย่รู ว่ มกบั เธอ กจ็ ะพงึ ช่นื ชม เหมอื นพระมนุ ีบรรลพุ ระสมั โพธญิ าณอนั สงู สดุ พงึ ช่นื ชมฉะนนั้ หากทา้ วสกั กะผเู้ ป็นใหญ่แห่งดาวดงึ ส์ จะประทานพรแก่ฉนั ฉนั กจ็ ะตอ้ งเลอื กเอาเธอเป็นแน่ แมค่ ณุ ผเู้ ฉลยี วฉลาด ฉนั ขอน้อมไหวบ้ ดิ าของเธอผมู้ ธี ดิ างามเช่นน้ี ดจุ ตน้ สาละทผ่ี ลดิ อกใหมๆ่ ฉะนนั้ 423 เม่อื ปญั จสขิ เทพบุตรบรรเลงเสยี งพณิ และเพลงขบั จบแล้ว พระพุทธเจา้ ไดต้ รสั ชน่ื ชมว่า “ปญั จสกิ ขะ เสยี งสายพณิ ของท่านเทยี บไดก้ บั เสยี งขบั รอ้ ง และเสยี ง ขบั รอ้ งเทยี บไดก้ บั เสยี งสายพณิ เสยี งสายพณิ ของท่านไม่เกดิ เสยี งขบั รอ้ ง และเสยี ง ขบั รอ้ งก็ไม่เกินเสยี งสายพณิ ” 424 จากนัน้ ก็ทรงสอบถามปญั จสขิ เทพบุตรถึงความ เป็นมาของบทประพนั ธว์ า่ เป็นมาอย่างไร ปญั จสขิ เทพบุตร ไดก้ ราบทลู ว่า ในอดตี ตนเองหลงรกั นางภทั ทาสุรยิ วจั ฉ สา ธดิ าของทา้ วตมิ พรคุ นั ธรรพราช แต่นางกลบั ไปหลงรกั สขิ ณั ฑี บุตรของมาตลสี งั คา หกเทพบุตร เมอ่ื ผดิ หวงั จงึ ไดบ้ รรเลงพณิ พรอ้ มกบั ขบั เพลงขบั จากบทประพนั ธท์ แ่ี ต่ง ข้ึนน้ี ทาให้นางภัททาสุริยวัจฉสาหันมาสนใจ เพราะบทเพลงมีเน้ือหาเก่ียวกับ พระพทุ ธเจา้ จากนนั้ นางยนิ ยอมใหต้ นเองเขา้ รว่ มสมาคมตงั้ แต่บดั นนั้ เป็นตน้ มา จากเร่อื งราวในสกั กปญั หสูตรดงั กล่าว สะท้อนให้เห็นว่า พุทธปรชั ญา ไม่ได้ปฏเิ สธอารมณ์สุนทรยี ะ และพระพุทธเจา้ ก็ทรงใชส้ ุนทรยี ะดงั กล่าวน้ี ในการขดั 423 ท.ี ม. ไทย) 10/348/275-277. 424 ท.ี ม. ไทย) 10/349/277.
129 เกลาอุปนสิ ยั ของพระสาวกบางรปู ทม่ี อี ุปนิสยั หรอื มแี นวโน้มไปในลกั ษณะดงั กล่าว ดงั กรณตี วั อยา่ ง425 บตุ รของนายช่างทองคนหน่งึ มรี ปู งาม บวชในสานกั ของพระสารบี ุตร พระเถระพจิ ารณาแลว้ เหน็ ว่า โดยปกตพิ วกคนหนุ่ม มรี าคะหนา จงึ ไดใ้ ห้ อสภุ กมั มฏั ฐานแก่ท่าน เพอ่ื กาจดั ราคะ แต่อสุภะกมั มฏั ฐานไม่เป็นทส่ี บายสาหรบั ท่าน เพราะฉะนนั้ แมส้ ทั ธวิ หิ ารกิ ของท่านจะพยายามอยถู่ งึ 3 เดอื น จติ กไ็ มส่ งบ จงึ กลบั มา หาอุปชั ฌาย์ พรอ้ มกบั ถวายรายงานตามความเป็นจรงิ พระอุปชั ฌายเ์ หน็ ว่า ลูกศษิ ย์ รปู น้ีกต็ งั้ ใจปฏบิ ตั ดิ ี แต่อาจจะยงั ไม่เขา้ ใจรายละเอยี ด จงึ สอนย้าอกี ครงั้ แลว้ ก็แนะนา ใหก้ ลบั ไปปฏบิ ตั อิ กี เป็นครงั้ ท่ี 2 แมค้ รงั้ ท่ี 2 กมั มฏั ฐานกไ็ ม่ก้าวหน้า จงึ ได้กลบั มารายงานพระสารบี ุตรผู้ เป็นอุปชั ฌายอ์ กี ครงั้ พระสารบี ุตรต้องพิจารณาและทบทวนอีกครงั้ ว่า ศิษย์ผู้น้ี ตงั้ ใจปฏบิ ตั ิ อย่างดี ไม่ใช่ไม่ตงั้ ใจปฏบิ ตั ิ แต่เหตุใด กมั มฏั ฐานจงึ ไม่กา้ วหน้า จงึ ไดน้ าไปยงั สานัก ของพระพทุ ธเจา้ ดว้ ยหวงั ว่า พระพุทธเจา้ จะทรงแกไ้ ขปญั หาน้ไี ด้ พระพุทธเจา้ ไดพ้ จิ ารณาแลว้ ทรงเหน็ ว่า ภกิ ษุรปู น้ี เกดิ ในตระกูลช่างทอง มาเป็นระยะเวลา 500 ชาติ ทาหน้าทห่ี ลอมทองมสี สี ุกอย่างเดยี วดว้ ยความคดิ ว่า จะทา ใหเ้ ป็นดอกกรรณกิ ารแ์ ละดอกปทุม เป็นตน้ อสุภกมั มฏั ฐานจงึ ไม่เหมาะสมแก่เธอ จงึ มอบดอกบวั ใหไ้ ปปกั ไวท้ ่กี องทราย แลว้ บรกิ รรมคาถาว่า โลหติ ก โลหติ ก เม่อื นิวรณ์ ได้สงบระงบั ปฐมฌานก็เกิดข้นึ กระทงั้ ถึงจตุตถฌานตามลาดบั พระพุทธเจ้าทรง พจิ ารณาเหน็ วา่ ภกิ ษุรปู น้ไี ม่สามารถยงั คุณวเิ ศษใหเ้ กดิ ขน้ึ ตามธรรมดาของตนได้ จงึ อธิษฐานให้ดอกปทุมนัน้ ค่อยๆ เห่ียวแห้งตามลาดับ ภิกษุนัน้ ออกจากฌานแล้ว พจิ ารณาดอกบวั นัน้ เห็นอนิจจลกั ษณะ ยกจติ ขน้ึ สู่วปิ สั สนา พจิ ารณาเหน็ ภพทงั้ 3 เหมอื นไฟตดิ ทวั่ ดุจซากศพทผ่ี กู ไวท้ ค่ี อ เวลานัน้ พวกเดก็ ลงสู่สระน้าแห่งหน่ึงในท่ไี ม่ไกล พากนั เด็ดดอกปทุม ทงั้ หลายแลว้ นามาวางกองไว้บนบก ภกิ ษุนัน้ แลดูดอกปทุมทงั้ ท่อี ยใู่ นน้า และบนบก ดอกปทุมทอ่ี ยใู่ นน้างดงาม ปรากฏแก่เธอเหมอื นหลงั่ น้าออกอยู่ แต่ดอกปทุมทอ่ี ย่บู น บกเห่ียวแห้งท่ีปลายตามลาดบั เม่อื เธอพจิ ารณาเห็นอนิจจลกั ษณะอย่างนัน้ แล้ว 425 ข.ุ ธ.อ. ไทย) 1/2/4/127.
130 พระพุทธเจ้าได้เสด็จออกจากกุฏิเปล่งรศั มมี าปรากฏต่อหน้า ทรงแสดงธรรมเป็นท่ี สบายแก่เธอเป็นพระคาถาวา่ อุจฺฉนิ ฺท สเิ นหมตฺตโน กุมทุ สารทกิ ว ปาณนิ า สนฺตมิ คฺคเม พรหู เย นิพฺพาน สคุ เตน เทสติ ฯ เธอจงตดั ความเย่อื ไยของตนเสยี เหมอื นบุคคลถอนดอกโกมุททเ่ี กดิ ใน สรทกาลดว้ ยมอื จงเจรญิ ทางแห่งสนั ตทิ เี ดยี ว เพราะพระนิพพานอนั พระ สุคตแสดงแลว้ ฯ426 ตวั อยา่ งจากคมั ภรี อ์ รรถกถาธรรมบทน้ี สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ หลกั การในพุทธ ปรชั ญาว่า ศลิ ปะ ความงาม และอารมณ์สุนทรยี ะ เป็นส่วนหน่ึงของจรติ ท่อี ยู่ในตวั บุคคลแต่ละคน และแต่ละคนก็อาจสงั่ สมประสบการณ์ในเร่อื งของศิลปะ ความงาม และอารมณ์สุนทรียะมาไม่เหมือนกัน ในการเจริญพระกัมมัฏฐานเพ่ือบรรลุถึง จดุ มงุ่ หมายสงู สุด ศลิ ปะ ความงาม และอารมณ์สุนทรยี ะจงึ ยงั คงมคี วามจาเป็นสาหรบั บุคคลผสู้ งั่ สมประสบการณ์มาอยา่ งนนั้ อน่ึง หากพจิ ารณา เถรคาถา หรอื เถรคี าถาโดยละเอียดจะเห็นว่า เม่อื พระภิกษุ หรอื ภิกษุณีบางรูปได้บรรลุธรรม หรอื มอี ารมณ์สุนทรยี ะเน่ืองเพราะได้ ประสบกบั อารมณ์อยา่ งใดอย่างหน่ึง มกั จะแสดงอุทานคาถาออกมาใหเ้ หน็ สภาพของ อารมณ์ความรสู้ กึ ภายในจติ ใจของท่านเวลานนั้ ว่าเป็นอยา่ งไร สะทอ้ นหลกั การสาคญั ท่วี ่า427 แท้จรงิ แล้ว ศลิ ปะเป็นเร่อื งของแรงขบั โดยธรรมชาติของมนุษยท์ ม่ี ตี ่อความ งาม ความรกั ความจรงิ ปญั ญา และความดงี าม ซง่ึ เราจะเขา้ ใจสงิ่ น้ีได้อย่างลกึ ซง้ึ ก็ ต่อเม่อื เราก้าวพ้นจากภาวะมายาทบ่ี ดบงั ตวั ตนทแ่ี ท้จรงิ แล้วแสดงความรสู้ กึ ออกมา อยา่ งตรงไปตรงมาโดยปราศจากสงิ่ กดี ขวาง 426 ข.ุ ธ.อ. ไทย) 1/2/4/130. 427 K.S. Ramaswami Sastri, Indian Aesthetics, (Srirangam: Sri Vini Vilas Press, 1928), p.4.
131 กรณีตวั อย่าง 1 พระสภุ ตู ิ428 พระสุภูติ เป็นพระน้องชายของอนาถปิณฑกิ เศรษฐี429 ไดฟ้ งั ธรรมคราว พระพุทธเจา้ เสด็จเมอื งสาวัตถตี ามคานิมนต์ครงั้ ท่ี 2 พร้อมกบั อนาถปิณฑกิ เศรษฐี เกดิ เกดิ ความเลอ่ื มใสจงึ ไดข้ อบรรพชาอุปสมบท เรยี นมาตกิ าจนคล่องแลว้ ใหอ้ าจารย์ บอกกมั มฏั ฐาน บาเพญ็ สมณธรรมในปา่ เจรญิ วปิ สั สนา มเี มตตาฌานเป็นบาท บรรลุ พระอรหนั ต์ ท่องเท่ยี วเผยแผ่ศาสนาตามเมอื ง และชนบทต่างๆ กระทงั้ ถึงเมอื งรา ชคฤห์ พระเจา้ พมิ พสิ ารทราบข่าวการมาของท่าน จงึ ไดน้ ิมนต์ใหท้ ่านอย่ทู เ่ี มอื ง ราชคฤห์ โดยทรงรบั ปากว่าจะสรา้ งกุฏทิ ่อี ย่อู าศยั ถวาย แต่ด้วยราชกจิ มมี ากมาย จงึ ทรงลมื มาดูแล และสรา้ งกุฏทิ ่อี ยู่ถวายพระเถระตามท่ที รงรบั ปากเอาไว้ ทาให้พระ เถระไม่มที อ่ี ยู่ ต้องอย่กู ลางแจง้ หลายวนั ดว้ ยอานุภาพของพระเถระ ฝนจงึ ไมต่ กเลย ทาใหม้ นุษยเ์ กดิ ความเดอื ดรอ้ น เขา้ ไปรอ้ งเรยี นต่อพระราชา พระราชาทราบเหตุการณ์ดงั กล่าว กท็ รงพจิ ารณาว่า เพราะเหตุใดฝนจงึ ไมต่ ก นึกขน้ึ ไดว้ ่าทรงรบั ปากกบั พระเถระไว้ จงึ สงั่ ใหส้ รา้ งกุฏมิ ุงดว้ ยใบไมถ้ วายพระ เถระอยา่ งเรง่ ดว่ น จากนนั้ กน็ ิมนตพ์ ระเถระในพกั อยใู่ นกุฏหิ ลงั นนั้ แลว้ กเ็ สดจ็ หลกี ไป พอพระเถระเขา้ ไปสู่กุฏิ แลว้ นัง่ ขดั สมาธบิ นอาสนะปดู ้วยหญ้า ฝนกเ็ รม่ิ ตกเมด็ ทาใหบ้ รรยากาศโดยรอบมคี วามชุ่มช่นื ในขณะทฝ่ี นตกอย่อู ย่างนนั้ ท่านกไ็ ด้ นึกถงึ สตั วโ์ ลกท่กี าลงั เดอื ดรอ้ นอย่เู พราะฝนแล้งเม่อื ฝนตกมาแล้ว ก็ทาใหจ้ ติ ใจของ ทา่ นพลอยปีตยิ นิ ดดี ว้ ย จงึ ไดก้ ล่าวเป็นคาถาว่า ฉนฺนา เม กุฏกิ า สขุ า นิวาตา วสฺส เทว ยถาสุข. จติ ฺต เม สสุ มาหติ วมิ ตุ ฺต อาตาปี วหิ รามิ วสฺส เทวา‛ต.ิ อติ ฺถ สทุ อายสฺมา สภุ ตู ติ ฺเถโร คาถ อภาสติ ฺถฯ430 กระท่อมของเรามงุ แลว้ สะดวกสบายปราศจากลม ฝนเอ๋ย ท่านจงตกมา ตามสบายเถดิ จติ ของเราตงั้ มนั่ แลว้ หลุดพน้ แลว้ เรามคี วามเพยี รเครอ่ื ง เผากเิ ลสอยู่ ฝนเอ๋ย ถา้ ท่านปรารถนา กจ็ งตกมาเถดิ 431 428 ข.ุ เถร. ไทย) 26/1/303. 429 ข.ุ เถร.อ. ไทย) 2/3/1/43. 430 ข.ุ เถร. บาล)ี 26/1/ 431 ข.ุ เถร.อ. ไทย) 2/3/1/45.
132 คมั ภรี อ์ รรถกถายงั ไขความต่อไปอกี ว่า เหตุผลท่พี ระเถระเปล่งคาถาน้ี ออกมา แมจ้ ะเป็นเรอ่ื งสว่ นตวั ของท่าน แต่กเ็ ป็นเพราะเหตุว่า ทา่ นมคี วามมกั น้อยเป็น อย่างยง่ิ ยนิ ดพี อใจในกุฏทิ ่พี ระราชาสร้างถวาย อกี ทงั้ เม่อื ได้พจิ ารณาถึงโลกุตตร ธรรมท่ตี นไม่เคยได้บรรลุมาก่อน ล้าลกึ สงบ ประณีตอย่างยง่ิ ซง่ึ ตนไดบ้ รรลุแลว้ จงึ ไดเ้ ปลง่ อุทานออกมาดว้ ยกาลงั ปีต4ิ 32 กรณีตวั อย่างที่ 2 พระวนวจั ฉเถระ433 พระวนวจั ฉเถระ ไดช้ ่อื อยา่ งนนั้ เพราะความทท่ี ่านมคี วามช่นื ชอบปา่ เป็น พเิ ศษ เม่อื ครงั้ เยาวว์ ยั ไดเ้ คยเป็นสหายร่วมเล่นกบั พระสทิ ธตั ถกุมาร ต่อเม่อื เจา้ ชาย สทิ ธตั ถะออกผนวช ท่านก็ออกบวชเป็นดาบสอยู่ในป่าหิมพานต์เช่นกนั ภายหลงั ทราบข่าวการตรสั รขู้ องพระพุทธเจา้ จงึ ไดอ้ อกจากป่าหมิ พานต์เขา้ เฝ้า และขอบวช เรยี นกมั มฏั ฐานเสรจ็ แลว้ กเ็ ขา้ ปา่ ขวนขวายวปิ สั สนา ไม่นานนกั กไ็ ดบ้ รรลุพระอรหนั ต์ เม่อื พระพุทธเจา้ เสดจ็ นิวตั กรุงกบลิ พสั ดุ์ ท่านก็ได้เข้าเฝ้า และร่วมสมาคมกบั ภกิ ษุ ทงั้ หลาย ภิกษุทัง้ หลายทราบกิติศัพท์ท่านว่าชอบอยู่ป่า จึงได้สอบถามความ เป็นอยู่ในป่าของท่านว่าเป็นอย่างไร เม่อื จะตอบคาถามของภิกษุทงั้ หลาย ท่านจงึ ประพนั ธเ์ ป็นคาถาว่า นีลพฺภวณฺณา รจุ ริ า สตี วารี สจุ นิ ฺธรา. อนิ ฺทโคปกสํฺฉนฺนา เต เสลา รมยนฺติ มฯ434 ภูเขาหนิ หลากหลายมสี ดี งั เมฆครม้ื งามเรอื งรองแหล่งน้าเยน็ ใส สะอาด ดารดาษดว้ ยแมลงคอ่ มทอง ชา่ งชวนใหเ้ ราร่นื รมยใ์ จเสยี จรงิ ฯ บทประพันธ์ของท่านสะท้อนให้เห็นอารมณ์สุนทรียะ ซ่ึงเกิดจาก สภาพแวดลอ้ มทร่ี น่ื รมย์ ไมว่ ่าจะเป็นภเู ขา ซง่ึ อรรถกถาไดอ้ ธบิ ายรายละเอยี ดว่ามสี ดี งั วลาหกทเ่ี ขยี วขจี มสี ณั ฐานดงั นีลวลาหก มแี สงและรัศมดี งั รุจเิ รก ส่วนธารน้าเล่า กม็ ี 432 ข.ุ เถร.อ. ไทย) 2/3/1/54. 433 ข.ุ เถร. ไทย) 26/13/308. 434 ข.ุ เถร. บาล)ี 26/13/
133 น้าเยน็ ฉ่าใสสะอาด ดาดาษไปด้วยกมิ ชิ าตสิ แี ดง มวี รรณะดงั แก้วประพาฬพ้นื ดนิ ก็ สะอาดบรสิ ุทธิ ์ ซง่ึ เหมาะสมกบั การเป็นทอ่ี ย่ขู องผูส้ ะอาด ไดแ้ ก่พระอรยิ เจา้ ทงั้ หลาย เพม่ิ พนู ความยนิ ดใี นวเิ วกเป็นอยา่ งยง่ิ 435 อารมณ์สุนทรยี ะของพระวนวจั ฉเถระ คลา้ ยๆ กบั อารมณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ กบั พระ จติ ตกเถระ ซ่งึ ท่านก็เป็นภกิ ษุอีกผู้หน่ึงท่โี ปรดปรานการอย่ปู ่า และเม่อื ได้มโี อกาส สนทนากบั ภกิ ษุทงั้ หลาย ท่านกพ็ รรณนาถงึ ความงดงามของป่าใหเ้ หล่าภกิ ษุทงั้ หลาย ฟงั ว่า นกยงู ทงั้ หลาย มขี นคอเขยี วงดงาม มหี งอนสวย รอ้ งเซง็ แซอ่ ยใู่ นปา่ การวี นกยงู เหล่านนั้ พากนั รอ้ งเซง็ แซ่ในยามมลี มหนาวเจอื ฝน ยอ่ มกระตุน้ เตอื นผเู้ จรญิ ฌานซง่ึ หลบั อยใู่ หต้ ่นื ขน้ึ 436 คมั ภีรอ์ รรถกถา437 ท่านขยายความทาให้เหน็ ว่า ป่าในช่วงหน้าฝนนัน้ งดงามเพยี งไร ยามเม่อื เวลาใกลฝ้ นจะตก นกต่างๆ ต่างกร็ อ้ งระงมเซ่งแซ่ แมก้ ระทงั้ นกยูง ท่านกพ็ รรณนาว่ามคี องาม มขี นเป็นแนวยาว มหี งอนเป็นสริ งิ ดงาม เสยี งรอ้ ง ของนักยูง ต่างร้อง และร้องรบั กนั ระงมเหมอื นจะข่มเสยี งของสตั ว์ตัวอ่นื ๆ ท่อี ยู่ใน ละแวกนนั้ แมใ้ นยามหน้าหนาว นกยงู เหล่านนั้ ต่างกร็ า่ เรงิ รบั ลมหนาว รอ้ งระงมอยา่ ง ไพเราะเช่นเดยี วกนั 5.8 พทุ ธศิลป์ สนุ ทรียะ และคณุ ค่าทางสนุ ทรียะ พุทธศลิ ป์ หมายถงึ ศลิ ปะอนั เน่ืองดว้ ยพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา เน่อื งดว้ ยองคป์ ระกอบสาคญั หลายประการ หลกั ๆ ไดแ้ ก่ ศาสดา, หลกั ธรรม, นักบวช, ศาสนสถาน, ศาสนวตั ถุ, ศาสนพธิ ี พุทธศลิ ป์จงึ เกย่ี วเน่ืองกบั องคป์ ระกอบเหล่าน้ีดว้ ย อย่างไรก็ตาม เม่ือจัดพุทธศิลป์ ตามหมวดหมู่ศิลปะท่ีเน่ืองด้วย พระพุทธศาสนาทส่ี ามารถพบเหน็ ไดท้ วั่ ไปในปจั จบุ นั สามารถจาแนกไดด้ งั น้ี 435 ข.ุ เถร.อ. ไทย) 2/3/1/125. 436 ข.ุ เถร. ไทย) 26/22/311. 437 ข.ุ เถร.อ. ไทย) 2/3/1/164.
134 5.8.1 จิตรกรรม Painting) เป็นงานศลิ ปะท่ถี ่ายทอดออกมาด้วย วธิ กี ารลาก ป้าย ขดี ขดู และการจดั องคป์ ระกอบความงามอ่นื เพ่อื ใหเ้ กดิ ภาพ 2 มติ ิ บนพน้ื ทร่ี ะนาบ ซง่ึ ไม่มคี วามลกึ หรอื นูนหนา ถอื เป็นศลิ ปะทม่ี คี วามเก่าแก่ทส่ี ุด โดย ในยคุ แรกเรมิ่ มกั ขดี เขยี นบนผนงั ถ้าดว้ ยสธี รรมชาตทิ ส่ี ามารถหาไดใ้ นเวลานนั้ ศลิ ป์ พรี ะศร4ี 38 ไดป้ ระมวลจติ รกรรมทเ่ี น่ืองด้วยพระพุทธศาสนาจาก 13 จงั หวดั ไว้ในหนังสอื คุณค่าของจติ รกรรมฝาผนัง โดยแบ่งเป็นช่วงๆ นับตงั้ แต่ จติ รกรรมฝาผนังสมยั ทวารวดี พุทธศตวรรษท่ี 11-16, สมยั ศรวี ชิ ยั พุทธศตวรรษท่ี 13-18, สมยั สุโขทยั พุทธศตวรรษท่ี 18-19, สมยั อยุธยา พุทธศตวรรษท่ี 20-พ.ศ. 2310, สมยั กรงุ ธนบุรี พ.ศ.2311-2325, และสมยั กรุงรตั นโกสนิ ทร์ พ.ศ.2325-ปจั จุบนั จติ รกรรมฝาผนังเหล่าน้ี นอกจากทรงคุณค่าทางด้านสุนทรยี ะแล้ว ยงั มคี ุณค่าทาง ประวตั ศิ าสตรเ์ ป็นอย่างมาก โบสถ์ วหิ ารท่กี ระจดั กระจายอยู่ในภูมภิ าคต่างๆ ของ ประเทศ เปรยี บเสมอื นหอศลิ ป์ทส่ี ามารถเล่าเร่อื งราวต่างๆ ของคนในชุมชนได้เป็น อยา่ งดี 5.8.2 ประติมากรรม Sculpture) เป็นงานศลิ ปะทแ่ี สดงออกดว้ ย การสรา้ งรปู ทรง 3 มติ ิ ความกวา้ ง ความยาว ความหนา หรอื ความสูง) มปี รมิ าตร มี นาหนัก และกินเน้ือท่ใี นอากาศโดยใช้วตั ถุชนิดต่างๆ ด้วยวธิ ปี นั้ (Casting) การ แกะสลกั (Carving) การหล่อ Molding) หรอื การประกอบขน้ึ รปู (Construction) อย่าง ใดอย่างหน่ึง เรยี กรูปทรงท่ไี ด้ตามลกั ษณะ 3 ประเภท ได้แก่ ประตมิ ากรรมนูนต่า, ประตมิ ากรรมนูนสงู , และประตมิ ากรรมลอยตวั ประตมิ ากรรมเหล่าน้ี สามารถสะทอ้ น เรอ่ื งราวเกย่ี วกบั ความเช่อื ศาสนา ประเพณี และวฒั นธรรมอนั ดงี ามไดเ้ ป็นอยา่ งดี ทา ใหผ้ พู้ บเหน็ สามารถสมั ผสั จบั ตอ้ ง ชน่ื ชม เกดิ ความรสู้ กึ ประทบั ใจ หรอื ความรสู้ กึ อยา่ ง ใดอยา่ งหน่งึ ตามเจตนาของศลิ ปินผสู้ รา้ งประตมิ ากรรมนนั้ ๆ ขน้ึ มา งานประตมิ ากรรม มสี ่วนประกอบสาคญั 439 นบั ตงั้ แต่ 1) เสน้ ทท่ี าให้ เกดิ โครงสรา้ งในงานประตมิ ากรรม โดยเสน้ น้ีก็จะมที งั้ เสน้ แกน เส้นรปู นอก และเสน้ 438 ศลิ ป์ พรี ะศร,ี คณุ ค่าของจิตรกรรมฝาผนัง, กรมศลิ ปากร จดั พมิ พ์เน่ืองในโอกาส เปิดแสดงจติ รกรรมฝาผนงั ณ หอศลิ ป์ กรมศลิ ปากร, 2502. 439 ภธู ปิ นธิ ศิ ร์ คงโภคานนั ท,์ องคค์ วามรปู้ ระติมากรรมนูนตา่ -ประติมากรรมนูนสูง, กรมศลิ ปากร, กระทรวงวฒั นธรรมจดั พมิ พ,์ 2552), หน้า 65-67.
135 ของปริมาตร ซ่ึงแต่ละเส้นก็มีหน้าท่ีแตกต่างกันออกไป 2) รูปทรง ได้แก่ ส่วนประกอบของเส้นทน่ี ามาประกอบกนั จนเกดิ รูปร่าง ในรปู ทรงก็จะมที งั้ รูปทรงท่ี เป็นโครง รูปทรงทเ่ี ป็นมวล 3) มวล ได้แก่รูปทรงท่จี ดั ข้นึ เป็นกลุ่มก้อน บ่งบอกถึง ลกั ษณะ 3 มติ ิ อนั เป็นปรมิ าตรทร่ี บั รู้ เหน็ และสมั ผสั ได้ 4) เอกภาพ คอื ความเป็น หน่งึ เดยี วกนั ความกลมกลนื เขา้ กนั ได้ ซง่ึ เกดิ จากการเช่อื มโยงสมั พนั ธข์ องส่วนต่างๆ ในองคป์ ระกอบแต่ละอย่างนนั้ 5) ลกั ษณะผวิ ถอื เป็นส่วนประกอบหน่ึงทจ่ี ะช่วยเสรมิ งานเกดิ ความสมบูรณ์ และเกดิ ความรสู้ กึ 6) บรเิ วณว่าง คอื ส่วนทจ่ี ะทาใหเ้ กดิ รปู ทรง ต่างๆ ของมวล ดูแล้วทาให้ไม่เกิดความรู้สกึ อึดอัด ทึบตัน 7) จงั หวะและทิศทาง หมายถึง การจดั วางตาแหน่งของรูปทรงในพ้นื ท่บี รเิ วณทงั้ หมดของรูปทรงของพ้นื หลงั ทจ่ี ะกาหนดรูปร่างของผลงาน 9) ความกลมกลนื ไม่ก่อให้เกดิ ความรู้สกึ ขดั ตา หรอื ขดั แย้งกนั และ 9) สี ในงานประติมากรรม สีจะช่วยให้เกิดมติ ิทางสายตา ไม่ ก่อให้เกิดความขัดแย้ง องค์ประกอบเหล่าน้ีถือเป็นเร่ืองสาคัญท่ีจะทาให้งาน ประตมิ ากรรมสมบรู ณ์ เกดิ ความงาม และทรงคุณค่าทางสนุ ทรยี ะ งานประติมากรรม ถูกนามารบั ใชพ้ ระพุทธศาสนาในมติ ติ ่างๆ ไม่ว่า จะเป็นประตมิ ากรรมรปู เคารพ ประตมิ ากรรมตกแต่ง และประตมิ ากรรมเพ่อื ประโยชน์ ใชส้ อย ดงั ปรากฏหลกั ฐานครงั้ แรกในสมยั พระเจา้ อโศกมหาราช พ.ศ.270-307) ทรง โปรดใหส้ รา้ งถาวรวตั ถุเพอ่ื ใชเ้ ป็นเครอ่ื งระลกึ ถงึ องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พุทธเจา้ เช่น ศลิ าบลั ลงั ก์บงกช สญั ลกั ษณ์ท่ใี ชแ้ ทนพระพุทธเจา้ ขณะทรงตรสั รู้ ศลิ าธรรมจกั รกบั กวางหมอบ สญั ลกั ษณ์แทนพระพุทธเจา้ ขณะทรงแสดงปฐมเทศนา เป็นต้น440 ใน สงั คมไทยพบประตมิ ากรรมเก่ยี วกบั รูปสญั ลกั ษณ์ทางพระพุทธศาสนาอยู่ทวั่ ไปทุก ภมู ภิ าคของประเทศ ประตมิ ากรรมเหล่าน้ี ลว้ นสะทอ้ นถงึ พระพุทธศาสนาทม่ี อี ทิ ธพิ ล วถิ ชี วี ติ ของคนไทยนบั ตงั้ แต่โบราณกาล 5.8.3 สถาปัตยกรรม Architecture) เป็นงานศลิ ปะทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การออกแบบสง่ิ ก่อสรา้ งต่างๆ นับตงั้ แต่แนวคดิ ในการออกแบบ การกาหนดพน้ื ทใ่ี ช้ สอย การกาหนดสัดส่วนของอาคาร การทาความเข้าใจในโครงสร้าง การเขียน องค์ประกอบสถาปตั ยกรรม รวมถึงการกาหนดผงั บริเวณท่เี ป็นองค์ประกอบของ 440 ดูรายละเอียดใน สุภัทรดิศ ดิศกุล, คาบรรยายเรื่อง ศิลปะในประเทศอินเดีย, พระนคร: โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร, 2506), หน้า 9 เป็นตน้ ไป.
136 สง่ิ ก่อสรา้ ง เพ่อื ให้เกดิ ความสวยงาม และเอ้อื ต่อการใชป้ ระโยชน์ สถาปตั ยกรรมจงึ มี ความเก่ยี วข้องกบั ศาสตร์ต่างๆ เช่น วศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ สงั คมวิทยา มานุษยวทิ ยา ศลิ ปะ สถาปตั ยกรรมมี 2 ประเภท ได้แก่ 1) สถาปตั ยกรรมเปิด (Open Architecture) ไดแ้ ก่สถาปตั ยกรรมทท่ี ุกคนสามารถเขา้ ไปใชป้ ระโยชน์ได้ เช่น โบสถ์ วหิ าร ศาลา กุฏสิ งฆ์ เป็นต้น 2) สถาปตั ยกรรมปิด (Closing Architecture) ได้แก่ สถาปตั ยกรรมทไ่ี ม่ต้องการให้คนเขา้ ไปอยู่อาศยั เช่น สุสาน อนุสาวรยี ์ สถูป เจดยี ์ ปรางค์ เป็นตน้ สถาปตั ยกรรมทงั้ 2 ประเภทน้ี มจี ดุ ประสงคแ์ ตกต่างกนั แน่นอนยอ่ ม มแี นวคดิ ในการออกแบบแตกต่างกนั ไปด้วย รายละเอยี ด องค์ประกอบต่างๆ ทาง สถาปตั ยกรรม กย็ อ่ มแตกต่างไปดว้ ยเช่นกนั ความงดงาม และคุณค่าของสถาปตั ยกรรม ข้นึ อยู่กบั องค์ประกอบ ของการจดั สรรบรเิ วณทว่ี ่างให้สมั พนั ธ์กบั ส่วนต่างๆ ทงั้ ภายในและภายนอก การจดั รปู ทรงทางสถาปตั ยกรรมใหเ้ หมาะกบั ประโยชน์ใชส้ อย และสงิ่ แวดลอ้ ม องคป์ ระกอบ การตกแต่ง ทงั้ ตกแต่งจรงิ และตกแต่งเสรมิ การเลอื กใชว้ สั ดุใหเ้ หมาะสมกลมกลนื มี ความมนั่ คงแขง็ แรง ความงามของสถาปตั ยกรรมจงึ หมายถงึ สดั ส่วนและองคป์ ระกอบ การจดั วาง ท่ีว่าง สี วัสดุ และพ้ืนผิวของอาคารท่ีผสมผสานกันอย่างลงตัว และ สามารถยกระดบั จติ ใจของผพู้ บเหน็ สถาปตั ยกรรมเน่ืองดว้ ยพระพุทธศาสนา มกี ารจดั กลุ่มเป็นยุคๆ ตาม เอกลกั ษณ์ หรอื ลกั ษณะเฉพาะของยุคนัน้ ๆ นับตงั้ แต่งยุคทวารวด,ี ยุคศรวี ชิ ยั , ยุค ลพบุร,ี ยุคเชยี งแสน, ยุคสุโขทยั , ยุคอยุธยา กระทงั่ มาถึงยุครตั นโกสนิ ทร์ และก็มี ผลงานทางวชิ าการต่างๆ พยายามใหร้ ายละเอยี ดลกั ษณะเฉพาะทเ่ี ป็นเอกลกั ษณ์ของ สถาปตั ยกรรมในแต่ละยุคเหล่าน้ี เช่นในงานของธาดา สุทธิธรรม441 ได้สรุป รายละเอียดเอกลกั ษณ์ทางสถาปตั ยกรรมสุโขทยั ไว้ 4 ประการ ประกอบด้วย 1) รปู ทรงและสดั ส่วน คอื มลี กั ษณะสมส่วน ไม่ผอมบางหรอื อ้วนป้อม ความสูงไม่ชะลูด แต่คอ่ ยๆ ไล่สดั สว่ นขน้ึ ไป ถา้ เป็นอาคาร หลงั คาทค่ี ่มุ ต่า จะเป็นสดั ส่วนของการเขา้ ไป นัง่ ไม่ใช่การเขา้ ไปยนื รูปทรงและสดั ส่วนให้ความรูส้ กึ อ่อนน้อม เรยี บรอ้ ย ประดุจ 441 ธาดา สทุ ธธิ รรม, สถาปัตยกรรมสุโขทยั , กรุงเทพฯ: กรมศลิ ปากร จดั พมิ พ,์ 2536), หน้า 139.
137 บุคลกิ ลกั ษณะคนไทยผนู้ บั ถอื พระพุทธศาสนาอยา่ งศรทั ธา 2) แบบแผน ไดพ้ ฒั นาจน เกิดแบบแผนแห่งสถาปตั ยกรรมไทยขน้ึ 3) ลลี า ประกอบด้วยเส้นสายท่ีอ่อนโยน และผ่อนคลาย ไมเ่ กรง 4) ลวดลาย มคี วามเก่ยี วขอ้ งกบั ศาสนคติ ลวดลายทอ่ี อกแบบ แมจ้ ะอย่บู นพน้ื ฐานของธรรมชาติ แต่กห็ ลุดพน้ ความมตี วั จรงิ ทางวตั ถุ เช่น ลายพนั ธุ์ พฤกษาหรือสตั ว์ในจินตนาการ และ 5) จงั หวะ มกี ารให้น้าท่ีเหมาะสม ไม่ได้ใส่ ลวดลายจนแน่น ทใ่ี ดควรเวน้ ว่างไว้ ทใ่ี ดควรใส่ กจ็ ดั วางไดอ้ ย่างเหมาะสม เกดิ ความ พอดี 5.8.4 วรรณกรรม Literature) เป็นศิลปะท่ีเก่ียวข้องกับการ ประพนั ธโ์ ดยใชภ้ าษาเพ่อื ส่อื สารเร่อื งราวต่างๆ ระหว่างมนุษยซ์ ง่ึ อาจจะอย่ใู นรปู ของ รอ้ ยแกว้ คอื เป็นความเรยี งทวั่ ไป และรอ้ ยกรอง คอื เป็นขอ้ ความทม่ี กี ารใชค้ าสมั ผสั ใน รปู ของโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน หรอื ร่าย อย่างใดอย่างหน่ึง วรรณกรรมจะมคี ุณค่า มากน้อยแคไ่ หน กข็ น้ึ อยกู่ บั วรรณศลิ ป์ หรอื ศลิ ปะในการแต่งของผปู้ ระพนั ธน์ ัน้ ๆ เป็น สาคญั เร่อื งราวต่างๆ ท่นี าเสนอ อาจอย่ใู นรูปของสารคดี คอื มุ่งใหค้ วามรู้ ความคดิ ประสบการณ์ต่างๆ ของผู้เขยี น หรอื อาจจะอยู่ในรูปของบนั เทงิ คดี คอื มุ่งให้ความ เพลดิ เพลนิ สนุกสนาน โดยปกติ การพิจารณาความของวรรณกรรม มกั จะพิจารณาจาก แนวคดิ หรอื ทฤษฎที เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การประพนั ธ์ เช่น ในวรรณคดสี นั สกฤต จะพจิ ารณา จาก 8 ทฤษฎี442 ประกอบดว้ ย 1) ทฤษฎรี ส ซง่ึ ว่าดว้ ยอารมณ์ของผอู้ ่าน 2) ทฤษฎี อลงั การ ว่าดว้ ยความงามในการประพนั ธ์ 3) ทฤษฎคี ุณ ว่าดว้ ยลกั ษณะเด่นของการ ประพนั ธ์ 4) ทฤษฎรี ตี ิ วา่ ดว้ ยลลี าการประพนั ธ์ 5) ทฤษฎธี วนิ วา่ ดว้ ยความหมายแฝง ในการประพนั ธ์ 6) ทฤษวี โกรกติ ว่าดว้ ยภาษาในการประพนั ธ์ 7) ทฤษฎอี นุมติ ิ ว่า ด้วยการอนุมานความหมายในการประพนั ธ์ และ 8) ทฤษีเอาจติ ยะ ว่าด้วยความ เหมาะสมในการประพนั ธ์ ในวรรณคดบี าลี มกี ล่าวถงึ ความงามของบทประพนั ธไ์ วห้ ลายคมั ภรี ์ เช่น คมั ภรี ส์ ุโพธาลงั การ พรรณนาถงึ ความงามของบทประพนั ธ์ เพราะประกอบดว้ ย 442 กุสุมา รักษมณี, การวิเคราะห์วรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต, กรุงเทพฯ: มลู นธิ โิ ครงการตาราสงั คมศาสตรแ์ ละมนุษยศาสตร,์ 2534), หน้า 21-39.
138 อลงั การ 2 ประเภท443 ไดแ้ ก่ 1) สทั ทาลงั การ หมายถงึ การตกแต่งเสยี ง 2) อตั ถาลงั การ หมายถงึ การตกแต่งความหมาย คมั ภรี ส์ ุโพธาลงั การนิสสยะ พรรณนาถงึ องค์ คุณ 10 ประการของการประพนั ธ์ท่ีทาให้บทประพนั ธ์มีความเป็นเลิศ เป็นท่ีนิยม ไดแ้ ก่444 1) ปสาทคุณ คุณทน่ี ่าเล่อื มใส คอื สมั พนั ธใ์ กลไ้ มย่ งุ่ ยาก บทรไู้ ดง้ า่ ย 2) โอชาคุณ ซาบซง้ึ ตรงึ ใจ 3) มธุรตาคุณ คุณท่มี คี วามอ่อนหวาน คอื มเี สยี งไพเราะ เพราะใช้ อกั ษรฐานเดยี วกนั เป็นตน้ หรอื อกั ษรตวั เดยี วกนั 4) สมตาคุณ คุณท่ีมเี สียงเสมอกัน คือ ใช้ศัพท์ท่ีมีเสียงเสมอกัน เพราะใชส้ ถลิ อกั ษรมาก, 5) สขุ มุ าลตาคุณ คุณทม่ี คี าพดู อ่อนๆ คอื คุณอนั ไมม่ อี กั ษรสวดยาก 6) สเี ลสคุณ, คุณทต่ี ดิ กนั คอื มลี กั ษณะ 2 ประการ ได้แก่ 1] มบี ท สงั โยคมาก และ 2] ประกอบดว้ ยทฆี ะ, ธนิต, และครุ ระคนในลกั ษณะตดิ กนั ทาใหเ้ กดิ ความน่ารน่ื รมย์ 7) โอฬารตาคุณ คุณท่ีแสดงถึงคุณพิเศษยงิ่ มเี จตนา ศีล สมาธิ ปญั ญา เป็นต้น และต้องเว้นโอจิตฺยหีนโทส โดยความก็คือ หากต้องการให้การ ประพนั ธม์ ี โอฬารตาคุณ จะตอ้ งเขยี นพรรณนาถงึ คุณพเิ ศษยงิ่ ใหม้ ากกว่าคนอ่นื ๆ แต่ ตอ้ งมใิ ช่เป็นการโออ้ วด 8) กนั ติคุณคุณท่นี ่าชอบใจ คอื การกล่าวไม่เกินความเป็นจรงิ ของ โลก, เขยี นตามคาของชาวโลก ก็ทาให้เกดิ ความพอใจ หรอื ชอบใจได้ เช่นความใน ภาษาไทยว่า เขน็ เรอื ข้นึ ทราย หานายมอื เปล่า ถือเป็นคาธรรมดาของโลก แต่ก็มี ความหมายน่าชอบใจได้ 9) อตั ถพั ยตั ตคิ ุณ คุณทม่ี คี าพูดท่ปี รากฎชดั คอื การเขยี นให้มศี พั ท์ บ่งเน้อื ความชดั เจน ไมม่ กี ารกล่าวโดยตรง แต่สามารถรเู้ น้อื ความนนั้ ไดโ้ ดยออ้ ม 443 พระสงั ขรกั ขติ เถระ, สุโพธาลงั การมญั ชรี, พระคนั ธสาราภิวงศ์ แปล. นครปฐม: มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตบาฬศี กึ ษาพุทธโฆส, 2546), หน้า 18. 444 พระสงั ฆรกั ขติ มหาสามเิ ถระ, คมั ภีรส์ ุโพธาลงั การนิสสยะ, สงขลา: วดั หาดใหญ่สิ ตาราม, 2543), หน้า 148.
139 10) สมาธคิ ุณ คณุ ทใ่ี ชค้ าพดู โดยอ้อม กล่าวสง่ิ ทไ่ี ม่มใี หเ้ หมอื นมี เช่น การยกเอาสภาพของการนอนหลบั ของสง่ิ มชี วี ติ แต่นาไปใชก้ บั สงิ่ ทไ่ี มม่ ชี วี ติ โดยการ นาไปใชน้ ัน้ ความหมายต้องตรงกบั โวหารท่ชี าวโลกทวั่ ไปใชอ้ ยู่ ในคมั ภรี ์สุโพธาลงั การนิสสยะ ระบุว่า สมาธคิ ุณเป็นชวี ติ หรอื เป็นสาระของการประพนั ธ์ [พนฺธสาโร] โดยใหเ้ หตุผลว่า หากบทประพนั ธไ์ มม่ คี ุณลกั ษณะดงั กล่าว กค็ อื ว่าเป็นบทประพนั ธท์ ่ี ตายแลว้ 5.8.5 ดนตรี และนาฏศิลป์ Music and Drama) เป็นศลิ ปะทเ่ี น่ือง ด้วยดนตรลี กั ษณะใดลกั ษณะหน่ึงไม่ว่าจะเป็นดดี สี ตี เป่า และการแสดงประกอบ ดนตรี เช่น ฟ้อน ระบา โขน ซ่งึ แต่ละเช้อื ชาติ ศาสนา ต่างก็มศี ลิ ปะประเภทน้ี โดย อาจจะใช้เพ่ือประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงใช้เพ่ือส่ือสารแนวคิด หรือ หลกั ธรรมทางศาสนา ในคมั ภรี พ์ ระไตรปิฎก มขี อ้ ความสะท้อนให้เหน็ ว่า ดนตรมี บี ทบาท สาคญั ในฐานะเป็นเคร่อื งประโคมเพ่อื บูชา และเป็นเคร่อื งมอื ในการชกั จงู เพ่อื ใหค้ นได้ เขา้ ถงึ สจั ธรรม เช่นหลกั ฐานในขุททนิกาย อปทาน พรรณนาอดตี ชาตขิ องพระยสะว่า ไดเ้ คยนิมนตพ์ ระพทุ ธเจา้ มาโปรด และไดเ้ ตรยี มต้อนรบั ดว้ ยเครอ่ื งดนตร4ี 45 ในคมั ภรี ์ พุทธวงศ์ ก็มีเร่อื งทานองเดยี วกนั พรรณนาเร่อื งราวของเหล่าเทวดา และมนุษย์ กระทาการตอ้ นรบั พระพทุ ธเจา้ ดว้ ยดนตรอี นั เป็นทพิ ย์ และดนตรอี นั เป็นของมนุษย4์ 46 ในส่วนของการใชเ้ พ่อื เป็นเครอ่ื งมอื ในการชกั จงู ใหค้ นไดเ้ ขา้ ถงึ ธรรม ไดเ้ คยนาเสนอมาแลว้ ในตอนว่าดว้ ยศลิ ปะ ความงาม และสุนทรยี ะ ผอู้ ่านพงึ ยอ้ นกลบั ไปพจิ ารณารายละเอยี ดเร่อื งเป็นเรอ่ื งราวของภกิ ษุ 60 รปู กาลงั เดนิ ทาง ขณะนัน้ ได้ ฟงั เพลงขบั ของหญงิ ผูเ้ ฝ้าขา้ วกลา้ ขา้ งทาง ในคมั ภรี ร์ ะบุว่าเพลงขบั ทห่ี ญงิ ชาวนานัน้ รอ้ ง ประกอบดว้ ยชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ทาใหภ้ กิ ษุนักวปิ สั สนาทงั้ 60 รปู นัน้ บรรลุ พระอรหนั ต์ และเร่อื งของภกิ ษุตสิ สะผูป้ รารภวปิ สั สนา กาลงั เดนิ ทางผ่านสระประทุม ขณะเดยี วกนั กไ็ ด้ยนิ เสยี งเพลงขบั ของหญิงผู้หน่ึงกาลงั เก็บดอกปทุมในสระ ท่านได้ ฟงั และพจิ ารณาเพลงขบั นนั้ ไดบ้ รรลุพระอรหนั ต์ เป็นตน้ 445 ข.ุ อปทาน. ไทย) 33/14/337. 446 ข.ุ พุทธ. ไทย) 33/48/573.
140 5.8.6 หตั ถศิลป์ craftsmanship) เป็นงานศิลปะท่ใี ช้มอื ในการทา เป็ นส่วนใหญ่ ถือ เป็ นงานศิล ปะท่ีมีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสต ร์ เช่น เครอ่ื งปนั้ ดนิ เผา งานแกะสลกั งานถกั ทอ เฉพาะอย่างยงิ่ งานหตั ถศลิ ป์ของไทย มกี าร จาแนกออกเป็น 10 หม่ใู หญ่ ประกอบด้วย ช่างเขยี น, ช่างแกะ, ช่างสลกั , ช่างปนั้ , ช่างปนู , ชา่ งรกั , ชา่ งหุ่น, ช่างบ,ุ ช่างกลงึ , และช่างหล่อ จากหลักฐานในคัมภีร์พระพุทธศาสนา สะท้อนข้อเท็จจริงได้ว่า สาหรับคนท่ีมีจริต หรือมีความเสพคุ้นในเร่ืองของหัตถศิลป์ อย่างใดอย่างหน่ึง พระพุทธเจา้ กส็ ามารถใชจ้ รติ ทเ่ี สพคนุ้ ดงั กล่าวน้ี ในการสงั่ สอนเพ่อื ใหผ้ นู้ นั้ บรรลุธรรม ได้ เช่นกรณีสทั ธิวหิ ารกิ ของพระสารบี ุตรซ่งึ อดตี เคยเป็นช่างทอง 500 ชาติ อาศัย พระพุทธเจ้าท่ที ราบอธั ยาศยั ได้บอกอุบาย สามารถปฏิบตั ิกัมมฏั ฐาน บรรลุพระ อรหนั ตไ์ ดไ้ มถ่ งึ ขา้ มวนั ขณะทพ่ี ระสารบี ุตรใชเ้ วลา 3-4 เดอื น แต่การปฏบิ ตั ธิ รรมของ ลูกศิษย์ไม่ก้าวหน้า เพราะคิดว่าโดยปกติพวกคนหนุ่ม มรี าคะหนา จงึ ได้ให้อสุภ กมั มฏั ฐานแก่ท่าน เพ่อื กาจดั ราคะ แต่อสุภกมั มฏั ฐานไมเ่ ป็นทส่ี บายสาหรบั ท่าน แต่ พระพุทธเจ้าได้พจิ ารณาแล้วทรงเห็นว่า ภิกษุรูปน้ี เกิดในตระกูลช่างทองมาเป็น ระยะเวลา 500 ชาติ ทาหน้าท่หี ลอมทองมสี สี ุกอย่างเดยี วด้วยความคดิ ว่า จะทาให้ เป็นดอกกรรณิการ์และดอกปทุม เป็นต้น อสุภกมั มฏั ฐานจงึ ไม่เหมาะสมแก่เธอ จงึ มอบดอกบวั ใหไ้ ปปกั ไวท้ ่กี องทราย แลว้ บรกิ รรมคาถาว่า โลหติ ก โลหติ ก เม่อื นิวรณ์ ไดส้ งบระงบั ปฐมฌานกเ็ กดิ ขน้ึ กระทงั่ ถงึ จตุตถฌานตามลาดบั
141 บรรณานุกรม ก.เอกสารปฐมภมู ิ มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . พระไตรปิ ฎกแปลภาษาไทย 45 เล่ม. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2539. _____________________.อรรถกถาภาษาไทย 48 เล่ม. กรงุ เทพมหานคร: โรง พมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2558. ข. เอกสารทุติยภมู ิ กุสมุ า รกั ษมณ,ี การวิเคราะหว์ รรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสนั สกฤต, กรงุ เทพฯ: มลู นิธโิ ครงการตาราสงั คมศาสตรแ์ ละมนุษยศาสตร,์ 2534. เกรยี งศกั ดิ ์ไทยครุ พุ นั ธ,์ ‚โลกปั ปทปี กสารปรจิ เฉทท่ี 1 และ 2: การตรวจชาระและ การศกึ ษาเชงิ วเิ คราะห‛์ , วิทยานิพนธอ์ กั ษรศาสตรมหาบณั ฑิต แผนกวชิ า ภาษาตะวนั ออก. บณั ฑติ วทิ ยาลยั : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2522. ธาดา สทุ ธธิ รรม, สถาปัตยกรรมสโุ ขทยั , กรงุ เทพฯ: กรมศลิ ปากร จดั พมิ พ,์ 2536. พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยตุ ฺโต), พจนานุกรมฉบบั ประมวลธรรม. กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พผ์ ลธิ มั ม,์ 2558. พระพุทธโฆสาจารย,์ คมั ภีรว์ ิสุทธิมรรค,สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ อาจ อาสภะ) แปล, กรงุ เทพฯ: ธนาเพรส จากดั , 2554. พระสริ มิ งั คลาจารย,์ จกั รวาลทีปนี, พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2. กรงเทพฯ: กรมศลิ ปากร จดั พมิ พ์ ,2548.. พระธรรมปาละ, พระคมั ภีรส์ จั จสงั เขป, น.อ.แยม้ ประพฒั น์ทอง ผแู้ ปล. พมิ พฉ์ ลอง พระชนมายคุ รบรอบ 90 ปี สมเดจ็ พระสงั ฆราช ญาโณทยมหาเถระ 1-2 ธนั วาคม 2507. พระสทั ธมั มโชตกิ ะ ธมั มาจรยิ ะ, ปฏิจจสมปุ บาททีนี, กรงุ เทพฯ: อภธิ รรมโชตกิ วทิ ยาลยั , 2544. _____________. ปรมตั ถโชติกะ ปริจเฉทท่ี 4 วิถีสงั คหะ, กรงุ เทพฯ: อภธิ รรม โชตกิ ะวทิ ยาลยั จดั พมิ พ,์ 2553.
142 _____________. ขนั ธาทิจตกุ กะ, กรงุ เทพฯ: สานกั วดั ระฆงั โฆสติ าราม วรมหาวหิ าร, 2536. _____________. นามรปู วิถีวินิจฉัย, กรงุ เทพฯ: สานกั วดั ระฆงั โฆสติ าราม วรมหาวหิ าร, 2558. พระธมั มานนั ทะมหาเถระ, อภิธมั มตั ถสงั คหะและปรมตั ถทีปนี, พระคนั ธสาราภิ วงศ์ แปล. กรงุ เทพฯ: ประยรู สาสน์ ไทย การพมิ พ,์ 2552. พระศรคี มั ภรี ญาณ ถวลั ย์ ญาณจาร)ี , อภิธมั มตั ถสงั คหะ 9 ปริจเฉท, กรงุ เทพฯ: สานกั วดั ระฆงั โฆสติ ารามวรมหาวหิ าร จดั พมิ พ,์ 2545. พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยตุ ฺโต), ศิลปศาสตรแ์ นวพทุ ธ, กรงุ เทพฯ: มลู นิธพิ ทุ ธ ธรรม จดั พมิ พ,์ 2551. พระสงั ขรกั ขติ เถระ, สโุ พธาลงั การมญั ชรี, พระคนั ธสาราภวิ งศ์ แปล.นครปฐม: มหา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตบาฬศี กึ ษาพุทธโฆส, 2546. พระสงั ฆรกั ขติ มหาสามเิ ถระ, คมั ภีรส์ โุ พธาลงั การนิสสยะ, สงขลา: วดั หาดใหญ่สติ า ราม, 2543. พ.ต.อ.ชลอ อุทกภาชน์, แว่นส่องจกั รวาล ภาค 2, กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั แพรพ่ ทิ ยา วงั บรู พา, 2512. ภธู ปิ นธิ ศิ ร์ คงโภคานนั ท,์ องคค์ วามร้ปู ระติมากรรมนูนตา่ -ประติมากรรมนูนสงู , กรมศลิ ปากร, กระทรวงวฒั นธรรมจดั พมิ พ,์ 2552. ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานุกรมศพั ทป์ รชั ญา องั กฤษ-ไทย, กรงุ เทพฯ : ราชบณั ฑติ ยสถาน จดั พมิ พ,์ 2532. สนุ ิสา วงศร์ าม, มโนมยิทธิหลวงพ่อพระราชพรหมยาน, สระบุร:ี ศูนยพ์ ุทธศรทั ธา จดั พมิ พเ์ ผยแพร,่ มปป.. สภุ ทั รดศิ ดศิ กุล, คาบรรยายเรอ่ื ง ศิลปะในประเทศอินเดีย, พระนคร: โรงพมิ พ์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร, 2506. สมเดจ็ พระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสงั ฆราช, ความเข้าใจเรอ่ื งพระอภิธรรม, กรงเทพ ฯ: มหามกุฏราชวทิ ยาลยั ,2553. ศลิ ป์ พรี ะศร,ี คณุ ค่าของจิตรกรรมฝาผนัง, กรมศลิ ปากร จดั พมิ พเ์ น่อื งในโอกาส เปิดแสดงจติ รกรรมฝาผนงั ณ หอศลิ ป์ กรมศลิ ปากร, 2502.
143 John S. Mackenzie, A Manual of Ethics, London: W.B. Clive, . K.S. Ramaswami Sastri, Indian Aesthetics, Srirangam: Sri Vani Vilas Press, 1928. William James Earle, Introduction to Philosophy. New York: McGraw-Hill, Inc.,1992.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144