50 กรณตี วั อยา่ งดงั กล่าวน้พี บเหน็ โดยทวั่ ไป เฉพาะอยา่ งยง่ิ พระสูตรต่างๆ ท่ี พระพุทธเจา้ ตรสั ในโอกาสต่างๆ การใชเ้ หตุผลในลกั ษณะดงั กล่าว บางครงั้ กใ็ ชใ้ นรปู ของตรรกะลว้ นๆ แต่บางครงั้ กท็ รงใชอ้ ุปมาเทยี บเคยี ง กรณีตวั อย่างที่ 1 ความปรากฏในกุมโมปมสูตรแห่งสงั ยุตนิกาย สฬายตนวรรค145 ความ พรรณนาถงึ พระพุทธเจ้าตรสั สอนภกิ ษุทงั้ หลายให้เห็นความสาคญั ของการสารวม อินทรีย์ว่าสามารถช่วยปิดประตูไม่ให้บาปอกุศลต่างๆ เช่น อภิชฌาและโทมนัส ครอบงาได้ ตณั หาและทฏิ ฐไิ มส่ ามารถองิ อาศยั ได้ เพ่ือความกระจ่างแก่ภิกษุทัง้ หลาย พระพุทธเจ้าได้ใช้ตัวอย่างเชิง ประจกั ษ์โดยยกตัวอย่างเร่อื งเต่าตัวหน่ึงเท่ียวหากินรมิ ฝงั่ แม่น้า ขณะนัน้ ก็มสี ุนัข จง้ิ จอกตวั หน่ึงเหน็ เขา้ จงึ ปรเ่ี ขา้ มาเพ่อื จะจดั การ เต่าเหน็ สุนขั จง้ิ จอกก็หดหวั และขา เขา้ กระดอง ไม่เคล่อื นไหว นิ่งอยู่ ฝ่ายสุนัขกย็ นื เฝ้า พรอ้ มกบั คดิ ในใจว่า ถ้าเต่าโผล่ อวยั วะส่วนใดส่วนหน่ึงมาเมอ่ื ใดกจ็ ะงบั ฟาดแลว้ กนิ เสยี เต่ามคี วามอดทน ไม่โผล่หวั และขามาเพยี งใด กม็ คี วามปลอดภยั คุม้ ครองตนเองไดต้ ราบนนั้ ขอ้ น้กี ฉ็ นั นนั้ เหมอื นกนั แมม้ ารผมู้ บี าปเขา้ ใกลเ้ ธอทงั้ หลายสม่าเสมอดว้ ย คดิ ว่า ‘บางทเี ราจะพงึ ไดโ้ อกาสทางตา ฯลฯ ทางลน้ิ ฯลฯ หรอื ทางใจ ของภกิ ษุเหล่าน้ี’ เพราะฉะนัน้ เธอทงั้ หลายจงคุม้ ครองทวารในอนิ ทรยี ์ ทงั้ หลายอย่เู ถดิ เหน็ รูปทางตาแล้ว อย่ารวมถอื อย่าแยกถอื จงปฏบิ ตั ิ เพ่อื สารวมจกั ขุนทรยี ์ซ่งึ เม่อื ไม่สารวมแล้วจะพงึ เป็นเหตุให้ถูกธรรมท่ี เป็นบาปอกุศลคอื อภชิ ฌาและโทมนสั ครอบงาได้ จงรกั ษาจกั ขนุ ทรยี ์ ถงึ ความสารวมในจกั ขุนทรยี ์ ฟงั เสยี งทางห.ู ..ดมกลนิ่ ทางจมกู ...ลม้ิ รสทาง ลน้ิ ...ถูกตอ้ งโผฏฐพั พะทางกาย...รแู้ จง้ ธรรมารมณ์ทางใจแลว้ อยา่ รวบถอื อย่าแยกถอื จงปฏบิ ตั เิ พ่อื สารวมมนินทรยี ซ์ ่งึ เม่อื ไม่สารวมแลว้ กจ็ ะพงึ เป็นเหตุใหถ้ ูกธรรมทเ่ี ป็นบาปอกุศลคอื อภชิ ฌาและโทมนสั ครอบงาได้ จง รกั ษามนนิ ทรยี ์ ถงึ ความสารวมในมนนิ ทรยี 1์ 46 กรณีต้วอย่างท่ี 2 145 ส.สฬา. ไทย) 18/240/241. 146 ส.สฬา. ไทย) 18/240/241.
51 สภาวธรรมเป็นเร่ืองละเอียดอ่อน หลายต่อหลายครงั้ ภาษาท่ีใช้อาจ คลาดเคล่อื นจากความเป็นจรงิ เช่นคาว่า “องิ อาศยั กนั ” กบั คาว่า “เก่ยี วขอ้ งกนั ” ใน ความเขา้ ใจของพระกามภคู ดิ ว่าเป็นเรอ่ื งเดยี วกนั ขณะทข่ี อ้ เทจ็ จรงิ ไมใ่ ช่ ในกามภูสูตร147 พระกามภูไดส้ อบถามพระอานนทว์ ่า ตาเก่ยี วข้องกบั รูป รปู เก่ยี วขอ้ งกบั ตา ฯลฯ ลน้ิ เก่ยี วขอ้ งกบั รส รสเก่ยี วขอ้ งกบั ลน้ิ ฯลฯ ใจเก่ยี วขอ้ งกบั ธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เกย่ี วขอ้ งกบั ใจหรอื ? พระอานนทต์ อบว่า ตาไม่เก่ยี วขอ้ งกบั รปู รปู ไมเ่ กย่ี วขอ้ งกบั ตา แต่เพราะอาศยั ตาและรปู ทงั้ สองนนั้ ฉันทราคะจงึ เกดิ ขน้ึ ตา และรปู นนั้ จงึ เกย่ี วขอ้ งในฉนั ทราคะนนั้ เพ่อื ใหเ้ หน็ ชดั เจนในสภาวธรรมดงั กล่าว พระอานนท์ได้ยกตวั อย่างเร่อื ง โคดากบั โคขาว 2 ตวั แต่ผูกตดิ ดว้ ยเชอื กเสน้ เดยี วกนั ถ้าจะมใี ครคนใดคนหน่ึงพดู ว่า โคดาเก่ยี วเน่ืองกบั โคขาว หรอื โคขาวเก่ยี วเน่ืองกบั โคดาย่อมเป็นการไม่ถูกต้อง ท่ี ถกู ตอ้ งตอ้ งบอกว่า โคทงั้ 2 ถูกเขาผูกดว้ ยเชอื กเสน้ เดยี วกนั เชอื กไดเ้ กย่ี วเน่ืองโคทงั้ 2 นนั้ การใหเ้ หตุผลดงั กลา่ ว ทาใหเ้ ขา้ ใจสภาวะทแ่ี ทจ้ รงิ เวลาใชค้ าว่า “องิ อาศยั ก้น” ว่าหมายถึงอะไรขณะเดียวกนั ก็เท่ากับเป็นการย้าเตือนให้ระมดั ระวงั คาท่มี ี ลกั ษณะคลา้ ยกนั แต่อาจจะมคี วามหมายไมต่ รงกนั พระสตู รน้ีพระกามภใู ชค้ าว่า “สํฺ โญชน” 148 ซง่ึ ตรงกบั ภาษาไทยวา่ เกย่ี วขอ้ ง ขณะทค่ี าน้ีไม่ตรงกบั “ปฏจิ ฺจ” 149 ซง่ึ ตรง กบั ภาษาไทยวา่ “องิ อาศยั กนั ” พระอานนทจ์ งึ ปฏเิ สธความเหน็ ของพระกามภูดงั กล่าว ขา้ งตน้ กรณีตวั อย่างที่ 3 ปญั หาท่มี กั ถูกยกข้นึ มาสู่การถกเถยี งกนั เป็นประเดน็ บ่อยๆ เวลาเรยี น พุทธปรชั ญาก็คอื ปญั หาเร่อื งตวั ตน โดยเฉพาะเม่อื พุทธปรชั ญาปฏิเสธตัวตนแล้ว คาถามท่ตี ามมาก็ก็คอื ว่า แลว้ ใครเป็นผู้ทา ผู้พูด หรอื ผูค้ ดิ หรอื เป็นผูร้ บั ผลจากการ กระทา แมใ้ นกระบวนการของการรบั รเู้ ม่อื ตากระทบรปู เกดิ จกั ขุวญิ ญาณ กม็ กั จะมี คาถามขน้ึ มาในระหวา่ งวา่ ใครเป็นผเู้ หน็ ถา้ ไมม่ ตี วั ตน 147 ส.สฬา. ไทย) 18/233/227. 148 ส.สฬา. ไทย) 18/233/227. 149 ส.สฬา. ไทย) 18/233/227.
52 ปญั หาดงั กล่าวน้ีอาจคลค่ี ลายโดยการพจิ ารณาโมลยิ ผคั คนุ สตู ร150 พระสูตรน้ี พระโมลยิ ผคั คุมขี ้อสงสยั ประเด็นเร่อื งตัวตนท่ที าหน้าเสวย อารมณ์ต่างๆ ขณะปรารภถงึ อาหาร 4 คอื กวฬงิ การาหาร, ผสั สาหาร, มโนสญั เจตนา หาร, และวญิ ญาณาหาร โดยพระโมลยิ ผคั คุกราบทูลถามพระพุทธเจา้ ว่า “ใครหนอ ยอ่ มกลนื กนิ วญิ ญาณาหาร”, “ใครยอ่ มถกู ตอ้ ง”, “ใครย่อมเสวยอารมณ์” และ “ใครย่อม ทะยานอยาก” พระพุทธเจา้ ตรสั ตอบว่า ปญั หาดงั กล่าวไม่สมควรถาม เพราะพระองคไ์ ม่ ตรสั ว่า “ยอ่ มกลนื กนิ ” ดงั นนั้ คาถามทถ่ี ูก จะต้องถามว่า วญิ ญาณาหารมเี พ่อื อะไร ซง่ึ ถ้าถามอย่างน้ี กจ็ ะไดค้ าตอบทส่ี มควรจะตอบคอื วญิ ญาณาหารเป็นปจั จยั เพ่อื เกดิ ใน ภพใหม่ต่อไป เมอ่ื วญิ ญาณาหารเกดิ แล้ว สฬายตนะจงึ มีเพราะสฬายตนะเป็นปจั จยั ผสั สะจงึ ม,ี คาถามว่า “ใครเล่าย่อมถูกต้อง” ก็เป็นปญั หาท่ไี ม่สมควรถาม เพราะ พระพุทธเจา้ ไม่ไดต้ รสั ว่า “ย่อมถูกต้อง” ดงั นัน้ คาถามทถ่ี ูกตอ้ งจงึ ควรถามว่า เพราะ อะไรเป็นปจั จยั ผสั สะจงึ มี ซ่งึ ถ้าถามอย่างน้ี ก็จะได้คาตอบว่า เพราะสฬายตนะเป็น ปจั จยั ผสั สะจงึ มี เพราะผสั สะเป็นปจั จยั เวทนาจงึ มี ต่อคาถามว่า ใครเล่าเสวยอารมณ์ ก็เป็นคาถามท่ไี ม่ควรถาม เพราะ พระพุทธเจา้ ไม่ไดต้ รสั ว่า ย่อมเสวยอารมณ์ ท่ถี ูกต้องจะต้องถามว่า เพราะอะไรเป็น ปจั จยั เวทนาจงึ มี และเม่อื ถามอย่างน้ี ก็จะได้คาตอบทถ่ี ูกต้องว่า เพราะผสั สะเป็น ปจั จัยเวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปจั จัย ตัณหาจึงมี แม้ในกวฬิงการาหารก็ เช่นเดยี วกนั ไม่ควรถามว่าใครทะยานอยาก เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรสั ว่า ย่อม ทะยานอยาก ท่ถี ูกต้องจะต้องถามว่า เพราะอะไรเป็นปจั จยั ตณั หาจงึ มี ซ่งึ เม่อื ถาม เช่นน้ี ก็จะไดค้ าตอบทถ่ี ูกต้องว่า เพราะเวทนาเป็นปจั จยั ตณั หาจงึ มี เพราะตณั หา เป็นปจั จยั อุปาทานจงึ มี จากรายละเอยี ดท่แี จกแจงมาข้างต้นจะเห็นว่า ในพุทธปรชั ญายอมรบั เร่อื งการใชเ้ หตุผล และเหตุผลดงั กล่าวถูกนามาใชใ้ นมติ ติ ่างๆ ทงั้ ในแงข่ องพระวนิ ัย พระสูตรทเ่ี ป็นพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจา้ ในโอกาสแตกต่างกนั ออกไป และทงั้ มติ ขิ องพระอภธิ รรมทม่ี งุ่ แสดงปรมตั ถ์ แต่จากรายละเอยี ดดงั กล่าวข้างต้น จะถอื ไดว้ ่า พทุ ธปรชั ญาสงั เคราะหเ์ ขา้ เป็นปรชั ญาประเภทเหตุผลนิยมไดห้ รอื ไม่ 150 ส.นิ. ไทย) 16/12/19.
53 หลกั การของเหตุผลถอื ว่า เหตุผลเป็นเครอ่ื งมอื สุดทา้ ยในการตดั สนิ ความ จรงิ ขณะทพ่ี ุทธปรชั ญาถอื แต่เพยี งว่า เหตุผลเป็นเครอ่ื งมอื รปู แบบหน่ึงในการตดั สนิ ความจรงิ หรอื วนิ ิจฉยั ความจรงิ เหตุผลบา้ งครงั้ ถูกสรา้ งมาจากเง่อื นไขทแ่ี ตกต่างกนั ออกไป เหตุผลจงึ มขี อ้ จากดั ในการนาไปใช้ ดงั นัน้ เหตุผลจงึ ไม่สามารถยนื ยนั ความ ถูกต้อง หรอื ความจรงิ ได้ทงั้ หมด ในทางกลบั กนั มคี าสอนจานวนไม่น้อยท่กี ระตุ้น เตอื นใหเ้ ราไตรต่ รองเหตุผล 3.4 ความรผู้ า่ นการหยงั่ รู้ ในพุทธปรชั ญามีความรู้ชนิดหน่ึงท่ีไม่เก่ียวข้องกับประสบการณ์ทาง ประสาทสมั ผสั และไม่เก่ยี วขอ้ งกบั การใหเ้ หตุผลดงั ท่กี ล่าวมาแล้วขา้ งต้น อย่างไรก็ ตามบางกรณีก็องิ อาศยั ประสบการณ์เดมิ และบางกรณีกอ็ ิงเหตุผล มปี ระสบการณ์ และเหตุผลเป็นพ้นื ฐานสาหรบั การไตร่ตรองเพ่อื นาไปสู่การหยงั่ รู้ ความรชู้ นิดน้ีเรยี ก รวมๆ ว่า “ญาณหยงั่ รู”้ เช่นประโยคว่า “เม่อื เรานัน้ รอู้ ย่อู ย่างน้ี เหน็ อย่อู ยา่ งน้ี จติ ได้ หลุดพน้ แล้วแมจ้ ากกามาสวะ ได้หลุดพน้ แลว้ แมจ้ ากภวาสวะ ไดห้ ลุดพน้ แลว้ แมจ้ าก อวชิ ชาสวะเม่อื จติ หลุดพน้ แลว้ ได้มญี าณหยงั่ รูว้ ่าหลุดพน้ แลว้ ได้รดู้ ้วยปญั ญาอนั ยง่ิ ว่า ชาตสิ น้ิ แลว้ พรหมจรรยอ์ ย่จู บแลว้ กจิ ท่คี วรทาไดท้ าเสรจ็ แลว้ กจิ อ่นื อกี เพ่อื ความ เป็นอยา่ งน้ีมไิ ดม้ ”ี 151 “เมอ่ื หน่ายยอ่ มคลายกาหนัด เพราะคลายกาหนัด ยอ่ มหลุดพน้ เมอ่ื หลุดพน้ แลว้ กม็ ญี าณหยงั่ รวู้ ่าหลุดพน้ แลว้ รชู้ ดั ว่าชาตสิ น้ิ แลว้ พรหมจรรยอ์ ยจู่ บ แลว้ กจิ ทค่ี วรทาสาเรจ็ แลว้ กจิ อ่นื เพ่อื ความเป็นอยา่ งน้ีมไิ ดม้ ”ี 152 หรอื “อรยิ สาวกไม่ สงสยั ไมเ่ คลอื บแคลงว่าเมอ่ื บงั เกดิ ทุกขเ์ ท่านนั้ บงั เกดิ ขน้ึ เม่อื ดบั ทุกขเ์ ท่านนั้ ดบั ไป ในขอ้ น้อี รยิ สาวกนนั้ หยงั่ รไู้ ดโ้ ดยไมต่ อ้ งอาศยั ผอู้ ่นื ทเี ดยี ว”153 เป็นตน้ ความรู้ชนิดดงั กล่าวน้ี เกดิ ข้นึ หลายลกั ษณะขน้ึ อย่กู บั ภูมหิ ลงั ของแต่ละ คน และการหยงั่ รใู้ นลกั ษณะดงั กล่าวก็มรี ะดบั ชนั้ หยาบละเอียดแตกต่างกนั ออกไป ตามสภาวะ หรอื ตามภูมธิ รรมขณะนัน้ เวลานัน้ เป็นเกณฑ์ บา้ งเกดิ จากการฟงั บ้าง เกิดจากการไตร่ตรอง หรอื พจิ ารณาด้วยตนเอง บ้างก็เกิดจากการปฏิบตั ิโดยการ ฝึกฝนสมาธวิ ปิ สั สนา 151 ว.ิ มหา. ไทย) 1/3/6. 152 ม.ม. ไทย) 13/273/207. 153 อภ.ิ กถา. ไทย) 37/184/86.
54 เกิดจากการฟงั เช่นกรณีของพระอญั ญาโกณฑญั ญะ ได้ฟงั ธรรมจกั ร กปั ปวตั นสตู รจากพระพุทธเจา้ กเ็ กดิ ลกั ษณะทเ่ี รยี กว่า “จกั ษุเกดิ ขน้ึ แลว้ ญาณเกดิ ขน้ึ แล้ว ปญั ญาเกิดข้นึ แล้ว วิชชาเกิดข้นึ แล้ว แสงสว่างเกิดข้นึ แล้ว”154 ธรรมจกั ษุอัน ปราศจากธุลปี ราศจากมลทนิ ไดเ้ กดิ แก่พระอญั ญาโกณฑญั ญะว่า “สงิ่ ใดสง่ิ หน่ึงมคี วาม เกดิ ข้นึ เป็นธรรมดา สง่ิ นัน้ ทงั้ ปวง มคี วามดบั ไปเป็นธรรมดา”155 แมก้ รณีของยสกุล บุตร เม่ือได้ฟงั อนุปุพพกิ ถาจากพระพุทธเจ้า ทรงเห็นว่ามอี ุปนิสยั แล้ว ก็ทรงยก อรยิ สจั 4 ขน้ึ แสดง ทาใหเ้ กดิ ธมั มจกั ษุคอื ไดด้ วงตาเหน็ ธรรมตามความเป็นจรงิ ว่า “สงิ่ ใดสง่ิ หน่งึ มคี วามเกดิ ขน้ึ เป็นธรรมดา สง่ิ นนั้ ทงั้ ปวง มคี วามดบั ไปเป็นธรรมดา”156 สารี บุตรเม่อื ได้ฟงั ธรรมจากพระอสั สชเิ พยี ง 1 คาถา ซ่งึ แสดงใจความย่อแห่งพระธรรม คาสงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ กเ็ กดิ ธรรมจกั ษุ ไดด้ วงตาเหน็ ธรรมในลกั ษณะเดยี วกนั 157 การหยงั่ รใู้ นลกั ษณะดงั กล่าวมกั จะเป็นชนั้ ต้น ยงั ไมถ่ งึ ทส่ี ุดของความรทู้ งั้ หมด แต่กม็ ี ผทู้ ม่ี ลี กั ษณะพเิ ศษ ไดอ้ บรมบารมมี าสมควร หรอื มากพอแลว้ กส็ ามารถเขา้ ถงึ ความรู้ ชนั้ สงู สุด สน้ิ สุดพรหมจรรยไ์ ด้ เช่นกรณตี วั อยา่ งของพระพาหยิ ะในอรรถกถาธรรมบท ทไ่ี ด้ฟงั ธรรมจากพระพุทธเจา้ เพยี งสนั้ ๆ ว่า “พาหยิ ะ เพราะเหตุนัน้ เธอพงึ ศกึ ษาใน ศาสนาน้ีอย่างน้ีว่า เม่อื รปู เราได้เหน็ แล้ว รปู จกั เป็นเพยี งเราเหน็ ”158 คมั ภรี ร์ ะบุไวว้ ่า เพยี งเท่าน้ที ่านกบ็ รรลุพระอรหนั ต์ เกดิ จากการไตร่ตรอง หรอื การพจิ ารณาด้วยตนเองแล้วบรรลุเช่นกรณี พระทพั พมลั ลบุตร เล่อื มใสในพระศาสดา ขอบรรพชาตงั้ แต่อายุ 7 ขวบ ขณะปลงผม บวช พจิ ารณาตจปญั จกกมั มฏั ฐานทพ่ี ระอุปชั ฌายส์ อน คมั ภรี พ์ รรณนาไวว้ ่า เพยี งแค่ จรดปลายมดี ลงบนศรี ษะกบ็ รรลุโสดาบนั วางมดี ลงครงั้ ท่ี 2 กบ็ รรลุสกทามผิ ล ครงั้ ท่ี 3 บรรลุอนาคามผิ ล ในเวลาปลงผมเสรจ็ กไ็ ดบ้ รรลุเป็นพระอรหนั ต์ไม่ก่อนไม่หลัง159 อกี กรณหี น่งึ กค็ อื สามเณรสงั กจิ จะ ไดส้ าเรจ็ พระอรหนั ตข์ ณะปลงผมเสรจ็ เช่นเดยี วกนั 160 154 ว.ิ มหา. ไทย) 1/16/23. 155 ว.ิ มหา. ไทย) 1/16/24. 156 ว.ิ มหา. ไทย) 1/26/33. 157 ว.ิ ม. ไทย) 4/60/74. 158 ข.ุ ธ.อ. ไทย) 4/149. 159 ข.ุ เถร.อ. ไทย) 2/3/1/82. 160 ข.ุ ธ.อ. ไทย) 1/2/2/467.
55 ส่วนกรณีการไดบ้ าเพญ็ หรอื การฝึกฝนสมาธวิ ปิ สั สนามาแล้วบรรลุพระ อรหนั ต์ อย่จู บพรหมจรรย์ รแู้ จง้ เหน็ จรงิ หมดอาสวะทงั้ หลายแลว้ มปี รากฏอยทู่ วั่ ไป ในคมั ภรี ์ ทงั้ ในระดบั พระไตรปิฎก และอรรถกถา จงึ ไม่ขอกล่าวในท่นี ้ี ซ่งึ สะท้อน หลกั การเร่อื งภาวนามยปญั ญา อนั เป็นหลกั การสาคญั ทงั้ ในแง่สมถกรรมฐาน และ วปิ สั สนากมั มฏั ฐาน อน่ึง ความรู้ท่ไี ด้จากการหยงั่ รู้ในลกั ษณะดงั กล่าวน้ี มกั เป็นความรู้ท่ี เป็นไปเพ่อื ความเขา้ ใจสภาวะความเป็นจรงิ ในกองสงั ขาร เป็นความรทู้ เ่ี ป็นไปเพ่อื ขจดั กเิ ลส หรอื อาสวะทงั้ หลาย ซง่ึ เม่อื รแู้ ลว้ ภาวะของความรจู้ ะมลี กั ษณะเหมอื นกนั หมด เชน่ ความรใู้ นระดบั ตน้ กเ็ หน็ สรรพสงิ่ ตามความเป็นจรงิ ว่า สงิ่ ใดสง่ิ หน่ึงมคี วามเกดิ ขน้ึ เป็นธรรมดา สง่ิ นนั้ มอี นั ดบั ไปเป็นธรรมดา แมใ้ นส่วนทเ่ี ป็นความรทู้ จ่ี บพรหมจรรย์ ก็ มลี กั ษณะคลา้ ยกนั คอื ทาให้โลภะ โทสะ โมหะหมดไปส้นิ จากกมลสนั ดาน ปล่อยวาง ภาระความยดึ มนั่ ถงึ มนั่ ในตวั ในตนไดโ้ ดยสน้ิ เชงิ เป็นตน้ 3.5 ความรผู้ ่านอภิญญา 6 ความรชู้ นิดน้ี เป็นความรขู้ นั้ พเิ ศษ บุคคลจะเขา้ ถงึ ความรนู้ ้ีกโ็ ดยการฝึก สมถกมั มฏั ฐานจนไดบ้ รรลุตงั้ แต่จตุตถฌานขน้ึ ไปเทา่ นนั้ ไมเ่ กดิ กบั ความรขู้ นั้ อายตนะ หรอื ความรทู้ ไ่ี ดจ้ ากการใชเ้ หตุผลวเิ คราะห์คาดคะเนความจรงิ เอาทางตรรกะ ในพุทธ ปรชั ญาถอื ว่ารชู้ นิดน้ีว่าเป็นความรยู้ ง่ิ หรอื เรยี กว่า อุตตรมิ นุสสธรรม คอื ธรรมอนั ยงิ่ ของมนุษย์ จดั ไวล้ กั ษณะ เรยี วชิ ชา 3 ไดแ้ ก่ 1) ปุพเพนิวาสนุสสตญิ าณ ความรรู้ ะลกึ ชาตไิ ด้ 2) จตุ ปู ปาตญาณ ความรจู้ ตุ แิ ละอุบตั ขิ องสตั ว์ 3) อาสวกั ขยญาณ ความรทู้ ท่ี า ให้ส้นิ อาสวะ161, เรยี กอภญิ ญา 6 ได้แก่ 1) อิทธวิ ธิ ี ไดแ้ ก่ ความรูท้ ่ที าให้แสดงฤทธิ ์ ต่างๆ ได้ 2) ทพิ พโสต ไดแ้ ก่ ญาณทท่ี าใหม้ หี ทู พิ ย์ 3) เจโตปรยิ ญาณ ได้แก่ ญาณท่ี ทาใหก้ าหนดใจคนอ่นื ได้ 4) ปพุ เพนวิ าสานุสสตญิ าณ ไดแ้ ก่ ญาณทท่ี าใหร้ ะลกึ ชาตไิ ด้ 5) จตุ ปู ปาตญาณ ญาณกาหนดรกู้ ารจตุ ขิ องสตั วท์ งั้ หลาย และ 6)อาสวกั ขญาณ ไดแ้ ก่ ญาณทท่ี าให้อาสวะสน้ิ ไป162, เรยี กวชิ ชา 8 ไดแ้ ก่ 1) วปิ สั สนาญาณ 2) มโนมยทิ ธิ มี ฤทธทิ ์ างใจ 3) อทิ ธวิ ธิ ิ แสดงฤทธไิ ์ ด้ต่างๆ 4) ทพิ พโสต หูทพิ ย์ 5) เจโตปรยิ ญาณ 161 ส.ม. ไทย) 19/479/288. 162 ท.ี ปา. ไทย) 11/356/394.
56 กาหนดรจู้ ติ ผูอ้ ่นื ได้ 6) ปุพเพนิวาสนุสสตญิ าณ ความรรู้ ะลกึ ชาตไิ ด้ 7) ทพิ พจกั ขุ ตา ทพิ ย์ หรอื เรยี กจตุ ปู ปาตญาณ และ 8) อาสวกั ขยญาณ ความรทู้ ท่ี าใหส้ น้ิ อาสวะ163 ในคมั ภรี พ์ ระไตรปิฎก แสดงวธิ กี ารได้มาซ่งึ ความรู้ระดับอภญิ ญา โดย ผ่านกระบวนการทาสมาธิ และอภญิ ญาแต่ละชนิด ก็มวี ธิ กี ารฝึกแตกต่างกนั ออกไป เช่นเร่อื งของมโยมยทิ ธญิ าณ ซ่งึ เป็นญาณหยงั่ รู้ท่จี ะทาให้เกดิ ฤทธทิ ์ างใจ บางแห่ง ท่านกอ็ ธบิ ายไวค้ ร่าวๆ ว่า “เม่อื จติ เป็นสมาธบิ รสิ ุทธผิ ์ ุดผ่อง ไม่มกี เิ ลสเพยี งดงั เนิน ปราศจากความเศรา้ หมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตงั้ มนั่ ไม่หวนั่ ไหวอย่างน้ี ภกิ ษุนนั้ น้อมจติ ไปเพ่อื เนรมติ กายทเ่ี กดิ แต่ใจ คอื เนรมติ กายอ่นื จากกายน้ี มรี ปู ทเ่ี กดิ แต่ใจมอี วยั วะครบถ้วน มอี ินทรยี ไ์ ม่บกพร่อง” 164 ในส่วนของอิทธวิ ธิ ญาณ ท่านก็ แสดงไวว้ ่า “เม่อื จติ เป็นสมาธบิ รสิ ุทธผิ ์ ุดผ่อง ไม่มกี เิ ลสเพยี งดงั เนิน ปราศจากความ เศรา้ หมอง อ่อน เหมาะแก่การใชง้ าน ตงั้ มนั่ ไมห่ วนั่ ไหวอยา่ งน้ี ภกิ ษุนนั้ น้อมจติ ไปเพ่อื อทิ ธวิ ธิ ญาณ แสดงฤทธไิ ์ ด้หลายอย่าง คอื คนเดยี วแสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดยี วกไ็ ด้ แสดงใหป้ รากฏหรอื ใหห้ ายไปกไ็ ด้ ทะลุฝา กาแพง และ)ภูเขาไปไดไ้ ม่ตดิ ขดั เหมอื นไปในทว่ี ่างกไ็ ด้ ผุดขน้ึ หรอื ดาลงในแผ่นดนิ เหมอื น ไปในน้ากไ็ ด้ เดนิ บนน้าโดยทน่ี ้าไม่แยกเหมอื นเดนิ บนแผ่นดนิ กไ็ ด้ นงั่ ขดั สมาธเิ หาะ ไปในอากาศเหมอื นนกบนิ ไปก็ได้ ใช้ฝ่ามอื ลูบคลาดวงจนั ทร์ดวงอาทติ ย์อนั มฤี ทธิ ์ มากมอี านุภาพมากก็ได้ ใชอ้ านาจทางกายไปจนถงึ พรหมโลกก็ได้”165 ในส่วนทพิ พ โสตธาตุญาณ ท่านพรรณนาไวว้ ่า “เม่อื จติ เป็นสมาธบิ รสิ ุทธผิ ์ ุดผ่อง ไม่มกี เิ ลสเพยี ง ดงั เนิน ปราศจากความเศรา้ หมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตงั้ มนั่ ไม่หวนั่ ไหว อย่างน้ี ภกิ ษุนัน้ น้อมจติ ไปเพ่อื ทพิ พโสตธาตุญาณไดย้ นิ เสยี ง ๒ ชนิด คอื เสยี ง ทพิ ยแ์ ละเสยี งมนุษยท์ งั้ ทอ่ี ยไู่ กลและใกลด้ ว้ ยหทู พิ ยอ์ นั บรสิ ทุ ธเิ ์หนอื มนุษย”์ 166 เป็นตน้ ในคมั ภรี ว์ สิ ุทธมิ รรค ได้พรรณนาถงึ วธิ กี ารปฏบิ ตั เิ พ่อื ใหไ้ ด้บรรลุความรู้ ขนั้ อภญิ ญาไวค้ รบถ้วนสมบรู ณ์ในปรจิ เฉทท่ี 12 ซง่ึ ว่าดว้ ยอทิ ธวิ ธิ นิเทศ และปรจิ เฉท 163 ส.ม. ไทย) 19/479/288. 164 ท.ี ส.ี ไทย) 9/236/78. 165 ท.ี ส.ี ไทย) 9/238/79. 166 ท.ี ส.ี ไทย) 9/240/80.
57 ท่ี 13 ว่าด้วยอภญิ ญานิเทศ โดยในส่วนของการฝึกเพ่อื ให้ได้อภิญญาไว้ 14 วิธี167 ประกอบดว้ ย 1) โดยเขา้ ฌานอนุโลมตามกสณิ 2) โดยเขา้ ฌานปฏโิ ลมลาดบั กสณิ 3) โดยเขา้ ฌานอนุโลมและปฏโิ ลมลาดบั กสณิ 4) โดยเขา้ อนุโลมตามลาดบั ฌาน 5) โดย เขา้ ปฏโิ ลมตามลาดบั ฌาน 6) โดยเข้าทงั้ อนุโลมและปฏโิ ลมตามลาดบั ฌาน 7) โดย ลาดบั กสณิ แต่ขา้ มฌาน 8) โดยลาดบั ฌานแต่ขา้ มกสณิ 9) โดยเขา้ ฌานและกสณิ 10) โดยเลอ่ื นองคฌ์ าน 11) โดยเล่อื นอารมณ์ 12) โดยเล่อื นองคฌ์ านและอารมณ์ 13) โดย กาหนดองคฌ์ าน และ 14) โดยกาหนดอารมณ์ วธิ กี ารทงั้ 14 ประการน้ี มอี ธบิ ายโดย ละเอยี ด ผสู้ นใจสามารถศกึ ษาเพมิ่ เตมิ จากทงั้ 2 ปรจิ เฉทดงั กลา่ วขา้ งตน้ อน่ึง ปจั จุบนั ความรเู้ หล่าน้ี ได้รบั การถ่ายทอดตามตราบเท่าถงึ ปจั จุบนั ไม่เฉพาะแต่พระสงฆเ์ ท่านัน้ แมผ้ ู้ท่อี ย่ใู นฆราวาสวสิ ยั ท่มี คี วามสนใจเป็นพเิ ศษ ก็มี การศกึ ษาปฏบิ ตั จิ นสามารถใชไ้ ดผ้ ล และนาไปใชป้ ระโยชน์ในมติ ติ ่างๆ บางแห่งมกี าร เปิดสอนวชิ าดงั กล่าวน้ีเป็นการเฉพาะใหแ้ ก่ลูกศษิ ย์ เช่นกรณขี องพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษลี งิ ดา) แห่งวดั ท่าซุง จงั หวดั อุทยั ธานี, พระครวู หิ ารกจิ จานุการ หลวง พ่อปาน) วดั บางนมโค, พระมงคลเทพมนุ ี หลวงพ่อวดั ปากน้า) เป็นตน้ ในหนังสอื เร่อื งมโยมยทิ ธิ ซ่งึ สานุศิษยข์ องหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ได้รวบรวมและเรยี บเรยี งจากคาบรรยายของหลวงพ่อ ได้ให้รายละเอียดเก่ียวกับ วธิ กี ารฝึกไวว้ า่ ใหเ้ รมิ่ ตน้ ดว้ ยการฝึกกสณิ ใหค้ ล่องก่อน เมอ่ื ทาจติ ใหเ้ ป็นฌานในกสณิ กองใดกองหน่งึ ใหค้ ล่องแลว้ ทา่ นกจ็ ะต่อวชิ าให้ ซง่ึ จะมที งั้ แบบครง่ึ กาลงั และแบบเตม็ กาลงั แบบคร่งึ กาลงั ท่านใช้สมาธริ ะดบั อุปจาระเท่านัน้ ส่วนแบบเต็มกาลงั นัน้ จะใช้ ระดบั ฌาน 4168 แบบเตม็ กาลงั นนั้ ตอ้ งใชค้ วามเพยี รพยายามมาก และทาไดย้ ากขน้ึ ถา้ คนขาดศรทั ธา และหย่อนในอทิ ธบิ าท ท่านจงึ ประยุกต์ใช้แบบครง่ึ กาลงั โดยใชเ้ พยี ง อุปจารสมาธิ แล้วใช้อารมณ์วปิ สั สนาญาณเขา้ มาช่วย เพ่อื ให้เกดิ ทพิ จกั ขุญาณก่อน เพราะความสะอาดของจติ ทิ ไ่ี ดจ้ ากวปิ สั สนาญาณจะมาช่วยเสรมิ ทาใหเ้ หน็ ไดช้ ดั เจน แจม่ ใส 167 พระพทุ ธโฆสาจารย,์ คมั ภีรว์ ิสุทธิมรรค,สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ อาจ อาสภะ) แปล, กรงุ เทพฯ: ธนาเพรส จากดั , 2554), หน้า 650. 168 สนุ สิ า วงศร์ าม, มโนมยิทธิหลวงพอ่ พระราชพรหมยาน, สระบรุ :ี ศนู ยพ์ ุทธศรทั ธา จดั พมิ พเ์ ผยแพร,่ มปป.),หน้า 10.
58 แนวทางในการฝึกต้องเตรยี มความพรอ้ ม 5 ประการ จงึ จะสามารถทาให้ เกิดทิพจกั ขุญาณได้ กล่าวคือ 1) มศี ีลบรสิ ุทธิ ์ ฆราวาสต้องมศี ีล 5 บรสิ ุทธิ ์ ภิกษุ สามเณร ต้องรกั ษาศีลให้บรสิ ุทธติ ์ ามบทบญั ญัติทุกประการให้ครบถ้วน 2) ต้องมี พรหมวหิ ารธรรมคอื เมตตา กรุณา มุทติ า อุเบกขาประจาใจเป็นปกติ 3) ต้องไม่มี นิวรณ์ 5 ซง่ึ เป็นกเิ ลสขนั้ หยาบในใจ 4) ตอ้ งมศี รทั ธา คอื เช่อื ในความดแี ละผลของการ ปฏบิ ตั ิ ยอมรบั นบั ถอื ในคาสอน และ 5) ตอ้ งมอี ทิ ธบิ าท 4 และสามารถควบคุมกาลงั ใจ ของตนใหก้ ระทาจรงิ ปฏบิ ตั จิ รงิ 169 หรอื กรณตี วั อยา่ งคาอธบิ ายในหนังสอื แว่นส่องจกั รวาล ทแ่ี นะนาเกย่ี วกบั การปฏบิ ตั เิ พ่อื ความรใู้ นระดบั อภญิ ญา เป็นขนั้ ๆ นบั ตงั้ แต่170 1) เมอ่ื จติ หยุดน่ิง กจ็ ะ เรมิ่ ตรกึ แสวงหาอารมณ์ทจ่ี ะนามาภาวนาเพ่อื ใหจ้ ติ หยดุ เป็นสมาธติ ่อเน่ืองกนั สภาวะ น้ีเรยี กว่า วติ ก 2) เม่อื ผูป้ ฏบิ ตั จิ ติ ดไดย้ ดึ เอาองค์กมั มฏั ฐานเป็นอารมณ์ในการจะทา จติ ใหเ้ ขา้ ส่สู มาธแิ น่นอนแลว้ กจ็ ะพยายามประคองอารมณ์นนั้ ให้จติ อย่ใู นสมาธติ ่อไป สภาวะน้ีเรยี กว่าวจิ าร 3) เม่อื จติ ถึงระดบั น้ี สมาธจิ ะแนบแน่นยงิ่ ขน้ึ ผู้ปฏบิ ตั จิ ะเกดิ ความรสู้ กึ ทางจติ ขน้ึ ใหม่อกี อย่างหน่ึง สภาวะน้ีเรยี กว่า ปีติ ซ่งึ ก็จะมที งั้ ขนั้ อ่อน ขนั้ กลาง และขนั้ สูง 4) เม่ือจิตเข้าถึงปฐมฌาน ผู้ปฏิบัติจะพบนิมิตต่างๆ ทางมโน วญิ ญาณ แต่ไม่ควรถอื เป็นอารมณ์ ให้รกั ษาระดบั ของจติ ใหต้ ่อเน่ืองจนเป็นปีตอิ ย่าง เดยี ว ความรสู้ กึ ทางปีตใิ นอารมณ์จะหมดไปจนเกดิ ความรใู้ หม่ คอื ความสุขในสมาธิ 5) นิมติ ต่างๆ ท่เี กดิ ขน้ึ ในมโนทวาร ถ้าหากสมาธแิ นบแน่นแล้ว ผูป้ ฏบิ ตั สิ ามารถขยาย นิมติ ใหเ้ ลก็ ใหญ่ได้ตามปรารถนา หากผู้ปฏบิ ตั ิจติ บรรลุถงึ ขนั้ จตุตถฌานแล้ว ย่อม สามารถนาไปใช้แสดงอทิ ธปิ าฏหิ ารยิ บ์ างอย่างได้ เช่น เกดิ อานาจทพิ จกั ษุ ทพิ โสต ระลกึ ชาตไิ ด้ รเู้ หตุลว่ งหน้า รวู้ าระจติ ของผอู้ ่นื เป็นตน้ กล่าวโดยสรุปปญั ญาในพุทธปรชั ญา แบ่งเป็น 2 ระดบั คอื โลกยิ ปญั ญา และโลกุตรปญั ญา ความรู้ทงั้ 4 แหล่งตามท่กี ล่าวมาข้างต้น ส่วนความรู้ผ่านทาง อายตนะ ความรู้ท่ผี ่านโดยการใช้เหตุผล ความรู้ในระดับอภิญญา ถือว่ายงั อยู่ใน ระดับโลกิยปญั ญา ส่วนความรู้ท่ีผ่านกระบวนการพิจารณาไตร่ตรอง พิจารณา 169 สนุ ิสา วงศร์ าม, มโนมยิทธิหลวงพ่อพระราชพรหมยาน,หน้า 15. 170 พ.ต.อ.ชลอ อทุ กภาชน์, แวน่ ส่องจกั รวาล ภาค 2, กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั แพร่พทิ ยา วงั บรู พา, 2512), หน้า 16
59 สภาวธรรมจนเข้าถึงสภาวธรรมตามความเป็นจรงิ รวมทงั้ ความรู้ท่ไี ด้จากการฝึก วปิ สั สนาจนได้บรรลุผลอย่างใดอย่างหน่ึงนับตงั้ แต่โสดาบนั เป็นต้นไป ช่อื ว่าเป็นโล กุตรปญั ญา โลกิยปญั ญา มแี หล่งท่ีมา 2 แหล่งหลกั คือสุตามยปญั ญา คือได้จาก ประสบการณ์ท่ผี ่านเขา้ มาทางอายตนะช่องทางใดช่องทางหน่ึง แหล่งต่อมาคอื จนิ ตามยปญั ญา คอื การคดิ ไตรต่ รองดว้ ยเหตุดว้ ยผล หรอื ดว้ ยขอ้ เทจ็ จรงิ ต่างๆ แหล่งทาง 2 ประการน้ี อาจมผี ดิ มถี กู ได้ ส่วนโลกุตรปญั ญานนั้ มแี หล่งทม่ี าทส่ี าคญั คอื ภาวนามย ปญั ญา ซ่ึงเป็นกระบวนการฝึกฝนทางจติ จนรู้แจ้งเห็นจรงิ ความรู้ในระดบั โลกุตร ปญั ญาจงึ เป็นความรู้ท่แี น่นอน โดยหลกั การจงึ สามารถใช้ปญั ญาขนั้ รู้แจง้ เหน็ จรงิ น้ี ตรวจสอบสตุ ามยปญั ญา จนิ ตามยปญั ญาดงั นยั ทท่ี รงแสดงไวใ้ นเกสปตุ ตสิ ตู ร171 3.6 เกณฑต์ รวจสอบความร้ใู นพทุ ธปรชั ญา 3.6.1 เกณฑจ์ ากลกั ษณะตดั สินพระธรรมวินัย 8 ประการ ที่มาของเกณฑ์ พระนางมหาปชาบดโี คตรมี หลงั จากทไ่ี ดอ้ นุญาตใหบ้ วชเป็นภกิ ษุณแี ล้ว กพ็ ยายามกราบทลู ถามพระพุทธเจา้ เกย่ี วกบั แนวทางปฏบิ ตั ขิ องภกิ ษุณีว่านอกจากครุ ธรรม 8 ประการแล้ว จะมสี งิ่ ใดท่เี ป็นสกิ ขาบทสาหรบั ศึกษา พระพุทธเจา้ ไดท้ รงให้ แนวทางกว้างๆ โดยให้ยึดสิกขาบทท่ีเข้ากันได้กับสิกขาบทของภิกษุ สาธารณ บญั ญตั )ิ ต่อพระนางมคี วามประสงค์จะหลกี เร้นอยู่ผู้เดยี ว จงึ ได้ไปกราบทูลขอ แนวทางปฏบิ ตั โิ ดยย่อ พระพุทธเจา้ จงึ ทรงประทานหลกั ทใ่ี ชส้ าหรบั วนิ ิจฉัยว่า อะไร เป็นธรรม อะไรไมใ่ ชว่ นิ ยั อะไรไมใ่ ช่สตั ถุศาสน์ 8 ประการ (1) เป็นไปเพอ่ื ความกาหนดั ไมเ่ ป็นไปเพ่อื คลายกาหนด (2) เป็นไปเพ่อื ความประกอบไว้ ไมเ่ ป็นไปเพ่อื ความพราก (3) เป็นไปเพ่อื การสะสม ไมเ่ ป็นไปเพ่อื การไมส่ ะสม (4) เป็นไปเพอ่ื ความมกั มกั ไมเ่ ป็นไปเพอ่ื ความมกั น้อย (5) เป็นไปเพอ่ื ความไมส่ นั โดษ ไมเ่ ป็นไปเพอ่ื ความสนั โดษ 171 อ.ทกุ . ไทย) 20/66/255.
60 (6) เป็นไปเพ่อื ความคลกุ คลหี มคู่ ณะ ไมเ่ ป็นไปเพ่อื ความสงดั (7) เป็นไปเพ่อื ความเกยี จครา้ น ไมเ่ ป็นไปเพ่อื ปรารภความเพยี ร (8) เป็นเพ่ือความเป็นคนเล้ียงยาก ไม่เป็นไปเพ่ือความเป็นคนเล้ียง งา่ ย172 หลกั คาสอนใดท่มี ลี กั ษณะ หรอื เป็นไปในลกั ษณะ 8 ประการดงั กล่าวน้ี ถอื ไดว้ า่ ไมใ่ ช่ธรรม ไมใ่ ชว่ นิ ยั ไมใ่ ชส่ ตั ถุศาสน์ แต่ถา้ ตรงขา้ มดงั กล่าวน้ี มเี ป็นไปเพ่อื คลายกาหนดั ไมเ่ ป็นไปเพ่อื ความมกั มาก, เป็นไปเพ่อื ความพราก ไมเ่ ป็นไปเพ่ือความ ประกอบไว้ เป็นตน้ ใหถ้ อื วา่ นนั่ เป็นธรรม นนั่ เป็นวนิ ยั นนั่ เป็นสตั ถุศาสน์ อน่ึง เกณฑ์ดงั กล่าวน้ี ไม่ใช่เกณฑ์สาหรบั การตดั สนิ ตวั ความรู้โดยตรง ตามกรอบของญาณวทิ ยาทวั่ ไป หากแต่เป็นเกณฑ์ท่ใี ช้สาหรบั การตรวจสอบความ เป็นธรรม-วนิ ัยของพระพุทธเจา้ ซง่ึ มหี ลากหลาย และเป็นไปได้ว่า อาจมกี ารรบั รบั รู้ และถ่ายทอดสบื ๆ กนั ไปโดยคลาดเคล่อื นได้ พระพุทธองคจ์ งึ ทรงวางแนวทางสาหรบั การตรวจสอบตวั เน้อื หาสาระคาสอนต่างๆ ถอื เป็นแนวทางสาหรบั ตรวจสอบคาสอนท่ี อาจมแี ทรกหรอื เพมิ่ เตมิ ภายหลงั นอกเหนือจากทม่ี อี ยเู่ ดมิ 3.6.2 เกณฑก์ ารตรวจสอบจากเกสปตุ ติสตู ร ที่มาของเกณฑ์ คราวเสดจ็ เกสปตุ ตนิคม แควน้ โกศล กาลามะ ซง่ึ เป็นกษตั รยิ ข์ องชาวเกส ปุตตนิยมไดเ้ ขา้ ไปขอพระดารสั ชแ้ี นะการวางตนในสถานการณ์ทเ่ี วลานัน้ บ้านเมอื งมี เหล่าลัทธิศาสดาต่างๆ มาก ทัง้ ต่างฝ่ายต่างก็ยืนยันว่าคาสอนของตนถูกต้อง ขณะเดยี วกนั กก็ ระทบกระเทยี บ ดหู มน่ิ กลา่ วขม่ วาทะของผอู้ ่นื ทาใหไ้ มน่ ่าเช่อื ถอื ทา ให้ยากแก่การตัดสินใจว่า ใครพูดจรงิ ใครพูดเท็จ จะมแี นวทางปฏิบตั ิท่เี หมาะสม อยา่ งไรต่อท่าที หรอื ทศั นะคาสอนของสมณพราหมณ์เหล่านนั้ พระพทุ ธเจา้ ไดว้ างแนวทางไว้ 10 ประการ ดงั น้ี 1. อยา่ ปลงใจเชอ่ื ดว้ ยการฟงั ตามกนั มา 2. อยา่ ปลงใจเชอ่ื ดว้ ยการถอื สบื ๆ กนั มา 3. อยา่ ปลงใจเช่อื ดว้ ยการเล่าลอื 4. อยา่ ปลงใจเช่อื ดว้ ยการอา้ งตาราหรอื คมั ภรี ์ 172 ว.ิ จ.ู ไทย) 7/406/323, อ.อฏฐก. ไทย) 23/53/338
61 5. อยา่ ปลงใจเชอ่ื เพราะตรรกะ การคดิ เอาเอง) 6. อยา่ ปลงใจเช่อื เพราะการอนุมาน 7. อยา่ ปลงใจเช่อื ดว้ ยการคดิ ตรองตามแนวเหตุผล 8. อยา่ ปลงใจเชอ่ื เพราะเขา้ ไดก้ บั ทฤษฎที พ่ี นิ ิจไวแ้ ลว้ 9. อยา่ ปลงใจเชอ่ื เพราะมองเหน็ รปู ลกั ษณะน่าจะเป็นไปได้ 10. อยา่ ปลงใจเช่อื เพราะนบั ถอื วา่ ท่านสมณะน้เี ป็นครขู องเรา173 จากนัน้ ก็ทรงสรุปแนวทางปฏบิ ตั ไิ ว้ว่า เม่อื ใด ท่านทงั้ หลายพงึ รูด้ ้วย ตนเองเทา่ นนั้ ว่า ‚ธรรมเหล่าน้ีเป็นอกุศล ธรรมเหล่าน้ีมโี ทษ ธรรมเหล่าน้ีผรู้ ตู้ เิ ตยี น ธรรมเหล่าน้ีทบ่ี ุคคลถอื ปฏบิ ตั บิ รบิ รู ณ์แลว้ ยอ่ มเป็นไปเพ่อื ไม่เก้อื กูล เพ่อื ทุกข‛์ เม่อื นนั้ ทา่ นทงั้ หลายควรละธรรมเหลา่ นนั้ เสยี 174 เป็นทน่ี ่าสงั เกตว่า พระสูตรน้ี พระพุทธเจา้ ทรงแสดงตวั อยา่ งของวธิ กี าร ตรวจสอบโดยยกเร่อื งราวของ โลภะ โทสะ โมหะมาเป็นกรณีตวั อย่าง โดยตรสั ถาม เป็นประเดน็ ๆ ไป เช่น ตรสั ถามว่า โลภะ เมอ่ื เกดิ ขน้ึ แลว้ เป็นไปเพ่อื ประโยชน์เกอ้ื กูล หรือไม่เก้ือกูล และเม่อื เกิดข้ึนแล้วเป็นไปได้ไหมท่ีจะนาไปสู่การกระทาท่ีผิดใน ลกั ษณะต่างๆ เช่น การเบยี นเบยี นสตั ว์ การลกั ขโมย การล่วงเกนิ ภรรยาของคนอ่ืน พดู เทจ็ รวมถงึ การชกั ชวนในลกั ษณะอ่นื ๆ ทไ่ี มเ่ ป็นไปเพ่อื ประโยชน์เกอ้ื กูล จากนนั้ ก็ ตรสั ถามว่า เป็นกุศลหรอื อกุศล เป็นโทษ เป็นทุกขห์ รอื ไม่ ผูร้ ตู้ เิ ตยี น หรอื สรรเสรญิ เมอ่ื ทราบชดั เชน่ น้แี ลว้ ควรปฏบิ ตั หิ รอื ไมค่ วรปฏบิ ตั ิ เป็นตน้ เกณฑต์ ดั สนิ ความรใู้ นเกสปุตตสิ ูตรกม็ ลี กั ษณะเป็นเกณฑพ์ จิ ารณาแบบ กลางๆ ซง่ึ มหี ลกั การรวมๆ ว่า “อยา่ เพง่ิ ปลงใจเชอ่ื ” หมายความว่า ความรทู้ ุกอย่างใน โลกน้ี ไม่ว่ามาจากแหล่งไหน ลว้ นควรไดร้ บั การตรวจสอบจนเหน็ หรอื ประจกั ษ์แจง้ ดว้ ยตนเอง เป็นท่าทใี นการใหเ้ วลาสาหรบั การพจิ ารณาก่อนตดั สนิ เพ่อื ใหเ้ กดิ ความ มนั่ ใจในความรนู้ นั้ ๆ 3.6.3 เกณฑก์ ารตรวจสอบจากมหาปเทศ 4 ชดุ ท่ี 1 ที่มาของเกณฑ์ 173 อ.ทุก. ไทย) 20/66/257. 174 อ.ทกุ . ไทย) 20/66/257.
62 ในมหาปรพิ พานสตู ร175 ขณะทรงประทบั อย่ทู อ่ี านันทเจดยี ์ ณ เมอื งโภค นคร พระพุทธเจา้ ตรสั กบั ภกิ ษุทงั้ หลายกรณมี ปี ญั หาขอ้ ถกเถยี งกนั หรอื กล่าวอา้ งกนั เร่อื งธรรม เร่อื งวนิ ัยว่าน่ีเป็นธรรม น่ีเป็นวนิ ัย น่ีเป็นสตั ถุศาสน์ โดยใชห้ ลกั เกณฑ์ 4 ประการ ดงั น้ี 1) ภกิ ษุในธรรมวนิ ยั น้ีพงึ กล่าวอยา่ งน้ีว่า ‘ผมู้ อี ายุ ขา้ พเจา้ ไดส้ ดบั รบั มา เฉพาะพระพกั ตรพ์ ระผมู้ พี ระภาคว่า น้ีเป็นธรรม น้ีเป็นวนิ ัย น้ีเป็นสตั ถุสาสน์’ เธอ ทงั้ หลายยงั ไมพ่ งึ ชน่ื ชม ยงั ไมพ่ งึ คดั คา้ นคากลา่ วของผนู้ นั้ พงึ เรยี นบทและพยญั ชนะ เหล่านัน้ ให้ดแี ล้ว พงึ สอบดูในสูตร เทยี บดูในวนิ ัย ถ้าบทและพยญั ชนะเหล่านัน้ สอบลงในสูตรกไ็ ม่ได้ เทยี บเขา้ ในวนิ ยั กไ็ มไ่ ด้ พงึ ลงสนั นิษฐานว่า ‘น้ีมใิ ช่พระดารสั ของพระผู้มพี ระภาคพระองค์นัน้ แน่นอน และภกิ ษุน้ีรบั มาผดิ ‘เธอทงั้ หลายพงึ ท้งิ คา นนั้ เสยี ถา้ บทและพยญั ชนะเหล่านนั้ สอบลงในสูตรกไ็ ด้ เทยี บเขา้ ในวนิ ยั กไ็ ด้ พงึ ลง สนั นิษฐานว่า ‘น้ีเป็นพระดารสั ของพระผูม้ พี ระภาคพระองคน์ ั้นแน่นอน และภกิ ษุน้ี รบั มาดว้ ยด’ี 2) ภิกษุในธรรมวนิ ัยน้ีพึงกล่าวอย่างน้ีว่า ‘ในอาวาสช่ือโน้นมสี งฆ์อยู่ พรอ้ มดว้ ยพระเถระ พรอ้ มดว้ ยปาโมกข์ ขา้ พเจา้ ไดส้ ดบั มาเฉพาะหน้าสงฆน์ นั้ ว่า ‘น้ีเป็นธรรม น้ีเป็นวนิ ัย น้ีเป็นสตั ถุสาสน์’ เธอทงั้ หลายยงั ไม่พงึ ช่นื ชม ยงั ไม่พงึ คดั คา้ นคากล่าวของผู้นัน้ พงึ เรยี นบทและพยญั ชนะเหล่านัน้ ใหด้ แี ลว้ พงึ สอบดูใน สตู รเทยี บดใู นวนิ ยั ถา้ บทและพยญั ชนะเหล่านนั้ สอบลงในสตู รกไ็ มไ่ ด้ เทยี บเขา้ ใน วนิ ัยก็ไม่ได้ พงึ ลงสนั นิษฐานว่า ‘น้ีมใิ ช่พระดารสั ของพระผูม้ พี ระภาคพระองค์นัน้ แน่นอน และสงฆ์นัน้ รบั มาผดิ ’ เธอทงั้ หลายพงึ ท้งิ คานัน้ เสยี ถ้าบทและพยญั ชนะ เหล่านัน้ สอบลงในสูตรก็ได้ เทยี บเขา้ ในวนิ ัยกไ็ ด้ พงึ ลงสนั นิษฐานว่า ‘น้ีเป็นพระ ดารสั ของพระผมู้ พี ระภาคพระองคน์ นั้ แน่นอน และสงฆน์ นั้ รบั มาดว้ ยด’ี 3) ภกิ ษุในธรรมวนิ ัยน้ีพงึ กล่าวอย่างน้ีว่า ‘ในอาวาสช่อื โน้นมภี กิ ษุผู้เป็น พระเถระอยู่จานวนมาก เป็นพหูสูต เรยี นคมั ภรี ์ ทรงธรรม ทรงวนิ ัย ทรงมาตกิ า ขา้ พเจา้ ไดส้ ดบั มาเฉพาะหน้าพระเถระ เหล่านัน้ ว่า ‘น้ีเป็นธรรม น้ีเป็นวนิ ัย น้ีเป็น สตั ถุสาสน์’ เธอทงั้ หลาย ยงั ไม่พงึ ช่นื ชม ยงั ไม่พงึ คดั คา้ นคากล่าวของผนู้ นั้ พงึ เรยี น บทและพยญั ชนะเหล่านัน้ ให้ดีแล้ว พึงสอบดูในสูตรเทียบดูในวนิ ัย ถ้าบทและ 175 ท.ี ม. ไทย) 10/187/334.
63 พยญั ชนะเหล่านนั้ สอบลงในสตู รกไ็ มไ่ ดเ้ ทยี บเขา้ ในวนิ ัยก็ไม่ได้ พงึ ลงสนั นิษฐาน ว่า ‘น้ีมใิ ช่พระดารสั ของพระผูม้ พี ระภาคพระองคน์ ัน้ แน่นอน และพระเถระเหล่านัน้ รบั มาผดิ ’ เธอทงั้ หลายพงึ ทง้ิ คานนั้ เสยี ถ้าบทและพยญั ชนะเหล่านนั้ สอบลงในสตู รก็ ได้ เทยี บเขา้ ในวนิ ัยก็ได้ พงึ ลงสนั นิษฐานว่า น้ีเป็นพระดารสั ของพระผูม้ พี ระภาค พระองคน์ นั้ แน่นอน และพระเถระเหลา่ นนั้ รบั มาดว้ ยด’ี 4) ภกิ ษุในธรรมวนิ ัยน้ีพงึ กล่าวอย่างน้ีว่า ‘ในอาวาสช่อื โน้นมภี กิ ษุผู้เป็น เถระอยรู่ ปู หน่งึ เป็นพหสู ตู เรยี นคมั ภรี ์ ทรงธรรม ทรงวนิ ยั ทรงมาตกิ า ขา้ พเจา้ ได้ สดบั รบั มาเฉพาะหน้าพระเถระรปู นนั้ ว่า ‘น้ีเป็นธรรม น้ีเป็นวนิ ยั น้ีเป็นสตั ถุสาสน์’ เธอทงั้ หลายยงั ไม่พงึ ช่นื ชม ยงั ไม่พงึ คดั ค้านคากล่าวของผู้นัน้ พงึ เรยี นบทและ พยญั ชนะเหล่านัน้ ให้ดแี ล้ว พงึ สอบดูในสูตร เทยี บดูในวินัยถ้าบทและพยญั ชนะ เหล่านนั้ สอบลงในสตู รกไ็ มไ่ ด้ เทยี บเขา้ ในวนิ ยั กไ็ ม่ได้ พงึ ลงสนั นิษฐานว่า ‘น้ี มใิ ช่พระดารสั ของพระผมู้ พี ระภาคพระองคน์ ัน้ แน่นอน และพระเถระรปู นนั้ รบั มาผดิ ’ เธอทงั้ หลายพงึ ทง้ิ เสยี ถา้ บทและพยญั ชนะเหล่านนั้ สอบลงในสตู รกไ็ ด้ เทยี บเขา้ ในวนิ ัยก็ได้ พงึ ลงสนั นิษฐานว่า ‘น้ีเป็นพระดารสั ของพระผู้มพี ระภาคพระองคน์ ัน้ แน่นอน และพระเถระรปู นนั้ รบั มาดว้ ยด’ี เกณฑ์การพิจารณาดงั กล่าวข้างต้น ถือเป็นการตรวจสอบธรรมวินัยท่ี สบื ๆ ต่อกนั มา โดยการเทยี บเคยี งพระสตู ร เทยี บเคยี งวนิ ยั ถา้ สง่ิ ทไ่ี ดย้ นิ ไดฟ้ งั มาจาก แหลง่ ต่างๆ เหล่านนั้ เขา้ กนั ไม่ไดก้ บั พระสูตร เขา้ ไมไ่ ดก้ บั พระวนิ ยั กใ็ หส้ นั นิษฐานว่า ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วนิ ัยของพระพุทธเจา้ ให้ละท้งิ เสยี แต่ถ้าเขา้ กนั ได้ ก็ใหถ้ อื ว่าเป็น ธรรม เป็นวนิ ยั ของพระพุทธเจา้ 3.6.4 เกณฑก์ ารตรวจสอบจากมหาปเทศ 4 ชุดที่ 2 ที่มาของเกณฑ์ ภิกษุทัง้ หลายเกิดความยาเกรงในข้อบัญญัติบางอย่างว่า อะไรบ้าง พระพทุ ธเจา้ ทรงอนุญาตไว้ อะไรบา้ งไม่ไดท้ รงอนุญาตไว้ เพ่อื คลายสงสยั จงึ ไดก้ ราบ ทูลขอหลักสาหรับการวินิจฉัย ดังความปรากฏในมหาวรรคแห่งพระวินัยปิฎก พระพทุ ธเจา้ ทรงวางเกณฑไ์ วด้ งั น้ี176 176 ว.ิ ม. ไทย) 5/305/139.
64 1) สงิ่ ใดเราไมไ่ ดห้ า้ มไวว้ า่ ‚สงิ่ น้ไี มค่ วร‛ ถา้ สงิ่ นนั้ อนุโลมเขา้ กบั สงิ่ ทไ่ี ม่ ควร ขดั กบั สงิ่ ทค่ี วร สง่ิ นนั้ ไมค่ วร 2) สง่ิ ใดเราไม่ไดห้ า้ มไวว้ ่า ‚สงิ่ น้ีไมค่ วร‛ ถ้าสง่ิ นนั้ อนุโลมเขา้ กบั สง่ิ ท่ี ควร ขดั กบั สง่ิ ทไ่ี มค่ วร สงิ่ นนั้ ควร 3) ภกิ ษุทงั้ หลาย สง่ิ ใดเราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า ‚สง่ิ น้ีควร‛ ถ้าสง่ิ นัน้ อนุโลมเขา้ กบั สงิ่ ทไ่ี มค่ วร ขดั กบั สง่ิ ทค่ี วร สง่ิ นนั้ ไมค่ วร 4) ภกิ ษุทงั้ หลาย สงิ่ ใดเราไม่ไดอ้ นุญาตไว้ว่า ‚สงิ่ น้ีควร‛ ถ้าสง่ิ นัน้ อนุโลมเขา้ กบั สงิ่ ทค่ี วร ขดั กบั สงิ่ ทไ่ี มค่ วร สงิ่ นนั้ ควร เกณฑด์ งั กลา่ วน้ี ปรากฏอยใู่ นหมวดหม่พู ระวนิ ยั บรบิ ทจงึ น่าจะเก่ยี วขอ้ ง กบั บทบญั ญตั ทิ างพระวนิ ยั เป็นหลกั ต่างจากมหาปเทส ชุดท่ี 1 ทไ่ี ดก้ ล่าวไปแลว้ ก่อน หน้าน้ี ซ่ีงบรบิ ทจะเก่ียวข้องกับส่วนท่ีเป็นหลักธรรมคาสัง่ สอน อย่างไรก็ตาม ก็ สามารถวินิจฉัยส่วนท่ีเป็นพระวินัยได้ด้วย เพราะหลักการใหญ่ยังมุ่งไปท่ีการ ตรวจสอบประสบการณ์ทผ่ี า่ นตวั บคุ คลเพ่อื ใหเ้ กดิ ความแน่นอน หรอื ถูกต้องตรงตามท่ี พระพุทธเจา้ สอน จากการเกณฑ์ตัดสินความรู้ทงั้ 4 ชุดดงั กล่าวข้างต้น สะท้อนให้เห็น หลกั การสาคญั ในพุทธปรชั ญา มุ่งเน้นให้ทุกคนเข้าถึงความจรงิ หรอื เข้าถึงความรู้ อย่างแท้จรงิ ถอื เป็นหลกั การสาคญั ท่ที าให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของ ท่านผู้รู้ พุทธะ) อย่างแท้จรงิ ไม่มอี ะไรปิดบงั อาพราง เหมอื นอย่างท่พี ระพุทธเจา้ ตรสั กบั ภกิ ษุทงั้ หลายก่อนจะปรนิ ิพพานว่า “ธรรมทเ่ี ราแสดงแลว้ ไม่มใี น ไม่มนี อก ใน เรอ่ื งธรรมทงั้ หลาย ตถาคตไมม่ อี าจรยิ มฏุ ฐ”ิ 177 โดยความกค็ อื ไม่มคี วามลบั และไมใ่ ช่ อยใู่ นกามอื ของอาจารยเ์ พยี งอยา่ งเดยี ว 177 ท.ี ปา. ไทย) 10/156/110.
65 ตอนที่ 4 จริยศาสตรใ์ นพทุ ธปรชั ญา 4.1 ความนา จรยิ ศาสตร์ คอื ศาสตรท์ ว่ี ่าดว้ ยความประพฤติ หรอื การกระทาของมนุษย์ เป็นปรชั ญาสาขาหน่ึงว่าดว้ ยการแสวงหาความดสี ูงสุดของมนุษย์ แสวงหาเกณฑใ์ น การตดั สนิ ความประพฤตขิ องมนุษยว์ ่าอย่างไหนถูก-ผดิ , ด-ี ไมด่ ,ี ควร-ไมค่ วร178 และ รวมไปถงึ พจิ ารณาปญั หาเรอ่ื งสถานภาพของคุณค่าทางศลี ธรรม เน้ือหาจรยิ ศาสตร์ มี อยู่ 3 ประเภทหลกั ได้แก่ 1) จรยิ ศาสตร์ท่ีศึกษาเก่ียวกบั ธรรมชาติของความดี ความชวั่ 2) จรยิ ศาสตร์ท่ศี กึ ษาเร่อื งเกณฑส์ าหรบั ติดสนิ ความดี ความชวั่ และ 3) จรยิ ศาสตรท์ ศ่ี กึ ษาเกย่ี วกบั อุดมการณ์สงู สุดของชวี ติ มนุษย์ เราจะพจิ ารณาพุทธจรยิ ศาสตร์ 3 ประเภทน้ี ในรายละเอยี ดต่อไป 4.2 ธรรมชาติความดี: ดี-ชวั่ คืออะไร ในพทุ ธปรชั ญาเม่อื กล่าวถงึ ความดี ความชวั่ หลกั ฐานในคมั ภรี โ์ ดยทวั่ ไป ไม่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎก อรรถกถา ตลอดถึงงานวรรณกรรมรุ่นหลงั มาก็ตาม จะ ปรากฏคา 2 ชุดหลกั คอื 1) กุศล-อกุศล 2) บุญ-บาป บางครงั้ กใ็ ช้รวบคาเป็นบาป อกุศล หรอื บุญกุศลเลยก็ม1ี 79 เบอ้ื งต้นจงึ ต้องมาพจิ ารณาคาน้ีว่า ในบรบิ ทของพุทธ ปรชั ญามคี วามหมายเหมอื นกนั หรอื ไม่ ถา้ ไม่เหมอื น ท่านใชต้ ่างกนั อยา่ งไร และสาระ ของคาแท้ๆ มพี ระพุทธประสงค์อย่างไร และคาน้ี จะตรงกบั คาว่าดี-ชวั่ ท่ใี ช้กนั อยู่ โดยทวั่ ไปในทางจรยิ ศาสตรห์ รอื ไมอ่ ยา่ งไร เป็นประเดน็ ทต่ี ้องพจิ ารณา เท่ากบั ว่า เรา มคี าทต่ี อ้ งพจิ ารณากนั 3 ชดุ คอื 1) กุศล-อกุศล, 2) บาป-บญุ , และ 3) ด-ี ชวั่ 178 John S. Mackenzie, A Manual of Ethics, (London: W.B. Clive, 1897), p. 1 179 ดตู วั อย่างการใชแ้ บบรวบ บาปอกุศลเบอ้ื งตน้ จาก ว.ิ มหา. ไทย) 1/2/3 เช่นประโยควา่ เรากล่าวบาปอกุศลคอื กายทุจรติ วจที ุจรติ มโนทุจรติ ว่าเป็นธรรมทค่ี วรผลาญ, ภกิ ษุทงั้ หลาย ก็ อาณาปานสติ อนั ภกิ ษุอบรมทาใหม้ ากแลว้ ย่อมยงั บาปอกศุ ลทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ๆ ใหอ้ นั ตรธานสงบไป โดยฉบั พลนั เป็นตน้ แมใ้ นส่วนบุญกุศล เช่นประโยคว่า ขา้ แต่ท่านพระโคดม ขอท่านพรอ้ มดว้ ย พระสงฆจ์ งทรงพระกรุณาโปรดรบั ภตั ตาหารของขา้ พเจา้ เพ่อื เจรญิ บุญกุศล และปีตปิ ราโมทยใ์ น วนั พร่งุ น้แี ก่ขา้ พเจา้ ดว้ ยเถดิ เป็นตน้
66 อน่ึง ควรทาความเขา้ ใจเบอ้ื งต้นก่อนว่า เวลาพดู ถงึ เร่อื งธรรมชาตคิ วาม ด-ี ความชวั่ ในมติ ขิ องพุทธปรชั ญา เรากาลงั จากดั วงจรยิ ศาสตรข์ องพระพุทธศาสนาให้ แคบลง เหลอื เฉพาะระดบั ท่เี ป็นโลกิยะซ่งึ ยงั มดี ี-มชี วั่ อยู่ ในขณะท่จี รยิ ศาสตรข์ อง พระพุทธศาสนาอกี ระดบั ท่เี ป็นเป็นโลกุตระ จะก้าวพ้นขอ้ ถกเถยี งเร่อื งดี-ชวั่ ดงั นัย พระบาลที ว่ี ่า “ในพระนิพพานนัน้ บุญกุศลส่องไปไม่ถงึ ” 180 ซง่ึ ประเดน็ หลงั น้ี จะยก ไปพดู ในสว่ นทว่ี า่ ดว้ ยอุดมคตขิ องชวี ติ เพ่อื ความชดั เจนของคาทงั้ 3 ชุดน้ี การพจิ ารณาเฉพาะภาษาไทยอาจไม่ สมบูรณ์ จาเป็นต้องกลบั ไปพจิ ารณารากศพั ท์ในภาษาบาลดี ้วยว่า จรงิ ๆ แลว้ คาน้ี เดมิ ในภาษาบาลวี ่าอยา่ ง เฉพาะอยา่ งยง่ิ คอื คาวา่ ด-ี ชวั่ 4.2.1 พิจารณาจากแนวคิดเรื่องกศุ ล-อกศุ ล กุศล-อกุศล น่าจะเป็นคาเก่า และน่าจะมใี ช้มาก่อนแล้วในสงั คมอนิ เดยี สมยั นนั้ สงั เกตไดจ้ ากเมอ่ื ครงั้ พระพุทธเจา้ ตรสั เล่าชวี ประวตั ขิ องพระองคเ์ ม่ือครงั้ ออก ผนวชใหผ้ ูอ้ ่นื หรอื เล่าเหตุการณ์ในพระราชาในอุดมคตใิ นอดตี กาลไกลพน้ กม็ คี วาม เก่ยี วข้องกบั คาน้ี เช่น ประโยคว่า “ราชกุมาร อาตมภาพนัน้ แสวงหาอย่วู ่าอะไรเป็น กุศล ขณะท่แี สวงหาทางอนั ประเสรฐิ คอื ความสงบซง่ึ ไม่มที างอ่นื ยง่ิ กว่า..” 181 “ภกิ ษุ ทงั้ หลาย เรานนั้ แสวงหาวา่ อะไรเป็นกุศล ขณะทแ่ี สวงหาทางอนั ประเสรฐิ คอื ความสงบ ซ่ึงไม่มที างอ่ืนย่ิงกว่า ได้เข้าไปหาอุทกดาบส รามบุตรแล้วกล่าวว่า ‘ท่านรามะ ขา้ พเจา้ ปรารถนาจะประพฤตพิ รหมจรรยใ์ นธรรมวนิ ัยน้ี’182 หรอื “สมณพราหมณ์เหล่า ใดในแว่นแควน้ ของลูก เวน้ ขาดจากความมวั เมา และความประมาท ตงั้ มนั่ อยใู่ นขนั ติ ความอดทน) และโสรจั จะ ความเสงย่ี ม) ฝึกตน สงบตน ใหต้ นดบั กเิ ลสอย่แู ต่ผเู้ ดยี ว ลกู พงึ เขา้ ไปหาสมณพราหมณ์เหล่านนั้ ตามกาลอนั ควรแลว้ ไต่ถามสอบถามว่า ‘ท่าน ขอรบั อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศลอะไรมโี ทษ อะไรไม่มโี ทษ อะไรควรเก่ยี วข้อง อะไรไมค่ วรเกย่ี วขอ้ ง” 183 ประเดน็ ทต่ี อ้ งทาความเขา้ ใจต่อกค็ อื ว่า เมอ่ื พดู ถงึ กุศล-อกุศลดงั กล่าวนนั้ ท่านหมายเอาสิ่งใด หรือส่ือความถึงอะไร ซ่ึงการค้นหาความหมาย ต้องอาศัย 180 ข.ุ อป. ไทย) 33/126/137. 181 ม.ม. ไทย) 13/329/398. 182 ม.ม.ู ไทย) 12/278/302. 183 ท.ี ปา. ไทย) 11/84/62.
67 หลักฐานร่องรอยต่างๆ ท่ีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ ซ่ึงก็มีนัยหลากหลายเช่นกัน เช่น ประโยคว่า “ผใู้ ดตอ้ งการบุญ ตงั้ มนั่ ในกุศล เจรญิ มรรคเพ่อื บรรลุอมตธรรม ผนู้ นั้ บรรลุ ธรรมท่เี ป็นสาระ ยนิ ดีในธรรมเป็นท่ีส้ินไป แห่งอาสวะ) ย่อมไม่หวนั่ ไหวในเม่อื มจั จุราชมาถงึ ”184 ซ่งึ ในท่นี ้ีท่านไขความเป็น “มรรคกุศล” 185 ประโยคว่า “ธรรมเป็น กุศล คอื ธรรมไม่มโี ทษอย่างหน่ึง”186 หรอื บางแห่งกล่าวถึง กุสลปุจฉา อกุสลปุจฉา หมายถึง การถามถึงธรรมท่ีไม่มโี ทษ และธรรมท่ีไม่มีโทษ ส่วนอัพยากตปุจฉา หมายถงึ ธรรมอนั ตรงกนั ขา้ มกบั ธรรมทงั้ สองนนั้ 187 บางแห่งกุศลคอื ความฉลาด เช่น ฉลาดในการฟ้อนรากเ็ รยี กว่ากุศลเหมอื นกนั บางแห่งใชใ้ นความหมายว่าไมม่ โี รคบา้ ง ในความไม่มโี ทษบา้ ง ในวิบากของสุขบา้ ง188 บางแห่งไขความพเิ ศษ เช่น ช่อื ว่ากุศล เพราะอรรถว่าทาลาย ทาให้ไหว ทาให้หวนั่ ไหว กาจดั ธรรมอันลามกน่าเกลียด, ทาลายหรอื ตดั อาการอนั น่าเกลยี ด, ทาใหเ้ บาบางโดยทาใหส้ ้นิ ซง่ึ อาการอนั น่าเกลยี ด ทงั้ หลาย ในบรบิ ทน้ีกุศลจงึ เป็นช่อื ของญาณด้วย ดงั นัน้ ความเป็นผู้ฉลาด ท่านก็ เรยี กว่ากุศล189 เพ่งถงึ หลกั การสูงสุด อรยิ มรรคช่อื ว่ากุศล เพราะจากดั สง่ิ ทน่ี ่าเกลยี ด โดยตรง190 ทช่ี อ่ื ว่ากุศลไดแ้ ก่โพธปิ กั ขยิ ธรรม 37 ประการ191 อรรถกถา เมอ่ื จะอธบิ ายใหเ้ หน็ ธรรมชาตขิ องกุศล ท่านยกหญา้ ชนิดหน่ึง ขน้ึ มาเรยี กวา่ หญา้ กุสะ หรอื หญา้ คา หญา้ ชนิดน้ีใบทงั้ สองดา้ นจะคม สามารถบาดมอื ได้ ถ้าจบั โดยไม่ระมดั ระวงั อุบายทฉ่ี ลาดในการจบั หญา้ ชนิดน้ีไม่ใหบ้ าดมอื กเ็ รยี กว่า กุศล อรรถกถาทอ่ี ้างถงึ ขา้ งตน้ จงึ ให้ความหมายว่าไม่มโี ทษดว้ ย โดยนัยน้ีก็พอทาให้ เทียบเคียงหลกั การในพุทธปรชั ญาว่ากุศล หรอื อกุศลควรจะหมายถึงอะไร และ ธรรมชาตแิ ทจ้ รงิ คอื อะไร 184 ส.ม. ไทย) 19/1039/564. 185 ส.ม.อ. ไทย) 5/2/378. 186 ข.ุ อติ .ิ อ. ไทย) 1/4/133. 187 ข.ุ ม.อ. ไทย) 5/2/367. 188 ข.ุ ปฏ.ิ อ. ไทย) 7/1/554. 189 ข.ุ ปฏ.ิ อ. ไทย) 7/1/555. 190 ข.ุ อติ .ิ อ. ไทย) 1/4/120. 191 ข.ุ เอก.อ. ไทย) 3/2/88.
68 เรายอมรบั ร่วมกันว่า นิพพาน คือเป้าหมายสูงสุดในพุทธปรชั ญา ข้อ ปฏบิ ตั ิต่างๆ ท่มี สี ่วนส่งเสรมิ ให้ถงึ เป้าหมายดงั กล่าว จะเป็นอะไรก็ตาม เราก็เรยี ก รวมๆ ว่ากุศลตามแนวท่พี ระอรรถกถาจารยน์ ิยามเอาไว้ สง่ิ ท่เี รยี กว่ากุศลนัน้ จะต้อง 1) ไม่มโี ทษต่อเป้าหมาย 2) ไม่ทาลายเป้าหมาย 3) ไม่ทาให้เป้าหมายหวนั่ ไหว 4) ทาลาย หรอื ขจดั สงิ่ ใดๆ กต็ ามทจ่ี ะมาทาลาย หรอื รบกวนเป้าหมาย และ 5) มวี บิ าก เป็นสุข ถ้าตรงกนั ขา้ มกบั หลกั การ 5 ประการน้ี ก็ถอื เป็นอกุศล เพราะ 1) มโี ทษต่อ เป้าหมาย 2) ทาลายเป้าหมายให้เสยี หาย 3) ทาใหเ้ ป้าหมายหวนั่ ไหว 4) ไม่ทาลาย หรอื ขจดั สงิ่ ใดๆ ทจ่ี ะมาทาลาย หรอื รบกวนเป้าหมาย และสดุ ทา้ ย 5) มวี บิ ากเป็นทกุ ข์ ธรรมชาติของส่ิงท่ีเรียกว่ากุศล หรืออกุศลในทางพุทธปรัชญาจึงมี เป้าหมายคอื พระนิพพานเป็นตวั กาหนดทศิ ทาง นัน่ คอื อะไรทเ่ี ป็นขา้ ศกึ ต่อวโิ มกข์ก็ นบั เน่อื งเป็นเขา้ ในอกุศล อะไรทอ่ี นุโลมตามวโิ มกขก์ น็ บั เน่อื งเป็นกุศล192 ภายใตห้ ลกั การเร่อื งกุศล-อกุศล วธิ กี ารพจิ ารณาว่าอะไรเป็นกุศล-อกุศล พุทธปรชั ญาใชเ้ กณฑ์ 3 อยา่ ง คอื 1) อโลภะ 2) อโทสะ และ 3) อโมหะ เป็นรากเหงา้ แหง่ กุศล เรยี กวา่ กุศลมลู 193, 1) โลภะ 2) โทสะ และ 3) โมหะ เป็นรากเหงา้ แหง่ อกุศล เรยี กอกุศลมูล194 สภาวธรรมท่เี ป็นอกุศลมลู หรอื กุศลมูลมเี พยี ง 3 ประการน้ีเท่านัน้ สภาวธรรมทเ่ี หลอื แมจ้ ะเป็นกุศล กไ็ มเ่ รยี กวา่ กุศลมลู หรอื แมจ้ ะเป็นอกุศลกไ็ มเ่ รยี กว่า อกุศลมลู พจิ ารณาจากพระอภธิ รรมทจ่ี ติ เป็นอกุศลทม่ี โี ลภะ โทสะ และโมหะเป็นมลู นนั้ มที งั้ หมด 12 ดวง +อกุศลเจตสกิ 14 ดวง) แบ่งเป็นจติ ทม่ี โี ลภะเป็นมลู 8 ดวง จติ ทม่ี โี ทสะเป็นมลู 2 ดวง และจติ ทม่ี โี มหะเป็นมลู 2 ดวง195 ใน 12 ดวงนนั้ ท่านจาแนก ใหเ้ หน็ รายละเอียดภายในธรรมชาตขิ องอกุศลท่กี ่อตวั ในจติ แตกต่างกนั ออกไปตาม การปรงุ แต่งของจติ แต่ละครงั้ 192 ข.ุ ปฏ.ิ ไทย) 31/230/390. 193 อ.ทกุ . ไทย) 20/70/277 194 อ.ทุก. ไทย) 20/70/275. 195 พระศรคี มั ภีรญาณ ถวลั ย์ ญาณจาร)ี , อภิธมั มตั ถสงั คหะ 9 ปริจเฉท, กรุงเทพฯ: สานกั วดั ระฆงั โฆสติ ารามวรมหาวหิ าร, 2545), หน้า 5.
69 โลภมลู จติ 8 ดวง จาแนกรายละเอยี ดออกเป็น196 1) จติ ทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยไม่มี การชกั ชวน พรอ้ มดว้ ยความดใี จ ประกอบดว้ ยความเหน็ ผดิ 2) จติ ทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยมกี าร ชกั ชวน พรอ้ มดว้ ยความดใี จ ประกอบด้วยความเหน็ ผดิ 3) จติ ทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยไม่มกี าร ชกั ชวน พรอ้ มดว้ ยความดใี จ ไม่ประกอบดว้ ยความเหน็ ผิด 4) จติ ทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยมกี าร ชกั ชวน พร้อมดว้ ยความดใี จ ไม่ประกอบด้วยความเหน็ ผดิ 5) จติ ท่เี กดิ ขน้ึ โดยไม่มี การชกั ชวน พรอ้ มดว้ ยความเฉยๆ ประกอบดว้ ยความเหน็ ผดิ 6) จติ ท่เี กดิ ข้นึ โดยมี การชกั ชวน พรอ้ มดว้ ยความเฉยๆ ประกอบดว้ ยความเหน็ ผดิ 7) จติ ทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยไมม่ ี การชกั ชวน พรอ้ มดว้ ยความเฉยๆ ไมป่ ระกอบดว้ ยความเหน็ ผดิ และ 8) จติ ทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยมกี ารชกั ชวน พรอ้ มดว้ ยความเฉยๆ ไมป่ ระกอบดว้ ยความเหน็ ผดิ โทสมลู จติ 2 ดวง197 ดงั น้ี 1) จติ ทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยไมม่ กี ารชกั ชวน พรอ้ มดว้ ย ความเสยี ใจ ประกอบด้วยความโกรธ 2) จติ ท่เี กิดข้นึ โดยมกี ารชกั ชวน พร้อมด้วย ความดเี สยี ใจ พรอ้ มดว้ ยความโกรธ ส่วนโมหมูลจติ 2 ดวง198 ประกอบดว้ ย 1) จติ ท่ี เกดิ พรอ้ มด้วยความเฉยๆ ประกอบดว้ ยความสงสยั 2) จติ ท่เี กดิ ขน้ึ พรอ้ มดว้ ยความ เฉยๆ ประกอบดว้ ยความฟุ้งซา่ น สรุปสภาวลกั ษณะของอกุศลจติ ทงั้ 12 ดวง จะพบธรรมชาติของจติ ท่ี แสดงออกมาพจิ ารณาจากเวทนา ได้ 3 กลุ่ม คอื 1) โสมนัสเวทนา 4 ดวง, 2) อุเบกขา เวทนา 6 ดวง และโทมนสั เวทนา 2 ดวง ขณะทเ่ี ม่อื พจิ ารณาจากการมสี งิ่ ชกั ชวน ได้ 3 กลุ่ม คอื 1) ไม่มสี งิ่ ชกั ชวน 5 ดวง 2) มสี ง่ิ ชกั ชวน 5 ดวง และ 3) พ้นจากการ ชกั ชวน-ไมช่ กั ชวน 2 ดวง, พจิ ารณาจากสว่ นทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ความเหน็ มรี ายละเอยี ด 4 กลมุ่ คอื 1) ประกอบดว้ ยความเหน็ ผดิ 4 ดวง 2) ไม่ประกอบดว้ ยความเหน็ ผดิ 4 ดวง 3) ประกอบดว้ ยความไมพ่ อใจ 2 ดวง และ 4) พน้ จากความเหน็ -ไมพ่ อใจ 2 ดวง199 อน่งึ ถา้ เป็นฝา่ ยกุศล จาแนกรายละเอยี ดเป็น 21 ดวง +โสภณเจตสกิ 25 ดวง) พจิ ารณาเฉพาะในมหากุศลจติ 8 ดวง ในส่วนของอโลภะ กม็ ลี กั ษณะคลา้ ยๆ กบั โลภมลู จติ จะต่างกต็ รงท่ฝี ่ายกุศลนัน้ จะประกอบดว้ ยปญั ญา-ไม่ประกอบด้วยปญั ญา 196 พระศรคี มั ภรี ญาณ ถวลั ย์ ญาณจาร)ี , อภิธมั มตั ถสงั คหะ 9 ปริจเฉท, หน้า 7. 197 พระศรคี มั ภรี ญาณ ถวลั ย์ ญาณจาร)ี , อภิธมั มตั ถสงั คหะ 9 ปริจเฉท, หน้า 9. 198 พระศรคี มั ภรี ญาณ ถวลั ย์ ญาณจาร)ี , อภิธมั มตั ถสงั คหะ 9 ปริจเฉท, หน้า 10. 199 พระศรคี มั ภรี ญาณ ถวลั ย์ ญาณจาร)ี , อภิธมั มตั ถสงั คหะ 9 ปริจเฉท, หน้า 11.
70 เป็นส่วนประกอบสาคญั แทนเห็นผิด-ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดเป็นจุดเปล่ยี น สาคญั สามารถเทยี บเคยี งใหเ้ หน็ ธรรมชาตขิ องสงิ่ ทว่ี ่ากุศล-อกุศลในพุทธปรชั ญาได้ อยา่ งชดั เจน รายละเอยี ดในพระอภธิ รรมอาจจะมาก แต่จดุ มุ่งหมายเพ่อื ตอ้ งการใหเ้ หน็ ธรรมชาตภิ ายในกุศล-อกุศลทถ่ี อื เป็นมลู เหตุสาคญั สาหรบั การวนิ ิจฉยั ว่า สง่ิ ใดเป็นไป เพ่อื ขดั ขวางวโิ มกข์ สง่ิ ใดเป็นไปเพ่อื สนับสนุนวโิ มกข์ แต่หากพจิ ารณาโดยย่อๆ 3 ประการ กย็ ดึ หลกั กุศลมลู 3, อกุศลมลู 3 ประการ เป็นเกณฑส์ าหรบั พจิ ารณาสภาวะ ทเ่ี ป็นกุศล-อกุศล หากพจิ ารณาในมติ อิ ่นื ๆ เชน่ มติ ทิ างพระวนิ ยั การเกดิ อธกิ รณ์ขน้ึ ในคณะ สงฆ์ เช่น อนุวาทาธกิ รณ์ เป็นต้น ท่านก็อธบิ ายสมุฏฐานมาจากอกุศลมลู 3 ประการ ในเป็นมลู เหตุสาคญั ทน่ี าไปสู่การกล่าวหากันด้วยอาบตั ติ ่างๆ ดงั พระพุทธพจน์ท่วี ่า “ภกิ ษุทงั้ หลาย มจี ติ โลภววิ าทกนั มจี ติ โกรธววิ าทกนั มจี ติ หลงววิ าทกนั ว่า น้ีธรรม น้ี อธรรม น้ีวนิ ัย น้ีมใิ ช่วนิ ัย น้ีตถาคตภาษิตไว้ ตรสั ไว้ น้ีตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้ ตรสั ไว้ น้ีตถาคตทรงบญั ญตั ไิ ว้ น้ีตถาคตไม่ได้ทรงบญั ญตั ิไว้ น้ีอาบตั ิ น้ีอนาบตั ิ, น้ี อาบตั เบา น้ีอาบตั หิ นัก, น้ีอาบตั มิ สี ่วนเหลอื น้ีอาบตั ไิ ม่มสี ่วนเหลอื , น้ีอาบตั ชิ วั่ หยาบ น้อี าบตั ไิ มช่ วั่ หยาบ” 200 แมใ้ นส่วนของกุศลกม็ อี ธบิ ายโดยนยั ตรงกนั ขา้ ม ในพระสูตร เม่อื จะพรรณนาความเสียหายอันเกิดจากมูลฐานของจติ ท่ี ประกอบด้วยกุศลมูล หรอื อกุศลมูล ท่านก็แสดงไว้หลายนัย เช่นประโยคว่า “โลภะ โทสะ และโมหะท่เี กดิ ภายในตน ย่อมทารา้ ยบุรษุ ผมู้ จี ติ เลวทราม เหมอื นขุยไผ่กาจดั ต้นไผ่ ฉะนนั้ ” 201 การพรรณนาความเช่อื มโยงกุศลมลู -อกุศลมลู ว่าเป็นต้นเหตุให้เกดิ กรรมต่างๆ ได้อยา่ งไร หลกั การใหญ่คอื 1) โลภะ-อโลภะเป็นต้นเหตุใหเ้ กดิ กรรม 2) โทสะ-อโทสะเป็นต้นเหตุให้เกดิ กรรม และ 3) โมหะ-อโมหะเป็นต้นเหตุใหเ้ กดิ กรรม เพราะกรรมทเ่ี กดิ จากโลภะ โทสะ และโมหะ นรก กาเนิดเดรจั ฉาน เปตวสิ ยั หรอื ทุคติ อ่นื อย่างใดอย่างหน่ึง ก็ปรากฏเพ่อื ความบงั เกดิ แห่งอตั ภาพในรก กาเนิดเดรจั ฉาน 200 ว.ิ จ.ู ไทย) 6/216/334. 201 ข.ุ อติ .ิ ไทย) 25/50/403.
71 เปตวสิ ยั , เพราะกรรมทเ่ี กดิ จากอโลภะ อโทสะ และอโมหะ เทวดา มนุษย์ หรอื สุคติ อยา่ งใดอยา่ งหน่งึ กป็ รากฏขน้ึ เพ่อื ความบงั เกดิ แห่งอตั ภาพในเทวดา มนุษย์202 จะเหน็ ไดว้ ่า ในแงส่ งั สารวฏั กุศลมลู และอกุศลมลู นับเป็นมลู เหตุสาคญั ท่ี ทาใหเ้ กดิ กรรม และวบิ าก แต่ในขณะเดยี วกนั หากมเี ป้าหมายชดั เจน และซ่อื ตรงต่อ เป้าหมาย กุศลมลู กเ็ ป็นปจั จยั สาคญั ช่วยส่งเสรมิ 1) ไมก่ ่อใหเ้ กดิ โทษต่อเป้าหมาย 2) ไมท่ าลายเป้าหมาย 3) ไมท่ าใหเ้ ป้าหมายหวนั่ ไหว 4) ขณะเดยี วกนั กุศลกช็ ่วยทาลาย หรอื ขจดั สงิ่ ใดๆ ก็ตามท่จี ะมาทาลาย หรอื รบกวนเป้าหมาย และ 5) มวี บิ ากเป็นสุข ถา้ ตรงตามหลกั การ 5 ประการทไ่ี ดก้ ล่าวแลว้ ขา้ งตน้ พจิ ารณาจากหลกั การดงั กล่าว กุศล-อกุศล ไม่ได้มเี ป้าหมายในตวั เอง หากแต่เป็นเคร่ืองมือเพ่ือนาไปสู่จุดมุ่งหมายบางอย่าง ซ่ึงในทางพุทธปรัชญา จดุ มุ่งหมายดงั กล่าวน้ีกก็ าหนเดไวช้ ดั เจน นนั่ กค็ อื ความหลุดพน้ จากสงั สารวฏั ถงึ ฝงั่ พระนิพพาน หลกั การดงั กล่าวจงึ สอดคล้องกบั ข้อเปรยี บเทยี บท่พี ระพุทธเจ้าทรง อุปมาว่าคาสอนของพระองคน์ นั้ เปรยี บเสมอื นแพ203 จากขอ้ มลู ขา้ งตน้ เสนอเป็นสรุปไวอ้ ย่างน้ีว่า ในพุทธปรชั ญา คาว่า กุศล- อกุศล เป็นการพจิ ารณาในระดบั รากฐานถงึ ธรรมชาตภิ ายในของจติ ทเ่ี ป็นต้นเหตุ นัน่ คอื ตวั เจตสกิ ทเ่ี ป็นองคป์ ระกอบพน้ื ฐาน 3 ประการ เจตสกิ 3 ประการน้ีจะทาหน้าทใ่ี น การปรงุ แต่งจติ ก่อนนาไปส่กู ารกระทากรรมอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง ไมว่ ่าจะเป็นกายกรรม วจกี รรม และมโนกรรม ความเป็นกุศล-อกุศลน้ี มเี ป้าหมายคอื มรรคผลนิพพานเป็น ปลายทางสุดท้าย ดงั นัน้ การกระทาใดๆ กต็ ามท่ยี งั เป็นไปเพ่อื สนับสนุนหรอื นาไปสู่ ไปเป้าหมายดงั กล่าว ก็ถือเป็นกุศล แต่ถ้าการกระทาใดขดั ขวาง ทาอนั ตราย ไม่ นาไปส่เู ป้าหมายดงั กล่าว กถ็ กู นบั เน่ืองเป็นฝา่ ยอกุศล 4.2.2 พิจารณาจากแนวคิดเรือ่ งบาป-บญุ บาป-บุญ คอื อะไร คมั ภรี พ์ ระไตรปิฎกพรรณนาไวอ้ ย่างไร มคี วามหมาย กวา้ ง-แคบอยา่ งไร เป็นอยา่ งเดยี วกนั กบั กุศล-อกุศลหรอื ไม่ ถา้ ไมใ่ ช่อยา่ งเดยี วกนั จะมี ความหมายต่างกนั อย่างไรบ้าง จะพจิ ารณาประเด็นน้ีโดยการตรวจสอบขอ้ มูลจาก 202 ข.ุ จ.ู ไทย) 30/12/84. 203 ม.ม.ู ไทย) 12/240/256.
72 คมั ภรี พ์ ระไตรปิฎกเป็นหลกั แต่หากจาเป็นต้อง หรอื มคี วามเช่อื มโยงกบั อรรถกถา ก็ จะนามาเสรมิ หรอื เทยี บเคยี ง เรมิ่ จากประเดน็ บาป-บุญคืออะไร พระไตรปิฎกพรรณนาไว้อย่างไร มี ความหมายกวา้ ง-แคบอยา่ งไรบา้ ง ในปาราชกิ สกิ ขาบทท่ี 3 พรรณนาถงึ เร่อื งราวตาเถนผหู้ น่ึงรบั จา้ งฆ่าพระ ทม่ี คี วามประสงคจ์ ะฆ่าตวั ตาย ครนั้ ฆ่ามากเขา้ ขณะกาลงั ลา้ งดาบทเ่ี ป้ือนเลอื ดกเ็ กดิ ความรสู้ กึ กงั วลใจ เดอื ดรอ้ นใจว่าสง่ิ ทท่ี าลงไปนนั้ สมควร บาลพี รรณนาความรสู้ กึ ของ ตาเถนความตอนหน่ึงว่า “ไม่ใช่ลาภของเราหนอ เราไม่มลี าภหนอ เราไดช้ วั่ แลว้ หนอ เราได้ไม่ดีหนอ เราได้สร้างบาปไว้มากท่ไี ด้ฆ่าภกิ ษุผู้มศี ีลมกี ัลยาณธรรม”204 เรอ่ื งทานองเดยี วกนั ในมหาวรรค พรรณนาถงึ เรอ่ื งราวของทหารทม่ี คี วามรสู้ กึ ว่า การ ออกรบแต่ละครงั้ ไดฆ้ า่ คนไปเป็นจานวนมาก หากไปรบบ่อยๆ กเ็ ท่ากบั เป็นการสรา้ ง บาป บาลีพรรณนาความรู้สกึ ของทหารเหล่าน้ีว่า “พวกเรายนิ ดใี นการรบจะไปทา บาปกรรม และจะประสพสงิ่ มใิ ช่บุญเป็นอนั มาก ด้วยอุบายอย่างไรหนอ พวกเราจะ พงึ เวน้ จากกรรมชวั่ และทากรรมดไี ดเ้ ลา่ ”205 มหาอามาตยผ์ หู้ น่งึ เป็นผเู้ ล่อื มใสใหมใ่ นพระศาสนา ไดน้ ิมนต์พระ 1,250 รปู มพี ระพุทธเจา้ เป็นประธานไปรบั บณิ ฑบาตท่บี ้าน ขณะท่นี าสาหรบั มาถวายกถ็ ูก พระภกิ ษุหลายรปู ห้าม พรอ้ มกบั บอกใหถ้ วายน้อยๆ กพ็ อ เพราะพวกตนรบั ประเคน ฉนั มาบา้ งแลว้ ทาใหอ้ ามาตยร์ สู้ กึ ไม่ค่อยพอใจ ขณะเดยี วกนั กโ็ กรธพระอยใู่ นใจว่าทา อย่างน้ีเหมอื นกบั ดูถูกตนว่าไม่สามารถเล้ยี งพระจานวนมาก จงึ พดู ประชดไปว่า ฉัน เสรจ็ จะขนเอาดว้ ยก็ได้ ภายหลงั จากภตั กจิ ไดฟ้ งั อนุโมทนาของพระพุทธเจา้ ก็เกดิ ความเสยี ใจตามหลงั ว่า ไม่น่าไปว่าพระอย่างนัน้ คัมภรี พ์ รรณนาความรสู้ กึ อามาตย์ ตอนน้ีไวว้ ่า “ไมใ่ ช่ลาภของเราหนอ เราไม่มลี าภหนอ เราไดช้ วั่ แลว้ หนอ เราไดไ้ ม่ดี แล้วหนอ ท่ไี ปโกรธเสยี ใจคอยจบั ผดิ แล้วบรรจุบาตรของภกิ ษุจนเตม็ พลางกล่าวว่า พวกทา่ นจะฉนั กไ็ ด้ จะขนเอาไปกไ็ ด้ เราสรา้ งสมบุญหรอื บาปมากกว่ากนั หนอ”206 204 ว.ิ มหา. ไทย) 1/163/135. 205 ว.ิ ม. ไทย) 4/90/145. 206 ว.ิ ม. ไทย) 5/283/91.
73 พระเทวทัตกระทาความผิดต่อพระพุทธเจ้าหลายต่อหลายครงั้ ครงั้ หลงั สุดก็คอื การปล่อยช้างตกมนั ให้เหยยี บพระพุทธเจา้ ทาให้เร่อื งราวดงั กระฉ่อน พรอ้ มกบั มเี สยี งตาหนพิ ฤตกิ รรมของพระเทวทตั ไปทวั่ ในคาตาหนิ คมั ภรี พ์ รรณนาไว้ ว่า “พระเทวทตั น้ีเป็นคนบาป เป็นคนไม่มบี ุญ เพราะพยายามปลงพระชนมพ์ ระสมณ โคดมผมู้ ฤี ทธมิ ์ ากอยา่ งน้ี มอี านุภาพอยา่ งน้ี”207 พจิ ารณาตวั กรณตี วั อยา่ งพระสตู ร ในอปณั ณกสตู รแห่งมชั ฌมิ นิกาย มชั ฌมิ ปณั ณาสก์208 พรรณนาเรอ่ื งราว พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดชาวบ้านสาลา ในแคว้นโกศล ในสมาคมได้มกี ารหยิบยก ประเดน็ ความคดิ เห็นของศาสดาต่างๆ ท่ที าให้ชาวบ้านสาลายงั เคลอื บแคลงสงสยั นับตงั้ แต่ความเช่อื เร่อื งทานท่ใี ห้แล้วไม่มผี ล โลกหน้ามี โลกหน้าไม่มี กระทงั่ ทส่ี ุดก็ เหน็ ว่า การฆ่าสตั ว์ตดั ชวี ติ การเบยี ดเบยี น ทาให้ผูอ้ ่นื ลาบาก หรอื เศรา้ โศก การตดั ชอ่ งยอ่ งเบา การปลน้ เป็นชู้ พดู เทจ็ กไ็ มจ่ ดั เป็นการทาบาป แมจ้ ะใช้มดี สงั หารใหผ้ คู้ น ตายเป็นกองเน้อื เขากไ็ มม่ บี าปทเ่ี กดิ จากกรรมนนั้ หรอื แมจ้ ะไปทาการบชู า ใหท้ าน ก็ ไมม่ บี ญุ ทเ่ี กดิ จากการใหท้ าน จากการฝึกสารวมอนิ ทรยี ์ จากการพดู คาสตั ย์ เป็นตน้ พระพุทธเจ้าตรัสช้ีแจงให้เห็นว่า ความเห็นเหล่านัน้ เป็นมิจฉาทิฎฐิ ศาสดาเหล่านัน้ พูดไปเพราะไม่รตู้ ามความเป็นจรงิ การกระทาเหล่านัน้ มผี ล ไม่ใช่ว่า ไม่มผี ล ศาสดาใดทค่ี ดิ อย่างนัน้ และสอนอย่างนนั้ ย่อมเป็นเหตุใหล้ ะเลยศลี อนั ดงี าม แล้วตงั้ ตนเป็นคนทุศีล เท่านัน้ ยงั ไม่พอยงั ก่อบาปอกุศลเพราะทาให้คนอ่นื เขา้ ใจผดิ ตามไปดว้ ย แมค้ นทเ่ี ช่อื แล้วทาตามความคดิ ของศาสดาเหล่านัน้ กย็ ่อมจะไดร้ บั ผลท่ี เกดิ จากการกระทานนั้ ดว้ ย ในปิยสูตรแห่งสงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค209 พรรณนาเรอ่ื งราวเกย่ี วกบั ขอ้ สนทนาระหว่างพระเจา้ ปเสนทโิ กศลกบั พระพุทธเจา้ ประเดน็ ผู้ทไ่ี ดช้ ่อื ว่ารกั ตน-ไม่รกั ตนเองว่าลกั ษณะอยา่ งไร ซง่ึ สองพระองคเ์ หน็ ตรงกนั ว่า ผทู้ ท่ี าทย่ี งั ทาทุจรติ ทางกาย วาจา และใจอย่ไู ดช้ ่อื ว่าไมร่ กั ตน ส่วนทไ่ี ม่ทาทุจรติ ทางกาย วาจา และใจนนั้ ช่อื ว่ารกั ตน จากนัน้ พระพุทธเจ้าก็ตรสั เป็นคาถาประพนั ธ์สรุปให้เห็นว่า เราทาอะไรไว้ ทุก 207 ว.ิ จ.ู ไทย) 7/342/197. 208 ม.ม. ไทย) 13/92/95 209 ส.ส. ไทย) 15/115/132.
74 อย่างก็เป็นสมบตั ขิ องเราเอง สงิ่ ทท่ี าจะตามตดิ ตวั คนทากรรมใดไม่ว่าบุญและบาป บาปและบุญนัน้ กเ็ ป็นสมบตั ขิ องเขา บาปและบุญเท่านัน้ ท่เี ขานาไปได้ บาปและบุญ ยอ่ มตดิ ตามเขาไปเหมอื นเงาตามตน ในปรวิ มี งั สนสตู ร แห่งสงั ยุตตนิกาย นิทานวรรค210 ไดพ้ รรณนาเร่อื งราว เก่ยี วกบั การกาหนดรชู้ ดั ตามความเป็นจรงิ ของภกิ ษุผู้พจิ ารณาเพ่อื ความส้นิ ทุกขโ์ ดย ชอบ หน่ึงในข้อพิจารณาก็คือการพิจาณาให้เห็นถึงบาป บุญท่ีปรุงแต่งสังขาร วญิ ญาณว่า ถ้าสงั ขารทเ่ี ป็นบุญปรงุ แต่ง วญิ ญาณกป็ ระกอบดว้ ยบุญ ถ้าสงั ขารท่เี ป็น บาปปรุงแต่ง วิญญาณก็จะประกอบด้วยบาป ถ้าอเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็จะ ประกอบดว้ ยอาเนญชาตามไปดว้ ย ในคิหิสูตรแห่งองั คุตตรนิกาย ปญั จกนิบาต211 พรรณนาเร่อื งราวของ อนาถปิณฑกิ เศรษฐพี รอ้ มดว้ ยบรวิ าร 500 คน เขา้ เฝ้าพระพทุ ธเจา้ และพระพุทธเจา้ ก็ ทรงปรารภเก่ยี วกบั ศลี 5 ว่า ผู้ใดก็ตามทร่ี กั ษาศลี 5 ได้ครบสมบูรณ์แล้ว กส็ ามารถ พยากรณ์ตนเองไดเ้ ลยวา่ เป็นผสู้ น้ิ นรก มกี าเนิดเดรจั ฉานสน้ิ แลว้ มเี ปตวสิ ยั สน้ิ แลว้ มี อบายสน้ิ แลว้ มที ุคตสิ น้ิ แลว้ มวี บิ าตสน้ิ แลว้ หลงั จากปรารภเสรจ็ แลว้ กต็ รสั เป็นคาถา ว่า บณั ฑติ เห็นภัยในนรกแล้ว ก็ควรเว้นบาปเสีย ซ่งึ บาปในท่ีน้ีก็คือเว้นจากการ เบยี ดเบยี น เว้นกล่าวเทจ็ เวน้ จากการยนิ ดใี นภรรยาของคนอ่นื เป็นต้น ซง่ึ เป็นเร่อื ง ของศลี 5 ดงั กลา่ วขา้ งตน้ พรอ้ มกนั นนั้ กท็ รงชแ้ี นวทางใหท้ าบุญดว้ ยการใหใ้ นสตั บุรุษ คอื พระพทุ ธเจา้ พระปจั เจกพุทธเจา้ และพระสาวกของพระพุทธเจา้ ในอภสิ นั ทสูตรแห่งองั คุตตรนิกาย อฏั ฐกนิบาต212 พระพุทธเจา้ ไดต้ รสั ถงึ หว้ งบญุ กุศล 8 ประการว่าเป็นเหตุนาสขุ มาให้ นาไปเพอ่ื ใหส้ งิ่ ทน่ี ่าปรารถนา มสี ุขเป็น ผล ใหเ้ กดิ ในสวรรค์ เป็นไปเพอ่ื เกอ้ื กลู เพ่อื ความสขุ ทน่ี ่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ 8 ประการคอื 1) การเขา้ ถงึ พระพุทธเจา้ เป็นสรณะ 2) การเขา้ ถงึ พระธรรมเป็นสรณะ 3) การเขา้ ถงึ พระสงฆเ์ ป็นสรณะ 4) การไดล้ ะเวน้ จากการฆา่ สตั วอ์ นั ไดช้ ่อื ว่าไม่สรา้ งเวร สรา้ งภยั ใหแ้ ก่ตน 5) การไดล้ ะเวน้ จากการลกั ทรพั ย์ 6) การไดล้ ะเวน้ จากการประพฤติ 210 ส.น.ิ ไทย) 16/51/99. 211 อ.ปํฺจก. ไทย) 22/179/299. 212 อ.อฏฺฐก. ไทย) 23/39/299.
75 ผดิ ในกาม 7) การไดเ้ วน้ จากการพูดเทจ็ และ 8) การไดล้ ะเวน้ จากการเสพของมนึ เมา อนั เป็นทต่ี งั้ แห่งความประมาท ซง่ึ 5 ประการหลงั น้ที า่ นเรยี กว่ามหาทาน นอกจากน้ี ยงั มีมิติท่ีกล่าวถึงบุญ-บาปท่เี ป็นประเด็นปลีกย่อยไว้ในท่ี ต่างๆ เช่น บุคคลควรเร่งทาบุญ ควรหา้ มจติ จากบาป เพราะเม่อื ทาบุญช้าไป ใจจะ ยนิ ดใี นบาป213 หากบคุ คลทาบาปไป ไม่ควรทาบาปนนั้ ซ้าอกี ไม่ควรทาความพอใจใน บาปนนั้ เพราะการสงั่ สมบาปนาทกุ ขม์ าให2้ 14 ตราบใดบาปยงั ไม่ใหผ้ ล ตราบนนั่ คนชวั่ จะเหน็ บาปว่าดี แต่เมอ่ื ใดบาปใหผ้ ล เมอ่ื นนั้ คนชวั่ จะเหน็ บาปว่าชวั่ แท้215 บุคคลอย่า สาคญั ว่าบุญเลก็ น้อยคงจกั ไม่มาถงึ แมห้ มอ้ น้ายังเต็มดว้ ยน้าท่ตี กลงมาทลี ะหยาดๆ ได้ ฉันใดคนมปี ญั ญา เมอ่ื สงั่ สมบุญแมท้ ลี ะเลก็ ทลี ะน้อยกเ็ ตม็ ดว้ ยบุญได้ ฉันนัน้ 216 บุคคลควรละเวน้ บาปทงั้ หลายดุจพ่อคา้ ทม่ี ที รพั ยม์ าก แต่มพี วกน้อย หลกี เลย่ี งทางท่ี มภี ยั และดุจคนรกั ชวี ติ หลกี เลย่ี งยาพษิ ฉะนนั้ 217 ในพระอภธิ รรม มพี รรณนาถึงบาป-บุญไว้ในขอ้ ว่าด้วยกมั มวปิ ากญาณ พรรณนาการทราบผลของกรรมสมาทานในอดตี อนาคต และปจั จุบนั ตามความเป็น จรงิ ของพระพทุ ธเจา้ ทงั้ โดยฐานะ โดยเหตุ ความสว่ นหน่งึ ดงั น้2ี 18 พระตถาคตในโลกน้ที รงทราบวา่ กรรมสมาทานทเ่ี ป็นบาปบางอย่างอนั คตสิ มบตั หิ า้ มไวจ้ งึ ไมใ่ ห้ผลกม็ ี กรรมสมาทานทเ่ี ป็นบาปบางอยา่ งอนั อุปธสิ มบตั หิ า้ มไวจ้ งึ ไมใ่ หผ้ ลกม็ ี กรรมสมาทานทเ่ี ป็นบาปบางอย่างอนั กาลสมบตั หิ า้ มไว้จงึ ไม่ให้ผลกม็ กี รรมสมาทานท่เี ป็นบาปบางอย่างอนั ป โยคสมบตั หิ า้ มไวจ้ งึ ไมใ่ หผ้ ลกม็ ี กรรมสมาทานท่เี ป็นบาปบางอย่างอาศัยคติวิบตั ิจงึ ให้ผลก็มี กรรม สมาทานทเ่ี ป็นบาปบางอยา่ งอาศยั อุปธวิ บิ ตั จิ งึ ใหผ้ ลกม็ ี กรรมสมาทาน 213 ข.ุ ธ. ไทย) 25/116/67 214 ข.ุ ธ. ไทย) 25/117/67 215 ข.ุ ธ. ไทย) 25/119/68 216 ข.ุ ธ. ไทย) 25/122/69 217 ข.ุ ธ. ไทย) 25/123/69 218 อภ.ิ ว.ิ ไทย)35/811/524.
76 ท่เี ป็นบาปบางอย่างอาศยั กาลวบิ ตั จิ งึ ให้ผลก็มี กรรมสมาทานท่เี ป็น บาปบางอยา่ งอาศยั ปโยควบิ ตั จิ งึ ใหผ้ ลกม็ ี ก ร ร มส ม า ท า น ท่ีเ ป็ น บุ ญ บ า ง อ ย่ า ง อัน ค ติวิบัติห้า ม ไ ว้จึง ไ ม่ ใ ห้ผ ล ก็มี ก รร มส มา ทา นท่ีเ ป็ นบุ ญ บา ง อ ย่า ง อันอุ ปธิวิบัติห้า มไ ว้จึง ไ ม่ใ ห้ผ ล ก็มี ก ร ร มส ม าท า น ท่ีเ ป็ นบุ ญ บ าง อ ย่า ง อันก า ล วิบัติห้า ม ไ ว้จึง ไ ม่ ใ ห้ผ ล ก็มี กรรมสมาทานทเ่ี ป็นบุญบางอยา่ งอนั ปโยควบิ ตั หิ า้ มไวจ้ งึ ไมใ่ หผ้ ลกม็ ี จากการประมวลบริบทของบาป-บุญทัง้ ในมิติพระวินัยปิฎก พระ สุตตนั ตปิฎก และพระอภธิ รรมปิฎก ทาให้ไดข้ อ้ สรปุ อย่างหน่ึงว่า เม่อื พูดถงึ บาป-บุญ เรากาลงั พูดถงึ 1) พฤตกิ รรมอย่างใดอย่างหน่ึง ซ่งึ ส่งผลโดยตรงต่อความรสู้ กึ ของ ผกู้ ระทา เช่น ถ้าทาบาปกจ็ ะรสู้ กึ เดอื ดรอ้ นใจ เศรา้ หมองใจ ถ้าทาบุญ ก็จะรปู้ ีตยิ นิ ดี 2) ความเป็นบาป-บญุ มกั จะเชอ่ื มโยงไปยงั หลกั ปฏบิ ตั ิ หรอื หลกั คาสอนทางศาสนาซง่ึ กจ็ ะมที งั้ ส่วนทส่ี อนใหท้ า และส่วนทส่ี อนไม่ใหก้ ระทา ในแงท่ ว่ี ่า ถ้าทาในสงิ่ ทส่ี อนให้ ทาก็ถือเป็นบุญ แต่ถ้าไปทาในข้อท่ีห้ามทาก็ถือเป็นบาป 3) ความเป็นบาป-บุญ เช่อื มโยงไปถงึ วบิ าก หรอื ผลของการกระทา เช่นประโยคว่า บาป-บุญย่อมตดิ ตามตวั เขาไปเหมอื นเงาติดตามตน บุญเช่อื มโยงถงึ วิบากท่เี ป็นสุคติ บาปเช่อื มโยงไปถึง วบิ ากทเ่ี ป็นทุคตอิ ย่างใดอย่างหน่ึง 4) บาป-บุญในระดบั เจตสกิ ท่ที าหน้าท่ปี รุงแต่ง จติ ซง่ึ ถา้ เป็นบุญกจ็ ะเรยี กวา่ ปญุ ญาภสิ งั ขาร ถา้ เป็นบาปกจ็ ะเรยี กวา่ อปญุ ญาภสิ งั ขาร จากหลกั ฐานดงั กล่าวขา้ งตน้ เมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั คาว่ากุศล-อกุศล ซง่ึ ได้ พจิ ารณาก่อนหน้านัน้ แลว้ จะเหน็ ว่าบาป-บุญมขี อ้ แตกต่างจากกุศล-อกุศลอยู่ อย่าง น้อยใน 3 ประเด็น ต่อไปน้ี 1) กุศล-อกุศลมคี วามผูกติดกับเป้าหมายคอื มรรคผล นิพพาน สาระสาคญั ของกุศล-อกุศลจงึ มุ่งไปท่รี ายละเอยี ดระดบั จติ และเจตสกิ เป็น หลกั สาคญั และการวนิ ิจฉัยความเป็นกุศล อกุศล ก็ผูกติกับมูลเหตุ 3 ประการคือ โลภะ โทสะ โมหะ และอโลภะ อโทสะ และอโมหะ ขณะท่บี าป-บุญจะไปผูกตดิ อย่กู บั ขอ้ ห้าม-ข้อท่ที รงอนุญาต ซ่งึ เป็นเร่อื งระดบั พฤติกรรมท่แี สดงออกสู่ภายนอก การ วนิ ิจฉยั เรอ่ื งบาป-บญุ จงึ ขน้ึ อยกู่ บั ขอ้ หา้ ม หรอื ขอ้ ทท่ี รงอนุญาตดว้ ย เกณฑก์ ารวนิ ิจฉัย จงึ ตอ้ งพจิ ารณาจากรายละเอยี ดทท่ี รงหา้ ม หรอื ทรงอนุญาตนนั้ ว่าประสงคอ์ ยา่ งไร 2) กุศล-อกุศลเน้นท่ีสภาวะจติ ให้ความสาคญั กับจติ และเจตสกิ ท่ที าหน้าท่ปี รุงแต่ง รายละเอยี ดทป่ี รากฏในคมั ภรี ส์ ่วนใหญ่จงึ มงุ่ ไปทก่ี ระบวนการทางานของจติ ว่าทางาน
77 อยา่ งไร อย่างไรเรยี กว่ากุศล อย่างไรเรยี กว่าอกุศล ขณะทบ่ี าป-บุญเน้นทก่ี ารกระทา กรรม) และผลของการกระทา วบิ าก) ทม่ี ผี ลต่อชวี ติ โดยตรง อาจกล่าวได้ว่า บาป- บุญนัน้ เพ่งในระดบั ปรากฏการณ์ ส่วนกุศล-อกุศลเพ่งในระดบั ความจรงิ พ้นื ฐานของ ปรากฏการณ์ 3) บาป-บุญยงั ผูกพนั อย่กู บั โลกยิ ธรรม วบิ ากหรอื ผลของบาป-บุญกย็ งั วนเวยี นอยใู่ นวฏั ฏะสงสาร เมอ่ื พดู ถงึ มติ ขิ องพระนิพพาน บาป-บุญไมป่ รากฏอกี ต่อไป ขณะทก่ี ุศล-อกุศลนนั้ ยงั เชอ่ื มโยงไปมรรคผลนิพพาน 4.2.3 พิจารณาจากแนวคิดเรือ่ งดี-ชวั่ คาว่า ด-ี ชวั่ น่าจะมคี วามคลุมเครอื มากกว่าคาว่ากุศล-อุกุศล, บาป-บุญ เหตุเป็นเช่นนัน้ เพราะคาน้ี ถูกนาไปใชใ้ นลกั ษณะทห่ี ลายหลายมติ ิ คอื ไมใ่ ช่เฉพาะใน แงข่ องการกระทาเท่านัน้ หรอื แมแ้ ต่ในแง่ของการกระทาเอง บางมติ ิ บางนัย กไ็ ม่ได้ เก่ียวข้องกบั ศีลธรรมจรรยาโดยตรง การพิจารณาคาน้ีในคมั ภรี ์พระไตรปิฎก หรอื แมแ้ ต่ในอรรถกถา จงึ จาเป็นตอ้ งใชค้ วามระมดั ระวงั มตี วั อยา่ งหลายกรณที น่ี าไปสขู่ อ้ สรปุ ดงั กลา่ วขา้ งตน้ ตวั อย่างในพระวนิ ัยปิฎก พรรณนาเร่อื งราวของพระสุทนิ ทเ่ี สพเมถุนกบั ภรรยาของตนตามคารบเรา้ ของมารดาทต่ี ้องการทายาทสบื สกุล หลงั จากทไ่ี ดท้ าตาม คาของมารดาแลว้ กม็ านงั่ เสยี ใจ เกดิ ความเดอื ดรอ้ นใจว่า “ไมใ่ ช่ลาภของเราหนอ เรา ไม่มลี าภหนอ เราได้ชวั่ แล้วหนอ เราได้ไม่ดแี ล้วหนอ ถงึ จะเข้ามาบวชในพระธรรม วนิ ัยท่พี ระผู้มพี ระภาคเจ้าตรสั ไว้ดแี ล้ว ก็ไม่ยงั ไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้ บรสิ ุทธบิ ์ รบิ ูรณ์ไดต้ ลอดชวี ติ ”219 ศพั ท์ทแ่ี สดงถงึ ด-ี ชวั่ ในบรบิ ทน้ี ท่านใชบ้ ทอุปสคั สุ, ด,ี งาม,ง่าย) แทนดี และ ทุ ชวั่ , ยาก) แทนชวั่ ประกอบรปู เป็น สุลทฺธา,สฺวากฺขาโต, ทุลทฺธา ตามลาดบั ในปาราชกิ สกิ ขาบทท่ี 4 พระพุทธเจา้ ตรสั เปรยี บเทยี บภกิ ษุกบั มหาโจร 5 จาพวก พวกแรกเป็นพวกตดั ช่องย่องเบา หาเลย้ี งชวี ติ ดว้ ยการลกั ขโมย พฤตกิ รรม โหดเหย้ี ม ปลน้ สะดม ฆา่ เจา้ ทรพั ย์ ทารา้ ยเจา้ ทรพั ยเ์ ป็นต้นเปรยี บไดก้ บั ภกิ ษุชวั่ บาง รปู บวชมาแลว้ กป็ รารถนาแต่บรวิ าร และความยกย่องจากบรษิ ทั , พวกท่ี 2 เล่าเรยี น 219 วิ.มหา. ไทย) 1/37/25 บาลีประโยคน้ีใช้คาว่า ‚อลาภา วต เม น วต เม ลาภา! ทุลฺลทฺธ วต เม น วต เม สลุ ทฺธ! โยห เอว สฺวากฺขาเต ธมฺมวนิ เย ปพฺพชติ ฺวา นาสกฺขึ ยาวชวี ปริ ปณุ ฺณ ปรสิ ทุ ฺธ พฺรหฺมจรยิ จรติ ุนฺต”ิ ว.ิ มหา. บาล)ี 1/37/
78 ธรรมวนิ ยั ท่พี ระตถาคตเจา้ ประกาศ แต่กอ็ า้ งว่าเป็นของตน, พวกท่ี 3 โจทเพ่อื นดว้ ย อาบตั ิไม่มมี ูล จ้องทาลายเพ่อื นพรหมจรรย์ด้วยไม่มมี ูล, พวกท่ี 4 เอาของสงฆ์ไป สงเคราะห์คฤหสั ถ์, พวกท่ี 5 พูดอวดอุตตรมิ นุสสธรรมท่ไี ม่มใี นตน ภกิ ษุชวั่ ในท่นี ้ี แปลจากศพั ทบ์ าลวี ่า ปาปภกิ ฺขุ220, ปาป ทาหน้าทเ่ี ป็นคาวเิ ศษ คอื ลกั ษณะของภกิ ษุผู้ มพี ฤตกิ รรมไมพ่ งึ ประสงคท์ งั้ 5 ประการนนั้ ในทฆี นิกาย ปาฏกิ วรรค พระพุทธเจา้ แสดงเร่อื งมติ รไวห้ ลายลกั ษณะ 1 ในจานวนนนั้ คอื มติ รแนะนาประโยชน์ มติ รแนะนาประโยชน์นนั้ จะมลี กั ษณะสาคญั 4 ประการ ได้แก่ หา้ มไม่ใหท้ าความชวั่ , แนะนาใหท้ าความด,ี ใหฟ้ งั สง่ิ ท่ยี งั ไม่เคยฟงั , และบอกทางสวรรคใ์ ห้ “ชวั่ ” ในประโยคน้ี บาลใี ชค้ าว่า ปาป ขณะท่ี “ด”ี บาลใี ชค้ าว่า กลฺยาณ221 ในพาลปณั ฑติ สูตรแห่งมชั ฌมิ นิกาย อุปรปิ ณั ณาสก์ มพี รรณนาเก่ยี วกบั พาล และบณั ฑติ โดยเฉพาะในส่วนของคนพาลท่ที าแต่บาปกรรม คอื ประพฤตกิ าย ทุจรติ วจที ุจรติ และมโนทุจรติ ไว้ ยอ่ มเศรา้ โศกถงึ กรรมท่ตี นทาไว้ ครนั้ เม่อื ระลกึ ถงึ กรรมนนั้ กก็ ่อใหเ้ กดิ ความเดอื ดรอ้ นใจ ถงึ ความโทมนสั ว่า เรายงั ไมไ่ ดท้ าความดไี วห้ นอ ยงั ไม่ไดท้ ากุศลไว้ ไม่ไดท้ าทป่ี ้องกนั สง่ิ น่า กลวั ไว้ ทาแต่ความชวั่ ทาแต่กรรมหยาบช้า ทาแต่กรรมเศร้าหมอง เราตายแลว้ จะไปส่คู ตขิ องผไู้ ม่ไดท้ าความดไี ว้ไมไ่ ดท้ ากุศลไว้ ไม่ไดท้ า ทป่ี ้องกนั สง่ิ น่ากลวั ไว้ ทาแต่ความชวั่ ทาแต่กรรมหยาบช้าทาแต่กรรม เศรา้ หมองนนั้ ’ เขาย่อมเศรา้ โศก ลาบากใจ ร่าไร ทุบอกคร่าครวญถงึ ความหลงใหล222 ความดี ในประโยคว่า “เราไมไ่ ดท้ าความดไี วห้ นอ” บาลใี ชค้ าว่า กลฺยาณ, สว่ นความชวั่ ในคาว่า “ทาแต่ความชวั่ ” บาลใี ชค้ าว่า ปาป ดใี นบรบิ ททงั้ 2 พระสตู รน้ี ใชค้ าว่า กลฺยาณ ตรงกนั ขณะทช่ี วั่ กใ็ ชค้ าวา่ ปาป ตรงกนั บาลใี นสงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค พรรณณาถงึ ว่า ความชวั่ ไม่ทาเสยี เลย ดกี ว่า เพราะทาแลว้ เดอื ดรอ้ นภายหลงั ส่วนความดที าแลว้ ไม่เดอื ดรอ้ นภายหลงั ทา 220 ว.ิ มหา. บาล)ี 1/195/ 221 ท.ี ปา. ไทย) 11/263/210, ท.ี ปา. บาล)ี 11/263/ 222 ม.อปุ ร.ิ ไทย) 14/248/293.
79 ความดนี นั้ ดกี ว่า ด-ี ชวั่ ในบาลบี ทน้ี ทา่ นใชค้ าว่า สุกต-ทุกฺกฏ223 ถอื เป็นการจบั ค่คู าทม่ี ี ความแตกต่างจากทก่ี ล่าวมาก่อนหน้านนั้ ทงั้ หมด ในอภยสตู รแห่งองั คุตตรนิกาย จตุกกนิบาตร พรรณนาเร่อื งราวลกั ษณะ ของคนทก่ี ลวั ตายและไม่กลวั ซง่ึ มหี ลายลกั ษณะ เช่น ผทู้ ย่ี งั มคี วามกาหนดั ห่วงไยใน กามทงั้ หลาย คนทย่ี งั มคี วามเคลอื บแคลงสงสยั ไมต่ งั้ มนั่ ในพระสทั ธรรม คนทย่ี งั ไม่ได้ ทาความดี ทากุศลเอาไว้ เมอ่ื ถงึ คราวกจ็ ะคร่าครวญ ดงั รายละเอยี ดในพระสตู รต่อไปน้ี ยงั มอี กี บุคคลบางคนในโลกน้ีเป็นผยู้ งั ไม่ได้ทาความดไี ว้ ยงั ไมไ่ ด้สรา้ ง กุศลไวไ้ มไ่ ดท้ าทป่ี ้องกนั สง่ิ น่ากลวั ทาแต่ความชวั่ ทาแต่กรรมหยาบชา้ และทาแต่กรรมเศรา้ หมอง โรคหนักบางอย่างกระทบเขาเขา้ เม่อื เขาถูก โรคหนกั บางอยา่ งกระทบเขา้ จงึ มคี วามคดิ อยา่ งน้วี ่า เรายงั ไมไ่ ดท้ าความ ดไี วห้ นอ ยงั ไมไ่ ดท้ ากุศลไว้ ไม่ไดท้ าทป่ี ้องกนั สง่ิ น่ากลวั ไว้ ทาแต่ความ ชวั่ ทาแต่กรรมหยาบชา้ ทาแต่กรรมเศรา้ หมองเราตายแลว้ จะไปส่คู ตขิ อง ผไู้ มไ่ ดท้ าความดไี ว้ ไม่ได้ทากุศลไว้ ไม่ไดท้ าทป่ี ้องกนั สง่ิ น่ากลวั ทาแต่ ความชวั่ ทาแต่กรรมหยาบชา้ แต่กรรมเศรา้ หมองนัน้ ’ เขายอ่ มเศรา้ โศก ลาบากใจ ร่าไร ทุบอกคร่าครวญ ถงึ ความเลอะเลอื น น้ีแลคอื บุคคลผู้มี ความตายเป็นธรรมดา กลวั ถงึ ความสะดงุ้ ต่อความตาย224 ความดี ในบรบิ ทของพระสูตรน้ี บาลใี ช้คาว่า กลฺยาณ ประกอบรูปศพั ท์ เป็น อกตกลฺยาโณ บา้ ง, อกตกลฺยาณ บา้ ง ใชศ้ พั ทเ์ ดยี วเป็น กลฺยาณ บา้ ง ส่วนความ ชวั่ ใชค้ าว่า กตปาโป บา้ ง, ปาป บา้ ง, กตปาปาน บา้ ง สอดคลอ้ งกบั บรทิ ต่างๆ ทย่ี ก มากล่าวก่อนหน้าน้ี จะต่างกต็ รงทใ่ี นบรบิ ทน้ี มคี าวา่ กุศล, อกุศล รว่ มดว้ ย ซง่ึ แสดงให้ เหน็ ว่า มคี วามประสงคจ์ ะแยกคาว่าดี-ชวั่ ใหม้ คี วามหมายแตกต่างจากกุศล-อกุศลอยู่ ในตวั ในสสปณั ฑติ จรยิ าแห่งขุททนิกาย จริยาปิฎก พรรณนาเร่อื งราวของ กระต่ายโพธสิ ตั ว์ ไดท้ าหน้าท่สี งั่ สอนมติ รสหายทอ่ี ยรู่ ่วมกนั ซง่ึ ประกอบดว้ ยลงิ สุนัข จง้ิ จอก ลกู นาค ในการทาความดี ละเวน้ ความชวั่ ว่า “ท่านทงั้ หลายจงเวน้ ความชวั่ จง 223 ส.ส. ไทย) 15/89/94, ส.ส. บาล)ี 15/89/56. 224 อ.จตุกฺก. ไทยป 21/184/262. อ.จตุกฺก. บาล)ี 21/184/
80 ตงั้ อย่ใู นความดี เราเหน็ ดวงจนั ทรเ์ ตม็ ดวงในวนั อุโบสถ จงึ บอกแก่สหายเหล่านัน้ ว่า วนั น้ีเป็นวนั อุโบสถ ท่านทงั้ หลายจงเตรยี มทานเพ่อื ให้แก่ทกั ขไิ ณยบุคคล ใหท้ านแก่ ทกั ขไิ ณยบุคคลแล้ว จงอยู่จาอุโบสถ” 225 บาลีท่รี ะบุถึงความชวั่ ใช้คาว่า ปาปานิ ปรวิ ชฺเชถ ท่านทงั้ หลายจงเว้นความชวั่ ), ส่วนบาลรี ะบุถงึ ความดใี ช้คาว่า กลฺยาเณ อภนิ ิวสิ ฺสถ จงตงั้ อยใู่ นความด)ี จากหลกั ฐานในคมั ภรี ์ คาท่ีมีความใกล้เคียงกบั คาว่า ดี-ชวั่ ในบริบท ต่างๆ เหลา่ นนั้ น่าจะไดแ้ ก่ค่าว่า สุจรติ -ทุจรติ ถา้ จะต่างกเ็ พยี งด-ี ชวั่ นนั้ เป็นการกล่าว ในแง่ของสภาวะ ส่วนคาว่าสุจริต-ทุจริต เป็นการเพ่ิมมิติของการกระทาเข้ามา ประกอบ ซ่ึงจะผูกติดกับพฤติกรรมท่ีแสดงออก 3 ช่องทางหลกั ได้แก่ กายกรรม วจกี รรม และมโนกรรม ทานองเดยี วกบั “จรยิ ” ในคาว่า จรยิ ศาสตร์ ซง่ึ เป็นศาสตรท์ ่ี เกย่ี วขอ้ งกบั พฤตกิ รรมของมนุษย์ จะพิจารณารายละเอียดเร่อื งสุจรติ -ทุจรติ แยกอีกประเด็นหน่ึงต่างหาก ขา้ งหน้า 4.2.4 พิจารณาจากแนวคิดเร่อื งสจุ ริต-ทุจริต 3 หลกั การสาคญั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ด-ี ชวั่ ทพ่ี จิ ารณากนั ในกรอบจรยิ ศาสตรข์ อง ตะวันตกทวั่ ไปในมุมของพุทธปรชั ญาท่ีใกล้เคียงท่ีสุด น่าจะได้แก่แนวคิด หรือ หลกั การทว่ี ่าดว้ ยสุจรติ -ทุจรติ 3 สุจรติ หมายถงึ การกระทาทน่ี บั ว่าดี ส่วนทุจรติ มนี ยั ตรงกนั ข้าม คอื การกระทาท่นี ับว่าชวั่ ซ่งึ ในทางพุทธปรชั ญาได้จาแนกออกเป็น 3 ช่องทางหลกั คอื การกระทาทางกาย กายกรรม), การกระทาทางวาจา วจกี รรม), และการกระทาทางใจ มโนกรรม) ถ้าการกระทานัน้ ดี เรยี กว่า สุจรติ , ถ้าการกระทา นนั้ ชวั่ กเ็ รยี กว่า ทจุ รติ , สรปุ สนั้ ๆ สุจรติ หมายถงึ ทาด,ี สว่ นทุจรติ หมายถงึ ทาชวั่ อยา่ งไรกต็ าม ในคมั ภรี อ์ รรถกถา ท่านนิยามสุจรติ -ทุจรติ ไวห้ ลายนยั เช่น “ความประพฤติเลวร้าย หรอื ว่าความประพฤติผิดรูป ดงั นัน้ จงึ ช่อื ว่าทุจรติ , ความ ประพฤตถิ ูกตอ้ ง หรอื ความประพฤตดิ งี าม ดงั นนั้ จึงช่อื ว่า สุจรติ ”226 ท่านขยายความ ต่อไปอกี วา่ หลกั สจุ รติ และทจุ รติ น้ี กล่าวไว้ 2 นัยคอื 1) โดยบญั ญตั ิ 2) โดยกรรมบถ 225 ข.ุ จรยิ า. ไทย) 33/127/743. ข.ุ จรยิ า. บาล)ี 33/127/ 226 ท.ี ปา.อ. ไทย) 3/2/289.
81 , “ความประพฤตชิ วั่ หรอื ความประพฤตผิ ดิ รปู ช่อื ว่า ทุจรติ ความประพฤตเิ รยี บรอ้ ย หรอื ความประพฤตดิ ี ช่อื วา่ สจุ รติ ” 227 โดยบัญญัตินัน้ ท่านแสดงนัยรวมว่า “ความล่วงละเมิดสิกขาบทท่ีได้ บญั ญตั ไิ วแ้ ลว้ ในทางกายทวาร ช่อื ว่ากายทุจรติ ความไม่ล่วงละเมดิ ช่อื ว่ากายสุจรติ , ความล่วงละเมดิ สกิ ขาบทท่บี ญั ญัติไว้แล้วในวจที วาร ช่อื ว่าวจที ุจรติ ความไม่ล่วง ละเมดิ ช่อื ว่าวจสี ุจรติ , ความล่วงละเมดิ สกิ ขาบททบ่ี ญั ญตั ไิ วแ้ ลว้ ในทวารทงั้ 2 นนั่ เอง ช่อื ว่ามโนทุจรติ ความไม่ล่วงละเมดิ ช่อื ว่ามโนสุจรติ ”228 เหน็ ไดว้ ่าสุจรติ -ทุจรติ ทแ่ี สดง ไว้โดยบญั ญตั ิจะมสี ิกขาบทต่างๆ เป็นพ้นื ฐานสาคญั สุจรติ -ทุจรติ โดยบญั ญตั ิจงึ มี สงั วร 4 เป็นธรรมเก้ือกูล หรือเก้ือหนุนสาคญั 229 ท่านจงึ บอกว่าเป็นเคร่อื งปิดกัน้ ทจุ รติ 230 นอกจากเป็นเคร่อื งทุจรติ แลว้ ภกิ ษุทเ่ี จรญิ สุจรติ 3 เพ่อื ละทุจรติ 3 ยอ่ มเป็น ปจั จยั ให้สติปฏั ฐาน 4 บรบิ ูรณ์ด้วย231 สติปฐั านจงึ มสี ุจรติ เป็นมูล232 ข้อน้ีย่อมเป็น เหตุผลสนับสนุนว่า ทาไมเวลาพระสาวกไปกราบทูลพระพุทธเจา้ เพ่อื ขอแนวทางใน การปฏบิ ตั ิ พระองค์จงึ สอนใหก้ ายทุจรติ วจีทุจรติ และมโนทุจรติ ก่อนแลว้ จงึ ขยบั ไป เจรญิ สตปิ ฏั ฐาน 4233 จะเหน็ ได้ว่า ทุจรติ -สุจรติ โดยบญั ญตั ินัน้ จะอิงสกิ ขาบท เช่น หากเป็น ภกิ ษุกอ็ งิ สกิ ขาบท 227 ขอ้ หากเป็นภกิ ษุณกี อ็ งิ สกิ ขาบท 311 ขอ้ หากเป็นสามเณรก็ องิ สกิ ขาบท 10 ขอ้ หรอื หากเป็นอุบาสกอุบาสกิ ากอ็ งิ สกิ ขาบท 8 ขอ้ กรณรี กั ษาศลี 8 หรอื 5 ขอ้ กรณรี กั ษาศลี 5 โดยกรรมบถ ท่านแสดงไวว้ ่า “สว่ นเจตนา 3 อยา่ งมปี าณาตบิ าตเป็นต้นท่ี เกดิ ขน้ึ ทงั้ กายทวาร ทงั้ ในวจที วาร ชอ่ื ว่ากายทจุ รติ , เจตนา 4 อย่าง มมี ุสาวาทเป็นต้น ช่อื ว่าวจที จุ รติ , ธรรม 3 อยา่ งประกอบดว้ ยเจตนาคอื อภชิ ฌา ความเพ่งเลง็ ) พยาบาท ปองรา้ ย) มจิ ฉาทฐิ ิ เหน็ ผดิ ) ช่อื ว่ามโนทุจรติ , ส่วนเจตนากด็ ี วริ ตั กิ ็ดี ทงั้ 3 อยา่ งท่ี 227 ว.ิ ป.อ. ไทย) 8/540. 228 ท.ี ปา.อ. ไทย) 3/2/289. 229 ม.ม.ู อ. ไทย) 1/1/59. 230 ส.ข.อ. ไทย) 3/14. 231 ส.ม. ไทย) 19/187/120. 232 ส.ม.อ. ไทย) 5/1/213. 233 ส.ม.อ. ไทย) 5/1/213.
82 เกิดข้นึ แก่ผู้เว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ช่อื ว่ากายสุจรติ , เจตนาก็ดี วิรตั กิ ็ดที งั้ 4 อย่าง ท่ีเกิดขนั้ แก่ผู้เว้นจากมุสาวาทเป็นต้น ช่ือว่า วจีสุจริต, ธรรม 3 อย่าง ท่ี ประกอบดว้ ยเจตนาคอื อนภชิ ฌา ไมเ่ พ่งเลง็ อยากไดข้ องคนอ่นื ) อพยาบาท ไม่ปอง รา้ ย) สมั มาทฐิ ิ เหน็ ถกู ) ช่อื วา่ มโนสุจรติ ”234 ทุจรติ ท่ตี รสั โดยกรรมบถ หากพจิ ารณาเฉพาะจูฬทุกขกั ขนั ธสูตร เห็น เพียงว่า พระพุทธเจ้ายกกามเป็นเหตุ เป็นต้นเค้า ดังมพี ระพจน์แสดงไว้ว่า “อีก ประการหน่ึง เพราะกามเป็นเหตุ เพราะกามเป็นต้นเหตุ เพราะกามเป็นเหตุเกิด เพราะเหตุแหง่ กามทงั้ หลาย ชนทงั้ หลายประพฤตกิ ายทุจรติ วจที ุจรติ และมโนทุจรติ ” 235 แม้ในอรรถกถาสงั ยุตตนิกาย มหาวารวรรค ท่านอธบิ ายกระบวนการเกดิ โดย อาศยั โลภะเป็นสมุฏฐานเป็นตวั อย่างว่า “เม่อื อารมณ์อนั น่าปรารถนามาสู่คลองแห่ง จกั ขทุ วารครงั้ แรก ยงั ความโลภใหเ้ กดิ ขน้ึ ในอารมณ์นนั้ จดั เป็นมโนทุจรติ เม่อื พดู ดว้ ย จติ ประกอบดว้ ยความโลภว่า โอหนอ สงิ่ น้ีน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ดงั น้ี จดั เป็น วจีทุจรติ เม่อื มอื จบั ต้องส่งิ นัน้ เท่านัน้ จดั เป็นกายทุจรติ 236 อย่างไรหากพจิ ารณา คาอธบิ ายจากพระสูตรอ่นื ๆ กจ็ ะพบว่า ต้นเคา้ ของทุจรติ ทงั้ หลายกม็ รี ากฐานมาจาก โลภะบา้ ง โทสะบา้ ง โมหะบา้ ง ดงั พระบาลวี า่ “บุคคลผมู้ โี มหะ ถูกโมหะครอบงา มจี ติ ถูกโมหะกลุ้มรุม ย่อมประพฤตทิ ุจรติ ทางกาย ประพฤติทุจรติ ทางวาจา ประพฤติ ทุจรติ ทางใจ” 237 “พราหมณ์ บุคคลผกู้ าหนัดถูกราคะครอบงา มจี ติ อนั ราคะกลุม้ รุม แลว้ ยอ่ มประพฤตทิ ุจรติ ดว้ ยกาย ย่อมประพฤตทิ ุจรติ ดว้ ยวาจา ย่อมประพฤตทิ ุจรติ ดว้ ยใจ” 238 หรอื “คนทเ่ี กดิ ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ย่อมประพฤติทุจรติ ทางกายทาง วาจา ทางใจ ครนั้ ละราคะ โทสะ โมหะเสยี ไดแ้ ลว้ เขาย่อมไม่ประพฤตทิ ุจรติ ทาง กาย ทางวาจา ทางใจเลย” 239 234 ท.ี ปา.อ. ไทย) 3/2/290. 235 ดทู ุจรติ สตู รในสงั ยุตตนกิ าย มหาวารวรรค เป็นตวั อย่าง ส.ม. ไทย) 19/413/270. 236 ส.ม.อ. ไทย) 5/1/212. 237 อ.สตฺตก. ไทย) 23/47/73. 238 อ.สตฺตก. ไทย) 23/47/73. 239 อ.สตฺตก. ไทย) 23/47/72.
83 อน่งึ โดยกรรมบถนนั้ ส่วนทเ่ี ป็นสุจรติ ท่านบญั ญตั เิ รยี กว่า กุศลกรรมบถ 10 ส่วนทเ่ี ป็นทุจรติ ท่านบญั ญตั เิ รยี กว่า อกุศลกรรมบถ240 โดยแยกเป็น 3 กลุ่ม คอื กายกรรม 3, วจกี รรม 4, มโนกรรม 3 และเรยี กตามลกั ษณะของกรรมบถ เช่น ถา้ เป็น อกุศลกรรมบถ กจ็ ะเรยี กว่า กายทุจรติ 3 วจที ุจรติ 4 และมโนทุจรติ 3, ถ้าเป็นกุศล กรรมบถ กจ็ ะเรยี กวา่ กายสุจรติ 3 วจสี ุจรติ 4 และมโนสุจรติ 3 กายสจุ รติ 3 ไดแ้ ก่ 1) เวน้ จากการทาชวี ติ ใหต้ กลว่ ง 2) ไม่ถอื เอาสงิ่ ของท่ี เจา้ ของไม่ได้ให้ 3) ไม่ประพฤตผิ ดิ ในกาม วจสี ุจรติ 4 ไดแ้ ก่ 1) ไม่พดู เทจ็ 2) ไมพ่ ูด ส่อเสยี ด 3) ไม่พูดคาหยาบ 4) ไม่พูดเพอ้ เจอ้ มโนสุจรติ 3 ไดแ้ ก่ 1) ไม่เพ่งเลง็ อยาก ไดข้ องผอู้ ่นื 2) ไมพ่ ยาบาท 3) มคี วามเหน็ ถูกตอ้ ง, สว่ นทจุ รติ กม็ นี ยั ตรงกนั ขา้ มจากน้ี จากแนวคดิ กุศล-อกุศล, บาป-บุญ, ด-ี ชวั่ , และสุจรติ -ทุจรติ เหน็ ว่า เม่อื พดู ถงึ ธรรมชาตคิ วามด-ี ความชวั่ ในพุทธปรชั ญา สง่ิ แรกทต่ี อ้ งระมดั ระวงั กค็ อื คาว่าดี- ชวั่ ท่ีใช้ในบรบิ ทของจรยิ ศาสตร์ทวั่ ๆ ไปนัน้ ความอาจไม่ครอบคลุมบรบิ ทท่เี ป็น รายละเอียดในพุทธปรชั ญา แม้หลกั การบางอย่างจะเข้ากนั ได้ แต่รายละเอยี ดท่ใี ช้ สาหรบั พจิ ารณาให้เห็นถึงธรรมชาตขิ องความดคี วามชวั่ ในแต่ละหลกั การ ก็จะมขี ้อ แตกต่างกนั ออกไป เช่นสุจรติ -ทุจรติ ท่แี สดงไว้โดยความเป็นกรรมบถก็มพี ้นื ฐาน แตกต่างจากสุจรติ -ทุจรติ ท่แี สดงไว้โดยบญั ญตั ิ ดงั ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นต้น ดงั นนั้ การพดู ถงึ เกณฑต์ ดั สนิ ด-ี ชวั่ ในพุทธปรชั ญา จงึ จาเป็นต้องพจิ ารณารายละเอยี ด ดงั กลา่ วน้ดี ว้ ย ดงั จะไดก้ ล่าวขา้ งหน้า 4.3 พทุ ธปรชั ญาแสดงเกณฑต์ ดั สินความดี: ดี-ชวั ่ ตดั สินอยา่ งไร อยา่ งทไ่ี ดก้ ล่าวแลว้ ขา้ งตน้ วา่ คาวา่ ด-ี ชวั่ ในพุทธปรชั ญามหี ลายมติ ิ การ ตดั ตดั สนิ ดชี วั่ ในแต่ละมติ จิ งึ ควรพจิ ารณาใหส้ อดคลอ้ งกบั ธรรมชาติของความด-ี ความ ชัว่ ท่ีจาแนกเป็นกุศล-อกุศล, บุญ-บาป, ดี-ชัว่ , สุจริต-ทุจริต ดังจะได้กล่าวใน รายละเอยี ดตามลาดบั 4.3.1 เกณฑต์ ดั สินจากกรอบแนวคิดกศุ ล-อกศุ ล กุศล-อกุศลในพุทธปรชั ญา เป็นเร่อื งของเจตนาทอ่ี ยใู่ นระดบั รากฐานของ พฤติกรรมทงั้ หมดของมนุษย์ เกณฑ์ตดั สนิ ท่านใช้หลกั การ 3 ประการ กล่าวคอื ถ้า 240 ท.ี ปา. ไทย) 11/347/362
84 ประกอบด้วย 1) โลภะ 2) โทสะ และ 3) โมหะ ก็ตดั สนิ ได้เลยว่าเป็นอกุศล แต่ถ้า ประกอบด้วย 1) อโลภะ 2) อโทสะ และ 3) อโมหะ ก็ตดั สนิ ได้ทนั ทเี ลยว่าเป็นกุศล เพ่ือให้เห็นรายละเอียดร่วมกัน จะพิจารณาจากข้อวินิจฉัยท่ีปรากฏในคัมภีร์ พระไตรปิฎก และคมั ภรี อ์ รรถกถาต่างๆ พอเป็นตวั อยา่ ง ข้อวินิจฉัยจากพระวินัยปิ ฎก ในมูลเหตุแห่งกิจจาธิกรณ์ มกี ารวินิจฉัยเร่อื งวิวาทาธกิ รณ์ท่เี ป็นกุศล อกุศล หรอื อพั ยากฤต โดยใหร้ ายละเอยี ดไวว้ ่า ววิ าทาธกิ รณ์เป็นกุศล ไดแ้ ก่ววิ าทาธิ กรณ์ท่ภี กิ ษุมกี ุศลจติ ววิ าทกนั ว่าน้ีเป็นธรรม น้ีเป็นอธรรม น้ีอาบตั ิชวั่ หยาบ น่ีไม่ใช่ อาบตั ิชวั่ หยาบ เป็นต้น ววิ าทาธกิ รณ์ท่เี ป็นอกุศล ได้แก่ววิ าทาธกิ รณ์ท่มี อี กุศลจติ ววิ าทกนั ว่าน้ีเป็นธรรม น้ีเป็นอธรรม น้ีอาบตั ชิ วั่ หยาบ น่ีไม่ใช่อาบตั ชิ วั่ หยาบ เป็นต้น ส่วนววิ าทาธกิ รณ์ทเ่ี ป็นอพั ยากฤต ไดแ้ ก่ววิ าทาธกิ รณ์ทภ่ี กิ ษุทงั้ หลายมจี ติ เป็นอพั ยาก ฤตววิ าทกนั วา่ น้เี ป็นธรรม น้ีเป็นอธรรม น้ีอาบตั ชิ วั่ หยาบ น่ีไมใ่ ช่อาบตั ชิ วั่ หยาบ เป็น ตน้ 241 แม้ในอนุวาทาธกิ รณ์ อาปตั ตาธกิ รณ์ กจิ จาธกิ รณ์ก็ใช้ “เป็นผู้มจี ติ เป็น กุศล อกุศล อพั ยากฤต” ในการตดั สนิ ว่าอนุวาทาธกิ รณ์ อาปตั ตาธกิ รณ์ กจิ จาธกิ รณ์ ใดเป็นกุศล อกุศล หรอื อพั ยากฤต เช่นประโยคว่า “ภกิ ษุทงั้ หลาย เป็นผมู้ จี ติ เป็นกุศล ยอ่ มโจทภกิ ษุดว้ ยสลี วบิ ตั ิ อาจารวบิ ตั ิ ทฏิ ฐวิ บิ ตั ิ หรอื อาชวี วบิ ตั ิ การโจท การกล่าวหา การฟ้องรอ้ ง การประท้วง ความเป็นผคู้ ล้อยตาม การทาความอุตสาหะโจท การตาม เพมิ่ กาลงั ใหใ้ นเรอ่ื งนนั้ ใด น้ีเรยี กว่า อนุวาทาธกิ รณ์เป็นกุศล” 242 หรอื “สงฆม์ จี ติ กุศล ทากรรมใด คือ อปโลกน กรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม น้ี เรยี กวา่ กจิ จาธกิ รณ์เป็นกุศล” 243 เป็นตน้ ทเ่ี ป็นอกุศล อพั ยากฤตยดึ อกุศลจติ จติ เป็น อพั ยากฤต เป็นเกณฑว์ นิ จิ ฉยั การกระทานัน้ ในการระงบั อธกิ รณ์ก็ทานองเดยี วกนั สมั มุขาวนิ ัยเป็นกุศลก็มี เป็นอพั ยากฤตก็มี แต่สมั มุขาวนิ ัยท่เี ป็นอกุศลไม่ม,ี เยภุยยสกิ าเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี 241 ว.ิ จ.ู ไทย) 6/220/338. 242 ว.ิ จ.ู ไทย) 6/221/340. 243 ว.ิ จ.ู ไทย) 6/223/341.
85 เป็นอพั ยากฤตกม็ ,ี สตวิ นิ ัย อมฬู หวนิ ัย ปฏญิ ญาตกรณะ ตณิ วตั ถารกะเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลกม็ ี เป็นอพั ยากฤตกม็ 2ี 44 ประเดน็ เรอ่ื งการตอ้ งอาบตั ขิ องภกิ ษุกล็ กั ษณะเดยี วกนั 245 อาบตั ทิ ภ่ี กิ ษุมี จติ เป็นกุศลจงึ ต้อง มจี ติ เป็นอกุศลไม่ต้อง ก็ม,ี หรอื มจี ติ เป็นอกุศลจงึ ต้อง มจี ติ เป็น กุศลไม่ต้อง ก็มอี ย่,ู ท่มี จี ติ เป็นอพั ยากฤตจงึ ต้องก็มอี ย่เู ช่นเดยี วกนั ตวั อย่างกรณีท่ี ตอ้ งเพราะจติ เป็นอกุศลมพี บเหน็ โดยทวั่ ไป แต่กรณที ต่ี ้องเพราะจติ เป็นอกุศล หรอื อพั ยากฤต อาจตอ้ งยกตวั อยา่ งประกอบเพอ่ื เป็นกรณศี กึ ษา ภกิ ษุ ก เหน็ วา่ ทางเดนิ ไปยงั ศาลามหี ญ้าขน้ึ รกรุงรงั ดูไม่เรยี บรอ้ ย อกี ทงั้ พ้ืนก็ขรุขระ ไม่เป็นท่ีเจริญศรัทธาของสาธุชนท่ีมาบาเพ็ญกุศล จึงพา ภิกษุ ข สามเณร และเดก็ วดั ช่วยกนั ตดั ทาความสะอาด โดยภกิ ษุ ข ทาหน้าทต่ี ดั หญ้า ส่วน ภกิ ษุ ก ก็ใช้จอบปรบั พ้นื ดนิ รอบๆ ส่วนสามเณร และเดก็ วดั กช็ ่วยกนั กวาดขนเศษ หญ้าไปท้งิ ในท่ที เ่ี หมาะสม บางรูปกช็ ่วยกนั ตดั แต่งกง่ิ ไม้ ต้นไมข้ า้ งๆ ทาง ตามพระ วนิ ัย ภกิ ษุ ข ต้องอาบตั ปิ าจติ ตยี เ์ พราะพรากของเขยี ว246 ส่วนภกิ ษุ ก ก็ต้องอาบตั ิ ปาจติ ตยี เ์ ช่นกนั เพราะขุดดนิ 247 เช่นน้ีเรยี กว่าต้องอาบตั เิ พราะจติ ทเ่ี ป็นกุศล ขณะท่ี ญาตโิ ยมเดนิ ผา่ นต่างเหน็ พอ้ งกนั ว่าการกระทาเช่นนนั้ เป็นการกระทาทด่ี ี ดใี นบรบิ ทน้ี จงึ ไมส่ อดคลอ้ งกบั การตอ้ งอาบตั ขิ องพระภกิ ษุทงั้ 2 รปู แต่สามารถอธบิ ายถงึ กุศลจติ ทม่ี แี ต่ตน้ ของภกิ ษุ ก ได้ จากหลกั ฐานในพระวินัยปิฎกข้างต้น สะท้อนให้เห็น หากเราใช้เกณฑ์ ความรสู้ กึ หรอื ความเหน็ ทวั่ ไป ถ้ามอี ธกิ รณ์ในลกั ษณะใดลกั ษณะหน่ึงขน้ึ ในสงฆ์ กม็ ี แนวโน้มจะตดั สนิ ไปทนั ทว่ี ่าไมด่ ี ขณะทเ่ี มอ่ื พจิ ารณาลงในรายละเอยี ดกลบั พบว่า บาง เง่อื นไขเป็นกุศลก็มี บางเง่อื นไขเป็นอกุศลก็มี การใช้ดี-ไม่ดมี าพจิ ารณาในกรณี ดงั กล่าวน้ี อาจทาใหค้ ลาดเคล่อื นจากขอ้ เทจ็ จรงิ กไ็ ด้ หลกั วภิ ชั วาทในพุทธปรชั ญาจงึ ควรมบี ทบาทสาคญั ในกรณี หรอื สถานการณ์เชน่ น้ี ข้อวินิจฉัยจากพระสตุ ตนั ตปิ ฎก 244 ว.ิ จ.ู ไทย) 6/303/401. 245 ว.ิ ป. ไทย) 8/323/438. 246 ว.ิ ม. ไทย) 2/90/278. 247 ว.ิ ป. ไทย) 8/165/136.
86 ในพระสุตตนั ตปิฎก มขี ้อความพรรณนาถึงกุศล-อกุศล และเกณฑก์ าร ตดั สนิ ความเป็นกุศล-อกุศลกพ็ จิ ารณาไดจ้ ากมลู เหตุ หรอื รากเหงา้ 3 ประการคอื อโล ภะ อโทสะ และอโมหะ กรณีเป็นกุศล และกอบดว้ ยโลภะ โทสะ และโมหะ กรณีเป็น อกุศล อยา่ งแรกเป็นไปในฝา่ ยคณุ วเิ ศษ อยา่ งหลงั เป็นไปในฝา่ ยเสอ่ื ม248 พจิ ารณาจากพรหมชาลสูตร249 มหาสหี นาทสูตร250 แห่งทฆี นิกาย สีล ขนั ธวรรค จกั รวตั ตสิ ตู ร251ลกั ขณสูตร252 แห่งทฆี นิกาย ปาฏกิ วรรค เป็นต้นสะทอ้ นให้ เหน็ ว่า ในสมยั พุทธกาลหรอื ก่อนพุทธกาล สมณพราหมณ์ทงั้ หลาย ต่างกม็ งุ่ แสวงหา ว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล และเช่นกนั ก็มสี มณพราหมณ์บางพวกไม่รวู้ ่าอะไร เป็นกุศล-อกุศล แต่ก็อ้างว่าตนรูจ้ กั แม้พระพุทธเจา้ ของเม่อื ครงั้ ตดั สนิ ใจเสดจ็ ออก ผนวช ก็ตรสั ชดั เจนว่า การบวชครงั้ นัน้ พระองค์กแ็ สวงหาว่า อะไรเป็นกุศล-อกุศล เช่นเดียวกัน253 และในมหาวัจฉโคตตสูตร แห่งมชั ฌิมนิกาย มชั ฌิมปณั ณาสก2์ 54 พระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่ พระองคร์ จู้ กั กุศล และอกุศลทงั้ โดยยอ่ และโดยพสิ ดาร แต่ในพระ สตู รน้ีทรงเลอื กท่จี ะตรสั โดยย่อ คอื โลภะ โทสะ โมหะ เรยี กว่าอกุศล มี 3 ประการ ท่ี เรยี กวา่ กุศลกม็ ี 3 ประการ สาหรับเกณฑ์ในการพิจารณาว่าอะไรเป็นกุศล-อกุศล ประมวลจาก หลกั ฐานในพระสุตตนั ตปิฎก สรปุ ไดด้ งั น้ี 1) พิจารณาจากรากเหง้าของจิต กล่าวคือ กายกรรมใด วิจีกรรมใด มโนกรรมใด ประกอบดว้ ยโลภะ โทสะ โมหะเป็นรากเหงา้ เรยี กว่าอกุศล กายกรรมใด วจกี รรมใด และมโนกรรมใด ประกอบด้วยอโลภะ อโทสะ และอโมหะเป็นรากเหงา้ เรยี กว่าเป็นกุศล ดงั ปรากฏหลกั ฐานหลายแห่งระบุเช่นนนั้ เช่น กายกรรมทเ่ี ป็นอกุศล วจกี รรมท่เี ป็นอกุศล การเล้ยี งชพี ทเ่ี ป็นบาป เรยี กว่า ศลี ท่เี ป็นอกุศล ศลี ท่เี ป็นอกุศล นนั้ มจี ติ เป็นสมฏุ ฐาน จติ มหี ลายดวง คอื จติ ทม่ี รี าคะ จติ ทม่ี โี ทสะ และจติ ทม่ี โี มหะ ศลี 248 ท.ี ปา. ไทย) 11/353/373. 249 ดู ท.ี ส.ี ไทย) 9/63-64/25-26. 250 ท.ี ส.ี ไทย) 9/385/162 251 ท.ี ปา. ไทย) 11/84/62. 252 ท.ี ปา. ไทย) 11/216/176. 253 ม.ม.ู ไทย) 12/278/302. 254 ม.ม. ไทย) 13/193/228.
87 ทเ่ี ป็นอกุศลมจี ติ เหล่าน้ีเป็นสมุฏฐาน255 ความดารทิ เ่ี ป็นอกุศล ไดแ้ ก่ ดารใิ นกาม ดาริ ในพยาบาท ดารใิ นการเบยี ดเบยี น ความดารเิ หล่าน้ีมญี ญาเป็นสมุฏฐาน สญั ญามี หลายอยา่ ง คอื สญั ญาในกาม สญั ญาในพยาบาท สญั ญาในการเบยี ดเบยี ด ความดาริ มสี ญั ญาทเ่ี ป็นอกุศลเหลา่ น้ี เรยี กวา่ ความดารทิ เ่ี ป็นอกุศล256 2) พจิ ารณาจากผลของกายกรรม วจกี รรม และมโนกรรมนนั้ ว่า นามาซง่ึ ทกุ ข-์ สุขโดยตรงกบั ผกู้ ระทา ดงั หลกั ฐานปรากฏในทต่ี ่างๆ เช่น กายกรรมทเ่ี ป็นอกุศล มที ุกขเ์ ป็นกาไร มที ุกขเ์ ป็นวบิ าก257 วจกี รรมทเ่ี ป็นอกุศล มที ุกขเ์ ป็นกาไร มที ุกขเ์ ป็น วบิ าก258 มโนกรรมทเ่ี ป็นอกุศล มที ุกขเ์ ป็นกาไร มที ุกขเ์ ป็นวบิ าก259 คาว่ามที ุกขเ์ ป็น กาไร มที ุกขเ์ ป็นวบิ ากนนั้ ทรงแจกแจงไวใ้ นกายกรรมฝ่ายอกุศล 3 ประการ วจกี รรม ทเี ป็นอกุศล 4 ประการ และมโนกรรมท่เี ป็นอกุศล 3 ประการ260 ‚โลภะ โทสะ และ โมหะท่เี กิดภายในตน ย่อมทาร้ายบุรุษผู้มจี ติ เลวทราม เหมอื นขุยไผ่กาจดั ต้นไผ่ ฉะนนั้ ‛ 3) พิจารณาในระดบั สังคม ดงั ปรากฏหลกั ฐานในท่ตี ่าง ๆ เช่น โลภะ โทสะ และโมหะ เมอ่ื เกดิ ขน้ึ แลว้ ย่อมไมเ่ ป็นไปเพ่อื เก้อื กูล เป็นไปเพ่อื ทุกข์ เป็นธรรม ทม่ี โี ทษ ผรู้ ตู้ เิ ตยี น261 4) ประการสุดทา้ ย นพิ พาน คอื เป้าหมายสงู สุดในพุทธปรชั ญา ขอ้ ปฏบิ ตั ิ ต่างๆ ทม่ี สี ่วนส่งเสรมิ ใหถ้ งึ เป้าหมายดงั กล่าว จะเป็นอะไรกต็ าม เรากเ็ รยี กรวมๆ ว่า กุศลตามแนวท่พี ระอรรถกถาจารยน์ ิยามเอาไว้ สง่ิ ท่เี รยี กว่ากุศลนัน้ จะต้อง 1) ไม่มี โทษต่อเป้าหมาย 2) ไม่ทาลายเป้าหมาย 3) ไม่ทาให้เป้าหมายหวนั่ ไหว 4) ทาลาย หรอื ขจดั สง่ิ ใดๆ ก็ตามท่จี ะมาทาลาย หรอื รบกวนเป้าหมาย และ 5) มวี บิ ากเป็นสุข ถา้ ตรงกนั ขา้ มกบั หลกั การ 5 ประการน้ี กถ็ อื เป็นอกุศล เพราะ 1) มโี ทษต่อเป้าหมาย 255 ม.ม. ไทย) 13/264/311. 256 ม.ม. ไทย) 13/266/314. 257 ม.ม. ไทย) 13/109/120. 258 ม.ม. ไทย) 13/110/122. 259 ม.ม. ไทย) 13/111/122. 260 อ.ทสก. ไทย) 24/217/357. 261 อ.ทุก. ไทย) 20/66/256.
88 2) ทาลายเป้าหมายใหเ้ สยี หาย 3) ทาใหเ้ ป้าหมายหวนั่ ไหว 4) ไม่ทาลาย หรอื ขจดั สง่ิ ใดๆ ทจ่ี ะมาทาลาย หรอื รบกวนเป้าหมาย และสดุ ทา้ ย 5) มวี บิ ากเป็นทกุ ข์ ข้อวินิจฉัยจากพระอภิธรรมปิ ฎก ในพระอภธิ รรมปิฎก นิยามความหมายของกุศล และอกุศลไวค้ ่อนขา้ งจะ กวา้ งกว่าทพ่ี บในพระสตู ร และพระวนิ ยั คอื นยิ ามกุศลไวว้ า่ กุศลมลู 3 คอื อโลภะ อโท สะ และอโมหะ ไดแ้ ก่เวทนาขนั ธ์ สญั ญาขนั ธ์ สงั ขารขนั ธ์ วญิ ญาณขนั ธท์ ส่ี มั ปยตุ ดว้ ย กุศลมลู นนั้ และกายกรรม วจกี รรม มโนกรรมทม่ี กี ุศลมลู นนั้ เป็นสมุฏฐาน สภาวธรรม เหล่าน้ีช่อื ว่าเป็นกุศล262 ส่วนอกุศลกน็ ิยามว่า อกุศลมูล ๓ คอื โลภะ โทสะ โมหะ และกเิ ลสท่ตี งั้ อยู่ในฐานเดยี วกนั กบั อกุศลมูลนัน้ ได้แก่ เวทนาขนั ธ์ สญั ญาขนั ธ์ สงั ขารขนั ธ์ และวญิ ญาณขนั ธ์ ท่สี มั ปยุตด้วยอกุศลมูลนัน้ กายกรรม วจกี รรม และ มโนกรรม ทม่ี อี กุศลมลู นัน้ เป็นสมฏุ ฐานสภาวธรรมเหลา่ น้ชี ่อื ว่าเป็นอกุศล263 โลภ โกรธ หลง ในพระอภธิ รรมท่านก็นิยามไว้โดยละเอียด ทาให้เห็น สภาวะจติ ทเ่ี กย่ี วเน่ืองกบั ความโลภ ความโกรธ และความหลงในมติ ทิ ห่ี ลากหลาย ซง่ึ ช่วยให้เขา้ ใจสภาวธรรมได้ละเอยี ดยงิ่ ขน้ึ ทงั้ ยงั ทาใหเ้ หน็ ว่ากุศลมูล และอกุศลมูลท่ี เป็นรากฐานของกุศล และอกุศลมมี ติ ทิ ่ลี ะเอยี ดอย่างไรบ้าง พจิ ารณาบทนิยามจาก คมั ภรี ว์ ภิ งั คต์ ่อไปน้ี 1) ความกาหนัด ความกาหนัดนัก ความคลอ้ ยตามอารมณ์ ความยนิ ดี ความเพลดิ เพลนิ ความกาหนดั ดว้ ยอานาจความเพลดิ เพลนิ ความกาหนดั นักแห่ง จติ ความอยาก ความสยบ ความหมกมุ่น ความใคร่ ความรกั ใคร่ ความขอ้ งอยู่ ความจมอยู่ ความหวนั่ ไหว ความหลอกลวง ธรรมชาตทิ ย่ี งั สตั วใ์ หเ้ กดิ ธรรมชาติท่ี ยงั สตั ว์ให้เกิดพร้อม ธรรมชาติท่รี ้อยรดั ธรรมชาติท่ีมขี ่าย ธรรมชาติท่ีซ่านไป ธรรมชาติท่ีซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ธรรมชาติท่ีเป็นกระแส ธรรมชาติท่ีแผ่ไป ธรรมชาติท่ปี ระมวลมา ธรรมชาตทิ ่เี ป็นเพ่อื นใจ ธรรมชาติท่ตี งั้ ความปรารถนา ธรรมชาติท่นี าไปสู่ภพ ตณั หาเหมอื นป่า ตณั หาเหมอื นหมู่ไมท้ ่ตี งั้ อยู่ในป่า ความ เชยชดิ ความเย่อื ใย ความห่วงใย ความผูกพนั ความหวงั กริ ยิ าท่หี วงั ภาวะท่ี หวงั ความหวงั รปู ความหวงั เสยี ง ความหวงั กลน่ิ ความหวงั รส ความหวงั โผฏฐพั พะ 262 อภ.ิ ส. ไทย) 35/985/256. 263 อภ.ิ ส. ไทย) 35/9856256.
89 ความหวงั ลาภ ความหวงั ทรพั ย์ ความหวงั บุตร ความหวงั ชวี ติ ธรรมชาตทิ อ่ี ยาก ได้ ธรรมชาตทิ ่อี ยากไดท้ วั่ ธรรมชาตทิ ่อี ยากได้ยง่ิ กริ ยิ าทอ่ี ยากได้ ภาวะท่อี ยาก ได้ ความละโมบ กิรยิ าท่ลี ะโมบ ภาวะท่ีละโมบ ธรรมชาติท่เี ป็นเหตุซมซานไป ความใคร่ในอารมณ์ท่ดี ี ความกาหนัดในฐานะท่ไี มค่ วร ความโลภเกนิ ขนาด ความ ตดิ ใจ กริ ยิ าทต่ี ดิ ใจ ความปรารถนา ความกระหยมิ่ ความปรารถนาจดั กามตณั หา ภวตณั หา วภิ วตณั หา ตณั หาในรูปภพ ตณั หาในอรูปภพ ตณั หาในนิโรธ คอื ราคะท่ีสหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ) รูปตณั หา สทั ทตัณหา คนั ธตณั หา รสตัณหา โผฏฐพั พตณั หา ธรรมตณั หา โอฆะ โยคะ คนั ถะ อุปาทาน อาวรณ์ นิวรณ์ เคร่อื งปิดบงั เคร่อื งผูกมดั อุปกเิ ลส อนุสยั ปรยิ ุฏฐานะ ตณั หาเหมอื นเถาวลั ย์ ความปรารถนาวตั ถุมอี ย่างต่างๆ รากเหง้าแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนเกิดแห่ง ทุกข์ บว่ งแห่งมาร เบด็ แห่งมาร แดนแห่งมาร ตณั หาเหมอื นแมน่ ้า ตณั หาเหมอื น ข่าย ตณั หาเหมอื นเชอื กผูก ตณั หาเหมอื นสมุทร อภชิ ฌา อกุศลมลู คอื โลภะ น้ี เรยี กว่า โลภะ264 2) ความอาฆาตเกดิ ขน้ึ ว่า ผู้น้ีเคยทาความเส่อื มเสยี แก่เรา ผนู้ ้ีกาลงั ทา ความความเส่อื มเสยี แก่คนผเู้ ป็นท่รี กั เป็นทช่ี อบพอของเรา ผู้น้ีกาลงั ทาความเส่อื ม เสยี แก่คนผเู้ ป็นทร่ี กั เป็นทช่ี อบพอของเรา ผนู้ ้ีจกั ทาความเส่อื มเสยี แก่คนผู้เป็นท่ี รกั เป็นทช่ี อบพอของเรา ความอาฆาตเกดิ ขน้ึ ว่า ผนู้ ้ีเคยทาประโยชน์แก่คนผไู้ ม่เป็นท่ี รกั ไม่เป็นท่ชี อบพอของเรา ผู้น้ีกาลงั ทาประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นท่รี กั ไม่เป็นท่ี ชอบพอของเรา ผู้น้ีจกั ทาประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นท่รี กั ไม่เป็นท่ชี อบพอของเรา หรอื ความอาฆาตเกิดข้นึ ในฐานะท่ไี ม่สมควร จติ อาฆาต ความขดั เคือง ความ กระทบ ความแคน้ ความเคอื ง ความพลงุ้ พลา่ น โทสะ ความคดิ ประทุษรา้ ย ความ มุ่งคดิ ประทุษรา้ ย ความขุ่นจติ ธรรมชาตทิ ป่ี ระทุษรา้ ยใจ ความโกรธ กริ ยิ าท่โี กรธ ภาวะท่โี กรธ ความคดิ ประทุษร้าย กริ ยิ าท่คี ดิ ประทุษรา้ ย ภาวะท่คี ดิ ประทุษรา้ ย ความคดิ ปองรา้ ย กริ ยิ าท่คี ดิ ปองรา้ ย ภาวะท่คี ดิ ปองรา้ ย ความพโิ รธ ความแค้น ความดุร้าย ความเกร้ยี วกราด ความไม่แช่มช่นื แห่งจติ มลี กั ษณะเช่นว่าน้ี น้ี เรยี กว่า โทสะ265 264 อภ.ิ ว.ิ ไทย) 35/909/567. 265 อภ.ิ ว.ิ ไทย) 35/909/568.
90 3) ความไม่รูใ้ นทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทยั ความไม่รูใ้ นทุกขนิโรธ ความไมร่ ใู้ นทกุ ขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทา ความไม่รใู้ นส่วนอดตี ความไมร่ ู้ในส่วนอนาคต ความไม่รูท้ งั้ ในส่วนอดตี และส่วนอนาคต ความไม่รใู้ นสภาวธรรมท่เี ป็นปจั จยั ของ กนั และกนั และองิ อาศยั กนั เกดิ ขน้ึ ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลม่ิ คอื อวชิ ชา อกุศลมลู คอื โมหะมลี กั ษณะเช่นวา่ น้ี น้เี รยี กว่า โมหะ266 อน่งึ ในสว่ นของกุศล กเ็ ทยี บเคยี งนยั ตรงกนั ขา้ มดงั กล่าวขา้ งตน้ 4.3.2 เกณฑต์ ดั สินจากกรอบแนวคิดบุญ-บาป เม่อื พจิ ารณาจากธรรมชาตขิ องบุญ-บาปท่ไี ด้กล่าวมาแล้วก่อนหน้าน้ี ทา ใหเ้ หน็ สภาวะของบุญ-บาป 4 ลกั ษณะ คอื 1) บุญ-บาป เป็นพฤตกิ รรมอย่างใดอย่าง หน่ึง ซง่ึ ส่งผลโดยตรงต่อความรสู้ กึ ของผกู้ ระทา เช่น ถ้าทาบาปกจ็ ะรสู้ กึ เดอื ดรอ้ นใจ เศรา้ หมองใจ ถ้าทาบุญ ก็จะรปู้ ีตยิ นิ ดี 2) ความเป็นบาป-บุญ มกั จะเช่อื มโยงไปยงั หลกั ปฏบิ ตั ิ หรอื หลกั คาสอนทางศาสนาซง่ึ ก็จะมที งั้ ส่วนท่สี อนให้ทา และส่วนท่สี อน ไม่ให้กระทา ในแง่ท่วี ่า ถ้าทาในสง่ิ ทส่ี อนให้ทากถ็ อื เป็นบุญ แต่ถ้าไปทาในข้อทห่ี า้ ม ทาก็ถอื เป็นบาป 3) ความเป็นบาป-บุญเช่อื มโยงไปถงึ วบิ าก หรอื ผลของการกระทา เช่นประโยคว่า บาป-บุญย่อมตดิ ตามตวั เขาไปเหมอื นเงาตดิ ตามตน บุญเช่อื มโยงถงึ วบิ ากท่เี ป็นสุคติ บาปเช่อื มโยงไปถึงวบิ ากท่เี ป็นทุคติอย่างใดอย่างหน่ึง และ 4) บาป-บุญในระดบั เจตสกิ ท่ที าหน้าท่ปี รุงแต่งจติ ซ่งึ ถ้าเป็นบุญก็จะเรยี กว่าปุญญาภิ สงั ขาร ถา้ เป็นบาปกจ็ ะเรยี กวา่ อปญุ ญาภสิ งั ขาร บาป-บุญจะไปผูกตดิ อยู่กบั ข้อห้าม-ข้อท่ที รงอนุญาต ซ่งึ เป็นเร่อื งระดบั พฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกส่ภู ายนอก การวนิ ิจฉัยเร่อื งบาป-บุญจงึ ขน้ึ อย่กู บั ขอ้ หา้ ม หรอื ขอ้ ทท่ี รงอนุญาตด้วย เกณฑก์ ารวนิ ิจฉัยจงึ ต้องพจิ ารณาจากรายละเอยี ดท่ที รงห้าม หรอื ทรงอนุญาตนนั้ วา่ ประสงคอ์ ยา่ งไร บาป-บุญเน้นทก่ี ารกระทา กรรม) และผลของการกระทา วบิ าก) ทม่ี ผี ล ต่อชีวติ โดยตรง อาจกล่าวได้ว่า บาป-บุญนัน้ เพ่งในระดบั ปรากฏการณ์ ส่วนกุศล- อกุศลเพ่งในระดบั ความจรงิ พน้ื ฐานของปรากฏการณ์ 3) บาป-บุญยงั ผูกพนั อยกู่ บั โล กยิ ธรรม วบิ ากหรอื ผลของบาป-บุญกย็ งั วนเวยี นอยใู่ นวฏั ฏะสงสาร เม่อื พูดถงึ มติ ขิ อง 266 อภ.ิ ว.ิ ไทย) 35/909/568.
91 พระนพิ พาน บาป-บญุ ไมป่ รากฏอกี ต่อไป ขณะทก่ี ุศล-อกุศลนนั้ ยงั เช่อื มโยงไปมรรค ผลนิพพาน 4.3.3 เกณฑต์ ดั สินจากกรอบแนวคิดดี-ชวั่ เน่ืองจากกรอบแนวคิดเร่ืองดี-ชวั่ ในพุทธปรชั ญา ผูกติดอยู่กับกรอบ ความคดิ พ้นื ฐานหลายประการในลกั ษณะผสมผสาน เช่นบางกรณผี ูกตดิ อย่กู บั กุศล- อกุศล, บางกรณผี กู ตดิ อยกู่ บั บุญ-บาป, บางกรณผี กู ตดิ อยกู่ บั สุจรติ -ทุจรติ , บางกรณกี ็ ผูกตดิ กบั ข้อวตั รปฏบิ ตั ใิ นแง่ธรรม หรอื ในแง่วนิ ัย การตัดสนิ ด-ี ชวั่ จงึ บางกรณีอาจมี เกณฑเ์ ฉพาะเรอ่ื งมาเป็นเครอ่ื งตดั สนิ ประกอบ เกณฑเ์ ฉพาะดงั กล่าวน้ี อาจต้องแยกระหว่างการกระทาของภกิ ษุกบั การ กระทาของฆราวาส เพราะมขี อ้ มลู จากคมั ภรี พ์ ระไตรปิฎกหลายประการท่สี ะท้อนให้ เหน็ วา่ การตดั สนิ ด-ี ชวั่ มรี ายละเอยี ดแตกต่างกนั เช่น ในทบ่ี างแห่ง พระพุทธเจา้ แสดง คนด-ี ชวั่ โดยผูกติดว่ากบั ธรรม 10 ประการ ประกอบด้วย 1) มจิ ฉาทฏิ ฐิ 2) มจิ ฉา สงั กัปปะ 3) มจิ ฉาวาจา 4) มจิ ฉากมั มนั ตะ 5) มจิ ฉาอาชวี ะ 6) มจิ ฉาวายามะ 7) มจิ ฉาสติ 8) มจิ ฉาสมาธิ 9) มจิ ฉาญาณ 10) มจิ ฉาวมิ ุตติ267 บางแห่งกผ็ ูกไว้กบั กุศล- อกุศลกรรมบถ 10 ประการ ผใู้ ดปฏบิ ตั ติ ามกุศลกรรมบถ กไ็ ดช้ ่อื ว่าเป็นคนดี ผปู้ ฏบิ ตั ิ ตามอกุศลกรรมบถ กไ็ ดช้ ่อื ว่าเป็นคนชวั่ ตามไปดว้ ย นอกจากน้ียงั ระบุต่อไปอกี ว่า ถ้า ตนเองปฏบิ ตั ดิ ว้ ย แลว้ ชกั ชวนใหค้ นอ่นื ปฏบิ ตั ดิ ว้ ย กจ็ ะเพมิ่ ลกั ษณะความดี-ชวั่ ทม่ี าก ขน้ึ ดงั คาทท่ี ่านใชเ้ รยี กในคมั ภรี ค์ อื ชวั่ ยง่ิ กว่าชวั่ -ดยี งิ่ กว่าดี ดูตวั อย่างพระพุทธพจน์ ต่อไปน้ี บุคคลบางคนในโลกน้ีเป็นผูฆ้ ่าสตั ว์ ลกั ทรพั ย์ ประพฤตผิ ดิ ในกาม พูด เทจ็ พูดส่อเสยี ด พูดคาหยาบ พูดเพอ้ เจ้อ โลภอยากได้ของผูอ้ ่นื มจี ติ พยาบาท เป็นมจิ ฉาทฏิ ฐิ บุคคลน้เี รยี กวา่ ผเู้ ป็นคนชวั่ 268 บุคคลบางคนในโลกน้ีตนเองเป็นผู้ฆ่าสตั ว์และชกั ชวนผู้อ่ืนให้ฆ่าสตั ว์ ตนเองเป็นผลู้ กั ทรพั ยแ์ ละชกั ชวนผอู้ ่นื ใหล้ กั ทรพั ย์ ตนเองเป็นผปู้ ระพฤติ ผดิ ในกามและชกั ชวนผู้อ่นื ให้ประพฤตผิ ดิ ในกาม ตนเองเป็นผู้พูดเท็จ 267 อ.จตุกฺก. ไทย) 21/208/328. 268 อภ.ิ ป.ุ ไทย) 36/136/184.
92 และชกั ชวนผูอ้ ่นื ใหพ้ ูดเทจ็ ตนเองเป็นผู้พูดส่อเสยี ดและชกั ชวนผูอ้ ่นื ให้ พูดส่อเสยี ด ตนเองเป็นผู้พูดคาหยาบและชกั ชวนผู้อ่ืนให้พูดคาหยาบ ตนเองเป็นผูพ้ ูดเพอ้ เจอ้ และชักชวนผู้อ่นื ให้พูดเพ้อเจอ้ ตนเองเป็นผโู้ ลภ อยากได้ของผอู้ ่นื และชกั ชวนผู้อ่นื ใหโ้ ลภอยากไดข้ องผอู้ ่นื ตนเองเป็นผู้ มจี ติ พยาบาทและชกั ชวนผอู้ ่นื ใหม้ จี ติ พยาบาท ตนเองเป็นมจิ ฉาทฏิ ฐแิ ละ ชกั ชวนผู้อ่นื ให้เป็นมจิ ฉาทฏิ ฐิ บุคคลน้ีเรยี กว่า ผู้เป็นคนชวั่ ท่ยี งิ่ กว่าคน ชวั ่ 269 จากหลกั ฐานขา้ งต้น จะเหน็ ไดว้ ่า ในการวนิ ิจฉัยว่าคนดี-ชวั่ ไม่องิ เกณฑ์ หากแต่องิ ขอ้ บญั ญตั ติ ่างๆ ซ่งึ อาจจะเป็นขอ้ ทท่ี รงหา้ ม หรอื ขอ้ ท่ที รงอนุญาตก็ได้ ผู้ ละเมดิ ขอ้ ทท่ี รงหา้ ม หรอื ไมท่ าตามขอ้ ทท่ี รงอนุญาต กส็ งเคราะหเ์ ป็นคนชวั่ แต่ในบาง กรณกี อ็ าจจะไมเ่ กย่ี วขอ้ งกบั ขอ้ หา้ ม หรอื ขอ้ ทท่ี รงอนุญาต หากแต่เป็นพฤตกิ รรมทไ่ี ม่ เหมาะสมอย่างใดอย่างหน่ึง เช่นกรณีภกิ ษุเล่าเรยี นธรรมวนิ ัยของพระศาสดา แต่ อวดอา้ งวา่ เป็นของตน หรอื กล่าวโจทยเ์ พ่อื นภกิ ษุผบู้ รสิ ุทธโิ ์ ดยไมม่ มี ลู หรอื แมแ้ ต่เอา ของสงฆ์ไปสงเคราะห์คฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าก็ตรสั เรยี กภิกษุผู้กระทาในลกั ษณะ ดงั กล่าวว่าเป็นภกิ ษุชวั่ ไม่ต่างอะไรกบั มหาโจร270 บางกรณที ่านก็ใชเ้ กณฑอ์ ่นื ในการ วินิจฉัย เช่น ภิกษุถ้าประกอบด้วยธรรม 3 ประการน้ี คือ 1) อาศัยกรรมท่ีไม่ ตรงไปตรงมา 2) อาศยั กรรมท่เี รน้ ลบั และ 3) อาศยั ผู้มอี ทิ ธพิ ล ท่านก็เรยี กว่าเป็น ภกิ ษุชวั่ 271 การวินิจฉัยความชวั่ ในลกั ษณะน้ีมุ่งเฉพาะในส่วนของภกิ ษุเท่านัน้ ไม่ ทวั่ ไปสาหรบั คฤหสั ถ์ อยา่ งไรกต็ าม เมอ่ื พจิ ารณาเกณฑท์ วั่ ไป สามารถประมวลมาไดด้ งั น้ี 1) พิจารณาสภาวะจิตของผ้ทู า ในลกั ษณะต่อไปน้ี 1) จติ เศรา้ หมอง 2) มคี วามกระวนกระวาย 3) มบี าปอกุศลเป็นรากฐานของการกระทา272 ดงั คาท่ที ่าน 269 อภ.ิ ปุ. ไทย) 36/137/184. 270 ว.ิ มหา. ไทย) 1/195/180. 271 อ.ทุก. ไทย) 20/51/212. 272 ข.ุ ม.อ. ไทย) 5/1/829.
93 กล่าวไวว้ ่า “แทจ้ รงิ บุคคลผูท้ าความชวั่ ย่อมรดู้ ้วยตนเองก่อนคนอ่นื ทงั้ หมด” 273 หรอื “ความชวั่ หยาบ เป็นเครอ่ื งเศรา้ หมองจติ ” 274 2) พิจารณาผลท่ีตามมา ดงั ปรากฏหลกั ฐานในท่ตี ่างๆ เป็นต้นว่า 1) บุคคลทากรรมใดแล้วย่อมเดอื ดรอ้ นในภายหลงั และมหี น้านองดว้ ยน้าตา รอ้ งไห้อยู่ ไดร้ บั ผลกรรมใดกรรมทท่ี าแลว้ นัน้ เป็นกรรมไม่ดี บุคคลทากรรมใดแล้วไมเ่ ดอื ดรอ้ น ในภายหลงั มจี ติ ใจแช่มช่นื เบกิ บานได้รบั ผลกรรมใด กรรมท่ที าแลว้ นัน้ เป็นกรรมด2ี 75 2) เป็นปจั จยั แห่งชาติ ชรา มรณะต่อไป หรอื เป็นปจั จยั ให้เกิดภพใหม่276 หรอื 3) กรรมชวั่ คอื กรรมไมด่ ี ไดแ้ ก่กรรมทน่ี าความพนิ าศใหแ้ ก่ตน และสงั คม277 3) พิจารณาเกณฑ์เฉพาะเรื่อง เน่ืองจากว่า ดี-ชวั่ บางครงั้ ผู้ไว้กับ ขอ้ บญั ญตั ิ เช่น กรณีดี-ชวั่ ของพระภกิ ษุ บางครงั้ ก็ผูกไว้กบั สกิ ขาบทต่างๆ หรอื ขอ้ วตั รต่างๆ ทพ่ี งึ ปฏบิ ตั ิ แมใ้ นส่วนของฆราวาส บางกรณีกผ็ กู ไวก้ บั ขอ้ ธรรม ขอ้ วนิ ัยท่ี เป็นส่วนของฆราวาส การตดั สนิ ดี-ชวั่ จงึ ต้องพจิ ารณารายละเอยี ดเฉพาะเร่อื งนัน้ ๆ ดว้ ย อน่ึง หน่ึงจากด-ี ชวั่ มหี ลกั การบางอย่างเขา้ กนั ได้กบั แนวคดิ เร่อื งสุจรติ - ทุจรติ ดงั ได้กล่าวไว้แลว้ การตดั สนิ ด-ี ชวั่ จงึ ควรนาเกณฑข์ ้างต้นมาพจิ ารณาในมติ ิ ของสุจรติ -ทุจรติ ประกอบดว้ ย ดงั จะไดก้ ล่าวต่อไป 4.3.4 เกณฑต์ ดั สินจากกรอบแนวคิดสจุ ริต-ทุจริต สุจรติ -ทุจรติ หลกั ทวั่ ไปท่านจาแนกประเภทออกเป็น 3 คอื 278 กาย วาจา ใจ ทางกายเรยี กกายสุจรติ -กายทุจรติ , ทางวาจา เรยี กวจสี ุจรติ -วจที ุจรติ , ทางใจเรยี ก มโนสจุ รติ -มโนทุจรติ และแต่ละประเภทยงั แบ่งรายละเอยี ดยอ่ ยอกี ไดแ้ ก่ กายทจุ รติ ประกอบดว้ ย ฆา่ สตั ว์ ปาณาตบิ าต), ลกั ทรพั ย์ อทนิ นาทาน), ประพฤตผิ ดิ ในกาม กาเมสุมจิ ฉาจาร), วจที ุจรติ ประกอบดว้ ย พูดเทจ็ มสุ าวาท) พดู ส่อเสยี ด ปิสุณวาจา) พดู คาหยาบ ผรสุ วาจา) และพดู เพอ้ เจอ้ สมั ผปั ปลาปะ), มโน 273 ว.ิ มหา.อ. ไทย) 1/1/764. 274 ว.ิ มหา.อ. ไทย) 1/1/294. 275 ส.ส. ไทย) 15/103/111. 276 ข.ุ ม.อ. ไทย) 5/1/829. 277 ข.ุ อุ.อ. ไทย) 1/13/570. 278 ท.ี ปา. ไทย) 11/305/260.
94 ทุจรติ ประกอบดว้ ย โลภอยากไดข้ องเขา อภชิ ฌา) พยาบาทปองรา้ ย พยาบาท) มี ความเหน็ ผดิ มจิ ฉาทฏิ ฐ)ิ นัยแห่งสุจรติ มนี ัยตรงกนั ขา้ ม ซง่ึ การจาแนกรายละเอยี ด ของสุจรติ -ทุจรติ ในลกั ษณะอย่างน้ี ทาให้มคี วามพ้องกบั หลกั กรรมบถ 10 ประการ ฝา่ ยดเี รยี กวา่ กุศลกรรมบถ ฝา่ ยชวั่ เรยี กวา่ อกุศลกรรมบถ279 โดยนยั น้ี เกณฑต์ ดั สนิ ความเป็นสุจรติ -ทุจรติ จงึ ขน้ึ อยู่กบั หลกั กุศลมูล-อกุศลมูลตามไปด้วย กล่าวคอื ถ้า ประกอบด้วยโลภะ โทสะ โมหะอย่างใดอย่างหน่ึงเป็นรากฐานก็นับเป็นทุจรติ ถ้า ประกอบดว้ ยอโลภะ อโทสะ และอโมหะ กน็ บั เป็นสุจรติ สงั เกตไดจ้ ากพระพุทธพจน์ท่ี แสดงนยั แห่งกุศล-อกุศลมลู จากนนั้ โยงไปหาเรอ่ื งของกรรมบถทงั้ 10 ประการ280 เมอ่ื พจิ ารณากุศลมลู -อกุศลมลู ในฐานะเป็นรากฐานแห่งกรรมบถแต่ละขอ้ โดยนัยน้ี ก็อาจจะไดก้ รรมบถทม่ี โี ลภะ โทสะ โมหะ หรอื อโลภะ อโทสะ อโมหะ รวม ทงั้ หมด 30 ขอ้ เช่น เม่อื พูดถงึ ปาณาตบิ าต กจ็ ะจาแนกเป็น 1) ปาณาตบิ าตมโี ลภะ เป็นเหตุ 2) ปาณาตบิ าตมโี ทสะเป็นเหตุ และ 3) ปาณาตบิ าตมโี มหะเป็นเหตุ เม่อื พูด ถงึ อทนิ นาทาน กจ็ ะจาแนกเป็น 1) อทนิ นาทานมโี ลภะเป็นเหตุ 2) อทนิ นาทานมโี ทสะ เป็นเหตุ และ 3) อทนิ นาทานมโี มหะเป็นตน้ เหตุ281 แมก้ รรมบถอ่นื ๆ กจ็ าแนกโดยนยั ดงั กลา่ วน้ี หากพจิ ารณาสุจรติ -ทุจรติ ในมติ ขิ องกรรมบถแต่ละขอ้ ทงั้ กุศลกรรมบถ- อกุศลกรรมบถ จะพบว่า แต่ละขอ้ กม็ เี กณฑส์ าหรบั การพจิ ารณาผดิ -ถูก หรอื ทเ่ี รยี กว่า การขาดแห่งกรรมบถ ดงั นยั แห่งคาอธบิ ายทท่ี ่านพรรณนาไว้ในคมั ภรี ม์ งั คลตั ถทปี นี เชน่ เมอ่ื กลา่ วถงึ ปาณาตบิ าต ทา่ นกจ็ าแนกองคป์ ระกอบไว้ 5 ไดแ้ ก่ 1) สตั วม์ ชี วี ติ 2) รวู้ ่าสตั ว์มชี วี ติ 3) จติ คดิ จะฆ่า 4) มคี วามพยายาม 5) สตั ว์ตายด้วยความพยายาม นนั้ 282 อทนิ นาทาน มอี งค์ประกอบ 5 ไดแ้ ก่ 1) พสั ดุทผ่ี ูอ้ ่นื หวงแหน 2) รวู้ ่าผู้อ่นื หวง แหน 3) จติ คดิ จะลกั 4) มคี วามพยายาม และ 5) ลกั มาได้ดว้ ยความพยายามนัน้ 283 มุสาวาท มีองค์ประกอบ 4 ประการ ได้แก่ 1) เร่อื งไม่จริง 2) จิตคิดจะกล่าวให้ 279 ท.ี ปา. ไทย) 11/360/431. 280 ม.ม. ไทย) 13/194/228. 281 อ.ทสก. ไทย) 24/174/316. 282 มงั คลตั ถทปี นี แปล 2/97. 283 มงั คลตั ถทปี นี แปล 2/99.
95 คลาดเคลอ่ื น 3) มคี วามพยายาม และ 4) ผอู้ ่นื รเู้ รอ่ื งนนั้ 284 ผรสุ วาจา มอี งคป์ ระกอบ 3 ไดแ้ ก่ 1) คนอ่นื ทพ่ี งึ ด่า 2) จติ โกรธ และ 3) การด่า285 เป็นตน้ ตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นเกณฑ์ตัดสินเฉพาะในองค์ประกอบของ กรรมบถ ซ่งึ จะโยงไปหาเกณฑว์ นิ ิจฉัยในส่วนของสุจรติ -ทุจรติ ด้วย เน่ืองจากมติ ิน้ี ทา่ นแสดงนยั แหง่ สจุ รติ -ทุจรติ รว่ มกบั นยั แหง่ กุศลกรรมบถ-อกุศลกรรมบถ อย่างไรกต็ าม สุจรติ -ทุจรติ ในภาพรวมของพุทธปรชั ญา มไิ ด้มเี ฉพาะใน ส่วนของกุศลกรรมบถ-อกุศลกรรมบถเท่านัน้ แต่ยงั เช่อื มโยงไปหาหลกั ปฏบิ ตั อิ ่นื ๆ ดว้ ย ดงั ทเ่ี คยกลา่ วแลว้ ว่ามที งั้ โดยบญั ญตั ิ และโดยกรรมบถ เฉพาะอยา่ งยงิ่ ในคมั ภรี ์ อรรถกถา ท่านจาแนกว่ามที งั้ ท่เี ป็นโลกิยะและโลกุตระ286 เกณฑก์ ารตดั สนิ สุจรติ - ทุจรติ นอกเหนือจากกรรมบถจงึ ต้องพจิ ารณาตามเกณฑเ์ ฉพาะในแต่องค์ธรรมต่างๆ เหล่านัน้ ด้วย เช่นการพจิ ารณาในแง่ของบญั ญตั ิ สกิ ขาบทบางสกิ ขาบทมเี กณฑ์ สาหรบั การตดั สนิ กาหนดไวช้ ดั เจนเฉพาะกรณีๆ ไป ไม่สามารถใช้เกณฑร์ ่วมกนั ได้ แค่ไหนผิด ผดิ อย่างไร แม้ในสิกขาบทเดียวกันก็ข้อวินิจฉัยหนักเบาไม่เท่ากัน287 นอกจากนนั้ การตอ้ งอาบตั ใิ นสกิ ขาบทแต่ขอ้ บางขอ้ มอี กุศลเป็นสมฏุ ฐานกม็ ี บางขอ้ มี กุศลเป็นสมุฏฐานก็มี288 การวินิจฉัยสุจรติ -ทุจรติ ในแง่ท่ีเป็นบญั ญัติต้องพจิ ารณา เงอ่ื นไขดงั กล่าวน้ีประกอบดว้ ย และเกณฑก์ ย็ อ่ มความละเอยี ดตามภูมธิ รรมดว้ ย เช่น กรณีพระสารบี ุตรเกดิ ความคดิ ท่จี ะไมอ่ บรมสงั่ สอนภกิ ษุทงั้ หลาย พระพุทธเจา้ ก็ตรสั เรยี กวา่ แมค้ วามคดิ เช่นนนั้ กช็ ่อื ว่าเป็นมโนทุจรติ เธอไมค่ วรคดิ อยา่ งนนั้ 289 กล่าวโดยสรปุ เกณฑส์ าหรบั การตดั สนิ สจุ รติ -ทจุ รติ เราสามารถใชร้ ่วมกบั เกณฑต์ ดั สนิ ด-ี ชวั่ ในขอ้ 3) ได้ แต่ส่วนไหนทเ่ี ป็นเกณฑอ์ งิ บญั ญตั ิ หรอื องิ หลกั ธรรมท่ี ตรสั ไวเ้ ป็นการเฉพาะ ผศู้ กึ ษากต็ อ้ งนาเกณฑเ์ หล่านนั้ มาพจิ ารณารว่ มดว้ ยทกุ ครงั้ 284 มงั คลตั ถทปี นี แปล 2/107. 285 มงั คลตั ถทปี นี แปล 2/111. 286 ข.ุ เถร.อ. ไทย) 2/3/3/52. 287 ดอู นาปตั ตวิ ารของแต่ละสกิ ขาบทประกอบ เช่น อนาปตั ตสิ กิ ขาบทท่ี 1 แห่งปาราชกิ กาหนดไว้ 6 ไดแก่ 1) ภกิ ษุไม่รสู้ กึ ตวั 2) ภิกษุไม่ยนิ ดี 3) ภกิ ษุวกิ ลจรติ 4) ภกิ ษุมจี ติ ฟุ้งซ่าน 5) ภกิ ษุกระสบั กระสา่ ยเพราะเวทนา 6) ภกิ ษุตน้ บญั ญตั ิ ว.ิ มหา. ไทยป 1/66/53 เป็นตน้ 288 ว.ิ ป. ไทย) 8/323/438. 289 ท.ี ปา.อ. ไทย) 3/2/303.
96 4.4 อดุ มคติชีวิตในพทุ ธปรชั ญา พระพุทธเจา้ แสดงธรรมโปรดสรรพสตั วต์ ามจรติ ตามกาลงั ของบารมี และ ตามกาลังสติปญั ญาของแต่ละคน ด้งจะเห็นว่า ทรงจาแนกบุคคลออกเป็น 4 ประเภท290 ประกอบดว้ ย 1) อุคฆฏติ ญั ํู ผูอ้ าจรแู้ ต่แต่พอท่านยกหวั ขอ้ ขน้ึ แสดง 2) วปิ จติ ญั ํู ผรู้ ธู้ รรมต่อเมอ่ื ท่านอธบิ ายความแห่งหวั ขอ้ นนั้ 3) เนยยะ ผพู้ อแนะนาได้ และ 4) ปทปรมะ ผมู้ บี ทอยา่ งยง่ิ ใน 4 ประเภทน้ี บา้ งกอ็ ย่ใู นฆราวาสวสิ ยั บา้ งกอ็ ยใู่ น สมณวิสยั นัยแห่งพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าจึงมคี วามหลากหลายเพ่อื ให้ เหมาะแก่อุปนิสยั ของแต่ละคน โดยนยั น้อี ุดมการณ์เรอ่ื งความสุขในชวี ติ จงึ แตกต่างกนั ตามไปดว้ ย อุดมคตชิ วี ติ ในพทุ ธปรชั ญาจงึ แบ่งออกเป็น 2 ระดบั คอื 1) ระดบั โลกุตระ: นิรามสิ สุข 2) ระดบั โลกยิ ะ:สามสิ สุข หลกั การและรายละเอยี ดเก่ยี วกบั อุดมคตชิ วี ติ ทงั้ 2 ระดบั น้ี จะไดพ้ จิ ารณาในรายละเอยี ดเป็นลาดบั สบื ต่อไป 4.4.1 โลกตุ รสขุ : มรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพาน ถอื ว่าเป็นอุดมคตขิ องพุทธปรชั ญา ธรรมทพ่ี ระพุทธเจา้ แสดงจงึ มจี ุดหมายเพ่อื บรรลุเป้าหมายดงั กล่าว ดงั พระพุทธพจน์ทว่ี ่า “เราย่อมแสดง ธรรมโดยประการต่างๆ เพ่อื สารอกราคะ เพ่อื สร่างเมา เพ่อื ดบั ความกระหาย เพ่อื ถอนความอาลยั เพ่อื ตดั วฏั ฏะ เพ่อื ความสน้ิ ตณั หา เพ่อื คลายกาหนัด เพ่อื ดบั ทุกข์ เพ่อื นิพพาน”291 ส่วนแนวทางเพ่ือบรรลุเป้าหมายก็คือมชั ฌมิ าปฏิปทา ดงั ตรสั ไว้ ชดั เจนว่า “ภกิ ษุทงั้ หลาย มชั ฌมิ าปฏปิ ทาไม่เอยี งเขา้ ใกลท้ ส่ี ุด 2 อย่างนนั้ ตถาคตได้ ตรสั รอู้ นั เป็นปฏปิ ทาก่อใหเ้ กดิ จกั ษุ ก่อใหเ้ กดิ ญาณ เป็นไปเพอ่ื ความสงบ เพ่อื ความรู้ ยง่ิ เพอ่ื ความตรสั รู้ เพอ่ื พระนิพพาน”292 มชั ฌมิ าปฏปิ ทา ไดแ้ ก่ อรยิ มรรคมอี งค์ 8 ไดแ้ ก่293 1. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ หมายถึงเห็นอริยสัจ เห็นไตรลักษณ์ เหน็ ปฏจิ จสมปุ บาท) 290 อ.จตุกฺก. ไทย) 21/133/135. 291 ว.ิ มหา. ไทย) 1/234/250. 292 ว.ิ ม. ไทย) 4/13/20. 293 ว.ิ ม. ไทย) 4/13/21.
97 2. สมั มาสงั กปั ปะ ดาหรชิ อบ หมายถงึ ความนึกคดิ ในทางสลดั ออกจาก กาม ความนึกคดิ ปลอดจากพยาบาท และความนกึ นิดปลอดจากการเบยี ดเบยี น) 3. สมั มาวาจา เจรจาชอบ หมายถงึ พูดคาสตั ย์ พูดไม่ส่อเสยี ด พูดคา อ่อนหวาน พดู สง่ิ มสี าระ) 4. สมั มากมั มนั ตะ กระทาชอบ หมายถงึ ไม่เบยี ดเบยี นชวี ติ สตั วท์ งั้ หลาย ไมล่ กั ทรพั ย์ ไมป่ ระพฤตผิ ดิ ในกาม) 5. สมั มาอาชวี ะ เลย้ี งชพี ชอบ หมายถงึ เวน้ มจิ ฉาชพี ประกอบสมั มาชพี ) 6. สมั มาวายามะ พยายามชอบ หมายถงึ เพยี รระวงั มใิ หค้ วามชวั่ เกดิ ขน้ึ เพยี รกาจดั ความชวั่ ทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ เพยี รทาความดี เพยี รรกั ษาความดไี ว้) 7. สมั มาสติ ระลกึ ชอบ หมายถงึ พจิ ารณาเหน็ กายในกาย เวทนาใน เวทนา จติ ในจติ และธรรมในธรรม) 8. สมั มาสมาธิ ตงั้ จติ มนั่ ชอบ หมายถงึ ฌาน 4) แนวทางปฏบิ ตั ทิ เ่ี รยี กว่ามชั ฌมิ าปฏปิ ทา หรอื เรยี กอกี อย่างหน่ึงว่า ทาง สายกลาง เป็นผลมาจาการตรสั รคู้ วามจรงิ 4 ประการ เรยี กว่า อรยิ สจั ประกอบด้วย 1) ทกุ ข์ 2) ทกุ ขสมทุ ยั 3) ทุกขนโิ รธ และ 4) ทุกขนิโรธคามนิ ีปฏปิ ทา ซง่ึ พระพุทธเจา้ ไดแ้ สดงรายละเอยี ดเรอ่ื งในธมั มจกั กปั ปวตั นสตู ร เป็นปฐมเทศนา แสดงแก่ปญั จวคั คยี ์ เป็นครงั้ แรก ณ ปา่ อสิ ปิ ตนมคฤทายวนั แขวงเมอื งพาราณสี ความมดี งั น้ี294 1) ภกิ ษุทงั้ หลาย ขอ้ น้ีเป็นทุกขอรยิ สจั คอื แมค้ วามเกดิ ก็เป็นทุกข์ แม้ ความแก่กเ็ ป็นทกุ ข์ แมค้ วามเจบ็ กเ็ ป็นทุกข์ แมค้ วามตายกเ็ ป็นทุกข์ ความ ประสบกับ สง่ิ อนั ไม่เป็นท่รี กั ก็เป็นทุกข์ ความพลดั พรากจากสง่ิ อนั เป็นท่รี กั ก็เป็น ทุกข์ ความ ไมไ่ ดส้ ง่ิ ทป่ี รารถนากเ็ ป็นทกุ ข์ โดยยน่ ยอ่ อุปาทานขนั ธ์ 5 กเ็ ป็นทกุ ข์ 2) ภกิ ษุทงั้ หลาย ขอ้ น้ีเป็นทุกขสมุทยอรยิ สจั คอื ตณั หาอนั ทาใหเ้ กดิ อกี ประกอบดว้ ยความเพลดิ เพลนิ และความกาหนัด มปี กตใิ หเ้ พลดิ เพลนิ ในอารมณ์ นัน้ ๆ คอื กามตณั หา ภวตณั หา และวภิ วตณั หา 3) ภกิ ษุทงั้ หลาย ขอ้ น้ีเป็นทุกขนิโรธอรยิ สจั คอื ความดบั ตณั หาไมเ่ หลอื ดว้ ย วริ าคะ ความสละ ความสละทง้ิ ความพน้ ความไมอ่ าลยั ในตณั หา 294 ว.ิ ม. ไทย) 4/14/21.
98 4) ภกิ ษุทงั้ หลาย ขอ้ น้ีเป็นทุกขนิโรธคามนิ ีปฏปิ ทาอรยิ สัจ คอื อรยิ มรรค มีองค์ 8 น้ีแหละ คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สมั มาอาชวี ะ สมั มาวายามะ สมั มาสติ สมั มาสมาธิ อุดมคตขิ องพทุ ธปรชั ญาเกย่ี วกบั นพิ พาน เน่ืองมาจากทศั นะทว่ี ่า ชวี ติ นนั้ เวยี นว่ายตายเกดิ ในภพภูมติ ่างๆ ขน้ึ ๆ ลงๆ ในระหว่างภพภูมทิ งั้ 31 ภูมิ ตามวบิ าก ของกรรมทท่ี าเอาไวด้ ว้ ยอานาจของกเิ ลส กเิ ลสก่อใหเ้ กดิ กรรม กรรมก่อใหเ้ กดิ วบิ าก กลายเป็นวฏั ฏจกั รของชวี ติ ทห่ี าหลุดพน้ จากวงจรดงั กล่าวไม่เจอ เน่ืองเพราะอวชิ ชา การเกดิ แต่ละครงั้ แต่ละครงั้ ในแต่ละภพ แต่ละภมู ิ จงึ หมายถงึ ทุกข์295แมจ้ ะเกดิ ในสุคติ ภมู ิ แต่กส็ ุคตกิ เ็ ป็นผลมาจากกรรมทส่ี งั่ สมเอาไว้ ซง่ึ ไม่ไดม้ เี พยี งแค่สุขทพ่ี งึ ปรารถนา อย่างเดยี ว หากแต่มที ุกขเ์ คล้าระคนปะปนตามมาเป็นระยะๆ ดงั นนั้ หากต้องการพ้น จากวงจรกิเลส กรรม วิบาก อันเป็นเหตุให้เวียนว่ายในวัฏฏสงสารอันเบ้ืองต้น ท่ามกลาง และเบอ้ื งปลายไมไ่ ด้ กต็ อ้ งกา้ วขา้ มใหพ้ น้ จากวฏั ฏะดงั กลา่ วดว้ ยการยดึ เอา พระนิพพานเป็นอุดมคตสิ งู สุดของชวี ติ อน่งึ ในมหาสาโรปมสตู ร มขี อ้ อุปมาคาสอนของพระพุทธเจา้ เสมอื นต้นไม้ ใหญ่ ต้นไมน้ ้ีประกอบดว้ ยส่วนประกอบต่างๆ ท่เี ป็นหลกั 5 ประการ 1) กงิ่ และใบ 2) สะเกด็ 3) เปลอื ก 4) กระพ้ี และ 5 แก่น ลาภสกั การะ ความสรรเสรญิ เปรยี บเหมอื นกง่ิ และใบ, ศลี เปรยี บเหมอื นสะเก็ดของต้นไม,้ สมาธเิ ปรยี บเหมอื นกบั เปลอื กไม,้ ญาณ ทศั นะเปรยี บเหมอื นกบั กระพ้ขี องไม้ ส่วนวมิ ุตตคิ อื ความหลุดพ้นเปรยี บเหมอื นกบั แก่นของไม้ 4.4.2 โลกิยสขุ : ความสขุ ของผคู้ รองเรอื น พุทธปรชั ญาพูดถงึ สุขไว้หลายมติ ิ เช่น สุขของคฤหสั ถ์-สุขของบรรพชติ , กามสุข-เนกขมั มสุข, สุขมอี ุปธิ-สุขไม่มอี ุปธ,ิ สุขท่มี อี าสวะ-สุขท่ไี ม่มอี าสวะ, สุขอิง อามสิ -สขุ ไมอ่ งิ อามสิ , สขุ ของพระอรยิ ะ-สขุ ของผทู้ ไ่ี มใ่ ช่อารยิ ะ, สุขทางกาย-สุขทางใจ, สุขมปี ิต-ิ สุขไมม่ ปี ีต,ิ สุขทเ่ี กดิ จากความยนิ ด-ี สุขท่เี กดิ จากอุเบกขา, สมาธสิ ุข-อสมาธิ สุข, สุขทเ่ี กดิ จากฌานมปี ีตเิ ป็นอารมณ์-สุขจากฌานไมม่ ปี ีตเิ ป็นอารมณ์, สุขจากฌาน 295 ข.ุ ปฏ.ิ ไทย) 31/10/18.
99 มีความยินดีเป็นอารมณ์-สุขจากฌานมีอุเบกขาเป็นอารมณ์, สุขท่ีมีรูปฌานเป็น อารมณ์-สุขทม่ี อี รปู ฌานเป็นอารมณ์296 ครงั้ หน่ึง มผี ูเ้ ขา้ ไปถามพระพุทธเจา้ ว่า “อะไรเล่าเป็นเคร่อื งปล้มื ใจท่สี ุด ของคนในโลกน้ี อะไรเล่าทบ่ี ุคคลประพฤติดแี ล้วนาความสุขมาให้ อะไรเล่าเป็นรสท่ี ดกี ว่ารสทงั้ หลาย บุคคลมคี วามเป็นอยอู่ ย่างไร นักปราชญจ์ งึ กล่าวว่ามชี วี ติ ประเสรฐิ ” 297 พระพุทธเจา้ ตรสั ตอบต่อปญั หาน้ีว่า “ศรทั ธาเป็นทรพั ยเ์ ครอ่ื งปลม้ื ใจทป่ี ระเสรฐิ สุด ของคนในโลกน้ี ธรรมทบ่ี ุคคลประพฤตดิ แี ลว้ นาความสุขมาให้ สจั จะเท่านนั้ เป็นรสท่ี ดีกว่ารสทงั้ หลาย บุคคลมีความเป็นอยู่ด้วยปญั ญา นักปราชญ์จึงกล่าวว่ามีชีวิต ประเสรฐิ ” 298 บาลแี สดงความพระพุทธพจน์ตอนน้วี ่า กึ สธู วติ ฺต ปรุ สิ สฺส เสฏฺฐ กึ สุ สจุ ณิ ฺณ สขุ มาวหาต.ิ กึ สุ หเว สาทตุ ร รสาน กถ ชวี ึ ชวี ติ มาหุ เสฏฺฐ299 บาลบี ทน้ีสะท้อนให้เห็นอุดมคติชวี ติ ในทางพุทธปรชั ญา ซ่งึ วางไว้เป็น ระบบ และเป็นชนั้ ๆ ตงั้ แต่พ้นื ฐานจนถึงความเป็นชวี ติ ประเสรฐิ ซ่งึ บาลีใช้คาว่า “เสฏฐ” หมายถงึ ประเสรฐิ ทส่ี ุด ถา้ พจิ ารณาคาน้ีใหด้ จี ะเหน็ ว่ามชี นั้ อยใู่ นตวั เอง เพราะ ในทางภาษาบาลี คาวิเศษจะมี 3 ชนั้ คือชนั้ ปกติ ชัน้ วิเสส และชัน้ อติวิเสส นัน่ หมายความว่า ชวี ติ ในอุดมคตติ ามทศั นะพุทธปรชั ญาสามารถแบ่งได้ 3 ระดบั คอื 1) ระดบั ธรรมดาหรอื อาจเรยี กว่าเป็นระดบั ต้น 2) ระดบั ปานกลาง และ 3) ระดบั สูงสุด โดยทท่ี งั้ 3 ระดบั น้ผี กู ตดิ กบั หลกั การสาคญั 4 ประการ ไดแ้ ก่ 1) มศี รทั ธา 2) ประพฤตธิ รรม 3) มสี จั จะ 4) มชี วี ติ อยดู่ ว้ ยปญั ญา ประเด็นคาถามต่อไปก็คือ ทาไมพุทธปรัชญาจึงถือว่า หลักการ 4 ประการน้ี เป็นอุดมคติ เราจะพจิ าณาเหตุผลโดยใชห้ ลกั ฐานทม่ี อี ย่โู ดยทวั่ ไปในคมั ภรี ์ 296 ว.ิ ม. ไทย) 4/13/21. 297 ข.ุ อติ .ิ ไทย) 25/183/543. 298 ข.ุ อติ .ิ ไทย) 25/184/543. 299 ข.ุ อติ .ิ ไทย) 25/184/.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144