141 บทที่ 6 การพฒั นาการบริหารในประเทศไทย บทนา การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในช่วงศตวรรษที่ 21 ก่อใหเ้ กิดความเคลื่อนไหว แรงผลกั ดนั ใน เร่ืองของการปรับเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐ ภายใตก้ รอบแนวคิดระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และระบบทุนนิยมแบบเสรี อนั ประกอบไปด้วย การส่งเสริมพฒั นาเป็ นรัฐบาลหรือภาคราชการที่มี การบริหารกิจการบ้านเมืองท่ีดี การเปิ ดให้ระบบตลาดเป็ นกลไกท่ีมีบทบาทในการดาเนินการทาง เศรษฐกิจและสังคมรวมท้งั การเพิ่มบทบาทและส่งเสริมใหเ้ ครือข่ายองคก์ รประชาสังคมเขา้ มามีบทบาท ในกระบวนการ นโยบายสาธารณะ และการแกไ้ ขปัญหาของสังคมการเมืองเพม่ิ ข้ึน สาหรับประเทศไทยการบริหารงานราชการ ยึดหลักการรวมอานาจไวท้ ี่ส่วนกลางและ หลกั การแบ่งอานาจไปใหส้ ่วนภูมิภาคมาโดยตลอด กล่าวคือ รัฐบาลไดใ้ ชห้ ลกั การรวมอานาจและ หลกั การแบ่งอานาจผสมผสานกนั ไป ทาให้รัฐบาลสามารถควบคุมไดท้ ุกส่วนของประเทศโดยผา่ น ตวั แทนของตนในส่วนภูมิภาค มีผลทาให้การบริหารประเทศมีเอกภาพ และมีความมนั่ คงจนถึง ปัจจุบนั น้ี ส่วนหลกั การกระจายอานาจให้ประชาชนในทอ้ งถิ่นปกครองกนั เองน้นั เป็ นหลกั ใหม่ ตามอุดมการณ์ของประชาธิปไตยภายหลงั การปฏิวตั ิเปล่ียนแปลงการปกครองประเทศ เม่ือปี พ.ศ. 2475 และต่อมาได้มีพระราชบัญญัติการกระจายอานาจเพ่ือเน้นการให้บริการสาธารณะแก่ ประชาชนใหต้ รงกบั ปัญหาและความตอ้ งการมากที่สุด การบริหารราชการไทยปัจจุบัน สมาน รังสิโยกฤษฎ,์ (2546) กล่าวถึง การบริหารราชการไทยปัจจุบนั ดงั น้ี 1. หลกั การทว่ั ไปในการจัดระเบียบบริหาร การจดั ระเบียบบริหารราชการน้นั โดยปกติแลว้ ประเทศต่าง ๆ จะใชห้ ลกั อยู่ 2 หลกั ควบคู่กนั ไป คือ หลกั การรวมอานาจ (Centralization) ซ่ึงเป็ นหลกั ท่ีใชใ้ นการจดั ระเบียบบริหาร ราชการส่วนกลาง อนั ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ในส่วนกาง และหลกั การกระจาย อานาจ (Decentralization) ซ่ึงเป็ นหลักท่ีใช้ในการจดั ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น โดย การกระจายอานาจหรือโอนอานาจในการดาเนินกิจการบางอยา่ งไปใหอ้ งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน ไปดาเนินการโดยตนเอง
142 อย่างไรก็ตาม ในหลกั การรวมอานาจน้ัน ยงั มีหลกั ในการจดั ระเบียบบริหารราชการ แยกย่อยออกไปอีกลกั ษณะหน่ึง เรียกวา่ หลกั การแบ่งอานาจ (Deconcentration) ซ่ึงเป็ นหลกั ใช้ ในการจดั ระเบียบบริหารราชการส่วนภมู ิภาค โดยจะใชเ้ ฉพาะในกรณีที่มีความจาเป็นจะตอ้ งมี การแบ่งหรือมอบอานาจในการบริหารราชการบางอยา่ งจากส่วนกลางไปให้หน่วยราชการหรือ ตวั แทน (Agent) ของส่วนกลางท่ีอยใู่ นส่วนภูมิภาคเท่าน้นั ในปัจจุบนั น้ีก็มีใชอ้ ยเู่ พยี งประเทศ คือ ประเทศฝรั่งเศสและประเทศไทยเท่าน้นั ซ่ึงหลกั การน้ีมีแนวโน้มที่จะไม่มีความสาคญั อีกต่อไป ท้งั น้ีเนื่องจากกระแสประชาธิปไตย และกระแสกระจายอานาจมีความรุนแรงท้งั ภายในและ ภายนอกประเทศ กล่าวโดยสรุปแลว้ หลกั การทว่ั ไปในการจดั ระเบียบบริหารราชการของไทยปัจจุบนั ใช้ 3 หลกั คือ หลกั การรวมอานาจ หลกั การแบ่งอานาจ และหลกั การกระจายอานาจ โดยมีลกั ษณะ สาคญั ดงั ต่อไปน้ี 1.1 หลกั การรวมอานาจ เป็ นหลกั ในการจดั ระเบียบบริหารราชการโดยการรวมอานาจใน การบริหารไวท้ ี่ส่วนราชการต่าง ๆ ในส่วนกลาง อนั ไดแ้ ก่ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ โดยส่วน ราชการในส่วนกลางแต่งต้งั ข้าราชการและเจา้ หน้าที่ซ่ึงมีสายบงั คบั บญั ชาเป็ นลาดบั ช้ันออกไป ปฏิบตั ิงานในทุกส่วนของประเทศ ภายใตก้ ารควบคุมบงั คบั บญั ชาและวินิจฉยั สั่งการจากส่วนกลาง ดงั น้นั ภายใตห้ ลกั ในการจดั ระเบียบบริหารราชการน้ี อานาจและความรับผิดชอบสูงสุดจึงอยกู่ บั ผูบ้ งั คบั บญั ชาในส่วนกลาง ซ่ึงไดแ้ ก่ คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลดั กระทรวง อธิบดี ขา้ ราชการและเจา้ หนา้ ท่ีระดบั รอง ๆ ลงมา หลกั การรวมอานาจในการบริหารไวท้ ่ีส่วนกลาง มีขอ้ ดีหลายประการ เช่น เป็ นหลกั ท่ีทา ให้การบริหารประเทศมีเอกภาพ ง่ายต่อการรักษาความม่นั คงและความสงบเรียบร้อยภายใน เน่ืองจากมีการควบคุมบงั คบั บญั ชากนั เป็ นลาดบั ช้นั เป็ นหลกั ที่อานวยประโยชน์แก่ประชาชนใน ทุกพ้ืนท่ีอยา่ งเสมอหนา้ กนั โดยไม่มีอคติ เพราะส่วนกลางจะมุ่งแต่ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ มากกว่าท่ีจะมุ่งเอ้ือประโยชน์แก่ท้องถ่ินหน่ึงเป็ นการเฉพาะ เป็ นหลักท่ีทาให้สามารถระดม ทรัพยากร กาลงั คน เคร่ืองมือเคร่ืองใชจ้ ากพ้ืนท่ีต่าง ๆ ไดโ้ ดยง่าย และสามารถใชท้ รัพยากรเหล่าน้ี รวมกนั หรือสบั เปลี่ยนกนั ไปใชใ้ นพ้นื ท่ีที่มีความจาเป็นได้ ซ่ึงทาใหเ้ กิดการประหยดั เป็นตน้ อย่างไรก็ตาม หลักการรวมอานาจในการบริหารไวท้ ี่ส่วนราชการต่าง ๆ ในส่วนกลาง ท้งั หมดจะกระทาไดก้ ็แต่ในประเทศท่ีมีพ้ืนท่ีไม่กวา้ งขวางใหญ่โตมากนกั และสภาพพ้ืนตลอดจน ความเป็ นอย่ขู องประชาชนไม่มีปัญหาและความตอ้ งการท่ีแตกต่างสลบั ซับซ้อนจนเกินไปแต่ใน กรณีที่เป็ นประเทศซ่ึงมีอาณาเขตกวา้ งขวาง และมีประชาชนหนาแน่น หลกั การรวมอานาจไวท้ ี่ ส่วนกลางจะทาใหเ้ กิดผลเสียหลายประการ เช่น เป็นหลกั ที่ทาใหส้ ่วนกลางจะตอ้ งรับภาระในเรื่อง ปลีกยอ่ ยต่าง ๆ ทุกเร่ือง จนกระทงั่ ไม่สามารถบริหารในระดบั นโยบายดีเทา่ ท่ีควร เป็นหลกั ท่ีทาให้
143 เกิดความล่าชา้ ในการดาเนินงาน เนื่องจากตอ้ งรอการวนิ ิจฉยั สัง่ การจากส่วนกลาง ซ่ึงบางคร้ังไม่ทนั ตอ่ ความตอ้ งการของผรู้ ับบริการ เป็นตน้ 1.2 หลกั การแบ่งอานาจ เป็ นหลกั ในการจดั ระเบียบบริหารราชการเพ่ือที่จะแกป้ ัญหาหรือ ขอ้ เสียของหลกั การรวมอานาจในการบริหารไวท้ ี่ส่วนกลางดงั ไดก้ ล่าวมาแลว้ จึงไดม้ ีการแบ่งหรือ มอบอานาจในการบริ หารราชการบางอย่างจากส่ วนกลางไปให้หน่ วยราชการในส่ วนภูมิภาคมี อานาจตดั สินใจบงั คบั บญั ชาและวนิ ิจฉยั ส่งั การไดใ้ นระดบั หน่ึง หลกั การแบ่งอานาจในการบริหารราชการไปให้ส่วนภูมิภาคยงั ถือวา่ เป็ นการจดั ระเบียบ บริหารราชการตามหลกั การรวมอานาจ เป็ นแต่เพียงมีการแบ่งพ้ืนที่ของประเทศออกเป็ นเขตการ บริหารระดบั ต่าง ๆ แลว้ ส่วนกลางก็ส่งขา้ ราชการและเจา้ หนา้ ที่ออกไปปฏิบตั ิงานประจาเขตพ้ืนท่ี ตา่ ง ๆ ดงั กล่าว โดยขา้ ราชการและเจา้ หนา้ ที่เหล่าน้ีจะไดร้ ับการแบ่งหรือมอบอานาจในการวนิ ิจฉยั สง่ั การบางเร่ืองในขอบเขตที่แน่นอนจากส่วนราชการเจา้ สงั กดั ในส่วนกลาง และการแบ่งหรือมอบ อานาจน้ี ส่วนกลางจะเรียกคืนหรือเพิกถอนเปล่ียนแปลงการใชด้ ุลยพินิจส่ังการของขา้ ราชการและ เจา้ หน้าที่ในส่วนภูมิภาคไดโ้ ดยง่ายและอย่างกวา้ งขวาง และในเรื่องใดที่มิไดม้ ีการมอบอานาจไว้ ขา้ ราชการและเจา้ หนา้ ที่ในส่วนภูมิภาคกย็ งั ตอ้ งฟังคาส่งั จากส่วนกลางก่อน หลกั การแบ่งอานาจในการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคน้นั มีขอ้ ดีที่สามารถให้บริการ ประชาชนในพ้ืนที่ไดอ้ ย่างรวดเร็ว การให้บริการทุกเร่ืองจะเป็ นไปโดยเสมอภาคกนั ซ่ึงเป็ นขอ้ ดี ของหลกั การรวมอานาจไวท้ ี่ส่วนกลางดงั ไดก้ ล่าวมาแลว้ แต่ก็ยงั มีขอ้ เสียที่ไม่สามารถให้บริการท่ี ตรงกบั ความตอ้ งการของประชาชน และสอดคลอ้ งกบั สภาพปัญหาของทอ้ งถิ่นซ่ึงแตกต่างกนั ได้ 1.3 หลกั การกระจายอานาจ เป็ นหลกั ในการจดั ระเบียบบริหารราชการโดยการกระจาย หรือโอนอานาจในการบริหารไปใหอ้ งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่นไปดาเนินการโดยตนเอง มีความ เป็ นอิสระ (Autonomy) ในการดาเนินกิจการที่อย่ใู นอานาจหนา้ ท่ีของตนตามที่กฎหมายให้อานาจ ไว้ กล่าวคือ ไม่ตอ้ งอยู่ภายใตก้ ารควบคุมบงั คบั บญั ชาโดยตรงจากส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค เพียงแต่ส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคจะคอยกากบั ดูแลให้เป็ นไปตามนโยบาย กฎและระเบียบของ ส่วนกลางเท่าน้นั การจดั ระเบียบบริหารราชการตามหลกั การกระจายอานาจท่ีเป็นการลดอานาจของ ส่วนกลางหรือเพิ่มอานาจใหป้ ระชาชนในทอ้ งถ่ินสาหรับกิจการบางอยา่ งท่ีกระจายหรือโอนอานาจ ไปให้องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ินไปดาเนินการเอง มิใช่เป็ นเพียงการแบ่งหรือมอบอานาจเหมือน หลกั การแบง่ อานาจในการบริหารใหห้ น่วยราชการในส่วนภูมิภาค การกระจายอานาจในการบริหารเป็ นหลกั ในการจดั ระเบียบบริหารราชการที่มีประโยชน์ หลายประการ เช่น เป็นหลกั ที่ทาใหม้ ีความคล่องตวั ในการตอบสนองความตอ้ งการของประชาชน ไดด้ ีกวา่ หลกั การรวมอานาจและหลกั การแบ่งอานาจ โดยเฉพาะในเร่ืองท่ีเป็ นปัญหาเฉพาะของ ทอ้ งถ่ินและไม่มีความสลบั ซบั ซ้อนมากนกั เป็ นหลกั ท่ีจะช่วยแบ่งเบาภาระบางอยา่ งไปให้ทอ้ งถ่ิน
144 ดาเนินการเอง เป็ นหลักท่ีจะเป็ นการเก้ือหนุนส่ งเสริ มการพัฒนาทางการเมืองในระบบ ประชาธิปไตยท่ีสาคญั ท่ีสุดทางหน่ึง เป็นตน้ อยา่ งไรก็ตาม หลกั การกระจายอานาจในการบริหารมีขอ้ เสียเช่น เป็ นหลกั ท่ีจะทาให้มีการ ต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มต่าง ๆ จนทาให้เกิดความขดั แยง้ กนั ในทอ้ งถิ่นได้ อนั จะเป็ นผลให้ การดาเนินกิจการของทอ้ งถ่ินไม่อาจดาเนินไปดว้ ยดี เป็ นหลกั ท่ีทาใหเ้ กิดความสิ้นเปลืองมากกวา่ หลักการรวมอานาจ เพราะต้องจ้างเจา้ หน้าที่ จดั ซ้ือเคร่ืองมือเครื่องใช้ต่างๆที่จาเป็ นของแต่ละ ทอ้ งถ่ิน โดยไม่อาจสับเปล่ียนหรือใชร้ ่วมกบั ทอ้ งถิ่นไดโ้ ดยง่ายซ่ึงจะเป็ นปัญหาอยา่ งมากในกรณีท่ี มีสภาพทางเศรษฐกิจแตกตา่ งกนั มาก 2. การจัดระเบยี บบริหารราชการไทย สาหรับประเทศไทยใชห้ ลกั ในการจดั ระเบียบบริหารราชการท้งั 3 หลกั ตามที่กาหนด ไวใ้ นพระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการแผน่ ดิน พ.ศ. 2534 และท่ีแกไ้ ขเพิ่มเติมจนถึงฉบบั ที่ 5 พ.ศ. 2545 มีรายละเอียด ดงั ต่อไปน้ี 2.1 ก าร จั ด ระ เบี ย บ บ ริ ห ารราช ก ารส่ ว น ก ล าง (Central Administration) ตามพระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการแผน่ ดิน พ.ศ. 2534 และที่แกไ้ ขเพ่ิมเติมจนถึงฉบบั ท่ี 5 พ.ศ. 2545 ให้จดั ระเบียบบริหารราชการส่วนกลางออกเป็ น สานกั นายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือ ทบวงซ่ึงมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง ทบวงซ่ึงสังกดั สานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง และกรม หรือส่วนราชการท่ีเรียกช่ืออยา่ งอ่ืนและมีฐานะเป็ นกรม โดยมีสาระสาคญั โดยสรุป ดงั ตอ่ ไปน้ี 2.1.1 สานักนายกรัฐมนตรี ฐานะเป็ นกระทรวง อยู่ภายใตก้ ารบงั คบั บญั ชาของ นายกรัฐมนตรี ซ่ึงทาหนา้ ท่ีเป็ นเครื่องมือของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในเรื่องท่ีเป็ นหัวใจ ของการบริหารราชการ เช่น การวางแผนและพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติการกาหนด นโยบายและการดาเนินการเกี่ยวกบั การบริหารงานบุคคลสาหรับขา้ ราชการและเจา้ หน้าที่ของรัฐ การบริหารงบประมาณแผ่นดิน การเร่งรัดและติดตามผลการดาเนินงานของส่วนราชการต่าง ๆ รวมท้ังกิจการที่ไม่อยู่ในอานาจหน้าท่ีของกระทรวง ทบวง กรมใด นอกจากน้ัน สานัก นายกรัฐมนตรียงั มีรัฐวสิ าหกิจในสงั กดั จานวน 1 แห่ง คือ องคก์ ารสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) และมีหน่วยงานอิสระที่ไม่ใช้กฎระเบียบของทางราชการจานวน 1 หน่วยงาน คือ สานกั งานกองทุนสนบั สนุนงานวจิ ยั (สกว.) 2.1.2 กระทรวงหรื อทบวงซ่ึ งมี ฐาน ะเที ยบเท่ากระทรวง ห ลังจากยุบ ทบวงมหาวิทยาลยั ไปรวมกบั กระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่ไดม้ ีการจดั ต้งั หน่วยงานระดบั ทบวงซ่ึงมี ฐานะเทียบเท่ากระทรวงข้ึนมาใหม่แต่อย่างใด ปัจจุบัน ได้มีการแบ่งส่วนราชการออกเป็ น หน่วยงานระดบั กระทรวง จานวน 19 กระทรวง (ไม่รวมสานกั นายกรัฐมนตรี) ดงั น้ี
145 2.1.2.1 กระทรวงกลาโหม 2.1.2.2 กระทรวงการคลงั 2.1.2.3 กระทรวงการต่างประเทศ 2.1.2.4 กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา 2.1.2.5 กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย์ 2.1.2.6 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.1.2.7 กระทรวงคมนาคม 2.1.2.8 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม 2.1.2.9 กระทรวงเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร 2.1.2.10 กระทรวงพลงั งาน 2.1.2.11 กระทรวงพาณิชย์ 2.1.2.12 กระทรวงมหาดไทย 2.1.2.13 กระทรวงยตุ ิธรรม 2.1.2.14 กระทรวงแรงงาน 2.1.2.15 กระทรวงวฒั นธรรม 2.1.2.16 กระทรวงวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2.1.2.17 กระทรวงศึกษาธิการ 2.1.2.18 กระทรวงสาธารณสุข 2.1.2.19 กระทรวงอุตสาหกรรม
146 สานกั นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี สานกั เลขาธิการนายกรัฐมนตรี สานกั งานปลดั องคก์ าร สานกั เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สานกั นายกรัฐมนตรี สื่อสาร มวลชนแห่ง สานกั ข่าวกรองแห่งชาติ กรมประชาสมั พนั ธ์ ประเทศไทย สานกั งบประมาณ สานกั งานคณะกรรมการ สานกั งาน สานกั งานสภาความมน่ั คงแห่งชาติ คุม้ ครองผบู้ ริโภค กองทุน สนบั สนุนการ สานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา วจิ ยั ฯ สานกั งานคณะกรรมการ ขา้ ราชการพลเรือน สานกั งานคณะกรรมการพฒั นา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สานกั งานคณะกรรมการ พฒั นาระบบราชการ ภาพที่ 6.1 การจดั โครงสร้างส่วนราชการของสานกั นายกรัฐมนตรี 2.2 การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค (Provincial Administration) เป็ นการจดั ระเบียบบริหารราชการตามหลกั การแบ่งอานาจโดยส่วนกลางแบ่งอานาจในการบริหารราชการ บางอยา่ งไปให้หน่วยราชการหรือตวั แทนของส่วนกลางในส่วนภูมิภาค โดยให้มีอานาจตดั สินใจ บงั คบั บญั ชา และวินิจฉยั ส่ังการแทนส่วนกลางไดใ้ นระดบั หน่ึง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค
147 ตามพระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ให้จดั ระเบียบบริหารราชการส่วน ภมู ิภาคออกเป็ น จงั หวดั และอาเภอ ส่วนการจดั ระเบียบการบริหารราชการในระดบั ต่ากวา่ อาเภอให้ เป็ นไปตามพระราชบญั ญตั ิลกั ษณะปกครองทอ้ งท่ี พ.ศ. 2475 ซ่ึงให้แบ่งเขตอาเภอออกเป็ นตาบล และหม่บู า้ น ซ่ึงมีสาระสาคญั โดยสรุปดงั น้ี 2.2.1 จงั หวดั เขตจงั หวดั จะประกอบดว้ ยทอ้ งที่หลาย ๆ อาเภอ และมีฐานะเป็นนิติ บุคคล การจดั ต้งั ยบุ และเปลี่ยนแปลงเขตจงั หวดั ตอ้ งตราเป็นพระราชบญั ญตั ิ จงั หวดั มีผวู้ ่าราชการจงั หวดั เป็ นผูร้ ับนโยบายและคาส่ังจากนายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็ นหัวหนา้ รัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบตั ิการให้เหมาะสมกบั ทอ้ งท่ีและประชาชน และเป็ นหวั หนา้ บงั คบั บญั ชาบรรดาขา้ ราชการฝ่ ายบริหาร ซ่ึงปฏิบตั ิหนา้ ที่ใน ส่วนภูมิภาคในเขตจงั หวดั มี รองผูว้ ่าราชการจงั หวดั และปลดั จงั หวดั เป็ นผูช้ ่วย ท้งั ผวู้ ่าราชการ จงั หวดั และรองผวู้ ่าราชการจงั หวดั สังกดั สานกั งานปลดั กระทรวง กระทรวงมหาดไทย ส่วนปลดั จงั หวดั สงั กดั กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในแต่ละจงั หวดั มีคณะกรรมการจังหวดั ทาหน้าท่ีเป็ นท่ีปรึกษาของผู้ว่า ราชการจงั หวดั ในการบริหารราชการแผ่นดินในจงั หวดั น้ัน และให้ความเห็นชอบในการจดั ทา แผนพฒั นาจงั หวดั ตลอดจนปฏิบตั ิหนา้ ที่ตามท่ีกฎหมายหรือมติของคณะรัฐมนตรีกาหนด คณะกรรมการจงั หวดั ซ่ึงพระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการแผน่ ดิน พ.ศ. 2534 ได้รับการปรับปรุงองค์ประกอบใหม่ให้มีขนาดเล็กลงน้ัน จะประกอบด้วย ผูว้ ่าราชการ จงั หวดั เป็ นประธาน รองผูว้ ่าราชการจงั หวดั คนหน่ึงตามที่ผูว้ ่าราชการจงั หวดั มอบหมาย ปลดั จงั หวดั อยั การจงั หวดั หัวหน้าตารวจภูธรจงั หวดั และหัวหน้าส่วนราชการประจาจงั หวดั จาก กระทรวงและทบวงต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกาหนด เป็ นกรมการจงั หวดั โดยมีหัวหน้าสานักงาน จงั หวดั เป็นกรมการจงั หวดั และเลขานุการ อาน าจห น้าที่ ของผู้ว่าราชการจังห วัดที่ ส าคัญ อีก ป ระก ารห น่ึ งคื อ การประสานงานและร่วมมือกบั ขา้ ราชการทหาร ข้าราชการฝ่ ายตุลาการ ขา้ ราชการฝ่ ายอยั การ ขา้ ราชการพลเรือนในมหาวิทยาลยั ขา้ ราชการในสานักงานตรวจเงินแผ่นดิน และขา้ ราชการครู ผตู้ รวจราชการและหัวหนา้ ส่วนราชการในระดบั เขตหรือภาค ในการพฒั นาจงั หวดั หรือป้ องปัดภยั พิบตั ิสาธารณะ นอกจากน้ันได้มีการเพ่ิมอานาจหน้าท่ีของผูว้ ่าราชการจงั หวดั เพ่ือให้จงั หวดั สามารถแก้ไขปัญหาตามความต้องการของประชาชน คือ ให้จังหวดั เสนองบประมาณต่อ กระทรวงที่เกี่ยวขอ้ งตามโครงการหรือแผนพฒั นาจงั หวดั และรายงานใหก้ ระทรวงมหาดไทยทราบ กาหนดใหแ้ บง่ ส่วนราชการของจงั หวดั ออกเป็น 2.2.1.1 สานกั งานจงั หวดั มีหนา้ ท่ีเก่ียวกบั ราชการทวั่ ไป และการวางแผน พัฒนาจงั หวดั ของจังหวดั น้ัน มีหัวหน้าสานักงานจงั หวดั เป็ นผูบ้ ังคบั บัญชาข้าราชการและ รับผดิ ชอบในการบริหารราชการของสานกั งานจงั หวดั
148 2.2.1.2 ส่วนตา่ ง ๆ ซ่ึงกระทรวง ทบวง กรม ไดต้ ้งั ข้ึน มีหนา้ ท่ีเกี่ยวกบั ราชการของกระทรวง ทบวง กรม น้นั ๆ มี หวั หนา้ ส่วนราชการประจาจงั หวดั น้นั ๆ เป็น ผปู้ กครองบงั คบั บญั ชารับผดิ ชอบ 2.2.2 อาเภอ ส่วนราชการในส่วนภมู ิภาคท่ีรองลงมาจากจงั หวดั ก็คือ อาเภอ ซ่ึงจะประกอบดว้ ยทอ้ งท่ีหลาย ๆ ตาบล การต้งั ยุบ และเปลี่ยนแปลงเขตอาเภอ กระทาไดโ้ ดย ตราเป็ นพระราชกฤษฎีกา อาเภอ มีนายอาเภอ ซ่ึงสงั กดั กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็ นหวั หนา้ ปกครองบงั คบั บญั ชาขา้ ราชการในอาเภอ และรับผดิ ชอบการบริหารราชการของอาเภอ นอกจาก อาเภอแลว้ ยงั มี ปลดั อาเภอ และหัวหน้าส่วนราชการประจาอาเภอ ซ่ึงกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ส่งมาประจาให้ปฏิบัติหน้าที่เป็ นผูช้ ่วยเหลือนายอาเภอและมีอานาจบังคับบญั ชา ขา้ ราชการฝ่ ายบริหารส่วนภูมิภาค ซ่ึงสังกดั กระทรวง ทบวง กรมน้ัน ในอาเภอน้ันโครงสร้าง การแบ่งส่วนราชการของอาเภอน้ัน พระราชบญั ญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กาหนดใหแ้ บ่งส่วนราชการของอาเภอออกเป็น 2.2.2.1 สานกั งานอาเภอ มีหนา้ ท่ีเก่ียวกบั ราชการทว่ั ไปของอาเภอน้นั ๆ มีนายอาเภอเป็นผปู้ กครองบงั คบั บญั ชาขา้ ราชการและรับผดิ ชอบ 2.2.2.2 ส่วนตา่ ง ๆ ซ่ึงกระทรวง ทบวง กรมไดต้ ้งั ข้ึนในอาเภอน้นั มีหนา้ ท่ี เกี่ยวกับราชการของกระทรวง ทบวง กรม น้ัน มีหัวหน้าส่ วนราชการประจาอาเภอน้ัน เป็ นผูป้ กครองบงั คบั บญั ชารับผิดชอบ อาเภอใดมีทอ้ งท่ีกวา้ งขวาง ตรวจตราตลอดทอ้ งที่ไดย้ าก แต่มีประชาชนไม่มากนกั ที่จะจดั ต้งั เป็ นอาเภอออกเป็ น ก่ิงอาเภอ เพื่อความสะดวกในการบริหาร ราชการของอาเภอ 2.2.3 ตาบล หน่วยงานบริหารราชการในส่วนภูมิภาคที่รองลงมาจากอาเภอ ก็คือ ตาบล ซ่ึงจะประกอบดว้ ยหมู่บา้ นรวมกนั ต้งั แต่ 5 หมูบ่ า้ นข้ึนไป จดั ต้งั ข้ึนโดยประกาศ กระทรวงมหาดไทย ตาบลมีกานันเป็ นหัวหน้า ได้รับคาตอบแทนเป็ นรายเดือน ซ่ึงมิใช่เงิน งบประมาณประเภทเงินเดือนตามที่กระทรวงมหาดไทยกาหนด กานันเป็ นผูไ้ ด้รับการเลือกต้งั จากผใู้ หญ่บา้ นโดยนายอาเภอเป็ นผจู้ ดั ใหม้ ีการเลือกต้งั กานนั รับสมคั รจากผใู้ หญ่บา้ นในตาบลน้นั โดยกานนั ที่ไดร้ ับเลือกต้งั ต้งั แต่วนั ที่ 7 กรกฎาคม 2535 มีวาระการดารงตาแหน่ง 5 ปี ส่วนผทู้ ่ี ดารงตาแหน่งอยูแ่ ลว้ หรือเป็ นผใู้ หญ่บา้ นท่ีดารงตาแหน่งอยกู่ ่อนวนั ท่ี 7 กรกฎาคม 2535 และ ไดร้ ับเลือกเป็นกานนั ต้งั แต่วนั ท่ี 7 กรกฎาคม 2535 ยงั คงอยใู่ นตาแหน่งตอ่ ไปจนกวา่ จะมีอายคุ รบ 60 ปี บริบูรณ์ นอกจากน้ัน ยงั มีสาเหตุที่กานันจะตอ้ งออกจากตาแหน่งตามท่ีกฎหมายกาหนดไว้ ดว้ ย
149 2.2.4 หมู่บา้ น หน่วยงานบริหารราชการในส่วนภูมิภาคที่เลก็ ที่สุด คือ หมบู่ า้ นซ่ึง ประกอบดว้ ยบ้านหลายบา้ นในทอ้ งที่เดียวกนั โดยยึดหลกั เกณฑ์เพ่ือความสะดวกในการบริการ ประชาชน ดงั น้ี 2.2.4.1 ถา้ เป็นที่ท่ีมีคนอยรู่ วมกนั มาก แมจ้ านวนบา้ นนอ้ ยใหถ้ ือจานวนคน เป็นสาคญั ประมาณ 200 คน เป็น 1 หมูบ่ า้ น 2.2.4.2 ถา้ เป็นท่ีที่มีผคู้ นต้งั บา้ นเรือนอยหู่ ่างไกล ถึงแมจ้ ะมีจานวนคนนอ้ ย ใหถ้ ือ จานวนบา้ น คือประมาณ 5 บา้ น ก็จดั เป็ น 1 หมู่บา้ นได้ ในหมู่บา้ นมี ผูใ้ หญ่บา้ น คนหน่ึง เป็ นหวั หนา้ รับผิดชอบ และมี ผชู้ ่วยผใู้ หญ่บา้ นบริหาร หมู่บา้ นละ 2 คน เวน้ แต่หมู่บา้ นใดมีความ จาเป็ นต้องมีมากกว่า 2 คน ต้องขออนุมตั ิกระทรวงมหาดไทย และผูว้ ่าราชการจงั หวดั อาจ พิจารณาเห็นสมควรใหม้ ี ผชู้ ่วยผใู้ หญบ่ า้ นฝ่ ายรักษาความสงบไดด้ ว้ ย ผูใ้ หญ่บา้ นได้รับคาตอบแทนเป็ นรายเดือน แต่มิใช่เงินงบประมาณ ประเภทเงินเดือนตามท่ีกระทรวงมหาดไทยกาหนด ผใู้ หญ่บา้ นจะไดร้ ับการเลือกต้งั จากประชาชน ในหมู่บา้ น โดยนายอาเภอเป็ นผปู้ ระชุมประชาชนที่มีคุณสมบตั ิตามที่กฎหมายกาหนด และจะมี วาระการดารงตาแหน่งคราวละ 5 ปี เวน้ แต่จะได้รับเลือกต้งั ไปเป็ นผูใ้ หญ่บ้านก่อนวนั ที่ 7 กรกฎาคม 2535 จะสามารถดารงตาแหน่งไปจนกวา่ จะมีอายุครบ 60 ปี บริบูรณ์ นอกจากน้นั ยงั มี สาเหตุที่ผใู้ หญ่บา้ นจะตอ้ งออกจากตาแหน่งที่กฎหมายกาหนดไวด้ ว้ ย การบริหารงานในหมู่บา้ นจะ มี คณะกรรมการหมู่บา้ น ทาหน้าที่ให้คาแนะนาปรึกษาเกี่ยวกบั กิจการที่จะปฏิบตั ิตามหนา้ ท่ีของ ผใู้ หญบ่ า้ น 2.3 การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น (Local Administration) การจดั ระเบียบ บริหารราชการส่วนทอ้ งถิ่นเป็ นการจดั ระเบียบบริหารราชการตามหลกั การกระจายอานาจ ซ่ึงตาม พระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ไดก้ าหนดไวเ้ พียงส้ัน ๆ วา่ ทอ้ งถิ่นใด เห็นสมควรใหป้ ระชาชนมีส่วนในการปกครองส่วนทอ้ งถิ่น ใหจ้ ดั ระเบียบการปกครองเป็นราชการ ส่วนทอ้ งถิ่น โดยให้จดั ระเบียบบริหารราชการส่วนทอ้ งถิ่น ขณะน้ีประเทศไทยมีองคก์ รปกครอง ส่วนทอ้ งถ่ิน จานวน 5 รูปแบบ ดงั น้ี 1. องคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั 2. เทศบาล 3. องคก์ ารบริหารส่วนตาบล 4. กรุงเทพมหานคร 5. เมืองพทั ยา
150 2.3.1 องค์การบริหารส่วนจงั หวดั เป็ นองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นในระดบั เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตาบล จะจดั ต้งั ข้ึนในทุกจงั หวดั (ยกเวน้ กรุงเทพมหานคร) มีเขตพ้ืนท่ี รับผิดชอบเช่นเดียวกบั เขตจงั หวดั ซ่ึงเป็ นการบริหารราชการส่วนภูมิภาคปัจจุบนั (พ.ศ. 2545) มีองค์การบริ หารส่วนจังหวัด 77 แห่งการบริหารราชขององค์การบริหารส่ วนจังหวัดจะ ประกอบดว้ ยสภาองค์การบริหารส่วนจงั หวดั เป็ นฝ่ ายนิติบญั ญตั ิ และนายกองค์การบริหารส่วน จงั หวดั เป็นฝ่ ายบริหาร สมาชิกสภาองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั จะไดร้ ับการเลือกต้งั โดยตรงจากประชาชน ในเขตพ้นื ท่ีจงั หวดั ตามเกณฑจ์ านวนประชาชนในแต่ละจงั หวดั มีวาระการดารงตาแหน่งคราวละ 4 ปี และสมาชิกองค์การบริหารส่วนจงั หวดั จะเลือกสมาชิกดว้ ยกนั เอง เป็ นประธานคนหน่ึง และ รองประธานสภา จานวน 2 คน สมาชิกสภาองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั จะเลือกสมาชิกองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั คนเป็ นนายกองค์การบริหารส่วนจงั หวดั โดยประธานสภาองค์การบริหารส่วนจงั หวดั เป็ นผู้ ประกาศผูท้ ี่ไดร้ ับเลือกเป็ นนายกองค์การบริหารส่วนจงั หวดั และอาจมีรองนายกองค์การบริหาร ส่วนจงั หวดั เป็นผชู้ ่วยก็ได้ อานาจหนา้ ที่ขององคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั โดยที่องคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั เป็นองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ินในระดบั ท่ีสูงกวา่ เทศบาล และองคก์ ารบริหารส่วนตาบล และมีเขต พ้ืนที่รับผิดชอบครอบคลุมพ้ืนที่ท้งั จงั หวดั ดงั น้ัน องค์กรบริหารส่วนจงั หวดั จึงมีอานาจหน้าที่ ดาเนินกิจการภายในเขตจงั หวดั เกี่ยวกบั ตราขอ้ บญั ญตั ิ จดั ทาพฒั นาองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั และ ประสานการจดั ทาแผนพฒั นาจงั หวดั ตามระเบียบท่ีคณะรัฐมนตรีกาหนด สนบั สนุนสภาตาบลและ ราชการส่วนทอ้ งถิ่นอื่นในการพฒั นาทอ้ งถิ่น ประสานและใหค้ วามร่วมมือในการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีของ สภาตาบลและราชการส่วนทอ้ งถ่ิน แบ่งสรรเงินซ่ึงตามกฎหมายจะต้องแบ่งให้สภาตาบลและ ราชการส่วนทอ้ งถิ่นอื่น 2.3.2 เทศบาล เทศบาลเป็ นองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ินที่คุน้ เคยและรู้จกั กนั มากกว่า ราชการส่วนทอ้ งถิ่นอ่ืน ตามพระราชบญั ญตั ิเทศบาล พ.ศ. 2496 (แกไ้ ขเพิ่มเติมถึงฉบบั ที่ 11 พ.ศ. 2543) ไดก้ าหนดรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกบั การจดั ต้งั รูปแบบโครงสร้างองคก์ ารและการบริหาร และอานาจหนา้ ที่ ดงั น้ี 2.3.2.1 การจดั ต้งั เม่ือทอ้ งถิ่นใดมีสภาพอนั สมควรยกฐานะเป็นเทศบาล ใหจ้ ดั ต้งั ทอ้ งถ่ินน้นั เป็นเทศบาลตาบล เทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร ตามท่ีกฎหมายกาหนด โดยถือเกณฑ์ ระดบั ความเจริญและรายได้ ดงั น้ี
151 เทศบาลตาบล ใหจ้ ดั ต้งั ข้ึนในทอ้ งถ่ินที่มีสภาพเป็นชุมชนและมีรายได้ พอสมควรต่อมาไดม้ ีการเปล่ียนฐานะจากสุขาภิบาลข้ึนเป็ นเทศบาลตาบล เทศบาลเมือง ใหจ้ ดั ต้งั ในทอ้ งถิ่นที่เป็นท่ีต้งั ศาลากลางจงั หวดั หรือทอ้ งถ่ิน ที่มีประชาชนต้งั แต่ 10,000 คนข้ึนไป ท้งั รายไดพ้ อควรแก่การที่จะปฏิบตั ิหน้าที่อนั ตอ้ งทาตามที่ กาหนดไวส้ าหรับเทศบาลเมือง เทศบาลนคร ใหจ้ ดั ต้งั ในทอ้ งถิ่นท่ีเป็นชุมชนขนาดใหญ่ท่ีมีประชาชน ต้งั แต่ 50,000 คนข้ึนไป ท้งั มีรายไดพ้ อควรแก่การท่ีจะปฏิบตั ิหนา้ ท่ีอนั ตอ้ งทาตามท่ีกาหนดไว้ 2.3.2.2 การจดั โครงสร้างองคก์ ารและการบริหารงาน ของเทศบาลท้งั 3 ประเภท มีรูปแบบการจดั องคก์ ารและการบริหารงานอยา่ งเดียวกนั คือ จะประกอบดว้ ย สภาเทศบาล เป็ น ฝ่ ายนิติบญั ญตั ิ และ คณะเทศมนตรี เป็นฝ่ ายบริหาร สมาชิกสภาเทศบาลจะไดร้ ับการเลือกต้งั โดยตรงจากประชาชนในเขต เทศบาลน้นั มีวาระการดารงตาแหน่งคราวละ 4 ปี และสมาชิกสภาเทศบาลจะเลือกสมาชิกสภา เทศบาลดว้ ยกนั เองเป็น ประธานสภาเทศบาล คนหน่ึงและรองประธานสภาเทศบาล จานวน 2 คน 2.3.2.3 อานาจหนา้ ที่ เทศบาลจะมีอานาจหนา้ ที่มากนอ้ ยลดหลนั่ กนั ไปตาม ประเภทของเทศบาล ซ่ึงส่วนใหญก่ ็เป็ นเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย การสาธารณูปโภค การ ป้ องกนั และระงบั โรคติดต่อ การป้ องกนั อคั คีภยั การศึกษาอบรม เป็นตน้ 2.3.3 องคก์ ารบริหารส่วนตาบล เป็นองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่นในชุมชนระดบั ชนบท จดั ต้งั ข้ึนโดยการยกฐานะจากสภาตาบลที่มีรายได้ของตนเอง (ไม่รวมเงินอุดหนุนจากรัฐบาล) ปี งบประมาณที่ล่วงมาติดต่อกนั 3 ปี โดยเฉล่ียไมต่ ่ากวา่ ปี ละ 150,00 บาท การบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตาบล จะประกอบด้วย สภาองค์การ บริหารส่วนตาบล เป็นฝ่ ายนิติบญั ญตั ิและคณะกรรมการบริหารส่วนตาบล เป็นฝ่ ายบริหาร สภาองค์การบริหารส่วนตาบลประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท คือ สมาชิกโดยตาแหน่ง ไดแ้ ก่ กานัน ผูใ้ หญ่บ้านของหมู่บ้านในตาบล แพทย์ประจาตาบล และสมาชิกท่ีได้รับเลือกต้ังจาก ประชาชนในเขตองคก์ ารบริหารส่วนตาบลหม่บู า้ นละ2 คน มีวาระการดารงตาแหน่งคราวละ 4 ปี สภาองคก์ ารบริหารส่วนตาบลจะเลือกสมาชิกดว้ ยกนั เองเป็น ประธานสภา คนหน่ึงรองประธานสภา คนหน่ึง และเลขานุการสภาคนหน่ึง โดยนายอาเภอเป็ นผแู้ ต่งต้งั ตามมติ ของสภาองคก์ ารบริหารส่วนตาบล มีวาระการดารงตาแหน่งคราวละ 2 ปี สาหรับคณะกรรมการ บริหารองคก์ ารบริหารส่วนตาบล จะประกอบดว้ ยกานนั เป็ นประธาน (4 ปี แรก) ผใู้ หญ่บา้ นไม่เกิน 2 คน และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตาบลท่ีได้รับเลือกต้งั ไม่เกิน 4 คน ซ่ึงนายอาเภอ เป็ นผูแ้ ต่งต้งั ตามมติของสภาของสภาองคก์ ารบริหารส่วนตาบล มีวาระการดารงตาแหน่งคราวละ 4 ปี โดยประธานสภา รองประธานสภา และเลขานุการสภา จะเป็ นคณะกรรมการบริหาร
152 องคก์ ารบริหารส่วนตาบลในเวลาเดียวกนั ไม่ได้ แต่หลงั จากครบ 4 ปี แรก ประธานคณะกรรมการ บริหารองค์การบริหารส่วนตาบลจะมาจากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตาบล ซ่ึงมาจาก การเลือกต้งั ของประชาชน ส่วนอานาจหนา้ ท่ีขององคก์ ารบริหารส่วนตาบลจะเป็นเร่ืองเก่ียวกบั การพฒั นา ตาบลท้งั ในดา้ นเศรษฐกิจ สังคม และวฒั นธรรม การจดั ให้มีและบารุงรักษาทางน้าและการรักษา ความสะอาดของถนนหนทางและที่สาธารณะ รวมท้งั การกาจดั มูลฝอยและสิ่งปฏิกูล การป้ องกนั โรคและระงบั โรคติดต่อ การป้ องกนั และบรรเทาสาธารณภยั การส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และ วฒั นธรรม การส่งเสริมการพฒั นาสตรี เด็ก เยาวชน ผสู้ ูงอายุ และผพู้ ิการ การคุม้ ครองดูแลและ บารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม ตลอดจนการปฏิบตั ิหน้าท่ีอ่ืนตามที่ทางราชการ มอบหมาย 2.3.4 กรุงเทพมหานคร เป็ นองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นรูปแบบพิเศษ จดั ต้งั ข้ึนตาม พระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 โดยมีสาระสาคญั เกี่ยวกบั รูปแบบการบริหารงานและอานาจหนา้ ที่ ดงั ตอ่ ไปน้ี การบริหารงานของกรุงเทพมหานครจะประกอบดว้ ย สภากรุงเทพมหานคร เป็นฝ่ ายนิติบญั ญตั ิ และผวู้ า่ ราชการกรุงเทพมหานคร เป็นฝ่ ายบริหาร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร จะไดร้ ับเลือกต้งั จากประชาชนในแต่ละเขต โดยถือเกณฑป์ ระชาชน 100,000 คนโดยประมาณต่อ สมาชิก 1 คน มีวาระการดารงตาแหน่งคราวละ 4 ปี และผูว้ ่าราชการกรุงเทพมหานครซ่ึงผูว้ ่า ราชการกรุงเทพมหานครเป็นผแู้ ตง่ ต้งั ไมเ่ กิน 4 คน เป็นผชู้ ่วยในการบริหารงาน อานาจหนา้ ท่ีของกรุงเทพมหานครซ่ึงเป็นองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่นรูปแบบ พิเศษเตม็ พ้ืนท่ีจงั หวดั น้นั มีมากมายหลายดา้ น เช่น การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนการ ทะเบียนต่าง ๆ การป้ องกนั และบรรเทาสาธารณภยั การรักษาความสะอาดและความเป็ นระเบียบ เรียบร้อยของบ้านเมือง การผงั เมือง การจดั ให้มีและบารุงรักษาทางบก ทางน้า ทางระบายน้า การวิศวกรรมจราจร การขนส่ง การจดั ให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้าม ที่จอดรถ การดูแลรักษาที่สาธารณะ การควบคุมอาคาร การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออดั และจดั การเกี่ยวกบั ท่ี อยอู่ าศยั การจดั ให้มีและบารุงรักษาสถานท่ีพกั ผ่อนหย่อนใจ การพฒั นาและอนุรักษ์ส่ิงแวดลอ้ ม การสาธารณูปโภค การสาธารณสุข การอนามยั ครอบครัว การรักษาพยาบาล การจดั ให้มีแล ะ ควบคุมสุสานและฌาปนสถาน 2.3.5 เมืองพทั ยา เป็ นองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นรูปแบบพิเศษอีกรูปแบบหน่ึง จดั ต้งั ข้ึนตามพระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการเมืองพทั ยา พ.ศ. 2542 โดยมีสาระสาคญั เกี่ยวกบั รูปแบบการบริหารงานและอานาจหนา้ ที่ ดงั ตอ่ ไปน้ี การบริหารงานของเมืองพทั ยาจะประกอบดว้ ย สภาเมืองพทั ยา เป็นฝ่ ายนิติ บญั ญตั ิ นายกเมืองพทั ยา เป็ นฝ่ ายบริหาร
153 สภาเมืองพทั ยาจะประกอบดว้ ยสมาชิกจานวน 24 คน ซ่ึงเลือกต้งั โดยราษฎร ผูม้ ีสิทธ์ิเลือกต้งั ในเขตเมืองพทั ยา อนั เป็ นการเลือกต้งั โดยตรงและลบั มีวาระการดารงตาแหน่ง คราวละ 4 ปี สภาเมืองพทั ยาจะเลือกต้งั สมาชิกดว้ ยกนั เองคนหน่ึงเป็นประธานเมืองพทั ยาและรอง ประธานเมืองพทั ยา จานวน 2 คน แลว้ เสนอผูว้ ่าราชการจงั หวดั แต่งต้งั ส่วนนายกเมืองพทั ยา มีการเลือกต้งั โดยราษฎรผูม้ ีสิทธ์ิเลือกต้งั ในเขตเมืองพทั ยา และเป็ นการเลือกต้งั โดยตรง มีวาระ การดารงตาแหน่งคราวละ 4 ปี อานาจหนา้ ที่ของเมืองพทั ยา ซ่ึงเป็นองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ินรูปแบบพิเศษไม่ เตม็ พ้นื ท่ีจงั หวดั น้นั มีอานาจหนา้ ท่ีเช่นเดียวกนั กบั เทศบาลนคร การกระจายอานาจและการปกครองส่วนทอ้ งถิ่นเป็นรากฐานสาคญั ของการให้ สิทธิเสรีภาพในการปกครองตนเองของประชาชน และเป็ นพ้ืนฐานของการพฒั นาระบอบการ ปกครองแบบประชาธิปไตยในระดบั ชาติซ่ึงไดม้ ีการระบุไวใ้ นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540 (ฉบับประชาชน) มาตรา 78 คือ รัฐต้องกระจายอานาจให้ท้องถิ่นพ่ึงตนเองและ ตัดสิ นใจในกิจการท้องถ่ินได้แก่พัฒนาเศรษฐกิจท้องถ่ิน และระบบสาธารณูปโภค และ สาธารณูปการตลอดท้งั โครงสร้างพ้ืนฐานสารสนเทศในท้องถ่ินให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกนั ทั่ว ประเทศรวมท้งั พฒั นาจงั หวดั ที่มีความพร้อมใหเ้ ป็นองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ินขนาดใหญ่ โดยคานึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจงั หวดั น้นั ” นอกจากมาตรา 78 แลว้ ยงั มีการบญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 282-290 ซ่ึงครอบคลุมการกระจาย อานาจและความเป็ นอิสระของการปกครองส่วนทอ้ งถิ่น อนั จะเป็ นหลกั ในการพฒั นาการปกครอง ส่วนทอ้ งถิ่นในอนาคตตอ่ ไป การจดั ระเบียบบริหารราชการไทยในปัจจุบนั สรุปดงั รายละเอียดจาก ภาพดา้ นล่างดงั น้ี
การบริหารราชการ ฝ่ ายบริหาร 154 ส่วนกลาง การบริหารราชการ การบริหารราชการ (การรวมอานาจ) ส่วนภมู ิภาค ส่วนทอ้ งถ่ิน (การแบ่งอานาจ) (การกระจายอานาจ) (1) สานกั นายกรัฐมนตรี จงั หวดั กรุงเทพ องคก์ าร เมือง (2) กระทรวงหรือทบวงซ่ึงมีฐานะ มหานคร บริหาร พทั ยา เทียบเทา่ กระทรวง ส่วนจงั หวดั (3) ทบวงซ่ึงสังกดั สานกั นายกรัฐมนตรีหรือระทรวง เทศบาล (4) กรมหรือส่วนราชการที่เรียกช่ือ อยา่ งอื่นและมีฐานะเป็นกรม สานกั / กอง นคร เมือง ตาบล ส่วน / ฝ่ าย องคก์ ารบริหาร ส่วนตาบล อาเภอ ก่ิงอาเภอ ตาบล หมบู่ า้ น ภาพที่ 6.2 โครงสร้างการจดั ระเบียบบริหารราชการไทยในปัจจุบนั
155 แนวทางการพฒั นาการบริหารงานในประเทศไทย ดร.อารักษ์ พรหมมณี เสนอแนวคิดการบริหารจดั การสมยั ใหม่ส่วนหน่ึงไดร้ ับอิทธิพลมา จากแนวคิดการจดั การนิยม (Managerialism) ซ่ึงเป็นแนวคิดเก่ียวกบั หลกั การบริหารจดั การองคก์ าร สมยั ใหม่ โดยเชื่อวา่ โครงสร้าง กระบวนการ ระบบเทคนิควิธีการ และหน้าท่ีในการบริหารจดั การ มีความเหมือนกนั ท้งั ในภาครัฐและเอกชน หากหลกั การบริหารจดั การสมยั ใหม่เหล่าน้นั สามารถใช้ และประสบความสาเร็จในภาคธุรกิจเอกชนก็มีความเป็ นไปไดท้ ่ีจะนาแนวทางหลกั การบริหาร จดั การดงั กล่าวมาใช้ในองค์การภาครัฐและส่งผลให้ประสบความสาเร็จที่คล้ายกนั เพียงแต่ตอ้ ง คานึงถึงความแตกต่างทางดา้ นปรัชญาการบริหารงาน กล่าวคือ ปรัชญาการบริหารงานภาคธุรกิจ เอกชนมีความมุ่งหมายทางดา้ นผลประโยชน์ส่วนบุคคลท่ีจะไดร้ ับ ขณะที่ภาครัฐอยู่ที่ประโยชน์ สาธารณะของประชาชนท่ีจะไดร้ ับในบริบททางการเมือง ทานองเดียวกนั ภาคธุรกิจเอกชนไมน่ อ้ ยท่ี หยิบยืมคุณค่าการบริหารงานภาครัฐไปใช้ในการบริหารงานโดยเฉพาะทางดา้ นการรับผิดชอบต่อ สังคมท่ีมีเพ่มิ มากข้ึน หลักการบริ หารจัดการสมัยใหม่ท่ีองค์การภาครัฐส่ วนใหญ่นาแนวคิดไปใช้หรื อ ประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ได้แก่ Re-Engineering, Downsizing, Benchmarking, Reinventing, Change Management, Total Quality Management, Good Governances, Balanced Scorecard, Swot Analysis, Strategic Management, Knowledge Management, Results Base Management, แ ล ะ Competencies เป็ นตน้ หลกั การบริหารจดั การสมยั ใหม่ที่กล่าวขา้ งตน้ เป็ นกระแสหน่ึงที่ส่งผลให้ เกิดแนวคิด การบริหารองคก์ ารภาครัฐแนวใหม่ ดงั จะเห็นไดจ้ ากความพยายามที่จะพฒั นาระบบ ราชการไทยโดยใชห้ ลกั การบริหารจดั การสมยั ใหม่อยา่ งจริงจงั และมียทุ ธศาสตร์การพฒั นาที่ชดั เจน ต้งั แต่ พ.ศ.2546 เป็ นตน้ มา ท้งั น้ีเพื่อตอ้ งการใหอ้ งคก์ ารภาครัฐสามารถสร้างคุณภาพการใหบ้ ริการ ประชาชนจนเกิดความพึงพอใจ โครงสร้างองคก์ ารภาครัฐสอดคลอ้ งกบั บทบาทภารกิจและคุม้ ค่า ในการดาเนินการ ขา้ ราชการหรือเจา้ หน้าที่ของรัฐมีขีดความสามารถเป็ นไปตามมาตรฐานการ ทางาน พร้อมกบั มีค่านิยมและวฒั นธรรมการทางานแบบใหม่ รวมท้งั กระบวนการวิธีการทางานมี ความทันสมัย โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานภาครัฐ และแนวทางการพฒั นาการ บริหารงานในประเทศไทยที่สาคญั เป็ นแนวทางการบริหารในระบบราชการไทย ได้แก่ แนวทางของ สานักงานคณะกรรมการการพฒั นาระบบราชการ (ก.พ.ร.) โดยสานกั งานคณะกรรมการพฒั นาระบบ ราชการ เพื่อใชพ้ ฒั นาระบบราชการไทยในช่วงปี พ.ศ. 2544-2549 (คณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ, 2549: 3 - 4) โดยมีหลกั การที่สาคญั และมีรายละเอียดดงั น้ี 1. ผลกั ดนั เรื่องการบริหารกิจการบา้ นเมืองที่ดี และการบริการประชาชน ธรรมาภิบาล เป็ นเจตนารมณ์ของมาตรา 3/1 แห่งพระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการแผน่ ดิน (ฉบบั ที่ 5) พ.ศ. 2549 และพระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยหลกั เกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบา้ นเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ซ่ึงควรตอ้ ง
156 ผลกั ดนั ต่อไป โดยเฉพาะการใหค้ วามสาคญั กบั การบริการประชาชน มีการลดข้นั ตอนและระยะเวลาการ ปฏิบตั ิราชการ เพ่ือลดภาระและเพิ่มโอกาสการเขา้ ถึงบริการของประชาชน 2. การให้ความสาคญั มากข้ึนในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม แนวคิดหลกั การและ วิธีการในการพฒั นาระบบราชการในส่วนของกายภาพของระบบไดก้ ้าวหน้าไปมาก แต่ตวั ขา้ ราชการ รวมท้งั กลไกในการกากับและสร้างเสริมในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมยงั ต้องเร่งเร้าและต้องให้ ความสาคญั ตอ่ ไป 3. การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธ์ิ คารับรอง ประเมินผล และเงินรางวลั ควรมีการ ดาเนินการต่อไป เพ่ือให้การบริหารราชการมีเป้ าหมายชัดเจน มีผูร้ ับผิดชอบต่อผลของงาน และ ขา้ ราชการทุกระดบั ร่วมมือให้บริการประชาชนดว้ ยความสมคั รใจ โดยทุกคนไดร้ ับค่าตอบแทนตาม ผลงานที่เป็ นธรรมจึงจาเป็ นตอ้ งให้การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธ์ิ การจดั ทาคารับรอง การประเมินผล การปฏิบตั ิงาน และจงู ใจดว้ ยเงินรางวลั ต่อไป 4. เน้นการมีส่วนร่วมจากประชาชน และบทบาทของส่ือมวลชน การบริการ สาธารณะไมอ่ าจดาเนินการโดยภาครัฐส่ังการแต่ฝ่ ายเดียว และการบริหารตามหลกั ธรรมาภิบาลตอ้ ง เปิ ดช่องทางให้ประชาชนหรือคนกลางเขา้ มาตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและ การเฝ้ าระวงั จากสื่ อมวลชนเพ่ือสร้างความโปร่งใสในระบบราชการจึงจาเป็ นและต้องให้ ความสาคญั มากข้ึน 5. แก้ไขปรับปรุงกฎหมายท่ียงั คงเป็ นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบราชการ การ บริหารงานราชการเก่ียวข้องกบั กฎหมายสาคญั 3 ฉบบั คือ กฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายระเบียบขา้ ราชการพลเรือน กฎหมายวิธีการงบประมาณ ที่ผา่ นมาอยใู่ นกระบวนการศึกษาเพ่ือ พฒั นาให้สอดคล้องกับระบบราชการใหม่ จึงจาเป็ นต้องนาส่ิงท่ีได้ดาเนินการมาปรับปรุงแก้ไข กฎหมายดงั กล่าวและบงั คบั ใชต้ ่อไป 6. สื่อสารทาความเขา้ ใจต่อผูท้ ี่เก่ียวขอ้ งให้มากข้ึน ระบบราชการจะพฒั นาอย่าง ยง่ั ยืนได้ต้องมีความพร้อมของข้าราชการและเจ้าหน้าท่ีของรัฐทุกคนในฐานะผูป้ ฏิบัติ และ ประชาชน ตลอดจนภาคเอกชนผมู้ ีส่วนร่วมและเป็นผใู้ ชบ้ ริการใหก้ ารยอมรับและศรัทธา ต่อระบบ ราชการ การสื่อสารทาความเขา้ ใจดว้ ยรูปแบบต่าง ๆ จึงตอ้ งทาให้มากข้ึนและต่อเนื่อง ให้เกิดการ รับรู้ ยอมรับ และร่วมมือพฒั นาระบบราชการ อยา่ งไรก็ตาม จากแนวคิดการบริหารจดั การสมยั ใหม่ อาจสรุปไดว้ า่ มีองคป์ ระกอบท่ีสาคญั 3 ประการ ไดแ้ ก่ ประการแรก การมุ่งเน้นประสิทธิผลหรือผลสัมฤทธ์ิ (Effectiveness) ประการที่ สอง การมุ่งเน้นเร่ืองคุณภาพ (Quality) หรือมุ่งเน้นความพึงพอใจของผูร้ ับบริการ (Customer Satisfaction) และป ระการสุ ดท้าย ก ารมุ่ งเน้น ห ลัก ความ รับ ผิดชอบ (Accountability) ซ่ึ ง องคป์ ระกอบน้ีสอดประสานกบั สภาพแวดลอ้ มทางการบริหารที่เปลี่ยนแปลงอยตู่ ลอดเวลา ทาให้
157 องคก์ ารตอ้ งปรับตวั ตามเพ่ือความความเขม้ แข็งในการอยรู่ อดและมีความสามารถเชิงการแข่งขนั มี แนวทางการพฒั นาการบริหารดงั น้ี 1. หลกั การบริหารกจิ การบ้านเมืองทดี่ ี (Good Governance) ทศพร ศิริ สัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สานักงาน คณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้สรุป กระบวนทศั น์ (Paradigm) วฒั นธรรมและ ค่านิยมใหม่ของขา้ ราชการว่า เป้ าหมายสาคญั ในการปฏิรูประบบราชการ ก็คือ การก่อให้เกิดการ บริหารจดั การภาครัฐที่ดี (Good Governance) ในกิจการบา้ นเมืองอนั ไดแ้ ก่ การปกครองที่ใช้หลกั นิติธรรม คุณธรรม โปร่งใส การมีส่วนร่วมความรับผิดชอบ และความคุม้ ค่า ซ่ึงแน่นอนว่าการ บริหารจดั การภาครัฐท่ีดีจะไม่มีทางประสบผลสาเร็จได้ หากระบบราชการยงั มีกระบวนทศั น์ วฒั นธรรมและคา่ นิยมแบบเดิม 1.1 ระบบการบริหารจัดการภาครัฐที่ดี โลกยุคใหม่ต้องพัฒนาข้าราชการไทยไปสู่ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ คือ ขา้ ราชการตอ้ งเป็ นผูท้ ่ีทางานอย่างมีศกั ด์ิศรี ขยนั ต้งั ใจทางาน มี ศีลธรรม คุณธรรม ปรับตวั ไดท้ นั โลก รับผดิ ชอบต่อผลงาน มีใจและการกระทาที่เป็ นประชาธิปไตย และทางานมุ่งเน้นผลงาน เพ่ือให้ระบบราชการไทยมีความเป็ นเลิศ สามารถรองรับการพฒั นา ประเทศไดใ้ นยุคโลกาภิวตั น์โดยระบบราชการไทยได้กาหนดไวใ้ นยุทธศาสตร์ การส่งเสริมการ ปรับเปลี่ยนกระบวนทศั น์ วฒั นาธรรมและค่านิยมของระบบราชการ ซ่ึงไดร้ ับความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรีเพอื่ ใชเ้ ป็นกรอบในการประพฤติปฏิบตั ิของขา้ ราชการ มีดงั ตอ่ ไปน้ี 1.1.1 ทางานอย่างมีศักด์ิศรี (Integrity) หมายความถึง การปฏิบัติหน้าท่ีอย่าง ตรงไปตรงมา แยกเรื่องส่วนตวั ออกจากหนา้ ที่การงาน ไม่มีความขดั แยง้ กนั ระหวา่ งผลประโยชน์ ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม มีความต้งั ใจปฏิบตั ิหนา้ ที่เพ่ือประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง มีจิตสานึกต่อการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีที่ไดร้ ับมอบหมายอยา่ งเตม็ ความสามารถ โดยคานึงถึง ประโยชน์ของทางราชการและประชาชน และพร้อมจะรับผดิ เมื่อทางานผดิ พลาดและยนิ ดีแกไ้ ข 1.1.2 ขยนั ต้งั ใจทางาน (Activeness) หมายความถึงการปฏิบตั ิหนา้ ที่เตม็ ความสามารถไมเ่ กียจคร้าน ทางานในเชิงรุก 1.1.3 มีศีลธรรม คุณธรรม (Morality) หมายความถึงการยึดม่ันในความถูกต้องดีงาน ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีอยา่ งถูกตอ้ ง ไมท่ าผดิ กฎระเบียบกฎหมาย ไมเ่ ลือกปฏิบตั ิอยา่ งไม่เป็นธรรม เสียสละ ยดึ หลกั วชิ าการ และจรรยาวชิ าชีพ ไม่โอนอ่อนต่ออิทธิพลใด ๆ มีความอดทน หรือยบั ย้งั ชง่ั ใจต่อผลประโยชน์ที่มี ผเู้ สนอให้ 1.1.4 รู้ทนั โลกปรับตวั ทนั โลกทนั สังคม (Relevance) หมายถึง การเรียนรู้ และปรับตวั ทนั กบั สภาพการเปล่ียนของสภาพแวดลอ้ มโลกและสังคมอยตู่ ลอดเวลา สามารถนา ความรู้และวทิ ยาการสมยั ใหม่มาปรับใชใ้ นการทางานให้เป็นเลิศ ทนั โลก
158 1.1.5 มุง่ เนน้ ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง การทางานท่ีรวดเร็ว ตน้ ทุนต่า ไดผ้ ล คุม้ ค่า ไมใ่ ชท้ รัพยากรท่ีมีจากดั อยา่ งฟ่ ุมเฟื อย ไดป้ ระโยชน์ตอบแทนคุม้ ค่า 1.1.6 รับผิดชอบผลงานต่อสังคม (Accountability) หมายถึง การปรับปรุงกลไกการทางาน ให้มีความโปร่งใส มีวธิ ีการให้ประชาชนตรวจสอบได้ มีข้นั ตอนการปฏิบตั ิงาน แผนการทางาน และการ มอบหมายงานท่ีชดั เจน สามารถจดั ลาดบั ข้นั ตอนการปฏิบตั ิงาน และระยะเวลาใหผ้ ตู้ ิดต่อไดท้ ราบ เปิ ดเผย หลกั เกณฑ์และวิธีการในการปฏิบตั ิงานหรือขอ้ มูลการปฏิบตั ิงาน ให้แก่ผเู้ ก่ียวขอ้ งไดท้ ราบตามควรแก่ กรณี โดยถือว่าการเปิ ดเผยเป็ นหลกั เกณฑ์ การปกปิ ดเป็ นขอ้ ยกเวน้ ความรับผิดชอบต่อผลงานและต่อ สาธารณะ มีความรับผิดชอบทางานให้สาเร็จพร้อมรับการตรวจสอบของสาธารณะ ไม่ใช่รับผิดชอบต่อ ผบู้ งั คบั บญั ชาเทา่ น้นั 1.1.7 มีใจและการกระทาที่เป็ นประชาธิปไตย มีส่วนร่วม โปร่งใส (Democracy) หมายถึง การยึดถือหลกั การนบั ถือสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล โดยคานึงถึงเสรีภาพ เสมอภาค และ หลกั นิติธรรม สร้างสภาพแวดลอ้ มให้เอ้ือต่อการให้การทางานที่ต้งั อยู่บนพ้ืนฐานของการมีส่วน ร่วมของทุกฝ่ ายที่เก่ียวขอ้ งในลกั ษณะท่ียดึ เอาคนเป็นศนู ยก์ ลาง (People Centered Approach) 1.1.8 มุ่งเน้นผลงาน (Yield) หมายความถึง การทางานที่เน้นผลตอบแทน หรือผลลพั ธ์ สุดทา้ ยท่ีคาดวา่ จะเกิดข้ึนจากการปฏิบตั ิงาน สามารถวดั หรือประเมินผลไดอ้ ยา่ งเป็นรูปธรรม 1.2 หลกั การปฏิรูประบบราชการไทย สานกั งานคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ,(2544: 332-333)ไดส้ รุปการปฏิรูประบบ ราชการในประเทศไทย ไวด้ งั น้ี 1.2.1 การปฏิรูประบบราชการต้องกระทาอย่างต่อเน่ืองและจริงจงั ท้ังระบบโดยมี มาตรการและเป้ าหมายในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยา่ งเป็นรูปธรรม 1.2.2 จะต้องกาหนดระยะเวลาในการดาเนินกิจกรรมการปฏิรูปแต่ละข้ันตอน ให้ ปรากฏเป็นจริงอยา่ งชดั เจน 1.2.3 จะตอ้ งปรับเปลี่ยนปรัชญาระบบราชการจากการรับใชเ้ จา้ นายเป็ นการมุ่งบริการ ประชาชนเพอื่ ใหส้ อดคลอ้ งกบั หลกั การของระบอบประชาธิปไตย 1.2.4 จะตอ้ งปรับเปล่ียนค่านิยมของขา้ ราชการในการแสวงหาความก้าวหน้าโดยการ ขยายอาณาจกั รเพื่อผลประโยชน์เฉพาะส่วนตนและองคก์ ารของตน ไปสู่การมุ่งเน้นการให้บริการ ประชาชนอยา่ งมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 1.2.5 องค์การราชการจะต้องมีขนาดเล็ก ทาหน้าที่เฉพาะการกาหนด กฎเกณฑ์ การ ควบคุมกากบั การส่งเสริม และการอานวยความสะดวกเป็ นหลัก กิจการเชิงพาณิชย์ท้งั หมดท่ี เกี่ยวขอ้ งกบั การปฏิบตั ิตอ้ งถ่ายโอนใหเ้ อกชนดาเนินการ 1.2.6 จะตอ้ งส่งเสริมและพฒั นาขา้ ราชการ ให้มีคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ โดยเฉพาะ การทางานโดยยดึ มน่ั ในหลกั คุณธรรมและจริยธรรม
159 1.2.7 จะตอ้ งปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารและการจดั การโดยยดึ หลกั แห่งธรรมรัฐ 1.2.8 จะตอ้ งปรับงบประมาณโดยใชร้ ะบบการประเมินผลลพั ธ์ท่ีตอ่ เนื่อง 1.2.9 จะตอ้ งส่งเสริมและพฒั นาระบบขอ้ มูลสารสนเทศเพ่ือเสริมสร้าง ประสิทธิภาพการ บริหารการจดั การใหม้ ีสรรถนะสูงสุด โดยคานึงถึงความเพียงพอและคุม้ ค่าของการลงทุน 1.3 หลกั ธรรมาภบิ าล (Good Governance) ความเป็ นมาในการนามาพฒั นาระบบการบริหารในประเทศไทย เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจของ ประเทศไทยที่มีส่วนผลกั ดนั ให้เกิดกระแสความสนใจในการปฏิรูปต่าง ๆ ไม่วา่ จะเป็ นการปฏิรูประบบ ราชการ การปรับบทบาทภาครัฐ และที่สาคัญเกิดกระแสการตื่นตวั ในการสร้างธรรมาภิบาล (Good Governance) และการรณรงค์ต่อตา้ นการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทย อนั เป็ นผลมาจากการจดั การที่ ผิดพลาด การขาดกรอบด้านศีลธรรม (Moral Framework) และจรรยาบรรณวิชาชีพ ขณะเดียวกัน โลกาภิวตั น์ไดส้ ร้างกระแสตื่นตวั ในระดบั สากล แนวคิดเร่ืองเสรีนิยมใหม่ (Neoliberism) ส่งผลใหม้ ีการ เปิ ดเสรีและการขยายตวั ของธุรกิจขา้ มชาติ และทาให้รัฐบาลตอ้ งปรับโครงสร้าง บทบาทภารกิจ ปรับแก้ กฎเกณฑเ์ พือ่ รองรับกระแสการเปล่ียนแปลง โดยมาทาหนา้ ท่ีจดั การดา้ นสาธารณะ ปรับบทบาทของรัฐจาก การปกครองประชาชนเป็ นการประสานประโยชน์ใหเ้ กิดการแข่งขนั ทางเศรษฐกิจระหวา่ งประเทศ กระแส โลกาภิวตั น์และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดลอ้ มทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทาให้เกิดการพฒั นา การเมืองและการวางรากฐานธรรมาภิบาลที่ปรากฏอยู่ในกรอบกติกาใหม่ ๆ ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจกั รไทยปี พทุ ธศกั ราช 2540 (ไพโรจน์ ภทั รนรากลุ ,2546: 43-46) ธรรมาภิบาลมีที่มา3ประการไดแ้ ก่ ประการแรกเจตนารมณ์ของนกั คิดที่ปรารถนาเห็นมนุษยร์ ะบบการ ปกครองที่ดีและเป็ นธรรมจึงพยายามคิดรูปแบบการปกครองรูปแบบใหม่ข้ึนประการที่สองการเสนอของ ธนาคารโลก(World Bank) และกองทุนระหว่างประเทศ(IMF) ซ่ึงเป็ นองค์การที่ให้ความสาคญั ต่อธรรมาภิ บาลเพราะจากประสบการณ์ไดร้ ับจากการเขา้ ไปจดั การหน้ีสินในประเทศกาลงั พฒั นาพบว่าความสามารถในการ ใช้หน้ีสิ นข้ึนอยู่กับจริ ยธรรม ความโปร่งใสของผู้นาและเพ่ือสร้างหลักประกันในการลดหน้ีสู ญและ ลดผลกระทบต่อประชาชนดงั น้นั มาตรการท่ีจะใชค้ วบคุมลูกหน้ีไดจ้ ึงตอ้ งสนบั สนุนใหร้ ัฐบาลประเทศลูกหน้ี มีธรรมาภิบาลประการที่สามปัญญาชนนกั คิดนกั การเมืองหรือเทคโนแครตท่ีไดร้ ับการศึกษาจากตะวนั ตก นาเอาความรู้เร่ืองธรรมาภิบาลไปใชเ้ ผยแพร่ มาประยุกตใ์ ชใ้ ห้เหมาะกบั สภาพสังคมไทยโดยมีเจตนาเพื่อให้ เกิดการพฒั นาไปสู่การปกครองท่ีดี เช่น แนวติด “ธรรมรัฐ” เสนอโดย ธีรยทุ ธ บุญมี โดยเนน้ ผนึกพลงั ประชาสังคม และความหลากหลายในการสร้างธรรมรัฐในระดบั สาขาอาชีพ ท้งั ภาครัฐ เอกชน ชุมชน หรือ “ธรรมราษฎร์” เสนอโดย อมรา พงศาพิชญ์ ท่ีเสนอทศั นะวา่ Good Governance ควรพฒั นาลึกไป ถึง “มนุษยธรรม” มีหลกั ปกครองที่มีเป้ าหมายเพ่ือความเป็ นธรรมของราษฎร ความสาคญั ของธรรมาภิบาล (Good Governance) ในบริบทสงั คม การเมืองและการบริหาร ของไทยสรุปประเด็นหลกั ไดด้ งั น้ี
160 1. การบริหารบา้ นเมืองดว้ ยความเป็ นธรรม เคารพสิทธิของพลเมืองอยา่ งเสมอกนั มีระบบตวั แทนของประชาชนที่สะทอ้ นความคิดเห็นของผคู้ นไดอ้ ยา่ งเท่ียงตรง มีรัฐบาลท่ีใชอ้ านาจ อย่างท่ีประชาชนสามารถตรวจสอบได้ (ชยั วฒั น์ สถาอานันท์ ในจดหมายเปิ ดผนึกจากท่ีประชุม คณาจารยร์ ัฐศาสตร์ 8 สิงหาคม 2540) 2. ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคมที่มีความถูกต้องเป็ นธรรม โดยรัฐและธุรกิจ มีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบที่สามารถตรวจสอบได้ และภาคสังคมเขม้ แข็ง ประเทศมีกาลงั ขบั เคล่ือนท่ีถูกตอ้ งเป็ นธรรม โดยการถกั ทอทางสังคมสร้างพลงั ทางสังคมเพ่ือนาไปสู่การแกป้ ัญหาของ ประเทศชาติ 3. ผลลัพธ์ของการจดั การกิจกรรม ซ่ึงบุคคลท้ังในสถาบันภาครัฐและเอกชนมี ผลประโยชน์ร่วมกนั เป็ นองคป์ ระกอบท่ีทาใหเ้ กิดการจดั การอยา่ งมีประสิทธิภาพ เพ่ือให้มีความแน่ใจ ว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างผลงานตามท่ีสัญญาไวก้ บั ประชาชน (อานันท์ ปัญญารชุน ในปาฐกถา “ธรรมรัฐกบั อนาคตประเทศไทย” 25 มีนาคม 2541) 4. กระบวนความสัมพนั ธ์ระหว่างภาครัฐ ภาคสังคม ภาคเอกชน และประชาชน โดยทว่ั ไป ในการที่จะทาให้การบริหารงานราชการแผน่ ดินดาเนินไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ เน้นการมี ส่วนร่วม คุณธรรม ความโปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อนาไปสู่การพฒั นาที่ยง่ั ยนิ และเป็ น ธรรมมากข้ึน (ธีระยทุ ธ บุญมี,2541: 17) 1.4 องค์ประกอบของหลกั ธรรมาภิบาล ทีห่ น่วยงานราชการต่าง ๆ นาไปปฏิบัติ ประเวศ วสี, (2541: 4) ไดเ้ สนอแนวคิดองค์ประกอบของหลกั ธรรมาภิบาลที่หน่วยงาน ตา่ งๆคควรนาไปปฏิบตั ิดงั น้ี 1.4.1 หลักนิ ติธรรม (Rule of Law) หมายถึง การตรากฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ให้ทนั สมยั และเป็ นธรรม เป็ นที่ยอมรับของสังคมและสังคมยินยอมพร้อมใจปฏิบตั ิตามกฎหมาย กฎ ขอ้ บงั คบั เหล่าน้ัน โดยถือว่าเป็ นการปกครองภายใตก้ ฎหมายมิใช่ตามอาเภอใจหรืออานาจของตวั บุคคล 1.4.2 หลักคุณธรรม (Integrity) โดยการยึดม่ันในความถูกต้องดีงาม โดยรณรงค์ให้ เจา้ หน้าท่ีของรัฐยึดหลกั น้ีในการปฏิบตั ิหน้าท่ีให้เป็ นตวั อย่างแก่สังคม และส่งเสริมสนับสนุนให้ ประชาชนพฒั นาตนเองไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้คนไทยมีความซ่ือสัตยแ์ ละจริงใจ ขยนั อดทน มีระเบียบวนิ ยั ประกอบอาชีพซื่อสัตยส์ ุจริตจนเป็นนิสยั ประจาชาติ 1.4.3 หลกั ความโปร่งใส (Transparency) ไดแ้ ก่ ความไวว้ างใจซ่ึงกนั และกนั ของคนใน ชาติ โดยปรับปรุงการทางานของคนในองคก์ ารทุกองคก์ ารให้มีความโปร่งใส มีการเปิ ดเผยขอ้ มูล ขา่ วสารที่เป็ นประโยชน์อยา่ งตรงไปตรงมาดว้ ยภาษาท่ีเขา้ ใจง่าย ประชาชนเขา้ ถึงขอ้ มูลข่าวสารได้ สะดวกและมีกระบวนการใหป้ ระชาชนตรวจสอบความถูกตอ้ งไดช้ ดั เจน
161 1.4.4 หลกั การมีส่วนร่วม (Public Participation) ไดแ้ ก่ การเปิ ดโอกาสให้ประชาชน มี ส่วนรับรู้และเสนอความเห็นในการตดั สินใจปัญหาสาคญั ของประเทศ อาทิ การแจง้ ความคิดเห็น การไตส่ วนสาธารณะ การประชาพจิ ารณ์ และการแสดงมติ เป็นตน้ 1.4.5 หลกั ความรับผิดชอบ (Accountability) ได้แก่ การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความ สานึกในการรับผดิ ชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบา้ นเมือง และการกระตือรือร้นใน การแก้ปัญหา ตลอดจนเคารพในความคิดเห็นท่ีแตกต่าง และความกล้าท่ีจะยอมรับผลจากการ กระทาของตน 1.4.6 หลกั ความคุม้ ค่า (Value of Money) ไดแ้ ก่ การบริหารจดั การและการใช้ทรัพยากรท่ีมี จากดั เพ่ือเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยดั ใช้ของอย่างคุม้ ค่า สร้างสรรคส์ ินคา้ และบริการท่ีมีคุณภาพและรักษาพฒั นาทรัพยากรธรรมชาติใหส้ มบูรณ์ยงั่ ยนื สามารถ แข่งขนั ไดใ้ นเวทีโลก สรุปจากแนวคิดการบริหารจดั การสมยั ใหม่ ตามหลกั การบริหารกิจการบา้ นเมืองท่ีดี (Good Governance) เพื่อก่อให้เกิดการบริหารจดั การภาครัฐที่ดี (Good Governance) ในกิจการบา้ นเมือง ขา้ ราชการตอ้ งทางานอยา่ งมีศกั ด์ิศรี (Integrity) ขยนั ต้งั ใจทางาน (Activeness) มีศีลธรรม คุณธรรม (Morality) รู้ทันโลกปรับตัวทันโลกทันสังคม (Relevance) มุ่งเน้นประสิทธิภาพ (Efficiency) รับผิดชอบผลงานต่อสังคม (Accountability) มีใจและการกระทาท่ีเป็ นประชาธิปไตย มีส่วนร่วม โปร่งใส (Democracy) และมุ่งเนน้ ผลงาน (Yield) สามารถวดั หรือประเมินผลไดอ้ ยา่ งเป็ นรูปธรรม แลว้ ยงั ตอ้ งมีการปฏิรูประบบราชการอยา่ งต่อเน่ืองจริงจงั โดยมุ่งเนน้ การใหบ้ ริการประชาชนให้เกิด ความพงึ พอใจสูงสุด 2. การพฒั นาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ สานักงานเลขาธิการวุฒิสภา (2555:1-16)ได้กาหนดแนวทางการพัฒนาคุณภาพการ บริหารจดั การภาครัฐซ่ึงเป็ นแนวทางดาเนินการสาหรับตวั ช้ีวดั ระดบั ความสาเร็จของการพฒั นา คุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐ ตามคารับรองการปฏิบตั ิราชการ ของส่วนราชการสังกดั รัฐสภา ประจาปี งบประมาณ พ.ศ. 2556 โดยมีรายละเอียดดงั น้ี 2.1 ความสาคญั และเหตุผลความจาเป็ นในการพฒั นาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ประเทศที่พฒั นาแลว้ ในหลายประเทศไดม้ ีการนาระบบคุณภาพการบริหารจดั การมา ใช้ท้งั ในภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มีการปรับปรุงกระบวนงานอย่างต่อเนื่องและเป็ นการเพ่ิมขีด ความสามารถ ในการแข่งขนั ของประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีเกณฑ์รางวลั คุณภาพ แห่งชาติ Malcolm Baldrige National Quality Award (MBNQA) และได้เป็ นแนวทางให้ประเทศ ตา่ ง ๆ นาไปประยกุ ตใ์ ชม้ ากกวา่ 70 ประเทศ เช่น
ตารางที่ 6.1 แสดงระบบคุณภาพการบริหารจดั การ 162 ประเทศ ช่ือรางวลั ทพ่ี ฒั นามาจาก ปี ค.ศ. ทเี่ ร่ิมประกาศมอบ ออสเตรเลีย MBNQA รางวลั สหภาพยโุ รป 1988 สิงคโปร์ Australian Business Excellence 1989 ญ่ีป่ ุน Award (ABEA) 1994 European Quality Award 1995 (EQA) Singapore Quality Award (SQA) Japan Quality Award (JQA) การพฒั นาคุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐเป็ นเป้ าหมายสาคญั ของการพฒั นาระบบ ราชการไทย ที่ตอ้ งการให้หน่วยงานภาครัฐมีการยกระดบั คุณภาพมาตรฐานการทางานไปสู่ระดบั มาตรฐานสากล (High Performance) สานกั งาน ก.พ.ร. ไดส้ ่งเสริมใหม้ ีการพฒั นาระบบราชการมาอยา่ งตอ่ เน่ือง เพอ่ื ให้ หน่วยงานภาครัฐมีการปรับปรุงการทางาน ยกระดบั การบริหารจดั การ โดยนาเทคนิคและเครื่องมือ บริหารจดั การสมยั ใหม่มาใช้ เช่น การลดข้นั ตอนและระยะเวลาการปฏิบตั ิราชการ การประเมินผล การปฏิบตั ิราชการ การจดั ทาขอ้ เสนอการเปลี่ยนแปลง (Blueprint for Change) เป็ นตน้ อยา่ งไรก็ดี เพ่ือให้เกิดความยงั่ ยืนของระบบการยกระดบั คุณภาพมาตรฐานของหน่วยงานภาครัฐ และเป็ นการ รองรับการพฒั นาระบบราชการในข้นั ต่อไป สานกั งาน ก.พ.ร. จึงไดน้ าเกณฑ์คุณภาพการบริหาร จดั การภาครัฐมาเป็ นเครื่องมือในการดาเนินการ ซ่ึงคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เมื่อวนั ท่ี 28 มิถุนายน 2548 ตามขอ้ เสนอของสานกั งาน ก.พ.ร. นอกจากน้ี มติคณะรัฐมนตรีในการประชุมเม่ือวนั ที่ 29 กรกฎาคม 2551 เห็นชอบแผน ยุทธศาสตร์การพฒั นาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2555) ตามที่ สานกั งาน ก.พ.ร. เสนอ ซ่ึงแผนยุทธศาสตร์การพฒั นาระบบราชการไทยฯในประเด็นยุทธศาสตร์ท่ี 3 วา่ ดว้ ยการมุ่งสู่การ เป็ นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง บุคลากรมีความพร้อมและความสามารถในการเรียนรู้ คิดริเร่ิม เปล่ียนแปลง และปรับตวั ได้ อยา่ งเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ไดก้ าหนดเป้ าประสงค์ ตวั ช้ีวดั และค่าเป้ าหมาย ดงั น้ี
163 ตารางท่ี 6.2 ยทุ ธศาสตร์การพฒั นาระบบราชการไทยเป้ าประสงค์ ตวั ช้ีวดั และคา่ เป้ าหมาย ประเดน็ ยุทธศาสตร์ท่ี 3 เป้ าประสงค์ ตวั ชี้วดั ค่าเป้ าหมาย 3. มุ่งสู่การเป็นองคก์ รที่ ส่วนราชการและ - ระดบั ความสาเร็จ - ไม่นอ้ ยกวา่ ร้อยละ 80 มี ขีดสมรรถนะสูง หน่วยงานของรัฐ ของส่วนราชการ โดยเฉลี่ย และหน่วยงาน - ไมน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ 80 บุคลากร มีความพร้อม สามารถพฒั นา ขีด ของรัฐในการ โดยเฉล่ีย ปรับปรุงและ และความสามารถใน สมรรถนะและ มีความ ยกระดบั คุณภาพ การเรียนรู้ พร้อม ในการ การบริหารงาน ตามแผนพฒั นา คิดริเร่ิม เปล่ียนแปลง ดาเนินงาน องคก์ ร และ ปรับตวั ไดอ้ ยา่ ง - ระดบั สมรรถนะ เหมาะสม ต่อ ของขา้ ราชการ สถานการณ์ต่างๆ และเจา้ หนา้ ที่ ของรัฐท่ีไดร้ ับการ พฒั นาตามเกณฑ์ มาตรฐาน ดงั น้นั เพ่อื ใหส้ อดคลอ้ งกบั แผนยทุ ธศาสตร์การพฒั นาระบบราชการไทย ในประเดน็ ยุทธศาสตร์ที่ 3 ดังกล่าว การดาเนินการพฒั นาคุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐ จึงได้กาหนด เป้ าหมายของการพฒั นาคุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐภายในปี 2555 ดงั น้ี ระดบั ความสาเร็จของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐในการปรับปรุงและยกระดบั คุณภาพ การบริหารงานตามแผนพฒั นาองคก์ รไม่นอ้ ยกวา่ ร้อยละ 80 โดยเฉล่ีย 2.2 หลกั การและแนวคิดการพฒั นาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ เกณฑค์ ุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐเป็นการนาหลกั เกณฑแ์ ละแนวคิดตามรางวลั คุ ณ ภ าพ แห่ งช าติ ข อ งป ระ เท ศ ส ห รัฐ อ เม ริ ก า Malcolm Baldrige National Quality Award (MBNQA)1 และรางวลั คุณภาพแห่งชาติของประเทศไทย Thailand Quality Award (TQA) มาปรับ ใหส้ อดคลอ้ งกบั ทิศทางการพฒั นาระบบราชการไทย และการดาเนินการตามพระราชกฤษฎีกาวา่ ดว้ ยหลกั เกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองท่ีดี พ.ศ. 2546 รวมท้งั การประเมินผลตามคา รับรองการปฏิบตั ิราชการ เพือ่ ใหม้ ีความเหมาะสมตามบริบทของภาคราชการไทย ท้งั น้ี เพื่อให้ส่วน ราชการใชเ้ ป็ นกรอบในการประเมินองคก์ รดว้ ยตนเอง และเป็ นแนวทางในการปรับปรุงการบริหาร
164 จัดการองค์กร เพื่อการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการทางานของหน่วยงานภาครัฐไปสู่ มาตรฐานสากล เกณฑค์ ุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐ จดั ทาข้ึนโดยอาศยั คา่ นิยมหลกั (Core-Value) 11 ประการ ดงั น้ี 1. การนาองคก์ รอยา่ งมีวสิ ยั ทศั น์ 2. ความเป็นเลิศท่ีมุ่งเนน้ ผรู้ ับบริการ 3. การเรียนรู้ขององคก์ รและของแตล่ ะบุคคล 4. การใหค้ วามสาคญั กบั บุคลากรและผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสีย 5. ความคล่องตวั 6. การมุง่ เนน้ อนาคต 7. การจดั การเพือ่ นวตั กรรม 8. การจดั การโดยใชข้ อ้ มลู จริง 9. ความรับผดิ ชอบต่อสงั คม 10. การมุ่งเนน้ ท่ีผลลพั ธ์และการสร้างคุณคา่ 11. มุมมองในเชิงระบบ 1. การนาองค์กรอย่างมวี สิ ัยทศั น์ ผบู้ ริหารระดบั สูงมีบทบาทสาคญั ที่จะขบั เคลื่อนใหอ้ งคก์ รประสบความสาเร็จ โดยตอ้ ง ใหค้ วามสาคญั กบั เรื่อง ต่อไปน้ี 1.1 การกาหนดทิศทาง ค่านิยมท่ีมีความชดั เจนและเป็ นรูปธรรม โดยเน้นค่านิยมท่ีให้ ความสาคญั กบั ผรู้ ับบริการ รวมท้งั กาหนดความคาดหวงั ขององคก์ รท่ีมุ่งเนน้ ใหเ้ กิดความสมดุลของ ความต้องการของผูม้ ีส่วนไดส้ ่วนเสียท้งั หมดท้งั น้ีเพื่อเป็ นการช้ีนาการดาเนินกิจกรรมและการ ตดั สินใจขององคก์ ร 1.2 การจดั ทากลยุทธ์ ระบบ และวิธีการต่างๆ เพื่อให้บรรลุผลการดาเนินการที่เป็ นเลิศ กระตุน้ ใหม้ ีนวตั กรรม สร้างความรู้และความสามารถ และทาใหม้ น่ั ใจวา่ องคก์ รมีความยงั่ ยนื 1.3 การกาหนดให้มีระบบการติดตามและทบทวนผลการดาเนินการขององคก์ ร เพ่ือนา ผลดงั กล่าวมาใชใ้ นการปรับปรุงและพฒั นาองคก์ ร 1.4 การกากับดูแลตนเองท่ีดี และการเสริมสร้างจริยธรรมภายในองค์กรให้มีความ รับผิดชอบต่อผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสียทุกกลุ่ม ในดา้ นจริยธรรม การปฏิบตั ิการ และผลการดาเนินการ ขององค์กร ท้ังน้ี ผูบ้ ริหารระดับสูงควรปฏิบัติตนเป็ นแบบอย่างที่ดี โดยการมีพฤติกรรมท่ีมี จริยธรรม
165 1.5 การสร้างแรงบนั ดาลใจ จูงใจ และกระตุน้ ใหบ้ ุคลากรทุกคนมีส่วนร่วมในการทาให้ องคก์ รประสบความสาเร็จ มีการพฒั นาและเรียนรู้ มีนวตั กรรม และมีความคิดสร้างสรรค์ 1.6 การมีส่วนร่วมในการวางแผน การสื่อสาร การสอนงาน การพฒั นาผนู้ าในอนาคต การยกยอ่ งชมเชยพนกั งาน และการเป็นแบบอยา่ งที่ดี 2. ความเป็ นเลศิ ทมี่ ุ่งเน้นผู้รับบริการ การดาเนินการของส่วนราชการ มุ่งเนน้ ใหเ้ กิดประโยชน์สุขของประชาชนดงั น้นั ผทู้ ี่จะ ตดั สินวา่ ส่วนราชการใดดาเนินการประสบความสาเร็จหรือไม่ ไดแ้ ก่ประชาชนซ่ึงเป็ นผรู้ ับบริการ น้นั เอง ท้งั น้ีองคก์ รที่มุ่งเนน้ ผรู้ ับบริการควรใหค้ วามสาคญั กบั เร่ือง ดงั ต่อไปน้ี 2.1 การให้ความสาคญั กบั ผรู้ ับบริการในปัจจุบนั และอนาคต คือ การเขา้ ใจความตอ้ งการ ของผรู้ ับบริการในปัจจุบนั และการคาดการณ์ความตอ้ งการของผรู้ ับบริการที่พึงมีในอนาคต 2.2 การสร้างความพึงพอใจในคุณภาพการบริการ สามารถดาเนินการไดใ้ นทุกข้นั ตอน ต้งั แต่การเขา้ ถึงบริการ คุณภาพของการให้บริการ การลดขอ้ ผิดพลาดในการให้บริการ การลด ขอ้ ร้องเรียนจากผูร้ ับบริการ รวมท้งั ความสัมพนั ธ์ระหว่างองค์กรกบั ผูร้ ับบริการ ซ่ึงช่วยสร้างความ ไวว้ างใจ ความเชื่อมนั่ และความพึงพอใจใหก้ บั ผรู้ ับบริการ ท้งั น้ี องคก์ รที่จะสามารถสร้างความพึง พอใจให้กบั ผูร้ ับบริการได้น้นั จาเป็ นตอ้ งรับฟังความคิดเห็นของผรู้ ับบริการ สามารถคาดการณ์ ความเปล่ียนแปลงในอนาคต และตระหนกั ถึงการพฒั นาทางเทคโนโลยี รวมท้งั การตอบสนองอยา่ ง รวดเร็วและยดื หยนุ่ ตอ่ การเปลี่ยนแปลงของผรู้ ับบริการ 3. การเรียนรู้ขององค์กรและของแต่ละบุคคล การท่ีองคก์ รจะบรรลุผลสาเร็จในการดาเนินการไดน้ ้นั องคก์ รตอ้ งมีแนวทางที่ปฏิบตั ิได้ เป็ นอยา่ งดีในเรื่องการเรียนรู้ขององค์กรและของแต่ละบุคคล การเรียนรู้ขององค์กร รวมถึงการ ปรับปรุงอยา่ งต่อเน่ืองของแนวทางท่ีมีอยแู่ ละการเปล่ียนแปลงที่สาคญั ท่ีนาไปสู่เป้ าประสงค์และ แนวทางใหม่ ๆ การเรียนรู้ตอ้ งถูกปลูกฝังลงไปในแนวทางที่องค์กรปฏิบตั ิการ ซ่ึงหมายความว่า การเรียนรู้จะตอ้ ง 1. เป็นปกติวสิ ยั ของงานประจาวนั 2. มีการปฏิบตั ิในระดบั บุคคล หน่วยงาน และองคก์ ร 3. ส่งผลตอ่ การแกป้ ัญหาที่ตน้ เหตุ 4. มุง่ เนน้ การสร้างและแบ่งปันความรู้ทว่ั ท้งั องคก์ ร และ 5. เกิดข้ึนจากโอกาสท่ีทาใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงท่ีมีนยั สาคญั และมีความหมาย แหล่งการเรียนรู้ในองคก์ ร รวมถึงความคิดของบุคลากร การวิจยั และพฒั นา ขอ้ มูลจากผรู้ ับบริการ การแบง่ ปันวธิ ีปฏิบตั ิท่ีเป็นเลิศ และการจดั ระดบั เทียบเคียง (Benchmarking)
166 ท้งั น้ี การเรียนรู้ขององคก์ รและบุคลากรส่งผลดงั น้ี การเรียนรู้ขององคก์ รส่งผล ดงั น้ี 1. การเพิ่มคุณค่าใหแ้ ก่ผรู้ ับบริการผา่ นการบริการใหมห่ รือที่ปรับปรุงใหม่ 2. การลดความผดิ พลาด ความสูญเสีย และตน้ ทุนที่เก่ียวขอ้ ง 3. การปรับปรุงความสามารถในการตอบสนองผรู้ ับบริการและการลดรอบเวลา 4. การเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิผลในการใชท้ รัพยากรท้งั หมดขององคก์ ร 5. การเพิ่มผลการดาเนินการขององคก์ รเพ่ือใหบ้ รรลุผลในดา้ นความรับผดิ ชอบต่อ สงั คมและการใหบ้ ริการต่อชุมชนในฐานะพลเมืองดี การเรียนรู้ของบุคลากรส่งผล ดงั น้ี 1. ทาใหบ้ ุคลากรท่ีอยใู่ นองคก์ รมีความพงึ พอใจและมีทกั ษะหลากหลายมากข้ึน 2. เกิดการเรียนรู้ขา้ มหน่วยงาน 3. สร้างสินทรัพยท์ างความรู้ขององคก์ ร 4. มีสภาพแวดลอ้ มท่ีดีข้ึนเพื่อใหม้ ีนวตั กรรม ดงั น้นั การเรียนรู้จึงไมค่ วรมุง่ เพยี งแตก่ ารใหไ้ ดผ้ ลผลิตและบริการที่ดีข้ึน แตค่ วรมุ่งถึง ความสามารถในการตอบสนองผรู้ ับบริการ การปรับตวั นวตั กรรมและมีประสิทธิภาพท่ีดีข้ึนดว้ ย เพ่ือทาใหอ้ งคก์ รมีความยง่ั ยนื รวมท้งั ทาให้บุคลากรมีความพึงพอใจและแรงจูงใจในการมุ่งสู่ความ เป็ นเลิศ 4. การให้ความสาคัญกบั บุคลากรและผู้มสี ่วนได้ส่วนเสีย การให้ความสาคญั กบั บุคลากร หมายถึง การมีความมุ่งมน่ั ท่ีจะทาใหบ้ ุคลากรมีความพึง พอใจ มีการพฒั นา และมีความผาสุก ซ่ึงเกี่ยวขอ้ งกบั วิธีปฏิบตั ิงานท่ีมีความยืดหยุน่ และมีผลการ ดาเนินการท่ีดีที่ปรับใหเ้ หมาะสมกบั ความตอ้ งการของบุคลากรท่ีมีความแตกต่างกนั ในดา้ นสถานที่ ทางานและชีวติ ครอบครัว ความทา้ ทายท่ีสาคญั ในการใหค้ วามสาคญั กบั บุคลากร มีดงั น้ี 4.1 การแสดงใหเ้ ห็นถึงความมุ่งมนั่ ของผนู้ าองคก์ รที่มีต่อความสาเร็จของบุคลากร 4.2 การยกยอ่ งชมเชยบุคลากรที่มากกวา่ การใหค้ ่าตอบแทนตามปกติ 4.3 การสนบั สนุนการพฒั นาและความกา้ วหนา้ ของบุคลากร 4.4 การแบ่งปันความรู้ขององคก์ รเพ่ือใหบ้ ุคลากรสามารถใหบ้ ริการผรู้ ับบริการไดด้ ี ยง่ิ ข้ึนและสนบั สนุนใหอ้ งคก์ รบรรลุวตั ถุประสงคเ์ ชิงกลยุทธ์ 4.5 การสร้างสภาพแวดลอ้ มที่ส่งเสริมใหบ้ ุคลากรกลา้ คิดกลา้ ทาและมีนวตั กรรม 4.6 การสร้างสภาพแวดลอ้ มสนบั สนุนเพ่ือบุคลากรท่ีหลากหลาย องค์กรต้องสร้างความร่วมมือท้งั ภายในและภายนอกองค์กรเพื่อให้สามารถบรรลุ เป้ าประสงคโ์ ดยรวมไดด้ ีข้ึน ความร่วมมือภายในองคก์ ร อาจรวมถึง ความร่วมมือระหวา่ งบุคลากร และผู้บริหาร ซ่ึงอาจนาไปสู่การพัฒนาบุคลากร การฝึ กอบรมข้ามหน่วยงาน หรือการปรับ
167 โครงสร้างงาน เช่น การพฒั นาทีมงาน ความร่วมมือภายในองค์กร อาจเก่ียวข้องกับการสร้าง เครือข่ายความสัมพนั ธ์ระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อปรับปรุงความยืดหยุ่น การตอบสนอง และ การแบ่งปันความรู้ ความร่วมมือภายนอกองคก์ รอาจเป็ นการร่วมมือกบั ผรู้ ับบริการและหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่เก่ียวขอ้ ง ความร่วมมือในรูปแบบเครือข่ายเป็ นความร่วมมือภายนอกท่ีมีความสาคญั มาก ข้ึน เร่ือย ๆ ความร่วมมือภายในและภายนอกองค์กรท่ีดีจะก่อให้เกิดการพฒั นาต่อเป้ าประสงค์ ระยะยาว ซ่ึงเป็ นพ้ืนฐานสาคญั ของการพฒั นาและปรับปรุงองคก์ ร ดงั น้นั องคก์ รควรคานึงถึงความ ตอ้ งการที่สาคญั ที่นาไปสู่ความสาเร็จร่วมกัน มีวิธีการส่ือสารอย่างสม่าเสมอ มีแนวทางในการ ประเมินความกา้ วหนา้ และวธิ ีการปรับใหเ้ ขา้ กบั สภาวะที่เปล่ียนแปลง ในบางกรณีการให้การศึกษา และการฝึกอบรมร่วมกนั อาจเป็นวธิ ีการหน่ึงท่ีคุม้ ค่าสาหรับการพฒั นาบุคลากร 5. ความคล่องตวั องคก์ รตอ้ งมีความคล่องตวั เพ่ือใหป้ ระสบผลสาเร็จในภาวะปัจจุบนั ท่ีมีการเปล่ียนแปลง ตลอดเวลา และมีการแข่งขนั ในระดบั โลก ซ่ึงหมายถึง ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วและมีความยืดหยุ่น e-Service ทาให้องค์กรตอ้ งมีการตอบสนองท่ีรวดเร็วย่ิงข้ึน มีความ ยดื หยุ่น และปรับเปลี่ยนตามความตอ้ งการของผรู้ ับบริการเฉพาะราย องค์กรตอ้ งใชเ้ วลาให้ส้ันลง เรื่อยๆ ในการนาผลผลิตใหม่และบริการใหม่หรือที่ปรับปรุงใหม่เขา้ สู่สังคม ขณะเดียวกนั องค์กร ตอ้ งตอบสนองผูร้ ับบริการให้รวดเร็วและยืดหยุน่ มากข้ึนเร่ือย ๆ การปรับปรุงท่ีสาคญั ในการลด เวลาในการตอบสนองความตอ้ งการของผรู้ ับบริการ ทาใหอ้ งคก์ รตอ้ งการระบบงานใหม่ ๆ การลด ความซบั ซ้อนของหน่วยงานและกระบวนการ หรือมีความสามารถในการเปลี่ยนจากกระบวนการ หน่ึงไปสู่อีกกระบวนการหน่ึงอยา่ งรวดเร็ว ดงั น้นั บุคลากรที่ไดร้ ับการอบรมขา้ มหน่วยงานและ ไดร้ ับการเอ้ืออานาจในการตดั สินใจจึงมีความสาคญั อยา่ งยงิ่ ในบรรยากาศแขง่ ขนั ท่ีรุนแรง ปัจจยั แห่งความสาเร็จที่สาคญั ประการหน่ึงในการบรรลุความทา้ ทายเชิงยุทธศาสตร์ คือ รอบเวลาในการออกแบบกระบวนการหรือบริการออกสู่สังคม หรือรอบเวลาการสร้างนวตั กรรม เพื่อตอบสนองต่อตลาดที่มีการเปล่ียนแปลงอยา่ งรวดเร็ว องคก์ รตอ้ งบูรณาการการทางานแต่ละ ข้นั ตอน ในกิจกรรมต่าง ๆ เริ่มต้งั แต่การวจิ ยั หรือกรอบแนวคิด ไปจนถึงการนาไปปฏิบตั ิ ผลการดาเนินการในด้านเวลามีความสาคญั มากยิ่งข้ึนในปัจจุบนั และรอบเวลากลายเป็ นตวั วดั กระบวนการที่สาคญั การมุ่งเน้นเร่ืองเวลาก่อให้เกิดประโยชน์อื่น ๆ ท่ีสาคญั ดว้ ย การปรับปรุง ในเร่ืองเวลาจะผลกั ดนั ให้มีการปรับปรุงต่าง ๆ ในเร่ืองระบบงาน องคก์ ร คุณภาพ ตน้ ทุน และผลิต ภาพไปพร้อม ๆ กนั 6. การมุ่งเน้นอนาคต ในสภาพแวดล้อมปัจจุบนั การสร้างองค์กรที่มีความยงั่ ยืนตอ้ งอาศยั ความเขา้ ใจปัจจยั ต่างๆ ท้งั ในระยะส้ันและระยะยาวท่ีมีผลกระทบตอ่ การบรรลุพนั ธกิจและวสิ ัยทศั น์ขององคก์ ร ท้งั น้ี องคก์ รที่จะประสบความสาเร็จตอ้ งมีแนวคิดที่ในการมุ่งเนน้ อนาคตอยา่ งจริงจงั และมีความมุ่งมน่ั ที่
168 จะสร้างพนั ธะระยะยาวกบั ผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสียท่ีสาคญั ไดแ้ ก่ ผรู้ ับบริการ บุคลากร ผสู้ ่งมอบบริการ สาธารณชน และชุมชนขององคก์ ร การวางแผนงานขององคก์ รจึงควรคาดการณ์ล่วงหนา้ ถึงปัจจยั ต่างๆ เช่น ความคาดหวงั ของผูร้ ับบริการและความต้องการของผูร้ ับบริการ การพัฒนาด้าน เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบขอ้ บงั คบั ต่างๆ ความคาดหวงั ของชุมชนและสังคม ดงั น้นั เป้ าประสงคเ์ ชิงยุทธศาสตร์และการจดั สรรทรัพยากรจึงตอ้ งรองรับปัจจยั ดงั กล่าวดว้ ย การ มุ่งเนน้ อนาคต ครอบคลุมถึงการพฒั นาบุคลากรและผสู้ ่งมอบบริการ การวางแผนสืบทอดตาแหน่ง ที่มีประสิทธิผล การสร้างโอกาสเพ่ือนวตั กรรม และการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความรับผดิ ชอบต่อ สาธารณะ 7. การจัดการเพอื่ นวตั กรรม นวตั กรรม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงท่ีมีความสาคญั ตอ่ การปรับปรุงบริการ กระบวนการ และการปฏิบตั ิการขององค์กร รวมท้งั การสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสีย นวตั กรรมควรนาองคก์ รไปสู่มิติใหมใ่ นการดาเนินการ นวตั กรรมไม่อยใู่ นขอบเขตงานของการวจิ ยั และพฒั นาเท่าน้นั นวตั กรรมมีความสาคญั ต่อการดาเนินการในทุกแง่มุมและทุกกระบวนการ ผนู้ า องค์กรจึงควรช้ีนาและจดั การให้นวตั กรรมเป็ นส่วนหน่ึงของวฒั นธรรมการเรียนรู้ องค์กรควร บูรณาการนวตั กรรมไวใ้ นการทางานประจาวนั และใช้ระบบการปรับปรุงผลการดาเนินการของ องค์กรสนับสนุนให้เกิดนวตั กรรม นวตั กรรมเกิดจากการสะสมความรู้ขององค์กรและบุคลากร ดงั น้นั ความสามารถในการเผยแพร่และใชป้ ระโยชน์จากความรู้เหล่าน้ีอยา่ งรวดเร็วจึงมีความสาคญั ต่อการผลกั ดนั นวตั กรรมขององคก์ ร 8. การจัดการโดยใช้ข้อมูลจริง การวดั และการวิเคราะห์ผลการดาเนินการมีความสาคญั ต่อองค์กร การวดั ผลควรมาจาก ความจาเป็ นและกลยุทธ์หลกั ขององค์กร รวมท้งั ควรให้ขอ้ มูลและสารสนเทศท่ีสาคญั อย่างยิ่ง เกี่ยวกบั กระบวนการ ผลผลิต และผลลพั ธ์ที่สาคญั การจดั การผลการดาเนินการขององคก์ รตอ้ งใช้ ขอ้ มูลและสารสนเทศหลายประเภท ซ่ึงควรครอบคลุมถึง ผลการดาเนินการดา้ นผรู้ ับบริการ ผลผลิต และบริการ รวมท้งั การเปรียบเทียบผลการดาเนินการดา้ นการปฏิบตั ิการ กระบวนการ และผลการ ดาเนินการเทียบกบั คู่เทียบเคียง รวมถึงผลการดาเนินการของผสู้ ่งมอบ บุคลากร ตลอดจนธรรมาภิ บาลและการปฏิบตั ิตามกฎระเบียบขอ้ บงั คบั การวิเคราะห์ หมายถึง การสกดั สาระสาคญั ของขอ้ มูลและสารสนเทศเพ่ือสนบั สนุน การ ประเมินผล การตดั สินใจ และการปรับปรุง ในการวิเคราะห์ องคก์ รจาเป็ นตอ้ งใชข้ อ้ มลู เพ่ือบ่งบอก ถึงแนวโน้ม การคาดการณ์ และความเป็ นเหตุเป็ นผลกนั ซ่ึงโดยปกติแลว้ อาจไม่เห็นเด่นชดั การ วเิ คราะห์ จะสนบั สนุนจุดมุ่งหมายหลาย ๆ ประการ เช่น การวางแผน การทบทวนผลการดาเนินการ โดยรวม การปรับปรุงการปฏิบัติการ การจดั การการเปล่ียนแปลง และการเปรียบเทียบผลการ ดาเนินการกบั คู่เทียบในการปรับปรุงผลการดาเนินการและการจดั การการเปล่ียนแปลง องคก์ รควร
169 ให้ความสาคญั กบั การเลือกและใชต้ วั ช้ีวดั ผลการดาเนินการ ที่ควรสะทอ้ นถึงปัจจยั ต่างๆ ท่ีนาไปสู่ การปรับปรุงผล การดาเนินการในด้านผูร้ ับบริการ การปฏิบตั ิการ การเงิน และจริยธรรม กลุ่ม ตวั ช้ีวดั ท่ีเช่ือมโยงกับ ความต้องการของผูร้ ับบริการและผลการดาเนินการขององค์กรจะเป็ น พ้นื ฐานที่เด่นชดั ในการทาใหก้ ระบวนการท้งั หมดสอดคลอ้ งไปในแนวทางเดียวกนั กบั เป้ าประสงค์ ขององค์กร การวิเคราะห์ข้อมูล ที่ได้จากกระบวนการติดตาม อาจทาให้เกิดการประเมินและ เปลี่ยนตวั วดั หรือดชั นี ช้ีวดั เพอื่ ใหส้ นบั สนุนเป้ าประสงคข์ ององคก์ รยงิ่ ข้ึน 9. ความรับผดิ ชอบต่อสังคม ผนู้ าองคก์ รควรให้ความสาคญั ต่อความรับผดิ ชอบที่มีต่อสาธารณะ พฤติกรรมท่ีมี จริยธรรม และความจาเป็ นในการการบาเพ็ญตนเป็ นพลเมืองดีดว้ ย ผูน้ าควรเป็ นแบบอยา่ งที่ดีใน การมุ่งเน้นจริยธรรมในการดาเนินธุรกิจและการคุม้ ครองป้ องกนั สุขอนามยั ของสาธารณะ ความ ปลอดภยั และสิ่งแวดลอ้ ม การคุม้ ครองป้ องกนั สุขอนามยั ความปลอดภยั นอกจากน้นั องค์กรควรให้ความสาคญั ต่อการอนุรักษท์ รัพยากรและการลดความสูญเสีย ต้งั แต่ตน้ ทาง การวางแผนจึงควรคาดการณ์ล่วงหน้าถึงผลกระทบในเชิงลบที่อาจเกิดข้ึนจากการ ดาเนินการ การวางแผนท่ีมีประสิทธิผลควรป้ องกนั มิให้เกิดปัญหา แก้ไขปัญหาท่ีเกิดข้ึนอย่าง ตรงไปตรงมา และจดั ใหม้ ีสารสนเทศและการสนบั สนุนท่ีจาเป็น เพ่อื ใหส้ าธารณะมีความตระหนกั ในเร่ืองดงั กล่าวอยเู่ สมอ เพ่ือใหเ้ กิดความเชื่อมนั่ ของสาธารณะ ในหลายๆ องค์กร ข้นั ตอนการออกแบบกระบวนการมีความสาคญั มากในด้านความ รับผดิ ชอบต่อสาธารณะ การตดั สินใจท่ีเกี่ยวกบั การออกแบบมีผลกระทบต่อสิ่งแวดลอ้ มและชุมชน หรือไม่ ดงั น้ัน กลยุทธ์การออกแบบกระบวนการที่มีประสิทธิผลจึงควรคาดการณ์ล่วงหน้าถึง ความกงั วลและความรับผดิ ชอบดา้ นสิ่งแวดลอ้ มที่เพ่มิ ข้ึนเรื่อยๆ องค์กรควรให้ความสาคญั กบั พฤติกรรมที่มีจริยธรรมในการปฏิสัมพนั ธ์ต่อผูม้ ีส่วนได้ส่วนเสีย ท้งั หมด การปฏิบตั ิทางดา้ นจริยธรรมอยา่ งจริงจงั ควรเป็นขอ้ กาหนดและตอ้ งมีการตรวจติดตามโดย คณะกรรมการธรรมาภิบาลขององคก์ ร การบาเพ็ญตนเป็ นพลเมืองดี เกี่ยวขอ้ งกบั การนาองค์กรและการสนับสนุนจุดประสงค์ ที่สาคญั ดา้ นสาธารณะ ตามขอ้ จากดั ดา้ นทรัพยากรขององค์กร จุดประสงคด์ งั กล่าว อาจรวมถึงการ ปรับปรุงดา้ นการศึกษาและสุขอนามยั ของชุมชน การทาให้มีสิ่งแวดลอ้ มท่ีดี การอนุรักษท์ รัพยากร การให้บริการชุมชน การปรับปรุงวิธีปฏิบัติขององค์กร และการเปิ ดเผยข้อมูลข่าวสารให้กับ ประชาชน ภาวะผนู้ าในฐานะ ที่เป็ นพลเมืองดียงั รวมถึงการผลกั ดนั องค์กรอ่ืนๆ ท้งั ในภาครัฐและ เอกชนให้ร่วมดาเนินการตามจุดประสงคด์ งั กล่าวดว้ ยการจดั การในเร่ืองความรับผิดชอบต่อสังคม จาเป็นตอ้ งใชต้ วั ช้ีวดั ท่ีเหมาะสมและความรับผดิ ชอบของภาวะผนู้ าสาหรับตวั วดั ดงั กล่าว
170 10. การมุ่งเน้นทผี่ ลลพั ธ์และการสร้างคุณค่า การวดั ผลการดาเนินการขององคก์ ร จาเป็นตอ้ งมุ่งเนน้ ผลลพั ธ์ท่ีสาคญั ผลลพั ธ์ดงั กล่าว ควรใช้เพื่อสร้างคุณค่าและรักษาความสมดุลของคุณค่าให้แก่ผูม้ ีส่วนได้ส่วนเสียท่ีสาคญั ไดแ้ ก่ ผรู้ ับบริการ บุคลากร พนกั งานท่ีเก่ียวขอ้ ง และชุมชน จากการสร้างคุณค่าใหแ้ ก่ผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสีย ที่สาคญั เหล่าน้ี ทาใหอ้ งคก์ รสามารถสร้างภาพลกั ษณ์ท่ีดี ท้งั น้ี กลยุทธ์ขององค์กรควรระบุความตอ้ งการของผูม้ ีส่วนได้ส่วนเสียที่สาคญั อย่าง ชดั เจน เพื่อให้สามารถบรรลุเป้ าหมายซ่ึงบางคร้ังอาจมีความขดั แยง้ กนั หรือมีการเปล่ียนแปลงไป กลยุทธ์ดงั กล่าวจะช่วยทาให้มน่ั ใจวา่ แผนงานและการปฏิบตั ิการต่างๆ ตอบสนองต่อความตอ้ งการ ที่แตกต่างกนั ของผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสีย และหลีกเลี่ยงผลกระทบในเชิงลบตอ่ ผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสียใด ๆ การใชต้ วั ช้ีวดั ผลการดาเนินการแบบนาและแบบตาม (Leading & Lagging) ร่วมกนั อยา่ งสมดุลเป็ น วิธีการที่มีประสิทธิผลในการสื่อลาดบั ความสาคญั ระยะส้ันและระยะยาวขององค์กร การตรวจ ติดตามผลการดาเนินการจริง และเป็นพ้ืนฐาน ท่ีเด่นชดั ในการปรับปรุงผลลพั ธ์ต่างๆ 11. มุมมองในเชิงระบบ เกณฑ์คุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐให้มุมมองในเชิงระบบในการจดั การองค์กร และกระบวนการท่ีสาคญั เพ่ือให้บรรลุผลลพั ธ์ น่ันคือ ผลการดาเนินการท่ีเป็ นเลิศ เกณฑ์ท้งั 7 หมวดและค่านิยมหลกั เป็ นกรอบในการสร้างระบบและการบูรณาการกลไกของระบบเขา้ ดว้ ยกนั อยา่ งไรก็ตาม การจดั การผลการดาเนินการโดยรวมใหป้ ระสบความสาเร็จ ตอ้ งอาศยั การสังเคราะห์ ที่มองภาพรวมขององคก์ ร มุ่งเน้น วิสัยทศั น์พนั ธกิจ วตั ถุประสงคเ์ ชิงกลยทุ ธ์และแผนปฏิบตั ิการ ให้มีความสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกนั และการบูรณาการ ร่วมกนั ซ่ึงหมายถึงการใช้การ เช่ือมโยงที่สาคญั ระหว่างขอ้ กาหนดต่างๆ ในหมวดต่างๆ ของเกณฑ์คุณภาพการบริหารจดั การ ภาครัฐ เพ่ือทาให้มนั่ ใจวา่ แผนงาน กระบวนการ ตวั วดั และการปฏิบตั ิการต่างๆ มีความสอดคลอ้ ง กนั และบูรณาการไปในแนวทางเดียวกนั เพ่ือให้องคป์ ระกอบแต่ละส่วนของระบบการจดั การผล การดาเนินการขององคก์ รมีการปฏิบตั ิการอยา่ งเช่ือมโยงซ่ึงกนั และกนั อยา่ งสมบรู ณ์ ท้งั น้ี มุมมองในเชิงระบบ ครอบคลุมถึง การท่ีผนู้ าระดบั สูงมุง่ เนน้ ทิศทางเชิงกลยทุ ธ์และ มุ่งเน้นผรู้ ับบริการ ซ่ึงหมายความวา่ ผนู้ าระดบั สูงตรวจติดตาม ปรับปรุงแกไ้ ข และจดั การผลการ ดาเนินการ โดยอาศยั ผลลัพธ์การดาเนินการ มุมมองในเชิงระบบ ยงั รวมถึงการใช้ตวั ช้ีวดั และ ความรู้ขององคก์ รเพอื่ สร้างกลยทุ ธ์ท่ีสาคญั นน่ั คือ การเช่ือมโยงกลยทุ ธ์เหล่าน้ีเขา้ กบั กระบวนการท่ี สาคญั และการจดั สรรทรัพยากรให้มีความสอดคลอ้ งไปในแนวทางเดียวกนั เพื่อปรับปรุงผลการ ดาเนินการโดยรวม และทาใหผ้ รู้ ับบริการพึงพอใจ ดงั น้นั มุมมองในเชิงระบบ หมายถึง การจดั การ ท้งั องคก์ ร และองคป์ ระกอบแตล่ ะส่วน เพอ่ื บรรลุความสาเร็จขององคก์ ร กล่าวโดยสรุป แนวคิดหลกั ของการพฒั นาคุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐ คือ ตอ้ งการที่จะเห็น หน่วยงานภาครัฐให้ความสาคญั กับการปฏิบัติราชการท่ีมุ่งเน้นให้การนาองค์กรเป็ นไปอย่างมี
171 วสิ ัยทศั น์ มีความรับผิดชอบต่อสังคม ใหค้ วามสาคญั กบั ประชาชนผรู้ ับบริการและผมู้ ีส่วนไดส้ ่วน เสีย ปรับปรุงระบบการบริหารจดั การใหม้ ีความยดื หยนุ่ คล่องตวั ส่งเสริมใหข้ า้ ราชการพฒั นาตนเอง มีความคิดริเร่ิมและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตดั สินใจโดยอาศยั ข้อมูลสารสนเทศอย่างแท้จริง และ ทางานโดยมุ่งเนน้ ผลลพั ธ์เป็นสาคญั 3. หลกั การพฒั นาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Management Quality Award : PMQA) การพฒั นาคุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐแบง่ ออกเป็ น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ 1. ลกั ษณะสาคญั ขององคก์ ร 2. เกณฑค์ ุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐ หลกั การพฒั นาคุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐที่สานกั งาน ก.พ.ร. ไดส้ ่งเสริมและ สนบั สนุนใหส้ ่วนราชการนาไปใชใ้ นยคุ ปัจจุบนั ไดแ้ ก่ หลกั PMQA การพฒั นาองคก์ ารสู่ความเป็น เลิศ PMQA คือ การพัฒนาคุณภาพการบริ หารจัดการภาครัฐ (Public Sector Management Quality Award : PMQA) เป็ นกรอบการพัฒนาการบริหารจัดการองค์การ ท่ีสานักงาน ก.พ.ร. ไดส้ ่งเสริมและสนบั สนุนให้ส่วนราชการนาไปใชใ้ นการประเมินองค์การดว้ ยตนเองที่ครอบคลุม ภาพรวมในทุกมิติ เพื่อยกระดบั คุณภาพการบริหารจดั การให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้น ใหห้ น่วยงานราชการปรับปรุงองคก์ ารอยา่ งรอบดา้ นและอยา่ งตอ่ เน่ืองครอบคลุมท้งั 7 ดา้ น (หมวด) แหล่งที่มา : http://www.opdc.go.th/index.php [25 กรกฎาคม 2554]รายละเอียดดงั น้ี 1. การนาองคก์ าร เป็ นการประเมินการดาเนินการของผูบ้ ริหารในเร่ืองวิสัยทศั น์ เป้ าประสงค์ ค่านิยม ความคาดหวงั ในผลการดาเนินการ การให้ความสาคญั กบั ผรู้ ับบริการและผูม้ ีส่วนไดส้ ่วน เสีย การกระจายอานาจการตดั สินใจ การสร้างนวตั กรรมและการเรียนรู้ในส่วนราชการ การกากบั ดูแลตนเองท่ีดี และดาเนินการเกี่ยวกบั ความรับผดิ ชอบต่อสงั คมและชุมชน 2. การวางแผนเชิงยทุ ธศาสตร์ เป็ นการประเมินวิธีการกาหนดและถ่ายทอดประเด็นยุทธศาสตร์ เป้ าประสงค์ เชิงยุทธศาสตร์ กลยุทธ์หลกั และแผนปฏิบตั ิราชการ เพ่ือนาไปปฏิบตั ิและวดั ผลความกา้ วหนา้ ของการ ดาเนินการ 3 . การใหค้ วามสาคญั กบั ผรู้ ับบริการและผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสีย เป็ นการประเมินการกาหนดความต้องการ ความคาดหวงั และความนิยม ชมชอบ การสร้างความสมั พนั ธ์ และการกาหนดปัจจยั สาคญั ท่ีทาใหผ้ รู้ ับบริการและผมู้ ีส่วนไดส้ ่วน เสีย มีความพึงพอใจ
172 4. การวดั การวเิ คราะห์ และการจดั การความรู้ เป็ นการประเมินการเลือก รวบรวม วิเคราะห์ จดั การ และปรับปรุงขอ้ มูลและ สารสนเทศ และการจดั การความรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการปรับปรุงผลการดาเนินการของ องคก์ าร 5. การมุ่งเนน้ ทรัพยากรบุคคล เป็ นการประเมินระบบงาน ระบบการเรียนรู้ การสร้างความผาสุกและแรงจูงใจ ของบุคลากร เพอื่ ใหบ้ ุคลากรพฒั นาตนเองและใชศ้ กั ยภาพอยา่ งเตม็ ที่ตามทิศทางองคก์ าร 6. การจดั การกระบวนการ เป็ นการประเมินการจดั การกระบวนการ การให้บริการ และกระบวนการอ่ืนที่ ช่วยสร้างคุณค่าแก่ผูร้ ับบริการและผูม้ ีส่วนไดส้ ่วนเสีย และกระบวนการสนับสนุน เพื่อให้บรรลุ พนั ธกิจขององคก์ าร 7. ผลลพั ธ์การดาเนินการ เป็ นการประเมินผลการดาเนินการและแนวโน้มของส่วนราชการในมิติด้าน ประสิทธิผล มิติดา้ นคุณภาพการใหบ้ ริการ มิติดา้ นประสิทธิภาพ และมิติดา้ นการพฒั นาองคก์ าร ภาพที่ 6.3 TQM : Framework ท่ีมา : http://www.opdc.go.th/special.php,2556
173 การประเมินองคก์ ารตามเกณฑ์ PMQA ใชแ้ นวทางการบริหารจดั การแบบ “ADLI” 1 โดยการตอบ คาถามตามเกณฑใ์ นแต่ละหมวด ซ่ึงเปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพองคก์ าร ท่ีจะทาใหท้ ราบจุดแขง็ และโอกาสในการปรับปรุง และนาโอกาสในการปรับปรุงที่พบไปวางแผนพฒั นาองค์การให้มี ประสิทธิภาพ โดยเลือกเครื่องมือทางการบริหารที่เหมาะสมมาดาเนินการต่อไป ท้ังน้ี เพื่อให้ การดาเนินการพฒั นาองค์การในเรื่องต่าง ๆ เป็ นไปอย่างเป็ นระบบและต่อเน่ือง ซ่ึงจะทาให้ส่วน ราชการมีระดบั การบริหารจดั การที่ไดม้ าตรฐานเทียบเทา่ สากล ภาพที่ 6.4 วงจรคุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐ ท่ีมา : http://www.opdc.go.th/special.php,2556 สานักงาน ก.พ.ร. ได้นา PMQA มาใช้เป็ นตัวช้ีวัดกับหน่วยงานราชการการต้ังแต่ งบประมาณ พ.ศ. 2549 จนถึงปัจจุบนั ท้งั น้ี ในปี 2552 ไดพ้ ฒั นาเกณฑ์คุณภาพการบริหารจดั การ ภาครัฐระดบั พ้ืนฐาน (Fundamental Level : FL) ซ่ึงเป็ นแนวคิด “การปรับปรุงทีละข้นั ” ได้วาง แนวทางดาเนินการพฒั นาองคก์ าร (PMQA Roadmap) ให้ผา่ นเกณฑ์ฯ ปี ละ 2 หมวด สาหรับกรม และจงั หวดั และปี ละ 3 หมวดสาหรับสถาบนั อุดมศึกษา
174 ภาพท่ี 6.5 Roadmap การพฒั นาองคก์ าร ท่ีมา : http://www.opdc.go.th/special.php,2556 สาหรับการดาเนินการข้นั ต่อไปเมื่อส่วนราชการดาเนินการพฒั นาองค์การครบทุกหมวดและผา่ น การรับรองเกณฑ์คุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐระดบั พ้ืนฐาน (Certify Fundamental; FL) แลว้ สานกั งาน ก.พ.ร. จะส่งเสริมให้ส่วนราชการยกระดบั คุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐตามเกณฑ์ คุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐระดบั กา้ วหน้า (Progressive Level : PL) 2 และเม่ือส่วนราชการ สามารถดาเนินการผา่ นเกณฑ์ฯ ระดบั กา้ วหนา้ และพฒั นาองคก์ ารอยา่ งต่อเนื่องเพ่ือมุ่งสู่ความเป็ น เลิศและยกระดบั มาตรฐานใหเ้ ทียบเทา่ สากลตามเกณฑค์ ุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐตอ่ ไป
175 ภาพท่ี 6.6 เป้ าหมายการพฒั นาคุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐ ท่ีมา : http://www.opdc.go.th/special.php,2556 เป้ าหมายการพฒั นาคุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐท่ีสาคญั ไดแ้ ก่ 1. Approach (A) มีแนวทางระบบ แบบแผน Deployment (D) นาไปใชอ้ ยา่ งทวั่ ถึง Learning (L) เกิดการเรียนรู้ Integration (I) บรู ณาการเชื่อมโยงสอดคลอ้ งกนั 2. Progressive Level มุ่งเนน้ ให้ส่วนราชการบริหารจดั การองคก์ ารอยา่ งเป็ นระบบ (Systematic) มีการนากระบวนการตามท่ีกาหนดไวอ้ ยา่ งเป็ นระบบไปสู่การปฏิบตั ิอยา่ งสม่าเสมอ และทว่ั ถึง เพ่ือนาไปสู่ความยงั่ ยืน (Sustainable) ของส่วนราชการ รวมท้งั มีการกาหนดตัวช้ีวดั (Measurable) เพ่ือใช้ควบคุม ติดตาม และประเมินผลการดาเนินการและใช้เทียบเคียง เพ่ือให้เกิด การปรับปรุงอยา่ งตอ่ เนื่อง
176 บทสรุป การบริหารราชการ เป็ นการบริหารงานของหน่วยงานของรัฐในการให้บริการสาธารณะ ต่าง ๆ ตามอานาจหน้าท่ีที่กาหนดโดยนโยบายของรัฐบาลและกฎหมายต่าง ๆ ซ่ึงกาหนดอานาจ หนา้ ที่ของหน่วยงาน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ภายใตส้ ภาพแวดลอ้ มตา่ ง ๆ ของสังคม และ ภายในหน่วยงานของรัฐ ซ่ึงมีการเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา การบริหารราชการของหน่วยงาน เหล่าน้ันจะตอ้ งมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมและสอดคลอ้ ง เพื่อการทาภารกิจท่ีมีประสิทธิภาพ สูงสุด และตอบสนองความตอ้ งการของประชาชนไดม้ ากที่สุด ภายใตอ้ งคค์ วามรู้และเคร่ืองมือท่ี ระบบราชการหรือหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐมีอยู่ ระบบราชการมีความสาคญั และสัมพนั ธ์กบั วถิ ีการ ดารงชีวิตของประชาชนแต่ละประเทศสูงมากหากประเทศใดมีระบบราชการท่ีมีประสิทธิภาพสูง คุณภาพของสังคมและประชาชนของประเทศน้นั ก็ยอ่ มดีตามไปดว้ ย
177 บทที่ 7 การบริหารเชิงยุทธศาสตร์เพอื่ การพฒั นา บทนา การบริหารได้รับการพฒั นาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมยั จนถึงยุคปัจจุบนั ซ่ึงอาศยั ทฤษฎีองค์การสมยั ใหม่ ที่มีการปรับปรุงพฒั นาและสังเคราะห์แนวความคิดเก่ียวกบั การบริหาร อย่างกวา้ งขวา้ งยิ่งข้ึน แต่ถึงอย่างไร การบริหารงานสมยั ใหม่น้ีมุ่งเน้นท้งั คน งาน และผลผลิต จึงต้องมีการผสมผสานแนวคิดต่าง ๆ ทุกยุค ทุกสมัย เพ่ือนามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับ สภาพการณ์และส่ิงแวดล้อมท่ีเป็ นจริงในปัจจุบัน และแนวคิดการบริหารจดั การสมัยใหม่มี องคป์ ระกอบท่ีสาคญั 3 ประการ ไดแ้ ก่ การมุง่ เนน้ ประสิทธิผลหรือผลสมั ฤทธ์ิ (Effectiveness) การมุ่งเนน้ เร่ืองคุณภาพ (Quality) หรือความพึงพอใจของผรู้ ับบริการ (Customer Satisfaction) และ การมุ่งเน้นหลกั ความรับผิดชอบ (Accountability) การบริหารองคก์ ารภาครัฐแนวใหม่ไดพ้ ยายาม ที่จะพฒั นาระบบราชการไทยอยา่ งจริงจงั และมียทุ ธศาสตร์การพฒั นาที่ชดั เจนต้งั แต่ พ.ศ.2546 เป็ น ตน้ มา ท้งั น้ีเพื่อตอ้ งการให้องคก์ ารภาครัฐสามารถสร้างคุณภาพการให้บริการประชาชนจนเป็ นท่ี พอใจ โครงสร้างองค์การภาครัฐสอดคล้องกับบทบาทภารกิจและคุ้มค่าในการดาเนินการ ขา้ ราชการหรือเจา้ หน้าท่ีของรัฐมีขีดความสามารถเป็ นไปตามมาตรฐานการทางาน พร้อมกบั มี ค่านิยมและวฒั นธรรมการทางานแบบใหม่ รวมท้งั กระบวนการวิธีการทางานมีความทันสมยั โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานภาครัฐ การบริหารเชิงยทุ ธศาสตร์เพื่อการพฒั นาเป็ น กระบวนการการวางแผนยุทธศาสตร์ที่เกิดจากการกาหนดทิศทางท่ีจะบรรลุสภาพการณ์ในอนาคต ท่ีต้องการให้เกิด โดยต้ังอยู่บนพ้ืนฐานของข้อมูลรอบด้าน เพ่ือพัฒนาศักยภาพหรื อขีด ความสามารถขององคก์ าร และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดลอ้ มต่าง ๆ ท้งั ดา้ นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และส่ิงแวดลอ้ ม ใช้กระบวนการวิเคราะห์และการตดั สินใจ ในการกาหนดวิธีการไว้ ล่วงหน้าอย่างเป็ นระบบเพ่ือใช้เป็ นแนวทางปฏิบตั ิให้บรรลุผลตามเป้ าหมายและวตั ถุประสงค์ท่ี กาหนดไวอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ ในบทน้ีนาเสนอการบริหารเชิงยุทธศาสตร์เพ่ือการพฒั นา ประกอบไปดว้ ยเน้ือหาความหมายการวางแผนยุทธศาสตร์ ความสาคญั การวางแผนยุทธศาสตร์ หลกั การการวางแผนยทุ ธศาสตร์ กระบวนการวางแผนยทุ ธศาสตร์และการนายทุ ธศาสตร์ไปสู่การ ปฏิบตั ิดงั รายละเอียดต่อไปน้ี
178 การบริหารเชิงยุทธศาสตร์ 1. ความหมายการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการหลายคนได้อธิบายถึงความหมายการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เฉลียว บุรีภกั ดี (2546: 4) เอกชัย ศรีวิลาศ (2548: 1) เซอร์โต และปี เตอร์ (Certo and Peter : 1991 อา้ งถึงใน วฒั นา วงศเ์ กียรติรัตน์ และคณะ. 2546: 17) และบิกสั แซนยลั (Bikas C.Sanyal. 1999) โดยสรุปดงั น้ี คาว่า “ยุทธศาสตร์” หรือ Strategy มาจากคาในภาษากรีก คือ “Strategos” แปลว่า ผนู้ าทพั หรือความเป็ นแม่ทพั (Generalship) ซ่ึงในพจนานุกรม ทหารอากาศ องั กฤษ- ไทย เล่ม 2 ปี พ.ศ. 2520 ได้ระบุว่า ยุทธศาสตร์ คือ ศิลป์ และศาสตร์ในการพฒั นา และการใช้กาลังท้งั ทาง การเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวทิ ยา และทางการทหารของชาติ ท้งั ในยามสงบ และสภาวะสงคราม ใหส้ ามารถสนองนโยบายของชาติไดป้ ระสิทธิภาพสูงสุด เพ่อื เพิม่ โอกาสและอานวยการใหไ้ ดม้ าซ่ึง ความได้เปรียบ หรือชัยชนะเหนือคู่ต่อสู้ เปิ ดโอกาสแห่งความพ่ายแพท้ ้งั ปวงอย่างไรก็ตามนัก ยทุ ธศาสตร์ตา่ งก็ไดใ้ หค้ านิยามต่อคาดงั กล่าวไวห้ ลากหลาย ซ่ึง (เอกชยั ศรีวลิ าศ, 2548: 11) ยุทธศาสตร์ หมายถึง แผนการอนั ชาญฉลาดสาหรับกระทาการอนั หน่ึงอนั ใดให้บรรลุ เป้ าหมายท่ีมีความยากเป็ นพิเศษ ไม่อาจบรรลุได้โดยวิธีธรรมดาท่ีคนทว่ั ไปรู้อยู่แล้ว เป็ นการ วางแผนที่ตอ้ งมีความเขา้ ใจในเร่ืองปัจจยั ต่างๆที่สาคญั มีหลายมิติท่ีตอ้ งพิจารณาในหลายมุมมอง เป็ นท้งั ศาสตร์และศิลป์ ในการวิเคราะห์หรือบูรณาการใช้ทรัพยากรที่มีความจากดั แบบองค์รวม ตอ้ งผสมผสานให้เหมาะสมที่สุด ไม่มีหลกั เกณฑ์ท่ีแน่นอนตายตวั กลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์เป็ น วธิ ีการดาเนินงานที่มน่ั ใจไดว้ ่าจะนาไปสู่ความสาเร็จตามวตั ถุประสงค์ท่ีตอ้ งการได้ การบริหาร จดั การเชิงยุทธศาสตร์เป็ นการวางแผนกลยทุ ธ์ การวางแผนกลยทุ ธ์ เป็นกระบวนการที่ตอ้ งกระทา กนั อยา่ งต่อเนื่อง ท้งั การวางแผน ปฏิบตั ิตามแผนและการปรับปรุงแกไ้ ขอยา่ งเป็นวงจร ยทุ ธศาสตร์ คือ กรรมวธิ ี กลวธิ ี หรือ การปฏิบตั ิท่ีดีและมีผลมากท่ีสุดในการสร้างสภาวะ ความไดเ้ ปรียบต่อศตั รู คู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็ นทางธุรกิจการคา้ การเมือง หรือทางทหารเพ่ือทาให้พ่าย แพข้ องฝ่ ายเรา และทาใหไ้ ดช้ ยั ชนะอยา่ งเด็ดขาดในที่สุด หรือ เป็นศิลป์ และศาสตร์ในการใชป้ ัจจยั เช่น เวลา สถานที่ สภาพภูมิศาสตร์ การเมือง แนวโนม้ ของสถานการณ์ รวมถึงพลงั อานาจที่มีอยู่ หรือศกั ยภาพที่จะมีได้ เพื่อทาให้บรรลุจุดประสงค์ ที่ต้องการตามท่ีคาดไวล้ ่วงหน้า เพ่ือสร้าง สภาวะความไดเ้ ปรียบต่อขา้ ศึก หรือเพื่อที่จะบีบบงั คบั ใหข้ า้ ศึกยอมแพ้ ทาตามความปรารถนาของ ฝ่ ายเรา และเป็นแผนการปฏิบตั ิซ่ึงรวมความหมายท้งั มวลเขา้ ดว้ ยกนั เพือ่ ทาใหบ้ รรลุวตั ถุประสงค์ ในกระบวนการตดั สินตกลงใจอนั ซับซ้อน ซ่ึงเชื่อมโยงวตั ถุประสงค์กบั วิธีการอนั จะทาให้บรรลุ วตั ถุประสงคน์ ้นั ซ่ึงยทุ ธศาสตร์เป็ นศิลปะแห่งธรรมชาติท้งั มวลที่มีคุณลกั ษณะเด่น คือ ความเป็ น
179 เอกภาพ และความเบด็ เสร็จ หรือ แผนการกระทาท้งั มวล ที่รวบรวมสาระความคิดทวั่ ไป รวมไป ถึงสัมพนั ธภาพภายในของรายละเอียด เขา้ ไวด้ ว้ ยกนั ของระบบหนทางปฏิบตั ิที่ดีท้งั หลาย ที่มากกวา่ จะเป็นเพียงศาสตร์ ซ่ึงนาเอาความรู้ท้งั มวลมาใชใ้ นการดารงชีวติ การพฒั นาในทางปฏิบตั ิสอดคลอ้ ง กบั สภาวการณ์ที่เปล่ียนแปลง และเป็ นศิลปะของการปฏิบตั ิภายใตส้ ถานการณ์ท่ียากลาบากและมี ความกดดนั ของความเข้าใจ ในทิศทางแห่งอานาจท่ีสามารถควบคุม สถานการณ์ ผูค้ น และ ดินแดนเอาไวใ้ ห้ไดเ้ พื่อดารงไวซ้ ่ึงวตั ถุประสงค์ และ เป็ นทฤษฎีแห่งการยุทธ เพื่อวตั ถุประสงค์ แห่งการสงครามในการใชพ้ ลงั อานาจ นอกจากน้ี (ธตรัฐ ธนะสมบูรณ์, 2547: 8) ยงั กล่าวถึงความหมายของคาว่า ยุทธศาสตร์ท่ี ปรากฏใช้ทว่ั ไปว่า หมายถึง “วิธีการท่ีจะทาให้บรรลุวตั ถุประสงคข์ องแผน ประกอบดว้ ย หนา้ ที่ หลกั ทางดา้ นการตลาด การเงิน ทรัพยากรมนุษย์ และวิธีการที่จะทาให้สาเร็จตามจุดมุ่งหมาย” จากท่ีกล่าวจะเห็นได้ว่า คาว่า ยุทธศาสตร์ (Strategy) หมายถึง ศาสตร์ และศิลป์ ในการใช้พลงั อานาจหรือศกั ยภาพ ท่ีมีอยใู่ นการปฏิบตั ิการหลายดา้ น เพื่อให้บรรลุวตั ถุประสงคอ์ ยา่ งไรก็ตาม เนื่องจากในปัจจุบนั มีการใช้คาว่า“ยุทธศาสตร์” กนั มากและในบางแห่งยงั เรียกว่า “กลยุทธ์” อีก ดว้ ยจึงดูเหมือนวา่ คาวา่ ยทุ ธศาสตร์และคาวา่ กลยุทธ์สามารถนามาใชแ้ ทนกนั ไดจ้ นบางคร้ังทาให้ เกิดความสับสนแต่นักยุทธศาสตร์การทหารก็ได้จาแนกระหว่างคาว่า ยุทธศาสตร์(Strategy) ยทุ ธวธิ ี กลวธิ ี บางแห่งเรียกวา่ กลยทุ ธ์ (Tactics) ยุทธการ (Operation) ไวต้ ่างกนั ดงั ท่ี Clansewitz ได้จาแนกว่า “ยุทธวิธี คือ การใช้ประโยชน์กองทัพในการรบ (Tectics : The Use of Armed Forces in the Engagements) ส่วนยุทธศาสตร์น้ัน คือ การใช้ประโยชน์จากการรบในสงคราม เพ่ือวตั ถุประสงค์แห่งสงคราม (Strategy : The Use of Engagements for the Objectives of War)” ต่อมาได้มีนักค้นควา้ เขียนหนังสือ หลายคนได้ระบุว่าควรมีระดับกลางข้ันระหว่าง ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี เพื่อความเหมาะสมสาหรับการวางแผนและปฏิบัติการรบให้ประสบ ผลสาเร็จใน Theater of War ซ่ึงเรียกว่า “ระดับยุทธการของสงคราม” การวางแผนและการ ดาเนินการรบระดบั การทพั โดยท้งั สองแบบตามที่กล่าวมาแนวจะเป็ นระดบั ยุทธการ (Operational) มิใช่ระดบั ยุทธศาสตร์ ฤทธิไกร ตุลวรรธนะ (2545: 87) ว่ายุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ คือ วิธีการที่ องค์การเลือก เพ่ือดาเนินการจากจุดที่เป็ นอยู่ในปัจจุบนั ไปยงั จุดหมายปลายทางที่อนาคตได้ กาหนดไว้ ธงชัย สันติวงษ์ (2547: 62) สนับสนุนว่ายุทธศาสตร์เป็ นแผนท่ีมีความพร้อมสมบูรณ์ ครอบคลุมครบถว้ นทุกดา้ นและประสานความสอดคลอ้ งเขา้ กนั ได้ ที่จะช่วยให้องคก์ รไดเ้ ปรียบ ท่ีเผชิญกบั ส่ิงแวดลอ้ มซ่ึงยุทธศาสตร์จะถูกกาหนดข้ึน เพื่อประกนั ว่าวตั ถุประสงคข์ องกิจการจะ บรรลุสาเร็จไดแ้ น่นอน
180 จากแนวคิดในเรื่องยุทธศาสตร์ดงั กล่าว ผูว้ ิจยั ไดน้ ามาอธิบายดงั ท่ี นาตยา ภทั รแสงไทย (2548: 87) กล่าวถึงในลกั ษณะท่ีเป็ นรูปแบบของการกระทาว่าเป็ นสิ่งท่ีมีประโยชน์นาทางในการ กาหนดให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การอย่างแท้จริง เป็ นแผนงานท่ีใช้โต้ตอบต่อการ เปล่ียนแปลงสถานการณ์ ท่ีเกิดข้ึนในช่วงใดช่วงหน่ึง ตามท่ี เฉลียว บุรีภกั ดี (2549: 6) ได้กล่าว สนบั สนุนวา่ ยุทธศาสตร์หมายถึงแผนอนั ชาญฉลาด สาหรับใชท้ างานพฒั นาเรื่องหน่ึงเร่ืองใด ท่ีมี ความยากเป็ นพิเศษแผนดงั กล่าวประกอบด้วย เป้ าหมายท่ีดีวิธีการที่ดีและระบบงานท่ีดี ตรงกบั ความเห็นของ ชรดี อุ่มสัมฤทธ์ิ (2550: 15) ให้ความเห็นว่า ยุทธศาสตร์เป็ นแผนอนั ชาญฉลาด ท่ีเป็ นรูปแบบของการกระทาวา่ เป็ นส่ิงท่ีมีประโยชน์ นาทางในการกาหนดให้บรรลุวตั ถุประสงค์ ขององคก์ ารตามเป้ าหมาย ซ่ึง ควนิ น์ (Quinn, 1990: 365) กล่าววา่ ยทุ ธศาสตร์ หรือกลยทุ ธ์ เป็นแบบ แผน (Pattern) หรือแผนท่ีรวมเอาจุดหมายหลักนานโยบาย และแนวทางการดาเนินงานของ องคก์ ารไวด้ ว้ ยกนั เพื่อช่วยจดั สรรทรัพยากรขององค์การไปในทางที่มีเอกลกั ษณ์ และเป็ นไปได้ โดยคานึงถึงความเขม้ แขง็ และจุดอ่อนขององคก์ าร และคาดการณ์การเปล่ียนแปลงสภาพแวดลอ้ ม และการเคล่ือนไหวของคู่แข่งขนั ซ่ึง เซอร์โตและปี เตอร์ (Certo & Peter, 1991: 5 ) ไดก้ ล่าวไวว้ ่า ยทุ ธศาสตร์ (Strategies) หมายถึง วิธีการดาเนินงานที่คาดวา่ จะนาไปสู่ความสาเร็จตามวตั ถุประสงค์ ขององคก์ าร แซนด์เลอร์ (Chandler, 1993: 144) ให้ความหมายวา่ ยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์เป็ นการ กาหนดจุดมุ่งหมายระยะยาวของธุรกิจ และการกาหนดแนวทางการดาเนินงาน หรือการปฏิบตั ิการ และการจดั สรรทรัพยากรอนั จาเป็ น ในการดาเนินงานดังกล่าว เดวิด (David, 1995: 62) ได้ให้ ความหมายว่ายุทธศาสตร์เป็ นวิธีการเพ่ือให้บรรลุวตั ถุประสงค์ในระยะยาว ซ่ึง พสุ เดชะรินทร์ (2547: 15) กล่าววา่ ในทางทหาร แปลความหมายวา่ “Strategy” คือ “ยทุ ธศาสตร์” ส่วน “กลยทุ ธ์” คือ “Tactics” ซ่ึงก็แปลเป็ นนยั ไดว้ า่ ยทุ ธศาสตร์ใหญ่กวา่ กลยุทธ์ นนั่ คือจะตอ้ งมียทุ ธศาสตร์ก่อน แลว้ กาหนด กลยทุ ธ์ ท้งั น้ีแมค้ าว่ายุทธศาสตร์จะมีท่ีมาจากศพั ท์วิชาการทางทหาร แต่ ธตรัฐ ธนะสมบูรณ์ (2547: 18) มองวา่ โดยความหมายแลว้ คาดงั กล่าว มีนยั กวา้ งและเป็นการมองในภาพรวม (มหภาค) มากกวา่ คาวา่ “กลยุทธ์” หรือ “ยทุ ธวิธี” ซ่ึงเป็ นการมองในความหมายที่แคบกวา่ (จุลภาค) หรือ มองเฉพาะเรื่อง ดงั น้นั กลยุทธ์จึงเป็ นส่วนหน่ึงของยุทธศาสตร์ หรือท่ีมีระดบั การเรียกต่างกนั ได้ นน่ั คือ ทางการบริหาร เรียกวา่ ยทุ ธศาสตร์ เรียกวา่ กลยทุ ธ์ ทางการคา้ เรียกวา่ ยทุ ธวธิ ี ทางทหาร เรียกวา่ กุศโลบาย ทางวรรณคดี
181 อยา่ งไรก็ตาม แมจ้ ะมีการเรียกท่ีต่างกนั แต่ดูเหมือนปัจจุบนั จะมีการนาเอายทุ ธศาสตร์ มาใชก้ นั อยา่ งแพร่หลายในหลายระดบั และหลายสถานการณ์และบ่อยคร้ังก็ยงั พบวา่ มีการใชค้ าวา่ กลยุทธ์ (Strategies) ดว้ ยนัยความหมายท่ีคล้ายกบั คาว่ายุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดบั องค์กร หรือภาคพาณิชย์ ซ่ึงมองว่า กลยุทธ์เป็ นวิธีการในการบรรลุเป้ าหมายหลายด้าน ส่วน ยุทธศาสตร์เป็ นวิธีการในการบรรลุวตั ถุประสงคข์ องแผนของหน่วยงานน้นั การวางแผนกาหนด ยุทธศาสตร์หลายด้านเหล่าน้ีจะทาให้มีผลได้ทราบว่า “องค์กรจะไปสู่จุดหมาย ได้อย่างไร” (ธตรัฐ ธนะสมบูรณ์, 2547: 22) สรุปได้ว่า คาว่ายุทธศาสตร์เป็ นศพั ท์ท่ีเกิดข้ึนจากวงการทหารซ่ึงมีนัยเก่ียวกับวิธีการ เอาชนะคู่ต่อสู้ขา้ ศึก แต่ปัจจุบนั คาวา่ ยทุ ธศาสตร์ไดถ้ ูกนาไปประยุกตใ์ ช้ในภาคธุรกิจและองคก์ ร ทว่ั ไป ในแง่ของการหมายถึง วิธีการท่ีจะเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขนั และเพ่ือความ เจริญกา้ วหน้าของงาน หน่วยงาน หรือองคก์ รตามเป้ าหมายท่ีวางไว้ อยา่ งไรก็ตามนยั โดยรวมของ คาว่า “ยุทธศาสตร์” (Strategy) อาจสรุปได้ว่า หมายถึง ศาสตร์และศิลป์ ในการใช้พลังหรือ ศกั ยภาพท่ีมีอยใู่ นการปฏิบตั ิการ หรือใชว้ ิธีการ เพ่ือให้บรรลุวตั ถุประสงค์ซ่ึงกล่าวโดยอุปมาได้ กบั การท่ีนกั เดินทางคนหน่ึงที่ตอ้ งการไปถึงที่หมายหน่ึง ภายในเวลาท่ีกาหนด โดยจะตอ้ งเลือกวธิ ี เดินทางที่ดี และวางแผนการเดินให้ดีเพ่ือนาตนไปสู่ท่ีหมายใหไ้ ด้ ดงั น้นั ยทุ ธศาสตร์จึงเปรียบเทียบ เสมือนวธิ ีการ และแผนการเดินทางที่นกั เดินทางเลือกใชเ้ พือ่ ไปใหถ้ ึงท่ีหมายนน่ั เอง 2. ความสาคญั ของยุทธศาสตร์ นกั วชิ าการหลายคนไดก้ ล่าวถึงความสาคญั ของยทุ ธศาสตร์เช่น พวงรัตน์ เกษรแพทย์ (2543: 44 อา้ งถึงใน เกสรี แจ่มสกุล,2551: 8-9) และสานกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจ และสงั คมแห่งชาติ (2544: 38) กล่าวถึงความสาคญั ของยทุ ธศาสตร์ดงั น้ี 2.1 การกาหนดยุทธศาสตร์ว่าเป็ นการวางแผนกลยุทธ์ท่ีมุ่งไปในอนาคต มีกระบวนการคิดหาวิธีการท่ีดีท่ีสุด โดยให้ความสาคญั กบั ผลกระทบจากปัจจยั สภาพแวดล้อม ภายนอกและภายใน ตลอดทุกมิติขององคก์ าร รวมท้งั มีการยอมรับร่วมกนั ของคนในองคก์ าร 2.2 ความสาคญั ของยุทธศาสตร์การพฒั นา เช่นยุทธศาสตร์การพฒั นาประเทศ ไทย คือการทาให้คนไทยมีคุณภาพ มีสุขภาพแข็งแรง เป็ นคนเก่ง คนดี มีระเบียบวนิ ัย รู้หนา้ ที่ มีความซ่ือสัตย์สุ จริต รับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีข้ึน โดยกาหนด วตั ถุประสงคห์ ลกั ของการพฒั นาคุณภาพคนและการคุม้ ครองทางสงั คมไว้
182 และการพัฒนาแนวคิดการจดั การเชิงยุทธศาสตร์จากนักวิชาการ (ปกรณ์ ปรียากร, 2543: 52)และ (ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์, 2552: 28) กล่าวถึงการพัฒนาแนวคิดการจัดการเชิง ยทุ ธศาสตร์ดงั น้ี 1. การพฒั นาแนวคิดการจดั การเชิงยทุ ธศาสตร์ไดม้ ีการพฒั นามาจากการสู้รบ เป็ น การวางแผนในการเอาชนะคู่ต่อสู้ คาวา่ ยทุ ธศาสตร์หรือกลยุทธ์ (Strategy) มีรากศพั ท์มาจากภาษา กรีกโบราณว่า “STRATEGOS” เป็ นคานามหมายถึงผู้นาทัพ คากริยาหมายถึงการวางกลวิธีเพื่อ เอาชนะศตั รู ในประวตั ิศาสตร์ซุนวู (Zun Tzu) นกั ยุทธศาสตร์ชาวจีน ใชแ้ นวคิดเชิงยทุ ธศาสตร์ เป็ นตาราพิชยั สงครามในการเอาชนะศตั รู ซ่ึงถูกบนั ทึกไวเ้ ม่ือ 2,400 ปี มาแลว้ ถือเป็ นจุดเร่ิมตน้ ท่ี สาคัญ (ปกรณ์ ปรียากร, 2543: 52) นอกจากน้ี งานเขียนของชาวญ่ีป่ ุนช่ือ มิยาโมโตมูซาชิ (Miyamoto Musashi) ได้เขียนเร่ือง “ The Book of the Five Rings” และชาวอินเดียชื่อ เกาติลยา ไดเ้ ขียนเรื่อง “Arthasastra” ทาให้สร้างความสนใจในเรื่องการวางแผนเชิงยทุ ธศาสตร์มากข้ึน 2. ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ ได้เริ่มการศึกษาแนวคิดการจดั การเชิงยุทธศาสตร์ ในช่วงต่อของ ศตวรรษท่ี 19และ20 ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวนั ตก แนวคิดไดถ้ ูกนาไปใช้ ในกิจการอุตสาหกรรม ทาใหเ้ กิดประโยชน์ต่อองคก์ รเป็ นอยา่ งมาก และพฒั นามาเป็ นแนวทางใน การบริหารธุรกิจสมยั ใหม่ โดยการบริหารที่เป็ นระบบและมุ่งเน้นผลลพั ธ์แบบอเมริกนั ยงั เป็ น แนวคิดกระแสหลกั ของการบริหารจดั การธุรกิจ การศึกษาแนวคิดเชิงกลยุทธ์ เริ่มข้ึนที่ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในค.ศ.ที่ 1910 และเริ่มได้รับความสนใจจากมหาวิทยาลัยต่างๆใน สหรัฐอเมริกาในช่วงค.ศ.ที่ 1950และ1960 จากผลการศึกษาของ Gordon และ Sowell ได้ถูก พฒั นามาเร่ือยๆ การตื่นตวั และสนใจแนวคิดการจดั การเชิงยทุ ธศาสตร์ และในภาคธุรกิจน้ี ไดต้ ื่นตวั และไดร้ ับความสนใจโดยการกระตุน้ จากงานเขียนของ Michael E. Porter แห่งมหาวิทยาลยั ฮาร์วาร์ด ชื่อหนังสือ Competitive Strategy ซ่ึงเขียนในปี ค.ศ.1980 และหนังสือ Competitive Advantage ที่เขียนในปี ค.ศ.1985 3. แนวคดิ และการศึกษายุทธศาสตร์ ยทุ ธศาสตร์เป็ นแผนการหรือ วธิ ีการทางาน ท่ีจะช่วยให้บรรลุถึงเป้ าหมายที่กาหนดไว้ ซ่ึงความสนใจต่อการศึกษายทุ ธศาสตร์ท่ีมาต้งั แต่สมยั อดีต โดยถือเอาตาราพิชยั สงคราม ซุนวู (Sun Wo Tzu) ของจีน เมื่อประมาณ 500 ปี มาแล้ว เป็ นบทเรียนสาคญั ท่ีไดว้ างรากฐาน แนวคิดเชิง ยทุ ธศาสตร์ (Strategic Thinking) ที่มีอิทธิพลมาจนถึงทุกวนั น้ี ปัจจุบนั ไดม้ ีการรวบรวมและศึกษายุทธศาสตร์มากมาย เพ่ือเป็ นหลกั ในการวางแผนซ่ึง ตอ้ งอาศยั ความเขา้ ใจในเร่ืองปัจจยั สาคญั ตลอดจนหลกั การ และแนวคิดทางยทุ ธศาสตร์ ในแต่ละ
183 ยคุ สมยั รวมท้งั ตอ้ งเรียนรู้ถึงลกั ษณะของยทุ ธศาสตร์ในหลายมิติ และแนวคิดการพฒั นายทุ ธศาสตร์ เพื่อดาเนินการตามวตั ถุประสงค์ (Strategic Thinking) ของนักยุทธศาสตร์เหล่าน้ีทาให้สามารถ เขา้ ใจ และมองภาพของอนาคตไดช้ ดั เจนยิ่งข้ึน เพราะยุทธศาสตร์มีหลายระดบั เช่น ยุทธศาสตร์ โลก ยทุ ธศาสตร์ภูมิภาค ยทุ ธศาสตร์ชาติ และยทุ ธศาสตร์เฉพาะเรื่อง ในปัจจุบนั ไดม้ ีการประยกุ ตแ์ นวคิดและวธิ ีการวางแผนยทุ ธศาสตร์มาใชใ้ นการดาเนินงาน กันอย่างกวา้ งขวางมากข้ึน เริ่มจากภาคเอกชนนาไปใช้ในการแข่งขนั ทางธุรกิจ โดยคานึงถึง “การแข่งขนั ให้อย่รู อด และการมุ่งหวงั ผลกาไร” เป็ นหลกั ส่วนภาครัฐภายหลงั ก็ได้นาแนวคิด ยุทธศาสตร์มาใช้ประยุกต์ต่อ เพ่ือให้การบริหารงานภาครัฐสามารถปรับกลไกได้ทนั ยุคสมยั โดยคานึงถึง “การสนองความตอ้ งการของประชาชน” เป็ นหลกั ซ่ึงการประยุกต์แนวคิดและ วิธีการของแผนยุทธศาสตร์ไปใช้ในงานที่หลากหลายสาขามากข้ึน ได้ทาให้เร่ืองการศึกษา ยทุ ธศาสตร์เป็นเรื่องสาคญั ท่ีมีการศึกษาอยา่ งเป็นระบบมากยงิ่ ข้ึน (กระจ่าง พนั ธุมนาวนิ , 2548: 15) อยา่ งไรก็ตามในการศึกษายทุ ธศาสตร์ นกั ยทุ ธศาสตร์ไดเ้ สนอวา่ ควรจะให้ความสาคญั กบั การพิจารณาองค์ประกอบสาคญั 3 ด้าน ไดแ้ ก่ 1) ดา้ นองค์ประกอบของยุทธศาสตร์แห่งชาติ 2) ดา้ นลกั ษณะของยุทธศาสตร์ 3) ดา้ นการศึกษาอนาคตศาสตร์ ซ่ึงการศึกษาองคป์ ระกอบสาคญั ท้งั 3 ด้านน้ีจะทาให้เกิดความเข้าใจเก่ียวกับยุทธศาสตร์ได้ชัดเจนข้ึน และจะทาให้การศึกษา ยทุ ธศาสตร์มีความสมบูรณ์ย่งิ ข้ึน ดงั ที่เอกสารของสถาบนั คลงั สมองวิทยาลยั ป้ องกนั ราชอาณาจกั ร เพ่ือสงั คมโดย (เอกชยั ศรีวลิ าศ, 2548: 25) ไดก้ ล่าวถึงองคป์ ระกอบ ไวด้ งั มีรายละเอียดดงั น้ี 3.1 องคป์ ระกอบของยทุ ธศาสตร์ 3 ประการ องคป์ ระกอบสาคญั ของยุทธศาสตร์ 3 ประการ อนั มีจุดมุ่งหมายปลายทาง (End) กรอบแนวทางหรือนโยบาย (Ways) และทรัพยากรท่ีนามาใช้ (Mean) ซ่ึงในการศึกษาจะให้ ความสาคญั กบั การมองถึงจุดหมายปลายทาง คือผลประโยชน์แห่งชาติ เป็ นการพิจารณาวา่ อะไร คือส่วนได้ส่วนเสียของชาติ ซ่ึงศาสตราจารย์ Frankel ได้ให้คานิยามผลประโยชน์แห่งชาติว่า หมายถึง จุดหมายทว่ั ไป และความต่อเนื่องของการดาเนินการของชาติ ซ่ึงจะตอ้ งมีแนวทางของ ชาติ ในรูปนโยบายแห่งชาติ (Way) ท่ีเป็ นกรอบให้หน่วยงานต่าง ได้ปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผล ประโยชน์ของชาติ และบูรณาการดว้ ยการนาทรัพยากรของชาติมาใชใ้ หเ้ หมาะสม หรือออกมาใน รูปของมาตรการเฉพาะ (Specific Measurement)
184 3.2 ลกั ษณะของยทุ ธศาสตร์ (Characteristics) ยุทธศาสตร์เป็ นการวางแผนที่มีหลายมิติท่ีจะตอ้ งพิจารณาในหลายมุมมองมีองค์ ประกอบที่หลากหลาย เพราะเป็นท้งั ศาสตร์และศิลป์ ท่ีตอ้ งอาศยั บุคลากรท่ีมีประสบการณ์สูง ท้งั น้ี ในมุมมองของนกั วางแผนยทุ ธศาสตร์ จะกล่าวถึงลกั ษณะของยุทธศาสตร์ไวใ้ นหลายมิติ เช่น มิติ อนาคต (Future) การสามารถเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติ (Action) การเข้าใจความสลับซับซ้อน (Complexity) การมีนยั สาคญั (Significant) การเชื่อมโยงแบบบรู ณาการ (Comprehensive)ห้วงเวลา (Time) ความเฉพาะเจาะจง (Specific) ความอ่อนตวั (Flexibility) ความสมบูรณ์ (Completeness) ความถี่อย่างต่อเนื่อง (Frequency) เป็ นความลับหรื อไม่ (Secret) รู ปแบบการเป็ นทางการ (Formality) อานาจหนา้ ที่ (Authorization) ความง่ายในการนาไปปฏิบตั ิ (Easy of Implementation) และง่ายตอ่ การควบคุม (Easy of Control) 3.3 การศึกษาอนาคตศาสตร์ อนาคตศาสตร์เป็ นสิ่งสาคญั ท่ีนกั ยุทธศาสตร์จะตอ้ งศึกษา เพราะเป็ นการศึกษาถึง วิธีการคาดการณ์อนาคต โดยในระยะหลงั ประมาณวา่ 30 ปี ที่ผ่านมาไดม้ ีการศึกษาแนวความคิด ทฤษฎี และระเบียบวิธีเก่ียวกับอนาคตศาสตร์ ซ่ึงถูกนามาใช้เพ่ือท่ีจะช่วยให้การคาดการณ์ สถานการณ์ หรือสิ่งที่จะเกิดข้ึนในอนาคตศาสตร์ ซ่ึงถูกนามาใช้เพ่ือที่จะช่วยให้การศึกษาเปรียบ เทียบแต่ละรูปแบบ และเทคนิค วิธีการที่นามาใช้เป็ นเครื่องมือในการคาดการณ์อนาคต ซ่ึงมีการ คิดสร้างวธิ ีข้ึนมา หลายวิธี อาทิ วิธีการศึกษาแนวโนม้ (Trend Extrapolation)การศึกษาอนาคตจาก ความคิด เห็นของผูเ้ ช่ียวชาญ (Expert Opinion) เช่น เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technic) การสร้าง ภาพอนาคต (Scenario) การตรวจตรา/การวาดภาพ หรือการแจง้ เตือน (Scanning / Monitoring) ฯลฯ ตลอดจนการศึกษาในเรื่องของอนาคตศาสตร์เชิงประยุกต์ ซ่ึงแต่ละรูปแบบจะมีจุดเด่น จุดดอ้ ยท่ี แตกตา่ งกนั เหมาะที่จะใชใ้ นแต่ละสถานการณ์ซ่ึงบางคร้ังอาจใชห้ ลายวธิ ีควบคูก่ นั ไป อย่างไรก็ดีนักวิชาการ และนักยุทธศาสตร์ส่วนใหญ่ช้ีให้เห็นว่า การมองและคิดเชิง ยุทธศาสตร์จะมีความชดั เจนเพียงใดก็ข้ึนอยกู่ บั ความสามารถในการมองอนาคตและการกาหนด อนาคตท่ีชัดเจนด้วย (กระจ่าง พนั ธุมนาวิน, 2548: 18) ท้งั น้ี หลกั การคิด การมองและกาหนด ยทุ ธศาสตร์ จะตอ้ งสามารถตอบคาถาม 3 ขอ้ ใหไ้ ด้ นนั่ คือ 1) “เรากาลงั จะไปไหน” (Where are you going to ?) ในทางการบริหารแลว้ ขอ้ น้ี สาคญั มาก เพราะตอ้ งกาหนดเป้ าหมายไวเ้ สมอ ซ่ึงอาจหมายถึงผลกาไรหรือผลประโยชน์ท่ีจะ ไดร้ ับ หรืออาจเป็ นความเจริญกา้ วหนา้ ของหน่วยงานหรือประชาชน ฯลฯ ท้งั น้ีแลว้ แต่ภารกิจของ หน่วยน้นั ซ่ึงจะมีคาวา่ วสิ ัยทศั น์ พนั ธกิจ วตั ถุประสงค์ เป้ าประสงค์ ฯลฯ อยดู่ ว้ ยเสมอ ความ จริงคาเหล่าน้ีบอกถึงความหมายเดียวกนั แตอ่ ยใู่ นรูปแบบที่เฉพาะเจาะจงแตกตา่ งกนั
185 2) “เราอยู่ท่ีไหน” (Where are you now?) เพื่อท่ีจะทาให้ทราบว่าสภาพหรื อ สถานการณ์ขององค์กรหรือปัญหา ในปัจจุบนั เป็ นอยา่ งไร หากไม่สามารถหาคาตอบขอ้ น้ีไดก้ าร เดินทางไปยงั เป้ าหมายท่ีกาหนดไวก้ อ็ าจจะผดิ พลาดไดเ้ ช่นกนั วธิ ีการหาคาตอบของขอ้ น้ีอาจใชก้ าร วิเคราะห์ SWOT ซ่ึงเป็ นการวิเคราะห์ที่เน้นการตรวจสอบสภาวะแวดลอ้ มภายนอกและภายใน และการมองถึงจุดแขง็ จุดออ่ น วกิ ฤต และโอกาส เพอ่ื กาหนดยทุ ธศาสตร์นน่ั เอง 3) “จะไปถึงท่ีน่ันได้อย่างไร” (How to get there?) ซ่ึงนี่คือ “ยุทธศาสตร์” เพราะ จะต้องทราบถึงแนวทางหรือวิธีการท่ีจะไปสู่เป้ าหมายที่ต้ังไว้ในอนาคตได้ โดยอาจจะมี ยทุ ธศาสตร์หลาย ยทุ ธศาสตร์ท่ีมาประกอบกนั จนสามารถบรรลุเป้ าหมายท่ีตอ้ งการ ในการตอบคาถามเหล่าน้ี นกั ยุทธศาสตร์ ยงั คงมีการประเมินสถานการณ์แวดล้อม หรือบริบทหลายด้าน ท่ีมีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ด้วย เช่น การเปิ ดเสรีทางเศรษฐกิจการค้า (FTA) การจดั ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) กระแสเสรีประชาธิปไตย กระแสโลกาภิวตั น์ การใชเ้ ทคโนโลยกี ารสื่อสาร และสารสนเทศ สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดลอ้ ม ซ่ึงจะช่วยให้เขา้ ใจ ถึงยทุ ธศาสตร์ท่ีมี และพึงจะมีรวมถึงการวางยทุ ธศาสตร์ที่เหมาะสม กล่าวอีกนยั หน่ึงคือ หลกั การสาคญั ของการกาหนดยุทธศาสตร์ คือจาเป็ นตอ้ งมีขอ้ มูล ที่รอบด้าน หรือท่ีเรียกว่า การ “รู้เขา – รู้เรา” ซ่ึงถือว่าเป็ นหลกั การเบ้ืองตน้ ที่สาคญั และภายใต้ หลกั การน้ีจึงทาให้มีการทาการวิเคราะห์ สวอท (SWOT Analysis) รู้จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และ ภัยคุกคาม ดังน้ันการวิเคราะห์ สวอท น้ีจึงเป็ นเครื่ องมือในการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ เพ่ือกาหนดทิศทางและวิธีการหรือยุทธศาสตร์ไปสู่เป้ าหมายอยา่ งมีประสิทธิภาพ อยา่ งไรก็ตามใน แง่ของหลกั การเกี่ยวกบั การวิเคราะห์ สวอท น้ัน จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวขอ้ งสามารถสรุป แนวทางไดเ้ พอ่ื ความเขา้ ใจในเบ้ืองตน้ ไดด้ งั น้ี 1) การประเมินขีดความสามารถขององคก์ รใหร้ ู้จุดแขง็ (Strengths) และจุดอ่อน (Weakness) หรือเรียกวา่ ประเมินภายในท่ีเนน้ การวิเคราะห์จุดแขง็ และจุดอ่อน 2) การประเมินองคก์ รเพื่อใหเ้ ห็นช่องทางโอกาส (Opportunities) และภยั คุกคาม (Threats) หรือ เรียกวา่ การประเมินภายนอกที่เนน้ การวเิ คราะห์โอกาศและภยั คุกคาม 3) การวิเคราะห์จุดร่วมจากข้อมูลท่ีได้จากการประเมินภายในและภายนอก วิเคราะห์มุมมอง หลายมิติ หลายแนวคิด และหลายประเด็นท่ีจะเป็ นทางเลือกในการแกป้ ัญหาที่ เรียกวา่ “ประเด็นยทุ ธศาสตร์” (Strategic Issue) 4) ประเด็นยุทธศาสตร์ จะกาหนดให้ชดั ไดโ้ ดยอาศยั พนั ธกิจที่บ่งบอกถึงบทบาท หน้าที่ว่าจะทาอย่างไร กับใคร แค่ไหน อย่างไร และเช่ือว่าดีมีประโยชน์หรือมีคุณค่า หรือ
186 ที่เรียกวา่ “ค่านิยม” ซ่ึงสิ่งเหล่าน้ีจะมาเป็ นตวั ตดั สินใจคดั เลือกประเด็นยุทธศาสตร์ที่สาคญั และ จาเป็ นสาหรับนาไปใช้ 5) ส่ิงที่ถูกกาหนดเป็น “ยทุ ธศาสตร์” ถือวธิ ีการท่ีถูกเลือก หรือสิ่งที่เป็ นทางเลือก สาคญั ท่ีเช่ือวา่ เมื่อเลือกไปปฏิบตั ิการแลว้ จะนาไปสู่การบรรลุเป้ าประสงคท์ ่ีวางไวอ้ ยา่ งแน่นอน สรุป คือ แนวคิดยุทธศาสตร์และการศึกษายุทธศาสตร์มีความสาคญั ยิ่งท่ีจะทาให้เกิด ความเขา้ ใจท้งั ในเชิงการรู้ถึงแนวคิดหลกั การสาระสาคญั และที่มาที่ไปของยทุ ธศาสตร์ท่ีเป็ นฐานคิด ในการกาหนดยุทธศาสตร์ เพื่อประโยชน์ขององค์กรและขบั เคล่ือนงานเชิงนโยบายอยา่ งไรก็ตาม ปัญหาในการศึกษายทุ ธศาสตร์ในปัจจุบนั ประการหน่ึง คือ นกั ยทุ ธศาสตร์ หรือ นกั วางแผนองคก์ ร ในทุกระดับส่วนใหญ่ ยงั ขาดความรู้ ความเข้าใจ และไม่ให้ความสาคญั ในเรื่องการจดั การเชิง ยทุ ธศาสตร์ อาศยั เพียงทุกดา้ น หรือขาดความต่อเนื่องเช่ือมโยงในภารกิจ วตั ถุประสงค์ นโยบาย และยุทธศาสตร์ เป็ นตน้ (ธตรัฐ ธนะสมบูรณ์, 2547: 5) ซ่ึงทาให้การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์เป็ น เพียงแผนการ แต่ไม่นาไปสู่ยุทธศาสตร์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง ดังน้ันความสาคัญของแนวคิด ยุทธศาสตร์และการศึกษายุทธศาสตร์จึงเป็ นสิ่งจาเป็ นอยา่ งยิ่งสาหรับนกั ยุทธศาสตร์ รวมถึงนัก นโยบาย และนกั วชิ าการดา้ นการศึกษาและการพฒั นาในปัจจุบนั 4. องค์ประกอบของยุทธศาสตร์ พสุ เดชะรินทร์และคณะ(2548: 25-26)ไดก้ ล่าวถึงองคป์ ระกอบของยทุ ธศาสตร์ดงั น้ี 4.1 การวเิ คราะห์ จุดออ่ น จุดแขง็ โอกาสและอุปสรรค (SWOT) การวิเคราะห์ปัจจยั และสภาวการณ์ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั องค์กรที่ส่งผลกระทบต่อ องค์กร นอกจากน้ีจะทาให้ทราบถึงทรัพยากร (Resources)และความสามารถ (Capabilities) ต่างๆ ขององคก์ รจะทาใหท้ ราบถึงจุดอ่อนจุดแขง็ ขององคก์ ร 4.2 การกาหนดวสิ ยั ทศั นแ์ ละทิศทางขององคก์ ร (Direction sitting) ทิศทางขององคก์ รเป็นตวั บ่งช้ีวา่ องคก์ รจะมุง่ ไปในทิศทางใด ทาใหแ้ ปลง ไปสู่การดาเนินงานที่ชดั เจน 4.3 การกาหนดยทุ ธศาสตร์ (Strategy Formulation) เป็ นการนาข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่ได้จากการวิเคราะห์องค์กร การกาหนด วสิ ยั ทศั น์มาจดั ทาเป็ นยทุ ธศาสตร์ในระดบั และรูปแบบต่างๆ ซ่ึงมีความสัมพนั ธ์กบั การวางแผนและ นาไปสู่การกาหนดกิจกรรม
187 4.4 การแปลงยทุ ธศาสตร์สู่การปฏิบตั ิ (Strategy Implementation) เป็ นข้นั ตอนสุดทา้ ยและเป็ นข้นั ตอนที่สาคญั มากเม่ือองค์กรมีการวิเคราะห์ กาหนดวสิ ัยทศั น์และกาหนดยทุ ธศาสตร์แลว้ จะตอ้ งวางแผนและประยกุ ตป์ ฏิบตั ิเพอื่ ใหเ้ กิดผลลพั ธ์ ท่ีจะทาใหอ้ งคก์ รบรรลุเป้ าหมายที่ต้งั ไว้ ดงั น้นั องคป์ ระกอบของยทุ ธศาสตร์จึงประกอบดว้ ย 4 ดา้ น ซ่ึงปรากฏตามภาพดงั ต่อไปน้ี การกาหนดทิศทางขององคก์ าร การนายทุ ธศาสตร์ไปสู่การปฏิวตั ิ การวเิ คราะห์เชิงยทุ ธศาสตร์ การจดั ทายทุ ธศาสตร์ ภาพที่ 7.1 องคป์ ระกอบของยทุ ธศาสตร์ ท่ีมา: พสุ เดชะรินทร์และคณะ (2548: 24) 5. การจัดทาตวั แบบยทุ ธศาสตร์เพอ่ื การพฒั นา การจดั ทาตวั แบบยทุ ธศาสตร์ 2 ตวั แบบที่สาคญั จากอธิบายของเฉลียว บุรีภกั ดี (2551) และนฏั พนั ธ์ เขจรนนั ทน์ (2552) ตวั แบบยทุ ธศาสตร์การพฒั นามีรายละเอียดดงั น้ี ตวั แบบทางความคิด เรื่องยุทธศาสตร์การพฒั นา ไดพ้ ฒั นาข้ึนและไดร้ ับการทดลอง ใชใ้ นการเรียนการสอนและการทาการวิจยั ของหลกั สูตรปริญญาโท สาขายุทธศาสตร์การพฒั นา ซ่ึงเปิ ดสอนในสถาบนั ราชภฏั หลายแห่ง ตวั แบบทางความคิดน้ีสามารถนาไปใชง้ านไดใ้ น 2 ลกั ษณะ ลกั ษณะแรก นามาใช้ในการออกแบบยุทธศาสตร์ ลกั ษณะท่ีสอง นามาใชใ้ นการปฏิบตั ิหรือทดลอง ยุทธศาสตร์ที่ออกแบบแล้ว ตวั แบบทางความคิดเร่ือง ยุทธศาสตร์การพฒั นา แสดงตวั แบบตาม แผนภาพตอ่ ไปน้ี
ยทุ ธศาสตร์การพฒั นา หน่วยระบบของการทางานของยทุ ธศาสตร์การพฒั นา 5 4 3 ทรัพยากรที่มี หน่วยระบบที่ 1 เป้ าหมายของ ในบริบท ยทุ ธศาสตร์การ I.. P O พฒั นา หน่วยระบบท่ี n โดยอาศยั บรรดาทฤษฎ ภาพที่ 7.2 ตวั แบบทางคว ที่มา: เฉลียว บ
44 หน่วยทอ้ งถ่ินที่จะพฒั นา ปัญหาปัจจยั ปัญหาสืบเนื่อง 2 1 ปัญหาเป้ า ปัญหา ทุกขร์ ้อน ปัญหาปัจจยั ปัญหาสืบเนื่อง ฎี หลกั วชิ า เทคนิควธิ ี ขอ้ มลู ที่เกี่ยวขอ้ ง วามคิดเร่ือง ยทุ ธศาสตร์การพฒั นา บุรีภกั ดี (2551: 2-19) 188
189 จากแผนภาพตวั แบบทางความคิดเรื่องการบริหารยทุ ธศาสตร์เพ่ือการพฒั นา แสดงให้เห็น กระบวนการสร้างยทุ ธศาสตร์การพฒั นาประกอบดว้ ย 5 ข้นั ตอนคือ 1.การระบุและวเิ คราะห์ปัญหาทุกขร์ ้อน โดยระบุปัญหาทุกขร์ ้อนเป็ นจานวน และขอบเขตของผปู้ ระสบปัญหา ระบุชนิด อาการของความทุกขร์ ้อน การวิเคราะห์ปัญหาทุกข์ร้อน เป็ นการจดั หมวดหมู่หรือจาแนกประเภทหรือลาดบั ข้นั ตอนหรือแหล่งของปัญหาแลว้ แสดงความ เชื่อมโยงระหวา่ งกลุ่มปัญหา 2.การกาหนดและวเิ คราะห์ปัญหาเป้ า โดยมีเกณฑค์ ือ หน่วยปัญหาเป้ าน้ี เมื่อไดร้ ับการแกไ้ ขจะตอบสนองความตอ้ งการเจา้ ทุกขไ์ ดม้ าก จะนาความคล่ีคลายมาสู่หน่วยระบบ อื่น ผรู้ ับผดิ ชอบสามารถสร้างยทุ ธศาสตร์มาแกไ้ ขปัญหาได้ ที่ไม่ใชท้ รัพยากรมากเกินไป 3.การกาหนดเป้ าหมายของยุทธศาสตร์ เป็นการคิดอนุมานจากผลการ วเิ คราะห์ปัญหาเป้ า โดยนามากาหนดเป้ าหมายยทุ ธศาสตร์ 4.การสร้างหน่วยระบบการทางาน หน่วยระบบการทางานแต่ละหน่วยคือ หน่วยระบบท่ีสร้างข้ึนมาตามหลกั ของทฤษฎีระบบ โดยกาหนดผลผลิต (Output: O) กาหนด กระบวนการ(Process: P) และกาหนดปัจจยั นาเขา้ (Input: I) 5.การจดั หาทรัพยากร โดยไดจ้ ากบริบทภายนอกและภายในของหน่วย ระบบทางานแต่ละหน่วย โดยไดร้ ับการเลือกสรรอยา่ งเหมาะสม และคุม้ ทุน 5.1 กระบวนการจัดการเชิงยุทธศาสตร์ กระบวนการจดั การเชิงยุทธศาสตร์ ได้มีนักวิชาการนาเสนอตัวแบบหรือ รูปแบบในการจัดการเชิงกลยุทธ์ไวห้ ลายท่านและ ปกรณ์ ปรียากร (2543) ได้เสนอตัวแบบของ John M. Bryson ที่กาหนดกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ท่ีประยุกต์ใช้กบั ภาครัฐและองค์กรท่ีไม่ หวงั ผลกาไร 10 ข้นั ตอน ไดแ้ ก่ 1. การกาหนดขอ้ ตกลงหรือแนวคิดเบ้ืองตน้ การวางแผนกลยทุ ธ์ (Initiate and agree upon a strategic planning process) โดยพิจารณาจากคาแถลงนโยบายของรัฐ แผนพฒั นาประเทศ กฎหมายต่างๆ มติคณะรัฐมนตรี 2. พิจารณาอานาจหนา้ ท่ีขององคก์ าร 3. กาหนดภารกิจและคา่ นิยมต่างๆขององคก์ าร 4. การประเมินสภาพแวดลอ้ มภายนอกและภายใน โดยประเมินจุดแขง็ จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค 5. ระบุประเด็นท่ีจะมุง่ ไปสู่การวางแผนเพ่ือพิจารณาปัญหา ช่องวา่ งท้งั ใน เชิงรับและเชิงรุก
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277