Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียนรายวิชาการป้องกันการทุจริต สค12026 ระดับประถมศึกษา

หนังสือเรียนรายวิชาการป้องกันการทุจริต สค12026 ระดับประถมศึกษา

Published by mediaksn586, 2019-11-01 00:16:02

Description: ให้สถานศึกษาสังกัด สำนักงาน กศน. ไว้ใช้ในการประกอบการเรียนการสอน

Search

Read the Text Version

1 หนงั สอื เรยี น สาระการพฒั นาสังคม รายวิชา การปอ งกนั การทจุ ริต รหัสรายวชิ า สค12026 รายวชิ าเลอื ก ระดับประถมศึกษา ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 สํานักงานสง เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั สํานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศกึ ษาธิการ



สารบัญ 3 คํานาํ หนา คาํ แนะนําการใชหนังสือเรียน โครงสรา งรายวชิ า 1 แบบทดสอบกอนเรยี น 2 บทท่ี 1 การคิดแยกแยะระหวา งผลประโยชนส ว นตนกบั ผลประโยชนส ว นรวม 3 6 เรื่องที่ 1 การคิดแยกแยะ 8 เรอ่ื งท่ี 2 ความแตกตา งระหวา งจริยธรรมและการทจุ รติ 9 เรอ่ื งที่ 3 ประโยชนส วนตนและประโยชนส ว นรวม เร่อื งท่ี 4 หลกั การคดิ เปน 10 เรื่องที่ 5 ผลประโยชนทับซอน 14 เรือ่ งที่ 6 รูปแบบของผลประโยชนท บั ซอน ศาสตรพ ระราชา 15 16 หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 20 21 บทท่ี 2 ความละอายและความไมท นตอ การทุจริต 21 เรื่องที่ 1 ความละอายและความไมท นตอการทุจรติ 27 เรอื่ งท่ี 2 การปฏิบตั ติ นตามกฎ กติกา ของสถานศึกษา ชุมชน สงั คม 28 32 บทที่ 3 STRONG : จติ พอเพียงตา นการทุจริต 35 เรอ่ื งท่ี 1 STRONG : จิตพอเพยี งตา นการทจุ ริต 37 เรื่องที่ 2 องคป ระกอบการสรางจติ สํานึกพอเพยี งตานการทจุ รติ บทท่ี 4 พลเมืองกบั ความรบั ผดิ ชอบตอ สังคม เรือ่ งท่ี 1 ความเปน พลเมอื ง เรื่องท่ี 2 การเคารพสทิ ธหิ นาท่ีตอ ตนเองและผอู ่ืนที่มตี อ สงั คม เรื่องท่ี 3 ระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมาย เรือ่ งที่ 4 ความรับผดิ ชอบตอชมุ ชน

สารบัญ (ตอ ) 4 แบบทดสอบหลงั เรียน หนา เฉลยแบบทดสอบกอ นเรยี น – หลังเรียน แนวคําตอบกิจกรรม 41 บรรณานุกรม 46 คาํ สัง่ สํานกั งานสง เสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย 47 การประชุมจดั ทาํ หนงั สอื เรียนรายวชิ าการปอ งกันการทจุ ริต 52 คณะผูจดั ทํา 55 63 68

5 คําแนะนาํ การใชหนังสอื เรียน รายวิชา การปองกนั การทุจรติ รายวิชาการปองกันการทุจริต รหัสรายวิชา สค12026 รายวิชาเลือก ระดับประถมศึกษา ตามหลักสูตร การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ประกอบดวย โครงสรางของรายวิชา โครงสรางของบทเรียน เนื้อหา และกิจกรรมเรียงลําดับตามบทเรียน แบบทดสอบกอนเรียน กิจกรรม การเรียนรู แบบทดสอบหลังเรียน เฉลยแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน เฉลย/แนวคําตอบกิจกรรม เรียงลาํ ดบั ตามบทเรยี น วธิ ีการใชร ายวิชา ใหผูเรียนดาํ เนินการตามข้นั ตอน ดงั นี้ 1. ศึกษารายละเอียดโครงสรางรายวิชาโดยละเอียด เพ่ือใหผูเรียนทราบวาตองเรียนรูเน้ือหา ในเรือ่ งใดบาง 2. วางแผนกําหนดระยะเวลาและจัดเวลาท่ีผูเรียนมีความพรอมจะศึกษารายวิชา เพื่อใหสามารถ ศึกษารายละเอียดของเนื้อหาไดค รบทุกบทเรยี น และทาํ กจิ กรรมตามท่ีกาํ หนดใหท ันกอนสอบปลายภาค 3. ทําแบบทดสอบกอนเรียนของรายวิชาตามท่ีกําหนด เพ่ือทราบพื้นฐานความรูเดิมของผูเรียน และตรวจสอบคาํ ตอบจากเฉลยแบบทดสอบทา ยเลม 4. ศกึ ษาเน้ือหาของแตล ะบทเรียนอยางละเอียดใหเขาใจ ทั้งในหนังสือเรียนและสื่อประกอบ (ถามี) และทํากจิ กรรมทกี่ าํ หนดไวใ หครบถวน 5. ทาํ แตละกิจกรรมเรยี บรอยแลว ผูเรยี นสามารถตรวจสอบคําตอบไดจากแนวคําตอบ/เฉลยทายเลม หากผูเ รยี นยังทาํ กิจกรรมไมถูกตอ งใหผ ูเ รียนกลบั ไปทบทวนเน้ือหาในเรอื่ งนน้ั ๆ ซ้าํ จนกวาจะเขา ใจ 6. หลังจากศึกษาเน้ือหาครบทุกบทเรียนแลว ใหผูเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียนและตรวจสอบ แนวคําตอบจากเฉลยทา ยเลม วาผูเ รยี นสามารถทาํ แบบทดสอบไดถูกตอ งทกุ ขอหรือไม หากขอใดยังไมถูกตอง ใหผเู รยี นกลบั ไปทบทวนเน้อื หาในเร่อื งนั้นใหเขา ใจอีกคร้งั ขอ แนะนาํ ผเู รียนควรทําแบบทดสอบหลงั เรียน ใหไดคะแนนมากกวาแบบทดสอบกอนเรียนและควรได คะแนนไมน อยกวารอยละ 60 ของแบบทดสอบทงั้ หมด เพือ่ ใหมัน่ ใจวา จะสามารถสอบปลายภาคผาน 7. หากผูเรียนไดศึกษาเนื้อหาและทํากิจกรรมแลวยังไมเขาใจ ผูเรียนสามารถสอบถามและ ขอคาํ แนะนําไดจ ากครหู รือคน ควาจากแหลง เรียนรอู ืน่ ๆ เพมิ่ เตมิ ได

6 การศกึ ษาคน ควา เพิ่มเตมิ ผเู รยี นอาจศกึ ษาหาความรูเพ่มิ เตมิ ไดจ ากแหลง เรียนรอู ืน่ ๆ ทีเ่ ผยแพรความรใู นเร่ืองทเี่ กยี่ วขอ งและ ศกึ ษาจากผรู ู การวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน การจดั ใหมีการวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ดังน้ี 1. ระหวางภาค วดั ผลจากการทาํ กิจกรรมหรืองานที่ไดรับมอบหมายระหวา งเรียน 2. ปลายภาค วดั ผลจากการทําขอ สอบวดั ผลสัมฤทธ์ปิ ลายภาค

7 โครงสรา งรายวิชา การปองกนั การทุจริต มาตรฐานการเรยี นรรู ะดบั 1. มคี วามรู ความเขา ใจดาํ เนนิ ชีวติ ตามวถิ ปี ระชาธปิ ไตย กฎหมายเบ้ืองตน กฎระเบียบของชมุ ชน สังคม และประเทศ 2. มคี วามรู ความเขา ใจหลกั การพฒั นาชมุ ชน สังคม และวิเคราะหขอ มลู ในการพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชุมชน สังคม ตวั ชว้ี ดั 1. มีความรู ความเขา ใจเกยี่ วกบั การแยกแยะระหวางผลประโยชนส วนตนกบั ผลประโยชนส วนรวม 2. บอกความหมาย ความสาํ คญั ของหลกั การคิดเปน 3. สามารถคิดแยกแยะระหวา งผลประโยชนสว นตนกบั ผลประโยชนส วนรวมได โดยใชก ระบวนการคดิ ตามหลักปรัชญาคิดเปน 4. มคี วามรู ความเขาใจเกยี่ วกับความละอายและความไมทนตอการทจุ รติ 5. ปฏิบตั ิตนเปน ผูละอายและไมทนตอการทจุ รติ ทุกรปู แบบ โดยใชก ระบวนการคดิ ตามหลักปรชั ญา คดิ เปน 6. มคี วามรู ความเขาใจเก่ียวกบั STRONG : จติ พอเพยี งตา นการทุจริต โดยใชก ระบวนการคดิ ตาม หลกั ปรัชญาคดิ เปน 7. ปฏิบตั ิตนเปน ผูท่ี STRONG : จติ พอเพียงตา นการทจุ รติ โดยใชก ระบวนการคดิ ตามหลักปรัชญา คิดเปน 8. มคี วามรู ความเขาใจเกีย่ วกับพลเมืองและมีความรบั ผิดชอบตอสังคม 9. ปฏบิ ัตติ ามหนา ท่ีพลเมือง และมีความรับผิดชอบตอสังคม โดยใชกระบวนการคิดเปนตามหลัก ปรชั ญาคิดเปน 10. ตระหนกั และเหน็ ความสาํ คัญของการปอ งกนั การทจุ รติ

8 สาระสําคญั ยุทธศาสตรชาติวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560 – 2564) ไดกาํ หนดยทุ ธศาสตรท ่ี 1 สรา งสังคมทไ่ี มทนตอการทุจริตอันมีกลยุทธวาดวยเรื่องของการปรับฐานความคิด ทกุ ชว งวัย ใหส ามารถแยกแยะระหวางผลประโยชนสวนตนกับผลประโยชนสวนรวม สงเสริมใหมีระบบและ กระบวนการกลอ มเกลาทางสงั คมเพอ่ื ตานทจุ รติ ประยุกตใ ชหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเปนเครื่องมือ ตา นทุจริต เสรมิ พลงั การมีสว นรวมของชมุ ชน (Community) และบูรณาการทกุ ภาคสว นเพ่อื ตอตานการทจุ รติ ดังน้ัน เพ่ือใหเปนไปตามยุทธศาสตรชาติวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต โครงสราง รายวิชาการปองกันการทุจริต ซ่ึงเปนรายวิชาเลือก จึงไดจัดทําสื่อการเรียนรูเพ่ือนํามาใชประกอบ การจดั กิจกรรมการเรียนรู สรางความรู ความเขาใจ และทักษะใหแ กผ ูเ รยี น ซง่ึ ประกอบไปดวยเน้ือหา การคิด แยกแยะระหวางผลประโยชนสวนตนกับผลประโยชนสวนรวม โดยการคิดแยกแยะจากการใชระบบคิด ฐานสองและกระบวนการคิดเปน เพื่อใหมีความละอายและไมทนตอการทุจริต สามารถปฏิบัติตนตามกฎ กติกาตาง ๆ มีการประยุกตใชหลัก STRONG : จิตพอเพียงตานการทุจริต และใหความรูเกี่ยวกับความเปน พลเมืองดีกับความรบั ผิดชอบตอสังคม เพือ่ ใหผ เู รียนเคารพสิทธิ หนาท่ีตอตนเองและผูอ่ืน อยูในระเบียบ กฎ กตกิ า และกฎหมาย ขอบขายเนอื้ หา บทที่ 1 การคิดแยกแยะระหวางผลประโยชนสว นตนกบั ผลประโยชนสวนรวม บทที่ 2 ความละอายและความไมท นตอ การทจุ ริต บทที่ 3 STRONG : จิตพอเพยี งตา นการทุจรติ บทที่ 4 พลเมอื งกับความรบั ผดิ ชอบตอสงั คม สื่อประกอบการเรยี นรู 1. รายวชิ าการปองกนั การทจุ ริต รหัสรายวิชา สค12026 2. สอื่ เสรมิ การเรยี นรูอื่น ๆ จํานวนหนวยกติ จํานวน 2 หนวยกติ

9 กจิ กรรมเรยี นรู 1. ทําแบบทดสอบกอนเรยี น และตรวจสอบแนวคําตอบจากเฉลยทายเลม 2. ศกึ ษาเนือ้ หาในบทเรียนทกุ บท 3. ทํากจิ กรรมตามทก่ี ําหนด และตรวจสอบคาํ ตอบจากเฉลยทา ยเลม 4. ทาํ แบบทดสอบหลงั เรียน และตรวจสอบคาํ ตอบจากเฉลยทา ยเลม การประเมินผล 1. ทาํ แบบทดสอบกอนเรยี น และแบบทดสอบหลงั เรยี น 2. ทาํ กจิ กรรมในแตละหนวยการเรียนรู 3. เขา รับการทดสอบปลายภาค

1 แบบทดสอบกอ นเรยี น 1. ขอ ใดเปน การนํากระบวนการของการคิดเปน มาใช ก. นาํ ขอ มูลตนเอง งานวจิ ัย สงิ่ แวดลอมและสงั คมมาใช ข. นาํ ขอ มลู ตนเอง สงั คม ส่ิงแวดลอ ม และวชิ าการมาใช ค. นําขอมลู จากสื่ออินเทอรเ น็ต เอกสารอางอิงและตนเองมาใช ง. นําขอมลู จากเพอ่ื นรว มงาน สอื่ อินเทอรเ น็ต และวชิ าการมาใช 2. ถา ตอ งการอยรู วมกบั ผอู ืน่ ในสังคมไดอ ยางมคี วามสขุ โดยนาํ กระบวนการคดิ เปนมาใช เราควรปฏบิ ตั ิตนตามขอใด ก. การมสี ว นรวม ข. ความยนิ ยอม ค. การปรับตัว ง. แกป ญหาได 3. นายเหลีย่ ม เปนขาราชการเกษียณ ตอ มาไดเปนสมาชิกสภาเทศบาล รลู ว งหนาจากการประชุมสภาวา สภาเทศบาลอนุมัติใหตัดถนนผานชุมชนแหงหน่ึง นายเหลี่ยม จึงไดไปกวานซื้อท่ีดินบริเวณที่ถนน ตัดผานนั้น เพอ่ื เก็งกําไรทด่ี นิ พฤติการณข องนายเหล่ยี ม เปน ผลประโยชนท บั ซอนรูปแบบใด ก. การรับผลประโยชนตา ง ๆ ข. การทํางานหลังเกษียณ ค. การทําธุรกิจกับตนเอง ง. การรูขอมลู ภายใน 4. การคดิ แยกแยะหมายถงึ ขอใด ก. เกบ็ เงินไดนําไปใหค ุณครู ข. ขายเสอ้ื ผาตามรมิ ถนนในตัวเมือง ค. ทาํ การเกษตรในเขตท่ดี ินสาธารณะ ง. การแซงคิวซอ้ื อาหารในรานอาหาร

2 5. ขอ ใดคือความหมายของคําวา “ความละอาย” ก. ความมุงมัน่ ในการเอาชนะ ข. ความมงุ ม่ันในการทําความดี ค. ความเกรงกลวั ตอสิง่ ทจ่ี ะมาทาํ ราย ง. ความเกรงกลัวตอสงิ่ ทีไ่ มดี ไมถกู ตอ ง 6. ขอ ใด ไมใ ช การปฏบิ ตั ิตนตามกฎกติกาของสถานศึกษา ก. การทาํ งานตามท่ีไดรบั มอบหมายดวยตนเอง ข. การซักถามครเู มอ่ื เกิดปญ หาจากการทํางาน ค. การนาํ ชนิ้ งานเพอื่ นมาคดั ลอกเพอ่ื สง ใหท นั เวลา ง. การแนะนาํ เพอ่ื นใหเ ขาใจและสามารถทํางานเองได 7. ขอใด ไมควร กระทาํ ในการเขา สอบ ก. ทาํ ขอ สอบดว ยตนเอง ข. นั่งตามที่ ๆ กาํ หนดให ค. ต้ังใจอา นขอ สอบใหเ สียงดงั ง. ไมเขา หองสอบกอ นไดรบั อนุญาต 8. “การรับเงินสนิ บน” เปน พฤตกิ รรมตรงกับขอ ใด ก. ทจุ ริต ข. การเพมิ่ รายได ค. ความไมท น ง. การใหค วามชวยเหลอื 9. เหตผุ ลทส่ี ถานศกึ ษามอบหมายใหผ ูเรยี นทาํ ความสะอาดสถานทพ่ี บกลมุ คอื ขอใด ก. เพอ่ื ใหไ ดคะแนนระหวางเรยี น ข. ฝก ความอดทน และความขยัน ค. เพื่อชว ยเหลอื ครูในการทาํ ความสะอาด ง. เพือ่ ฝก ความเสียสละ และความรับผิดชอบ

3 10. ปรัชญาที่นํามาประยุกตใชในการตอ ตา นการทุจริตไดดีทสี่ ุดคอื อะไร ก. ปรัชญาการศกึ ษาผูใหญ ข. ปรัชญาของทฤษฎใี หม ค. ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ง. ปรชั ญาจติ อาสาเพอื่ พัฒนาทอ งถ่ิน 11. หลักของจติ พอเพียงเพอื่ ตอ ตานการทจุ ริตคอื อะไร ก. STAR ข. STRONG ค. STORM ง. STRANGER 12. การประพฤตปิ ฏิบัติตนใหถ กู ตอ งตามหลกั ปฏิบตั ิ ระเบียบ ขอปฏิบัติ กฎหมาย ซ่ึงสามารถตรวจสอบได โดยผทู ่ีเกีย่ วขอ งเรียกวา อะไร ก. ความโปรง ใส (Transparent) ข. ความพอเพยี ง (Sufficient) ค. ความตืน่ รู (Realize) ง. ความรู (Knowledge) 13. ขอใดบอกลักษณะของบุคคลท่ีมคี วามตนื่ รูในเรือ่ งการทุจริตได ก. สมสว น เลา เรอ่ื ง “ผอ.สามเสนถกู สอบแปะ เจี๊ยะ” ข. สดสวย กลา ววา “เรอ่ื งคอรรปั ชนั เปน เรอื่ งปกติธรรมดามาก” ค. สดสี ใหค วามรว มมอื ในกจิ กรรมตาง ๆ ของหมบู านเปน อยา งดี ง. แสนงาม อยูในกลุมชาวบานประทวงเรอื่ งการทจุ รติ จาํ นาํ ขาวของรัฐบาล

4 14. ขอ ใดบอกลกั ษณะหรอื การกระทําทเ่ี ปนการต่นื รูได ก. มงุ มั่นทํางานเพอ่ื ใหส ําเร็จตามเปา หมาย ข. รูจักแกป ญ หาในงานทม่ี อี ปุ สรรค ค. มีความรบั ผิดชอบในหนาท่ีการงาน ง. ใชเ วลาทํางานอยา งเหมาะสม 15. ขอใดเปน ผทู ม่ี ีความเออื้ อาทรตอ เพอ่ื นมนษุ ย ก. แบง ปน อาหารใหส ุนัขเรร อ น ข. จติ อาสาชวยผปู ระสบภยั นา้ํ ทวม ค. บรจิ าคเงินชวยเหลอื วดั ใกลบา น ง. ปลกู ปา ชายเลนเพอื่ อนุรกั ษชายฝง 16. ขอใดกลา วถึงความเปน พลเมืองถกู ตอ งทสี่ ุด ก. ราษฎรและความเทาเทยี มกนั ในสงั คม ข. สามัญชนคนท่วั ไปทอี่ ยูในประเทศไทย ค. ชาวเมืองและการยอมรบั ความแตกตาง ง. สถานภาพของบุคคลทีก่ ฎหมายรบั รองสทิ ธิและหนาท่ี 17. ขอใดกลาวถกู ตองทส่ี ุด ก. การมเี สรีภาพในการกลา วรายผอู ื่น ข. การมสี ทิ ธใิ นการไมไ ปใชสทิ ธเิ ลอื กตงั้ ค. การมหี นาทใี่ นการถอื ครองกรรมสิทธ์ทิ รพั ยส ิน ง. การยอมรับความคิดเหน็ ตา งและรบั ฟงเสยี งสว นนอย 18. สถานการณใดเปน การกระทาํ ทผ่ี ดิ กฎหมาย ก. ขบั รถฝา ไฟแดง ข. แจงเกิดภายใน 7 วัน ค. แจงตายภายใน 24 ชั่วโมง ง. ขึน้ ทะเบยี นเกณฑทหารเมอื่ อายุ 18 ป

5 19. พลเมอื งดีในขอ ใดทส่ี ง ผลตอ ความเปน ระเบยี บเรียบรอ ยของสงั คมมากทส่ี ดุ ก. ปฏิบัติตนตามคานยิ มที่ดี ข. รบั การศกึ ษาภาคบงั คบั ค. ปฏิบตั ติ นตามกฎหมาย ง. การใชสิทธิ 30 บาท รกั ษาทุกโรค 20. บคุ คลใดเปนคนดีของสงั คม ก. นายดํา ตัดไมสักมาสรา งบา นใหแม ข. ผใู หญบ ญุ ระดมชาวบานซอมสะพาน ค. กาํ นันวชิ ยั บุกรุกปา ชายเลนเพอื่ ทาํ นากงุ ง. ครูใหญ เปนหัวคะแนนใหพ รรคการเมืองดงั ในทองถน่ิ

1 บทท่ี 1 การคดิ แยกแยะระหวางผลประโยชนสวนตนกับผลประโยชนสว นรวม สาระสาํ คญั การทุจริตเปน หนง่ึ ในประเด็นท่ที ัว่ โลกกาํ ลงั กงั วล อนั เน่อื งมาจากการปฏบิ ัติหนา ที่ท่ีมีความซับซอน ยากตอ การจดั การ และเก่ยี วขอ งกับทกุ ภาคสวน จึงจําเปนตองมีการแกไขปญหาแบบยั่งยืน โดยปรับเปลี่ยน การคิดของคนในสังคม และแยกแยะใหเห็นวาส่ิงใดเปนประโยชนสวนตน สิ่งใดเปนประโยชนสวนรวม โดยนําเอาการคิดแบบฐานสอง การคิดเปน และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกตใชในการ แกปญหา การทุจรติ แบบยั่งยนื ตัวชว้ี ดั 1. มคี วามรู ความเขาใจเกยี่ วกบั การแยกแยะระหวา งผลประโยชนส ว นตนกบั ผลประโยชนส ว นรวม 2. บอกความหมาย ความสาํ คัญของหลักการคิดเปน 3. สามารถคดิ แยกแยะระหวา งผลประโยชนส วนตนกบั ผลประโยชนส ว นรวมได โดยใชก ระบวนกา คดิ ตามหลกั ปรชั ญาคดิ เปน ขอบขายเน้อื หา เร่อื งที่ 1 การคิดแยกแยะ เรื่องท่ี 2 ความแตกตา งระหวา งจรยิ ธรรมและการทจุ รติ เรอ่ื งท่ี 3 ประโยชนสว นตนและประโยชนสว นรวม เร่อื งที่ 4 หลกั การคดิ เปน เรอ่ื งท่ี 5 ผลประโยชนท ับซอ น เรอ่ื งที่ 6 รูปแบบของผลประโยชนท ับซอ น ศาสตรพระราชา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

2 เรื่องท่ี 1 การคดิ แยกแยะ 1. ความหมายของการคิดแยกแยะ คิด หมายถึง ใครครวญ ไตรตรอง คาดคะเน คํานวณ นึก เชน เร่ืองนี้ยาก ยังคิดไมออก คิดวา เย็นน้ีฝนอาจจะตก คิดเลขในใจ คดิ ละอาย แยกแยะ หมายถึง กระจายออกใหเห็นชัดเจน เชน แยกแยะปญหาใหเห็นเปนเร่ือง ๆ หรือ ประเด็น ๆ ไป การคิดวเิ คราะห (Analytical thinking) หมายถงึ กระบวนการคดิ ในรายละเอยี ดความสามารถ ในการแยกแยะสวนตา ง ๆ ออกเปนสวนพนื้ ฐาน หรอื สวนยอย ๆ เพ่ือตรวจสอบและวิเคราะหความเช่ือมโยง หรือความสมั พนั ธของสวนประกอบตา ง ๆ เปน การคิดในเชงิ ตรรกะทลี ะข้ันตอนเพ่ือแบง ระบบขอ มูลขนาดใหญ ออกเปนสว น ๆ เพอ่ื มาวิเคราะหห าสาเหตุหรอื เปาหมายท่ตี องการ จากขอ มลู ขางตน การคดิ แยกแยะ หมายถึง การคิดวเิ คราะห ไตรตรองท่ีมุงใหมองเห็นความ แตกตา งของขอ มูล สามารถแยกแยะหาสาเหตุหรือเปาหมายที่ตองการไดอยางถูกตอง เปนการคิดที่มุงให มองและใหร ูจกั สิง่ ทงั้ หลายตามความเปนจรงิ โดยอาศัยการแยกแยะออกเปนสวนประกอบตาง ๆ เปนวิธีคิด แบบวเิ คราะห นอกจากแยกแยะหรือแจกแจงออกไปเปนสวนประกอบตาง ๆ แลวยังมีการจัดหมวดหมูหรือ จดั ประเภทไปดว ยพรอมกนั เชน ผูเรียนมาเรียนสาย สามารถแยกแยะสาเหตขุ องการมาสายได 2. ระบบคดิ “ฐานสอง Digital” การแกปญหาการทุจริตอยางย่ังยืน ตองเริ่มตนแกไขท่ีตัวบุคคล โดยการปรับเปลี่ยนระบบ การคิดของคนในสังคม โดยนาํ ระบบความคดิ แบบฐานสอง มาใชใ นการแกปญ หา ระบบคิด “ฐานสอง Digital” เปน ระบบการคดิ วเิ คราะหขอมูลท่ีสามารถเลือกได 2 ทางเทาน้ัน คือ 0 (ศูนย) กับ 1 (หนึ่ง) หมายถึง โอกาสท่ีจะเลือกไดเพียง 2 ทาง เชน ใช กับ ไมใช, เท็จ กับ จริง, ทําได กับ ทําไมได, ประโยชนสวนตน กับ ประโยชนสวนรวม เปนตน ระบบคิด “ฐานสอง Digital” จึงเหมาะกับ การนํามาเปรียบเทียบกับการปฏิบัติงานของเจาหนาท่ีของรัฐที่ตองสามารถแยกเร่ืองตําแหนงหนาที่กับ เร่ืองสวนตัวออกจากกันไดอยางเด็ดขาด และไมกระทําการท่ีเปนการขัดกันระหวางประโยชนสวนตนและ ประโยชนสวนรวม ตัวอยา งการปฏิบตั แิ บบใช “ฐานสอง Digital” “การปฏบิ ัติงานแบบใชระบบคิดฐานสอง (Digital)” คือ การที่เจาหนาท่ีของรัฐมีระบบการคิด ท่ีสามารถแยกเร่ืองตําแหนงหนาที่กับเร่ืองสวนตนออกจากกันไดอยางชัดเจน วาสิ่งไหนถูก ส่ิงไหนผิด สิ่งไหนทําได สิ่งไหนทําไมได ส่ิงไหนคือประโยชนสวนตน สิ่งไหนคือประโยชนสวนรวม ไมนํามาปะปนกัน

3 ไมนําบุคลากรหรือทรัพยสินของราชการมาใชเพ่ือประโยชนสวนตน ไมเบียดบังราชการ เห็นแกประโยชน สวนรวมของหนวยงานเหนือกวาประโยชนของสวนตน เครือญาติ และพวกพอง ไมแสวงหาประโยชน จากตําแหนงหนาที่ราชการ ไมรับทรัพยสินหรือประโยชนอ่ืนใดจากการปฏิบัติหนาที่ กรณีเกิดการขัดกัน ระหวางประโยชนสว นตนและประโยชนส ว นรวม กจ็ ะยึดประโยชนส ว นรวมเปนหลกั เรือ่ งที่ 2 ความแตกตา งระหวา งจริยธรรมและการทจุ รติ 1. จริยธรรม พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ใหความหมายของจริยธรรมไววา จรยิ ธรรม หมายถงึ ธรรมทเ่ี ปนขอ ประพฤติปฏิบัติ จรยิ ธรรม หมายถงึ ความประพฤติท่ีอบรมกิริยาและปลูกฝงลักษณะนิสัยใหอยูในครรลองของ คณุ ธรรม หรือศลี ธรรม (การสรางผลติ ผลในการทํางานใหมีประสิทธิภาพ) คุณคาทางจริยธรรมช้ีใหเห็นความ เจรญิ งอกงามในการดํารงชวี ิตอยา งมีระเบียบแบบแผน ตามวัฒนธรรมของบุคคลท่ีมีลักษณะทางจิตใจท่ีดีงาม ประพฤติอยูในสังคมไดอยางสงบ เรียบรอย และเปนประโยชนตอผูอ่ืน มีคุณธรรม และมโนธรรมท่ีจะสราง ความสมั พันธอ ันดี จริยธรรม หมายถึง ส่งิ ทท่ี าํ ไดใ นทางวินัยจนเกดิ ความเคยชนิ มีพลงั มีความต้ังใจแนวแน จึงตอง อาศยั ปญญา และปญ ญาอาจเกิดจากความศรัทธาเชื่อถือผอู น่ื ในทางพทุ ธศาสนาสอนวา จรยิ ธรรม คือ การนํา ความรู ความจริงหรือกฎธรรมชาติมาใชใ หเปน ประโยชนต อ การดําเนินชีวติ ท่ดี ีงาม (พระราชวรมณุ ี) ดังนั้น สรุปไดวา จริยธรรม หมายถึง แนวทางซ่ึงเปนกฎเกณฑในการประพฤติปฏิบัติในส่ิงที่ ถูกตอง และเปนลักษณะท่ีสังคมตองการ เปนส่ิงท่ีเกิดประโยชนตอตนเองและสังคมสวนรวม บุคคลท่ีมี จรยิ ธรรมอยูในตนเอง ยอ มเปนทย่ี อมรบั นบั ถอื ของสังคมและสามารถดําเนินชีวิตไดอยางปกติสุข เปนคนท่ีมี คุณภาพและเปน ท่ยี อมรบั ของสังคมสวนรวม

4 ๒ 18 การทุจรติ Corruption ทจุ รติ Corruption (คอ – รบั – ชนั่ ) ผลประโยชนทบั ซอ น Conflict of Interests (คอน – ฟลิคท– ออฟ - อิน – เทอ – เรท) จรยิ ธรรม Ethics (เอธ – อคิ ซ) ภาพพ้นื ฐานแนวคดิ เกี่ยวกบั การขดั กันระหวา งผลประโยชนส ว นตน ผลประโยชนส ว นรวม และการทจุ ริต จากภาพแสดงใหเห็นวา ถาหากเจาหนาที่ของรัฐมีจริยธรรม และมีผลประโยชนทับซอนนอย การทุจรติ ก็จะนอ ยลงไปดวยเชน กนั “จรยิ ธรรม” เปน หลักสาํ คญั ในการควบคุมพฤตกิ รรมของเจาหนาท่ีของรัฐเปรียบเสมือนโครงสรางพ้ืนฐาน ทีเ่ จา หนา ท่ขี องรฐั ตองยดึ ถอื ปฏบิ ตั ิ “การขัดกันระหวางประโยชนสวนตนและประโยชนสวนรวม” เปนพฤติกรรมที่อยูระหวางจริยธรรม Etกhiบัcsการทุจริตทจ่ี ะกอ ใหเ กดิ ผลประโยชนส วนตนกระทบตอผลประโยชนสวนรวม ซ่ึงพฤติกรรมบางประเภท มีการบัญญัติเปนความผิดทางกฎหมาย มีบทลงโทษชัดเจน แตพฤติกรรมบางประเภทยังไมมีการบัญญัติ ขอ หา มไวใ นกฎหมาย “การทจุ รติ ” เปน พฤติกรรมท่ฝี าฝนกฎหมายโดยตรง ถอื เปนความผิดอยางชัดเจน สังคมสวนใหญจะมีการ บัญญัตกิ ฎหมายออกมารองรับ มีบทลงโทษชัดเจน ถือเปนความผิดข้ันรุนแรงท่ีสุดที่เจาหนาท่ีของรัฐตอง ไมป ฏิบตั ิ “เจา หนาที่ของรัฐท่ีขาดจริยธรรมในการปฏิบัติหนาที่โดยเขาไปกระทําการใด ๆ ที่เปนการขัดกันระหวาง ประโยชนสว นตนและประโยชนสวนรวมถอื วาเจาหนา ที่ของรัฐผูน้ันขาดความชอบธรรมในการปฏิบัติหนาที่ สภแาลพะจปะญเปหนาตกนารเหขตาดุขอจงรกยิ าธรรทรมจุ ริตตอ ไป”

5 สภาพปญ หาการขาดจรยิ ธรรม 1. ขาดการปลูกฝง คานิยมพ้นื ฐานจากครอบครัวและสงั คม 2. ขาดการปลกู ฝง คา นยิ ม ความรใู นการศกึ ษาเรื่องจรยิ ธรรม และมาตรฐานการเรยี นการสอน เก่ียวกบั จรยิ ธรรม 3. ขาดตน แบบของบุคลากรที่ดาํ รงตนเปนตัวอยา งดา นจรยิ ธรรม 4. ความจาํ เปนทางเศรษฐกจิ และสังคมท่เี ปลีย่ นแปลงไป 5. การทจุ ริต และมีการกระทําฝา ฝนจรยิ ธรรมวิชาชพี ในกรณอี นื่ 6. การขัดกันระหวางผลประโยชนส วนตนกบั ผลประโยชนสวนรวม 7. ขาดการเขามามสี วนรวมในการตรวจสอบของสือ่ มวลชนและประชาชน หลกั จรยิ ธรรมในการดาํ รงตนใหป ราศจากอคติธรรม 4 ประการ ดังน้ี 1. ปราศจากฉนั ทาคติ หมายถงึ การทาํ ใหจ ิตปราศจากความโลภ 2. ปราศจากโทษาคติ หมายถงึ การทําใหจ ติ ปราศจากความโกรธ พยาบาท จองเวร 3. ปราศจากภยาคติ หมายถึง การทําใหจ ติ ปราศจากความกลวั กระทาํ จติ ใหม น่ั คง 4. ปราศจากโมหาคติ หมายถงึ การทาํ ใหจติ ปราศจากความโงเ ขลา ความหลง ไมร จู ักความทกุ ข ความดับ 2. การทุจรติ การทุจริตเปนภัยรายแรงที่สําคัญที่ทําลายความม่ันคงของชาติ รัฐบาลจึงมีนโยบายสราง มาตรฐานตามหลักธรรมาภิบาลใหแกขาราชการและเจาหนาที่ของรัฐ พรอมทั้งพัฒนาความโปรงใสในการ ปฏบิ ัตงิ านของหนวยงานภาครัฐ เพอ่ื ใหเปนท่ีเชอื่ ถือไววางใจของประชาชน คําวา ทจุ ริต พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสภา พ.ศ. 2554 ใหค วามหมายไว ดงั นี้ “ทุจรติ ” หมายถึง ประพฤติชั่ว ประพฤติไมดี ไมซื่อตรง คดโกง ฉอโกง โดยใชอุบายหรือเลหเหลี่ยม หลอกลวง เพ่ือใหไดส่งิ ทตี่ องการ การทจุ ริตตอ หนา ท่ี หมายถงึ การปฏิบัติหรอื ละเวนการปฏิบัติอยางใดในพฤติกรรมท่ีอาจทําให ผูอื่นเช่ือวามีตําแหนงหรือหนาท่ี ท้ังท่ีตนมิไดมีตําแหนงหรือหนาที่นั้น ๆ หรือใชอํานาจในตําแหนง เพือ่ แสวงหาผลประโยชนท ่มี ิควรไดโ ดยชอบสําหรับตนเองและผอู นื่ ลักษณะของพฤติกรรมการทุจริต พฤตกิ รรมการทจุ ริตมหี ลากหลายท้ังในหนวยงานราชการและหนวยงานตา ง ๆ ดังนี้ 1. ฝา ฝน หลีกเล่ยี ง ระเบยี บแบบแผน หรอื กฎขอ บงั คบั

6 หรือพวกพอง 2. จูงใจ เรยี กรอ ง บงั คบั ขม ขู หนวงเหน่ยี ว กล่ันแกลง หรอื หาประโยชนใสต นเอง เครอื ญาติ ตามหนา ที่ 3. การสมยอม รเู หน็ เปน ใจ เพิกเฉย ละเวน การกระทําในการทต่ี อ งปฏบิ ตั หิ รือรบั ผดิ ชอบ ประโยชนได 4. ยกั ยอก เบียดบังซึ่งทรัพยส ินของทางราชการ 5. การกระทาํ ใด ๆ อนั เปน เทจ็ 6. มีผลประโยชนร วมในกจิ กรรมบางประเภททสี่ ามารถใชอ าํ นาจหนาทข่ี องตนบันดาล เรื่องที่ 3 ประโยชนส ว นตนและประโยชนส ว นรวม 1. ประโยชนสว นตน (private interest) การท่คี นเรามีความสนใจแตตนเองและคาํ นงึ ถงึ แตตนเอง จึงสงผลใหเ กิดเปนประโยชนส ว นตน ดังมีความหมายทส่ี รปุ ได ดังน้ี ประโยชนส ว นตน หมายถงึ ความสนใจตนเอง การคํานึงถงึ ตนเอง ประโยชนสวนตน หมายถึง ผลประโยชนที่บุคคลไดรับ โดยอาศัยตําแหนงหนาที่ของตน หาผลประโยชนจากบุคคลหรอื กลุมบคุ คล ผลประโยชนส ว นตนมที ง้ั ที่เกีย่ วกบั เงนิ ทองและไมไ ดเ กยี่ วกบั เงนิ ทอง เชน ท่ีดิน หุน ตําแหนง หนาที่ สัมปทาน สวนลด ของขวัญ หรือส่ิงที่แสดงน้ําใจไมตรีอื่น ๆ การลําเอียง การเลือกปฏิบตั ิ เปน ตน กลา วโดยสรปุ ประโยชนสว นตน เปนการคํานึงถึงตนเอง เปนการแสวงหาผลประโยชนจากบุคคล หรือกลมุ บคุ คล เพ่ือใหไดส ่ิงท่ตี นตอ งการ ไมวา ส่ิงน้ันจะถกู หรอื ผิด 2. ผลประโยชนสวนตน (private interest) “ผลประโยชน” คือสิ่งใด ๆ ที่มีผลตอบุคคล กลุมบุคคล ไมวาในทางบวกหรอื ลบ “ผลประโยชนสวนตน” ไมไดค รอบคลมุ เพียงผลประโยชนด านการงานหรือธุรกิจของ เจา หนา ท่ี แตรวมถึงคนท่ีติดตอสัมพันธดวย เชน เพ่ือน ญาติ คูแขง ศัตรู เม่ือใดเจาหนาที่ประสงคจะใหคน เหลานีไ้ ดหรือเสยี ประโยชน เมื่อนนั้ ก็ถอื วา มเี รอ่ื งผลประโยชนสวนตนมาเกยี่ วขอ ง ดงั นั้น ผลประโยชนสวนตน สามารถแบงได 2 ประเภท คอื ที่เก่ยี วกบั เงิน (pecuniary) และทไ่ี มเกยี่ วกบั เงนิ (non-pecuniary) 2.1 ผลประโยชนสวนตนที่เกย่ี วกบั เงิน ไมไดเก่ยี วกับการไดมาซึ่งเงินทองเทานั้น แตยังเก่ียวกับ การเพม่ิ พนู ประโยชนหรือปกปองการสญู เสียของสิ่งทีม่ อี ยูแ ลว เชน ที่ดิน หุน ตําแหนงในบริษัทท่ีรับงานจาก

7 หนวยงาน รวมถึงการไดมาซ่ึงผลประโยชนอ่ืน ๆ ท่ีไมไดอยูในรูปตัวเงิน เชน สัมปทาน สวนลด ของขวัญ หรือของทแ่ี สดงนา้ํ ใจไมตรอี ่นื ๆ 2.2 ผลประโยชนท ่ีไมเ กี่ยวกับเงนิ เกดิ จากความสัมพันธระหวา งบุคคล ครอบครัว หรือกิจกรรม ทางสังคม วัฒนธรรมอ่ืน ๆ เชน สถาบันการศึกษา สมาคม ลัทธิ แนวคิด มักอยูในรูปความลําเอียง อคติ เลือกที่รักมกั ท่ชี งั และมขี อ สงั เกตวา แมแตความเชอ่ื ความคิดเหน็ สวนตวั กจ็ ัดอยูในประเภทนี้ ประโยชนสวนตน กรณีท่ีเปนประชาชนท่ัวไป หมายถึง การท่ีตนเองตองการผลประโยชน หรือสิทธิ หรือการอํานวยความสะดวกบางประการ จึงไดกระทําการตาง ๆ ผานเจาหนาที่ของรัฐ เชน การติดสนิ บน การแอบอา งตําแหนง หนา ทีข่ องเจา หนาทรี่ ฐั เพื่อประโยชนสวนตน เปน ตน ประโยชนส วนตน กรณีที่เปน เจาหนา ท่ีของรัฐ หมายถึง การที่เจาหนาท่ีของรัฐไดกระทําการ ตา ง ๆ เพ่อื ประโยชนส วนตนและบุคคลทเี่ ก่ยี วขอ ง ในลกั ษณะตาง ๆ เพอ่ื หาประโยชนในทางการเงินหรือธรุ กจิ จนกระทบตอ การปฏบิ ัตหิ นา ท่ี 2. ประโยชนส วนรวม การท่ีคนเรามีความสนใจและคํานึงถึงผูอื่น หรือสวนรวมมากกวาตนเอง แสดงถึงการเปนผูท่ีเห็นแก ประโยชนสวนรวม ซ่ึงในหนังสือเรียนรายวิชาการปองกันการทุจริตไดใหความหมายของประโยชนสวนรวมวา หมายถงึ การคํานึงถงึ ผลประโยชนสว นรวมของชาติมากกวา ประโยชนของตนเอง ประโยชนสวนรวมหรือประโยชนสาธารณะ หมายถึง การท่ีบุคคลใด ๆ ในสถานะที่เปน เจา หนา ที่ของรัฐ (ผูด าํ รงตําแหนงทางการเมือง ขา ราชการ พนกั งานรัฐวิสาหกจิ หรอื เจา หนา ที่ของรัฐในหนว ยงาน ของรฐั ) ไดก ระทําการใด ๆ ตามหนาทีห่ รอื ไดป ฏิบตั หิ นาทีอ่ ันเปน การดําเนินการในอีกสวนหน่ึงท่ีแยกออกมา จากการดําเนนิ การตามหนา ท่ีในสถานะของเอกชน การกระทําการใด ๆ ตามหนาท่ีของเจาหนาท่ีของรัฐจึงมี วตั ถปุ ระสงคห รือมเี ปาหมายเพื่อประโยชนของสว นรวม หรือการรักษาประโยชนสวนรวมที่เปนประโยชนของรัฐ การทําหนาท่ีของเจาหนา ที่ของรฐั จึงมีความเกยี่ วเน่ืองเชื่อมโยงกับอํานาจหนาทตี่ ามกฎหมาย 3. ผลประโยชนท ับซอ น การมีผลประโยชนสวนตนและผลประโยชนสวนรวมขัดกันสงผลใหเกิดผลประโยชนทับซอน ซ่ึงสามารถสรุปความหมายของ ผลประโยชนทับซอน (Conflict of Interests) ไดวา เปนการขัดกันของ ผลประโยชนสว นตนและผลประโยชนสว นรวม หรอื การขดั กันระหวางประโยชนสวนตนและประโยชนสวนรวม หรือการขัดกันระหวางผลประโยชนสาธารณะและผลประโยชนสวนตน และนอกจากนี้ องคกรสากล Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) ใหนิยามและแบงประเภทของ ผลประโยชนทับซอน (Conflict of Interests) ไววา เปนความทับซอนระหวางผลประโยชนสวนตนและ ผลประโยชนส วนรวม ผลประโยชนทบั ซอ น มี 3 ประเภท ดังนี้

8 1. ผลประโยชนทับซอนทเ่ี กิดข้นึ จริง (actual) มีความทบั ซอนระหวางผลประโยชนสวนตนและ สาธารณะเกิดข้นึ 2. ผลประโยชนท ับซอนทเี่ ห็น (perceived & apparent) เปน ผลประโยชนท ับซอ นท่ีคนเห็นวามี แตจริง ๆ อาจไมมกี ไ็ ด ถา จัดการผลประโยชนทับซอนประเภทนอี้ ยา งขาดประสทิ ธภิ าพ ก็อาจนํามาซึ่งผลเสีย ไมน อยกวาการจัดการผลประโยชนท บั ซอนทีเ่ กดิ ข้นึ จริง ขอ นีแ้ สดงวาเจา หนา ท่ไี มเพยี งแตจะตองประพฤติตน อยา งมีจริยธรรมเทานั้น แตต องทําใหคนอนื่ ๆ รับรู และเห็นดวยวา ไมไ ดร บั ประโยชนเ ชน นน้ั จรงิ 3. ผลประโยชนท ับซอนทเ่ี ปนไปได (potential) ผลประโยชนสวนตนท่ีมีในปจจุบันอาจจะทับซอน กับผลประโยชนส าธารณะไดในอนาคต เรอื่ งที่ 4 หลักการคดิ เปน ในชีวิตประจําวันทุกคนตองเคยพบกับปญหาตาง ๆ ไมวาจะเปนปญหาการงาน การเงิน สุขภาพ หรือปญหาอื่น ๆ เชน ปญหาขัดแยงในครอบครัว ปญหาขัดแยงของเด็ก ปญหาของเพื่อนรวมงาน เปนตน เมื่อเกดิ ปญหาก็เกิดทุกข แตละคนกจ็ ะมีวธิ ีแกไขปญหา หรือแกทุกขดวยวิธีการที่แตกตางกันไป ซ่ึงแตละคน อาจมีวธิ กี ารเหมือนหรือตา งกนั และอาจใหผลลัพธทเี่ หมอื นกันหรอื ตา งกันกไ็ ด ท้งั นข้ี ึน้ อยูก ับพนื้ ฐานความเชือ่ ความรู ความสามารถและประสบการณข องบคุ คล อาจจะขนึ้ อยกู บั ทฤษฎีและหลกั การของความเช่ือท่ีตางกัน เหลานนั้ ดวย 1. ความหมายของการคดิ เปน “คิดเปน” หมายถึง กระบวนการที่คนเรานํามาใชในการตัดสินใจโดยตองแสวงหาขอมูลของ ตนเอง ขอมูลของสภาพแวดลอมในชุมชนและสงั คม และขอมูลทางหลักวิชาการ แลว นาํ มาวเิ คราะหห าทางเลอื ก ในการตัดสินใจทเ่ี หมาะสม มคี วามพอดรี ะหวา งตนเองและสังคม สรุป ความหมายของ “คิดเปน” 1. การวเิ คราะหป ญหาและแสวงหาคําตอบหรือทางเลือกเพือ่ แกป ญ หาและดับทกุ ข 2. การคิดอยา งรอบคอบเพื่อการแกปญหาโดยอาศัยขอมูลตนเอง ขอมูลสังคมสิ่งแวดลอมและ ขอมลู วิชาการ 2. ความสําคัญของการคดิ เปน ความสําคัญของการคิดเปน เปนสิ่งท่ีมีคุณคา เพราะการคิดชวยใหคนไดมองเห็นสภาพปญหา ตา ง ๆ ในอนาคต ซงึ่ จะชวยใหบุคคลไดคิดหาแนวทางในการหลีกเล่ียงหรือปองกันได และการคิดชวยขยาย ความหมายของสง่ิ ตา ง ๆ ในโลกได และผลกระทบทอ่ี าจเกิดขนึ้ จากการคิด คือ คนจะมีการปฏิบัติหรือการกระทํา

9 ตามทเ่ี ขาคดิ ถึงแมวา มันจะถูกหรือผิดกต็ าม เนือ่ งจากการคดิ มีพลังอํานาจ จงึ ตอ งมีการควบคุม โดยไดแนะนํา วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตรใ นการชวยรักษาความคิดใหเปนไปอยางถกู ตอง มกี ารควบคุมเง่อื นไขภายใตก ารสังเกต สรุปความคิดตามส่งิ ทเี่ กิดขึน้ และมกี ารคดิ ทบทวนแนวคิด กลาวไดวา สิ่งที่บุคคลรูจะเปนสิ่งที่กระตุนใหเกิด กระบวนการคิดคร้ังแรก แลวจึงนําไปสูการคิดในสิ่งอื่น ๆ ซ่ึงสามารถเช่ือมโยงใหเกิดความสมบูรณของ กระบวนการคิดนัน้ เน่ืองจากการคดิ มีอิทธิพลอยางมากจากกเิ ลสทอี่ ยูในภายในตวั บุคคลและสังคม เรื่องที่ 5 ผลประโยชนทบั ซอน ผลประโยชนทับซอน เปนการขัดกันของผลประโยชนสวนตนและผลประโยชนสวนรวม หรือการ ขัดกันระหวางประโยชนสวนตนและประโยชนสวนรวม หรือการขัดกันระหวางผลประโยชนสาธารณะและ ผลประโยชนส วนตน การขัดกันระหวางผลประโยชนสวนตนกับผลประโยชนสวนรวม มีลักษณะทํานองเดียวกันกับ กฎศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี หลักคุณธรรม จริยธรรม กลาวคือ การกระทําใด ๆ ที่เปนการขัดกัน ระหวา งประโยชนส ว นตนกับประโยชนสวนรวม เปนสิ่งท่ีควรหลีกเล่ียง ไมควรจะกระทํา แตบุคคลแตละคน แตล ะกลุม แตละสังคมอาจเห็นวาการขัดกันก็ยังอาจจะมีระดับของความหนักเบาแตกตางกัน และในกรณีท่ีมี การฝาฝนบางเร่ือง บางคนอาจเห็นวาไมเปน ไร เปน เร่ืองเลก็ นอ ย หรืออาจเหน็ เปนเรื่องใหญ ตองถูกประณาม ตาํ หนิ ฯลฯ แตกตางกนั ตามสภาพของสังคม โดยพ้ืนฐานแลว เรื่องการขัดกันแหงผลประโยชนจึงเปนกฎศีลธรรมประเภทหน่ึง ท่ีบุคคลไมควร ละเมดิ หรือฝาฝน แตเน่ืองจากมีการฝาฝนกันมาก และบุคคลผูฝาฝนไมมีความเกรงกลัวหรือละอายตอการ ฝาฝนนั้น สงั คมกไ็ มลงโทษหรอื ลงโทษไมเ พียงพอที่จะมีผลเปนการหามการกระทําดังกลาว และในที่สุดจึงมี การตรากฎหมายท่เี กยี่ วของกบั การขัดกันแหง ผลประโยชนม ากขึน้ หนา ท่ีทับซอ น (conflict of duty) หรือผลประโยชนเบยี ดซอ นกัน (competing interests) มี 2 ประเภท 1. ประเภทแรก เกดิ จากการท่ีเจาหนาทม่ี ีบทบาทหนา ทมี่ ากกวา หนึ่ง เชน เปน เจาหนาทใ่ี นหนวยงาน และเปน คณะกรรมการดา นระเบียบวนิ ัยประจาํ หนวยงานดวย ปญหาจะเกิดเมื่อไมสามารถแยกแยะบทบาท หนาที่ท้ังสองออกจากกันได อาจทําใหทํางานไมมีประสิทธิภาพ หรือแมกระทั่งเกิดความผิดพลาด หรือผิด กฎหมาย ปกติหนวยงานมักมีกลไกปองกันปญหาน้ี โดยแยกแยะบทบาทหนาที่ตาง ๆ ใหชัดเจน แตก็ยังมี ปญหาไดโดยเฉพาะอยางยิ่งในหนวยงานท่ีมีกําลังคนนอย หรือมีเจาหนาที่บางคนเทาน้ันท่ีสามารถทํางาน

10 บางอยางทคี่ นอืน่ ๆ ทาํ ไมไ ด คนสวนใหญไมค อ ยหว งปญ หานี้กนั เพราะดูเหมือนไมมีเร่ืองผลประโยชนสวนตน มาเกีย่ วขอ ง 2. ประเภททส่ี อง เกิดจากการที่เจาหนาที่มีบทบาทหนาท่ีมากกวาหน่ึงบทบาท และการทําบทบาท หนา ที่ในหนวยงานหนึง่ นัน้ ทาํ ใหไ ดขอมูลภายในบางอยา งทอี่ าจนาํ มาใชเ ปน ประโยชนแกการทําบทบาทหนา ท่ี ใหแ กอกี หนวยงานหนึ่งได ผลเสีย คือ ถานําขอมูลมาใชก็อาจเกิดการประพฤติมิชอบหรือความลําเอียงอคติ ตอคนบางกลุม ดังนั้น ควรถือไดวาหนาท่ีทับซอนเปนปญหาผลประโยชนทับซอนดวย เพราะวามีหลักการจัดการ แบบเดียวกนั นน่ั คือ การตดั สินใจทาํ หนา ท่ตี อ งเปนกลางและกลไกการจัดการผลประโยชนทับซอนก็สามารถ นํามาจัดการกับหนาที่ทบั ซอนได เร่อื งท่ี 6 รูปแบบผลประโยชนท บั ซอ น ศาสตรพระราชา หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง 1. ความหมายของผลประโยชนท บั ซอ น ความหมายของผลประโยชนทับซอน (conflict of Interest) คือ ผลประโยชนสวนตัวของ เจา หนา ที่รัฐไปขดั แยงกับผลประโยชนสวนรวมแลวตองเลือกเอาอยางใดอยางหน่ึง ซึ่งทําใหตัดสินใจไดยาก ในอันทีจ่ ะปฏิบตั ิหนา ท่ใี หเกดิ ความเปน ธรรมและปราศจากอคติ 2. รูปแบบของผลประโยชนท ับซอ น มีรปู แบบดังตอ ไปนี้ 2.1 การรับผลประโยชนตาง ๆ (Accepting benefits) เชน การรับของขวัญจากบริษัทธุรกิจ บรษิ ทั ขายยา หรืออุปกรณการแพทย สนบั สนุนคาเดนิ ทางใหผูบรหิ าร และเจาหนาท่ีท่ีไปประชุมเรื่องอาหาร และยาที่ตางประเทศหรือหนวยงานราชการรบั เงนิ บรจิ าค สรา งสาํ นักงานจากธุรกิจทเ่ี ปน ลูกคาของหนวยงาน หรือแมกระท่ังในการใชง บประมาณของรัฐ เพื่อจัดซื้อจัดจางแลวเจาหนาท่ีไดรับของแถม หรือประโยชนอื่น ตอบแทน เปน ตน 2.2 การทาํ ธุรกจิ กบั ตนเอง (Self – dealing) หรอื เปน คสู ัญญา (Contracts) หมายถึง สถานการณ ที่ผูดํารงตําแหนงสาธารณะ มีสวนไดเสียในสัญญาท่ีทํากับหนวยงานท่ีตนสังกัด เชน การใชตําแหนงหนาท่ี ทําใหห นวยงานทาํ สญั ญาซือ้ สินคา จากบรษิ ัทของตนเอง หรือจางบริษทั ของตนเปน ทีป่ รกึ ษา หรือซ้ือที่ดินของ ตนเองในการจัดสรางสํานักงาน สถานการณเชนน้ีเกิดบทบาทท่ีขัดแยง เชน เปนท้ังผูซ้ือ และผูขายในเวลา เดยี วกนั

11 2.3 การทํางานหลังจากออกจากตาํ แหนง หนาที่สาธารณะ หรือหลังเกษียณ (Post - employment) หมายถึง การที่บุคคลลาออกจากหนวยงานของรัฐ และไปทํางานในบริษัทเอกชนที่ดําเนินธุรกิจประเภท เดยี วกนั เชน ผูบริหารหรอื เจาหนาท่ขี ององคก ารอาหารและยา ลาออกจากงานราชการและไปทาํ งานในบรษิ ัท ผลิตหรอื ขายยา หรอื ผูบริหารกระทรวงคมนาคมหลงั เกษียณออกไปทํางานเปน ผบู รหิ ารของบริษทั ธรุ กจิ สอื่ สาร 2.4 การทํางานพิเศษ (Outside employment or moonlighting) ในรูปแบบนี้มีไดหลาย ลักษณะ เชน ผูดํารงตําแหนงสาธารณะตั้งบริษัทดําเนินธุรกิจที่เปนการแขงขันกับหนวยงาน หรือองคการ สาธารณะทสี่ งั กัด หรือการรบั จางเปน ทป่ี รกึ ษาโครงการ โดยอาศยั ตําแหนง ในราชการสรางความนาเช่ือถือวา โครงการของผูว าจางจะไมม ีปญหาติดขดั ในการพิจารณาจากหนว ยงานทท่ี ่ปี รึกษาสังกัดอยู หรือในกรณีที่เปน ผูตรวจสอบบัญชีของกรมสรรพากร ก็รับงานพิเศษเปนที่ปรึกษา หรือเปนผูทําบัญชีใหกับบริษัทท่ีตอง ถกู ตรวจสอบ 2.5 การรขู อมูลภายใน (Inside information) หมายถึง สถานการณทีผ่ ดู าํ รงตําแหนงสาธารณะ ใชป ระโยชนจ ากการรูขอมูลภายในเพอื่ ประโยชนของตนเอง เชน ทราบวามีการตดั ถนนผานบริเวณใดก็จะเขา ไปซอ้ื ทด่ี ินน้นั ในนามของภรรยา หรอื ทราบวา จะมีการซอื้ ขายท่ีดนิ เพื่อทําโครงการของรัฐ ก็จะเขาไปซ้ือที่ดิน นน้ั เพอ่ื เก็งกาํ ไร และขายใหกับรฐั ในราคาทีส่ ูงขึน้ 2.6 การใชท รพั ยส ินของราชการเพือ่ ประโยชนธรุ กิจสวนตวั (Using your employer’s property for private advantage) เชน การนําเครื่องใชสํานักงานตาง ๆ กลับไปใชท่ีบาน การนํารถยนต ราชการไปใชใ นงานสว นตัว 2.7 การนาํ โครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้ง เพ่ือประโยชนทางการเมือง (Pork - barreling) เชน การที่รัฐมนตรีอนุมัติโครงการไปลงพ้ืนที่ หรือบานเกิดของตนเอง หรือการใชงบประมาณสาธารณะ เพอื่ หาเสยี ง 2.8 การใชตําแหนงหนาที่แสวงหาประโยชนแกเครือญาติ หรือพวกพอง (Nepotism) เปน “ระบบอุปถัมภพิเศษ” เชน การท่ีเจาหนาท่ีของรัฐ ใชอิทธิพลหรือใชอํานาจหนาที่ทําใหหนวยงานของตน เขาทําสญั ญากบั บริษัทของพนี่ องของตน 2.9 การใชอิทธิพลเขา ไปมีผลตอการตัดสนิ ใจของเจาหนาที่รัฐ หรอื หนวยงานของรัฐอนื่ (influence) เพ่ือใหเ กิดประโยชนแ กต นเองหรอื พวกพอง เชน เจาหนา ท่ีของรัฐใชตาํ แหนงหนา ทขี่ ม ขูผูใ ตบ งั คับบัญชา ใหห ยดุ ทาํ การตรวจสอบบริษัทของเครอื ญาตขิ องตน ดังน้ัน จําเปน อยา งยง่ิ ทคี่ นทกุ วัย ทกุ ระดบั ในสังคมตองจดั การระบบการคิดใหสามารถแยกแยะ ไดอ ยา งชดั เจน ระหวา งผลประโยชนสวนตนและผลประโยชนส ว นรวม (ประเทศชาติ) ซง่ึ การสรางสังคมสุจริต ทกุ ฝายตองรวมมือกันลดสิ่งที่เกิดจากการขัดกันระหวางประโยชนสวนตนและผลประโยชนสวนรวม ถาคน

12 ในสงั คมไมเหน็ ความสําคัญอาจนาํ ประเทศชาติไปสูการทจุ รติ อยางมหาศาล กอใหเ กดิ ผลเสยี หายรายแรงท่ีไมอาจ ประเมนิ คา ไดตอประเทศชาติในอนาคต จากทก่ี ลา วมาขา งตนน้ี การนําปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาประยุกตใช จะชว ยใหลดการเกิด ผลประโยชนทับซอนจากการทุจริต โดย ดร. อานนท ศักดิ์วรวิชญ คณะสถิติประยุกต สถาบันบัณฑิต พฒั นบรหิ ารศาสตร กลา วสรปุ ศาสตรพ ระราชา จากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี งสกู ารพัฒนาอยา งยงั่ ยืน ดังนี้ 1. จากปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะหลักการนําทาง ประกอบดวย สามหวง สองฐาน คอื ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล การมภี มู ิคมุ กันในตน มฐี านความรู และฐานคณุ ธรรม 2. วธิ กี ารของศาสตรพระราชา คือ เขา ใจ เขาถึง พัฒนา โดยตองเขาใจ เขาถึง พัฒนา คน วัตถุ สังคม ส่ิงแวดลอมและวัฒนธรรม เขาใจ หมายถึง การใชขอมูลท่ีมีอยูแลว การใชและแสวงหาขอมูลเชิง ประจักษ การวิเคราะหและการวิจัย การทดลองใชจนไดผลจริงกอนเขาถึง หมายถึง การระเบิดจากขางใน เขา ใจกลมุ เปาหมายในการพฒั นา และสรา งปญ ญาสังคม พฒั นา หมายถึง การพัฒนาท่ีประชาชนเริ่มตนดวย ตนเอง พึ่งพาตนเองได และมีตนแบบในการเผยแพรค วามรูใหป ระชาชนไดเ รยี นรูและนาํ ไปประยกุ ตใ ช 3. การประยกุ ตแ หง ศาสตรพระราชา ตองทําดวยความรัก ความปรารถนาและดวยใจ ตองประยุกตใช อยางยั่งยืน ไมยึดติดตํารา ปรับตามบุคคล สภาพพื้นท่ีและสถานการณ ตัวอยาง การประยุกตแหงศาสตร พระราชา ไดแก โครงการพระราชดําริกวา 4,000 โครงการ เกษตรทฤษฎีใหม แกลงดิน แกมลิง ฝนหลวง กังหันนํ้าชัยพัฒนา หญาแฝก เข่ือนปาสักชลสิทธิ์ สถานีวิทยุ อส. ถนนวงแหวน ถนนรัชดาภิเษก ทางดวน ลอยฟาถนนบรมราชชนนี สะพานพระราม 8 เปน ตน 4. ผลลัพธข องศาสตรพระราชา คือ ตามพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผน ดนิ โดยธรรม เพือ่ ประโยชนส ุขแหงมหาชนชาวสยาม” ในสวน “ประโยชนสุขแหงมหาชนชาวสยาม” แสดงใหเห็นถึงทรง ทําเพ่ือสวนรวม คนในสังคมจะไดรับประโยชนทั่วกัน สอนใหประชาชนรูจักพออยูพอกิน และรูรักสามัคคี อนั เปนการพฒั นาอยางยั่งยืนทําใหเกิดความพอเพียง พอประมาณ สงผลทําใหไมเกิดการทุจริต หาประโยชน สวนตน และไมกอ ใหเกิดเปน ผลประโยชนท บั ซอน

13 กิจกรรม คําช้ีแจง : ใหผ เู รยี นแบง กลมุ ละ ๆ 4 – 5 คน รวมกันอภปิ รายตามประเดน็ ทกี่ าํ หนด แลว จดบนั ทึกลงใน แบบบันทึกน้ี พรอ มนาํ เสนอผลการอภิปราย 1.1 ผเู รยี นเขา ใจเรื่องผลประโยชนท บั ซอ นอยา งไร 1.2 ในชุมชนหรอื ตาํ บลของผเู รยี นมีโครงการที่ภาครฐั หรอื เอกชนไดดาํ เนนิ การไปแลว และเขาขาย ผลประโยชนทับซอนมีอะไรบา ง 1) ................................................................................................................................................ มีลกั ษณะ คือ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2) ................................................................................................................................................ มลี กั ษณะ คือ ………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

14 บทท่ี 2 ความละอายและความไมท นตอ การทุจริต สาระสําคญั ปญหาใหญที่เกิดขึ้นในประเทศตาง ๆ ทั่วโลก ไมวาจะเปนประเทศที่พัฒนาหรือประเทศ ดอยพัฒนา คือ ปญ หาการทจุ ริตทป่ี จ จบุ ันไดก ลายมาเปนปญหาท่ีมีความสําคัญที่สุดปญหาหนึ่งของประเทศ และไมม ที ที าวาจะหมดไป หากแตทวีความรุนแรงและซับซอนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งประเทศไทยก็เปนอีกหนึ่ง ประเทศท่ีเผชิญกับปญหาการทุจริตในลําดับตน ๆ ท่ีสงผลตอการพัฒนาประเทศเปนอยางมาก และพบวา มีอยูเกอื บทกุ กลมุ อาชีพในสังคมไทยจนกลายเปน ปญหาที่สะสมมายาวนาน การสรางสังคมทีไ่ มท นตอ การทจุ รติ เปนการปรับเปลยี่ นสภาพสงั คมใหเปนสภาวะ “ท่ีไมทนตอการ ทุจรติ ” โดยเริ่มตงั้ แตกระบวนการกลอมเกลาทางสงั คมทกุ ชวงวัย เพอื่ สรา งวัฒนธรรมตอตานการทุจริต และ ปลกู ฝง ความพอเพยี ง มวี ินยั ซ่อื สัตยส ุจรติ ความเปน พลเมอื งดี มจี ติ สาธารณะ เพอ่ื ใหเ ด็ก เยาวชน ผูใหญเกิด พฤติกรรมท่ีละอายตอการกระทาํ ความผิด การไมย อมรบั และตอตานการทจุ ริตทุกรูปแบบ ตวั ชีว้ ัด 1. มีความรู ความเขา ใจเกีย่ วกับความละอายและความไมท นตอการทุจรติ 2. ปฏิบัติตนเปน ผูล ะอายและไมท นตอ การทุจรติ ทกุ รปู แบบ โดยใชกระบวนการคดิ ตามหลกั ปรชั ญา คิดเปน ขอบขายเนือ้ หา เร่อื งท่ี 1 ความละอายและความไมท นตอ การทจุ ริต เรื่องท่ี 2 การปฏบิ ตั ติ นตามกฎ กตกิ า ของสถานศึกษา ชุมชน สงั คม

15 เรื่องที่ 1 ความละอายและความไมทนตอ การทจุ รติ ความละอายและความไมท นตอ การทจุ ริต เปน การสรางสงั คมท่ีไมทนตอการทุจริต เปนการปรับเปล่ียน สภาพสังคม โดยเร่ิมต้ังแตกระบวนการกลอมเกลาในทุกชวงวัย เพ่ือสรางวัฒนธรรมตอตานการทุจริต และปลูกฝงความพอเพยี ง มีวินัย ซือ่ สตั ยสจุ ริต ความเปนพลเมืองดี มีจิตสาธารณะ เพ่ือใหเด็ก เยาวชน ผูใหญ เกิดพฤติกรรมท่ีละอายตอการกระทําความผิด ดังนั้น เราตองแยกแยะใหไดวา พฤติกรรมใดที่จะตอง มคี วามละอายตอการทุจริตและพฤตกิ รรมใดทีไ่ มค วรทนตอการทุจรติ แลวนาํ ไปปฏบิ ัติ เพื่อใหการทุจริตลดลง จากสงั คมปจจบุ นั 1. ความหมายของความละอายและความไมทนตอ การทุจริต คาํ วา “ความละอาย” และ “ความไมทน” ไดมกี ารใหความหมายไว ดังน้ี พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ใหค วามหมายของคําวา ละอาย หมายถึง การรูสึก อายท่จี ะทาํ ในสิ่งท่ีไมถูกไมค วร เชน ละอายทจ่ี ะทําผดิ ละอายใจ ความละอาย เปน ความละอายและความเกรงกลวั ตอส่งิ ท่ีไมด ี ไมถ กู ตอ ง ไมเหมาะสม เพราะเห็น ถึงโทษหรือผลกระทบที่จะไดรับจากการกระทํานั้น จึงไมกลาที่จะกระทํา ทําใหตนเองไมหลงทําในส่ิงท่ีผิด นั่นคอื มคี วามละอายใจ ละอายตอการทําผดิ ความไมท นตอ การทจุ รติ หมายถึง การแสดงออกตอการกระทําท่ีเกิดขึ้นกับตนเอง หรือบุคคล ท่ีเก่ียวของหรือสังคมในลักษณะท่ีไมยินยอม ไมยอมรับในพฤติกรรมท่ีเปนการประพฤติชั่ว ประพฤติไมดี ไมซ อ่ื ตรง คดโกง ฉอโกง 2. ความสําคัญของความละอายและความไมทนตอการทุจริต ปจจุบันปญหาการทุจริตในประเทศไทย มีแนวโนมหนักหนวง และรุนแรงมากขึ้น การทุจริต มีรากฐานมาจากทัศนคติของผูคนในสังคม คานิยมแบบนิยมพวกพอง และเครือญาติ ระบบอุปถัมภ ความสัมพนั ธใ นเชงิ ผลประโยชน จนเกดิ การทุจรติ ในรปู แบบตาง ๆ ดงั น้ัน การสรา งสังคมที่ไมทนตอการทุจริต จงึ เปนการปรบั เปลย่ี นทัศนคติ วฒั นธรรม เพอื่ สรา งความเขมแข็งในทางคณุ ธรรมของสังคม จาํ เปนตอ งปลกู ฝง คุณธรรมใหผูคนในสังคมเกิดความละอาย และความไมทนตอการทุจริต เพ่ือเปนการแกปญหาสังคมไทย ทยี่ งั่ ยืน ในฐานะท่ีผูเรยี นเปน สวนหนง่ึ ของสังคม เม่อื พบพฤติกรรมทเ่ี ปน การทุจรติ ผเู รยี นควรจะเปน ผูท แ่ี สดง ถงึ ความเปนผมู คี วามไมท นตอการทุจริตได เชน กรณีตัวอยา งตอ ไปน้ี 1) เมือ่ พบวาเพื่อนปฏบิ ัติตนเปนผูท จุ ริต ตองแจง ครู ผูปกครอง หรือผูเกี่ยวของ เพ่ือไมใหเพื่อน กระทาํ ผดิ

16 2) เมอ่ื พบบุคคลอ่ืน ๆ ไมปฏิบัติตนในการเขาแถวรับบริการตาง ๆ ในสังคม ควรแจงใหปฏิบัติ ใหถ กู ตองดวยวาจาทส่ี ุภาพ เร่อื งท่ี 2 การปฏบิ ตั ติ นตามกฎ กตกิ า ของสถานศึกษา ชุมชน สังคม การปฏิบัติตนตามกฎ กติกาของสถานศึกษา ชุมชน สังคมเปนการประพฤติและปฏิบัติ หรือ แสดงออกทางดา นบุคลิกภาพท่ัวไป เพอ่ื ใหถ อื ปฏบิ ตั ิ ดังกรณีตอ ไปน้ี 1. การทาํ งานทีไ่ ดรับมอบหมาย หมายถึง งานท่ีครูไดมอบหมายใหผูเรียนไปศึกษาคนควาเรียนรู ดวยวธิ กี ารเรยี นรทู ีห่ ลากหลาย และนําเสนอผลการเรยี นรูต ามระยะเวลาทีก่ าํ หนด ตวั อยาง เชน ครมู อบหมายใหผูเ รยี นทาํ บัญชรี ายรับ – รายจา ย และสรปุ เปน รายสัปดาห แลวนํามา เสนอในกลมุ ใหญ 2. การทําความสะอาดสถานที่พบกลุม หมายถึง การผลัดเปลี่ยนกันทําความสะอาดของ สถานที่พบกลุมของผูเรียน ตามที่ไดรับมอบหมาย โดยอาจกําหนดใหทําความสะอาดในพื้นที่บริเวณตาง ๆ ของสถานที่พบกลุม เหตุผลของการใหทําความสะอาดสถานที่พบกลุม เปนการฝกการเสียสละให สวนรวม มคี วามรบั ผดิ ชอบ รักษาความสะอาดของสถานทพี่ บกลมุ 3. การสอบ หมายถึง การวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการศึกษา ซง่ึ มขี อ ปฏิบตั ิ กฎ ระเบยี บของผูเขาสอบ ตองปฏิบตั ิในการสอบดงั ตอไปนี้ 1) การแตงกาย ถาเปนผูเรียนตองแตงเครื่องแบบผูเรียนแลวแตกรณี ถาเปนผูเขาสอบ ตอ งแตง กายใหส ภุ าพเรียบรอ ยตามประเพณนี ยิ มที่สถานศกึ ษากาํ หนด 2) ไปถึงสถานที่สอบกอนเวลาเร่ิมสอบ ผูใดไปไมทันเวลา เมื่อลงมือสอบวิชาใดแลวไมมีสิทธิ เขาสอบในวิชานนั้ 3) ไมเขาหอ งสอบกอ นไดรับอนญุ าต 4) ไมนาํ เอกสาร เคร่อื งอเิ ล็กทรอนิกสห รือเครื่องมือสื่อสารใด ๆ เขา ไป ในหอ งสอบ 5) นั่งตามทกี่ ําหนดให จะเปลี่ยนทีน่ ัง่ กอ นไดร บั อนุญาตไมไ ด 6) ปฏบิ ตั ิตามระเบยี บเก่ยี วกบั การสอบ และคําสง่ั ของผูกํากบั การสอบ โดยไมท ุจรติ ในการสอบ 7) มใิ หผูเขาสอบคนอ่นื คัดลอกคําตอบของตน รวมทงั้ ไมพูดคุยกับผูใดในเวลาสอบ เมื่อมีขอสงสัย หรอื มีเหตจุ าํ เปนใหแ จงตอผกู ํากบั การสอบ 8) ประพฤตติ นเปนสุภาพชน

17 9) ผใู ดสอบเสรจ็ กอน ผนู ้ันตอ งออกไปหางจากหอ งสอบ และไมกระทําการใด ๆ อันเปนการรบกวน แกผูท ่ียงั สอบอยู 10) ไมน าํ กระดาษคําตอบทผ่ี กู าํ กบั การสอบแจกใหออกไปจากหอ งสอบ 4. การแตงกาย เปนส่ิงสําคัญและเปนสิ่งแรกที่คนทั่วไปพบเห็น การแตงกายท่ีดีจะชวยสงเสริม บุคลกิ ภาพ เกิดความประทับใจ มีความนาเช่อื ถือใหก บั ผูท่ีพบเหน็ แตท างตรงกนั ขามหากแตงกายไมเรยี บรอย ไมถ กู กาลเทศะกอ็ าจจะถกู มองในแงล บได โดยผเู รยี นควรแตงกายสุภาพเรยี บรอยตามประเพณนี ิยม 5. กจิ กรรมผูเรียน (ในสถานศึกษา ชุมชน สังคม) หมายถึง วิธีการ กิจกรรมท่ีครู หรือผูเก่ียวของ นํามาใชเพือ่ ใหผูเ รยี นเกดิ การเรียนรจู ากประสบการณจริง การฝก ปฏบิ ตั ใิ หค ดิ ได คดิ เปน ทาํ เปน เพอื่ ใหเ กดิ การ ใฝรอู ยา งมปี ระสิทธภิ าพตามเปาหมาย เชน จดั ใหผ ูเ รียนไปคนควาศึกษานอกสถานท่ี เปนตน 6. การเขาแถวรับบริการ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ไดใหความหมาย “บริการ” หมายถึง ปฏิบัติรับใช หรือใหความสะดวกตาง ๆ การใหบริการเปนงานท่ีมีผูคอยชวยอํานวย ความสะดวกซึง่ ก็คอื “ผูใหบริการ” และผูมารบั ความสะดวกก็คือ “ผมู ารบั บรกิ าร” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ไดใหความหมายคําวา “เขาแถว” หมายถึง ยืนเรยี งตอกันเปน แนว เชน เขา แถวหนา กระดาน เขาแถวตอนเรยี งหนึง่ ดังน้ัน การเขาแถวรับบริการ จึงหมายถึง การยืนเรียงตอกันเปนแถวตอนเรียงหนึ่งของ ผรู บั บริการ เพ่อื รบั บริการ หรือความสะดวกอยางหนง่ึ อยางใดจากผูใหบริการ เชน เขาแถวซื้ออาหาร ใชบริการ รถโดยสารประจําทาง จายเงนิ ชําระคา นา้ํ คา ไฟฟาตามเคานเ ตอรใ หบรกิ าร เปน ตน

18 กจิ กรรม คําชแ้ี จง : ใหผ ูเรียนแบงกลุมละ ๆ 4 - 5 คน แลวอภปิ รายเกี่ยวกับการปฏบิ ตั ติ นใหเปน ไปตามกฎ กตกิ าตาง ๆ จากประสบการณจ ริงในกิจกรรมตา ง ๆ ใหระบถุ งึ พฤตกิ รรมทีก่ อ ใหเกดิ การทจุ รติ พฤติกรรมที่ แสดงออกถึงความละอายตอการทจุ รติ และพฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกถงึ ความไมทนตอ การทจุ รติ ลงในแบบฟอรม ท่ีกําหนด ท่ี กจิ กรรม พฤตกิ รรมท่ีแสดงถึง พฤตกิ รรมทแี่ สดงถึง พฤติกรรมท่ีแสดงถงึ การทุจริต ความละอายตอการทจุ ริต ความไมท นตอ การทจุ ริต 1 การทาํ งาน ทีไ่ ดรบั มอบหมาย 2 การทาํ ความสะอาด สถานท่พี บกลมุ 3 การสอบ

ท่ี กจิ กรรม พฤตกิ รรมทแี่ สดงถงึ พฤตกิ รรมท่ีแสดงถงึ 19 4 การแตงกาย การทจุ รติ ความละอายตอ การทุจริต พฤตกิ รรมท่ีแสดงถงึ ความไมทนตอ การทจุ รติ 5 กจิ กรรมผเู รียน 6 การเขา แถว รับบริการ

20 บทที่ 3 STRONG : จิตพอเพยี งตานการทุจรติ สาระสาํ คญั STRONG : จติ พอเพียงตา นการทจุ ริต เปน การมจี ติ สํานึกในการดําเนนิ ชีวติ แบบพอเพยี ง และองคป ระกอบ ในการสรางจิตพอเพียงตานการทุจริตใหเกิดข้ึน โดยการคิดคนโมเดล “STRONG : จิตพอเพียงตานการทุจริต” ประกอบดว ย ความพอเพียง ความโปรงใส ความตน่ื รู มงุ ไปขา งหนา ความรแู ละความเอ้อื อาทร มาประยุกต ตามหลกั ความพอเพียง ตวั ช้ีวัด 1. มคี วามรู ความเขา ใจเก่ียวกบั STRONG : จิตพอเพยี งตา นการทุจริต 2. ปฏบิ ตั ิตนเปน ผทู ่ี STRONG : จติ พอเพยี งตานการทุจรติ โดยใชก ระบวนการคดิ ตามหลกั ปรัชญา คดิ เปน ขอบขายเนอื้ หา เร่อื งท่ี 1 STRONG : จิตพอเพยี งตานการทจุ ริต เร่ืองที่ 2 องคประกอบการสรา งจิตพอเพียงตานการทจุ ริต

21 เร่ืองท่ี 1 STRONG : จติ พอเพยี งตา นการทจุ รติ การแกปญหาการทุจรติ เปนเรื่องท่ีทุกคน ทกุ ภาคสว นของประเทศ ตองมีสวนรวม เริ่มจากท่ีแตละคน สามารถคิดแยกแยะไดว า อะไรคอื “ผลประโยชนส วนตน” อะไรคือ “ผลประโยชนสวนรวม” จนเกิด “ความละอาย” ในจิตใจทจี่ ะไมกระทาํ การใดทเ่ี ปนสวนหน่งึ ของการทจุ รติ คาํ ถามตอมาคือแตละคนจะรักษา “ความละอาย” ดังกลาวใหตอเนื่องย่ังยืนที่จะไมกระทําทุจริต ไมยอมรับการทุจริตและมีสวนรวมในการ “ตานการทุจริต” อยา งสรา งสรรคไ ดอ ยา งไร ความหมาย STRONG : จิตพอเพยี งตานการทจุ ริต จิตพอเพยี งตานการทจุ รติ หมายถึง การมจี ิตสํานึกในการดําเนินชีวติ แบบพอเพยี งที่จะไมก ระทําการ ทจุ ริต รวมท้ังตอตานการทุจริตดวย (ความหมายดังกลาว ท่ีประชุมคณะทํางานประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทํา สือ่ ประกอบการเรียนรู ดานการปองกันการทุจริต หลักสูตรตานทุจริตศึกษา (Anti – Corruption Education) รวมกนั นยิ ามขน้ึ ) เรอ่ื งที่ 2 องคป ระกอบการสรา งจิตสํานกึ พอเพยี งตา นการทจุ รติ หนวยงานทุกภาคสวนใหความสําคัญในการประยุกตหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช ประกอบหลักการตานการทุจรติ ตา ง ๆ เพือ่ สรา งฐานคิดจิตพอเพียงตานการทุจริตใหเปนพื้นฐานความคดิ ของแตล ะ บุคคล โดยรองศาสตราจารย ดร.มาณี ไชยธีรานุวัฒศิริ ไดคิดคนโมเดล “STRONG : จิตพอเพียงตานการทุจริต” เม่อื ป พ.ศ. 2560 ใหเ กดิ ขึน้ ในจติ ใจของแตล ะบคุ คล ซงึ่ มอี งคป ระกอบของ STRONG : จติ พอเพียงตา นการทุจริต ดงั นี้ 1) S (Sufficient) : ความพอเพยี ง 2) T (Transparent) : ความโปรง ใส 3) R (Realize) : ความตื่นรู 4) O (Onward) : มุงไปขา งหนา 5) N (Knowledge) : ความรู 6) G (Generosity) : ความเอื้ออาทร ตามแผนภาพ “การประยกุ ตหลกั ความพอเพยี ง ดว ยโมเดล STRONG : จิตพอเพียงตานการทุจรติ

22 การประยกุ ตห ลักความพอเพยี ง ดว ยโมเดล STRONG : จิตพอเพยี งตา นการทุจริต หลกั ความพอเพียง โดยบคุ คลสามารถแยกแยะ ผลประโยชนส ว นตวั และผลประโยชนส วนรวม อยางเปนอัตโนมัติ บคุ คลและหนว ยงาน รว มพัฒนาใหเ กดิ ปฏิบัติงานบนฐาน ความเอื้อเฟออาทร ตอกันบนพืน้ ฐาน ของความโปรงใส ของจริยธรรมและ จติ พอเพยี ง รแู ละพรอม ลงมอื ปอ งกนั ทจุ รติ แสวงหาความรูอ ยา งตอ เนื่อง มุงพัฒนาใหเ กิดความเจรญิ เพอื่ ใหเ ทาทันตอ สถานการณการทุจริต โดยการตอสูกับการทุจริตไดอ ยา งไมยอ ทอ พฒั นาโดย การประยุกตห ลกั ความพอเพยี งดว ยโมเดล รศ.ดร. มาณี ไชยธีรานุวฒั ศิริ. 2560.2561 STRONG : จติ พอเพยี งตานทุจริต ท่ีมา : http://www.stopcorruption.moph.go.th=สะกดจติ เขา สภู วงั ค

23 จากแผนภาพ “การประยุกตหลกั ความพอเพียง ดวยโมเดล STRONG : จิตพอเพียงตานการทุจริต” ใหเ กดิ ข้นึ ในจิตใจของแตละบคุ คล มรี ายละเอียด ดงั นี้ 1) ความพอเพียง (Sufficient : S) หมายถึง แตละบุคคลนอมนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพยี งมาเปน หลักในการดําเนนิ ชีวิต กลาวคือ ตองมี ความพอประมาณ ในการกระทําสิ่งตาง ๆ ใหไมมาก ไมน อ ยเกินไป ไมเบียดเบยี นตนเองหรอื ผูอ ่ืน มีเหตุผล กลาวคือ สิ่งที่ตัดสินใจทําอยางพอประมาณนั้น ตองมี เหตุมผี ลรองรับ รวมท้ังคํานึงถึงผลท่ีจะเกิดจากการกระทําน้ัน ๆ อยางรอบคอบ และเตรียมตัวใหพรอมรับ ผลกระทบที่เปนความเปลี่ยนแปลง ซ่ึงเปน ภูมิคุมกัน กลาวคือ ใหสามารถรับมือและปรับตัวเพื่อรองรับ ความเปลย่ี นแปลงท่ีเกิดข้ึนได โดยมเี งื่อนไขทฐี่ านของการตดั สนิ ใจวาตอ งมคี วามรู คือ รอบรู รอบคอบ ระมัดระวัง และคุณธรรม คอื ซื่อสัตยส ุจริต ขยนั อดทน สติปญญา แบง ปน ตามแผนภาพปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ทมี่ า : https://www.google.com/search?q=ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง 2) ความโปรงใส (Transparent : T) หมายถึง การที่ตัวเราตองทําทุกเรื่องบนพื้นฐานของ ความโปรง ใส เปน ธรรม ตรวจสอบได ตรงไปตรงมา ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ขอบังคับและขอกําหนดตาง ๆ ที่มใี นสังคม ในฐานะที่ผูเรียนเปนสมาชิกของชุมชน สังคม และประเทศชาติ จึงควรประพฤติปฏิบัติ ในเรอ่ื งตา ง ๆ ตามกฎ ระเบียบ ขอ บังคับ และขอกําหนดตาง ๆ ที่มีในสังคม ซึ่งการประพฤติปฏิบัติดังกลาว ถือวา มคี วามถูกตอ ง โปรงใส เปนธรรม ตรวจสอบได ตรงไปตรงมา สง ผลใหเปนผูไมกระทาํ การทจุ ริต หรือเปน สว นหน่งึ ของการทจุ ริต และสามารถผลักดันใหเกิดความรวมมอื ตา นทจุ รติ ในสังคมได

24 การทาํ อะไรไมต รงไปตรงมา พดู จาเชื่อถอื ไมไ ด ไมพ ูดความจรงิ โกหกเนอื ง ๆ จะทําใหคนอื่น ไมเชอื่ ถอื สงผลใหคนอน่ื ไมไ วใจในการกระทําตา ง ๆ พฤติกรรมดงั กลาวมักจะเปนเหตขุ องการกระทําทจุ ริต 3) ความตื่นรู (Realize : R) / ความรู (Knowledge : N) หมายถึง ผูเรียนตองมีความรู ความเขาใจ และตระหนักรถู ึงรากเหงา ของปญ หาจากภัยรา ยแรงของผลกระทบที่เกิดจากการกระทําทุจริต ประพฤติมิชอบ ตอสังคมในภาพรวม หากเกิดการทุจริตประพฤติมิชอบขึ้นมาแลว ก็ควรมีสวนรวมในการตานทุจริตดังกลาวดวย เพ่ือเปนพลงั ใหค นอน่ื ๆ ในสังคมเขา มามสี วนรวมในการไมกระทาํ การทจุ รติ รว มเฝา ระวงั และตา นการทุจริต 4) มงุ ไปขางหนา (Onward : O) เราทุกคนตองมีความหวัง รวมสราง ปรับเปลี่ยนตัวเอง และ สวนรวมใหมีความเจริญกาวหนาบนฐานความโปรงใส ความพอเพียง และรวมกันสรางวัฒนธรรมสุจริตให เกิดขึ้นในสงั คมอยา งไมท อ 5) ความเอื้ออาทร (Generosity : G) สงั คมไทยเปนสังคมท่ีผูคนมีความเอ้ืออาทรตอกัน ความเอื้ออาทรน้ี จึงเปนพลังท่ีเราสามารถนํามาใชในการกระตุนเพื่อสรางการมีสวนรวมในการทุจริตใหเกิดขึ้นในสังคม ดังพระราชดํารัสพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9) เพื่ออัญเชิญลงพิมพ ในนิตยสารทรี่ ะลึกครบ 36 ป ของสโมสรไลออนสกรุงเทพฯ เม่ือวันที่ 31 มีนาคม 2538 วา “สังคมใดก็ตาม ถามคี วามเอ้ือเฟอ เกื้อกูลกันดว ยความมุง ดี มงุ เจริญตอ กัน สังคมนัน้ ยอมเต็มไปดว ยไมตรีจิต มิตรภาพ มีความ รม เยน็ เปน สุขนา อย.ู ..” 6) ตา นการทจุ รติ ผเู รียนเองตอ งไมเปนสวนหนึง่ ของการทจุ รติ เชน เมื่อเราทาํ ผิดกฎจราจรและ ตอ งเสยี คาปรบั เราควรไปเสยี คาปรบั ทส่ี ถานตี ํารวจตามจํานวนทีภ่ าครัฐเรียกเก็บ แทนการจายเงินใหตํารวจ โดยตรงดวยจํานวนเงินท่ีนอยกวา หรือเม่ือพบเห็นการกระทําทุจริตก็ควรมีสวนรวมในการตานทุจริตผาน Social Media ซึง่ เราพบวาปจ จุบันไดผลในหลายเรอ่ื ง

25 กจิ กรรม กิจกรรมที่ 1 คาํ ชแี้ จง : ใหผ ูเรยี นอธิบายความหมายของคําวา “STRONG” ยอมาจากอะไร อกั ษรแตละตวั คอื S , T , R , O , N , G หมายถงึ อะไร จงอธบิ ายมาใหเ ขาใจ กจิ กรรมที่ 2 คาํ ช้แี จง : ใหผเู รยี นดู Clip เรอื่ ง อัญชลีเธอตายแน เวลา 13.38 นาที แลว ใหผเู รยี นชว ยกันสรุปวา ผูห ญิง (อญั ชล)ี คนน้ีทาํ อะไรไมถ ูกตองบา ง และถาผเู รยี นเปนผูห ญงิ (อัญชลี) คนน้ีจะปฏิบตั ิตัวอยา งไร ใหเหมาะสม สรุปเนือ้ หา Clip เรือ่ ง อญั ชลเี ธอตายแน (ความพอเพียง) เวลา 13.38 นาที เปน เรื่องเกีย่ วกบั ผูห ญิงหน่ึงคนทไ่ี ปกนิ อาหารบุฟเฟต  แลว แอบเอาอาหารใสกระเปาหนังทม่ี ีราคาแพง หกลมถุงอาหารแตก หกใสกระเปา ทําใหกระเปาเสียหาย โทรไปเลาใหเพ่ือนฟง เพื่อนเลยบอกวา ไมค ุมคา ที่ขโมยอาหารเพียงเล็กนอยกับกระเปาราคาแพงตองเสีย เพราะเลอะอาหาร ตอมาเธอพยายาม จะมชี ีวิตอยา งพอเพยี งที่ไมถ ูกวธิ ี เชน เดนิ ไปทํางาน และกนิ อาหารทเี่ อามาจากอาหารบฟุ เฟต เพราะคิดวา ส่ิงนั้นคอื สิ่งทถ่ี ูกตอ ง คลปิ วดิ โี อเรอ่ื ง อัญชลีเธอตายแน แหลงสอื่ https://www.youtube.com/watch?v=JxJmQMQxfk0&t=103s

26 กจิ กรรมที่ 3 คาํ ชี้แจง : ใหผ เู รยี นเขยี นคําสัญญาของตนเองจากเร่ืองความพอเพียง ความโปรงใส ความต่ืนรู มุงไปขางหนา ความรู และความเอือ้ อาทร มาจํานวน 1 เรื่อง พรอมวาดภาพประกอบจากการปฏิบัติตนของผูที่มี จติ STRONG : จติ พอเพียงตานทุจริต ใบงาน เร่อื ง คําสญั ญา ขา พเจาขอสัญญาวา ...

27 บทท่ี 4 พลเมืองกบั ความรบั ผิดชอบตอสงั คม สาระสาํ คญั พลเมืองเปนกําลังสําคัญของประเทศ มีสิทธิและหนาที่ตามกฎหมาย ผูที่เปนพลเมืองดี คือ ผูท่ี ปฏิบัติหนาท่ีพลเมืองไดครบถวนดวยความรับผิดชอบอยางเต็มที่สอดคลองกับหลักธรรม วัฒนธรรม ประเพณี และรัฐธรรมนูญกําหนดได รวมทั้งตองเปนผูที่เคารพสิทธิ หนาที่ตอตนเองและผูอื่นที่มีตอ สังคม เปนผูที่เคารพกฎหมายและกติกาตาง ๆ และมีความรับผิดชอบตอชุมชน สังคม ตัวชี้วัด 1. มคี วามรู ความเขา ใจเกย่ี วกบั พลเมอื ง และมีความรบั ผดิ ชอบตอ สงั คม 2. ปฏิบัติตนตามหนา ทีพ่ ลเมอื งและมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ สงั คม โดยใชกระบวนการคิด ตามหลกั ปรัชญาคิดเปน 3. ตระหนักและเหน็ ความสําคัญของการปอ งกันการทจุ ริต ขอบขายเนือ้ หา เรือ่ งท่ี 1 ความเปน พลเมอื ง เร่อื งท่ี 2 การเคารพสทิ ธหิ นาที่ตอ ตนเองและผูอ่ืนทมี่ ีตอ สงั คม เรอื่ งท่ี 3 ระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมาย เรอื่ งท่ี 4 ความรบั ผดิ ชอบตอชมุ ชน

28 เรือ่ งที่ 1 ความเปน พลเมอื ง 1. ความหมายของความเปนพลเมอื ง (Citizenship) ประชาชน คอื คนธรรมดาท่ัวไปท่ีอาศัยอยูในประเทศใดประเทศหน่ึง ถาอาศัยในประเทศไทย เรยี กวา ประชาชนชาวไทย หรอื พลเมอื งไทย พลเมือง หมายถึง คนท่ีมีสิทธิและหนาท่ีในฐานะประชาชนของประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือ ประเทศทอ่ี ยูภ ายใตผูปกครองเดียวกนั มักมวี ฒั นธรรมเดียวกัน ความเปนพลเมอื ง คอื สถานภาพของบุคคลทจ่ี ารีตประเพณหี รอื กฎหมายของรัฐรับรองใหสิทธิ และหนา ทีแ่ หงความเปน พลเมอื งแกบุคคล (เรยี ก พลเมอื ง) ซ่งึ อาจรวมสทิ ธอิ อกเสียงเลอื กต้ัง การทํางานและ อาศยั อยใู นประเทศ สทิ ธกิ ลบั ประเทศ สิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย และสิทธกิ ารคุมครองผานกองทัพหรือ การทตู พลเมืองยังมีหนา ทอ่ี ่นื เชน หนา ทีป่ ฏิบตั ติ ามกฎหมายของรฐั ชําระภาษี หรือรับราชการทหาร บุคคล ท่ีไมมคี วามเปน พลเมือง เรยี กวา ผูไรสญั ชาติ (Stateless) คนไทยท้ังประเทศ คือ พลเมืองไทยท้ังหมดที่เปนกําลังสําคัญของประเทศที่เขามามีสวน ในการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจ ภายใตกฎหมายอันเปนรัฐธรรมนูญเดียวกัน มีสิทธิ เสรีภาพ และ หนาที่ความรบั ผิดชอบในการพฒั นาประเทศไทยใหเ จริญรุงเรอื ง ประเทศที่จะเจริญกาวหนาและสงบสุขไดจะตองเปนประเทศท่ีมีพลเมืองท่ีดี ความหมายของ พลเมืองทดี่ ี หมายถงึ ผูท ี่ปฏิบตั ิหนา ทีพ่ ลเมอื งไดค รบถวน ทั้งกิจท่ีตอ งทาํ และกจิ ท่ีควรทาํ สาํ หรบั ความหมาย ของหนา ท่ี หมายถึง กิจทตี่ อ งทํา หรอื ควรทาํ เปนส่ิงท่ีกําหนดใหทํา หรือหามมิใหกระทํา ถาทําจะกอใหเกิด ผลดี เกดิ ประโยชนต อ ตนเอง ครอบครวั หรือสังคมสว นรวมแลว แตก รณี ถาไมทําหรอื ละเวนการกระทําตามที่ กําหนดจะไดรับผลเสียโดยตรง คือ ไดรับโทษ หรือถูกบังคับ เชน ปรับ จําคุก หรือประหารชีวิต เปนตน โดยทว่ั ไปส่งิ ท่รี ะบกุ จิ ทต่ี องทาํ ไดแก กฎหมาย เปน ตน 2. ความสาํ คญั ของพลเมอื งดี 2.1 ดา นสังคม 1) พลเมืองทีด่ ีชว ยใหส ังคมมีความสงบเรียบรอย 2) สงั คมมกี ารพฒั นาไดอยา งรวดเร็ว 3) มีการแกไขปญ หาตาง ๆ โดยใชหลกั เหตผุ ล 4) ชว ยลดความขดั แยง และการใชความรนุ แรงในสงั คม

29 2.2 ดา นเศรษฐกิจ 1) พลเมอื งทดี่ จี ะประกอบสมั มาอาชีพสจุ ริต 2) ดําเนนิ ชวี ิตประจาํ วันอยบู นพืน้ ฐานของหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 3) มีความประหยัดอดออม ไมใ ชจา ยเกนิ ตัวและไมก อ หน้ี 4) มคี วามรวมมือจากทกุ ฝา ย เพอื่ สรางความเขมแข็งทางเศรษฐกิจทง้ั ระดบั ครอบครวั ชมุ ชน และประเทศ 2.3 ดานการเมอื งการปกครอง 1) พลเมืองดยี อมเคารพกฎหมาย 2) ปฏิบตั ติ นตามวิถีประชาธิปไตย 3) รจู ักสิทธิและหนาท่ขี องตนเอง 3. คุณลกั ษณะของพลเมอื งดี 3.1 เคารพกฎหมาย 3.2 เคารพสทิ ธิและเสรีภาพของตนเองและผอู ่นื 3.3 มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ หนา ทท่ี งั้ ในครอบครัว ชมุ ชน ประเทศชาติ และสงั คมโลก 3.4 มเี หตผุ ล ใจกวา ง และรบั ฟง ความคดิ เหน็ ของผูอื่น 3.5 มีคณุ ธรรมและจริยธรรมในการดาํ เนนิ ชวี ิตประจําวัน 3.6 มจี ติ สาธารณะ คํานงึ ถึงประโยชนข องสว นรวม 3.7 มสี ว นรว มในกระบวนการทางการเมอื งการปกครอง ภาพผูเรียนมีจติ สาธารณะ ภาพผูเ รียนมีจิตสาธารณะ ทมี่ า : https://jariya678.wordpress.com/2014/02/10/

30 4. คณุ ธรรมจรยิ ธรรมของพลเมืองดี 4.1 การเห็นแกประโยชนส วนรวม 1) มจี ิตสาธารณะ 2) รูจกั เสียสละประโยชนส วนตนเพ่อื ประโยชนส ว นรวม 3) ใหความชว ยเหลอื คนรอบขางและคนในสงั คมอยเู สมอ 4.2 การรบั ฟง ความคิดเห็นของกนั และกัน 1) เคารพในความคดิ เห็นทแี่ ตกตา ง 2) เปดโอกาสใหผ อู ืน่ ไดแ สดงความคดิ เหน็ อยา งเสรี 3) ยดึ หลักเสียงสวนมากเพอื่ หาขอยตุ แิ ละเคารพเสียงสวนนอย 4.3 การมีระเบยี บวินัย รบั ผดิ ชอบตอหนาท่ี 1) เคารพกฎระเบียบ และกติกาของสงั คม 2) ไมละเมดิ สทิ ธผิ อู ่นื และรูจกั ปกปอ งคมุ ครองสทิ ธเิ สรีภาพของตนเอง 3) ปฏบิ ัตหิ นา ท่ขี องตนเองอยางเตม็ ความสามารถ 4.4 ความซ่ือสัตยส จุ รติ 1) ไมเบียดบงั เอาทรพั ยสินของผอู ื่นมาเปน ของตน 2) มีความซ่ือตรงตอ หนา ท่ที ไี่ ดรบั มอบหมาย 4.5 ความกลาหาญและเช่ือม่ันในตนเอง 1) มีความกลา ทจี่ ะแสดงความคิดเหน็ ในเชิงสรา งสรรค 2) ไมยอมรบั หรือสนับสนนุ การกระทําที่ไมถ กู ตอง 4.6 ความสามัคคี 1) มคี วามรกั ใครกลมเกลียวตอ คนรอบขา ง 2) ไมส รางความแตกแยกในสังคม 3) รว มแรงรวมใจกันทํางานเพอื่ พฒั นาชาติ 4.7 ความละอายและเกรงกลัวตอ การทําช่วั 1) มคี วามซ่อื สัตย 2) ปฏิบตั ติ นโดยยึดหลักธรรมในการดําเนนิ ชวี ิต 3) ละเวนการทําในสงิ่ ไมด ีทงั้ หลาย

31 4.8 สง เสริมใหคนดีปกครองบานเมือง 1) ประชาชนควรเลือกคนดี มคี วามสามารถใหเ ขาไปบรหิ ารบานเมอื ง 2) ควบคุมคนไมดีไมใหมีอาํ นาจทางดา นการปกครอง 5. บทบาทหนา ทข่ี องพลเมอื งดี 5.1 ดานการเมอื งการปกครอง 5.1.1 เคารพกฎหมาย 1) ปฏิบตั ติ ามกรอบของกฎหมายอยางเครง ครัด 2) ไมกระทําการใด ๆ ท่ลี ะเมิดตอ กฎหมายบา นเมอื ง 5.1.2 รูจ ักใชสทิ ธแิ ละหนาท่ขี องตน 1) ปฏิบัตติ นตามบทบาทหนา ท่ใี หดที ่ีสุด 2) รจู กั ปกปองคุมครองสทิ ธิของตนเองและผอู ่นื อยา งเหมาะสม 5.1.3 ออกไปใชส ทิ ธิเลือกตัง้ 1) ไปใชส ทิ ธเิ ลอื กตัง้ ทุกครงั้ เพื่อเลอื กคนดีเขา ไปบรหิ ารประเทศ 2) ไมนอนหลบั ทบั สทิ ธิ 3) ไมข ายสทิ ธขิ ายเสียง 5.2 ดา นเศรษฐกจิ 5.2.1 ประกอบอาชพี สุจริต 1) ดํารงชวี ิตตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง 2) รูจักเกบ็ ออมเงนิ เพ่ือไวใ ชจา ยในยามจําเปน 5.2.2 ใชจายอยางประหยัด 1) มีวินัยทางการเงนิ 2) ไมนาํ เงินไปซือ้ สงิ่ ของที่ไมจําเปน 3) ไมอ ยากไดในวตั ถสุ ่ิงของทเี่ กินฐานะของตน 5.2.3 ชําระภาษี 1) ชําระภาษคี รบตามจํานวน และตรงเวลา 2) ไมก ระทาํ การใดๆ เพ่ือเปน การหลบเลย่ี งภาษี

32 5.3 ดานสังคมและวฒั นธรรม 5.3.1 รักษาความสงบเรยี บรอ ย 1) ไมกอ ความวนุ วายในสังคม 2) ปฏบิ ัติตนเปน แบบอยา งทีด่ แี กคนรอบขา ง 3) หลีกเลยี่ งการใชค วามรุนแรงตดั สินปญ หา 5.3.2 ชว ยเหลือคนพกิ ารและผูดอยโอกาส 1) มเี มตตากบั ผดู อยโอกาสท้งั หลาย 2) ไมล ะเมิดสทิ ธเิ สรภี าพของผพู ิการหรือผดู อยโอกาส 3) ใหการสนบั สนนุ และสง เสริมคนพกิ ารและผดู อ ยโอกาสตามความเหมาะสม 5.3.3 อนรุ กั ษวฒั นธรรมไทย 1) อนุรักษแ ละสบื สานวัฒนธรรมอนั ดีงามของชาติ 2) ถา ยทอดมรดกทางวฒั นธรรมสืบตอ ไปยังคนรนุ หลัง เร่อื งท่ี 2 การเคารพสิทธิหนาทตี่ อตนเองและผอู นื่ ทม่ี ีตอสังคม การเคารพสทิ ธิหนาท่ีตอ ตนเองและผอู ่นื ทม่ี ีตอสงั คม เปนกรอบที่สําคัญในการดาํ รงตนของประชาชน และพลเมือง กลา วไดวา “พลเมือง” มีความแตกตางจากคําวา “ประชาชน” และ “ราษฎร” ตรงที่วา พลเมือง จะแสดงออกถงึ ความกระตอื รอื รน ในการรกั ษาสทิ ธิตาง ๆ ของตน รวมถงึ การมีสวนรวมทางการเมืองโดยการ แสดงออกซึ่งสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ความเปนพลเมือง (Citizen) มีความหมายท่ีสะทอน ใหเห็นถึงบทบาท หนาที่ และความรับผิดชอบของสมาชิกทางสังคมท่ีมีตอรัฐ ตางจากคําวา ประชาชน ท่กี ลายเปนผูรับคาํ สั่ง ทําตามผอู นื่ ท้ังนท้ี กุ คนตางก็ยดึ มั่นในสิทธิ หนา ที่ เสรภี าพ และปฏบิ ัติตนตามท่รี ฐั ธรรมนญู กําหนดยอ มนํามา ซึง่ การอยรู ว มกันของคนในสังคมอยางมีความสุขสงผลทําใหประเทศชาติไดรับการพัฒนา สคู วามเจรญิ กาวหนาอยา งรวดเรว็ สทิ ธิ หมายถงึ อํานาจหรือผลประโยชนท่ไี ดรบั การคุม ครองและรองรบั ตามกฎหมาย ตัวอยา ง เรือ่ งของ “สทิ ธิ” 1. สิทธิที่เปนสิทธิเฉพาะบุคคล ไดแก สิทธิในชีวิตและรางกาย สิทธิในเคหะสถาน สิทธใิ นครอบครวั สทิ ธใิ นการประกอบอาชพี และสิทธิในชอื่ เสียงและเกยี รตยิ ศ

33 2. สิทธิเก่ยี วกับทรัพยส ิน คือ สิทธิที่เจาของมีอยูในทรัพยสินน้ันโดยการถือกรรมสิทธ์ิ และ สามารถใชประโยชนใ ด ๆ ได ตามท่ีเจาของทรัพยสินตองการ เชน มีสิทธิในการใหผูอื่นเชาบาน สิทธิในการ ขายทด่ี ินของตน 3. สิทธิขัน้ พ้ืนฐานของเดก็ ไดแ ก 3.1 สิทธิที่จะมีชีวิตรอด เด็กจะตองไดรับการดูแลสุขภาพข้ันพื้นฐาน มีสันติภาพและ มคี วามปลอดภัย 3.2 สทิ ธิท่จี ะไดรบั การพัฒนา เด็กตองมีครอบครวั ท่อี บอนุ ไดร บั การศกึ ษาทดี่ ีและภาวะ โภชนาการท่ีเหมาะสม 3.3 สทิ ธทิ ีจ่ ะไดร ับความคมุ ครอง เด็กตองไดรบั ความคุมครองใหรอดพนจากการทําราย การลวงละเมิด การละเลย การนําไปขายแรงงาน การใชแรงงานเด็ก และการแสวงประโยชนโดยมิชอบ ในรปู แบบอื่น ๆ 3.4 สทิ ธิในการมสี วนรวม เด็กสามารถแสดงความคิดเห็น แสดงออก การมีผูรับฟงและ มีสวนรวมในการตดั สินใจในเรือ่ งทีม่ ผี ลกระทบกบั ตนเอง หนาที่ หมายถงึ ภาวะท่บี ุคคลตองกระทําหรือการละเวน การกระทําเพื่อประโยชนโดยตรงของการ มีสิทธิ หนาท่ีเปนส่ิงท่ีบังคับใหมนุษยในสังคมตองปฏิบัติตามกฎเกณฑทางสังคมหรือกฎหมายบัญญัติไว จะไมปฏิบัตติ ามไมไ ด ตวั อยาง ของ “หนา ท”่ี 1. หนา ที่ของพลเมอื งตามกฎหมายรัฐธรรมนญู 1.1 หนา ที่ในการธาํ รงรกั ษาไวซ ่งึ ความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย และ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยเปนประมุข 1.2 หนา ทใ่ี นการปอ งกันชาตบิ า นเมือง 1.3 หนา ที่ในการเคารพและปฏบิ ัติตามกฎหมายบานเมือง 1.4 หนาทใี่ นการรับราชการทหาร 1.5 หนาท่ใี นการเสียภาษีอากรตามกฎหมาย 1.6 หนา ที่ในการเขา รับการศึกษาภาคบงั คับ 1.7 หนา ทใ่ี นการใชส ิทธิเลือกตงั้ โดยสุจริต

34 2. หนาทีข่ องพลเมอื งตามทบ่ี ัญญัตไิ วในกฎหมายอน่ื ๆ 2.1 หนา ท่ีของบิดามารดาในการอปุ การะเลยี้ งดบู ุตร 2.2 หนาทใ่ี นการปฏบิ ัตติ ามอาชพี ท่ีตนรบั ผิดชอบ 2.3 หนาที่ทต่ี องปฏิบตั ิตามสญั ญาท่กี ระทาํ ไว 3. หนาทขี่ องพลเมืองในระดบั ทอ งถนิ่ 3.1 หนา ทที่ างการเมอื ง เชน การลงสมัครรับเลอื กตง้ั การใชสิทธิเลือกต้ังผูแทนในทองถิ่น ของตน เปนตน 3.2 หนา ทที่ างเศรษฐกจิ เชน การประกอบอาชพี สุจรติ การใชเ วลาวางใหเกิดประโยชน การรว มอนุรกั ษทรัพยากรธรรมชาติในทอ งถ่นิ เปนตน 3.3 หนา ท่ที างสงั คม เชน การประพฤตดิ ี การพัฒนาสงั คมใหเ จรญิ กาวหนา เปน ตน เสรีภาพ หมายถึง ความเปนอิสระของบุคคลท่ีจะกระทําการตาง ๆ ไดตามความตองการของตน โดยไมล ะเมดิ ตอ ผูอืน่ และไมผิดกฎหมาย ตวั อยา ง ของ “เสรภี าพ” 1. เสรีภาพในการนับถอื ศาสนา 2. เสรีภาพในการประกอบอาชีพ 3. เสรีภาพในรา งกาย 4. เสรีภาพในเคหะสถาน 5. เสรีภาพในการศึกษาอบรม 6. เสรีภาพในการเดนิ ทาง 7. เสรีภาพในการพูด การเขยี น การพิมพ การโฆษณา 8. เสรภี าพในการรวมกันเปน สมาคม สหภาพ สหกรณ และพรรคการเมือง การปฏิบัติตนตามสทิ ธภิ ายใตกรอบของรัฐธรรมนูญโดยไมกระทบสิทธิของบุคคลอื่น ยอมไดช่ือวา เปน บุคคลผูม สี ว นนาํ พาบา นเมืองใหไ ดรับการพัฒนา อีกท้ังการปฏิบัติตนดวยการเคารพสิทธิของตนเองและ ผูอ่ืนในสังคม ยอ มเปน สง่ิ ที่จะชวยจดั ระเบียบใหส งั คมมคี วามสงบสขุ ซึง่ สมาชกิ ทกุ คนในสังคมจะตอ งไมละเมิด สิทธิของสมาชิกคนอื่นในสังคม การไมละเมิดสิทธิของสมาชิกคนอ่ืน ๆ ในสังคม มีแนวทางการปฏิบัติตน ในการเคารพสทิ ธหิ นา ที่ของตนเองและผอู น่ื ดังน้ี

35 1. ตองเคารพในสิทธิของกันและกัน โดยไมละเมิดสิทธิเสรีภาพของผูอื่น สมาชิกทุกคนใน สงั คมสามารถแสดงออกไดหลายประการ เชน การแสดงความคิดเห็น การยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอ่ืน เปน ตน 2. ตองรูจักใชส ทิ ธขิ องตนเองและการแนะนาํ ใหผูอ ่นื รจู กั การใชสทิ ธิของตนเองไดอยา งถูกตอง 3. ตองรูจกั การเรยี นรแู ละการทาํ ความเขา ใจเกยี่ วกับหลักสิทธิ และเสรีภาพตามที่บัญญัติไว ในรฐั ธรรมนูญ เชน เรอ่ื ง สิทธเิ สรภี าพของความเปน มนษุ ย เปนตน 4. ตองปฏิบัติตนตามหนาท่ีของชาวไทยตามที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ เชน การเสียภาษี การไปเลือกต้ัง เปน ตน การใหความสาํ คญั กับการปฏบิ ัตติ นในการเคารพสทิ ธหิ นา ทต่ี อตนเองและผูอื่นที่มีตอสังคม จะเปน สวนสําคัญสง ผลใหชุมชน สังคมเกดิ การพัฒนาและเมื่อสังคมเกดิ ความม่นั คง เขมแข็งจะสงผลใหประเทศชาติ เกดิ ความม่ันคงเขม แข็งดวยเชน กัน เรอื่ งท่ี 3 ระเบียบ กฎ กตกิ า กฎหมาย สังคมประชาธิปไตย เปนสังคมที่ยึดหลักความเทาเทียมกันของบุคคลในสังคม ทั้งนี้ ผูท่ีอาศัยอยู ในสงั คมประชาธิปไตยหรือพลเมืองในสงั คมประชาธปิ ไตย จงึ จาํ เปนตอ งมีระเบียบ กฎ กตกิ า กฎหมาย เปนเคร่ืองมือ ในการกาํ กับ ดแู ล ใหม ีการปฏิบัตติ นทสี่ อดคลอ งและสัมพันธก บั การปกครองในระบอบประชาธิปไตย คณุ ลกั ษณะพลเมืองดขี องประเทศชาตแิ ละสังคมโลกท่สี ําคัญ คือ การเคารพกฎหมายและกติกาสังคม การเคารพสทิ ธเิ สรีภาพของตนเองและบุคคลอ่นื มีเหตุผล รับฟงความคิดเห็นของผูอื่น มีความรับผิดชอบตอ ตนเอง และสิ่งแวดลอม รวมถึงการมีคุณธรรมจริยธรรมเปนหลักในการดําเนินชีวิต หากประเทศชาติ และ สงั คมโลกของเรา มพี ลเมืองทด่ี มี ีคณุ ลักษณะเชนน้ี ก็จะกอ ใหเกดิ ความสงบสุข ระเบียบวินัย คือ คุณสมบัติท่ีสําคัญในการดําเนินชีวิต ความสามารถของบุคคลในการควบคุม อารมณและพฤติกรรมของตนเองใหเปนไปตามท่ีมุงหวัง โดยเกิดจากการสํานึก ซ่ึงตองไมกระทําการใด ๆ อันเปนผลทําใหเกิดความยุงยากแกตนเองในอนาคต หากแตตองเปนสิ่งที่กอใหเกิดความเจริญรุงเรือง แกต นเองและผูอืน่ กฎ คอื ขอ บงั คับท่อี ยูในความเปน จรงิ เพื่อไมใหเกิดความเสียหายตอทรัพยสินและชีวิต ระเบียบวินัย นนั้ เปนสิ่งซง่ึ มีความสําคญั ย่งิ โดยเฉพาะกบั ผูเรียนหรือเยาวชน อันจะเปนกาํ ลังอยางมากในการพฒั นาประเทศ กติกา คือ กฎเกณฑ ขอ ตกลง หรือขอ กาํ หนดท่ีบุคคลต้ังแต 2 ฝายขึ้นไปใชเปนหลักปฏิบัติ เพื่อให เกดิ ความเปน ธรรมแกทกุ ฝาย