Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore งานนำเสนอไม่มีชื่อ (2)

งานนำเสนอไม่มีชื่อ (2)

Published by Anuphat Tongrung, 2020-08-16 11:18:15

Description: งานนำเสนอไม่มีชื่อ (2)

Search

Read the Text Version

แนวคดิ เกี่ยวกับอตั ราการเกิด ปฏกิ ริ ยิ าเคมี จัดทาํ โดย นาย อนุภทั ร ทองรุง มัธยมศกึ ษาปท ี่5 เลขที่11 เสนอ คุณครู นกแกว แกวคง โรงเรียนโพธิสมั พนั ธพ ทิ ยาคาร

คาํ นํา รายงานเลม นจ้ี ัดทาํ ขึน้ เพอ่ื เปนสว นหนง่ึ ของวิชา เคมีชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 5 โดยมีจุดประสงคเ พื่อการศึกษาผาน หนงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส เรอื่ งแนวคดิ เก่ยี วกบั อตั ราการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมีเพื่อเปน ประโยชนต อ การเรียน ทางผูจ ัดทําหวังวาหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ สเรอ่ื งแนว คิดเกีย่ วกบั อัตราการเกิดปฏกิ ิรยิ า จะเปน ประโยชนแกผูอานท่ี กาํ ลงั ศกึ ษาหาขอมูลเรื่องนีอ้ ยหู ากมขี อ ผดิ พลาดประการใด ขออภยั มา ณ ท่นี ดี้ วยครบั ผูจดั ทาํ นาย อนุภทั ร ทองรุง

สารบญั

แบบทดสอบกอ นเรียน 1.ขอใดกลา วถกู ตองเก่ยี วกับการเกดิ ปฏิกิรยิ าของสาร แกต.ละปฏมกีิกาิรรยิ ดาูดพลงั งานเขาไปเพือ่ สลาย พข.ันธะใมนีกสาราครตาย้ังตพน ลังงานออกมาเพื่อสลายพนั ธะใน สคา. รตง้ั มตีกนารดูดพลังงานเขาไปเพอ่ื สรา งพนั ธะใน งส.ารผลมติ กี ภาณั รคฑายพลังงานออกมาเพ่อื สลายพันธะ 2ใ.ปนฏสกิ าิรริยผาลเิตคภมณัีจะฑเก ิดขนึ้ ได กต็ อเมื่ออนภุ าคของสารตัง้ ตน จะตอ งมกี ารเคล่อื นท่ชี นกันกอน จากคํากลา วขา งตน เปน คาํกก. ลาวททฤีเ่ ษก่ียฎวีสขารอเงชกงิ ับซขอ อ นใทดถ่ี ูกกระตุน หรือทฤษฎี สขภ. าวะทแฤทษรฎนีกซาชิ รันชน ค. พลังงานกอกัมมันต ง. กฎอตั รา 3.ขอใดกลาวถูกตอ งทส่ี ุดเกยี่ วกับการชนกนั ของ อนก.ุภาคในการชนกันของอนุภาคจะทาํ ให เขก.ดิ ปฏใกิ นริ กิยาารทชกุ นคกรนั ้งั ของอนภุ าคมีโอกาสนอยครง้ั คม.ากทใีจ่ นะไกมาเ รกชดิ นปกฏันกิ ขริ ยิอางอนภุ าคบางครง้ั ก็เกดิ ปฏกิ ริ ิยา งบ.างครข้งั อกม็ไมลู ไเ กมิดเ พปียฏงกิ พริ ิยอาจงึ ไมส ามารถสรุปได

4.การชนกนั ของอนภุ าคของสารตตั้ งนจะเกิดปฏิกริ ยิ าได หกร.อื ไมตพอลงังขงา้ึนนอจยลูกนบั ขปอจ งจอัยนใุภดาคทีเ่ คลอื่ นทีช่ นกันและ ทข.ิศทางพกลาังรงชานนศขักอยงอขนอภุงอานคภุ าคทเ่ี คลื่อนทีช่ นกันและ คท.ิศทาพงกลางั รงชานจขลอนงอขนอภุงอานคุภาคทเี่ คลอ่ื นท่ชี นกนั และ งพ.ลังงาพนลกังองกาัมนมศนั กั ตยของอนุภาคทเ่ี คลอื่ นท่ชี นกันและ 5.พในลงัขงณานะทกอี่เกกิดมั สมาันรตผ ลิตภัณฑ พลังงานศักยจ ะมีคาเปน อยกา. งไรมคี า เพมิ่ ขึ้นเพือ่ ใชในการสรา งพนั ธะใหม ข. มคี า คงทีเ่ พราะในขณะที่เกดิ สารผลิตภณั ฑนนั้ จะไมม คผ.ลเก่ยี มวีคขาอ ลงดกลบั งพแลังวงจาะนเปลยี่ นไปเปนพลงั งานจลนเพ่ือ ใง.ชในกมาคี ราเเคพล่ิมือ่ ขนึน้ ทแีต่ ลอ ะไลปดลงสลับกันอยูต ลอดเวลา 6.ในขณะท่ีอนุภาคเคล่ือนทเี่ ขา มาใกลก นั พลงั งานจลน และพลังงานศกั ย มีคาเปนอยางไร ก. พลงั งานสงู ที่สดุ ทอี่ นุภาคของสารจะตองมีเพ่อื ให ชขน. กันพแลวงั เงกาิดนปจฏลิกนริ จ ิยะาเพม่ิ ขนึ้ แตพลังงานศกั ยจะลดลง ค. พลงั งานจลนแ ละพลงั งานศักยม คี า ลดลง ง. พลังงานจลนและพลังงานศกั ยมีคา เพิ่มขน้ึ 7.พลังงานกอกมั มันต คืออะไร ก. พลงั งานสงู ท่สี ดุ ท่อี นภุ าคของสารจะตอ งมีเพอ่ื ให ชข.นกันพแลังวงเกานิดปสฏูงทิกส่ีริ ดุิยทา ี่อนุภาคของสารเชิงซอนจะตองมีเพอ่ื คช.นกันพแลงัวงเกานดิ ตปํ่าฏทกิ ่ีสิรดุิยาที่อนภุ าคของสารจะตอ งมี งเพ. อื่ ใหพชลนงั กงันานแตลาํ่วทเก่สี ิดดุ ปทฏี่อิกนริ ุภิยาาคของสารเชงิ ซอนจะตอ งมี เพ่อื ใหชนกนั แลว เกิดปฏิกริ ยิ า

8.ในระหวางเกดิ สารเชิงซอ นท่ถี ูกกระตุน (Activated Complex)พนั ธะเคมขี องสารต้งั ตนจะมลี กั ษณะเปน อยางไร ก. แข็งแรงย่งิ ขึ้นและมกี ารสลายพันธะเกา ข. ออ นลงและเร่ิมมกี ารสรางพนั ธะใหมร ะหวา งคู อคะ. ตอมมคี วามแขง็ แรงคงท่ีโดยพนั ธะเกา จะคอ ยๆ ถูก งท.าํ ลายไลมงส เาอมงารถสรปุ ไดแ นน อน 9.สารชนดิ ใดท่ถี อื วาเปน สารที่มีอายสุ ้ันมาก ก. สารเชงิ ซอนทีถ่ กู กระตนุ ข. สารตัง้ ตน ค. สารผลิตภณั ฑ ง. สารประกอบ 10.จากรูปเปน กราฟชนดิ ใด ก. กราฟแสดงปฏิกริ ยิ าดดู คขว.ามรกอ รนาฟแสดงปรมิ าณสาร ตคงั้. ตนกราฟแสดงปฏิกริ ิยาคายความ งร.อ น กราฟแสดงปริมาณสาร ผลติ ภณั ฑ

แนวคดิ เกีย่ วกับอัตราการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี นักวิทยาศาสตรเ ชื่อวา ในการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมอี นภุ าค ของสารตงั้ ตน ซ่งึ อาจ เปน โมเลกุล อะตอม หรอื ไอออนจะ ตองชนกัน ถาการชนกนั ทกุ ครัง้ ทาํ ใหเ กิดปฏกิ ิรยิ าเคมี จะ มีผลทาํ ใหป ฏกิ ริ ยิ าเคมเี กิดข้นึ ไดเ ร็ว แตจาการทดลองพบ วา กาจราชกนทกฤันษขฎอีจงลอนน ภุอธาคิบาไยมไสดาว มาารณถทอุณําใหหภเ กมู ดิ ิหปนฏึง่ ิกริ ิยา ทโุกมเคลรก้ังุลขมีเอพงียแงกบสาชงนคดิ รเั้งดเทยี าวนกัน้ เทค่มี ลีปอ่ื ฏนิกทิรด่ี ยิ ว ายเกอดิตั ขรานึ้ เร็วแตก ตางกนั โมเลกุลทเ่ี คลือ่ นท่ีชา จะมีพลังงานจลนต าํ่ สว น โมเลกลุ ทเ่ี คล่อื นท่เี รว็ จะมีพลังงานจลนส งู ถาโมเลกลุ ที่มี พลังงานจลนสูงหรือมอี ัตราเร็วสูงชนกัน พลังงานทเี่ กิด จากการชนกจ็ ะมีคาสูงดวย ถามีพลังงานสงู พอก็จะเกิด การสลายพันธะในสารตง้ั ตน แลวสรา งพนั ธะใหมข้นึ เปน สารผลิตภณั ฑซ ่ึงก็คือ การเกิดปฏิกิรยิ าเคมี แตถ า โมเลกลุ ทีม่ พี ลงั งานจลนต ํ่าเกิดการชนกันและพลังงานมีคา ไมส งู พอก็จะ ไมเ กดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีเกิดขนึ้

เม่อื อนภุ าคของสารชนกนั แลว จะมีปฏกิ ริ ยิ าเคมเี กดิ ข้ี นหรอื ไม ยังข้ึนอยกู ับทิศทางในการชนกันดวย เชน ปฏกิ ิรยิ าระหวางแกสไฮโดรเจนกับแกสไอโอดนิ ดังสมการ การท่จี ะไดแ กสไฮโดรเจนไอโอไดดเกิดขึน้ โมเลกุล ของแกส ไฮโดรเจนกบั แกส ไอโอดนี จะตองมีการชนกัน และอาจจัดตวั ขณะชนกนั ไดด งั รปู เม่อื พิจารณาการชนกนั ของโมเลกุล H2 กับ I2 พบวาการ ชนกันแบบ ข. มีโอกาสท่จี ะเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมีไดมากกวา แบบ ก. เน่ืองจากทิศทางในการชนกันของโมเลกลุ ทง้ั สอง ความเหมาะสม จากขอมลู ที่กลา วมาแลว ชวยใหส รปุ ไดวา ปฏกิ ริ ยิ าเคมีเกดิ ข้นึ ไดเ ม่อื อนุภาคของสารตง้ั ตนชนกัน ในทิศทางที่เหมาะสม รวมทงั้ ตองมีพลงั งานท่ีเกิดจากการ ชนกนั อยา งนอ ยท่ีสดุ ปริมาณหนึ่งซ่งึ เทา กับ พลงั งาน

พลังงานกอกัมมันตเปน คา ทีค่ าํ นวณจากผลการทดลอง ซึง่ ในแตล ะปฏกิ ิรยิ าจะมีคาพลังงานกอกัมมันตไมเทา กนั โดย ปกตโิ มเลกลุ ทีม่ ีพลงั งานเทากับหรอื มากกวาพลงั งานกอ กมั มันตม จี าํ นวน นอยมาก เพอื่ ใหเขา ใจดีขึ้นจึงอาจ เปรียบเทยี บการเกิดปฏิกิรยิ าเคมีกบั การเดนิ ทาง ขา มภเู ขา ดงั รปู รูปการดาํ เนนิ จากรูป คนทีจ่ ะเทดาินงขขาามมภภเู เูขขาาไดต องแข็งแรงมากหรือมี พลงั งานมาก ดงั นัน้ จํานวนคนท่จี ะเดนิ ขา มภูเขาได ภายในเวลาทก่ี าํ หนด จึงข้ึนอยกู บั องคประกอบทีสาํ คญั 2 ประการ คือ (1) จาํ นวนคนท่ีแขง็ แรงหรือมีพลังงานมาก และ (2) ความสงู ของภเู ขา ถาอุปมาอปุ ไมยจํานวนคนทีแ่ ข็งแรงหรือมพี ลังงานสงู กบั จาํ นวนอนุภาคท่มี ี พลังงานสูง และความสูงของภเู ขา กบั คาพลังงานกอ กัมมันตของปฏิกิรยิ านั้น ชวยใหอธิบาย ไดว า การทบี่ างปฏิกริ ยิ าเกดิ ขึ้นชามาก เพราะปฏิกริ ยิ าน้นั มคี าพลังงานกอ กัมมนั ตสูงมาก และอนุภาคที่มีพลงั งานสงู มจี าํ นวนนอ ย โอกาสที่จะชนกนั เพอื่ ใหไ ดพลังงานสูง เทา กบั พลงั งานกอกมั มันตจ งึ มนี อย ดวย ในกรณีของ

สําหรับการอธบิ ายการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีอีกแนวคิดหนึง่ อธิบายวา เมอ่ื สารเขาทาํ ปฏกิ ริ ิยากนั จะมสี ารใหมเ กิดข้ึน เปน ผลิตภณั ฑ และในระหวางทีส่ ารตงั้ ตนเปล่ียนเปน ผลิตภัณฑน้ัน จะมสี ารเชิงซอ นกัมมนั ตเกิดข้ึนกอ นเพยี งชวั่ ขณะแลวสารเชิงซอ นกัมมันตก ็ สลายใหผลิตภณั ฑตอ ไป เชน ปฏกิ ริ ิยาระหวา งแกส CO กับ NO 2 เกิดเปน แกส CO2 และ NO ซ่ึงอาจเขียนแผนภาพแสดงดังรปู

ทางดานสารตัง้ ตน จะมีพนั ธะระหวางอะตอม C กบั O ใน โมเลกลุ CO และ N กับ O ในโมเลกลุ NO2 เทาน้ัน เมือ่ เกดิ เปนสารเชิงซอนกัมมนั ต ความแขง็ แรงของพนั ธะระหวาง อะตอม N กับ O ใน NO2 จะลดลง และเร่มิ มพี นั ธะอยา งออน ๆ เกดิ ขึ้นระหวางอะตอมของ C ใน CO กบั O ใน NO2 เมอ่ื สารเชงิ ซอนกมั มันตส ลายตวั ใหผ ลิตภณั ฑ จะมีการสลาย พันธะเดิมระหวางอะตอม N กับ O และมพี นั ธะระหวาง อะตอม C กับ O เกิดขนึ้ แทนท่ี สารเชงิ ซอ นกมั มนั ตอ ยูใน สภาวะท่ีไมเ สถียรเพราะมพี ลงั งานสงู มาก สภาวะดงั กลาวน้ี เรียกวา สภาวะแทรนซชิ ัน จงึ อาจกลา วไดว าพลังงานของ สภาวะแทรนซชิ ันจะมคี าประมาณพลงั งานกอ กมั มนั ต นั่นเอง ท้ังน้ีเพราะการทป่ี ฏกิ ริ ยิ าเคมจี ะเกดิ ขนึ้ ไดอ นภุ าค ของสารท่ีชนกันจะตองมี พลงั งานอยางนอยทีสดุ เทา กับ พลงั งานกอ กมั มนั ต

จากทฤษฎีการชนจะสังเกตไดวา การชนทป่ี ระสบผล สาํ เร็จหรอื การชนท่ีทําใหเกิดสารผลิตภณั ฑจะตอง ประกอบดว ยองคป ระกอบทส่ี ําคัญสองอยา ง คอื 1. พลังงานของการชน (energy of collision) 12. .พทลิศังทงาานงขขอองงกกาารรชชนน (orientation of collision) อนภุ าคชนกนั ในทิศทางทเ่ี หมาะสมแลวกย็ งั ไมเ พยี งพอ สิง่ ที่สําคญั มากกวาน้นั กค็ ือ พลงั งาน เพราะถงึ แมว า อนุภาคจะชนกันในทิศทางทถี่ ูกตองแตพ ลังงานของ อนุภาคมไี มม ากเพยี งพอ กไ็ มอาจท่จี ะเกิดปฏกิ ิรยิ าได เราไดทราบมาแลววา การเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมยี อมเกีย่ วของ กับการสลายพันธะเดิมและสรางพันธะใหม ซง่ึ การสลาย พนั ธะเดมิ ตอ งใชพ ลังงานอยางแนน อน พลังงานในทีน่ ี้ก็ คือพลงั งานท่เี ราเรยี กวา พลงั งานกอ กัมมันต (activation energy) นั่นเอง

1. ทศิ ทางของการชน ปฏิกิริยาน้จี ะเกิดไดด ีท่ีสุดเม่อื K ชนกับ I ในทศิ ทางที่ โมเลกุล CH3I หนั ดา นอะตอมของ I เขาหา K โดยตรง สว น การชนทอ่ี ะตอมของ K ชนกับ CH3 นนั้ จะเปน การชนที่เกดิ ผลิตภัณฑน อ ยมากหรอื แทบจะไมเกิดเลย ดงั น้ันในการ ศึกษาจลนพลศาสตรเ คมีจึงควรพจิ ารณาการจัดตวั ของ โมเลกุลขณะเกิดการชนดว ย ถาจะมองในเร่อื งของทฤษฎีการชนแลว เรากค็ งพอจะมอง ภาพออกวา ถาสารตัง้ ตน เปนแกส หรือของเหลวคงเกิด ปฏิกิรยิ าไดง า ย เพราะอนุภาคที่เปนแกส หรอื ของเหลว เคลอ่ื นที่ไดงาย โดยเฉพาะแกส ถา เราใชค วามดันชวยบบี ใหอนุภาคเขามาชิดกนั มากขน้ึ ปฏิกิริยาก็จะย่งิ เกดิ ไดง าย มากขน้ึ ก. การชนกนั ในทิศทางทไี่ มเหมาะสม ทําใหการชนกนั ไมเ ปน ผลสําเร็จ หรอื ไมเ กดิ ปฏกิ ิริยา (ไมเกดิ HI) ข. การชนกนั ในทศิ ทางทเ่ี หมะสมทาํ ใหการชนกันเปน ผลสาํ เรจ็ (เกิดปฏกิ ิริยาได HI)

อนภุ าคทีช่ นกนั ตองมพี ลงั งานจลนรวมกนั แลวมคี า อยา งนอยเทา กบั พลงั งาน กอ กัมมันต (activation energy, Ea) ซึ่งเปน พลงั งานตํา่ ท่ีสดุ ท่ีทาํ ใหเ กดิ ปฏกิ ริ ยิ า ได ถา มีพลังงานตํ่ากวา นี้ก็จะไมเกิดปฏกิ ิริยา แตถ ามี พลังงานจลนหลงั การชนมากกวาหรือเทา กับพลงั งาน กอ กมั มนั ต อนุภาคของสารต้ังตน ทเี่ ขา ชนกันก็จะรวม ตัวกันเกดิ เปนสารประกอบเชิงซอ นกัมมันต (activated complex) ซง่ึ สารเชิงซอ นนจ้ี ะอยูตวั ไดเ พียงชั่วขณะ หลังจากนน้ั จะเปล่ียนไปเปน สารผลติ ภัณฑ

พิจารณาปฏกิ ริ ิยา A + B ——–> C +D กราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงพลงั งานศักยสําหรบั ก) ปฏกิ ิรยิ าคายความรอ น ข) ปฏิกริ ยิ าดดู ความรอ น ถาสารผลิตภัณฑทเ่ี กดิ ขึน้ มีพลังงานต่าํ กวา สารตั้งตน (สาร ผลิตภัณฑเสถียรกวาสารตั้งตน) ในขณะเกิดปฏกิ ิริยากจ็ ะมีการ คายความรอ นควบคไู ปดวย เราจงึ เรยี กปฏกิ ริ ยิ าชนดิ นี้วา ปฏิกิริยาคายความรอ น (exothermic reaction) ถาสารผลติ ภัณฑท เี่ กดิ ขึ้นมีพลงั งานมากกวาสารต้ังตน (สาร ผลิตภณั ฑเสถยี รนอยกวาสาร ต้งั ตน) ในขณะเกิดปฏิกริ ิยากจ็ ะมี การดดู ความรอ นควบคไู ปดว ย เราจงึ เรยี กปฏิกริ ยิ าชนิดนวี้ า ปฏิกริ ยิ าดดู ความรอน (endothermic reaction) พลงั งานกอกัมมันตเ ปรียบเสมอื นผนงั กั้นอนภุ าคทมี่ ีพลงั งานต่าํ กวาพลงั งานกอกัมมนั ตไ มใ หเ กดิ ปฏิกิรยิ า ในปฏกิ ิริยาทว่ั ๆ ไป อนภุ าคของสารตั้งตน มกั มจี ํานวนมาก แตจะมีจํานวนอนภุ าค เพียงบางสว นท่ีมีพลังงานจลนม ากพอท่จี ะขา มผนังน้ไี ปได ซ่ึง อนุภาคเหลา นี้เปนอนภุ าคทีม่ โี อกาสชนกนั แลวเกิดปฏิกิรยิ า

รปู การแจกแจงพลงั งานของอนุภาคของแมกซเวล-โบลซม นั น อนุภาคในพ(ืน้Mทaxใ่ี wตeก llร-าBฟolทtzาmงaดnาnนDขisวtrาiขbuอtiงoพn)ลังงานกอ กัมมันตเ ทา นัน้ ทมี่ โี อกาสชนกนั แลวเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเพราะ เปน อนุภาคที่มีพลังงานสงู สว นอนุภาคในพ้ืนทีใ่ ตก ราฟ ทางดา นซายของพลังงานกอกัมมันตซ ง่ึ เปน อนภุ าคสว น ใหญจะมีโอกาสชนกนั ไดแตไ มม ีพลงั งานมากพอทีจ่ ะเกดิ ปฏกิ ิรยิ า

แบบทดสอบหลงั เรยี น 1.ในขณะทเี่ กิดสารผลติ ภัณฑ พลังงานศักยจะมีคา เปน อยกา. งไรมคี า เพ่มิ ข้ึนเพอ่ื ใชใ นการสรางพนั ธะใหม ข. มีคา คงทเี่ พราะในขณะทเ่ี กิดสารผลติ ภณั ฑน้นั จะไมม คผ.ลเก่ียมวีคขา อ ลงดกลับงพแลงัวงจาะนเปลยี่ นไปเปนพลังงานจลนเ พื่อ ใง.ชในกมาีครา เเคพล่ิมือ่ ขนึน้ ทแตี่ ลอ ะไลปดลงสลบั กันอยตู ลอดเวลา 2.การชนกนั ของอนุภาคของสารตต้ั ง นจะเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าได หกร.อื ไมตพอ ลงังขงานึ้ นอจยลกู นับขปอจงจอัยนใภุดาคท่เี คล่อื นทีช่ นกันและ ทข.ศิ ทางพกลาังรงชานนศขกัอยงอข นอภุงอานคุภาคทีเ่ คล่ือนท่ีชนกันและ ทค.ิศทาพงกลาังรงชานจขลอนงอข นอุภงอานคุภาคทเี่ คลือ่ นท่ชี นกนั และ พง.ลงั งาพนลกังอ งกามันมศันักตยของอนุภาคท่ีเคลอื่ นท่ีชนกนั และ 3.พขลอ ังใงดากนลกาอ วกถัมกู มตนั อตงเกยี่ วกบั การเกิดปฏกิ ริ ยิ าของสาร แตกล. ะปฏมกิ กี ริ ายิ ราดูดพลังงานเขา ไปเพ่อื สลาย พข.นั ธะใมนีกสาราครตาย้ังตพนลงั งานออกมาเพอื่ สลายพนั ธะใน สคา. รตัง้ มตีกน ารดดู พลังงานเขา ไปเพือ่ สรา งพันธะใน สง.ารผลมติ ีกภาัณรคฑายพลังงานออกมาเพ่ือสลายพันธะ ในสารผลิตภัณฑ

4.ในขณะท่อี นภุ าคเคลอ่ื นท่เี ขามาใกลก ันพลงั งานจลน และพลังงานศกั ย มคี า เปน อยา งไร ก. พลงั งานสงู ทสี่ ุดท่อี นุภาคของสารจะตองมีเพอื่ ให ชขน. กนั พแลวังเงกาิดนปจฏลิกนิรจิยะาเพ่ิมขึ้น แตพลงั งานศกั ยจ ะลดลง ค. พลงั งานจลนและพลังงานศกั ยมคี า ลดลง ง. พลงั งานจลนแ ละพลังงานศักยมคี าเพ่มิ ขึ้น 5.ปฏิกิริยาเคมีจะเกิดข้นึ ได กต็ อ เมือ่ อนภุ าคของสารตงั้ ตน จะตอ งมกี ารเคลอ่ื นทชี่ นกนั กอ น จากคํากลา วขา งตน เปน คาํกก. ลาวททฤเ่ี ษก่ียฎวีสขารอ เงชกงิ บั ซขออนใทดี่ถกู กระตุน หรอื ทฤษฎี สขภ. าวะทแฤทษรฎนีกซาชิ รันชน ค. พลังงานกอกมั มนั ต ง. กฎอตั รา 6.พลังงานกอ กัมมันต คอื อะไร ก. พลงั งานสูงทส่ี ุดท่อี นุภาคของสารจะตอ งมีเพ่อื ให ขช.นกันพแลังว งเกานิดปสฏงู ทิก่ีสริ ดุิยทา ่อี นุภาคของสารเชงิ ซอนจะตองมีเพอ่ื คช.นกนั พแลงัวงเกานดิ ตปํา่ฏทกิ สี่ิรดุิยาที่อนภุ าคของสารจะตอ งมี เงพ. ่อื ใหพชลนังกงนัานแตลํา่วทเกส่ี ดิ ุดปทฏี่อกิ นริ ุภิยาาคของสารเชงิ ซอนจะตองมี เพื่อใหช นกนั แลว เกิดปฏิกิริยา

7.ขอ ใดกลา วถูกตองทสี่ ดุ เก่ยี วกบั การชนกันของ อนก.ภุ าคในการชนกนั ของอนภุ าคจะทาํ ให เขก.ิดปฏใกิ นริ กยิ าารทชกุ นคกรนั ้ังของอนภุ าคมีโอกาสนอ ยครง้ั คม.ากทใ่ีจนะไกมาเ รกชดิ นปกฏันกิ ขริ ิยอางอนุภาคบางครัง้ กเ็ กดิ ปฏิกริ ิยา งบ.างครข้ังอกมไ็ มลู ไเกมดิ เ พปียฏงิกพิรยิอาจงึ ไมสามารถสรุปได 8.ในระหวางเกิดสารเชิงซอ นทีถ่ กู กระตนุ (Activated Complex)พันธะเคมขี องสารตัง้ ตนจะมีลกั ษณะเปน อยางไร ก. แขง็ แรงย่งิ ข้นึ และมกี ารสลายพนั ธะเกา ข. ออนลงและเริ่มมีการสรา งพนั ธะใหมร ะหวางคู อคะ. ตอมมีความแขง็ แรงคงที่โดยพันธะเกาจะคอ ยๆ ถูก งท.ําลายไลมงส เาอมงารถสรุปไดแ นนอน 9.สารชนดิ ใดท่ีถอื วา เปนสารทีม่ ีอายสุ ัน้ มาก ก. สารเชิงซอนทีถ่ กู กระตุน ข. สารต้งั ตน ค. สารผลิตภณั ฑ ง. สารประกอบ 10.จากรูปเปน กราฟชนดิ ใด ก. กราฟแสดงปฏิกิรยิ าดูด คขว.ามรกอ รนาฟแสดงปริมาณสาร คตงั้. ตนกราฟแสดงปฏกิ ิริยาคายความ รง.อ น กราฟแสดงปรมิ าณสาร ผลิตภณั ฑ

ท่ีมา : http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/n ongkhai/kudbongphittayakarn/p02.htm


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook