การจดั การความรู้ ปิ ยฉัตร บุญสนิท
ความหมาย การจัดการความรู้ คอื เคร่อื งมอื เพื่อการบรรลุเป้าหมายอยา่ ง น้อย 4 ประการไปพรอ้ มๆ กนั ได้แก่ 1) บรรลุเปา้ หมายของงาน 2) บรรลเุ ปา้ หมายการพัฒนาคน 3) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองคก์ รไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ 4) บรรลุความเปน็ ชุมชน เปน็ หมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่าง กนั ในทีท่ างาน (ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช)
ปัจจัยอะไรทีท่ าให้รู้ว่าKM สาเร็จ การทา KM ตอ้ งอย่าใหเ้ ป็นอกี โครงการหนง่ึ ที่เข้าไปเพิ่มภาระ สร้างความทกุ ข์ ตอ้ งทาให้ KM ช่วยลดงาน ลดภาระ เพม่ิ ความสุขใหไ้ ด้ ผลคือ (1) ผูเ้ ข้าร่วมจะเรม่ิ เขา้ ใจคาวา่ \"ความรู้ในคน\" หรือความรูป้ ฏิบัติที่เปน็ หวั ใจของ KM และเหน็ พลงั ของ ความรูใ้ นคน (2) ผ้เู ขา้ รว่ มจะเห็นคุณค่าและเคารพซ่งึ กันและกนั มากข้ึน มคี วามมัน่ ใจในตนเองทีจ่ ะคิดทางานแบบ สรา้ งสรรค์ได้มากข้นึ (3) ผเู้ ขา้ ร่วมได้พฒั นาตนเองโดยการ \"เปดิ ใจ\" และเมื่อทาบอ่ ย ๆ จะเปน็ คนท่ี \"ใจเปิด\" ซึง่ เปน็ คณุ สมบัติสาคัญในการเรียนรู้ (4) ผ้เู ข้ารว่ มไดฝ้ ึกการฟงั แบบ Deep Listening ซึง่ เปน็ ทกั ษะสาคัญในการเปน็ บุคคลเรียนรู้
แนวทางการเลือกหัวข้อเรื่อง หลักการในการเลือกหัวขอ้ ทา KM ในหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ (1) เป็นหวั ขอ้ ทีท่ าแลว้ จะเริม่ เห็นผลภายใน 3 เดอื น เหน็ ผลชัดเจนภายใน 1 ปี (2) เป็นหวั ข้อที่ใหค้ วามรสู้ ึกเป็นอิสระ (และไมเ่ ปน็ อสิ ระ) แก่เจ้าหนา้ ที่ระดบั ปฏิบตั ิ (3) เป็นหวั ข้อทีจ่ ะชว่ ยการวางพื้นฐานการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร จากควบคมุ ส่ังการ มาเปน็ แบบ “เสริมพลงั ” (Empowerment) (1) รู้ว่าองคก์ ร / หน่วยงาน ต้องการความรู้หลักอะไรบ้าง เพื่อการบรรลวุ ิสยั ทัศน์ (2) รูว้ ่าองค์กรมีความรู้ (ปฏิบตั ิ) ท่ตี ้องการอยู่ทไ่ี หน ใครเปน็ คนเกง่ ดา้ นใด ที่ องค์กร / หนว่ ยงาน ต้องการ และมีการรวบรวม ไว้ทง้ั ในรูปของความรู้แจ้งชัด และความรฝู้ งั ลึก (3) รู้ Knowledge Gap ขององค์กร / หน่วยงาน (4) ให้คนในองคก์ ร / หน่วยงาน มีใจท่เี ปิด ที่จะ “ให้และรับ” ความรู้ปฏิบัติ
กระบวนการจดั การความรู้ สิ่งทีก่ าหนดก่อนเริ่ม คือ เปา้ หมายKM (Desired State) และหนว่ ยที่วดั ผลไดเ้ ปน็ รูปธรรม สิง่ ทีม่ ใี นแตล่ ะกิจกรรม คอื ตัวบ่งชข้ี องกจิ กรรม และเป้าหมายของกจิ กรรม
ตัวอย่าง แผนการจัดการความรู้เรือ่ ง “.................................................................” กลมุ่ เป้าหมาย ................................................................................. หน่วยงาน ............................................................................ วัตถปุ ระสงค์ 1. ................................................ 2. ................................................. 3. .................................................
ตวั อยา่ ง แผนการจดั การความรู้เรือ่ ง “การจัดซื้อจดั จ้างพัสดุโดยวิธีตกลงราคา” กล่มุ เปา้ หมาย ผู้เข้ารบั การอบรมหลักสตู รผู้บริหารการสาธารณสุขระดบั กลาง รุ่นที่ 30 จานวน 51 คน หน่วยงาน พสั ดุ วัตถปุ ระสงค์ 1. เพือ่ ให้จดั ซื้อจดั จ้างได้ถูกตอ้ งตามระเบียบ 2. ลดความเสี่ยงจากการจดั การพสั ดุ 3. พัฒนาบคุ ลากรด้านจดั การพัสดุ
การจัดการความรู้ เรื่องการใช้ SOAPIE ในการศึกษาภาคปฏิบัติทางการพยาบาล กลมุ่ เปา้ หมาย คือ....................................... วัตถุประสงค์ 1.กล่มุ เปา้ หมายเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 2.กลุ่มเป้าหมายมีความพงึ พอใจตามเปา้ หมายที่ต้งั ไว้ 3.กลุ่มเป้าหมายโครงการมีการนาหลกั SOAPIE ไปใช้ในการเรียนการสอนใน ภาคปฏิบัติทางการ พยาบาลตามเป้าหมายที่ต้ังไว้
ความรใู้ นกระบวนการจัดการความรู้ ความรูม้ ี 2 ประเภท 1.ความรทู้ ฝ่ี งั อยูใ่ นคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ทีไ่ ดจ้ ากประสบการณ์ พรสวรรคห์ รือสัญชาตญาณของ แต่ละบคุ คลในการทาความเข้าใจในสิ่งตา่ งๆ เป็นความรทู้ ี่ไม่สามารถถา่ ยทอดออกมาเป็นคาพดู หรอื ลายลักษณ์อกั ษร ได้โดยง่าย เชน่ ทักษะในการทางานงานฝีมือ หรอื การคิดเชิงวิเคราะห์ บางคร้งั จงึ เรยี กว่า เป็นความรู้แบบนามธรรม 2. ความรู้ท่ชี ัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เปน็ ความรู้ทีส่ ามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผา่ นวิธีตา่ งๆ เชน่ การ บันทกึ เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ และบางคร้งั เรียกว่า เป็นความร้แู บบรปู ธรรม
ผทู้ ี่มีความสาคญั กับการจัดการความรู้ ในการจัดการความร้ขู ององคก์ ร จะมีผู้ที่มีบทบาทสาคญั คือ คุณเอือ้ คณุ อานวย คุณกิจ และคณุ ลิขิต เราจะมารู้จัก บทบาทและหนา้ ทีข่ องพวกเขามีดงั ต่อไปนี้ 1.คุณเอือ้ คือ ผทู้ ีท่ าหน้าที่จดั การระบบของการจดั การความร้ขู ององค์กร มีบทบาทคือ กาหนดเป้าหมายของการจัดการ ความรู้ของหนว่ ยงาน เชื่อมโยงเป้าหมายของการจดั การความรู้ของหนว่ ยงาน เขา้ กับวสิ ยั ทัศน์ พันธกจิ และยุทธศาสตร์ของ องคก์ ร 2.คุณอานวย คือ ผูอ้ านวยความสะดวกในการจัดการความรู้ มบี ทบาทหรือมีหน้าที่หลัก คือ สง่ เสริมให้เกดิ การ แลกเปลีย่ นเรียนรู้ และอานวยความสะดวกตอ่ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3.คณุ กิจ คือ ผู้ดาเนินกจิ กรรมจดั การความรู้รอ้ ยละ 90-95 มีบทบาทหรือมีหน้าทหี่ ลัก คือผ้จู ัดการความรู้ตวั จรงิ เป็นผ้มู ี ความรู้ (Explicit Knowledge) และเปน็ ผู้ตอ้ งมาแลกเปลย่ี นเรียนรู้ เพื่อการปฏบิ ตั ิใหบ้ รรลถุ ึง “เปา้ หมาย” ทีต่ ั้งไว้ 4.คุณลิขิต คือ ผู้ทาหนา้ ทีจ่ ดบันทกึ ในกิจกรรมการจดั การความรู้
องคป์ ระกอบสาคญั ของการจัดการความรู้ (Knowledge Process) 1.คน เปน็ องคป์ ระกอบที่สาคญั ที่สุดเพราะเป็นแหลง่ ความรู้ และเปน็ ผนู้ าความรไู้ ปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ 2.เทคโนโลยี เป็นเครือ่ งมือเพื่อใหค้ นสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลีย่ น รวมทง้ั นาความรไู้ ปใช้อย่าง งา่ ย และรวดเร็วขน้ึ 3.กระบวนการความรู้ เป็นการบริหารจัดการ เพ่อื นาความรู้จากแหล่งความร้ไู ปให้ผใู้ ช้ เพ่อื ทาใหเ้ กิด การปรบั ปรงุ และนวัตกรรม
กระบวนการจดั การความร(ู้ กพร) กระบวนการจดั การความร้มู ี 7 กิจกรรม ดงั นี้ 1)การบง่ ช้คี วามรู้ คอื การระบุประเด็นความรู้ รปู แบบ และผูร้ ูท้ ีส่ อดรบั กับนโยบาย ขอบเขตและเป้าหมายขององค์กร 2) การสรา้ งและแสวงหาความรู้ คือ การรวบรวมความรูใ้ หม่ รกั ษาความรู้เดิม และกรองความรู้ที่ไม่ใชอ้ อกจากแหลง่ รวบรวม 3) การจดั ความร้ใู ห้เป็นระบบ คือ การวิเคราะหแ์ ละคดั แยกความรู้เปน็ กลมุ่ ประเดน็ ใหง้ ่ายต่อการเข้าถึงอย่างมขี น้ั ตอน 4) การประมวลและกลั่นกรองความรู้ คือ การปรับปรงุ ใหค้ วามรู้มีรปู แบบมาตรฐาน ไม่ซ้าซอ้ น มีความสมบรู ณ์ มคี วามถกู ต้องและน่าเชือ่ ถือ 5) การเข้าถึงความรู้ คือ การสรา้ งแหล่งเผยแพรท่ ีส่ ามารถเข้าถึงไดท้ กุ ที่ทกุ เวลา 6) การแบ่งปนั แลกเปลีย่ นความรู้ คือ การนาความรู้เขา้ สูเ่ วทีแลกเปล่ยี นทมี่ ีฐานความร้หู รอื ฐานข้อมลู รองรบั ใหง้ ่ายตอ่ การเขา้ ถึงและสืบค้น 7) การเรียนรู้ คือ การใช้ความรู้เปน็ สว่ นหนึง่ ของงาน เปน็ วงจรความรู้ทีม่ ีการเรยี นรูแ้ ละพฒั นาใหเ้ กดิ ประสบการณใ์ หม่อยูเ่ สมอ
การบ่งชี้ความรู้ • ขนั้ ตอนนีเ้ ป็นการคน้ หาว่าองคก์ รมคี วามรู้อะไรบา้ ง รูปแบบใด อยูท่ ีใ่ คร และความรู้ อะไรที่องคก์ รจาเป็นตอ้ งมี ทาให้องค์กรทราบว่าขาดความรูอ้ ะไรบา้ ง หรือการทาแผน ทีค่ วามรู้ ( Knowledge Mapping ) เพือ่ หาว่าความร้ใู ดมีความสาคญั สาหรับองค์กร แล้วจดั ลาดบั ความสาคญั ของความรู้เหล่าน้ัน เพื่อใหอ้ งค์กรวางขอบเขตของการ จดั การความรู้และสามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธภิ าพและประสิทธิผล • เป็นการพิจารณาว่าจะทาอย่างไรใหอ้ งคก์ รบรรลุเป้าหมาย โดยจะคัดเลือกวา่ จะใช้ เครอ่ื งมอื อะไร และขณะนี้เรามีความรู้อะไรบา้ ง อยูใ่ นรปู แบบใด อยทู่ ี่ใคร
การสรา้ งและแสวงหาความรู้ • จากแผนทีค่ วามรู้ หรือจากการค้นหา องค์กรจะทราบวา่ มคี วามรทู้ จี่ าเปน็ ตอ้ งมีอย่หู รอื ไม่ ถา้ มีแล้ว องคก์ รกจ็ ะตอ้ งหาวิธีการในการดงึ ความร้จู ากแหล่งต่างๆ ที่อาจอยู่กระจดั กระจายมารวมไว้ เพื่อ จดั ทาเนือ้ หาใหเ้ หมาะสมและตรงกับความต้องการของผใู้ ช้ สาหรบั ความรทู้ จี่ าเปน็ ต้องมีแต่ยงั ไมม่ ี น้ัน องค์กรอาจสร้างความร้จู ากความรเู้ ดมิ ท่มี อี ยู่ หรือนาความรจู้ ากภายนอกองค์กรมาใชก้ ็ได้ • ปจั จยั สาคญั ทีท่ าให้ขน้ั ตอนนปี้ ระสบความสาเร็จคอื บรรยากาศและวัฒนธรรมขององคก์ รทเี่ อือ้ ให้ บคุ ลากรกระตอื รอื ร้นในการแลกเปลย่ี นเรยี นร้ซู งึ่ กันและกันเพ่อื ใช้ในการสรา้ งความร้ใู หมๆ่ ตลอดเวลา นอกจากนรี้ ะบบสารสนเทศก็มสี ่วนชว่ ยใหบ้ ุคลากรสามารถแลกเปลยี่ นเรยี นรจู้ ากกันได้ รวดเร็วและการเสาะแสวงหาความรใู้ หม่ ๆ จากภายนอกกท็ าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
การสร้างและแสวงหาความรู้ ขน้ั ตอนนี้เปน็ การพิจารณาวา่ ความรูท้ ีม่ ีอย่นู ้ันมาจากความรสู้ องส่วน คือ 1) ความรู้ทีช่ ดั แจง้ เชน่ เอกสารตาราวดิ ีโอหรือการค้นควา้ บทความวิชาการหรือจาก อินเตอร์เน็ต 2) ความรู้ที่ฝังลึกในตวั คน ซ่งึ จะตอ้ งหาว่าผูท้ ี่มีความเชีย่ วชาญในด้านต่างๆในองค์กร ของเราน้นั คอื ใคร อยู่ที่ไหน ซึ่งเราอาจจะตอ้ งไปสัมภาษณ์เพือ่ แลกเปลย่ี นความรู้ที่ อยใู่ นตวั คนให้เปน็ ความรู้ทีส่ ามารถจัดเกบ็ เปน็ เอกสารใหเ้ ปน็ ระบบได้
การจดั ความรู้ให้เป็นระบบ เมือ่ มีเนื้อหาความรูท้ ีต่ อ้ งการแลว้ องคก์ รตอ้ งจดั ความรูใ้ หเ้ ป็นระบบ เพื่อให้ ผใู้ ชส้ ามารถค้นหาและนาความรู้ดงั กล่าวไปใช้ประโยชน์ได้ • การจดั ความร้ใู หเ้ ปน็ ระบบหมายถงึ การจดั ทาสารบญั และจดั เก็บความรู้ประเภท ต่างๆเพ่อื ให้เกบ็ รวบรวมการค้นหา การนามาใช้ทาได้งา่ ยและรวดเรว็
การประมวลและกลนั่ กรองความรู้ นอกจากการจัดทาสารบัญความรู้อย่างเป็นระบบแล้วองคก์ รตอ้ งประมวลความร้ใู หอ้ ยใู่ นรูปแบบและภาษาที่ เขา้ ใจงา่ ย และใช้ได้งา่ ย ซึ่งอาจทาหลายลกั ษณะคอื ❖การจดั ทาหรือปรับปรุงรูปแบบของเอกสารใหเ้ ป็นมาตรฐานเดียวกันทัว่ ทั้งองค์กร ทาให้การป้อนข้อมูล การ จดั เกบ็ การคน้ หาและการใชข้ อ้ มูลทาไดส้ ะดวกและรวดเร็ว ❖การใช้ “ ภาษา ” เดียวกนั ทวั่ ทั้งองค์กร โดยจัดทาคาอภธิ านศัพท์ของคาจากัดความ ความหมายของคาตา่ งๆ ที่แต่ละหน่วยงานใช้ในการปฏบิ ัติงานเพอ่ื ใหม้ คี วามเข้าใจตรงกัน มกี ารปรบั ปรงุ ใหท้ ันสมัยตลอดเวลารวมท้งั ต้องให้ผู้ใช้สามารถค้นหาและเปดิ ใชไ้ ดอ้ ย่างสะดวกรวดเร็ว ❖การเรยี บเรยี ง ตดั ต่อ และการปรับปรุงเนื้อหาใหม้ ีคุณภาพดีในแงต่ ่างๆ เช่น ครบถว้ น เทีย่ งตรง ทนั สมัย สอดคล้องและตรงตามความตอ้ งการของผใู้ ช้
การเข้าถึงความรู้ องค์กรตอ้ งมวี ิธกี ารในการจดั เก็บและกระจายความรเู้ พอ่ื ใหผ้ ูอ้ ื่นใช้ประโยชนไ์ ด้ โดยทว่ั ไปการกระจาย ความรูใ้ หผ้ ู้ใชม้ ี 2 ลกั ษณะคือ 1.“Push” (การปอ้ นความร)ู้ คือการสง่ ขอ้ มูล/ความรใู้ หผ้ ู้รบั โดยผรู้ ับไม่ได้ร้องขอ เช่น การสง่ หนงั สอื เวียน แจง้ ใหท้ ราบเกีย่ วกับกิจกรรมต่างๆ หรือขอ้ มลู เกีย่ วกบั ผลติ ภัณฑห์ รือบรกิ ารขององคก์ ร 2.“Pull” (การใหโ้ อกาสเลือกใชค้ วามร)ู้ คือการทีร่ บั ผูร้ บั สามารถเลอื กรบั หรอื ใชแ้ ตเ่ ฉพาะขอ้ มลู /ความรู้ ที่ต้องการเท่านน้ั ซึ่งช่วยลดปญั หาการไดร้ บั ข้อมลู /ความรทู้ ไี่ มต่ ้องการมากเกินไปองคก์ รควรทาให้เกิด ความสมดลุ ระหว่างการกระจายความรู้แบบ “Push” และ “Pull” เพือ่ ประโยชน์สงู สุดแก่ผใู้ ชข้ ้อมลู / ความรู้
การแบง่ ปนั แลกเปลยี่ นความรู้ ❖การแบง่ ปันความรูป้ ระเภท Explicit วิธีทีน่ ยิ ม เชน่ การจดั ทาเอกสาร จดั ทาฐานความรู้ หรือการจดั ทาสมุด หนา้ เหลืองโดยนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชท้ าสามารถเขา้ ถงึ ความรไู้ ด้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึน้ ❖การแบง่ ปนั ความรปู้ ระเภท Tacit สามารถทาไดห้ ลายรูปแบบข้นึ อยกู่ บั ความตอ้ งการและวัฒนธรรมองค์กร สว่ นใหญ่มักจะใช้วิธีผสมผสานเพ่อื ผู้ใชข้ อ้ มูลสามารถเลือกใชไ้ ดต้ ามสะดวก วิธีการหลักๆมี • - ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ Community of Practice หรือ CoP • - ระบบพ่เี ลีย้ ง ( Mentoring System) • - การสับเปล่ยี นสายงาน ( Job Rotation) และการยืมตัวบคุ ลากรมาชว่ ยงาน ( Secondment ) • - เวทีสาหรบั การแลกเปลี่ยนความรู้ ( Knowledge Forum )
การเรียนรู้ วตั ถปุ ระสงคท์ ี่สาคญั ที่สดุ ในการจดั การความรู้ คือ ❖การเรียนรูข้ องบุคลากรและนาความรูน้ ้นั ไปใชป้ ระโยชน์ในการตดั สินใจแกไ้ ขปัญหาและปรบั ปรงุ องค์กร กล่าวคอื หากองคก์ รใดก็ตามถึงแม้จะมีวิธีการในการกาหนด รวบรวม คดั เลือก ถา่ ยทอดและแบง่ ปนั ความรทู้ ี่ดี เพยี งใดก็ตาม หากบคุ ลากรไม่ได้เรยี นรู้และนาไปใช้ประโยชน์กเ็ ป็นการสูญเปล่าของเวลาและทรัพยากรทใ่ี ช้ ดัง คากล่าวของ Peter Senge ที่วา่ “ ความรคู้ อื ความสามารถในการทาอะไรกต็ ามอยา่ งมปี ระสิทธิผล ” ❖การเรยี นรู้ของบคุ ลากรจะทาใหเ้ กิดความรู้ใหม่ๆข้นึ ซึง่ จะไปเพิ่มพูนองค์ความร้ขู ององคก์ รทีม่ อี ยแู่ ลว้ ให้มากขึน้ เรอ่ื ยๆความรนู้ ีก้ จ็ ะถูกนาไปใช้เพือ่ สร้างความรู้ใหม่ๆอีกเป็นวงจรทีไ่ มม่ ที ี่สิ้นสดุ ที่เรียกว่า“ วงจรการเรยี นรู้ ” ❖ซึง่ วงจรความรู้ เริ่มจาก องค์ความรู้ แล้วไปสู่ การนาความรู้ไปใช้ เม่อื นาความรู้ไปใช้แลว้ กจ็ ะทาให้ เกิดการ เรยี นรูแ้ ละประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งจะหมุนวนกลบั ไปเปน็ องคค์ วามรู้ อีกครัง้ หนึ่ง
การเรียนรู้ การนาความร้ไู ปใช้ประโยชนใ์ นการตัดสินใจ แกไ้ ขปัญหาและ ปรับปรุงองคก์ ร ❖นาผลงานทีไ่ ด้ลงสูก่ ารปฏิบัติและวัดผล (PDSA)
สรปุ การจดั การความรู้
เครือ่ งมือในการจัดการความรู้ 1.ชมุ ชนนกั ปฏิบัติ (Community of practice : CoP) 2. การศึกษาดูงาน (Study tour) 3. การทบทวนหลังปฏบิ ตั ิการหรือการถอดบทเรยี น (After action review : AAR) 4. การเรยี นร้รู ่วมกันหลงั งาน สาเรจ็ (Retrospect) 5. เรือ่ งเลา่ เร้าพลงั (Springboard Storytelling) 6. การคน้ หาส่งิ ดีรอบตัวหรอื สุนทรยี สาธก (Appreciative Inquiring) 7. เวทีเสวนา หรือสุนทรยี สนทนา (Dialogue) 8. เพ่อื นชว่ ยเพอ่ื น (Peer Assist) 9. การเรยี นรู้โดยการปฏบิ ตั ิ (Action Learning) 10. มาตรฐานเปรยี บเทียบ (Benchmarking) 11. การสอนงาน (Coaching) 12. การเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) 13. ฟอรมั ถาม – ตอบ (Forum) 14. บทเรยี นจากความผิดพลาด (Lesson Learning) 15. เวทีกลมุ่ เฉพาะ (Focus Group)
หัวใจของการจดั การความรู้ 1. Knowledge is Power : ความรคู้ อื พลัง 2. Successful knowledge transfer involves neither computers nor documents but rather in interactions between people. (Thomas H Davenport) : ความสาเรจ็ ของการถ่ายทอดความรู้ ไมใ่ ชอ่ ยูท่ ี่คอมพิวเตอรห์ รือเอกสาร แตอ่ ยทู่ ี่การมีปฏิสัมพนั ธ์ ระหวา่ งคนดว้ ยกัน 3. The great end of knowledge is not knowledge but action : จุดหมายปลายทางสาคญั ของ ความรู้มิใช่ที่ตวั ความรู้แตอ่ ยู่ทีก่ ารนาไปปฏิบัติ 4. Now the definition of a manager is somebody who makes knowledge productive : นิยาม ใหมข่ องผู้จดั การ คือผูซ้ ึ่งทาใหค้ วามรู้ผลิตดอกออกผล
กิจกรรมที1่ บง่ ชี้ความรู้ (Knowledge Identification) ใหป้ ระชมุ กล่มุ ระดมสมองเพ่อื เลือกเร่อื งที่จะทา 1.คัดเลือกเร่อื งที่จะทา 2.กาหนดกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์การดาเนินงานทีช่ ัดเจน ให้เวลา 30 นาที
กิจกรรมท2ี่ การสรา้ งและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) • กาหนดประเดน็ ในการแลกเปลีย่ นเรียนรู้จากเรือ่ งในกิจกรรมที่1 • แลกเปลีย่ นเรียนรู้ภายในกล่มุ เพื่อดึง Tacit Knowledge ของสมาชิกในกลมุ่ • กาหนดประเด็นที่ต้องค้นหาจากตาราหรืออืน่ ๆ • มอบหมายผู้รบั ผิดชอบ พร้อมระยะเวลาแลว้ เสร็จของแต่ละกิจกรรม ให้เวลา 1 สปั ดาห์ ส่งงานที่พรส
กระบวนการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง Change Management Process
องค์ประกอบที่1 การเตรียมการและปรบั เปลี่ยนพฤติกรรม (Transition and Behavior Management) • การเปลี่ยนแปลงค่านิยม พฤติกรรมของผบู้ ริหารและบุคลากร ยึดแนวการทางานที่ เปดิ รบั และพร้อมจะสรา้ งสรรคง์ านใหม่ๆ พร้อมเป็นผแู้ บ่งปันความรู้ซึง่ กนั และกันเพื่อ สร้างบรรยากาศที่ดีในการทางาน
องค์ประกอบที่2 การสื่อสาร (Communication) • ทาให้ทกุ คนเข้าใจถึงสิ่งที่องคก์ รจะดาเนินการรว่ มกนั
องค์ประกอบที่3 กระบวนการและเครือ่ งมือ (Process and Tools) • ช่วยใหก้ ารคน้ หา การเข้าถึง การถ่ายทอด และการแลกเปลีย่ นความรู้ เพือ่ ใหม้ ีความสะดวก รวดเรว็ ขึน้ โดยการเลือกใชก้ ระบวนการและเครือ่ งมือ ที่มีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบที่4 การเรียนร(ู้ Learning) สรา้ งความเข้าใจและตระหนักถึงความสาคัญและหลกั การของการจดั การ ความรู้ โดยการเรียนรู้ตอ้ งพิจารณาถึงเนือ้ หา กลมุ่ เป้าหมาย วิธีการ และการ ประเมินผล
องค์ประกอบที่5 การวัดผล (Measurement) • เพือ่ ใหท้ ราบว่าการดาเนินการได้บรรลุเปา้ หมายตามทีต่ ง้ั ไว้หรือไม่ การวดั ผลตอ้ ง พิจารณา ด้วยวา่ จะวดั ผลที่ขนั้ ตอนไหน ได้แก่ วัดระบบ (System) วดั ทีผ่ ลลพั ธ์ (Output) หรือวัดที่ประโยชน์ทีจ่ ะได้รับ (Outcome)
องค์ประกอบที่6 การยกยองชมเชยและการให้รางวลั (Recognition and Rewards) การสร้างแรงจงู ใจให้เกิดการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมและการมีสว่ นรว่ มของ บุคลากรใน ทุกระดับ โดยจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม เช่น ของรางวัล ประกาศเกียรติคณุ คายกยอ่ งชมเชย เป็นตน้
Search
Read the Text Version
- 1 - 39
Pages: