1 บทที่ 1 บทนำ ควำมเปน็ มำและควำมสำคัญของปญั หำ ศาสตร์พระราชาท่ีเรียกว่า ทฤษฎีใหม่ เป็นแนวปฏิบัติจากการเปล่ียนแปลงทฤษฎีใหม่ใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนว ปฏิบัติจนเกิดโครงการ โคก หนอง นา โมเดล เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้าในพ้ืนที่ให้ ประโยชน์สูงสุด และประชาชนสามารถน้าไปปฏิบัติ เพ่ือให้เกิดความมั่นคง ย่ังยืน ความพอมี พอกิน ทางด้านอาหาร ท่ีอยู่อาศัยและส่ิงแวดล้อม โดยมีการผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถ่ินให้สอดคล้องกับ วิถีชีวิตในสังคมไทย ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน รักษา ตอ่ ยอด ศาสตร์พระราชาและงานโครงการอนั เน่ืองมาจากพระราชด้าริหลากหลายสาขา อีกทั้ง พระองค์ท่านได้พระราชทานโครงการ โคก หนอง นา แห่งน้าใจและความหวัง เพื่อให้เกษตรกรหรือ ผู้สนใจสามารถน้าไปเป็นแบบอย่างในการบรหิ ารจัดการพ้ืนที่เกษตรกรรมได้อย่างงา่ ย สามารถพ่ึงพา ตนเองได้ มีคุณภาพชีวติ และสามารถด้ารงอยภู่ ายใต้การเปลี่ยนแปลง ส้านักงาน กศน. เป็นหน่วยงานสง่ เสริม สนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย เพ่ือเพ่ิมและขยายโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตตาม วิสัยทัศน์ของหน่วยงาน คนไทยทุกช่วงวัยได้รับโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมี คุณภาพ มีทักษะที่จ้าเป็นและสมรรถนะที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศ สามารถด้ารงชีวิตได้ อย่างเหมาะสมบนรากฐานของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหน่ึงในพันธกิจที่จะด้าเนินการ คือ จัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยท่ีมีคุณภาพ สอดคล้องกับหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและความเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อยกระดับการศึกษา และพัฒนาสมรรถนะ ทักษะการเรียนรู้ของประชาชนกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ให้ พร้อมรับการเปล่ยี นแปลงและการปรับตัวในการด้ารงชีวิตได้อยา่ งเหมาะสม ก้าวสู่การเป็นสังคมแห่ง การเรียนรตู้ ลอดชวี ติ อยา่ งยั่งยนื ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนชุมพร จึงด้าเนินการขยายผลศาสตร์ พระราชาสู่ โคก หนอง นา โมเดล แหล่งเรียนรู้สถานท่ีต้นแบบหรือศูนย์รวบรวมข้อมูลความรู้ ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ให้ประชาชนได้น้าไปปฏิบัติจากการได้ศึกษา เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่เป็นต้นแบบ ในเขตพ้ืนที่รับผิดชอบของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทย บริเวณชายแดนชุมพรที่ยังขาดแหล่งเรียนรู้ท่ีเป็นต้นแบบเก่ียวกับเร่ือง โคก หนอง นา โมเดล ตาม
2 รปู แบบและแนวทางการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ทต่ี ้องอาศัยการมีส่วนร่วมของคนในท้องถ่นิ หรือคนใน ชุมชน เพื่อพัฒนาให้แหล่งการเรียนรู้สามารถตอบสนองกับความต้องการของคนในชุมชนได้อย่าง แท้จริง นอกจากนี้การประยุกต์ใช้สื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพ่ืออ้านวยความสะดวกในการเข้าถึง แหล่งการเรียนรู้ก็เป็นส่ิงที่ส้าคัญเพื่อเปิดโอกาสการเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อเป็น การสร้างแรงจูงใจในการเรียนรูไ้ ด้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ กว้างขวางและเป็น รูปธรรม ตามวิสัยทัศน์ พันธกิจของส้านักงาน กศน. ตามเป้าหมายของหน่วยงาน และเป็นการสร้าง ความรู้ ความเข้าใจให้กับบุคลากรของหน่วยงานให้มีองค์ความรู้ที่ชัดเจนโดยมีความสอดคล้องกับ แนวคิดของ ณัฏฐลักษณ์ ธาระวานชิ (2557) ทก่ี ล่าวว่า แหล่งการเรียนรู้เปน็ สถานทหี่ รอื ศนู ย์รวบรวม ข้อมูลความรู้ ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนในแต่ละด้าน รวมทงั้ สร้างความเพลิดเพลินแก่ผู้ใชบ้ รกิ าร ผู้วิจัยในฐานะท่ีเปน็ บคุ ลากรในสังกัด ไดร้ ับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาตามค้าสัง่ ปฏิบตั ิงาน ประจ้าฐานการเรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล จึงได้ท้าการศึกษาวิจัยเพ่ือพัฒนาฐานการเรียนรู้ อันจะ ท้าให้เกิดผลดีแกห่ นว่ ยงาน/สถานศึกษาในสังกดั ส้านักงาน กศน. ให้มีประสิทธภิ าพตอ่ ไป วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย เพ่ือศึกษาผลการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้กิจกรรมฐานการเรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล ของศูนย์ ฝึกและพฒั นาอาชพี ราษฎรไทยบรเิ วณชายแดนชุมพร ขอบเขตกำรวิจยั 1. ขอบเขตด้ำนเนอ้ื หำ ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน ประกอบด้วยการบรรยาย แลกเปล่ยี นเรียนรู้และฝกึ ปฏบิ ัติจรงิ ตัวแปรตำม ได้แก่ ผลการจัดกิจการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน ประกอบด้วยความรู้ ความเขา้ ใจ และความพงึ พอใจของผู้รบั บรกิ าร 2. ขอบเขตด้ำนประชำกรและกลุ่มตวั อยำ่ ง ประชำกร ได้แก่ ผู้รับบริการการศึกษาตามอัธยาศัยของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎร ไทยบรเิ วณชายแดนชมุ พร จ้านวน 300คน กลุ่มตัวอย่ำง ได้แก่ ผู้รับบริการการศึกษาตามอัธยาศัยของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพ ราษฎรไทยบริเวณชายแดนชุมพร โดยผู้วิจัยก้าหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ค่าร้อยละ 15 ของประชากร จ้านวน 45 คน
3 3. ขอบเขตดำ้ นระยะเวลำ เดือนเมษายน - เดือนมถิ นุ ายน 2564 นยิ ำมศัพท์เฉพำะ 1. กำรจัดกำรเรียนรู้ หมายถึง กิจกรรมที่บุคลากรศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทย บริเวณชายแดนชุมพร ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ในการถ่ายทอดให้กับบุคคลอ่ืนอย่างสร้างสรรค์ เพ่ือสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ โดยอาศัยวิธีการบรรยาย การฝึกปฏิบัติ การแลกเปล่ียนเรียนรู้ กระบวนการกลุ่ม และการจัดท้าฐานการเรียนรู้ต่างๆ ที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของชุมชนและ สถานศกึ ษา 2. กิจกรรมเป็นฐำน หมายถึง การจัดกจิ กรรมในฐานการเรียนรู้ของศูนยฝ์ ึกและพัฒนาอาชีพ ราษฎรไทยบรเิ วณชายแดนชมุ พรการบรรยายแลกเปลย่ี นเรยี นรูแ้ ละฝกึ ปฏบิ ัติจรงิ 3. ควำมรู้ ควำมเข้ำใจ หมายถึง ความรู้ความเข้าใจของผู้รับบริการ ซึ่งเกิดจากการท่ี ผู้รับบริการได้รับความรู้และประสบการณ์จากการจัดการเรียนรหู้ รือการถา่ ยทอดจากวทิ ยากร โดยวัด จากผลการทดสอบก่อน-หลงั เข้ารับความรู้ 4. ควำมพึงพอใจของผูร้ ับบรกิ ำร หมายถงึ ความรู้สกึ ชอบ ไมช่ อบ ต่อการจดั การเรียนรู้โดย ใช้กิจกรรมเป็นฐานของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนชุมพร ใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านส่ือการเรยี นรู้ ด้านวทิ ยากร ด้านบรรยากาศการเรียนรู้ และดา้ นความรทู้ ไี่ ดร้ บั 4.1 ด้านสื่อการเรียนรู้ หมายถึง ส่ืออุปกรณ์ แผ่นพบั ท่ผี ู้จดั การเรียนรไู้ ด้พัฒนาขึ้นเพ่อื ใช้ ในฐานการเรียนรู้โดยเนื้อหาของสื่อสอดคล้องกับฐานการเรียนรู้ สื่อมีความทันสมัย เหมาะสม เพยี งพอ 4.2 ด้านวิทยากร หมายถึง ผู้ท้าหน้าที่จัดกระบวนการเรียนรู้หรือถ่ายทอดความรู้และ ประสบการณ์ โดยวิทยากรต้องมีความชัดเจนในการอธิบายเนื้อหา การน้าเสนอเน้อื หามีความน่าสนใจ เหมาะสม รวมถึงการใชเ้ วลาในการอธิบายและการเปล่ยี นฐานเหมาะสม 4.3 ด้านบรรยากาศการเรียนรู้ หมายถึง การจัดสภาพแวดล้อมให้เอ้ืออ้านวยต่อการ เรยี นรู้ เน้นการมสี ว่ นร่วมของผเู้ รียน เปดิ โอกาสให้ผูเ้ รียนไดแ้ ลกเปล่ยี นหรอื ซกั ถาม 4.4 ด้านความรู้ที่ได้รับ หมายถึง สิ่งท่ีผู้รับบริการได้รับจากฐานการเรียนรู้ ได้แก่ ความ เข้าใจเนื้อหาท่ีวิทยากรอธิบาย มีความรู้เพิ่มมากขึ้น น้าไปใช้ในการด้าเนินชีวิตได้ และสามารถน้าไป ตอ่ ยอดความรู้และศึกษาเรยี นรู้เพิม่ เติมได้ 5. ผ้รู บั บริกำร หมายถงึ ผ้ทู ่ีเข้ามาศกึ ษาดูงานฐานการเรยี นรขู้ อง ศฝช.ชมุ พร 6. ศฝช.ชมุ พร หมายถงึ ศูนย์ฝกึ และพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนชุมพร
4 ประโยชน์ทคี่ ำดวำ่ จะไดร้ ับ 1.ทราบถึงผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพ ราษฎรไทยบริเวณชายแดนชุมพร 2.เป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานของศูนย์ฝึกและพัฒนา อาชพี ราษฎรไทยบรเิ วณชายแดนชุมพร กรอบแนวคิดในกำรวิจัย การศกึ ษาผลการจดั การเรยี นร้โู ดยใชก้ จิ กรรมฐานการเรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล ของศูนย์ ฝกึ และพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนชมุ พร โดยผวู้ ิจัยกา้ หนดกรอบแนวคิดไวด้ ังนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตำม การจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน ผลการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้กจิ กรรมเปน็ ฐาน 1. การบรรยาย - ความรู้ ความเขา้ ใจ 2. การแลกเปล่ียนเรยี นรู้ - ความพงึ พอใจของผู้รับบริการ 3. การฝกึ ปฏิบตั จิ รงิ แผนภาพท่ี 1 กรบอบทแทนว่ี 2คิดในการวจิ ยั
5 บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจยั ทเี่ ก่ียวขอ้ ง งานวจิ ยั เรอ่ื ง การศกึ ษาผลการจัดการเรยี นรู้โดยใช้กิจกรรมฐานการเรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล ของศนู ยฝ์ ึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนชมุ พรผูว้ จิ ัยได้ศึกษาทบทวนหลักการ แนวคิด ทฤษฏี เอกสารและงานวิจัยทเี่ กยี่ วขอ้ ง โดยได้รวบรวมสาระส้าคญั นา้ เสนอตามล้าดบั ดังน้ี 1. แนวคดิ เกย่ี วกบั การพฒั นาแหล่งเรยี นรู้หรอื ฐานการเรียนรู้ 2. แนวคดิ เก่ยี วกับการจัดท้าคมู่ ือ 3. แนวคดิ เกี่ยวกับฐานโคก หนอง นา โมเดล 4. งานวจิ ัยท่เี ก่ยี วขอ้ ง แนวคดิ เกย่ี วกับแหล่งเรียนรู้ 1. ควำมหมำยของแหลง่ เรยี นรู้ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ให้ค้าจ้ากัดความของค้าว่า “แหล่ง” หมายถึง ถิ่นที่อยู่ บริเวณ ศูนย์รวม บ่อเกิด แห่ง ท่ี ดังนั้น แหล่งเรียนรู้ จึงอาจหมายถึง ถิ่น ท่ีอยู่ บริเวณ ศูนย์รวม บ่อ เกิดแห่งการเรยี นรหู้ รอื ความรู้ สุมาลี สังข์ศรี (2556) กล่าวว่า แหล่งการเรียนรู้ส้าหรับการศึกษาตลอดชีวิตมีมากมาย หลากหลาย เร่ิมตั้งแตบ่ ้าน กลุ่มเพ่อื น บุคคลในชุมชน โรงเรียนหรือสถานศึกษา สถานที่ทา้ งาน สถาน 12ประกอบการ ห้องสมุด สวนสาธารณะ สถาบันศาสนา ศูนย์ข่าวสารข้อมูล ศูนย์ศิลปะพื้นบ้าน พิพธิ ภณั ฑ์ทอ้ งถิน่ ส่อื ประเภทต่าง ๆ ฯลฯ ณัฏฐลักษณ์ ธาระวานิช (2557) กล่าวว่า แหล่งการเรียนรู้เป็นสถานที่หรือศูนย์รวบรวม ข้อมูลความรู้ ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนในแต่ละด้าน รวมทง้ั สร้างความเพลิดเพลนิ แก่ผูใ้ ชบ้ ริการ อกี ท้งั ยังเป็นปัจจยั สา้ คัญและจ้าเป็นท่ีสดุ อย่างหน่งึ ในการ พฒั นาคนมีบทบาทส้าคัญต่อความเจริญกา้ วหน้าของมนุษยชาติ สังคม และโลก สามารถ รอดส้าราญ (2557) ได้ใหค้ วามหมายไวว้ ่า แหล่งการเรียนรู้(LearningResource) หมายถึงแหล่งข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ท่ีสนับสนุนให้ผู้เรียน ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน แสวงหาความรู้ และเรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัยอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง เพื่อสง่ เสริมให้ผู้เรยี น เกดิ การเรยี นรู้ และเป็นบคุ คลแห่งการเรียนรูพ้ จนานกุ รมฉบบั วิเชียร วงค์คา้ จันทร์ (อ้างถึงใน วีระพน ภานุรักษ์.2558) แหล่งเรียนรู้หมายถึงแหล่งข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศ วิทยากร ภูมิปัญญาชาวบ้านและประสบการณ์อ่ืน ๆ ท่ีสนับสนุนส่งเสริมให้ ผู้เรยี นเกดิ กระบวนการเรียนรู้และเป็นบคุ คลแหง่ การเรยี นรู้
6 วิรุฬห์ นิลโมจน์ (2558) กล่าวว่า แหล่งวิทยาการชุมชน หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างในชุมชน ท้ังท่ีมีอยู่ตามธรรมชาติ และท่ีมนุษย์สร้างขึ้น รวมท้ังตัวบุคคลเอง ขนบธรรมเนียมประเพณี และ ทรพั ยากรสารสนเทศตา่ ง ๆ ท่ีสามารถให้ความร้หู รือเปน็ แหล่งทชี่ ุมชนสามารถเรียนร้สู งิ่ ต่าง ๆ ได้ตาม ความต้องการจากนิยามความหมายของแหล่งการเรียนรู้สะท้อนให้เห็นถึงความส้าคัญของชุมชนท่ีมี บทบาทส้าคัญต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต เน่ืองจากเป็นแหล่งท่ีจะให้ความรู้แก่บุคคลถัดจากบ้าน กล่าวคือ เด็กจะเรียนรู้จากกล่มุ เพื่อน จากเพ่ือนบ้าน จากกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นในสังคม และชุมชน หรอื สังคมก็จะให้ความรู้แก่บุคคลตลอดไปไม่ว่าเป็นช่วงที่บุคคลเข้าศึกษาในโรงเรียนหรือสถานศึกษา หรือเมื่อจบจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา ดังน้ันความหมายของแหล่งการเรียนรู้ชุมชนสรุปได้ดังนี้ แหล่งการเรยี นร้ชู ุมชนหมายถึงแหล่งท่ีใหค้ วามรู้และประสบการณ์การเรียนรู้แก่คนในชุมชนทั้งท่ีมีอยู่ ตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างข้ึน รวมท้ังบุคคลในชุมชน กิจกรรมด้าเนินชีวิต กิจกรรมศาสนา ประเพณี และทรัพยากรสารสนเทศต่าง ๆ เพ่ือการศกึ ษาเรียนรูต้ ลอดชีวติ ของคนในชมุ ชน ชลดา สมัครเกษตรการ (ม.ป.ป.) แหล่งเรียนรู้ หรือ แหล่งการเรียนรู้ ก็คือ แหล่งข้อมูล ข่าวสารสารสนเทศ แหล่งความรู้ทางวิชาการ ท่ีรวมความรู้ ให้แนวคิด เพ่ือสนับสนุน ส่งเสริมให้ ผเู้ รียนเกิดความรู้และประสบการณ์ เกิดความใฝ่รู้ ใฝ่เรยี น แสวงหาความร้ไู ด้ด้วยตนเองตามอัธยาศัย อย่างกว้างขวางและต่อเน่ือง เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ และเป็นบุคคลแห่งการ เรยี นรู้ สรุปได้ว่า แหล่งเรียนรู้ หมายถึง แหล่งข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ วิทยากร ภูมิปัญญา และประสบการณ์ รวมท้ังห้องสมุด สวนสาธารณะ สถาบันศาสนา ศูนย์ข่าวสารข้อมูล ศูนย์ศิลปะ พื้นบ้าน พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ท่ีสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนใฝ่เรียน ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้และเรียนรู้ด้วย ตนเองตามอัธยาศัย อยา่ งกวา้ งขวางและตอ่ เนอื่ ง เพื่อเสริมสรา้ งใหผ้ ้เู รยี นเกดิ กระบวนการเรียนรู้ และ เปน็ บุคคลแห่งการเรียนรู้ 2. ควำมสำคญั ของแหลง่ กำรเรยี นรู้ พนั ธ์ประภา พูนสิน (2554) การเพมิ่ ศักยภาพของผู้เรียนให้สูงข้นึ สามารถด้ารงชีวิตอย่าง มีความสุขได้บนพื้นฐานของความเป็นไทย และความเป็นสากลเป็นการเรียนรู้คู่ขนานระหว่างความรู้ สากลกับความรู้ท้องถ่ิน เพราะท้องถิ่นเป็นระบบความรู้ท่ีมีการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง โดยผ่านมิติ สัมพันธ์การส่ังสมและถ่ายทอดผ่านรุ่นสู่รุ่น ส่วนใหญ่เป็นช้ินงาน เคร่ืองดนตรี เครื่องใช้ ผ้าไหม ผ้า ฝ้ายการละเล่น ของเล่น และความรู้ท่ีอยู่ในตัวของบุคคลที่เป็นข้อควรปฏิบัติ บทสวด ภาษาเขียน นทิ านค้ากลอน บทเพลง ต้ารายาของปราชญ์ชาวบา้ น ซ่ึงส่ิงเหลา่ น้ีมีความเชื่อมโยงกบั ธรรมชาติ และ เทคโนโลยีพื้นบ้าน สอดคล้องกับสังคมการด้ารงชีวิตของผู้เรียน ถือว่าเป็นการเรียนรู้แบบคู่ขนาน ระหว่างความรู้ท้องถิ่นสู่สากลแหล่งการเรียนรู้ช่วยเช่ือมโยงเร่ืองราวในท้องถ่ินสู่การเรียนรู้สากล พัฒนาคุณลักษณะและความคิด ความเข้าใจในคุณค่า และทัศนคติ ค่านิยม ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน รักการ
7 เรียนรู้ มีทักษะการแสวงหาความรู้ สามารถจัดการความรู้ได้ ซ่ึงมีความส้าคัญและมีความหมายอย่าง มากส้าหรบั ผ้เู รียน ดงั นี้ 1. ผเู้ รยี นได้เรียนรจู้ ากสภาพชีวิตจริง สามารถน้าความรู้ที่ได้ไปใชใ้ นชีวติ ประจา้ วันได้ช่วย ใหเ้ กดิ การพฒั นาคุณภาพชีวติ ของตน ครอบครวั ท้องถนิ่ 2. ผู้เรียนได้เรียนในสิ่งที่มีคุณค่า มีความหมายต่อชีวิต ท้าให้เห็นคุณค่า เห็นความส้าคัญ ของสิง่ ทเ่ี รียน 3. ผู้เรียนสามารถเช่ือมโยงความรู้ท้องถิ่นสู่ความรู้สากลสิ่งท่ีอยู่ใกล้ตัวไปสู่สิ่งท่ีอยู่ไกลตัว ได้อย่างเป็นรูปธรรม 4. เห็นความส้าคัญของการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม ทรัพยากร และสง่ิ แวดล้อมในทอ้ งถน่ิ ได้อย่างต่อเนอื่ ง 5. มสี ว่ นรว่ มในองค์กร ท้องถ่ิน บุคคล และครอบครวั ในการพฒั นาทอ้ งถ่ิน 6. ได้เรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ท่ีหลากหลาย ได้ลงมือปฏิบัติจริง ส่งผลให้ เกิดทักษะ การแสวงหาความรู้ เปน็ บุคคลแหง่ การเรียนรู้ วิรุฬห์ นิลโมจน์(2558) แหล่งการเรียนรู้มีความส้าคัญเพราะเป็นแหล่งให้ความรู้ หรือ การศกึ ษาเรียนร้เู รอ่ื งราวตา่ ง ๆอนั เป็นรากฐานของชุมชน สงั คม และประเทศชาติ ซงึ่ สรปุ ได้ดังนี้ 1. เป็นแหล่งการเรียนรู้ท่ผี เู้ รยี นและประชาชนในชมุ ชนทุกเพศทุกวยั สามารถศึกษา เรยี นรูไ้ ดด้ ้วยตนเองตามความสนใจ ศกั ยภาพ ความพร้อม และโอกาส ทีเ่ รียกว่าการศึกษา ตามอธั ยาศยั 2. เป็นแหลง่ การเรียนร้ทู ี่ผูเ้ รียนไดเ้ รยี นรจู้ ากประสบการณจ์ ริง โดยเลือกศกึ ษาจากแหลง่ วิทยาการชมุ ชนตา่ ง ๆ ตามท่ีสถานศึกษาก้าหนดหรือความสนใจของผเู้ รยี นเอง 3. ชว่ ยส่งเสริมสนบั สนุนให้การเรียนรูเ้ กิดขน้ึ ได้ทุกเวลา ทุกสถานท่ี เพ่ือให้เปน็ การศึกษา ตลอดชวี ิตส้าหรับประชาชน 4. ชว่ ยให้การจดั การศึกษามีคุณภาพ การจดั การเรียนการสอนหรือกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นไปตามทีห่ ลักสูตรแกนกลางก้าหนด รวมทง้ั การตอบสนองการพฒั นาหลกั สตู รสถานศึกษาหรอื หลกั สูตรท้องถิ่นได้ตามจดุ มุ่งหมายของการศกึ ษา ท้งั นี้ หากปราศจากแหล่งวิทยาการชุมชนแลว้ จุดมงุ่ หมายการศกึ ษาท่ีต้องการให้บรรลผุ ลตามที่หลักสตู รก้าหนดไว้ คงเปน็ ไปไดย้ าก โดยเฉพาะอย่าง ยง่ิ การจัดการศกึ ษาเพ่ือตอบสนองความต้องการของชมุ ชนทอ้ งถน่ิ 5. เปน็ แหลง่ ให้บริการการเรียนรทู้ งั้ ในแง่ของสถานทแ่ี ละวิทยากรให้ความรใู้ นแงข่ อง แหล่งวิทยาการชุมชนท่เี ป็นผู้รู้หรือผู้ทรงภมู ิปัญญาเป็นการเสริมสรา้ งสงั คมแห่งการเรียนรู้ ช่วยให้คน ในชมุ ชนมคี วามกระตือรอื ร้นสนใจใฝ่เรยี นรู้อยา่ งต่อเนื่องตลอดชีวิต
8 6. เป็นทรพั ยากรทางการศึกษาและเปน็ ทุนของชุมชนท่ีสามารถนา้ มาใชป้ ระโยชน์เพือ่ การศึกษาและการพัฒนาของชุมชนอยา่ งคมุ้ คา่ และมปี ระโยชนโ์ ดยตรงตอ่ ชุมชน 7. เป็นรากฐานสา้ คัญในการสรา้ งพลงั การพง่ึ พาตนเองและความเข้มแขง็ ของชมุ ชน 8. เป็นแหล่งเชอื่ มโยงความเข้าใจและความรว่ มมือของคนในชุมชน และระหวา่ งชมุ ชนใน แงข่ องการสรา้ งเครอื ข่ายการเรียนรู้ ท้าให้เกิดการแลกเปลย่ี นเรียนรู้ระหว่างชุมชนอยา่ งกวา้ งขวาง และต่อเนื่อง สรปุ ไดว้ ่า แหล่งการเรยี นรู้ มีความสา้ คญั ต่อการเรยี นรู้ตามอธั ยาศัยของคนในชุมชนท้าให้ สามารถเรยี นรู้จากประสบการณจ์ ริง เป็นการสร้างสงั คมแหง่ การเรยี นรู้ใหเ้ กิดข้ึนในชุมชนและเปน็ รากฐานของการสร้างความเข้มแขง็ ของชมุ ชนอย่างย่งั ยืน แสวงหาความรูไ้ ด้ดว้ ยตนเองตามอัธยาศยั อย่างกว้างขวางและตอ่ เนื่อง เพอื่ เสริมสร้างใหผ้ ูเ้ รยี นเกิดกระบวนการเรยี นร้แู ละเปน็ บคุ คลแห่งการ เรยี นรู้ 3. ประเภทของแหล่งเรียนรู้ ประเภทของแหลง่ การเรยี นรู้สามารถจา้ แนกได้หลายรปู แบบ ดงั น้ี ชัยยศ อมิ่ สุวรรณ์ (อ้างถงึ ใน พันธ์ประภา พูนสิน. 2554) ได้สรุปประเภทแหล่งการเรยี นรู้ ไว้ 2 ประเภท คอื 1. แหล่งการเรียนรู้ท่ีจัดกระท้าไว้เพื่อวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ เช่น ห้องสมุด ประชาชนพิพิธภณั ฑ์ สวนพฤกษศาสตร์ อทุ ยาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เป็นต้น 2. แหล่งการเรียนรู้ที่จัดกระท้าไว้เพ่ือวัตถุประสงค์อ่ืนเป็นหลัก โดยมีหรือไม่มี วัตถุประสงคเ์ พ่ือการเรยี นรู้ เชน่ หอศิลป์ ศูนยก์ ฬี าและนันทนาการ สวนสตั ว์ สวนสาธารณะ เป็นตน้ กัญญาวัฒน์ สุขวราห์ (2558) แหล่งเรียนรู้ที่สามารถสนับสนุนการเรียนการสอนนั้น นกั การศกึ ษาได้จ้าแนกแหล่งเรียนรู้ไว้หลายประเภท 1. สื่อประเภทบุคคล หมายถึง บุคคลท่ีมีความรู้ความสามารถ มีความเช่ียวชาญ ประสบการณ์ด้านต่างๆ ที่สามารถถ่ายทอดความรู้ท่ีตนมอี ยู่ใหผ้ ู้สนใจด้วยการเรียนรูใ้ นท้องถิ่น ได้แก่ บุคคลที่มีทักษะความสามารถในสาขาอาชีพต่างๆ เช่น ช่างฝีมือ ช่างทอง ช่างไม้ หรือผู้เชี่ยวชาญใน สาขาวิชาต่างๆ อาทิศิลปินทุกแขนง นักกฎหมาย นักหนังสือพิมพ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือมีอาวุโสที่มี ประสบการณ์มามาก เป็นต้น 2. แหล่งเรียนรู้ ประเภททรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรที่มนุษย์ สร้างขึ้น หมายถึง ทรัพยากรหรือสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือทรัพยากรท่ีมนุษย์ สร้างขึ้น เช่น ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรน้า ทรัพยากรแร่ธาตุ ทรัพยากรสัตว์ เขื่อน อ่างเก็บน้า ฝายชลประทาน ล้าคลอง อุทยาน แห่งชาติ ศูนยอ์ นุรักษแ์ ละคมุ้ ครองสตั ว์ป่าเป็นตน้
9 3. แหล่งเรียนรู้ ประเภทอาคาร สถานที่ และสิ่งก่อสร้าง หมายถึง อาคาร สถานท่ี หรือ สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น ท้ังในอดีตและปัจจุบัน เช่นโบราณสถาน โบราณวัตถุ วัด พิพิธภัณฑ์ พระพทุ ธรูป โบสถ์ วิหาร ศูนยร์ าชการ โรงพยาบาลสถาบนั การศึกษา โรงงานอุตสาหกรรม ตลาด อนุสาวรีย์ ศาลหลักเมือง เรือนจ้า สถานีต้ารวจ สวนสาธารณะ สวนสัตว์ ศูนย์วิทยาศาสตร์ ศนู ยพ์ ัฒนาวชิ าการเกษตร โรงงานอตุ สาหกรรม เปน็ ต้น 4. แหล่งเรียนรู้ ประเภทส่ือนวัตกรรม และเทคโนโลยี หมายถึง แหล่งการเรียนรู้ท่ีเป็น ส่ิงประดิษฐ์คิดค้นที่เป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ส่ือการเรียนรู้ต่างๆ ท่ี เป็นนวัตกรรม หรือเทคโนโลยี ที่มีอยู่ในชุมชน เช่น ห้องสมุดประชาชน เครื่องอิเลคทรอนิกส์ต่างๆ ระบบเครื่องยนต์ต่างๆ เคมีภัณฑ์ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศ การสอนทางไกลผ่าน ดาวเทียม คอมพิวเตอร์ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ วิทยุ โทรทัศน์ ห้องสมุดอิเลคทรอนิกส์ อินเทอร์เนต็ เป็นต้น 5. แหล่งเรยี นรู้ ประเภทศิลปะ วฒั นธรรมและจารีตประเพณี หมายถึง แหล่งการเรียนรู้ ทางสังคมที่แสดงถึงความเป็นอยู่ความเชื่อ วิถีชีวิตท่ีสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีต เช่นศิลปหัตถกรรม พื้นบ้าน ดนตรีพ้ืนเมือง การแสดงพื้นบ้าน วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน กิจกรรมชุมชน พิธี ทางศาสนา ประเพณีความเชื่อ พิธีกรรมต่างๆ ศิลปกรรม แกะสลัก เคร่ืองปั้นดินเผาภาพวาด ภาพเขยี น เป็นตน้ วิโรจน์ นิลโมจน์ (2558) จัดประเภทของแหล่งวิทยาการชมุ ชนไว้ 7 รปู แบบ ดงั น้ี 1. แหล่งวิทยาการชุมชนประเภททรัพยากรธรรมชาติที่อยู่บริเวณชุมชน เช่น แม่น้า ป่าไม้ ภูเขา นา้ ตก เป็นตน้ 2. แหล่งวิทยากรชุมชนประเภทกิจกรรมท่ีเกิดจากการด้าเนินชีวิตของคนในชุมชน เช่น กิจกรรมการประกอบอาชีพ ตลาดนัด การจัดเวทีประชาคม การสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ข้อมูล ขา่ วสารตา่ ง ๆ ในชวี ติ ประจา้ วนั การละเล่นต่าง ๆ ฯลฯ 3. แหล่งวิทยาการชุมชนประเภทบุคคล ได้แก่ ผู้ทรงภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้รู้ใน สาขาวิชาต่าง ๆ ผนู้ ้าทางศาสนา ฯลฯ 4. แหล่งวิทยาการชุมชนประเภทศาสนา ประเพณี ได้แก่ ศาสนสถาน ประเพณีและพิธีกรรม ทางศาสนา 5. แหล่งวิทยาการชมุ ชนประเภทสถานทที่ ี่จัดสร้างขน้ึ เพอื่ การศกึ ษาและการเรยี นรขู้ องชมุ ชน โดยตรง ได้แก่ โรงเรียนหรือสถานศึกษา ห้องสมุด ศูนย์การเรียนชุมชน ท่ีอ่านหนังสือประจ้าหมู่บ้าน ฯลฯ 6. แหล่งวิทยาการชุมชนประเภทหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ และเอกชน เช่น สถานที่ราชการ ตา่ ง ๆ ทตี่ งั้ อย่ใู นชุมชน องค์กร มลู นธิ ิตา่ ง ๆ ทีต่ ้ังอยใู่ นชุมชน พพิ ิธภัณฑ์ ฯลฯ
10 7. แหล่งวิทยาการชุมชนประเภทแหล่งสารสนเทศ ซึ่งให้บริการทรัพยากรสารสนเทศ ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ สารสนเทศในรูปของวัสดุส่ิงพิมพ์ สารสนเทศในรูปของโสตทัศนวัสดุส่ือ อิเล็กทรอนกิ สล์ กั ษณะต่าง ๆ และอินเทอรเ์ น็ต สรุปไดว้ า่ ประเภทของแหลง่ การเรยี นรู้ ไดแ้ ก่ 1. แหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคล เช่น บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีความเช่ียวชาญ ประสบการณ์ด้านต่างๆ ท่ีสามารถถ่ายทอดความรู้ท่ีตนมอี ยู่ใหผ้ ู้สนใจด้วยการเรียนรใู้ นท้องถิ่น ได้แก่ บุคคลท่ีมีทักษะความสามารถในสาขาอาชีพต่างๆ เช่น ช่างฝีมือ ช่างทอง ช่างไม้ หรือผู้เช่ียวชาญใน สาขาวิชาต่างๆ อาทิศิลปินทุกแขนง นักกฎหมาย นักหนังสือพิมพ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือมีอาวุโสท่ีมี ประสบการณม์ ามาก 2. แหล่งเรียนรู้ ประเภททรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรท่ีมนุษย์ สร้างข้ึน หมายถึง ทรัพยากรหรือสิ่งที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ หรือทรัพยากรที่มนุษย์ สร้างขึ้น เช่น ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรน้า ทรัพยากรแร่ธาตุ ทรัพยากรสัตว์ เขื่อน อ่างเก็บน้า ฝายชลประทาน ล้าคลอง อุทยาน แห่งชาติ ศนู ยอ์ นุรกั ษ์และค้มุ ครองสัตวป์ า่ 3. แหล่งเรียนรู้ ประเภทอาคาร สถานที่ และส่ิงก่อสร้าง หมายถึง อาคาร สถานที่ หรือ สิ่งก่อสร้างต่างๆ ท่ีมนุษย์สร้างขึ้น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เช่นโบราณสถาน โบราณวัตถุ วัด พิพิธภัณฑ์ พระพทุ ธรปู โบสถ์ วิหาร ศูนยร์ าชการ โรงพยาบาลสถาบนั การศึกษา โรงงานอุตสาหกรรม ตลาด อนุสาวรีย์ ศาลหลักเมือง เรือนจ้า สถานีต้ารวจ สวนสาธารณะ สวนสัตว์ ศูนย์วิทยาศาสตร์ ศนู ย์พฒั นาวิชาการเกษตร โรงงานอตุ สาหกรรม 4. แหล่งเรียนรเู้ ชิงวฒั นธรรม แสดงถึงความเปน็ อยคู่ วามเชื่อ วิถีชีวติ ท่ีสบื ต่อกันมาตัง้ แตอ่ ดีต เช่นศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ดนตรีพื้นเมือง การแสดงพ้ืนบ้าน วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน กจิ กรรมชุมชน พธิ ีทางศาสนา ประเพณคี วามเชื่อ พิธีกรรมตา่ งๆ แนวทำงกำรพฒั นำแหล่งเรียนรู้ สมุ าลี สงั ข์ศรี (2555) การศึกษาตลอดชีวติ จะเกิดขึ้นไม่ได้ถา้ ไม่มีการจดั บริการแหล่งการ เรยี นรู้ ในทางปฏบิ ัตหิ น่วยงานผู้จัดการศึกษาควรจะดา้ เนนิ การแหลง่ การเรยี นรู้ ดังนี้ 1. จัดให้เปน็ แหลง่ ความร้ทู บ่ี ริการการศึกษาทกุ ประเภท ทง้ั การศึกษาในระบบ การศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศยั 2. จัดส้าหรบั กลุ่มเปา้ หมายทุกคนโดยไม่จ้ากดั เพศ วยั พน้ื ฐานความรู้ อาชีพ ฐานะ ความ สนใจ เขา้ ศกึ ษาหาความรู้ไดใ้ นลักษณะใดลักษณะหนึง่ 3. เข้าถงึ กลมุ่ เปา้ หมายหรือใหก้ ล่มุ เปา้ หมายเขา้ ถงึ ได้ง่าย การเข้าถึงกลุม่ เป้าหมายอาจจะทา้ โดยจัดแหล่งความร้ใู ห้ใกลต้ ัวผเู้ รียน ให้ผูเ้ รยี นสะดวกทจี่ ะมาหาความรู้ ไม่มีกฎระเบียบหรอื เง่ือนไขที่ ย่งุ ยาก จะศกึ ษาเมื่อไรหรือจะหยดุ ศึกษาเมอื่ ใดก็ท้าได้ อาจจะสร้างเปน็ เครือข่ายของแหล่งการเรียนรู้
11 และอาจจะใช้ส่อื ประเภทตา่ ง ๆ เข้าช่วยเพ่ือเชอ่ื มโยงผูเ้ รียนเข้าถึงแหลง่ การเรยี นรู้ประเภทตา่ ง ๆ ได้ โดยงา่ ย และผ้เู รียนก็สามารถเปน็ เครอื ขา่ ยของแหลง่ การเรียนรู้ได้ 4. ให้บริการอย่างต่อเนื่อง กลุ่มเป้าหมายท่ีมคี วามสนใจจะศึกษาหาความรูส้ ามารถศกึ ษาได้ ทุกเวลาท่ตี ้องการ ณัฏฐลักษณ์ ธาระวานชิ (2557) เสนอภาพรวมของแหล่งการเรยี นรใู้ นศตวรรษท่ี 21 เพ่ือ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวติ ของประชาชนว่าควรมลี ักษณะดังนี้ 1. การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และพัฒนาทักษะท่ีจ้าเป็นของชุมชนการกระจายแหล่งการ เรียนรู้ให้กว้างขวางและครอบคลุมพื้นท่ีของผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางความรู้ในชุมชน โดยให้บริการ ทุกเพศ ทุกวัยอย่างเท่าเทียมกัน และเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้รับบริการมีส่วนร่วมในการ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการท่ีคาดหวังจะได้รับจากแหล่งการเรียนรู้ แม้วัตถุประสงค์ใน การจัดต้ังแหล่งการเรียนรู้จะเป็นทิศทางเดียวกันแต่กิจกรรมต่าง ๆ ที่ขับเคล่ือนในแหล่งการเรียนรู้ อาจมีความแตกต่างกัน ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับบริบทชุมชนพ้ืนฐานเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความ ตอ้ งการของผรู้ ับบรกิ ารในพื้นที่ 2. การส่งเสริมให้ประชาชนรู้และเข้าใจการใช้ทรัพยากรในแหล่งการเรียนรู้การมีทรัพยากร การเรียนรู้ท่ีทันสมัยในแหล่งการเรียนรู้เป็นสิ่งจ้าเป็น แต่สิ่งที่ส้าคัญที่สุดคือ ผู้รับบริการต้องรู้และ เข้าใจวิธีการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้ดังกล่าว เพื่อน้าไปสู่เป้าหมายท่ีต้องการดังนั้นในแหล่งการเรียนรู้ ต้องมีค้าแนะน้าการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้ท่ีน้าไปสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ เน่ืองจาก ผู้รับบริการแต่ละคนมีทักษะพื้นฐานและประสบการณ์ในการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน หากบุคลากรในแหล่งการเรียนรู้มีจ้ากัดควรมีวิดีโออธิบายและสาธิตการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้เช่น สื่อ เทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ เป็นต้น เนอ่ื งจากในบางกรณปี ้ายนิเทศค้าชี้แจงแต่เพียงอย่างเดียวไม่ท้า ให้ผู้รับบริการรู้และเข้าใจวิธีการใช้ หรือไม่สามารถใช้ทรัพยากรการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์ในระดับ สูงสุดหากใช้ทรัพยากรในแหล่งการเรียนรู้ไม่คุ้มค่า การลงทุนต่อทรัพยากรในแหล่งการเรียนรู้จะสูญ เปลา่ ไปโดยมิไดป้ ระโยชนเ์ ปน็ เพียงเครอ่ื งมือท่แี สดงให้เหน็ ความทันสมัยของแหล่งการเรียนรู้เทา่ นน้ั 3. การใช้เทคโนโลยีอ้านวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ประชาชนบางกลุ่ม ต้องการใช้บรกิ ารแหล่งการเรียนรู้ แต่เนื่องจากติดภารกิจด้านการท้างานหรือความจ้าเป็นอื่น ๆ เช่น ระยะทาง เวลาในการให้บริการของแหล่งการเรียนรู้ เป็นต้น ท้าให้เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่ง การเรียนรู้ ดังนั้น การให้บริการการเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ได้อย่างสะดวกตามความต้องการของ บุคคลเป็นเร่ืองจ้าเป็น โดยการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นตัวกลางเช่ือมต่อระหว่างแหล่งการเรียนรู้และ ผู้รับบริการ ผู้สนใจสามารถเข้าเว็บไซต์ของแหล่งการเรียนรู้ท่ีสนใจ และเลือกบริการท่ีสนใจในแหล่ง การเรียนรู้ ในเว็บไซต์ของแหล่งการเรียนรูจ้ ะมีเกมหรือกิจกรรมให้ผู้รับบริการมีส่วนรว่ ม โดยเป็นเกม หรือกิจกรรมที่พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหา ซ่ึงอ้านวยความ
12 สะดวกในการเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ นับว่าเป็นแรงจูงใจท่ีท้าให้มีผู้สนใจรับบริการแหล่งการเรียนรู้ มากข้ึนบางเว็บไซต์เป็นรูปแบบแหล่งการเรียนรู้เสมือนจริงและนิทรรศการออนไลน์ โดยผู้เข้ารับ บริการสามารถเยี่ยมชมแหล่งการเรียนรู้เสมือนก้าลังอยู่ในแหล่งการเรียนรู้ดังกล่าว และเยี่ยมชม นทิ รรศการตา่ ง ๆ ได้โดยผา่ นเวบ็ ไซต์ของแหล่งการเรยี นรู้ นอกจากน้ี แหล่งการเรียนรู้ยังมีการให้บริการผ่านแอปพลิเคชันของโทรศัพท์มือถือสมาร์ต โฟนและแท็บเล็ต เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่พกพาสะดวกและผู้รับบริการสามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่ การใหบ้ รกิ ารกท็ ้าได้งา่ ยเพียงเช่ือมต่อกับสัญญาณอินเทอร์เนต็ อาทิ แอปพลิเคชนั STOR ซ่งึ เปน็ แอป พลิเคชันที่รวบรวมแหล่งการเรียนรู้ของนิวซีแลนด์ เช่น พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ หอศิลป์ สวนสาธารณะ เป็นต้นผู้สนใจสามารถค้นหารายละเอียดของแหล่งการเรียนรู้ที่ต้องการทราบข้อมูล หรือระบุพิกัดท่ี ก้าลังอยู่ในขณะนั้นเพื่อให้ระบบค้นหาแหล่งการเรียนรู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยจะมีรายละเอียด ต่าง ๆ ของแหล่งการเรียนรู้ ได้แก่ แผนที่ วันเวลาเปิดบริการ ค่าบริการ เน้ือหาความรู้ และวิดีโอ นา้ เสนอกิจกรรม 4. การสร้างบรรยากาศท่ีส่งเสริมการเรียนรู้และการท้างานร่วมกันแหล่งการเรียนรู้จะมี บรรยากาศที่มีความเป็นกันเอง มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ให้ผู้รับบริการรู้สึก เสมือนก้าลังเรียนรู้อยู่ท่ีบ้าน มีสื่อการเรียนรู้ท่ีหลากหลาย จัดวางโต๊ะเก้าอี้ และระดับแสงสว่างที่ เหมาะสม มีขนาดพ้ืนท่ีท่ีเพียงพอต่อจ้านวนผู้รับบริการ มีบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wifi) มีห้อง ประชุมกลุ่มย่อยที่ผู้รับบริการสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ในกรณีที่พ้ืนท่ีส่วนใหญ่ของ แหล่งการเรียนรู้ไม่ไดอ้ ยู่ในอาคาร เชน่ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ เป็นต้น ควรจัดสรรพื้นท่ีให้ มสี ่วนมมุ ความรู้เพอื่ ให้ผู้ใชบ้ รกิ ารค้นคว้าข้อมูลและแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ระหว่างกนั ทง้ั น้ีบรรยากาศของ แหล่งการเรียนรู้มีความส้าคัญต่อการใช้บริการเป็นอย่างย่ิง ดังที่ประเทศสวเี ดนเปรียบเทียบห้องสมุด ประชาชนซง่ึ เปน็ แหลง่ การเรยี นร้ทู ่ีกระจายอยู่ในชุมชนตา่ ง ๆ วา่ เป็นเสมอื นห้องนงั่ เล่น หรอื ร้านเสริม สวยท้ังน้ีเพราะสถานท่ีดังกล่าวท้าให้ผูใ้ ชบ้ รกิ ารมคี วามรสู้ ึกผอ่ นคลายและสบายใจทจี่ ะใช้บริการ 5. การพัฒนาประสิทธิภาพของบุคลากรนอกเหนือจากบุคลิกภาพที่เหมาะสม การบริการที่ เป็นมติ ร และการแนะนา้ ขอ้ มูลความรใู้ นแหลง่ การเรยี นรแู้ กผ่ ู้รับบริการ บุคลากรทป่ี ฏิบัตงิ านในแหล่ง การเรียนรู้ต้องเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ที่เหมาะสมกับแหล่งการเรียนรู้ โดยมีแหล่งการเรียนรู้ ต้นสังกัดให้การสนับสนุนนอกจากน้ี บุคลากรต้องมีความรู้พ้ืนฐานในการใช้ส่ือและเทคโนโลยีต่าง ๆ เพ่ือให้ค้าแนะน้าและให้ค้าปรึกษาเบ้ืองต้นแก่ผู้รับบริการในการใช้บริการแหล่งการเรียนรู้ได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายของผู้รับบริการ รวมทั้งสามารถตอบค้าถามแก่ ผรู้ ับบริการได้อย่างถกู ตอ้ งและทันทว่ งที 6. การสร้างความร่วมมือระหว่างเครือข่ายที่เกี่ยวข้องบางกรณีการจัดกิจกรรมที่มีความ หลากหลายและส่งเสริมทักษะที่จ้าเป็นแก่ผู้รับบริการไม่สามารถใช้เฉพาะบุคลากรหรือทรัพยากรที่มี
13 อยู่ในแหล่งการเรียนรู้ได้จ้าเป็นต้องสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เก่ียวข้องเพื่อประโยชน์ ของผู้รบั บรกิ าร เชน่ องค์กรวิชาชีพ บรษิ ัท ห้างร้าน เป็นต้นยง่ิ มีเครอื ข่ายท่ีกว้างขวาง โอกาสทจี่ ะเพิ่ม ความหลากหลายของเน้ือหา ความรู้และกิจกรรมในแหล่งการเรยี นรู้จะมากขึ้น ท้าให้ตอบสนองความ ตอ้ งการของผรู้ บั บริการไดอ้ ย่างครอบคลมุ 7. การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ของแหล่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาองค์กรความรู้ของแหล่งการเรียนรู้อย่างสม้่าเสมอท้าให้เกิดการพัฒนาการด้าเนินงาน อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการอย่างแท้จริง ซ่ึง ข้อค้นพบจากงานวิจัยไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะแหล่งการเรียนรู้เท่านั้น แต่สามารถต่อยอดองค์ความรู้ นัน้ ไปยังระดับทีก่ ว้างขวางยง่ิ ข้ึน วรพงศ์ ผูกภู่ (2561) กล่าวว่าจากการศึกษาข้อมูลและประสบการณ์การท้างาน เพื่อค้นหา แนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ พบว่าการพัฒนา แหล่งเรียนรู้ ประกอบด้วยองค์ประกอบท่ีส้าคัญ 7 ดา้ น ไดแ้ ก่ 1. ข้อมลู /ชุดควำมรู้ ข้อมูล หรือเร่ืองราว หรือสิ่งท่ีได้จากแหล่งที่มาของความรู้ มีการน้ามาเรียบเรียงให้เป็น ระบบ เป็นหมวดหมู่ สามารถท้าความเข้าใจได้และพร้อมต่อการน้าไปใช้ประโยชน์เพ่ือเพ่ิมพูนความรู้ ประสบการณ์ ท้ังความรู้ท่ีฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ท่ีได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรอื สัญชาตญาณของแต่ละบุคคล เช่น ทกั ษะในการท้างาน ความคิดทัศนคติ และความรู้ที่ ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ท่ีเป็นเหตุเป็นผล ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์จนเป็น หลักท่ัวไป สามารถรวบรวมและถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี หนังสือ คู่มือต่างๆ และบางคร้ังเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม การเก็บข้อมูลจากแหล่ง ความรู้ข้ึนอยู่กับลักษณะของที่มา เช่น ถ้าเป็นสถานที่อาจเก็บภาพถ่าย พร้อมประวัติความเป็นมา ความส้าคัญของแหล่งความรู้หรือถ้าเป็นตัวบุคคล อาจเก็บข้อมูลประวัติย่อ บทสัมภาษณ์ คุณงาม ความดีบันทึกประสบการณ์หรือความรู้ที่มีแต่ถ้าหากอยู่ในรูปแบบของประเพณี อาจบันทึกถึงความ เปน็ มา ความส้าคญั พธิ กี รรมหรือข้ันตอนการปฏบิ ตั ิ เปน็ ตน้ 2. ผใู้ หข้ ้อมูล/ผถู้ ำ่ ยทอด บุคคลท่ีสามารถบอกเล่าหรือถ่ายทอดข้อมูล ชุดความรู้น้ันๆ แก่ผู้เรียน ให้เกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจ และสร้างประสบการณ์ได้ ผู้ให้ข้อมูลต้องมีความเช่ียวชาญ มีความรู้เกี่ยวกับเร่ืองที่ ถา่ ยทอดเปน็ อย่างดี และสามารถน้าเสนอเรือ่ งราวออกมาได้อย่างน่าสนใจ 3. กำรออกแบบและกำรจดั ลำดับ ข้นั ตอน วิธีการจดั กระบวนการเรยี นรู้ รปู แบบการเผยแพร่ หรือการนา้ ขอ้ มลู เนื้อหา ความร้มู าถา่ ยทอดให้กับผู้ที่สนใจ เช่น การล้าดับเรอื่ งราว เหตุการณ์ท่ีนา้ เสนอ การจัดท้ากจิ กรรม
14 สาธติ เป็นต้น 4. กจิ กรรมและกระบวนกำรเรยี นรู้ หมายถึง กิจกรรมและกระบวนการท่ีจะท้าให้เกิดการเรียนรู้ เช่น การจัดกิจกรรมที่เน้น การเรียนรจู้ ากการลงมือทา้ การเรยี นรู้ผ่านประสบการณจ์ ริง เป็นต้น 5. สือ่ กำรเรยี นรู้ หมายถึง สื่อรูปแบบต่าง ๆ ท่ีท้าให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากกว่าการได้ฟังบรรยาย เพียงอย่างเดียว เช่น อุปกรณ์สาธิต สิ่งของจริง (ของจริง) ป้ายข้อมูล โมเดลจ้าลอง วีดีทัศน์ เทคโนโลยีสื่อเสมือนจริง สื่ออินเตอร์แอคทีฟ แอนิเมชั่น เกมมัลติมีเดีย เป็นต้น การเลือกใช่ส่ือการ เรียนรู้ท่ีเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สัมพันธ์กบั ข้อมูล จะช่วยสร้างความน่าสนใจให้แหลง่ เรยี นรู้ และ ชว่ ยสง่ เสริมการเรียนรไู้ ด้ 6. สถำนท่ี ส่วนใหญ่ใช้สถานที่จริงหรือแหล่งท่ีมาของความรู้เป็นสถานที่จัดการเรียนรู้ เพราะจะ สามารถเรียนรู้ได้จากสถานที่จริง ไม่ว่าจะเป็นท่ีบ้านของผู้รู้ แปลงเกษตร ฟาร์ม วัด ป่า ฯลฯ โดยมี การปรับสภาพแวดล้อมของแหล่งเรยี นรู้ให้เป็นห้องเรียน ไม่จ้าเป็นต้องเรียนในห้องท่ีเป็นทางการ แต่ ถ้าหากแหล่งเรียนรู้ไม่สะดวกต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ ก็อาจใช้สถานที่อ่ืนท่ีใกล้เคียง สร้าง บรรยากาศ หรือเอือ้ ต่อการจดั การเรียนรู้ 7. กำรบรหิ ำรจัดกำร แหล่งเรียนรู้จ้าเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบชัดเจน เพื่อให้การด้าเนินงาน เป็นไปอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ และน้าไปสู่เปา้ หมายของแหล่งเรยี นรู้ดังนั้นจึงต้องมีการบริหารจัดการท่ีดี ทั้งการวางแผนการปฏิบัติงาน การบริหารจัดการคณะท้างานที่ขับเคล่ือนงานของแหล่งเรียนรู้ การจัดการงบประมาณหรอื แหลง่ ทีม่ าของรายได้ สรุปไดว้ า่ แนวทางการพัฒนาแหล่งการเรยี นรู้ จา้ เปน็ ตอ้ งอาศัย การมสี ่วนรว่ มของคน ในทอ้ งถน่ิ หรอื คนในชุมชน เพื่อพัฒนาให้แหลง่ การเรยี นรู้สามารถตอบสนองกับความต้องการของคน ในชุมชนได้อย่างแท้จรงิ นอกจากนกี้ ารประยุกต์ใชส้ ่อื และเทคโนโลยีสมยั ใหม่เพ่ืออ้านวยความสะดวก ในการเข้าถงึ แหล่งการเรียนรู้ก็เปน็ สิ่งท่สี ้าคญั เพื่อเปดิ โอกาสการเข้าถึงแหล่งการเรยี นรู้ได้ทกุ ที่ ทกุ เวลา เพ่ือเปน็ การสรา้ งแรงจงู ใจในการเรยี นรู้ได้อยา่ งต่อเน่ืองตลอดชีวติ
15 แนวคดิ เกี่ยวกับกำรทำคมู่ ือ 1. ควำมหมำยของคมู่ ือ การด้าเนินกจิ กรรมจะต้องใช้ส่อื และสอื่ ท่ีส้าคัญ คือ คู่มอื เพราะเป็นสงิ่ ที่กา้ หนด จุดมุ่งหมายของการเรยี นรูเ้ น้ือหาวธิ กี าร ส่ือ ตลอดจนการวดั ผลสา้ เรจ็ ของการด้าเนินงาน ความหมาย ของคูม่ ือน้นั มผี ใู้ หค้ วามหมาย ดังนี้ สิริกร ประสบสขุ (2555) กล่าวถึงความหมายของคมู่ ือวา่ คู่มือ หมายถึง หนังสือที่เขียน ขึ้นเพื่อเปน็ แนวทางให้ผ้ใู ชค้ ่มู ือได้ศกึ ษาทา้ ความเขา้ ใจและง่ายตอ่ การปฏิบัติตามได้ ในการท้ากจิ กรรม อยา่ งใดอย่างหนึ่งให้มมี าตรฐานใกล้เคยี งกันมากท่ีสุด และท้าให้นักเรยี นนกั ศึกษามีความรู้ ความสามารถและทักษะท่ใี กลเ้ คียงกนั สรุปไดว้ ่า คู่มือ หมายถงึ หนังสอื หรือเอกสารทีใ่ ห้ความรู้เกี่ยวกับการทา้ สงิ่ ใดสิ่งหน่ึง แก่ผ้อู า่ น โดยมุ่งหวงั ให้ผู้อ่านหรอื ผใู้ ช้มคี วามเข้าใจสามารถดา้ เนนิ การในเร่ืองนนั้ ดว้ ยตนเองได้อย่าง เหมาะสม หรือหนังสอื หรือเอกสารที่ใชป้ ระกอบควบคเู่ ป็นแนวทางในการปฏบิ ัติงานอย่างใดอยา่ ง หนงึ่ เพ่อื ให้บรรลผุ ลสา้ เร็จตามเป้าหมายอยา่ งมีประสิทธิภาพ 2. ประเภทของคูม่ ือ นักวชิ าการหลายทา่ นแบง่ ประเภทของคู่มือตามความเหมาะสมกบั การใช้งาน ดงั นี้ คมั ภีร์ สดุ แท้ (2553) ไดแ้ บ่งคู่มอื ออกเปน็ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. คู่มอื เกี่ยวกบั การเรียนการสอนตามหลกั สูตร เปน็ คู่มือเสนอแนะแนวทางหรือเทคนิค วธิ ีการสอน การใช้หนังสอื หรือนวตั กรรมทส่ี ัมพนั ธ์กบั วิชาใดวิชาหนง่ึ หรอื ระดบั ชั้นเรียนทีก่ า้ หนดไว้ ในหลักสตู รนั้น ๆ เชน่ คมู่ อื รายวชิ า คมู่ อื ระดับช้นั เรยี น คู่มือการใช้ส่อื นวัตกรรมการเรียนการสอน เปน็ ตน้ 2. คูม่ ือหนังสือเรียน เป็นคมู่ ือทีจ่ ัดทา้ ขน้ึ ควบคู่กบั หนังสอื เรียน 3. คู่มือการจดั กจิ กรรมโดยทวั่ ไป เปน็ คู่มือทีเ่ สนอแนะแนวทางหรือวธิ กี ารด้าเนิน กจิ กรรมต่าง ๆ เพ่ือส่งเสริมใหก้ ารจดั กจิ กรรมบรรลตุ ามวัตถปุ ระสงค์ท่ีก้าหนดไว้ วฒั นา ฉิมประเสริฐ (2554) ไดแ้ บง่ คมู่ ือออกเปน็ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. คมู่ อื เกีย่ วกบั การสอน เป็นคมู่ อื ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามกลุ่มตา่ ง ๆ ทเ่ี สนอแนะแนวทางหรือเทคนคิ วธิ ีการสอน การใชส้ อ่ื หรือนวตั กรรมท่ีสัมพนั ธ์กนั เช่น คู่มอื รายวิชา คมู่ อื จดั กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นตน้ 2. คมู่ อื การปฏิบัติกจิ กรรม เป็นเอกสารทเ่ี สนอแนวทางการปฏบิ ตั ิงานของผู้เรียนท้งั สถานศกึ ษาหรอื สถานประกอบการ รวมทัง้ ใหผ้ ้มู ีสว่ นเกีย่ วขอ้ งกบั การฝึกงาน ได้มแี นวทางในการ ปฏบิ ัติให้เป็นไปในทศิ ทางเดยี วกนั เปน็ คมู่ ือที่เกยี่ วข้องกับการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมใดกจิ กรรมหน่งึ ให้บรรลุ วัตถปุ ระสงค์ตามท่ีก้าหนดไว้
16 3. ค่มู ือท่ัวไป เปน็ หนังสือที่ให้ข้อความรู้เกี่ยวกบั การท้าสง่ิ ใดสงิ่ หน่งึ แกผ่ อู้ ่านโดยมุง่ หวัง ให้ผ้อู ่านหรือผ้ใู ช้เข้าใจ สามารถดา้ เนินการในเร่อื งนน้ั ๆ ด้วยตัวเองได้อยา่ งถูกต้อง เชน่ คู่มอื ประกอบ อาหาร เปน็ ตน้ สิริกร ประสบสขุ (2555) อธิบายว่าโดยทวั่ ไปหนังสือคู่มือทพี่ บมี 3 ประเภท ได้แก่ 1. คูม่ ือครู (Teacher’s Manual or Handbook) เป็นหนังสอื ที่ใหแ้ นวทางและ คา้ แนะน้าแก่ครเู กย่ี วกับสาระวธิ ีการกิจกรรม ส่อื วสั ดุอุปกรณ์และแหล่งขอ้ มลู อ้างองิ ต่างๆปกติมักใช้ ควบคกู่ บั ตา้ ราเรียนหรือหนังสือเรียน เช่น คมู่ อื จดั กิจกรรมบูรณาการสา้ หรับเด็กปฐมวัยคูม่ ือ ปฏิบตั ิการนเิ วศวทิ ยา เป็นตน้ 2. คู่มอื เรียน แบบฝึกปฏิบตั ิ (Student’s Manual or Workbook) คอื หนังสือทผ่ี ้เู รยี น ใชค้ วบคกู่ บั ต้าราที่เรียนปกตจิ ะประกอบไปดว้ ยสาระคา้ ส่ังแบบฝึกหดั ปัญหาหรอื คา้ ถามทีว่ า่ งสา้ หรบั เขยี นคา้ ตอบและการทดสอบ ปัจจบุ ันคมู่ ือผูเ้ รียนไม่เพยี งแต่จัดทา้ ขนึ้ เพ่ือใช้ควบคูก่ ับหนังสอื ต้ารา เทา่ นนั้ แต่อาจจะใช้เป็นคู่มือสา้ หรบั การศึกษาควบคู่ไปกับ สื่ออื่นๆ ทที่ ้าหนา้ ที่แทนครูหรือต้ารา เชน่ บทเรียน วีดที ศั น์บทเรียนทางไกล ภาพยนตรห์ รือบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน เปน็ ต้น 3. คมู่ ือทวั่ ไป เปน็ หนังสอื ท่ีให้ขอ้ ความรเู้ กยี่ วกับการท้า สง่ิ ใดสิ่งหน่ึงแก่ผ่านโดยมุ่งหวัง ใหผ้ อู้ า่ นหรือผู้ใช้มีความเข้าใจและสามารถดา้ เนินการในเรื่องนน้ั ๆดว้ ยตนเองได้อย่างถูกต้องเหมาะสม สรปุ ได้ว่าคู่มือไม่ว่าจะมีกีป่ ระเภท ส่วนมากจะเก่ียวกบั การเรียน การสอนหรือการจัด กิจกรรม เป็นคู่มือที่เสนอแนะแนวทางเทคนิคในการด้าเนินการสอนหรอื กิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือใหบ้ รรลุ จุดประสงคท์ ีว่ างไวซ้ ึ่งมีส่วนประกอบท่ีสา้ คัญๆทีจ่ ะช่วยใหส้ ามารถปฏบิ ัตงิ านได้สา้ เรจ็ 3. ลกั ษณะของคู่มือท่ีดี นกั การศึกษากลา่ วถงึ ลกั ษณะของคู่มือท่ีดีไว้ดังเชน่ กนกวรรณ ศิรนิ มิ ิตกลุ (2553) ไดก้ ล่าวถึงลักษณะคู่มอื ทีด่ ีเปน็ 3 ดา้ น คอื 1. ดา้ นเน้ือหา เนื้อหาสาระหรอื รายละเอียดในคูม่ อื ควรตรงกับเร่อื งท่ศี ึกษา และไม่ ยากเกนิ ไปจนท้าให้ไม่มผี สู้ นใจจะหยบิ อ่าน การด้าเนินการกบั เนอื้ หาควรใหค้ วามเหมาะสมกบั พน้ื ความรู้ผู้ทีจ่ ะศึกษา ขอ้ มลู ทม่ี ีในคมู่ อื ผู้อา่ นสามารถประยุกต์ใช้ได้ เนือ้ หาควรจะเหมาะสมที่จะอา้ งองิ ได้ ควรมีกรณตี ัวอยา่ งประกอบในบางเร่ือง เพื่อจะไดท้ า้ ความเข้าใจง่าย และควรมกี ารปรับปรุงเน้ือหา ของคูม่ ือให้ทันสมยั เสมอ 2. ด้านรูปแบบ ตัวอักษรที่ใช้ควรมตี ัวโต และมีรปู แบบท่ีชัดเจน อ่านง่าย เหมาะสมกบั ผู้ใช้ ควรมภี าพหรอื ตวั อยา่ งประกอบเน้ือหา ลักษณะการจัดรูปเล่มควรท้าใหน้ า่ สนใจ การใชภ้ าษาให้ เขา้ ใจงา่ ย เหมาะสมกบั ผใู้ ช้คู่มอื และระบบการนา้ เสนอควรเปน็ ระบบจากง่ายไปหายาก หรอื เป็น เรอื่ ง ๆ ให้ขดั เจน
17 3. ดา้ นการนา้ เอาไปใช้ ควรระบุข้นั ตอน วธิ กี ารใชค้ ูม่ ือใหช้ ัดเจน มแี ผนภูมติ าราง ตัวอย่างประกอบใหส้ ามารถน้าไปใช้ปฏบิ ตั ิได้จริง มขี ้อมูลเพื่อสามารถใหป้ ระสานงานต่าง ๆ ได้ สะดวก รวดเรว็ และบอกสิทธปิ ระโยชน์ และข้อควรปฏิบัตใิ หเ้ ขา้ ใจงา่ ย วัฒนา ฉมิ ประเสรฐิ (2554) กลา่ ววา่ ลกั ษณะที่ดีของคู่มอื จะต้องมีการเรยี งล้าดบั ขั้นตอน การใช้ให้ชดั เจนและง่ายต่อการท้าความเข้าใจเมื่ออ่านแล้วตอ้ งสามารถน้าไปปฏบิ ัติไดถ้ ูกต้อง ต้องเน้น แนวปฏบิ ัติท่ีสา้ คัญ ควรแสดงแผนภาพ แผนภูมิแผนผังเพื่อช่วยให้ปฏิบตั ิตามขั้นตอนต่าง ๆได้งา่ ยและ รูปแบบของค่มู ือควรจะมีรปู แบบท่นี า่ สนใจ สวยงาม น่าอ่าน และทนทานต่อการใชง้ าน สริ กิ ร ประสพสุข (2555) กลา่ ววา่ ลักษณะของคมู่ ือท่ีดีควรมีลกั ษณะ ดังน้ี 1. ดา้ นรปู แบบ มขี นาดรปู เล่มเหมาะสม ตัวอกั ษรอ่านงา่ ย ชดั เจน รปู ประกอบ เหมาะสมกบั เนือ้ หาและการน้าเสนอกิจกรรมแตล่ ะขนั้ ตอนมีความชัดเจน 2. ด้านเนอ้ื หาวตั ถปุ ระสงค์ของคมู่ ือกา้ หนดไวช้ ดั เจน เหมาะสมระบขุ อบขา่ ยเน้ือหา เนอ้ื หาครอบคลมุ ตามวัตถปุ ระสงค์ค้าแนะน้าการศึกษาคู่มือเขยี นได้ชัดเจน เขา้ ใจง่ายเนื้อหาความรู้มี ความเหมาะสมตรงกับความต้องการและความจ้าเป็น 3. ดา้ นการนา้ ไปใช้กา้ หนดขน้ั ตอนการศึกษาคมู่ ือไว้ชดั เจน กา้ หนดกจิ กรรมเน้อื หาและ แบบฝกึ ไดส้ มั พันธม์ ีกิจกรรมประเมนิ ผลเหมาะสมกับเน้ือหา วงจนั ทร์ แกว้ สนี วล (2557) กล่าววา่ ค่มู อื ทดี่ ีต้องมเี น้ือหาเหมาะสมตรงกับเรื่องที่ศึกษา ถกู ต้อง และครอบคลุมเน้ือหาสาระของคูม่ ือนน้ั การจดั ข้อมูลเรียงล้าดับน้าเสนอเปน็ ขน้ั ตอนทีเ่ ข้าใจ ง่ายช่วยให้สามารถดา้ เนินการตามแนวทางและขน้ั ตอนต่าง ๆ ไดด้ ี และรายละเอยี ดของคู่มอื ชดั เจน ไมย่ ากเกนิ ไป สรปุ ไดว้ า่ ลักษณะของคู่มือที่ดนี ั้น ควรประกอบด้วยเนื้อหาท่ชี ัดเจน เขา้ ใจง่าย มรี ปู เล่ม กะทัดรัด ตวั อกั ษรอ่านงา่ ย ชดั เจน มกี ารจดั ลา้ ดับข้อมลู นา้ เสนอเป็นข้นั ตอนท่เี ข้าใจงา่ ย ในดา้ นของ เนอื้ หาควรมีการกา้ หนดวตั ถุประสงค์ไวอ้ ยา่ งชดั เจน มีการระบุขอบข่ายเน้ือหาท่ีครอบคลุม มี ค้าแนะน้าในการศกึ ษาคู่มือ ซ่ึงเขียนไวช้ ัดเจน มคี วามเหมาะสมตรงกับความต้องการและความจ้าเปน็ สว่ นในดา้ นการน้าไปใชน้ ้นั ควรมีการกา้ หนดขนั้ ตอนการศึกษาคู่มือกิจกรรม เนื้อหาและแบบฝึกที่ สมั พนั ธ์กัน รวมทัง้ มกี ารประเมินผลทีเ่ หมาะสมกบั 4. องคป์ ระกอบของคูม่ ือ จากการศึกษาเอกสารเกย่ี วกับองค์ประกอบของคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรพู้ บวา่ มีผอู้ ธบิ ายองค์ประกอบของคู่มอื การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ไวด้ งั นี้
18 กนกวรรณ ศริ ินมิ ิตกลุ (2553) กล่าวถงึ องค์ประกอบของคู่มอื วา่ ควรประกอบด้วย รายละเอยี ดท่สี ้าคัญ ดังนี้ 1. คา้ ชแ้ี จงการใช้คู่มือ โดยครอบคลุมถึง วัตถปุ ระสงค์ของคู่มอื ความรู้พ้นื ฐานท่จี า้ เปน็ ในการใช้คมู่ ือ วิธกี ารใช้ และคา้ แนะน้า 2. เน้อื หาสาระ ปกตจิ ะมีการให้เน้ือหาสาระ โดยมีคา้ ชแ้ี จงหรือคา้ อธิบายประกอบ และ อาจมีการวเิ คราะห์เนื้อหาสาระให้ผอู้ า่ นเกิดความเข้าใจทีก่ ระจ่าง 3. การเตรียมการ ประกอบด้วย รายละเอียดเกี่ยวกับการเตรียมสถานที่ วัสดุ สื่อ อปุ กรณ์ และเคร่อื งมือทีจ่ ้าเปน็ การเตรยี มวัสดุ และการติดต่อประสานงานทจ่ี า้ เปน็ 4. กระบวนการ วิธีการ กิจกรรม ส่วนน้ีนับว่าเป็นส่วนส้าคัญของคู่มือ คู่มือจ้าเป็นต้อง ใช้ข้อมูลหรือรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้ ค้าแนะน้าเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีด้าเนินการ ค้าแนะน้าและ ตวั อย่างเกี่ยวกบั กิจกรรมทจี่ ะช่วยให้บรรลุผล ค้าถาม ตวั อย่าง แบบฝกึ หัด แบบฝึกปฏิบตั ิ และสอ่ื ต่าง ๆ ที่ใช้ และขอ้ เสนอแนะเก่ียวกบั สิง่ ควรท้า ไม่ควรทา้ ซ่งึ มักจะมาจากประสบการณ์ของผูเ้ ขียน ฯลฯ 5. การวดั และประเมนิ ผล คมู่ ือท่ดี ีควรจะให้ค้าแนะนา้ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งอย่างครบถ้วน การวดั และประเมินผล นบั เป็นองคป์ ระกอบสา้ คัญอกี องคป์ ระกอบหนึง่ ที่คูม่ ือจ้าเป็นต้องให้รายละเอียดตา่ ง ๆ เชน่ เครื่องมือวดั ผล วธิ วี ัดผล และเกณฑ์การประเมินผล คูม่ ือครูอาจเสนอแนะเกณฑใ์ นการ ประเมนิ ผล หรือให้คา้ แนะนา้ ในการพฒั นาเกณฑเ์ พ่ือประเมินด้วย 6. ความรเู้ สรมิ ค่มู ือทดี่ จี ะต้องคา้ นึงถึงความต้องการของผู้ใช้ และสามารถคาดคะเนได้ วา่ ผใู้ ชม้ กั จะประสบปญั หาในเรอ่ื งใด และจดั หาหรอื จดั ทา้ ขอ้ มลู ที่จะชว่ ยสง่ เสรมิ ความรู้ อนั จะท้าให้ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 7. ปญั หาและคา้ แนะน้าเกย่ี วกับการป้องกนั และแก้ไขปัญหา 8. แหลง่ ข้อมูลและแหลง่ อ้างองิ ตา่ ง ๆ คัมภรี ์ สดุ แท้ (2553) กล่าวว่า องค์ประกอบของคู่มือประกอบไปดว้ ย 3 ส่วนหลัก คือ 1. สว่ นท่ี 1 บทน้า เป็นสว่ นท่ีอธบิ ายถงึ ความเปน็ มาในการจดั ท้าคู่มือ ความมงุ่ หมาย ความส้าคญั และประโยชน์ของคู่มือ 2. สว่ นที่ 2 คา้ ชแ้ี จงการใชค้ ่มู ือ เปน็ ส่วนเก่ียวกบั วิธีการใชค้ ู่มอื 3. ส่วนท่ี 3 ส่วนเนอื้ หา เปน็ สว่ นอธบิ ายเกีย่ วกบั เน้ือหาของคู่มอื พัชรพร สันติวจิ ิตรกุล (2553) กล่าวว่าการจัดท้าคู่มือจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ ท่ีส้าคัญ ได้แก่ วิธีการใช้คู่มือหรอื ค้าแนะน้าในการใช้คูม่ ือ เนอ้ื หาสาระ ค้าช้แี จงเกยี่ วกับการจดั เตรยี ม วัสดุอุปกรณ์ การจัดกิจกรรม แหล่งข้อมูลอ้างอิงเพื่ออ้านวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้คู่มือให้สามารถ ด้าเนินงานได้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และแบบฝึกหัดหรือแบบฝึกปฏิบัติเพ่ือช่วยใน
19 การฝึกฝน เพ่ือประโยชน์ในการช่วยให้การปฏิบัติงานประสบความส้าเร็จบรรลุตามเป้าหมาย ท้ังยัง ช่วยในการประหยดั ทรัพยากร ประหยดั เวลา และบุคลากร ตลอดจนผลงานมคี ุณภาพตามเปา้ หมาย นันทม์ นสั รอดทัศนา (2554) กล่าวว่า องคป์ ระกอบของคู่มอื นัน้ จ้าเปน็ ต้องมีให้ ครบถว้ นและชัดเจนทุกองค์ประกอบ เพ่ือใหเ้ กิดประโยชน์สงู สุดแกผ่ เู้ รยี น ซ่ึงได้แบ่งออกเปน็ ส่วน ๆ ดังนี้ 1. ส่วนของคา้ ชีแ้ จง 2. สว่ นของเนอ้ื หาสาระ 3. ส่วนของกจิ กรรม ขั้นตอนวิธีการและเวลาด้าเนินการ 4. สว่ นของสถานท่ี วัสดุ อุปกรณ์ และส่อื ต่าง ๆ 5. สว่ นขอ้ เสนอแนะ 6. ส่วนของการวัดและประเมินผล วฒั นา ฉิมประเสริฐ (2554) กล่าวว่า องค์ประกอบของคู่มือท่ีดีนั้นต้องเปน็ ประโยชน์ต่อ ผู้น้าไปใช้ง่ายต่อการท้าความเข้าใจโดยประกอบไปด้วยค้าช้ีแจงในการใช้คู่มือ เนื้อหาเหมาะสมกับวัย ของนักเรียน และครอบคลุมทุกด้าน วิธีน้าไปใช้และการแนะน้าแหล่งความรู้ อ้างอิงต่าง ๆ ตลอดจน การเสนอสอ่ื อุปกรณ์ทส่ี อดคลอ้ งกบั เน้ือหาหรือกจิ กรรม สรุปได้ว่า องค์ประกอบท่ีส้าคัญของคู่มือ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนท่ี 1 ค้าช้ีแจง การใช้คู่มือและวัตถุประสงค์คู่มือ ส่วนที่2 เน้ือหาสาระแบบฝึกกิจกรรมและการวัดประเมินผลและ ส่วนท่ี3 แหล่งอ้างอิง ซึ่งองค์ประกอบท่ีส้าคัญของคู่มือนั้นจะต้องง่าย ต่อการท้าความเข้าใจ มี วธิ ีการใชไ้ มส่ ลับซับซ้อน การน้าเสนอแหล่งความรูส้ ่ืออุปกรณม์ ีความสอดคล้องกบั เนื้อหาหรือกจิ กรรม 5. ข้นั ตอนกำรจัดทำคู่มือ จากการศึกษาเกี่ยวกับขั้นตอนการจดั ทา้ คู่มือมผี ้กู ล่าวไวว้ า่ ดังนี้ พเิ ศษ ปนั้ รัตน์(2556) กลา่ วถึงข้ันตอนและแนวทางการจดั ทา้ ค่มู ือ ว่ามีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. กา้ หนดหวั ขอ้ เรื่องทจี่ ะท้า ค้นควา้ จดั หารวบรวม และ ศึกษารายละเอยี ดเอกสารที่ เก่ยี วข้อง 2. จดั ท้ากระบวนงาน /ขน้ั ตอนงาน Work Flow 3. เขยี นรายละเอียดในแตล่ ะกระบวนงาน /ขั้นตอนงาน 4. ทดสอบ 5. ปรับปรุง เผยแพรใ่ ช้งานจริง 6. ประเมนิ ปรับปรงุ พฒั นาใหเ้ ปน็ ปัจจุบนั และใชเ้ ปน็ มาตรฐาน
20 สรรญ จนิ ตภวัต (2557) กลา่ วว่า ขนั้ ตอนการจัดท้า คมู่ ือประกอบดว้ ย 12 ขน้ั ตอน คือ 1. ศกึ ษารายละเอียดของงานจากเอกสาร 2. สงั เกตการณ์ปฏิบตั ิงานจริงจากหนา้ งาน 3. จัดท้าข้ันตอนการปฏิบตั งิ าน (Work Flow) ขั้นตน้ 4. จัดทา้ รายละเอยี ดขนั้ ตอนการปฏิบัตงิ านโดยละเอยี ด 5. ตรวจสอบรายละเอยี ดขน้ั ต้น (ท้าความเขา้ ใจ) 6. ตรวจสอบในประเดน็ กฎหมาย/กฎระเบียบ 7. ข้ออนุมตั ิการประกาศบังคับใชค้ ูม่ ือปฏบิ ตั งิ าน 8. บนั ทึกเข้าระบบการควบคุมเอกสาร 9. เผยแพรค่ ูม่ ือปฏบิ ตั งิ าน 10. ฝกึ อบรมและใหค้ วามร้วู ธิ ีการใช้งานคู่มือปฏบิ ัติงาน 11. ทดสอบความเข้าใจของผู้ใช้งาน 12. รวบรวมข้อเสนอแนะเพ่อื ปรับปรงุ คู่มือ วิยะดา ธนสรรวนชิ (2558) กลา่ ววา่ แนวคดิ ในการจดั ท้าคู่มอื การปฏบิ ัติงาน ควรมี รายละเอยี ดดังน้ี 1. การเลือกเร่ืองหรือตง้ั ชอ่ื เรื่องของคู่มอื การปฏิบัติงาน ควรเลอื กเร่อื งให้ตรงกับความรู้ ความสามารถทีผ่ ้เู ขียนจะสามารถศกึ ษาค้นควา้ ได้อย่างละเอียดและครบคลมุ เน้ือหาท้ังหมด ควรต้ังชอื่ เร่อื งที่เปน็ งานหลักหรอื เปน็ งานทปี่ ฏบิ ัตจิ รงิ 2. ต้องเพ่ิมประสบการณใ์ ห้ตัวเอง โดยการศกึ ษาผลงานของบคุ คลอืน่ หรือเข้ารับการ อบรม 3. อ่าน จดบันทกึ ถ่ายสา้ เนาเอกสาร เก็บรวบรวม ข้อมลู จากแหล่งใด ใครเป็นผูเ้ ขียน เขยี นเมอื่ ใด ปีใด เพอ่ื ใช้เปน็ บรรณานุกรม อา้ งอิงเพื่อทีจ่ ะท้า ใหเ้ กดิ ความเช่ือถือ 4. วางแผนในการเขยี น การวางโครงร่าง เป็นบท เปน็ ตอน เป็นหวั ขอ้ ใหญห่ วั ข้อย่อย 5. เรยี บเรยี ง ทไ่ี ดจ้ ากการอ่าน คน้ ควา้ เขยี นเปน็ ตอนแล้วน้ามาเรยี งปะตดิ ปะต่อจนครบ แลว้ ลงมอื เขยี น ภาษาทใี่ ช้พยายามใช้ภาษางา่ ย ๆ จะตอ้ งค้านงึ ถงึ ผ้อู ่ืน ควรตอบสนองความตอ้ งการ และความสนใจของผู้อ่นื เนื้อหาสาระถกู ต้องตามหลกั วิชา้ ทนั สมัยครอบคลมุ ประเดน็ ท่ีเขียน รปู แบบ ท่ีดตี ้องมีลกั ษณะเปน็ วชิ าการแบ่งบท แบ่งตอนชดั เจน 6. ในแตล่ ะประเด็นหลกั ทเ่ี ขียน ควรมีนา้ หนกั พอๆ กัน มีความยาวพอๆ กนั ใหค้ วาม ละเอียดไลเ่ ล่ยี กัน และต้องเขียนผสมผสานกนั ระหว่างสงิ่ ที่คน้ ควา้ มากับประสบการณท์ ี่ปฏิบตั จิ ริง
21 7. เรียบเรยี งเปน็ ต้นฉบบั เร่ิมทดลองใชป้ ฏบิ ัติจริง ซง่ึ อาจมีการเพ่ิม – ลด และแก้ไข แล้วทดลองใช้ปฏบิ ัตซิ า้ อ่านทบทวน หา้ ขอบกพร่องเพ่อื มิให้เกิดความซ้า ซ้อนและเพิ่มเตมิ ส่งิ ทีข่ าด ไปให้สมบูรณ์ 8. จดั ทา้ รูปเล่ม ใหเ้ พื่อนร่วมงานช่วยอา่ น หรอื ผูม้ ปี ระสบการณ์ชว่ ยอ่าน เพ่ือให้ข้อ เสนอแนะหรือหาข้อ บกพรอ่ ง ซง่ึ อาจมีการเพิ่ม – ลดหรือสลับบท ตอน ใหม่ เพ่ือให้การเสนอแนวคดิ ราบรนื่ สา้ นกั งานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (2557) กลา่ วว่า ขัน้ ตอนการจัดท้า เอกสารการปฏิบัตงิ าน ดังน้ี 1. ศึกษารายละเอยี ดของงานจากเอกสาร 2. สงั เกตการปฏบิ ัติงานจริง 3. จดั ท้า Work Flow อยา่ งง่าย 4. จดั ท้า รายละเอียดในแต่ละขั้นตอน 5. มกี ารทดสอบโดยใหผ้ ู้ปฏิบัติงานอา่ นและผทู้ ่ีไม่ได้ปฏบิ ัติงานอ่าน 6. ตรวจสอบกับนิติกรว่ามีประเดน็ ใดขดั ตอ่ กฎหมาย หรอื กฎระเบียบของทาง หน่วยงานหรือไม่ หากมีให้แก้ไขปรบั ปรุง 7. ขออนุมตั ิ 8. บนั ทกึ เข้าระบบการควบคุมและแจกจ่ายเอกสาร 9. ด้า เนนิ การแจกจ่ายหรือเผยแพร่ 10. ด้า เนินการฝึกอบรมหรือชีแ้ จงวิธีการใช้ 11. มีการทดสอบความเข้าใจของผู้ใช้งาน 12. รวบรวมข้อเสนอแนะเพ่ือปรบั ปรุงคูม่ ือใหเ้ กิดประสทิ ธิภาพสูงสดุ จากการศึกษา สรุปไดว้ า่ การดา้ เนนิ ขัน้ ตอนการจดั ทา้ ค่มู ือควรเริ่มจากกา้ หนดหัวขอ้ เรือ่ งทจี่ ะศึกษา ศกึ ษาเอกสารทีเ่ ก่ียวข้องจดั ท้า ตามขั้น ตอนการปฏบิ ัตงิ าน ตรวจสอบและทดสอบเน้ือหาปรับปรงุ คู่มือและใช้งาน ประเมินผล รวบรวมข้อเสนอแนะ เพือ่ ปรบั ปรุงคูม่ ือ และจดั ท้าคูม่ ือ ทสี่ มบูรณ์ เหมาะสมต่อการใช้งาน 6. ประโยชนข์ องคู่มอื พรทพิ ย์ คารมรืน่ (2555) กลา่ วถึง ประโยชนข์ องคู่มือในการปฏบิ ตั งิ านไว้ดงั นี้ 1. คู่มือถือเป็นบรรทัดฐานสา้ หรับการปฏบิ ัตงิ าน ช่วยใหก้ ารปฏิบัตงิ านเปน็ ไปอยา่ งมี เกณฑ์ ไมว่ า่ ใครจะเปน็ ผู้ปฏิบัติหรอื ปฏบิ ัตติ อ่ ใคร ทา้ ให้เกิดแบบแผนท่ีดี 2. ช่วยให้ผูป้ ฏบิ ัตงิ านตระหนกั ในหนา้ ทแี่ ละความรบั ผดิ ชอบอย่างชดั เจน 3. ใชเ้ ป็นคูม่ อื ในการฝกึ บุคลากรใหม่ท้าให้สามารถเรยี นรู้งานไดอ้ ย่างถูกต้อง
22 4. ชว่ ยลดเวลาและลดความผิดพลาดและความบกพร่องในการปฏิบัตงิ าน 5. ชว่ ยลดคา่ ใช้จา่ ยในการด้าเนนิ งาน 6. ชว่ ยเพมิ่ ประสทิ ธิภาพในการทา้ งาน วงจันทร์ แกว้ สนี วล (2557) กลา่ ววา่ คมู่ ือปฏบิ ัติงานทจี่ ัดท้าขึ้นจะเปน็ ประโยชน์ตอ่ หน่วยงานและผปู้ ฏบิ ตั ิงาน ดังน้ี 1. เปน็ บรรทดั ฐานส้าหรับการปฏิบตั ิงาน คอื ชว่ ยใหก้ ารปฏิบตั ิงานเป็นไปอยา่ งมีเกณฑ์ ไม่ว่าใครจะเปน็ ผูป้ ฏบิ ัติหรือปฏิบัติตอ่ ใคร ท้าใหเ้ กิดแบบแผนท่ดี ี 2. ช่วยใหผ้ ปู้ ฏิบัตงิ านตระหนกั ในหนา้ ทแ่ี ละความรับผดิ ชอบอยา่ งชดั เจน 3. ใชเ้ ปน็ คมู่ ือในการฝกึ บุคลากรใหมท่ า้ ให้สามารถเรียนรู้งานได้ถูกตอ้ งรวดเร็ว 4. ช่วยลดเวลาและลดความผิดพลาดและความบกพร่องในการปฏิบตั งิ าน 5. ชว่ ยลดค่าใชจ้ า่ ยในการดา้ เนินงาน 6. ช่วยเพิ่มประสทิ ธิภาพในการท้างาน ส่วน อรยา พลู ทรพั ย์ (2562) กลา่ วถึง ประโยชนข์ องคู่มือการปฏิบตั ิงานไวว้ า่ 1. ช่วยลดการตอบคา้ ถาม 2. ชว่ ยลดเวลาในการสอนงาน 3. ชว่ ยเสริมสร้างความม่นั ใจในการท้างาน 4. ชว่ ยใหเ้ กดิ ความสมา่้ เสมอในการทา้ งาน 5. ช่วยลดความชัดแย้งที่อาจเกดิ ขนึ้ ในการท้างาน 6. ท้าให้การปฏิบัติงานเปน็ แบบมอื อาชีพ 7. ชว่ ยในการปรบั ปรงุ งานและออกแบบกระบวนงานใหม่ สรปุ ไดว้ ่า คู่มือมีประโยชน์ในการช่วยผู้ปฏิบตั งิ าน โดยเฉพาะบุคลากรทเ่ี ข้าใหมเ่ พ่ือให้ การทา้ งานเป็นไปตามข้นั ตอนท่ถี กู ต้อง ลดข้อผดิ พลาดและเพ่ิมประสทิ ธิภาพในการท้างาน แนวคดิ เกีย่ วกบั ฐำนโคก หนอง นำ โมเดล ท่ามกลางปัญหาการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ ท่ีมีสาเหตุหลักมาจากการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร้ขอบเขตของมนุษย์ ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสมดุลระบบนิเวศและ ส่งิ แวดล้อม การเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นภัยคุกคามต่อแหล่งผลิตอาหาร เช่น ความแหง้ แล้ง น้า ท่วม โรคระบาดศัตรูพืช และอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงภาวะวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร อยา่ งมาก คอื การเกดิ ภัยแล้งท่ีนบั วนั จะมีความรุนแรงเพิม่ ขึ้นในทุกปี
23 ท่ีผ่านมาประเทศไทยรับมือกับปัญหาภัยแล้งในหลากหลายรูปแบบ เช่น การสร้างอ่างเก็บน้า การ สร้างเขือ่ น หรือการจดั ท้าระบบชลประทาน ซ่ึงรปู แบบเหลา่ นี้สามารถใชแ้ กไ้ ขปัญหาได้ในบางพื้นท่ีถึง 121,200,000 ไร่ แตย่ ังคงต้องประสบกบั ปัญหาการขาดแคลนนา้ เพือ่ ใชใ้ นการเกษตร 1. รูปแบบ“โคก หนอง นำ” โมเดล “โคก หนอง นา”จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการแก้ไขปัญหาเรื่องการจัดการน้าท่ีสถาบัน เศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ได้น้อมน้าพระราชด้ารัสของพระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระบรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ด้านการท้าการเกษตร ทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารจัดการน้า และพ้ืนท่ีการเกษตร โดยมีการผสมผสาน กับภูมิปัญญาพ้ืนบ้านให้สอดคล้องกัน โดยแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน 30 : 30 : 30 : 10ดังนี้ 30 % ส้าหรับ แหล่งน้า โดยการขุดบ่อท้าหนองและคลองไส้ไก่ 30% ส้าหรับท้านา ปลูกข้าว 30% ส้าหรับท้าโคก หรือป่า ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ก็คือปลูกไม้ใช้สอย ไม้กินได้และไม้เศรษฐกิจ เพ่ือให้ได้ ประโยชน์ คือ มีกิน มีอยู่ มีใช้ มีความสมบูรณ์ และความร่มเย็นและ 10% ส้าหรับที่อยู่อาศัย และ เล้ียงสัตว์ เช่น ไก่ ปลา ววั และควาย เปน็ ต้น 2. กำรทำโคก หนอง นำ โมเดล “โคก หนอง นา โมเดล” เป็น “หลุมขนมครกเกบ็ กักน้า” เหมาะส้าหรับสภาพพนื้ ท่ีลุ่ม พื้นที่ ที่จะออกแบบจะเน้นการเก็บน้าเพื่อใช้สอยจากน้าฝนที่ตกในพื้นที่เป็นหลัก และถ้ามีน้าจากระบบ ชลประทานหรือแหล่งน้าตามธรรมชาติ (แม่น้า ล้าคลอง) เป็ นส่วนเสริม จะย่ิงท้าให้พื้นท่ีมี หลักประกันด้านน้าใช้ ส่วนพ้ืนที่ที่ไม่มีส่วนเสริมดังกล่าวการวางแผนเพื่อบริหารการใช้น้าอย่างย่ังยืน จึงเป็นส่ิงที่ต้องค้านึงถึง โดยโคก หนอง นา โมเดล จะแบ่งพ้ืนที่ออกเป็น 3 ส่วนคือ โคก หนอง และ นา โคก เกดิ จากการน้าดนิ ทีข่ ุดเพอ่ื ท้าบ่อน้าหรือหนองน้ามาทา้ เป็นเนินสูงจนเปน็ โคก บนโคกให้ ปลกู ป่า 3 อยา่ งประโยชน์ 4 อยา่ ง โดยรากไม้ที่ปลกู จะสานกันหลายระดับทา้ หน้าที่เกบ็ กกั น้าไว้ในดิน ควรปลูกแฝกร่วมด้วยเพ่ือช่วยเก็บน้าและป้องกันการพังทลายของดิน รากไม้ต่าง ๆ จะช่วยซับน้าไว้ แบบ “หลุมขนมครกใตด้ ิน” เมือ่ ตน้ ไม้เจริญเติบโตป่ามีความสมบูรณ์ ป่าบนโคกจะช่วยเก็บน้าไวใ้ ตด้ ิน มากหรือน้อยข้ึนอยู่กับชนิดของดิน ต้าแหน่งของโคกควรอยู่ทางทิศตะวันตกเพื่อช่วยบังแสงอาทิตย์ ยามบ่าย บริเวณพื้นที่ของโคกจะใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ปลูกผัก เล้ียงสัตว์และกิจกรรมอ่ืน ๆ ของเกษตรกร หนอง เกิดจากการขุดบ่อกักเก็บน้าเพ่ือใช้ในการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์น้าหรือปลูกพืชน้า เพ่ือ ใช้บริโภค ส่วนดินที่ขุดหนองน้าน้าไปใช้ท้าโคกได้ ต้าแหน่งของหนองน้าควรอยู่ทางทิศท่ีลมร้อนผ่าน เพ่ือให้ลมเย็นลงก่อนพัดเข้าสู่บ้านหนองน้าควรขุดให้ขอบและพื้นหนองน้ามีความคดโค้งเป็นร่องเป็น แนวมีความลึกหลายระดับและให้แดดส่องถึงเพ่ือให้ปลาวางไข่ได้ดี มีการขุด “คลองไส้ไก่” เพ่ือช่วย
24 กระจายน้าให้ทั่วพื้นท่ีเพิ่มความชุ่มชื้นในดินส่งผลดีต่อการปลูกพืชสร้าง “ฝายชะลอน้า”และ”หลุม ขนมครก”เพ่ือรับน้าและชะลอน้าที่ไหลมาดักตะกอนให้ไหลลงหนองน้าน้อยลง ชะลอการสูญเสีย แร่ธาตุและเป็นการเพิ่มแหล่งกักเก็บน้าในพ้ืนที่ ปริมาณน้าท่ีเก็บในหนองต้องค้านวณให้เพียงพอ ต่อการใช้งานในพื้นท่ีและมีน้าเหลือใช้ในหน้าแล้งหรือฝนท้ิงช่วง บริเวณพ้ืนท่ีของหนองจะใช้ ประโยชน์เป็นแก้มลิงเก็บน้าในหน้าฝนและแหล่งน้าส้าหรับอุปโภคบริโภคในหน้าแล้งฝายชะลอนา้ ป่า 3 อย่าง (ไม้กิน ไม้ใช้สอย ไม้สร้างบ้านเรือน) โดยปลูกให้มี 5 ระดับ (ไม้สูง ไม้กลางไม้เตี้ย ไม้เร่ียดินและ พืชหัว)ประโยชน์ 4 อย่าง (พอกิน พออยู่พอใช้และช่วยสร้างสมดุลระบบนิเวศ)คลองไส้ไก่ (เป็นร่องน้า เล็ก ๆ ขุดให้วนเวียนในพื้นท่ีปลูกป่า/ปลกู พืชคล้ายลา้ ไส้ของไก่)ฝายชะลอน้า (เปน็ คันกน้ั น้าท้าจากดิน หรือวัสดุจากธรรมชาติติดต้ังที่หลุมขนมครก)หลุมขนมครก (เป็นแอ่งรวมน้าเล็ก ๆรับน้าจากคลองไส้ ไก่)5คลองไส้ไก่ การขดุ หลมุ ขนมครกและคลองไสไ้ ก่ นำ ควรยกหัวคนั นาให้สูงอย่างนอ้ ย 1 เมตร เพอื่ เพม่ิ พนื้ ที่เกบ็ น้าไว้ในนาใหเ้ ท่ากบั ความสูง ของคันนาและปน้ั คนั นากวา้ ง ๆ เพื่อปลูกไมผ้ ล ไม้สมนุ ไพรและพืชผกั สวนครัวท่ีสามารถเกบ็ กินและ ขายสร้างรายได้ในทกุ ๆ วนั จึงถกู เรียกเปน็ “หัวคันนาทองคา้ ” และควรปลกู แฝกเพื่อป้องกนั การ พงั ทลายของคันนา คนั นาถกู ใช้เป็นเครือ่ งมือปรับระดบั น้าเข้านาตามความสูงของตน้ ข้าว และยัง สามารถใช้น้าเพ่ือควบคุมวชั พืชและแมลงตามภมู ิปัญญาท้องถนิ่ โดยปริมาณนา้ ฝนสว่ นหน่งึ จะซมึ ลง ดินเกบ็ เป็นน้าใต้ดนิ ช่วยสรา้ งความชุม่ ชืน้ ให้แกร่ ะบบนเิ วศในดินต่อไป บรเิ วณพน้ื ท่ีของนาจะใช้ ประโยชน์เปน็ ทีป่ ลูกขา้ ว เลี้ยงปลาส้าหรับก้าจดั ศัตรูของขา้ วและเปน็ อาหาร และปลกู พืชหมุนเวียน อนื่ ๆ ของเกษตรกร แผนภาพท่ี 2 กรอบแนวคดิ โคก หนอง นา โมเดล
25 3. กำรกกั เกบ็ นำ้ ของ “โคก หนอง นำ ” โมเดล หลักการส้าคัญของโคกหนอง นา โมเดล คือการกักเก็บน้าไว้ใช้อย่างเพียงพอ ซึ่งการ ออกแบบพืน้ ทจ่ี ะใหค้ วามสา้ คญั ต่อการเก็บน้า 3 ส่วนหลกั ๆ ไดแ้ ก่ 1. เก็บน้ำไว้ในหนอง การขุดหนองจะต้องขุดให้คดโค้ง และมีระดับตื้นลึกแตกต่าง กันไปในแต่ละจุด ซง่ึ ก่อนขุดตอ้ งมีการคา้ นวณปริมาตรน้าทสี่ ามารถเกบ็ ได้ในหนองเพื่อใหพ้ อใช้งาน 2. เก็บนำ้ ไว้บนโคก ท้าได้โดยการปลูกปา่ และเก็บในระบบรากของต้นไมท้ ี่ปลกู ไว้ 5 ระดับ ได้แก่ ไม้ระดับสูง ไม้ชั้นกลาง ไม้ช้ันเตี้ย ไม้เร่ียดิน และไม้หัวใต้ดิน ไม้แต่ละระดับควรจะมีไม่ น้อยกว่า21 ชนิด เพื่อสร้างความหลากหลายของระบบราก เม่อื ฝนตกลงมาระบบรากจะช่วยอุ้มน้าไวใ้ นดิน 3. เก็บไว้ในนำ ยกคันนำให้สูงและกว้ำง สามารถเก็บน้าไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วง นอกจากน้ีเรายงั สามารถปลูกพืชผักไวบ้ นคันนาได้อีกดว้ ย แผนภาพท่ี 3 แนวคิดการจัดการนา้ แนวทางคิดการจัดการน้า “โคก หนอง นา โมเดล” เพ่ือกักเก็บน้าไว้บนดิน (ด้วยหนอง คลองไส้ไก่ และคันนา) และใต้ดิน (ด้วยป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างตามแนวพระราชด้าริ) โดย คณะสถาบนั สถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เทคนคิ สู่กำรปฏิบตั ิ กำรศึกษำสภำพภมู สิ งั คมของพ้ืนที่ การพัฒนาตามแนวพระราชด้าริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลย เดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงยึดหลักส้าคัญคือให้สอดคล้องกับ “ภูมิสังคม” ซึ่งนั่นก็คือการ
26 พัฒนาโดยยึดหลักสภาพความเป็นจริงของ \"ภูมิประเทศ\" ท้ังในด้านพื้นที่ดิน ด้านสังคมวิทยา ด้าน ลักษณะนิสัยประจ้าถิ่น คือ นิสัยใจคอความเคยชิน วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ความเช่ือและหลักศาสนา เป็นต้น และการพัฒนาโดยยึดหลกั ภูมสิ ังคมน้ี ก็คือหลักส้าคัญย่ิงของการพัฒนาอยา่ งยั่งยืนน่นั เอง ดัง พระราชกระแสว่า\"การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศ ทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศทาง สังคมศาสตร์ ในสังคมวิทยา ภูมิประเทศตามสังคมวิทยา คือนิสัยใจคอของคนเรา จะไปบังคับให้คน คดิ อย่างอื่นไม่ได้ เราต้องแนะน้า เราเข้าไปช่วย โดยท่ีจะคิดให้เขาเข้ากบั เราไม่ได้ แต่ถา้ เราเข้าไปแล้ว เราเข้าไปช่วยดูว่าเขาต้องการอะไรจริงๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจ หลกั การของการพัฒนานี้ก็จะเกิด ประโยชน์อยา่ งยง่ิ \" \"ภมู สิ ังคม\" มขี อบเขตกวา้ งขวางและมคี วามหมายตามท่ีผู้รู้ให้อรรถาธบิ ายวา่ ภูมิ หมายความถึง ลักษณะของภูมิประเทศ ซึ่งก็คือสภาพแวดล้อมท่ีอยู่รอบๆ ตัวเรานั่นเอง พดู แบบชาวบ้านก็คือ ดนิ น้า ลม ไฟ น่ันเอง เพราะสภาพภูมปิ ระเทศในแต่ละภูมิภาคนน้ั แตกต่างกัน ไปมาก ตัวอย่างเช่น อุณหภูมิความหนาวร้อน ความแห้งแล้งและชุ่มฉ้่าแตกต่างกันไป อย่างใน ประเทศไทย ภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นภูเขา ทางใต้เป็นพ้ืนที่พรุ ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่ม ส่วนภาค ตะวันออกเฉียงเหนือเป็นทีร่ าบสูงแหง้ แล้งในบางส่วน เป็นต้น สังคม คือสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม จารีตประเพณี วิถีชีวิต แนวคิดทัศนคติ ท่ีแตกต่าง กนั และอยู่ล้อมรอบผู้คนท่ีมีชีวิตอยู่ในพ้ืนที่น้ัน นักวางแผนพัฒนาจะต้องไม่ประเมินหรือคาดการณ์ว่า ผคู้ นในพ้ืนท่ีใดพ้ืนที่หนึ่งจะมีวัฒนธรรม ค่านิยม และการชอบหรอื ไม่ชอบส่ิงใดเหมือนกันไปหมดเป็น บรรทัดฐาน เราจะต้องไม่ไปตัดสินใจแทนเขาในเร่ืองของความต้องการและความพึงพอใจตามแนวคิด ทผี่ ูกพนั อยู่กบั เรา ดังนั้น แนวคิดในการพัฒนารูปแบบโคก หนอง นาโมเดล จึงต้องค้านึงถึงหลัก 2 ประการนี้ เป็นส้าคญั อย่าได้ไปแปรเปล่ยี นสภาพ ท้ังของผู้คนในพ้นื ท่ีและภูมปิ ระเทศตรงนั้นใหเ้ สยี ไปจากสภาพ เดิมเป็นประการสา้ คญั กำรออกแบบที่คำนงึ ถึงภูมิสังคม
27 แผนภาพท่ี 4 การออกแบบที่ค้านึงถงึ ภูมิสังคม การออกแบบพื้นท่ี โคก หนอง นา โมเดล จะค้านึงถึงภาวะ “ภูมิสังคม” เป็นปัจจัยหลัก ส้าคัญในการออกแบบพ้ืนที่ โดยจะให้ความส้าคัญกับ “สังคม” มากกว่า “ภูมิ” คือต้องออกแบบตาม สังคมและวัฒนธรรมของคนท่ีอยู่ แม้ว่าภูมิประเทศจะเหมือนกันก็ตาม หากสังคมต่างกัน การ ออกแบบก็จะต่างกันโดยสิ้นเชิงเพราะการออกแบบน้ันต้องออกแบบตามคนที่อยู่ เปรียบเสมือนศัพท์ ทางสถาปนิกทมี่ กั จะใช้คือปลูกเรือนตามใจผอู้ ยู่ เช่น การออกแบบในพ้ืนทห่ี น่ึงในจังหวดั ล้าปาง ถึงแม้ จะเป็นภูเขาด้านเดียวกัน แตค่ นทอ่ี ยู่อาศัยน้ันเป็นคนเผ่ากระเหรี่ยงและเผ่าอาข่า ซึ่งเป็นคนละชนเผ่า การออกแบบกจ็ ะใช้คนละรูปแบบ เพราะวัฒนธรรมการกินอยู่ของทั้ง 2 เผ่า นั้นไม่เหมือนกัน พืชผัก ที่เขาปลูกก็ไม่เหมือนกัน ความต้องการน้าของพืชผักแต่ละชนิดจึงไม่เหมือนกัน ถึงภูมิประเทศ เหมือนกันแต่ถ้าสังคมไม่เหมือนกันการออกแบบก็จะเปล่ียนไปทันที ดังนั้นจึงต้องให้ความส้าคัญกับ สังคมก่อนภมู ิ ภมู ิ จะเป็นบรรทัดฐานง่าย ๆ คือ หลักการของภูมิจะใช้หลักการเดียวกัน เช่น ปริมาณน้าฝน ในพื้นที่แต่ละพื้นท่ีแตกต่างกันเท่าไหร่ ก็เอาปริมาณน้าฝนมาเป็นตัวค้านวณ ทิศทางลมของประเทศ ไทยส่วนใหญ่จะเป็นลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เป็นต้น การวางผังหรือการออกแบบจึงต้องค้านึงถึง ปัจจยั เหลา่ น้ี การออกแบบโคก หนอง นา โมเดลในพ้ืนที่ เป็นเหมือนการออกแบบหลุมขนมครกเพ่ือให้ สามารถกักเก็บน้าท้ังบนดิน และใต้ดิน ในพื้นที่เพ่ือให้มีน้าไว้ใช้พอเพียง ส่งผลให้เกิดการปรับปรุงดิน และฟ้ืนคืนระบบนิเวศ เพ่ือการอยู่อาศัย สอดคล้องกับการท้ากสิกรรมธรรมชาติ เพื่อผลิตอาหารที่ ปลอดภัยในระบบนิเวศที่สมดุล โดยจะต้องท้าให้เหมาะสม “ตามฐานะและกาลังของตนเอง” ซึ่ง หลมุ ขนมครกดังกล่าวเกบ็ กักน้าอยใู่ นรูปแบบของ โคก เกดิ จากการน้าดินทีข่ ุดเพ่ือท้าบอ่ นา้ หรือหนองนา้ มาท้าเป็นเนินสงู จนเป็นโคก บนโคกให้ปลูก ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง โดยรากไม้ท่ีปลูกจะสานกันหลายระดับ ท้าหน้าท่ีเก็บกักน้าไว้ในดิน ควรปลูกแฝกร่วมด้วยเพ่ือช่วยเก็บน้าและป้องกันการพังทลายของดิน รากไม้ต่างๆจะช่วยซับน้าไว้แบบ “หลุมขนมครกใต้ดิน” เม่อื ตน้ ไม้เจรญิ เตบิ โต ป่ามีความสมบรู ณ์ ป่าบนโคกจะช่วยเก็บน้าไวใ้ ตด้ ินมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของดิน ต้าแหน่งของโคกควรอยู่ทางทิศตะวันตกเพ่ือช่วยบังแสงอาทิตย์ยาม บ่าย บริเวณพ้ืนที่ของโคกจะใช้ประโยชน์เป็น ท่ีอยู่อาศัย ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์และกิจกรรมอ่ืนๆ ของ เกษตรกร หนอง เกิดจากการขุดบ่อกักเก็บน้าเพ่ือใช้ในการเพาะปลูก เล้ียงสัตว์น้าหรือปลูกพืชน้า เพื่อใช้ บริโภค ส่วนดินท่ีขุดหนองน้าน้าไปใช้ท้าโคกได้ ต้าแหน่งของหนองน้าควรอยู่ทางทิศที่ลมร้อนผ่าน
28 เพ่ือให้ลมเย็นลงก่อนพัดเข้าสู่บ้านหนองน้าควรขุดให้ขอบและพ้ืนหนองน้ามีความคดโค้งเป็นร่องเป็น แนว มีความลึกหลายระดับและให้แดดส่องถึงเพื่อให้ปลาวางไข่ได้ดี มีการขุด “คลองไส้ไก่” เพื่อช่วย กระจายน้าให้ทั่วพื้นท่ี เพ่ิมความชุ่มชื้นในดินส่งผลดีต่อการปลูกพืช สร้าง “ฝายชะลอน้า”และ”หลุม ขนมครก”เพ่ือรับน้าและชะลอน้าท่ีไหลมาดักตะกอนให้ไหลลงหนองน้าน้อยลง ชะลอการสูญเสียแร่ ธาตุและเป็นการเพิ่มแหล่งกักเก็บน้าในพื้นที่ ปริมาณน้าที่เก็บในหนองต้องค้านวณให้เพียงพอต่อการ ใช้งานในพื้นท่ีและมีน้าเหลือใช้ในหน้าแล้งหรือฝนท้ิงช่วง บริเวณพื้นท่ีของหนองจะใช้ประโยชน์เป็น แก้มลิงเก็บนา้ ในหน้าฝนและแหล่งนา้ สา้ หรับอปุ โภคบริโภคในหน้าแลง้ นำ ควรยกหัวคันนาให้สูงและกว้างอย่างน้อย 1 เมตร ฐานขนาดกวา้ ง 2 เมตร เพ่ือเพิ่มพื้นที่เก็บ น้าไว้ในนาให้เท่ากับความสูงของคันนาและปัน้ คนั นากว้างๆ เพอ่ื ปลกู ไม้ผล ไมส้ มุนไพรและพชื ผักสวน ครัวท่ีสามารถเก็บกินและขายสร้างรายได้ในทุกๆ วัน จึงถูกเรียกเป็น “หัวคันนาทองค้า” และควร ปลูกแฝกเพ่ือป้องกันการพังทลายของคันนา คันนาถูกใช้เป็นเครื่องมือปรับระดับน้าเข้านาตามความ สูงของต้นข้าว และยังสามารถใช้น้าเพื่อควบคุมวัชพืชและแมลงตามภูมิปัญญาท้องถ่ิน โดยปริมาณ น้าฝนส่วนหน่ึงจะซมึ ลงดินเก็บเป็นน้าใต้ดินช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ระบบนเิ วศในดนิ ต่อไป บริเวณ พื้นที่ของนาจะใช้ประโยชน์เป็น ท่ีปลูกข้าว เล้ียงปลาส้าหรับก้าจัดศัตรูของข้าวและเป็นอาหาร และ ปลูกพืชหมุนเวยี นอน่ื ๆ ของเกษตรกร คลองไสไ้ ก่ การขุดคลองไส้ไก่ คือ การขุดร่องน้าในท่ีดิน เป็นหน่ึงในรูปแบบหลุมขนมครกเพื่อกักเก็บน้า และกระจายความชุ่มช้ืนไปท่ัวบริเวณพื้นที่เพาะปลูก เปรียบเสมือนล้าธาร มีการไหลตกกระทบ น้าที่ ไหลผ่านจะซึมลงสู่พ้ืนดินท้าให้เกิดความชุ่มชื้น โดยให้ขุดเป็นร่องที่มีความคดเค้ียวโดยมีความกว้าง และความลึก 50 เซนติเมตร โดยน้าดินท่ีได้จากการขุดข้ึนมาถมในฝ่ังตรงข้ามของแหล่งน้าท่ีไหลมา ท้าคันดินให้กว้าง 1 เมตร แล้วปลูกแฝกเพื่อลดการพังทลายของคันดิน ปลกู ไม้ผล และผักสวนครัวไว้ เป็นแหล่งอาหาร นอกจากนี้ให้ขุดหลุมเล็ก ๆ เพื่อให้น้าท่ีไหลมาตกในหลุม เป็นการชะลอน้าที่ไหล ผ่านไม่ให้ไหลแรงเกินไป รวมถึงการท้าฝายเล็ก ๆ เป็นระยะ ๆ เพ่ือชะลอน้า ท้าให้น้าซึมลงใต้ดิน ได้มากที่สุด และยังเป็นการดักตะกอนดินที่เกิดจากการทับถมกันของใบไม้และอินทรียวัตถุต่าง ๆ ซึ่ง อุดมด้วยธาตอุ าหารทจ่ี า้ เปน็ แกพ่ ชื ฝำย สร้างฝายชะลอน้า ฝายกักตะกอน ตามคลองไส้ไก่ หรือทางน้า ฝายช่วยชะลอความเร็วของ น้า และท้าหนา้ ทด่ี ักตะกอนไม่ให้ไหลลงไปในหนอง น้าตะกอนท่ีได้กลบั มาท้าปุ๋ยหมกั
29 แท็งก์นำ้ ส้าหรับเก็บน้าในสถานท่ีจ้ากัด หรือกรณีต้องการน้าน้าข้ึนท่ีสูง สร้างถังน้าแบบบ้าน ๆ ด้วย ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ใช้ไม้ไผ่เป็นโครงสร้าง ฉาบปูน วางต้าแหน่งแท็งก์น้าบนท่ีสูง เพ่ือปล่อยน้าลง มาตามคลองไสไ้ ก่ (อาจจะนา้ น้าข้ึนทส่ี ูงด้วยพลังงานแสงอาทิตย)์ ตุ่ม รับน้าจากหลังคาด้วยรางน้า ต่อรางลงตุ่มเก็บน้าไว้ใช้ ตุ่มน้า เป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุดส้าหรับ เก็บน้าฝน ทุกบ้านสามารถท้าได้ และหากต้องการประหยัดพื้นที่ สามารถฝังตุ่มไว้ใต้พ้ืนดิน เพ่ือใช้ ประโยชนด์ า้ นบน ป่ำ ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกป่าตา่ งระดบั 5 ชั้น ไมส้ ูง ไม้กลาง ไมเ้ ต้ีย ไม้เรี่ยดิน และ พืชหัว เพื่อให้รากสานกันหลายระดับ กักเก็บน้าและป้องกันการพังทลายของดิน ปลูกแฝกเพื่อช่วย เกบ็ น้าไวใ้ ต้ดิน และปอ้ งกันการพงั ทลายของดิน อนึ่ง การด้าเนินการเกี่ยวกับโคก หนอง นาโมเดล ท่ีมีการขุดดินและถมดิน อีกทั้งการใช้ ประโยชน์ท่ีดินในเขตปฏิรูปท่ีดิน จ้าเป็นต้องศึกษากฎหมายหรือระเบียบท่ีเกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ.๒๕๔๓ และระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือ เกษตรกรรม วา่ ด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขในการใช้และคา่ ตอบแทนการใชป้ ระโยชน์ที่ดนิ ใน เขตปฏิรูปทด่ี นิ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2563 กำรออกแบบ “โคกหนองนำโมเดล” ด้วยตนเอง (1) น้าที่ดินมาแปลงหน่วยจากตารางวามาเป็นตารางเมตร 1 ตารางวา เท่ากบั 4 ตารางเมตร พนื้ ที่ 1 ไร่ หรอื 400 ตารางวา เทา่ กับ 1,600 ตารางเมตร ตัวอยำ่ ง มีที่ดนิ 5 ไร่ เทา่ กบั 5 x 1,600 = 8,000 ตารางเมตร (2) คา้ นวณปรมิ าณน้าฝนท่ีตกในพ้ืนที่ (ตอ้ งเกบ็ น้าใหไ้ ด้ 100%) ปรมิ าณน้าฝนเฉลย่ี ต่อปีของพน้ื ทน่ี ้นั ๆ (ม.ม.) x พ้นื ที่ดนิ (ตร.ม.) ตวั อยำ่ ง พ้ืนทน่ี นั้ มีปริมาณน้าฝนเฉลี่ยตอ่ ปี = 1,200 ม.ม. ปรมิ าณนา้ ฝนต่อปีเทา่ กบั 1.20 x 8,000 = 9,600 ลบ.ม. (3) คา้ นวณขนาดของหนองน้าเพ่อื เกบ็ นา้ ฝน ใน 1 ปีมีวันที่ฝนไม่ตก 300 วัน โดยน้าจะระเหยอย่างน้อยวันละ 1.25 ซ.ม.(เดิมใช้ 1.0 ซ.ม.) น้าจะระเหยไปต่อปเี ท่ากบั 1.25 x 300 = 3.75 ม. ต้องขุดหนองลึกกว่า 3 + 3.75 = 6.75 ม. หนองน้าเก็บน้า 9,600 ลบ.ม. จะมีขนาดเท่ากับ 40 (กว้าง) x 35.6 (ยาว) x
30 6.75 (ลึก) =9,612 ลบ.ม. (คิดแบบความลาดชนั ของขอบหนองน้าสูง) พ้ืนท่ีใช้เป็นหนองน้า เท่ากับ 40 x 35.6 = 1,424 ตร.ม. หรือ 0.89 ไร่ หรอื 3 งาน 56 ตร.วา (4) ค้านวณปรมิ าณดินสา้ หรบั ใช้ท้าโคก ได้ จากก ารขุ ดห น อ ง ดิน จะฟู ข้ึ น 30% เท่ ากั บ ได้ ดิ น ท้ าโค ก 9,612 x 1.30=12,495.6 ลบ.ม. (5) คา้ นวณขนาดนา (ครอบครัวเกษตรกรมสี มาชกิ 5 คน) คน 1 คนใช้ข้าวสารหุงข้าว 0.3 ก.ก./วัน ดังนั้นคน 5 คนใช้ข้าวสารเท่ากบั 5 x 0.3 = 1.5 ก.ก./วนั ในหนึง่ ปใี ชข้ ้าวสารเท่ากบั 1.5 x 365 = 547.5 ก.ก. ขา้ วสาร 1 ก.ก. ได้จากการสขี ้าวเปลือก 2 ก.ก. ดังน้นั ข้าวเปลือกทใ่ี ชต้ ่อปคี ือ1,095 ก.ก. โดยเฉล่ียนา 1 ไร่จะได้ข้าวเปลือกประมาณ 1,000 ก.ก. ดังน้ันใช้พ้ืนที่ท้านาเพียง 1.1 ไร่ก็พอเพียงแต่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงข้ันก้าวหน้าควรท้าทานแจกจ่าย ดังนั้นพื้นที่ ทา้ นาควรท้า 2.0 ไร่ และจะมขี า้ วเปลือกสว่ นเหลือประมาณ 905 ก.ก. เพ่ือแบ่งปนั สรปุ พน้ื ทเ่ี หลอื เป็นโคกเท่ากับ 5 - 0.89 - 2 = 2.11 ไร่ (6) ปรมิ าณน้าฝนที่เกบ็ ไวใ้ นนา พน้ื ท่ีนา 2.0 ไร่ 3,200 ตร.ม. ยกขอบคันนาสูง 1.0 ม. เก็บน้าได้ 3,200 x 1=3,200 ลบ.ม. (ไมไ่ ดน้ ้าการระเหยของนา้ ในนามาคดิ ) (7) ปรมิ าณน้าฝนท่ีเกบ็ ไวใ้ นโคก(ปา่ ) โคก(ป่า) จะเกบ็ นา้ ไว้ใต้ดินไดค้ ร่งึ หนงึ่ ของความจุหนองนา้ 9,612/2 = 4,806 ลบ.ม. (8) ปริมาณน้าที่เก็บไว้ในคลองไส้ไก่และหลุมชะลอน้า (ยังไม่น้ามารวมจนกว่าจะออกแบบพ้ืนท่ี แลว้ เสรจ็ ) สรุป ปรมิ าณนา้ ท่เี กบ็ ได้ 9,612 + 3,200 + 4,806 = 17,618 ลบ.ม. คดิ เปน็ 184% ของปริมาณน้าฝนที่ตกในพืน้ ที่ (9) คา้ นวณปรมิ าณนา้ ใช้ส้าหรบั กิจกรรมตา่ งๆ - นา 1 ไรใ่ ช้นา้ 1,000 ลบ.ม./ปี นา 2 ไรจ่ ะใช้นา้ 2 x 1,000 = 2,000 ลบ.ม./ปี - ปา่ 3 อยา่ งประโยชน์ 4 อย่าง 1 ไร่ใช้น้า 1,000 ลบ.ม./ปี - ป่า 1 ไรจ่ ะใช้นา้ 1 x 1,000 = 1,000 ลบ.ม./ปี - พชื ไรห่ รอื ไม้ผล 1 ไร่ใช้นา้ 1,000 ลบ.ม./ปี พชื ไรห่ รอื ไม้ผล 1 ไรจ่ ะใชน้ ้า 1 x 1,000 = 1,000 ลบ.ม./ปี - พชื สวนครวั และกจิ กรรมอืน่ ๆ 1 ไร่ใชน้ ้า 1,000 ลบ.ม./ปี
31 - พืชสวนครัวและกิจกรรมอน่ื ๆ 0.11 ไร่จะใช้น้า 0.11 x 1,000 = 110 ลบ.ม./ปี - น้าใช้อุปโภคบริโภคครัวเรือน 1 คนใช้น้า 200 ล./วัน 5 คนใช้น้า 1,000 ล./วัน (1 ลบ.ม.) ใช้น้ารวม 1 x 365 = 365 ลบ.ม./ปี - หนองน้า 0.89 ไร่ นา้ ระเหยวันละ 1.25 ซ.ม. วนั ท่ฝี นไม่ตก 300 วัน น้าระเหยไปต่อปี 3.75 ม. ใชน้ ้าไป 0.89 x 1,600 x 3.75 = 5,340 ลบ.ม./ปี เหลอื นา้ ใช้ 0.89 x 1,600 x 3.00 = 4,272 ลบ.ม./ปี สรปุ ปรมิ าณนา้ ใช้ 2,000 + 1,000 + 1,000 + 110 + 365 + 4,272 = 8,747 ลบ.ม. หนองน้าทเี่ กบ็ ได-้ นา้ ใช้ เทา่ กับ 9,612 - 8,747 = 865 ลบ.ม. (นา้ ทีเ่ กบ็ ในหนองน้ามีเพียงพอ) หลักกำรออกแบบพน้ื ที่ หลักการออกแบบพื้นที่ตามภูมิสงั คม ต้องคานึงถึงตวั แปรท่ีสาคัญ ๕ ประการ คือ ดนิ น้า ลม ไฟ คน ดังน้ี 1. ทิศ ควรส้ารวจทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตกและทิศทางการข้ึนของพระอาทิตย์ในฤดู ตา่ งๆ ในพนื้ ที่น้นั ๆ 2. ลม ควรพิจารณาลมตามฤดูและลมประจ้าถิ่น อย่างฤดูฝนและฤดูรอ้ นลมจะพัดมาจากทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ ฤดูหนาว (ลมหนาวหรือลมข้าวเบา) ลมจะพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ควร วางต้าแหน่งบ้านเรือนและลานตากข้าว ไม่ให้ขวางทิศทางลม และออกแบบบ้านให้มีช่องรับลมตาม ทิศในแต่ฤดูกาล เพื่อใหบ้ า้ นเย็นอยู่สบายและลดการใช้พลงั งานในบ้าน 3. ดิน พิจารณาลักษณะของดิน การอุ้มน้าของดิน เพื่อวางแผนการขุดหนองน้าและการ ปรับปรุงดนิ ที่เหมาะสม ใช้การฟื้นฟูดินด้วยการห่มด้วยฟาง ใบไมห้ รอื หญา้ ท่ีเรียกว่า “ไม่ปอกเปลือก เปลอื ยดิน” แล้วเติมปุ๋ยให้เหมาะสมกับคุณลักษณะของดนิ เนน้ การใชป้ ุ๋ยอินทรยี ์ทั้งชนิดแหง้ และชนิด น้าแบบท่ีเรียกว่า “แห้งชามน้าชาม” โดยน้าฟางวางบนดินสลับด้วยปุ๋ยหมักแล้วตามด้วยการราดปุ๋ย น้าจุลินทรีย์ ด้วยวิธีการ “ห่มดิน” จะช่วยลดการระเหยของน้าบนผิวดิน ช่วยให้สิ่งมีชีวิตผิวดินและ ในดินเพ่ิมจ้านวนได้มากขึ้น ท้าให้จุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรียวัตถุได้ดีข้ึน ปิดกั้นไม่ให้วัชพืชได้รับ แสงแดด ด้วยวธิ กี ารห่มดนิ จะช่วยแก้ปัญหาของดนิ ได้ 4. น้า การขุดหนองน้าตอ้ งดูทางไหลเข้าและออกของน้าในพื้นท่ี ควรวางต้าแหน่งหนองน้าใน ด้านท่ีลมร้อนพัดผ่านก่อนเข้าสู่บ้าน จะช่วยให้บ้านเย็นขึ้น ควรขุดหนองให้มีความคดเค้ียวเพ่ือเพ่ิม พื้นที่เพาะปลูกพืชริมขอบหนองและท้า “ตะพัก” หรือความลดหลั่นของระดับความสูงในหนองให้ไม่
32 เท่ากัน โดยช้ันแรกมีความลึกเท่าระดับที่แสงแดดส่องลงไปถึง เพ่ือเป็นช้ันให้ปลาสามารถวางไข่และ อนุบาลสัตว์น้าได้ ควรปลูกพืชน้าหรือไม้น้าเพ่ือให้ปลาใช้เป็นแหล่งวางไข่ ท่ีอยู่อาศัยและเป็นอาหาร ให้กับสตั ว์นา้ รวมทง้ั ทา้ “แซนวิชปลา” น้าหญ้าและฟางกองสลบั กับปุ๋ยหมกั ไว้ที่ตน้ น้าเพื่อสร้างแพลง ตอนและไรแดง เปน็ การเพม่ิ อาหารให้กับสตั ว์นา้ 5. คน หัวใจส้าคัญของการออกแบบพ้ืนท่ีให้เหมาะสม ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ท่ีเป็น เจา้ ของเป็นหลกั ซ่งึ จะเป็นผู้ทใ่ี ช้ประโยชนจ์ ากพน้ื ทีน่ ้นั มากที่สุด กำรบริหำรจดั กำรนำ้ ด้วยโคก หนอง นำโมเดล พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลท่ี 9 พระองค์ท่านทรงเคยรับสั่งไว้ว่า ‘น้าคือชีวิต’ ดังนั้น สิ่งหน่ึงที่เป็นความพิเศษของโคก หนอง นา โมเดล ก็คือการวางแผนเก็บน้าไว้ใช้ตลอดทั้งปี เพราะหากมีน้าใช้แล้วก็จะอยู่ได้และ ประกอบอาชีพได้ ช่วยลดการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของประชากร อีกท้ังยังช่วยลดความแออัด ลดการ แย่งพ้ืนท่ีท้ากินในเมืองใหญ่ ลดปัญหาสังคม ปัญหายาเสพติด ปัญหาความสกปรก และปัญหาชนบท ลม่ สลาย โครงการในพระราชด้ารขิ องพระองคท์ า่ นสว่ นใหญ่จึงเปน็ โครงการเรอื่ งน้า ดังนัน้ โคก หนอง นา โมเดล ก็เช่นกัน ได้มีการน้าหลักคิดในเร่ืองน้ีมาปรับใช้ ซึ่งไม่เพียงจะท้าให้มีน้าใช้ตลอดท้ังปีและ ไม่ต้องประสบปัญหาภัยแล้งแล้ว ยังช่วยลดปริมาณน้าหลากที่จะเข้าท่วมพื้นท่ีต่าง ๆ และลดการเกิด ตะกอนดนิ ทบั ถม เพราะมพี นื้ ทก่ี กั เก็บน้าเพยี งพอและมีต้นไม้คอยดดู ซับนา้ ลงส่ใู ตด้ นิ ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ประกอบไปด้วยการวางแผนท่ีมีความ ละเอียดเป็นอย่างมาก ดังนั้น โคก หนอง นา โมเดล จึงใช้ลักษณะของการค้านวณการระเหยของน้า การค้านวณการใช้น้า การค้านวณการบ้าบัดน้าเสีย โดยน้าท่ีได้มาในแต่ละรอบจะต้องน้าไปวาง แผนการผลติ ทั้งในเร่ืองของการปรับปรุงดินและการผลิตอาหารให้เพยี งพอต่อการบริโภค โดยจะต้อง สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างต่อเน่ือง นอกจากน้ียังต้องมีการปรับหัวคันนาให้สูงขึ้นไม่น้อย กว่า ๑เมตร เพื่อสร้างแหล่งกักเก็บน้า วางแผนปลูกข้าว ปลูกพืชอายุส้ัน อายุยาว เล้ียงปลา เล้ียงไก่ น้าพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในพื้นท่ี โดยเฉพาะพลังงานชีวมวล ซึ่งเม่ือที่ดินดังกล่าวมีแหล่งอาหารที่ สมบูรณ์และมีแหล่งน้ามากเพียงพอแล้ว เมื่อฝนตกลงมาก็จะมีน้าไหลเข้าไปยังหนอง สัตว์น้าที่อาศัย อยู่ก็จะได้วางไข่ในพื้นท่ีที่ปลอดภัยตามธรรมชาติ ซึ่งก็จะก่อให้เกิดผลผลิตตามมา เป็นตัวสร้างรายได้ อกี ทางหน่งึ นอกจากนี้สิ่งส้าคัญของหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ก็คือ ต้องสร้างกิจกรรมท่ีดีและเหมาะสม เพือ่ ใหค้ นรุ่นใหมไ่ ด้เห็นวา่ อาชีพเกษตรกรซ่ึงเป็นผู้ทีส่ ร้างอาหารให้ทุกคนไดบ้ ริโภค เป็นอาชพี ที่ส้าคัญ ของโลกที่มีศักดิ์ศรี ควรมีการท้ากิจกรรมต่าง ๆ อย่างหลากหลายท่ีเอ้ืออ้านวยต่อการพัฒนาพ้ืนท่ี นั้น ๆ นอกจากนีก้ ารท้าตามหลกั ดงั กล่าวจะต้องตอบโจทย์ในเรื่องของความสวยงาม โดยท้าใหเ้ หมือน เป็นศิลปะของแผ่นดิน ให้ผู้ท่ีอยู่อาศัยรู้สึกเสมือนได้พักผ่อนในสถานที่ที่งดงาม ซ่ึงนอกจากจะท้าให้มี
33 สภาพแวดล้อมที่ดีเชน่ น้ีแลว้ สิ่งทไี่ ด้รับตามมาก็คือการพฒั นาคน เพราะทกุ คนจะมีความเป็นอยู่ท่ดี ีข้ึน สงั คมจะเกิดความมัน่ คงทัง้ ในดา้ นอาหารและการเงิน กำรบริหำรแบบคนจน การบริหารแบบคนจนไม่ติดต้ารา ล้นเกล้ารัชกาลท่ี 9 พระองค์ท่านได้พระราชทานพระราช ด้ารสั เปน็ แนวทางในการทา้ งานให้พสกนกิ รแลว้ ท้าแบบคนจน ไม่ติดต้ารา “แบบที่เรียกว่าทาแบบคนจน คือทาวิธีการแบบคนจนไม่ได้มี การลงทุนมากหลายอย่างของเขา เราก็ทาไป” ก็เลยบอกว่าถ้าจะแนะน้าก็ท้า แนะน้าได้ ท้าแบบคน จน เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควรอยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่าง มาก แล้วไม่อยากจะเป็น ประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่าง มากมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เขาเป็นประเทศท่ีมีอุตสาหกรรมสูง มีแต่ถอยหลังและถอยหลัง อยา่ งนา่ กลวั แต่ถา้ เรามีการปกครอง แบบเรียกว่า แบบคนจน แบบท่ไี ม่ตดิ กบั ตำรำมำกเกินไป ทำอย่ำง มสี ำมัคคนี ่แี หละ คือเมตตำกันก็จะอยู่ไดต้ ลอดไป ไม่เหมอื นคนที่ทา้ ตามบัญชี ตามวิชาการแล้วก็วนั หนง่ึ กว็ ิชาการนนั้ เราดูตา้ ราแล้วพลกิ ไปถึงหนา้ สดุ ท้าย ในหนา้ สุดท้ายนัน้ เขาบอกอนาคตยังมี แต่ไม่ บอกว่าต้องอย่างไร เวลาปิดเลม่ แลว้ มันกป็ ดิ ต้ารา ปิดต้าราแล้วไมร่ จู้ ะท้าอะไรสดุ ท้ายก็ต้องเปิดหนา้ แรกใหม่ เปดิ หน้าแรกก็เร่ิมต้นใหม่ ถอยหลงั เข้าคลอง แต่ถ้าเราใชต้ า้ ราแบบท่เี ราอะลุ้มอล่วยกนั ต้าราน้ันไมจ่ บ “พระองค์ได้ช้ีแนะจากพระราชดารัสข้างต้นให้ทาตามกาลังของตนไม่ต้องไปกู้ยืมเงิน ไม่ให้ทาอะไรเกินตัว ให้ค่อยเป็นค่อยไป ถ้าทาแบบไม่มีหนี้ก็จะมีความสุข ให้มีความสามัคคี เมตตากัน” (พระราชด้ารสั เนือ่ งในโอกาสวนั เฉลมิ พระชนมพรรษา : ๔ ธนั วาคม ๒๕๓๔) งำนวิจยั ท่ีเก่ียวข้อง กญั ญา ประเสรฐิ ไทย (2555) ไดท้ ้าการศึกษาเกี่ยวกับ เร่อื ง การบรหิ ารแหล่งเรียนรู้เพื่อ จัดการเรียนการสอนของโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาเวียงเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ผล การศึกษาพบว่า โรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาการศึกษาเวียงเชียงแสน มีแหล่งเรียนรู้ใน โรงเรยี น 4 ประเภท ได้แก่ ห้องปฏิบัติการ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ห้องสมุดและอุทยานการศึกษา แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมี 3 ประเภท ได้แก่ แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติแหล่งเรียนรู้ที่สร้างข้ึน และแหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคล สภาพการบริหารแหล่งเรียนรู้มีการน้าแหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียนทั้ง 3 ประเภท มาใชใ้ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย จัดท้าแผนการเรียนรูโ้ ดยบูรณาการใช้แหล่ง เรียนรู้ต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอน ปัญหาในการบริหารแหล่งเรียนรู้พบว่า งบประมาณในการ ด้าเนินการจัดท้าแผนประจ้าปีของโรงเรียน ด้านการปฏิบัติตามแผนน้าแหล่งเรียนรู้มาใช้จัดกิจกรรม
34 การเรียนการสอน โดยปรากฏในแผนการสอนอย่างเหมาะสม ด้านการตรวจสอบและประเมิน กา้ หนดให้มีผู้รับผดิ ชอบในการนิเทศ ติดตามในรปู ของคณะกรรมการด้านการปรับปรุงแก้ไขควรมีการ ปรับปรุงระบบสารสนเทศให้เป็นปัจจุบัน และปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องท่ีพบหลังจากที่ได้รับการ นิเทศตดิ ตามผลอยา่ งตอ่ เนือ่ ง เบญญาดา วิริไฟ (2557) ได้ท้าการศึกษา การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มี ต่อการเข้าใช้บริการห้องสมุด โรงเรียนทานสัมฤทธิ์วิทยา จังหวัดนนท์บุรี พบว่านักเรียนมีท่ีมาใช้ บริการห้องสมุดโรงเรยี นทานสมั ฤทธิ์วทิ ยามรี ะดับความพึงพอใจ มาก ค่าเฉล่ีย 3.50 และเม่อื เป็นดา้ น พบว่า ด้านบุคลากรและด้านบริการไม่แตกต่างกัน ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 3.66 ตามล้าดับ ส่วนด้านส่ิงอ้านวย ความสะดวก อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารนาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อท่ีนักเรียนที่มาใช้บริการใน ห้องสมุดเรียงล้าดับตามความส้าคัญ คือข้อท่ี 13 ความรู้ท่ีได้รับใน การใช้บริการห้องสมุดคิดเป็น ค่าเฉลี่ย 4.23 ความกระตือรือร้นในการให้บริการคิดเป็นค่าเฉล่ีย 4.02 บรรยากาศภายในห้องสมุด ค่าเฉล่ีย 3.88 และระดับความพึงพอใจที่มีคะแนนเฉล่ียน้อยสุดควรปรับปรุงคือข้อ 4 จ้านวนโต๊ะ เกา้ อ้ี ในหอ้ งสมดุ คิดเป็นค่าเฉลีย่ 2.62 การบรกิ ารหนงั สืออา้ งองิ คดิ เป็นคา่ เฉลีย่ 2.82 ปัญญา จันทโคตร (2557) วิจัยเรื่อง การพัฒนาตัวแบบศูนย์เรียนรู้สาหรับประเทศไทย ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่สนับสนุนการด้าเนินงานของศูนย์เรียนรู้ชุมชนมี 7 ปัจจัยคือ 1) ปัจจัยผู้นา และคนในชุมชน 2) ปัจจัยบุคลากรและการได้รับการสนับสนุน 3) ปัจจัยคุณสมบัติและการสนับสนุน จากบุคลากร 4) ปัจจัยอาคารสถานท่ีและครุภัณฑ์ 5) ปัจจัยโครงสร้างและการบริหาร 6) ทรัพยากร และส่ิงสนับสนุนการเรียนรู้และ 7) กิจกรรมและการบริการ และตัวแบบศูนย์เรียนรู้สาหรับประเทศ ไทยประกอบด้วย 4 ส่วน คือ 1)เป้าหมายของศูนย์เรียนรู้ชุมชน 2) หน้าท่ีหลักกลุ่มเป้าหมายและ วิธกี ารจดั การเรียนรู้ 3) ทรพั ยากรองคก์ าร และ 4) ปจั จัยสนบั สนุน มะลิวัน สมศรี (2558) ศึกษาการพัฒนาคู่มือพัฒนาสมรรถนะทางวิชาการของครูผู้สอน ในสถานศึกษา สังกัดส้านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบสรรถนะทางวิชาการของครูผสู้ อนในสถานศึกษาประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ดงั น้ี 1) การบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้2) การพัฒนาผู้เรียน 3) การบริหารจัดการช้ันเรียน 4) การวิเคราะห์ สังเคราะห์และการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน และ 15 องค์ประกอบย่อย ประกอบด้วย 1) การสร้างและพัฒนาหลักสูตร2) ความรู้ความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้3) การจัดการ เรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นส้าคัญ 4) การใช้และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีเพ่ือการจัดการเรียนรู้ 5) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 6) การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้แก่ผู้เรียน7) การพัฒนา ทักษะชีวิตและสุขภาพกายและสุขภาพจิตผู้เรียน 8) การปลูกฝังความเป็นประชาธิปไตย ความภูมิใจ ในความเป็นไทยให้กับผูเ้ รยี น 9) การจัดระบบดูแลช่วยเหลือนกั เรียน 10) จัดบรรยากาศท่สี ่งเสริมการ
35 เรียนรู้ ความสุขและความปลอดภัยของผู้เรียน11) จัดท้าข้อมูลสารสนเทศและเอกสารประจ้าช้ัน เรียน/ประจ้าวิชา 12) ก้ากับดูแลชั้นเรียนรายช้ัน / รายวิชา13) การวิเคราะห์ 14) การสังเคราะห์ และ 15) การวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน พบว่า ระดับความคิดเห็นต่อองค์ประกอบของสมรรถนะทาง วชิ าการของครูผูส้ อนในสถานศึกษา จากการสังเคราะห์ของผู้เช่ียวชาญท้ัง 6 คน มรี ะดับความคดิ เห็น ต่อองค์ประกอบของสมรรถนะทางวิชาการของครูผู้สอนในสถานศึกษา เป็นไปในทิศทางเดียวกันและ สอดคลอ้ งกัน อยูใ่ นระดับ มากที่สุด2. การศกึ ษาสภาพปัจจุบนั และความตอ้ งการพัฒนาสมรรถนะทาง วิชาการของครูผู้สอนในสถานศึกษา พบว่า สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า ด้านที่มีการปฏิบัติมากเป็นอันดับหน่ึง คือ ด้านการพัฒนาผู้เรียนรองลงมาคือ ด้าน การบริหารจัดการชั้นเรียน ด้านการสร้างและพัฒนาหลักสูตร และด้านท่ีมีการปฏิบัติน้อยที่สุด คือ ด้านการวิจัยเพ่ือพัฒนาผู้เรียน ส่วนด้านความต้องการ พบว่าความต้องการพัฒนาสมรรถนะทาง วิชาการของครูผู้สอนในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับ มากท่ีสุด เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านทคี่ รูผู้สอนมคี วามตอ้ งการพฒั นามากเปน็ อันดบั หน่ึง คือ ด้านการวจิ ยั เพ่อื พฒั นาผเู้ รียน รองลงมา คือ ด้านการบริหารจัดการชั้นเรียนและด้านการสร้างและพัฒนาหลักสูตร และด้านที่ครูผู้สอนมีความ ตอ้ งการพัฒนานอ้ ยที่สุด คือ ด้านการพัฒนาผู้เรียน3. การสรา้ งคู่มือพัฒนาสมรรถนะทางวิชาการของ ครูผู้สอนในสถานศึกษาประกอบด้วย วิสัยทัศน์ หลักการ วัตถุประสงค์ เน้ือหา กระบวนการของคู่มือ พัฒนาการประเมินประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผลของโปรแกรม โดยกระบวนการของคู่มือพฒั นาพบว่า คมู่ ือพัฒนาสมรรถนะทางวิชาการของครูผูส้ อนในสถานศึกษาท่สี ร้างขึน้ โดยรวมอยู่ในระดับ มากท่สี ุด สว่ นผลการทดลองใชค้ ู่มือ กลุ่มเป้าหมาย พบวา่ คู่มอื พัฒนาน้ีมปี ระสิทธภิ าพ 92.21/90.00 ซง่ึ สูงกว่า เกณฑ์ท่ีต้ังไว้ คือ 80/80 และประสิทธิผลของคู่มือพัฒนาสมรรถนะทางวิชาการของครูผู้สอนใน สถานศึกษา หลังใช้คู่มือพัฒนาสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และเม่ือประเมิน ความพึงพอใจของครูท่ีมีต่อคู่มือพัฒนาสมรรถนะทางวิชาการของครูผู้สอนในสถานศึกษา พบว่า โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากท่ีสุด4. ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อคู่มือพัฒนาสมรรถนะ ทางวิชาการของครูผู้สอนในสถานศึกษา จากการน้าเสนอต่อผู้อ้านวยการสถานศึกษาและครูวชิ าการ กลุ่มเครือข่ายของกลุ่มเครือข่ายโรงเรียน มีความเห็นว่า คู่มือมีความเหมาะสมและมีประโยชน์ในการ น้าไปใช้ในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาทั้งกลุ่มใหญ่และสามารถศึกษาพัฒนาด้วย ตนเองไดอ้ ยู่ในระดบั มากท่ีสุดในทกุ ข้อ พรรณนภิ า สขุ คี(้ 2559) ไดศ้ ึกษาเรื่องความพึงพอใจของนักเรียนทมี่ ีต่อการใชบ้ ริการ ห้องสมุดโรงเรียนวัดล่าง (บวรวิทยายน 3) สังกัดส้านักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทราเขต 1ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการบริการห้องสมุดโรงเรียน วดั ล่าง (บวรวทิ ยายน3) สงั กดั ส้านกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1 โดยรวมอยู่ ในระดับมากเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการใช้บริการห้องสมุด
36 โรงเรียนวัดล่าง (บวรวิทยายน 3) ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรกได้แก่บุคลากรการให้บริการอาคารสถานท่ี2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการบริการ หอ้ งสมุดโรงเรียนวัดล่าง(บวรวทิ ยายน 3) สังกัดส้านกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ตามความคิดเห็นของเพศชายและเพศหญิงโดยรวมและรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างไม่มี นัยส้าคัญทางสถิติโดยความพึงพอใจของเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 3) ความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมี ต่อการบริการห้องสมุดโรงเรียนวัดล่าง (บวรวิทยายน 3) สังกัดส้านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1 ตามความคิดเห็นของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี4-6 และมัธยม ตอนต้นจ้าแนกตามระดับช้นั ท่ีศกึ ษาของนักเรียนโดยรวมแตกต่างกันอยา่ งมีนัยส้าคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 เม่ือพิจารณารายด้านพบว่าด้านอาคารสถานที่และด้านบุคลากรแตกต่างกันอย่างมีนัยส้าคัญทาง สถิติทีร่ ะดับ .05 ยกเว้นด้านทรัพยากรสารนิเทศห้องสมุดและด้านการให้บริการท่แี ตกต่างกันอย่างไม่ มนี ยั สา้ คัญทางสถติ ิ สุเทพ ไชยวุฒิ (2560) ศึกษาการพัฒนาคู่มือการบริหารจัดการงานวิชาการของคณะครุ ศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ผลการวิจัยพบว่า 1. คู่มือการบริหารจัดการงานวิชาการของ คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ประกอบด้วยการบริหารจัดการตามว งจรคุณภาพเดม่ิง (PDCA) มีคุณภาพอยู่ในระดับดีทั้ง3 ด้านได้แก่ ด้านรูปเล่มของคู่มือ ด้านเนื้อหาของคู่มือ และด้าน การน้าไปใช้2. ผลการใช้คู่มือ พบว่า คณาจารย์คณะครุศาสตร์มีความพึงพอใจต่อคู่มือการบริหาร จัดการงานวิชาการของคณะครุศาสตรม์ หาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากท้ัง3 ด้าน ไดแ้ ก่ ดา้ นรูปเล่มของคมู่ อื ดา้ นเน้อื หาของค่มู อื และดา้ นการพัฒนาคู่มอื ไปใช้ เกริกฤทธิ์ นิลอุบล (2563) ศึกษาการพัฒนาคู่มือครูการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดส้านักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1ผลการวจิ ัยพบวา่ 1) ปญั หาในการจัดการเรยี นรแู้ บบโครงงานของครู อยู่ในระดับปานกลางด้าน ปัจจัยสนับสนุน มีระดับปัญหาสูงสุด รองลงมาคือด้านหลักสูตรและการวางแผนการจัดการเรียนรู้2) ผลการพัฒนาคู่มือครู ในการสร้างเนื้อหาประกอบไปด้วย โครงงานและการจัดการเรียนรู้แบบ โครงงาน ประเภทของโครงงาน บทบาทหน้าที่ของครูและนักเรียนในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน สมรรถนะและแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการเป็นครูท่ีปรึกษาโครงงาน การสร้างหลักสูตรและ โครงสร้างรายวิชาโครงงาน กระบวนการข้ันตอนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน 3) ผลการใช้คู่มือ พบว่า ความรู้ความเข้าใจในการใช้คู่มือครู มีค่าเฉล่ียหลังการทดลองใช้สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนทดลองใช้ อยา่ งมีนัยส้าคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .01 ผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มอื ครู อยใู่ นระดบั มากท่ีสุด ดา้ นเนื้อหา มีระดับความเหมาะสมสงู สุด ผลการประเมินความพงึ พอใจหลังการใช้ค่มู ือครูอยใู่ นระดับ มาก และรายดา้ นอย่ใู นระดบั มากที่สุดไดแ้ ก่ ดา้ นการออกแบบและรปู เล่ม
37 บทที่ 3 วธิ ดี ำเนนิ กำรวจิ ยั การวิจัยในคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้กจิ กรรมฐานการเรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดล ของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนชุมพรซึ่งผู้วิจัย มวี ิธีดา้ เนนิ การวจิ ยั ดังน้ี 1. ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง 2. เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล 3. วิธีการเก็บรวบรวมขอ้ มลู 4. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิตทิ ใี่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล ประชำกรและกลุ่มตวั อย่ำง ประชากร ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้รับบริการการศึกษาตามอัธยาศัยของศูนย์ฝึกและพัฒนา อาชีพราษฎรไทยบรเิ วณชายแดนชุมพร จ้านวน 300 คน กลุม่ ตวั อยา่ ง กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้รับบริการการศึกษาตามอัธยาศัยของศูนย์ฝึกและ พัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนชุมพร โดยผู้วิจัยก้าหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ค่าร้อยละ 15 ของประชากร(รณิดา เชยชุ่ม.2560; อ้างใน ณัฐภัสสร แดงมณี. 2563) ได้จ้านวน 45 คน จากนั้น สุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงกับผู้ที่เข้ามารับบริการฐานการเรียนรู้ของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพ ราษฎรไทยบรเิ วณชายแดนชมุ พร เครื่องมอื ทีใ่ ช้ในกำรเก็บรวบรวมขอ้ มลู 1. เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลของงานวิจัยคร้ังน้ี ได้แก่ 1.1 แบบทดสอบก่อน-หลังท้ากิจกรรมฐานการเรียนรู้ มีลักษณะเป็นแบบทดสอบ 4 ตัวเลอื ก จ้านวน 20 ข้อ 1.2 แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น3 ตอนคือ ตอนท่ี 1 เปน็ แบบสอบถามข้อมูลพ้ืนฐานของผตู้ อบแบบสอบถาม ซงึ่ ประกอบดว้ ยเพศ อายุ และระดับการศกึ ษา เปน็ แบบส้ารวจรายการ (Checklist)
38 ตอนที่ 2 แบบสอบถามความพงึ พอใจการจัดการเรยี นร้โู ดยใชก้ ิจกรรมฐานการเรยี นรู้ โคก หนอง นา โมเดล ของศนู ยฝ์ กึ และพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบรเิ วณชายแดนชุมพรเปน็ แบบมาตรา ส่วนประมาณค่า(Rating scales) 5 ระดบั ของลเิ คิร์ท (Likert ; อ้างใน พิสณุ ฟองศร.ี 2549 : 127) ชนดิ 5 ตวั เลือก ได้แก่ มากท่ีสุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยทส่ี ุด ดังน้ี 5 หมายถึง มากท่สี ดุ 4 หมายถึง มาก 3 หมายถึง ปานกลาง 2 หมายถงึ นอ้ ย 1 หมายถึง นอ้ ยทสี่ ุด ตอนที่ 3 แบบสอบถามความคิดเหน็ และข้อเสนอแนะ เป็นแบบสอบถามปลายเปิด 2. ข้นั ตอนการสร้างเครื่องมือ เครอื่ งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัยคร้งั นี้เปน็ แบบสอบถามทีผ่ วู้ ิจยั ได้ด้าเนินการตามขั้นตอน ดงั น้ี 2.1 ศึกษาทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง เพื่อน้าข้อมูลมาเป็นแนวทางในการสร้าง แบบสอบถาม 2.2 สร้างแบบสอบถามข้อมูลเก่ียวกบั เป็นชุดของคา้ ถามที่ใช้ถามข้อเทจ็ จริง หรือความรู้สกึ นกึ คิด ตลอดจนความคิดเห็นต่างๆซึ่งส่วนมากแล้วใช้ในการส้ารวจ โดยมีค้าถามท่ีเตรยี มไว้ถามเร่ืองใด เรื่องหนงึ่ เพ่ือใช้ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุม่ ตวั อย่างให้สอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์ และสมมตฐิ าน ของการ วจิ ยั วธิ ีกำรเก็บรวบรวมขอ้ มลู ผ้วู จิ ยั ได้ด้าเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มลู โดยผวู้ ิจัยสรา้ งแบบสอบถามใน Google Form สร้าง QR code และท้าการเก็บรวบรวมขอ้ มูลด้วยตนเอง กำรวิเครำะหข์ ้อมลู และสถิตทิ ี่ใชใ้ นกำรวิเครำะห์ข้อมลู กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูล 1. การวิเคราะหข์ ้อมูลของแบบทดสอบวัดความรู้ กอ่ น-หลงั ท้ากจิ กรรมฐานการเรียนรู้ 1.1ผู้วิจัยทา้ การวเิ คราะห์โดยการให้คะแนนข้อละ 1 คะแนน 20 ข้อ รวม 20 คะแนน 1.2 นา้ คะแนนทดสอบก่อน–หลงั ทา้ กจิ กรรมฐานการเรยี นรู้มาเปรียบเทยี บกนั โดยใช้สถติ ิ ค่าที (t-test)
39 2. การวิเคราะห์ข้อมูลของแบบสอบถาม ผู้วิจัยด้าเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์สา้ เร็จรูป ดงั นี้ 2.1 ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถามท้าการวิเคราะห์โดยหาค่าความถ่ี (Frequency) และคา่ รอ้ ยละ (Percentage) 2.2 ข้อมูลความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้ท้าการวิเคราะห์โดย หาค่าเฉล่ีย (Mean) และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) แล้วนา้ มาแปลความหมายใช้เกณฑแ์ ปลความหมายกับ เกณฑ์ท่ีกา้ หนด (ปรชี า จนั ทรมณี. 2546) ดงั น้ี ค่าเฉลย่ี 4.50 – 5.00 หมายถึง ระดับมากที่สุด คา่ เฉลี่ย 3.50 – 4.49 หมายถึง ระดบั มาก คา่ เฉลี่ย 2.50 – 3.49 หมายถึง ระดบั ปานกลาง ค่าเฉลีย่ 1.50 – 2.49 หมายถงึ ระดบั น้อย คา่ เฉล่ีย 1.00 – 1.49 หมายถงึ ระดบั น้อยทีส่ ดุ 2.3 ขอ้ มูลความคดิ เห็นและข้อเสนอแนะทา้ การวเิ คราะหข์ ้อมลู โดยหาคา่ ความถี่ (Frequency) และคา่ ร้อยละ (Percentage) สถิติท่ีใช้ในกำรวิเครำะหข์ ้อมลู สถิติทใี่ ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูลผู้วิจยั ได้ใช้โปรแกรมส้าเรจ็ รปู ในการวเิ คราะหห์ าค่าสถิตดิ ังน้ี 1. คา่ รอ้ ยละ (Percentage) 2. ค่าเฉลีย่ (Mean: ) 3. ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation:S.D.) 4. สถติ คิ ่าที (t-test)
40 บทที่ 4 ผลกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู จากการศึกษาผลการจดั การเรยี นรู้โดยใช้กิจกรรมฐานการเรยี นรู้โคก หนอง นา โมเดล ของ ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนชมุ พร ผู้วจิ ัยนา้ เสนอผลการวจิ ยั ในรูปของตาราง ประกอบการบรรยาย ตามขนั้ ตอนการวิจัย ดงั นี้ 1. สัญลกั ษณ์ที่ใชใ้ นการน้าเสนอข้อมลู 2. ลา้ ดบั ขั้นตอนการวเิ คราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู สญั ลักษณท์ ่ใี ชใ้ นกำรนำเสนอขอ้ มลู แทน ค่าเฉลย่ี S.D. แทน คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน คา่ วิกฤตใน t-distribution ลำดบั ข้ันตอนกำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูล ผู้วิจยั นา้ เสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลตามขนั้ ตอนการวจิ ัย ดงั น้ี ตอนท่ี 1ผลการวิเคราะห์เปรียบเทยี บผลการเรยี นรกู้ ่อนและหลังท้ากิจกรรมฐานการเรยี นรู้ โคก หนอง นา โมเดล ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะหค์ วามพึงพอใจชองผู้รบั บรกิ าร
41 ผลกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มูล ตอนท่ี 1 ผลกำรวิเครำะหเ์ ปรียบเทียบผลกำรเรียนรู้กอ่ นและหลังทำกจิ กรรมฐำนกำรเรียนรู้ โคก หนอง นำ โมเดล ตำรำงท่ี 1 ผลการทดสอบระหวา่ งกอ่ นและหลงั ทา้ กจิ กรรมการเรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดล ผู้รับบรกิ าร คะแนน คะแนน เพิม่ (+)/ คนท่ี กอ่ นท้ากิจกรรม หลังทา้ กจิ กรรม ลด(-) 1 11 14 +3 2 9 13 +4 3 9 13 +4 4 8 13 +5 5 7 13 +6 6 10 14 +5 7 12 16 +4 8 11 16 +5 9 10 14 +5 10 12 16 +4 11 9 16 +7 12 8 14 +6 13 9 15 +6 14 12 12 0 15 13 13 0 16 15 18 +3 17 10 14 +3 18 9 13 +4 19 8 15 +7 20 7 14 +7 21 10 16 +6 22 13 18 +5 23 15 15 0 24 13 18 +5
42 25 12 12 0 26 10 14 +4 27 13 16 +3 28 14 17 +3 29 11 16 +5 ตำรำงที่ 1 ผลการทดสอบระหวา่ งก่อนและหลังท้ากจิ กรรมการเรยี นรู้ โคก หนอง นา โมเดล (ตอ่ ) ผู้รับบรกิ าร คะแนน คะแนน เพ่มิ (+)/ คนท่ี กอ่ นท้ากิจกรรม หลังท้ากจิ กรรม ลด(-) 30 12 14 +2 31 13 17 +4 32 12 12 0 33 10 13 +2 34 9 14 +5 35 8 14 +6 36 9 13 +4 37 13 13 0 38 14 17 +3 39 12 17 +5 40 11 15 +4 41 13 13 0 42 12 16 +4 43 10 14 +4 44 9 13 +4 45 8 13 +5 จากตารางท่ี 1 พบว่าผู้รับบริการมีคะแนนทดสอบหลังท้ากิจกรรมฐานการเรียนรู้สูงกว่าก่อน ทา้ กจิ กรรมฐานการเรียนรู้ จ้านวน 38 คน คิดเป็นร้อยละ 84.44 มากกว่าเกณฑ์ที่ต้ังไว้คือผู้รบั บริการ รอ้ ยละ 80 มีความรคู้ วามเขา้ ใจในเกย่ี วกบั โคก หนอง นา โมเดล
43 ตำรำงท่ี 2 เปรยี บเทียบคะแนนความรคู้ วามเขา้ ใจก่อนและหลงั ท้ากจิ กรรมฐานการเรียนรู้ คะแนน N S.D. t Sig. กอ่ นท้ากิจกรรม 45 10.78 2.13 12.78 .001 หลังท้ากิจกรรม 45 14.58 1.71 จากตารางท่ี2พบว่าผู้รับบริการ มีจ้านวน 45 คน คะแนนความรู้ความเข้าใจหลังท้ากิจกรรม ฐานการเรียนรู้ มีคะแนนเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 14.58 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.71 และ คะแนนความรู้ความเข้าใจก่อนท้ากิจกรรมฐานการเรียนรู้มีคะแนนเฉลี่ย ( ) เท่ากับ10.78 ค่า เบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 2.13 แสดงให้เห็นว่าความรู้ความเข้าใจของผู้รับบริการมีคะแนน หลังท้ากิจกรรมฐานการเรียนรู้สูงกว่าคะแนนก่อนท้ากิจกรรมฐานการเรียนรู้อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติท่ี ระดบั .001 ตอนที่ 2 ผลกำรวิเครำะห์ควำมพึงพอใจชองผู้รับบริกำร ตำรำงที่ 3 แสดงจ้านวนและคา่ ร้อยละของผตู้ อบแบบสอบถาม ท่ี ขอ้ มูล จำนวน รอ้ ยละ 1 เพศ 16 35.55 ชาย 29 64.45 หญงิ 45 100.00 รวม 10 22.23 2. อายุ 4 8.88 7 15.55 ตา่้ กว่า 15 ปี 17 37.77 15- 30 ปี 7 15.57 31-45 ปี 45 100.00 46-60 ปี 61 ปขี ึน้ ไป 14 31.11 11 24.44 รวม 8 17.77 3. ระดบั การศกึ ษา ประถมศึกษา มธั ยมศกึ ษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช.
อนุปริญญา/ปวส. 44 ปริญญาตรี สงู กว่าปริญญาตรี 0 0.00 12 26.68 รวม 0 0.00 45 100.00 จากตารางที่ 3 ผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคดิ เป็นร้อยละ 64.45 และเพศชาย คิดเป็น ร้อยละ 35.55 ช่วงอายุของรับบริการส่วนมากมีช่วงอายุระหว่าง 46-60 ปี คิดเป็นร้อยละ 37.77 รองลงมาอายุระหว่างต้่ากว่า 15 ปี คิดเป็นร้อยละ 22.23 อายุระหว่าง 31-45 คิดเป็นร้อยละ15.55 อายุระหว่าง 61 ปีขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 15.55 และอายุระหว่าง 15-30 ปี คิดเป็นร้อยละ 8.88 ตามล้าดับส่วนระดับการศึกษาของผู้รับบริการส่วนมากอยู่ในระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 31.11 รองลงมาระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 26.68 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นคิดเป็นร้อยละ 24.44 และระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย/ปวส. คิดเปน็ ร้อยละ 17.77 ตามลา้ ดบั ตำรำงที่ 4 แสดงคา่ เฉล่ียและค่าเบยี่ งเบนมาตรฐานระดับความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมฐานการเรยี นรู้โคก หนอง นา โมเดลโดยรวม ท่ี ควำมพึงพอใจ S.D. ระดบั 1. ดา้ นสอ่ื การเรียนรู้ 3.78 0.78 มาก 2. ดา้ นวทิ ยากร 4.19 0.78 มาก 3. ดา้ นบรรยากาศการเรียนรู้ มาก 4. ดา้ นความรู้ท่ีไดร้ บั 3.95 0.76 มาก มำก รวม 4.09 0.75 4.05 0.80 จากตารางที่ 4 แสดงให้เห็นว่าระดับความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฐานการ เรียนรู้โคก หนอง นา โมเดลโดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( =4.05,S.D.=0.80) โดย ด้านวิทยากร มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.19,S.D.=0.78) รองลงมาคือ ด้านความรู้ท่ีได้รับ ( =4.09,S.D.=0.75) ด้านบรรยากาศการเรียนรู้ ( =3.95,S.D.=0.76) และด้านสื่อการเรียนรู้( =3.78,S.D.=0.78) ตามล้าดับ
45 ตำรำงที่ 5 แสดงค่าเฉล่ียและคา่ เบยี่ งเบนมาตรฐานระดบั ความความพึงพอใจการจัดการ เรียนรโู้ ดยใชก้ ิจกรรมฐานการเรยี นรู้ โคก หนอง นา โมเดล ดา้ นสื่อการเรยี นรู้ ที่ ควำมพงึ พอใจ S.D. ระดับ 1. เนอ้ื หาของสอ่ื สอดคล้องกับฐานการเรียนรู้ 3.89 0.74 มาก 2. ส่ือ อุปกรณ์ มคี วามทนั สมัย เหมาะสม เพียงพอ 3.67 0.82 มาก 3.78 0.78 มำก รวม จากตารางท่ี 5 แสดงให้เห็นว่าระดับความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฐาน การเรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล ด้านสื่อการเรียนรู้ โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 3.78, S.D.= 0.78) เมื่อพิจารณารายข้อพบว่าเนื้อหาของส่ือสอดคล้องกับฐานการเรียนรู้มี คา่ เฉลี่ยสูงสุด ( = 3.89, S.D.= 0.74) รองลงมาคือ สอื่ อุปกรณ์ มคี วามทนั สมัย เหมาะสม เพียงพอ ( =3 .67, S.D.=0.82) ตามล้าดับ ตำรำงที่ 6 แสดงค่าเฉลี่ยและค่าเบย่ี งเบนมาตรฐานระดบั ความความพึงพอใจการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กจิ กรรมฐานการเรยี นรู้ โคก หนอง นา โมเดล ด้านวิทยากร ท่ี ควำมพึงพอใจ S.D. ระดับ 1. ความชัดเจนในการอธบิ ายเน้ือหา 4.22 0.79 มาก 2. ความนา่ สนใจของการนา้ เสนอเนือ้ หา 4.22 0.79 มาก 3. ความเหมาะสมของเนื้อหาที่ใช้ มาก 4. การใชเ้ วลาในการอธบิ ายและการเปล่ียนฐานเหมาะสม 4.11 0.74 มาก มำก รวม 4.22 0.79 4.19 0.78 จากตารางท่ี 6 แสดงให้เห็นว่าระดับความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฐานการ เรียนรู้โคก หนอง นา โมเดลด้านวิทยากร โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.19, S.D.=0.78) เม่ือพิจารณารายขอ้ พบว่าความชัดเจนในการอธิบายเนอื้ หา มีค่าเฉล่ียสูงสุด ( = 4.22, S.D.=0.79) รองลงมาคือความน่าสนใจของการน้าเสนอเน้ือหา ( =4.22, S.D.= 0.79) การใช้เวลาในการอธบิ ายและการเปล่ียนฐานเหมาะสม ( = 4.22, S.D.=0.79) สว่ นความเหมาะสม ของเนื้อหาที่ใช้มีค่าเฉลีย่ นอ้ ยทีส่ ดุ ( = 4.11, S.D.=0.74) ตามลา้ ดับ
46 ตำรำงท่ี 7 แสดงค่าเฉลย่ี และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานระดบั ความความพงึ พอใจการจัดการ เรยี นร้โู ดยใชก้ ิจกรรมฐานการเรยี นรู้ โคก หนอง นา โมเดล ดา้ นบรรยากาศการเรียนรู้ ท่ี ควำมพงึ พอใจ S.D. ระดับ 1. การมสี ่วนรว่ มของผู้เรียน 4.11 0.74 มาก 2. การเปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รยี นไดแ้ ลกเปลี่ยนหรอื ซักถาม 3.78 0.79 มาก รวม 3.94 0.76 มำก จากตารางที่ 7 แสดงให้เห็นว่าระดับความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฐานการ เรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล ด้านบรรยากาศเรียนรู้ โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 3.94, S.D.= 0.76) เม่ือพิจารณารายข้อพบว่าการมีส่วนร่วมของผู้เรียนมีค่าเฉล่ียสูงสุด ( = 4.11, S.D.= 0.74) รอ งล งม าคื อ ก ารเปิ ด โอ ก าส ให้ ผู้ เรีย น ได้ แ ล ก เป ล่ี ย น ห รือ ซั ก ถ าม ( = 3.78, S.D.=0.79) ตามล้าดับ ตำรำงท่ี 8 แสดงคา่ เฉลี่ยและค่าเบยี่ งเบนมาตรฐานระดับความความพงึ พอใจการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฐานการเรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดล ดา้ นความรู้ท่ีได้รับ ท่ี ควำมพงึ พอใจ S.D. ระดบั 1. ความเข้าใจเนื้อหาที่วิทยากรอธบิ าย 4.22 0.79 มาก 2. มคี วามรูเ้ พ่ิมมากขึ้น 4.33 0.67 มาก 3. นา้ ไปใช้ในการด้าเนินชีวิตได้ มาก 4. สามารถน้าไปต่อยอดความร้แู ละศกึ ษาเรียนรเู้ พ่ิมเตมิ ได้ 4.11 0.74 มาก มำก รวม 3.67 0.82 4.08 0.75 จากตารางที่ 8 แสดงให้เห็นว่าระดับความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฐานการ เรียนรู้โคก หนอง นา โมเดลด้านความรู้ที่ได้รับ โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.08, S.D.=0.75) เมื่อพิจารณารายข้อพบว่ามีความรู้เพ่ิมมากขึ้น มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.33, S.D.=0.67) รองลงมาคือความเข้าใจเน้ือหาที่วิทยากรอธิบาย ( =4.22, S.D.= 0.79) น้าไปใช้ในการ ด้าเนินชีวิตได้ ( = 4.11, S.D.=0.74) สามารถน้าไปต่อยอดความรู้และศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมได้มี ค่าเฉล่ียนอ้ ยท่ีสดุ ( = 3.67, S.D.=0.82) ตามล้าดับ
47 ตอนที่ 3 ข้อมลู ควำมคิดเห็นและขอ้ เสนอแนะ ตำรำงที่ 9 แสดงจ้านวนและค่ารอ้ ยละข้อเสนอแนะของผู้ตอบแบบสอบถาม ที่ ข้อมูล จำนวน. รอ้ ยละ 1. ควรเพิ่มระยะเวลาในอบรมและฝึกปฏบิ ัติตามตารางฝกึ อบรม 26 41.04 2. ควรมกี ารฝกึ ปฏบิ ัติจริง 12 30.76 3. ควรเปิดบรกิ ารใหเ้ รียนรู้ไดท้ ุกวนั 11 28.20 39 100.00 รวม จากตารางท่ี 9 แสดงให้เห็นว่าผู้รบั บริการมีข้อเสนอแนะว่า ควรเพิ่มระยะเวลาในอบรมและ ฝึกปฏิบัติตามตารางฝึกอบรม คิดเป็นร้อยละ 41.04รองลงมาได้แก่ ควรมีการฝึกปฏิบัติจริง คิดเป็น รอ้ ยละ 30.76 และควรเปดิ บรกิ ารให้เรยี นรูไ้ ด้ทุกวัน คิดเป็นร้อยละ 28.20 ตามล้าดบั
48 บทท่ี 5 สรปุ อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฐานการเรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล ของศูนย์ ฝกึ และพฒั นาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนชุมพรมีข้อสรุป อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ ดงั นี้ สรปุ วตั ถุประสงค์กำรวิจยั เพ่อื ศกึ ษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใชก้ จิ กรรมฐานการเรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล ของศูนย์ ฝกึ และพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบรเิ วณชายแดนชมุ พร ขอบเขตกำรวจิ ัย 1. ขอบเขตดำ้ นเน้ือหำ ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน ประกอบด้วยการบรรยาย แลกเปลีย่ นเรยี นรแู้ ละฝกึ ปฏิบัตจิ ริง ตัวแปรตำม ได้แก่ ผลการจัดกิจการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน ประกอบด้วยความรู้ ความเข้าใจ และความพงึ พอใจของผู้รับบริการ 2. ขอบเขตดำ้ นประชำกรและกล่มุ ตวั อยำ่ ง ประชำกรที่ใช้ในกำรวิจัย ได้แก่ ผ้รู ับบรกิ ารการศกึ ษาตามอธั ยาศัยของศนู ยฝ์ ึกและพัฒนา อาชีพราษฎรไทยบรเิ วณชายแดนชมุ พร จ้านวน 300 คน กลุ่มตัวอย่ำง ได้แก่ ผู้รับบริการการศึกษาตามอัธยาศัยของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพ ราษฎรไทยบริเวณชายแดนชุมพร โดยผู้วิจัยก้าหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ค่าร้อยละ 15 ของประชากร (รณิดา เชยชุ่ม. 2560 ;อ้างใน ณัฐภัสสร แดงมณี. 2563) ได้จ้านวน 45 คน จากน้ันสุ่มตัวอย่างแบบ เฉพาะเจาะจงกับผู้ท่ีเข้ามารับบริการฐานการเรียนรู้ของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณ ชายแดนชมุ พร เคร่อื งมือทใี่ ชใ้ นกำรเกบ็ รวบรวมข้อมูล 1. เครื่องมือที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูลของงานวิจัยครั้งน้ี ไดแ้ ก่ 1.1 แบบทดสอบก่อน-หลงั ท้ากจิ กรรมฐานการเรยี นรู้ มีลกั ษณะเปน็ แบบทดสอบ 4 ตวั เลอื ก จ้านวน 20 ขอ้ 1.2 แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น3 ตอนคอื ตอนท่ี 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานของผตู้ อบแบบสอบถาม
49 ตอนที่ 2 แบบสอบถามความพงึ พอใจต่อการเข้ารับบริการฐานการเรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดล ศูนย์ฝกึ และพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนชุมพร ตอนที่ 3 แบบสอบถามความคิดเหน็ และข้อเสนอแนะ วธิ ีกำรเก็บรวบรวมข้อมลู ผู้วิจัยได้ดา้ เนนิ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยนายชีวิน พลตรี สรา้ งแบบสอบถามใน Google Formสร้าง QR code และท้าการเก็บรวบรวมข้อมลู ด้วยตนเอง กำรวเิ ครำะห์ข้อมลู และสถติ ิท่ีใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมลู กำรวเิ ครำะหข์ อ้ มูล 1. การวเิ คราะห์ข้อมลู ของแบบทดสอบวัดความรู้ ก่อน-หลงั เรียน 1.1 ผวู้ ิจยั ท้าการวเิ คราะหโ์ ดยการใหค้ ะแนนข้อละ 1 คะแนน 20 ข้อ รวม 20 คะแนน 2. การวิเคราะหข์ ้อมูลของแบบสอบถาม ผู้วิจัยดา้ เนนิ การวเิ คราะห์ โดยใชส้ ถิติ 1. ค่ารอ้ ยละ (Percentage) 2. ค่าเฉล่ีย (Mean: ) 3. ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation:S.D.) 4. สถติ ิค่าที (t-test) ผลกำรวิจยั ผลการจดั การเรยี นรู้โดยใช้กจิ กรรมฐานการเรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล ของศนู ยฝ์ ึกและ พฒั นาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนชมุ พร 1. ผู้รบั บริการมคี ะแนนทดสอบหลังท้ากจิ กรรมฐานการเรียนรุ้สูงกว่ากอ่ นท้ากิจกรรมฐานการ เรียนรู้จ้านวน 38 คน คิดเป็นร้อยละ84.44 มากกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือผู้รับบริการร้อยละ 80 มีความรู้ ความเข้าใจในเก่ียวกับ โคก หนอง นา โมเดล และยังพบอีกว่าความรู้ความเข้าใจของผู้รับบริการมี คะแนนหลังท้ากิจกรรมฐานการเรียนรู้สูงกว่าคะแนนก่อนท้ากิจกรรมฐานการเรียนรู้อย่างมีนัยส้าคัญทาง สถติ ทิ ่รี ะดบั .001 2. ความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฐานการเรียนรู้โคก หนอง นา โมเดลของ ผู้รบั บริการโดยมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดย ด้านวิทยากร มีค่าเฉล่ียสูงสุด รองลงมาคือ ด้าน ความรู้ที่ได้รับด้านบรรยากาศการเรียนรู้ และด้านสื่อการเรียนรู้ ตามล้าดับและเมื่อพิจารณารายด้าน พบวา่
50 2.1 ด้านสื่อการเรยี นรู้ ความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฐานการเรยี นรู้โคก หนอง นา โมเดลของผู้รับบริการโดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า เนื้อหาของส่ือสอดคล้องกับฐานการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และเนื้อหาสื่อ อุปกรณ์ มีความ ทนั สมยั เหมาะสม เพียงพอตามลา้ ดับ 2.2 ด้านวิทยากร ความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฐานการเรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดลของผู้รับบริการโดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ความชัดเจนในการอธิบายเน้ือหา มีค่าเฉล่ียสูงสุด รองลงมาคือความน่าสนใจของการน้าเสนอ เน้ือหาการใช้เวลาในการอธิบายและการเปลี่ยนฐานเหมาะสม และความเหมาะสมของเนื้อหาท่ีใช้ ตามลา้ ดบั 2.3 ด้านบรรยากาศการเรียนรู้ ความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฐานการ เรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดลของผู้รับบริการโดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากเม่ือ พิจารณารายข้อ การมีส่วนร่วมของผู้เรยี นมีค่าเฉลี่ยสูงสดุ และการเปดิ โอกาสให้ผู้เรียนได้แลกเปล่ียน หรอื ซักถามตามลา้ ดบั 2.4 ด้านความรู้ที่ได้รับ ความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฐานการเรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดลของผรู้ ับบริการโดยภาพรวมมีความพงึ พอใจอยใู่ นระดบั มากเมื่อพิจารณารายข้อ พบว่ามีความรู้เพิ่มมากข้ึนมีค่าเฉล่ียสูงสุดรองลงมาคือความเข้าใจเนื้อหาท่ีวิทยากรอธิบายน้าไปใช้ใน การด้าเนนิ ชีวติ ได้สามารถนา้ ไปต่อยอดความรู้และศึกษาเรยี นรเู้ พ่ิมเตมิ ได้ตามลา้ ดบั 3. ข้อมูลความคิดเห็นข้อเสนอแนะ ผรู้ ับบริการมีข้อเสนอแนะวา่ ควรเพิ่มระยะเวลาในอบรมและลงมอื ฝึกปฏิบัตติ ามตาราง ฝึกอบรม ควรมีการฝึกปฏิบตั ิจรงิ และควรเปดิ บริการให้เรยี นรไู้ ด้ทุกวัน อภปิ รำยผล การศกึ ษาผลการจัดการเรยี นรู้โดยใช้กจิ กรรมฐานการเรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล ของศูนย์ ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนชุมพรผู้วิจยั สามารถอภปิ รายผลได้ดังนี้ 1. ผู้รับบริการมีคะแนนทดสอบหลังท้ากิจกรรมฐานการเรียนรู้สูงกว่าก่อนท้ากิจกรรมฐาน การเรียนรู้จ้านวน 38 คน คิดเป็นร้อยละ84.44 มากกว่าเกณฑ์ท่ีตั้งไว้คือผู้รับบริการร้อยละ 80 มี ความรู้ความเข้าใจในเกี่ยวกับ โคก หนอง นา โมเดล และยังพบอีกว่าความรู้ ความเข้าใจของ ผู้รับบริการมีคะแนนหลังท้ากิจกรรมฐานการเรียนรู้สูงกว่าคะแนนก่อนท้ากิจกรรมฐานการเรียนรู้อย่างมี นัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ .001ทั้งนี้อาจเป็นเพราะวิทยากรมีความรู้ความสามารถในการอธิบายให้ ความรู้และการฝึกปฏิบัตอิ ย่างเข้าใจแก่ผูร้ บั บริการทา้ ใหผ้ ้เู ขา้ รับบริการมคี วามเข้าใจในโคก หนอง นา โมเดล สอดคล้องกับแนวคิดของ วัฒนา ฉิมประเสริฐ (2554) ท่ีกล่าวว่าลักษณะท่ีดีของคู่มือจะต้องมี
Search