Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore EB40_จารึกอโศก (ธรรมจักรบนเศียรสี่สิงห์) รัฐศาสตร์แห่งธรรมาธิปไตยฝน(โดย)พระพรหมคุณาภาณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

EB40_จารึกอโศก (ธรรมจักรบนเศียรสี่สิงห์) รัฐศาสตร์แห่งธรรมาธิปไตยฝน(โดย)พระพรหมคุณาภาณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

Published by Thanarat Sa-Ard-Iam, 2023-08-11 03:25:46

Description: EB40_จารึกอโศก (ธรรมจักรบนเศียรสี่สิงห์) รัฐศาสตร์แห่งธรรมาธิปไตยฝน(โดย)พระพรหมคุณาภาณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

Search

Read the Text Version

จารึกอโศก (ธรรมจักรบนเศียรสส่ี งิ ห) รัฐศาสตรแ์ ห่งธรรมาธปิ ไตย พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) หลักศิลาจารกึ อโศก วัดญาณเวศกวัน เขา พรรษา ๒๕๕๒

จารกึ อโศก (ธรรมจักรบนเศียรส่ีสิงห) รฐั ศาสตรแ หง ธรรมาธปิ ไตย © พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ISBN 978-974-300-589-3 พมิ พครั้งท่ี ๑ — เขาพรรษา พ.ศ. ๒๕๕๒ ๑๐,๐๐๐ เลม - ทนุ พมิ พห นังสอื ธรรมทาน วดั ญาณเวศกวัน ๒,๑๙๕ เลม - สถานพาํ นกั สงฆส ายใจธรรม เขาดงยาง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชงิ เทรา ๑,๐๐๐ เลม - คุณหญงิ กระจา งศรี รักตะกนิษฐ และคณะโยมเลี้ยงพระลาํ ดับวนั ๕๕๐ เลม - โยมผูศ รัทธารวมระลึกวาระครบ ๒๐ ป สถานพาํ นกั สงฆส ายใจธรรม ๕๓๗ เลม - คณะผูศรัทธารว มใจเผยแผธรรม ๕,๗๑๘ เลม แบบปก: พระชัยยศ พทุ ฺธิวโร  'KDPPDLQWUHQG¦ªn ¤ÁŸ¥Â¡¦Ân ¨³ÂnŠžœ´ ÁžÈœ›¦¦¤šµœ    พิมพท ี่ สาํ นักพมิ พผลิธัมม ๖๑/๘๕๐ หมู ๓ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมทุ รปราการ ๑๐๕๔๐ โทร. ๐๒-๗๕๐-๗๗๓๒ โทรสาร ๐๒-๗๕๐-๗๖๓๒

คาํ ปรารภ “โยมสรา งวัด พระสรา งคน” คาํ นบี้ างทา นอาจจะวาไมถ ูก ที่ถกู น้นั ตรงกนั ขา ม แตท แ่ี ท ถูกแลว น่แี หละคือหลักสาํ คัญ พระพุทธเจา ทรงสอนไวว า โยม คอื พทุ ธศาสนกิ ชนผมู ศี รัทธา อปุ ถัมภ บํารุงพระสงฆดวยปจ จยั ส่ี อันมเี สนาสนะรวมทง้ั อารามวัตถสุ ถานเปน ปจ จยั ท่ี ๓ สวน พระ เมอ่ื ดา นวตั ถุไมตอ งกงั วล กม็ งุ เกื้อหนนุ ประชาชนดว ยการฝก อบรมสอนสรางผูมกี ายเกิดมา ใหเปนคนทเี่ จริญงอกงามเติบใหญในไตรศกึ ษา มีศีล มสี มาธิ มีปญญา ดงั นน้ั ท่ีวดั ญาณเวศกวนั นี้ ทงั้ ตามหลักทก่ี ลา วน้ัน และโดยความเปน มาของวัดที่เกิดขึ้นจากญาติโยมชวยกันหารวมกันสรางเพ่ือใหพระมีที่สัปปายะ ทีจ่ ะบาํ เพญ็ สมณกจิ ทาํ งานพระศาสนาไดดวยดี เรือ่ งวตั ถุสถานการกอ สรางจึง เปนภาระของญาติโยม ท่ีพระสงฆเพียงชวยดูแลระวังใหเปนไปอยางถูกตอง ตามพระธรรมวนิ ยั และสนองจุดหมายท่ีเปน กศุ ล เสาศลิ าจารกึ แหง สารนาถ ของพระเจา อโศกมหาราช (จาํ ลอง) ทส่ี รา งขน้ึ ดัง ปรากฏในวัดอยูบ ัดน้ี ก็มีความเปนมาตามหลักและประเพณีทีไ่ ดก ลาวขา งตน เมอื่ ไดทราบจากญาตโิ ยมวาเสาอโศกจะเสร็จทันวนั วิสาขบชู า และตอ มา เลอ่ื นเปน ทนั วนั เขา พรรษา กไ็ ดบ อกญาตโิ ยมวา ทางดา นพระ จะใหม หี นงั สอื แสดงเรอื่ งจารกึ อโศกออกมาใหท นั วาระนน้ั เขา คกู นั กบั เสาอโศกที่เปน วัตถุดวย เพอื่ สือ่ ใหเสาอโศกเปน แหลงแหง การศึกษา เปนที่เจริญกุศล สบื ตอไป หนังสือเรื่อง จารึกอโศก (ธรรมจักรบนเศียรส่ีสิงห) รัฐศาสตรแหง ธรรมาธิปไตย จึงเกดิ มีขนึ้ โดยนยั ดังที่วา ความเปน มาในสวนรายละเอยี ด และขอควรทราบอยา งอ่ืน ทา นที่สนใจ พงึ อานเพ่มิ เตมิ ในทายเลม หนังสือนี้ พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๖ มถิ นุ ายน ๒๕๕๒



สารบญั คําปรารภ ก จารึกอโศก (ธรรมจักรบนเศียรส่ีสิงห) ๑ รฐั ศาสตรแหงธรรมาธิปไตย ภาค ๑ นิเทศ จารึกอโศก เปด เรอื่ ง ๑ อังกฤษร้ืออฐิ หนิ เปด ทางให ยอนไปดอู ดตี อนั ตระการของชมพูทวีป............................................ ๑ จารึกอโศกสบื ประวัติ ขานรบั กบั คัมภรี พ ุทธศาสนา ............................................................๖ จารกึ อโศกแนชัด คือเกียรตปิ ระวตั ิแหง ชาตอิ ินเดยี ...................................................๑๒ อเลกซานเดอรม หาราช สบื โยงอยางไรกบั อโศกมหาราช.....................................................๑๕ ๑. ดูอนิ เดีย พทุ ธกาลถงึ อโศก ๑๙ พุทธกาล: ๑๖ แควน ใหญจ รงิ ๕............................................. ๖ สคู วามยงิ่ ใหญหนง่ึ เดยี ว: เหลือมคธ หมดวัชชี....................... ๑๙ สคู วามยง่ิ ใหญห น่ึงเดียว: เหลือมคธ หมดโกศล..................... ๒๘

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ค มคธยงิ่ ใหญเปนหน่งึ : หลายราชวงศท่ีผนั ผาน........................ ๓๑ สืบสายราชวงศอโศก: พุทธกาลถึงครองมคธ ......................... ๓๖ อโศกมหาราช: ตอเม่อื ดี จึงย่ิงใหญจ รงิ ................................. ๔๒ ทรพั ยและอาํ นาจตอ งรับใชธรรม .......................................... ๔๘ ๒. อโศกธรรม - ธรรมวชิ ยั ๕๑ อโศกมหาราช - อโศกธรรม.................................................. ๕๑ ราชาสอนทิฏฐธรรม - พระสอนล้ําเลยตอ ไป .......................... ๕๖ พระพัฒนาคน - รฐั พัฒนาพลเมอื ง........................................๖๐ ธรรมราชา - ธรรมวิชยั ..........................................................๖๖ ธรรมวชิ ัย: จากหลกั การมาเปนนโยบาย................................ ๖๙ อโศกธรรม - โพธิสัตวธรรม .................................................. ๗๒ จกั รพรรด-ิ ธรรมราชา........................................................... ๗๗ จากดพู ทุ ธพจน มาอานธรรมโองการ..................................... ๘๒ ทิฏฐธัมมกิ ัตถ คอื มาตรวัดนกั ปกครอง .................................. ๘๙ เสรภี าพ เพอ่ื เขา ถึงโอกาสแหงธรรมบริการ ............................ ๙๕ คนออนแอเกนิ ไป จงึ รักษาสนั ตไิ มไ หว................................... ๙๗ เลิกบูชายัญ หันไปแบงปน.................................................๑๐๒ แบง ปน ใหอ ยกู นั ดี พรอมที่จะพฒั นาในธรรม .......................๑๐๕

ภาค ๒ ๑๑๕ ๑๑๖ ตัวบท จารึกอโศก ๑๒๑ บัญชีศลิ าจารึก ๑๔๑ ความนํา ๑๖๗ หมวด ก: ศลิ าจารึกฉบบั จําเพาะ และเบ็ดเตลด็ (รวมท้งั จารึกพิเศษแหงกลิงคะ) หมวด ข: จารกึ ศิลา ๑๔ ฉบบั หมวด ค: จารึกหลักศิลา ๗ ฉบับ บทเฉพาะที่ เสาจารึกอโศก (จําลอง) วัดญาณเวศกวัน ๑. คาํ “จารกึ หลกั ศลิ าทสี่ ารนาถ” บน เสาศลิ าจารกึ อโศก (จาํ ลอง) ๑๘๙ ๒. คําจารึกบน ๘ แทนหิน ทางดานตะวันออกของเสา ๑๙๑ แผน ๑ คํา “จารึกหลักศิลาท่ีสารนาถ” บนเสาศิลาจารึกฯ (๑๘๙) คูซา ย ๑๙๑ แผน ๒–๓ คําอธิบาย “สีส่ งิ ห ทนู ธรรมจกั ร” คูกลาง แผน ๔–๕ ตวั อยา งคาํ จารกึ เพอื่ เทยี บธรรมในพระไตรปฎ ก ๑๙๔ คูขวา ๑๙๗ แผน ๖–๗ พุทธพจนจากพระไตรปฎก เพ่อื สืบที่มาของธรรมในศลิ าจารกึ ของพระเจา อโศก แผน ๘ ทด่ี นิ ทตี่ ง้ั วดั ญาณเวศกวนั ๓ แปลง ซง่ึ ตอ กนั ณ หลกั เขตจดุ ทป่ี ระดษิ ฐานเสาศลิ าจารกึ ฯ(จําลอง) ๒๐๐ ทายเลม: ตนเรื่อง ๒๐๑



ภาค ๑ นเิ ทศ จารกึ อโศก



จารึกอโศก (ธรรมจักรบนเศยี รสส่ี งิ ห) รัฐศาสตร์แห่งธรรมาธิปไตย -E- เปดิ เร่ือง อังกฤษรอ้ื อฐิ หินเปด ทางให ยอ นไปดอู ดตี อันตระการของชมพทู วีป พระพทุ ธศาสนาเกิดขนึ้ เม่ือ ๒๕๙๗ ปมาแลว (พ.ศ.๒๕๕๒ + พทุ ธกิจ ๔๕ พรรษา) ในชมพทู วีป คอื ดนิ แดนท่เี ปน ประเทศ อนิ เดีย รวมทัง้ บังคลาเทศ จนถงึ ปากสี ถาน และอัฟกานสิ ถานใน ปจจุบัน แลวไดรุงเรืองและเจริญแพรหลายออกไปในนานา ประเทศทว่ั ทวีปเอเชีย จนมาบดั นี้ กําลงั แผขยายไกลออกไปในซกี โลกทางตะวนั ตก

๒ หลกั ศิลาจารกึ อโศก แตใ นชมพูทวีปเอง เม่ือพระพทุ ธศาสนาเจริญรงุ เรืองสืบมา ไดประมาณ ๑,๗๐๐ ป คร้ันถึงชวง พ.ศ.๑๗๔๑–๑๗๕๐ (ค.ศ. 1198-1207) กองทพั มุสลิมเตอรกไดบกุ เขา มาทางตะวันตกเฉียง เหนอื หลงั จากทาํ สงครามชนะมาตามลําดับ กไ็ ดรุกรบเขามาแถบ แควน พิหารและเบงกอล แลว ฆา ฟนผคู นทีไ่ มย อมเปลย่ี นศาสนา สังหารพระภกิ ษสุ งฆ เผาวดั ทําลายสถานทส่ี ําคัญ เชน มหา วทิ ยาลัยพทุ ธศาสนาทกุ แหง และกวาดขนเอาทรัพยสินไปหมดสิน้ ทําใหพ ระพทุ ธศาสนาสูญสนิ้ ไปจากชมพูทวปี โดยถอื วาการเกิด ข้นึ ของรฐั สุลตานแหงเดลใี น พ.ศ.๑๗๔๙ เปน จดุ กําหนด และเร่อื ง ราวของพระพุทธศาสนา ทีเ่ จริญรงุ เรอื งในอนิ เดียมา ๑๗ ศตวรรษ ครง่ึ กถ็ ึงกาลอวสานแตบัดน้ัน เมื่อเวลาผานมา เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาก็เลือน หายไปจากความทรงจําของชาวชมพูทวีป และซากปูชนียสถาน โบราณวัตถุท้ังหลายที่มากมายท่ัวทวีป ก็ถูกทับถมจมลงใตผืน แผน ดินหายไปจากสายตาของประชาชน ไมเ หลอื รอ งรอย จนคน อินเดียไมรูจักพระพุทธศาสนา ไมเคยไดยินพระนามอโศกธรรม ราชา ในขณะที่พระพุทธศาสนาน้ันไปรุงเรือง และพระนามศรี ธรรมาโศกราชเปนท่ีเลาขานสืบกันมาไมข าดสาย ในประเทศทีห่ าง ไกลจากอนิ เดียออกไป กาลลว งมาจนถงึ พ.ศ.๒๓๐๐ (ค.ศ.1757) อินเดยี เริ่มเสียดิน แดนตกไปอยูใตการปกครองของอังกฤษ ต้ังตนแตแควนเบงกอล มาตามลาํ ดับ จนองั กฤษรวมปกครองประเทศในป ๒๓๑๗/1774 และในท่ีสุด อังกฤษก็เนรเทศกษัตริยโมกุลองคสุดทายไปยงั เมอื ง รางกุง ลม ราชวงศมขุ าลลง แลว ครอบครองอนิ เดยี เปน อาณานิคม

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๓ โดยสมบูรณใน พ.ศ.๒๔๐๑ (ค.ศ.1858) กบั ทง้ั ตอ มากไ็ ดร วมพมา เขา มาเปน แควน หนง่ึ ในประเทศอนิ เดยี ขององั กฤษในป ๒๔๒๙/1886 ระยะเวลาเกอื บ ๒ ศตวรรษแหงการปกครองขององั กฤษ ได กลายเปนยุคแหงการเปดทางยอนกลับไปชมอดีตอันรุงเรืองย่ิง ใหญใ นประวัติศาสตรข องชมพทู วปี ท้ังน้ี จะดวยเหตุที่ชนชาวอังกฤษผูมาปกครองน้ันลวนเปน คนมีการศึกษาสูงมีความใฝรูที่ฝงลึกสนิทแนนมาในภูมิหลังของ ชาติ หรือดวยความเปนนักปกครองผฉู ลาดท่พี ึงรทู นั เทา เขาใจถ่นิ แดนและประชากรทต่ี นไปปกครอง หรือเพราะการทจี่ ะธาํ รงรกั ษา อํานาจความยิ่งใหญไวไดจะตองมีศักด์ิศรีแหงการทรงภูมิปญญา ท่ีเหนือกวา หรือแมเพียงเพื่อจะรักษาเกียรติภูมิแหงปรีชาญาณ ของความเปน ชนชาตทิ ี่มอี ารยธรรมสงู ใหญน าํ หนา หรอื ดวยเหตทุ ี่ จะนําความรูประวัติศาสตรดานบูรพทิศที่เช่ือมตะวันตก-ตะวัน ออกโยงถึงกันไปเสริมความรูประวัติศาสตรแหงอารยธรรมตะวัน ตกของตนและขยายพรมแดนแหงวิชาประวตั ิศาสตรโลก เชน เรอื่ ง การเดินทัพของอเลกซานเดอรมหาราชมาทางอาเซียกลางอันให เกิดอาณาจกั รกรีกแหงโยนก เปนตน จะดวยขอใดในเหตุผลที่กลาวมา หรือดวยเหตุผลท้ังหมด นั้นหรือหลายขอรวมกันก็ตาม ราชการของจักรภพอังกฤษได สนับสนุนและรับเอางานสํารวจและขุดคนทางโบราณคดีอินเดีย เปน กิจการของรฐั เร่ิมแตวอรเรน ฮาสตงิ ส (Warren Hastings) ผู สําเร็จราชการของอังกฤษ ไดยอมรับเขาโอบอุมสนับสนุนอาเซีย สมาคมแหงเบงกอล (Asiatic Society of Bengal) ทต่ี ้งั ขึ้นโดย

๔ หลกั ศิลาจารกึ อโศก เซอร วลิ เลียม โจนส (Sir William Jones) ใน พ.ศ.๒๓๒๗ (ค.ศ.1784) ตลอดจนอุปราชแหง อินเดียคนแรก คือ ลอรด แคนนง่ิ ( L o r d C a n n i n g ) ไ ด ตั้ ง ส ว น ร า ช ก า ร โ บ ร า ณ ค ดี ขึ้ น (Archaeological Department) ในป ๒๔๐๓/1860 แลวงาน โบราณคดีในอินเดียก็ไดผูกพันม่ันสนิทอยูในนโยบายของรัฐบาล อังกฤษตลอดมาจวบจนอนิ เดียไดเ อกราชในป ๒๔๙๐/1947 ขอ ความทป่ี รากฏใน วารสารเอเชยี สมาคมแหง เบงกอล ป ๒๔๐๕ (Journal of the Asiatic Society of Bengal for 1862) ตอไปน้ี คงบอก ถึงความนกึ คิดของรฐั บาลอังกฤษไดบ า งอยางนอ ยก็สว นหนงึ่ ในฐานะเปน เจา อาํ นาจผปู กครองทมี่ ปี รชี าญาณ มนั จะ ไมเ ปน เกยี รตเิ ปน ศรแี กเ ราแตอ ยา งใดเลย ถา เรายงั ปลอ ย ใหแ หลง งานสบื คน ดงั เชน ซากนครหลวงเกา ของชาวพทุ ธ ในรฐั พหิ าร๑ ถนิ่ ทรี่ าบรอบกรงุ เดลี อนั พรงั่ พรบ่ึ ไปดว ย สถานทป่ี รกั หกั พงั หนาแนน ยง่ิ กวา แมแ ตแ คมปานยา แหง กรงุ โรม และทอี่ นื่ ๆ อกี เปน อนั มาก ไมไ ดร บั การสาํ รวจ ตรวจตราเพมิ่ ขน้ึ ใหม ากกวา เทา ทไี่ ดท าํ กนั มา แตไมวาจะอยางไรก็ตาม ความสําเร็จที่แทของงานสํารวจ และขดุ คน ทัง้ หมดน้นั เกิดจากฉันทะและความเพยี รพยายามอยา ง อทุ ิศชวี ติ จิตใจของบคุ คลบางทานทม่ี ใี จรกั และใฝร ูอ ยา งแทจริง บุคคลท่ีควรกลาวถึงเปนพิเศษ เริ่มดวยเจมส ปรินเสป (James Prinsep, ค.ศ.1799-1840) เลขานกุ ารของเอเชียสมาคม แหงเบงกอล ซ่ึงเปนบุคคลแรกที่เพียรพยายามอานตัวอักษร พราหมี และอักษรขโรษฐี จนอานศิลาจารึกของพระเจาอโศก ๑ คงหมายถงึ เมอื งปาตลบี ตุ รหรอื ปต นะ(Patna)ซง่ึ เปน เมอื งหลวงของพระเจา อโศกมหาราช

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๕ มหาราชไดส ําเร็จในป ๒๓๘๐/1837 แลวก็มาถึงบุคคลท่ีถือไดวาสําคัญท่ีสุดในการร้ือฟนพุทธ สถาน คือ เซอรอเลกซานเดอร คันนิงแฮม (Sir Alexander Cunningham) ซึง่ เดิมทีมารับราชการทหารในอนิ เดีย แตเ มือ่ ได พบกับเจมส ปรินเสป ก็เกิดความสนใจในเรื่องประวัติศาสตร อินเดีย และชอบศึกษาโบราณวัตถุทัง้ หลาย พอถงึ ป ๒๔๐๔ ขณะ เปน พลตรี รับราชการมาได ๒๘ ป กข็ อลาออก เพือ่ อทุ ศิ ชีวติ อุทศิ เวลาใหแกการขุดคน วัดวาอารามโบราณสถาน คันนิงแฮมไดเรียกรองกระตุนเราใหรัฐบาลเอาจริงเอาจังใน การอนุรักษและคนควาวิจัยเร่ืองโบราณวัตถุสถานอยางเปนระบบ และมีมาตรฐาน เปนเหตุใหรัฐบาลอังกฤษตั้งหนวยงานสํารวจ โบราณคดีอินเดียข้ึนในป ๒๔๐๔/1861 เรียกวา Indian Archaeological Survey โดยเปน การชั่วคราวกอ น มีคนั นงิ แฮม เปน ผูอาํ นวยการ และตอมาในป ๒๔๑๓/1870 ก็ไดต ้ังขึ้นใหมเปน Archaeological Survey of India โดยมีคันนงิ แฮมเปนผอู าํ นวย การใหญ (Director General) คันนิงแฮมอุทศิ ตัวทาํ งานน้ตี อมา จนอายุ ๗๑ ป จงึ ลาเลิกใน พ.ศ. ๒๔๒๘/1885 คันนงิ แฮมไดทํางานขดุ คน ฟนฟูทสี่ าํ คัญ เชน สารนาถ สาญจี ตักสิลา และพุทธคยา สวนรายงานการสาํ รวจขุดคนที่ไดตีพิมพ ออกมา กม็ ีประมวลจารกึ พระเจา อโศกมหาราชซึ่งเปนชุดแรกดวย ดวยอาศัยการศึกษาคนควาของชาวอังกฤษท่ีมีเซอรอเลก ซานเดอร คันนงิ แฮม เปน ตัวชูนี้ พุทธปชู นียวตั ถุสถาน และพระ เกยี รตปิ ระวัตขิ องพระเจาอโศกมหาราช ท่จี มซอ นอยูใ ตผนื แผน ดนิ

๖ หลักศิลาจารึกอโศก และจางหายไปหมดแลว จากความทรงจาํ ของชาวอนิ เดยี เอง กไ็ ด ปรากฏขึ้นมาใหช ื่นชมบูชากันใหม จารกึ อโศกสืบประวัติ ขานรับกบั คมั ภีรพุทธศาสนา เคยมีผสู งสยั วา มีหลกั ฐานอะไรทีแ่ สดงวา ศลิ าจารึกนพ้ี ระ เจาอโศกสรา งไว อนั นี้เปน ศิลาจารกึ ของพระเจา อโศกมหาราช เมื่อจะตอบขอสงสัยนี้ ควรขยายคาํ ตอบใหกวางออกไปอกี นอกจากหลักฐานวาเปนศิลาจารึกของพระเจาอโศกแลว ก็ตอบ ดวยวา แนใจไดอยางไรวา จารึกของพระเจาอโศกนัน้ แสดงหลกั และเรื่องราวในพระพุทธศาสนา หลกั ฐานในเร่อื งนี้ นอกจากดูในศลิ าจารกึ เองแลว ก็ดูความ สอดคลองหรือยืนยันกันระหวางศิลาจารึกกับขอมูลในเอกสารคือ คัมภีรพุทธศาสนา และอีกอยางหนึ่ง คือเหตุการณในประวัติ ศาสตรท ่ีเกย่ี วของ เฉพาะอยา งยิ่งความเปน ไปในลงั กาทวีป ซึง่ มี เร่ืองราวเกย่ี วโยงหรอื อางอิงกันตอเน่ืองมา ศลิ าจารกึ ของพระเจา อโศกนี้ มีขอความเขียนไวส ่งั สอนแนะ นาํ แสดงนโยบายของพระเจา อโศกแกประชาชน เชน บอกใหคนท่ี เปนเจาหนา ที่บา นเมอื ง คลายๆ นายอาํ เภอและกํานนั อะไรพวกนี้ นําเอาขอความนั้นๆ ไปบอกแจงชี้แจงอธิบายแกประชาชนของ ตนๆ แสดงวาพระเจาอโศกใชศิลาจารึกเปนเคร่ืองมือในการสั่ง

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๗ สอนประชาชนและบรหิ ารราชการแผน ดนิ เพราะในสมยั น้นั ไมไ ด ใชกระดาษอยา งทกุ วันนี้ ก็เลยใชศลิ า ใหเ จา หนา ทเี่ ขยี นจารกึ ไว ตามท่ีตา งๆ เชน โขดหนิ เขา ภผู า แลวก็ใหม าอานไปบอกกัน ความริเริ่มนี้นาจะเปนเหตุปจจัยอยางหน่ึงท่ีชวยใหประชา ชนสมัยน้ันมีการศึกษา และวัดก็เปนศูนยกลางการศึกษาอยแู ลว ตําราฝร่ังบางเลมถึงกับบอกวา ในอินเดียสมัยพระเจาอโศกนี้ ประชาชนรูห นังสือมากกวายคุ ปจ จบุ นั จะจรงิ หรอื ไม เราไมเ หน็ เขา คงประเมนิ เทยี บเคยี งตามสภาพ แตพ ดู ครา วๆ ไดว า เรอื่ งศลิ าจารกึ และวดั นแี้ สดงวา สมัยนัน้ คนมกี ารศกึ ษาทีน่ บั วา ดี ทีน้ี มีเครื่องหมายอะไรท่ีแสดงวาพระเจาอโศกเปนผูสราง ศิลาจารึกเหลานไี้ ว และเรอ่ื งท่ีจารกึ ไวเก่ียวของกับพทุ ธศาสนา ที่จริง การพิสูจนวา ศิลาจารึกน้ีเปนของพระเจาอโศก มหาราช คือพระเจาอโศกสรางไวน้ัน เปนเร่ืองของนักประวัติ ศาสตร-โบราณคดี ท่ีเขาไดศึกษาและวนิ ิจฉัยกนั ไว ถา จะใหต รง เรื่องกค็ อื เราควรไปฟง ไปอานเรื่องทเี่ ขาเขยี นช้แี จงรายงานไว อยา งงา ยๆ ขอ ความในจารกึ หลายแหงก็บอกเหตกุ ารณทท่ี ํา ใหนักประวัติศาสตรม่ันใจไดแลววา เปนพระเจาอโศกมหาราช เชน เรอ่ื งการทาํ สงครามกบั แควน กลงิ คะ ท่จี ริงแคขอนี้ก็พอแลว นอกจากขอความแบบน้ีแลว ศิลาจารึกบางแหงก็ทําเปน หลักหรือเปนเสาไวประกาศเรื่องเฉพาะท่ีระบุชัดลงไปเลยทีเดียว เชน ตรงท่ีประสูติของพระพทุ ธเจา ก็จารึกบอกวา ณ สถานทน่ี ี้ (คอื ลุมพนิ ีวัน) พระพุทธศากยมุนไี ดป ระสูติ เปนตน และบนยอด เสาทม่ี ีเครือ่ งหมายอยางรูปธรรมจกั รก็บอกชดั อยูในตวั

๘ หลักศิลาจารกึ อโศก ในคัมภีรต้ังแตอรรถกถาจนถึงพวกพงศาวดารลังกาท่ีรักษา กันมานอกชมพูทวีปเปนสหัสวรรษ โดยผูเรียนและผูรักษาไมเคย มารูม าเห็นเรอ่ื งในอินเดยี บอกเหตกุ ารณ เรอ่ื งราว ลาํ ดบั กษัตรยิ  ราชวงศ กาลเวลา ยคุ สมัย ตรงกับท่ีตกลงกนั นํามาเขียนในตํารา ประวัตศิ าสตรท ่ีใชเ ปนหลกั กันอยูใ นปจจบุ ัน ศิลาจารึกของพระเจาอโศกนี้ มีคําข้ึนตนบอกไวชัดทุกครั้ง เปนแบบเลย คอื ประโยควา “สมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ปิยทัสสผี เู้ ปน็ ทร่ี ัก แหง่ ทวยเทพ ตรัสว่า” หรอื อะไรอยางนี้ ขอความน้ีบงชัดวาเปน คาํ ของพระเจา แผนดิน แลวคิดงา ยๆ เวลาน้นั ใครเปนพระเจาแผนดนิ ก็ยอมเปนการจารึกคําของราชาพระองคน้ัน น่ีคือแนวาเปนพระ เจา อโศก ตรงนีม้ ีเกร็ดความรูที่นา สงั เกตแทรกเขามาหนอ ย คอื คําที่ เรยี กพระเจา อโศกในจารกึ ใชวา “สมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวปยิ ทสั สผี ู้เป็นทีร่ กั แหง่ ทวยเทพ” อนั นแ้ี ปลจากคาํ ในจารกึ วา “เทวานมั ปยะ ปย ทสั สี ราชา” ทนี ้ี ในอรรถกถาจนถึงตํานานยอยๆ ในลังกา เลาวา ตอนที่ พระเจา อโศกครองชมพูทวปี นนั้ ลังกา (เวลานัน้ เรยี กวา ตมั พปณณิ ทวีป) มรี าชาพระนามวา“เทวานัมปยติสสะ” พระเจาอโศกกับพระเจาเทวานัมปยติสสะน้ี เปนพระสหาย ซ่ึงไมเคยพบกัน ไมเคยเห็นองคกัน (อทิฏฐสหาย) และพระมหินท เถระ โอรสของพระเจา อโศกกน็ ําพระพทุ ธศาสนาไปประดษิ ฐานใน ตัมพปณณิทวีปในรัชสมัยของพระเจาเทวานัมปยติสสะนี้ ในปที่ ๑๘ แหงรัชกาลพระเจาอโศกมหาราชนับแตราชาภิเษกแลว คือ พ.ศ.๒๓๖ (ตําราฝร่งั ประมาณวา 251 BC แตน า จะเปน 248 BC)

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๙ พระนามของกษัตริยล งั กาพระองคนีท้ วี่ า “เทวานัมปย ตสิ สะ” ทําใหนึกถึงพระนามของพระเจาอโศกมหาราชท่ีเรียกในศิลาจารึก วา “เทวานัมปยะ ปยทัสสี” แลว กค็ ิดไปวามอี ะไรโยงใยกันในการตง้ั พระนามบางไหม (พระเจาเทวานัมปยติสสะขึ้นครองราชยในปท่ี ๑๗ แหง รชั กาลพระเจาอโศกมหาราช แลวปต อ มา พระมหินทก น็ าํ พระพทุ ธศาสนาไปยงั ลงั กา) [คาํ วา “เทวานัมปยิ ะ” นี้ ตามปกติ ถอื เปนคาํ หน่งึ ในจาํ พวก คําเรยี กแสดงความเคารพนับถือ หรอื ใหเ กยี รติ เหมือนทเ่ี รยี กพระ ดว ยคาํ วา “อายสฺมา” และ “อายสมฺ นโฺ ต”] ทนี กี้ ม็ จี ดุ สาํ คัญ ท่ศี ิลาจารกึ บอกเหตุการณซ ึ่งมาบรรจบกบั หลักฐานในคัมภีร ซงึ่ ทาํ ใหเ หน็ วา องค “เทวานัมปยะ ปย ทัสสี ราชา” หรือ “เทวานามปรยิ ะ ปรยิ ทรรศี ราชา” ในศิลาจารกึ นน้ั เปนองคเ ดยี ว กับพระเจาอโศกมหาราชในคมั ภรี  ขอยกขอความตอนหน่ึงในศิลาจารึกมาใหดูกัน (คัดมาใหดู เพยี งสว นหน่ึง ขอความเต็ม พงึ อา นในตอนวา ดว ยจารกึ ขางในเลม ) สมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวปรยิ ทรรศี ผู้เปน็ ทีร่ กั แหง่ ทวยเทพ ได้มีพระบรมราชโองการให้ประกาศแก่มหาอาํ มาตยท์ ัง้ หลาย ณ พระนครปาฏลีบตุ ร และ ณ นครอื่นๆ ว่า สงฆ์ (อันข้าฯ) ได้ทําให้สามัคคีเป็นอันเดียวกันแล้ว (“สเํ ฆ สมเค กเฏ”) บคุ คลใดๆ จะเปน็ ภกิ ษุ หรอื ภกิ ษณุ กี ต็ าม ไมอ่ าจทาํ ลายสงฆไ์ ด้ กแ็ ล หากบุคคลผใู้ ด จะเป็นภกิ ษุหรือภิกษุณีก็ตาม จัก ทําสงฆ์ให้แตกกัน บุคคลผู้น้ันจักต้องถกู บังคับใหน้ งุ่ ห่มผ้า ขาว และไปอยู่ ณ สถานทอ่ี ันมใิ ช่วดั

๑๐ หลักศิลาจารกึ อโศก พงึ แจง้ สาสน์ พระบรมราชโองการนี้ใหท้ ราบทัว่ กัน ทัง้ ใน ภิกษุสงฆ์และในภิกษุณีสงฆ์ ด้วยประการฉะน้ี พระผเู้ ปน็ ทร่ี ักแห่งทวยเทพไดต้ รสั ไวด้ งั นี้:- ก็ประกาศ พระบรมราชโองการเช่นน้ี ทา่ นทั้งหลายพึงนําไปติดไว้ ณ ทางสัญจรภายในเขตใกล้เคียงของท่านท้ังหลายฉบับหนึ่ง และจงเก็บรักษาประกาศพระบรมราชโองการอันเดียวกันนี้ แล ไว้ในเขตใกล้เคียงของอบุ าสกท้งั หลายอกี ฉบบั หนึ่ง ทุกๆ วนั อโุ บสถ บรรดาอุบาสกเหล่านน้ั พึงทาํ ตนให้มี ความรู้ความเข้าใจแนบแน่นในประกาศพระบรมราชโองการ น้ี และทุกๆ วนั อโุ บสถ มหาอํามาตยท์ ุกๆ คนพึงไปรว่ มใน การรกั ษาอโุ บสถด้วยเป็นประจาํ เพอ่ื จกั ได้เกดิ ความคนุ้ เคย แนบสนิท และรเู้ ขา้ ใจท่วั ถงึ ซ่ึงประกาศพระบรมราชโองการ นน้ั แล… ธรรมโองการนี้ ในจารึกเองก็บอกวาไดโปรดใหติดประกาศ ทั่วไปทุกหนแหง แตเฉพาะทีน่ กั โบราณคดขี ุดคนพบแลว ๓ แหง มี ขอ ความยาวสนั้ กวากันบาง แตท ุกแหงมตี อนสาํ คญั คือยอหนา ที่ ๒-๓ [สงฆ์ (อันขา้ ฯ) ได้ทําให้สามคั คี ณ สถานทอ่ี ันมใิ ชว่ ดั ] สามแหงที่พบจารึกนี้ คือ ที่ สารนาถ โกสัมพี และสาญจี การที่จารึกตางแหงบอกเหมือนกันวา “สงฆอันขาฯ ไดทําใหสามัคคี กันแลว” แสดงวาเปนเหตุการณใหญของสวนรวมทั่วทั้งแวนแควน ไมใชเร่ืองเฉพาะของที่นั้นๆ (สารนาถ วัดระยะทางผานโกสัมพี ไปถงึ สาญจี = ๖๐๐ กม.) และขอ ความตอนทา ยๆ ของจารกึ เอง ก็ บอกใหมหาอาํ มาตยดาํ เนนิ การรักษาสามคั คนี ที้ ั่วทกุ หนแหง

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๑๑ การทาํ ใหสงฆสามัคคี ก็แสดงวาไดมีการแตกแยก และ ไดแกปญหาความแตกแยกน้ันเสร็จแลว น่ีก็คือการสังคายนาคร้ังที่ ๓ ที่เมืองปาตลีบุตร ที่พระ เจาอโศกทรงอุปถัมภ เม่ือ พ.ศ. ๒๓๕ ซึ่งคัมภีรสมันตปาสาทิกา ไดเลาไว และบอกดวยวา พระที่กอปญหา (ทานวาปลอมบวช เขามา) ไดถูกบังคับใหนุงผาขาว (=ใหสึกออกไป) ดังความ ตอนหน่ึงในสมันตปาสาทิกาน้ัน (วินย.อ.๖๐) วา ในวันที่ ๗ พระราชา (อโศก) โปรดใหประชุมภิกษุ สงฆท อ่ี โศการาม … ทรงทราบวา พวกนม้ี ใิ ชภ กิ ษุ พวกนเี้ ปน อัญเดียรถีย พระราชทานผาขาวแกบุคคลเหลานั้น ให สึกเสีย … ลําดับน้ัน พระราชาตรัสวา “พระคุณเจาผู เจริญ บัดน้ี พระศาสนาบริสุทธิ์แลว ขอภิกษุสงฆจงทํา อุโบสถเถิด” พระราชทานอารักขาแลว เสด็จคืนสูพระ นคร สงฆซึ่งสามัคคีกันแลว ไดกระทําอุโบสถ ตามศิลาจารึกแสดงวา แมสงฆจะสามคั คกี ันไดแลว มาตร- การท่ีจะรักษาความสามัคคีน้ันใหหนักแนนม่ันคง พรอมทั้ง ปองกันปญหาอันอาจจะมีข้ึนอีก ก็ยังดําเนินตอไป โดยใหมหา อํามาตยดูแลรับผิดชอบตามความในจารึกน้ัน เร่ืองราวที่เปดเผยออกมาดวยซากพุทธสถานของจริงและ จากธรรมลิปคือขอมูลลายสือธรรมในศิลาจารึกของพระเจาอโศก มหาราช ที่แหลงเดิมในชมพูทวีป ซึ่งเพิ่งฟนขึ้นพบกันใหม มา ประสานขานรบั กบั บนั ทึกและตํานานในคัมภรี พ ระพุทธศาสนา ต้งั แตพ ระไตรปฎก และอรรถกถาลงมา ซึ่งรกั ษาสบื ทอดกันไวนานนกั หนาในประเทศพทุ ธศาสนาทห่ี า งไกลจากชมพูทวีป

๑๒ หลกั ศลิ าจารึกอโศก จารึกอโศกแนช ดั คือเกียรตปิ ระวัติแหงชาตอิ ินเดยี ขอยกอกี ตัวอยา งหน่งึ คมั ภรี อรรถกถาและฎกี าเลา วา๑ พระ เจา อโศกมหาราช เม่ือยงั เปนราชกมุ าร ไดรับพระราชบญั ชาใหไ ป เปนอุปราชครองแควน อวันตี ท่ีเมืองอุชเชนี ระหวางทางกอนถงึ อุชเชนี อโศกกมุ ารไดแวะที่เมอื งเวทิส และ ณ ทน่ี ้ี อโศกกุมารได พบกบั ธิดาเศรษฐี นามวา เวทิสา และไดเ ธอเปน คคู รอง นาํ ไปอยู ดวยทน่ี ครอุชเชนี แลว ประสตู ิโอรสนามวาเจาชายมหินทะ และตอ มาอกี ๒ พรรษา มีราชธดิ านามวา สังฆมิตตา เจาชายมหินทะ และเจาหญิงสังฆมิตตานี้ ตอมาได อปุ สมบท แลว พระมหินทเถระพรอมดว ยคณะภิกษุสงฆไดนาํ พระ พุทธศาสนาไปประดิษฐานในลังกาทวีป และพระสังฆมติ ตาเถรีก็ ไดน าํ ภกิ ษุณีสงฆไ ปประดษิ ฐานในลงั กาทวปี นน้ั ตามตอมา อรรถกถายงั เลา ตอ ไปอีกดวยวา กอนท่พี ระมหนิ ทเถระจะไป ลังกาทวีป ทานไดเ ดินทางมาเยี่ยมโยมมารดา คอื พระเวทิสาเทวี ท่ี เมอื งเวทสิ นคร และครง้ั นน้ั พระนางเวทิสาไดสรา งวัดถวาย ตง้ั ช่อื วาเวทสิ คีรีมหาวหิ าร คัมภีรส ารตั ถทีปนีบอกดวยวา เวทสิ นครนน้ั อยหู างจากพระ นครปาตลบี ตุ ร ๕๐ โยชน คอื ๘๐๐ กโิ ลเมตร ครั้นถึงยุคองั กฤษครองอินเดยี ทพ่ี ทุ ธสถานจมดินหมดแลว ๑ อรรถกถา คอื สมนั ตปาสาทกิ า (วนิ ย.อ.๑/๗๐) ฎกี า คอื สารตั ถทปี นี (วนิ ย.ฏ.ี ๑/๘๐, ๒๓๖)

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๑๓ นี้ เซอรอ เลกซานเดอร คันนิงแฮม เมอื่ ไดข ดุ ฟน พระสถปู และวดั วา อาราม ณ สารนาถ สถานทแี่ สดงปฐมเทศนา ในชว งทศวรรษ 1830s (ราว พ.ศ.๒๓๗๕)แลว กไ็ ดม าทาํ งานขดุ ฟน ทเ่ี มอื งเวทสิ นี้ ซงึ่ ปจ จบุ นั เรียกวา เมืองวิทศิ ในชวงทศวรรษ 1840s (ราว พ.ศ.๒๓๘๕) แตใ นสมยั ของคันนิงแฮม ช่อื เมอื งนคี้ นเรยี กกันเพ้ียนไปเปน ภิลสะ/Bhilsa จนกระทัง่ ถึงป ๒๔๙๙/1956 รฐั บาลอนิ เดยี จงึ ให เปล่ียนช่ือกลับไปเรียกใหถูกตองตามเดิมวาเมืองวิทิศะ/Vidisha ดังปรากฏในแผนท่ปี จ จุบัน ณ เมอื งวทิ ศิ ะน้ี คนั นิงแฮมไดพ บและขุดฟน มหาสถปู ที่มีชอ่ื เรียกกันในบัดน้ีวา “สาญจี” อนั มีชือ่ เสยี งโดง ดงั มาก ทัง้ สวยงาม ใหญโตเดนสงา และยงั อยใู นสภาพที่นบั วา ดี อนั สืบกนั ไดว า พระ เจาอโศกมหาราชไดทรงสรางไว (บางทจี ะเปน ทวี่ ัดซง่ึ คมั ภรี บ อกวา พระเวทิสาเทวีไดทรงสรา ง?) และมกี ารซอ มเสรมิ ในยุคตอๆ มา มหาสถูปสาญจีน้ี อยูหางจากเมอื งปตนะ (คือปาตลบี ุตร) วัดเปนเสนตรงตามแผนท่ีปจจุบันได ๘๐๐ กิโลเมตร จะโดย บังเอิญหรืออยา งไรก็ตาม กเ็ ทา กนั ตรงพอดกี ับท่บี อกไวในสารตั ถ- ทปี นี (ถาวัดจากตวั เมอื งวทิ ศิ ะปจจบุ นั ถึงปต นะ ได ๗๗๕ กม.) ณ พทุ ธสถานสําคญั หลายแหง ไดพ บหลักศิลาจารึกท่ีพระ เจาอโศกมหาราชไดทรงประดิษฐานบอกความสําคัญไว โดย เฉพาะทีส่ ารนาถ คือปาอสิ ิปตนะมฤคทายวนั ที่พระพุทธเจา ทรง แสดงปฐมเทศนา ธมั มจักกัปปวัตตนสูตร ใกลเมืองพาราณสี มเี สา หลักใหญซ งึ่ แมจ ะถกู โคน หรอื ลม ลงมาหักเปนทอ นๆ แตเหน็ ไดชัด ถึงความหมายทย่ี งิ่ ใหญง ามสงา และศลิ ปะทีป่ ระณีตบรรจง

๑๔ หลักศิลาจารกึ อโศก นอกจากคําจารึกบนเสาหิน ซ่ึงบงความสอดคลองกับเร่ือง การทาํ สังคายนาครั้งที่ ๓ เม่อื พ.ศ.๒๓๕ ซึ่งไดแ กปญหาความเหน็ ผิดเพ้ียนและความแตกแยกของสงฆ ดังที่ไดกลาวถึงขางตนน้ัน แลว หวั สงิ หท งั้ สีเ่ ทนิ ธรรมจกั รบนยอดเสาศลิ าจารึกนั้น ก็มคี วาม หมายสําคัญและโดดเดนข้ึนมาเชื่อมโยงประเทศอินเดียปจจุบัน เขา สปู ระวตั ิศาสตรแ หง ชมพทู วีปดว ย บนยอดเสาศิลาจารึก ณ ท่แี สดงปฐมเทศนาน้ี มีสิงหส ่ีตัว หนั หัวไปส่ีทิศ บนเศียรสิงหเทินวงลอพระธรรมจักร นาจะสันนิษฐาน ไดวา สิงหทงั้ ส่เี ปนเคร่อื งหมายของพระราชอาํ นาจ และพระราช อาํ นาจน้นั ตอ งรองรับอยใู ตธรรมและเชิดชูสงเสริมธรรม พรอมนั้น สีส่ ิงหซ ง่ึ หนั เศียรไปสท่ี ิศ แผดเสียงบนั ลอื สีหนาท เปนเครื่องหมายของความเขมแข็งมั่นคงองอาจในการประกาศ สัจจธรรม คือหลักการแหงความจริงแทที่ไมมีผูใดจะคัดคานตาน โตไ ด (ธมมฺ จกกฺ ํ ปวตตฺ ิต อปฺปฏวิ ตฺติย) เมื่ออินเดียไดเอกราชพนจากการปกครองของอังกฤษ ในป ๒๔๙๐/1947 แมว า ชนชาวอนิ เดยี หรอื ภารตะเวลานนั้ แทบจะไมร จู กั พระพทุ ธศาสนาแลว แตเ พราะตระหนกั วา รชั สมยั ของพระเจา อโศก มหาราชที่รุงเรืองยิ่งใหญท่ีสุดในประวัติศาสตรของอนิ เดีย ควรจะ เปน สญั ลกั ษณข องชาติ จงึ ไดต กลงนาํ วงลอ พระธรรมจกั รมาวางไว เปน สญั ลกั ษณท ใี่ จกลางของธงชาตอิ นิ เดยี และเอาเศยี รสส่ี งิ หห นั ไป สที่ ศิ มาตงั้ เปน ตราแผน ดนิ ของอนิ เดยี พรอ มทงั้ เขยี นคตไิ วใ ตเ ทา สงิ หเ ปน คาํ สนั สกฤตวา “สตยฺ เมว ชยเต” (สจั จะเทา นนั้ ชนะ, Truth alone triumphs.)

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๑๕ พระเจา อโศกมหาราช และการประกาศพระธรรมจกั ร จงึ กลบั ฟน คนื มา พรอ มกบั การคนื ชพี ของชาตอิ นิ เดยี พระเจา อโศกมหาราช แมจ ะสวรรคตไป ๒ พนั กวาปแลว ก็ ยังสรางเกียรติยศและความภูมิใจใหแกชนชาติอินเดียในปจจุบัน เปนหลักที่อางอิงไดเสมอ ดังท่ีนักวิชาการสมัยใหมชาวตะวันตก ซึง่ มาศกึ ษาเร่ืองของอนิ เดียแลว นาํ ไปกลา วขวัญสรรเสริญ อยาง H. G. Wells ทเ่ี ขียนตําราประวัติศาสตรแ สดงความยกยอ งนับถอื พระเจาอโศกมหาราช เปนกษัตริยท่ีโดดเดนพระองคเดียวใน ประวัติศาสตรโ ลก๑ อเลกซานเดอรม หาราช สบื โยงอยา งไรกบั อโศกมหาราช ศิลาจารึกของพระเจา อโศกมหาราชนนั้ นอกจากเปน ประวตั ิ ศาสตรใ นตวั มนั เองแลว ยงั เปน หลกั ฐานทชี่ ว ยในการสบื คน เรอื่ งราว สว นอนื่ ในประวตั ศิ าสตรด ว ย ตามปกติ ฝรงั่ ไมค อ ยไวใ จตวั เลขบอกกาลเวลาเปน ตน ของ ชาวอนิ เดยี ซง่ึ เขาบอกวา มกั เปน ตาํ นานทว่ี า เอาเอง แตศ ลิ าจารกึ นี้ ๑ H.G. Wells เขียนไวใ น The Outline of History (N.Y.: Garden City Books, 1949, vol. I, p. 404): “Amidst the tens of thousands of names of monarchs that crowd the column of history, their majesties and graciousnesses and serenities and royal highnesses and the like, the name of Asoka shines, and shines almost alone, a star. From the Volga to Japan his name is still honoured. China, Tibet, and even India, though it has left his doctrine, preserve the tradition of his greatness. More living men cherish his memory to-day than have ever heard the names of Constantine or Charlemagne.”

๑๖ หลกั ศิลาจารกึ อโศก เปน หลกั ฐานบอกกาลเวลาทแ่ี นช ดั จงึ เกอื้ กลู ยงิ่ ตอ การกาํ หนดเวลา กาละยุคสมยั ในประวัตศิ าสตรโ ลก เชอื่ มโยงระหวา งตะวนั ออกกบั ตะวนั ตก ดงั ทใี่ นจารกึ ศลิ า ฉบบั ที่ ๑๓ กลา วถงึ พระนามของกษตั รยิ  ทร่ี ว มสมยั หลายพระองคใ นอาณาจกั รทางฝา ยตะวนั ตก วา สาํ หรับพระผู้เป็นท่ีรักแห่งทวยเทพ ชัยชนะที่ทรงถือว่า ยงิ่ ใหญท่ ส่ี ดุ ไดแ้ ก่ “ธรรมวชิ ยั ” (ชยั ชนะโดยธรรม) และธรรม วิชัยนั้น พระผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพไดท้ รงกระทาํ สาํ เร็จแลว้ ทงั้ ณ ทน่ี ี้ (ในพระราชอาณาเขตของพระองคเ์ อง) และในดนิ แดนขา้ งเคยี งทงั้ ปวง ไกลออกไป ๖๐๐ โยชน์ ในดนิ แดนอนั เปน็ ทป่ี ระทบั แหง่ กษตั รยิ โ์ ยนก (Ionian Greek) พระนามวา่ อนั ตโิ ยคะ (Antiochus) และดนิ แดนตอ่ จากพระเจา้ อนั ตโิ ยคะ นน้ั ไป (คอื ในทางตะวนั ตกเฉยี งเหนอื ) อนั เปน็ ทป่ี ระทบั แหง่ กษตั รยิ ์ ๔ พระองค์ พระนามวา่ พระเจา้ ตรุ มายะ (หรอื ตลุ มย - Ptolemy) พระเจ้าอันเตกินะ (Antigonos) พระเจ้ามคะ (Magas) และพระเจา้ อลกิ สนุ ทระ (Alexander) และถดั ลงไป (ใน ทางทศิ ใต)้ ถงึ … และในแวน่ แควน้ ภายในพระราชอาํ นาจของ พระองคก์ เ็ ชน่ เดยี วกนั คอื แวน่ แควน้ ของชาวโยนก (Ionians หรอื Greeks)และชนชาวกมั โพชะ (Kambojas)… ทุกหนทุกแห่ง (ประชาชนเหล่าน้ี) พากันประพฤติ ปฏิบตั ติ ามคําสอนธรรมของพระผเู้ ป็นทีร่ ักแหง่ ทวยเทพ แม้ ในถิ่นฐานท่ีราชทูตของพระผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพมิได้ไปถึง ประชาชนทั้งหลายเมือ่ ไดท้ ราบถงึ ธรรมวตั ร ธรรมวธิ าน และ ธรรมานุศาสน์ของพระผ้เู ป็นทรี่ ักแห่งทวยเทพแล้ว กพ็ ากัน

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๗ ประพฤติปฏิบัติตามธรรม และจักประพฤติปฏิบัติตามธรรม นั้นตอ่ ไป กษตั รยิ  ๕ พระองคท ร่ี ะบพุ ระนามในจารกึ น้ี ซง่ึ มสี มั พนั ธไมตรี กบั พระเจา อโศกมหาราช นกั ประวตั ศิ าสตรต ะวนั ตกกาํ หนดไดแ ลว วาเปน กษัตรยิ ก รีก ซง่ึ มอี าณาจกั รอยรู มิ หรอื ใกลฝ ง ดา นตะวนั ออก ดา นเหนอื และดา นใต ของทะเลเมดเิ ตอเรเนยี น (ในยคุ ทอี่ ารยธรรม กรกี ยงั รงุ เรอื งและแผค ลมุ ดนิ แดนแถบน)ี้ คอื ๑. พระเจา อนั ตโิ ยคะ ไดแ ก ราชา Antiochus II Theos แหง ซีเรีย ซ่ึงเปนหลาน (โอรสของโอรส) ของพระเจา Seleucus I Nicator ๒. พระเจา ตรุ มายะ หรอื ตลุ มย ไดแ ก ราชา Ptolemy II Philadelphus ทน่ี ครอเลกซานเดรยี แหง อยี ปิ ต ๓. พระเจา อนั เตกนิ ะ ไดแ ก ราชา Antigonus II Gonatas แหง มาซโิ ดเนยี (Macedonia, ดนิ แดนกรกี แถบเหนอื ) ๔. พระเจา มคะ ไดแ ก ราชา Magas แหง ไซรนี ี (Cyrene, นคร กรกี โบราณ อยปู ลายเหนอื สดุ แถบตะวนั ออกของลเิ บยี ในปจ จบุ นั ) ๕. พระเจา อลกิ สนุ ทระ ไดแ ก ราชา Alexander (ไมใ ชอ เลก ซานเดอรม หาราช แตเ ปน รนุ หลานเหลน องคน น้ี กั ประวตั ศิ าสตรไ ม แนใ จวา จะเปน อเลกซานเดอรแ หง Epirus หรอื อเลกซานเดอรแ หง Corinth) ความสัมพันธระหวางกษัตริยกรีกเหลาน้ีกับพระเจาอโศก มหาราช เปน เรอ่ื งทสี่ บื เนอ่ื งมาตงั้ แตย คุ สมยั ของพระเจา อเลกซาน เดอรม หาราชในศตวรรษกอ น โดยทตี่ วั กษตั รยิ ก รกี เหลา นสี้ บื เชอ้ื สาย

๑๘ หลกั ศิลาจารึกอโศก เกย่ี วโยงมาจากอเลกซานเดอรม หาราช โดยเฉพาะสององคแ รก กค็ อื นดั ดาและโอรส ของแมท พั ของ อเลกซานเดอรม หาราช ทตี่ งั้ ตวั ขนึ้ เปน ราชาเรม่ิ วงศก ษตั รยิ ใ หมเ มอ่ื อเลกซานเดอรม หาราชสวรรคต และเสน ทางตดิ ตอ สมั พนั ธก ด็ าํ เนนิ ไปตามเสน ทางเดนิ ทพั ของอเลกซานเดอรม หาราช เฉพาะอยา งยงิ่ พระเจา อโศกมหาราชเองทรงเปน กษตั รยิ แ หง โมรยิ วงศ (สนั สกฤตเปน เมารยะ) ตน วงศค อื พระอยั กา ซงึ่ มพี ระนาม วา พระเจา จนั ทรคปุ ต กไ็ ดเ ผชญิ พระพกั ตรแ ละเคยคดิ การศกึ รว มกบั อเลกซานเดอรม หาราช แลว ไดข นึ้ เปน กษตั รยิ ต ง้ั โมรยิ วงศใ นชว งที่ อเลกซานเดอรมหาราชยกทัพกลับ และไดยกทัพไปเผชิญกับพระ อยั กาของพระเจา อนั ตโิ ยคะ คอื พระเจา Seleucus I Nicator ทไ่ี ด ตง้ั ตวั ขนึ้ เปน กษตั รยิ เ มอ่ื อเลกซานเดอรม หาราชสวรรคต อกี อยา งหนงึ่ พอเรมิ่ เรอ่ื ง เรากม็ าเจอพระเจา อโศก และพระ เจา อโศกนก้ี เ็ กย่ี วขอ งกบั พระพทุ ธศาสนา ซงึ่ ตอนนนั้ เมอื่ พระเจา อโศกขนึ้ ครองราชยก ็ พ.ศ.๒๑๘ แลว เราควรจะรดู ว ยวา กอ นมาถงึ เวลานนั้ พระพทุ ธศาสนาเปน อยา งไร เรอ่ื งราวเปน มาอยา งไร เพ่ือลําดับเร่ืองราวใหเห็นชัดเจนขึ้น จึงขอยอนหลังกลับไป เลา ความเปนมาในประวัตศิ าสตร ต้ังแตพุทธกาล ในสมยั ตน เดิม ของโมริยวงศ จนมาต้ังโมริยะเปนวงศกษัตริยในยุคท่ีอเลกซาน เดอรมหาราชเขามา

๑ ดูอนิ เดีย พทุ ธกาลถึงอโศก พุทธกาล: ๑๖ แควน ใหญจ ริง ๕ ยอ นกลับไปสมยั พทุ ธกาล ต้งั แตกอนพุทธศักราช คือเกอื บ ๒๖๐๐ ปม าแลว ตอนนน้ั ประเทศอินเดยี เรยี กวา ชมพูทวีป ชมพูทวีปเปนดินแดนท่ีกวางใหญไพศาล ในสมัยกอน พุทธกาลจนถึงพุทธกาลน้ัน มีอาณาจักรหรือแวนแควนมากมาย ทา นใชค าํ ในภาษาบาลวี า มหาชนบท คอื มที งั้ หมด ๑๖ มหาชนบท คาํ วา “ชนบท” นนั้ ในภาษาบาลี ไมไ ดห มายความแคว า บา นนอก แตค ลา ยๆ กบั คาํ วา “country” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งใชไ ด ๒ ความหมาย ในความหมายทวั่ ไป country ก็คือประเทศ แตถา พูดวา the country ก็หมายถึงบา นนอก “ชนบท” ในภาษาบาลกี ็คลายกัน โดยท่ัวไปแปลวา ถน่ิ ท่ี อยูของมนษุ ย คอื แวนแควน หรอื ประเทศ แตเ มอื่ ใชใ นความแวด ลอมบางอยา ง กเ็ ปนชนบทในความหมายแบบไทย คอื บา นนอก

๒๐ หลักศิลาจารกึ อโศก ในสมัยพทุ ธกาลและกอนนัน้ ถอื วา อินเดยี หรือชมพทู วีป นี้ มแี วน แควน ใหญอยู ๑๖ มหาชนบทดว ยกัน ตามหลักฐานใน พระไตรปฎ ก วา มี องั คะ มคธ กาสี โกศล วชั ชี มลั ละ เจตี วงั สะ กรุ ุ ปญ จาละ มจั ฉะ สุรเสนะ อัสสกะ อวันตี คนั ธาระ และกมั โพชะ (เชน อง.ฺ ตกิ .๒๐/๕๑๐) แวน แควน เหลา น้ี พดู ครา วๆ วา เรยี งจากตะวนั ออกไปตะวนั ตก เริ่มดว ย อังคะ ซงึ่ ตงั้ อยใู นดินแดนที่ปจจุบนั นเ้ี ปน บงั คลาเทศ หรือตอ จากบงั คลาเทศ จะดใู หง าย กไ็ ลมาตง้ั แตตะวันออกของ เมอื งกลั กัตตา นีค่ อื แควนที่ ๑ ตอจากนัน้ ก็ถงึ แควน มคธ แลวตอไปทางตะวนั ตกเปน กาสี ทมี่ ีเมืองหลวงชือ่ พาราณสี แตถ า ขน้ึ เหนือจากมคธ ไปขางบนก็เปน แควน วชั ชี แลวเลย ตอไปก็ถึงมัลละ ท่ีมีกุสินาราเปนเมืองหลวง จากน้ันก็เปนแควน โกศล ที่มีเมอื งหลวงช่ือวาสาวตั ถี นอกจากน้ี เจตี เปน ตน กว็ า เรอื่ ยไป จนถึง กุรุ ซง่ึ อยแู ถว เมอื งเดลี ตอจากนั้น ปญจาละ มจั ฉะ สรุ เสนะ อัสสกะ อวันตี ก็ เอาเดลเี ปนจุดกําหนด ออกไปทางเหนอื ทางใต และขา งๆ จนในที่ สุดจงึ ถงึ คนั ธาระ กมั โพชะ โนน แถวปากสี ถาน จนถงึ อฟั กานสิ ถาน เปน อนั วา ไลค รา วๆ ไป ตง้ั แตต ะวนั ออก จนถึงตะวนั ตก นี้ คอื ชมพทู วปี หรอื อนิ เดยี ในสมยั โบราณ เปนธรรมดา เรือ่ งของการเมือง ยอ มมีการแขงขันแยงชิง อํานาจกนั ประเทศท่มี ีอาํ นาจมากกวา ก็บกุ รกุ ทําสงครามขยายดนิ แดน จนกระทั่งกวา จะมาถึงยุคพทุ ธกาล ใน ๑๖ แวน แควน นั้น

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๒๑ บางประเทศก็หมดอาํ นาจไป หรอื ถูกยุบรวมเขา กับแควนอนื่ องั คะแถวบงั คลาเทศกเ็ ขา ไปอยใู ตอ าํ นาจของมคธแลว มคธ กลายเปน แควน ทย่ี ง่ิ ใหญ สว นกาสี ทม่ี เี มอื งหลวงคอื เมอื งพาราณสี กข็ น้ึ อยใู ตอ าํ นาจ ของแควน โกศลไปแลว วัชชี ก็เปน แควนสําคัญ ในสมยั พทุ ธกาล ยงั มอี าํ นาจมาก ตอ ไปกแ็ ควน วงั สะ ซงึ่ มเี มอื งหลวงชอื่ วาโกสมั พี อนั เปนทร่ี ู จกั กนั ดใี นเรอื่ งวาสฏิ ฐี หรอื กามนติ และอีกแควนหนึ่งคือ อวันตี ซ่ึง มีอุชเชนีเปน เมอื งหลวง กค็ ือถิ่นของกามนิตนน่ั แหละ เปนอันวา เมอื่ ถึงพุทธกาล ในบรรดา ๑๖ แควน ก็เหลอื แควน หรือรฐั หรือประเทศ ทีย่ ิ่งใหญมอี าํ นาจมากแค ๕ แควน คอื ๑. มคธ มรี าชคฤหเปน เมืองหลวง ๒. โกศล มีสาวัตถเี ปนเมืองหลวง ๓. วัชชี มีเวสาลีเปนเมืองหลวง ๔. วงั สะ มโี กสัมพเี ปน เมอื งหลวง ๕. อวันตี มอี ุชเชนเี ปน เมืองหลวง สองแควนหลังนี้อยูไกลออกไปทางตะวันตก โดยเฉพาะ แควน อวนั ตอี ยไู กลมาก วดั จากราชคฤห ลดั ฟา ตดั ตรงเปนเสนไม บรรทัด ถงึ เมอื งหลวงอุชเชนี ๘๑๕ กโิ ลเมตร และคงเดนิ ทางยาก อยใู นแถบเทอื กเขาวนิ ธยะ จดั เปน ทกั ขิณาบถ (เรียกอยา งสันสกฤต วา ทักษิณาบถ) คือดินแดนหนใต เปน ปจ จนั ตชนบท คอื ถนิ่ หา ง ไกลปลายแดน เลยไมมีเร่ืองเก่ียวของมาก ไมปรากฏวาพระพทุ ธ เจา เคยเสดจ็ ไปทอ่ี ุชเชนี

๒๒ หลักศลิ าจารึกอโศก แตถึงจะเปนแดนหางไกล ก็เปนถ่ินของพระมหาสาวก สําคญั ทา นหนึง่ คือพระมหากัจจายนะ ท่ีวา กันวา เปนทีม่ าของพระ สังกจั จายน ศษิ ยเ อกของพระมหากจั จายนะนี้ ก็เปนมหาสาวกดวย คือ พระโสณะกุฏิกัณณะ ซึ่งไดเดินทางมาเฝาพระพุทธเจาหลังจาก บวชได ๑ พรรษา และนาํ คาํ ของพระอปุ ช ฌายม ากราบทลู ถงึ สภาพ ติดขัดไมสะดวกเรียบร่ืนของปจจันตชนบท เพื่อขอผอนผันพุทธ บัญญัติบางขอ รวมทั้งขอที่ตองอุปสมบทดวยสงฆทสวรรค คือ ๑๐ รปู เปนเหตใุ หทรงมพี ระพุทธานุญาตใหอ ปุ สมบทในปจจันต- ชนบทไดดว ยสงฆปญ จวรรค (โดยมพี ระวนิ ยั ธรเปนทค่ี รบ ๕) ขอแทรกเปนเกรด็ ความรวู า มพี ระมหาสาวก ๒ ทา น ชื่อวา “โสณะ” เหมือนกนั แตอยไู กลกนั สุดแดนตรงขาม ไดแ กพระโสณะ กฏุ กิ ัณณะ แหง แควนอวนั ตีนี้ อยใู กลส ดุ ดานซา ยของแผนที่ (ทาง ตะวันตกเฉยี งใต เลยเมืองโภปาล/Bhopal ไปทางตะวนั ตก) อีกทานหน่ึงคือ พระโสณะโกฬิวิสะ แหงเมืองจัมปา ใน แควนอังคะ สุดดา นขวา (ใกลก ัลกัตตา หรือดานบงั คลาเทศ) ในพุทธกาล แควนอวันตีมีพระราชาปกครอง พระนามวา จัณฑปชโชต สวนแควนวังสะ ซึ่งพระเจาอุเทนปกครอง ที่จริงก็ไมไกล นัก วัดตัดตรงจากราชคฤหถึงโกสัมพีแค ๔๐๕ กม. (โกสัมพี วัดตัดตรงตอไปยังอุชเชนี ๖๒๐ กม.) แตมีเรื่องราวเก่ียวกับ อํานาจการเมืองไมมาก จึงตัดไป เมื่อจํากัดเขามาอีก คือตัดแควนอวันตีท่ีมีเมืองอุชเชนีเปน

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๒๓ เมืองหลวง กับแควนวงั สะท่มี ีเมอื งโกสัมพีเปน เมืองหลวงออกเสีย เอาแควน ใหญท เี่ ดน จรงิ ๆ กเ็ หลอื ๓ แควน คอื มคธ โกศล และ วชั ชี สามแควน น้ี มเี รอ่ื งราวเกีย่ วขอ งกบั พระพุทธศาสนามาก อยู ดานตะวันออกเฉยี งเหนอื ของอินเดีย ติดตอ ใกลเคยี งกันทงั้ หมด โดยเฉพาะแควนมคธ มชี ่ืออยูย งั่ ยนื ท่สี ดุ สวนแควนอ่ืนๆ ที่ วาใหญอยูในสมัยพทุ ธกาล พอถงึ ยคุ หลงั พุทธกาลก็คอ ยๆ หมดไป สคู วามย่งิ ใหญหนึ่งเดียว: เหลอื มคธ หมดวัชชี มเี รอื่ งนา สงั เกตและนาสนใจ คอื แควน ทมี่ กี ารปกครองตา ง แบบกนั ทค่ี วรพูดถึง ไดแ ก แควนมคธ กบั แควนวัชชี มคธเปนแควน ท่ีปกครองแบบราชาธปิ ไตย อยูต ิดกนั กบั วัชชี ซง่ึ ปกครองแบบสามัคคธี รรม ฝร่งั เรียกวา ปกครองแบบ republic หรอื สาธารณรฐั ในการปกครองแบบสามัคคีธรรมนั้น ไมใชมีผูปกครองเด็ด ขาดเพยี งผเู ดียว แตใ ชวธิ ีที่วา มชี นชนั้ ปกครองจํานวนหน่งึ ซง่ึ มาก ทเี ดยี ว อาจถึง ๗,๗๐๗ องค หมนุ เวียนกนั ข้นึ มาปกครอง เวลาจะ บรหิ ารราชการแผนดินก็ตองมีการประชุมในสภา ซึ่งมีหอประชุม ที่เรียกวา สัณฐาคาร (บางทีเขยี น สนั ถาคาร) ในคมั ภรี  ทา นเรยี กราชาทร่ี ว มกนั ปกครองแบบนว้ี า “คณราช” เมอื่ มเี รอ่ื งราวทจี่ ะตอ งตดั สนิ ใจหรอื วนิ จิ ฉยั กนั เชน จะรบหรือไมรบ กบั ตา งประเทศ หรือเกิดเรื่องเกิดราวสําคัญขึน้ หรอื มีราชการอะไร ท่สี าํ คญั จะตองตัดสนิ วนิ จิ ฉัย อยางเชน เมอื่ พระพุทธเจาเสด็จดับ

๒๔ หลกั ศลิ าจารกึ อโศก ขนั ธปรินิพพาน กษตั ริยมัลละซง่ึ ปกครองแบบนี้ ก็ตอ งมาประชมุ กันในสณั ฐาคารเพ่ือพจิ ารณาวา จะปฏิบัติอยา งไรในการปลงพระ สรรี ะของพระพทุ ธเจา อยางนเ้ี ปน ตน แควนวชั ชนี ้ีกป็ กครองแบบสามัคคธี รรม รวมกนั ปกครอง ซง่ึ ตองประชุมกันในสัณฐาคาร พวกกษัตรยิ วชั ชีมีชือ่ เรียกวา ลจิ ฉวี เปนพวกที่เขม แขง็ มาก ในสมัยพุทธกาลน้นั แควนมคธกบั แควนวชั ชีแขง อํานาจกนั มาก แควนโกศลก็รบกับแควนมคธนิดหนอย แตตอ มา โกศลหาย ไป วชั ชกี ห็ ายไป ตางกส็ ูญเสียอํานาจแกแ ควน มคธ วาที่จริง ตอนตนพุทธกาล เมื่อมคธมีพระเจาแผนดินพระ นามวาพิมพิสารน้ัน เทาท่ีปรากฏ บานเมืองดูจะสงบ ทางดาน โกศลกต็ าม ทางดา นวชั ชีกต็ าม ไมพ บปญหาหรอื เรอ่ื งราวขัดแยง กัน (พึงสงั เกตวา พระเจา พมิ พสิ ารเปนโสดาบนั ) แตมาถึงปลายพทุ ธกาล ในสมยั ของพระเจา อชาตศตั รซู ง่ึ เปน โอรสของพระเจาพิมพิสาร มคธมเี รือ่ งขดั แยงกนั เรือ่ ย ทง้ั กับวัชชี และกบั โกศล เฉพาะอยางยิ่งกับวัชชีนั้น นาสังเกตวา ถึงกับมีการสราง เมอื งปอ มหรือเมอื งหนาดานขึ้นมาเพอ่ื จะตา น จะกั้น หรอื เพือ่ รบั มอื กบั วชั ชโี ดยเจาะจงลงไปเลยทเี ดยี ว พระเจาอชาตศัตรูมีเร่ืองหงุดหงิดพระทัยกับกษัตริยลิจฉวี และอยากจะห้าํ หน่ั พวกวชั ชเี รือ่ ยมา นอกจากความขดั แยงกระทบ กระทั่งสวนพระองคแลว ก็ยังเปนเร่ืองของการแยง ชงิ อาํ นาจ และ ความหวาดกลวั เพราะวชั ชเี ปน ระบบอาํ นาจแบบเกา มกี ารปกครอง

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๒๕ แบบเดมิ เมอ่ื มคี วามเขม แขง็ กจ็ ะเปน ภยั คกุ คามตอ มคธ ไดบอกแลววา เมืองหลวงของมคธในสมัยพุทธกาลมีช่ือวา ราชคฤห น้ีคือเมืองหลวงเดิมของแควนมคธในสมัยที่พระพุทธเจา ประทับอยู พระพุทธเจาทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาท่ีเมือง ราชคฤหนั้น พูดอีกสํานวนหน่ึงก็คือ ทรงประดิษฐานพระพุทธ ศาสนาท่เี มอื งหลวงของแควน มคธ เมอื งราชคฤห หรอื เมอื งหลวงของมคธนัน้ ไดเ ปนศนู ยกลาง การเผยแพรพระพุทธศาสนาเร่ือยมา แมเม่ือพระพุทธเจา ปรนิ ิพพานแลว กเ็ ปนท่ีทําสงั คายนาครัง้ ที่ ๑ ตอมาเม่ือเมืองหลวงของมคธยายไปท่ีอื่นแลว ศูนยกลาง การเผยแพรพระพุทธศาสนาก็ยายไปที่นัน้ ดวย สงั คายนาครั้งที่ ๑ ทาํ ทร่ี าชคฤห เมืองหลวงเกา ตอ มาเมอ่ื ถึงสงั คายนาครัง้ ที่ ๓ เมอื ง หลวงของมคธยายไปอยทู ีเ่ มืองปาตลบี ุตรแลว สงั คายนาครงั้ ที่ ๓ ก็ ทําท่ีปาตลบี ุตร ซึง่ เปน เมืองหลวงใหมน้นั (สงั คายนาครง้ั ที่ ๒ ทําท่ี เมืองเวสาลี ซ่ึงก็เปนเมืองหลวงหรือเมืองสําคัญของมคธแลวใน เวลานน้ั ) ขอใหลองเชื่อมโยงเรื่องราวดู ราชคฤหเ ปนเมอื งหลวงของมคธในพุทธกาล ตลอดสมยั ของ พระเจา พมิ พสิ าร ตอ มาพระราชโอรสของพระเจา พมิ พสิ าร คอื พระ เจาอชาตศตั รู ไดปลงพระชนมพ ระราชบดิ า แลวขน้ึ ครองราชยท่ี เมืองราชคฤหน น่ั แหละ จนถงึ ปลายพทุ ธกาลจงึ มเี รอื่ งราวของการ สรา งเมอื งหนา ดา นเพอื่ ปอ งกนั วชั ชนี ขี้ นึ้ มา เหตุการณน้ีเกิดข้ึนกอนพระพุทธเจาปรินิพพานไมนาน มี

๒๖ หลกั ศลิ าจารึกอโศก เรอ่ื งบนั ทกึ ไวใ นพระไตรปฎ ก ดงั ทที่ า นเลา ไวใ นมหาปรนิ พิ พานสตู ร เร่ืองเร่ิมที่เมืองราชคฤห เมื่อพระพุทธเจาประทับอยูที่ภูเขา คชิ ฌกฏู พระเจา อชาตศตั รูสง วสั สการพราหมณมหาอาํ มาตยแ หง มคธไปเฝา โดยบอกใหกราบทลู วา พระองคจ ะทรงยกทพั ไปปราบ กําจัดแควนวัชชีใหพินาศยอยยับ และใหฟงดูวาพระพุทธเจาจะ ตรัสวาอยางไร อันน้ีเปนขอปรารภใหพระพุทธเจาทรงแสดงหลัก อปรหิ านิยธรรมหลายหมวด ตอ มา พระพทุ ธเจา เสดจ็ ออกจากเมอื งราชคฤหแ หง มคธ เพอื่ ไปทรงจาํ พรรษาในแควนวชั ชี ไดเ สดจ็ ผานนาลนั ทาไปยงั หมบู า น ปาตลคิ าม (ปาฏลคิ าม กเ็ ขยี น) เพอื่ เสดจ็ ขา มแมน า้ํ คงคาจากทน่ี น่ั ไปเขา สเู ขตแดนของวชั ชี เมอ่ื เสดจ็ ถงึ ปาตลิคาม กท็ รงไดพบกับสนุ ธี ะ และวสั สการ พราหมณ มหาอํามาตยแ หง มคธ ซึง่ มาบัญชาการสรางเมอื งหนา ดานเพื่อตานโตวชั ชดี ังทีก่ ลาวขา งตน สุนีธะและวัสสการไดมาเฝาและทูลนิมนตไปรับถวาย ภัตตาหารทบี่ านพกั ของตน หลังจากเสวยภัตตท ีน่ น่ั แลว พระพทุ ธ เจา กเ็ สดจ็ ไปทรงขา มแมน า้ํ คงคาเขา สเู ขตแดนแควน วชั ชี และเสดจ็ ตอ ไปเพอื่ จาํ พรรษาทเ่ี วฬวุ คาม ใกลเ มอื งเวสาลี ทเ่ี ปน เมอื งหลวง ของวชั ช๑ี ๑ ตามความในมหาปรินิพพานสูตร จะเห็นเสนทางเสด็จของพระพุทธเจาในปสุดทายท่ีจะ ปรนิ ิพพาน ลาํ ดับส้ันๆ คือ เร่มิ ที่เมืองราชคฤห แลว เสดจ็ ออกเดินทาง แวะทรี่ าชอุทยานอัมพ- ลฏั ฐิกา ที่เมืองนาลันทา (ณ ปาวาทกิ มั พวัน) ทปี่ าตลคิ าม ทรงขามแมน้ําคงคาเขา เขตวชั ชี เสด็จ ตอ ไปแวะท่ีโกฏคิ าม ทนี่ าทกิ คาม (นาตกิ า กว็ า ) แลว เสดจ็ ถงึ เมอื งเวสาลี แวะทอี่ มั พปาลวี นั แลว ไป ทรงจาํ พรรษาทเ่ี วฬวุ คาม ระหวา งพรรษาทรงอาพาธหนกั ทรงดาํ รวิ า ไมค วรจะปรนิ พิ พานโดยยงั ไมไ ด

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๒๗ ตอนนน้ั เมอื งหนา ดา นทก่ี าํ ลงั สรา งยงั ไมป รากฏชอ่ื รกู นั เพยี ง วาเปนเมืองใหมซึ่งสรางขึ้นที่หมูบานปาตลิคาม มาไดยินชื่ออีกที เปน ปาตลบี ตุ ร เมอ่ื กลายเปน เมอื งใหญโ ตแลว เปน เมอื งหลวงใหม ของมคธในยคุ หลงั ตอ มา รวมทง้ั ในสมยั พระเจา อโศกมหาราช รวมความวา เวลาน้ัน พระเจา อชาตศตั รกู าํ ลงั มปี ญ หากับ แควนวชั ชี ตอ งการปราบแควน วชั ชี จงึ ตองสรางความเขม แขง็ ดาน ชายแดน โดยเฉพาะหมูบานปาตลิคามนั้นเปนจุดยุทธศาสตร สําคัญ อยูบนฝงแมนํ้าคงคาดานตรงขามกับวัชชี เพียงมีแมนํ้า คงคาค่นั อยู จึงไดท รงดาํ เนนิ การสรา งใหเปน เมอื งปอ ม หรอื เมือง หนาดาน เพือ่ เตรียมสงครามกับแควนวัชชี นค่ี อื กาํ เนิดของเมอื ง ปาตลบี ตุ ร (ปจจุบันชอ่ื ไดเ พ้ียนมาเปน “ปตนะ”) ตอมา วัสสการพราหมณผสู รา งเมอื งหนาดานที่ปาตลคิ ามน่ี แหละ ก็ใชกลอุบายใหพระเจา อชาตศตั รทู าํ ทลี งโทษขบั ไลต วั ออก ไป แลว กเ็ ขา ไปอยกู บั พวกวชั ชี พอไดโ อกาสกเ็ กลีย้ กลอมยุแหย จน กระทั่งกษัตริยลิจฉวที ่ปี กครองแควน วัชชนี นั้ แตกสามคั คีกนั หมด เมอ่ื พระเจา อชาตศัตรูยกทพั ไป พวกเจา ลจิ ฉวี กษตั ริยว ชั ชี ไมพรอมใจกัน ออนแอ กเ็ ลยพายแพ อาณาจักรวชั ชกี ็พนิ าศ และ กลายเปนดินแดนของแควนมคธสืบมา น้ีเปนเหตุการณหลัง พุทธกาลไมน าน ลาอปุ ฏ ฐากและภกิ ษสุ งฆ จงึ ทรงระงบั อาพาธไว (พระสตู รพกั เรอ่ื งไว อรรถกถาเลา แทรกตอ วา ออก พรรษาแลว เสดจ็ ไปเมอื งสาวตั ถี แลว ไปเมอื งราชคฤห แลว ขา มแมน า้ํ คงคาเขา เขตวชั ชที อ่ี กุ กเจลา) พระสตู รเลา ตอ วา เสดจ็ เขา เมอื งเวสาลี ปลงพระชนมายสุ งั ขารทป่ี าวาลเจดยี  (จาปาล- กว็ า ) แลว ทรง แจง แกท ปี่ ระชมุ สงฆท ปี่ า มหาวนั เสดจ็ เขา ไปบณิ ฑบาตครง้ั สดุ ทา ยในเวสาลี จากนน้ั เสดจ็ ไปแวะ ภณั ฑคาม หตั ถคิ าม อมั พคาม ชมั พคุ าม โภคนคร แลว ไปเมอื งปาวา เสวยทบี่ า นนายจนุ ทะ แลว เสดจ็ สเู มอื งกสุ นิ ารา ปรนิ พิ พานทส่ี าลวโนทยาน

๒๘ หลกั ศิลาจารึกอโศก ตอ มา หลงั พทุ ธกาลนนั้ ไปอกี นาน จนกระทงั่ สน้ิ วงศข องพระ เจาอชาตศัตรูไปอีกระยะหนึ่งแลว จึงมีการยายเมืองหลวงจาก ราชคฤห มาอยูที่ปาตลบี ตุ ร ซึง่ ตอนนนั้ เปน เวลาที่แควนวัชชีไดส้ิน อํานาจไปนานแลว และแควนมคธท่ีมีปาตลบี ตุ รเปน เมอื งหลวงก็ เจริญสืบมา จนกระท่ังถึงยุคสมยั ของพระเจา อโศกแหง โมริยวงศ สคู วามยิง่ ใหญหนง่ึ เดยี ว: เหลอื มคธ หมดโกศล สวนโกศลก็เปนแควนย่ิงใหญ และดังไดบอกแลว กอนถึง พทุ ธกาล กาสซี ง่ึ มพี าราณสเี ปนเมอื งหลวง ไดต กเปน สวนหนงึ่ ของ โกศลพระเจาปเสนทิโกศลก็ปกครองทั้งสองแควน เปนมหาอํานาจ พระเจาปเสนทิโกศล มีความสัมพันธอันดีกับพระเจาพิมพิ สาร เพราะทรงเปนพ่ีเขย กลาวคือเจาหญิงโกศลเทวีซ่ึงเปนพระ กนิษฐาของพระเจา ปเสนทิโกศล เปนมเหสีของพระเจา พมิ พิสาร เมื่อองคราชาทรงเปนพระญาตกิ นั แลว แควน ทง้ั สองน้ีซง่ึ อยู ในฐานะทจ่ี ะแขงอํานาจกัน กอ็ ยกู นั โดยสงบ และมีความใกลช ดิ กนั มาก ขอ นอ้ี าจจะเปน โยงใยอยา งหนึ่งที่วา เมือ่ พระเจา พิมพสิ าร มีความสัมพนั ธเ ลื่อมใสพระพุทธเจา ก็ทําใหพระเจา ปเสนทโิ กศลมี ความเล่อื มใสงาย เพราะมคี วามใกลชิดสนิทถึงกนั เมอื่ พระเจา มหาโกศล พระราชบิดาของพระเจา ปเสนทโิ กศล พระราชทานพระราชธิดาไปอภิเษกสมรสกับพระเจาพิมพิสารแลว ก็ไดพระราชทานหมูบานในแควนกาสีหมูบานหน่ึง ใหเปนของ ขวัญในงานอภเิ ษกสมรสแกแควนมคธของพระเจา พิมพิสาร

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๒๙ ตอมาพระเจาอชาตศัตรูซึ่งเปนหลานของพระเจาปเสนทิ โกศล ไดป ลงพระชนมพระราชบดิ าคือพระเจาพมิ พิสาร พระนาง โกศลเทวีซึ่งเปนพระมเหสีของพระเจาพิมพิสาร และเปนพระ กนษิ ฐาของพระเจา ปเสนทิโกศล ทรงเสยี พระทยั มาก จนเปน เหตุ ใหส น้ิ พระชนมต ามไป พระเจาปเสนทิโกศลกร้ิวพระเจาอชาตศัตรูเปนอยางยิ่ง จึง ยึดเอาหมูบานกาสีที่ไดพระราชทานใหเปนของขวญั นัน้ กลับคืนมา โดยทรงถอื วา ผฆู า พอ ไมมสี ทิ ธไ์ิ ดทรัพยส มบัตขิ องพอ แลว ตอมาก็ ทรงทาํ สงครามกับพระเจาอชาตศัตรู ผลัดกนั แพผลัดกันชนะ ครั้งสุดทา ย พระเจา ปเสนทิโกศลชนะ จับเปนพระเจา อชาต ศตั รูได แตกไ็ มฆ าเพราะเห็นเปนพระนัดดา แตใหสละราชสมบัติ และตอมาพระเจาปเสนทิโกศลคงจะเห็นพระทัย โปรดใหกลับไป ครองราชสมบัติอีก และยังพระราชทานพระราชธิดาใหไปดวย มคธกับโกศลจงึ กลบั เปนไมตรีกันอกี จนกระทง่ั สน้ิ รัชกาล ในตอนปลายรัชกาล เจาชายวิฑูฑภะซ่ึงเปนพระราชโอรส ของพระเจาปเสนทโิ กศล ไดย ดึ อาํ นาจพระเจาปเสนทิโกศล พระเจาปเสนทิโกศลทรงมาหนีไป โดยตั้งพระทัยจะไปขอ กําลังพระเจาอชาตศัตรู ซ่ึงเปนพันธมิตรกันแลวและก็เปนหลาน ดวย ใหมาชวย ไดทรงมาตลอดเวลายาวนานและรีบรอน ทรง เหนด็ เหนอื่ ยมาก โดยมีผตู ิดตามไปคนเดียว พระเจาปเสนทิโกศลเสด็จไปไมทัน ประตูเมืองปดเสียกอน เพราะทีเ่ มืองราชคฤหน ้นั พอคา่ํ เขากป็ ดประตูเมอื ง และไมวา ใคร ทงั้ นัน้ ไมย อมใหเ ขา จึงตอ งประทับคางแรมอยนู อกเมือง

๓๐ หลักศิลาจารึกอโศก ขณะนัน้ ทรงพระชรามากแลว มพี ระชนมายุถึง ๘๐ พรรษา อีกท้ังอากาศก็หนาวมากและทรงเหน็ดเหนื่อยมาดวย เลยเสด็จ สวรรคตท่ีหนา ประตูเมอื ง พอรุง เชา ขา วถึงพระเจา อชาตศตั รู ก็ เสดจ็ มาอญั เชญิ พระศพไปจัดพิธีถวายพระเพลิง ฝายเจาชายวิฑูฑภะ เมื่อยึดอํานาจไดแลว ดวยเพลิงแคน และผูกอาฆาตไวตอเจาศากยะท่ีเคยแสดงความรังเกียจเหยียด หยามชาติกําเนิดของตน ตอมาก็ยกทัพไปลางเผาพันธุศากยะ ครน้ั เสรจ็ การแลว ในยามราตรี ระหวา งทางกลบั สรู าชธานี ขณะพกั ทพั บนหาดทรายรมิ ฝง แมน า้ํ อจริ วดี มฝี นใหญก ระหนาํ่ และนา้ํ ไดข นึ้ มาไหลบา อยางรวดเร็วทว มกองทพั พารีพ้ ลกับทง้ั พระเจาวฑิ ูฑภะ ใหมว ยมรณในกระแสนํา้ และทําใหโ กศลรัฐรา งราชาไรผ ูปกครอง ดงั ไดเลา แลว วา หลังจากพระพทุ ธเจา ปรินพิ พานแลว พระ เจาอชาตศัตรูไดยกทัพไปกาํ จัดแควนวัชชีสําเร็จ และอกี ดานหนง่ึ แควนโกศลก็ถูกผนวกเขาไปไวใตอํานาจแควนมคธ จึงเปนอันวา ท้ังแควน วัชชแี ละแควน โกศลก็ไดเขา ไปรวมอยูในแควนมคธ โดยนัยนี้ จึงเหลือแตมคธ เปนแควนเดียวที่ย่ิงใหญ เปน มหาอาํ นาจสงู สดุ และรงุ เรอื งตอ มา จนในทส่ี ดุ ไดต กเปน ของราชวงศ โมรยิ ะ เมอ่ื พระเจาจนั ทรคปุ ต พระอยั กาของพระเจาอโศกมหาราช ข้ึนครองมคธนั้น เร่ิมราชวงศใหมใน พ.ศ.๑๖๘ (นับและคาํ นวณ อยา งฝรง่ั วา 321 BC/พ.ศ.๑๖๓) หลงั จากทอ่ี เลกซานเดอรม หาราช เลกิ ทพั กลับไปจากการที่จะเขาตอี นิ เดีย ในป 325 BC จากน้ัน เวลากผ็ านมาจนพระเจาอโศกขนึ้ ครองราชย เปน ราชาแหงมคธใน พ.ศ. ๒๑๘ เรอื่ งเปน มาอยา งไร พึงดูกนั ตอไป

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๓๑ มคธยิง่ ใหญเ ปนหนึง่ : หลายราชวงศท่ีผันผา น สิ้นพุทธกาล เม่ือแควนโกศล และวชั ชี มาตกอยใู ตอาํ นาจ ของแควนมคธหมดแลว ราชคฤห ซึง่ เปนเมืองหลวงของมคธ ก็เปน ศูนยกลางแหงความเจรญิ รุง เรอื งและอํานาจทางการเมือง เมืองราชคฤหนี้ เปนเมืองหลวงของแควนมคธมาตลอด พทุ ธกาล แลว ภายหลังไดย ายเมืองหลวงไปตง้ั ท่ีปาตลีบุตร แตกอนท่ีจะยายไปปาตลีบุตรนั้น ตามตํานานบางแหงวา ยายไปเมืองเวสาลกี อน คมั ภรี บอกวา พระเจาสสุ นู าค (เรียกสุสุนาค บา ง สสิ นุ าค บางกม็ ;ี คมั ภีรสนั สกฤตเรียกวา ศิสุนาค) เปนผูย ายเมอื งหลวงของ แควนมคธจากราชคฤหไปทเี่ วสาลี (แตห ลกั ฐานนไ้ี มแ นน นกั หลกั ฐานสวนมากบอกวา ยายจากราชคฤหไปปาตลีบุตรเลยในสมัย พระเจา กาลาโศกราช ซึ่งเปน โอรสของพระเจาสุสนู าค) เวสาลี เปนเมืองหลวงของแควนวัชชี เวลาเรียกเปนภาษา ไทยเรามักนิยมใชร ูปสนั สกฤตวา ไวศาลี โดยแผลงเปน ไพศาลี การที่พระเจาสุสูนาคแหงแควนมคธ ยายเมืองหลวงจาก ราชคฤหไปตงั้ ทเี่ วสาลไี ดน ั้น ก็เพราะวา แควนมคธไดปราบแควน วัชชีลง และวชั ชีกลายเปน สว นหน่ึงของแควนมคธไปแลว เร่อื งนีก้ ็เปนเครื่องยนื ยันวา เวสาลไี ดกลายเปนสวนหนงึ่ ของ แควนมคธแลว พระเจา แผนดนิ มคธจึงยา ยเมอื งหลวงไดตามชอบ ใจ เมือ่ ชอบเมืองเวสาลี ก็ยายไปเมืองเวสาลี เหตุผลอีกอยางหนึ่ง ที่พระเจาสุสูนาคยายเมืองหลวงจาก

๓๒ หลักศลิ าจารึกอโศก ราชคฤหไปยังเวสาลีนั้น อาจเปนไดวาเพราะพระเจาสุสูนาคเอง เปน เชือ้ สายเจาลิจฉวีในเมืองเวสาลแี หงแควน วชั ชเี กา ขอเลาความยอนหลังอีกครั้งวา ในวงศของพระเจาพิมพสิ าร กษัตริยนบั จากพระเจา อชาตศัตรูเปน ตน มา ลวนทาํ ปตุฆาต คอื ฆา พระราชบดิ าทง้ั สนิ้ จนเรยี กไดว า เปน ราชวงศป ต ฆุ าตตามลาํ ดบั ดงั น้ี พระเจาพมิ พสิ าร ครองราชย ๕๒ ป พระเจา อชาตศตั รู ปลงพระชนมพ ระราชบดิ าแลว ครองราชย ๓๑ ป (แบง เปน กอนพทุ ธปรินพิ พาน ๗ ป และหลงั พุทธปรินิพพาน ๒๔ ป) พระเจาอุทยภทั ร (หรอื อุทายิภทั ท) ปลงพระชนมพ ระเจา อชาตศตั รรู าช บดิ าแลว ครองราชย ๑๖ ป พระเจา อนรุ ทุ ธ ปลงพระชนมพ ระราชบดิ าแลว ครองรวม ๘ ป พระเจา มณุ ฑะ ปลงพระชนมพ ระราชบดิ าแลว พระเจานาคทสั สก (หรือนาคทาสกะ) ปลงพระชนมพ ระราชบิดาแลว ครองราชย ๒๔ ป ในรัชกาลน้ี ถึง พ.ศ.๗๒ อํามาตยและราษฎรไมพอใจวงศ กษัตริยท่ีมีแตปตุฆาตตลอดมา จึงถอดพระเจานาคทัสสกจากราช สมบตั ิ แลว อญั เชญิ สสุ นู าค ซง่ึ เปน อาํ มาตยร บั ราชการอยใู นราชคฤห แตเ ปน เชอ้ื สายเจา ลจิ ฉวีขน้ึ ครองราชย ตงั้ ราชวงศใ หมช อ่ื วา ไศศนุ าค ในรัชกาลพระเจา สสุ นู าคนี้ แควน มคธกป็ ราบแควนอวนั ตไี ด และผนวกเขา เปนสวนหน่งึ ของมคธ พระเจา สสุ นู าคครองราชยอ ยู ๑๘ ป แลว โอรสช่อื กาลาโศกครองราชยตออีก ๒๘ ป ในปท ่ี ๑๐ แหง รัชกาลนี้ ครบ ๑๐๐ ปน บั แตพ ุทธปรนิ พิ พาน ก็ไดมกี ารสังคายนา ครั้งที่ ๒ ท่ีเมืองเวสาลี

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๓๓ พระเจากาลาโศกราช ซึง่ เปน พระเจา แผนดินมคธ แตเ ปนเชื้อ สายของวัชชี ไดท รงอปุ ถัมภก ารสังคายนา ครงั้ ท่ี ๒ ซึ่งจัดข้นึ ท่ี เมอื งเวสาลี ท่ีไดเ ปน สวนหน่งึ ของแควน มคธแลว น้ี ตอ มา พระเจากาลาโศกราชนแ่ี หละ กเ็ ปนผูย ายเมอื งหลวง จากเวสาลี ไปทปี่ าตลบี ตุ ร แสดงวา มกี ารยา ย ๒ ครงั้ คอื ยา ยจาก ราชคฤห ไปเวสาลี แลวก็ยา ยจากเวสาลี ไปทป่ี าตลบี ตุ ร อกี ทีหนง่ึ ตอนทพี่ ระเจา กาลาโศกราช อปุ ถัมภสงั คายนาครัง้ ท่ี ๒ นัน้ การสังคายนาจัดที่เมืองเวสาลี อาจเปนไดวา หลังจากสังคายนา แลว พระเจากาลาโศกราชจึงไดยายเมืองหลวงไปที่ปาตลีบุตร หรอื อาจจะยา ยไปกอ น แตเมอื งเวสาลีก็เปน เมอื งใหญ และเรอ่ื งก็ เกดิ ข้ึนที่น่ัน พระสงฆจงึ มาจัดการสงั คายนาขน้ึ ทเ่ี วสาลนี ี้ (หลกั ฐานสวนมากบอกวา พระเจากาลาโศกราช ยา ยเมือง หลวงจากราชคฤห ไปยังปาตลีบุตร) ท่ีปาตลีบตุ ร เมอื งหลวงใหมนี้ มีมหากษตั รยิ ป กครองตอ จาก พระเจา กาลาโศกราช สืบมา คือ ราชโอรส ๑๐ พระองคข องพระเจา กาลาโศก รว มกนั ปกครอง ๒๒ ป หลักฐานตอนนี้ขัดแยง กนั บา ง ที่กลา วนี้วา ตาม วนิ ย.อ.๑/๗๓ ซึ่งบอกวา พระเจากาลาโศกมีโอรส ๑๐ พระองค ซงึ่ ไดร ว มกนั ปก ครองแผน ดนิ ตอ จากพระเจา กาลาโศกอกี ๒๒ ป แต Encyclopaedia Britannica, 1988 (คาํ “Shaishunaga dynasty”) สันนษิ ฐานวา พระ เจากาลาโศกถกู จบั ปลงพระชนมโ ดยกษตั ริยทีต่ ้งั ราชวงศใหม คอื ราชวงศนันทะ

๓๔ หลกั ศลิ าจารึกอโศก จากน้นั ราชวงศไ ศศุนาคไดส้นิ สุดลง เพราะมหาปท มนันทะ แยงราชสมบัติได และต้ังราชวงศใหมคือราชวงศนันทะ กษัตริย องคนเี้ ห้ยี มโหดมาก และไดขยายอาณาจกั รออกไปอีกกวางไกล ราชวงศน นั ทะ มีกษตั ริยป กครองตอมา ๙ รชั กาล รวม ๒๒ ป กษตั รยิ อ งคส ดุ ทา ยของราชวงศน ี้ พระนามวา ธนนนั ทะ ครอง ราชยในชวงท่ีพระเจาอเลกซานเดอรมหาราช (Alexander the Great) กรีฑาทัพมาถงึ เขตแดนชมพทู วปี อเลกซานเดอร ราชาแหง มาซโิ ดเนยี (Macedonia) โอรสของ พระเจา ฟล ปิ ที่ ๒ ศษิ ยข องอรสิ โตเตลิ (Aristotle) ซง่ึ เปน อาจารย ประจาํ พระองคเ มอื่ มชี นมายุ ๑๓–๑๖ และไดส อนใหส นพระทยั ใน ปรชั ญา การแพทย และการสอบคน ทางวทิ ยาศาสตร แตย งั สอนให ถอื ความคดิ ทส่ี บื กนั มาวา คนชาตอิ นื่ จากกรกี เปน ไดเ พยี งทาส อเลกซานเดอรข น้ึ ครองราชยใ นป 336 BC๑ (พ.ศ.๑๔๘) แลว ปราบปรามเมอื งใหญเมอื งนอ ยไดครอบครองแดนกรกี ทงั้ หมด ตอ มาจึงขยายอาํ นาจมายึดครองอียิปตในป 332 BC แลวมาพิชิต จกั รวรรดเิ ปอรเ ซยี ทย่ี งิ่ ใหญเ สรจ็ สน้ิ ในป 330 BC จากนน้ั ในป 328 BC กเ็ ขา ครองอาณาจกั รบากเตรยี (Bactria, ชาวชมพทู วปี เรยี กวา โยนก) แลว ในปต อ มา ยกพลออกจากบากเตรยี (Plutarch เขยี นไว วา กาํ ลงั พล ๑๒๐,๐๐๐ แตน กั ประวตั ศิ าสตรส นั นษิ ฐานวา คงรวม กําลังหนุนท้ังหมดดวย เฉพาะกําลังรบแทๆ นาจะประมาณ ๑ ตําราประวตั ศิ าสตรฝา ยตะวันตกวา ราชวงศนันทะส้ินสุด 321 BC เทียบกับตัวเลขของ อรรถกถา (วินย.อ.๑/๗๓) ซ่ึงลาํ ดับรัชกาลแหงราชวงศในชมพูทวีปวาราชวงศนันทะ ครองถงึ พ.ศ.๑๖๒ เม่อื คํานวณตามนี้ ถือไดวาตรงกัน (ในทน่ี คี้ อื 484-336=148)

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๓๕ ๓๕,๐๐๐ คน) มาหยดุ ยง้ั ตง้ั ทพั ทเ่ี มอื งตกั สลิ าในป 326 BC เตรยี ม ทําสงครามรุกลึกเขาไปในลุมแมน้ําสินธุ และไดพบกับจันทรคุปต (กรกี เรยี กวา Sandrokottos) เจา เชอ้ื สายโมรยิ ะ ซงึ่ กาํ ลงั คดิ การลม ราชวงศน นั ทะ หลกั ฐานฝา ยกรกี บนั ทกึ ไวว า กองทพั มคธของราชวงศน นั ทะ มีร้ีพลทหารราบ ๒๐๐,๐๐๐ ทหารมา ๒๐,๐๐๐ กองทัพรถ ๒,๐๐๐ และกองทัพชา ง ๓,๐๐๐ ประวตั ศิ าสตรเลา วา ในป 325 BC พระเจา อเลกซานเดอรได เลิกความคิดท่ีจะเขาตีอินเดียและยกทัพกลับประเทศกรีก แต สวรรคตกลางทาง โดยไมท ราบเหตผุ ลวา ทาํ ไมจงึ ไมร บกบั มคธ แตมีหลกั ฐานวา เม่อื อเลกซานเดอรทาํ สงครามผานปญ จาบ เขามา ทหารกรีกซ่ึงออนลาท้ังรางกายและจิตใจ พากันแข็งขืน แสดงความเหนือ่ ยหนา ยไมย อมรบตอ ไปอีก นักประวัติศาสตรบางทา นสันนิษฐานวา ทหารกรกี เหน็ กอง ทัพของกษัตริยนันทะแหง มคธแลว หวาดกลวั ไมย อมรบ (ดู “India, Pre-Mauryan states”, Encyclopaedia Britannica, 1988) ทางฝายจันทรคุปตยังคิดการมุงม่ันสูรบตอไปจนข้ึนครอง มคธไดสาํ เร็จ สวนอเลกซานเดอรมหาราช แมจะไดเลิกทัพกลับไปและ สวรรคตระหวา งทางใน ๒ ปต อ มา แตแ มท พั ของพระองคซ ง่ึ ปกครอง ดินแดนท่ีพิชิตไว ก็ไดตั้งตัวข้ึนเปนกษัตริยแลวแผอํานาจตอไป และจันทรคุปตก็จะไดเผชิญกับกษัตริยอดีตแมทัพของอเลกซาน เดอรม หาราช ทีค่ รองดนิ แดนประชิดชมพูทวีปนี้ในไมช า

๓๖ หลกั ศิลาจารึกอโศก จันทรคปุ ต ลม ราชวงศน นั ทะ ตง้ั ราชวงศโ มรยิ ะ (สนั สกฤตวา เมารยะ) ครองราชยแหงมคธที่กรุงปาตลบี ตุ ร และขยายดนิ แดน ออกไปอยา งกวางขวาง นาน ๒๔ ป จากนั้น พระเจา พนิ ทุสาร ราชโอรส ครองราชย ๒๘ ป สิ้นรชั กาลนี้ พ.ศ.๒๑๔ กถ็ งึ สมัยของพระเจา อโศกมหาราช ซึง่ ครองราชย ๔ ป กอ นราชาภิเษกใน พ.ศ.๒๑๘ แลวครองแผน ดนิ ตอมาอกี ๔๒ ป จนสวรรคตใน พ.ศ.๒๖๐ (ตาํ ราฝา ยตะวนั ตกสว น มากวา สมยั อโศก = พ.ศ.๒๗๐–๓๑๒) นี้เปนภาพของเหตุการณสืบเนื่องจากพุทธกาล ที่เคียงขาง กบั เร่ืองราวในพระพุทธศาสนามาโดยตลอด สืบสายราชวงศอ โศก: พทุ ธกาลถึงครองมคธ ไดบ อกขา งตน วา จนั ทรคุปตเปน เจาเชื้อสายโมริยะ และไดข ึ้น ครองมคธ ตงั้ ราชวงศใ หม คอื โมริยวงศ (เขียนอยา งสันสกฤตเปน เมารยะ) จึงควรทราบใหช ัดขึ้นสักหนอ ยวา โมริยวงศน ้ีมาจากไหน และจันทรคุปตต งั้ โมริยวงศอยา งไร เจา เผา โมริยะนี้ วากนั วา เปน สายพระญาติวงศข องพระพุทธ เจา ซึ่งอาจเปน ไดว า สืบเชอ้ื สายมาจากเจา ศากยะทีถ่ กู ลา งเผา เรอ่ื งราวกย็ อ นไปถงึ สมยั พทุ ธกาล และโยงไปทเี่ รอื่ งพระเจา วทิ ฑู ภะ ซ่ึงไดเ ลา ไปแลววา ตอนทายพุทธกาล พระเจา วิทฑู ภะยดึ อาํ นาจพระราชบดิ า คือพระเจา ปเสนทโิ กศล แลวยกทพั ไปปราบ แควน ศากยะ โดยมงุ จะลา งเผา ของเจา ศากยะ คอื ศากยวงศ ซงึ่ กค็ อื

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๓๗ วงศข องพระพทุ ธเจา นน่ั เอง และไดท าํ ลายแควน ศากยะหมดส้นิ กษัตรยิ สายศากยะทีห่ ลงเหลอื อยู อาจหนไี ปอยูตามเชิงเขา หิมาลยั ตอมา กไ็ ดค อยๆ รวบรวมพวกพองเผาพันธุ มีกาํ ลงั มาก ขึ้น โมริยะนี้ก็เปนศากยะสายหน่งึ จนกระท่งั ประมาณ พ.ศ. ๑๖๐ ก็ไดมคี นสําคัญในพงศเผา โมริยะน้เี กิดขน้ึ ชอื่ วา จนั ทรคปุ ต ซง่ึ ไดพ ยายามทจี่ ะรวบรวมอาํ นาจ ขนึ้ มาชงิ แควน มคธ เวลาน้ัน แควนมคธใหญมาก โมริยะเปนเพียงชนเผาหน่ึง เทาน้นั พวกโมรยิ ะ โดยจนั ทรคปุ ตเ ปน หวั หนา ไดพ ยายามเขา มายดึ อาํ นาจแควนมคธ แตก ย็ งั ทําการไมส ําเรจ็ พอดีถึงยุคที่พระเจาอเลกซานเดอรมหาราช มีอาํ นาจขน้ึ มา ทางกรีก ตองการแผอาํ นาจไปทว่ั โลก กไ็ ดกรีฑาทพั ตมี าตลอด จน ถึงชายแดนประเทศอนิ เดยี และคิดวา ตอ งตีประเทศอินเดียดวย จึง ไดพ กั กําลงั พลอยูช ายแดนประเทศอนิ เดีย ท่ีเมอื งตักสลิ า (บาลี = ตกกฺ สลิ า; สนั สกฤต = ตกษฺ ศลิ า; ฝร่ังเขียนตามกรกี = Taxila) ที่ตักสิลาน้ัน อเลกซานเดอรมหาราชเตรียมวางแผนที่จะทํา สงครามกับชมพูทวีป คือแควนมคธน้ี ซ่ึงกําลังเปนแควน มหาอาํ นาจอยู พอดีประจวบเวลาเดียวกันกับปูของพระเจาอโศก คือพระ เจาจันทรคุปต ก็กําลังพยายามจะเขายึดอํานาจแควนมคธ จึงมี ความคิดเกดิ ข้ึนวา ถา ท้งั สองฝายมารวมเปนพันธมติ รกัน แลว ชวย กันรบ ก็จะเอาชนะแควน มคธได ทั้งสองฝายมีผลประโยชนรวมกัน พระเจาอเลกซานเดอรก็

๓๘ หลักศลิ าจารึกอโศก คดิ วา ถาไดค นอนิ เดยี เองมาชวย การรบกจ็ ะมีกาํ ลังทําใหสําเร็จ งายขน้ึ ฝา ยจนั ทรคปุ ตก ็เชน เดียวกัน คดิ วา ถา ไดอาศัยฝายอเลก ซานเดอรมาชวย ก็จะสามารถรบชนะได เพราะตนมกี ําลงั ไมพ อ ทงั้ สองฝา ยมคี วามคิดรว มกันอยางน้ี ก็นดั พบกนั พอพบกนั กเ็ กดิ ปญ หาวา ใครจะเคารพใครกอ น ทง้ั สองฝา ย ตา งกถ็ ือตวั ไมยอมเคารพกอ น ฝายจันทรคุปต (พวกกรีกเรียกวา Sandrocotus หรือ Sandracottos) เขาไปในเขตอํานาจของพระเจาอเลกซานเดอร เพราะเขาไปพบในคา ยของเขา พระเจา อเลกซานเดอรก็สง่ั จับ เอา จันทรคปุ ตเ ขา คกุ ขงั ไว แตม เี รอ่ื งเลา วา ตอ มาจนั ทรคปุ ตห นอี อกไป ได และมนี ยิ ายอิงประวตั ศิ าสตรเ ลาเรื่องท่ีจันทรคปุ ตห นีออกมา สว นทางฝา ยพระเจา อเลกซานเดอรเ อง คดิ ไปคดิ มา มเี รอ่ื ง ราวอยา งไรไมช ดั นกั กย็ กทพั กลบั ไป แลว กไ็ ปสวรรคตกลางทาง ดนิ แดนทพ่ี ระเจา อเลกซานเดอรต ไี ด พระองคก ท็ ิง้ แมท ัพนาย กองไวใหปกครอง แมทพั นายกองเหลานั้น ตอ มากย็ กตวั ข้นึ เปน พระเจา แผนดิน เปน แควน ตา งๆ หลายแควน กลาวฝายเจาจันทรคุปต เม่ือหนีออกมาจากเง้ือมมือของ พระเจา อเลกซานเดอรไ ดแลว ก็ตอ งมาหาวิธยี ึดอาํ นาจแควน มคธ ดวยตนเองตอไป และมีเรอ่ื งมีราวมากมาย ครงั้ หนึ่งทส่ี าํ คญั จันทรคปุ ตนึกวาตัวเองมีกําลังมากพอแลว ก็ยกทพั เขาตีแควน มคธ ปรากฏวา พายแพ ตวั เองเอาชวี ิตแทบไม รอด แลวกห็ นซี อกซอนไปจนถงึ หมบู านแหงหน่งึ เมอื่ เขาไปในหมูบานแหงนั้น พอดผี านมาทางบา นทยี่ ายคน

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๓๙ หนึ่งกําลังทําขนมเบ้ืองใหหลานกิน ทนี พี้ อเอาลงจากเตา เรยี กวา ทอดเสรจ็ ใหมๆ กห็ ยบิ สง ใหห ลาน หลานรบั มากาํ ลังรอ นๆ กดั กรว ม ลงไปตรงกลาง กร็ อ งไหจ า เพราะมนั รอ นจดั ลวกเอาลนิ้ เอาปากเขา เม่ือหลานรองขึ้นมา ยายก็เลยดาเอาวา “เอ็งมันโงเหมือน เจาจันทรคุปต กดั กินลงไปไดยังไงตรงกลางยงั รอนจัด มันตองเล็ม กินจากขอบขา งนอกเขามากอ นสิ” (ขอบมันบาง กเ็ ยน็ เรว็ กวา) เจาจนั ทรคปุ ต กาํ ลังหนีซอกซอนมาในชนบทถึงหมบู านนัน้ พอดี เมื่อไดยินเสยี งยายดาหลานอยา งน้ี กไ็ ดค วามคิดขึน้ มาทันที จึงเปล่ียนแผนการรบใหมวา จะไปรบโดยตรงบุกทะลวงเขาไปคง ไมไ หว กําลงั เรานอยกวา ตองใชว ิธีแบบกินขนมเบอื้ ง คือเลม็ จาก ขอบเขามา ดงั นัน้ เจาจนั ทรคุปตจ ึงคอยๆ ไปซองสมุ กาํ ลงั ใหม โดยผูก ไมตรีกับเผาเล็กเผานอย รวมไพรพลไดมากขึ้นแลว ก็เขามาตี อาณาจกั รมคธ ดวยวธิ ลี อ มเขา มาจากรอบนอกตามลําดบั ในทส่ี ดุ จนั ทรคปุ ตก ร็ บชนะกษตั รยิ ร าชวงศน นั ทะแหง แควน มคธ แลวก็ข้ึนครองแผนดิน เปนกษัตริยแหงราชวงศใหม คือ ราชวงศโมริยะ (นี้เขียนตามภาษาบาลี แตตําราฝร่ังเขียนอยาง สนั สกฤตเปน เมารยะ/Maurya) และครองเมอื งปาตลีบตุ รสบื มา ไดบ อกแลว วา เมอ่ื พระเจา อเลกซานเดอรส วรรคตแลว แมทพั ท่พี ระองคต ้งั หรอื มอบหมายไวใ หป กครองดนิ แดนท่ีตไี ด ก็ตง้ั ตัวขึ้น เปน เจา ผปู กครอง เกดิ เปน แควน หรอื ประเทศใหมๆ ขน้ึ มา แลว กแ็ ยง ชิงอํานาจและดินแดนกันเอง เชน นายพลโทเลมีก็ขึ้นเปนกษัตริย เรมิ่ ตน ราชวงศ Ptolemy ที่ปกครองอยี ปิ ต นายพลแอนตโิ กนสั ก็