รูปที่3.9 อปุ กรณป์ ระกอบคอมพวิ เตอร์ 3.4.1 ซพี ยี ู เป็นอปุ กรณท์ ่ีมีความสาคญั ทสี่ ดุ และเป็นปัจจยั แรกในการ พจิ ารณาเมื่อคิดที่จะซอื้ หรอื ประกอบคอมพวิ เตอร์ เน่ืองจากมผี ลต่อการเลือกซือ้ อปุ กรณอ์ ่ืน เช่น เมนบอรด์ เป็นตน้ และซพี ียยู ังเป็นอปุ กรณท์ ่ีทาหนา้ ทใี่ นการ ประมวลผลขอ้ มลู ของเคร่ืองคอมพิวเตอรอ์ กี ดว้ ย ในการเลอื กซอื้ ซพี ียสู ามารถ พจิ ารณาไดจ้ ากหลายปัจจยั เช่น บริษทั ผผู้ ลิต ความเร็วซพี ยี ู แคช ความเรว็ บสั
รูปที่3.10 ตวั อย่างคณุ ลกั ษณะของซีพียู ปัจจัยในการพิจารณาเลือกซือ้ ซีพียู 1) บรษิ ัทผผู้ ลติ ในปัจจบุ นั มบี รษิ ัทผูผ้ ลติ ซพี ียชู นั้ นา 2 บริษทั คอื บริษัทอินเทล (Intel Corporation) และบริษทั เอเอ็มดี (Advanced Micro Devices: AMD) โดยทงั้
สองบรษิ ัทไดม้ กี ารผลติ ซพี ียทู ่ีแบง่ ตามจานวนของแกนประมวลผล (Processing core) ตารางท่ี 3.1 ชนดิ ของซีพียู 2) ความเรว็ ของซพี ียู ความเรว็ ของซีพียขู นึ้ อยู่กบั ความถ่สี ญั ญาณนาฬิกา ซ่ึงเป็น สญั ญาณไฟฟา้ ที่คอยกาหนดจงั หวะการทางานประสานของวงจรภายในให้
สอดคลอ้ งกนั สญั ญาณดงั กล่าวจะมหี นว่ ยความถ่เี ป็นเมกะเฮิรตซ์ (megahertz) หรือ ลา้ นครงั้ ต่อวินาที ถึงระดบั กิกะเฮริ ตซ์ (gigahertz) หรอื พนั ลา้ นครงั้ ต่อวนิ าที 3) หน่วยความจาแคช (cache) ในซีพียูมีหน่วยความจาแคช ซงึ่ เป็น หนว่ ยความจาความเรว็ สงู เพ่ือใหก้ ารทางานเรว็ ขนึ้ เน่อื งจากแรมมคี วามเรว็ ทชี่ า้ กว่า ซีพยี จู ึงจาเป็นทต่ี อ้ งมีหน่วยความจาแคช เป็นท่เี กบ็ ขอ้ มลู ช่วั คราวเพ่ือใหซ้ ีพียทู างาน รว่ มกนั ไดด้ ีขนึ้ โดยควรพิจารณาเลอื กซอื้ ซพี ยี ูทมี่ คี วามจขุ องหน่วยความจาแคชมาก 4) ความเรว็ บสั คอื ความเร็วในการรบั ส่งขอ้ มลู ระหว่างซพี ียแู ละอปุ กรณอ์ น่ื ๆ ควรพิจารณาซพี ียทู ่มี ีความเรว็ บสั สงู และสอดคลอ้ งกบั ความเร็วของอปุ กรณอ์ นื่ เชน่ เมนบอรด์ และแรม หน่วยความจาแคช
ตารางท่ี 3.2 การเลอื กใชซ้ ีพยี ใู หเ้ หมาะสมกบั งาน 3.4.2 เมนบอรด์ (mainboard) หรอื อาจเรียกว่า มาเธอรบ์ อรด์ หรือโม โบ (motherboard: mobo) เป็นแผงวงจรหลกั ของคอมพวิ เตอรโ์ ดยท่วั ไปจะ ประกอบดว้ ยชอ่ งสาหรบั ติดตงั้ ซพี ียไู บออส ชปิ เซต็ ชอ่ งสาหรบั ตดิ ตงั้ หน่วยความจา สายสญั ญาณ และบสั ตา่ งๆ ขวั้ ตอ่ สาหรบั เชอ่ื มต่ออปุ กรณเ์ สรามภายใน เชน่ ฮารด์ ดสิ ก์ ซดี ไี ดรฟ์ และพอรต์ ตอ่ อปุ กรณร์ อบขา้ ง เชน่ เมาส์ และ คียบ์ อรด์
รูปที่3.11 แสดงสว่ นประกอบของเมนบอรด์ โดยท่วั ไปการระบคุ ณุ ลกั ษณะของเมนบอรด์ ในชดุ คอมพวิ เตอรส์ าเรจ็ อาจระบเุ ฉพาะชนดิ หรอื จานวนของพอรต์ และสลอ็ ต เชน่ พอรต์ USB หรอื สลอ็ ต PCI ซ่งึ เป็นสว่ นประกอบหนงึ่ ของเมนบอรด์ เท่านนั้ ตวั อยา่ งชนดิ ของพอรต์ และสลอ็ ต ท่ีระบใุ นแผน่ พบั ชดุ คอมพิวเตอรส์ าเรจ็
รูปท่ี3.12 ตวั อย่างชนดิ พอรต์ และสลอ็ ต รูปที่3.13 ตวั อย่างรายละเอยี ดเมนบอรด์ รูปที่3.14 พอรต์ เชื่อมตอ่ อปุ กรณภ์ ายนอกแบบตา่ งๆ
ตารางท่ี 3.3 ตารางท่ี 3.4
สาหรบั ผใู้ ชท้ ีต่ อ้ งการเปลี่ยนเมนบอรด์ หรอื ตอ้ งการซอื้ เมนบอรด์ เพ่อื นามาประกอบ เครือ่ งคอมพิวเตอรด์ ว้ ยตนเอง สิ่งที่ตอ้ งคานงึ ถึงในการเลอื กซอื้ เมนบอรด์ เช่น ซอ็ ก เกต็ ซีพียู ฟรอนตไ์ ซดบ์ สั สลอ็ ตหนว่ ยความจา ช่องสาหรบั ติดตงั้ อปุ กรณต์ า่ งๆ หรอื สลอ็ ต พอรต์ ขวั้ ต่อและรูปแบบหรอื ฟอรม์ แฟกเตอร์ 3.4.3 แรม ในการเลอื กซอื้ แรมเพ่อื นามาใชง้ รานกบั พีซี มกั จะเป็นแรมชนดิ ดี ดอี ารเ์ อสดีแรม (Double Data Rate Synchronous Dynamic RAM : DDR SDRAM) ซึ่งจะตอ้ งพิจารณาประเภทของแรมใหต้ รงกบั สลอ็ ตหน่วยความจาบน เมนบอรด์ และสิ่งทผ่ี ใู้ ชค้ อมพวิ เตอรท์ ่วั ไปควรใหค้ วามสาคญั ในลาดบั ตอ่ มาคอื ขนาดความจุ และความเรว็ ซึ่งเป็นปัจจยั สาคญั ที่ตอ้ งนามาพจิ ารณาดว้ ย รูปท่ี3.15 ตวั อยา่ งการระบคุ ณุ ลกั ษณะของแรม
รูปที่3.16 ตวั อยา่ งของแรมชนดิ ต่างๆ ปัจจยั ในการพจิ ารณาเลอื กซือ้ แรม 1) ประเภทของแรม ตอ้ งพจิ ารณาเลอื กซอื้ ใหต้ รงกบั สล็อตหน่วยความจาบน เมนบอรด์ แรมที่ใชใ้ นพีซี เช่น DDR, DDR2 และ DDR3 โดยแรมแตล่ ะชนดิ จะมี ตาแหน่งรอยบากทแ่ี ตกตา่ งกนั เพ่ือใหส้ ามารถเสียบแรมบนสล็อตไดถ้ กู ตอ้ ง
2) ความจุ ปัจจบุ นั แรมมีใหเ้ ลอื กตงั้ แต่ความจุ 256 MB ขนึ้ ไป เครื่อง คอมพวิ เตอรท์ ี่ใชง้ านดา้ นกราฟิกหรือมลั ตมิ เี ดยี ระดบั สงู จะใชแ้ รมทีม่ คี วามจสุ งู ขนึ้ ตามไปดว้ ย สาหรบั เครื่องคอมพวิ เตอรใ์ นปัจจบุ นั มกั จะตดิ ตงั้ แรมความจุ 1 GB ขนึ้ ไป บนเมนบอรด์ ของคอมพิวเตอรจ์ ะมสี ลอ็ ตสาหรบั ติดตงั้ แรมมากกว่า 1 ชอ่ ง ผใู้ ช้ สามารถติดตงั้ แรมไดห้ ลายตวั แต่ตอ้ งเป็นชนดิ เดยี วกนั ตามทีส่ ล็อตตดิ ตงั้ จะมีให้ โดยความจแุ รมของพีซจี ะเท่ากบั ผลรวมจากความจขุ องแรมทงั้ หมด รูปที่3.17 การติดตงั้ แรมบนเมนบอรด์ 3) ความเรว็ ของแรม ความเร็วของแรม หมายถงึ จานวนครงั้ ท่สี ามารถ อ่านเขียนขอ้ มลู ไดภ้ ายในหนึ่งวนิ าที โดยมีหนว่ ยวดั เป็น เมกะเฮริ ตซ์ (MHz) เช่น DDR3 มีความเร็ว 1,333 MHz เป็นตน้ ผใุ้ ชง้ านตอ้ งเลอื กความเรว็ ของแรมให้ สอดคลอ้ งกบั ความเรว็ บสั ของเมนบอรด์ ดว้ ย ตวั อย่างเชน่ ถา้ ระบบบสั บนเมนบอรด์ (FSB) ทางานดว้ ยความเร็ว 1,066 MHz แต่นาแรมที่มีความเร็ว 1,333 MHz มาใช้ งานจะไดส้ ามารถทางานท่คี วามเร็ว 1,333 MHz ได้ ตวั อยา่ งของระบบบสั บน เมนบอรด์ กบั แรมเปรยี บไดก้ บั การทีร่ ถว่ิงบนถนนเพอื่ ไปใหถ้ งึ จดุ หมาย
ในบางครง้ั อาจใชอ้ ตั ราการถา่ ยโอนขอ้ มลู ในการจาแนกรุน่ ของแรม เช่น PC2- 5400 คอื แรมชนิด DDR2 – 667 ทมี่ คี ่าอตั ราการถ่ายโอนขอ้ มลู ประมาณ 5,400 MB/s หมายถงึ ปริมาณขอ้ มลู ท่จี ะรบั ส่งไดภ้ ายในหนึ่งวนิ าที (คานวณจาก 667 MHz X 8 ไบต)์ รูปที่3.18 ระบบบสั บนเมนบอรด์ 3.4.4 ฮารด์ ดิสก์ (hard disk) เป็นอปุ กรใ์ นการเก็บขอ้ มลู ฮารด์ ดสิ กท์ ่ีใชก้ นั ในพซี ีโดยท่วั ไปคือ ฮารด์ ดสิ กข์ นาด 3.5 นวิ้ สาหรบั ฮารด์ ดสิ กท์ ่มี ี ขนาด 2.5 และ 1.8 นวิ้ นน้ั นิยมใชก้ บั โนต๊ บ๊กุ รูปที่3.19 ฮารด์ ิสก์
การพิจารณาเลอื กซอื้ ฮารด์ ดสิ กข์ นึ้ อย่กู บั ปัจจยั หลายอยา่ งดว้ ยกนั เช่น การ เชอื่ มตอ่ ความจขุ องขอ้ มลู และความเร็วรอบของฮารด์ ดสิ ก์ ซ่ึงสิง่ เหลา่ นจี้ ะทาให้ ฮารด์ ดิสกม์ ีราคาทแ่ี ตกต่างกนั รูปที่3.20 การระบคุ ณุ ลกั ษณะของฮารด์ ิสก์ ปัจจยั ในการพจิ ารณาเลอื กซอื้ ฮารด์ ดิสก์ 1) การเช่ือมต่อ มาตรฐานการเชื่อมตอ่ ของฮารด์ ดสิ กท์ ใ่ี ชง้ านอยบู่ นพีซใี น ปัจจบุ นั ใชม้ าตรฐาน EIDE และ SATA ทงั้ นขี้ ึน้ อยกู่ บั เมนบอรด์ วา่ รองรบั การเชือ่ มตอ่ แบบใด 2) ความจุข้อมูล มีหนว่ ยเป็น กิกะไบท์ (GB) หรือเทระไบต์ (TB) ซึง่ ขนาด ความจขุ อ้ มลู ของฮารด์ ดสิ กน์ นั้ ขนึ้ อย่กู บั ความตอ้ งการของผใู้ ชง้ าน
3) ความเร็วรอบ เป็นอตั ราเรว็ ในการหมนุ ของฮารด์ ดสิ กเ์ พ่ือใหห้ วั อ่าน- เขยี น เขา้ ถึงขอ้ มลู ฮารด์ ดสิ กท์ ี่มคี วามเร็วรอบสงู จะทาใหม้ ีอตั ราเรว็ ในการรบั สง่ ขอ้ มลู สงู โดยท่วั ไปฮารด์ ดิสกข์ องพซี ีจะมีความเร็วรอบอย่ทู ่ี 7,200 รอบตอ่ นาที (rpm) รูปที่3.21 การเชอ่ื มตอ่ แบบSATA และ EIDE 3.4.5 การด์ แสดงผล (display card, graphics card หรอื video card) ทาหนา้ ทแี่ ปลงขอ้ มลู ดจิ ิทลั มาเป็นสญั ญาณท่สี ่งไปที่จอภาพ การด์ แสดงผลอาจอยใู่ นรูปแบบการด์ หรืออาจตดิ ตงั้ มาบนเมนบอรด์ แลว้ การท่ผี ใุ้ ชต้ อ้ งการปรบั ปรุงการด์ แสดงผลเนื่องจากตอ้ งการใชก้ บั งานทตี่ อ้ งการ แสดงผลภาพสามมติ ิไดอ้ ยา่ งคมชดั ซึง่ คอมพวิ เตอรช์ ดุ สาเร็จทีผ่ ขู้ ายจดั ใหอ้ าจไม่สา มารรถแสดงผลภาพดงั กลา่ วไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ สาหรบั ปัจจยั ในการพจิ ารณา
เลอื กซอื้ การด์ แสดงผล เชน่ ชปิ ประมวลผล กราฟิก การเชอื่ มต่อ และความจขุ อง หน่วยความจาบนการด์ รูปที่3.22 การระบคุ ณุ ลกั ษณะของการด์ แสดงผล ปัจจยั ในการเลอื กซอื้ การด์ แสดงผล 1) ชปิ ประมวลผลกราฟิ ก หรือจีพียู (graphic processing unit: GPU) เป็นอปุ กรณพ์ ิเศษท่ีเพม่ิ ความเรว็ ในการแสดงผลโดยลดภาระซีพยี ใู นการคานวณ ขอ้ มลู ท่ีจะส่งไปที่จอภาพ ตวั อย่างการเลือกซอื้ จพี ียู เช่น ถา้ ตอ้ งการประมวลผลภาพ สามมติ ิ อาจใชช้ ิปของบริษทั NVIDIA รุน่ GForces 9 และ GTX2xx หรือชิปของบรษิ ทั ATi รุน่ Radeon HD 4000 2) การเชื่อมต่อ มี 2 แบบ คือ แบบใชก้ บั บสั PCI Express และบสั AGP โดย PCI Express จะมปี ระสิทธิภาพสงู ทสี่ ดุ ซ่งึ สามารถใหค้ วามเรว็ สงู สดุ ไดถ้ ึง 16 GB/s ส่วน AGP มีประสิทธิภาพรองลงมา
3) ความจขุ องหน่วยความจาบนการด์ หน่วยความจาบนการด์ (Video RAM) เป็นสว่ นท่ีใชเ้ ก็บขอ้ มลู ภาพที่แสดงบนจอคอมพวิ เตอร์ ถา้ ความจขุ อง หนว่ ยความจามาก จะทาใหแ้ สดงภาพมลั ตมิ เี ดยี ความละเอียดสงู ไดด้ ี การบอกความ จขุ องหน่วยความจาบนตวั การด์ เชน่ DDR3 512 MB 3.4.6 ออปติคัลดิสกไ์ ดรฟ์ (optical disk drive) ท่ใี ชก้ นั ใน ปัจจบุ นั เช่น ซีดไี ดรฟ์ และดวี ดี ไี ดรฟ์ เป็นอปุ กรณม์ าตรฐานทพ่ี ซี ที กุ เครอื่ งควรมี เนอ่ื งจากซีด/ี ดีวดี ไี ดรฟ์ มีราคาถกู ลงมากนอกจากนีส้ อื่ ท่ใี ชเ้ ก็บบนั ทึก เช่น แผน่ ซดี ี แผ่นดวี ดี ี มีความจสุ งู และมีราคาถกู
รูปท่ี3.23 การระบคุ า่ ความเรว็ ของ DVD การพิจารณาเลอื กซือ้ ออปตคิ ัลดิสกไ์ ดรฟ์ จะพิจารณาจากความเรว็ ในการอ่านและบนั ทกึ ขอ้ มลู ซ่ึงแต่ละชนดิ จะระบุ ความเร็วไวแ้ ตกตา่ งกนั ตามชนิดของออปตคิ ลั ดสิ กไ์ ดรฟ์ ดงั นี้ 1. ซดี ีไดรฟ์ (Compact Disc Drive : CD Drive) ใชอ้ า่ นขอ้ มลู จากแผน่ ซดี ไี ด้ อยา่ งเดียว 2. ดีวดี ไี ดรฟ์ (Digital Versatile Disc Drive : DVD Drive) ใชอ้ า่ นขอ้ มลู ไดท้ งั้ แผน่ ซดี แี ละแผน่ ดวี ดี ี แตไ่ ม่สามารถเขยี นหรือบนั ทกึ ขอ้ มลู ลงบนแผน่ ซีดหี รอื ดวี ดี ีได้ 3. ซีดีอารด์ บั บลิวไดรฟ์ (Compact Disc ReWritable Drive : CD-RW Drive) สามารถอา่ นและเขียนขอ้ มลู ลงบนแผ่นซดี ีได้ มกี ารระบคุ า่ ความเรว็ เชน่ 52x/32x/52x หมายความวา่ ความเร็วในการเขียน CD-R เทา่ กบั 52x ความเรว็ ในการเขยี นซา้ CD- RW เทา่ กบั 32x และความเรว็ ในการอ่าน CD-ROM เท่ากบั 52x 4. คอมโบไดรฟ์ (Combo Drive) สามารถอา่ นและเขียนขอ้ มลู บนแผน่ ซีดี และ อ่านขอ้ มลู จากแผ่นดวี ีดี มกี ารระบคุ ่าความเรว็ เชน่ 52x/32x/52x/16x 5. ดวี ีดอี ารด์ บั บลวิ ไดรฟ์ (Digital Versatile Disc ReWritable Drive : DVD+RW Drive) สามารถอ่านและเขยี นขอ้ มลู ไดท้ งั้ แผ่นซดี ีและแผน่ ดวี ีดี มกี ารระบุ คา่ ความเร็ว เช่น 20x/12x/20x/8x 3.4.7 เคส (case) โดยท่วั ไปมลี กั ษณะเป็นกล่องส่ีเหลีย่ ม ทาหนา้ ที่เป็น โครงยดึ ใหก้ บั อปุ กรณภ์ ายในตา่ งๆ ท่ปี ระกอบกนั เป็นเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ ทงั้ เมนบอรด์ ฮารด์ ดิสก์ แหล่งจ่ายไฟ เป็นตน้ นอกจากนีย้ งั ทาหนา้ ท่ีในการปอ้ งกนั ความเสียหายท่ี จะเกิดกบั อปุ กรณอ์ เิ ล็กทรอนิกสภ์ ายในเคส หลกั ในการพิจารณาเลือกซอื้ เคส เชน่
- มีช่องระบายอากาศและระบบระบายความรอ้ น - มีพนื้ ทีห่ รือช่องท่ีจะเพ่มิ อปุ กรณไ์ ด้ เชน่ การเพม่ิ ฮารด์ ดสิ ก์ การเพิ่มซดี ี/ดวี ีดี ไดรฟ์ - ลกั ษณะของเคส เช่น เคสในแนวนอน ทเ่ี รียกว่า เดสกท์ ็อปเคส (desktop case) และเคสในแนวตงั้ ทเ่ี รยี กว่า ทาวเวอรเ์ คส (tower case) - ในกรณีทีเ่ ป็นการใชง้ านโดยท่วั ไป อาจะเลือกใชเ้ คสทมี่ แี หล่งจา่ ยไฟ (power supply) ติดตงั้ มาใหส้ าเร็จแลว้ แตถ่ า้ ตอ้ งการตดิ ตงั้ อปุ กรณภ์ ายในหลายชนิ้ เช่น ฮารด์ ดิสก์ การด์ แสดงผลความเร็วสงู และพอรต์ USB ควรพจิ ารณาเลือก แหล่งจา่ ยไฟทม่ี คี วามสามารถสงู ขนึ้ รูปท่ี3.24 เคสของเคร่อื งคอมพิวเตอรแ์ บบตา่ งๆ 3.4.8 จอภาพ (monitor) ท่พี บจะมอี ย่สู องประเภทคือ จอซอี ารท์ ี (Cathode Ray Tube: CRT) และจอแอลซีดี (Liquid Crystal Display: LCD) ซง่ึ ในปัจจบุ นั จอ แอลซีดเี ป็นที่นิยมมากเนอื่ งจากมีราคาถกู ถนอมสายตา ประหยดั พลงั งาน และใช้ พนื้ ที่ในการจดั วางนอ้ ย
รูปท่ี3.25 คุณลกั ษณะของจอภาพ ปัจจยั ในการเลือกซือ้ จอภาพ เช่น - ความละเอยี ดของภาพ (resolution) หมายถงึ จานวนจดุ หรือพกิ เซลบน จอภาพ ถา้ หากมีความละเอยี ดสงู จะทาใหภ้ าพคมชดั มากขนึ้ ตวั อยา่ งเชน่ จอภาพท่ี มคี วามละเอียด 1680 x 1050 เป็นจอภาพทมี่ ีจดุ ภาพในแนวนอน 1680 จดุ และมี จดุ ภาพในแนวตงั้ 1050 จดุ - ขนาด (size) ขนาดของจอภาพจะวดั เป็นแนวทแยงมมุ เช่น จอ 19 นวิ้ และ แบบ 21 นวิ้ นอกจากนีจ้ อภาพยงั สามารถเลอื กความสวา่ ง (brightness) และความ เปรยี บเทียบตา่ ง (contrast) ไดอ้ กี ดว้ ย การแสดงผลของจอภาพนน้ั จะตอ้ งมีการด์ แสดงผล เป็นตวั ประสานงานระหวา่ งซีพยี กู บั จอภาพ โดยสญั ญาณภาพจะถกู สง่ ออก มาจากการด์ แสดงผลนี้ จอภาพโดยท่วั ไปจะมพี อรต์ ต่อแบบวจี ีเอ (Video Graphics Array : VGA) ซง่ึ เป็นตวั รบั สญั ญาณแอนะลอ็ กมาจากการด์ แสดงผล จอภาพบางรุน่ จะมพี อรต์ ตอ่ แบบดวี ไี อ (Digital Video Interface : DVI) ซ่งึ เป็นการรบั ขอ้ มลู ภาพ แบบดิจิทลั ซ่งึ จะใหภ้ าพทค่ี มชดั กว่า
3.5 การรบั ประกันอุปกรณค์ อมพวิ เตอร์ อปุ กรณค์ อมพิวเตอรจ์ ะมกี ารรบั ประกนั อายกุ ารใชง้ าน อปุ กรณแ์ ตล่ ะชนดิ จะมี ระยะเวลารบั ประกนั ตา่ งกนั เชน่ แรม รบั ประกันตลอดอายกุ ารใชง้ าน (life time) และ ฮารด์ ดสิ กอ์ าจรบั ประกนั 1-5 ปี โดยอายขุ องการรบั ประกนั ท่นี านขนึ้ อาจมีผลทาให้ ราคาสงู ขนึ้ บนอปุ กรณบ์ างชนดิ จะมสี ตกิ๊ เกอรร์ บั ประกนั ตดิ อยบู่ นตวั อปุ กรณซ์ ึง่ หาก มีการฉีกขาด การรบั ประกนั จะสนิ้ สดุ ลงทนั ที ดงั นนั้ จงึ ควรระมดั ระวงั เม่อื เลือกซอื้ อปุ กรณค์ อมพิวเตอรช์ นิดตา่ งๆ 3.6 ข้อแนะนาการดแู ลและบารุงรกั ษาเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ เบือ้ งตน้ 1. ไม่ควรเปิดฝาคอมพิวเตอรโ์ ดยไม่จาเป็น เนอ่ื งจากอาจมโี ลหะทนี่ าไฟฟา้ เขา้ ไปในเคร่อื งทาใหเ้ กดิ การลดั วงจร หรือมีฝ่นุ เขา้ ไปในตวั เครอ่ื ง ฝ่นุ นจี้ ะเป็นตวั เก็บ ความชนื้ ทาใหว้ งจรคอมพิวเตอรท์ างานผดิ พลาดได้ 2. ไมค่ วรตงั้ เครอ่ื งคอมพวิ เตอรไ์ วใ้ นสถานท่ีที่มอี ณุ หภมู ิสงู เนื่องจากจะส่งผล ใหช้ นิ้ สว่ นอเิ ล็กทรอนกิ สเ์ สอื่ มสภาพเร็วขนึ้ 3. ไมค่ วรตงั้ คอมพิวเตอรใ์ กลก้ บั ประตหู รือหนา้ ตา่ ง เนอ่ื งจากอาจโดนแสดง แดดหรือฝนสาดเขา้ มาได้ 4. ไมค่ วรวางจอคอมพิวเตอรใ์ กลก้ บั สนามแมเ่ หลก็ หรือลาโพงตวั ใหญๆ่ เนอ่ื งจากสนามแมเ่ หล็กจะทาใหก้ ารแสดงภาพผิดเพยี้ นไปจากความเป็นจริง 5. ถา้ หากที่บา้ นไฟตกหรอื มีไฟกระชาก ควรมีเครอ่ื งสารองไฟยพู ีเอส (Uninterruptible power supply: UPS)
6. ควรตงั้ โหมดประหยดั พลงั งานใหก้ บั เครื่อง เพื่อถนอมอายกุ ารใชง้ านเครอื่ ง การทางานในโหมดนจี้ ะทาใหฮ้ ารด์ ดสิ กแ์ ละซพี ียทู างานนอ้ ยลงเมื่อไม่มีการใชเ้ ครื่อง ในระยะเวลาทก่ี าหนด 7. ไม่ควรวางของเหลวใกลก้ บั เครือ่ งคอมพวิ เตอร์ 8. ไมค่ วรปิดเครอ่ื งโดยการกดสวิตซป์ ิด ควรใชค้ าส่งั ปิดระบบปฏบิ ตั ิการ เน่อื งจากระบบปฏิบตั ิการตอ้ งดาเนนิ การตรวจสอบสถานการณท์ างานต่างๆ ของ ฮารด์ แวร์ และซอฟตแ์ วรก์ ่อนจะหยดุ การทางาน 3.7 การแก้ปัญหาเบอื้ งตน้ ของพีซี เครอื่ งคอมพวิ เตอรน์ บั ว่าเป็นอปุ กรณท์ ี่ทนตอ่ การใชง้ าน ถา้ หากใชง้ านเคร่อื ง อย่างถกู วธิ ีตามคาแนะนาทก่ี ล่าวมา แต่อยา่ งไรกต็ ามมบี างปัญหาท่ีอาจเกดิ ขนึ้ ได้ ซึ่ง ผใู้ ชส้ ามารถแกไ้ ขเบอื้ งตน้ ไดด้ ว้ ยตวั เอง เชน่ 1. เครือ่ งหยดุ ทางานขณะใชง้ านอยู่ สาเหตุ แหล่งจา่ ยไฟจ่ายกาลงั ไฟฟา้ ไม่พอ อาจเกดิ จากมีอปุ กรณต์ ่อพ่วงอยู่ กบั คอมพวิ เตอรเ์ ป็นจานวนมาก การแกไ้ ข นาอปุ กรณท์ ่ีไมจ่ าเป็นที่ต่อพ่วงอยกู่ บั เครอ่ื งคอมพวิ เตอรอ์ อกไป หรอื เปลย่ี นแหลง่ จา่ ยไฟทม่ี ีกาลงั ไฟฟ้ามากขนึ้ 2. เปิดเครือ่ งแลว้ ปรากฏขอ้ ความวา่ “DISK BOOT fAILURE, INSERT DISK SYSTEM PRESS ENTER” สาเหตุ เครอ่ื งบตู ไม่พบฮารด์ ดิสก์ หรือระบบปฏิบตั กิ ารบนฮารด์ ดิสกเ์ สยี หาย
การแกไ้ ข ตรวจสอบโปรแกรมไบออสว่า บตู ฮารด์ ดิสกใ์ นตาแหน่งทีถ่ กู ตอ้ ง หรอื ไม่ หรือติดตงั้ ระบบปฏบิ ตั ิการบนฮารด์ ดิสก์ 3. อ่านหรอื เขยี นแผ่นซดี ี / ดวี ีดีไมไ่ ด้ สาเหตุ หวั อ่านเลเซอรข์ องไดรฟ์ สกปรก การแกไ้ ข ใหใ้ ชแ้ ผ่นซีดีทาความสะอาดหวั อา่ น โดยใส่แผน่ ซีดสี าหรบั ทาความ สะอาดเขา้ ไปในไดรฟ์ แปรงขนาดเลก็ ที่อยใู่ ตแ้ ผ่นซีดจี ะปัดทาความสะอาดหวั อ่าน เลเซอรข์ องไดรฟ์ 4. เครื่องรีสตารต์ (restart) เองขณะใชง้ าน สาเหตุ ซพี ยี ูมคี วามรอ้ นสงู การแก้ไข ตรวจสอบพดั ลมของซพี ียวู ่าทางานหรอื ไม่ สายทต่ี ่ออย่แู นห่ รือไม่ บทที่ 4 ระบบเครอื ขา่ ยและการส่อื สาร 4.1 บทบาทของการสือ่ สารข้อมูลและเครือข่าย คอมพิวเตอร์ การติดต่อสอ่ื สารขอ้ มลู สมยั ใหมน่ ี้ มรี ากฐานมาจากความพยายามในการเช่อื มต่อ ระหว่างคอมพวิ เตอรก์ บั คอมพิวเตอร์ โดยอาศยั ระบบสอ่ื สารทีม่ อี ย่แู ลว้ เช่น โทรศพั ท์ ดงั นน้ั การสอื่ สารขอ้ มลู จงึ อยใู่ นขอบเขตทจี่ ากดั ตอ่ มาเมื่อมกี ารใชค้ อมพวิ เตอรม์ าก ขนึ้ ความตอ้ งการในการตดิ ต่อระหวา่ งคอมพิวเตอรห์ ลายเครือ่ งในเวลาเดียวกนั ที่ เรยี กว่า ระบบเครื่อขา่ ย (Network) ไดร้ บั การพฒั นาใหด้ ขี นึ้ เป็นลาดบั ในตอนเริม่ ตน้ ของยคุ สอื่ สาร เม่ือประมาณ พ.ศ. 2513-2515 ความตอ้ งการใช้ คอมพิวเตอรร์ ว่ มกนั มีมากขนึ้ แตค่ อมพิวเตอรย์ งั มีราคาสงู มาก เมอ่ื เทียบกบั อปุ กรณ์
สือ่ สารท่ีมีอยแู่ ลว้ บางอย่าง การส่ือสารดว้ ยระบบเครอื ขา่ ยในระยะนน้ั จงึ เนน้ การใช้ คอมพวิ เตอรท์ ่ีศนู ยค์ อมพิวเตอรเ์ ป็นผใู้ หบ้ รกิ ารแก่ผใู้ ชป้ ลายทางหลายคน เพื่อ ประหยดั ค่าใชจ้ า่ ยของระบบ ตอ่ มาเมือ่ ถงึ ยคุ สมยั ของไมโครคอมพวิ เตอร์ พบวา่ ขดี ความสามารถในดา้ น ความเรว็ ของการทางานของเมนเฟรม มคี วามเรว็ มากกวา่ 10 เทา่ เมอ่ื เทียบกบั ไมโครคอมพวิ เตอรต์ วั ทด่ี ที ส่ี ดุ แตร่ าคาของเมนเฟรมแพงกวา่ ไมโครคอมพวิ เตอร์ หลายพนั เท่า การใชไ้ มโครคอมพวิ เตอรจ์ ึงแพรห่ ลายและกระจายออกไป การส่อื สาร จงึ กลายเป็นระบบเครือขา่ ยแบบกระจาย กลา่ วคือ แทนท่จี ะออกแบบใหเ้ คร่อื ง คอมพิวเตอรป์ ลายทางต่อกบั เมนเฟรม กเ็ ปล่ยี นเป็นระบบเครือขา่ ยทใี่ ชค้ อมพวิ เตอร์ ตอ่ กบั เคร่ืองคอมพวิ เตอรแ์ ทน ลกั ษณะของเครอื ข่ายจึงเริ่มจากจดุ เล็ก ๆ อาจจะอยบู่ นแผงวงจรอเิ ล็กทรอนิกส์ เดียวกนั ขยายตวั ใหญ่ขนึ้ เป็นระบบท่ีทางานรว่ มกนั ในหอ้ งทางาน ในตึก ระหว่างตกึ ระหวา่ งสถาบนั ระหวา่ งเมอื ง ระหวา่ งประเทศ การจดั แบง่ รูปแบบของเครือข่าย คอมพิวเตอรจ์ ึงแยกตามขนาดของเครือขา่ ย ดงั ตารางดงั ต่อไปนี้ ตาราง การแบ่งแยกลกั ษณะของเครอื ข่ายคอมพิวเตอรต์ ามระยะทางระหวา่ ง โพรเซสเซอร์ ระยะทางระหว่าง ลกั ษณะทตี่ งั้ ของ ชอื่ เรยี กเครอื ขา่ ย โพรเซสเซอร์ โพรเซสเซอร์ 0.1 เมตร 1 เมตร แผงวงจรอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เครอ่ื งจักรชนดิ ดาตา้ โฟลว์ 10 เมตร 100 เมตร ระบบเดยี วกัน มัลตโิ พรเซสเซอร์ 1 กโิ ลเมตร 10 กโิ ลเมตร หอ้ ง มลั ตโิ พรเซสเซอร์ 100 กโิ ลเมตร 1000 กโิ ลเมตร ตัวอาคาร เครอื ข่ายทอ้ งถน่ิ หนว่ ยงานเดยี วกัน เครอื ข่ายทอ้ งถนิ่ เมอื ง เครอื ขา่ ยทอ้ งถน่ิ ประเทศ เครอื ขา่ ยระยะไกล ระหว่างประเทศ เครอื ขา่ ยระยะไกล
10000 กโิ ลเมตร ระหว่างดวงดาว เครอื ข่ายระยะไกลมาก ขอ้ มลู ในรูปของสญั ญาณอิเลก็ ทรอนิกสท์ เี่ ก็บในคอมพวิ เตอรส์ ามารถส่งตอ่ คดั ลอก จดั พิมพ์ ทาสาเนาไดง้ ่าย เมือ่ เทียบกบั การคดั ลอกดว้ ยมือซึง่ ตอ้ งใชเ้ วลามากและ เส่ยี งตอ่ การทาขอ้ มลู ผดิ พลาดอีกดว้ ย วิธีการทางดา้ นการส่อื สารขอ้ มลู กาลงั ไดร้ บั การนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นระบบสานกั งานที่เรียกวา่ ระบบสานกั งานอตั โนมตั ิ (office automation) ระบบดงั กลา่ วนมี้ กั เรียกยอ่ กนั สน้ั ๆ วา่ โอเอ (OA) เป็นระบบทใ่ี ช้ โปรแกรมคอมพวิ เตอรม์ าชว่ ยในการทางานท่ีเก่ยี วกบั เอกสารท่วั ไป แลว้ สง่ ไปยงั หนว่ ยงานตา่ ง ๆ ไดด้ ว้ ยไปรษณียอ์ เิ ล็กทรอนิกสเ์ พื่อโอนยา้ ยแลกเปลยี่ นขอ้ มลู ทเ่ี กบ็ รวบรวมไวร้ ะหวา่ งแผนก บทบาทท่ีสาคญั อกี บทบาทหนึ่ง คอื การใหบ้ รกิ ารขอ้ มลู หลายประเทศจดั ใหม้ ี ฐานขอ้ มลู ไวบ้ ริการ เช่น ฐานขอ้ มลู เก่ยี วกบั ส่ิงแวดลอ้ ม ฐานขอ้ มลู งานวจิ ยั ฐานขอ้ มลู ทางเศษรกิจ ฐานขอ้ มลู ของสินคา้ เครอื่ งอปุ โภคบรโิ ภค ในมหาวทิ ยาลยั อาจมขี อ้ มลู เก่ยี วกบั หนงั สอื และตาราวิชาการ หากผใู้ ชต้ อ้ งการขอ้ มลู ใดกส็ ามารถ ตดิ ตอ่ มายงั ศนู ยบ์ ริการขอ้ มลู นนั้ การติดตอ่ จะผ่านเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ ทาใหก้ าร ไดข้ อ้ มลู เป็นไปอยา่ งรวดเรว็ ความสาคญั ของการส่อื สารขอ้ มลู ผ่านเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ จึงเป็นสิง่ ท่ีตระหนกั กนั อย่เู สมอ ลองพิจารณาถงึ ประโยชนข์ องการสื่อสารขอ้ มลู ตอ่ ไปนี้
1) การจัดเก็บขอ้ มูลได้งา่ ยและสอ่ื สารได้รวดเร็ว การจดั เก็บขอ้ มลู ซึง่ อยใู่ นรูป ของสญั ญาณอเิ ลก็ ทรอนิกส์ สามารถจดั เกบ็ ไวใ้ นแผ่นบนั ทึกท่มี ีความหนาแนน่ สงู แผน่ บนั ทกึ แผน่ หนึ่งสามารถบนั ทกึ ขอ้ มลู ไดม้ ากกว่า 1 ลา้ นตวั อกั ษร สาหรบั การ สื่อสารขอ้ มลู นน้ั ถา้ ขอ้ มลู ผา่ นสายโทรศพั ทไ์ ดด้ ว้ ยอตั รา 120 ตวั อกั ษรตอ่ วนิ าทีแลว้ จะส่งขอ้ มลู 200 หนา้ ไดใ้ นเวลา 40 นาที โดยทไี่ มต่ อ้ งเสยี เวลามาน่งั ป้อนขอ้ มลู เหลา่ นน้ั ซา้ ใหม่อีก 2) ความถูกต้องของขอ้ มลู โดยปกตมิ กี ารส่งขอ้ มลู ดว้ ยสญั ญาณทางอเิ ล็กทรอนิกส์ จากจดุ หนงึ่ ไปยงั จดุ อืน่ ดว้ ยระบบดิจทิ ลั วธิ ีการรบั ส่งนนั้ จะมีการตรวจสอบสภาพของ ขอ้ มลู หากขอ้ มลู ผดิ พลาดกจ็ ะมกี ารรบั รูแ้ ละพยายามหาวิธีการแกไ้ ขใหข้ อ้ มลู ทีไ่ ดร้ บั มีความถกู ตอ้ ง โดยอาจใหท้ าการสง่ ใหม่ หรอื กรณีท่ผี ดิ พลาดไมม่ ากนกั ฝ่ายผรู้ บั อาจ ใชโ้ ปรแกรมของตนแกไ้ ขขอ้ มลู ใหถ้ กู ตอ้ งได้ 3) ความเร็วของการทางาน โดยปกตสิ ญั ญาณของไฟฟ้าจะเดนิ ทางดว้ ยความเร็ว เท่าแสง ทาใหก้ ารใชค้ อมพิวเตอรส์ ง่ ขอ้ มลู จากซีกโลกหน่ึงไปยงั อกี ซีกโลกหนึ่งหรือ คน้ หาขอ้ มลู จากฐานขอ้ มลู ขนาดใหญ่ สามารถทาไดร้ วดเร็ว ความรวดเร็วของระบบ จะทาใหผ้ ใู้ ชส้ ะดวกสบายอย่างยิ่ง เชน่ บรษิ ทั สายการบนิ ทกุ แหง่ สามารถทราบขอ้ มลู ของทกุ เท่ยี วบนิ ไดอ้ ย่างรวดเร็ว ทาใหก้ ารจองท่ีน่งั ของสายการบนิ สามารถทาไดท้ นั ที
4) ตน้ ทนุ ประหยดั การเช่อื มตอ่ คอมพิวเตอรต์ อ่ เขา้ หากนั เป็นเครอื ขา่ ยเพอ่ื สง่ หรือ สาเนาขอ้ มลู ทาใหร้ าคาตน้ ทนุ ของการใชข้ อ้ มลู ไมแ่ พง เมอื่ เทยี บกบั การจดั ส่งแบบวิธี อื่น นกั คอมพวิ เตอรบ์ างคนสามารถส่งโปรแกรมใหก้ นั และกนั ผา่ นทางสายโทรศัพทไ์ ด้ 4.2 การสอ่ื สารขอ้ มลู การสือ่ สารข้อมูล (Data Communications) หมายถึง กระบวนการถา่ ยโอนหรือ แลกเปล่ียนขอ้ มลู กนั ระหวา่ งผสู้ ง่ และผรู้ บั โดยผา่ นช่องทางสอ่ื สาร เช่น อปุ กรณ์ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ หรอื คอมพิวเตอรเ์ ป็นตวั กลางในการส่งขอ้ มลู เพื่อใหผ้ สู้ ่งและผรู้ บั เกดิ ความเขา้ ใจซึง่ กนั และกนั เมอื่ กล่าวถงึ การตดิ ต่อส่อื สาร ในอดีตอาจหมายถงึ การพดู คยุ กนั ของมนษุ ยซ์ งึ่ อาจ เป็นการแสดงออกดว้ ยทา่ ทาง การใชภ้ าษาพดู หรือผ่านทางตวั อกั ษร โดยเป็นการ สอื่ สารในระยะใกลๆ้ ต่อมา เมื่อ เทคโนโลยกี า้ วหนา้ ไดม้ ีการพฒั นาการสือ่ สารเขา้ กบั การใชง้ านอปุ กรณอ์ เิ ล็กทรอนิกส์ ทาใหส้ ามารถสือ่ สารไดใ้ นระยะไกลขนึ้ และสะดวก รวดเรว็ มากขนึ้ เชน่ การใชโ้ ทรเลข โทรศพั ท์ โทรสาร อีกทงั้ ตวั อปุ กรณท์ ่ใี ชใ้ นการ ส่ือสารเองก็ไดร้ บั การพฒั นาความสามารถขนึ้ มาเป็นลาดบั และเขา้ มามีบทบาทใน ทกุ วงการ ดงั นน้ั ในยคุ สารสนเทศนี้ การสอ่ื สารขอ้ มลู จงึ หมายถึงการแลกเปลี่ยน ขอ้ มลู ข่าวสารซึง่ อาจอยใู่ นรูปของตวั อกั ษร ตวั เลข รูปภาพ เสียงหรอื วดิ ีทศั น์ ระหวา่ ง อปุ กรณส์ ือ่ สาร โดยผา่ นทางสอ่ื กลางในการสอื่ สารซ่ึงอาจเป็นสอื่ กลางประเภททม่ี ี สายหรอื ไรส้ ายกไ็ ด้ โดยปกติ องคป์ ระกอบหลกั ของระบบสอ่ื สารขอ้ มลู มอี ยู่ 5 อย่าง ไดแ้ ก่ 1. ขา่ วสารหรือข้อมลู (message)
2. ผู้สง่ (sender) 3. ผรู้ ับ (receiver) 4. สือ่ กลาง (media) 5. โพรโทคอล (protocol) 1. ผสู้ ่งข่าวสารหรือแหล่งกาเนิดขา่ วสาร (source) อาจจะเป็นสญั ญาณตา่ งๆ เชน่ สญั ญาณภาพ ขอ้ มลู และสียงเป็นตน้ ในการติดต่อสือ่ สารสมยั กอ่ นอาจจะใชแ้ สง ไฟ ควนั ไฟ หรือท่าทางตา่ ง ๆ กน็ บั ว่าเป็นแหลง่ กาเนดิ ขา่ วสาร จดั อย่ใู นหมวดหมนู่ ี้ เชน่ กนั 2. ผู้รบั ขา่ วสารหรือจดุ หมายปลายทางของขา่ วสาร (sink) ซงึ่ จะรบั รูจ้ ากส่งิ ท่ี ผสู้ ง่ ข่าวสาร หรือแหล่งกาเนดิ ข่าวสารสง่ ผา่ นมาใหต้ ราบใด ทก่ี ารติดตอ่ สอื่ สารบรรลุ วตั ถปุ ระสงค์ ผรู้ บั สารหรือจดุ หมายปลายทางของข่าวสารก็จะไดร้ บั ขา่ วสารนนั้ ๆ ถา้ ผรู้ บั สารหรอื จดุ หมายปลายทางไม่ไดร้ บั ขา่ วสาร ก็แสดงวา่ การส่ือสารนนั้ ไมป่ ระสบ ความสาเร็จ กล่าวคือไม่มีการสือ่ สารเกิดขนึ้ น่นั เอง 3. ช่องสัญญาณ (channel) ในทน่ี อี้ าจจะหมายถึงสอื่ กลางหรอื ตวั กลางที่ ขา่ วสารเดนิ ทางผา่ น อาจจะเป็นอากาศ สายนาสญั ญาณตา่ ง ๆ หรอื แมก้ ระท่งั ของเหลว เช่น นา้ นา้ มนั เป็นตน้ เปรยี บเสมือนเป็นสะพานทจ่ี ะใหข้ า่ วสารขา้ มจากฝ่ัง หนึง่ ไปยงั อีกฝ่ังหนึง่ 4. การเขา้ รหสั (encoding) เป็นการชว่ ยใหผ้ สู้ ง่ ขา่ วสารและผรู้ บั ขา่ วสารมคี วาม เขา้ ใจตรงกนั ในการส่อื ความหมาย จึงมคี วามจาเป็นตอ้ งแปลงความหมายนี้ การ เขา้ รหสั จงึ หมายถงึ การแปลงขา่ วสารใหอ้ ย่ใู นรูปพลงั งาน ที่พรอ้ มจะส่งไปในส่อื กลาง
ทางผสู้ ง่ มคี วามเขา้ ใจตอ้ งตรงกนั ระหว่าง ผสู้ ง่ และผรู้ บั หรอื มีรหสั เดยี วกนั การ สอื่ สารจงึ เกดิ ขนึ้ ได้ 5. การถอดรหัส (decoding) หมายถึงการท่ผี รู้ บั ขา่ วสารแปลงพลงั งานจาก สอ่ื กลางใหก้ ลบั ไปอย่ใู นรูปขา่ วสารทส่ี ่งมาจากผสู้ ง่ ข่าวสาร โดยมคี วามเขา้ ในหรอื รหสั ตรงกนั 6. สญั ญาณรบกวน (noise) เป็นส่งิ ทม่ี อี ยใู่ นธรรมชาติ มกั จะลดทอนหรอื รบกวน ระบบ อาจจะเกดิ ขนึ้ ไดท้ งั้ ทางดา้ นผสู้ ่งขา่ วสาร ผรู้ บั ขา่ วสาร และช่องสญั ญาณ แต่ใน การศึกษาขนั้ พนื้ ฐานมกั จะสมมตใิ หท้ างดา้ นผสู้ ่งขา่ วสารและผรู้ บั ขา่ วสารไมม่ ีความ ผดิ พลาด ตาแหน่งทใ่ี ชว้ เิ คราะห์ มกั จะเป็นทีต่ วั กลางหรอื ช่องสญั ญาณ เมือ่ ไรที่รวม สญั ญาณรบกวนดา้ นผสู้ ่งขา่ วสารและดา้ นผรู้ บั ขา่ วสาร ในทางปฎบิ ตั มิ กั จะใช้ วงจร กรอง (filter) กรองสญั ญาณแต่ตน้ ทาง เพ่ือใหก้ ารส่ือสารมคี ณุ ภาพดียิ่งขนึ้ แลว้ ค่อย ดาเนนิ การ เช่น การเขา้ รหสั แหลง่ 4.2.1การสือ่ สาร-วิธีการถา่ ยโอนข้อมูล1 1. การถา่ ยโอนขอ้ มลู แบบขนานการถ่ายโอนขอ้ มลู แบบขนาน ทาไดโ้ ดย การสง่ ขอ้ มลู ออกทลี ะ 1 ไบต์ หรือ 8 บติ จากอปุ กรณส์ ง่ ไปยงั อปุ กรณร์ บั อปุ กรณ์ ตวั กลางระหว่างสองเครอ่ื งจงึ ตอ้ งมชี ่องทางใหข้ อ้ มลู เดนิ ทางอยา่ งนอ้ ย 8 ช่องทาง เพ่ือใหก้ ระแสไฟฟ้าผ่านโดยมากจะเป็นสายสญั ญาณแบบขนาน ระยะทางของ สายสญั ญาณแบบขนานระหว่างสองเครอ่ื งไม่ควรยาวเกิน 100 ฟุต เพราะอาจทาให้ เกิดปัญหาสญั ญาณสญู หายไปกบั ความตา้ นทานของสาย นอกจากนีอ้ าจมปี ัญหาที่ เกิดจากระดบั ไฟฟา้ สายดนิ ท่ีจดุ รบั ผดิ ไปจากจดุ สง่ ทาใหเ้ กิดการผดิ พลาดในการรบั สญั ญาณทางฝ่ายรบั
นอกจากแกนหลกั แลว้ อาจจะมีทางเดนิ ของสญั ญาณควบคมุ อน่ื ๆ อีก เช่น บิต พาริตี ทใ่ี ชใ้ นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรบั สญั ญาณท่ปี ลายทางหรือสายท่ี ควบคมุ การโตต้ อบ (hand-shake) 2. การถ่ายโอนขอ้ มลู แบบอนุกรมในการถา่ ยโอนข้อมูลแบบอนุกรม ขอ้ มลู จะถกู ส่งออกมาทีละบติ ระหวา่ งจดุ สง่ และจดุ รบั การส่งขอ้ มลู แบบนีจ้ ะชา้ กว่า แบบขนาน การถา่ ยโอนขอ้ มลู แบบอนกุ รมตอ้ งการตวั กลางสาหรบั การส่ือสารเพยี ง ช่องเดียวหรือสายเพยี งค่เู ดยี ว คา่ ใชจ้ ่ายจะถกู กว่าแบบขนานสาหรบั การสง่ ระยะ ทางไกลๆ โดยเฉพาะเม่ือเรามีระบบการสือ่ สารทางโทรศพั ทไ์ วใ้ ชง้ านอยแู่ ลว้ ย่อมจะ เป็นการประหยดั กวา่ ที่จะทาการตดิ ตอ่ ส่ือสารทลี ะ 8 ช่อง เพอ่ื การถ่ายโอนขอ้ มลู แบบ ขนานการถา่ ยโอนขอ้ มลู แบบอนกุ รมจะเริม่ โดยขอ้ มลู จากจดุ สง่ จะถกู เปลย่ี นใหเ้ ป็น สญั ญาณอนกุ รมเสียกอ่ น แลว้ คอยทยอยส่งออกทลี ะบิตไปยงั จดุ รบั และทจ่ี ดุ รบั จะตอ้ งมกี ลไกในการเปลยี่ นขอ้ มลู ท่ีส่งมาทลี ะบิต ใหเ้ ป็นสญั ญาณแบบขนานซงึ่ ลงตวั พอดี เชน่ บติ ที่ 1 ลงทีบ่ สั ขอ้ มลู ที่ส่งมาทีละบิต ใหเ้ ป็นสญั ญาณแบบขนานซง่ึ ลงตวั พอดี เชน่ บติ ที่ 1 ลงที่บสั ขอ้ มลู เสน้ ท่ี 1 ดงั แสดงในรูป
4.2.2การสอื่ สาร: วธิ กี ารถา่ ยโอน2 การติดตอ่ แบบอนกุ รมอาจแบ่งตามรูปแบบการรบั -สง่ ได้ 3 แบบ 1. การสอ่ื สารแบบทางเดียว (simplex: SPX) เป็นการสอ่ื สารแบบทางเดียว มี ทศิ ทางการไหลของสญั ญาณเป็นทิศทางเดียวกนั กล่าวคอื มเี พียงอปุ กรณต์ วั เดียว เทา่ นน้ั ทท่ี าหนา้ ท่สี ่งขอ้ มลู อปุ กรณต์ วั อ่นื ทาหนา้ ท่รี บั ขอ้ มลู อย่างเดยี ว ตวั อยา่ งเช่น แป้นพิมพแ์ ละจอภาพ หรอื สวติ ซแ์ ละหลอดไฟ หรอื การออกอากาศวทิ ยุ โทรทศั น์ ที่ ผรู้ บั และผสู้ ่งไม่สามารถโตต้ อบกนั ได้ 2. การสอ่ื สารแบบสองทางครึง่ อตั รา (half duplex: HDX) เป็นการสอ่ื สาร แบบสองทาง แตส่ ง่ ไดท้ ีละทาง โดยแตล่ ะสถานีทาหนา้ ทไี่ ดท้ งั้ รบั และสง่ ขอ้ มลู เมอ่ื อปุ กรณใ์ ดทาหนา้ ทีเ่ ป็นผสู้ ง่ อปุ กรณต์ วั อน่ื จะทาหนา้ เป็นผรู้ บั ไมส่ ามารถส่งขอ้ มลู สวนทางกนั ได้ ตวั อยา่ งของการสง่ สญั ญาณแบบนเี้ ชน่ วทิ ยสุ อ่ื สารของหนว่ ยงาน ราชการ หรือตารวจซ่งึ ตอ้ งผลดั กนั พดู เม่ือฝ่ายหน่ึงเป็นผพู้ ดู ตอ้ งกดป่มุ แลว้ จงึ พดู ได้
เมอื่ พดู เสร็จเรามกั จะไดย้ ินคาวา่ \"เปลี่ยน\" น่นั คือ เป็นการบอกใหผ้ รู้ บั ทราบว่า ผสู้ ่ง ตอ้ งการเปลี่ยนสถานะจากผสู้ ่งเป็นผรู้ บั และใหผ้ รู้ บั เปลีย่ นเป็นผสู้ ่ง 3. การส่ือสารแบบสองทางเตม็ อัตรา (full duplex: FDX) เป็นการสอ่ื สาร แบบสองทาง แต่รบั สง่ ไดพ้ รอ้ ม ๆ กนั หมายความว่า สถานีทงั้ 2 สถานี สามารถสง่ และรบั ขอ้ มลู ไดพ้ รอ้ ม ๆ กนั และตวั กลางท่ใี ชท้ งั้ 2 ฝ่ัง อาจใชร้ ว่ มกนั หรอื แบ่งแยกเป็น สายสาหรบั รบั กบั สายสาหรบั สง่ กไ็ ด้ การสอื่ สารแบบนมี้ ีประสิทธิภาพดีกว่าแบบอ่ืน ๆ เพราะไมเ่ กดิ การหน่วงเวลาในชว่ งการเปลี่ยนสถานะระหว่างผรู้ บั กบั ผสู้ ง่ 4.3 สื่อกลางในการสอื่ สารขอ้ มูล ตวั กลางหรือสายเชอื่ มโยง เป็นส่วนท่ีทาใหเ้ กดิ การเชอ่ื มต่อระหว่างอปุ กรณ์ ต่างๆ เขา้ ดว้ ยกนั และอปุ กรณท์ ย่ี อมใหข้ า่ วสารขอ้ มลู เดินทางผา่ นจากผสู้ ง่ ไปสผู่ รู้ บั ส่ือกลางที่ใชใ้ นการสอ่ื สารขอ้ มลู มอี ย่หู ลายประเภท แตล่ ะประเภทมีความแตกต่างกนั ในดา้ นของปรมิ าณขอ้ มลู ท่สี อ่ื กลางนน้ั ๆ สามารถนาผ่านไปไดใ้ นเวลาขณะใด ขณะหนง่ึ การวดั ปรมิ าณหรือความจใุ นการนาขอ้ มลู หรอื ท่ีเรียกกนั ว่า แบนดว์ ิดธ์ (bandwidth) มหี น่วยเป็นจานวน บติ ขอ้ มลู ตอ่ วนิ าที (bits per second : bps) ลกั ษณะของตวั กลางต่างๆ มดี งั ตอ่ ไปนี้ 4.3.1 สอื่ กลางประเภทมีสาย
1) สายคบู่ ิดเกลียว (Twisted – Pair Cable) สายค่บู ิดเกลียวประกอบดว้ ยสาย ทองแดง ทห่ี มุ้ ดว้ ยฉนวนพลาสตกิ หลงั จากนนั้ ก็นาสายทงั้ สองมาถกั กนั เป็นเกลยี วคู่ เช่น สายค่บู ดิ เกลียวท่ีใชก้ บั เครือข่ายทอ้ งถนิ่ (CAT5) การนาสายมาถกั เป็นเกลียว เพอ่ื ชว่ ยลดการแทรกแซงจากสญั ญาณรบกวนสายคบู่ ิดเกลยี วมอี ยู่ 2 รูปแบบ คือ สายคบู่ ิดเกลียวแบบไม่มีชลี ด์ และแบบมีชิลด์ สายค่บู ิดเกลยี วแบบไม่มชี ลี ด์ (Unshielded Twisted –Pair Cable :UTP) นิยมใชง้ านมากในปัจจบุ นั มีลกั ษณะคลา้ ยกับสายโทรศพั ทบ์ า้ นไมม่ ีการหมุ้ ฉนวนมี แต่การบดิ เกลียวอย่างเดียว สายคู่บดิ เกลยี วแบบมีชิลด์ (Shielded Twisted –Pair Cable :STP)
สาหรบั สายSTP คลา้ ยกบั สาย UTP แตส่ าย STP จะมีชลิ ดห์ อ่ หมุ้ อีกชน้ั หน่งึ ทาให้ ป้องกนั สญั ญาณรบกวนไดด้ ีกวา่ สาย UTP ขอ้ ดี 1) ราคาถกู 2) มนี า้ หนกั เบา 3) งา่ ยตอ่ การใชง้ าน ขอ้ เสีย 1) มีความเรว็ จากดั 2) ใชก้ บั ระยะทางสน้ั ๆ สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) สายมกั ทาดว้ ยทองแดงอย่แู กนกลาง ซึ่งสายทองแดงจะถกู ห่อหมุ้ ดว้ ยพลาสติก จากนนั้ กจ็ ะมชี ลิ ดห์ ่อหมุ้ อกี ชน้ั หนง่ึ เพอ่ื ป้องกนั สญั ญาณรบกวน และหมุ้ ดว้ ยเปลอื ก นอกอกี ชน้ั หน่งึ ป้องกนั สญั ญาณรบกวนจากคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ ไดด้ ี สายโคแอกเชยี ล ที่เหน็ ไดท้ ่วั ๆไป คอื สายทนี่ ามาใชต้ ่อเขา้ กบั เสาอากาศทวี ีที่ใชต้ ามบา้ น
ข้อดี 1) เช่ือมต่อไดใ้ นระยะไกล 2) ป้องกนั สญั ญาณรบกวนไดด้ ี ข้อเสยี 1) มีราคาแพง 2) สายมีขนาดใหญ่ 3) ตดิ ตงั้ ยาก สายไฟเบอรอ์ อปติค(Optical Fiber) สายไฟเบอรอ์ อปติคหรือสายใยแกว้ นาแสง เป็นสายท่มี ลี กั ษณะโปรง่ แสง มรี ูป ทรงกระบอกในตวั ขนาดประมาณเสน้ ผมของมนษุ ยแ์ ตม่ ขี นาดเล็ก สายไฟเบอรอ์ อปติค แบ่งเป็น 3 ชนิด 1) Multimode step –index fiber จะสะท้อนแบบหกั มมุ 2) Multimode graded –index มลี ักษณะคล้ายคลื่น 3) Single mode fiber เป็ นแนวตรง
ข้อดี 1) มขี นาดเล็กนา้ หนกั เบา 2) มีความปลอดภยั ในการสง่ ขอ้ มลู 3) มีความทนทานและมอี ายกุ ารใชง้ านยาวนาน ขอ้ เสยี 1) เสน้ ใยแกว้ มีความเปราะบาง แตกหกั ง่าย 2) มรี าคาสงู เม่อื เทยี บกบั สายเคเบลิ ท่วั ไป 3) การตดิ ตงั้ จาเป็นตอ้ งพ่งึ พาผเู้ ช่ียวชาญเฉพาะ 4.3.2 ส่อื กลางประเภทไมม่ ีสาย ส่อื ท่ีไม่ใชส้ าย สอ่ื ประเภทนเี้ ป็นระบบตวั กลางที่ส่งเป็นคลน่ื วทิ ยุ เช่น อากาศที่เราใช้ สง่ คล่ืนวิทยุ คลน่ื ไมโครเวฟ (Microwave) รวมทงั้ การส่อื สารผา่ นดาวเทียม
ดาวเทยี ม การใชด้ าวเทยี มสาหรบั การสง่ ขอ้ มลู แบบดิจติ อลก็เหมอื นกบั การส่งแบบไมโครเวฟ น่นั เองค่ะ ดาวเทียมนนั้ จะตอ้ งรบั และส่งสญั ญาณแบบสนั ตรง ดาวเทียมจะชว่ ยส่ง สญั ญาณในระยะไกลซ่ึงทาไดม้ ากขนึ้ ในลกั ษณะของการขา้ มภมู ภิ าค ขา้ มทวีป ซ่งึ สญั ญาณไมโครเวฟนนั้ ไมส่ ามารถทาไดเ้ น่ืองจาก ดาวเทียมนนั้ จะมฟี ุตพรนิ้ (Footprint) สาหรบั ฟุตพรนิ้ (Footprint) กค็ อื จานวนพนื้ ทีบ่ นผิวโลกทีด่ าวเทยี มหนง่ึ ครอบคลมุ การส่งสญั ญาณไดน้ ่นั เองคะ่ ในปัจจบุ นั นมี้ ีการใชส้ ญั ญาณดาวเทยี มทีโ่ คจรแบง่ ออกเป็น 3 ประเภท ก็คอื • ดาวเทยี มแบบจีอีโอ (Geostationary Earth Orbit: GEO) ดาวเทียมชนิดนี้ จะ เหมาะกบั การส่งสญั ญาณโทรทศั น์ • ดาวเทียมแบบโคจรระดบั กลาง (Medium Earth Orbit: MEO) ดาวเทียมชนิดนี้ ในการโคจรจะโนม้ เอยี งไปยงั สน้ ศนู ยส์ ตู รน่นั เอง • ดาวเทยี มแบบระดับตา่ (Low Earth Orbit: LEO) ดาวเทยี มชนดิ นจี้ านวนมาก สามารถครอบคลมุ การสง่ สญั ญาณบนโลกใหท้ ่วั ถงึ ได้
ทจ่ี รงิ ดาวเทยี มก็คอื สถานีไมโครเวฟลอยฟา้ น่นั เอง ซงึ่ ทาหนา้ ทขี่ ยายและทบทวน สญั ญาณขอ้ มลู รบั และส่งสญั ญาณขอ้ มลู กบั สถานดี าวเทยี มที่อยบู่ นพนื้ โลก สถานี ดาวเทยี มภาคพนื้ จะทาการส่งสญั ญาณขอ้ มลู ไปยงั ดาวเทยี มซึง่ จะหมนุ ไปตามการ หมนุ ของโลกซึง่ มีตาแหนง่ คงที่เม่ือเทยี มกบั ตาแหน่งบนพนื้ โลก ดาวเทยี มจะถกู สง่ ขนึ้ ไปใหล้ อยอยสู่ งู จากพนื้ โลก เครื่องทบทวนสญั ญาณของดาวเทียม (Transponder) จะรบั สญั ญาณขอ้ มลู จากสถานภี าคพนื้ ซ่ึงมีกาลงั ออ่ นลงมากแลว้ มาขยาย จากนน้ั จะ ทาการทบทวนสญั ญาณ และตรวจสอบตาแหน่งของสถานปี ลายทาง แลว้ จงึ ส่ง สญั ญาณขอ้ มลู ไปดว้ ยความถ่ใี นอกี ความถ่หี นึง่ ลงไปยงั สถานีปลายทาง การส่ง สญั ญาณขอ้ มลู ขนึ้ ไปยงั ดาวเทียมเรียกว่า \"สญั ญาณอปั ลิงก\"์ (Up-link) และการส่ง สญั ญาณขอ้ มลู ก็จะกลบั ลงมายงั พนื้ โลกเรยี กวา่ \"สญั ญาณ ดาวน์-ลิงก์ (Down-link) ลกั ษณะของการรบั สง่ สญั ญาณขอ้ มลู อาจจะเป็นแบบจดุ ตอ่ จดุ (Point-to-Point) หรือ แบบแพรส่ ญั ญาณ น่นั เอง ขอ้ ดี-ข้อเสยี ของการส่งสัญญาณแบบดาวเทยี ม ขอ้ ดี การส่งขอ้ มลู หรือการสง่ สญั ญาณแบบดาวเทยี มจะสามรถรบั -ส่ง ขอ้ มลู ไดเ้ ร็ว สะดวก ต่อการติดต่อสื่อสาร และสามารถสง่ ขอ้ มลู ไดใ้ นระยะทางท่ไี กล ข้อเสยี การส่งสญั ญาณขอ้ มลู ทางดาวเทียมก็คือระบบดาวเทียมนน้ั คลา้ ยกบั ไมโครเวฟ คอื อาจจะ ถกู กระทบโดยสภาพอากาศ ดงั นนั้ มกี ารลา่ ชา้ ของสญั ญาณในการส่งขอ้ มลู แต่ละ ช่วง ดงั นนั้ การเชือ่ มโยงขอ้ มลู จดั การกบั ปัญหาความล่าชา้
สญั ญาณขอ้ มลู สามารถถกู รบกวนจากสญั ญาณ ภาคพนื้ อืน่ ๆ ได้ อีก ในการสง่ สญั ญาณเน่ืองจากระยะทางขนึ้ -ลง ของสญั ญาณ และทีส่ าคญั คือ มรี าคาสงู ในการ ลงทนุ ทาใหค้ ่าบรกิ ารสงู ตามขนึ้ มา คลืน่ วทิ ยุ คลื่นวิทยทุ ี่กระจายออกจากสายอากาศ จะเดนิ ทางไปทกุ ทิศทาง ในทกุ ระนาบ การ กระจายคลนื่ นมี้ ีลกั ษณะเป็นการขยายตวั ของพลงั งานออกเป็นทรงกลม ถา้ จะ พจิ ารณาในส่วนของพนื้ ที่แทนหนา้ คลนื่ จะเห็นไดว้ ่ามนั พงุ่ ออกไปเรื่อย ๆ จากจดุ กาเนิด และสามารถเขียนแนวทศิ ทางเดนิ ของหนา้ คล่นื ไดด้ ว้ ยเสน้ ตรงหรอื เสน้ รงั สี เสน้ รงั สที ลี่ ากจากสายอากาศออกไปจะทามมุ กบั ระนาบแนวนอน มมุ นเี้ รียกว่า มมุ แผ่ คล่นื อาจมีคา่ เป็นบวก ( มมุ เงย ) หรอื มีค่าเป็นลบ ( มมุ กดลง ) กไ็ ด้ มมุ ของการแผ่ คลื่นนอี้ าจนามาใชเ้ ป็นตวั กาหนดประเภทของคลน่ื วิทยไุ ด้ โดยท่วั ไปคล่ืนวทิ ยอุ าจ แบง่ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คอื คลนื่ ดิน (GROUND WAVE ) กบั คล่นื ฟ้า (SKY WAVE ) พลงั งานคลน่ื วิทยสุ ่วนใหญ่จะเดนิ ทางอย่ใู กล้ ๆ ผิวโลกหรอื เรียกว่าคล่ืนดนิ ซง่ึ คล่นื นจี้ ะเดนิ ไปตามสว่ นโคง้ ของโลก คลื่นอกี ส่วนท่ีออกจากสายอากาศ ดว้ ยมมุ แผ่ คล่ืนเป็นคา่ บวก จะเดินทางจากพืน้ โลกพงุ่ ไปยงั บรรยากาศจนถึงชนั้ เพดานฟ้าและจะ สะทอ้ นกลบั ลงมายงั โลกนเี้ รยี กวา่ คล่ืนฟา้ ผลของคลนื่ วิทยทุ มี่ ตี อ่ รา่ งกาย
คลนื่ วทิ ยสุ ามารถทะลเุ ขา้ ไปในรา่ งกายมนษุ ยไ์ ดล้ กึ ประมาณ 1/10 ของความยาว คลนื่ ท่ีตกกระทบ และอาจทาลายเนอื้ เยือ่ ของอวยั วะภายในบางชนิดได้ ผลการ ทาลายจะมากหรอื นอ้ ย ขนึ้ อยกู่ บั ความเขม้ ช่วงเวลาที่รา่ งกายไดร้ บั คล่นื และชนิด ของเนอื้ เยือ่ อวยั วะที่มคี วามไวตอ่ คลนื่ วทิ ยุ ไดแ้ ก่ นยั นต์ า ปอด ถงุ นา้ ดี กระเพาะ ปัสสาวะ อณั ฑะ และบางสว่ นของระบบทางเดนิ อาหาร โดยเฉพาะนยั นต์ า และ อณั ฑะ เป็นอวยั วะทอ่ี อ่ นแอทสี่ ดุ เมือ่ ไดร้ บั คลนื่ วิทยชุ ่วงไมโครเวฟ คล่นื วทิ ยชุ ่วงความถ่ตี า่ ง ๆ อาจมีผลต่อรา่ งกายดงั นี้ 1. คลนื่ วิทยทุ มี่ คี วามถ่นี อ้ ยกว่า 150 เมกะเฮริ ตซ์ (มคี วามยาวคลนื่ มากกว่า 2 เมตร) คล่นื จะทะลผุ า่ นรา่ งกายโดยไม่กอ่ ใหเ้ กิดผลใด ๆ เนื่องจากไมม่ ีการดดู กลนื พลงั งานของคลน่ื ไว้ รา่ งกายจึงเปรียบเสมอื นเป็นวตั ถโุ ปรง่ ใสต่อคล่นื วทิ ยชุ ว่ งนี้ 2. คลน่ื วทิ ยทุ ม่ี คี วามถ่รี ะหว่าง 150 เมกะเฮิรตซ์ ถึง 1.2 จิกะเฮิรตซ์ (มีความยาว คลน่ื ระหว่าง 2.00 ถงึ 0.25 เมตร) คล่นื วิทยชุ ่วงนสี้ ามารถทะลผุ ่านเขา้ ไปในรา่ งกาย ไดล้ กึ ประมาณ 2.5 ถึง 20 เซนติเมตร เนอื้ เย่ือของอวยั วะภายในบริเวณนน้ั จะดดู กลนื พลงั งานของคลนื่ ไวถ้ งึ รอ้ ยละ 40 ของพลงั งานท่ตี กกระทบ ทาใหเ้ กดิ ความรอ้ นขนึ้ ใน เนอื้ เยอื่ โดยทร่ี า่ งกายไมส่ ามารถรูส้ กึ ได้ ถา้ รา่ งกายไมส่ ามารถกระจายความรอ้ น ออกไปในอตั ราเท่ากบั ทีร่ บั เขา้ มา อณุ หภมู ิหรอื ระดบั ความรอ้ นของรา่ งกายจะสูงขนึ้ เป็นอนั ตรายอย่างยิง่ ต่อรา่ งกาย ความรอ้ นในรา่ งกายทส่ี งู กว่าระดบั ปกติอาจ กอ่ ใหเ้ กิดผลหลายประการ เช่น - เลอื ดจะแข็งตวั ชา้ กว่าปกติ ผลอนั นถี้ า้ มีการเสียเลอื ดเกดิ ขนึ้ อาการจะมคี วาม รุนแรง - การหมนุ เวียนของเลอื ดเรว็ ขนึ้
- ฮีโมโกลบินของเม็ดเลอื ดแดงจะมีความจอุ อกซิเจนลดลง ทาใหเ้ ลือดมีออกซิเจนไม่ เพยี งพอเลยี้ งเนอื้ เยอื่ ต่าง ๆ เม่อื เนอื้ เยื่อขาดออกซิเจนจะทาใหเ้ ซลลส์ มอง ระบบ ประสาทส่วนกลางและอวยั วะภายในขาดออกซิเจนดว้ ย อาจทาใหม้ ีการกระตกุ ของ กลา้ มเนอื้ จนถึงชกั ถา้ สภาพเชน่ นดี้ าเนินต่อไป ผลท่ตี ามมากค็ ือ ไมร่ ูส้ กึ ตวั และอาจ เสยี ชีวติ ได้ 3. คลน่ื วทิ ยทุ ี่มคี วามถ่รี ะหว่าง 1-3 จิกะเฮริ ตซ์ (มคี วามยาวคล่ืนระหวา่ ง 30 ถงึ 10 เซนตเิ มตร) ทงั้ ผวิ หนงั และเนอื้ เยอื่ ลกึ ลงไปดดู กลนื พลงั งานไดร้ าวรอ้ ยละ 20 ถึงรอ้ ย ละ 100 ขนึ้ อย่กู บั ชนดิ ของเนอื้ เย่อื คลน่ื วทิ ยเุ ชน่ นเี้ ป็นอนั ตรายอยา่ งย่งิ ตอ่ นัยนต์ า โดยเฉพาะเลนสต์ าจะมีความไวเป็นพิเศษตอ่ คล่นื วิทยคุ วามถ่ปี ระมาณ 3 จิกะเฮริ ตซ์ เพราะเลนสต์ ามคี วามแตกต่างจากอวยั วะอน่ื ตรงท่ีไม่มีเลือดมาหลอ่ เลยี้ งและไมม่ ี กลไกซอ่ มเซลล์ ดงั นน้ั เม่ือนยั นต์ าไดร้ บั คลน่ื อยา่ งต่อเนอ่ื งจะทาใหข้ องเหลวภายในตา มีอณุ หภมู สิ งู ขนึ้ โดยไม่สามารถถา่ ยโอนความรอ้ นเพอื่ ใหอ้ ณุ หภมู ิลดลงไดเ้ หมือน เนอื้ เยือ่ ของอวยั วะอื่น ๆ จงึ จะก่อใหเ้ กิดอนั ตรายอยา่ งรุนแรงตามมา พบว่าถา้ อณุ หภมู ขิ องตาสงู ขนึ้ เซลลเ์ ลนสต์ าบางสว่ นอาจถกู ทาลายอยา่ งชา้ ๆ ทาใหค้ วาม โปรง่ แสงของเลนสต์ าลดลง ตาจะข่นุ ลงเร่อื ย ๆ ในที่สดุ จะเกดิ เป็นต้อกระจก สายตา ผดิ ปกติ และสดุ ทา้ ยอาจมองไม่เห็น 4. คลนื่ วิทยทุ ม่ี ีความถ่รี ะหว่าง 3-10 จิกะเฮิรตซ์ (มคี วามยาวคล่ืนระหว่าง 10 ถงึ 3 เซนตเิ มตร) ผิวหนงั ชน้ั บนสามารถดดู กลนื พลงั งานมากทสี่ ดุ เราจะรูส้ กึ วา่ เหมือนกบั ถกู แสงอาทิตย์ 5. คล่นื วิทยทุ มี่ ีความถ่สี งู กวา่ 10 จิกะเฮริ ตซ์ (มคี วามยาวคลน่ื นอ้ ยกว่า 3 เซนตเิ มตร) ผิวหนงั จะสะทอ้ นใหก้ ลบั ออกไป โดยมกี ารดดู กลนื พลงั งานเล็กนอ้ ย
ข้อดี : ตดิ ตงั้ เพ่ือเชื่อมโยงการติดตอ่ ไดส้ ะดวก เพียงตอ่ อปุ กรณเ์ คร่ืองรบั -ส่งวทิ ยกุ บั อปุ กรณค์ อมพิวเตอร์ แลว้ ตรวจสอบความเรียบรอ้ ยของระบบกส็ ามารถจะส่อื สาร ขอ้ มลู ทงั้ ภายในและภายนอกอาคารได้ เนือ่ งจากในการสอ่ื สารดว้ ยระบบวทิ ยจุ ะมี ระบบความพรอ้ มกอ่ นทาการรบั สง่ ขอ้ มลู จงึ ไม่ค่อยมีปัญหาเร่ืองสญั ญาณรบกวน ข้อเสีย : มีอตั ราเร็วในการส่งขอ้ มลู ตา่ นอกจากนยี้ งั ตอ้ งทาการขออนญุ าตใชค้ วามถ่ี วทิ ยกุ บั กรมไปรษณียโ์ ทรเลขเสียก่อน สาหรบั ค่าใชจ้ ่ายในเรอื่ งของอปุ กรณส์ อื่ สารนนั้ คอ่ นขา้ งจะมรี าคาแพงกว่าการสื่อสารดว้ ยสายสญั ญาณ ไมโครเวฟ (Microwave) สญั ญาณคล่นื ความถ่ปี ระมาณ 100 เมกะเฮิรตซ์ เดนิ ทางเป็นเสน้ ตรง ทาใหส้ ามารถ ปรบั ทศิ ทางการส่งไดแ้ นน่ อน การบีบสญั ญาณส่งใหเ้ ป็นลาแคบ ๆ จะทาใหม้ ีพลงั งาน สงู สญั ญาณรบกวนตา่ การปรบั จานรบั และจานสง่ สญั ญาณใหต้ รงกนั พอดี จะทาให้ สามารถสง่ สญั ญาณไดห้ ลายความถ่ไี ปในทศิ ทางเดยี วกนั ได้ โดยไม่รบกวนกนั ขอ้ เสียคอื คลนื่ ไมโครเวฟไมส่ ามารถเดนิ ผ่านวตั ถทุ ่ีกีดขวางได้ สญั ญาณอาจเกดิ การ หกั เหในระหว่างเดนิ ทางทาใหม้ าถึงจาน รบั สญั ญาณชา้ กว่าปกติและสญั ญาณ บางส่วนอาจสญู หายได้ เรยี กว่าเกิด “multipath fading” จากสภาพภมู อิ ากาศ และ ความถ่สี ญั ญาณ คลน่ื ความถ่ีตงั้ แต่ 8 กกิ ะเฮิรตซข์ นึ้ ไป จะถกู ดดู ซึมโดยพนื้ นา้ หรอื เมอ่ื ผ่านพายฝุ นเพราะมีความยาวคลื่นเพยี งไมก่ ่เี ซนตเิ มตร การตงั้ สถานีรบั -ส่ง สญั ญาณไมโครเวฟ (relay station) สามารถตงั้ ใหอ้ ย่หู ่างกนั ไดถ้ งึ 30-50 กิโลเมตร นยิ มนามาใชใ้ นธรุ กจิ งานใหบ้ ริการเชน่ โทรศพั ทท์ างไกล โทรศพั ทม์ อื ถอื การแพร่ ภาพโทรทศั น์ เป็นตน้ เพอื่ หลกี เลีย่ งการวางสายเคเบลิ ระบบไมโครเวฟจึงมรี าคาถกู กว่าระบบอ่นื
คลื่นอินฟราเรดและคลืน่ สนั้ (Infrared and millimeter wave) นยิ มใชส้ าหรบั การส่อื สารระยะใกล้ คณุ สมบตั ขิ องคลน่ื คือ เดินทางเป็นแนวตรง ราคา ถกู และง่ายต่อการผลิตใชง้ านแตไ่ ม่สามารถเดินทางผ่านวตั ถหุ รอื ส่ิงกีดขวางได้ เชน่ รโี มทสาหรบั ควบคมุ วิทยุ วดิ โี อโทรทศั น์ เครอ่ื งเล่นบงั คบั ตา่ ง ๆ เป็นตน้ สามารถใช้ คลื่นอนิ ฟราเรดเพ่อื การสือ่ สารในระบบเครือขา่ ยทอ้ งถิน่ (LAN) ไดด้ ี เพราะคณุ สมบตั ิ ของคลน่ื ทีไ่ ม่สามารถเดนิ ทาง ผ่านสง่ิ กดี ขวางได้ การใชร้ ะบบเครือข่ายในหอ้ งทางาน ทมี่ อี ปุ กรณใ์ ชค้ ลื่นอนิ ฟราเรดในการรบั -สง่ สญั ญาณแบบหลาย ทศิ ทางติดตงั้ อยู่ ทา ใหส้ ะดวกต่อการใชเ้ คร่ืองคอมพิวเตอรแ์ บบพกพาซ่ึงใชอ้ ปุ กรณร์ บั -ส่งดว้ ยคลน่ื อินฟราเรด สามารถติดต่อกบั ระบบเครือข่ายของสานกั งานได้ และยงั นาคณุ สมบตั ิ ของคล่นื อนิ ฟราเรดไปใชใ้ นการจดั ประชมุ ทกุ คนสามารถส่ือสารขอ้ มลู ดว้ ยเครอ่ื ง คอมพิวเตอร์ ผ่านอปุ กรณส์ ่ือสารคลน่ื อนิ ฟราเรดโดยไม่ตอ้ งเสยี เวลาในการวาง สาย เช่อื มต่อระบบเครือขา่ ยใหห้ อ้ งประชมุ สัญญาณแสงเลเซอร์ (Laser beams) เป็นระบบการสอ่ื สารแบบทางเดยี ว ผรู้ บั และผสู้ ง่ สญั ญาณขอ้ มลู จึงตอ้ งมีอปุ กรณท์ งั้ ในการรบั และสง่ ขอ้ มลู ดว้ ย จงึ จะสามารถสอ่ื สารไดส้ องทาง การสง่ ขอ้ มลู ดว้ ยแสง เลเซอรม์ ีราคาถกู และช่วงความกวา้ งของช่องสญั ญาณสงู มาก เมื่อเทียบกับการใช้ สญั ญาณไมโครเวฟ ลาแสงเลเซอรม์ ขี นาดเสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางเพียง 1 มลิ ลิเมตร อปุ กรณร์ บั สญั ญาณมขี นาดโตกว่าเพียงเลก็ นอ้ ย การตดิ ตงั้ อปุ กรณร์ บั -สง่ สญั ญาณ ตอ้ งเป็นผทู้ ีม่ คี วามละเอียด ขอ้ เสียของลาแสงเลเซอรค์ อื ไม่สามารถส่องผา่ นสายฝน หรือหมอกหนา ๆ ไดร้ วมทงั้ คลนื่ ความรอ้ นจากแสงแดดอาจทาใหแ้ สงเลเซอรเ์ กิดการ หกั เหได้ เชน่ การส่งสญั ญาณแสงเลเซอรร์ ะหวา่ งอาคาร เป็นตน้ 4.4 เครือข่ายคอมพิวเตอร์
ธรรมชาตมิ นษุ ยต์ อ้ งอยรู่ วมกนั เป็นกล่มุ มีการติดตอ่ สอื่ สารระหวา่ งกนั รว่ มกนั ทางาน สรา้ งสรรสงั คมเพือ่ ให้ ความเป็นอยโู่ ดยรวมดีขนึ้ จากการดาเนนิ ชีวิตรว่ มกนั ทงั้ ในดา้ น ครอบครวั การทางานตลอดจนสงั คมและการเมอื ง ทาใหต้ อ้ งมีการพบปะแลกเปล่ยี น ขอ้ มลู ระหวา่ งกนั เมื่อมนษุ ยม์ ีความจาเป็นท่ีจะตดิ ต่อสอ่ื สารระหว่างกนั พฒั นาการ ทางดา้ นคอมพวิ เตอรจ์ ึงตอ้ งตอบสนองเพื่อใหใ้ ชง้ านไดต้ ามความตอ้ งการ แรกเริ่มมี การพฒั นาคอมพิวเตอรแ์ บบ รวมศนู ย์ เช่น มินิคอมพิวเตอร์ หรือ เมนเฟรม โดยให้ ผใู้ ชง้ านใชพ้ รอ้ มกนั ไดห้ ลายคน แตล่ ะคนเปรยี บเสมือน เป็นสถานปี ลายทาง ท่ี เรยี กใชท้ รพั ยากร การคานวณจากศนู ยค์ อมพิวเตอรแ์ ละใหค้ อมพิวเตอรต์ อบสนองตอ่ การทางานนนั้ ตอ่ มามกี ารพฒั นาไมโครคอมพิวเตอรท์ ่ีทาใหส้ ะดวกตอ่ การใชง้ านสว่ น บคุ คล จนมีการเรยี กไมโครคอมพิวเตอร์ วา่ พีซี (Personal Competer:PC) การใช้ งานคอมพวิ เตอรจ์ ึงแพรห่ ลายอยา่ งรวดเรว็ เพราะการใชง้ านง่ายราคา ไมส่ งู มาก สามารถจดั หามาใชไ้ ดไ้ ม่ยาก เมอ่ื มกี ารใชง้ านกนั มาก บรษิ ทั ผผู้ ลติ คอมพวิ เตอร์ ต่างๆ กป็ รบั ปรุง และพฒั นาเทคโนโลยใี หต้ อบสนองความตอ้ งการทจ่ี ะทางานรว่ มกนั เป็นกลมุ่ ในรูปแบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ จงึ เป็นวธิ ีการหน่งึ และกาลงั ไดร้ บั ความ นยิ มสงู มาก เพราะทาใหต้ อบสนองตรงความตอ้ งการที่จะติดตอ่ สอื่ สาร ขอ้ มลู ระหว่างกนั เทคโนโลยคี อมพิวเตอรไ์ ดร้ บั การพฒั นาเรือ่ ยมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่ไดแ้ ก่ เมนเฟรม มนิ คิ อมพิวเตอร์ มาเป็นไมโครคอมพวิ เตอร์ ทีม่ ขี นาดเลก็ ลงแตม่ ีประสทิ ธิภาพสงู ขนึ้ ไมโครคอมพวิ เตอรก์ ็ไดร้ บั การพฒั นาใหม้ ีขดี ความสามารถและทางานไดม้ ากขนึ้ จนกระท่งั คอมพวิ เตอรส์ ามารถทางานรว่ มกนั เป็นกล่มุ ได้ ดงั นนั้ จึงมีการพฒั นาใหค้ อมพิวเตอรท์ างานในรูปแบบ เครือข่าย คอมพวิ เตอร์ คือนาเอาเคร่ืองคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่มาเป็นสถานีบรกิ าร หรอื ที่ เรียกวา่ เคร่อื งใหบ้ รกิ าร (Server ) และใหไ้ มโครคอมพิวเตอรต์ าม หน่วยงานตา่ งๆ
เป็นเคร่อื งใชบ้ รกิ าร (Client) โดยมเี ครอื ข่าย(Network) เป็นเสน้ ทางเชอ่ื มโยง คอมพวิ เตอรจ์ าก จดุ ต่างๆ ในท่ีสดุ ระบบเครือข่ายก็จะเขา้ มาแทนระบบคอมพิวเตอรเ์ ดมิ ท่เี ป็นแบบรวมศนู ยไ์ ด้ เครือขา่ ยคอมพวิ เตอรท์ วีความสาคญั และไดร้ บั ความนยิ มมากขนึ้ เพราะสามารถ สรา้ งระบบคอมพิวเตอรใ์ ห้ พอเหมาะกบั งาน ในธรุ กจิ ขนาดเล็กท่ีไม่มกี าลงั ในการ ลงทนุ ซอื้ เครอ่ื งคอมพวิ เตอรท์ ีม่ ีราคาสงู เช่น มินิคอมพวิ เตอร์ ก็สามารถใช้ ไมโครคอมพิวเตอรห์ ลายเคร่อื งตอ่ เชอื่ มโยงกนั เป็นเครอื ขา่ ย โดยให้ ไมโครคอมพวิ เตอรเ์ ครื่องหนง่ึ เป็นสถานบี ริการทท่ี าใหใ้ ชง้ านขอ้ มลู รว่ มกนั ได้ เม่ือ กิจการเจรญิ กา้ วหนา้ ขนึ้ กส็ ามารถขยายเครอื ข่ายการใช้ คอมพิวเตอรโ์ ดยเพ่ิมจานวน เคร่ืองหรอื ขยายความจขุ อ้ มลู ใหพ้ อเหมาะกบั องคก์ ร ในปัจจบุ นั องคก์ ารขนาดใหญ่ก็ สามารถลดการลงทนุ ลงได้ โดยใชเ้ ครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอรเ์ ชือ่ มโยงจากกลมุ่ เลก็ ๆ หลาย ๆ กล่มุ รวมกนั เป็นเครือขา่ ยขององคก์ าร โดยสภาพการใชข้ อ้ มลู สามารถทาไดด้ ี เหมือน เช่นในอดีตที่ตอ้ งลงทนุ จานวนมาก เครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอรม์ ีบทบาทที่สาคญั ต่อหน่วยงานต่างๆ ดงั นี้ 1. ทาใหเ้ กิดการทางานรว่ มกนั เป็นกลมุ่ และสามารถทางานพรอ้ มกนั 2. ใหส้ ามารถใชข้ อ้ มลู ตา่ งๆ รว่ มกนั ซงึ่ ทาใหอ้ งคก์ ารไดร้ บั ประโยชนม์ ากขนึ้
3. ทาใหส้ ามารถใชท้ รพั ยากรไดค้ มุ้ คา่ เชน่ ใชเ้ ครื่องประมวลผลรว่ มกนั แบ่งกนั ใช้ แฟม้ ขอ้ มลู ใชเ้ คร่อื งพิมพ์ และอปุ กรณท์ ีม่ ีราคาแพงรว่ มกนั 4. ทาใหล้ ดตน้ ทนุ เพราะการลงทนุ สามารถลงทนุ ใหเ้ หมาะสมกบั หนว่ ยงาน 4.5 โพรโทคอล โปรโตคอล ( Protocol) หมายถงึ ขอ้ กาหนดหรือขอ้ ตกลงในการส่ือสารระหวา่ ง คอมพวิ เตอรซ์ ่ึงมอี ย่ดู ว้ ยกนั มากมายหลายชนดิ แตล่ ะชนิดก็มขี อ้ ดี ขอ้ เสยี และใชใ้ น โอกาสหรอื สถานการณแ์ ตกต่างกนั ไป คลา้ ยๆ กบั ภาษามนษุ ยท์ ่ีมที งั้ ภาษาไทย จนี ฝร่งั หรือภาษาใบ้ ภาษามอื หรือจะใชว้ ธิ ียกั คิว้ หลิว่ ตาเพื่อส่งสญั ญาณกจ็ ดั เป็นภาษา ไดเ้ หมอื นกนั ซึ่งจะสือ่ สารกนั รูเ้ รอ่ื งไดจ้ ะตอ้ งใชภ้ าษาเดยี วกนั ในบางกรณีถา้ คอมพวิ เตอร์ 2 เคร่ืองสื่อสารกนั คนละภาษากนั และตอ้ งการนามาเช่ือมตอ่ กนั จะตอ้ ง มตี วั กลางในการแปลงโปรโตคอลกลบั ไปกลบั มาซึ่งนยิ มเรยี กว่า Gateway ถา้ เทยี บ กบั ภาษามนษุ ยก์ ็คือ ลา่ ม ซึ่งมอี ย่ทู งั้ ทีเ่ ป็นเครอ่ื งเซิรฟ์ เวอรแ์ ยกตา่ งหากสาหรบั ทา หนา้ ท่ีนโี้ ดยเฉพาะ หรือาจะเป็นโปรแกรมหรอื ไดรฟ์ เวอรท์ ี่สามารถตดิ ตงั้ ในเคร่ือง คอมพวิ เตอรน์ ่นั ๆไดเ้ ลย การทค่ี อมพวิ เตอรเ์ ครอ่ื งหนึ่งจะส่งขอ้ มลู ไปยงั คอมพวิ เตอรอ์ กี เครื่องหนึง่ ไดน้ นั้ จะตอ้ งอาศยั กลไกหลายๆ อย่างรว่ มกนั ทางานตา่ งหนา้ ท่ีกนั และเช่ือมตอ่ เป็น
เครอื ข่ายเขา้ ดว้ ยกนั ปัญหาที่เกิดขนึ้ คอื การเช่อื มต่อมคี วามแตกต่างระหวา่ งระบบ และอปุ กรณห์ รอื เป็นผผู้ ลิตคนละรายกนั ซึง่ เป็นสงิ่ ท่ีทาใหก้ ารสรา้ งเครอื ขา่ ยเป็นเรอื่ ง ยากมาก เนื่องจากขาดมาตรฐานกลางทจ่ี าเป็นในการเชือ่ มต่อ จึงไดเ้ กิดหน่วยงานกาหนดมาตรฐานสากลขนึ้ คือ International Standards Organization และทาการกาหนดโครงสรา้ งทงั้ หมดที่จาเป็นตอ้ งใชใ้ นการสอื่ สาร ขอ้ มลู และเป็นระบบเปิด เพอ่ื ใหผ้ ผู้ ลติ ตา่ งๆ สามารถแยกผลติ ในส่วนทีต่ วั เองถนดั แต่ สามารถนาไปใชร้ ว่ มกนั ได้ ระบบเครือขา่ ยคอมพวิ เตอรส์ มยั ใหม่จะถกู ออกแบบใหม้ ี โครงสรา้ งทีแน่นอน และเพอ่ื เป็นการลดความซบั ซอ้ น ระบบเครือข่ายส่วนมากจงึ แยก การทางานออกเป็นชน้ั ๆ ( layer) โดยกาหนดหนา้ ท่ใี นแตล่ ะชน้ั ไวอ้ ยา่ งชดั เจน แบบจาลองสาหรบั อา้ งองิ แบบ OSI (Open System Interconnection Reference Model) หรอื ท่นี ยิ มเรยี กกนั ท่วั ไปวา่ OSI Reference Model ของ ISO เป็น แบบจาลองทถี่ กู เสนอและพฒั นาโดยองคก์ ร International Standard Organization (ISO) โดยจะบรรยายถึงโครงสรา้ งของสถาปัตยกรรมเครือข่ายในอดุ มคติ ซง่ึ ระบบ เครือข่ายท่ีเป็นไปตามสถาปัตยกรรมนีจ้ ะเป็นระบบเครอื ขา่ ยแบบเปิด และอปุ กรณ์ ทางเครือขา่ ยจะสามารถติดตอ่ กนั ไดโ้ ดยไมข่ นึ้ กบั ว่าเป็นอปุ กรณข์ องผขู้ ายรายใด OSI 7-Layer Reference Model (OSI Model) โดยโครงสรา้ งการสอื่ สารขอ้ มลู ที่ กาหนดขนึ้ มคี ณุ สมบตั ดิ งั นี้ คอื ในแตล่ ะชน้ั ของแบบการส่ือสารขอ้ มลู เราจะเรยี กว่า Layer หรอื \"ชนั้ \" ของแบบการส่อื สารขอ้ มลู ประกอบดว้ ยชน้ั ย่อยๆ 7 ชน้ั ในแตล่ ะชน้ั หรือแตล่ ะ Layer จะเสมอื นเชอ่ื มต่อเพื่อสง่ ขอ้ มลู อย่กู บั ชน้ั เดียวกนั ในคอมพวิ เตอรอ์ ีก ดา้ นหนง่ึ แตใ่ นการเชื่อมกนั จรงิ ๆ นนั้ จะเป็นเพียงการเชื่อมในระดบั Layer1 ซงึ่ เป็น ชนั้ ล่างสดุ เท่านน้ั ทม่ี ีการรบั ส่งขอ้ มลู ผา่ นสายสง่ ขอ้ มลู ระหวา่ งคอมพวิ เตอรท์ งั้ สอง
โดยที่ Layer อ่ืนๆ ไม่ไดเ้ ชอื่ มตอ่ กนั จรงิ ๆ เพยี งแตท่ างานเสมือนกบั ว่ามกี ารติดต่อ รบั สง่ ขอ้ มลู กบั ชน้ั เดียวกนั ของคอมพวิ เตอรอ์ กี ดา้ นหนึง่ คณุ สมบตั ิขอ้ ที่สองของ OSI Model คอื แต่ละชน้ั ท่ีรบั ส่งขอ้ มลู จะมีการติดตอ่ รบั ส่ง ขอ้ มลู กบั ชนั้ ทอี่ ยตู่ ดิ กบั ตวั เองเทา่ นน้ั จะตดิ ต่อรบั ส่งขอ้ มลู ขา้ มกระโดดไปชนั้ อืน่ ๆ ใน คอมพิวเตอรข์ องตวั เองไมไ่ ด้ เชน่ คอมพวิ เตอรด์ า้ นส่งขอ้ มลู ออกไปใหผ้ รู้ บั ใน Layer ท่ี 7 ซ่ึงอยทู่ ด่ี า้ นบนสดุ ของดา้ นสง่ ขอ้ มลู จะมีการเชอื่ มต่อกบั Layer 6 เทา่ นน้ั ในส่วน Layer 6 จะมีการเชอ่ื มตอ่ รบั ส่งขอ้ มลู กบั Layer 5 และ Layer 7 เท่านน้ั Layer 7 จะ ไมม่ ีการกระโดดไป Layer 4 หรอื 5 ได้ จะมีการสง่ ขอ้ มลู ไล่ลาดบั ลงมา จากบนลง ลา่ ง จนถงึ Layer 1 แลว้ เชอื่ มตอ่ กบั Layer 1 ในดา้ นการรบั ขอ้ มลู ไลข่ นึ้ ไปจนถึง Layer 7 ในทางปฏบิ ตั ิ OSI Model ไดแ้ บ่งลกั ษณะการทางานออกเป็น 2 กลมุ่ กลมุ่ แรก ไดแ้ ก่ 4 ชน้ั สือ่ สารดา้ นบน คือ Layer ที่ 7, 6, 5 และ 4 ทาหนา้ ท่ีเชอ่ื มตอ่ รบั สง่ ขอ้ มลู ระหว่างผใู้ ชก้ บั โปรแกรมประยกุ ต์ เพื่อใหร้ บั สง่ ขอ้ มลู กบั ฮารด์ แวรท์ ่อี ยชู่ น้ั
ลา่ งไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง เรยี กวา่ Application-oriented layers ซ่งึ จะเก่ยี วขอ้ งกบั ซอฟทแ์ วรเ์ ป็นหลกั โดยใน 4 ชนั้ บนมกั จะเป็นซอฟทแ์ วรข์ องบรษิ ทั ใดบริษทั หนง่ึ ใน โปรแกรมเดยี ว กล่มุ ทส่ี อง จะเป็นชนั้ ลา่ ง ไดแ้ ก่ Layer ที่ 3, 2 และ 1 ทาหนา้ ทเี่ ก่ยี วกบั การรบั สง่ ขอ้ มลู ผ่านสายสง่ และควบคมุ การรบั สง่ ขอ้ มลู ตรวจสอบขอ้ ผิดพลาด รวมทงั้ เลือก เสน้ ทางในการรบั ส่งขอ้ มลู ซง่ึ จะเก่ยี วกบั ฮารด์ แวรเ์ ป็นหลกั เรียกว่า Network- dependent layers ซึ่งในส่วนของ 3 ชน้ั ล่างสดุ หรือ Layer ที่ 1, 2 และ 3 นน้ั มกั จะเก่ยี วขอ้ งกบั ฮารด์ แวรแ์ ละโปรแกรมควบคมุ ฮารด์ แวรเ์ ป็นหลกั ทาใหส้ ามารถแยกแต่ละชนั้ ออก จากกนั ไดง้ า่ ย และผลติ ภณั ฑข์ องต่างบรษิ ัทกนั ในแต่ละชนั้ ไดอ้ ยา่ งไม่มปี ัญหา OSI Model แบง่ เป็ น 7 ช้ัน แต่ละชั้นจะมีชื่อเรียกและหน้าท่ีการทางาน ดงั นี้ Layer ที่ 7 Application Layer
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122