Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สุขศึกษา ทช11002_compressed (1)

สุขศึกษา ทช11002_compressed (1)

Published by nutthar.n, 2020-12-09 02:57:19

Description: สุขศึกษา ทช11002_compressed (1)

Search

Read the Text Version

93 - ใสแ วน กนั แดด หากมองแสงสวางไมไ ด - อยา ใส contact lens ในระยะท่ตี าแดง ตาอักเสบ - เปลยี่ นปลอกหมอนทุกวนั เรื่องท่ี 8 ไขหวัดนก สาเหตุ โรคไขหวดั นก (Avian influenza หรือ Bird flu) เกิดจากเช้ือไวรัสเอเวียนอินฟลู เอนซา ชนดิ เอ (Avian influenza Type A) ทาํ ใหเ กิดโรคขึน้ ไดทง้ั ในคนในสัตวเล้ียงลูกดวยนม และสัตว ปก อาการ ผูปวยจะมีอาการคลายกับไขหวัดใหญ มีระยะฟกตัวเพียง 1-3 วัน จะมีอาการ ไขสูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมอื่ ยกลามเน้ือ ออ นเพลีย เจ็บคอ ไอ ตาแดง เหนื่อยหอบ หายใจลําบาก รายทรี่ นุ แรงเน่ืองจากมีอาการปอดอกั เสบรวมดวย โดยเฉพาะในเดก็ และผูสงู อายอุ าจทําใหเ สยี ชีวติ ได การตดิ ตอ เชอ้ื ไวรัสนี้จะถกู ขับถา ยออกมากับมูลของนกท่มี ีเชื้อน้ีอยแู ละตดิ ตดิ ตอสูสัตว ปก ท่ไี วตอ การรับเชื้อ ซงึ่ จะเกิดกบั ไก เปด หา น และนก คนจะตดิ ตอ มาจากสตั วอกี ตอ หน่ึงโดยการสัมผสั มูลสัตว น้ํามูก นํ้าตา น้ําลาย ของสัตวที่ปวยหรือตาย ปจจุบันยังไมพบวามีการติดตอจากคนสูคน ผทู ่ีทาํ งานในฟารมสตั วป ก โดยเฉพาะในพนื้ ทท่ี ่ีมกี ารระบาดของโรคไขห วัดนก มโี อกาสติดโรคไขหวัด นกสูง การปอ งกัน โดยการปฏิบตั ดิ งั น้ี 1. หลกี เลย่ี งการสัมผัสกบั สัตวปกท่ปี วยเปน โรคอยู 2. ลา งมอื ใหสะอาดดว ยนํ้าและสบูทุกครง้ั หลงั หยบิ จบั เน้อื สัตวปก หรือไขดบิ และอาบน้าํ หลงั จบั ตอ งหรือสัมผสั สัตว โดยเฉพาะสตั วป กที่ปวยหรือตาย 3. ดูแลรกั ษารา งกายใหแ ข็งแรงเพื่อเพิ่มภูมิตา นทานโรค 4. ถามีไข ปวดศีรษะ หนาวสั่น เจ็บคอ ไอ โดยเฉพาะผทู ค่ี ลุกคลีกับสัตวปกท้ังท่ีมีชีวิต และไมม ชี ีวติ ควรรีบไปพบแพทย 5. รบั ประทานอาหารประเภทไกแ ละไขท ่ีปรงุ สุกเทาน้ัน งดรับประทานอาหารทีป่ รงุ สุก ๆ ดบิ ๆ โดยเฉพาะในชว งท่มี ีการระบาดของโรค 6. ลา งเปลือกไขดวยน้ําใหสะอาดกอ นปรุงอาหาร

94 บทที่ 5 ยาสามัญประจําบาน สาระสาํ คญั ยาสามญั ประจําบานเปน ยาท่ปี ระชาชนทกุ คนควรจะมีไวใ ชในครอบครวั เพื่อใชสําหรับบรรเทา อาการเจ็บปวยเบื้องตนของสมาชิกในครอบครัว เวลาท่ีเกิดอาการเจ็บปวย หลังจากน้ันจึงนําสง สถานพยาบาลตอ ไป ผลการเรยี นรูทีค่ าดหวงั 1. อธิบายสรรพคณุ และวธิ ีการใชย าสามญั ประจาํ บา นไดถูกตอ ง 2. อธบิ ายถงึ อันตรายจากการใชย าสามัญประจาํ บาน 3. อธิบายถงึ ความเช่ือทีผ่ ดิ ๆ เกี่ยวกับการใชย า ขอบขายเนื้อหา เรือ่ งที่ 1 หลกั การและวธิ กี ารใชย าสามญั ประจาํ บา น เรือ่ งท่ี 2 อันตรายจากการใชย า และความเชื่อทผ่ี ดิ เก่ยี วกบั ยา

95 ยาสามัญประจําบานเปนท่ีประชาชนท่ัวไปสามารถหาซ้ือและจําหนายไดโดยไมตองมี ใบอนุญาตจากแพทย ซึง่ องคการเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสขุ ไดผ ลิตยาตาง ๆ ทีม่ ีคุณภาพดี ราคาถูก และไดมาตรฐานสาํ หรับจําหนายใหแ กป ระชาชนทว่ั ไป ยาสามัญประจําบานเปนยาแผนปจจุบันหรือแผนโบราณท่ีใชรักษาอาการเจ็บปวยเล็ก ๆ นอ ย ๆ เชน ไอ ปวดศรี ษะ ปวดทอ ง ของมคี มบาด แผลพุพอง เปนตน หากใชแลวอาการไมดีข้ึนควรไป ปรึกษาแพทยเ พื่อรบั การรักษาตอ ไป ตัวอยา งยาสามญั ประจําบา นควรมไี วไดแก 1. ยาแกป วดแกไข 2. ยาแกแพ 3. ยาถาย ยาระบาย 4. ยาสาํ หรับกระเพาะอาหารและลาํ ไส - ยาลดกรด - ยาธาตุนาํ้ แดง - ผงนา้ํ ตาลเกลือแร - ทิงเจอรม หาหิงคุ 5. ยาสาํ หรบั สูดดมและแกลมวิงเวียน 6. ยาแกไ อ แกเ จ็บคอ 7. ยาสําหรับโรคผิวหนัง 8. ยารักษาแผล - ยาใสแผลสด - แอลกอฮอลเ ช็ดแผล เร่อื งที่ 1 หลกั การและวธิ กี ารใชยาสามญั ประจาํ บาน หลกั และวิธีการใชยา ยารักษาโรคนั้นมีท้ังคุณและโทษ ดังน้ันเพ่ือใหเกิดความปลอดภัย เราควรคํานึงหลักการ ใชย าดงั น้ี 1. ใชย าตามคําส่ังแพทย เทา น้ัน เพือ่ จะไดใ ชยาถูกตอ งตรงกับโรค ไมควรใชย าตาม คํา โฆษณา เพราะการโฆษณานั้นอาจแจง สรรพคุณยาเกนิ ความจรงิ

96 2. ใชยาใหถูกวธิ ี เนอ่ื งจากการจะนํายาเขาสูรางกายมีหลายวิธี เชน การกิน การฉีด การทา การหยอด การเหน็บ เปนตน ซ่ึงการจะใชวิธีใดก็ข้ึนอยูกับคุณสมบัติของตัวยานั้นๆ ดังน้ันกอนใชยา จึงจาํ เปนตอ งอา นฉลาก ศึกษาวิธีการใชใหละเอียดกอนใชทุกคร้งั 3. ใชยาใหถกู ขนาด คือการใชยารักษาโรคจะตองไมมากหรอื นอ ยเกินไป ตองใชใ หถ ูกขนาด ตามทีแ่ พทยสัง่ จึงจะใหผ ลดีในการรักษา เชน ใหกนิ ครัง้ ละ 1 เม็ด วันละ 3 คร้ัง ก็ไมควรกิน 2 เม็ด หรือ เพมิ่ เปน วันละ 4 - 5 คร้ัง เปน ตน และการใชยาในแตละคนก็แตกตางกันโดยเฉพาะเด็กจะมีขนาดการใช ท่แี ตกตางจากผใู หญ 4. ใชยาใหถ ูกเวลา คือ ชวงเวลาในการรับประทานยาหรือการนาํ ยาเขา สูรางกายดว ยวิธี ตาง ๆ เชน หยอด เหนบ็ ทา ฉดี เปน ตน เพอื่ ใหป ริมาณของยาในกระแสเลือดมีมากพอในการบําบัดรักษา โดยไมเ กดิ พิษและไมน อยเกนิ ไปจนสามารถรักษาโรคได ซึ่งการใชย าใหถกู เวลาควรปฏิบัติดังนี้ - การรับประทานยากอนอาหาร ยาท่ีกําหนดใหรับประทานกอนอาหารตองกินกอน อาหารอยางนอย ½ - 1 ชั่วโมง ซ่ึงมีจุดมุงหมายเพ่ือใหยาถูกดูดซึมไดดี ถาลืมกินยาในชวงใดก็ใหกิน หลงั อาหารมอื้ น้ันผา นไปแลว อยา งนอย 2 ช่วั โมง เพราะจะทาํ ใหยาถูกดดู ซึมไดด ี - การรับประทานยาหลังอาหาร ยาที่กําหนดใหรับประทาน “หลังอาหาร” โดยทั่วไป จะใหรบั ประทานหลังอาหารทนั ที หรือหลังจากกินอาหารแลวอยา งนอย 15 นาที เพื่อใหย าถูกดดู ซึมเขาสู กระแสเลือดรว มกบั อาหารในลาํ ไสเลก็ - การรับประทานยากอนนอน ยาที่กําหนดใหรับประทาน “ กอนนอน” ใหกินยาน้ัน หลงั จากกินอาหารมื้อเย็นเสร็จแลว ไมต าํ่ กวา 4 ชั่วโมง กอนเขา นอน 5. ใชยาใหถกู มาตรฐาน คือใชยาทีม่ ตี ัวยาครบทง้ั ชนิดและปริมาณไมใชย าเสื่อมคณุ ภาพหรือ หมดอายุ ซ่ึงสามารถดไู ดจ ากวนั ,เดอื น,ป ท่รี ะบไุ ววา ผลติ เมื่อใด หมดอายเุ มอ่ื ใด เปน ตน 6. ใชยาใหถูกกับคน คือ ตองดูใหละเอียดกอนใชวา ยาชนิดใดใชกับใคร เพศใด และอายุ เทาใด เพราะอวัยวะตางๆ ในรางกายของคนแตละเพศแตละวัยมีความแตกตางกัน เชน เด็กจะมีอวัยวะ ตา งๆ ในรางกายทีย่ งั เจริญเติบโตไมเ ตม็ ทีเ่ มอื่ ไดรบั ยาเด็กจะตอบสนองตอ ยาเร็วกวาผูใหญมาก และสตรี มีครรภกต็ อ งคาํ นึงถงึ ทารกในครรภด วยเพราะยาหลายชนิดสามารถผานจากแมไปสูเด็กไดทางรกอาจมี ผลทําใหเดก็ ทีค่ ลอดออกมาพิการไดก ารใชย าในเดก็ และสตรีมีครรภจ ึงตองระมดั ระวงั เปน พิเศษ 7. ใชยาใหถูกโรค คือ ใชยาใหตรงกับโรคที่เปน ซึ่งจะเลือกใชยาตัวใดในการรักษาน้ัน ควรจะใหแ พทย หรอื เภสชั กรผูร ูเ ปนคนจดั ใหเราไมควรซื้อยา หรือใชยาตามคําบอกเลาของคนอื่น หรือ หลงเช่ือคําโฆษณา เพราะหากใชยาไมถูกกับโรคอาจทําใหไดรับอันตรายจากยาน้ันได หรือไมไดผล ในการรักษาและยังอาจเกิดโรคอนื่ แทรกซอ นได

97 8. การใชยาท่ีใชภายนอก ยาที่ใชภายนอก ไดแก ข้ีผ้ึง ครีม ยาผง ยาเหน็บ ยาหยอด โดยมีวิธกี ารดังน้ี - ยาใชท าใหทาเพียงบางๆ เฉพาะบริเวณทเ่ี ปน โรค หรือบริเวณทม่ี อี าการ - ยาใชถูนวด ใหท าและถบู ริเวณทีม่ ีอาการเบา ๆ - ยาใชโรย กอนท่ีจะโรยยาควรทําความสะอาดแผลและเช็ดบริเวณท่ีจะทําใหแหง เสียกอน ไมควรโรยยาท่ีแผลสด หรอื แผลท่มี นี าํ้ เหลอื งเพราะผงยาจะเกาะกันแข็งปดแผล อาจเปนแหลง สะสมเชือ้ โรคภายในแผลได - ยาใชหยด จะมีทง้ั ยาหยอดตา หยอดหู หยอดหรอื พน จมกู โดยยาหยอดตาใหใชหลอด หยอดยาท่ใี หมาโดยเฉพาะเวลาหยอดจะตองไมใหหลอดสัมผัสกับตา ใหหยอดบริเวณกลางหรือหางตา ตามจาํ นวนทก่ี ําหนดไวในฉลาก ยาหยอดยาเม่อื เปด ใชแลว ไมควรเก็บไวใ ชน านเกนิ 1 เดือน และไมควร ใชร ว มกนั หลายคน 9. การใชย าท่ใี ชภ ายนอกและยาทีใ่ ชภายใน คือยาที่ใชรับประทาน ไดแก ยาเม็ด ยาผง ยานํ้า โดยมีวธิ ีการใชดงั น้ี - ยาเม็ด ที่ใหเ คี้ยวกอ นรับประทาน ไดแก ยาลดกรดชนิดเม็ดยาที่หามเคี้ยว ใหกลืนลง ไปเลย ไดแ ก ยาชนดิ ท่เี คลือบน้ําตาลและชนิดทีเ่ คลอื บ ฟลม บางๆ จบั ดูจะรูสึกลื่น - ยาแคปซลู เปน ยาท่ีหา มเคย้ี วใหก ลืนลงไปเลย ทั้งชนิดออน และชนดิ แข็ง ซึ่งชนิดแข็ง จะประกอบดวยปลอก 2 ขางสวมกนั - ยาผง มอี ยหู ลายชนิดและใชแตกตางกัน เชน ตวงใสชอนรับประทานแลวด่ืมน้ําตาม หรอื ชนิดตวงมาละลายนาํ้ กอน และยาผงที่ตองละลายน้ําในขวดใหไดปริมาตรที่กําหนดไวกอนท่ีจะใช รับประทาน นํา้ ทนี่ ํามาใชต อ งเปนน้าํ ด่มื ท่ตี มสุกทงิ้ ใหเยน็ แลว และควรใชย าใหห มดภายใน 7 วันหลังจาก ผสมนํ้าแลว 10. ใชยาตามคําแนะนําในฉลาก ปกติยาทุกชนิดจะมีฉลากยาเพ่ือบอกถึงชื่อยา วิธีการใช และรายละเอียดอ่ืน ๆ ซ่ึงเราจําเปนตองอานใหเขาใจโดยละเอียดเสียกอน วาเปนยาท่ีเราตองการใช หรอื ไม และปฏบิ ัติใหถกู ตองตามทฉี่ ลากยาแนะนําเอาไว ลกั ษณะยา เน่ืองจากยามหี ลายประเภท มที ้งั ยากนิ ยาทา ยาอมในแตละประเภทมีอีกหลายชนิดซึ่งมี วธิ กี ารและขอ ควรระวังแตกตา งกัน จงึ จําเปน ตองเรียนรูลักษณะและประเภทของยา

98 การจําแนกประเภทของยา ตามพระราชบัญญตั ยิ า ฉบบั ท่ี 3 พ.ศ. 2522 ไดใ หความหมายวา ยา หมายถึง สารที่ใชใน การวิเคราะห บําบดั รกั ษา ปองกนั โรคหรือความเจบ็ ปว ยของมนุษยและสัตว รวมทั้งใชในการบํารุงและ เสรมิ สรา งสุขภาพรางกายและจิตใจดวย สามารถจําแนกไดเปน 6 ประเภท ดงั น้ี 1. ยาแผนปจจบุ ัน หมายถึง ยาทใ่ี ชร ักษาโรคแผนปจ จุบนั ทั้งในคนและสัตว เชน ยาลด ไข ยาปฏิชีวนะ ยาแกป วด ยาแกแพ เปน ตน 2. ยาแผนโบราณ หมายถึง ยาท่ีใชรักษาโรคแผนโบราณทั้งในคนและสัตวยาชนิดน้ี จะตองข้ึนทะเบียนเปนตํารับยาแผนโบราณอยางถูกตอง เชน ยามหานิลแทงทอง ยาธาตุบรรจบ ยาเทพ มงคล ยาเขยี วหอม เปนตน 3. ยาอันตราย หมายถึง ยาที่ตองควบคุมการใชเปนพิเศษ เพราะหากใชยาประเภทนี้ ไมถ กู ตองอาจมอี นั ตรายถงึ แกชีวติ ได เชน ยาปฏชิ ีวนะชนิดตา งๆ ยาจําพวกแกค ลืน่ เหียนอาเจียน เปนตน 4. ยาสามญั ประจาํ บาน หมายถึง ยาทั้งท่เี ปนแผนปจ จบุ ันและแผนโบราณ ซงึ่ กาํ หนดไว ในพระราชบัญญัติยาวาเปนยาสามัญประจําบาน เชน ยาธาตุน้ําแดง ยาขับลม ยาเม็ดซัลฟากัวนิดีน ยาระบายแมกนเี ซยี ดเี กลอื ยาเมด็ พาราเซตามอล เปนตน 5. ยาสมนุ ไพร หมายถงึ ยาท่ีไดจากพืช สตั ว หรือแร ซึ่งยังไมไดนํามาผสมหรือเปลี่ยน สภาพ เชน วา นหางจระเข กระเทยี ม มะขาม มะเกลือ นอแรด เข้ียวเสือ ดีงูเหลือม ดีเกลือ สารสม จุนสี เปนตน 6. ยาควบคมุ พเิ ศษ ไดแ ก ยาแผนปจจุบนั หรือยาแผนโบราณทร่ี ัฐมนตรีประกาศเปนยา ควบคมุ พิเศษ เชน ยาระงับประสาทตา ง ๆ รูปแบบของยา ยาที่ผลิตในปจจุบันมีหลายรูปแบบ เพ่ือสะดวกแกการใชยาและใหมีประสิทธิภาพสูงสุด ไดแก 1. ยาเม็ด มีทั้งยาเม็ดธรรมดา เชน พาราเซตามอล เม็ดเคลือบฟลม เชน ยาแกไอ ยาเม็ด เคลอื บนาํ้ ตาล เชน ไวตามิน เม็ดเคลอื บพิเศษ เพ่อื ใหยาแตกตวั ที่ลาํ ไส เชน ยาวณั โรค ยาแกป วด 2. ยาแคบซลู แคปซูลชนดิ แข็ง ไดแ ก ยาปฏิชีวนะตา ง ๆ แคปซูลชนิดออนไดแก นํ้ามันตับ ปลา วติ ามินอี ปลอกหมุ ของยานี้จะละลายในกระเพาะอาหาร เพราะมรี สขมหรอื มีกลิ่นแรง 3. ยานํ้า มหี ลายชนดิ เชน ยาแกไอน้ําเชอื่ ม ยาแกไขห วัดเด็ก 4. ยาฉีด ทําเปน หลอดเลก็ ๆ และเปน ขวด รวมทงั้ นํา้ เกลือดวย

99 นอกจากน้ยี ังมยี าขผี้ ึ้งทาผิวหนัง บดผง ยาเหน็บ ยาหยอดตา ยาหยอดหู ยาหยอดจมูก ยาอม รูปแบบของยาขึน้ อยูกับจดุ มุง หมายผใู ช การเก็บรักษา เมือ่ เราทราบถงึ วธิ ีการใชยาที่ถกู ตองแลว กค็ วรรูถงึ วิธีการเก็บรักษาที่ถกู ตอ งดวย เพอื่ ใหยามี คุณภาพในการรกั ษา ไมเ สื่อมคณุ ภาพเร็ว โดยมวี ธิ กี ารเก็บรักษา ดังนี้ 1. ตยู าควรต้ังอยใู นทที่ ี่แสงแดดสอ งเขา ไปไมถึง ควรต้ังใหพนจากมือเด็ก โดยอยูในระดับ ท่ีเด็กไมสามารถหยิบถึง เพราะยาบางชนิดมีสีสวย เด็กอาจนึกวาเปนขนมแลวนํามารับประทาน จะกอใหเ กดิ อันตรายได 2. ไมต ัง้ ตยู าในท่ชี ้ืน ควรตัง้ อยูในที่ทีอ่ ากาศถายเทไดสะดวก ควรเก็บยาใหห างจากหอ งครัว หองนํา้ และตนไม 3. ควรจดั ตูยาใหเปนระเบยี บ โดยแยก ยาใชภ ายนอก ยาใชภายใน และเวชภัณฑ เพื่อปองกนั อันตรายจากการหยิบยาผดิ อันตรายจากการหยบิ ยาผดิ 4. เกบ็ รักษาไมใหถ กู แสงสวาง เพราะยาบางชนิดหากถูกแสงแดด จะเสื่อมคุณภาพจึงตอง เกบ็ ในขวดทึบแสงมักเปนขวดสีชา เชน ยาหยอดตา ยาวิตามนิ ยาปฏิชวี นะ และยา แอดดรีนาลินที่สําคัญ ควรเกบ็ ยาตามท่ฉี ลากกําหนดไวอ ยางเครง ครดั แตถา ฉลากไมไดบง ไวกเ็ ปน ท่เี ขาใจวา ใหเ ก็บในที่ปอ งกนั ความชน้ื ไดดี ไมเกบ็ ยาในทอ่ี ณุ หภูมสิ ูงเกินไป หรือไมน ํายาไปแชแ ข็ง การเก็บรักษายาท่ีถูกตอง ยอมได ใชย าทม่ี ีประสทิ ธิภาพ และยาก็ไมเ ส่ือมคุณภาพเร็วซง่ึ จะใหผ ลในการรกั ษาเต็มที่ การสังเกตยาทเ่ี สือ่ มสภาพ ยาเส่ือมสภาพ หมายถึง ยาที่หมดอายุ ไมมีผลทางการรักษาและอาจกอใหเกิดปญหา ตอสขุ ภาพ กอนการใชย าและเวชภัณฑทุกชนดิ จะตองสังเกตลักษณะของยาวามีการเส่ือมสภาพหรือยัง โดยมีขอสงั เกตดังตอ ไปน้ี 1. ยาเมด็ ธรรมดา เปนยาท่จี ะเกดิ การเปลยี่ นสภาพไดง า ยเม่ือถูกความช้ืนของอากาศ ดังนั้น ทุกคร้งั ทีเ่ ปด ขวดใชยาแลว ควรปดใหแ นน ถา พบวายามีกล่ินผดิ ไปจากเดมิ เม็ดยามีผลึกเกาะอยู แสดงวา ยาเส่ือมสภาพไมค วรนํามาใช 2. ยาเม็ดชนดิ เคลอื บนํา้ ตาล จะเปลีย่ นแปลงงายถาถูกความรอนหรือความช้ืน จะทําใหเม็ด ยาเย้ิมสีละลาย ซีดและดางไมเสมอกัน หรือบางครั้งเกิดการแตกรอนได ถาพบสภาพดังกลาวก็ไมควร นํามาใช 3. ยาแคปซลู ยาชนดิ แคปซูลที่เส่ือมสภาพสามารถสังเกตไดจากการท่ีแคปซูลจะพองหรือ แยกออกจากกนั และยาภายในแคปซลู ก็จะมสี เี ปลยี่ นไปไมควรนาํ มาใช

100 4. ยาฉีด ยาฉีดท่ีเส่ือมสภาพจะสังเกตไดงายโดยดูจากยาท่ีบรรจุในขวดหรือหลอด ยาฉีด ชนดิ เปนผง ถามลี ักษณะตอ ไปนแ้ี สดงวา เสือ่ มสภาพ - สขี องยาเปลย่ี นไป - ผงยาเกาะตดิ ผนงั หลอดแกว - ผงยาเกาะตัวและตอ งใชเ วลาทาํ ละลายนานผดิ ปกติ - เมอ่ื ดดู ยาเขาหลอดฉีดยาทาํ ใหเ ขม็ อุดตนั 5. ยานา้ํ ใส ลกั ษณะของยานา้ํ ใสท่เี สือ่ มสภาพสงั เกตไดง า ยดังนี้ - สขี องยาเปลยี่ นไปจากเดิม - ยาขุน ผดิ ปกติและอาจมีการตกตะกอนดว ย - ยามกี ล่ินบูดเปรยี้ ว 6. ยานาํ้ แขวนตะกอน ลักษณะของยานํ้าแขวนตะกอน ที่เส่ือมสภาพจะสังเกตพบลักษณะ ดงั นี้ - มีสี กลิน่ และรสเปลย่ี นไปจากเดิม - เม่ือเขยา ขวดแลว ยาทั้งขวดไมเปน เนอ้ื เดียวกนั หรือยามีตะกอนแข็งเขยาไมแตก 7. ยาเหน็บ ลกั ษณะของยาเหน็บทีเ่ สอื่ มสภาพและไมค วรใชม ีดังน้ี - เมด็ ยาผดิ ลกั ษณะจากรปู เดิมจนเหนบ็ ไมไ ด - ยาเหลวละลายจนไมส ามารถใชได 8. ยาขผี้ ้งึ เมื่อเส่ือมสภาพจะมลี ักษณะที่สังเกตไดง า ยดังน้ี - มกี ารแยกตัวของเนอ้ื ยา - เนื้อยาแข็งผดิ ปกติ - สีของขี้ผ้ึงเปลยี่ นไปและอาจมจี ดุ ดา งดาํ เกิดขน้ึ ในเนอ้ื ยา เรอ่ื งท่ี 2 อนั ตรายจากการใชย า และความเชอื่ ท่ีผิดเกย่ี วกบั ยา ยาเปนสงิ่ ที่มปี ระโยชนถาใชอยางถูกตองและเหมาะสมในขณะเดียวกัน ถาใชยาไมถูกตอง ก็จะมีโทษมหันต ทาํ ใหไมหายจากการเจบ็ ปว ยและอาจมอี ันตรายถึงชีวิต 1. อันตรายเกดิ จากการใชย าเกินขนาด เกิดจากการรับประทานยาชนิดเดียวกันในปริมาณ มากกวาทีแ่ พทยกาํ หนด ซงึ่ กอ ใหเกิดอันตรายตอ รางกายจนถึงขั้นเสยี ชวี ติ ได

101 2. อนั ตรายเกดิ จากการใชยาเสื่อมคณุ ภาพ เชน การรับประทานยาหมดอายุ นอกจากอาการ เจบ็ ปว ยไมหาย แลว ยงั อาจทาํ ใหอ าการทรดุ หนกั เปน อนั ตรายได 3. อนั ตรายจากการใชยาติดตอกันเปนเวลานาน ยาบางชนิดเม่ือใชติดตอกันเปนเวลานาน อาจสะสมทําใหเปนพษิ ตอระบบตาง ๆ ของ รา งกาย นอกจากนั้นการใชย าติดตอ กนั นาน ๆ อาจทําใหเกดิ การตดิ ยา เชน ยาแกปวดบางชนิด 4. อันตรายจากการใชยาจนเกิดการดื้อยา เกิดจากการรับประทานยาไมครบจํานวน ตามแพทยส ั่ง หรอื ยงั ไมท นั จะหายจากโรค ผปู ว ยก็เลกิ ใชย าชนิดนั้น ท้งั ๆ ที่เชื้อโรคในรางกายถูกทําลาย ไมหมด ทําใหเ ช้ือโรคนน้ั ปรบั ตัวตอ ตา นฤทธ์ิยา ทําใหยารกั ษาไมไดผล 5. อันตรายท่ีเกิดจากการใชยา โดยไมทราบถึงผลขางเคียงของยาบางชนิด มีผลขางเคียง ตอรางกาย เชน ยาแกห วดั ชว ยลดนํ้ามูกและลดอาการแพต างๆ แตมีผลขางเคียงทําใหผูใช รูสึกงวงนอน ซมึ เซา ถาผใู ชไมทราบ และไปทํางานเก่ียวกับเครื่องจักร หรือ ขับขี่ยานพาหนะ ก็จะกอใหเกิดอุบัติเหตุ ไดงาย ขอแนะนาํ การใชย า 1. ควรใชยาท่รี ูจักคณุ และโทษเปน อยางดีแลว 2. เลอื กใชย าเปน ตัว ๆตามอาการและสาเหตุของโรค 3. ควรกินยาใหไดขนาด (เทียบตามอายุ) และเม่ืออาการดีข้ึนแลวก็ตองกินใหครบตาม กําหนดระยะเวลาของยาแตละชนดิ โดยเฉพาะกลมุ ยาปฏชิ วี นะ 4. เมอื่ กนิ ยาหรอื ใชยาแลวอาการไมดีข้นึ หรอื มีอาการรนุ แรงขึ้น ควรไปหาหมอโดยเรว็ 5. เม่ือกินยาหรือใชยาแลวมีอาการแพ (เชน มีลมพิษผ่ืนแดง ผ่ืนคัน หนังตาบวม หายใจ หอบแนน) ควรหยุดยาและปรึกษาหมอ ผูที่มีประวัติแพยา กอนใชยาคร้ังตอไปควรปรึกษาแพทยหรือ เภสัชกร 6. ควรซือ้ ยาจากรา นขายยาทร่ี ูจกั กันและไวใจได 7. เวลาซอื้ ยาควรบอกชอื่ ยาทต่ี อ งการเปน ตวั ๆ อยา ใหคนขายหยบิ ยาชดุ ยาซอง หรือยาที่ไมร ูจ ักสรรพคุณให เพราะอาจเปน อันตรายไดโ ดยเฉพาะยากลมุ สเตยี รอยด (เพร็ดนิโซโลน เดกซาเมโซน) และยาปฏชิ วี นะ 8. เด็กเล็ก หญิงต้ังครรภและหญิงที่เล้ียงลูกดวยนมตัวเอง ตองเลือกใชยาท่ีไมมี อนั ตราย ตอเด็กหรอื ทารกในทอง

102 ยาท่ีหญิงตง้ั ครรภไ มควรใช 1. เหลา 2. บหุ ร่ี 3. ยาเสพติด (เชน ฝน เฮโรอนี ฯลฯ) 4. ยานอนหลับ 5. แอสไพริน 6. ฮอรโ มนเพศ (เชน เอสโตรเจน โปรเจสเตอรโรน,แอนโดรเจน ฯลฯ) 7. สเตยี รอยด (เชน เพร็ดนโิ ซโลน เดกซาเมธาโซน ฯลฯ) 8. ซลั ฟา 9. เตตราไซคลีน 10. ไดแลนตนิ (ใชรกั ษาโรคลมชัก) 11. ยาแกคล่นื ไสอ าเจยี น (ถา จําเปนใหใ ชว ติ ามินบี 6 ) 12. ยาขับเลือดพวกเออรกอต ยาท่หี ญงิ เล้ียงลกู ดว ยนมตวั เองไมควรใช 1. ยารกั ษาโรคคอพอกเปน พษิ 2. ยาขับเลือดพวกเออรกอต 3. แอสไพรนิ 4. ยานอนหลับและยากลอมประสาท 5. ซัลฟา 6. เตตราไซคลีน 7. ยาระบาย 8. ยาคุมกาํ เนดิ 9. รีเซอรพนี (ใชรกั ษาความดันเลอื ดสงู ) ยาทีท่ ารกไมค วรใช 1. เตตราไซคลนี 2. คลอแรมเฟนคิ อล 3. ซลั ฟา. 4. แอสไพริน 5. ยาแกห วัด แกแพ (ในชว งอายุ 2 สปั ดาหแรก)

103 6. ยาแกท องเสยี –โลโมติล (Lomotill) ในทารกตาํ่ กวา 6 เดอื น อิโมเดียม (Imodium) ในทารก ต่าํ กวา 1 ป วิธีการใชย าเพอื่ ดแู ลรกั ษาตนเอง วธิ ีการใชย าเพือ่ ดแู ลรกั ษาตนเองมีดังน้ี 1. ควรมีความรูเร่ืองยาชนิดน้ัน ดีพอ และใชยารักษาตนเองในระยะสั้น หากอาการไมดีข้ึน ควรไปพบแพทย 2. ไมค วรใชย าผสมหลายชนิด ควรเลอื กใชยาท่ีมสี ว นประกอบเปนตวั ยาเด่ียว ๆ เชนการใชยา แกปวด ควรใชยาทม่ี ีแอสไพรนิ หรือพาราเซตามอลอยา งเดียว ไมควรใชย าทผ่ี สมอยกู ับยาชนดิ อ่ืน ๆ 3. หากเกดิ อาการผิดปกติและสงสัยวาแพยาใหหยดุ ยาทันทแี ละรบี ไปพบแพทย 4. อยาซอ้ื ยาท่ไี มมฉี ลากยาและวิธกี ารใชย ากํากับ 5. อยา หลงเชื่อและฟง คาํ แนะนําจากผูท่ไี มม คี วามรูเรอ่ื งยาดพี อเปนอันขาด 6. ควรเก็บยาไวใ นที่มดิ ชดิ ไกลจากมือเดก็ และไมมีแสงแดดสองถงึ กิจกรรมทา ยบท 1. ใหผเู รียนบอกชื่อยาสามญั ประจําบานและยาสมุนไพรมาอยา งละ 5 ชือ่ และนําเสนอ หนาช้นั เรยี น 2. ใหผเู รยี นแบงกลมุ บอกถงึ อนั ตรายจากการใชย าที่เคยพบ วธิ ีแกไ ขเบื้องตนและ อภปิ รายรว มกัน

104 บทที่ 6 สารเสพติดอนั ตราย สาระสาํ คัญ มคี วามรแู ละความเขาใจเกีย่ วกับปญ หา ประเภท และลักษณะของสารเสพติดตลอดจนอันตราย จากการติดสารเสพตดิ ผลการเรยี นรูที่คาดหวงั 1. อธิบายและบอกประเภทของสารเสพตดิ ได 2. อธบิ ายและบอกถึงอันตรายจากการติดสารเสพติด ขอบขา ยเน้อื หา เรื่องที่ 1 ความหมาย ประเภท และลักษณะของสารเสพติด เรื่องที่ 2 อันตรายจากสารเสพตดิ

105 ปจจบุ นั ปญหาการแพรร ะบาดของสารเสพตดิ มแี นวโนม เพ่ิมสูงขึ้น ในหมูวัยรุนและนักเรียนที่มี อายุนอยลง โดยสารเสพตดิ ทีแ่ พรระบาดมรี ปู แบบท่ีหลากหลาย ยากแกการตรวจสอบมากข้ึน สงผลให เด็กและเยาวชนมีความเสี่ยงตอภัยของสารเสพติดมากข้ึน จึงควรศึกษาและระมัดระวังเพ่ือปองกัน อนั ตรายดังกลาว เร่อื งที่ 1 ความหมาย ประเภท และลักษณะของสารเสพตดิ องคก ารอนามัยโลกไดใ หค วามหมายไวว า สารใดกต็ ามท่ีเสพเขาสูรางกายโดยการ ฉีด สูบ หรือ ดม จะทาํ ใหม ีผลตอ จติ ใจและรา งกาย 4 ประการ 1. เมือ่ เสพติดแลวจะมีความตอ งการท้งั รา งกายและจติ ใจ 2. ผทู ใี่ ชย าแลวตอ งเพ่มิ ปรมิ าณการเสพขน้ึ เร่ือย 3. เมือ่ หยดุ ใชยาจะเกิดอาการอดหรอื เลิกยาทเ่ี รยี กวา อาการเสย่ี น หรอื ลงแดง 4. ใชไ ปนาน ๆ เกิดผลรา ยตอ สขุ ภาพ ประเภทและลกั ษณะของสารเสพติด เราสามารถแบง สารเสพติดชนิดตาง ๆ ออกไดเปน 4 ประเภทตามฤทธิ์ที่มีตอรางกายผูเสพ ดังนี้ 1. ประเภทออกฤทธกิ์ ดประสาท ประเภทน้ีจะมีฤทธ์ิทําใหสมองมึนงง ประสาทชา งวงซึม หมดความเปน ตัวของตัวเองไปชวั่ ขณะ สารเสพติดทจ่ี ดั อยูใ นประเภทน้ี คอื 1.1 ฝน ทาํ มาจากยางของผลฝน นาํ มาเค่ียวจนมสี ีดํา เรียกวา ฝน สุก มีรสขม กลิ่นเหม็น เขยี ว ละลายนํ้าไดด ี สามารถเสพไดหลายวธิ ี โทษของฝน จากแอลคาลอยด ออกฤทธ์กิ ดประสาท ทาํ ใหส มองมึนชา อารมณ และ จติ ใจเฉือ่ ยชา รูสึกเย็นขนลุกสลับกับรอน ปวดท่ีรางกาย เบ่ืออาหาร ทองผูก รางกายทรุดโทรม ติดเชื้อ โรคงา ย อาการ แสดงของการขาดยา คอื หงุดหงดิ ตน่ื เตน ทรุ นทรุ าย หาว นํ้าตาไหล ปวดที่ รางกาย อาเจยี น ถายอุจจาระเปน เลือด 1.2 เฮโรอนี ผลิตจากมอรฟ น โดยกรรมวธิ ที างเคมี จงึ มีชื่อทางเคมีวาไดเคทฟล มอรฟน มี 2 ชนดิ คือ

106 - เฮโรอีนบริสุทธิ์ ลกั ษณะเปนผงสขี าว รสขม - เฮโรอีนผสม ลักษณะเปนเกรด็ สนี ํา้ ตาล ชมพู เหลอื ง มวง - สารท่ีผสมมักเปน พวกสารหนู สตริกนิน ยานอนหลับ ยาควินิน ฯลฯ โทษของเฮโรอนี เปน เชน เดยี วกับฝน โดยแรงกวา ฝน ประมาณ 30 - 100 เทา การเสพเขาสรู า งกาย โดยการฉีดและสดู หายใจไอระเหยเขา สรู างกาย 1.3 ยานอนหลับ จัดอยูในพวกบารบิตูเรท เปนอนุพันธของกรดบารบิตูเรทมีท้ังชนิด ออกฤทธ์ิชา และออกฤทธ์ิเร็ว ไดแก เซโคบารบิทาล หรือเซโคนาล คนทั่วไปมักเรียกวา นาตาลีฟา สีเหลือง เหลา แหง ไกแดง หรือปศาจแดง มีลกั ษณะเปน เมด็ สีขาว หรือแคปซลู สตี างๆ เชน สีฟา สีเหลือง สีแดง โทษของยานอนหลับ เปนยาออกฤทธ์ิ กดประสาทสวนกลาง ถาใชมากจะมึนเมา พดู ไมชดั เดินโซเซ อารมณหงุดหงดิ เกิดความกลา บาบิ่นรุนแรงจนสามารถทํารา ยตนเองได ชอบทะเลาะ วิวาท กา วราว เมือ่ ขาดยาจะมอี าการชักกระตุก ตัวเกร็ง กระวนกระวาย คล่ืนไส ประสาทหลอน 2. ประเภทออกฤทธิ์กระตุนประสาท ประเภทน้จี ะทาํ ใหเกิดอาการตนื่ เตน ตลอดเวลา ไมรูส ึกงวงนอน แตเ มอื่ หมดฤทธย์ิ าแลว จะหมดแรงเพราะรา งกายไมไดรับการพักผอน สารเสพติดที่จัด อยูในประเภทน้ี ไดแ ก 2.1 กระทอม เปน ไมยืนตนขนาดกลาง มลี กั ษณะใบคลายใบกระดังงาไทย แตเสนใบมี สแี ดงเร่ือ สารเสพตดิ ใบกระทอม ชอื่ มิตราจินิน โทษของกระทอ ม ออกฤทธ์ิกระตนุ ประสาท ทาํ ใหอ ารมณราเริง แจมใส มีเรี่ยวแรง และมีความอดทนเพิ่มขึ้น ทํางานไดนาน ไมอยากอาหาร อยูกลางแดดไดนานๆ แตกลัวฝน ทองผูก รางกายทรดุ โทรม และอาจเปน โรคจติ ได 2.2 แอมเฟตตามีน (ยามาหรือยาบา ) เปนยากระตุนประสาทมีลักษณะเม็ดสีขาว สีแดง หรอื บรรจุในแคปซลู บางครัง้ อาจเปน ผง เสพโดยรับประทานหรอื ผสมเครอ่ื งด่ืม โทษของยามา จะไปกระตุนใหหัวใจเตนเร็ว ความดันโลหิตสูง หายใจถี่ พูดมาก ริมฝป ากแหง มอื ส่ัน เสพนาน ๆ รา งกายจะหมดกําลัง กลามเน้ือออนลา ประสาทและสมองเส่ือม มึนงง อาจเกิดภาพหลอน ทําใหตัดสินใจผิดพลาดผเู สพจะมคี วามผิดปกติของจิตใจ ความคิดเล่ือนลอย เพอฝน คมุ สตไิ มไ ด เมอ่ื ขาดยา จะมีอาการถอนยาอยางรนุ แรง

107 2.3 ยากลอมประสาท ไมใชยาเสพติดโดยตรง แตอาจทําใหเสพติดไดจากความเคยชิน เมอ่ื ใชยาบอ ยและเพิ่มขนาดขึ้นเรอ่ื ย ๆ ยากลอ มประสาทมที ้งั ชนดิ ออน เชน ไดอาซแี พม ชนดิ ที่มฤี ทธ์ิรุนแรง เชน คลอโปรมาซนี และไฮโอรด าซนี ชอ่ื ทางการคา วา ลาแทกตลิ เลมลารลิ เปนตน โทษของยากลอมประสาท ยาประเภทน้ีสามารถกลอมประสาทใหหายกังวล หายหงุดหงดิ หายซมึ เศรา แตถ า ใชม ากเกินความจําเปน อาจมอี ันตรายตอ ประสาทและสมองได 3. ประเภทออกฤทธิ์หลอนประสาท ประเภทนี้จะทําใหเกิดอาการประสาทหลอนเห็นภาพ ลวงตา หูแวว อารมณแปรปรวน ควบคุมอารมณตัวเองไมได อาจทําอันตรายตอชีวิตตนเองและผูอื่น ไดส ารเสพติดประเภทนี้ไดแ ก 3.1 สารระเหย จัดเปนพวกอินทรียเคมี มีกล่ินเฉพาะ ระเหยไดงาย เชน น้ํามันเบนซิน ทินเนอร แลกเกอร นาํ้ มนั กา ด กาววทิ ยาศาสตร แอลเอสดี เมลลาลีน เห็ดข้ีควายเปน ตน โทษอันตรายของสารระเหย ไดแก กดประสาทสวนกลางทําใหสมองพิการ สตปิ ญญาเสอื่ ม มึนเมา เวยี นศีรษะ เดินเซ ตาพรา งวงซึม เบื่ออาหาร ทําใหไตอักเสบ ตับอักเสบ ตับโต และพกิ าร สดู ดมมาก ๆ ทําใหห ัวใจเตนชาลง หมดสติ หยุดหายใจ และตายได 4. ประเภทออกฤทธิ์หลายอยา ง ประเภทนอี้ อกฤทธิต์ อ รา งกายหลายอยางท้งั กดประสาทและ หลอนประสาท ซึ่งทําใหมีอาการหลงผิด เกิดความเส่ือมโทรมท้ังสุขภาพกายและทางจิตใชไปนาน ๆ จะทาํ ลายประสาท เกิดประสาทหลอนและมีอาการทางจิต สารเสพติดประเภทน้ี ไดแ ก กัญชา เปนพืชลมลกุ ขึน้ งา ยในเขตรอน มลี กั ษณะเปนใบหยกั เรียวแหลม ภายในใบและ ยอดดอกมยี างมากกวา สว นอืน่ ของตน ยางน้ีเองมสี ารท่ีทาํ ใหเ สพตดิ ชือ่ เตตระไฮโดรคานาบนิ อล โทษของกัญชา ออกฤทธิ์หลายอยาง ทั้งกระตุนประสาท กดประสาทสวนใน เกิดประสาทหลอน กลา มเนื้อส่ัน หัวใจเตน เรว็ หายใจไมสะดวก ความคดิ สับสน อารมณเ ปล่ยี นแปลงงา ย เกดิ ภาพหลอน เมอ่ื เสพนานอาจเปนโรคจิตได อาการขาดกัญชา จะมีอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย ปวดศีรษะและปวดทองอยาง รุนแรง และอาจหมดสติได

108 เร่ืองท่ี 2 อนั ตรายจากสารเสพตดิ โทษของสารเสพติดท่เี ปน อันตรายตอ ตนเอง ครอบครวั และสังคม จาํ แนกไดดงั น้ี 1. โทษตอ รางกายและจิตใจ ทําใหการทํางานของระบบตาง ๆ ในรางกายเส่ือมลง สุขภาพ ทรุดโทรม ผายผอม ไมมีเร่ียวแรง ทําใหบุคลิกภาพแปรปรวน อารมณไมปกติกระวนกระวายคลุมคลั่ง บางครั้งเงียบเหงา เศรา ซมึ ปลอยตัวสกปรก เปน ทรี่ งั เกยี จแกผ พู บเหน็ และภมู ติ า นทานของรางกายลดลง 2. โทษทางเศรษฐกจิ สิน้ เปลืองเงินทองในการซื้อสารเสพตดิ เมอื่ สุขภาพทรุดโทรม ไมสามารถทาํ งานได ทําใหข าดรายได สูญเสยี เงินทองท้ังของตนเอง ครอบครวั และรัฐบาล 3. โทษทางสังคม บ่ันทอนความสุขในครอบครัว ทําใหมีปญหา เปนท่ีรังเกียจของบุคคล ท่ัวไป เปนหนทางไปสูอาชญากรรม ตั้งแตลักเล็กขโมยนอย ไปจนถึงปลน ทํารายและฆาชิงทรัพยเพ่ือ ตอ งการเงนิ ไปซอ้ื ยาเสพตดิ ทําใหเปน ภาระของสังคม เนื่องจากผูตดิ ยามักไรค วามสามารถในการทาํ งาน 4. โทษทางการปกครอง เปนภาระของรฐั บาลในการบําบัดรกั ษาและฟน ฟู เปนภาระในการ ปราบปราม ตองเสียงบประมาณในการปราบปราม เน่อื งจากปญหาอาชญากรรมท่ผี เู สพกอเพมิ่ ขน้ึ หลักท่ัวไปในการหลกี เลี่ยงและปอ งกนั การตดิ สารเสพตดิ 1. เช่ือฟงคําสอนของพอ แม ญาติผูใ หญ ครู และผูทนี่ า นบั ถอื และหวังดี 2. เมือ่ มีปญหาควรปรกึ ษาผูป กครอง ครู หรอื ผูใหญท ่ีนบั ถอื และหวงั ดไี มค วรเก็บปญ หา นัน้ ไว หรือหาทางลมื ปญหานนั้ โดยใชส ารเสพติดชว ย หรอื ใชเ พื่อการประชด 3. หลีกเลยี่ งใหห างไกลจากผูทต่ี ดิ สารเสพติด ผูจําหนา ยหรอื ผลติ ยาเสพติด 4. ถาพบคนกําลังเสพสารเสพติด หรือพบคนจําหนาย หรือแหลงผลิต ควรแจงใหผูใหญ หรือเจา หนาท่ที ราบโดยดวน 5. ตอ งไมใ หค วามรว มมอื เขาไปเกี่ยวขอ งกบั เพอ่ื นทีต่ ดิ สารเสพติด เชน ไมใ หย มื เงิน ไมใหย ืมสถานที่ เปนตน แตควรแนะนาํ ใหเพื่อนไปปรึกษาผูปกครอง เพือ่ หาทางรกั ษาการติดสารเสพติด โดยเร็ว 6. ศึกษาใหมีความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับโทษและอันตรายของสารเสพติด เพื่อท่ีจะได สามารถปองกันตนเองและผูใกลช ิดจากการตดิ สงิ่ เสพตดิ 7. ไมหลงเชื่อคาํ ชักชวนโฆษณา หรอื คําแนะนาํ ใด ๆหรอื แสดงความเกงกลาเกีย่ วกบั การเสพ สารเสพตดิ 8. ไมใชย าอนั ตรายทกุ ชนดิ โดยไมไ ดร ับคาํ แนะนําจากแพทยสัง่ ไวเ ทาน้นั 9. หากสงสยั วา ตนเองจะตดิ สง่ิ เสพติดตองรบี แจงใหผ ใู หญห รอื ผปู กครองทราบ

109 10. ยึดม่ันในหลักคําสอนของศาสนาที่นับถือ เพราะทุกศาสนามีจุดมุงหมายใหบุคคล ประพฤตแิ ตส ง่ิ ดีงามและละเวน ความชั่ว กิจกรรมทายบท 1. ใหผเู รยี นบอกโทษของสารเสพติดมาคนละ 10 ขอ 2. ถาเพื่อนของผเู รียนกาํ ลงั คดิ จะทดลองยาเสพตดิ ผูเรยี นจะมคี าํ แนะนําอยา งไร พรอมอภปิ ราย 3. ผูเ รียนบอกวิธปี ฏิบัตแิ ละดูแลตวั เองใหห ลกี เลี่ยงกบั ยาเสพติดมาคนละ 5 ขอ

110 บทที่ 7 ความปลอดภยั ในชวี ิตและทรพั ยสิน สาระสาํ คญั ความรู ความเขาใจเกยี่ วกับการดูแลรกั ษาความปลอดภยั ในชีวิตและทรัพยของตนเอง ท่ีเกิดจาก อนั ตรายจากการใชชวี ิตประจาํ วันในการเดนิ ทาง ในบานและภยั จากภัยธรรมชาติ ผลการเรียนรทู ี่คาดหวัง 1. สามารถอธิบายถงึ แนวทางการดแู ลรกั ษาความปลอดภยั ในชีวติ และทรพั ยของตนเอง 2. สามารถอธบิ ายวธิ ีการปองกันอันตรายอนั จะเกดิ จากการใชชวี ติ ประจําวนั ขอบขายเนื้อหา เร่อื งท่ี 1 อันตรายที่อาจเกิดในชวี ติ ประจาํ วัน เรอ่ื งที่ 2 อันตรายท่อี าจเกดิ ขน้ึ ในบาน เรอื่ งท่ี 3 อนั ตรายท่อี าจจะเกดิ ขนึ้ จากการเดินทาง เร่ืองท่ี 4 อันตรายจากภัยธรรมชาติ

111 การดํารงชวี ิตในปจจุบัน มีปจจัยเสี่ยงมากมายท่ีคุกคามความปลอดภัยของมนุษย ไมวาจะเปน ความเจบ็ ปว ย พิการ สูญเสยี อวัยวะจนถึงข้ึนถึงสาเหตุ วิธีปองกันและหลีกเล่ียงอันตราย อันอาจเกิดขึ้น เพ่ือความปลอดภยั ในชวี ติ และทรัพยส นิ ของตนเองและผูอนื่ เรื่องท่ี 1 อนั ตรายที่อาจเกิดในชีวิตประจาํ วนั ความสูญเสียชีวิตและทรัพยสินของมนุษยในแตละปมีมูลคามหาศาล และเปนการสูญเสียทาง เศรษฐกิจดวย อันเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ บางคนอาจไมถึงเสียชีวิตแตทุพพลภาพเปนภาระ แกค รอบครัวและสงั คมดงั นี้ ปจ จัยความเสยี่ ง 1. การบรโิ ภคอาหาร การไดรบั สารอาหารเกินความตองการของรางกาย จนเกิดการสะสม เปนอันตราย เชน ปริมาณของไขมันเกินทําใหเกิดโรค หรือการขาดสารอาหารจนทําใหเจ็บปวย นอกจากน้ยี งั มสี ิง่ ปลอมปนในอาหาร เชน ผงชรู ส สารบอเร็กซ สารฟอกสี สีผสมอาหาร สารเคมีตกคาง ในผกั ปลา เนอ้ื หมู ไก ฯลฯ จงึ ควรตระหนกั และนําความรูดังกลา วไปใชประโยชนในการบรโิ ภคอาหาร 2. การบริโภคอาหารที่ไมใชอาหาร สิ่งเหลานี้ไมมีความจําเปนตอชีวิตแตเปนคานิยมของ สงั คม ความเชื่อ เชน ยาชูกาํ ลงั อาหารเสริมสขุ ภาพ 3. การมีสัมพันธทางเพศ บุคคลที่มีพฤติกรรมสําสอนทางเพศพฤติกรรมเบ่ียงเบนทางเพศ เปนกจิ กรรมทอ่ี าจทาํ ใหเ กดิ ผลเสียตอสุขภาพและตอ ชวี ิตได 4. การเสพสิ่งเสพติด สิ่งเสพติดไดมีการพัฒนารูปแบบตาง ๆ ซ่ึงมีอันตรายรายแรงถึงชีวิต ทําลายสุขภาพใหเ ส่อื มโทรม ซ่ึงผูท ่ใี ชสิง่ เสพตดิ ทาํ ใหเสียอนาคต 5. การใชรถใชถ นน อบุ ตั เิ หตุจากการใชรถใชถ นนมีสถติ กิ ารสูญเสียทง้ั รางกายและทรพั ยสิน ในอตั ราสูง ดงั นั้น ใชรถใชถ นนควรตอ งปฏบิ ตั ติ ามกฎจราจร 6. การจราจรทางนํ้า ในปจจุบันมีจราจรทางนํ้าเพ่ิมขึ้น แมวาจะไมหนาแนนเหมือนจราจร ทางบก แตพบวา อุบัติเหตุจากการจราจรทางน้ําทําใหเรือลมเกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิต และทรัพยสิน จากการเดินทางทางนํ้าเพิม่ ขน้ึ 7. การเลนกีฬาและการออกกําลังกาย หากปฏิบัติไมถูกตองตามหลักวิธีการยอมมีผลเสีย ตอสขุ ภาพ ดงั น้นั ควรมีการยดื เหยียดกลา มเนอ้ื กอ นและหลังการออกกาํ ลังกาย 8. การใชยา ถาใชยาไมถูกตอง ไมถูกโรค ไมถูกขนาด ไมถูกเวลา อาจทําใหอาการของ โรครุนแรงขึ้นหรือการใชยาผดิ ประเภท ยาเส่อื มสภาพ ทาํ ใหเกิดอนั ตรายตอ ชีวติ ได

112 9. การใชอ ปุ กรณภ ายในบา น เชน เคร่ืองใชไ ฟฟา โทรทัศน โทรศัพท คอมพิวเตอร เคร่อื งซัก ผา หมอหงุ ขา ว ฯลฯ ส่ิงเหลา นมี้ สี วนเกีย่ วของกบั สขุ ภาพและความปลอดภยั ในชีวิต อาจเกิดอนั ตราย เชน ไฟฟาช็อตตาย เกิดเพลิงไหม จงึ ควรตองอานรายละเอยี ดในการใชดว ย 10. การประกอบอาชีพ มีหลายอาชีพที่เส่ียงตอความไมปลอดภัยในชีวิต จึงตองหาทาง ปอ งกนั เชน แวน ตาปองกัน หนา กากปอ งกัน รองเทา บธู ถงุ มอื ฯลฯ 11. สง่ิ แวดลอ ม ปจ จุบนั สิง่ แวดลอ มกําลังอยูในสภาพที่เลวลง เพราะการกระทําของมนุษย นนั่ เอง มีผลโดยตรงตอสขุ ภาพและความปลอดภยั ในชีวติ เชนน้ําในแมน้าํ ลําคลองสกปรกไมสามารถใช นํ้าดื่มและบรโิ ภคได สตั วน าํ้ อาศยั อยใู นแมน ํ้าไมไ ด ทําใหขาดอาหาร อากาศมฝี นุ ละอองมาก มีวัตถุหนัก เจือปนหายใจเขาไปมากๆ ทาํ ใหเ กิดโรคทางเดนิ หายใจ 12. ความรนุ แรง ความรุนแรงตา งๆ ทเ่ี กดิ ขึน้ ในสังคมไทยมีหลายรปู แบบ เชน ความขัดแยง ในครอบครัว ความขัดแขงของกลุมวัยรุน ความขัดแยงดานผลประโยชน ความขัดแยงทางการเมือง สิง่ เหลา น้มี ีผลกระทบตอความไมปลอดภัยในชวี ิตประจาํ วนั ดวยเหมือนกนั การปอ งกันและหลกี เลีย่ งการเสี่ยงภัยตอชีวติ การปอ งกนั และหลีกเลี่ยงความเสย่ี งภัยตอ ชวี ติ และทรพั ยสินมีหลักดงั น้ี 1. ปฏบิ ตั ติ นตามหลักโภชนาการในการบรโิ ภคอาหาร รายละเอยี ดอยูในบทที่ 3 เร่ืองการ บริโภคอาหาร และโภชนาการ 2. ปฏิบตั ติ นตามคาํ แนะนาํ เรื่อง โรคตดิ ตอทางเพศสัมพนั ธ และวิธีการปอ งกันโรค 3. ปฏบิ ัติตนเพ่ือปอ งกันและหลกี เล่ียงจากเสพตดิ 4. ปฏิบัติตนเพ่ือปองกันและหลีกเล่ียงการเสี่ยงภัยตอการใชรถใชถนนตองปฏิบัติอยาง เครงครดั ตามกฎจราจร และกฎหมายเก่ยี วกบั การจราจร เชน ขับรถตองรัดเข็มขัดนิรภัย ไมด่ืมเครื่องด่ืม ท่ีมแี อลกอฮอลก อนการขับรถ ไมรบั ประทานยาทที่ ําใหเ กิดการงวงนอน และใชความเร็วเกินท่ีกฎหมาย กําหนดไมอ ดนอนกอ นขบั รถเดนิ ทางไกลเพราะอาจทําใหห ลับใน 5. กอนเลนกีฬาหรือออกกําลงั กาย จะตอ งอบอนุ รางกาย มคี วามระมัดระวังในการใชอุปกรณ กีฬา และออกกําลังกายตามวัย 6. กอนใชยา ตองอานวิธีรับประทาน หรือการใชและปฏิบัติตามคําแนะนํา เม่ือเกิดการ ผดิ ปกติตองปรึกษาแพทย 7. การใชอุปกรณอํานวยความสะดวกภายในบาน อุปกรณไฟฟา กาซหุงตม มีด ฯลฯ ตองศึกษาวธิ ใี ช การเก็บรักษา การตรวจสอบและชํารุด เพ่อื ปอ งกนั ไฟฟาดูด ไฟฟาช็อต อัคคีภัย

113 8. การดแู ลสงิ่ แวดลอม ไมใหมกี ล่ิน เสียง มลภาวะทางอากาศ ขยะมลู ฝอย และหากมีตองหา วธิ กี ําจดั อยางถูกวิธี 9. การประกอบอาชีพมีการเสยี่ งภัยสงู จะตองระมดั ระวังตามสภาพของอาชีพ เชน การใชยา ฆาแมลงทีถ่ กู วิธี การใชเ คร่ืองมอื อุปกรณอยางระมัดระวงั ไมประมาท เชน ไมออคหรือเชื่อมเหล็กใกลถัง แกส วางแกสหงุ ตม หา งจากเตาไฟฟา หลังจากใชเสรจ็ ปด วาวล ปดสวชิ ต ปองกันอัคคีภัย เร่อื งท่ี 2 อนั ตรายท่อี าจเกดิ ขน้ึ ในบา น ความหมายของอบุ ัติเหตใุ นบา น 1. อุบัติเหตุในบาน คือ อุบัติเหตุท่ีเกิดข้ึนภายในบาน เชน การพลัดตกหกลม ไฟไหม นา้ํ รอ นลวก การถกู ของมคี มบาด การไดร ับสารพิษ ไดร ับอบุ ัติเหตจุ ากแกส หงุ ตม เปน ตน 2. การปองกันอุบัติเหตุในบาน เราสามารถท่ีจะปองกันอุบัติเหตุท่ีจะเกิดข้ึนภายในบาน ดว ย หลักปฏิบตั ิ ดังนี้ - รอบคอบ ใจเยน็ ไมทาํ สงิ่ ใด ไมเปน คนเจา อารมณ - เปนคนมรี ะเบียบในการทํางาน เกบ็ ของอยา งเปน ระเบียบหางา ย - ใหความรอู ยา งถกู ตองแกสมาชกิ ในบานในการใชเครอื่ งใชไ ฟฟา ในบา น - หมน่ั ซอมแซมอุปกรณ เครอื่ งมอื เครอ่ื งใชต า งๆ ท่ชี ํารุดใหอยูในสภาพดี - เกบ็ ส่ิงทีเ่ ปนอันตรายท้งั หลาย เชน ยา สารเคมี เช้อื เพลิง เปน ตน ใหพนจากมอื เด็ก - หลีกเล่ยี งการเขาไปอยใู นบรเิ วณ ท่อี าจมอี ันตรายได เชน ท่รี กชน้ื ทม่ี ดื มดิ ทีข่ รุขระ เปน หลมุ เปน บอ เปนตน - การใชแกสหงุ ตม ภายในบา น ตอ งปดถงั แกส หลงั การใชท ุกครงั้ - มถี งั ดับเพลิงไวในบา น ตอ งศึกษาวิธกี ารใชและสามารถหยิบใชไ ดสะดวก - หลงั จากจดุ ธูปไหวพระควรดบั ไฟใหเรยี บรอ ย เรือ่ งที่ 3 อันตรายท่อี าจจะเกิดข้นึ จากการเดินทาง การปองกันอุบัติเหตุนอกบานหรือจากการเดินทาง ควรใหความสําคัญเปนอยางย่ิงกับ การจราจรเน่ืองจากอุบัติเหตุจากการใชรถใชถนน กอใหเกิดการศูนยเสียในชีวิตและทรัพยสิน การปองกนั โดยการปฏบิ ตั ติ ามกฎจราจรจงึ เปนสง่ิ จําเปน มขี อ ปฏิบตั ทิ ี่ถกู ตองเพอื่ ความปลอดภยั ขอควรปฏบิ ัติในการปอ งกันอบุ ตั เิ หตจุ ากการเดนิ ทาง

114 1. ขอ ปฏบิ ัติในการเดนิ ทาง - ควรศกึ ษาและปฏิบตั ติ ามกฎจราจรอยา งเครงครดั - ควรเดินบนทางเทาและเดนิ ชดิ ซายของทางเทา - ถาไมมที างเทาใหเ ดินชิดขวาของถนนมากทส่ี ดุ เพ่ือจะไดเ หน็ รถท่ีสวนมาได - บรเิ วณใดทม่ี ที างขามหรือสะพานคนขาม ควรขา มถนนตรงทางขาม หรือสะพานน้นั - อยา ปนปายขามรวั้ กลางถนนหรือรั้วริมทาง - ถาตองออกนอกบานเวลาค่ําคืน ควรสวมใสเสื้อผาสีขาวหรือสีออนๆ เพื่อรถจะได มองเห็นชัดเจน 2. ขอ ควรปฏบิ ตั ใิ นการใชรถประจําทาง - ควรรอขึน้ รถ บริเวณปายรถประจาํ ทาง และขนึ้ รถดว ยความรวดเรว็ - เม่ือจะขนึ้ หรือลงจากรถ ควรรอใหรถเขาปาย และจอดใหสนทิ กอน - ไมแยงกนั ขนึ้ หรอื ลงรถ ควรขึน้ และลงตามลาํ ดบั กอน – หลงั - ไมหอ ยโหนขา งรถ หลงั รถ หรือขึน้ ไปอยบู นหลงั คารถ เพราะอาจพลดั ตกลงมาได - เมือ่ ข้ึนบนรถแลวควรเดินชิดเขาขางใน หาที่นั่งและนั่งใหเปนท่ี ถาตองยืนก็ควรหา ท่ียดึ เหนย่ี วใหมนั่ คง - ไมย น่ื สว นใดสวนหนง่ึ ของรางกายออกนอกรถ - ไมรบกวนสมาธิผูขับ และไมพูดยุแหยหรือพูดสงเสริมใหผูขับ ขับรถดวย ความประมาท และไมค วรนําโทรศัพทขึ้นมาเลน รบกวนผอู น่ื 3. ขอควรปฏบิ ัตใิ นการโดยสารรถไฟ - ไมแยง กันขึ้นหรอื ลงจากรถไฟ - ไมหอยโหนขา งรถ น่ังบนหลงั คา หรอื นง่ั บนขอบหนา ตางรถไฟ - ไมยื่นสว นหนึ่งสว นใดของรางกายออกนอกรถไฟ - ไมเ ดินเลน ไปมาระหวางตูรถไฟ และไมย ืนเลนบริเวณหวั ตอระหวา งตูร ถไฟ - สัมภาระตาง ๆ ควรจัดเก็บเขาที่ใหเรียบรอย ไมวางใหเปนท่ีกีดขวางทางเดินและ ไมเก็บไวบนที่สงู ในลักษณะท่ีอาจหลนมาถูกคนได - ไมดืม่ เคร่ืองดื่มทมี่ ีแอลกอฮอล - ถา มอี บุ ตั เิ หตเุ กิดขึ้นหรือจะเกิดอบุ ตั เิ หตขุ ึ้น ถารถไฟไมหยุดว่ิงใหดึงสายโซสัญญาณ ขา งตรู ถไฟ เพ่อื แจงเหตใุ หเ จาหนาทป่ี ระจาํ รถไฟทราบ

115 4. ขอควรปฏบิ ตั ใิ นการโดยสารเรอื - การข้ึนลงเรือ ตองรอใหเรือเขาเทียบทาและจอดสนิทกอน ควรจับราวหรือส่ิงยึด เหนยี่ วขณะทก่ี า วขน้ึ หรอื ลงเรอื - หาท่นี ง่ั ใหเรียบรอ ย ไมไตก าบเรือเลน ไมย นื พกั เทา บนกาบเรือ ไมน่งั บนกาบเรือ หรือ บริเวณหัวทายเรือ เพราะอาจพลดั ตกน้ําไดระหวางเรือแลน - ไมใ ชม อื เทารานา้ํ เลน ขณะอยบู นเรือ - เม่ือเวลาตกใจ ไมควรเกาะกลมุ หรอื ไมน่งั รวมกลมุ กนั อยดู านใดดา นหน่งึ ของเรอื เพราะจะทําใหเรือเอยี งและลม ได - ควรทราบที่เกบ็ เครอื่ งชชู พี เพือ่ ทจ่ี ะหยิบใชไดท ันทวงทเี มอ่ื เกดิ อุบตั ิเหตุเรือลม เร่ืองที่ 4 อันตรายจากภยั ธรรมชาติ 1. น้ําปาไหลหลากหรือนํ้าทวมฉับพลันมักจะเกิดข้ึนในท่ีราบตํ่าหรือที่ราบลุมบริเวณใกล ภูเขาตนนํ้า เกิดขึ้นเนื่องจากฝนตกหนักตอเนื่องเปนเวลานานทําใหจํานวนน้ําสะสมมีปริมาณมากจน พื้นดินและตนไมดูดซับนํ้าไมไหว ไหลบาลงสูที่ราบต่ําเบื้องลางอยางรวดเร็วทําใหบานเรือนพังทลาย เสียหายและอาจทาํ ใหเกิดอันตรายถึงชวี ติ ได 2. นา้ํ ทว มหรือน้ําทว มขงั เปน ลกั ษณะของอุทกภยั ที่เกดิ ขึน้ จากปริมาณนํ้าสะสมจํานวนมาก ทไี่ หลบา ในแนวระนาบจากทีส่ ูงไปยังท่ีต่ําเขาทวมอาคารบานเรือน สวนไรนาไดรับความเสียหาย หรือ เปน สภาพน้าํ ทวมขัง ในเขตเมอื งใหญที่เกิดจากฝนตกหนักตอเนื่องเปนเวลานาน มีสาเหตุมาจากระบบ การระบายน้าํ ไมด ีพอมีสิ่งกอสรา งกีดขวางทางระบายนาํ้ หรือเกิดนํา้ ทะเลหนุนสงู กรณีพน้ื ท่อี ยูใกลชายฝง ทะเล 3. น้ําลนตล่ิง เกิดขึ้นจากปริมาณนํ้าจํานวนมากที่เกิดจากฝนตกหนักตอเนื่องที่ไหลลงสู ลาํ น้าํ หรือแมน ํา้ มีปริมาณมากจนระบายลงสลู ุมนาํ้ ดา นลา ง หรือออกสูปากน้ําไมทัน ทําใหเกิดสภาวะน้ํา ลนตลิ่งเขาทวมสวน ไรนา และบานเรือนตามสองฝงนํ้า จนไดรับความเสียหาย ถนน หรือสะพานอาจ ชํารดุ ทางคมนาคม 4. พายุหมุนเขตรอน ไดแก ดเี ปรสชน่ั พายโุ ซนรอน พายใุ ตฝ นุ 5. พายุฤดูรอน สวนมากจะเกิดระหวางเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน โดยจะเกิดถี่ใน ภาคเหนือและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ สว นภาคกลางและภาคตะวันออก การเกิดนอยคร้ังกวา สําหรับ ภาคใตก็สามารถเกิดไดแตไมบอยนัก โดยพายุฤดูรอนจะเกิดในชวงท่ีมีลักษณะอากาศรอนอบอาว ติดตอ กนั หลายวัน แลว มีกระแสอากาศเย็นจากความกดอากาศสูงในประเทศจนี พัดมาปะทะกนั ทําใหเกดิ

116 ฝนฟาคะนองมีพายุลมแรง และอาจมีลูกเห็บตกไดจะทําความเสียหายในบริเวณที่ไมกวางนัก ประมาณ 20 - 30 ตารางกโิ ลเมตร 6. ภัยจากคล่นื ยกั ษสึนามิ 6.1 คล่ืนสึนามิ คือ คล่ืนหรือกลุมคล่ืนที่มีจุดกําเนิดอยูในเขตทะเลลึก ซึ่งมักปรากฏ หลังแผนดินไหวขนาดใหญ แผนดินไหวใตทะเล ภูเขาไฟระเบิด ดินถลม แผนดินทรุด หรืออุกกาบาต ขนาดใหญ ตกสพู ืน้ ทะเลหรือมหาสมทุ รบนผิวโลก คลนื่ สึนามิท่ีเกดิ ข้ึนนจ้ี ะถาโถมเขา สูพ ืน้ ทีช่ ายฝง ทะเล ดวยความรวดเร็วและรุนแรง สรางความเสียหายอยางใหญหลวงใหแกชีวิตและทรัพยสินท่ีอยูอาศัยที่ พงั พินาศไปพรอ ม ๆ กับมนษุ ยจ ํานวนมากมายท่อี าจไดรบั บาดเจ็บและลมตายไปดวยฤทธ์ิของมหาพิบัติ ภัยทเ่ี กดิ ขน้ึ อยางฉบั พลัน 6.2 สญั ญาณเกดิ เหตแุ ละระบบเตอื นภัย สัญญาณเตือนคล่ืนสึนามิ การสังเกตท่ีเมืองกามากุระ ประเทศญี่ปุน กําแพงกั้น สนึ ามิในญี่ปนุ ขณะทีจ่ ดุ ต่าํ สดุ ของคลื่นเคลื่อนเขาสูฝง ใหสังเกตระดับนํ้าทะเลท่ีลดลงอยางรวดเร็วและ ทาํ ใหขอบทะเลรนถอยออกจากชายฝง ถาชายฝงนั้นมีความลาดชันนอย ระยะการรนถอยน้ีอาจมากถึง 800 เมตร ผูทไ่ี มท ราบถึงอันตรายที่จะเกิดข้ึนอาจยังคงรออยูที่ชายฝงดวยความสนใจ นอกจากนี้บริเวณ ทีต่ าํ่ อาจเกดิ นาํ้ ทวมไดก อนทีย่ อดคลน่ื จะเขาปะทะฝง น้ําท่ีทวมนี้อาจลดลงไดกอนท่ียอดคลื่นถัดไปจะ เคลื่อนที่ตามเขามา ดังนั้นการทราบขอมูลเก่ียวกับคลื่นสึนามิจึงเปนสิ่งที่สําคัญที่จะทําใหตระหนักถึง อันตราย ตวั อยา งเชน ในกรณีทรี่ ะดบั นํา้ ในครั้งแรกลดลงไปนั้น อาจมีคลื่นลูกใหญตามมาอีกได ดังน้ัน บริเวณท่ีมคี วามเสยี่ งตอการเกิดสึนามกิ ารตดิ ตั้งระบบเตอื นภัยเพือ่ พยากรณ และตรวจจับการเกิดขึ้นของ คลน่ื ยกั ษน ี้ 6.3 ขอ ปฏบิ ตั ิในการปอ งกนั และบรรเทาภยั จากคลน่ื สนึ ามิ ค ว ร รี บ อ พ ย พ ขึ้ น ไ ป ใ น ที่ สู ง โ ด ย เ ร็ ว ที่ สุ ด แ ล ะ ร อ ป ร ะ ก า ศ จ า ก ห น ว ย ง า น เมอ่ื สถานการณป ลอดภยั หากทา นอยใู นทะเล ขอควรปฏบิ ัติ คอื (1) เน่ืองจากเราไมสามารถรูสึกถึงคลื่นสึนามิไดในขณะท่ีอยูในมหาสมุทรเปด ดังน้นั หากอยูในทะเลและมปี ระกาศเตอื นภยั ในพน้ื ที่คลน่ื สึนามสิ ามารถทาํ ใหร ะดับนา้ํ ทะเลเปลยี่ นแปลง อยางรวดเรว็ และทําใหเกดิ กระแสนํา้ แปรปรวนยุงเหยิงและอันตรายในบริเวณชายฝงจึงไมควรแลนเรือ กลบั เขาฝง (2) หากมีเวลาพอสามารถเคลื่อนยายเรือออกไปบริเวณนํ้าลึก โดยพิจารณา หลกั เกณฑก ารดแู ลควบคุมทาเรอื จากหนว ยงานทม่ี ีอํานาจหนาทรี่ ับผิดชอบตาง ๆ ดว ย (3) เมื่อเหตกุ ารณสงบแลว แตอาจยังเกิดผลขางเคียงตาง ๆ การนําเรือกลับเขาสูทา ตอ งติดตอกบั หนว ยทา เรือเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยเสยี กอ น

117 7. ไฟปา การเกดิ ไฟปา เกดิ จากความประมาทมักงายของคน ไฟปารอยละ 90 เกิดจากฝมือ มนษุ ย โดยเฉพาะผบู ุกรกุ ไปในปาทาํ การกอ กองไฟแลวไมด ับไฟใหส นิท หรือทิง้ กน บหุ รีโ่ ดยไมดับกอน ไฟปาจะทําความเสยี หายใหกับปาไม แลว ยงั ทําลายชวี ติ สัตวปา อีกดวย ตลอดจนกอใหมลพิษทางอากาศ บรเิ วณกวางและมีผลกระทบตอ การจราจรทางอากาศดวย 8. อคั คภี ัย มักจะเกิดความประมาทของมนษุ ย ทําใหเกดิ การสญู เสียอยางใหญหลวงตอชีวิต และทรพั ยส นิ ดงั นั้นจึงควรระมัดระวังปองกันไมใหเกิดอัคคีภัย โดยดูจากการปฏิบัติในชีวิตประจําวัน ในเรอ่ื งการหงุ ตม การใชแกส การจุดธปู บชู าพระ การรีดผา การทง้ิ กน บุหร่ี การเกบ็ เชื้อเพลิงสารเคมีในท่ี ปลอดภัย กิจกรรมทายบท 1. ใหผูเรียนอธบิ ายถงึ ความเส่ยี งทม่ี ตี อ ชวี ิตประจาํ วนั มากทสี่ ดุ พรอมแนวทางหลกี เลย่ี ง 2. ใหผ เู รียนแบงกลุมอภปิ รายอันตรายที่อาจจะเกดิ ขึน้ ในแตล ะวันพรอ มคําแนะนาํ ปอ งกนั

118 บทที่ 8 ทักษะชีวิตเพ่ือการคดิ สาระสําคัญ การมคี วามรู ความเขาใจเกย่ี วกบั ทกั ษะทีจ่ าํ เปน สาํ หรับชีวิตมนุษย โดยเฉพาะทักษะเพื่อการคิด ทจี่ าํ เปนสาํ หรบั ชวี ิต 10 ประการ ซ่ึงจะชว ยใหบ คุ คลดังกลาว สามารถท่จี ะดาํ รงชีวิตในครอบครัว ชุมชน และสังคมอยา งมคี วามสุข ผลการเรยี นรทู คี่ าดหวงั 1. มีความรูค วามเขาใจถึงความหมาย ความสาํ คญั ของทกั ษะชวี ิต 10 ประการ 2. มคี วามรูเ กีย่ วกบั ทักษะชีวติ ทจ่ี าํ เปนในการคิด ขอบขา ยเนือ้ หา เรอ่ื งที่ 1 ความหมาย ความสําคญั ของทกั ษะชีวิต 10 ประการ เรอื่ งท่ี 2 ทกั ษะชวี ิตทจี่ ําเปน

119 เนอื่ งจากสภาพสงั คม เศรษฐกิจ และการเมืองในปจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ทําให ประชาชนตอ งปรับตวั เพื่อดาํ รงชีวติ ใหอ ยูร อดภายใตส ถานการณท่ีแข็งขัน และเรงรีบ ดังกลาว ซ่ึงการท่ี จะปรับตัวใหอยูในสังคมไดอยางมีความสุข จําเปนตองมีทักษะในการดําเนินชีวิต เชน ทักษะการ แกป ญหา ทกั ษะการตัดสนิ ใจ ทกั ษะการคิดอยางมวี จิ ารณญาณ เปน ตน เร่ืองท่ี 1 ความหมาย ความสาํ คัญของทกั ษะชีวิต 10 ประการ ทกั ษะชวี ติ (Life skill) หมายถึง คุณลักษณะหรือความสามารถเชิงสังคม จิตวิทยา ที่เปนทักษะ ที่จะชว ยใหบุคคลสามารถเผชญิ สถานการณตา งๆทเี่ กดิ ขน้ึ ในชวี ิตประจําวันได อยางมีประสิทธิภาพและ เตรยี มพรอ มสาํ หรบั การปรับตวั ในอนาคต องคป ระกอบของทักษะชวี ิต มี 10 ประการ องคป ระกอบของทกั ษะชีวติ จะมีความแตกตางกันตามวัฒนธรรมและสถานท่ี แตท กั ษะชีวิต ทจี่ าํ เปน ทส่ี ุดทที่ ุกคนควรมี ซงึ่ องคก ารอนามัยโลกไดส รปุ ไว และถอื เปน หวั ใจสาํ คญั ในการดํารงชวี ติ คอื 1. ทักษะการตัดสินใจ (Decision making) เปนความสามารถในการตัดสินใจเก่ียวกับ เร่ืองราวตางๆ ในชีวิตไดอยางมีระบบ เชน ถาบุคคลสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการกระทําของตนเองที่ เก่ียวกับพฤติกรรมดานสุขภาพ หรือความปลอดภัยในชีวิต โดยประเมินทางเลือกและผลท่ีไดจากการ ตัดสนิ ใจเลือกทางที่ถูกตอ งเหมาะสม กจ็ ะมีผลตอ การมีสุขภาพที่ดีทั้งรา งกายและจติ ใจ 2. ทักษะการแกปญหา (Problem Solving) เปนความสามารถในการจัดการกับปญหาที่ เกิดขึ้นในชวี ิตไดอ ยา งมีระบบ ไมเ กดิ ความเครยี ดทางกายและจติ ใจจนอาจลกุ ลามเปนปญหาใหญโตเกิน แกไ ข 3. ทกั ษะการคิดสรางสรรค (Creative thinking) เปนความสามารถในการคิดที่จะเปนสวน ชวยในการตัดสินใจและแกไขปญหาโดยการคิดสรางสรรค เพื่อคนหาทางเลือกตางๆรวมท้ังผลที่จะ เกดิ ข้นึ ในแตละทางเลือก และสามารถนําประสบการณม าปรับใชในชวี ิตประจําวันไดอยา งเหมาะสม 4. ทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ (Critical thinking) เปนความสามารถในการคิด วเิ คราะหขอ มลู ตา งๆ และประเมินปญหาหรอื สถานการณท ีอ่ ยูรอบตัวเราท่มี ผี ลตอ การดําเนินชีวติ 5. ทักษะการส่อื สารอยา งมีประสิทธิภาพ (Effective communication) เปนความสามารถใน การใชค ําพดู และทา ทางเพือ่ แสดงออกถึงความรสู ึกนกึ คดิ ของตนเองไดอ ยางเหมาะสมกบั วัฒนธรรมและ สถานการณตางๆ ไมวาจะเปนการแสดงความคิดเห็น การแสดงความตองการ การแสดงความช่ืนชม การขอรอ ง การเจรจาตอ รอง การตักเตอื น การชว ยเหลอื การปฏิเสธ ฯลฯ

120 6. ทักษะการสรา งสมั พันธภาพระหวางบคุ คล (Interpersonal relationship) เปน ความสามารถในการสรา งความสัมพนั ธท ดี่ รี ะหวางกันและกัน และสามารถรักษาสัมพันธภาพไวได ยืนยาว 7. ทักษะการตระหนักรูในตน (Self awareness) เปนความสามารถในการคนหารูจักและ เขา ใจตนเอง เชน รูขอ ดี ขอเสียของตนเอง รูความตองการ และส่ิงที่ไมตองการของตนเอง ซึ่งจะชวยให เรารูตัวเองเวลาเผชิญกับความเครียดหรือสถานการณตางๆ และทักษะน้ียังเปนพื้นฐานของการพัฒนา ทกั ษะอืน่ ๆ เชน การส่ือสาร การสรางสัมพนั ธภาพ การตัดสนิ ใจ ความเหน็ อกเห็นใจผอู ืน่ 8. ทักษะการเขาใจผูอ ่นื (Empathy) เปนความสามารถในการเขาใจความเหมือนหรือความ แตกตางระหวา งบุคคล ในดา นความสามารถ เพศ วยั ระดบั การศึกษา ศาสนา ความเชื่อ สีผิว อาชีพ ฯลฯ ชวยใหสามารถยอมรับบุคคลอื่นที่ตางจากเรา เกิดการชวยเหลือบุคคลอื่นท่ีดอยกวา หรือไดรับความ เดือดรอน เชน ผูติดยาเสพติด ผตู ดิ เชอ้ื เอดส 9. ทักษะการจดั การกบั อารมณ (Coping with emotion) เปนความสามารถในการรบั รูอ ารมณ ของตนเองและผอู ื่น รูวาอารมณม ีผลตอ การแสดงพฤติกรรมอยางไร รวู ธิ กี ารจัดการกับอารมณโ กรธ และ ความเศรา โศก ท่ีสง ผลทางลบตอรา งกาย และจติ ใจไดอ ยางเหมาะสม 10. ทกั ษะการจัดการกบั ความเครียด (Coping with stress) เปนความสามารถในการรับรูถึง สาเหตุ ของความเครียด รวู ิธีผอ นคลายความเครียด และแนวทางในการควบคมุ ระดบั ความเครียด เพื่อให เกิดการเบีย่ งเบนพฤติกรรมไปในทางทีถ่ กู ตอ งเหมาะสมและไมเ กดิ ปญ หาดานสุขภาพ เรอ่ื งที่ 2 ทักษะชีวติ ที่จาํ เปน จากองคป ระกอบของทักษะชีวิต 10 ประการ เมื่อจําแนกแลว มที ักษะ 3 ประการที่จะชวยในการ ดํารงชวี ติ ของตนเอง ครอบครวั และสังคมไดอยางมคี วามสุข คอื 1. ทักษะการตัดสินใจ (Decision making)การตัดสนิ ใจเปนกระบวนการของการหาโอกาสท่ี จะหาทางเลือกท่ีเปนไปไดและการเลือกทางเลือกที่มีอยูหลายๆ ทางเลือกและไดแบงการตัดสินใจ ออกเปน 2 ชนดิ คือ 1.1 การตัดสนิ ใจท่กี ําหนดไวล วงหนา (Program decision) เปน การตัดสนิ ใจตามระเบยี บ กฎเกณฑ แบบแผนทีเ่ คยปฏบิ ตั มิ าจนกลายเปน งานประจาํ (Routine) เชน การตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียน ตอ การลงทุนประกอบอาชีพ การปลกู สรางบา นพกั อาศัย เปน ตน การตดั สนิ ใจแบบกําหนดไวลวงหนานี้ จะเปด โอกาสใหบคุ คลนัน้ เลอื กทางเลอื กไดนอย เพราะเปน การตดั สนิ ใจภายใตส ถานการณท แี่ นน อน

121 1.2 การตดั สนิ ใจทีไ่ มไ ดก าํ หนดไวล วงหนา (Non – Program decision) เปนการตัดสินใจ ในเร่ืองใหมท่ีไมเคยมีมากอน และไมมีกฎเกณฑ ไมมีระเบียบ จึงเปนเรื่องท่ีสรางความกังวลใจ พอสมควร ซึ่งบางครั้งผูบ รหิ ารจะตองคดิ ถงึ เรอื่ งความเสี่ยงและความไมแ นนอนท่จี ะเกิดขึ้นดวย เชน การตัดสินใจเปลย่ี นงานใหม การตัดสินใจที่จะขยายธุรกิจเพิ่ม การตัดสนิ ใจท่ีจะลงทนุ ในธุรกิจตัวใหม เปน ตน ข้นั ตอนการตดั สนิ ใจ สามารถแบง ออกไดเ ปน ดงั นค้ี ือ ขน้ั ที่ 1 การระบุปญหา (Defining problem) เปน ข้นั ตอนแรกทีม่ คี วามสาํ คญั อยางมาก เพราะจะตอ งระบปุ ญหาไดถ กู ตอ ง จงึ จะดําเนนิ การตัดสินใจในข้นั ตอนตอ ๆ ไปได ข้นั ที่ 2 การระบขุ อ จาํ กัดของปจจัย (Identify limiting factors) เปนการระบุปญหาไดถูกตอง แลว นําไปพิจารณาถึงขอจํากัดตาง ๆ ของตนเองหรือหนวยงาน โดยพิจารณาจากทรัพยากรซึ่งเปน องคประกอบของกระบวนการผลิต ข้ันที่ 3 การพัฒนาทางเลือก (Development alternative) ตอนที่ตองพัฒนาทางเลือกตาง ๆ ข้นึ มาซ่ึงทางเลอื กเหลาน้ีควรเปนทางเลอื กที่มีศกั ยภาพและมีความเปนไปไดในการแกปญหาใหนอยลง หรือใหประโยชนสูงสุด เชน เพิ่มการทํางานกะพิเศษ เพิ่มการทํางานลวงเวลาโดยใชตารางปกติ เพิ่มจํานวนพนักงาน เปน ตน ข้นั ที่ 4 การวเิ คราะหท างเลือก (Analysis the alternative) เมือ่ ไดท ําการพฒั นาทางเลือกตา ง ๆ โดยนาํ เอาขอดขี อเสียของแตละทางเลือกมาเปรียบเทียบกันอยางรอบคอบ ควรพิจารณาวาทางเลือกน้ัน หากนํามาใช จะเกิดผลตอเนอ่ื งอะไรตามมา ขั้นท่ี 5 การเลือกทางเลือกที่ดีท่ีสุด (Select the best alternative) เมื่อผูบริหารไดทําการ วิเคราะห และประเมนิ ทางเลอื กตางๆ แลว บุคคลควรเปรียบเทยี บขอดแี ละขอเสยี ของแตละทางเลอื ก อีกครั้งหน่ึง แลวจึงตัดสินใจ 2. ทกั ษะการแกปญ หา (Problem solving) ทักษะการแกปญหาอาจทําไดหลายวิธี ทั้งน้ีข้ึนอยูกับลักษณะของปญหา ความรูและ ประสบการณของผูแ กปญหานัน้ ซ่ึงแตละขั้นตอนมีความสมั พนั ธดงั น้ี 2.1 ทาํ ความเขาใจปญ หา ผแู กป ญ หาจะตองทาํ ความเขา ใจกับปญ หาท่ีพบใหถ องแท ในประเดน็ ตางๆ คอื - ปญ หาถามวาอยา งไร

122 - มีขอมูลใดแลว บาง - มีเงอื่ นไขหรอื ตอ งการขอ มูลใดเพมิ่ เติมอกี หรอื ไม การวิเคราะหปญหาอยางดีจะชวยใหข้ันตอนตอไป ดําเนินไปอยางราบรื่น การจะ ประเมินวาผูเรียนเขาใจปญหามากนอยเพียงใด ทําไดโดยการกําหนดใหผูเรียนเขียนแสดงถึงประเด็น ตา งๆ ที่ เกยี่ วของกบั ปญหา 2.2 วางแผนแกปญหา ข้ันตอนน้ีจะเปนการคิดหาวิธี วางแผนเพ่ือแกปญหาโดยใชขอมูล จากปญหาที่ไดวิเคราะหไวแลวในข้ันท่ี 1 ประกอบกับขอมูลและความรูที่เกี่ยวของกับปญหานั้นและ นาํ มาใชป ระกอบการวางแผนการแกปญ หาในกรณที ปี่ ญ หาตองตรวจสอบโดยการทดลอง ขั้นตอนนี้ก็จะ เปน การวางแผนการทดลอง ซึง่ ประกอบดวยคาดคะเนผลท่ีจะเกดิ ลว งหนา (การตัง้ สมมตฐิ าน) กาํ หนดวิธี ทดลองหรอื ตรวจสอบและอาจรวมถึงแนวทางในการประเมินผลการแกปญหา 2.3 ดาํ เนนิ การแกปญหาและประเมินผล ขนั้ ตอนนี้จะเปน การลงมอื แกป ญ หาและประเมนิ วา วิธกี ารแกป ญหาและผลที่ไดถูกตองหรือไม หรือไดผลเปนอยางไร ถาการแกปญหาทําไดถูกตองก็จะมี การประเมินตอไปวาวิธีการน้ันนาจะยอมรับไปใชในการแกปญหาอื่นๆ แตถาพบวาการแกปญหานั้น ไมป ระสบความสาํ เร็จก็จะตอ งยอ นกลับไปเลือกวธิ กี ารแกปญหาอืน่ ๆทไ่ี ดก ําหนดไวแลวในข้ันที่ 2 และ ถา ยังไมประสบความสาํ เร็จ ผเู รียนจะตองยอ นกลบั ไป ทาํ ความเขาใจปญหาใหมวามขี อบกพรองประการ ใด เชนขอ มูลกาํ หนดใหไมเพยี งพอ เพื่อจะไดเริ่มตน การแกป ญหาใหม 2.4 ตรวจสอบการแกปญหา เปนการประเมินภาพรวมของการแกปญหาท้ังในดานวิธีการ แกปญหา ผลการแกป ญ หาและการตัดสินใจ รวมท้ังการนาํ ไปประยุกตใ ช ทงั้ นี้ในการแกป ญหาใด ๆตอง ตรวจสอบถึงผลกระทบตอ ครอบครัวและสังคมดวย แมวาจะดาํ เนนิ ตามขัน้ ตอนที่กลา วมาแลว ก็ตาม ผูแกปญหาตองมีความมั่นใจวาจะสามารถ แกปญหานั้นได รวมทั้งตองมุงม่ันและทุมเทใหกับการแกปญหา เน่ืองจากบางปญหาตองใชเวลาและ ความพยายามเปน อยางสงู นอกจากนีถ้ า ผเู รียนเกิดความเหน่ือยลาจากการแกปญหาก็ควรใหผูเรียนไดมี โอกาสผอ นคลาย แลว จึงกลบั มาคดิ แกปญหาใหม ไมค วรทอแทหรือยอมแพ 3. ทกั ษะการคดิ สรางสรรค (Creative Thinking) 3.1 ลักษณะสาํ คญั ของความคดิ ริเรม่ิ สรางสรรคจ ะประกอบดวยคณุ ลกั ษณะตา ง ๆ ดงั ตอ ไปนีค้ ือ (1) เปนความคดิ ที่มีอสิ ระ และสรา งใหเ กิดเปน แนวคดิ ใหมๆ (2) ไมม ขี อบเขตจาํ กัด หรอื กฎเกณฑตายตวั และเปนแนวคิดท่นี า จะเปน ไปได (3) เปนแนวคิดที่อาศยั การมองทกี่ าวไกลสรา งใหเกิดความคดิ ทตี่ อ เนื่อง

123 (4) เปนความคิดท่อี ยใู นลักษณะของจนิ ตนาการ ซง่ึ คนทัว่ ไปจะไมค อ ยคิดกัน (5) ระบบของความคิดน้จี ะกระจายไปไดห ลายทิศทาง และหลายทางเลอื ก (6) เปนความคิดที่อยใู นลักษณะแปลก และแหวกแนวออกไปจากความคิดปกติทั่วไป (7) สรางใหเกิดสิ่งประดิษฐใหม นวัตกรรมใหม และมีการพัฒนาที่แปลกใหมที่เปน ประโยชนและสรา งสรรค (8) ความคดิ นีจ้ ะไมก อ ใหเ กิดความเสยี หาย หรอื เปนภัยตอตนเองและผูอ ่นื 3.2 ทําไมตองฝกและพัฒนาใหเ กดิ ความคิดสรา งสรรค ความคิดสรางสรรคสามารถฝกและพัฒนาได โดยคนเราจะมีความพรอมตั้งแตวัยเด็ก ซง่ึ อยรู ะดับประถมศกึ ษาจะจัดหลักสตู รใหเออื้ อํานวยและกระตุน ใหเกิดความคิดริเร่ิมตางๆ เพื่อนําไปสู การพัฒนาอยางสรา งสรรค ดงั นค้ี ือ 1. สรางใหบุคคลกลาคิดกลาแสดงออก คนท่ีมีความคิดสรางสรรคมักจะเปนบุคคล ทีก่ ลา เสนอวธิ ีการและแนวทางใหม ๆ ทไ่ี มมใี ครคิดกันมากอ น และจะเปน คนทตี่ อสูอยางเต็มที่ เพื่อที่จะ แสดงความคิดเหน็ ทีถ่ ูกตองของตนเอง 2. ความคิดนี้จะนําบุคคลไปสูส่ิงใหมและวิธีการใหม ความคิดริเร่ิมสรางสรรคจะ กอใหเ กดิ สง่ิ ใหม นวัตกรรมใหม จึงเปนสิ่งจําเปนอยางหนึ่งในการที่จะใหบุคคลหลุดพนจากเรื่องจําเจ ทีต่ อ งประสบอยทู ุกวัน 3. สรางใหบุคคลเปนผูที่มองโลกในมุมกวาง และยืดหยุน นอกจากจะสรางความคิด ใหมหรือไดคนพบส่ิงใหม ๆ และสรางวิธีการใหมๆแลว ผูท่ีมีความคิดสรางสรรคน้ันแมจะมองส่ิง เดยี วกนั กบั ท่ีทกุ คนมองอยูแตความคิดของเขาจะไมเหมือนคนอื่นๆโดยจะคิดแตกตา งไปอยา งไรขอบเขต เปนความคดิ ตามจินตนาการท่ีมอง และรับรูสิง่ ตาง ๆ รอบขา งในแงมมุ ท่ีแตกตา งจากคนทว่ั ๆ ไป 4. สรางใหบ ุคคลไมอ ยูกบั ท่ี และบมเพาะความขยัน คนที่มคี วามคิดสรางสรรคจะเปน ผูท ่ที าํ งานหนกั มสี มาธิสามารถทํางานไดนาน มีความขยันและกระตือรือรน อยากรู อยากเห็น คนควา และทดลองสิง่ ใหม ๆ อยเู สมอ 5. สรางใหบคุ คลเกิดความสามารถในการแกไขปญ หาตามสภาพและตามขอ จาํ กัดของ ทรัพยากร คนทม่ี ีความคิดสรา งสรรคจะไมมีการสรางเงื่อนไขในความคิดสามารถคิดหาแนวทางแกไข ปญ หา และตัดสนิ ใจตามสภาพแวดลอมของปญ หาไดภายใตอุปสรรคและขอจํากัดของทรัพยากรตาง ๆ ในทํานองทว่ี า “Small and Beautiful” หรือ “จิ๋ว แต แจว ” 6. สรางผลงานและเกิดส่ิงใหม ๆ นักสรางสรรคจะมีความสามารถในการอธิบาย สอ่ื สาร สรา งความเขาใจใหผูอ ืน่ นําความคดิ ท่มี คี า ของตนไปทาํ ใหเกดิ ประโยชนได

124 ผูที่มีความคดิ สรางสรรคจะใชส ิ่งทกี่ ลาวมานี้เปน สอื่ และเปนแนวทางในการพัฒนาความสามารถ ของตนเองไดดี 3.3 วิธีการพฒั นาใหเ กดิ ความคิดสรา งสรรค การพัฒนาใหเ กดิ ความคิดสรางสรรคใ นตนเอง จะตอ งฝกและพฒั นาตนเองดงั นี้ (1) ใหอสิ ระตนเอง (2) นาํ ตนออกนอกขอบเขต กฎเกณฑ กรอบ และเกราะกาํ ลังตางๆ (3) คิดใหล กึ ซง้ึ ละเอียด รอบคอบ (4) อาศัยการใชส มาธแิ ละสตใิ หอยเู หนอื อารมณ (5) ปราศจากอคติ คานิยมสังคม (6) ยอมรับคําวิพากษว จิ ารณไ ด (7) อยาใหเวลามาเรง รดั ความคดิ จนเกนิ ไป (8) ไมม งุ หวงั ผลกําไรจากความคดิ (9) มีทกั ษะในการฟง (10) หม่ันฝกฝนความคิดอยางสมํ่าเสมอ 3.4 วิธกี ระตุนใหเ กดิ ความคิดริเริ่มสรางสรรค การกระตุนใหบุคคลเกดิ ความคิดรเิ ร่ิมสรา งสรรคไ ดนนั้ ผูทีเ่ ปนตัวกระตุน อาทิเชน พอ แม ผูปกครอง ครู หรือบังคับบัญชา สามารถใชวิธีการตางๆ ตอไปนี้ฝกใชความคิดอยางสรางสรรคได โดยอยใู นบรรยากาศท่ดี ี เอื้ออํานวยใหเกดิ การใชปญญา คอื (1) การระดมสมองอยางอสิ ระ (2) การเขยี นวิจารณค วามคดิ (3) การแยกความเหมือน – ตาง (4) การอปุ มาอุปไมย (5) การมคี วามคลมุ เครือ 3.5 อปุ สรรคของความคดิ สรางสรรค (1) อปุ สรรคจากตนเองไมมน่ั ใจในตนเอง ใชความเคยชินและสญั ชาตญาณแกไขปญหา พอใจในคําตอบเดิม ๆ กลัวพลาด ไมกลาเสี่ยง ไมกลารับผิดชอบ ชอบสรางขอบเขตและกฎเกณฑให ตนเอง ชอบเลียนแบบแอบอางผูอ่ืน ชอบเปนผูตาม สามารถทําตามคําส่ังไดดี ไมชอบแสวงหาความรู ไมเสาะหาประสบการณ ไมเ ปดใจ ปราศจากการยืดหยนุ ไมมสี มาธิ ไมมีสติ

125 (2) อุปสรรคจากบคุ คลอนื่ ไมย อมรบั ฟง มงุ ตาํ หนิ วิจารณ และปฏเิ สธทุกประเด็น อิจฉา เยาะเยย ถากถาง ปด โอกาส (3) ขาดการกระตุนสงเสริม มีการบั่นทอนกําลังใจ ปราศจากการยอมรับ เนนผลกําไร จนเกนิ ไป มีความจาํ กัดดา นเวลา ทรพั ยากรอื่น ๆ ดงั นั้น การจะสรางใหตนเองมีความคิดสรางสรรค หรือสงเสริม กระตุนใหบุคคลเกิด ความคดิ ริเร่ิมสรา งสรรค จึงควรจัดกิจกรรมและสภาพแวดลอมใหเอื้ออํานวย พรอม ๆ กับการปองกัน และขจดั อุปสรรคดังที่กลาวมาแลว 4. ทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ (Critical thinking) การคิดอยางมีวิจารณญาณ คือ ความสามารถในการสรา งและประเมินขอ สรุปจากหลกั ฐานหรือสภาวการณใดไดอยางถูกตองตามความ เปนจริง มอี งคประกอบ 4 อยางดงั นี้ 4.1 ทักษะเบ้ืองตนสําหรับใชเปนเครื่องมือในการคิด ไดแก ความสามารถในการสังเกต ความสามารถในการคน หารูปแบบและ การสรปุ สาระสาํ คญั และการประเมินขอสรุปบนพื้นฐานจากการ สงั เกต 4.2 ความรูเฉพาะเก่ียวกับส่ิงที่ตองคิด ไดแก ความรูเก่ียวกับเน้ือหาสาระ หลักฐาน หรือ สถานท่ีเกี่ยวของ เชน เม่ือตองตัดสินใจวาจะเช่ือหรือไมเช่ือในเรื่องใด ตองหาเหตุผล หลักฐานตาง ๆ ประกอบการตัดสนิ ใจ 4.3 การรคู ดิ ไดแ ก รกู ระบวนการรูคดิ ของตนและควบคุมใหปฏบิ ัตติ ามกระบวนการคิดน้ัน เชน ตอ งจดจอ ใครค รวญ พิจารณาตามหลักเหตุผล เปน ตน 4.4 แรงจูงใจ หมายถึง พลังท่ีใชในการคิด ซึ่งเกิดจากความตองการหรือปรารถนาที่จะคิด อยางมวี จิ ารณญาณ แรงจงู ใจในการคิดจะกําหนดเจตคติ และนิสัยในการคิดของบุคคลน้ัน ๆ ทําใหเช่ือ หรอื ไมเช่อื ในเรื่องใดเรื่องหน่งึ กิจกรรมทา ยบท 1. จงอธบิ ายถงึ ทักษะชีวติ ในขอใดท่ผี ูเรียนเคยนําไปใชใ นชวี ิตประจําวนั อยา งนอย 3 ทกั ษะพรอมยกตวั อยา งประกอบ 2. ใหผูเรียนแบง กลุมอภปิ รายทกั ษะชวี ติ ท่ีมคี วามจําเปนในการดาํ เนนิ ชีวิตประจําวนั มากที่สดุ และนาํ เสนอในกลมุ

126 บทที่ 9 อาชพี กับงานบรกิ ารดา นสุขภาพ ความหมายงานบรกิ ารดานสขุ ภาพ ในปจจุบันคนเรามีการดแู ลสุขภาพของตนเองกันมากข้ึน โดยใหความสําคัญตอตัวเองเพ่ิมเติม จากปจจัย 4 ท่ีตองใหความสําคัญอยูแลว จึงเกิดธุรกิจงานบริการดานสุขภาพเพ่ือตอบสนองตอ ความตอ งการของทกุ ๆ คน ซึ่งมหี ลายประเภท เชน การนวดแผนไทย การทําสปา การฝกโยคะ การเตน แอโรบิค และการลีลาศเพือ่ สุขภาพ เปนตน ในท่นี จี้ ะขอยกตวั อยางเชน การนวดแผนไทย เพื่อเปนลูทาง ไปสูการประกอบอาชีพกับงานบริการดานสุขภาพไดตอไป การนวดแผนไทย การนวดแผนไทย เปน ภูมิปญญาอนั ลาํ้ คาของคนไทยท่ีสั่งสมและสืบทอดมาแตโบราณ คนไทย เรียนรูวิธีการชวยเหลือกันเองเมื่อปวดเม่ือย เจ็บปวย รูจักการผอนคลายกลามเน้ือดวยการบีบ นวด ยดื เหยียด ดัดดึงตนเอง หรือรูไวชวยเหลือผูอ่ืน การนวดเปนการชวยเหลือเกื้อกูลที่อบอุนเริ่มจากคน ในครอบครัวดว ยสอ่ื สมั ผัสแหง ความรักและความเอื้ออาทร ถา ยทอดความรูจากการสั่งสมประสบการณ จากคนรุน หน่ึงไปยังอีกรุนหนึ่ง จนกระท่ังมีหลักในการปฏิบัติและมีวิธีการท่ีเปนเอกลักษณเฉพาะตัว และการนวดเปนศิลปะของการสัมผัสท่ีสรางความรูสึกอบอุน ผอนคลายความเม่ือยลา ทําใหเรารูสึก สดชื่นท้งั รา งกายและจติ ใจ การนวดแผนไทยจงึ เปน ทั้งศาสตรและศลิ ปท ่ีมีพฒั นาการมาเปนลาํ ดับ แมว า ความเจริญกาวหนา ทางเทคโนโลยอี นั ทนั สมัยของการแพทยแ ผนปจ จุบัน จะมีบทบาทสําคัญในการดูแล สุขภาพของคนทั่วโลก แตหลายคนก็ยังเสาะแสวงหาทางเลือกอ่ืน ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ดว ยเหตุผลแตกตา งกัน การนวดแผนไทย เปนอีกทางเลอื กหนง่ึ สําหรับการดูแลสุขภาพ และไดรับความ

127 นิยมมากข้นึ เรอื่ ย ๆ เนือ่ งจาก ปจ จบุ นั มีการใชย าแกป วด และยากลอมประสาทหลายชนดิ และมผี ลแทรก ซอนจาก ยาแกปวดบางชนิดคอนขางรุนแรง เชน ทําใหป วดทอง เกดิ แผลในกระเพาะอาหาร อาเจียนเปน เลือด เปน ตน ประวัตกิ ารนวดแผนไทย ในสมัยโบราณนั้น ความรูเกี่ยวกับการแพทยและการนวดของไทย จะสั่งสอนสืบตอกันมา เปน ทอด ๆ โดยครูจะรับศษิ ยไว แลวคอยสั่งคอยสอนใหจดจําความรูตาง ๆ ซ่ึงความรู ท่ีสืบทอดกันมานั้น อาจเพิ่มข้ึน สญู หาย หรอื ผดิ แปลกไปบา ง ตามความสามารถของครู และศิษยท ี่สืบทอดกันมา ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา รชั สมัยของ สมเดจ็ พระนารายณมหาราช การแพทยแ ผนไทย เจริญรุงเรือง มาก โดยเฉพาะอยางยิ่งการนวดแผนไทย ปรากฏในทําเนียบศักดินาขาราชการฝายทหาร และพลเรือน ทรงโปรดใหมีการแตงต้ังกรมหมอนวด ใหบรรดาศักด์ิเปนปลัดฝายขวา มีศักดินา 300 ไร ฝายซายมี ศกั ดินา 400 ไร หลักฐานอกี ประการหน่ึงจากจดหมายเหตุของราชฑูตลาลูแบร ประเทศฝร่ังเศส บันทึก เร่ืองหมอนวดในแผนดินสยาม มีความวา \"ในกรุงสยามนั้น ถามีใครปวยไขลง ก็จะเร่ิมทําเสนสายยืด โดยผูช าํ นาญทางน้ี ข้ึนไปบนรางกายคนไขแ ลว ใชเทา เหยยี บ\" ในสมัยรัตนโกสินทร การแพทยแผนไทยไดสืบทอดมาจากสมัยอยุธยา แตเอกสารและวิชา ความรบู างสว น สญู หายไปในชว งภาวะสงคราม ท้ังยงั ถูกจบั เปนเชลยสวนหน่ึง เหลือเพียงหมอพระท่ีอยู ตามหวั เมือง พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลก ทรงโปรดใหระดมปนรูปฤาษีดัดตน 80 ทา และ จารกึ สรรพวิชาการนวดไทย ลงบนแผนหินออน 60 ภาพ แสดงจุดนวดตาง ๆ อยางละเอียด ประดับบน ผนังศาลาราย และบนเสาภายในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธ์ิ) เพ่ือใหประชาชนไดศึกษา โดยทั่วกนั ตอ มาใน พ.ศ.2375 ในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลาเจาอยูหัว ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหบูรณะวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธ์ิ) ใหม ทรงให หลอรูปฤษีดัดตนเปนโลหะ มีการ ปรับปรงุ ตํารายาสมุนไพร จารึกไวรอบอาราม และทรงใหรวบรวมตําราการนวด และตําราการแพทย จารึกในวดั โพธิ์ เพอื่ เผยแพรใหป ระชาชนทว่ั ไปศกึ ษา และนําความรไู ปใชใ หเกดิ ประโยชนตอไป ใน พ.ศ. 2397 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว มีการชําระตําราการนวดไทยและ การแพทยไทยเรียกวา “ตําราแพทยหลวง” หรือ แพทยในราชสํานัก และทรงโปรดใหหมอนวดและ หมอยา ถวายการรักษาความเจ็บปว ยยามทรงพระประชวร แมเ สด็จประพาสแหงใด ตอ งมีหมอนวดถวาย งานทกุ คร้ัง

128 ใน พ.ศ. 2499 สมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจาอยูหัว ทรงโปรดเกลาฯใหแพทยหลวงทํา การสังคายนา และแปลตาํ ราแพทยจ าก ภาษาบาลี และสันสกฤตเปนภาษาไทย เรียกวาตําราแพทยศาสตร สงเคราะห (ฉบับหลวง) ตอมาเม่ือการแพทยแผนตะวันตกเขามาในสังคมไทย การนวด จึงหมดบทบาทจากราชสํานัก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว และมาฟนฟูอีกครั้งในสมัยรัชกาลปจจุบัน เมื่อมีการ จัดต้ังอายุรเวชวิทยาลัย (วิทยาลัยสําหรับการแพทยแผนไทย) สวนการนวดกันเองแบบชาวบานยังคง สืบทอดตอ กันมาจากบรรพบุรษุ จนถึงปจจุบัน แบบของการนวดแผนไทย การนวดแผนไทยแบง ออกเปน 2 แบบ ไดแ ก 1. การนวดแบบราชสํานัก เปนการนวดเพ่ือถวายพระมหากษัตริย และเจานายชั้นสูง ในราชสํานัก การนวดประเภทนี้จึงใชเฉพาะมือ นิ้วหัวแมมือ และปลายน้ิว เพ่ือที่ผูนวดจะไดสัมผัส รา งกายของผูรับการนวดใหนอยท่ีสุด และทวงทาที่ใชในการนวดมีความสุภาพเรียบรอย มีขอกําหนด ในการเรียนมากมาย ผูที่เช่ียวชาญทางวิชาชีพดานนี้ จะไดทํางานอยูในรั้วในวังเปนหมอหลวง มเี งินเดือนมยี ศมตี ําแหนง 2. การนวดแบบทั่วไป (แบบเชลยศักด์ิ) หรือเรียกกันทั่วไปวา \"จับเสน\" เปนการนวดของ สามญั ชนเพือ่ ผอนคลายกลามเน้ือ และชวยการไหวเวียนของโลหิต โดยใชมือนวดรวมกับอวัยวะอื่น ๆ เชน ศอก เขา และเทา ดว ยทาทางทวั่ ไปไมมีแบบแผน หรือพธิ รี ตี องในการนวดมากนัก นับเปนการนวด ซ่งึ เปนทร่ี จู ักกันอยางแพรห ลายในสังคมไทย

129 ประเภทของการนวดแผนไทย การนวดแผนไทย ทาํ ใหสขุ ภาพดี ผอนคลาย ซ่ึงแบง ออกไดหลายประเภท ไดแก 1. นวดนา้ํ มนั การนวดรางกายโดยใชนา้ํ มันท่สี กัดจากธรรมชาติทบ่ี ริสุทธ์ิ ท่ีมีกล่ินหอมจากธรรมชาติ ชวยให สดชืน่ ผอนคลาย และคลายเครียด ดวยกลิ่นหอม เฉพาะทางท่ีใชในการบําบัดอาการใหเบาบางลง เชน อาการนอนไมหลับ อาการเครียด หดหู นอกจากนี้น้ํามันบริสุทธิ์ยังชวยบํารุงผิว และกระชับรูปราง ทําใหกลามเนื้อไมหยอนยาน สลายไขมันตามรางกาย ความรอนของน้ํามันที่เกิดจากการนวด จะซมึ ซาบ ลกึ เขา ไปผิวหนังและกลามเนือ้ ชว ยใหร ูสกึ เบาสบายตัว 2. นวดผอ นคลาย การนวดผอ นคลาย เปนการนวดท่ีถกู สุขลกั ษณะตามแบบแผนไทยโบราณ ซ่ึงสงผลโดยตรงตอ รางกายและจิตใจ ทําใหเกิดการไหลเวียนของเลือดลม คลายกลามเน้ือท่ีลา รักษาอาการปวดเม่ือย ตามรา งกาย คลายเครยี ด เคล็ดขัดยอก ชว ยใหส ขุ ภาพกระปรก้ี ระเปรา จิตใจผอ นคลาย 3. นวดฝา เทา การนวดฝา เทา นวดเทา เปน การปรับสมดุลในรางกาย ชวยใหระบบการไหวเวียนไปยังอวัยวะ ตาง ๆ ภายในรา งกายไดดขี ้นึ สงผลใหม ีการขับถา ยของเสียออกจากเซลล ปรับสภาวะสมดุลของรางกาย ทาํ ใหส ุขภาพโดยรวมดขี ึน้ 4. นวดสปอรท การออกกําลังกายอยางหักโหมจนเกินไป อาจทําใหเกิดอาการเกร็งของกลามเนื้อเฉพาะสวน หรอื อาการลา การนวดสปอรต จึงเปน การนวดคลายกลามเนื้อดงั กลาว ชว ยใหกลา มเนอ้ื ผอนคลาย

130 5. นวดจบั เสน การนวดเพ่ือบาํ บดั อาการปวดเมือ่ ยเฉพาะจุด หรือตามขอ ตอ การยึดติดของพังผืดของรางกายให ทุเลา ผอ นคลาย โดยการใชน าํ้ หนกั กดลงตลอดลําเสน ท่กี ระหวดั ไปตามอวยั วะตา ง ๆ การนวดชนดิ นต้ี อง อาศัยความเชยี่ วชาญของผูนวด ซงึ่ ไดท าํ การนวดมานาน และสังเกตถงึ ปฏิกริ ยิ าของแรงกดที่แลนไปตาม อวยั วะตาง ๆ 6. นวดสลายไขมัน – อโรมา เปนการนวดนาํ้ มัน เพ่อื ผอนคลายกลา มเน้อื ทุกสวนของรางกาย 7. นวด – ประคบ เปน การใชล ูกประคบสมนุ ไพร โดยการนําเอาสมุนไพรทั้งสดหรือแหงหลาย ๆ ชนิด โขลกพอ แหลกและคลกุ รวมกัน หอ ดวยผา ทาํ เปนลูกประคบ จากนั้นน่ึงดวยไอความรอน แลวนําไปประคบตาม รา งกาย เพ่อื ผอ นคลายกลามเนือ้ ทต่ี ึงหรือเครียดใหส บาย 8. นวด – ไมเกรน เปนการนวดเพ่ือแกอาการปวดศีรษะ โดยจะกดจดุ บริเวณศรี ษะที่ปวด วิธกี ารนวดแผนไทย วิธีการนวดแผนไทยทีถ่ กู ตอ ง จะทาํ ใหผนู วดไมเ หนอ่ื ย และการนวดก็ไดผ ลเตม็ ท่ี มคี วามสะดวก และปลอดภัย สง ผลทําใหผูถูกนวดมีสุขภาพดี ผอนคลายความตึงเครียดไดเปนอยางดี ซ่ึงแบงออกได หลายวิธไี ดแ ก 1. การกด เปนการใชน้ําหนักกดบนเสนพลังงานบนกลามเน้ือโดยใชน้ิวหัวแมมือกดนว ด เปนวงกลม หรอื ใช ฝา มอื กดเปนวงกลม และกดตรงเสนพลังงาน โดยใชนํ้าหนักตัวกด น้ิวและหัวแมมือ

131 หวั เขา ฝา เทา ทําการกดเพ่อื ยดื เสน ทําใหกลามเนื้อคลายตัวหลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนของเลือด ระบบประสาทการทํางานของอวยั วะตาง ๆ ดขี น้ึ 2. การบีบ เปน การใชน า้ํ หนักบบี กลา มเนือ้ ใหเต็มฝา มอื เขาหากันโดยการออกแรง สามารถใชน้ิวหัวแมมือ ชวยหรือการประสานมือเพื่อเพ่ิมการออกแรง เปนการเพ่ิมการหมุนเวียนของเลือด และผอนคลาย กลามเนื้อ 3. การทบุ /ตบ/สบั ใชม ือและกําปน ทุบ/ตบ/สับ กลา มเนื้อเบา ๆ เปนการผอนคลายการตงึ ของกลามเน้ือและใหเลือด หมุนเวียนดีขนึ้ และเปนการชวยขจดั ของเสยี ออกจากรางกาย 4. การคลงึ เปนการใชนํ้าหนักกดคลึงบริเวณกลามเนื้อโดยการหมุนแขนใหกลามเนื้อเคลื่อนหรือคลึง เปนวงกลม ใชแ รงมากกวา การใชขอศอก ซ่ึงใหผลในการผอนคลาย มักใชกับบริเวณที่ไวตอการสัมผัส เชน กระดกู หรอื ขอ ตอ 5. การถู โดยใชนา้ํ หนกั นวดถไู ปมา หรอื วนไปมาเปนวงกลม บนกลา มเนอ้ื เพื่อชวยผอนคลายอาการปวด เม่อื ยเฉพาะจดุ หรอื ตามขอ ตอตา ง ๆ 6. การหมุน โดยการใชมือจับและออกแรงหมุนขอตอกระดูกวนเปนวงกลม ชวยใหการเคลื่อนไหวของ ขอตอ ทํางานดีข้ึน ผอ นคลาย 7. การกล้ิง เปน การใชข อ ศอกและแขนทอ นลา ง กดแรง ๆ ในกลา มเน้อื มดั ใหญๆ เชน ตนขา โดยใชน้ําหนัก หมุนกล้ิง ทําใหเกิดแรงกดตอเน่ือง และเคลื่อนท่ีไปตลอดอวัยวะท่ีตองการนวด ทั้งยังเปนการยืด กลามเนอื้ ดว ย 8. การสัน่ /เขยา ใชมือเขยาขาหรือแขนของผูถูกนวด เพื่อชวยทําใหการหมุนเวียนของเลือดดีข้ึน ผอนคลาย กลา มเนอื้ ไปในตัว

132 9. การบดิ ลักษณะคลายการหมุน แตเปนการออกแรงบิดกลามเนื้อกับขอตอใหยืดขยายออกไป ในแนวทะแยง ทาํ ใหก ลามเนอื้ ยืด เพื่อใหผ งั ผืด เสนเอน็ รอบ ๆ ขอ ตอยดึ คลาย เคลือ่ นไหวดขี ้ึน 10. การลั่นขอตอ เปน การออกแรงยดื ขอ ตออยา งเร็วทําใหเกิดเสยี งดังล่ัน เพ่ือใหก ารเคลอื่ นไหวของขอ ตอทํางานดี ข้ึน 11. การยืดดดั ตวั โดยใชฝาเทา เปนการออกแรงยืดกลามเน้ือขอตอใหยืดขยายออกไปทางยาว ชวยใหกลามเน้ือ เสนเอ็นยืดคลายตัว 12. การหยุดการไหลเวียนของเลือด ใชฝามือกดที่จุดชีพจรที่โคนขาเพื่อหยุดการไหลเวียนของเลือดชั่วขณะกดไวประมาณครึ่ง ถงึ 1 นาทแี ลวคอย ๆ ปลอ ยชา ทาํ ใหก ารไหลเวยี นของเลอื ดดีขึ้น แหลงเรยี นรูการนวดแผนไทย เน่อื งจากการนวดแผนไทยไดรับความนิยมเปนอยางมากในปจจุบัน ดังน้ัน จึงมีการนําบริการ การนวดแผนไทยมาทาํ เปนธุรกิจควบคูก บั ธุรกิจสปา ซึง่ กลายเปน ธุรกิจท่ีสรางรายไดใหแกประเทศไทย เปน จาํ นวนมาก โดยมรี ายไดเฉลีย่ ในการดําเนนิ กจิ การการนวดแผนไทย มีรายละเอียด ดังนี้ การนวดตวั โดยเฉลี่ย 300 - 400 บาท/ 2 ชัว่ โมง การนวดฝา เทา โดยเฉลีย่ 150 - 250 บาท/ช่วั โมง การนวดประคบสมุนไพร โดยเฉลี่ย 300 - 350 บาท/ 2 ชั่วโมง การนวดนํา้ มัน โดยเฉล่ีย 600 - 800 บาท/ 2 ชั่วโมง

133 ดังน้ัน หากผูเรียนที่สนใจก็สามารถศึกษาฝกทักษะสรางความชํานาญนําไปสูอาชีพเปนของ ตนเองได จากแหลง เรยี นรูตา งๆ ในชุมชน เชน แหลงเรยี นรกู ารนวดแผนไทย เขตกรุงเทพมหานคร 1. โรงเรียนแพทยแผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (ทาเตียน) มีโรงเรียนในเครือ 3 สาขาเปด ใหบริการดานการเรียน-การสอนเกี่ยวกับการนวดแผนไทยมาตั้งแตป 2505 และตอมาไดมีการเพ่ิม หลักสูตรเรียนใหมมาจนถึงปจจุบัน 392/25-28 ซอยเพ็ญพัฒน 1 ถ.มหาราช เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 โทร: 02-622-3551, 02-221-3686 2. บานนานาชาติ บานสิริรามาเพลส ถนนพัฒนาการ ระหวางซอย 48 กับ ซอย 50 เขตสวนหลวง กทม โทร.66 [0]2 722 6602 to 10 3. ศูนยอบรมเรือนไมสปาสมาคมแพทยแผนไทย สาขาพหลโยธิน 54/4 โทร.089-214-1118, 084-091-9511 4. โรงเรียนพฤษภาหัตถแผนไทย 25/8 ซอย 26, ถ.สุขุมวิท คลองตัน คลองเตย กทม 10110 โทร.66-2204-2922/3 5. โรงเรียนการนวดแผนไทย 13 หมู 12 ถนนรามคําแหง 166 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กทม. 10510 โทร.02-917-4933 / 02-517-6818 6. ศูนยพัฒนาการแพทยแผนไทย ชลนิเวศน 530 หมูบานชลนิเวศน ซอย 9 (แยก 18) ถนน ประชาชื่น ลาดยาวจตจุ กั ร กทม. 10900 โทร.0-2911-0543, 0-2585-0995 7. โครงการดอยนํ้าซับ 505 ซอยลาดพราว 48 แขวงสามเสนนอก เขตหวยขวาง กทม. โทร.02-939-8167,02939-9939,02-513-9086 8. สมาคมนวดแผนโบราณไทย 138/157 หมู 4, วงคนั นายาว เขตคันนายาว กรุงเทพ 9. โรงเรียนสปาออฟสยาม 163 Thai Ocean Bld. ถ.สุริยวงศ. บางรัก กรุงเทพ โทร.02-634-1900,081-426-5843 10. ชวี าศรม อคาเดมี่ กรุงเทพฯ ช้ัน 1 อาคารโมเดริ น ทาวน 87/104 ถ. สุขุมวิท ซอย 63 กรุงเทพ 10110 โทร. 02-711-5270-3 11. ปร๊ินเซสบวิ ตี้เซ็นเตอร สาขาสยามสแควร 194-196 ซอย 1 (สกาลา) ถ.พระราม 1 เขตปทุมวัน กรงุ เทพฯ 10330 โทร. 02-253-3681 12. เบญจ สปา 333 ซ.21 เมืองทอง 2/2 ถ.พัฒนาการ 61 เขตประเวศ กรุงเทพ 10250 โทร. 02-722-2900

134 13. สถาบนั เวชศาสตรความงามแผนไทย 111/40 หมูบา นศิริสุข ถนนวิภาวดี-รังสิต แขวงสีกัน เขตดอนเมอื ง กรุงเทพฯ 10120 14. พลอยมาลี ศนู ยฝก สาขาสมาคมแพทยแ ผนไทย(ฝก ออ มใหญ) 177(30) ซ.พหลโยธิน 24, ถ. พหลโยธนิ , แขวงจอมพล, เขตจตุจกั ร กรุงเทพฯ 10900 15. โรงเรียนกรุงเทพความงามและ สปา 12/1 ถ.ลาดพราว 122 แขวงวังทองหลาง เขตวงั ทองหลาง กรงุ เทพฯ 10310 โทร. 02-9342-690 ,02-734-3290, 086-510-5078 , 086-322-5458 แหลงเรยี นรกู ารนวดแผนไทย เขตภาคกลาง 1. โรงเรียนแพทยแผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (ศาลายา) มีโรงเรียนในเครือ 3 สาขาเปด ใหบริการดานการเรียน-การสอนเก่ียวกับการนวดแผนไทยมาต้ังแตป 2505 และตอมาไดมีการเพ่ิม หลกั สูตรเรยี นใหมมาจนถึงปจจบุ ัน 87 หมู 1 ถ.ศาลายา-นครชัยศรี ต.มหาสวสั ดิ์ อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73120 โทร.034-365-001 ถึง 04 2. โรงเรียนแพทยแผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธ์ิ-แจงวัฒนะ) อาคารสายลม 50-89 ซ.ปากเกร็ด-แจงวัฒนะ 15 ถ.แจงวัฒนะ ปากเกร็ด นนทบุรี 11120 โทร. 02-962-7338 ถึง 40 โทร. 02-962-7338 ถงึ 40 โทร. 053-410-360 5 ถงึ 1 3. สมาคมแพทยแ ผนไทย ศูนยฝก อาชพี ต. คลองสาม อ. คลองหลวง จ. ปทมุ ธานี 4. สถานนวดแผนโบราณ (หมอธนู) คลองหนึ่ง คลองหลวง จังหวัดปทมุ ธานี 5. สวนนานาชาติ อาณาจักรแหงการพักผอนที่เพียบพรอมไปดวยการนวดในแบบตาง ๆ ตลอดจนการปฏิบัติเพื่อการ บําบัดรักษาโรค เวลาเพียง 1 หรือ 2 ชั่วโมง กับผูชํานาญการดานการนวด ที่มีคุณภาพและมากดวยประสบการณ 36/12 หมูที่ 4 ต.หนองบัว อ. เมือง จ.กาญจนบุรี 71190 โทร . 081-9080-201, 081-6999-052, 034-633-356 6. พลอยมาลี ศูนยฝกสาขา สมาคมแพทยแผนไทย (ฝกออมใหญ) 47/78 ม.นิศาชล ถ.เพชรเกษม ต.ออ มใหญ อ.สามพราน จ.นครปฐม 73160 7. โรงเรยี นสขุ ภาพเชตวัน 87 หมู 1 ศาลายา-นครชัยศรี ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170 โทร. 034-365-001 ถึง 4 8. กลมุ พฒั นาอาชพี นวดแผนไทยวัดเสาธงทอง ต. เกาะเกร็ด อ. ปากเกรด็ จ. นนทบุรี 9. สถาบันอบรมคลินิก หมอนภา การแพทยแผนไทย: 89/59 ซอยภูมิเวท 4 ปากเกร็ด ต.ปากเกร็ด อ. ปากเกรด็ นนทบุรี 11120 โทร. 081-8683-888, 02-583-3377, 083-4391-414 10. โรงเรียนอนันตสุขนวดแผนไทย23/3-4 หมู 3 ถ.คลองมะขามเรียง ต.หอรัตนไชย อ.พระนครศรอี ยุธยา จ.พระนครศรอี ยธุ ยา 13000 โทร. 035-244-696, 086-126-0008

135 แหลงเรยี นรกู ารนวดแผนไทย เขตภาคเหนอื 1. โรงเรียนแพทยแผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (เชียงใหม) มีโรงเรียนในเครือ 3 สาขาเปด ใหบริการดานการเรียน-การสอนเก่ียวกับการนวดแผนไทยมาต้ังแตป 2505 และตอมาไดมีการเพ่ิม หลกั สูตรเรียนใหมมาจนถึงปจ จุบนั 7/1-2 ซอยหลังรา นสมดุ ลานนา ถ. ประชาอทุ ิศ ต.ชางเผอื ก อ.เมอื ง จ. เชยี งใหม โทร. 053-410-360 ถงึ 1 2. โรงเรียน ไอทีเอ็ม นวดไทยโบราณ 17/6-7 มรกต ตําบลชางเผือก อําเภอเมืองเชียงใหม เชียงใหม 50300 โทร. 053-218-632 3. โรงเรยี นอาทติ ยนวดแผนไทย 159/2 ซอย 4 แกวนวรัตน ตําบลวัดเกต อําเภอเมือง เชียงใหม โทร. 053-262-574 4. โรงเรียนลานนานวดแผนไทย 47 ถนนชาง มอ ยเกา ซอย 3 ตาํ บลชา งมอย อําเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม 50300 โทร. 053-232-547 แหลงเรียนรูก ารนวดแผนไทยการนวดแผนไทย เขตตะวนั ออก 1. กศน. อําเภอบางปะกง จงั หวัดฉะเชิงเทรา โทร. 038-531-310 2. กศน. อําเภอสนามชยั เขต จงั หวดั ฉะเชิงเทรา โทร. 038-597-011 3. วารีปุระ มาสสาจ แอนด สปา 52 หมู 9 ตําบลบางพระ อําเภอศรีราชา จ.ชลบุรี 20110 โทร. 038-312-581 4. เรียนพัฒนาการนวดแผนไทย พัทยา 437/48-50 ถนน พัทยาสาย 2 ซอยยศศักดิ์ (ซอย 6) อ.บางละมงุ จ.ชลบรุ ี 20150 โทร. 038-414-115 5 ถงึ 6 แหลงเรียนรูการนวดแผนไทยการนวดแผนไทย เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนอื 1. กลุมนวดแผนไทยเพอ่ื สุขภาพ บา นดาวเรือง ต.สองหอง อ. เมือง จ. หนองคาย 41300 โทร. 089-6213-512 2. วทิ ยาลัยชมุ ชนหนองบวั ลาํ ภู ต.ดานชา ง อ.นากลาง จ.หนองบัวลําภู 3. ศนู ยสาธติ นวดแผนไทย สาํ นักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี โทร. 042-223-356 ตอ 611 หรอื โทร 042-249-692 4. กลุมแพทยแผนไทย ตาํ บลนาพนิ อ.ตระการพชื ผล จ.อบุ ลราชธานี 34130 โทร 08-7908-2733, 08-7958-4209 แหลง เรียนรูการนวดแผนไทยการนวดแผนไทย เขตภาคใต สุโข สปา วัฒนธรรมและสุขภาพ รีสอรท 5/10 หมู 3 ถ.เจาฟา ต.วิจิตร Vichit, อ.เมือง, ภูเก็ต 83000 โทร. 076-26 3-222

136 ธุรกิจนวดแผนไทย ในปจจุบัน ปญหาเมื่อยขบ อาการปวดตามรางกาย หรืออาการเครียด มักจะเกิดข้ึนกับหลาย ๆ คนโดยเฉพาะเมอื่ มีอายุมากขน้ึ สาเหตุมาจากหลายปจจัย เชน ปวดเมื่อยจากการนั่งทํางานนาน ๆ คอตก หมอน หรือเครียดจากปญหาเศรษฐกิจ สิ่งเหลานี้ทําใหมีผูที่มีความตองการใชบริการนวดมากข้ึน ซ่ึงความนิยมการนวดไมจํากัดอยูเฉพาะแคชาวไทย หากแตขยายตัวออกไปในหมูชาวตางชาติดวย โดยเฉพาะในกลุมอาเซียน ดังนั้น ธุรกิจนวดแผนไทย จึงเกิดขึ้นเพ่ือตอบสนองความตองการ การประกอบธุรกิจน้ีจึงเปน ทางเลือกหนงึ่ ของผูท ่ีตองการประกอบธุรกิจของตนเอง แตก อ นทีจ่ ะเริม่ ตน ลง มอื ทํา ผูประกอบการควรศึกษาและทําความเขาใจในธุรกิจน้ีใหล กึ ซึง้ เสียกอ น ผูท ่ีสนใจทาํ ธรุ กจิ นวดแผน ไทย ควรมศี กั ยภาพและคุณสมบัตพิ ้ืนฐาน ดงั นี้ 1. มใี จรักในการใหบรกิ าร เน่ืองจากวาการนวดแผนไทย เปนธรุ กจิ บริการ ผปู ระกอบการจึงตอง มใี จรักการใหบ ริการ มคี วามซ่อื สตั ย จรงิ ใจ สภุ าพ พดู จาไพเราะ มมี นษุ ยสมั พันธท ดี่ ี 2. มสี ุขภาพกาย สุขภาพใจทีด่ อี ยูเสมอ หมัน่ ออกกาํ ลงั กายใหแ ข็งแรง หากมีอาการไขหรือรูสึก ไมส บาย ไมค วรทาํ การนวด เพราะนอกจากจะไมไดผลดีแลว ยังอาจแพรโ รคใหก บั ผูถ กู นวดได 3. มีศีลธรรม และมีสัมมาอาชีวะ การนวดเปนการบริการแบบตัวตอตัว โอกาสใกลชิดและ สมั ผัสรางกายลกู คา มีอยตู ลอดเวลา ดังน้นั ผปู ระกอบอาชีพน้ีจึงตอ งใหก ารนวดเปนไปดวยความบริสุทธ์ิ ใจ มศี ีลธรรม คือ  ไมด่ืมสุรา ไมดื่มสุรา ท้ังกอนและหลังการนวด เพราะอาจจะควบคุมตัวเองไมได และอาจทาํ ใหการนวดไมไดผ ลเทา ท่ีควร

137  ไมเ จา ชู โดยไมแสดงกิริยาลวนลาม หรือใชคําพูดแทะโลมผูถูกนวดหรือคนไขที่เปนผูหญิง กรณผี ูนวดเปน ผชู ายหรือถา ผูนวดเปนผูหญิงก็ไมควรแสดงกิริยาชี้ชวนผูถูกนวดในเร่ืองท่ีไมเหมาะสม โดยเฉพาะเรอื่ งที่เกี่ยวกับเพศสมั พนั ธ ตองนวดดว ยความสุภาพเรียบรอย พูดคุยแคพ อสมควร  ไมพดู จาหลอกลวง หมายถงึ ไมเ ล้ยี งไขหรอื ลอ ลวงใหผูถูกนวดกลบั มาอีกคร้งั ก็ตามถาเห็นวา ไมไดผลก็ควรบอกไปตามตรง และแนะนําใหผูปวยไปรับการรักษาโดยวิธีอื่น มิใชลอลวงเพื่อหวัง ผลประโยชน เงินทอง ลาภยศสรรเสริญ  ผูน วดไมควรนวดในสถานที่ อโคจร หรอื สถานท่ีทไ่ี มเ หมาะสม เชน สถานท่ีคาประเวณี โรง นาํ้ ชา บอ นการพนัน เปนตน 4. ควรมีพื้นฐานความรูดานการนวดแผนไทย หรือผานการฝกอบรมจากสถานฝกอบรม อยางนอย 30 – 75 ชม. หรือ 15 – 45 วัน เพราะพ้ืนฐานดังกลาว จะทําใหผูประกอบการมีความเขาใจ ในธุรกิจนอี้ ยา งถองแท 5. มีทาํ เลที่เหมาะสม มองเหน็ ไดงาย ชัดเจน การคมนาคมสะดวก เพราะธุรกิจน้ีหากมีทําเลที่ดี ก็ถอื วาประสบความสําเร็จไปแลวสวนหน่ึง การประกอบการ กอนเปด การนวดแผนไทย นนั้ ผูประกอบการจําเปนตองตดิ ตอหนวยงานตา ง ๆ ดงั นี้  กรมพัฒนาธุรกิจการคา เพื่อจดทะเบียนจัดต้ังธุรกิจ โดยทั่วไปธุรกิจบริการจะไดรับการ ยกเวนไมตองจดทะเบียนพาณิชย แตถาขายสินคาอ่ืนรวมดวยตองจดทะเบียน โดยสามารถศึกษา รายละเอียดขออนญุ าตไดท ี่ www.ismed.or.th หรอื ท่ี www.thairegistration.com  กรมสรรพากร เพื่อดําเนินการทางภาษีการจดทะเบียน และภาษีมูลคาเพ่ิม โดยศึกษาจาก www.rd.go.th  กระทรวงสาธารณสุข เพ่ือจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเปนผูประกอบโรคศิลปะ ทั้งนี้ หากเปน การนวดเพ่ือบาํ บัด วนิ จิ ฉยั โรค หรอื ฟน ฟูสมรรถภาพ ตาม พ.ร.บ. การประกอบโรคศลิ ปะ พ.ศ.2542 ผูทําการนวดตองข้ึนทะเบยี นและรับใบอนุญาต สาขาการแพทยแผนไทยหรือเวชกรรมโบราณ จากคณะกรรมการวิชาชีพกอน และตองดําเนินการในสถานพยาบาลท่ีไดรับใบอนุญาตแลวเทานั้น แตห ากเปน การนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเม่อื ย ไมใ ชเพ่ือการรกั ษาโรค ผทู ี่ทําการนวดไมจ ําเปนตองข้ึน ทะเบียนและรับใบอนุญาตผูประกอบการโรคศิลปะ ผูประกอบการสามารถย่ืนคําขอไดที่กองการ ประกอบโรคศลิ ปะ สาํ นักงานปลดั กระทรวงสาธารณสุข หรือในตางจังหวัดยื่นที่สํานักงานสาธารณสุข อําเภอ หรือสํานักงานสาธารณสุขจงั หวดั แมธ ุรกิจการนวดจะเปนอาชีพใหบริการ แตก็เปนอาชีพท่ีตอง ใชความรบั ผดิ ชอบสูงเชนกัน

138 โทษทางกฎหมาย มีบทลงโทษทางกฎหมายหากผูนวดกระทําการนวดแบบการรักษาโรค แตไมมีใบอนุญาต ประกอบโรคศิลปะ ซ่งึ จะมคี วามผดิ จําคุกไมเ กนิ 3 ป ปรบั ไมเ กิน 30,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และแม จะไมไดน วดแตข ้ึนปา ยโฆษณาวา เปน การนวดรักษาโรคโดยไมม ีใบอนุญาตกม็ ีความผิด คือ มีโทษจําคุก ไมเกิน 2 ป ปรับไมเกิน 40,000 บาท หรือท้ังจําท้ังปรับ ตามกฎหมายผูนวดตองรับผิดชอบ หากเกิด อนั ตรายแกผ ถู ูกนวด ดงั นี้หากทาํ ใหผูอน่ื เกดิ อนั ตรายแกรางกาย จิตใจ มีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 295 จําคุกไมเกนิ 2 ป ปรับไมเ กิน 4,000 บาท หรือทัง้ จําทั้งปรับ หากผูถูกนวดเปนอันตราย สาหัส ดังน้คี อื ตาบอด หหู นวก ลิน้ ขาด เสียความสามารถท่มี า นประสาท อวยั วะสืบพันธุ ใบหนา แทงลูก จิตพกิ ารติดตัว ทุพพลภาพหรอื เจบ็ ปว ยเรื้อรังตลอดชีวิต หรอื ไมส ามารถประกอบกจิ ตามปกติเกินกวา 20 วัน ตอ งโทษจําคุก 6 เดอื นถึง 10 ป หากกระทําโดยประมาท เชน นวดแลวเกิดอันตรายสาหัส ตองโทษ จาํ คกุ ไมเกนิ 3 ป หรอื ปรับไมเ กิน 6,000 บาท หรือทั้งจําท้ังปรับ หากนวดผูปวยแลวทําใหเสียชีวิตถือวา กระทําการโดยประมาท ตอ งโทษจําคกุ ไมเกิน 10 ป ปรับไมเ กนิ 20,000 บาท ปจ จัยท่ีทาํ ใหธ รุ กจิ นวดแผนไทยประสบความสาํ เร็จ 1. ตองซื่อสตั ยกับลูกคา ตอตวั เองและพนักงาน 2. สรา งจติ สาํ นกึ ทด่ี ีดานการบรกิ ารลกู คาใหแ กพนกั งาน เชน การสวัสดีเมอ่ื มลี ูกคา เขา รา น การทกั ทายอยางเปนมิตร 3. รักษาการบริการใหไดมาตรฐานคงท่ี โดยใหบริการนวดครบทุกข้ันตอนและตามเวลาที่ กาํ หนด 4. ทําเลทีต่ ง้ั เหมาะสม ใกลกลมุ ลกู คา เปา หมาย คา เชาสถานที่ไมแ พงจนเกนิ ไป 5. มีการรักษาความสะอาดของสถานท่ี ความสะอาดอุปกรณการนวด และความสะอาดของ พนกั งานใหด ูดีตลอดเวลา กจิ กรรมทายบท 1. ใหผ ูเรยี นเขยี นอธิบายประวตั ิของการนวดแผนไทยมาพอสังเขป 2. ใหผูเ รียนอธิบายประเภทของการนวดแผนไทยมีก่ีประเภทอะไรบา ง 3. ใหผเู รยี นอธบิ ายวิธกี ารนวดแผนไทยแบบตา งๆ มาพอเขา ใจ 4. ใหผเู รยี นบอกแหลง ขอมูลการเรียนรูการนวดแผนไทยมา 4 - 5 แหง

139 บรรณานุกรม วภิ าวดี ลีม้ ่ิงสวสั ด์แิ ละจนิ ตนา ไมเ จรญิ . (2547). หนงั สอื เรยี นสาระการเรยี นรูพื้นฐาน กลุมสาระ การเรยี นรูสุขศกึ ษาและพลศกึ ษา สุขศกึ ษา. กรุงเทพฯ : บรษิ ัทสํานักพมิ พแมค็ จาํ กดั วีณา เลศิ วไิ ลกุลนท.ี (2551). หมวดวชิ าพฒั นาทกั ษะชีวติ ระดับประถมศกึ ษา กรงุ เทพฯ : บรษิ ัทนวตสาร จาํ กดั วุฒิชยั อนนั คูและคณะ. (2548). หมวดวิชาพฒั นาทกั ษะชีวติ ระดบั ประถมศกึ ษา กรุงเทพฯ : บรษิ ทั สาํ นกั พมิ พบรรณกิจ 1991 จํากดั สวุ ัฒน แกว สงั ขทอง. (2547). หมวดวิชาพฒั นาทกั ษะชีวิต ระดบั ประถมศึกษา นนทบุรี : บรษิ ัทปยมิตร มัลติมเี ดยี จาํ กัด การศึกษาทางไกล,สถาบนั .(2551) ชดุ การเรยี นทางไกล หมวดวชิ าพฒั นาทกั ษะชีวิต 1 ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน กรุงเทพฯ : โรงพิมพ สกสค.ลาดพราว โรดตดิ ตอ http://www.siamhealth.net วนั ที่ 9 กนั ยายน 2552 รศ.นพ.สุรเกยี รติ อาชานานภุ าพ (2544) คมู อื หมอชาวบา น สํานักพมิ พหมอชาวบาน กรุงเทพฯ นิภา แกว ศรีงาม “ความคดิ ริเรม่ิ สรา งสรรค (Creative Thinking)” http://www.geocities.com/phichitnfc/KN2.htm วันที่ 14 กนั ยายน 2552 การคดิ อยางมีวิจารญาณ : Critical Thinking http://www.swuaa.com/webnew/ วนั ที่ 14 กันยายน 2552 การตัดสนิ ใจ http://www.radompon.com/resourcecenter/?q=node/41 วันท่ี 14 กันยายน 2552 กระบวนการแกปญ หา (problem solving process) http://toeyswu.multiply.com/journal/item/6 วนั ท่ี 14 กนั ยายน 2552 นพ. สุรยิ เดว ทรปี าต.ี “พัฒนาการและการปรบั ตวั ในวยั รุน” http://www.dekplus.org/update/index.html เยาวเรศ นาคแจง . “ข้ันตอนการระงับกลน่ิ กาย.” ใกลห มอ ปท ่ี 26 ฉบับท่ี 12 (ธ.ค. 2545 -ม.ค. 2546) : 92-93 www.teenpath.net siriraj e public library ภาควิชาจติ เวชศาสตร คณะแพทยศาสตรศริ ิราชพยาบาล คูม ือคุยเปด ใจ รกั ปลอดภยั เพือ่ การสื่อสารเร่อื งเพศอยา งสรางสรรคร ะหวางพอ แมแ ละบุตรหลานใน ครอบครวั โดย โครงการคยุ เปด ใจ รักปลอดภยั

140 วันทนีย วาสิกะสินและคณะ. ๒๕๓๗. ความรูท่ัวไปเกี่ยวกบั เพศศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: สํานกั พิมพม หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร, หนา ๕๗–๗๔ โครงการปองกันเอดสบางซื่อ มลู นิธิศภุ นิมติ แหงประเทศไทย. ๒๕๓๙. จดุ ประกาย BAPP. กรงุ เทพฯ: ศนู ยการพิมพอ าคเนย, หนา ๕๗-๗๐. รางกายมนษุ ย สงิ่ มีชวี ติ มหศั จรรย. กรงุ เทพฯ: สํานกั พมิ พธ งสฟี า. มปพ. วราวุธ สุมาวงศ. เกรด็ จากลวมยาชดุ คลนิ ิกผหู ญงิ . กรุงเทพฯ: สาํ นักพิมพพ ิมพทอง, มปพ. ใครวา ..การตรวจสอบการต้ังครรภไมสาํ คญั . ฟารมานิวส. ปท ่ี ๒ ฉ.๔, ๒๕๔๑. หนา ๔. The New Our Bodies, Ourselves: A Book by and for Women. The Boston Women’s Health Book Collective, New York: A Touchstone Book, 1992. The Good Housekeeping. The Good Housekeeping illustrated Guide to Women's Health. Kathryn Cox, Editor. New York: Hearst Books, 1995. Grace Chin. Menstrual Myths and Taboos. The Star vol. 4, No. 12 : 4, December 1997. นวพล ใจดี : คมู อื อบรมเชงิ ปฏิบัติการ เทคนิคการนวดไทยแบบเชลยศักดิ์ ,2553. สํานักพิมพ ฮับเฮลท เมดิซนิ . กรงุ เทพมหานคร ปรยี านุช วงษตาแพง : อบ อบ นวด, 2553, สาํ นกั พมิ พ ธิงค กดู . กรุงเทพมหานคร นวดแผนไทย http : //www.xn--13 cgebo 2b 4a 7q3a.com/ ธุรกิจนวดแผนไทย http : //www.prathyecity.com/N_panThai.doc ธรุ กจิ นวดแผนไทย http : //www.women.sanook.com/800197/ ธรุ กจิ นวดแผนไทย http : //www.library.dip.go.th/multim/edoc/09490.pdf

141 ทีป่ รกึ ษา บญุ เรอื ง คณะผจู ัดทํา 1. นายประเสริฐ อ่มิ สวุ รรณ 2. ดร.ชัยยศ จําป เลขาธกิ าร กศน. 3. นายวชั รนิ ทร แกว ไทรฮะ รองเลขาธิการ กศน. 4. ดร.ทองอยู ตณั ฑวฑุ โฒ รองเลขาธกิ าร กศน. 5. นางรกั ขณา ท่ีปรกึ ษาดานการพัฒนาหลกั สตู ร กศน. ผอู ํานวยการกลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น ผเู ขยี นและเรียบเรียง สถาบนั กศน. ภาคใต 1. นายมณเฑยี ร ละงู ผูบรรณาธิการ และพัฒนาปรับปรุง 1. นางนวลพรรณ ศาสตรเ วช หนว ยศึกษานเิ ทศก 2. นางสปุ รารถนา ยกุ ตะนนั ทน โรงเรียนบดนิ ทรเดชา ( สงิ ห สงิ หเสนีย ) 3. นางกนกพรรณ สุวรรณพิทกั ษ กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน 4. นางสาวเยาวรตั น คาํ ตรง กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน องคการแพธ (PATH) 5. นางสาวภาวนา เหวยี นระวี องคการแพธ (PATH) ขา ราชการบํานาญ 6. นางสาวกษมา สตั ยาหรุ กั ษ ขาราชการบาํ นาญ ขา ราชการบาํ นาญ 7. นางสาวสุรพี ร เจรญิ นิช ขาราชการบํานาญ 8. นางธัญญวดี เหลา พาณิชย สาํ นกั งาน กศน เขตบางเชน 9. นางเออ้ื จติ ร สมจติ ตชอบ 10. นางสาวชนติ า จิตตธรรม 11. นางสาวอนงค เช้อื นนท คณะทาํ งาน มั่นมะโน กลุม พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น 1. นายสรุ พงษ กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น 2. นายศุภโชค ศรรี ัตนศิลป กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น 3. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน 4. นางสาวศริญญา กลุ ประดษิ ฐ กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น 5. นางสาวเพชรินทร เหลืองจติ วัฒนา

142 ผูพิมพต น ฉบบั คะเนสม กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น 1. นางสาวปยวดี เหลอื งจิตวฒั นา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น 2. นางสาวเพชรินทร กววี งษพพิ ฒั น กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน 3. นางสาวกรวรรณ ธรรมธษิ า กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น 4. นางสาวชาลินี บา นชี กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น 5. นางสาวอลิศรา ศรีรัตนศลิ ป กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น ผูออกแบบปก นายศภุ โชค


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook