Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore AL3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

AL3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

Published by ปาริชาติ ปิติพัฒน์, 2023-07-05 13:06:52

Description: AL3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

Search

Read the Text Version

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เล่มที่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดย กลุ่มงานพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระบวนการเรียนรู้ กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน ก : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก คํานํา โลกยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รวดเร็ว และยากจะคาดการณ์ที่เรียกว่า VUCA ซึ่งได้แก่ โลกที่มีความผันผวน (Volatility) ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ความสลับซับซ้อน (Complexity) และความ คลุมเครือ (Ambiguity) ประเทศไทยจึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ให้นักเรียนสามารถ พัฒนาสมรรถนะได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะและทักษะในศตวรรษที่ 21 สามารถคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21 การเตรียมความพร้อมครูและบุคลากรทางการศึกษา ถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการขับ เคลื่อนหลักสูตรให้สามารถพัฒนาผู้เรียนจนบรรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานการศึกษาชาติ ที่ให้ผู้เรียนเป็นผู้เรียนรู้ ผู้ร่วม สร้างสรรค์นวัตกรรม และเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง จึงจำเป็นต้องพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ความ เข้าใจและสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะและทักษะในศตวรรษที่ 21 กลุ่มงานพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระบวนการเรียนรู้ จึงได้ดำเนิน \"โครงการพัฒนาสมรรถนะ ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อพัฒนาทักษะ 3R8C ของผู้เรียน\" สำหรับศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร ครูและบุคลากร ทางการศึกษาขึ้นเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในเขตพื้นที่การศึกษา จึงได้จัดทำเอกสารชุดนี้ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะ โดยเนื้อหาแบ่งออกเป็น 8 เล่ม ดังนี้ เล่มที่ 1 การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เล่มที่ 2 ทักษะศตวรรษที่ 21 3R8C เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เล่มที่ 4 การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก เล่มที่ 5 การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เล่มที่ 6 การวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เล่มที่ 7 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เล่มที่ 8 การวิจัยเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เอกสารฉบับนี้เป็นเเล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เป็นเอกสารแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนา สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน ได้บรรลุตามเป้าหมายโครงการ ขอ ขอบพระคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่ง กลุ่มงานพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระบวนการเรียนรู้ กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลําภู เขต 2

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน ข : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สารบัญ รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทักษะกระบวนการเผชิญสถานการณ์ ก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ ก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน ก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม ก รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ Co-5STEPs ก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการทางประวัติศาสตร์ ก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา ก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ก รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ Infographic ก

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน (1) : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แนวคิด การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเป็นวิธีการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการจัดการศึกษา เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้นักเรียนมีบทบาทอย่างแข็งขันในการเรียนรู้ของตนเอง แทนที่จะรับข้อมูลจาก ครูหรือหนังสือเรียนเพียงอย่างเดียว รวมถึงเทคนิคต่างๆ เช่น การทำงานกลุ่ม กิจกรรมการแก้ปัญหา กิจกรรมการเรียนรู้แบบหลากหลายวิธีการ และโครงการภาคปฏิบัติ ซึ่งช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วม กับเนื้อหาและนำไปใช้กับสถานการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง การจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้นำมาใช้ เพื่อปรับปรุงผลการเรียนรู้ของนักเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วัตถุประสงค์ 1. ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาทักษะ 3R8C ของผู้เรียน 2. ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาทักษะ 3R8C ของผู้เรียนได้

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน (2) : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แผนการพัฒนาสมรรถนะ รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สาระสำคัญ ทักษะ 3R8C เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะสำหรับการเติบโตและการประสบความสำเร็จ ในชีวิตอาชีพ 3R8C ย่อจาก Readiness (ความพร้อม), Resilience (ความยืดหยุ่น), Resourcefulness (ความสามารถในการหาข้อมูล) และ Curiosity (ความอยากรู้อยากเรียนรู้) ซึ่งถือว่าเป็นทักษะพื้นฐาน ที่สำคัญในสมัยปัจจุบันเนื่องจากเป็นการตอบสนองต่อภาวะเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การพัฒนาและปรับปรุงทักษะเหล่านี้จะช่วยให้คุณเติบโตเป็นบุคคลที่มีความ สามารถที่ดีในการแก้ไขปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่นในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคที่มี การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและสังคมที่เชื่อมต่อกันอย่างกว้างขวาง และการพัฒนาความสำเร็จในชีวิตอาชีพ จุดประสงค์การพัฒนา 1. ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้พัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาทักษะ 3R8C ของผู้เรียน 2. ครูและบุคลากรทางการศึกษานำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาทักษะ 3R8C ของผู้เรียนได้

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน (3) : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แผนการจัดกิจกรรม 1. ทำแบบทดสอบก่อนการฝึกอบรมในชุดกิจกรรมเสริมสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผู้เรียน 2. ศึกษาเนื้อหาทีละเรื่อง เมื่อจบแต่ลเรื่องแล้วให้ทำกิจกรรมในชุดกิจกรรม และปฏิบัติตามลำดับจนครบ ทุกกิจกรรม 3. ทำแบบทดสอบหลังฝึกกิจกรรมในชุดกิจกรรมเสริมสมรรถนะ 4. นำความรู้ที่ได้รับไปทดลองปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจยิ่งขึ้น สื่อ 1. ชุดกิจกรรมเสริมสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาทักษะ 3R8C ของผู้เรียน เล่มที่ 2 ทักษะศตวรรษที่ 21 3R8C 2. แบบทดสอบ ก่อน - หลัง การพัฒนา การวัดผลและประเมินผล 1. สังเกตการมีสว นรว มในการปฏิบัติกิจกรรม 2. ผลการปฏิบัติกิจกรรม 3. ผลการทดสอบกอ น - หลัง การพัฒนา

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน (4) : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เกณฑ์การประเมินผลงาน รายการประเมิน ระดับคุณภาพ ดี ปานกลาง ปรับปรุง 1.การปฏิบัติกิจกรรมตาม ปฏิบัติกิจกรรมตามใบกิจกรรมได้ ปฏิบัติกิจกรรมตามใบ ปฏิบัติกิจกรรมตามใบกิจกรรม ใบกิจกรรม รอยละ 90 ขึ้นไป กิจกรรมไดรอยละ 80 - 89 ไดน อ ยกวารอ ยละ 80 2.การตอบประเด็น ตอบประเด็นคำถาม หรือไดผ ล ตอบประเด็นคำถาม หรือ ตอบประเด็นคำถาม หรือสราง คำถาม หรือสรา ง งานครบถว นไมน อยกวารอ ยละ สรา งผลงานตามใบงานได้ ผลงานตามใบกิจกรรมได ผลงานตามใบกิจกรรม 90 ขึ้นไป ถูกตอ ง รอ ยละ 80 - 89 ถูกตอง นอ ยกวา รอ ยละ 80 3. คุณภาพของผลงาน ผลงานมีความถูกตอ งทั้งหมดหรือ ผลงานเกิดจากการมีสวนรว ม ผลงานเกิดจากการมีสวนรว ม ถูกตองไมนอ ยกวารอ ยละ 90 ของผูเ ขารับการพัฒนา ของผู้เขา รับการพัฒนา รอ ยละ 80 - 89 นอยกวารอยละ 80 เกณฑ์การตัดสิน 1. เกณฑก ารตัดสินการประเมินผลงาน มีดังนี้ ไดร ะดับ ดี เมื่อมีผลการประเมินผลงานอยูใ นระดับคุณภาพดี ครบทั้ง 3 รายการ ไดร ะดับปานกลาง เมื่อมีผลการประเมินผลงานอยู่ในระดับคุณภาพปานกลาง 1 รายการขึ้นไป ไดร ะดับปรับปรุง เมื่อมีผลการประเมินผลงานอยูใ นระดับคุณภาพปรับปรุง 1 รายการขึ้นไป 2. เกณฑก ารตัดสินผลการทำแบบทดสอบกอ น - หลังการอบรม มีดังนี้ ผลการทำแบบทดสอบไดค ะแนนตั้งแตร อ ยละ 80 ขึ้นไป ผา น

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 1 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทักษะกระบวนการเผชิญสถานการณ์ ทักษะกระบวนการเผชิญสถานการณ์ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ฝึกให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ได้มีโอกาสสัมพันธ์กับสิ่งที่จะเรียนรู้ หรือ มีกัลยาณมิตร ช่วยให้เกิดการเรียนรู้และสามารถนำประสบการณ์จาก การเรียนรู้นั้นมาเป็นแนวทางในการเลือกและตัดสินใจ โดยผ่านการวิเคราะห์และ ประเมินค่า เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ลักษณะของทักษะกระบวนการเผชิญสถานการณ์ การจัดการเรียนการสอน โดยใช้ทักษะกระบวนการเผชิญสถานการณ์ ผู้สอนจะต้องมี การเตรียมการล่วงหน้าทั้งในด้านบรรยากาศสิ่งแวดล้อม และเตรียมตัวผู้สอนเป็นอย่างดี จึงจะทำให้เกิดประสิทธิผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนดังนี้ ด้านสภาพแวดล้อม 1.1 การจัดบรรยากาศในชั้นเรียน - ความสงบ ฝึกหัดให้ผู้เรียนรู้จักการสำรวมกาย วาจา ใจ มีการปรึกษา หารือกันอย่างสำรวม - ความใกล้ชิดกับธรรมชาติ สามารถนำธรรมชาติเข้ามาสู่ชั้นเรียน และนำผู้เรียนออกสู่สิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติและเป็นแหล่ง วิทยาการในชุมชน ผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรงทำให้ผู้เรียนได้มอง เห็น ความจำเป็นที่จะสงวนรักษาธรรมชาติไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อ การดำรงชีวิต 1.2 การเตรียมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ - ครูนำเทคนิคมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างหลากหลาย เช่น นิทาน เพลง บทกลอน กรณีตัวอย่าง การทายปัญหา ส่งเสริม ให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น มีเหตุผล มีการอภิปรายร่วมกัน มี สื่อการสอน 1.3 การสร้างแรงจูงใจ - ครูผู้สอน ซึ่งจะนำไปสู่ความสนใจในการเรียน ผู้สอนจะต้องมีกลวิธี ในการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความศรัทธาต่อการสอนของ ครู

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 2 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้านการเตรียมความพร้อมของผู้สอน 1. คุณธรรม ผู้สอนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เรียน คุณธรรมที่สำคัญ คือความเมตตากรุ ณาผู้สอนเป็นผู้ขี้แนะและช่วยเหลือเขาได้ทั้งใน วิชาการและการดำเนินชีวิต 2. ความรู้ที่ดี ผู้สอนต้องเตรียมความรู้ในเนื้อหาสาระที่จะถ่ายทอด ให้แก่ศิษย์ ตลอดจนมีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าว ให้ศิษย์ 3. วิธีการสอนที่ดี ผู้สอนจะต้องใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย ให้ เหมาะสมกับเป้าหมายการเรียนรู้หรือจุดประสงค์ 4. บุคลิกภาพ ผู้สอนที่มีบุคลิกภาพที่ดีจะทำให้ศิษย์เกิดความ ศรัทธาเลื่อมใส บุคลิกภาพที่ดีเป็นปัจจัยภายนอกที่สร้างศรัทธา ในขั้นต้น การใช้กระบวนการเผชิญสถานการณ์ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ขั้นที่ การรวบรวม ข่าวสาร ข้อมูล 1 ข้อเท็จจริง ความรู้ และ หลักการ การประเมินค่า ขั้นที่ และประโยชน์ 2 ขั้นที่ การเลือกและ 3 การตัดสิ นใจ การปฏิบัติ ขั้นที่ 4

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 3 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ทักษะกระบวนการเผชิญสถานการณ์ ขั้นนำเข้าสู่ บทเรียน ผู้สอนนำเสนอสื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความตระหนัก ผู้เรียนตอบคำถาม 1. การรวบรวมข่าวสาร ข้อมูล ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ให้ได้ ข้อเท็จจริง ความรู้ และหลักการ ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา ขั้นสอน 2. การประเมินคุณค่า และ วิเคราะห์สถานการณ์ และ ประโยชน์ ประเมินสถานการณ์หรือข้อมูล 3. การเลือกและการตัดสินใจ เลือกและตัดสินอย่างถูกต้อง หรือได้ประโยชน์อย่างแท้จริง 4. การปฏิบัติ นำไปปฏิบัติจริง พิสูจน์ความจริง ขั้นสรุ ป สรุ ปแนวคิดหรือความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ ขั้นการวัดและประเมินผล ครอบคลุมทั้งด้านพุทธพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 4 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก การนำกระบวนการเผชิญสถานการณ์มาใช้ในการเรียนการสอนในโรงเรียน สามารถปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ผู้สอนอาจจะนำสถานการณ์ที่เป็นข่าว ภาพข่าวจากแหล่งต่างๆ ซึ่งเกิด ขึ้นจริง บทความหรือกรณีศึกษาที่ผู้สอนได้เลือกมาเสนอผู้เรียน และกระตุ้น ให้ผู้เรียนได้ตอบคำถามในประเด็นสำคัญที่ผู้สอนกำหนดเพื่อให้เกิดความ ตระหนักในปัญหาที่เกิดขึ้น หรือเห็นความสำคัญที่จะต้องศึกษาในเรื่องที่ผู้ สอนนำเสนอซึ่งเป็นเรื่องสอดคล้องกับบทเรียนที่จะเรียน ขั้นสอน ขั้นที่ 1 การรวบรวมข่าวสาร ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้ และหลักการ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นพื้นฐานของการเผชิญสถานการณ์และการแก้ปัญหา ผู้ สอนอาจจะมอบหมายให้ผู้เรียนได้ไปศึกษาค้นคว้าหาความรู้ เพื่อให้ได้ข้อมูล เกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา หรือข่าวสารการกระทำที่สอดคล้องกับเรื่องที่ศึกษาซึ่งผู้ สอนอาจจะหาแหล่งข้อมูล ความรู้ หรือแหล่งข่าวสารให้แก่ผู้เรียน ขั้นที่ 2 การประเมินคุณค่าและประโยชน์ ขั้นตอนนี้เมื่อผู้เรียนได้ศึกษาความรู้หรือข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ผู้ สอนมอบหมาย ซึ่งข้อมูลข่าวสารนั้นจะเป็นสถานการณ์หรือเรื่องที่ผู้เรียนจะ ต้องนำมาศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ และประเมินสถานการณ์หรือข้อมูลที่ ศึกษา ขั้นตอนนี้ จะต้องฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักหลักและวิธีการคิดในรูปแบบ ต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อคิดว่าสถานการณ์หรือข้อมูลได้ศึกษานั้นมีคุณค่ามากน้อยห รือมีประโยชน์เพียงไร หรือมีโทษอย่างไรอาจมีการประเมินตามความเหมาะ สม การคิดประเมินค่า มีความสำคัญและมีผลต่อการเลือกการตัดสินใจ

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 5 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ขั้นที่ 3 การเลือกและการตัดสินใจ ขั้นตอนนี้ จะเป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากขั้นตอนที่ 2 เมื่อผู้เรียนได้ ประเมินคุณค่าและประโยชน์จากข้อมูลและข่าวสารแล้ว จะมองเห็นช่องทางว่า ถ้าตนเองได้ประสบกับสถานการณ์ดังกล่าวหรือสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน นั้น ผู้เรียนจะสามารถเลือกและตัดสินใจอย่างไร จึงจะถูกต้องหรือได้รับ ประโยชน์อย่างแท้จริง เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด ในขั้นนี้ผู้สอนอาจจะสร้างสถานการณ์ที่เป็นกรณีตัวอย่างในชีวิตจริง ของผู้เรียนที่อาจจะเกิดปัญหาต่างๆ มากมาย ซึ่งปัญหาเหล่านั้น อาจจะเป็น ปัญหาในครอบครัว โรงเรียน สังคม และตั้งประเด็นคำถามให้ผู้เรียนได้ฝึก ทักษะในการเลือกและการตัดสินใจในการแก้ปัญหาอย่างมีหลักการ ขั้นที่ 4 การปฏิบัติ ขั้นนี้ควรฝึกให้ผู้เรียนได้นำไปปฏิบัติ ซึ่งในบางสถานการณ์ ผู้เรียน สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง จะทำให้ผู้เรียนได้พิสูจน์ว่าการที่ตนได้ตัดสินใจ เลือกนั้น เมื่อนำไปปฏิบัติจริงแล้ว ได้ผลดีหรือได้รับประโยชน์อย่างไร เป็นการ พิสูจน์ว่าตนเองได้ตัดสินใจถูกต้องหรือไม่ แต่ในกรณีสถานการณ์นั้นไม่เหมาะ สมกับการนำไปปฏิบัติด้วยตนเอง ผู้สอนอาจจะออกแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ พิสูจน์ความรู้ในแง่ปฏิบัติ โดยการสัมภาษณ์จากบุคคลผู้ที่มีประสบการณ์หรือ ผู้มีความรู้ หรือทดลองปฏิบัติแล้วเป็นการยืนยันและเป็นการสนับสนุนการ ตัดสินใจของผู้เรียน ขั้นสรุป เมื่อผู้สอนดำเนินการให้ผู้เรียนทำกิจกรรมจนครบทุกขั้นตอนของ กระบวนการเผชิญสถานการณ์แล้ว ผู้สอนควรให้ผู้เรียนได้ช่วยกันสรุปแนวคิด หรือความรู้และประสบการณ์ที่ตนได้รับเป็นการย้ำเตือนให้ เกิดความกระจ่าง ชัดขึ้น ขั้นการวัดและการประเมินผล ผู้สอนควรมีวิธีการวัดและการประเมินผลให้คลุมทั้งด้านพุทธพิสัย จิต พิสัย และทักษะพิสัย มีการกำหนดเครื่องมือวัดและประเมิน พร้อมทั้งกำหนด เกณฑ์การวัดและการประเมินผลให้ชัดเจน

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 6 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ประโยชน์และข้อจำกัดของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ทักษะ กระบวนการเผชิญสถานการณ์ ประโยชน์ 1) ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ อย่างหลากหลาย เป็นผู้ที่ทันต่อเหตุการณ์ เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ 2) ผู้เรียนรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมา อย่างเป็นผู้ที่รู้เท่าทัน 3) ผู้เรียนรู้จักการเลือกและการตัดสินใจ โดยอาศัยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จริงซึ่งมีหลากหลาย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตปัจจุบัน 4) ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตนเพื่อให้เผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหาชีวิต จริง ซึ่งจะต้องใช้วิธีการปฏิบัติ โดยอาศัยหลักธรรมของศาสนามาเป็นแนวทาง เพื่อให้การปฏิบัติตนได้บรรลุผล ข้อจำกัด การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จะได้ผลบรรลุจุดประสงค์ของเรื่อง ที่จะสอนนั้น จะต้องใช้เวลามาก ผู้สอนต้องออกแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ ศึกษาความรู้ ตลอดจนการฝึกปฏิบัตินอกห้องเรียนบ้าง ซึ่งทำให้ผู้สอนบาง คนจะเห็นเป็นเรื่องยุ่งยาก มองข้ามการเลือกนำทักษะกระบวนการเผชิญ สถานการณ์ไปใช้กับการเรียนการสอน การนำไปใช้ ผู้สอนสามารถนำทักษะกระบวนการเผชิญสถานการณ์ไปใช้ในการ จัดการเรียนรู้ได้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยเลือกเรื่องที่เหมาะสมกับการให้ผู้ เรียนได้ใช้ทักษะในการหาความรู้และข่าวสารต่างๆ เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์ให้เข้า กับเรื่องที่จะเรียน และเป็นข้อมูลในการฝึกทักษะการประเมินค่า ไปสู่การ เลือกและตัดสินใจ จนกระทั่งถึงการนำไปปฏิบัติหรือ พิสูจน์ความรู้ หรือใช้ใน การจัดการเรียนรู้ในเรื่องที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะทางความคิดสู่การปฏิบัติ

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 7 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ทักษะกระบวนการเผชิญ สถานการณ์ (Confict Situation Skills) เรื่อง การดูแลรักษาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย จุดประสงค์การเรียนรู้ เสนอวิธีการดูแลรักษาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่ บทเรียน 1. ครูให้นักเรียนดูคลิปวีดีโอหรือภาพการแต่งกายของบุคคลที่หลากหลายมีทั้งสวยงาม เรียบร้อยและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เก่าขาดรุ่งริ่ง 2. นักเรียนช่วยกันตอบคำถามดังนี้ 1) นักเรียนชอบภาพการแต่งกายของบุคคลในภาพใด อธิบายเหตุผล 2) ภาพการแต่งกายของบุคคลต่างๆ นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร 3) การใช้เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมมีความสำคัญอย่างไร อธิบายเหตุผล 3. ครูเชื่อมโยงให้เห็นความสำคัญและความจำเป็นในการดูแลรักษาเสื้อผ้าและเครื่อง แต่งกาย ขั้นสอน ขั้นที่ 1 การรวบรวมข่าวสาร/ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้ และหลักการ 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 - 7 คน ตามความสมัครใจร่วมกันศึกษาความรู้จาก หนังสือเรียนเอกสารประกอบการเรียน แหล่งข้อมูลสารสนเทศ ในหัวข้อต่อไปนี้ 1) หลักการดูแลรักษาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย 2) วิธีการดูแลรักษาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ㆍการขจัดรอยเปื้ อน ㆍการชักรีด ㆍการจัดเก็บเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ㆍการดูแลเครื่องประกอบการแต่งกาย 2. สมาชิกในแต่ละกลุ่มนำข้อมูลที่รวบรวมมาอภิปรายร่วมกันและสรุปสาระสำคัญของ ข้อมูลที่ได้ ขั้นที่ 2 การประเมินคุณค่าและประโยชน์ 1. สมาชิกแต่ละกลุ่มร่วมกันวิเคราะห์กรณีตัวอย่าง เรื่อง ฉันทำได้ โดยนำความรู้จากการ สืบค้นในขั้นที่ 1 มาเป็นพื้นฐานการวิเคราะห์ 2. ตัวแทนสมาชิกในแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน สมาชิกกลุ่มอื่นช่วยกัน เสนอแนะเพิ่มเติม ครูตรวจสอบความถูกต้อง

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 8 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ขั้นที่ 3 การเลือกและตัดสินใจ สมาชิกในกลุ่มร่วมกันตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายเพื่อนำไป ปฏิบัติจริง เช่น ㆍการชักผ้า ㆍการรีดผ้า ㆍการขจัดรอยเปื้ อนบนเสื้อผ้า ㆍการช่อมแชมเสื้อผ้า ฯลฯ ขั้นที่ 4 การปฏิบัติ สมาชิกแต่ละคนนำข้อตกลงร่วมกันในกลุ่มเกี่ยวกับการดูแลเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ไปปฏิบัติในชีวิตจริงและบันทึกผลการปฏิบัติส่งครู ผู้สอนตามกำหนดเวลาที่ตกลงกัน ขั้นสรุ ป ดำเนินกิจกรรมเรื่องการดูแลรักษาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายตามขั้นตอนแล้ว ครูให้ นักเรียนร่วมกันสรุ ปข้อคิดและประสบการณ์ที่ได้รับจากการดูแลรักษาเสื้อผ้าและเครื่องแต่ง กายแต่งกายอย่างถูกวิธี การวัดและประเมินผล 1. ประเมินผลจากการนำเสนอผลงาน 2. ประเมินผลจากบันทึกการปฏิบัติในการดูแลรักษาเสื้อผ้า 3. สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม กรณีศึกษา เรื่อง ฉันทำได้ พ่อแม่ของแพรและชาติมีอาชีพรับจ้างรายวัน รายได้พอเลี้ยงครอบครัว ทุกคนต้อง ใช้จ่ายอย่างประหยัด แพรเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชาติเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 แพรจะเป็นคนชักและรีดเสื้อผ้าให้พ่อแม่ และน้อง ส่วนชาติจะเป็นคนเก็บเสื้อผ้าใส่ตู้ ให้เรียบร้อย แม่สอนให้แพรรู้จักการตากเสื้อผ้าอย่างถูกวิธี กลับตะเข็บเสื้อเอาด้านในออก ตากแดด ถ้าเป็นเสื้อสีจะนำตากในที่ร่ม ถ้าเสื้อผ้าราดแม่จะสอนให้แพรปะและซุนเสื้อผ้า เพื่อนำมาใช้สวมใสในเวลาอยู่กับบ้านได้อีก ชาติจะเอาเสื้อที่มีรอยเปื้ อนมาให้เพรช่วยชักอยู่ เสมอ แพรจะมีวิธีชจัดรอยเปื้ อนเสื้อผ้า ทำให้เสื้อของชาติขาวสะอาดเหมือนเดิมได้ นอกจาก นั้นแพรยังรู้วิธีเก็บรักษาเครื่องแต่งกายอีกด้วย ในการ ทำงานแพรใช้น้ำและใช้ไฟอย่าง ประหยัดในการซักผ้ารีดเสื้อผ้าเสมอ คำถาม 1. แพรมีวิธีการดูแลรักษาเสื้อผ้าอย่างถูกวิธีอย่างไรบ้าง จงยกตัวอย่าง 2. การที่แพรรู้จักดูแลรักษาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายอย่างถูกวิธี มีผลดีอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 9 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสื บเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle : 5Es) วิธีสอนแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle : 5 Es) เป็น รูปแบบการสอนซี่งนักการศึกษากลุ่ม BSCS (Biological Science Curriculum Society) ได้นำเสนอเพื่อให้ผู้เรียนได้สร้าง องค์ความรู้ใหม่ โดยเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้เข้ากับประสบการณ์หรือความรู้เดิมให้ เป็นองค์ความรู้หรือแนวคิดของผู้เรียนเอง ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จึงสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการแก้ปัญหาโดยเน้นการปฏิบัติ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน เสริมสร้างความรู้ด้วยตนเองผ่านกระบวน การขั้นตอนอย่างเป็นวัฏจักร ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ นักการศึกษากลุ่ม BSCS (Biological Science Curriculum Society) ได้เสนอ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เรียกว่า Inquiry Cycle หรือ 5Es มีขั้นตอนดังนี้ Inquiry Cycle ขั้นที่ 1 5Es การสร้างความสนใจ (Engage) ขั้นที่ 2 การสำรวจและคันหา (Explore) ขั้นที่ 3 การอธิบาย (Explain) ขั้นที่ 4 การขยายความรู้ (Elaborate) ขั้นที่ 5 การประเมินผล (Evaluate)

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 10 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีสอนแบบวัฏจักรการสื บเสาะหาความรู้ การสร้างความสนใจ กระตุ้นให้เกิดความสนใจ ตั้งคำถามให้ผู้เรียนคิด การสำรวจค้นหา สืบเสาะหาความรู้/ค้นหาสิ่งที่ต้องการรู้ ทดสอบแนวความคิดหรือทำการทดลอง การอธิบาย นำความรู้จากขั้นที่ 2 มาแลกเปลี่ยนกัน การขยายความรู้ ซักถามจนได้ข้อสรุ ปร่วมกัน การประเมินผล ขยายความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบยอด ฝึกทักษะและปฏิบัติ ตรวจสอบแนวความคิด แสดงออกถึงความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความคิด รวบยอดหรือทักษะ

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 11 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก การนำกระบวนการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle : 5 Es) มาใช้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน สามารถปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การสร้างความสนใจ (Engage) ขั้นนี้ต้องการให้ผู้เรียนสนใจใคร่รู้ในเรื่องที่เรียน มีลักษณะเป็นการนำเข้าสู่ บทเรียน เพื่อให้ผู้เรียนอยากรู้อยากเห็นในหัวข้อที่จะศึกษา ผู้สอนควรเชื่อมโยง ประสบการณ์การเรียนรู้เดิมกับปัจจุบัน โดยจัดกิจกรรมหรือสร้างสถานการณ์ กระตุ้น ยั่วยุ หรือท้าทาย ทำให้ผู้เรียนสนใจ และทำให้ผู้เรียนต้องการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง หรือแก้ปัญหาด้วยตนเองบทบาทสำคัญของผู้สอนคือต้องรู้จัก การตั้งคำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนคิด ขั้นที่ 2 การสำรวจและค้นหา (Explore) ขั้นนี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง สร้างและพัฒนาความ คิดรวบยอด สืบเสาะหาความรู้ ค้นหาสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ รวบรวมข้อมูล ทำการ ทดลองด้วยตนเอง เก็บรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบคาดคะเน และตั้งสมมติฐาน ใหม่ หาทางเลือกในการแก้ปัญหา มีการบันทึกการสังเกตและให้ข้อคิดเห็น แล้ว ลงมือสรุ ป ผู้สอนจะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้เรียนทำงานร่วมกัน สำรวจ ตรวจ โต้ตอบระหว่างผู้เรียน ซักถาม เพื่อนำไปสู่การสำรวจตรวจสอบ ทำหน้าที่ ให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน ขั้นที่ 3 การอธิบาย (Explain) ขั้นนี้ผู้เรียนจะนำความรู้ที่รวบรวมจากขั้นที่ 2 มาอภิปรายแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกัน ผู้เรียนพัฒนาความสามารถในการอธิบายด้วยตนเอง มีการ ซักถามกันจนได้ข้อสรุ ปร่วมกันในการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้ได้พัฒนาความรู้ ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้ชัดเจน เชื่อมโยงประสบการณ์ ความรู้เดิม และสิ่งที่เรียนรู้เข้าด้วยกัน บทบาทของผู้สอนจะชี้แนะเกี่ยวกับการสรุ ปและการอธิบายรายละเอียด ในช่วงเวลาที่เหมาะสมให้ผู้เรียนใช้ประสบการณ์เดิมของตนเป็นพื้นฐานใน การอธิบายความคิดรวบยอดหรือแนวคิด

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 12 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ขั้นที่ 4 การขยายความรู้ (Elaborate) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้ขยายความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบ ยอดให้กว้างขวางและลึกซื้งยิ่งขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะและปฏิบัติ ตามที่ผู้เรียนต้องการหรือนำสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้หรือขยาย ความรู้หรือทักษะในสถานการณ์ใหม่ ในกรณีที่ผู้เรียนยังสับสนหรือยังไม่ เข้าใจ หรืออาจเข้าใจเฉพาะข้อสรุปที่ได้จากการสำรวจและคันหาเท่านั้น ผู้ สอนจะมีบทบาทในการให้ประสบการณ์ใหม่ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความเข้าใจ รวบยอดให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น บทบาทสำคัญของผู้สอนอีกประการหนึ่ งคือชี้แนะให้ผู้เรียนได้นำไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันจะทำให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอดกระบวนการ และทักษะเพิ่มขึ้น ขั้นที่ 5 การประเมินผล (Evaluate ) ในขั้นตอนนี้ผู้สอนเปิดโอกาลให้ผู้เรียนตรวจสอบแนวความคิดที่ได้เรียนรู้ มาแล้วว่าถูกต้องและได้รับการยอมรับเพียงใด ให้ผู้เรียนได้แสดงออกเกี่ยวกับ สิ่งที่ได้เรียนรู้ ให้เสริมสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองและกลุ่มเพื่อน ผู้สอนจะมี บทบาทสำคัญ คือ คอยกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ผู้เยนประเมินความรู้ความเข้าใจ และความสามารถของตนเอง ผู้สอนยังมีส่วนสำคัญในการประเมินความรู้ความ เข้าใจและพัฒนาทักษะของผู้เรียนรู้ ผู้สอนอาจจะถามผู้เรียนเป็นคำถามปลาย เปิด เช่น \"ทำไมนักเรียนจึงคิดเช่นนั้น มีหลักฐานอะไร นักเรียนเรียนรู้อะไรเกี่ยว กับสิ่งนั้น และจะอธิบายสิ่งนั้นอย่างไร\" ในขั้นนี้ผู้เรียนจะตอบคำถามปลายเปิดโดยใช้การสังเกต หลักฐาน และคำ อธิบายที่ยอมรับมาแล้วแสดงออกถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความคิดรวบ ยอดหรือทักษะ ประเมินความก้าวหน้าด้วยตนเอง การประเมินผลอาจอยู่ในรูปแบบการเขียนรายงาน การตอบคำถาม การ แสดง สาธิตทักษะขั้นตอนการทดลอง หรืออาจนำเสนอโครงการที่ทำเสร็จ สมบูรณ์แล้วก็ได้

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 13 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ประโยชน์และข้อจำกัดของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle : 5 Es) ประโยชน์ 1. ผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรงจากการเรียนรู้ มีโอกาสได้ศึกษา สำรวจ ค้นหา รวบรวมข้อมูล บันทึก ทดสอบความคิด ทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง และ สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง 2. ผู้เรียนสามารถทำงนร่วมกันกับผู้อื่น รู้จักอภิปรายแสดงความคิดเห็น ระหว่างกัน รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างมีเหตุผล 3. ผู้เรียนรู้จักคิดแก้ปัญหา คิดตัดสินใจ คิดอย่างมีวิจารณญาณ สร้างสรรค์ความรู้และทักษะ 4. ผู้เรียนรู้จักประเมินการทำงานด้วยตนเอง และนำผลการประเมินไป ปรับปรุ งและพัฒนาให้ดีขึ้น ข้อจำกัด 1. ผู้สอนจะต้องรู้จักปรับเปลี่ยนบทบาทของไปตามขั้นตอนของกิจกรรม การเรียนรู้แต่ละขั้น ซึ่งผู้สอนจะต้องมีการเตรียมการสอนเป็นอย่างดี 2. ผู้สอนจะต้องมีวิธีการกระตุ้นความสนใจหรือเร้าความสนใจของผู้ เรียนด้วยวิธีการที่เหมาะสม จึงจะสามารถทำให้ผู้เรียนสนใจใฝ่รู้ในเรื่องที่เรียน 3. ในกรณีที่ผู้เรียนยังสับสนไม่เข้าใจเรื่องที่ศึกษา หรือความเข้าใจรวบ ยอด ผู้สอนจะต้องใช้เทคนิควิธีการที่เหมาะสมให้ผู้เรียนเกิดความกระจ่างชัด การนำไปใช้ วิธีสอนแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้สามารถนำไปใช้ในการจัดการ เรียนการสอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์การเรียน รู้ในการสำรวจ และคันหาความรู้ในเรื่องที่สนใจใครรู้ จนถึงขั้นฝึกทักษะการ คิดสู่การปฏิบัติ เป็นการฝึกทักษะชีวิตที่สำคัญของผู้เรียน

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 14 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry method : 5Es) เรื่อง การเปรียบเทียบหน่วยปริมาตร จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. แสดงวิธีเปลี่ยนหน่วยปริมาตรในระบบเดียวกันได้ 2. แสดงวิธีเปลี่ยนหน่วยปริมาตรต่างระบบได้ กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 การสร้างความสนใจ 1. ครูนำกล่องขนาดเดียวกันให้นักเรียนแต่ละกลุ่มมาวัดขนาดของกล่อง กลุ่มที่ 1 - 2 วัดเป็นหน่วยเชนติเมตร กลุ่มที่ 3 - 4 วัดเป็นหน่วยนิ้ว 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการวัด 3. ครูกำหนดปัญหาว่าถ้านักเรียนทราบปริมาตรของกลุ่มที่เป็นหน่วยระบบ อังกฤษ นักเรียนจะหาปริมาตรที่เป็นหน่วยระบบเมตริกได้หรือไม่ และหาได้อย่างไร 4. นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา และข้อเสนอแนะ ครูอธิบายเชื่อมโยงความรู้ เกี่ยวกับเรื่องหน่วยปริมาตร ขั้นที่ 2 การสำรวจและค้นหา 1. นักเรียนศึกษาความรู้เรื่อง การเปรียบเทียบหน่วยปริมาตร จากหนังสือเรียน เอกสารประกอบการเรียนโดยมีครู อธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันวัดกล่อง (กล่องเดิมในขั้นที่ 1) นำมาคำนวณหา ปริมาตรตามหน่วยที่วัดได้ แล้วเปลี่ยนหน่วยปริมาตรทั้งในระบบเมตริกและระบบอังกฤษ พร้อมทั้งเขียนขั้นตอนการคำนวณและผลการคำนวณ ขั้นที่ 3 การอธิบาย 1. นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนนำเสนอผลงานหน้ชั้นเรียน ครูตรวจสอบความถูก ต้อง และให้ข้อเสนอแนะ 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันทำใบงานเรื่องการเปลี่ยนหน่วยระบบเมตริก และ หน่วยระบบอังกฤษ 3. นักเรียนและครูร่วมกันเฉลยใบงาน และอภิปรายสรุปความรู้เรื่อง การเปลี่ยน หน่วยปริมาตร ขั้นที่ 4 การขยายความรู้ 1. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสร้างโจทย์เกี่ยวกับการเปลี่ยนหน่วยปริมาตรกลุ่มละ 2 ข้อ 2. ตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลงาน และให้กลุ่มอื่นช่วยกันตรวจสอบความถูกต้อง โดยมี ครู เป็นผู้ให้คำแนะนำเพิ่มเติม ขั้นที่ 5 การประเมินผล ครูตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนจากการทำกิจกรรมกลุ่มตามที่กำหนด การนำ เสนอผลงาน การสร้างโจทย์เกี่ยวกับการเปลี่ยนหน่วยปริมาตร

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 15 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning : PBL) เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดตาม ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism) เพื่อให้ ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่จากการใช้ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องมือในการช่วยให้ ผู้เรียนเกิดความรู้ตามเป้าหมาย จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) นักการศึกษาชาว อเมริกัน เป็นผู้ริเริ่มวิธีสอนแบบแก้ปัญหา และเป็นผู้เสนอแนวคิดที่ว่าการเรียนรู้ เกิดจากการลงมือทำด้วยตนเอง (Learning by doing) เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียน ต้องเรียนรู้จากการเรียน โดยผู้เรียนจะทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อค้นหาวิธีการ แก้ปัญหา โดยจะบูรณาการความรู้ที่ต้องการให้ผู้เรียนได้รับการแก้ปัญหาเข้าด้วยกัน ปัญหาที่ใช้มีลักษณะเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนในด้านทักษะการ เรียนรู้มากกว่าความรู้ที่ผู้เรียนจะได้มาและพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นผู้ที่สามารถเรียนรู้ โดยการชี้นำตนเองได้ วิธีสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นเครื่องมือกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความสนใจใคร่รู้และ ต้องการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา ซึ่งผู้สอน อาจจัดสภาพการณ์ให้ผู้เรียนได้เผชิญปัญหาและฝึกกระบวนการ วิเคราะห์และแก้ปัญหาเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจปัญหา อย่างชัดเจนและสามารถใช้ทักษะกระบวนการที่นำไปสู่ การแก้ปัญหาได้

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 16 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (ตามแนวคิดของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา) 1. ต้องมีสถานการณ์ที่เป็นปัญหา 2. ปัญหาที่นำมาใช้ในการจัด และเริ่มต้นการจัดการกระบวนการ กระบวนการเรียนรู้ ควรเป็นปัญหา เรียนรู้ด้วยการใช้ปัญหาเป็นตัว ที่เกิดขึ้นและพบเห็นได้ในชีวิตจริง กระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ของผู้เรียนหรือมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น จริงๆ 3.ผู้เรียนเรียนรู้โดยการนำตนเอง (Self-Directed Learning) ค้นหา 4. ผู้เรียนเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อย เพื่อ และแสวงหาความรู้คำตอบด้วย ประโยชน์ในการค้นหาความรู้ ข้อมูล ตนเอง ดังนั้น ผู้เรียนจึงต้องวางแผน ร่วมกัน เป็นการพัฒนาทักษะการแก้ การเรียนด้วยตนเอง บริหารเวลาเอง ปัญหาด้วยเหตุและผล ฝึกให้ผู้เรียน คัดเลือกวิธีการเรียนรู้และ มีทักษะในการรับส่งข้อมูล เรียนรู้ ประสบการณ์การเรียนรู้ รวมทั้ง เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคล ประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง และฝึกการจัดระบบตนเอง เพื่อ พัฒนาความสามารถในการทำงาน 5. การเรียนรู้มีลักษณะการบูรณา ร่วมกันเป็นทีม ความรู้คำตอบที่ได้ การความรู้และบูรณาการทักษะ มีความหลากหลาย องค์ความรู้จะ กระบวนการต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้ ผ่านการวิเคราะห์โดยผู้เรียน มีการ รับความรู้และคำตอบที่กระจ่างชัด สังเคราะห์และตัดสินใจร่วมกัน การ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานนี้ 7. การประเมินผลเป็นการประเมิน นอกจากจัดการเรียนเป็นกลุ่มแล้วยัง ผลจากสภาพจริง โดยพิจารณาจาก สามารถจัดให้ผู้เรียนเรียนรู้เป็นราย การปฏิบัติงานตามความก้าวหน้า บุคคลได้ แต่อาจทำให้ผู้เรียนขาด ของผู้เรียน ทักษะในการทำงานร่วมกับกับผู้อื่น 6. ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ จะได้มาภายหลังจากผ่าน กระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐานแล้วเท่านั้น

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 17 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ลักษณะของปัญหาที่ใช้ในการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ปัญหาหรือ สถานการณ์ที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ลักษณะ สำคัญของปัญหาตามข้อสรุ ปของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา มีดังนี้ 1. เกิดขึ้นในชีวิตจริงและเกิดจากประสบการณ์ ของผู้เรียน หรือผู้เรียนอาจมีโอกาสเผชิญกับปัญหานั้น 2. ปัญหานั้นเป็นปัญหาที่พบบ่อย มีความสำคัญ มีข้อมูลประกอบเพียงพอสำหรับการค้นคว้า 3. เป็นปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน เป็นปัญหาที่มี ความซับซ้อน คลุมเครือ หรือผู้เรียนเกิดความสงสัย 4. ปัญหาที่เป็นประเด็นขัดแย้ง ข้อถกเถียงในสังคม ยังไม่มีข้อยุติ 5. เป็นปัญหาอยู่ในความสนใจ เป็นสิ่งที่อยากรู้ แต่ไม่รู้ 6. เป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อน เสียหาย เกิดโทษภัย หากใช้ข้อมูลโดยลำพังคนเดียวอาจทำให้ตอบปัญหาผิดพลาด 7. เป็นปัญหาที่มีการยอมรับว่าจริง ถูกต้อง แต่ผู้เรียน ไม่เชื่อว่าจริง ไม่สอดคล้องกับความคิดของผู้เรียน 8. ปัญหาที่อาจมีคำตอบหรือมีแนวทางการแสวงหาคำตอบได้ หลายทาง ครอบคลุมการเรียนรู้ที่กว้างขวางหลากหลายเนื้อหา 9. เป็นปัญหาที่มีความยากความง่ายเหมาะสมกับพื้นฐาน ของผู้เรียน 10. เป็นปัญหาที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ทันที ต้องสำรวจ ค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลหรือทดลองดูก่อน จึงจะได้คำตอบ 11. เป็นปัญหาส่งเสริมความรู้ด้านเนื้อหาทักษะ สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษา

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 18 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้สรุ ปขั้นตอนของการจัด การเรียนรู้แบบใช้ปัญหา ไว้ดังนี้ ขั้นที่ กำหนดปัญหา เป็นขั้นที่ผู้สอนจัดสถานการณ์ต่างๆ กระตุ้น 1 ให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ และมองเห็นปัญหาสามารถกำหนดสิ่งที่ เป็นปัญหาที่ผู้เรียนอยากรู้อยากเรียนได้และเกิดความสนใจที่จะ ค้นหาคำตอบ ขั้นที่ ทำความเข้าใจกับปัญหา เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้องทำความ 2 เข้าใจปัญหาที่ต้องการเรียนรู้ ซึ่งผู้เรียนจะต้องสามารถอธิบาย สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาได้ ขั้นที่ ดำเนินการศึกษาคันคว้า 3 เป็นขั้นที่ผู้เรียนกำหนดสิ่งที่ต้อง เรียน ดำเนินการศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเองด้วยวิธีการหลากหลาย ขั้นที่ สังเคราะห์ความรู้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ค้นคว้ามา 4 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน อภิปรายผล และความรู้ที่ได้มาว่ามีความ เหมาะสมหรือไม่เพียงใด ขั้นที่ สรุปและประเมินค่าของคำตอบ 5 เป็นขั้นที่ผู้เรียนแต่ละกลุ่มสรุป ผลงานของกลุ่ม และประเมินผลงานว่าข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้า มีความ เหมาะสมหรือไม่ โดยตรวจสอบแนวคิดภายในกลุ่มของตนเองอย่าง อิสระ ทุกกลุ่มช่วยกันสรุปองค์ความรู้ในภาพรวมของปัญหาอีกครั้ง ขั้นที่ นำเสนอและประเมินผลงาน 6 เป็นขั้นที่ผู้เรียนนำข้อมูลที่ได้มาจัด ระบบองค์ความรู้และนำเสนอเป็นผลงานในรู ปแบบที่หลากหลายผู้ เรียนทุกกลุ่มรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวช้องกับปัญหาร่วมกันประเมินผลงาน

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 19 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แผนภาพ แสดงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน การเตรียมการของผู้สอน บทบาทผู้สอน - พิจารณาเลือกมาตรฐานสาระเนื้อหาที่ บทบาทผู้เรียน ในการจัดการเรียนรู้ เหมาะสมกับแนวทางการจัดการเรียนรู้ - จัดทำแผนผังมโนทัศน์แผนการจัด การเรียนรู้ - จัดทำเครื่องมือวัดและประเมินผล 1. แนะนำแนวทาง/วิธีการเรียนรู้ 1.กำหนดปัญหา 1. เสนอปัญหาหลากหลาย 2. ยกตัวอย่างปัญหา/สถานการณ์ 2. เลือกปัญหาที่สนใจ 3. ตั้งคำถามให้ติดต่อ 3. แบ่งกลุ่มตามความสนใจ 1. ถามคำถามให้ผู้เรียนคิดละเอียด 2.ทำความเข้าใจปัญหา 1. ตั้งคำถามในประเด็นที่อยากรู้ 2. กระตุ้นยั่วให้ผู้เรียนคิดต่อ 2. ระดมสมองหาความหมาย/คำนิยาม 3.ช่วยดูแลตรวจสอบ แนะนำ ความถูกต้อง 3. อธิบายสถานการณ์ปัญหา 4. บอกแนวทางและอธิบายวิธีค้นหาคำตอบ ครอบคลุม 5. จัดทำแผนผังความคิด/จัดทำบันทึก การทำงาน 1. ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม 3.ดำเนินการศึกษาค้นคว้า 1.แบ่งงาน แบ่งหน้าที่ 2.อำนวยความสะดวก จัดหา ประสานงาน 2. จัดเรียงลำดับการทำงาน 3. กำหนดเป้าหมายงาน/ระยะเวลา วัสดุ เอกสาร สื่อเทคโนโลยี 4.ค้นคว้า ศึกษา และบันทึก 3.แนะนำ ให้กำลังใจ 1. แลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็น 4.สั งเคราะห์ความรู้ 1. ผู้เรียนแต่ละคนนำความรู้มานำเสนอภายใน 2.ตั้งคำถามเพื่อสร้างความคิดรวบยอด กลุ่ม 2. ตรวจสอบข้อมูลว่าสามารถตอบคำถามที่ อยากรู้ได้ทั้งหมดหรือไม่ 3.ตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสม พอเพียง 4. ทบทวนและหาความรู้เพิ่มเติม 1. ผู้สอนช่วยตรวจสอบการประมวลการสร้าง 5.สรุ ปและประเมินค่า 1. กลุ่มนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาประมวลสร้าง องค์ความรู้ใหม่ ของคำตอบ เป็นองค์ความรู้ใหม่ 2. ให้ผู้เรียนสรุ ปองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา 2.ประเมินประสิทธิภาพ คุณภาพการปฏิบัติ ค้นคว้า งานกลุ่ม 3.พิจารณาความเหมาะสม พอเพียง 3. ประเมินตนเองทั้งด้านความรู้ กระบวนการกลุ่ม ความพึงพอใจ 1. ผู้สอนประเมินตนเองประเมินผลการเรียนรู้ 6.นำเสนอและ 1. เสนอผลงานการปฏิบัติงานต่อ 2.ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ ประเมินผลงาน เพื่อน/ผู้เรียน/ผู้สอน วิทยากร 3.การนำไปใช้ การคิดวิเคราะห์ เผยแพร่ ท้องถิ่น ผู้สนใจ 2. ประเมินผลร่วมกับกลุ่มเพื่อน/ผู้ สอน/วิทยากรท้องถิ่น

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 20 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ประโยชน์และข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหา เป็นฐาน (Problem Based Learning : PBL) ประโยชน์ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานทำให้ผู้เรียน ตื่นตัว มีความสนใจใคร่รู้สาเหตุ และผลของปัญหาที่เกิดขึ้น และกระตือรือร้น ที่จะหาข้อมูลหลักฐานมาสนับสนุน และหาวิธีการแก้ไข ซึ่งเป็นการสร้าง ประสบการณ์ชีวิตให้แก่ผู้เรียน ข้อจำกัด ผู้สอนจะต้องวางแผนและเตรียมการสอนล่วงหน้าเป็นอย่างดี มีการ เตรียมสถานการณ์ที่เป็นปัญหาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อกระตุ้นความสนใจ ของผู้เรียนและต้องคอยช่วยแนะนำผู้เรียนให้ดำเนินกิจกรรมตามขั้นตอน อย่างถูกต้อง การนำไปใช้ วิธีสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้ ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ในเรื่องที่สามารถจัดสถานการณ์ที่เป็นปัญหา หรือ หัวข้อเรื่องที่มีประเด็นปัญหาที่สามารถกระตุ้นให้เรียนสนใจที่จะดำเนินการ ศึกษาหาคำตอบ เพื่อนำมาสู่การแก้ปัญหา

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 21 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning : PBL) เรื่อง ภัยร้ายจากสารเสพติด จุดประสงค์การเรียนรู้ วิเคราะห์ภัยของสารเสพติดที่มีผลต่อบุคคลและสังคม กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 การกำหนดปัญหา 1. ครูให้นักเรียนดู คลิปวีดิโอ/ภาพข่าว วัยรุ่นติดสารเสพติด แล้วไปกระทำผิด กฎหมายหลายๆ ลักษณะ 2. นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์สิ่งที่เป็นปัญหาในคลิปวีดีโอ/ภาพข่าว และร่วมกัน กำหนดประเด็นปัญหาที่เกิดจากการติดสารเสพติด เช่น ㆍก่อให้เกิดอาชญากรรม ㆍ ทำลายสุขภาพ ㆍ ขาดความรับผิดชอบ ฯลฯ ขั้นที่ 2 ทำความเข้าใจกับปัญหา นักเรียนแบ่งกลุ่มตามความสมัครใจกลุ่มละ 5 - 7 คน ร่วมกันทำความเข้าใจกับ ปัญหาแต่ละข้อว่ามีเรื่องใดที่เกี่ยวข้องและสามารถตอบประเด็นปัญหาที่กำหนดไว้ในขั้นที่ 1 (อาจจัดทำเป็นแผนผังความคิดตามเหมาะสม) เช่น · ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ติดสารเสพติดก่ออาชญากรรม ㆍส่วนประกอบของสารเสพติดที่มีผลต่อสุขภาพ ㆍสิ่งที่ทำให้พฤติกรรมของผู้เสพสารเสพติดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ฯลฯ ขั้นที่ 3 ดำเนินการศึกษาค้นคว้า 1. สมาชิกในแต่ละกลุ่มร่วมกันกำหนดประเด็นที่จะศึกษาค้นคว้า 2. สมาชิกในกลุ่มแบ่งหน้าที่กันสืบคันข้อมูลจากแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่หลาก หลาย เช่น ห้องสมุด หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต ขั้นที่ 4 สังเคราะห์ความรู้ สมาชิกในแต่ละกลุ่มนำข้อมูลที่สืบคันมาอภิปรายร่วมกันภายในกลุ่ม พิจารณาข้อมูล ที่ได้มานั้นมีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ แล้วนำมาหลอมรวมกันในประเด็นสำคัญ ขั้นที่ 5 สรุปและประเมินค่าของคำตอบ สมาชิกแต่ละกลุ่มร่วมกันสรุ ปข้อมูลที่หลอมรวมกันพร้อมแสดงความคิดเห็นร่วม กันเป็นผลงานของกลุ่มลงในแบบบันทึกดังนี้ 1. ข้อมูลที่ได้มาทำให้รู้ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ติดสารเสพติดก่ออาชญากรรมอย่างไร 2. ข้อมูลได้มาทำให้รู้ส่วนประกอบของสารเสพติดนั้นมีผลร้ายต่อสุขภาพของคนได้ ชัดเจนอย่างไร 3. ข้อมูลได้มาทำให้รู้ถึงลักษณะพฤติกรรมของบุคคลที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เมื่อสารเสพติดได้ถูกต้องหรือไม่

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 22 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ขั้นที่ 6 นำเสนอและประเมินผลงาน 1. ตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลงานด้วยวิธีการที่หลากหลายเกี่ยวกับภัยร้ายของสาร เสพติดที่มีผลต่อบุคคลและสังคม 2. นักเรียนและครูร่วมกันเสนอแนะแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาภัยจาก สารเสพติด การวัดผลและประเมินผล 1. ประเมินการนำเสนอผลงาน 2. สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 23 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน การจัดการเรียนการสอน Research-Based Learning หรือ การเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานหรือการเรียนรู้ที่เน้นการวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้ เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเรียนรู้ ด้วยตนเอง จากการศึกษาคันคว้า แสวงหาความรู้ ค้นพบข้อเท็จจริงต่างๆ โดยนำเอากระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือ ลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน หลักการที่ 1 แนวคิดพื้นฐาน เปลี่ยนแนวคิดจากเรียนรู้โดยการฟังและตอบให้ถูกเป็นการถามและหาคำตอบเอง หลักการที่ 2 เป้าหมาย เปลี่ยนเป้าหมายจากการเรียนรู้โดยการจำ/ทำ/ใช้ เป็น การคิด/ค้น/แสวงหา หลักการที่ 3 วิธีสอน เปลี่ยนวิธีสอนจากการเรียนรู้โดยการบรรยาย เป็น การให้คำปรึกษา หลักการที่ 4 บทบาทผู้สอน เปลี่ยนบทบาทผู้สอนจากการเป็นผู้ปฏิบัติเอง เป็น การจัดการให้ผู้เรียนปฏิบัติ

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 24 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้การวิจัยเป็นฐาน ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานแนวคิด ของนักการศึกษาหลายท่าน ดังนี้ ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหา (Problem) เป็นการระบุปัญหา เป็นขั้นที่ผู้เรียนมีประเด็นข้อสงสัย มีความ สนใจ ต้องการหาคำตอบหรือแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับสิ่งที่สงสัยนั้น ขั้นที่ 2 การตั้งสมมติฐาน (Problem) เป็นการคาดคะเนหรือทำนายคำตอบของปัญหาที่สงสัย จาก ข้อมูลที่สนับสนุน ประสบการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งอาจได้จากการศึกษา เอกสารที่เกี่ยวข้อง หรือสังเกต แล้วนำข้อมูล ที่ได้มาอุปนัยเพื่อให้ได้ ข้อสรุปแล้วตั้งเป็นสมมติฐาน เพื่อหาแนวทางในการอธิบายปัญหา ขั้นที่ 3 การรวบรวมข้อมูล (Data gathering) เป็นการรวบรวมหลักฐานหรือข้อมูลมายืนยันสมมติฐาน โดย รวบรวมผลจากการสังเกต การทดลอง การสำรวจ ค้นหาข้อเท็จจริง จากแหล่งภายนอก การซักถาม การสังเกต การอ่านเอกสาร เมื่อได้ หลักฐานเพียงพอจึงนำหลักฐานไปแปลผลและลงข้อสรุ ปในขั้นต่อไป ขั้นที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล (analysis) เป็นการพิจารณาแยกแยะข้อมูลเพื่อบรรยายลักษณะของข้อมูล ที่มีอยู่ ว่าสอดคล้องกับสมมติฐานหรือไม่ หรือเป็นไปตามสมมติฐาน หรือไม่ ซึ่งอาจจะต้องใช้ทักษะอื่นๆ ร่วมด้วย ขั้นที่ 5 การสรุป (Conclusion) เป็นการสรุปใจความสำคัญหรืออธิบายลักษณะของข้อมูล สรุป ความสัมพันธ์ของข้อมูล เพื่อตอบคำถามหรือสมมติฐานของปัญหา ข้อเท็จจริงของปัญหา ตรวจคำตอบหรือผลการวิเคราะห์ข้อมูล เป็น การรวบรวมผลการวิเคราะห์ข้อมูลมาเขียนตอบปัญหาที่ศึกษา ขั้นที่ 6 การนำเสนอ (Presentation) เป็นวิธีการสื่อสารถ่ายทอดข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่าง ผู้ส่งสารและผู้รับสาร สามารถนำเสนอด้วยวิธีการต่างๆ

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 25 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน (Research-Based Instruction Model) เรื่อง ดนตรีกับชีวิต จุดประสงค์การเรียนรู้ วิเคราะห์ความสัมพันธ์และอิทธิพลของดนตรีไทยที่มีต่อสังคมไทย กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 การกำหนดปัญหา 1. ครูให้นักเรียนดูคลิปวิดีโอคนต่างชาติแสดงดนตรีไทยท่ามกลางประชาชนที่มาชม จำนวนมาก 2. นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิดต่อไปนี้ 1) ทำไมชาวต่างชาติจึงสนใจและเล่นดนตรีไทยได้ไพเราะมาก 2) เครื่องดนตรีไทยที่ชาวต่างชาตินิยมเล่นมีอะไรบ้าง 3) ดนตรีไทยกับดนตรีสากลมีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร 4) ดนตรีไทยมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของชาวต่างชาติหรือไม่ อย่างไร 3. ครูอธิบายเชื่อมโยงความรู้ให้นักเรียนเข้าใจถึงความเป็นมา และความสำคัญ ของดนตรีไทย 4. นักเรียนแบ่งกลุ่มกันตามความสมัครใจ กลุ่มละ 5 - 7 คน ร่วมกันกำหนดปัญหา จากเหตุการณ์ชาวต่างชาติเล่นดนตรีไทย เช่น ㆍการแสดงดนตรีไทยแพร่หลายเฉพาะในชนบท ㆍเด็กวัยรุ่นไม่นิยมดนตรีไทย ㆍการประยุกต์ทำนองดนตรีสากลเข้ากับทำนองดนตรีไทยจะช่วยให้วัยรุ่นหันมา สนใจดนตรีไทย ขั้นที่ 2 การตั้งสมมติฐาน 1. นักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกศึกษาประเด็นปัญหาที่ร่วมกันกำหนด กลุ่มละ 1 ปัญหา 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันคาดคะเน / ตั้งสมมติฐานจากประเด็นที่กลุ่มสนใจ ศึกษา ขั้นที่ 3 การรวบรวมข้อมูล 1. สมาชิกในแต่ละกลุ่มร่วมมือกันศึกษาและสืบค้นข้อมูลตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ โดยใช้แหล่งการเรียนรู้และการสัมภาษณ์บุคคล 2. สมาชิกแต่ละคนในแต่ละกลุ่มนำข้อมูลที่สืบคันมาอภิปรายร่วมกันในกลุ่ม ตัวแทน กลุ่มนำเสนอผลงาน ครูให้คำแนะนำเพิ่มเติม ขั้นที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล สมาชิกในแต่ละกลุ่มนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันและ วิเคราะห์ สังเคราะห์

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 26 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ขั้นที่ 5 การสรุป 1. สมาชิกแต่ละกลุ่มร่วมกันนำเสนอข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ในขั้นที่ 4 มาเรียบเรียง แล้วจัดทำเป็นรายงานการวิจัย 2. สมาชิกในกลุ่มร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของผลงาน ขั้นที่ 6 นำเสนอและประเมินผลงาน 1. สมาชิกแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานรายงานการวิจัย ซึ่งอาจจะนำเสนอด้วยวิธีการ ที่หลากหลาย เช่น การอภิปราย บรรยาย จัดนำเสนอด้วย PowerPoint จัดนิทรรศการ ฯลฯ 2. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัยของแต่ละกลุ่ม และเชื่อม โยงให้เห็นความสัมพันธ์และอิทธิพลของดนตรีไทยที่มีต่อสังคม การวัดผลและประเมินผล 1. ตรวจรายงานการวิจัย 2. ประเมินการนำเสนอผลงาน 3. สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ประโยชน์และข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้แบบใช้วิจัย เป็นฐาน (Problem Based Learning : PBL) ประโยชน์ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานเป็นการฝึกให้ผู้เรียน ได้มีการพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีประสบการณ์จากการคันคว้าแสวงหา ความรู้ ฝึกทักษะในการคิดอย่างเป็นระบบ ดำเนินการตามขั้นตอนวิจัยจน สามารถพบคำตอบหรือข้อเท็จจริง ข้อจำกัด ผู้สอนจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการวิจัยให้ชัดเจน และต้อง คอยให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังต้องเตรียมหาแหล่งข้อมูล อย่างหลากหลายเพื่อแนะนำผู้เรียน การนำไปใช้ สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ในทุกกลุ่มสาระ การเรียนรู้

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 27 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม วิธีสอนโดยใช้เกมเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ จากการเล่นเกม ที่มีกฎเกณฑ์ กติกา เงื่อนไข หรือข้อตกลง ร่วมกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ มีความสนุกสนาน น่าสนใจ และเป็นการ ส่งเสริมให้เกิดความรู้แล้ว ยังช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ระหว่างผู้เรียนผู้เรียนกล้าแสดงออกและมีความเชื่อมั่นในตนเอง หลักการใช้เกมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1. มีจุดมุ่งหมายในการเล่นที่ทำให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ในการฝึกทักษะด้าน การคิดในลักษณะต่างๆ 2. มีกฎกติกาการเล่นที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และครบถ้วน 3. มีความเหมาะสมกับเวลา และสถานที่ ประมาณ 10-15 นาที สถานที่ควร กว้างพอเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสำหรับผู้เรียน 4. อุปกรณ์สำหรับประกอบเกมเหมาะสมและประหยัด จัดทำขึ้นมาเอง หรือ หาซื้อง่าย และมีความปลอดภัยแก่ผู้เรียนทุกคน 5. เกมที่เล่นมีความเหมาะสมกับผู้เรียนทั้งในด้านสภาพร่างกาย ความสามารถ อายุ และความสนใจ และจะต้องให้ผู้เรียนทุกคน สามารถเข้าร่วมในกิจกรรมได้ มิใช่เพียงกลุ่มหนึ่ง กลุ่มใดเท่านั้น ประเภทของเกม เกมแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ตามลักษณะการเล่น อุปกรณ์ วิธีการเล่น รูป แบบการเล่น เช่น 1. เกมฝึกประสาท เป็นเกมที่ฝึกผู้เรียนเกิดปฏิภาณไหวพริบ เป็นการทดลอง ประสาท สร้างความสนุกสนานครื้นเครงให้กับผู้เรียน 2. เกมที่เสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย เป็นการส่งเสริมผู้เรียนให้ได้ออกกำลัง กาย มีทักษะการเคลื่อนไหว และทักษะกีฬาชนิดต่างๆ 3. เกมที่แสดงท่าทาง เป็นการส่งเสริมความสามารถของผู้เรียนให้แสดงออก ฝึก การจดจำ สังเกตในแต่ละกิจกรรม 4. เกมที่เล่นเป็นทีม มีการแบ่งกลุ่มแข่งขันกันเป็นทีม เป็นการสร้างความสามัคคี ในหมู่คณะ 5. เกมทดสอบความรู้ เป็นการทดสอบความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน ในความรู้ที่ ได้เรียนไปแล้ว

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 28 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม มี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ขั้นนำ ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์ ทบทวนการเรียน หรือเร้าความสนใจ โดยให้ฟังเพลง ชักถาม ให้ตัวอย่าง ทายปัญหา ฯลฯ ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1) ผู้สอนนำเสนอเกม ชี้แจงวิธีการเล่นเกม ผู้สอนเสนอเกม ให้ผู้เรียนเล่นโดยการแบ่งกลุ่มให้แข่งขันกัน ผู้สอนชี้แจงกติกาและ บรรยายในการเล่นเกมให้ชัดเจน (เกมบางชนิดมีวิธีที่ซับซ้อนอาจ ต้องมีการสาธิตก่อน) 2) ผู้เรียนเล่นเกมตามกติกา ผู้สอนควบคุมการเล่นให้เป็นไป ตามขั้นตอน ติดตามสังเกตพฤติกรรมการเล่นของผู้เรียนอย่าง ใกล้ชิด และให้ผู้เรียนสังเกต เปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ เพื่อสรุป ให้ได้ข้อเท็จจริง นิยาม หลักการ จากข้อมูลที่ได้จากการเล่นเกม 3) ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายเกี่ยวกับผลการเล่น วิธีการเล่น หรือพฤติกรรมการเล่นของผู้เรียน ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันอภิปราย สรุปผลการเรียนรู้เป็นข้อคิด นำไปสู่หลักการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของเกมกับเนื้อหาที่เรียน ขั้นที่ 4 ขั้นประเมินผล ผู้สอนประเมินผลการเล่นเกมด้วยการสังเกตพฤติกรรม การเล่นของผู้เรียนให้เป็นไปตามจุดประสงค์และกติกาของการเล่น อาจจะให้ผู้เรียนประเมินตนเอง หรือให้เพื่อนประเมินตามความ เหมาะสม

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 29 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ประโยชน์และข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม (Game) ประโยชน์ 1) ช่วยให้ผู้เรียนที่มีปัญหาเบื่อหน่ายการเรียน หันมาสนใจการเรียน เพราะเกม ทำให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน 2) ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักการควบคุมตนเอง เปลี่ยนจากผู้รับหรือผู้ตามมา เป็นผู้มีความสามารถ ในการตัดสินใจด้วยตนเอง 3) ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือ มีการปรึกษาหารือ 4) ช่วยให้ผู้สอนวินิจฉัยและแก้ไขมโนคติที่ผิดๆ ของผู้เรียนบางคนให้มี น้ำใจนักกีฬามีมารยาทและความยุติธรรม 5) เกมสามารถใช้บูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ได้หลายวิชา เช่น คณิตศาสตร์ภาษาไทย สังคมศึกษา ศิลปะ ภาษาอังกฤษวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ข้อจำกัด 1) การใช้เกมประกอบการสอนนั้น ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์จำนวนมาก ซึ่ง ทำให้สิ้นเปลืองแรงงานเวลา และค่าใช้จ่ายในการสร้างเกม 2) การควบคุมเวลาให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ทำได้ยาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ สมรรถภาพ และประสบการณ์ของผู้เรียนด้วย การนำไปใช้ วิธีสอนโดยใช้เกมประกอบการสอนเป็นวิธีหนึ่ง ที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียน เกิดความรู้ และช่วยพัฒนาทักษะต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการในการ ทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคม เกมมีความเหมาะสมมากในชั้นเรียนที่มีการ สอนโดยใช้วิธีการสอนที่เน้นสู่การปฏิบัติ หรือศูนย์การเรียน และใช้สอนได้ทุก กลุ่มสาระการเรียนรู้

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 30 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เกม (Game) เรื่อง เกมก้านไม้ขีดไฟกับรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส จุดประสงค์การเรียนรู้ เขียนความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนก้านไม้ขีดไฟกับจำนวนของรู ปสี่เหลี่ยมจัตุรัสได้ กิจกรรมการเรียนรู้ 1. ขั้นนำ 1) แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ 2) ทบทวนแบบรูปของจำนวนและแบบรูปอื่นๆ โดยให้นักเรียนออกมาเขียนแบบรูป พร้อมบอกความสัมพันธ์ 2. ครูแนะนำกติกาการเล่นเกม และวิธีการเล่นเกมก้านไม้ขีดไฟ 1) แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ตามความสมัครใจ 2) แจกก้านไม้ขีดไฟ กลุ่มละ 13 ก้าน 3) แจกใบคำถามกลุ่มละ 1 แผ่น 4) กลุ่มที่ทำกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยให้ทุกคนในกลุ่มยืนขึ้น ครูจดบันทึกเวลาของ แต่ละกลุ่มและให้ลำดับการนำเสนอผลงานกลุ่ม 3. นักเรียนแต่ละกลุ่มเล่นเกมก้านไม้ขีดไฟ โดยครูควบคุมดูแลการเล่นเกม 4. ขั้นสรุป 1) นำเสนอผลงานโดยอธิบายวิธีคิดให้เพื่อนๆ ฟัง และซักถาม 2) นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกมก้านไม้ขีดไฟ 1. การเล่น ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำก้านไม้ขีดไฟ 13 ก้าน วางเรียงติดกันให้เป็นรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัส ดังรูป 2. คำถามชวนคิด 1) ถ้าต้องการให้ได้รูปลี่เหลี่ยมจัตุรัสจำนวน 5 รูป จะต้องใช้ก้านไม้ขีดไฟกี่ก้าน 2) ถ้าต้องการให้ได้รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจำนวน 7 รูป จะต้องใช้ก้านไม้ขีดไฟกี่ก้าน 3) ถ้าก้านไม้ขีดไฟ 27 ก้าน จะได้รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสทั้งหมดที่รูป และมีก้านไม้ ขีดไฟเหลืออยู่หรือไม่ ถ้าเหลือจะมีจำนวนกี่ก้าน 4) ถ้าต้องการให้ได้รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจำนวน 31 รูป จะต้องมีก้านไม้ขีดน้อย ที่สุดกี่ก้าน 5) ถ้ามีก้านไม้ขีดไฟ 121 ก้าน วางเรียงต่อกันจะมีรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสทั้งหมดกี่รูป 6) ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนก้านไม้ขีดไฟกับจำนวนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นอย่างไร ถ้าต้องการให้มีรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจำนวนทั้งหมด n รูป

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 31 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบรวมพลัง Co-5STEPs กระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนเป็นแนว การสอนหนึ่งของการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งอาจมีการประยุกต์ได้ ผลผลิต บนฐานวิธีการทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนมีการปฏิบัติ กิจกรรมแบบทำงานกลุ่มรวมพลัง โดยทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน เด็กเก่ง ช่วยเด็กเรียนช้ากว่า เด็กถนัดกว่าช่วยเด็กถนัดน้อย เพื่อให้มีความสุข ในการเรียนบทบาทของผู้เรียนเป็นผู้เรียนรู้ (Learner) บทบาทของ ครูเป็นผู้อำนวยการความสะดวก (Facilitator) ผู้ซี้แนะ (Coach) และ เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ลักษณะเด่น หรือลักษณะเฉพาะ 1. เป็นแนวการสอนอยู่บนฐานวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 2. หลักการสร้างความรู้แล้วครูต้องมีการจัดกิจกรรมให้ นักเรียนนำการเรียนรู้ไปใช้ หรือประยุกต์ได้ผลงาน/ภาระงาน ไปตอบแทนสังคม 3. เป็นการจัดการเรียนรู้ เน้นการทำงานกลุ่มแบบรวมพลัง เด็กร่วมมือช่วยเหลือกันและกัน เพื่อให้เกิดความเสมอภาคกัน วิธีสอนสำคัญที่ใช้ใน Co-5 STEPs 1) วิธีสอนแบบสืบสอบ 2) วิธีสอนแบบโครงงาน 3) วิธีสอนต่าง ๆ ใช้กิจกรรมเป็นฐาน เช่น เกม กรณีตัวอย่าง บทบาทสมมุติ สถานการณ์จำลอง ใช้ประเด็นทางสังคม

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 32 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เทคนิคสำคัญที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ Co-5 STEPs เทคนิคพัฒนาการคิด การใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ การใช้คำถาม Co- Operative Learning) การใช้ผังกราฟิก โดยเฉพาะ การใช้ใบกิจกรรม การใช้พหุปัญญา Think - Pair - Share Team - Pair - Solo Pair - Discussion Peer to Peer Peer Tutoring Peer Assessment Round Robin Rally Table

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 33 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ขั้นตอนของกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Co-5 STEPs 1. ขั้นเสนอสิ่งเร้า และรวมพลังระบุคำถามสำคัญ (Stimulating and Key Questioning Collaboratively) ลักษณะสำคัญ 1. เป็นขั้นตอนที่ทำให้ผู้เรียนสงสัย (Ask) สมองเกิดภาวะ อสมดุล (Disequilibrium) จากการเสนอสิ่งเร้าของครู 2. มีการทบทวนประสบการณ์เดิมของผู้เรียน (Elicit Prior knowledge) คือ การคาดคะเนคำตอบ หรือตั้งสมมุติฐาน หรือ จินตนาการคำตอบ คำตอบอาจไม่ถูกต้อง หรือผิด หรือเป็นมโน ทัศน์ที่คลาดเคลื่อนก็เป็นไปได้ ซึ่งครูไม่มีการเฉลยคำตอบ เทคนิคการคาดคะเนคำตอบ 1. ให้ตอบคำถามเป็นรายบุคคล ครูให้แบบสอบถาม แบบปรนัย หรือแบบอัตนัย เมื่อ ผู้เรียนคาดคะเน คำตอบ ครูควรถามผู้เรียนว่าตอบอย่างไร เพื่อ ได้ภาพรวมการตอบของผู้เรียน เพื่อการตัดสินใจว่าควรจะสอน ต่อไปหรือไม่ 2. ให้ตอบเป็นทีม ผู้เรียนอาจจับกลุ่มกันคาดคะเนคำตอบร่วมกัน หรืออาจ ใช้ หรืออาจใช้วิธีคิดคนเดียว-คิดคู่-คิดเป็นทีม หรือเรียกว่า Think-Pair-Share หรือ Peer to Peer หรือ Peer Tutoring เพื่อให้เด็กร่วมมือช่วยเหลือกัน

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 34 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2. ขั้นรวมพลังแสวงหาสารสนเทศและวิเคราะห์ (Searching and Analyzing Collaboratively) ลักษณะสำคัญ 1.เป็นขั้นสำคัญเพื่อพิสูจน์สมมติฐาน เพื่อหาคำตอบของ คำถามสำคัญโดยครูอาจออกแบบให้ หรือครูกับผู้เรียนร่วมกัน วางแผน หรือผู้เรียนวางแผนเอง 2. ครูออกแบบการเก็บข้อมูลสารสนเทศให้เอง ด้วยการ สร้างสื่อการเรียนรู้ เช่น ใบกิจกรรม ใบงาน ใบทดลอง รวมทั้งใบ ความรู้ และอาจใช้ใบความรู้แจกให้นักเรียน ใบกิจกรรม เป็นสื่อการเรียนรู้ที่พบว่าใช้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ใบกิจกรรมมีลักษณะดังนี้ 1. ใช้หลัก อ่าน-คิด-วิเคราะห์-เขียน หรือ อ่าน-คิดวิพากษ์-เขียน 2. คำถามก่อนทำกิจกรรมบันทึกผลคำถามหลังทำกิจกรรม ใบทดลอง เป็นสื่อการเรียนรู้ที่พบว่าใช้มากในกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และการงาน อาชีพและเทคโนโลยี ใบทดลองประกอบด้วย 1. วัสดุอุปกรณ์ 2. วิธีทำ 3. คำถามก่อนทำกิจกรรม- บันทึกผล- คำถามหลังทำกิจกรรม ใบสรุ ปความรู้ 1. เป็นสื่อการเรียนรู้ที่ครูสร้างขึ้น เพื่อแจกให้ผู้เรียนหลังจาก สร้างความรู้แล้ว 2. มีลักษณะตรงกับสาระ หรือมโนทัศน์ที่ครูเตรียมมา เพื่อทำ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในการปฏิบัติกิจกรรม/งาน/ทดลอง/ ให้ครู ใช้เทคนิค

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 35 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 3. ขั้นรวมพลังอภิปรายและสร้างความรู้ (Discussing and Constructing Collaboratively) ลักษณะสำคัญ 1. เป็นขั้นสื่อความหมายข้อมูลหลังจากการวิเคราะห์ข้อมูลโดย ผู้เรียนมีโอกาสนำเสนอหน้าชั้นเรียน 2. เป็นขั้นที่ผู้เรียนมีการแปลความหมายข้อมูล เพื่อสรุปผล/ สร้างความรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง 3. เป็นขั้นที่ผู้เรียนมีการสะท้อนความคิดกัน และแต่ละกลุ่มปรับ แก้ไขความรู้ที่สร้างขึ้นเอง 4. เป็นขั้นที่ครูเชื่อมโยงความรู้ที่ผู้เรียนสร้างไปยังความรู้ที่ถูกต้อง 5. เป็นขั้นที่ครูอาจให้ทำแบบฝึกหัด เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ ให้เกิดจำฝังแน่น และทักษะต่าง ๆ จนเป็นความชำนาญ พร้อม บ่มเพาะนิสัย 4. ขั้นรวมพลังสื่อสารและสะท้อนคิด (Communicating and Reflecting Collaboratively) ลักษณะสำคัญ 1. เป็นขั้นผู้เรียนนำเสนอความรู้ และการเรียนรู้ที่ได้จากการสร้าง ความรู้ด้วยความเข้าใจ อาจเป็นภายในกลุ่ม หรือนำเสนอหน้าชั้น เรียน โดยผลสรุปติดที่ผนัง หรือกระดานหน้าชั้นเรียน ใช้หลัก 3P ในการนำเสนอเพื่อการสื่อสารอย่างเข้าใจ หลัก 3P มีดังนี้ Planning วางแผนการพูด Preparation ซ้อม/เตรียม Presentation นำเสนอหน้าชั้นเรียน 2. จากนั้นผู้เรียนมีการสะท้อนการคิดกระบวนการเรียน การ ทำงาน ข้อดี ข้อบกพร่อง จนได้บทเรียน พร้อมฝึกการสร้าง บุคลิกภาพภายใน และบุคลิกภาพภายนอก ขณะนำเสนออย่าง มั่นใจ และมีคุณภาพ

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 36 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 5. ขั้นรวมพลังประยุกต์และตอบแทนสังคม (Applying and Serving Collaboratively) ลักษณะสำคัญ เป็นขั้นที่ผู้เรียนร่วมด้วยช่วยกันแบบรวมพลังประยุกต์ด้วยการ ปฏิบัติโดยบูรณาการความรู้ ทักษะปฏิบัติ และนิสัย ค่านิยม สถานการณ์ใหม่ เช่น ในชีวิตการเรียนรู้ในสาระอื่น ๆ ในครอบครัว ในกิจวัตรประจำวัน ทำให้ได้ชิ้นงาน/ภาระงาน/ผลผลิต กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Co-5 STEPs ขั้นนำ 1. เสนอสิ่งเร้าและรวมพลังระบุคำถาม คำสำคัญ ขั้นสอน 2. รวมพลังแสวงหาสารสนเทศและวิเคราะห์ ขั้นสรุ ป 3. รวมพลังอภิปรายและสร้างความรู้ 4. รวมพลังสื่อสารและคิดสะท้อน 5. รวมพลังประยุกต์และตอบแทนสังคม 6. สรุป

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 37 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการทางประวัติศาสตร์ กระบวนการในการแสวงหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่นัก ประวัติศาสตร์หรือผู้ฝึกฝนทางประวัติศาสตร์ใช้เพื่อศึกษาค้นคว้า และเรียบเรียงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์จากหลักฐานข้อมูลที่เป็นลาย ลักษณ์อักษร และไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น หลักฐานทางโบราณคดี ได้แก่ โบราณวัตถุ โบราณสถาน เพื่อให้มีการพิสูจน์ข้อมูลให้ชัดเจนถูกต้อง ผู้สอนควรนำวิธีการทางประวัติศาสตร์ มาฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะการใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ประวัติของตนเอง ประวัติของโรงเรียน ประวัติ ชุมชนจนถึงประวัติของจังหวัดและประเทศชาติ ลักษณะของการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน ผู้สอนประวัติศาสตร์ต้องเข้าใจเป้าหมายของหลักสูตร และจัด การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนหลักสูตร ในการสอนโดยให้ผู้เรียนได้ลงมือ ปฏิบัติมีการประกอบกิจกรรม เพื่อให้ได้องค์ความรู้ด้วยตนเอง และสามารถนำไปเป็นแนวทางดำรงชีวิตในสังคม กล่าวได้ว่า ผู้สอน ประวัติศาสตร์ต้องศึกษา หลักการสอนทั่วไป เพื่อเป็นแนวทางการ จัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนโดยใช้วิธีการและเทคนิคหลายแบบผสมผสาน กัน เริ่มตั้งแต่สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดแรงจูงใจแก่ผู้เรียน จัดสภาพการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับชีวิตจริง โดยคำนึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคล ให้ผู้เรียนได้ใช้ความสามารถในการแก้ ปัญหาและดำเนินกิจกรรมการเรียนเพื่อสร้างองค์ความรู้ให้ตนเอง และยึดหลักการบูรณาการเชื่อมโยงกับความรู้กับวิชาอื่นๆ

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 38 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการทางประวัติศาสตร์ ขั้นกำหนดประเด็นปัญหาหรือข้อสมมติฐาน 1) ขั้นกำหนดประเด็นปัญหาหรือข้อสมมติฐาน (Setting up problem or hypothesis) เป็นการเลือกเรื่องหรือประเด็นที่สนใจ ผู้สอนควรให้ผู้ เรียนได้ศึกษาเนื้อหาของบทเรียนหรือเรื่องที่จะเรียน ตั้งคำถามฝึกให้ผู้ เรียนรู้จักคิด เพื่อนำไปสู่การกำหนดปัญหา ดำเนินการศึกษาขอบเขต และคาดคะเนคำตอบของปัญหาในรู ปของการกำหนดสมมติฐานได้ ขั้นรวบรวมหลักฐาน เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนต้องค้นคว้าหาข้อมูล และรวบรวมหลักฐานต่างๆ เพื่อให้เข้าใจและมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา ผู้สอนให้คำแนะนำแก่ผู้ เรียนถึงวิธีการค้นคว้า บอกแหล่งข้อมูลที่ผู้เรียนจะสามารถแสวงหาและ รวบรวมหลักฐาน เช่น การบอกบรรณานุกรม หนังสืออ้างอิง หรือหลัก ฐาน หรือผู้สอนอาจเตรียมหลักฐานเพื่อการค้นคว้าให้ผู้เรียนในห้องสมุด หรือมุมหนังสือในห้องเรียนว่ามีความน่าเชื่อถือถูกต้อง เป็นกลาง ขั้นวิเคราะห์และประเมินคุณค่าข้อมูล เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนวิเคราะห์หลักฐานที่รวบรวมมาว่ามีความน่าเชื่อ ถือถูกต้อง เป็นกลาง โดยใช้วิธีวิเคราะห์หลักฐานภายนอก และวิเคราะห์ หลักฐานภายใน ขั้นตีความและสังเคราะห์ เป็นการนำหลักฐานที่ผ่านการประเมินค่าแล้วมาตีความวิเคราะห์และ สังเคราะห์ว่าหลักฐานใดมีความสำคัญ น่าเชื่อถือ ถูกต้องตามเหตุการณ์ มากกว่ากัน ทำได้โดยนำหลักฐานหรือข้อเท็จจริงมาพิจารณาวิพากษ์ วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นของผู้ศึกษา แล้วจึงดำเนินการสรุป ขั้นนำเสนอข้อมูล เป็นการเรียบเรียงข้อมูลที่ได้คันคว้าวิเคราะห์และสังเคราะห์มาแล้ว และนำเสนอข้อมูลในลักษณะเน้นการตอบหรืออธิบายความรู้ในรู ปแบบ การเขียนรายงานอย่างมีเหตุผล

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 39 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ เรื่อง เล่าเรื่องเมืองตานีในภูมิหลังปัตตานี โดย อาจารย์สุดรัก แก้วระงับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายวามเป็นมาของประวัติศาสตร์เมืองปัตตานี 2. วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเจริญรุ่งเรืองของเมืองปัตตานี กิจกรรมการเรียนรู้ 1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1) ครูให้นักเรียนดูภาพปัตตานีในอดีต ได้แก่ - ภาพแผนที่เมืองปัตตานีในอดีต - ภาพชุมชนปัตตานีในอดีต 2) ครูตั้งคำถามเพื่อให้นักเรียนเกิดความสงสัย เช่น - นักเรียนคิดว่าแผนที่ดังกล่าวเป็นแผนที่เมืองปัตตานีในอดีตหรือไม่บอกเหตุผล - ภาพชุมชนดังกล่าวเป็นชุมชนปัตตานีในอดีตหรือไม่ อภิปรายเหตุผล และภาพ นั้น แสดงถึงความเจริญในด้านใด ทำไมจึงคิดเช่นนั้น 2. ขั้นกิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นที่ 1 ขั้นการกำหนดปัญหาหรือข้อสมมติฐาน ครูให้นักเรียนรู้จักคิดกำหนดปัญหา จากแนวทางการอภิปรายของนักเรียน เช่น - ทำไมปัตตานีในอดีตจึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ - ทำไมปัตตานีจึงมีความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ขั้นที่ 2 ขั้นรวบรวมหลักฐาน ครูฝึกให้นักเรียนรู้จักคันคว้าและรวบรวมหลักฐาน และ ข้อมูลต่างๆ และเสนอแนะหนังสือประกอบการค้นคว้า ขั้นที่ 3 ขั้นวิเคราะห์และประเมินค่าของข้อมูล 1. นักเรียนแต่ละกลุ่มนำข้อมูลที่ได้จากการคันคว้ามาเรียงลำดับความสำคัญและ วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของหลักฐานในใบงาน เรื่อง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นปัตตานี 2. สมาชิกของกลุ่มช่วยกันแสดงเหตุผลความเป็นจริงตามหลักฐาน ขั้นที่ 4 ขั้นตีความและสังเคราะห์ นักเรียนในกลุ่มช่วยกันตีความข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นปัตตานี โดยนำ หลักฐานที่ผ่านการวิเคราะห์ในขั้น 3 มาพิจารณา วิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็น ประกอบ แล้วช่วยกันสรุป และสังเคราะห์ข้อเท็จจริงและแนวความคิดเข้าด้วยกันเป็นมติกลุ่ม ขั้นที่ 5 ขั้นนำเสนอข้อมูล นักเรียนนำผลการสรุปเนื้อหาที่กลุ่มจัดทำเสนอต่อชั้นเรียนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การรายงาน การอภิปราย ฯลฯ 3. ขั้นสรุป นักเรียนและครูช่วยกันสรุปความเป็นมาของประวัติศาสตร์เมืองปัตตานี และปัจจัย สำคัญที่ส่งผลต่อความเจริญรุ่งเรืองของเมืองปัตตานี

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 40 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สื่อการเรียน/แหล่งการเรียนรู้ 1. ใบความรู้ หนังสือเรียน หนังสือค้นคว้าเพิ่มเติม 2. ใบงาน 3. โบราณสถาน/โบราณวัตถุ การวัดและประเมินผล 1. จากการสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม 2. จากการนำเสนอผลงาน ประโยชน์และข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการทางประวัติศาสตร์ ประโยชน์ 1) ทำให้ผู้เรียนเป็นบุคคลที่ช่างสังเกต รักการอ่านและรู้จักเลือกศึกษา ค้นคว้าข้อมูล หลักฐานต่างๆ บนพื้นฐานของความมีเหตุผล 2) ผู้เรียนมีทักษะในการคิด เช่น คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ และคิดอย่าง มีวิจารณญาณ สรุปเรียบเรียงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง และเป็นระบบ 3) ผู้เรียนสามารถวางแผนการทำงานอย่างมีขั้นตอนและนำไปปฏิบัติได้ จริง และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ 4) ทำให้ผู้เรียนได้บูรณาการความรู้และทักษะจากหลากหลายวิชามาใช้ใน การทำงาน ตามขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ข้อจำกัด 1) การสืบคันข้อมูลจากหลักฐานต่างๆ ต้องใช้นอกเวลาเรียน จึงเป็นภาระ งานสำหรับผู้เรียนซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาให้กับผู้เรียนบางคน 2) ผู้สอนให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนอย่างใกล้ชิดทุกชั้นตอน ซึ่งถ้าผู้เรียนมี จำนวนมากผู้สอนอาจจะดูแลผู้เรียนไม่ทั่วถึง การนำไปใช้ การสอนประวัติศาสตร์โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์สามารถนำไปใช้ สอนในเรื่องราว หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต้องการพิสูจน์หรือยืนยันความถูก ต้อง เที่ยงตรง สมบูรณ์

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 41 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก รู ปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึ กษา เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ใน 4 สหวิทยาการ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) โดยเน้น การนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้งการพัฒนากระบวนการหรือ ผลผลิตใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานโดยที่การจัดการ เรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาจะต้องมีการบูรณาการพฤติกรรมที่ต้องการ หรือคาดหวังให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนเข้ากับการเรียนรู้เนื้อหาด้วยพฤติกรรมเหล่านี้ รวมถึงการกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจ สอบ การคิดอย่างมีเหตุมีผลในเชิงตรรกะ รวมถึงทักษะของการเรียนรู้หรือ การทำงานแบบร่วมมือ จุดประสงค์ ส่งเสริมให้ผู้เรียนรักและเห็นคุณค่าของการเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของการเรียนทั้ง 4 วิชา โดยเห็นเป็นเรื่อง ใกล้ตัวที่สามารถนำมาใช้ได้ทุกวัน ส่งเสริมทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์และการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มมีลักษณะ 5 ประการ ดังนี้ เป็นการสอนที่เน้นการบูรณาการ ช่วยนักเรียนสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาวิชาทั้ง 4 กับชีวิตประจำวัน เน้นการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ท้าทายความคิดของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นและความเข้าใจที่สอดคล้องกับเนื้อหาทั้ง 4 วิชา

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 42 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางในการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาสามารถดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ เตรียมความพร้อม เป็นการเตรียมความพร้อมโดยใช้วิธีการต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการที่จะเรียนรู้ เช่น นั่งสมาธิ ร้องเพลง ระบุปัญหา เป็นการระบุปัญหาหรือสถานการณ์ที่ต้องการให้ผู้เรียนแก้ปัญหา โดยผู้สอนอาจจัดหา หรือกำหนดสถานการณ์ต่าง ๆ กระตุ้นให้ผู้เรียนเห็นภาพที่จะสร้างหรือใช้นวัตกรรมมาช่วย ในการแก้ปัญหาดังกล่าว ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา ผู้เรียนร่วมกันระดมสมองรวบรวมหาข้อมูลและที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาเพื่อให้บรรลุ เป้าหมาย โดยผู้สอนต้องเน้นย้ำให้ผู้เรียนใช้วิธีแก้ปัญหาอาศัยพื้นฐานความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เข้ามาเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา วางแผนดำเนินการแก้ปัญหา เป็นการลงมือปฏิบัติในการแก้ปัญหาตามที่ออกแบบหรือวางแผนเอาไว้ ระหว่างการปฏิบัติ ผู้เรียนควรบันทึกความสำเร็จตามแผน ปัญหาอุปสรรค และวิธีแก้ไข และควรกำหนดเวลา ที่ผู้เรียนต้องรายงานสรุปให้ผู้สอนทราบความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานเป็นระยะ ๆ ด้วย ทดสอบประเมินผล ผู้สอนควรให้ผู้เรียนระดมความคิดในการทดสอบผลงาน ควรจะทดสอบด้วยวิธีใด และใคร เป็นผู้ทดสอบ ควรให้ผู้เรียนประเมินว่าได้ผลงานเป็นรูปธรรม ตามเป้าหมายหรือไม่ มีสิ่งใด ที่ต้องปรับปรุงหรือไม่ นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผู้สอนควรเสนอแนะให้ผู้เรียนนำเสนออย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่สถานการณ์ปัญหา การระบุ ปัญหา การรวบรวมข้อมูล การออกแบบ การวางแผน การปฏิบัติงานเพื่อแก้ปัญหา การ ทดสอบ ผลการประเมิน การออกแบบอยู่บนพื้นฐานของการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์อย่างไร เกิดปัญหาอุปสรรคระหว่างสร้างงานอย่างไร และ ผลลัพธ์เป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่

โครงการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เพื่อพัฒนาผู้เรียน 43 : เล่มที่ 3 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสะเต็มศึกษา


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook