วิทยานิพนธ์ กาญจนา อาจองค์, การวิเคราะห์เนื้อหาหนังสือท่องเที่ยวเมืองไทย, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควชิ าบรรณารกั ษ์ศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั , 2522. กุสุมา พิเศฎฐศลาสัย, ผลสนองกลับของรูปแบบการนาเสนอของนิตยสารท่องเท่ียว, สารนิพนธ์ วารสารศาสตร์บัณฑิต คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2534. จารึก สุดใจ, นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยภายใต้รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2529. ชาญยทุ ธ ม่ังคั่ง, กระบวนการและการพัฒนาของการเป็นชายขายบริการทางเพศในจังหวัดเชียงใหม่, วทิ ยานพิ นธ์ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาวิจัยและสถิติศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2542. ปน่ิ เพชร จาปา, วัฒนธรรมการทอ่ งเทยี่ วของคนไทย พ.ศ. 2394-2544, วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, 2545. พงษ์ศักด์ิ ปัตถา, ผลกระทบของฐานทัพสหรัฐอเมริกาต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเมืองอุดรธานี พ.ศ. 2505-2520, วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาศลิ ปากร, 2550. เพ็ญแข คชเดช, บทบาทนักการศึกษาต่อธุรกิจการจัดส่งแรงงานไปต่างประเทศ : ศึกษาเฉพาะกรณี จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2480-2540, วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาไทย คดศี ึกษา มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2543. ยุวรี โชคสวนทรัพย์, กิจการสถานบันเทิงในกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2488-2545, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์ -มหาบณั ฑิต สาขาวชิ าประวัติศาสตร์ศกึ ษา มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2550. รักษ์ฉันท์ ชัยชมภู, การเข้าสู่การขายบริการทางเพศของวัยรุ่นชายในเขตกึ่งเมืองกึ่งชนบท , วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการศึกษานอกระบบ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2543. วีระยุทธ ปีสาลี, ชีวิตในยามค่าคืนในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2427-2488, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาประวัตศิ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2555. เสาวรส เปล่งแสงศรี, หนังสือท่องเที่ยวเมืองไทยที่จัดพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2521-2530, วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตรมหาบณั ฑติ ภาควชิ าบรรณารักษ์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2531.
อรวรรณ ศรีอุดม, การศึกษาเร่ืองการท่องเท่ียวในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2453-2468), วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ, 2543. บทความ นันทนา กปิลกาญจน์, แนวคิดการเมืองของจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์: ผลท่ีมีต่อการพัฒนาประเทศ, วารสารเกษตรศาสตร์ (สงั คม), 2530: น.18-29. นิธิ เอียวศรีวงศ์, การพัฒนาสมัยจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์, ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่, มปป. ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเคอร์, เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ, มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปรทิ ศั น์, 2557, น.137-142. พงษธ์ ร สาราญ, ปญั หาทางกฎหมายเกยี่ วกบั การค้าประเวณใี นสถานบริการ อาบ อบ นวด, คณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยหาการคา้ ไทย, มปป. สรนันท์ สรณานุภาพ และวสันต์ เหลืองประภัสร์, การขยายตัวของระบบข้าราชการไทยสมัยระบอบสฤษดิ์ : ยุคความม่ันคงและการพัฒนา พ.ศ. 2501-2516, วารสารการเมืองการปกครอง ปีท่ี 7 ฉบับที่ 1 ประจาเดอื นมกราคม-เมษายน, 2560. สือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์ แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 1 พ.ศ. 2504-2506 : file:///C:/Users/User/Desktop/แผนพฒั นาเศรษฐกิจแหง่ ชาติ%201.pdf สรุปแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 1-8 : file:///C:/Users/User/Desktop/สรุปแผนพฒั นาเศรษฐกิจแหง่ ชาต.ิ pdf สัมภาษณ์ ชานนั ท์ ยอดหงษ์, นักวชิ าการอสิ ระ, 30 สงิ หาคม 2564. ปัญจวรรณ ออ่ นหวาน, แผนกวชิ าสามัญสัมพนั ธ์ วทิ ยาลยั อาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี, 30 สิงหาคม 2564. สรลั ดา พันธค์ รุฑ, แผนกวชิ าการทอ่ งเที่ยว วิทยาลยั อาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี, 30 สิงหาคม 2564. คาแนะนา รศ. ดร. ภิญญพันธุ์ พจนะลาวณั ย์, มหาวทิ ยาลัยนเรศวร. รศ. ดร. วศนิ ปญั ญาวธุ ตระกลู , มหาวิทยาลยั ราชภฏั ลาปาง.
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก แนวคิดท่เี กย่ี วข้องกบั การทอ่ งเท่ยี ว
34 แนวคิดทีเ่ กี่ยวข้องกับการท่องเท่ียว David & Martin (2543/2000) กลา่ ววา่ การท่องเที่ยว หมายถึง ความสัมพันธ์ท่ีเกิดขึ้น จากปฏิสัมพันธ์กันระหว่างนักท่องเท่ียว กลุ่มผู้ประกอบการหรือกลุ่มธุรกิจ และรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ รวมไปถึงประชาชนในท้องถนิ่ และกระบวนการสร้างเอกลกั ษณ์เพ่อื นาไปสูแ่ รงดึงดูดต่อผูม้ าเยือน ฐิรชญา มณีเนตร (2553/2010) ได้ให้ความหมายของการท่องเที่ยวไว้ว่า การเดินทาง จากท่ีหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือจากภูมิลาเนาเดิม เป็นการช่ัวคราวโดยความสมัครใจและมิใช่เพ่ือการ ประกอบอาชีพหรือหารายได้ เชน่ การพกั ผอ่ น การแข่งขันกีฬา การศกึ ษา และการเยยี่ มเยือน เปน็ ต้น ปัญจวรรณ อ่อนหวาน (2559/2016) ได้ให้ความหมายของการท่องเที่ยวไว้ว่า การท่องเท่ียว หมายถึง กิจกรรมใด ๆ ท่ีเก่ียวข้อง สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของการเดินทางของบุคคลซึ่งออก จากท่ีอยู่เดิมโดยมีวัตถปุ ระสงคใ์ ด ๆ ทไ่ี ม่ใช่เพื่อการแสวงหารายไดห้ รือประกอบอาชีพ 1.2 ความหมายของอตุ สาหกรรมการทอ่ งเทย่ี ว อุตสาหกรรม หมายถึง การกระทาสิ่งของเพื่อให้ได้สัมฤทธ์ิผลและผลกาไร โดยอาศัยปัจจัย การผลิต อันได้แก่ ทุน แรงงาน วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักรฺ และการจัดการที่มีประสิทธิภาพเพ่ือให้ เกดิ ประโยชน์สงู สดุ แกม่ นุษย์ (ฉันทชั วรรณถนอม, 2552: ดบู ทท่ี 1) อุตสาหกรรมการบริการ (Hospitality Industry) หมายถึง การประกอบธุรกิจเก่ียวกับ การใหบ้ รกิ าร หรืออานวยความสะดวกแก่ผู้รบั บรกิ าร ซึ่งได้แก่ ธุรกิจนาเที่ยว ธุรกิจท่ีพักแรม ธุรกิจอาหาร และเครื่องด่มื ธุรกจิ ขนสง่ ธรุ กจิ จาหน่ายสินค้าและของที่ระลึก และธุรกิจแหล่งท่องเที่ยวนันทนาการ เพอื่ การท่องเที่ยว (ฉนั ทชั วรรณถนอม, 2552: ดูบทที่ 1) อตุ สาหกรรมการท่องเท่ียว (Tourism Industry) หมายถึง การรวมตัวกันของกลุ่มธุรกิจ หลากหลายประเภทท้งั ทมี่ ีความเกีย่ วขอ้ งโดยตรงกบั การท่องเที่ยว อาทิ ธุรกิจการจัดนาเท่ียวและการ บรกิ าร ธุรกจิ ร้านอาหารและสนิ ค้าท่ีระลึก ธุรกิจท่ีพัก และธุรกิจท่ีเกี่ยวข้องทางอ้อมอ่ืน ๆ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังมีกระบวนการผลิตสินค้าท้ังในเชิงรูปธรรม อาทิ สินค้าที่ระลึกต่าง ๆ และสนิ คา้ เชิงนามธรรม กล่าวคอื รูปแบบของการใหบ้ รกิ ารในอุตสาหกรรมการท่องเท่ียวจึงเป็นสินค้า อีกรูปแบบหน่ึงที่นับว่ามีความสาคัญอย่างมากต่อคุณค่าทางใจ สารัตถะสาคัญของการบริการใน อตุ สาหกรรมการท่องเที่ยว (พิทยะ ศรวี ัฒนสาร, ม.ป.ป.)
35 1.3 องค์ประกอบของอตุ สาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการท่องเท่ียว เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้าและ บรกิ ารต่าง ๆ เพอ่ื ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคหรือนักท่องเท่ียว ซึ่งรูปแบบของผลิตภัณฑ์ใน อุตสาหกรรมการท่องเท่ียวส่วนจะอยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ท่ีจับต้องไม่ได้ หรือก็คือการบริการ (ปัญจวรรณ อ่อนหวาน, 2559: น.44) นอกจากนี้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะประกอบไปด้วยอุปทาน ซึ่งหมายถึงแหล่งท่องเที่ยวหรือทรัพยากรท่องเท่ียว จากนั้นตามด้วยกระบวนการกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์ หรือนักท่องเท่ียว (วันทิกา หิรัญเทศ, 2556: น.12-13) ควรกล่าวอีกด้วยว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่สมบูรณ์จะต้องอาศัยปัจจัยร่วมดังต่อไปน้ีด้วย อาทิ ธุรกิจนาเที่ยว ธุรกิจที่พักแรม ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจ สินคา้ และของท่รี ะลกึ เป็นตน้ 1.3.1 นักท่องเท่ียว (Tourist) หมายถึง ผู้ท่ีเดินทางจากถิ่นที่พานักอาศัยไปยัง สถานท่ีแห่งอ่ืนเป็นการช่ัวคราวอย่างน้อย 24 ช่ัวโมง และต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่แสวงหา รายไดห้ รอื การประกอบธรุ กจิ อ่ืน ๆ บุญเลศิ จิตต้งั วฒั นา (2548/2005) ได้กลา่ วถึงนกั ท่องเที่ยวไว้ว่า นักท่องเท่ียวเป็นปัจจัย ท่ีสาคัญท่ีสุดในอุตสาหกรรมการท่องเท่ียว เน่ืองจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมใน รปู แบบของการบรกิ ารเพ่ือตอบสนองความต้องการของนักท่องเท่ยี ว ภาพท่ี ก.1 องคป์ ระกอบท่ีสาคัญของการทอ่ งเท่ยี ว ทม่ี า : บญุ เลศิ จิตตั้งวัฒนา (2549/2006)
36 องค์การการท่องเท่ียวโลก (World Tourism Organization : UNWTO) ได้ให้คานิยาม ของนักทอ่ งเท่ยี วไวว้ ่า “ผมู้ าเยอื น” (Visitors) และสามารถแยกยอ่ ยออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท ดงั นี้ 1) นักท่องเท่ียว (Tourist) หมายถึง ผู้เดินทางไปยังสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งโดย มีกรอบระยะเวลาต้ังแต่ 24 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 1 ปี ไม่เป็นการเดินทางเพื่อไปประกอบอาชีพหรือ แสวงหารายได้ 2) นักทัศนาจร (Excursionists/ Same-day Visitors) หมายถึง ผู้ที่เดินทางไปยัง สถานที่ใดสถานท่ีหน่ึงเป็นการช่ัวคราวในเวลาส้ัน ๆ ไม่พักค้างคืนในย่าน เมือง หรือสถานท่ีแห่งน้ัน นักทัศนาจรประเภทนสี้ ว่ นใหญจ่ ะเดนิ ทางมากับเรอื สาราญ ควรกลา่ วไวด้ ว้ ยว่า “นักท่องเทีย่ ว” สามารถแบ่งไดอ้ ีกเปน็ 3 ประเภท ดังน้ี 1) นักท่องเที่ยวนานาชาติ หรือเรียกในอีกช่ือว่านักท่องเท่ียวระหว่างประเทศ (Foreign Tourist or International Tourist) หมายถึง นักท่องเท่ียวต่างชาติที่เข้ามาท่องเท่ียวใน ประเทศไทย 2) นักท่องเที่ยวชาวไทยท่องเที่ยวในต่างประเทศ (Outbound Tourist) หมายถึง นกั ทอ่ งเท่ียวทเี่ ป็นชาวไทยหรือมีถ่นิ ฐานในประเทศไทย เดินทางท่องเที่ยวในตา่ งประเทศ (ไม่เกนิ 1 ป)ี 3) นักท่องเท่ยี วภายในประเทศ (Domestic Tourists) หมายถึง นักท่องเท่ียวท่ี มีถิ่นฐานอยูใ่ นประเทศไทย (อาจจะเปน็ คนไทยหรือไมก่ ไ็ ด)้ เดินทางท่องเทีย่ วภายในประเทศไทย 1.3.2 ทรพั ยากรการท่องเท่ียว หมายถึง แหล่งท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์และมีอยู่เดิมในแต่ละท้องถ่ินซึ่งสามารถเป็นกาลังดึงดูด นกั ทอ่ งเที่ยวได้ ทรพั ยากรท่องเทีย่ วสามารถแบ่งย่อยได้ 2 ประเภท (วันทิกา หริ ญั เทศ, 2556: น.13) ดงั นี้ 1) ทรัพยากรท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้แก่ ปะการัง หาดทราย ภูเขา ปา่ ไม้ ฯลฯ 2) ทรัพยากรท่องเท่ียวท่ีมนุษย์สร้างข้ึน ได้แก่ แหล่งโบราณสถาน วัดวาอารามต่าง ๆ ยา่ นการคา้ ร้านอาหาร ฯลฯ 1.3.3 ธุรกิจในอตุ สาหกรรมท่องเทยี่ ว เปน็ กลุ่มธุรกิจท่ีมีความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กัน ในเชิงการผลิต การบริการ และกระบวนการกระจายสินค้าและการบริการตามลาดับความต้องการ ของผู้บริโภคหรือนักท่องเทยี่ ว ซึ่งอาจจะเกดิ ข้ึนมาเพอื่ รองรับอัตราความต้องการของผู้บริโภคโดยตรง หรอื อาจเกิดขน้ึ มาเนอื่ งจากมีปัจจัยร่วมกไ็ ด้ (ปัญจวรรณ ออ่ นหวาน,2559: ดูบทท่ี 2)
37 สุวัฒน์ จุธากรณ์ และ จริญญา เจริญสุกใส (2548/2005) ได้กล่าวถึง ธุรกิจในอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวไว้ว่า ธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หมายถึง ธุรกิจท่ีเก่ียวข้องกับการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อสนองความต้องการของนักท่องเท่ียวโดยตรงเท่าน้ัน แต่ในระบบเศรษฐกิจ “การท่องเที่ยว” หมายถงึ กลุ่มธรุ กิจทีเ่ ก่ียวข้องกบั การท่องเทย่ี วท้ังในทางตรงและทางอ้อม ไดแ้ ก่ 1) ธุรกิจท่ีพักแรม (Accommodation) หมายถึง สถานที่พักแรมสาหรับนักท่องเที่ยว หรือนักเดินทางใช้เป็นสถานที่พักค้างช่ัวคราว อาทิ โรงแรม รีสอร์ต บริเวณที่ตั้งแคมป์ เกสต์เฮาส์ และบงั กะโล เป็นตน้ 2) ธุรกิจนาเท่ียว (Tour Operation) หมายถึง ธุรกิจท่ีให้บริการนักเที่ยวที่เดิน ทางเข้ามายังแหล่งท่องเที่ยวเพ่ือการท่องเที่ยว ธุรกิจประเภทนี้มีหน้าที่คอยอานวยความสะดวกใน การเดนิ ทาง รวมถงึ ชว่ ยวางแผนในการทอ่ งเท่ยี วไดด้ ี ตามพระราชบัญญัตธิ ุรกิจนาเท่ียวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535/1992 ได้แบง่ ประเภทของธุรกจิ นาเที่ยวไว้ 3 ประเภทดังน้ี - ธุรกจิ นาเทีย่ วใหแ้ ก่คนไทยภายในประเทศ (Domestic Tour) - ธรุ กิจนาเทีย่ วใหแ้ กน่ กั ท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย (Inbound Tour) - ธรุ กิจนาเท่ียวใหแ้ ก่คนไทยท่องเที่ยวตา่ งประเทศ (Outbound Tour) 3) ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage) หมายถึง ธุรกิจท่ีคอยให้บริการ ดา้ นอาหารและเคร่อื งด่ืมแกน่ กั ท่องเท่ียวหรือนักเดนิ ทาง อีกท้ังยังมีการรวบรวมและประยุกต์ด้านอาหาร เพื่อการทอ่ งเท่ียวอีกเช่นกนั 4) ธุรกิจจาหน่ายสินค้าและของที่ระลึก (Souvenir Business) หมายถึง ธุรกิจท่ีมี การจัดจาหน่ายสินค้าประเภทของฝาก อันได้แก่สินค้าพื้นเมือง เครื่องจักรสาน อาหารพ้ืนถ่ิน ขนมและ สนิ ค้าโอทอ็ ป (O-TOP) ซ่ึงเป็นสินคา้ ท่ีใหค้ ณุ ค่าทางจิตใจแก่นกั ท่องเทยี่ ว 5) ธุรกิจขนสง่ (Transportation) หมายถงึ ธุรกจิ ที่ค่อยบริการด้านการเดินทาง แก่นักท่องเท่ียวหรือนักเดินทางไปเพื่อให้เดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถแบง่ ประเภทของธรุ กจิ ขนสง่ ได้ 3 ประเภท ดังนี้ ทางบก ทางน้า และทางอากาศ 6) ธุรกิจนันทนาการ (Recreational) หมายถึง ธุรกิจท่ีสร้างความสนุก เพลิดเพลิน หรอื ทาให้เกดิ ความสุขแกน่ ักทอ่ งเท่ยี วหรอื ผรู้ ับบริการ
38 สวุ ฒั น์ จธุ ากรณ์ และจริญญา เจรญิ สกุ ใส (2548/2005) ไดก้ ลา่ วถึง ธุรกิจนันทนาการไว้ ดังนี้ ธุรกิจนันทนาการเป็นธุรกิจที่สร้างความสนุกสนานและความเพลิดเพลินแก่นักท่องเที่ยว โดยประกอบไปด้วย 3 ประเภท ดังนี้ - ธรุ กจิ สวนสนกุ (Amusement) - ธุรกจิ เพือ่ ความบนั เทิง (Entertainment) - ธรุ กจิ การกฬี า (Sport) 1.4 ความสาคญั ของอตุ สาหกรรมการทอ่ งเทยี่ วไทยในมิตติ ่าง ๆ 1.4.1 ความสาคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในมิติด้านเศรษฐกิจ กล่าวคือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมประเภทไม่เห็นตัวสินค้า (Invisible Export) แต่สามารถ ทารายได้ให้กับประเทศมากท่ีสุด เน่ืองด้วยรูปแบบของอุตสาหกรรมประเภทน้ีมาการกระจายรายได้ ไปสู่ชุมชนเป็นการนาปัจจัยและทรัพยากรท่ีมีอยู่ในแต่ละท้องถ่ินมาประยุกต์และปรับใช้เพ่ื อสร้างจุด ขายให้กับท้องถ่ินนั้น ๆ อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างสาคัญ นอกจากนี้ยังเป็น การกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ในระดับชุมชนท้ังระบบ สาธารณูปโภค ระบบไฟฟ้า ระบบประปา และระบบการศกึ ษา เป็นต้น (ฐริ ชญา มณีเนตร, 2559: น.11) 1.4.2 ความสาคัญของอุตสาหกรรมการท่องเท่ียวไทยในมิติสังคมและวัฒนธรรม กล่าวคือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นแรงกระตุ้นให้มองเห็นความสาคัญของประเพณีและ วฒั นธรรม เปน็ ตวั กลางในการชว่ ยผสานและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐและท้องถ่ิน และยัง เป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมที่ท่ีมีความดีงามรวมไปจนถึงการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมให้อยู่คู่กับชุมชนนั้น ๆ ลดอัตราการอพยพการเข้ามาทางานอย่างแออัดในเมืองใหญ่ (ฐิรชญา มณีเนตร, 2559: น.11-12) ควรกล่าวด้วยว่า ความสาคัญของอุตสาหกรรมการท่องเท่ียวในมิติ สังคมและวัฒนธรรม เป็นปัจจยั อยา่ งสาคญั ในการพัฒนาโครงสร้างพนื้ ฐานในระดับสังคมและในระดับ ปัจเจกชนท่ีมีโอกาสเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจดังกล่าว ให้มีคุณภาพชีวิตความ เป็นอยูท่ ่ดี ขี ้นึ ท้งั ในด้านการเมือง ดา้ นเศรษฐกิจสงั คม และด้านวฒั นธรรมประเพณีไทย 1.5 ประเภทและรูปแบบของการท่องเที่ยว Douglas Foster (2528/1985) ได้ให้รายละเอียดเก่ียวกับประเภทและรูปแบบของการ ทอ่ งเทยี่ วโดยแบ่งตามวัตถุหรอื จดุ มุง่ หมายไว้ 9 อย่าง ดงั นี้ 1) การท่องเท่ียวเพื่อพักผ่อนในวันหยุด (Holiday-Mass Popular Individual) การท่องเท่ียวประเภทนี้ส่วนใหญ่มักจะมีวัตถุประสงค์เพื่อการพักผ่อนจากความเหน่ือยล้าทั้งทาง
39 ร่างกาย และจิตใจ โดยจะไม่ได้มุ่นเน้นในการทากิจกรรมมากนัก หรืออาจเป็นการพักผ่อนเพ่ือรักษา อาการปว่ ยและจะเลอื กสถานทท่ี เ่ี หมาะสมโดยคานึงถงึ สภาพอากาศเปน็ สาคญั 2) การท่องเที่ยวเพื่อวัฒนธรรมและศาสนา (Cultural Religion) เป็นการท่องเที่ยว ในรูปแบบของการศึกษาเรียนรู้ ศิลปะ วัฒนธรรม และเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปต่าง ๆ โดยผ่าน มมุ มองทางศาสนาเปน็ ตวั เช่อื มผสาน และรวมไปถึงการศกึ ษาวิถชี วี ติ ความเปน็ อยูข่ องชาวบา้ น 3) การท่องเท่ียวเพ่ือการศึกษา (Educational) เป็นการเดินทางเพ่ือการท่องเที่ยว ในรปู แบบของการศกึ ษาเป็นสาคัญ อาทิ การทาวิจัย การสอนหนังสือ และการศึกษาต่อในด้านต่าง ๆ โดยการท่องเทย่ี วประเภทนอ้ี าจใช้เวลายาวนานนับเดอื นหรือนบั ปี 4) การท่องเท่ียวเพื่อการกีฬาและความบันเทิง (Sport and Recreation) การท่องเท่ียว ประเภทนี้เปน็ การเดนิ ทางทอ่ งเทยี่ วเพ่อื การชมการแขง่ ขนั กฬี า การแขง่ ขนั กีฬา และการชมคอนเสิร์ต หรือชมเทศกาลดนตรตี า่ ง ๆ 5) การท่องเที่ยวเพื่อประวัติศาสตร์และความสนใจพิเศษ (Historical and Special Interests) เป็นการเดินทางเพ่ือไปชมแหล่งท่องเท่ียวทางโบราณคดี โบราณสถาน หรือโบราณวัตถุ อาจจะ เปน็ สถานทีจ่ ัดแสดงเช่น พิพธิ ภัณฑ์ หรอื เป็นการลงพื้นทจ่ี ริงในทอ้ งถ่ินนัน้ ๆ 6) การท่องเท่ียวเพื่องานอดิเรก (Hobbies) การท่องเท่ียวประเภทนี้ส่วนใหญ่จะ เปน็ การเดินทางทอ่ งเทีย่ วเพือ่ ทากจิ กรรมท่ีช่ืนชอบในโอกาสพิเศษ เช่น การข่ีม้า การล่องเรือ การวาดภาพ เปน็ ต้น 7) การท่องเท่ียวเพ่ือเยี่ยมญาติมิตร (Visiting Friend / Relation) เป็นการท่องเที่ยว เพือ่ สรา้ งสัมพนั ธภาพระหวา่ งญาตมิ ิตร กลุ่มเพอื่ น เนื่องในโอกาสต่าง ๆ อาทิ เทศกาลวันสาคญั เป็นต้น 8) การท่องเท่ียวเพอ่ื ธรุ กจิ (Business) แม้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวในประเภทนี้ จะเป็นการท่องเที่ยวเพื่อการทางาน หากแต่ไม่ได้เป็นการเดินทางเพื่อการแสวงหารายได้เพียงอย่าง เดียว เน่ืองจากมกี ารเข้าพกั ในธรุ กิจที่พักแรม ใชบ้ ริการห้องประชมุ เป็นต้นดว้ ย 9) การท่องเที่ยวเพื่อประชุมสัมมนา (Conference Congress) ในการจัดงาน ประชมุ สมั มนาหน่ึงคร้ังจะตอ้ งมกี ารจัดนาเท่ียวหรือเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ หรอื หากเมืองท่ีมีการ จัดประชุมสัมมนาเปน็ เมืองท่องเท่ียวจะมีการนาเท่ียวในสถานที่ท่องเที่ยวทส่ี าคัญ ๆ ของเมอื งนั้น ๆ
40 วิมล จิโรจพันธ์ และคณะ (2548) ได้จาแนกประเภทและรูปแบบของการท่องเที่ยวไว้ 7 ประเภท ดงั นี้ 1) การท่องเที่ยวเพือ่ นนั ทนาการ (Recreation Tourism) เป็นการเดินทางท่องเที่ยว ท่ีมีจุดประสงค์เพื่อร่วมทากิจกรรม การแข่งขันกีฬา การรักษาโรค และการเข้าร่วมกิจกรรมเพ่ือ สิง่ แวดลอ้ มต่าง ๆ 2) การท่องเท่ียวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive tour) เป็นการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อ ตอบแทนสมาชิกหรือพนักงานในบริษัท หน่วยงาน หรือองค์ต่าง ๆ โดยทางองค์กรเองจะเป็นผู้ดูแล และรับผดิ ชอบเกย่ี วกับคา่ ใช้จา่ ยทั้งหมด 3) การท่องเท่ียวเพ่ือชมประวัติศาสตร์ (Historical Tourism) เป็นการท่องเท่ียว ท่ีมุ่งเน้นไปที่การใช้เร่ืองราวและส่ิงต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับประวัติศาสตร์เพ่ือใช้เป็นจุดเด่นสาคัญใน การสร้างอตั ลกั ษณเ์ พื่อการท่องเท่ยี ว 4) การท่องเท่ียวเพ่ือธุรกิจ (Business Tourism) เป็นการท่องเท่ียวเพ่ือพบปะ ประชุมหารอื โดยมีการรวบรวมการทอ่ งเท่ียวในรูปแบบตา่ ง ๆ ไว้ด้วยกัน 5) การท่องเที่ยวเพ่ือชมวัฒนธรรม (Culture Tourism) เป็นการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้น ไปท่ีการสร้างจุดสนใจทางวัฒนธรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ ประเพณี เครื่องแต่งกาย และ การละเลน่ พ้นื บา้ น 6) การท่องเที่ยวเชิงชาติพันธุ์ (Ethnic Tourism) เป็นการท่องเท่ียวที่มีจุดประสงค์ เพอ่ื เยี่ยมชม สังเกต และเรียนรู้วถิ ชี วี ิตความเป็นอยขู่ องชาตพิ นั ธุ์ต่าง ๆ ในแต่ละภูมิภาค 7) การทอ่ งเที่ยวเพ่ือส่ิงแวดล้อม (Environmental Tourism) เป็นรูปแบบของ การท่องเท่ียวเพ่ือเน้นทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากกว่าชมชาติ เชื้อชาติ และสิ่งอ่ืน ๆ ที่มนุษย์สร้างข้นึ มหาวทิ ยาลัยธรุ กจิ บณั ฑิตย์ (DhurakijPundit University) ไดใ้ ห้รายละเอียดเกยี่ วกบั ประเภท และรูปแบบของการท่องเท่ียวไว้ 3 ประเภท โดยแบ่งตามสากล แบ่งตามลักษณะการจัดการเดินทาง และ บา่ งตามจุดม่งุ หมาย ดงั น้ี 1) แบ่งตามสากล หมายถงึ การแบง่ โดยใชป้ ระเทศเป็นเกณฑ์กาหนด - การท่องเท่ียวภายในประเทศ (Domestic Tourism) หมายถึง ผู้ที่อาศัย อยใู่ นประเทศน้ัน เดนิ ทางท่องเทยี่ วภายในประเทศของตวั เอง
41 - การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ (Inbound Tourism) หมายถึง ผู้ที่มีถิ่นพานัก อาศัยทอี่ น่ื เดินทางเข้ามาทอ่ งเท่ียวในประเทศนั้น ๆ - การท่องเที่ยวนอกประเทศ (Outbound Tourism) หมายถึง ผู้ท่ีมีถ่ินพานัก อย่ใู นประเทศหนง่ึ เดนิ ทางออกไปทอ่ งเทย่ี วยังต่างประเทศ 1.6 การเปลีย่ นแปลงแนวความคิดและทศั นคติเร่ืองการท่องเที่ยว แนวคิดเร่ืองการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อแสวงหาความสุขและเพ่ือตากอากาศ การรักษา สุขภาพ และการทัศนศึกษา ได้มีการแพร่หลายเข้ามาในแผ่นดินสยามโดยเหล่านักบวช มิชชันนารี พ่อค้า และนักเดินทางชาวตะวันตก ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โดยชนชั้นนาไทยเป็นกลุ่มแรกท่ีได้รับเอาแนวคิดและวัฒนธรรมวิถีชีวิตมาใช้ กล่าวโดยสรุปคือ การศึกษาเพื่อทาความเข้าใจการเปล่ียนแปลง ทัศนคติ และแนวคิดการท่องเที่ยวของสังคมไทยน้ัน จาเป็นท่ีจะต้องเข้าใจบริบทการท่องเท่ียวของชาวตะวันตกโดยสรุปเสียก่อน (ปิ่นเพชร จาปา, 2545: น. 45) ในศตวรรษท่ี 17-18 มีการทอ่ งเท่ียวท่ีเรียนกว่า “แกรนทวั ร์” หมายถึงการท่องเที่ยวเพื่อ การศกึ ษาศิลปวิทยาการในแขนงต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปยังเมืองสาคัญ ๆ อาทิ ปารีส โรม ฟลอเรนซ์ (Charles R. Goeldner, ม.ป.ป.: p.53-54) การท่องเท่ียวแบบแกรนทัวร์เริ่มต้นจากการ เปน็ กิจกรรมของผมู้ ฐี านะในอังกฤษเพื่อศึกษาอารยธรรมกรีก โรมัน ภาษา วรรณคดี งานศิลปะ ดนตรี และวัฒนธรรมช้ันสูงอื่น ๆ โดยใช้เวลาในการเดินทางต่อครั้งประมาณ 3 ปี จนถึงในสมัยการปฏิวัติ ฝร่ังเศส (2332/1789) และสงครามนโปเลียน (อรวรรณ ศรีอุดม, 2542: น.7) การท่องเที่ยวรูปแบบ ดงั กลา่ วจึงเรมิ่ เสอื่ มความนยิ มลง นอกจากนี้ ยังมีการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายคือ “การท่องเท่ียวเพ่ือตากอากาศและรักษาสุขภาพ” ซ่ึงถือกาเนิดข้ึนในคริสต์ศตวรรษท่ี 18 ลักษณะที่ นา่ สนใจของการท่องเที่ยวรปู แบบน้ีคือแนวคิดเก่ียวกับการแช่น้าแร่ของผู้คนในภาคพื้นยุโรปท่ีมีความ เช่ือว่าน้าแร่สามารถบาบัดรักษาได้เหมือนยา แม้ว่าจะยังไม่มีข้อพิสูจน์ท่ีแน่ชัด (Urry John, 1991: p.17) นอกจากนี้ แนวคิดดังกล่าวยังสืบเนื่องไปถึงน้าทะเลด้วยเช่นกัน โดยอายุรแพทย์แนะนาให้ผู้เข้ารับ การรักษาอาบน้าทะเลเพือ่ บาบัดรกั ษาโรค เช่นเดยี วกบั นา้ แร่ (Charles R. Goeldner, ม.ป.ป.: p.56) อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวยังคงเป็นกิจกรรมท่ีมีราคาแพง และต้องใช้เวลามากในการ เดนิ ทาง ด้วยเหตนุ เ้ี องการท่องเทย่ี วในยุคแรกจงึ จากัดเฉพาะในวงศ์วานว่านเครือของผู้ท่ีมาฐานะและ มีเอกสิทธ์ิพิเศษแล้วจึงค่อย ๆ มีการแพร่กระจายสู้ระดับมวลชนดังเช่นวัฒนธรรมการท่องเท่ียวในต้น คริสต์ศตวรรษท่ี 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมการ
42 ท่องเที่ยวจึงกลายเป็นพฤติกรรมเชิงสถาบัน ประชากรในประเทศถือว่าการท่องเท่ียวเป็นกิจกรรมท่ี ต้องทาอยู่เป็นประจาและเป็นส่วนหน่ึงของการดาเนินชีวิต อาทิ ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน หรือปีละ 3-4 คร้ัง (ตุย้ ชมุ สาย, ม.ล., และญิบพนั พรหมโยธี, 2527: น.23-30) 1.7 แนวคดิ เรอื่ งการท่องเท่ียวในสังคมไทย ภายหลังเหตุการณ์การปฏิวัติอุตสาหกรรมในสังคมตะวันตก (ราวคริสต์ศตวรรษท่ี 18) โดยมีจุดเริ่มต้นจากอังกฤษทาให้เกิดความเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในยุโรปและอเมริกา การขยายอิทธิพลของมหาอานาจตะวนั ตกเขา้ มาในทวปี เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยใน ศตวรรษที่ 19 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า การศาสนา และการต่างประเทศ แม้ว่า ไทยจะมีเอกราชทางการเมืองการปกครอง แต่ผลจากการขยายตัวของชาติตะวันตกในภูมิภาค อุษาคเนย์ ทาให้ไทยได้รับอิทธิพลทางเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรมจากชาติตะวันตกเหล่าน้ันด้วย (จอห์น แบสติน และแฮรี่ เจ เบ็นดา (เขียน), ชื่นจิตต์ อาไพพรรณ และภรณี กาญจนัษฐิติ (แปล), 2539: น.33-49) พ่อค้า นักการทูต และมิชชันนารีชาวตะวันตกได้เริ่มเข้ามาในประเทศไทยอย่างเป็น ทางการอีกครั้งในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ภายหลังจากความสัมพันธ์สิ้นสุดลงในสมัยปลายอยุธยา การเร่ิมต้นติดต่อระหว่างสองซีกโลกเร่ิมต้นด้วยความพยายามส่งทูตมาทาสนธิสัญญาทางการค้า ระหว่างไทยกับอังกฤษในพ.ศ. 2364/1821 แต่ไม่เป็นผลสาเร็จ ล่วงเลยมาถึงพ.ศ. 2369/1826 สนธิสัญญาฉบับแรกระหว่างสยามกับอังกฤษก็ได้ถือกาเนิดข้ึนภายใต้ “สนธิสัญญาเบอร์นี” ต่อมาในปี พ.ศ. 2398/ 1855 ต่อมามีการเรียกร้องจากกลุ่มพ่อค้าและหอการค้าต่าง ๆ ให้แก้ไขในบางประเด็น จึงเป็นท่ีมาของ “สนธิสัญญาเบาร่ิง” เป็นฉบับท่ีสอง สนธิสัญญาเบาร่ิงเป็นสัญญาทางพระราชไมตรีและ การค้าระหว่างไทยกับอังกฤษ มีข้อตกลงด้วยกันท้ังหมด 12 ข้อ ในที่นี้มีอยู่ 2 ข้อที่เก่ียวข้องกับการ เดินทางและการท่องเท่ียว ดงั ต่อไปนี้ ขอ้ ท่ี 5 ความวา่ “ตนในบังคับของอังกฤษท่ีเข้ามาอยู่อาไศรยอยู่ ณ กรุงเทพมหานคร ต้องไป บอกแก่กงสุลให้จดช่ือไว้ถ้าคนเหล่านี้ออกไปทะเล ฤาจะออกไปเที่ยวเกินกาหนด ทาง 24 ชั่วโมงตามสัญญาไว้ ท่ีจะให้คนในบังคับอังกฤษอยู่กงสุลจะไปขอหนังสือ เบิกล่องเจ้าพนักงานฝ่ายไทยให้ไป ถ้าคนบังคับอังกฤษจะออกไปกรุงเทพฯ ถ้าขุน นางเจ้าพนักงานไทยบอกแก่กงสุลว่าเหตุควรห้ามมิให้ออกไป ถ้าคนอยู่ในบังคับ อังกฤษไปเท่ยี วในระหวา่ งทาง 24 ชั่วโมงกงสุลจะเขียนเป็นหนังสือไทยให้ไป ว่าคน น้ันชื่ออย่างน้ันรูปร่างอย่างนั้น มีธุระอย่างน้ัน และจะต้องให้พนักงานฝ่ายไทย ประทบั ตราหนังสือให้ไปเปน็ สาคัญดว้ ย....”
43 ข้อที่ 6 ความว่า “คนซึ่งอยู่ในบังคับอังกฤษจะเข้ามาเท่ียว และจะเข้ามาอาไศรยอยู่ ณ กรงุ เทพฯ จะถือสาศนนา กฤษติน ไทยกไ็ มห่ ้าม....” หนงั สอื สญั ญาทางพระราชไมตรีประเทศอังกฤษ และประเทศสยาม, เพ็ญศรี ดุ๊ก, 2527: ภาคผนวก. มิชชันนารีท่ีได้นาแนวคิดเรื่องการท่องเท่ียวมาเผยแพร่ในสังคมไทยน้ัน คือมิชชันนารีที่ เปน็ แพทย์ โดยเฉพาะมิชชันนารีโปรแตสแตนท์จากอังกฤษและอเมริกาที่เข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 อาทิ นายแพทยค์ ารล์ ออกสู ตสั กสู ลาฟ, ศาสนาจารย์จาคอบ ทอมลิน, นายแพทย์แดน บีช บลัดเลย์, นายแพทยเ์ ฮาส์, นายแพทยย์ อรช์ แมคฟาแลน (ผู้วางรากฐานสมัยใหม่แก่ศิริราชพยาบาล), และนายแพทย์ มัลคอร์ม สมธิ (สุรีย์ พงษจ์ ันทร์, 2525: น.228) การท่องเที่ยวในวัฒนธรรมไทยก่อนรัชกาลที่ 4 เป็นส่ิงท่ีแฝงจากการเดินทางเพ่ือศาสนา และกิจธุระต่าง ๆ ในทางกลับกันนับต้ังแต่ภายหลังสนธิสัญญาเบาริ่งเป็นต้นมา การท่องเที่ยวใน ความหมายของตัวเองมนี ัยของการเดินทางเพ่ือแสวงหาความสุข ความสาราญ การพักผ่อนและรักษา สุขภาพตามคาแนะนาของแพทย์ ตลอดจนเป็นการเดินทางเพ่ือเปิดโลกทัศน์เพื่อเพ่ิมพูนความรู้แก่ ตนเองและทศั นศกึ ษา (ปิ่นเพชร จาปา, 2545: น.56) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายถึงประโยชน์ของ การท่องเทย่ี ว (ปน่ิ เพชร จาปา, 2545: น.57) ตามแนวคิดตะวนั ตกดังน้ี “....การท่องเท่ียวน้ีเป็นประโยชน์ว่ารวบยอดก็มี 2 ประการคือ ได้ความสุข ความสาราญประการหนึ่ง ที่ว่าได้ความสุขความสาราญน้ัน ความสนุกสนานร่าเริง ซ่ึงได้ไปดูและพบเห็นภูมิประเทศและผู้คนส่ิงของท่ียังไม่เคยพบเห็นจะมีฉันใด....ในข้อ ที่ว่าความรู้นั้น....การต่าง ๆ ในภูมิประเทศบ้านเมืองอันเป็นเครื่องบังเกิดและ ประสบการณ์ความดีแก่ผู้รู้เห็นมีเป็นอันมากมิใช่น้อย นับตั้งแต่คนประกอบการ ค้าขายไปถ้าไดเ้ ท่ยี วเตร่รู้ภูมลิ าเนาทาเลทเี่ พาะปลูก และทางขนึ้ ลอ่ งสนิ คา้ มากมาย หลายตาบลก็อาจจะรู้เลอื กสรรการอันควรจะลงทุนให้เกิดผลย่ิงได้โดยลาดับ ถ้าเป็น คนรับราชการบ้านเมือง การเที่ยวเตร่ก็ยิ่งเป็นประโยชน์สาคัญขึ้น เพราะราชการ เป็นที่รวบยอดของสรรพการอันจะพึงมีในประเทศ ถ้าผู้ทาราชการเที่ยวเตร่ ได้รู้ได้ เห็นภูมิลาเนาของบ้านเมือง และความสุขของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเหมือนหนึ่งมีทุน ในทางท่จี ะดารติ ริตรองราชการอันควรแก่หนา้ ทข่ี องตน” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอกรมพระยาดารงราชานุภาพ, 2504: น.114 -
44 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้อธิบาย ประโยชน์ของการท่องเที่ยวไว้เม่ือคราวที่ได้กราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ไปท่องเท่ียวตากอากาศขณะที่ทรงประชวร ณ ชายทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (ปิ่นเพชร จาปา, 2545: น.59-60) ไวด้ ังน้ี “การเท่ยี วเดนิ ทางในที่ตา่ ง ๆ น้ี เห็นวา่ เป็นของทจี่ ะบารงุ กายแก่กุลบุตรหรือ ผู้แสวงหาความสบายได้อย่างหนึ่ง บาที่ก็จะมีคุณวิเศษ ได้พบได้เห็นของประหลาดที่ จะชชี้ ูปัญหาใหร้ ุ่งเรืองได้บ้าง....การเท่ียวเป็นของสาคัญในชีวิตของตน ครั้งหน่ึง ๆ ไม่ว่า ผู้ดีคนเลว คงจะต้องแสวงหาการท่องเที่ยวน้ี โดยมาก ถ้าจะอธิบายคุณวิเศษในการ เท่ยี วมีหลายอยา่ ง....จะไดล้ มอากาศเปล่ียนแปลงผิดกว่าบ้านเรือนในกรุงเทพฯ ของตัว... ถ้าได้ไปเที่ยวแล้วก็คงได้ลมที่เย็บบริสุทธิ์สะอาดมาจากทะเลและป่าเขา ตามอากาศ ของเมืองนั้น ๆ โรคภัยท่ีมีอยู่ก็คงจะค่อยระงับบรรเทาลง หรือโรคท่ีจะเกิดขึ้นในตัวก็ ไม่ใครจะมี เพราะสบายกายสบายใจอยู่เสมอ ไม่มีช่องท่ีจะกวนใจเลย มีแต่จะบารุง กายให้มคี วามสขุ อยา่ งเดียว....” สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟา้ กรมพระยาภาณุพนั ธวุ งศ์วรเดช, (ภาณรุ งั สี สวา่ งวงศ)์ , ชวี ิวัฒน,์ 2504: น.1-4 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเร่ือง “เที่ยวเมืองพระร่วง” เมื่อครั้งยังทรงดารงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาทางโบราณคดี และแนะนาคนไทยให้เดินทางท่องเท่ียวอันเป็นการเพิ่มพูนความรู้และ อนรุ กั ษว์ ฒั นธรรมที่มคี วามงดงามของไทย (ปน่ิ เพชร จาปา, 2545: น.60) ความวา่ “อีกประการหนงึ่ ได้ยนิ อย่มู ิได้หยุด วา่ คนไทยสมัยน้ีพอมีเงินทองขึ้นสักหน่อย ก็ต้องไปเทยี่ ว (เรยี กกนั วา่ การไปตากอากาศ) ในเมืองต่างประเทศถ้าย่ิงไปถึงยุโรปก็ย่ิง เป็นที่นิยมมากแต่ถึงจะได้ไปเพียงสิงคโปร์หรือปีนังหรือฮ่องกง ก็ดูออกคงพอ ๆ จะมี เรอื่ งพดู อวดไดแ้ ล้วท่านเหล่าน้ีเห็นจะไม่ได้นึกเลยว่าในเมืองไทยของเราเองก็มีท่ีเที่ยว สนุกได้เพราะฉะน้ันบางทีหนังสือน้ีพอจะเป็นเครื่องเตือนได้บ้างกระมังว่าถ้าแม้ อยากจะไปเทย่ี วในเมอื งไทยก็พอจะหาที่เที่ยวได้อยบู่ ้าง” มงกฎุ เกล้าเจ้าอย่หู ัว, พระบาทสมเด็จพระ, เที่ยวเมืองพระร่วง, 2526: น.พระราชนิพนธ์ คานา (ก-ค)
45 กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ได้แต่นิราศ “โครงส่ีสุภาพเร่ืองนิราศชะอา” เมื่อ พ.ศ. 2471/ 1928 โดยลักษณะเป็นการกล่าวถึงการเดินทางด้วยรถไฟเพื่อไปพักผ่อนตากอากาศรักษาสุขภาพ ความว่า “ช่ือชะอาพอเชือ่ ได้ โดยหมาย ช้นื ฉระอา่ น้าอา่ ทราย เหน่งผล้าน คุ้ยขดุ กห็ ยุดกระหาย นา้ จดื ซมึ แฮ กระนพ้ี ่หี วงั ตั้งบ้าน นกั ม้ือหมองชราฯ พง่ึ ลพากาศสดไว้ โอโซ เจา้ เอย ประสานประสาสสามารถโซน ชพี ชา้ นริ ามยั ชื่นหทยั โพลน เพลินวเิ วก วนานา ย่ิงบดิ โอสถกลา้ กระเดือกรอ้ ยพันขนานฯ สังสถานธป์ านดอกไม้ หมองฉมงั จาแสร่ แปรสถานหวงั ชนื่ ชน้ื สารซ่ม แช่ผสมยงั ยืดเหยี่ วกสุ ุมแฉ ทเลเล่หเ์ ทวะฤทธฟ์ิ ื้น ชพี ฟื้นฟูสมอง” นราธิปประพนั ธพ์ งศ์, กรมพระ, โครงสี่สภุ าพเรอื่ งนริ าศชะอา, 2471: น.6 หลวงบุญมานพพานิชย์ (แสงทอง) ได้แต่งนิราศเร่ือง “นิราศร้อน” เม่ือพ.ศ. 2484/1941 แรกคร้ังได้พาครอบครัวไปเที่ยวบางปู ซ่ึงเป็นสถานที่ตากอากาศชายทะเลมีร้านอาหารและสถานท่ี เตน้ รา ความวา่ “นิราศร้อนหาทมี ีลมอู้ ขน้ึ รถยนต์ตน้ ทางไปบางปู อยากไปดูความประเทืองเพยี ร์เมืองไทย รถของเราเบาราณเคยคลานเก่ง ไม่กลา้ เรง่ วิง่ ต้ืออยากซื้อใหม่ กลัวจะพาบุตรภรรยาบรรลัย เพราะยางไม่ค่อยดีท้ังส่ลี ้อ .... เพยี ร์เปิดแลว้ แต่เราเข้าไม่ได้ พวกท่ีไม่ถูกเชญิ ต้องเมินหน้า เราคร้านรอโอ้เอ้เสยี เวลา ต้องรบี มาเมืองหลวงเป็นห่วงงาน” แสงทอง (นามแฝง), นริ าศร้อน-บ้านชะอา-รอบสนาม, ม.ป.ป.: น.1-7, พิมพ์เป็นณาปนนุสรณ์ นางสาวรพี บุณยมานพ.
46 1.8 การเปล่ียนแปลงสภาพสังคมไทยกบั การท่องเทยี่ ว ในสมัยรัชกาลที่ 4 ถือได้ว่าเป็นจุดเร่ิมต้นของความเป็นไทยสมัยใหม่ (ปิ่นเพชร จาปา, 2545: น.62) ภายหลังการทาสนธิสัญญาเบาริ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเปล่ียนแปลงทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสงั คม (สนุ นั ท์ ไชยเมล์, 2526: น.249-274) ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ชนช้ันนาไทยได้มีการ รับเอาวิทยาการและวัฒนธรรมของชาติตะวันตกเข้ามาเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกทัศน์ ทางสังคม ทัศนคติ และความรับรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อมาพัฒนาประเทศ อันจะก่อให้เกิดความ เปลี่ยนแปลงทางจารีตประเพณี หนึ่งในน้ันคือวัฒนธรรมของการท่องเท่ียว กอปรกับเป็นช่วงปลายของ การทาสงครามระหว่างรัฐ กล่าวคือ ในรัชสมัยของพระองค์มีการทาสงครามกับเชียงตุง (คร้ังเดียว) แต่ก็ ไม่ประสบความสาเร็จ (ดารงราชานุภาพ, 2518: น.156) ความเป็นอยู่ของราษฎร์ในยุคนี้จึงเอื้อต่อ การพัฒนาให้มีความศิวิไลซ์ ดังเช่นการเสด็จประพาสของพระมหากษัตริย์และชนช้ันนาไทยไปยัง ภูมิภาคต่าง ๆ มากขน้ึ ทาใหเ้ ห็นถงึ วิถีชีวิตและความเปน็ อย่ขู องราษฎร์ในชนบทท่ีห่างไกล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรื้อฟื้นประเพณีการเสด็จประพาสของ พระมหากษัตริย์ที่มีการยกเลิกไปตั้งแต่ในสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และทรงเปิดโอกาสให้ ประชาชนได้ชมพระบารมีและถวายคาร้องฎีกาได้อย่างใกล้ชิดมาข้ึน เน่ืองด้วยก่อนหน้ารัชกาลที่ 4 มีธรรมเนียมท่ีทกุ คนตอ้ งสรา้ งร่ัวบ้านท่ีมีความสูงจนไม่เห็นองค์พระมหากษัตริย์ หรือพระมหากษัตริย์ จะทอดพระเนตรเห็นขณะเคล่ือนขบวน ราษฎร์จะต้องปิดประตูแลหน้าต่างให้หมด เจ้าของบ้านต้อง ลงมาอยู่ใต้ถุนบ้านของตนและต้องหมอบกราบเมื่อได้ยินเสียงปี่หรือกลองนาเสด็จ ระหว่างทางเสด็จ จะมีนายทหารค่อยอารักขาไว้ถึง 3 ช้ัน (ประไพ รักษา, 2522: น.24) เพ่ือเป็นการแสดงเห็นเห็นถึง ความยิ่งใหญ่และเด็ดขาดของจารีตในยุคเก่า อย่างไรก็ตามประเพณีดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปในสมัย รชั กาลที่ 4 นอกจากน้ี ในรชั สมัยของพระองค์ (รัชกาลท่ี 4) ได้รับแนวคดิ การทอ่ งเทย่ี วแบบตะวันตก เข้ามาใช้และได้ทรงแก้ไขธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากเดิมที่ “ห้ามมิให้ชนช้ันสูงเดินทางไปในท่ีใด ๆ ถ้ามไิ ดร้ บั อนุญาต หรอื ตามเสด็จพระราชดาเนิน เพราะเกรงว่าจะออกไปสร้างความเดือดร้อนหรือข่ม เหงรังแกประชาชน” มาเป็น “อนุญาตให้เจ้านายและประชาชนสามารถเดินทางท่องเท่ียวได้” (พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอย่หู วั , 2511: น.59-63) การเปล่ียนแปลงสภาพสังคมเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้สังคมไทยรับเอาแนวคิดและแนว ปฏิบัติแบบตะวันตกในด้านการท่องเที่ยว โครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนไปอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5 จากกรณกี ารยกเลกิ ไพร่-ทาส ทาให้ผคู้ นในระดับปัจเจกมีอิสระในการเลือกทากิจกรรมต่าง ๆ มากข้ึน กลุ่มชนชั้นสูงของไทยเป็นผู้ริเริ่มแนวทางการการท่องเที่ยวแบบตะวันตก นอกจากน้ีคนไทยได้
47 เลยี นแบบพฤติกรรมทางการทอ่ งเท่ียวของชาวตะวนั ตกด้วย กลา่ วคือ พ่อค้า แพทย์ และนักการทูต ที่ ไดเ้ ข้ามาทางานในประเทศไทย ได้มีโอกาสเดินทางท่องเท่ียวไปในท่ีต่าง ๆ เพ่ือการพักผ่อนจากงานที่ ทาอยู่เป็นประจา อาทิ การเดินทางไปท่องเท่ียวพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ของนายแพทย์เฮาส์ ในปี พ.ศ. 2392-2393/1849-1850 (ยอร์ช ฮอล์ เฟลตัส, 2525: น.42-98) อย่างไรก็ดี การเดินทางของหมอเฮาส์ ทาให้คนไทยไดเ้ ห็นและรู้จกั การทอ่ งเทย่ี วแบบตะวันตกมากยงิ่ ข้นึ ประการสาคัญ การเดินทางท่องเที่ยวของหมอเฮาส์ ได้จุดประกายให้หน่วยงานราชการ เลง็ เหน็ ถงึ ความสาคัญของการสารวจภูมปิ ระเทศและการเขียนแผนท่ี เพื่อการเดินทางโดยเฉพาะส่วน ของแมน่ า้ ลาคลอง (ยอร์ช ฮอล์ เฟลตัส, 2525: น.42) นอกเหนือจากการพบเห็นการเดินทางของชาวตะวันตก แล้วอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสาคัญย่ิงในการผลักดันให้เกินความเปลี่ยนแปลงด้านการท่องเที่ยวใน สังคมไทยแล้ว การส่งบุตรหลานไปศึกษายังต่างประเทศของชนชั้นสูงไทย โดยเฉพาะแถบตะวันตก กเ็ ป็นอกี หน่ึงในช่องทางของการนาวัฒนธรรมการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวมาเผยแพร่ในสังคมไทยด้วย ไม่เพียงแค่วันหยุดราชการเท่านั้นที่เปิดโอกาสให้ราชการได้พักผ่อนและท่องเที่ยว ข้าราชการทุกคนต่างได้รับสิทธิ์หยุดราชการเพ่ือพักผ่อนได้ปีละ 15 วัน เพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ ตาม ความนิยมของผู้คนในยุคสมัย คือการพักผ่อนตากอากาศ รักษาสุขภาพและทัศนศึกษา ทั้งนี้การให้ เหตผุ ลวา่ ไปตากอากาศหรอื ไปเปลี่ยนอากาศ จงึ ไมอ่ าจระบุไดแ้ นช่ ดั วา่ เป็นการท่องเท่ียวขณะสุขภาพ ดีหรือไม่ จึงมีการเปลี่ยนไปใชค้ าวา่ “ตากอากาศ” และ “เปล่ียนอากาศ” เม่ือท่องเที่ยวขณะเจ็บป่วย (กองจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ, ร.6 น.3.3/4, ใบลาราชการชั้นผูใ้ หญ)่ ดงั ต่อไปน้ี “....ด้วยเวลาน้ี ข้าพเจ้าไม่ใคร่จะสบาย มีอาการอ่อนเพลีย แลท้ังแพทย์ได้ แนะนาให้ข้าพเจ้าไปตากอากาศเสียบ้าง เพื่อพักผ่อนร่างการให้บริบูรณ์ดีขึ้น เพราะฉะน้ัน ข้าพเจ้าขอประทานอนุญาตลาไปตากอากาศท่ี ต.บ้านดอน มณฑลสุราษณ์ ต้ังแต่วนั ที่ 7 เดือนน้เี ป็นต้นไป สกั 8 เวลา...” พระยาประชากจิ วจิ ารณ์ การท่องเทยี่ วในชว่ งระยะเวลานบั ต้งั แต่ พ.ศ. 2394-2466/1851-1923 ส่วนใหญ่จะเป็น บทบาทของชนช้ันนาไทยซึง่ เปน็ ชว่ งแหง่ การปรบั เปลย่ี นรปู แบบของจุดประสงค์การเดินทางท่องเท่ียว ทจี่ ะเน้นหนักไปกับการพักผอ่ น ตากอากาศ และทศั นศกึ ษา โดยได้รบั อทิ ธพิ ลมาจากชาวตะวันตกที่ได้ เดินทางเข้ามาทาภารกิจต่าง ๆ อาทิ นักการทูต นักสารวจ พ่อค้า แพทย์ บาทหลวง มิชชันนารี อีกประการหน่ึง คือการส่งบุตรหลานชนชั้นนาไทยเองไปศึกษายังต่างประเทศและได้ซึมซับเอา วัฒนธรรมการท่องเท่ียวกลับมาด้วยเชน่ กัน
ภาคผนวก ข แนวคิดการวเิ คราะห์นโยบายตา่ งประเทศ
48 แนวคิดการวเิ คราะห์นโยบายต่างประเทศ Richard Snyder, H.W. Bruck และ Burton Sapin ได้พัฒนากรอบแนวคิดว่าด้วยกระบวนการ ดัดสินใจ (Decision Making Approach) โดยอธิบายว่า นอกจากการศึกษาพฤติกรรมของรัฐซึ่งเช่ือ ว่ารัฐมีความเป็นหน่ึงเดียวแล้ว ยังต้องให้ความสาคัญกับการศึกษาในระดับบุคคลที่กระทาหน้าที่ ภายใตก้ ารกากบั ควบคุมของรฐั จดุ เร่ิมต้นของการศึกษาดังกล่าวนาไปสู่แนวทางการศึกษาท่ีมีอิทธิพล ต่อการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการวิเคราะห์เชิงนโยบายต่างประเทศอย่างมาก งานศึกษา ทีต่ ามมาหลังจากนนั้ จะมีข้อสรุปอยู่ 3 ประการ (Douglas T. Stuart, 2008: p.580-581) ดังน้ี 1) ใหค้ วามสาคญั กับหน่วยการตัดสนิ ใจ (Decisional Unit) ซ่งึ แสวงหาวัตถุประสงค์ เฉพาะดา้ นในการนาเนินนโยบาย 2) การตัดสินใจเป็นเรื่องขอองกระบวนการหรือการกระทาท่ีมีการวางแผน (Planful Action) ซ่ึงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ผู้กาหนดนโยบายมีความ เขา้ ใจและสามารถประเมินสถานการณ์ขา้ งต้นเพ่ือประกอบการตดั สนิ ใจ 3) มีปัจจัยมากมายท่ีทาให้การตัดสินใจมีข้อจากัด ทั้งความไม่แน่นอนของ สถานการณ์ ข้อจากดั ด้านเวลา จุดมุง่ หมาย และแรงจงู ใจ Robert Jackson และ Georg Sorensen (2556/2013) ได้ให้แนวทางการศึกษาเพื่อทา ความเข้าใจนโยบายและพฤติกรรมนโยบายต่างประเทศได้ง่ายและรัดกุมข้ึนเราสามารถศึกษาวิเคราะห์ นโยบายต่างประเทศ โดยพิจารณาจาก 3 ระดับของกระบวนการวิเคราะห์ (สุกรี คลองวิธี, 2557: น.59) ดังตอ่ ไปนี้ 1) การวิเคราะห์ระดับระบบระหว่างประเทศ (The System Level) หมายถึง การพิจารณาสภาพแวดล้อมของรัฐที่มีอิทธิพลต่อการเมือง นโยบายตามสภาพแวดล้อมน้ัน ๆ โดย อาศัยทฤษฎีต่าง ๆ อาทิ ทฤษฎีสัจนิยม (Realist) ทฤษฎีเสรีนิยม (Liberalist) และทฤษฎีสรรสร้างนิยม (Constructivist) 2) การวิเคราะห์ระดับรัฐ (The Nation State Level) หมายถึง การศึกษาปฏิสัมพันธ์ ระหว่างรัฐและกิจการภายในประเทศท่ีมีผลสาคัญต่อกระบวนการกาหนดนโยบาย พิจารณาขีด ความสามารถ บทบาท ผลประโยชนข์ ององค์กร 3) การวิเคราะห์ระดับปัจเจกบุคคล (The Level of the Individual Decision Maker) หมายถึง การรับรู้ต่อสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกรัฐในมุมมองของผู้ตัดสินใจ ซ่ึงมีอิทธิพลต่อผู้ กาหนดนโยบายที่สามารถกาหนดทิศทาง บทบาท นโยบาย การตัดสินใจ และพฤติกรรมของภาครัฐ ดังนั้นการศึกษาดังกล่าวจึงมีความจาเป็นต้องใช้แนวคิดเชิงจิตวิทยามาประกอบการศึกษาและ การวิเคราะห์
ภาคผนวก ค แนวคิดการศกึ ษาความสัมพนั ธข์ องรัฐบาลกบั การสง่ เสรมิ การทอ่ งเที่ยวไทย
49 แนวคิดการศึกษาความสมั พันธข์ องรฐั บาลกบั การส่งเสริมการท่องเทย่ี วไทย วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) ในปี พ.ศ. 2502/1959 (พระราชกฤษฎีกาการจัดต้ังองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว พ.ศ. 2502, การท่องเท่ียว แหง่ ประเทศไทย, 2528: น.126-127) มีดังต่อไปนี้ 1) ส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจของชาติ และ เผยแพร่ประเทศไทยในด้านวัฒนธรรม ศิลปกรรม ประเพณี นาฏศิลป์ การกีฬาและกิจกรรมอย่างอ่ืน อนั จะเปน็ การชักจงู หรือเป็นท่นี า่ สนใจแก่การทอ่ งเท่ียว 2) ช่วยเหลือ แนะนา และร่วมมือในการจัดและดาเนินงานอุตสาหกรรม ท่องเท่ียวของเอกชน 3) สารวจ จัดสร้าง ส่งเสริม หรือบูรณะสถานที่อันเหมะสมสาหรับนกั ทอ่ งเท่ยี ว 4) ติดต่อร่วมมือกับองค์การหรือสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งในและนอก ราชอาณาจักร 5) ประกอบอุตสาหกรรมท่องเท่ียวในกรณีท่ีเอกชนไม่สามารถจะกระทาได้โดย ลาพังหรือในกรณีทีท่ างราชการมอบหมาย 6) ประกอบธุรกิจอื่น ๆ อันเกี่ยวแก่หรือเพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การดาเนินการให้เป็นไปตามวตั ถุประสงค์ดงั กลา่ ว อ.ส.ท. จงึ มีอานาจดงั นี้ 1) สอดสอ่ งการดาเนนิ บริการต่าง ๆ ในการนาเท่ยี วของเอกชน เพื่อป้องกัน มิใหเ้ กดิ อนั ตรายแก่ผู้ท่องเทีย่ ว หรอื เกิดความเสยี หายหรือเป็นภัยแกป่ ระเทศชาติ 2) เสนอแนะแก่หนว่ ยราชการหรือองค์การของรัฐบาลในเรื่องอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว เพ่ือปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความสะดวก หรือเป็นทางชักจูงเร่งเร้าให้ชาวต่างประเทศเข้ามา ท่องเทยี่ วในประเทศไทยและให้ผทู้ ่องเทย่ี วในประเทศไทยไปในส่วนต่าง ๆ ของราชอาณาจักร 3) เสาะแสวงหาและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ จากหน่วยราชการ องค์การ ของรัฐบาลหรอื เยาวชนผปู้ ระกอบการอตุ สาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อประโยชน์ในการจัดทาสถิติเกี่ยวกับ อตุ สาหกรรมทอ่ งเที่ยว องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เน้นหนักในด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และพัฒนา แหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนสิ่งอานวยความสะดวกต่าง ๆ ให้แก่นักท่องเท่ียว รัฐบาลมิได้ให้อานาจใน การลงทุนแก่องค์การในการดาเนินการด้านการท่องเที่ยว ภาครัฐกาหนดนโยบายส่งเสริมการท่องเท่ียว ของคนไทยภายในประเทศข้ึน เริ่มปรากฏแน่ชัดตั้งแต่แผนพัฒนาการท่องเท่ียวในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาตฉิ บบั ที่ 5 พ.ศ. 2525-2529/1982-1986 (ป่ินเพชร จาปา, 2545: น.173)
ภาคผนวก ง แนวคิดเพศพาณชิ ยแ์ อบแฝงและสถานบันเทงิ ในประเทศไทย
50 แนวคดิ เพศพาณชิ ย์แอบแฝงและสถานบนั เทิงในประเทศไทย ประเทศไทยมีการออกกฎหมายปราบปรามการค้าประเวณี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503/1960 ถือว่า โสเภณีเป็นอาชีพท่ีผิดกฎหมาย แต่เนื่องจากความเคยชินและทัศนคติของผู้ชายในสังคมท่ีนิยมการ เที่ยวผหู้ ญิง จึงทาให้การบงั คับใชก้ ฎหมายฉบบั นี้เปน็ ไปอย่างไม่เต็มท่ีนัก อีกท้ังกฎหมายฉบับดังกล่าว ไม่ไดท้ าใหจ้ านวนของโสเภณีลดลงแต่อย่างใด ในทางกลับกันมีจานวนโสเภณีเพิ่มจานวนมากขึ้นทุก ๆ ปี แต่ก็มีส่ิงที่เปล่ียนแปลงไปบ้าง กล่าวคือ ธุรกิจการค้าประเสณีและแหล่งโสเภณีต้องกระทากันอย่างลับ ๆ และแอบแฝงไปในรูปแบบต่าง ๆ (พีรสิทธ์ิ คานวณศิลป์, ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ และทะนงศักดิ์ คุ้มไข่น้า, 2543: น.3) รวมไปถึงสถานบันเทิง จนเคยมีกระแสความคิดว่าควรปราบปรามบาร์ ไนต์คลับเพ่ือกวาดล้าง เหล่าธุรกิจการค้าประเวณี โดยเหลือไว้เพียงย่านพัฒน์พงษ์เพื่อเป็นแหล่งท่องเท่ียวให้แก่นักท่องเท่ียว (ยุวรี โชคสวนทรัพย์, 2554: น.118) นิตยสารนิวส์วีคได้ทาการจัดกลุ่มบาร์ในย่านพัฒน์พงษ์ออกเป็น 3 ประเภท ในปี พ.ศ.2528/1985 ไดแ้ ก่ คลาสสิคและรม่ รืน่ อบอุ่น เรา่ รอ้ นและเสนห่ เ์ หลอื ร้าย การค้าเพศพาณิชย์ท่ีแอบแฝงในสถานบันเทิงจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงย่อมข้ึนอยู่กับปัจจัย หลายหลายประการ กล่าวคือ หากยังมีความต้องการการซ้ือบริการทางเพศในทางเดียวกับความ ต้องการขายก็จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและกระบวนการปราบปรามของรัฐ บ่อยครั้งท่ีพบว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐมีส่วนรู้เห็นกับธุรกิจทางเพศดังกล่าวด้วย มีรายงานจากกระทรวง การต่างประเทศสหรัฐฯ เก่ียวกับสิทธิมนุษยชนว่า “เจ้าหน้าท่ีตารวจสามารถหาเงินได้ 3,000-5,000 บาท ตอ่ เดือนในการรับเงินค่าคุ้มครองจากซ่องหรือโสเภณีอิสระ” (รปู แบบใหมข่ องการคา้ ทาส, 2536: น.50) อย่างไรก็ตาม สถานบันเทิงคือสถานท่ีท่องเที่ยวของคนกลางคืนซ่ึงที่แท้จริงแล้วเป็นการ ท่องเทีย่ วเพ่อื เสพความสขุ ทางเพศ ผปู้ ระกอบธรุ กจิ หลายรายไดน้ าจดุ น้ีมาเป็นเป้าหมายทางการตลาด เพื่อผลประโยชน์ของต้นแม้ว่าธุรกิจดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายก็ตาม นอกจากอุตสาหกรรม ทางเพศแลว้ ภายในสถานบันเทงิ ยังประกอบไปดว้ ยบอ่ น หรือโต๊ะพนัน ซึ่งมีไว้เพ่ือบริการให้กับลูกค้าวี ไอพีที่เป็นสมาชิก ได้แก่ การเล่นไพ่บาคาร่า และไฮโล ท้ังนี้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพนันสร้างรายได้ มากถงึ 10 ล้านบาทตอ่ คนื สว่ นรายได้จากธรุ กิจทางเพศตกอยู่ที่ปีละ 5-6 ล้านบาท (สนธิ ลิ้มทองกุล, 2548: น.51) จากข้อมูลดังกล่าว สามารถสังเกตได้ว่าผลประโยชน์และกาไรจากการค้าเพศพาณิชย์ ทาให้เจ้าของกจิ การบางแห่งยงั คมแอบแฝงธรุ กจิ ประเภทนี้ไว้ในสถานบนั เทงิ ของตน การแอบแฝงการค้าประเวณีในสถานบันเทิงพบว่ามีอยู่หลายรูปแบบ กล่าวคือ สถานบันเทิง ประเภทบารอ์ ะโกโก้ เปน็ สถานที่ที่ผูห้ ญิงบริการเตน้ โชว์ดว้ ยท่าทางย่ัวยวนกามารมณ์ มีเครื่องแต่งกาย น้อยชิ้นปกปิดเฉพาะส่วนสาคัญของร่างกาย (สุนีย์ มัลลิกะมาลย์, 2528: น.91) ผู้ที่ใช้บริการบาร์ประเภทนี้ ส่วนใหญ่เปน็ นกั ทอ่ งเที่ยวชาวต่างชาติ
ภาคผนวก จ แนวคดิ เก่ียวกับผลกระทบของทหารสหรฐั ฯ ทม่ี ีตอ่ สภาพเศรษฐกจิ ไทย
51 แนวคดิ เกีย่ วกับผลกระทบของทหารสหรฐั ฯ ท่ีมตี ่อสภาพเศรษฐกจิ ไทย กรณีของจังหวัดอุดรธานี ในปี พ.ศ. 2507/1964 หลังจากมีการอนุญาตให้กองทัพ สหรัฐฯ เขา้ มาใชพ้ ้นื ท่ภี ายในได้ พบว่า ในพ้ืนที่ของสนามบินอุดรธานีมีทหารสหรัฐฯ จานวน 8,000 นาย ประจาการอยู่ (หนังสือกรมมหาดไทย, 2518: น.85) เพ่ือปฏิบัติการต่อต้านการขยายตัวของลัทธิ คอมมิวนิสต์ เมอื่ ถึงกาหนดพักงานหลังจากการทาสงครามในสนามรบ ทหารสหรัฐฯ จะเที่ยวหาความ สาราญอย่างเต็มท่ี จากการสารวจ การใช้จ่ายในการหาความสาราญของทหารสหรัฐฯ ของบุญคง หงั จางสิทธ์ิ พบว่า ทหารอเมริกนั ใชจ้ า่ ยเงนิ จากการหาความสาราญกว่า 49 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนท่ี จ่าย และอีก 51 เปอรเ์ ซ็นต์เปน็ เงนิ ออม วัฒนธรรมวิถีชีวิตของทหารสหรัฐฯ ท่ีแตกต่างไปจากวิถีชีวิต ของคนในท้องถิ่นเดิม ได้ทาให้การปรับตัวของประชากรในจังหวัดอุดรธานีเพ่ือตอบสนองความ ต้องการของทหารสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดความเปล่ียนแปลงด้านเศรษฐกิจอย่างมาก (พงษ์ศักด์ิ ปัตถา, 2550: น.54) หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างสาคัญจากการเข้ามามีอยู่ของทหารสหรัฐฯ คือ ธุรกิจโรงแรมและที่พัก ภายหลังที่ทหารสหรัฐเข้ามาประจาการในจังหวัดอุดรธานี ส่งผลให้กิจการที่ พักแรมเติบโตและเพิ่มจานวนข้ึนอย่างรวดเร็ว จะเห็นได้ว่า ภายในปี พ.ศ.2502-2505/1959-1962 มกี จิ การโรงแรมเปิดใหม่ ไดแ้ ก่ โรงแรมกรุงทอง โรงแรมต้ังพรธิรักษ์ โรงแรมประชาภัคดี และโรงแรม ศิริอุดม (เพญ็ แข คชเดช, 2543: น.101) กจิ การโรงแรมต่าง ๆ ได้เปิดต้อนรับและคอยให้บริการทหาร สหรฐั ฯ อยา่ งคึกคัก และสรา้ งรายไดอ้ ยา่ งมหาศาลแก่เศรษฐกิจในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ควรกล่าวไว้ด้วยว่า วัฒนธรรมการเที่ยวของทหารสหรัฐฯ น้ันแตกต่างจากของคนไทย ทหารสหรฐั ฯ มกั ถอื เหลา้ ของตนเองไปกินในบาร์ และไม่นิยมนั่งดื่มกินกันเป็นกลุ่มใหญ่ แต่จะนิยมน่ัง แบบเคาน์เตอร์ บ้างกห็ อบห้วิ เคร่อื งเล่นเทปสเตอรโิ อ เดินเปิดฟังและเต้นไปตามจังหวะ (Bump) หรือ เรียกบรรดาพาร์ตเนอร์มานั่งกอดจูบเพียงเท่าน้ัน ไม่หวือหวาหรือเอิกเกริกเหมือนการเท่ียวของคนไทย ในบริเวณหน้าค่ายน้ันจะมีผู้หญิงบริการหรือพวกเมียเช่าและบรรดากะเทยยืนคอยให้บริการทางเพศ อยู่เป็นจานวนมาก (พงษศ์ ักดิ์ ปตั ถา, 2550: น.61)
52
ภาคผนวก ฉ งานวิจยั ทีเ่ กี่ยวขอ้ ง
52 งานวิจัยทเี่ กี่ยวข้อง วิทยานพิ นธ์อกั ษรศาสตร์มหาบณั ฑิตของ พงษศักดิ์ ปัตถา (2550) เร่ือง ผลกระทบของฐาน ทัพสหรัฐอเมริกาต่อสถานภาพเศรษฐกิจและสังคมของเมืองอุดรธานี พ.ศ. 2505-2520/1962-1977 มุ่งศึกษาผลกระทบของการต้ังฐานทัพของทหารสหรัฐฯ ในจังหวัดอุดรธานีช่วงสงครามเวียนนาม ส่งผล ให้สภาพเศรษฐกิจของจังหวัดอุดรธานีเติบโตข้ึนอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นโดยเฉพาะ บริเวณหน้าค่ายทหาร กิจการต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะภาคบริการ อาทิ โรงแรม บาร์ ไนต์คลับ อาบอบนวด บ้านเช่า บังกะโล ฯลฯ ในขณะเดียวกับการเข้ามาของกองทัพสหรัฐฯ ก็ก่อให้เกิด ปัญหาทางสังคมตามมาด้วย เช่น ปัญหาโสเภณี ปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กลูกครึ่ง เป็นต้น จนกระท่ัง หลังสงครามสิ้นสุดลง สหรฐั ฯ ไดถ้ อนกาลงั ทางทหารออกจากภมู ภิ าคอุษาคเนยร์ วมท้ังในประเทศไทย วิทยานิพนธอ์ ักษรศาสตรม์ หาบัณฑิตของ ยวุ รี โชคสวนทรพั ย์ (2554) เร่ือง กิจการสถาน บันเทิงในกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2488-2545/1945-2002 มุ่งศึกษาความเป็นมาและการเปล่ียนแปลง รปู แบบของสถานบนั เทงิ รวมถึงผลสะทอ้ นของกจิ การสถานบันเทิงต่อสังคมในกรุงเทพมหานครตั้งแต่ พ.ศ. 2488/1945 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนต่างแสวงหาความบันเทิงเริงรมย์ภายหลังส้ินสุดสงครามโลก ครั้งที่ 2 บรรดาสถานบันเทิงมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ ในแต่ละยุคสมัย การศึกษาจะสิ้นสุดลงใน พ.ศ. 2545/2002 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่กิจการสถานบันเทิง ขยายตวั อย่างไรท้ ศิ ทางจนไม่อยู่ในขอบเขตท่ีกฎหมายกาหนด มกี ารแอบแฝงการคา้ ยาเสพติด การค้าประเวณี ตามสถานบันเทิง และปญั หาการพนันล้วนแล้วแต่เปน็ ธรุ กิจท่ผี ิดกฎหมายทั้งสน้ิ งานเขียนของ พวงทอง ภวัครพันธุ์ (2561) เร่ือง การต่างประเทศไทยในยุคสงครามเย็น ได้ทาการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงในอินโดจีน การศึกษา การต่างประเทศไทยในช่วงสงครามเย็นช่วยทาความเข้าใจถึงปัจจัยท่ีเป็นตัวกาหนดบทบาท นโยบาย และยุทธศาสตร์ของประเทศไทยภายใต้ความขัดแย้งต่าง ๆ ตลอดช่วงสงครามเย็นการเปล่ียนแปลง ทางการเมือง บทบาทของมหาอานาจ พลวัตของดุลอานาจและกลุ่มพลังทางสังคมต่าง ๆ การกาหนด ผลประโยชน์แห่งชาติและการมองภัยคุกคาม (Threat perception) ของรัฐบาลไทยในแต่ละห้วงเวลา และผลกระทบทเี่ กดิ ข้ึนตอ่ การพัฒนาทางการเมอื งและเศรษฐกจิ ของไทย งานเขียนของ ภิญญพันธ์ุ พจนะลาวัณย์ (2563) เรื่อง ประวัติศาสตร์แห่งการเดินทาง และภมู ศิ าสตรก์ ารเมืองในรอบศตวรรษ : ว่าดว้ ยการท่องเทยี่ วในฐานะมรดกแห่งการสร้างชาติของรัฐไทย จากรัฐจารตี สงครามเวียดนาม สู่ยุครัฐประหาร 2549/2006 ได้พยายามอธิบายพลวัตของการท่องเท่ียว ในสังคมไทยที่แสดงมิติในทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่วางอยู่บนเง่ือนไขทางกายภาพ กล่าวคือ การเช่ือมต่อการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเป้าหมายของการเดินทาง การพัฒนาการ ของการเดินทาง
53 เพื่อการท่องเท่ียวสมัยเก่าจนถึงสมัยใหม่ ซึ่งให้ความสาคัญไปที่การท่องเท่ียวเพ่ือการพักผ่อน ตากอากาศ และรักษาสุขภาพ โดยมีที่มาที่ไปจากการเดินทางเข้ามาของชาวตะวันตกและเผยแพร่สู่ชนช้ันนาไทย เม่ือโลกทัศน์ของชนน้ันนาเร่ิมเปล่ียนแปลง ความรับรู้เรื่องการท่องเที่ยวก็เปล่ียนแปลงตามไปด้วย ขอบเขตการศึกษาจึงเริ่มตั้งแต่ช่วงรัฐจารีตเป็นต้นมา จวบจนถึงช่วง พ.ศ. 2549/2006 ซ่ึงเป็นปีแห่ง การรฐั ประหารและเปน็ จดุ เปลย่ี นสาคญั ของการเมอื งและความรับรู้เกย่ี วกบั สังคมไทย
ภาคผนวก ช ถอดบทสมั ภาษณ์ผู้เช่ยี วชาญ
54 ถอดบทสัมภาษณ์ การศกึ ษาวิวัฒนาการของการทอ่ งเที่ยวไทยในสมัยสงครามเย็น พ.ศ. 2490-2530 (1947-1987) ............................................................ รายช่อื ผู้ให้สมั ภาษณ์ 1. อาจารย์ชานนั ท์ ยอดหงษ์ นกั เขียน/นกั วิชาการอสิ ระ 2. อาจารยส์ รลั ดา พนั ธ์ครฑุ แผนกวิชาการท่องเทีย่ ว วิทยาลยั อาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี 3. อาจารยป์ ญั จวรรณ ออ่ นหวาน แผนกวชิ าสามญั สมั พนั ธ์ วทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาสรุ าษฎรธ์ านี ผใู้ ห้ขอ้ เสนอแนะ 1. รศ. ดร. ภิญญพันธ์ุ พจนะลาวัณย์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย -ราชภัฏลาปาง 2. รศ. ดร. วศนิ ปัญญาวุธตระกูล คณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร คาถามข้อที่ 1 ในชว่ งสงครามเย็น รัฐไทยมีการดาเนินนโยบายหรือให้ความสาคัญกับการส่งเสริม การท่องเท่ียวอย่างไรบ้าง และส่งผลต่อกระบวนการขับเคล่ือนอุตสาหกรรม ท่องเทยี่ วมากหรอื น้อยเพยี งใด อาจารย์สรัลดา : ข้อคาถามมีความชัดเจน แต่โดยอาจารย์เองยังมิได้มีข้อมูลในเชิงลึก สาหรบั ตอบคาถามนี้โดยตรง อาจารย์ชานันท์ : เริ่มต้นหัวข้อในช่วงต้นของสงครามเย็น (พ.ศ.2490/1947) ประเทศไทย เองยังไม่ค่อยแน่ใจว่าเร่ิมเข้าสู่ช่วงของสงครามเย็น (อย่างเป็นทางการ) แล้วรึเปล่า เพียงแต่ว่าประเทศไทยได้เข้าร่วมกับทางฝั่งสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงได้รับการสนับสนุนในหลาย ๆ ด้าน จากสหรัฐฯ แต่ถ้าจะกล่าวว่าประเทศไทยได้เข้าสู่สงครามเย็นอย่างเป็นทางการค งจะ เป็นชว่ งทที่ างการไทยส่งทหารเขา้ ร่วมในสงครามเวยี ดนาม ดว้ ยจุดประสงค์ ของการศึกษาคาถามน้ีอาจจะกว้างไปจะทาให้ผู้ศึกษาหาข้อมูลได้ค่อนข้าง ยากลาบาก อยากจะให้เจาะประเด็นให้แคบลงเพ่ือให้ง่ายต่อการศึกษา จาก การท่องเท่ียวผู้วิจัยศึกษาในภาคการท่องเท่ียวอาจจะศึกษาในด้านของ สังคม วัฒนธรรม ธรรมชาติ หรือจะพุ่งประเด็นไปที่การท่องเท่ียวโดยเฉพาะ เพ่ือให้การศึกษาง่ายข้ึนด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันท่ีอยู่ในห้วงของโรค ระบาด (COVID-19) หรืออาจจะจาแนกศึกษาเกี่ยวกับการท่องเท่ียวของ คนในประเทศหรือการเข้ามาท่องเท่ียวของนักท่องเท่ียวชาวต่างชาติ ซึ่งจะ ไปสอดคลอ้ งกบั การขับเคลอ่ื นนโยบายและอตุ สาหกรรมท่องเท่ยี ว
55 คาถามข้อท่ี 2 ในปี พ.ศ. 2530 ซึ่งเป็น “ปีแห่งการท่องเท่ียว” รูปแบบของการท่องเท่ียว ภายในประเทศมีความเปล่ียนแปลงไปอย่างไรบ้าง และส่งผลต่อวัฒนธรรมการ ท่องเทย่ี วของคนไทยหรอื ไมอ่ ยา่ งไร อาจารย์ปัญจวรรณ : เนื่องด้วยตัวของอาจารย์เองมิได้มีข้อมูลในด้านนี้โดยเฉพาะการตอบ คาถามอาจจะเป็นการให้ข้อมูลท่ีคลาดเคล่ือนได้ อาจจะต้อขอเวลาไปศึกษา เพมิ่ เตมิ อาจารย์สรัลดา : ขอสง่ ตอ่ ให้อาจารยช์ านันท์ค่ะ อาจารย์ชานันท์ : คาถามน้ีอยู่ในช่วงปลายของสงครามเย็น โดยเจาะประเด็นไปท่ีการท่องเท่ียว ของคนไทย อาจจะยกไปไว้ในส่วนเสรมิ ได้ คาถามข้อท่ี 3 บทบาทของความหลากหลายทางเพศและอุตสาหกรรมทางเพศ มีส่วนเก่ียวข้อง หรือมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใดบ้างต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และการมีอยู่ ของกองทพั สหรัฐฯ ในพืน้ ทต่ี ่าง ๆ อาจารย์ชานันท์ : คาถามนี้พุ่งประเด็นไปท่ีการท่องเท่ียวในยามราตรี แสงสี และอุตสาหกรรม ทางเพศ ผู้ศึกษาอาจศึกษาในประเด็นของผลกระทบและความสัมพันธ์ของ อุตสาหกรรมทางเพศ ความหลากหลายทางเพศและการตั้งฐานทัพในพ้ืนที่ ต่าง ๆ ของประเทศไทย อาจารย์สรัลดา : คาถามน้ีอาจจะหนักไปสาหรับผู้ศึกษาหรือไม่ ด้วยระยะเวลาที่จากัด อาจจะมุ่งไปท่ีประเด็นเล็ก ๆ เช่นอุตสาหกรรมทางเพศและความหลากหลาย ทางเพศ คาถามข้อท่ี 4 ภายหลังจากการถอนกาลังทหารสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ภาคอตุ สาหกรรมท่องเท่ียวไทยไดร้ ับผลกระทบอย่างไร และรฐั ไทยมที า่ ทีอย่างไรบ้าง อาจารย์ชานนั ท์ : สาหรับตัวอาจารย์เองต้องขอบอกว่าไม่ค่อยมีความรู้หรือข้อมูลในเชิงลึก เก่ียวกับการท่องเที่ยวในช่วงน้ันมากนัก แต่คิดว่าในช่วงต้นของทศวรรษ 2500 นา่ จะเปน็ ช่วงที่ทางรฐั ไทยพยายามจะสนับสนนุ การท่องเท่ียว โดยให้ ชาวต่างชาติได้รู้จักมากขึ้นไล่มาจนถึงทศวรรษ 2520 เป็นช่วงท่ีการท่องเท่ียว ไทยมีความม่ันคงและได้รับการยอมรับ ซ่ึงก็ไม่ม่ันใจว่าช่วงทศวรรษ 2530 ทิศทางหรือรูปแบบของการท่องเที่ยวไทยจะเป็นเช่นไร ถ้ามีเวลาศึกษา ผู้ศึกษาอาจจะหาข้อมูลในส่วนน้ีเพิ่มเติมได้ หรืออาจจะยกไปศึกษาต่อใน อนาคตได้ “หลังจาก 2530 การท่องเท่ียวไทยมีรูปแบบเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อเปรียบเท่ยี วกบั ช่วงสงครามเย็น”
56 อาจารย์ปัญจวรรณ : ด้วยระยะเวลาท่ีมีจากัดผู้ศึกษาอาจจะต้องจาตัดประเด็นที่มีความกว้าง อาจารยส์ รลั ดา และใช้เวลามากในการหาข้อมูลออกไป โดยท่ีอาจจะยกไปเป็นประเด็น การศกึ ษาครง้ั ต่อไป : โดยตัวของคาถามอาจแยกประเด็นไปทางผลกระทบในการท่องเท่ียวได้ หรืออาจจะเป็นผลกระทบในด้านเศรษฐกิจที่มีความสอดคล้องกันกับการ ถอดกาลงั ทหารของสหรัฐฯ คาถามข้อที่ 5 ในช่วงเหตุการณ์สาคัญทางการเมือง (14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519) มีผลกระทบต่อทิศทางของการท่องเที่ยวไทยในลักษณะใดบ้าง (เช่นความ เช่อื มัน่ ของนักทอ่ งเท่ียว/ นโยบายทางเศรษฐกิจ) อาจารย์ปญั จวรรณ : เน่ืองจากเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงน้ันเป็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรง และมคี วามสูญเสียเปน็ จานวนมาก จงึ ย่อมสง่ ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวใน แง่ของความเช่ือมน่ั แนน่ อน อาจารยส์ รัลดา : เห็นด้วยกบั อาจารย์ปญั จวรรณค่ะ/ อาจารยช์ านันท์มีอะไรจะเสริมไหมคะ อาจารย์ชานนั ท์ : ในช่วงนั้นเป็นช่วงของการลงทุนของกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ จานวนมากอยู่แล้ว ถ้ากล่าวถึง การท่องเท่ียวในมิติของวัฒนธรรมความบันเทิงของนักศึกษาใน ช่วงเวลาน้ันพบว่ามีเป็นจานวนมาก เช่น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ สาหรับ อาจารย์เองคิดว่าหัวข้อนี้อาจจะยากไปสักหน่อย และสามารถนาไปสร้าง เป็นหัวข้อใหม่ได้ “ตุลาคมศึกษา” แต่ถ้ามีเวลาก็อาจจะทาได้ ในส่วนของ นักท่องเท่ียวเองจากเดิมท่ีอาจจะแค่มาพักผ่อนท่องเที่ยวก็มีเข้ามาลงทุน มากขึน้ เชน่ นักขา่ ว นักธรุ กจิ โดยเริ่มมีมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษท่ี 2500 และ บางส่วนก็อาจจะย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทยเป็นการถาวร เราจะนิยามกลุ่มน้ี เป็นนักท่องเท่ยี วด้วยไหม ผศู้ กึ ษาอาจจะต้องมีคาอธิบายในส่วนน้ีด้วย คาถานข้อท่ี 6 ในทัศนของท่าน พฤติกรรมหรือวัฒนธรรมของนักท่องเท่ียว (คนไทย/ต่างชาติ) ในชว่ งต้น-ชว่ งปลายสงครามเยน็ มีความต่างกนั หรอื ไม่ อย่างไร อาจารย์ปัญจวรรณ/ อาจารย์สรัลดา : อาจจะต้องขอเวลาไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วอาจจะมาตอบ ให้ในภายหลัง อาจารยช์ านนั ท์ : เม่ือหัวข้อของการศึกษาเป็นช่วงสงครามเย็นอาจารย์คิดว่าน่าจะกว่างไป สาหรับประเด็นคาถามนี้ เร่ิมจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับท่ี 1 ในปี พ.ศ. 2504 ที่สหรัฐฯ ได้สนับสนุนงบประมาณให้รัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการ
57 นาไปสู่การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน การสื่อสาร การคมนาคม การรถไฟ พอมาถึงช่วงปลายของสงครามเย็นเศรษฐกิจของประเทศไทยเฟ่ืองฟูเป็น อย่างมากและเป็นประเทศอุตสาหกรรม ทั้งนี้ท้ังน้ันอาจจะสอดคล้องกับ เร่ืองนโยบายด้วยมากกว่าจะเป็นเรื่องสงครามเย็นโดยตรง ส่วนหนึ่งอาจ เป็นผลมาจากการส้ินสุดลงของสงครามเย็นและการล่มสลายของพรรค คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ประกอบกับทางการจีนเองก็ไม่ได้ให้ การสนับสนุนกลุ่มคอมมิวนิสต์เหมือนเช่นเม่ือก่อน จุดเปล่ียนของช่วงเวลา น้นั นา่ จะเป็นเรอ่ื งการทอ่ งเทีย่ วมากกว่า อีกประเด็นหน่ึงคือต่อจากอาจารย์ปัญจวรรณท่ีบอกว่าเกิด เหตุการณร์ ถบรรทุกแกส๊ ระเบดิ ในช่วงเวลานั้น ผวู้ ิจัยสามารถวเิ คราะห์ได้ว่า ในช่วงเวลาน้ันเป็นช่วงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามก็เป็น ช่วงเวลาท่ีมีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นมากมาย เช่น ตึกถล่ม แก๊สระเบิด โป๊ะล่ม อะไรเหลา่ นี้จวบจนถึงยคุ ต้มยากุง้ อาจจะเกิดจากทรัพยากรไม่ได้เอื้ออานวย เท่าที่ควรด้วย จากการเมืองสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ ผู้ศึกษาเองอาจจะ ไปศึกษาจากอนสุ าร อสท./ ททท. ในเรอ่ื งของนโยบายและงบประมาณได้ คาถามข้อท่ี 7 ในทัศนะของท่าน ท่านมีความเห็นอย่างไรบ้างเกี่ยวกับมรดกจากสงครามเย็น ที่มี ความเชอื่ มโยงสอดคลอ้ งกบั การทอ่ งเท่ยี วและยังคงหลงเหลืออย่มู าจนถึงปจั จุบนั อาจารยช์ านันท์ : ด้วยความท่ีการท่องเท่ียวไทยนั้นกาเนิดขึ้นมาในช่วงของสงครามเย็น ประกอบกับการได้รับแรงสนับสนุนจากสหรัฐฯ เราอาจจะมุ่งศึกษาไปท่ี ย่านการค้าหรือย่านธุรกิจ เช่น สีลม พัฒน์พงศ์ หรือพัทยา ซ่ึงเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวที่สาคัญของประเทศไทยในขณะนั้น และด้วยความที่ผู้ศึกษาเอง ได้มุ่งประเด็นไปท่ีความหลากหลายทางเพศและอุตสาหกรรมทางเพศด้วย แล้วก็ถือว่ามีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง โดยอาจจะเริ่มศึกษาจาก หว้ งทศวรรษท่ี 2495 หรือ 2500 เป็นต้นมา ที่วัฒนธรรมไทยได้รับอิทธิพล ด้านความบันเทิงจากชาติตะวันตกเข้ามา อาทิ การฟังเพลงหรือวัฒนธรรม การเตน้ เปน็ ตน้ ในช่วงเวลานั้นทางการไทยก็ได้มีการเร่ิมโปรโมทการท่องเที่ยว อย่างเป็นสัดเป็นส่วน ส่วนหนึ่งก็คือเร่ืองของนางสาวไทย (ท่ีเริ่มให้ ความสาคัญว่าคุณต้องเร่ิมพูดภาษาอังกฤษได้ ท้ังน้ีเพ่ือแสดงถึงความเป็น สากล และเป็นท่ียอมรับ) ประการสาคัญผู้ที่ส่งเข้าประกวดในเวทีดัง
58 กล่าวคือ ททท. เพื่อเป็นการโปรโมทการท่องเที่ยวไปในตัวด้วย อีกท้ังยังมี การสนับสนุนให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในแหล่งท่องเท่ียวเชิงธรรมชาติที่ มีความอุดมสมบูรณ์ เช่นการพรรณนาถึงป่าเมืองเหนือที่มีความสวยงามใน เชิงของธรรมชาติ และการสง่ เสริมการท่องเท่ียวในรูปแบบของวัฒนธรรมด้วย หรืออาจจะศึกษาเพิ่มเติมไปในประเด็นรอง เช่น สัญลักษณ์ดอกกล้วยไม้ ของการบนิ ไทย (แนวคดิ กล้วยไมใ้ นเชิงสญั ศาสตร์) ท้ังนี้คาถามอาจจะต้องมุ่งไปที่ประเด็นท่ีสาคัญแบบเจาะลึก เช่น นโยบายส่งเสริมการท่องเท่ียว บทบาทของสายการบิน แผนพัฒนา เศรษฐกจิ ในแต่ละฉบบั ชาวบ้านในชนบทต่อการมอี ยขู่ องพรรคคอมมิวนิสต์ และการพัฒนาสาธารณูปโภคในชนบท แรงงานชายและสถานบันเทิงใน ภาคอสี านกบั กองทัพสหรฐั ฯ เช่น ขอนแก่น และอุดรธานี ข้อเสนอแนะเพม่ิ เตมิ : หัวข้อคาถามและวัตถุประสงค์ในการศึกษากว้างมาก ควรลดและศึกษา อาจารยช์ านนั ท์ เฉพาะประเด็นที่สนใจ เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางเพศในฐานะมรดก หนึ่งของสงครามเย็นซึ่งรัฐมิได้มีกฎหมายคุ้มครอง และอาจผิดกฎหมายใน อาจารย์ภิญญพันธุ์ บางกรณีแต่รัฐมีท่าทีหรือการสนับสนุนทางอ้อมหรือไม่ การพัฒนาการ ท่องเท่ยี วในช่วงเวลานี้อาจทาให้อุตสาหกรรมการท่องเท่ียวทางเพศเฟื่องฟู ไปดว้ ย ดงั นั้นอาจจะศึกษาทม่ี าและการดารงอยู่ได้ รวมท้ังปัจจัยแวดล้อมท่ี ทาให้การท่องเทยี่ วประเภทนเ้ี ฟอื่ งฟูดารงอยู่ : ผู้วิจัยอาจต้องทาให้เห็นภาพว่า ในปี 2530 เกิดอะไรข้ึน และมีคาถาม สอดคล้อง เช่น ปี 2530 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวไทย ก็ควรจะมีคาถามที่ เกี่ยวเน่อื งเพ่ิมเตมิ กับปี 2530 ที่กาหนดเอาไวห้ รอื ไม่
ภาคผนวก ซ ภาพการสมั ภาษณผ์ ู้เชย่ี วชาญ
59 ภาพการสัมภาษณ์ผ้เู ชี่ยวชาญ เรอ่ื ง “การศกึ ษาวิวัฒนาการของการท่องเที่ยวไทยในสมัยสงครามเย็น พ.ศ. 2490-2530” วนั จันทร์ที่ 30 สงิ หาคม พ.ศ. 2564 เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป ทางโปรแกรม ZOOM Meeting ภาพที่ ซ.1 การสัมภาษณผ์ ู้เชีย่ วชาญในประเดน็ ข้อคาถาม เรื่อง “การศึกษาววิ ฒั นาการของการท่องเทีย่ วไทยในสมยั สงครามเย็น พ.ศ. 2490-2530” ภาพที่ ซ.2 การสัมภาษณผ์ ้เู ชี่ยวชาญในประเด็นข้อคาถามที่ 1 ภาพที่ ซ.3 การสมั ภาษณ์ผู้เชยี่ วชาญสว่ นของอาจารย์ชานันท์ ยอดหงษ์
60 ภาพการสัมภาษณ์ผ้เู ช่ยี วชาญ เรื่อง “การศกึ ษาวิวัฒนาการของการท่องเท่ยี วไทยในสมัยสงครามเย็น พ.ศ. 2490-2530” วนั จันทรท์ ี่ 30 สงิ หาคม พ.ศ. 2564 เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป ทางโปรแกรม ZOOM Meeting ภาพท่ี ซ.4 การสัมภาษณผ์ ้เู ชยี่ วชาญสว่ นของอาจารย์สรลั ดา พันธ์ครุฑ ภาพที่ ซ.5 การสมั ภาษณ์ผ้เู ชี่ยวชาญสว่ นของอาจารยป์ ัญจวรรณ อ่อนหวาน
61
ภาคผนวก ฌ การสง่ เสรมิ นโยบายการทอ่ งเท่ียวของรฐั ไทยในชว่ งสงครามเยน็
61 การส่งเสรมิ นโยบายการท่องเท่ียวของรัฐไทยในช่วงสงครามเยน็ ภายหลังสงครามโลกคร้ังที่ 2 สิ้นสุดลง กองทัพญ่ีปุ่นได้ถอนกาลังออกไปจากภูมิภาค อินโดจีน พร้อมกับฝรั่งเศสเข้ามาแทรกแซงดินแดนแถบนี้อีกคร้ังหลักถูกญี่ปุ่นเข้ายึดครองในช่วง สงครามมหาเอเชียบูรพา ในปี พ.ศ. 2493 สหรัฐอเมริกาเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาอินโดจีนร่วมกับ ฝรั่งเศส โดยอ้างวัตถุประสงค์ว่าเพ่ือต่อต้านการรุกรานของลัทธิคอมมิวนิสต์ หากแต่ในความเป็นจริง แลว้ สหรัฐฯ มวี ัตถุประสงค์มากกวา่ นัน้ ไม่วา่ จะเปน็ ทรพั ยากรทางธรรมชาติท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ของ ภูมิภาคอินโดจีนรวมท้ังประเทศไทย อีกท้ังยังเป็นเส้นทางการค้าท่ีสาคัญเชื่อมไปสู่มหาสมุทรแปซิฟิก (พวงทอง ภวัครพันธุ์, 2549: น.36) ภายใต้ทฤษฎีโดมิโน (ทฤษฎีโดมิโน หรือ Domino Theory หมายถึง การเปรยี บเทียบประเทศในภมู ภิ าคเป็นโดมิโน หากตัวโดมิโนตัวหนึง่ ลม้ ลงไป ตัวถดั ไปจะล้มตาม) ประเทศไทยในขณะน้ันหลังจากที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ทารัฐประหารรัฐบาลพลเรือน ของนายปรดี ี พนมยงค์ ในปี พ.ศ. 2490 ได้ตัดสินใจนาพาประเทศไทยร่วมมือกับสหรัฐฯ เพ่ือต่อต้าน ลัทธิคอมมิวนิสต์เน่ืองจากเห็นว่าระบอบคอมมิวนิสต์เป็นระบอบการปกครองที่ไม่เหมาะสมกับ ประเทศไทย คอมมวิ นิสต์จะทาลายชาติบ้านเมืองให้เป็นชาติที่ไร้มนุษยธรรมและศีลธรรม จอมพล ป. พบิ ูลสงคราม เร่มิ ต้นการสนับสนนุ โลกเสรีประชาธิปไตยด้วยการประกาศรับรองรัฐบาลของจักรพรรดิ เบาได๋ของเวยี ดนามในปี พ.ศ. 2493 โดยเป็นรฐั บาลท่ีฝร่ังเศสให้การสนับสนุนรวมท้ังส่งทหารเข้าร่วม สงครามเกาหลีกบั ทหารฝ่ายโลกเสรี (พงษศ์ กั ด์ิ ปตั ถา, 2550: น.46) ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2504 สหรัฐฯ ได้รับอนุญาตจากทางการไทยให้ต้ังฐานทัพใน ประเทศไทยเป็นศูนย์ปฏิบัติการ “ยุทธการสายฟ้าคาราม” (Operation Rolling Thunder) ในพื้นที่ ท่าอากาศยาน 7 แห่ง ได้แก่ สนามบินโคราช สนามบินนครพนม สนามบินตาคลี (นครสวรรค์) สนามบนิ อุดรธานี สนามบนิ อบุ ลราชธานี สนามบินอู่ตะเภา (ชลบุรี) และสนามบินน้าพอง (ขอนแก่น) (พวงทอง ภวัครพันธ์ุ, 2549: น.9) นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้รับมอบหมายให้เป็นศูนย์ปฏิบัติการ สงครามจิตวิทยาต่อต้านคอมมิวนิสต์ ไม่เพียงเท่าน้ันค่ายรามสูรซ่ึงตั้งอยู่ในจังหวัดอุดรธานียังถูกใช้ ให้เปน็ ท่ตี ้ังของศูนย์สื่อสารและจารกรรมข่าวที่ทั้งสมัยมากท่ีสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (พงษ์ศักด์ิ ปตั ถา, 2550: น.48) วัฒนธรรมการท่องเที่ยวของคนไทยตั้งแต่ในช่วงทศวรรษท่ี 2500 ได้เปล่ียนแปลงไป เนื่องจากการพัฒนาประเทศสู่สังคมอุตสาหกรรมใหม่ นอกจากน้ีรัฐบาลยังให้การส่งเสริมการท่องเท่ียว เพ่ือประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติซ่ึงส่งผลต่อการต่ืนตัวทางการท่องเที่ยวของคนไทยด้วย การเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกจิ จากระบบทุนนิยมไปสู่ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม อันเป็นจุดเริ่มต้นให้ประเทศไทยได้ขยายแนวคิดและการปฏิบัติการด้านการท่องเท่ียว
62 ที่เคยจากัดอยู่ในเฉพาะชนชั้นสูงไปสู่ในหมู่ประชาชนท่ัวไปได้อย่างทั่วถึงย่ิงขึ้น การเปลี่ยนแปลงจาก การพัฒนาประเทศน้ียังเป็นปัจจัยที่เอ้ือต่อการท่องเที่ยวและก่อให้เกิดการพัฒนาสาธารณูปโภคข้ัน พ้ืนฐานในเมืองหลกั รวมถงึ ปรากฏการณเ์ ปลีย่ นแปลงด้านสภาพแวดล้อมสังคมเมืองจากเดิมท่ีมีความ แออดั ของประชากรและที่อยู่อาศยั โดยเฉพาะในกรงุ เทพมหานคร การพัฒนาถนนหนทาง ระบบไฟฟ้า ระบบน้าประปา จนทาให้เกิดแนวคิดว่าการท่องเที่ยวเป็นส่วนหน่ึงของการใช้ชีวิตอย่างผู้ที่มีคุณภาพ ชีวติ ท่ีดี (ปิ่นเพชร จาปา, 2545: น.135) ภาพท่ี ฌ.1 พิธีเปิดใช้งานถนนมติ รภาพ ระหว่างจงั หวัดนครราชสมี า-หนองคาย โดย จอมพลถนอม กิตตขิ จร นายกรฐั มนตรใี นขณะน้ัน ทีม่ า : https://www.silpa-mag.com นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกจากการขยายตัวของแนวคิดเร่ืองการท่องเท่ียวโดยเฉพาะใน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้เวลาว่าง การนันทนาการและการท่องเที่ยวมีส่วนสัมพันธ์กับการเปล่ียนแปลง สเู่ ศรษฐกิจแบบสมยั ใหมท่ ี่ได้เกดิ อัตราการขยายตัวของโอกาสทางการท่องเที่ยวในกลุ่มชนชั้นกลางใน ซกี โลกตะวนั ตกและแพรค่ วามคิดเรื่องการทอ่ งเท่ียวสู่คนไทย (โดยเฉพาะชนชั้นกลาง) การเกิดขึ้นของ กลุ่มธุรกจิ บรเิ วณหาดพทั ยาเนื่องจากสงครามเวียดนาม ปัจจัยเหล่าน้ีเองล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดกระแส การต่ืนตัวด้านการท่องเที่ยวส่งผลให้ความต้องการและการเดินทางเพ่ือการท่องเท่ียวเพ่ิมมากข้ึน โดยเฉพาะ ในปี พ.ศ. 2503 ผลจากการก่อตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเท่ียว (อสท.) ทาให้มีการ ยกระดบั และเกดิ การพฒั นาการทอ่ งเท่ียวอย่างจริงจังในพ้ืนท่ีชนบท เศรษฐกิจสมัยใหม่ที่เป็นแบบพหุ ทุนนิยมทาให้ผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะชนชั้นกลางมีโอกาสท่องเท่ียวแบบชนช้ันสูงอย่างเช่นในอดีต เน่ืองจากมีช่ัวโมงทางานลดลงและมีอิสระที่จะสรรหากิจกรรมยามว่าง ส่ิงเหล่าน้ีล้วนแล้วแต่เป็นผล จากการรับอทิ ธิพลทางวัฒนธรรมจากสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น ในสังคมไทยการท่องเท่ียวในมโนทัศน์แบบ ตะวันตกเร่ิมเป็นท่ีรู้จักอย่างกว้างขวางเม่ือภายหลัง พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา (ป่ินเพชร จาปา, 2545: น.136-139)
63 ภาพท่ี ฌ.2 แผนพัฒนาเศรษฐกจิ แห่งชาติ ฉบับที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2504-2506-2509 ท่ีมา : https://sites.google.com/site/karphathnasersthkicthiy/home/kar-phathna- sersthkic-chbab-thi1 การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมความเป็นเมืองและวิถีชีวิตชาวเมืองโดยเฉพาะใน กรุงเทพมหานคร เร่ิมปรากฏเห็นอย่างเด่นชัดเมื่อมีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมต้ังแต่ ทศวรรษที่ 2500 เป็นต้นมา กล่าวคือ เมื่อมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 1 (2504-2509) กรุงเทพฯ ทเี่ คยอยู่เพียงในกาแพงได้ขยายขอบเขตออกไปสู่รอบนอกอันเป็นพ้ืนท่ีทางการเกษตร เช่น ที่นา สวน ป่าไม้ และเป็นพน้ื ทที่ ีม่ ีจานวนประชากรเบาบางเมื่อเทยี บกับเขตเมอื งอย่างกรุงเทพฯ ได้รับ การพัฒนาในทกุ ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านอตุ สาหกรรมและการบรกิ ารสง่ ผลใหม้ ีอัตราการจ้างงานสูงข้ึน ทาให้ผู้คนในชนบทหลั่งไหลเข้ามาในพ้ืนท่ี เพ่ือทางานในสถานท่ีราชการ บริษัทเอกชน และโรงงานต่าง ๆ ดังนัน้ จึงเกดิ ปญั หาตา่ ง ๆ ตามมา อาทิ ปัญหาชุมชนแออัด ปัญหาด้านสาธารณูปโภค และปัญหาการบริการ ทางสังคม เป็นต้น (ผุสดี ทิพทัต และมานพ พงศทัค, 2525: น.361) การพัฒนาประเทศโดยเน้นการ ส่งเสริมสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมและการบริการยังส่งผลต่อการเปล่ียนแปลงชีวิตทางสังคม นอกจาก เรื่องที่อยู่อาศัยแล้ว คือ ผู้คนส่วนใหญ่นิยมประกอบอาชีพทางอุตสาหกรรมและการบริการเนื่องจาก เป็นอาชพี ท่มี ีรายไดแ้ นน่ อน และมีวนั หยดุ พกั ผอ่ นท่ยี ังคงมีรายได้ (ปน่ิ เพชร จาปา, 2545: น.187) กฎหมาย กาหนดชั่วโมงการทางานไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง โดยเฉพาะในกิจการอุตสาหกรรม ได้กาหนดเวลา ทางานวนั ละ 8 ชั่วโมง และมีวันหยุดงานประจาสัปดาห์ในวันอาทิตย์ มีวันหยุดตามประเพณี ปีละ 13 วัน เป็นอย่างน้อย และวันหยุดพักผ่อนประจาปีอีก 6 วัน สาหรับลูกจ้างท่ีมีอายุการทางานมากกว่า 1 ปี (นิคม จันทรวิทรู , 2515: น.75-79) การพัฒนาประเทศในชว่ งทศวรรษที่ 2500 เป็นต้นมา รัฐบาลให้การทุ่มเทไปในส่วนของ การพัฒนาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการท่องเท่ียว กล่าวคือ การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยเฉพาะถนนหนทาง เส้นทางคมนาคมท่ีช่วงอานวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการเดินทาง
64 เข้าถึงแหล่งท่องเท่ียวต่าง ๆ มาจนถึงปัจจุบัน การสร้างถนนสายต่าง ๆ เป็นหน่ึงในนโยบายในการ พัฒนากิจการด้านระบบการคมนาคมขนส่งของการปรับปรุงโครงสร้างสาธารณูปโภคภายใน เพ่ือ สนับสนุนนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ อาทิ การให้มี พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนเพ่ือกิจการอุตสาหกรรมในปี 2503-2505 การจัดตั้งหน่วยงาน ราชการที่เก่ียวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ อาทิ สานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ สานักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และบริษัทส่งเสริมธุรกิจแห่งประเทศไทย ส่วนมาตรการทางอ้อม ได้แก่ การปรับปรุงระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคภายในประเทศ อาทิ กิจการชลประทานและ พลังงานไฟฟา้ กิจการด้านคมนาคมขนสง่ การสรา้ งเสถยี รภาพและความม่ังคงภายในด้านการเงินและ ด้านการเมือง (จารึก สุดใจ, 2529: น.107-200) การสร้างถนนและการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ของจอมพล สฤษด์ิ ธนะรัชต์ น้ันสอดคล้องกับความต้องการของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ไทยมีความ มน่ั คงภายในปราศจากการกอ่ การรา้ ยและคอมมิวนิสต์ เพ่ือที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการสนับสนุน สหรัฐฯ ในการปฏิบัติการทางการทหารในอินโดจีน ระหว่าง พ.ศ. 2497-2505 พบว่า ทหารอเมริกัน มีส่วนเก่ียวข้องอย่างมากต่อการก่อสร้างและพัฒนาถนนและสะพานโดยมีมูลค่า 97 ล้านเหรียญ อเมริกัน จานวนกว่าคร่ึงเป็นของกรมเร่งรัดพัฒนาชุมชนสายใหม่ เพื่อให้กองทัพได้เข้าถึงพ้ืนท่ีท่ีไม่ ปลอดภัยและมแี นวโนม้ จะเปน็ ภยั ตอ่ ความมนั่ คง และใชเ้ พือ่ ประโยชนใ์ นการลาเลียงอปุ กรณ์สู่ฐานทัพ อากาศสาหรับเครื่องบินของสหรัฐในเขตพ้ืนท่ีอินโดจีน ดังน้ัน หลัง พ.ศ. 2504 นโยบายการพัฒนา เป็นไปเพื่อความม่ันคงมากกว่าเพ่ือความต้องการของประชาชน ตามความช่วยเหลือในทุกด้านเพ่ือ ประโยชนข์ องสหรัฐฯ (ปิ่นเพชร จาปา, 2545: น.152-153) ภาพท่ี ฌ.3 ขา่ วสารการกอ่ สรา้ งถนนหมายเลข 2 (มติ รภาพ) เชอื่ มตอ่ ระหว่างจังหวดั กรงุ เทพฯ-หนองคาย ทม่ี า : นติ ยสาร “ เสรภี าพ \" ฉบบั ท่ี 113 ปี พ.ศ. 2508 พิมพ์เผยแพร่โดย สานกั ขา่ วสารอเมริกนั - กรงุ เทพฯ อ้างใน https://www.bloggang.com/viewdiary.php
65 ระยะเวลารวม 7 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2479-2498 ของโครงการจัดสร้างถนนท่ัวประเทศนั้น สามารถแบ่งช่วงเวลาออกได้เป็น 2 ช่วง เพ่ือให้ได้ระยะทางทั้งส้ิน 14,900 กิโลเมตร โดยช่วงแรกมี ระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2479-2483 และช่วงที่สอง พ.ศ. 2495-2498 และต่อมาในปี 2503 รัฐบาลได้มีนโยบายบูรณะทางหลวงใหม่ ซึ่งได้กู้เงินจากธนาคารโลกโดยดาเนินการก่อสร้างเฉพาะ ถนนสายหลักก่อน เช่น ถนนหมายเลข 2 (ใช้เส้นทางร่วมกับหมายเลข 1 จากกรุงเทพฯ-สระบุรี แล้ว แยกผ่านไปนครราชสีมา) ได้ช่วยเหลอื ในการกอ่ สร้างจากสหรัฐฯ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ จึงเป็นที่มา ของชื่อถนนมิตรภาพ เป็นต้น ต่อมามีการสร้างและปรับปรุงถนนสายต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ ทาให้มีทางหลวงแผ่นดินเพิ่มขึ้นถึง 8,167 กิโลเมตร และสร้างถนนทางเชื่อมในชนบทอีกจานวนมาก เมื่อดูในแผนท่ีทางหลวงแผ่นดินสายหลกั ทีเ่ ช่อื งภมู ภิ าคต่าง ๆ มุ่งสู่กรุงเทพฯ น้ัน ท่ีมีอยู่ท่ัวประเทศได้ ชว่ ยอานวยความสะดวกทางการท่องเท่ยี วในการเดินทางเขา้ ถงึ แหล่งท่องเท่ียวในการพัฒนาเศรษฐกิจ ในภูมิภาคและท้องถน่ิ น้ัน ๆ ใหเ้ ปน็ ทร่ี จู้ ักโดยทั่วไป (จารึก สุดใจ, 2529: น.145-146) การท่องเที่ยวของคนไทยสมัยใหม่หลัง พ.ศ. 2500 นั้น นอกจากมีการเปล่ียนแปลงทาง ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจและสังคมแล้ว กระบวนทัศน์การรับรู้เร่ืองของส่ิงพิมพ์โดยเฉพาะหนังสือท่องเท่ียว (ชศู กั ดิ์ ภทั รกุลวณิชย์ล, มปป: น.14-18) และนิตยสารท่องเท่ียวของไทยท่ีมีการให้ข้อมูลรายละเอียด เก่ียวกบั สถานท่ที อ่ งเทย่ี ว การเดนิ ทางไป รวมทั้งคาแนะนาต่าง ๆ เช่น เรื่องท่ีพัก ร้านอาหาร เป็นต้น ทาให้การเดินทางท่องเที่ยวสะดวกสบายข้ึนเพราะนักท่องเท่ียวรู้ข้อมูลมาก่อนจึงมีการเตรียมพร้อม ก่อนไปท่องเที่ยว ตลอดจนทาให้เกิดความต้องการไปท่องเท่ียวยังสถานท่ีต่าง ๆ ตามท่ีปรากฏใน หนงั สอื และนิตยสารท่องเทยี่ วนัน้ ๆ (ป่นิ เพชร จาปา, 2545: น.157) ลกั ษณะของหนงั สือท่องเท่ียวในช่วงสงครามเย็นมักจะให้รายละเอียดกว้างขวางและเป็น คู่มอื สาหรบั การทอ่ งเท่ยี ว อาทิ ด้านธรรมชาติ ดา้ นภูมิศาสตร์ การคมนาคม ด้านภูมิอากาศ ด้านประชากร ด้านประวัติศาสตร์ ประวัติเมือง ประวัติโบราณสถานและโบราณวัตถุ ประวัติบุคคลสาคัญ ตานาน พ้นื บ้าน ความเช่อื การแตง่ กาย บา้ นเรอื น พพิ ธิ ภัณฑ์ ตลอดจนถึงแผนที่และแผนผังประกอบ เป็นต้น (กาญจนา อาจองค์, 2522: น. 38-42) หนังสือท่องเที่ยวเมืองไทยใช้เป็นเครื่องมือแสดงความสนใจ และความสามารถของคนไทยในการเดนิ ทางท่องเที่ยวได้อย่างหนึ่ง โดยดูจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของ จานวนหนังสือท่องเที่ยวที่เพ่ิมจานวนข้ึนจากช่วงปี 2500-2520 หนังสือท่องเที่ยวทีได้รับการตีพิมพ์ ท้ังหมด 178 เล่ม ต่อมาใน พ.ศ. 2521-2530 มีจานวนหนังสือท่องเท่ียวตีพิมพ์ออกมาอีก 167 เล่ม จะเห็นไดว้ ่าจานวนของหนังสอื ทอ่ งเท่ียวเพ่มิ ขึน้ เปน็ จานวนมากในระยะ 10 ปี ถึงแม้วา่ จานวนหนังสือ ทอ่ งเทยี่ วจะตีพิมพ์มากขน้ึ ในช่วงทศวรรษใหห้ ลังมาน้ี (เสาวรส เปล่งแสงศรี, 2531: น.1-235)
66 นิตยสารท่องเที่ยว เป็นอีกส่ือสิ่งพิมพ์ท่ีเปิดโลกทัศน์ให้ผู้อ่านได้เป็นนักท่องเที่ยวท่ีมี ความรู้ข้อมูลในการเดินทางไปท่องเท่ียว และทาให้ใฝ่ฝันต้องการเดินทางท่องเท่ียวยังสถานที่ต่าง ๆ ท่ีปรากฏในนิตยสารน้ัน ๆ แม้ว่าจะไม่ได้เดินทางจริง ๆ แต่การอ่านทาให้ทราบว่าบนแผ่นดินไทยแห่งน้ี ยังมแี หล่งทอ่ งเทย่ี วทม่ี คี วามนา่ สนใจอยู่อกี มากมาย ภาพท่ี ฌ.4 อนุสารองค์การสง่ เสริมการท่องเท่ยี ว (อสท.) ท่ีมา : http://onlampang.blogspot.com นิตยสาร อสท. หรือ อนุสาร อสท. เป็นนิตยสารท่องเท่ียวเล่มแรกท่ีเกิดข้ึนในช่วง สงครามเย็น และยังตีพิมพ์อยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีนิตยสารท่องเท่ียวของเอกชนเกิดขึ้นมาอีก หลายฉบับ ท่ีน่าสังเกตคือ นิตยสารแต่ละฉบับล้วนแล้วแต่มีความสนใจเฉพาะเจาะจงแตกต่างกัน ออกไป อาทิ บางเล่มมุ่งสนใจไปท่ีการท่องเท่ียวเชิงธรรมชาติ บางเล่มให้ความสนใจในเชิง ศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมนันทนาการ เป็นต้น (ป่ินเพชร จาปา, 2545: น.164-166) การเกิดข้ึน และการเพิ่มจานวนข้ึนของนิตยสารท่องเที่ยวแต่ละฉบับ รวมท้ังนิตยสารท่องเท่ียวเฉพาะกิจกรรม เกิดขึ้นและสอดคล้องสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมหลัง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา การท่ีรฐั เร่งม่งุ พฒั นาประเทศใหเ้ ปน็ สังคมอุตสาหกรรมทาใหผ้ คู้ นหา่ งไกลธรรมชาติ ประกอบกับตั้งแต่ พ.ศ. 2523 ภาครัฐโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเริ่มส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยว ภายในประเทศไทย การเกิดนิตยสารท่องเท่ียวมากมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ก็มีที่มาจากการตื่นตัวรับรู้ เรื่องการทอ่ งเทยี่ วของคนไทย (ปิ่นเพชร จาปา, 2545: น.168) การจัดต้ังองค์การส่งเสริมการท่องเท่ียวในปี พ.ศ. 2503 เน้นให้นักท่องเท่ียวต่างชาติเข้ามา ท่องเท่ียวในประเทศไทยเพ่ือประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากเงินตราต่างประเทศท่ีได้จาก นักท่องเที่ยว เหล่าน้ัน แต่ต่อมาจึงเน้นส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศด้วย เม่ือรัฐบาลตระหนักว่า คนไทยนิยมไปท่องเท่ียวต่างประเทศมากกว่าอาจจะทาให้เสียดุลทางเศรษฐกิจของประเทศได้ ดังน้ัน การจัดตั้งองคก์ ารส่งเสรมิ การทอ่ งเท่ยี วที่จดั ตงั้ ขน้ึ มาน้ีได้พยายามส่งเสริมให้นักท่องเท่ียวชาวไทยและ
67 ชาวต่างชาติให้เข้ามาเดินทางท่องเท่ียวในประเทศไทย นอกจากน้ัน ยังมีหลักฐานท่ีแสดงว่าการส่งเสริม การท่องเที่ยวโดยรัฐมีจุดประสงค์หลักเพ่ือประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั้นเห็นได้จาก ถ้อยคาสุทรพจน์ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีและผู้ก่อต้ังองค์การส่งเสริมการท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย เนือ่ งในวันเปดิ สานักงานฯ เม่ือวนั ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2503 ความว่า “....บัดน้ีเรากาลังชุมนุมกันอยู่ท่ีนี้ เพ่ือเปิดสานักงานขององค์การส่งเสริมการ ท่องเทีย่ วขนึ้ อกี ซ่ึงเหล่าน้ีล้วนแต่เป็นเคร่ืองมืออันสาคัญท่ีจะสร้างสรรค์ความเจริญทาง เศรษฐกิจให้แก่ประเทศชาติ....ผลประโยชน์ที่รัฐพึงได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวน้ี หาเป็นรายได้ท่ีจะบังเกิดข้ึนแก่รัฐบาลโดยตรงเป็นส่วนใหญ่ไม่ แต่จะเป็นรายได้ที่จะ กระจายออกไปยงั บุคคลหลายชน้ั หลายอาชีพ....” (การท่องเท่ยี วแห่งประเทศไทย, 36 ปี ททท., อ้างใน ปน่ิ เพชร จาปา, 2545: น.172) การทอ่ งเทย่ี วโดยรัฐในช่วงสงครามเย็น จะเน้นไปที่การสง่ เสริมให้ชาวต่างประเทศเข้ามา ท่องเท่ียวโดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2503-2523 ได้มีการส่งเสริมให้ชาวไทยเดินทางท่องเท่ียวในประเทศด้วย เช่นกัน ดังน้ัน การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทยจึงมีนโยบายส่งเสริมการท่องเท่ียวของคนไทยภายใน ประเทศข้นึ เรม่ิ ปรากฏอยา่ งชัดเจนตง้ั แต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529)
68 ตาราง ฌ.1 ตารางแสดงลาดับนิตยสารท่องเทีย่ วของไทย ระหวา่ งปี 2503-2530 ลาดบั ที่ ชอ่ื นติ ยสารท่องเท่ียว ปีท่ตี ีพิมพ์ฉบับแรก 1 อนสุ าร อสท. พ.ศ. 2503 2 เดินทางท่องเท่ยี ว พ.ศ. 2522 3 เพอ่ื เดินทาง พ.ศ. 2523 4 ชวี ติ กลางแจง้ พ.ศ. 2524 5 เทยี่ วทั่วแดน/ เทีย่ วทอ่ งแดน พ.ศ. 2525 6 เทีย่ วรอบโลก พ.ศ. 2525 7 ปา่ กวา้ งทะเลลึก พ.ศ. 2526 8 ท่องโลก พ.ศ. 2526 9 โลกทะเล พ.ศ. 2526 10 โลกสวย พ.ศ. 2527 11 แค้มป้งิ ทอ่ งเท่ยี ว พ.ศ. 2527 12 แมก็ กาซนี ท่องเทย่ี ว พ.ศ. 2527 13 ตกปลา พ.ศ. 2527 14 แค้มป้งิ แอนด์ฟชิ ชง่ิ พ.ศ. 2528 15 ท่องเท่ยี วตกปลา พ.ศ. 2528 16 แหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว พ.ศ. 2529 17 หม่ืนไมล์ พ.ศ. 2530 ข้อมูลจาก : กุสุมา พิเศฎฐศลาชัย, ผลสนองกลับของรูปแบบการนาเสนอของนิตยสารท่องเที่ยว, สารนิพนธป์ ริญญาวารสารศาสตร์บัณฑิต คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2534: น.16, อา้ งใน ป่นิ เพชร จาปา, 2545: น.167.
69
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153