ตบั อ่อน(Pancreas) ตําแหน่ง : วางอยู่หลัง Greater curvature ของกระเพาะอาหาร มลี ักษณะคลา้ ยปลา หรือ คลา้ ยใบมะมว่ ง มหกายวภิ าคของตับออ่ น : รูปรา่ งยาวประมาณ 12.5 cm และหนาประมาณ 2.5 cm ตบั ออ่ นแบ่งออกเปน 4 ส่วน คือ ส่วนหัว(Head) อยทู่ างขวาเปนส่วนทีกว้างทสี ุด วางอยู่ในโค้งรปู ตัว C ของลําไส้เล็ก ส่วน Duodenum ส่วนคอ(Neck) วางพาดผา่ นเส้นเลือด aorta ส่วนลาํ ตวั (Body) ทอดเฉียงขนึ ไปทางซา้ ยข้ามกระดูกสันหลังส่วนเอวอันที 1 (L1) ส่วนหาง (Tail) ของตับอ่อนจะไปจรดบริเวณขัวของมา้ ม (spleen) การเดนิ ทางนาํ ย่อยทสี รา้ งจากตบั ออ่ น : จะไหลเขา้ สู่ลําไส้เล็กผา่ นทาง main pancreatic duct ไปรวมกบั นําดีทีมาจาก common bile duct บริเวณทีเหน็ เปนกระเปาะเรียกวา่ Hepatopancreatic ampulla ซงึ จะเปดเขา้ สู่ลาํ ไส้เล็กส่วนที 2 ของ duodenum บริเวณ sphincter of oddi ระบบยอ่ ยอาหาร
ลาํ ไส้เล็ก (Small intestine) หน้าที : ทาํ หน้าทยี ่อยอาหารและดดู ซมึ อาหาร เริมตงั แต่ส่วน Pyloric sphincter ของ กระเพาะอาหาร จนถงึ ileocaecal valve แลว้ จงึ เปดเขา้ สู่ลาํ ไส้เล็กลําไส้เล็กมเี ส้นผา่ น ศูนยก์ ลางประมาณ 1 นวิ ยาวประมาณ 21 ฟุต จะมีเยือบชุ อ่ งทอ้ งยดึ ลําไส้ไว้กบั ผนงั ด้าน หลังของชอ่ งท้อง เรียกว่า เยอื แขวนลําไส้ (mensentery) มหกายวภิ าคของลําไส้เล็ก แบ่งออกเปน 3 ส่วน คือ 1.Duodenum เปนลาํ ไส้เลก็ ส่วนต้นทสี ันทสี ุด ยาวประมาณ 10-12 นวิ เริมตน้ ที pyloric sphincter ไปสินสุดที duodenojejunal flexure เปน retroperitoneal structure 2.Jejunum เปนลําไส้เล็กส่วนกลางยาวประมาณ 8 ฟุต ภายในมรี อยจบี ตามขวาง (Plica circulares) ชดั เจนและมจี าํ นวนมาก 3.Ileum เปนลาํ ไส้เล็กส่วนปลาย ยาวทสี ุด ยาวประมาณ 12 ฟุต ติดตอ่ กบั ลําไส้ใหญ่ บรเิ วณ Iliocecal valve จุลกายวิภาคของลําไส้เล็ก ผนังของลาํ ไส้เล็ก มี 4 ชันคือ Mucosa ชนั เยอื เมือกของลําไส้เลก็ จะมโี ครงสรา้ งทีเรียกว่า villi ซงึ พบมากที jejunum ซึงจะช่วยเพิมพืนทผี ิวสัมผสั ระหว่างอาหารกับลาํ ไส้เลก็ ใหม้ ากขึน ทําใหก้ าร ย่อยและการดดุ ซึมมีประสิทธภิ าพสูง Submucosa เปน connective tissue ทมี ีหลอดเลอื ดและหลอดนําเหลืองจํานวนมาก ชัน submucosa ของลาํ ไส้เลก็ ส่วน duodenum จะมีต่อมเมือก เรียกวา่ Brunner’s gland เปนจาํ นวนมาก จะสร้างเมือกทีมฤี ทธิเปนด่างไว้ปองกนั ผนังลาํ ไส้เลก็ ไมใ่ ห้โดน ทาํ ลายโดยนาํ ยอ่ ยของกรดจากกระเพาะอาหารและช่วยปรบั สภาพความเปนกรด- เบส ของอาหารทมี าจากกระเพาะอาหาร Mucularis ประกอบดว้ ยกล้ามเนอื เรียน 2 ชนั คือชันนอกเปนกล้ามเนือ longitudinal ชนั ใน เรยี งตวั เปนวง คอื กล้ามเนือ Circular muscle Serosa ลาํ ไส้เล็กส่วน Jejunum และ Ileum จะมี peritoneal ห้มุ และยึดกับผนงั ชอ่ ง ท้องดา้ นหลังด้วย mesentery ส่วน Duodenum จะมี peritoneal หุม้ เปนบางส่วน เทา่ นนั ระบบยอ่ ยอาหาร
ลาํ ไส้ใหญ่ (largh intestine) ลาํ ไส้ใหญ่ ยาวประมาณ 1.5 m เริมจาก caecum ถงึ anus ลาํ ไส้เล็กถกู ยึดกับผนังชอ่ ง ทอ้ งทางดา้ นหลัง เรียกวา่ mesocolon บรเิ วณรูเปดจาก ileum เขา้ สู่ caecum เรียกวา่ iliocecal valve ลําไส้ใหญแ่ บง่ ออกเปน 3 ส่วนคอื 1.ส่วน Caecum มีลักษณะเปนถงุ ปลายตนั เปนส่วนต้นของลาํ ไส้ใหญ่ทีลาํ ไส้เลก็ มาเปดเขา้ ช่องเปดเรยี กว่า iliocecal valve อยู่ทางดา้ นขวาของร่างกาย บรเิ วณ Right iliac fossa ยาวประมาณ 5-7 cm ตรงปลายของ caecum จะมี Vemiform appendix หรือไส้ตงิ ซึง เปนหลอดเล็กปลายตันหอ้ ยอยู่ 2.ส่วน Colon เปนส่วนทตี ่อจาก caecum แบง่ ออกเปน 4 ส่วนคือ Ascending colon มีความหมายประมาณ 12-20 cm ตอ่ จากส่วนcaecum ไปจนถงึ right hepatic flexure โดยวางตัวอยูท่ างดา้ นขวาของช่องท้องจนถึงใต้ตบั 3.ส่วน Rectum ต่อจาก Sigmoid colon เริมตน้ จาก S3 ยาวประมาณ 12 cm รูปรา่ งโค้ง ตามความโคง้ ของ sacrum และ coccyx ไป ประมาณ 3 cm ส่วนปลายสุดจะหักขนึ ไปด้าน หลงั และลงข้างลา่ งแคบเปน anal canal ทางด้านลา่ งของ rectum ในผชู้ ายอยู่หลงั ต่อม ลูกหมาก ในผูห้ ญงิ อยู่หลัง Vagina ผนังลําไส้ใหญ่แบ่งออกเปน 4 ชัน ชนั Mucosa เปน simple columnar epithelium ทีมี goblet cell เปนจาํ นวนมาก ทาํ หนา้ ทสี ร้างเมอื กเพือช่วยหล่อลนื กากอาหารในขณะทีเคลือนทีผา่ นไปตามลาํ ไส้ใหญ่ ชนั Submucosa เปนชันของ connective tissue มหี ลอดเลอื ดและทอ่ นาํ เหลือง ชัน Muscularis มี 2 ชัน ชันนอกเปนกลา้ มเนอื ตามยาว คือlongitudinal muscle ซึง มีลักษณะพิเศษ คือ มกี ารหนาตัวขนึ เปนแถบตามยาว 3 แถบเรียกวา่ Taeniae coli แรงดึงตวั ของแถบเหล่านีดึงให้ลาํ ไส้ใหญม่ ลี กั ษณะเปนกระเปราะ ทีเรียกว่า Hausta ชนั Serosa จะถงุ ไขมนั เลก็ ๆมาเกาะ เรียกว่า appendices epiploicae ระบบยอ่ ยอาหาร
ทวารหนกั (Anul) Anal canal ยาวประมาณ 2.5 – 4 cm เปนส่วนสินสุดของลําไส้ใหญ่ เรมิ ตน้ จาก rectal ampulla, anorectal junction คอื บริเวณที rectum หกั ตวั งอไปดา้ นหลงั Anal canal ถูกลอ้ มรอบไปดว้ ย sphincter คือ internal anal sphincter และ external anal sphincter – Internal anal sphincter เปนกลา้ มเนอื เรียบ ชัน circular muscle ซงึ ทาํ งานอยนู่ อก อาํ นาจจิตใจ ถูกควบคมุ โดยระบบประสาท พาราซมิ พาเทตกิ (Parasympathetic system) อยู่ในระดบั 2/3 ของ anal canal มีขอบลา่ งทีสามารถคลาํ ได้ กลา้ มเนือหูรูดจะ คลายตัวเมอื Parasympathetic nerve ถูกกระตุ้น – External anal sphincter เปนกล้ามเนอื ลาย อยู่ลอ้ มรอบส่วนล่าง 1/3 ของ anal canal ซงึ เกดิ จากกลา้ มเนือ Levator ani หนาตวั สามารถควบคุมได้ เพราะอยภู่ ายใต้อาํ นาจจิตใจ ควบคมุ โดยระบบประสาทซมิ พาเทติก(Sympathetic system) ระบบยอ่ ยอาหาร
บรรณานุกรม ระบบโครงกระดกู .(2559).ออนไลน์ เขา้ ถึงได้ จาก:https://anatomyfivelife.wordpress.com/.(วันทีสืบคน้ ข้อมลู 28 สิงหาคม 2564) สามารถทาํ ความเขา้ ใจเพิมเติมไดจ้ าก (QR code) ระบบยอ่ ยอาหาร
บทท8ี ระบบขับถ่ายปสสาวะและระบบสืบพนั ธเ์ุ พศชาย Excretory System & Male Reproductive System ระบบขบั ถ่ายปสสาวะ Excretory System ระบบขับถา่ ยปสสาวะเปนระบบหนึงในรา่ งกายทีเกยี วข้องกับการขับของเสีย หรือขบั สาร พิษออกจากรา่ งกาย เพือควบคมุ ภาวะร่างกายให้คงที (homeostasis) การผลติ นําปสสาวะ จะเปนตวั นาํ พาของเสีย หรือสิงทเี ปนพิษโดยเฉพาะสารประกอบไนโตรเจน (nitrogenous compound) ออกจากรา่ งกาย จึงช่วยรกั ษาสมดลุ ของของเหลว และ อิเล็คโตรไลท์ โครงสรา้ งของระบบขบั ถา่ ยปสสาวะประกอบดว้ ยไต (kidneys) 1 คู่ ท่อไต หรอื หลอด ปสสาวะ (ureters) 1 คู่ กระเพาะปสสาวะ (urinary bladder) และทอ่ ปสสาวะ (urethra) ระบบขบั ถ่ายปสสาวะและระบบสบื พนั ธุเ์ พศชาย
ไต (kidneys) ไตเปนอวยั วะทีสําคัญในระบบขับถา่ ยปสสาวะ ในสัตวเ์ ลยี งทุกชนดิ มีไตอยู่ 1 คู่ อยู่ ภายนอกช่องท้อง (peritoneal cavity) และมีตําแหน่งอยู่ตดิ กบั กระดูกสันหลงั ส่วนเอว เนือไตของสัตวเ์ ลียงมสี ีนาํ ตาลแดง ถูกครอบคลมุ อยูโ่ ดยรอบดว้ ยเนือเยอื บางๆ ทีเรียกว่า เยือไต (renal capsule) ยกเว้นส่วนทมี ลี กั ษณะเว้าเขา้ ไป เรยี กว่า รนี ลั ไฮลสั (renal hilus) ซึงเปนจุดทเี ส้นเลอื ด เส้นประสาท และทอ่ ไต หรอื หลอดปสสาวะผ่านเขา้ ออกจากไต เทา่ นนั จะมรี ูปรา่ งคล้ายเมล็ดถวั และมีผวิ เรยี บ โดยทัวไปไตข้างขวาจะมีขนาดใหญก่ ว่าไต ข้างซา้ ย ระบบขบั ถ่ายปสสาวะและระบบสบื พนั ธุเ์ พศชาย
หนา้ ทีของไต คอื – สร้างนําปสสาวะซงึ เกดิ จากการกรองเลือดทไี ต โดยของเสียส่วนใหญ่เปนของเสียทเี กิด จากขบวนการเมตาโบลิซมึ ของเซลล์ – เกยี วข้องกบั การควบคมุ สมดลุ ของนําในร่างกาย เนอื งจากการขบั ถา่ ยปสสาวะทาํ ให้ ร่างกายสูญเสียนํา ซึงเปนส่วนประกอบส่วนใหญใ่ นนําปสสาวะ และเปนตวั ทําละลาย สําหรบั สารตา่ งๆ เช่น ยเู รีย(urea) และ ครเี อทนี (creatine) ทีเปนของเสียจากขบวนการ เมตาโบลิซมึ ทรี า่ งกายตอ้ งการขบั ออก ไตจงึ เปนตัวควบคุมปริมาณนําในร่างกายไมใ่ หม้ ีการ ขบั นาํ ออกมากเกินไป โดยการควบคุมของฮอร์โมนแอนตไี ดยูเรดติกฮอรโ์ มน หรือเอดเี อช (antidiuretic hormone , ADH) ทสี ังเคราะห์จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า และ อัลโดสเตอ โรน (aldosterone) ทีสังเคราะห์จากต่อมหมวกไตส่วนนอก – ควบคุมสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย ด้วยการควบคมุ สมดุลของกรด-ด่างในนาํ เลอื ด โดยทวั ไปในเลือดมีค่า pH ประมาณ 7.4 ซงึ เปนระดบั ทีเซลลใ์ นร่างกายสามารถทําหน้าทไี ด้ อย่างปกติ แต่การทีเลือดมี pH เปนด่างมากเกินไป (alkalosis) หรอื มี pH เปนกรดมาก เกนิ ไป (acidosis) จะมผี ลใหก้ ารทาํ งานของเซลล์มีประสิทธภิ าพลดลง – ควบคมุ สมดลุ ของเกลือแร่ในรา่ งกาย (electrolyte balance) โดยการขบั แรธ่ าตสุ ่วนทมี ี มากเกินความตอ้ งการออก และดูดกลับแร่ธาตสุ ่วนทรี า่ งกายมคี วามตอ้ งกลบั เข้าสู่รา่ งกาย ผ่านทางหลอดไต – สังเคราะห์และหลังฮอรโ์ มนฮอรโ์ มนอิริโทรปอยดต์ ิน ทีเกียวขอ้ งกบั การสรา้ งเซลล์เมด็ เลอื ดแดง (erythropoiesis) และฮอร์โมนทเี กียวกบั การควบคมุ ความดันของเลอื ด คือ ฮอรโ์ มนเรนนิน (renin) – เกียวกบั การทําลายสารพิษ (detoxification) เพือชว่ ยกําจัดสารพิษในร่างกาย โดยการ เปลยี นสารพิษบางชนิดใหเ้ ปนสารทีมีพิษน้อยลง หรอื เปลียนใหเ้ ปนสารทไี มม่ ีพิษ แล้วขับ ออกจากร่างกาย – ทาํ หน้าทผี ลิตไวตามินดีทที าํ งานได้ (active vitamin D or 1, 25 Dihydroxycholocalciferal) เพือช่วยในการดูดซมึ แคลเซยี มออิ อนทผี นงั ลําไส้เล็ก ระบบขบั ถ่ายปสสาวะและระบบสบื พนั ธุเ์ พศชาย
เมอื นําไตมาผา่ ตามความยาวจะแบ่งไตออกได้เปน 2 ส่วน เนือไตในแตล่ ะส่วนจะเหน็ ได้วา่ มีสีทีตา่ งกันอย่างเหน็ ได้ชัด สามารถแยกออกได้เปน 2 ส่วนคือ เนือไตชันนอก (renal cortex) เปนส่วนของเนือไตทีอยตู่ ดิ กับเปลอื กหุ้มไต (renal capsule) เนอื ไตมีสีนาํ ตาลแดง หรอื สีเหลืองปนแดงจะเปนบริเวณทีมีเลือดมาหล่อเลยี ง มาก ส่วนของเส้นเลอื ดแดงทีมาหล่อเลียงเนอื ไต เปนกลุ่มของเส้นเลือดแดงฝอยทมี าจัด เรียงตวั กนั เปนกลมุ่ เรยี กวา่ โกลเมอรลู สั (glomerulus) มกี ระจายอยูท่ ัวไป ส่วนของ เส้นเลือดทเี ข้ามาในโกลเมอรูรัส เรียกว่า แอฟเฟอเรนอารเ์ ทอรโิ อล (afferent arteriole) เส้นเลอื ดทนี ําเลือดออกจากโกลเมอรูลัส เรยี กวา่ เอฟเฟอเรนอาร์เทอรโิ อล (efferent arteriole) รอบๆ โกลเมอรลู ัสแต่ละอนั จะมถี ุงหุ้มอยู่ เพือรองรับนําปสสาวะหรอื นําทกี รอง ได้จากเลือด ส่วนของถงุ หุ้มเราเรยี กว่า โบวแ์ มนส์แคบซูล (Bowman’s capsule) ถุงหุม้ นี จะต่อโดยตรงกบั หลอดไตส่วนต้น (proximal convoluted tubules) เนอื ไตชนั ใน (renal medulla) เปนส่วนเนือไตทอี ย่โู ดยรอบกรวยไต (renal pelvis) มี ผิวเรยี บส่วนนอกมสี ีนาํ ตาลเข้ม และมีลักษณะคล้ายแถบรังสีทแี ผย่ นื เขา้ ไปในเนือไตชนั นอก แตส่ ่วนเนือไตชนั ในทตี ดิ กับกรวยไตจะมีสีซดี กวา่ และมีหลอดไตขนาดต่างๆ เรียงตวั กนั หนาแน่น โดยหลอดไตรวม (collecting tubules) จะเรยี งตัวขนานกนั เปนกลุ่มๆคล้าย กบั รูปปรามิด หรอื คลา้ ยกบั รูปสามเหลยี ม ทาํ ใหเ้ กิดเปนกลบี ไตทมี ลี กั ษณะคล้ายกบั รูปปรา มิด (renal pyramid) แต่ดา้ นฐานของรปู สามเหลียมจะอยทู่ างดา้ นนอก หรอื ฐานของรูป สามเหลียมจะตดิ กบั เนือไตส่วนนอก ส่วนยอดแหลมของสามเหลียม เรยี กว่า รีนลั พาพิลา่ ร์ (renal papilla) เปนบริเวณทมี ีรเู ลก็ ๆปรากฏอยู่มากมาย โดยรเู ลก็ ๆเหล่านจี ะเปนรเู ปดของ หลอดไตขนาดเล็กๆ ซงึ จะเปนช่องวา่ งทรี วบรวมนาํ ปสสาวะจากไมเนอเคลิกส์แลว้ ส่งต่อไป ยงั ทอ่ ไต (ureters) โดยผา่ นส่วนของกรวยไต (renal pelvic) นาํ ปสสาวะทผี ลิตได้จาก หลอดไตจงึ ไหลผ่านเขา้ สู่กรวยไตโดยตรง เพือส่งผ่านนาํ ปสสาวะและนําไปเก็บทีกระเพาะ ปสสาวะตอ่ ไป ระบบขบั ถ่ายปสสาวะและระบบสบื พนั ธุเ์ พศชาย
โครงสรา้ งของไต renal corpuscle or malpighian corpuscle คอื เนฟรอนทีพบในเนือไตส่วนนอกเปน ส่วนใหญ่ ประกอบด้วยกระจุกเส้นเลือดฝอยทีแตกมาจากแอฟเฟอเรนอาร์เทอรโิ อ (afferent arteriole) มักนยิ มเรยี กวา่ โกลเมอรลู สั (glomerulus) แทนคําวา่ รีนลั คอรพ์ ัสเคิล (renal corpuscle) และส่วนของโบวแ์ มนส์แคบซลู (Bowman’s capsule) ที เปนส่วนของหลอดไต (renal tubule) ทีมลี ักษณะปลายตนั มีรปู รา่ งคล้ายรูปถ้วย ทาํ หน้าที หอ่ หุ้มกระจกุ เส้นเลอื ดฝอย หรือ โกลเมอรลู ัสเอาไว้ ส่วนโบวแ์ มนส์แคบซูลจะมีผนัง 2 ชนั ชนั ในจะตดิ กับโกลเมอรูลัส ส่วนชันนอกจะเปนรปู ทรงกลม และออ้ มไปต่อกับหลอดไตส่วน ตน้ (proximal convoluted tubule) ระหวา่ งชนั ทังสองจะเปนชอ่ งวา่ งสําหรับให้สิงที กรองไดจ้ ากโกลเมอรูลัส (glomerulus filtrate) หรอื นาํ กรองจากเลือดใหไ้ หลผา่ นออกมา เข้าทางหลอดไตส่วนตน้ (proximal convoluted tubule) ต่อไป หลอดไต (renal tubule) พบอยู่ในเนอื ไตชันนอกและเนอื ไตชนั ใน ประกอบดว้ ยทอ่ ขนาด เล็กทไี ม่มแี ขนงแยกออกมาจากความยาวของท่อ แบ่งเปนส่วนต่างๆ โดยจดุ เรมิ ต้นของทอ่ ขนาดเล็กนตี อ่ เนอื งมาจากชอ่ งว่างของโบวแ์ มนส์แคบซลู สิงทกี รองได้จากโกลเมอรลู ัสจะ ไหลผ่านมาตลอดความยาวของทอ่ นี ในระหว่างทีไหลผา่ นท่อจะมกี ารมีการเปลยี นแปลง ความเขม้ ข้นของสารทเี ปนองค์ประกอบภายในนํากรองจนไดน้ าํ ปสสาวะทีแทจ้ ริง ท่อของ หลอดไตประกอบดว้ ย 4 ส่วนคอื ระบบขบั ถ่ายปสสาวะและระบบสบื พนั ธุเ์ พศชาย
หลอดไตส่วนตน้ (Proximal convoluted tubule) เปนหลอดไตทีมลี ักษณะเปนท่อตอ่ ออกมาจากชอ่ งวา่ งของโบว์แมนส์แคบซูล เปนส่วนของทอ่ ทีมขี นาดยาวและกว้างทสี ุดใน เนฟรอน จะพบท่อชนิดนีมากในเนือไตส่วนนอก หลอดไตส่วนต้นมลี กั ษณะขดไปมา หลอด ไตส่วนนีจะทาํ หน้าทใี นการดดู ซึมนาํ กลบั จากนํากรองจากเลอื ดทไี ดผ้ ่านส่วนของโกลเม อรูลสั แลว้ หลอดไตส่วนนจี ะดดู ซมึ นํากลบั ได้ประมาณ 65 เปอรเ์ ซน็ ต์ นอกจากนีแร่ธาตุ และสารอืน ๆ ก็สามารถดดู ซึมผา่ นผนงั ของท่อส่วนนไี ดเ้ ช่นกัน ห่วงหลอดไต (loop of Henle or Henle’s loop) เปนหลอดไตทีมีลักษณะเปนรูปห่วง หรอื เปนรปู ตัวยูมีขนาดสันบ้างยาวบา้ ง ทอดตวั ลงมาในเนอื ไตส่วนใน มีตาํ แหนง่ อยรู่ ะหว่าง หลอดไตส่วนต้นและหลอดไตส่วนปลาย พบไดท้ ังในเนือไตส่วนนอกและเนอื ไตส่วนใน แบ่ง เปน 2 ส่วน ตามลักษณะรูปร่างของเซลล์เยือบุผิว คอื ส่วนของห่วงหลอดไตทมี ีผนังบาง (thin segment of Henle’s loop) เปนส่วนของท่อทีมขี นาดเลก็ ทอดตัวเขา้ ไปในเนือไต ส่วนใน ส่วนของห่วงหลอดไตทีมผี นังหนา (thick sement of Henle’s loop) เปนส่วน ของทอ่ ของหลอดไตทีมีขนาดใหญก่ ว่า และเปนทอ่ ทางดา้ นปลายของรปู ตัวยู หรอื ตรงปลาย ห่วงหลอดไต หลอดไตส่วนนีสามารถดดู ซมึ นํากลบั ไดป้ ระมาณ 15 เปอร์เซน็ ต์ โดยทัวไป ของเหลวทีอย่ใู นส่วนนีจะเปนของเหลวทีมคี วามเขม้ ขน้ มากทีสุดในหลอดไต หลอดไตส่วนปลาย (Distal convoluted tubule) เปนหลอดไตทีมีลกั ษณะเปนทอ่ เลก็ ๆ สัน ๆ ตอ่ มาจากห่วงหลอดไตและพบอยใู่ นเนอื ไตส่วนนอก ลกั ษณะของทอ่ มกี ารขดไปมา น้อยกวา่ ส่วนของหลอดไตส่วนต้น มตี าํ แหนง่ ระหวา่ งส่วนปลายของห่วงหลอดไตทีมผี นงั หนา (thick sement of Henle’s loop) และหลอดไตรวม (collecting tubule) ปลายข องหลอดไตส่วนปลาย (arch tubules) หลาย ๆ อันจะมาเปดอยู่ทหี ลอดไตรวมทีมีลกั ษณะ เปนท่อตรง (straight collecting tubules) บรเิ วณหลอดไตส่วนปลายสามารถดูดซมึ นํา กลับไดป้ ระมาณ 10 เปอร์เซน็ ต์ หลอดไตรวม (collecting tubule) เปนหลอดไตทมี ที ่อขนาดใหญ่ พบไดท้ งั ในเนือไต ส่วนนอกและเนือไตส่วนใน ทหี ลอดไตรวมทีมีลกั ษณะเปนทอ่ ตรง (straight collecting tubules) ซึงเปนหลอดไตรวมทีอยูใ่ นเนอื ไตส่วนนอก จะมปี ลายของหลอดไตส่วนปลาย (arch tubules) หลาย ๆ ทอ่ มาตอ่ กัน และหลอดไตรวมส่วนนหี ลายๆท่อจะรวมกนั เปนรนี ลั พาพิลา่ ร์ (renal papilla) ซงึ ตรงปลายจะมีรใู หน้ ําปสสาวะไหลลงสู่ไมเนอเคลกิ ส์ (minor calyx) เมเจอร์เคลิกส์ (major calyx) และผา่ นเข้ากรวยไต (renal pelvis) ตอ่ ไป ส่วน ของหลอดไตรวมสามารถดูดซึมนาํ กลบั ไดป้ ระมาณ 9 เปอรเ์ ซน็ ต์ ระบบขบั ถ่ายปสสาวะและระบบสบื พนั ธุเ์ พศชาย
หน้าทขี องหลอดไตในเนฟรอน ไดแ้ ก่ การดูดซึมสารทมี ีประโยชนต์ ่อร่างกายกลบั เขา้ ระบบ เลอื ด (tubular reabsorption) และการขับสารทไี ม่ตอ้ งการออกจากระบบเลอื ด (tubular secretion) การกรองเลือด (fitration of the blood) การผลิตนําปสสาวะเรมิ ตน้ จากการกรองเลือด ทสี ่วนกระจกุ เส้นเลอื ดฝอยทีโกลเมอรูลัส โดยเลือดจะไหลเขา้ สู่โกลเมอรูลสั ผ่านทาง แอฟเฟอเรนอาร์เทอริโอล (afferent arteriole) จากนันเลอื ดจะถกู กรองโดยเส้นเลอื ด ฝอยของโกลเมอรูลัส โดยอาศัยความแตกตา่ งของความดันทีเกิดขึนทีผนังเส้นเลอื ดของ โกลเมอรูลสั และผนังบางๆของโบวแ์ มนส์แคปซูล (Bowman’s capsule) ความดันของ เส้นเลอื ดฝอยจะดนั ใหเ้ ลอื ดไหลผ่านรูเลก็ ๆของผนังเส้นเลือดฝอย และผ่านเข้าไปยังโบว์ แมนส์แคปซูล การกรองแบบนเี ปนการกรองสารแบบไม่ตอ้ งใช้พลงั งาน (passive process) ของเหลวทไี ดจ้ ากการกรองผ่านทโี บวแ์ มนส์แคปซลู (glomerulus filtrate) หรอื นํากรองจากเลือดจะถูกส่งตอ่ ไปตามหลอดไตส่วนต่างๆ เพือจะผ่านการดูดกลบั และ/ หรือการขบั สารเพิมเข้าไปในนาํ กรองทีได้จากเลือดในหลอดไตส่วนต่าง ๆ ตอ่ ไป การดดู กลับของสารทหี ลอดไต (tubular reabsorption) เปนขบวนการทรี ่างกายดดู ซึม กลับสารทีมีประโยชน์ตอ่ ร่างกาย และร่างกายจาํ เปนตอ้ งเกบ็ ไวใ้ ช้ เชน่ โซเดียมอิออน คลอ ไรด์ออิ อน โพแตสเซียมอิออน แคลเซยี มออิ อน และนาํ โดยการดดู กลบั จากนาํ กรองทีได้ จากโกลเมอรูลสั (glomerulus filtrate) โดยดดู ซมึ ผา่ นผนังของหลอดไตส่วนต้น การขับสารผา่ นผนงั หลอดไต (tubular secretion) เปนขบวนการขบั สารบางอยา่ งทีอยู่ ในนําเลอื ดของเส้นเลอื ดฝอยทลี อ้ มรอบหลอดไต ทีไมไ่ ดผ้ า่ นการกรองโดยโกลเมอรูลัส ให้ สารนนั กลับเขา้ มาอยใู่ นของเหลวภายในชอ่ งวา่ งของหลอดไต สารทขี ับออกมามักเปนของ เสียหรือผลผลิตจากขบวนการเมตาโบลิซมึ และสิงแปลกปลอมทรี ่างกายจาํ เปนต้องขับออ ระบบขบั ถ่ายปสสาวะและระบบสบื พนั ธุเ์ พศชาย
การดูดซึมกลับของสารสําคัญต่างๆ ในหลอดไต ได้แก่ – กลูโคส (glucose) เปนสารสําคัญทสี ามารถดดู กลบั ได้ทังหมดในทอ่ ไต โดยจะถูก ดูดกลบั ทหี ลอดไตส่วนต้น – โซเดยี มออิ อน โพแตสเซยี มออิ อน และ นาํ สามารถถกู ดดู ซึมกลับในรูปของ สารละลาย โซเดียมออิ อน (Na+) ถกู ดูดซึมกลบั ได้สูงถึง 99 % โดยถูกดดู ซึมได้ตลอด แนวท่อของหลอดไต การดูดซึมกลบั ของโซเดยี มออิ อน (Na+) และโพแตสเซยี มออิ อน (K+) จะอาศัยกลไกทตี อ้ งใชพ้ ลงั งาน (active transport) แตก่ ารดูดซมึ กลับของสารที หลอดไตส่วนปลายจะเกิดขนึ ไดต้ ้องอาศัยฮอรโ์ มนอลั โดสเตอรโ์ รน (aldosterone) ซงึ จะ ทาํ ให้มีการดดู ซมึ กลบั ของโซเดยี มออิ อน (Na+) มากขึน แตจ่ ะขับโพแตสเซียมออิ อน (K+) และไฮโดรเจนอิออน (H+) ออกจากหลอดเลอื ดฝอยทพี ันรอบหลอดไตออกมาแทนที – โปรตนี โปรตนี ในเลือดไม่สามารถดดู ซมึ ผา่ นได้ แตก่ รดอะมโิ นสามารถดูดซึมเข้า หลอดไตไดป้ ระมาณ 95 % – ยูเรยี เปนสารทีรา่ งกายตอ้ งการขับออก ถา้ มมี ากกว่าระดบั ปกติ โดยสามารถดดู ซึม ได้ 40-50 % – กรดยูริก เปนกรดทเี กิดจากขบวนการเมตาโบลซิ ึมของพิวรีน (purine) ทีเปนส่วน ประกอบของดเี อ็นเอ (DNA) หากมีมากอาจตกผลึกเปนเกลอื ยเู รท (urate) โดยทวั ไป สามารถดูดกลับได้เลก็ นอ้ ย – คลอไรดอ์ อิ อน (Cl–) ถูกดดู กลบั พรอ้ มกบั โซเดียมอิออน (Na+) โดยกลไกไมใ่ ช้ พลงั งาน (passive transport) เพือเข้าสู่เส้นเลอื ดฝอยทพี ันอยูร่ อบๆหลอดไต ระบบขบั ถ่ายปสสาวะและระบบสบื พนั ธุเ์ พศชาย
ท่อไต หรือหลอดปสสาวะ (ureters) เปนท่อกลวงทปี ระกอบดว้ ยกล้ามเนือเรียบทังหมด เปน ช่องทางติดตอ่ ระหว่างไต และกระเพาะปสสาวะ ทอ่ ไตแต่ละข้างจะออกจากไตตรงตาํ แหน่ง ขัวไต และทอดยาวมาติดต่อกับส่วนคอของกระเพาะปสสาวะ ทาํ หน้าทีรบั นาํ ปสสาวะจากไต เพือส่งต่อไปยังกระเพาะปสสาวะ การส่งผา่ นนําปสสาวะเกิดจากการบบี ตัวของชนั กลา้ มเนอื เรยี บทีลอ้ มรอบทอ่ ไต คล้ายกับขบวนการขย่อน (peristalsis movement) ของกลา้ มเนือเรยี บ ทีผนังลาํ ไส้ กระเพาะปสสาวะ (urinary bladder) เปนอวยั วะทีมลี ักษณะเปนถงุ ส่วนท้ายของกระเพาะ ปสสาวะจะตอ่ กบั ท่อปสสาวะ ด้านในถงุ เปนช่องว่างขนาดใหญ่ เมอื ปสสาวะในกระเพาะ ปสสาวะมากขึน ผนงั กระเพาะปสสาวะจะยืดตัวออก ถ้าไมม่ นี าํ ปสสาวะผนังกระเพาะปสสาวะ จะหดตัวเลก็ ลง บรเิ วณกระเพาะปสสาวะทตี ่อกับทอ่ ปสสาวะจะมีกลา้ มเนือหรู ูด (sphincter) ทาํ หน้าทปี องกนั การไหลย้อนของนาํ ปสสาวะเขา้ สู่กระเพาะปสสาวะ ทอ่ ปสสาวะ (urethra) เปนส่วนของท่อทตี ่อมาจากส่วนคอของกระเพาะปสสาวะ และทอด ยาวมายังช่องเชิงกราน มโี ครงสรา้ งเชน่ เดยี วกบั ท่อไต และกระเพาะปสสาวะ เมอื เกดิ การขบั ปสสาวะ (urination) นําปสสาวะทสี ะสมในกระเพาะปสสาวะจะไหลเข้าสู่ทอ่ ปสสาวะ และ ออกสู่ภายนอกร่างกายผ่านอวยั วะเพศ ดังนันทอ่ ปสสาวะจงึ มีหน้าทหี ลักในการนํานาํ ปสสาวะ จากกระเพาะปสสาวะออกมาสู่ภายนอกรา่ งกาย สําหรบั ผ้ชู ายท่อปสสาวะนอกจากจะทําหนา้ ทใี นการนาํ นาํ ปสสาวะออกจากรา่ งกายแล้ว ยัง เกยี วขอ้ งกับการหลังนําเชอื ดว้ ย ระบบขบั ถ่ายปสสาวะและระบบสบื พนั ธุเ์ พศชาย
ระบบสืบพันธ์เุ พศชาย Male Reproductive System อวัยวะสืบพันธขุ์ องเพศชายส่วนใหญ่จะอยภู่ ายนอกรา่ งกานมคี วามเกยี วพันกับระบบขบั ถ่ายปสสาวะของร่างกายมาก เนอื งจากถงุ สําหรบั เก็บอสุจิกับกระเพาะปสสาวะอย่ใู น ตําแหนง่ ใกลเ้ คยี งกันมาก และตวั อสุจกิ ับนําปสสาวะตา่ งก็เคลอื นออกมาทางเดยี วกนั คือ ทางทอ่ ปสสาวะ ระบบขบั ถ่ายปสสาวะและระบบสบื พนั ธุเ์ พศชาย
อณั ฑะ (testis) มลี ักษณะเปนก้อนรปู ไข่มี 2 อนั อยู่ในถงุ อณั ฑะทีหอ้ ยอยู่ภายนอกมหี นา้ ที ผลิตอสุจแิ ละผลติ ฮอร์โมนเพศชาย คอื เทสโทสเทอโรน (testosterone) ซงึ จะเริมทํา หนา้ ทีในวยั อายุระหว่าง 12-16 ปฮอร์โมนนีทาํ ให้เกิดการเปลียนแปลงของรา่ งกายเดก็ ผู้ชาย เขา้ สู่ วัยเจรญิ พันธ์คุ อื ตัวใหญ่ ไหลก่ ว้าง มหี นวดเครา เสียงห้าวขนึ และมีความต้องการ ทางเพศภายในอัณฑะจะมีหลอดเล็กๆ ขดไปมาทาํ หน้าทีสรา้ งอสุจิ เรยี กว่าหลอดสรา้ งอสุจิ ถุงอณั ฑะ (scrotum) อย่นู อกร่างกายทําใหอ้ ุณหภมู ิเย็นกวา่ ภายในร่างกายซงึ เปนสภาวะที เหมาะกับการเจรญิ ของอสุจิ หลอดเกบ็ อสุจิ (epididymis) อยู่ด้านบนของอัณฑะ ลักษณะเปนทอ่ เล็กๆ ทาํ หนา้ ทเี ก็บ อสุจจิ นแข็งแรงก็จะส่งไปทีท่อซึงใหญก่ วา่ เรียกว่า ทอ่ อสุจิทําหน้าทีลาํ เลยี งอสุจไิ ปเกบ็ ไวท้ ี ตอ่ มสรา้ งนําเลยี งอสุจิ ต่อมสรา้ งนําเลยี งอสุจิ (seminal vesicle)ทําหนา้ ทีหลงั ของเหลวประกอบดว้ ยอาหาร จาํ พวกนาํ ตาล ฟรกั โทสและโปรตนี ซึงทําให้อสุจมิ ชี วี ิตอยู่ได้ เรยี กอสุจิกบั นาํ เลียงอสุจิวา่ นํา อสุจิ (semen) ตอ่ มลกู หมาก (prostate gland) อยรู่ อบๆ หลอดฉดี อสุจิ สรา้ งสารทีมฤี ทธิเปนเบสอ่อน ทําลายฤทธิกรดในทอ่ ปสสาวะของชาย อวัยวะภายนอกเรยี กวา่ องคชาต (penis) เปนหลอดกลวงมที ่อปสสาวะและท่ออสุจิซงึ เชือมตอ่ กนั เปนทางผา่ นของปสสาวะและอสุจิแต่นําปสสาวะและนาํ อสุจจิ ะไม่ออกจากทอ่ ในเวลาเดียวกนั มีเยอื ทีแขง็ ตัวไดเ้ มือมเี ลอื ดเขา้ ไปคังอยู่การทํางานจะอยใู่ ตอ้ าํ นาจของเส้น ประสาททแี ยกออกมาจากไขสันหลงั บริเวณก้นกบ ส่วนประกอบของอสุจิ 1.ส่วนหวั (Head) มีลักษณะรูปไข่ ภายในมนี ิวเคลยี สบรรจุไวเ้ กอื บเตม็ ทางส่วนหน้าสุดของส่วนหัว จะมลี ักษณะเปนถุง เรียกว่า อะโครโมโซม (acrosome) ซงึ พัฒนามาจาก golgo bodies มี เอนไซมซ์ งึ สามารถย่อยสลายผนังเซลล์ของไข่ เรยี กวา่ ไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase) หรอื ไฮ โดรไลติก เอนไซม์ (hydrolytic enzyme) หรอื ไลซนิ (lysin) 2.ส่วนลาํ ตวั (Midpiece หรือ Middle piece) เปนส่วนทีต่อจากส่วนหัว มี mitochondriaจาํ นวน มากเรียงเปนเกลยี ว ทาํ หนา้ ทีสรา้ งพลงั งานให้กับสเปร์ม 3.ส่วนหาง(Tail หรือ Flagellum) เปนส่วนของหลอดโปรตีน (microtubule)ทยี นื ออกมาจาก เซน ตริโอล มหี นา้ ทีพัดโบกใหส้ เปร์มเคลือนทีไปได้ ระบบขบั ถ่ายปสสาวะและระบบสบื พนั ธุเ์ พศชาย
บรรณานุกรม ระบบขับถ่ายปสสาวะ.(2559).ออนไลน์ เข้าถึงได้ จาก:https://anatomyfivelife.wordpress.com/.(วนั ทีสืบคน้ ข้อมูล 18 กนั ยายน 2564) ระบบสืบพันธ.ุ์ (2559).ออนไลน์ เข้าถงึ ได้ จาก:https://anatomyfivelife.wordpress.com/.(วนั ทีสืบคน้ ขอ้ มูล 18 กันยายน 2564) สามารถทําความเข้าใจเพิมเตมิ ได้จาก (QR code) ระบบขบั ถ่ายปสสาวะและระบบสบื พนั ธุเ์ พศชาย
บทท9ี ระบบหายใจ Respiratory System ระบบหายใจ คือ ระบบทรี ่างกายแลกเปลยี นแก๊ส โดยรา่ งกายจะรับแก๊สออกซเิ จนทีอยู่ ภายนอกเข้า สู่ร่างกาย และขับแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดอ์ อกจากร่างกาย การหายใจ (breathing) เปนกระบวนการซงึ นาํ อากาศเข้าหรอื ออกจากปอด สิงมชี วี ิตที ต้องการออกซเิ จนต้องการไปเพือปลดปลอ่ ยพลังงานผา่ นการหายใจระดบั เซลล์ในรปู เม แทบอลซิ ึมโมเลกลุ พลังงานสูง เชน่ กลูโคส การหายใจเปนเพียงกระบวนการเดยี วซึงส่ง ออกซิเจนไปยังทีทีต้องการในร่างกายและนําคาร์บอนไดออกไซด์ออก อีกกระบวนการหนงึ ทสี ําคัญเกียวขอ้ งกบั การเคลอื นทีของเลือดโดยระบบไหลเวียน การแลกเปลยี นแกส๊ เกดิ ขนึ ในถงุ ลมปอดโดยการแพร่ของแกส๊ ระหวา่ งแกส๊ ในถุงลมและเลอื ดในหลอดเลอื ดฝอยปอด เมอื แก๊สทีละลายนีอยู่ในเลอื ด หัวใจปมเลอื ดให้ไหลไปทัวรา่ งกาย ระบบหายใจ
ระบบทางเดินอาหารส่วนบน โพรงจมูก (Nasal cavities) รจู มกู นาํ อากาศเขา้ มาสู่โพรงจมกู ซงึ แยกเปน 2 ข้างด้วย nasal septum และแยกจากชอ่ งปากโดย soft และ hard palate ในโพรงจมูกจะมี nasal conchae (turbinate bones) แบง่ โพรงจมูกเปนช่องๆ mucosa ของ nasal conchae มีเส้นเลือดมาเลยี งมากเพือคอยอนุ่ อากาศและใหค้ วามชนื แก่อากาศทหี ายใจเขา้ ก่อนผ่านไปสู่ทางเดนิ อากาศทลี กึ เขา้ ไปในร่างกาย คอหอย (pharynx) เปนบริเวณทีพบกนั ของช่องอากาศจากจมกู และช่องอาหารจากปาก อากาศจะผา่ นเขา้ สู่กลอ่ งเสียง (larynx) ทกี ล่องเสียงจะมีอวยั วะทที ําหนา้ ทใี นการปดเปด กลอ่ งเสียงเรยี กวา่ ฝาปดกล่องเสียง (epiglottis) ปองกนั ไม่ให้อาหารตกลงสู่หลอดลม ที กลอ่ งเสียงจะมีเยอื เมือกทมี ใี ยเอ็นยดื หยุน่ ได้เรียกวา่ เส้นเสียง (vocal cord) เมอื ลมผา่ น กล่องเสียงจะทาํ ให้เส้นเสียงสันและเกิดเปนเสียงขึน คอหอยแบ่งออกเปน 3 ส่วนได้แก่ nasopharynx ตงั อยู่ดา้ นหลงั โพรงจมกู ดา้ นหลงั เยืองด้านบนของส่วนนี มาจาก ระดับรอยตอ่ ของเพดานออ่ นและเพดานแข็ง ถึงฐานของกะโหลกศีรษะ ดา้ นขา้ งเปนแอง่ โร เซนมุลเลอร์ (fossa of Rosenmuller) ผนังด้านลา่ งประกอบดว้ ยพืนผิวด้านบนของเพดาน อ่อน oropharynx เปนส่วนทอี ยู่หลงั ช่องปาก ผนงั ดา้ นหนา้ ประกอบด้วยฐานของลินและ วัลเลคิวลา(vallecula; ชอ่ งระหวา่ งลินกับฝาปดกลอ่ งเสียง) ผนงั ด้านขา้ งเกิดจากตอ่ ม ทอนซลิ , แอง่ ทอนซลิ (tonsillar fossa) , และผนังช่องปาก (faucial pillars) ผนังด้าน บนประกอบดว้ ยพืนผวิ ด้านล่างของเพดานอ่อนและลินไก่ laryngopharynx หรือ hypopharynx อยู่ทปี ระมาณระดบั C3 ถึง C6 บรเิ วณนี มจี ดุ เชอื มกล่องเสียงและหลอดอาหาร (บริเวณหลงั กระดูกออ่ นไครคอยด์ (postcricoid area)) , แอ่งพิรฟิ อรม์ (piriform sinus) , และผนังคอหอยด้านหลัง (posterior pharyngeal wall) ระบบหายใจ
ระบบทางเดนิ อาหารส่วนลา่ ง ทางเดินอากาศแบ่งออกเปน 2 ส่วนคอื 1. conducting zone เปนส่วนทีไม่มีการแลกเปลียนแกส๊ ประกอบดว้ ย trachea, bronchus, bronchiole และ terminal bronchiole 2. respiratory zone เปนส่วนทเี กิดการแลกเปลยี นแก๊ส ประกอบด้วย respiratory bronchiole, alveolar duct และ alveolar sac หลอดลม (Trachea) อยู่ด้านหนา้ ของหลอดอาหาร ตอนบนจะติดอยกู่ บั กระดกู อ่อนคริคอย ด์ ปลายลา่ งจะอย่ใู นระดับกระดกู สันหลังระดับอกชินที 5 (T5) หลอดลมยาวประมาณ 4.5 นิว ส่วนประกอบของหลอดลมประกอบดว้ ยกระดูกออ่ นรปู ครงึ วงกลม 16-20 ชิน ทังนีเพือ ปองกันมใิ หห้ ลอดลมแฟบไดง้ ่าย และทาํ ให้อากาศผ่านเข้าออกไดส้ ะดวก ฝาปดกลอ่ งเสียง ก็สามารถขยายตัวได้ สะดวกในการกลืนอาหาร ทังกลอ่ งเสียงและหลอดลมภายในจะบุดว้ ย เยือเมือกและมขี น (Cilia) ซงึ จะขับเมือกออกมาคอยดักฝนุ ละอองหรือสิงทหี ายใจปนไปกบั อากาศเอาไวห้ ลอดลมขวั ปอด (Bronchi) เปนส่วนทอี ยู่ต่อจากหลอดลม แยกออกเปน 2 ข้าง คอื ซา้ ยและขวา โดยข้างขวาจะสันกวา่ กวา้ งกว่า และอยู่ในแนวดิงมากกวา่ ข้างซ้าย โรคตา่ งๆ เช่น วัณโรค ปอดปวม จึงมักจะเกดิ กบั ขา้ งขวามากกว่าขา้ งซ้าย หลอดลมขวั ปอด นีจะทอดเขา้ สู่ปอดขา้ งขวาและซ้าย แตกแขนงออกเปนแขนงเล็กๆ เปนหลอดลมในปอด (Bronchioles) หลอดลมเลก็ หรือขวั ปอด( bronchus) เปนส่วนทีแตกแขนงแยกจากหลอดลม แบ่งออก เปน 2 กิงคือซ้ายหรือขวา โดยกิงซ้ายจะเข้าสู่ปอดซ้าย และกิงขวาแยกเขา้ ปอดขวาพร้อม ๆ กบั เส้นเลอื ดและเส้นประสาท ระบบหายใจ
หลอดลมฝอย (bronchiole)แบ่งออกเปน 2 ส่วนคือ 1.หลอดลมฝอยเทอรม์ นิ อล (terminal bronchiole) เปนทอ่ ทแี ยกออกจากหลอดลมแขนงมี ขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลาง 0.5-1 มลิ ลิเมตร พบกลา้ มเนอื เรียบและเยืออลิ าสตกิ ไฟเบอร(์ elastic fiber)เปนองค์ประกอบของผนงั หลอดลมฝอยเทอรม์ ินอล แตไ่ ม่พบ โครงสรา้ งทีเปนกระดกู ออ่ น 2.หลอดลมฝอยแลกเปลยี นแก๊ส(respiratory bronchiole) เปนส่วนแรกทมี กี ารแลก เปลียนแกส๊ เนอื งจาก มีถงุ ลมย่อยมาเปดเข้าทผี นัง ซงึ จะพบในส่วนทีอยทู่ ้าย ๆ ซึงจะมี มากกว่าส่วนทอี ยตู่ ิดกบั หลอดลมฝอยเทอรม์ ินอล ทอ่ ลม (alveolar duct) ท่อลม (alveolar duct) เปนท่อส่วนสุดทา้ ยของส่วนทมี กี ารแลกเปลยี นแกส๊ (respiratory division)ซงึ จะไปสินสุดทถี ุงลม (alveolar sac) ถงุ ลม (alveolus)หรือ ถงุ ลมปอด (Pulmonary alveoli) เปนตําแหนง่ ทีมีการแลก เปลยี น gas ระหวา่ งอากาศกบั เลอื ด โดยมเี นอื เยอื (alveolarcapillary membrane) ทีกนั กลาง ประกอบดว้ ย alveolar epithelium และ capillary endothelium ทีตาํ แหนง่ นี เลอื ดดาํ จาก pulmonary artery จะนาํ CO2 มาปลอ่ ยเข้าถุงลม และรบั O2 จากถงุ ลมเขา้ มา ก่อนทีจะถกู ส่งกลบั ไปสู่หวั ใจทาง pulmonary vein ถุงลมเปนส่วนทีตอ่ มาจาก alveolar duct ทีต่อมาจาก bronchiole alveolar duct ส่วนปลายจะพองออกเปนกระ เปาะเลก็ เรยี กวา่ air sac ซงึ air sac จะประกอบดว้ ยถุงเล็กๆ จํานวนมาก เรยี กวา่ ถงุ ลม (alveolus) จะเปนถุงทีมผี นังบางๆ และมี endothelium ซึงมลี กั ษณะบางแต่เหนียวมาก เปนส่วนบุอยู่ด้านใน ส่วนทางด้านนอกของถุงลมจะมีเส้นเลอื ดฝอยหุม้ อยู่เปนจํานวนมาก ถุง ลมมีอยปู่ ระมาณ 700 ล้านถงุ ซงึ ถา้ นาํ มาแผ่ออกเปนแผน่ อาจไดพ้ ืนทีถึง 90 ตารางเมตร ระบบหายใจ
ปอด(lung) เปนอวยั วะในช่องอก ปอดจะอย่ใู นชอ่ งอกมี 2ขา้ งคอื ด้านซ้ายและด้านขวา ปอดดา้ นขวาใหญก่ ว่าหนกั กวา่ และกวา้ งกวา่ ดน้ ซา้ ย โดยหวั ใจตงั เยอื งไปทางดา้ นซ้าย ปอด ขวาสันกวา่ ปอดด้านซา้ ยประมาณ หนึงนวิ เพราะกระบังลมนูนสูงขนึ เพราะตับหนนุ อย่ขู า้ ง ใต้กระบงั ลมอกี ทีหนงึ ปอดขวามี 3 กลบี คอื กลีบบน กลาง ลา่ ง มีรอ่ ง(Fiissure) อยู่ ระหว่างหลบี 2 รอ่ ง ปอดซ้ายเลก็ กวา่ แคบกว่า และยาวกวา่ ปอดขวา ปอดซ้ายมี 2 กลบี คอื กลีบบนและลา่ งมรี ่องๆเดยี ว ปอดมหี นา้ ทีเกียวกับการหายใจ แลกเปลียนก๊าซออกซเิ จนและ คาร์บอนไดออกไซด์ เยือหมุ้ ปอด(the pleura) parietal pleura เยือหมุ้ ปอดชันนอก visceral pleura เยอื หมุ้ ปอดชนั ใน pleural cavity ชอ่ งระหวา่ งเยอื ห้มุ ปดชนั นอกกับชันในซึงมีของเหลวอยู่เพือปองกันการ เสียดสีของปอด Hilum of lung ระบบหายใจ
กระบวนการทํางานของระบบการหายใจ การแลกเปลียนแกส๊ ทีถุงลม อากาศเมือเข้าสู่ปอดจะไปอย่ใู นถุงลม ซงึ มีลกั ษณะกลมคลา้ ยลูกองนุ่ ซึงปอดตล่ ะ ขา้ งจะมีถุงลมขา้ งละ 150 ลา้ นถงุ แต่ะถงุ มขี นาดเส้นผา่ นศูนย์กลางไมถ่ งึ 0.1 มิลลเิ มตร ถุงลมทกุ อนั จะมีหลอดเลือดฝอยมาหอ่ ห้มุ ไว้ การแลกเปลียนแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ ออกซิเจน ไนโตรเจน และไอนาํ ผา่ นเขา้ ออกถงุ ลมโดยผ่านเยอื บางๆของถงุ ลม เลอื ดจากหัวใจมาสู่ปอด เปนเลอื ดทมี อี อกซเิ จนตํา คารบ์ อนไดออกไซดส์ ูง เมือมาสู่ถุงลม จะมีการแลกเปลียนแกส๊ โดยออกซิเจนในถุงลมจะแพร่เข้าสู่เส้นเลอื ด ขณะเดยี วกัน คารบ์ อนไดออกไซดใ์ นเส้นเลอื ดจะแพรเ่ ขา้ สู่ถุงลม แลว้ ขบั ออกทางลมหายใจออก กลไกการทาํ งานของระบบหายใจ 1.) การหายใจเขา้ (Inspiration) กะบังลมจะเลอื นตาํ ลง กระดกู ซีโครงจะเลือนสงู ขนึ ทําให้ ปรมาตรของช่องอกเพิมขนึ ความดันอากาศในบรเวณรอบ ๆ ปอดลดตําลงกวา่ อากาศภายนอก อากาศภายนอกจงึ เคลอื นเข้าสูจ่ มกู หลอดลม และไปยงั ถุงลมปอด 2.) การหายใจออก (Expiration) กะบงั ลมจะเลือนสงู กระดูกซโี ครงจะเลือนตาํ ลง ทําใหป้ รมาตรของชอ่ งอกลดนอ้ ยลง ความดัน อากาศในบรเวณรอบ ๆ ปอดสูงกวา่ อากาศภายนอก อากาศภายในถงุ ลมปอดจงึ เคลอื นทีจากถุง ลมปอดไปสหู่ ลอดลมและออกทางจมกู ระบบหายใจ
บรรณานกุ รม ระบบหายใจ.(2559).ออนไลน์ เข้าถึงได้ จาก:https://anatomyfivelife.wordpress.com/.(วันทสี ืบค้นข้อมลู 28 กนั ายายน 2564) ระบบหมุนเวียนเลอื ดและการแลกเปลยี นแก๊ส.(ม.ป.ป).ออนไลน์ เขา้ ถงึ ได้ จาก:https://bio.flas.kps.ku.ac.th/courses/111/Circulatory_system. pdf.(วนั ทสี ืบค้นขอ้ มูล 28 กนั ยายน 2564) สามารถทาํ ความเขา้ ใจเพิมเติมไดจ้ าก (QR code) ระบบหายใจ
บทท1ี 0 ระบบหัวใจและหลอดเลอื ด cardiovascular System ระบบหวั ใจและหลอดเลือด
หวั ใจ(Heart) หวั ใจอยู่ในช่องอกเยืองไปทางด้านซ้าย และยึดอยู่ในชอ่ งอกโดยหลอดเลอื ดขนาดใหญ่ทีอยู่ ทางด้านปานเปนส่วนฐาน (base) ชีไปทางดา้ นแครนิโอ-ดอร์ซอล ดา้ นตรงกนั ข้ามเปนปลาย แหลม เรยี กวา่ เอเพ็กซ์ (apex) ชไี ปทางดา้ นเวนโทร-ควั ดอล หัวใจมโี ครงสรา้ งหลายส่วน ไดแ้ ก่ ผนงั หัวใจ หอ้ งหวั ใจ และลนิ หวั ใจ ผนงั หอ้ งหัวใจ (Heart wall) ประกอบดว้ ย 3 ชนั คือ 1.Endocardium เปนชนั ในสุด ชัน endocardium ใน atrium จะหนากวา่ ใน ventricle Endothelial layer เปนเยือบุผวิ ชนดิ simple squamous epithelium Subendothelial layer เปน dense connective tissue พบ collagen fibers และ elastic fibers จาํ นวนมาก อาจมี smooth muscle แทรกปนอยู่ Subendocardial layer เปน loose connective tissue เปนทีอยูข่ องหลอดเลือด เลก็ ๆ เส้นประสาท หวั ใจห้อง vetricle จะพบเซลล์ Purkinje fibers ทาํ หนา้ ทนี ํา กระแสประสาทของหวั ใจในชนั นี 2.Myocardium เปนชนั ของกล้ามเนอื หวั ใจ (ทบทวนในบท muscular tissue) 3.Epicardium เปนชันนอกสุด ซงึ เปนชนั เดยี วกับ visceral layer ของ serous pericardium มเี ยือบผุ วิ เปน simple squamous epithelium ถดั มาเปน loose connective tissue ทมี ี collagen fibers และ elastic fibers เปนจํานวนมาก เปนที อยู่ของ หลอดเลอื ด หลอดนาํ เหลอื ง เส้นประสาท และพบไขมันเปนจํานวนมาก ระบบหวั ใจและหลอดเลือด
หอ้ งหัวใจ หัวใจจะถกู แบ่งออกเปนสีห้อง (heart chambers) และทศิ ทางการไหลของเลอื ดเขา้ สู่แต่ละ หอ้ งจะถูกควบคมุ โดยลนิ หัวใจ (cardiac valves) ทําใหเ้ ลอื ดไม่ไหลยอ้ นเมือมีการบบี ตัวและ คลายตวั ในทีนีจะกล่าวถึงหอ้ งของหัวใจตามลําดบั ของการไหลของเลอื ดภายในหวั ใจ หวั ใจหอ้ งบนขวา (Right atrium) มีหนา้ ทรี บั เลอื ดทมี าจากหลอดเลอื ดดาํ ใหญ่ซุพีเรยี เวนาคาวา (superior vena cava) ซึงรบั เลือดมาจากรา่ งกายส่วนบน และหลอดเลือดดาํ ใหญ่อนิ ฟเรียร์เวนาคาวา (Inferior vena cava) รบั เลอื ดมาจากรา่ งกายชว่ งลา่ ง ผนังของ หวั ใจหอ้ งนีคอ่ นขา้ งบาง โดยเฉพาะทางดา้ นทีติดกับหวั ใจห้องบนซา้ ย จะมีรอยบุ๋มทีเรยี กวา่ ฟอซซา โอวาเล (Fossa ovale) ซงึ เปนทางเชอื มระหว่างหัวใจหอ้ งบนทงั สองหอ้ งระหวา่ งที อย่ใู นครรภ์ โดยปกตจิ ะไม่มีช่องเปดใดๆ แต่ในกรณีทีรอยบมุ๋ ดงั กล่าวนยี ังคงเหลอื ช่องเปด อยู่ อาจทําให้การไหลเวียนของเลอื ดภายในหัวใจผดิ ปกติได้ เลอื ดจากหวั ใจหอ้ งบนขวาจะ ไหลเข้าสู่หวั ใจห้องลา่ งขวา ผา่ นทางลนิ หัวใจไทรคัสปด (Tricuspid valve) หวั ใจหอ้ งลา่ งขวา (Right ventricle) จะอยูท่ างด้านหน้าสุดของหัวใจ และพืนผวิ ทาง ดา้ นหลงั ของหวั ใจห้องนีจะติดกบั กะบงั ลม หวั ใจหอ้ งลา่ งขวาทาํ หน้าทีรับเลอื ดจากหัวใจห้อง บนขวา แลว้ ส่งออกไปยงั ปอด ผา่ นลนิ หวั ใจพัลโมนารี (pulmonary valve) และหลอดเลอื ด แดงพัลโมนารี (pulmonary arteries) ทีผนังของหวั ใจหอ้ งทีจะมีแนวของกลา้ มเนอื หัวใจที สานตอ่ กนั และมเี อ็นเล็กๆทีควบคุมลนิ หัวใจไทรคสั ปด ซึงเรียกว่า คอรด์ ี เท็นดินี (chordae tendinae) ซงึ ทาํ หน้าทียดึ ลนิ หัวใจไทรคัสปดไมใ่ ห้ตลบขนึ ไปทางหวั ใจห้องบนขวาระหวา่ ง การบบี ตัวของหวั ใจห้องล่าง ดังนันจงึ ปองกนั ไม่ให้เลอื ดไหลยอ้ นกลบั หัวใจห้องบนซา้ ย (Left atrium) มีขนาดเลก็ ทีสุดในหอ้ งหัวใจทงั สีห้อง และวางตัวอยู่ ทางด้านหลังสุด โดยหัวใจห้องนีจะรับเลอื ดทีได้รบั ออกซเิ จนจากปอดผ่านทางหลอดเลอื ดดาํ พัลโมนารี (pulmonary veins) และจงึ ส่งผา่ นใหห้ วั ใจห้องล่างซา้ ยทางลินไมทรลั (Mitral valve) หวั ใจห้องลา่ งซ้าย (Left ventricle) จัดวา่ มขี นาดใหญ่ทสี ุดและมีผนังหนาทสี ุด ทาํ หนา้ ทีหลกั ในการสูบฉีดเลอื ดไปยงั ทวั ทังร่างกายผา่ นทางลินหวั ใจเอออรต์ ิก(Aortic valve) และหลอดเลือดแดงใหญ่เอออรต์ า (Aorta) ระบบหวั ใจและหลอดเลือด
ลินหวั ใจ เปนแผ่นของกลา้ มเนือหัวใจและเนอื เยอื เกยี วพันทีแขง็ แรงทยี นื ออกมาจากผนงั ของหัวใจ เพือควบคุมทศิ ทางการไหลของเลือดภายในหัวใจ ใหเ้ ปนไปในทศิ ทางเดียว โดย อาศัยความแตกตา่ งของความดนั โลหิตในแตล่ ะหอ้ ง ลินหวั ใจทีสําคญั ได้แก่ ลินหัวใจไตรคสั ปด (Tricuspid valve) มีสามกลีบ (cusps) อยู่ระหว่างหัวใจห้องบน ขวาและล่างขวา ลนิ ไมตรัล (Mitral valve) มีสองกลบี บางครงั จงึ เรยี กว่า ลินหวั ใจไบคัสปด (bicuspid valve) อยู่ระหวา่ งหวั ใจหอ้ งบนซา้ ยและลา่ งซ้าย ลนิ หัวใจพัลโมนารเี ซมลิ นู าร์ (pulmonary semilunar valve) มีสามกลบี อยรู่ ะหวา่ ง หวั ใจหอ้ งล่างขวาและหลอดเลอื ดแดงพัลโมนารี ลินหวั ใจเอออรต์ กิ เซมลิ ูนาร์ (Aortic semilunar valve) มสี ามกลีบ อย่รู ะหวา่ งหัวใจ หอ้ งล่างซา้ ยและหลอดเลือดแดงใหญ่ ใกล้ๆกับโคนของลนิ หัวใจนจี ะมรี เู ปดเลก็ ๆ ซึง เปนทางเข้าของเลอื ดทีจะเข้าสู่ระบบหลอดเลอื ดหัวใจ หลอดเลือด มีอยูท่ ุกส่วนของร่างกาย มีหนา้ ทีนําสารอาหาร และก๊าซออกซิเจนทีลําเลียงไปกบั เลอื ด เพือไปเลยี งส่วนต่างๆของรา่ งกาย เมือไปถงึ เซลลจ์ ะมกี ารแลกเปลยี นอาหารและก๊าซ ต่างๆ หลอดเลอื ดในรา่ งกายแบ่งออกเปน 3 ชนดิ คือ หลอดเลอื ดแดง ( Artery ) หมายถึง หลอดเลือดทนี ําเลือดออกจากหวั ใจ ซงึ จะเปนเลือดที มีปริมาณออกซเิ จนสูงเปนเลอื ดทีมสี ีแดงสด ไปเลยี งอวยั วะต่างๆทวั ร่างกาย ( ยกเวน้ หลอด เลือดทีไปสู่ปอดชือ pulmonary artery ซงึ จะนําเลอื ดดําจากหัวใจทีมีคาร์บอนไดออกไซด์สูง ไปฟอกทีปอด ) ระบบหวั ใจและหลอดเลือด
ลักษณะของหลอดเลือดแดง – มผี นงั หนา โดยจะมลี กั ษณะเปนชนั กล้ามเนือทหี นาและยืดหยุ่น ประกอบไปดว้ ยเนอื เยอื 3 ชนั คอื เนอื เยอื ดา้ นในสุดเปนเนือเยือบุผวิ ชันกลางเปนเนอื เยอื กลา้ มเนอื ทีสามารถยดื หยุน่ ได้ เนอื เยือชันนอกเปนเนอื เยือเกยี วพันทียดื หยุ่นได้ หลอดเลอื ดแดงมี 3 ขนาด เรียงจากขนาดใหญไ่ ปขนาดเลก็ คอื – เอออร์ตา ( aorta ) หลอดเลือดแดงขนาดใหญ่สุด ทําหนา้ ทลี ําเลยี งเลือดแดงทถี ูกสูบฉดี ออกจากหวั ใจห้องลา่ งซา้ ยโค้งไปทางด้านหลัง ทอดผ่านชอ่ งอกและช่องท้อง ขนาดใหญ่สุด มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิว – อารเ์ ทอรี ( artery ) หลอดเลือดแดง ทาํ หน้าทีนําเลือดไปเลียวส่วนต่างๆ ของร่างกาย หลอดเลือดมผี นังกล้ามเนือหนาเพือให้ทนต่อแรงดันเลอื ด – อาร์เทอรโิ อล ( arteriole ) หลอดเลือดแดงเลก็ ซงึ สามารถจะขยายตัวหรือหดตัวได้ เพือ บังคบั การไหลของเลือด หลอดเลือดดํา ( Vein ) หมายถงึ หลอดเลือดทนี ําเลือดทีมขี องเสีย และ คาร์บอนไดออกไซด์ ( เลือดดํา ) ทรี ่างกายใชแ้ ลว้ จากส่วนตา่ งๆ ของรา่ งกายกลับเข้าสู่ หวั ใจหอ้ งบนขวา ( Right atrium ) เพือนาํ กลับไปฟอกทีปอด ( ยกเวน้ หลอดเลือดดาํ ปอดที ชือ pulmonary vein ซึงจะนาํ เลือดแดงทผี ่านการฟอกจากปอดแล้วนํากลบั เขา้ สู่หัวใจห้อง บนซา้ ย ) ภายในหลอดเลอื ดดาํ จะมีความดนั ตาํ ถ้าหลอดเลอื ดดําฉีกขาด เลอื ดทไี หลออกมา จะไหลรนิ ๆคงที และสมาํ เสมอ ห้ามเลอื ดหยดุ ได้งา่ ยกวา่ หลอดเลือดแดงฉกี ขาด ลักษณะของเส้นเลอื ดดํา – มีผนังบาง ประกอบดว้ ยเนอื เยอื 3 ชนั เช่นเดยี วกบั หลอดเลือดแดงแตบ่ างกว่า – ผนังมคี วามยืดหยุ่นไดน้ อ้ ย เพราะมีเนอื เยอื กล้ามเนอื และเนือเยอื เกียวพันน้อย – มีลนิ กันไม่ให้เลือดไหลยอ้ นกลบั หลอดเลือดฝอย ( Capillary ) หมายถงึ หลอดเลือดทเี ชอื มตอ่ ระหว่างหลอดเลอื ดแดง ขนาดเลก็ ไปยังหลอดเลือดดาํ ขนาดเล็ก โดยจะแทรกอยใู่ นเนือเยือต่างๆ ของร่างกาย เชน่ ผิวหนัง กลา้ มเนือ สมอง และอวยั วะอืนๆ ยกเว้นเส้นผม และเล็บจะไมม่ หี ลอดเลือดฝอย ระบบหวั ใจและหลอดเลือด
Blood Supply to the Heart ระบบหวั ใจและหลอดเลือด
ระบบหลอดเลอื ดแดง ระบบหลอดเลือดดาํ (Systemic arteries) (Systemic vein) ระบบหวั ใจและหลอดเลือด
จดุ ชพี จร (pulse points) ระบบนาํ เหลอื ง (lymphatic system) ระบบหวั ใจและหลอดเลือด
นาํ เหลอื ง( Lymph )ส่วนประกอบของนําเหลอื งคล้ายกบั ในเลอื ดแต่ไมม่ ีเม็ดเลอื ดแดง เปนของเหลวทีซมึ ผา่ นผนงั เส้นเลือดฝอยออกมาอย่รู ะหวา่ งเซลล์หรอื รอบ ๆ เซลล์ เพือหล่อ เลยี งเซลล์ ในนําเหลอื งจะมีโปรตีน โมเลกุลเลก็ ท่อนาํ เหลอื ง( Lymph vessel )เปนทอ่ ตันมอี ยูท่ ัวร่างกายมีขนาดตา่ ง ๆ กนั มีลักษณะ คล้ายเส้นเลอื ดเวน คอื มลี ินกันปองกนั การไหลกลบั ของนําเหลอื ง นําเหลืองไหลไปตามท่อนาํ เหลอื ง ท่อนาํ เหลอื งขนาดใหญ่มี 2 ทอ่ ทีสําคญั คอื - ทอ่ นาํ เหลอื งทอราซกิ (Thoracic duct ) เปนท่อนาํ เหลืองขนาดใหญ่ทีสุด ทําหนา้ ที รบั นาํ เหลืองจากส่วนตา่ งๆของร่างกาย ยกเว้นทรวงอกขวาแขนขวาและส่วนขวาของหวั กับ คอ เขา้ เส้นเลอื ดเวน แลว้ เขา้ สู่เวยี นาคาวากอ่ นเข้าสู่หวั ใจ อย่ทู างซา้ ยของลาํ ตวั - ทอ่ นาํ เหลอื งทางด้านขวาของลําตวั ( Right lymphatic duct ) รบั นาํ เหลืองจาก ทรวง อกขวาแขนขวา และส่วนขวาของหัวกบั คอเขา้ เส้นเลือดเวน แลว้ เขา้ สู่เวยี นาคาวา เขา้ สู่หวั ใจ จากนันนาํ เหลืองที อยู่ในท่อนาํ เหลอื ง จะเข้าหวั ใจปนกบั เลือดเพือลาํ เลียงสารตา่ งๆ ตอ่ ไป อวยั วะนําเหลือง ( Lymph organ ) อวยั วะนําเหลืองเปนศูนยก์ ลางในการผลิตเซลล์ทีใช้ ในการตอ่ ต้านเชือโรคหรอื สิงแปลก ปลอมประกอบด้วย - ตอ่ มทอนซลิ ( Thonsil gland ) เปนกลมุ่ ของต่อมนาํ เหลืองมีอยู่ 3 คคู่ ่ทู ีสําคญั อยู่ รอบๆหลอดอาหาร ภายในต่อมทอนซิลจะมลี มิ โฟไซตท์ าํ ลายจลุ นิ ทรยี ์ทผี ่านมาในอากาศไม่ ใหเ้ ข้าสู่หลอดอาหารและ กล่องเสียงถา้ ตอ่ มทอนซลิ ตดิ เชอื จะมอี าการบวมขึน เรียกว่า ต่อม ทอนซิลอักเสบ - ม้าม ( spleen ) เปนอวยั วะนําเหลืองทีใหญท่ สี ุด มีเส้นเลอื ดมาเลียงมากมายไม่มที ่อ นาํ เหลอื งเลย สามารถยืดหดได้ นมุ่ มสี ีมว่ ง อย่ใู กล้ๆกับกระเพาะอาหารใตก้ ระบังลมดา้ น ซา้ ย รปู ร่างคล้ายเมล็ดถัว ภายในจะมีลมิ โฟไซต์อยมู่ ากมาย - ตอ่ มไทมสั ( Thymus gland ) เปนต่อมทมี ขี นาดใหญต่ อนอายุนอ้ ย และถา้ อายุมาก จะเลก็ ลงและฝอในทสี ุด เปนตอ่ มไร้ทอ่ อยู่ตรงทรวงอกรอบเส้นเลือดใหญข่ องหัวใจ ทํา หนา้ ทีสร้างเซลล์เมด็ เลือดขาวชนดิ ลมิ โฟไซต์T ระบบหวั ใจและหลอดเลือด
บรรณานกุ รม Microanatomy of heart & Blood Vessels.(ม.ป.ป).ออนไลน์ เขา้ ถงึ ได้ จาก:https://meded.psu.ac.th/binla/class02/B5_311_251/Microan atomy.(วนั ทสี ืบค้นขอ้ มลู 26 กันยายน 2564) ระบบไหลเวียนเลอื ด.(2559).ออนไลน์ เขา้ ถึงได้ จาก:https://anatomyfivelife.wordpress.com/.(วันทีสืบคน้ ข้อมลู 28 กันายายน 2564) สามารถทําความเข้าใจเพิมเตมิ ได้จาก (QR code) ระบบหวั ใจและหลอดเลือด
บทท1ี 1 ระบบประสาท Nervous System ระบบประสาท
ระบบประสาทเปนระบบทคี วบคุมการทาํ หน้าทีของส่วนตา่ งๆ ของทุกระบบในรา่ งกายให้ ทาํ งานประสานสัมพันธ์กัน เพือใหร้ า่ งกายสามารถปรบั ตวั ใหเ้ ข้ากบั สิงแวดล้อม ทงั ภายใน และภายนอกร่างกาย ให้สามารถดํารงชวี ิตอย่ไู ด้ นอกจากนีระบบประสาทยงั เปนแหล่งทีมา ของความคิด ความรสู้ ึก สติปญญา ความฉลาดไหวพรบิ การตดั สินใจ การใช้เหตผุ ลและ การแสดงอารมณ์ ระบบประสาท แบ่งออกเปน 2 ส่วน 1. ระบบประสาทกลาง (central nervous system : CNS) เปนโครงสรา้ งทีใหญ่ ทีสุดของระบบประสาทประกอบดว้ ยสมองและไขสันหลัง ทําหนา้ ทรี ่วมกบั ระบบประสาทนอก ส่วนกลาง (peripheral nervous system) ในการควบคมุ พฤตกิ รรม โครงสร้างของระบบ ประสาทกลางจะอยภู่ ายในช่องลาํ ตวั ด้านหลงั (dorsal cavity) สมองอยู่ในชอ่ งลําตวั ด้าน ศีรษะ (cranial cavity)และไขสันหลังอยู่ในช่องไขสันหลัง (spinal cavity) โครงสร้าง เหลา่ นีถูกปกคลมุ ดว้ ยเยือห้มุ สมองและไขสันหลัง (meninges) สมองยังถกู ปกคลุมดว้ ย กะโหลกศรษี ะและไขสันหลังยงั มีกระดกู สันหลงั ช่วยปองกนั การกระทบกระเทอื น - สมอง (Brain) คืออวัยวะสําคญั ในสัตวห์ ลายชนิดตามลักษณะทางกายวิภาค หรือที เรียกว่า encephalon จดั วา่ เปนส่วนกลางของระบบประสาท สมองมีหนา้ ทีควบคมุ และสัง การการเคลือนไหว, พฤติกรรม และรักษาสมดุลภายในร่างกาย เช่น การเตน้ ของหวั ใจ ความดนั โลหิต สมดลุ ของเหลงในร่างกาย และอณุ หภมู ิ เปนตน้ หน้าทขี องสมองยงั เกียวขอ้ ง กับการรู้ ความจํา การเรยี นร้กู ารเคลือนไหว และความสามารถอนื ๆทีเกยี วกับการเรยี นรู้ - ไขสันหลัง (spinal cord) คืออวยั วะทมี ีลกั ษณะเปนทอ่ ยาวผอม ซงึ มี เนอื เยอื ประสาทเปนส่วนประกอบสําคญั อนั ได้แก่ เซลล์ประสาท (neuron) และ เซลลเ์ กลยี (glia) หรือเซลล์ทชี ว่ ยคําจนุ เซลลป์ ระสาท ซึงไขสันหลังจะเปนส่วนทียาวต่อลงมาจากสมอง (brain) สมองและไขสันหลงั จะรวมกันเปนระบบประสาทส่วน ระบบประสาท
2. ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nervous System : PNS) คอื ส่วนของ ระบบประสาททีแตกแขนงออกมาจากระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System: CNS) ทาํ หน้าทรี บั และส่งกระแสประสาทหรือขอ้ มลู ทีได้รบั จากส่วนตา่ งๆ ของ รา่ งกายเข้าสู่สมองและไขสันหลงั ซึงเปนศูนยก์ ลางการควบคุมและประมวลผล และนาํ คํา สังหรือผลของสิงเร้าทไี ดจ้ ากการประมวลผลส่งต่อไปปฏบิ ตั ยิ ังหนว่ ยรับความรู้สึกและ อวยั วะรับสัมผัสตา่ งๆ รวมถงึ เซลล์ประสาทและเส้นประสาททอี ยู่นอกระบบประสาทส่วน กลาง เพือให้ร่างกายตอบสนองต่อสิงเร้าไดอ้ ย่างถกู ต้อง เช่น ความรู้สึกเจ็บปวด ความรู้สึก ร้อนและเย็น การรบั รูแ้ รงกดทับทีผวิ หนงั และการเคลือนไหวของร่างกาย เปนตน้ องคป์ ระกอบของระบบประสาทส่วนปลาย -เส้นประสาทสมอง (Cranial Nerve) 12 คู่ – ทาํ หน้าทรี บั ส่งกระแสประสาทสู่สม องและนําคําสังการจากสมองส่งตอ่ ไปยงั หน่วยปฏบิ ตั ิการ -เส้นประสาทไขสันหลงั (Spinal Nerve) 31 คู่ – ทําหน้าทรี ับส่งกระแสประสาทสู่ ไขสันหลงั และนําคาํ สังการจากไขสันหลังส่งตอ่ ไปยงั หน่วยปฏบิ ตั ิการ เชน่ กลา้ มเนือและ ต่อมต่างๆ ระบบประสาท
เซลล์ประสาท(Neuron) เปนเซลลเ์ รา้ ไดด้ ว้ ยกระแสไฟฟาทที ําหนา้ ทปี ระมวลและส่งขอ้ มูล ผ่านสัญญาณไฟฟาและเคมี โดยส่งผา่ นจดุ ประสานประสาท (synapse) ซึงเปนการเชือม ต่อโดยเฉพาะกบั เซลลอ์ นื ๆ นวิ รอนอาจเชือมกนั เปนโครงข่ายประสาท (neural network) และเปนองคป์ ระกอบหลกั ของสมองกบั ไขสันหลังในระบบประสาทกลาง (CNS) และของปม ประสาท (ganglia) ในระบบประสาทนอกส่วนกลาง (PNS) นวิ รอนทีทาํ หน้าทโี ดยเฉพาะ ๆ รวมทัง เซลล์ประสาทรบั ความรู้สึก (sensory neuron หรอื afferent neuron ) ตอบสนอง ต่อสัมผสั เสียง แสง และสิงเรา้ อืน ๆ แล้วส่งตอ่ สัญญาณ/ขอ้ มูลไปยงั ไขสันหลงั และ สมองตอ่ ไป เซลลป์ ระสาทสังการ (motor neuron หรือ efferent neuron) รับสัญญาณจาก สมองและไขสันหลงั แลว้ ทาํ ใหก้ ลา้ มเนอื เกรง็ คลาย และทําใหต้ อ่ มต่าง ๆ หลังสาร เซลล์ประสาทตอ่ ประสาน (interneuron) เชือมนวิ รอนต่าง ๆ ในสมองเขตเดยี วกัน หรอื เชือมเปนโครงข่ายประสาทในไขสันหลัง การทาํ งานของระบบประสาทในการตอบสนอง ตอ่ การเปลียนแปลงสภาวะแวดล้อม ระบบประสาท
ตวั เซลล์ (cell body) มลี ักษณะค่อนขา้ งกลมเปนส่วนของไซโทพลาสซึมและ นวิ เคลยี ส มเี ส้นผา่ ศูนย์กลางประมาณ 4-25 ไมโครเมตร ภายในมสี ่วนประกอบทสี ําคัญ คอื ไมโตคอนเดรยี เอนโดพลาสมกิ เรติคูลัม และกอลจิคอมเพลก็ ซ์ จาํ นวนมาก Dendrites เปนแขนงทียืนออกมาจาก cell body ทําหนา้ ทีรับส่งสัญญาณประสาท จากเซลล์อืนๆเขา้ สู่ตัว เซลลป์ ระสาท ส่วนปลายของ dendrite อาจจะมีปมุ เล็กๆยนื ออกมา เรยี กวา่ spine หรือ dendritic spine นีพบมากใน pyramidal cells ซงึ เปนเซลล์ประสาท ทพี บมากในเปลอื กสมอง (cerebral cortex) จากการศึกษาพบวา่ ในตัวเดก็ ทมี ีปญหาเรอื ง พัฒนาของสมอง เชน่ Dow’s syndrome จะมกี ารเจริญของ dendritic spine นอ้ ยกวา่ เดก็ ปกติ Axon ส่วนต้นของ axon ทียืนออกจาก cell body เรียกวา่ axon hillock เปนบรเิ วณ ทไี มม่ ี Nissal bodies อยู่เลย และ axon hillock นเี ปนจุดเริมตน้ ของการเกดิ action potential แลว้ แผ่ไปตาม axonเซลล์ประสาทหนงึ เซลล์ จะมเี พียง 1 axon เท่านนั แต่ axon อาจจะมแี ขนงแตกออกออกด้านข้าง เรียกว่า collateral branch สําหรบั axon ของ เซลล์ประสาทมักมี myelin sheath ห้มุ เปนปล้องๆ ทําให้เกิดรอ่ งระหวา่ งปลอ้ ง ที myelin sheath หุม้ เรยี กว่า node of Ranvier ซึงเปนบริวณทใี ห้สัญญาณประสาทกระโดดขา้ ม ได้ ส่วน axon ทีไม่มี myelin sheath หุ้ม จะมีเยือ neurolemma และ schwann cell ห้มุ อยู่ ส่วนปลาย ของ axon จะแตกออกเปนแขนงเรยี กวา่ telodendria และ ปลายสุด ของแตล่ ะ telodendria จะมลี กั ษณะเปน กระเปาะ เรยี กวา่ axon terminal ซงึ มี ถุง(vesicle) บรรจุสารสือประสาททีปลอ่ ยออกไปเมือมสี ัญญาณประสาทมากระต้นุ แลว้ ส่ง สัญญาณประสาทไปกระต้นุ เซลล์ถัดไปได้ ระบบประสาท
ชนิดของเซลล์ประสาท (Types of neurons) Unipolar neuron คอื เซลล์ประสาททีมเี พียงแขนงเดียวยืนออกมาจากตวั เซลล์ แต่ โดยทวั ไปแลว้ ในมนษุ ย์จะไมพ่ บ unipolar neuron แตจ่ ะพบชนิดทเี ปน pseudounipolar neuron ซึงเปนเซลลป์ ระสาททมี ี process เดียวยนื ออกจากตัวเซลลท์ ี มีลักษณะสันๆแล้วจงึ แยกแขนงออกเปน2 ทาง คือ peripheral process ไปสู่ผวิ หนงั หรอื อวัยวะรับความรู้สึกเพือรบั ความรสู้ ึก ส่วนอีกแขนงหนงึ เปน central process ทียนื เข้าหา ระบบประสาทส่วนกลางทําหน้าทีส่งตอ่ สัญญาณประสาทใหก้ บั เซลล์ประสาทตัวอืน เราพบ เซลลป์ ระสาทชนิดนใี น dorsal root ganalion ของ spinal nerve เปนตน้ Bipolar neuron เปนเซลส์ประสาททมี ี process ออกมาจาก cell body 2 แขนง ในทศิ ทางตรงกนั ข้าม แชนงหนึงเปน dendrite ทําหนา้ ทีนําสัญญาณประสาทเขา้ สู่ตัวเซลล์ อกี แขนงหนงึ เปน axon ทาํ หน้าทีนําสัญญาณประสาทออกจากตัวเซลล์เพือส่งตอ่ ไปยงั เซลล์อืนๆพบ bipolar neuron ได้ที retina ของตา olfactory mucosa ของจมูก spiral ganglion ของหชู ันใน และตุ่มรบั รส (taste bud) ของลนิ เปนตน้ multipolar neuron เปนเซลล์ประสาททมี ี process ออกมาจาก cell boby มากกวา่ 2 แขนง แตม่ เี พียงแขนงเดยี วเท่านนั ทีทําหน้าทีเปน axon ทเี หลือเปน dendrite พบเซลลป์ ระสาทเหล่านเี ปนส่วนใหญ่ในระบบประสาทส่วนกลาง multipolar neurons ที พบในบริเวณตา่ งๆยงั มรี ูปร่างและชือเรียกทแี ตกต่างกนั เช่น pyramidal cell ทีพบใน เปลอื กสมองใหญ่ (cerebral cortex) และ purkinje cell ในเปลือกสมองนอ้ ย (cerebellar cortex) เปนตน้
regions within nervous system strutures White matter โดยมากประกอบด้วยตัวเซลล์(cell bodies)และเดนไรด์(dendrites) ที ทาํ หนา้ ทสี ่งสัญญาณจากเขตหนงึ ในซรี บี รัมไปยงั อีกเขตหนึง และส่งสัญญาณระหว่างซรี บี รมั และศูนย์สมองอืน ๆ ในระดบั ทตี าํ กว่า Gray matter เนือเทามตี วั เซลลป์ ระสาท ซงึ แตกต่างจากเนือขาว(white matter) ซึงมี แตแ่ อกซอน(axons)และไม่มีเซลลป์ ระสาท เนอื สมองสีเทามีหนา้ ทีควบคมุ การทํางานของ กล้ามเนอื และการใหค้ วามรู้สึก ทงั ประ สาทสัมผัส ความนกึ คดิ ความจาํ การเหน็ การพูด การไดย้ ิน gray matter อย่ทู างดา้ นใน มลี ักษณะเปนรปู ผีเสือเปนทีอยูข่ องเซลลป์ ระสาทและ ใย ประสาททีมีเยือไมอีลนิ หมุ้ ส่วนตรงกลางของไขสันหลงั บรเิ วณเนือสีเทาจะมีช่องใน ไขสันหลัง เรียกว่า ช่องกลวงตรงกลางไขสันหลัง (central canal) เปนทอี ยขู่ อง นาํ เลยี ง สมองและไขสันหลัง (cerebo-spinal fluid) white matter เปนส่วนทอี ย่ดู ้านนอก เปนพวกใยประสาททมี เี ยอื ไมอีลินหุ้มอยหู่ นาแน่น จงึ มสี ีขาวทาํ หน้าทเี ปนทางผ่านของกระแสประสาทระหวา่ งไขสันสันหลงั กบั สมอง
เยือหุ้มสมองและไขสันหลัง (meninges) Meninges คือ เยือหุ้มสมองและไขสันหลงั ทหี มุ้ ตดิ ต่อกนั มาจากสมองลงไปถงึ ไขสันหลงั ประกอบด้วย 3 ชัน คอื 1.Dura mater เปนเยอื หมุ้ สมองทปี ระกอบขึนจาก fibrous connective tissue ทหี มุ้ อยู่ ชันนอกของสมองและไขสันหลงั มีลกั ษณะเหนียวและหนา dura mater ส่วนทหี ุ้มสมองอยู่ อาจ จะมีการแยกออกเปน 2 ชัน โดยชนั นอกหมุ้ ตดิ กับเยือหุ้มกะโหลกศีรษะ ชนั ในแทรกเข้า มาอยู่ในระหวา่ ง longitudinal fissure ของสมองทาํ หนา้ ทีแบ่งสมองออกเปน 2 ซีก เรียก ว่า falx cerebri และส่วนทกี ันระหวา่ ง cerebrum กับ cerebellum เรยี กว่า tentorium cerebelli และส่วนทีแทรกเขา้ ไปแบ่งระหวา่ ง cerebellum 2 ซกี เรยี กวา่ falx cerebelli 2.Arachnoid mater เปนเนอื เยอื ชันกลางทหี ุ้มสมองและไขสันหลงั มลี ักษณะเปนเนอื เยอื บางๆและมีโครงสร้างทคี ล้ายกบั ร่างแหไปเชือมกับชนั ของ pia mater 3.pia mater เปนเนือเยอื ชันในสุดหมุ้ ติดกับเนอื สมองและไขสันหลงั และหุม้ เข้าไปในร่อง ของสมอง เปนเนือเยือชนั ทีบางทีสุดและแยกออกจากเนอื สมองและไขสันหลังได้ยาก เหนอื ตอ่ dura mater หรอื ช่องทีอยรู่ ะหวา่ ง dura mater กบั กะโหลกศรษี ะ เรยี กว่า eidural space ระหวา่ งชัน dura mater กบั arachnoid mater มีชอ่ ง เรียกว่า subdural space มนี าํ หล่อลืนอยูเ่ ล็กน้อย ระหว่างชนั arachnoid mater กับ pia mater มชี ่อง เรยี กวา่ subaracchnoid space ซึง มนี ําหล่อเลยี งสมองและไขสันหลัง (cerebrospinal fluid) ทชี ่วยปองกนั สมองและ ไขสันหลังจากอันตรายและยงั ใหส้ ารอาหารบางอยา่ งมาเลียงด้วย
ระบบโพรงในสมอง (the ventricular system) Ventricular system หรือ ระบบโพรงในสมองประกอบดว้ ย 1. Lateral ventricle เปนช่องในสมองทมี ีขนาดใหญ่ทีสุด อย่ใู น cerebral hemisphere ทงั สองขา้ ง แบ่งออกเปนส่วน anterior horn, body, trigone,posterior horn และ inferior horn ตามลาํ ดบั ใน lateral ventricle มีกลมุ่ ของหลอดเลือดฝอย (choroid plexus) ทีทําหนา้ ทีผลติ นาํ หลอ่ เลียงสมองและไขสันหลัง (cerebrospinal fluid) อยู่ 2. Interventricular foramen หรือ foramen of Monro เปนช่องทที าํ หน้าทีเปด ติดตอ่ ระหว่าง lateral ventricle แตล่ ะขา้ งกบั third ventricle ซึงอย่รู ะหว่าง diencephalon ของสมองสองซีก 3. Third ventricle เปนชอ่ งในสมองทีเกดิ จากสมองสองซกี มาประกบกัน โดย third ventricle มีผนังสองขา้ งเปน thalamus และ hypothalamus ทอี ย่ใู นสมองแต่ละซีก 4.Cerebral aqueduct or mesencephalic aqueduct เปนชอ่ งแคบๆทที อดตัวอยู่ ในส่วน midbrain ของก้านสมอง ทาํ หน้าทเี ปดติดตอ่ ระหวา่ ง third ventricle กบั fourth ventricle 5.Fourth ventricle เปนช่องทอี ยู่ในแนวกลางหากมองจากดา้ นหน้าหรือดา้ นหลังจะมี ลกั ษณะพืนทีเปนรปู สีเหลยี มขนมเปยกปนู โดยอยตู่ ่อหน้า cerebellum และอยหู่ ลังตอ่ กา้ น สมองส่วน pons และ medulla ด้านข้างของ fourth ventricle มี lateral apertures หรอื foramen of Luschka และทางด้านหลงั ในแถวกลางของfourth ventricle มี medial aperure หรือ foramen of Magendie ทาํ หน้าทเี ปดติดตอ่ ระหวา่ ง fourth ventricle กับ subarachnoid space ของเยือหมุ้ สมอง และไขสันหลัง
โครงสรา้ งและหนา้ ทีของระบบประสาท ระบบประสาทส่วนกลาง :CNS สมอง (Brain) 1. ซีรีบรมั (Cerebrum) เปนส่วนของสมองทอี ยูบ่ นสุดของศีรษะ มรี ูปร่างเปนพูย้อย ตงั แตห่ นา้ ผากไปตามรูปของกะโหลกศีรษะจนถึงบริเวณทา้ ยทอย มขี นาดใหญ่ทสี ุด ประมาณ 80% ของสมองทงั หมด บริเวณเปลอื กนอกจะมลี ักษณะเปนรอยหยัก ยับยน่ จีบ เปนร่องลึก เรยี กว่า คอรเ์ ทกซ์ (Cortex) ซงึ จดั ว่าเปนบรเิ วณทีสําคัญมาก ทังนเี นอื งจาก พบวา่ คนทีมีความฉลาดมากและอจั ฉรยิ ะมกั จะมคี อรเ์ ทกซห์ รือรอยหยักส่วนนมี ากกว่าปกติ เนืองจากจะทาํ ใหม้ ีพืนทใี นการใช้งานของสมองมากตามไปดว้ ย สมองแทจ้ ะเปนส่วนทมี คี วามสําคัญมากทสี ุด เนืองจากเปนศูนย์กลางในการควบคุม พฤติกรรมการเรยี นรู้ ความจํา การวเิ คราะห์ การใชเ้ หตผุ ล เปนตน้ ในส่วนของสมองแทเ้ อง ยังแบ่งออกไดอ้ กี 4 ส่วนย่อย ซงึ ในแตล่ ะส่วนจะมีหนา้ ทีการทาํ งานแตกต่างกัน ดงั นี
frontal lobe ในบริเวณนจี ะแบ่งออกได้อีก 2 ซีก คอื ซกี ซ้าย (left themisphere) และ ซีกขวา (right themisphere) โดยมหี นา้ ทคี วบคมุ การเคลอื นไหวของอวัยวะตา่ ง ๆ ทัว รา่ งกาย หรอื เรียกส่วนนีว่าเขตมอเตอร์ (motor area) แตก่ ารสังงานจะกลบั ดา้ นกนั คอื สมองซีกซ้ายจะควบคมุ การทาํ งานของอวัยวะด้านขวาของร่างกาย ส่วนสมองซกี ขวาจะ ควบคมุ การทาํ งานของอวัยวะด้านซา้ ยของร่างกาย นอกจากนยี งั เปนศูนย์กลางของอารมณ์ การพูด ความคิด การจาํ การเรยี นรู้ และการใชภ้ าษาอกี ด้วย Parietal lobe เปนส่วนทีคอ่ นมาทางดา้ นหลงั ส่วนบนใกลก้ บั เขตมอเตอร์ เปนสมองส่วนที ทําหน้าทรี บั ความรสู้ ึกตา่ ง ๆ ทัวไปของร่างกาย เชน่ ร้อน หนาว เจ็บปวด เปนตน้ หรอื เรยี ก ส่วนนอี ีกอย่างหนึงว่าเขตรับสัมผสั (sensory area) temporal lobe เปนส่วนทอี ยู่บริเวณดา้ นขา้ งของสมองตรงขมบั มีหน้าทีเปนศูนย์กลางใน การรบั รู้ในดา้ นรส กลนิ เสียง และความเขา้ ใจดา้ นภาษา หรอื อาจเรยี กส่วนนีอีกอยา่ งหนึง วา่ เขตการฟง (auditory) occipital lobe เปนบรเิ วณทีอยู่ทา้ ยสุดของสมองแทต้ รงท้ายทอย มีหนา้ ทีควบคมุ การรับรู้ ทางสายตาใหเ้ กิดการมองเห็นภาพตา่ ง ๆ ทังแนวตังและแนวนอน หรอื อาจเรยี กบริเวณ ส่วนนีว่า เขตการเหน็ (visual area)
2. สมองเลก็ (cerebellum) เปนสมองส่วนทีอยูบ่ รเิ วณทา้ ยทอยใตส้ มองแท้ลงมา รูปรา่ ง เหมือนใบไม้มลี ักษณะเปนรอยหยกั ย่นเช่นกันแตน่ อ้ ยกวา่ สมองแท้ ชันนอกเปนสีเทา (gray matter) ส่วนชนั ในเปนสีขาว (white matter) มหี น้าทสี ําคญั คือช่วยใหอ้ วยั วะต่าง ๆ ทีอยู่ ภายใต้การควบคุมของสมองสามารถทํางานประสานกันไดเ้ ปนจังหวะเดียวกนั เพือทํา กิจกรรมใดกจิ กรรมหนงึ เช่น การเล่นเทนนสิ จะตลี ูกให้ถกู ได้ อวยั วะหลายส่วนจะตอ้ ง ทาํ งานประสานเปนอันหนงึ อนั เดียวกนั เช่น ตา หู แขน ขา มือ ฯลฯ หน้าทีอกี ประการหนึงคอื ควบคมุ การทรงตวั ของรา่ งกาย เนอื งจากสมองเล็กเปนตัวรับกระแสประสาทจากอวัยวะรบั สัมผัสทใี ช้ควบคมุ การทรงตวั ซงึ อยู่บริเวณหูชันใน ทําให้เกิดความสมดุลในขณะทรี ่างกาย กาํ ลงั อยใู่ นอิริยาบถต่าง ๆ เชน่ ขณะยนื เดนิ หมุนตัว กระโดด เปนตน้ นอกจากนยี งั ควบคุมการเกรง็ ตัวของรา่ งกายอีกดว้ ย 3. ทาลามัส (thalamus) เปนส่วน ทอี ยตู่ ่อจากสมองแท้ลงมา ทาํ หนา้ ทีเปนศูนยร์ บั กระแส ประสาทความรูส้ ึกทีถูกส่งมาจากอวัยวะตา่ ง ๆ ของรา่ งกายเข้าสู่ไขสันหลงั ผ่านกา้ นสมอง (medulla oblongata) พอนส์ และสมองส่วนกลาง (midbrain) ตามลาํ ดบั จนถงึ ทาลามัส จากนันทาลามสั จะจัดการแยกกระแสประสาทเหลา่ นนั เพือเขา้ สู่สมองเขตต่าง ๆ อีกทอด หนงึ และเมอื สมองสังการเชน่ ใด ทาลามสั จะรบั คําสังนันส่งเขา้ สู่สมองส่วนกลาง พอนส์ กา้ นสมอง และสู่ไขสันหลงั เพือส่งคําสังนนั ใหไ้ ปมผี ลตอ่ อวัยวะตา่ ง ๆ ของร่างกาย เทา่ กบั ว่าทาลามสั เปนสถานีสุดทา้ ยในการจ่ายกระแสประสาทให้กับสมอง และเปนสถานีแรกที รับคําสังจากสมองเพือจา่ ยไปสู่อวยั วะตา่ ง ๆ นอกจากนที าลามัสยงั ทําหนา้ ทคี วบคมุ อารมณ์ และพฤติกรรมของเด็กแรกเกดิ ในขณะ ทีสมองแทย้ ังทํางานได้ไม่เต็มทีอีกดว้ ย 4. ไฮโปทาลามสั (hypothalamus) อย่ใู ต้ทาลามัสลงมาใกล้กับตอ่ มไรท้ อ่ พิทอู ิทารี (pituitary gland) เปนกลมุ่ ของเซลล์สมองทมี ีขนาดเท่าเมลด็ ถัวลนั เตา ไฮโปทาลามัส ถอื วา่ เปนส่วนประกอบสําคัญของระบบลมิ บกิ (limbic system) และมหี นา้ ทสี ําคัญในการ สร้างความสมดลุ ให้กับระบบการทาํ งานของร่างกาย เช่น ควบคุมการทํางานของต่อมพิทอู ิ ทารี รกั ษาระดบั ความสมดลุ ของอุณหภูมิรา่ งกาย การหายใจ การหลับ การตนื อตั ราการ เตน้ ของหวั ใจ ความดนั โลหิต ปริมาณนาํ ตาลในกระแสเลือด ควบคมุ ความสมดุลในการ ทํางานของระบบประสาทอัตโนมตั ิ นอกจากนยี งั ทําหนา้ ทคี วบคมุ แรงขบั (drive) ตา่ ง ๆ เช่น ความหิว ความกระหายความตอ้ งการทางเพศ เปนตน้ ความสําคญั ของไฮโปทาลามัสนี เองบางครังจึงไดร้ ับสมญาว่าผู้พิทกั ษ์ร่างกาย (guardian of body)
5. ระบบลิมบกิ (limbic system) เปนเซลลป์ ระสาททีกระจายอยโู่ ดยรอบทาลามสั และไฮ โปทาลามัส ระบบนีประกอบดว้ ย ฮิปโปแคมปส (hippocampus) และอะมกิ ดาลา (amygdala) ทาํ หนา้ ทีควบคมุ ความโกรธและพฤติกรรมก้าวร้าวของมนษุ ยแ์ ละสัตว์ 6. สมองส่วนกลาง (midbrain) เปนส่วนทมี คี วามยาวประมาณ 1 นวิ ตังอยใู่ ต้ทาลามัส โดยมเี ซลลป์ ระสาทเปนตวั เชือมตอ่ กนั 7. พอนส์ (pons) เปนส่วนทอี ย่ถู ัดลงมาจากสมองส่วนกลาง ด้านขวาของพอนส์จะอยตู่ ดิ กับ สมองเล็ก (cerebellum) โดยมีใยประสาทเปนตัวเชอื ม จึงทําใหพ้ อนส์เปนทางผ่านของ กระแสประสาททีมาจากส่วนล่างเขา้ สู่สมองแทแ้ ละสมองเลก็ เพือให้เกิดการประสานงานกนั ระหวา่ งสมองทงั สองชนดิ เช่น สามารถเคลอื นไหวได้พร้อมกบั การทรงตัวทดี ี เปนต้น 8. ก้านสมอง (medulla oblongata) เปนส่วนทอี ย่ตู ่อจากพอนส์ลงมา และเปนส่วน สุดทา้ ยของสมอง โดยก้านสมองจะทาํ หนา้ ทีเชอื มต่อระหวา่ งสมองกบั ไขสันหลงั ภายในก้าน สมองหรอื เมดลู ลาประกอบดว้ ยเส้นประสาทเปนมดั เพือส่งกระแสประสาททไี ด้รับจากสมอง ผา่ นส่วนตา่ ง ๆ ลงมาตามลาํ ดบั เพือส่งเข้าสู่ไขสันหลงั และรับกระแสประสาททีส่งขนึ มาจาก ไขสันหลังส่งตอ่ ไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของสมองตามลําดบั เช่นกัน เทา่ กับว่าก้านสมองเปนสถานีรับ ส่งกระแสประสาทสุดทา้ ยทเี ชอื มตอ่ ระหว่างสมองกับไขสันหลัง แต่เนอื งจากมดั ของเส้น ประสาททอี ยู่ภายในก้านสมองนนั มีลักษณะไขว้กันเปนรปู กากบาท จึงทําใหเ้ ส้นประสาทชดุ ทีมาจากรา่ งกายซีกขวาจะไปเชอื มตอ่ กับเส้นประสาททจี ะเขา้ สู่สมองซกี ซา้ ย และเส้นประสาท ชุดทีมาจากร่างกายซกี ซ้ายจะไปเชือมต่อกบั เส้นประสาททจี ะเข้าสู่สมองซีกขวา จึงมีผลทาํ ให้ สมองซกี ขวาควบคมุ การทาํ งานของอวยั วะซกี ซา้ ยและสมองซีกซา้ ยจงึ ควบคุมการทํางานของ อวยั วะซีกขวา นอกจากนกี า้ นสมองยงั ทาํ หน้าทคี วบคมุ การทาํ งานของอวยั วะภายในบางชนดิ อีกดว้ ย เช่น การเต้นของหัวใจ การขยายและหดตวั ของปอด การย่อยอาหาร การยืดและหด ตัวของเส้นเลือด เปนตน้ 9. เรติควิ ลาร์ ฟอรเ์ มชนั (reticular formation) เปนกล่มุ ของเซลล์ประสาทบริเวณก้าน สมอง ทาํ หน้าทคี วบคุมสภาวะตืนตัวของร่างกาย การแสดงอาการงุนงง เปนตน้
ระบบประสาทส่วนปลาย:PNS หนา้ ทีของเส้นประสาทสมอง ค่ทู 1ี Olfactory nerve ทาํ หน้าทรี ับกลนิ โดยมีเซลล์ทที ําหนา้ ทีรบั กลนิ อยทู่ เี ยอื บุผิว (Mucous membrane) ของจมูก คทู่ 2ี Optic nerve ทาํ หน้าทีเกยี วกับการมองเห็น มเี ซลลร์ บั (Receptor) อยูท่ ี retina ของ ตา คทู่ 3ี Occulomotor nerve ไปเลยี ง (Innervate) กลา้ มเนอื ลูกตา (External eye muscles) ทาํ ใหม้ กี ารเคลือนไหวของลกู ตา ค่ทู 4ี Trochlear nerve ไปเลยี งกล้ามเนอื ลูกตามัดทมี ชี อื วา่ (Superior oblique) ทําให้มี การเคลอื นของลูกตาไปในแนวลงลา่ งและเฉียงเขา้ ดา้ นใน (Downward and medially) คทู่ 5ี Trigerminal nerve ทาํ หน้าทีรับความร้สู ึกจากบริเวณใบหน้า ศรษี ะ ฟน เกยี วกบั ความรสู้ ึกเจ็บปวด รอ้ น-เย็นและไป innervate เนือเยือตังแต่ศรีษะลงไปในปาก ฟน ขา กรรไกร และลินส่วนหนา้ เพือควบคุมการเคียว คู่ท6ี Abducent nerve ไป innervate กลา้ มเนือลกู ตาทีชือ lateral rectus ทาํ ให้เกดิ การ เคลือนไหวของลกู ตาออกไปดา้ นข้าง (Lateral movement) คู่ที7 Facial nerve ไปเลยี งทีลนิ ส่วนหน้า ประมาณ 2/3 ทาํ หนา้ ทรี บั รสอาหาร และทํา หนา้ ทคี วบคุมการหดตวั และคลายตวั ของกล้ามเนือบรเิ วณหนา้ และศรษี ะ ทําใหเ้ กิดลกั ษณะ การแสดงสีหน้าตา่ งๆ คทู่ 8ี Vestibulocochlea nerve มี 2 แขนง คอื vestibular nerve ทําหน้าทีเกยี วกับการ ทรงตัว และ cochlea nerve ทําหน้าทีเกียวกับการไดย้ นิ คู่ท9ี Glossopharyngeal nerve ไปเลียงลินส่วนหลงั ประมาณ 1/3 ทาํ หน้าทีรบั ความรู้สึก จากลนิ การกลนื เรา้ ให้หลังนาํ ลาย และยังควบคุมการทาํ งานของกล้ามเนือหลอดคอ (Pharynx) คทู่ ี 10 Vagus nerve ประกอบด้วยเส้นประสาทหลายเส้นรวมกันไปสู่อวยั วะต่าง เชน่ หูชนั นอก, pharynx, larynx, trachea, bronchi, อวยั วะในช่องอก, อวยั วะในช่องทอ้ ง ไดแ้ ก่ หวั ใจ, ปอด, esophagus, กระเพาะอาหาร, ลาํ ไส้เล็ก, ถงุ นําดี (Gall bladder) เปนตน้ คูท่ 1ี 1 Accessory nerve เลยี งกลา้ มเนือ trapezius และ sternocleidomastoid ทาํ ให้ ศรษี ะและไหลเ่ กิดการเคลอื นไหว คทู่ 1ี 2 Hypoglossal nerve ไปสู่กล้ามเนือของลิน ควบคมุ การหดตวั และการคลายตวั ของ กลา้ มเนือลิน ทําใหล้ ินมกี ารเคลอื นไหว
Classification of Cranial Nerves Motor cranial nerves : contain only efferent(motor) fibers Oculomotor nerve Trochlear nerve Abducent nerve Accessory nerve Hypoglossal nerve Sensory cranial nerves : contain only afferent(sensory) fibers Olfactory nerve Optic nerve Vestibulocochlear nerve Mixed nerves : contain both sensory and motor fjbets Trigeminal nerve Facial nerve Glossopharyngeal nerve Vagus nerve
หน้าทีของเส้นประสาทไขสันหลงั เส้นประสาททแี ยกออกจากไขสันหลงั มีทังหมด 31 คู่ เปนเส้นประสาทประสม(mixed never)แบ่งออกเปนทังหมด 5บริเวณดงั นี เส้นประสาทส่วนคอ Cervical nerve มี 8 เส้น คือ C1-8 เส้นประสาทส่วนอก Thoracic nerve มี 12 เส้น คอื T1-12 เส้นประสาทส่วนเอว Lumbar nerve มี 5 เส้น L1-5 เส้นประสาทส่วนกระเบนเหนบ็ Sacral nerve มี 5 เส้น S1-5 เส้นประสาทส่วนกน้ กบ Coccygeal nerve มี 1 เส้น
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154