Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือเลือกชนิดพรรณไม้เพื่อปลูกป่าป้องกันอุทกภัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

คู่มือเลือกชนิดพรรณไม้เพื่อปลูกป่าป้องกันอุทกภัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Description: คู่มือเลือกชนิดพรรณไม้เพื่อปลูกป่าป้องกันอุทกภัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.

Search

Read the Text Version

พลับพลา Microcos tomentosa Sm. วงศ MALVACEAE ช่ืออน่ื เรยี กคลา ย ๆ กบั ลาย (Microcos paniculata L.) เชน ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เรยี ก คอมสม หรอื กอ มสม พลองสม และ คอมเกล้ียง ภาคตะวนั ออกเฉียงใตเรยี ก มลาย ภาคกลางเรยี ก พลับพลา และข้ีเถา ลกั ษณะวสิ ัย ไมตน ขนาดกลาง ผลดั ใบ สูงไดป ระมาณ 20 ม. โคนตน มีพูพอน เปลอื กสนี ้ําตาลเทาแตกลอนเปนแผนสะเก็ด บาง ๆ ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ่ีสําคัญ ใบเรียงสลับในระนาบเดยี วกนั รปู ไขก ลับ ยาว 8–17 ซม. ปลายใบเปน ติ่งแหลม โคนใบ กลม ขอบใบจกั ฟน เลอ่ื ย แผน ใบมีขนทง้ั 2 ดา น เสน โคนใบ 3 เสน เสนแขนงใบขา งละ 4–6 เสน เสน แขนงใบยอ ยแบบขั้นบันได ชอดอกออกทซ่ี อกใบใกลป ลายกง่ิ ยาว 3–15 ซม. ดอกสเี หลอื ง กลีบเลยี้ งคลายรูปชอ น ยาว 5–8 มม. กลบี ดอกรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 2 ซม. เกสรเพศผูเกลย้ี ง รงั ไขรูปไข ยาวประมาณ 2 มม. มีขน ผลแบบผลผนังชน้ั ในแขง็ รูปรี ยาว 1–1.5 ซม. ผวิ คลา ยแผนหนัง มขี นปกคลมุ เขตการกระจายพันธุ อินเดีย ไทย ภมู ิภาคอนิ โดจนี และมาเลเซยี ฟล ิปปนส การกระจายพนั ธุแ ละนิเวศวทิ ยาในประเทศไทย พบทว่ั ทุกภาคของประเทศ ข้นึ ในปาเบญจพรรณ ปาดบิ แลง และปาดิบ ชืน้ ระดับความสูง 50–800 เมตร ออกดอกและผลแกเดอื นพฤษภาคม–กนั ยายน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบทุกพ้ืนทีท่ ั้ง 3 ลุมนํ้า ประโยชน เนอ้ื ไมคอนขา งออน ใชทําเฟอรน ิเจอร ไมฟ น ผลสุกรับประทานได การขยายพันธุ เพาะเมลด็ ไมมขี อมลู การปฏบิ ัติตอ เมล็ดกอนนาํ ไปเพาะ ขอ แนะนํา เปน ไมโ ตคอ นขา งเรว็ กลาไมต องการแสงมาก ขึ้นไดดีทัง้ ในสภาพพนื้ ทแ่ี หง แลงและมนี า้ํ ทวมขัง ผลสกุ ดึงดูดสัตวปา ใหเขา มาในพ้นื ที่ได ขอ มลู เพมิ่ เตมิ Blumea Volume 56(3) (Chung and Soepadmo, 2011); Flora of Thailand 6(1) (1993) 44

พังแหรใหญ Trema orientalis (L.) Blume วงศ CANNABACEAE ช่อื อืน่ ภาคกลางเรยี ก ตะคาย ลกั ษณะวสิ ยั ไมต น ขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง ผลดั ใบ สงู ไดป ระมาณ 20 ม. เปลอื กเรยี บสเี ทาออ น มชี อ งอากาศกระจาย เปลอื ก แตกเปนรองตามยาวในตน ขนาดใหญ ก่งิ ออนมขี นปกคลมุ ดอกแยกเพศรวมตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคญั หูใบรูปลิ่ม ยาวประมาณ 1 ซม. รว งงาย ใบเรียงสลบั ตามกงิ่ ท่ีหอ ยลง แผน ใบรูปขอบ ขนาน รูปใบหอก หรอื แกมรูปไข ยาว 7–20 ซม. โคนใบรปู หัวใจ เบีย้ ว ขอบใบจักฟนเลอ่ื ยถี่ ๆ แผน ใบดา นบนสาก ดา นลาง มขี นสน้ั นมุ หนาแนน เสน โคนใบ 3 เสน เสน แขนงใบขา งละ 4–6 เสน ชอ ดอกออกเปน กระจกุ สน้ั ๆ ตามซอกใบ ขนาดเลก็ สเี ขยี วออ น เสน ผา นศนู ยกลาง 1.5–2 มม. ดอกเพศผมู ักอยูชว งโคนชอและมีมากกวา ดอกเพศเมยี กลีบรวม 4–5 กลีบ ตดิ ทน ผลแบบผล ผนงั ชน้ั ในแขง็ รปู รเี กอื บกลม ยาว 3–6 มม. ผิวยน สุกสดี ํา มเี มลด็ เดียว เขตการกระจายพันธุ แอฟรกิ า อินเดยี เนปาล ศรีลังกา จีน ญี่ปุน พมา ไทย ภูมิภาคอนิ โดจีนและมาเลเซยี ประเทศหมเู กาะ ในมหาสมทุ รแปซฟิ ก ออสเตรเลยี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบกระจายท่ัวไปทุกภาค ข้ึนตามที่โลงและตามชายปาทีม่ คี วามชมุ ช้นื ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 1,500 เมตร ออกดอกและตดิ ผลเดอื นมถิ นุ ายน–สงิ หาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื สว นมาก พบทางตอนลางตามชายปา ดิบแลงของลมุ น้ํามลู ประโยชน เนอ้ื ไมอ อ น สชี มพู มคี วามละเอยี ดสงู ใชท าํ เครอ่ื งประดบั เปลอื กใหเ สน ใย ใชท าํ กระดาษได ราก เปน ยาแกร อ นใน กระหายน้ํา เปลือก เปน ยาแกป ากเปอ ย ทรงพุมหนาแนน เหมาะสําหรบั ปลกู ใหร มเงาพืชเกษตรไดดี การขยายพันธุ เพาะเมลด็ และปกชาํ แตกหนอ ไดดี เมล็ดควรนําไปจุมในฮอรโมนพชื พวกกรดจิบเบอเรลลิน (giberrellic acid -GA3) กอ นนําไปเพาะ เพือ่ ชวยเรงการงอก และเมล็ดตองการแสงเพอื่ ชวยในการงอกสูง ขอ แนะนาํ เปนไมเ บิกนําและโตเรว็ ขน้ึ ไดดใี นท่โี ลง โดยเฉพาะรมิ ลําธาร แตไมท นแลงและไฟ เหมาะสําหรบั ปลูกฟนฟูสภาพพื้นทใี่ กลแหลงน้าํ และมคี วามชุม ชนื้ สูง เพ่อื ชวยปกคลมุ พ้นื ทีท่ ีเ่ ส่อื มโทรมในเบ้อื งตน เพ่อื ปองกนั การพังทลายของดนิ ตามชายฝงแมนาํ้ หมายเหตุ เดมิ ถกู จัดใหอยูภ ายใตวงศ Ulmaceae ขอมลู เพ่มิ เตมิ Flora of China Vol. 5 (2003). Website: AgroForestryTree Database 45

โพข้ีนก Ficus rumphii Blume วงศ MORACEAE ช่ืออนื่ ทางภาคกลางเรยี ก โพตัวผหู รอื โพประสาท ลกั ษณะวิสัย ไทรขน้ึ บนพนื้ ดนิ หรอื เกาะพันตน ไมอน่ื ขนาดเลก็ ถึงขนาดกลาง ผลัดใบ สูงไดถึง 20 ม. เปลือกสเี ทาปนนํ้าตาล ดอกแยกเพศรวมตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรทสี่ าํ คัญ หใู บยาว 1–3.5 ซม. รว งงาย ใบเรียงเวียน รูปรีหรือรปู ไข ยาว 3–16 ซม. ปลายใบยาว คลายหาง โคนใบรูปลม่ิ กวา ง ตัด หรือรูปหัวใจต้ืน ๆ แผน ใบเกลีย้ งทง้ั สองดาน เสนแขนงใบขา งละ 6–8 เสน มีตอมไขที่โคนเสน กลางใบ กานใบยาว 2.5–9 ซม. ดอกขนาดเล็กอยภู ายในฐานดอกท่ีขยายใหญแ ละอวบนํา้ ออกเปนคหู รือเด่ียว ๆ ตามซอกใบ หรือตามกิ่ง มีใบประดับขนาดเล็กท่ีโคน 2–3 ใบ ยาว 1–2 มม. ไรกา น รูปรา งคอ นขางกลม เสน ผานศูนยก ลาง 1.5–2 ซม. สชี มพู หรืออมมวง สกุ สดี ํา รูเปด เสน ผานศูนยก ลาง 2–2.5 มม. ดานในไมม ขี น เมล็ดขนาดเล็ก การกระจายพนั ธุ ปากสี ถาน อนิ เดยี เนปาล ภูฏาน บงั กลาเทศ พมา ไทย ภมู ภิ าคอนิ โดจีนและมาเลเซยี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบกระจายหา ง ทกุ ภาค ขน้ึ ในปา เบญจพรรณ ปา ดิบแลง และปา ดิบ ระดับตํ่าความสูงไมม ากนัก ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือพบท่วั พ้นื ท่ที ง้ั 3 ลุมน้าํ ประโยชน เน้อื ไมคอนขา งออ น ใบและกง่ิ ออ นเปน อาหารของสตั วเลยี้ ง เปลือกและใบ ใชล ะลายเสมหะ ยางผสมกับนํา้ ตาล มะพราว ขบั พยาธใิ นลําไส ปลูกเปนไมประดบั ใหรม เงา การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด ตอนก่ิง หรอื ปก ชาํ กงิ่ การปฏบิ ัติตอ เมลด็ กอ นนาํ ไปเพาะเชนเดียวกบั กรา ง ขอแนะนํา เปน ไมพ วกไทรท่ขี ้ึนบนพ้ืนดนิ โตคอนขา งเรว็ โดยเฉพาะชวงกลาไม ระบบรากแนน ชวยปอ งกนั การพงั ทลายของดนิ ทนแลง สามารถปลกู ไดท ง้ั ทร่ี าบลมุ และทล่ี าดชนั เปน แหลง อาหารของสตั วป า หลายชนดิ ขอ มลู เพิ่มเติม Flora of Thailand 10(4) (2011); ตน ไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543); ไมป า ยนื ตน ของไทย 1 (เออ้ื มพร และปณธิ าณ, 2547); ปลกู ใหเ ปนปา แนวคิดและแนวปฏิบตั สิ าํ หรบั การฟน ฟูปาเขตรอน (หนว ยวจิ ยั การฟน ฟูปา, 2549) 46

มะกลํ่าตน Adenanthera microsperma Teijsm. & Binn. วงศ FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE) ชอ่ื อน่ื บางคร้ังเรียกวา มะกล่ําตาไกหรือมะกลํ่าตาชา ง ลกั ษณะวิสยั ไมตนขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบชว งส้นั ๆ สูง 10–20 ม. ก่ิงสนี ํา้ ตาลเขม เกลี้ยงหรอื มขี นละเอยี ด ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ าํ คัญ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรยี งสลบั กานใบยาว 3–13 ซม. แกนกลางยาวไดกวา 40 ซม. ใบประกอบยอ ยมี 1–6 คู กานใบและแกนกลางใบประกอบไมมตี อ ม ใบยอ ยมี 4–7 คู เรียงสลบั รปู รีหรือรปู ไข ยาว 2.5–4 ซม. ปลายใบแหลมหรอื กลม โคนใบมนหรอื กลม แผน ใบมขี นละเอยี ดทง้ั สองดา น ชอ ดอกแบบชอ กระจะเรยี วยาวคลา ย ชอ เชงิ ลด ดอกจาํ นวนมาก กลีบเลี้ยงรูปถวย ยาวประมาณ 1 มม. ปลายจักไมช ดั เจน 5 จกั กลีบดอก 5 กลบี รูปใบหอก ยาว 3–4.5 มม. เกสรเพศผู 10 อัน แยกกนั ยาวเทา ๆ กลบี ดอก รงั ไขม ขี นยาว กา นเกสรเพศเมียเรยี วยาว ยาวเทา ๆ เกสรเพศผู ผล เปน ฝกแบน ๆ ยาว 12–20 ซม. คอดตามเมลด็ แหงแลวแตกบิดงอ เมลด็ สีแดง รูปรีเกอื บกลม ยาว 5–8 มม. เขตการกระจายพันธุ จนี ตอนใต พมา ไทย ภมู ภิ าคอนิ โดจนี และมาเลเซยี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายทกุ ภาค ขน้ึ ในปา เบญจพรรณ หรอื ชายปา ดบิ แลง และปา ดบิ ชน้ื ระดับความสูงจนถึงประมาณ 400 เมตร ผลแกเดือนมิถุนายน–สิงหาคม ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบทางตอนบนคอน ไปทางภาคเหนือ และตอนลางชว งตน นาํ้ ของลุมนา้ํ มูล ประโยชน เปน ไมเนอื้ ออ นคอ นขา งแข็ง ทนมอดและแมลง ใชใ นกอสราง ทําเฟอรน เิ จอร ทําไมฟ น คุณภาพดี เมลด็ สีแดงสด ใชทาํ เคร่อื งประดับ ทรงพุมสวยงามแนน ปลูกใหรม เงาแกไมอืน่ ๆ ชวยบาํ รุงดิน การขยายพันธุ เพาะเมล็ด ขอมูลจากภูมิปญญาชาวบาน จังหวัดยโสธร ใหขลิบเมล็ดใหเกิดแผล แชน้ํา 1–3 วัน นําข้ึน หอกระสอบปาน รดนํ้าพอชุม 2–3 วัน เมล็ดงอกแลวยายลงถุง เชน เดยี วกับราชพฤกษและกัลปพฤกษ ขอแนะนาํ เปน ไมคอ นขา งโตเร็ว ตอ งการแสงมาก แตใ นระยะกลาไมต อ งการรมเงา ระบบรากลึก พุมใบ กวา ง เหมาะสาํ หรับปลูกฟนฟูสภาพพืน้ ที่ราบลุม เพอ่ื ยึดเกาะดนิ และชวยปรับปรงุ ดิน ขอ มูลเพมิ่ เตมิ Flora of Thailand 4(2) (1985); Flora of China Vol. 10 (2010) 47

มะกกั Spondias bipinnata Airy Shaw & Forman วงศ ANACARDIACEAE ชอื่ อืน่ บางครัง้ เรยี กเปนภาษาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือวา หมักกกั แถบจงั หวดั นครราชสีมาเรยี ก มะกอกปา ลักษณะวิสัย ไมตนขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 10–25 ม. เปลือกสีเทาอมนํ้าตาล แตกเปนรองตื้น ๆ ตามยาว กิ่งออนมี ขนส้ันนมุ หนาแนน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี ําคัญ ใบประกอบแบบขนนก 2 ช้นั กานใบยาว 4.5–11 ซม. ใบประกอบยอ ยเรยี งตรงขาม มี 3–5 คู รปู รีหรอื รปู ไข ยาว 1.2–3.2 ซม. โคนใบเบ้ียว แผน ใบมขี นทงั้ สองดาน เสนแขนงใบขางละ 6–9 เสน ชอ ดอกแบบชอ แยก แขนง ออกตามปลายกงิ่ ดอกจํานวนมาก กลีบเล้ยี ง 4 กลีบ รูปไข ยาวประมาณ 1 มม. กลีบดอก 4 กลีบ รปู รี ยาวประมาณ 4 มม. เกสรเพศผู 10 อัน จานฐานดอกหนา หยักเปนพู ผลแบบผลผนังช้นั ในแขง็ รปู รหี รอื รูปขอบขนาน ยาวประมาณ 4.5 ซม. สวนมากมเี มล็ดเดียว เขตการกระจายพันธุ พชื ถิน่ เดียวของไทย การกระจายพันธแุ ละนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทางภาคเหนือตอนลาง ภาคกลาง ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื แถบ จงั หวดั นครราชสมี า และภาคตะวนั ตกเฉยี งใต ขนึ้ ตามทโ่ี ลง หรอื บนเขาหนิ ปนู เตย้ี ๆ ระดบั ความสงู ไมเ กนิ 300 เมตร ตดิ ผลเดอื น พฤษภาคม–ตลุ าคม ประโยชน เนอื้ ไมอ อน คลา ยๆ กบั ไมม ะมือ Choerospondias axillaris (Roxb.) B. L. Burtt & A. W. Hill การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ การปฏบิ ตั ติ อ เมลด็ กอ นนาํ ไปเพาะใชว ธิ เี ดยี วกบั มะมอื ได คอื นาํ เมลด็ แชน า้ํ จนนม่ิ แกะเอาเนอื้ ออก ตากใหแ หง เกบ็ ไวในภาชนะปด ประมาณ 1 เดือนกอ นนาํ ไปเพาะ ขอแนะนาํ เปนไมเบิกนาํ และโตเรว็ ทนความแหงแลง และไฟปา เหมาะสาํ หรับปลกู ในพน้ื ท่ีแหงแลงใกล เขาหนิ ปูนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนลา ง คอ นมาทางภาคกลาง เพื่อใหเกดิ ความชมุ ช้นื และเปน รมเงา ในการปลูกไมโตชา และนาจะทดลองปลกู ในพนื้ ที่ทีแ่ หงแลงในสว นอ่นื ๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ได โดยเฉพาะพ้ืนทีท่ ีเ่ ปน หินปูน ขอมูลเพิ่มเติม Flora of Thailand 10(3) (2010); คูมือเลือกชนิดพรรณไมเพ่ือปลูกปาปองกันอุทกภัย (มะมือ) (สํานักงาน หอพรรณไม, 2555) 48

มะเดอ่ื ปลอ ง Ficus hispida L. f. วงศ MORACEAE ชอื่ อนื่ – ลักษณะวสิ ยั ไทรขนาดเล็ก ไมผ ลัดใบ สูง 10–15 ม. เปลอื กสีนาํ้ ตาล มีรอยแผลใบรอบลําตน ตน ออ นมกั กลวง ดอกแยกเพศ รวมตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ่ีสําคญั หูใบยาว 1–2.5 ซม. มีขนยาว รวงงาย ใบเรียงตรงขาม เกือบตรงขา ม หรือเรียงเวียน รูป ขอบขนาน รปู รี หรอื รูปไขกลบั ยาว 5–25 ซม. ตน กลาอาจยาวไดถ งึ 35 ซม. ปลายใบแหลมยาว โคนใบรูปลิม่ หรอื เวา ตื้น ๆ คลาย รูปหวั ใจ แผน ใบมีขนทั้งสองดาน เสนแขนงใบขา งละ 4–10 เสน กานใบยาว 1–6.5 ซม. หรือเกือบ 10 ซม. ในตนออ น ดอกขนาด เลก็ อยูภายในฐานรองดอกทีข่ ยายใหญและอวบนํ้า ออกตามซอกใบ ลําตน และกิ่งใหญ ๆ กา นยาว 0.5–3.5 ซม. มีใบประดับที่ โคน 3 ใบ ยาว 0.5–2.5 มม. คอนขา งกลม ผลสดเสนผานศนู ยกลางอาจโตไดถ ึง 3.5 ซม. ผลแหง 1.5–2.5 ซม. มขี นส้นั นุมและ เกล็ดปกคลมุ หาง ๆ สุกสีเหลืองออน รูเปดเสน ผานศูนยก ลาง 2–4 มม. ดา นในไมม ขี น รอบ ๆ มใี บประดบั 5–6 ใบ เขตการกระจายพันธุ ปากสี ถาน อนิ เดีย ศรีลังกา เนปาล ภฏู าน บังกลาเทศ จีนตอนใต พมา ไทย ภูมิภาคอินโดจีนและ มาเลเซยี ฟลิปปนส นิวกนี ี ออสเตรเลีย การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบท่วั ทุกภาคของประเทศ ขึ้นในปาเบญจพรรรณ ปา ดบิ แลง ปา ดบิ ชื้น และปา ดิบเขา สวนมากพบตามชายปา จนถงึ ระดบั ความสงู จนถึง 1,600 เมตร ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบทว่ั พ้นื ทที่ ั้ง 3 ลมุ นา้ํ ประโยชน เนอ้ื ไมออน ไมม ีการนาํ ไปใชประโยชนม ากนกั รากและเปลือกตน แกพ ษิ ในกระดกู แกเ มด็ ฝ การขยายพันธุ เพาะเมลด็ ปก ชํากิง่ การปฏบิ ตั ิตอ เมล็ดกอนนาํ ไปเพาะเชนเดียวกับกรา ง ขอ แนะนาํ เปนไมคอนขา งโตเรว็ เชนเดียวกบั พรรณไมพวกไทร แตม ะเดอ่ื ปลองชอบความชมุ ช้นื สามารถ ปลกู ไดท ง้ั ทร่ี าบลมุ ทม่ี นี าํ้ ขงั ชว ยปอ งกนั การพงั ทลายของดนิ ผลเปน แหลง อาหารของสตั วป า หลายชนดิ ขอ มูลเพิ่มเติม Flora of Thailand 10(4) (2001); ตนไมเ มืองเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); ปลกู ใหเ ปนปา แนวคดิ และแนว ปฏบิ ัติสาํ หรบั การฟน ฟปู าเขตรอน (หนว ยวิจัยการฟน ฟปู า, 2549); สมุนไพรไมพ ้นื บา น (3) (นนั ทวนั และคณะ, 2542) 49

มะฝอ Mallotus nudiflorus (L.) Kulju & Welzen วงศ EUPHORBIACEAE ชื่ออน่ื – ลกั ษณะวสิ ยั ไมต นขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ ผลดั ใบ สูงไดถึง 30 ม. มกั มพี ูพอน เปลือกเรยี บ บาง สีเทาถงึ สีนาํ้ ตาล ดอกแยก เพศตางตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรทีส่ าํ คญั ใบเรียงตรงขา ม รปู ไขหรือรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเวา รูปหวั ใจหรือมน มีตอ ม 2–5 ตอ มท่ีโคนใบ ขอบใบมกั มตี อ ม เสน โคนใบ 3–5 เสน แผน ใบดา นลางมกั มขี นหรอื ขนกระจุก กา นใบยาว 5–12 ซม. ชอดอกแบบชอ กระจะ ออกตามซอกใบ ไมม กี ลบี ดอกและจานฐานดอก ชอ ดอกเพศผูอ อกเปน กระจุก 1–3 ชอ ยาวไดป ระมาณ 30 ซม. ดอกออกเปน กระจกุ ประมาณ 3 ดอก กลบี เลยี้ ง 2–4 กลบี ยาว 4–6 มม. เกสรเพศผจู าํ นวนมาก ชอ ดอกเพศเมียยาวถงึ 10.5 ซม. ดอกเพศเมียออกเด่ียว ๆ บนแกนชอ กลีบเล้ยี ง 3–5 กลีบ ยาวเทา ๆ ดอกเพศผู รังไขรปู ไข มี 3–5 ชอ ง มีขนหนาแนน กานเกสรเพศเมียมี 3–5 กา น ยอดเกสรเพศเมียมปี มุ เลก็ แตกแขนง ผลสด ไมแตก คอนขางกลม เสน ผา นศนู ยก ลาง 2–3.5 ซม. เมลด็ มี 8–12 เมล็ด รูปไข ยาว 0.7–1 ซม. เขตการกระจายพันธุ อินเดยี ศรีลังกา เนปาล ภูฏาน จีนตอนใต พมา ภมู ิภาคอนิ โดจีนและมาเลเซยี ฟลิปปน ส การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายทว่ั ไปทกุ ภาค ขน้ึ ตามปา เบญจพรรณ ปา ดบิ แลง และปา ดบิ ชน้ื ชายปา ท่ีโลงแจง โดยเฉพาะรมิ ลาํ ธาร จนถงึ ระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตร ติดผลเดือนพฤษภาคม–กนั ยายน ทางภาค ตะวันออกเฉยี งเหนอื พบกระจายหา ง ๆ ทงั้ 3 ลุมน้ํา ประโยชน ไมเนื้อออน ไมย ดื หยุน เน้อื ไมใ ชใ นงานกอสรางช่วั คราว กานไมขดี กลอ งใสของ และไมเคลือบผวิ (veneer) เมล็ด ใหน ้าํ มัน ผลเปน อาหารของสัตวป า การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด นําเมลด็ แชนํ้า 48 ช่ัวโมง ชว ยใหงอกไดรอยละ 70–80 ใชเวลาในการงอก 10–14 วนั ขอ แนะนํา เปนไมโ ตเรว็ ชอบแสงและความชมุ ชื้น เหมาะสาํ หรับปลูกเปน ไมเบิกนาํ บริเวณใกลลาํ ธารในทีส่ งู เพ่ือคลุมดนิ และปอ งกนั การพงั ทลายของดนิ ผลดึงดูดสัตวปา เขา มาในพ้นื ท่ี หมายเหตุ เดิมมชี ่ือพฤกษศาสตรว า Trewia nudiflora L. ขอมูลเพิม่ เติม PROSEA 5(3) (1998); Flora of Thailand 8(2) (2007) 50

มะยมปา Ailanthus triphysa (Dennst.) Alston วงศ SIMAROUBACEAE ชอื่ อน่ื – ลักษณะวสิ ยั ไมต นขนาดใหญ สูงไดถ ึง 45 ม. กง่ิ มรี อยแผลใบขนาดใหญชัดเจน ดอกแยกเพศตางตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคัญ ใบประกอบแบบขนนก ยาว 20–70 ซม. มีใบยอ ย 3–15 คู ใบยอยรูปขอบขนาน รปู ใบ หอก หรอื แกมรูปไข เบย้ี ว ยาว 9–26 ซม. ปลายใบแหลมยาว ปลายเสนกลางใบดานลา งมขี นตอ ม ทาํ ใหปลายของปลายใบ ดูมนหรือเวา ตื้น ชอดอกแบบชอแยกแขนง ออกตามซอกใบ ยาว 20–60 ซม. ดอกจาํ นวนมาก กลบี เลีย้ งและกลีบดอกสวนมาก มี 5 กลบี กลีบเลี้ยงยาวไมเกนิ 1 มม. มีขน กลีบดอกรูปขอบขนาน ยาว 3–5 มม. เกสรเพศผู 10 อนั เปนหมันในดอกเพศเมีย คารเ พล 2–4 แยกกัน กา นเกสรเพศเมีย 2–5 อัน แยกกัน ยอดเกสรหยักเปนพู ผลมีปกเดยี ว มี 1–4 ผลยอ ยเรยี วยาว ยาว 4.5–8 ซม. กานผลยาว 0.8–2 ซม. เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดยี ศรีลังกา พมา ไทย เวยี ดนาม ชวา บอรเ นียว ออสเตรเลยี การกระจายพันธุและนิเวศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายหาง ๆ แทบทกุ ภาค ขึน้ ในปาดบิ แลง และปา ดบิ ชื้น โดย เฉพาะตามชายปา ทโ่ี ลง จนถงึ ระดบั ความสงู ประมาณ 600 เมตร ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบกระจายหาง ๆ ทัง้ ทาง ตอนลา งและตอนบน การขยายพันธุ เพาะเมล็ดในแปลงเพาะหรือโดยการหยอดเมล็ดลงหลุมในแปลงปลูกไดโดยตรง แตไมมีขอมูลการปฏิบัติตอ เมล็ดกอนนาํ ไปเพาะ ประโยชน เนื้อไมออ น ใชท าํ กลอ ง กลอ งไมข ีด ไมอ ดั ทุน ลอยนํา้ มชี นั ใชทําธูปหอม ขอแนะนาํ เปน ไมโตคอนขางเร็วมาก ตองการแสงมาก โดยเฉพาะในระยะกลาไม ควรควบคมุ วชั พชื เหมาะสาํ หรับปลกู ฟน ฟปู าดิบแลงท่ีเส่อื มโทรม แตมคี วามชุม ชน้ื สูง ลาํ ตน สงู ใหญ กลายเปนไมช้ันเรือนยอด ชั้นบนไดเรว็ และใหร มเงาแกไมโตชา ไดดี สามารถปลกู ในพนื้ ที่สูงไดมากกวา 1,000 เมตร ขอมูลเพม่ิ เตมิ Flora of Thailand 2(4) (1981). Website: AgroForestryTree Database 51

ยมหิน Chukrasia tabularis A. Juss. วงศ MELIACEAE ชอื่ อนื่ ภาคกลางเรยี ก มะเฟองชา ง สะเดาชาง หรือสะเดาหนิ ภาคตะวันออกเรยี ก ฝกดาบหรอื เสียดกา ลักษณะวิสยั ไมตนขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ ผลดั ใบ สงู ถึง 40 ม. โตคอนขางชา เปลอื กนอกสีนํา้ ตาลเขม แตกเปน รอ งหาง ๆ ตามยาว เปลอื กในสนี ํ้าตาลแดงหรือสชี มพู ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคัญ ใบประกอบแบบขนนกปลายคู เรียงเวียน ยาว 30–85 ซม. ใบยอยรูปไขหรือรูป ขอบขนาน เบ้ยี ว ยาว 5.5–15 ซม. ขอบใบจักในตน ออ น ชอดอกแบบชอกระจกุ แยกแขนง กลีบเลยี้ งและกลีบดอกมอี ยา งละ 4–5 กลบี กลบี ดอกสเี ขยี วครมี อมเหลือง ปลายกลีบโคง พับลง เกสรเพศผูมี 10 อัน กา นชูอบั เรณูเช่ือมตดิ กันเปนหลอด ผลแบบ ผลแหง แตกเปน 3–5 ซีก รปู รหี รอื รูปไข ยาว 3–5 ซม. ผิวมชี องอากาศ มี 60–100 เมลด็ ในแตละผล ยาวประมาณ 1 ซม. รวมปก เขตการกระจายพันธุ ศรีลังกา อินเดีย เนปาล จีนตอนใต พมา ไทย ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ปลูกเปนไมสวนปา ในหลายประเทศโดยเฉพาะในแอฟริกา การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทั่วทุกภาคของประเทศ ขึ้นตามปาเบญจพรรณ ปาเต็งรัง และปา ดิบแลง ในระดับต่ํา ๆ บางคร้ังพบบนเขาหินปูนในระดับความสูงถึงประมาณ 1,700 เมตร ผลแกเดือนมกราคม–มีนาคม การ สบื ตอพนั ธตุ ามธรรมชาตสิ งู แตกหนอไดด ี ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบท่วั พืน้ ท่ีท้งั 3 ลุมน้ํา ประโยชน เนอื้ ไมค อนขางออน แตมีแกนแขง็ ใชทําตู ไมอ ัด หรอื กอสรา งทั่วไปท่ีไมตอ งการความแขง็ แรงมากนัก ก่ิงเล็กใชเปน เชอื้ เพลิง ปลกู ใหร มเงาแกพืชเกษตรไดดี การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด และปกชํา ไมค วรนําเมลด็ ตากแดด เพาะงา ย อตั ราการงอกต่าํ หรือสงู อยทู ่ีคณุ ภาพของเมลด็ แหลง เมล็ดพันธุ ใชเวลาการงอกประมาณ 2 สปั ดาห เก็บไวไ ดนานในอณุ ภมู ติ ่าํ ท่ปี ระมาณ 4 องศาเซลเซียส แตมอี ัตราการงอกที่ลดลง ขอแนะนาํ เปนไมคอนขา งโตเรว็ มาก โดยเฉพาะในระยะกลา ไม เหมาะสําหรบั ปลูกเปนไมโ ตเร็วใหร ม เงา แกไมอ น่ื โดยเฉพาะในทร่ี าบลมุ ท่แี หง แลง อยางไรก็ตาม ควรมีการตัดสางขยายระยะเพ่ือเปด แสงเน่อื งจาก พมุ ใบคอ นขางกวางและหนาแนน ขอมูลเพิ่มเติม ความผันแปรของการเติบโตและลักษณะทางกายภาพบางประการของไมสกุลยมหินจากถิ่นกําเนิดตาง ๆ (วโิ รจน, 2546); Website: AgroForestryTree Database 52

เลย่ี น Azadirachta indica A. Juss. วงศ MELIACEAE ชื่ออืน่ สะเดาอินเดีย ลกั ษณะวสิ ัย ไมตน ขนาดกลาง ไมผ ลดั ใบ สงู 20–30 ม. เปลือก แตกเปน รอ งตามยาว เปลือกในสีชมพูสลบั ขาว มยี างเหนยี ว ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท่สี าํ คญั ใบประกอบแบบขนนก สองชนั้ เรียงเวียน ยาว 20–40 ซม. ใบประกอบยอ ยเรียงตรงขาม 1–4 คู ใบยอ ยเรยี งตรงขา มหรอื เกอื บตรงขา ม รปู รแี กมรปู ขอบขนาน ยาว 3–10 ซม. โคนใบมกั เบย้ี ว ชอดอกแบบชอ กระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบใกลปลายกิ่ง ยาว 10–30 ซม. กลบี เล้ยี งและกลบี ดอกมีอยางละ 5 กลีบ กลบี ดอกแยกกัน รปู ใบหอกแกมรูปไข ยาว 1–1.3 ซม. มขี นละเอยี ดทง้ั สองดา น เกสรเพศผูเ ช่อื มติดกนั เปน เสา เกสร ยาว 7–8 มม. ปลายเสาเกสรจักเปน พู มีอบั เรณู 10 อนั ตดิ ดานในพู ยอดเกสรเพศเมยี มี 5 แฉก ผลแบบผลผนงั ช้ันในแขง็ กลม ๆ เสนผานศูนยกลาง 1–3 ซม. มี 1–2 เมลด็ เขตการกระจายพันธุ ปากสี ถาน อินเดีย เนปาล ศรีลังกา จีน พมา ไทย ภมู ภิ าคอนิ โดจนี และมาเลเซยี ฟล ปิ ปน ส ประเทศหมเู กาะ ในมหาสมุทรแปซฟิ ก ออสเตรเลีย การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทุก ภาคของประเทศ ข้ึนในปาเบญจพรรณ ปาดบิ แลง และปาดิบชน้ื ใน ระดบั ตา่ํ ๆ ปลกู เปน ไมป ระดบั และสวนปา ทว่ั ไป ผลแกเ ดอื นตลุ าคม– พฤศจิกายน สามารถเก็บขามปไปถึงเดือนเมษายน ทางภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนือสวนมากพบทางตอนลาง ประโยชน เนอื้ ไมออ น ใชบุผนงั ทําไมอ ดั ใบออ นและดอกออ น นาํ มาลวกนาํ้ รอ นเปน เครอื่ งเคยี ง ใบใชย อ มผา ใหส เี ขยี ว มสี รรพคณุ ดา นสมนุ ไพรตา นเชอ้ื ราและแบคทเี รยี หลายชนดิ เมลด็ ใหน า้ํ มนั มีประสทิ ธภิ าพในการรักษาโรคผิวหนงั ไดด ี การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ใชไ หลหรอื รากปก ชาํ เกบ็ ผลแกท ร่ี ว ง ตากแดดใหแ หง แกะเอาเนอื้ หมุ ออกและผง่ึ ใหแ หง ดนิ ทเี่ พาะ ควรผสมทรายประมาณครง่ึ หนงึ่ เพอ่ื ปอ งกนั โรคโคนเนา กอ นนาํ กลา ไมไ ปปลกู ควรวางไวก ลางแดดและงดใหน าํ้ ประมาณ 6 สปั ดาห ในระยะกลา ไมควรระวงั ศัตรูพชื พวกหนอนกินใบ ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตคอนขา งเรว็ และตอ งการแสงมาก ระบบรากแผกวา ง ทรงพุมกวางทําใหค วบคมุ วัชพืช และปอ งกนั การชะลา งหนาดินไดดี ดอกหอมดึงดดู แมลง ผลเปน อาหารของสตั วปา หลายชนดิ ทนแลง และ ทนไฟ เหมาะสาํ หรบั ปลกู เปนไมใ หรม เงาแกไมโตชา หมายเหตุ ชือ่ พองคอื Melia azedarach L. ขอมลู เพิม่ เตมิ Cambodian Tree Species (DANIDA, 2004); Flora of China Vol. 11 (2008); ปลูกใหเปนปา แนวคดิ และแนว ปฏิบตั สิ ําหรับการฟน ฟูปาเขตรอน (หนวยวิจยั การฟน ฟูปา , 2549). Websites: AgroForestryTree Database, Cambodian Tree Seeds Project 53

สนสองใบ Pinus merkusii Jungh. & de Vriese วงศ PINACEAE ชือ่ อนื่ ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เรยี กคลายกบั ทางภาคเหนือ วา จวง ลกั ษณะวิสยั ไมตน ขนาดใหญ ไมผลัดใบ สูง 30–50 ม. ลาํ ตนเปลาตรง เปลอื กหนา แตกเปนรอ งลกึ ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่สี ําคัญ ใบคลา ยเขม็ ออกเปนกระจกุ รอบก่งิ แตละกระจุกมี 2 ใบ ยาว 15–25 ซม. โคนมี กาบ ติดทน โคนเพศผูออกเปนกระจุกตามซอกใบของก่ิงในปแรก คลายชอเชิงลดไรกาน โคนเพศเมียออกเดี่ยว ๆ หรือเปนคู รูปรหี รือรปู ไข โคนแกเรียวยาวขน้ึ ยาว 4.5–11 ซม. ปลายแหลมมน ดา นโคนกลม เกล็ดเมล็ดรปู คลา ยสเ่ี หลย่ี มขาวหลามตัด ปลายหนา เปน สันนูน มตี ิง่ รปู กรวย เมล็ดตดิ ทีโ่ คนเกล็ด ขนาดเล็ก รูปไข แบน ยาว 5–7.5 มม. มีปกบาง ๆ ยาว 1–2 ซม. เขตการกระจายพนั ธุ ไทย ภูมิภาคอินโดจีน สมุ าตรา ฟลปิ ปน ส การกระจายพนั ธแุ ละนิเวศวทิ ยาในประเทศไทย พบแทบทกุ ภาค ยกเวน ภาคใตและภาคตะวันออกเฉยี งใต ขึ้นกระจาย หาง ๆ หรอื เปนกลุมหนาแนน ในปา เตง็ รังผสมสนหรือปา ดิบแลง ผสมสน โดยเฉพาะดนิ ท่มี ีสภาพเปน กรดสูง (pH ประมาณ 4.5) ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,200 เมตร ในระดับความสูงมากกวาน้ีสวนใหญจะเปนสนสามใบ โคนแกสามารถเก็บเมล็ดได ประมาณเดอื น ตุลาคม–พฤศจิกายน ในปถดั จากปท เ่ี ริ่มออกโคน ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื สวนมากพบทางตอนลา งของ ลมุ นํ้าโขงและลุมนาํ้ มูล โดยเฉพาะปาผสมไมก อ และเต็งรังในระดบั ต่ํา ๆ แถบจังหวัดสุรินทร ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เกบ็ โคนแก ตากแดดใหแตก เมลด็ เพาะงาย อตั ราการงอกสงู กวารอ ยละ 90 โดยเฉพาะถาเอาปก ออก เมลด็ งอกภายใน 1–2 สัปดาห เมล็ดเก็บไวไ ดนานในทแ่ี หง กลา ไมม รี ะยะ grass stage นยิ มผลติ เปนเหงา ดนิ ทใี่ ชควรมีดนิ ในสภาพปา สนเดิมผสมดว ย ประโยชน เนื้อไมออน มีน้ําหนักมากเน่ืองจากมีน้ํามัน ใชในการกอสราง เฟอรนิเจอร กลองไมขีด ใหชันคุณภาพสูง ใชใน อตุ สาหกรรมหลายอยาง ขอแนะนํา เปนไมเ บิกนําและโตเรว็ กลาไมโ ตคอนขา งชา ในชวง 5 ป แรก ตองการแสงมาก ทนแลง ไมใหญท นไฟ ชว ยลดการการพังทลายของหนาดนิ เหมาะสําหรบั ปลูกฟนฟสู ภาพปา ดิบแลงทีม่ ไี มก อ และ รอยตอกับปา เต็งรงั ในระดบั ตํ่า ๆ ขอมูลเพิ่มเตมิ Websites: The Gymnosperm Database, Cambodian Tree Seeds Project 54

สมกบ Hymenodictyon orixense (Roxb.) Mabb. วงศ RUBIACEAE ช่อื อ่นื – ลักษณะวิสยั ไมต นขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง ผลัดใบ สงู ไดประมาณ 25 ม. เรือนยอดแผเปนพมุ กวาง โปรง เปลือกเรยี บสีเทา ก่ิงออนมักมีขนละเอียดหรอื ขนยาวหนาแนน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่สี าํ คัญ หใู บรว มติดระหวางโคนกานใบ รูปสามเหลยี่ มกวาง ยาว 0.5–2 ซม. มีขน ขอบมีตอม สดี าํ ปลายแหลมหรอื แฉกลึก ใบเรียงตรงขามสลับตัง้ ฉาก ออกหนาแนน ทีป่ ลายกิ่ง รปู รี รปู ไขกลบั หรอื แกมรปู ใบหอก ยาว 9–22 ซม. แผนใบคอนขางบาง มีขนสั้นนุมท้ังสองดาน เสนแขนงใบขางละ 7–10 เสน กานใบยาว 2–17 ซม. ชอดอกแบบ ชอเชิงลด ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง หอ ยลง ยาว 15–20 ซม. บางครัง้ แยกแขนง มขี นหนาแนน ใบประดับ 2–4 ใบ รปู รีหรอื ขอบขนาน ยาว 9–17 ซม. มีขนยาว กา นใบประดบั ยาว 3–8 ซม. ตดิ ทน ดอกขนาดเลก็ จาํ นวนมาก กลีบเล้ียง 5 กลบี ยาว 1–1.5 มม. กลีบดอกเชือ่ มตดิ กนั เปน หลอด ยาว 2.5–3.5 มม. ปลายแยกเปน 5 กลีบ รูปใบหอก ยาว 2–2.5 มม. เกสรเพศผู 5 อัน ติดใตปากหลอดกลีบดอก กา นชูอบั เรณูสั้น กานเกสรเพศเมียยืน่ พน ปากหลอดกลบี ดอก ผลแหง แตกกลางพู รูปรี ยาว 1–3 ซม. เปลือกแขง็ และบาง มชี องอากาศ ปลายผลยอ ยช้ีไปทางโคนกา นชอ เมล็ดจํานวนมาก แบน ยาว 7–8 มม. รวมปกบางๆ เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดีย เนปาล จีนตอนใต พมา ไทย ภูมภิ าคอนิ โดจนี คาบสมุทรมลายู ชวา ฟล ปิ ปนส การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทุกภาค ขึ้นตามปาเบญจพรรณ และปาดิบแลง พบมากตาม ท่ีโลงแจง หรือบนเขาหินปนู ทางภาคใต สวนมากพบในระดบั ความสงู ไมเ กนิ 600 เมตร ตดิ ผลเดือนธนั วาคม–กุมภาพันธ ทางภาค ตะวันออกเฉยี งเหนือพบกระจายหาง ๆ ท้งั ทางตอนบนและตอนลา งของชวงตนนํา้ ของลุม นํา้ มูลและลมุ นํา้ ชี ประโยชน เน้ือไมออ น ใชส าํ หรับการกอสรา งภายใน ทํากลอ ง ของเลน เดก็ เปลือกมีรสขม แกร อนใน กระหายนํ้า การขยายพันธุ เพาะเมล็ด เมล็ดมีขนาดเล็ก เบา ทาํ ใหถ กู พัดพาไดง าย อัตราการงอกสงู เกบ็ ไวไ ดน านกวา 1 ป กลาไมท่ี นําไปปลกู ควรมอี ายุ 1–2 ป ตองการแสงมาก และควรควบคุมวัชพชื ไมใ หป กคลมุ ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตเร็ว กลา ไมโ ตชา ในระยะแรก ขึ้นไดด ีในท่โี ลงและแหง แลง แตไ มท นไฟ เหมาะสําหรบั ปลูกรว มกับไมโ ตเร็วชนดิ อ่ืน ๆ ในพืน้ ทท่ี ่ีคอ นขา งแหง แลง ขอมลู เพมิ่ เตมิ PROSEA 5(3) (1998); Flora of China Vol. 19 (2011) 55

สมพง Tetrameles nudiflora R. Br. วงศ DATISCACEAE ช่อื อื่น ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนือสวนมากเรียก สมพุง สะพุง หรอื อพี งุ สวนทางจังหวัดปราจีนบรุ ีเรียก สมงิ คาํ ราม ลักษณะวิสัย ไมตนขนาดใหญ ผลดั ใบ โตเรว็ สงู ถึง 45 ม. พพู อนสงู ถงึ 5 ม. เรือนยอดโปรง ลําตน เปลาตรง เปลอื กเรยี บ เปน มนั วาวสนี าํ้ ตาลเทา เปลอื กในสขี าว มเี สน ใยสานเปน รา งแห กงิ่ ออ นอวบอว น คอ นขา งเปราะมรี อยหลดุ รว งของแผลใบชดั เจน ดอกแยกเพศตา งตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ่ีสําคญั มขี นตามแผนใบ กานใบ และตายอด ใบรปู หวั ใจหรอื รูปหาเหล่ียม กวาง 9–12 ซม. ขอบใบจกั ละเอยี ด แผนใบบาง เสนโคนใบ 5–7 เสน เสน แขนงใบยอยแบบข้ันบันได กานใบยาว 5–10 ซม. มีตอ มหูดกระจาย 8–12 ตอ ม ชอ ดอกแบบชอเชิงลด แยกแขนง ยาว 15–30 ซม. ดอกออกเปน กระจุกละ 4 ดอก ขนาดเลก็ กลบี เล้ียงเช่อื มตดิ กัน เปน หลอด ปลายแยกเปน 4 แฉก ไมม กี ลีบดอก ดอกเพศผูยาว 1.5–2 มม. กา นดอกยาวประมาณ 1 มม. เกสรเพศผู 4 อนั ดอก เพศเมียยาว 3.5–5 มม. ไรกา น กานเกสรเพศเมยี มี 4–5 อัน ผลแหงแลว แตก รปู คนโท ยาว 4–5 มม. มีเสนตามยาว 8–10 เสน เมลด็ จาํ นวนมาก รูปกระสวย ยาวประมาณ 1 มม. มีปก ทงั้ สองดา น เขตการกระจายพนั ธุ อินเดยี ศรีลงั กา พมา ไทย ภมู ภิ าคอนิ โดจนี และมาเลเซยี ออสเตรเลยี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทวั่ ประเทศ โดยเฉพาะตามปา เสอื่ มโทรมทคี่ อ นขา งชน้ื หรอื ปา รมิ นาํ้ ระดับความสูงจนถึงประมาณ 800 เมตร ออกดอกชวงทิ้งใบ เดือนธันวาคม–กุมภาพันธ ติดผลเดือนกุมภาพันธ–พฤษภาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื สวนมากพบทางตอนลางชว งตนนา้ํ ของลุมนาํ้ มูล การขยายพันธุ เพาะเมล็ด ขอ ควรระวัง เนือ่ งจากเมล็ดขนาดเลก็ และมปี กทําใหถ ูกชะลา งไดง า ย อยางไรก็ตาม ยังไมมขี อ มลู การปฏบิ ัตติ อเมล็ดกอนนําไปเพาะ ประโยชน เนอื้ ไมคอนขา งออ น ไมทนทานตอปลวกและเชื้อรา ใชในงานกอ สรา งช่ัวคราว ทําลัง กลองและกานไมข ดี กระดาษ ประดิษฐของเลน ในนิวกนิ ใี ชทาํ เรอื แคนนู ขอแนะนํา เปน ไมเ บกิ นาํ และโตเรว็ เหมาะสาํ หรบั ปลกู ตามพน้ื ทร่ี าบใกลร มิ นาํ้ สาํ หรบั ยดึ เกาะดนิ ในระยะแรก อยา งไรกต็ าม เนอ่ื งจากเปน ตน ไมข นาดใหญ กง่ิ เปราะบาง อาจโคน ลม ไดง า ย และมรี ะบบรากทร่ี กุ รานพชื อน่ื ๆ จึงไมควรปลกู ในจํานวนทีม่ สี ัดสวนมากกวาไมโ ตเร็วชนดิ อ่นื ๆ ขอมลู เพิ่มเตมิ Flora of Thailand 9(1) (2005). Website: Australian Tropical Rainforest Plants 56

สอยดาว Mallotus paniculatus (Lam.) Müll. Arg. EUPHORBIACEAE ชือ่ อ่ืน แถบจงั หวดั เลยเรยี ก สตตี น ทางภาคตะวันออกบางครัง้ เรยี ก สลดั ปา ง ลักษณะวิสัย ไมพุมหรือไมตนขนาดเล็ก บางคร้ังสูงไดเกือบ 20 ม. มีขนรูปดาวหนาแนนทั่วไป กิ่งมักมีตอมเปนเกล็ดสีสม ปกคลุม ดอกแยกเพศตา งตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ าํ คญั ใบเรียงเวยี นหรือติดตรงขาม รปู ไขก วา ง ยาว 3.5–20 ซม. ปลายใบยาวคลา ยหาง ขอบ ใบบางครง้ั จกั ซฟ่ี น หรือจักเปนพูตื้น ๆ ดานบนมตี อ ม 2 ตอมทโ่ี คน แผน ใบดานลางมขี นและตอมเกล็ดสีขาวกระจาย กา น ใบติดเกอื บคลา ยกนปด ชอ ดอกแบบชอ กระจกุ แยกแขนงสน้ั ๆ ออกทป่ี ลายกงิ่ มกั แตกแขนง ชอดอกเพศผยู าวเกอื บ 60 ซม. ชอแขนงยาวไดถึง 40 ซม. ดอกออกเปนกระจุกประมาณ 10 ดอกบนแกนชอ ไมมกี ลีบดอก กลบี เลี้ยง 3–5 กลบี สีเหลืองออ น ยาว 2–3 มม. เกสรเพศผูจาํ นวนมาก ชอ ดอกเพศเมียส้ันกวา มักหอ ยลง กลบี เลย้ี ง 4–5 กลบี ขนาดเลก็ กวา ดอกเพศผูเล็กนอ ย รังไขม หี นาม กานเกสรเพศเมยี แยก 3 แฉก ยอดเกสรเพศเมยี มีปมุ ยาวทัว่ ไป ผลแหงแตกเปน พู ยาว 5.5–6 มม. มขี นส้นั นุม มีหนาม10–20 อัน เมลด็ กลม ๆ ยาว 2.8–3.5 มม. สีดําเปน มัน เขตการกระจายพันธุ จนี ตอนใต ไตหวัน พมา ไทย ภูมิภาคอนิ โดจนี และมาเลเซยี ออสเตรเลยี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายทวั่ ไปทกุ ภาค ขน้ึ ตามชายปา ทกุ ประเภท ทโ่ี ลง แจง รมิ ลาํ ธาร จนถงึ ระดับความสงู ประมาณ 1,500 เมตร ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบทัว่ พื้นท่ีท้ัง 3 ลุมนาํ้ โดยเฉพาะตามปา รมิ น้ํา ประโยชน เนอ้ื ไมค อ นขางออน ใชท าํ ฟน การขยายพันธุ เพาะเมลด็ เมลด็ แหง นาํ้ หนักเบา อายุเมลด็ นา จะนานเทา ๆ กบั มะกายคดั คอื ประมาณ 6 เดอื น เนอ่ื งจาก เปน พืชกลมุ เดยี วกนั ไมม ีขอ มลู การปฏบิ ตั ิตอ เมลด็ กอนนําไปเพาะ ขอแนะนํา เปน ไมโ ตเรว็ และเปน ไมเ บกิ นาํ ตอ งการแสงมาก ทรงพมุ หนาแนน ปอ งกนั การชะลา งหนา ดนิ ไดด ี เหมาะสาํ หรับปลูกฟนฟูสภาพพ้ืนทร่ี าบลุมใกลแหลงนา้ํ ขอมูลเพ่มิ เตมิ PROSEA 5(3) (1998); Flora of Thailand 8(2) (2007). Website: Australian Tropical Rainforest Plants 57

สะแกนา Combretum quadrangulare Kurz วงศ COMBRETACEAE ช่ืออ่นื ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก แก ภาษาเขมรเรียก ซงั แก ลักษณะวิสยั ไมตนขนาดกลาง ไมผ ลดั ใบ สูงไดป ระมาณ 20 ม. เปลอื กนอกสีขาวเทา เรยี บหรอื แตกเปนรองเลก็ นอ ย ตน ที่ยัง ไมโ ตเต็มที่ก่งิ ลาํ ตน ลดรปู คลา ยหนาม ก่ิงออ นเปนสเ่ี หลีย่ ม มีขนเกลด็ ปกคลมุ ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี าํ คญั ใบเรยี งตรงขา มสลบั ตงั้ ฉาก รปู รหี รอื รปู ขอบขนาน ยาว 5–19 ซม. ปลายใบแหลมหรอื เรยี วแหลม แผนใบดา นลา งมนี วลมเี กล็ดปกคลมุ ใบแกก อ นรวงสีเหลือง เสน แขนงใบขา งละ 8–10 เสน ชอดอกแบบชอ เชงิ ลด ยาว 6–10 ซม. ดอกสขี าวหรอื เหลอื งออน ขนาดเลก็ จํานวนมาก ดอกบานเสน ผา นศูนยกลาง 3–4 มม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ รปู สามเหล่ียม กลบี ดอก 4 กลบี รูปไขก ลับ ยาว 1–2 มม. รว งเรว็ เกสรเพศผู 8 อนั ยาว 3–4 มม. ผลแบบแหง ไมแตก ทรงกลม มี ปก 4 ปก กวางเทา ๆ ผล ผลแกส ีน้ําตาลอมเหลือง เขตการกระจายพนั ธุ พมา ไทย ภมู ภิ าคอินโดจีน การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบทกุ ภาคของประเทศ ข้นึ เปน ไมเ บิกนําตามทเ่ี ปดโลง โดยเฉพาะพ้นื ท่ี ทม่ี ีน้ําทว มขังเปน คร้ังคราว จนถึงระดบั ความสูง 300 เมตร ออกดอกเดือนมีนาคม–กรกฎาคม เปนผลเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือพบทกุ พื้นทที่ ้งั 3 ลุมน้าํ การขยายพันธุ เพาะเมล็ด แกะเมล็ดออก นําไปแชน้ํากอนเพาะ เมล็ดสดอาจเพาะลงถุงไดทันที (ขอมูลสําหรับพืชในสกุล Combretum) ประโยชน เนื้อไมแ ข็งแตไ มทนทาน ใชใ นงานกอ สรา งท่ีไมตองการความแขง็ แรงมากนกั ทําดา มเคร่ืองมือ เผาถา น มสี รรพคณุ ดา นสมุนไพร แกไ ข รกั ษาบาดแผล ทองเสีย เมลด็ ขบั พยาธิ รากและเปลือกรกั ษากามโรค อาเจยี น น้ําเหลอื งเสีย ผลแหงนาํ มา ประดษิ ฐง านฝม ือ ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตเรว็ ตอ งการแสงมาก ทนแลงและทนนํ้าทว ม เหมาะสําหรบั ปลูกตามทรี่ าบลุม ใกล แหลง นาํ้ ปองกนั การพังทลายของดนิ ขอ มลู เพม่ิ เตมิ Medicinal Plants in Thailand Volume 1 (Saralamp et al., 1996); ไมป ายนื ตนของไทย 1 (เอือ้ มพร และ ปณธิ าน, 2547) 58

สําโรง Sterculia foetida L. วงศ MALVACEAE ชื่ออ่นื – ลักษณะวิสัย ไมตนขนาดใหญ ผลัดใบ อาจสูงไดถึง 40 ม. ลําตนเปลาตรง เปลือกนอกเรียบสีนํ้าตาลเทา กิ่งอวบสั้นมีขน สน้ั นุม มีรอยแผลใบชดั เจน ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สาํ คัญ หูใบรูปลิ่มแคบ รวงงาย ใบประกอบรูปน้ิวมือ มี 5–9 ใบ กานใบยาว 13–20 ซม. ใบยอยรปู รหี รอื รปู ขอบขนาน ยาว 10–20 ซม. ปลายใบแหลมหรือเปนต่งิ แหลม แผน ใบคอนขางหนา เสน แขนงใบเรียงจรดกัน ชอ ดอกออกทป่ี ลายกงิ่ เหนอื รอยแผลใบ ยาว 10–30 ซม. ดอกมเี พศเดยี ว กา นดอกยาว 1–5 ซม. กลบี เลยี้ ง 5 กลบี ยาวประมาณ 1 ซม. ปลายกลบี มขี น ไมม กี ลบี ดอก เกสรเพศผู 14–15 อนั ตดิ ทป่ี ลายเสา เกสรรปู กลม รงั ไขม ี 5 คารเ พล แยกกนั เกสรเพศเมยี 5 อัน แยกกัน ผลแบบผลแหงแตกแนวเดียว มี 3–5 ผลยอย รูปไต ยาว 8–10 ซม. เปลือกแข็ง สีแดงเขม มี 10–20 เมล็ด สดี าํ รูปทรงกระบอก ยาว 1.5–2.5 ซม. มีเยอ่ื หมุ ท่ลี ดรปู สีเหลือง เขตการกระจายพนั ธุ แอฟริกา อนิ เดีย ศรลี ังกา พมา ไทย กัมพูชา เวียดนาม ภูมิภาคมาเลเซีย ฟลปิ ปน ส ออสเตรเลีย การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบกระจายทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง ภาค ตะวันออกเฉียงใต พบมากตามชายฝงทะเลทางภาคใต ขึ้นตามชายปาดิบแลงและปาดิบช้ืน ระดับความสูงไมเกิน 300 เมตร ผลแกเดือนธนั วาคม–เมษายน พบนอยทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนือตอนลา งใกล ๆ กบั ภาคตะวันออกเฉียงใต การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด เพาะงาย ไมม ีเทคนคิ พิเศษ เมลด็ เก็บไวไดนาน กลาไมค อ นขา งโตเร็ว มีรากยาว ประโยชน เน้อื ไมค อ นขางออ นแตมีความทนทานมากกวาพรรณไมอ ื่น ๆ ในสกุล Sterculia เหมาะสําหรับการกอ สรางภายใน ทาํ กลอ ง ไมจ มิ้ ฟน เมลด็ สดนาํ ไปเผารบั ประทานได กลนิ่ คลา ย hazel nut หรอื almond ตามชอ่ื สามญั hazel sterculia, wild almond tree น้าํ มันในเมลด็ ใชประกอบเปนอาหารและเปนเชื้อเพลงิ ใหแสงสวา ง ขอ แนะนํา เปน ไมโ ตเร็วมาก โดยเฉพาะในระยะแรก ตอ งการแสงและพน้ื ทมี่ าก ดงั นัน้ ควรปลูกในระยะ เรม่ิ แรกรวมกบั ไมเบกิ นําชนดิ อ่ืน ๆ โดยใหมรี ะยะหางพอสมควร ขอ มลู เพ่ิมเติม PROSEA 5(2) (1995), Flora of Thailand 7(3) (2001); Flora of China Vol. 12 (2007); ตนไมเมืองเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543). Website: AgroForestryTree Database 59

เสลาเปลือกบาง Lagerstroemia venusta Wall. วงศ LYTHRACEAE ชอื่ อน่ื ทางจังหวดั นครพนมเรยี ก เปอ ยขหี้ มู ลักษณะวิสัย ไมตนขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 8–20 ม. เปลอื กหนา สีน้ําตาลหรือเทาดาํ แตกเปน รองลกึ ตามยาว ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี ําคญั ใบเรยี งตรงขา ม รูปรีหรอื รูปขอบขนาน ยาว 8–15 ซม. ปลายใบมนหรือกลม โคนใบมัก เบ้ียว แผนใบดานลางมขี นสน้ั ๆ ตามเสนแขนงใบ เสนแขนงใบขา งละ 8–12 เสน กา นใบยาว 0.3–1 ซม. ชอ ดอกออกทีป่ ลายกิ่ง ยาวไดป ระมาณ 30 ซม. มีขนสนั้ คลา ยไหมหนาแนน กานดอกเทยี มยาว 1–4 มม. กลีบเล้ยี งรูปถวย ยาวประมาณ 5 มม. มขี น สน้ั นุม มี 6 สัน ปลายสว นเวา มีต่งิ ยาวประมาณ 4 มม. กลบี ยาวประมาณ 4 มม. ดานในเกลีย้ ง ดอกสีมว งหรือชมพู รูปไข ยาว ประมาณ 7 มม. รวมกานกลีบสั้น ๆ ขอบเปน คล่นื เกสรเพศผูจาํ นวนมาก มี 6–7 อัน ดานนอกยาวกวา อันดานใน รงั ไขเ กลีย้ ง ผลแหงแตก 4–5 ซีก มีร้ิว เกลยี้ ง ยาว 2–2.5 ซม. หลอดกลบี เปน สนั สวนเวา เปนตง่ิ ติดทน กานผลเทียมยาว 2–4 มม. เขตการกระจายพนั ธุ จีนตอนใต พมา ไทย ลาว กัมพูชา การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทางภาคเหนอื และภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนลา ง ๆ ภาคตะวนั ออก เฉียงใต และภาคตะวันตกเฉียงใต ขึ้นในปาเบญจพรรณและปาดิบแลง จนถึงระดับความสูงประมาณ 700 เมตร ทางภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบเฉพาะทางตอนลา งบรเิ วณลุม น้ํามลู ประโยชน เนอ้ื ไมค อ นขา งแข็ง ใชใ นการกอสรา ง ไมปารเกต ดา มเครอ่ื งมือทางการเกษตร เครื่องเรอื น การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด ควรใชทรายกลบแปลงเพาะ และเพาะในทมี่ แี สงราํ ไร ขอ แนะนาํ เปนไมโตคอนขางเรว็ กลา ไมตองการแสงมาก ทนแลง และไฟปา เหมาะสาํ หรบั ฟน ฟสู ภาพ ปาเบญจพรรณทเี่ ส่ือมโทรมรวมกบั ไมโ ตชาไดพรอมกนั เชน เดียวกับตะแบกแดง ขอมลู เพม่ิ เติม The Gardens’ Bulletin, Singapore 24 (Furtado, 1969) 60

หนอนข้ีควาย Gironniera subaequalis Planch. วงศ CANNABACEAE ชื่ออน่ื – ลกั ษณะวิสัย ไมต นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไมผลัดใบ สงู ไดประมาณ 20 ม. เปลอื กเรยี บสเี ทาอมน้ําตาล มีเสนใย กิง่ มีขนยาว ปกคลมุ ดอกแยกเพศตา งตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสําคัญ หูใบ 2 อนั ติดตรงขาม เชื่อมติดกนั ทีโ่ คน รูปใบหอก ยาว 1–2.7 ซม. ใบเรียงเวยี น รปู ไขแ กมขอบขนาน ยาว 5–25 ซม. ปลายใบเรยี วแหลม ปลายเปนต่ิงแหลม โคนใบเบี้ยว ขอบใบจักฟนเล่ือย แผน ใบคอนขาง หนา ดานลา งสาก มีขนตามเสนแขนงใบ เสนแขนงใบขา งละ 8–12 เสน โคงจรดกนั ชอ ดอกแบบชอ กระจะ ออกเปน ชอสัน้ ๆ ทซ่ี อกใบใกลป ลายกง่ิ ดอกขนาดเลก็ สเี ขยี วอมขาว เสน ผา นศนู ยก ลางประมาณ 2 มม. กลบี รวม 5 กลบี เรยี งซอ นเหลอ่ื ม ตดิ ทน เกสรเพศผู 5 อนั รงั ไขเ ปน หมนั ในดอกเพศผู ในดอกเพศเมยี ไรก า น กา นเกสรเพศเมยี สน้ั ยอดเกสรแยกเปน 2 แฉก ตดิ ทน ผลแบบ ผลผนังช้นั ในแขง็ สเี ขยี วอมเหลอื ง รูปไข ยาว 5–7 มม. ปลายแหลม มีเมล็ดเดยี ว เขตการกระจายพันธุ จีนตอนใต พมา ไทย ลาว เวยี ดนาม คาบสมทุ รมลายู การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายทั่วไปทางภาคเหนอื ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวัน ตก และภาคตะวันออก ข้ึนในปาดิบแลงและปาดิบเขา ระดับความสูง 500–1,200 เมตร ออกดอกเดือนกุมภาพันธ–เมษายน ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบท้งั ตอนลา งและตอนบน ประโยชน เน้อื ไมค อนขา งแข็ง ใชท าํ เฟอรน เิ จอร เสน ใยจากเปลือกใชใ นในอุตสาหกรรมสง่ิ ทอ ใบมีสรรพคุณดา นสมุนไพร การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด ไมมีขอ มลู การปฏิบัติตอ เมล็ดกอนนาํ ไปเพาะ ขอแนะนาํ เปนไมโ ตเร็วและไมเบิกนําในพนื้ ที่สูง ทนแลง เหมาะสําหรับปลกู เปน ไมโ ตเรว็ สําหรบั พ้นื ทล่ี าด ชันในระดบั ความสงู มากกวา 500 เมตร โดยเฉพาะภเู ขาหินทรายท่ีเปน ปา ดบิ แลง ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ หมายเหตุ เดิมถกู จดั ใหอ ยูภ ายใตวงศ Ulmaceae ขอ มลู เพม่ิ เตมิ Flora of China Vol. 5 (2003) 61

อนิ ทนลิ บก Lagerstroemia macrocarpa Wall. วงศ LYTHRACEAE ชื่ออื่น ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรยี กหลายชอ่ื เชน กากะเลา กาเสลา และ กาเสา ลักษณะวิสยั ไมตน ขนาดเลก็ ถึงขนาดกลาง ผลดั ใบ สงู 8–20 ม. เปลือกนอกสเี ทาออนหรือสนี ้าํ ตาล ลอกเปนแผน หรอื สะเก็ด เลก็ นอ ย เปลอื กในสแี ดงออ น มเี สนใยใส ลักษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ าํ คญั ใบเรยี งตรงขามหรอื เกือบตรงขา ม รปู รี รปู ขอบขนาน หรือรปู ไขกลบั ยาว 20–35 ซม. ปลายใบมกั บดิ เสน แขนงใบขา งละ 7–12 เสน ชอดอกแบบแยกแขนง ออกตามปลายกิ่งหรือซอกใบใกลป ลายกิง่ ยาวไดถ ึง 25 ซม. กานดอกเทียมยาว 4–8 มม. ปลายดอกตมู มรี อยบุม กลบี เลีย้ งรปู ถวย ยาว 5–8 มม. มี 10–12 รอง เปนสนั แคบ ๆ ระหวางรอง ปลายแยกเปน 6 แฉก ยาวประมาณ 1 ซม. กลบี ดอก 6 กลบี สีชมพู ถึงสมี วง เปลยี่ นเปนสมี วงออ นหรือขาวกอน หลดุ รว ง รปู รกี วางเกอื บกลม ยาว 4–5.5 ซม. รวมกานกลบี ขอบกลีบเปน คล่นื แผนกลบี ยน เกสรเพศผจู ํานวนมาก กา นเกสร เพศเมยี เรยี วยาว รงั ไขเ กลย้ี ง ผลแบบผลแหง แตก 5–6 ซกี รปู รี ยาว 3–4 ซม. กา นผลเทยี มยาว 1–2.5 ซม. เมลด็ จาํ นวนมาก มปี ก เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดีย พมา ไทย ลาว การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายแทบทกุ ภาค ยกเวน ภาคใต ขนึ้ ตามปา เตง็ รงั ปา เบญจพรรณ และปาดบิ แลง ระดบั ความสงู 100–800 เมตร เปน ผลเดอื นมนี าคม–ธันวาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนบนบรเิ วณ ลุมนํ้าโขงและตอนลา งบริเวณลมุ นาํ้ มูล ประโยชน เนื้อไมอ อนหรือคอ นขา งแข็ง แตไ มทนทานมากนกั ใชใ นการกอ สรา งชวั่ คราว เครือ่ งเรอื น เครื่องมอื กสิกรรม ดอก ขนาดใหญ นิยมปลูกเปนไมประดับ การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ควรใชท รายกลบแปลงเพาะ และเพาะในทมี่ แี สงราํ ไร กลา ไมท เ่ี หมาะสมในการนาํ ไปปลกู ควรมอี ายุ มากกวา 4 เดอื น ขอแนะนํา เปน ไมโตคอนขา งเร็ว กลาไมต อ งการแสงมาก ทนแลง และไฟปา เหมาะสาํ หรบั ฟนฟูสภาพ ปาเบญจพรรณและปาเต็งรังทัว่ พืน้ ท่ีท้งั 3 ลมุ นา้ํ ขอ มูลเพ่ิมเต่มิ The Gardens’ Bulletin, Singapore 24 (Furtado, 1969); ลกั ษณะทางสณั ฐานวทิ ยาของกลา ไมข นาดเหมาะสม ตอ การปลูกปา (อาํ ไพ, 2544) 62

¤ÙÁ‹ Í× àÅ×Í¡ª¹Ô´¾ÃóäÁŒ äÁ⌠μªÒŒ à¾èÍ× »ÅÙ¡»†Ò»Í‡ §¡¹Ñ Í·Ø ¡ÀÑ ÀÒ¤μÐÇѹÍÍ¡à©ÂÕ §à˹Í×

กรวยปา Casearia grewiifolia Vent. วงศ SALICACEAE ชอื่ อื่น ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือมีช่ือเรียกอีกหลายชื่อ ไดแก ขนุ เหยิง บนุ เหยิง (สกลนคร) คอแลน (นครราชสมี า) ผาสาม (นครพนม อุดรธานี) ภาษาเขมรในจังหวดั สรุ นิ ทรเรยี ก จะรวย ลักษณะวิสยั ไมต น ขนาดเลก็ ผลดั ใบ สงู 5–15 ม. เปลือกเรยี บถงึ แตกเปน สะเกด็ เล็ก ๆ สีเทาปนน้าํ ตาล ก่ิงออนมชี องอากาศ และขนสีนาํ้ ตาลแดงทั่วไป ดอกแยกเพศรว มตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคญั หูใบขนาดเลก็ รวงงาย ใบเรียงเวียน รูปขอบขนานหรอื แกมรูปไข ยาว 8–13 ซม. เมือ่ สอ งแผน ใบกับแสงจะเห็นขีดใส ๆ กระจายอยูท ่ัวไป ชอ ดอกแบบชอกระจุกออกตามซอกใบ กลบี เล้ยี ง 5 กลีบ แยกเปนอสิ ระ สีเขียวออนถึงเขียวอมเหลอื ง ดา นนอกมขี น ไมม กี ลบี ดอก จานฐานดอกรูปถวย ขอบจกั เปน พู เกสรเพศผู 8 อนั ติดบนขอบ จานฐานดอก ผลสด รปู รีหรือรปู ไข ยาว 2.5–5 ซม. สุกสีเหลือง แตกเปน 3 ซกี เมลด็ มี 3 เมล็ด มีเยอ่ื หุมสดสีสม เขตการกระจายพนั ธุ ไทย ภูมิภาคอนิ โดจีนและมาเลเซยี การกระจายพนั ธุและนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบทกุ ภาค ขึน้ ในปาเตง็ รัง ปา เบญจพรรณ ปาดิบแลง และปาดบิ ชืน้ แตพ บมากในปา เบญจพรรณ ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 800 เมตร ตดิ ผลเดอื น มกราคม–ตลุ าคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบท่ัวพ้ืนท่ี แตพ บนอ ยแถบลุมนํ้าโขง ประโยชน เนอ้ื ไมแ ขง็ ใชท าํ เครอ่ื งมือตา ง ๆ ราก แกท อ งรวง บาํ รงุ ตับ เปลือก บาํ รงุ ธาตุ สมานแผล ใบและดอก แกพ ษิ กาฬ แกโรคผวิ หนัง ผดผนื่ คัน ผล ฟอกโลหติ แกเ ลอื ดออกตามไรฟน เมล็ด ใชเ บอื่ ปลา นํ้ามันจากเมลด็ ใชร กั ษาโรคผวิ หนัง การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด แกะเอาเยือ่ หมุ เมลด็ ออกกอนนําไปเพาะ ยงั ไมม ีขอ มูลการปฏบิ ัติตอเมลด็ เพ่ิมเติม ขอ แนะนํา เปนไมขนาดเล็ก โตชา ใบกวาง ตอ งการแสงในระยะแรก ทนความแหง แลงและไฟไดด ี เหมาะ สําหรับปลกู เสริมเพ่ือใหเปน ไมชนั้ รอง สามารถปลูกรวมกบั ไมเ บกิ นําหรอื ไมโ ตเรว็ ได หมายเหตุ เดิมถูกจัดใหอยภู ายใตว งศ Flacourtiaceae ขอ มลู เพ่มิ เตมิ ตนไมเมอื งเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); ตน ไมยานารู (ธงชัย และนิวตั ร, 2544) 64

กระบกกราย Hopea helferi (Dyer) Brandis วงศ DIPTEROCARPACEAE ชอ่ื อ่นื ภาคกลางบางคร้ังเรยี ก ตะเคียนหนู ภาคตะวันออกเฉยี งใตเ รียกพะนองแดง หรอื พนองหนิ ลักษณะวสิ ัย ไมต น ขนาดเลก็ ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ ไมผลดั ใบ อาจสูงไดถ งึ 40 ม. โคนตนมกั มีพูพอน เปลอื กเรียบ ลอก เปน แผน เปลือกในสชี มพูอมนา้ํ ตาล ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี าํ คญั มขี นกระจกุ รปู ดาวกระจายตามกง่ิ ออ น หใู บ และชอ ดอก ใบเรยี งเวยี น รปู ขอบขนาน รูปใบหอก หรือแกมรูปไข ยาว 6–18 ซม. โคนใบเบี้ยวเล็กนอย แผนใบดานลางมีเกล็ดสีเงินละเอียด เสนแขนงใบขางละ 12–20 เสน เสน แขนงใบยอ ยแบบขนั้ บนั ได กา นใบยาว 0.7–1.5 ซม. ชอดอกแบบชอ แยกแขนง ยาว 5–15 ซม. กลบี เลี้ยง 5 กลีบ รปู สามเหลยี่ ม ยาว 1–2 มม. กลบี ดอกสีครีมอมเหลือง รูปใบหอกแกมรูปไข ยาว 3–4 มม. ขอบเปนชายครุย เกอื บไรก าน เกสรเพศผู 15 อนั ปลายอบั เรณมู รี ยางคย าวกวา อบั เรณเู ลก็ นอ ย รงั ไขแ ละฐานกา นยอดเกสรเพศเมยี รปู ผลแพร ยาวประมาณ 1.5 มม. ผลมกี ลีบเลีย้ งขยายเปนปก ยาว 2 ปก ยาว 5–6 ซม. ปก สั้น 3 ปก ยาวประมาณ 3 มม. ผลรปู ไข ยาวประมาณ 8 มม. ปลายมตี ิ่งแหลม เขตการกระจายพันธุ อินเดีย พมาตอนลา ง ไทย กมั พชู า คาบสมทุ รมลายูตอนบน การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายหา ง ๆ ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ภาคตะวนั ออกเฉยี งใต ภาคตะวันตกเฉียงใต และภาคใต ขน้ึ ในปา ดิบแลงและปา ดิบชืน้ ระดบั ความสงู ไมเ กนิ 400 เมตร การสืบตอ พนั ธตุ ามธรรมชาติ คอนขางสูงในบางพ้ืนท่ี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบเฉพาะทางตอนลางบริเวณตนน้ําของลุมนํ้ามูลแถบจังหวัด นครราชสีมา และบรเิ วณลุม นํา้ โขงตอนบนแถบจังหวัดหนองคาย ประโยชน ไมเนอ้ื แขง็ ทนทาน ใชใ นการกอ สราง เครอ่ื งมอื การเกษตร ชันใชทาํ ไต การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เมล็ดท่ีรว งหลนถกู แมลงทาํ ลายไดงาย ควรเกบ็ เมล็ดแกบนตน เด็ดปกออกกอนนําไปเพาะ เมล็ด สูญเสยี การงอกเรว็ ขอแนะนํา เปน ไมโ ตชา กลา ไมต อ งการรม เงาและความชมุ ชน้ื เหมาะสาํ หรบั ฟน ฟสู ภาพปา ดบิ แลง ในทร่ี าบลมุ โดยเฉพาะรมิ ลําธาร ปลูกเปน ไมโ ตชา หลังจากปลูกไมโ ตเร็วหรอื ไมเ บิกนําแลว เปนไมท างเลอื กทต่ี อ งการขยาย พนั ธุไมหายากใกลสูญพันธชุ นิดหน่งึ จากสภาพถน่ิ ทีอ่ ยูเปลย่ี นไป ประเทศกมั พชู ามกี ารปลกู ในพื้นทีล่ มุ นาํ้ โขง ตอนลา งใกล ๆ ปากแมนํ้า ขอมูลเพมิ่ เติม Website: Cambodian Tree Species 65

กระเบาใหญ Hydnocarpus anthelminthicus Pierre ex Laness. วงศ ACHARIACEAE ชื่ออ่นื ภาษาเขมรแถบจงั หวดั ทางภาคตะวนั ออก เรียก กระเบาตึก ลกั ษณะวิสัย ไมเนอื้ แข็ง ไมผ ลดั ใบ ไมตน สงู 10–20 ม. เรอื นยอดเปน พมุ ทบึ เปลอื กคอ นขางเรยี บสดี าํ อมเทา มชี อ งระบาย อากาศกระจาย ดอกแยกเพศตางตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสําคัญ ใบเรียงเวียน รูปขอบขนานหรือรูปใบหอกแกมรูปไข ยาว 10–33 ซม. โคนใบเบ้ียว แผน ใบคอนขา งหนา เกลย้ี งทงั้ สองดา น ดอกออกตามซอกใบ สชี มพู มกี ลน่ิ หอม ดอกเพศผูอ อกเปนดอกเดยี่ ว ๆ ดอกเพศเมีย ออกเปน ชอกระจุกส้ัน ๆ กลบี ดอก 5 กลบี เกสรเพศผู 5 อนั ดอกเพศเมยี เกสรเพศผทู ีเ่ ปนหมันรูปกระสวย ผลสดแบบมเี น้อื หลายเมลด็ รปู กลม เสน ผา นศนู ยก ลาง 8–12 ซม. เปลอื กแขง็ หนา มขี นหรอื เกลด็ สนี า้ํ ตาลแดงปกคลมุ เมลด็ จาํ นวนมาก ประมาณ 30–50 เมลด็ รูปไข แบน ๆ เบยี้ ว ยาวประมาณ 1.5 ซม. เขตการกระจายพนั ธุ พมา ไทย ภูมิภาคอนิ โดจีน มาเลเซยี การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทางภาคเหนือ ภาตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต ขึ้นตาม รมิ ลําธารหรือทล่ี มุ ในปา ดิบแลง และปาดิบชนื้ ระดับความสูงจนถึงประมาณ 300 เมตร ติดผลเดือนมกราคม–กรกฎาคม ทางภาค ตะวันออกเฉียงเหนือตอนลา งของลุมแมนํ้ามูล ประโยชน เน้ือไมแ ขง็ ใชใ นการกอสราง ทําฟน ผลสกุ มีเน้ือแปง สีขาวอมเหลอื ง รบั ประทานเปนของหวาน ในประเทศจนี เปน 1 ใน 50 สมนุ ไพรพืน้ ฐาน นา้ํ มนั จากเมล็ด ใชร กั ษาโรคเร้อื น โรคผวิ หนงั ยาถา ยพยาธิ ผสมนํา้ มนั ใสผ มรักษาโรคบนหนงั ศรี ษะ เปน ตน การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด ยังไมม ขี อ มลู การปฏิบตั ติ อเมล็ดกอนนําไปเพาะ ขอแนะนํา เปนไมโตชา เหมาะสําหรบั ปลูกฟน ฟสู ภาพปาท่เี สอ่ื มโทรมทีใ่ กลแหลงนํ้า หมายเหตุ เดิมถูกจัดใหอยูภ ายใตว งศ Flacourtiaceae ขอ มลู เพ่ิมเตมิ PROSEA 12(1) (1999), 5(3) (1998); ตน ไมย านา รู (ธงชยั และนวิ ตั ร, 2544); ไมป า ยนื ตน ของไทย 1 (เออ้ื มพร และปณธิ าน, 2547) 66

กอ แพะ Quercus kerrii Craib วงศ FAGACEAE ชื่ออ่ืน – ลกั ษณะวิสัย ไมตน ขนาดเลก็ ถึงขนาดใหญ สูงไดถ ึง 40 ม. เปลอื กสีนํ้าตาลแกมดาํ เรอื่ แตกเปนรองลกึ ตามยาว ดอกแยกเพศ รว มตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรทสี่ าํ คัญ ใบเรียงเวียน รูปขอบขนานหรอื รปู ใบหอกแกมรูปไข ยาว ขอบใบจักฟนเลือ่ ย แผน ใบ คอนขางหนา ดานลา งมขี นตามเสน กลางใบและเสนแขนงใบ เสน แขนงใบขางละ 15–17 เสน ชอ ดอกตามซอกใบหรอื เหนอื รอย แผลใบ ชอ ดอกเพศผแู บบหางกระรอก หอ ยลง ดอกขนาดเลก็ ติดเปนกระจกุ 3 หรือ 5 หรือ 7 ดอก กลีบรวมรปู ถวย ปลายแยก เปน 6 แฉก มีขนนุมทางดา นนอก เกสรเพศผู 6–8 อนั ชอดอกเพศเมียไมแยกแขนง ตง้ั ขน้ึ มขี นสีนาํ้ ตาลแดง ดอกคลา ยดอก เพศผู มกั มเี กสรเพศผูเปนหมนั 6 อนั รังไขมขี นหรอื เกล็ดปกคลุม กานยอดเกสรเพศเมยี แยกเปน 5 แฉก ผลรูปกรวยหงาย กาบ ไมเ ชอ่ื มตดิ กนั ไมแยกในผลแก กาบหุมสูงเทา ๆ ความยาวตวั ผลแตไมมิด ผวิ กาบเปนเกล็ดมขี นปกคลุม เรยี งตวั เปน วง 5–10 วง แตละกาบมผี ล 1 ผล ดานบนแบนหรือบมุ เลก็ นอย เขตการกระจายพนั ธุ พมา ไทย ภูมภิ าคอินโดจีน การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบแทบทกุ ภาค ขน้ึ ตามปา เบญจพรรณ ปา ดบิ แลง ปา ดบิ เขา และปา ดบิ ชน้ื จนถึงระดบั ความสูงประมาณ 900 เมตร ตดิ ผลเดือนมิถนุ ายน–กันยายน ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบทั่วพืน้ ท่ที งั้ 3 ลมุ นาํ้ ประโยชน เนื้อไมแข็ง ใชท าํ ถังหมักเหลา หรือไวน การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ แกะกาบหมุ ออกกอนนาํ ไปเพาะ แชน าํ้ ประมาณ 24 ช่ัวโมง ขอควรระวงั เมลด็ ถกู แมลงทาํ ลายหรอื ถูกสตั วปา กดั กินไดง าย ขอแนะนํา เปน ไมโตชา ตอ งการรม ในระยะกลาไม เปลอื กหนา ทนแลงและทนไฟ เหมาะสําหรบั ฟน ฟู สภาพพื้นท่ที ี่แหงแลง ท่ลี าดชนั ในระดบั ความสูงมากกวา 500 เมตร มกี ารแตกหนอไดด ี สามารถเจริญเตบิ โต ไดด หี ลังจากถกู ตดั ฟนหรอื จากไฟปา ผลดึงดูดสัตวป า ใหเขา มาในพื้นท่ี ขอมลู เพ่มิ เติม พรรณไมวงศไมก อ ของไทย (จาํ ลอง และคณะ, 2549); ตน ไมเ มืองเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543) 67

กอมขม Picrasma javanica Blume วงศ SIMAROUBACEAE ช่ืออน่ื – ลักษณะวิสยั ไมย นื ตน ขนาดเล็กถงึ ขนาดกลาง ไมผลัดใบ สงู ถงึ 20 ม. ลําตนมักคดงอ เปลอื กบาง เรยี บหรือแตกเปนรอง เลก็ นอ ย สีเทาหรอื เทาอมนาํ้ ตาล ดอกแยกเพศรว มตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสาํ คญั หูใบเปน แผนกลมกวาง ขนาดกวาง 0.5–2 ซม. ยาว 0.7–2.5 ซม. รว งงา ย ท้งิ แผล ขนาดใหญ ใบประกอบแบบขนนกปลายค่ี มีใบยอ ยขา งละ 2–4 คู เรยี งตรงขา ม รปู รีแกมรูปขอบขนาน ยาว 7–13 ซม. ปลายใบ เปน ตง่ิ แหลม แผนใบบาง เรยี บเปน มัน เสนแขนงใบขางละ 3–8 เสน ปลายโคง ขนึ้ ชอ ดอกแบบชอกระจุก ออกตามซอกใบ ยาว 5–20 ซม. สีเหลืองออน กลีบเล้ียง 4 กลีบ รูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก กลีบดอก 4 กลีบ รูปไขแกมรูปขอบขนาน ดอกเพศเมีย ขนาดใหญก วา ดอกเพศผเู ลก็ นอ ย ติดทนและในดอกเพศเมียขยายในผล เกสรเพศผู 4 อนั ยาวกวากลบี ดอก จานฐานดอกหยกั 4 พู มีขน มี 4 คารเพล เกสรเพศเมยี ปลายจรดกัน ผลสดแบบผนังช้นั ในแขง็ กลม ๆ มี 1–4 ผล เสน ผา นศูนยก ลางประมาณ 1 ซม. ผลแกสีดํา ติดอยูบนจานฐานดอกทขี่ ยายในผล แตล ะผลมี 1 เมลด็ เขตการกระจายพันธุ อนิ เดยี พมา ไทย ภูมภิ าคอนิ โดจนี และมาเลเซีย การกระจายพนั ธุและนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบทุกภาค ข้ึนกระจายหา ง ๆ ตามปา ดิบแลง ปา ดบิ เขา และปาดบิ ชืน้ โดยเฉพาะรมิ ลาํ ธาร ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 1,400 เมตร เปน ผลเดอื นพฤษภาคม–สงิ หาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบทางตอนบนแถบจังหวัดเลยในพื้นที่ลุมน้ําโขงตอนบน และทางตอนลางแถบจังหวัดนครราชสีมาบริเวณตนน้ําของ ลุมนา้ํ มูล ประโยชน ไมเนือ้ แข็ง แตไ มมกี ารนําไปใชป ระโยชน เปลอื กมีรสขม แกไ ขแ ละไขมาเลเรยี การขยายพันธุ เพาะเมลด็ เมล็ดเปลอื กคอนขา งแขง็ ยังไมม ขี อ มูลการปฏบิ ตั ติ อ เมล็ดกอนนาํ ไปเพาะ ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตชา กลา ไมตองการความชมุ ชน้ื และรม เงาในระยะแรก เหมาะสําหรบั ปลูกเปน ไมช ั้นรอง พรอ มไมโตเร็วในพ้ืนทใ่ี กลลําธารในที่สงู ขอมลู เพม่ิ เติม Flora of Thailand 2(4) (1981); ตนไมเ มอื งเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); ไมป ายืนตนของไทย 1 (เออ้ื มพร และปณิธาน, 2547) 68

กะเจยี น Polyalthia cerasoides (Roxb.) Benth. & Hook. f. ex Bedd. วงศ ANNONACEAE ชื่ออน่ื ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งใตแถบจังหวัดชลบุรี เรียก พญารากดาํ ระยองเรยี ก โมดดง (ระยอง) ลักษณะวิสัย ไมตน ขนาดเล็ก ผลดั ใบ สูง 5–15 ม. เปลือกเรียบ สีเทาหรอื นํ้าตาลออน ก่ิงแตกเกือบตง้ั ฉากกบั ลําตน ลําตน และก่ิงมชี องระบายอากาศ กิง่ ออ นมีขนสั้นนมุ ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสาํ คัญ ใบเรียงเวียน รปู ขอบขนานหรือรปู ใบหอก ยาว 6–19 ซม. โคนใบมนหรอื กลม แผน ใบ บาง มีขนสั้นนุมดานลา ง เสนแขนงใบขางละ 7–8 เสน กา นใบสั้น ดอกออกเดี่ยว ๆ หรอื เปน กระจกุ 2–3 ดอก ออกตามซอกใบ ดอกสีเขียวออนถึงเหลือง ดอกบานเสนผานศูนยก ลาง 1–2 ซม. กานดอกยาว 1–2 ซม. มใี บประดบั คลา ยใบ 1–2 ใบ ติดใตจุด ก่ึงกลางกานดอก กลีบเลีย้ ง 3 กลีบ ยาว 8–9 มม. กลบี ดอก 6 กลบี เรยี ง 2 ชน้ั ๆ ละ 3 กลบี กลีบช้ันในใหญแ ละยาวกวา กลีบช้ันนอกเล็กนอย รูปไข ยาวเทา ๆ กลีบเล้ียง เกสรเพศผูจํานวนมาก คารเพลมีขน ผลกลุม มี 20–30 ผลยอย ผลยอย คอนขางกลม ปลายมตี ่ิง เสน ผานศูนยก ลาง 5–6 มม. สุกสีแดง มี 1 เมล็ด เขตการกระจายพนั ธุ อินเดยี พมา จนี ตอนใต ไทย ภมู ภิ าคอินโดจีน การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบแทบทกุ ภาคยกเวน ภาคใต ขน้ึ ในปา เบญจพรรณและปา ดบิ แลง ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 600 เมตร เปนผลเดือนเมษายน–พฤษภาคม ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนือพบทั่วพื้นที่ทั้ง 3 ลุมน้ํา ประโยชน เนอ้ื ไมแ ขง็ ใชท าํ ดา มเครอื่ งมอื เปลอื กเปน เสน ใยใชท าํ เชอื ก ราก ปรงุ เปน ยาแกก ระษยั คมุ กาํ เนดิ ในสตรี บาํ รงุ กาํ ลงั แกไข ใบ ตาํ พอกฝแกอกั เสบ ดอกมีกลิน่ หอม เหมาะสาํ หรบั ปลูกเปนไมประดับ การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ไมมีขอ มูลการปฏิบตั ติ อ เมลด็ กอนนาํ ไปเพาะ ขอแนะนํา เปนไมโตชาขนาดเลก็ ทนแลงและทนนํา้ ทวม เหมาะสําหรบั ปลกู เปนไมช ้นั รองในทร่ี าบลมุ ท่มี ีนาํ้ ทวมถึง ขอมลู เพิ่มเตมิ Flora of China Vol. 19 (2011); พรรณไมวงศก ระดังงา (ปย ะ, 2544); ไมต น เมอื งเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); พรรณไมตนของประเทศไทย (สวนพฤกษศาสตรป า ไม, 2542) 69

กดั ล้ิน Walsura trichostemon Miq. วงศ MELIACEAE ชื่ออ่ืน ทางภาคตะวนั ออกแถบจงั หวดั ปราจีนบุรเี รยี ก มะคาล้นิ ลักษณะวสิ ัย ไมตน ขนาดเล็กถงึ ขนาดกลาง ไมผ ลัดใบ สูง 5–15 ม. เปลือกสีน้ําตาลหรือเทาปนดํา แตกเปนรอ งตืน้ ๆ ตาม ความยาว ลักษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ าํ คญั ใบประกอบแบบขนนก เรียงเวยี น มีใบยอย 3–5 ใบ ยาว 7–15 ซม. แผนใบดา นลา ง ไมมีจุดสีขาว กานใบเปนขอ งอ ชอดอกออกตามซอกใบใกลปลายกง่ิ ดอกขนาดเล็กสขี าวจํานวนมาก กลบี เลย้ี งและกลบี ดอก มจี าํ นวนอยา งละ 5 กลบี กลบี เลย้ี งเชอ่ื มตดิ กนั ประมาณหนง่ึ สว นสาม กลบี ดอกแยกกนั เกสรเพศผู 10 อนั กา นชอู บั เรณเู ชอ่ื มตดิ กนั จานฐานดอกหยกั เปน พู กานเกสรเพศเมียเกล้ยี ง ยอดเกสรเปนเหลย่ี มเล็กนอย 6 เหลี่ยม ผลสด กลม ๆ เสน ผา นศูนยกลาง ประมาณ 1.5 ซม. สุกสเี หลอื ง มี 1–2 เมล็ด เย่อื หมุ เมลด็ เนือ้ นมุ ใส เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดยี พมา ไทย กัมพูชา เวยี ดนาม การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทกุ ภาค ขน้ึ ตามปา เบญจพรรณ ปา ดบิ แลง และปา ดบิ ชน้ื ระดบั ความสงู 100–900 เมตร ผลแกเ ดอื นมิถนุ ายน–กรกฎาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบทางตอนลางบริเวณตนนํา้ ของลุม น้ํามลู ประโยชน เน้อื ไมแ ขง็ ผลรบั ประทานได รากแกจ ุกเสียด บาํ รงุ ธาตุ การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด แกะเอาเยอื่ หุมออกกอนนาํ ไปเพาะ ไมม ีขอมลู การปฏบิ ัติตอเมลด็ กอ นนําไปเพาะ ขอ แนะนํา เปน ไมโ ตคอ นขา งชา ระยะกลา ไมต อ งการแสงมาก เหมาะสาํ หรบั ปลกู พรอ มไมโ ตเรว็ ไดท ง้ั ทร่ี าบ ลมุ และท่สี ูง โดยเฉพาะใกลชายปา ทสี่ มบูรณเ นอ่ื งจากตอ งการความชุม ชน้ื สูง ขอ มูลเพ่ิมเติม ไมป า ยืนตน ของไทย 1 (เอ้อื มพร และปณธิ าน, 2547) 70

กันเกรา Fagraea fragrans Roxb. วงศ GENTIANACEAE ชือ่ อนื่ ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนือเรียก มันปลา ซงึ่ คลา ยทางภาคเหนือ ภาษาเขมรทางภาคตะวนั ออก เรียกวา ตาเตรา ลกั ษณะวสิ ยั ไมต น ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไมผ ลดั ใบ แตอาจสงู ไดถ ึง 30 ม. เปลือกสนี า้ํ ตาลคลาํ้ แตกเปนรอ งลึกตามยาว ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี าํ คญั มหี ใู บลกั ษณะคลา ยถว ยขนาดเลก็ บรเิ วณซอกใบ ใบเรยี งตรงขา มสลบั ตง้ั ฉาก ออก หนาแนนทปี่ ลายกิง่ รปู รี ยาว 7–11 ซม. แผนใบเกล้ียงท้ังสองดา น ชอดอกแบบชอกระจะ ออกตามซอกใบใกลป ลายกง่ิ ดอก จาํ นวนมาก มีกล่นิ หอม กลีบดอกเช่ือมติดกนั เปนรปู กรวย ปลายแยกเปน 5 แฉก แรกบานสีขาวนวล แลวเปลี่ยนเปน สีเหลือง เกสรเพศผู 5 อัน ติดบริเวณปากหลอดกลีบดอก เกสรเพศผูและเพศเมียย่ืนพนปากหลอดกลีบดอก ผลสดมีหลายเมล็ด รูปทรงกลม เสนผานศูนยกลาง 4.5–8 มม. ปลายเปน ต่งิ แหลม สกุ สสี ม ถงึ แดง เมลด็ ขนาดเลก็ จํานวนมาก เขตการกระจายพันธุ อนิ เดีย หมูเกาะอันดามนั พมา ไทย ภูมภิ าคอินโดจนี คาบสมุทรมลายู ชวา สุมาตรา การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต ข้ึนในท่ีลุมตํ่า ที่โลงตามชายปา ปาเบญจพรรณ ปาดิบแลง และชายทะเล ระดับความสูงไมเกิน 200 เมตร เปนผลระหวางเดือนมิถุนายน–สิงหาคม ทางภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนือพบทั่วพืน้ ท่ที ง้ั 3 ลุมน้าํ ประโยชน เน้ือไมคอนขางแข็ง ไมใชในการกอสราง และทําเครื่องเรือน เปลือกตมด่ืมเปนยาแกไข ใบรักษาอาการทองรวง ดอกสวยงาม ทรงพมุ กลม นยิ มปลูกเปนไมป ระดับตามสองขางทาง และตามสวนสาธารณะ การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ตามภมู ปิ ญ ญาของชาวบา นในจงั หวดั ยโสธร ใหน าํ ผลสกุ มาตาํ เบา ๆ เพอ่ื ใหเ ยอื่ หมุ เมลด็ หลดุ ออก รอนดว ยตะแกรงผง่ึ ใหแหง ผสมกับทรายหวา นในแปลงเพาะ ใชท รายกลบ ระยะเวลาในการงอก 20–30 วัน ขอ ควรระวัง ผลสกุ ถูกแมลงกัดกินไดงา ย ขอ แนะนาํ เปน ไมโ ตคอ นขา งชา ทนแลง และทนนาํ้ ทว ม ขน้ึ ไดด ใี นดนิ แทบทกุ ประเภท เมลด็ หางา ย เพาะงา ย เหมาะสาํ หรบั ปลกู ไดท กุ สภาพพน้ื ทท่ี เ่ี ปน ทร่ี าบลมุ ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื สามารถปลกู พรอ มกบั ไมโ ตเรว็ ได หมายเหตุ เดมิ ถูกจัดใหอยภู ายใตวงศ Loganiaceae ขอ มูลเพ่มิ เติม Flora of Thailand 6(3) (1997); พรรณไมต น ของประเทศไทย (สวนพฤกษศาสตรป าไม, 2542). Website: Cambodian Tree Species 71

กาสามปก Vitex peduncularis Wall. ex Schauer วงศ LAMIACEAE (LABIATAE) ช่อื อ่ืน ภาคตะวนั ออกเฉียงใตแ ถบจังหวัดชลบรุ เี รยี ก ตนี นก สมอตีนเปด หรอื สมอหวอง ลักษณะวสิ ัย ไมต น ขนาดเล็กถงึ ขนาดกลาง สูงไดถ งึ 20 ม. เปลือกสีเทาหรือสนี ้ําตาล เนอ้ื ไมสีแดงอมเทาถึงสีน้ําตาลออน ก่ิง ออ นเปนสเี่ หล่ียม มขี นประปราย ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ่สี ําคัญ ใบประกอบแบบนิ้วมือ มี 3 หรือ 5 ใบยอ ย เรยี งตรงขามสลบั ตงั้ ฉาก กา นใบยาว 4–8 ซม. ใบยอยขนาดไมเ ทากนั รปู ขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาว 6–15 ซม. แผนใบมตี อมโปรงแสง ชอดอกแบบชอ แยกแขนง ออก เด่ยี ว ๆ หรือเปนคู ๆ ตามซอกใบ ยาว 8–25 ซม. แตกแขนงและแตกแขนงยอ ยเปนคู ดอกมีกลนิ่ หอม กลบี เล้ียงและกลบี ดอก ดา นนอกมขี นและมตี อมสีเหลือง กลีบเลีย้ งปลายแยกเปน 5 แฉกไมช ัดเจน กลบี ดอกสีขาวเปลย่ี นเปนสีเหลอื งนวล รปู กรวย ยาวประมาณ 5 มม. ดา นในมขี นยาว กลบี รูปปากเปด กลบี บน 2 กลีบ กลบี ขาง 2 กลบี กลบี ดานลาง 1 กลีบ ขนาดใหญกวา กลีบอื่น โคนกลีบสีเหลือง เกสรเพศผู 4 อัน โคนกานชูอับเรณูมีขนยาว อับเรณูสีมวงดํา ผลแบบผลผนังช้ันในแข็ง กลม เสนผา นศนู ยก ลาง 5–8 มม. สุกสีแดงถงึ มว งดํา เมล็ดแข็ง เขตการกระจายพันธุ อนิ เดยี บังกลาเทศ พมา ไทย ภูมิภาคอินโดจีน คาบสมทุ รมลายู การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทกุ ภาค ขน้ึ ทวั่ ไปตามปา เตง็ รงั ปา เบญจพรรณ และปา ดบิ แลง ระดบั ความสูง 100–900 เมตร เปน ผลระหวา งเดอื นพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื สว นมากพบทางตอน ลางบรเิ วณตน น้าํ ของลมุ นํา้ มูล ประโยชน เปนไมเน้อื แขง็ มีขนาดเลก็ ใชตกแตงภายใน ทําพน้ื กรอบหนาตาง เคร่อื งเรอื น เครอ่ื งมอื ทางการเกษตร เปลอื ก และใบ ตม ใชเ ปน ยาลดไข ใบรับประทานเปน ผกั ผลสุกรบั ประทานได การขยายพันธุ เพาะเมล็ด นาจะมกี ารปฏิบัตติ อเมลด็ กอนนาํ ไปเพาะเชน เดยี วกับตีนนก ขอ แนะนาํ คลาย ๆ กับตนี นก แตสามารถปลกู ในพ้นื ทล่ี าดชนั และระดับความสูงมากกวา ทนแลงไดดกี วา แตไ มเ ทาผาเสยี้ น ขอมูลเพม่ิ เตมิ A Revision of the Genus Vitex (Lamiaceae) in Thailand (Chantaranothai, 2011) 72

กุก Lannea coromandelica (Houtt.) Merr. วงศ ANACARDIACEAE ช่อื อน่ื ทางจังหวดั อบุ ลราชธานเี รยี ก กอกกั๋น สวนทางจังหวัดตราด เรียก ชา เกาะหรอื ชา งโนม ลกั ษณะวสิ ยั ไมต น ขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง ผลดั ใบ สงู 5–15 ม. เรอื นยอดโปรง เปลอื กนอกสเี ทา อมเขียวหรอื ขาว เปลอื ก ในสขี าวสลับชมพูแนวตัง้ เปลือกเรยี บหรือแตกเปนแผน มนี ้ํายางใส ก่งิ ออนมขี นปกคลุม มีชองอากาศ ดอกแยกเพศตา งตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคญั ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวยี น กา นใบ 3.5–4.5 ซม. ใบยอยขางละ 2–7 ใบ เรยี งตรงขาม กวาง 1–3.5 ซม. ยาว 2.5–10 ซม. แผนใบดา นลางสีเขียวออ นมขี นประปราย ใบแกก อนรวงสีเหลอื ง เสนแขนงใบ ขา งละ 5–11 เสน เสน ใบยอ ยแบบรา งแห ชอดอกแบบชอเชิงลด ออกท่กี ่ิงหรือซอกใบใกลปลายกิ่ง ยาว 12–30 ซม. ดอกสีเหลอื ง ออนแกมเขียว ไรกาน กลีบเลี้ยง 4–6 กลีบ รูปไขก วาง ยาว 1.5–2 มม. มีขนปกคลุม กลีบดอก 4–5 กลีบ รูปขอบขนานปลายมน ยาว 2–2.5 มม. เกสรเพศผู 8–10 อนั ผลแบบผลผนังชน้ั ในแข็ง รูปทรงไข เรยี ว ยาว 0.8–1.5 ซม. สกุ สีแดง มเี มล็ดเดียว ปลายมี รอยเวา 1–2 รอย เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดีย หมเู กาะอนั ดามนั ศรีลงั กา จีน พมา ไทย ภูมิภาคอนิ โดจนี คาบสมทุ รมลายู ชวา การกระจายพันธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทกุ ภาค ขน้ึ ตามปา เบญจพรรณ ปา เตง็ รงั ทงุ หญา และบนเขาหนิ ปนู จนถงึ ระดบั ความสูงประมาณ 1,000 เมตร ผลแกเดอื นพฤษภาคม–มิถนุ ายน ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบทว่ั พื้นท่ีทงั้ 3 ลุมนาํ้ ประโยชน เนื้อไมคอนขางแข็ง มีขนาดเล็ก ใชทําฟน ใบออนรับประทานเปนผัก เปลือกเปนยาสมานแผล ฟอกหนังสัตว เปลอื กตนและผลสดเปน พษิ ตอปลา ในอินเดียและเนปาลนิยมปลกู เพ่อื เลย้ี งสัตว ใชไดท ั้งกิง่ ใบ และผล การขยายพันธุ เพาะเมล็ด และปกชาํ เมล็ดมอี ายุสั้น ไมมีขอมลู การปฏิบัติตอ เมลด็ กอนนาํ ไปเพาะ การปกชาํ ทาํ ไดง าย และ ไดผ ลดี ขอ แนะนาํ เปนไมโตชา ในระยะกลาไมต อ งการความชมุ ช้ืนและแสงมาก ตนโตแลวทนแลงและไฟปา มรี ะบบรากลกึ สามารถข้ึนไดดีในดนิ ทมี่ ีสภาพเปนกรดสงู เหมาะสาํ หรบั ปลกู ฟน ฟูสภาพพนื้ ทีท่ แี่ หง แลงท้งั ทีร่ าบลมุ และทส่ี ูง เพ่ือปองกันการพังทลายของดนิ ขอ มลู เพิม่ เตมิ Flora of Thailand 10(3) (2010); ตน ไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543); ปา ยนื ตน ของไทย 1 (เออ้ื มพร และปณธิ าน, 2547). Website: ForestryNepal 73

เก็ดดํา Dalbergia cultrata Graham ex Benth. วงศ FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE) ชอื่ อน่ื ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื แถบจงั หวดั อดุ รธานี เรยี ก กระพี้ กระพเี้ ขาควาย หรอื อเี มง็ ใบมน สว นทางจงั หวดั เลยเรยี ก กําพ้ีเขาควายหรือแดงดง ลกั ษณะวิสยั ไมต น ขนาดเลก็ ถึงขนาดกลาง ผลัดใบ สงู ไดถึง 25 ม. ลาํ ตนตรง เรอื นยอดแคบและโปรง ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคัญ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน มีใบยอย 7–13 ใบ รูปไขกลับหรือแกมรูป ขอบขนาน ยาว 2.5–4.7 ซม. ปลายใบมนและเวา ตรงกลางเลก็ นอย โคนใบแหลมหรือมน ชอดอกแบบชอแยกแขนง ออกตาม ซอกใบใกลปลายก่ิง ยาว 4–5 ซม. ดอกสีขาวอมชมพู กานดอกยาวประมาณ 2 มม. กลีบเลี้ยงขนาดเล็กคลายรูปถวยต้ืนๆ กลีบดอกรปู ดอกถวั่ ยาวไดประมาณ 5.5 มม. กลีบกลางรูปไขก ลบั กวาง ยาว 3–3.5 มม. กา นกลีบยาวประมาณ 1.5 มม. กลบี ปก รูปรแี ละกลีบคูล า งสั้นกวา กลบี กลาง เกสรเพศผูเ ชอื่ มตดิ กลมุ เดียว 9 อนั ผลเปนฝก แบน ยาว 5–10 ซม. ปลายและโคนมน ปลาย มตี ่ิงแหลมส้นั ๆ ผนังผลมลี ายรา งแหชดั เจน มี 1–4 เมล็ด สนี ้ําตาลแดง รูปรี แบน ยาว 0.8–1 ซม. เขตการกระจายพันธุ จนี ตอนใต พมา ไทย ลาว เวียดนาม การกระจายพนั ธแุ ละนิเวศวทิ ยาในประเทศไทย พบแทบทุกภาคโดยเฉพาะทางภาคเหนือ ยกเวนทางภาคใต ขึน้ ตามปา เบญจพรรณและปา ทงุ ทคี่ อนขา งชุมชื้น โดยเฉพาะตามทลี่ าดชัน จนถงึ ระดับความสูงประมาณ 1,300 เมตร ผลแกป ระมาณเดอื น พฤศจิกายน–มกราคม ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบมากทางตอนบนแถบจังหวัดเลยของลุมน้ําโขงตอนบน และทาง ตอนลา งแถบจังหวดั นครราชสีมาบรเิ วณตน น้ําของลุมนํ้ามูล ประโยชน เนอ้ื ไมแข็ง ใชในการกอ สรา ง ทําเครื่องเรอื น เคร่ืองแกะสลกั ดามเคร่อื งมือ การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เมลด็ มอี ตั ราการงอกสงู ควรกลบเมลด็ ดว ยทรายหรอื ขเี้ ถา แกลบ กลา ไมค วรเกบ็ ไวใ นทร่ี ม ราํ ไร หรอื อาจนําเมลด็ ไปแชน ้าํ ประมาณ 3 วนั กอ นนําไปเพาะ เชน เดียวกบั พะยงู ขอ แนะนาํ เปน ไมโตชา ควรเลอื กใชก ลาที่มีขนาดโตแลวไปปลูก เหมาะสาํ หรบั ปลูกเสริมในกลมุ ไมโตชา สําหรับบํารงุ ดนิ เชนเดยี วกับ ฉนวน (Dalbergia nigrescens Kurz) ซ่ึงเปนไมโตชา ในสกลุ เดียวกนั และพบทัว่ ไป ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือบริเวณใกลเ คยี งกัน ขอ มูลเพ่ิมเติม Flora of China Vol. 10 (2010); Thai Forest Bulletin No. 30 (Niyomdham, 2002); ตน ไมเมืองเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543). Websites: Laos Tree Seed Project, Cambodian Tree Species 74

ขอ ย Streblus asper Lour. วงศ MORACEAE ชื่ออื่น แถบจังหวดั เลยเรยี ก สม พอ ภาษาเขมรเรียก สะนาย ลกั ษณะวสิ ัย ไมพ มุ หรือไมต นขนาดเล็ก ไมผลัดใบ สูง 5–15 ม. เปลอื กนอกสีเทาถงึ ดาํ เกลีย้ งหรือแตกเปนรอ ง เปลือกใน สีครีม นํ้ายางสีขาว ดอกแยกเพศอยบู นตน เดยี วกันหรือแยกตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ี่สาํ คญั หใู บขนาดเลก็ รวงงาย ใบเรยี งเวียน รปู รี รปู ขอบขนาน หรอื แกมรูปไข ยาว 1–13 ซม. ปลายใบแหลมหรอื แหลมยาว โคนใบมนหรอื กลม ขอบใบจักซฟี่ น แผนใบมขี นสากท้ังสองดาน กานใบสน้ั ชอดอกเพศผทู รง กลม ๆ ขนาดเล็ก ออกเดย่ี ว ๆ หรือเปนคูตามซอกใบ เสนผา นศนู ยกลาง 0.4–1 ซม. มี 4–15 ดอก ชอดอกเพศเมียออกตามซอก ใบ มี 1–2 ดอก กา นดอกยาว 0.4–2 ซม. กลบี รวมสวนมากมี 4 กลบี ขยายในผล กานเกสรเพศเมยี ปลายแยกเปน 2 แฉก ขยาย ในผล ผลแบบผลสด กลม ๆ เสน ผา นศูนยกลางประมาณ 8 มม. สุกสีเหลอื งสด เขตการกระจายพันธุ อนิ เดีย ภูฏาน บังกลาเทศ ศรลี งั กา จนี พมา ไทย ภมู ภิ าคอนิ โดจนี และมาเลเซีย ฟลิปปน ส การกระจายพันธแุ ละนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบท่วั ทุกภาคของประเทศ ขน้ึ ในปาเบญจพรรณ ปาดบิ แลง และปา ดบิ ตามริมลําธาร ทงุ นา หรือบนเขาหินปนู จนถงึ ระดบั ความสูงประมาณ 900 เมตร ออกดอกและตดิ ผลเดือนมถิ นุ ายน–กนั ยายน ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบท่วั พน้ื ทท่ี ง้ั 3 ลุมนํ้า ประโยชน เนอ้ื ไมใ ชท าํ เยอ่ื กระดาษ ในสมยั โบราณกง่ิ สดทบุ ใชส ฟี น ผลรบั ประทานได เปลอื ก แกป วดฟน แกก ระษยั แกท อ งรว ง ใบ เปนยาระบายออ น ๆ แกป วดประจําเดอื น ราก ใสแ ผล ปลกู เปน ไมประดับ โดยทาํ เปน ไมดัดหรอื แตง ทรงพุมใหสวยงาม การขยายพันธุ สว นมากขยายพนั ธดุ ว ยการปก ชาํ รากหรอื กง่ิ ควรนาํ กง่ิ จมุ สารเรง ราก พวก indole butyric acid กอ นนาํ ไปปก ชาํ มรี ายงานวา เมล็ดทถี่ กู นําไปยงั รงั มดมักจะงอกไดดี ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตคอ นขางชา ระยะกลาไมต องการแสงมาก ใบหนาแนน ข้นึ ไดท ง้ั ทแี่ หง แลง ทนนํ้าทวม ระบบรากแนน ชวยยดึ เกาะปองกนั การพงั ทลายของดินตามชายฝง แมน ํ้า ขอ มลู เพม่ิ เติม PROSEA 5(3) (1998); Flora of Thailand 10(4) (2011); ตนไมเ มืองเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543) 75

ขนั ทองพยาบาท Suregada multiflora (A. Juss.) Baill. วงศ EUPHORBIACEAE ชือ่ อื่น ภาคตะวนั ออกเรยี ก ขณั ฑสกร ขาวตาก ชองรําพัน มะดกู หรอื สลอดนา้ํ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ดกู ไทร หรอื ดูกไม ดูกไหล หรอื เหมอื ดโลด ลกั ษณะวสิ ยั ไมต น ขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง สูงไดถ งึ 20 ม. ดอกแยกเพศอยูตา งตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ ําคญั ใบเรยี งเวียน รปู รีหรอื รปู ขอบขนาน ยาว 12–15 ซม. ปลายใบแหลม แผน ใบมตี อ มใส กระจายทั่วไป ชอ ดอกแบบชอกระจกุ ออกสนั้ ๆ ตรงขา มกับใบ ยาว 0.3–1 ซม. ไมม ีกลบี ดอก ดอกเพศผู แตล ะชอ ดอกมี 5–10 ดอก กา นดอกยาว 4–6 มม. มขี นละเอยี ด กลบี เลย้ี ง 5 กลบี กลม ๆ ยาว 3–4 มม. ขอบกลบี และดา นนอกมขี น เกสรเพศผจู าํ นวนมาก ติดอยบู นจานฐานดอกท่ีนนู และมีตอ ม ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยง 5–6 กลีบ กลบี ยาวกวา ดอกเพศผูเลก็ นอย จานฐานดอกขอบบาง เกสรเพศเมยี มี 3 อนั ยอดเกสรแยกเปน 2 แฉก ผลแหง แตก กลม ๆ มี 3 พู เสน ผา นศนู ยก ลาง 2.5–3.5 ซม. สกุ สเี หลอื งหรอื แดง เมลด็ มี 1 เมลด็ ในแตละชอ ง ทรงกลม ๆ เสน ผานศูนยกลาง 7–8 มม. มีเย่ือหมุ สขี าว เขตการกระจายพันธุ อินเดยี บงั กลาเทศ จีนตอนใต พมา ไทย ภมู ิภาคอนิ โดจีน คาบสมุทรมลายู การกระจายพันธแุ ละนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบกระจายทุกภาค ข้นึ ในปา ดบิ แลง ปา เบญจพรรณ ปาดิบชน้ื ทงุ หญา ปา ชายหาด ท่ีโลงแจง จนถงึ ระดบั ความสงู ประมาณ 800 เมตร ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ พบท่ัวพ้ืนทท่ี ง้ั 3 ลุมนํา้ ประโยชน เปนไมเ น้ือคอนขา งแข็ง ใชท าํ ฟน เปลือก ใชเปน ยาถาย แกโ รคตับพกิ าร แกประดง แกพ ษิ ในกระดกู โรคผวิ หนัง ฆาพยาธิ เนื้อไมมีรสเบ่ือเมา แกลมพิษ แกไข ใบดอกเขยี วเปน มัน เหมาะสาํ หรบั ปลูกเปน ไมประดบั การขยายพันธุ เพาะเมล็ด ไมมีขอมลู การปฏบิ ตั ติ อเมลด็ กอนนาํ ไปเพาะ ขอแนะนํา เปนไมโ ตคอนขางชา แตใ นระยะกลา ไมโตคอ นขางเร็ว ตอ งการแสงมาก ข้นึ ไดดีในดินปนทราย เหมาะสาํ หรบั ปลกู ฟน ฟสู ภาพพน้ื ทร่ี าบลมุ ทว่ั ไป สามารถปลกู พรอ มกบั ไมโ ตเรว็ หรอื ไมเ บกิ นาํ อน่ื ๆ ได โดยเฉพาะ บรเิ วณทแี่ หง แลง ใบหนาแนน ชวยเพิม่ ความชมุ ช้นื แกส ภาพพน้ื ท่ไี ดเ รว็ ขอมลู เพ่มิ เตมิ Flora of Thailand 8(2) (2007); Flora of China Vol. 11 (2009) 76

ขางหัวหมู Miliusa velutina (Dunal) Hook. f. & Thomson วงศ ANNONACEAE ชื่ออ่ืน ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื บางครง้ั เรยี กวา โกงกาง จอแจ หาํ รอก หรอื ยางโดน ภาษาสว ยทจ่ี งั หวดั สรุ นิ ทร เรยี ก สะแมะ ลกั ษณะวิสัย ไมตน ขนาดเล็ก สูงไดถึง 20 ม. เปลอื กตน คอนขา งหนาและขรขุ ระ ก่ิงออนมีขนสน้ั หนานมุ ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ีส่ ําคญั ใบเรียงสลบั ในระนาบเดยี วกนั รปู ไขห รือรปู ขอบขนาน ยาว 8–30 ซม. โคนใบกลมหรอื รปู หวั ใจ เบีย้ วเล็กนอ ย แผนใบมีขนสน้ั นุมท้งั สองดา น เสน แขนงใบขา งละ 10–16 เสน ชอ ดอกแบบชอกระจุก ออกตรงขามใบหรอื บนกิง่ ทม่ี ใี บ มี 3–6 ดอก ในแตละชอ กา นดอกยาว 5–10 ซม. ฐานดอก (torus) เกลย้ี ง กลีบเลย้ี งสนี าํ้ ตาล 3 กลบี รปู สามเหล่ียม ยาว 2–8 มม. มีขนสน้ั นมุ กลีบดอก 6 กลีบ 3 กลีบนอกขนาดเลก็ คลา ยกลบี เลย้ี ง กลบี ในสีนํ้าตาลอมเขยี วหรอื เหลอื ง รูปใบหอก แกมรูปไข ยาว 1–1.8 ซม. ดา นนอกมีขนสที องหนาแนน เกสรเพศผจู าํ นวนมาก อบั เรณูมรี ยางคสนั้ ๆ เปนติง่ แหลม คารเพล จํานวนมาก มขี นส้นั นุม ยอดเกสรเพศเมยี รูปกระบอง ผลกลมุ ผลยอยสด แยกกัน เกือบกลม เสนผานศนู ยกลาง 1.5–2 ซม. ผล สกุ สแี ดง มี 1–2 เมล็ด เขตการกระจายพันธุ อินเดีย ปากีสถาน จนี ตอนใต พมา ไทย ภูมภิ าคอินโดจีน คาบสมทุ รมลายู การกระจายพนั ธุแ ละนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบแทบทุกภาค ยกเวนภาคใต ข้นึ ตามปาเบญจพรรณ ปาเตง็ รัง และ ปา ดบิ แลง ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 500 เมตร เปน ผลระหวา งเดอื นกรกฎาคมถงึ เดอื นกนั ยายน ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนลา งบรเิ วณตนนํ้าของลุมน้ํามูลโดยเฉพาะในปา เต็งรังและปา เบญจพรรณที่แหงแลง ประโยชน เนอื้ ไมแ ขง็ ใชก อ สรา งและทําเปนเครื่องมือการเกษตร การขยายพันธุ เพาะเมลด็ ไมมีขอมลู การปฏิบตั ติ อเมลด็ กอนนําไปเพาะ ขอ แนะนํา เปนไมโ ตคอ นขางชา ในระยะกลาไมต องการแสงมาก แผน ใบคอ นขา งกวาง ทนแหงแลงและไฟ ปา เหมาะสาํ หรับปลกู ในสภาพพื้นทแี่ หง แลง โดยเฉพาะในระดบั ตาํ่ ๆ สามารถปลูกรวมกบั ไมโ ตเร็วในชว งแรก ได ทรงพมุ กวางชว ยปองกนั การชะลา งหนาดิน ขอ มลู เพมิ่ เตมิ Flora of China Vol. 19 (2011); พรรณไมว งศกระดังงา (ปยะ, 2544) 77

เขลง Dialium cochinchinense Pierre วงศ FABACEAE (LEGUMINOSAE–CAESALPINIOIDEAE) ชอื่ อ่ืน ทางจังหวดั นครราชสีมาเรยี ก นางดํา ลกั ษณะวิสยั ไมต น ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ ผลัดใบ สูงถงึ 30 ม. เปลือกสเี ทาหรอื อมนา้ํ ตาล มีนาํ้ ยางใส เปลี่ยนเปนสแี ดง ก่ิงมชี องอากาศกระจาย ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ่ีสําคญั ใบประกอบแบบขนนกปลายค่ี เรียงเวยี น แกนกลางใบยาว 5–10 ซม. มีใบยอ ย 5–9 ใบ เรียงสลบั รปู รีหรือรูปไข ยาว 4–7 ซม. โคนใบมน เบ้ยี วเล็กนอ ย ชอ ดอกแบบกระจะ ออกตามซอกใบหรอื ปลายกงิ่ พรอมผลิใบ ออน ยาว 10–30 ซม. มขี นส้ันนมุ ดอกสขี าวจาํ นวนมาก กลีบเลยี้ ง 5 กลีบ เรยี งซอ นเหลือ่ ม ยาวประมาณ 4 มม. รูปไขค อ น ขา งกลม มีขนนุม ไมม ีกลีบดอก เกสรเพศผู 2 อัน อยูภ ายในหลอดกลบี เลีย้ ง กานชอู ับเรณสู ัน้ ส้ันกวา อบั เรณู รงั ไขม ขี นคลา ย ไหม ผลแหง ไมแตก กลม ๆ หรือรปู ไข ยาว 1.5–1.8 ซม. มี 1–2 เมล็ด สีนาํ้ ตาลออ น รูปรี แบน ยาวไมเกนิ 1 ซม. ผลออนมปี ยุ หุม สขี าว เปลยี นเปนสีน้ําตาล เขตการกระจายพนั ธุ พมา ไทย ภูมิภาคอินโดจนี คาบสมุทรมลายู การกระจายพนั ธุและนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทุกภาค ภาคใตพ บจนถึงจังหวัดชุมพร ข้นึ ตามปาเบญจพรรณ ปา เตง็ รงั หรอื ปา ดบิ แลง ระดบั ความสงู 100–500 เมตร ออกดอกระหวา งเดอื นมกราคมถงึ สงิ หาคม ผลแกเ ดอื นมถิ นุ ายน–พฤศจกิ ายน ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื พบท่ัวพื้นที่ทง้ั 3 ลุม นา้ํ ประโยชน เน้อื ไมแ ขง็ ทนทานมาก ใชกอ สรา ง หมอนรถไฟ เฟอรนิเจอร ทําลอ เกวยี น ผลสุกรบั ประทานได นิยมกวนผสม นํา้ ตาลและพริก แตใบและเมล็ดมสี ารพษิ การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เมล็ดควรแชนํา้ ไวป ระมาณ 1 วัน กอนนาํ ไปเพาะ ขอ แนะนํา เปนไมโ ตชา ทนแลงและทนน้าํ ทว ม เหมาะสาํ หรับปลกู ผสมผสานกับพรรณไมป า เบญจพรรณ หรอื ปา เตง็ รังหลายชนดิ เชน สกุล Dalbergia สกลุ Terminalia เปน ตน ชวยบํารุงดนิ ขอมูลเพมิ่ เตมิ Flora of Thailand Vol 4(1) (1984); ไมอเนกประสงคก ินได (สุรยี  และอนนั ต, 2540) 78

คอแลน Nephelium hypoleucum Kurz วงศ SAPINDACEAE ช่ืออืน่ ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื มีหลายชอ่ื เชน หมกั แวว มะแงว และหมกั งาน ลกั ษณะวิสัย ไมตน ขนาดกลางถึงขนาดใหญ สงู ไดถ งึ 30 ม. เปลอื กเรียบ สีนาํ้ ตาล ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสาํ คัญ ใบประกอบแบบขนนกปลายคู มีใบยอ ย 1–3 คู ใบยอ ยรูปไขแ กมรูปขอบขนาน ยาว 6.5–30 ซม. แผน ใบดา นบนมตี มุ ใบ ดา งลา งมขี นคลา ยไหม ชอ ดอกแบบชอ แยกแขนง ออกตามซอกใบใกลป ลายกงิ่ ดอกมกี ลน่ิ หอม สีขาวอมเหลอื งหรือแกมเขยี ว กลบี เลี้ยงรูประฆัง ยาว 1.3–2.6 มม. ปลายแยกเปน 5 แฉก รปู สามเหลีย่ มขนาดเลก็ กลบี ดอก 5 กลีบ ยาว 1–6 มม. ขอบกลบี มีขนแบบขนแกะ เกสรเพศผู 7–10 อนั ผลแบบผลมเี นื้อมเี มล็ดเดียว รูปทรงรี ยาว 2–3 ซม. ผวิ ดา นนอกหนามีลกั ษณะคลายหูดท่วั ผิว สุกสีแดง เมล็ดรปู ไข เขตการกระจายพนั ธุ พมา ไทย ภมู ิภาคอินโดจนี การกระจายพันธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทกุ ภาค ขนึ้ ตามปาดบิ แลง และปา ดิบชื้น ระดบั ความสูง 100–1,200 เมตร เปนผลเดอื นกมุ ภาพนั ธ– มิถุนายน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบทว่ั พื้นทท่ี ง้ั 3 ลุมนาํ้ โดยเฉพาะในปาดบิ แลงท่มี ี ความชมุ ชื้นสงู ประโยชน เนือ้ ไมแ ขง็ ใชในการกอ สราง ผลสกุ มีรสอมเปร้ียวหวาน นาํ มารบั ประทานเปนผลไม แกนฝนกบั นา้ํ สมุนไพรอ่ืน ๆ แกไ ข เปลอื กใหนํ้าฝาด ใชฟ อกหนัง การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด ไมม ขี อ มลู การปฏิบัติตอเมล็ดกอนนําไปเพาะ ขอแนะนํา เปน ไมโตชา กลา ไมต อ งการรมเงาและความชุม ช้ืน จงึ ควรใชก ลา ไมท ี่คอ นขางโตแลว เหมาะ สาํ หรับปลูกหลังจากสภาพปาฟนตวั ในระดบั หนึ่ง ชว ยดงึ ดูดสัตวปา ใหเขา มาในพน้ื ที่ไดเ ร็วข้นึ เนอื่ งจากผลเปน อาหารของสตั วป าหลายชนิด โดยเฉพาะชะนี ขอมลู เพ่ิมเติม Flora of Thailand 7(1) (1999); ไมปายนื ตนของไทย 1 (เอื้อมพร และปณิธาน, 2547); ไมอ เนกประสงคก นิ ได (สรุ ยี  และอนันต, 2540) 79

คาํ มอกหลวง Gardenia sootepensis Hutch. วงศ RUBIACEAE ชื่ออ่ืน ทางจงั หวัดนครพนมเรยี ก ไขเ นา จงั หวดั นครราชสีมาเรียก ผาดา มหรือยางมอกใหญ ลักษณะวสิ ัย ไมต น สงู 7–15 ม. ลาํ ตน บดิ งอ ปลายยอดมชี นั สเี หลอื ง เปลอื กคอ นขา งเรยี บ หรอื หลดุ ลอกออกเปน แผน บาง ๆ สีเทา ลักษณะทางพฤกษศาสตรทีส่ ําคัญ หูใบมีลกั ษณะเปนปลอกหุมบรเิ วณรอบกิง่ หลดุ รว งงาย เหน็ รอยแผลชัดเจน ใบ เดี่ยว เรยี งตรงขา ม รูปรี รูปขอบขนาน หรอื แกมรปู ไขก ลบั ยาว 16.5–29.5 ซม. ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบมน แผนใบคอ นขา ง หนา เหนยี วและสาก ใบออนสีแดง เสนแขนงใบขางละ 15–25 เสน กา นใบยาวประมาณ 1 ซม. ดอกออกเดยี่ ว ๆ ตามซอกใบ สีเหลืองนวล แลวเปล่ียนเปนสีเหลืองเขมกอนหลุดรวง มีกลิ่นหอม กลีบเล้ียงโคนเชื่อมติดกันเปนหลอด ยาว 3.2–3.5 ซม. หลอดกลีบดอกยาว 7–7.5 ซม. ปลายแยกเปน 5 กลบี รูปรี ยาวประมาณ 4.5 ซม. ขอบกลบี มว นและบดิ เกสรเพศผู 5 อัน กา น เกสรเพศเมีย ยาว 7.5–9 ซม. ยอดเกสรเพศเมยี แยก 3 แฉก ผลสดมหี ลายเมลด็ รปู รี ยาว 6 ซม. มีสันตามยาวจาํ นวน 5 สัน ผิวมีปุมกระจาย เขตการกระจายพนั ธุ จีนตอนใต พมา ไทย ลาว การกระจายพันธุและนิเวศวิทยา พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ข้ึนในปาเต็งรัง และ ปาเบญจพรรณ ระดบั ความสงู 200–1,200 เมตร ออกดอกและออกผลเดอื นมนี าคมถึงกรกฎาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ พบทางตอนบนในพ้ืนท่ีลุมน้ําโขงชว งบน และทางตอนลา งบรเิ วณทางตอนบนของลุมน้าํ มูล การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ไมมีขอ มลู การปฏิบตั ิตอเมลด็ กอ นนําไปเพาะ ประโยชน เนอ้ื ไมคอนขา งแขง็ ใชใ นการกอ สรา ง ทําเฟอรนิเจอร ดอกสวยงาม ใชป ลูกเปนไมป ระดับ เมล็ด ตมเคยี่ วกบั นํ้าผสม เปน ยาสระผมฆาเหา ขอ แนะนาํ เปนไมโตชา ขน้ึ ไดด ใี นดินทกุ ประเภท เปน ไมใ บคอ นขา งใหญ ตองการแสงมาก ระยะกลาไม ตองการรมเงา จงึ ควรปลกู หลงั จากปลูกไมเ บกิ นําหรือไมโ ตเรว็ แลว เหมาะสาํ หรบั พน้ื ท่ลี าดชนั ท้งั ท่ีราบลุมและ พืน้ ท่ีสงู ขอ มลู เพ่มิ เตมิ Flora of China Vol. 19 (2011); ไมปา ยนื ตน ของไทย 1 (เออ้ื มพร และปณิธาน, 2547) 80

แคปา Markhamia stipulata (Wall.) Seem. วงศ BIGNONIACEAE ชื่ออื่น ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื เรียก แคหางคา งหรอื แคขน ทางภาคตะวนั ออกเรยี ก แคอาวหรอื พีแก ลกั ษณะวิสยั ไมตน ขนาดเลก็ ผลดั ใบ สูง 7–15 ม. เปลือกหนา แตกเปน รอ งตามยาว ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี ําคญั ใบประกอบแบบขนนกชนั้ เดียว ยาว 40–60 ซม. มหี ูใบเทยี ม รปู กลม ๆ ใบยอ ย 5–8 คู รูปขอบขนาน รูปใบหอก หรือแกมรูปไข ยาว 7–24 ซม. ปลายใบแหลมหรือแหลมยาว โคนใบแหลมหรือกลม ชอดอกแบบ ชอ กระจะ ยาว 16–34 ซม. ออกที่ปลายกงิ่ กลีบเลี้ยงรูปพาย ยาว 3.2–4.3 ซม. มีขนปยุ รว งงา ย กลีบดอกสีแดงอมเหลืองหรอื นา้ํ ตาลแดง หลอดกลีบดอกชว งลางยาว 2–2.6 ซม. ชวงปลายยาวประมาณ 4 ซม. ปลายบานออกมี 5 กลบี รูปรเี กือบกลม ยาว ประมาณ 4.5 ซม. เกสรเพศผสู มบรู ณ 4 อัน สน้ั 2 อัน ยาว 2 อนั ฝก แตกตามตะเขบ็ รูปทรงกระบอก ยาว 25–70 ซม. เกล้ียง หรือมีขนปุย เมล็ดแบน เปนเหล่ียม ยาวประมาณ 3.5 ซม. รวมปกบาง ๆ เขตการกระจายพนั ธุ จีนตอนใต พมา ไทย ภูมภิ าคอินโดจนี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทวั่ ทกุ ภาค ขน้ึ ตามชายปา ดบิ แลง ปา ดบิ เขา และปา ดบิ ชนื้ ทโี่ ลง ตาม ทงุ หญา ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,500 เมตร ออกดอกออกผลชว งเดือนพฤศจกิ ายนถงึ เดอื นมกราคม ทางภาคตะวันออก เฉียงเหนือพบท่ัวพ้นื ท่ี โดยเฉพาะทางตอนบนบริเวณลุม นํา้ โขง และทางตอนลางบริเวณตน น้าํ ของลุมนาํ้ มูล ประโยชน เนอื้ ไมแ ขง็ เล่อื ยตบแตง ไดย าก แตทนมอดและปลวกไดด ี ใชใ นการกอสรา งท่ตี อ งการความทนทานนาน ก่ิงเหมาะ สําหรบั ใชท าํ ไมฟน การขยายพันธุ เพาะเมลด็ เนือ่ งจากเมลด็ เบาและมีปก ควรกลบดวยทรายบาง ๆ เพ่ือปองกนั เมลด็ กระเด็น ขอ แนะนาํ เปนไมโ ตคอ นขางชา ใบใหญ ในระยะกลาไมตอ งการแสงมาก ทนแลง และไฟปา สามารถปลกู พรอ มกบั ไมโ ตเร็วในระยะแรกได ท้งั ในพน้ื ทร่ี าบลุมและพน้ื ท่สี งู ขอมลู เพิ่มเตมิ Flora of Thailand 5(1) (1987) 81

ชะมวง Garcinia cowa Roxb. ex DC. วงศ CLUSIACEAE (GUTTIFERAE) ช่ืออนื่ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือเรยี ก หมากโมก วิสยั ไมตน สงู 15–30 ม. เปลือกเรยี บ สีน้ําตาลดํา มยี างสเี หลือง ดอกแยกเพศตางตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรทสี่ ําคญั ใบเรยี งตรงขาม รูปรี รปู ขอบขนาน หรือรูปใบหอก ยาว 5.5–14.5 ซม. แผน ใบหนาเปน มนั เสน แขนงใบไมเดน ชดั ใบออ นสีแดงอมเหลือง ดอกสีเหลืองนวล สชี มพูหรอื อมแดง ดอกเพศผอู อกเปนชอแบบชอกระจกุ ตามซอกใบและปลายกิง่ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีจํานวนอยางละ 4 กลบี เกสรเพศผมู ี 4 มดั เช่อื มตดิ กัน ไรกาน ดอกเพศเมีย ออกเดี่ยว ๆ ตามซอกใบใกลปลายก่ิง ขนาดใหญก วาดอกเพศผเู ล็กนอ ย ยอดเกสรเพศเมยี หยัก 4–8 พู ผลสดมีหลายเมล็ด รูปไข เกอื บกลม มี 6–8 รอ ง ตามยาว สกุ สีเหลืองอมสม กลีบเลยี้ งปดข้ัวผล มี 3–8 เมลด็ มเี ย่อื หุม สเี หลอื งอมสม เขตการกระจายพันธุ อินเดีย บังกลาเทศ จนี ตอนใต พมา ไทย ภมู ิภาคอนิ โดจีน มาเลเซยี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยา พบกระจายแทบทกุ ภาค ขน้ึ ในปา ดบิ ชนื้ ทลี่ มุ ตาํ่ ปา พรุ และปา ดบิ แลง ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 900 เมตร ออกดอกเดอื นกุมภาพันธถ ึงมถิ นุ ายน เปนผลเดือนเมษายนถงึ พฤษภาคม ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบกระจดั กระจายทางตอนบนบรเิ วณลุมนํ้าโขงตามท่รี าบลมุ ในปา ดบิ แลง การขยายพันธุ โดยการเพาะเมลด็ กิ่งชาํ และก่งิ ตอน ไมมีขอ มูลการปฏบิ ตั ติ อ เมลด็ กอนนําไปเพาะ ประโยชน เนื้อไม ใชใ นการกอ สราง ตน ใหยางสีเหลอื ง ใชยอ มผา ราก แกไข แกรอนในกระหายน้ํา แกบ ดิ ถอนพิษ ใบและผล เปนยาระบาย กัดฟอกเสมหะ แกไ อ ฟอกโลหติ ใบออน มีรสเปรี้ยว รับประทานเปน ผกั สด จงั หวดั จนั ทบุรแี ละตราดนาํ ใบมาปรงุ เปน อาหารพื้นเมอื ง ขอ แนะนํา ไมโ ตชา ชอบขึน้ ในทีม่ นี า้ํ ขัง เหมาะสาํ หรับปลกู ฟน ฟูสภาพพืน้ ท่ีราบลมุ หรอื มีนํา้ ทวมขัง โดย เฉพาะทางภาคตะวันออกฉียงเหนอื ตอนบน ผลชว ยดงึ ดดู สตั วป า ใหเ ขามาในพืน้ ท่ี ขอ มูลเพมิ่ เตมิ Flora of China Vol. 13 (2007); พรรณไมตนของประเทศไทย (สวนพฤกษศาสตรป า ไม, 2542); องคค วามรู เรือ่ งพืชปา ที่ใชป ระโยชนท างภาคเหนอื ของประเทศไทย 2 (สุธรรม, 2552); ไมปา ยนื ตนของไทย 1 (เอ้ือมพร และปณธิ าน, 2547) 82

ชิงชัน Dalbergia oliveri Gamble วงศ FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE) ช่ืออ่ืน ภาคกลางแถบจงั หวดั สระบุรีเรยี ก ประดูชงิ ชนั หรอื พะยงู แกลบ จังหวดั จันทบุรี เรียก ยูน ลกั ษณะวสิ ยั ไมต น ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ ผลดั ใบ สงู 10–30 ม. เปลอื กหนา สนี าํ้ ตาลอมเทา แตกเปน แผน เลก็ ๆ เปลอื กใน สีเหลือง ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรทส่ี ําคญั ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 15–25 ซม. มใี บยอย 9–13 ใบ เรียงสลบั รปู ไขหรอื แกมรปู ขอบขนาน ยาว 4–8 ซม. แผน ใบดา นลา งสนี วล ชอ ดอกแบบชอ แยกแขนง ออกตามปลายกง่ิ หรอื ซอกใบใกลป ลายกง่ิ ยาว 10–15 ซม. ดอกสขี าวอมมว งคราม กานดอกยาวประมาณ 1 มม. กลบี เลย้ี งยาวประมาณ 4.5 มม. ปลายแยกเปน 5 แฉก กลบี ดอกรปู ดอกถัว่ กลีบกลางรูปกลม ๆ เสนผานศนู ยก ลางประมาณ 7 มม. ปลายกลบี เวาตื้น กานกลีบยาวประมาณ 2 มม. กลบี คขู างยาวเทา ๆ กลบี กลาง กลบี คูล า งส้ันกวา เกสรเพศผู 10 อัน เชอื่ มติดกันเปน 2 มัด รงั ไขมีขนทีโ่ คน ฝก แบน รูปขอบขนาน หรอื รูปหอก ยาว 9–17 ซม. มี 1–3 เมลด็ สีน้าํ ตาลแดง รปู ไต ยาวประมาณ 1 ซม. เขตการกระจายพันธุ พมา ไทย ภมู ิภาคอินโดจนี การกระจายพนั ธุและนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทุกภาค ข้นึ ในทโี่ ลง ปาเบญจพรรณ และปา ดบิ แลง ระดบั ความสงู 100–1,000 เมตร ผลแกประมาณเดือนพฤศจกิ ายน–ธันวาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบท่ัวพื้นท่ีทง้ั 3 ลมุ นํา้ ประโยชน ไมเนือ้ แขง็ ใชทาํ เครือ่ งเรอื น เฟอรนิเจอร และอปุ กรณท ําการเกษตร การขยายพันธุ เพาะเมล็ด โดยคัดเมล็ดดีท่ไี มลีบและมีรอยแมลงเจาะทําลาย กอนเพาะนําไปแชในนํา้ รอนอุณหภูมิ 60–70 องศาเซลเซยี ส เปนเวลา 6 ชวั่ โมง อตั ราการงอกประมาณ รอ ยละ 70 หรือแชนํา้ ธรรมดา 1 คนื อัตราการงอกลดลงเล็กนอ ย กลา ไมท เี่ หมาะสมในการนําไปปลูกควรมีอายมุ ากกวา 8 เดอื น ขอแนะนํา เปน ไมโ ตชา ระบบรากลกึ ทนแลงและทนไฟ เหมาะสาํ หรบั ปลูกฟนฟสู ภาพปาเบญจพรรณท่ี เส่อื มโทรมพรอมกบั ไมในปา เบญจพรรณอ่นื ๆ ชว ยบาํ รงุ ดิน ขอ มูลเพิม่ เติม Thai Forest Bulletin No. 30 (Niyomdham, 2002); การจดั การเพาะชาํ กลาไมคุณภาพ (กรมปาไม, 2542); ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของกลาไมขนาดเหมาะสมตอ การปลูกปา (อาํ ไพ, 2544) 83

ชมุ แสง Xanthophyllum lanceatum (Miq.) J. J. Sm. วงศ POLYGALACEAE ชอื่ อ่นื แถบจังหวดั สกลนครเรียก แสง อุบลราชธานีเรียก แสงกึน ลักษณะวสิ ัย ไมต นขนาดเลก็ ผลัดใบ สูงไดถึง 15 ม. เปลือกเรยี บสีนาํ้ ตาลอมเทา ลาํ ตนมกั บิดงอ ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี าํ คญั ใบเรยี งเวยี น รปู รหี รอื รปู ขอบขนาน ยาว 5–14 ซม. ปลายใบแหลม แผน ใบดา นบนเปน มันวาว เสน แขนงใบขางละ 8–14 เสน ชอดอกแบบชอ กระจะแยกแขนง ยาวกวาใบ ดอกสขี าวหรอื อมมวง เปลย่ี นเปนสเี หลือง กอ นหลดุ รว ง กลบี เลย้ี ง 5 กลบี ขนาดไมเ ทา กนั กลบี ดา นในยาวกวา เลก็ นอ ย ยาว 2.5–3.5 มม. กลบี ดอก 5 กลบี รปู รา งคลา ยเรอื เกลี้ยงหรือมขี น กลีบบนยาวไดเ กอื บ 1 ซม. กลบี คูข างสัน้ กวาเล็กนอ ย กลีบคูล างสัน้ กวา กลบี บนและกลบี ขาง เกสรเพศผู 8 อนั รงั ไขม ขี นยาว ผลกลม แหงไมแ ตก เสน ผา นศนู ยก ลาง 1.7–3.8 ซม. เขตการกระจายพนั ธุ บงั กลาเทศ พมา ไทย ภมู ิภาคอนิ โดจนี และมาเลเซีย การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายหา ง ๆ ทกุ ภาค ขน้ึ ตามทรี่ าบลมุ รมิ ลาํ ธารในปา ดบิ แลง และ ปาดบิ ชน้ื หรือปาพรุ ระดบั ความสูงจนถึงประมาณ 400 เมตร ติดผลเดือนมถิ นุ ายน–สิงหาคม ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื พบ มากทางตอนลางบรเิ วณลุมนา้ํ โขงและลมุ นาํ้ มลู โดยเฉพาะริมลาํ ธารในปาดบิ แลง ประโยชน เนอ้ื ไมแ ข็งแรงปานกลาง ใชในการกอ สรา ง เนือ้ ไมส ีขาวเหมาะสําหรับทาํ แผน ไมอดั เฟอรนเิ จอร เคร่ืองมือ และ อุปกรณกฬี า เชนเดียวกบั พรรณไมในสกลุ Xanthophyllum หลายชนดิ ทรงพมุ สวยงาม ปลูกเปน ไมประดบั ใหร มเงา ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตชา ใบหนาแนน ระยะกลา ไมต องการแสง ทนนํ้าขงั และทนแลง เหมาะสาํ หรับปลูก รวมกับไมโตเรว็ ในระยะแรกโดยเฉพาะที่ราบลมุ ทม่ี ีน้ําทวมถึง ชว ยปอ งกันการพังทลายของชายตลงิ่ ขอ มูลเพ่ิมเติม Flora of Thailand 7(3) (2001); ไมป า ยืนตน ของไทย 1 (เอ้ือมพร และปณธิ าน, 2547) 84

ตะเกรานาํ้ Eriobotrya bengalensis (Roxb.) Hook. f. วงศ ROSACEAE ชือ่ อื่น ทางจังหวดั เลยเรยี กวา เมยี ด สวนบุรีรัมยเรยี ก สเี สียดนาํ้ ลักษณะวิสัย ไมตน ขนาดเลก็ ไมผลัดใบ สงู ไดประมาณ 10 ม. ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคัญ ใบเรียงเวียน รูปขอบขนาน ยาว 10–20 ซม. ปลายใบแหลมหรือแหลมยาว โคนใบ รปู ลิม่ แผนใบเกลี้ยง ขอบใบจักซฟ่ี น หาง ๆ เสน แขนงใบมีประมาณ 10 เสน กา นใบยาว 1–2 ซม. ชอ ดอกแบบชอแยกแขนง ยาว 8–12 ซม. มีขนสนั้ นุม ดอกจาํ นวนมาก กา นดอกยาว 3–5 มม. กลบี เลี้ยง 5 กลบี ขนาดเล็ก ติดทน กลบี ดอกสีขาว 5 กลบี รูปขอบขนาน ยาว 3–4 มม. โคนเรียวแคบเปน กา นกลีบสัน้ ๆ เกสรเพศผมู ีประมาณ 20 อนั รังไขติดกึง่ ใตว งกลีบ มี 2–5 ชอง ปลายมขี นยาว กานเกสรเพศเมยี มี 2–3 อัน เชอื่ มตดิ กันท่โี คน ผลแบบมีเนอ้ื มี 1–2 เมล็ด รูปรี ยาวไดป ระมาณ 1.5 ซม. เขตการกระจายพันธุ อินเดีย ปากสี ถาน พมา ไทย ภูมภิ าคอินโดจนี คาบสมทุ รมลายู สุมาตรา บอรเ นยี ว การกระจายพันธุแ ละนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบทุกภาค ขนึ้ ในปาเบญจพรรณ ปาดบิ แลง ปา ดบิ เขา และปา ดบิ ชน้ื จนถึงระดับความสูงประมาณ 1,500 เมตร ติดผลเดือนธันวาคม–เมษายน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือสวนมากพบทาง ตอนบนบรเิ วณลุมนา้ํ โขงและลมุ น้ําชี โดยเฉพาะในพ้ืนทีส่ ูง การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เมลด็ สูญเสยี อัตราการงอกเรว็ ไมม ีขอ มลู การปฏบิ ตั ติ อ เมลด็ กอ นนําไปเพาะ ประโยชน เน้อื ไมแข็ง แตม ักมขี นาดเล็ก ใชทาํ ฟน ผลสกุ เปน อาหารของสตั วปา ขอ แนะนํา เปนไมโตชา เหมาะสาํ หรบั ปลูกเปนไมชั้นรองในพน้ื ท่ีสูงรว มกบั พรรณไมป า ดิบเขาอื่น ๆ ชว ยดงึ ดดู สัตวปา เขามาในพ้นื ที่ ขอมลู เพิ่มเตมิ Flora of Thailand 2(1) (1970) 85

ตะครํ้า Garuga pinnata Roxb. วงศ BURSERACEAE ชื่ออน่ื แถบจังหวัดจนั ทบรุ เี รยี ก ออ ยนา้ํ ลักษณะวิสัย ไมต น ขนาดกลาง สูงไดถึง 25 ม. เปลอื กแตกเปนสะเกด็ กง่ิ สวนมากมชี อ งอากาศ ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ่สี าํ คัญ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรยี งสลบั กา นใบและแกนกลางมขี น ใบยอยมี 3–11 ใบ เรียงตรงขา ม รูปไข รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ขอบจกั ฟนเลื่อยถ่ี แผน ใบคอ นขา งหนา ชอ ดอกแบบชอแยกแขนง ออกตาม ซอกใบและปลายก่งิ ดอกจาํ นวนมากสเี ขยี วอมเหลือง กลีบเลย้ี งเช่ือมตดิ กันเปน รูปถว ย ยาว 2.5–4 มม. ปลายแยกเปน 5 แฉก ดา นนอกมีขน กลีบดอก 5 กลบี รูปขอบขนาน ยาว 5–5.5 มม. มขี นทั้งสองดาน เกสรเพศผู 10 อัน โคนกา นชอู บั เรณมู ีขน กา น เกสรเพศเมียสัน้ จานฐานดอกจักเปนพู รงั ไขมขี นยาวประปราย ผลสด คอนขางกลม เวาเปน พูตนื้ ๆ มี 1–5 เมล็ด เขตการกระจายพันธุ อินเดยี จีนตอนใต พมา ไทย ภมู ิภาคอนิ โดจีน การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย สวนมากพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นในปา เบญจพรรณ ปาดิบแลง และบนเขาหินปนู ระดบั ความสูง 100–1,000 เมตร ผลแกเดือนเมษายน–พฤษภาคม ทางภาคตะวนั ออก เฉยี งเหนือพบทางตอนบนของตนนํ้าของลุม นํ้าโขงและลุมน้าํ ชี และทางตอนลา งบรเิ วณตนนา้ํ ของลมุ น้าํ มลู ประโยชน ไมคอนขา งแขง็ แตไมทนทานมากนัก ใชทาํ เฟอรนิเจอรค ณุ ภาพตํา่ ผลรบั ประทานได ใบ ใชเลยี้ งสตั ว เปน ยารกั ษา บาดแผลและแผลมีหนอง รากและเปลือก ใชฟอกหนัง เปนยาเบ่อื ปลา การขยายพันธุ เพาะเมลด็ แกะเอาเนอ้ื ออก ผงึ่ ใหแหงกอ นนาํ ไปเพาะ ไมม ขี อมลู การปฏิบตั ิตอ เมลด็ กอ นนําไปเพาะ ขอ แนะนาํ เปนไมโ ตชา ทรงพุม กวาง ทนแลงและทนไฟ ขน้ึ ไดด ีทั้งท่รี าบลุม และท่ลี าดชัน ควรเวนระยะหาง จากตน อน่ื ๆ พอสมควร ขอมูลเพ่มิ เติม Flora of China Vol. 11 (2009); ไมต น เมอื งเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543) 86

ตะเคียนใบใหญ Hopea thorelii Pierre วงศ DIPTEROCARPACEAE ชอ่ื อืน่ บางครัง้ เรียกวา ตะเคยี นหนิ ลกั ษณะวสิ ัย ไมตน ขนาดเลก็ สูง 10–15 ม. มกั แตกกอ เปลอื กเรียบสเี ทาเขม มขี นกระจกุ สั้นนมุ และขนแข็งกระจายตามก่งิ ออน หใู บ ตา กานใบ และชอ ดอก ก่ิงมีชอ งอากาศ ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ ําคัญ มีหูใบรปู ไขข นาดเลก็ หลุดรว งงา ย ใบรูปใบหอกหรอื รูปขอบขนานแกมรปู ไข เบ้ียวเลก็ นอ ย ยาว 8–17 ซม. ปลายใบแหลมหรือแหลมยาว ปลายมนแคบๆ เสนแขนงใบขางละ 8–10 เสน เสน แขนงใบยอ ยแบบกึ่งข้ัน บนั ได ชอ ดอกยาว 3–15 ซม. กา นดอกสัน้ มาก กลีบเลย้ี ง 5 กลีบ เรยี งซอ นเหลือ่ ม ยาวประมาณ 2.5 มม. ปลายกลีบเปน ชาย ครยุ กลบี ดอก 5 กลีบ บดิ เวยี น สขี าวอมชมพู รปู ไข ยาวประมาณ 6 มม. ขอบมีขนครยุ ดานนอกมขี นกระจาย เกสรเพศผู 15 อัน อับเรณูปลายมีรยางครูปเสน ดา ย ยาว 2–3 เทา ของอบั เรณู รังไขเ กลีย้ ง เรยี วยาวเปน ฐานกานเกสรเพศเมยี ยาวประมาณ 1.2 มม. กลีบเลี้ยงไมข ยายเปน ปกในผล กลีบเกอื บกลม ยาว 7–8 มม. ผลรูปไข เกล้ียง ยาว 2–2.5 ซม. ปลายเปน ตง่ิ แหลม เขตการกระจายพนั ธุ ไทย ลาว กัมพูชา การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย ขึ้นกระจายหางๆ ในปาดิบแลงและลานหินทรายทางภาคตะวันออก เฉียงเหนอื ท่ีจังหวดั อบุ ลราชธานีและอํานาจเจรญิ ระดบั ความสูง 150–200 เมตร การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เมลด็ คอ นขา งดก ไมม ปี ก เกบ็ เมลด็ ทรี่ ว งและกาํ ลงั งอกเพาะลงใสถ งุ ไดท นั ที หรอื อาจใชว ธิ เี กบ็ เมลด็ ใหม ๆ กองรวมกนั คลมุ ดว ยกระสอบปา น รดนํา้ เชา เยน็ จนรากงอกแลว ยา ยลงถงุ ตามภมู ปิ ญญาของชาวบานในจังหวดั ยโสธรท่ี ปฏิบตั ิตอเมล็ดพรรณไมในวงศย าง ประโยชน เปนตนไมข นาดเลก็ เน้อื แข็ง แตกกอไดด ี เหมาะสาํ หรบั ใชท ําถานที่มคี ณุ ภาพ ขอ แนะนาํ เปน ไมโตคอนขา งชา โดยเฉพาะในระยะแรก แตกกอและระบบรากแนน ใบมีขนาดใหญแ ละ ออกหนาแนน ปอ งกนั การชะลางของนํ้าฝนไดด ี เหมาะสําหรบั ปลูกแทรกไมเ นื้อแขง็ ท่ีมีขนาดใหญกวาใหเปน ไมเรือนยอดชน้ั กลาง ขึ้นไดดีตามดินปนทรายทร่ี าบลุม ท่ีไมม ีนํ้าขงั โดยเฉพาะบรเิ วณทีร่ าบลุม น้าํ โขงตอนลาง ขอมลู เพิ่มเตมิ Flora Cambodge, Laos and Vietnam (Smitinand et al., 1990) 87

ตะเคยี นหิน Hopea ferrea Laness. วงศ DIPTEROCARPACEAE ชอ่ื อ่นื ทางแถบจงั หวดั นครราชสมี าเรยี กวา ตะเคยี นหนู สวนภาคตะวนั ออกเฉยี งใตเรยี ก เคียนทราย ลกั ษณะวิสัย ไมต นขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง แตอ าจสงู ไดถ ึง 30 ม. โตชา ลาํ ตน มักบิดงอ เปลอื กแตกเปน แผน ชัดเจน ลักษณะทางพฤกษศาสตรทส่ี ําคัญ ใบออนสีน้าํ ตาลแดง ใบรูปไข ยาว 4–10 ซม. ปลายใบแหลมยาวหรือยาวคลายหาง เสนแขนงใบยอยแบบขั้นบันได สว นมากมีตุม ใบ ชอ ดอกออกสน้ั ๆ ยาว 3.5–7 ซม. มขี นสนั้ นมุ ดอกสขี าวครีม เกือบไรก า น กลบี ดอกรปู รี ยาว 2–3 มม. ขอบมขี นครยุ เกสรเพศผู 15 อัน ปลายอบั เรณมู ีรยางคร ปู เสน ดา ย ยาวเทา ๆ อบั เรณู ผลเรยี วยาว รูปกระสวย ยาวประมาณ 1 ซม. มักมชี นั ติดอยู ปกยาว 2 ปก รปู ใบพาย ยาว 3–4 ซม. ปกสนั้ 3 ปก เรยี วยาว ยาว 3–5 มม. เขตการกระจายพนั ธุ พมา ลาว กมั พูชา เวียดนาม ไทย ทางตอนบนของคาบสมทุ รมลายู การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบแทบทุกภาคของประเทศแตไมขึ้นเปนกลุมหนาแนน พบมากทาง ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือและตะวันออกเฉียงใต ขึน้ ตามสันเขาหรอื ริมลําธารในปาดบิ แลง ทางภาคใตสว นมากพบบนเขาหนิ ปนู ผลแกเดอื นกมุ ภาพันธ– เมษายน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนอื กระจายหา ง ๆ ท้ัง 3 ลุมน้าํ การขยายพันธุ เพาะเมลด็ เด็ดปกกอนนาํ ไปเพาะ เก็บเมล็ดท่รี ว งและกาํ ลังงอกเพาะลงใสถงุ ไดทนั ที หรืออาจใชวิธเี ก็บเมลด็ ใหม ๆ ทเ่ี ปลอื กยังมีสเี ขยี ว กองรวมกันคลุมดว ยกระสอบปาน รดนํ้าเชาเย็นจนรากงอก เดด็ ปกแลวยายลงถุง ตามภมู ปิ ญญาของ ชาวบา นในจังหวัดยโสธรที่ปฏบิ ตั ิตอ เมล็ดพรรณไมในวงศยาง ประโยชน เนอื้ ไมค อ นขา งแขง็ แรงและทนทานตอ แมลง เหมาะสาํ หรบั ใชใ นการกอ สรา ง ทาํ เฟอรน เิ จอร ตอ เรอื ชนั มกี ลนิ่ หอม ใชใ นอตุ สาหกรรมหลายอยาง ขอ แนะนํา เปน ไมโตชามาก ระยะกลาไมตอ งการแสงมาก ลําตนมกั คดงอ เหมาะสําหรบั ปลกู ในพนื้ ท่ีปาดบิ แลงเดิมท้งั ตามสันเขาและท่รี าบ สามารถปลูกในดินที่แหงแลงและขาดความอุดมสมบูรณได ขอมลู เพม่ิ เติม PROSEA 5(1) (1997); Vietnam Forest Trees (Nguyen et al., 1996). Website: ARCBC BISS Species Database 88

ตบั เตาตน Diospyros ehretioides Wall. ex G. Don วงศ EBENACEAE ชอ่ื อนื่ ทางภาคตะวนั ออกเรยี กวา ชนิ้ กวาง เรอื้ นกวาง หรอื ลน้ิ กวาง แถบจงั หวดั นครราชสมี าเรยี ก มะมงั เรยี กเปน ภาษาอสี าน วา เฮ้ือนกวางหรือแฮดกวาง ภาษาเขมรในจังหวัดสุรนิ ทรเรียก มาเมยี ง ลักษณะวิสยั ไมต นขนาดเลก็ ผลัดใบ สงู ถงึ 15 ม. เปลือกนอกสเี ทาดาํ เปลอื กในสนี ้ําตาลแดง ใบแกแหง สีดํา ดอกแยกเพศ ตา งตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ี่สําคัญ ใบรปู ไขกวาง ยาว 10–28 ซม. ปลายใบมน โคนใบกลม มน หรอื คลายรปู หวั ใจ แผนใบ หนา ดา นลา งมีขน เสนแขนงใบขางละ 6–12 เสน ดอกเพศเพศผอู อกเปน ชอแบบชอกระจกุ กลีบเลย้ี งและกลบี ดอกมจี ํานวนอยาง ละ 4 กลีบ ดอกสีครมี กลีบเลี้ยงแฉกลึกประมาณก่งึ หนงึ่ ดานนอกมีขน เกสรเพศผู 20–30 อนั รังไขลดรปู เปน กระจกุ ขน ดอก เพศเมียออกเดีย่ วหรือชอกระจกุ ดอกยาวประมาณ 1 ซม. มีขนดานนอก รงั ไขมขี นนุม ไมมเี กสรเพศผทู เี่ ปน หมัน ผลแบบมีเนอ้ื หนึง่ ถงึ หลายเมลด็ รูปไขกวา ง เสนผา นศนู ยก ลาง 1.5–2.5 ซม. กลบี เล้ยี งแฉกลกึ มากกวาก่ึงหนงึ่ ปลายโคงออก ขอบกลีบไม เปน คล่นื มีเสนกลีบชัดเจน ผลแกสแี ดง เมลด็ มเี อนโดสเปรม ยน เปน ลาย เขตการกระจายพันธุ พมา ไทย ลาว กัมพชู า การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายทว่ั ประเทศ ขน้ึ ในทเ่ี ปด โลง ยกเวน ในปา ดบิ ชน้ื ระดบั ความสงู 100–400 เมตร ออกดอกเดือนมนี าคมถงึ พฤษภาคม เปนผลเดอื นเมษายนถงึ มถิ ุนายน ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื สว นมาก พบบริเวณตนน้ําของลมุ นํ้าชี และตอนลางบริเวณตนนาํ้ ของลุม นาํ้ มูล การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ควรเกบ็ ในขณะที่ผลเร่ิมแก เพ่ือปองกันแมลงเจาะทําลาย ลางเปลอื กออก แชน ้ําประมาณ 1 คืน กอนนําไปเพาะ เชน เดยี วกบั การปฏิบัตติ อ เมลด็ กอนนําไปเพาะของพรรณไมในสกลุ มะเกลอื ประโยชน เนือ้ ไมแขง็ ทนทาน ใชในการกอสราง ทาํ ไมเ สา ผล ใชย อ มผา และเบือ่ ปลา ขอ แนะนํา เปนไมโตชา ในระยะกลา ไมต อ งการแสงมาก ทนแลง และทนไฟ เหมาะสําหรับปลกู เปน ไม ชัน้ รองในที่ราบลุม สามารถปลูกพรอมกบั ไมเ บกิ นําหรือไมโ ตเร็วได ขอมูลเพิ่มเติม Flora of Thailand 2(4) (1981) 89

ต้วิ เกล้ยี ง Cratoxylum cochinchinense (Lour.) Blume วงศ HYPERICACEAE ชอ่ื อ่ืน กุยฉอ งบา ง (ลาํ ปาง), ขีต้ ้ิว ตว้ิ ใบเล่อื ม (ภาคเหนอื ) ลักษณะวสิ ยั ไมพุม ไมตน ขนาดเลก็ ถึงขนาดกลาง บางคร้ังสงู ไดถึง 25 ม. เปลอื กเรยี บหรือแตกเปน สะเก็ดสีนํ้าตาลปนแดง มกั มหี นามแข็งตามลาํ ตน เมอ่ื อายนุ อย ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ี่สาํ คญั ใบเรียงตรงขา ม รูปรี รูปใบหอก หรอื แกมรูปไข ยาว 4–10 ซม. แผนใบคอ นขา งบาง ใบออ นสีแดงอมนํ้าตาล ใบแกเ ปลยี่ นเปน สีแดงกอ นหลุดรวง ชอ ดอกแบบชอกระจกุ ออกสัน้ ๆ ตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มี 2–5 ดอก ดอกสแี ดง กลีบเลีย้ งและกลบี ดอกมจี ํานวนอยา งละ 5 กลบี กลีบเลย้ี งรปู คลายพดั ยาว 5–7 มม. ปลายกลีบกลม ขยาย ในผลเลก็ นอ ย กลีบดอกรปู ไข ยาว 0.5–1 ซม. เกสรเพศผูจาํ นวนมาก เชอื่ มตดิ กัน 3 มดั ยาว 4–8 มม. รงั ไขเ กล้ยี ง กา นเกสร เพศเมียแยกเปน 3 แฉก ผลแบบผลแหง แตกเปน 3 ซีก รปู กระสวย แขง็ ยาว 1–1.5 ซม. กลีบเลยี้ งขยายหุมผลประมาณ 2 ใน 3 ของความยาวผล เมลด็ จาํ นวนมาก รปู ทรงกระบอก ยาว 3–7 มม. มีปกบาง ๆ เขตการกระจายพนั ธุ จีนตอนใต พมา ไทย ภมู ิภาคอนิ โดจีนและมาเลเซยี ฟล ิปปนส การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทุกภาค ข้ึนตามพ้ืนที่โลง ปาเสื่อมโทรม และชายปา จนถึงระดับ ความสูงประมาณ 1,200 เมตร ออกดอกและเปน ผลตลอดป ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื พบทวั่ พนื้ ทีท่ ้งั 3 ลมุ น้าํ การขยายพันธุ เพาะเมล็ด เมล็ดมีขนาดเลก็ มาก ควรใชทรายกลบแปลงเพาะ ประโยชน เนื้อไมแข็งและทนทาน ใชในการกอสราง ก่ิงใชทําฟนและถาน เปลือกใชทําสียอมผา ใบออนและยอดออน รับ ประทานเปน ผักสด หรอื ตม ด่ืมแกกระหาย ตน และรากผสมกําแพงเจด็ ชั้น ตม นํ้าดื่มแกก ระษัยเสน เปน ยาระบาย ผลแหง ทาํ เปน เคร่ืองประดับ ขอ แนะนํา เปน ไมโ ตชา ขึน้ ไดดใี นทีโ่ ลงแจง ระบบรากลกึ ทนแลง และไฟ ชวยปองกนั การพังทลายของดิน เหมาะสาํ หรับพื้นท่ที ่ีแหง แลงมาก ๆ สามารถปลกู พรอมกบั ไมโตเร็วหรือไมเบกิ นําไดในคราวเดยี วกัน ขอมลู เพ่มิ เติม Flora of China Vol. 13 (2007); พรรณไมต นของประเทศไทย (สวนพฤกษศาสตรป าไม, 2542); ไมปา ยนื ตน ของไทย 1 (เอ้ือมพร และปณธิ าน, 2547) 90

ตนี นก Vitex pinnata L. วงศ LAMIACEAE (LABIATAE) ชือ่ อนื่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื แถบจงั หวัดนครราชสีมาเรยี ก ไขเนา เนา หรือสวองหนิ สว นภาคตะวนั ออก เรียก โคนสมอ กะพนุ ตะพนุ ตะพุนทอง ตะพรนุ หรอื ตะพุม ลกั ษณะวสิ ยั ไมพ มุ หรอื ไมต น ขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง สงู ไดถ งึ 15 ม. ลาํ ตน มกั คดงอ กง่ิ ออ นเปน สเี่ หลยี่ ม มขี นสนั้ นมุ ประปราย เปลอื กแตกเปนสะเก็ดเล็ก ๆ เปลอื กในสเี หลืองออน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ่ีสําคัญ ใบประกอบแบบน้ิวมอื เรยี งตรงขามสลบั ต้งั ฉาก มี 3–5 ใบยอย รูปรหี รือรูปไข ยาว 5–22 ซม. แผนใบดานลางมีขนสั้นนุมและตอมกระจาย เสนแขนงใบยอยแบบขั้นบันได กานใบของตนออนมีครีบเล็ก ๆ ชอ ดอกแบบชอกระจุกแยกแขนง ออกท่ปี ลายกิ่งหรือซอกใบใกลปลายกงิ่ ยาว 7–20 ซม. ดอกจํานวนมาก สมี ว งอมขาว กลบี เล้ียง รปู ถว ย ยาว 4–6 มม. ติดทน ขยายในผลเลก็ นอย ดานนอกมีขนสนั้ นมุ ปลายแยกเปน 5 แฉกรูปสามเหลี่ยมขนาดเลก็ กลีบดอก รูปปากเปด ยาว 1–2.5 ซม. กลบี บน 2 กลีบ กลบี ลา ง 3 กลีบ กลีบกลางโคงคลา ยเรือ โคนกลีบมขี นหนาแนน เกสรเพศผู 2 คู ยาวไมเทา กัน อับเรณสู มี ว งดํา ยอดเกสรเพศเมยี แยกเปน 2 แฉกสั้น ผลคลา ยผลผนงั ชนั้ ในแข็ง กลม เสน ผานศูนยก ลาง 5–8 มม. สกุ สดี ํา มี 1–4 เมล็ด เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดยี ศรลี งั กา บังกลาเทศ พมา ไทย ภมู ภิ าคอนิ โดจนี และมาเลเซยี การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทุกภาค พบมากทางภาคใตตามปาชายหาด ข้ึนตามปาดิบแลง ปา เบญจพรรณ และปา เตง็ รงั โดยเฉพาะทโ่ี ลง รมิ ลาํ ธาร จนถงึ ระดบั ความสงู ประมาณ 400 เมตร ออกดอกและเปน ผลเกอื บตลอดป ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนลางบริเวณตนนํา้ ของลุมนํ้ามูลและลมุ นาํ้ ชี ประโยชน เนอื้ ไมแข็งแรง ทนทาน แตม กั มขี นาดเลก็ ใชทาํ ดามเคร่ืองมอื เผาถา นคุณภาพสูง เปลือกและใบ แกไ ข แกป วดทอ ง ทรงพมุ หนาแนน เหมาะสาํ หรบั ปลูกใหร มเงาพชื เกษตรไดด ี การขยายพันธุ เพาะเมล็ด ลอกเอาเนื้อหมุ ออก ผ่งึ ใหแหง เมล็ดเก็บไวไ ดนาน เมลด็ ตอ งการแสงแดดจัดในการงอก ขอแนะนํา เปนไมโตชา แตใ นระยะกลา ไมโ ตเร็ว คลา ยเปนไมเ บกิ นาํ แตต องการความชุมชน้ื เหมาะสําหรับ ปลูกในสภาพพื้นท่รี าบลมุ ใกลแ หลง นา้ํ พรอ มกบั ไมโ ตเร็วหรอื ไมเ บิกนําชนิดอ่ืน ๆ ขอมูลเพ่มิ เตมิ A Revision of the Genus Vitex (Lamiaceae) in Thailand (Chantaranothai, 2011). Website: AgroForestryTree Database 91

เตง็ Shorea obtusa Wall. ex Blume วงศ DIPTEROCARPACEAE ชอื่ อืน่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื สวนใหญเรียกวา จิก สว นในภาษาเขมรเรยี ก ประจกั๊ หรือประเจิก๊ ลกั ษณะวิสยั ไมตน ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง อาจโตไดถึง 30 ม. เปนไมโ ตชา ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสําคัญ ก่ิงออนและใบออนมีขนรูปดาวปกคลุม ใบรูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 8–15 ซม. ปลายใบและโคนใบมน ใบแหง เปล่ยี นเปนสีเหลืองกอ นหลดุ รวง เสนแขนงใบขางละ 10–15 เสน หรืออาจมีไดถ งึ 20 เสน มักมี ตุมใบ ชอ ดอกออกสน้ั ๆ ตามซอกใบ มขี นปกคลมุ ดอกสคี รีมอมเหลอื ง กลบี ดอกรปู ใบหอกแคบ ๆ ยาว 1–1.2 ซม. ดา นนอก มขี น เกสรเพศผมู ปี ระมาณ 20–25 อนั ปลายอบั เรณมู รี ยางคส น้ั ๆ รงั ไขม ขี นปกคลมุ ผลรปู ไข ยาวประมาณ 5 มม. มขี นสน้ั นมุ ปลายมตี งิ่ แหลม มปี ก รปู ใบพาย ปก ยาว 3 ปก ยาว 5–6 ซม. ปก สั้น 2 ปก เรยี วแคบ ยาว 1.5–3 ซม. เขตการกระจายพนั ธุ พมา ไทย ภูมิภาคอนิ โดจีน การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขนึ้ หนาแนน ในปา เตง็ รงั รว มกบั ไมว งศย างหลายชนดิ เชน รงั เหยี ง พลวง และกราด ในปา ดบิ แลง พบปะปนกบั ไมย างนาและตะเคยี นทองในบางพน้ื ท่ี นอกจากนน้ั ยงั พบกระจายตามปา เตง็ รงั ผสมสนเขา จนถึง ระดบั ความสงู กวา 1,300 เมตร การสบื ตอ พนั ธธุ รรมชาตแิ ละแตกหนอ ดี ผลแกเ ดอื นมถิ นุ ายน–กนั ยายน ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบทกุ พื้นท่ที ง้ั 3 ลมุ น้ํา การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ใหเดด็ ปก กอนนําไปเพาะ เมลด็ ที่คัดเลือกแลว อัตราการงอกสงู แตถ กู แมลงเจาะทาํ ลายไดง า ย เกบ็ เมล็ดทร่ี ว งและกําลังงอกเพาะลงใสถุงไดทนั ที หรอื อาจใชวธิ เี กบ็ เมล็ดใหม ๆ กองรวมกนั คลุมดวยกระสอบปาน รดนํ้าเชาเยน็ จน รากงอกแลวเดด็ ปกกอ นยายลงถงุ ตามภูมิปญ ญาของชาวบา นในจงั หวัดยโสธรท่ปี ฏบิ ตั ิตอ เมลด็ พรรณไมในวงศย าง ประโยชน เนอื้ ไมแ ขง็ และทนทาน เหมาะสําหรับการกอสรางท่ีตองการความแข็งแรง สะพาน หมอนรถไฟ เล่อื ย ไส ตกแตง คอนขางยากเนือ่ งจากเนือ้ ไมม ีชนั ชนั ใชทําขไี้ ต ยาทอ งเรอื และใชฆ า เช้อื ในแผลสด แกอาการปวดทองจากลําไสอ ักเสบและบดิ เปลอื ก แกไ ขมาลาเรีย บางพื้นที่ใชเปนตนไมสําหรบั ปลอ ยคร่ัง ขอ แนะนาํ ตอ งการแสงแดดมาก ทนแลงและทนไฟไดดี แตในระยะกลา ไมไ มทนไฟ สามารถปลกู ในสภาพ ดินทข่ี าดความอดุ มสมบรู ณหรือพ้นื ทมี่ หี ินปะปนมาก และปลกู รว มกับไมสนสองใบในสภาพปาเต็งรงั ท่ีมคี วาม ชมุ ชืน้ สูงระดับตํ่า ๆ ได ขอมลู เพ่มิ เติม Flora Cambodge, Laos and Vietnam (Smitinand et al., 1990); PROSEA 5(1) (1994); Vietnam Forest Trees (Nguyen et al., 1996). Websites: AgroForestryTree Database, ARCBC BISS Species Database 92

เตง็ หนาม Bridelia retusa (L.) A. Juss. EUPHORBIACEAE ชือ่ อ่นื ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบนเรยี ก ฮงั หนาม ภาษาเขมรในจังหวดั สรุ ินทรเ รียก จาลลี กึ ปว ก ลกั ษณะวิสยั ไมตนขนาดเลก็ ถึงขนาดกลาง สูง 10–20 ม. ลาํ ตนสว นมากมีหนามแขง็ ก่งิ ออนมขี นยาวหาง ๆ ดอกแยกเพศ รวมตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรทสี่ าํ คัญ หใู บหลดุ รว งงาย มีขนคลา ยเสนไหม ใบ เรียงสลับในระนาบเดียวกนั รปู รหี รือรปู ไขก ลับ ยาว 6–25.5 ซม. ปลายใบมนหรอื แหลม โคนใบสวนมากกลมหรอื มน เสน แขนงใบจาํ นวนมาก เสน แขนงใบยอยแบบขั้นบนั ได แผน ใบคอนขา งหนา ดานลางมขี นสน้ั นุม หรอื เกลยี้ ง ชอดอกแบบชอ เชงิ ลด ออกตามปลายกงิ่ หรือก่งิ ดอกออกเปน กระจุกแนน 3–15 ดอก สเี ขยี วอมนํา้ ตาล ดอกเพศผูเ สนผา นศูนยก ลาง 4–5 มม. ไรกา น ดอกเพศเมียขนาดใหญก วา ดอกเพศผเู ลก็ นอย กาน ดอกยาวประมาณ 2 มม. กลีบเลย้ี ง 5 กลบี ติดทน เกสรเพศผู 5 อนั เชื่อมตดิ กันทีโ่ คน กลีบดอก 5 กลบี ยาว 1–1.5 มม. รูปรา ง มหี ลายแบบ รังไขร ปู กลม กา นเกสรเพศเมยี 2 อนั โคนเชอ่ื มติดกัน ยอดเกสรแยกเปน แฉกตืน้ ๆ ผลแบบผลผนงั ช้นั ในแข็ง มี 1–3 ผล ตอ ชอกระจุก กลม แบน ๆ หรือจกั 2 พู ยาว 5–8 มม. สกุ สดี ํา เมลด็ กลม ๆ มรี อ งดา นขาง ยาวประมาณ 4.5 มม. เขตการกระจายพันธุ อนิ เดยี ภูฏาน ศรลี งั กา จนี ตอนใต พมา ไทย ภมู ภิ าคอินโดจนี คาบสมทุ รมลายู สมุ าตรา การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบกระจายท่วั ทกุ ภาค ขน้ึ ในปา เตง็ รงั ปา เบญจพรรณ ปา ดบิ แลง และ ทโ่ี ลง แจง ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 1,400 เมตร แตส ว นมากพบในระดบั ตาํ่ ๆ ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบทางตอนบน และตอนลา งชวงตนนํ้าของลุมน้ําทง้ั 3 ลุมน้ํา การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด ควรเพาะในทร่ี าํ ไร ไมมีขอมลู การปฏบิ ัติตอ เมลด็ กอนนําไปเพาะ ประโยชน เน้อื ไมแ ขง็ แตไมท นทานมากนัก ใชก อสรา งชัว่ คราว ดา มเครือ่ งมอื เกษตร เนื้อไมมลี ายดางสเี งินดสู วยงามเหมาะ สําหรับงานแกะสลัก เปลอื กใหย างสีแดง ผสมกับนา้ํ มันงาใชท าถแู กป วดขอ น้ําตมเปลือกเปน ยาฝาดสมาน กนิ เพือ่ ละลายนวิ่ ใน กระเพาะปสสาวะ ผลกินไดมีรสหวาน ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตชา แตส ามารถโตคอ นขา งเรว็ ในบางพน้ื ท่ี ตอ งการแสงมาก ดคู ลา ยเปน ไมเ บกิ นาํ ขน้ึ ไดด ี ท้งั ท่รี าบลุมและทสี่ ูง สามารถปลกู พรอ มกับไมโ ตเรว็ ได ขอมูลเพม่ิ เตมิ PROSEA 5(3) (1998); Flora of Thailand 8(1) (2005) 93