พลับพลา Microcos tomentosa Sm. วงศ MALVACEAE ช่ืออน่ื เรยี กคลา ย ๆ กบั ลาย (Microcos paniculata L.) เชน ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เรยี ก คอมสม หรอื กอ มสม พลองสม และ คอมเกล้ียง ภาคตะวนั ออกเฉียงใตเรยี ก มลาย ภาคกลางเรยี ก พลับพลา และข้ีเถา ลกั ษณะวสิ ัย ไมตน ขนาดกลาง ผลดั ใบ สูงไดป ระมาณ 20 ม. โคนตน มีพูพอน เปลอื กสนี ้ําตาลเทาแตกลอนเปนแผนสะเก็ด บาง ๆ ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ่ีสําคัญ ใบเรียงสลับในระนาบเดยี วกนั รปู ไขก ลับ ยาว 8–17 ซม. ปลายใบเปน ติ่งแหลม โคนใบ กลม ขอบใบจกั ฟน เลอ่ื ย แผน ใบมีขนทง้ั 2 ดา น เสน โคนใบ 3 เสน เสนแขนงใบขา งละ 4–6 เสน เสน แขนงใบยอ ยแบบขั้นบันได ชอดอกออกทซ่ี อกใบใกลป ลายกง่ิ ยาว 3–15 ซม. ดอกสเี หลอื ง กลีบเลยี้ งคลายรูปชอ น ยาว 5–8 มม. กลบี ดอกรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 2 ซม. เกสรเพศผูเกลย้ี ง รงั ไขรูปไข ยาวประมาณ 2 มม. มีขน ผลแบบผลผนังชน้ั ในแขง็ รูปรี ยาว 1–1.5 ซม. ผวิ คลา ยแผนหนัง มขี นปกคลมุ เขตการกระจายพันธุ อินเดีย ไทย ภมู ิภาคอนิ โดจนี และมาเลเซยี ฟล ิปปนส การกระจายพนั ธุแ ละนิเวศวทิ ยาในประเทศไทย พบทว่ั ทุกภาคของประเทศ ข้นึ ในปาเบญจพรรณ ปาดบิ แลง และปาดิบ ชืน้ ระดับความสูง 50–800 เมตร ออกดอกและผลแกเดอื นพฤษภาคม–กนั ยายน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบทุกพ้ืนทีท่ ั้ง 3 ลุมนํ้า ประโยชน เนอ้ื ไมคอนขา งออน ใชทําเฟอรน ิเจอร ไมฟ น ผลสุกรับประทานได การขยายพันธุ เพาะเมลด็ ไมมขี อมลู การปฏบิ ัติตอ เมล็ดกอนนาํ ไปเพาะ ขอ แนะนํา เปน ไมโ ตคอ นขา งเรว็ กลาไมต องการแสงมาก ขึ้นไดดีทัง้ ในสภาพพนื้ ทแ่ี หง แลงและมนี า้ํ ทวมขัง ผลสกุ ดึงดูดสัตวปา ใหเขา มาในพ้นื ที่ได ขอ มลู เพมิ่ เตมิ Blumea Volume 56(3) (Chung and Soepadmo, 2011); Flora of Thailand 6(1) (1993) 44
พังแหรใหญ Trema orientalis (L.) Blume วงศ CANNABACEAE ช่อื อืน่ ภาคกลางเรยี ก ตะคาย ลกั ษณะวสิ ยั ไมต น ขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง ผลดั ใบ สงู ไดป ระมาณ 20 ม. เปลอื กเรยี บสเี ทาออ น มชี อ งอากาศกระจาย เปลอื ก แตกเปนรองตามยาวในตน ขนาดใหญ ก่งิ ออนมขี นปกคลมุ ดอกแยกเพศรวมตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคญั หูใบรูปลิ่ม ยาวประมาณ 1 ซม. รว งงาย ใบเรียงสลบั ตามกงิ่ ท่ีหอ ยลง แผน ใบรูปขอบ ขนาน รูปใบหอก หรอื แกมรูปไข ยาว 7–20 ซม. โคนใบรปู หัวใจ เบีย้ ว ขอบใบจักฟนเลอ่ื ยถี่ ๆ แผน ใบดา นบนสาก ดา นลาง มขี นสน้ั นมุ หนาแนน เสน โคนใบ 3 เสน เสน แขนงใบขา งละ 4–6 เสน ชอ ดอกออกเปน กระจกุ สน้ั ๆ ตามซอกใบ ขนาดเลก็ สเี ขยี วออ น เสน ผา นศนู ยกลาง 1.5–2 มม. ดอกเพศผมู ักอยูชว งโคนชอและมีมากกวา ดอกเพศเมยี กลีบรวม 4–5 กลีบ ตดิ ทน ผลแบบผล ผนงั ชน้ั ในแขง็ รปู รเี กอื บกลม ยาว 3–6 มม. ผิวยน สุกสดี ํา มเี มลด็ เดียว เขตการกระจายพันธุ แอฟรกิ า อินเดยี เนปาล ศรีลังกา จีน ญี่ปุน พมา ไทย ภูมิภาคอนิ โดจีนและมาเลเซยี ประเทศหมเู กาะ ในมหาสมทุ รแปซฟิ ก ออสเตรเลยี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบกระจายท่ัวไปทุกภาค ข้ึนตามที่โลงและตามชายปาทีม่ คี วามชมุ ช้นื ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 1,500 เมตร ออกดอกและตดิ ผลเดอื นมถิ นุ ายน–สงิ หาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื สว นมาก พบทางตอนลางตามชายปา ดิบแลงของลมุ น้ํามลู ประโยชน เนอ้ื ไมอ อ น สชี มพู มคี วามละเอยี ดสงู ใชท าํ เครอ่ื งประดบั เปลอื กใหเ สน ใย ใชท าํ กระดาษได ราก เปน ยาแกร อ นใน กระหายน้ํา เปลือก เปน ยาแกป ากเปอ ย ทรงพุมหนาแนน เหมาะสําหรบั ปลกู ใหร มเงาพืชเกษตรไดดี การขยายพันธุ เพาะเมลด็ และปกชาํ แตกหนอ ไดดี เมล็ดควรนําไปจุมในฮอรโมนพชื พวกกรดจิบเบอเรลลิน (giberrellic acid -GA3) กอ นนําไปเพาะ เพือ่ ชวยเรงการงอก และเมล็ดตองการแสงเพอื่ ชวยในการงอกสูง ขอ แนะนาํ เปนไมเ บิกนําและโตเรว็ ขน้ึ ไดดใี นท่โี ลง โดยเฉพาะรมิ ลําธาร แตไมท นแลงและไฟ เหมาะสําหรบั ปลูกฟนฟูสภาพพื้นทใี่ กลแหลงน้าํ และมคี วามชุม ชนื้ สูง เพ่อื ชวยปกคลมุ พ้นื ทีท่ ีเ่ ส่อื มโทรมในเบ้อื งตน เพ่อื ปองกนั การพังทลายของดนิ ตามชายฝงแมนาํ้ หมายเหตุ เดมิ ถกู จัดใหอยูภ ายใตวงศ Ulmaceae ขอมลู เพ่มิ เตมิ Flora of China Vol. 5 (2003). Website: AgroForestryTree Database 45
โพข้ีนก Ficus rumphii Blume วงศ MORACEAE ช่ืออนื่ ทางภาคกลางเรยี ก โพตัวผหู รอื โพประสาท ลกั ษณะวิสัย ไทรขน้ึ บนพนื้ ดนิ หรอื เกาะพันตน ไมอน่ื ขนาดเลก็ ถึงขนาดกลาง ผลัดใบ สูงไดถึง 20 ม. เปลือกสเี ทาปนนํ้าตาล ดอกแยกเพศรวมตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรทสี่ าํ คัญ หใู บยาว 1–3.5 ซม. รว งงาย ใบเรียงเวียน รูปรีหรือรปู ไข ยาว 3–16 ซม. ปลายใบยาว คลายหาง โคนใบรูปลม่ิ กวา ง ตัด หรือรูปหัวใจต้ืน ๆ แผน ใบเกลีย้ งทง้ั สองดาน เสนแขนงใบขา งละ 6–8 เสน มีตอมไขที่โคนเสน กลางใบ กานใบยาว 2.5–9 ซม. ดอกขนาดเล็กอยภู ายในฐานดอกท่ีขยายใหญแ ละอวบนํา้ ออกเปนคหู รือเด่ียว ๆ ตามซอกใบ หรือตามกิ่ง มีใบประดับขนาดเล็กท่ีโคน 2–3 ใบ ยาว 1–2 มม. ไรกา น รูปรา งคอ นขางกลม เสน ผานศูนยก ลาง 1.5–2 ซม. สชี มพู หรืออมมวง สกุ สดี ํา รูเปด เสน ผานศูนยก ลาง 2–2.5 มม. ดานในไมม ขี น เมล็ดขนาดเล็ก การกระจายพนั ธุ ปากสี ถาน อนิ เดยี เนปาล ภูฏาน บงั กลาเทศ พมา ไทย ภมู ภิ าคอนิ โดจีนและมาเลเซยี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบกระจายหา ง ทกุ ภาค ขน้ึ ในปา เบญจพรรณ ปา ดิบแลง และปา ดิบ ระดับตํ่าความสูงไมม ากนัก ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือพบท่วั พ้นื ท่ที ง้ั 3 ลุมน้าํ ประโยชน เน้อื ไมคอนขา งออ น ใบและกง่ิ ออ นเปน อาหารของสตั วเลยี้ ง เปลือกและใบ ใชล ะลายเสมหะ ยางผสมกับนํา้ ตาล มะพราว ขบั พยาธใิ นลําไส ปลูกเปนไมประดบั ใหรม เงา การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด ตอนก่ิง หรอื ปก ชาํ กงิ่ การปฏบิ ัติตอ เมลด็ กอ นนาํ ไปเพาะเชนเดียวกบั กรา ง ขอแนะนํา เปน ไมพ วกไทรท่ขี ้ึนบนพ้ืนดนิ โตคอนขา งเรว็ โดยเฉพาะชวงกลาไม ระบบรากแนน ชวยปอ งกนั การพงั ทลายของดนิ ทนแลง สามารถปลกู ไดท ง้ั ทร่ี าบลมุ และทล่ี าดชนั เปน แหลง อาหารของสตั วป า หลายชนดิ ขอ มลู เพิ่มเติม Flora of Thailand 10(4) (2011); ตน ไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543); ไมป า ยนื ตน ของไทย 1 (เออ้ื มพร และปณธิ าณ, 2547); ปลกู ใหเ ปนปา แนวคิดและแนวปฏิบตั สิ าํ หรบั การฟน ฟูปาเขตรอน (หนว ยวจิ ยั การฟน ฟูปา, 2549) 46
มะกลํ่าตน Adenanthera microsperma Teijsm. & Binn. วงศ FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE) ชอ่ื อน่ื บางคร้ังเรียกวา มะกล่ําตาไกหรือมะกลํ่าตาชา ง ลกั ษณะวิสยั ไมตนขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบชว งส้นั ๆ สูง 10–20 ม. ก่ิงสนี ํา้ ตาลเขม เกลี้ยงหรอื มขี นละเอยี ด ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ าํ คัญ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรยี งสลบั กานใบยาว 3–13 ซม. แกนกลางยาวไดกวา 40 ซม. ใบประกอบยอ ยมี 1–6 คู กานใบและแกนกลางใบประกอบไมมตี อ ม ใบยอ ยมี 4–7 คู เรียงสลบั รปู รีหรือรปู ไข ยาว 2.5–4 ซม. ปลายใบแหลมหรอื กลม โคนใบมนหรอื กลม แผน ใบมขี นละเอยี ดทง้ั สองดา น ชอ ดอกแบบชอ กระจะเรยี วยาวคลา ย ชอ เชงิ ลด ดอกจาํ นวนมาก กลีบเลี้ยงรูปถวย ยาวประมาณ 1 มม. ปลายจักไมช ดั เจน 5 จกั กลีบดอก 5 กลบี รูปใบหอก ยาว 3–4.5 มม. เกสรเพศผู 10 อัน แยกกนั ยาวเทา ๆ กลบี ดอก รงั ไขม ขี นยาว กา นเกสรเพศเมียเรยี วยาว ยาวเทา ๆ เกสรเพศผู ผล เปน ฝกแบน ๆ ยาว 12–20 ซม. คอดตามเมลด็ แหงแลวแตกบิดงอ เมลด็ สีแดง รูปรีเกอื บกลม ยาว 5–8 มม. เขตการกระจายพันธุ จนี ตอนใต พมา ไทย ภมู ภิ าคอนิ โดจนี และมาเลเซยี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายทกุ ภาค ขน้ึ ในปา เบญจพรรณ หรอื ชายปา ดบิ แลง และปา ดบิ ชน้ื ระดับความสูงจนถึงประมาณ 400 เมตร ผลแกเดือนมิถุนายน–สิงหาคม ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบทางตอนบนคอน ไปทางภาคเหนือ และตอนลางชว งตน นาํ้ ของลุมนา้ํ มูล ประโยชน เปน ไมเนอื้ ออ นคอ นขา งแข็ง ทนมอดและแมลง ใชใ นกอสราง ทําเฟอรน เิ จอร ทําไมฟ น คุณภาพดี เมลด็ สีแดงสด ใชทาํ เคร่อื งประดับ ทรงพุมสวยงามแนน ปลูกใหรม เงาแกไมอืน่ ๆ ชวยบาํ รุงดิน การขยายพันธุ เพาะเมล็ด ขอมูลจากภูมิปญญาชาวบาน จังหวัดยโสธร ใหขลิบเมล็ดใหเกิดแผล แชน้ํา 1–3 วัน นําข้ึน หอกระสอบปาน รดนํ้าพอชุม 2–3 วัน เมล็ดงอกแลวยายลงถุง เชน เดยี วกับราชพฤกษและกัลปพฤกษ ขอแนะนาํ เปน ไมคอ นขา งโตเร็ว ตอ งการแสงมาก แตใ นระยะกลาไมต อ งการรมเงา ระบบรากลึก พุมใบ กวา ง เหมาะสาํ หรับปลูกฟนฟูสภาพพืน้ ที่ราบลุม เพอ่ื ยึดเกาะดนิ และชวยปรับปรงุ ดิน ขอ มูลเพมิ่ เตมิ Flora of Thailand 4(2) (1985); Flora of China Vol. 10 (2010) 47
มะกกั Spondias bipinnata Airy Shaw & Forman วงศ ANACARDIACEAE ชอื่ อืน่ บางครัง้ เรยี กเปนภาษาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือวา หมักกกั แถบจงั หวดั นครราชสีมาเรยี ก มะกอกปา ลักษณะวิสัย ไมตนขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 10–25 ม. เปลือกสีเทาอมนํ้าตาล แตกเปนรองตื้น ๆ ตามยาว กิ่งออนมี ขนส้ันนมุ หนาแนน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี ําคัญ ใบประกอบแบบขนนก 2 ช้นั กานใบยาว 4.5–11 ซม. ใบประกอบยอ ยเรยี งตรงขาม มี 3–5 คู รปู รีหรอื รปู ไข ยาว 1.2–3.2 ซม. โคนใบเบ้ียว แผน ใบมขี นทงั้ สองดาน เสนแขนงใบขางละ 6–9 เสน ชอ ดอกแบบชอ แยก แขนง ออกตามปลายกงิ่ ดอกจํานวนมาก กลีบเล้ยี ง 4 กลีบ รูปไข ยาวประมาณ 1 มม. กลีบดอก 4 กลีบ รปู รี ยาวประมาณ 4 มม. เกสรเพศผู 10 อัน จานฐานดอกหนา หยักเปนพู ผลแบบผลผนังช้นั ในแขง็ รปู รหี รอื รูปขอบขนาน ยาวประมาณ 4.5 ซม. สวนมากมเี มล็ดเดียว เขตการกระจายพันธุ พชื ถิน่ เดียวของไทย การกระจายพันธแุ ละนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทางภาคเหนือตอนลาง ภาคกลาง ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื แถบ จงั หวดั นครราชสมี า และภาคตะวนั ตกเฉยี งใต ขนึ้ ตามทโ่ี ลง หรอื บนเขาหนิ ปนู เตย้ี ๆ ระดบั ความสงู ไมเ กนิ 300 เมตร ตดิ ผลเดอื น พฤษภาคม–ตลุ าคม ประโยชน เนอื้ ไมอ อน คลา ยๆ กบั ไมม ะมือ Choerospondias axillaris (Roxb.) B. L. Burtt & A. W. Hill การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ การปฏบิ ตั ติ อ เมลด็ กอ นนาํ ไปเพาะใชว ธิ เี ดยี วกบั มะมอื ได คอื นาํ เมลด็ แชน า้ํ จนนม่ิ แกะเอาเนอื้ ออก ตากใหแ หง เกบ็ ไวในภาชนะปด ประมาณ 1 เดือนกอ นนาํ ไปเพาะ ขอแนะนาํ เปนไมเบิกนาํ และโตเรว็ ทนความแหงแลง และไฟปา เหมาะสาํ หรับปลกู ในพน้ื ท่ีแหงแลงใกล เขาหนิ ปูนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนลา ง คอ นมาทางภาคกลาง เพื่อใหเกดิ ความชมุ ช้นื และเปน รมเงา ในการปลูกไมโตชา และนาจะทดลองปลกู ในพนื้ ที่ทีแ่ หงแลงในสว นอ่นื ๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ได โดยเฉพาะพ้ืนทีท่ ีเ่ ปน หินปูน ขอมูลเพิ่มเติม Flora of Thailand 10(3) (2010); คูมือเลือกชนิดพรรณไมเพ่ือปลูกปาปองกันอุทกภัย (มะมือ) (สํานักงาน หอพรรณไม, 2555) 48
มะเดอ่ื ปลอ ง Ficus hispida L. f. วงศ MORACEAE ชอื่ อนื่ – ลักษณะวสิ ยั ไทรขนาดเล็ก ไมผ ลัดใบ สูง 10–15 ม. เปลอื กสีนาํ้ ตาล มีรอยแผลใบรอบลําตน ตน ออ นมกั กลวง ดอกแยกเพศ รวมตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ่ีสําคญั หูใบยาว 1–2.5 ซม. มีขนยาว รวงงาย ใบเรียงตรงขาม เกือบตรงขา ม หรือเรียงเวียน รูป ขอบขนาน รปู รี หรอื รูปไขกลบั ยาว 5–25 ซม. ตน กลาอาจยาวไดถ งึ 35 ซม. ปลายใบแหลมยาว โคนใบรูปลิม่ หรอื เวา ตื้น ๆ คลาย รูปหวั ใจ แผน ใบมีขนทั้งสองดาน เสนแขนงใบขา งละ 4–10 เสน กานใบยาว 1–6.5 ซม. หรือเกือบ 10 ซม. ในตนออ น ดอกขนาด เลก็ อยูภายในฐานรองดอกทีข่ ยายใหญและอวบนํ้า ออกตามซอกใบ ลําตน และกิ่งใหญ ๆ กา นยาว 0.5–3.5 ซม. มีใบประดับที่ โคน 3 ใบ ยาว 0.5–2.5 มม. คอนขา งกลม ผลสดเสนผานศนู ยกลางอาจโตไดถ ึง 3.5 ซม. ผลแหง 1.5–2.5 ซม. มขี นส้นั นุมและ เกล็ดปกคลมุ หาง ๆ สุกสีเหลืองออน รูเปดเสน ผานศูนยก ลาง 2–4 มม. ดา นในไมม ขี น รอบ ๆ มใี บประดบั 5–6 ใบ เขตการกระจายพันธุ ปากสี ถาน อนิ เดีย ศรีลังกา เนปาล ภฏู าน บังกลาเทศ จีนตอนใต พมา ไทย ภูมิภาคอินโดจีนและ มาเลเซยี ฟลิปปนส นิวกนี ี ออสเตรเลีย การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบท่วั ทุกภาคของประเทศ ขึ้นในปาเบญจพรรรณ ปา ดบิ แลง ปา ดบิ ชื้น และปา ดิบเขา สวนมากพบตามชายปา จนถงึ ระดบั ความสงู จนถึง 1,600 เมตร ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบทว่ั พ้นื ทที่ ั้ง 3 ลมุ นา้ํ ประโยชน เนอ้ื ไมออน ไมม ีการนาํ ไปใชประโยชนม ากนกั รากและเปลือกตน แกพ ษิ ในกระดกู แกเ มด็ ฝ การขยายพันธุ เพาะเมลด็ ปก ชํากิง่ การปฏบิ ตั ิตอ เมล็ดกอนนาํ ไปเพาะเชนเดียวกับกรา ง ขอ แนะนาํ เปนไมคอนขา งโตเรว็ เชนเดียวกบั พรรณไมพวกไทร แตม ะเดอ่ื ปลองชอบความชมุ ช้นื สามารถ ปลกู ไดท ง้ั ทร่ี าบลมุ ทม่ี นี าํ้ ขงั ชว ยปอ งกนั การพงั ทลายของดนิ ผลเปน แหลง อาหารของสตั วป า หลายชนดิ ขอ มูลเพิ่มเติม Flora of Thailand 10(4) (2001); ตนไมเ มืองเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); ปลกู ใหเ ปนปา แนวคดิ และแนว ปฏบิ ัติสาํ หรบั การฟน ฟปู าเขตรอน (หนว ยวิจัยการฟน ฟปู า, 2549); สมุนไพรไมพ ้นื บา น (3) (นนั ทวนั และคณะ, 2542) 49
มะฝอ Mallotus nudiflorus (L.) Kulju & Welzen วงศ EUPHORBIACEAE ชื่ออน่ื – ลกั ษณะวสิ ยั ไมต นขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ ผลดั ใบ สูงไดถึง 30 ม. มกั มพี ูพอน เปลือกเรยี บ บาง สีเทาถงึ สีนาํ้ ตาล ดอกแยก เพศตางตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรทีส่ าํ คญั ใบเรียงตรงขา ม รปู ไขหรือรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเวา รูปหวั ใจหรือมน มีตอ ม 2–5 ตอ มท่ีโคนใบ ขอบใบมกั มตี อ ม เสน โคนใบ 3–5 เสน แผน ใบดา นลางมกั มขี นหรอื ขนกระจุก กา นใบยาว 5–12 ซม. ชอดอกแบบชอ กระจะ ออกตามซอกใบ ไมม กี ลบี ดอกและจานฐานดอก ชอ ดอกเพศผูอ อกเปน กระจุก 1–3 ชอ ยาวไดป ระมาณ 30 ซม. ดอกออกเปน กระจกุ ประมาณ 3 ดอก กลบี เลยี้ ง 2–4 กลบี ยาว 4–6 มม. เกสรเพศผจู าํ นวนมาก ชอ ดอกเพศเมียยาวถงึ 10.5 ซม. ดอกเพศเมียออกเด่ียว ๆ บนแกนชอ กลีบเล้ยี ง 3–5 กลีบ ยาวเทา ๆ ดอกเพศผู รังไขรปู ไข มี 3–5 ชอ ง มีขนหนาแนน กานเกสรเพศเมียมี 3–5 กา น ยอดเกสรเพศเมียมปี มุ เลก็ แตกแขนง ผลสด ไมแตก คอนขางกลม เสน ผา นศนู ยก ลาง 2–3.5 ซม. เมลด็ มี 8–12 เมล็ด รูปไข ยาว 0.7–1 ซม. เขตการกระจายพันธุ อินเดยี ศรีลังกา เนปาล ภูฏาน จีนตอนใต พมา ภมู ิภาคอนิ โดจีนและมาเลเซยี ฟลิปปน ส การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายทว่ั ไปทกุ ภาค ขน้ึ ตามปา เบญจพรรณ ปา ดบิ แลง และปา ดบิ ชน้ื ชายปา ท่ีโลงแจง โดยเฉพาะรมิ ลาํ ธาร จนถงึ ระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตร ติดผลเดือนพฤษภาคม–กนั ยายน ทางภาค ตะวันออกเฉยี งเหนอื พบกระจายหา ง ๆ ทงั้ 3 ลุมน้ํา ประโยชน ไมเนื้อออน ไมย ดื หยุน เน้อื ไมใ ชใ นงานกอสรางช่วั คราว กานไมขดี กลอ งใสของ และไมเคลือบผวิ (veneer) เมล็ด ใหน ้าํ มัน ผลเปน อาหารของสัตวป า การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด นําเมลด็ แชนํ้า 48 ช่ัวโมง ชว ยใหงอกไดรอยละ 70–80 ใชเวลาในการงอก 10–14 วนั ขอ แนะนํา เปนไมโ ตเรว็ ชอบแสงและความชมุ ชื้น เหมาะสาํ หรับปลูกเปน ไมเบิกนาํ บริเวณใกลลาํ ธารในทีส่ งู เพ่ือคลุมดนิ และปอ งกนั การพงั ทลายของดนิ ผลดึงดูดสัตวปา เขา มาในพ้นื ท่ี หมายเหตุ เดิมมชี ่ือพฤกษศาสตรว า Trewia nudiflora L. ขอมูลเพิม่ เติม PROSEA 5(3) (1998); Flora of Thailand 8(2) (2007) 50
มะยมปา Ailanthus triphysa (Dennst.) Alston วงศ SIMAROUBACEAE ชอื่ อน่ื – ลักษณะวสิ ยั ไมต นขนาดใหญ สูงไดถ ึง 45 ม. กง่ิ มรี อยแผลใบขนาดใหญชัดเจน ดอกแยกเพศตางตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคัญ ใบประกอบแบบขนนก ยาว 20–70 ซม. มีใบยอ ย 3–15 คู ใบยอยรูปขอบขนาน รปู ใบ หอก หรอื แกมรูปไข เบย้ี ว ยาว 9–26 ซม. ปลายใบแหลมยาว ปลายเสนกลางใบดานลา งมขี นตอ ม ทาํ ใหปลายของปลายใบ ดูมนหรือเวา ตื้น ชอดอกแบบชอแยกแขนง ออกตามซอกใบ ยาว 20–60 ซม. ดอกจาํ นวนมาก กลบี เลีย้ งและกลีบดอกสวนมาก มี 5 กลบี กลีบเลี้ยงยาวไมเกนิ 1 มม. มีขน กลีบดอกรูปขอบขนาน ยาว 3–5 มม. เกสรเพศผู 10 อนั เปนหมันในดอกเพศเมีย คารเ พล 2–4 แยกกัน กา นเกสรเพศเมีย 2–5 อัน แยกกัน ยอดเกสรหยักเปนพู ผลมีปกเดยี ว มี 1–4 ผลยอ ยเรยี วยาว ยาว 4.5–8 ซม. กานผลยาว 0.8–2 ซม. เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดยี ศรีลังกา พมา ไทย เวยี ดนาม ชวา บอรเ นียว ออสเตรเลยี การกระจายพันธุและนิเวศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายหาง ๆ แทบทกุ ภาค ขึน้ ในปาดบิ แลง และปา ดบิ ชื้น โดย เฉพาะตามชายปา ทโ่ี ลง จนถงึ ระดบั ความสงู ประมาณ 600 เมตร ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบกระจายหาง ๆ ทัง้ ทาง ตอนลา งและตอนบน การขยายพันธุ เพาะเมล็ดในแปลงเพาะหรือโดยการหยอดเมล็ดลงหลุมในแปลงปลูกไดโดยตรง แตไมมีขอมูลการปฏิบัติตอ เมล็ดกอนนาํ ไปเพาะ ประโยชน เนื้อไมออ น ใชท าํ กลอ ง กลอ งไมข ีด ไมอ ดั ทุน ลอยนํา้ มชี นั ใชทําธูปหอม ขอแนะนาํ เปน ไมโตคอนขางเร็วมาก ตองการแสงมาก โดยเฉพาะในระยะกลาไม ควรควบคมุ วชั พชื เหมาะสาํ หรับปลกู ฟน ฟปู าดิบแลงท่ีเส่อื มโทรม แตมคี วามชุม ชน้ื สูง ลาํ ตน สงู ใหญ กลายเปนไมช้ันเรือนยอด ชั้นบนไดเรว็ และใหร มเงาแกไมโตชา ไดดี สามารถปลกู ในพนื้ ที่สูงไดมากกวา 1,000 เมตร ขอมูลเพม่ิ เตมิ Flora of Thailand 2(4) (1981). Website: AgroForestryTree Database 51
ยมหิน Chukrasia tabularis A. Juss. วงศ MELIACEAE ชอื่ อนื่ ภาคกลางเรยี ก มะเฟองชา ง สะเดาชาง หรือสะเดาหนิ ภาคตะวันออกเรยี ก ฝกดาบหรอื เสียดกา ลักษณะวิสยั ไมตนขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ ผลดั ใบ สงู ถึง 40 ม. โตคอนขางชา เปลอื กนอกสีนํา้ ตาลเขม แตกเปน รอ งหาง ๆ ตามยาว เปลอื กในสนี ํ้าตาลแดงหรือสชี มพู ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคัญ ใบประกอบแบบขนนกปลายคู เรียงเวียน ยาว 30–85 ซม. ใบยอยรูปไขหรือรูป ขอบขนาน เบ้ยี ว ยาว 5.5–15 ซม. ขอบใบจักในตน ออ น ชอดอกแบบชอกระจกุ แยกแขนง กลีบเลยี้ งและกลีบดอกมอี ยา งละ 4–5 กลบี กลบี ดอกสเี ขยี วครมี อมเหลือง ปลายกลีบโคง พับลง เกสรเพศผูมี 10 อัน กา นชูอบั เรณูเช่ือมตดิ กันเปนหลอด ผลแบบ ผลแหง แตกเปน 3–5 ซีก รปู รหี รอื รูปไข ยาว 3–5 ซม. ผิวมชี องอากาศ มี 60–100 เมลด็ ในแตละผล ยาวประมาณ 1 ซม. รวมปก เขตการกระจายพันธุ ศรีลังกา อินเดีย เนปาล จีนตอนใต พมา ไทย ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ปลูกเปนไมสวนปา ในหลายประเทศโดยเฉพาะในแอฟริกา การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทั่วทุกภาคของประเทศ ขึ้นตามปาเบญจพรรณ ปาเต็งรัง และปา ดิบแลง ในระดับต่ํา ๆ บางคร้ังพบบนเขาหินปูนในระดับความสูงถึงประมาณ 1,700 เมตร ผลแกเดือนมกราคม–มีนาคม การ สบื ตอพนั ธตุ ามธรรมชาตสิ งู แตกหนอไดด ี ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบท่วั พืน้ ท่ีท้งั 3 ลุมน้ํา ประโยชน เนอื้ ไมค อนขางออน แตมีแกนแขง็ ใชทําตู ไมอ ัด หรอื กอสรา งทั่วไปท่ีไมตอ งการความแขง็ แรงมากนัก ก่ิงเล็กใชเปน เชอื้ เพลิง ปลกู ใหร มเงาแกพืชเกษตรไดดี การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด และปกชํา ไมค วรนําเมลด็ ตากแดด เพาะงา ย อตั ราการงอกต่าํ หรือสงู อยทู ่ีคณุ ภาพของเมลด็ แหลง เมล็ดพันธุ ใชเวลาการงอกประมาณ 2 สปั ดาห เก็บไวไ ดนานในอณุ ภมู ติ ่าํ ท่ปี ระมาณ 4 องศาเซลเซียส แตมอี ัตราการงอกที่ลดลง ขอแนะนาํ เปนไมคอนขา งโตเรว็ มาก โดยเฉพาะในระยะกลา ไม เหมาะสําหรบั ปลูกเปนไมโ ตเร็วใหร ม เงา แกไมอ น่ื โดยเฉพาะในทร่ี าบลมุ ท่แี หง แลง อยางไรก็ตาม ควรมีการตัดสางขยายระยะเพ่ือเปด แสงเน่อื งจาก พมุ ใบคอ นขางกวางและหนาแนน ขอมูลเพิ่มเติม ความผันแปรของการเติบโตและลักษณะทางกายภาพบางประการของไมสกุลยมหินจากถิ่นกําเนิดตาง ๆ (วโิ รจน, 2546); Website: AgroForestryTree Database 52
เลย่ี น Azadirachta indica A. Juss. วงศ MELIACEAE ชื่ออืน่ สะเดาอินเดีย ลกั ษณะวสิ ัย ไมตน ขนาดกลาง ไมผ ลดั ใบ สงู 20–30 ม. เปลือก แตกเปน รอ งตามยาว เปลือกในสีชมพูสลบั ขาว มยี างเหนยี ว ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท่สี าํ คญั ใบประกอบแบบขนนก สองชนั้ เรียงเวียน ยาว 20–40 ซม. ใบประกอบยอ ยเรียงตรงขาม 1–4 คู ใบยอ ยเรยี งตรงขา มหรอื เกอื บตรงขา ม รปู รแี กมรปู ขอบขนาน ยาว 3–10 ซม. โคนใบมกั เบย้ี ว ชอดอกแบบชอ กระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบใกลปลายกิ่ง ยาว 10–30 ซม. กลบี เล้ยี งและกลบี ดอกมีอยางละ 5 กลีบ กลบี ดอกแยกกัน รปู ใบหอกแกมรูปไข ยาว 1–1.3 ซม. มขี นละเอยี ดทง้ั สองดา น เกสรเพศผูเ ช่อื มติดกนั เปน เสา เกสร ยาว 7–8 มม. ปลายเสาเกสรจักเปน พู มีอบั เรณู 10 อนั ตดิ ดานในพู ยอดเกสรเพศเมยี มี 5 แฉก ผลแบบผลผนงั ช้ันในแขง็ กลม ๆ เสนผานศูนยกลาง 1–3 ซม. มี 1–2 เมลด็ เขตการกระจายพันธุ ปากสี ถาน อินเดีย เนปาล ศรีลังกา จีน พมา ไทย ภมู ภิ าคอนิ โดจนี และมาเลเซยี ฟล ปิ ปน ส ประเทศหมเู กาะ ในมหาสมุทรแปซฟิ ก ออสเตรเลีย การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทุก ภาคของประเทศ ข้ึนในปาเบญจพรรณ ปาดบิ แลง และปาดิบชน้ื ใน ระดบั ตา่ํ ๆ ปลกู เปน ไมป ระดบั และสวนปา ทว่ั ไป ผลแกเ ดอื นตลุ าคม– พฤศจิกายน สามารถเก็บขามปไปถึงเดือนเมษายน ทางภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนือสวนมากพบทางตอนลาง ประโยชน เนอื้ ไมออ น ใชบุผนงั ทําไมอ ดั ใบออ นและดอกออ น นาํ มาลวกนาํ้ รอ นเปน เครอื่ งเคยี ง ใบใชย อ มผา ใหส เี ขยี ว มสี รรพคณุ ดา นสมนุ ไพรตา นเชอ้ื ราและแบคทเี รยี หลายชนดิ เมลด็ ใหน า้ํ มนั มีประสทิ ธภิ าพในการรักษาโรคผิวหนงั ไดด ี การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ใชไ หลหรอื รากปก ชาํ เกบ็ ผลแกท ร่ี ว ง ตากแดดใหแ หง แกะเอาเนอื้ หมุ ออกและผง่ึ ใหแ หง ดนิ ทเี่ พาะ ควรผสมทรายประมาณครง่ึ หนงึ่ เพอ่ื ปอ งกนั โรคโคนเนา กอ นนาํ กลา ไมไ ปปลกู ควรวางไวก ลางแดดและงดใหน าํ้ ประมาณ 6 สปั ดาห ในระยะกลา ไมควรระวงั ศัตรูพชื พวกหนอนกินใบ ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตคอนขา งเรว็ และตอ งการแสงมาก ระบบรากแผกวา ง ทรงพุมกวางทําใหค วบคมุ วัชพืช และปอ งกนั การชะลา งหนาดินไดดี ดอกหอมดึงดดู แมลง ผลเปน อาหารของสตั วปา หลายชนดิ ทนแลง และ ทนไฟ เหมาะสาํ หรบั ปลกู เปนไมใ หรม เงาแกไมโตชา หมายเหตุ ชือ่ พองคอื Melia azedarach L. ขอมลู เพิม่ เตมิ Cambodian Tree Species (DANIDA, 2004); Flora of China Vol. 11 (2008); ปลูกใหเปนปา แนวคดิ และแนว ปฏิบตั สิ ําหรับการฟน ฟูปาเขตรอน (หนวยวิจยั การฟน ฟูปา , 2549). Websites: AgroForestryTree Database, Cambodian Tree Seeds Project 53
สนสองใบ Pinus merkusii Jungh. & de Vriese วงศ PINACEAE ชือ่ อนื่ ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เรยี กคลายกบั ทางภาคเหนือ วา จวง ลกั ษณะวิสยั ไมตน ขนาดใหญ ไมผลัดใบ สูง 30–50 ม. ลาํ ตนเปลาตรง เปลอื กหนา แตกเปนรอ งลกึ ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่สี ําคัญ ใบคลา ยเขม็ ออกเปนกระจกุ รอบก่งิ แตละกระจุกมี 2 ใบ ยาว 15–25 ซม. โคนมี กาบ ติดทน โคนเพศผูออกเปนกระจุกตามซอกใบของก่ิงในปแรก คลายชอเชิงลดไรกาน โคนเพศเมียออกเดี่ยว ๆ หรือเปนคู รูปรหี รือรปู ไข โคนแกเรียวยาวขน้ึ ยาว 4.5–11 ซม. ปลายแหลมมน ดา นโคนกลม เกล็ดเมล็ดรปู คลา ยสเ่ี หลย่ี มขาวหลามตัด ปลายหนา เปน สันนูน มตี ิง่ รปู กรวย เมล็ดตดิ ทีโ่ คนเกล็ด ขนาดเล็ก รูปไข แบน ยาว 5–7.5 มม. มีปกบาง ๆ ยาว 1–2 ซม. เขตการกระจายพนั ธุ ไทย ภูมิภาคอินโดจีน สมุ าตรา ฟลปิ ปน ส การกระจายพนั ธแุ ละนิเวศวทิ ยาในประเทศไทย พบแทบทกุ ภาค ยกเวน ภาคใตและภาคตะวันออกเฉยี งใต ขึ้นกระจาย หาง ๆ หรอื เปนกลุมหนาแนน ในปา เตง็ รังผสมสนหรือปา ดิบแลง ผสมสน โดยเฉพาะดนิ ท่มี ีสภาพเปน กรดสูง (pH ประมาณ 4.5) ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,200 เมตร ในระดับความสูงมากกวาน้ีสวนใหญจะเปนสนสามใบ โคนแกสามารถเก็บเมล็ดได ประมาณเดอื น ตุลาคม–พฤศจิกายน ในปถดั จากปท เ่ี ริ่มออกโคน ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื สวนมากพบทางตอนลา งของ ลมุ นํ้าโขงและลุมนาํ้ มูล โดยเฉพาะปาผสมไมก อ และเต็งรังในระดบั ต่ํา ๆ แถบจังหวัดสุรินทร ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เกบ็ โคนแก ตากแดดใหแตก เมลด็ เพาะงาย อตั ราการงอกสงู กวารอ ยละ 90 โดยเฉพาะถาเอาปก ออก เมลด็ งอกภายใน 1–2 สัปดาห เมล็ดเก็บไวไ ดนานในทแ่ี หง กลา ไมม รี ะยะ grass stage นยิ มผลติ เปนเหงา ดนิ ทใี่ ชควรมีดนิ ในสภาพปา สนเดิมผสมดว ย ประโยชน เนื้อไมออน มีน้ําหนักมากเน่ืองจากมีน้ํามัน ใชในการกอสราง เฟอรนิเจอร กลองไมขีด ใหชันคุณภาพสูง ใชใน อตุ สาหกรรมหลายอยาง ขอแนะนํา เปนไมเ บิกนําและโตเรว็ กลาไมโ ตคอนขา งชา ในชวง 5 ป แรก ตองการแสงมาก ทนแลง ไมใหญท นไฟ ชว ยลดการการพังทลายของหนาดนิ เหมาะสําหรบั ปลูกฟนฟสู ภาพปา ดิบแลงทีม่ ไี มก อ และ รอยตอกับปา เต็งรงั ในระดบั ตํ่า ๆ ขอมูลเพิ่มเตมิ Websites: The Gymnosperm Database, Cambodian Tree Seeds Project 54
สมกบ Hymenodictyon orixense (Roxb.) Mabb. วงศ RUBIACEAE ช่อื อ่นื – ลักษณะวิสยั ไมต นขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง ผลัดใบ สงู ไดประมาณ 25 ม. เรือนยอดแผเปนพมุ กวาง โปรง เปลือกเรยี บสีเทา ก่ิงออนมักมีขนละเอียดหรอื ขนยาวหนาแนน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่สี าํ คัญ หใู บรว มติดระหวางโคนกานใบ รูปสามเหลยี่ มกวาง ยาว 0.5–2 ซม. มีขน ขอบมีตอม สดี าํ ปลายแหลมหรอื แฉกลึก ใบเรียงตรงขามสลับตัง้ ฉาก ออกหนาแนน ทีป่ ลายกิ่ง รปู รี รปู ไขกลบั หรอื แกมรปู ใบหอก ยาว 9–22 ซม. แผนใบคอนขางบาง มีขนสั้นนุมท้ังสองดาน เสนแขนงใบขางละ 7–10 เสน กานใบยาว 2–17 ซม. ชอดอกแบบ ชอเชิงลด ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง หอ ยลง ยาว 15–20 ซม. บางครัง้ แยกแขนง มขี นหนาแนน ใบประดับ 2–4 ใบ รปู รีหรอื ขอบขนาน ยาว 9–17 ซม. มีขนยาว กา นใบประดบั ยาว 3–8 ซม. ตดิ ทน ดอกขนาดเลก็ จาํ นวนมาก กลีบเล้ียง 5 กลบี ยาว 1–1.5 มม. กลีบดอกเชือ่ มตดิ กนั เปน หลอด ยาว 2.5–3.5 มม. ปลายแยกเปน 5 กลีบ รูปใบหอก ยาว 2–2.5 มม. เกสรเพศผู 5 อัน ติดใตปากหลอดกลีบดอก กา นชูอบั เรณูสั้น กานเกสรเพศเมียยืน่ พน ปากหลอดกลบี ดอก ผลแหง แตกกลางพู รูปรี ยาว 1–3 ซม. เปลือกแขง็ และบาง มชี องอากาศ ปลายผลยอ ยช้ีไปทางโคนกา นชอ เมล็ดจํานวนมาก แบน ยาว 7–8 มม. รวมปกบางๆ เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดีย เนปาล จีนตอนใต พมา ไทย ภูมภิ าคอนิ โดจนี คาบสมุทรมลายู ชวา ฟล ปิ ปนส การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทุกภาค ขึ้นตามปาเบญจพรรณ และปาดิบแลง พบมากตาม ท่ีโลงแจง หรือบนเขาหินปนู ทางภาคใต สวนมากพบในระดบั ความสงู ไมเ กนิ 600 เมตร ตดิ ผลเดือนธนั วาคม–กุมภาพันธ ทางภาค ตะวันออกเฉยี งเหนือพบกระจายหาง ๆ ท้งั ทางตอนบนและตอนลา งของชวงตนนํา้ ของลุม นํา้ มูลและลมุ นํา้ ชี ประโยชน เน้ือไมออ น ใชส าํ หรับการกอสรา งภายใน ทํากลอ ง ของเลน เดก็ เปลือกมีรสขม แกร อนใน กระหายนํ้า การขยายพันธุ เพาะเมล็ด เมล็ดมีขนาดเล็ก เบา ทาํ ใหถ กู พัดพาไดง าย อัตราการงอกสงู เกบ็ ไวไ ดน านกวา 1 ป กลาไมท่ี นําไปปลกู ควรมอี ายุ 1–2 ป ตองการแสงมาก และควรควบคุมวัชพชื ไมใ หป กคลมุ ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตเร็ว กลา ไมโ ตชา ในระยะแรก ขึ้นไดด ีในท่โี ลงและแหง แลง แตไ มท นไฟ เหมาะสําหรบั ปลูกรว มกับไมโ ตเร็วชนดิ อ่ืน ๆ ในพืน้ ทท่ี ่ีคอ นขา งแหง แลง ขอมลู เพมิ่ เตมิ PROSEA 5(3) (1998); Flora of China Vol. 19 (2011) 55
สมพง Tetrameles nudiflora R. Br. วงศ DATISCACEAE ช่อื อื่น ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนือสวนมากเรียก สมพุง สะพุง หรอื อพี งุ สวนทางจังหวัดปราจีนบรุ ีเรียก สมงิ คาํ ราม ลักษณะวิสัย ไมตนขนาดใหญ ผลดั ใบ โตเรว็ สงู ถึง 45 ม. พพู อนสงู ถงึ 5 ม. เรือนยอดโปรง ลําตน เปลาตรง เปลอื กเรยี บ เปน มนั วาวสนี าํ้ ตาลเทา เปลอื กในสขี าว มเี สน ใยสานเปน รา งแห กงิ่ ออ นอวบอว น คอ นขา งเปราะมรี อยหลดุ รว งของแผลใบชดั เจน ดอกแยกเพศตา งตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ่ีสําคญั มขี นตามแผนใบ กานใบ และตายอด ใบรปู หวั ใจหรอื รูปหาเหล่ียม กวาง 9–12 ซม. ขอบใบจกั ละเอยี ด แผนใบบาง เสนโคนใบ 5–7 เสน เสน แขนงใบยอยแบบข้ันบันได กานใบยาว 5–10 ซม. มีตอ มหูดกระจาย 8–12 ตอ ม ชอ ดอกแบบชอเชิงลด แยกแขนง ยาว 15–30 ซม. ดอกออกเปน กระจุกละ 4 ดอก ขนาดเลก็ กลบี เล้ียงเช่อื มตดิ กัน เปน หลอด ปลายแยกเปน 4 แฉก ไมม กี ลีบดอก ดอกเพศผูยาว 1.5–2 มม. กา นดอกยาวประมาณ 1 มม. เกสรเพศผู 4 อนั ดอก เพศเมียยาว 3.5–5 มม. ไรกา น กานเกสรเพศเมยี มี 4–5 อัน ผลแหงแลว แตก รปู คนโท ยาว 4–5 มม. มีเสนตามยาว 8–10 เสน เมลด็ จาํ นวนมาก รูปกระสวย ยาวประมาณ 1 มม. มีปก ทงั้ สองดา น เขตการกระจายพนั ธุ อินเดยี ศรีลงั กา พมา ไทย ภมู ภิ าคอนิ โดจนี และมาเลเซยี ออสเตรเลยี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทวั่ ประเทศ โดยเฉพาะตามปา เสอื่ มโทรมทคี่ อ นขา งชน้ื หรอื ปา รมิ นาํ้ ระดับความสูงจนถึงประมาณ 800 เมตร ออกดอกชวงทิ้งใบ เดือนธันวาคม–กุมภาพันธ ติดผลเดือนกุมภาพันธ–พฤษภาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื สวนมากพบทางตอนลางชว งตนนา้ํ ของลุมนาํ้ มูล การขยายพันธุ เพาะเมล็ด ขอ ควรระวัง เนือ่ งจากเมล็ดขนาดเลก็ และมปี กทําใหถ ูกชะลา งไดง า ย อยางไรก็ตาม ยังไมมขี อ มลู การปฏบิ ัตติ อเมล็ดกอนนําไปเพาะ ประโยชน เนอื้ ไมคอนขา งออ น ไมทนทานตอปลวกและเชื้อรา ใชในงานกอ สรา งช่ัวคราว ทําลัง กลองและกานไมข ดี กระดาษ ประดิษฐของเลน ในนิวกนิ ใี ชทาํ เรอื แคนนู ขอแนะนํา เปน ไมเ บกิ นาํ และโตเรว็ เหมาะสาํ หรบั ปลกู ตามพน้ื ทร่ี าบใกลร มิ นาํ้ สาํ หรบั ยดึ เกาะดนิ ในระยะแรก อยา งไรกต็ าม เนอ่ื งจากเปน ตน ไมข นาดใหญ กง่ิ เปราะบาง อาจโคน ลม ไดง า ย และมรี ะบบรากทร่ี กุ รานพชื อน่ื ๆ จึงไมควรปลกู ในจํานวนทีม่ สี ัดสวนมากกวาไมโ ตเร็วชนดิ อ่นื ๆ ขอมลู เพิ่มเตมิ Flora of Thailand 9(1) (2005). Website: Australian Tropical Rainforest Plants 56
สอยดาว Mallotus paniculatus (Lam.) Müll. Arg. EUPHORBIACEAE ชือ่ อ่ืน แถบจงั หวดั เลยเรยี ก สตตี น ทางภาคตะวันออกบางครัง้ เรยี ก สลดั ปา ง ลักษณะวิสัย ไมพุมหรือไมตนขนาดเล็ก บางคร้ังสูงไดเกือบ 20 ม. มีขนรูปดาวหนาแนนทั่วไป กิ่งมักมีตอมเปนเกล็ดสีสม ปกคลุม ดอกแยกเพศตา งตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ าํ คญั ใบเรียงเวยี นหรือติดตรงขาม รปู ไขก วา ง ยาว 3.5–20 ซม. ปลายใบยาวคลา ยหาง ขอบ ใบบางครง้ั จกั ซฟ่ี น หรือจักเปนพูตื้น ๆ ดานบนมตี อ ม 2 ตอมทโ่ี คน แผน ใบดานลางมขี นและตอมเกล็ดสีขาวกระจาย กา น ใบติดเกอื บคลา ยกนปด ชอ ดอกแบบชอ กระจกุ แยกแขนงสน้ั ๆ ออกทป่ี ลายกงิ่ มกั แตกแขนง ชอดอกเพศผยู าวเกอื บ 60 ซม. ชอแขนงยาวไดถึง 40 ซม. ดอกออกเปนกระจุกประมาณ 10 ดอกบนแกนชอ ไมมกี ลีบดอก กลบี เลี้ยง 3–5 กลบี สีเหลืองออ น ยาว 2–3 มม. เกสรเพศผูจาํ นวนมาก ชอ ดอกเพศเมียส้ันกวา มักหอ ยลง กลบี เลย้ี ง 4–5 กลบี ขนาดเลก็ กวา ดอกเพศผูเล็กนอ ย รังไขม หี นาม กานเกสรเพศเมยี แยก 3 แฉก ยอดเกสรเพศเมยี มีปมุ ยาวทัว่ ไป ผลแหงแตกเปน พู ยาว 5.5–6 มม. มขี นส้นั นุม มีหนาม10–20 อัน เมลด็ กลม ๆ ยาว 2.8–3.5 มม. สีดําเปน มัน เขตการกระจายพันธุ จนี ตอนใต ไตหวัน พมา ไทย ภูมิภาคอนิ โดจนี และมาเลเซยี ออสเตรเลยี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายทวั่ ไปทกุ ภาค ขน้ึ ตามชายปา ทกุ ประเภท ทโ่ี ลง แจง รมิ ลาํ ธาร จนถงึ ระดับความสงู ประมาณ 1,500 เมตร ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบทัว่ พื้นท่ีท้ัง 3 ลุมนาํ้ โดยเฉพาะตามปา รมิ น้ํา ประโยชน เนอ้ื ไมค อ นขางออน ใชท าํ ฟน การขยายพันธุ เพาะเมลด็ เมลด็ แหง นาํ้ หนักเบา อายุเมลด็ นา จะนานเทา ๆ กบั มะกายคดั คอื ประมาณ 6 เดอื น เนอ่ื งจาก เปน พืชกลมุ เดยี วกนั ไมม ีขอ มลู การปฏบิ ตั ิตอ เมลด็ กอนนําไปเพาะ ขอแนะนํา เปน ไมโ ตเรว็ และเปน ไมเ บกิ นาํ ตอ งการแสงมาก ทรงพมุ หนาแนน ปอ งกนั การชะลา งหนา ดนิ ไดด ี เหมาะสาํ หรับปลูกฟนฟูสภาพพ้ืนทร่ี าบลุมใกลแหลงนา้ํ ขอมูลเพ่มิ เตมิ PROSEA 5(3) (1998); Flora of Thailand 8(2) (2007). Website: Australian Tropical Rainforest Plants 57
สะแกนา Combretum quadrangulare Kurz วงศ COMBRETACEAE ช่ืออ่นื ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก แก ภาษาเขมรเรียก ซงั แก ลักษณะวิสยั ไมตนขนาดกลาง ไมผ ลดั ใบ สูงไดป ระมาณ 20 ม. เปลอื กนอกสีขาวเทา เรยี บหรอื แตกเปนรองเลก็ นอ ย ตน ที่ยัง ไมโ ตเต็มที่ก่งิ ลาํ ตน ลดรปู คลา ยหนาม ก่ิงออ นเปนสเ่ี หลีย่ ม มีขนเกลด็ ปกคลมุ ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี าํ คญั ใบเรยี งตรงขา มสลบั ตงั้ ฉาก รปู รหี รอื รปู ขอบขนาน ยาว 5–19 ซม. ปลายใบแหลมหรอื เรยี วแหลม แผนใบดา นลา งมนี วลมเี กล็ดปกคลมุ ใบแกก อ นรวงสีเหลือง เสน แขนงใบขา งละ 8–10 เสน ชอดอกแบบชอ เชงิ ลด ยาว 6–10 ซม. ดอกสขี าวหรอื เหลอื งออน ขนาดเลก็ จํานวนมาก ดอกบานเสน ผา นศูนยกลาง 3–4 มม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ รปู สามเหล่ียม กลบี ดอก 4 กลบี รูปไขก ลับ ยาว 1–2 มม. รว งเรว็ เกสรเพศผู 8 อนั ยาว 3–4 มม. ผลแบบแหง ไมแตก ทรงกลม มี ปก 4 ปก กวางเทา ๆ ผล ผลแกส ีน้ําตาลอมเหลือง เขตการกระจายพนั ธุ พมา ไทย ภมู ภิ าคอินโดจีน การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบทกุ ภาคของประเทศ ข้นึ เปน ไมเ บิกนําตามทเ่ี ปดโลง โดยเฉพาะพ้นื ท่ี ทม่ี ีน้ําทว มขังเปน คร้ังคราว จนถึงระดบั ความสูง 300 เมตร ออกดอกเดือนมีนาคม–กรกฎาคม เปนผลเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือพบทกุ พื้นทที่ ้งั 3 ลุมน้าํ การขยายพันธุ เพาะเมล็ด แกะเมล็ดออก นําไปแชน้ํากอนเพาะ เมล็ดสดอาจเพาะลงถุงไดทันที (ขอมูลสําหรับพืชในสกุล Combretum) ประโยชน เนื้อไมแ ข็งแตไ มทนทาน ใชใ นงานกอ สรา งท่ีไมตองการความแขง็ แรงมากนกั ทําดา มเคร่ืองมือ เผาถา น มสี รรพคณุ ดา นสมุนไพร แกไ ข รกั ษาบาดแผล ทองเสีย เมลด็ ขบั พยาธิ รากและเปลือกรกั ษากามโรค อาเจยี น น้ําเหลอื งเสีย ผลแหงนาํ มา ประดษิ ฐง านฝม ือ ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตเรว็ ตอ งการแสงมาก ทนแลงและทนนํ้าทว ม เหมาะสําหรบั ปลูกตามทรี่ าบลุม ใกล แหลง นาํ้ ปองกนั การพังทลายของดนิ ขอ มลู เพม่ิ เตมิ Medicinal Plants in Thailand Volume 1 (Saralamp et al., 1996); ไมป ายนื ตนของไทย 1 (เอือ้ มพร และ ปณธิ าน, 2547) 58
สําโรง Sterculia foetida L. วงศ MALVACEAE ชื่ออ่นื – ลักษณะวิสัย ไมตนขนาดใหญ ผลัดใบ อาจสูงไดถึง 40 ม. ลําตนเปลาตรง เปลือกนอกเรียบสีนํ้าตาลเทา กิ่งอวบสั้นมีขน สน้ั นุม มีรอยแผลใบชดั เจน ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สาํ คัญ หูใบรูปลิ่มแคบ รวงงาย ใบประกอบรูปน้ิวมือ มี 5–9 ใบ กานใบยาว 13–20 ซม. ใบยอยรปู รหี รอื รปู ขอบขนาน ยาว 10–20 ซม. ปลายใบแหลมหรือเปนต่งิ แหลม แผน ใบคอนขางหนา เสน แขนงใบเรียงจรดกัน ชอ ดอกออกทป่ี ลายกงิ่ เหนอื รอยแผลใบ ยาว 10–30 ซม. ดอกมเี พศเดยี ว กา นดอกยาว 1–5 ซม. กลบี เลยี้ ง 5 กลบี ยาวประมาณ 1 ซม. ปลายกลบี มขี น ไมม กี ลบี ดอก เกสรเพศผู 14–15 อนั ตดิ ทป่ี ลายเสา เกสรรปู กลม รงั ไขม ี 5 คารเ พล แยกกนั เกสรเพศเมยี 5 อัน แยกกัน ผลแบบผลแหงแตกแนวเดียว มี 3–5 ผลยอย รูปไต ยาว 8–10 ซม. เปลือกแข็ง สีแดงเขม มี 10–20 เมล็ด สดี าํ รูปทรงกระบอก ยาว 1.5–2.5 ซม. มีเยอ่ื หมุ ท่ลี ดรปู สีเหลือง เขตการกระจายพนั ธุ แอฟริกา อนิ เดีย ศรลี ังกา พมา ไทย กัมพูชา เวียดนาม ภูมิภาคมาเลเซีย ฟลปิ ปน ส ออสเตรเลีย การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบกระจายทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง ภาค ตะวันออกเฉียงใต พบมากตามชายฝงทะเลทางภาคใต ขึ้นตามชายปาดิบแลงและปาดิบช้ืน ระดับความสูงไมเกิน 300 เมตร ผลแกเดือนธนั วาคม–เมษายน พบนอยทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนือตอนลา งใกล ๆ กบั ภาคตะวันออกเฉียงใต การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด เพาะงาย ไมม ีเทคนคิ พิเศษ เมลด็ เก็บไวไดนาน กลาไมค อ นขา งโตเร็ว มีรากยาว ประโยชน เน้อื ไมค อ นขางออ นแตมีความทนทานมากกวาพรรณไมอ ื่น ๆ ในสกุล Sterculia เหมาะสําหรับการกอ สรางภายใน ทาํ กลอ ง ไมจ มิ้ ฟน เมลด็ สดนาํ ไปเผารบั ประทานได กลนิ่ คลา ย hazel nut หรอื almond ตามชอ่ื สามญั hazel sterculia, wild almond tree น้าํ มันในเมลด็ ใชประกอบเปนอาหารและเปนเชื้อเพลงิ ใหแสงสวา ง ขอ แนะนํา เปน ไมโ ตเร็วมาก โดยเฉพาะในระยะแรก ตอ งการแสงและพน้ื ทมี่ าก ดงั นัน้ ควรปลูกในระยะ เรม่ิ แรกรวมกบั ไมเบกิ นําชนดิ อ่ืน ๆ โดยใหมรี ะยะหางพอสมควร ขอ มลู เพ่ิมเติม PROSEA 5(2) (1995), Flora of Thailand 7(3) (2001); Flora of China Vol. 12 (2007); ตนไมเมืองเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543). Website: AgroForestryTree Database 59
เสลาเปลือกบาง Lagerstroemia venusta Wall. วงศ LYTHRACEAE ชอื่ อน่ื ทางจังหวดั นครพนมเรยี ก เปอ ยขหี้ มู ลักษณะวิสัย ไมตนขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 8–20 ม. เปลอื กหนา สีน้ําตาลหรือเทาดาํ แตกเปน รองลกึ ตามยาว ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี ําคญั ใบเรยี งตรงขา ม รูปรีหรอื รูปขอบขนาน ยาว 8–15 ซม. ปลายใบมนหรือกลม โคนใบมัก เบ้ียว แผนใบดานลางมขี นสน้ั ๆ ตามเสนแขนงใบ เสนแขนงใบขา งละ 8–12 เสน กา นใบยาว 0.3–1 ซม. ชอ ดอกออกทีป่ ลายกิ่ง ยาวไดป ระมาณ 30 ซม. มีขนสนั้ คลา ยไหมหนาแนน กานดอกเทยี มยาว 1–4 มม. กลีบเล้ยี งรูปถวย ยาวประมาณ 5 มม. มขี น สน้ั นุม มี 6 สัน ปลายสว นเวา มีต่งิ ยาวประมาณ 4 มม. กลบี ยาวประมาณ 4 มม. ดานในเกลีย้ ง ดอกสีมว งหรือชมพู รูปไข ยาว ประมาณ 7 มม. รวมกานกลีบสั้น ๆ ขอบเปน คล่นื เกสรเพศผูจาํ นวนมาก มี 6–7 อัน ดานนอกยาวกวา อันดานใน รงั ไขเ กลีย้ ง ผลแหงแตก 4–5 ซีก มีร้ิว เกลยี้ ง ยาว 2–2.5 ซม. หลอดกลบี เปน สนั สวนเวา เปนตง่ิ ติดทน กานผลเทียมยาว 2–4 มม. เขตการกระจายพนั ธุ จีนตอนใต พมา ไทย ลาว กัมพูชา การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทางภาคเหนอื และภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนลา ง ๆ ภาคตะวนั ออก เฉียงใต และภาคตะวันตกเฉียงใต ขึ้นในปาเบญจพรรณและปาดิบแลง จนถึงระดับความสูงประมาณ 700 เมตร ทางภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบเฉพาะทางตอนลา งบรเิ วณลุม น้ํามลู ประโยชน เนอ้ื ไมค อ นขา งแข็ง ใชใ นการกอสรา ง ไมปารเกต ดา มเครอ่ื งมือทางการเกษตร เครื่องเรอื น การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด ควรใชทรายกลบแปลงเพาะ และเพาะในทมี่ แี สงราํ ไร ขอ แนะนาํ เปนไมโตคอนขางเรว็ กลา ไมตองการแสงมาก ทนแลง และไฟปา เหมาะสาํ หรบั ฟน ฟสู ภาพ ปาเบญจพรรณทเี่ ส่ือมโทรมรวมกบั ไมโ ตชาไดพรอมกนั เชน เดียวกับตะแบกแดง ขอมลู เพม่ิ เติม The Gardens’ Bulletin, Singapore 24 (Furtado, 1969) 60
หนอนข้ีควาย Gironniera subaequalis Planch. วงศ CANNABACEAE ชื่ออน่ื – ลกั ษณะวิสัย ไมต นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไมผลัดใบ สงู ไดประมาณ 20 ม. เปลอื กเรยี บสเี ทาอมน้ําตาล มีเสนใย กิง่ มีขนยาว ปกคลมุ ดอกแยกเพศตา งตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสําคัญ หูใบ 2 อนั ติดตรงขาม เชื่อมติดกนั ทีโ่ คน รูปใบหอก ยาว 1–2.7 ซม. ใบเรียงเวยี น รปู ไขแ กมขอบขนาน ยาว 5–25 ซม. ปลายใบเรยี วแหลม ปลายเปนต่ิงแหลม โคนใบเบี้ยว ขอบใบจักฟนเล่ือย แผน ใบคอนขาง หนา ดานลา งสาก มีขนตามเสนแขนงใบ เสนแขนงใบขา งละ 8–12 เสน โคงจรดกนั ชอ ดอกแบบชอ กระจะ ออกเปน ชอสัน้ ๆ ทซ่ี อกใบใกลป ลายกง่ิ ดอกขนาดเลก็ สเี ขยี วอมขาว เสน ผา นศนู ยก ลางประมาณ 2 มม. กลบี รวม 5 กลบี เรยี งซอ นเหลอ่ื ม ตดิ ทน เกสรเพศผู 5 อนั รงั ไขเ ปน หมนั ในดอกเพศผู ในดอกเพศเมยี ไรก า น กา นเกสรเพศเมยี สน้ั ยอดเกสรแยกเปน 2 แฉก ตดิ ทน ผลแบบ ผลผนังช้นั ในแขง็ สเี ขยี วอมเหลอื ง รูปไข ยาว 5–7 มม. ปลายแหลม มีเมล็ดเดยี ว เขตการกระจายพันธุ จีนตอนใต พมา ไทย ลาว เวยี ดนาม คาบสมทุ รมลายู การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายทั่วไปทางภาคเหนอื ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวัน ตก และภาคตะวันออก ข้ึนในปาดิบแลงและปาดิบเขา ระดับความสูง 500–1,200 เมตร ออกดอกเดือนกุมภาพันธ–เมษายน ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบท้งั ตอนลา งและตอนบน ประโยชน เน้อื ไมค อนขา งแข็ง ใชท าํ เฟอรน เิ จอร เสน ใยจากเปลือกใชใ นในอุตสาหกรรมสง่ิ ทอ ใบมีสรรพคุณดา นสมุนไพร การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด ไมมีขอ มลู การปฏิบัติตอ เมล็ดกอนนาํ ไปเพาะ ขอแนะนาํ เปนไมโ ตเร็วและไมเบิกนําในพนื้ ที่สูง ทนแลง เหมาะสําหรับปลกู เปน ไมโ ตเรว็ สําหรบั พ้นื ทล่ี าด ชันในระดบั ความสงู มากกวา 500 เมตร โดยเฉพาะภเู ขาหินทรายท่ีเปน ปา ดบิ แลง ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ หมายเหตุ เดิมถกู จดั ใหอ ยูภ ายใตวงศ Ulmaceae ขอ มลู เพม่ิ เตมิ Flora of China Vol. 5 (2003) 61
อนิ ทนลิ บก Lagerstroemia macrocarpa Wall. วงศ LYTHRACEAE ชื่ออื่น ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรยี กหลายชอ่ื เชน กากะเลา กาเสลา และ กาเสา ลักษณะวิสยั ไมตน ขนาดเลก็ ถึงขนาดกลาง ผลดั ใบ สงู 8–20 ม. เปลือกนอกสเี ทาออนหรือสนี ้าํ ตาล ลอกเปนแผน หรอื สะเก็ด เลก็ นอ ย เปลอื กในสแี ดงออ น มเี สนใยใส ลักษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ าํ คญั ใบเรยี งตรงขามหรอื เกือบตรงขา ม รปู รี รปู ขอบขนาน หรือรปู ไขกลบั ยาว 20–35 ซม. ปลายใบมกั บดิ เสน แขนงใบขา งละ 7–12 เสน ชอดอกแบบแยกแขนง ออกตามปลายกิ่งหรือซอกใบใกลป ลายกิง่ ยาวไดถ ึง 25 ซม. กานดอกเทียมยาว 4–8 มม. ปลายดอกตมู มรี อยบุม กลบี เลีย้ งรปู ถวย ยาว 5–8 มม. มี 10–12 รอง เปนสนั แคบ ๆ ระหวางรอง ปลายแยกเปน 6 แฉก ยาวประมาณ 1 ซม. กลบี ดอก 6 กลบี สีชมพู ถึงสมี วง เปลยี่ นเปนสมี วงออ นหรือขาวกอน หลดุ รว ง รปู รกี วางเกอื บกลม ยาว 4–5.5 ซม. รวมกานกลบี ขอบกลีบเปน คล่นื แผนกลบี ยน เกสรเพศผจู ํานวนมาก กา นเกสร เพศเมยี เรยี วยาว รงั ไขเ กลย้ี ง ผลแบบผลแหง แตก 5–6 ซกี รปู รี ยาว 3–4 ซม. กา นผลเทยี มยาว 1–2.5 ซม. เมลด็ จาํ นวนมาก มปี ก เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดีย พมา ไทย ลาว การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายแทบทกุ ภาค ยกเวน ภาคใต ขนึ้ ตามปา เตง็ รงั ปา เบญจพรรณ และปาดบิ แลง ระดบั ความสงู 100–800 เมตร เปน ผลเดอื นมนี าคม–ธันวาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนบนบรเิ วณ ลุมนํ้าโขงและตอนลา งบริเวณลมุ นาํ้ มูล ประโยชน เนื้อไมอ อนหรือคอ นขา งแข็ง แตไ มทนทานมากนกั ใชใ นการกอ สรา งชวั่ คราว เครือ่ งเรอื น เครื่องมอื กสิกรรม ดอก ขนาดใหญ นิยมปลูกเปนไมประดับ การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ควรใชท รายกลบแปลงเพาะ และเพาะในทมี่ แี สงราํ ไร กลา ไมท เ่ี หมาะสมในการนาํ ไปปลกู ควรมอี ายุ มากกวา 4 เดอื น ขอแนะนํา เปน ไมโตคอนขา งเร็ว กลาไมต อ งการแสงมาก ทนแลง และไฟปา เหมาะสาํ หรบั ฟนฟูสภาพ ปาเบญจพรรณและปาเต็งรังทัว่ พืน้ ท่ีท้งั 3 ลมุ นา้ํ ขอ มูลเพ่ิมเต่มิ The Gardens’ Bulletin, Singapore 24 (Furtado, 1969); ลกั ษณะทางสณั ฐานวทิ ยาของกลา ไมข นาดเหมาะสม ตอ การปลูกปา (อาํ ไพ, 2544) 62
¤ÙÁ‹ Í× àÅ×Í¡ª¹Ô´¾ÃóäÁŒ äÁ⌠μªÒŒ à¾èÍ× »ÅÙ¡»†Ò»Í‡ §¡¹Ñ Í·Ø ¡ÀÑ ÀÒ¤μÐÇѹÍÍ¡à©ÂÕ §à˹Í×
กรวยปา Casearia grewiifolia Vent. วงศ SALICACEAE ชอื่ อื่น ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือมีช่ือเรียกอีกหลายชื่อ ไดแก ขนุ เหยิง บนุ เหยิง (สกลนคร) คอแลน (นครราชสมี า) ผาสาม (นครพนม อุดรธานี) ภาษาเขมรในจังหวดั สรุ นิ ทรเรยี ก จะรวย ลักษณะวิสยั ไมต น ขนาดเลก็ ผลดั ใบ สงู 5–15 ม. เปลือกเรยี บถงึ แตกเปน สะเกด็ เล็ก ๆ สีเทาปนน้าํ ตาล ก่ิงออนมชี องอากาศ และขนสีนาํ้ ตาลแดงทั่วไป ดอกแยกเพศรว มตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคญั หูใบขนาดเลก็ รวงงาย ใบเรียงเวียน รูปขอบขนานหรอื แกมรูปไข ยาว 8–13 ซม. เมือ่ สอ งแผน ใบกับแสงจะเห็นขีดใส ๆ กระจายอยูท ่ัวไป ชอ ดอกแบบชอกระจุกออกตามซอกใบ กลบี เล้ยี ง 5 กลีบ แยกเปนอสิ ระ สีเขียวออนถึงเขียวอมเหลอื ง ดา นนอกมขี น ไมม กี ลบี ดอก จานฐานดอกรูปถวย ขอบจกั เปน พู เกสรเพศผู 8 อนั ติดบนขอบ จานฐานดอก ผลสด รปู รีหรือรปู ไข ยาว 2.5–5 ซม. สุกสีเหลือง แตกเปน 3 ซกี เมลด็ มี 3 เมล็ด มีเยอ่ื หุมสดสีสม เขตการกระจายพนั ธุ ไทย ภูมิภาคอนิ โดจีนและมาเลเซยี การกระจายพนั ธุและนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบทกุ ภาค ขึน้ ในปาเตง็ รัง ปา เบญจพรรณ ปาดิบแลง และปาดบิ ชืน้ แตพ บมากในปา เบญจพรรณ ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 800 เมตร ตดิ ผลเดอื น มกราคม–ตลุ าคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบท่ัวพ้ืนท่ี แตพ บนอ ยแถบลุมนํ้าโขง ประโยชน เนอ้ื ไมแ ขง็ ใชท าํ เครอ่ื งมือตา ง ๆ ราก แกท อ งรวง บาํ รงุ ตับ เปลือก บาํ รงุ ธาตุ สมานแผล ใบและดอก แกพ ษิ กาฬ แกโรคผวิ หนัง ผดผนื่ คัน ผล ฟอกโลหติ แกเ ลอื ดออกตามไรฟน เมล็ด ใชเ บอื่ ปลา นํ้ามันจากเมลด็ ใชร กั ษาโรคผวิ หนัง การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด แกะเอาเยือ่ หมุ เมลด็ ออกกอนนําไปเพาะ ยงั ไมม ีขอ มูลการปฏบิ ัติตอเมลด็ เพ่ิมเติม ขอ แนะนํา เปนไมขนาดเล็ก โตชา ใบกวาง ตอ งการแสงในระยะแรก ทนความแหง แลงและไฟไดด ี เหมาะ สําหรับปลกู เสริมเพ่ือใหเปน ไมชนั้ รอง สามารถปลูกรวมกบั ไมเ บกิ นําหรอื ไมโ ตเรว็ ได หมายเหตุ เดิมถูกจัดใหอยภู ายใตว งศ Flacourtiaceae ขอ มลู เพ่มิ เตมิ ตนไมเมอื งเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); ตน ไมยานารู (ธงชัย และนิวตั ร, 2544) 64
กระบกกราย Hopea helferi (Dyer) Brandis วงศ DIPTEROCARPACEAE ชอ่ื อ่นื ภาคกลางบางคร้ังเรยี ก ตะเคียนหนู ภาคตะวันออกเฉยี งใตเ รียกพะนองแดง หรอื พนองหนิ ลักษณะวสิ ัย ไมต น ขนาดเลก็ ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ ไมผลดั ใบ อาจสูงไดถ งึ 40 ม. โคนตนมกั มีพูพอน เปลอื กเรียบ ลอก เปน แผน เปลือกในสชี มพูอมนา้ํ ตาล ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี าํ คญั มขี นกระจกุ รปู ดาวกระจายตามกง่ิ ออ น หใู บ และชอ ดอก ใบเรยี งเวยี น รปู ขอบขนาน รูปใบหอก หรือแกมรูปไข ยาว 6–18 ซม. โคนใบเบี้ยวเล็กนอย แผนใบดานลางมีเกล็ดสีเงินละเอียด เสนแขนงใบขางละ 12–20 เสน เสน แขนงใบยอ ยแบบขนั้ บนั ได กา นใบยาว 0.7–1.5 ซม. ชอดอกแบบชอ แยกแขนง ยาว 5–15 ซม. กลบี เลี้ยง 5 กลีบ รปู สามเหลยี่ ม ยาว 1–2 มม. กลบี ดอกสีครีมอมเหลือง รูปใบหอกแกมรูปไข ยาว 3–4 มม. ขอบเปนชายครุย เกอื บไรก าน เกสรเพศผู 15 อนั ปลายอบั เรณมู รี ยางคย าวกวา อบั เรณเู ลก็ นอ ย รงั ไขแ ละฐานกา นยอดเกสรเพศเมยี รปู ผลแพร ยาวประมาณ 1.5 มม. ผลมกี ลีบเลีย้ งขยายเปนปก ยาว 2 ปก ยาว 5–6 ซม. ปก สั้น 3 ปก ยาวประมาณ 3 มม. ผลรปู ไข ยาวประมาณ 8 มม. ปลายมตี ิ่งแหลม เขตการกระจายพันธุ อินเดีย พมาตอนลา ง ไทย กมั พชู า คาบสมทุ รมลายูตอนบน การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายหา ง ๆ ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ภาคตะวนั ออกเฉยี งใต ภาคตะวันตกเฉียงใต และภาคใต ขน้ึ ในปา ดิบแลงและปา ดิบชืน้ ระดบั ความสงู ไมเ กนิ 400 เมตร การสืบตอ พนั ธตุ ามธรรมชาติ คอนขางสูงในบางพ้ืนท่ี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบเฉพาะทางตอนลางบริเวณตนน้ําของลุมนํ้ามูลแถบจังหวัด นครราชสีมา และบรเิ วณลุม นํา้ โขงตอนบนแถบจังหวัดหนองคาย ประโยชน ไมเนอ้ื แขง็ ทนทาน ใชใ นการกอ สราง เครอ่ื งมอื การเกษตร ชันใชทาํ ไต การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เมล็ดท่ีรว งหลนถกู แมลงทาํ ลายไดงาย ควรเกบ็ เมล็ดแกบนตน เด็ดปกออกกอนนําไปเพาะ เมล็ด สูญเสยี การงอกเรว็ ขอแนะนํา เปน ไมโ ตชา กลา ไมต อ งการรม เงาและความชมุ ชน้ื เหมาะสาํ หรบั ฟน ฟสู ภาพปา ดบิ แลง ในทร่ี าบลมุ โดยเฉพาะรมิ ลําธาร ปลูกเปน ไมโ ตชา หลังจากปลูกไมโ ตเร็วหรอื ไมเ บิกนําแลว เปนไมท างเลอื กทต่ี อ งการขยาย พนั ธุไมหายากใกลสูญพันธชุ นิดหน่งึ จากสภาพถน่ิ ทีอ่ ยูเปลย่ี นไป ประเทศกมั พชู ามกี ารปลกู ในพื้นทีล่ มุ นาํ้ โขง ตอนลา งใกล ๆ ปากแมนํ้า ขอมูลเพมิ่ เติม Website: Cambodian Tree Species 65
กระเบาใหญ Hydnocarpus anthelminthicus Pierre ex Laness. วงศ ACHARIACEAE ชื่ออ่นื ภาษาเขมรแถบจงั หวดั ทางภาคตะวนั ออก เรียก กระเบาตึก ลกั ษณะวิสัย ไมเนอื้ แข็ง ไมผ ลดั ใบ ไมตน สงู 10–20 ม. เรอื นยอดเปน พมุ ทบึ เปลอื กคอ นขางเรยี บสดี าํ อมเทา มชี อ งระบาย อากาศกระจาย ดอกแยกเพศตางตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสําคัญ ใบเรียงเวียน รูปขอบขนานหรือรูปใบหอกแกมรูปไข ยาว 10–33 ซม. โคนใบเบ้ียว แผน ใบคอนขา งหนา เกลย้ี งทงั้ สองดา น ดอกออกตามซอกใบ สชี มพู มกี ลน่ิ หอม ดอกเพศผูอ อกเปนดอกเดยี่ ว ๆ ดอกเพศเมีย ออกเปน ชอกระจุกส้ัน ๆ กลบี ดอก 5 กลบี เกสรเพศผู 5 อนั ดอกเพศเมยี เกสรเพศผทู ีเ่ ปนหมันรูปกระสวย ผลสดแบบมเี น้อื หลายเมลด็ รปู กลม เสน ผา นศนู ยก ลาง 8–12 ซม. เปลอื กแขง็ หนา มขี นหรอื เกลด็ สนี า้ํ ตาลแดงปกคลมุ เมลด็ จาํ นวนมาก ประมาณ 30–50 เมลด็ รูปไข แบน ๆ เบยี้ ว ยาวประมาณ 1.5 ซม. เขตการกระจายพนั ธุ พมา ไทย ภูมิภาคอนิ โดจีน มาเลเซยี การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทางภาคเหนือ ภาตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต ขึ้นตาม รมิ ลําธารหรือทล่ี มุ ในปา ดิบแลง และปาดิบชนื้ ระดับความสูงจนถึงประมาณ 300 เมตร ติดผลเดือนมกราคม–กรกฎาคม ทางภาค ตะวันออกเฉียงเหนือตอนลา งของลุมแมนํ้ามูล ประโยชน เน้ือไมแ ขง็ ใชใ นการกอสราง ทําฟน ผลสกุ มีเน้ือแปง สีขาวอมเหลอื ง รบั ประทานเปนของหวาน ในประเทศจนี เปน 1 ใน 50 สมนุ ไพรพืน้ ฐาน นา้ํ มนั จากเมล็ด ใชร กั ษาโรคเร้อื น โรคผวิ หนงั ยาถา ยพยาธิ ผสมนํา้ มนั ใสผ มรักษาโรคบนหนงั ศรี ษะ เปน ตน การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด ยังไมม ขี อ มลู การปฏิบตั ติ อเมล็ดกอนนําไปเพาะ ขอแนะนํา เปนไมโตชา เหมาะสําหรบั ปลูกฟน ฟสู ภาพปาท่เี สอ่ื มโทรมทีใ่ กลแหลงนํ้า หมายเหตุ เดิมถูกจัดใหอยูภ ายใตว งศ Flacourtiaceae ขอ มลู เพ่ิมเตมิ PROSEA 12(1) (1999), 5(3) (1998); ตน ไมย านา รู (ธงชยั และนวิ ตั ร, 2544); ไมป า ยนื ตน ของไทย 1 (เออ้ื มพร และปณธิ าน, 2547) 66
กอ แพะ Quercus kerrii Craib วงศ FAGACEAE ชื่ออ่ืน – ลกั ษณะวิสัย ไมตน ขนาดเลก็ ถึงขนาดใหญ สูงไดถ ึง 40 ม. เปลอื กสีนํ้าตาลแกมดาํ เรอื่ แตกเปนรองลกึ ตามยาว ดอกแยกเพศ รว มตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรทสี่ าํ คัญ ใบเรียงเวียน รูปขอบขนานหรอื รปู ใบหอกแกมรูปไข ยาว ขอบใบจักฟนเลือ่ ย แผน ใบ คอนขางหนา ดานลา งมขี นตามเสน กลางใบและเสนแขนงใบ เสน แขนงใบขางละ 15–17 เสน ชอ ดอกตามซอกใบหรอื เหนอื รอย แผลใบ ชอ ดอกเพศผแู บบหางกระรอก หอ ยลง ดอกขนาดเลก็ ติดเปนกระจกุ 3 หรือ 5 หรือ 7 ดอก กลีบรวมรปู ถวย ปลายแยก เปน 6 แฉก มีขนนุมทางดา นนอก เกสรเพศผู 6–8 อนั ชอดอกเพศเมียไมแยกแขนง ตง้ั ขน้ึ มขี นสีนาํ้ ตาลแดง ดอกคลา ยดอก เพศผู มกั มเี กสรเพศผูเปนหมนั 6 อนั รังไขมขี นหรอื เกล็ดปกคลุม กานยอดเกสรเพศเมยี แยกเปน 5 แฉก ผลรูปกรวยหงาย กาบ ไมเ ชอ่ื มตดิ กนั ไมแยกในผลแก กาบหุมสูงเทา ๆ ความยาวตวั ผลแตไมมิด ผวิ กาบเปนเกล็ดมขี นปกคลุม เรยี งตวั เปน วง 5–10 วง แตละกาบมผี ล 1 ผล ดานบนแบนหรือบมุ เลก็ นอย เขตการกระจายพนั ธุ พมา ไทย ภูมภิ าคอินโดจีน การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบแทบทกุ ภาค ขน้ึ ตามปา เบญจพรรณ ปา ดบิ แลง ปา ดบิ เขา และปา ดบิ ชน้ื จนถึงระดบั ความสูงประมาณ 900 เมตร ตดิ ผลเดือนมิถนุ ายน–กันยายน ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบทั่วพืน้ ท่ที งั้ 3 ลมุ นาํ้ ประโยชน เนื้อไมแข็ง ใชท าํ ถังหมักเหลา หรือไวน การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ แกะกาบหมุ ออกกอนนาํ ไปเพาะ แชน าํ้ ประมาณ 24 ช่ัวโมง ขอควรระวงั เมลด็ ถกู แมลงทาํ ลายหรอื ถูกสตั วปา กดั กินไดง าย ขอแนะนํา เปน ไมโตชา ตอ งการรม ในระยะกลาไม เปลอื กหนา ทนแลงและทนไฟ เหมาะสําหรบั ฟน ฟู สภาพพื้นท่ที ี่แหงแลง ท่ลี าดชนั ในระดบั ความสูงมากกวา 500 เมตร มกี ารแตกหนอไดด ี สามารถเจริญเตบิ โต ไดด หี ลังจากถกู ตดั ฟนหรอื จากไฟปา ผลดึงดูดสัตวป า ใหเขา มาในพื้นท่ี ขอมลู เพ่มิ เติม พรรณไมวงศไมก อ ของไทย (จาํ ลอง และคณะ, 2549); ตน ไมเ มืองเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543) 67
กอมขม Picrasma javanica Blume วงศ SIMAROUBACEAE ช่ืออน่ื – ลักษณะวิสยั ไมย นื ตน ขนาดเล็กถงึ ขนาดกลาง ไมผลัดใบ สงู ถงึ 20 ม. ลําตนมักคดงอ เปลอื กบาง เรยี บหรือแตกเปนรอง เลก็ นอ ย สีเทาหรอื เทาอมนาํ้ ตาล ดอกแยกเพศรว มตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสาํ คญั หูใบเปน แผนกลมกวาง ขนาดกวาง 0.5–2 ซม. ยาว 0.7–2.5 ซม. รว งงา ย ท้งิ แผล ขนาดใหญ ใบประกอบแบบขนนกปลายค่ี มีใบยอ ยขา งละ 2–4 คู เรยี งตรงขา ม รปู รีแกมรูปขอบขนาน ยาว 7–13 ซม. ปลายใบ เปน ตง่ิ แหลม แผนใบบาง เรยี บเปน มัน เสนแขนงใบขางละ 3–8 เสน ปลายโคง ขนึ้ ชอ ดอกแบบชอกระจุก ออกตามซอกใบ ยาว 5–20 ซม. สีเหลืองออน กลีบเล้ียง 4 กลีบ รูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก กลีบดอก 4 กลีบ รูปไขแกมรูปขอบขนาน ดอกเพศเมีย ขนาดใหญก วา ดอกเพศผเู ลก็ นอ ย ติดทนและในดอกเพศเมียขยายในผล เกสรเพศผู 4 อนั ยาวกวากลบี ดอก จานฐานดอกหยกั 4 พู มีขน มี 4 คารเพล เกสรเพศเมยี ปลายจรดกัน ผลสดแบบผนังช้นั ในแขง็ กลม ๆ มี 1–4 ผล เสน ผา นศูนยก ลางประมาณ 1 ซม. ผลแกสีดํา ติดอยูบนจานฐานดอกทขี่ ยายในผล แตล ะผลมี 1 เมลด็ เขตการกระจายพันธุ อนิ เดยี พมา ไทย ภูมภิ าคอนิ โดจนี และมาเลเซีย การกระจายพนั ธุและนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบทุกภาค ข้ึนกระจายหา ง ๆ ตามปา ดิบแลง ปา ดบิ เขา และปาดบิ ชืน้ โดยเฉพาะรมิ ลาํ ธาร ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 1,400 เมตร เปน ผลเดอื นพฤษภาคม–สงิ หาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบทางตอนบนแถบจังหวัดเลยในพื้นที่ลุมน้ําโขงตอนบน และทางตอนลางแถบจังหวัดนครราชสีมาบริเวณตนน้ําของ ลุมนา้ํ มูล ประโยชน ไมเนือ้ แข็ง แตไ มมกี ารนําไปใชป ระโยชน เปลอื กมีรสขม แกไ ขแ ละไขมาเลเรยี การขยายพันธุ เพาะเมลด็ เมล็ดเปลอื กคอนขา งแขง็ ยังไมม ขี อ มูลการปฏบิ ตั ติ อ เมล็ดกอนนาํ ไปเพาะ ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตชา กลา ไมตองการความชมุ ชน้ื และรม เงาในระยะแรก เหมาะสําหรบั ปลูกเปน ไมช ั้นรอง พรอ มไมโตเร็วในพ้ืนทใ่ี กลลําธารในที่สงู ขอมลู เพม่ิ เติม Flora of Thailand 2(4) (1981); ตนไมเ มอื งเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); ไมป ายืนตนของไทย 1 (เออ้ื มพร และปณิธาน, 2547) 68
กะเจยี น Polyalthia cerasoides (Roxb.) Benth. & Hook. f. ex Bedd. วงศ ANNONACEAE ชื่ออน่ื ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งใตแถบจังหวัดชลบุรี เรียก พญารากดาํ ระยองเรยี ก โมดดง (ระยอง) ลักษณะวิสัย ไมตน ขนาดเล็ก ผลดั ใบ สูง 5–15 ม. เปลือกเรียบ สีเทาหรอื นํ้าตาลออน ก่ิงแตกเกือบตง้ั ฉากกบั ลําตน ลําตน และก่ิงมชี องระบายอากาศ กิง่ ออ นมีขนสั้นนมุ ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสาํ คัญ ใบเรียงเวียน รปู ขอบขนานหรือรปู ใบหอก ยาว 6–19 ซม. โคนใบมนหรอื กลม แผน ใบ บาง มีขนสั้นนุมดานลา ง เสนแขนงใบขางละ 7–8 เสน กา นใบสั้น ดอกออกเดี่ยว ๆ หรอื เปน กระจกุ 2–3 ดอก ออกตามซอกใบ ดอกสีเขียวออนถึงเหลือง ดอกบานเสนผานศูนยก ลาง 1–2 ซม. กานดอกยาว 1–2 ซม. มใี บประดบั คลา ยใบ 1–2 ใบ ติดใตจุด ก่ึงกลางกานดอก กลีบเลีย้ ง 3 กลีบ ยาว 8–9 มม. กลบี ดอก 6 กลบี เรยี ง 2 ชน้ั ๆ ละ 3 กลบี กลีบช้ันในใหญแ ละยาวกวา กลีบช้ันนอกเล็กนอย รูปไข ยาวเทา ๆ กลีบเล้ียง เกสรเพศผูจํานวนมาก คารเพลมีขน ผลกลุม มี 20–30 ผลยอย ผลยอย คอนขางกลม ปลายมตี ่ิง เสน ผานศูนยก ลาง 5–6 มม. สุกสีแดง มี 1 เมล็ด เขตการกระจายพนั ธุ อินเดยี พมา จนี ตอนใต ไทย ภมู ภิ าคอินโดจีน การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบแทบทกุ ภาคยกเวน ภาคใต ขน้ึ ในปา เบญจพรรณและปา ดบิ แลง ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 600 เมตร เปนผลเดือนเมษายน–พฤษภาคม ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนือพบทั่วพื้นที่ทั้ง 3 ลุมน้ํา ประโยชน เนอ้ื ไมแ ขง็ ใชท าํ ดา มเครอื่ งมอื เปลอื กเปน เสน ใยใชท าํ เชอื ก ราก ปรงุ เปน ยาแกก ระษยั คมุ กาํ เนดิ ในสตรี บาํ รงุ กาํ ลงั แกไข ใบ ตาํ พอกฝแกอกั เสบ ดอกมีกลิน่ หอม เหมาะสาํ หรบั ปลูกเปนไมประดับ การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ไมมีขอ มูลการปฏิบตั ติ อ เมลด็ กอนนาํ ไปเพาะ ขอแนะนํา เปนไมโตชาขนาดเลก็ ทนแลงและทนนํา้ ทวม เหมาะสําหรบั ปลกู เปนไมช ้นั รองในทร่ี าบลมุ ท่มี ีนาํ้ ทวมถึง ขอมลู เพิ่มเตมิ Flora of China Vol. 19 (2011); พรรณไมวงศก ระดังงา (ปย ะ, 2544); ไมต น เมอื งเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); พรรณไมตนของประเทศไทย (สวนพฤกษศาสตรป า ไม, 2542) 69
กดั ล้ิน Walsura trichostemon Miq. วงศ MELIACEAE ชื่ออ่ืน ทางภาคตะวนั ออกแถบจงั หวดั ปราจีนบุรเี รยี ก มะคาล้นิ ลักษณะวสิ ัย ไมตน ขนาดเล็กถงึ ขนาดกลาง ไมผ ลัดใบ สูง 5–15 ม. เปลือกสีน้ําตาลหรือเทาปนดํา แตกเปนรอ งตืน้ ๆ ตาม ความยาว ลักษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ าํ คญั ใบประกอบแบบขนนก เรียงเวยี น มีใบยอย 3–5 ใบ ยาว 7–15 ซม. แผนใบดา นลา ง ไมมีจุดสีขาว กานใบเปนขอ งอ ชอดอกออกตามซอกใบใกลปลายกง่ิ ดอกขนาดเล็กสขี าวจํานวนมาก กลบี เลย้ี งและกลบี ดอก มจี าํ นวนอยา งละ 5 กลบี กลบี เลย้ี งเชอ่ื มตดิ กนั ประมาณหนง่ึ สว นสาม กลบี ดอกแยกกนั เกสรเพศผู 10 อนั กา นชอู บั เรณเู ชอ่ื มตดิ กนั จานฐานดอกหยกั เปน พู กานเกสรเพศเมียเกล้ยี ง ยอดเกสรเปนเหลย่ี มเล็กนอย 6 เหลี่ยม ผลสด กลม ๆ เสน ผา นศูนยกลาง ประมาณ 1.5 ซม. สุกสเี หลอื ง มี 1–2 เมล็ด เย่อื หมุ เมลด็ เนือ้ นมุ ใส เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดยี พมา ไทย กัมพูชา เวยี ดนาม การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทกุ ภาค ขน้ึ ตามปา เบญจพรรณ ปา ดบิ แลง และปา ดบิ ชน้ื ระดบั ความสงู 100–900 เมตร ผลแกเ ดอื นมิถนุ ายน–กรกฎาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบทางตอนลางบริเวณตนนํา้ ของลุม น้ํามลู ประโยชน เน้อื ไมแ ขง็ ผลรบั ประทานได รากแกจ ุกเสียด บาํ รงุ ธาตุ การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด แกะเอาเยอื่ หุมออกกอนนาํ ไปเพาะ ไมม ีขอมลู การปฏบิ ัติตอเมลด็ กอ นนําไปเพาะ ขอ แนะนํา เปน ไมโ ตคอ นขา งชา ระยะกลา ไมต อ งการแสงมาก เหมาะสาํ หรบั ปลกู พรอ มไมโ ตเรว็ ไดท ง้ั ทร่ี าบ ลมุ และท่สี ูง โดยเฉพาะใกลชายปา ทสี่ มบูรณเ นอ่ื งจากตอ งการความชุม ชน้ื สูง ขอ มูลเพ่ิมเติม ไมป า ยืนตน ของไทย 1 (เอ้อื มพร และปณธิ าน, 2547) 70
กันเกรา Fagraea fragrans Roxb. วงศ GENTIANACEAE ชือ่ อนื่ ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนือเรียก มันปลา ซงึ่ คลา ยทางภาคเหนือ ภาษาเขมรทางภาคตะวนั ออก เรียกวา ตาเตรา ลกั ษณะวสิ ยั ไมต น ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไมผ ลดั ใบ แตอาจสงู ไดถ ึง 30 ม. เปลือกสนี า้ํ ตาลคลาํ้ แตกเปนรอ งลึกตามยาว ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี าํ คญั มหี ใู บลกั ษณะคลา ยถว ยขนาดเลก็ บรเิ วณซอกใบ ใบเรยี งตรงขา มสลบั ตง้ั ฉาก ออก หนาแนนทปี่ ลายกิง่ รปู รี ยาว 7–11 ซม. แผนใบเกล้ียงท้ังสองดา น ชอดอกแบบชอกระจะ ออกตามซอกใบใกลป ลายกง่ิ ดอก จาํ นวนมาก มีกล่นิ หอม กลีบดอกเช่ือมติดกนั เปนรปู กรวย ปลายแยกเปน 5 แฉก แรกบานสีขาวนวล แลวเปลี่ยนเปน สีเหลือง เกสรเพศผู 5 อัน ติดบริเวณปากหลอดกลีบดอก เกสรเพศผูและเพศเมียย่ืนพนปากหลอดกลีบดอก ผลสดมีหลายเมล็ด รูปทรงกลม เสนผานศูนยกลาง 4.5–8 มม. ปลายเปน ต่งิ แหลม สกุ สสี ม ถงึ แดง เมลด็ ขนาดเลก็ จํานวนมาก เขตการกระจายพันธุ อนิ เดีย หมูเกาะอันดามนั พมา ไทย ภูมภิ าคอินโดจนี คาบสมุทรมลายู ชวา สุมาตรา การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต ข้ึนในท่ีลุมตํ่า ที่โลงตามชายปา ปาเบญจพรรณ ปาดิบแลง และชายทะเล ระดับความสูงไมเกิน 200 เมตร เปนผลระหวางเดือนมิถุนายน–สิงหาคม ทางภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนือพบทั่วพืน้ ท่ที ง้ั 3 ลุมน้าํ ประโยชน เน้ือไมคอนขางแข็ง ไมใชในการกอสราง และทําเครื่องเรือน เปลือกตมด่ืมเปนยาแกไข ใบรักษาอาการทองรวง ดอกสวยงาม ทรงพมุ กลม นยิ มปลูกเปนไมป ระดับตามสองขางทาง และตามสวนสาธารณะ การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ตามภมู ปิ ญ ญาของชาวบา นในจงั หวดั ยโสธร ใหน าํ ผลสกุ มาตาํ เบา ๆ เพอ่ื ใหเ ยอื่ หมุ เมลด็ หลดุ ออก รอนดว ยตะแกรงผง่ึ ใหแหง ผสมกับทรายหวา นในแปลงเพาะ ใชท รายกลบ ระยะเวลาในการงอก 20–30 วัน ขอ ควรระวัง ผลสกุ ถูกแมลงกัดกินไดงา ย ขอ แนะนาํ เปน ไมโ ตคอ นขา งชา ทนแลง และทนนาํ้ ทว ม ขน้ึ ไดด ใี นดนิ แทบทกุ ประเภท เมลด็ หางา ย เพาะงา ย เหมาะสาํ หรบั ปลกู ไดท กุ สภาพพน้ื ทท่ี เ่ี ปน ทร่ี าบลมุ ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื สามารถปลกู พรอ มกบั ไมโ ตเรว็ ได หมายเหตุ เดมิ ถูกจัดใหอยภู ายใตวงศ Loganiaceae ขอ มูลเพ่มิ เติม Flora of Thailand 6(3) (1997); พรรณไมต น ของประเทศไทย (สวนพฤกษศาสตรป าไม, 2542). Website: Cambodian Tree Species 71
กาสามปก Vitex peduncularis Wall. ex Schauer วงศ LAMIACEAE (LABIATAE) ช่อื อ่ืน ภาคตะวนั ออกเฉียงใตแ ถบจังหวัดชลบรุ เี รยี ก ตนี นก สมอตีนเปด หรอื สมอหวอง ลักษณะวสิ ัย ไมต น ขนาดเล็กถงึ ขนาดกลาง สูงไดถ งึ 20 ม. เปลือกสีเทาหรือสนี ้ําตาล เนอ้ื ไมสีแดงอมเทาถึงสีน้ําตาลออน ก่ิง ออ นเปนสเี่ หล่ียม มขี นประปราย ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ่สี ําคัญ ใบประกอบแบบนิ้วมือ มี 3 หรือ 5 ใบยอ ย เรยี งตรงขามสลบั ตงั้ ฉาก กา นใบยาว 4–8 ซม. ใบยอยขนาดไมเ ทากนั รปู ขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาว 6–15 ซม. แผนใบมตี อมโปรงแสง ชอดอกแบบชอ แยกแขนง ออก เด่ยี ว ๆ หรือเปนคู ๆ ตามซอกใบ ยาว 8–25 ซม. แตกแขนงและแตกแขนงยอ ยเปนคู ดอกมีกลนิ่ หอม กลบี เล้ียงและกลบี ดอก ดา นนอกมขี นและมตี อมสีเหลือง กลีบเลีย้ งปลายแยกเปน 5 แฉกไมช ัดเจน กลบี ดอกสีขาวเปลย่ี นเปนสีเหลอื งนวล รปู กรวย ยาวประมาณ 5 มม. ดา นในมขี นยาว กลบี รูปปากเปด กลบี บน 2 กลีบ กลบี ขาง 2 กลบี กลบี ดานลาง 1 กลีบ ขนาดใหญกวา กลีบอื่น โคนกลีบสีเหลือง เกสรเพศผู 4 อัน โคนกานชูอับเรณูมีขนยาว อับเรณูสีมวงดํา ผลแบบผลผนังช้ันในแข็ง กลม เสนผา นศนู ยก ลาง 5–8 มม. สุกสีแดงถงึ มว งดํา เมล็ดแข็ง เขตการกระจายพันธุ อนิ เดยี บังกลาเทศ พมา ไทย ภูมิภาคอินโดจีน คาบสมทุ รมลายู การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทกุ ภาค ขน้ึ ทวั่ ไปตามปา เตง็ รงั ปา เบญจพรรณ และปา ดบิ แลง ระดบั ความสูง 100–900 เมตร เปน ผลระหวา งเดอื นพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื สว นมากพบทางตอน ลางบรเิ วณตน น้าํ ของลมุ นํา้ มูล ประโยชน เปนไมเน้อื แขง็ มีขนาดเลก็ ใชตกแตงภายใน ทําพน้ื กรอบหนาตาง เคร่อื งเรอื น เครอ่ื งมอื ทางการเกษตร เปลอื ก และใบ ตม ใชเ ปน ยาลดไข ใบรับประทานเปน ผกั ผลสุกรบั ประทานได การขยายพันธุ เพาะเมล็ด นาจะมกี ารปฏิบัตติ อเมลด็ กอนนาํ ไปเพาะเชน เดยี วกับตีนนก ขอ แนะนาํ คลาย ๆ กับตนี นก แตสามารถปลกู ในพ้นื ทล่ี าดชนั และระดับความสูงมากกวา ทนแลงไดดกี วา แตไ มเ ทาผาเสยี้ น ขอมูลเพม่ิ เตมิ A Revision of the Genus Vitex (Lamiaceae) in Thailand (Chantaranothai, 2011) 72
กุก Lannea coromandelica (Houtt.) Merr. วงศ ANACARDIACEAE ช่อื อน่ื ทางจังหวดั อบุ ลราชธานเี รยี ก กอกกั๋น สวนทางจังหวัดตราด เรียก ชา เกาะหรอื ชา งโนม ลกั ษณะวสิ ยั ไมต น ขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง ผลดั ใบ สงู 5–15 ม. เรอื นยอดโปรง เปลอื กนอกสเี ทา อมเขียวหรอื ขาว เปลอื ก ในสขี าวสลับชมพูแนวตัง้ เปลือกเรยี บหรือแตกเปนแผน มนี ้ํายางใส ก่งิ ออนมขี นปกคลุม มีชองอากาศ ดอกแยกเพศตา งตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคญั ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวยี น กา นใบ 3.5–4.5 ซม. ใบยอยขางละ 2–7 ใบ เรยี งตรงขาม กวาง 1–3.5 ซม. ยาว 2.5–10 ซม. แผนใบดา นลางสีเขียวออ นมขี นประปราย ใบแกก อนรวงสีเหลอื ง เสนแขนงใบ ขา งละ 5–11 เสน เสน ใบยอ ยแบบรา งแห ชอดอกแบบชอเชิงลด ออกท่กี ่ิงหรือซอกใบใกลปลายกิ่ง ยาว 12–30 ซม. ดอกสีเหลอื ง ออนแกมเขียว ไรกาน กลีบเลี้ยง 4–6 กลีบ รูปไขก วาง ยาว 1.5–2 มม. มีขนปกคลุม กลีบดอก 4–5 กลีบ รูปขอบขนานปลายมน ยาว 2–2.5 มม. เกสรเพศผู 8–10 อนั ผลแบบผลผนังชน้ั ในแข็ง รูปทรงไข เรยี ว ยาว 0.8–1.5 ซม. สกุ สีแดง มเี มล็ดเดียว ปลายมี รอยเวา 1–2 รอย เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดีย หมเู กาะอนั ดามนั ศรีลงั กา จีน พมา ไทย ภูมิภาคอนิ โดจนี คาบสมทุ รมลายู ชวา การกระจายพันธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทกุ ภาค ขน้ึ ตามปา เบญจพรรณ ปา เตง็ รงั ทงุ หญา และบนเขาหนิ ปนู จนถงึ ระดบั ความสูงประมาณ 1,000 เมตร ผลแกเดอื นพฤษภาคม–มิถนุ ายน ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบทว่ั พื้นท่ีทงั้ 3 ลุมนาํ้ ประโยชน เนื้อไมคอนขางแข็ง มีขนาดเล็ก ใชทําฟน ใบออนรับประทานเปนผัก เปลือกเปนยาสมานแผล ฟอกหนังสัตว เปลอื กตนและผลสดเปน พษิ ตอปลา ในอินเดียและเนปาลนิยมปลกู เพ่อื เลย้ี งสัตว ใชไดท ั้งกิง่ ใบ และผล การขยายพันธุ เพาะเมล็ด และปกชาํ เมล็ดมอี ายุสั้น ไมมีขอมลู การปฏิบัติตอ เมลด็ กอนนาํ ไปเพาะ การปกชาํ ทาํ ไดง าย และ ไดผ ลดี ขอ แนะนาํ เปนไมโตชา ในระยะกลาไมต อ งการความชมุ ช้ืนและแสงมาก ตนโตแลวทนแลงและไฟปา มรี ะบบรากลกึ สามารถข้ึนไดดีในดนิ ทมี่ ีสภาพเปนกรดสงู เหมาะสาํ หรบั ปลกู ฟน ฟูสภาพพนื้ ทีท่ แี่ หง แลงท้งั ทีร่ าบลมุ และทส่ี ูง เพ่ือปองกันการพังทลายของดนิ ขอ มลู เพิม่ เตมิ Flora of Thailand 10(3) (2010); ตน ไมเ มอื งเหนอื (ไซมอน และคณะ, 2543); ปา ยนื ตน ของไทย 1 (เออ้ื มพร และปณธิ าน, 2547). Website: ForestryNepal 73
เก็ดดํา Dalbergia cultrata Graham ex Benth. วงศ FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE) ชอื่ อน่ื ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื แถบจงั หวดั อดุ รธานี เรยี ก กระพี้ กระพเี้ ขาควาย หรอื อเี มง็ ใบมน สว นทางจงั หวดั เลยเรยี ก กําพ้ีเขาควายหรือแดงดง ลกั ษณะวิสยั ไมต น ขนาดเลก็ ถึงขนาดกลาง ผลัดใบ สงู ไดถึง 25 ม. ลาํ ตนตรง เรอื นยอดแคบและโปรง ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคัญ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน มีใบยอย 7–13 ใบ รูปไขกลับหรือแกมรูป ขอบขนาน ยาว 2.5–4.7 ซม. ปลายใบมนและเวา ตรงกลางเลก็ นอย โคนใบแหลมหรือมน ชอดอกแบบชอแยกแขนง ออกตาม ซอกใบใกลปลายก่ิง ยาว 4–5 ซม. ดอกสีขาวอมชมพู กานดอกยาวประมาณ 2 มม. กลีบเลี้ยงขนาดเล็กคลายรูปถวยต้ืนๆ กลีบดอกรปู ดอกถวั่ ยาวไดประมาณ 5.5 มม. กลีบกลางรูปไขก ลบั กวาง ยาว 3–3.5 มม. กา นกลีบยาวประมาณ 1.5 มม. กลบี ปก รูปรแี ละกลีบคูล า งสั้นกวา กลบี กลาง เกสรเพศผูเ ชอื่ มตดิ กลมุ เดียว 9 อนั ผลเปนฝก แบน ยาว 5–10 ซม. ปลายและโคนมน ปลาย มตี ่ิงแหลมส้นั ๆ ผนังผลมลี ายรา งแหชดั เจน มี 1–4 เมล็ด สนี ้ําตาลแดง รูปรี แบน ยาว 0.8–1 ซม. เขตการกระจายพันธุ จนี ตอนใต พมา ไทย ลาว เวียดนาม การกระจายพนั ธแุ ละนิเวศวทิ ยาในประเทศไทย พบแทบทุกภาคโดยเฉพาะทางภาคเหนือ ยกเวนทางภาคใต ขึน้ ตามปา เบญจพรรณและปา ทงุ ทคี่ อนขา งชุมชื้น โดยเฉพาะตามทลี่ าดชัน จนถงึ ระดับความสูงประมาณ 1,300 เมตร ผลแกป ระมาณเดอื น พฤศจิกายน–มกราคม ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบมากทางตอนบนแถบจังหวัดเลยของลุมน้ําโขงตอนบน และทาง ตอนลา งแถบจังหวดั นครราชสีมาบรเิ วณตน น้ําของลุมนํ้ามูล ประโยชน เนอ้ื ไมแข็ง ใชในการกอ สรา ง ทําเครื่องเรอื น เคร่ืองแกะสลกั ดามเคร่อื งมือ การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เมลด็ มอี ตั ราการงอกสงู ควรกลบเมลด็ ดว ยทรายหรอื ขเี้ ถา แกลบ กลา ไมค วรเกบ็ ไวใ นทร่ี ม ราํ ไร หรอื อาจนําเมลด็ ไปแชน ้าํ ประมาณ 3 วนั กอ นนําไปเพาะ เชน เดียวกบั พะยงู ขอ แนะนาํ เปน ไมโตชา ควรเลอื กใชก ลาที่มีขนาดโตแลวไปปลูก เหมาะสาํ หรบั ปลูกเสริมในกลมุ ไมโตชา สําหรับบํารงุ ดนิ เชนเดยี วกับ ฉนวน (Dalbergia nigrescens Kurz) ซ่ึงเปนไมโตชา ในสกลุ เดียวกนั และพบทัว่ ไป ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือบริเวณใกลเ คยี งกัน ขอ มูลเพ่ิมเติม Flora of China Vol. 10 (2010); Thai Forest Bulletin No. 30 (Niyomdham, 2002); ตน ไมเมืองเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543). Websites: Laos Tree Seed Project, Cambodian Tree Species 74
ขอ ย Streblus asper Lour. วงศ MORACEAE ชื่ออื่น แถบจังหวดั เลยเรยี ก สม พอ ภาษาเขมรเรียก สะนาย ลกั ษณะวสิ ัย ไมพ มุ หรือไมต นขนาดเล็ก ไมผลัดใบ สูง 5–15 ม. เปลอื กนอกสีเทาถงึ ดาํ เกลีย้ งหรือแตกเปนรอ ง เปลือกใน สีครีม นํ้ายางสีขาว ดอกแยกเพศอยบู นตน เดยี วกันหรือแยกตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ี่สาํ คญั หใู บขนาดเลก็ รวงงาย ใบเรยี งเวียน รปู รี รปู ขอบขนาน หรอื แกมรูปไข ยาว 1–13 ซม. ปลายใบแหลมหรอื แหลมยาว โคนใบมนหรอื กลม ขอบใบจักซฟี่ น แผนใบมขี นสากท้ังสองดาน กานใบสน้ั ชอดอกเพศผทู รง กลม ๆ ขนาดเล็ก ออกเดย่ี ว ๆ หรือเปนคูตามซอกใบ เสนผา นศนู ยกลาง 0.4–1 ซม. มี 4–15 ดอก ชอดอกเพศเมียออกตามซอก ใบ มี 1–2 ดอก กา นดอกยาว 0.4–2 ซม. กลบี รวมสวนมากมี 4 กลบี ขยายในผล กานเกสรเพศเมยี ปลายแยกเปน 2 แฉก ขยาย ในผล ผลแบบผลสด กลม ๆ เสน ผา นศูนยกลางประมาณ 8 มม. สุกสีเหลอื งสด เขตการกระจายพันธุ อนิ เดีย ภูฏาน บังกลาเทศ ศรลี งั กา จนี พมา ไทย ภมู ภิ าคอนิ โดจนี และมาเลเซีย ฟลิปปน ส การกระจายพันธแุ ละนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบท่วั ทุกภาคของประเทศ ขน้ึ ในปาเบญจพรรณ ปาดบิ แลง และปา ดบิ ตามริมลําธาร ทงุ นา หรือบนเขาหินปนู จนถงึ ระดบั ความสูงประมาณ 900 เมตร ออกดอกและตดิ ผลเดือนมถิ นุ ายน–กนั ยายน ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบท่วั พน้ื ทท่ี ง้ั 3 ลุมนํ้า ประโยชน เนอ้ื ไมใ ชท าํ เยอ่ื กระดาษ ในสมยั โบราณกง่ิ สดทบุ ใชส ฟี น ผลรบั ประทานได เปลอื ก แกป วดฟน แกก ระษยั แกท อ งรว ง ใบ เปนยาระบายออ น ๆ แกป วดประจําเดอื น ราก ใสแ ผล ปลกู เปน ไมประดับ โดยทาํ เปน ไมดัดหรอื แตง ทรงพุมใหสวยงาม การขยายพันธุ สว นมากขยายพนั ธดุ ว ยการปก ชาํ รากหรอื กง่ิ ควรนาํ กง่ิ จมุ สารเรง ราก พวก indole butyric acid กอ นนาํ ไปปก ชาํ มรี ายงานวา เมล็ดทถี่ กู นําไปยงั รงั มดมักจะงอกไดดี ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตคอ นขางชา ระยะกลาไมต องการแสงมาก ใบหนาแนน ข้นึ ไดท ง้ั ทแี่ หง แลง ทนนํ้าทวม ระบบรากแนน ชวยยดึ เกาะปองกนั การพงั ทลายของดินตามชายฝง แมน ํ้า ขอ มลู เพม่ิ เติม PROSEA 5(3) (1998); Flora of Thailand 10(4) (2011); ตนไมเ มืองเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543) 75
ขนั ทองพยาบาท Suregada multiflora (A. Juss.) Baill. วงศ EUPHORBIACEAE ชือ่ อื่น ภาคตะวนั ออกเรยี ก ขณั ฑสกร ขาวตาก ชองรําพัน มะดกู หรอื สลอดนา้ํ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ดกู ไทร หรอื ดูกไม ดูกไหล หรอื เหมอื ดโลด ลกั ษณะวสิ ยั ไมต น ขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง สูงไดถ งึ 20 ม. ดอกแยกเพศอยูตา งตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ ําคญั ใบเรยี งเวียน รปู รีหรอื รปู ขอบขนาน ยาว 12–15 ซม. ปลายใบแหลม แผน ใบมตี อ มใส กระจายทั่วไป ชอ ดอกแบบชอกระจกุ ออกสนั้ ๆ ตรงขา มกับใบ ยาว 0.3–1 ซม. ไมม ีกลบี ดอก ดอกเพศผู แตล ะชอ ดอกมี 5–10 ดอก กา นดอกยาว 4–6 มม. มขี นละเอยี ด กลบี เลย้ี ง 5 กลบี กลม ๆ ยาว 3–4 มม. ขอบกลบี และดา นนอกมขี น เกสรเพศผจู าํ นวนมาก ติดอยบู นจานฐานดอกท่ีนนู และมีตอ ม ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยง 5–6 กลีบ กลบี ยาวกวา ดอกเพศผูเลก็ นอย จานฐานดอกขอบบาง เกสรเพศเมยี มี 3 อนั ยอดเกสรแยกเปน 2 แฉก ผลแหง แตก กลม ๆ มี 3 พู เสน ผา นศนู ยก ลาง 2.5–3.5 ซม. สกุ สเี หลอื งหรอื แดง เมลด็ มี 1 เมลด็ ในแตละชอ ง ทรงกลม ๆ เสน ผานศูนยกลาง 7–8 มม. มีเย่ือหมุ สขี าว เขตการกระจายพันธุ อินเดยี บงั กลาเทศ จีนตอนใต พมา ไทย ภมู ิภาคอนิ โดจีน คาบสมุทรมลายู การกระจายพันธแุ ละนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบกระจายทุกภาค ข้นึ ในปา ดบิ แลง ปา เบญจพรรณ ปาดิบชน้ื ทงุ หญา ปา ชายหาด ท่ีโลงแจง จนถงึ ระดบั ความสงู ประมาณ 800 เมตร ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ พบท่ัวพ้ืนทท่ี ง้ั 3 ลุมนํา้ ประโยชน เปนไมเ น้ือคอนขา งแข็ง ใชท าํ ฟน เปลือก ใชเปน ยาถาย แกโ รคตับพกิ าร แกประดง แกพ ษิ ในกระดกู โรคผวิ หนัง ฆาพยาธิ เนื้อไมมีรสเบ่ือเมา แกลมพิษ แกไข ใบดอกเขยี วเปน มัน เหมาะสาํ หรบั ปลูกเปน ไมประดบั การขยายพันธุ เพาะเมล็ด ไมมีขอมลู การปฏบิ ตั ติ อเมลด็ กอนนาํ ไปเพาะ ขอแนะนํา เปนไมโ ตคอนขางชา แตใ นระยะกลา ไมโตคอ นขางเร็ว ตอ งการแสงมาก ข้นึ ไดดีในดินปนทราย เหมาะสาํ หรบั ปลกู ฟน ฟสู ภาพพน้ื ทร่ี าบลมุ ทว่ั ไป สามารถปลกู พรอ มกบั ไมโ ตเรว็ หรอื ไมเ บกิ นาํ อน่ื ๆ ได โดยเฉพาะ บรเิ วณทแี่ หง แลง ใบหนาแนน ชวยเพิม่ ความชมุ ช้นื แกส ภาพพน้ื ท่ไี ดเ รว็ ขอมลู เพ่มิ เตมิ Flora of Thailand 8(2) (2007); Flora of China Vol. 11 (2009) 76
ขางหัวหมู Miliusa velutina (Dunal) Hook. f. & Thomson วงศ ANNONACEAE ชื่ออ่ืน ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื บางครง้ั เรยี กวา โกงกาง จอแจ หาํ รอก หรอื ยางโดน ภาษาสว ยทจ่ี งั หวดั สรุ นิ ทร เรยี ก สะแมะ ลกั ษณะวิสัย ไมตน ขนาดเล็ก สูงไดถึง 20 ม. เปลอื กตน คอนขา งหนาและขรขุ ระ ก่ิงออนมีขนสน้ั หนานมุ ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ีส่ ําคญั ใบเรียงสลบั ในระนาบเดยี วกนั รปู ไขห รือรปู ขอบขนาน ยาว 8–30 ซม. โคนใบกลมหรอื รปู หวั ใจ เบีย้ วเล็กนอ ย แผนใบมีขนสน้ั นุมท้งั สองดา น เสน แขนงใบขา งละ 10–16 เสน ชอ ดอกแบบชอกระจุก ออกตรงขามใบหรอื บนกิง่ ทม่ี ใี บ มี 3–6 ดอก ในแตละชอ กา นดอกยาว 5–10 ซม. ฐานดอก (torus) เกลย้ี ง กลีบเลย้ี งสนี าํ้ ตาล 3 กลบี รปู สามเหล่ียม ยาว 2–8 มม. มีขนสน้ั นมุ กลีบดอก 6 กลีบ 3 กลีบนอกขนาดเลก็ คลา ยกลบี เลย้ี ง กลบี ในสีนํ้าตาลอมเขยี วหรอื เหลอื ง รูปใบหอก แกมรูปไข ยาว 1–1.8 ซม. ดา นนอกมีขนสที องหนาแนน เกสรเพศผจู าํ นวนมาก อบั เรณูมรี ยางคสนั้ ๆ เปนติง่ แหลม คารเพล จํานวนมาก มขี นส้นั นุม ยอดเกสรเพศเมยี รูปกระบอง ผลกลมุ ผลยอยสด แยกกัน เกือบกลม เสนผานศนู ยกลาง 1.5–2 ซม. ผล สกุ สแี ดง มี 1–2 เมล็ด เขตการกระจายพันธุ อินเดีย ปากีสถาน จนี ตอนใต พมา ไทย ภูมภิ าคอินโดจีน คาบสมทุ รมลายู การกระจายพนั ธุแ ละนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบแทบทุกภาค ยกเวนภาคใต ข้นึ ตามปาเบญจพรรณ ปาเตง็ รัง และ ปา ดบิ แลง ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 500 เมตร เปน ผลระหวา งเดอื นกรกฎาคมถงึ เดอื นกนั ยายน ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนลา งบรเิ วณตนนํ้าของลุมน้ํามูลโดยเฉพาะในปา เต็งรังและปา เบญจพรรณที่แหงแลง ประโยชน เนอื้ ไมแ ขง็ ใชก อ สรา งและทําเปนเครื่องมือการเกษตร การขยายพันธุ เพาะเมลด็ ไมมีขอมลู การปฏิบตั ติ อเมลด็ กอนนําไปเพาะ ขอ แนะนํา เปนไมโ ตคอ นขางชา ในระยะกลาไมต องการแสงมาก แผน ใบคอ นขา งกวาง ทนแหงแลงและไฟ ปา เหมาะสาํ หรับปลกู ในสภาพพื้นทแี่ หง แลง โดยเฉพาะในระดบั ตาํ่ ๆ สามารถปลูกรวมกบั ไมโ ตเร็วในชว งแรก ได ทรงพมุ กวางชว ยปองกนั การชะลา งหนาดิน ขอ มลู เพมิ่ เตมิ Flora of China Vol. 19 (2011); พรรณไมว งศกระดังงา (ปยะ, 2544) 77
เขลง Dialium cochinchinense Pierre วงศ FABACEAE (LEGUMINOSAE–CAESALPINIOIDEAE) ชอื่ อ่ืน ทางจังหวดั นครราชสีมาเรยี ก นางดํา ลกั ษณะวิสยั ไมต น ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ ผลัดใบ สูงถงึ 30 ม. เปลือกสเี ทาหรอื อมนา้ํ ตาล มีนาํ้ ยางใส เปลี่ยนเปนสแี ดง ก่ิงมชี องอากาศกระจาย ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ่ีสําคญั ใบประกอบแบบขนนกปลายค่ี เรียงเวยี น แกนกลางใบยาว 5–10 ซม. มีใบยอ ย 5–9 ใบ เรียงสลบั รปู รีหรือรูปไข ยาว 4–7 ซม. โคนใบมน เบ้ยี วเล็กนอ ย ชอ ดอกแบบกระจะ ออกตามซอกใบหรอื ปลายกงิ่ พรอมผลิใบ ออน ยาว 10–30 ซม. มขี นส้ันนมุ ดอกสขี าวจาํ นวนมาก กลีบเลยี้ ง 5 กลีบ เรยี งซอ นเหลือ่ ม ยาวประมาณ 4 มม. รูปไขค อ น ขา งกลม มีขนนุม ไมม ีกลีบดอก เกสรเพศผู 2 อัน อยูภ ายในหลอดกลบี เลีย้ ง กานชอู ับเรณสู ัน้ ส้ันกวา อบั เรณู รงั ไขม ขี นคลา ย ไหม ผลแหง ไมแตก กลม ๆ หรือรปู ไข ยาว 1.5–1.8 ซม. มี 1–2 เมล็ด สีนาํ้ ตาลออ น รูปรี แบน ยาวไมเกนิ 1 ซม. ผลออนมปี ยุ หุม สขี าว เปลยี นเปนสีน้ําตาล เขตการกระจายพนั ธุ พมา ไทย ภูมิภาคอินโดจนี คาบสมุทรมลายู การกระจายพนั ธุและนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทุกภาค ภาคใตพ บจนถึงจังหวัดชุมพร ข้นึ ตามปาเบญจพรรณ ปา เตง็ รงั หรอื ปา ดบิ แลง ระดบั ความสงู 100–500 เมตร ออกดอกระหวา งเดอื นมกราคมถงึ สงิ หาคม ผลแกเ ดอื นมถิ นุ ายน–พฤศจกิ ายน ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื พบท่ัวพื้นที่ทง้ั 3 ลุม นา้ํ ประโยชน เน้อื ไมแ ขง็ ทนทานมาก ใชกอ สรา ง หมอนรถไฟ เฟอรนิเจอร ทําลอ เกวยี น ผลสุกรบั ประทานได นิยมกวนผสม นํา้ ตาลและพริก แตใบและเมล็ดมสี ารพษิ การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เมล็ดควรแชนํา้ ไวป ระมาณ 1 วัน กอนนาํ ไปเพาะ ขอ แนะนํา เปนไมโ ตชา ทนแลงและทนน้าํ ทว ม เหมาะสาํ หรับปลกู ผสมผสานกับพรรณไมป า เบญจพรรณ หรอื ปา เตง็ รังหลายชนดิ เชน สกุล Dalbergia สกลุ Terminalia เปน ตน ชวยบํารุงดนิ ขอมูลเพมิ่ เตมิ Flora of Thailand Vol 4(1) (1984); ไมอเนกประสงคก ินได (สุรยี และอนนั ต, 2540) 78
คอแลน Nephelium hypoleucum Kurz วงศ SAPINDACEAE ช่ืออืน่ ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื มีหลายชอ่ื เชน หมกั แวว มะแงว และหมกั งาน ลกั ษณะวิสัย ไมตน ขนาดกลางถึงขนาดใหญ สงู ไดถ งึ 30 ม. เปลอื กเรียบ สีนาํ้ ตาล ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสาํ คัญ ใบประกอบแบบขนนกปลายคู มีใบยอ ย 1–3 คู ใบยอ ยรูปไขแ กมรูปขอบขนาน ยาว 6.5–30 ซม. แผน ใบดา นบนมตี มุ ใบ ดา งลา งมขี นคลา ยไหม ชอ ดอกแบบชอ แยกแขนง ออกตามซอกใบใกลป ลายกงิ่ ดอกมกี ลน่ิ หอม สีขาวอมเหลอื งหรือแกมเขยี ว กลบี เลี้ยงรูประฆัง ยาว 1.3–2.6 มม. ปลายแยกเปน 5 แฉก รปู สามเหลีย่ มขนาดเลก็ กลบี ดอก 5 กลีบ ยาว 1–6 มม. ขอบกลบี มีขนแบบขนแกะ เกสรเพศผู 7–10 อนั ผลแบบผลมเี นื้อมเี มล็ดเดียว รูปทรงรี ยาว 2–3 ซม. ผวิ ดา นนอกหนามีลกั ษณะคลายหูดท่วั ผิว สุกสีแดง เมล็ดรปู ไข เขตการกระจายพนั ธุ พมา ไทย ภมู ิภาคอินโดจนี การกระจายพันธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทกุ ภาค ขนึ้ ตามปาดบิ แลง และปา ดิบชื้น ระดบั ความสูง 100–1,200 เมตร เปนผลเดอื นกมุ ภาพนั ธ– มิถุนายน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบทว่ั พื้นทท่ี ง้ั 3 ลุมนาํ้ โดยเฉพาะในปาดบิ แลงท่มี ี ความชมุ ชื้นสงู ประโยชน เนือ้ ไมแ ขง็ ใชในการกอ สราง ผลสกุ มีรสอมเปร้ียวหวาน นาํ มารบั ประทานเปนผลไม แกนฝนกบั นา้ํ สมุนไพรอ่ืน ๆ แกไ ข เปลอื กใหนํ้าฝาด ใชฟ อกหนัง การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด ไมม ขี อ มลู การปฏิบัติตอเมล็ดกอนนําไปเพาะ ขอแนะนํา เปน ไมโตชา กลา ไมต อ งการรมเงาและความชุม ช้ืน จงึ ควรใชก ลา ไมท ี่คอ นขางโตแลว เหมาะ สาํ หรับปลูกหลังจากสภาพปาฟนตวั ในระดบั หนึ่ง ชว ยดงึ ดูดสัตวปา ใหเขา มาในพน้ื ที่ไดเ ร็วข้นึ เนอื่ งจากผลเปน อาหารของสตั วป าหลายชนิด โดยเฉพาะชะนี ขอมลู เพ่ิมเติม Flora of Thailand 7(1) (1999); ไมปายนื ตนของไทย 1 (เอื้อมพร และปณิธาน, 2547); ไมอ เนกประสงคก นิ ได (สรุ ยี และอนันต, 2540) 79
คาํ มอกหลวง Gardenia sootepensis Hutch. วงศ RUBIACEAE ชื่ออ่ืน ทางจงั หวัดนครพนมเรยี ก ไขเ นา จงั หวดั นครราชสีมาเรียก ผาดา มหรือยางมอกใหญ ลักษณะวสิ ัย ไมต น สงู 7–15 ม. ลาํ ตน บดิ งอ ปลายยอดมชี นั สเี หลอื ง เปลอื กคอ นขา งเรยี บ หรอื หลดุ ลอกออกเปน แผน บาง ๆ สีเทา ลักษณะทางพฤกษศาสตรทีส่ ําคัญ หูใบมีลกั ษณะเปนปลอกหุมบรเิ วณรอบกิง่ หลดุ รว งงาย เหน็ รอยแผลชัดเจน ใบ เดี่ยว เรยี งตรงขา ม รูปรี รูปขอบขนาน หรอื แกมรปู ไขก ลบั ยาว 16.5–29.5 ซม. ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบมน แผนใบคอ นขา ง หนา เหนยี วและสาก ใบออนสีแดง เสนแขนงใบขางละ 15–25 เสน กา นใบยาวประมาณ 1 ซม. ดอกออกเดยี่ ว ๆ ตามซอกใบ สีเหลืองนวล แลวเปล่ียนเปนสีเหลืองเขมกอนหลุดรวง มีกลิ่นหอม กลีบเล้ียงโคนเชื่อมติดกันเปนหลอด ยาว 3.2–3.5 ซม. หลอดกลีบดอกยาว 7–7.5 ซม. ปลายแยกเปน 5 กลบี รูปรี ยาวประมาณ 4.5 ซม. ขอบกลบี มว นและบดิ เกสรเพศผู 5 อัน กา น เกสรเพศเมีย ยาว 7.5–9 ซม. ยอดเกสรเพศเมยี แยก 3 แฉก ผลสดมหี ลายเมลด็ รปู รี ยาว 6 ซม. มีสันตามยาวจาํ นวน 5 สัน ผิวมีปุมกระจาย เขตการกระจายพนั ธุ จีนตอนใต พมา ไทย ลาว การกระจายพันธุและนิเวศวิทยา พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ข้ึนในปาเต็งรัง และ ปาเบญจพรรณ ระดบั ความสงู 200–1,200 เมตร ออกดอกและออกผลเดอื นมนี าคมถึงกรกฎาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ พบทางตอนบนในพ้ืนท่ีลุมน้ําโขงชว งบน และทางตอนลา งบรเิ วณทางตอนบนของลุมน้าํ มูล การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ไมมีขอ มลู การปฏิบตั ิตอเมลด็ กอ นนําไปเพาะ ประโยชน เนอ้ื ไมคอนขา งแขง็ ใชใ นการกอ สรา ง ทําเฟอรนิเจอร ดอกสวยงาม ใชป ลูกเปนไมป ระดับ เมล็ด ตมเคยี่ วกบั นํ้าผสม เปน ยาสระผมฆาเหา ขอ แนะนาํ เปนไมโตชา ขน้ึ ไดด ใี นดินทกุ ประเภท เปน ไมใ บคอ นขา งใหญ ตองการแสงมาก ระยะกลาไม ตองการรมเงา จงึ ควรปลกู หลงั จากปลูกไมเ บกิ นําหรือไมโ ตเรว็ แลว เหมาะสาํ หรบั พน้ื ท่ลี าดชนั ท้งั ท่ีราบลุมและ พืน้ ท่ีสงู ขอ มลู เพ่มิ เตมิ Flora of China Vol. 19 (2011); ไมปา ยนื ตน ของไทย 1 (เออ้ื มพร และปณิธาน, 2547) 80
แคปา Markhamia stipulata (Wall.) Seem. วงศ BIGNONIACEAE ชื่ออื่น ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื เรียก แคหางคา งหรอื แคขน ทางภาคตะวนั ออกเรยี ก แคอาวหรอื พีแก ลกั ษณะวิสยั ไมตน ขนาดเลก็ ผลดั ใบ สูง 7–15 ม. เปลือกหนา แตกเปน รอ งตามยาว ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี ําคญั ใบประกอบแบบขนนกชนั้ เดียว ยาว 40–60 ซม. มหี ูใบเทยี ม รปู กลม ๆ ใบยอ ย 5–8 คู รูปขอบขนาน รูปใบหอก หรือแกมรูปไข ยาว 7–24 ซม. ปลายใบแหลมหรือแหลมยาว โคนใบแหลมหรือกลม ชอดอกแบบ ชอ กระจะ ยาว 16–34 ซม. ออกที่ปลายกงิ่ กลีบเลี้ยงรูปพาย ยาว 3.2–4.3 ซม. มีขนปยุ รว งงา ย กลีบดอกสีแดงอมเหลืองหรอื นา้ํ ตาลแดง หลอดกลีบดอกชว งลางยาว 2–2.6 ซม. ชวงปลายยาวประมาณ 4 ซม. ปลายบานออกมี 5 กลบี รูปรเี กือบกลม ยาว ประมาณ 4.5 ซม. เกสรเพศผสู มบรู ณ 4 อัน สน้ั 2 อัน ยาว 2 อนั ฝก แตกตามตะเขบ็ รูปทรงกระบอก ยาว 25–70 ซม. เกล้ียง หรือมีขนปุย เมล็ดแบน เปนเหล่ียม ยาวประมาณ 3.5 ซม. รวมปกบาง ๆ เขตการกระจายพนั ธุ จีนตอนใต พมา ไทย ภูมภิ าคอินโดจนี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทวั่ ทกุ ภาค ขน้ึ ตามชายปา ดบิ แลง ปา ดบิ เขา และปา ดบิ ชนื้ ทโี่ ลง ตาม ทงุ หญา ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,500 เมตร ออกดอกออกผลชว งเดือนพฤศจกิ ายนถงึ เดอื นมกราคม ทางภาคตะวันออก เฉียงเหนือพบท่ัวพ้นื ท่ี โดยเฉพาะทางตอนบนบริเวณลุม นํา้ โขง และทางตอนลางบริเวณตน น้าํ ของลุมนาํ้ มูล ประโยชน เนอื้ ไมแ ขง็ เล่อื ยตบแตง ไดย าก แตทนมอดและปลวกไดด ี ใชใ นการกอสรา งท่ตี อ งการความทนทานนาน ก่ิงเหมาะ สําหรบั ใชท าํ ไมฟน การขยายพันธุ เพาะเมลด็ เนือ่ งจากเมลด็ เบาและมีปก ควรกลบดวยทรายบาง ๆ เพ่ือปองกนั เมลด็ กระเด็น ขอ แนะนาํ เปนไมโ ตคอ นขางชา ใบใหญ ในระยะกลาไมตอ งการแสงมาก ทนแลง และไฟปา สามารถปลกู พรอ มกบั ไมโ ตเร็วในระยะแรกได ท้งั ในพน้ื ทร่ี าบลุมและพน้ื ท่สี งู ขอมลู เพิ่มเตมิ Flora of Thailand 5(1) (1987) 81
ชะมวง Garcinia cowa Roxb. ex DC. วงศ CLUSIACEAE (GUTTIFERAE) ช่ืออนื่ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือเรยี ก หมากโมก วิสยั ไมตน สงู 15–30 ม. เปลือกเรยี บ สีน้ําตาลดํา มยี างสเี หลือง ดอกแยกเพศตางตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรทสี่ ําคญั ใบเรยี งตรงขาม รูปรี รปู ขอบขนาน หรือรูปใบหอก ยาว 5.5–14.5 ซม. แผน ใบหนาเปน มนั เสน แขนงใบไมเดน ชดั ใบออ นสีแดงอมเหลือง ดอกสีเหลืองนวล สชี มพูหรอื อมแดง ดอกเพศผอู อกเปนชอแบบชอกระจกุ ตามซอกใบและปลายกิง่ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีจํานวนอยางละ 4 กลบี เกสรเพศผมู ี 4 มดั เช่อื มตดิ กัน ไรกาน ดอกเพศเมีย ออกเดี่ยว ๆ ตามซอกใบใกลปลายก่ิง ขนาดใหญก วาดอกเพศผเู ล็กนอ ย ยอดเกสรเพศเมยี หยัก 4–8 พู ผลสดมีหลายเมล็ด รูปไข เกอื บกลม มี 6–8 รอ ง ตามยาว สกุ สีเหลืองอมสม กลีบเลยี้ งปดข้ัวผล มี 3–8 เมลด็ มเี ย่อื หุม สเี หลอื งอมสม เขตการกระจายพันธุ อินเดีย บังกลาเทศ จนี ตอนใต พมา ไทย ภมู ิภาคอนิ โดจีน มาเลเซยี การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยา พบกระจายแทบทกุ ภาค ขน้ึ ในปา ดบิ ชนื้ ทลี่ มุ ตาํ่ ปา พรุ และปา ดบิ แลง ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 900 เมตร ออกดอกเดอื นกุมภาพันธถ ึงมถิ นุ ายน เปนผลเดือนเมษายนถงึ พฤษภาคม ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบกระจดั กระจายทางตอนบนบรเิ วณลุมนํ้าโขงตามท่รี าบลมุ ในปา ดบิ แลง การขยายพันธุ โดยการเพาะเมลด็ กิ่งชาํ และก่งิ ตอน ไมมีขอ มูลการปฏบิ ตั ติ อ เมลด็ กอนนําไปเพาะ ประโยชน เนื้อไม ใชใ นการกอ สราง ตน ใหยางสีเหลอื ง ใชยอ มผา ราก แกไข แกรอนในกระหายน้ํา แกบ ดิ ถอนพิษ ใบและผล เปนยาระบาย กัดฟอกเสมหะ แกไ อ ฟอกโลหติ ใบออน มีรสเปรี้ยว รับประทานเปน ผกั สด จงั หวดั จนั ทบุรแี ละตราดนาํ ใบมาปรงุ เปน อาหารพื้นเมอื ง ขอ แนะนํา ไมโ ตชา ชอบขึน้ ในทีม่ นี า้ํ ขัง เหมาะสาํ หรับปลกู ฟน ฟูสภาพพืน้ ท่ีราบลมุ หรอื มีนํา้ ทวมขัง โดย เฉพาะทางภาคตะวันออกฉียงเหนอื ตอนบน ผลชว ยดงึ ดดู สตั วป า ใหเ ขามาในพืน้ ท่ี ขอ มูลเพมิ่ เตมิ Flora of China Vol. 13 (2007); พรรณไมตนของประเทศไทย (สวนพฤกษศาสตรป า ไม, 2542); องคค วามรู เรือ่ งพืชปา ที่ใชป ระโยชนท างภาคเหนอื ของประเทศไทย 2 (สุธรรม, 2552); ไมปา ยนื ตนของไทย 1 (เอ้ือมพร และปณธิ าน, 2547) 82
ชิงชัน Dalbergia oliveri Gamble วงศ FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE) ช่ืออ่ืน ภาคกลางแถบจงั หวดั สระบุรีเรยี ก ประดูชงิ ชนั หรอื พะยงู แกลบ จังหวดั จันทบุรี เรียก ยูน ลกั ษณะวสิ ยั ไมต น ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ ผลดั ใบ สงู 10–30 ม. เปลอื กหนา สนี าํ้ ตาลอมเทา แตกเปน แผน เลก็ ๆ เปลอื กใน สีเหลือง ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรทส่ี ําคญั ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 15–25 ซม. มใี บยอย 9–13 ใบ เรียงสลบั รปู ไขหรอื แกมรปู ขอบขนาน ยาว 4–8 ซม. แผน ใบดา นลา งสนี วล ชอ ดอกแบบชอ แยกแขนง ออกตามปลายกง่ิ หรอื ซอกใบใกลป ลายกง่ิ ยาว 10–15 ซม. ดอกสขี าวอมมว งคราม กานดอกยาวประมาณ 1 มม. กลบี เลย้ี งยาวประมาณ 4.5 มม. ปลายแยกเปน 5 แฉก กลบี ดอกรปู ดอกถัว่ กลีบกลางรูปกลม ๆ เสนผานศนู ยก ลางประมาณ 7 มม. ปลายกลบี เวาตื้น กานกลีบยาวประมาณ 2 มม. กลบี คขู างยาวเทา ๆ กลบี กลาง กลบี คูล า งส้ันกวา เกสรเพศผู 10 อัน เชอื่ มติดกันเปน 2 มัด รงั ไขมีขนทีโ่ คน ฝก แบน รูปขอบขนาน หรอื รูปหอก ยาว 9–17 ซม. มี 1–3 เมลด็ สีน้าํ ตาลแดง รปู ไต ยาวประมาณ 1 ซม. เขตการกระจายพันธุ พมา ไทย ภมู ิภาคอินโดจนี การกระจายพนั ธุและนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบทุกภาค ข้นึ ในทโี่ ลง ปาเบญจพรรณ และปา ดบิ แลง ระดบั ความสงู 100–1,000 เมตร ผลแกประมาณเดือนพฤศจกิ ายน–ธันวาคม ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พบท่ัวพื้นท่ีทง้ั 3 ลมุ นํา้ ประโยชน ไมเนือ้ แขง็ ใชทาํ เครือ่ งเรอื น เฟอรนิเจอร และอปุ กรณท ําการเกษตร การขยายพันธุ เพาะเมล็ด โดยคัดเมล็ดดีท่ไี มลีบและมีรอยแมลงเจาะทําลาย กอนเพาะนําไปแชในนํา้ รอนอุณหภูมิ 60–70 องศาเซลเซยี ส เปนเวลา 6 ชวั่ โมง อตั ราการงอกประมาณ รอ ยละ 70 หรือแชนํา้ ธรรมดา 1 คนื อัตราการงอกลดลงเล็กนอ ย กลา ไมท เี่ หมาะสมในการนําไปปลูกควรมีอายมุ ากกวา 8 เดอื น ขอแนะนํา เปน ไมโ ตชา ระบบรากลกึ ทนแลงและทนไฟ เหมาะสาํ หรบั ปลูกฟนฟสู ภาพปาเบญจพรรณท่ี เส่อื มโทรมพรอมกบั ไมในปา เบญจพรรณอ่นื ๆ ชว ยบาํ รงุ ดิน ขอ มูลเพิม่ เติม Thai Forest Bulletin No. 30 (Niyomdham, 2002); การจดั การเพาะชาํ กลาไมคุณภาพ (กรมปาไม, 2542); ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของกลาไมขนาดเหมาะสมตอ การปลูกปา (อาํ ไพ, 2544) 83
ชมุ แสง Xanthophyllum lanceatum (Miq.) J. J. Sm. วงศ POLYGALACEAE ชอื่ อ่นื แถบจังหวดั สกลนครเรียก แสง อุบลราชธานีเรียก แสงกึน ลักษณะวสิ ัย ไมต นขนาดเลก็ ผลัดใบ สูงไดถึง 15 ม. เปลือกเรยี บสีนาํ้ ตาลอมเทา ลาํ ตนมกั บิดงอ ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ส่ี าํ คญั ใบเรยี งเวยี น รปู รหี รอื รปู ขอบขนาน ยาว 5–14 ซม. ปลายใบแหลม แผน ใบดา นบนเปน มันวาว เสน แขนงใบขางละ 8–14 เสน ชอดอกแบบชอ กระจะแยกแขนง ยาวกวาใบ ดอกสขี าวหรอื อมมวง เปลย่ี นเปนสเี หลือง กอ นหลดุ รว ง กลบี เลย้ี ง 5 กลบี ขนาดไมเ ทา กนั กลบี ดา นในยาวกวา เลก็ นอ ย ยาว 2.5–3.5 มม. กลบี ดอก 5 กลบี รปู รา งคลา ยเรอื เกลี้ยงหรือมขี น กลีบบนยาวไดเ กอื บ 1 ซม. กลบี คูข างสัน้ กวาเล็กนอ ย กลีบคูล างสัน้ กวา กลบี บนและกลบี ขาง เกสรเพศผู 8 อนั รงั ไขม ขี นยาว ผลกลม แหงไมแ ตก เสน ผา นศนู ยก ลาง 1.7–3.8 ซม. เขตการกระจายพนั ธุ บงั กลาเทศ พมา ไทย ภมู ิภาคอนิ โดจนี และมาเลเซีย การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายหา ง ๆ ทกุ ภาค ขน้ึ ตามทรี่ าบลมุ รมิ ลาํ ธารในปา ดบิ แลง และ ปาดบิ ชน้ื หรือปาพรุ ระดบั ความสูงจนถึงประมาณ 400 เมตร ติดผลเดือนมถิ นุ ายน–สิงหาคม ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื พบ มากทางตอนลางบรเิ วณลุมนา้ํ โขงและลมุ นาํ้ มลู โดยเฉพาะริมลาํ ธารในปาดบิ แลง ประโยชน เนอ้ื ไมแ ข็งแรงปานกลาง ใชในการกอ สรา ง เนือ้ ไมส ีขาวเหมาะสําหรับทาํ แผน ไมอดั เฟอรนเิ จอร เคร่ืองมือ และ อุปกรณกฬี า เชนเดียวกบั พรรณไมในสกลุ Xanthophyllum หลายชนดิ ทรงพมุ สวยงาม ปลูกเปน ไมประดบั ใหร มเงา ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตชา ใบหนาแนน ระยะกลา ไมต องการแสง ทนนํ้าขงั และทนแลง เหมาะสาํ หรับปลูก รวมกับไมโตเรว็ ในระยะแรกโดยเฉพาะที่ราบลมุ ทม่ี ีน้ําทวมถึง ชว ยปอ งกันการพังทลายของชายตลงิ่ ขอ มูลเพ่ิมเติม Flora of Thailand 7(3) (2001); ไมป า ยืนตน ของไทย 1 (เอ้ือมพร และปณธิ าน, 2547) 84
ตะเกรานาํ้ Eriobotrya bengalensis (Roxb.) Hook. f. วงศ ROSACEAE ชือ่ อื่น ทางจังหวดั เลยเรยี กวา เมยี ด สวนบุรีรัมยเรยี ก สเี สียดนาํ้ ลักษณะวิสัย ไมตน ขนาดเลก็ ไมผลัดใบ สงู ไดประมาณ 10 ม. ลักษณะทางพฤกษศาสตรที่สําคัญ ใบเรียงเวียน รูปขอบขนาน ยาว 10–20 ซม. ปลายใบแหลมหรือแหลมยาว โคนใบ รปู ลิม่ แผนใบเกลี้ยง ขอบใบจักซฟ่ี น หาง ๆ เสน แขนงใบมีประมาณ 10 เสน กา นใบยาว 1–2 ซม. ชอ ดอกแบบชอแยกแขนง ยาว 8–12 ซม. มีขนสนั้ นุม ดอกจาํ นวนมาก กา นดอกยาว 3–5 มม. กลบี เลี้ยง 5 กลบี ขนาดเล็ก ติดทน กลบี ดอกสีขาว 5 กลบี รูปขอบขนาน ยาว 3–4 มม. โคนเรียวแคบเปน กา นกลีบสัน้ ๆ เกสรเพศผมู ีประมาณ 20 อนั รังไขติดกึง่ ใตว งกลีบ มี 2–5 ชอง ปลายมขี นยาว กานเกสรเพศเมยี มี 2–3 อัน เชอื่ มตดิ กันท่โี คน ผลแบบมีเนอ้ื มี 1–2 เมล็ด รูปรี ยาวไดป ระมาณ 1.5 ซม. เขตการกระจายพันธุ อินเดีย ปากสี ถาน พมา ไทย ภูมภิ าคอินโดจนี คาบสมทุ รมลายู สุมาตรา บอรเ นยี ว การกระจายพันธุแ ละนเิ วศวิทยาในประเทศไทย พบทุกภาค ขนึ้ ในปาเบญจพรรณ ปาดบิ แลง ปา ดบิ เขา และปา ดบิ ชน้ื จนถึงระดับความสูงประมาณ 1,500 เมตร ติดผลเดือนธันวาคม–เมษายน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือสวนมากพบทาง ตอนบนบรเิ วณลุมนา้ํ โขงและลมุ น้ําชี โดยเฉพาะในพ้ืนทีส่ ูง การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เมลด็ สูญเสยี อัตราการงอกเรว็ ไมม ีขอ มลู การปฏบิ ตั ติ อ เมลด็ กอ นนําไปเพาะ ประโยชน เน้อื ไมแข็ง แตม ักมขี นาดเล็ก ใชทาํ ฟน ผลสกุ เปน อาหารของสตั วปา ขอ แนะนํา เปนไมโตชา เหมาะสาํ หรบั ปลูกเปนไมชั้นรองในพน้ื ท่ีสูงรว มกบั พรรณไมป า ดิบเขาอื่น ๆ ชว ยดงึ ดดู สัตวปา เขามาในพ้นื ที่ ขอมลู เพิ่มเตมิ Flora of Thailand 2(1) (1970) 85
ตะครํ้า Garuga pinnata Roxb. วงศ BURSERACEAE ชื่ออน่ื แถบจังหวัดจนั ทบรุ เี รยี ก ออ ยนา้ํ ลักษณะวิสัย ไมต น ขนาดกลาง สูงไดถึง 25 ม. เปลอื กแตกเปนสะเกด็ กง่ิ สวนมากมชี อ งอากาศ ลักษณะทางพฤกษศาสตรท ่สี าํ คัญ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรยี งสลบั กา นใบและแกนกลางมขี น ใบยอยมี 3–11 ใบ เรียงตรงขา ม รูปไข รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ขอบจกั ฟนเลื่อยถ่ี แผน ใบคอ นขา งหนา ชอ ดอกแบบชอแยกแขนง ออกตาม ซอกใบและปลายก่งิ ดอกจาํ นวนมากสเี ขยี วอมเหลือง กลีบเลย้ี งเช่ือมตดิ กันเปน รูปถว ย ยาว 2.5–4 มม. ปลายแยกเปน 5 แฉก ดา นนอกมีขน กลีบดอก 5 กลบี รูปขอบขนาน ยาว 5–5.5 มม. มขี นทั้งสองดาน เกสรเพศผู 10 อัน โคนกา นชอู บั เรณมู ีขน กา น เกสรเพศเมียสัน้ จานฐานดอกจักเปนพู รงั ไขมขี นยาวประปราย ผลสด คอนขางกลม เวาเปน พูตนื้ ๆ มี 1–5 เมล็ด เขตการกระจายพันธุ อินเดยี จีนตอนใต พมา ไทย ภมู ิภาคอนิ โดจีน การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย สวนมากพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นในปา เบญจพรรณ ปาดิบแลง และบนเขาหินปนู ระดบั ความสูง 100–1,000 เมตร ผลแกเดือนเมษายน–พฤษภาคม ทางภาคตะวนั ออก เฉยี งเหนือพบทางตอนบนของตนนํ้าของลุม นํ้าโขงและลุมน้าํ ชี และทางตอนลา งบรเิ วณตนนา้ํ ของลมุ น้าํ มลู ประโยชน ไมคอนขา งแขง็ แตไมทนทานมากนัก ใชทาํ เฟอรนิเจอรค ณุ ภาพตํา่ ผลรบั ประทานได ใบ ใชเลยี้ งสตั ว เปน ยารกั ษา บาดแผลและแผลมีหนอง รากและเปลือก ใชฟอกหนัง เปนยาเบ่อื ปลา การขยายพันธุ เพาะเมลด็ แกะเอาเนอ้ื ออก ผงึ่ ใหแหงกอ นนาํ ไปเพาะ ไมม ขี อมลู การปฏิบตั ิตอ เมลด็ กอ นนําไปเพาะ ขอ แนะนาํ เปนไมโ ตชา ทรงพุม กวาง ทนแลงและทนไฟ ขน้ึ ไดด ีทั้งท่รี าบลุม และท่ลี าดชัน ควรเวนระยะหาง จากตน อน่ื ๆ พอสมควร ขอมูลเพ่มิ เติม Flora of China Vol. 11 (2009); ไมต น เมอื งเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543) 86
ตะเคียนใบใหญ Hopea thorelii Pierre วงศ DIPTEROCARPACEAE ชอ่ื อืน่ บางครัง้ เรียกวา ตะเคยี นหนิ ลกั ษณะวสิ ัย ไมตน ขนาดเลก็ สูง 10–15 ม. มกั แตกกอ เปลอื กเรียบสเี ทาเขม มขี นกระจกุ สั้นนมุ และขนแข็งกระจายตามก่งิ ออน หใู บ ตา กานใบ และชอ ดอก ก่ิงมีชอ งอากาศ ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท สี่ ําคัญ มีหูใบรปู ไขข นาดเลก็ หลุดรว งงา ย ใบรูปใบหอกหรอื รูปขอบขนานแกมรปู ไข เบ้ียวเลก็ นอ ย ยาว 8–17 ซม. ปลายใบแหลมหรือแหลมยาว ปลายมนแคบๆ เสนแขนงใบขางละ 8–10 เสน เสน แขนงใบยอ ยแบบกึ่งข้ัน บนั ได ชอ ดอกยาว 3–15 ซม. กา นดอกสัน้ มาก กลีบเลย้ี ง 5 กลีบ เรยี งซอ นเหลือ่ ม ยาวประมาณ 2.5 มม. ปลายกลีบเปน ชาย ครยุ กลบี ดอก 5 กลีบ บดิ เวยี น สขี าวอมชมพู รปู ไข ยาวประมาณ 6 มม. ขอบมีขนครยุ ดานนอกมขี นกระจาย เกสรเพศผู 15 อัน อับเรณูปลายมีรยางครูปเสน ดา ย ยาว 2–3 เทา ของอบั เรณู รังไขเ กลีย้ ง เรยี วยาวเปน ฐานกานเกสรเพศเมยี ยาวประมาณ 1.2 มม. กลีบเลี้ยงไมข ยายเปน ปกในผล กลีบเกอื บกลม ยาว 7–8 มม. ผลรูปไข เกล้ียง ยาว 2–2.5 ซม. ปลายเปน ตง่ิ แหลม เขตการกระจายพนั ธุ ไทย ลาว กัมพูชา การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย ขึ้นกระจายหางๆ ในปาดิบแลงและลานหินทรายทางภาคตะวันออก เฉียงเหนอื ท่ีจังหวดั อบุ ลราชธานีและอํานาจเจรญิ ระดบั ความสูง 150–200 เมตร การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ เมลด็ คอ นขา งดก ไมม ปี ก เกบ็ เมลด็ ทรี่ ว งและกาํ ลงั งอกเพาะลงใสถ งุ ไดท นั ที หรอื อาจใชว ธิ เี กบ็ เมลด็ ใหม ๆ กองรวมกนั คลมุ ดว ยกระสอบปา น รดนํา้ เชา เยน็ จนรากงอกแลว ยา ยลงถงุ ตามภมู ปิ ญญาของชาวบานในจังหวดั ยโสธรท่ี ปฏิบตั ิตอเมล็ดพรรณไมในวงศย าง ประโยชน เปนตนไมข นาดเลก็ เน้อื แข็ง แตกกอไดด ี เหมาะสาํ หรบั ใชท ําถานที่มคี ณุ ภาพ ขอ แนะนาํ เปน ไมโตคอนขา งชา โดยเฉพาะในระยะแรก แตกกอและระบบรากแนน ใบมีขนาดใหญแ ละ ออกหนาแนน ปอ งกนั การชะลางของนํ้าฝนไดด ี เหมาะสําหรบั ปลูกแทรกไมเ นื้อแขง็ ท่ีมีขนาดใหญกวาใหเปน ไมเรือนยอดชน้ั กลาง ขึ้นไดดีตามดินปนทรายทร่ี าบลุม ท่ีไมม ีนํ้าขงั โดยเฉพาะบรเิ วณทีร่ าบลุม น้าํ โขงตอนลาง ขอมลู เพิ่มเตมิ Flora Cambodge, Laos and Vietnam (Smitinand et al., 1990) 87
ตะเคยี นหิน Hopea ferrea Laness. วงศ DIPTEROCARPACEAE ชอ่ื อ่นื ทางแถบจงั หวดั นครราชสมี าเรยี กวา ตะเคยี นหนู สวนภาคตะวนั ออกเฉยี งใตเรยี ก เคียนทราย ลกั ษณะวิสัย ไมต นขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง แตอ าจสงู ไดถ ึง 30 ม. โตชา ลาํ ตน มักบิดงอ เปลอื กแตกเปน แผน ชัดเจน ลักษณะทางพฤกษศาสตรทส่ี ําคัญ ใบออนสีน้าํ ตาลแดง ใบรูปไข ยาว 4–10 ซม. ปลายใบแหลมยาวหรือยาวคลายหาง เสนแขนงใบยอยแบบขั้นบันได สว นมากมีตุม ใบ ชอ ดอกออกสน้ั ๆ ยาว 3.5–7 ซม. มขี นสนั้ นมุ ดอกสขี าวครีม เกือบไรก า น กลบี ดอกรปู รี ยาว 2–3 มม. ขอบมขี นครยุ เกสรเพศผู 15 อัน ปลายอบั เรณมู ีรยางคร ปู เสน ดา ย ยาวเทา ๆ อบั เรณู ผลเรยี วยาว รูปกระสวย ยาวประมาณ 1 ซม. มักมชี นั ติดอยู ปกยาว 2 ปก รปู ใบพาย ยาว 3–4 ซม. ปกสนั้ 3 ปก เรยี วยาว ยาว 3–5 มม. เขตการกระจายพนั ธุ พมา ลาว กมั พูชา เวียดนาม ไทย ทางตอนบนของคาบสมทุ รมลายู การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบแทบทุกภาคของประเทศแตไมขึ้นเปนกลุมหนาแนน พบมากทาง ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือและตะวันออกเฉียงใต ขึน้ ตามสันเขาหรอื ริมลําธารในปาดบิ แลง ทางภาคใตสว นมากพบบนเขาหนิ ปนู ผลแกเดอื นกมุ ภาพันธ– เมษายน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนอื กระจายหา ง ๆ ท้ัง 3 ลุมน้าํ การขยายพันธุ เพาะเมลด็ เด็ดปกกอนนาํ ไปเพาะ เก็บเมล็ดท่รี ว งและกาํ ลังงอกเพาะลงใสถงุ ไดทนั ที หรืออาจใชวิธเี ก็บเมลด็ ใหม ๆ ทเ่ี ปลอื กยังมีสเี ขยี ว กองรวมกันคลุมดว ยกระสอบปาน รดนํ้าเชาเย็นจนรากงอก เดด็ ปกแลวยายลงถุง ตามภมู ปิ ญญาของ ชาวบา นในจังหวัดยโสธรที่ปฏบิ ตั ิตอ เมล็ดพรรณไมในวงศยาง ประโยชน เนอื้ ไมค อ นขา งแขง็ แรงและทนทานตอ แมลง เหมาะสาํ หรบั ใชใ นการกอ สรา ง ทาํ เฟอรน เิ จอร ตอ เรอื ชนั มกี ลนิ่ หอม ใชใ นอตุ สาหกรรมหลายอยาง ขอ แนะนํา เปน ไมโตชามาก ระยะกลาไมตอ งการแสงมาก ลําตนมกั คดงอ เหมาะสําหรบั ปลกู ในพนื้ ท่ีปาดบิ แลงเดิมท้งั ตามสันเขาและท่รี าบ สามารถปลูกในดินที่แหงแลงและขาดความอุดมสมบูรณได ขอมลู เพม่ิ เติม PROSEA 5(1) (1997); Vietnam Forest Trees (Nguyen et al., 1996). Website: ARCBC BISS Species Database 88
ตบั เตาตน Diospyros ehretioides Wall. ex G. Don วงศ EBENACEAE ชอ่ื อนื่ ทางภาคตะวนั ออกเรยี กวา ชนิ้ กวาง เรอื้ นกวาง หรอื ลน้ิ กวาง แถบจงั หวดั นครราชสมี าเรยี ก มะมงั เรยี กเปน ภาษาอสี าน วา เฮ้ือนกวางหรือแฮดกวาง ภาษาเขมรในจังหวัดสุรนิ ทรเรียก มาเมยี ง ลักษณะวิสยั ไมต นขนาดเลก็ ผลัดใบ สงู ถงึ 15 ม. เปลือกนอกสเี ทาดาํ เปลอื กในสนี ้ําตาลแดง ใบแกแหง สีดํา ดอกแยกเพศ ตา งตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ี่สําคัญ ใบรปู ไขกวาง ยาว 10–28 ซม. ปลายใบมน โคนใบกลม มน หรอื คลายรปู หวั ใจ แผนใบ หนา ดา นลา งมีขน เสนแขนงใบขางละ 6–12 เสน ดอกเพศเพศผอู อกเปน ชอแบบชอกระจกุ กลีบเลย้ี งและกลบี ดอกมจี ํานวนอยาง ละ 4 กลีบ ดอกสีครมี กลีบเลี้ยงแฉกลึกประมาณก่งึ หนงึ่ ดานนอกมีขน เกสรเพศผู 20–30 อนั รังไขลดรปู เปน กระจกุ ขน ดอก เพศเมียออกเดีย่ วหรือชอกระจกุ ดอกยาวประมาณ 1 ซม. มีขนดานนอก รงั ไขมขี นนุม ไมมเี กสรเพศผทู เี่ ปน หมัน ผลแบบมีเนอ้ื หนึง่ ถงึ หลายเมลด็ รูปไขกวา ง เสนผา นศนู ยก ลาง 1.5–2.5 ซม. กลบี เล้ยี งแฉกลกึ มากกวาก่ึงหนงึ่ ปลายโคงออก ขอบกลีบไม เปน คล่นื มีเสนกลีบชัดเจน ผลแกสแี ดง เมลด็ มเี อนโดสเปรม ยน เปน ลาย เขตการกระจายพันธุ พมา ไทย ลาว กัมพชู า การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย พบกระจายทว่ั ประเทศ ขน้ึ ในทเ่ี ปด โลง ยกเวน ในปา ดบิ ชน้ื ระดบั ความสงู 100–400 เมตร ออกดอกเดือนมนี าคมถงึ พฤษภาคม เปนผลเดอื นเมษายนถงึ มถิ ุนายน ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื สว นมาก พบบริเวณตนน้ําของลมุ นํ้าชี และตอนลางบริเวณตนนาํ้ ของลุม นาํ้ มูล การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ควรเกบ็ ในขณะที่ผลเร่ิมแก เพ่ือปองกันแมลงเจาะทําลาย ลางเปลอื กออก แชน ้ําประมาณ 1 คืน กอนนําไปเพาะ เชน เดยี วกบั การปฏิบัตติ อ เมลด็ กอนนําไปเพาะของพรรณไมในสกลุ มะเกลอื ประโยชน เนือ้ ไมแขง็ ทนทาน ใชในการกอสราง ทาํ ไมเ สา ผล ใชย อ มผา และเบือ่ ปลา ขอ แนะนํา เปนไมโตชา ในระยะกลา ไมต อ งการแสงมาก ทนแลง และทนไฟ เหมาะสําหรับปลกู เปน ไม ชัน้ รองในที่ราบลุม สามารถปลูกพรอมกบั ไมเ บกิ นําหรือไมโ ตเร็วได ขอมูลเพิ่มเติม Flora of Thailand 2(4) (1981) 89
ต้วิ เกล้ยี ง Cratoxylum cochinchinense (Lour.) Blume วงศ HYPERICACEAE ชอ่ื อ่ืน กุยฉอ งบา ง (ลาํ ปาง), ขีต้ ้ิว ตว้ิ ใบเล่อื ม (ภาคเหนอื ) ลักษณะวสิ ยั ไมพุม ไมตน ขนาดเลก็ ถึงขนาดกลาง บางคร้ังสงู ไดถึง 25 ม. เปลอื กเรยี บหรือแตกเปน สะเก็ดสีนํ้าตาลปนแดง มกั มหี นามแข็งตามลาํ ตน เมอ่ื อายนุ อย ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ี่สาํ คญั ใบเรียงตรงขา ม รูปรี รูปใบหอก หรอื แกมรูปไข ยาว 4–10 ซม. แผนใบคอ นขา งบาง ใบออ นสีแดงอมนํ้าตาล ใบแกเ ปลยี่ นเปน สีแดงกอ นหลุดรวง ชอ ดอกแบบชอกระจกุ ออกสัน้ ๆ ตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มี 2–5 ดอก ดอกสแี ดง กลีบเลีย้ งและกลบี ดอกมจี ํานวนอยา งละ 5 กลบี กลีบเลย้ี งรปู คลายพดั ยาว 5–7 มม. ปลายกลีบกลม ขยาย ในผลเลก็ นอ ย กลีบดอกรปู ไข ยาว 0.5–1 ซม. เกสรเพศผูจาํ นวนมาก เชอื่ มตดิ กัน 3 มดั ยาว 4–8 มม. รงั ไขเ กล้ยี ง กา นเกสร เพศเมียแยกเปน 3 แฉก ผลแบบผลแหง แตกเปน 3 ซีก รปู กระสวย แขง็ ยาว 1–1.5 ซม. กลีบเลยี้ งขยายหุมผลประมาณ 2 ใน 3 ของความยาวผล เมลด็ จาํ นวนมาก รปู ทรงกระบอก ยาว 3–7 มม. มีปกบาง ๆ เขตการกระจายพนั ธุ จีนตอนใต พมา ไทย ภมู ิภาคอนิ โดจีนและมาเลเซยี ฟล ิปปนส การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทุกภาค ข้ึนตามพ้ืนที่โลง ปาเสื่อมโทรม และชายปา จนถึงระดับ ความสูงประมาณ 1,200 เมตร ออกดอกและเปน ผลตลอดป ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื พบทวั่ พนื้ ทีท่ ้งั 3 ลมุ น้าํ การขยายพันธุ เพาะเมล็ด เมล็ดมีขนาดเลก็ มาก ควรใชทรายกลบแปลงเพาะ ประโยชน เนื้อไมแข็งและทนทาน ใชในการกอสราง ก่ิงใชทําฟนและถาน เปลือกใชทําสียอมผา ใบออนและยอดออน รับ ประทานเปน ผักสด หรอื ตม ด่ืมแกกระหาย ตน และรากผสมกําแพงเจด็ ชั้น ตม นํ้าดื่มแกก ระษัยเสน เปน ยาระบาย ผลแหง ทาํ เปน เคร่ืองประดับ ขอ แนะนํา เปน ไมโ ตชา ขึน้ ไดดใี นทีโ่ ลงแจง ระบบรากลกึ ทนแลง และไฟ ชวยปองกนั การพังทลายของดิน เหมาะสาํ หรับพื้นท่ที ่ีแหง แลงมาก ๆ สามารถปลกู พรอมกบั ไมโตเร็วหรือไมเบกิ นําไดในคราวเดยี วกัน ขอมลู เพ่มิ เติม Flora of China Vol. 13 (2007); พรรณไมต นของประเทศไทย (สวนพฤกษศาสตรป าไม, 2542); ไมปา ยนื ตน ของไทย 1 (เอ้ือมพร และปณธิ าน, 2547) 90
ตนี นก Vitex pinnata L. วงศ LAMIACEAE (LABIATAE) ชือ่ อนื่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื แถบจงั หวัดนครราชสีมาเรยี ก ไขเนา เนา หรือสวองหนิ สว นภาคตะวนั ออก เรียก โคนสมอ กะพนุ ตะพนุ ตะพุนทอง ตะพรนุ หรอื ตะพุม ลกั ษณะวสิ ยั ไมพ มุ หรอื ไมต น ขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง สงู ไดถ งึ 15 ม. ลาํ ตน มกั คดงอ กง่ิ ออ นเปน สเี่ หลยี่ ม มขี นสนั้ นมุ ประปราย เปลอื กแตกเปนสะเก็ดเล็ก ๆ เปลอื กในสเี หลืองออน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรท ่ีสําคัญ ใบประกอบแบบน้ิวมอื เรยี งตรงขามสลบั ต้งั ฉาก มี 3–5 ใบยอย รูปรหี รือรูปไข ยาว 5–22 ซม. แผนใบดานลางมีขนสั้นนุมและตอมกระจาย เสนแขนงใบยอยแบบขั้นบันได กานใบของตนออนมีครีบเล็ก ๆ ชอ ดอกแบบชอกระจุกแยกแขนง ออกท่ปี ลายกิ่งหรือซอกใบใกลปลายกงิ่ ยาว 7–20 ซม. ดอกจํานวนมาก สมี ว งอมขาว กลบี เล้ียง รปู ถว ย ยาว 4–6 มม. ติดทน ขยายในผลเลก็ นอย ดานนอกมีขนสนั้ นมุ ปลายแยกเปน 5 แฉกรูปสามเหลี่ยมขนาดเลก็ กลีบดอก รูปปากเปด ยาว 1–2.5 ซม. กลบี บน 2 กลีบ กลบี ลา ง 3 กลีบ กลีบกลางโคงคลา ยเรือ โคนกลีบมขี นหนาแนน เกสรเพศผู 2 คู ยาวไมเทา กัน อับเรณสู มี ว งดํา ยอดเกสรเพศเมยี แยกเปน 2 แฉกสั้น ผลคลา ยผลผนงั ชนั้ ในแข็ง กลม เสน ผานศูนยก ลาง 5–8 มม. สกุ สดี ํา มี 1–4 เมล็ด เขตการกระจายพนั ธุ อนิ เดยี ศรลี งั กา บังกลาเทศ พมา ไทย ภมู ภิ าคอนิ โดจนี และมาเลเซยี การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบทุกภาค พบมากทางภาคใตตามปาชายหาด ข้ึนตามปาดิบแลง ปา เบญจพรรณ และปา เตง็ รงั โดยเฉพาะทโ่ี ลง รมิ ลาํ ธาร จนถงึ ระดบั ความสงู ประมาณ 400 เมตร ออกดอกและเปน ผลเกอื บตลอดป ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนลางบริเวณตนนํา้ ของลุมนํ้ามูลและลมุ นาํ้ ชี ประโยชน เนอื้ ไมแข็งแรง ทนทาน แตม กั มขี นาดเลก็ ใชทาํ ดามเคร่ืองมอื เผาถา นคุณภาพสูง เปลือกและใบ แกไ ข แกป วดทอ ง ทรงพมุ หนาแนน เหมาะสาํ หรบั ปลูกใหร มเงาพชื เกษตรไดด ี การขยายพันธุ เพาะเมล็ด ลอกเอาเนื้อหมุ ออก ผ่งึ ใหแหง เมล็ดเก็บไวไ ดนาน เมลด็ ตอ งการแสงแดดจัดในการงอก ขอแนะนํา เปนไมโตชา แตใ นระยะกลา ไมโ ตเร็ว คลา ยเปนไมเ บกิ นาํ แตต องการความชุมชน้ื เหมาะสําหรับ ปลูกในสภาพพื้นท่รี าบลมุ ใกลแ หลง นา้ํ พรอ มกบั ไมโ ตเร็วหรอื ไมเ บิกนําชนิดอ่ืน ๆ ขอมูลเพ่มิ เตมิ A Revision of the Genus Vitex (Lamiaceae) in Thailand (Chantaranothai, 2011). Website: AgroForestryTree Database 91
เตง็ Shorea obtusa Wall. ex Blume วงศ DIPTEROCARPACEAE ชอื่ อืน่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื สวนใหญเรียกวา จิก สว นในภาษาเขมรเรยี ก ประจกั๊ หรือประเจิก๊ ลกั ษณะวิสยั ไมตน ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง อาจโตไดถึง 30 ม. เปนไมโ ตชา ลักษณะทางพฤกษศาสตรท่ีสําคัญ ก่ิงออนและใบออนมีขนรูปดาวปกคลุม ใบรูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 8–15 ซม. ปลายใบและโคนใบมน ใบแหง เปล่ยี นเปนสีเหลืองกอ นหลดุ รวง เสนแขนงใบขางละ 10–15 เสน หรืออาจมีไดถ งึ 20 เสน มักมี ตุมใบ ชอ ดอกออกสน้ั ๆ ตามซอกใบ มขี นปกคลมุ ดอกสคี รีมอมเหลอื ง กลบี ดอกรปู ใบหอกแคบ ๆ ยาว 1–1.2 ซม. ดา นนอก มขี น เกสรเพศผมู ปี ระมาณ 20–25 อนั ปลายอบั เรณมู รี ยางคส น้ั ๆ รงั ไขม ขี นปกคลมุ ผลรปู ไข ยาวประมาณ 5 มม. มขี นสน้ั นมุ ปลายมตี งิ่ แหลม มปี ก รปู ใบพาย ปก ยาว 3 ปก ยาว 5–6 ซม. ปก สั้น 2 ปก เรยี วแคบ ยาว 1.5–3 ซม. เขตการกระจายพนั ธุ พมา ไทย ภูมิภาคอนิ โดจีน การกระจายพนั ธแุ ละนเิ วศวทิ ยาในประเทศไทย ขนึ้ หนาแนน ในปา เตง็ รงั รว มกบั ไมว งศย างหลายชนดิ เชน รงั เหยี ง พลวง และกราด ในปา ดบิ แลง พบปะปนกบั ไมย างนาและตะเคยี นทองในบางพน้ื ท่ี นอกจากนน้ั ยงั พบกระจายตามปา เตง็ รงั ผสมสนเขา จนถึง ระดบั ความสงู กวา 1,300 เมตร การสบื ตอ พนั ธธุ รรมชาตแิ ละแตกหนอ ดี ผลแกเ ดอื นมถิ นุ ายน–กนั ยายน ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบทกุ พื้นท่ที ง้ั 3 ลมุ น้ํา การขยายพนั ธุ เพาะเมลด็ ใหเดด็ ปก กอนนําไปเพาะ เมลด็ ที่คัดเลือกแลว อัตราการงอกสงู แตถ กู แมลงเจาะทาํ ลายไดง า ย เกบ็ เมล็ดทร่ี ว งและกําลังงอกเพาะลงใสถุงไดทนั ที หรอื อาจใชวธิ เี กบ็ เมล็ดใหม ๆ กองรวมกนั คลุมดวยกระสอบปาน รดนํ้าเชาเยน็ จน รากงอกแลวเดด็ ปกกอ นยายลงถงุ ตามภูมิปญ ญาของชาวบา นในจงั หวัดยโสธรท่ปี ฏบิ ตั ิตอ เมลด็ พรรณไมในวงศย าง ประโยชน เนอื้ ไมแ ขง็ และทนทาน เหมาะสําหรับการกอสรางท่ีตองการความแข็งแรง สะพาน หมอนรถไฟ เล่อื ย ไส ตกแตง คอนขางยากเนือ่ งจากเนือ้ ไมม ีชนั ชนั ใชทําขไี้ ต ยาทอ งเรอื และใชฆ า เช้อื ในแผลสด แกอาการปวดทองจากลําไสอ ักเสบและบดิ เปลอื ก แกไ ขมาลาเรีย บางพื้นที่ใชเปนตนไมสําหรบั ปลอ ยคร่ัง ขอ แนะนาํ ตอ งการแสงแดดมาก ทนแลงและทนไฟไดดี แตในระยะกลา ไมไ มทนไฟ สามารถปลกู ในสภาพ ดินทข่ี าดความอดุ มสมบรู ณหรือพ้นื ทมี่ หี ินปะปนมาก และปลกู รว มกับไมสนสองใบในสภาพปาเต็งรงั ท่ีมคี วาม ชมุ ชืน้ สูงระดับตํ่า ๆ ได ขอมลู เพ่มิ เติม Flora Cambodge, Laos and Vietnam (Smitinand et al., 1990); PROSEA 5(1) (1994); Vietnam Forest Trees (Nguyen et al., 1996). Websites: AgroForestryTree Database, ARCBC BISS Species Database 92
เตง็ หนาม Bridelia retusa (L.) A. Juss. EUPHORBIACEAE ชือ่ อ่นื ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบนเรยี ก ฮงั หนาม ภาษาเขมรในจังหวดั สรุ ินทรเ รียก จาลลี กึ ปว ก ลกั ษณะวิสยั ไมตนขนาดเลก็ ถึงขนาดกลาง สูง 10–20 ม. ลาํ ตนสว นมากมีหนามแขง็ ก่งิ ออนมขี นยาวหาง ๆ ดอกแยกเพศ รวมตน ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรทสี่ าํ คัญ หใู บหลดุ รว งงาย มีขนคลา ยเสนไหม ใบ เรียงสลับในระนาบเดียวกนั รปู รหี รือรปู ไขก ลับ ยาว 6–25.5 ซม. ปลายใบมนหรอื แหลม โคนใบสวนมากกลมหรอื มน เสน แขนงใบจาํ นวนมาก เสน แขนงใบยอยแบบขั้นบนั ได แผน ใบคอนขา งหนา ดานลางมขี นสน้ั นุม หรอื เกลยี้ ง ชอดอกแบบชอ เชงิ ลด ออกตามปลายกงิ่ หรือก่งิ ดอกออกเปน กระจุกแนน 3–15 ดอก สเี ขยี วอมนํา้ ตาล ดอกเพศผูเ สนผา นศูนยก ลาง 4–5 มม. ไรกา น ดอกเพศเมียขนาดใหญก วา ดอกเพศผเู ลก็ นอย กาน ดอกยาวประมาณ 2 มม. กลีบเลย้ี ง 5 กลบี ติดทน เกสรเพศผู 5 อนั เชื่อมตดิ กันทีโ่ คน กลีบดอก 5 กลบี ยาว 1–1.5 มม. รูปรา ง มหี ลายแบบ รังไขร ปู กลม กา นเกสรเพศเมยี 2 อนั โคนเชอ่ื มติดกัน ยอดเกสรแยกเปน แฉกตืน้ ๆ ผลแบบผลผนงั ช้นั ในแข็ง มี 1–3 ผล ตอ ชอกระจุก กลม แบน ๆ หรือจกั 2 พู ยาว 5–8 มม. สกุ สดี ํา เมลด็ กลม ๆ มรี อ งดา นขาง ยาวประมาณ 4.5 มม. เขตการกระจายพันธุ อนิ เดยี ภูฏาน ศรลี งั กา จนี ตอนใต พมา ไทย ภมู ภิ าคอินโดจนี คาบสมทุ รมลายู สมุ าตรา การกระจายพันธุและนิเวศวิทยาในประเทศไทย พบกระจายท่วั ทกุ ภาค ขน้ึ ในปา เตง็ รงั ปา เบญจพรรณ ปา ดบิ แลง และ ทโ่ี ลง แจง ระดบั ความสงู จนถงึ ประมาณ 1,400 เมตร แตส ว นมากพบในระดบั ตาํ่ ๆ ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบทางตอนบน และตอนลา งชวงตนนํ้าของลุมน้ําทง้ั 3 ลุมน้ํา การขยายพนั ธุ เพาะเมล็ด ควรเพาะในทร่ี าํ ไร ไมมีขอมลู การปฏบิ ัติตอ เมลด็ กอนนําไปเพาะ ประโยชน เน้อื ไมแ ขง็ แตไมท นทานมากนัก ใชก อสรา งชัว่ คราว ดา มเครือ่ งมอื เกษตร เนื้อไมมลี ายดางสเี งินดสู วยงามเหมาะ สําหรับงานแกะสลัก เปลอื กใหย างสีแดง ผสมกับนา้ํ มันงาใชท าถแู กป วดขอ น้ําตมเปลือกเปน ยาฝาดสมาน กนิ เพือ่ ละลายนวิ่ ใน กระเพาะปสสาวะ ผลกินไดมีรสหวาน ขอแนะนาํ เปน ไมโ ตชา แตส ามารถโตคอ นขา งเรว็ ในบางพน้ื ท่ี ตอ งการแสงมาก ดคู ลา ยเปน ไมเ บกิ นาํ ขน้ึ ไดด ี ท้งั ท่รี าบลุมและทสี่ ูง สามารถปลกู พรอ มกับไมโ ตเรว็ ได ขอมูลเพม่ิ เตมิ PROSEA 5(3) (1998); Flora of Thailand 8(1) (2005) 93
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145