เผยแพรโดย ฝายเผยแพร กองสง เสรมิ การประมง กรมประมง กองสง เสรมิ การประมง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ แหลง กาํ เนิดและการแพรกระจาย อาหารตะพาบนํ้า ลักษณะเพศของตะพาบนํ้า ศัตรูของตะพาบนา้ํ การผสมพันธุและการวางไข โรคตะพาบนาํ้ การฟก ไข การปอ งกนั โรคตะพาบนา้ํ การอนุบาล ตนทุนการผลิต การเลี้ยงตะพาบนํ้า แนวโนมทางดานการตลาด บอเลี้ยงตะพาบนาํ้ คําแนะนําการปองกันสัตวนาํ้ จากภัยธรรมชาติ คํานาํ ตะพาบนาํ้ เปน สตั วน า้ํ จดื ชนดิ หนง่ึ ซง่ึ จดั อยใู นประเภทสตั วค รง่ึ บกครง่ึ นา้ํ โดยอาศยั อยตู ามแม นา้ํ หว ยหนอง คลองบงึ มอี าศยั อยทู ว่ั ไปในแหลง นา้ํ ตา ง ๆ ของประเทศไทย แตป จ จบุ นั ตะพาบนา้ํ เปนสตั วทหี่ าไดยากไมเหมือนกับสมยั กอน เพราะวา ประชากรของประเทศมากขน้ึ ตะพาบนา้ํ กถ็ กู ตาม ลา โดยมนษุ ยจ บั มาเปน อาหารเพม่ิ มากขน้ึ สภาพแวดลอ มตามธรรมชาติถกู ทาํ ลายลงไปเพราะนา้ํ มอื ของมนษุ ย ทาํ ใหตะพาบสูญหายไปจากธรรมชาติอยางรวดเร็วจึงทําใหมีผูสนใจที่จะเพาะเลี้ยงตะพาบนาํ้ แตผ ลผลติ กย็ งั ไมเ พยี งพอกบั ความตอ งการ และมสี าเหตเุ นอ่ื งมาจากประเทศในแถบทวปี เอเซยี มคี วาม ตอ งการบรโิ ภคตะพาบน้ํามากขน้ึ จงึ ไดม ผี นู ําตะพาบนา้ํ พนั ธไุ ตห วนั เขา มาทดลองเลย้ี งในประเทศไทย ซึ่งสามารถเพาะเล้ียงไดเปนผลสําเรจ็ และมีการขยายจาํ นวนฟารม เลย้ี งตะพาบนา้ํ พนั ธไุ ตห วนั ขน้ึ อยา ง
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 2 มากมาย เชน แถบจังหวัดระยอง ชลบรุ ี ตราด และเพชรบุรี ซง่ึ ฟารม เพาะเลย้ี งตะพาบเหลา น้ี ประสบผลสาํ เร็จแตต ะพาบนาํ้ ก็ยังไมเพียงพอจาํ หนา ย เนอ่ื งจากตลาดตา งประเทศมคี วามตอ งการมาก ทาํ ใหม ผี ทู ส่ี นใจเลย้ี งตะพาบน้ําพันธุไตหวันเปนจาํ นวนมาก แตข อเตอื นผเู ลย้ี งวา กอ นจะลงมอื ทาํ การ เลย้ี งเปน อาชพี ควรศกึ ษาเรอ่ื งตลาดใหด เี สยี กอ นเพราะวา ตลาดตา งประเทศ จะไปไดนานแคไหน หรือ อาจจะเหมือนกบั ผูท ี่เลย้ี งกบก็เปนได แหลง กาํ เนดิ และการแพรก ระจาย ตะพาบน้าํ ทพ่ี บในประเทศไทย มี 5 ชนดิ 1. Trionyx cortilageneus (Bodd) ตะพาบหรอื ปลาฝา ตะพาบชนดิ นม้ี ขี นาดใหญป ระมาณ 2 ฟตุ กระดองออกสเี ขยี ว บางทมี จี ดุ สเี หลอื ง ปกตมิ จี ดุ สดี าํ 2-3 จุด จดุ ดํานร้ี ปู รา งไมแ นน อน แตม ี ขอบสเี หลอื ง หัวมีจุดเหลืองประทั่วไป ตวั ผดู า นทอ งมสี ขี าว สวนตัวเมียจะมีสีเทา ชนิดนี้พบทั่วทุกภาค ของประเทศไทย ทางตอนใตข องพมา ลาว กัมพูชา เวยี ดนาม มาเลเซยี และอนิ โดนเี ซยี 2. Trionyx nakornsrithammarajensis (wirot) ตะพาบขา วตอก เปน ตะพาบนา้ํ ขนาดเลก็ กระดองมรี ปู รา งกลม มีผิวเรียบ กระดองหวั เทา มสี เี ขยี วเขม แตมีจุดสีเหลืองกระจายอยูทั่วไป สวน ทอ งมสี ขี าวออกไปทางสคี รมี พบในแถบภาคใตข องประเทศไทย 3. Chitra indica Gray ตะพาบมา นลาย ตะพาบชนดิ นม้ี ขี นาดใหญม าก มกี ระดองยาวถงึ 6 ฟตุ มหี วั เลก็ และลาํ คอยาว จมกู คอ นขา งสน้ั ยาวเลก็ มากจะมแี ถบสเี หลอื งปนนา้ํ ตาลบนสว นหวั และ กระดองอยา งชดั เจนแถบจะพาดผา นสว นหวั ยาวอยา งตอ เนอ่ื งมาบนกระดอง สว นทอ งจะมสี ขี าวหรอื ขาว อมชมพู พบในแมน า้ํ แควนอยและแควใหญในจังหวัดกาญจนบุรี 4. Dogania subpiana (Ggeoffroy) ตะพาบแกม แดง เปน พนั ธทุ เ่ี ลก็ ทส่ี ดุ กระดองยาว 9-10 นว้ิ กระดองเปน สเี ทา มจี ดุ ดําเลก็ ๆ ประปราย สวนหัวเปนสีเทา ดา นของคอจะเปน สแี ดง ทง้ั สอง ขางทองมสี ขี าวหรอื สเี ทาพบแถบจงั หวดั กาญจนบรุ ี ตาก ทางภาคใต จังหวัดชุมพร และ นครศรธี รรมราช 5. Pelochelya bibroni (Owen) ตะพาบหวั กบ เปน ตะพาบทม่ี ขี นาดใหญอ กี ชนหิ นง่ึ รองมา จากตะพาบมา นลาย ขณะทต่ี วั ยงั เลก็ อายนุ อ ยจะมสี เี ขยี วจดุ เหลอื งประทว่ั กระดอง พออายมุ ากขน้ึ กระดองจะเปลย่ี นเปน สมี ะกอกเขม หวั และคอมสี มี ะกอกปนเทา เทาเปนสีเทา เลบ็ เปน สขี าว พบใน จังหวัดตาก พระนครศรอี ยธุ ยา กรุงเทพฯ กาญจนบุรี และนครศรธี รรมราช ตะพาบนา้ํ พันธุไตหวัน (Trionyx sinensis) ตะพาบไตห วนั มกี ระดองเปน รปู รเี ลก็ นอ ย ลกั ษณะโครงรา งแบบผวิ กระดองเรยี บมกี ระดองสว นท่ี นม่ิ หรอื เชงิ คอ นขา งมาก มหี ัวใหญ คอยาวมาก ปากแหลม ฟนคมและแข็งแรง เมอ่ื ยงั เลก็ กระดอง เปน สเี ขยี วเขม ดา นทอ งจะมสี สี ม และสดี าํ สลบั 5-6 ตาํ แหนง เมอ่ื โตเตม็ วยั กระดองจะเปน สเี ขยี วอม เหลือง บรเิ วณเชงิ จะมสี เี หลอื งเหน็ ไดช ดั เจน ตรงกลางกระดองจะมรี อยขดี ขวางลําตวั 6-7 ขดี สวน ทอ งออ นนมุ มสี ขี าวอมชมพหู รอื สเี หลอื งออ น ๆ ตะพาบไตห วนั มนี สิ ยั ดรุ า ย ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 3 สาเหตุที่ทําใหม ีการเลี้ยงตะพาบพนั ธุไตห วนั เพราะมไี ขด กและวางไขป ล ะประมาณ 7-9 เดอื น สามารถเลย้ี งเปน ตะพาบเนอ้ื โดยใชร ะยะเวลาเลย้ี ง 8-12 เดอื น จับจาํ หนา ยไดร าคาดี ลกั ษณะเพศของตะพาบนา้ํ ตวั ผูจะมีลักษณะยาวเรียว ลาํ ตวั บางกวา ตวั เมยี ตัวผูหางจะยาวกวาหางตัวเมีย หางจะยาวยื่น ออกมาพน กระดอง ตวั เมยี จะโตกวาตัวผูเม่อื มอี ายุเทากัน ถา เอามอื ลบู ทก่ี ระดองตวั เมยี จะสากกวา ตวั ผู ซง่ึ สงั เกตไดเ มอ่ื ตะพาบมนี า้ํ หนกั ตง้ั แต 3 ขดี ขน้ึ ไป ตะพาบจะผสมพนั ธไุ ดด ตี อ งมอี ายุ 18 เดอื นขน้ึ ไป ถา อายไุ มค รบไขอ อกมาไมค อ ยสมบรู ณก ารฟก จะไมด มี ไี ขเ สยี มาก การผสมพนั ธแุ ละการวางไข การผสมพนั ธุ อายุของตะพาบนาํ้ ทส่ี ามารถผสมพนั ธไุ ดค วรมอี ายปุ ระมาณ 18 เดอื น ขน้ึ ไปถงึ จะดี การผสม พนั ธขุ องตะพาบนา้ํ ขณะผสมพนั ธตุ วั ผจู ะใชป ากกดั ทบ่ี รเิ วณตน คอของตะพาบตวั เมยี เพอ่ื จะใหต วั ซอ น ทบั อยดู านบน การผสมพันธุสวนใหญจะกระทาํ ในนา้ํ ขณะทม่ี คี วามเงยี บไมม เี สยี งรบกวน การผสม พนั ธสุ ว นใหญม กั จะเปน เวลากลางคนื เมอ่ื ตะพาบผสมพนั ธกุ นั แลว อกี ประมาณ 16-18 ชั่วโมง ตะพาบตวั เมยี จะเรม่ิ วางไข ระยะการวางไขเ ปน เวลาทเ่ี งยี บสนทิ ไมม เี สยี งรบกวน สวนใหญจะอยูใน ชว งเวลาระหวา ง 20.00-05.00 น. หรอื ตง้ั แต 2 ทมุ จนถงึ ตี 5 การวางไขข องตะพาบนา้ํ ตัวเมยี จะขนึ้ มาวางไขบ นบกเหนอื นา้ํ เพยี งเลก็ นอ ยหรอื บรเิ วณขอบบอ ซง่ึ เปน ดนิ ทรายทเ่ี ตรยี มไวใ หต วั เมยี ขน้ึ มาวาง ไข การวางไข แมต ะพาบน้ําจะเลอื กท่วี างไขท เ่ี หมาะสม จากนน้ั จะใชเ ทา คยุ ดนิ ใหเ ปน หลมุ มคี วามลกึ ประมาณ 10-15 เซนตเิ มตร แลว หยอ นกน ลงไปไข เม่อื ไขเสร็จแลวก็จะใชเ ทาเขี่ยกลบ แลวใชหนาอกถูกไปกับ พน้ื เพอ่ื กลบรอ งรอยการวางไข อตั ราการปลอ ยพอ -แมพันธุ พอพันธุ 1 ตวั ตอ แมพ นั ธุ 7-10 ตวั การวางไขต ะพาบจะไขม าก หรอื ไขน อ ยขน้ึ อยกู บั อายขุ องตะพาบน้าํ ถา ตะพาบอายุ 18 เดอื น ใหไ ขป ระมาณ 6-10 ฟอง ถาอายุ มากขน้ึ 2-3 ป อาจจะไขไ ดถ งึ ครง้ั ละ 20-24 ฟอง ขน้ึ อยกู บั อายแุ ละความสมบรู ณข องตะพานนา้ํ ใน ระยะเวลา 1 ป ตะพาบสามารถวางไขไ ด 3-5 ครง้ั ตะพาบจะเรม่ิ ไขต ง้ั แตป ระมาณเดอื นกมุ ภาพนั ธ - ตลุ าคม เพราะชว งฤดหู นาว ตะพาบจะหยุดวางไข ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 4 หลงั จากตะพาบนา้ํ วางไขแ ลว จะทง้ิ ระยะเวลาอกี ประมาณ 25-30 วัน จงึ จะมกี ารผสมพนั ธแุ ละ วางไขค รง้ั ใหม ผเู ลย้ี งตะพาบนา้ํ จงึ ควรมคี วามรใู นดา นน้ี เพอ่ื เตรยี มการใหพ อ แมพ นั ธมุ คี วามสมบรู ณ อยา งเตม็ ท่ี บรเิ วณทฟ่ี ก ไขข องตะพาบน้ํา ตะพาบนา้ํ ทฟ่ี ก ออกจากไข การฟกไข ขั้นตอนการวางไขตะพาบน้ําเริ่มตนดวยการนําไขตะพาบท่ีเก็บไดจากบริเวณที่วางไขมาฝงในโรง เพาะฟกซ่งึ อยใู กลเคียงกับท่ีวางไขใ นสภาพท่เี หมือนธรรมชาตมิ ากทส่ี ุด จะตอ งขดุ หลมุ อกี ประมาณ 5-6 เซนตเิ มตร วางไขเ รยี งไวห า งกนั เลก็ นอ ย การฝง ไขใ หต น้ื กวา ของจรงิ เลก็ นอ ย ไขตะพาบจะฟก ออกเปน ตวั ตอ งอาศยั ความชน้ื เลก็ นอ ย จึงควรที่จะพนนาํ้ ลงบนหลมุ ฟก ไขต ะพาบเลก็ นอ ยเพอ่ื ใหเ กดิ ความชื้น พน นา้ํ ทุกวัน หรือ 2-3 วนั ตอ ครง้ั บรเิ วณใกลท ฟ่ี ก ไขค วรมภี าชนะใสน า้ํ ตน้ื ไวต ดิ กบั หลมุ ฝง ไข เมอ่ื ลกู ตะพาบฟก ออกเปน ตวั จะคลานลงนา้ํ ทันที ไขข องตะพาบจะใชเ วลาฟกออกเปน ตวั ประมาณ 50-60 วัน ตะพาบนา้ํ ทอ่ี อกใหมจ ะแหวกเปลอื กไขท แ่ี ตกแลว คยุ ดนิ ขน้ึ มาแลว คลานไปอยใู นอา งน้ําที่ เตรยี มไวร งุ เชา จงึ ลาํ เลยี งไปยงั บอ อนบุ าล ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 5 บอ ทรายสาํ หรบั ฟก ไขต ะพาบนา้ํ การอนบุ าล เมอื่ ตะพาบนา้ํ ออกเปน ตวั แลว กน็ าํ มาอนบุ าลในบอ อนบุ าลอกี บอ หนง่ึ ซง่ึ มขี นาดกวา ง 1 เมตร ยาว 1.5 เมตร กอ นนําลกู ตะพาบนา้ํ มาอนบุ าลในบอ ตอ งมกี ารเตรยี มบอ ไวก อ น โดยนาํ ดนิ รว นใสล งไป ประมาณ 2-3 นว้ิ เตมิ น้าํ ใหส งู ขน้ึ มาจากดนิ 1 นว้ิ ในบอ อนบุ าลควรทาํ เนนิ ไวส าํ หรับใหอาหารแกลูก ตะพาบดวย เมอ่ื เตรยี มบอ เสรจ็ แลว จงึ นําลกู ตะพาบลงมาในบอ อนบุ าลตอ ไป ในชว ง 3 วนั แรกทอ่ี อกไข ยงั ไมต อ งใหอ าหารลกู ตะพาบ ควรใหใ นวนั ท่ี 4 ตะพาบทใ่ี สล งในบอ อนบุ าลควรใสป ระมาณ 150 ตวั ตะพาบนาํ้ จะอยใู นบอ อนบุ าลประมาณ 7-10 วัน แลว จงึ ยา ยไปอยใู นบอ อนบุ าลท่ี 2 ตอ ไป บอ อนบุ าลที่ 2 จะมขี นาดใหญกวา คอื ใหม คี วามกวา งประมาณ 2 เมตร ความยาวประมาณ 5 เมตร โดยแบงพื้นที่บอเปน 2 สวน คอื สว นทอ่ี ยอู าศยั และบรเิ วณใหอ าหารเชน เดยี วกนั โดยปลอ ยลกู ตะพาบในอตั ราประมาณ 20-25 ตวั ตอ ตารางเมตร บอ นจ้ี ะเลย้ี งตะพาบน้าํ เปน เวลาประมาณ 3-4 สปั ดาหข น้ึ ไป จึงจะนําออกจาํ หนา ยหรอื นําลงเลย้ี งในบอ ขนุ ตอ ไป บอ อนบุ าลตะพาบนา้ํ ระยะที่ 2 การเลย้ี งตะพาบนา้ํ การเลอื กสถานทเ่ี ลย้ี งตะพาบนา้ํ ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 6 ปจ จยั ทค่ี วรพจิ ารณาในการเลอื กสถานทเ่ี ลย้ี งตะพาบน้ํา 1. ตอ งเปน น้าํ จดื สามารถถา ยเทนา้ํ ไดส ะดวก 2. บอ เลย้ี งควรเปน บอ ดนิ หรอื มโี คลน 3. บอ เลย้ี งตะพาบควรเปน บรเิ วณทม่ี คี วามเงยี บสงบ 4. ไมค วรอยใู กลก บั โรงงานอตุ สาหกรรมหรอื แหลง ชมุ ชน 5. การคมนาคมสะดวกและใกลแ หลง ของตลาด 6. บอ เลย้ี งตะพาบอยใู กลบ รเิ วณทม่ี อี ากาศถา ยเทไดส ะดวก บอ เลย้ี งตะพาบนา้ํ บอ เลย้ี งตะพาบนา้ํ แบง ออกได 3 ลกั ษณะ คอื 1. บอพอ แมพ ันธุ 2. บอ เลย้ี งตะพาบสง ตลาด 3. บอ อนบุ าล บอ พอ แมพ นั ธุ ถาผูเลี้ยงจะเลี้ยงตะพาบเพื่อจาํ หนา ยเปน ตะพาบเนอ้ื บอพอแมพันธุก็ไมจาํ เปน ทจ่ี ะตอ งสรา ง แตถ า จะเลย้ี งแบบตอ เนอ่ื งหรอื ครบวงจรแลว บอ พอ แมพ ันธุจงึ มคี วามจาํ เปน อยา งยง่ิ เพราะการทเ่ี ราเพาะลกู ตะพาบไดเ องจะเปน การลดตน ทนุ การผลติ ไดอ ยา งแนน อน บอเลี้ยงตะพาบจะ แบง ออกเปน 3 สวน คอื สว นทอ่ี ยอู าศยั สวนที่ใหอาหารและที่สําหรบั วางไข บอ เลย้ี งตะพาบนา้ํ ตะพาบนาํ้ จะอาศยั อยทู กุ บรเิ วณของพน้ื ทใ่ี นบอ เลย้ี ง บอ เลย้ี งควรมผี นงั บอ เปน คอนกรตี ใหส งู ประมาณ 50 เซนตเิ มตร เพอ่ื ปอ งกนั ตะพาบหลบหนแี ละผนงั คอนกรตี ควรเทคอนกรตี ลกึ ลงไปในดนิ อกี ประมาณ 70 เซนตเิ มตร เพอ่ื ปอ งกนั ตะพาบขดุ ดนิ หนี สว นพน้ื ทบ่ี อ ควรเปน ดนิ เหนยี วขนาดของบอ เลย้ี งตะพาบน้ําพอ แมพ นั ธไุ มม กี ารกําหนดพืน้ ทต่ี ายตวั ทง้ั นข้ี น้ึ อยกู บั จาํ นวนพอ แมพ นั ธุ สว นทใ่ี หอ าหาร ควรมคี วามสาํ คัญประการหนง่ึ ซง่ึ จะสรา งใหอ ยภู ายในบรเิ วณทอ่ี ยอู าศยั นน่ั เอง เหตทุ จ่ี ะตอ งสรา งทใ่ี หอาหารโดยเฉพาะก็เพราะวาตะพาบนาํ้ ชอบอาศยั ในบอ ทม่ี คี วามสะอาด นา้ํ ไมเ นา เสยี ถา ใหอ าหารภายในบอ โดยตรง โดยที่ไมมีบริเวณที่ใหอาหารจะทาํ ใหเศษอาหารทเ่ี หลือเนาเสยี และ ทาํ ใหน า้ํ เสยี เรว็ ขน้ึ ทั้งยังทําใหตะพาบเจริญเติบโตชาไมแ ข็งแรงอาจเกดิ โรคได ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 7 บรเิ วณทใ่ี หอ าหาร อาจสรา งเปน เนนิ ลาดชนั ไปจากตวั บอ และวางอาหารไวบ นเนนิ หรอื สรา ง คนั เตย้ี ๆ กั้นระหวางที่วางอาหารกับสวนที่อยูอาศัยใหแยกจากกัน เพอ่ื ปอ งกนั ไมใ หเ ศษอาหารเหลอื ตก ลงไปในบอ ทาํ ใหน ้าํ เนา เสยี โรงเรอื นเพาะฟก ไขต ะพาบน้ํา อาจจะสรางไวภ ายในบอพอแมพ ันธหุ รือแยกสว นออกไป ตา งหากก็ได บริเวณที่ฟกไขจะทาํ เปน คอกคอนกรตี รปู สเ่ี หลย่ี มขนาด 2 x 4 เมตร มคี วามสงู ประมาณ 50 เซนตเิ มตร อาจจะใชอ ฐิ บลอ กกน้ั เปน ผนงั บอ กไ็ ด โดยปรับพื้นบอใหเรียบ แลวนาํ ทรายน้ําจืดที่ สะอาดใสล งไปใหส งู ประมาณ 30 เซนตเิ มตร เพอ่ื เตรยี มไวฝ ง ไข ภายในบอ ฟก ไขใ ชอ า งน้ําดนิ เผาขนาดปากกวา งประมาณ 12 นว้ิ หรอื กอ เปน อา งปนู กวา ง ประมาณ 15-20 นว้ิ ฝงไวใหเสมอกับพื้นทรายเปนระยะ ๆ ใสน า้ํ ใหเ ตม็ เพอ่ื เตรยี มไวใ หลกู ตะพาบนาํ้ ลงไปในอา งหลงั จากฟก ออกจากไข โรงฟก ไขหรือคอกฟก ไข จะตอ งสรา งหลงั คาคลมุ เอาไวเ พอ่ื ปอ งกนั ฝนซง่ึ จะทาํ ใหทรายมี ความชน้ื มากเกนิ ความจาํ เปน และควรกน้ั ผนงั โดยรอบเพอ่ื ปอ งกนั ศตั รทู จ่ี ะมากนิ ไขต ะพาบนา้ํ ได คอก ฟกไขอ อกแบบไดต ามความเหมาะสมของพน้ื ที่ บอ เลย้ี งตะพาบนา้ํ สงตลาด บอ ขนุ ตะพาบนา้ํ มไี วเ พอ่ื เลย้ี งตะพาบทค่ี ดั ออกจากบอ อนบุ าล แลวนาํ มาเลย้ี งจนถงึ ขนาดทจ่ี ะสง ขายได ซง่ึ ตอ งใชเ วลาตง้ั แต 8-12 เดอื น ก็จะไดนาํ้ หนกั ตวั ประมาณ 6 ขดี - 1 กโิ ลกรมั ไดข นาดตาม ทต่ี ลาดตอ งการ บอ ขนุ ตะพาบนา้ํ นน้ั มลี กั ษณะการสรา งบอ เปน แบบเดยี วกบั บอ พอ แมพ นั ธุ แตค วามลกึ อาจตน้ื กวา เลก็ นอ ย สว นเนนิ ทรายสําหรบั วางไขไ มม คี วามจาํ เปน บอ ขนุ ตะพาบนา้ํ อาจะมหี ลงั คาพราง แสง โดยใชตะขา ยสดี ําทาํ เปน หลงั คาเพอ่ื ชว ยลดอณุ หภมู ิ รา นกลางบอ สาํ หรบั ตะพาบคลานขน้ึ มาพกั ผอ น บอ ใชเ ลย้ี งตะพาบมี 2 แบบ บอ คอนกรตี เหมาะสาํ หรบั สรา งในพน้ื ทท่ี เ่ี ปน ดอนหรอื ดนิ ทรายซง่ึ เกบ็ นา้ํ ไมอ ยโู ดยกอ สรา งบอ คอนกรตี โบกปนู ดา นลา งตลอด เพอ่ื กนั นา้ํ ไมใ หร ว่ั ซมึ ใสด นิ เหนยี วตกแตง ใหเ หมอื นธรรมชาตมิ ากทส่ี ดุ แลวใสผ กั ตบชวาบางสวน บอ ดนิ จะเปน บอทก่ี วาง มคี วามจาํ เปน ทจ่ี ะตอ งกอ อฐิ โบกปนู โดยรอบบอ ความสงู ประมาณ 80 เซนตเิ มตร - 1 เมตร เพอ่ื ปอ งกนั ตะพาบหลบหนี ในบอ ควรสรา งเปน รา นขนาดพน้ื ท่ี 4 ตารางเมตร ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 8 สามารถใหต ะพาบนา้ํ คลานขน้ึ มาพกั ผอ นอยตู รงกลางบอ และบรเิ วณขอบบอ ควรมพี น้ื ทใ่ี หต ะพาบน้าํ คลานขน้ึ มาพกั ผอ นไดเ ชน กนั ในบอ ควรใสผ กั ตบชวาเพอ่ื ใหเ ปน รม เงา หรือที่สําหรบั ตะพาบนาํ้ หลบ ซอ นได การคดั ขนาดตะพาบนา้ํ เมอ่ื อายไุ ดป ระมาณ 6 เดอื น ระดับนํา้ ทใ่ี ชใ นการเลย้ี งตะพาบนา้ํ บอ อนบุ าลตะพาบนา้ํ ควรมรี ะดบั นา้ํ ประมาณ 20 เซนตเิ มตร บอ เลย้ี งตะพาบเพอ่ื สง ออก ระดบั นา้ํ ประมาณ 40-80 เซนตเิ มตร อตั ราการปลอ ยตะพาบนา้ํ ลงบอ บอ พอ แมพ นั ธปุ ลอ ยในอตั รา 3-5 ตวั /ตารางเมตร ขนาด ตะพาบนา้ํ ฟก ออกจากไขไ ดป ระมาณ 3 วัน ปลอ ยในอตั รา 50 ตวั /ตารางเมตร ตะพาบนา้ํ อายไุ ด 2 เดอื น ปลอ ยในอตั รา 20-25 ตวั /ตารางเมตร ตะพาบนา้ํ อายไุ ด 6 เดอื น ปลอ ยในอตั รา 3-5 ตวั /ตา รางเมตร อตั ราการเจรญิ เตบิ โตของตะพาบน้าํ ตะพาบนา้ํ ทฟ่ี ก ออกจากไขไดป ระมาณ 3 วัน จะมีนา้ํ หนกั 25 ตวั /1 ขดี หรือ 250 ตวั /กิโลกรัม ตะพาบนา้ํ ทม่ี อี ายไุ ดป ระมาณ 2 เดอื น จะมีนา้ํ หนกั ประมาณ 0.5 ขดี ตะพาบนา้ํ ทม่ี อี ายปุ ระมาณ 4 เดอื น จะไดน า้ํ หนกั ประมาณ 1 ขดี การทําอาหารตะพาบนา้ํ ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 9 บอ เลย้ี งตะพาบนา้ํ บรเิ วณทใ่ี หอ าหาร ตะพาบนา้ํ อายไุ ดป ระมาณ 6 เดอื น จะมีนา้ํ หนกั ประมาณ 2 ขดี ตะพาบนา้ํ อายไุ ดป ระมาณ 7-16 เดอื น จะมีนา้ํ หนกั ประมาณ 3 ขดี - 1 กิโลกรัม สําหรบั ผบู รโิ ภคหรอื ขนาดทต่ี ลาดตอ งการ ตะพาบนา้ํ ขนาดตง้ั แต 4-7 ขดี สว นผซู อ้ื ทต่ี อ งการซอ้ื ไปเปน พอ แมพ นั ธคุ วรมนี ้ําหนกั ไมต ่าํ กวา 6 ขดี ขน้ึ ไป อาหารตะพาบนํ้า ตามธรรมชาตติ ะพาบนา้ํ เปน สตั วท ก่ี นิ อาหารจําพวก ไสเ ดอื น สตั วน า้ํ ตา ง ๆ เชน ปู ปลา กุง หอย และยงั กนิ ของทเ่ี นา เปอ ย บางครั้งจะกินพวกพืชนาํ้ สาํ หรบั ตะพาบนา้ํ ในระยะอนบุ าล ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ซง่ึ มขี นาดเลก็ อยู อาหารเปน ปลา เปด บดผสมกบั อาหารหมู การใหอ าหารตะพาบนา้ํ ขนาดเลก็ จะใหว นั ละ 2 มอ้ื คอื ชวงเชา และชวง เยน็ การใหอ าหารจะใหบ รเิ วณขอบบอ วางเรยี งไวโ ดยไมใ หอ าหารเปย กน้ําเปนแนวยาวของที่ใหอาหาร เมอ่ื คนใหอ าหารจากไปแลว ตะพาบนา้ํ จะคลานขน้ึ ไปกนิ เอง ตะพาบนา้ํ ขนาดเลก็ จะกนิ อาหารนอ ย ประมาณ 10-20 เปอรเ ซน็ ต ของนา้ํ หนกั ตวั สว นตะพาบนา้ํ ในระยะท่ี 3 จะใหอ าหารเพยี งมอ้ื เดยี วในชว งเยน็ การใหอ าหารตะพาบนา้ํ สวนใหญ เปน พวกปลาสดบดผสมกบั ปลายขา วตม หรอื ผกั ผลไมท ห่ี าไดน ํามาผสมกนั อาจใหอ าหารเสรมิ เปน พวก มะละกอสกุ เพราะตะพาบน้ําชอบมาก วางไวใหตะพาบกัดแทะเปนอาหารเสริม โดยปกติตะพาบนาํ้ จะ กนิ อาหารประมาณ 5-6 เปอรเ ซน็ ต ของนา้ํ หนกั ตวั การเปลย่ี นถา ยนา้ํ ความสะอาดของบอ เลย้ี งถอื วา เปน ปจ จยั สําคญั ของการเลย้ี งตะพาบนา้ํ อยา ง หนง่ึ ถา นา้ํ ไมส ะอาด การเจรญิ เตบิ โตของตะพาบนา้ํ จะลดลง อาจทาํ ใหเ กดิ โรคตา ง ๆ ได บอ เลย้ี ง ตะพาบนา้ํ ทม่ี กี ารถา ยเทน้ําไดโ ดยสม่าํ เสมอ ทําใหต ะพาบนาํ้ เตบิ โตเรว็ และแขง็ แรงตะพาบน้ําวยั ออ นจน ถงึ อายุ 1-2 เดอื น ใหถ า ยนํ้าสปั ดาหล ะ 2-3 ครง้ั ตะพาบนา้ํ ขนาดใหญถ า ยนา้ํ สปั ดาหล ะ 1 ครง้ั ศตั รขู องตะพาบนา้ํ ตะพาบนา้ํ ขนาดเลก็ ศัตรูจะไดแก พวกหนู นก เหยี่ยว งู และพวกปลาตา ง ๆ ระยะนต้ี อ ง ระวงั เปนพิเศษ สว นศตั รทู ส่ี ําคญั คอื มนษุ ย ซง่ึ มกี ารลกั ขโมยเปน จาํ นวนมาก ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 10 โรคตะพาบน้าํ ปญ หาและอปุ สรรคในการเพาะเลย้ี งทส่ี ําคญั มากประการหนง่ึ คอื โรคอกี เชน เคย โดยมกั มสี าเหตุ สว นใหญมาจากการจัดการที่ไมเหมาะสม โรคทีจ่ ะกลา วถงึ เปน โรคทต่ี รวจพบในตะพาบนา้ํ ซึ่งเกษตรกร ไดน าํ สง ตวั อยา งมายงั สถาบนั วจิ ยั สขุ ภาพสตั วน ้ํา กรมประมง เพื่อการรักษา 1. โรคทม่ี สี าเหตมุ าจากเชอ้ื แบคทเี รยี ตะพาบนา้ํ ที่ปว ยเนือ่ งจากการตดิ เช้อื แบคทเี รยี มอี าการหลายแบบ - ตกเลอื ดบรเิ วณกระดองและหนา ทอ ง โดยจะสังเกตเปนจาํ้ เลือดกระจายอยูทั่วไป และอาจ พบบริเวณคอ ขา รวมถงึ บรเิ วณหาง - ตกเลอื ดบรเิ วณชอ งขบั ถา ย มกั พบวา ชอ งขบั ถา ยบวมแดง - เปน แผลหลมุ บรเิ วณกระดอง - ตมุ สวิ ตะพาบเมอ่ื ปว ยมากขน้ึ ตมุ เหลา นจ้ี ะปะทอุ อกกลายเปน แผล หลุม - เทา บวมเปน แผลหนอง และอาจพบจํา้ เลอื ด - มนี า้ํ ในชอ งทอ ง - อวัยวะภายใน เชน ตบั มา ม ไต หดเล็กลง หรือขยายใหญขึ้น - ขน้ึ ขอบบอ ซึม ไมก นิ อาหาร โรคตดิ เชอ้ื แบคทเี รยี มกั มีสาเหตุจากตะพาบเกิดความเครียดทาํ ใหอ อ นแอ ยอมรบั การตดิ เชอ้ื ไดง า ย โดยความเครยี ดมสี าเหตจุ าก - การเลย้ี งทห่ี นาแนน มาก - การไมค อ ยเปลย่ี นถา ยนา้ํ หรอื ไมเ คยเปลย่ี นถา ยนา้ํ เลย - พน้ื ดนิ หรอื ทรายกน บอ เนา เสยี - นา้ํ ทใ่ี ชเ ลย้ี งมคี วามเปน กรดเปน ดา ง (pH) สงู หรอื ตา่ํ เกนิ ไป - มีแกสพิษ เชน แอมโมเนยี หรอื ไนไตรทเ กดิ ขน้ึ มากทพ่ี น้ื บอ การรกั ษา 1. ตะพาบปว ยทมี่ ีลักษณะเปนแผลบริเวณกระดอง รักษาโดยการใช - เกลอื สาดลงในบอ ปรมิ าณ 100-300 กิโลกรัม/บอ 1 ไร - บเี คซสี าดลงในบอ ในอตั รา 3-5 ซซี ตี อ นา้ํ 1 ลกู บาศกเ มตร - โพวโิ ดนไอโอดนี แชใ นอตั รา 1-2 ซซี ตี อ นา้ํ 1 ลกู บาศกเ มตร - เบตาดีนทาบริเวณที่เกิดแผล 2. ตะพาบปวยมีจาํ้ เลอื ดตามตวั ซึม ถา ยงั กนิ อาหารอยใู ชย าปฏชิ วี นะ เชน ซลั ฟาไตร เมทโท รพิม ออกซเี ตตราซยั คลนิ ไนโตฟรู าน โตอนิ หรือ นอรฟ อ กซาซนี ผสมอาหารใหก นิ ในอตั รา 1-5 กรัม ตอ อาหาร 1 กิโลกรัม แตถ า ตะพาบไมก นิ อาหาร อาจใชวิธีการฉีดยาปฏิชีวนะแลวแชเกลือ นอกจากการใชยาและสารเคมีแลว จาํ เปน อยา งยง่ิ จะตอ งปรบั ปรงุ สภาพแวดลอ มภายในบอ ควบคู ไปดว ย เชน เปลย่ี นถา ยนา้ํ หรือกาํ จดั ดนิ เลนกน บอ ทเ่ี นา เสยี ทว่ั ไป เปน ตน การรกั ษาจึงจะไดผ ลดีและ รวดเรว็ ขน้ึ ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 11 2. โรคทม่ี สี าเหตมุ าจากเชอ้ื รา ตะพาบปว ยจะมลี กั ษณะเปน ขนสขี าวปยุ ขน้ึ ทว่ั ตวั โดยเฉพาะบรเิ วณกระดอง การกนิ อาหารจะลด ลง สว นใหญต ะพาบทต่ี ดิ เชอ้ื ราถา เปน ในตะพาบใหญม กั จะไมต าย แตการเจริญเติบโตจะชา สวน ตะพาบเลก็ อาจถงึ ตายได เนอ่ื งจากหลงั การตดิ เชอ้ื รามกั มบี าดแผลทาํ ใหเชื้อแบคทีเรียเขาสูรางกายเกิด โรคแทรกซอนทาํ ใหต ะพาบตาย สาเหตกุ ารเกดิ เชอ้ื รามกั เกย่ี วเนอ่ื งกบั พน้ื บอ ทส่ี กปรก หรอื เนา เสยี การรกั ษา ถา พบในปริมาณนอย ใหแ ยกตะพาบปว ยออกมาแลว นํามาแชใ นนา้ํ ยามาลาไคทก รนี เขม ขน 0.1- 2 กรัม ตอ นา้ํ 1 ลกู บาศกเ มตร (ตนั ) นาน 2-3 วัน แลว ควรใสป นู ขาวลงในบอ ในอตั รา 100-300 กิโลกรัม/บอ ขนาด 1 ไร 3. โรคทม่ี สี าเหตมุ าจากโปรโตซวั โปรโตซวั ทกี่ อ ใหเ กดิ โรคในตะพาบนาํ้ มที ง้ั ทเ่ี ปน ปรสติ ภายนอกและปรสติ ภายใน ตะพาบติดชื้อโปรโตซัวที่เปนพยาธิภายนอก (Epitylis sp.) มกั แสดงอาการมขี นขน้ึ ทว่ั ตวั โดย สงั เกตเหน็ ไดช ดั เมอ่ื นําตะพาบแชนํา้ ลกั ษณะของขนทข่ี น้ึ ตวั จะแตกตางจากเช้ือรา คอื จะมีขนาดใหญ กวา และสขี าวเหลอื ง หรอื ออกเขยี ว ขน้ึ กบั สภาพน้ําในบอ โรคนม้ี กั เกดิ กบั ตะพาบทบ่ี อ เลย้ี งไมส ะอาด หรอื บอ ทม่ี กี ารนําผักตบชวาหรือพืชนาํ้ อน่ื เขา มาใสใ นบอ เพอ่ื เปน รม เงา และที่กาํ บงั ใหต ะพาบ การรกั ษา ใชฟ อรม าลนิ 25-30 ซีซี ตอ นา้ํ 1 ลกู บาศกเ มตร สาดลงในบอ หรอื ใชเ กลอื 0.5-1% (เกลอื 5-10 กโิ ลกรมั ตอ นา้ํ 1 ลกู บาศกเ มตร) เปลย่ี นถา ยนา้ํ ทุกวัน หลงั จากถา ยน้ําใหใ สฟ อรม าลนิ หรือ เกลอื ในระดบั ความเขม ขน เดมิ ทําซํ้าประมาณ 2-3 วัน โรคทเ่ี กดิ จากปรสติ ภายใน (Balantidium sp.) โรคนค้ี อ นขา งรา ยแรง โปรโตซัวจะอยูในทาง เดนิ อาหาร ถา มเี ปน ปรมิ าณมากจะทําใหล ําไสหรือกระเพาะอาหารทะลุ อาหารทต่ี ะพาบกนิ เขา ไปบาง สว นจะหลดุ รอดรบู าดแผลออกมา ทาํ ใหเ กดิ การเนา เสยี ภายในชอ งทอ ง ซง่ึ มผี ลใหต ะพาบตายได เมอ่ื ตะพาบปว ยถงึ ขน้ั ทางเดนิ อาหารทะลแุ ลว ไมส ามารถรกั ษาใหห ายได ดงั นน้ั จงึ ควรปอ งกนั ไวก อ นโดย การใหตะพาบกินยาถายพยาธิเปนประจาํ ทกุ เดอื น 4. โรคทเ่ี กดิ จากการตดิ เชอ้ื ไวรสั มนี กั วจิ ยั บางทา นไดร ายงานวา ตะพาบปว ยมอี าการตวั บวม โดยอาการเรม่ิ จากคอและขาบวม กอ น จากนน้ั สว นอน่ื จงึ บวมตาม ตะพาบจะซมึ ไมก ินอาหาร ตะพาบที่ปวยหนักจะมีการตกเลือด บรเิ วณหนาทอง และหนา อกจะยบุ ลง จากการศึกษาของสถาบันวิจยั สุขภาพสัตวน าํ้ พบวาตะพาบที่ปวย ดว ยอาการดังกลา วสามารถแยกเช้อื แบคทีเรยี ไดห ลายชนิด ซง่ึ อาการปว ยนจ้ี ะมไี วรสั รว มอยดู ว ยหรอื ไม นน้ั กําลังศึกษาวิจัยอยู จากทก่ี ลา วมาขา งตน จะพบวา โรคตะพาบน้ํามหี ลายโรคมาก ดงั นน้ั การปอ งกนั การเกดิ โรคจะชว ย ลดอตั ราการสญู เสยี ได ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 12 การปอ งกนั โรคตะพาบนา้ํ 1. ไมค วรเลย้ี งตะพาบใหห นาแนน เกนิ ไป เนอ่ื งจากตะพาบนา้ํ มนี สิ ยั กา วรา ว เมอ่ื อยรู วมกนั แนน มาก ๆ จะกัดกัน ทาํ ใหเ กดิ บาดแผลขน้ึ ซึ่งอาจทาํ ใหเกดิ การติดเชอื้ แบคทีเรีย หรอื เชอ้ื ราตามมา 2. คุณภาพนํ้าในบอ ควรปรบั ใหอ ยใู นสภาพทเ่ี หมาะสม โดยเฉพาะความเปน กรดเปน ดา ง (pH.) ควรอยใู นชวง 6.5-8.5 เนอ่ื งจากตะพาบนา้ํ จะชอบอยใู นนา้ํ มากกวา บนบก ดงั นน้ั เมอ่ื สภาพนา้ํ ไม เหมาะสมจะมผี ลใหต ะพาบออ นแอเกดิ ตดิ เชอ้ื ไดง า ย 3. ควรเปลย่ี นถา ยนา้ํ ใหส ม่าํ เสมอ อยา ทง้ิ ใหน ้ําในบอ เนา เสยี 4. ควรมบี อ สาํ รอง เมอ่ื เลย้ี งตะพาบไดป ระมาณ 2-3 เดอื น สว นใหญพ น้ื กน บอ จะเนา เสยี เนอ่ื งจากการสะสมของเศษอาหารทต่ี ะพาบกนิ ไมห มด รวมทง้ั สง่ิ ขบั ถา ยของตะพาบซง่ึ สะสมอยทู พ่ี น้ื บอ ตะพาบนาํ้ มอี ปุ นสิ ยั ชอบฝง ตวั ในดนิ เมอ่ื การเนา เสยี ของพน้ื บอ เกดิ ขน้ึ จงึ มผี ลกระทบตอ ตะพาบโดยตรง ดงั นน้ั ถา สงั เกตเหน็ พน้ื บอ เนา เสยี ในชว งแรกอาจใชป นู ขาวและเกลอื ชว ยได แตเ มอ่ื เนา เสยี มาก ขน้ึ ควรจะยายตะพาบนาํ้ ไปยังบอใหมที่มีการทาํ ความสะอาดพน้ื บอ เรยี บรอ ยแลว 5. อาหารทใ่ี ชเ ลย้ี งตะพาบนา้ํ ถา ใชอ าหารสด เชน ปลาสบั ควรจะใชป ลาทย่ี งั สดอยู ไมค วรนํา อาหารที่เนาแลวใหตะพาบกิน ซึ่งอาจทาํ ใหเ กดิ โรคในระบบทางเดนิ อาหารได 6. ควรใหยาถายพยาธิแกตะพาบนาํ้ เปน ประจาํ เดอื นละ 1-2 ครง้ั เนอ่ื งจากตะพาบนา้ํ กิน อาหารสด ดงั นน้ั จงึ มโี อกาสตดิ โรคพยาธไิ ดง า ย 7. ตะพาบนา้ํ ใหมท น่ี ําเขา มาในฟารม ควรจะมีบอแยกตา งหาก จากนน้ั ใหย าฆา เชอ้ื และยาถา ย พยาธิ เพื่อกาํ จัดแบคทีเรีย และพยาธิที่อาจติดมากับตะพาบนาํ้ เปน การปอ งกนั การแพรเ ชอ้ื ในบอ ตะพาบ 8. เมอ่ื สงั เกตพบตะพาบมอี าการผดิ ปกติ ควรรีบแยกตะพาบปวยออกจากตะพาบปกติทันที เพอ่ื ปอ งกนั การลกุ ลามและการระบาดของโรค 9. ผกั ตบชวาและพืชนาํ้ ที่จะนาํ มาใสใ นบอ เพอ่ื เปน รม เงาและทก่ี าํ บงั ใหต ะพาบ กอ นนํามาใชใ น บอ ควรทาํ ความสะอาดรากและใบใหด ี แลว แชใ นนา้ํ ดา งทบั ทมิ เขม ขน เพอ่ื กาํ จัดปรสิตภายนอกท่อี าจตดิ มากบั รากและใบกอ น จากนน้ั จงึ ลา งนา้ํ สะอาดอกี ครง้ั กอ นใสล งในบอ ตน ทนุ การผลติ ตนทุนผันแปร - คา พนั ธุ - คา อาหาร - คา นา้ํ มนั เชอ้ื เพลงิ - คา เสยี โอกาสเงนิ ทนุ - คา แรงงาน ตนทุนคงที่ - คาที่ดิน - คา โรงเรอื น - คา เสอ่ื มราคาของบอ ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 13 แนวโนม ทางดา นการตลาด การเลย้ี งตะพาบในปจ จบุ นั น้ี มผี เู ลย้ี งกนั เปน จาํ นวนมาก ผเู ลย้ี งสว นใหญก ส็ ามารถเลย้ี งตะพาบ กนั ไดเ ปน อยา งดี แตผ เู ลย้ี งยงั ขาดความรทู างดา นการตลาด จึงอยากใหผูเ ล้ยี งตะพาบทีม่ ีอยูร วมตัวกัน ตง้ั กลมุ ผเู ลย้ี งตะพาบขน้ึ มา เพราะวา จะชว ยใหร าคาของตะพาบนา้ํ มรี าคาทผ่ี เู ลย้ี งสามารถเลย้ี งแลว มี กาํ ไรพออยรู อด ทง้ั น้ี สาเหตอุ นั เนอ่ื งมาจากผเู ลย้ี งมจี าํ นวนมากพอ คา คนกลางยอ มกดราคาใหต า่ํ ลง สว นใหญข ณะนต้ี ลาดของตะพาบนา้ํ ตกอยใู นมอื ของพอ คา คนกลาง ซง่ึ เปน กลมุ ผทู ส่ี ง ออกเพยี งกลมุ เดยี ว สาํ หรบั ทา นทส่ี นใจจะเลย้ี งตะพาบนา้ํ กค็ วรคดิ ใหร อบคอบ และหาตลาดรองรบั เพอ่ื ปอ งกนั ภาวะขาดทนุ ถา ผเู ลย้ี งรวมตวั กนั ไดแ ละผคู า ตะพาบนา้ํ ยอมลดสว นแบง ของกาํ ไรลงบา งเพอ่ื ประโยชนข องผเู ลย้ี ง คดิ วา ตลาดของตะพาบนาํ้ และการเลย้ี งตะพาบนา้ํ ของประเทศไทยคงยนื ยาวไปอกี นาน ซึ่งเปนแนวทางที่จะ ชวยใหเศรษฐกิจของประเทศไทยดีขึ้นอีกดวย ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 14 คําแนะนาํ การปองกันสัตวนํ้าจากภัยธรรมชาติ “ภัยธรรมชาติ” หมายถึง อนั ตรายจากสง่ิ ทเ่ี กดิ มแี ละเปน อยตู ามธรรมดา ของสง่ิ นน้ั ๆ โดยมไิ ด มกี ารปรงุ แตง อาทิ อุทกภัย และฝนแลง เปน ตน กรมประมง จงึ ขอเสนอแนวทางปอ งกนั หรอื ลดความ สญู เสียและความเสียหายแกเกษตรกรผูเพาะเลี้ยงสัตวนาํ้ จากการประสบภาวะฝนแลง ฝนตน ฤดแู ละอทุ ก ภัย ดงั น้ี ภาวะฝนแลง ภาวะฝนแลงและฝนทิ้งชวงทําใหปริมาณน้ํามีนอยท้ังในแหลงน้ําธรรมชาติและแหลงน้ําชล ประทานซง่ึ เปน แหลง นา้ํ สําคญั ทใ่ี ชใ นการเพาะเลย้ี งสตั วน ้ําและเกดิ ผลกระทบตอ การประมง ตลอดจน สภาพแวดลอ มไมเ หมาะสมตอ การแพรข ยายพนั ธแุ ละการเจรญิ เตบิ โตของสตั วน า้ํ โดยมวี ธิ กี ารปฏบิ ตั ดิ งั น้ี 1. ควบคมุ การใชน า้ํ และรกั ษาปรมิ าณน้าํ ในทเ่ี ลย้ี งสตั วน า้ํ ใหม กี ารสญู เสยี นอ ย เชน การรว่ั ซมึ การกาํ จัดวัชพืช 2. ทาํ รม เงาใหส ตั วน า้ํ เขา พกั และปอ งกนั การระเหยน้ําบางสว น 3. ลดปรมิ าณการใหอ าหารสตั วน า้ํ ทมี่ ากเกินความจาํ เปนจะทําใหน ้าํ เสยี 4. เพม่ิ ปรมิ าณออกซเิ จนโดยใชเ ครอ่ื งสบู น้าํ จากกน บอ พน ใหส มั ผสั อากาศแลว ไหลคนื ลงบอ 5. ปรบั สภาพดนิ และคณุ สมบตั ขิ องนา้ํ เชน นา้ํ ลกึ 1 เมตร ใสป นู ขาว 50 กก./ไร ถา พน้ื บอ ตะไครห รอื แกส มากเกนิ ไปควรใสเ กลอื 50 กก./ไร เพื่อปรับสภาพผิวดินใหดีขึ้น 6. จบั สัตวนาํ้ ทไ่ี ดข นาดขน้ึ จาํ หนา ยหรือบริโภคในเวลาเชา หรือเย็น เพอ่ื ลดปรมิ าณสตั วน า้ํ ใน บอ 7. ตรวจสอบคณุ สมบตั ขิ องนา้ํ จากภายนอกที่จะสูบเขาบอเลี้ยง เชน พบวา มตี ะกอนและแรธ าตุ ตา ง ๆ เขม ขน ควรงดการสบู นา้ํ เขา บอ 8. งดเวน การรบกวนสตั วน ้าํ เพราะการตกใจจะทาํ ใหส ตั วน ้าํ สญู เสยี พลงั งานและอาจตายได 9. งดเวน การขนยา ยสตั วน า้ํ โดยเดด็ ขาด หากจําเปน ตอ งทําอยา งระมดั ระวงั 10. แจง ความเสยี หายตามแบบฟอรม กรมประมง เพอ่ื การขอรบั ความชว ยเหลอื อยา งถกู ตอ ง และรวดเรว็ ภาวะฝนตน ฤดู การเตรยี มการรบั ภาวะฝนตน ฤดู เกษตรกรผเู พาะเลย้ี งสตั วน ้ําควรปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี 1. ไมค วรสบู นา้ํ ฝนแรกเขา บอ เพราะน้าํ จะพัดพาส่ิงสกปรกจากผิวดนิ ลงสแู หลง นา้ํ ธรรมชาติ ควรปลอ ยใหน า้ํ มปี รมิ าณเพม่ิ ขน้ึ จึงนาํ นา้ํ ไปใชใ นการเพาะเลย้ี งสตั วน า้ํ 2. ควรสบู นา้ํ ในบอ ใหส มั ผสั อากาศจะชว ยเพม่ิ ปรมิ าณออกซเิ จนและปอ งกนั การแบง ชน้ั ของนา้ํ 3. ปอ งกนั การไหลของนา้ํ ฝนทจ่ี ะชะลา งแรธ าตแุ ละสารเคมจี ากผวิ ดนิ ลงสบู อ ซง่ึ อาจเปน อนั ตรายตอ สตั วน ้าํ ได 4. งดการรบกวน การจบั และขนยา ยสตั วน า้ํ ควรรอจนกวา คณุ สมบตั ขิ องนา้ํ มสี ภาพดเี ปน ปกติ 5. งดจบั สตั วน ้าํ เพอ่ื การอนรุ กั ษ เนอ่ื งจากสตั วน ้าํ จะผสมพนั ธหุ ลงั จากฝนตกใหม ๆ ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ
การเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุไตหวัน 15 ภาวะอทุ กภยั การปองกันสัตวนํ้าสูญหายจากภาวะอุทกภัยควรปฏิบัติตามสภาวะการณกอนเกิดภาวะอุทกภัย คอื ใหจ บั สตั วน ้าํ ทไ่ี ดข นาดตลาดตอ งการออกจาํ หนา ย กอ นชว งมรสมุ ในฤดฝู น พรอ มทง้ั สรา งกระชงั ไนลอน กระชงั เนอ้ื อวน บอ ซเี มนต หรอื ขงึ อวนไนลอน เพอ่ื กกั ขงั สตั วน ้าํ “สัตวนํ้าจะปลอดภยั ใหปองกนั หมนั่ ดแู ล” ! กลับไปหนากอนนี้ \" หนาถัดไป # กลับหนาหลัก/สารบัญ จดั ทาํ เอกสารอิเล็กทรอนิกสโดย : สาํ นกั สง เสรมิ และฝก อบรม มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
Search
Read the Text Version
- 1 - 15
Pages: