Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ระบบข้อมูลพืชผัก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ : ปวยเหล็ง

ระบบข้อมูลพืชผัก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ : ปวยเหล็ง

Description: ระบบข้อมูลพืชผัก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ : ปวยเหล็ง.

Search

Read the Text Version

ระบบขอมลู พืชผัก มหาวทิ ยาลัยแมโจ สาขาพชื ผัก ภาควชิ าพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร ปวยเหลง็ รศ.นิพนธ ไชยมงคล ปวยเหล็ง SPINACH : Spinacia oleracea L. Japanese; Horensho มีถิ่นกาํ เนิด อยู แถบทางตะวันตกเฉียงใตของอินเดยี และอฟั กานิสฐาน อยู ในวงศ Chenopodiaceae หรอื Goosefoot spinacia มาจากภาษาลาตินหมายถงึ ทผ่ี ิวของ เมลด็ มหี นาม oleracea มาจากภาษาเสปนหมายถึงพชื ท่ีปลูก ในกระถาง ปวยเหลง็ เปนผกั ใบทป่ี ระกอบดว ยธาตุอาหารสงู โดยมี ปริมาณโปรตีน แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซียม วติ ามิน เอ วิตามนิ บี และ บี 2 ไนอะซนิ และ วิตามนิ ซี สูงกวาพืชใบชนิดอ่นื สองเทา ใบประกอบดว ย oxalic acid เมอ่ื รวมกับ calcium จะเปล่ียนรูปเปน calcium oxalate ซง่ึ ไมสามารถนาํ มาใชป ระโยชนได จดั อยูใ นกลมุ พืชฤดเู ดยี ว อวบนาํ้ ลาํ ตน อวบสัน้ ใบเจริญซอนกันแนน มขี นาดความสงู 25-50 เซน็ ตเิ มตร ใบเจรญิ เปนพมุ จากลาํ ตนท่ีอวบส้นั มีลกั ษณะคอนขางกลม กลมยาวหรือ คอนขางเปน เหลี่ยม ผวิ ใบเปนคลนื่ ใบหยกิ หรือเรยี บ ขอบใบอาจจะเรียบหรอื มีหยัก ปลายใบมี ลกั ษณะคลายหัวลกู ศร ใบแรกจะมขี นาดใหญหลังจากนน้ั จะเล็กลงตามลาํ ดบั มีจาํ นวน 25-35 ใบตอตน จาํ นวนใบจะข้ึนอยูกับสภาพแวดลอ ม เมอ่ื แกลาํ ตน จะขยายตัว แทงชอ ดอก ในสภาพ อุณหภมู สิ ูง ชวงแสงยาว 12.5-15.0 ชั่วโมงพชื จะแทงชอดอก ตนออนเม่ือผานอุณหภูมติ าํ่ 4.4-15.6 o ซ สามารถชกั นาํ ใหตาดอกเจริญ เปนพชื ทมี่ ตี น ตวั ผู ตวั เมียแยกกนั (dioecious)ดอกตวั ผูจ ะเจริญเปนกลมุ บนกานดอก ตนตัวผูจะตายหลังจากดอกบาน ดอกตัวเมยี ไมม ีกลีบเลี้ยง เปนพชื ผสมขามละอองเรณูจะแพร กระจายโดยลม เมล็ดเปน แบบผลเดยี่ ว(utricle) เมลด็ ทมี่ หี นามเปนลักษณะดงั่ เดมิ สวนเมล็ดผวิ เรียบ เกดิ จากการกลายพนั ธุ เมล็ดหนัก 1 กรัมมจี าํ นวน 100-110 เมล็ด รากเปนแบบรากแกวขนาดใหญ เจริญลึกถึง 80 ซม. รากแขนงเจริญในแนวนอน จาํ นวนมาก ลึก 30 ซม.จากผวิ ดนิ

การแบงกลมุ ตามลักษณะการเจริญของดอก 1. Extreme male ตนทม่ี เี ฉพาะดอกตวั ผู มีจาํ นวนใบตอ ตนนอย มใี บยอดลกั ษณะ คลายกลบี ดอก ดอกเจรญิ เร็ว พชื จะตายหลงั จากท่ดี อกเจริญ 2. Vegetative male ตน ที่มีเฉพาะดอกตัวผู มจี าํ นวนใบมาก การเจริญของดอกชา กวา Extreme male 3. Monoecious ดอกตัวเมยี และดอกตวั ผูแยกกัน แตอ ยูบ นตนเดยี วกัน มจี าํ นวนใบ มาก ดอกเจรญิ ชา 4. Female ตน ทีม่ ีเฉพาะดอกตวั เมยี มใี บจาํ นวนมาก ดอกเจรญิ ชา Vegetative male และ Female จะมีตนขนาดใหญ แทงชอดอกชา ใหผลผลิตสงู ตนตัวผู จะเล็กกวา ตน ตวั เมยี การแบง กลมุ ตามลกั ษณะทรงพมุ และใบ 1. ทรงตง้ั 2. ทรงแผกวา ง ลกั ษณะของใบ ใบเรียบ (smooth or flat) หรือใบเปน คลืน่ ใบยน (savoy or wrinkled) หรือเปน คลนื่ เล็กนอย (semi savoy) ขอบใบหยัก หรอื เรยี บ สายพันธุจากประเทศจนี จะมี ขอบใบหยกั ลึกกวาสายพันธยุ ุโรป สายพันธทุ น่ี ยิ มนาํ ไปแปรรูปคือ สายพนั ธุทีม่ ีผวิ ใบ เปนคลืน่ เล็กนอย หรอื ใบเรียบ เนื่องจากเจริญเตบิ โตเร็ว ผล ผลิตสงู ลางทาํ ความสะอาดงาย การแบงสายพันธุตามอายกุ ารเจริญของดอก • สายพนั ธเุ บาดอกเจริญเรว็ • สายพันธุหนกั ดอกเจริญชา การแบงกลุมตามลกั ษณะของเมลด็ สายพันธุท ีม่ ีเมล็ดกลม เรียบ (smooth) และสายพันธุท ีม่ ีเมลด็ เปน เหลย่ี ม หรอื ขรขุ ระ (prickly) สายพนั ธุทีป่ ลกู เปนการคาในปจจบุ ันจะมเี มล็ดกลม สายพนั ธทุ ่มี เี มลด็ กลมสวนใหญจ ะเปน vegetative male สว นสายพนั ธทุ ี่มีเมล็ดเปน เหลี่ยม สว นใหญจะเปน Extreme male สายพนั ธเุ มลด็ กลม เจรญิ เติบโตเรว็ เกบ็ เกีย่ วเรว็ ทนทานตอ อุณหภูมสิ ูง สวนเมล็ดเปน เหล่ียมจะเปนพนั ธุหนัก ทนทานตอ อุณหภูมิตาํ่ สายพนั ธุ การคดั เลือกพนั ธุปลกู เปนปจจยั ท่ีสาํ คญั สายพันธทุ โี่ ตชา การแทงชอดอกชา เหมาะ สาํ หรบั การปลกู ในฤดหู นาว สว นสายพันธทุ ่ีเจริญเร็ว เหมาะสาํ หรับการปลกู นอกฤดู สายพนั ธทุ ่ีนิยมใชท่วั ไปคือ Orient, Pacific, Oscar, Dash, Spark เปน ตน

สายพันธุที่นยิ มปลกู เพอ่ื ตลาดสดคือ Bossanova , St. Helens, สายพันธสุ าํ หรบั การแปรรูป Bolero, Nordic, Polka พันธแุ ละลักษณะประจําพันธุ การคัดเลอื กสายพนั ธปุ ลูกเปน ปจ จัยสาํ คญั ตอผลผลิตและคุณภาพ สายพนั ธทุ ีโ่ ตชา จะ แทงชอดอกชา เหมาะสาํ หรบั การปลกู ในฤดูหนาวหรือปลกู เพอื่ โรงงานแปรรูป สวนสายพันธุที่ เจริญ เหมาะสาํ หรับการปลูกในฤดรู อน DASH พนั ธุเก็บเกี่ยวเรว็ เจรญิ ไดดีในสภาพอณุ หภูมติ าํ่ ใบสีเขยี วออน ทนรอ น ทนทาน ตอโรครานาํ้ คา ง ดอกเจริญเร็ว HOKKAI เกบ็ เกีย่ วเร็ว ใบแหลมหยกั ลกึ สีเขียวเขม รากสีแดงทนรอน ทนทานตอโรครา นา้ํ คาง เมลด็ กลม MEGATON พันธเุ ก็บเกี่ยวเรว็ เจริญไดด ีในสภาพอุณหภูมิตาํ่ ใบสเี ขยี วออ น ทนรอ น ทน ทานตอโรครานา้ํ คาง ดอกเจรญิ คอ นขา งชา MELODY F1 ใบเปน คลน่ื เลก็ นอ ย ใบขาดใหญ สเี ขยี วเขม เจรญิ เตบิ โตเร็ว ตา นทานตอ โรครานา้ํ คางและใบดา งของแตง OKAME พันธเุ ก็บเก่ยี วเรว็ เจรญิ ไดด ใี นสภาพอบอุน ใบสีเขียวเขม ทนรอ น ทนทานตอ โรครานา้ํ คา ง ดอกเจรญิ คอ นขางชา SKOOKUM F1 ใบกลม เปนคลนื่ เลก็ นอ ย ทรงพมุ ต้งั ตรง SUMMER FOCUS พนั ธุท่มี ีอายุเก็บเก่ยี วคอนขางชา เจรญิ ไดด ีในสภาพอบอุน ใบสีเขยี วเขม ทนรอ น ทนทานตอโรครานาํ้ คา ง ดอกเจรญิ คอนขา งชา มาก SUPER ALRITE พันธุเกบ็ เก่ียวเร็ว เจริญไดดใี นสภาพอณุ หภมู ติ า่ํ ใบสเี ขียวเขม ทนรอ น ทนทานตอ โรครานา้ํ คา ง ดอกเจรญิ คอนขางชา VERGINIA เจริญไดด ีในสภาพอณุ หภูมติ าํ่ ดอกเจรญิ ชา ตน ตั้งตรง ปลายใบแหลมหนา ใบสเี ขยี วออน รากสแี ดง ทนรอน ทนทานตอโรครานา้ํ คาง เมลด็ กลม VIENNA F1 ใบขนาดใหญเปน คลื่น ทรงพุม ตัง้ ตรง ทนทานตอ อุณหภมู ติ าํ่ ทนทานตอ โรครานา้ํ คาง TORUTASU ใบกลม สเี ขยี วเขม ตนแผกวาง คอ นขางทนรอน สายพันธทุ ีต่ า นทานตอ รานาํ้ คา ง races 1,2 และ 3 คือ Baker, Cascade and Olympia race 4 Polka, Rainier, Shasta, Bossanova , Bolero and Wolter COHO ตา นทานตอราสนิมสีขาว (White Rust) สายพันธุทต่ี า นทานตอโรคใบหงกิ เหลอื ง Ambassador, Rainier, Rhythum 9, and Hybrid #7. สายพันธทุ ต่ี า นทานตอโรค Cucumber mosaic virus คือ Bloomsdale Long Standing, และ Winter Bloomsdale

สภาพแวดลอ ม สภาพท่มี ีอณุ หภูมิตาํ่ และชว งแสงส้นั เหมาะสาํ หรับการปลกู ปวยเหล็งใหม ีผลผลิตและ คณุ ภาพสงู อุณหภูมสิ าํ หรบั การเจริญเติบโตอยรู ะหวาง 18.0-20.0 o ซ สูงสุด 21.0-24.0 o ซ ตาํ่ สุด 10 o ซ อณุ หภมู ิตา่ํ กวา 10 o ซ พชื จะชะงกั การเจริญ นอกจากนีอ้ ณุ หภมู ิตา่ํ จะทาํ ให ใบหนา ขนาดเลก็ ใบจะเปน คลื่น ในสภาพอุณหภมู ิสงู และชวงแสงยาว ดอกจะเจริญ เรว็ ในสภาพท่ีมีอณุ หภูมสิ ูง ตา่ํ สลบั กัน ถงึ แมจะมตี น ขนาดเล็ก กจ็ ะสามารถแทงชอดอกได ในชว งแสงสนั้ การ เจริญของดอกจะชากวาปกติ การปลกู ในพ้ืนราบจะปลกู ในฤดหู นาว สว นในพื้น ทส่ี งู 800 เมตรจากระดับนา้ํ ทะเลสามารถปลูกไดตลอดป โดยปลูกในโรงเรือนหรอื อุโมงคพลางแสงดวยซาแลนสี เขียวในฤดูรอ น และคลมุ ดวยพลาสตกิ ในฤดฝู น อายกุ ารเก็บเกยี่ วขน้ึ อยกู บั อัตราการเจริญ สายพันธุท่เี ก็บเกย่ี วเรว็ จะมีอัตราการเจริญ สงู ดังน้นั ในการปลูกควรคดั เลือกสายพนั ธุที่มอี ัตราการเจริญเติบโตสงู และแทงชอดอกชา เพื่อ ใหไดผ ลผลิตและคุณภาพสงู จากการทดลองพบวาการจดั การเมล็ดใหผ า นอณุ หภมู ิ 5 o ซ กอนเพาะ (pre-chill) เปนเวลา 3 วนั และเพาะในอุณหภูมกิ ลางวนั 15 o ซ กลางคืน 10 o ซ และใหค วามชน้ื ตา่ํ จะ ใหความงอกสูงท่สี ุด ตารางท่ี 1 อิทธพิ ลของอณุ หภูมดิ นิ ตอ การงอกของเมล็ดปวยเหล็ง อณุ หภูมิ( o ซ) ความงอก(%) จาํ นวนวนั 0 83 63 5 96 23 10 91 12 15 82 7 20 52 6 25 30 5 30 30 6 35 0 - ท่ีมา; Harrington and Minges(1954) การเตรยี มดนิ และการปลูก เน่อื งจากเปน พืชทห่ี วานเมลด็ ในแปลงปลกู โดยตรง ควรเลือกดินทร่ี วนซุย มหี นา ดินลึก ระบายนาํ้ ไดด ปี านกลาง ความอดุ มสมบูรณส งู

pH ของดินทีเ่ หมาะสมอยรู ะหวาง 6.2-6.9 ในกรณีทดี่ ินมี pH ตา่ํ กวา 6.0 อตั ราการ เจริญจะตา่ํ ควรใสปนู ขาว เนอ่ื งจากพืชชะงักการเจรญิ ใน ดินที่เปน กรด อัตราปยุ สาํ หรับปวยเหล็งจะขึน้ อยูกับ ชนิดของ ดิน ฤดูกาล ประวตั ิการใสป ุยของพ้นื ทีแ่ ละผลการ วิเคราะหด นิ เชน เม่อื มปี ริมาณฟอสฟอรัสในดินสงู กวา 30 ppm หรือโปแตสเซ่ียมในปริมาณทีส่ ูงกวา 150 ppm จะพอเพียงสาํ หรับความตอ งการของพืช เนอื่ งจากเปนพชื ท่มี ีระบบรากต้ืน ควรใสป ุยหมกั หรือปยุ คอก(มูลไก)เกา อัตรา 1.0-2.0 กิโลกรัมตอ ตารางเมตร ปวยเหลง็ ตองการธาตอุ าหารสงู โดยเฉพาะในฤดหู นาว ซ่งึ การเปลยี่ นรปู ของไนโตรเจน ใหอยูในรูปทีเ่ ปน ประโยชนค อนขา งชา การขาดโบรอน พชื มรี ากขนาดเลก็ สดี าํ ใบเหลอื ง ชะงกั การเจริญ ควรใสโบแรก็ 1.8 กิโลกรัมตอ ไร โดยท่วั ไปปวยเหลง็ ตอ งการธาตอุ าหาร ไนโตรเจน 11-18 กิโลกรัม ฟอสฟอรัส 18- 27 กิโลกรมั โพแทสเซียม 0-27 กโิ ลกรัมตอไร การทดลองปลกู ปวยเหลง็ พนั ธุ Popeye ในสภาพโรงเรอื นโดยใชอัตราปยุ เคมีแตกตา ง กัน พบวา การใสปยุ 12-24-12 จาํ นวน 20 กโิ ลกรัมตอ ไร ใหนา้ํ หนักตอตน สูงทีส่ ดุ คือ 28.42 กรัม และใหผ ลผลิตสูงทีส่ ุดคือ 6,089.56 กโิ ลกรมั ตอ ไร ปุยเคมคี วรใส 12-24-12 กอ นปลกู อตั รา 20-50 กโิ ลกรมั ตอ ไร และใช 15-0-0 (ในกรณีท่ดี ินเปน กรด) หรอื 21-0-0 (สาํ หรับดินทีเ่ ปน ดาง) ใสห ลงั จากที่เมลด็ งอก 1และ2 อาทิตย อตั รา 10-15 กิโลกรมั ตอ ไร เนือ่ งจากอตั ราการเจริญจะสงู ในชว งหลงั ของการเจริญ การปลูกในฤดหู นาว ควรเพิม่ ปุยไนโตรเจน เนอ่ื งจากอณุ หภูมติ าํ่ จะจาํ กดั ขบวนการเปล่ยี นรปู ไนโตรเจน และพืชจะดูดอาหารไดน อย เนื่องจากเปนพชื ท่ีตอ งการธาตเุ หลก็ (Fe) สงู และในบางพน้ื ทพ่ี ืชอาจจะแสดงอาการ ขาดธาตุรอง เชน แมงกานีส โบรอน ทองแดง และโมลบิ ดนี ัม ควรฉีดพนดวยปยุ นา้ํ ทีม่ ีธาตรุ อง การใสป ยุ ในแคลฟิ อรเ นียร กอนปลูก 9.0-18.0 กก P2O5 ตอไร ไนโตรเจน 15.0-36.0 กก N ตอไร ขน้ึ อยกู ับ สายพันธุ และระยะทางในการขนสง สายพันธทุ ี่เกบ็ เกี่ยวเร็ว ตอ งการ 15.0-18.0 กก N ตอไร กอ นปลูก และใส 9.0 กก N ตอ ไร จาํ นวน 1-3 คร้ังสาํ หรับการ ปลูกเพือ่ โรงงานแปรรูปจะใสในปริมาณเพ่มิ ข้นึ 2 เทา ในดินรวน ปวยเหล็งตองการปุย ไนโตรเจน 17.0-24.0 กโิ ลกรมั N ตอไร 15-17 กโิ ลกรัม P2O5

ตอ ไร และ 17-30 กโิ ลกรัม K2O ตอไร สวนในดนิ เหนยี วและการใสป ุยหลังจากเมล็ดงอก 10- 15 วนั ควรเพมิ่ ไนโตรเจน 10 กโิ ลกรมั N ตอไร การหวานเมล็ด เมล็ดหนกั 10 กรมั มจี าํ นวน 1,000 เมล็ด ควรคัดเลือกเมลด็ ท่สี มบูรณ และตรวจ สอบความงอกกอนเพาะ ใชเมล็ด 1.6-4.5 กิโลกรัมตอไร การศึกษาอทิ ธพิ ลของจาํ นวนเมล็ดตอพน้ื ที่(นันทนา 2547) พบวา การใชเ มลด็ พันธ 2 กรัมตอ ตารางเมตรใหผ ลผลติ สงู ที่สุดคอื 3,833.75 กิโลกรมั ตอไร การแชเ มล็ดกอนเพาะ เนอื่ งจากมีสารจาํ กัดการงอกอยูท ่เี ปลอื กหมุ เมล็ด และเพอ่ื ให เปลือกหุมเมล็ดพองตัว หรือแชเ มล็ดในจบิ เบอเรลลิค เอซิด เขม ขน 100 ppm เปน เวลา 1 ชั่ว โมง และใชผา เปย กหมาด ๆ หุมเก็บรักษาในอณุ หภมู ิ 5 o ซ (ตเู ย็นช้นั ลาง) 3-5 วนั จะชว ยให อตั ราความงอกสูง เมลด็ ปวยเหลง็ ที่มอี ายุเกนิ 1 ป จะมีความงอกตา่ํ กวา 80 % สว นเมล็ดที่มอี ายุมากกวา จะมคี วามงอกตาํ่ อัตราการงอกชา ไมส มาํ่ เสมอ เมลด็ ที่มคี ณุ ภาพดสี ามารถงอกไดดใี นอณุ หภูมิ 10.0-15.6 o ซ ดินทม่ี ีอุณหภมู สิ ูง ความงอกของเมลด็ จะตา่ํ อาจหยอดเมลด็ เปนแถวหา งกัน 10-15 เซนติเมตรหรอื หวา นกระจายสมา่ํ เสมอทั่ว แปลง เพ่ือปองกันการแยง นาํ้ อาหาร และแสง การปลูกเพอ่ื สงตลาดสดจะใชจาํ นวนตน 60 ตนตอ ตารางเมตร หรอื ปลกู เปน แถว ลกึ 1.0-2.0 ซม. สวนการผลติ เพื่อโรงงานอุตสาหกรรมจะใช 120 ตนตอตารางเมตร หรือ อาจจะโรย เมล็ดเปน แถว 10 เมล็ดตอ 30 ซม. ใหแถวหางกัน 15-30 เซนติเมตร ลึก 1-2 ซม. การปลกู ถ่ีจะทาํ ใหตน ตั้งตรง สวนการปลูกหางใบจะแผออกทางดานขา ง เนอ่ื งจากเปน พชื ทมี่ ีอายเุ กบ็ เก่ียวคอ นขางสน้ั (35-45 วัน) ไมค วรถอนแยก อาจจะเกบ็ เกย่ี วตนที่มขี นาด ใหญก อน และใสป ุย เพื่อใหต น ขนาดเลก็ เจรญิ ตอ ไป ในกรณที ่ีจาํ เปน ควรถอนทง้ิ หรือ ยา ยปลกู โดยใชมีดบาง ๆ ขดุ ใหมีดนิ หุมราก อยา ให ดนิ แตก แตจะเปน การส้ินเปลืองแรงงานและเวลา พืชจะชะงักการเจริญหรือตายไดง าย การปลูกสายพันธลุ กู ผสมทม่ี อี ัตราตนตัวเมยี สงู จะทาํ ใหไ ดผลผลิตสูง การดแู ลรักษา ในฤดูฝนนิยมปลูกในพ้ืนท่ี ๆสงู กวาระดับนาํ้ ทะเล 800 เมตรข้นึ ไป โดยปลูกในเรอื น โรงหรอื อุโมงคพ ลาสติก ไมควรฉดี พนสารเคมี เน่ืองจากเปน พืชท่ีเก็บเก่ยี วเร็ว ในกรณที ่จี าํ เปน อาจจะใช เซพวิน 85 หรอื สารท่ีสกัดจากพชื เชน ซมู ิไซดรนิ เปนตน อาจจะใช จบิ เบอเรลลิค แอซคิ ฉีดพนเพอื่ เพิ่มผลผลติ และคุณภาพ ในชวงปลูกท่มี ี อุณหภมู ิตา่ํ โดยใชความเขมขน 100-500 ppm กอ นเกบ็ เกีย่ ว 10-18 วนั ควรฉีดพน ในตอน เชา ขณะท่มี ีนาํ้ คา งเกาะตดิ ใบ การฉดี พนในอณุ หภูมิสงู จะทาํ ใหพชื แทงชอ ดอกเร็ว การใหน าํ้ เน่ืองจากมรี ะบบรากตื้น ใบมีขนาดใหญ ทาํ ใหพ ืชมอี ัตราการคายนา้ํ สูง ควร ใหมีความชื้นพอเพียงระดับ 30 ซม. โดยใหความชื้นพอเพยี งและสมา่ํ เสมอ เพอ่ื ใหมกี ารเจริญ

เตบิ โตอยา งตอ เนื่อง หรือใหน า้ํ ประมาณ 1 น้วิ ตอ อาทิตย การขาดนาํ้ จะทาํ ใหพ ชื ชะงกั การ เจริญ เหี่ยว การใหนา้ํ มากเกินไปจะทาํ ใหมีนา้ํ ขัง ทาํ ใหโ คนและรากเนา หรอื อาจจะทาํ ใหเ กิด โรคทางใบ เชน โรคใบจดุ Alternaria spinaciae, Ascochyta spinaciae, Cercospora beticola, โรคตากบ Cladosporium variabile (Cooke) de Vries หรือ Cladosporium marcrocarpum. โรคแอนแทรกโนส Colletotrichum dematium (Pers.ex Fr.)Grove f. spinaciae หรอื Colletotrichum spinaciicola Chupp and Sherf โรคใบจดุ Phyllostica spinaciae Zimm. โรคโคนเนา Rhizoctonia solani Kuhn., Phythium, Aphanomyces, Fusarium โรคเหี่ยวทีเ่ กิดจากเชอื้ Fusarium oxysporum f. spinaciae เปนตน การเก็บเกย่ี ว เกบ็ เกีย่ วหลงั หวานเมล็ด 25-45 วัน ข้นึ อยกู บั สายพนั ธุและฤดปู ลกู หรือเมอื่ พืชเจรญิ เตบิ โตเต็มท่ี กอ นทช่ี อดอกจะเจรญิ และกอ นท่ีใบจะเปลีย่ นเปน สเี หลอื ง สายพนั ธุ โดยทั่วไปจะเกบ็ เก่ียวเมือ่ มีใบขนาดใหญ 5-8 ใบ หรอื มใี บรวม 25 ใบ ปกติ ใบแกจะเห่ียว รวงหรือเหลอื ง การเก็บเกย่ี วชาอาจจะเพ่มิ นา้ํ หนกั ตน แตอ าจจะทาํ ใหคณุ ภาพ ของใบตา่ํ การเกบ็ เก่ียวนิยมเกบ็ เก่ยี วตอนเยน็ หรอื ตอนเชา เพือ่ ลดอนั ตรายจากการเกบ็ เก่ยี ว เนือ่ งจากในตอนกลางวนั ใบจะกรอบ เปราะ หกั งา ย วิธกี ารเกบ็ เกย่ี วจะถอนพรอ มราก การลางทาํ ความสะอาดและตัดแตง ใบ ควรทาํ หลัง การเก็บเก่ยี วและผึง่ ใหแหงกอ นที่จะทาํ การบรรจแุ ละขนสง เพือ่ ปองกนั การเนา เสยี ในการขนสง ระยะทางไกล ปวยเหลง็ มอี ตั ราพ้นื ทข่ี องใบสงู กวา นา้ํ หนกั มอี ัตราการหายใจหลงั การเกบ็ เกย่ี วสงู ควร ลดอุณหภูมิอยางเฉียบพลันโดย การใชนา้ํ แขง็ เกลด็ ใสด านบน (Icing) หรือใชน า้ํ เยน็ ไหลผาน (hydro-cooled) หรือใชร ะบบสูญญากาศ (vacuum cooled) โดยลดอณุ หภมู ใิ นพืชจาก 19 o ซ ใหเ หลอื 3 o ซ ภายในเวลา 10 นาที หรอื ระบบ forced air cool จาก 18 o ซ เหลือ –1 o ซ ภายในเวลา 4 ช่วั โมง การทดลองเก็บรกั ษาปวยเหล็งจาํ นวน 16 สายพนั ธุ ในอุณหภมู ิ 5 o ซ พบวาใบเหี่ยว เนา 17, 28 และ 45 % แสดงอาการใบเหลือง 18, 25 และ 45 % ในเวลา 2,3 และ 4 อาทิตยตามลาํ ดับ สายพนั ธุ Imperial Spring, Shasta, Polka, Spectrum และ Sporter สามารถเก็บรกั ษา ไดน านกวา สายพันธอุ น่ื ๆ ใชอ ุณหภูมิ 0 o ซ ความช้นื สมั พัทธ 95 % จะเก็บรกั ษาได 10 วัน อณุ หภมู ติ าํ่ กวา – 0.3 o ซ จะทาํ อันตรายตอพืช เกบ็ รักษาในอณุ หภมู ิ 1-2 o ซ ความช้นื สัมพทั ธ 95 % จะเก็บรกั ษาได 14 วัน

การเกบ็ รักษาในสภาพควบคมุ บรรยากาศจะสามารถรักษาสเี ขียวของใบไดน าน ผลการ ทดลองหลายแหง พบวา การเพ่ิมออกซิเจน 7-10 % คารบ อนไดออกไซด 5-10 % ในภาชนะ บรรจุสามารถชะลอการเหลืองของใบได การเกบ็ รักษาในอุณหภมู ิ 5 o ซ คารบอนไดออกไซด 10 % สามารถรักษาสเี ขยี วได 3 อาทติ ย โดยทว่ั ไปจะรกั ษาระดบั ออกซเิ จน 1-3 % คารบ อนไดออกไซด 8-10 % การเกบ็ รักษาในหอ งควบคมุ สภาพแวดลอ ม ¾ Optimum product temperature = 0.0-1.0 oซ Temperature Set points ¾ Air delivery control = 0.0-1.0 oซ ¾ Return air control = 1.0-2.0 oซ Acceptable product temperature at loading into container = -0.5-5.0 oซ • Freezing point –0.3 oซ อัตราการหายใจปวยเหล็งหลงั การเกบ็ เก่ยี ว อณุ หภมู ิ (oซ) 0 5 10 15 20 ml CO2/kg/hr 9-11 17-29 41-69 67-111 86-143 ml CO2/kg/hr x 440 = Btu/ton/day หรือ x 122 = kcal/metricton/day • อยใู นกลมุ พืชท่สี รางเอทธีลีนตา่ํ ( <4 nM ethylene /kg/h at 20 oC) แตจะตอบ สนองตอเอทธลี ีนสงู โดยจะทาํ ใหใ บเหลอื งเร็ว ไมค วรเก็บรักษารวมกับ แตงหอม หรือ มะเขือเทศ Storage (day) • การ เก็บรกั ษาโดยการควบคมุ บรรยากาศ Oxygen(%) Carbon Dioxide(%) Temperature (oซ) 7-10 5-10 0 +14 ผลผลิตฤดฝู น 1.3-1.5 กโิ ลกรมั ตอ ตารางเมตร ฤดูหนาว นา้ํ หนกั เฉลย่ี 50 กรัมตอ ตน

เอกสารอา งอิง นนั ทนา บวั ศิริ 2547 อทิ ธพิ ลของปรมิ าณเมล็ดตอ การเจริญเตบิ โตและผลผลติ ปวยเหลง็ ปญ หาพเิ ศษ สาขาพชื ผัก ภาควชิ าพชื สวน คณะผลติ กรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม โจ นาวิน สองเมือง 2547 อทิ ธพิ ลของปุยตอ การเจริญเติบโตและผลผลติ ปวยเหลง็ ในสภาพโรง เรือน ปญหาพเิ ศษ สาขาพืชผกั ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวทิ ยาลยั แมโจ Commercial Vegetable Production Guide. 2001. Spinach; Spinacia oleracea. http://www.osu.orst.edu/Dept/NWREC/spinach.html Harrington,J.F., and Minges, P.A. 1954. Vegetable Seed Germination. University of California, Berkeley. LeStrange,M., Koike,S., Valencia,J. and Chaney,W. 2002. Spinach Production in California, Publication 7212. Division of Agriculture and Natural Resources, University of California. Rubatzky,E.V. and Yamaguchi, M. 1997. Spinach. World Vegetables, Principles, Production, and Nutritive Values, Second Edition, International Thomson Publishing, 457-465.