Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักการศรัทธาที่ถูกต้องและที่ตรงกันข้าม

หลักการศรัทธาที่ถูกต้องและที่ตรงกันข้าม

Description: หลักการศรัทธาที่ถูกต้องและที่ตรงกันข้าม.

Search

Read the Text Version

หลักการศรัทธาท่ถี กู ตอ ง และที่ตรงกนั ขาม  ‫א‬‫א‬  E‫א‬F   ‫א‬‫א‬‫א‬‫א‬W  ‫א‬W  โดย ทานเชค อบั ดลุ อาซซี อบิ นุ อบั ดลุ ลอฮฺ อบิ นุ บาซ แปลโดย อมิ รอน มะกูดี จดั พมิ พแ ละปรบั ปรุงลา สดุ โดย สาํ นกั งานความรว มมือเพอ่ื เผยแพรและสอนอสิ ลาม อรั -ร็อบวะฮฺ กรุงรยิ าด ประเทศซาอดุ ิอาระเบยี : ‫ﻣﻦ ﺇﺻﺪﺍﺭﺍﺕ‬



สงวนลิขสิทธ์ิโดย เวบ็ ไซตอสิ ลามเฮาส อนญุ าตใหใ ชประโยชนจากหนงั สือ โดยไมบ ิดเบอื นหรือเปล่ยี นแปลงเนื้อหาเดิม หากมีขอ สงสัย คําแนะนําหรือแกขอผดิ พลาดใดๆ กรณุ าติดตอ เราทางเวบ็ ไซต : www.islamhouse.com (475) ฮ.ศ.1427 - ค.ศ. 2006 สาํ นักงานความรวมมือเพื่อเผยแพรแ ละสอนอิสลาม อัร-ร็อบวะฮฺ กรุงรยิ าด ประเทศซาอุดิอาระเบยี โทร. +966-1-445 4900, 491 6065 www.islamhouse.com

‫‪ ‬‬ ‫ﲨﻴﻊ ﺍﳊﻘﻮﻕ ﳏﻔﻮﻇﺔ ﳌﻮﻗﻊ ﺩﺍﺭ ﺍﻹﺳﻼﻡ‪ .‬ﻭﳛﻖ ﳌﻦ ﺷﺎﺀ ﺃﺧﺬ ﻣﺎ ﻳﺮﻳﺪ ﻣﻦ ﻫﺬﻩ ﺍﳌﺎﺩﺓ ﺑﺸﺮﻁ ﺍﻷﻣﺎﻧﺔ‬ ‫ﰲ ﺍﻟﻨﻘﻞ ﻭﻋﺪﻡ ﺍﻟﺘﻐﻴﲑ ﰲ ﺍﻟﻨﺺ ﺍﳌﻨﻘﻮﻝ‪ .‬ﻭﺍﷲ ﺍﳌﻮﻓﻖ‪.‬‬ ‫ﻭﺇﺫﺍ ﻛﺎﻥ ﻟﺪﻳﻚ ﺃﻱ ﺳﺆﺍﻝ ﺃﻭ ﺍﻗﺘﺮﺍﺡ ﺃﻭ ﺗﺼﺤﻴﺢ ﻳﺮﺟﻰ ﻣﺮﺍﺳﻠﺘﻨﺎ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﻌﻨﻮﺍﻥ ﺍﻟﺘﺎﱄ‪:‬‬ ‫‪www.islamhouse.com‬‬ ‫‪ ‬‬ ‫‪ ‬‬ ‫)‪(475‬‬ ‫‪ 1427‬ﻫـ‬ ‫א‪‬א‪‬א‪‬‬ ‫‪ 445 4900W ‬ـ ‪491 6065‬‬ ‫‪‬א‪‬א‪www.islamhouse.comW‬‬

สารบญั ความสาํ คญั ของการศรทั ธาทีถ่ กู ตอ ง.............................................................. 6 หลกั ศรัทธาหกประการและหลักฐาน.............................................................. 7 ความสาํ คัญของ อบิ าดะฮฺ............................................................................... 11 ขอเท็จจริงของการศรทั ธาตอ อัลลอฮฺ............................................................ 16 การศรทั ธาตอพระนามและคณุ ลักษณะของอัลลอฮฺ.................................. 19 การศรัทธาตอมลาอกิ ะฮฺ.................................................................................. 26 การศรทั ธาตอ คัมภีรตา งๆ............................................................................... 28 การศรัทธาตอบรรดารอซลู ............................................................................. 30 การศรัทธาตอ วันอาคเิ ราะฮฺ............................................................................. 33 การศรทั ธาตอ อลั -เกาะดัรฺ............................................................................... 33 ขอ เท็จจรงิ อ่นื ๆ ของการศรทั ธาตอ อัลลอฮฺ.................................................. 37 กลมุ คนทีด่ าํ เนินอยูบนเสน ทางทีข่ ดั กับความถูกตอ ง................................ 41 ขอ สงสยั คลุมเครือของเหลา ผูปฏบิ ตั ิชริ ิก..................................................... 43 ความเชอ่ื อ่ืนๆ ท่ขี ัดกบั หลักการอันถกู ตอง ................................................. 45 จาํ เปน ตอ งอบิ าดะฮตฺ อ อัลลอฮฺองคเดยี ว และชี้แจงสาเหตแุ หงชยั ชนะ เหนือศตั รูของอัลลอฮ...................................................................................... 52 สิ่งที่ทาํ ใหเ สียอิสลาม........................................................................................ 67

‫א‬‫א‬‫א‬ ดวยพระนามของอัลลอฮฺ ผูท รงเมตตา ผูทรงปรานีย่ิงเสมอ ความสําคญั ของการศรัทธาท่ีถูกตอง บรรดาการสรรเสริญเปนสิทธิของอัลลอฮฺผูทรงเอกะ ขอพรและ ความศานติ จงมีแดมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ผูที่ไมมีนบี คนใดตามมาหลังจากทา นอีก ในเม่ือหลักการเช่ือม่ันท่ีถูกตองน้ันเปนมูลฐานของศาสนา และ เปนรากฐานของหลักธรรม ฉันจึงเห็นควรใหเร่ืองนี้ เปนหัวเรื่องของการ กลาวปราศัย เปนท่ีทราบกันดีตามหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮฺวา กิจการงานตาง ๆ จะถือวาใชไดและเปนท่ียอมรับนั้น จะตองเกิดข้ึนมา จากหลักการเช่ือมั่นท่ีถูกตอง ดังนั้นหากหลักการเชื่อมั่นไมถูกตอง ส่ิงที่ แตกแขนงมาจากหลักการอันน้ี ซึ่งไดแกการปฏิบัติและคําพูด ก็ยอมจะ โมฆะ ดังท่ีอลั ลอฮไฺ ดตรสั วา z⎯ΒÏ οÍ t ÅzψF $# ’ûÎ uθèδuρ …&ã é#ϑy ãt Ýx Î6my ‰ô s)sù ⎯Ç ≈Κu ƒ}M $$/Î ö à õ3ƒt ⎯t tΒuρ ∩∈∪ z⎯ƒÎ £Å ≈ƒs :ø #$ ความวา “และผูใดปฏิเสธตอการศรัทธา การงานของเขาก็ ไรผล และในวันปรโลกเขาก็เปนคนหน่ึงจากบรรดาผู ขาดทุน” (อลั -มาอดิ ะฮฺ : 5) 6

และไดตรัสวา |M.ø uõ°&r ⎦÷ ⌡È 9s š=Î ö6s% ⎯ÏΒ t⎦⎪%Ï ©!#$ ’n<Î)uρ y7ø‹s9)Î z©rÇ ρé& ‰ô s)s9uρ ∩∉∈∪ ⎯z ƒÎÅ£≈sƒø:$# ⎯z ΒÏ £⎯Ρt θä3tG9s uρ y7è=uΗåx ⎯£ Üs 6t só ‹u s9 ความวา “และแนนอนย่ิง ไดมีวะหฺยูมายังเจา (มุหัมมัด) และยังบรรดาผูท่ีมากอนเจาวา หากเจาตั้งภาคี(กับอัลลอฮฺ) การงานของเจาก็ตองเปนโมฆะอยางแนนอน และเจาก็จะ เปนคนหน่ึงจากบรรดาผูขาดทุน” (อัซ-ซุมรั : 65 ) หลกั ศรัทธาหกประการและหลกั ฐาน อายตั ตาง ๆ ที่ใหความหมายเชนน้ีมีมากมายในคัมภีรของอัลลอฮฺ อันชัดแจงและในซุนนะฮฺของรอซูลผูซ่ือสัตย ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไดบงถึงวาหลักการเชื่อมั่นที่ถูกตอง พอจะสรุปลงอยูที่การ ศรัทธาตอ อัลลอฮฺ ตอบรรดารอซลู ของพระองค ตอมลาอีกะฮฺ ตอคัมภีร ตางๆของพระองค ตอวันปรโลก และตอกฎ อัล-เกาะฎออและอัล- กอดรั ขฺ องพระองค( การกาํ หนดสภาวะ)ทงั้ ท่ีดแี ละชั่ว หกประการที่กลาวถึงน้ี คือรากฐานของการเชื่อม่ันท่ีถูกตอง ท่ี คมั ภรี อันทรงเกยี รตขิ องอัลลอฮฺไดประทานลงมา พระองคไดทรงแตงตั้ง รอซูลของพระองค มาพรอ มกับหลกั การเช่อื มั่นท่กี ลา วมาแลวน้นั ดังน้ัน จึงจําเปนตองศรัทธา อันไดแกการศรัทธาในเรื่องที่พนญาณวิสัย เห็นได 7

วาการศรัทธาตอทุกส่ิงท่ีอัลลอฮฺและรอซูลไดบอกไวนั้น ก็แตกแขนงมา จากรากฐานอนั น้แี หละ หลกั ฐานยืนยนั หลักศรทั ธาทัง้ หกนี้ มมี ากมายนัก ทัง้ ในคัมภรี  อลั กรุ อานและในซุนนะฮฺ เปนตนวา โองการของอลั ลอฮตฺ ะอาลาทว่ี า É>Ìóø yϑ9ø #$ ρu É−Î³ô yϑø9#$ Ÿ≅t6%Ï Νö 3ä δy θã_ρã (#θ9— uθè? β&r § É9ø9#$ }§Šø ©9 * Ïπx6Í×≈¯ n=yϑø9$#uρ Ì zÅ Fψ#$ ΘÏ θö ‹u ø9#$ uρ !« $$Î/ ⎯z tΒ#u™ ô⎯tΒ §9É ø9#$ ⎯£ 3Å ≈s9ρu z⎯↵h‹Í ;Î ¨Ζ9#$ uρ É=≈tG3Å ø9#$ uρ ความวา “หาใช(ประเด็นของ)คุณธรรมไม ในการที่พวกเจา ผินหนาพวกเจาไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก แต ทวาคุณธรรมน้ันคือ ผูท่ีศรัทธาตออัลลอฮฺ และวันปรโลก ศรัทธาตอมลาอิกะฮฺ ตอบรรดาคัมภีร และตอบรรดานบี...” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 177) และโองการทีว่ า z⎯Βt #u™ ≅< .ä 4 βt θΖã ÏΒ÷σßϑ9ø #$ uρ ⎯µÏ /În ‘§ ⎯ΒÏ µÏ ø‹s9)Î Αt Ì“Ρ&é !$yϑ/Î Αã θß™§ 9#$ z⎯Βt #™u ⎯ΒiÏ ‰7 my r& š⎥⎫÷ t/ ä−Ìh xçΡ Ÿω ⎯&Ï #Î ß™‘â ρu ⎯µÏ Î7çF.ä ρu ⎯µÏ FÏ 3s Íׯ≈n=tΒuρ «!$$Î/ 4 ⎯&Ï #Î ß™•‘ ความวา “รอซูลน้ัน(มุหัมมัด) ไดศรัทธาตอสิ่งที่ไดถูก ประทานลงมาแกเขา จากพระผูเปนเจาของเขา และบรรดา มุอมินผูศรัทธาท้ังหลายก็ศรัทธาดวย ทุกคนศรัทธา 8

ตออัลลอฮฺ และมลาอิกะฮฺของพระองค และบรรดาคัมภีร ของพระองค และบรรดารอซลู ของพระองค (พวกเขากลาววา) เราจะไมแยกทานหน่ึงทานใดออกจาก บรรดารอซูลของพระองค...” (อลั -บะเกาะเราะฮฺ : 285) และโองการท่ีมีดงั นี้ Αt “¨ Ρt “Ï%!© #$ É=≈tF3Å ø9#$ ρu ⎯Ï&Î!θß™‘u ρu «!$$ /Î (#θãΨÏΒ#™u (#þθãΨtΒ#u™ ⎦t ⎪%Ï !© $# $pκ‰š 'r ≈¯ tƒ «!$$Î/ ö àõ3ƒt ⎯tΒuρ 4 ã≅ö6s% ⎯ΒÏ tΑt“Ρr& “ü Ï%!© #$ É=≈tFÅ69ø #$ uρ ⎯Ï&!Î θ™ß ‘u ’4 ?n tã Kξ≈n=|Ê ≅¨ Ê| ‰ô )s ùs Ì zÅ Fψ$# ÏΘöθ‹u ø9$#uρ ⎯Ï&Î#™ß ‘â uρ ⎯µÏ Î7çF.ä ρu ⎯ϵFÏ 3s ×Í ¯≈n=tΒρu ∩⊇⊂∉∪ #´‰‹Ïèt/ ความวา “โอผูศรัทธาท้ังหลาย จงศรัทธาตออัลลอฮฺ และ รอซูลของพระองคเถิด จงศรัทธาตอคัมภีรท่ีพระองคได ประทานแกรอซูลของพระองคและตอคัมภีรที่ทรงประทาน ลงมากอ นน้นั และผูใดทปี่ ฏิเสธการศรัทธาตอ อัลลอฮฺ มลาอิกะฮฺของพระองค บรรดาคัมภีรของพระองค บรรดาศาสนทูตของอัลลอฮฺ และวันปรโลกแลวไซร แนน อนเขาก็ไดหลงทางไปแลวไกลลิบ” (อัน-นิสาอ : 136) และโองการของพระองคที่วา 9

š Ï9≡sŒ β¨ Î) 3 ÇÚ‘ö {F #$ ρu Ï™$! ϑy ¡¡ 9#$ ’Îû $Βt ãΝn=è÷ tƒ ©!$# χ r& öΝ=n ÷ès? Οó s9r& ∩∠⊃∪ ×Å¡„o !« #$ ’?n ãt y7Ï9≡Œs ¨β)Î 4 A=≈tFÏ. ’Îû ความวา “เจาไมรูหรือวา อัลลอฮฺน้ันทรงรูถึงสิ่งที่อยูในช้ัน ฟาและในแผนดนิ แทจ รงิ เรื่องเชน นีไ้ ดจารกึ ไวแลวในสมดุ บันทกึ และน่เี ปนสิ่งงา ยดายสาํ หรบั อลั ลอฮ”ฺ (อลั -หจั ญ : 70) สวนหะดีษฺเศาะฮีหฺ(ถูกตอง)ที่บงถึงมูลฐานเหลานี้มีมากมาย เหลือเกินเปนตนวาหะดีษฺเศาะฮีหฺที่โดงดังซ่ึงบันทึกโดยอิมามมุสลิมใน ตําราหะดีษฺเศาะฮีหฺของทาน ไดแกหะดีษฺท่ีเลาโดยอะมีรุลมุอมีนีน อุมัร อิบนุ ค็อฏฏ็อบ รอฎิยัลลอฮฺ อันฮุ มีความวา ทานญิบรีล อะลัยฮิสลาม ไดถามทานนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เกี่ยวกับอีมาน(การ ศรทั ธา) ทานนบี ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลมั ไดตอบวา       ‫א‬  ‫ﻩ‬،‫א‬‫א‬ ความวา “การศรัทธานั้น คือการท่ีทานศรัทธาตออัลลอฮฺ ตอมลาอิกะฮฺของพระองค ตอบรรดาคัมภีรของพระองค ตอบรรดารอซูลของพระองค ตอวันปรโลก ตออัล-เกาะดัรฺ (กาํ หนดสภาวะ)ทั้งทีด่ แี ละชวั่ ของมัน” อิมาม อลั -บคุ อรียและมสุ ลมิ ไดร ายงานหะดีษนฺ ี้ ซึง่ เปน หะดษี ทฺ ่ี รายงานจากอบู ฮรุ อ็ ยเราะฮฺ เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อนั ฮุ 10

ทุกส่งิ ท่มี สุ ลมิ จาํ เปนตองเชื่อมัน่ ในเรอื่ งสิทธขิ องอัลลอฮใฺ นเรือ่ งวัน ปรโลกและอ่ืนๆ ที่เปนเร่ืองเรนลับก็แตกแขนงมาจากการศรัทธาในหลัก มูลฐานหกประการน้ีแหละ เพราะจากการศรัทธาในอัลลอฮฺเราก็ได ศรัทธาวา พระองคน้ันเปนพระผูเปนเจาท่ีแทจริงที่สมควรไดรับการ เคารพภักดี ทุกสิ่งทุกอยางอื่นจากพระองคแลวไมสมควรท่ีจะไดรับการ เคารพสักการะ ทั้งน้ีก็เน่ืองจากพระองคเปนผูทรงใหบังเกิดปวงบาว ผู ทรงประทานโชคลาภแกเขาเหลาน้ัน ทรงประทานปจจัยยังชีพ ทรงรอบรู ทั้งในท่ีลับและท่ีเปดเผย ผูท่ีสามารถประทานผลบุญแกผูท่ีเชื่อฟงและ ปฏบิ ัตติ าม และทรงลงโทษผูทฝ่ี าฝน ความสาํ คัญของ อิบาดะฮฺ ท้ังน้ี ก็เพราะเพื่อการเคารพภักดี(อิบาดะฮฺ)น้ีแหละที่เปนพระ ประสงคข องพระองคใ นการสรา งมนุษยและญินขึ้นมา ทรงบัญชาใหพวก เขาเหลาน้ันเคารพภกั ดี ดังท่พี ระองคมดี าํ รัสวา Νåκ÷]ΒÏ ‰ß ƒÍ‘&é !$Βt ∩∈∉∪ Èβρ‰ß 7ç ÷è‹u 9Ï ω )Î §} Ρ}M $#ρu £⎯Åg:ø $# àM)ø =n yz $tΒρu ρèŒ ä−#¨—§ 9$# θu δè ©!$# β¨ )Î ∩∈∠∪ βÈ θßϑÏèÜô ムβr& ‰ß ƒÍ‘&é !$tΒuρ −5 ø—‘Íh ⎯iΒÏ ∩∈∇∪ ⎦ß ⎫GÏ ϑy 9ø $# οÍ §θà)ø9$# ความวา “และขามิไดบังเกิดญินและมนุษยข้ึนมาเพื่ออ่ืนใด นอกจากเพ่ือเคารพภักดีตอขาเทานั้น ขาไมประสงคปจจัย ยังชีพจากพวกเขาเหลาน้ัน และขาไมประสงคใหเขา 11

เหลาน้ันใหอาหารแกขา แทจริงอัลลอฮฺน้ันคือผูท่ีทรง ประทานปจจัยยังชีพอยางเอื้อเฟอ และทรงมีพลังที่เขมแข็ง ย่งิ ” (อซั -ซาริยาด : 56-58) พระองคย งั ไดต รัสอกี วา öΝä3=Î 6ö %s ⎯ΒÏ t⎦⎪%Ï ©!$#ρu Νö 3ä s)=n {s “%Ï ©!$# ãΝä3−/‘u #( ρ߉6ç ôã#$ ¨â $Ψ¨ 9#$ $pκš‰'r ≈¯ ƒt u™$! ϑy ¡¡ 9#$ uρ $V©≡tÏù Úu ‘ö F{$# ãΝ3ä 9s ≅Ÿ èy _y “Ï%©!#$ ∩⊄⊇∪ βt θà)−G?s öΝä3ª=yè9s $%] ø—‘Í NÏ ≡tyϑ¨V9#$ ⎯z ÏΒ ⎯µÏ /Î ly tz÷ 'r ùs [™!$tΒ Ï™!$ϑy ¡¡ 9$# ⎯z ΒÏ tΑt“Ρ&r ρu [™!$Ψo /Î ∩⊄⊄∪ χš θßϑn=÷è?s Νö çFΡr&uρ #YŠ#‰y Ρ&r !¬ #( θè=èy gø Br ξŸ ùs ( Νö 3ä 9© ความวา “มนุษยเอย จงเคารพภักดีพระผูเปนเจาของพวก เจาเถดิ เพ่ือวา พวกเจา จะยาํ เกรง ผทู ี่ทรงทําใหแผน ดนิ เปน ท่ีนอน(ราบเรียบ) และฟากฟาเปนอาคารแกพวกเจา และ ทรงใหนํ้าหลั่งลงมาจากฟากฟา แลวทรงทําใหผลไมตาง ๆ ผลอิ อกมาอนั เน่อื งจากนํา้ นั้น ทง้ั น้ีก็เพอ่ื เปนปจ จัยยังชีพแก พวกเจา ดังนั้นพวกเจาจงอยาไดใหมีผูที่เทาเทียมใดๆ ข้ึน สําหรับอัลลอฮฺ(คือเคารพสักการะส่ิงอ่ืนเสมอพระองค) โดยที่พวกเจา กร็ กู นั อยู” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 21-22) 12

แทจริงแลว อัลลอฮฺไดสงบรรดารอซูลและทรงประทานบรรดา คัมภีรลงมา กเ็ พื่อช้ีแจงถงึ สัจธรรมอันน้ี เรียกรองและตักเตือนใหรูถึงสิ่ง ท่ตี รงกนั ขา มกับสัจธรรม โดยท่ีพระองคไดต รัสวา (#θ7ç Ï⊥tGô_#$ ρu !© $# (#ρ߉6ç ãô $# χ &r ω» θ™ß §‘ 7π¨Β&é eÈ≅2à ’Îû $Ζu W÷ èy t/ ô‰s)9s uρ ( |Nθóä ≈©Ü9#$ ความวา “และแนนอนย่ิง เราไดแตงต้ังรอซูลมาในทุก ประชาชาติ (โดยใหเขาประกาศวา) ทานท้ังหลายจงเคารพ ภักดีตออัลลอฮฺ และจงออกหางจาก (การสักการะ) ฏอฆูต (ชยั ฏอนหรอื เจว็ด)” (อัน-นะหฺลิ : 36) พระองคไ ดต รัสอกี วา µt ≈s9Î) Iω …µç ¯Ρ&r ϵ‹ø 9s )Î û©rÇ θçΡ ω )Î Α@ θß™‘§ ⎯ΒÏ šÎ=ö6%s ⎯ÏΒ $uΖ=ù ™y ‘ö &r $! Βt uρ ∩⊄∈∪ βÈ ρ‰ß 7ç ãô $$ ùs O$Ρt &r ωH )Î ความวา “และเรามิไดสงรอซูลคนใดกอนหนาเจา (หมายถึงนบีมุหัมมัด) นอกจากเราจะไดมีวะหฺยูแกเขาวา ไมมีผูท่ีไดรับการเคารพภักดีอ่ืนใดนอกจากขา ดวยเหตุน้ี พวกเจาจงเคารพภกั ดตี อ ขา” (อัล-อนั บยิ าอ : 25) และพระองคไดต รสั วา 13

∩⊇∪ A 7Î yz AΟŠÅ3ym ÷β$à !© ⎯ΒÏ Mô n=Á_Å èù §ΝOè …µç Gç ≈ƒt #u™ ôMyϑÅ3ômé& ë=≈Gt Ï. ∩⊄∪ ×ϱo0ρu Ö ƒÉ‹tΡ çµ÷ΖiÏΒ /3ä s9 ©_Í Ρ¯ )Î 4 !© #$ ω Î) #( ρÿ ‰ß ç7÷ès? ω&r ความวา “(นี่คือ) คัมภีรอันมีโองการตางๆ ของคัมภีรน้ัน ไดถูกวางไวอยางรัดกุมชัดแจง แลวไดถูกจําแนกแยกแยะ (ขอบญั ญัติ) มาจากผทู รงปรีชาญาน ผูทรงรอบรู (โดยไดสอนไวในคัมภีรวา) พวกเจาจะตองไมเคารพภักดี ผูใดนอกจากอัลลอฮฺ แทจริงฉัน(มุหัมมัด)เปนผูตักเตือน ผบู อกขา วดีจากพระองคแ กพวกทาน” (ฮูด : 1-2) และความหมายท่ีแทจริงของการอิบาดะฮฺน้ีก็คือ การแสดงถึง เอกภาพของอัลลอฮฺ ในทุกเรื่องท่ีปวงบาวถวายความภักดี เปนตนวา ถวายการวิงวอน ความหวาดเกรง ความหวัง การละหมาด การถือศีลอด การเชือด การบนบาน และอ่นื ๆ นอกจากทีก่ ลาวมาแลว ซึง่ เปน การ อบิ าดะฮฺประเภทตาง ๆ ในรูปแบบของการนอบนอมถอมตนตอพระองค อัลลอฮฺ มีความปรารถนาประกอบกับความเกรงขาม พรอมกับความ กตัญู สํานึกในบุญคุณของอัลลอฮฺอยางเต็มเปยม และมีความรูสึกต่ํา ตอยตอความยิ่งใหญของพระองค สวนใหญของอัลกุรอานไดลงมาใน หลกั มลู ฐานอันยงิ่ ใหญน้ี ดังพระดาํ รัสของอลั ลอฮทฺ ่วี า 4 Èß Ï9$ƒs :ø $# ⎯ß ƒ$Ïe !$# ¬! Ÿω&r ∩⊄∪ š⎥⎪$eÏ !$# çµ9© $TÁÎ=øƒèΧ !© $# ‰Ï ç7ãô $$ùs ความวา “ดังนั้นเจาจงเคารพภักดีตออัลลอฮฺ โดยเปนผู ถวายการเคารพอยางบริสุทธ์ิแดพระองค (เพียงองคเดียว 14

เทานั้น) พึงรูเถิดวาสําหรับอัลลอฮฺแลว(ไมมีภาคีใด ๆ อีก นอกจาก )การเคารพภักดีที่ผองแผวบริสุทธิ์” (อัซ-ซุมัร : 2-3) และโองการของอัลลอฮฺที่วา νç $−ƒ)Î HωÎ) #( ÿρ‰ß ç7÷è?s ω &r y7•/u‘ 4©|Ós%uρ ความวา “และพระผูเปนเจาของเจาไดมีบัญชาวา พวกเจา จะตอ งไมเ คารพภักดีผใู ดนอกจากพระองค” (อัล-อิสรออ : 23) และโองการทว่ี า ∩⊇⊆∪ βt ρã Ï ≈3s 9ø $# νo Ì.x θö s9ρu ⎦t ⎪eÏ$!$# µç 9s š⎥⎫ÅÁ=Î ÷‚Βã !© $# #( θãã÷Š$$ ùs ความวา : “ดังน้ันพวกเจาจงวิงวอนตออัลลอฮฺ โดยเปนผู ถวายการเคารพภักดีอยางบริสุทธ์ิใจแดพระองคเทานั้น ถึงแมวาพวกปฏิเสธศรัทธาจะเกลียดชังก็ตาม” (ฆอฟรฺ : 14) และในหะดษี ฺของทา นอมิ ามอลั -บุคอรยี แ ละมุสลมิ จากทา น มุอาซ รอฎยิ ลั ลอฮฺ อนั ฮุ มวี า ‫א‬‫א‬‫א‬ 15

ความวา : ทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กลาววา “สิทธิของอัลลอฮฺอันพึงมีตอปวงบาวก็คือ การท่ี เขาเหลานั้นตองเคารพภักดีพระองค และไมนําสิ่งใดข้ึนมา เปนภาค(ี สกั การะ)รวมกับพระองค” ขอเทจ็ จริงของการศรทั ธาตออลั ลอฮฺ สวนหนึ่งของการศรัทธาตออัลลอฮฺคือการศรัทธาตอทุกส่ิงที่ พระองคทรงมีโองการบังคับใหปวงบาวประพฤติปฏิบัติ เปนตนวาหลัก อิสลามทั้งหาประการท่ีปรากฏชัด ซึ่งไดแกการปฏิญาณวา “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ มุหัมมัด รอซูลลุลลอฮฺ (ไมมีพระเจาอ่ืนใดที่ควรตองไดรับ การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดเปนศาสนทูตของอัลลอฮฺ)” การดํารงละหมาด การจายซะกาต การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน การทาํ หัจญ ณ เมอื งมักกะฮฺสําหรับผูที่มีความสามารถเดินทางไปไดและ อืน่ ๆ อกี ทเ่ี ปนฟรฎ( ศาสนบงั คับ)ตามบทบัญญตั ทิ ่ไี ดร ะบุไว หลักอิสลามท่ีสําคัญและย่ิงใหญท่ีสุดก็คือ การปฏิญาณวา ไมมี ผูท่ีควรไดรับเคารพภักดีอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ เพราะการปฏิญาณวาไม มีผูที่ควรไดรับการเคารพภักดีอ่ืนใดนอกจากอัลลอฮฺ จําตองมีความอิ คลาศ(บรสิ ทุ ธ์ิใจ) มอบการอบิ าดะฮตฺ ออลั ลอฮฺองคเ ดียว และปฏเิ สธการ อิบาดะฮฺตอพระเจาอ่ืนจากพระองค ซึ่งน่ีก็คือ ความหมายของคําวา  ‫א‬ (ไมมีผูท คี่ วรไดร ับการเคารพภกั ดีอน่ื ใดนอกจากอลั ลลอฮฺ ) ฉะนน้ั ทุกสง่ิ ที่ถูกเคารพภกั ดนี อกจากอัลลอฮฺ ไมว า จะเปนมนษุ ย 16

มลาอิกะฮฺญิน หรืออื่นจากนั้น ทั้งหมดที่กลาวมาน้ีจึงเปนส่ิงท่ีถูก เคารพภักดีโดยไมถูกตอง เปนส่ิงพรางตา เพราะสิ่งท่ีสมควรไดรับการ เคารพภักดีอยางแทจริงและถูกตองนั้นคืออัลลอฮฺเพียงองคเดียวเทาน้ัน ดงั ท่พี ระองคไดตรสั ไววา ⎯ϵÏΡρŠß ⎯ÏΒ šχθãã‰ô ƒt $Βt χ r&uρ ‘,sy 9ø #$ uθèδ ©!$# χ  r'Î/ š 9Ï ≡sŒ ≅ã ÜÏ ≈6t ø9$# uθδè ความวา “น่ันก็เพราะวาอัลลอฮฺน้ันคือผูทรงสัจจะ และท่ี พวกเขาเหลาน้ันขอวิงวอนอ่ืนจากพระองคนั้นคือส่ิงเท็จ” (อลั -หัจญ : 62) ไดเคยชี้แจงมากอนแลววาอัลลอฮฺ ไดทรงสรางมนุษยและญินมา เพ่ือหลักมูลฐานอันดั้งเดิมอันน้ี น่ันก็คือเพ่ืออิบาดะฮฺตอพระองค ทรง แตงตั้งรอซูลมา และทรงประทานคัมภีรของพระองคมาก็เพ่ือการน้ี ฉะนั้นจึงควรพิจารณาอยางถองแทและใครครวญใหมาก เพ่ือที่จะได ประจักษชัดแกทานในส่ิงท่ีเกิดขึ้นแกมุสลิมเปนจํานวนมาก ท่ีไมรูไม เขาใจในหลักมูลฐานดั้งเดิมอันนี้ จงึ ไดไปสักการะสิ่งอื่นควบคูกับอัลลอฮฺ หันเหหรือแบงปนสิทธ์ิ ซ่ึงเปนของพระองคเพียงองคเดียวไปใหแกผูอื่น (ขออลั ลอฮฺทรงชวยเหลือดวยเถิด) สวนหนึ่งของศรัทธาตออัลลอฮฺไดแกการศรัทธาวาพระองคคือผู ทรงสรางโลก ผูทรงบริหารกิจการตาง ๆ ของมนุษย ทรงควบคุมมนุษย ดวยพระปรีชาญาณ ดวยเดชานุภาพของพระองค มหาบริสุทธิ์พระองค ทรงครอบครองภพนี้และภพหนา ทรงเปนผูเปนเจาแหงจักรวาล ไมมี 17

ผูสรางอ่ืนนอกจากพระองค ทรงสงรอซูลมา ทรงประทานคัมภีรลงมา ก็ เพื่อฟนฟูปรับปรุงสภาพการณของปวงบาว เชิญชวนคนเหลานั้นไปสู ความปลอดภัย สูกุศลกรรมท่ีย่ังยืนในภพน้ีและภพหนา พระองคน้ันไม มีหุนสวน ไมมีภาคีใดๆ รวมกับพระองค ในเรื่องท่ีกลาวมาท้ังหมด ดังที่ พระองคไดต รสั วา ∩∉⊄∪ ×≅‹Ï.uρ ™& ©ó «x Èe≅.ä ’4 ?n ãt θu δè uρ ( ™& ó©«x eÈ≅2à ,ß =Î ≈yz ª!$# ความวา “อัลลอฮฺคือผูทรงสรางทุกสรรพส่ิง และพระองค ทรงเปนผูรับมอบหมายใหคุมครอง รักษาทุกส่ิงทุกอยาง” (อซั -ซมุ ัร : 62) และโองการทวี่ า Θ5 $ƒ− &r πÏ G− Å™ ’Îû uÚö‘{F $#ρu ÏN≡θu ≈ϑy ¡¡9#$ ,t n={y “%Ï ©!#$ !ª #$ ãΝä3/− ‘u χ )Î $ZWÏWmy …çµç7è=ô܃t ‘u $κp ¨]9$# Ÿ≅ø‹©9$# ©Å´øóƒã ĸóêy 9ø #$ ’?n tã 3“uθtG™ó $# §ΝèO ß,ù=ƒs :ø #$ &ã !s ωŸ &r 3 ÿ⎯νÍ Í ∆ö 'r Î/ N¤ ≡t¤‚|¡ãΒ tΠθfà Ζ‘ 9#$ ρu t ϑy s)9ø #$ uρ }§ϑô ±¤ 9$#uρ ∩∈⊆∪ t⎦⎫ΗÏ >s ≈yèø9$# > u‘ ª!$# 8x u‘$6t ?s 3 â ö∆F{$#uρ ความวา “แทจริงพระเจาของพวกเจาน้ัน คืออัลลอฮฺผูทรง สรางบรรดาชั้นฟาและแผนดินภายในหกวัน แลวทรงสถิต อยูบนบัลลังก พระองคทรงทําใหกลางคืนครอบคลุม กลางวัน ในสภาพที่กลางคืนไลตามกลางวันโดยฉับไว และ ทรงสรางดวงอาทิตยและดวงจันทร และบรรดาดวงดาวข้ึน 18

โดยถูกกําหนดใหทําหนาท่ีบริการ ตามพระบัญชาของ พระองค พึงรูเถิดวาการสรางและกิจการทั้งหลายนั้นเปน สิทธิของพระองคเทาน้ัน มหาบริสุทธ์ิอัลลอฮฺผูเปนเจาแหง สากลโลก” (อลั -อะอฺรอฟ : 54) การศรัทธาตอพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺ และสวนหนึ่งของการศรัทธาตออัลลอฮฺน้ัน ไดแกการศรัทธาใน พระนามอันประเสริฐ พรอมท้ังคุณลักษณะอันสูงสงของพระองค ดังที่ ปรากฏในคัมภีรอัลกุรอานอันทรงเกียรติ และที่ระบุแนชัดจากทานรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ผูซื่อสัตยของพระองค โดยไมมีการ บิดเบือน ไมมีการสรางภาพพจนใหเห็นวาเปนอยางไร และไมมีการ เปรียบเปรยวาเหมือนกับส่ิงใด หากแตเราจําเปนตองเช่ือถือตามท่ีทานน บี ศอ็ ลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม บอกมา โดยไมสนใจวาเปนอยางไร(ใน รูปแบบใด) พรอมทั้งศรัทธาตอพระนามของอันประเสริฐ และคุณลักษณะอัน สูงสง แสดงถึงความหมายอันยิ่งใหญซ่ึงก็เปนคุณลักษณะตาง ๆ ของอัลลอฮฺผูทรงเกรียงไกร จําตองบรรยายคุณลักษณะใหเหมาะสมกับ พระองค โดยไมมีการเปรียบเทียบคุณลักษณะของพระองคใหเสมอ เหมอื นกับสงิ่ ถูกสรา งใดๆ ของพระองค ดังทที่ รงมีดาํ รัสไวว า ∩⊇∪ ç ÁÅ t7ø9$# ìß ŠϑÏ ¡¡ 9$# uθèδuρ ( ™Ö x ⎯ϵÎ=÷WϑÏ x. §} øŠs9 4 19

ความวา “ไมมสี ่งิ ใดเหมือนพระองค และพระองคท รงเปน ผู สดบั ฟง ผทู รงทอดพระเนตร” (อัช-ชรู อ : 11) และพระองคไดต รัสไวดังน้ี ∩∠⊆∪ βt θçΗs>÷ès? Ÿω óΟçFΡr&uρ ΟÞ =n ÷èƒt !© #$ ¨βÎ) 4 tΑ$sVøΒF{$# !¬ (#θ/ç Î ôØ?s Ÿξùs ความวา “ดังนั้นพวกเจาจงอยาไดเปรียบเทียบสิ่งอ่ืน กับอัลลอฮฺ แทจริงอัลลอฮฺน้ันทรงรับทราบ หากแตพวกเจา ตางหากท่ไี มรู” (อนั -นะหฺลิ : 74) น่ีคือหลักการเช่ือม่ันของอะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ(บรรดาผู ท่ีติดตามแบบอยางของทานรอซูลและเหลาเศาะหาบะฮฺ) ที่เปนสาวกของ ทานรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และผูดําเนินตามเหลาน้ัน ดวยดีตลอดมา เปน หลกั การเช่อื มน่ั ท่ีอิมาม อบุล หะซนั อัล-อชั อารีย (ขออัลลอฮฺโปรดเมตตาทานดวย) ไดถายทอดมาไวในหนังสือของทานท่ี ช่ือ อัล-มากอลาต จากเหลาผูบันทึกหะดีษฺ กลุมอะฮฺลุซซุนนะฮฺ และคน อืน่ ๆ ในบรรดาอุละมาอ(นักปราชญ)อิสลาม เชนเดียวกับที่ผูศรัทธาม่ันก็ ไดค ัดลอก และถายทอดหลักการเชอ่ื มน่ั น้ีเชนกนั อัล-เอาซาอีย (ขออัลลอฮฺโปรดเมตตาทาน) ไดกลาววา อัซ-ซุฮ รยี และมั๊กหูล (สองนักปราชญรุนตาบิอีนหลังจากเศาะหาบะฮฺ)ไดถูกถาม ถึงโองการตางๆ ที่เกี่ยวกับศิฟาต(คุณลักษณะ)ของอัลลอฮฺ ทานทั้งสอง ตอบวา “จงทําใหผานไปตามทมี่ ปี รากฏในตวั บท” อัล-วะลีด อิบนุ มุสลิม (ขออัลลอฮฺโปรดเมมตาทาน) กลาววา ทานอิมามมาลิก, อัล-เอาซาอีย, อัล-ลัยษ อิบนุ สะอัด และซุฟยาน อัษ- 20

เษารีย (ขออัลลอฮฺโปรดเมตตาทานเหลาน้ันดวย) ไดถูกถามถึงหะดีษฺ ตางๆ ท่ีมีปรากฏเก่ียวกับเรื่องศิฟาตตางๆ (ของอัลลอฮฺ) บุคคลทั้งหมด นนั้ ตอบเปนเสยี งเดียวกนั วา “จงทาํ ใหมันผานไป อยางที่มันมีมาโดยไมมี การระบวุ ิธีการวาเปนอยางไร” อัล-เอาซาอีย กลาววา “เราและกลุมตาบีอีนจํานวนมากกลาววา แทจริงอัลลอฮฺทรงสถิตอยูบนบัลลังกของพระองคและเราศรัทธาเรื่อง ศิฟาตตามทม่ี ีมาในซนุ นะฮ”ฺ เมื่อเราะบีอะฮฺ อิบนุ อับดุลเราะหมาน อาจารยของอิมามมาลิก (ขออลั ลอฮฺโปรดเมตตาทาน) ถูกถามเกย่ี วกบั คณุ ลักษณะ อัล-อสิ ตวิ าอ (การสถิตอยู) ทานกลาววา “(ความหมายของ)อัล-อิสติวาอไมไดอยู นอกเหนือความเขาใจ หากแตวิธีการนั้นไมไดอยูในการเขาถึงของ สติปญญาเรา อัลลอฮฺเปนผูสงสารนี้ ทานรอซูลมีหนาท่ีชี้แจงเผยแพร และเรามหี นาทตี่ องเช่อื ” และเม่ืออิมามมาลิกถูกถามเกี่ยวกับเร่ืองน้ี ทาน ตอบวา “(ความหมายของ)อัล-อิสติวาอน้ันเปนที่ทราบกันดี แตทวา (ขอเท็จจริง)เปนอยางไรนั้น เปนเรื่องท่ีไมอาจรูได และการศรัทธาตอ เรอื่ งนเี้ ปน ส่งิ จําเปน (ดวยเหตุน้ี)การถามถึงเรื่องนี้(วาเปนอยางไร)จึงเปน บิดอะฮฺ” แลวทานไดกลาวแกผูถามอีกวา “ฉันไมเห็นทานเปนอะไร นอก เสียจากตองเปนคนท่ีชั่วรายเลวทราม” และทานก็ส่ังใหเขาออกไป ยัง ปรากฏมรี ายงานซง่ึ มีความหมายเชนเดยี วกนั นี้ จากอุมมลุ มุอม นิ ีน อมุ มุ สลามะฮฺ เราะฎยิ ัลลอฮฺ อนั ฮา ทานอิมาม อบู อับดุรเราะหฺมาน อับดุลลอฮฺ อิบนุ มุบาร็อก ได กลาววา “เรารูจักพระผูเปนเจาของเราวา พระองคทรงประทับอยูบนช้ัน 21

ฟาทั้งหลายของพระองค บนบัลลังกของพระองค โดยแยกไปจากสิ่งถูก สรา งของพระองค” ถอยความของบรรดาอิมามในบทนี้มีมากมายนัก เราไมสามารถ จะคัดลอกมาไวในการบรรยายครั้งนี้ไดหมด ผูใดตองการจะทราบให มากกวานี้ ก็ขอใหทบทวนขอเขียนที่อุลามาอเขียนไวในบทน้ี เชนใน หนังสือ “อัซ-ซุนนะฮฺ” ของอับดุลลอฮฺ บุตรของทานอิมามอะหมัด, หนังสือ “อัต-เตาฮีด” ของทานอิมามมุหัมมัด อิบนุ คุซัยมะฮฺ ผูยิ่งใหญ, หนังสือ “อัซ-ซุนนะฮฺ” ของทานอบู กอซิม อัล-ลาละกาอีย อัต-เฏาะบะ รีย, หนังสือ “อัซ-ซุนนะฮฺ” ของ อบู บักรฺ อิบนุ อบี อาศิม และคําตอบ ของชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะห แกชาวเมืองหุมาฮ ซ่ึงเปนคําตอบที่ ยิ่งใหญ มีประโยชนล้ําคา ทานไดใหความกระจางแจงในคําตอบนั้น เกี่ยวกบั หลกั การเช่อื ม่นั (อะกดี ะฮฺ)ของอะฮลฺ ซุ ซนุ นะฮพฺ รอ มหลักฐานจาก บญั ญตั ิศาสนาและจากสติปญญา ท่ีช้ีถงึ ความถกู ตอ งของคาํ พดู ของ อะฮฺลุซซุนนะฮฺ และความเท็จในวาจาของฝายตรงกันขาม ในทํานอง เดียวกัน สารของทานที่ชื่อ “อัต-ตัดมุริยะฮฺ” ก็ไดขยายความเร่ืองนี้ไว อยางกวางขวางไดชี้แจงถึงหลักการเชื่อมั่นของอะฮฺลุซซุนนะฮฺ ดวย หลักฐานตามที่ถายทอดกันมา(คือหลักฐานจากอัลกุรอานและอัลหะดีษฺ) และหลักฐานทางสตปิ ญญา ทา นไดตอบผทู โี่ ตแ ยง ดวยสงิ่ ที่แสดงถงึ สัจธรรม และทําลายลางสิ่งท่ีเปนเท็จ เพื่อใหทุกคนท่ีเปนนักวิชาการท่ีมี วัตถุประสงคดี และมีความปรารถนาท่ีจะรูจักสัจธรรมไดพิจารณาใน เรอื่ งนี้ ใครก็ตามที่ขัดแยงกับอะฮฺลุซซุนนะฮฺในเรื่องท่ีเขาเหลาน้ัน เชื่อม่ันเกี่ยวกับบทวาดวยพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺ แนนอน 22

เขาผูนั้นจะตกอยูในความขัดแยงกับหลักฐานแหงคัมภีรอัลกุรอานและ ซุนนะฮฺ หรือแมแตหลักฐานแหงสติปญญา อีกท้ังยังขัดแยงอยางชัดแจง กับทุกส่งิ ท่เี ขายืนยันและปฏิเสธ สวนอะฮฺลุซซุนนะฮฺน้ัน พวกเขาไดยืนยันใหกับอัลลอฮฺ ในส่ิงท่ี พระองคไดทรงยืนยันแกตัวของพระองคเอง ในคัมภีรอันมีเกียรติของ พระองค หรือทีร่ อซลู ของพระองคไดยืนยันใหกับพระองคไวในซุนนะฮฺที่ ถูกตองของทาน อันเปนการยืนยันท่ีไมมีการระบุตัวอยาง(หรือ เปรียบเทียบ) และเขาเหลานั้นไดถือวาพระองคทรงบริสุทธ์ิ ปราศจาก ความเสมือน หรือความคลายคลึงกับส่ิงถูกสรางของพระองค ท้ังน้ีโดย ไมถือวา คุณลักษณะเหลาน้ัน เปนโมฆะสําหรับพระองค ดังน้ันบุคคล เหลาน้ันจึงไดรับชัยชนะ โดยปลอดจากความขัดแยงและไดปฏิบัติตาม หลกั ฐานทง้ั มวล น่ีคือกฎของอัลลอฮฺ ผูที่ยึดม่ันตอสัจธรรมซ่ึงพระองคไดแตงต้ัง บรรดารอซูลของพระองคมา เขาผูนั้นจะใชความพยายามอยางเต็มท่ีเพ่ือ บรรลุสัจธรรมดังกลาว และมีความบริสุทธ์ิตออัลลอฮฺดวยการขอวิงวอน ตอพระองคใหชวยเหลือประคับประคอง จนเขาไดพบกับสัจธรรมน้ัน และขอใหพระองคแสดงขอพิสูจนของพระองคใหเดนชัด ใหเปนเชนที่ พระองคมดี ํารสั วา 4 ,× Ïδ#y— θu èδ #sŒ*Î ùs …µç äótΒô‰Šu ùs È≅ÏÜ≈7t ø9$# ’?n tã dÈ,tp ø:$$/Î ß∃É‹ø)Ρt ö≅/t ความวา “แตทวาเราจะขวางสัจธรรมลงบนความเท็จ แลว มันก็จะลบลางความเท็จ ซึ่งเม่ือนั้นแหละ มันจะสูญสลาย ไป” (อลั -อนั บิยาอ : 18) 23

และพระองคไดตรัสอีกวา ∩⊂⊂∪ #· Å¡ø s? z⎯|¡mô r&uρ dÈ,ys9ø $$Î/ y7≈Ψo ∞÷ Å_ ω Î) @≅Vs yϑÎ/ y7tΡθ?è ù'ƒt ωŸ uρ ความวา “และพวกเขาจะไมนําขอเปรียบเทียบ(ในเชิง คัดคานทเี่ หลวไหลใดๆ) มาเสนอตอเจา(มุหัมมัด) นอกจาก เราจะนําเอาความแทจริง และการอรรถาธิบายที่ดีเยี่ยมมา ใหแกเ จา (เพื่อตอบโต)” (อัล-ฟรุ กอน : 33) อัล-หาฟซ อิบนุ กะษีรไดกลาวไวในหนังสือตัฟซีรของทาน ซึ่ง เปนหนังสือที่แพรหลาย เม่ือทานอธิบายพระดํารัสของอัลลอฮฺตะอาลา ท่วี า 5Θ$−ƒr& πÏ G− Å™ ’ûÎ uÚ‘ö F{$#ρu ÏN≡uθ≈ϑy ¡¡9$# ,t =n y{ “Ï%!© $# !ª #$ Νã 3ä /− ‘u χ Î) ĸóyêø9$# ’?n tã 3“θu Gt ó™#$ §ΝèO ความวา “แทจริงพระผเู ปน เจาของพวกเจานั้น คืออัลลอฮฺผู ทรงสรางบรรดาชั้นฟาและแผนดินภายในหกวัน แลวทรง สถติ อยบู นบัลลงั ก” (อลั -อะอรฺ อฟ : 54) ทานไดกลาวถึงบทน้ี ดวยคําอธิบายอันสมควรท่ีจะคัดลอกมา กลาวไว ณ ที่น้ี อิบนุ กะษีร (ขออัลลอฮฺเมตตาทาน) ไดกลาวไวตามตัว บทดังนี้ “เก่ียวกับเรื่องนี้ คนทั้งหลายพูดกันมากมายเหลือเกิน ณ ที่นี้ ไมใชที่ๆ จะมาตีแผความเห็นเหลาน้ัน หากแตในเรื่องน้ี เราขอดําเนิน ตามแนวทางของสะลัฟศอลิหฺ(บรรพชนท่ีดีรุนแรก) เชน อิมามมาลิก, 24

อัล-เอาซาอีย, อัซ-เซารีย, อัล-ลัยษฺ อิบนุ สะอัด, อิมาม อัช-ชาฟอี, อิ มาม อะหฺมัด, อิสฮาก อิบนุ รอฮาวัยฺฮฺ และอื่นๆ ที่เปนผูนําของมุสลิมใน อดีตและปจจุบัน และการดําเนินตามแนวทางของสะลัฟศอลิหฺก็คือการ ทําใหเร่ืองน้ีผานไปตามที่ปรากฏในตัวบทโดยไมมีการตั้งคําถามวาเปน อยางไร ไมมีการเปรียบเทียบวาเหมือนกับสิ่งใด และไมปฏิเสธ คุณลักษณะแหงการเปนพระเจา และสิ่งที่แผวพานเขามาในสมองของผู เปรียบเทียบวาเหมือนกับส่ิงใดนั้นถูกปฏิเสธอยางสิ้นเชิงจากอัลลอฮฺ เพราะอัลลอฮนฺ ั้นไมมีสิ่งใดที่เปนส่ิงถูกสรางเหมือนกับพระองค และไมมี ส่ิงใดท่ีเทาเทียมพระองค และพระองคน้ันสดับฟง ทรงทอดพระเนตร เร่ืองตางๆ เปนเหมือนเชนท่ีบรรดาอิมามตางๆ เชน ทานอิมามนะอีม อิบนุ หัมมาด อัล-คุซาอีย อาจารยของอิมามอัล-บุคอรียไดสําทับไววา “ผูใดเปรียบเทียบอัลลอฮฺกับสิ่งถูกสรางของพระองค เขาผูน้ันก็เปนผู ปฏิเสธการศรัทธา(กาฟร) ผูใดปฏิเสธสิ่งที่อัลลอฮฺทรงแจงคุณลักษณะ ของพระองคดวยพระองคเองแลวไซร เขาผูนั้นก็เปนผูปฏิเสธการศรัทธา ในสิ่งที่อลั ลอฮแฺ ละรอซูลไดบรรยายคณุ ลักษณะของพระองคน้ันไมมีการ เปรียบเทียบไดวาเหมือนกับส่ิงใด ผูใดยืนยันใหกับอัลลอฮฺตามที่ปรากฏ ในโองการที่ชัดแจงและในหะดีษฺที่ถูกตอง โดยยืนยันเหมาะสมกับความ เกรียงไกรของพระองคแลวและไดปฏิเสธตอคุณลักษณะแหงความ บกพรองตางๆ จากพระองค เขาผูนนั้ ก็ไดดําเนินอยูในแนวทางที่ถูกตอ ง” 25

การศรัทธาตอ มลาอิกะฮฺ สวนการศรัทธา (อีมาน) ตอมลาอิกะฮฺนั้น ประกอบดวยการอี มานอยางคราว ๆ ดังนี้คือ มุสลิมตองศรัทธาวา อัลลอฮฺทรงบังเกิด มลาอิกะฮฺเพอ่ื ใหพวกเขาเคารพภักดี และเปนบาวรับพระราชโองการของ พระองค และพระองคทรงบรรยายคุณลักษณะของพวกเขาเหลานั้นวา พวกเขาเปน บาวที่ไดร ับการยกยอ ง พวกเขาไมลวงเกนิ พระองคไมวาดวย วาจาหรือการกระทํา พวกเขาปฏิบัติตามพระบัญชาของอัลลอฮฺโดยไม บดิ พลว้ิ ดงั มพี ระดํารสั ทีว่ า ⎯Ç ϑy Ï9 ω)Î šχθèã x ±ô „o ωŸ uρ Νö γß x=ù zy $tΒuρ Νö κÍ ‰‰É ƒ÷ r& ⎦t ⎫÷ /t $Βt ãΝn=÷ètƒ ∩⊄∇∪ tβθ)à Ïô±ãΒ ⎯µÏ GÏ Šu ô±yz ô⎯iÏΒ Νèδuρ ©4 |Ó?s ö‘#$ ความวา : “พระองคทรงทราบถึงทุกสิ่งที่อยูเบ้ืองหนาของ พวกเขา (มลาอิกะฮฺ) และพวกเขาไมขอการอภัยโทษใหแก ผูใด นอกจากแกผูท่ีพระองคทรงพอพระทัย (อนุญาตให ขอ) และเนื่องจากความหวาดเกรงพระองค พวกเขาน้ัน รูสึกสน่ั เท้ิม (อยางนา เวทนา)” (อลั อัมบยิ าอฺ : 28) มลาอิกะฮฺนั้นแบงออกเปนหลายพวก บางพวกไดรับมอบหมาย ใหแบกหามบัลลังก บางพวกเปนผูดูแลรักษาสรวงสวรรค และหุบนรก บางพวกไดรับมอบใหทําหนาที่เก็บรักษาบัญชีกรรม (ดีและช่ัว) ของปวง มนุษย เราตองศรัทธาทุกอยางที่รอซูลุลลอฮไดถายทอดใหแกเราดังเชน มลาอิกะฮฺญิบรีลเปนผูรับพระราชโองการจากอัลลอฮฺ มาถายทอดใหแก บรรดารอซูล มีกาอีล เปนยามรักษาการณนรก อีสราฟล เปนผูทําหนาท่ี 26

เปาสังข ณ วันปรภพ เหลานี้เปนตน ทั้งนี้เพราะมีการระบุไวในหะดีษฺ เศาะฮีหฺหลายหะดีษฺ ช้ีแจงไวในตําราหะดีษฺเศาะฮีหฺ ซึ่งรายงานโดยทาน หญงิ อาอซี ะห-รอฎิยลั ลอฮุ อนั ฮา- มีความวา ทา นนบี ไดก ลา ววา ‫א‬ ‫א‬   ความวา : “มลาอิกะฮนฺ ้ันถูกบังเกิดจากรัศมี และญินน้ันถูก บังเกิดจากเปลวไฟ สวนอาดัมน้ันไดถูกบังเกิดจากสิ่งท่ีได บรรยายใหแ กพวกทา นไดท ราบแลว” มุสลิมไดนําหะดีษฺนี้มาเสนอไวในตําราหะดีษฺเศาะฮีหฺของทาน ในทํานองเดียวกันการศรัทธาตอบรรดาคัมภีร ก็จําเปนที่จะตองศรัทธา พอเปนสังเขปดังนี้. อัลลอฮฺตะอาลาไดประทานคัมภีรใหแกบรรดานบีและรอซูลเพ่ือ มาชแ้ี จงถงึ สิทธขิ องพระองค และเชญิ ชวนสูพ ระองค ดงั ทไ่ี ดตรัสวา |=≈tG3Å 9ø #$ ÞΟßγèy tΒ $Ζu 9ø “t Ρr&uρ ÏM≈uΖiÉt79ø $$Î/ $Ψo n=™ß ‘â $uΖ=ù ™y ö‘r& ô‰s)9s χš #”u Ïϑø9#$ ρu ความวา “และเปนท่ีแนนอนย่ิง เราไดสงบรรดารอซูลของ เรามาพรอมดวยหลักฐานอันชัดแจง และเราไดประทานลง มาพรอมกับพวกเขาซ่ึงคัมภีร และตราชู (บัญญัติความ ยตุ ธิ รรม)” (อัล-หะดีด : 25) และพระองคไ ดตรสั วา 27

š⎥⎪Ì Ïe±;u ãΒ ⎯z ↵ÍŠh ;Î ¨Ψ9#$ ª!$# y]yè7t sù οZ y‰nÏ ≡uρ Zπ¨Βé& â¨$Ζ¨ 9#$ tβ%x. ¨Ä $¨Ζ9$# t⎦÷⎫/t Νz 3ä ósuŠ9Ï È,d sy ø9$$Î/ =| ≈tGÅ39ø $# Νã γß yèΒt Αt t“Ρr&uρ t⎦⎪Í‘‹É ΨΒã ρu 4 µÏ ŠÏù (#θà n=tF÷z#$ $yϑŠùÏ ความวา “มนุษยนั้นเปน ประชาชาตเิ ดียวกัน จากน้ันอัลลอฮฺ ไดทรงสงบรรดานบีมาในฐานะผูแจงขาวดีและผูตักเตือน และทรงประทานคัมภีรอันประกอบไปดวยความจริงลงมา กับพวกเขาดวย เพ่ือวาคัมภีรน้ันจะไดใชเปนตําราตัดสิน ความระหวางมนษุ ยใ นสิ่งท่พี วกเขาขดั แยงกัน” (อลั -บะเกาะเราะฮฺ : 213) การศรัทธาตอคัมภีรตางๆ และเราศรัทธาตอคัมภีรตาง ๆ ท่ีอัลลอฮฺไดทรงขนานนามไวเชน คัมภรี เ ตารอฮ(ฺ ไบเบิลเดิม) อินญลี (ไบเบิลใหม) อัซ-ซะบูร และอัลกุรอาน เปนตน ซึ่งอัลกุรอานน้ันเปนคัมภีรท่ีสมบูรณแบบท่ีสุด และเปนคัมภีร สุดทายท่ีมีใจความครอบคลุมคัมภีรกอน ๆ มีใจความยืนยันเนื้อหาท่ี ระบไุ วใ นคมั ภีรกอน ๆ และเปน คัมภีรทท่ี กุ ประชาชาติ จําเปนตองดําเนิน ตามและนํามาปฏบิ ัตใิ ชในฐานะเปน กฎขอ บังคับสูงสุดในการตัดสินความ หรือขอขัดแยงในทุกสังคมมนุษย รวมท้ังหะดีษฺเศาะฮีหฺของรอซูลดวย เพราะอัลลอฮฺไดทรงแตงตั้งรอซูลมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เปนทูตของอัลลอฮฺมาสูมนุษยและญินทั้งมวล พระองคไดทรง 28

ประทานอัลกุรอาน ใหแกทานนบีมุหัมมัด เพ่ือท่ีทานจะไดใชเปน กฎหมายตัดสินขอพิพาทระหวางปวงมนุษย พระองคไดทรงประทาน อัลกุรอานเพ่ือใชบําบัดสิ่งช่ัวราย ท่ีสุมอยูในอก และชี้แจงใหความ กระจางแจงแกทุกสิ่ง ชี้นํามนุษยไปสูทางที่เที่ยงธรรม และเปนการ ประทานความเมตตาใหแ กบ รรดาผศู รทั ธา พระองคไ ดต รัสวา βt θΗç qx ö?è Νö ä3ª=yè9s (#θ)à ¨?$#uρ νç θãè7Î ?¨ $$sù 8Ô u‘$t6ãΒ çµ≈Ψo ø9t“Ρr& =ë ≈tG.Ï #‹x ≈δy ρu ∩⊇∈∈∪ ความวา “และน่ีคือคัมภีรท่ีเราประทานลงมา เปนคัมภีรท่ี ประเสริฐ(เปนมหามงคล) ดังน้ันจงปฏิบัติตาม(คัมภีรนี้) และจงยาํ เกรงเถิด เพื่อวาพวกเจาไดรับความเมตตากรุณา” (อัล-อันอาม : 155) และพระองคท รงมดี ํารสั อีกวา Zπyϑômu‘uρ “‰Y δè uρ &™©ó x« eÈ≅ä3Ïj9 $ΖY ≈‹u ;ö Ï? |=≈tG3Å 9ø $# š‹ø n=tã $Ζu 9ø “¨ Ρt ρu ∩∇®∪ t⎦⎫ÏϑÎ=ó¡ßϑ=ù 9Ï 3“u ô³ç0uρ ความวา : “และเราไดประทานคมั ภีรอลั กุรอาน เพ่ือเปนการ ชี้แจงแกทุกสิ่ง และเปนขอช้ีนําสูทางถูกตอง เปนความ เมตตา และเปน การชแี้ จงขาวดแี กบรรดามุสลมิ ” (อนั -นะหลฺ ิ : 89) และพระองคท รงมดี าํ รัสอีกวา 29

…µç 9s “%Ï !© $# $·èŠÏΗds öΝ6à ‹ö 9s )Î «!$# ãΑθß™‘u ’oÎΤÎ) ZÚ $¨Ζ9#$ $γy •ƒ'r ¯≈tƒ ö≅è% ( Mà ‹Ïϑƒã ρu ⎯‘Ç só ムuθèδ ω)Î µt ≈9s )Î Iω ( ÚÇ ‘ö {F #$ ρu NÏ ≡uθ≈yϑ¡¡9#$ Û ù=Βã !« $$/Î Ú∅ÏΒ÷σƒã ”%Ï !© #$ Çc’ΓhÍ W{#$ Äc©É<¨Ψ9$# &Ï !Î θ™ß ‘u ρu !« $$Î/ #( θΨã ΒÏ $t↔sù ∩⊇∈∇∪ šχρ߉Gt γô s? Νö 6à ¯=èy 9s çνθèã 7Î ?¨ $#ρu ⎯µÏ GÏ ≈yϑÎ=Ÿ2uρ ความวา “จงกลาวเถดิ (มหุ ัมมัด) โอมนุษยท ้งั หลาย แทจริง ฉันคือรอซูลของอัลลอฮฺ มาสูพวกทานทั้งหลาย ซึ่งแด พระองคเทาน้ัน ท่ีทรงครอบครองอํานาจแหงชั้นฟาตาง ๆ และในพ้ืนพิภพ ไมมีผูใดควรแกการเคารพภักดี นอกจาก พระองคผูทรงบังเกิดชีวิต และทรงทําใหชีวิตส้ินสลาย ดังนั้นพวกทานจงศรัทธาตออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค ผูซ่ึงไมรูการอานและเขียน ซ่ึงเขาศรัทธาตออัลลอฮฺ และ พระดํารัสทั้งหลายของพระองค และพวกเจาจงปฏิบัติตาม เขาเถิด เพ่ือวาพวกเจาจะไดรับการชี้นํา(สูทางท่ีถูกตอง)” (อลั -อะอฺรอฟ : 158) โองการตา ง ๆ ในความหมายเชน นี้มมี ากมาย การศรัทธาตอบรรดารอซลู ในทํานองเดียวกัน เกี่ยวกับบรรดารอซูลน้ันจําเปนท่ีเราจะตอง ศรัทธาโดยสังเขปและโดยละเอียด ฉะน้ันเราตองศรัทธาวาแทจริง 30

อลั ลอฮฺ ไดส งบรรดารอซูลมายงั ปวงบา วของพระองค ในฐานะเปนผูบอก ขา วดี ผตู ักเตือน และผูเชิญชวนสูสัจธรรม ดงั น้นั ผูใดทฝ่ี าฝนไมย อมเชอื่ ฟงทานเหลาน้ัน พวกเขายอมไดรับแตความผิดหวังและความเศราโศก เสียใจ ผูเปนรอซูลคนสุดทายและเปนรอซูลที่ประเสริฐสุด ก็คือนบีของ เรา มุหมั มัด ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสลั ลมั ดังโองการของอัลลอฮทฺ ีว่ า (#θç7Ï⊥Gt ô_$#ρu !© $# #( ρ‰ß ç6ãô #$ Âχ&r ω» θ™ß §‘ π7 ¨Β&é ≅Èe 2à ’Îû $Ζu W÷ èy /t ‰ô s)9s ρu ϵ‹ø n=ãt Mô )¤ ym ∅ï Β¨ Νγß Ψ÷ ΒÏ ρu ª!$# “y‰yδ ⎯ô Β¨ Νγß ÷ΨϑÏ ùs ( |Nθäó≈©Ü9#$ πè 7t É)≈ãt χš %.x #y ‹ø x. (#ρã àÝ Ρ$$ùs ÚÇ ö‘{F $# ’ûÎ (#ρç¡Å ùs 4 'ä #s ≈n=Ò 9#$ ∩⊂∉∪ š⎥⎫Î/jÉ‹s3ϑß ø9$# ความวา : “และโดยแนนอนยิ่ง เราไดแตงต้ังรอซูลไปยังแต ละประชาชาติ (โดยรอซูลจะกลาวแกประชาชาติน้ัน ๆ วา ) พวกทานจงเคารพภักดีอัลลอฮฺ และจงหางเหินจากฏอฆูต1 (ชยั ฏอนหรือเจว็ด)” (อนั -นะหฺลิ : 36) และพระองคทรงมีดาํ รัสอีกวา 1 บรรดานักปราชญไดใหความหมายของคําวา “ฏอฆูต” ไวดังน้ี ทานอุมัร อิบนุ ค็อตฏ็อบ กลาว วา ฏอฆูตคือ ชัยฏอน, ทานญาบิรฺกลาววาทาน อิมามมาลิกไดกลาววา ฏอฆูตคือมนุษยท่ีพูดและ กระทําสงิ่ ท่ีเกนิ ขอบเขตท่ีอัลลอฮฺบัญญัติไว หมายถึงหมอดู สรุปแลวผูที่เปนฏอฆูตมีอยูมากมาย ที่สําคัญคือ 1- อิบลีส 2- ผูท่ีถูกเคารพสักการะโดยท่ีผูน้ันมีความปลาบปล้ืมใจตอการสักการะ นั้น 3- ผูท่ีอางตนวารอบรูในสิ่งเรนลับ 4- ผูท่ีพิพากษาดวยบทบัญญัติท่ีมิใชของอัลลอฮ 5- ผู ที่ใหความสําคัญตอมนุษยดวยกัน ทรัพยสินเงินทอง หรือสิ่งท่ีอ่ืนจนขัดแยงกับบทบัญญัติ ของอัลลอฮ.ฺ 31

8π¤fmã «!#$ ’?n tã ¨Ä $¨Ζ=9Ï βt θä3ƒt ξ y∞9Ï ⎦t ⎪Í‘‹É ΨΒã uρ t⎦⎪Πųe t6•Β ξW ™ß •‘ 4 ≅È ™ß ” 9$# y‰è÷ /t ความวา “บรรดารอซูลน้ันอยูในฐานะผูแจงขาวดีและใน ฐานะผูตักเตือน เพื่อวามนุษยจะไดไมมีขออางใดๆ นํามา อางแกตัวกับอัลลอฮฺไดอีก หลังจากบรรดารอซูลเหลาน้ัน (ไดประกาศสจั ธรรมแลว)” (อัน-นสิ าอ : 165) และพระองคไ ดตรสั อกี วา Οz s?$yzρu «!$# tΑθ™ß ‘§ ⎯Å3≈9s ρu öΝ3ä Ï9%`y Í‘h ⎯ÏΒi 7‰nt &r !$t/&r ϑptΧè tβ%x. $Β¨ 3 z⎯↵ÍhŠ;Î Ψ¨ 9#$ ความวา : “มุหัมมัดนั้น มิไดเปนบิดาของผูใดจากบรรดา เหลาบุรุษของพวกเจา แตเ ปนรอซูลของอัลลอฮแฺ ละนบีทาน สดุ ทา ย” (อัล-อะหฺซาบ : 40) ผูใดในบรรดานบีท่ีอัลลอฮฺไดทรงระบุชื่อ โดยการบอกเลาของ ทานรอซูล เราก็ศรัทธาตอทานอยางเจาะจงแนนอน อาทิเชน นบีนูหฺ ฮูด ศอลิหฺ อิบรอฮีม และทานอ่ืน ๆ (ขอพรอันประเสร็จและความสันติจงมี แดนบีของเรา และแดบ รรดานบที ง้ั หลายดว ย) 32

การศรัทธาตอวันอาคเิ ราะฮฺ สวนการศรัทธาตอวันปรโลกน้ัน คือการศรัทธาตอทุกสิ่งที่ อัลลอฮฺ และรอซูลไดบอกไว อันไดแกส่ิงท่ีจะเกิดข้ึนหลังจากการสิ้นชีพ เชน การถูกทรมานหรือไดรับความสุขในระหวางอยูในหลุมฝงศพ ตลอดจนส่ิงท่ีจะเกิดข้ึนในวันกิยามะฮฺ ซึ่งเปนวันที่ฟนชีวิตข้ึนมาใหม จะ เกิดความโกลาหล ความคับขัน สะพานขาม ตราชู การสอบสวน การ ตอบแทน และการประกาศกรรมดีและช่ัวของมวลมนุษย ส่ิงเหลาน้ี รวมอยูในการศรัทธาตอวันปรโลก ดวยเหตุนี้จึงมีผูรับสมุดบันทึกกรรม ของตนดวยมือขวา บางก็รับดวยมือซาย บางก็รับทางขางหลัง การ ศรัทธาในเรอื่ งสระนํ้าของทานนบีมหุ ัมมดั ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ซ่ึงจะมีผูมาด่ืมน้ําท่ีสระนี้ การศรัทธาตอสวรรค นรก การพบกับอัลลอฮฺ ของบรรดาผูศรัทธา การตรัสของพระองคกับพวกเขาเหลานั้นและอ่ืน ๆ อีกนอกจากท่ีกลาวมาน้ัน ก็เขาอยูในการศรัทธาตอวันปรโลกเชนกัน ฉะนนั้ จึงจาํ เปน ตอ งศรทั ธา เช่ือม่ันตอเร่ืองดังกลาวท้ังหมดตามท่ีอัลลอฮฺ และรอซูลไดแจง ไว การศรัทธาตอ อัล-เกาะดัรฺ สวนการศรัทธาตออลั -เกาะดัรฺน้ัน ประกอบดวยการศรัทธาตอสี่ ประการดงั นคี้ อื ประการแรก ศรัทธาวาอัลลอฮฺน้ัน ทรงทราบถึงทุกสิ่งที่มีมาในอดีต และ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พระองคทรงทราบถึงปจจัยยังชีพ หรือโชคลาภ 33

ตาง ๆ (ริสกี) กําหนดอายุของบุคคลเหลาน้ัน วันสิ้นชีพ และอ่ืน ๆ ซึ่งไม มีส่งิ ใดเปนท่ซี อนเรน แกพ ระองค ดงั ที่พระองคไดต รสั ไววา ∩∠∈∪ Λ7 ⎧Î=tæ >™©ó x« Èe≅ä3Î/ ©!$# β¨ )Î 3 ความวา “แทจริงอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรูในทุกสรรพส่ิง” (อัล-อนั ฟาล : 75) และพระองคไ ดตรัสวา ≅eÈ ä3Î/ xÞ%nt &r ‰ô s% !© #$ ¨βr&ρu ÖƒÏ‰s% ™& ©ó x« eÈ≅ä. 4’?n ãt ©!$# ¨β&r (#þθçΗs>è÷ tFÏ9 ∩⊇⊄∪ $RΗ>ø ãÏ ™> ©ó x« ความวา “เพื่อพวกเจาจะไดร วู า แทจ รงิ อัลลอฮฺน้ันทรงพระ เดชานุภาพเหนือทุกส่ิงทุกอยาง และอัลลอฮฺนั้นทรง ลอมรอบทุกสรรพสิง่ ดว ยความรอบรู” (อตั -เฏาะลาก : 12) ประการที่สอง ศรัทธาวาพระองคทรงบันทึกสิ่งท่ีพระองคทรงกําหนด เปน กฎสภาวการณ ดงั ทท่ี รงมีดาํ รัสวา ∩⊆∪ 8á‹Ï my =ë ≈tG.Ï $Ρt y‰ΨãÏ uρ ( öΝåκ]÷ ΒÏ ÞÚ‘ö F{#$ Èß )à Ζs? $Βt $Ψo Η÷ Í>ãt ‰ô s% ความวา “แนนอนนัก เรานั้นรูถึงสิ่งที่แผนดินกัดกินจาก (รา งของ)พวกเขาเหลานั้น(จนผุกรอ น)และ ณ ทีเ่ ราน้นั ไดม ี บันทึกถูกเก็บรกั ษาไว” (กอฟ : 4) และพระองคไดต รสั วา 34

š 9Ï ≡sŒ β¨ )Î 3 ÚÇ ö‘F{#$ ρu Ï™!$yϑ¡¡9#$ ’Îû $Βt ãΝn=è÷ ƒt ©!$# χ r& öΝ=n è÷ ?s Οó s9r& ∩∠⊃∪ × ¡Å o„ !« $# ’?n tã y79Ï ≡sŒ ¨βÎ) 4 =A ≈tFÏ. ’ûÎ ความวา “เจาไมรูดอกหรือวาอัลลอฮฺน้ัน ทรงรอบรูถึงทุก สรรพสิ่งท่ีมีอยูในชั้นฟา และในแผนดิน ส่ิงเหลานี้ (ถูกเก็บ รักษา) อยูในบันทึก แทจริงแลวส่ิงเหลานี้เปนเรื่องงายดาย สาํ หรบั อัลลอฮยฺ ่งิ นัก” (อลั -หจั ญ : 70) ประการท่ีสาม ศรัทธาตอพระประสงคของอัลลอฮฺ ฉะนั้นส่ิงใดท่ี พระองคท รงประสงคกจ็ ะใหบังเกดิ ข้ึน และสง่ิ ใดทพ่ี ระองคไ มท รง ประสงค ส่งิ นั้นกจ็ ะไมเ กิดข้ึน พระองคท รงมดี ํารัสวา ∩⊇∇∪ ) â™$! t±o„ $Βt ã≅yèøƒt ©!$# ¨β)Î ความวา “แทจริงอัลลอฮฺน้ัน ทรงกระทําดังท่ีพระองคทรง ประสงค” (อลั -หจั ญ : 18) พระองคผ ทู รงเกรียงไกรไดตรัสวา ∩∇⊄∪ βã θä3uŠsù ⎯ä. …çµ9s tΑθ)à ƒt βr& $º↔ø‹©x yŠ#u‘r& #! Œs Î) ÿ…νç ã øΒr& !$yϑ¯Ρ)Î ความวา “อันที่จริง พระบัญชาของพระองคน้ันเม่ือ พระองคทรงประสงคสิ่งใด พระองคก็จะไดตรัสกับสิ่งน้ัน วา “จงเปน” แลว สิ่งน้นั ก็จะเปน (รูปรา ง)ข้นึ มา” (ยาซนี : 82) และพระองคไดต รัสวา 35

∩⊄®∪ ⎥š ⎫Ïϑn=≈èy 9ø $# >u‘ !ª $# ™u !$±t o„ β&r Hω)Î βt ρ™â $! t±@n $tΒρu ความวา : “และพวกเจาจะไมประสงค (ไมสําเร็จสิ่งใด) นอกจากอัลลอฮฺ ผูเปนพระเจาแหงสากลโลก จะมีพระ ประสงค( ใหม นั เกิดขน้ึ )1” (อตั -ตกั วรี : 29) ประการที่สี่ ศรัทธาวาการสรางสรรคทุกสรรพสิ่งในจักรวาลเปน ของอัลลอฮฺ ไมมีผูใดเปนผูสรางนอกจากพระองคและไมมีพระผูอภิบาล นอกจากพระองคดงั ทมี่ ีพระดาํ รสั วา ∩∉⊄∪ ≅× ‹Ï.ρu &™©ó «x e≅È ä. ’4 n?tã uθδè ρu ( ™& ©ó x« eÈ≅2à ß,=Î ≈zy !ª #$ ความวา “อัลลอฮฺ คือ ผูทรงสรางทุกสิ่ง และพระองคทรง เปนผูดูแลคมุ ครองรกั ษาทกุ สรรพสิ่ง” (อัซ-ซุมัร : 62) และพระองคไ ดตรสั วา !« #$ ç ö xî @,Î=≈yz ô⎯ΒÏ ö≅δy 4 /ö ä3ø‹=n æt «!$# |Mϑy è÷ ΡÏ (#ρã ä.øŒ#$ â¨$¨Ζ9$# $pκš‰r'≈¯ ƒt †4 ¯Τr'sù ( θu δè ω)Î µt ≈s9Î) Iω 4 ÚÇ ‘ö F{#$ uρ Ï™!$yϑ¡¡ 9#$ ⎯z ΒiÏ Νä3è%—ã ötƒ ∩⊂∪ šχθ3ä ùs ÷σè? ความวา “โอมนุษยท้ังหลาย จงรําลึกถึงความโปรดปราน ของอัลลอฮฺท่ีมีตอพวกเจา มีใครอื่นอีกหรือนอกจากอัลลอ 1 หมายถงึ หากพระองคไมประสงคใหเ กดิ มันกจ็ ะไมเกดิ แมพวกเจา จะพยายามใหม นั เกดิ ขนึ้ ไม วา ดวยวธิ ีใดกต็ าม (บก.) 36

ฮฺ ผูทรงประทานปจจัยยังชีพจากฟากฟาและแผนดิน ไมมี ผูที่ควรแกการเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ แลวพวกเจาจะ ถกู ผิน(ยแุ หย) ไปทางใดอกี เลา(ปฏิเสธในเอกภาพของอัลลอ ฮ)ฺ ” (ฟาฏริ ฺ : 3) ฉะนั้นการศรัทธาตออัล-เกาะดัรฺ จึงครอบคลุมการศรัทธาตอส่ี ประการท่ีกลาวมาแลว และน่ีคือการศรัทธาของอะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญา มาอะฮฺ ซ่ึงแตกตางไปจากผูไมยอมรับในบางประการของสิ่งเหลาน้ีจาก หมูพวกอะฮลฺ ลุ บิดอะฮฺ ขอ เทจ็ จรงิ อื่นๆ ของการศรทั ธาตอ อัลลอฮฺ ในจํานวนส่ิงท่ีรวมอยูในการศรัทธาตออัลลอฮฺ คือการเชื่อวา อีมาน(ความศรัทธา)เปนท้ังคําพูดและการกระทํา จะเพิ่มทวีขึ้นดวย การเช่ือฟงและปฏิบัติตาม จะหยอนยานดวยการทํามะอฺศิยัต (ส่ิง ตองหามหรือฝาฝน) และไมเปนที่อนุมัติใหบุคคลใดกลาวกับมุสลิมใด มุสลิมหนึ่งวาเปนกาฟร ดวยเหตุที่เขาทํามะศิยัตอยางใดอยางหน่ึงท่ี มิใชชิริก(การต้ังภาคีกับอัลลอฮฺ) และการปฏิเสธศรัทธา(กุฟรฺ) เปนตน วา การซินา(รวมประเวณีกับผูท่ีไมใชสามีภรรยา) การลักขโมย การกิน ดอกเบี้ย ด่ืมของมึนเมา การอกตัญูตอบิดามารดาและอ่ืน ๆ อีกท่ี เปนบาปใหญ ตราบเทาท่ีเขาผูกระทําน้ัน มิไดถือวาเร่ืองดังกลาวเปนที่ อนมุ ตั ิ ทั้งน้เี น่ืองจากพระดาํ รสั ของอัลลอฮวฺ า 37

4 ™â $! t±„o ⎯yϑÏ9 7y Ï9≡Œs βt ρŠß $tΒ ã Ï óø tƒρu ⎯ϵ/Î x8u ³ô ç„ β&r ã Ï øóƒt ωŸ !© $# β¨ Î) ความวา “แทจริงอัลลอฮฺจะไมทรงประทานอภัยในการยก ส่ิงใดขึ้นมาเปนภาคีกับพระองค แตพระองคจะทรง ประทานอภัยโทษ (ตอการฝาฝน) อ่ืนจากนั้นแกผูที่ พระองคป ระสงค” (อนั -นิสาอ : 48) และเนื่องจากปรากฏในหะดีษฺเศาะฮีหฺมุตะวาติรซึ่งมีหลายหะดีษฺ จากทานรอซูลุลลอฮฺวา อัลลอฮฺจะนําผูที่มีศรัทธาอยูในจิตสํานึกของเขา แมเ พียงเทา เมลด็ พชื ผักกาดใหอ อกจากไฟนรก และสวนหนึ่งจากการศรัทธาตออัลลอฮฺ ก็ไดแก การมีความรัก ความชอบเพื่ออัลลอฮฺ มีความเกลียดชังเพื่ออัลลอฮฺ มีการมุวาลาฮ(การ ผกู สัมพันธ) และมุอาดาฮ(การปลีกหาง)บนพื้นฐานของบัญญัติแหงอัลลอ ฮฺ ฉะน้ันมุอมินจะตองรักบรรดามุอมินดวยกัน ผูกสัมพันธระหวางกัน ตอ งไมพ งึ ใจกบั บรรดาผปู ฏิเสธและปลกี หางจากพวกเหลานนั้ บุคคลระดับแรกในหมูมุอมินจากประชาชาติน้ี ก็ไดแกบรรดา สาวกของทานรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ฉะน้ันอะฮฺลุซซุน นะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ จึงรักบรรดาสาวกเหลานี้ มอบความพึงใจแกพวกเขา เชื่อม่ันวาพวกเขาเหลานี้ คือบุคคลที่เปนกลุมชนท่ีดีท่ีสุดถัดจากบรรดา ศาสนทูต ท้งั นอ้ี าศยั หลักฐานจากวจนะของทานรอซลู ุลลอฮฺ ท่วี า  ‫א‬‫א‬‫א‬ ความวา “ศตวรรษท่ีดีท่ีสุดนั้น คือศตวรรษของฉัน จากน้ันก็คือบรรดาผูท่ีมาตอจากเขาเหลานั้น จากนั้นก็คือ 38

บรรดาผูท่ีมาหลังจากพวกเขา” (รายงานโดยอัล-บุคอรีย และมุสลิม) ผูศรัทธามีความเชื่อวา ผูท่ีประเสริฐสุดในบรรดาสาวกคือทานอบู บักรฺ อัศ-ศิดดิก ถัดมาก็ทาน อุมัร อัล-ฟารูก ถัดมาก็ทานอุษมาน เจาของสองรัศมี1 ถัดมาก็ทานอะลี อัล-มุรตะฎอ -รอฎิยัลลอฮุอันฮุม- และถัดจากทานเหลานั้น ก็เปนบุคคลท่ีเหลือในเศาะหาบะฮฺทั้งสิบทาน(ท่ี ไดรับการแจงขาวดีวาพวกเขาเหลาน้ัน เปนชาวสวรรค) ถัดมาก็เปน บรรดาสาวกอ่ืนๆทั้งหมด ผูศรัทธาจะไมเขาไปเกี่ยวของหรือวิจารณการ โตแยงกันระหวางเศาะหาบะฮฺ(สาวก) พวกเขาเชื่อวาส่ิงที่เกิดขึ้นใน ระหวางสาวกน้ัน ไดผานการกล่ันกรอง วินิจฉัย และผานความคิดเห็น จากพวกเขาเหลานั้นแลว ผูใดที่วินิจฉัยไดตรงกับขอเท็จจริงอันถูกตอง เขาผูน้ันก็ไดรับผลบุญเปนสองเทา แตผูใดที่วินิจฉัยผิดพลาด เขาผูน้ันก็ จะไดร ับผลบญุ ตอบแทนเพยี งสว นเดยี ว บรรดามุอมินมีความรักตอครอบครัว(อะฮฺลิลบัยตฺ)ของทาน รอซูล มอบความรักของพวกเขาตอบรรดาภรรยาของทานรอซูลซ่ึงเปน เปรียบเสมือนด่ังมารดาของบรรดาผูศรัทธา พวกเขาจะกลาวขอพร ใหอัลลอฮฺทรงโปรดปรานพวกนางทุกคน พวกเขาจะหลีกหางจาก แนวทางของพวกรอฟเฎาะฮฺ ที่เกลียดชัง ดาวาและประณามเหลาสาวก ของทานรอซูล ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสลั ลัม แตก ลับเกินเลยตอ 1 คอื ทา นไดสมรสกบั บตุ รีของทานรอซลู ถงึ สองนาง 39

อะฮฺลุลบัยตฺ โดยยกฐานะของอะฮฺลุลบัยตฺเกินกวาตําแหนงที่อัลลอฮฺจัด ใหแ กพวกเขา ผศู รัทธายังปลีกหา งจากแนวทางของพวกนะวาศบิ ซง่ึ พวก นีไ้ ดก อความเสยี หายแกอะฮลฺ ุลบยั ตฺ ท้งั ดวยวาจาและการกระทาํ ทั้งหมดที่ไดกลาวมาแลวอยางยอ ๆ นั้นเขาอยูภายใตหลักการ เชอื่ มั่นทถี่ กู ตอ ง ซง่ึ เปนหลกั การที่อลั ลอฮไฺ ดทรงแตง ตั้งทานรอซูลมาเพื่อ เผยแพรส่ิงนั้น และเปนหลักการเช่ือมั่นของกลุมชนที่ไดรับความ ปลอดภัย นั่นคืออะฮฺลุสซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ที่ทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสลั ลัม ไดกลาวไวในเร่ืองของชนกลุมนีว้ า ‫א‬‫א‬  ‫א‬ ความวา “ชนกลุมหน่งึ จากประชาชาตขิ องฉนั ยังคงยืนหยัด อยูบนความเที่ยงธรรม เปนกลุมชนที่ไดรับความชวยความ ชวยเหลือ ผูที่เหยียดหยามพวกเขาไมสามารถสรางความ เสียหายแกพวกเขาได จวบจนถึงกาลแหงบัญชาของอัลลอ ฮ(ฺ คอื บังเกิดวันปรโลก)” ทา นรอซูล ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสลั ลัม ยงั ไดก ลา ววา ‫א‬ ،    ‫א‬ ‫א‬   ،  ‫א‬  ‫א‬  ‫א‬   ،    ‫א‬ 40

W‫؟‬‫א‬W‫א‬،‫א‬  K ความวา “พวกยะฮูดี(ยิว)ไดแตกแยกออกเปน 71 กลุม และชาวนะศอรอ(คริสต)ไดแตกแยกเปน 72 กลุม และ ประชาชาติน้ี(มุสลิม)จะแตกแยกเปน 73 กลุม ทั้งหมดน้ัน ลงนรก นอกจากกลุมเดียวเทานั้น”. บรรดาเศาะหาบะฮฺได ถามวา “โอทานรอซูลแหงอัลลอฮฺ กลุมนั้นเปนใครเลา?” ทานตอบวา “กลุมนั้นคือผูท่ีมีดําเนินบนเสนทางเหมือนกับ เสน ทางของฉนั และสาวกของฉัน” นี่คือหลักการเช่ือม่ันท่ีจําเปนตองศรัทธา ยึดม่ันดําเนินตาม ตลอดไป และระมดั ระวังจากสงิ่ ที่ขัดกบั หลักการนี้ กลมุ คนทด่ี ําเนนิ อยบู นเสนทางทขี่ ัดกบั ความถูกตอ ง สวนบรรดาผูที่หันเหออกนอกทางของหลักการนี้ และดําเนินไป ตามสง่ิ ทีต่ รงกนั ขา มน้ัน มมี ากมายหลายประเภทดว ยกัน อาทเิ ชน กลมุ ผูเคารพสักการะรูปเคารพทั้งปวง เจว็ด มลาอิกะฮฺ บรรดาวะลีย ญิน ตนไม หิน และอ่ืน ๆ อีก คนเหลาน้ีไมไดตอบสนองการเชิญชวนของ บรรดารอซูล ย่ิงไปกวานั้นยังขัดแยง และดื้อดึงตอบรรดารอซูล เชนท่ี พวกกุเรชและอาหรับกกอื่นๆ ทํากับนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสลั ลมั ของเรา พวกเขาเหลาน้ันเคยขอตอสง่ิ ทถี่ ูกเคารพสกั การะ ใหทํา 41

ธุระให ขอใหหายปวย และขอความชวยเหลือเพ่ือเอาชนะศัตรู พวกเขา เคยเชือดสัตวบูชา และบนบานตอสิ่งที่ถูกเคารพสักการะดังกลาว และ เม่ือทานรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม คัดคานการกระทําเชนนั้น และเรียกรองใหพวกเขาถวายการเคารพภักดีตออัลลอฮฺแตเพียงองค เดยี วความบริสุทธิใ์ จ พวกเขากลับเหน็ วาเปนสิ่งท่ีแปลกประหลาดและไม ยอมปฏิบตั ติ ามทานรอซูลและอลั ลอฮฺกลาววา ∩∈∪ Ò>$fy ãã í™ó©´y s9 #x‹≈δy β¨ Î) ( #‰´ Ïn≡ρu $Yγ≈s9Î) πs oλ;Î ψF $# Ÿ≅yè_y r& ความวา “(คนปฏิเสธเหลาน้ันกลาววา)เขา(มุหัมมัด)ไดทํา ใหพระเจาหลายองคเปนพระเจาองคเดียวกระน้ันหรือ? แทจริงนีเ่ ปน สงิ่ ทนี่ า ประหลาดนกั ” (ศอด : 5) แตทานรอซูลุลลอฮก็ยังดําเนินการเรียกรอง เชิญชวนพวกเขา สูอัลลอฮฺตอไป ทานไดเตือนพวกเขาไมใหต้ังภาคี อธิบายใหพวกเขาไดรู ถึงขอเท็จจริงของส่ิงท่ีทานเรียกรองเชิญชวนไปสู จนกระท่ังอัลลอฮฺได ทรงชี้ทางแกบางคนในหมูพวกเขา จนตอมาก็ไดมีการยอมรับและเขารับ ศาสนาของอัลลอฮฺอยางมากมาย ศาสนาของพระองคจึงไดปรากฏ เดนชัดข้ึนเหนือศาสนาอื่น ท้ังนี้หลังจากการเชิญชวนอยางตอเนื่อง และ การตอ สูอยางอดทนเปนเวลายาวนานของทา นรอซูลและบรรดาสาวกของ ทานรวมท้ังผูดําเนินตามทานเหลานั้นดวยดี ตอมาสภาพการณได เปล่ียนแปลงไป ความไมรูไดแผกระจายในหมูชนสวนใหญ จนกระทั่ง คนสวนมากกลับไปสูศาสนาของพวกญาฮิลียะหอีกคร้ังหน่ึง ท้ังน้ีก็ดวย การนับถอื อยา งไรขอบเขตตอ บรรดานบแี ละวะลยี  โดยการขอดุอาอ วอน 42

ขอความชวยเหลือตอทานเหลาน้ัน รวมท้ังการกระทําชิริกอ่ืนๆ อีก คน เหลาน้ีไมรูจักความหมายของคําวา “ลาอิลาฮา อิลลัลลอฮฺ” อยางท่ีพวก กุฟฟารชาวอาหรับรูจักความหมายขอความนี้ (ขออัลลอฮฺทรงชวยเหลือ ดว ยเถิด) การชิริกเชนน้ี ยังคงมีระบาดอยูจนกระท่ังถึงยุคปจจุบันของเรา เน่ืองจากการแพรก ระจายของความไมรูและเปนยุคท่ีหางไกลจากยุคของ ทา นนบี ศอ็ ลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสลั ลมั ขอ สงสยั คลมุ เครือของเหลาผูปฏิบตั ิชริ กิ ขอสงสัยคลุมเครือของคนรุนหลังเหลานี้ก็เชนเดียวกับขอสงสัย คลมุ เครอื ของคนรุนแรก ๆ ในอดีต นั่นกค็ ือคาํ พดู ของคนเหลานั้นท่วี า “พวกเหลานี้(ผูคนท่ีพวกเขาเคารพบูชา)คือผูขอไถโทษแทน พวกเรา ณ อัลลอฮฺ เรามิไดเคารพภักดีพวกเขาเหลานั้น นอกจากเพ่ือพวกเขาเหลาน้ัน จะไดทําใหเราเขาใกลชิด กบั อัลลอฮฺอยางแทจ รงิ ” อัลลอฮฺไดทรงลบลางขอสงสัยคลุมเครืออันนี้ และพระองคได ทรงแจงใหทราบวาใครเคารพภักดีอ่ืนจากอัลลอฮฺ ไมวาจะเปนอะไรก็ ตาม เขาผูน้ันก็ไดตั้งภาคีกับพระองค และไดปฏิเสธศรัทธา ด่ังท่ีอัลลอฮฺ ไดต รัสวา Οó γß èã xΖtƒ Ÿωρu Νö èδ•ØÛ „o ωŸ $tΒ !« $# χ ρߊ ⎯ÏΒ šχρ߉7ç ÷ètƒuρ 4 «!#$ ‰y ΨãÏ $tΡσà ≈¯ yèxä© ™Ï Iωσà ≈¯ yδ χš θ9ä θ)à tƒρu 43

ความวา “และเขาเหลาน้ันไดเคารพภักดีอ่ืนจากอัลลอฮฺ ซ่ึง ไมสามารถใหโทษหรือใหคุณแกพวกเขาเหลานั้นได และ พวกเขากลาววา พวกน้ีแหละคือผูขอไถโทษใหแกเรา อลั ลอฮ”ฺ (ยูนุส : 18) อลั ลอฮฺไดตอบโตเขาเหลาน้ัน ดวยโองการของพระองควา 4 ÚÇ ‘ö {F #$ ’ûÎ Ÿωρu ÏN≡uθ≈ϑy ¡¡ 9$# ’Îû ãΝn=÷èƒt ωŸ $ϑy /Î !© $# χš θ↔ä 6mÎ uΖ?è &r ≅ö %è ∩⊇∇∪ χš θ.ä Î ³ô ç„ $£ϑãt 4’?n ≈èy ?s ρu …µç oΨ≈ysö7ß™ ความวา “จงกลาวเถิด(มุหัมมัด)วา พวกเจาจะบอกอัลลอฮฺ ถึงส่ิงท่ี(พวกเจาเขาใจวา)พระองคไมทรงทราบในบรรดาช้ัน ฟาและแผนดนิ กระนั้นหรือ ? มหาบริสุทธิ์พระองคและทรง สงู สง เหนอื ส่ิงท่ีพวกเขาต้ังภาค”ี (ยนู ุส :18) ดังนั้นอัลลอฮฺไดทรงแจงไวในอายะฮฺน้ีวา การเคารพภักดีอื่นจาก พระองคไมวาจะเปนบรรดานบี บรรดาวะลีย หรือคนอ่ืน ๆ ก็ตาม ยอม ถือวา การเคารพภักดีนัน้ เปน ชริ ิกอยางใหญหลวง ถึงแมวาผูกระทําจะตั้ง ช่อื เปน อ่นื จากนัน้ ก็ตาม อลั ลอฮไฺ ดต รสั วา ω)Î öΝδè ‰ß ç6è÷ Ρt $tΒ ™u $! Šu 9Ï ÷ρ&r ⎯ÿ µÏ ÏΡρߊ ∅ÏΒ #( ρ䋃s ªB#$ š⎥⎪%Ï !© #$ ρu #’∀s ø9ã— «!#$ ’<n )Î !$tΡθç/hÌ)s ‹ã Ï9 ความวา “และบรรดาผทู ีย่ ดึ ถอื ส่งิ อืน่ จากอลั ลอฮใฺ หเ ปน 44

วะลียเพื่อเคารพภักดี (พวกเขาจะกลาววา)เราไมไดเคารพ ภักดีเขาเหลาน้ัน นอกจากเพ่ือเขาเหลาน้ันจะไดทําใหเรา ใกลช ดิ ตอ อัลลอฮฺ” (อซั -ซมุ ัร :3) อลั ลอฮฺจึงไดโตต อบคนเหลาน้ัน ดวยพระดาํ รัสวา ωŸ !© #$ ¨β)Î 3 χš θà Î=tGƒø †s µÏ ‹ùÏ öΝδè $tΒ ’Îû Οó ßγΨo ÷/t ãΝ3ä øts† ©!#$ ¨βÎ) ∩⊂∪ ‘Ö $¤Ÿ2 Ò>É‹≈.x uθδè ô⎯tΒ “ωγô tƒ ความวา : แทจ รงิ อลั ลอฮทฺ รงตดั สนิ ระหวา งพวกเขา ซึ่งสิ่งท่ี พวกเขาขัดแยงกัน แทจริงอัลลอฮฺจะไมทรงช้ีนําแกผูท่ีเปน คนโปปด ปฏเิ สธศรทั ธา” (อซั -ซุมัร : 3) พระองคไดช้ีแจงใหเราไดทราบในอายะฮฺน้ีวา การเคารพภักดีของ พวกเขา ท่มี ีตอส่งิ อน่ื จากพระองค ไมวาดว ยการวอนขอ ความหวาดกลัว ความหวัง และสิ่งอ่ืนๆน้ัน ยอมถือวาเปนการกุฟรฺ(ปฏิเสธ)ตอพระองค และพระองคประกาศวาคําพูดของพวกเขาที่วาพระเจาหลายองคของเขา จะทาํ ใหพ วกเขาใกลช ดิ กบั อัลลอฮฺยงิ่ ข้ึนนั้นเปนคํากลาวท่โี ปปดมดเทจ็ ความเชื่ออน่ื ๆ ทข่ี ัดกบั หลักการอันถกู ตอ ง สวนหน่ึงจากการเช่ือมั่นท่ีทําใหตกเปนกาฟรฺ(ตกศาสนา) อันเปน การเชอ่ื ม่นั ท่ตี รงกันขามกับหลักการเชื่อม่ันที่ถูกตอง และขัดแยงกับส่ิงที่ บรรดารอซูลไดนํามานั้น ก็ไดแก การเช่ือมั่นของกลุมผูปฏิเสธพระเจาใน 45

ยุคปจจุบันน้ี ซ่ึงนั่นก็คือ กลุมผูดําเนินตามคําสอนของมารกซ เลนิน และบุคคลอื่นๆ ไมวาเขาเหลาน้ันจะเรียกช่ือวาสังคมนิยม คอมมิวนิสต หรืออะไรอ่ืนก็ตามแต ทวารากฐานรวมของคนเหลาน้ีจํานวนหน่ึงก็คือ การปฏิเสธพระเจา และชวี ติ เปนเพียงวตั ถุ อีกทั้งยังรวมถึงการปฏิเสธวัน กิยามะฮฺ ปฏิเสธนรก สวรรค และปฏิเสธศาสนาทั้งมวล ผูที่พิจารณาดู ตําราและศึกษาสภาพของคนเหลานั้นแลว จะรูอยางแนนอน โดยไมตอง สงสัยเลยวา การเช่ือม่ันอยางน้ีเปนการเชื่อที่ตรงกันขามกับศาสนาแหง ฟากฟาและเปนการเชื่อมั่นที่จะทําใหผูท่ีเช่ือเชนน้ันเดินไปสูบ้ันปลายท่ี เลวรา ยท่ีสุดในภพนีแ้ ละภพหนา และสวนหน่ึงจากการเช่ือมั่น ท่ีตรงกันขามกับหลักสัจธรรม น่ัน ก็ไดแกการเชื่อมั่นของบางคนในกลุมบาฏินียะฮฺและกลุมซูฟท่ีวา คนบาง กลุมท่ีพวกเขาเรียกวา “วะลีย” นั้น ไดมีสวนรวมกับอัลลอฮฺในการ จัดการและบริหารกิจการของโลก พวกเขาไดใหช่ือคนเหลาน้ันวา อัล- อักฏอบ1 อัล-เอาตาด2 อัล-อัฆวาษฺ3 และช่ืออื่น ๆ อีก ลวนคือผูท่ีไดรับ การรอ งขอความชว ยเหลือ แลว แตผูเชื่อถือจะประดิษฐคิดข้ึนมาต้ังใหแก พระเจาของเขา และน่ียอมเปนการต้ังภาคีที่นาชังที่สุดในดานรูบูบียะฮฺ (การเช่ือถือเรื่องเอกภาพของอัลลอฮฺในการสรางและการบริหารจัดการ ของพระองค) ซึ่งน่ีเปนเรื่องเลวรายย่ิงไปกวาการชิริกในสมัยญาฮิลียะฮฺ เพราะพวกกาฟรอฺ าหรับในสมัยญาฮิลียะฮฺน้ัน มิไดต้ังภาคีกับพระองคใน ดานเตาฮีดรูบูบียะฮฺ หากแตพวกเขาตั้งภาคีกับพระองคในเร่ืองการอิบา 1 พหพู จณข อง “กฏุ บ” เปน ระดับหน่ึงของบคุ คลชัน้ นําของซฟู  2 พหพู จน “วะตด้ั ” เปนระดบั หนึ่งของบุคคลชัน้ นําของพวกซูฟเชน เดยี วกัน 3 พหูพจนข อง “เฆา ษฺ” ผทู ่ีไดร ับการรองขอความชว ยเหลอื ในยามคบั ขนั 46

ดะฮฺ และการชิริกของพวกเขาก็เปนในยามปกติสุข สวนในภาวะคับขัน แลวพวกเขาจะถวายการอิบาดะฮฺแกอัลลอฮฺเพียงองคเดียว ดังท่ีอัลลอฮฺ ไดต รสั วา $£ϑn=sù ⎦t ⎪$eÏ !#$ µç s9 ⎦t ⎫ÁÅ =Î øƒΧè ©!#$ #( θâ tãyŠ Å7ù=à 9ø $# ’ûÎ (#θç72Å u‘ #sŒ*Î ùs ∩∉∈∪ tβθä.Î ô³ç„ Νö δè #sŒÎ) Îh9y 9ø $# ’<n Î) Νö γß 9g¯ wΥ ความวา “ดังนั้นเม่ือพวกเขาโดยสารเรือ พวกเขาก็วิงวอน ตออัลลอฮฺในฐานะผูบริสุทธิ์ใจมอบการเคารพภักดี ตออัลลอฮฺ แตเม่ือพระองคไดใหพวกเขาขึ้นบกดวยความ ปลอดภัยแลว เม่ือนั้นพวกเขาก็ต้ังภาคีกับพระองค”(อัล- อนั กะบูต : 65) สวนทางดา นเตาฮีดรูบูบียะฮฺน้ันพวกเขากย็ อมรับวาเปนของ อลั ลอฮฺองคเดยี วเทานั้นดังท่พี ระองคต รสั ไววา ∩∇∠∪ βt θä3ùs σ÷ ム’4 Τ¯ r'sù ( !ª #$ £⎯ä9θà)‹u 9s Νö ßγ)s n=yz ⎯ô ¨Β ΝßγtFø9r'y™ ⎦⌡È s9uρ ความวา “และหากเจา (มุหัมมัด)ถามเขาเหลานัน้ (พวกมุชริกีน) วาใครเปนผูบังเกิดพวกเขา แนนอนพวกเขา ก็ตอบวา อลั ลอฮฺ” (อัซ-ซคุ รฟุ : 87) และพระองคไดต รสั อีกวา 47

ìy ôϑ¡¡9$# à7=Î ôϑtƒ ⎯¨Βr& ÚÇ ö‘{F $#ρu Ï™!$ϑy ¡¡ 9#$ z⎯iΒÏ Ν3ä %è ã—ö tƒ ⎯Βt ö≅è% ∅š ÏΒ |MÍh‹ϑy ø9#$ lß Ìøƒä†uρ ÏM‹Íh yϑ9ø #$ z⎯ÏΒ ‘¢ y⇔ø9#$ ßlÌƒø †ä ⎯tΒρu t≈|Áö/F{#$ ρu ∩⊂⊇∪ tβθà)G− s? Ÿξsù&r ≅ö à)sù 4 ª!$# tβθä9θà)Šu ¡| sù 4 z ∆ö F{$# ã n/Î ‰y ƒã ⎯Βt ρu Ç‘c ⇔y ø9$# ความวา “จงกลาวเถิด(มุหัมมัด)วาใครใหปจจัยยังชีพแก พวกทานจากช้ันฟาและแผนดินหรือวาใครถือกรรมสิทธิ การฟงและการมองเห็น และใครเปนผูใหชีวิตหลังจากการ ตาย และเปนผูใหตายหลังจากมีชีวิต และใครบริหาร กิจการพวกเขาก็จะกลาววา “อัลลอฮฺ” เจา(มุหัมมัด)ก็จง กลา วเถิดวาพวกทานจะไมย ําเกรงอกี หรือ?” (ยนู ุส : 31) และโองการอื่น ๆ ที่มีความหมายทาํ นองนีย้ ังมีอีกมากมาย สว น มุชริกีน(ผูตั้งภาคี)ในสมัยหลัง ๆ นี้ไดเพ่ิมเติมไปจากมุชริกีนใน ยคุ ตน ๆ อกี สองดานคือ ดานท่ีหนึ่ง บางคนในพวกยุคหลังนั้นไดเพิ่มการต้ังภาคีในเรื่อง เตาฮดี รบู ูบยี ะฮฺ ดานท่ีสอง พวกเขาต้ังภาคีท้ังในยามปกติสุขและในยามคับขัน ดังท่ีผูคบคาสมาคมกับพวกเหลานี้ยอมจะเห็นสิ่งท่ีพวกเขากระทํากัน ณ หลุมฝงศพของฮุเซน1 และอัล-บัดวีย2 และคนอื่น ๆ ในประเทศอียิปต 1 หลุมฝงศพของฮุเซน บุตรของทานอาลี บิน อบี ฏอลิบ ซ่ึงอยูท่ีมัสยิดมัสยิดอัล-ฮุเซนในกรุง ไคโรประเทศอียปิ ต 2 หลุมฝงศพของเชค อะหฺมัด อัล-บัดวีย อยูที่มัสยิดเชค อะหฺมัด อัล-บัดวีย ณ เมืองฏ็อนฏอ ประเทศอยี ิปต 48

นอกจากนี้ก็มี ณ หลุมฝงศพของอัล-อัยดะรูซในเอเดน อัล-ฮาดียใน ประเทศเยเมน อิบนุ อะเราะบียที่ประเทศซีเรีย เชค อับดุลกอดิรฺ อัล-ญี ลานียท่ีประเทศอิรัก และหลุมฝงศพของคนที่มีเสียงโดงดังอื่น ๆ อีก ซึ่ง สามัญชนทั่วไปใหความนับถืออยางลนเหลือ อีกท้ังยังหันเหสิทธิเฉพาะ ของอัลลอฮฺหลายๆ อยางไปใหแกหลุมฝงศพของบุคคลเหลาน้ัน1 นอย คนท่ีคัดคานการกระทําของคนเหลานั้น และแจงใหพวกเขาไดรูถึงความ จริงของเตาฮีด(การใหเอกภาพ)ท่ีอัลลอฮฺไดทรงแตงตั้งทานนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และบรรดารอซูลกอนหนาทานใหมา เผยแพร ดงั น้นั เราจงึ ขอกลาววา “อนิ นาลิลลาฮ วะอินนาอีลัยฮิ รอญิอูน” แทจริงเราเปนสิทธิ์ของอัลลอฮฺและแทจริงเราน้ันตองกลับไปสูพระองค และเราขอตอพระองค ไดโปรดใหคนเหลานั้นไดกลับไปสูทางอัน เท่ียงตรง ขอใหมีผูเรียกรองในระหวางพวกเขาไปสูทางท่ีถูกตองเพิ่มทวี มากขึ้น และขอขอพระองคไดโปรดอํานวยความสําเร็จใหแกบรรดาผูนํา และอุละมาอ(นักวิชาการ)ของมุสลิมีนในการตอตานการชิรกฺเชนน้ี ขจัด มันและหนทางของมันใหสูญสิ้นไป แทจริงอัลลอฮฺน้ัน ทรงสดับฟงและ ทรงใกลช ิดยง่ิ และสวนหน่ึงของการเชื่อม่ันท่ีตรงกันขามกับหลักการเชื่อม่ันท่ี ถูกตอง ในเรื่องของบรรดาพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺน้ัน ก็ ไดแกหลักการเชื่อมั่นของอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เชนพวกญะฮฺมียะฮฺ พวก มุอฺตะซีละฮฺ และผูดําเนินตามแนวทางของพวกเขาเหลาน้ัน ในการ 1 อาทิเชน สิทธิของอัลลอฮในการขอความชวยเหลือการบนบาน และอื่น ๆ อีกท่ีเปนสิทธิของ พระองค แตพ วกเขาเหลานัน้ กลบั นาํ ไปใชก ับเจา ของหลมุ ฝงศพ 49

ปฏิเสธคุณลักษณะของพระองคและลบลางคุณลักษณะท่ีสมบูรณของ พระองค และไดใหคุณลักษณะแกพระองคดวยคุณลักษณะของส่ิงที่ไม มี หรือส่ิงท่ีเปนวัตถุ หรือสิ่งที่เปนไปไมได มหาบริสุทธ์ิอัลลอฮฺและทรง สูงสงเหนือคํากลาวหาใด ๆ ท้ังส้ิน รวมถึงบางคนท่ีติดเขาไปอยูในกลุม บุคคลดังกลาว ซ่ึงไดแกผูท่ีปฏิเสธบางคุณลักษณะ และยืนยันในบาง คุณลักษณะ เชน พวกอะชาอิเราะฮฺเปนตน ดังน้ันในการที่พวกเขายืนยัน ในบางคุณลักษณะ พวกเขาก็จําตองทําเหมือนกับที่พวกเขาพยายามหลีก หนีในเรือ่ งคุณลกั ษณะทพี่ วกเขาปฏิเสธและท่ีพวกเขาไดตีความหลักฐาน ตางๆ ที่เกี่ยวของ โดยที่พวกเขาขัดแยงกับหลักฐานท่ีรับมาโดยการ ถายทอด(จากอัลกุรอานและซุนนะฮฺ)และหลักฐานทางสติปญญา พวก เขาขดั แยงอยา งชดั เจนในเร่อื งเชนนนั้ สว นอะฮฺลุซซนุ นะฮวฺ ลั ญะมาอะฮฺนัน้ พวกเขายนื ยนั ใหกับ อัลลอ ฮฺ ในสิ่งที่พระองคทรงยืนยันใหแกตัวของพระองคเองหรือยืนยันตามที่ รอซูลของพระองคยืนยันใหกับพระองค ในรูปของการใหความสมบูรณ ไมวาจะเปนเร่ืองพระนามหรือคุณลักษณะของพระองคก็ตาม พวกเขา เช่ือมั่นในเชิงที่ขจัดใหพระองคทรงปลอดจากความคลายคลึงกับมวล สรรพสงิ่ ดว ยการเชือ่ มน่ั ทป่ี ลอดจากวิถีทางการปฏเิ สธ พวกเขาไดป ฏบิ ตั ิ ตามหลักฐานทั้งหมด พวกเขาไมบิดเบือน ไมเปล่ียนแปลง และไมถือ ตามที่บางกลุมถือวาพระองคไมมีคุณลักษณะ ในที่สุดพวกเขาก็ปลอด จากการขัดแยง ซ่ึงคนอ่ืน ๆ ตกอยูในการขัดแยงน้ี (ดังที่ไดเคยช้ีแจงไว แลว) น่ีคือหนทางแหงความปลอดภัย และความสันติสุขในดุนยาและ อาคีรัต เปนหนทางท่ีเที่ยงตรงท่ีชาวสะลัฟ(บรรพบุรุษอิสลามยุคตน)ของ 50