Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore มหาบัณฑิตแห่งมิถิลานคร

มหาบัณฑิตแห่งมิถิลานคร

Description: มหาบัณฑิตแห่งมิถิลานคร.

Search

Read the Text Version

ร 1V? มหาบณั ฑติ มถิ ิลึานคร พระไพธสิ ัดว์เสวยพระชาต็ทรงบำเพ็ญป'ญญาบารมี น.อ. แย้ม ประพฒั นทอง kalyanamitra.org

ธิ^^^ะข้®} มหาบณฑติ แหง่ มิถิลานคร ของ น.ย.แยม้ ประฟฒ่ นท์ อง kalyanamitra.org

มหาบัณฑติ แหง่ มิถลิ านคร น.อ.แยม้ ประพัฒน์ทอง บทเสริมทา้ ย (เตา้ โครงเร่ืองในมหาบัณฑิตแหง่ มถิ ิลานคร) โดย ผศ.ไขสิริ ปราโมช ณ อยุธยา ดำเนนิ การจัดพิมพ์ ะ สำนกั พมิ พธ์ รรมสภา ธรรมสภา ไดร้ ับความเมตตาอนญุ าตจาก ท่านเจ้าคณุ พระสุธรรมถาวร (เจา้ ของลขิ สทิ ธ) ใหจ้ ัดพิมพ์เผยแพร บทเสริมทา้ ยของหนงั สอี เล่มนี้ เป็นลขิ สิทธของสำนักพิมพ์อักษรเจรญิ ทัศน์ ทางสำนักพมิ พ์ยินดใี ด้ผู้จดั พิมพ์ นำไปพมิ พ์โดยมไิ ดด้ ีดค่าตอบแทนอันใดในกาวพมิ พ์ครัง้ น สำนกั พิมพธ์ รรมสภา จึงขอกราบขอบพระคณุ สำนักพิมพอ์ ักษรเจริญทศั น์ ท่ีไดเ้ มตตาอนญุ าตในการพิมพบ์ ทเสรมิ ท้ายมา ณ โอกาสน การพิมพห์ นังสอิ ธรรมเป็นอนสุ รณ์และทรี่ ะลึก นอกจากเปน็ การจดั ทำส่งิ ซึ่งเปน็ ประโยชน์ที่คงอย่ยู ืนนาน แล้ว ยงั เป็นการบำเพ็ญธรรมทาน คอื การใหธ้ รรมที่พระพุทธเจา้ ตรสั สรรเสรญิ ว่าเปน็ ทานอันยอดเยยื มอึกดว้ ย ผู้ปฏบิ ตั เิ ช่นนีจ้ งึ ชื่อไตว้ ่าแสดงออกซึ่งญาตธิ รรม พร้อมไปกบั การมีสว่ นร่วมเผยแพรธ่ รรม เพอสง่ เสริมสมั มา ทรรศนะและธรรมปฏิบตั ิ อันจะอำนวยประโยชน์สุขท่ีแท้จรงิ แก่ประชาชน ธรรมสภา รบั บรกิ ารจดั หาต้นฉบับทอี่ ดุ มด้วยเน้ีอหาสาระ ท่านทีป่ ระสงคจ์ ะจดั พมิ พ์หนังสอี ธรรมะทดี ี มีคุณภาพเป็นทีระลกึ ในทุกโอกาสของงานประเพณี เปน็ การใชจ้ ่ายเงนิ ท่ีมคี ุณค่า และใหป้ ระโยชน์อยา่ งถกู ต้อง ทา่ นทีป่ ระสงค์จะเผยแพรเ่ ปน็ ธรรมทาน โปรดตดิ ต่อที่....ธรรมสภา ด/๕-๖ ถนนปีนเกลา้ -พทุ ธมณฑส เขตตล่งิ ช้น กรงุ เทพมหานคร ๑๐๑๗๐ ๓๕/๒๗๐ จรลั สนิทวงค์ ๖๒ เขตบางพลดั กรงุ เทพมหานคร ๑๐๗๐๐ โทร. ๔๓๔-๔๒๖๗. ๔๓๔-๓๕๖๖, ๔๔®-๑๕๓๕ เทวสาวิ. ๔๒๔-๐๓๗๕ การใหธ้ รวมิ ะชนะการใหท้ ้งั ปวง การรับธรรมะและนำไปปฏิบตั ิยอ่ มชนะการรับท้ังปวงเช่นกนั kalyanamitra.org

ด่านำ มหาบณั ฑติ แหง่ มถิ ลิ านคร มหาบณั ฑติ แหง่ มิถลิ านครน้ี เป็นเรื่องหน่งึ ใน มหานบิ าตชาดก เปน็ เรืองของการบำเพญ็ บารมชี าติหน่งึ ในทศชาตหิ รือสบิ ชาตสิ ดุ ทา้ ยของพระโพธสิ ัตว์ ก่อนท่จี ะตรสั รูเ้ ป็นพระพทุ ธเจ้า ทศชาติ นน้ั หมายถึง พระโพธสิ ัตวท์ รงเสวยพระชาตติ า่ งๆ เปน็ พระเตมีย์ พระชนก พระสวุ รรณสาม พระเนมีราช พระมโหสต พระภมู ทิ ตั ต์ พระจนั ทกุมาร พระนารอท พระวิธรู และพระเวสสันดร สำหรับเรื่องมหาบณั ฑติ แห่งมถิ ิลานครนี้ เปน็ พระชาติท่ี ๕ ในจำนวน ๑๐ ชาติ คอื ชาติ ท่ีพระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ป็น พระมโหสถ ในชาดกใชช้ อื่ ว่า มโหสตชาดก เป็นชาตทิ ่ี พระโพธิสตั วท์ รงบำเพ็ญปัญญาบารมี ซง่ึ ผ้เู ขียนได้ถอดความและเรียบเรียงจากตน้ ฉบับภาษา บาลเี ปน็ ภาษาไทย ที่อา่ นเข้าใจง่าย ลักษณะคำประพนั ธจ์ ัดอยู่ในประเภทรอ้ ยแก้ว แตถ่ งึ กระนัน้ ผู้เขียนก็ยังเลอื กใช้กอ้ ยคำ โวหารที่ไพเราะ ทง้ั บรรยาย พรรณนา และเทศนาโวหาร อกี ทง้ั มกี ารเปรียบเทียบอปุ มา อุปไมย ใหเ้ ห็นอยา่ งเด่นชัด เพือ่ เผยแพรพ่ ระพุทธศาสนา จดุ มงุ่ หมายในการเขยี นเรือ่ ง มโหสถชาดก ได้แก่ เพื่อใหค้ วามรใู้ นด้านพระประวัติของพระพุทธเจาั เพือ่ ยกย่อง สรรเสรญิ พระปรชึ าสามารถ ของพระมโหสต และใหผ้ ้อู ่านได้ทราบถงึ ความฉลาดปราดเปรอ่ื งของพระมโหสถ ชงึ่ ผูเ้ ซยี น ประทบั ใจเชน่ เดยี วกับฉลาดปราดเปร่ืองของขงเบังในเร่ืองสามกก๊ ทา่ นทป่ี ระสงคจ์ ะทราบเนื้อเร่ืองโดยยอ่ ของหนังลอื เล่มนี้ ขอให้อ่านบทเสริมทา้ ย ซึ่งเขียน โดย ผศ.ไขสิริ ปราโมช ณ อยธุ ยา เพือ่ เปน็ แนวทางใหท้ ราบถึงเดา้ โครงเรอ่ื งโดยตลอดของ หนังสือเลม่ น้ี ธรรมสภา มคี วามภูมิใจเป็นอยา่ งย่ิง ทไ่ี ด้จดั พิมพ์หนังสอื เรอ่ื งน้ี ให้มีข้นึ ไวใ้ นบรรณโลก ขอกราบขอบพระคุณ ท่านพระสธุ รรมถาวร เจา้ อาวาสวัดภคินีนาถวรวหิ าร ที่ไดเ้ มตตาอนญุ าต ใหจ้ ดั พมิ พ์เผยแพร่ และกราบขอบพระคณุ พระอาจารย์สันต์ชัย ขุนตโิ ก รกั ษาการเจา้ อาวาส วัดเปาโรหิตย์ ท่ีไดเ้ ปน็ ธุระตดิ ตอ่ และประสานงาน จนทา่ ให้หนังสือเล่มนืโ้ ดบ้ ังเกดิ และสถิต อยใู่ นบรรณพภิ พ มา ณ โอกาสน้ี ด้วยความสุจรติ หวงั ติ ธรรมสภาปรารถนาใหโ้ ลกได้พบกับความสงบสุข kalyanamitra.org

สารบญ ภาคท่ี ๑ ผสู้ ำเรจ็ ราชการวิเทหร®็ หนา้ ๓ ตอนทิ ๑ ศภุ นมิ ิต ตอนที่ ๒ ไดข้ า่ ว ๑๒ ๑๗ ตอนทิ แววปราชญ์ ๒๖ ๓๓ ตอนทิ แววปราชญ์ (ต่อ) ๔๓ ๕๑ ตอนท๊ หลักการทดลอง ๕๗ ๖๕ ตอนทิ ๖ ทดลองปรชิ า ๗๓ ๘๒ ตอน เข้าเสา ๙๒ ๑0๑ ตอน รบั ราชการ ๑๐๗ ๑๑๒ ตอน ประเดมิ งาน ๑๒๕ ๑๓๔ ตอน พระนางอุทมุ พร ๑๔๕ ตอน ปรศิ นาซ่อนเงอ่ื น ๑๕๓ ๑๖๐ ตอน มที รพั ยล์ ับมบี ญั ญา ๑๖๕ ๑๗๕ ตอน ค่คู รอง ๑๘๐ ๑๙๐ ตอน ครองคู่ ๑๙๗ ๒๐๖ ตอน คู่ควรเคียง ตอน ๑๖ ลองใจนาง ตอน อมวาเทวี ตอน ส่ีบณั ฑดิ ดดิ ทำลาย ตอน สบ่ี ณั ฑติ อัปยศ ตอน'ท เกด!!ญหายาก ตอนท กลบั เช้าเมือง ตอนท ๒๒ พิสูจน์ตน ตอน ๒๓ แลปั รศิ นาเทวดา ตอน เลศอุบาทว์ ตอนท ๒๕ คาดโทษถึงดาย ตอนทิ ๒๖ ความลับร่วั ดอนที1 ๒๗ สีบ่ ัณฑิตตดิ กรุ kalyanamitra.org

ดอนท่ี ๒๘ สืบ่ ้ณ#เตหมดพยศ * หนา ตอนท'ี ๒๙ ผ้สำเรจึ ราชการวเิ ทหรัฐ ๒๑๒ ตอนท่ี ๓0 รดั การบ้านเมึอง ๒๑๗ ๒๒๒ ภาคท ๒ มถลาเผช้ญศก ๒๓๐ ตอนท่ี ๓* รชั ทายาทแห่งบ้ญจาละ ๒๓๘ ตอนท่ี ๓๒ คสู่ รัางของพระอธิราชจุลนึ ๒๔'๕ ๒๕๒ ตอนที ๓๓ อธิราชจลุ นึ ๒๕๗ ๒๖๒ ตอนท๓ี ๔ คน๙าลัญของบ้ญจาละ ๒๖๖ ๒๗๕ ตอนท๓ี ๔ แผนการแผอ่ าณารักร ๒๘๐ ตอนที1 ๓๖ แผนการลับรัว่ ๒๘๔ ๒๘๘ ตอนท'ี ๓๗ ล่าแควัน ๒๙๒ ๒๙๖ ตอนท๓ี ๘ พธิ ซิ ัยบานลมั ๓๐๒ ตอนที่ ๓๙ ๓๑๐ มชิ ลิ าถูกลัอม ๓๑๘ ตอนที' ๔0 ชาวมชิ ลิ าพรน่ั คึก ๓๒๙ ๓๓๗ ตอนที' ๔* บำรุงขวญั ๓๔๔ ๓๕๒ ตอนท๔ี ๒ โจมดึมลิ ิลา ตอนที่ ๔๓ การปิดลัอม ๓๕๕ ตอนที' ๔๔ เลศธรรมยทุ ธ์ ตอนที' ๔๔ กลับลัอมไวัอึก ๓๖๐ ตอนที' ๔๖ สือ่ สารคกึ ๓๖๘ ๓๗๖ ตอนที่ ๔๗ อบุ ายข้ันที่ * ๓๘๓ ตอนที่ ๔๘ อบุ ายขั้นท่ี ๒ ตอนที่ ๔๙ อุบายข้นั ที่ ๓ ตอนที' ๔0 ผลแหง่ สงคราม ภาคท่ี ๓ ในเงอมหดถจุลน่ ตอนที่ ๔* เกวัฏส่องกระจก ตอนที่ ๔๒ แผส่ เิ นหานภุ าพ ตอนท๔ี ๓ ราชทดู เกวฎั ตอนท'ี ๔๔ ท่านมโหสลถกู กร้วั kalyanamitra.org

ตอนหึ' ๕๕ น์าใจของบัณฑติ หนา ตอนห'ึ ๕๖ มาถูระวบั ตึบ ตอนห'ึ ๕๗ จารกรรมของมาถวู ะ ๓๘๘ ตอนห'ึ ๕๘ ไปแตนศัตรู ๓๙๓ ตอนหึ' ๕๙ สวาั งอปุ การนคร ๓๙๗ ตอนที่ ๖© ควักตวงใจของพระอธิราช ๔๐๔ ตอนห'ึ ๖* วิเทหราชร๋ึเานน ๔๑® ตอนท่ี ๖๒ วเิ ทหวาชทา้ สรวอ ๔๑๗ ตอนที่ ๖๓ ได้แท'้ วดนี เมอื ง ๔๒๒ ตอนท่ี ๖๔ ธรรมของเสนานายก ๔๒๗ ตอนท่ี ๖๕ จลุ นบ้ ัญชาทพั ๔๓๐ ตอนท่ี ๖๖ ปะทะดว้ ยลมปาก ๔๓๔ ตอนท่ี ๖๗ จุลนบึ นั ป่วน ๔๓๗ ตอนท่ี ๖๘ ท้พมายา ๔๔๐ ๔๔๓ ตอนหึ๖๙ ศันดิภาพ ๔๔๗ ตอนห'ึ ๗© กลับมชิ ลิ า ๔๔๑ ๔๔๖ ภาคที่ ๔ มหานุภาพแหง่ ป็ฒูญา ๔๖๓ ตอนท่ี ๗* ย้ายจากมชิ ิลา ตอนที่ ๗๒ ถกู ใส'ความ ๔๖๔ ตอนที่ ๗๓ นา์ พระทัยของพระอธริ าช ๔๖๘ ตอนที่ ๗๔ ฝมั โี ทษ ๔๗๓ ตอนท่ี ๗๕ คณุ ของบณั ฑติ ๔๗๗ ๔๘๑ บทเสรมทาข ( ๑ } - ( (อ©ร ) kalyanamitra.org

kalyanamitra.org

ภาคท ๑ ผู้สำเร็จราชการวิเทหฬั สุภาษตประจำภาค ทุลลฺ โภ ปุริสาชฌฺโฌ น โส สพพุ ตฺล ชายติ ยตถฺ โส ชายดี ธโึ ร ต กุล* สขุ เมธดีๆ พระพทุ ธวจนะ ธรรมบท •ธุททกน้กาย บรุ ุษอาขา ในซหา ไดยาก ท่าน ใมเ่ กดในทหว ใป บุรษุ อาขาในยนัน้ เปีนธรขน บงั เกดในลกลุ ใด ลกลุ น้นั ยอ่ มหยังลงยค่ วามลุข ผ3โ(1 (0 กดง 18 3 1110โ0บ^เไชโ๗ 013ด, (า6 18 ก01 ๖อ!■ถ (Vต7^1101*0 ; XVIา&โ6 811011 3 พ186 1ด3ถ 18 ชอ!'ด, 11131 &เด111^ 1111*^68 113]ว1ว11?, kalyanamitra.org

๑. ตุภนิมิต มก่ ่ลในกร ราชธานีของแคว้นวเิ ทหรัฐในอดตี สมัย เป็นมหานครอันกว้างใหญไ่ พศาลและอดุ ม สมบูรณ์ คับคงั่ ดว้ ยประชาชน พระเจาว้เทหราช ทรงเป็นจอมราช ทรงปกครองประชาราษฎร์ดว้ ยทคพิธ- ราชธรรม มีพระทัยมุ่งท่จี ะอำนวยความร่มเย็นเปน็ สุขแกพ่ สกนกิ รโดยทวั่ ถงึ ทรงแตง่ ผู้อดุ มด้วยวทิ ยาคุ ณ และอธั ยาศัย ให้เป็นทป่ี รกึ ษาราชการบ้านเมือง เปน็ ปโุ รหิตาจารยป็ ระจำนคร ๔ ทา่ น มนี ามตามลำดบ้ อาวโุ ส คือ อาจารยเ์ สนก อาจารยป์ กุ กสุ ะ อาจารยก์ ามนิ ท์ และ อาจารยเ์ ทวนิ ท์ อาจารย์ทงั้ ๔ นเ่ํ ทา่ กบั เป็นจตุสดมภ์ ค้ําจนุ วิเทหรฐั และราชบลั ลงั ก์ไว้เป็นอนั ดี ปราศจากภยั ภายนอกและภายใน ถงึ กระนนั้ พระเจ้าวเิ ทหราชกย็ ังทรงใฝพ่ ระทยั ท่จี ะแสวงหาผ้รู หู้ ลกั นกั ปราชญ์ ผเู้ ชย่ี วชาญในการต่าง *1 มาชว่ ยกนั ทำนบุ ำรงุ บา้ นเมืองให้รุ่งเรอื งย่ิงรน้ ไปตลอดเวลา ราตรีกาลวนั หน่งึ เวลาบ้จจุบันใกด้รุง่ พระเจ้าวิเทหราชเสดจ็ บรรทมเหนอื พระแทน่ บรรจถรณ์ ประทบั สนิทนทิ รารมณ์ ทรงพระสุบินนมิ ติ นา่ พิศวง ในลกั ษณะพระสุบินนนั้ ปรากฎวา่ ทหอ้ งทระลานหลวง ม่กองเทลง็ ลุกโทลงขนมุมละ ๑ กอง รวมเปน็ กองเทลง ล้ กอง แตล่ ะกอง ประมาณเท่าปราการทระราขนเ่ วศน์ เปน็ กองเทล็งแสงรงุ่ โรจนโ์ ขดชว่ งสว่างไสวเปน็ อตา่ งยง แล้วเกตมกองเทล็ง อกกองหนงมดุ ทลุ่งขนท่ามกลางกองเทลงทั้ง ล้ นน้ั กองเทลงนเั้ ป็นขุดเลก็ ๆ ประมาณเท่าหงหอ้ ยเท่านนั้ แต่ ลา็ กญั ยอดยิง่ ฉายแสงทวยทงุ่ จากเรอนทระลาน จรดถงอกนมฐทรหมโลกทเดย่า แสงน้นั สวา่ งจา้ ทัวจก่ รวาล ปรากฏรงุ่ เรองย่งิ กวา่ กองเทลงใหญ่ๆ นน้ั มากมาย ความสว่างทฉายฉานยทู่ นเมทน์กระจา่ งย}กวา่ กก}กรรก^ แสงอาท่ตย็ยงิ่ ใดๆ ทตกอยู่ภาคทน้ั ดนในมรเวณนน้ั แม้ว่าจะเปน็ ขนเล็กๆ ขนาดเทา่ เมล็ดทนั ย็ผักกาดกอ็ าจ มองเหน็ ไลส้ มาย ประขาโลกท้งั เททยดา มารทรหม ทากนั นอ้ มนำของหอมและดอกไม้เขา้ มามูขากองเทลง็ น้อยน้นั อย่างมูนมอง และแสงเทลง็ น้นั เย็นฉ'ํ าอตา่ งแลงทระอันท^มหาขนทากนั กญั จรไปมาระหว่างเปลวเทลง็ อยา่ งผาสุก ไมม่ ใครกกั คนเดยวทจะเกดความรอนกระวนกระวาย แม้แต่ขมุ ขนหนงกม็ ไ่ ลเ้ ป็นอันดราย เปน็ เปลวเทล็งทใหค้ วามเยน็ ความขนขมแก่ฝงู ประขานา่ อัคจรรย็ พระเจา้ วิเทหราชทรงพระสบุ ินนึ่แลัว สะดงุ้ พระทัยต่ืนพระบรรทม ประทบั น่งั เหนือพระแท่น ไสยาสนั ทรงรำพึงถึงพระสบุ นิ ตามปกติวสิ ยั ย่ิงทรงเหน็ วา่ นา่ พศิ วง จะเปน็ นิมติ รัายดีประการใดก์มอิ าจ จะทรงทำนายทายทักได้ จะว่ารัายเป็นอันตรายแกบ่ า้ นเมืองหรือพระราชสมบตั ิกไ์ มป่ รากฎซัตในพระสุบนิ จะว่าดกี ม์ ทิ รงทราบวา่ จะมเี หตุการณ์อันเป็นมงคลสถานใดอบุ ัตริ น้ ทรงประทับอยู่ด้วยพระหทัยอนั เต็ม ไปด้วยความวมิ ตกิ ังขา kalyanamitra.org

๕ ครน้ั รงุ่ เซาั ทา่ นราชบณั ฑิตผเู้ ป็นจตุสดมภ์แห่งวเิ ทหรัฐพากนั เข้าเฝ็า ถวายบงั คมแล้วท่านเสนก ราชวัลลภาจารย์กก็ ราบทูลถวายชัย แลว้ ทลู ถามถงึ ความสขุ ในการบรรทมวา่ “ขอเดชะ พระองค์ผเู้ ป็นสมมตุ ิเทพเจา้ ใตฝ้ ่าละอองธลุ พี ระบาทไดท้ รงบริหารพระราชกรณยี กจิ อันใหญ่หลวง เพอี่ ความร่มเยน็ เป็นสขุ แหง่ ประชาราษฎร์ ทรงเหนด็ เหน่อื ยหนกั หนาในพระราชภาระ เปน็ ที่ลน้ พน้ ยามราตรกี าลทีเ่ พ่ิงจะผา่ นไปกอ่ นหนาั นื่ อังจะไดอ้ ำนวยความสุขสำราญพระหฤทยั แดใ่ ต้ ฝ่าละอองธลุ ีพระบาทในการทรงพระบรรทมเป็นอนั ดีหรอื ไฉนพระพทุ ธเจา้ ขา้ ” ตรัสตอบดว้ ยพระหฤทัยองั มวิ ายฉงน “ท่านอาจารย์ การพกั ผ่อนหลับนอนของฉนั เม่อื คึนน่ื จะมคิ วามสขุ ทไ่ี หนได้” “ขอเดชะ มีเหตุผลอันใดพระพทุ ธเจ้าขา้ ทีม่ าดัดรอนความสุขในการบรรทมของใตฝ้ า่ ละออง ธลุ พี ระบาท โปรดทรงกรณุ าเล่าใหท้ ราบดว้ ยเกลา้ ๆ เถิดพระพทุ ธเจ้าข้า” พระเจ้าวิเทหราช ตรัสเลา่ พระสบุ นิ นิมติ ตง้ั แต่ดน้ จนอวสาน แลว้ รบั ส่ังว่า “ท่านอาจารยช์ ่วย ทำนายทเี ถิด จะดีรา้ ยประการใด” ท่านเสนกพเิ คราะห์ในลกั ษณะพระสบุ นิ ถีล่ ้วนแล้ว เหน็ ต้องดว้ ยลกั ษณะศภุ นิมติ กก็ ราบทูล ยนื อันมนั่ เหมาะว่า “ข้าแด่พระองค์ผูท้ รงพระคณุ ธรรมอนั ประเสรฐิ ขอใดฝ้ า่ ละอองธุลีพระบาททรงพัง ขา้ พระพทุ ธเจา้ เถดิ อย่าไดท้ รงหวาดหว่นั พระราชหฤทยั เลย พระสบุ ินน้นั เป็นมหาศุภมงคลอันล้ําเลคิ จกั ทรงพระเจริญดว้ ยสิรศิ ภุ สวสั ด่ํพิพฒั นาการถงี่ ลนั พระพทุ ธเจา้ ข้า” “ท่านอาจารย์ทวี่ ่าความฝันของฉนั จะเปน็ ศุภมงคลนมิ ิตนัน้ ท่านอังจะแถลงเหตใุ หป้ ระจกั ษ์ ในลกั ษณะแห่งสบุ นิ ไดอ้ ยา่ งไร” รับสง่ั ลาม “ขอเดชะ พระองค์ผู้สมมุตเิ ทพเจ้า” ท่านเสนกกราบทูลหนักแนน่ “พระลบุ นนม่ ่ดปรากฏเป็น กอาเพล่า ๔ กอาด้วยกัน ณ มมุ ท้อาหระลานหลวา มุบละ & กอา และท่าบกลาาอก 0 กอา ดน้ เพลานนั้ ยอ่ มเป็นททราบเกล้าฯ กันท้า ไปว่า เปน็ Vอารอนบกักบณะแผดเผาแป'แต่'ผู้ใหเกำเน่ดเพลากไ็ ม่พน้ จากควาบ แผดเผาแท่าเพลา แต'่ เพลาในพระลบุ นทดร''สเล่าเป็นเพลาเยน็ ปราศจากความรอน ไม'บลักบณะแผดเผาแด่ ประการใด แท้บคุ คลจะเด่นลญ้ จรไปมา ก็ม่ไครูสกในอาการเบยดเบยนขอาแลาเพล่าบาดรวา่ มุมขน เทลา่ ใน พระลบุ นจณํ ิใชเ่ พล่าทปรากฏเท่ ก'ม่ดรา้ ย ดรากันขา้ ม เปน็ เหล่าทใท้ความรม่ เย็น ใท้ความสวา่ าไสวแก่มหาชน จำเหน็ ด้วยเกล้าฯ ว่า กอาเหลา่ นน้ั เป็นอปุ มานมฅ่ แห่าปรชาญาณ ดน้ กระจา่ าแจ่มเปน็ ไปเหอประโยชนแ์ ก่ มหาชนเป็นแม่นปน \" “สถานททเหล่าปรากฏกเ็ ป็นท้อาพระลานหลวา ภายในพระราชสถาน ล่าแดาเหดุประจกั ษว์ า่ ปรข่ าญาณ นนั้ จะปรากฏเกล่มพระบารม่ขอาใด'ปาละออาธลุ ็หระบาท ม่ใชอ่ นเป็นแน่นอน \" “จำนวนกอาเหล่าทา้ั ๕ กอานั้นเลา่ ก็เปน็ น่มต่ หมายถาบคุ คลผทู้ ราปรข่ าญาณ กอาใหญ่ กั กอา น้ัน เหน็ ดว้ ยเกลา้ ว่าจะเปน็ นม่ ด่ หมายถาพวกข้าพระพทุ ธเจา้ ท้าั กั ดน้ พรอ้ มกันปรนนบ่ ด่บำราุ ใดป้ าละออา ธลุ ่หระบาทมา ตามกำลา้ สด่ปญ็ ่ญาแหา่ ดน กอาเหล่าทา่ มกลาาน้นั ปรากฏเปน็ จดุ เล็ก ๆ กเ็ ปน็ นม่ ต่ ระบถุ าผู้ kalyanamitra.org

๖ มปร่ขาญาณอัน(อกอดู ม ล่วงมันขา้ มระพทุ ธ(จ้าท้งั นั (สย นบั (ปีนบณ'ทอคารบ ๕' อนั ปะ้ ไก่มาลม่ ระบรมใหธ ลมภารในวัย(ยาว์ บณ’ทอทคารบ ๕ ผู้นัน้ (ปนี ทน่ ซม(คารมบขู าของทาย!บทยดาและมนมุ ลน่ กร บาผู้(ลมล (หง/อนมใด'ท่เดยามระพทุ ธ(จา้ ข้า,’ “ดว้ ยเหตุผลดง้ กราบทูลมาท้งั น่ึ บ่งซัดวา่ พระสบุ ินเป็นศภุ นมิ ติ หากใหจ้ ำเรญิ ครศี ุภสวัสดํ่ วเิ ศษอดุ มพระพทุ ธเดา้ ข้า” ทรงสดบั แลว้ พระหฤทยั ก็เต็มตน้ื ไปดว้ ยพระปตี ปิ ราโมทย์ตรัสถามว่า “เด๋ียวนึ่บณั ฑิตผ้นู ้ัน อ่ยู่ไหน ทา่ นอาจารย์จะบอกไดห้ รอื ไม”่ ดว้ ยอำนาจแหง่ ความเชี่ยวชาญในพยากรณศ์ าสตร์ ท่านเสนกทำนายประหนงึ่ เหน็ ดว้ ยตาทพิ ย์ กราบทูลวา่ “วันน่ึคงเปน็ วันที่บณั ฑิตถือปฏิสนธิในครรภม์ ารตา หรอื มิฉะนั้นก็เป็นวนั คลอดจากครรภ์ มารดาพระพทุ ธเดา้ ขา้ ” คำททา่ น(สนกกราบทูลนนั้ (ปีนความจรง วันน้ัน(ปนี วน็ ท่ทา่ นผ้(ู ปีนมบาบ้ณ'หดแท่งมถลานคร กอ ปฎลนธในครรภม์ ารดา พระเดา้ วิเทหราชทรงสดบั แล้ว ทรงกำหนดไวแ้ มน่ ยำในพระราชหฤทัย ประหน่งึ ว่าล้อยคำ ของท่านเสนกนน้ั ไดป้ ระทบั แนน่ อยกู่ บั พระมนสั รอยจารึกในศิลา ลว่ งเลยมาได้ ๗ ปี พระเด้าวเิ ทหราชทรงใฝพ่ ระทัยในเร่ืองบณั ฑิตคนทค่ี ำรบ ๕ ตลอดเวลา ดึงกับเคยปรารภกับท่านเสนกบ่อย *1 ในเรื่องนน่ึ ับคร้ังเป็นอนั มาก แต่เมื่อกาลยงั ไม่ดงึ เปน็ อนั ตองสะกด พระมนสั ไว้ ทรงรอคอยผลแหง่ คำทำนายของท่านเสนกจนดึงกาละอนั ควร คือ ๗ ปีก็ทรงดำรวิ ่า “จำ เติมแต่อาจารยเ์ สนกได้ทำนายไวว้ า่ บณั ฑติ คนที่ ๔ จะมาปงั เกิดและมบี ญั ญายอดเยี่ยมหาผู้ทดั เทียมมิได้ รกั มปี รีชาครอบงำนักปราชญ์ทัง้ ๔ ของเราเสีย คำนึอ่ าจารยเ์ สนกไดก้ ล่าวไวล้ ่วงมาดึง ๗ ปแี ล้ว ธรรมดา ผมู้ บี ญุ ญาธิการ อายุเพยี ง ๗ ปี ก็จะปรากฏแววแห่งความเฉลียวฉลาดสามารถมาบ้างเป็นแน่ จำด้องให้ อำมาตย์ออกไปเที่ยวสบื เสาะดใู ห้รัตำแหนง่ แหง่ ทีข่ องบณั ฑิตนั้น” ครัน้ เสด็จออกทอ้ งพระโรง พร่งั พรัอมดว้ ยอำมาตยร์ าชบริพารเฝาั แหนโดยอนุกรม มพี ระดำรัส กบั ทา่ นเสนกดงึ เร่อื งบณั ฑิตคนที่ ๔ วา่ “ท่านอาจารยน์ บั แต่ว้นท่ที ่านได้ทำนายสบุ นิ นมิ ติ ของฉันมา จน ดงึ บดั นึ่ ๗ ปีแลว้ ล้าวันทฉี่ ันฝนั เหน็ กองเพลิง ๕ กองนั้น จะเป็นเวลาคลอดหรือจะเปน็ วันดอึ ปฏสิ นธิ ป่านนั๊ก็คงจะมีอายพุ อจะปรากฏแววอนั ใดบ้างแลว้ ฉนั ใฝ่ฝันดึงเขาเสยี จริง ยุ เห็นควรจะใหค้ นออกไป สืบเสาะดทู เี ผอื่ จะได้พบปะผ้เู ป็นบณั ฑิตน้ัน แลว้ จะไดเ้ รียกเขา้ มาชบุ เลียงสืบไป” ทา่ นเสนกกราบทูลคล้อยตามพระราชบรรหาร “ข้าแตพ่ ระองค์ผู้สมมตุ ิเทพ เป็นพระดำรอิ นั ชอบย่ิงนกั ประกาศพระมนสั อนั เปยี มดว้ ยพระกรุณาทรงหวงั จะไดเ้ หน็ ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาประชา- ราษฎรอ์ ยา่ งแท้จริงพระพทุ ธเด้าข้า” “ลา้ เชน่ นนั้ ฉันรักสง่ั ใหอ้ ำมาตย์ไปสบื เสาะดูตามบา้ นทัง้ ๔” รบั ส่งั พลางเรยี กอำมาตย์ ๔ คน มาเฝืา ตรสั สัง่ ใหอ้ อกไปเทยี่ วสืบเสาะบณั ฑิตในคามท้งั ๔ ตำบล kalyanamitra.org

อำมาตย์ท้ัง ๔ ตา่ งแยกกนั ไปตามคามทัง้ ๔ ตำบล ตำบลละ ๑ นาย อำมาตยท์ ีไ่ ปบ้านอน่ื กุ ไมไ่ ตพบเหตุการณช์ นั แปลกประหลาดอนั ได แต่ดนท่ีไปทางตะวันออกได้ไปถงึ ยวมช้ ฌคามตะวนั ออก เชา้ น่ังพกั ภายในศาลาอันโอโ่ ถงวิจิตรตระการตายงิ นกั มีสระโบกขรณี มีสวนดอกไม้ สวนผลไม้ กด็ ำริในใจ ว่า \"ฝูทสรไงศาลามล่งล์ ตอ้ งาปีลคลมสต้ปีญญา,ากลม่ ากลาคอลา่ งล่ง}มดมา ล่ง่แาตดรู 'องรลมแลง่ การกระทาแล่า มใขา่ ป'ี แล่จมสามเมูใ/ลฮ๕หงกร^ทา ไค อล่างลลม}มดมวกต็ องสร1'างขลภ ามใตอ าล ามก าโขลงบ่ณ-ทตาป'ี ลแล่ ๆ \" คิดแลว้ กไ็ ต,ถามคนทพ่ี ักผอ่ นอยู่แถวนัน้ ชงึ่ มอี ยูห่ ลายคน ก็ได้ความสมกบั ความคิดของตนทกุ ประการ ทัง้ ลอบสวนดรู ะยะกาลก็เหน็ ตรงกนั กบั อายขุ องกมุ ารบัณฑิต ย่งิ วนิ ิจฉัยไดแ้ นน่ อนทีเดยี วว่า “บัณฑติ ท่พี ระ ราชามพี ระราชดำรสั ให็สนนนั้ คือ กมุ าร ผมู้ ีนไมวา่ มโหสถ นแ้ื ล” kalyanamitra.org

๒. ไดข้ า่ ว ทา่ นอำมาตย์ซกั ไช่ไล่เสยี งเรืองราวของกมุ ารผ!ู้ !ณฑิต อยา่ งละเอียดลออ แลว้ กท็ ำรายงานถวาย พระราชา ให้'บุรุษคนหน่ึงเป็นทูตถอื ไปกราบทลู รายงานของอำมาตยน์ น้ั กล่าวถงึ เรือ่ งคาลา และสระสวย ตลอดจนประวต้ ิของบณั ฑิต มีใจความดังตอ่ ไปนี “ขา้ แต่พระสมมตุ ิเทพ ดามทไี ดม้ พี ระดำรสั สง้ ให้ข้าพระพทุ ธเจา้ 1■ทยี าลบเลาะหาท่า'แผเู้ ปน็ บณั ฑติ ณ ยวมชี ฌ่ คามตะวนั ออกนนั้ บัดนขึ่ า้ พระพุทธเจ้าไดท้ ราบเร่อื งราว และได้พบกบั ทา่ นบัณฑติ แล้ว ขอพระราชทานวโรกาสกราบทูลให้ทรงทราบพฤติการณ์,ของทา่ นบัลเฑิตนน้ั ดังตอ่ ไปน้ี ณ บ้านยวมีชฌคามตะวนั ออกนี้ มศี าลาหลังหนึง่ ซง่ึ เรียกกันท่วั ไปวา่ “ศาลาเด็กน้อย\" เพราะ สมมุตนิ ามตามท่านผสร้างอายเุ พียง ๗ ขวบเท่านน้ เป็นผกู้ ำหนดแผนผังของศาลานดง้ แตแ่ รกบา ทงั เปน็ ผชู้ กั ชวนเพ่อื นเดก็ กุ รุน่ ราวคราวเดยี วกนั ให้ขอทรัพย์จากบดิ ามารดาบารว่ บทุนกันคนละ ๑ กษาปณ์ ได้ เงินรวน ๑,000 กษาปณ์ ทีแรกไดเ้ รียกนายชา่ งโหฌม่ าเหมาใหก้ ระทำ แดพ่ อนายชา่ งใหญเ่ รม่ิ ทำระฒั เท่านน้ั บณั ฑติ น้อยต้องหยิบเชือกมาขงึ ระดบั ใหด้ ู นายช่างใหญ่ยอมจำนนว่าตนไมอ่ าจทำอยา่ งนัน้ ครน้ั ถูกถามวา่ จะคอยทำตามความคดิ เหน็ ได้หรอื ไม่ กร็ ับคำว่าได้ บัณฑิตนอ้ ยก็บงการให้นายชา่ งจัดทำตาม แผนผงั ของตนทุกประการ ศาลานี้จัดเปน็ ส่วน กุ มีห้องพกั ทจ่ี ัดไว้เพอื่ อนุเคราะห็แกป่ ระชาชนดง้ นี้ ห้องสำหรบั หญิง อนาถาคลอดบุตร ห้องสำหรบั สมณพราหมณผ์ ูอ้ าคันตุกะ หอ้ งสำหรบั คฤหัสถ์ผู้เดนิ ทาง หัองสำหรับ เกบ็ สนิ คาั ของพอ่ คาั ผมู้ าพกั ห้องเหล่าน้มี ปี ระดูออกทางหนา้ มขุ ศาลาทกุ กุ หอ้ ง ภายในบริเวณศาลามี สนามเลน่ กวา้ งขวาง พอแกเ่ ดก็ จำนวนพนั จะลงเลน่ ไดพ้ รอ้ ม กุ กัน และยังมหี ้องโถงกว้างขวาง เป็นหอ้ ง ประชุมใหญ่ ในเมื่อมเี รื่องที่ตอ้ งวนิ จิ ฉัยบังเกดิ รน้ และเปน็ สถานท่ใี หก้ ารอบรมแก่ประชาชน ใหข้ อ้ ควร และไมค่ วร ครน้ั การสร้างศาลาเสร็จแล้ว กเ็ รยี กนายชา่ งเขียนมาเขยี นภาพอันวจิ ิตรตระการตา โดยตนเอง เปน็ ผบู้ งการ จิตรกรรม ณ ศาลานีง้ ดงามนา่ ร่นื รมย์อย่างแท้จริง เปน็ ยอดในกระบวนศิลปะการเขียน ศาลา นีป้ รากฎโดยความงดงามเปรยี บกนั ได้กบั สุธรรมาเทวสภาทีเดียว เสรจ็ จากการสรัางศาลา บณั ฑติ น้อยใหข้ ดุ สระโบกขรณี เพราะดำรวิ ่า “เพียงแตศ่ าลายงั หา งดงามเพียงพอไม่ ศาลาท่ีไม่มีสระประกอบกด็ ูไมส่ ง่า สระกระทำให้ศาลาปรากฎเฉดิ ฉายรน้ ” สระ โบกขรณีทีขดุ น้ันใหข้ ดุ เป็นเว้งิ ว้งคุง้ วง ลดเลย้ื วไปนบั ดว้ ยพันคุง้ สร้างทา่ นา้ี สำหรับฝงู ชนลงอาบไว้ดงั้ รัอยทา่ แมจ้ ะมากนั มากมาย กก็ ระจายกันลงไดอ้ ยา่ งสบายไมเ่ บียดเสียดกัน ฝังสระโดยทัว่ ไปให้นายชา่ งอฐิ kalyanamitra.org

๙ ก่ออิฐโดยทั่วตลอดหมด วสิ ัยสระจะต้องมีบวั จงึ จะงาม บณั ฑิตน้อยให้'ปลูกอบุ ลและปทมุ เบญจพรรณชู ใบ ชูดอก ชูช่อ แลสล้างสลอน ปทมุ แทรกอบุ ลปะปนปทมุ แทรกกอบ้าง แทรกกันเปน็ กลุม่ บ้าง ยาม 'มีดอกก็บานสลบั กนั ทงั้ โดยพรรณและโดยประเภท งดงามวิเศษนกั นาํ้ ในสระใสซ่ึงเห็นถึงพ้ืนดนิ ฝูง ปลาพากันวา่ ยเวียนวนไปมามั่วมลู เทียบเทียมนันทโบกขรณีชันมใี นดาวดึงสเ์ ช่นน้ันเทียว มัง่ โบกขรณีให้ส่รา้ งเปน็ สวน ปลกู พรรณพฤกษชาตติ า่ ง *1 สล้างสลอน บางตอนปลูกไมย้ นื ด้น ท้ังไม้ผลไมด้ อกคูรม่ ครื้มงามตา บรรดาไมด้ อกกม็ ีดอกออกบานทกุ ฤดกู าล ไม่อยา่ งน้นั กอ็ ย่างน๋ํ ไมม่ ีขาด ตลอดปี ไมผ้ ลกเ็ ชน่ น้ัน พ้นื ภมู ิภาคเลา่ กม็ หี ญา้ แพรกมยี อดเสมอกนั ไม่สัน้ ไม่ยาว นุม่ ปานผา้ กัมพลขนยาว นา่ น่ังนอน แมน้ จะพักผอ่ นน่ังเลน่ นอนเล่น กเ็ ปน็ ท่สี ำราญรมยย์ ิ่ง ความร่มรื่นแหง่ สวนชวนให'้ ฝงู ชน เพลดิ เพลนิ จึงประมวลวา่ เหมือนชลอนันทวนั ในดาวดงึ ส์ ซ่ึงมีฉายาวา่ โมหวน่ ่ ลงมาไวฉั ะน้นั เทยี ว ท่ศี าลานํ่ ประชาชนพากันมาพกั เนืองแนน่ ทุก *1 วนั ความสะดวกสบายทผี่ ูส้ ญั จรไปมาจะพงึ ไดร้ ับอย่างใด อย่างน้นั รบั รองครบครัน ณ คาลานํ๋ อาหารการบริโภคตลอดจนนำใ,ซันา้ํ กนิ การดูแลรักษา พยาบาลมคิ รบครัน บัณฑิตนอ้ ยได้จดั การเปน็ ท่ีเรยี บรอ้ ยโดยมุ่งให้เป็นทาน พูนเพมิ่ บารมีของตนให้ย่งิ ยอด ท่านผู้เปน็ สมณพราหมณ์ก็ได้รบั ภกั ษาหารตามบญั ญ้ติแห่งตน *1 ฝงู ชนท่ัว *1 ไปกไ็ ดร้ ับตามสภาพแหง่ ตน *1 ทกุ คนมีความสุขในการพัก แม้น *1 กับอยู่ ณ ถิน่ ฐานบัานเมอื งตน พ่อดา้ พาณิชยต์ า่ งได้รับความ เบาใจในการพัก ไมต่ อ้ งพะวักพะวนใจดว้ ยขา้ วของ หญิงอนาถาไรท้ ่ีอยอู่ าศยั เปน็ หลกั แหล่งเพราะไม่สามารถ จะสรา้ งเหย้าเรือนได้ ก็พากันมาคลอดบุตร ณ ห้'องซึง่ จัดไว้รับรองเป็นชันดี เลยี งสรรเสรญิ บณั ฑิต-, นอ้ ยไดก้ ระจายไปในทศิ านุทิค ยง่ิ กว่านน้ั ในกาละชนั ควร มกี ารประชมุ กันในหอ้ งโถงของศาลา บัณฑติ นอ้ ยนง่ั เหนอื อาสนะ ประกาศกรณยี ะ คอื กจิ ท่ีควรกระทำ และอกรณยี ะ คือกจิ ทไี่ มค่ วรกระทำว่า สงิ่ นเปน็ หน้าท่ีแห่งมนุษย์ หญิงชายควรกระทำ เป็นความถกู เป็นความชอบ เป็นความดี อำนวยผล เป็นความสขุ ความเจรญิ สิ่งน๊ัเป็นอกรณยี ะ เป็นกิจทีไ่ ม่ควรกระทำ ควรละเว้นเสยี แม้นไมล่ ะเวน้ จะเปน็ เหตุใหเ้ กิดโทษนานา เพราะเปน็ ความสดความไมด่ ไี ม่งาม ฝูงชนที'พากันมาได้สดับรับพัง พากันโมทนาสาธุการอย่ทู ั่วไป บัณฑิตน้อยผูน้ ื้ มนี ามเรียกวา่ มโหสถกมุ าร เปน็ บุตรแห่ง ท่านสิริว่ฒนะ เศรษฐีผเู้ ปน็ มหา เศรษฐแี หง่ ยวมช้ ฌคามตะวันออกนื้ เวลาทบ่ี ณั ฑติ คลอดจากครรภม์ ารดา คือ นางสมุ นาเทวี น้นั ไดถ้ อื แท่งโอสถทรงสรรพคุณวเิ ศษมาด้วย และบอกกับมารดาในเวลาท่คี ลอดนั้น ไดน้ ำโอสถไปฝนทาที่ศรี ษะ ของทา่ นสริ ิวฒั นะซึง่ ปวดมา ๗ ปแี ล้ว เมื่อไดท้ าโอสถนื้แล้ว อาการปวดศรี ษะน้นั กห็ ายทันทีเหมือนมี ผู้หยบิ เอาไปทิ้ง อาศัยโอสถน้นั เปน็ เหตุ จึงขนานนามกันว่า “มโหสถกุมาร” โอสถนน้ั ได้เป็นอปุ การะแก่ มหาชนทัว่ ไปเป็นชนั มาก ทา่ นสริ วิ ฒั นะเหน็ อานภุ าพของบุตรแล้ว ก็ดำรติ อ่ ไปว่า ‘‘ผูม่ บ่ ุญญาธการเขน่ นจ^ไม่เกดลำฟา ผูเ้ ดยา” จึงให้คนไปเที่ยวสบี ดู ไดค้ วามว่าในเวลาเดยี วกนั กับท่มี โหสถคลอดนั้น บตุ รของอนุเศรษฐอี ีก- ๑,๐๐๐ ก็พากันคลอดพร้อมกนั ท่านสิรวิ ฒั นะไดใ้ ห้ความอปุ ถมั ภ์ทกุ ๆ คน ใหเ้ ครอื่ งประดบั ให้นางนม kalyanamitra.org

๑ และทา้ มงคลเด็กทัง้ หมดพรอั มกน้ กับบตุ รของตน บดั นทื่ ุก *1 คนพากันแวดลัอมมโหสถกุมาร เปน็ บรวิ ารของ บณั ฑติ น้อย รปู รา่ งของมโหสถกุมารสมบูรณ์ ผวิ พรรณเปล่งปล่ังประหน่งึ หลอ่ ด้วยทองคำ เป็นยอดมิง ยอดขวัญของประชาชนชาวยวมชั ฌคามตะวันออกทุก *1 คน ในยวมชั ฌคามตะวันออกจะเอ่ยขอ็ มโหสล กมุ ารน้อยดว้ ยความภาคภูมิ และมีมมังการในมโหสถเตม็ ท่ีเสมอ ถ้าไปถามผูห้ ลักผ้ใู หญ่ดึงบณั ฑติ น้อย ก็ มักจะได้ชนิ คำว่า “ออ่ พ่อมโหสถของเรานะ่ หรอื ตั้งแตเ่ กิดมาอายเุ ขา้ ปูนชราป่านน่แื ลัว ยงั ไม่เคยพบบรุ ุษ แกัวอย่างน่ืเลย แกวั จรงิ *1 พ่อคณุ เอย่ ” ถา้ ไปลามเพอื่ นเด็กรนุ่ ราวคราวเดียวกัน กจ็ ะไดช้ ินทุกคนพูดวา่ “อ่อ คุณมโหสถของเรานะ่ หรอื วิเศษนกั แล เป็นเอกทเี ดยี ว ไมม่ ึใครส้ไู ดเ้ ลย เก่งจรงิ กุ ดีจรงิ ก”ุ ทกุ หน ทกุ แหง่ ในยวมัชฌคามตะวันออก ดลบอลอวลไปดว้ ยเสียงสรรเสรญิ ไม่มใี ครทจี่ ะไมร่ กั ไม่เอ็นดูไม่เข็ดชู มโหสถกุมารเลย มูลเหตทุ ี่จะเกดิ สรัางศาลาทไี ดก้ ราบทูลมาขา้ งด้นนัน้ เนอื่ งมาจากมโหสถกับเพ่อื นเดก็ ดว้ ยกนั เลน่ อยกู่ ลางบัาน เวลามสี ัตวพ์ าหนะเดนิ มา เชน่ ข้างเปน็ ด้น บกุ ทำลายสนามเล่นให'เสียหาย และความ สะดวกสบายในการเลน่ ในลานบา้ นเลา่ ก็มีอยู่เพยี งเลก็ น้อย ตองกรำแดดกรำฝน วนั หน่งึ ฝนตกลงมาขณะท่ี กำลงั เลน่ กนั อยู่อย่างสนุกสนาน พวกเด็กกพ็ ากันวง่ิ หนฝี นอย่างอลหม่านเหยยึ บกันหกลัมเขา่ แตก แข้ง บวม เท้าบวม ได้ทกุ ขเวทนานกั มโหสถกมุ ารเหน็ ความเปน็ ไปนน้ั แลวั สมเพชนัก เกิดความคิดจะกระทำ กหิ าสถานขื้นเป็นศาลา เพ่ือใท้เกิดประโยชนอ์ ย่างอ่ืน กุ อึกทงั้ จกั ไม่ตองพากนั ลำบากเจ็บปว่ ยอย่างน่ื ด้าริ แลัวกป็ ระกาศใหพ้ วกเด็กร้ทู ั่วกันวา่ “พวกเราพากันลำบากนัก ตองกรำแดดหนฝี นเจบ็ ปว่ ยไปตาม กุ กนั จะเล่นอะไรใหส้ นุกสนาน สมใจก็ไมไ่ ด้ เดยี๋ วฝนตก เดีย๋ วขา้ งมา ถ้าไดศ้ าลาไว้ลักหน่งึ หลังเป็นทีพ่ ักผอ่ นนอนนัง่ เป็นทรี่ ม่ แดตรม่ ฝน ทัง้ เปน็ บริเวณที่จะไม่ถกู รบกวนด้วยสัตวพ์ าหนะกจ็ ะเปน็ ท่สี บายของพวกเรา'’ “เพอ่ื นเด็กพากันเห็นพ้องดว้ ยทกุ คน มไหสถกใ็ ห้ใปขอเงนิ กษาปณ์มาคนละกษาปณ์จากบดิ า มารดา รวมเงินได้ ๑,๐๐๐ กษาปณ์ แลัวเรยี กนายชา่ งใหญม่ าทำการก่อสราั งไดด้ งั กราบทูลมาข้างด้นแลวั ’' “ดนั มโหสถกุมารน่ื ขา้ พระพทุ ธเจาั เห็นด้วยเกลัาๆ ว่า คงจะเปน็ บัณฑิตคนที่คำรบ ๕ ของ ใดฝ้ ่าละอองธลุ ีพระบาทเป็นแมน่ ม่นั เพราะเมื่อสอบวนั เวลาแลวั กเ็ หน็ ดว้ ยเกลัาๆ วา่ ตรงกนั กบั วันท่ี ทรงพระสบุ ิน เมือ่ พิเคราะห์กิจการที่ปรากฎเปน็ การกระทำนั้น กุ กเ็ ป็นพยานประจกั ษ์ซัดวา่ เปน็ กิจการ แหง่ ผมู้ แี กวั คอิ บญั ญาอยูภ่ ายในโดยไม่ดอ้ งสงสยั การที่สามารถทำได้ การที่สามารถจัดได้ การท่รี ูว้ ิธที ำ ให็วิจิตร การท่ีรูว้ ธิ ีจดั ใหเ้ หมาะเจาะทกุ สิงทกุ อย่าง นั่นมิใช่อืน่ คอื องค์พยานแห่งปรีชาแท้ กุ ใชแ่ ตเ่ ทา่ นั้น แมัลึงรูปสมบตั กิ ป็ รากฎดามองควิชาวา่ รา่ งกายนเ่ื ป็นท่ีสลดิ แห่งปรีชาดนั กวาั งขวาง จะทวงพระกรุณา โปรดเกลัาฯ ประการใด ข้าพระพุทธเจัาจะนำบัณฑติ น้อยมาเสาใดฝ้ ่าละอองธุลีพระบาทได้หรึอยงั พระ- พทุ ธเจัาข้า” พระเรัาวเิ ทหราชได้ทรงสดบั รายงานของอำมาตย์แลัวทรงพระปราโมทยย์ ง่ิ นัก ตรัสเรียกทา่ น เสนกมาเสารบั ส่ังว่า “เปน็ อยา่ งไวทา่ นอาจารย์ เขารายงานมาอยา่ งนื่ เราควรจะนำบณั ฑติ น้ันมาหรอื ยงั เลา่ ” kalyanamitra.org

®® ทา่ นเสนกในตอนดน้ รุ ก็ดูกระดึอรอื ร้นในเรอ่ื งน่ํ เป็นเพราะดอ้ งการจะจัดให้ถกู พระอธั ยาศยั เปน็ สำคญั แด่ครั้นเห็นทรงใฝพ่ ระทัยเป็นอนั มากก็เกิดไมพ่ อใจ ไม่ตองการเหน็ ผหู้ ลกั แหลมกวา่ ตนเขา้ มา อยู่ร่วมงานกนั วสิ ัยของคนใจแคบก็ดอ้ งคิดแคบแค'ตนเท่านัน้ ความเสื่อม ความเจรญิ ของตนเท่าน้นั เปน็ ส่งิ สำคัญยง่ิ กวา่ อนั ใดหมด แมว้ ่าจะเป็นกจิ การแวน่ แควันแดนดนิ ก็ตามทีเถดิ กาั มคี นดีกว่าตนเขา้ มาปฏิบัติ งานแลวั ความเจรญิ จะมขี ้นื ในแว่นแคว้นดนิ แดนยิ่งนัก แด่กัาการเข้ามาของคนดีน้นั ตัดรอนทีต่ นเคยดีเคย ได้อยู่ ก็ย่อมหาทางขัดขวางอยา่ งสดุ เรี่ยวแรงฉนั ใด ทา่ นเสนกกเ็ ปนั เชน่ นน้ั จงึ กราบทลู ทันทีวา่ “ขา้ แดพ่ ระองค์ผ้สู มมติเทพเจ้า เหตุเพียงใหส้ รา้ งศาลาเปน็ ดน้ นัน้ กังเป็นการเล็กนอั ย ไม่สม กบั จะเป็นเหตุให้บุคคลได้นามวา่ บัณฑิด ใคร *1 กส็ ร้างไดไ้ มน่ า่ อศั จรรยเ์ ลยพระพุทธเจา้ ขา้ ” พระเจ้าวิเทหราชทรงสดบั คำของทา่ นราชวัลลภาจารยแ้ ล้ว กท็ รงพระดำริวา่ “นา่ จะกังมเี หตุ- การณอ์ ะไรท,ีไมเ่ หมาะสมอย่บู ้าง เพราะการกระทำที'ไม่ใคร่ครวญให้รอบคอบนน้ั เปน็ ความไม่ดีโดยธรรมดา อยู่แลวั ยง่ิ ฐานะของพระองค์ควรวจิ าร ณ์ใหร้ อบคอบกวา่ นัน้ ” ท่านเสนกเห็นพระราชาทรงดุษณีภาพ กเ็ ลยกราบทูลตอ่ ไปเพือ่ ป้องกันตน “ขา้ แดส่ มมติเทพเจา้ ท่ีขา้ พระพุทธเจ้ากราบทูลทัดทานครง้ั นก้ั เ็ พราะตรองเหน็ ดว้ ยเกล้าฯ วา่ บคุ คลผูน้ ัห๊ ากทรงกรุณาโปรด วบั เข้ามา ก็จะดำรงฐานะเปน็ ราชบัณฑิตของใด้ฝ่าละอองธุลีพระบาท แม้นกาวเป็นราชบณั ฑิตจะพงึ เปน็ กนั ได้ด้วยเหตเุ พียงให้สรา้ งศาลาเปน็ ด้นแล้วก็ดจู ะไมม่ ่ันคง หากว่าข่าวนื้แพร่หลายไปท่วั ชมพทู วิป กจ็ ะ เปน็ ท่รี ำลกึ ไดด้ ว้ ยความดแู คลน ในฐานะแห่งราชบัณฑิตของใดฝ้ า่ ละอองธุลพี ระบาท ว่าอาจจะไดด้ ้วย เหตเุ พยี งเลก็ นัอย ขอไดโ้ ปรดทรงพิจารณาเถิดพระพทุ ธเจ้าข้า” ได้ทรงฬงลอั ยคำของทา่ นอาจารย์แลว้ มพี ระดำรสั ให้ทตู ผู้นน้ั นำกระแสพระราชดำรัสไปแจง้ - แกอ่ ำมาตยผ์ ู้นัน้ ว่า “ให้คงรออยทู่ ีย่ วมชี ฌคามตะวันออกน้ันตอ่ ไป มีเหตุการณ์อนั ใดปรากฎให้บอกเข้า มาอกี \" เปน็ อนั วา่ อำมาตย์ผ้นู ้นั คงประจำอยู่ ณ สำนกั ของมโหสถกมุ ารสึบไป kalyanamitra.org

๓. แววปราชญ์ ระหว่างทอี่ ำมาตย์ของพระเจ้าวิเทหราชประจำอยู่ ณ สำนักของมโหสถกุมารนั้น ได้ปรากฏ เหตกุ ารณ์ตา่ ง *1 หลายเรื่อง แต่ละเรอ่ื งด้วนเป็นพยานแหง่ ปรชี าอันยอดเย่ยี มทัง้ น้ัน เมอ่ื มีเหตุอันใดปรากฏ บังเกดิ ข้นื อำมาตยก์ เ็ รียบเรียงเปน็ รายงานให้ทูตถือเข้าไปกราบทลู ทุก *1 คราว เร่อื งราวตา่ ง ๆ ท่ีบงั เกิด และทอ่ี ำมาตยร์ ายงานกราบทูลนัน้ มีมากดว้ ยกัน หากจะคดั มาเลา่ ไวท้ งั้ หมด เกรงจะเปน็ เรอื่ งยดื ยาวพา ใหเ้ ยน่ิ เย'้ อ จึงขอคดั มาแตบ่ างเรอ่ื งพอเป็นแบบฉบบั สนับสนนุ ปรีชาเท่านัน้ ** * วันหนง่ึ มโหสถกุมารกับเพ่อื นเดก็ *1 ทงั้ ๑,000 คน พากันเล่นกีฬาอย่ใู นสนาม เหยย่ี วดว้ หนึง่ โฉบชินเนอ้ื มาไดจ้ ากเขียงท่ีฆ่าสตั ว์ คาบกระรอ่ งกะแร่งบนิ ผ่ า่ นเขา้ มาในบรเิ วณสนามกีฬา พวกเดก็ *1 เหน็ เขา้ ก็เลยเอาเป็นกีฬาเสียดว้ ย วธิ เี อาเหยย่ี วเป็นกฬี าน้นั ก็คอึ พากนั ว่ิงตามเหยีย่ วขูต่ วาตโหว่ ้องเกรยี วกราว เพื่อให้เหย่ยี วตกใจปลอ่ ยชนเนื้อลงมา ตา่ งคนต่างรสู้ ึกสนกุ สนานมาก แต่ก็ต่างคนตา่ งลำบากมากไปตาม กันดว้ ย เพราะพวกเด็กเหลา่ น้ันพากันวิ่งตามเหยี่ยวไปพลางแหงนตูคัวเหย่ยี วไปพลาง ต่างกส็ ะดุดตอไมั ตกหลุม ตกบอ่ เจบ็ ปวดเปน็ บาดเป็นแผล ลัมลกุ คลกุ คลานสะบกั สะบอมไปตามกัน มโหสถกมุ ารเหน็ เชน่ นัน้ ก็รองห้าม ใหพ้ วกเดก็ เหลา่ นั้นหยตุ เสีย แลวั พูดวา่ “คอยตูกแ็ ตวั กัน ฉันจะไล่กวดใหม้ ันปลอ่ ยชนิ เนอ้ื นัน้ ให้จงได”้ พวกเด็ก •เพากนั หยุดไล่พรอ้ มกับพดู วา่ “ใหม้ โหสลลองตูบาั ง! ให้มโหสถลองตหู ึ!” แลวั กห็ ลบเขา้ ใหพ้ น้ ทางวิ่ง มโหสลกมุ ารวิ่งกวดไป ตาก็ตเู งาเหยยี่ วที่ปรากฏอยู่บนพื่นดิน โดยไม่ด้องแหงนตูบนพา้ เลย กวดจไํ่ ปโดยเร็ว ไมข่ ้าเหซียบเงาเหย่ยี วได้ ตบมอื ตวาดข่ํนไปดว้ ยเสียงด้งสนั่น เสียงนั้นกัองเขา้ หขู องเหย่ียว แลัว ดจุ จะผา่ นเช้าไปคำรามคำรนอย่ใู นทอ้ งของมนั เสยี วสยองยิง่ นกั มนั ตกใจพ้นประมาณจำด้องทง้ิ ชินเนอ้ื ลงมา แมัจะมดี วามเสียตายปานใด ความพรั่นใจยงั มีอำนาจยิ่งกวา่ มโหสถมองตเู งาเห็นชินเนอื้ กำลังหลุดลอยลงมาจากปากเหย่ียว ก็เอามือรองร้บไวัมทิ ันใหต้ กถึงดิน ทนั ใดนน้ั เดก็ ๑,๐๐๐ คน กเ็ ปล่งเสยี งโห่รอ้ งอึงคะนึงแถมตบมือกนั กราวเกรียว เสยี งโหร่ ้อง และเสยี งปรบมึอมไิ ด้มีแต่เฉพาะพวกเดก็ *1 เทา่ น้นั เยู่งชนทมี่ าชมุ นมุ กัน ณ ทน่ี นั้ ก็อดมิได้ห'ึ จะแสดง อาการชินชมเช่นนน้ั เสยี งน้ันจึงกกี กัองกมั ปนาทยงิ่ นัก ประหน่งึ จะทา้ ใหแ้ ผ่นดินในบริเวณน้นั ถลม่ ทลาย ลงกว็ ่าได้ kalyanamitra.org

๑๓ เม่ือรายงานเรือ่ งนึ่ ทตู ของอำมาตยไ์ ดน้ ำมากราบทูลแด่พระเจ้าวิเทหราชแล้ว ท้าวเธอทรง ช่นี ชมโสมนัสเปน็ ลนั พ้น มีพระดำรสั ถามทา่ นเสนกวา่ “ทา่ นอาจารย์เหน็ อยา่ งไร? ประพฤตเิ หตุแห่ง พ่อบณั ฑติ เร่ืองนึ่เป็นเหตุการณเ์ พียงพอหรือยัง'ๆ ท่จี ะไดน้ ำพอ่ บัณฑติ ฟ้ามา” ท่านเสนกได้พ้งรายงานตลอดเชน่ เดยี วกนั ยง่ิ เหน็ ความมีปรชี าของมโหลถกมุ ารย่งิ รน้ พรัอม กนั น้ันกย็ ง่ิ พรน่ั ตัวกลัวตกอบั ย่งิ ร้นตามกัน ดำรอิ ยูว่ ่า “มโหสถกุมารฟา้ มาสู่ราชสำนกั เม่ือไร เราท้ัง ๔ คนเปน็ หมดรัศมกี นั ทเี ดียว พระราชาจกั ทรงลืมเสียกไ็ ด้ บางทีถึงกบั ไม่ทรงเห็นเราเปน็ ผูส้ ำคญั เอาเลย ทีเดยี วก็ได้ เมอ่ื เป็นเชน่ น่ึก็เป็นอนั หมดกนั ในเรือ่ งลาภยศ เพราะฉะนั้นจำด้องกราบทูลทัดทานไวไ้ ม'ให้ ทรงเรยี กฟ้ามา” เมื่อพ้งพระดำรัสถามก็กราบทลู วา่ “เหตุเพียงเท่านื้ยังเลก็ นอั ยเกินไปพระพุทธเจ้าข้า ไมเ่ พียงพอ ท่จี ะไท้บคุ คลไดน้ ามว่าบณั ฑิต” พระเจา้ วเิ ทหราชทรงรบั สั่ง “ท่ีจรงิ ก็เป็นเหตกุ ารณ์อันน่าช่นี ชมอยมู่ าก การทีสามารถเล็งเหน็ ไดท้ งั้ บนฟา์ บนดินพรอ้ มกนั เชน่ นํ่ ควรเป็นเคร่อื งหมายแห่งปรีชาอนั ยอดเยีย่ มไดท้ ีเดียว” “ไม่เปน็ การยากอันใดดอกพระพุทธเจ้าข้า” ทา่ นเสนกกราบทลู ยับยง้ั “เพียงแต่ใช์'ความคดิ เล็กนอั ยเทา่ นนั้ ก็สามารถกระทำได้ ตามรายงานปรากฏอยู่แล้วว่า มโหสถไดเ้ ห็นพวกเพื่อนกระทำกัน กอ่ น ไดค้ วามลำบากไปตามกนั ก็คดิ แกไ้ ขได้ ด้นหาเหตุผลได้ เปน็ ความคดิ ท่มี เี ง่ึอนให้คดิ เปน็ ความเหน็ ท่มี เี งาปรากฏอย่แู ลว้ จงึ ไมเ่ ป็นการยากท่จี ะคดิ อ่าน ขา้ พระพุทธเจ้าจึงเหน็ เปน็ การเลก็ นัอยอยูพ่ ระพุทธ เจา้ ช้า” ทรงสดบั แลว้ ก็ประทบั ดุษณี รับส่ังไท้ทตู นนั้ กลับไปนำพระกระแสรบั ส่งั ไปบอกไทอ้ ำมาตย์ นัน้ ประจำอยู่ทีย่ วมชั ฌคามตะวันออก คอยดูเหตกุ ารณต์ อ่ ไป ตอ่ มาวันหนึ่ง สตรผี ูห้ นง่ึ อมุ้ ลกู ไปท่ีสระโบกขรณขี องมโหสถเพือ่ จะดา้ งหนาั นำลกู ลงอาบนา้ํ ก่อนแลว้ พบั ผา้ ทำเปน็ เบาะปูใหล้ กู นั่ง ณ ร่มไม้รมิ สระ ตนเองลงไปลา้ งหนัา ทน้ ใดนั้นมียักษินตี นหนึ่ง เห็นเดก็ นั้นนงั่ อยู่ประสงค์จะเกนิ เป็นอาหารเสยี จึงแปลงเป็นเพศหญงิ มาลึงก็เอ่ยรน้ วา่ “อุแมเ่ อย๊ หนู คนนึ่ชา่ งน่ารักกระไร” พลางถามสตรีผเู้ ป็นมารดาว่า “น่ึเปน็ ลกู เธอหรือจ๊ะ” สตรนี นั้ ตอบวา่ “เป็นลูกของฉนั เองจะ้ ” “ความมบี ุตรนา่ รกั เช่นนึ่ เป็นบญุ ของหญงิ อยา่ งหนงึ่ นะจะ๊ ” นางยกั ษก์ ลา่ วยอ “ฉันเองเคยมี กับเขาเหมือนกนั แหละจ้ะ แตเ่ หน็ จะทำบุญไวไ้ ม่ดี หรอื ไม่มวี าสนาพอ เขาไมอ่ ยใู่ หไ็ ด้ชี่นชมเขาไปนาน *1 เลย พลดั พรากจากไปเสยี ทั้ง กุ ที่กำลังน่ารักนา่ ชม” “จะเปน็ ไรไปเลา่ จะ๊ ” มารดาเดก็ ตอบ “ท่านวา่ มาแต่กอ่ นวา่ ลกู น้นั เหมือนผกั ห่อไว้ในพก ถงึ ตกหลอ่ นกม็ ใี หมไ่ ด้ เธอยงั ไม่เกินวัยทีจ่ ะมีบตุ รไดน้ ่ึจ๊ะ” “ถูกของเธอแหละจะ้ ” นางยกั ษร์ บั สนอง “แตม่ ีแลว้ ไม่อยู่บ่อย กุ ฟา้ กร็ สั ีกวา่ โอชาในการมี น้นั ลดลงเป็นลำดบั แหมขออมุ้ หนอ่ ยเถิดนะ ฉันจะใหแ้ กด่มื นม ลา้ จะหิวกระมงั ?” kalyanamitra.org

๑๔ “เชิญเถิดจ้ะ” มารดาเดก็ อนุญาด นางยกั ษ์อุ้มทารกขนชชู มหยอกเยา้ เลน่ หน่อยหนง่ึ แลว้ กพ็ าหนิใป มารดาเดก็ เห็นนางยักษ์จำแลง พาลูกตนหนไี ปกร็ บี ขนจากนํา้ วิง่ กวดตามไปทนั ชดื ผา้ นุ่งไว้พลางตวาดถามว่า “เอง็ จะพาลูกข้าไปไหน ขอเขาอมุ้ เขากใ็ ห้อุ้ม เพราะความเห็นใจ หน็อยแน่กลบั จะมาพาไปเสยี อีกเลา่ ” นางยกั ษ์จำแลงเถียงว่า “แน่ ตูข็ หน้าไมอ่ าย อยู่ กุ กม็ าตเู่ อาไดอ้ ย่างนัน้ แหละ ลูกของเอง็ เอ็งได้มาจากไหน ลูกของข้าต่างหาก” “แนข์ ั๊ต่ จู่ กุ ก็ว่าเป็นลูกเด้าอย่างนั้นแหละ แลว้ ยงั มีหนา้ มาวา่ เจ้าของเขาอีก เอาลกู ของขา้ มานา” มารดาเดก็ เถียงไม่ลดละ “ไมใ่ ห้! ลกู ของช้าต่างหาก ลูกของแกเม่อื ไรละ่ ” นางยกั ษ์จำแลงยึนกราน ท้ังสองนางต่างทะเลาะโด้เถยี งกนั พลาง เดินไปพลาง ถงึ ประตูศาลา มโหลถกุมารไดท้ งั หญิง ท้งั สองนั้นทะเลาะกัน ก็เรียกเขา้ มาถามว่า “นางทั้งสองทะเลาะกนั ดว้ ยเรื่องอะไร” หญิงทง้ั สองตา่ งคนก็กล่าวหากันว่า อกี ฝา่ ยหนึง่ ตู่ลูกของตน มโหสถทังความแล้ว พิเคราะหเ์ ห็นหญงิ คนหนึ่งคอื นางยกั ษ์จำแลง มีลักษณะผิดกว่าธรรมดา สามัญชนอยู่คือ นย้ น้ดาไมก่ ระพรบิ เลย นัยน์ตามีลแี ดงและไมม่ เี งาตวั อีกดว้ ย ก็รู้ไดว้ ่าเปน็ นางยกั ษ์จำแลง กายมา เพอื่ ความกระจ่างแหง่ ขอ้ วินิจฉัยอยา่ งแทจ้ ริง จงึ ถามหญงิ ทง้ั ลองว่า “ฉันจะตัดสินให้จะยอมหรอื ไม่ จะทงั คำวนิ ิจฉยั ของฉนั โดยดีหรือไม”่ หญงิ ทงั้ ตู่ตา่ งรบั วา่ ยอมใหม้ โหสถวนิ จิ ฉัย และจดั ตั้งอยู่ในคำวนิ ิจฉัยของมโหลถทุกประการ มโหสถใหค้ นขีดเสน้ ท่ีพนื่ ให้เด็กนอนระหว่างเสน้ น้นั แลว้ ใหน้ างยักษจ์ บั มอื ใหม้ ารดาจับเท้า พลางบอกวา่ “ใครแยง่ ไดแ้ ย่งเอา ใครดึงเด็กทนั ไปจากเสน้ ทข่ี ีดไวไ้ ด้ เด็กกเ็ ปน็ ลกู ของผสู้ ามารถนัน้ ” หญงิ ทั้งสองตา่ งดงึ เดก็ ฝ่ายหนง่ึ ดึงดว้ ยแรงปรารถนาจะกินเป็นอาหาร ฝา่ ยหน่งึ ดงึ ดว้ ยแรงรัก ในบตุ ร เด็กนน้ั ถกู ซกั เยอ่ อย่างน้ันก็ร้องเอด็ องึ เลยี งรอ้ งของลกู รักน้นั เป็นเลียงท่ีมีอา่ นาจย่งิ นกั บีบคัน้ หัวใจของมารดาแทบจะแตกสลายลงไปทเี ดียว สดุ ที่จะทนต่อเสยี งรอ้ งของลกู ได้ แลว้ หญงิ ผมู้ ารดาก็ยอม ปลอ่ ย ยอมให้นางยักษ์ดึงไปฝ่ายเดียว ความสขุ ของลกู ความไม่ลำบากของลูก เปน็ ยอดปรารถนาของแม่ แม่จำยอมแลว้ กย็ นึ ฟมู ฟายนํา้ ตา มโหสถถามประชาชนท่มี าประชมุ กัน ณ ทน่ี ั่น ช่ึงมจี ำนวนมากมายว่า “ธรรมดาจติ ใจของ ผู้หญิงผเู้ ปน็ มารดา กบั ของหญิงผู้มิใชม่ ารดา ฝ่ายไหนจะมีการอ่อนไหวไปตามอาการของลกู ของมารดา หรอื ของผู้มใิ ช่มารดา ท่านท้งั หลายเปน็ ผู้ทไ่ี ดส้ ้งเกดศึกษามาเหน็ พร้อมกันอย่างไว ?” “ใจของมารดาชี ออ่ นไหวไปตามอาการของลูก” เลยี งตอบพรอ้ มกัน “คราวลูกอย่ดู มี สี ุข ใจ มารดาก็แช่มช่นิ เบิกบานยิม้ แยม้ แจม่ ใส คราวลกู เจบ็ ไขไ้ ดท้ กุ ข์ ใจมารดากพ็ ลอยเดือดรอ้ นสะทอ้ นไปด้วย เป็นอยา่ งน่โึ ดยธรรมดา” “บดั น่เึ ส่า ทา่ นทง้ั หลาย เหตกุ ารณ์ที่ปรากฏ บดั น้เั ป็นอยา่ งไร?” มโหสถซกั “ใค?เป็นแม่เดก็ คนท่แี ย่งเดก็ ไปได้ หรือคนทีป่ ล่อยเด็กเลียยนื ร้องไห้ฟมู ฟายอยู่นัน้ ” kalyanamitra.org

๑๕ “หญิงท่ีปล่อยเด็กเสยี ยนื รอ้ งไห้น■ั่ นแหละเปน็ มารดาเดก็ ” ประชาชนตอบพร้อมกนั “ส่วนหญิง ท่ไี ดเ้ ดก็ หาใชม่ ารดาไม”่ “ถาเชน่ นนั้ ” มโหลถกลา่ วชื้นดว้ ยเสียงแจม่ ใส “ทา่ นทัง้ หลายกค็ งทราบละซวี า่ หญงิ ทไี่ ด้เดก็ ไปนัน้ เปน็ ผู้ตู่ เปน็ ผ้ขู โมยเดก็ ” “ข้อนน้ั ไม่ทราบแน่นอน ไมอ่ าจใหว้ ินิจฉยั ได้\" ประชาชนตอบตามความรูค้ วามคิดของตน “ทราบ แตเ่ พยี งวา่ หญิงผ้ไู ด้เด็กไปนัน้ มใิ ชม่ ารดาแน่นอน” “นางคนน’ มโหสถพดู พลางซม็ ือไปทีน่ างยักษจ์ ำแลง “ไมใ่ ชห่ ญงิ มนุษย์ดอกเป็นยักษ์นิ จะ แย่งเอาเด็กไปกนิ เปน็ อาหาร” “พอ่ มหาจำเรญิ รไู้ ดอ้ ย่างไร” เลยี งประชาชนถามกันเซง็ แซ่ “รู้ได้ทม่ี ีลกั ษณาการบางอย่างผิดคน” มโหสถตอบ “ผิดอยา่ งไร ?” “ดูชิ นัยนต์ าแขง็ ไม่กระพริบเลย มีนยั นต์ าก็แดงกลํ่าและไมม่ ีเงาตวั ” มโหสถอธบิ าย “คน อย่างนี่มที ่ไี หนเล่า มิหนำซ้ําจิตใจยังผดิ มนุษยอ์ ีก ดหู รือเด็กอ่อนแท้ ยุ ยอ๋ํ ทงี่ ดงึ ไป เอาแต่จะแย่งให้ใด้ เป็นแลัวกัน จะเจ็บจะรอ้ งอย่างไรกช็ า่ ง ขอใหไ้ ดเ้ ด็กไปเท่าน้ันเป็นพอ จติ ใจทารุณโหดหนิ กระไร มนุษย์ จะมจี ิตใจอยา่ งนมี่ ไิ ดเ้ ลย\" ว่าแล้วก็เอ่ยถามนางยักษ์ “แกเป็นใคร?” “เป็นยักษน์ ิ” นางยกั ษ์ตอบตามความจริง เพราะจำนนตอ่ เหตุผล “แกจะเอาเดก็ คนนัใ้ ปทำไม ?” “เอาไปกนิ ” “โอ! ร้ายกาจมากทเี ดยี ว คนอนั ธพาล!” มโหสถกลา่ ว “เอ็งช่างไมส่ ำนึกตนบา้ งเลยทเี ดยี ว นะว่า เป็นเพราะอะไรเอ็งถงึ ได้มาเกิดเปน็ ยกั ษ์นึเชน่ น้ั ไมร่ หู้ รอื ว่านเี่ พราะผลบาปกรรมทไ่ี ดก้ ระทาี่ ไร้ แต่ปางกอ่ นลง่ เสรมิ ให้มาบังเกดิ แลว้ ยังจะมาหลงทำกรรมอนั เป็นบาปหยาบซาั ลงไปอีกเล่า จะควรละ หรือ แล้วชาติไรเล่าทเี่ อง็ จะพน้ ทุกข้ทรมาน พ้นจากกำเนิดอันเลวกะเขาได้ ไมร่ กั ตนเสยี ตัวบ้างเลยหรือ” นางยกั ษไ์ ดพ้ ง้ เสียงอันไพเราะมากล่าวสอนค่อยส้นตัวได้จากอาการสลบอยใู่ นกรรมอันเปน็ บาป ไดร้ ูไ้ ด้สำนึกตนชื้นมา ยง่ิ คดิ ย่ิงเกดิ ความรนั ทดในการท่ีตนด้องตกมาในกำเนดิ อนั ตาทรามเช่นนี่ พรัอม กันนัน้ กเ็ หินวา่ “ไมค่ วรเลยทจ่ี ะมาช้ําเติมตนเองใหต้ กตำตลอดชาติ เพราะดนกส็ ามารถในอันจะถ่ายถอน ตนเองไดอ้ ย”ู่ แต่มไิ ดร้ หู้ นทางอันควรจะตำเนินอย่างไรกอ็ ัตอัน้ ใจจนใจตื้นตัน มโหสถเหินอาการของนางยกั ษ์ดง้ นน้ั ก็ทราบวา่ คงร'ู้ สำนกึ ชนื้ มาแล้ว จึงได้ซ็แจงตอ่ ไปในทาง ที่ควรปฏบิ ัตใิ ห้นางยกั ษส์ มาทานเบญจศลี แล้วก็กลา่ ววา่ “คุณคอื ศลี นี่แหละนางยักษ์จักพาใหป้ ระสบ พบความสขุ ความใจเย็น จงรักษาไร้ให้มน่ั คงตอ่ ไปเถิด” แล้วกป็ ล่อยตวั ไป ฝ่ายมารดาเดก็ ได้ลกู คนื มา แสนจะดใี จพรำรำพันพระคณุ มิขาดปาก ในการที่ได้ช่วยลูกนัอย ของนางไว้ ลงท้ายอำนวยพร “ขอให้พ่อมอี ายุยืนนานดว้ ยอำนาจซว็ ติ ทานในคร้ังน่ีเถดิ ” แลว้ พาบตุ รกลับ ไปตามปรารถนา kalyanamitra.org

๑๖ เมือพระเจ้าวิเทหราชได้ทรงสตบั รายงานของอำมาตยใ์ นเรอ่ื งนแี่ ล้ว ก็ตรัสปรึกษากบท่านเสนก ว่า “เปน็ อย่างไรทา่ นอาจารย์ พ่อมโหสถมีปรีชาญาณยอดเยยี่ มจรงิ ๆ เธอได้ปฏิบตั กิ ิจอันสำคญั ใหซ้ ็วิด แก่ลูกนอ้ ยของหญงิ นั้นไว้ แมน้ ไมม่ ีพ่อมโหสลแล้ว ที่ไหนเดก็ น้ันจะพ้นเปน็ เหย่ีอยักษินิ วา่ ในเชิงคดเี ล่า ก็เป็นคดไี ม่มผี ู้รเั ห็น ไม่มีใครอยทู่ ,ี นั้นขณะทย่ี ักษินแิ ยง่ เด็กมา แมม้ โหสถไม่มปี รชี าจรงิ ๆ แลว้ กย็ ากทจี่ ะ วินจิ ฉัยให้เปน็ ยตุ ธิ รรมได้ นเราจะรบั ตัวเขา้ มาหรอื ยังอาจารย์” “โปรดยบั ย้ังในการทีจ่ ะรบั ตวั มโหสถไว้ก่อนเถดิ พระพุทธเจ้าขา้ ” ท่านเสนกทัตทานไว้เพราะ อธั ยาศยั ตระหน่ใี นลาภยศตามเคย “ที่มโหสกตัดสินกย็ งั เปน็ เรือ่ งเลก็ นอ้ ย ยงั มีชอ่ งท่บี ุคคลอื่น ๆ อาจลวง เขา้ ทักทว้ งได้อย”ู่ “ฉันเห็นวา่ เป็นกิจอนั สำคญั ยง่ิ อยแู่ ล้ว” รบั ส่ังยนื ยนั “ยงั ไม่เห็นชอ่ งทีใ่ ครจะล่วงเขา้ ทกั ทว้ ง ได้ตรงไหน ท่านอาจารยเ์ หน็ อยา่ งไรลองวา่ มาดูกอ่ น” “ในเบ้อื งดน้ ทเี ดยี ว บคุ คลทีม่ าเผชญิ ยันยับมโหสกนั้นเปน็ ยักษนิ ีน่เี ป็นข้อท,ี อาจเห็นเปน็ ช่อง ได”้ ท่านเลนกกราบทลพลางบรรยายตอ่ ไป “ตามเร่อื งน้ันเงอนสำคัญในการวินิจฉยั ไมม่ อี ะไรนอกจาก ใครปล่อยเด็ก เมอไดเ้ งอ่ื นนีแ่ ลว้ อ่นื ๆ กเ็ ปน็ หลกั ประกอบไป คราวนต่ี ่างวา่ ยกั ษินีจะมปี ัญญาลักหน่อย ปลอ่ ยเสียบัางเล่า จะเอาอะไรเป็นเงอื่ นตอ่ ไปได้ แดเ่ พราะยกั ษิน้ไม่มปี ญั ญาอย่างนน้ั มุ่งหน้าแต่จะได้ เด็กไปเทา่ นั้น แสดงวา่ มันโง่งมบรมเชอะ มนั จงึ ตองตกเปน็ เครอ่ื งประกาศปญั ญาของผู้มปี ัญญา จะเปน็ การประหลาดอะไรทีคนโง่ต้องจำนนต'อผมู้ ีปญั ญา ถงึ อย่างไรก็ตอ้ งพา่ ยแพ้วนั ยังคํ่า ดว้ ยอำนาจทโ่ี ง่กว่า เขา การมีปัญญาดว้ ยเอาความโง่ของคนโง่เปน็ เคร่อื งวดั นั้นจะอศั จรรย์อะไร นแ่ี หละ พระพทุ ธเจ้าขา้ เป็นข้อทีข่ า้ พระพทุ ธเจ้าเหน็ ด้วยเกลา้ -) ว่า ยงั เปน็ ชอ่ งกวา้ งพอทจี่ ะทำให้คนท้งั ปวงลว่ งเขา้ มาติเตยี นได้ อยยู่ ังไม่พ้นไปได้ และก็เห็นเหตุฉะนแ่ี หละ จงึ ไดก้ ราบทลู ทดั ทานใต้ฝา่ ละอองธลุ พี ระบาทไวพ้ ระพุทธเจ้า ขา้ ” ทรงลตบั เหตผุ ลของทา่ นเสนกแล้ว กร็ ับสงั่ ให้ทูตนำพระกระแสรบั สั่งกลับไปบอกให้อำมาตยผ์ ู้นั้น คงอยู่ในสำนกั ของมโหลถสีบไป kalyanamitra.org

๔. แววปราชญ์ (ตอ) ชายหนมุ่ ํเตยั้ แคระ ผิวดำ ช่อี โคฬกาฬ มีความรกั ในสาวงาม ซือ นางท้ฆตาลา แตเ่ พราะ โคฬกาฬเป็นคนขํเ่ หร' เสน่หไ์ นทางรปู สมบตั บิ กพร่อง มหิ นำซา้ํ ทางทรัพย์สมบัติขาดแคลน แดอ่ านุภาพ แห่งความรักน้นั ควรจะพิศวงอาจบันดาลไดต้ า่ ง คุ ช๋ัหนทางให้ผตู้ กอยใู่ นอำนาจกระทำได้ แมแ้ ตก่ รรม ที่ไม่เคยคิดจะทำเลย เมอ่ื โคฬกาฬตกเหวรักอันลกึ มองเหน็ เทพธิดาหนำแฉลมั สถิตอยูท่ ่ปี ากเหว บนั ได ท่กี ้าวร่นกไ็ ม่มีในด้านรปู สมบตั ิและทรพั ย์สมบต้ ก็ส้ินไรั คงมแี ดค่ ุณสมบัติประการเดียวท่ียังเหลอื อยู่ เป็น ส่งิ เดยี วทโี่ คหกาฬจำดอ้ งใชเ้ ป็นบนั ไดไต'ขีนไปหาแมเ่ ทพธดิ า โคฬกาฬไมย่ อมจำนน นำตนฟ้าไปมอบ แกบ่ ิดามารดาของนางทีฆตาลา สุดแต่จ?ใชส้ อย งานหนักกเ็ อางานเบาก็สู้ ไมม่ บี ่ายเบยี่ งเลี่ยงหลกี ทำด้วยความเต็มใจจรงิ คุ ยิง่ นานวันนานเดือนอุตสาหะพยายามของเขาก็หนนุ ตนขนมาเรือ่ ย คุ และใกล้ เทพธิดาฟ้ามาทุกที พอครบ ๗ ปี กไ็ ด้รับบำเหนจ็ สมความปรารถนา ไดน้ างทีฆตาลาเปน็ คูค่ รอง เมอื่ ได้รว่ มคู่อยู่ครองกนั ไม่ชา้ วัน โคฬกาฬคดิ ถึงบดิ ามารดาเพราะได้พลัดพรากจากมาเป็น เวลานานปี ก็ปรารถนาจะไปเยย่ี ม การไปนั้นเลา่ ไมค่ วรจะไปมือเปลา่ ควรหาอะไรตดิ มือไปฝากบา้ ง อะไร กไ็ มด่ ีเด็ดเหมอื นดง้ วัตถทุ เ่ี กดิ ด้วยฟมิ ีอเมยี เพราะจะทำให้'บิดามารดาไดร้ ู้รสมอื และทราVถงึ คณุ สมบตั ิ แห่งสะใกัได้ดี จึงอ้อนวอนนางทฆี ตาลาว่า “นางผู้เจริญ ทอดขนมให้หนอ่ ยเถิด “แกจะเอาไปไหนเล่า” นางถาม “นางเอย ขา้ จากบัานมานานแลว้ อำนาจเสน่หไ์ ดผ้ กู มด้ ขา้ ไวั ณ ท่นี ้ิเป็นเวลาหลายปี บดั น่ ํ๋ จักไปเย่ยี มพ่อแม่บัาง และจักพานางไปด้วย ใหพ้ ่อแม่ได้รู้จักมักคนุ้ ” โคฬกาฬแถลง “จะไปทำไมกัน ไหนว่ามีช้าแล้วก็เท่ากบั มีทกุ อยา่ งอย่างไรเล่า” นางห้ามดว้ ยเชงิ พอ้ “บดั น้สั ิ ปรากฎแลว้ ขา้ มีได้เปน็ ทุกอย่างของแก” “หามไี ด้ นางเอย นางเป็นทกุ อยา่ งของข้าน้นั แนน่ อน” รบี แก้ “แตน่ างก็มบี ้ญญา อาจพจิ ารณา ไตรต่ รองไดด้ ี อนั กรณียกจิ ที่บตุ รจะพึงปฏบิ ตั ิต่อบดิ ามารดาน้นั เป็นฉนั ใด แมล้ ะเลยเพิกเฉยมนิ ำพาแล้ว จะเป็นประการใด จะเปน็ คนถกู ตำหนสิ ถานไหน” “ก็จรงิ อยู่ แตก่ จิ การทางนเํ่ ล่า จะได้ใครขวนขวายจดั แจง” นางแย้งดว้ ยยงั ไมป่ รารถนาจะไป “เม่ือแกอย่ไู ดเ้ ป็นกำลงั ใหญ่ ไปเลยี ก็จะว่นุ แมจ้ ะมคี นอ่นื คุ. ก็คงไม่เหมอื นแก” \"การงานทางนื้ปล่อยเป็นภาระของผอู้ ่ืนไปพลาง เว้นแต่บางชนดิ ทเี่ ป็นกจิ อนั เหลือกำลงั ผ้อู น่ื ก็ปล่อยไว้ก่อน เมอื่ กลบั มาก็จัดทำใหส้ ำเรจ็ ไปโดยเรยี บรอั ยวางใจเถิด ยงั ไมเ่ หน็ ความสามารถของขา้ หรือ ไร” โคฬกาฬแถลงเปน็ การฟินดวามดี kalyanamitra.org

๑๔ นางทีฆตาลาตกลงยอมตาม ทอดขนมอนั เป็นเสบยี งด้วยและเป็นของฝากด้วย นอกจากนโ่ี คฬกาฬ ยังได้จัดหาของฝากอนื่ ๆ สมทบเข้าอีก เสรจ็ แลวั สองคนผัวเมยี กช็ วนกันเดนิ ทางมาถงึ แม่นี่าขวางหน้า อยู่ นี่าในแมน่ ีา่ ไมล่ กึ พอเดินข้ามได้ แต่โคฬกาฬและนางทฆี ตาลา ไมม่ ใี ครทพ่ี อจะเรียกว่าเป็นคนกล้า ได้ พอเห็นแม่นาี่ ขวางหนา้ เท่าน้นั ก็สนั้ บีญญา ไม่อาจจะลงไปในนา่ี คงยนี รออยบู่ นฝงั ขณะที่สองผวั เมียยีนรออย่นู น้ั มีชายเขญ็ ใจคนหน่งึ ช่ีอ ท่'มปฎ็ ฐิ เท่ียวรับจา้ งทำการตา่ ง *1 ตาม แต่จะมีผจู้ ้าง เดนิ เลยี บมาตามฝังแมน่ ีา่ ถึงทส่ี องผัวเมยี ยนี รออยู่ สงั เกตดูท่าทางรูไ้ ด้วา่ เป็นคนขลาด'นา กน็ ึกในใจวา่ “คง'เป็นโอกาสดขี องเราทจ่ี ะได้ค่าจา้ ง และฉวยเหมาะกค็ งได้รับความร่นื รมย์ใจบา้ ง” ขณะ ท่ีกำลงั รำพึง กพ็ อดไี ดย้ นิ เสียงโคฬกาฬถามว่า “นแี่ น่พ่อสหาย น่าี ในแม่นี่านีล่ กึ หรือตืน้ สหายทราบ บา้ งไหม” “โอ แกเอย๋ น่ีาในแม่นา่ี น่ีลึกมาก” ทฆี ปิฎฐบิ อกลวง พรัอมกับมที า่ ทางประกอบเพื่อให้เห็น จริง “ยิ่งกวา่ นน้ั ตอนนมี่ สี ตั วด์ รุ า้ ยชุมเสียด้วย” “สหายจะข้ามเหมอื นกันมีใชห่ รอื ” โคฬกาฬถาม “กันจะขา้ มซี ข้ามไปฝังโน้น” “ก็เมื่อมีสตั วร์ ้าย ‘เ มาก สหายจะขา้ มไปได้อย่างไร” โคฬกาฬถามดว้ ยความสงสัย “แกยงั ไม่ทราบหรือว่า เจ้าพวกสตั วร์ ้ายในน่าี มันชำนาญในการสดู กลนิ่ และมนั รจู้ ก้ มักคน้ กับคนไดเ้ หมือนกัน” ทีฆปฎิ ฐบิ รรยาย “เจา้ จระเข้และมงั กรคน้ เคยกบั กนั มาก และกลิ่นของมันกันกจ็ ำได้ เหตุน่ีแหละกนั จึง ไมถ่ กู เบยี ดเบยี นจากมัน พวกที่เปน็ ผู้แปลกมาเหน็ ท่าปลอดภยั ได้ยาก ความปลอดภัยของผ้แู ปลกมาน้ัน ควรจะอยทู่ ่ีพยายามไมใ่ ห้ส่วนใดส่วนหน่ึงของร่างกายลงไปแชน่ า่ี เปน็ อนั ขาด” สองผัวเมยี ฬงแลว้ สยองใจ และคิดเห็นเปน็ คณุ อยอู่ ยา่ งหน่ึงท่ตี นมิได้ผลีผลามลงไปในแมน่ ่ีา เปน็ การถกู ตอ้ งย่ิงนกั ท่ีความขลาดไดช้ ว่ ยยบั ยง้ั เขาไร้เสยี แต่ความวติ กกงั วลว่า “ทำอย่างไรจงึ จะขา้ มไป ได้ เมอ่ื ผขู้ ามไดม้ ีอยู่ ก็ควรอาศยั ผนู้ นั้ พาขา้ มเปน็ สำเร็จแน”่ คิดแล้วโคฬกาฬก็เอย่ กับทีฆปฎิ ฐวิ า่ “สหาย เอย๋ เราทัง้ สองมีธรุ ะจำเป็นจะด้องขา้ มไปฝงั โนน้ สหายเปน็ ผ้สู ามารถอยู่ชว่ ยพาเราขา้ มไปดว้ ยซี เราท้ัง สองจะขอบคุณและสมนาคณุ ตามกำลังตน” “ได้ซีเป็นไรไป” ทีฆปฏิ ฐิพดู รบั รอง “เรอ่ื งบญุ คุณนน้ั เป็นเรื่องสำคญั ในฝา่ ยแก สำหรบั กัน ไม่สำคัญเลย วสิ ัยผสู้ ามารถด้องชว่ ยผทู้ ไี่ มส่ ามารถ ผูม้ กี ำลงั มากตอ้ งโอบอุม้ คุม้ ครองผทู้ รพล นี่เปน็ หลัก ธรรมประจำเผา่ อริยะมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว การช่วยเหลอื เอ้อื กูลผูไ้ ม่สามารถ การให้ความโอบอุ้มแก่ ผ้ทู รพลเป็นวนิ ัยสำคัญของเผ่าอรยิ ะ กนั เปน็ ผู้หน่งึ ในเผา่ อริยะกอ็ ยู่ในวนิ ัยนนั้ การกล่าวถงึ บุญคณุ จึง มใิ ช่ข้อคำนงึ ของกนั ทางท่ถี ูกต้องเท่านน้ั ที่กันคำนงึ ” “โอ ชา่ งดีจรงิ ” อุทานร้นท้ังคู่ แลว้ โคฬกาฬกลา่ วตอ่ ไปวา่ “เมอื่ เผา่ อรยิ ะพบกันแลว้ ความ เจรญิ เปน็ ปรากฏแน่ ทไี่ ม'สามารถก็อาจบรรลุความสำเรจ็ ได้ดว้ ยอาศัยผู้สามารถ ทท่ี รพลก็อาจได้ร้บคุ้ม­ ดรองจากผูท้ ม่ี ีกำลัง ผ้มู คี วามสามารถผูม้ ีกำลงั ไม่เพิกเฉย ใหค้ วามเอื้อเฟิออยูต่ ามควรดงั นีแ่ ล้ว ความ kalyanamitra.org

ด๙ เจริญย่อมเกิดร้นโดยไมต่ อ้ งสงสยั ผทู้ ได้รับอุปการะเล่า แม้นเปน็ เผ่าอรยิ ะก็ดอ้ งสำนึกในอปุ การคณุ นั้น นํเ๋ ปน็ หลกั ธรรมประจำเผ่าเชน่ เดียวกน้ และเป็นวสิ ัยของอริยะเหมือนกนั สหายคงทราบดวี า่ ผ้มู ิใชเ่ ผ่า อรยิ ะย่อมมีดวามจำและความลืมต่าง *1 กนั กบั ผู้เป็นเผา่ อรยิ ะ ผมู้ ใิ ช,เผ่าอรยิ ะจำได้แม่นยำถงึ ความดที ต่ี น กระทำแกผ่ ู้อน่ื และความขว้ ท่ผี ู้อ่นื กระทำใหแ้ ก'ตน ลืมได้ง่ายดายซงึ่ ความดที ผ่ี อู้ ื่นกระทำแก'ตน และความ ไม่ดีที่ตนกระทำแก่ผูอ้ ่นื ตรงกันข้ามผเู้ ป็นเผ่าอรยิ ะจำไดแ้ มน่ ยำรน้ ใจนักถงึ ความดีทผ่ี อู้ ่ืนกระทำแก่ตน และความไม่ดที ก่ี ระทำแก่ผ้อู นื่ ลมื ได้ง่ายดายนกั ซ่งึ ความดีที่ตนกระทำแก่ผู้อนื่ และความไมด่ ที ี่ผอู้ น่ื กระทำ แก่ตน” “มวั แต่พูดมากอย่นู ่นั แหละ” เสียงของนางทีฆตาลาขด้ จังหวะเข้ามา “จะใหค้ ำพูดพาเราขา้ ม ไป หรือจะใหก้ ำลงั ความสามารถของคนพาเราข้ามไป” “คำพดู ยอ่ มพาเราขา้ มไปไมไ่ ด้ดอก นางเอย” โคพกาฬพดู เสียงออ่ น “แตค่ วามดใี จความซ่นิ ชม ของคนแสดงออกไดด้ ว้ ยคำพูด จรงิ ละ กำลังความสามารถของคนและของสหายผู้'น โดยเฉพาะจะพาเรา ขา้ มไป ลาั แมน้ างเหน็ เชน่ นัน้ ก็จดั แจงเสรมิ กำลังให้แก่สหายของเรากอ่ นท่ีจะพาเราข้ามฝงั ซ”ี นางทฆี ตาลาจัดแจงแบง่ ขนมทเี่ ตรยี มมาออกเลํ่ยงดูทฆี ปฏิ ฐิอยา่ งอม่ิ หนำสำราญ ทฆี ปฎิ ฐบิ รโิ ภคจนอ่ิมแลัว เอย่ ร้นกับโคฬกาฬวา่ “จะให้กันพาใครไปก่อนล่ะ” “พาภรรยา กันไปก่อนเถิด” โคฬกาฬตอบ “กนั จะคอยอยู่ฝงั นํ๋แลัวคอ่ ยมารับกันไปภายหลัง” ทีฆปิฎฐใิ ห้นางทีฆตาลารน้ ขค่ี อตน พรอ้ มทัง้ ขนเอาเสบียงอาหารและของฝากท้งั สํ๋นไปดว้ ย เดนิ ลงนา้ํ ยิ่งหา่ งฝังก็ย่ิงยอ่ ตัวลง เพอ่ื แสดงให้โคฬกาฬเหน็ จรงิ วา่ นา้ํ ลึก ซ่ึงสมประสงค์เพราะทา้ ใหโ้ คฬกาฬ เกดิ ความหวาดกลวั ดำรวิ ่า “แม่น้าํ นล๋ํ กึ จรงิ เขาสงู กว่าเราต้งั สองเท่า ยงั เพยี งเอวเพียงอก แมเ้ ราก็มดิ หัวเลย” ฝ่ายทีฆปฎี ฐิ พานางทฆี ดาลามาถงึ กลางแม่นาํ้ ก็เอย่ รน้ คลาั ยจะปรารภว่า “วนั นพ้ิ ระศรไี ด้นำ เรามาส่ลู าภ ไดก้ ินขนมอนั โอชารส และไดผ้ ัสสะอันนุ่มนวล มีกาลกรรณแี ทรกแซงเสยี ทำให้เหน็ ความ เปน็ ค่เู คยี งทไี่ มค่ คู่ วร” “เสยี งแกบ่นอะไรพมึ พำ” นางทีฆตาลาถาม “ฉนั บน่ วา่ วัน'แโชคดงี าม พระศรนี ำทางมาพบลาภหลายประการ ไดบ้ รโิ ภคอาหารรสโอชา แตเ่ ป็นวาสนาทีอ่ ตมีกาลกรรณเี ข้าแทรกเลยี มิได้ ทำให้ตอ้ งมาพบคู่เคียงที่ไมค่ ู่ควร” ทฆี ปฎิ ฐติ อบนาง “ทำไม จึงว่าคู่เคยี งท่ีไมค่ ู่ควร” นางซี'ก “ความเป็นคู่กนั แห่งหญิงและชายยอ่ มเปน็ วสิ ยั แห่ง ธรรมดาของโลก เหมือนแมลงภู'เปน็ คกู่ ับดอกไม'้ ’ “น้ันเป็นหลกั ใหญ่ มใิ ชห่ ลักยอ่ ย” ทีฆปฎิ ฐิแยงั “ธรรมดาหลักเกณฑใํ นโลกนย๊ั อ่ มมขี อ้ ปลึก ย่อย ความเปน็ คกู่ ็เช่นเดียวกนั มิใช่ว่าหญงิ กบั ชายจะคูค่ วรกนั ไปทุกราย ความคคู่ วรเปน็ กิจแห่งมนุษย์ ในพภิ พจะพงึ เหน็ ดว้ ยตนเอง” “เป็นอยา่ งไรกันเลา่ ” นางถาม kalyanamitra.org

๒๐ “ความสงู กบั ความตำ ความงามกบั ความขเหร่ แม้นำมาเขา้ คกู่ ันเม่ือใด ความผันแปรเปน็ บังเกดิ ขนเมือนัน้ ” ทฆี ปฎิ ฐแิ ถลง “ตามเกณฑท์ ีควร ผสู้ ูงควรจะคู่กบั ผทู้ ีส่ งู กวา่ เมอ่ื เข้าเคยี งกนั แลว้ กค็ ู่ควร เพราะ ผู้สงู กว่าจะทำใหค้ วามสูงท่ีมีอยูเ่ ปน็ ความพอดี ล้ามาเคียงคู่กับผู้ที่ตํ่ากว่ากจ็ ะทำใหค้ วามสูงน้นั ชะลดู หนกั ■ปนไป ผตู้ ํ่าเลา่ กค็ วรหาคู่ที่ต่ํากว่า เมื่อเขา้ เคียงกันกจ็ ะดสู มกัน เพราะผตู้ ่ํากว่าจะชว่ ยชใู หด้ สู งู ขื้นถึงขนาด พอดี ล้ามาเคยี งคู่กบั ผู้สูงกว่า ความสูงน้ันจะกดความตา่ํ ลงเปน็ เตยแคระตะแหมะแขะไป เมือ่ เป็นเช่นน้ิ ความสง่าผา่ เผยอนั ควรมกี ็จะมไี ม่ได้ และกม็ ิใช่เปน็ การเหลอื วิลยั แหง่ ผฉู้ ลาดซึง่ จะมองเห็น” “บคุ คลบางคนไม่อาจเลือกเฟน้ สงิ่ ต่าง *1 ได้ตามความพอใจกนั ดอ้ งยอมรับส่ิงทผ่ี า่ นมาโดย อาการท่เี บิกบาน” นางปรารภ “เปรียบเหมอื นเราดอ้ งการจะได้ร่มกน้ั ลกั คันหนึง่ เราอยากจะได้รม่ แพร แต่ร่มแพรในทน่ี ้นั ไม่มี มีแตร่ ม่ ผา้ ความตอ้ งการของเรากเ็ ร่งรัอนกจ็ ำตอ้ งใช้ร่มผ้าทต่ี นมี นึก่ ็เป็นหลักการ ของอารยชนมใิ ช่หรือ” “อา นางผู้มบี ัญญา ถูกละ! ล้อยคำของนางฬงแล้วจับใจ” ทีฆปฏิ ฐิยอ ความจริงกค็ วรจะ เป็นเช่นนน้ั วิสยั อารมณย์ ่อมพอใจสิง่ ทตี่ นมยี นิ ดีส่งิ ทีต่ นได้ แต่นางผู้เจริญตา่ งว่าบุคคลอาจจะไดส้ ง่ิ ทีต่ น พอใจในกาลตอ่ มา เปรียบเหมือนได้รม่ ผ้าไวเ้ ป็นกรรมสทิ ธแ่ํ ล้ว คร้นั มาพบร่มแพร อนั เปน็ สงิ่ ที่พอใจ จะได้มาแต่เดมิ ผฉู้ ลาดจะพึงปฏิบัตอิ ย่างไรจงึ จะดี การที่บุคคลผู้เดียวจะกน้ั ร่มคราวเดียวกันสองคันนัน้ เปน็ การวิตถารเหลือท่ีค ณนา” ภาวะท่ีจะพงึ ทราบได้ยาก หยั่งไดล้ ำบาก ปรากฎขน้ื ทีฆปฎิ ฐิคีอความน่ึงของนางทฆี ตาลา ความน่ึงเป็นเร่ืองคาดหมายไดย้ ากถงึ เหตุท่ีน่ึงจะเปน็ นึ่งเพราะจำนนก็ได้ เพราะไมป่ รารถนาจะต่อความ ยาวสาวความซดี กไ็ ด้ นางทีฆตาลาจะนึง่ เพราะเหตใุ ด หรือจะกำลังวินิจฉัยวา่ จะควรตอบอย่างไร จะควร ปฏิบตั ิในขอ้ สมมตินั้นสถานไหน เห็นนางนงึ่ ทีฆปฎิ ฐิก็เอ่ยข้ืนตรง *1 วา่ “นางผ้เู จรญิ ใจ คนอย่างโคพกาพนอกจากจะนำความ ขรว่ื ขเํ่ หร่มาทำให้ความสวยงามอันน่าคูน่าชมของนางตองอับเฉาลงแล้ว ยังจะไม่สามารถใหก้ ารบำรงุ บำเรอ นางไดส้ มภาวะของนางอกี ด้วย นางผ้เู จรญิ ใจไม่ควรจะเปน็ คู่กบั เขาเลย และเขากไ็ มค่ วรจะเป็นที่รกั ท่ี เจรญิ ใจของนางเลย หากนางเหน็ ความสำคัญแห่งตนอย่อู ยา่ งชดั เจนแล้วไซรั เชิญมาอยกู่ ับพีเ่ ถิด พจ่ี ะ เล๋ยํ งดูใหมั คี วามสบายทกุ สิง่ ทุกประการ พีจ่ ะหาบำรงุ บำเรอมิให้ต้องระคายเคีอง ผา้ ผ่อนแพรพรรฌ สรรพอลงั กา ทงั้ ช้าทาสบริวารทจ่ี ะชัดแจงใหน้ างอย่างพรอั มมลู เชญิ มาอยกู่ ับพเึ ถดิ นะจะึ อย่างโคหกาฬ มนั ชกั ทำอะไรแก่นางได้ บํวยการทจ่ี ะเปน็ คกู่ บั คนอย่างนนั้ รา่ ยกายต่าํ เตั๋ย ความคิดอา่ นก็มก้ จะอนโุ ลมแก่ ร่างกาย มก้ คดิ ตาํ่ คดิ เตยํ่ ไปทงั้ นนั้ ถงึ แมจ้ ะทำสูงไดใ้ นบางโอกาส แล้วกค็ งตกลงมาส่คู วามเตยความตํ่า อีก เหมอื นซนี เขย่งเท้าจะยนื อยู่ไดน้ านเทา่ ไรเชยี วนาง ไมค่ วรเห็นวา่ เปน็ บคุ คลสำคญั ทีค่ วรจะค่เู คียงด้วย เลย” ดว้ ยเหตุผล ด้วยคำประโลมใจ ประกอบกบั ความไมพ่ อใจอนั เป็นทนุ เดิมอยแู่ ลว้ นางทฆี ตาลา พลอยเหน็ คลอ้ ยไปตามคำขอของทีฆปิฎเ (เต,ยงั คงมีข้อคลางแคลงตามวสิ ยั ของสตรีท่ีกลัวจะถกู ทอดทง kalyanamitra.org

๒๑ จงึ กล่าวว่า “วสิ ยั สตรมี ผี วั ก็หมายมัน่ จะพึ่งพาอาศยั เปน็ เพ่ือนยาก ฝากไข้เมอื่ ยามดี ฝากผเี ม่ือยามม้วย และ ผัวน้ันเท่ากบั เปน็ แหล่งแหง่ ความสุขความสำราญทุกอยา่ งของสตรี แม้นถกู ผวั ทอดทิ้งเสยี แตว้ เปน็ หมดหวงั ชีวติ หมดโอชา ตัง้ แตจ่ ะตรมตรอมไปทกุ ที ฉนั ยังไม่วางใจสนทิ เกรงวิญญาณแหง่ ภมรจะแทรกแซงอยู่ ในร่า-!กายของผูท้ ก่ี ำลังเกลีย้ กลอ่ มฉนั อยบู่ ัดนื่ ก็จะทำให้อกตรมไปตลอดชวี ติ ” “นางผู้เจริญใจของพ”่ี ทฆี ปฎิ ฐิออดและให้คำมนั่ “อย่าไดห้ วนั่ เกรงขอ้ นนั้ เลย พ่ิจะไมท่ ้ิงนาง ความรกั ของพ่ิทม่ี ีในนางน้ันหนกั แนน่ มน่ั คง กระแสนา้ํ อันไหลหลั่งลนั ธารฉันใด กระแสรักไดท้ ว่ มใจ ของพ่กึ ็ฉนั นั้น ความกระหายทจี่ ะไดด้ ่ืมน้าํ ท่ใี สสะอาดของผ้ทู เ่ี ดินผ่านทะเลทรายมฉี ันใด ความรอั นแรง ดว้ ยดอ้ งเพลิงรกั ของพี่ ก็ทำใหพ้ ่กิ ระหายทีจ่ ะฝังตนด่มื มธรุ สแห่งความปรานขี องนางผู้เจริญใจตลอดไป ฉันนั้น พระอาทิตยป์ ระจำวัน พระจันทรป์ ระจำคืนฉนั ใด พ่จี ะรักนางให้หยั่งยืนฉันนั้น” เม่ือไดร้ ับคำมนั่ สัญญาเปน็ หลกั ฐานเชน่ นนั้ นางทีฆตาลากต็ กลงใจกับทฆี ปฏิ ฐิ นางเอย่ ว่า “แม้ จริงด้งว่าไว้ ฉนั กไ็ มม่ ใี จทีก่ ระด้างต่อการเสนอ การเสนอทแี่ น่นอน ควรไดร้ บั ผลสนองเช่นเดียวกัน” คร้ันถงึ ฝงั แล้ว ก็เอาขนมท่นี างทอดมาน่ังกิน พลางสนทนาหยอกเยาั กันไปพลางดามประลา ของผทู้ ปี ระลบผลสำเร็จในความรัก มวิ ่าความรักนนั้ จะมีขนาดและลกั ษณะอยา่ งใด ย่อมมีความฉาํ่ ดม่ื ดํ่า ประจำอยู่ท้งั นัน้ ทำให้ผู้ประสบผลซนื อกซืนใจไดท้ ุกชนิด นางทีฆตาลากบั ทฆี ปฎิ ฐิ กต็ กในกระแสแหง่ นิยมนัน้ เมือ่ อ่ิมหนำสำราญแล้วจะพากนั ไป ทฆี ปิฎฐติ ะโกนเยย้ โคฬกาฬว่า “ย้ายเตยเอย คอยอยู่นน่ั เถิด นะ” แลว้ กพ็ านางทฆี ตาลาเดนิ ตอ่ ไป โคฬกาฬเห็นท่าทขี องคนทัง้ สองในตอนแรก กค็ ิดระแวงแหนงใจอยู่แลว้ แตล่ หั ักหา้ มความ ระแวงต่าง คุ นน้ั เสยี ในตอนที่ทีฆปิฎฐพิ านางถงึ ฝงั แล้ว แทนทจ่ี ะกระวีกระวาดกลับไปรบั กลบั นั่งลง กินขนมคุยกบั นางอยา่ งสำราญร่ืน กค็ ดิ เสียว่าเขาคงเหน็ดเหนอื่ ย ประเด๋ียวกค็ งข้ามมารบั เรา ครั้นดไู ป กย็ ่ิงเหน็ อาการกริ ยิ าของทงั้ คสู่ นิทสนมกนั ขิงกว่าทค่ี วรจะเปน็ กข็ นุ่ ใจอยู่ พอเห็นพากนั ไป ปลอ่ ยให้ตน คอยอยอู่ กี ฝงั หนื่ง ยิง่ แนใ่ จว่า คนทงั้ สองตกลงปลงใจท่ีจะเปน็ คผู่ วั ตัวเมยี กนั ความแค้นความเสยี ดาย ความ อดลไดป้ ระด้งกนั ขน้ มาในจิตใจของเขา วง่ิ ลงไปในแม่นํ้า พอเดนิ ไปได้หน่อย กลวั จมน้าํ ตาย ร้อื ถอยหลงั กลับมาจนฝงั เลา่ ถอยหนาั ถอยหลงั ละล้าละลังใจหลายตลบ คร้นั ความแคน้ ความเสยี ดายประดังกันขน้ึ มา อยา่ งเรีย่ วแรงลง่ เสรมิ ให้เกิดความคดิ ขึ้น่มาวา่ “ผลของมนั เทา่ กันทั้งนั้นแหละโคฬกาฬเอย่ เจาั จะเปน็ หรอื เจา้ จะตายไป ความเปน็ อยู่ท่ีไรรั นื่ รมย์ตามนยิ มของโลก เป็นความเป็นอยู่ทเี่ ทย่ี วเฉา เป็นความเป็นอยู่ ทีม่ แี ต่ความระทม แลว้ จะมปี ระโยชนอ์ ะไร ด้นไม้ที่คงเปน็ ดน้ ใมั กเ็ พราะม้นผลดิ อกออกผลได้ ขยาย หน่อแนวแผพ่ ชื พน้ ธุ่ออกไปได้ แม้หาไม่ กเ็ ปน็ ตอไม้ หาใช่ด้นไม้ไม่ เจา้ กเ็ ป็นเชน่ น้ัน อนั จะไปคำเนินการ เพ่ือแสวงหานางมาร่วมอยเู่ คียงแทนนนั้ ม้นส่นํ ปญญาแลว้ เพราะฉะน้ัน จะเป็นหรือตายไม่แปลกแล้วโคฬกาฬ เอย่ ” ตัดใจเผน่ ลงไปในแม่นํ้า วงิ บุกลงไปโดยแรงโกรธและฤทธก่ํ ล้า ก็ได้รู้ว่าทแี่ ท้นั้นนาํ้ ตน ตนโดนเขา หลอก ถงึ ฝังก็รีบกวดจไํ่ ปทีเดียวพกั หน่งื กท็ นั คนทั้งสอง ปร่เี ข้าใส1 ตวาดทฆี ปิฎฐิว่า “เฮย้ อาั ยโจร จะพา เมียของขา้ ไปไหน” kalyanamitra.org

๒๒ ทฆี ปฎิ ฐิแลดงอาการประการหนึ่งว่าไมร่ ู้เร่ืองอะไร กล่าวตอบอยา่ งโกรธจัด “แน่ อ้ายถ'อช อ้ายแคระ อ้ายเตยํ่ ช่างระย้าล้นิ มนุษย์ทเี ดยี ว อยู่ ๆ ก็มาหาวา่ พาเมยี ของเจัามา เมยี ของเจา้ ทีไ่ หน” “ชา้ ช้า ไอ้ไย่ง” โคหกาฬเถียงไม่ยอมพรันพรงึ “เมยี ของขาแท้ ยุ น่นึ า หนอยมาโกงเปน็ เจ้าของ ไปเสยี แลว้ คนอยา่ งเจ้าเมียคนเดยี วหาเอาเองไม่ไดแ้ ล้วหรอื จงึ ต้องมาตเู่ มียเขาวา่ เปน็ เมยี ตน” “ไอเ้ ติ้ย กำแหงใXก” ทฆี ปิฏฐติ วาด พลางจับคอไสไปโดยแรง “ตวั เล็ก *1 ทำปากกล้าไม่เจยึ ม ตวั ” แลว้ ทำทา่ จะเดินต่อไป โคหกาฬปราดเช้าจับมอื นางทฆี ตาลาไวั พลางเอย่ วา่ \"หยุดก่อน พูดกนั ก่อนชินางผเู้ จรญิ ใจ โธ1คิดบ้างเปน็ ไรมี กว่าฉันจะไดน้ างมาเป็นเมียน่ะดอ้ งทา่ งานอย่างหนักแลนเหน็ดเหนอ่ึ ยมาตัง้ ๗ ป็ที เดียวหนา เห็นใจฉนั บ้างเถีด ทที นมาได้ก็เพราะความรกั ความด้องการนาง ไฉนเล่าจึงมาที่งฉนั เสยี ไปกับ ไอโ้ ยง่ นึ่” “อยา่ นะ” นางหา้ ม “อย่ามายอยุดฉดุ ช้าทำไม จะมารำพงึ รำพนั อะไรไม่รูไ้ ม่เข้าใจ ไอ้ถอ่ ย ปลอ่ ยข้า ปลอ่ ยข้าเดํ่ยวน”ึ่ ที'มปฎิ ฐิ กรากเช้ามากระขากตวั โคฬกาฬออกตะคอกข่วู ่า \"ไอ้เตยบญ้ ญาตำเอาทีไหนมาพรำ รำพัน บา้ หนกั ข้าจะรีบไป เจา้ ขนี ขด้ ขวางจะเจบ็ ตวั ” ผลักโคฬกาฬออกไปหา่ ง โคหกาฬไมล่ ดละ แม้จะถูกผลักใลกํคงโตเ้ ถียงสง่ เสียงเอะอะตลอดทาง ต่างคนตา่ งโต้เถียงกนั ผา่ นมาถึงคาลาของมโหลถ ขณะน้ันมโหลถกับเพ่อื นเด็ก *1 กำลงั มาประชมุ กนั พรัอมทงั้ มปี ระชาชนเปน็ อน้ มากมารว่ ม อย่ตู ว้ ย เสยี งเถียงกันได้ยินถึงมโหสถก็ปรารภว่า “นนั่ เสยี งใครทะเลาะกนั เอะอะมา” แลัวให้คนมาถาม รู้เร่อื งวา่ “เกิดตเู่ มียกนั ” จงึ ให้ไปเรียกคนทงั้ ๓ น้นั มา เพื่อลอบถามเร่อื ง โคฬกาฬกับทฆี ปฎิ ฐิต่างกห็ ากันวา่ “ตูเ่ มียของตน” มโหลถถามว่า “ทง้ั ลองคน จะยอมใหฉ้ ันวนิ ิจฉยั เรอื่ งราวน่ึใหเ้ ห็นเท็จจริงหรอื ไมเ่ ลา่ \" “ยอมชจิ ๊ะ” คนทงั้ สองรับรองพรัอมกนั \"ลา้ เช่นน้ัน ฉนั จะช่วยจัดการให”้ มโหลถกล่าวแลัวใหค้ นพาคนทัง้ ๓ ไปรออยู่ ณ ที่แหง่ หนึง่ หา่ งจากทว่ี นิ จิ ฉยั และใหแ้ ยกกันอย่คู นละแหง่ แล้วเรยี กนายทฆี ปิฎฐมิ ากอ่ น เมอื่ มาถึงแลว้ กถ็ ามวา่ “เธอ ชีอ่ อะไร” “ชีอ่ ทีฆปฎิ ฐ”ิ ตอบทนั ที “ภรรยาของเธอช่ีออะไร” ถามต่อไป ทฆี ปฎี ฐไิ มร่ ้จู กั ชอ่ี นางท1ี มตาลา เพราะมีไดัไต่ถามกนั ก่อน ก็ตอบสง่ ไปตามแต่จะนกึ ไดใ้ นขณะ น้นั “บิดามารดาของเธอเล่าชอ่ี ไร” ซกั ต่อไปอีก ทฆี ปฎิ ฐิตอบไดต้ ามทเี่ ปน็ จริง kalyanamitra.org

๒๓ “บดิ ามารดาของภรรยาช่อี ไร” จำนนอกี แตค่ วามจำนนของทีฆปฏิ ฐิเปนี การจำนนตอ่ ความจริงเท่าน้นั หาจำนนตอ่ ความเดา แห่งตนไม่รู้อีบอกสง่ ไปดามท่ีนกึ ได้ มโหลถก็ไหบ้ ริวารคนหนง่ึ จดด้อยคำของทฆี ปิฎฐไิ วเั ป็นหลกั ฐาน แล้วให้พาทีฆปฎิ ฐิออกไป รออยู่ดามทเ่ี ดิม ใหเ้ รยี กโคฬกาฬเข้ามาถามท่านองเดียวกบั ท่ีถามทฆี ปฏิ ฐิ โคฬกาฬทราบอย่ตู ลอดความเป็นจริง ก็ตอบได้โดยไมม่ ีสะทกสะท้านและไม่มีอํา้ อืง้ มโหลถ กใ็ หค้ นจดไว้ เสร็จแล้วให้นำโคฬกาฬออกไปรออยู่ที่เดิม แลว้ เรยี กใหน้ างทีฆตาลาเขา้ มาถามวา่ “นางชี่อ อะไร” “ทีฆตาลา” นางตอบ “สามนี างชี่อไร” เชน่ เดยี วกับทฆี ปฏิ ฐิ คอื ไม่ไดถ้ ามกันไว้กอ่ น ก็บอกออกไปลักแตว่ า่ ใหเ้ ป็นช่อี คนคนหนงึ่ เท่าน้ัน “บดิ ามารดาของนางเลา่ ชี่อไร” นางทฆี ตาลากบ็ อกไปตามความจรงิ “บดิ าของสามนี างชีอ่ ไร” ตอนนอึ่ กึ ยกั แต่ชีอ่ ในความนึกคิดคงมีอยูก่ ใ็ ช'้ ชอ่ี นัน้ ออกไป มโหลถกมุ ารให้คนจดคำใหก้ ารของนางไวใ้ ชน่ เดียวกนั ครั้นแล้วให้คนทั้ง ๒ คอื โคฬกาฬกับ ทีฆปิฏฐเิ ข้ามาพรัอมกนั พลางสอบถามมหาชนท่ปี ระชมุ กันว่า “การวนิ ิจฉยั คดนี (ึ่ ปนี ยันถึงที่สุดลงแลว้ ณ บ'ิ ดน่ึ ข้าพเจ้าอยากจะสอบทา่ นท้ังหลายดูเพ่อื ใหเ้ ป็นที่ม่ันเหมาะวา่ ดอ้ ยคำของนางทีฆตาลาสมกับ- คำของใคร ของทีฆปิฏฐหิ รือของโคฬกาฬ” มหาชนตอบเปน็ เสยี งเดียวกันวา่ \"พอ่ บณั ฑิต ถ้อยคำของนางทีฆตาลาสมกันกับคำของโคฬกาฬ” “จะเป็นการทีเป็นไปได้หรือไม่ ทีผู้'เป็นตู่สามภี รรยากนั โดยไม่รู้จกั กันแมแ้ ต่เพียงชอ่ี ของกนั และกัน” ซักไซัตอ่ ไป “ไม่นา่ จะเปน็ ไปได้ วิสยั หญงิ ชายท่เี ปน็ คู,ผัวเมียกัน ตอ้ งรู้จกั กนั ถงึ วงศ์วานของแต่ละฝา่ ยทีเดียว อย่างน์อยบดิ ามารดาของแต่ละฝ่ายก็ตอ้ งรู้จกั กนั ” มหาชนแถลง “นางทีฆตาลาเป็นคนกลาง ใหก้ ารสมกับคำของโคฬกาฬ โคฬกาฬเกเ็ ป็นสามขี องนางนะซี” มโหสถไลเ่ สยี ง “เปน็ เชน่ นั้นพ่อบณั ฑติ ” มหาชนรับรอง “ทีฆปิฎฐิ ก็เป็นโจร” มโหสถกลา่ วพลางถามวา่ “แกเป็นโจรละซ”ี ทีฆปิฎฐหิ มดทางทีจ่ ะโต้แยง้ กับข้อเทจ็ จรงิ ทั้งปวงได้ กรณีตา่ ง กุ แวดลอ้ มเขาจนหมดประดู ท่ีจะเถียงได้ จึงยอมสารภาพวา่ “จรงิ แลว้ ขอรบั เจ้าประคุณ ข้าพเจา้ เปน็ โจร” kalyanamitra.org

๒๔ โคหกาฬไดภ้ รรยาของตนคนื มา ดว้ ยการวนิ ิจฉยั อันเท่ียงธรรมของมโหสถกมุ าร กม็ ีความซิน่ บาน กล่าวชมมไหสถ “พอ่ เจา้ ประคณุ เอ๋ย เทพยดาจุติจากพา่ กฟา้ ลงมาถือกำเนิดในมนษุ ย์เป็นแนแ่ ลว้ พ่อคุณ ของคนยาก หากมไิ ด้พอ่ แลว้ ท่ีไหนจะได้คนื ภรรยาผรู้ ์งกวา่ จะได้กแ็ สนเข็ญ เจา้ พ่อคุณเอย ขอใหพ้ ่อจำเริญ ยิ่ง จุ เปน็ ม่งิ ขวัญประชาชนซัวกาลนานเถิดหนา” แลว้ อำลามโหสถพาภรรยาไปยงั ลนิ่ ฐานของตน มโหลถบณั ฑิตสำทับทฆี ปิฎฐวิ ่า “เสียแรงเกิดเป็นชายมรี ่างกายสมประกอบ นา่ ที่จะหาคคู่ รอง ของตนได้โดยลำพงั ไมน่ า่ ท่ีจะมาประกอบกรรมคเู่ มยี ผู้อนเขาเช่นน้ัเลย จงละเลกิ เลยี เถิด เป็นความไมด่ ี ไม่งามกอ่ ความย่งุ ยากแกม่ นุษยส์ มาคม ไม่ควรจะทำตนใหเ้ ป็นผเู้ ช่นนั้น ตนเองเล่ากไ็ ม่ไดร้ บั ความสขุ ทง้ั ในบจั จุบนั และอนาคต แกจงเลกิ ทำอย่างนิ้เลีย อยา่ ทำอกี เลยเทียวนะ” ตักเตือนแลว้ ปล่อยตวั ไป พระเจ้าวิเทหราชทรงสดบั รายงานของอำมาตย.์ ด้วยอาการทที่ รงเพลดิ เพลินพระหฤทัย และมี พระปีตปิ ราโมทย์ในการวินจิ ฉยั ของมโหสถบัณฑติ อยา่ งยิง่ พอเจ้าพนกั งานอ่านจบลง กผ็ ินพระพักตร์ มาทางท่านเสนกราชวลั ลภาจารย์ ตรสั ด้วยพระสรุ เสียงอนั เคลา้ ดว้ ยพระปราโมทย์วา่ “เปน็ อยา่ งไรท่าน อาจารย์ คมคายไหมละ่ ไม่ใช่เลน่ ทีเดยี วนา เออพ่อมโหสกเอย ฉันอยากจะเห็นรปู ร่างหนัาตาของเธอ เหลอื เกิน จะหมดจดงดงามเพียงไร เออแน่ ท่านอาจารยจ์ ะว่าอย่างไร จะรับตัวเข้ามาไดห้ รอื ยัง” “ขอเดชะ พระบารมีเป็นที่ล้นพัน” ท่านเสนกกราบทลู “ขอได้ทรงโปรดยบั ยงั้ รอต่อไปก่อน เพราะเหตุยงั เล็กนอั ย ไมพ่ อแกก่ ารรบั ตัวมโหสกเขา้ มาดำรงตำแหนง่ !ราชบณั ฑติ ของกรุงมถิ ลิ าได้พระ- พุทธเจ้าขา้ ” “อะไรทา่ นอาจารย”์ ตรัสถาม “คมคายออกปานนั้นแลว้ ยังจะเห็นวา่ เหตเุ ลก็ นอั ยอีกหรอื นะ่ ” “ขอเดชะ หระบารมีปกเกลา้ ” ทา่ นเสนกเร่ิมแถลงอยา่ งองอาจ “เหน็ ด้วยเกลา้ ๆ ว่ายังเป็นเหตุ เล็กนอั ยอยู่พระพทุ ธเจ้าข้า ท่ขี ้าพระพุทธเจา้ กราบทลู ว่าเล็กนัอยนัน้ โดยเพง่ ความสำคัญแห่งบุคคลผนู้ ่า ตนเขา้ มาเฉลมิ ปรีชาของมโหสกในกรณนี ๋ํ ตลอดถงื เง่ือนงำแห่งคดี ก็ไม,สจู้ ะเรนั ลบั ประการใด” “ข้าแด่พระองค์ผูส้ มมุติเทพเจ้า ความคมคายของผ้ปู รีชานน้ั ควรจะวนิ ิจฉัยกันในกรณที ่ีพเิ ศษ กว่านั้ ขา้ พระพุทธเจ้)ขอประทานพระวโรกาสกราบบงั คมทูลตามท่ีเหน็ ดงั น้ื ทีฆปิฎฐิเปน็ บคุ คลท่ีฉลาด อยู่ แดค่ วามฉลาดของเขาขาดความรอบคอบ กล่าวคอื มักง่ายไปหนอ่ ย ทไี่ มไ่ ตถ่ ามแมัแตช่ ิ่อเสียงของ ผู้ทต่ี นคูว่ ่าเป็นภรรยา ความไมร่ อบคอบเท่านํ๋เองเป็นเงอ่ื นไขแห่งคดนี ๋ํ แมว้ 'าทฆี ปฏิ ฐเิ ปน็ คนรอบคอบ ถามซอิ่ เลยี งของนางให้ทราบไวัลักหน่อย การถามของเข'1ก็จะเป็นชนวนทำให้นางดอ้ งถามเขาบัาง ตลอด ถงึ เผา่ พงศว์ งศว์ านก็จะได้เป็นท่ปี ระจักษ์กันได้ เงือ่ นไขของคดนี ้ิจะไม่ปรากฎเลย” “ทง้ั นื้จะเหน็ ด้วยเกลา้ ฯ วา่ เปน็ เหตอุ ันเลก็ นัอย จักเป็นการอัศจรรย์อนั ใดพระพุทธเจา้ ข้า ท่ี คนขาดความรอบคอบ มาผจญกบั บุคคลผู้รอบคอบกว่า จะเป็นการน่าพิศวงตรงไหนพระพุทธเจา้ ขา้ ที่ คนผู้ตกอย่ใู นปลักตรม มาประกวดผวิ พรรณกบั ผทู้ ่ีสนานกายแล้วอย่างสะอาดละอาั น การวินิจฉัยคดนี ้ั ของมโหสถ แมจ้ ะคมคายปานใดก็ตกอยใู่ นฐานะทเ่ี ปรียบเปรยไดด้ งั กราบทลู มา ขา้ พระพทุ ธเจา้ จงึ เห็น ว่ายังเป็นเหตุเลก็ แย้ย” kalyanamitra.org

๒๕ “ยังมเี หตุอันควรจะกราบทูลอยู่อกี พระพุทธเจา้ ขา้ ขอพระองคผ์ ทู้ รงพระปรีชา ทรงพระกรณุ า โปรดวจิ ารณ์การกระทำแห่งมโหสถดรงั้ นัม้ ใิ หเ้ ปน็ การปดิ ช่องทอี่ าจจะเกดิ ไดจ้ ากผู้อนั ธพาลสนั ดานซ่ึว แต่สำคญั ตัวว่าเป็นบัณฑติ แสนฉลาดเลิศ อนั จะมากลา่ วเลน่ ได้วา่ “วเิ ศษอะไรหนักหนาเซียว มโหลถ เอาชนะไดก้ แ็ ตค่ นโง่ ๆ เซ่อ ๆ ซ่งึ รจู้ กั แต่จะคิดคดอย่างเดียว มไิ ด้ทราบวงการของการคดว่ามีอยูอ่ ยา่ งไร ควรจะตดั ความคดของตนตอนไหนใหเ้ ช้าวงเขา้ กงเท่าไร จึงจะประจบกันเปน็ วงกลม อนั จะหาเงอื่ นตน้ เงื่อนปลายไมพ่ บ หากเปน็ ผจู้ กั คดิ คดทั้งรจู้ ักวงของความคด และสามารถทำความคดของตนให้เข้าวงได้ ดว้ ยแล้ว ท่ีไหนจะสามารถหาเง่ือนงำได”้ การทีไ่ ม่อาจปิดช่องฉะน่ํได้ มสิ มควรแกผ่ ทู้ จ่ี ะปรากฎนาม กระเด่ืองวา่ ราชบณั ฑิตแหง่ ราชสำนกั แหง่ มิถลิ า โปรดทรงพระกรุณาพนิ จิ เถดิ พระพทุ ธเจ้าข้า”’ kalyanamitra.org

๕. หลกการทดลอง พระเจา้ วิเทหราชจำต้องสะกดพระทัยตอ่ ไป และมพี ระดำรสั ให้ทตู นำความไปบอกอำมาตย์ น้นั ใหค้ งประจำ ณ สำนักมโหสถสืบไป และคอยรายงานเหตุการณ์มาอกี พระเจ้าวิเทหราชทรงมพี ระทย้ ใฝ่ฝันลึงมโหสถบัณฑติ ตลอดมา ประหนึง่ วา่ ช่องว่างแหง่ พระ อาวชชนาการนั้น *1 บรรจแุ น่นไปด้วยมโหสถบณั ฑติ ไมเ่ วนั ระวางเลย ภายหลังจากได้ทรงสดบั รายงาน การวนิ จิ ฉยั คดีตเู่ มยี แลว้ ยง่ิ ทรงใฝฝ่ ันยิ่งร้นและมพี ระประสงคไ์ วต้ รงึ ตา แตค่ ำทกั ท้วงชองท่านเสนกราช- วลั ลภาจารยก์ ย็ ังคงมีอำนาจพอที่จะยับยัง้ พระทยั ของพระองคไ์ ด้ เพราะเหตุผลทที่ า่ นอาจารย์กราบทูล มีมูลนา่ ทีจ่ ะทรงพระวจิ ารณท์ กุ คราว แม้ท่านเสนกจะกราบทลู ดว้ ยความไม่ปรารถนาทจ่ี ะเห็นคณะตน ดํา่ ดอ้ ยศักด่ํ กย็ ดึ หลักเทอดพระบรมราชอิสรยิ ยศเปน็ สำศญั วนั หนึ่ง ภายหลังจากท่ไี ด้ทรงสดบั รายงานเรอ่ื งคดตี เู่ มยี พระเจ้าวิเทหราชประทบ้ เหนอื พระแทน่ ภายในทอ้ งพระโรง1พรัอมดว้ ยอำมาตยร์ าชบริพารเฝา็ ดามตำแหนง่ ทรงเผยพระพักดรมึ าทางทา่ นเสนก ชงิ่ ท่านเสนกยอ่ มทราบพระราชอธั ยาศัยว่า ทรงพระประสงค์จะตรัสเรือ่ งอะไร และเป็นจริงด้งนั้น “อย่างไร ทา่ นอาจารยเ์ สนก มโหสถเปน็ บุรษุ วิเศษ^นักหนา จะควรไปรับเช้ามา!หรอื ยงั ” \"ทรงรอก่อนเถดิ พระพุทธเจ้าขา้ ” ท่านเลนกคงทูลทัดทานตามเคย “มโหสถบัณฑติ เป็นผ'ู้ อยู่ ในแวน่ แควน้ ดนิ แดนของใต้ฝา่ ละอองธลุ ีพระบาทอยแู่ ลว้ ถงึ อยา่ งไร *1 ก็คงเป็นชา้ บาทมูลชองใต้ฝา่ ละออง ธลุ พี ระบาทอยนู่ ่ันเอง จะทรงยกยอ่ งเชดิ ชใู นฐานะอนั สงู แหง่ พระราชสำนัก โปรดทรงพระวจิ ารณใ์ ห้ เห็นว่าเป็นผสู้ มยศสมศักดํ่ ที่จะทรงพระราชทานจริง *1 สกั หน่อยเถดิ พระพุทธเจ้าช้า” “ก็จะทำอย่างไรละ่ ถึงจะไดเ้ ห็นเหตอุ ันตคู่ วรนัน้ ” รบั ส่งั ถาม “ฉันว่ากรณีต่าง รุ ทพี่ ่อมโหสล ปฏบิ ตั นิ ้ัน รุ เป็นเหตุใหญเ่ พียงพอในการท่จี ะยกยอ่ งเชดิ ชอู ยูแ่ ลว้ แต่ท่านอาจารย์ยังเหน็ วา่ เลก็ นอั ย ไม่ ใหญ่โต ไมต่ คู่ วรแกก่ าวเปน็ บัณฑิต บดั น้ัก็เงยี บไปไม่มีวิ'แววอันใดเข้ามา ทำไฉนและเมอไรเราจงึ จะเห็น เหตุอันควรนน้ั ” ทา่ นเสนกพงั พระกระแสแลว้ การจะกราบทูลทัดทานลอย รุ จกั เป็นเหตกุ ระทำใหท้ รงขุน่ พระท้ยได้ ตรงหาชอ่ งยับย้ังทแ่ี ยบดาย ช่งี กไ็ ม่ยากเย็นอะไร ไตร่ตรองครู,เดียวกเ็ หน็ ทางที่จะประวิงไปได้ อีกนาน พลางกราบทลู ว่า “ขอเดชะ พระบารมีเปน็ ที่ลันพนั ขา้ พระพทุ ธเจ้าเหน็ ด้วยเกล้าฯ วา่ ใต้ฝา่ ละอองธุลีพระบาท จักตอ้ งทดลองดูใหถ้ ่องแทก้ ่อนพระพทุ ธเจา้ ขา้ ” kalyanamitra.org

๒๗ “ทำไมจะต้องทดลองอกี เลา่ การกระทำต่าง ยุ ของพอ่ มโหสถก็ปรากฎเปน็ หลักฐาน เปน็ พยานแห่งปรีชาสามารถอย่แู ลว้ ” ทรงแย้ง “ขอเดชะใตฝ้ า่ ละอองธลุ พี ระบาท ยอ่ มทรงพระปรชี าเป็นอันถ่องแท้ การทดลองในกรณีนเํ่ ปน็ เครื่องให้ทรงพระวนิ จิ ฉัยไดแ้ นน่ อน ถึงขนาดปรีชาสามารถของมโหสถช'ิ งขน้ื ตามนิตทิ า่ นกล่าวว่า กำลงั มา้ ด้นทราบไดด้ ้วยความทดลองความเรว็ กำลังโคด่างทราบด้วยการบรรทกุ กำลงั แหง่ บันฑต์ ทราบดว้ ย กิจการ” - “เราจะทดลองอยา่ งไร จะเอาหลกั อะไรเปน็ ขอ้ กำหนดความรู้ความฉลาดของบคุ คล หลกั สำคัญ ก็อย่ทู ี่กิจการอนั กระทำไดแ้ ยบคายเพียงไร สำเรจ็ ผลตามประสงคโ์ ดยถูกตอ้ งหรอื ไม่ เร่อื งก็มอี ยเู่ ทา่ นั้น เอง” รับส่งั ด้วยพระสุรเสยี งกังวาน “ขอเดชะ ท่มี พี ระดำรสั นน่ั แหละพระเจา้ ข้า เป็นหลกั การใหญ”่ ทา่ นเสนกกราบทลู “หล'ก การในการทดลอา คาดำเนินตามพระบรมราขบรรหาร เห็นดว้ ยเกล้า1 อย่วู า่ อันบคุ คลทควรจะได้นามวา่ บณฑ์ต ตามทาาทควรแลว้ ความวค่ วามกลาดน้ันพามหล'กเกณฑอ์ ยา่ านอ้ ย (ท ลถาน คล รอบยู่' หลกแหลม และคมคาย” “หลักเกณฑน์ ้ัน ยุ พงี ดแู ยบคายอย่นู ะทา่ นอาจารย์” ทรงคล้อยตาม “แต่ฉนั เหน็ วา่ พ่อมโหสถ แมจ้ ะเป็นเด็กอายุเพียง ๗ ขวบ ก็ยง้ มปี รีชาสามารถวินจิ ฉยั คดีตา่ ง ยุ อยา่ งนั้ แลว้ กไ็ ม่นา่ จะต้องทดลอง อะไรอีก จะเปน็ ไรไปถ้าเราจะรับมา เพราะเห็นปรีชาเพียงเทา่ น้นั ซ่ึงเป็นแนวทางให้เราได้เห็นความยงิ ใหญ่ แหง่ ปรีชาในตวั ของเขาสืบไป ” “ข้าพระพุทธเจ้าไดก้ ราบบงั คมทลู มาแล้ววา่ หากจะทรงพระกรุณานำมาชบุ เลยํ่ งเพยี งด้วย เหตเุ ทา่ ท่ีปรากฎมาน้นั ยุ ก็ยอ่ มจะทรงกระท้าได้ แตค่ วามเหน็ เป็นสำคญั ในตนของเขาย่อมไมป่ รากฎงดงาม เพอ่ื เปน็ เครอ่ื งเฉลิมพระบารมไี ด้เพยี งพอ อกี ท้งั วัยก็ยงั เป็นเด็กอยู่ ความเปน็ เดก็ ของบุคคลทัว้ ยุ ไปมี ฉันใด มโหสถก็ยากที่จะพนภาวะแหง่ เด็กไปได้ดุจเดยี วกัน แม้นความเป็นเดก็ ของมโหสถปรากฎออกมา ดว้ ยการกระทำอย่างเดก็ ยุ เมอื่ ไดแล้ว เมื่อน้นั สว่ นแหง่ ครหาพึงเฉลียถงึ ผ้ทู เ่ี ป็นคนแนะนำใหท้ รงเรยี ก ตัวมาได้ด้วย ความไมไ่ วัวางใจในความเป็นเดก็ แหง่ ทา่ นผ้เู ป็นที่ปรกึ ษาในการปกครองเช่นข้าพระพทุ ธเจ้า ย่อมปรากฎเป็นนติ ิมาแตบ่ รรพกาล ดังจะนำมากราบบังคมทูล ณ บดั น”ั้ “จอมราชแหง่ พระนครพาราณสีในโบราณสมยั มีพระราชโอรสยังทรงพระเยาว์ พระองค์ เสด็จสวรรคต ราชสมบติ ีอย่แู กพ่ ระราชโอรสผทู้ รงพระเยาวน์ ัน้ ก่อนทหี มูอ่ ำมาตยจ์ ะถวายราชสมบตั ติ ้อง พจิ ารณาทดลองดว้ ยวธิ นี านา เช่นแต่งลิงดว้ ยเคร่ืองยศอำมาตยน์ ำมาสท่ เ่ี ฝ็า กราบทลู ว่า เป็นอำมาตย์ ช้นั ผใู้ หญท่ ี่สมเดจ็ พระราชบดิ าทรงชุบเลืย้ งมาดงั นื้เป็นด้น จนแนใ่ จกันว่าทรงพระปรชี าสามารถแน่นอน จงึ ได้พากันถวายเศวตฉตั ร” “ขอเดชะ ในเม่ือตนั ตปิ ระเพณมี มี าเช่นน๋ํ ข้าพระพทุ ธเจ้ากเ็ ห็นด้วยเกลา้ ฯ วา่ เป็นการอนั ควรอันชอบเป็นระบอบท่งี ดงาม แมน้ ประพฤตติ ามแลว้ จึงเปน็ ไปเพ่ือความสขุ ความเจรญิ ข้าพระพทุ ธเจ้า เห็นอย่อู ยา่ งนัจ้ งึ ได้กราบทลู ให้ทรงทดลองให้ถ่องแท\"้ kalyanamitra.org

๒๘ “ฉนั ควรจะขอบใจทา่ นอาจารย์ในการทนี ำบรุ พประเพณมี ากลา่ ว” รับสั่งอนโุ ลม “แด่กงั วล อยวู่ ่า วิสัยผ้ทู บ่ี ญั ญากว้างเราจะทดลองกันอย่างกวา้ ง ๆ ซึงย่อมแผไ่ ปถึงระยะกาลอนั เนนิ่ นาน ดจู ะไมร่ วม เปน็ ทางเดียวกันกบั ความปรารถนาของฉนั ” “ขอเดชะ พระบารมไี ม่พ้นเกลา้ ๆ ตามทที่ รงพระปริวติ กกังวลพระท้ยเกรงจะเปน็ การเนิ่นนาน นน้ั ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทลู ว่ามไิ ดเ้ ป็นดังนนั้ ” ทา่ นเสนกกราบทลู ยืนยัน “จรงิ อยูพ่ ระเจ้าขา้ ผู้มบี ญั ญา กวา้ ง การทดลองตอ้ งกวา้ งจงึ จะคูค่ วร แต่ตามหลักทม่ี ีพระดำรสั มากเ็ พยี งพออยู่แลว้ พระพทุ ธเจา้ ช้า” “เพยี ง ๓ หลกั ที่ท่านอาจารยค์ ดั ช้นื เป็นประเดน็ นั้นพอหรอื ” “พอแน่นอนพระเจา้ ขา้ ” ทา่ นเสนกยืนยนั หนกั แน่นอีก แลวั กราบทูลแถลงลืบไป “ความมี ปรีชาสามารถแหง่ บุคคลน้นั จะมากมายปานใด ก็อาจจะวินจิ ฉยั ไดด้ ้วยหลักทั้ง ๓ น้นั เสมอ ข้าพระพทุ ธเจ้า ขอประทานพระวโรกาสกราบทลู แถลงหลักเกณฑ์นน้ั ๆ ดังต่อไปนิ่” “อนั ท่านผมู้ ปี รีชาญาณนน้ั มคี วามรอบคอบถถี่ ้วนเปน็ มลู ฐานแห่งความรอบรู้ ความฉลาด ทกุ ๆ ทา่ นจึงเรียกไดว้ ่าทา่ นผู้รอบรหู้ มายลงึ ร้ลู ิงทปี่ รากฏโดยรอบคอบไนกรณตี ่างๆของลิ ,งน้นั ๆ แท้ ปราศจากความรู้อนั เป็นพน้ื ภูมเิ ชน่ นิ่เสียแลว้ ถงึ จะมีลิงท่เี รยี กกนั ว่าความรูม้ ากมายปานใด ก็มไิ ด้ซอื ว่า ผรู้ อบรู้ ยิ่งทะนงตนยง่ิ ชืน้ เพราะรูข้ องตนนนั้ กเ็ ป็นแตค่ วามสรู่ ู้ หาใช่ความรอบรู้ไม่ การทีต้องทดลอง มโหสถกุมารด้วยหลักนิก่ เ็ พอื้ วา่ แม้นมไิ ดม้ ีความรอบรู้อยา่ งแทจ้ ริงแลว้ กเ็ ป็นแตม่ ีความสู่รู้ บคุ คลผมู้ ี ความสู่ร้นู ัน้ นำเอาคำว่าบัณฑติ ไปเปน็ คุณบทเขา้ แล้ว กเ็ ป็นที1น่าเลียดายความหมายของคำนน้ั ยง่ิ นัก หาก­ ระกราบทูลดว้ ยข้ออปุ มากเ็ สมอื นนำอาภรณอ์ นั เพริศพรายมคี า่ มาสอดสวมในรา่ งกายแห่งวานร ถงึ อยา่ งไร ๆ กม็ ไิ ดท้ ำใหว้ านรนั้นประพฤติกิรยิ าทา่ ทางแปลกจากเผ่าเดมิ ของมันไปไดเ้ ลย” “มวลชนเปน็ อันมากมอี ัธยาศัยชอบโอค่ วามดีของตนเพื้อด้องการผลนานาประการดว้ ยความเขลา บาั ง ด้วยความรอบร้ไู ม่ท้นบัาง ดว้ ยเหนิ เป็นดไี ปเสียบ้าง ความรอบรเู้ ปน็ ข้อหนงื ทีคนพอใจอวด แมม้ ี พิเศษอนั ใดกพ็ อใจจะนำออกอวดแกผ่ ูอ้ ื่น ความอวดที่จะเข้าผสมกบั ความรูน้ น้ั ถงึ ความรจู้ ะบกพรอ่ ง ความอวด่อาจส่งเสรมิ ส่วนบกพร่องน้นั ให้ลนั ก็ได้ เพราะเหคนุ น้ั ความอวดรูก้ ับความส่รู ู้ จงึ มคี ตริ ว่ มกัน ทา่ นผเู้ ป็นบณั ฑติ ย่อมไมม่ ลี ันดานเช่นนนั้ หากผเู้ ชน่ นั้นจะมาดำรงฐานะบัณฑติ แห่งใตฝ้ า่ ละอองธุลีพระบาท ขา้ พระพุทธเจ้าก็จะเหนิ ดว้ ยเกล้าๆ วา่ หาไดเ้ ป็นผูเ้ ฉลิมพระบารมแี ห่งใต้ฝา่ ละอองธุลีพระบาทแม้แต่ น้อยหน่งิ ไม่ ย่ิงกวา่ น้ัน- ยังจะพลอยกระทำให้เส่อื มเสยี พระบรมราชอิสริยยศลงไปเปน็ หนกั หนา” “ในหลักการท่ี ๒ ขา้ พระพทุ ธเจ้าเหินดว้ ยเกลา้ *ใ อย่วู า่ มีบคุ คลบางจำพวก ปรากฏโดยท้ว ๆ เปน็ ผู้มีความรู้ในสรรพวทิ ยาการ อันเปน็ มลู ฐานแห่งกจิ การต่าง ๆ ไดเ้ ล่าเรียนมาแต่สำนกั อนั ปรากฎซีอเลียง เลอ่ื งลอื ควรแก่การที่จะบรหิ ารกรณียกิจที่เกิดชื้นน้ันๆ ใหส้ ำเรจ็ เด็ดขาดดว้ ยดี แต่เมอ่ื มีกิจการบังเกดิ ชืน้ อนั จำต้องจด้ ทำ บุคคลนนั้ กลบั ไมอาจกระทำ ไม่สามารถรดั ใหส้ ำเรจ็ ไป เพยี งเทานกิ่ ย็ งั ไมเ่ ปน็ ไรดอก พระพุทธเจ้าช้า ที่ราั ยกว่าน้ัน แทนทจ่ี ะยอมรบั วา่ ตนมสิ ามารถกลบั หาเหตุเลศดา่ ง ๆ ตนมลิ ามารถแลว้ มิหนำซํา้ ปดิ งํา้ ความไม่สามารถของตนเสียด้วย ใช่เลห่ ใ์ ช้กลฉอั ฉลกจิ การของผู้อืน่ ว่าเป็นกิจการของตน ไป บุคคลจำพวกนิ่เรยี กได้วา่ พวกร้มู าก” kalyanamitra.org

๒๙ “ขอเดชะ ความรูม้ ากนัน้ หมายถึงหลายประการ อยา่ งน้นั กร็ ู้ อย่างนกึ่ ร็ ู้ รู้หลายอยา่ ง แตท่ กุ *1 อย่างที่รู้น้นั *1 ไมส่ ำเร็จประโยชน์เลยแม'้ สักอย่าง ผ้มู ีดวามรปู้ ระเภทน่ึ แมนั มีความสำคัญผิด คดิ เห็น ความมากมายของความรูเ้ ป็นดันดีไป ความทะนงใจยอ่ มปรากฎ ถอื ความรู้ชูรอ่ นดหู มินผู้ท่ไี มร่ เู้ ท่าตนหรอื ไมร่ ู้สิงทดี่ นรู้ ว่าโงเ่ ขลา ประมูลตนเองวา่ สงู กวา่ ผอู้ ืน่ ดว้ ยอำนาจแหง่ ความรู้เทา่ นั้น ทงั้ พยายามท,ี จะข่มขู่ ผอู้ ่ืนดว้ ยการนนั้ อีกดว้ ย” “ขา้ แตพ่ ระองค์ผู้สมมติเทพเจา้ ดันความรขู้ องบุคคลนัน้ พงึ เปน็ หลักแห่งการดำเนนิ ซว็ ิต เพื่อ กระทำตนให็ดำรงอย่ใู นโลกสมประลาคน แต่ความรู้มากของบุคคลบางจำพวกนั้น แทนทจ่ี ะเป็นหลัก แหง่ การดำเนินซวี ศิ แทนท่ีจะมซี ีวดิ รุ่งเรอื งสกุ ใส ตรงกนั ข้าม ความรู้นัน้ กลบั ทำให้มันสมองของเขาตกดำ นำคนไปสู่ความเสอ่ึ มเลียถงึ เสยี คนเป็นท่สี ุด เหมีอนกับว่าความรูน้ ้ัน ถุ เปน็ ด้งวัตถุมนี าํ้ หนกั ที่นำลงบรรทุก เรือ กำดง้ เรอื ทนนํ้าหนกั ไมไ่ หวก็จมลงฉันใดฉันนัน้ ” ทา่ นเสนกกราบทูลซแี จงตอ่ ไปว่า “ที่จรงิ ความรู้ทม่ี ีในบุคคลควรจะเป็นเครอ่ื งพยุงตน ประคับ ประคองตน ทำตนใหม้ คี วามเบาอย่ใู นโลก เปน็ ผเู้ บาด้วยกำลงั ตน หมายความวา่ ไม่มกี ิจดันใดท่จี ะยาก ที่จะหนกั สำหรับผู้มีความรูท้ กุ สงิ ทกุ อยา่ งดันเป็นกรณียะของตนแลัว เป็นเร่อื งเบาทั้งน้นั และยังเปน็ ผู้ เบาแกผ่ อู้ ื่น นำความเบาอกเบาใจมาสู่ผอู้ ื่นได้ มวิ ่าตนจะอย่ใู นฐานะไหน เปน็ บตุ รก็เบาใจบดิ ามารดา เป็น สามภี รรยากเ็ บาใจกนั เป็นตน้ แตค่ นทเี รยี กวา่ รมู้ ากนน้ั ตรงกนั ขา้ ม ไม่ได้กอ่ ความเบาใหแ้ ก่ใคร ถุ ได้เลย แม้แต่ตวั เองกไ็ ม่สามารถจะใซัความรชู้ ิ่งมากนัน้ หยุดตนเองได้ มหิ นำซ้ําก่อความรำคาญแกผ่ อู้ ่ืน ๆ ชงิ่ รู้นอั ยกวา่ หรอื ชิ่งตนเหยียดวา่ รตู้ ํา่ กวา่ อีกโสดหนงึ่ ดว้ ย” “พฤตกิ ารณต์ า่ ง *1 ทขี่ า้ พระพุทธเจา้ กราบทลู มาทั้งน่ึ ยตุ ิดว้ ยข้อสันนิษฐานวา่ ถงื มคี วามรู้มาก ชิ่งเท่ากับมหี ลักแห่งกิจการตา่ ง \"I มาก แดห่ ลักตา่ ง ยุ เหล่านั้นไม่มคี วามแหลมเลยลกั หลกั เดยี ว จงึ ไม่ สามารถจะผนกึ ซวี ิตเข้าไว้กบั การงานหรือหนัาที่อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงไดจ้ ริง *1 เป็นแต่จบั โนน่ ท่ีงนนั เร่อื ย *1 ไป แด้วกเ็ กิดกระด้างข้ืนมาในตนเพราะความมากแห่งความรู้ ขาดผู้ส่งเสรมิ ก็เลยเหมิ เห่อ เหน็ ผู้ไมส่ ่งเสริม นน้ั *1 เปน็ ผโู้ ง่เขลาเบาปญญากวา่ ตนไปเลียเลย” “ขา้ พระพทุ ธเจาั ยอ่ มทราบเกลัาๆ เป็นอยา่ งดีในนิติธรรม แตโ่ บราณกาลทา่ นนกั ปราชญใ์ น ยคุ น้ัน ถุ ไดเ้ หน็ ตอ้ งกันตลอดมา และตราไวใ้ นคตดิ ันควรดำเนนิ ทกุ ยุคทุกสมัยวา่ “ล(ู ช้าจ*(ร(เนม่ลปห]ๆกลยา่ * ไมเ่ ลอกว่าหยาม ปานกลา* หว่ อ่ อุกฤมฎลเู อย(ช้าตอ*,เชา้ ใจปรหใ'ยขน็ ขอ*ศลปหทกุ อย่า*ใช้ช้วยแต'่ โม่'ท*ปาหกลมไป'เสยทุกอย่า* กาลหกศศปนนๆ จหนาใเาหใ(เขน}์ าใหมอ่ ยู่’' คติดนั นา่ สดับบทนึ่ สอ่ งซดั ว่าความรนู้ ้ัน *1 ควรเรยี นไม่เลอื กประเภท และต้องทราบประโยชน์ คอึ วธิ ึประกอบและผลเมอประกอบแลัวไวท้ ุก ถุ อย่าง แต่กระนัน้ ก็วางบทปรามไวมั ใี หป้ ระกอบไปเลีย ทุกอย่าง ตอ้ งประกอบใหช้ อบกาลเทศะนแ่ึ หละพระพทุ ธเจาั ขา้ ใต้ฝ่าละอองธุลพี ระบาทคงจะทรงเขา้ พระท้ยไดด้ วี ่า การเลา่ เรียนศลิ ปะไวเ้ ปน็ ความรูม้ าก *1 นน้ั ถงึ จะยากปานใดก็ยงั ไมย่ ากเทา่ กบั ทจี่ ะมีความรู้ kalyanamitra.org

ธา วา่ ศลิ ปะอยา่ งนม่ึ ปี ระโยชนอ์ ย่างนั้น ความเยากกวา่ แต่ก็ยงั ไม่ยากถงึ ความรปู้ ระกอบใหช้ อบกับกาล ความ'- รจู้ ักประกอบให้ชอบกับกาลนแึ่ หละพระพุทธเจา้ ขา้ เปน็ ความหลกั แหลมและเป็นเครอ่ื งหมายแหง่ !ปรีชาญาณ อันมแี กท่ า่ นผู้ควรยกย่อง ทเปน็ บณั ฑติ เท่านนั้ ไม่มีแกผ่ ูอ้ น่ื เลย อนั มโหสถกมุ ารมวี ัยเยาว์ อาจจะมีความรูม้ ากไดด้ ว้ ยการเลา่ เรียน ด้วยได้พบได้เห็น ไดย้ นิ ได้ ฬง และไดส้ งั เกตกำหนดไวั ความร้ขู องมโหสถนั้นมปี ระโยชน์เพึยงไร ก็ปรากฏอยบู่ ัางในกิจทกี่ ระทำ ประกาศว่ามคี วามเข้าใจในการใชัอยู่ แต่ความรู้กาละท่ีจะใซศั ลิ ปะนนั้ ข้าพระพทุ ธเจา้ เห็นดว้ ยเกล้าฯ วา่ ยังไม่มอี ันใดเป็นหลักฐานมนั่ คง แมน้ จะทรงรบั เขา้ มากก็ ริง่ เกรงว่าจกั เป็นความบกพรอ่ ง เป็นช่องแห่ง ความเล่ือมพระบรมราชอสิ ริยยศไดพ้ ระพทุ ธเจ้าขา้ ” . “ในหลกั การที่ ๓ เหน็ ด้วยเกล้าฯ วา่ มคี วามสำคัญพอ *1 กนั กบั ๒ ประการข้างตน้ บุคคล บางคนมีความรู้หลักแหลมแตไ่ ม่มีเชาวนไ์ วไหวพรบิ มีอยู่ บุคคลจำพวกน่ึถงึ จะฉลาดกย็ งั ไมส่ มบรู ณ์ และ ไมอ่ าจใชคั วามรู้ความฉลาดประกอบกิจได้ทกุ ด้าน กจิ การบางประการดอ้ งการความรวดเรวี ฉบั ไว ขนื ชกั ข้าเปน็ เลียประโยชนม์ อี ยู่ ยงิ ในฐานะแหง่ ราชบัณฑิตด้วยแลว้ ยิง่ จำปรารถนาปรีชาที่วอ่ งไวเป็นพิเศษ ทีเดียว เพราะตำแหนง่ ราชบณั ฑิตแห่งมถิ ลี านครนนั้ แมไ้ ร้ปฏิภาณแล้วกจ็ ะเป็นท่เี ยย้ หยนั ไดใ้ นแควนั ตา่ ง *]” “อนึง่ เล่าพระพุทธเจ้าขา้ มีบุคคลบางจำพวกทอ่ งเทย่ี วอยู่ในโลกดว้ ยชืดถีอความโงแ่ ห่งคนท้ัง หลายเปน็ แดนทำมาหากิน ดว้ ยใข้เลห่ ้ใชกั ล ด้วยฉอั ฉลชาวแควันด้วยอุบายวธิ ึมปี ระการต่าง *1 บคุ คลเหลา่ น้นั ย่อมเต็มไปด้วยไหวพรบิ เตม็ ไปดว้ ยปรชี าอนั กลอกกลิง พยายามทุกวิถที างเพอิ แสวงผลกำไร บคุ คล เหล่าน่แึ ม้นไดป้ รากฏข้ืนในแวน่ แควนั แดนดิน ยอ่ มเปน็ ไปเพ่อื ความเดอื ดรอ้ นแกพ่ สกนกิ รมิใชน่ อ้ ย ลา้ ทรงไรอ้ ำมาตยร์ าชบัณฑิตผู้รูท้ นั เลห่ เ์ หล่ยี มกโลบายของบุคคลเหล่านนั้ แล้ว นาถะแห่งประชากไ็ ม่มี ประชาชน ต้องเป็นเหยื่ออันเอรดี อร่อยของฝูงชนจำพวกนั้น” “ยังมีเหตทุ ่ีย่ิงกว่านั้นอกี พระเจา้ ขา้ บคุ คลบางคนเหน็ ตนว่าเป็นผู้ฉลาด ลามารถรูเ้ ทา่ และรทู้ นั ในเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ หมายถงึ วา่ จะมเี หตุการณ์ยอกยอ้ นซอ่ นเง่อื นอย่างใด กม็ ไิ ดล้ ่วงเลยไปจากปรีชาสามารถ ของเขาไดป้ รชี าสามารถของเขาน้ันยอ่ มเท่าเทยี มในทุก’! คราว เหมือนหนึ่งเหตุการณน์ น้ั ’] เดินอย่ใู น วงแหง่ ปรีชาของเขาฉะนน้ั เทยี ว หรอี จะมเี หตุการณ์ทลี่ ึกลบั ซับซอั นกส็ ามารถคล่ีคลายกระทำให้ปรากฏ ได้ แตค่ วามรคู้ วามฉลาดและความสามารถทัง้ น่ึ มไิ ด้เป็นของตนโดยแทจ้ รงิ แมแ้ ตน่ อ้ ย กำหนดจดจำเอา วิธีของทา่ นผู้ฉลาดมาใชั ในเมื่อยังไมม่ เี หตุการณ์อนั ใดนอกเหนอึ ไปจากข้อทกี่ ำหนดจดจำนั้น *1 กเ็ ป็น อนั ยงั จะสามารถปราดเปร่ือง หากประสบเหตุการณท์ ีน่ อกตำราเขา้ ก็ด้องจำนนมิสามารถจะแกไ้ ข หรือ มิฉะน้ันในคราวอับคราวจนก็ดอ้ งเลยี รู้ไป ความว่องไวแหง่ ชวนะสูญหายไปหมดไมด่ ้องแกไ้ ขเอาคัวรอด ท้งั นึเ่ พราะความมีเชาวน์ไวมไิ ดเ้ ปน็ สนั ดานของตนเอง หากแตเ่ กิดขื้นดว้ ยการเรยี นวธิ กี ารของคนฉลาด แลวั นำมาใซเั ม่ือหมดตำรากส็ นเลียง” “เทา่ ที่ไดร้ บ้ กราบทลู มาครัง้ น่ึ ได้ฝ่าละอองธุลีพระบาท่ีกค็ งทรงทราบในพระหฤทยั เปน็ อนั ดี kalyanamitra.org

0า๑ อยแู่ ล้ว แม้ไดท้ วงสอบสวนดว้ นถีด่ ามหลกั การท่ีทรงบริหารมา ก็ย่อมจะเปน็ การเพียงพอแกก่ ารทจี่ ะรบั ตวั มาชบุ เลื้ยงในราชสำนกั ในตำแหนง่ ราชบัณฑติ และด้ามโหสถเปน็ ผฉู้ ลาดจรงิ *] เปน็ บณั ฑติ แท'้ *] ก็ สามารถอาจ?องทีจ่ ะผ่านการสอบสวนไดเ้ ปน็ อยา่ งดี เหมือนทองชมพูนทุ ถงึ จะผ่านการทดลองด้วยวธิ ใื ด *] กค็ งเป็นธาตบุ ริสุทธ่ตํ ลอดกาลทเี ดียวพระพุทธเจ้าข้า” “น่าพ้งมากท่านอาจารย์” รบั สง่ั ด้วยทรงตระหนักในเหตุผล “เป็นอันตกลงในการทีจ่ ะด้อง สบื สวนทดลองดกู ันให้แน่นอนกอ่ นที่จะรบั ตัวมา” “ขอเดชะ พระบารมีเป็นทีล่ ันพ้น ใด้ฝ่าละอองธลุ ีพระบาทมีพระราชบรรหารควรแกเ่ หตแุ ลัว พระพทุ ธเจ้าขา้ ” ทา่ นเสนกกราบทลู ด้วยอาการประจบ “แตข่ ้าพระพทุ ธเจ้าจะกราบทูลใต้ฝ่าละอองธุลี พระบาทใหท้ รงทราบเกล้าฯ ไวโ้ ดย่ตลอด ณ บัดนื้ทีเดียว” “กงั มีอะไรอีกเลา่ ทา่ นอาจารย์” รบั สงั่ ถาม “การทดลองนัน่ แหละ พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าเหน็ ด้วยเกลา้ ฯ วา่ ไม่พีงทรงโดยเฉพาะ เจาะจง ควรจะทรงใหเ้ ปน็ หนัาทแี่ ห่งประชาชนทั้งบ้านทเี ดยี ว” “ทา่ นอาจารยเ์ ห็นประโยชน์ในการนน้ั อย่างไร” รับส่ังถาม “ฉันคิดว่าเมือ่ เราตอ้ งการผูใ้ ด เรา ก็ควรทดลองผู้นั้นเพยี งคนเดยี ว” “ขอเดชะ การที่จะทรงทดลองโดยเจาะจงตวั แตเ่ ฉพาะมโหสถผเู้ ดียวตามทที่ รงพระดำริน้ัน เปน็ การควรอยู่ แตข่ า้ พระพทุ ธเจา้ เสยี ดายอย่ทู ี่วา่ หากจะมีผู้ปรชี าอน่ื นอกไปจากน้ันบา้ ง กเ็ ปน็ อันหมด หนทางทีจ่ ะสำแดงให้ปรากฏพระพุทธเจ้าชา้ ” “นน่ั เป็นอย่างไรเล่าทา่ นอาจารย์ ลองแถลงให้กระจ่างหนอ่ ย” “ขอเดชะ ใด้ฝ่าล^อองธุลพี ระบาทยอ่ มทรงตระหนกั ในพระหฤทัยเป็นอนั ดึแล้ววา่ ฝูงชนท่ี ลอึ กำเนดิ มาในพภิ พนั้น ยอ่ มสำเร็จด้วยอำนาจแหง่ บญุ กศุ ลทไ่ี ดส้ ร้างสมมา ทปี่ ระกอบดว้ ยสดบี ้ญญา อนั ยอดเยย่ี มอาจจะอบุ ตั แิ มใ้ นถีน่ แดนทผ่ี ู้มปี รีชาญาณอ่ืนอบุ ัตแิ ล้วก็ได้ หากแตย่ ังไม่มโี อกาสท่ีจะสำแดง ปรีชาของตนให้ปรากฏออกมา เปรยี บเหมอื นขบั ขส่ี ินธพ เมือ่ มผี ้ขู ับข่คี นหน่ึงแล้ว ผู้อ่ืนแมจ้ ะขับข่เี ปน็ ก็ดอ้ งระงับเสยี จะไปขับขซี่ ์อนมิใชว่ ิสัยผู้มีบ้ญญาจะพืงกระทำ” “อนึง่ เล่าพระพทุ ธเจา้ ข้า วิสัยท่านผ้มู ปี รีชากว้างสมบูรณด์ ว้ ยลักษณะแห่งบัณฑติ ทุกประการ ยอ่ มเป็นผูต้ ระหนกั ในกาลสมยั ดง้ ได้กราบทลู มาแล้ว แมมั ใิ ช่โอกาสแลว้ ก็คงเจียมตนเสยี ไมส่ ำแดงปรีชา ใหป้ รากฏด้วยมาดำริอยวู่ ่า มใิ ช่โอกาสแหง่ ตนทจี่ ะแสดงปรชี าเปน็ โอกาสแหง่ ผหู้ นงึ่ อย่แู ล้ว กใ็ หโ้ อกาส แกเ่ ขา ให้เขาแสดงไปตามเร่ืองของเขา เปรยี บเหมือนการแสดงนาฏะ ฉะนัน้ บุคคลประเภทน่อึ าจจะมี ย้ยกู่ ็ได้พระพทุ ธเจ้าขา้ ” “เมื่อการปรากฏอยูเ่ ช่นนึ่ แม้นใตฝ้ ่าละอองธลุ ีพระบาททรงทดลองโดยเจาะจงเฉพาะมโหสถ ผูเ้ ดยี ว มใิ หเ้ ปน็ ข้อรับชอบโดยตลอดแกช่ าวบา้ นนั้นแล้ว พวกนน้ั ก็ไมไ่ ดโ้ อกาสในอนั ทีจ่ ะเปดิ เผยปรีชา ของตนให้ปรากฏได้ การที่จะสอดเขา้ มาเองในเม่อื ได้ทราบข่าวการทดลองนน้ั ผูม้ ีปญ้ ญาไมก่ ระทำกนั kalyanamitra.org

๓๒ ด้วยมารำพงึ เลยี ว่า พวงมาลานึ่มไิ ดม้ ปี ระสงคจ์ ะคล้องให้แกค่ นทั่วไป ผเู้ ปน็ เจา้ ของไดจ้ องผู้'ทจ่ี ะคล้อง ไว้แล้ว ดังน่ึ ผมู้ บี ้ญญาเชน่ นั้นไฉนจะกม้ ศรี ษะแห่ง แมจ้ ะเปน็ ศีรษะที่เต็มไปดว้ ยรัตนะคอี บ้ญญา ออก ให้คลอ้ ง เปน็ การนอกเหนอื ทจ่ี ะเป็นไปได้ เม่ือเปน็ เช่นน่ใึ นภายหลงั กจ็ ะเอ่ยได้ว่า “โอกาสของเราไมม่ ี บญุ ของเราไมถ่ งึ วาสนาไมค่ ูเ่ คียงท่จี ะไดร้ ับพระราชทานพวงมาลาของใดฝ้ ่าละอองธุลพี ระบาท จึงไม่ ทรงโปรดพระราชทานโอกาสแก่เราบ้าง” แม้นใต้ฝา่ ละอองธุลพี ระบาททรงทดลองโดยให้เป็นความรบั - ผดิ ชอบรว่ มก้นเลยี แล้ว ก็เปน็ อนั ปดิ ช่องทจี่ ะจ้วงจาบเช่นน้นั ได”้ “และกา้ จะไมม่ ผี ูอ้ ึ่นสามารถจริง *1 คนทั้งหมดก็จะพากน้ ไปหามโหสถอยูเ่ อง ที่ไหนจกั พน้ ไปได้ ด้วยเหตนุ ่ํ ใตฝ้ า่ ละอองธลุ ีพระบาทกจ็ ักทรงทราบได้โดยพระปรีชาว่า มโหสถเปน็ ยอดคนในหมู่ น้นั และคนหมู่นั้นดา่ งก็ยอมยกย่องให้ความเจรญิ แก่มโหสถอย่างแท้จรงิ ทกุ คน มโหสถเท่าน้ันเป็นทพี่ ่ึง พำนักในทางสดีบญ้ ญาของหมู่ชนน้นั เป็นอนั ได้ทรงประจักษ์เหมือนไดเ้ สต็จไปเหน็ ความร่วมใจกน้ เปน็ อนั หนง่ึ อันเดียวด้วยพระองค์เอง” “ดว้ ยเหตผุ ลด้งไดก้ ราบทูลนแึ่ หละพระพุทธเจา้ ขา้ จงึ เหน็ ดว้ ยเกลา้ ฯ วา่ ใด้ฝ่าละอองธลุ ีพระบาท ควรจะทรงทำการสอบแก่ทุกคนในบา้ นนน้ั ให้เปน็ ภาระของทุกคนทจี่ ะต้องได้รับการทรงทดลองจากใต้ ฝา่ ละอองธุลพี ระบาท มิเวน้ ว่าผ้ใู ด” “กด็ เี หมอื นกน้ เปน็ อันตกลง แลว้ เราคอ่ ยเรมิ่ คดี บญ้ หาทดลองตอ่ ไป” “ขอเดชะ เร่ืองบญ้ หาที่จะทดลองน้ัน โปรดทรงวางพระหฤทยั เถิดพระพุทธเจา้ ข้า” ทา่ นเสนก ''ราบทูลเพอื่ ใหส้ มพระทย้ ของพระเจา้ วิเทหราช kalyanamitra.org

๖. ทดลองปรีชา ภายหลงั จากวันท่ีทา่ นเสนกราชวลั ลภาจารยไ์ ด้กราบทูลแถลงหลักการลอบมา ไม่ช้าชาวยวมช้ ฌา คามตะวันออกก็ไดร้ ับความตื่นตระหนกในพระกระแสพระบรมราชโองการอนั มาถึงยวม้ชฌคามเขตน้ัน โดยราชบรุ ุษผมู้ ีสงา่ นำมาปา่ วประกาศพร้อมกบั ทอ่ นไม้ตะเคียนกลมยาวประมาณ ๑ คีบ อนั เปน็ วตั ถุ แหง่ ปญ่ หา พระบวมราชโองการมีวา่ ด้งนํ่ “ชาวยวม้ชฌคามตะวันออกทุกคน จงพิเคราะหท์ อ่ นไม้ดะเคียนนืใ้ ห้ทราบวา่ ทางไหนเป็นโคน ทางไหนเปน็ ปลาย ท้งั นื้ให้ปฎิม้ดีโดยเร็วพลนั ทันที แมน้ พิเคราะหไ์ มไ่ ด้ ชาวยว'ม้ชฌคามตะวันออก จะ ดอ้ งถูกปรบั เป็นพนิ ยั หลวง ๑,00๐ กษาปณ”์ พระบรมราชโองการคร้ังนํ่ กระทำให้ชาวยวมช้ ฌคามตะวนั ออกทุกคนตะลึงพรงึ เพรดิ เพราะ ไม่ทราบด้นสายปลายเหตุ ว่ามีพระราชประสงค์เปน็ ประการใด ต่างคนตา่ งพูดจาหารึอกนั เป็นหมู่ บางหมู่ กเ็ อ่ยร้นวา่ “ทำไมเราจึงตอ้ งตอบบ้ญหาน้ั เหตุผลเป็นอยา่ งไร” แด้วมีเลียงขัดรน้ ว่า “ป่ญหาวา่ ทำไมเราจึงต้องตอบป่ญหานื้ เป็นป่ญหาท่หี าคำตอบไม่ได้ อย่า ไปต้ังรน้ มาอกี เลย เพึยงแต่ปญ่ หาเดยี วกส็ ํ่นมญ้ ญาจะตอบอยู่ จะไปต้งั ปญ่ หาทไี่ มอ่ าจตอบรน้ มาอีก จะ ยิ่งทำใหบ้ ้ญญาเปลอึ งไปโดยไม่เขา้ เรื่อง ป่วยการเปลา่ รุ เก็บบญ้ ญาไวคั ิดอา่ นบญ้ หาเฉพาะหนำนํก๋ ันเถิด” บางกล่มุ กห็ ยบิ ทอ่ นไมต้ ะเคยี นกลมทอ่ นนนั้ ไปพจิ ารณากัน ต่างคนตา่ งบ่นตา่ ง รุ ตามอธั ยาศัย เช่นว่า “จะใหพ้ เิ คราะหไ์ ปทำอะไร พเิ คราะห์แลัวจะเปน็ คุณอะไร” เป็นดน้ “แลัวพิเคราะหไ์ ด้ไหมล่ะ” เลยี งโตร้ ้นมาไนกลุ่ม “ใครจะไปวไู้ ด้อย่างไร มนั กลมเท่ากนั ทัง้ นน้ั ” “เพราะอยา่ งนนํ่ ะ่ ซ็ จึงไดบ้ น่ ไปตามประสา” เลียงสารภาพ “เมอื พวกเราไมม่ ใี ครว'ู้ กนั แลวั พวกเราพอจะวไู้ ด้ไหมเลา่ ว่าใครจะเป็นผวู้ ู'้ ” เลยี งสอดรน้ “เออ! บ้ญหาอย่างนพ้ั อจะหาคำตอบกนั ได้หนอ่ ย ก็เหน็ จะไมม่ ใี คร นอกจากพ่อมโหสถของ เรา” \"หรอึ อังจะมใี ครเหน็ ว่าผอู้ นื่ จะวู้ใด้ อาจพเิ คราะหไ์ ด้ กใ็ หัเอย่ รน้ เถดิ ” ณ ทน่ี นั้ ไม่มีเลียงอ่นื นอกจาก “พ่อมโหสถ” เซ็งแชไ่ ปตลอดหมด และแลวั มา้ นของทา่ นสิรวิ ฒั นะก็ไดเ้ กดิ มหาสนั นบิ าตรน้ โดยชาวมา้ นไปประชุมกัน เพือ่ ขอให้ พ่อมโหสถของเขาทำการพเิ คราะหท์ ่อนไมต้ ะเคียนกลมตามพระบรมราชโองการ kalyanamitra.org

ขณะที่มหาชนพากนั ไปนน้ั มโหสถยงั อยู่ ณ สนามเล่นกับเพ่อื นเดก็ *1 ระหวา่ งทรี่ อคอยก็คง พดู จาสนทนากนั ไป โดยท่านสิริวัฒนะผเู้ ปน็ หลกั แหลง่ บ้านเป็นประธาน “ดเู ถิดทา่ นผูเ้ จรญิ พระบรมราชโองการของเจา้ นายแหง่ ชาวเรา พระองคม์ ไิ ด้ทรงประกาศ พระราชประสงค์ให'้ รเู้ ลย จู่ ๆ ก็ทรงสง่ บ้ญหาเป็นการดว่ น หรอื จะมีพระราชประสงคท์ ดลองพ่อมโหสถ ของเราก็ไม่ทราบ” เสียงชาวบ้านพดู กับทา่ นสิริวัฒนะ “กม็ ีเหตผุ ลที่น่าพงึ และน่าจะเปน็ ดังน้ัน” ท่านสริ วิ ฒั นะอนุวตั ตาม แด่ไม่วายจะมีผูค้ า้ น “ถา้ เช่นนั้น กน็ ่าจะพระราชทานตรงมาเฉพาะพอ่ มโหสถเทา่ นัน้ ก็สน้ิ เร่อื ง ไมน่ า่ จะดอ้ งให้พวกเราไซบั ญ้ ญวซ่ ง่ึ นอ้ ยอยูแ่ ลัว ต้องน้อยหนกั ลงไปอีกเลย” “บ้ญญาท่นี ้อย ถ้าใซบั า้ งก็เป็นการเพ่มิ พนู รน้ มใิ ช่เป็นทางดัดรอน การไดค้ ิดได้อา่ นเปน็ การ ลบั สตบิ ญ้ ญาได้ทางหนึ่ง ความเติบโตของบญ้ ญาอย่ทู ี่ใซบั ญ้ ญาดามทางท่ีควร คงจะทรงพระกรณุ า เพือ ใหพ้ วกเราได้ใซับ้ญญากนั บ้าง เพื่อเป็นทางเพม่ิ พนู ก็ได้ จึงได้ทรงบงั คับมาถึงพวกเราด้วย” ท่านสริ ิวัฒนะ ตอบ “จะมาหาบญ้ ญาอะไรกับพวกเรา ซ่งึ มคี วามรู้แดก่ ารไถการหว่าน การทำแด่การงานของตน ไปตามประสา” เสยี งชาวบา้ นคงบ่น “ก็เป็นทางทีด่ ีอยู่ จะได้รู้คดิ รู้อ่านรน้ บ้างอย่างไรล่ะ ทไี่ ด้พินิจพิเคราะห์สงิ ใด *1 บา้ ง จะร้หู รอื ไม่รู้ไมเ่ ปน็ ประมาณ ขอใหไ้ ด้หด้ พินิจพเิ คราะหก์ นั บา้ งกเ็ ป็นทางทจ่ี ะกระดน้ ความคิดความอา่ นไดอ้ ยู่ เพยี ง เท่านกื้ ็ดีมใิ ช่น้อย” ทา่ นสิรวิ ัฒนะโด้ “แดจ่ ะอยา่ งไรกต็ าม ทพ่ี วกเราทกุ คนกไ็ ดแ้ ต่พเิ คราะห์เท่านั้น แมั ข้าพเจา้ เอง'กอ็ ยใู่ นฐานะเดียวกนั ไมอ่ าจจะให้การพิเคราะห์ปรากฎผลตามพระราชประสงคไ์ ด้” “ขา้ แตท่ า่ นเศรษฐี บางทพี ่อมโหสถบณั ฑติ จะพงึ รู้ได้” เสียงหลายคนเอ่ย “ทา่ นโปรดให้คน ไปตามมาดูเถิด” ทา่ นสิรวิ ัฒนะมไิ ด้ซักช้า รบี ใหค้ นไปตามมโหสถบณั ฑิตมาจากสนามเลน่ รออย่ปู ระมาณครหู่ น่ึง มโหลถกมุ ารพร้อมดว้ ยเพื่อนเดก็ ก็พากันมา มโหสถกมุ ารรบี เขา้ ไปหาทา่ นบดิ าพลางถาม “คณุ พอ่ ใหค้ น ไปดามผมมาเร่อื งอะไรครบั ” “ดูน่ซึ ลิ ูก” ทา่ นเศรษฐีกลา่ วพลางยนื่ ทอ่ นไม้ตะเคยี นให้คู “พระราชาทรงมพี ระบรมราชโองการ กำกบั มา ให้พวกเราพเิ คราะหท์ อ่ นใมน้ ่ึว่า ทางไหนเป็นโคนทางไหนเป็นปลาย แมน้ ไม่รู้จะทรงปรับ •,๐๐๐ กษาปณ์ พวกเราจนบญ้ ญาไปตาม กุ กัน ไมส่ ามารถจะซไี ดว้ า่ ทางไหนเปน็ ปลายทางไหนเป็นโคน ลูกพอ รู้ไดไ้ หมละ่ ” มโหสถกมุ ารพงึ คำร้แจงของท่านบดิ า คิดในใจว่า “พระราชาจะทรงประสงค์ปลายหรือโคน ของท่อนไมน้ ั้ใปทำอะไร ไมเ่ ห็นมปี ระโยชน์อะไร จะมีพระประสงค์ทจ่ี ะทรงทราบเพื่อพระราชกิจอนั ใดอนั หน่ึง กไ็ มเ่ ห็นจะน่ามีได้ พระราชกจิ อนั ใดที่จะดอ้ งทรงบริหารดว้ ยการรู้โคนรู้ปลายของทอ่ นไมท้ ่ี ไหน คงมพี ระราชประสงค์จะทรงทดลองเราเท่านั้นแหละจึงไตส้ ่งมา” คิดแลัวรับท่อนไมต้ ะเคยี นมาเพื่อ kalyanamitra.org

๓๕ พเิ คราะห์, เพียงจบั ดูเท่านัน้ /เรไ้ ดว้ า่ ทางน้เี ป็นทางปลาย ทางนเ้ี ป็นทางโคน แต่ท้งั *1 ทรี่ กั เ็ ก็บไว้ในใจก่อน ไม่บอกทันที เพอึ่ จะให้มหาชนไดป้ ระจักษด์ ว้ ยนยั น์ตา จึงบอกทา่ นบดิ าว่า “โปรดใหค้ นเอาถาดใสนา มาสักใบหนงี้ เถิดขอรบั ” คร้นั ได้ถาดน้ีามาวางไว้เรียบร้อยแลว้ ก็เอาเชอื กผกู ก่งึ กลางท่อนไม้ ถอื ปลายเชือกข้างหน่งึ ไว้ ยกท่อนไมน้ ้ันวางลงบนนา้ี ในถาด แทนที่ทอ่ นไมน้ ั้นจะจมลงไปเทา่ กัน ทางหนึ่งกลบั จมลงไปมากกวา่ ซกี ทางหน่ึง เม่อื ปรากฎเช่นนมี้ โหสถกมุ ารก็บอกใหม้ หาชนดู “เชญิ ทา่ นทง้ั หลายดซู !็ ทอ่ นไม้นหี้ าได้จมลง ไปในน้ีาเท่ากนั ไม่ เหน็ หรอื ยงั เลา่ ทา่ นทั้งหลาย!” “อ้อ เห็นแล้ว” มหาชนพากันตอบ และยอ้ นถาม “นั่นเกย่ี วกบั โคนและปลายของท่อนไม้นนั้ อยา่ งไรเล่าพ่อคณุ ” “เก่ยี วซี ท่านทง้ั หลาย” มโหสถตอบ แลว้ ซักถามว่า “ท่านทัง้ หลายตอบข้าพเจา้ ตามทีข่ า้ พเจา้ จะถาม เพราะเร่ืองน้เี ปน็ เรอื่ งธรรมดานีเ้ อง เชิญทา่ นตอบข้าพเจา้ ข้อแรกขอถามทา่ นทั้งหลายว่า อ้นต้นไม้ ทง้ั ปวงนัน้ โคนเกดิ ก่อนหรือปลายเกิดก่อน” “โคนเกิดก่อนซีพอ่ ” “เม่อื โคนเกดิ ก่อนกเ็ จรญิ ก่อน เนอ้ี ไม้ก็แขง็ กวา่ นะ่ ซ”ี ซกั ตอ่ ไป “เป็นเชน่ นัน้ ซี พ่อบณั ฑติ ” เสียงมหาชนรบั รอง “เน้ีอไมท้ ่แี ข็งกวา่ กห็ มายความได้ว่าเนีอ้ ไม้ตอนทเี่ ปน็ โคนนัน้ แนน่ กวา่ ตอนปลายใชห่ รอื ไม่” “จรงิ ซ”ี รบั รองเปน็ เสยี งเดียวกนั “เมอื่ เปน็ เช่นนัน้ ท่านทั้งหลายสำดญ้ อย่างไรในท่อนไม้ตะเคยี นทอ่ นนี้ ข้าพเจ้าเอาเชือกผกู ตรงกีง่ กลางพอดี แลว้ หย่อนในถาดน้าี อยูใ่ นบัดนี้ ข้างหนึ่งจมลงไปก่อนอกี ข้างหน่ึง” มโหสถกมุ ารสอบสวน ทวนถามอีก “ข้างทีจ่ มกอ่ นนน้ั มนี าี้ หนักกว่าขา้ งทีจ่ มทีหลัง ขา้ พเจ้าสำคญั อยา่ งน”้ี มหาชนสนอง “ทา่ นทงั้ หลายยงั จำคำของท่านทีก่ ลา่ วมาโดยลำดับได้อยมู่ ใิ ช่หรือ” ทบทวนซํา้ “ได้ซพี ่อคณุ ” “ทา่ นทง้ั หลายทราบหรอื ยงั วา่ ทางไหนเป็นโคนทางไหนเป็นปลาย กำหนดได้หรือยงั เล่า” มโหสถ กลบั ซ้าํ อีก “โอ! พอ่ คุณเอ๋ย ข้าพเจ้าทงั้ หลายกำหนดไดแ้ ล้ว” เสียงกลา่ วเปน็ เสียงเดียวกนั ครืน้ เครง “พอ่ ชา่ งรอบรจ้ รงิ กุ เจ้าพอ่ คณุ ” “ทา่ นท้ังหลายหมายไว้เถดิ ขา้ งทจ่ี มกอ่ นเป็นโคนข้างทจี่ มทหี ลงั เปน็ ปลาย” มโหสถกมุ ารบอก แก่มหาชน ชาวยวม้ช่ฌคามตะวันออกทกุ คนตา่ งดใี จในผลพเิ คราะหข์ องมโหสถกุมารยงนกั กล่าวคำชมเชย ดว้ ยประการต่าง กุ แล้วทำเครื่องหมายไว้ ส่งคนนำไปกราบบังคมทลู แตพ่ ระเจา้ วเิ ทหราช ตามผลแหง่ การพเิ คราะหน์ ั้น ณ พระราชสำนัก kalyanamitra.org

๓๖ พระเจา้ วิเทหวาชกำลงั ประทบั ณ ท้องพระโรง พรอ้ มอำมาดย์ราชเสนาเฝืาอยโู่ ดยใกล้ชิด เมอื่ นายพระทวารกราบทูลใหท้ รงทราบถงึ การมาเฝาื ของชาวยวมช้ ฌคามตะวนั ออก พระองค์ รบั สัง่ ใหฟ้ า้ เฝ่าทนั ที .พลางมีพระดำรัสถาม \"เจา้ มาจากยวมช้ ฌคามตะวนั ออกหรือ” “ขอเดชะ พระบารมปี กเกลา้ ฯ ขา้ พระพทุ ธเจ้ามาจากยวม้ชฌคามตะวันออกพระพทุ ธเจา้ ขา้ ” ผู้'น้นั ตอบ “มธี ุระอนั ใดเล่า” ตรัสซัก “ขอเดชะ ตามทไี ดท้ รงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานกระแสรับสง่ั บังคบั ไปยวม้ชฌคาม ตะวันออกใหพ้ เิ คราะห์ทอ่ นไม้น”้ั นำท่อนไมต้ ะเคยี นออกถวายใหท้ อดพระเนตรแลว้ กราบทูลตอ่ ไป “เพ่อื ให้รู้วา่ ทางไหนเป็นปลาย ทางไหนเป็นโคน บดั น่ไึ ด้ทราบเกลา้ ทราบกระหมอ่ มแลว้ พระพุทธเจา้ ขา้ ” “เออ ไหนล่ะ ทางไหนเป็นปลายทางไหนเปน็ โคนล่ะ นำเข้ามาใหด้ ชู ”ิ เจ้าพนักงานรับทอ่ นไมจ้ ากบุรษุ น้ัน นอั มเข้าไปถวายให้ทรงทอดพระเนตรแลว้ บรุ ษุ นนั้ ก็กราบ ทูลว่า \"ขอเดชะ พระองค์ผูส้ มมติเทพเจา้ ทางท่ไี ด้ทำเครื่องหมายไวันน้ั แลเป็นโคน ทางทีไ่ มป่ รากฎ เคร่ืองหมายเป็นปลายพระพทุ ธเจา้ ขา้ ” พระเจ้าวิเทหราชดีพระทัย ตรัสถามว่า “ใครเป็นคนร้อู ยา่ งน”ึ่ “ขอเดชะ มโหสถบัณฑติ ผบู้ ุตรของท่านสริ วิ ัฒนะเศรษฐีเปน็ ผทู้ ราบพระพุทธเจา้ ข้า” ทรงผนั พระพกั ตร์ไปทางท่านเสนกทันทีตรัสวา่ “อยา่ งไรเลา่ ท่านเสนก มโหสถด้องรู้ กเ็ มื่อ ยงั เดก็ เทา่ นึม่ บี ัญญาถึงเพยี งนแ่ึ ล้ว เติบโตขนกย็ ่งิ มีปญ้ ญาแกก่ ล้ายิ่งขน เราจะนำควั มาไดห้ รือยงั มโหสถ เป็นบณั ฑติ แน่” ทา่ นเสนกยังไม่ยอมตามพระราชอัธยาศยั ถอื วา่ ยังไม่สนหลักเกณฑใ์ นการทดลอง ความไมล่ ิ้น หลักในการทดลองนมํ๋ ีประโยชน์ในการทีค่ ณะของท่านจะคงมรี ศั มีเด่นไปอกี นาน จงึ กราบบังคมทูลไวั “ขอเดชะ ฝา่ ละอองธุลีพระบาทปกเกลา้ ฯ โปรดทรงพระกรณุ ายบั ยัง้ พระทัยไวัก่อนเถิดพระพทุ ธเจ้าข้า” “ไม่น่าจะดอ้ งรอไปอีกเลย” รับส่ังแทรกขน “ควรชักทดลองตามหลักเกณฑ์ทก่ี ำหนดใหค้ รบเสยี ก่อนพ่ ระพุทธเจา้ ข้า ถงึ แม้ว'่ {ความรอบรู้ ที่แสดงออกจะเป็นเครื่องส่อให้เห็นความเฉลียวฉลาดได้ดี แต่ใต้ฝา่ ละอองธุลพี ระบาทคงจะทรงปรีชา หยัง่ ทราบไดว้ ่าผรู้ อบรู้อาจจะขาดความหลักแหลม และหยอ่ นความคมคายลงก็ได”้ “อกี ประการหนึ่งเลา่ ขา้ พระพทุ ธเจ้าเห็นด้วยเกลาั ๆ อยวู่ ่า ไม่วา่ การใด *1 ยอ่ มมีความสำคัญ ทตี่ ั้งตน้ เมื่อต้งั ดน้ ดีแลว้ ก็เป็นหวังได้ว่าคงดีตลอดไป แม้นตง้ั ตน้ ไมด่ แี ลัวจะแกํใขภายหลงั ย่อมลำบาก และพาเดือดรัอนดว้ ย เหตุนนั้ ข้าพระพทุ ธเจา้ จึงจำดอ้ งขอพระราชทานพระกรณุ า โปรดประทานอภัยโทษ แก่ชา้ พระพุทธเจา้ ในการทัดทานนึ่ ช้าพระพทุ ธเจ้ามีไดม้ ีความปรารถนาเปน็ ประการอนึ เลย คำนึงถงึ แต่ พระเกยี รตคิ ุณของได้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นเบื้องหนาั จึงได้กราบทลู ทดั ทาน เม่ือวา่ ตนมคี วามสามารถ เพียงใดในการปอ้ งภนั พระบรมเดชานภุ าพมีใหแ้ คว้นอ่นื ดแู คลนไดแ้ ลว้ ขา้ พระพทุ ธเจ้าย่อมใซัความสามารถ เพยี งน้ันเทียว กราบทูลมาทัง้ น่ึโปรดทรงพระกรณุ าดำริเถิดพระพุทธเจ้าขา้ ” kalyanamitra.org

๓๗ “กด็ ีเหมอื นกนั เราทดลองกนั ให้สดุ ความสามารถก่อน เพ่อื จะได้เห็นแจ่มกระจา่ งในปรชี าของ พ่อมโหลถทุกด้าน” รับสัง่ ดว้ ยทรงอนโุ ลมตามทา่ นเสนก พลางหันไปดรสั กับบรุ ษุ ชาวบ้านยวมัชฌคาม ตะวนั ออก “เจ้าไปได้แล้ว” ภายหลงั จากน้ันไม่ชา้ ชาวบา้ นยวมัชฌคามตะวนั ออกก็ไดร้ บั พระราชปรศิ นาพรอั มพระราช โองการกำกบั ปรศิ นา คราวนเ๊ั ปันเรอื่ งยากย่ิง กลา่ วคอื ไดร้ บั ดวงแก้วมณมี ีเกลียว ๘ เกลยี ว แกว้ มณีดวงนํ่ ห้าวสักกะประทานแด่พระเจา้ กุสราช เพ่ือเป็นเคร่อื งอำนวยสิรแิ ด่พระองค์ ในเกลียวแกว้ มณมี ีดา้ ยรอั ย ดว้ ยความเก่า ด้ายท่รี อั ยกระท่อนกระแท่นมานานแลว้ ไมม่ ีใครสามารถจะดึงด้ายเก่าออกแลว้ รัอยดา้ ยใหม่ เข้าแทนที่ได้ คงปรากฎด้วยอาการนั้นมา จนไดท้ รงนำมากระทำใหเ้ ปน็ ปรศิ นาทดลองครง้ั น่ึ “ชาวยว!มช้ ฌคามตะวนั ออก จงดงึ ดา้ ยเก่าออกจากดวงแกว้ มณนี ่ึ แล้วรอ้ ยดา้ ยใหมเ่ ข้าไปแทน กา้ ดงึ ออกไม่ไดร้อยเชา้ ไปไม่ได้ ด้องถูกปรับ ๑,000 กษาปณ์” นเ่ึ ปน็ พระบรมราชปรศิ นาทีพ่ ระเจ้าวเิ ทหราช ทรงสง่ ไป ณ ยว!}ชฌคามตะวนั ออกเพ่ือทดลองมโหสถ แดก่ ็ได้ทรงกระทำใหเ้ ปน็ ภาระของทุก ๆ คน ชาวบ้านไต้ทราบพระปริศนาแล้ว ด่างกป็ ระชมุ กันพจิ ารณาเหมือนคร้งั กอ่ น ด่างคนดา่ งทดลอง กนั ตามความดีดเหน็ ของตน *1 “เอ! พิกลแฮะ มองดกู ไ็ มน่ า่ จะยากเหมอื นจะเอาอะไรสอดเข้าไปดงึ ออกมาได้ แด่แลว้ กท็ ำ ไม่ยกั ได้เหมอื นท่นี กึ ” เลียงบ่นปรากฏขนจากคนหนง่ึ เซึง่ ทดลองตามวธิ ีของตน “นน่ั แหละ ทา่ นวา่ การบางอยา่ งเราดดี วา่ ง่าย *1 แดพ่ อลงมอื กระทำ'ซึงปรากฏว่ายากและเกิด ความดดี ขัดกระทำไปไมไ่ ด”้ เสยี งคนหนึง่ กล่าว “สง่ มาใหก้ ันลองบา้ งช”ิ อกี คนหนึ่งเอย่ บา้ ง แดแ่ ลว้ ก็ “เออแน่! ไมง่ า่ ยจริงอยา่ งว่า มองไมเ่ หน็ ทา่ กระทำไดเ้ สยี เลย เด้า! ใครจะลองสติบ้ญญาบา้ งก็เชิญ” “พทุ โธ่ ชาวเราก็ จะมามวั พจิ ารณาใหล้ ำบาก สน้ิ เปลอื งสติบ้ญญาไปทำไมกนั พ่อมโหสถ ของเราอยู่ทั้งคน ไมม่ ใี ครนกึ ถงึ บ้านหรอื อยา่ งไร มามวั เอาห่งิ หอ้ ยเปน็ แมไ่ พ่กนั อยูเ่ คุยา่ งน่ึ จะสำเรจ็ ได้ ทีไ่ หนกัน” เลยี งหนง่ึ สอดเขา้ มาเป็นเชิงตำหนพิ วกกนั “ไมใ่ ชไ่ มด่ ีดชงึ พอ่ มโหสถดอก แด่เม่ือลดิ ถึงว่าพ่อมโหสถของเรามคี ุณ คอื บ้ญญามากมาย กวา่ พวกเรากเ็ ท่ากบั เปน็ ใหญก่ วา่ ใดยคณุ การจะรบกวนกันเลยี เรอ่ื ยไป อะไรนดิ อะไรหน่อยกด็ ่'องมโหสถ ไปเสยี ทงั้ นนั้ กึไมเ่ ป็นการสมควร พวกเราควรทดลองดบู ้างตามสติบ้ญญา เม่อื สุดฟิมอื กันแลว้ ซึงคอ่ ยไป ถึงพ่อมโหสถ อยา่ งน่ึจืงจะงดงาม” เสียงพูดแกอ้ ยา่ งมีหลกั “คราวนึ่ก็ปรากฎหมดฟิมอื กํ นั แล้ว อยา่ ช้าเลยน่ะ พากันไปบอกใหพ้ อ่ มโหสถดดั การเถดิ ” เสยี ง เปน็ ชนั มาก่กล่าวชวนข้น ซึงเปน็ เสยี งมีอำนาจไม่นอ้ ย เพราะฉะนน้ั ทกุ คุ คนดา่ งไปประชุมกันอย่างคับคัง่ ท่บี ้านของท่านสิรวิ ัฒนะอกี เม่อื ไดแ้ จง้ เรอื่ งราวให้ทา่ นสิรวิ ฒั นะทราบแลว้ กพ็ รัอมกนั รอเมโหสถบณ้ ฑิตอ่ย่างเคย มโหสถกมุ ารกบั เพือ่ นเดก็ คุ พาก้นมาไมช่ า้ นกั เม่อื ไดน้ ัง่ ณ ทด่ี ันสมควรแล้ว ก็เอย่ ถามเรอื่ งราว kalyanamitra.org

ธา๘ ได้พง้ ความดลอดแล้ว ขอดดู วงแลว้ มณนี ัน้ พิเคราะห์ถี่ลว้ นแต้วก็กลา่ วขึน้ อยางฉาดฉานมั่นใจ “ทา่ นท้ังหลาย อย่าพากนั เปน็ ทกุ ขเ์ ป็นร้อนไปเลย เร่อื งนี้ไม,ยากดอก” “พวกเราคลำกนั มาหนักหนาแล้ว จนปญญาไปดาม *1 กนั หมด พอ่ ว่าไมย่ ากพอ่ คณุ เอย เห็น จะไม่มีเรื่องอะไรสำหรบั พ่อเสียแล้วไนโลกนี้” เสียงกลมุ่ ชนสดดุ ี “เดย๋ี วซี ฉนั จะทำให้ดู” มโหสกพูดเดด็ เดีย๋ ว ความจริงกจิ บางประการในโลกมนุษยเ์ ราไม่อาจ ทา้ ได้ แด,มนษุ ย์อาจใชผ้ ู้ท่ีทำไดใ้ หก้ ระทำมอี ยู่ สำหรับเรือ่ งนส้ี ิ้นสมีอมนษุ ย์แนน่ อน แตเ่ รายังมีทางกระทำ ให้สำเรจ็ ได้ พลางหนั มาทางทา่ นสิริวฒั นะเอ่ยว่า “คณุ พ่อครบั ขอนา้ี ผื้งให้ผมลักหน่อย” กลุ่มชนสงสัยเสียงชุบซบิ กนั “เอาละ เกดิ เรือ่ งพิสดารขึ้นละ พ่อมโหสกขอนี้าผง้ื จะเอาน้าี ผืง้ ดึงด้ายเกา่ ออก แลว้ จะเอานี้าผงื้ ดึงด้ายใหมร่ อ้ ยเชา้ ไปอยา่ งไรกนั น่าพิศวงเสยี จริง *1 พวกเรา” แลว้ ก็มเี สียงหา้ มปรามกัน “อย่าเอะอะไปเลยนะ่ ! พวกเราจนปญั ญาในการทำแลว้ ก็เกบ็ ปญั ญา ในการพูดไว้ คอยดไู ปดึกวา่ มันต้องเป็นอปุ กรณีอะไรลักอย่างหน่งึ แน่นอน คงไมใ่ ชเ่ อาน้าี ผงดูดดา้ ยออก ดงึ ด้ายเขา้ เป็นแน่ ยิงพดู ยงโง่เปล่า พอคนหยิบนาี้ ผ้งื มาสง่ ให้ มโหลถก็เอาน้ีาผ่ํงทาช่องทั้งสองดา้ ย แลว้ ขวน้ั ดา้ ยให้เป็นเกลยี ว ทาน้ีาผ้ืงไวัตรงปลายสนเขา้ ไปในช่องของดวงแกว้ หนอ่ ยหนง่ึ ใหเ้ อาไปวางไวต้ รงทีท่ ่ีพวกมดแดงพากนั ออกจากรงั นา้ํ ผ้ืงพึงใจมดและจมกู มดก็มปี ระสาทเยี่ย^ในเร่ืองดมกลน่ิ ดงั นนั้ กลน่ิ นา้ี ผื้ง!ททุ าช่องของ ดวงแกว้ จึงหอมหวลอบอวลไปทว่ั รงั ของเหล่ามดแดง มนั พาก้นออกมาเสดู กลิน่ นีา้ ผ้ืง มนั ชวนก้นคลาน เขา้ ไปในชอ่ งแก้วมณี กัดดา้ ยเกา่ ซง่ึ เกะกะทางเดินเข้าไปหานาี้ ผื้งกนิ ไปพลาง จนกระทั่งทบั่ ลายดา้ ยเลัน ใหม่ กก็ ัดดงึ มาตามช่องแก้วอนั เป็นเกลยี วนนั้ จนกระทง่ั ปลายดา้ ยโผลอ่ กี ทางหนึง่ มโหสกเหน็ ดา้ ยใหมร่ ้อยไปตามเกลยี วแกว้ ตลอดแล้ว ก็นำให้แก่ชาวบา้ นบอกวา่ “ท่านท้ังหลาย จงนำไปทลู เกลา้ ฯ ถวายพระราชาเถิดเสร็จแลว้ ” พวกชาวบา้ นตา่ งแซซองสาธกุ ารเลยี งสนนั่ ครน่ั ครื้นอลเวงไปหมด แล้วพากนั ลง่ ดวงแก้วน้นั ไปทูลเกล้าฯ ถวายพระราชา พระเจ้าวเิ ทหราช ทรงรับดวงแก้วมณีอันมีด้ายใหมร่ ้อยเข้าไปเรยี บร้อยแลว้ ทรงพิศวงไมน่ ัอย ตรัสไลเ่ ลยี งถงึ อุบายทม่ี โหสกกระทำ ครั้นทรงทราบถี่ล้วนแล้ว กด็ ีพระทัยเปน็ ลนั พ้น รบั สงั่ ให้ทา่ นเลนก มาเฝัา ตรัสเล่าเร่ืองราวให้พง้ พลางรบั สงั่ ดว้ ยพระสรู เลียงอนั ล่อถึงพระปีตโิ สมนสั “เป็นอย่างไรท่าน อาจารย์ หลักแหลมไหมละ่ เลิศลันทีเดียวนา จะรบั ตัวเขา้ มากไ็ ดแ้ ล้ว หรือท่านอาจารยว์ ่าอย่างไร” “ขอเดชะ” ทา่ นเสนกกราบทูลส่ ยา่ งหนักแน่น “ขอได้ทรงพระกรณุ าดำเนนิ การใหค้ รบตาม หลกั การท่ีโปรดประทานไว้เถิดพระพุทธเจ้าขา้ ถึงอยา่ งไรมโหสถกค็ งเป็นพลเมอื งคนหนง่ึ ของไดฝ้ ่าละออง ธุลพี ระบาท จะโปรดใหเ้ ข้ามาเมื่อไรก็ได้ แตก่ ารรบั เข้าดำรงตำแหนง่ ราชบณั ฑิตแหง่ ราชสำนกั ม่ ถิ ิลานคร นั้น เปน็ เรอื่ งสลักสำคญั โปรดทรงพระกรุณาวจิ ารณ์โดยแน่นอนพระพุทธเจา้ ช้า” kalyanamitra.org

๓๙ “ดีเหมอื นกนั ” รับสัง่ คล้อยตาม “สอบกันไปจบหลกั สตู วกิ ด็ ี กังเหลืออกี หลกั เดียวเทา่ น้ัน ไหน ๆ ก็วอมาแลว้ เอาละ เปน็ อนั ว่าต้องสอบในหลักคมคายตอ่ ไป” อยูม่ าไม่ชา้ ราชบรุ ุษก็นำพระกระแสพระบรมราชโองการไปให้ชาวยวมชั ฌคามตะวันออกอีก พอเห็นหนา้ ราชบรุ ษุ ผเู้ ทยี วไปเทยี วมาบอ่ ย รุ พวกชาวบา้ นตา่ งก็รวู้ ่าคงมีกรณยี กจิ อะไรเก่ียวกับพระบรม- ราชโองการอกี ละ พากันทกั ท่านราชบรุ ุษ “ใตเ้ ทา้ กรุณามาคราวน่ี มีพระบรมราชโองการอกี กระมงั ” “อยา่ งน้นั สิท่านท้งั หลาย” ทา่ นราชบรุ ุษตอบ “คราวน่ีชอบมาพากลเสยี ดว้ ย นา่ กลวั พวกทา่ น จะสนํ่ บฌ้ ญาไปตาม รุ กัน ฉนั มองไม่เหน็ ลู่ทางทีพ่ วกทา่ นจะปฏบิ ตั ิตามพระบรมราชกระแสได้เลย พวก ทา่ นรอดจากถูกปรบั มาหลายครัง้ แลว้ ด้วยบัญญาของพ่อมโหสถบณั ฑิต คราวนั๊น่ากลวั จะไม่รอด” “ถงึ อย่างน้นั ทีเดยี วหรอื ใตเ้ ท้า” ชาวบา้ นแสดงอาการตกใจ “พระบรมราชกระแสมีว่าอยา่ งไร โปรดแจ้งให้พวกข้าพเจ้าพํงสักหน่อยเถดิ ” “เชิญพงํ ” ท่านราชบุรษุ กล่าวพลางอ่านพระบรมราชโองการ “เราพระเจ้าวเิ ทหราช ปรารถนาจะเล่นชงิ ชา้ พรวนทราย ซึ่งเปน็ สายชงิ ช้าเส้นเกา่ ในราชสกลุ ขาด เสยี แลว้ ใหช้ าวยวมช้ ฌคามตะวันออกขวัน้ พรวนทรายส่งไปให้เรา ๑ เสน้ หากสง่ ไปไม่ได้ตอ้ งปรบั ๑,๐๐0 กษาปณ”์ “แย่ รุ พวกเราเอ๋ย” ชาวบา้ นอุทาน “เออนีจ่ ะทำอยา่ งไรกัน เอาทรายมาขว้นั เชือกพรวนสาย ชิงช้า เกิดมาไมเ่ คยไต่ยิน เพ่ิงมาได้ยินคราวน่ีแหละ วา่ ไงพวกเรา” “จะวา่ อย่างไว ก็ตอ้ งไปหาพ่อมโหสถตามเคย” เสยี งขานตอบ “พ่อมโหสถจะทำอยา่ งไรหนอ จะทำได้หรอื ” เสยี งชาวบ้านบน่ กันไปพลาง และเดนิ กันไป พลางจนถงึ บ้านสิรวิ ัฒนะ มโหสถบณั ฑติ กำลังอยู่บา้ นพอดี เห็นพวกชาวบา้ นพากนั มามากมาย กค็ าดว่าคงมีการข้ดข้อง อะไรเกดิ ขนอกี แลว้ ทัง้ เหน็ ทา่ นราชบรุ ษุ ผู้เคยมาเสมอ รุ ก็คาดการณ์ได้วา่ “พระราชาคงจะมพี ระบรม- ราชโองการมาทดลองเราอกี ” พอชาวบา้ นเข้ามาประชุมกนั เรยี บรัอยก็ทก้ ทนั ทวี า่ “มีเรอื่ งอะไรอีกกระมงั ทา่ นทัง้ หลาย” “พอ่ คณุ เอ๋ย หมู่นพ่ี ระราชาของพวกเราทรงพระกรณุ าโปรดพวกเราบอ่ ย รุ จรงิ ละพ่อ หลาย ครง้ั หลายหนแลว้ ตอ้ งพากันมารบกวนพอ่ เร่อื ย ๆ คราวนกี่ ็เหมอี นกนั ดูเหมอื นจะสำดญ้ กวา่ ทกุ คราว เชญิ พ่ออา่ นพระบรมราชโองการดูเถดิ ” ชาวบา้ นกลา่ วพลางเชิญพระบรมราชโองการเข้าไปให้ มโหสถบณั ฑิต อา่ นพระบรมราชโองการตลอดแล้วนกึ ในใจวา่ “บญั หานตี่ อ้ งย้อนบญั หา” แลว้ ปลอบชาวบา้ นว่า “ท่านทงั้ หลายสบายใจเถิด ไมย่ ากอะไรดอก” “ไม่มอี ะไรยากตามเคย” เลยี งพึมพำในหมชู่ าวบ้านแลว้ ก็เงียบไป ในเมอ่ื มโหสลบัณฑิตเรยี ก คนทีเ่ ขา้ ใจในการเพ็ดทูลพระราชาเข้ามาสองสามคนสั่งว่า “ท่านทั้งหลายจงไปพากันเขา้ เฝา็ พระราชา กราบทลู วา่ “ขอเดชะ พระองคผ์ ูส้ มมุตเิ ทพเจา้ พวกชาวบา้ นยวปช๋ ฌคามตะวันออกไดร้ บั พระบรมราช kalyanamitra.org

๔๐ โองการซง่ึ ได้โปรดพระราชทานไปแลว้ นัน้ ก็ปรารถนาฉลองพระเดชพระคณุ อยู่ แตม่ ไิ ด้ทราบขนาดของ พรวนทรายท,ี ทรงพระประสงค์ว่า จะต้องพระประสงคข์ นาดไหน หนาหรอื บางอยา่ งไรไม่ทราบเกลำ้ ๆ ขอไดท้ รงพระกรณุ าสง่ พรวนทรายเสน้ เกา่ ให้พวกขำพระพุทธเจ้าสัก'ทอ่ นหนึ่งคืบหรือสีองคุลีกแ็ ลว้ แต่ จะทรงพระกรณุ า ชาวบ้านยวมืชฌคามตะวนั ออกเหน็ แบบอย่างแลว้ จะพากันขวน้ั ตามท่ที รงประสงค์พระ- พทุ ธเจ้าขา้ ” ’ ลา้ พระราชาทรงรับส่งั กะพวกท่านว่า “ขนชี่อว่าพรวนทรายในวังของเราไม่เคยมแี ตไ่ หนแต่ไร มาแลว้ ” .ทีน้นั พวกท่านจงพากันกราบทูลว่า “ขา้ แตพ่ ระองค์ผูท้ รงบรมเดชานุภาพยง่ิ ใหญ่ แมน้ เป็นดงั พระบรมราชกระแส กล่าวคือในพระบรมมหาราชวังมิไดเ้ คยมพี รวนทรายแล้วไซรั พวกขา้ พระพุทธเจา้ ชาวบ้านยวมชื ฌคามตะวันออกชกั ขว้ันพรวนทรายถวายใต้ฝ่าละอองธลุ ีพระบาทได้อย่างไรเล่าพระพทุ ธเจ้า ขา้ ” พวกทา่ นท้ังหลายจงกำหนดขอ้ ความท้งั น่ใึ หแ้ มน่ ยำแลว้ กราบบังคมทลู ตามทฉ่ี นั วา่ นึ่ ตอ่ จาก นั้นก็เปน็ อนั วา่ พวกทา่ นได้ปฏบิ ตั ติ ามพระบรมราชโองการ แล้วไมด่ อ้ งพรนั่ พรงึ อนั ใด” คนเหล่านัน้ รบั คำกำหนดข้อความท่มี โหสถบัณฑติ บอกกำซบั แมน่ ยำ แล้วพากนั ไปเสาพระ ราชา กราบทูลตามท่ีมโหสถบณั ฑิตแนะนำ การไดเ้ ปน็ ดังทม่ี โหสถบัณฑติ คาดไวํไมแ่ ผกผิด กลา่ วคอื พระเจา้ วิเทหราชปฏิเสธวา่ ในพระบรมมหาราชวงั ไมเ่ คยมพี รวนทรายมาแต่ไหนแต่ไร คร้นั พวกนัน้ กราบทูล วา่ “เมอ่ื ในพระบรมมหาราชวงั ไม่เคยมีมาแลว้ พวกชาวบา้ นยวม้ชฌคามตะวนั ออกจะพึงขว้นั พรวนทราย ถวายได้อย่างไรเล่าพระพทุ ธเจ้าข้า” ตรัสว่า “ย้อนบญั หาคมคาย ใครเป็นคนคิดให้พวกเจา้ ทง้ั หลายมาพูดอย่างน”ึ่ “ขอเดชะ พระบารมปี กเกล้าฯ” พวกน้ันกราบทูลอย่างองอาจ “การทง้ั น่ึพอ่ มโหสถบัณฑิต คดิ ใหพ้ วกข้าพระพุทธเจา้ มากราบบังคมทลู พระกรณุ าพระพุทธเจา้ ขา้ ” ทรงสดับแล้ว พระหฤทยั กเ็ ต็มตื้นไปดว้ ยพระปตี โิ สมนัส ตรัสชมเชยมโหสถด้วยพระดำรสั ต่าง *[ พลางรับส่งั ให้พวกน้นั กลับสู่เคหสถานของตน แล้วรับสง่ั ใหห้ าทา่ นเสนกมาเสา ตรัสเลา่ พฤติการณ์ ใหพ้ งึ โดยละเอยี ดแล้วรบั สัง่ ว่า “คมคายย่ิงนกั ทา่ นอาจารย์ การสอบของเราก็เปน็ อนั สิน้ สุดกันแล้ว พอ่ มโหสถแกไ้ ขได้ทกุ กระบวน ไม่มขี อ้ ไหนทีม่ โหสถแกไ้ ม่ได้ วา่ อยา่ งไรละ่ ท่านอาจารย์ จะรับตวั มาเมื่อไรด”ี ทา่ นเสนกแม้จะตระหนกั ในปรีชาอันลาํ้ เลคิ ของมโหสถบณั ฑิตดี แต่ด้วยอำนาจความหวงลาภ ครอบงำจิตใจเลยี จนมดื มิด คอยคิดแตป่ ระวงิ เวลาใหย้ ดื เยอไป เกรงว่ามโหสถบัณฑติ เข้าสู่ราชสำนกั พวก ตนเปน็ ต้องดำด้อยลงไปถึงอบั เฉาทเี ดียว แต่การสอบดามหลักการนัน้ *1 กส็ ้ินสุดลงแลว้ หนทางทจี่ ะ ประวงิ กพ็ ลอยตดิ ข้ดไปด้วย อย่างไรกต็ ามวิสัยแห่งใจทม่ี รี ิษยา ยอ่ มมีกำลังแหง่ ใจที่จะกลน่ั กรองลู่ทาง แห่งการประวิงไดํไม่จำนน ทา่ นเสนกกราบทลู ว่า “ขอเดชะ พระบารมเี ป็นทล่ี นั เกลา้ ฯ ข้าพระพุทธเจา้ ตระหนกั อยู่ว่ามโหสถมปี รีชารอบรหู้ ลักแหลมและคมคาย ดังทม่ี พี ระราชบรรหาร ทั้งเป็นผู้สอบไดต้ าม หลักการท่โี ปรดประทานไวท้ กุ กระบวน ควรท่ีจะเปน็ ราชบัณฑิตเฉลมิ พระเกยี รติไดโ้ ดยแท้” kalyanamitra.org

๔๑ “นั่นสิ ทา่ นอาจารย”์ รับสงั่ ดว้ ยทรงโสมนัส “แล้วจะรับตวั มาเม่อื ไรดี” “ขอเดชะ พระมหากรณุ าธิคุณเป็นลน้ พ้น” ทา่ นเสนกกราบทูลเพื่อประวิงตอ่ ไป “การท่ีรับตวั มาน้ันขา้ พระพุทธเจ้าเหน็ ดว้ ยเกล้าๆ ว่าด้องกระทา่ ด้วยวิธีการท่ีแยบคายจึงจะสมควรพระพทุ ธเจา้ ข้า” “เอ๊ะ! อยา่ งไรทา่ นอาจารย์ ทำไมดอ้ งมีวธิ ีการด้วยเล่า จะรบั เขา้ มาตามท่เี หน็ วา่ มโหสถสมควร แกต่ ำแหน่งราชบณั ฑติ ของฉนั ไม่ไดห้ รือ” ทรงซกั “จะกระทา่ ดังพระกระแสก็ได้พระพทุ ธเจ้าข้า” ท่านเสนกคลอ้ ยตามพระราชบรรหาร “แต่ ชา้ พระพทุ ธเจ้าเหน็ ดว้ ยเกล้าๆ วา่ จะมิเปน็ การปราศจากโทษพระพุทธเจ้าข้า” “เอ! ท่านอาจารย์ยังจะเหน็ โทษอะไรอยู่อีกเล่า ลองวา่ มาดูทีหรือ” ทรงไลเ่ ลียง “ขอเดชะ พระบารมีเปน็ ที่ลน้ พ้น” ทา่ นเสนกเร่ิมทลู แถลง “ขา้ พระพทุ ธเจา้ ไตร่ตรองเหน็ ด้วย เกลา้ ๆ วา่ ถึงจะเฉลยี วฉลาดปานใด มโหสถกมุ ารก็ยงั อยใู่ นวัยเดก็ ความเป็นผูอ้ ยใู่ นวัยเดก็ นั้น ยากนัก ทจ่ี ะมีจติ ใจรู้จกั ระวงั ยับย้งั อยา่ งผเู้ จรญิ วัย หากใด้ฝา่ ละอองธุลพี ระบาทจะทรงพระกรุณาโปรดใหร้ ับตวั เช้ามา ในฐานะทท่ี รงพระดำรเิ หน็ วา่ เปน็ ผู้สมควรแก่ตำแหน่งราชบณั ฑิต ที่ไหนมโหสลกุมารจะยับยงั้ ความรสู้ กึ ทะนงในตนเหน็ เป็นบคุ คลท่ีสำคัญกว่าผู้อน่ื ขอ้ นน้ั ถึงเป็นความลำพองของมโหสถ ซ่ึงจะไม่ เปน็ คณุ แกใ่ ต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและแม้แก่ฐานะของเขาเอง ความลำพองในยศดักดจ่ํ กั ท่าลายส่วนเด่น ของบคุ คลเสยี ไดง้ ่าย รุ ขา้ พระพุทธเจา้ เห็นด้วยเกล้าฯ ดง้ ได้กราบทูลมา อนั ท่จี ะลดิ ว่ามโหสถไม่เป็นเชน่ น้ัน ก็เป็นความลดิ ที่ปรากฏอยแู่ ก่ข้าพระพทุ ธเจา้ บาั ง แต่มีกำลงั อ่อนไม่เพียงพอทจ่ี ะบำบดั ความลดิ ตงั กราบทลู มากอ่ นนั้นได้ เพราะความเปน็ ไปของโลกยี มหาชน ย่อมหนไี ม่พ้นจากความเหมิ ฮกึ ในลาภยศ การที่ทรงพระกรุณาโปรดใหร้ บั เขา้ มา มีอาการท่านองเดยี วกบั ทรงเชอื้ เชิญจงึ เป็นการไม่ปราศจากโทษ” “อนึ่งเล่าพระพุทธเจ้าขา้ หากว่าจะมีเหตุการณ์อนั ใดปรากฏช้นื ภายหลังท่ีได้ทรงแต่งตัง้ เขา ในตำแหนง่ ราชบัณฑิตแลว้ ดงึ เหตกุ ารณน์ น้ั จะรุนแรงพอแก่พระราชอาญาท่จี ะทรงบำราบ กเ็ หน็ ดว้ ยเกล้าฯ วา่ จะทรงกระทา่ ไดไ้ มถ่ นัดตามพระราชกำหนดไวั เพราะเปน็ บุคคลซงึ่ ทรงรบั มาโดยทรงพระราชดำริ เห็นควรแลว้ หากเขาไมค่ ูค่ วรชน้ื จะเป็นทเี่ คอื งระคายใต้ฝ่าละอองธลุ ีพระบาทมิใชน่ ัอย พระราชหฤทยั ต้องเปียมไปดว้ ยโทมนสั ขมข่นื เป็นอยา่ งหนัก โปรดทรงพระกรณุ าวจิ ารณโ์ ดยถ่องแทั แมน้ เป็นดังนน้ั ช้นื จะมิเปน็ อันว่าจะด้องรอ้ื สงิ ซง่ึ ได้ทรงกอ่ ไว้ ดว้ ยมไิ ดม้ ีความลิดวา่ จะต้องรอื้ อย่ใู นพระราชหฤทยั มากอ่ น ไปหรอื พระพุทธเจ้าข้า\" “ไหน รุ ข้าพระพทุ ธเจา้ ก็ได้กราบทูลแถลงมาแล้วในดา้ นการทีจ่ ะทรงพระกรุณารบั ตัว เพือ่ ได้โปรดทรงพระกรุณาดำรโิ ดยควร ถึงจะเปน็ โทษอนั ยังมปิ รากฏ หากเปน็ การคาดหมายดามแนวทาง ทีจ่ ะเป็นได้ โดยปรากฏตามอัธยาศยั แหง่ มหาชนเป็นเกณฑอ์ ยู่ ลา้ ใตฝ้ ่าละอองธุลพี ระบาทจะไม่ทรงกระทา่ เช่นนนั้ จะถอึ ว่ามโหสถเปน็ ประชาชนผูห้ นึ่งในพระบรมโพธสี มภาร ตอ้ งการเรยี กตัวเขา้ มา การที่จะทรง กระทา่ ด้งน้นั ก็ทรงกระทา่ ได้ แตไ่ มป่ ราศจากโทษเช่นเดยี วกนั แม้นทรงมีพระราชดำรเิ ชน่ นัน้ ก็โปรด ทรงพระกรุณาระงับเสีย ใดฝ้ า่ ละอองธุลีพระบาทอาจทรงพจิ ารณาเห็นความไมเ่ หมาะสมด้วยประการ kalyanamitra.org

๔๒ ทั้งปวง เพราะการกระทำเช่นนน้ั กับผ้มู ีปรีชาญาณอยา่ งมโหสถ อาจเปน็ ขอ้ ที่กระทำให้เกดิ ความข่นุ ใจได้ ดว้ ยวา่ ผมู้ ีความฉลาดและความสามารถน้ัน แม้นปราศจากคณุ สมบตั อิ ยา่ งอืน่ ในตนแล้'ว อดไม่ได้ทจ่ี ะเป็น ผถู้ ึอตน เมอ่ื เปน็ เชน่ น๋ํ การเรยี กตวั เชา้ มายอ่ มก่อใหเ้ กดิ ความคิดแกผ่ ูม้ ปี รีชาญาณได้ว่า เปน็ การไมเ่ หน็ เปน็ การสำคัญในตัวของเขา การก่อให้เกดิ ความคิดเช่นน้ั ยอ่ มรอนความปลงใจในตำแหนง่ หนา้ ท่ขี องตน เสีย หากจะรับปฎบิ ต้ ก็เป็นอย่างขด้ ไม,ได้เลยี ไมไ่ ด้ เหตนุ ้ันจงึ เห็นด้วยเกลาั ๆ ว่า การเรยี กตวั เขา้ มากไ็ ม่ เปน็ การสมควรพระพุทธเจา้ ขา้ ” ทา่ นเสนกกราบทลู แถลงอยา่ งยดื ยาว เพอ่ื ประวงิ เวลาหาลทู่ างกบั ย้ังพระเจ้าวิเทหราชได้ มใิ ห้ ทรงน์ามโหสถบัณฑติ เข้าสู่ราชสำนกั โดยเรว็ พลัน ทงั้ พยายามที่จะแสดงความเป็นนกั ปราชญแ์ หง่ ตนให้ ปรากฏไวั และยงั เปน็ การโนม้ นาั วพระหฤทัยของพระเจา้ วเิ ทหราชให้ทรงเห็นวา่ ตนเป็นผรู้ กั ษาเชดิ ชู พระบรมอิสรยิ ยศ มยิ อมปล่อยใหพ้ ระบรมเดชานุภาพถกู ดหู มนื่ ได้โดยประการทัง้ ปวง สมเดจ็ พระเจา้ วิเทหราชทรงสดบั คำกราบทลู ของทา่ นเสนกแล้ว ทรงเขา้ พระทย้ ตามทเ่ี ขาประสงค์ มีพระดำรสั ถามวา่ “เชน่ น้ัน ทำอย่างไรจงึ จะสมควรเลา่ ” “น่นั คอื วิธกี ารพระพทุ ธเจา้ ขา้ ” ท่านเสนกกราบทลู อย่างแข็งข้นเพราะเหน็ ว่าพระหฤทยั ของ พระจอมราชได้หยดุ กระคอื รอื รันลง “วิธกี ารทเ่ี หมาะสมดง้ ที่ขา้ พระพทุ ธเจ้าถวายทลู แลว้ นน้ั ซึ่งขอพระ- ราชทานเวลาไตร่ตรองใหถ้ อ่ งแทก้ ่อน เมอ่ื ประจกั ษ์แน่นอนวา่ ปราศจากโทษกาลใด ขา้ พระพุทธเจาั จะ กราบทลู ให้ทรงทราบใต้ฝา่ ละอองธุลีพระบาทกาลนน้ั พระพุทธเจา้ ข้า” มโหสถบณั ฑิตก็ยงั เปน็ กุมารแห่งยวม้ชฌคามตะวนั ออกลีบไป kalyanamitra.org

๗. เขา้ ฟ้า คำกราบทลู ของทา่ นเลนก แมจ้ ะเตม็ ไปด้วยเหตผุ ลเพยี งพอท่ีจะยับย้งั พระเจ้าวเิ ทหราชมิให้ มพี ระราชคำรลั อนั ใดออกมาดามพระราชประสงค์ก็จริง แตจ่ ะยบั ยั้งพระหฤทยั ให้หยุดย้ังจากพระราชดำริ ถึงมโหลถหาไดไ้ ม่ พระองค์คงมีพระดำรคิ รนุ่ อยู่ในพระหฤทัยตลอดเวลาว่า “ พ่อมโหลถบัณฑติ กำ หัวใจของเราไวไ้ ดแ้ ลวั ในคราวท่ีแกับัญหาตามวิสยั ของเด็กกอ่ นน้นั ครั้นเราสอบสวนทดลองดว้ ยบัญญา ที่ดึกซ็งตามหลกั การท่ีกำหนดไวั พ่อมโหลถบัณฑิตได้พยากรณอ์ ย่างฉับเฉียว และในกระบวนบญั หา อันยอกย้อนนนั้ *1 เลา่ พอ่ ก็คติ ตอบอย่างท้นควนั ดูช่างสามารถองอาจด้วยปรชี ารู้ไปสนิ้ จบ บญั หาขอ้ ไหน ควรจะตอบอยา่ งไร จะควรโตอย่างไร จะควรยอ้ นทา่ ไหน เหลา่ น๋ํ เหมอื นยบั จะแจ่มใจอยู่ตลอด บญั หาใด ผ่านมา บญั หานั้นเป็นปรากฎคำพยากรณ์ออกมาทนั ทีดหู รอี ฉลาดสามารถปานน๋ํ ทา่ นอาจารย์เสนกยัง ไมย่ อมใหว้ บั เขา้ มาเป็นราชบัณฑิตของเรา แกจะหาทางใหว้ ิเศษอยา่ งไรร้นไปอกี ไม่เอากะอาจารย์เสนก ละ จะอย่างไรก็ชา่ งเปน็ ไร เราจะไปพาพ่อมโหสถมาเองละ” ทรงดัดดนึ พระทัยเดด็ ขาด มีพระราชบญั ชาใหร้ าชวลั ลภผใู้ กลัชดิ ตระเตรียมขบวนโดยเร็ว มี พระประสงคจ์ ะเสดจ็ พระวาชดำเนินโดยขบวนมา้ ราชวลั ลภรบั พระบรมราชบัญชาออกมาจัดเตรยี มขบวน รถมา้ พรอมเสร็จ พระองค์กป็ ระทบั ม้าพระทน่ี ง่ั เสดจ็ ออกจากพระนครไปโดยมีไดร้ ีรอ กล่าวถงึ ทา่ นเสนกออกจากทเ่ี ฝืาพวัอมอาจารย์ทงั้ คณะ สนทนาปราศวยั กนั ไปยงั ไมต่ กลงกัน ในบัญหาสำด้ญเกย่ี วกบั ลาภผลอันจะถกู แบ่งส่วนไป ทา่ นเสนกเลยชวนคณะอาจารย์ไปหารอื กนั ท่บี ัาน ท่านเสนกเอย่ รน้ กบั คณะอาจารยว์ า่ “พวกเราจะทำอยา่ งไรกนั บดั นเ๋ํ หตุการณ์อันไมน่ ่าปรารถนากำลัง จะอบุ ตั ิร้นแลัว ข้าพเจา้ เกือบจะหมดปญ้ ญาแลวั ในการทจ่ี ะยบั ยัง้ พระเจ้าวเิ ทหราช สังเกตดวู ่าพระหฤทัย ของพระราชาของเราเวลานํ่บรรจุแนน่ ไปด้วยมโหสถเท่านั้น ถึงเราจะระงบั ไว้ได้ กเ็ ป็นการประวิงเวลา ให้ยืดยาวออกไปหน่อยเทา่ น้นั ไมเ่ ป็นเหตเุ พยี งพอทจ่ี ะลดจำนวนมโหสถลงจากพระหฤทยั ของพระราชา ได”้ “ท่านเป็นผ้เู จริญกวา่ พวกขา้ พเจา้ ” อาจารย์ปกุ กุคะกล่าว “ก็ยังยอมวับว่าเกือบหมดบญั ญา แลวั พวกขา้ พเจา้ จะเอาบญั ญาที่ไหนมาได้เลา่ ” “ช่วยกันติดเขา้ กค็ งมที างบาั งดอกน่ะ” ทา่ นเลนกกลา่ วอย่างท่ยี งั ไมส่ น้ิ หวังเสยี ทีเดียว “ใคร เห็นลูท่ างอย่างไวบัางก็พดู ออกมากแ็ ลัวกัน” kalyanamitra.org

๔๔ กามีนท้เอย่ ว่า “ก็ทา่ นอาจารยเ์ คยทำนายพระสบุ ินไว้ ก็เหน็ ความสำคัญแจ่มแจ้งอยูแ่ ลว้ ว่า ไฟ ดวงน้อยนน้ั จะแผ่แสงครอบงำพวกเราเสยี ควรจะปลอ่ ยไปอยา่ งนั้นก็จะสนเรือ่ ง ไมต่ อ้ งมาปรารม/เกนั ด้วยความน้อยใจเชน่ นึ่” “ทำอย่างวา่ นะ่ ไม่ยากดอก” ทา่ นเสนกเสยี งขุ่น “แด,พวกเรานา่ จะคดิ ดูบ้างวา่ ฐานะของพวก เรานัน้ จะเปน็ อยา่ งไร สำหรบั มถิ ิลานครและสำหรบั แควน้ วิเทหะ ท้าวมีถิลานครท่ัวแดนวเิ ทหะ ยกเว้น พระราชาเสยี แลว้ พวกเรานน้ั เป็นบคุ คลทปี่ ระชาชนจะตอ้ งเหน็ วา่ สำคญั เม่ือเราได้รับความสำคัญเชน่ น่ึ อยู่แล้ว จะเปน็ การดีที่ไหนท่ีจะลดคา่ ของควั ด้วยรศั มีของผอู้ นื่ คอื มโหสถ ซึง่ เราอาจจะพูดไดเ้ ตม็ ปากวา่ เดก็ เม่ือวานซนื กว็ ่าได้ และเพราะความสำคัญของพวกเราเทา่ น้ันทช่ี ่วยใทเ้ ราเหืเ่ องฟงั อยตู่ ลอดมา เราจะ ไม่รักษาความสำคญั ของเราไว้ละหรือ พวกเราจะปล่อยให้ความสงู สง่ ของพวกตนถกู ดดั รอนเสยี ดว้ ยตนเอง ละหรอื พวกเรามคี วามดกี ต็ อ้ งรกั ษาความสูงสง่ ของตนถึงจะถกู ต้อง” “ในเม่ือไม่สามารถจะรกั ษาไว้ได้ ก็ควรจะยอมโดยดุษณี แมจ้ ะเป็นการลดตนลงมาบ้างก็ยังดี กว่าอัปยศ ” กามินท์โต้ “แตใ่ นเมอ่ื ท่านอาจารย์ผเู้ ป็นปาโมกขแ์ ห่งพวกเรามีลูท่ างพอที'จะบ้องกันความ สูงสง่ ไว้ได้ผมก็ยนิ ดจี ะร่วมมือทุกประการ แต่เปน็ ความรว่ มมือเท่าน้นั เรอ่ื งร่วมคิดโปรดดดั ผมออกมา ได้ เพราะความคดิ ของผมไม่พอทจี่ ะรว่ มกับพรรคพวกไดเ้ สยี แล้ว” เทวินท์นงั่ ฟังมานานแลว้ จงึ เอย่ รน้ บ้าง “ท่านอาจารย์ผเู้ ปน็ ปาโมกข์ ผมเหน็ ล่ทู างอยู่ แต่การ ดำเนนิ การตามลทู่ างน้นั ผมไม่สามารถจะปฎบิ ต้ ไิ ด้” “เอาเถดิ ” ท่านเสนกเซญิ “เพยี งแต่แนะแนวทางให้รู'้ ก็เป็นการมากพออย่แู ลว้ ลองวา่ มาทีรึ เทวนิ ท์ ” เทวนิ ทแ้ ถลง “ความจริงก็นา่ จะเปน็ ทท่ี ราบกนั ดีอยใู่ นหมู่พวกเราแล้ว ยิ่งท่านอาจารย์ผู้เป็น ประมุขของพวกเราด้วยแล้ว ยิง่ ดระหนกั ดใี นลู่ทางนน้ั การทีจ่ ะให้ผมแถลงจึงเท่ากับเอากลอนอนั บกพร่อง มาอวดแกร่ ัตนกว”ี “ม้วแตอ่ ่านโองการเทา่ นั้น เมื่อไรจะรู้'เร่อื งกนั สักที” เสยี งปุกกสุ ะทว้ ง “ไม่บอกเลา่ เสยี ก่อน เผ่อื เอ่ยออกไปไม่เป็นท่สี มประสงค์ จะเหมาวา่ ผมบอ้ งตืน้ นะ่ ซค็ ณุ ” เทวนี ท้เถียง “เอาละผมจะบอกลูท่ างท,ี ผมเห็นบดั น้ื มนั ไม่มีอะไรยากเลย เพียงแต่ทำใหม้ โหสถจำนนได้ สักครงั้ หน่ึงเท่านนั้ เรากจ็ ะสามารถกวาดล้างความนยิ มในมโหสถออกเลียไดจ้ ากพระหฤทยั ของพระราชา อย่างที่เรยี กว่าถอนรากถอนโคนกนั ทเี ดียว” “พุทโธ่ นกึ วา่ จะแหลมหลักอนั ใด ทแี่ ท้กป็ ลอ่ ยออกมาอย่างท่อื กุ” กามินท้วา่ “หลักการมัน กเ็ พยี ง่ เทา่ นน้ั รูก้ นั อย่แู ล้ว แตท่ ีด่ ้องการน่ะมนั เปน็ ล่ทู างทจี่ ะทำใหม้ โหสถจำนน ไมใ่ ช่ลทู่ างอย่างท่คี ุณว่า” ทา่ นเสนกเหน็ วา่ จะเกดิ โตเ้ ถยี งกันร้น จงึ ไกล่เกลีย่ วา่ “อยา่ เอะอะกันไปเลย เทวินทก้ บ็ อกแล้ว วา่ ทเี่ ขาพูดนน้ั พวกเราร้กู ันอยแู่ ลว้ เอะิ น่นั ดูเหมอื นพนกั งานกำลังมา” ทกุ คนเลยทันไปสนใจกบั พนักงานกรมวังอันเป็นผชู้ อบพอกับท่านเสนก ซึงกำลังเดินมาใน kalyanamitra.org