Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ป.4 หน่วยที่1 ศาสนาและหลักธรรม

ป.4 หน่วยที่1 ศาสนาและหลักธรรม

Published by Nannongbon School, 2021-06-30 08:18:03

Description: หน่วยที่1 ศาสนาและหลักธรรม

Search

Read the Text Version

สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรมSlidePPT61-NEW ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรูท้ ี่ ๑ หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ๒ หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ๓ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๔ Slide PowerPoint_ส่อื ประกอบการสอน บริษทั อกั ษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรงุ เทพฯ 10200 Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand โทรศพั ท์ : 02 622 2999 โทรสำร : 02 622 1311-8 [email protected] / www.aksorn.com

๑หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ศาสนาและหลกั ธรรม สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง • อธบิ ำยควำมสำคญั ของพระพทุ ธศำสนำหรอื ศำสนำที่ตนนับถือในฐำนะเปน็ ศูนยร์ วมจติ ใจของศำสนิกชน • สรปุ พทุ ธประวตั ติ ง้ั แต่บรรลธุ รรมจนถึงประกำศธรรม หรอื ประวตั ศิ ำสดำท่ีตนนบั ถอื ตำมที่กำหนด • เห็นคุณค่ำและปฏิบตั ิตนตำมแบบอย่ำงกำรดำเนนิ ชีวติ และขอ้ คิดจำกประวตั ิสำวก ชำดก เร่อื งเลำ่ และศำสนกิ ชนตวั อยำ่ งตำมท่ีกำหนด • แสดงควำมเคำรพพระรัตนตรัย ปฏบิ ตั ติ ำมไตรสกิ ขำและหลักธรรมโอวำท ๓ ในพระพุทธศำสนำ หรอื หลักธรรมของศำสนำทต่ี นนับถือตำมท่กี ำหนด • ชนื่ ชมกำรทำควำมดขี องตนเอง บุคคลในครอบครัว โรงเรียน และชมุ ชนตำมหลกั ศำสนำ พร้อมทั้งบอกแนวปฏิบัติในกำรดำเนนิ ชวี ติ • เห็นคณุ คำ่ และสวดมนต์แผเ่ มตตำ มีสติทเ่ี ป็นพนื้ ฐำนของสมำธใิ นพระพุทธศำสนำ หรือกำรพฒั นำจิตตำมแนวทำงของศำสนำทตี่ นนบั ถอื ตำมท่ีกำหนด • ปฏบิ ตั ิตนตำมหลักธรรมของศำสนำทต่ี นนับถอื เพือ่ กำรอยู่ร่วมกันเป็นชำตไิ ด้อย่ำงสมำนฉันท์ • อธบิ ำยประวตั ศิ ำสดำของศำสนำอ่นื ๆ โดยสังเขป • อภปิ รำยควำมสำคัญ และมสี ว่ นร่วมในกำรบำรุงรักษำศำสนสถำนของศำสนำทีต่ นนบั ถอื • มมี รรยำทของควำมเป็นศำสนกิ ชนทดี่ ีตำมท่กี ำหนด • ปฏบิ ัติตนในศำสนพธิ ี พิธีกรรมและวนั สำคัญทำงศำสนำตำมทก่ี ำหนดไดถ้ ูกตอ้ ง

ความสาคัญของศาสนา ๑บทท่ี ประวตั ิและความสาคญั ของศาสนา เปน็ เคร่อื งยึดเหนี่ยวจติ ใจ เป็นศนู ย์รวมการทาความดแี ละเปน็ หลักในการพฒั นาจติ ใจ เปน็ ทป่ี ระกอบศาสนพธิ แี ละเป็นแหล่งทากิจกรรมทางสังคม

ประวตั ิศาสดาของศาสนาต่างๆ พระพุทธศาสนา พระพทุ ธเจำ้ ประสตู ิเม่ือวันขน้ึ ๑๕ คำ่ เดอื น ๖ กอ่ นพุทธศกั รำช ๘๐ ปี เมอ่ื พระองคป์ ระสูติจำกพระครรภข์ องพระมำรดำได้ ๕ วนั พรำหมณ์ได้ทำนำยวำ่ “ถ้าพระโอรสอยู่ครองเมืองจะทรงเปน็ พระเจา้ จกั พรรดิทยี่ ง่ิ ใหญ่ แต่ถา้ ออกผนวชจะไดเ้ ปน็ ศาสดาเอกของโลก” เมอื่ เจำ้ ชำยสิทธตั ถะทรงทอดพระเนตรเห็นเทวทตู ท้งั ๔ จึงได้เสดจ็ ออกจำกพระนครเพื่อออกผนวช

เทวทูตทั้ง ๔ คนเจบ็ คนแก่ สมณะ คนตาย ที่มำภำพ : http://innovation.kpru.ac.th/

ตรัสรู้ เมอื่ เจำ้ ชำยสทิ ธัตถะผนวชแลว้ ไดไ้ ปศึกษำอยทู่ ีส่ ำนักของอาฬารดาบส และอทุ ทกดาบส ศกึ ษำจนสำเรจ็ หรือแมก้ ระทั่งทรงบำเพ็ญทุกรกริ ยิ ำ กลนั้ ลมหำยใจเขำ้ ออก อดพระกระยำหำรจนพระวรกำยผ่ำยผอม ก็ยงั ไมท่ รงพบหนทำงพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกวิธีทรมำนรำ่ งกำย

เมอ่ื ได้บำเพญ็ เพยี รด้วยกำรน่ังสมำธิ พจิ ำรณำควำมเปน็ ไปของธรรมชำติ จนตรัสรู้อรยิ สัจ ๔ ซงึ่ เป็นหนทำงกำรดับทกุ ข์ ณ ใต้ตน้ พระศรี- มหำโพธ์ิ บรเิ วณรมิ ฝง่ั แมน่ ้ำเนรญั ชรำ ตำบลอุรุเวลำเสนำนคิ ม เม่ือวนั ขึน้ ๑๕ คำ่ เดอื น ๖ ขณะมีพระชนมำยุ ๓๕ พรรษำ

ประกาศธรรม หลังจำกตรสั รแู้ ลว้ พระพุทธเจำ้ ไดเ้ สด็จออกประกำศธรรม โดยทรงโปรดเหลา่ ปัญจวัคคยี ์เปน็ กลุ่มแรก

พระพุทธเจ้ำเสดจ็ ออกเผยแผพ่ ระพทุ ธศำสนำ และไดแ้ สดงธรรมโปรดชฎลิ ๓ คน ซง่ึ เคยเป็นอำจำรย์ของพระเจำ้ พิมพิสำร ชฎิล นกั บวช เกล้าผมและบชู าไฟ ตอ่ มำชฎลิ ทง้ั หมดมคี วำมศรัทธำพระพทุ ธเจ้ำและกรำบทูลขอบวชเปน็ สำวกของพระพทุ ธเจ้ำ

• เจ้ำลัทธิผู้หนึ่งชื่อ สัญชัย มีสำวก ๕๐๐ คนเศษ ใน • เมือ่ อปุ ตสิ สะและโกลิตะไดฟ้ ังก็บรรลธุ รรมเบื้องตน้ จงึ บรรดำสำวกเหล่ำนั้นชื่อ อุปติสสะ และ โกลิตะ ทั้งสอง อำลำท่ำนสัญชัย และพำสหำย ๒๕๐ คน ไปเข้ำเฝ้ำ เป็นผ้มู ีสติปญั ญำมำก พระพุทธเจำ้ ท่วี ดั เวฬุวนั เพือ่ ทูลขอบวช แตง่ ตง้ั พระอคั รสาวก • พระอัสสชิ อธบิ ำยพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ำให้ • เมอ่ื บวชแลว้ อปุ ตสิ สะ มีนำมวำ่ พระสารบี ตุ ร สว่ นโกลิตะ ฟงั ไดก้ ล่ำวว่ำ “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคต มีนำมว่ำ พระโมคคัลลานะ ทั้งสองได้ปฏิบัติธรรมจน เจ้าตรัสเหตุเกิดแห่งธรรมนั้น และตรัสความดับแห่ง สำเร็จเป็นพระอรหันต์ และได้รับกำรแต่งตั้งเป็นพระอัคร ธรรมเหล่านัน้ พระมหาสมณะมีปกติตรสั อยา่ งนี้” สำวกของพระพทุ ธเจำ้

แสดงโอวาทปาติโมกข์ หลังจำกพระพทุ ธเจำ้ ประกำศพระพทุ ธศำสนำเปน็ เวลำ ๙ เดือน ครนั้ เมื่อถึงวนั เพญ็ เดอื น ๓ ไดม้ พี ระสงฆส์ ำวกจำนวน ๑,๒๕๐ องค์ มำเข้ำเฝ้ำ พระองค์ที่เวฬุวนำรำมโดยมิได้นัดหมำย พระพุทธเจ้ำได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งถือเป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศำสนำ อย่ำงแท้จรงิ

โอวาทปาตโิ มกข์ หลักคาสอนมใี จความสาคัญ ๓ ประการ ๑. การไม่ทาชั่วทั้งปวง ๒. การทาความดีใหถ้ ึงพร้อม ๓. การทาจติ ใจใหผ้ ่องใส

ปรนิ พิ พาน กอ่ นที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดบั ขนั ธปรนิ ิพพาน พระองค์ทรงมพี ระโอวาทเป็นครัง้ สดุ ทา้ ย (ปัจฉิมโอวาท) ที่ตรสั สั่งเหล่าสาวกวา่ “ภกิ ษทุ ั้งหลาย บดั นี้ เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลาย สงั ขารท้ังงวง มีความเส่ือมสน้ิ ไงเงน็ ธรรมดา พวกเธอจงทากจิ ของตน และกิจเพ่ือผ้อู ื่นใหพ้ รอ้ มด้วยความไม่งระมาทเถดิ ” หลังจากน้นั พระองค์จึงได้เสด็จดบั ขนั ธปรนิ ิพพาน ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ แห่งกรงุ กสุ ินารา แคว้นมัลละ

ครสิ ตศ์ าสนา ๑ ศาสดาของ • ศำสดำของศำสนำคริสตค์ ือ พระเยซู พระองค์เปน็ ชำวยวิ ศาสนาคริสต์ • ประสตู ิวนั ที่ ๒๕ ธนั วำคม ท่ีหมูบ่ ำ้ นเบธเลเฮม แควน้ ยูดำห์ ในดนิ แดนปำเลสไตน์ • ปีที่กำเนดิ นับเป็น ค.ศ. ๑ • บิดำชอื่ ว่ำ โยเซฟ ส่วนมำรดำชือ่ ว่ำ นำงมำเรีย • มีควำมสนใจในเร่ืองทำงศำสนำ มีควำมเฉลียวฉลำดมำก • อำยุย่ำง ๓๐ ปี ได้พบกับนักบญุ โยฮัน และไดร้ บั ศลี ล้ำงบำป • ต่อมำได้ประกำศหลกั คำสอนเพอ่ื ไปสกู่ ำรอยู่รว่ มกนั บนโลกอย่ำงสนั ตสิ ุข • พระเยซูได้เผยแผ่ศำสนำแล้วเป็นเวลำ ๓ ปี นกั บวชชำวยวิ กลวั ว่ำ ชำวยิวจะหนั ไปนบั ถอื ศรทั ธำ พระองค์หมด จงึ ใส่ควำมจนพระองคถ์ กู ประหำรชีวิต • พระเยซถู ูกประหำรชีวิตโดยกำรถกู ตรงึ บนไมก้ ำงเขน

ศาสนาอสิ ลาม ๑ • ศำสดำของศำสนำอิสลำมคือ ท่านนบีมฮู ัมมัด เปน็ ชำวอำหรับ • ประสูติทเี่ มืองมักกะฮฺ บำงแหง่ เรียกวำ่ เมกกะ • เปน็ บตุ รของอับดลุ ลอฮแ์ ละนำงอำมีนะฮ์ แตก่ ำพรำ้ ตั้งแตว่ ยั เยำว์ จึงอยู่ในควำมอุปกำระของลงุ ศาสดาของ • ในวัยหน่มุ ได้ทำงำนกบั นำงคอดีญะฮ์ ทำหน้ำทคี่ วบคมุ กองคำรวำนนำสนิ ค้ำไปขำย ศาสนาอิสลาม • ตอ่ มำไดแ้ ตง่ งำนกันและมีบุตรธดิ ำด้วยกนั ๖ คน • เมื่อครั้งไปหำควำมสงบในถำ้ บนภูเขำฮริ อฮ์ มที ตู สวรรคน์ ำโองกำรของพระเจ้ำมำประทำนแกท่ ำ่ น • ได้ประกำศศำสนำ คือ ให้บชู ำพระเจ้ำเพยี งองคเ์ ดยี วและให้ทำลำยรูปเคำรพตำ่ งๆ ใหห้ มดส้ิน • ทำ่ นนบีมฮุ มั มัดประกำศศำสนำได้ ๑๓ ปี จงึ สำมำรถรวบรวมแควน้ ต่ำงๆ เป็นอำณำจกั รของชำวอำหรับ ทำ่ นถงึ แก่กรรม เมื่อ พ.ศ.๑๑๗๕ ขณะมพี ระชนมำยุ ๖๓ พรรษำ

หลักธรรมสาคญั ของพระพุทธศาสนา ๒บทท่ี โอวาท ๓ หลกั ธรรมของศาสนา ๑ โอวาท ๓ ๓ ๒ กำรไมท่ ำควำมช่ัว กำรทำจิตให้ผ่องใสบริสทุ ธ์ิ กำรทำควำมดี

เบญจศีล เบญจศลี คอื ขอ้ ปฏบิ ตั ิเพื่อละเว้นจำกกำรทำควำมช่ัว มอี ยู่ ๕ ประกำร เบญจศลี ห้ามฆ่าสัตว์ หา้ มเสพ ห้ามลกั ทรัพย์ สิง่ ของมนึ เมา ห้ามพดู โกหก หา้ มประพฤติผิด

เบญจธรรม เบญจธรรม คอื ข้อปฏิบตั เิ พอื่ ให้บุคคลไดก้ ระทำควำมดี มีอยู่ ๕ ประกำร เบญจธรรม มีความเมตตา เปน็ ผู้ ไมป่ ระมาท ประกอบ อาชีพสจุ ริต พดู ความจรงิ มีความสารวม ในกาม

ไตรสกิ ขา ศลี สมาธิ ปญั ญา ข้อปฏิบตั ิทตี่ อ้ งศึกษา ๓ ประการ

พรหมวหิ าร ๔ ความรัก ความปรารถนาดี อยากใหผ้ ู้อื่นมีความสุข ความสงสาร อยากใหผ้ ูอ้ ่นื พน้ ทกุ ข์ เมตตา กรุณา การพลอยยินดีเมื่อผ้อู นื่ ไดด้ ี การวางใจเป็นกลาง ไมเ่ อนเอยี งดว้ ยความรกั หรือความชัง มุทิตา อเุ บกขา

ศรทั ธา ๔ ความเช่ือทปี่ ระกอบด้วย เช่ือกรรม เหตุผล ๔ ประการ เชือ่ ผลแหง่ กรรม เชอ่ื วา่ สตั ว์มีกรรมเปน็ ของตน เชอื่ ในพระปัญญาการตรัสร้ขู องพระพุทธเจ้าวา่ เปน็ ความจริง

พทุ ธคณุ ๓ ปัญญำทท่ี ำให้พระองค์ตรสั รู้ ดวงจิตของพระองคท์ ่มี ีควำม ควำมกรุณำทีเ่ สดจ็ ไปสั่งสอน ธรรมด้วยพระองคเ์ องแล้วทรง สะอำดบรสิ ทุ ธิ์ สงบ ผ่องใส ประชำชนให้ได้รธู้ รรม สอนผู้อน่ื ใหร้ ตู้ ำม พระวสิ ทุ ธิคณุ พระกรณุ าธคิ ุณ พระปญั ญาคณุ พุทธคณุ ของพระพทุ ธเจา้ มี ๓ ประการ

หลกั กรรม พระพุทธเจา้ ทรงสอนและเนน้ เร่ืองกรรม กรรม การกระทา กำรกระทำท่ีดี กำรกระทำทไี่ ม่ดี กุศลกรรม อกุศลกรรม

สจุ ริต ๓ ทจุ รติ ๓ ทุจริต ๓ สุจริต ๓ การกระทาความชั่ว กายทจุ ริต การประพฤติชอบ กายสจุ รติ วจีทจุ ริต วจีสจุ ริต มโนทจุ ริต มโนสุจริต

กตญั ญกู ตเวทตี ่อประเทศชาติ ๑ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเปน็ คนดเี ปน็ พลเมอื งดีของชาติ ๒ เคารพศรทั ธาและยึดมน่ั ในพระรัตนตรยั ๓ ประกอบอาชพี ดว้ ยความซือ่ สตั ยส์ ุจริต ๔ มีความสามคั คี เปน็ นา้ หนงึ่ ใจเดียว มคี วามรกั ใคร่กลมเกลยี วกัน และเอื้อเฟือ้ เผื่อแผซ่ งึ่ กันและกัน ๕ มีความจงรกั ภักดตี ่อองคพ์ ระมหากษัตรยิ แ์ ละพระบรมวงศานวุ งศ์ ๖ ร่วมใจกันรกั ษาวฒั นธรรมประเพณีทด่ี งี ามของชาติ ๗ มคี วามขยันหม่ันเพียร ๘ ช่วยกันดแู ลรกั ษาสง่ิ แวดล้อมทางธรรมชาตอิ ยา่ งเครง่ ครัด

มงคล ๓๘ ประการ ความเคารพ กำรแสดงออกท่แี สดงถึงกำรยอมรบั นบั ถือต่อบคุ คล สถำนที่ สง่ิ ทม่ี ีคณุ คำ่ ทำงจิตใจ ด้วยควำมอ่อนนอ้ ม อ่อนโยนอย่ำงเหมำะสม การแสดงออกทางกาย • กำรกรำบ ไหว้ กำรลุกขน้ึ ยนื ต้อนรับ กำรใหท้ ่ีน่งั แกผ่ ทู้ ีเ่ คำรพ กำรหลีกทำงให้ การแสดงออกทางวาจา • กำรพูดดว้ ยคำทไ่ี พเรำะสภุ ำพ ไม่หยำบคำย การแสดงออกทางใจ • กำรระลกึ ถึง นึกถึงพระคณุ ของผทู้ เ่ี รำควรทำควำมเคำรพเสมอ

การถ่อมตน กำรแสดงควำมรู้ควำมสำมำรถหรอื ฐำนะในลกั ษณะทต่ี ่ำกว่ำท่เี ปน็ จรงิ พิจำรณำขอ้ บกพรอ่ งของตนเอง ไม่อวดตวั ไม่ด้ือรั้นถือดี มกี ิรยิ าอ่อนนอ้ ม กำรแสดงกิรยิ ำทำ่ ทำงท่ีน่มุ นวล อ่อนโยนต่อคนทัว่ ไป รู้จักที่ตำ่ ทส่ี งู สงบเสงย่ี ม เจยี มตัว มีวาจาออ่ นหวาน พูดจำสุภำพอ่อนโยน ไม่พดู โอ้อวดยกตวั ไมพ่ ูดนนิ ทำ เยำะเย้ยถำกถำงผู้อืน่ ทำส่งิ ใดผดิ ควรกล่ำวคำวำ่ ขอโทษ เสมอ เม่ือผใู้ ดทำคณุ แก่ตนควรกล่ำวคำวำ่ ขอบคณุ มีจติ ใจอ่อนโยน มจี ิตใจทเ่ี อ้อื อำทร ต้องกำรใหผ้ อู้ นื่ พน้ จำกควำมทกุ ขแ์ ละมีควำมสขุ และให้อภัยอยู่เสมอ

การทาความดีใหพ้ ร้อมไวก้ อ่ น กำรทำควำมดเี พอ่ื เตรียมพร้อมไวแ้ ตต่ ้น เป็นกำรส่งั สมควำมดีทีจ่ ะส่งผลใหเ้ กิดควำมสุขควำมเจริญได้ในภำยภำคหน้ำ หลกั กำรทำควำมดี คือ บุญกิรยิ าวัตถุ ๓ บุญกิริยาวตั ถุ ๓ ทานมยั สีลมัย ภาวนามัย การทาความดดี ้วยการให้ การทาความดีดว้ ยการรักษาศีล การทาความดีดว้ ยการเจรญิ ภาวนา เชน่ เชน่ และรักษาจติ ใจใหผ้ อ่ งใสบริสุทธิอ์ ยู่เสมอ ใหอ้ ภยั ใหส้ ิ่งของ ให้กาลังใจ ใหค้ วามรู้ ไมฆ่ า่ สัตว์ ไมล่ กั ทรพั ย์ของผู้อ่นื

การทาจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธ์ิ กำรพฒั นำจติ ใจให้มน่ั คง ไมห่ วนั่ ไหว และปฏิบตั จิ นบรรลเุ ปำ้ หมำยของชวี ติ ได้ จะต้องหมน่ั บำเพ็ญภำวนำทำงจติ เรยี กวำ่ การทาสมาธิ สมาธิ คือ ควำมต้ังมัน่ แหง่ จติ หรอื อำกำรทจ่ี ติ จดจอ่ อยู่กบั สิง่ ใดสิ่งหน่งึ นำนๆ ประโยชน์ของการบรหิ ารจติ และเจริญปญั ญา ไมฟ่ งุ้ วำ่ น เมอ่ื จิตสงบยอ่ มไมเ่ บยี ดเบยี นผูอ้ นื่ สังคมก็จะมคี วำมสงบสขุ • ทาใหเ้ รยี นไดอ้ ย่างมีความสุข สำมำรถเข้ำใจบทเรยี นได้ง่ำย • สุขภาพกายสขุ ภาพจติ ดี สำมำรถอยู่กบั ผ้อู นื่ ได้เปน็ อย่ำงดี • จิตสงบ พร้อมใช้สติปญั ญำในกำรแก้ไขปญั หำ

พทุ ธศาสนสภุ าษติ ถอ้ ยคำทก่ี ลำ่ วดีแลว้ สภุ ำษิตที่มใี นพระพทุ ธศำสนำ สำมำรถนำไปเป็นแนวทำงในกำรดำเนนิ ชวี ติ ได้ เชน่ สขุ า สงฆฺ สสฺ สามคคฺ ี อ่ำนว่ำ ส-ุ ขำ-สงั -คดั -สะ-สำ-มกั -คี ความพร้อมเพรียงของหมูค่ ณะนาสุขมาให้ • ควำมสำมคั คี ควำมกลมเกลยี วกัน ควำมพรอ้ มเพรียงกัน ในกำรทำกิจกรรมตำ่ งๆ จนสำเร็จ ทำให้เกิดควำมสุขข้ึนในกลุ่ม ในหมคู่ ณะ

พทุ ธศาสนสภุ าษติ โลโกปตถฺ มฺภกิ า เมตตฺ า อ่ำนวำ่ โล-โก-ปดั -ถำ-พิ-กำ-เมด-ตำ เมตตาธรรม ค้าจุนโลก • เมตตำเป็นคณุ ธรรมทท่ี ำให้คนคดิ ทจ่ี ะช่วยเหลือซง่ึ กนั และกนั สำมำรถอยู่รว่ มกันในโลกอย่ำงมคี วำมสขุ หำกไมม่ ีนำ้ ใจ ต่อกนั เบียดเบยี นกนั ขม่ เหงกนั สงั คมกจ็ ะไมส่ งบสุข

หลกั ธรรมสาคัญของครสิ ต์ศาสนา ๒. อยา่ ออกนามพระเจา้ โดยไม่มเี หตผุ ล ๔. จงนบั ถอื บดิ ามารดา ๑. จงนมสั การพระเจา้ พระองคเ์ ดียว ๓. จงถือวนั พระเจา้ เป็นวันศกั ดิ์สิทธิ์ บัญญตั ิ ๑๐ ประการ ๖. อยา่ ผิดประเวณี ๕. อยา่ ฆา่ คน ๘. อยา่ พดู เท็จ ๗. อย่าลักขโมย ๑๐. อยา่ มีความโลภในทรัพย์สนิ ของผู้อ่นื ๙. อยา่ คิดมิชอบ หลกั ความรัก คริสต์ศาสนาสอนให้ทกุ คนมคี วามรักในพระเจ้า ปฏิบตั ิตามคาสอนของพระเจา้ รักในเพอื่ นมนุษย์ รักด้วยความ บรสิ ุทธิใ์ จ ปรารถนาให้ผูอ้ นื่ มีความสขุ เสียสละใหแ้ ก่กันเมอื่ มีความจาเปน็ และยนิ ดเี มือ่ ผอู้ ื่นไดด้ ี

หลักธรรมสาคัญของศาสนาอิสลาม หลกั ปฏิบัติ ๕ ประการ ๑. กล่ำวปฏิญำณว่ำ “ขา้ พเจ้าขอปฏิญาณว่า ๓. กำรบรจิ ำคทำนแก่ผ้อู น่ื ไม่มพี ระเจ้าอนื่ ใดนอกจากอลั เลาะห์” ๓. กำรถอื ศีลอด ๒. ทำละหมำด วันละ ๕ เวลำ ๕. ประกอบพธิ ีฮัจญ์ทีน่ ครเมกกะ ประเทศซำอดุ อี ำระเบีย

คนดีที่น่าชื่นชม ๓บทท่ี เชื่อม่นั ในการทาความดี คนดี คอื คนท่ที ำควำมดี ประพฤติดี ปฏบิ ตั ิชอบ ไมท่ ำส่งิ ท่ที ำให้ตนเองและผอู้ น่ื เดอื ดรอ้ น มีคณุ ธรรมเปน็ หลกั ในกำรดำเนนิ ชวี ิต กำรทำควำมดีมีหลำยระดบั ทำได้งำ่ ยๆ โดยเรม่ิ จำกตนเอง ดงั นี้ ระดบั ครอบครัว ระดบั โรงเรียน ระดับชมุ ชน • ปฏิบตั ิตำมหน้ำทีข่ องตน • ปฏิบตั ิตำมกฎระเบียบของโรงเรยี น • ปฏบิ ัตติ ำมกฎของชมุ ชน • เชื่อฟงั คำสั่งสอนของพอ่ แม่ • เชื่อฟังคำส่ังสอนของครู อำจำรย์ • มคี วำมเออ้ื เฟอื้ เผ่อื แผ่ผ้อู ื่น • ชว่ ยพอ่ แม่ทำงำนบำ้ น • รักใครสำมคั คีกัน • ชว่ ยเหลืองำนในชุมชน • มคี วำมซื่อสัตย์ • ชว่ ยเหลอื เพือ่ นๆ • มีควำมสำมัคคี • ไมพ่ ดู โกหก

แบบอยา่ งความดี พทุ ธสาวกและชาดก ๑ พทุ ธสาวก : พระอุรุเวลกสั สปะ เดิมเป็นนักบวชชฎลิ มนี อ้ งชาย ๒ คน คอื นทีกสั สปะและคยากัสสปะ มีสาวกรวมกนั ถงึ ๑,๐๐๐ คน เปน็ ทเ่ี คารพนบั ถือของพระเจา้ พมิ พสิ ารและผู้คนทัว่ ไป ต่อมาได้เล่อื มใส ศรทั ธาในพระพทุ ธเจ้า ท้งั สามพรอ้ มบริวารทั้งหมดก็ได้ขอบวช ภายหลังไดร้ บั ยกย่องในทางผู้มบี ริวารมาก พระอุรเุ วลกัสสปะ เปน็ ผปู้ ระกอบดว้ ยพรหมวิหำรธรรม อนั เปน็ ธรรมสำหรับผ้ใู หญ่ใช้ปกครองดูเเลบรวิ ำรให้มคี วำมสขุ ซึ่งประกอบด้วย ๑ เมตตา ควำมรกั ใคร่ ปรำรถนำให้ผู้อนื่ เปน็ สขุ ๒ กรณุ า ควำมสงสำร ปรำรถนำจะช่วยให้ผูอ้ ่ืนพ้นทุกข์ ๓ มทุ ิตา ควำมพลอยยนิ ดีเมื่อผูอ้ นื่ ได้ดี ๔ อเุ บกขา ควำมวำงเฉย ไม่ดใี จไม่เสียใจเม่อื ผอู้ น่ื ถงึ ควำมวบิ ตั ิ

๒ กฏุ ิทสู กชาดก (นกขมิ้นสอนลงิ พาล) เรื่องเกดิ ขึน้ ทีก่ รงุ รำชคฤห์ คร้ังน้นั พระมหำกสั สปะเถระพกั อย่ใู นอรญั กฏุ ิ มีภิกษุสองรูปปรนนบิ ตั ิอยู่ รปู หน่งึ ต้งั ใจปรนนิบตั ิรับใชพ้ ระเถระ สว่ นอีกรูปหนึ่งนั้นก็ ไมส่ นใจปรนนบิ ตั ิ แต่จะคอยฉกฉวยโอกำสเอำเปรียบภิกษทุ ี่ต้งั ใจขยันทำงำนอยเู่ สมอ เม่อื พระเถระทรำบควำมจริง จึงไดก้ ล่ำวตักเตอื นภกิ ษผุ ้ชู อบเอำเปรยี บ ทำใหภ้ กิ ษุผชู้ อบเอำเปรียบผกู ใจเจ็บ ได้ทำลำยสงิ่ ของเครื่องใช้ เม่ือสบโอกำสจึงไดจ้ ดุ ไฟ เผำกฏุ ิของพระเถระ หลังจำกนนั้ พระพุทธเจำ้ ได้ตรสั สรปุ วำ่ “ภิกษทุ ี่ได้เผากฏุ ิของพระมหากัสสปะเถระนัน้ มใิ ช่ทาแตใ่ นเวลานีเ้ ทา่ นั้น แต่ไดเ้ คยทามาแลว้ ใน อดีตชาติ” และไดต้ รสั อดีตนทิ ำนมำสำธกว่ำ...

• ในอดตี กำล ณ กรงุ พำรำณสี มีนกขม้ินตวั หนง่ึ อำศยั อยูใ่ นรังทีท่ ำขึน้ เองอย่ำงประณีต แขง็ แรง แมเ้ มอ่ื ฝนตกนำ้ ฝนกไ็ มร่ ว่ั เข้ำไปให้เปียกได้ • คร้งั หนึง่ ในฤดฝู น มฝี นตกชกุ ตดิ ตอ่ กนั นำนจนพ้นื ดินช่มุ ฉ่ำไปดว้ ยน้ำฝน ลิงตัวหนึ่งได้วิ่งหลบฝนมำนั่งอยู่ใกล้ๆ กับรังของนกขมิ้น นกขมิ้นเห็นลิงนั่งกอดเข่ำตัวสั่น เปียกปอนด้วยควำมหนำว จงึ บังเกิดควำมสงสำรและแปลกใจ

“น่ที ำ่ นลงิ ทำ่ นก็มมี อื เทำ้ คล้ำยกับคน ทำไมจึงไมส่ รำ้ งบ้ำนอยู่เลำ่ มำนั่งเปียกฝนอยำ่ งนท้ี ำไมกนั ” “น่แี นะ่ ! เจำ้ นกขม้นิ แมเ้ รำจะคล้ำยคน แตเ่ รำกไ็ ม่มีปัญญำเหมอื นคนนี่ เรำจะสรำ้ งบ้ำนได้ยงั ไงกนั ” “น่ีแนะ่ ! ทำ่ นลงิ หำกทำ่ นตอ้ งกำรจะใหป้ ญั ญำเกดิ ขึ้นในตวั ของท่ำน ท่ำนจงตงั้ ใจละทิ้งควำมไม่ดี ควำมคดโกงทที่ ่ำนเคยเปน็ แลว้ ทำควำมดี รักษำศลี ทำจติ ให้มน่ั คงเป็นสมำธิแล้วปัญญำก็จะเกิด ในตัวทำ่ นจะช่วยให้ทำ่ นสรำ้ งบำ้ นได้” “หนอยแนะ่ ! เจ้ำนกขมนิ้ บังอำจมำสงั่ สอนข้ำ”

• เม่ือลงิ ไดฟ้ ังคำสั่งสอนแนะนำของนกขมิน้ กค็ ดิ โกรธเคืองนกึ ในใจวำ่ “เจา้ นกขมนิ้ ปากดี อวดตนมาสัง่ สอนเรา เดย๋ี วจะได้เหน็ ดกี ัน” นึกได้ดังนัน้ แลว้ ลงิ กต็ รงเข้ำไปจะคว้ำตวั นกขม้นิ จำกในรงั นกขมิ้นรู้ทันจึงรีบบินหนีไป ลิงจึงรื้อทำลำยรังของนกขมิ้น จนพงั หมด • พระพุทธเจ้ำจึงได้ตรัสสรุปชำดกว่ำ “ลิงพาลในครั้งนั้นได้เกิดเป็นภิกษุหนุ่มที่เผาทาลายกุฏิของพระมหากัสสปะเถระ สว่ นนกขมน้ิ ได้มาเป็นพระพทุ ธองคน์ ัน่ เอง” ขอ้ คิดท่ีได้ • กำรท่ีตนทำสงิ่ ทไ่ี ม่ถูกต้อง เมอ่ื ไดร้ บั กำรอบรมตกั เตือน แล้วโกรธแค้นอำฆำตพยำบำททำลำยทรัพย์ส•ินให้เสียหำย ย่อมได้ชื่อว่ำ เปน็ คนพำลไมม่ ผี ใู้ ดอยำกคบค้ำสมำคมดว้ ย

ศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง ๑ สมเดจ็ พระมหติ ลาธเิ บศร อดลุ ยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

พระราชสมภพ • สมเดจ็ พระมหติ ลำธเิ บศร อดลุ ยเดชวิกรม พระบรมรำชชนก พระองคท์ รงเป็นพระรำชโอรสองค์ ทรงบรรพชา ที่ ๖๙ ในพระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ เจำ้ อยู่หวั และสมเดจ็ พระศรีสวรนิ ทริ ำบรมรำชเทวี พระพนั วสั สำอัยยิกำเจ้ำ พระรำชสมภพ เมอ่ื วันที่ ๑ มกรำคม พ.ศ. ๒๔๓๔ ทรงศกึ ษา ณ ประเทศยุโรป • สมเด็จฯ พระบรมรำชชนกทรงเขำ้ บรรพชำเป็นสำมเณร ในวันที่ ๒๐ สิงหำคม ถึงวนั ที่ ๑๓ ธันวำคม พ.ศ. ๒๔๔๗ ขณะพระองคผ์ นวชเปน็ สำมเณรได้ประทบั ณ วดั บวรนิเวศวิหำร พระองคท์ รงสน พระทัยศกึ ษำและปฏบิ ตั ธิ รรมเป็นอยำ่ งดี • เสด็จไปศึกษำ ณ ประเทศองั กฤษ ทรงเขำ้ เรียนทโี่ รงเรยี นแฮโรว์ในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ เพื่อทรงศกึ ษำ วิชำเบอื้ งตน้ ตอ่ มำทรงศกึ ษำตอ่ โรงเรยี นเตรยี มนำยรอ้ ยท่ีประเทศเยอรมนแี ละศกึ ษำต่อท่ีโรงเรยี น นำยรอ้ ยทหำรบกจนสำเร็จ จำกนัน้ ศกึ ษำดำ้ นทหำรเรือ สำเรจ็ กำรศึกษำเป็นนำยทหำรเรอื ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ และเขำ้ รับรำชกำรอย่ใู นกองทัพเรอื ของประเทศเยอรมนี

ทรงเข้ารบั ราชการ • ในรัชสมัยพระบำทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้ำเจำ้ อย่หู ัว รชั กำลท่ี ๖ ได้เกิดสงครำมโลกคร้งั ท่ี ๑ สมเดจ็ ฯ กระทรวงทหารเรอื พระบรมรำชชนกจงึ เสดจ็ กลบั ประเทศไทย และเขำ้ รับรำชกำรในกระทรวงทหำรเรอื ทรงสนพระทัยการแพทย์ • เมอื่ คร้ังเสดจ็ ไปยังโรงพยำบำลศริ ิรำช ทรงทอดพระเนตรเห็นควำมขำดแคลน ควำมทุกขย์ ำกของ และสาธารณสุข รำษฎรยำมป่วยไข้ พระองค์ไดต้ ดั สนิ พระทัยลำออกจำกกองทพั เรอื เสดจ็ ประเทศสหรัฐอเมริกำ ศึกษำต่อดำ้ นกำรแพทย์และสำธำรณสขุ จนสำเรจ็ แพทยศำสตรบณั ฑติ เกยี รตนิ ยิ มเหรียญทอง ทรงอภเิ ษกสมรส และได้เสดจ็ นิวัตเมืองไทย • อภิเษกสมรสกบั สมเด็จพระศรีนครนิ ทรำบรมรำชชนนี (พระนำมเดมิ สงั วำล ตะละภัฏ) ในวันที่ ๑๐ กันยำยน พ.ศ. ๒๔๖๓ โดยรบั พระบรมรำชำนญุ ำตจำกพระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกลำ้ เจำ้ อยูห่ ัว ท้งั สองพระองคท์ รงมพี ระธิดำและพระโอรสรวมทง้ั ส้ิน ๓ พระองค์

สมเด็จพระเจา้ พ่ีนางเธอ เจา้ ฟา้ กลั ยาณิวฒั นา กรมหลวงนราธวิ าสราชนครนิ ทร์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอฐั มรามาธิบดนิ ทร พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช

ด้านการแพทย์ พระราชกรณยี กจิ ดา้ นการทหาร • ทรงสนพระทัยในกำรปรับปรงุ กำรศกึ ษำแพทย์ กำรศกึ ษำพยำบำล กำรปรบั ปรุงโรงพยำบำลและ สำธำรณสุข และทรงพัฒนำรำกฐำนระบบกำรแพทยแ์ ละสำธำรณสขุ ของไทย ทรงไดร้ บั กำรถวำย พระรำชสมญั ญำนำมวำ่ พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปจั จบุ ันของไทย และพระบดิ าแห่งการ สังคมสงเคราะหข์ องไทย • พระองค์ยังได้ทรงพฒั นำกองทัพเรือ เช่น เรือตอรป์ ิโด เรือดำนำ้ ด้านศาสนา • ทรงเป็นชำวพุทธตวั อยำ่ ง ทรงนำหลักธรรมมงคลชีวติ ๓๘ ประกำรมำปฏบิ ตั ิพระองค์ ทรงเคำรพ เชอ่ื ฟงั พระบรมรำชชนก พระบรมรำชชนนีอย่ำงยง่ิ ทรงบรรพชำเป็นสำมเณร ตั้งใจเล่ำเรียนดว้ ย ควำมอ่อนน้อม

ศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง ๒ สมเด็จพระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี

พระราชสมภพ • สมเดจ็ พระศรีนครินทรำบรมรำชชนนี ทรงมศี กั ด์ิกำเนดิ เป็นสามัญชน พระนำมเดิมว่ำ นางสาวสงั วาลย์ ตะละภฏั พระรำชสมภพในวันอำทิตย์ ท่ี ๒๑ ตุลำคม พ.ศ. ๒๔๔๓ ทจ่ี งั หวัดนนทบรุ ี เป็นบุตรลี ำดบั ท่ี ๓ ในพระชนกชูและพระชนนีคำ ทรงศึกษา • เมอื่ ยังทรงพระเยำว์ สมเด็จพระศรีนครินทรำบรมรำชชนนีได้ทรงเข้ำศึกษำ ณ โรงเรียนวัดอนงคำรำม โรงเรียนศึกษำนำรี โรงเรียนสตรีวิทยำ ตำมลำดับ และทรงเขำ้ ศึกษำตอ่ ในโรงเรียนแพทยผ์ ดงุ ครรภแ์ ละหญงิ พยำบำลแหง่ ศริ ิรำช จนกระทั่งจบหลักสูตรและสำมำรถประกอบอำชีพได้ ตอ่ มำสมเดจ็ พระศรสี วรนิ ทิรำบรมรำชเทวีฯ ได้พระรำชทำนทุนเล่ำเรียนเพ่อื คัดเลอื กพยำบำลส่งไปศึกษำต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกำ ทรงได้รับ คัดเลือกเปน็ นกั เรยี นทุน จำกอธบิ ดีกรมสำธำรณสขุ โดยสมเดจ็ เจ้ำฟ้ำมหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลำนครนิ ทร์เป็นผู้ดูแล ทำให้กลำยเป็นที่สนิท เสน่หำในเวลำต่อมำ

ทรงอภเิ ษกสมรส • ตอ่ มำทั้งสองพระองค์ได้เข้ำสู่พิธีอภิเษกสมรสที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ ๑๐ กันยำยน พ.ศ. ๒๔๖๓ แล้วจึงไดเ้ สดจ็ กลับไปทรงศึกษำต่อทป่ี ระเทศสหรฐั อเมริกำดังเดิม และ ทรงมีพระธดิ ำและพระโอรสรวม ๓ พระองค์ เม่อื ทรงศกึ ษำตอ่ จนสำเร็จแล้ว ทั้งสอง พระองค์เสด็จนิวัตพระนครเพื่อนำควำมรู้ที่ได้รับมำใช้ในกำรทรงงำนทำงด้ ำน กำรแพทย์และกำรสำธำรณสุข สมเด็จฯ พระบรมรำชชนก ทรงงำนหนักจนกระทั่ง พระสุขภำพพลำนำมัยทรดุ โทรม ทำให้ทรงประชวรหนักจนสน้ิ พระชนม์ สมเด็จพระ ศรนี ครนิ ทรำบรมรำชชนนี จึงต้องทรงรบั พระรำชภำระเล้ียงดพู ระธิดำและพระโอรส ทีย่ ังทรงพระเยำว์แตเ่ พยี งผเู้ ดียว พระมารดาผอู้ ภิบาล ๒ กษตั รยิ ์ไทย • สมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทรำบรมรำชชนนี ไดท้ รงส่ังสอนอบรมพระรำชโอรสและพระรำชธิดำให้รู้จักกำรทำงำน กำรบริจำค กำรเสียสละ กำรอดทน และกำรไมเ่ บียดเบยี นรงั แกผู้อ่นื ทรงสำมำรถอบรมพระรำชโอรสทงั้ สองใหท้ รงมีพระรำชอปุ นิสยั ทีด่ งี ำม

พระราชภาระเพ่ือประชาชน • จดั ตัง้ มูลนธิ แิ พทย์อาสาสมเดจ็ พระศรนี ครินทราบรมราชชนนี หรือมูลนิธิ พอ.สว. เพอ่ื ให้คณะแพทย์ในขบวนเสดจ็ ออกรักษำประชำชนที่เจ็บไข้ในท้องถ่ินทรุ กนั ดำร • จัดตัง้ โครงการพฒั นาดอยตงุ เพ่อื พฒั นำพ้นื ท่ีดอยตงุ จังหวัดเชยี งรำย และเป็นกำรช่วยยกระดับคณุ ภำพชวี ิตของชำวไทยภเู ขำ • จัดต้งั มลู นธิ สิ งเคราะหต์ ารวจตระเวนชายแดนและครอบครัว เพ่อื ชว่ ยเหลือข้ำรำชกำรและตำรวจตระเวนชำยแดน • จัดตั้ง โรงเรียนตารวจตระเวนชายแดน เพ่อื ใหต้ ำรวจตระเวนชำยแดนสอนหนังสือนักเรียนชำวเขำที่อยหู่ ำ่ งไกล จำกพระรำชกรณยี กิจตำ่ งๆ พระองคท์ รงอุทศิ พระวรกำยใหก้ บั วงกำรแพทย์ และกำรศกึ ษำของประชำชนที่อำศัยตำมถ่นิ ทุรกนั ดำรจนเปน็ ท่ีรักเคำรพของประชำชนทงั้ ประเทศ จึงไดเ้ ทดิ ทูนพระองค์เป็น สมเดจ็ ย่าของแผ่นดนิ และชำวไทยภเู ขำได้ขนำนพระนำมพระองค์ว่ำ แมฟ่ ้าหลวง

การสวดมนต์ไหว้พระ สรรเสริญคุณพระรัตนตรยั และแผเ่ มตตา ๔บทท่ี ศาสนิกชนทดี่ ี คานมสั การพระพุทธเจา้ คาสักการะพระรตั นตรยั นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต อมิ ินา สกั กาเรนะ พุทธัง อะภปิ ูชะยามิ สัมมาสมั พุทธสั สะ อมิ นิ า สกั กาเรนะ ธมั มงั อะภิปชู ะยามิ (กล่ำว ๓ จบ) อิมนิ า สกั กาเรนะ สงั ฆงั อะภิปชู ะยามิ

คาบูชาคณุ พระรตั นตรยั อะระหัง สมั มาสมั พทุ โธ ภะคะวา พระผู้มพี ระภำคเจำ้ เปน็ พระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองคเ์ อง พทุ ธงั ภะคะวนั ตัง อะภวิ าเทมิ (กรำบ) ข้ำพเจำ้ อภิวำทพระผู้มีพระภำคเจ้ำ ผรู้ ู้ ผ้ตู น่ื ผู้เบกิ บำน สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม พระธรรมเป็นธรรมที่พระผมู้ พี ระภำคเจ้ำ ตรสั ไว้ดีแลว้ ธัมมัง นะมัสสามิ (กรำบ) ขำ้ พเจ้ำขอนมสั กำรพระธรรม สุปะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ พระสงฆ์สำวกของพระผู้มีพระภำคเจ้ำ เปน็ ผปู้ ฏบิ ัตดิ แี ล้ว สังฆงั นะมามิ (กรำบ) ขำ้ พเจ้ำขอนอบนอ้ มพระสงฆ์


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook