10. การวัดและประเมนิ ผล เปา้ หมาย หลักฐาน เครอื่ งมือวัด เกณฑ์การประเมนิ สาระสำคัญ -การประยกุ ต์ใช้ - สมดุ - การถาม/ตอบ -สามารถตอบคำถามได้ เทคโนโลยที าง DNA ใน อยา่ งถกู ตอ้ ง ด้านการเกษตร และ - แบบทดสอบ (check -ทำแบบทดสอบ (check ศกึ ษาคน้ ควา้ หายนี และ point) point) ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง หนา้ ทขี่ องยนี ผลการเรยี นรู้ -อธิบายและสรปุ เก่ียวกบั - สมดุ - การถาม/ตอบ - สามารถตอบคำถามได้ พันธวุ ิศวกรรม การโคลน อย่างถกู ตอ้ ง ยีน การวิเคราะหด์ ีเอ็นเอ - แบบทดสอบ (check -ทำแบบทดสอบ (check และการศกึ ษาจโี นม และ point) point) ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง การประยุกตใ์ ช้ เทคโนโลยขี องดีเอน็ เอ รวมท้งั ความปลอดภยั ของเทคโนโลยีทางดเี อ็น เอ และมมุ มองทางสงั คม และจรยิ ธรรมได้ (ว 1.2 ม. 6/3) -ตัง้ คำถามที่อยบู่ น - สมดุ - การถาม/ตอบ - สามารถตอบคำถามได้ พืน้ ฐานของความร้แู ละ อย่างถูกตอ้ ง ความเข้าใจทาง วทิ ยาศาสตร์ หรอื ความ สนใจ หรอื จากประเดน็ ที่ เกิดข้นึ ในขณะนั้น ท่ี สามารถทำการสำรวจ ตรวจสอบหรือศกึ ษา ค้นควา้ ไดอ้ ยา่ ง ครอบคลุมและเช่อื ถอื ได้ (ว 8.1 ม. 4/2) คุณลักษณะ - ใฝ่เรียนรู้ - การเข้าชั้นเรยี น - ความตรงตอ่ เวลาและ - การเข้าชนั้ เรียนสาย จำนวนครัง้ ทีเ่ ขา้ เรยี น ไมเ่ กนิ 15 นาที และ จำนวนคร้ังท่เี ขา้ เรียน มากกว่า 80% - มงุ่ มนั่ ในการทำงาน - ความสนใจในการเรียน - การถาม/ตอบ - สามารถตอบคำถามได้ อย่างถกู ตอ้ ง
แผนการจดั การเรียนรู้ ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 รหัสวชิ า ว31247 ชือ่ รายวชิ า ชีววทิ ยา 2 ภาคเรยี นท่ี 2 กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ พันธศุ าสตรแ์ ละเทคโนโลยีทาง DNA เวลา 2 ช่วั โมง แผนการเรียนร้ทู ี่ 22 เร่ือง ความปลอดภัยของเทคโนโลยีทาง DNA ผ้สู อน นางสาวศรอี ดุ ร ล้านสาวงษ์ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจกระบวนการและความสำคญั ของการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรม ววิ ัฒนาการของสิง่ มชี วี ติ ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยีชวี ภาพทีม่ ีผลกระทบต่อมนุษย์ และส่งิ แวดลอ้ ม มีกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ ละจติ วิทยาศาสตร์ สอื่ สารส่งิ ทีเ่ รยี นรแู้ ละนำความรู้ไป ใชป้ ระโยชน์ มาตรฐาน ว 8.1 ใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละจิตวิทยาศาสตรใ์ นการสบื เสาะหาความรู้ การแกป้ ัญหา รูว้ ่าปรากฏการณท์ างธรรมชาติทเ่ี กดิ ข้นึ สว่ นใหญม่ รี ูปแบบท่แี น่นอน สามารถอธบิ ายและ ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมลู และเคร่ืองมือที่มีอยู่ในช่วงเวลาน้ัน ๆ เขา้ ใจวา่ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คม และสิ่งแวดลอ้ มมีความเกี่ยวข้องสมั พันธ์กัน 2. ผลการเรยี นรู้ 1) อธบิ ายและสรปุ เก่ียวกบั พันธุวิศวกรรม การโคลนยนี การวิเคราะห์ดเี อน็ เอ และการศึกษาจีโนม และการประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยีของดเี อ็นเอ รวมท้ังความปลอดภยั ของเทคโนโลยที างดเี อ็นเอ และมุมมอง ทางสงั คมและจรยิ ธรรมได้ (ว 1.2 ม. 6/3) 2) ตงั้ คำถามทอี่ ยบู่ นพืน้ ฐานของความรูแ้ ละความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจ หรือ จากประเดน็ ทเ่ี กิดขึน้ ในขณะนน้ั ที่สามารถทำการสำรวจหรอื ศึกษาคน้ คว้าได้อยา่ งครอบคลมุ และเชื่อถือได้ (ว 8.1 ม. 4/2) 3. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด มนษุ ย์นำเทคโนโลยกี ารสร้าง DNA รีคอมบิแนนท์ และการสร้างสงิ่ มีชีวติ ทีด่ ดั แปรพนั ธุกรรมหรือ จีเอ็มโอ (GMOs) มาใช้ในด้านต่าง ๆ กนั อยา่ งกวา้ งขวาง ซ่ึงนอกจากจะมปี ระโยชนแ์ ล้ว อาจทำใหเ้ กดิ ผล เสียได้โดยเฉพาะสง่ิ มีชีวิตท่ดี ัดแปรพนั ธกุ รรมที่อาจทำใหเ้ กิดเชอื้ โรคสายพนั ธุ์ทีด่ ้ือยาปฏิชีวนะ เป็นเป็นภัย ต่อสขุ ภาพและสภาพแวดลอ้ มได้ 4. สาระการเรยี นรู้ ความรู้ ความปลอดภัยของเทคโนโลยที าง DNA และมมุ มองทางสงั คมและจรยิ ธรรม ทกั ษะ/กระบวนการ 1) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 2) ทักษะการคดิ 3) ทักษะการเรียนรู้ 4) ทักษะการแก้ปัญหา 5) ทักษะกระบวนการทำงานกลมุ่
5. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1) สืบคน้ ขอ้ มูล อภปิ ราย และอธิบายเก่ยี วกับแนวปฏิบัติในการนำเทคโนโลยที าง DNA มาใช้ได้ อย่างปลอดภยั โดยคำนึงถึงมุมมองทางสงั คมและจรยิ ธรรมได้ 2) วิเคราะห์ผลกระทบในการประยุกต์ใช้ข้อมลู ของจโี นมมนษุ ยใ์ นมุมมองทางสังคมและจรยิ ธรรม ได้ 6. คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 1) ใฝ่เรียนรู้ 2) อยู่อยา่ งพอเพียง 3) มุ่งมั่นในการทำงาน 4) มวี ินยั 7. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น 1) ความสามารถในการสือ่ สาร 2) ความสามารถในการคดิ 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 8. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขนั้ นำเข้าสูบ่ ทเรียน ครูทบทวนความรู้เดิมของนกั เรียน โดยตง้ั คำถามดังนี้ - สิ่งมีชวี ติ ชนิดใดบา้ งท่ถี ูกดัดแปรพนั ธกุ รรม - การใชพ้ ันธศุ าสตรเ์ พือ่ ศกึ ษาค้นคว้าหายีนและหน้าที่ของยนี มปี ระโยชนต์ อ่ มนุษย์หรือไม่ นกั เรียนรว่ มกนั อภปิ รายคำตอบของคำถาม เพ่ือเชือ่ มโยงไปสู่การเรียนรู้ เร่อื ง ความปลอดภยั ของ เทคโนโลยี DNA โดยนกั เรียนควรได้ข้อสรปุ ร่วมกนั วา่ ตวั อย่างส่งิ มีชีวติ ที่ถกู ดดั แปรพนั ธกุ รรม เช่น หมู ววั มะละกอ ฝ้าย และมะเขือเทศ สว่ นการใชพ้ ันธุศาสตร์เพอ่ื ศกึ ษาคน้ คว้าหายนี และหนา้ ทข่ี องยีนจะมี ประโยชน์ตอ่ มนุษย์ คือ ทำใหค้ น้ พบยีนที่ทำหน้าท่ีต่างๆ ซงึ่ สามารถนำไปประยกุ ต์ใช้ในด้านตา่ ง ๆ ไดเ้ พ่ือ เชอ่ื มโยงไปสกู่ ารเรยี นรู้ เรื่อง ความปลอดภยั ของเทคโนโลยที าง DNA ข้ันจัดการเรียนรู้ จัดกจิ กรรมการเรยี นร้โู ดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ซง่ึ มขี นั้ ตอนดังนี้ 1) ครนู ำเสนอ PowerPoint เก่ียวกับความปลอดภยั ของเทคโนโลยที าง DNA โดยนำเสนอภาพ การ เดินเรียกรอ้ งให้หยุดการผลติ พชื GMOs ในประเทศต่างๆ จากนัน้ ครตู ั้งคำถามดงั น้ี - เพราะอะไรในบางประเทศจึงมกี ารต่อต้านการใช้พชื GMOs - พชื GMOs หรือพืชดดั แปรพนั ธกุ รรมมีผลกระทบต่อมนุษย์อย่างไร - แนวทางแก้ไขเพ่ือสรา้ งความปลอดภยั จากการใชพ้ ืช GMos มีอะไรบา้ ง 2) นกั เรยี นรว่ มกันอภิปรายคำตอบของคำถาม โดยครูทำหน้าทบี่ ันทึกสรุปการอภปิ ราย ซ่ึง นักเรียน ควรไดข้ ้อสรปุ รว่ มกนั ดังนี้
- ในบางประเทศต่อต้านการใชเ้ ทคโนโลยีทางพันธวุ ศิ วกรรมในการสร้างพชื GMOs เนอ่ื งจากมี ความวิตกกังวลวา่ อาจเกดิ ความผดิ พลาดจากการใชพ้ ชื GMOs เชน่ อาจเกิดเช้อื โรคสายพนั ธใุ์ หม่ๆ ทดี่ ื้อ ยาปฏชิ วี นะขึ้น พืช GMOs มยี นี ของสงิ่ มชี วี ติ ชนิดอื่นอยดู่ ว้ ย จึงอาจเป็นอนั ตรายต่อสุขภาพ และอาจมีการ ถา่ ยเทยนี จากพืช GMOs ออกส่สู ่ิงแวดลอ้ มไดท้ ำให้วัชพืชตา้ นทานต่อสารปราบวชั พชื มากข้ึน - แนวทางแกไ้ ขเพ่ือสร้างความปลอดภยั เช่น จัดระบบการปอ้ งกันอันตรายอย่างเครง่ ครดั เมื่อ เสรจ็ สนิ้ การทดลอง ส่ิงมชี ีวติ ท่ีดดั แปรพันธกุ รรมจะต้องถูกทำลายด้วยวิธีการทเี่ หมาะสม และการนำ สิ่งมชี วี ติ ท่ดี ดั แปรพนั ธุกรรมมาใชใ้ นกระบวนการผลติ หรอื ใช้เปน็ อาหารจะต้องมีฉลากระบุข้อมลู ท่ชี ดั เจน 3) ครนู ำเสนอ PowerPoint แสดงตัวอยา่ งฉลากผลไม้ที่แสดงวา่ เป็นพืชท่ปี ลกู ดว้ ยวิธีการดัดแปร พนั ธุกรรมให้นักเรยี นดู โดยอธบิ ายให้นกั เรยี นเขา้ ใจวา่ เป็นวธิ ีการแกไ้ ขวิธีการหน่งึ เพื่อใหผ้ ู้บรโิ ภคไดร้ บั ขอ้ มูลขา่ วสารที่ถูกต้อง และเลือกบริโภคได้อย่างปลอดภัย 4) ครูอธิบายเพิ่มเตมิ ให้นักเรียนเข้าใจว่า ในประเทศไทยหน่วยงานทที่ ำหน้าท่ีควบคุมดูแลเกี่ยวกบั ความปลอดภยั ของการใช้ GMOs คือ ศูนยพ์ ันธุวศิ วกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ โดยจะทำหนา้ ท่ี ควบคุมดูแลการวจิ ยั และทดลองเกี่ยวกับ GMOs ก่อนนำมาใชจ้ รงิ ตลอดจนทำหน้าท่ีกำจัดและปฏิบตั ิกรณี ฉุกเฉนิ หาก GMOs เกิดการเล็ดลอดออกสสู่ งิ่ แวดล้อม กจิ กรรมรวบยอด 1) นกั เรียนปฏบิ ัติกจิ กรรมที่ 17.3 สง่ิ มชี ีวติ ดดั แปรพนั ธุกรรม และคำถามท้ายบทที่ 17 ในหนงั สอื เรยี น รายวิชาเพิ่มเตมิ ชวี วทิ ยา เลม่ 4 ลงในสมุด สง่ ครู 2) ครูใหน้ กั เรียนส่งสมุด เพื่อตรวจสอบการบันทึกความร้ทู ีไ่ ด้จากการเรียนและการตอบคำถาม ทา้ ยบทท่ี 17 หลังเลิกเรยี น 3) ให้นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มใชน้ อกเวลาเรียนแบบปกติค้นหาข้อมูลและแสดงความคดิ เห็นผ่านทาง โซเชียลเนต็ เวริ ก์ เพ่ือส่งเสรมิ ทกั ษะการลงความเหน็ จากขอ้ มูล ตามหัวข้อดา้ นพันธศุ าสตรแ์ ละเทคโนโลยี ดเี อนเอทห่ี วั หนา้ กลมุ่ โพจน์ไว้ โดยกำหนดเวลาให้ 1 หวั ขอ้ ตอ่ 1 สปั ดาห์ 4) เม่ือครบกำหนด 1 สปั ดาหใ์ หน้ ักเรยี นแต่ละกลมุ่ รวบรวมข้อมูลด้วยการลอ็ กไฟล์หรือปริน้ สกรีนต์หนา้ จอคอมพวิ เตอร์ พร้อมท้ังสรุปความรู้ทไี่ ดจ้ ากการลงความคิดเห็นจากข้อมูลเป็นความรู้ของ กลมุ่ จดั ทำเปน็ รายงานสง่ 5) ใหน้ ักเรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรยี น (post-test) ด้วยแบบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการ เรียนและแบบวัดทักษะการลงความเหน็ จากขอ้ มลู 9. สือ่ และแหลง่ การเรยี นรู้ สอ่ื 1) PowerPoint ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ความปลอดภยั ของเทคโนโลยที าง DNA 2) หนังสือเรยี น รายวิชาเพ่ิมเตมิ ชีววทิ ยา 2 ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4-6 ของ สสวท แหล่งการเรยี นรู้ 1) หนังสือหรือวารสารวิทยาศาสตร์ 2) สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ 3) อินเทอร์เน็ต
10. การวดั และประเมนิ ผล เป้าหมาย หลกั ฐาน เครือ่ งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมนิ สาระสำคญั -ความปลอดภัยของ - สมุด - การถาม/ตอบ -สามารถตอบคำถามได้ เทคโนโลยีทาง DNA อยา่ งถูกต้อง และมมุ มองทางสงั คม -การปฏบิ ตั ิกิจกรรมที่ - สามารถปฏิบตั ิ และจรยิ ธรรม 17.3 ส่ิงมีชีวิตดดั แปร กจิ กรรมที่ 17.3 ได้ พันธกุ รรม อย่างถูกต้อง -การปฏบิ ตั กิ ิจกรรม คำถามท้ายบทท่ี 17 - สามารถปฏบิ ตั ิ กจิ กรรมคำถามทา้ ยบท -รายงานการลง - การลงความคิดเห็น ท่ี 17 ได้อย่างถูกต้อง ความเหน็ จากข้อมูล จากข้อมูลตามหัวข้อท่ี - สามารถลงความ ผลการเรยี นรู้ -อธบิ ายและสรปุ - สมดุ ได้ คดิ เห็นจากข้อมูลและ เก่ียวกับพนั ธุวิศวกรรม การโคลนยีน การ สรุปเปน็ ความรู้ได้ วิเคราะห์ดเี อน็ เอ และ การศึกษาจโี นม และ - การถาม/ตอบ - สามารถตอบคำถาม การประยุกต์ใช้ เทคโนโลยขี องดเี อน็ เอ ไดอ้ ย่างถูกต้อง รวมทง้ั ความปลอดภยั ของเทคโนโลยีทางดี -แบบทดสอบหลงั เรยี น -การปฏิบตั ิกิจกรรมที่ - สามารถปฏิบตั ิ เอ็นเอ และมุมมองทาง (post-test) สังคมและจริยธรรมได้ 17.3 ส่งิ มีชีวติ ดัดแปร กจิ กรรมท่ี 17.3 ได้ (ว 1.2 ม. 6/3) พนั ธกุ รรม อยา่ งถูกต้อง -การปฏบิ ัตกิ ิจกรรม คำถามทา้ ยบทที่ 17 - สามารถปฏบิ ัติ กจิ กรรมคำถามทา้ ยบท -แบบวัดผลสมั ฤทธ์ิ ท่ี 17 ได้อยา่ งถูกต้อง ทางการเรยี น -สามารถทำแบบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ในแบบทดสอบหลัง เรียนไดค้ ะแนนดีกวา่ -แบบวัดทักษะการลง แบบทดสอบกอ่ นเรยี น ความเห็นจากข้อมูล -สามารถทำแบบวดั ทกั ษะการลงความเหน็ จากข้อมลู ใน แบบทดสอบหลังเรยี น - สมุด - การถาม/ตอบ ไดค้ ะแนนดีกว่า แบบทดสอบก่อนเรยี น -ตง้ั คำถามท่ีอยู่บน พ้ืนฐานของความรู้และ - สามารถตอบคำถาม ความเขา้ ใจทาง ไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
เป้าหมาย หลักฐาน เครอ่ื งมือวดั เกณฑ์การประเมิน วิทยาศาสตร์ หรอื ความ สนใจ หรอื จากประเด็น ทเ่ี กิดข้ึนในขณะนั้น ที่ สามารถทำการสำรวจ ตรวจสอบหรือศึกษา คน้ คว้าได้อยา่ ง ครอบคลุมและเช่ือถือ ได้ (ว 8.1 ม. 4/2) คณุ ลักษณะ - การเข้าชน้ั เรียน - ความตรงต่อเวลาและ - การเข้าช้ันเรียนสาย - ใฝ่เรียนรู้ จำนวนคร้ังท่ีเข้าเรียน ไมเ่ กิน 15 นาที และ - มงุ่ มน่ั ในการทำงาน จำนวนครั้งที่เขา้ เรียน มากกวา่ 80% - ความสนใจในการ - การถาม/ตอบ - สามารถตอบคำถาม เรยี น ได้อย่างถูกตอ้ ง
แผนการจัดการเรียนรู้ รหสั วชิ า ว31247 ชือ่ รายวิชา ชวี วทิ ยา 2 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ภาคเรยี นที่ 2 ชอ่ื หนว่ ยการเรยี นรู้ วิวฒั นาการ แผนการเรยี นรู้ที่ 23 เร่ือง หลกั ฐานท่บี ง่ บอกถงึ ววิ ฒั นาการของส่ิงมีชีวิต เวลา 2 ช่วั โมง ผสู้ อน นางสาวศรอี ดุ ร ลา้ นสาวงษ์ 1. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสำคัญของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม ววิ ัฒนาการของส่งิ มชี วี ติ ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเ้ ทคโนโลยีชวี ภาพทมี่ ีผลกระทบต่อมนุษย์ และสิ่งแวดลอ้ ม มกี ระบวนการสบื เสาะหาความร้แู ละจิตวทิ ยาศาสตร์ ส่ือสารสิ่งทเี่ รยี นรูแ้ ละนำความรู้ไป ใชป้ ระโยชน์ มาตรฐาน ว 8.1 ใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจติ วทิ ยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแกป้ ัญหา รวู้ ่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่เี กิดข้นึ ส่วนใหญ่มีรปู แบบที่แนน่ อน สามารถอธบิ ายและ ตรวจสอบไดภ้ ายใตข้ ้อมูลและเครื่องมอื ท่ีมีอยู่ในชว่ งเวลานั้น ๆ เขา้ ใจวา่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดลอ้ มมคี วามเกีย่ วข้องสมั พนั ธก์ นั 2. ผลการเรียนรู้ 1) อธบิ ายและสรปุ ถงึ หลักฐานทบ่ี ง่ บอกถงึ วิวัฒนาการของสิ่งมชี วี ติ และแนวคิดเกี่ยวกับ วิวฒั นาการของสิ่งมชี ีวติ พันธศุ าสตรป์ ระชากร และปจั จัยท่ีทำให้เกิดการเปลยี่ นแปลงความถ่ีของแอลลลี รวมทง้ั กำเนดิ ของสปีชีส์ได้ (ว 1.2 ม. 6/4) 2) ตง้ั คำถามที่อย่บู นพนื้ ฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรอื ความสนใจ หรอื จากประเดน็ ท่ีเกิดขึ้นในขณะน้นั ท่ีสามารถทำการสำรวจตรวจสอบหรือศกึ ษาค้นคว้าได้อยา่ งครอบคลมุ และเชอ่ื ถือได้ (ว 8.1 ม. 4/2) 3. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด สงิ่ มีชวี ิตในปัจจบุ นั เปน็ สิ่งมีชวี ิตที่มีการเปล่ียนแปลงมาจากบรรพบุรษุ ในอดีตมาเป็นระยะ เวลานานหลายช่ัวรนุ่ และถูกคดั เลือกใหม้ ชี วี ิตอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมท่ีแตกต่างกนั การเปลย่ี นแปลง ของสงิ่ มชี ีวติ จากอดตี จนถึงปัจจบุ นั น้ี เรียกว่า วิวัฒนาการของสิ่งมชี ีวิต หลักฐานท่ีบง่ บอกว่าสงิ่ มชี วี ติ มวี วิ ัฒนาการศกึ ษาได้จาก หลกั ฐานจากซากดกึ ดำบรรพ์ หลักฐาน จากกายวภิ าคเปรียบเทียบ หลักฐานจากวทิ ยาเอม็ บริโอเปรียบเทียบ หลกั ฐานด้านชวี วิทยาระดบั โมเลกุล และหลกั ฐานทางชวี ภูมศิ าสตร์ แนวคิดเกี่ยวกับววิ ัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เรม่ิ จากแนวคดิ ของฌอง ลามาร์ก (Jean Baptiste de Lamarck) ท่ไี ดเ้ สนอกฎการใช้และไมใ่ ช้ โดยอธิบายวา่ อวัยวะสว่ นใดทมี่ ีการใช้งานมากในการดำรงชีวติ จะ มขี นาดใหญ่และแข็งแรงข้นึ ขณะท่ีอวัยวะที่ไม่ค่อยได้ใชง้ านจะอ่อนแอและเสื่อมไป และกฎการถ่ายทอด ลักษณะทเ่ี กดิ ขน้ึ ใหม่ ซงึ่ อธิบายว่า การเปล่ียนแปลงโครงสรา้ งของส่งิ มชี วี ติ ที่เกิดข้นึ ภายในชั่วร่นุ สามารถ ถา่ ยทอดไปยังลูกหลานได้ สว่ นแนวคิดของชาลล์ ดาร์วนิ (Charles Darwin) ทไ่ี ด้เสนอทฤษฎีการคดั เลือกโดยธรรมชาติ อธิบายว่า สงิ่ มีชีวติ บนโลกน้เี ปน็ รนุ่ ลูกหลานท่ีมลี ักษณะแตกต่างจากสิ่งมีชวี ิตในอดีต ซ่ึงเกดิ จากการสะสม ลกั ษณะทแ่ี ตกต่างไปจากบรรพบุรษุ แตล่ ักษณะทีเ่ หมาะสมเทา่ นั้นจะถูกคดั เลือกให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ ในสภาพแวดลอ้ มนน้ั ได้
4. สาระการเรยี นรู้ ความรู้ - หลกั ฐานท่บี ง่ บอกถงึ ววิ ฒั นาการของสิ่งมชี วี ติ - แนวคิดเก่ยี วกบั วิวัฒนาการของสิง่ มชี ีวิต ทักษะ/กระบวนการ 1) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 2) ทกั ษะการคดิ 3) ทกั ษะการเรยี นรู้ 4) ทักษะการแก้ปญั หา 5) ทักษะกระบวนการทำงานกลุ่ม 5. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 1) สบื คน้ ข้อมูล วิเคราะห์ และสรปุ หลักฐานต่างๆ ทสี่ นบั สนุนการเกดิ วิวฒั นาการของส่ิงมีชวี ติ ได้ 2) สบื คน้ ข้อมูล อธิบาย และยกตวั อยา่ งกฎการใช้และไม่ใช้ และกฎการถา่ ยทอดลักษณะทเ่ี กิด ขน้ึ มาใหม่ของลามารก์ ได้ 3) สืบคน้ ข้อมลู อธบิ าย และยกตวั อย่างทฤษฎีการคดั เลือกโดยธรรมชาตขิ องดาร์วินได้ 6. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 1) ใฝ่เรยี นรู้ 2) อยู่อยา่ งพอเพยี ง 3) มุง่ ม่นั ในการทำงาน 4) มีวนิ ยั 7. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น 1) ความสามารถในการส่ือสาร 2) ความสามารถในการคดิ 3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา 8. กระบวนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ขน้ั นำเขา้ สบู่ ทเรยี น 1) ครนู ำเสนอ PowerPoint ใหน้ กั เรียนดูข้อมูลฟอสซิลไดโนเสาร์ทขี่ ุดพบไดใ้ นประเทศไทยท่ี อ. ภูเวียง จ.ขอนแกน่ และขอ้ มูลเกย่ี วกบั การจัดต้ังโครงการพพิ ิธภัณฑ์ไดโนเสารภ์ ูก้มุ ข้าว แลว้ ตงั้ คำถาม ถามนักเรยี นดังนี้ - ไดโนเสารซ์ ่ึงเป็นสงิ่ มีชีวติ ในอดีตมีโครงสรา้ งคลา้ ยกับส่ิงมีชวี ติ ในปจั จุบันหรอื ไม่ อย่างไร - เพราะเหตใุ ดสง่ิ มชี วี ติ ในอดีต เช่น ไดโนเสารจ์ งึ สญู พนั ธ์ุไป 2) ให้นกั เรียนร่วมกันอภปิ รายคำตอบของคำถามรว่ มกัน โดยครยู ังไมเ่ ฉลยคำตอบท่ีถูกต้อง เพื่อ เชอื่ มโยงไปสู่การเรียนรูเ้ รื่อง หลักฐานทบ่ี ่งบอกถึงวิวฒั นาการของสงิ่ มีชวี ิต
ขัน้ จดั การเรียนรู้ จดั กจิ กรรมการเรียนร้โู ดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ซง่ึ มขี ั้นตอนดังน้ี 1) ครูนำเสนอ PowerPoint ให้นกั เรียนดเู ก่ียวกับหลักฐานท่ีบ่งบอกถึงววิ ัฒนาการของสง่ิ มชี ีวติ โดยอธบิ ายให้นกั เรยี นเข้าใจว่า วิวฒั นาการ คือ กระบวนการเปลีย่ นแปลงที่เกิดข้ึนกบั ลักษณะทาง พันธุกรรมในประชากรของส่ิงมีชวี ิต ทส่ี ืบทอดจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลานตอ่ เน่ืองกนั มาเป็นเวลานาน และ ยงั ดำเนนิ ต่อไปไม่มีทส่ี ิ้นสดุ จนทำให้สงิ่ มีชวี ิตนน้ั มลี กั ษณะทางพันธกุ รรมแตกตา่ งไปจากเดิม โดยนกั เรียน จะทราบได้วา่ สงิ่ มชี ีวิตชนิดใดชนิดหน่งึ มวี วิ ัฒนาการได้จากการศกึ ษาหลกั ฐานตา่ ง ๆ เชน่ หลักฐานจาก ซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมชี วี ติ 2) ครนู ำเสนอ PowerPoint ให้นักเรียนดเู กีย่ วกับหลักฐานจากกายวิภาคเปรยี บเทยี บ โดยให้ นักเรียนเปรียบเทียบกระดูกแตล่ ะช่วงของรยางคค์ ่หู น้า โดยอธบิ ายให้นักเรยี นเข้าใจ homologous structure ซึง่ เป็นหลักฐานที่แสดงว่าสัตวม์ ีกระดูกสนั หลงั เหล่านีม้ ีววิ ฒั นาการมาจากบรรพบุรุษเดียวกนั และ analogous structure ซึ่งตรงกนั ข้ามกับสิ่งมชี วี ิตที่มีรยางค์คู่หน้าที่ทำหนา้ ทีเ่ หมือนกนั แตม่ ี โครงสร้างภายในแตกต่างกัน 3) ครนู ำเสนอ PowerPoint ให้นักเรียนดูเกย่ี วกับหลักฐานจากวทิ ยาเอ็มบริโอเปรยี บเทยี บจาก การเจรญิ เติบโตในระยะเอม็ บรโิ อและหลงั ระยะเอม็ บรโิ อของสัตวม์ กี ระดกู สนั หลงั ชนดิ ต่าง ๆ โดยอธบิ าย ใหน้ กั เรียนเขา้ ใจว่าสตั ว์มกี ระดูกสนั หลังทุกชนิดท่ีเห็นในภาพมรี ะยะเอ็มบรโิ อทคี่ ลา้ ยคลงึ กนั แตม่ ีความ แตกตา่ งกนั ในระยะการพัฒนาหลังระยะเอ็มบรโิ อ แล้วตัง้ คำถามเพ่ือกระต้นความสนใจของนักเรยี น ดงั นี้ - ในระยะเอ็มบรโิ อของสตั วต์ ่างๆ ที่เหน็ ในรูปมลี ักษณะใดที่คลา้ ยคลึงกันบ้าง (ช่องเหงือก และ หาง) - ถา้ พิจารณาเฉพาะรปู ร่างในระยะหลังเอ็มบริโอ นักเรียนคิดว่าสัตวต์ ่างๆเหล่านน้ี า่ จะมี ความสัมพนั ธท์ ี่ใกล้ชดิ กนั ทางวิวฒั นาการหรอื ไม่ อยา่ งไร (นา่ จะมีความสัมพันธใ์ กลช้ ิดกันทางวิวัฒนาการ โดยสัตว์เลีย้ งลกู ดว้ ยน้ำนมและมนุษย์มรี ะยะการพัฒนาหลังระยะเอม็ บรโิ อในระยะกลางและระยะปลายที่ คล้ายคลงึ กันมากกวา่ ส่ิงมชี ีวิตอนื่ ๆ จงึ นา่ จะมคี วามสัมพนั ธ์ทใ่ี กลช้ ดิ กันทางวิวัฒนาการ) 4) ครนู ำเสนอ PowerPoint ใหน้ กั เรียนดเู กีย่ วกบั หลกั ฐานทางชีวภมู ศิ าสตร์ โดยอธบิ ายให้ นักเรียนเข้าใจว่า สิง่ มีชีวติ ทม่ี ีบรรพบรุ ษุ ร่วมกัน อาจมีการอพยพไปยงั บรเิ วณขา้ งเคยี งหรอื ไกลออกไป และปรับตวั ใหเ้ ขา้ กับสภาพแวดล้อมทอี่ าศยั เกิดเป็นววิ ัฒนาการขึ้นได้ เช่น การแพรก่ ระจายของนกฟนิ ซ์ ในหมเู่ กาะ กาลาปากอสทมี่ ีความคลา้ ยคลึงกบั นกฟินซ์ในทวปี อเมริกาใต้ แตม่ คี วามแตกต่างกันเน่ืองจาก สภาพแวดลอ้ มท่ีแตกต่างกนั 5) ครนู ำเสนอ PowerPoint ให้นักเรยี นดเู กย่ี วกับแนวคิดวิวัฒนาการของลามารก์ โดยอธิบายให้ นักเรยี นเข้าใจวา่ แนวคิดววิ ัฒนาการของลามาร์กประกอบด้วย - กฎการใช้และไม่ใช้ (Law of use and disuse) การใช้อวยั วะอยา่ งใดอยา่ งหน่ึงอย่างสมำ่ เสมอ จะทำให้อวัยวะน้นั ค่อยๆแขง็ แรงข้ึน ใหญ่ขึ้น และพัฒนาดีขึ้น ขณะเดยี วกันอวัยวะทีไ่ ม่ค่อยได้ใช้ก็จะ คอ่ ยๆออ่ นแอลง มีขนาดเลก็ ลง และเสื่อมลงไป - กฎแห่งการถา่ ยทอดลักษณะที่เกิดข้นึ มาใหม่ (Law of inheritance of acquired characteristic) การเปล่ียนแปลงโครงสร้างของสง่ิ มชี ีวิตทเี่ กิดขนึ้ ภายในชว่ั รุ่นน้นั สามารถถ่ายทอดไปยงั รนุ่ ลกู หลานได้
6) ครูนำเสนอ PowerPoint ให้นกั เรียนดูเกย่ี วกับแนวคิดวิวัฒนาการของดาร์วนิ โดยอธบิ ายให้ นักเรยี นเขา้ ใจว่า ดารว์ นิ มีแนวคิดเก่ียวกบั ววิ ัฒนาการวา่ กลไกของวิวฒั นาการไมไ่ ดอ้ ยทู่ ่ีการฝกึ ฝนลักษณะ ทตี่ อ้ งการให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม แต่สภาพแวดลอ้ มทำให้เกิดการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เพื่อจะให้ ส่ิงมีชีวิตมีลกั ษณะเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และมีโอกาสสืบพนั ธถุ์ า่ ยทอดลกั ษณะนนั้ ไปส่ลู กู หลานได้ ซ่งึ เป็นแนวคดิ ท่สี อดคล้องกับนักวิทยาศาสตร์อกี หลายคนที่ได้ทำการศึกษาในรุ่นต่อมา กิจกรรมรวบยอด 1) ให้นกั เรยี นทำแบบทดสอบ Check Point 4 เพื่อทบทวนความรทู้ นี่ กั เรยี นไดร้ ับจากการเรยี น โดยใหน้ กั เรียนตอบคำถามต่อไปนี้ - ซากดึกดำบรรพที่พบในหนิ ตะกอนช้ันใดมีอายุมากที่สดุ เพราะอะไร - ระหวา่ งสตั วม์ ีกระดูกสันหลังกับสตั วไ์ ม่มีกระดกู สนั หลงั มี โอกาสเกดิ ซากดึกดำบรรพแ์ ตกต่างกนั หรือไม่ อย่างไร - หลกั ฐานจากซากดกึ ดำบรรพ์บอกอะไรแก่เราไดบ้ ้าง - ถา้ พบซากดึกดำบรรพใ์ นชัน้ หนิ จะรู้ได้อยา่ งไรวา่ ซากดึกดำ บรรพ์นั้นมีอายเุ ท่าใด 2) ใหน้ ักเรยี นทำแบบทดสอบ Check Point 5 เพ่ือทบทวนความรู้ที่นกั เรียนไดร้ ับจากการเรยี น โดยให้นักเรยี นตอบคำถามต่อไปน้ี - หลกั ฐานท่ีบ่งบอกถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตมีหลักฐานอะไรบ้าง - การศกึ ษาววิ ฒั นาการจากหลักฐานชวี วิทยาระดบั โมเลกุลมขี อ้ ไดเ้ ปรียบมากกวา่ การศึกษาจาก หลักฐานอื่นๆ อย่างไร -. หลักฐานจากซากดกึ ดำบรรพบ์ อกอะไรได้บา้ ง - ลักษณะการแพรก่ ระจายของสง่ิ มีชวี ิตตามภมู ิภาคตา่ งๆ หรือชีวภูมศิ าสตรจ์ ะบง่ บอกถงึ ววิ ัฒนาการของสงิ่ มีชวี ติ ไดอ้ ย่างไรบา้ ง 3) ครูให้นกั เรยี นสง่ สมุด เพื่อตรวจสอบการบันทึกความรทู้ ่ีไดจ้ ากการเรยี นและการตอบคำถาม Check Point 4 และ Check Point 5 หลงั เลกิ เรยี น 9. สือ่ และแหล่งการเรยี นรู้ สอื่ 1) PowerPoint ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง หลกั ฐานท่ีบ่งบอกถึงววิ ฒั นาการของสง่ิ มชี วี ติ และ เรอื่ ง แนวคดิ เก่ียวกับววิ ัฒนาการของสง่ิ มีชวี ติ 2) หนังสอื เรียน รายวชิ าเพม่ิ เตมิ ชวี วิทยา 2 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4-6 ของ สสวท
แหลง่ การเรียนรู้ 1) หนังสือหรือวารสารวิทยาศาสตร์ 2) สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ 3) อินเทอรเ์ น็ต 10. การวดั และประเมินผล เป้าหมาย หลักฐาน เครอื่ งมอื วดั เกณฑ์การประเมิน สาระสำคญั - หลักฐานท่ีบ่งบอกถงึ - สมดุ - การถาม/ตอบ -สามารถตอบคำถามได้ อย่างถูกต้อง วิวฒั นาการของ - แบบทดสอบ (check - ทำแบบทดสอบ point) (check point) ไดอ้ ยา่ ง ส่งิ มีชีวติ ถูกต้อง - แนวคดิ เก่ยี วกับ วิวัฒนาการของลา มาร์ก - แนวคิดเก่ียวกับ วิวัฒนาการของดาร์วิน ผลการเรียนรู้ - อธิบายและสรปุ ถึง - สมุด - การถาม/ตอบ -สามารถตอบคำถามได้ - แบบทดสอบ (check อยา่ งถูกต้อง หลกั ฐานทีบ่ ่งบอกถงึ point) - ทำแบบทดสอบ (check point) ไดอ้ ยา่ ง ววิ ัฒนาการของ ถกู ต้อง สงิ่ มชี วี ติ และแนวคิด เก่ียวกบั ววิ ฒั นาการ ของส่ิงมชี ีวิต พนั ธุ ศาสตร์ประชากร และ ปัจจยั ทท่ี ำใหเ้ กิดการ เปลย่ี นแปลงความถ่ี ของแอลลีล รวมทง้ั กำเนดิ ของสปชี สี ไ์ ด้ (ว 1.2 ม. 6/4) - - ตั้งคำถามท่อี ยู่บน พ้นื ฐานของความรแู้ ละ ความเขา้ ใจทาง วทิ ยาศาสตร์ หรือความ สนใจ หรอื จากประเดน็ ที่เกิดขึน้ ในขณะนั้น ท่ี สามารถทำการสำรวจ ตรวจสอบหรือศึกษา ค้นควา้ ได้อย่าง
เป้าหมาย หลกั ฐาน เครือ่ งมอื วัด เกณฑ์การประเมนิ - การเข้าชน้ั เรยี น ครอบคลุมและเช่ือถือ - ความตรงต่อเวลาและ - การเขา้ ชนั้ เรยี นสาย ได้ (ว 8.1 ม. 4/2) คุณลักษณะ - ใฝ่เรยี นรู้ จำนวนครัง้ ทเ่ี ข้าเรยี น ไมเ่ กนิ 15 นาที และ จำนวนคร้งั ทเ่ี ข้าเรียน มากกว่า 80% - มงุ่ มั่นในการทำงาน - ความสนใจในการ - การถาม/ตอบ - สามารถตอบคำถาม เรยี น ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง
แผนการจัดการเรยี นรู้ รหัสวชิ า ว31247 ชอื่ รายวชิ า ชวี วทิ ยา 2 ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์ ภาคเรียนท่ี 2 ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ ววิ ัฒนาการ แผนการเรยี นรู้ท่ี 24 เรอ่ื ง ความถ่ขี องแอลลีลในประชากร เวลา 2 ช่วั โมง ผู้สอน นางสาวศรอี ุดร ล้านสาวงษ์ 1. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม วิวฒั นาการของส่ิงมชี ีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพทีม่ ผี ลกระทบต่อมนษุ ย์ และสง่ิ แวดลอ้ ม มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรูแ้ ละจติ วทิ ยาศาสตร์ สอ่ื สารส่ิงทีเ่ รยี นรู้และนำความรู้ไป ใชป้ ระโยชน์ มาตรฐาน ว 8.1 ใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสบื เสาะหาความรู้ การแกป้ ัญหา รูว้ ่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาตทิ ่เี กดิ ข้ึนส่วนใหญ่มรี ูปแบบท่ีแนน่ อน สามารถอธิบายและ ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครอื่ งมอื ท่ีมีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เขา้ ใจวา่ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิง่ แวดล้อมมีความเกีย่ วข้องสมั พนั ธ์กัน 2. ผลการเรยี นรู้ 1) อธิบายและสรปุ ถงึ หลักฐานทบี่ ง่ บอกถงึ วิวัฒนาการของสง่ิ มชี ีวิต และแนวคดิ เกยี่ วกับ ววิ ฒั นาการของสงิ่ มีชีวิต พนั ธศุ าสตร์ประชากร และปัจจยั ที่ทำให้เกดิ การเปล่ียนแปลงความถข่ี องแอลลีล รวมทั้งกำเนิดของสปชี ีสไ์ ด้ (ว 1.2 ม. 6/4) 2) ต้งั คำถามที่อยบู่ นพ้นื ฐานของความรู้และความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจ หรือ จากประเดน็ ที่เกดิ ขนึ้ ในขณะนน้ั ท่ีสามารถทำการสำรวจตรวจสอบหรือศึกษาคน้ คว้าได้อย่างครอบคลมุ และเช่อื ถือได้ (ว 8.1 ม. 4/2) 3. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด พันธศุ าสตรป์ ระชากร เป็นการศกึ ษาเก่ยี วกับการเปลีย่ นแปลงความถข่ี องยนี หรือการเปล่ียนแปลง ความถข่ี องแอลลลี ที่เป็นองค์ประกอบทางพันธุกรรมของประชากร ความถขี่ องแอลลลี ในประชากรหาไดจ้ ากความถี่ของจีโนไทป์ และความถี่ของแอลลลี ดังนี้ ความถ่ีของจโี นไทป์ คอื อัตราส่วนของจโี นไทปช์ นดิ หน่งึ ต่อจำนวนจโี นไทป์ของประชากรทง้ั หมด ส่วนความถ่ีของแอลลีล คือ อัตราส่วนของจโี นไทป์ชนดิ หนึ่งตอ่ จำนวนของแอลลลี ทั้งหมดในยีนพลนู ้นั ค่าความถ่ีของแอลลลี มคี า่ ตง้ั แต่ 0-1 4. สาระการเรยี นรู้ ความรู้ ความถ่ีของแอลลีลในประชากร ทกั ษะ/กระบวนการ 1) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 2) ทกั ษะการคิด 3) ทักษะการเรยี นรู้ 4) ทกั ษะการแก้ปญั หา 5) ทักษะกระบวนการทำงานกลุม่
5. จุดประสงค์การเรยี นรู้ คำนวณหาความถี่ของแอลลีลและความถ่ีของจีโนไทป์ในประชากรได้ 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1) ใฝ่เรียนรู้ 2) อยู่อย่างพอเพยี ง 3) มุ่งมนั่ ในการทำงาน 4) มวี นิ ัย 7. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รยี น 1) ความสามารถในการสอ่ื สาร 2) ความสามารถในการคดิ 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 8. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ ข้นั นำเขา้ ส่บู ทเรยี น 1) ครทู บทวนแนวคิดของดาร์วินทนี่ กั เรยี นไดเ้ รียนรู้ไปแล้ว ให้นกั เรียนฟังว่า แนวคิดของดาร์วิน สรุปวา่ ส่งิ มีชวี ติ หลากหลายบนโลกเกิดจากการสบื ทอดลักษณะที่เปล่ยี นไปของสปีชสี ์ดกึ ดำบรรพ์ โดย กลไกที่ก่อใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลง คอื การคดั เลือกโดยธรรมชาติ ซึง่ ต้องอาศยั ระยะเวลาทย่ี าวนาน 2) ครอู ธิบายใหน้ ักเรยี นเข้าใจว่า การคัดเลอื กโดยธรรมชาตขิ องดาร์วินในตอนนน้ั ยังขาดความ สมบรู ณ์ในหลายเรื่อง เชน่ ดารว์ นิ ไม่สามารถอธิบายได้วา่ การแปรผันของลักษณะส่งิ มชี วี ิตนัน้ เกดิ ขนึ้ ได้ อยา่ งไร และมีการถ่ายทอดลักษณะที่เกิดขึ้นไปยงั ลกู หลานไดอ้ ยา่ งไร จนกระทั่งมีความรู้ดา้ นพนั ธศุ าสตร์ ประชากรทีช่ ่วยสนับสนุนแนวความคิดของดาร์วนิ ทำให้สามารถอธบิ ายกลไกการเกิดวิวฒั นาการของ ส่ิงมชี วี ติ ได้ เพ่ือเชือ่ มโยงไปสกู่ ารเรยี นรเู้ ร่ือง ความถขี่ องแอลลลี ในประชากร ขนั้ จดั การเรียนรู้ จัดกจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึง่ มีขนั้ ตอนดังน้ี 1) ครนู ำเสนอ PowerPoint ใหน้ ักเรียนดเู กย่ี วกับความหมายของประชากรและยนี พลู แลว้ อธิบายใหน้ ักเรยี นเข้าใจว่า ประชากรเปน็ หน่วยที่เล็กท่ีสดุ ของวิวฒั นาการหรืออาจกลา่ วไดว้ ่า ววิ ฒั นาการจะเกิดในระดบั ประชากร ถึงแมว้ ่าการคดั เลือกโดยธรรมชาติจะมีผลกระทบต่อสมาชิกของ สง่ิ มีชวี ติ แตล่ ะหน่วยในแง่ของการอย่รู อด และความสำเร็จในการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรมไปส่รู นุ่ ลกู หลาน แตว่ วิ ฒั นาการจะเกิดข้นึ เมื่อมกี ารเปล่ยี นแปลงทางพันธุกรรมของประชากรในช่วงเวลาทผ่ี า่ นไป ดงั นน้ั การศึกษาเก่ยี วกบั พันธศุ าสตรป์ ระชากรจงึ มีความสำคัญย่ิงสำหรบั การศึกษาวิวฒั นาการ 2) ครนู ำเสนอ PowerPoint ความหมายของพันธศุ าสตร์ประชากร ดังนี้ - พนั ธุศาสตรป์ ระชากร (population genetics) -ความถข่ี องจโี นไทป์ -ความถขี่ องแอลลลี
3) ครยู กตวั อย่างการคำนวณหาความถข่ี องจโี นไทป์และความถข่ี องแอลลีล ดงั น้ี ประชากรแมวชนิดหน่งึ ลักษณะของสีขนถูกควบคุมดว้ ยยีน 2 แอลลลี คือ แอลลีล B ควบคมุ ลักษณะขนสดี ำ เปน็ ลักษณะเด่น และแอลลีล b ควบคุมลกั ษณะขนสีขาว เป็นลกั ษณะด้อย ถา้ มปี ระชากร แมว 100 ตัว มีขนสดี ำ 84 ตัว และมีขนสีขาว 16 ตัว โดยขนสดี ำมจี ีโนไทป์ 2 แบบ คือ BB 36 ตวั และ Bb 48 ตวั จะคำนวณหาความถ่ีของจโี นไทป์และความถ่ีของแอลลีลได้จาก ความถข่ี องจีโนไทป์ BB = 36 = 0.36 100 ความถข่ี องจโี นไทป์ Bb = 48 = 0.48 100 ความถี่ของจีโนไทป์ bb = 16 = 0.16 100 ในยนี พลมู จี ำนวนแอลลีลทงั้ หมด = 100 x 2 = 200 แอลลีล จำนวนจโี นไทป์ BB 36 ตัว จะมีแอลลลี B = 36 x 2 = 72 แอลลลี จำนวนจีโนไทป์ Bb 48 ตัว จะมแี อลลลี B = 48 แอลลีล และแอลลลี b = 48 แอลลีล จำนวนจโี นไทป์ bb 16 ตัว จะมแี อลลลี b = 16 x 2 = 32 แอลลีล ความถี่ของแอลลีล คำนวณจาก ความถข่ี องแอลลี B = 72 + 48 = 0.6 200 ความถข่ี องแอลลีล b = 48 + 32 = 0.4 200 ดังนั้น ในประชากรของแมว จะมคี วามถีข่ องแอลลี B = 0.6 และมีความถี่ b = 0.4 กจิ กรรมรวบยอด นักเรยี นและครรู ่วมกันอภิปราย โดยใชแ้ นวคำถามต่อไปนี้ - กำหนดใหใ้ นการศึกษาลักษณะสีดอกของประชากรไมด้ อกท่ถี ูกควบคุมโดยยีน 2 แอลลีล คอื R ควบคมุ ลักษณะดอกสีแดง และ r ควบคมุ ลักษณะดอกสขี าว ซง่ึ ในประชากรไม้ดอก 1,000 ต้น มีจีโนไทป์ RR = 640 ตน้ Rr = 320 ตน้ และ rr = 40 ตน้ จากข้อมลู ทีก่ ำหนดใหจ้ งคำนวณหาความถีข่ องจโี นไทป์ และความถี่ของแอลลลี R และ r (ความถี่ของจโี นไทป์ RR = 0.64, Rr = 0.32, rr = 0.04 และความถ่ขี อง แอลลีล R = 0.8, r = 0.2) 9. ส่ือและแหลง่ การเรียนรู้ สอื่ 1) PowerPoint ประกอบการเรยี นรู้ เรอื่ ง ความถี่ของแอลลีลในประชากร 2) หนงั สือเรยี น รายวิชาเพิ่มเตมิ ชวี วทิ ยา 2 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4-6 ของ สสวท แหลง่ การเรียนรู้ 1) หนังสือหรือวารสารวทิ ยาศาสตร์ 2) สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ 3) อินเทอรเ์ น็ต
10. การวัดและประเมินผล เป้าหมาย หลกั ฐาน เคร่อื งมือวัด เกณฑ์การประเมนิ - การถาม/ตอบ สาระสำคญั -สามารถตอบคำถามได้ - การถาม/ตอบ อย่างถูกต้อง - ความถข่ี องแอลลีลใน - สมุด -สามารถตอบคำถามได้ ประชากร อยา่ งถูกต้อง ผลการเรียนรู้ - อธิบายและสรปุ ถึง - สมดุ หลกั ฐานท่ีบง่ บอกถงึ วิวฒั นาการของ สงิ่ มีชวี ิต และแนวคดิ เกยี่ วกบั วิวัฒนาการของ ส่ิงมชี วี ิต พันธศุ าสตร์ ประชากร และปัจจัยท่ี ทำให้เกดิ การ เปลี่ยนแปลงความถี่ของ แอลลลี รวมทั้งกำเนิด ของสปชี ีส์ได้ (ว 1.2 ม. 6/4) - ตงั้ คำถามทอ่ี ยู่บน พ้นื ฐานของความรู้และ ความเข้าใจทาง วทิ ยาศาสตร์ หรอื ความ สนใจ หรือจากประเด็น ทเ่ี กิดขนึ้ ในขณะน้ัน ที่ สามารถทำการสำรวจ ตรวจสอบหรือศกึ ษา คน้ คว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือ ได้ (ว 8.1 ม. 4/2) คณุ ลกั ษณะ - ใฝ่เรยี นรู้ - การเขา้ ชนั้ เรยี น - ความตรงตอ่ เวลาและ - การเขา้ ชนั้ เรยี นสาย จำนวนครง้ั ท่เี ข้าเรยี น ไมเ่ กิน 15 นาที และ จำนวนคร้งั ท่ีเข้าเรียน มากกวา่ 80% - มงุ่ มนั่ ในการทำงาน - ความสนใจในการ - การถาม/ตอบ - สามารถตอบคำถาม เรียน ได้อยา่ งถูกต้อง
แผนการจัดการเรยี นรู้ รหัสวิชา ว31247 ช่อื รายวชิ า ชีววิทยา 2 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์ ภาคเรยี นที่ 2 ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ วิวฒั นาการ แผนการเรยี นรูท้ ี่ 25 เรอ่ื ง กฏของฮารด์ ี-ไวนเ์ บิร์ก เวลา 2 ชัว่ โมง ผูส้ อน นางสาวศรอี ดุ ร ล้านสาวงษ์ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม วิวฒั นาการของสิ่งมีชวี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพทมี่ ผี ลกระทบต่อมนุษย์ และสงิ่ แวดลอ้ ม มกี ระบวนการสบื เสาะหาความร้แู ละจิตวทิ ยาศาสตร์ ส่อื สารสงิ่ ทีเ่ รยี นร้แู ละนำความรู้ไป ใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 8.1 ใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสบื เสาะหาความรู้ การแกป้ ัญหา รูว้ ่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทเี่ กิดขึน้ สว่ นใหญม่ ีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและ ตรวจสอบไดภ้ ายใตข้ ้อมลู และเครอ่ื งมือท่ีมีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจวา่ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสงิ่ แวดลอ้ มมีความเกย่ี วข้องสมั พนั ธ์กนั 2. ผลการเรียนรู้ 1) อธิบายและสรุปถงึ หลักฐานท่บี ง่ บอกถงึ ววิ ัฒนาการของส่งิ มีชีวิต และแนวคดิ เกย่ี วกับ ววิ ฒั นาการของส่งิ มีชีวิต พนั ธศุ าสตร์ประชากร และปจั จยั ท่ีทำให้เกิดการเปล่ียนแปลงความถ่ีของแอลลลี รวมทั้งกำเนดิ ของสปีชีสไ์ ด้ (ว 1.2 ม. 6/4) 2) ต้งั คำถามท่ีอย่บู นพืน้ ฐานของความรู้และความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื ความสนใจ หรือ จากประเดน็ ท่เี กิดขนึ้ ในขณะน้ัน ทสี่ ามารถทำการสำรวจตรวจสอบหรอื ศึกษาคน้ คว้าได้อยา่ งครอบคลุม และเชื่อถือได้ (ว 8.1 ม. 4/2) 3. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด ภาวะสมดุลของฮารด์ ี-ไวน์เบิร์ก (Hardy – Weinberg Equilibrium: HWE) คอื ความถ่ีของ แอลลลี และความถี่ของจโี นไทป์ในยีนพลูของประชากรซึ่งจะมคี า่ คงที่ในทกุ รุน่ ถ้าไม่มีปจั จยั บางอย่างมา เกีย่ วขอ้ ง เช่น มิวเทชัน การคัดเลือกโดยธรรมชาติ และการเลอื กคู่ผสมพันธุ์ ความรทู้ ี่ไดจ้ ากภาวะสมดลุ ของฮารด์ ี-ไวนเ์ บิร์ก สามารถนำไปใช้คาดคะเนความถี่ของแอลลลี ทีเ่ ก่ยี วข้องกับโรคทางพันธกุ รรมในยีน พลขู องประชากรได้ ปจั จยั ท่ีทำให้เกิดการเปล่ียนแปลงความถี่ของแอลลลี ได้แก่ 1) การเปลีย่ นแปลงความถย่ี ีนอยา่ ง ไมเ่ จาะจง 2) การถ่ายเทเคลื่อนย้ายยีนจากการอพยพเข้าหรอื ออกของกลมุ่ ประชากร 3) การเลือกคผู่ สม พันธุ์ 4) การเกิดมิวเทชันกับโครโมโซมเพศ และ 5) การคดั เลอื กโดยธรรมชาติ 4. สาระการเรยี นรู้ ความรู้ -กฎของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก - ปจั จยั ทที่ ำให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงความถี่ของแอลลลี
ทกั ษะ/กระบวนการ 1) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2) ทักษะการคดิ 3) ทักษะการเรียนรู้ 4) ทักษะการแก้ปัญหา 5) ทักษะกระบวนการทำงานกลุ่ม 5. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 1) อธบิ ายทฤษฎขี องฮาร์ดี-ไวนเ์ บิร์กและภาวะสมดุลของฮารด์ ี-ไวน์เบิร์กได้ 2) นำความรู้เกีย่ วกบั ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวน์เบริ ์กไปประยุกต์ใช้ได้ 3) อธบิ ายและสรปุ ปจั จยั ท่ีมีผลตอ่ การเปลย่ี นแปลงความถ่ีของแอลลีล และความถข่ี องจโี นไทปใ์ น ประชากรท่สี ่งผลต่อววิ ฒั นาการของส่งิ มีชวี ติ ได้ 6. คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 1) ใฝเ่ รยี นรู้ 2) อยู่อย่างพอเพียง 3) มงุ่ มน่ั ในการทำงาน 4) มวี ินยั 7. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น 1) ความสามารถในการสอ่ื สาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 8. กระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ขน้ั นำเข้าสู่บทเรยี น 1) ครอู ธิบายให้นักเรียนเข้าใจวา่ ในสภาวะทีไ่ มม่ ีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทงั้ ทางด้านพันธกุ รรมและ ขนาดของประชากร ส่ิงมีชีวิตในประชากรนน้ั จะผสมพันธก์ุ ันอยา่ งอิสระ การกระจายตัวของยนี หรือความถ่ี ของแอลลีลในประชากรนนั้ จะคงท่ี 2) ครูยกตวั อย่างการคำนวณหาความถ่ขี องจโี นไทป์ และความถ่ขี องแอลลีลประชากรดอกไมท้ ่ี นักเรยี นได้เรยี นรูม้ าแล้ว โดยครชู ใ้ี ห้นักเรยี นเหน็ วา่ ถ้าสมาชกิ ทุกต้นในประชากรไมด้ อกมีโอกาสผสมพันธ์ุ ได้เท่าๆกัน เม่ือมีการรวมกนั ของเซลลส์ บื พนั ธุ์เพศผหู้ รือเพศเมยี ทม่ี ีความถข่ี องแอลลลี เหมือนประชากรใน รนุ่ พ่อแม่ ประชากรไม้ดอกในรุน่ ลกู จะมีความถ่ขี องจีโนไทป์และความถ่ขี องแอลลลี เหมอื นประชากรในร่นุ พอ่ แม่ด้วย เพ่ือเช่อื มโยงไปสู่การเรยี นรเู้ รอ่ื ง กฎของฮาร์ดี-ไวนเ์ บิร์ก
ขน้ั จัดการเรียนรู้ จดั กจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึง่ มีขัน้ ตอนดงั นี้ 1) ครูนำเสนอ PowerPoint เกยี่ วกบั กฏของฮารด์ ี-ไวนเ์ บิร์ก โดยอธิบายใหน้ กั เรียนเขา้ ใจว่า กฎ ของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ์กมีใจความสำคัญวา่ ความถ่ีของแอลลลี และความถ่ีของจีโนไทปใ์ นยนี พลขู องประชากร จะมีคา่ คงท่ีในทุกรุน่ ถ้าไม่มปี ัจจัยบางอย่างมาเก่ียวข้อง เช่น มิวเทชัน การคัดเลอื กโดยธรรมชาติ และการ เลือกคผู่ สมพันธ์ุ ความถี่ของยีนท่อี ยูใ่ นภาวะสมดุลเช่นน้ีจะเรียกว่า ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวนเ์ บิร์ก (Hardy – Weinberg Equilibrium: HWE) 2) ครูนำเสนอ PowerPoint เก่ียวกบั การศกึ ษากฎของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ์ก จากการศึกษาตวั อย่าง ของประชากรแมวที่นักเรยี นได้เรียนร้มู าแลว้ โดยอธิบายให้นักเรียนเขา้ ใจวา่ ในรนุ่ ลูกจะมคี วามถี่ของจโี น ไทป์เทา่ กับร่นุ พอ่ แม่ คือ ความถีข่ องจโี นไทป์แบบ BB = 0.36, Bb = 0.48 และ bb = 0.16 ความถี่ของแอลลีล B = 0.6 และ b = 0.4 โดยแบบแผนการถา่ ยทอดยนี จะเปน็ เชน่ นีเ้ สมอ ไม่ว่าการสืบพนั ธ์ุและการถา่ ยทอดลักษณะทาง พันธุกรรมจะผา่ นไปกร่ี ุ่นกต็ าม สามารถเขียนสมการคำนวณหาความถ่ีของแอลลีลและความถ่ขี องจโี นไทป์ ได้ ดังนี้ p2 + 2pq + q2 = 1 สรุปไดว้ ่ากฎของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ์ก แสดงให้เหน็ ว่าการเปลยี่ นแปลงความถ่ี ของยีนหรือแอลลลี จะไมเ่ กิดข้ึนในประชากร ตราบใดที่สภาพแวดล้อมของประชากรสมบูรณ์และคงท่ี นน่ั คือไมท่ ำใหเ้ กิดวิวัฒนาการข้ึน ทำให้ในสภาพธรรมชาติเกดิ ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบริ ์กได้ยาก 3) ครนู ำเสนอ PowerPoint เกย่ี วกบั การประยกุ ต์ใชก้ ฏของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ์ก ที่ใชค้ าดคะเนความถ่ี ของแอลลลี ทเี่ กีย่ วข้องกบั โรคทางพันธุกรรมในยีนพลขู องประชากร ดังน้ี ถ้าประชากรภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีคนเป็นโรคโลหิตจางชนิดซิกเคลิ เซลล์ จำนวน 9 ใน 10,000 คน ดงั นน้ั จะสามารถคาดคะเนความถขี่ องแอลลลี ที่ทำให้เกิดโรคน้ีในประชากรได้ โดยกำหนดใหจ้ โี นไทป์ aa แสดงลกั ษณะของโรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์ ความถ่ขี องจีโนไทป์ aa = q2 = 9/10,000 q = 9 = 3 = 0.03 10,000 100 ดังนั้น ในประชากรนี้ มีความถี่ของแอลลีลท่ีทำให้เกิดโรคโลหติ จางชนิดซกิ เคลิ เซลล์ = 0.03 จากตัวอยา่ งประชากรในร่นุ พ่อแม่ท่เี ป็นพาหะของโรคมจี ำนวนกค่ี น หาความถี่ของจโี นไทปข์ องประชากร ท่ีเปน็ พาหะของโรคได้จาก 2pq p = 1-q= 1-0.03 = 0.97 2pq = 2 x 0.97 x 0.03 = 0.0582 ดงั น้นั คิดเป็นจำนวนประชากรท่ีเป็นพาหะ = 0.0582 x 10,000 = 582 คน 4) ครนู ำเสนอ PowerPoint เกย่ี วกับปัจจยั ทท่ี ำให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงความถ่ีของแอลลีล โดย อธบิ ายใหน้ กั เรียนเข้าใจวา่ ปัจจยั ท่ีทำใหค้ วามถข่ี องแอลลีลในประชากรเปล่ียนแปลง และทำใหเ้ กิด ววิ ัฒนาการได้นั้นประกอบไปดว้ ย - การเปล่ียนแปลงความถีย่ ีนอย่างไมเ่ จาะจง เป็นการเปลย่ี นแปลงแบบสุ่ม เปน็ การเปล่ียนแปลง ความถี่ของแอลลีลทเ่ี ป็นผลมาจากการเปลยี่ นแปลงขนาดของประชากรจากรุ่นหน่งึ ไปยังอีกรุ่นหนึง่ ใน ประชากร เน่อื งจากโอกาสของแอลลีลท่จี ะถกู ถา่ ยทอดมีไมเ่ ท่ากัน การเปลยี่ นแปลงความถย่ี ีนอย่างไม่
เจาะจงพบในธรรมชาติมี 2 สถานการณ์ คอื ผลกระทบจากผู้ก่อตั้ง และปรากฎการณค์ อขวด ซึง่ สามารถ สรุปได้ดงั นี้ ผลกระทบจากผู้กอ่ ต้ัง ปรากฏการณ์คอขวด 1. ประชากรมีการย้ายยีน 1. เกดิ ภาวะวกิ ฤติกับประชากรท่ีบริเวณเดิมและเสย่ี ง ต่อการสญู พันธ์ุ 2. ประชากรทีย่ า้ ยถนิ่ ไปมีขนาดเลก็ ลงเม่ือเทียบกับ 2. ประชากรเดมิ มีขนาดใหญ่ ลดจำนวนลงอย่าง ประชากรเดมิ ที่มขี นาดใหญ่ รวดเร็วจนมขี นาดเล็ก 3. ประชากรไปอยู่ในท่ีแห่งใหม่ แพร่พันธไุ์ ด้ดี และ 3. ประชากรที่รอดจากภาวะวิกฤติแพรพ่ ันธ์ุได้ดี และ สะสมแอลลลี ในยีนพลู สะสมในยีนพลู 4. ความถขี่ องแอลลลี ของผู้ก่อตั้งเพิ่มขึ้น 4. ความถี่ของแอลลีลของประชากรท่รี อดจากภาวะ วกิ ฤติเพ่ิมข้ึน - การถา่ ยเทเคลอ่ื นย้ายยีน เป็นการเคล่ือนย้ายแอลลีลจากประชากรหน่งึ ไปยังอีกประชากร หนึง่ ของสปชี สี ์เดียวกัน และเกิดการผสมพันธ์กุ ันขึ้น มีทัง้ การเคลอื่ นยา้ ยยนี เขา้ สปู่ ระชากรใหม่ และการ เคลอ่ื นยา้ ยยนี ออกจากประชากรเดิม สง่ ผลต่อการเปลยี่ นแปลงความถ่ขี องแอลลีล - การเลือกค่ผู สมพนั ธุ์ โดยในธรรมชาติทัว่ ไปสมาชิกในประชากรมักเลือกคผู่ สมพันธ์ุหรือมีการ ผสมพนั ธุไ์ มเ่ ปน็ แบบส่มุ ทำให้สมาชิกบางส่วนของประชากรไม่มโี อกาสไดผ้ สมพนั ธุ์ ทำให้มีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงความถี่ของแอลลลี ในยนี พลูของประชากรในรุ่นถดั ไป - มิวเทชนั เป็นการเปล่ียนแปลงทเ่ี กิดขน้ึ ในระดบั ยีนและโครโมโซม การเกดิ มิวเทชันเพยี งอยา่ ง เดยี วไม่มผี ลมากพอจะเปลีย่ นแปลงโครงสรา้ งทางพันธุกรรมของยนี พลใู นประชากรภายในรุ่นเดยี ว แตเ่ ปน็ การสร้างแอลลลี ใหม่ทสี่ ะสมไวใ้ นยนี พลขู องประชากร ทำใหเ้ กดิ ความหลากหลายทางพันธกุ รรมใน ประชากร - การคัดเลือกโดยธรรมชาติ ทำให้สมาชกิ ของประชากรทมี่ ีลักษณะเหมาะสมกับ สภาพแวดล้อมมจี ำนวนมากขึ้น ลกั ษณะทไ่ี มเ่ หมาะสมกับสภาพแวดล้อมจะถูกคดั ทงิ้ ไป ทำใหแ้ อลลลี ของ ประชากรเปลีย่ นแปลง 5) ครอู ธบิ ายเพมิ่ เติมวา่ ปจั จยั ทท่ี ำใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงความถข่ี องแอลลลี นี้ ทำใหค้ วามถขี่ อง แอลลีลในประชากรเปลี่ยนแปลง สง่ ผลให้โครงสรา้ งทางพันธุกรรมของประชากรเปลยี่ นแปลง เกดิ เปน็ ววิ ฒั นาการข้นึ โดยการเปลยี่ นแปลงโครงสร้างประชากรทีละน้อย เรียกว่า วิวัฒนาการระดับจุลภาค ซงึ่ เป็นการเปลย่ี นแปลงโครงสร้างทางพนั ธุกรรมของส่ิงมีชีวติ ในระดบั สปชี สี ์ที่อาจนำไปสกู่ ารเกิดสปีชสี ์ใหม่ แต่ถ้าการเปลย่ี นแปลงนน้ั ก่อให้เกดิ ววิ ฒั นาการการเกดิ เป็นสปีชสี ใ์ หมห่ ลากหลายสปชี ีส์ จนนำไปสู่ความ หลากหลายของสิง่ มีชีวิต จะเรียกว่า ววิ ัฒนาการระดับมหภาค
กจิ กรรมรวบยอด 1) ใหน้ ักเรียนทำแบบทดสอบ Check Point 6 เพ่ือทบทวนความร้ทู นี่ ักเรียนไดร้ บั จากการเรียน โดยให้นักเรยี นตอบคำถามตอ่ ไปนี้ - ในธรรมชาตคิ วามถีข่ องแอลลลี ในประชากรของส่ิงมชี วี ิตมีการเปล่ยี นแปลงหรือไม่ เพราะเหตุ ใด - ถ้ายนี พลใู นประชากรหน่ึงเป็นไปตามกฎของฮารด์ ี-ไวนเ์ บริ ์ก องค์ประกอบทางพนั ธกุ รรมของ ประชากรมีการเปลยี่ นแปลงหรือไม่ เพราะเหตใุ ด - ในประชากรกลมุ่ หนงึ่ พบว่า มปี ระชากรเลือดหมู่ Rh- อยู่ 16% เม่อื ประชากรนี้อยใู่ นภาวะ สมดุลของฮารด์ ี-ไวนเ์ บิร์ก จงคำนวณหาความถข่ี องแอลลลี ในประชากร 2) ครใู ห้นกั เรียนส่งสมุด เพื่อตรวจสอบการบนั ทึกความรทู้ ี่ไดจ้ ากการเรียนและการตอบคำถาม Check Point 6 หลงั เลกิ เรียน 9. ส่อื และแหลง่ การเรยี นรู้ สอื่ 1) PowerPoint ประกอบการเรียนรู้ เรอื่ ง กฎของฮารด์ ี-ไวนเ์ บริ ก์ และเรื่อง ปัจจยั ท่ีทำใหเ้ กิด การเปลย่ี นแปลงความถี่ของแอลลีล 2) หนังสอื เรียน รายวชิ าเพิม่ เตมิ ชวี วทิ ยา 2 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4-6 ของ สสวท แหลง่ การเรียนรู้ 1) หนังสือหรอื วารสารวิทยาศาสตร์ 2) สารานุกรมวิทยาศาสตร์ 3) อนิ เทอรเ์ น็ต
10. การวดั และประเมินผล เป้าหมาย หลักฐาน เครอื่ งมือวัด เกณฑก์ ารประเมนิ - การถาม/ตอบ -สามารถตอบคำถามได้ สาระสำคญั - แบบทดสอบ (check อยา่ งถูกตอ้ ง point) - ทำแบบทดสอบ - กฎของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ก์ - สมุด - การถาม/ตอบ (check point) ไดอ้ ยา่ ง ถูกตอ้ ง - ปัจจัยทท่ี ำให้เกดิ การ - ความตรงต่อเวลาและ -สามารถตอบคำถามได้ จำนวนครัง้ ทเี่ ขา้ เรียน อย่างถูกตอ้ ง เปลี่ยนแปลงความถี่ของ - การเข้าชัน้ เรยี นสาย แอลลีล ไมเ่ กิน 15 นาที และ จำนวนครั้งทเี่ ข้าเรยี น ผลการเรียนรู้ มากกวา่ 80% - สามารถตอบคำถามได้ - อธิบายและสรุปถงึ - สมดุ อยา่ งถกู ตอ้ ง หลกั ฐานทบ่ี ่งบอกถึง ววิ ฒั นาการของส่ิงมชี วี ิต และแนวคิดเกยี่ วกับ วิวัฒนาการของสง่ิ มีชวี ิต พนั ธศุ าสตร์ประชากร และปจั จยั ทีท่ ำใหเ้ กดิ การ เปลีย่ นแปลงความถ่ีของ แอลลลี รวมทั้งกำเนดิ ของสปชี ีสไ์ ด้ (ว 1.2 ม. 6/4) - ตั้งคำถามท่อี ยู่บน พ้ืนฐานของความรูแ้ ละ ความเข้าใจทาง วิทยาศาสตร์ หรอื ความ สนใจ หรือจากประเดน็ ที่ เกิดข้นึ ในขณะนน้ั ท่ี สามารถทำการสำรวจ ตรวจสอบหรือศึกษา คน้ ควา้ ไดอ้ ยา่ ง ครอบคลุมและเชอื่ ถอื ได้ (ว 8.1 ม. 4/2) คณุ ลักษณะ - ใฝ่เรยี นรู้ - การเขา้ ชนั้ เรียน - มุง่ มั่นในการทำงาน - ความสนใจในการเรยี น - การถาม/ตอบ
แผนการจดั การเรียนรู้ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 รหัสวิชา ว31247 ช่อื รายวิชา ชวี วทิ ยา 2 ภาคเรียนท่ี 2 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ ววิ ฒั นาการ เวลา 2 ชว่ั โมง แผนการเรยี นรู้ท่ี 26 เร่ือง ววิ ฒั นาการของมนุษย์ ผู้สอน นางสาวศรีอดุ ร ล้านสาวงษ์ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจกระบวนการและความสำคญั ของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม ววิ ัฒนาการของสิง่ มีชวี ติ ความหลากหลายทางชวี ภาพ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพทีม่ ีผลกระทบต่อมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ ส่อื สารสงิ่ ทเ่ี รียนร้แู ละนำความรู้ไป ใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 8.1 ใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวทิ ยาศาสตร์ในการสบื เสาะหาความรู้ การแกป้ ัญหา รู้ว่าปรากฏการณท์ างธรรมชาติท่ีเกดิ ข้นึ ส่วนใหญม่ ีรูปแบบท่ีแนน่ อน สามารถอธิบายและ ตรวจสอบไดภ้ ายใตข้ ้อมูลและเครอ่ื งมอื ท่ีมีอยู่ในช่วงเวลานัน้ ๆ เข้าใจว่าวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คม และส่งิ แวดล้อมมีความเก่ยี วข้องสมั พนั ธ์กัน 2. ผลการเรียนรู้ 1) อธบิ ายและสรุปถงึ หลักฐานท่ีบ่งบอกถึงววิ ฒั นาการของสง่ิ มชี วี ติ และแนวคดิ เกย่ี วกับ วิวฒั นาการของสิง่ มีชวี ติ พันธศุ าสตรป์ ระชากร และปจั จัยที่ทำใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงความถขี่ องแอลลีล รวมท้งั กำเนิดของสปีชีสไ์ ด้ (ว 1.2 ม. 6/4) 2) ตงั้ คำถามท่ีอยู่บนพน้ื ฐานของความรู้และความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจ หรอื จากประเดน็ ที่เกดิ ขนึ้ ในขณะนนั้ ทส่ี ามารถทำการสำรวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อยา่ งครอบคลมุ และเชื่อถือได้ (ว 8.1 ม. 4/2) 3. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด ปจั จัยท่ีทำให้เกิดการเปล่ียนแปลงความถ่ขี องแอลลลี ทำให้ยนี พลใู นประชากรเปลีย่ นแปลงไป หรอื เกดิ ววิ ฒั นาการขึ้น มีการแยกกนั ทางเซลลส์ ืบพนั ธุ์ การแบ่งแยกทางภูมิศาสตร์ และการเปลยี่ นแปลง จำนวนโครโมโซมของสิง่ มชี วี ิตในเขตภมู ิศาสตรเ์ ดยี วกัน เกิดเป็นสปีชีส์ใหมข่ ึ้น มนษุ ยม์ วี ิวัฒนาการมายาวนานกว่า 4.5 ล้านปี เราสามารถศึกษาววิ ัฒนาการของมนษุ ย์ได้จาก ซากดึกดำบรรพ์และการเปรียบเทียบลำดับเบสบน DNA ทำใหร้ ้วู า่ สายววิ ัฒนาการของมนษุ ย์เริ่มจาก ออสทราโลพเิ ทคสั (Austrslopithecus) และโฮโม (Homo) 4. สาระการเรยี นรู้ ความรู้ -กำเนิดของสปชี ีส์ -วิวฒั นาการของมนุษย์
ทักษะ/กระบวนการ 1) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2) ทักษะการคดิ 3) ทักษะการเรยี นรู้ 4) ทกั ษะการแก้ปญั หา 5) ทกั ษะกระบวนการทำงานกลุ่ม 5. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1) อธบิ ายความหมายของสปีชีสไ์ ด้ 2) อภปิ ราย และสรุปกลไกการแยกกนั ทางเซลลส์ บื พันธไ์ุ ด้ 3) อภปิ ราย และสรปุ การเกิดสปชี ีสใ์ หม่จากการแบ่งแยกทางภูมศิ าสตร์และการเกิดสปีชสี ใ์ หมใ่ น เขตภมู ิศาสตร์เดียวกันได้ 4) อภปิ รายและสรุปสายววิ ัฒนาการของมนุษยไ์ ด้ 6. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 1) ใฝ่เรยี นรู้ 2) อยู่อยา่ งพอเพียง 3) มงุ่ มั่นในการทำงาน 4) มวี ินัย 7. สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น 1) ความสามารถในการส่ือสาร 2) ความสามารถในการคดิ 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 8. กระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ข้นั นำเขา้ สู่บทเรียน 1) ครทู บทวนปจั จัยที่ทำใหเ้ กิดการเปลีย่ นแปลงความถ่ขี องแอลลลี ซ่ึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง โครงสร้างทางพันธุกรรมของประชากรทน่ี ักเรียนได้เรียนรู้มาแลว้ โดยถามคำถามนักเรียน ดังนี้ - ปัจจัยใดบา้ งทีท่ ำใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงความถ่ีของแอลลลี (การเปล่ยี นแปลงความถี่ยีน การ ถ่ายเทเคลื่อนยา้ ยยีน การเลือกคผู่ สมพันธุ์ การเกดิ มิวเทชนั กับโครโมโซมเพศ และการคดั เลือกโดย ธรรมชาติ) - ปจั จยั ท่ีทำใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงความถ่ีของแอลลลี น้ี จะทำให้ความถี่ของแอลลีลในประชากร เปลย่ี นแปลงหรือไม่ และเกดิ วิวฒั นาการขึ้นได้อย่างไร (เปลย่ี นแปลง โดยเมอ่ื ความถีข่ องแอลลลี เปลย่ี นแปลงจะส่งผลใหโ้ ครงสร้างทางพันธกุ รรมของประชากรเปล่ยี นแปลงและเกดิ เป็นวิวัฒนาการข้นึ ) 2) นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายคำตอบของคำถาม เพ่ือเช่ือมโยงไปสกู่ ารเรียนรู้เร่ือง กำเนิดของสปีชีส์ และวิวฒั นาการของมนุษย์
ขั้นจดั การเรยี นรู้ จัดกจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ซึ่งมขี ้ันตอนดงั นี้ 1) ครนู ำเสนอ PowerPoint เก่ียวกับกำเนดิ ของสปีชีส์ โดยอธบิ ายความหมายของสปชี สี ์ให้ นักเรียนเข้าใจวา่ ในทางชีววิทยาสปชี สี ์ หมายถงึ กลุ่มหรือประชากรของสงิ่ มีชีวิตที่มีลักษณะทาง พันธกุ รรมคลา้ ยคลึงกนั สามารถผสมพนั ธุ์กันได้ตามธรรมชาติ และถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมไปสู่ ลูกหลานได้อย่างปกติ โดยได้ลูกหลานท่ีไม่เป็นหมัน 2) ครูอธบิ ายกลไกการป้องกนั การผสมพนั ธุ์ขา้ มสปชี ีสใ์ หน้ กั เรยี นเข้าใจรว่ มกันวา่ สง่ิ มีชีวิตตา่ งสปี ชสี ์กนั มีกลไกการป้องกนั การผสมขา้ มสปชี สี ์ได้ 2 ระดบั คือ กลไกการแยกกันทางการสืบพนั ธุ์ก่อนระยะไซ โกต และกลไกการแยกกนั ทางการสืบพนั ธ์หุ ลงั ระยะไซโกต โดยกลไกการแยกกนั ทางการสบื พนั ธก์ุ อ่ น ระยะไซโกต ทำใหเ้ ซลลส์ ืบพันธขุ์ องส่งิ มชี ีวติ ตา่ งสปีชสี ไ์ มส่ ามารถรวมกนั เป็นไซโกตได้ ซึ่งอาจเกิดจาก สภาพนิเวศวิทยาแตกต่างกัน ฤดูกาลหรือช่วงเวลาในการผสมพนั ธ์ุแตกต่างกัน พฤติกรรมการเก้ียวพาราสี แตกต่างกัน สรีระของเซลล์สืบพนั ธุ์แตกตา่ งกนั และโครงสรา้ งของอวยั วะสืบพันธแุ์ ตกตา่ งกัน ส่วนกลไก การแยกกันทางการสืบพันธุห์ ลงั ระยะไซโกต เป็นกลไกปอ้ งกนั ไม่ให้ลกู ผสมสามารถเจรญิ เตบิ โตเปน็ ตวั เต็ม วัยหรอื สบื พันธ์ตุ อ่ ไปได้ ลูกผสมทีเ่ กิดมาจะมีลักษณะต่าง ๆ เช่น ตายหรอื อ่อนแอ และเป็นหมัน เป็นต้น 3) ครูนำเสนอ PowerPoint เกย่ี วกบั การเกดิ สปีชีส์ใหม่ โดยอธิบายใหน้ กั เรยี นเข้าใจว่า กระบวนการเกดิ สปชี สี ์ใหม่ เกิดได้ 2 แนวทาง คือ การเกิดสปชี สี ใ์ หม่จากการแบ่งแยกทางภมู ิศาสตร์ และการเกิดสปีชีสใ์ หม่ในเขตภมู ิศาสตรเ์ ดียวกนั เชน่ การเกดิ พอลิพลอยดีของพืช โดยการเพิม่ จำนวน ชุดของโครโมโซม ได้โครโมโซม 3 ชดุ (3n) หรอื โครโมโซม 4 ชุด (4n) 4) ครูนำเสนอ PowerPoint เก่ียวกบั สายวิวฒั นาการของมนุษย์ทเี่ รม่ิ จากออสทราโลพิเทคสั (Austrslopithecus) มนษุ ยใ์ นยุค โฮโม (Homo) ซ่งึ เริ่มจาก Homo habilis, Homo erectus และ Homo sapiens 5) ครอู ธิบายเพ่มิ เติมวา่ นักวทิ ยาศาสตรแ์ ละนักมนษุ ยวทิ ยาได้ตัง้ สมมุติฐานกำเนดิ มนษุ ยใ์ นยุค ปจั จุบนั ออกได้ 2 แนวทาง คือ - สมมตฐิ านแรก มีววิ ฒั นาการจาก H. erectus ท่ีแพรก่ ระจายไปอาศัยอยู่ตามท่ีตา่ งๆ - สมมติฐานทส่ี อง H. erectus ท่ีแพร่กระจายในทต่ี ่างๆ สูญพนั ธุ์ เหลือเพียง H. erectus ใน แอฟริกาเท่านนั้ ท่มี วี ิวฒั นาการเป็น H. sapiens 6) ครูอธบิ ายให้นักเรียนเข้าใจว่า การศึกษาวิวัฒนาการของมนษุ ย์ส่วนใหญ่อาศยั หลกั ฐานจาก โครงกระดูกของซากดึกดำบรรพ์ แตส่ ว่ นใหญ่ซากดึกดำบรรพ์ที่สำรวจพบไมค่ ่อยสมบูรณ์ ทำให้การ ปะติดปะต่อภาพววิ ัฒนาการของมนุษย์มคี วามยากลำบาก สมมตุ ิฐานกำเนิดมนุษย์ทง้ั 2 สมมุติฐานจงึ มีขอ้ โตแ้ ยง้ ในหลายประเดน็ ทย่ี ังไมม่ ีข้อยุติ ทำใหส้ ายววิ ัฒนาการของมนุษยท์ ่ีได้รับการยอมรับในปัจจบุ นั อาจ เปลีย่ นแปลงได้ในอนาคตเมื่อมีการสำรวจพบหลักฐานอา้ งอิงมากขน้ึ กจิ กรรมรวบยอด 1) นักเรยี นและครรู ่วมกันอภิปราย โดยใชแ้ นวคำถามต่อไปนี้ - เพราะเหตใุ ดการแบ่งแยกทางภูมิศาสตร์จงึ ทำใหเ้ กดิ สปีชีส์ใหม่ (เพราะอุปสรรคทมี่ าขวางกัน้ เชน่ ภเู ขา แมน่ ้ำ ทำใหป้ ระชากรท่เี คยอาศยั อยใู่ นพนื้ ทเ่ี ดยี วกัน ไม่สามารถถ่ายเทเคลอ่ื นย้ายยีนระหว่าง ประชากรได้ จนกระทั่งโครงสรา้ งทางพนั ธุกรรมมีการเปลยี่ นแปลงไปตามสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ เกิด เป็นวิวัฒนาการของสิง่ มีชวี ติ ตา่ งสปีชสี ก์ ัน)
- เพราะเหตใุ ดประชากรของส่ิงมีชีวติ ที่ถูกแยกออกจากกัน เมอ่ื กลบั มาอยรู่ วมกันอีกครัง้ จึงไม่ สามารถผสมพนั ธ์ุกนั ได้อกี (เพราะยนี พลขู องประชากรท้งั สองแตกตา่ งกัน ทำใหไ้ มส่ ามารถผสมพันธุ์กนั ได้) - มนุษย์ในยคุ ปจั จุบันแตกตา่ งจากมนษุ ย์ในยุค H. habilis และ H. erectus อย่างไร (มนุษย์ใน ยุคปจั จบุ นั มีขนาดความจุของกะโหลกมากขึน้ ทำให้มคี วามคิดสร้างสรรค์มากขนึ้ ) - สมมุติฐานกำเนิดมนุษยท์ ั้ง 2 สมมุตฐิ านแตกต่างกันอยา่ งไร (สมมตฐิ านแรก มนุษย์ในยุค ปัจจบุ ันมวี ิวัฒนาการมาจาก H. erectus ทแ่ี พรก่ ระจายไปอาศยั อยู่ตามท่ีตา่ งๆ สว่ นสมมติฐานทส่ี อง มนุษยใ์ นยุคปัจจบุ ันมีวิวฒั นาการมาจาก H. erectus ที่แพรก่ ระจายในทตี่ ่างๆ สญู พนั ธ์ุ เหลือเพยี ง H. erectus ในแอฟรกิ าเทา่ น้ันท่ีมวี ิวัฒนาการเปน็ H. sapiens) 2) ครูให้นกั เรียนส่งสมุด เพ่ือตรวจสอบการบันทึกความรู้ท่ีไดจ้ ากการเรยี น หลงั เลิกเรยี น 9. ส่ือและแหล่งการเรียนรู้ ส่อื 1) PowerPoint ประกอบการเรียนรู้ เร่อื ง กำเนิดของสปชี ีส์และววิ ัฒนาการของมนุษย์ 2) หนังสือเรยี น รายวิชาเพมิ่ เติม ชวี วทิ ยา 2 ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4-6 ของ สสวท แหลง่ การเรียนรู้ 1) หนังสือหรอื วารสารวทิ ยาศาสตร์ 2) สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ 3) อนิ เทอรเ์ น็ต google classroom 10. การวดั และประเมินผล เปา้ หมาย หลกั ฐาน เคร่อื งมอื วดั เกณฑ์การประเมิน สาระสำคัญ - กำเนดิ ของสปชี ีส์ - สมดุ - การถาม/ตอบ -สามารถตอบคำถามได้ - วิวฒั นาการของมนุษย์ อย่างถูกต้อง ผลการเรียนรู้ - การถาม/ตอบ -สามารถตอบคำถามได้ - อธิบายและสรปุ ถงึ - สมุด อยา่ งถูกต้อง หลกั ฐานที่บ่งบอกถึง วิวัฒนาการของ ส่งิ มีชวี ติ และแนวคดิ เกี่ยวกับววิ ฒั นาการของ ส่ิงมชี วี ิต พันธศุ าสตร์ ประชากร และปจั จยั ท่ี ทำใหเ้ กดิ การ เปล่ียนแปลงความถี่ของ แอลลีล รวมท้งั กำเนิด ของสปีชีสไ์ ด้ (ว 1.2 ม. 6/4) - ตง้ั คำถามทอ่ี ยูบ่ น พ้นื ฐานของความรู้และ
เปา้ หมาย หลักฐาน เครอื่ งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมิน ความเขา้ ใจทาง วิทยาศาสตร์ หรือความ สนใจ หรือจากประเดน็ ที่เกดิ ข้ึนในขณะน้นั ท่ี สามารถทำการสำรวจ ตรวจสอบหรอื ศกึ ษา คน้ คว้าได้อยา่ ง ครอบคลุมและเชื่อถือ ได้ (ว 8.1 ม. 4/2) คณุ ลกั ษณะ - ใฝเ่ รียนรู้ - การเข้าชั้นเรยี น - ความตรงต่อเวลาและ - การเขา้ ชน้ั เรียนสาย จำนวนครง้ั ทเ่ี ข้าเรียน ไม่เกนิ 15 นาที และ จำนวนครั้งทเ่ี ขา้ เรียน มากกวา่ 80% - มุ่งมัน่ ในการทำงาน - ความสนใจในการ - การถาม/ตอบ - สามารถตอบคำถาม เรียน ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128