Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2. จิตวิทยาการเรียนรู้และฝึกอบรม

2. จิตวิทยาการเรียนรู้และฝึกอบรม

Published by ปัญญา ภู่ขวัญ, 2021-07-10 16:38:06

Description: 2. จิตวิทยาการเรียนรู้และฝึกอบรม

Search

Read the Text Version

เอกสารอา่ นค้นควา้ เพิม่ เตมิ เร่อื ง จติ วทิ ยาการเรียนร้แู ละฝึกอบรม วชิ าการฝึกอบรมและสารสนเทศทางการเกษตร

2 จติ วทิ ยาสาหรบั ครู (Psychology for Teachers) โดย รศ. มณั ฑรา ธรรมบศุ ย์ จิตวทิ ยาการเรียนรู้ จติ วิทยาการเรียนรู้ (Psychology of learning) หมายถงึ จติ วิทยาทีใ่ ช้ในการถ่ายทอด ความรู้ โดยการเรยี นรู้จะเกิดข้นึ ได้น้ันตอ้ งเกดิ จากพฤติกรรมท่เี ปล่ยี นแปลงไปอย่างถาวรหรอื เกิดจากการฝกึ ฝน ซ่ึงกระบวนการเรยี นรู้จะเกดิ ได้จากขน้ั ตอนหลัก 4 ข้นั ตอนคือตง้ั ใจจะรู้ กาหนดวธิ ีปฏบิ ัติเพ่ือให้รู้ ลงมอื ปฏิบตั ิและได้รับผลประจักษ์ สาหรบั ทฤษฎกี ารเรยี นรู้น้นั จะ พยายามศกึ ษาว่ากระบวนการเรยี นรู้น้ันมีลกั ษณะอย่างไร ในงานวจิ ยั สว่ นใหญ่นนั้ จะ ทาการศึกษาแบบพฤติกรรมนยิ มแบบพทุ ธินิยมและแบบ self-regulated learning โดยมี จติ วทิ ยาทางส่อื เป็นแนวการศกึ ษาใหมท่ ่เี พิ่มเข้ามา เน่ืองจากเทคโนโลยมี บี ทบาทในการสร้าง ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ ทฤษฎกี ารเรียนรทู้ างด้านจิตวทิ ยามี 3 กลุ่ม คอื 1. กลมุ่ ทฤษฎกี ารเรยี นรูพ้ ฤติกรรมนิยม นักจติ วิทยาที่อยู่ในกลุ่มน้ี คือ 1.1 อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov, 1849-1936) นกั สรีรวทิ ยาชาวรัสเซยี ทฤษฎีการ เรยี นรู้การวางเงอื่ นไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning Theory) หรือ แบบส่งิ เรา้ 1.2 จอห์น บี วัตสัน (John B Watson คศ.1878 -1958) ทฤษฎีการเรียนร้กู ารวาง เงือ่ นไขแบบคลาสสคิ ทเี่ กิดขนึ้ กบั มนษุ ย์ 1.3 เบอร์รสั สกนิ เนอร์ (Burrhus Skinner) ทฤษฎกี ารเรียนรู้การวางเงอื่ นไขแบบการ กระทา (Operant Conditioning theory) 1.4 เพยี เจท์ (Jean Piaget) การจัดการเรยี นร้ทู ่คี รูเป็นผู้ให้ขอ้ มลู และนักเรยี นเป็นผู้รบั ขอ้ มูล ครยู งิ่ ให้ข้อมูลมากเท่าไร นกั เรียนก็ย่งิ รบั ขอ้ มลู ไดม้ ากเท่านนั้ 1.5 กาเย่ (Gagne) ทฤษฎีการเรยี นรู้ 8 ขั้น - การจงู ใจ ( Motivation Phase) การคาดหวังของผเู้ รยี นเปน็ แรงจูงใจในการ เรียนรู้ - การรับรู้ตามเปูาหมายทต่ี ัง้ ไว้ (Apprehending Phase) ผู้เรยี นจะรบั รู้สิ่งท่ี สอดคลอ้ งกับความตั้งใจ - การปรงุ แตง่ สิง่ ทรี่ ับรู้ไวเ้ ปน็ ความจา (Acquisition Phase) เพื่อใหเ้ กิดความจา ระยะสัน้ และระยะยาว - ความสามารถในการจา (Retention Phase) - ความสามารถในการระลึกถึงสง่ิ ทไ่ี ด้เรยี นรู้ไปแลว้ (Recall Phase)

3 - การนาไปประยุกตใ์ ช้กับสงิ่ ทเี่ รยี นรู้ไปแลว้ (Generalization Phase) - การแสดงออกพฤตกิ รรมท่ีเรียนรู้ (Performance Phase) - การแสดงผลการเรียนรูก้ ลบั ไปยงั ผู้เรียน (Feedback Phase) ผู้เรยี นได้รบั ทราบ ผลเร็วจะทาใหม้ ผี ลดีและประสิทธภิ าพสงู 1.6 ธอร์นไดค ทฤษฎีการเชื่อมโยง 2. ทฤษฎีการเรียนรู้กลมุ่ ปัญญานยิ ม นกั จติ วทิ ยาทอ่ี ยใู่ นกลุ่มนี้ คือ 2.1 เดวคิ พี ออซเุ บล ทฤษฎีการเรยี นรู้อย่างมคี วามหมาย 2.2 Gestalt Psychologist ทฤษฎีการใช้ความเข้าใจ (CognitiveTheory) 2.3 โคท์เลอร์ (Kohler, 1925) การเรียนรู้โดยการหยง่ั รู้ (Insight Learning) 2.4 Jero Brooner ทฤษฏกี ารเรียนรแู้ บบค้นพบ 2.5 Piaget ทฤษฎีพฒั นาการทางสตปิ ญั ญา 3. ทฤษฎกี ารเรยี นรกู้ ลมุ่ มนุษยนิยม นกั จติ วทิ ยาทีอ่ ยู่ในกลุ่มน้ีคือ 3.1 ศาสตราจารยบ์ ันดูราแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด(Stanford) ประเทศ สหรัฐอเมริกา การเรียนรู้โดยการสงั เกตหรอื การเลยี นแบบ (Observational Learning หรือ Modeling) 3.2 Anthony Grasha กบั Sheryl Riechmann ทฤษฎีการสังเกตจากปฏิสัมพันธ์ ระหวา่ งนกั เรียนกับครูผู้สอน และสงั เกตจากปฏสิ มั พนั ธ์ระหว่างนักเรียนกับเพอื่ นร่วมหอ้ ง 3.3 เลวิน (Lawin) ทฤษฎีสนาม 3.4 Robert Slavin และคณะทฤษฎกี ารเรียนร้แู บบร่วมกนั เรียนรู้ 3.5 David Johnson และคณะทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือกนั เรียนรู้ 3.6 Shlomo และ Yael Sharan ทฤษฎกี ารเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรยี นร้ใู นงานเฉพาะ อย่าง ทฤษฎีการเรยี นรู้กลมุ่ มนุษยนยิ ม ทฤษฎมี นุษยนิยมมวี ิวัฒนาการมาจากทฤษฎกี ลุ่มทเี่ นน้ การพัฒนาตามธรรมชาติ แต่ กจ็ ะมีความเปน็ วิทยาศาสตร์ คือเป็นกระบวนการมากยงิ่ ขึ้น กล่มุ ทฤษฎีมนษุ ยนยิ มเป็นทฤษฎีท่ี คัดค้านการทดลองเกย่ี วกับพฤติกรรมของสตั ว์แลว้ มาใช้อ้างอิงกับมนุษย์และปฏเิ สธท่ีจะใช้คนเปน็ เคร่ืองทดลองแทนสตั ว์ นักทฤษฎใี นกล่มุ นเี้ ห็นว่ามนุษยม์ ีความคดิ มสี มอง มีอารมณ์และอิสรภาพ ในการกระทา การเรียนการสอนตามแนวทฤษฎนี ้เี ช่ือวา่ ผู้เรยี นเป็นศูนยก์ ลางของการเรียน การ

4 จดั การเรยี นการสอนจงึ มุ่งให้เกิดการเรยี นรทู้ ัง้ ดา้ นความเข้าใจ ทักษะและเจตคติไปพร้อม ๆ กันโดย ใหค้ วามสาคญั กบั ความรสู้ กึ นึกคิด คา่ นยิ ม การแสดงออกตลอดจนการเลือกเรียนตามความสนใจ ของผู้เรยี นเป็นหลัก บรรยากาศในการเรียนเปน็ แบบร่วมมือกนั มากกวา่ การแขง่ ขันกันอาจารย์ ผู้สอนทาหน้าทช่ี ว่ ยเหลอื ให้กาลังใจและอานวยความสะดวกในขบวนการเรยี นของผู้เรียนโดยการ จดั มวลประสบการณ์ เอื้อให้ผู้เรียนเกดิ การเรยี นรู้ หลักการหรือความเชื่อของทฤษฎีมนุษยน์ ยิ ม คอื 1. มนุษย์มีธรรมชาติแห่งความกระตือรือร้นทีจ่ ะเรียนรู้ 2. มนุษยม์ ีสทิ ธิในการตอ่ ตา้ นหรอื ไมพ่ อใจในผลที่เกดิ ขน้ึ จากสง่ิ ตา่ งๆ แมส้ งิ่ น้ันจะได้รบั การ ยอมรบั วา่ จริง 3. การเรยี นรู้ท่สี าคัญที่สุดของมนุษย์ คือ การทมี่ นุษยม์ กี ารเปล่ียนแปลงแนวความคดิ หรือ มโนทศั น์ของตนเอง 1) ทฤษฎคี วามต้องการของมนษุ ย์ของ Maslow (Abraham Harold Maslow: 1908-1970) มาสโลวม์ องวา่ ธรรมชาตแิ ลว้ มนุษย์เกิดมาดี และพรอ้ มทจี่ ะทาสงิ่ ดี ถา้ ความต้องการพืน้ ฐาน ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ เป็นผูท้ ีม่ องวา่ ความดที ี่อยูใ่ นตัวมนุษย์เป็นสิ่งทีต่ ิดตัวมาแต่ กาเนิด การเรียนรู้หรือการแสดง พฤติกรรมเกิดจากแรงผลักดันภายในตัวบคุ คล เดก็ มีธรรมชาติ พรอ้ มทจ่ี ะศึกษาสารวจสง่ิ ตา่ งๆ และมนุษย์ทกุ คนมแี รงภายในท่ีจะไปถงึ สภาพการณ์ทีเ่ รยี กว่า \"การ รจู้ ักตนเองตรงตามสภาพทเี่ ป็นจริง (self actualization)\" หรอื ความตอ้ งการที่จะตระหนักใน ความสามารถของตนเอง ซ่งึ หมายถงึ ความสามารถทจ่ี ะเขา้ ใจตนเอง ยอมรบั ตนเองทั้งในสว่ น บกพร่องและสว่ นดี รู้ทั้งจุดอ่อนและตระหนักในความสามารถของตนเองพร้อมทีจ่ ะรับฟงั ความ คดิ เห็นของผู้อ่ืนทีม่ ีต่อตนเอง มาสโลว์ได้กลา่ วว่า มนษุ ย์ทกุ คนลว้ นมีความต้องการและจะสนอง ความต้องการใหก้ บั ตนเองท้ังส้ิน ซึง่ ความต้องการเรียงจากความต้องการขั้นต่าสุดขึ้นไปหาความ ต้องการข้ันสูงสุด ดังน้ี 1) ความต้องการทางด้านร่างกาย 2) ความต้องการความปลอดภยั 3) ความต้องการความรักและเปน็ เจ้าของ 4) ความต้องการที่จะเปน็ ทีย่ อมรบั และ ได้รับการยกย่อง 5) ความต้องการทจ่ี ะตระหนกั ในความสามารถของตนเองหรอื รจู้ ักตนเอง 6) ความต้องการที่จะรู้และทจ่ี ะเข้าใจ 7) ความต้องการทางด้านสนุ ทรยี ะ

5 โดยมาสโลวไ์ ด้อธิบายวา่ เมอื่ ความตอ้ งการในขัน้ หนง่ึ ทีต่ ่ากวา่ ได้รับการตอบสนอง มนษุ ย์ก็ จะมคี วามตอ้ งการในข้ันต่อไป ซึ่งความตอ้ งการท่ีไดร้ บั การตอบสนองในแตล่ ะขัน้ น้ันไม่ จาเปน็ ต้องได้รบั เตม็ 100 เปอร์เซน็ ตก์ อ่ นจึงจะมีความตอ้ งการในขน้ั ต่อไปทส่ี งู ขึ้น นอกจากน้ัน มาสโลวไ์ ดแ้ บ่งความต้องการทง้ั 7 ขน้ั ออกเป็น 2 กล่มุ คอื กลุ่มที่ 1 (ความตอ้ งการข้นั ที่ 1 - 4) เรยี กวา่ \"ความต้องการขั้นตา่ \" หรอื ความตอ้ งการเนื่องจาก การขาดหรือไม่มซี ึ่งเปน็ การตอบสนองจากปัจจยั ภายนอก สว่ นกลมุ่ ที่ 2 (ความต้องการขนั้ ท่ี 5 - 7) เรียกวา่ \"ความต้องการข้นั สงู \" หรือความต้องการ พฒั นา เป็นความต้องการเน่อื งมาจากการแสวงหา มิใช่เน่ืองมาจากการขาดหรือการไมม่ ี หากความ ตอ้ งการข้ันต่าได้รบั การตอบสนองอยา่ งเพียงพอ มนษุ ย์จะพัฒนาข้ึนมาถงึ ความต้องการในขัน้ ท่ี 5 ซึง่ เปน็ ความต้องการท่ีจะรจู้ ักตนเองตรงตามสภาพ เป็นความต้องการของผทู้ ่ีจะพฒั นาข้นึ ไปสคู่ วาม เป็นคนทีส่ ามารถใชค้ วามสามารถท่ีตนเองมีอย่ไู ดอ้ ย่างสมบูรณ์ จะเป็นผู้ทคี่ านงึ ถึงตัวปัญหา มากกว่าตวั บคุ คล เปน็ ผทู้ ่คี านึงถึงบุคคลอน่ื ทง้ั น้ีเพราะตนเองได้รับการสนองความต้องการขั้นต่า อย่างเต็มท่ีแลว้ ทัง้ เป็นผทู้ ม่ี องเหน็ ศักดศิ์ รีและคณุ ค่าในตนเอง ตลอดจนมีความนับถอื ในตนเองซงึ่ เม่ือเป็นเช่นนค้ี วามดที ี่ตดิ ตัวมาแต่กาเนิดจะปรากฏออกมา ตามแนวคิดของมาสโลว์ มนุษย์ พรอ้ มท่ีจะใช้ความสามารถที่มอี ยูใ่ นตนเองทาประโยชนใ์ หก้ ับสังคมไดอ้ ย่างเตม็ ท่ี 2) ทฤษฎี client centered ของโรเจอร์ (Carl Rogers: 1902-1987) โรเจอร์ส ได้อธิบายถึง กระบวนการพฒั นาการทางบุคลกิ ภาพว่า มกี ระบวนการ 4 ประการ ดงั น้ี (1) กระบวนการพฒั นาการค่านิยม (Organizing Valuing Process) ตามท่ไี ดก้ ล่าวมาแลว้ ว่า โรเจอรส์ เชื่อวา่ บคุ คลเกดิ มา พรอ้ มพลัง หรือแรงจูงใจ ที่จะพัฒนาตนเองไปสูส่ ภาวะของการร้จู ัก ตนเองอย่างแท้จรงิ และเนอื่ งจากบุคคลเกดิ มาจาก สงิ่ แวดลอ้ มท่ีแตกตา่ งกนั จงึ จาเป็นทีจ่ ะตอ้ ง เขา้ ใจสง่ิ แวดลอ้ มและโลกส่วนตวั ของบคุ คลดว้ ย(Internal Frame of Reference) ซึ่งถอื ว่าเปน็ ส่วน สาคัญท่ีบคุ คลจะเลอื กรบั รู้ และให้ ความหมายตอ่ ประสบการณ์ตา่ งๆ เชน่ เดก็ ท่ถี กู นาไปอย่ใู น สิง่ แวดลอ้ มใหม่ อาจเกดิ ความกลัว ทอี่ าจเกดิ มาจาก การรับรู้ โดยไม่จาเปน็ ต้องมาจากสภาพ ความ เป็นจรงิ ของสงิ่ แวดลอ้ มเสมอไป และเมือ่ เด็กมีประสบการณเ์ พิม่ เติม ที่ทาให้เกิด ความเชือ่ วา่ สภาพแวดล้อมท่ีเป็นอยู่น้ัน ไม่น่ากลัวอย่างทีเ่ คยรบั รู้ ทาให้เดก็ มกี ารรับรู้ โดยไมจ่ าเป็นตอ้ งมาจาก สภาพ ความเป็นจรงิ ของสิ่งแวดล้อมเสมอไป และเม่ือเด็กมปี ระสบการณ์เพ่ิมเตมิ ท่ีทาใหเ้ กดิ ความ เชือ่ วา่ สภาพแวดลอ้ มทเ่ี ป็นอยู่น้ัน ไมน่ ่ากลัวอยา่ งท่ีเคยรบั รู้ ทาใหเ้ ด็กมีการรบั รเู้ ปลีย่ นแปลงไป เปน็ การรบั รใู้ หม่ หากจะกลา่ วโดยสรปุ จะเห็นว่า การที่เด็กเกิดมาหากอย่ใู นส่ิงแวดลอ้ มท่อี บอนุ่ ปลอดภัยเตม็ ไปดว้ ย ความรักเอาใจใส่ จะทาให้เด็กรบั รู้และให้ค่านยิ ม ตอ่ ประสบการณ์นนั้ ไป

6 ทางบวก เดก็ จะรบั รตู้ ่อสภาพแวดลอ้ ม และให้ ความหมายของการรับรู้ตาม ความเป็นจริง ในทาง ตรงข้าม เดก็ ทไี่ ด้รบั สิ่งแวดล้อมทางลบ เขาก็จะให้คา่ นิยมต่อประสบการณใ์ นทางลบ ส่งิ เหลา่ น้ี ถือ วา่ เป็นกระบวนการพฒั นาการทางคา่ นยิ ม ทม่ี ีการเปลี่ยนแปลงเน่อื งมาจากประสบการณท์ ่ีเพมิ่ มาก ขึ้น ดงั น้ันประสบการณข์ องบุคคล จะมีส่วนสาคัญตอ่ การพฒั นาการทางค่านยิ มของบุคคล ( 2) การยอมรบั จากผู้อืน่ (Positive Regard from others) จะเห็นไดว้ ่า ตวั ตน (self) ของ บคุ คล จะเริ่มพัฒนาเมอ่ื บุคคล มีปฏกิ ริ ยิ าสมั พนั ธ์ กบั สิง่ แวดลอ้ ม รอบตัวเขา เขาจะรับรู้ ความจริง ของสภาพแวดลอ้ ม และนาเอาประสบการณต์ า่ ง มาให้ ความหมายตอ่ การรบั รเู้ รียกว่า ประสบการณ์ แหง่ ตนเอง (Self-Experience) ปฏิสมั พนั ธ์ระหวา่ งตนเอง กับบุคคลทส่ี าคัญท่ีอย่ใู นสงิ่ แวดลอ้ มของ เขา จะนาไปสู่การพัฒนา อตั มโนทัศน์ (Self-Concept)เพราะทาใหบ้ ุคคลรูส้ กึ ถึง ความเปน็ เอกลกั ษณ์ของตนเอง การพัฒนาบคุ ลกิ ภาพของบคุ คลจะเริม่ จาก ในชว่ งแรกของชีวิต ทารกไม่สามารถแยกตนเองออก จากสง่ิ แวดล้อม และนึกวา่ เป็นตนเองเป็นส่วนหนง่ึ ของส่งิ แวดลอ้ ม ทาใหเ้ ด็กติดพ่อแม่ และ ส่งิ แวดล้อมตนเองได้ และเร่ิมเข้าใจตัวตนของตวั เอง อยา่ งไรก็ตาม ในระยะน้ี จะเป็นช่วงทเี่ ด็กมุง่ แสวงหา ความต้องการ พงึ พอใจเพือ่ สนอง ความต้องการของตน เพราะเขาพ่งึ ตนเองไม่ไดต้ ้องพ่งึ คนอ่นื จงึ เรียนรูท้ ี่จะเรียกร้อง ความสนใจและการยอมรบั จากผูอ้ ืน่ เมื่อโตขน้ึ เด็กจะเรม่ิ เรยี นรวู้ า่ พฤติกรรมบางอยา่ งทาใหผ้ อู้ ื่นตอบสนองเขาอย่างรักใคร่ บางอย่างอาจทาใหผ้ ู้อืน่ ไม่พอใจ ไม่ ยอมรับและไมไ่ ด้รับการตอบสนอง ปฏิกริ ยิ าเหล่านีท้ าให้เด็กเลือกพฤติกรรมทีท่ าให้คนอ่นื พอใจ และหลกี เล่ียงพฤตกิ รรมทีท่ าใหผ้ ูอ้ ่ืนไม่พอใจ เดก็ จึงเรียนรู้ทจ่ี ะรบั ค่านยิ มของผู้อืน่ มาไวใ้ นตนเอง ทาให้เกดิ การประเมินตนเอง (Self-Evaluation) จากพฤตกิ รรมทผ่ี ู้อ่ืนยอมรบั หรือไม่ยอมรับ เขามา เป็นเครอื่ งตัดสนิ (3) การยอมรบั ตนเอง (Self-Regard) บุคคลจะเรียนรูท้ ่จี ะยอมรบั ตนเองจากการที่เขารับรู้วา่ ผ้อู ่ืนแสดงการยอมรับในตวั เขาหรือไม่ อย่างไร โดยไมค่ านงึ ถงึ ความตอ้ งการของตนเอง แต่จะเอา ค่านิยมของผูอ้ ื่นท่มี ีต่อตัวเขา เป็นเกณฑใ์ นการประเมินพฤติกรรมของตนวา่ ดเี ลว ทาให้เขาแสดง พฤตกิ รรรมเพอ่ื ใหส้ นอง ความต้องการของผู้อื่น และใหผ้ ู้อื่นยอมรบั มากกว่า การคานึงถึง ความพงึ พอใจของตน ทาให้เขารบั เอา (Interject) คา่ นยิ มผู้อน่ื เข้ามาไว้ในตนเอง (4) ภาวะของการมคี ณุ คา่ (Conditions or Worth) เป็นลกั ษณะทบี่ ุคคลรูส้ กึ ว่าตน มคี ุณค่า เพราะเขาสามารถยอมรบั ตนเองได้ โดยมโนภาพแหง่ ตนท่ีเขารับรู้สอดคลอ้ งกบั ความเป็นจรงิ เม่ือ มีปฏสิ มั พันธก์ บั ผอู้ ืน่ แตถ่ า้ มโนภาพแห่งตนของเขาแตกต่างไปจาก ความจริง จะทาใหเ้ ขาเกิด ความวติ กกงั วลและปฏเิ สธ ไม่ยอมรับตนเองตาม ความเป็นจริง ทาให้เขามพี ฤตกิ รรมไม่ สมเหตสุ มผล ไม่สามารถปรับตัวได้ หากบุคคลรับเอาคา่ นยิ มของผูอ้ ่ืน หรือบรรทัดฐานของผู้อ่ืน

7 และสังคมเขา้ ไว้ในตนเองมากเกินไป จะทาใหเ้ ขาไม่สามารถยอมรับตนเองไดเ้ กิดความรูส้ ึกว่า ตนเองไร้คณุ ค่า เกดิ ความคบั ขอ้ งใจข้ึน จะเห็นได้วา่ การทบ่ี ุคคลจะมีพฒั นาการทางบคุ ลิกภาพไดอ้ ยา่ งเหมาะสมนัน้ จะข้ึนอยู่กับ ประสบการณท์ ่ีเดก็ ได้รบั โดยเฉพาะอย่างย่งิ ถา้ เด็กได้รับ ความรักจากครอบครวั โดยปราศจาก เง่ือนไข (Unconditional Positive Regard) จะทาใหเ้ ดก็ เกิด ความรสู้ กึ อบอุ่นปลอดภัยซึ่งเปน็ ความรู้สึกทเ่ี ปน็ พ้นื ฐานของการมีบคุ ลกิ ภาพสมบรู ณ์ ทัง้ นเี้ นื่องจากการยอมรับโดยปราศจาก เง่อื นไข จะทาใหบ้ คุ คลเรียนรู้ถงึ แมว้ า่ พฤติกรรมบางอย่างของเขาจะไมเ่ ป็นทยี่ อมรับ แต่พอ่ แม่ก็ ยังให้ ความรักและยอมรับเขาอยู่เขาจะไมเ่ กดิ ความรู้สกึ ว่าตนเองไร้คณุ คา่ และยังสามารถยอมรบั ตนเอง และสามารถมองตนเองในทางบวก (Positive Self-Regard) ไดแ้ ละแม้ว่า เขาจะมกี าร ตดั สินใจทาบางอย่างท่ผี ิดพลาด เขากย็ งั กล้าท่จี ะรับผิดชอบต่อการกระทาของตนเอง สามารถ ควบคุมพฤตกิ รรมของตนเอง ไปส่กู ารเปลย่ี นแปลงและแก้ไขได้ กล้าทจี่ ะเผชญิ กบั ประสบการณ์ ใหมๆ่ สามารถใชพ้ ลังทม่ี อี ยใู่ นตนเองอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ ทาใหก้ ระบวนการพฒั นาค่านยิ มและ การยอมรบั ตนเองเป็นไปในทิศทางเดยี วกัน สามารถรบั รู้ และให้ ความหมายต่อประสบการณต์ ่างๆ ตาม ความเป็นจรงิ มี ความพอใจในตนเอง และสามารถพฒั นาตนเองให้อย่อู ย่างมีประสิทธภิ าพ (Fully Functioning Person) ลกั ษณะของผูท้ มี ีบคุ ลกิ ภาพทสี่ มบรู ณ์ (Healthy Personality) ผูท้ ี่มีบคุ ลิกทสี่ มบูรณใ์ นทศั นะ ของโรเจอร์ส จะมลี ักษณะตา่ งๆ ไดแ้ ก่ เปน็ ผทู้ ม่ี ี ความสามารถปรับตัวได้ตาม ความเป็นจรงิ มี ความสอดคล้องระหวา่ งตัวตนกับประสบการณ์ สามารถเปิดตนเองออกรับประสบการณ์ใหม่ ๆ รบั ความตอ้ งการที่เกดิ ขึ้นทงั้ ภายในและภายนอก ได้ถกู ตอ้ งเข้าใจตนเอง สามารถเลอื กและตดั สนิ ใจ ตอบสนอง ความต้องการของตนเองได้ รับรู้เก่ยี วกับตนเองอย่างมปี ระสิทธิภาพ มชี วี ิตอยกู่ บั ปจั จุบันเป็นตวั ของตัวเองสามารถนาเอาประสบการณ์ตา่ งๆมาพฒั นาตนเอง เช่ือใน ความสามารถ ของตนเอง ตลอดจนรับผิดชอบต่อการกระทาของตนเอง และไมต่ ดั สินใจทจ่ี ะกระทาสงิ่ ต่าง ๆ โดย ข้ึนอยกู่ ับการยอมรับหรือการไม่ยอมรบั จากผู้อนื่ 3) ทฤษฎกี ารพัฒนาตนเองของคอมบส์ (Arthur W. Combs ค.ศ.1912-1999) คอมบส์ เป็นนกั จิตวิทยาชาวอเมรกิ นั เกิดเมอื่ ปี ค.ศ.1912 มีความเช่ือวา่ \"พฤติกรรมส่วน ใหญข่ องบคุ คล เป็นผลมาจากการรบั รสู้ ง่ิ แวดลอ้ มในชว่ งนัน้ และเวลาน้ัน\" ซ่งึ เป็นแนวคิดเดยี วกับ เร่ือง \"life space\" ของเลวิน จาก แนวคิดนชี้ ี้ให้เหน็ ว่า ผู้สอนควรจะตอ้ งพยายามเข้าใจสภาพการ เรยี นการสอน โดยการทาความเขา้ ใจว่าผู้เรียนมองสง่ิ ต่างๆอยา่ งไร จากจดุ น้นี าไปสขู่ อ้ สรปุ วา่ ใน การชว่ ยให้ผเู้ รยี นไดเ้ รียนนั้นจะตอ้ งชักจูงให้ผู้เรยี นปรบั ท้ังความเช่ือและ การรบั รู้ของผู้เรียน จนกระทงั่ สามารถมองเหน็ สิ่งตา่ งๆต่างไปจากเดมิ และแสดงพฤติกรรมท่ีต่างไปจากเดิม ความคิด

8 ของคอมบส์ บางส่วนคล้ายกับบรนู เนอร์ ในกล่มุ cognitive แตจ่ ะเนน้ ในดา้ นการรับรู้ของผ้เู รยี น มากกวา่ การคิดและการใหเ้ หตุผลดังเช่นคนอ่ืนๆ นอกจากนน้ั คอมบส์ มีความเชื่อวา่ การทีบ่ ุคคล รับรู้เก่ยี วกบั ตนเองเป็นสง่ิ สาคัญ ซึง่ นาไปส่หู ลกั การสาคญั ในการจัดการเรยี นการสอน คอื การช่วย ใหผ้ เู้ รียนพัฒนาความรูส้ ึกนึกคิดเก่ยี วกบั ตนเองในแงบ่ วก ท้งั มาสโลวแ์ ละคอมบ์สตา่ งก็เนน้ วา่ มนษุ ย์นัน้ มีลักษณะของการพึ่งตนเอง ทาอะไรดว้ ยตนเอง แต่ มาสโลว์เนน้ ท่แี รงจงู ใจภายในเป็น ตวั กระตุ้นใหม้ นุษยแ์ สดงพฤติกรรมตามลาดบั ข้นั ของความตอ้ งการ สว่ นคอมบ์สอธบิ ายวา่ การ แสดงพฤติกรรมของบคุ คลน้ันเป็นไปเพ่ือความเพียงพอ ซึ่งหมายความวา่ ความต้องการพื้นฐานของ มนษุ ย์คอื ความเพยี งพอนั้น จะเปน็ ตัวกระตนุ้ ใหบ้ ุคคลแสดงพฤตกิ รรม หากเปน็ เชน่ น้ันแสดงว่า ผเู้ รยี นต้องการ ความเพยี งพอเทา่ ท่จี ะเป็นไปได้ในทุกสถานการณ์ ดังนนั้ บทบาทของผู้สอนจะตา่ ง จากแนวความคิดของกล่มุ พฤตกิ รรมนยิ มกลุ่ม S-R ทีส่ ามารถปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมผู้เรยี นได้ดว้ ย การใช้การเสริมแรง คอมบส์ ได้ใหแ้ นวคดิ ว่า งานของครูผู้สอนมใิ ชเ่ ป็นเพยี งการต้งั ข้อกาหนด การ ปน้ั เด็ก การข่บู ังคบั การเยนิ ยอ หรือการช่วยเหลอื เดก็ แตง่ าน ของครผู ูส้ อนควรเปน็ ไปในลกั ษณะผู้ อานวยความสะดวกให้กบั ผ้เู รยี น กระตุ้น ให้กาลงั ใจ ใหค้ วามช่วยเหลอื เพ่ือให้ สามารถทากิจกรรม เปน็ ผู้ร่วมคิด และเปน็ เพอื่ นกับผูเ้ รยี น\" จากความเช่ือของคอมบส์ ดังกล่าว จึงเสนอลกั ษณะท่ีดี ของ ผู้สอนไวด้ ังนี้ 1) เป็นผ้ทู ีม่ คี วามรู้ 2) เป็นเพื่อร่วมงานกบั ผ้เู รียน 3) มคี วามศรัทธาและเช่อื ว่าผู้เรยี นทกุ คนมี ความสามารถที่จะเรยี นร้ไู ด้ 4) เปน็ ผู้ที่มคี วามคิดในเชงิ บวกกบั ตนเองซง่ึ จะนาไปสู่ความร้สู ึกนกึ คดิ ในเชิงบวกกับผู้อ่นื 5) มีความเช่ือว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้เรียนทุกคนให้ทาดีทีส่ ุดเทา่ ทตี่ วั ผู้เรยี นจะทาได้ 6) สามารถประยุกต์หลัก ทฤษฏีมาใช้ในการจัดการเรยี นการสอน การประยุกต์ใชใ้ นด้านการเรียนการสอน 1. ครูควรให้ความเข้าใจผูเ้ รียน ควรเป็นคนใจกวา้ ง ไม่ยดึ ติดกับความคิด หรือความเชื่อ ของตนเอง ควรรับฟังผู้เรยี นให้มากขึน้ 2. กระต้นุ ใหผ้ ู้เรยี นมคี วามรับผิดชอบต่อการเรียนร้ขู องตนเอง มกี ารแบ่งหนา้ ทใ่ี หผ้ ู้เรียน แตล่ ะคนใหม้ บี ทบาทในช้นั เรยี นเท่าๆ กนั 3. ควรจัดการเรียนตามสภาพจริง หรือสภาพทแี่ ตกตา่ งกนั ของแต่ละบุคคล 4. ควรจัดการเรียนรู้โดยไมย่ ึดตดิ กับเงื่อนไขหรือขอ้ จากัดทางวัฒนธรรมของสังคม 5. ควรจัดการเรียนรู้ตามความต้องการหรือความต้องการของผู้เรยี น

9 6. ควรจัดใหผ้ ู้เรียนไดเ้ รียนรู้วา่ ชวี ิต และสิง่ ตา่ งๆ ลว้ นเป็นสงิ่ มีค่า ใหผ้ ู้เรยี นเห็นคา่ ใน ตนเองและเหตกุ ารณ์ทกุ เหตุการณ์ แหล่งข้อมลู อา้ งองิ http://013nawattakam.blogspot.com/2015/09/blog-post_59.html https://sites.google.com/site/wingsswagger/3-thvsdi-thangkar-phyabal-sukhphaph-cit/3-4-thvsdi- mnusy ทฤษฎกี ารเรียนรู้ของกลุ่มเกสตสั ท์ ทฤษฎีการกลมุ่ เกสตัลท์ (Gestalt ‘s Theory) ทฤษฎกี ารเรียนร้ขู องกล่มุ เกสตลั ท์ เกดิ จากนกั จิตวทิ ยาชาวเยอรมันต้งั แตป่ ี ค.ศ. 1912 โดยมี ผู้นากลุ่มคือ เวอรไ์ ธเมอร์ (Wertheimer) โคห์เลอร์ (Kohler) คอฟฟก์ า (Koffka) และเลวนิ (Lewin) ทัง้ กลมุ่ มแี นวความคดิ วา่ การเรยี นรู้เกิดจากการจัดประสบการณ์ท้งั หลายทีอ่ ยู่กระจัดกระจายให้มา รวมกนั เสียก่อน แลว้ จึงพิจารณาส่วนย่อยต่อไป กฎการเรยี นรู้ หลกั การเรียนรู้ของทฤษฎี กลุ่มเกสตัลท์เนน้ การเรียนรู้ทส่ี ่วนรวมมากกวา่ สว่ นยอ่ ย ซ่งึ จะ เกิดขนึ้ จากประสบการณแ์ ละการเรียนรเู้ กิดข้นึ จาก 2 ลกั ษณะคอื 1. การรับรู้ (Perception) เป็นการแปรความหมายจากการสมั ผัสด้วยอวยั วะสมั ผสั ทั้ง 5 ส่วน คือ หู ตา จมกู ลน้ิ และผิวหนัง การรับรทู้ างสายตาจะประมาณรอ้ ยละ 75 ของการรบั รู้ทั้งหมด ดงั นั้น กลมุ่ ของเกสตัลท์จงึ จัดระเบียบการรับรู้โดยแบง่ เปน็ กฎ 4 ขอ้ เรยี กว่า กฎแหง่ การจัดระเบยี บ คอื 1.1 กฎแห่งความชัดเจน (Clearness) การเรียนรู้ท่ีดีตอ้ งมีความชดั เจนและแน่นอน เพราะ ผเู้ รยี นมปี ระสบการณเ์ ดมิ แตกตา่ งกัน 1.2 กฎแหง่ ความคลา้ ยคลึง (Law of Similarity) เป็นการวางหลกั การรับรู้ในสิ่งท่ี คลา้ ยคลึงกนั เพื่อจะไดร้ ู้ว่าสามารถจัดเขา้ กลุม่ เดียวกัน 1.3 กฎแหง่ ความใกลช้ ดิ (Law of Proximity) เปน็ การกล่างถงึ วา่ ถา้ สิง่ ใดหรอื สถานการณ์ ใดทมี่ คี วามใกลช้ ิดกัน ผู้เรียนมีแนวโนม้ ท่จี ะรบั รสู้ ง่ิ น้นั ไว้แบบเดยี วกนั 1.4 กฎแห่งความต่อเนื่อง (Law of Continuity) สง่ิ เร้าทม่ี ที ศิ ทางในแนวเดยี วกนั ซ่งึ ผ้เู รยี น จะรับรู้ว่าเป็นพวกเดยี วกัน

10 1.5 กฎแห่งความสมบรู ณ์ (Law of Closer) ส่งิ เร้าทขี่ าดหายไปผู้เรียนสามารถรบั รูใ้ ห้เป็น ภาพ สมบูรณไ์ ด้โดยอาศยั ประสบการณเ์ ดิม 2. การหยง่ั เห็น (Insight) หมายถึง การเกิดความคดิ แวบขึ้นมาทนั ทีทันใด ในขณะทปี่ ระสบ ปัญหาโดยมองเหน็ แนวทางในการแก้ปญั หาตั้งแต่เร่ิมแรกเปน็ ขั้นตอนจนสามารถแก้ปัญหาได้ เป็น การมองเห็นสถานการณ์ในแนวทางใหม่ ๆ ขึ้น โดยเกดิ จากความเขา้ ใจและความรสู้ ึกท่ีมตี อ่ สถานการณว์ า่ ไดย้ นิ ไดค้ ้นพบแล้ว ผเู้ รยี นจะมองเหน็ ช่องทางการแก้ปญั หาขึ้นไดใ้ นทันทที นั ใด การทดลองทีแ่ สดงการหยง่ั เหน็ ในการเรียนรู้โคลเลอร์ได้ทดลองโดยการขงั ลงิ ชิมแพนซี ตัว หน่งึ ไว้ในกรงท่ีใหญ่พอทล่ี งิ จะอยู่ไดภ้ ายในกรงมไี มห้ ลายท่อน มีลกั ษณะสนั้ ยาวตา่ งกนั วางอยู่ นอกกรงเขาไดแ้ ขวนกล้วยไวห้ วีหน่ึง เกินกว่าท่ลี ิงจะเอ้ือมหยิบได้ การใช้ทอ่ นไม้เหล่านนั้ บางทอ่ น กส็ ้ันเกนิ ไปสอยกลว้ ยไม่ถงึ เหมือนกัน มีบางท่อนยาวพอทจ่ี ะสอยกนิ กลว้ ยได้ การทดลองทแี่ สดง การหยั่งเหน็ ในการเรียนรู้ในขน้ั แรก ลงิ ชมิ แพนซีพยายามใชม้ อื เอ้ือมหยบิ กลว้ ย แต่ไม่สาเรจ็ แม้วา่ จะได้ลองทาหลายครั้งเป็นเวลานาน มันก็หันไปมองรอบๆกรง เขย่ากรง สง่ เสยี งรอ้ ง และปนี ปาุ ย แตเ่ ม่ือไม่ได้ผล มนั จึงหันมาลองจบั ไม้เลน่ ใชไ้ ม้นนั้ สอย กลว้ ยแต่กไ็ มไ่ ดผ้ ล มันจึงหันมาลองจบั ไม้อนั อ่ืนเล่นและใชไ้ ม้นนั้ สอยกล้วย การกระทาเกดิ ข้นึ เร็วและสมบูรณไ์ ม่ไดค้ ่อยเป็นค่อยไปอย่าง ชา้ ๆ ในท่ีสดุ มันก็สามารถใช้ไม้สอยกลว้ ยมากินได้ วิธกี ารทลี่ งิ ใช้แก้ปญั หานี้ โคลเ์ ลอร์เรยี ก พฤตกิ รรมน้ีวา่ เปน็ การหย่ังเห็น เป็นการมองเหน็ ช่องทางในการแกป้ ัญหาโดยลงิ ชิมแพนซไี ด้มีการ รบั รูใ้ นความสัมพนั ธร์ ะหว่างไมส้ อย กล้วยทีแ่ ขวนอย่ขู ้างนอกกรงและสามารถใช้ไมน้ ้ันสอยกลว้ ย ได้เป็นการนาไปสูเ่ ปูาหมาย กระบวนการแกป้ ัญหาของลิงชิมแพนซี โดย 1) วิธีการแก้ปญั หาโดยการหย่งั เหน็ จะเกิดขึ้นทันทีทนั ใด เหมือนความกระจา่ งแจ้ง ในใจ 2) การเรยี นรู้การหยงั่ เหน็ เป็นการท่ผี ้เู รยี นมองเห็นรับร้คู วามสมั พนั ธข์ อง เหตุการณ์ ไมใ่ ช่เปน็ การตอบสนองของส่ิงเรา้ เพียงอยา่ งเดียวกระบวนการแกป้ ัญหาของลงิ ชมิ แพน ซี 3. ความร้เู ดิมของผู้เรียน ประสบการณข์ องผู้เรยี นมสี ่วน ท่ีจะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเกิดการหยง่ั เห็น ในเหตุการณ์ทปี่ ระกอบขึ้นเป็นปัญหาและช่วยให้ การหยงั่ เห็นเกิดขึ้นเรว็

11 การนาทฤษฎีนีม้ าใช้ในการเรียนการสอน ในการสอนครูควรจะให้ผู้เรยี นมองเหน็ โครงสรา้ ง ทัง้ หมดของเร่อื งที่จะสอนก่อน เพื่อให้ เดก็ เกิดการรบั รู้ เปน็ สว่ นรวม แลว้ จึงแยกสว่ นออกมาสอนเป็นตอนๆ เนน้ ใหผ้ ู้เรียนเรยี นดว้ ยความเขา้ ใจมากกวา่ เนน้ การเรียน แบบทอ่ งจา การเรียนด้วยความเขา้ ใจต้อง อาศัยสอื่ ท่ีชัดเจนประกอบการเรยี นและตอ้ งเรยี นดว้ ยการปฏบิ ตั จิ ริง หรือผเู้ รยี นลงมอื กระทาเอง ( Learning by Doing ) ฝกึ ให้ผ้เู รียนสามารถโยงความสัมพันธ์ระหวา่ งความรู้ ท่ีเรยี นไปแล้วกับ ความรูใ้ หมว่ ่ามคี วามแตกต่าง และคล้ายคลึงกนั อย่างไรเพือ่ ช่วยให้จาไดน้ าน นาแนวคิดของทฤษฏีนี้ไปใชใ้ นการแกป้ ญั หาต่างๆ ว่าควรทาความเขา้ ใจโดยมองปัญหาทกุ แง่ทกุ มมุ ไมค่ วรมองปัญหาโดยมีอคติ และใช้ความคดิ อยา่ งมเี หตุมีผลในการแก้ปัญหา นาไปใช้ในการทาความเขา้ ใจบคุ คลว่า ควรมองเขาในภาพรวม ( The Whole Person ) คือ การศกึ ษา คุณลักษณะต่างๆ ของบุคคลกบั ความมีเหตผุ ล ไมต่ ัดสนิ ความดคี วามชัว่ ของบคุ คล โดยมองดา้ นใด ดา้ นหนึง่ ของเขาเทา่ นน้ั นาไปใช้ในการทาความเขา้ ใจบคุ คลวา่ ควรมองเขาในภาพรวม ( The Whole Person ) คอื การศึกษา คุณลักษณะต่างๆ ของบุคคลกบั ความมเี หตผุ ล ไม่ตัดสนิ ความดีความชัว่ ของบคุ คล โดยมองด้านใด ด้านหนึง่ ของเขาเทา่ นนั้ แหลง่ ข้อมูลอา้ งอิง http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/gestalt_theory/01.html ทฤษฎีการเรยี นรู้ของธอร์นไดค์ ธอร์นไดค์ (Thorndike) ซง่ึ ได้กลา่ ววา่ การเรียนรู้คอื การที่ผู้เรยี นสามารถสร้าง ความสัมพันธ์ เชอ่ื มโยง (Bond) ระหวา่ งสิ่งเรา้ และการตอบสนอง ละไดร้ ับความพึงพอใจจะทา ให้เกดิ การเรยี นร้ขู ้นึ ธอร์นไดคไ์ ด้ ทาการทดลองพบว่า การเรียนรขู้ องอินทรยี ์ ท่ีด้อย ความสามารถเกิดจากการลองผดิ ลองถกู ( Trial and Error ) ซ่งึ ต่อมาเขานิยมเรยี กว่า การเรียนรู้แบบ เชอื่ มโยงการทดลองของธอร์นไดค์ ท่รี ู้จักกนั ดที ส่ี ุด คือ การเอาแมวหวิ ใส่ในกรง ข้างนอกกรงมี อาหารท้งิ ไวใ้ ห้ แมวเห็นในกรงมีเชอื กซง่ึ ปลายข้างหนึ่งผกู กบั บานประตไู ว้ ส่วนปลายอีกข้างหนง่ึ เมื่อถกู ดึงจะทาให้ประตเู ปดิ ธอร์นไดค์ ไดส้ ังเกตเห็นว่า ในระยะแรก ๆ แมวจะว่ิงไปว่ิงมา ข่วน โนน่ กัดน่ี เผอญิ ไปถูกเชือกทาใหป้ ระตเู ปิด แมวออกไปกินอาหารได้ เมื่อจบั แมวใส่กรงครั้งต่อไป แมวจะดึงเชือกไดเ้ ร็วขึน้ จนกระทงั่ ในทส่ี ุดแมวสามารถดึงเชอื กไดใ้ นทนั ที

12 ธอร์นไดคไ์ ดส้ รปุ ว่า การลองผดิ ลองถกู จะนาไปสู่การเช่ือมโยงระหวา่ งส่ิงเร้าและการ ตอบสนอง และการเรยี นรู้ ก็คือการทม่ี กี ารเช่ือมโยง (Connection) ระหวา่ งสิ่งเร้า (Stimuli) และ การตอบสนอง ( Responses ) การเรียนรูแ้ บบลองผดิ ลองถกู มใี จความทีส่ าคัญว่า เมื่ออนิ ทรีย์ กระทบสง่ิ เร้า อินทรีย์จะลองใชว้ ิธตี อบสนองต่อสิ่งเรา้ หลาย ๆ วิธี จนพบกับวธิ ีท่เี หมาะสมและ ถกู ตอ้ งกบั เหตุการณ์และสถานการณ์ เม่ือได้รับการตอบสนองทีถ่ ูกตอ้ งกจ็ ะนาไปต่อเนื่องเขา้ กับสิง่ เร้า น้ัน ๆ มีผลใหเ้ กิดการเรยี นรู้ขน้ึ โดยมหี ลักเกณฑ์ และลาดบั ขน้ั ที่จะนาไปสกู่ ารเรียนรแู้ บบน้ี คือ 1. มสี ถานการณท์ ่เี ป็นปญั หาเปน็ สิง่ เรา้ ใหอ้ ินทรยี ์แสดงการตอบสนองหรือแสดงพฤตกิ รรม ออกมา 2. อนิ ทรยี ์จะแสดงอาการตอบสนองหลาย ๆ อยา่ ง เพอื่ แก้ปัญหาท่เี กดิ ข้ึน 3. ปฏิกิริยาตอบสนองที่ไมท่ าใหเ้ กดิ ความพอใจจะถูกตดั ท้ิงไป 4. เมื่อปฏิกริ ิยาตอบสนองทไ่ี มท่ าใหเ้ กิดความพอใจถกู ตดั ทงิ้ ไป จนเหลือปฏกิ ิรยิ าท่ที าให้ เกิดความพอใจ อินทรียจ์ ะถอื เอา กิริยาตอบสนอง ท่ีถกู ต้องและจะแสดงตอบสนองต่อสงิ่ เรา้ (Interaction) นน้ั มากระทบอีกนอกจากน้ี ธอรน์ ไดค์ ได้ต้ังกฎแห่งการเรยี นรู้ขึ้นอกี 3 กฎ คือ 1. กฎแห่งผล ( Law of Effect ) กล่าวว่าเมื่อการเชอื่ มโยงระหว่างส่ิงเรา้ กบั อาการ ตอบสนองนาความพอใจมาให้การเชื่อมโยงระหวา่ งสิ่งเรา้ กบั อาการตอบสนองกจ็ ะแน่นแฟนู ขน้ึ ถ้าความสมั พันธ์น้ีนาความราคาญใจมาใหค้ วามสัมพันธ์นี้ ก็จะคลายความแนน่ แฟูนลง หรืออาจจะ กลา่ วไดว้ า่ ถ้าจะให้ผูเ้ รยี นรู้อะไรจะตอ้ งมีรางวัลให้ (รางวัลมไิ ดห้ มายถงึ สง่ิ ของแตอ่ ยา่ งเดียว แต่ รวมเอาทกุ ส่งิ ทกุ อยา่ งทท่ี าให้ผู้เรยี นร้สู ึกพอใจ เชน่ การให้คาชมเชย เปน็ ต้น ) เม่ือผู้เรยี นแสดง พฤติกรรมท่ีต้องการออกมา ถา้ จะให้พฤติกรรมบางอย่างหายไปเมอื่ ผ้เู รียนแสดงพฤติกรรมน้ัน ออกมาจะต้องมกี ารทาโทษ เมอ่ื ธอร์นไดค์ประกาศกฎแหง่ ผลออกมาเช่นนี้มีผูพ้ ยายามทดลอง เพิ่มเตมิ และมีผูไ้ ด้แย้งกนั เป็นอันมาก ต่อมาธอร์นไดคพ์ บว่าการทาโทษ มไิ ดท้ าให้การเช่ือมโยง คลายลง ในท่ีสดุ ก็สรุปวา่ ถ้าการทาโทษมผี ลอย่บู ้างก็ไมไ่ ด้ทาให้การเช่ือมโยงอันเก่าคลายลง แต่จะ เป็นการบงั คบั ให้ผู้เรยี นพยายามลองแสดงอาการตอบสนองอยา่ งอน่ื ในท่ีสุดธอรน์ ไดค์จึงล้มเลกิ กฎ แห่งผลทเ่ี กีย่ วกับการลงโทษ แตย่ งั คงเหลอื กฎแห่งผลในด้านการให้รางวัลไว้วา่ รางวัลเทา่ นัน้ ทีท่ า ให้เกิดการเรยี นรู้ข้ึน 2. กฎแห่งการฝกึ ( Law of Exercise ) จากการสงั เกตเม่ือเอาแมวใสก่ รงคร้ังหลังแมวจะ หาทางออกจากกรงได้เร็วขนึ้ เมื่อทดลองนาน ๆ เข้า แมวก็สามารถออกจากกรงได้ทันที ตาม ลกั ษณะน้ธี อร์นไดค์อธิบายว่า ความสมั พนั ธ์ระหว่างสิง่ เร้ากับการ ตอบสนองได้สัมพันธแ์ น่นแฟูน

13 ขึน้ และความสมั พันธ์นจ้ี ะแนน่ แฟนู ยิ่งขึน้ เม่ือมีการฝึกหัดหรือซา้ บอ่ ย ๆ และความสมั พันธน์ ีจ้ ะ คลายออ่ นลงเมอ่ื ไมไ่ ด้ใช้ และธอร์นไดคเ์ ชื่อว่าการกระท่ไี ม่มรี างวัลเป็นผลตอบแทนหลงั การ ตอบสนองนัน้ ๆ สน้ิ สดุ ลงจะตอ้ งลงเอยด้วยความสาเร็จ มิฉะนนั้ การกระทานั้นก็ไมม่ คี วามหมาย แตห่ ลงั จากปี ค.ศ.1930 ธอร์นไดค์ไดแ้ กก้ ฎแหง่ การฝกึ นใี้ หม่ เพราะในบางกรณี กฎแห่งการฝึก และกฎแห่งผลไม่สามารถใชใ้ นสถานการณ์เดยี วกันได้ เช่น เมื่อปิดตาแลว้ ทดลองหัด ลากเส้นให้ ยาว 3 นว้ิ แม้ใหฝ้ ึกหดั ลากเส้นเท่าไรก็ตาม กไ็ ม่สามารถลากเสน้ ใหย้ าว 3 นวิ้ ได้ ดังน้ันการฝึกหดั ทาจะมีผลดีต่อการเรยี นรู้ด้วยตัวของมันเองไมไ่ ดจ้ ะต้องมเี หตผุ ลอน่ื เข้ามาเกีย่ วข้องดว้ ย ดงั นนั้ ธอรน์ ไดค์จงึ ประกาศยกเลิกกฎแหง่ การฝึกน้ี แตย่ ังเชื่อวา่ การฝึกฝนท่มี ีการควบคมุ ท่ดี ี ก็ยังมีผลดีต่อการเรยี นรอู้ ยู่น่ันเอง กล่าวคือ ถา้ เปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รียนทราบผลของการเรยี นแต่ละคร้ัง วา่ ยาวหรือสั้นไปเทา่ ใดการฝึกหดั ก็สามารถทาใหผ้ ฝู้ ึกหัดมโี อกาสลากเสน้ ใหย้ าว 3 นิ้วได้ 3. กฎแหง่ ความพร้อม ( Law of Readiness ) ธอร์นไดคต์ ้งั กฎแห่งความพร้อมน้เี พอ่ื เสริมกฎ แหง่ ผล และได้อธบิ ายไวใ้ นรปู ของการเตรยี มตัว และการเตรยี มพร้อม ในการที่จะตอบสนอง กจิ กรรมที่ตามมาหลงั จากการทม่ี กี ารเตรยี มตัวพร้อมแลว้ เชน่ ในสถานการณ์ของแมวในกรง แมวจะทาอะไรออกมานั้น แมวจะต้องหิว แมวสามารถเอาเทา้ ตะปบเชือกทีห่ ้อยแขวนอยู่นัน้ ได้ และมปี ระสาทสมั ผัสท่ีจะรบั รวู้ ่าได้รับผลพอใจหรอื ไม่พฤตกิ รรมท่ีแสดงออกไปแลว้ เป็นตน้ หรือถา้ มนษุ ย์พร้อมท่จี ะเรียนรู้อะไรบางอยา่ งได้พร้อมท่จี ะแสดงพฤติกรรมบางอย่างทีจ่ าเป็น สาหรับขบวนการการเรยี นรู้นัน้ เชน่ จะต้องมีร่างกายท่ีสงู พอ แขง็ แรงและอยู่ในสภาวะจงู ใจที่ เหมาะสม ผู้เรยี นจะแสดงหรือไม่แสดงพฤติกรรมอะไรออกมานัน้ ธอร์นไดคใ์ ห้หลกั ไว้ 3 ข้อ คือ 1. เมอื่ หนว่ ยของการกระทาพร้อมทจ่ี ะแสดงออกมา ถ้าผกู้ ระทาทาดว้ ยความสบายหรอื พอใจไมม่ อี ะไรจะเปลย่ี นแปลงการกระทา นี้ได้ 2. ถา้ หนว่ ยของการกระทาพรอ้ มท่ีจะแสดงออกแต่ไมไ่ ด้แสดง จะทาให้เกดิ ความไมส่ บาย ใจ 3. ถา้ หนว่ ยของการกระทายงั ไม่พร้อมท่ีจะแสดงออกแต่จาเป็นตอ้ งแสดงออก การ แสดงออกน้ัน ๆ กระทาไปด้วยความไม่สบายใจ ไม่พอใจเช่นกัน ถงึ แมว้ ่าธอร์นไดค์ได้ปรับปรุง แกไ้ ขและขยายแนวความคดิ ของเขาอยู่ตลอดเวลา ทาให้กฎแห่งความพร้อมและกฎแห่งการฝกึ หดั หยอ่ นความสาคัญไป ยงั คงเหลอื เพียงกฎแห่งผลทีเ่ ป็นท่ยี อมรับกันอยู่ แตใ่ นกฎนก้ี ็เหลือเพียงด้าน ของรางวลั ทีม่ ผี ลต่อการเรยี นรู้ สว่ นด้านการลงโทษกบั การเรยี นรู้น้นั ถูกตัดทงิ้ ไป

14 การประยุกตใ์ ช้ในด้านการเรียนการสอน 1. ในการเรยี นการสอนครูต้องให้ความสาคัญ และความเขา้ ใจในความแตกตา่ งของผ้เู รียน ท้งั แตกตา่ งทางด้านอารมณ์ ด้านความชอบ ความสนใจ การตอบสนองได้ไม่เทา่ กนั ต้องสรา้ ง ทศั นคตทิ ดี่ ีเกีย่ วกับเน้ือหาวิชาทเี่ รยี นใหก้ ับผ้เู รียน เช่น ชี้ใหเ้ ห็นประโยชน์ หาบุคคลตัวอยา่ งท่ี ประสบความสาเรจ็ เป็นต้น 2. การวางเงื่อนไข ครูควรมกี ารวางเงอื่ นไขในการเรยี น เชน่ หากผู้เรียนสอบหรือทาผลงาน ได้สาเรจ็ จะใหท้ ากิจกรรมนันทนาการเพื่อคลายความเครียด เปน็ ต้น และควรใช้การวางเงื่อนไขท่ี แตกต่างกนั ไม่ใชใ่ ชเ้ พียงเง่ือนไขเดียว อาจจะเป็นการให้ผู้เรยี นทากจิ กรรมสนกุ ๆ การเลน่ เกม การ พาไปทศั นศึกษา การให้ดวู ิดีโอ 3. ในการสอน ควรมีการใช้การเสรมิ แรงทางบวกแก่ผ้เู รียน เชน่ การให้คะแนน การใหข้ อง รางวัลการกล่าวคาชมเชย เป็นการกระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นเกดิ พฤติกรรมที่พงึ ประสงค์ และควรสงั เกตวา่ การเสรมิ แรง แบบใดที่ผู้เรยี นชอบส่งผลต่อการตอบสนองพฤติกรรมทด่ี ี ควรมกี ารใชก้ ารเสรมิ แรง ทีห่ ลากหลาย 4. ครผู ้สู อนไมค่ วรใช้การลงโทษท่ีรนุ แรงเกินไป เพราะนอกจากจะไมเ่ กดิ การเรียนรู้แลว้ ยัง ทาใหผ้ ู้เรียนผู้เรียนเกิดความอคติอีกดว้ ย ควรใช้วิธกี ารงดการเสรมิ แรงเมื่อผ้เู รียนมีพฤติกรรมไมพ่ งึ ประสงค์ 5. กอ่ นดาเนนิ การสอนครตู ้องคานงึ ถึงความพรอ้ มของผ้เู รียนทั้งดา้ นรา่ งกาย ดา้ นอารมณ์ ด้านอุปกรณก์ ารเรยี น และครูผ้สู อนต้องสร้างความพร้อมทางความร้ใู ห้กับผู้เรียนด้วย คอื การ อธบิ ายของความรู้เดิมเพือ่ ให้ผูเ้ รียนเกดิ การจาไดถ้ ึงเนื้อหาก่อนหน้าท่ีเคยศึกษาใหส้ ามารถเช่ือมโยง ความรไู้ ด้ 6. ครูผูส้ อนควรมกี ารกระตุ้นใหผ้ ู้เรียนเกดิ การฝกึ หัด คอื การใหก้ ารบ้าน การให้ทา แบบฝึกหัดบอ่ ยๆ แต่ควรแบบฝกึ หัดท่เี ป็นเร่ืองเดยี วกนั แต่มีรปู แบบที่หลากหลาย เพ่ือไมใ่ ห้ผู้เรียน เกิดความเบื่อหน่าย แหล่งข้อมูลอา้ งองิ http://405404027.blogspot.com/2012/10/blog-post_7867.html

15 ทฤษฎีการเรยี นรู้ของบลูม Bloom’s Taxonomy กลา่ วถึงการจาแนกการเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลมู ซง่ึ แบง่ เปน็ 3 ด้าน คอื ด้านพุทธิพสิ ยั ด้านจติ พิสัย และดา้ นทักษะพิสัย โดยในแตล่ ะด้านจะมกี ารจาแนกระดบั ความสามารถจากตา่ สดุ ไปถงึ สงู สุด เช่น ดา้ นพทุ ธพิ ิสยั เริ่มจากความรู้ ความเขา้ ใจ การนาไปใช้ การวเิ คราะห์ การสงั เคราะห์ การประเมนิ นอกจากนย้ี งั นาเสนอระดบั ความสามารถท่ีมีการปรับปรงุ ใหม่ตามแนวคิดของ Anderson and Krathwohl (2001) เป็น การจา(Remembering) การเขา้ ใจ (Understanding) การประยกุ ตใ์ ช(้ Applying) การวิเคราะห์ (Analysing) การประเมินผล (Evaluating) และการสร้างสรรค์ (Creating) ด้านจิตพิสัย จาแนกเปน็ การรับรู้, การตอบสนอง, การ สรา้ งคา่ นยิ ม, การจดั ระบบ และการสร้างคณุ ลักษณะจากค่านยิ ม ด้านทักษะพิสยั จาแนกเปน็ ทกั ษะ การเคลือ่ นไหวของร่างกาย, ทกั ษะการเคล่ือนไหวอวัยวะสองสว่ นหรือมากกวา่ พร้อมๆกัน, ทักษะ การส่อื สารโดยใชท้ า่ ทาง และทกั ษะการแสดงพฤตกิ รรมทางการพูด การเรยี นรู้ (Learning) คอื กระบวนการของประสบการณท์ ที่ าให้เกดิ การเปลย่ี นแปลง พฤตกิ รรมอยา่ งค่อนข้างถาวร ซ่ึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนีไ้ มไ่ ด้มาจากภาวะชว่ั คราว วุฒภิ าวะ หรือสัญชาตญาณ(Klein 1991:2) การเรียนรู้เปน็ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร โดยเปน็ ผลจากการฝกึ ฝนเมอ่ื ไดร้ ับ การเสริมแรง มใิ ชเ่ ปน็ ผลจากการตอบสนองตามธรรมชาติท่เี รยี กว่า ปฏกิ ิรยิ าสะท้อน (Kimble and Garmezy) การเรยี นรเู้ ป็นกระบวนการทท่ี าให้พฤตกิ รรมเปลยี่ นแปลงไปจากเดิม อันเป็นผลจากการ ฝกึ ฝนและประสบการณ์ แต่มิใช่ผลจากการตอบสนองที่เกิดขึน้ ตามธรรมชาติ (Hilgard and Bower) การเรยี นรเู้ ป็นการแสดงใหเ้ ห็นถงึ พฤติกรรมท่มี ีการเปลี่ยนแปลง อันเปน็ ผลเนื่องมาจาก ประสบการณ์ทแี่ ตล่ ะคนไดป้ ระสบมา (Cronbach) การเรียนรเู้ ป็นกระบวนการท่บี คุ คลได้พยายาม ปรบั พฤตกิ รรมของตน เพ่ือเข้ากับสภาพแวดล้อมตามสถานการณ์ต่าง ๆ จนสามารถบรรลุถึง เปาู หมายตามที่แตล่ ะบคุ คลไดต้ ้ังไว้ (Pressey, Robinson and Horrock, 1959) พทุ ธิพสิ ยั (Cognitive Domain) พฤตกิ รรมด้านสมองเป็นพฤตกิ รรมเก่ยี วกบั สติปญั ญา ความรู้ ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเร่ืองราวตา่ งๆ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ซ่ึงเปน็ ความสามารถทางสติปัญญา พฤตกิ รรมทางพุทธพิ ิสยั 6 ระดบั ได้แก่ 1. ความรู้ความจา ความสามารถในการเกบ็ รักษามวลประสบการณต์ ่าง ๆ จากการทไี่ ด้รับรู้ ไว้และระลึกส่ิงนนั้ ไดเ้ มือ่ ต้องการเปรยี บดงั เทปบันทกึ เสียงหรอื วดี ิทศั นท์ ่ีสามารถเก็บเสยี งและภาพ ของเร่ืองราวต่างๆไดส้ ามารถเปดิ ฟังหรือ ดูภาพเหลา่ น้นั ไดเ้ ม่ือต้องการ

16 2. ความเขา้ ใจ เป็นความสามารถในการจับใจความสาคญั ของสื่อ และสามารถแสดง ออกมาในรปู ของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรอื การกระทาอน่ื ๆ 3. การนาความรู้ไปใช้ เป็นขั้นท่ีผู้เรียนสามารถนาความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในการ แก้ปญั หาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึง่ จะต้องอาศยั ความรู้ความเขา้ ใจ จงึ จะสามารถนาไปใชไ้ ด้ 4. การวิเคราะห์ ผู้เรยี นสามารถคดิ หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นสว่ นยอ่ ยเป็น องคป์ ระกอบท่สี าคัญได้ และมองเห็นความสมั พันธข์ องส่วนท่เี กย่ี วขอ้ งกัน ความสามารถในการ วเิ คราะห์จะแตกต่างกนั ไปแล้วแต่ความคดิ ของแต่ละคน 5. การสังเคราะห์ ความสามารถในการที่ผสมผสานสว่ นย่อย ๆ เข้าเป็นเร่ืองราวเดียวกัน อยา่ งมรี ะบบ เพ่ือให้เกดิ สิง่ ใหมท่ ่ีสมบูรณ์และดกี วา่ เดมิ อาจเปน็ การถา่ ยทอดความคิดออกมาให้ ผู้อ่นื เขา้ ใจได้ง่าย การกาหนดวางแผนวธิ กี ารดาเนินงานขึน้ ใหม่ หรอื อาจจะเกดิ ความคิดในอนั ที่จะ สรา้ งความสัมพันธข์ องสง่ิ ที่เปน็ นามธรรมขึ้นมาในรูปแบบ หรอื แนวคิดใหม่ 6. การประเมินค่า เป็นความสามารถในการตัดสิน ตรี าคา หรือ สรปุ เก่ียวกบั คุณค่าของส่งิ ตา่ ง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมกี ฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจเปน็ ไปตามเนื้อหาสาระใน เร่ืองนนั้ ๆ หรอื อาจเปน็ กฎเกณฑท์ ่ีสงั คมยอมรบั ก็ได้ จิตพิสยั (Affective Domain) พฤติกรรมด้านจติ ใจ ค่านยิ ม ความร้สู กึ ความซาบซงึ้ ทศั นคติ ความเชื่อ ความสนใจและคณุ ธรรม พฤตกิ รรมดา้ นน้ีอาจไมเ่ กิดข้ึนทันที ดังน้ัน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดสภาพแวดลอ้ ม ที่เหมาะสมและสอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยูต่ ลอดเวลา จะทาใหพ้ ฤติกรรมของผูเ้ รยี นเปล่ยี นไปใน แนวทางที่พึงประสงคไ์ ด้ด้านจติ พิสยั จะประกอบด้วย พฤตกิ รรมย่อย ๆ 5 ระดับ ไดแ้ ก่ 1. การรบั รู้ เป็นความรสู้ กึ ทีเ่ กิดขนึ้ ต่อปรากฏการณ์ หรือสง่ิ เรา้ อยา่ งใดอยา่ งหน่งึ ซงึ่ เป็นไป ในลกั ษณะของการแปลความหมายของส่งิ เร้านน้ั ว่าคืออะไร แล้วจะแสดงออกมาในรูปของ ความรสู้ กึ ทเ่ี กดิ ข้นึ 2. การตอบสนอง เป็นการกระทาทแี่ สดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยนิ ยอม และพอใจ ต่อสิ่งเรา้ นัน้ ซึง่ เป็นการตอบสนองทเี่ กดิ จากการเลือกสรรแลว้ 3. การเกดิ ค่านิยม การเลือกปฏิบัตใิ นส่ิงท่ีเป็นทย่ี อมรบั กนั ในสงั คม การยอมรับนับถอื ใน คุณค่านน้ั ๆ หรือปฏิบตั ิตามในเร่ืองใดเร่ืองหน่งึ จนกลายเปน็ ความเชื่อ แลว้ จงึ เกิดทัศนคติทีด่ ีในสิ่ง นนั้ 4. การจัดระบบ การสร้างแนวคิด จดั ระบบของค่านยิ มที่เกดิ ขนึ้ โดยอาศยั ความสัมพนั ธถ์ ้า เขา้ กันไดก้ ็จะยึดถือต่อไปแต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรับคา่ นิยมใหมโ่ ดยยกเลิกค่านิยมเก่า

17 5. บคุ ลิกภาพ การนาค่านิยมท่ียึดถอื มาแสดงพฤติกรรมทเ่ี ป็นนสิ ัยประจาตวั ใหป้ ระพฤติ ปฏบิ ตั แิ ต่สิ่งท่ถี ูกตอ้ งดงี ามพฤตกิ รรมด้านน้ี จะเก่ียวกบั ความรสู้ ึกและจติ ใจ ซ่งึ จะเริม่ จากการได้ รับรู้จากสิง่ แวดลอ้ ม แลว้ จงึ เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าโตต้ อบ ขยายกลายเปน็ ความรูส้ ึกดา้ นตา่ งๆ จนกลายเป็น ค่านิยม และยังพฒั นาต่อไปเป็นความคดิ อุดมคติซ่งึ จะเป็นควบคมุ ทศิ ทางพฤตกิ รรมของคนคนจะรู้ ดรี ชู้ ว่ั อย่างไรนั้น กเ็ ป็นผลของพฤติกรรมดา้ นนี้ ทกั ษะพิสัย (Psychomotor Domain) (พฤตกิ รรมด้านกล้ามเนอื้ ประสาท) พฤตกิ รรมทบ่ี ง่ ถงึ ความสามารถในการปฏิบตั ิงานได้อย่างคล่องแคล่วชานิชานาญ ซง่ึ แสดงออกมาได้โดยตรงโดยมเี วลาและคุณภาพของงานเป็นตวั ชี้ระดบั ของทักษะพฤตกิ รรมด้าน ทกั ษะพิสัย ประกอบดว้ ย พฤตกิ รรมย่อย ๆ 5 ขั้น ดังน้ี 1. การรบั รู้ เปน็ การใหผ้ ู้เรียนไดร้ บั รู้หลกั การปฏิบัติทถ่ี กู ตอ้ ง หรือ เปน็ การเลอื กหาตัวแบบ ท่ีสนใจ 2. กระทาตามแบบ หรอื เครื่องชี้แนะ เป็นพฤติกรรมทผี่ ู้เรยี นพยายามฝึกตามแบบทีต่ นสนใจ และพยายามทาซา้ เพือ่ ทจ่ี ะให้เกิดทกั ษะตามแบบท่ตี นสนใจใหไ้ ด้ หรือ สามารถปฏิบัติงานได้ตาม ขอ้ แนะนา 3. การหาความถกู ต้อง พฤตกิ รรมสามารถปฏบิ ตั ไิ ดด้ ้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเคร่อื ง ช้แี นะ เมื่อไดก้ ระทาซา้ แล้ว ก็พยายามหาความถกู ต้องในการปฏบิ ตั ิ 4. การกระทาอยา่ งต่อเน่ือง หลงั จากตัดสนิ ใจเลือกรปู แบบทเี่ ปน็ ของตัวเองจะกระทาตาม รูปแบบนั้นอย่างต่อเนือ่ ง จนปฏบิ ตั ิงานท่ียุ่งยากซับซอ้ นได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่ว การที่ ผู้เรียนเกิดทกั ษะได้ตอ้ งอาศยั การฝกึ ฝนและกระทาอย่างสมา่ เสมอ 5. การกระทาไดอ้ ย่างเป็นธรรมชาติ พฤติกรรมทไ่ี ด้จากการฝึกอยา่ งต่อเน่ืองจนสามารถ ปฏิบัติ ไดค้ ลอ่ งแคล่วว่องไวโดยอัตโนมัติ เป็นไปอยา่ งธรรมชาตซิ ง่ึ ถอื เป็นความสามารถของการ ปฏิบตั ิในระดบั สงู เม่อื บุคคลเกิดการเรียนรู้ จะเกิดการเปลย่ี นแปลงดังนี้ (Bloom, 1959) 1. การเปลีย่ นแปลงทางดา้ นความรู้ ความเขา้ ใจ และความคดิ (Cognitive Domain) หมายถึง การเรยี นรเู้ ก่ยี วกับเนื้อหาสาระใหม่ กจ็ ะทาให้ผู้เรียนเกิดความรคู้ วามเข้าใจสงิ่ แวดลอ้ มตา่ ง ๆ ได้ มากขนึ้ เป็นการเปลี่ยนแปลงทีเ่ กิดข้นึ ในสมอง 2. การเปลย่ี นแปลงทางด้านอารมณ์ ความร้สู ึก ทัศนคติ คา่ นยิ ม (Affective Domain) หมายถึง เมอื่ บุคคลไดเ้ รียนรู้สงิ่ ใหม่ ก็ทาใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ความรสู้ ึกทางด้านจติ ใจ ความเชอ่ื ความ สนใจ

18 3. ความเปลยี่ นแปลงทางด้านความชานาญ (Psychomotor Domain) หมายถึง การทบี่ ุคคลได้ เกิดการเรยี นรทู้ ั้งในด้านความคิด ความเข้าใจ และเกิดความรสู้ ึกนกึ คดิ ค่านิยม ความสมใจดว้ ยแลว้ ได้นาเอาสงิ่ ที่ได้เรยี นร้ไู ปปฏิบัติ จึงทาใหเ้ กิดความชานาญมากขึน้ เชน่ การใชม้ ือ เป็นต้น แหล่งข้อมูลอ้างอิง https://sites.google.com/site/anansak2554/thvsdi-kar-reiyn-ru-khx-ngblum ทฤษฎกี ารเรียนรูข้ องแบนดรู า ทฤษฎกี ารเรยี นร้ขู องแบนดูรา ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสงั คมเชงิ พทุ ธิปญั ญา (Social Cognitive Learning Theory) ซ่ึง เปน็ ทฤษฎขี องศาสตราจารย์แบนดรู าแหง่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford) ประเทศสหรัฐอเมริกา บันดรู ามคี วามเช่อื ว่าการเรยี นรู้ของมนุษยส์ ่วนมากเปน็ การเรยี นรู้โดยการสังเกตหรือการเลยี นแบบ (Bandura 1963) จึงเรยี กการเรยี นรู้จากการสังเกตว่า ‚การเรยี นรู้โดยการสังเกต‛ หรือ ‚การ เลยี นแบบ‛ และเนื่องจากมนุษยม์ ปี ฏสิ มั พนั ธ์ (Interact) กบั ส่ิงแวดลอ้ มท่ีอยู่รอบ ๆ ตัวอยเู่ สมอ แบน ดรู าอธบิ ายวา่ การเรียนรู้เกดิ จากปฏิสมั พันธ์ระหว่างผเู้ รยี นและสิ่งแวดลอ้ มในสงั คม ซ่ึงท้ังผู้เรียน และส่ิงแวดล้อมมอี ิทธพิ ลตอ่ กนั และกัน แบนดูรา (1969, 1971) จงึ เปลยี่ นชอ่ื ทฤษฎกี ารเรยี นรขู้ องท่านวา่ การเรยี นรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น การเรยี นรู้ทางสงั คมเชิงพทุ ธิปัญญา (Social Cognitive Learning Theory) อีกครั้งหนึ่ง ท้งั นี้ เนอ่ื งจากบันดรู าพบจากการทดลองว่า สาเหตทุ ่ี สาคัญอยา่ งหนง่ึ ในการเรียนรู้ด้วยการสังเกต คือ ผู้เรยี นจะตอ้ งเลือกสงั เกตสงิ่ ท่ีตอ้ งการเรยี นรู้ โดยเฉพาะ และส่ิงสาคัญอีกอย่างหนงึ่ ก็คอื ผู้เรียนจะต้องมีการเข้ารหสั (Encoding) ในความทรงจา ระยะยาวไดอ้ ย่างถกู ต้อง นอกจากน้ี ผเู้ รียนต้องสามารถท่จี ะประเมนิ ได้ว่าตนเลยี นแบบไดด้ ีหรือไม่ ดอี ย่างไร และจะต้องควบคุมพฤตกิ รรมของตนเองไดด้ ้วย (metacognitive) แบนดูรา Bandura, 1986 จึงสรุปวา่ การเรียนรู้โดยการสงั เกตจึงเปน็ กระบวนการทางการรู้คดิ หรือพทุ ธปิ ญั ญา (Cognitive Processes) การเรยี นรโู้ ดยการสงั เกตหรอื การเลียนแบบ (Observational Learning หรือ Modeling) แบนดูรา(Bandura) มคี วามเห็นว่าทัง้ ส่งิ แวดล้อม และตัวผ้เู รียนมีความสาคญั เท่า ๆ กัน บนั ดูรากลา่ ว ว่า คนเรามปี ฏิสมั พนั ธ์ (Interact) กับส่งิ แวดลอ้ มที่อยรู่ อบๆ ตวั เราอยู่เสมอการเรียนรู้เกิดจาก ปฏสิ มั พันธ์ระหวา่ งผเู้ รียนและสงิ่ แวดล้อม ซึง่ ทั้งผูเ้ รยี นและสงิ่ แวดลอ้ มมีอิทธพิ ลต่อกนั และกนั พฤตกิ รรมของคนเราสว่ นมากจะเป็นการเรียนร้โู ดยการสงั เกต (Observational Learning) หรือการ เลียนแบบจากตวั แบบ (Modeling) สาหรบั ตัวแบบไม่จาเป็นตอ้ งเป็นตัวแบบท่มี ีชวี ิตเท่านั้น แต่ อาจจะเป็นตวั สัญลักษณ์ เช่น ตวั แบบทเ่ี ห็นในโทรทัศน์ หรอื ภาพยนตร์หรืออาจจะเปน็ รูปภาพ

19 การต์ ูนหนงั สอื กไ็ ด้ นอกจากน้ี คาบอกเลา่ ด้วยคาพดู หรือข้อมูลท่เี ขียนเป็นลายลักษณอ์ ักษรกเ็ ปน็ ตวั แบบได้ การเรียนรโู้ ดยการสงั เกตไมใ่ ชก่ ารลอกแบบจากสง่ิ ทีส่ ังเกตโดยผูเ้ รียนไมค่ ิด คณุ สมบัตขิ อง ผเู้ รียนมคี วามสาคัญ เช่น ผเู้ รียนจะต้องมีความสามารถที่จะรับรสู้ ่งิ เรา้ และสามารถสรา้ งรหสั หรือกาหนดสัญลกั ษณ์ของสิ่งที่ สงั เกตเก็บไว้ในความจาระยะยาว และสามารถเรยี กใช้ในขณะท่ผี สู้ ังเกตต้องการแสดงพฤตกิ รรม เหมือนตัวแบบ แบนดูราได้เรม่ิ ทาการวิจัยเกยี่ วกับการเรียนรู้โดยการสังเกต หรือการเลียนแบบ ตงั้ แต่ปี ค.ศ. 1960 เป็นต้นมา ได้ทาการวิจัยเป็นโครงการระยะยาว และได้ทาการพสิ ูจนส์ มมตฐิ านท่ีตง้ั ไวท้ ีละ อย่าง โดยใชก้ ล่มุ ทดลองและควบคมุ อยา่ งละเอยี ด และเป็นขน้ั ตอน ต่อไปนี้เปน็ ตัวอย่างของการ วจิ ยั ท่บี ันดูราและผรู้ ่วมงานเกีย่ วกบั การเรยี นรู้โดยการสงั เกตผลการวจิ ัยที่ได้รับความสนใจจาก นกั จติ วิทยาเป็นอนั มาก และมผี ู้นาไปทางานวิจัยโดยใชส้ ถานการณ์แตกตา่ งไป ผลทีไ่ ดรับ สนบั สนุนขอ้ สรปุ ของศาสตราจารยบ์ ันดูราเกี่ยวกับการเรียนรโู้ ดยการสังเกต 1. แบนดูราได้ใหค้ วามสาคัญของการปฏสิ มั พนั ธ์ของอนิ ทรยี ์และสงิ่ แวดล้อม และถือวา่ การ เรียนรกู้ ็เปน็ ผลของปฏสิ มั พนั ธ์ระหว่างผูเ้ รยี นและสิง่ แวดล้อม โดยผู้เรยี นและส่งิ แวดล้อมมอี ิทธพิ ล ต่อกันและกนั บนั ดูราได้ถือว่าท้ังบุคคลทตี่ ้องการจะเรยี นรู้และสงิ่ แวดลอ้ มเป็นสาเหตุของ พฤตกิ รรมและไดอ้ ธบิ ายการปฏิสมั พันธ์ ดังนี้ B = พฤติกรรมอย่างใดอยา่ งหนงึ่ ของบุคคล P = บคุ คล (ตวั แปรทเี่ กดิ จากผเู้ รยี น เช่น ความคาดหวงั ของผ้เู รียน ฯลฯ) E = สงิ่ แวดลอ้ ม 2. แบนดูราได้ให้ความแตกต่างของการเรียนรู้ (Learning) และการกระทา (Performance) ถอื วา่ ความแตกตา่ งน้ีสาคญั มาก เพราะคนอาจจะเรยี นรู้อะไรหลายอย่างแต่ไม่กระทา เปน็ ต้นว่า นกั ศึกษาทกุ คนทกี่ าลังอ่านเอกสารประกอบการสอนนี้คงจะทราบว่า การโกงในการสอบนน้ั มี พฤตกิ รรมอย่างไร แต่นักศึกษาเพยี งนอ้ ยคนทจ่ี ะทาการโกงจริง ๆ แบนดูราไดส้ รุปว่าพฤติกรรม ของมนุษยอ์ าจจะแบง่ ออกได้เป็น 3 ประเภท 2.1 พฤตกิ รรมสนองตอบทเ่ี กิดจากการเรียนรู้ ผ้ซู ึง่ แสดงออกหรือกระทาสมา่ เสมอ 2.2 พฤติกรรมที่เรยี นรู้แต่ไม่เคยแสดงออกหรือกระทา 2.3 พฤตกิ รรมท่ีไม่เคยแสดงออกทางการกระทา เพราะไม่เคยเรยี นรู้จรงิ ๆ 3. แบนดูราไมเ่ ช่ือวา่ พฤติกรรมทเี่ กิดขน้ึ จะคงตวั อย่เู สมอ ทง้ั นเ้ี พราะสิง่ แวดล้อม เปลีย่ นแปลงอยูเ่ สมอ และทั้งส่ิงแวดล้อมและพฤตกิ รรมมีอทิ ธิพลซงึ่ กันและกัน ตวั อย่างเช่น เดก็ ที่มี พฤติกรรมกา้ วรา้ วก็คาดหวงั ว่าผู้อ่นื จะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อตนด้วย ความหวังนี้กส็ ่งเสริมให้

20 เด็กแสดงพฤตกิ รรมกา้ วร้าว และผลพวงกค็ ือวา่ เดก็ อื่น (แมว้ า่ จะไม่กา้ วรา้ ว) กจ็ ะแสดงพฤตกิ รรม ตอบสนองแบบก้าวร้าวดว้ ย และเป็นเหตุให้เด็กทมี่ ีพฤติกรรมก้าวรา้ วยงิ่ แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว มากยิง่ ข้นึ ซง่ึ เปน็ การยา้ ความคาดหวงั ของตน บันดูราสรุปวา่ ‚เด็กทม่ี พี ฤตกิ รรมกา้ วร้าวจะสร้าง บรรยากาศกา้ วร้าวรอบ ๆ ตวั จงึ ทาใหเ้ ดก็ อ่ืนที่มีพฤติกรรมออ่ นโยนไมก่ า้ วรา้ วแสดงพฤตกิ รรม ตอบสนองก้าวรา้ ว เพราะเป็นการแสดงพฤติกรรมต่อสงิ่ แวดลอ้ มทก่ี ้าวร้าว‛ การประยุกตใ์ ชใ้ นด้านการเรียนการสอน 1. ตง้ั วัตถปุ ระสงค์ทจี่ ะทาให้นกั เรยี นแสดงพฤตกิ รรม หรือเขยี นวตั ถุประสงค์เป็นเชงิ พฤตกิ รรม 2. ครูผสู้ อนแสดงตวั อย่างของการกระทาหลายๆ ตัวอยา่ ง ซง่ึ อาจจะเป็น คน การ์ตนู ภาพยนตร์ วิดโี อ โทรทศั น์และส่ือส่งิ พมิ พต์ า่ งๆ 3. ผู้สอนให้คาอธบิ ายควบคไู่ ปกบั การใหต้ ัวอยา่ งแตล่ ะครงั้ 4. ช้แี นะขัน้ ตอนการเรยี นรู้โดยการสงั เกตแก่นกั เรียน เช่น แนะให้นกั เรียนสนใจสิ่งเร้าที่ควร จะใส่ใจหรอื เลือกใสใ่ จ 5. จัดให้นักเรียนมีโอกาสทจ่ี ะแสดงพฤติกรรมเหมือนตัวแบบ เพื่อจะได้ดูวา่ นกั เรยี น สามารถท่ีจะกระทาโดยการเลียนแบบหรอื ไม่ ถา้ นกั เรยี นทาไดไ้ ม่ถูกต้องอาจจะต้องแก้ไขวธิ ีการ สอนหรืออาจจะแกไ้ ขที่ ตัวผเู้ รียนเอง 6. ใหแ้ รงเสริมแกน่ กั เรียนทีส่ ามารถเลียนแบบไดถ้ ูกต้อง เพื่อจะใหน้ ักเรียนมแี รงจูงใจท่จี ะ เรียนรแู้ ละเปน็ ตวั อยา่ งแก่นักเรียน แหลง่ ขอ้ มลู อ้างอิง http://watcharaphonchai.blogspot.com/2007/08/bandura.html http://waenalai02.blogspot.com/2012/10/blog-post_243.html ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ของพาฟลอฟ ทฤษฎีการเรยี นรกู้ ารวางเงอ่ื นไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning Theory) ของ อี วาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov, 18491– 936) พาฟลอฟได้สรปุ ทฤษฎกี ารเรียนรู้ และกฎการเรยี นรดู้ งั น้ี 1 พฤตกิ รรมการตอบสนองของมนุษย์เกดิ จากการวางเง่ือนไขทีต่ อบสนองต่อความ ตอ้ งการทางธรรมชาติ 2 พฤตกิ รรมการตอบสนองของมนษุ ย์สามารถเกดิ ขน้ึ ได้จากสงิ่ เร้าทเ่ี ช่ือมโยงกบั ส่ิงเร้า ตามธรรมชาติ

21 3 พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษยท์ ีเ่ กิดจากส่งิ เร้าทเี่ ช่ือมโยงกบั ส่งิ เรา้ ตามธรรมชาตจิ ะ ลดลงเร่อื ย ๆ และหยุดลงในที่สดุ หากไม่ได้รบั การตอบสนองตามธรรมชาติ 4 พฤติกรรมการตอบสนองของมนษุ ย์สิง่ เรา้ ท่ีเชอื่ มโยงกับสงิ่ เรา้ ตามธรรมชาติจะลดลง และหยุดไปเม่อื ไมไ่ ดร้ ับการตอบสนองตามธรรมชาติ และจะกลบั ปรากฏข้ึนไดอ้ ีกโดยไม่ตอ้ งใช้สิง่ เรา้ ตามธรรมชาติ 5 มนษุ ยม์ แี นวโนม้ ทจ่ี ะจาแนกลกั ษณะของสงิ่ เร้าให้แตกตา่ งกนั และเลือกตอบสนองได้ ถกู ต้อง กฎแห่งการเรียนรูต้ ามทฤษฎีของพาฟลอฟ 1 กฎแหง่ การลดภาวะ (Law of extinction) คอื ความเข้มข้นของการตอบสนอง จะลด น้อยลงเรื่อย ๆ ถา้ อนิ ทรยี ไ์ ด้รับสงิ่ เร้าที่วางเง่ือนไขเพยี งอยา่ งเดยี ว หรือความมสี ัมพนั ธร์ ะหว่างส่งิ เร้าท่ีวางเง่ือนไขกบั สิง่ เร้าทไี่ มว่ างเง่อื นไขห่างออกไปมากขึ้น 2 กฎแหง่ การฟนื้ คืนสภาพ (Law of spontaneous recovery) คือ การตอบสนองทีเ่ กดิ จาก การวางเง่ือนไขทีล่ ดลงเพราะไดร้ ับแตส่ ิ่งเร้าที่วางเง่ือนไขเพียงอยา่ งเดียว จะกลบั ปรากฏข้นึ อกี และ เพมิ่ มากข้นึ ๆ ถ้าอินทรยี ม์ กี ารเรยี นรู้อย่างแท้จริง โดยไมต่ ้องมสี ิ่งเรา้ ท่ไี มว่ างเง่อื นไขมาเขา้ คูช่ ่วย 3 กฎแห่งการสรุปกฎเกณฑ์โดยทว่ั ไป (Law of generalization) คือ ถา้ อนิ ทรีย์มกี ารเรยี นรู้ โดยการแสดงอาการตอบสนองจากการวางเงือ่ นไขตอ่ ส่งิ เร้าท่วี างเงื่อนไขหน่งึ แล้ว ถ้ามสี ่ิงเรา้ อื่นที่ มคี ณุ สมบัตคิ ลา้ ยคลึงกบั สิง่ เรา้ ที่วางเงื่อนไขเดมิ อินทรยี จ์ ะตอบสนองเหมอื นกับสิ่งเรา้ ทว่ี างเงือ่ นไข นั้น 4 กฎแห่งความแตกต่าง (Law of discrimination) คือ ถา้ อินทรียม์ กี ารเรยี นรู้ โดยการ ตอบสนองจากการวางเงื่อนไขต่อสิง่ เร้าทีว่ างเงื่อนไขแลว้ ถ้าส่งิ เรา้ อ่ืนที่มคี ุณสมบัตแิ ตกต่างจากส่งิ เร้าที่วางเง่ือนไขเดมิ อนิ ทรยี ์จะตอบสนองแตกต่างไปจากสง่ิ เรา้ ทีว่ างเง่ือนไขน้ัน เชน่ ถา้ สุนัขมี อาการน้าลายไหลจากการส่นั กระด่งิ แล้วเมื่อสุนขั ตัวนน้ั ได้ยนิ เสยี งประทัดหรือเสียงปนื จะไม่มี อาการนา้ ลายไหล ดังนั้น อาจกล่าวไดว้ ่า การเรยี นรู้ของสง่ิ มีชีวติ ในมุมมองของพาฟลอฟ คือ การ วางเงอ่ื นไขแบบคลาสสคิ ซึง่ หมายถงึ การใชส้ งิ่ เร้า 2 สิง่ คกู่ นั คือ สิ่งเร้าที่วางเง่ือนไขและสง่ิ เร้าที่ ไมไ่ ด้วางเงือ่ นไขเพ่อื ให้เกดิ การเรยี นรู้ คือ การตอบสนองทเ่ี กดิ จากการวางเงื่อนไข ซ่ึงถ้าส่งิ มีชวี ิต เกิดการเรยี นรจู้ รงิ แลว้ จะมกี ารตอบสนองต่อสิ่งเรา้ 2 สิง่ ในลักษณะเดียวกัน แลว้ ไม่วา่ จะตัดส่ิงเร้า ชนดิ ใดชนดิ หน่ึงออกไป การตอบสนองก็ยงั คงเปน็ เช่นเดิม เพราะผเู้ รียนสามารถเชื่อมโยงระหว่าง สง่ิ เร้าทว่ี างเงื่อนไขกบั ส่งิ เรา้ ทไ่ี มว่ างเงอื่ นไขกบั การตอบสนองได้นน่ั เอง

22 การทดลองของพาฟลอฟ การทดลองแบ่งเป็น 3 ข้นั ตอน คือ ข้ันก่อนวางเง่ือนไข ขน้ั วางเง่ือนไข และขัน้ การเรียนรูจ้ ากการ วางเงือ่ นไข ขั้นท่ี 1 ขั้นกอ่ นวางเงื่อนไข เปน็ ขน้ั ทีศ่ กึ ษาภูมิหลังของสนุ ัขก่อนการเรียนรู้จากการวางเง่ือนไข วา่ ภมู หิ ลังหรือพฤติกรรมก่อนการเรียนรู้เป็นอย่างไร เขาศึกษาพบว่า สุนัขจะแสดงอาการส่ายหัว และกระดิกหาง เม่อื ไดย้ ินเสียงกระด่งิ แตจ่ ะแสดง อาการน้าลายไหลเม่ือได้เห็นผงเนือ้ บด ซึ่งแสดง ไดด้ งั สมการ เสยี งกระดิ่ง (UCS) ==== ส่ายหวั และกระดกิ หาง (UCR) ผงเน้ือบด (UCS) ==== น้าลายไหล (UCR) จากการศกึ ษาภมู ิหลังทาให้ทราบว่า พฤตกิ รรมก่อนการเรยี นรคู้ ร้งั น้ี สนุ ัขไม่ได้แสดงอาการ น้าลายไหลเมือ่ ได้ยนิ เสียงกระดิ่ง จะต้องใช้ผงเนอ้ื บดเข้าช่วย โดยการจับคกู่ ันจงึ ทาใหส้ ุนัขนา้ ลาย ไหลได้ ขั้นท่ี 2 ขน้ั วางเง่ือนไข เป็นข้นั ทใ่ี ส่กระบวนการเรียนรู้ โดยการวางเง่ือนไขแบบคลาสสคิ เขา้ ไป เพื่อให้เกิดการเรยี นรู้ เขาไดส้ ่ันกระดิ่ง (หรอื เปน็ การเคาะสอ้ มเสียง) กอ่ น จากนั้นกร็ บี พน่ ผงเนอ้ื บด เข้าปากสนุ ัขในเวลาต่อมาอย่างรวดเร็ว ทาอยา่ งนซี้ า้ ๆ หลาย ๆ คร้ังเพ่ือให้สุนขั เกิดการเรยี นรู้ ซึ่งแสดงสมการไดด้ ังนี้ เสยี งกระด่งิ (CS) + ผงเนือ้ บด (UCS) ==== นา้ ลายไหล (UCR) ในการวางเง่ือนไขนี้ ใช้เสียงกระดิ่ง (หรือสอ้ มเสียง) เป็นสง่ิ เรา้ ทว่ี างเงอื่ นไข (CS) และใชผ้ ง เน้อื บดเป็นสง่ิ เร้าท่ีไม่วางเงื่อนไข (UCS)และอาการน้าลายไหลในขณะวางเงื่อนไขนี้ ยังอาจเป็นการ ตอบสนองท่ีไมไ่ ดว้ างเงื่อนไข (UCR) เพราะสนุ ขั อาจจะน้าลายไหลจากผงเนอื้ บดมากกว่าเสียง กระดิ่ง ข้นั ท่ี 3 ขั้นการเรยี นรู้จากการวางเงอ่ื นไข เป็นข้ันท่ีทดสอบว่า สนุ ขั เรยี นรู้หรือยัง ในวธิ ีการ วางเงือ่ นไขบบคลาสสิคน้ี โดยการตัดสิง่ เร้าทีไ่ ม่วางเง่ือนไข (UCS) ออก คือผงเนื้อบด ให้เหลือแต่ เพยี งส่ิงเรา้ ทว่ี างเง่ือนไข (CS) คือเสียงกระด่งิ ถา้ สุนัขยังน้าลายไหลอยู่ แสดงว่า สนุ ัข เกิดการเรียนรู้ จากการวางเงื่อนไข (CR) นั่นเอง ดงั แสดงไดจ้ ากสมการ เสยี งกระด่งิ (CS) ==== น้าลายไหล (CR) จุดประสงคไ์ ว้ คอื สามารถทาใหส้ นุ ขั นา้ ลายไหล เมือ่ ไดย้ ินเสยี งกระดิ่งได้ ซงึ่ เป็นการแแก้ขอ้ สงสัยท่ีว่า ทาไมสนุ ัขจึงนา้ ลายไหล เมื่อไดย้ นิ เสียงฝีเท้าของคนให้อาหาร ทัง้ นก้ี เ็ พราะสุนัข มกี าร ตอบสนองเชื่อมโยง จากอาหารไปสเู่ สียงฝเี ท้า โดยท่ีอาหารเป็นสงิ่ เร้าทไ่ี มไ่ ดว้ างเงื่อนไข (UCS) และเสียงฝีเท้าเป็นสง่ิ เรา้ ที่วางเง่อื นไข (CCS) ซง่ึ แสดงได้ดงั สมการ จากผลการทดลองน้ี เปน็ ข้อ

23 ยืนยนั ใหเ้ ห็นจรงิ ว่า การแสดงปฏิกรยิ าสะท้อนต่าง ๆนนั้ อาจใช้ในการเรยี นรู้ โดยวางเงือ่ นไขแบบ คลาสสคิ ได้ การประยุกตใ์ ช้ในดา้ นการเรียนการสอน 1.ในแง่ของความแตกต่างระหว่างบุคคล ความแตกต่างทางด้านอารมณ์มีแบบแผน การ ตอบสนองได้ไมเ่ ท่ากนั จาเป็นตอ้ งคานงึ ถงึ สภาพทางอารมณ์ผ้เู รียนวา่ เหมาะสมทีจ่ ะสอนเน้ือหา อะไร 2.การวางเงื่อนไข เป็นเรอื่ งทเ่ี กี่ยวกบั พฤตกิ รรมทางดา้ นอารมณ์ด้วย โดยปกตผิ สู้ อนสามารถทา ให้ผ้เู รยี นรูส้ ึกชอบหรือไม่ชอบเนอ้ื หาที่เรียนหรือสิง่ แวดล้อมในการเรียน 3.การลบพฤตกิ รรมทีว่ างเงื่อนไข ผ้เู รียนท่ถี กู วางเง่ือนไขใหก้ ลวั ผ้สู อน เราอาจช่วยไดโ้ ดยปูองกัน ไม่ให้ผู้สอนทาโทษเขา 4.การสรุปความเหมอื นและการแยกความแตกตา่ ง เช่น การอ่านและการสะกดคา ผเู้ รียนท่ี สามารถสะกดคาว่า \"round\" เขาก็ควรจะเรยี นคาทุกคาทอี่ อกเสยี ง o-u-n-dไปในขณะเดยี วกนั ได้ เช่นคาวา่ found, bound, sound, ground, แต่คาวา่ wound (บาดแผล) นนั้ ไมค่ วรเอาเข้ามารวมกบั คาท่ี ออกเสียง o - u - n - d และควรฝกึ ให้รู้จกั แยกคานีอ้ อกจากกลมุ่ แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ http://405404027.blogspot.com/2012/10/ivan-petrovich-pavlov.html http://watcharaphonchai.blogspot.com/2007/08/pavlov.html ทฤษฎีการเรียนรแู้ บบการวางเงื่อนไขของสกนิ เนอร์ ทฤษฎีการเรียนรแู้ บบการวางเง่ือนไขของสกนิ เนอร์ (B.F. Skinner) สกินเนอร์มี แนวคดิ วา่ การเรยี นรู้เกิดข้นึ ภายใต้เงอื่ นไขและสภาวะแวดล้อม ท่เี หมาะสม เพราะทฤษฎีนี้ต้องการ เน้นเร่ืองสงิ่ แวดลอ้ ม ส่ิงสนับสนนุ และการลงโทษ สกนิ เนอร์มองวา่ พฤติกรรมของมนุษยเ์ ป็น พฤติกรรมท่กี ระทาต่อสิง่ แวดลอ้ มของตนเอง พฤติกรรมของมนุษย์จะคงอย่ตู ลอดไป จาเปน็ ต้องมี การเสรมิ แรง ซ่งึ การเสริมแรงน้ีมที ้ังการเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) และการ เสรมิ แรงทางลบ (Negative Reinforcement) การเสริมแรง หมายถึง ผลของพฤติกรรมใดๆ ที่ทาใหพ้ ฤตกิ รรมนั้นเขม้ แขง็ ข้นึ การเสรมิ แรง ทางบวก หมายถงึ สภาพการณท์ ่ชี ว่ ยใหพ้ ฤตกิ รรมโอเปอแรนท์เกดิ ข้ึนในดา้ นความที่น่าจะเป็นไป ได้ ส่วนการเสรมิ แรงทางลบเปน็ การเปลยี่ นแปลงสภาพการณ์อาจจะทาใหพ้ ฤติกรรมโอเปอแรนท์ เกิดข้นึ ไดใ้ นการด้านการเสริมแรงน้ัน

24 สกินเนอรใ์ หค้ วามสาคญั เปน็ อยา่ งย่งิ โดยไดแ้ ยกวธิ ีการเสริมแรงออกเป็น 2 วธิ ี คือ 1. การใหก้ ารเสริมแรงทกุ ครั้ง (Continuous Reinforcement) เปน็ การให้การเสริมแรงทุก ครง้ั ที่ผเู้ รียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ตามทก่ี าหนดไว้ 2. การใหก้ ารเสรมิ แรงเปน็ คร้งั คราว (Partial Reinforcement) เปน็ การใหก้ ารเสรมิ แรงเป็น คร้งั คราวโดยไม่ให้ทกุ ครง้ั ท่ีผ้เู รยี นแสดงพฤตกิ รรมที่พึงประสงค์ โดยแยกการเสรมิ แรงเป็นครง้ั คราว ไดด้ งั นี้ 2.1 เสรมิ แรงตามอตั ราส่วนท่ีแนน่ อน 2.2 เสรมิ แรงตามอัตราสว่ นที่ไม่แน่นอน 2.3 เสรมิ แรงตามชว่ งเวลาทแ่ี น่นอน 2.4 เสริมแรงตามชว่ งเวลาทไ่ี ม่แนน่ อน การเสรมิ แรงแต่ละวธิ ีใหผ้ ลตอ่ การแสดงพฤตกิ รรมท่ีต่างกัน และพบวา่ การเสรมิ แรง ตามอตั ราสว่ นท่ไี ม่แนน่ อนจะให้ผลดีในดา้ นท่พี ฤตกิ รรมทพ่ี งึ ประสงค์จะเกิดข้ึนในอตั ราสงู มาก และเกิดข้นึ ต่อไปอกี เป็นเวลานานหลังจากท่ีไม่ได้รับการเสรมิ แรง จากการศึกษาและทดลองของส กนิ เนอร์น้ัน สามารถสรปุ เป็นลกั ษณะ และทฤษฎกี ารเรยี นรู้ของทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบโอเปอ แรนท์หรือทฤษฎกี ารวางเง่ือนไขแบบการกระทาได้ดังน้ี 1. การกระทาใดๆ ถา้ ได้รับการเสริมแรง จะมแี นวโน้มทจ่ี ะเกดิ ข้นึ อีก สว่ นการกระทาท่ไี ม่ มีการเสรมิ แรง แนวโนม้ ที่ความถ่ีของการกระทาน้ันจะลดลงและหายไปในทส่ี ดุ 2. การเสริมแรงทีแ่ ปรเปลย่ี นทาให้การตอบสนองคงทนกวา่ การเสริมแรงที่ตายตวั 3. การลงโทษทาใหเ้ รยี นรูไ้ ด้เรว็ และลมื เรว็ 4. การใหแ้ รงเสรมิ หรอื ใหร้ างวลั เมื่อผู้เรียนกระทาพฤติกรรมท่ตี ้องการ สามารถชว่ ยปรับ หรอื ปลกู ฝงั นิสยั ท่ีต้องการได้ ทม่ี า : http://youtube.com/watch?v=5-xdeesW7zA การนาทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ไปใช้ในการจัดการศกึ ษาปฐมวัย 1. การใช้เสริมแรง (Reinforcement) ทุกขั้นตอนของการจัดกจิ กรรม ครูควรใหก้ าร เสรมิ แรง โดยการชมเชยหรือใหแ้ รงจูงใจ โดยวิธกี ารต่าง ๆ เชน่ การให้รางวลั ทง้ั น้เี พราะเด็กในวัย นตี้ อ้ งการให้ผูอ้ ่ืนสนใจตนหรอื เห็นว่าตนเองสาคญั กวา่ คนอน่ื การให้แรงจงู ใจจะทาใหเ้ ดก็ เกิด ความสนใจ พอใจทจี่ ะเรยี น 2. การปลกู ฝังพฤตกิ รรมบางอยา่ งและการลดพฤติกรรมบางอย่าง (Shaping Behavior) หลกั การสาคัญของทฤษฎีการวางเง่ือนไขแบบการกระทาของสกนิ เนอรก์ ค็ ือการควบคุมการ

25 ตอบสนองดว้ ยวิธีการเสรมิ แรง กล่าวคอื เราจะให้การเสริมแรงเฉพาะในเร่ืองทต่ี ้องการเพ่ือให้เกิด เป็นนิสยั ติดตวั ดังนนั้ ถา้ เราต้องการให้เดก็ มีพฤตกิ รรมใหม่ในเร่ืองใด กค็ วรใหก้ ารเสริมแรง พฤติกรรมนั้น เพ่ือใหเ้ ด็กทาต่อไปจนเป็นนสิ ยั แตถ่ า้ ต้องการให้พฤตกิ รรมใดหายไปกค็ วรลดการ เสรมิ แรงพฤตกิ รรมนั้น กจ็ ะทาใหพ้ ฤติกรรมที่ไมพ่ งึ ปรารถนาน้ันหายไป การปลูกฝังพฤติกรรม ใหมใ่ หแ้ ก่เด็กโดยการใชก้ ารเสริมแรงเป็นสิง่ ควบคมุ พฤติกรรม ครคู วรมีการวางแผนใหเ้ หมาะสม 3. บทเรยี นแบบโปรแกรม (Programmed Maching) และเครือ่ งช่วยสอน (Teaching Learning) สกนิ เนอร์ไดเ้ สนอการสอนแบบโปรแกรม ซ่ึงจดั แบง่ เนอื้ หาวิชาออกเปน็ ส่วนย่อย ๆ เป็นขน้ั ๆ และจัดลาดบั ให้เป็นเหตุเปน็ ผลเพื่อให้เรยี นไดง้ ่าย และเม่ือสาเรจ็ แต่ละขน้ั จะได้รบั แรง เสรมิ หรอื ให้รางวัลทนั ที ท้ังบทเรียนสาเร็จรปู และเคร่ืองช่วยสอนต่างเน้นให้ผู้เรียนเกดิ การเรยี นรู้ ด้วยตนเอง โดยมีคาตอบทถี่ ูกต้องไว้ให้ ซ่ึงบทเรยี นดงั กลา่ วควรนามาใช้ประกอบการเรียนการสอน จะทาให้เดก็ เกิดการเรยี นร้มู ากย่ิงขึ้นทฤษฎพี ฒั นาการของอรี คิ สนั อีรคิ สัน (Erikson) ไดเ้ นน้ ความสาคัญทว่ี ยั ของเด็ก ขน้ั ตอนของการพัฒนาการและสิ่งแวดลอ้ มท่ีอยู่รอบ ๆ ตวั เด็กวา่ ถ้าเดก็ อยู่ ในสิ่งแวดล้อมท่ีเขาพอใจ ประสบความสาเรจ็ เขาจะมองโลกในแงด่ ี มีความเช่อื ม่ันและไว้วางใจ ผูอ้ ่นื แตถ่ า้ เดก็ อยูใ่ นสิง่ แวดลอ้ มท่ไี มด่ ี ไม่พอใจ จะมองโลกในแง่ร้าย ขาดความเชอ่ื มัน่ ในตนเอง และไมว่ างใจผู้อ่นื อีรคิ สัน ยงั ได้ยา้ ว่า ถา้ หากเดก็ ไมพ่ ัฒนาและผา่ นขน้ั ต้นแลว้ เดก็ ก็จะไม่สามารถ พัฒนาในข้นั ตอ่ ๆ ไปได้การนามาใชใ้ นการจัดการศึกษาระดับกอ่ นประถมศึกษานัน้ การจัด กจิ กรรมในขั้นกอ่ นประถมศกึ ษา เนน้ การท่เี ดก็ ไดป้ ระสบความสาเรจ็ และพึงพอใจตอ่ สภาพแวดลอ้ มของหอ้ งเรียน ต่อเพื่อนฝูงและต่อครู ท้ังนเ้ี พอื่ ให้เดก็ มองสงั คมใหม่ สงั คมโรงเรียน ในดา้ นดี มคี วามเชือ่ มั่นและไวว้ างใจต่อผู้อื่น และถา้ หากวา่ เดก็ พอใจและมองโรงเรียนในแงด่ แี ล้ว เดก็ กอ็ ยากมาโรงเรียน กจ็ ะไดร้ บั การพัฒนาใหเ้ จริญเตบิ โตขึน้ การชว่ ยเหลือตนเอง เช่น การไป ห้องน้า การแต่งกาย การเก็บของเลน่ เขา้ ที่นนั้ ในระยะเรม่ิ ตน้ ครูจะดแู ลอยู่อย่างใกล้ชดิ และใช้การ ชมเชย การชักชวนใหท้ ากิจกรรมรว่ มกบั ครู ก็จะเป็นการไม่บังคับ เดก็ ไมเ่ กิดการตอ่ ต้านและเกิด ความพอใจเป็นรางวัลในการทากิจกรรมช่วยเหลือ การหวั เราะเยาะในสงิ่ ทีเ่ ดก็ ทา หรือการจดั แขง่ ขันผลงานทีอ่ าจจะกอ่ ให้เกดิ การละอาย ก็ไม่ควรใช้ เพราะจะทาใหเ้ ด็กไม่กลา้ แสดงออกอกี ตอ่ ไปกิจกรรมในระดบั ก่อนประถมศึกษา เนน้ ผา่ นการเล่น ซ่ึงเปน็ การสนกุ สนาน ส่อื อุปกรณท์ ่ใี ช้ ก็เรียกร้องและเชิญชวนต่อการเขา้ รว่ มการใช้จินตนาการ บทบาทสมมติ ซงึ่ เปน็ การตอบสนองต่อ พัฒนาของเดก็ วยั น้ี ก็มกี ารจัดใหอ้ ยู่ตลอดเวลา แหล่งขอ้ มูลอา้ งองิ http://watcharaphonchai.blogspot.com/2007/08/df-skinner.html http://waenalai02.blogspot.com/2012/10/blog-post_3.html

26 จติ วทิ ยาพฒั นาการ ความหมายจิตวิทยาพัฒนาการ นกั วชิ าการหลายทา่ นให้ความหมายของคาวา่ พฒั นาการ (development) ดงั นี้ สชุ า จันทร์เอม (2540 : 1) กล่าววา่ พฒั นาการ หมายถงึ ลาดับของการเปลี่ยนแปลงหรือ กระบวนการเปลีย่ นแปลง (process of change) ของมนุษย์ทกุ ส่วนทตี่ อ่ เนอื่ งกันไปในระยะเวลาหนึ่ง ๆ ต้ังแต่แรกเกิดจนตลอดชวี ิต การเปล่ยี นแปลงน้ีจะกา้ วหนา้ ไปเร่ือย ๆ เป็นข้นั ๆ จากระยะหน่งึ ไปสอู่ ีกระยะหนึง่ เพ่ือทีจ่ ะไปส่วู ฒุ ภิ าวะ ทาให้มลี กั ษณะและความสามารถ ใหม่ ๆ เกิดขนึ้ ซึ่งมผี ล ทาใหเ้ จริญก้าวหนา้ ยิง่ ขึ้นตามลาดบั ทิพยภ์ า เชษฐเ์ ชาวลิต (2541 : 1) ไดใ้ ห้คาจากัดความของพฒั นาการว่าเป็นการเปล่ียนแปลงที่ เป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน มขี ัน้ ตอน เกิดขนึ้ อย่างตอ่ เนอื่ งทั้งในด้านเจริญเตบิ โตงอกงามและ ถดถอย และเปน็ การเปลี่ยนแปลงทเ่ี ปน็ ผลรวมของวุฒิภาวะและประสบการณ์ ศรเี รือน แก้วกังวาล (2540 : 21) กล่าวว่าพัฒนาการเป็นการเปล่ยี นแปลงท่ีเกดิ ขึ้นอยา่ งสม่าเสมอ และต่อเนื่องท้งั ท่ีสังเกตได้งา่ ย ชัดเจน และมองเห็นได้ยาก ไม่ชดั เจน ตัง้ แต่เรม่ิ ปฏิสนธิจนกระทั่ง วาระสดุ ท้ายของชีวิต จากความหมายดงั กลา่ วสรุปไดว้ า่ พฒั นาการเป็นกระบวนการพฒั นาของมนุษยใ์ นทกุ ๆ ด้าน ของชีวติ ตัง้ แต่จุดเริม่ ตน้ ของชีวิตจนกระท่งั วาระสดุ ท้ายของชวี ิต การเปลี่ยนแปลงดังกลา่ วเป็นไป อย่างตอ่ เนื่องทั้งในลกั ษณะของการเจริญงอกงามและการถดถอย ขึน้ อยู่กับประสบการณท์ ไ่ี ด้รับ ซงึ่ นาไปสคู่ วามมีวุฒิภาวะ จุดมุง่ หมายของการศกึ ษาพัฒนาการของมนษุ ย์ จดุ มุ่งหมายของการศกึ ษาพฒั นาการของมนุษย์ 1. เพ่อื ให้เกิดแรงจงู ใจในการท่ีจะเข้าใจลักษณะของพัฒนาการในระยะเวลาตา่ งๆวา่ เปน็ อย่างไร และจะมีสว่ นช่วยในการแกไ้ ขและเข้าใจปญั หาทเี่ กดิ ข้นึ ตามความเหมาะสมของแตล่ ะอายุ ทง้ั น้ีเพราะว่า ในการที่เราจะเข้าใจลักษณะต่างๆ ได้นน้ั จะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างช่วยกนั เชน่ ประสบการณใ์ นชีวติ การได้มีโอกาสพบปะพดู คยุ กบั บุคคลตา่ งๆ 2. เพอ่ื ใหส้ ามารปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั ความยากลาบากของการพัฒนาการในแต่ละชว่ งอายวุ า่ มี ความแตกตา่ งกนั ไดเ้ ปน็ อย่างดี เช่น ในวัยชรา คนชราจะได้รับอิทธพิ ลและปญั หาต่างๆ หล่อหลอม บคุ ลิกภาพ ความรู้สึกนึกคดิ มาตั้งแต่แรกเกิด ดงั น้นั ประสบการณ์ท่ีแต่ละคนได้รับนั้นจะแตกตา่ ง กนั ออกไป สง่ิ สาคญั ย่ิง คอื ประสบการณท์ ่ีแตล่ ะคนได้รบั ตจะเป็นตวั หลอ่ หลอมใหบ้ ุคคลนั้นมี บุคลิกภาพและความเปน็ เอกลกั ษณ์เป็นของตนเองและจะไมเ่ หมอื นบุคคลอน่ื ซึ่งจดั ว่าการท่บี ุคคล มีการยอมรับและเข้าใจตนเอง (Self actualization) นั้นย่อมมีความแตกต่างกัน

27 ด้วยเหตุนีจ้ ดุ มุ่งหมายของการศกึ ษาวชิ าจิตวิทยาพัฒนาการ จึงมจี ุดมงุ่ หมายท่ีสอดคลอ้ งกับ หลกั การทางวิทยาศาสตร์อื่นๆนัน่ คือ 1. เพ่อื การบรรยาย (Description) ในการบรรยายนจ้ี ะเป็นการเสาะแสวงหาความร้เู พอ่ื ให้ สามารถท่จี ะบอกเลา่ กันต่อๆไปได้ อันเป็นความรู้ และเพือ่ จะไดน้ าเอาความรนู้ ั้นไปใชใ้ ห้เป็น ประโยชนต์ ่อไป ซง่ึ ลกั ษณะดังกล่าว จะเป็นการบอกเล่าว่า ใคร ทาอะไร ท่ีไหน 2. เพื่อการอธิบาย (Explanation)เพื่อเป็นการเสาะแสวงหาความรู้และเขา้ ใจในเร่อื งใดเร่ืองหน่ึง อันสามารถอธิบายปรากฏการณใ์ นสงิ่ ท่เี ราไม่รู้ จึงมีความจาเปน็ อยา่ งย่ิงทีจ่ ะตอ้ งพยายามอธบิ าย หรอื ให้ความกระจา่ งว่า ปรากฏการณน์ ้ันเกดิ ได้อย่างไร มีอะไรเป็นสาเหตุ ผลท่ีตามมาควรจะ ประกอบดว้ ยสิ่งใดบ้าง 3. เพื่อการทานาย (Prediction)เปน็ การพยากรณ์ ซึง่ มคี วามสาคญั ยง่ิ กว่าการอธบิ าย ทง้ั นเ้ี พราะ การทานายน้นั จะเปน็ การทานายเพ่ือต้องการอธิบายในสง่ิ ที่ยังไมเ่ กดิ ขนึ้ อันเป็นการบอกกล่าว ล่วงหน้าวา่ เม่ือไหร่จะมเี หตุการณเ์ กดิ ขึ้น เม่อื เกิดขึน้ แล้วผลจะเป็นอย่างไร เวลาไหน ซ่งึ การทเ่ี รา สามารถทานายได้นี้นบั ว่ามีประโยชน์ต่อมนุษย์เป็นอนั มาก 4. เพอ่ื การควบคุม (Control) เปน็ การท่ีผ้รู จู้ ะสามารถนาเอาความรู้นั้นไปใช้ให้เกิด ประโยชน์อย่างสงู สุดโดยการปรบั ปรงุ ธรรมชาติ สภาพทางสังคม และบุคคลใหอ้ ยใู่ นตามแนวทาง ที่ตนปรารถนา การควบคมุ ดังกลา่ วจงึ นับวา่ มคี วามสาคญั ไมน่ ้อย แหล่งข้อมูลอา้ งองิ http://www.vcharkarn.com/lesson/1626 http://www.baanjomyut.com/library_2/extension1/concepts_of_developmental_psychology/01_1. html ทฤษฎีการเรียนรขู้ องวีก๊อทสก้ี ทฤษฎีการเรยี นรู้ของวีก๊อทสก้ี วีกอ็ ตสก้ีเปน็ นักจิตวิทยาชาวรัชเซยี ทฤษฎเี ชาวป์ ญั ญาของวีก็อทสก้เี น้นความ สาคัญของ วฒั นธรรม สังคม และการเรียนรทู้ ีม่ ตี ่อพัฒนาการเชาวป์ ัญญา วีกอ็ ตสก้ใี หค้ วามสาคญั กับวัฒนธรรมและสังคมมาก เขาอธบิ ายว่ามนุษย์ได้รับอทิ ธิพลจาก ส่ิงแวดลอ้ มตง้ั แต่แรกเกดิ ซงึ่ นอกจากสิ่งแวดลอ้ มทางธรรมชาติแล้ว กย็ งั มสี ่งิ แวดลอ้ มทางสงั คม ซงึ่ ก็คอื วฒั นธรรมที่แต่ละสังคมสร้างขึ้น ดังนั้น สถาบนั สังคมต่างๆ เริ่มต้ังแต่สถาบนั ครอบครวั จะ

28 มอี ิทธพิ ลต่อพัฒนาการทางเชาวนป์ ัญญาของแต่ละบคุ คล นอกจากน้ัน ภาษายงั เป็นเคร่ืองมอื สาคัญ ของการคดิ และพฒั นาปญั ญาข้นั สงู พัฒนาการทางภาษาและทางความคิดของเดก็ เรมิ่ ด้วยการพัฒนา ทีแ่ ยกจากกนั แต่เมื่ออายุมากขนึ้ พัฒนาทงั้ สองดา้ นจะไปร่วมกัน วกี อ็ ตสกี้แบ่งระดบั เชาว์ปญั ญาออกเป็น 2 ขน้ั คือ 1. เชาว์ปญั ญาขน้ั เบือ้ งต้น คอื เชาวป์ ัญญามูลฐานตามธรรมชาติโดยไมต่ ้องเรยี นรู้ 2. เชาวป์ ัญญาขั้นสงู คือเชาว์ปัญญาที่เกิดจากการมีปฏิสัมพนั ธ์กบั ผใู้ หญท่ ่ีใหก้ ารอบรม เลย้ี งดู ถา่ ยทอดวัฒนธรรมให้โดยใช้ภาษา วกี อ็ ตสกี้ ไดแ้ บ่งพฒั นาการทางภาษาเปน็ 3 ข้ัน คอื 2.1 ภาษาทีใ่ ชใ้ นการปฏสิ ัมพนั ธก์ บั ผอู้ ่ืน เรียกว่า ภาษาสงั คม (social speech) เป็นภาษาที่เดก็ ใช้ ในการตดิ ต่อสมั พนั ธ์กับผู้อ่นื ในชว่ งอายุ 0 - 3 ปี เพอ่ื สือ่ สารความคดิ ความรู้สกึ ตา่ งๆท่ตี นนนั้ กาลงั นกึ คิด และต้องการทีจ่ ะแสดง ความต้องการอารมณ์ ความร้สู ึกของตนเองกับผอู้ ืน่ 2.2 ภาษาทีพ่ ูดกับตนเอง 3 – 7 ขวบ (egocentric speech) เป็นภาษาท่ีเด็กใช้พูดกับตนเอง ในชว่ งอายุ 3 -7 ปี โดยไมเ่ กี่ยวข้องกบั ผู้อ่ืน เพ่ือชว่ ยในการคิด ตัดสนิ ใจแสดงพฤตกิ รรม 2.3 ภาษาทพ่ี ดู ในใจเฉพาะตน 7 ขวบข้ึนไป (inner speech) วีก๊อทสกี้อธิบายวา่ มนุษย์ตอ้ ง ใช้ภาษาในการคดิ เด็กจะต้องพัฒนาภาษาในใจ ซึง่ เป็นการช่วยให้พัฒนาการทางสติปัญญาพัฒนา สงู ขนึ้ ตามระดบั อายุ การพัฒนาภาษาภายในตนเองเกิดข้นึ ในช่วงอายปุ ระมาณ 7 ปี เมื่อเด็กพบ ปัญหาทีย่ ุ่งยากมากขน้ึ เขาเรียนรทู้ ีจ่ ะแกป้ ัญหาไปตามขั้นตอนโดยใช้ภาษาภายในตนเอง ในขณะที่ เดก็ เรยี นรู้ที่จะแก้ปญั หาดว้ ยตนเองน้นั เขาอาจพบบางปัญหาทเ่ี ขาคิดเองไมอ่ อก แตห่ ากไดร้ ับ คาแนะนาช่วยเหลือบางส่วนจากผ้ใู หญ่ หรอื ได้รับความร่วมมือจากกลมุ่ เพ่อื นเขาจะสามารถ แกป้ ญั หาน้ันได้สาเร็จวกี อ๊ ตสก้เี รยี กระดับความสามารถนวี้ า่ จดุ ท่ีเด็กสามารถแก้ปญั หาไดส้ าเรจ็ หากได้รับความชว่ ยเหลอื สนับสนุน นอกจากภาษาแล้วยังมีสญั ลักษณ์ทชี่ ่วยในกระบวนการพัฒนาสติปัญญาด้วย เคร่ืองหมายน้ี แบง่ ได้เป็น 3 ชนดิ คือ

29 1. เครื่องหมายดชั นี ( indexical sign) เปน็ เครื่องหมายทใี่ ชอ้ ธบิ ายสิ่งทม่ี ีลกั ษณะเปน็ เหตุ เป็นผลต่อกนั เช่น ฝนตกหนกั ทาให้นา้ ทว่ ม 2. เครื่องหมายภาพตวั แทน(iconic sign) เป็นเครื่องหมายท่ีเป็นสอ่ื สญั ลกั ษณต์ า่ งๆ เช่น สี ขาวของธงไตรรงค์เป็นสัญลักษณข์ องศาสนา 3. เคร่ืองหมายสญั ลักษณ์ (symbolic sign) เปน็ เครื่องหมายสญั ลกั ษณ์แทนส่งิ ท่เี ป็น นามธรรมในการคดิ เชน่ ภาษา ระดับสติปญั ญาท่ีตา่ งกันของเด็ก จะทาให้เด็กเลอื กใช้เคร่ืองหมาย ต่างกัน การนาทฤษฎกี ารเรียนรู้ของวีกอ๊ ตสก้ี ไปประยกุ ต์ใช้ในด้านการเรยี นการสอน 1. ครูผ้สู อนควรให้มีการจดั การเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง ผู้เรยี นจะต้องฝกึ ฝนการสรา้ ง ความรู้ด้วยตนเอง 2. การสอนจะเปล่ียนจากการถา่ ยทอดให้ผเู้ รยี นได้รับสาระความรู้ทแ่ี น่นอน ตายตัว ไปสู่การ สาธิตกระบวนการแปลและสรา้ งความหมายทหี่ ลากหลาย การเรียนร้ทู กั ษะตา่ งๆจะต้องใหม้ ี ประสิทธภิ าพ ถงึ ขน้ั ทาได้และแก้ปญั หาจริง ได้ 3. ในการเรยี นการสอน ผ้เู รยี นจะเปน็ ผู้มบี ทบาทในการเรยี นรู้อย่างตื่นตวั ผู้เรียนจะต้องเป็น ผกู้ ระทากบั ขอ้ มลู หรือประสบการณต์ ่างๆและจะต้องสร้าง ความหมายใหก้ บั สง่ิ นนั้ ดว้ ยตนเอง โดย การให้ผเู้ รียนอยใู่ นบรบิ ทจริง 4. ในการจดั การเรียนการสอน ครูจะต้องพยายามสรา้ งบรรยากาศทางสงั คม จริยธรรม ให้ เกิดขึ้น กลา่ วคอื ผู้เรียนจะต้องมีโอกาสเรยี นรู้ในบรรยากาศท่ีเอือ้ ตอ่ การปฏสิ ัมพนั ธ์ทางสังคม จะ ช่วยใหก้ ารเรียนรู้ของผู้เรยี นกวา้ งขึ้น และหลากหลายข้ึน 5. ในการเรยี นการสอน ผเู้ รียนมบี ทบาทในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ โดยผู้เรียนจะนาตนเองและ ควบคมุ ตนเองในการเรยี นรู้ 6. ในการเรยี นการสอนแบบสรา้ งความรู้ ครูจะมีบทบาทแตกตา่ งไปจากเดิม คือ จากการเป็นผู้ ถ่ายทอดความรแู้ ละควบคมุ การเรยี นรู้ เปลีย่ นไปเป็นการให้ความร่วมมืออานวยความสะดวก และ

30 ช่วยเหลือผเู้ รียนในการเรยี นรู้ คือการเรยี นการสอนจะต้องเปล่ียนจาก ‚การให้ความรู้‛ ไปเป็น ‚การ ให้ผเู้ รยี นสรา้ งความรู้‛ 7. ในดา้ นการประเมนิ ผลการเรยี นการสอน เนือ่ งจากการเรยี นรู้ตามทฤษฎีการสรา้ งความร้ดู ้วย ตนเองนี้ ขน้ึ อยกู่ ับความสนใจและการสรา้ งความหมายที่แตกตา่ งกันของบคุ คล ผลการเรียนร้ทู ี่ เกิดขน้ึ จึงมลี ักษณะหลากหลาย แหล่งขอ้ มูลอา้ งอิง http://www.slideshare.net/proud1988/ss-22554211 ทฤษฎกี ารเรียนรทู้ างสงั คมของแบนดรู า ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ทางสงั คมของแบนดรู า ประวตั ิของศาสตราจารย์แบนดูรา เกดิ ท่ีเมืองอลั เบอร์ตา ประเทศแคนาดา ไดร้ บั ปริญญาศลิ ปศาสตรบณั ฑติ จากมหาวิทยาลัยบริ ติช โคลมั เบยี ได้รบั ปริญญาศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ และปรัชญาดุษฎบี ณั ฑติ ทางจิตวิทยาคลินกิ จาก มหาวทิ ยาลยั ไอโอวา เขาสนใจทฤษฎีการเรยี นรทู้ างสังคม รบั ตาแหน่งที่ภาควิชาจติ วทิ ยาท่ี มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แนวคดิ และทฤษฎี แบนดูรามคี วามเชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากเป็นการเรียนรโู้ ดยการ สงั เกตหรือการเลยี นแบบ เน่ืองจากมนุษย์มปี ฏิสัมพนั ธก์ บั ส่งิ แวดลอ้ มทีอ่ ยู่รอบ ๆ ตวั อยู่เสมอ ผ้เู รียนตอ้ งสามารถที่จะประเมินไดว้ ่าตนเลียนแบบได้ดีหรือไมด่ ีอย่างไร และจะต้องควบคุม พฤตกิ รรมของตนเองได้ด้วย บันดูรา จงึ สรปุ วา่ การเรียนรู้โดยการสังเกตจงึ เปน็ กระบวนการ ทางการรคู้ ดิ หรือพทุ ธิปัญญา

31 ขนั้ ตอนการเรยี นรู้โดยการสงั เกตหรือเลยี นแบบมี 2 ขั้น ขั้นที่ 1 ข้ันการได้รบั มาซ่ึงการเรยี นรู้ (Acquisition) ทาใหส้ ามารถแสดงพฤติกรรมได้ สิ่งเรา้ หรอื การรับเขา้ > บุคคล (Input) (Person) ขน้ั ที่ 2 เรยี กว่าข้ันการกระทา (Performance) ซ่ึงอาจจะกระทาหรือไมก่ ระทากไ็ ด้ สงิ่ เร้าหรือการรับเข้า > บุคคล (Input) (Person) ปัจจัยท่ีสาคญั ในการเรยี นรู้โดยการสังเกต 1. กระบวนการความเอาใจใส่ (Attention) ความใส่ใจของผู้เรียนเป็นส่งิ สาคญั มาก ถ้าผเู้ รยี นไม่ มคี วามใสใ่ จการเรยี นรู้กจ็ ะไม่เกดิ ขน้ึ 2. กระบวนการจดจา (Retention) ผู้เรยี นสามารถจดจาสง่ิ ทตี่ นเองสงั เกตและไปเลยี นแบบได้ ถึงแมเ้ วลาจะผา่ นไปกต็ าม 3. กระบวนการแสดงพฤตกิ รรมเหมือนตัวอยา่ ง (Reproduction) เปน็ กระบวนการทผ่ี เู้ รียน สามารถแสดงออกมาเป็นการการกระทาหรือแสดงพฤตกิ รรมเหมอื นกับตัวแบบ 4. กระบวนการการจูงใจ (Motivation) แรงจูงใจของผูเ้ รียนที่จะแสดงพฤติกรรมเหมือนตัว แบบทต่ี นสังเกต เน่ืองจากความคาดหวังวา่ การเลียนแบบจะนาประโยชน์มาให้ แบนดูราและผู้ร่วมงานได้แบ่งเด็กออกเป็น 3 กลมุ่ 1. กล่มุ หนึ่งใหเ้ หน็ ตัวอย่างจากตวั แบบที่มีชีวติ แสดงพฤติกรรมก้าวรา้ ว 2. เด็กกลมุ่ ทส่ี องมตี ัวแบบท่ไี มแ่ สดงพฤติกรรมกา้ วร้าว 3. เดก็ กลมุ่ ท่ีสามไมม่ ตี ัวแบบแสดงพฤติกรรมให้ดูเปน็ ตวั อย่าง

32 ผลการทดลองพบวา่ เด็กท่อี ยูใ่ นกลุ่มท่มี ีตวั แบบแสดงพฤตกิ รรมกา้ วร้าวจะแสดงพฤติกรรม ก้าวร้าว จะแสดงพฤตกิ รรมเหมอื นกบั ท่สี ังเกตจากตัวแบบการทดลอง คุณสมบัติของผู้เรียน - ผู้เรยี นจะต้องมีความสามารถทจ่ี ะรบั รสู้ ง่ิ เรา้ - สามารถสร้างรหสั หรือกาหนดสัญลักษณ์ของส่งิ ที่สังเกตเก็บไวใ้ นความจาระยะยาว - สามารถเรยี กใชใ้ นขณะทีผ่ ้สู ังเกตตอ้ งการแสดงพฤติกรรมเหมือนตวั แบบ การนาทฤษฎีมาประยุกตใ์ นการเรียนการสอน 1. บง่ ชว้ี ัตถปุ ระสงค์ทจี่ ะใหน้ กั เรยี นแสดงพฤตกิ รรมหรือเขยี นวัตถุประสงคเ์ ป็นเชิงพฤตกิ รรม 2. แสดงตัวอย่างของการกระทาหลายๆอยา่ ง 3. ให้คาอธบิ ายควบคกู่ ันไปกับการให้ตัวอยา่ งแต่ละอยา่ ง 4. ชแี้ จงขัน้ ตอนของการเรียนรโู้ ดยการสังเกตแกน่ กั เรียน 5. จดั เวลาให้นกั เรยี นมีโอกาสทแี่ สดงพฤติกรรมเหมือนตัวแบบ 6. ใหเ้ สริมแรงแกน่ ักเรยี นท่ีสามารถเลียนแบบไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง สรุป เน้นความสาคญั ของการเรยี นรู้แบบการสังเกตหรือเลยี นแบบจากตวั แบบ ซึ่งอาจจะเป็นได้ ทง้ั ตวั บคุ คลจรงิ ๆ เช่น ครู เพ่ือน หรือจากภาพยนตร์โทรทัศน์ การต์ ูน การเรียนรู้โดยการสงั เกต ประกอบด้วย 2 ขัน้ คือ ข้นั การรบั มาซึ่งการเรียนร้เู ป็นกระบวนการทางพุทธปิ ญั ญา และข้นั การ กระทา ตัวแบบทม่ี ีอิทธพิ ลต่อพฤตกิ รรมของบุคคลมีท้งั ตัวแบบในชวี ติ จริงและตัวแบบทเ่ี ปน็ สญั ลกั ษณ์ แหล่งขอ้ มลู อ้างองิ http://watcharaphonchai.blogspot.com/2007/08/bandura.html

33 http://waenalai02.blogspot.com/2012/10/blog-post_243.html ทฤษฎีจิตวเิ คราะห์ของฟรอยด์ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ ซิกมนุ ด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เปน็ นายแพทย์ จิตแพทย์ และนกั จติ วิทยาชาวออสเตรีย เกิดเมือ่ วันที่ 06 พฤษภาคม ค.ศ. 1856และเสียชีวิตเมือ่ วันท่ี 23 กันยายน ค.ศ. 1939เป็นผ้สู ร้างทฤษฎีจติ วิเคราะห์ ซึง่ เป็นทฤษฎีทางด้านการพฒั นา Psychosexual ฟรอยด์เชอ่ื ว่ามนุษยม์ สี ญั ชาตญาณติดตวั มาแต่กาเนิด พฤตกิ รรมของบคุ คลเปน็ ผลมาจาก แรงจูงใจหรือแรงขับพื้นฐานทีก่ ระต้นุ ให้บุคคลมพี ฤตกิ รรม คือ สัญชาตญาณทางเพศ (sexual instinct) 2 ลักษณะคือ 1. สญั ชาตญาณเพื่อการดารงชวี ิต 2. สัญชาตญาณเพอื่ ความตาย ฟรอยดไ์ ดก้ ล่าวถึงพลังงานพ้นื ฐานทางจติ ทเี่ รียกวา่ Libido ซึ่งเกดิ มาพรอ้ มกับมนุษย์ พลงั งาน เหล่านี้เป็นแหล่งของแรงขบั ทางเพศของบุคคลท้งั หมด โดยเน้นว่าชีวิตเพศของมนษุ ย์มไิ ดเ้ รม่ิ เมื่อ วัยหนมุ่ สาว หากแต่เร่ิมมาตั้งแต่เดก็ และจะคอ่ ยๆ พฒั นาเปลี่ยนรูปแบบเป็นลาดบั ขั้นขึ้นไป แต่ถ้า การเปล่ยี นแปลงไมเ่ ป็นไปตามข้ันจะมกี ารชะงกั (Fixation) หรือการถอยกลบั (Regression) ทาให้มี ผลทะทอ้ นไปถึงบุคลิกภาพตอนโต ฟรอยดไ์ ดแ้ บง่ ข้ันพฒั นาการทางเพศไว้ 5 ขน้ั ตอน คือ 1. ขั้นปาก (Oral Stage) (แรกเกิด - 18 เดือน) ลบิ ิโดไปกระตนุ้ บรเิ วณปาก การดดู จึงเป็นการ ลดภาวะเครยี ดของเด็ก แต่เด็กบางคนอาจเกิดภาวะตดิ ค้างได้ ซง่ึ อาจเนื่องจากการหยา่ นมดว้ ยวิธีการ รุนแรง การมีน้องเรว็ การทม่ี ารดามีภารกิจมาก เป็นต้น เม่ือบคุ คลน้เี ตบิ โตข้ึนกอ็ าจมีพฤตกิ รรม ชอบกินเหลา้ สูบบุหร่ี กนิ จุกจิก จจู้ ข้ี บ้ี น่ เป็นต้น

34 2. ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) (อายุ 1 ปี 6 เดือน - 3 ปี 6 เดอื น) ลิบิโดไปกระต้นุ ทีท่ วารหนกั การกัก และการปลอ่ ยอจุ จาระจงึ เป็นการลดภาวะเครียดของเด็ก แต่ถา้ ผู้ใหญ่ท่ีเลย้ี งดใู ชว้ ธิ กี าร เขม้ งวดในการฝกึ วนิ ัยในการขับถา่ ย เดก็ จะเกดิ ภาวะติดคา้ ง เม่ือโตขนึ้ อาจมีนสิ ยั เผด็จการหรือไม่มี ความพอดใี นเร่ืองความสะอาดและการใช้จ่าย 3. ขัน้ อวยั วะเพศ (Phallic Stage) (อายุ 3 ปี 6 เดอื น - 6 ปี) ลิบิโดไปกระตุ้นบริเวณอวยั วะเพศ ทง้ั นอ้ี าจเน่ืองมาจากเด็กเริม่ สนใจความแตกต่างระหวา่ งเพศ จงึ ทาใหช้ อบจบั ต้องอวัยวะเพศเลน่ เป็นการลดภาวะเครยี ด แต่ผู้ใหญ่มกั ใช้คา่ นยิ มของตนไปตัดสินพฤติกรรมของเดก็ ว่าไม่เหมาะสม ซ่งึ เป็นการขัดขวางการลดภาวะเครยี ดของเด็ก ทาให้เด็กเกิดภาวะตดิ ค้าง เมือ่ โตขึ้นเดก็ กอ็ าจจะชอบ แสดงออกในเร่ืองเพศ ชอบพูดจาสองแง่สองงา่ ม หรือให้ความสนใจต่อเรื่องเพศมากเป็นพิเศษ ใน ขัน้ นี้มีสิ่งสาคญั เกิดข้ึนคอื เด็กชายเกิดปมโอดิปุส (Oedipus Complex) และเดก็ หญิงจะเกิดปมอี เลคตร้า (Electra Complex) ซง่ึ หมายถงึ ความรสู้ ึกของเด็กชายที่รักและติดแม่ เด็กหญงิ จะรักและติด พอ่ และเด็กชายจะเลยี นแบบพ่อเพ่ือให้เปน็ ท่ีรกั ของแม่ ส่วนเด็กหญิงจะเลียนแบบแม่เพือ่ ให้เปน็ ที่ รกั ของพ่อ อันส่งผลให้เริ่มมีบุคลิกภาพสอดคลอ้ งกับเพศของตน 4. ข้ันพกั หรือขั้นแฝง (Latency Stage) (อายุ 6 - 12 ปี) ขั้นนี้ถือได้วา่ เปน็ การพกั แตม่ ใิ ชว่ า่ ไม่ มกี ารกระตุน้ ของลบิ ิโดแตพ่ ฤตกิ รรมทางเพศเปน็ ไปอยา่ งสะเปะสะปะไม่อยทู่ บ่ี ริเวณใดบริเวณหน่ึง โดยเฉพาะจงึ ไมม่ ีภาวะตดิ คา้ ง 5. ขนั้ เพศ (Genital Stage) (อายุ 12 - 20 ป)ี เป็นช่วงวยั ร่นุ ลิบโิ ดจะไปกระตุ้นบริเวณอวยั วะ เพศ และเปน็ ไปอย่างมี ‚วฒุ ิภาวะทางเพศ‛ กลา่ วคือ พร้อมตอ่ การสืบพนั ธุ์ การลดภาวะเครยี ดจึง เปน็ การบาบดั ความใครด่ ้วยตนเอง (Masturbation) ท้งั นี้เน่อื งจากสภาพทางสังคมยังไมเ่ อื้อต่อการ ให้บุคคลในวัยนมี้ คี ูค่ รองทั้งๆ ท่มี คี วามตอ้ งการทางการสืบพันธ์ุสงู มาก ฟรอยด์มีความเชื่อว่า ลักษณะจิตใจของบุคคลสามารถแบ่งออกเป็น 3 สว่ น คือ ฟรอยด์เช่อื ว่าบุคลิกภาพมีโครงสร้างท่ีประกอบดว้ ย 3 สว่ น ดงั น้ี

35 อิด (Id) เป็นส่วนที่กระตนุ้ ความต้องการของบคุ คลและบงการการตอบสนองความต้องการ ตามหลกั แห่งความพึงพอใจ (Pleasure Principle) คอื คานึงความพงึ พอใจของตนเองเป็นใหญ่ โดย ไม่คานึงวา่ ผอู้ ืน่ จะเดือดร้อนหรือไม่ อโี ก้ (Ego) เปน็ ส่วนทีก่ ระตนุ้ ให้บคุ คลตอบสนองความตอ้ งการท่ีเกดิ จากอิด โดยไม่ให้อดิ บง การการตอบสนอง อโี ก้จะตอบสนองตามหลักแหง่ ความเปน็ จริง (Reality Principle) คือ คานึงถึง การอยรู่ ่วมกันในสงั คมระหว่างตนเองกบั ผูอ้ ื่น ซเู ปอร์อีโก้ (Superego) เป็นสว่ นทบ่ี งการการตอบสนองความต้องการของอดิ โดยคานงึ ถงึ หลกั แห่งมโนธรรม (Moral Principle) คอื คานึงถงึ ประโยชนส์ ุขของผู้อื่น แต่ตนเองอาจทกุ ข์กไ็ ด้ ถือ ว่าเปน็ การตอบสนองความต้องการในระดับสงู กวา่ เกณฑ์ปกติของคนทว่ั ไป การทางานของคนทง้ั 3 ประการจะพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคลใหเ้ ด่นไปด้านใดด้านหนึ่งของ ทัง้ 3 ประการน้ี แตบ่ คุ ลกิ ภาพที่พึงประสงค์ คอื การที่บุคคลสามารถใช้พลังอีโก้เป็นตัวควบคุมพลัง อดิ และซูเปอรอ์ ีโก้ใหอ้ ย่ใู นภาวะทสี่ มดุลได้ กลไกในการปูองกันตวั (Defense Mechanism) ฟรอยด์และบุตรีแอนนา ฟรอยด์ ได้แบ่งประเภท กลไกในการปูองกนั ตัวดงั ต่อไปน้ี 1 การเก็บกด (Repression) หมายถึง การเกบ็ กดความรสู้ ึกไมส่ บายใจ หรอื ความร้สู ึก ผิดหวงั ความคบั ข้องใจไวใ้ นจิตใต้สานึก จนกระท่งั ลมื กลไกปอู งกนั ตัวประเภทนี้มีอนั ตราย เพราะ ถ้าเกบ็ กดความรู้สกึ ไวม้ ากจะมีความวติ กกงั วลใจมาก และอาจทาให้เป็นโรคประสาทได้ 2 การหาเหตุผลเข้าขา้ งตนเอง (Rationalization) หมายถงึ การปรับตัว โดยการหาเหตผุ ล เข้าข้างตนเอง โดยให้คาอธิบายทเี่ ปน็ ทีย่ อมรบั สาหรับคนอน่ื ตัวอย่างเช่น พ่อแมท่ ี่ตลี กู มักจะบอก ว่า การตที าเพ่ือเดก็ เพราะเด็กตอ้ งได้รับการทาโทษเป็นบางคร้ังจะไดเ้ ป็นคนดี พ่อแม่จะไมย่ อมรับ ว่าตี เพราะโกรธลูก 3 การถดถอย (Regression) หมายถงึ การหนีกลับไปอยูใ่ นสภาพอดีตที่เคยทาให้ตนมี ความสขุ ตัวอย่างเช่น เด็ก 2-3 ขวบ ทช่ี ว่ ยตนเองได้ มนี ้องใหม่ เหน็ แม่ใหค้ วามเอาใจใส่กับน้อง มี

36 ความรู้สึกวา่ แม่ไมร่ ัก และไม่สนใจตนเทา่ ท่ีเคยไดร้ บั จะมีพฤตกิ รรมถดถอยไปอยใู่ นวัยทารกทช่ี ่วย ตนเองไมไ่ ด้ ต้องใหแ้ มท่ าให้ทุกอย่าง 4 การแสดงปฏกิ ิรยิ าตรงข้ามกบั ความปรารถนาท่ีแทจ้ ริง (Reaction Formation) หมายถึง กลไกปอู งกนั ตน โดยการทุ่มเทในการแสดงพฤตกิ รรมตรงข้ามกบั ความรู้สกึ ของตนเอง ทีต่ นเองคิด วา่ เปน็ สงิ่ ทส่ี ังคม อาจจะไมย่ อมรับ ตวั อยา่ งแม่ทีไ่ ม่รกั ลกู คนใดคนหนึ่ง อาจจะมีพฤติกรรมตรงข้าม โดยการแสดงความรักมากอย่างผดิ ปกติ 5 การสร้างวิมานในอากาศ หรอื การฝันกลางวนั (Fantasy หรือ Day dreaming) เป็นการ สรา้ งจนิ ตนาการ หรือมโนภาพ เกีย่ วกบั สิ่งทีต่ นมีความต้องการ แต่เป็นไปไม่ได้ การแยกตวั (Isolation) หมายถงึ การแยกตนใหพ้ ้นจากสถานการณ์ที่นาความคับข้องใจมาให้ โดย การแยกตนออกไปอย่ตู ามลาพงั ตัวอยา่ งเช่น เดก็ ทค่ี ดิ วา่ พ่อแมไ่ มร่ ัก อาจจะแยกตนปดิ ประตอู ยคู่ น เดยี ว 6 การหาสงิ่ มาแทนท่ี (Displacement) เป็นการระบายอารมณโ์ กรธ หรอื คบั ข้องใจต่อคน หรือสงิ่ ของ ที่ไม่ได้เป็นตน้ เหตุของความคับข้องใจ เป็นตน้ วา่ บคุ คลทถ่ี ูกนายข่มขู่ หรือทาให้คบั ข้องใจ เม่ือกลบั มาบา้ นอาจจะใชภ้ รรยา หรอื ลูกๆ เปน็ แพะรับบาป เชน่ อาจจะมพี ฤตกิ รรมกา้ วรา้ ว ตอ่ ภรรยา และลูก ๆ นักเรียนท่โี กรธครู แตท่ าอะไรครไู มไ่ ด้ กอ็ าจจะเลือกส่ิงของ เช่น โตะ๊ เกา้ อ้เี ป็น สง่ิ แทนท่ี เชน่ เตะโตะ๊ เกา้ อ้ี 7 การเลยี นแบบ (Identification) หมายถงึ การปรบั ตัวโดยการเลียนแบบบคุ คลทต่ี นนยิ ม ยกยอ่ ง ตวั อยา่ งเชน่ เด็กชายจะพยายามทาตวั ให้เหมอื นพ่อ เด็กหญิงจะทาตวั ให้เหมือนแม่ กลไกในการปอู งกนั ตัว เปน็ วิธกี ารทบ่ี คุ คลใชใ้ นการปรับตัว เม่ือประสบปัญหาความคบั ข้อง ใจ การใช้กลไกปูองกนั จะช่วยยืดเวลาในการแกป้ ญั หา เพราะจะชว่ ยให้ผอ่ นคลายความเครยี ด ความ ไมส่ บายใจ ทาใหค้ ิดหาเหตผุ ล หรือแกไ้ ขปัญหาได้

37 การประยุกตใ์ ชท้ ฤษฎพี ฒั นาการทางเพศของซกิ มันด์ฟรอยด์ พฒั นาการมนุษยต์ ามแนวคิดของฟรอยด์เราสามารถนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ หเ้ ด็กมีการพฒั นาการ ดา้ นบคุ ลกิ ภาพท่เี หมาะสมได้ เพราะหากเดก็ ผ่านแตล่ ะวัยมาโดยไมม่ ีปัญหา ไม่เกดิ การชะงักทีว่ ัยใด วยั หน่ึงกจ็ ะโตข้นึ มบี ุคลิกภาพทป่ี กติ แต่ถ้าเด็กมปี ัญหาในแต่ละข้ันของพฒั นาการกจ็ ะมบี คุ ลกิ ภาพ ผิดปกติ เช่น เดก็ เกิดการชะงักท่ีข้นั ปาก ก็จะส่งผลต่อเด็กเมือ่ โตขึ้น เช่น สูบบหุ รี่ กัดนิ้ว ดูดน้ิว รบั ประทานมาก เป็นต้น เราจึงควรมกี ารเล้ยี งดทู ีเ่ หมาะสมแตล่ ะช่วงวัย ในขน้ั อวัยวะเพศ เดก็ จะมกี ารแบง่ แยกบุคลกิ ภาพทางเพศในขัน้ นี้ เด็กเร่ิมมกี ารสนในและ เรียนรู้เรอ่ื งของแตกตา่ งด้านเพศ มีความสนใจสอบถามหรือเลยี นแบบพฤตกิ รรม เด็กผู้ชายจะ เลยี นแบบพฤติกรรมของพ่อ เดก็ ผหู้ ญิงจะเรยี นแบบพฤติกรรมของแม่ เพราะฉะน้ันตอ้ งให้ความรู้ ด้านเพศที่ถกู ตอ้ งแก่เด็ก หากเด็กไม่ไดร้ บั ความรทู้ ่ถี ูกต้อง หรอื ขาดต้นแบบที่ดีอาจทาใหเ้ ดก็ เกดิ การ สับสนทางเพศ และโตขน้ึ อาจจะเบี่ยงเบนทางเพศได้ ครูผสู้ อนสามารถนาทฤษฎมี าประยกุ ตใ์ ชโ้ ดยการให้ความรเู้ ก่ียวกบั เร่ืองเพศทีถ่ กู ตอ้ ง เรม่ิ มี การสอนในเรื่องของบทบาทในสงั คมทถี่ กู ต้อง และในข้ันของเพศครูกค็ วรหากจิ กรรมเสรมิ ต่างๆ ใหน้ กั เรยี นไดท้ า เช่น กจิ กรรมกีฬา กจิ กรรมดนตรี เป็นต้น เพ่อื ไม่ใหเ้ ด็กหมกมนุ่ แตใ่ นเรื่องเพศ แหล่งขอ้ มูลอ้างองิ http://www.baanjomyut.com/library_2/extension- 1/concepts_of_developmental_psychology/01_3.html ทฤษฎีจิตสังคมของอรี กิ สัน ทฤษฎีจติ สังคมของอีริกสัน อริ ิคสัน ค.ศ.1902 เป็นนกั จิตวิเคราะหท์ ่มี ีช่ือของอเมริกา และจัดอยใู่ นกล่มุ ฟรอยด์รนุ่ ใหม่ เกิดที่ เมืองแฟรงเฟติ ประเทศเยอรมันตอ่ มาได้ย้ายไปอยูป่ ระเทศอเมริกาในปี ค.ศ. 1933 และเป็นผู้ วิเคราะห์เกย่ี วกับเด็กเป็นคนแรกในนครบอสตัน เห็นว่าการจะทาความเข้าใจพฤตกิ รรมเด็ก จะต้อง ศกึ ษาจากการอบรมเล้ียงดู สภาพสงั คม และความเปน็ อยู่ของเด็ก ปัญหาทนี่ ามาวเิ คราะห์นัน้ จะ

38 อธิบายเชือ่ มโยงระหว่างจิตวิทยากบั สงั คมวทิ ยาใน รปู แบบของมนุษยว์ ิทยาซงึ่ มแี นวความคิดว่า มนษุ ยต์ ้องพึ่งสงั คมและสังคมกต็ อ้ งพ่งึ มนุษย์มนษุ ย์มวี ิวัฒนาการทส่ี ลับซบั ซอ้ นและผ่านข้ันตอน ต่างๆของธรรมชาตหิ ลายขั้นตอน อรี คิ สนั Psychosocialแบ่งพัฒนาการทางบุคลกิ ภาพออกเปน็ 8 ขั้น ทฤษฎี Psychosocial development ของ Erik H. Erikson อธบิ ายถึง ลักษณะของการศกึ ษาไป ขา้ งหนา้ โดยเนน้ ถึงสังคม วัฒนธรรม และสง่ิ แวดลอ้ มท่ีมผี ลตอ่ การพัฒนาบคุ ลิกภาพของคนซ่งึ ใน แต่ละขน้ั ของพฒั นาการนั้นจะมีวิกฤติการณท์ างสงั คม (social crisis) เกิดขึ้นการที่ไม่สามารถ เอาชนะหรือผา่ นวิกฤตกิ ารณ์ทางสงั คมในขัน้ หน่งึ ๆ จะเป็นปัญหาในการเอาชนะวกิ ฤติการณท์ าง สังคมในขน้ั ตอ่ มา ทาให้เกิดความบกพรอ่ งทางสงั คม (social inadequacy) และเปน็ ปัญหาทางจิตใจ ตามมาภายหลัง ทฤษฎพี ัฒนาการทางบุคลกิ ภาพตามแนวคิดของ Erikson แบ่งพฒั นาการดา้ นจิต สังคมของบคุ คลเปน็ 8 ข้นั ดังน้ี ขนั้ ที่ 1 ระยะทารก (Infancy period) อายุ 0-2 ปี : ขั้นไว้วางใจและไม่ไวว้ างใจผอู้ ่นื (Trust vs Mistrust) ในระยะขวบปีแรกทารกจะต้องพึ่งพาอาศยั ผู้อื่นในการดแู ลเอาใจใส่ทุกดา้ น ตลอดจน ความรกั และสอนใหท้ ารกพบกับสงิ่ เร้าใหมๆ่ กอดรัดสมั ผัสพดู คุยเล่นด้วยตลอดเวลา โดยเฉพาะ ในวยั น้ที ารกจะมีความรู้สึกไวมากทบ่ี ริเวณปาก เม่อื ได้ดูดนม ไดอ้ าหาร ได้รับสมั ผัสอันออ่ นโยน อบอนุ่ ไดร้ ับความรักความพอใจท้ังทางรา่ งกายและอารมณแ์ ล้ว ทารกกเ็ รยี นรทู้ ่ีจะไว้วางใจใน สง่ิ แวดล้อมอันไดแ้ กแ่ ม่ของตนเองเปน็ คนแรกในทางตรงข้ามถ้าหากความต้องการไม่ได้รบั การ ตอบสนองแลว้ ทารกจะมีอาการหว่นั กลวั ไมไ่ ว้วางใจผูใ้ ดหรือสงิ่ ของใด ๆ ทั้งสน้ิ ทั้งน้ีรวมทั้งไม่ ไว้วางใจตนเองด้วย ขนั้ ที่ 2 วัยเริ่มตน้ (Toddler period) อายุ 2-3 ปี : ข้นั ทม่ี ีความเปน็ อสิ ระกับความละอายและ สงสยั (Autonomy vs Shame and doubt) ข้ันนเ้ี ดก็ เรม่ิ เรียนรทู้ ่จี ะทากิจกรรมต่าง ๆ ดว้ ยตนเอง หาก ได้รบั การสนับสนุนและกระตุน้ ให้เดก็ ไดก้ ระทาส่งิ ตา่ ง ๆ ด้วยตนเองตามสมควร เดก็ จะมกี าร พัฒนาตัวเองไปในลกั ษณะทม่ี ีโอกาสเลือกลอง และอยูใ่ นระเบียบวนิ ยั ไปในตัว ในทางตรงข้ามถา้ พอ่ แม่เคร่งครัดเจ้าระเบียบให้เด็กอยู่ในระเบยี บตลอดเวลาหรอื เล้ียงดแู บบปกปูองมากเกนิ ไป (over

39 protective) ไมย่ อมรับสิ่งที่เด็กทาขึน้ มาดว้ ยตนเอง เดก็ จะพฒั นาตวั เองไปในรูปแบบท่ีไม่แนใ่ จใน ตนเองหรือไม่กลา้ ทีจ่ ะทาอะไรดว้ ยตนเองอยตู่ ลอดเวลา ขนั้ ที่ 3 ระยะกอ่ นไปโรงเรียน (Preschool period) อายุ 3-6 ปี : ขน้ั มคี วามคิดริเริ่มกบั ความรสู้ ึก ผิด (Initiative vs Guilt) เป็นระยะทเ่ี ดก็ มกี ารเรยี นรอู้ ยา่ งกว้างขวาง มีความสัมพันธ์กบั เพือ่ นท่ี โรงเรียน เพอื่ นบ้าน ญาตพิ ่ีน้อง มคี วามอยากรู้อยากเห็น ชอบลองอะไรใหม่ๆ ชอบเล่นกอ่ สร้าง อะไรขน้ึ มาตามความคดิ ของตน และในข้ันนี้เดก็ จะยา่ งเข้าสู่ความรูส้ กึ ไวในบรเิ วณอวัยวะสืบพันธุ์ ฉะน้ัน เดก็ จะติดอยู่ทีป่ มออดิปุส ถ้าเด็กได้รับความรักความเข้าใจและไดร้ บั การสนบั สนุนในการทา กจิ กรรมต่างๆ จากท้ังพอ่ และแม่ เด็กย่อมมีความม่ันใจในตนเอง กล้าซกั ถาม มคี วามคดิ ริเร่มิ แสดง ความแยบคายในการแก้ปญั หาและพร้อมทจ่ี ะเผชิญกบั ส่งิ ต่างๆ ตรงกันข้าม ถ้าพอ่ แมเ่ ข้มงวด ควบคุมความประพฤตติ ลอดเวลา เดก็ จะเกิดความรู้สึกวา่ ตนเองทาผิดเมื่อพยายามทาอะไรด้วยตัว ของตัวเอง ขัน้ ท่ี 4 ระยะเข้าโรงเรียน (School period) อายุ 6-12 ปี : ข้นั เอาการเอางานกบั ความมปี มดอ้ ย (Industry vs Inferiority) ระยะนี้เดก็ เรยี นรู้ท่ีจะสรา้ งสรรค์ มีความคิดและพยายามทากิจกรรมด้วย ตวั เอง หากได้รบั การสนับสนุนกย็ ่อมทาใหเ้ ด็กมีการพฒั นาบุคลกิ ภาพและมีความมานะเพยี ร พยายามท่จี ะแสวงหาสง่ิ ที่ทา้ ทายความสามารถ สตปิ ญั ญา แต่หากเหตุการณเ์ ป็นไปในทางตรงกัน ขา้ ม จะทาให้เด็กมีความรูส้ กึ ต่าตอ้ ยด้อยค่า อาจต้องถอยกลบั ไปสวู่ ยั ทารกอกี เพื่อหลีกเลยี่ งภาระอนั ตอ้ งรบั ผดิ ชอบ ข้ันท่ี 5 ระยะวยั รนุ่ (Adolescent period) อายุ 12-20 ปี : ข้ันการเขา้ ใจอัตลักษณะของตนเองกบั ไม่เข้าใจตนเอง (Identity vs role confusion) เปน็ ระยะทเ่ี ริ่มสนใจเรื่องเพศ เข้าไปผูกพันกบั สังคม และต้องการตาแหน่งทางสังคม ความรู้สึกเปน็ อิสระและเป็นตัวของตวั เอง เขา้ ใจอัตลกั ษณะของ ตวั เอง ร้วู า่ ตวั เองต้องการอะไร มคี วามเช่ืออยา่ งไร และตนเองเป็นใคร หากไมส่ ามารถรวบรวม ประสบการณ์ในอดีตได้ ก็จะไม่สามารถเขา้ ใจตัวเอง เกิดความสบั สน และความขัดแย้ง ข้ันที่ 6 ระยะตน้ ของวัยผใู้ หญ่ (Early adult period) อายุ 20-40 ปี : ขน้ั ความใกล้ชิดสนิทสนม กับความรสู้ ึกเปล่าเปล่ียว (Intimacy vs Isolation) ระยะนเี้ ร่ิมมกี ารนัดหมาย การแต่งงาน และชวี ิต ครอบครัว หรือทางานกบั ผู้อื่นได้ หากสามารถบรรลุอัตลักษณ์ของตนเอง กจ็ ะสามารถสร้างและ

40 แลกเปล่ยี นความสมั พันธ์อย่างสนทิ สนมกบั บุคคลอ่นื หากไม่สามารถประสบความสาเร็จในการ แสวงหาแนวทางแหง่ ตนก็จะไม่สามารถสรา้ งความสัมพันธ์กบั บุคคลอนื่ ๆ ได้ มักจะรู้สกึ เหงา เปลา่ เปล่ียว ไม่รู้จะพึ่งพาใคร ขน้ั ท่ี 7 ระยะผูใ้ หญ่ (Adult period) อายุ 40-60 ปี : ขั้นการอนุเคราะห์เกื้อกูลกบั การพะวา้ พะวง แต่ตวั เอง (Generativity vs Self-Absorption) เป็นระยะท่บี ุคคลหนั มาสนใจกับโลกภายนอก ริเริ่ม สรา้ งสรรค์งานตา่ งๆ เพอื่ สงั คม คดิ ถึงผ้อู ื่น ไม่โลภหรือเห็นแก่ไดฝ้ ุายเดยี ว บคุ คลที่ไม่สามารถทา เช่นนี้ได้จะมคี วามรู้สกึ คิดถงึ หมกม่นุ อยู่กบั ตนเอง เปน็ คนทีเ่ อาตนเองเป็นศูนยก์ ลาง มีชวี ิตอยา่ งไร้ ความสุข ข้ันที่ 8 ระยะวยั สงู อายุ (Aging period) อายปุ ระมาณ 60 ปขี ึ้นไป : ขัน้ ความม่ันคงทางจติ ใจกบั ความสิ้นหวัง (Integrity vs Despair) วยั นเ้ี ปน็ วัยสขุ ุม รอบคอบ ฉลาด บคุ คลจะยอมรับความเป็น จริงของชวี ติ ระลึกถงึ ความทรงจาในอดตี หากประสบความสาเรจ็ ในอดตี ก็จะรู้สึกไว้วางใจผ้อู ่นื และตนเอง มีความมน่ั คงทางจติ ใจ ภูมใิ จตอ่ การบอกเล่าเกี่ยวกบั ประสบการณ์ในชวี ติ ให้บุตรหลาน ฟงั ตรงกนั ข้ามหากบุคคลต้องประสบกบั ความล้มเหลวและความผดิ หวังในอดตี จะเกิดความร้สู ึก ทอ้ แท้สน้ิ หวงั ร้สู กึ คบั ขอ้ งใจ และไมส่ ามารถดาเนนิ ชวี ิตได้อยา่ งมคี วามสุข สรปุ ทฤษฎขี องอีรคิ สนั เปน็ ทฤษฎีท่อี ธบิ ายพฒั นาการของชีวิตตัง้ แตว่ ยั ทารกจนถึงวัยชรา อี รคิ สันเช่ือวา่ วยั แรกของชวี ิตเปน็ วยั ท่ีเปน็ รากฐานเบื้องต้น และวัยตอ่ ๆ มากส็ ร้างจากรากฐานนี้ ถา้ หากในวยั ทารกเด็กได้รบั การดูแลอยา่ งดแี ละอบอุ่น ก็จะช่วยใหเ้ ด็กมีความเช่ือถอื ในผู้อื่นท่ีอยรู่ อบ ๆ ต้งั แตบ่ ิดามารดา บคุ คลต่าง ๆ ท่อี ยู่รอบตวั เขา จะช่วยใหเ้ ด็กช่วยตนเอง มีความต้ังใจที่จะทาอะไร เอง และเม่ือเขาเตบิ โตขึ้นก็จะเปน็ ผทู้ ่ีรูส้ กึ วา่ ตนเองมีสมรรถภาพทจี่ ะทาอะไร ได้ นอกจากนี้จะมี ความซือ่ สตั ยต์ ่อตนเองและผู้อน่ื สามารถทีจ่ ะยอมรบั สิง่ ทด่ี แี ละไม่ดีของตนเองได้และผู้อ่ืนสามารถ ทจ่ี ะสนิทสนมกับผู้อื่น ท้ังเพศเดียวกันและเพศตรงขา้ มโดยสนทิ ใจ โดยไมม่ คี วามอิจฉาวา่ เพอ่ื นจะ ดกี ว่าตน เมอ่ื เป็นผใู้ หญ่กจ็ ะเป็นผเู้ สียสละไมเ่ ห็นแกต่ วั ดูแลผู้ทอ่ี ่อนเยาว์กว่า เช่น ลกู หลาน หรือคน รนุ่ หลงั ต่อไป และเมื่ออย่ใู นวัยชราก็จะมคี วามสุข เพราะวา่ ไดท้ าประโยชน์และหน้าท่ีมาอยา่ งเต็มท่ี แลว้ อีริคสันถือว่าชีวติ ของคนเรา แต่ละวยั จะมีปัญหา บางคนกส็ ามารถแกป้ ญั หาด้วยตนเอง และ ดาเนินชีวติ ไปตามขั้น แตบ่ างคนก็แกป้ ญั หาเองไม่ได้ อาจจะตอ้ งไปพบจิตแพทย์ หรือนักจติ วิทยา

41 ชว่ ยเพอื่ แก้ปญั หา แตบ่ ุคลกิ ภาพของแตล่ ะบคุ คลเปน็ เร่ืองท่เี ปลย่ี นแปลงอยเู่ สมอ และทุกคน มี โอกาสท่ีจะแก้ไขบุคลิกภาพของตน และผ้ใู หญ่ทีอ่ ยูแ่ วดล้อมก็มีสว่ นท่ีจะช่วยสง่ เสรมิ หรอื แก้ไข บคุ ลิกภาพของผู้เยาว์ ทอ่ี ยูใ่ นความดแู ลใหเ้ จริญเตบิ โตเป็นผใู้ หญ่ทีม่ คี วามสขุ ประยกุ ต์ใช้ทฤษฎีของอีรคิ อีรคิ สนั ทฤษฎีน้ไี ดก้ ล่าวถงึ บคุ ลกิ ภาพ โดยบคุ ลิกภาพของแต่ละบุคคลเปน็ ผลของการเล้ียงดู และการ ส่งเสรมิ แตล่ ะชว่ งวัย ในการจัดการเรยี นการสอนครคู วรให้จัดให้มีกิจกรรมให้เดก็ ไดแ้ สดงออกทง้ั ในดา้ นของความคดิ ด้านสติปัญญา ด้านความสามารถ ให้อสิ ระทางความคดิ ต่อเดก็ ให้เด็กได้สร้าง ผลงานต่างๆ ดว้ ยตนเอง ให้เดก็ เกดิ ความภูมิใจในตัวเอง ครูต้องให้ความเชื่อใจและไว้วางใจในตวั เดก็ เพ่ือให้เดก็ มคี วามมั่นใจในตัวเอง มีความเชื่อว่าตัวเองสามารถทาสิ่งต่างๆ ได้ โดยการไดท้ ดลอง ไดเ้ รยี นรจู้ ะทาใหเ้ ด็กไดร้ ู้จักตนเองวา่ ตนมคี วามชอบหรือมีความสนใจในด้านไหน และครูควรคอย ส่งเสริมใหเ้ ด็กไดพ้ ัฒนาในสิ่งทต่ี นชอบ ในการอยู่ร่วมกันในสงั คมครคู วรมีการจดั ให้เดก็ ใช้ กจิ กรรมกลุ่มโดยใหเ้ ดก็ แต่ละคนมีหนา้ ทรี่ ับผิดชอบของตนเอง เพอื่ ให้เด็กรู้สึกมสี ว่ นร่วมในสังคม แหล่งขอ้ มลู อา้ งอิง http://www.baanjomyut.com/library_2/extension- 1/concepts_of_developmental_psychology/01_5.html ทฤษฎพี ัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบริ ์ก ทฤษฎีพฒั นาการทางจรยิ ธรรมของโคลเบิรก์ ประวัติของโคลเบิร์ก ลอเรนส์ โคลเบิรก์ (Lawrence Kohlberg) ผสู้ นใจความประพฤติ ถกู -ผดิ -ด-ี ช่ัวของมนษุ ย์ ทฤษฎขี องโคลเบริ ก์ ได้ชื่อทฤษฎพี ัฒนาการทางจรยิ ธรรม (Moral Development Theory) โคลเบิรก์ (Lawrence Kohlberg) ไดศ้ กึ ษาวิจยั พัฒนาการทางจรยิ ธรรมตามแนวทฤษฎีของพีอาเจต์ แต่โคล เบริ ก์ได้ปรบั ปรงุ วิธีวิจัย การวิเคราะห์ผลรวมและไดว้ จิ ยั อย่างกว้างขวางในประเทศอ่ืนท่ีมี วัฒนธรรมต่างไป

42 ทฤษฎพี ัฒนาการทางจรยิ ธรรมของโคลเบิร์ก โคลเบิรก์ ได้ศึกษาการใช้เหตผุ ลเชิงจริยธรรมของเยาวชนอเมริกนั อายุ 10 -16 ปี และไดแ้ บ่ง พัฒนาการทางจรยิ ธรรมออกเปน็ 3 ระดบั (Levels) แต่ละระดับแบ่งออกเป็น 2 ขน้ั (Stages) ดังนนั้ พฒั นาการทางจริยธรรมของโคลเบิรก์ มที ้งั หมด 6 ข้นั ดังน้ี ระดบั ที่ 1 ระดบั กอ่ นกฏเกณฑส์ ังคม จะพบในเด็ก 2-10 ปี โคลเบิรก์ แบ่งขน้ั พัฒนาการ ระดบั น้ีเปน็ 2 ขน้ั คือ ขั้นที่ 1 ระดบั จรยิ ธรรมของผู้อื่น ในขน้ั นี้เดก็ จะใช้ผลตามของพฤติกรรมเป็นเครือ่ งชี้วา่ พฤติกรรมของตน ‚ถูก‛ หรือ ‚ผดิ ‛เป็นตน้ ว่า ถา้ เดก็ ถูกทาโทษกจ็ ะคิดว่าส่ิงที่ตนทา ‚ผิด‛ และจะ พยายามหลีกเลยี่ งไมท่ าส่งิ นน้ั อกี พฤติกรรมใดทม่ี ผี ลตามดว้ ยรางวลั หรอื คาชม เดก็ ก็จะคดิ ว่าสิง่ ท่ี ตนทา ‚ถูก‛ และจะทาซ้าอีกเพื่อหวังรางวลั ข้ันท่ี 2 ระดับจริยธรรมของผู้อ่นื ในขั้นนี้เด็กจะสนใจทาตามกฎข้อบังคบั เพ่อื ประโยชน์ หรือความพอใจของตนเอง หรอื ทาดีเพราอยากได้ของตอบแทน หรือรางวลั พฤติกรรมของเดก็ ใน ขัน้ น้ที าเพ่ือสนองความตอ้ งการของตนเอง แตม่ ักจะเป็นการแลกเปลีย่ นกบั คนอ่ืน เชน่ ประโยค ‚ถ้าเธอทาใหฉ้ ัน ฉนั จะให.้ ......‛ ระดบั ท่ี 2 ระดับจริยธรรมตามกฎเกณฑ์สังคม จะพบในวัยร่นุ อายุ 10 -16 ปี โคลเบิร์กแบง่ พฒั นาการ ระดับนีเ้ ป็น 2 ขนั้ คือ ข้นั ที่ 3 การยอมรบั ของกลมุ่ หรือสังคม ใช้เหตุผลเลอื กทาในสิ่งทีก่ ลุม่ ยอมรับโดยเฉพาะ เพอ่ื น เพ่อื เป็นทชี่ ื่นชอบและยอมรับของเพ่ือน ไม่เปน็ ตัวของตัวเอง คลอ้ ยตามการชักจงู ของผู้อน่ื เพ่ือต้องการรักษาสัมพันธภาพท่ดี ี พบในวยั รุน่ อายุ 10 -15 ปี ขัน้ นแ้ี สดงพฤติกรรมเพื่อต้องการเป็น ท่ยี อมรับของหมูค่ ณะ การช่วยเหลือผอู้ ่ืนเพ่อื ทาให้เขาพอใจ ขนั้ ท่ี 4 กฎและระเบียบของสงั คม จะใชห้ ลกั ทาตามหน้าทขี่ องสังคม โดยปฏิบตั ติ าม ระเบยี บของสังคมอยา่ งเคร่งครัด เรยี นรู้การเปน็ หน่วยหน่ึงของสังคม ปฏบิ ตั ติ ามหน้าทขี่ องสงั คม เพ่ือดารงไวซ้ งึ่ กฎเกณฑ์ในสงั คม พบในอายุ13 -16 ปี ข้ันน้แี สดงพฤตกิ รรมเพอ่ื ทาตามหนา้ ท่ีของ

43 สังคม โดยบุคคลรู้ถึงบทบาทและหน้าท่ขี องเขาในฐานะเป็นหน่วยหนึ่งของสังคมน้ัน จงึ มหี นา้ ที่ ทาตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ท่ีสงั คมกาหนดให้ หรือคาดหมายไว้ ระดบั ที่ 3 ระดบั จริยธรรมอยา่ งมีวิจารณญาณ เปน็ หลกั จรยิ ธรรมของผมู้ ีอายุ 20 ปี ข้ึนไป ผทู้ าหรือผแู้ สดงพฤตกิ รรมไดพ้ ยายามท่ีจะ ตีความหมายของหลักการและมาตรฐานทางจริยธรรมด้วยวจิ ารณญาณ ก่อนท่ีจะยึดถือเปน็ หลัก ของความประพฤตทิ ี่จะปฏิบัติตาม การตัดสนิ ใจ ‚ถกู ‛ ‚ผดิ ‛ ‚ไม่ควร‛ มาจากวจิ ารณญาณของ ตนเอง โคลเบริ ก์ แบ่งพัฒนาการ ระดับนี้เปน็ 2 ขั้น คือ ข้ันท่ี 5 สัญญาสังคมหรอื หลักการทาตามคามัน่ สัญญา ข้ันนีเ้ นน้ ถงึ ความสาคัญของ มาตรฐานทางจริยธรรมทท่ี กุ คนหรือคนสว่ นใหญ่ในสังคมยอมรบั ว่าเป็นสง่ิ ทีถ่ กู สมควรทจี่ ะปฏบิ ัติ ตาม โดยพิจารณาถงึ ประโยชน์และสทิ ธขิ องบุคคลกอ่ นท่จี ะใชเ้ ป็นมาตรฐานทางจริยธรรม ได้ใช้ ความคดิ และเหตุผลเปรียบเทียบว่าสง่ิ ไหนผิดและสงิ่ ไหนถกู ในขัน้ น้กี าร ‚ถกู ‛ และ ‚ผดิ ‛ ขน้ึ อยู่ กับคา่ นยิ มและความคิดเหน็ ของบคุ คลแตล่ ะบคุ คล ข้ันท่ี 6 หลกั การคณุ ธรรมสากล ข้นั นี้เปน็ หลกั การมาตรฐานจริยธรรมสากล เปน็ หลกั การ เพื่อมนุษยธรรม เพื่อความเสมอภาคในสิทธิมนุษยชนและเพ่อื ความยตุ ธิ รรมของมนษุ ย์ทกุ คน ใน ข้ันนสี้ ิ่งท่ี ‚ถูก‛ และ ‚ผดิ ‛ เป็นสงิ่ ท่ขี ้ึนมโนธรรมของแต่ละบคุ คลทเ่ี ลือกยดึ ถอื การประยกุ ต์ใช้ทฤษฎพี ัฒนาการทางจริยธรรมของลอวเ์ รนซ์ โคลเบอรก์ ทฤษฎพี ฒั นาการทางจริยธรรมของโคหล์ เบิรก์ ทาให้ครูได้ทราบวา่ ในช่วงก่อน 10 ขวบเด็กจะ เรียนดา้ นจริยธรรมจากผลของการกระทาของตนเอง ในช่วงวัยนีเ้ ราควรชี้แจงถึงส่ิงที่ถูกตอ้ งอยา่ ง เหมาะสม มกี ารใชค้ าชมเชย ของรางวัลกบั เดก็ ท่กี ระทาตนเป็นเด็กดี และมีการวา่ กล่าวตักเตือนเดก็ เมื่อทาผิดไมใ่ ชป่ ลอ่ ยเพราะคิดวา่ ยงั เยาว์วัยอยู่ ในการวา่ กลา่ วตักเตือนต้องอธิบายถงึ ส่ิงท่เี ดก็ ทาผิด ด้วย

44 ในระดับตามกฎเกณฑ์เดก็ จะเรยี นจากสงั คมกลุ่มตา่ งๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพอ่ื น และจะ เรียนรจู้ ากบุคคลอ่นื ๆ หรือมีการเลยี นแบบ ผู้ปกครองและครูควรเปน็ แบบอย่างทดี่ ี และควรหา แบบอย่างทด่ี ใี หเ้ ดก็ เห็นเป็นตัวอย่าง เช่น การเล่าถึงผทู้ ี่กระทาความดี การเล่านิทานทใี่ ห้แง่คิด เป็น ตน้ ในระดับนี้ครคู วรเร่มิ สอนเรื่องบทบาท หน้าท่ี และกฎระเบยี บการอยู่ร่วมกนั ในสังคม แตค่ วร ใชว้ ธิ ีทเี่ ขา้ ใจงา่ ยเพื่อใหเ้ ดก็ สนใจ เชน่ การใหด้ ูวิดโี อเกี่ยวกับกฎหมาย บทลงโทษ เป็นตน้ ระดบั เหนอื กฎเกณฑ์เด็กเริ่มมคี วามเป็นตวั ของตัวเอง มีความคิดที่อสิ ระมากข้ึน เดก็ เริ่มเปน็ ผู้ ตดั สินว่าสง่ิ ใดถูกส่ิงใดผดิ ด้วยตนเอง ในชว่ งวยั น้คี รคู วรจัดกจิ กรรมใหผ้ ู้เรยี นไดศ้ ึกษาจาก กรณีศึกษาตา่ งๆ ให้เดก็ ไดค้ ิดวเิ คราะห์และร่วมอภปิ ราย แสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกบั สถานการณ์ นน้ั ๆ โดยมีครูเป็นผูช้ แี้ นะไปในทางที่ถูกต้อง แหล่งข้อมูลอ้างองิ http://www.baanjomyut.com/library_2/extension- 1/concepts_of_developmental_psychology/01_7.html ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ทฤษฎีพฒั นาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ เพยี เจต์ (Piaget) ได้ศกึ ษาเกีย่ วกบั พัฒนาการทางด้านความคิดของเดก็ ว่ามีขั้นตอนหรอื กระบวนการอยา่ งไร ทฤษฎีของเพียเจต์ตงั้ อยู่บนรากฐานของท้ังองค์ประกอบทเ่ี ป็นพนั ธกุ รรม และ สิ่งแวดลอ้ ม เขาอธิบายวา่ การเรยี นรู้ของเดก็ เป็นไปตามพัฒนาการทางสตปิ ัญญา ซ่งึ จะมีพัฒนาการ ไปตามวัยต่าง ๆ เปน็ ลาดับขั้น พฒั นาการเปน็ สงิ่ ท่ีเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรทจ่ี ะเร่งเดก็ ใหข้ ้าม จากพฒั นาการจากขัน้ หนง่ึ ไปส่อู กี ขั้นหนึง่ เพราะจะทาให้เกิดผลเสยี แกเ่ ด็ก แตก่ ารจัดประสบการณ์ ส่งเสรมิ พัฒนาการของเด็กในชว่ งทเี่ ด็กกาลังจะพฒั นาไปสขู่ ้ันท่ีสงู กว่า สามารถช่วยใหเ้ ดก็ พฒั นา ไปอย่างรวดเร็ว อยา่ งไรกต็ าม เพยี เจต์เนน้ ความสาคัญของการเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของ เดก็ มากกวา่ การกระตุ้นเดก็ ใหม้ ีพัฒนาการเร็วข้นึ เพยี เจต์สรุปว่า พฒั นาการของเดก็ สามารถอธิบาย ไดโ้ ดยลาดบั ระยะพฒั นาทางชีววทิ ยาทค่ี งที่ แสดงให้ปรากฏโดยปฏสิ มั พนั ธข์ องเด็กกบั ส่ิงแวดลอ้ ม

45 ทฤษฎกี ารเรียนรู้ ทฤษฎพี ฒั นาการทางสตปิ ญั ญาของเพียเจต์ มสี าระสรปุ ได้ดังน้ี (Lall and Lall, 1983:45-54) พฒั นาการทางสตปิ ัญญาของบคุ คลเป็นไปตามวยั ตา่ ง ๆ เปน็ ลาดับข้นั ดังนี 1. ขั้นประสาทรบั รู้และการเคลอื่ นไหว (Sensori-Motor Stage) ข้ันนเ้ี ริม่ ตั้งแต่แรกเกดิ จนถึง 2 ปี พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ข้ึนอยกู่ บั การเคลื่อนไหวเป็นสว่ นใหญ่ เช่น การไขว่คว้า การ เคลอื่ นไหว การมอง การดู ในวยั นเี้ ด็กแสดงออกทางดา้ นร่างกายให้เหน็ ว่ามสี ตปิ ัญญาด้วยการ กระทา เดก็ สามารถแกป้ ัญหาได้ แมว้ ่าจะไม่สามารถอธิบายไดด้ ้วยคาพดู เด็กจะต้องมีโอกาสทจี่ ะ ปะทะกับสิง่ แวดลอ้ มดว้ ยตนเอง ซ่งึ ถอื วา่ เป็นสิ่งจาเปน็ สาหรับพฒั นาการด้านสติปญั ญาและ ความคิดในขัน้ นี้ มีความคดิ ความเข้าใจของเด็กจะก้าวหนา้ อยา่ งรวดเรว็ เชน่ สามารถ ประสานงานระหว่างกลา้ มเนื้อมือ และสายตา เดก็ ในวยั นี้มกั จะทาอะไรซ้าบ่อยๆ เปน็ การเลยี นแบบ พยายามแก้ปัญหาแบบลองผิดลองถกู เมอ่ื ส้นิ สดุ ระยะนี้เด็กจะมีการแสดงออกของพฤติกรรมอยา่ งมี จดุ มุ่งหมายและสามารถแกป้ ัญหาโดยการเปล่ียนวิธกี ารตา่ ง ๆ เพ่อื ให้ได้ส่งิ ที่ตอ้ งการแตก่ จิ กรรม การคิดของเด็กวัยน้ีส่วนใหญ่ยงั คงอยเู่ ฉพาะส่ิงท่สี ามารถสมั ผสั ไดเ้ ทา่ นน้ั 2. ขน้ั กอ่ นปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) ขน้ั นีเ้ รม่ิ ตง้ั แตอ่ ายุ 2-7 ปี แบง่ ออกเป็นขั้น ยอ่ ยอีก 2 ขั้น คือ 2.1 ข้ันกอ่ นเกดิ สังกัป (Preconceptual Thought) เป็นข้ันพฒั นาการของเดก็ อายุ 2-4 ปี เปน็ ชว่ งทเ่ี ดก็ เร่ิมมีเหตุผลเบื้องต้น สามารถจะโยงความสัมพันธร์ ะหวา่ งเหตุการณ์ 2 เหตุการณห์ รือ มากกว่ามาเปน็ เหตผุ ลเกีย่ วโยงซงึ่ กันและกัน แต่เหตุผลของเดก็ วยั น้ยี ังมีขอบเขตจากดั อยู่ เพราะเดก็ ยงั คงยึดตนเองเปน็ ศูนยก์ ลาง คือถอื ความคดิ ตนเองเป็นใหญ่ และมองไมเ่ ห็นเหตผุ ลของผ้อู ื่น ความคดิ และเหตุผลของเดก็ วัยน้ี จงึ ไม่คอ่ ยถกู ตอ้ งตามความเปน็ จริงนกั นอกจากนคี้ วามเข้าใจต่อ สง่ิ ตา่ งๆ ยงั คงอยใู่ นระดับเบื้องตน้ เชน่ เขา้ ใจวา่ เด็กหญิง 2 คน ชอ่ื เหมือนกนั จะมที ุกอยา่ ง เหมอื นกนั หมด แสดงวา่ ความคิดรวบยอดของเดก็ วยั นีย้ ังไมพ่ ฒั นาเตม็ ที่ แต่พฒั นาการทางภาษา ของเด็กเจริญรวดเร็วมาก

46 2.2 ขัน้ การคดิ แบบญาณหย่งั รู้ นกึ ออกเองโดยไมใ่ ช้เหตุผล (Intuitive Thought) เปน็ ขั้น พัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี ขั้นน้เี ด็กจะเกิดความคดิ รวบยอดเก่ยี วกับสิ่งตา่ งๆ รวมตัวดีขึ้น รู้จัก แยกประเภทและแยกชนิ้ ส่วนของวตั ถุ เขา้ ใจความหมายของจานวนเลข เรมิ่ มพี ฒั นาการเก่ียวกบั การ อนุรักษ์ แต่ไม่แจ่มชัดนกั สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่คดิ เตรียมลว่ งหนา้ ไว้กอ่ น รู้จักนา ความรใู้ นสง่ิ หน่งึ ไปอธบิ ายหรอื แก้ปัญหาอืน่ และสามารถนาเหตุผลท่วั ๆ ไปมาสรปุ แก้ปญั หา โดย ไม่วิเคราะห์อยา่ งถีถ่ ว้ นเสยี กอ่ นการคิดหาเหตุผลของเด็กยังขนึ้ อยกู่ บั สิง่ ทีต่ นรบั รู้ หรือสมั ผสั จาก ภายนอก 3. ขนั้ ปฏิบตั กิ ารคิดด้านรปู ธรรม (Concrete Operation Stage) ขัน้ นจ้ี ะเร่ิมจากอายุ 7-11 ปี พฒั นาการทางด้านสตปิ ัญญาและความคดิ ของเดก็ วัยน้สี ามารถสร้างกฎเกณฑ์และตั้งเกณฑ์ในการ แบง่ สิง่ แวดล้อมออกเป็นหมวดหมูไ่ ด้ เด็กวยั นีส้ ามารถท่ีจะเขา้ ใจเหตุผล รจู้ กั การแก้ปญั หาสิ่งต่างๆ ที่เป็นรปู ธรรมได้ สามารถท่จี ะเข้าใจเกี่ยวกับเร่อื งความคงตวั ของสง่ิ ตา่ งๆ โดยทเ่ี ดก็ เข้าใจวา่ ของแข็งหรือของเหลวจานวนหนึง่ แม้วา่ จะเปล่ยี นรูปร่างไปก็ยงั มีน้าหนัก หรือปริมาตรเท่าเดมิ สามารถทจี่ ะเข้าใจความสัมพันธ์ของส่วนย่อย สว่ นรวม ลักษณะเด่นของเดก็ วยั นคี้ ือ ความสามารถ ในการคิดยอ้ นกลบั นอกจากนนั้ ความสามารถในการจาของเดก็ ในช่วงนมี้ ปี ระสิทธิภาพขึน้ สามารถจัดกล่มุ หรอื จัดการไดอ้ ย่างสมบูรณ์ สามารถสนทนากับบคุ คลอืน่ และเขา้ ใจความคดิ ของ ผอู้ ืน่ ได้ดี 4. ขน้ั ปฏิบัตกิ ารคดิ ด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) นี้จะเริ่มจากอายุ 11-15 ปี ใน ขัน้ นีพ้ ัฒนาการทางสตปิ ัญญาและความคิดของเดก็ วัยนเี้ ป็นขน้ั สดุ ยอด คือเด็กในวยั นีจ้ ะเริม่ คิดแบบ ผใู้ หญ่ ความคิดแบบเดก็ จะสิ้นสุดลง เดก็ จะสามารถที่จะคิดหาเหตุผลนอกเหนือไปจากขอ้ มูลทีม่ ีอยู่ สามารถที่จะคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ สามารถทีจ่ ะตั้งสมมุตฐิ านและทฤษฎี และเห็นวา่ ความเป็น จริงทเี่ ห็นดว้ ยการรับรู้ที่สาคัญเทา่ กบั ความคิดกบั สิ่งทอ่ี าจจะเปน็ ไปได้ เดก็ วัยนมี้ ีความคดิ นอกเหนือไปกวา่ ส่ิงปัจจบุ ัน สนใจที่จะสรา้ งทฤษฎเี ก่ยี วกบั ทกุ ส่ิงทุกอย่างและมคี วามพอใจทจี่ ะคิด พิจารณาเกย่ี วกบั สิ่งทไี่ มม่ ีตวั ตน หรอื ส่งิ ท่ีเป็นนามธรรมพัฒนาการทางการรคู้ ิดของเด็กในช่วงอายุ 6 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเพยี เจต์ ได้ศึกษาไวเ้ ป็นประสบการณ์ สาคญั ท่เี ดก็ ควรได้รบั การส่งเสรมิ มี 6 ขั้น ไดแ้ ก่

47 1. ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Differences) เด็กเรม่ิ รบั รู้ในความแตกตา่ งของส่งิ ของท่ี มองเห็น 2. ขั้นรสู้ ิง่ ตรงกนั ขา้ ม (Opposition) ข้นั น้ีเดก็ รวู้ ่าของต่างๆ มีลกั ษณะตรงกันข้ามเป็น 2 ดา้ น เช่น มี-ไมม่ ี หรอื เลก็ -ใหญ่ 3. ขนั้ รู้หลายระดับ (Discrete Degree) เดก็ เริม่ รู้จักคิดส่ิงท่ีเกย่ี วกับลักษณะท่ีอยตู่ รงกลาง ระหวา่ งปลายสุดสองปลาย เช่น ปานกลาง น้อย 4. ข้นั ความเปลย่ี นแปลงต่อเน่ือง (Variation) เดก็ สามารถเขา้ ใจเกี่ยวกบั การเปลีย่ นแปลงของ สิ่งต่างๆ เชน่ บอกถงึ ความเจรญิ เตบิ โตของต้นไม้ 5. ขน้ั รผู้ ลของการกระทา (Function) ในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการ เปลยี่ นแปลง 6. ข้ันการทดแทนอย่างลงตวั (Exact Compensation) เดก็ จะรู้วา่ การกระทาให้ของส่งิ หนง่ึ เปลี่ยนแปลงยอ่ มมีผลต่ออกี สง่ิ หน่งึ อย่างทดั เทยี มกัน กระบวนการทางสติปัญญามีลกั ษณะดังน้ี 1. การซึมซับหรอื การดูดซึม (assimilation) เปน็ กระบวนการทางสมองในการรับ ประสบการณ์ เร่อื งราว และข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาสะสมเกบ็ ไวเ้ พือ่ ใช้ประโยชนต์ ่อไป 2. การปรับและจัดระบบ (accommodation) คือ กระบวนการทางสมองในการปรบั ประสบการณเ์ ดมิ และประสบการณใ์ หมใ่ หเ้ ข้ากนั เปน็ ระบบหรือเครือขา่ ยทางปัญญาที่ตนสามารถ เข้าใจได้ เกิดเป็นโครงสร้างทางปัญญาใหม่ข้ึน 3. การเกิดความสมดุล เปน็ กระบวนการท่ีเกดิ ขน้ึ จากขนั้ ของการปรบั หากการปรับเปน็ ไป อยา่ งผสมผสานกลมกลนื ก็จะกอ่ ใหเ้ กิดสภาพที่มคี วามสมดุลขึ้น หากบคุ คลไมส่ ามารถปรับ ประสบการณใ์ หมแ่ ละประสบการณเ์ ดิมให้เข้ากนั ได้ ก็จะเกิดภาวะความไมส่ มดุลข้ึน ซึง่ จะ กอ่ ให้เกดิ ความขัดแยง้ ทางปัญญาข้ึนในตัวบุคคล

48 การนาไปใชใ้ นการจดั การศึกษา / การสอน เมอ่ื ทางานกบั นกั เรียน ผสู้ อนควรคานึงถงึ พฒั นาการทางสติปญั ญาของนักเรยี นดังต่อไปนี้ 1. นกั เรยี นท่ีมีอายุเท่ากันอาจมขี น้ั พัฒนาการทางสติปัญญาทีแ่ ตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่ควร เปรียบเทียบเด็ก ควรให้เดก็ มีอสิ ระทจี่ ะเรยี นรู้และพฒั นาความสามารถของเขาไปตามระดับ พัฒนาการของเขา นกั เรียนแต่ละคนจะได้รับประสบการณ์ 2 แบบคอื 1.1 ประสบการณท์ างกายภาพ (physical experiences) จะเกดิ ขน้ึ เมอ่ื นกั เรยี นแตล่ ะ คนไดป้ ฏสิ มั พนั ธ์กบั วตั ถตุ า่ ง ในสภาพแวดลอ้ มโดยตรง 1.2 ประสบการณท์ างตรรกศาสตร์ (Logic mathematical experiences) จะเกิดข้นึ เม่ือนักเรยี นได้พัฒนาโครงสรา้ งทางสติปัญญาใหค้ วามคิดรวบยอดที่เปน็ นามธรรม 2. หลักสูตรทส่ี ร้างขึ้นบนพืน้ ฐานทฤษฎีพฒั นาการทางสติปญั ญาของเพียเจต์ ควรมี ลกั ษณะดังต่อไปน้ี คือ - เนน้ พัฒนาการทางสติปญั ญาของผู้เรยี นโดยต้องเนน้ ให้นกั เรียนใชศ้ ักยภาพของตนเอง ใหม้ ากท่สี ุด - เสนอการเรยี นการเสนอท่ีใหผ้ ู้เรียนพบกับความแปลกใหม่ - เนน้ การเรียนรู้ต้องอาศยั กจิ กรรมการคน้ พบ - เน้นกิจกรรมการสารวจและการเพิม่ ขยายความคิดในระหวา่ งการเรียนการสอน - ใช้กจิ กรรมขัดแย้ง (cognitive conflict activities) โดยการรับฟงั ความคิดเห็นของผู้อ่ืน นอกเหนือจากความคดิ เหน็ ของตนเอง 3. การสอนทสี่ ง่ เสรมิ พัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรยี นควรดาเนินการดงั ต่อไปน้ี - ถามคาถามมากกว่าการใหค้ าตอบ - ครผู ้สู อนควรจะพดู ใหน้ ้อยลง และฟังใหม้ ากขนึ้

49 - ควรให้เสรภี าพแกน่ กั เรยี นทจ่ี ะเลือกเรยี นกจิ กรรมตา่ ง ๆ - เม่ือนักเรียนใหเ้ หตผุ ลผดิ ควรถามคาถามหรือจดั ประสบการณใ์ ห้นกั เรียนใหม่ เพอ่ื นกั เรยี นจะไดแ้ กไ้ ขข้อผิดพลาดดว้ ยตนเอง - ชี้ระดับพฒั นาการทางสติปัญญาของนกั เรียนจากงานพัฒนาการทางสตปิ ัญญาขนั้ นามธรรมหรือจากงานการอนรุ ักษ์ เพื่อดูว่านกั เรยี นคิดอย่างไร - ยอมรบั ความจริงที่วา่ นกั เรยี นแตล่ ะคนมีอัตราพัฒนาการทางสติปัญญาท่ีแตกตา่ งกนั - ผู้สอนต้องเขา้ ใจว่านกั เรยี นมคี วามสามารถเพ่ิมขน้ึ ในระดบั ความคิดขั้นตอ่ ไป - ตระหนกั วา่ การเรียนรู้ที่เกิดข้ึนเพราะจดจามากกวา่ ทจี่ ะเขา้ ใจ เป็นการเรยี นรู้ท่ไี มแ่ ท้จรงิ 4. ในขัน้ ประเมินผล ควรดาเนินการสอนตอ่ ไปนี้ - มีการทดสอบแบบการใหเ้ หตุผลของนักเรียน - พยายามใหน้ ักเรียนแสดงเหตผุ ลในการตอนคาถามนน้ั ๆ - ตอ้ งช่วยเหลอื นกั เรียนทีมพี ฒั นาการทางสตปิ ัญญาตา่ กว่าเพอ่ื รว่ มชั้น แหลง่ ข้อมูลอ้างองิ http://www.baanjomyut.com/library_2/extension- 1/concepts_of_developmental_psychology/01_6.html http://405404027.blogspot.com/2012/10/blog-post_5215.html ปัจจยั ทมี่ ีผลต่อพฒั นาการมนษุ ย์ ในทกุ ช่วงอายมุ นุษย์มกี ารเปล่ียนแปลงอยา่ งต่อเนอ่ื ง นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางดา้ นรา่ งกาย ซึง่ เป็นการเปลีย่ นแปลงภายในร่างกายของมนษุ ย์ การท่ีอวัยวะมกี ารเจริญเตบิ โต มีการพฒั นา โครงสรา้ ง และหนา้ ท่ตี า่ งๆ ของอวัยวะเหลา่ นั้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นทีม่ ีอทิ ธิพลตอ่ การเปลย่ี นแปลง ซง่ึ มผี ลทาใหม้ นษุ ยม์ ีความแตกต่างกันทัง้ รปู ร่าง หน้าตา ความรสู้ ึกนกึ คดิ และพฤตกิ รรมที่

50 แสดงออกบุคคลแตล่ ะคนมีความแตกต่างกันท้งั ดา้ นการเจรญิ เติบโตของร่างกาย การมวี ุฒภิ าวะใน แตล่ ะวัยและการเรยี นรู้ ส่งผลให้บุคคลมีพฤตกิ รรมท่แี ตกตา่ งกนั ซง่ึ ความแตกตา่ งกันขึ้นอย่กู ับ ปัจจัย 4 ประการ ดังนี้ (Kall and Cavanaugh, 1996; สุชา จนั ทน์เอม, 2536 ; ศรีเรือน แก้วกังวาล, 2538) 1. ปัจจยั ดา้ นชีวภาพ (Biological Forces) ปัจจยั ทางชีวภาพท่มี อี ิทธพิ ลตอ่ พัฒนาการของ มนุษย์ตั้งแต่ในระยะกอ่ นคลอดคอื พันธุกรรมและปัจจยั ท่ีสัมพนั ธ์กบั สขุ ภาพ พนั ธกุ รรม (Genetic) คือการถา่ ยทอดลักษณะตา่ งๆ จากคนรุ่นหน่งึ สคู่ นอกี รนุ่ หนง่ึ ในครอบครัวเดยี วกัน หรือในเชื้อสาย เดยี วกนั เช่น สขี องนัยน์ตา สีผม ลกั ษณะรปู รา่ งหน้าตา รวมถึงความผดิ ปกตหิ รอื โรคต่าง ๆ ท่ี ถ่ายทอดทางพนั ธุกรรม เช่น ตาบอดสี โรคธาลสั ซีเมยี เปน็ ต้น 2. ปัจจัยที่สมั พันธ์กับสขุ ภาพ (Health - Related factors) โดยเฉพาะสภาวะแวดล้อมที่ เก่ียวข้องกับสขุ ภาพทีม่ ีผลตอ่ พัฒนาการของทารกในครรภ์มารดาเช่นพบความผิดปกตขิ องสมอง ของทารกในครรภ์มารดาท่เี รียกว่าครู ู (Kuru) ในประชากรของหมู่เกาะแหง่ หน่ึงในมหาสมุทรแป ซฟิ ิคตอนใต้ การใชย้ าของมารดาขณะตั้งครรภท์ ่มี ผี ลต่อทารก การติดเชื้อโรคของมารดาขณะ ตง้ั ครรภ์ เช่น เช้ือไวรัสหัดเยอรมนั เปน็ ต้น 3. ปจั จยั ดา้ นชวี ภาพ ทาใหท้ ารกในครรภ์มารดาหรือในวัยกอ่ นคลอดมีความผิดปกติได้ เชน่ การมีโรคทางพันธกุ รรม หรอื มีความผดิ ปกตขิ องการเจริญเตบิ โตของทารกในครรภอ์ นั เนือ่ งมาจาก การใชย้ า หรือจากการตดิ เช้ือโรคตา่ งๆ ของมารดา และสภาวะแวดลอ้ มท่ไี มเ่ หมาะสม สง่ ผลให้พฒั นาการของทารกทางด้านร่างกายผดิ ปกติ และอาจส่งผลไปสู่ความผดิ ปกติของ พัฒนาการด้านอื่น ๆ ตอ่ ไป 4. ปจั จัยดา้ นจิตใจ (Psychological Forces) ปัจจยั ดา้ นจิตใจของบคุ คลท่มี ีผลต่อ กระบวนการเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมในชว่ งอายุนั้นๆ มี 4 ปจั จัย ดังน้ี 4.1 ปจั จัยการรับร้ภู ายในตนเอง (Internal perceptual factors) เช่น การรับรู้เร่ือง เพศของตนเองในระยะ 5-6 ปี เด็กชายหรือเดก็ หญงิ เริ่มมีการรบั รูบ้ ทบาทของเพศที่แตกตา่ งกนั


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook