50 ในประการทสี่ าม เราคงตอ้ งตระหนกั วา่ แมบ้ ดิ าและมารดาของนางสาวรมติ ามสี ถานะเปน็ คนตา่ งดา้ ว แตบ่ ุคคลทั้งสองกม็ สี ถานะเป็น “คนต่างด้าวทเ่ี กดิ ในประเทศไทย” มิใช่คนเขา้ เมืองแตอ่ ย่างใด ดงั น้นั เมอื่ พจิ ารณาขอ้ เท็จจริงทั้ง ๓ ประการของนางสาวรมิตา ประกอบกบั องค์ประกอบ ๓ ประการ ตามทก่ี ำาหนดในขอ้ ๒ แห่ง ประกาศคณะปฏิวัติฉบับท่ี ๓๓๗ ลงวนั ท่ี ๑๓ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เราก็จะสรุปได้ วา่ นางสาวรมติ าไมม่ ขี อ้ เทจ็ จรงิ ครบองคป์ ระกอบทข่ี อ้ ๒ กาำ หนดทง้ั นี้ เพราะเธอมบี ดิ าหรอื มารดาเปน็ คนตา่ งดา้ ว ทเ่ี กดิ ในประเทศไทยมใิ ชค่ นตา่ งดา้ วทเี่ ขา้ เมอื งในลกั ษณะทไ่ี มถ่ าวรอนั ทำาใหเ้ ธอยอ่ มมสี ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนโดยอัตโนมัติของมาตรา ๗ (๓) แหง่ พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบบั ดง้ั เดิม ไม่มคี วามจาำ เปน็ ทรี่ ัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทยจะต้องมามีคำาส่ังให้สัญชาติไทยแก่นางสาวรมิตา แม้จะมีคำาส่ังดังกล่าวก็ตามก็ไม่อาจ ส่งผลทาำ ใหน้ างสาวรมติ าเสยี สทิ ธใิ นสัญชาติไทยโดยหลักดนิ แดนโดยอตั โนมัตทิ ม่ี ีอยู่มาตงั้ แต่เกิด ดังนั้น การทีเ่ ทศบาลนครสกลนครบันทึกนางสาวรมติ าดว้ ยเลขประจาำ ตวั ประชาชนตามกฎหมายไทย ว่าด้วยการทะเบียนราษฎรสำาหรับคนสัญชาติไทยโดยคำาส่ังของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงเป็นการ กระทำาท่ีไม่ถูกตอ้ งด้วยเหตผุ ลดังกล่าว คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ จงึ ควรที่จะตอ้ งมีการให้ความช่วย เหลอื ทางกฎหมายแกน่ างสาวรมติ าใหไ้ ดร้ บั การบนั ทกึ ในทะเบยี นราษฎรดว้ ยเลขประจาำ ตวั ประชาชนตามกฎหมาย ไทยวา่ ดว้ ยการทะเบียนราษฎรสำาหรับคนสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนโดยอตั โนมัตทิ ี่มีอยตู่ ามสิทธทิ มี่ อี ยู่ (๓) โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี คุ คล ถามวา่ หากข้อกฎหมายฟงั ได้ เป็นยตุ ิวา่ นางสาวรมติ ามีสถานะเป็นคนสัญชาตไิ ทยโดยการเกดิ โดยผลของกฎหมาย และนายทะเบยี นทอ้ งถน่ิ เทศบาลนครสกลนครปฏเิ สธทจ่ี ะแกไ้ ขเลขประจาำ ตวั ประชาชน ของเธอใหถ้ กู ตอ้ งตามสทิ ธทิ มี่ ตี ามกฎหมาย เธออาจใชส้ ทิ ธใิ นกระบวนการยตุ ธิ รรมใด ไดบ้ า้ งเพ่ือบังคับการตามสิทธิดังกล่าว ? เพราะเหตใุ ด ?๒๖ ประเด็นคำาถามเป็นเรื่องของการใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมซึ่งโดยพิจารณาจากหลักกฎหมาย ระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เราย่อมตระหนักว่า กระบวนการยุติธรรมสำาหรับเอกชนน้ันย่อมเป็นไปได้ใน ๓ ระดบั กลา่ วคอื (๑) กระบวนการยตุ ธิ รรมภายในประเทศนอกศาลไทย (๒) กระบวนการยตุ ธิ รรมภายในประเทศ โดยศาลภายในของรฐั และ (๓)กระบวนการยุตธิ รรมระหว่างประเทศ ในประการแรก เราอาจใชก้ ระบวนการยตุ ธิ รรมภายในประเทศนอกศาลไทยสำาหรบั บงั คบั การตามสทิ ธิ ในเลขประจาำ ตวั ประชาชนตามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยการทะเบยี นราษฎรในหลายความเปน็ ไปได้ อาทิ คณะกรรมการ สทิ ธิมนษุ ยชนแหง่ ชาติ สภาทนายความ คณะกรรมาธกิ ารของรัฐสภา ผ้ตู รวจการแผ่นดนิ ๒๖ ข้อสอบในวชิ ากฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสตู รปรญิ ญาตรนี ิตศิ าสตรบ์ ัณฑิตคณะนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย ขอนแก่น ปีการศึกษา ๒๕๕๖ ภาคปลาย เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๗ โดยรองศาสตราจารย์ ดร. พันธ์ุทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร http://www.facebook.com/note.php?saved&¬e_id=10152260567863834 ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเรอื่ งจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
51 ในประการทส่ี อง เราอาจแนะนาำ ใหน้ างสาวรมติ าใชศ้ าลปกครองเพอ่ื บงั คบั การตามสทิ ธใิ นเลขประจาำ ตวั ประชาชนตามกฎหมายไทยว่าดว้ ยการทะเบียนราษฎรหากเทศบาลนครสกลนครปฏเิ สธท่จี ะแก้ไขเลขประจำาตวั ประชาชนให้ถูกต้องตามธรรมชาติแห่งสิทธิในสัญชาติไทยท่ีนางสาวรมิตามีอยู่ซ่ึงการฟ้องคดีน้ันอาจจะต้องฟ้อง หลายองคก์ รซงึ่ ตอ้ งมหี นา้ ทใ่ี นการแกไ้ ขดงั กลา่ วไมเ่ ฉพาะแตเ่ ทศบาลนครสกลนครอาจจะตอ้ งฟอ้ ง (๑) นายอาำ เภอ เมอื ง จงั หวดั สกลนคร หรอื (๒) ผ้วู ่าราชการจงั หวดั สกลนคร หรือ (๓) อธบิ ดีกรมการปกครองซึ่งมหี นา้ ท่ีทีจ่ ะต้อง ปฏิบัติการตามข้อกำาหนดของกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรที่มีผลในปัจจุบันกล่าวคือ พ.ร.บ.การ ทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถกู แกไ้ ขและเพ่มิ เติมโดย พ.ร.บ. การทะเบยี นราษฎร (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ ตลอดจนระเบยี บทีเ่ กย่ี วข้อง ในประการที่สาม เราอาจจะต้องใช้กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศคู่ขนานไปกับกระบวนการ ยตุ ธิ รรมภายในประเทศไทย อาทกิ ารรอ้ งทกุ ขไ์ ปยงั คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนในระดบั อาเซยี น กลา่ วคอื AICHR (ASEAN Inter - government Commission on Human Rights) หรอื คณะกรรมการทเ่ี กดิ ขนึ้ ภายใตอ้ นสุ ญั ญา วา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ยชนตา่ งๆ ทง้ั นเี้ พราะการบนั ทกึ เลขประจาำ ตวั ประชาชนของนางสาวรมติ าใหผ้ ดิ ไปจากธรรมชาติ แหง่ สทิ ธิในสัญชาติท่เี ปน็ อยยู่ อ่ มจะทาำ ให้นางสาวรมิตาอาจเสยี สิทธิมนุษยชนในหลายลกั ษณะโดยเฉพาะสิทธใิ น การมสี ว่ นรว่ มในการเมอื งการปกครองประเทศไทยซง่ึ การสมคั รเขา้ สอบทาำ หนา้ ทท่ี ส่ี าำ คญั หลายลกั ษณะจะตอ้ งมี สทิ ธใิ นสญั ชาตโิ ดยผลอตั โนมตั ขิ องกฎหมายดงั นนั้ การทบ่ี ตั รประชาชนและทะเบยี นบา้ นแสดงเลขประจาำ ตวั ทผี่ ดิ พลาดจึงสง่ ผลใหน้ างสาวรมติ าย่อมเสยี สทิ ธิมนษุ ยชนอันพงึ มี ในท้ายท่ีสุดเราควรตระหนักว่ามีบุคคลในสถานการณ์เดียวกับนางสาวรมิตาหลายคนท่ีเคยถูกบันทึก เลขประจาำ ตวั ประชาชนผดิ จากธรรมชาตแิ หง่ สทิ ธใิ นสญั ชาตทิ ม่ี อี ยแู่ ละกรมการปกครองกเ็ คยมหี นงั สอื สงั่ การเพอื่ ทาำ ความเขา้ ใจกบั นายทะเบยี นอำาเภอและนายทะเบยี นท้องถิน่ ทตี่ อ้ งรักษาการตามกฎหมายการทะเบยี นราษฎร ท่ชี ดั เจน ก็คือ หนังสือท่ี มท. ๐๓๐๙.๑/๑๐๑ ลงวนั ท่ี ๓๑ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เพ่ือตอบข้อหารือตามหนังสือ จังหวัดสกลนครท่ี สน ๐๐๑๗.๔/๐๓๑๕๓ ลงวนั ท่ี ๒๒ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ ซ่งึ นางสาวซีตา้ ธนฐติ ิวงศ์ รอ้ งขอ ให้แก้ไขเลขประจำาตัวประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร๑๓ หลักให้ตรงตามสิทธิในสถานะ บุคคลตามกฎหมายที่แท้จริงของคนที่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยผลของกฎหมาย หนังสือดังกล่าว ลงนามด้วยอธบิ ดีกรมการปกครองในฐานะผอู้ ำานวยการทะเบียนกลาง ดังนั้นด้วยแนวปฏิบัติของกรมการปกครองที่ชัดเจนอยู่แล้ว เราจึงหวังว่า เทศบาลนครสกลนคร ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของกรมการปกครองที่รักษาการตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรจะแก้ไขปัญหา ใหน้ างสาวรมิตาได้เองเพ่อื มใิ หเ้ กิดความอยุตธิ รรมต่อนางสาวรมติ า ข้อกฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรอื่ งจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
52 (๔) โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลถามว่า นางสาวรมิตามีจุด เกาะเกย่ี วกับประเทศเวยี ดนามหรือไม่ ? เพราะเหตใุ ด ?๒๗ เรอื่ งของจดุ เกาะเกย่ี ว (Connecting Points) เปน็ แนวคดิ พน้ื ฐานเกย่ี วกบั ขอ้ เทจ็ จรงิ ทกี่ ฎมายระหวา่ ง ประเทศยอมรับว่าแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอธิปไตยและบุคคลตามกฎหมายเอกชนซ่ึงอาจจะเป็น บุคคลธรรมดาหรอื นติ ิบุคคลตามกฎหมายท่บี คุ คลธรรมดากอ่ ตั้งข้ึน จุดเกาะเกี่ยวนั้นอาจมีลักษณะเป็นจุดเกาะเก่ียวท่ีแท้จริงและเข้มข้นอันอาจก่อต้ังสิทธิในสัญชาติของ รฐั ทมี่ จี ดุ เกาะเกย่ี วหรอื อาจมลี กั ษณะเปน็ จดุ เกาะเกยี่ วทไี่ มเ่ ขม้ ขน้ จนถงึ ขนาดทเ่ี ปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ของสทิ ธใิ นสญั ชาติ ของรฐั ทีม่ จี ุดเกาะเก่ยี วจดุ เกาะเกย่ี วในท้งั ๒ ลกั ษณะ อาจจะเป็นจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกดิ หรือภายหลงั การเกดิ ก็ได้ โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลจุดเกาะเกี่ยวระหว่างรัฐและมนุษย์อาจเกิดขึ้นเม่ือ เอกชนตกอยู่ภายใตอ้ ำานาจอธปิ ไตยของรฐั ซง่ึ อาจเปน็ ไปโดยหลักดนิ แดน หรือหลักบุคคล ก็ได้ เราพบวา่ นางสาวรมิตาเกิดในประเทศไทยเม่ือ พ.ศ. ๒๕๓๕ จากบดิ าและมารดาที่เกิดในประเทศไทย จากปู่ย่าตายาย ซง่ึ เปน็ “ชาวเวียดนามอพยพเขา้ มาในประเทศไทย” ข้อเท็จจริงดังกล่าวนำาไปสู่ข้อวิเคราะห์ ๔ ประการเก่ียวกับจุดเกาะเก่ียวระหว่างนางสาวรมิตาและ ประเทศท่ีเกยี่ วข้อง กลา่ วคอื ในประการแรกโดยพจิ ารณาจากจดุ เกาะเกย่ี วโดยหลกั ดนิ แดน เราจะเหน็ วา่ นางสาวรมติ าจงึ มจี ดุ เกาะ เกยี่ วโดยการเกิดกบั ประเทศไทย เพราะเกดิ ในประเทศไทย ในประการทีส่ องหากเราพิจารณาจากจุดเกาะเกีย่ วโดยหลกั บคุ คลนางสาวรมติ ายอ่ มจดุ เกาะเกี่ยวกบั ประเทศไทยโดยการเกดิ โดยหลกั สบื สายโลหติ จากบดิ าและมารดาเชน่ กนั ทงั้ นี้ เพราะบดิ าและมารดาของนางสาว รมิตาเกิดในประเทศไทย แแม้จะฟังได้ว่าบิดาและมารดาของนางสาวรมิตาย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยต้ังแต่เกิด แต่ในขณะที่นางสาวรมิตาเกิดบิดาและมารดาเสียสัญชาติไทยโดยผลของข้อ ๑ แห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวนั ท่ี ๑๓ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ แต่อย่างไรกต็ าม ในปจั จบุ นั เม่ือรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทยมี คำาสั่งคืนสิทธิในสัญชาติไทยแก่บิดาและมารดาของนางสาวรมิตาประเทศไทยจึงมีจุดเกาะเก่ียวกับประเทศไทย ท้ังน้ี เพราะ (๑) บิดาและมารดาเกิดในประเทศไทยและ(๒) บดิ าและมารดายงั ไดร้ บั การรบั รองสถานะบคุ คลตาม กฎหมายสญั ชาตไิ ทยอกี ครง้ั แลว้ ดว้ ยอนั ทาำ ใหน้ างสาวรมติ ามสี มั พนั ธภาพกบั ประเทศไทย โดยผา่ นบดิ าและมารดา ในประการท่ีสาม นางสาวรมิตา “อาจ” มีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศเวียดนามโดยหลักบุคคลอีกด้วย หากมขี อ้ เทจ็ จรงิ ทชี่ ดั เจนเพม่ิ เตมิ ขนึ้ วา่ ปยู่ า่ ตายายเกดิ ในประเทศเวยี ดนาม และอพยพเขา้ มาในประเทศไทยภาย หลังการเกิด ก็อาจสรุปต่อไปว่าบิดาและมารดาของนางสาวรมิตาย่อมมีจุดเกาะเก่ียวกับประเทศเวียดนามโดย ผา่ นปยู่ า่ ตายายอนั อาจทาำ ใหน้ างสาวรมติ ายอ่ มมจี ดุ เกาะเกยี่ วกบั ประเทศเวยี ดนามผา่ นบดิ าและมารดาขอใหเ้ รา ตระหนักว่า การเกิดในประเทศเวียดนามย่อมแสดงว่า ปู่ย่าตายายของนางสาวรมิตามีจุดเกาะเกี่ยว“ที่แท้จริง” ๒๗ ขอ้ สอบในวชิ ากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คลหลกั สูตรปรญิ ญาตรนี ติ ศิ าสตรบ์ ณั ฑติ คณะนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น ปีการศึกษา ๒๕๕๖ ภาคปลาย เม่ือวันท่ี ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗ โดย รองศาสตราจารย์ ดร. พันธ์ุทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสนุ ทร https://www.facebook.com/note.php?saved&¬e_id=10152260359323834 ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี คุ คล ผ่านกรณีศึกษาจากเร่ืองจรงิ : วา่ ด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
53 กับประเทศเวียดนาม อันทำาให้ปู่ย่าตายายของนางสาวรมิตาอาจใช้สิทธิขอให้ประเทศเวียดนามรับรองสถานะ คนสัญชาติของประเทศเวียดนามได้ และหากปู่ย่าตายายของนางสาวรมิตาได้รับการรับรองสถานะคนสัญชาติ เวียดนามแล้วมีความเป็นไปได้ท่ีบิดาและมารดาของนางสาวรมิตาตลอดจนนางสาวรมิตาท่ีจะใช้สิทธิขอรับรอง สถานะคนสัญชาติเวยี ดนามตามบพุ การีเชน่ กนั ดังนัน้ จึงสรปุ ได้ว่า นางสาวรมติ ามจี ุดเกาะเกย่ี วทแ่ี ท้จรงิ และชดั เจนกับประเทศไทยโดยหลักดินแดน และโดยหลักบุคคลผ่านบิดาและมารดาที่เกิดในประเทศไทย และย่อมมีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศเวียดนาม ผ่านปู่ย่าตายายอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม จุดเกาะเก่ียวระหว่างนางสาวรมิตากับประเทศเวียดนามย่อมมีความ เขม้ ขน้ นอ้ ยกว่าจดุ เกาะเกย่ี วท่เี ธอมกี บั ประเทศไทย (๕) โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลถามว่าจะต้องใช้กฎหมายของ ประเทศใดกาำ หนดความสมบูรณข์ องสญั ญาจ้างแรงงานดังกลา่ ว ? เพราะเหตใุ ด ? สบื เนอ่ื งจากขอ้ เทจ็ จรงิ ในขอ้ ที่ ๑ และมขี อ้ เทจ็ จรงิ เพมิ่ เตมิ วา่ เมอื่ นางสาวรมติ าเรยี นจบการศกึ ษาชนั้ ปรญิ ญาตรแี ลว้ เธอไดท้ ำาสญั ญาจา้ งแรงงานกบั บรษิ ทั ทรานสปอรต์ เซอรว์ สิ (ประเทศไทย) จำากดั ซงึ่ ดาำ เนนิ กจิ การ เก่ียวกับการรับจัดการขนส่งสินค้า บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนก่อต้ังนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีสำานักงาน ตามตราสารจดั ตัง้ ทจ่ี งั หวดั กรงุ เทพมหานคร ประเทศไทย ปรากฏข้อเท็จจริงต่อไปว่า มีการจัดการบริหารและมีสำานักงานที่แท้จริงของบริษัททรานสปอร์ต เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำากัดตั้งอยู่ท่ีประเทศสิงคโปร์ ทั้งน้ี โดยทุนของบริษัท ร้อยละ ๙๐ มาจากบริษัท ทรานสปอรต์ เซอรว์ สิ จำากดั ซง่ึ เปน็ บรษิ ทั จดทะเบยี นตามกฎหมายสงิ คโปร์ และมผี ถู้ อื หนุ้ ขา้ งมากเปน็ คนสญั ชาติ สงิ คโปร์ สญั ญาจา้ งแรงงานระหวา่ งนางสาวรมติ าและบรษิ ทั ทรานสปอรต์ เซอร์วสิ (ประเทศไทย) จำากดั ทาำ ใน ประเทศสิงค์โปร์ แต่นางสาวรมติ าจะต้องเดนิ ทางไปทำางานในสำานักงานสาขาของบรษิ ทั น้ใี นประเทศเวยี ดนาม โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ถามวา่ จะตอ้ งใชก้ ฎหมายของประเทศใดกาำ หนด ความสมบูรณ์ของสัญญาจา้ งแรงงานดังกลา่ ว ? เพราะเหตุใด ? ๒๘ ประเดน็ คาำ ถามเปน็ เรอ่ื งของการเลอื กกฎหมายเพอ่ื กาำ หนดความสมบรู ณข์ องสญั ญาจา้ งแรงงานระหวา่ ง คนสญั ชาตไิ ทยและบรษิ ทั ตามกฎหมายไทยทม่ี อี งคป์ ระกอบสงิ คโ์ ปรอ์ ยา่ งเขม้ ขน้ อนั นาำ ไปสสู่ ถานการณก์ ารขดั กนั แห่งกฎหมายไทยและกฎหมายสิงค์โปรใ์ นเร่ืองสัญญา โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานย่อมเป็นเรื่องของนิติ สมั พันธต์ ามกฎหมายเอกชนซึ่งโดยหลกั กฎหมายระหว่างประเทศน้ี นิติสัมพนั ธด์ งั กลา่ วยอ่ มเปน็ ไปตามกฎหมาย ขดั กันของรฐั ที่มกี ารกล่าวอ้างนิตสิ ัมพนั ธเ์ วน้ แต่จะกาำ หนดเปน็ อยา่ งอน่ื ๒๘ ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคล หลักสตู รปรญิ ญาตรีนติ ศิ าสตรบ์ ณั ฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ปีการศึกษา ๒๕๕๖ ภาคปลาย เม่ือวันท่ี ๕ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยรองศาสตราจารย์ ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจติ รา สายสนุ ทร http://www.facebook.com/note.php?saved&¬e_id=10152260669048834 ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรื่องจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ
54 ในกรณีตามข้อเท็จจริงเป็นเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนางสาวรมิตา คนสัญชาติไทย และ บริษัททรานสปอร์ตเซอร์วิส (ประเทศไทย) จำากัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทยท่ีมีองค์ประกอบสิงคโปร์ ดังน้ันหากมีการกล่าวอ้างสัญญานี้ในศาลไทย ศาลไทยก็ย่อมจะต้องใช้กฎหมายขัดกันไทยอันได้แก่ มาตรา ๑๓ แหง่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ในการเลอื กกฎหมายกาำ หนดความสมบรู ณ์แห่งสัญญา ดงั กลา่ วทัง้ ในทางสาระและในทางแบบ เราพบว่าการเลือกกฎหมายเพื่อกำาหนดความสมบูรณ์ของสัญญาในทางสาระย่อมเป็นไปตามมาตรา ๑๓ วรรค ๑ และ ๒ แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการขดั กันแหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ในขณะทคี่ วามสมบรู ณ์ในทางแบบ แห่งสัญญาท่ไี ม่เกยี่ วกบั อสังหาริมทรัพยย์ อ่ มเป็นไปตามมาตรา ๑๓ วรรค ๓ แหง่ พ.ร.บ. ว่าดว้ ยการขัดกันแห่ง กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ แต่ในส่วนความสมบูรณ์ในทางแบบแห่งสัญญาที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ย่อมเป็นไป ตามมาตรา ๙ วรรค ๒ แหง่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ โดยพิจารณามาตรา ๑๓ ซ่ึงเป็นกฎหมายขัดกันไทยว่าด้วยความสมบูรณ์แห่งสัญญาท้ังในทางสาระ และในทางแบบเราอาจสรุปได้ว่า กฎหมายขัดกันไทยรับรองให้ใช้กฎหมาย ๔ ประเภทดังต่อไปน้ีกำาหนดความ สมบรู ณ์ของสัญญาจ้างแรงงานตามขอ้ เทจ็ จรงิ กลา่ วคอื (๑) กฎหมายแหง่ เจตนาของคู่สญั ญา (๒)กฎหมายของ รัฐเจ้าของสัญชาติอันร่วมกันของคู่สัญญา (๓) กฎหมายแห่งถิ่นท่ีสัญญาเกิดหากไม่มีเจตนาเลือกกฎหมาย และ คสู่ ญั ญามีสัญชาติตา่ งกัน และ (๔) กฎหมายแหง่ ถน่ิ ที่สญั ญามผี ลหากไมม่ ีเจตนาเลือกกฎหมายและไมอ่ าจทราบ ถิ่นทเ่ี กดิ แห่งสญั ญา ดังนั้น เม่ือไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการแสดงเจตนาเลือกกฎหมายในสัญญาจ้างแรงงานระหว่าง นางสาวรมิตาและบริษัททรานสปอร์ตเซอร์วิส (ประเทศไทย) จำากัด เราจึงต้องพิจารณาต่อไปว่าสัญญานี้เป็น สัญญาระหว่างค่สู ัญญาท่มี สี ัญชาตอิ นั รว่ มกันหรือต่างกนั ? จะเหน็ วา่ นางสาวรมติ านน้ั มสี ถานะเปน็ คนสญั ชาตไิ ทย สว่ นบรษิ ทั ทรานสปอรต์ เซอรว์ สิ (ประเทศไทย) จำากัด ซ่ึงก่อตั้งสภาพบุคคลตามกฎหมายไทยแต่มีสำานักงานใหญ่ท่ีแท้จริงต้ังอยู่ในประเทศสิงคโปร์ จึงตกอยู่ ภายใต้การขัดกันแห่งสัญชาติของนิติบุคคลอันทำาให้ถูกถือเป็น บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ มิใช่สัญชาติไทย ท้ังน้ี เป็นไปตามมาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ดังน้ัน จึงน่าจะยังถือไม่ได้ว่า นางสาวรมติ าและบรษิ ทั ทรานสปอรต์ เซอรว์ สิ (ประเทศไทย) จาำ กดั มสี ญั ชาตอิ นั เดยี วกนั อนั สง่ ผลใหค้ วามสมบรู ณ์ แหง่ สญั ญาระหวา่ งบุคคลทัง้ สองฝ่ายยอ่ มจะต้องเป็นไปตามกฎหมายของรัฐเจา้ ของถนิ่ ท่ที าำ สัญญาจ้างแรงงาน เมอื่ ปรากฏขอ้ เทจ็ จรงิ วา่ สญั ญาจา้ งแรงงานทาำ ในประเทศสงิ คโปร์ กย็ อ่ มหมายความตอ่ ไปวา่ กฎหมาย ขดั กนั ไทยอนั ไดแ้ ก่ มาตรา ๑๓ วรรค ๑ และ ๓ แหง่ พ.ร.บ. วา่ ด้วยการขดั กันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ยอ่ มชี้ ใหก้ ฎหมายสงิ คโปร์เปน็ กฎหมายทม่ี ีผลกาำ หนดสญั ญาจา้ งแรงงาน เราคงตระหนักได้ว่ากฎหมายขัดกันสิงคโปร์เป็นกฎหมายขัดกันในตระกูล Common Law ดังน้ัน กฎหมายขดั กันนี้จึงชี้ให้ใชก้ ฎหมายของรัฐเจ้าของดินแดนอันเปน็ ถิ่นที่มีการทำาสญั ญา จึงหมายความว่ากฎหมาย ขดั กันสงิ คโปร์จงึ สง่ อาำ นาจใหแ้ กก่ ฎหมายสิงคโปรเ์ อง โดยเคารพในหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลศาลไทยจึงต้องนำาเอาท้ังกฎหมายขัดกัน สงิ คโปรแ์ ละกฎหมายสาระบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยสญั ญาจา้ งแรงงานของประเทศสงิ คโปรม์ าใชก้ าำ หนดสญั ญาจา้ งแรงงาน ตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล ผ่านกรณศี ึกษาจากเรื่องจริง : วา่ ด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
55 ขอใหต้ ระหนกั วา่ เมอื่ กฎหมายสงิ คโปรเ์ ปน็ กฎหมายทมี่ ผี ลบงั คบั ตอ่ สญั ญาในทสี่ ดุ หากศาลไทยจะตอ้ ง พิจารณาสัญญาน้ีก็จำาเป็นต้องมีการพิสูจน์เนื้อหาของกฎหมายสิงคโปร์ เพราะศาลไทยย่อมไม่อาจรู้เน้ือหาของ กฎหมายตา่ งประเทศได้เอง (มาตรา ๘ แหง่ พ.ร.บ. ว่าดว้ ยการขดั กนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑) และอาจตอ้ ง พสิ จู นว์ า่ กฎหมายนไ้ี มข่ ดั หลกั ความสงบเรยี บรอ้ ยและศลี ธรรมอนั ดขี องประเทศไทย หากมกี ารกลา่ วอา้ งประเดน็ ขน้ึ โดยคคู่ วามฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ หรอื อาจยกขน้ึ โดยศาลไทยเอง (มาตรา ๕ แหง่ พ.ร.บ.วา่ ดว้ ยการขดั กนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑) ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผ่านกรณีศึกษาจากเรือ่ งจรงิ : ว่าด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ
56 ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรือ่ งจรงิ : ว่าด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ
57 ๕เรื่องที่ กรณศี ึกษานอ้ งบอส : เดก็ ไรส้ ัญชาติทเ่ี กิดในประเทศไทยเม่ือ พ.ศ.๒๕๔๙ จากบิดาไร้สัญชาติซึ่งมีสิทธอิ าศยั ถาวรใน ประเทศไทย และมารดาสญั ชาตจิ นี ซง่ึ มสี ถานะคนเขา้ เมอื งถกู กฎหมายและมสี ทิ ธอิ าศยั ชวั่ คราว ในประเทศไทย สารบาญ ๑) ข้อเท็จจรงิ ของน้องบอส หนา้ ๒) นอ้ งบอสประสบปัญหาความไรร้ ัฐไร้สัญชาติหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด แลว้ จะแกไ้ ขไดอ้ ย่างไร ๕๘ ๓) มีความเปน็ ไปไดท้ จ่ี ะรบั รองสทิ ธิในสัญชาตไิ ทยใหแ้ ก่น้องบอสหรือไม่ เพราะเหตใุ ด ๖๑ ๔) หากน้องบอสยงั ถกู ถอื เป็นคนไมม่ สี ัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรฐั ไทย เขาจะมสี ถานะ ๖๗ บคุ คลตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเขา้ เมืองเปน็ อยา่ งใด ? เพราะเหตใุ ด ? ๗๒ ๕) หากนอ้ งบอสยังไม่ถกู บนั ทกึ เป็นคนสญั ชาตไิ ทยในทะเบียนราษฎรของรฐั ไทย ศาลไทยจะใช้ ๗๖ กฎหมายของรฐั ใดบา้ งในการกำาหนดความสมั พนั ธท์ างครอบครวั ระหวา่ งนอ้ งบอสและครอบครวั บญุ ธรรม ตลอดจนความสัมพันธร์ ะหวา่ งนอ้ งบอสและครอบครวั ตามกำาเนิด เพราะเหตุใด ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเรือ่ งจริง : ว่าด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ
58 (๑) ขอ้ เทจ็ จรงิ ของนอ้ งบอส ปรากฏขอ้ เท็จจริงจากบนั ทกึ ของเภสัชกรหญงิ ปรยี านชุ กฤษณะประสทิ ธ๒ิ์ ๙ ดงั น้ี นายเซงิ แซต่ วง เกดิ เมอ่ื วนั ท่ี ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ทจี่ งั หวดั ยนู าน ประเทศสาธารณรฐั ประชาชน จนี โดยเกิดจากนายหยูจงิ แซต่ วง และนางเชยี งควง แซล่ ี คนเชือ้ สายจีน และสัญชาติจีน ในขณะทน่ี ายเซงิ เกดิ มปี ญั หาความไมส่ งบอย่างมากในพื้นทีท่ ่ีเขาเกดิ เขาจึงไมไ่ ด้รบั การแจง้ การเกดิ ในทะเบยี นราษฎรของรัฐจนี และ ไม่เคยมีชื่อในทะเบยี นราษฎรของรฐั จีนเชน่ กัน ในราวเดอื นเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ นายเซงิ ได้เดินเทา้ เข้ามาในประเทศไทย ผ่านเข้ามาทาง บา้ นถา้ำ งอ้ บ อำาเภอฝาง จงั หวดั เชยี งใหม่ โดยเขา้ มาอาศยั อยู่ในตาำ บลหนองบวั อำาเภอไชยปราการ จังหวัดเชยี งใหม่ และ ประกอบอาชีพรับจ้างทาำ สวนผลไมเ้ พ่อื ยังชีพ โดยตระหนักในปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติท่ีนายเซิงประสบอยู่ กรมการปกครอง ซึ่งทำาหน้าท่ี นายทะเบียนราษฎรของรัฐไทย จึงได้เข้าสำารวจและจัดทำาทะเบียนประวัติตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียน ราษฎรให้แก่นายเซิงเมื่อวันท่ี ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๑ ซึ่งทะเบียนประวัติดังกล่าวมีชื่อว่า “จีนฮ่ออพยพ” และกำาหนดเลขประจำาตัวประชาชน ๑๓ หลักตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรให้นายเซิงถือเพ่ือ แสดงตน เลขประจำาตวั ดังกลา่ วขนึ้ ต้นดว้ ยเลข ๖ นอกจากน้ัน กรมการปกครองไทยยงั ได้ออกบตั รประจาำ ตัวตาม กฎหมายการทะเบียนราษฎรทมี่ ชี อ่ื ว่า “บตั รประจาำ ตวั จีนฮอ่ อพยพ” ให้ถือไว้อีกดว้ ย ในราว พ.ศ. ๒๕๓๒ นายเซิงได้เข้ามารับจ้างทำางานให้แก่ครอบครัวกฤษณะประสิทธ์ิในกิจการ โตะ๊ สนุกเกอร์ในโรงแรมไทยวารี ณ ถนนดินสอ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร วนั ที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ นายเชงิ ไดร้ บั อนญุ าตใหม้ สี ทิ ธเิ ขา้ เมอื งและอาศยั อยถู่ าวรในประเทศไทย ในสถานะคนไร้สญั ชาติ ท้ังนี้ โดยผลของมาตรา ๑๗ แหง่ พ.ร.บ. คนเข้าเมอื ง พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยสถานะบุคคลน้ี เขาไดร้ บั การออกใบถ่นิ ที่อยู่และใบสำาคัญประจำาตวั คนต่างด้าว นอกจากน้นั เขาได้รับการบนั ทึกรายการสถานะ บคุ คลในทะเบยี นบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) และมเี ลขประจำาตวั ประชาชน ๑๓ หลกั ขนึ้ ตน้ ด้วยเลข ๘ ในปัจจบุ ัน นายเซงิ มีทะเบียนบ้านอยู่ในความดแู ลของเขตพระนคร ใน พ.ศ. ๒๕๔๔ นายเซงิ ไดอ้ ย่กู นิ ฉนั สามีภรยิ ากบั นางสาวหรงชนุ ลี่ โดยไดจ้ ดทะเบียนสมรสกันตาม กฎหมายไทย แต่หลงั จากนน้ั ประมาณ ๑ ปคี รึง่ เขาจงึ ได้แยกทางกบั นางสาวหรงชุน โดยไม่มีบุตรร่วมกัน ใน พ.ศ. ๒๕๔๕ นายเซิงได้เริ่มต้นเข้ามาดูแลกิจการร้านข้าวมันไก่ของเภสัชกรปรียานุช กฤษณะ ประสทิ ธิ์ เมื่อครอบครวั กฤษณะประสิทธิ์เลกิ กิจการโต๊ะสนุกเกอร์ ๒๙ เป็นเร่ืองจริงที่ผู้บันทึกได้หารือเข้ามาที่โครงการบางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ต้น พ.ศ. ๒๕๕๙ และกรณยี งั อยใู่ นระหว่างการให้ความช่วยเหลอื ทางกฎหมาย และผู้บนั ทึก ตลอดจนผู้ที่เกยี่ วขอ้ งกบั เร่อื งราวนปี้ ระสงคท์ ่จี ะใหเ้ รือ่ ง ราวนถี้ กู ศกึ ษาและเผยแพรผ่ ลการใหค้ วามชว่ ยเหลอื ทางกฎหมายออกไปยงั บคุ คลในสถานการณเ์ ดยี วกนั และในทส่ี ดุ ในวนั ท่ี ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ สำานักทะเบียนเขตพระนคร กทม. ก็ออกบัตรประจำาตัวประชาชนเพื่อแสดงสถานะคนสัญชาติไทยให้แก่น้องบอส หลังจาก การบนั ทึกในทะเบียนราษฎรของรฐั ไทยในสถานะคนสัญชาตไิ ทยในทะเบยี นบ้านคนอย่ถู าวร (ท.ร.๑๔) เมือ่ หลายวันก่อนหนา้ นี้ แต่ในขณะ ท่ีเขียนกรณีศึกษา (น้องบอสยังไร้สัญชาติ เมื่อปัญหาความไร้เอกสารแสดงสิทธิในสัญชาติไทยของน้องบอสจะสิ้นสุดบ่ายวันน้ี โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร เม่ือวันท่ี ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ https://www.facebook.com/archanwell/ posts/10156433291761425) ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผา่ นกรณศี ึกษาจากเรอ่ื งจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
59 ใน พ.ศ. ๒๕๔๘ นายเซงิ ได้เร่มิ ตน้ อย่กู ินฉันสามีภริยากับนางสาวเสยี่ วเอ้ยี น เฉิน ซึ่งมสี ถานะเปน็ คน สญั ชาตจิ นี เธอถอื หนงั สอื เดนิ ทางทอี่ อกโดยกระทรวงการตา่ งประเทศของสาธารณรฐั ประชาชนจนี และเดนิ ทาง เขา้ มาในประเทศไทย โดยใชว้ ซี ่าทอ่ งเท่ียวบา้ ง หรือวซี ่าทำางานบ้าง สลับกันไป ในวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ นายเซิงและนางสาวเส่ียวเอ้ียน มีบุตรด้วยกัน ๑ คน ซึ่งมีชื่อว่า เด็กชายณพวฒุ ิ แซต่ วง หรอื “นอ้ งบอส” ซง่ึ เกิด ณ โรงพยาบาลหัวเฉยี ว เขตปอ้ มปราบศตั รพู า่ ย กทม. เมอื่ วนั ท่ี ๑๕ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ นอ้ งบอสได้รับการออกสตู บิ ัตรประเภท ท.ร.๓ เพอื่ บคุ คลทีอ่ าศยั อยูใ่ นประเทศไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือในลักษณะช่ัวคราว สูติบัตรนี้ระบุว่า น้องบอสไม่มสี ัญชาติไทย และระบุว่า น้องบอสมเี ลขประจาำ ตวั ประชาชน ๑๓ หลักขึน้ ตน้ ด้วยเลข ๗ และได้รับการเพ่มิ ชอื่ ในทะเบียนบา้ น ประเภทคนอยชู่ ว่ั คราว (ท.ร.๑๓) ตามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยการทะเบยี นราษฎรเมอื่ วนั ที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งทะเบียนบ้านนซี้ ง่ึ ออกโดยเขตพระนครนี้ กร็ ะบุวา่ น้องบอสไม่มสี ญั ชาตไิ ทย แต่ขอใหส้ งั เกตว่า ท้ังสตู บิ ตั รและ ทะเบียนบ้านนต้ี า่ งกร็ ะบวุ ่า นายเซงิ เป็นคนสัญชาติจีน มิใช่คนไรส้ ญั ชาติ ดังท่ปี รากฏในใบถ่นิ ทอี่ ยแู่ ละใบสาำ คัญ ประจำาตัวคนต่างด้าว นอกจากนั้น ไม่ปรากฏว่า นางสาวเส่ียวเอี้ยนได้เคยเพ่ิมชื่อน้องบอสในทะเบียนราษฎรของรัฐจีนแต่ อยา่ งใด เมื่ออายุ ๓ ปี น้องบอสเร่ิมเขา้ เรียนช้ันอนุบาล ที่ โรงเรียนภารตวทิ ยาลยั และยงั คงเรยี นในสถาบนั นี้ จนถงึ ปจั จุบัน เม่ือวันท่ี ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ คณะรัฐมนตรีมีมติอนมุ ตั ิใหส้ ัญชาตไิ ทยเป็นการทว่ั ไปแก่บตุ รของ บคุ คลทอ่ี พยพเขา้ มาในประเทศและอาศยั อยมู่ านานแลว้ ทม่ี ไิ ดม้ เี ชอ้ื สายไทยและเกดิ ในประเทศไทย หากบพุ การี มีสถานะเปน็ ชนกลุม่ น้อยและกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุ ซง่ึ คณะรฐั มนตรมี มี ติรับรองสถานะให้อาศยั อยู่ถาวรในประเทศไทย ไวแ้ ล้ว รวม ๑๔ กลมุ่ ได้แก่ (๑) กลุ่มชาวเขา ๙ เผ่า (๒) กลมุ่ บุคคลบนพืน้ ทส่ี ูงและชุมชนพื้นท่สี งู ทอ่ี พยพเขา้ มา กอ่ นและหลงั วนั ที่ ๓ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๒๘ (๓.) กลุม่ อดีตทหารจีนคณะชาติ (๔) กลุม่ จนี อพยพพลเรือน (๕) กลุ่ม จีนฮ่ออสิ ระ (๖) กลุม่ ผ้พู ลัดถ่ินสัญชาติพมา่ (๗) กลุ่มผู้หลบหนีเขา้ เมืองจากพม่า (๘) กลมุ่ ชาวเวยี ดนามอพยพ (๙) กลุ่มชาวลาวอพยพ (๑๐) กลุ่มเนปาลอพยพ (๑๑) กลุ่มอดตี โจรจีนคอมมิวนสิ ต์มาลายา (๑๒) กลุม่ ไทยลือ้ (๑๓) กลมุ่ มง้ ถาำ้ กระบอกทที่ าำ คณุ ประโยชน์ และ (๑๔) กลมุ่ ผหู้ ลบหนเี ขา้ เมอื งชาวกมั พชู า ขอใหต้ ระหนกั วา่ บคุ คล ทั้ง ๑๔ กลุ่มนี้ได้รับการสำารวจจัดทำาทะเบียนประวัติและมีเอกสารแสดงตน มาต้ังแต่ก่อนวันท่ี ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยสาำ นกั บรหิ ารการทะเบยี น กรมการปกครอง นอกจากนนั้ บตุ รของชนกลมุ่ นอ้ ยและกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ ทงั้ ๑๔ กลุม่ นี้ จะตอ้ งมีขอ้ เทจ็ จริง ๗ ประการ ดงั ต่อไปนีอ้ กี ด้วย (๑) ไมป่ รากฏหลักฐานการมแี ละใชส้ ัญชาตอิ ่ืน (๒) เกดิ และมภี มู ลิ าำ เนาในราชอาณาจกั รไทยตอ่ เนอื่ ง โดยตอ้ งมชี อ่ื อยใู่ นระบบทะเบยี นราษฎร หรอื มเี อกสารทาง ราชการทแ่ี สดงวา่ เกดิ ในราชอาณาจกั รไทย (๓) สามารถพดู และฟงั ภาษาไทยเขา้ ใจได้ ยกเวน้ กรณเี ดก็ อายตุ า่ำ กวา่ เจ็ดปี (๔) ต้องมีความจงรักภักดีต่อประเทศไทย และเล่ือมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (๕) มีความประพฤติดี ไม่เคยได้รับโทษคดีอาญา เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำาโดย ประมาทหรอื ลหโุ ทษ กรณไี ดร้ บั โทษในคดอี าญาตอ้ งพน้ โทษแลว้ อยา่ งนอ้ ยหา้ ปนี บั ถงึ วนั ทย่ี น่ื คาำ รอ้ ง (๖) ประกอบ อาชีพสุจริต ยกเว้นพระภิกษุ สามเณร และนักบวชในศาสนาอ่ืน ๆ ซ่ึงต้องปฏิบัติกิจมาไม่น้อยกว่าห้าปี หรือ ผยู้ ืน่ คำาร้องท่ยี งั ไมบ่ รรลุนิตภิ าวะ คนไร้ความสามารถ คนเสมอื นไรค้ วามสามารถ และไมไ่ ดป้ ระกอบอาชพี และ (๗) ไม่มพี ฤตกิ ารณ์ที่เปน็ ภัยต่อความมั่นคงของรฐั หลกั เกณฑ์นีไ้ มค่ รอบคลมุ กลุ่มทถ่ี อื บตั รประจาำ ตวั บุคคลผ้ไู ม่มี ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเร่อื งจรงิ : ว่าด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
60 สถานะทางทะเบยี น ประเภททอ่ี าศยั อยมู่ านานซงึ่ สาำ รวจภายใตย้ ทุ ธศาสตรก์ ารจดั การปญั หาสถานะและสทิ ธขิ อง บคุ คล ในระหวา่ งปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ถงึ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เมื่อวันท่ี ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เขตพระนคร กทม. ไดอ้ อกบัตรประจาำ ตวั คนซ่ึงไม่มีสัญชาตไิ ทย ประเภทบุตรของคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยให้แก่น้องบอสเพื่อแสดงตน ตามคำาขอของเภสัชกรปรียานุช ซง่ึ ทำาการแทนนายเซงิ และนางสาวเส่ยี วเอีย้ น ใน พ.ศ. ๒๕๕๙ นายเซิงได้เข้าทำางานเปน็ พอ่ ครวั ในร้านต้นตำารับไทยอีกดว้ ย ในขณะที่นางสาวเสี่ยว เอย้ี นก็ยงั เดนิ ทางไปมาระหว่างประเทศไทยและประเทศสาธารณรฐั ประชาชนจนี อย่างเป็นปกติ ในปีเดียวกนั เภสชั กรปรียานุชได้ยน่ื ขออนญุ าตต่ออธิบดีกรมกจิ การเด็กและเยาวชนทจ่ี ะรับน้องบอส เป็นบตุ รบญุ ธรรม ด้วยว่า เธออยากที่จะอุปถมั ภ์นอ้ งบอสให้ได้รบั การศกึ ษาให้ดีท่สี ุด ซ่งึ นายมานติ ย์ มณธี รรม รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชนก็ได้ลงนามในหนังสือท่ี พม.๐๓๐๖/๙๒๑๑ ลง วนั ท่ี ๕ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เพอ่ื อนุมตั ิให้ทาำ การทดลองเลี้ยงดูเด็ก กอ่ นที่จะมีกระบวนการตาม พ.ร.บ. การรบั เดก็ เปน็ บตุ รบญุ ธรรม พ.ศ. ๒๕๒๒ เพอ่ื อนญุ าตใหเ้ ปน็ ผรู้ บั เดก็ เปน็ บตุ รบญุ ธรรม และเขา้ สกู่ ระบวนการจดทะเบยี น ครอบครวั บญุ ธรรมตาม พ.ร.บ. จดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. ๒๔๗๘ นอกจากนน้ั คณะรฐั มนตรมี มี ติเมอื่ วันท่ี ๗ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เร่อื ง การแก้ไขปญั หาเรอ่ื งสญั ชาติ และสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนนักศึกษาและบุคคลไร้สัญชาติท่ีเกิดในราชอาณาจักรไทย เพื่ออนุมัติตามที่ กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอให้บุตรของชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยและมี คณุ สมบตั ดิ งั ตอ่ ไปน้ี ไดส้ ญั ชาตไิ ทยเปน็ การทวั่ ไป คอื (๑) บดิ าหรอื มารดาทเ่ี ปน็ ชนกลมุ่ นอ้ ยหรอื กลมุ่ ชาตพิ นั ธจ์ุ ะ ต้องไดร้ ับการจดั ทำาทะเบยี นประวัติ มเี ลขประจาำ ตวั ๑๓ หลักตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการทะเบยี นราษฎร และต้อง เข้ามาอยูใ่ นราชอาณาจกั รไทยเปน็ เวลาไม่นอ้ ยกวา่ ๑๕ ปีนับถึงวนั ที่บตุ รยื่นคำาร้องขอมีสัญชาตไิ ทย (๒) ต้องมี หลักฐานการเกดิ ในราชอาณาจักรไทยและทะเบียนบ้าน หรือทะเบยี นประวตั ิ (๓) ต้องไม่ปรากฏหลกั ฐานการมี และใชส้ ัญชาติอน่ื (๔) ตอ้ งพูดและเขา้ ใจภาษาไทย (๕) มคี วามจงรกั ภักดแี ละเล่อื มใสระบอบประชาธปิ ไตยอนั มี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข (๖) มีความประพฤติดี ไม่มีพฤติการณ์ท่ีเป็นภัยต่อความมั่นคง ไม่เคยต้องรับโทษ ความผิดคดีอาญา เว้นแต่ความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ หรือถ้าเคยรับโทษคดีอาญาต้องพ้นโทษมาแล้วเป็น เวลาไม่นอ้ ยกวา่ ๕ ปีนบั ถึงวนั ท่ยี ืน่ คาำ ร้องขอมีสญั ชาตไิ ทย ในวนั ท่ี ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ นางจริ าพร เชาวนป์ ระยูร ยามาโมโต้ ผู้อาำ นวยการศูนยร์ ับเดก็ เปน็ บตุ รบุญธรรมมีหนังสอื ที่ พม ๐๓๐๖/๑๗๖๒ ลงวันท่ี ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เพ่ือแจ้งว่า คณะกรรมการการรบั เดก็ เป็นบตุ รบุญธรรมพจิ ารณาในการประชุมครง้ั ท่ี ๖/๒๕๖๐ เม่ือวันที่ ๒๖ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มตี ิอนมุ ตั ใิ ห้ เภสชั กรปรยี านชุ และสามี จดทะเบยี นรบั นอ้ งบอสเปน็ บตุ รบญุ ธรรมไดแ้ ลว้ ดงั นนั้ การจดทะเบยี นรบั บตุ รบญุ ธรรม ระหว่างเภสัชกรปรียานุชกับสามี และน้องบอส จึงทำาขึ้น ณ สำานักทะเบียนเขตพระนคร กทม. เม่ือวันที่ ๒๑ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๖๐ และในวนั ท่ีดงั กล่าวน้ี สำานกั ทะเบยี นกไ็ ด้แกไ้ ขช่อื สกลุ ของน้องบอสให้เป็นไปตามเภสชั กร ปรียานชุ ผเู้ ปน็ มารดาบญุ ธรรมตามกฎหมาย ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเรื่องจรงิ : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
61 (๒) นอ้ งบอสประสบปัญหาความไรร้ ัฐไร้สัญชาตหิ รือไม่ เพราะเหตใุ ด แลว้ จะแก้ไขได้ อย่างไร ๓๐ มีคำาตอบสำาหรับคำาถามในข้อน้ี ๓ ประเด็น กล่าวคือ (๑) น้องบอสมีสถานะเป็นคนไร้รัฐหรือไม่ ? เพราะเหตใุ ด ? (๒) นอ้ งบอสมีสถานะเปน็ คนไรส้ ญั ชาตหิ รือไม่ ? เพราะเหตใุ ด ? และ (๓) การจัดการปัญหา การรบั รองสถานะบคุ คลตามกฎหมายของน้องบอสตอ้ งทำาอยา่ งไร ? ด้วยข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายใด ? (๑) น้องบอสมีสถานะเป็นคนไร้รฐั (Stateless Persons) หรือไม่ ? เพราะเหตใุ ด ? โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล “คนไรร้ ฐั (Stateless Person)” กค็ อื คนทต่ี กหลน่ จากทะเบียนราษฎรของรัฐทุกรัฐบนโลก อันทำาให้คนดังกล่าวตกเป็น “คนไร้รัฐเจ้าของตัวบุคคล (Personal State)” ท้งั นี้ เพราะมนุษยท์ กุ คนยอ่ มจะต้องได้รบั การรบั รองสถานะคนเกดิ ในทะเบยี นราษฎรของรัฐเจา้ ของดิน แดนทเี่ กดิ และ/หรอื รฐั เจา้ ของตวั บคุ คลของบพุ การที ง้ั สอง อนั ทาำ ใหค้ นดงั กลา่ วยอ่ มไดร้ บั การบนั ทกึ ทงั้ ในทะเบยี น บา้ นหรือทะเบยี นประวัติของรฐั ใดรัฐหน่งึ อันทำาให้คนดังกล่าวยอ่ มมสี ถานะเป็น “คนมีรัฐเจ้าของตวั บคุ คล” อนั ทำาให้นายทะเบียนราษฎรของรัฐเจ้าของทะเบียนราษฎรมีหน้าที่ออกเอกสารรับรองตัวบุคคลให้แก่คนดังกล่าว คนในสถานการณ์น้ียอ่ มมสี ถานะเปน็ คนที่ “ม”ี เอกสารรับรองตวั บุคคลที่ออกโดยรฐั (Documented Person) คนในสถานการณ์น้ีจึงไม่ประสบทั้งปญั หาความไรก้ ารรบั รองสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบยี นราษฎร แต่ ในทางตรงกนั ข้าม หากคนดงั กลา่ วไม่ถูกบันทกึ ในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลก (Unregistered Person) พวกเขาก็จะมีสถานะเป็น “คนไร้รัฐ” อันทำาให้ตกเป็นคนท่ี “ไม่มี” เอกสารรับรองตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐ (Undocumented Person) เพราะไม่ปรากฏตัวนายทะเบยี นราษฎรของรฐั เพ่ือออกเอกสารรบั รองตัวบุคคล โดยพิจารณาจากข้อเท็จจรงิ ของน้องบอส จะเหน็ วา่ นอ้ งบอสเกดิ ในวันที่ ๖ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ณ โรงพยาบาลหัวเฉียว เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และได้รับการจดทะเบียนคนเกิดเมื่อวันท่ี ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ จนไดร้ บั การเพม่ิ ชอ่ื ในทะเบยี นบา้ นประเภทคนอยชู่ ว่ั คราว (ท.ร.๑๓) ตามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยการทะเบยี น ราษฎรเมอื่ วันท่ี ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ จงึ ประสบปัญหาความไร้รัฐระหวา่ งวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถงึ วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ รวมเป็นเวลา ๓๖ วันเท่าน้ัน ในระหว่างกระบวนการตามกฎหมายไทยว่า ด้วยการทะเบียนราษฎรเพ่ือจดทะเบียนคนเกิดอยา่ งครบขั้นตอน จะเหน็ วา่ เมอ่ื เขาไดร้ บั การบนั ทกึ ในทะเบยี นราษฎรของรฐั ไทยประเภทนแ้ี ลว้ เขากจ็ ะไมม่ สี ถานะเปน็ คนไร้รัฐอกี ต่อไป เพราะการบันทกึ ในทะเบียนบา้ นน้ีโดยเขตปอ้ มปราบศัตรพู า่ ยยอ่ มหมายความได้ว่า รัฐไทยได้ ยอมรบั เปน็ รฐั เจา้ ของตวั บคุ คลของเขาแลว้ เขายอ่ มมสี ถานะเปน็ ราษฎรไทย และมสี ทิ ธใิ นเอกสารรบั รองตวั บคุ คล ที่ออกโดยรัฐไทย ในท่ีน้ี ก็คือ สำาเนาทะเบียนบ้านประเภทคนต่างด้าวท่ีมีสิทธิอาศัยช่ัวคราว (ท.ร.๑๓) และ บตั รประจำาตัวคนไมม่ สี ญั ชาตไิ ทย ประเภทคนตา่ งด้าวทเี่ กดิ ในประเทศไทย ทง้ั นี้ เปน็ ไปตามมาตรา ๓๘๓๑ แห่ง ๓๐ ข้อสอบในวิชา ๔๙๐/๔๙๑ กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, สอบความรชู้ น้ั ปรญิ ญาตรี ภาคปกติ คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ศนู ยร์ งั สติ /ศนู ยล์ าำ ปาง, การสอบภาคที่ ๑, ประจาำ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๕๙, วิชาบังคบั , ชัน้ ปีที่ ๔, เมอื่ วันท่ี ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ๓๑ ซง่ึ บญั ญตั วิ า่ “ใหม้ ที ะเบยี นบา้ นสาำ หรบั บคุ คลทเี่ ขา้ เมอื งโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย หรอื เขา้ มาในราชอาณาจกั รเปน็ การชวั่ คราว ต่างหากจากทะเบียนบ้านตามมาตรา ๓๖ ให้ผู้อำานวยการทะเบียนกลางมีอำานาจออกระเบียบกำาหนดแบบพิมพ์ทะเบียนบ้านสำาหรับบุคคล ดงั กล่าวและแบบพิมพอ์ ืน่ ๆ” ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรื่องจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ
62 พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ประกอบกบั ขอ้ ๕๖ แหง่ ระเบยี บสำานกั ทะเบียนกลางวา่ ดว้ ยการจัดทำา ทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๕ ว่าด้วยการรับแจ้งว่า มีคนเกิดในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล๓๒ ซ่ึงเป็น กฎหมายทีม่ ีผลในชว่ งเวลาทเ่ี ขาเกดิ จึงสรปุ ไดว้ ่า ความไร้รฐั โดยสิน้ เชิงของนอ้ งบอสย่อมส้ินสดุ ลงในวนั ที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ และ เขา้ สู่สถานะของ “คนมีรัฐแต่ไรส้ ัญชาต”ิ ในทะเบยี นราษฎรไทย หรือเปน็ “ราษฎรไทยประเภทคนไร้สัญชาติ” (๒) นอ้ งบอสมสี ถานะเปน็ คนไรส้ ญั ชาต ิ (Nationality-less Persons) หรอื ไม ่ ? เพราะ เหตใุ ด ? แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นคนท่ีมีรัฐหรือคนท่ีมีสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร ก็ไม่ หมายความว่า คนในสถานการณ์นีจ้ ะไดร้ บั การรบั รองสถานะบคุ คลตามกฎหมายสญั ชาติ โดยรฐั ใดรัฐหนงึ่ เสมอ ไป พวกเขาอาจจะมสี ถานะเปน็ “คนมีรฐั มีสญั ชาต”ิ หรอื “คนมรี ัฐแตไ่ ร้สญั ชาต”ิ กเ็ ป็นได้ โดยพจิ ารณาข้อเทจ็ จริงของนอ้ งบอส เราอาจจำาแนกสภาวะความเป็นคนไรส้ ัญชาตขิ องน้องบอสออก เป็น ๓ ชว่ งเวลา กล่าวคอื ในช่วงเวลาแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น้องบอสประสบปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติโดยส้ินเชิง กล่าว คือ ตงั้ แตว่ นั ท ี่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ซ่งึ เป็นวันทนี่ ้องบอสเกิด จนถงึ วนั ท่ี ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ซง่ึ เป็นวนั กอ่ นวันทนี่ อ้ งบอสจะไดร้ บั การบนั ทึกในทะเบยี นราษฎรไทยในสถานะคนไม่มีสัญชาติไทย เราพบว่า ในช่วง ๓๖ วันภายหลังการเกิด น้องบอสก็จะมีสถานะเป็นคนไร้รัฐโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรของทุกรัฐบนโลก เขาจึงประสบปัญหาความไร้สัญชาติไป ดว้ ย จะเห็นว่า สภาวะดังกล่าวปรากฏอยกู่ ับน้องบอสเพียง ๓๖ วัน กลา่ วคือ ตง้ั แต่วนั ท่ี ๖ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงวันวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ อันเป็นวันก่อนวันที่ได้รับการบันทึกในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ ชัว่ คราว (ท.ร.๑๓) กล่าวคอื วนั ท่ี ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ในช่วงเวลาที่สอง ซึ่งเปน็ ช่วงเวลาที่นอ้ งบอสมสี ถานะเปน็ คนทมี่ รี ฐั ไทยเป็นเจ้าของตวั บคุ คล แต่ ยังประสบปัญหาความไร้สญั ชาต ิ เพราะรัฐเจ้าของตัวบคุ คลยังไม่รับรองจุดเกาะเกีย่ วทแ่ี ทจ้ รงิ อันก่อตัง้ สทิ ธิ ในสัญชาตโิ ดยการเกดิ กลา่ วคือ ต้งั แตว่ ันท ่ี ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นวันทีน่ อ้ งบอสได้รับการบนั ทกึ ในทะเบยี นราษฎรไทยในสถานะคนไมม่ ีสัญชาตไิ ทย จนถึงปัจจบุ นั โดยพิจารณาข้อเท็จจริงของน้องบอสในช่วงเวลาน้ี แม้เขาได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐ ไทยแลว้ และได้รบั การออกบตั รประจาำ ตวั ตามกฎหมายไทยว่าดว้ ยการทะเบียนราษฎรใหถ้ ือเพ่ือแสดงตน เขาก็ ไมไ่ ดร้ บั การบนั ทกึ ในทะเบยี นราษฎรในสถานะคนสญั ชาตไิ ทย เพราะเขามขี อ้ เทจ็ จรงิ ครบองคป์ ระกอบของบคุ คล ๓๒ ซง่ึ บัญญตั ิวา่ “เมอ่ื นายทะเบยี นอาำ เภอหรอื นายทะเบยี นทอ้ งถนิ่ ไดร้ บั แจง้ วา่ มคี นเกดิ ในโรงพยาบาลหรอื สถานพยาบาล ใหด้ าำ เนนิ การตาม ขอ้ ๕๒ วรรคหนงึ่ (๑) - (๖) เวน้ แต่การเพ่ิมชอ่ื ในทะเบยี นบา้ นให้ดำาเนินการดงั นี้ คนในท้องที่ ให้เพ่ิมช่ือในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) หรือทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๓) ของบิดามารดา หากบิดามารดาไม่มีช่ือใน ทะเบยี นบา้ น ให้เพมิ่ ช่อื ในทะเบียนบา้ นกลางของสาำ นกั ทะเบียน คนตา่ งท้องท่ี ให้เพ่มิ ชือ่ ในทะเบยี นบ้านกลาง (ท.ร.๑๔) หรือทะเบียนบา้ นกลาง (ท.ร.๑๓) ของสำานักทะเบยี นแลว้ แต่กรณี แลว้ ให้แนะนำาผ้แู จง้ ดำาเนินการแจง้ การยา้ ยทอ่ี ยู่คนเกดิ ใหมไ่ ปยังภูมิลำาเนาท่ีอยู่อาศัยต่อไป” ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเรือ่ งจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
63 ทต่ี กอยภู่ ายใต้ขอ้ ยกเว้นของการไดส้ ญั ชาตไิ ทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิด “แบบมผี ลโดยพลัน” ตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑๓๓ แห่ง พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซ่งึ ถกู แก้ไขและเพิ่มเตมิ โดย พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงไมอ่ าจใชส้ ิทธใิ นสัญชาติไทยนีไ้ ด้ จนกวา่ จะมีขอ้ เท็จจรงิ ครบเงือ่ นไขตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซงึ่ แกไ้ ขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕๓๔ และ โดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑๓๕ จึงสรุปได้ว่า การเกิดในประเทศไทยของน้องบอสมีผลทำาให้เขามี เพยี งสิทธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดินแดนโดยการเกดิ “แบบมีเง่ือนไข” ขอให้ตระหนักว่า การรับรองสิทธิในสัญชาติไทยของคนในสถานการณ์ดังน้องบอส กล่าวคือ บุตร ของชนกลุ่มน้อยท่ีเคยได้รับการบันทึกรายการสถานะบุคคลในทะเบียนประวัติประเภท “จีนฮ่ออพยพ” หรือ “จีนฮ่ออพยพพลเรือน” เพิง่ มีในวันท่ี ๗ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เท่านนั้ ดังน้นั กอ่ นวันทด่ี งั กล่าว น้องบอสก็ยัง ไม่ถูกถือเป็นคนท่ีมีสิทธิในสัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ ซึ่งเง่ือนไขในการใช้สิทธิในสัญชาติไทยนี้ ได้ รบั การรบั รองโดยคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยพจิ ารณาขอ้ เท็จจรงิ ของน้องบอสในชว่ งเวลาน้ี เราอาจสรุปได้วา่ เขายงั มีสถานะเปน็ คนไร้สัญชาติ โดยขอ้ กฎหมาย (De Jure Nationality – less Person) กล่าวคือ เปน็ ทชี่ ัดเจนว่า ปัญหาความไรส้ ญั ชาตขิ อง เขาน้นั เกิดขนึ้ เพราะยงั ไม่มกี ารกระทาำ ทางกฎหมายโดยรฐั เจ้าของสัญชาติเพือ่ รบั รองสทิ ธิใช้สัญชาตไิ ทย ปญั หา อยทู่ คี่ วามขาดไปของขอ้ กฎหมายหรอื ข้อนโยบาย โดยสรปุ ในชว่ งเวลาทสี่ องนี้ นอ้ งบอสจงึ จดั เปน็ “คนมรี ฐั แตไ่ รส้ ญั ชาต”ิ ประเภทรอการกาำ หนดนโยบาย รบั รองสทิ ธิในสญั ชาติไทย ในชว่ งเวลาทสี่ าม ซงึ่ เปน็ ชว่ งเวลาทนี่ อ้ งบอสมสี ถานะเปน็ คนทม่ี รี ฐั ไทยเปน็ เจา้ ของตวั บคุ คล และ รัฐนไี้ ดก้ าำ หนดเงื่อนไขการใชส้ ทิ ธิในสญั ชาตไิ ทยโดยการเกิดแบบมเี งือ่ นไขตามมาตรา ๗ ทว ิ วรรคสองแล้ว โดยมติคณะรัฐมนตรเี มื่อวนั ท่ี ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ แตก่ ระบวนการร้องขอใชส้ ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยยังไม่ เกิดข้ึน น้องบอสจงึ ยงั ประสบปญั หาความไร้สญั ชาติตอ่ ไป กล่าวคือ ตงั้ แต่วันท ี่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ซ่ึงเป็นวันท่ีคณะรัฐมนตรีของรัฐไทยรับรองสิทธิในสัญชาติไทยน้ีแล้ว อันทำาให้น้องบอสมีสิทธิในการบันทึก ในทะเบยี นราษฎรของรฐั ไทยในสถานะคนสญั ชาตไิ ทย และมสี ทิ ธใิ นบตั รประชาชนตาม พ.ร.บ. บตั รประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ เพือ่ แสดงตนเปน็ คนสญั ชาตไิ ทย โดยพจิ ารณาขอ้ เทจ็ จริงของนอ้ งบอส เราอาจสรปุ เปน็ ทส่ี ดุ ไดว้ ่า ในปจั จบุ ัน เขายังมสี ถานะเปน็ คนไร้ สัญชาตโิ ดยข้อเทจ็ จรงิ (De facto Nationality – less Person) กลา่ วคือ เป็นท่ีชัดเจนวา่ ปัญหาความไรส้ ญั ชาติ ๓๓ ซึ่งบัญญัติว่า “ผูเ้ กดิ ในราชอาณาจกั รไทย โดยบดิ าและมารดาเป็นคนตา่ งดา้ วยอ่ มไม่ได้รบั สัญชาตไิ ทย ถ้าในขณะทเี่ กดิ บดิ าตามกฎหมาย หรือบิดาซึ่งมไิ ด้มกี ารสมรสกบั มารดาหรือมารดาของผู้นน้ั เป็น (๑) ผทู้ ไ่ี ดร้ ับการผอ่ นผนั ใหพ้ กั อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเปน็ กรณีพเิ ศษเฉพาะราย (๒) ผทู้ ี่ได้รับอนุญาตใหเ้ ข้าอย่ใู นราชอาณาจกั รไทยเพียงช่วั คราว หรือ (๓) ผ้ทู เ่ี ขา้ มาอยูใ่ นราชอาณาจกั รไทยโดยไมไ่ ดร้ ับอนญุ าตตามกฎหมายว่าดว้ ยคนเขา้ เมอื ง” ๓๔ ซง่ึ บัญญตั วิ า่ “ในกรณีท่เี หน็ สมควร รฐั มนตรีจะพจิ ารณาและส่ังเฉพาะรายให้บุคคลตามวรรคหน่ึงไดส้ ญั ชาติไทยก็ได้ ตาม หลกั เกณฑ์ท่คี ณะรฐั มนตรกี ำาหนด” บทบัญญัตนิ ีม้ ผี ลในขณะท่นี อ้ งบอสเกิด จนถวึ นั ท่ี ๒๗ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ๓๕ ซง่ึ บญั ญตั วิ า่ “ในกรณที เ่ี หน็ สมควร รฐั มนตรจี ะพจิ ารณาและสงั่ เฉพาะรายหรอื เปน็ การทวั่ ไปใหบ้ คุ คลตามวรรคหนงึ่ ไดส้ ญั ชาติ ไทยกไ็ ด้ ตามหลักเกณฑ์ทีค่ ณะรฐั มนตรกี ำาหนด” บทบัญญัติน้มี ีผลตัง้ แต่วันที่ ๒๘ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ จนถึงปจั จุบัน ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ผา่ นกรณศี ึกษาจากเร่อื งจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
64 ของเขานนั้ เกดิ ขนึ้ เพราะขอ้ เทจ็ จรงิ อนั กอ่ ตงั้ สทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยการเกดิ นน้ั ยงั ไมไ่ ดร้ บั การรบั รองจากรฐั เจา้ ของ สัญชาติ ปญั หามิไดอ้ ยทู่ ่ีความขาดไปของข้อกฎหมายหรือขอ้ นโยบาย ขอใหต้ ระหนกั วา่ เปน็ ทชี่ ดั เจนวา่ นอ้ งบอสเปน็ บคุ คลทไี่ ดร้ บั การรบั รองความมสี ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยแลว้ ตามท่กี าำ หนดในมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งถกู แกไ้ ขและเพ่ิมเตมิ โดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีเม่ือวันท่ี ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เพียงแต่ กระบวนการเพอื่ รอ้ งขอใชส้ ทิ ธติ ามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยสญั ชาตแิ ละกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยการทะเบยี นราษฎร ยงั ไมท่ าำ โดยบพุ การขี องนอ้ งบอส อาจดว้ ยความไมร่ แู้ ละไมเ่ ขา้ ใจในขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดงั กลา่ ว จงึ กลา่ ว ชดั ๆ วา่ เขามสี ทิ ธใิ นการรบั รองสถานะบคุ คลตามกฎหมายสญั ชาตไิ ทยในสถานะคนสญั ชาตไิ ทย “เรยี บรอ้ ยแลว้ ” เพราะเขามีข้อเทจ็ จรงิ อนั เป็นเงื่อนไขทมี่ าตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ และมตคิ ณะรัฐมนตรเี ม่อื วนั ท่ี ๗ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ กาำ หนดครบถว้ นแลว้ เม่ือกระบวนการขอพิสูจน์สิทธิในสัญชาติไทยยังไม่เริ่มต้น น้องบอสจึงยังมิได้รับการรับรองสิทธิใน สถานะบคุ คลตามกฎหมายการทะเบยี นราษฎรในสถานะคนสญั ชาตไิ ทย เขาจงึ ยงั เขา้ ไมถ่ งึ (๑) สทิ ธใิ นเลขประจาำ ตวั ในสถานะคนสญั ชาติไทยตามมาตรา ๑๖ วรรคแรก๓๖ แหง่ พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ (๒) สทิ ธิ ในการบันทึกในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวรในสถานะคนสัญชาติไทยตามมาตรา ๓๖ วรรคแรก๓๗ แห่ง พ.ร.บ. การทะเบยี นราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซง่ึ แก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ ขอให้ตระหนักว่า ในวันท่ีน้องบอสเข้าถึงสิทธิท้ังสองนี้อย่างครบถ้วนแล้ว เขาก็จะพ้นจากสถานะ คนไรส้ ญั ชาติ กลับเปน็ คนมีสัญชาติ หรอื กล่าวใหช้ ดั เจน กค็ ือ เปน็ คนท่รี ฐั ไทยยอมรบั เป็นรฐั เจา้ ของสญั ชาติโดย หลกั ดนิ แดนโดยการเกดิ ในทะเบยี นราษฎรของรฐั ไทยเอง เขาจงึ มสี ถานะเปน็ ราษฎรไทยประเภทคนสญั ชาตไิ ทย โดยการเกิด อันทาำ ให้มสี ทิ ธใิ นเอกสารรับรองตัวบคุ คลในสถานะดังกล่าว เพื่อการใชส้ ิทธอิ ่นื ๆ อนั พึงมแี กค่ นที่มี สิทธใิ นสญั ชาติไทยโดยการเกิด ตอ่ ไป (๓) การจัดการปัญหาการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายของน้องบอสต้องทำา อยา่ งไร ? ด้วยขอ้ กฎหมายใด ? การรบั รองสถานะบุคคลตามกฎหมายเพ่ือนอ้ งบอสย่อมจะตอ้ งทำาใน ๓ ลักษณะ กล่าวคือ (๑) การ พสิ ูจนส์ ิทธิในสญั ชาติไทยโดยหลกั ดนิ แดนโดยการเกิดตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ และตามมติคณะรัฐมนตรีเมือ่ วันท่ี ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ (๒) การรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายในสถานการณ์ทั่วไปเพ่ือน้องบอส โดยกรมการปกครองไทย โดยกระบวนการตามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยการทะเบยี นราษฎรและวา่ ดว้ ยบตั รประชาชน และ และ (๓) การรบั รองสถานะบคุ คลตามกฎหมายในสถานการณ์เฉพาะเรอ่ื งเพือ่ น้องบอส โดยส่วนราชการอ่นื ท่เี กี่ยวข้อง ๓๖ ซงึ่ บญั ญัติว่า “ในการดำาเนนิ การจัดเก็บข้อมูลทะเบยี นประวัตริ าษฎรใหผ้ อู้ าำ นวยการทะเบียนกลางกำาหนดเลขประจำาตัวแก่ บุคคลทอี่ ยใู่ นราชอาณาจกั รคนละหนงึ่ เลขโดยไม่ซ้ำากัน” ๓๗ ซ่งึ บญั ญัตวิ า่ “ใหน้ ายทะเบยี นอาำ เภอหรอื นายทะเบียนท้องถ่ินจดั ทาำ ทะเบียนบ้านไว้ทุกบ้าน สาำ หรบั ผูม้ สี ญั ชาตไิ ทยและคน ซ่งึ ไม่มีสัญชาตไิ ทยแต่มถี ิน่ ที่อยใู่ นราชอาณาจกั ร” ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเร่ืองจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ
65 (๓.๑) การพิสจู นส์ ิทธใิ นสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกดิ ตามมาตรา ๗ ทว ิ วรรค ๒ และตามมตคิ ณะรัฐมนตรีเมือ่ วันท ี่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ การพสิ จู น์สทิ ธิดังกล่าวของน้องบอสจะต้องทาำ ณ สาำ นักความมนั่ คงภายใน กรมการปกครอง เนื่องจากน้องบอสมีชื่อในทะเบียนราษฎร ณ กทม. ท้ังน้ี ตามแบบที่กำาหนดตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันท่ี ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ และจะต้องแนบเอกสารเพ่ือแสดงว่า น้องบอสมีคุณสมบัติตามท่ีมติคณะรัฐมนตรีน้ี กำาหนดใน ๒ ลักษณะที่สาำ คญั ในประการแรก นอ้ งบอสเปน็ บตุ รของของบคุ คลทอี่ พยพเขา้ มาในประเทศและอาศยั อยมู่ านาน ทมี่ ไิ ดม้ เี ชอ้ื สายไทยและเกดิ ในประเทศไทย ซง่ึ เปน็ “คนในทะเบยี นประวตั จิ นี ฮอ่ อพยพ” อนั เปน็ คนกลมุ่ เปา้ หมาย เฉพาะชนกลมุ่ นอ้ ยและกล่มุ ชาติพันธด์ุ ังกาำ หนดในมตคิ ณะรัฐมนตรขี ้างต้น ในประการทีส่ อง นอ้ งบอสมีคณุ สมบตั ิ ๗ ประกาศดังตอ่ ไปน้ี กล่าวคือ (๑) ไม่ปรากฏหลักฐาน การมแี ละใช้สญั ชาตอิ น่ื (๒) เกิดและมีภูมลิ าำ เนาในราชอาณาจักรไทยตอ่ เนือ่ ง โดยตอ้ งมชี อ่ื อยใู่ นระบบทะเบยี น ราษฎร หรอื มเี อกสารทางราชทแ่ี สดงวา่ เกดิ ในราชอาณาจกั รไทย (๓) สามารถพดู และฟงั ภาษาไทยเขา้ ใจได้ ยกเวน้ กรณเี ดก็ อายตุ า่ำ กวา่ เจด็ ปี (๔) ตอ้ งมคี วามจงรกั ภกั ดตี อ่ ประเทศไทย และเลอื่ มใสการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อันมีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข (๕) มีความประพฤติดี ไม่เคยได้รบั โทษคดอี าญา เวน้ แตใ่ นความผดิ อนั ได้ กระทำาโดยประมาทหรือลหุโทษ กรณีได้รับโทษในคดีอาญาต้องพ้นโทษแล้วอย่างน้อยห้าปีนับถึงวันท่ียื่นคำาร้อง (๖) ประกอบอาชพี สุจรติ ยกเวน้ พระภิกษุ สามเณร และนักบวชในศาสนาอนื่ ๆ ซง่ึ ต้องปฏบิ ตั ิกจิ มาไมน่ อ้ ยกวา่ ห้าปี หรือผู้ยื่นคำาร้องที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ และไม่ได้ประกอบ อาชีพ และ (๗) ไมม่ ีพฤตกิ ารณ์ทเ่ี ปน็ ภยั ตอ่ ความม่นั คงของรฐั เมอื่ คณะกรรมการพิจารณาสัญชาตไิ ทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ ซึง่ มอี ำานาจหนา้ ท่ีพิจารณา กรณีภายใน กทม. พิจารณาและรับรองสิทธิของน้องบอสแล้ว น้องบอสก็จะได้รับหนังสืออนุญาตให้ใช้สิทธิใน สัญชาติไทยโดยคำาส่ังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และน้องบอสจะต้องนำาหนังสือน้ีไปให้เขตพระนครซ่ึง มีหน้าที่ดูทะเบียนบ้านของน้องบอสในปัจจุบันเพ่ือดำาเนินการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายในสถานการณ์ ทั่วไปเพ่อื น้องบอสตอ่ ไป (๓.๒.) การรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายในสถานการณ์ท่ัวไปเพื่อน้องบอส โดยกรม การปกครองไทย โดยพจิ ารณาบทบัญญัติแห่งกฎหมายไทยว่าดว้ ยการทะเบียนราษฎรทเี่ กีย่ วข้อง กระบวนการ ต่อไปเปน็ หนา้ ท่ที ี่เคร่งครดั ของกรมการปกครอง ซ่ึงทาำ หนา้ ที่สาำ นักทะเบียนกลางในการบันทึกคนอยู่ในทะเบยี น ราษฎรของรฐั ไทย ดว้ ยการสนบั สนนุ ของอาำ เภอ/เขต/เทศบาลทดี่ แู ลทะเบยี นบา้ นของผทู้ รงสทิ ธแิ ตล่ ะคน เพอ่ื ๓ ประการทีส่ าำ คัญดงั ต่อไปน้ี ในประการแรก การกาำ หนดเลขประจาำ ตวั ในสถานะคนสญั ชาตไิ ทยตามมาตรา ๑๖ วรรคแรก๓๘ แหง่ พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ให้แก่นอ้ งบอส โดยไมล่ า่ ช้า และโดยไมผ่ ดิ พลาด ๓๘ ซึ่งบญั ญตั ิว่า “ในการดำาเนนิ การจดั เกบ็ ขอ้ มลู ทะเบียนประวัตริ าษฎรให้ผอู้ าำ นวยการทะเบียนกลางกาำ หนดเลขประจาำ ตัวแก่ บุคคลที่อยใู่ นราชอาณาจักรคนละหน่ึงเลขโดยไมซ่ ้ำากัน” ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคล ผ่านกรณศี ึกษาจากเรื่องจริง : วา่ ด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
66 ในประการที่สอง การบันทึกชื่อน้องบอสในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ใน สถานะคนสัญชาติไทย ซ่ึงเป็นไปตามมาตรา ๓๖๓๙ แห่ง พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซ่ึงแก้ไข และเพม่ิ เติมโดย พ.ร.บ. การทะเบยี นราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยไม่ลา่ ชา้ และโดยไมผ่ ิดพลาด ในประการท่ีสาม การออกบัตรประชาชนเพื่อแสดงสถานะคนสัญชาติไทย ซึ่งเป็นไปตาม มาตรา ๕ วรรคแรก๔๐ แห่ง พ.ร.บ. บัตรประจำาตวั ประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ ซงึ่ แก้ไขและเพิม่ เติมโดย พ.ร.บ. บตั ร ประจาำ ตัวประชาชน (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดย พ.ร.บ. บัตรประจำาตวั ประชาชน (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔ จะเห็นว่า ด้วยสิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายในท้ัง ๓ ลักษณะน้ี จะทำาให้ น้องบอสพ้นจากข้อสันนิษฐานทางกฎหมายว่าเป็นคนต่างด้าวตามมาตรา ๕๗ วรรคแรก๔๑ แห่ง พ.ร.บ. คน เขา้ เมอื ง พ.ศ. ๒๕๒๒ และขอ้ สมมติของมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓๔๒ แหง่ พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งแกไ้ ข และเพ่มิ เติมโดย พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ (๓.๓) การรบั รองสถานะบคุ คลตามกฎหมายในสถานการณเ์ ฉพาะเรื่องเพอ่ื นอ้ งบอส โดย สว่ นราชการอน่ื ของรัฐไทย โดยพิจารณาบทบัญญัติแห่งกฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของคนท่ีมีสถานะคนสัญชาติ ไทยในทะเบียนราษฎร เราพบว่า มีหลายส่วนราชการที่ต้องเข้ารับรองสิทธิและหน้าที่ให้แก่น้องบอส อาทิ (๑) สำานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะต้องเข้ารับรองสถานะของผู้ทรงสิทธิในหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติตามมาตรา ๕ วรรคแรก๔๓ แห่ง พ.ร.บ. หลกั ประกนั สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือ (๒) กระทรวง การโหมจะต้องเข้ารับรองสถานะของผู้ทรงหน้าท่ีของน้องบอสในการรับราชการทหารตามมาตรา ๗๔๔ แห่ง พ.ร.บ. รบั ราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ หรอื (๓) ประธานคณะกรรมการเลอื กตงั้ จะตอ้ งเขา้ รบั รองสถานะของผทู้ รง ๓๙ ซง่ึ บญั ญตั ิว่า “ให้นายทะเบียนอาำ เภอหรือนายทะเบยี นท้องถิน่ จดั ทาำ ทะเบยี นบ้านไวท้ กุ บา้ น สาำ หรบั ผมู้ สี ญั ชาตไิ ทยและคน ซง่ึ ไมม่ ีสัญชาติไทยแตม่ ีถิน่ ทอ่ี ยู่ในราชอาณาจกั ร” ๔๐ ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่เจ็ดปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ และมีชื่อในทะเบียนบ้านต้องมีบัตร ตามที่กาำ หนดในพระราชบญั ญตั นิ ี”้ ๔๑ ซึ่งบัญญัติว่า “เพ่ือประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ผู้ใดอ้างว่าเป็นคนมีสัญชาติไทย ถ้าไม่ปรากฏหลักฐานอันเพียงพอ ท่ีพนักงานเจ้าหน้าที่จะเชื่อถือได้ว่าเป็นคนมีสัญชาติไทย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้น้ันเป็นคนต่างด้าวจนกว่าผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมี สัญชาตไิ ทย” ๔๒ ซ่ึงบัญญัติว่า “ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่งจะอยู่ในราชอาณาจักรไทยในฐานะใด ภายใต้ เงอ่ื นไขใด ใหเ้ ปน็ ไปตามท่กี าำ หนดในกฎกระทรวง ท้งั น้ี โดยคาำ นึงถงึ ความมน่ั คงแหง่ ราชอาณาจักรและสิทธมิ นุษยชนประกอบกัน ในระหวา่ ง ท่ยี ังไม่มีกฎกระทรวงดงั กล่าว ให้ถือวา่ ผู้น้นั เขา้ มาอยใู่ นราชอาณาจกั รไทยโดยไม่ไดร้ ับอนญุ าตตามกฎหมายวา่ ด้วยคนเขา้ เมอื ง” ๔๓ ซงึ่ บญั ญตั วิ า่ “บคุ คลทกุ คนมสี ทิ ธไิ ดร้ บั บรกิ ารสาธารณสขุ ทมี่ มี าตรฐานและมปี ระสทิ ธภิ าพตามทกี่ าำ หนดโดยพระราชบญั ญตั ิ นี้” ประกอบกับบันทึกสำานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเร่ือง กำารเป็นหน่วยงานร่วมจัดระบบหลักประกันสุขภำาพของคนต่างชาติที่พำานัก ในประเทศไทยตามเร่ืองเสรจ็ ท่ี ๑๔๔๙/๒๕๕๖ ซึง่ เสนอคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะท่ี ๑๐) อันได้แก่ (๑) นายสวสั ดิ์ โชติพาำ นชิ ประธาน กรรมการ (๒) นายวฑิ รู ย์ ตงั้ ตรงจิตต์ กรรมการ (๓) นายวฑิ รู ย์ อ้ึงประพันธ์ กรรมการ (๔) นายสปุ ระดษิ ฐ์ หตุ ะสิงห์ กรรมการ (๕) นายสมชาย พงษธา กรรมการ (๖) นางจริยา เจียมวจิ ติ ร กรรมการ (๗) พลเอกพิชิต ยวู ะนยิ ม กรรมการ (๘) นายสมคิด เลิศไพฑรู ย์ กรรมการ และ (๙) นายจลุ สงิ ห์ วสนั ตสิงห์ กรรมการ เพ่อื พิจารณาเมอื่ วันพฤหสั บดี ที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๖ รายงานวา่ คณะกรรมการดงั กล่าวมคี วาม เหน็ ทางกฎหมายวา่ “บคุ คลทม่ี สี ทิ ธไิ ดร้ บั การบรกิ ารสาธารณสขุ ตามมาตรา ๕ แหง่ พระราชบญั ญตั หิ ลกั ประกนั สขุ ภาพแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ จงึ หมายถงึ บคุ คลทม่ี สี ญั ชาตไิ ทยเทา่ นน้ั โดยไมไ่ ดห้ มายถงึ บคุ คลสญั ชาตอิ นื่ ทพี่ าำ นกั อยหู่ รอื พกั อาศยั อยหู่ รอื เขา้ มาในประเทศไทยดว้ ยแตอ่ ยา่ ง ใด ซึ่งปัญหานคี้ ณะกรรมการกฤษฎกี า (คณะที่ ๑๐) ได้เคยวินิจฉัยไวแ้ ล้วในเรื่องเสร็จที่ ๒๒๔/๒๕๕๕” http://app-thca.krisdika.go.th/Naturesig/CheckSig?whichLaw=cmd&year=2556&lawPath=c2_1449_2556 ๔๔ ซง่ึ บัญญัติวา่ “ชายทมี่ ีสัญชาตเิ ป็นไทยตามกฎหมาย มีหนา้ ท่ีรบั ราชการทหารดว้ ยตนเองทุกคน” ข้อกฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณศี ึกษาจากเร่อื งจริง : วา่ ด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
67 สทิ ธใิ นการเขา้ รว่ มทางการเลอื กทางการเมอื งใหแ้ กน่ อ้ งบอส ทงั้ นี้ ยอ่ มเปน็ ไปตามรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั ร ไทย (ฉบับชว่ั คราว) พทุ ธศักราช ๒๕๕๗ และหลกั กฎหมายรฐั ธรรมนญู ไทยซงึ่ ไมเ่ ป็นลายลักษณ์อักษร เปน็ ต้น โดยสรุป ส่ิงที่บางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะต้องทำาเพ่ือ น้องบอส ก็คือ การสนับสนุนความรู้กฎหมายให้แก่ “คุณแม่นุช” หรือเภสัชกรปรียานุช มารดาบุญธรรม ตามธรรมชาติ ที่จะเข้าจัดการปัญหาความไร้สัญชาติให้แก่น้องบอสตามข้อกฎหมายและข้อนโยบายที่กล่าวมา ท้ังหมดข้างต้น (๓) มคี วามเปน็ ไปไดท้ จ่ี ะรบั รองสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยใหแ้ กน่ อ้ งบอสหรอื ไม ่ เพราะเหตใุ ด๔๕ ประเด็นตามข้อเท็จจริงที่จะต้องพิจารณา ก็คือ เร่ืองความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่รัฐไทยจะรับรอง สทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยใหแ้ กน่ อ้ งบอส จงึ เปน็ เรอื่ งของสทิ ธใิ นสญั ชาตขิ องมนษุ ย์ จงึ เปน็ เรอ่ื งของนติ สิ มั พนั ธข์ องเอกชน ประเภทบคุ คลธรรมดาหรอื บคุ คลตามธรรมชาตหิ รอื Natural Person จงึ เปน็ เรอ่ื งทต่ี อ้ งใชห้ ลกั กฎหมายระหวา่ ง ประเทศแผนกคดีบุคคล เพอ่ื ท่บี คุ คลดังกล่าวจะได้รบั ความยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คลนนั้ นติ สิ มั พนั ธข์ องเอกชนตามกฎหมายมหาชน ยอ่ ม ตอ้ งตกอยู่ภายใต้กฎหมายมหาชนภายในว่าด้วยสญั ชาตขิ องรัฐเจ้าของสัญชาติ ท้งั น้ี เว้นแตจ่ ะมีการกาำ หนดเป็น อย่างอื่น ระหวา่ งรฐั ท่เี ก่ียวขอ้ งกบั บคุ คลดงั กลา่ ว ดงั นัน้ กฎหมายท่ีจะตอ้ งใชก้ ฎหมายสทิ ธใิ นสัญชาตไิ ทย กย็ ่อม ได้แก่ กฎหมายของรฐั ไทยที่มผี ลในขณะท่ีน้องบอสมีจดุ เกาะเก่ยี วที่แท้จริงกับประเทศไทย เราพบว่า น้องบอส เกิดในประเทศไทย เขาจึงมีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศไทยโดยการเกิด และเมื่อเขาอาศัยอยู่ต่อมาตลอดชีวิตใน ประเทศไทย เขาจึงมจี ุดเกาะเก่ยี วภายหลงั การเกิดกบั ประเทศไทยอีกด้วย เขาจงึ มีความเปน็ ไปไดท้ จี่ ะขอรบั รอง สทิ ธิในสัญชาติไทยทง้ั โดยการเกดิ และภายหลังการเกิด แตเ่ มอื่ สญั ชาติโดยการเกิดยอ่ มมีคุณภาพทีด่ กี ว่าสัญชาติ ภายหลงั การเกดิ จงึ ควรจดั การสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยการเกดิ ใหแ้ กน่ อ้ งบอสมากกวา่ ทจ่ี ะไปจดั การสทิ ธใิ นสญั ชาติ ไทยภายหลงั การเกิดให้แก่น้องบอส ในการจัดการความเป็นไปได้ทางกฎหมายท่ีจะรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดให้แก่น้องบอส นั้น ก็จะต้องใช้กฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทยที่มีผลในช่วงเวลาท่ีน้องบอสเกิด หากเรารับฟังข้อเท็จจริงว่า นอ้ งบอสเกดิ ใน พ.ศ. ๒๕๔๙ กฎหมายไทยทมี่ ผี ลกาำ หนดสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยการเกดิ ของนอ้ งบอส กค็ อื พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซง่ึ ถูกแก้ไขและเพิม่ เตมิ โดย พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ทั้งน้ี เพราะกฎหมาย ฉบับดงั กล่าวมีผลในช่วงเวลาดังกล่าว โดยมาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซ่งึ ถูกแกไ้ ขและเพมิ่ เตมิ โดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อเท็จจริงท่ีกำาหนดความเป็นไปได้ที่จะรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดแก่บุคคลท่ีมี จดุ เกาะเกยี่ วโดยการเกิดกบั ประเทศไทยมอี ยู่ ๔ ความเปน็ ไปได้ กล่าวคอื (๑) ความเปน็ ไปไดท้ จ่ี ะขอรับรองสทิ ธใิ นสญั ชาติไทยโดยหลกั สืบสายโลหติ จากบิดา ในประการแรก คนที่มีสิทธิในสัญชาติไทยจะต้องมี “บิดาตามกฎหมาย” หรือ “บิดาตามข้อ ๔๕ ขอ้ สอบในวชิ า น.๔๙๐/น.๔๙๑ กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล โดย รศ.ดร.พันธ์ทุ ิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, การสอบความรูช้ ัน้ ปริญญาตรี ภาคปกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต/ศนู ย์ลาำ ปาง การสอบภาคแกต้ ัว ประจำาปกี าร ศกึ ษา ๒๕๕๙ วิชาบงั คับ ชนั้ ปที ี่ ๔ วันท่ี ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณศี ึกษาจากเร่ืองจรงิ : วา่ ดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ
68 เท็จจรงิ ที่ไดร้ บั การรับรองสัมพันธภาพกบั คนเกิดแลว้ ๔๖” เปน็ คนสญั ชาติไทยในขณะทค่ี นนัน้ เกิด ทง้ั น้ี เปน็ ไปตามมาตรา ๗ (๑) แหง่ พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซ่งึ ถกู แกไ้ ขและเพมิ่ เตมิ โดย พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบับ ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ซง่ึ บญั ญตั วิ ่า “บุคคลดงั ต่อไปนีย้ อ่ มไดส้ ญั ชาติไทยโดยการเกิด (๑) ผูเ้ กิดโดยบิดาหรอื มารดาเปน็ ผู้มสี ัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรอื นอกราชอาณาจกั รไทย ...” จะเหน็ วา่ สทิ ธใิ นสญั ชาติประเภท นีเ้ รียกกนั ว่า “สิทธใิ นสัญชาตไิ ทยโดยหลกั สืบสายโลหิตจากบิดา” เปน็ สิทธิท่ีเป็นไปโดยผลของกฎหมาย ไม่ตอ้ ง มกี ารกำาหนดเกณฑโ์ ดยคณะรัฐมนตรี และไมต่ ้องมกี ารร้องขอต่อรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย แตส่ ำาหรับ น้องบอสนน้ั เขาไมอ่ าจไดร้ บั การรบั รองสิทธิในสัญชาติไทยประเภทน้ี เพราะคุณพอ่ เซิงของนอ้ งบอสไมม่ ีสิทธใิ น สัญชาตไิ ทย (๒) ความเปน็ ไปไดท้ จ่ี ะขอรบั รองสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั สบื สายโลหติ จากมารดา ในประการทส่ี อง คนทม่ี สี ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยจะตอ้ งมมี ารดาเปน็ คนสญั ชาตไิ ทยในขณะทคี่ นนน้ั เกดิ ทง้ั น้ี เปน็ ไปตาม มาตรา ๗ (๑) แหง่ พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซง่ึ ถกู แกไ้ ขและเพม่ิ เตมิ โดย พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ซ่งึ บัญญัติวา่ “บคุ คลดงั ตอ่ ไปน้ีย่อมไดส้ ัญชาติไทยโดยการเกดิ (๑) ผู้เกิดโดยบดิ า หรอื มารดาเปน็ ผมู้ สี ญั ชาตไิ ทย ไมว่ า่ จะเกดิ ในหรอื นอกราชอาณาจกั รไทย ...” จะเหน็ วา่ สทิ ธใิ นสญั ชาตปิ ระเภท น้ีเรียกกันว่า “สิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดา” เป็นสิทธิที่เป็นไปโดยผลของกฎหมาย ไม่ ต้องมีการกำาหนดเกณฑ์โดยคณะรฐั มนตรี และไมต่ ้องมีการรอ้ งขอต่อรัฐมนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย เชน่ กัน แตส่ าำ หรบั นอ้ งบอสนน้ั เขาไมอ่ าจไดร้ บั การรบั รองสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยประเภทนี้ เพราะคณุ แมเ่ สย่ี วเอยี๊ นของนอ้ ง บอสไมม่ สี ทิ ธิในสญั ชาติไทย (๓) ความเป็นไปได้ที่จะขอรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนแบบใช้สิทธิได้ โดยพลนั หรอื แบบไมม่ เี ง่ือนไขในการใชส้ ิทธิ ในประการที่สาม คนท่มี สี ทิ ธิในสญั ชาตไิ ทยจะตอ้ งเกิดในประเทศไทย ทง้ั น้ี เป็นไปภายใต้มาตรา ๗ (๒) แหง่ พ.ร.บ.สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซง่ึ แก้ไขและเพมิ่ เติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ซ่งึ บัญญัติวา่ “บคุ คลดังต่อไปนีย้ อ่ มได้สญั ชาติไทยโดยการเกดิ ..... (๒) ผ้เู กิดในราชอาณาจกั รไทย ยกเวน้ บุคคลตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคหน่งึ ” ขอให้ตระหนักว่า เพยี งแคเ่ กิดในประเทศไทยไม่ทาำ ใหใ้ ช้สิทธิในสัญชาตนิ ้ี ได้โดยพลัน ยงั ปรากฏมีเงื่อนไขในการใช้สิทธิน้อี ีก ๒ ประการท่กี ำาหนดโดยบทบัญญตั แิ ห่งพระราชบญั ญัตนิ ี้เอง กลา่ วคือ (๑) เงอ่ื นไขท่กี าำ หนดโดยมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ และ (๒) เงอ่ื นไขทีก่ ำาหนดโดยมาตรา ๘ เงื่อนไขแห่งการใช้สิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนกำาหนดโดยกฎหมายประการแรกปรากฏ ในมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ แหง่ พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซงึ่ ถูกแกไ้ ขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึง่ บญั ญัตวิ า่ “ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าใน ขณะทเี่ กิดบดิ าตามกฎหมายหรอื บิดาซ่ึงมไิ ด้มีการสมรสกับมารดาหรอื มารดาของผูน้ นั้ เปน็ ๔๖ ซ่งึ มาตรา ๗ วรรค ๒ แหง่ พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซง่ึ แก้ไขและเพมิ่ เติมโดย พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบบั ที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติวา่ “คำาวา่ บิดาตาม (๑) ให้หมายความรวมถงึ ผ้ซู งึ่ ได้รับการพสิ ูจนว์ ่าเป็นบิดาของผูเ้ กดิ ตามวิธกี ารท่ีกาำ หนดในกฎกระทรวง แมผ้ นู้ นั้ จะ มไิ ด้จดทะเบียนสมรสกบั มารดาของผเู้ กิด และมิได้จดทะเบยี นรับรองผู้เกิดเป็นบตุ รกต็ าม” ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณศี ึกษาจากเรือ่ งจริง : วา่ ด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
69 (๑) ผ้ทู ไ่ี ดร้ ับการผอ่ นผันใหพ้ กั อาศยั อยใู่ นราชอาณาจักรไทยเป็นกรณพี เิ ศษเฉพาะราย (๒) ผทู้ ี่ได้รับอนุญาตใหเ้ ข้าอยู่ในราชอาณาจกั รไทยเพยี งชวั่ คราว หรือ (๓) ผทู้ เี่ ขา้ มาอยูใ่ นราชอาณาจักรไทยโดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าตตามกฎหมายว่าด้วยคนเขา้ เมือง” โดยพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าว คนเกิดในประเทศไทยในช่วงเวลาน้ีจะใช้สิทธิในสัญชาติไทยโดย หลักดินแดนน้ีโดยพลันได้ ก็ต่อเมื่อ (๑) มีบิดาหรือมารดาเป็นคนท่ีมีสิทธิในสัญชาติไทย หรือ (๒) มีบิดาและ มารดาเปน็ คนตา่ งดา้ วซงึ่ “มใิ ชค่ นตา่ งดา้ วทมี่ ลี กั ษณะการเขา้ เมอื งแบบไมถ่ าวร” กลา่ วคอื บพุ การที งั้ สองจะตอ้ ง มีสิทธอิ าศยั ถาวรตามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยคนเขา้ เมอื ง เมื่อกลบั มาพจิ ารณาข้อเทจ็ จรงิ ของน้องบอสแล้ว แมเ้ ขาจะมบี ิดาตามขอ้ เทจ็ จริง กล่าวคือ คุณพอ่ เซงิ เป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวรตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง แต่เขามีคุณแม่เสี่ยวเอี๊ยน ซ่ึงเป็นคน ตา่ งดา้ วสญั ชาตจิ นี ซงึ่ มเี พยี งสทิ ธอิ าศยั ชวั่ คราวตามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยคนเขา้ เมอื ง นอ้ งบอสจงึ ไมอ่ าจใชส้ ทิ ธใิ น สญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนแบบไมม่ ีเงอ่ื นไขในการใช้สิทธติ ามมาตรา ๗ (๒) เพราะตกอยู่ภายใต้มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ เงอื่ นไขแหง่ การใชส้ ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนกาำ หนดโดยกฎหมายประการสองปรากฏใน มาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึง่ บญั ญัติว่า “ผูเ้ กิดในราชอาณาจักรไทยโดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไมไ่ ดส้ ัญชาติไทย ถ้าขณะที่ เกดิ บดิ าหรือมารดาเป็น (๑) หวั หน้าคณะผ้แู ทนทางทูตหรือเจา้ หนา้ ที่ในคณะผู้แทนทางทูต (๒) หัวหนา้ คณะผู้แทนทางกงสลุ หรอื เจ้าหนา้ ทีใ่ นคณะผู้แทนทางกงสลุ (๓) พนกั งานหรอื ผเู้ ชี่ยวชาญขององคก์ ารระหวา่ งประเทศ (๔) คนในครอบครัวซึ่งเปน็ ญาตอิ ย่ใู นความอุปการะหรอื คนใช้ ซึ่งเดินทางจากตา่ งประเทศมาอยู่ กบั บคุ คลใน (๑) (๒) หรือ (๓)” โดยพิจารณาบทบญั ญตั ิดงั กล่าวแล้ว เราจงึ สรุปไดว้ า่ คนเกิดในประเทศไทยในชว่ งเวลาทีม่ าตรา ๘ นี้ มีผล ถูกจำากัดสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน หากคนเกิดนั้น (๑) มีบุพการีทั้งสองเป็นคนต่างด้าว และ (๒) บุพการีต่างด้าวฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงมีสถานะเป็น “บุคคลท่ีมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามกฎหมายระหว่าง ประเทศ” กลา่ วคือ เป็นทูต หรือกงสลุ หรือเจา้ หน้าท่อี งคก์ ารระหวา่ งประเทศ เมื่อกลับมาพิจารณาข้อเท็จจริงของน้องบอสแล้ว เราพบว่า บิดาและมารดาต่างด้าวของเขาก็ไม่มี สถานะเป็นคนต่างด้าวที่มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวคือ บุคคลทั้งสองไม่มี สถานะเป็นทูต หรอื กงสลุ หรือเจา้ หนา้ ทีข่ ององคก์ ารระหว่างประเทศ เขาจงึ ไม่ตกอยใู่ นขอ้ จำากัดของมาตรา ๘ แตด่ ว้ ยเขาตกอยู่ในขอ้ จาำ กัดของมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ แลว้ การไมต่ กอยู่ภายใตม้ าตรา ๘ จึงไม่ทำาให้เขาใชส้ ทิ ธิ ในสญั ชาตไิ ทยตามมาตรา ๗ (๒) ไดโ้ ดยพลนั การใชส้ ทิ ธิในสัญชาตินีย้ ่อมต้องรอมติคณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ โดยสรุปสาำ หรับสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดินแดนตามมาตรา ๗ (๒) น้ี จงึ จดั เปน็ “สทิ ธิในสญั ชาติ ไทยโดยหลกั ดนิ แดนแบบไมม่ เี งอ่ื นไข” เปน็ สทิ ธทิ เ่ี กดิ สาำ หรบั คนทเ่ี กดิ ในประเทศไทยตง้ั แตว่ นั ที่ ๒๖ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ จากบดิ าและมารดาซึง่ เปน็ คนตา่ งดา้ วทีม่ ีสทิ ธอิ าศยั ถาวรตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเขา้ เมือง ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรอื่ งจรงิ : วา่ ดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
70 สิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนประเภทน้ีเป็นไปโดยผลของกฎหมาย ไม่ต้องมีการกำาหนดเกณฑ์โดยคณะ รฐั มนตรี และไมต่ อ้ งมกี ารรอ้ งขอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเห็นวา่ แมน้ อ้ งบอสไม่ตกอยู่ภายใต้มาตรา ๘ แตน่ อ้ งบอสก็ไมอ่ าจใชส้ ทิ ธใิ นสญั ชาติไทยประเภทนี้ เพราะเขาตกอยู่ภายใตม้ าตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ (๔) ความเปน็ ไปไดท้ จ่ี ะขอรบั รองสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนแบบมเี งอ่ื นไขใน การใช้สทิ ธิ ในประการทส่ี แี่ ละเปน็ ประการสุดท้าย กฎหมายไทยว่าด้วยสญั ชาติไทยที่มผี ลในขณะทีน่ อ้ งบอส เกิดยอมรับให้คนเกิดในประเทศไทยท่ีมีบุพการีท้ังสองเป็นคนต่างด้าว ซ่ึงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือท้ังสองฝ่าย เป็นคนเข้าเมอื งแบบไม่ถาวรใชส้ ทิ ธิในสญั ชาติไทยโดยหลกั ดนิ แดนไดต้ ามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แหง่ พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซง่ึ ถกู แก้ไขและเพิม่ เตมิ โดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ซง่ึ บัญญัติวา่ “ในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีจะพิจารณาและส่ังเฉพาะรายหรือเป็นการทั่วไปให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้ สัญชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำาหนด” แต่อย่างไรก็ตาม คนเกิดในประเทศไทยใน สถานการณน์ จี้ ะตอ้ งไมม่ บี พุ การตี า่ งดา้ วฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ เปน็ บคุ คลทม่ี เี อกสทิ ธแ์ิ ละความคมุ้ กนั ตามกฎหมาย ระหวา่ งประเทศ อนั ทำาใหต้ กอยภู่ ายใต้ขอ้ จำากดั สทิ ธิตามมาตรา ๘ จะเหน็ วา่ สิทธใิ นสัญชาติไทยโดยหลกั ดินแดนตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ น้ี เปน็ ไปสำาหรบั คนทเ่ี กดิ ใน ประเทศไทยตงั้ แต่วนั ที่ ๒๖ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ จากบิดาและมารดาซ่ึงเปน็ คนตา่ งดา้ วที่ “ไม่ม”ี สิทธิอาศัย ถาวรตามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยคนเขา้ เมอื ง เราตระหนกั วา่ สทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนประเภทนี้ “ไมเ่ กดิ ขน้ึ ” โดยผลของกฎหมาย จะตอ้ งมกี ารกาำ หนดเกณฑโ์ ดยคณะรฐั มนตรี และจะตอ้ งมกี ารรอ้ งขอตอ่ รฐั มนตรวี า่ การ กระทรวงมหาดไทย กล่าวโดยสรปุ ก็คอื เงือ่ นไขของการใชส้ ทิ ธิในสัญชาติไทยโดยหลกั ดนิ แดนประเภทนี้ข้นึ อยู่ กบั คำาสง่ั ของรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย เมอื่ ยอ้ นกลบั พจิ ารณาขอ้ เทจ็ จรงิ ของนอ้ งบอสอกี ครงั้ เรากพ็ บวา่ ดว้ ยเหตผุ ลทเี่ กดิ ในประเทศไทย แมบ้ พุ การตี า่ งดา้ วฝา่ ยมารดาจะเปน็ คนตา่ งดา้ วทมี่ ลี กั ษณะการเขา้ เมอื งแบบไมถ่ าวร นอ้ งบอสยอ่ มมสี ทิ ธใิ น สญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนโดยคาำ สง่ั ของรฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ ทงั้ นี้ เพราะนอ้ งบอสยอ่ มไมต่ กอยู่ภายใตม้ าตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบบั ด้งั เดิม ด้วยเหตุที่บุพการี ของนอ้ ง “มใิ ช”่ คนตา่ งดา้ วซง่ึ ฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ มเี อกสทิ ธแ์ิ ละความคมุ้ กนั ตามกฎหมายระหวา่ งประเทศ และปรากฏ ว่า มมี ติคณะรัฐมนตรียอมรบั ให้สญั ชาติไทยแกค่ นในสถานการณ์เดียวกบั น้องบอสแล้วถงึ ๒ ครั้ง กล่าวคอื (๑) มตคิ ณะรัฐมนตรีเมอ่ื วันที่ ๗ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ และ (๒) มตคิ ณะรัฐมนตรีเม่อื วนั ที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ จึงสรุปได้ว่า น้องบอสย่อมมีข้อเท็จจริงท่ีน่าจะครบเงื่อนไขของการใช้สิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนตาม มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ กล่าวคอื โดยพจิ ารณา คณะรัฐมนตรีมมี ตเิ ม่ือวนั ท่ี ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เร่ือง การแก้ไขปัญหาเรือ่ งสญั ชาติ และสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนนักศึกษาและบุคคลไร้สัญชาติที่เกิดในราชอาณาจักรไทย เพ่ืออนุมัติตามท่ี กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ซึ่งมตคิ ณะรฐั มนตรีนี้กาำ หนดเง่ือนไขเพ่ือรับรองสิทธิในสญั ชาติไทยโดยหลกั ดิน แดนโดยการเกิดสำาหรับคนเกิดในประเทศไทยใน ๒ สถานการณ์ กล่าวคือ (๑) บุตรของชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่ม ชาติพันธุ์ท่ีเกิดในราชอาณาจักรไทย หากบิดาหรือมารดาเป็นชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธ์ุจะต้องได้รับการจัด ทำาทะเบียนประวัติ มีเลขประจำาตัว ๑๓ หลักตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และต้องเข้ามาอยู่ใน ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเรือ่ งจริง : วา่ ด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
71 ราชอาณาจักรไทยเปน็ เวลาไมน่ อ้ ยกว่า ๑๕ ปีนับถงึ วันทบี่ ตุ รย่นื คำาร้องขอมสี ญั ชาติไทย และ (๒) เด็กและบุคคล ท่ีกำาลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสถาบันการศึกษา หรือสำาเร็จการศึกษาแล้วท่ีเกิดในราชอาณาจักรไทยโดยมีบิดา หรือมารดาเป็นคนต่างด้าวอ่ืน ท่ีไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธ์ุตามที่ มท. จัดทำาทะเบียนประวัติ หรือไม่ ปรากฏบดิ ามารดา เราพบวา่ น้องบอสยอ่ มเป็นผทู้ รงสิทธิตามนโยบายนี้ เพราะเขามีสถานะเป็นทัง้ “เด็กนกั เรียน” และ “บคุ คลไรส้ ญั ชาตทิ เี่ กดิ ในราชอาณาจกั รไทย” ประเภทแรกตามมตคิ ณะรฐั มนตรเี มอ่ื วนั ท่ี ๗ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ กลา่ วคอื บตุ รของชนกลมุ่ นอ้ ยหรอื กลมุ่ ชาตพิ นั ธท์ุ เ่ี กดิ ในราชอาณาจกั รไทย หากบดิ าหรอื มารดาเปน็ ชนกลมุ่ นอ้ ย หรือกลุ่มชาติพันธุ์จะต้องได้รับการจัดทำาทะเบียนประวัติ มีเลขประจำาตัว ๑๓ หลักตามกฎหมายว่าด้วยการ ทะเบียนราษฎร และตอ้ งเขา้ มาอยใู่ นราชอาณาจกั รไทยเป็นเวลาไมน่ ้อยกวา่ ๑๕ ปนี ับถึงวนั ที่บุตรยื่นคำาร้องขอ มีสญั ชาตไิ ทย ข้อเท็จจริงที่ทำาให้น้องบอสมีสิทธิยื่นขอใช้สิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ ประกอบกบั มตคิ ณะรฐั มนตรเี มอ่ื วนั ท่ี ๗ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ มอี ยู่ ๖ ประการ กลา่ วคอื (๑) คณุ พอ่ เซงิ ของนอ้ งบอส เป็นชนกลมุ่ นอ้ ยหรอื กลมุ่ ชาติพันธท์ุ ่ไี ดร้ บั การจดั ทำาทะเบยี นประวัติ มเี ลขประจาำ ตวั ๑๓ หลกั ตาม กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และต้องเขา้ มาอยู่ในราชอาณาจกั รไทยเปน็ เวลาไมน่ ้อยกวา่ ๑๕ ปนี ับถงึ วนั ทบ่ี ตุ รยน่ื คาำ รอ้ งขอมสี ญั ชาตไิ ทย (๒) นอ้ งบอสมหี ลกั ฐานการเกดิ ในราชอาณาจกั รไทยและทะเบยี นบา้ น ประเภท ท.ร.๑๓ (๓) นอ้ งบอสมีสถานะเป็นคนไรส้ ญั ชาติ ไมป่ รากฏหลกั ฐานว่า นอ้ งบอส มแี ละใช้สัญชาติอื่น (๔) นอ้ ง บอส พูดและเข้าใจภาษาไทย (๕) น้องบอสมีความจงรักภักดีและเล่ือมใสระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุข (๖) น้องบอสมีความประพฤติดี ไม่มีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อความม่ันคง ไม่เคยต้องรับโทษ ความผิดคดอี าญา ดังน้นั น้องบอสจึงเป็นผ้ทู รงสิทธิในสัญชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ ประเภท “สญั ชาตไิ ทยเปน็ การทวั่ ไป” ตามหลกั เกณฑท์ ก่ี าำ หนดโดยคณะรฐั มนตรเี มอ่ื วนั ที่ ๗ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ในประการทสี่ าำ คญั ทสี่ ดุ ทเี่ ราควรจะตอ้ งตระหนกั กค็ อื หากยงั ไมม่ คี าำ สง่ั รฐั มนตรตี ามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ อนญุ าตใหส้ ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนแกน่ อ้ งบอส นอ้ งกจ็ ะมสี ถานะเปน็ “คนตา่ งดา้ วทเี่ ขา้ เมอื งผดิ กฎหมาย” ทงั้ นี้ เป็นไปตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ ซ่ึงบัญญตั ิว่า “ผู้เกดิ ในราชอาณาจกั รไทยซ่งึ ไม่ ไดส้ ญั ชาตไิ ทยตามวรรคหนงึ่ จะอยใู่ นราชอาณาจกั รไทยในฐานะใด ภายใตเ้ งอื่ นไขใด ใหเ้ ปน็ ไปตามทกี่ าำ หนด ในกฎกระทรวง ทง้ั น้ี โดยคำานึงถึงความม่ันคงแห่งราชอาณาจักรและสทิ ธิมนษุ ยชนประกอบกนั ในระหวา่ งที่ ยังไม่มีกฎกระทรวงดังกล่าว ให้ถือว่าผู้น้ันเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ว่าด้วยคนเขา้ เมือง” โดยพจิ ารณาบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว นอ้ งบอสกจ็ ะถกู ถอื เปน็ “คนตา่ งดา้ วทผ่ี ดิ กฎหมายไทยวา่ ดว้ ยคนเขา้ เมอื ง” ทงั้ น้ี เวน้ แตจ่ ะไดร้ บั อนญุ าตใหเ้ ปน็ คนเขา้ เมอื งถกู กฎหมาย ซง่ึ อาจจะเปน็ ไปโดย พ.ร.บ. คนเขา้ เมอื ง พ.ศ. ๒๕๒๒๔๗ ๔๗ เปน็ ไปตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ แหง่ พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึง่ ถูกแก้ไขและเพิ่มเตมิ โดย พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือเรยี กว่า “มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ เกา่ ” ซึง่ บัญญัตวิ า่ “ใหถ้ อื วา่ ผูเ้ กิดในราชอาณาจักรไทย ซ่งึ ไม่ได้สัญชาตไิ ทยตามวรรคหนงึ่ เปน็ ผู้ทเ่ี ขา้ มาอยูใ่ น ราชอาณาจักรไทยโดยไม่ไดร้ บั อนุญาตตามกฎหมายวา่ ด้วยคนเขา้ เมือง เว้นแต่จะมกี ารสง่ั เปน็ อย่างอ่นื ตามกฎหมายว่า ดว้ ยการนั้น” หรือเปน็ ไปตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ แหง่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซ่ึงถกู แก้ไขและเพิม่ เตมิ โดย พ.ร.บ.สญั ชาติ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และพ.ร.บ.สญั ชาติ (ฉบบั ที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ หรือเรยี กวา่ “มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ ใหม่” ในระหวา่ งทยี่ ังมีกฎกระทรวงเพอ่ื กำาหนด เงอ่ื นไขและฐานะการอยใู่ นประเทศไทย ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณศี ึกษาจากเร่ืองจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
72 หรอื เปน็ ไปโดยกฎกระทรวงตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ ใหม่๔๘ เพอ่ื กาำ หนดเงอ่ื นไขและฐานะการอยใู่ นประเทศไทย หากมีการประกาศใช้กฎกระทรวงนี้ในอนาคต น้องบอสในวันน้ีจึงถูกถือเป็น “คนต่างด้าวท่ีผิดกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง” ท้ังที่เป็นเด็กซ่ึงไม่ อาจมีเจตนาเข้าเมืองไทยโดยไม่ขออนุญาตตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง และทั้งที่เป็นเด็กท่ีมีพยาน หลกั ฐานทช่ี ดั เจนวา่ เกดิ ในประเทศไทย แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม กระบวนการสง่ ตวั นอ้ ง ซง่ึ เปน็ เดก็ ออกจากประเทศไทย ย่อมเป็นไปไมไ่ ด้ ทัง้ น้ี เพราะเปน็ การกระทาำ ท่ขี ัดตอ่ อนสุ ัญญาระหวา่ งประเทศว่าดว้ ยสิทธเิ ด็ก ค.ศ. ๑๙๘๙/พ.ศ. ๒๕๓๒ ซึ่งผูกพนั ประเทศไทย และนอกจากนัน้ โดยขอ้ ๗ แหง่ อนสุ ญั ญานี้ รัฐไทย ตลอดจนครอบครวั ทัง้ โดย กำาเนิดและบุญธรรม ย่อมมีหน้าท่ีผลักดันกระบวนการจัดการเพ่ือขจัดปัญหาความไร้สัญชาติให้แก่น้องบอสโดย ไมช่ กั ช้า๔๙ ในท้ายท่ีสุด การย่ืนขอรบั รองสิทธใิ นสัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ ให้แกน่ อ้ งบอส จงึ เป็นสิ่ง ทค่ี วรทำาอยา่ งไมช่ ักชา้ (๔) หากน้องบอสยังถูกถือเป็นคนไม่มีสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย เขา จะมสี ถานะบคุ คลตามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยคนเขา้ เมอื งเปน็ อยา่ งใด ? เพราะเหตใุ ด ?๕๐ โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เร่ืองของการกำาหนดสิทธิในสถานะบุคคลตาม กฎหมายคนเขา้ เมอื งย่อมเปน็ ไปภายใต้กฎหมายการเข้าเมืองของรฐั เจ้าของดนิ แดนซ่ึงเปน็ รัฐคกู่ รณี ทัง้ นี้ เพราะ เร่ืองการเข้าเมืองเป็นเร่ืองตามกฎหมายมหาชนย่อมเป็นไปภายใต้กฎหมายมหาชนภายในของรัฐเจ้าของดินแดน ซงึ่ เปน็ รัฐค่กู รณี แตอ่ ย่างไรกต็ าม รฐั ทีเ่ กี่ยวขอ้ งอาจจะมีการกำาหนดเปน็ อยา่ งอ่ืน โดยพิจารณาหลักกฎหมายสากลว่าด้วยการเข้าเมือง การเข้าเมืองของคนชาติเป็นสิทธิที่เด็ดขาด ในขณะที่การเข้าเมืองของคนต่างดา้ วเปน็ สทิ ธทิ ี่มีเง่อื นไข ในข้อเท็จจริงน้ี เม่ือคำาถามก็คือว่า น้องบอสจะมีสถานะบุคคลตามกฎหมายคนเข้าเมืองเป็นอย่างใด คาำ ตอบในประการแรกของคาำ ถามนยี้ อ่ มเปน็ ไปตามกฎหมายมหาชนของรฐั คกู่ รณี สาำ หรบั กรณนี ้ี จงึ ไดแ้ ก่ กฎหมาย ไทยวา่ การเข้าเมืองไทย ซ่ึงแยกออกเปน็ ๒ ลักษณะ กล่าวคอื (๑) บทกฎหมายหลกั สำาหรับคนทไี่ ดร้ บั การรับรอง รองสถานะคนสญั ชาตไิ ทยแลว้ กค็ อื กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึง่ ในปจั จุบนั กค็ ือ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย ๔๘ เปน็ ไปตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ แหง่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถกู แกไ้ ขและเพิ่มเตมิ โดย พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ และ พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบบั ที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือเรยี กว่า “มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ ใหม”่ ซึ่งบัญญัติว่า “ผเู้ กิดในราชอาณาจักร ไทยซงึ่ ไมไ่ ดส้ ญั ชาติไทยตามวรรคหนึ่งจะอยใู่ นราชอาณาจกั รไทยในฐานะใด ภายใตเ้ ง่ือนไขใด ให้เป็นไปตามที่กาำ หนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ โดยคำานึงถงึ ความม่นั คงแห่งราชอาณาจักรและสทิ ธิมนุษยชนประกอบกนั ในระหวา่ งทยี่ งั ไม่มกี ฎกระทรวงดังกลา่ ว ให้ถอื วา่ ผู้น้ันเขา้ มาอยู่ใน ราชอาณาจักรไทยโดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตตามกฎหมายว่าด้วยคนเขา้ เมอื ง” ๔๙ ซึ่งต่อมา สาำ นกั ทะเบยี น เขตพระนคร กทม. บันทึกนอ้ งบอสในทะเบียนราษฎรในสถานะคนสญั ชาติไทยในทะเบยี นบ้านคน อย่ถู าวร (ท.ร.๑๔) ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ และออกบตั รประชาชนเพือ่ แสดงตนเป็นคนสัญชาติไทยเมอ่ื วนั ที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ภายหลังการยื่นเร่ืองขอรับรองสทิ ธิในสญั ชาติไทยน้ีในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๑ และได้รับอนมุ ัติคาำ ขอในเดอื นเดยี วกนั ๕๐ ข้อสอบในวิชา ๔๙๐/๔๙๑ กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, การสอบความรู้ช้ันปริญญาตรี ภาคปกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศนู ย์รงั สิต/ศูนยล์ าำ ปาง, การสอบภาคท่ี ๑, ประจาำ ปีการ ศกึ ษา ๒๕๕๙, วชิ าบังคบั , ชนั้ ปที ่ี ๔, เมื่อวันท่ี ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณศี ึกษาจากเรือ่ งจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
73 และ (๒) บทกฎหมายหลักสาำ หรบั คนท่ไี ม่ไดร้ ับการรบั รองสถานะคนสัญชาตไิ ทยก็ยอ่ มเปน็ ไปตามกฎหมายไทย ว่าด้วยคนเข้าเมอื ง ซง่ึ ในปจั จบุ ัน ก็คอื พ.ร.บ. คนเขา้ เมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ดงั จะเห็นว่า มาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ คำาว่า “คนต่างด้าว” หมายถึงบุคคลท่ีไม่มีสัญชาติไทย และคำาว่า “คนเข้าเมือง” หมายถึงคนต่างด้าวเทา่ นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า น้องบอสไม่ได้รับการรับรองสถานะคนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรัฐ ไทย จึงต้องใช้ พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ในการพจิ ารณาปัญหาการเขา้ เมอื งไทยของนอ้ งบอส เม่ือย้อนกลบั มาพจิ ารณาขอ้ เท็จจริงของนอ้ งบอส เรากพ็ บวา่ โดยหลกั กฎหมายสัญชาตสิ ากล เขาไม่ อาจมีสิทธใิ นสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหติ ท้ังนี้ เพราะทัง้ บดิ าและมารดาเป็นคนต่างดา้ ว แตเ่ มอื่ เขาเกดิ ในประเทศไทย จงึ มคี วามเปน็ ไดท้ เ่ี ขาจะมสี ญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนโดยการเกดิ เมอื่ พิจารณามาถึงจุดนี้ เขาจงึ “น่า” จะมใิ ชค่ นต่างด้าวและคนเข้าเมืองในสายตาของรัฐไทย เขาจงึ “น่า” จะมสี ทิ ธิ เข้าเมืองไทยแบบไมม่ เี งอ่ื นไข แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลักกฎหมายสัญชาติสากลจะรับรองให้รัฐไทยรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดย การเกดิ โดยหลกั ดนิ แดนใหแ้ กน่ อ้ งบอสกต็ าม แตก่ ารรอ้ งขอเพม่ิ ชอื่ เขาในสถานะคนสญั ชาตไิ ทยกไ็ มอ่ าจทาำ ไดโ้ ดย พลัน เพราะเขายงั ไมม่ ีเงอื่ นไขตามที่กฎหมายกำาหนด กลา่ วคือ มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซง่ึ แก้ไขและเพ่ิมเตมิ โดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕๕๑ และ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑๕๒ ซึ่งบทบัญญัติมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ น้ี รับรองสิทธิในสัญชาติโดยหลักดินแดนของบุคคลที่เกิดใน ประเทศไทยจากบุพการตี ่างด้าว ซ่งึ มีลักษณะการเขา้ เมืองแบบไม่ถาวร ภายใต้เง่ือนไขตาม “หลักเกณฑ์ที่คณะ รัฐมนตรกี ำาหนด” ดงั นัน้ เง่อื นไขในการใชส้ ิทธิในสญั ชาตไิ ทยน้ขี องนอ้ งบอสจงึ มี ๒ ประการ กลา่ วคือ (๑) การมี มตคิ ณะรฐั มนตรกี าำ หนดหลกั เกณฑก์ ารไดส้ ญั ชาตไิ ทย และ (๒) รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทยพจิ ารณาและ ส่ังให้ไดส้ ญั ชาตไิ ทย ซึง่ อาจเป็นคาำ สั่งเฉพาะรายหรอื ทว่ั ไป ก็ได้ ในระหว่างที่เงื่อนไขท้ังสองยังไม่แล้วเสร็จ สถานะบุคคลตามกฎหมายมหาชนไทยของน้องบอสย่อม เปน็ ไปตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ แหง่ พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซ่ึงแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕ และ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งบญั ญัติว่า “ผเู้ กิดในราชอาณาจกั รไทย ซง่ึ ไมไ่ ดส้ ญั ชาตไิ ทยตามวรรคหนง่ึ จะอยใู่ นราชอาณาจกั รไทยในฐานะใด ภายใตเ้ งอื่ นไขใด ใหเ้ ปน็ ไปตามทกี่ าำ หนด ในกฎกระทรวง ทั้งน้ี โดยคาำ นงึ ถึงความมัน่ คงแหง่ ราชอาณาจักรและสทิ ธิมนษุ ยชนประกอบกัน ในระหว่างทย่ี งั ไม่มีกฎกระทรวงดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วย คนเข้าเมือง” ๕๑ มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซ่งึ แก้ไขและเพ่มิ เติมโดย พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งมผี ลในขณะทนี่ อ้ งเกิด จนถงึ วนั ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ บญั ญตั วิ ่า “ในกรณที ี่เห็นสมควร รฐั มนตรจี ะพิจารณาและส่ังเฉพาะราย หรอื เป็นการท่ัวไปให้บคุ คลตามวรรคหนึง่ ไดส้ ญั ชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ท่ีคณะรัฐมนตรกี ำาหนด” ๕๒ มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แหง่ พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพมิ่ เติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ ซง่ึ มผี ลต้งั แตว่ ันที่ ๒๘ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ จนถงึ ปจั จุบัน บญั ญัตวิ า่ “ในกรณที ่ีเห็นสมควร รัฐมนตรจี ะพจิ ารณาและสัง่ เฉพาะรายหรือ เปน็ การทั่วไปใหบ้ ุคคลตามวรรคหนึง่ ไดส้ ญั ชาติไทยก็ได้ ตามหลกั เกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกาำ หนด” และมาตรา ๒๒ แห่ง พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัตใิ หน้ าำ มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แกไ้ ขใหมน่ ้ีมาใชแ้ กบ่ ุคคลทเี่ กิดกอ่ นการแกไ้ ขด้วย มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ ใหม่นีจ้ ึงมี ผลรบั รองสทิ ธใิ นสัญชาตไิ ทยโดยหลกั ดินแดนโดยการเกดิ แบบมีเง่อื นไขนี้แก่น้องบอสด้วย ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรอ่ื งจริง : ว่าด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
74 เมอื่ พจิ ารณาบทบญั ญัตดิ งั กล่าวแล้ว จึงสรุปไดว้ า่ ในประการแรก ฐานะการอยู่ของคนที่เกิดในประเทศไทย แต่ยังไม่อาจใช้สิทธิในสัญชาติไทยได้ โดยพลนั อันเปน็ ผลอตั โนมัติของกฎหมาย ก็จะต้องเปน็ ไปตามกฎกระทรวงท่อี อกตามความในมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ น้ี ซ่ึงกฎกระทรวงน้ีจะต้องเป็นไปตาม “ข้อคำานึงถึงความม่ันคงแห่งราชอาณาจักรและสิทธิมนุษยชน ประกอบกัน” แต่โดยข้อเท็จจริงของปัจจุบัน แม้ยังไม่มีกฎกระทรวงดังกล่าวเกิดข้ึน แต่ก็มีความคืบหน้าใน เรื่องนี้ กลา่ วคอื คณะรฐั มนตรีเมื่อวนั ที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ได้อนมุ ตั ิหลักการร่างกฎกระทรวงกาำ หนดฐานะ และเงอื่ นไขการอยใู่ นราชอาณาจกั รไทยของผเู้ กดิ ในราชอาณาจกั รไทยซงึ่ ไมไ่ ดส้ ญั ชาตไิ ทย พ.ศ. .... ตามทก่ี ระทรวง มหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ซ่ึงโดยหลักการของร่าง กฎกระทรวงน้ี ผเู้ กดิ ในราชอาณาจกั รไทยและไมอ่ าจใชส้ ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยพลนั มสี ทิ ธอิ าศยั อยใู่ นราชอาณาจกั ร เช่นเดียวกับบิดาหรือมารดา ซ่ึงก็เป็นไปตามหลักกฎหมายการเข้าเมืองสากลที่ปฏิบัติกันในนานาอารยประเทศ ตลอดจนปฏบิ ัติกันอย่แู ล้วในประเทศไทยอย่างเป็นปกตปิ ระเพณกี ารปกครองของรฐั ไทย ในประการท่ีสอง ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงดังกล่าว มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ ก็ให้ถือว่า “ผนู้ ้ันเขา้ มาอยู่ในราชอาณาจกั รไทยโดยไม่ได้รับอนญุ าตตามกฎหมายว่าดว้ ยคนเขา้ เมอื ง” ดงั น้ัน การปรับ สถานะใหเ้ ปน็ “ผเู้ ขา้ มาอยใู่ นราชอาณาจกั รโดยไดร้ บั อนญุ าตตามกฎหมายวา่ ดว้ ยคนเขา้ เมอื ง” กจ็ ะตอ้ งทาำ ตามท่ีกำาหนดใน พ.ร.บ. คนเข้าเมืองท่ีมีผลในขณะท่ีมีการพิจารณา ในปัจจุบันน้ี ก็คือ พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ เมื่อย้อนกลบั มาพิจารณาขอ้ เท็จจริงของน้องบอสอีกคร้ัง เราก็จะสรุปได้วา่ ในประการแรก ถา้ กฎกระทรวงตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ ถูกประกาศใชแ้ ลว้ ฐานะการอยู่ของเด็ก ชายน้องบอสกจ็ ะเปน็ ไปตามบทบญั ญตั ขิ องกฎกระทรวงน้ี ในประการที่สอง ในระหว่างท่ียังไมม่ ีกฎกระทรวงดงั กล่าว มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ กใ็ ห้ถอื วา่ นอ้ งบอส ย่อมมีสถานะเป็น “ผู้น้ันเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง” ดังนั้น การปรับสถานะให้น้องบอสเป็น “ผู้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคน เขา้ เมอื ง” กจ็ ะตอ้ งทาำ ตามทกี่ าำ หนดใน พ.ร.บ. คนเขา้ เมอื งทม่ี ผี ลในขณะทม่ี กี ารพจิ ารณา ประกอบกบั หลกั กฎหมาย คนเข้าเมอื งสากล จะเห็นวา่ ไม่ว่าจะมีกฎกระทรวงตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ หรือไม่ รัฐไทยยอมรับหลักกฎหมายคน เข้าเมืองสากล ซ่ึงโดยหลักกฎหมายนี้ บุตรผู้เยาว์ก็ย่อมต้องมีสิทธิเข้าเมืองและสิทธิอาศัยในประเทศใดประเทศ หน่งึ ตามบพุ การี เราคงต้องตระหนักวา่ หลกั การอยู่รวมกนั ของครอบครวั (Principle of Family Unification) เป็นหลักสิทธิมนุษยชนที่ศักดิ์สิทธิ ซึ่งผูกพันรัฐไทยและนานารัฐในประชาคมระหว่างประเทศอย่างไม่มีข้อสงสัย หากบพุ การมี สี ทิ ธเิ ขา้ เมอื งและอาศยั ในประเทศไทย บตุ รกย็ อ่ มมสี ทิ ธติ ามบพุ การี โดยเฉพาะบตุ รผเู้ ยาวแ์ ละบตุ ร ทย่ี งั ตอ้ งพึง่ พงิ บุพการี ดงั นั้น เมื่อย้อนกลบั มาพจิ ารณาข้อเทจ็ จริงของนอ้ งบอสและบุพการีอีกครั้ง เราพบว่า นายเซิงผเู้ ปน็ บิดา ไดร้ บั อนุญาตใหม้ ีสทิ ธิเขา้ เมอื งและอาศัยอยู่ในประเทศไทยในลกั ษณะถาวรต้ังแต่วนั ท่ี ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ตามมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ. คนเขา้ เมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ในขณะทีน่ างสาวเสยี่ วเอย้ี น ผ้เู ปน็ มารดา มีสถานะ ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณศี ึกษาจากเร่ืองจริง : วา่ ด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
75 เป็นคนตา่ งดา้ วท่ไี ด้รบั อนญุ าตให้เขา้ มาในประเทศไทย ในลกั ษณะของนกั ทอ่ งเท่ยี วบ้าง หรือคนทาำ งานบ้าง แลว้ แตส่ ถานการณเ์ ปน็ คราวๆ ไป เราจงึ อาจสรปุ ในสว่ นของนอ้ งบอสไดว้ า่ เมอื่ นายเซงิ ไดร้ บั อนญุ าตใหม้ สี ถานะคนเขา้ เมอื งทช่ี อบดว้ ย กฎหมายและมีสทิ ธิอาศยั ถาวรในประเทศไทย ดงั นน้ั เด็กชายนอ้ งบอสย่อมมสี ิทธอิ าศยั ถาวรในประเทศไทย ตามบดิ าด้วย ดว้ ยวา่ นอ้ งบอสมสี ถานะเปน็ บตุ รผ้เู ยาวข์ องบดิ า และการถือสิทธอิ าศัยตามบิดาย่อมเปน็ คณุ ต่อ นอ้ งบอสมากกวา่ ท่จี ะใหถ้ อื สิทธิอาศัยในประเทศไทยตามมารดา ทั้งน้ี เป็นไปตามมาตรา ๒๒ วรรคแรก๕๓ แหง่ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งรัฐไทยจะต้องรับรองสิทธิที่ดีท่ีสุดให้แก่เด็ก ซ่ึงหลักการนี้เป็นพันธกรณี ระหว่างประเทศที่รฐั ไทยมีตามอนุสญั ญาสหประชาชาตวิ า่ ด้วยสิทธขิ องเดก็ ค.ศ. ๑๙๘๙/พ.ศ. ๒๕๓๒ ความเป็น คนต่างด้าวท่ีมีสิทธิอาศัยช่ัวคราวของมารดาจึงไม่อาจทำาให้น้องบอสซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ประสบความด้อยสิทธิ ตามมารดา โดยสรุป น้องบอสจึงมีสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมือง ถกู ตามบดิ า และมสี ิทธิอาศยั อยา่ งถาวรในคณุ ภาพเดยี วกบั บิดา มิใชม่ ารดา เม่อื เขามิใช่คนเข้าเมืองผดิ กฎหมาย เขาจึงไม่อาจถูกจำากัดเสรีภาพในการเดินทางในประเทศไทย และเขาย่อมมีสิทธิอาศัยอยู่กับบิดาในประเทศไทย ในลักษณะถาวร ปญั หาท่จี ะตอ้ งคิดต่อไป กค็ ือ น้องบอสจะใช้เอกสารใดเพอื่ รับรองสถานะผทู้ รงสทิ ธเิ ขา้ เมอื งและ อาศัยถาวรในประเทศไทย ? เราพบวา่ โดยหลกั กฎหมายไทยวา่ ดว้ ยคนตา่ งดา้ วทมี่ สี ทิ ธอิ าศยั ถาวรในประเทศไทยนน้ั เจา้ หนา้ ทขี่ อง รัฐไทยย่อมจะตอ้ งมีหน้าท่ีออกเอกสารรับรองตัวบคุ คลใหแ้ กค่ นตา่ งดา้ วดังกล่าวใน ๓ ลักษณะ กล่าวคือ (๑) ใบ สาำ คญั ถน่ิ ทอ่ี ยตู่ าม พ.ร.บ. คนเขา้ เมอื ง พ.ศ. ๒๕๒๒๕๔ (๒) ใบสาำ คญั ประจาำ ตวั คนตา่ งดา้ วตาม พ.ร.บ. การทะเบยี น คนตา่ งดา้ ว พ.ศ. ๒๔๙๓๕๕ (๓) สำาเนาทะเบยี นบ้านประเภทคนอยูถ่ าวร (ท.ร.๑๔)๕๖ และ (๔) บัตรประจำาตัว คนไม่มีสัญชาติไทย๕๗ ซึ่งเอกสารท้ังสองประการหลังเป็นไปตาม พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซ่ึง แกไ้ ขและเพ่มิ เติม พ.ร.บ. การทะเบยี นราษฎร (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ ๕๓ ซงึ่ บัญญตั วิ ่า “การปฏบิ ตั ิต่อเด็กไมว่ ่ากรณีใด ให้คำานงึ ถึงประโยชน์สูงสดุ ของเดก็ เป็นสาำ คัญและไมใ่ ห้มีการเลือกปฏิบตั ิโดย ไม่เป็นธรรม” ๕๔ มาตรา ๔๗ วรรค ๑ บัญญัติว่า “คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้มีถ่ินที่อยู่ในราชอาณาจักรจะต้องขอรับใบสำาคัญถิ่นที่อยู่ จากอธิบดีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซ่ึงอธิบดีมอบหมายไว้เป็นหลักฐานภายในเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากพนักงานเจ้าหน้าท่ีเป็น ลายลักษณอ์ ักษรในกรณที ค่ี นต่างดา้ วอายตุ ่ำากว่าสบิ สองปไี ด้รับอนุญาตใหม้ ถี ่นิ ที่อยใู่ นราชอาณาจกั ร ผู้ใช้อาำ นาจปกครองหรอื ผู้ปกครองต้อง ขอรับใบสำาคัญถ่ินท่ีอยู่ในนามของคนต่างด้าวผู้น้ัน ในการน้ีอธิบดีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซ่ึงอธิบดีมอบหมายจะออกใบสำาคัญถิ่นท่ีอยู่ให้ ต่างหากหรอื รวมกนั กับผใู้ ชอ้ าำ นาจปกครองหรือผู้ปกครองกไ็ ด้” ๕๕ มาตรา ๗ บญั ญตั วิ า่ “คนต่างด้าวท่มี ีอายสุ บิ สองปบี ริบูรณ์ หรอื คนตา่ งด้าวทไี่ ดร้ บั อนุญาตใหเ้ ปน็ คนเขา้ เมืองตามกฎหมาย ว่าด้วยคนเข้าเมืองแล้ว ให้ไปขอใบสำาคัญประจำาตัวภายในเจ็ดวันนับแต่วันท่ีมีอายุสิบสองปีบริบูรณ์ หรือวันท่ีรับอนุญาตให้เป็นคนเข้าเมือง แลว้ แตก่ รณี เฉพาะในกรณหี ลงั ใหแ้ จง้ ดว้ ยวา่ ไดน้ าำ คนตา่ งดา้ วอายตุ าำ่ กวา่ สบิ สองปมี าดว้ ยกคี่ น ถา้ มี เพอื่ นายทะเบยี นจะไดจ้ ดลงไวใ้ นใบสาำ คญั ประจาำ ตวั ” ๕๖ มาตรา ๓๖ วรรค ๑ บัญญัติว่า “ให้นายทะเบียนอำาเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นจัดทำาทะเบียนบ้านไว้ทุกบ้าน สำาหรับ ผ้มู สี ัญชาติไทยและคนซ่ึงไมม่ สี ัญชาตไิ ทยแต่มีถน่ิ ทอ่ี ยู่ในราชอาณาจักร” ๕๗ ระเบยี บสาำ นักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำาบตั รประจำาตวั คนซงึ่ ไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเรอื่ งจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
76 จะเห็นว่า ในระหว่างที่นอ้ งบอสยงั ไม่ไดร้ ับการรบั รองสิทธใิ นสัญชาตไิ ทยโดยหลักดินแดนโดยการเกดิ โดยผลของมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แหง่ พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซ่ึงถูกแกไ้ ขและเพมิ่ เติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบกับมติคณะรฐั มนตรีเมื่อวันท่ี ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ นอ้ งบอสกย็ ังจะถูกถือ เปน็ คนตา่ งดา้ วทมี่ สี ทิ ธเิ ขา้ เมอื งและสทิ ธอิ าศยั ถาวรในประเทศไทยตามบดิ า ทง้ั นี้ ไมว่ า่ จะเปน็ ไปตามหลกั กฎหมาย การเขา้ เมืองของเดก็ หรอื กฎกระทรวงตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ ซ่ึงจะออกมาตามมติคณะรฐั มนตรเี ม่ือวนั ที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ก็ตาม เม่ือน้องบอสยังไม่ได้รับการออกใบสำาคัญถิ่นท่ีอยู่และใบสำาคัญประจำาตัวคนต่างด้าว ตลอดจนยัง ถูกบันทึกผิดในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยในสถานะคนต่างด้าวประเภทคนอยู่ชั่วคราว น้องบอสก็อาจได้รับ ผลกระทบด้านลบของความไร้เอกสารและการบันทึกผิดในทะเบียนราษฎรในอนาคต และอาจเป็นอุปสรรคใน การใช้สทิ ธิมนุษยชนของน้องบอส ซง่ึ ยังมีปัญหาความไรส้ ัญชาติอยอู่ ีกด้วย ในท้ายท่ีสุด ประเทศไทยก็ไม่น่าจะปฏิเสธสิทธิที่น้องบอสจะใช้สิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตาม กฎหมายคนเขา้ เมืองไทยในลักษณะเดียวกับบดิ าซง่ึ เป็นสทิ ธทิ ่ดี ที ส่ี ดุ มิใชห่ รือ ? ท้งั นี้ เพราะเรอื่ งนมี้ ใิ ชเ่ พยี งเปน็ สทิ ธอิ ันพึงมตี ามกฎหมายภายในของรฐั ไทย แต่หากยงั เป็นสิทธิอันพงึ มีตามอนสุ ัญญาสหประชาชาตวิ า่ ด้วยสิทธิ ของเด็ก ค.ศ. ๑๙๘๙/พ.ศ. ๒๕๓๒ อกี ด้วย ดงั นนั้ ในระหวา่ งทก่ี ารพสิ จู นส์ ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนของนอ้ งบอสยงั ไมแ่ ลว้ เสรจ็ เภสชั กร ปรียานุชก็ควรจะต้องร้องขอให้มีการออกใบสำาคัญถ่ินท่ีอยู่และใบสำาคัญประจำาตัวคนต่างด้าวเพื่อน้องบอส แล้ว จึงนำาเอกสารดังกล่าวมาร้องขอให้เขตพระนครย้ายน้องบอสออกจากทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ช่ัวคราว (ท.ร. ๑๓) ไปบนั ทกึ ในทะเบยี นบา้ นประเภทคนอยถู่ าวร (ท.ร.๑๔) ในสถานะคนตา่ งดา้ วทมี่ สี ทิ ธเิ ขา้ เมอื งและสทิ ธอิ าศยั ถาวร นอกจากนั้น เราหวงั ว่า เจ้าหนา้ ท่ขี องรฐั ท่ีมอี าำ นาจหน้าที่ดงั กล่าวจะไม่ปฏิเสธสทิ ธใิ นเอกสารดังกล่าวของ น้องบอส แต่อยา่ งไรกต็ าม หากเจ้าหนา้ ที่ดังกล่าวปฏิเสธคำาขอของเภสชั กรปรียานุชเพอ่ื น้องบอส กฎหมายไทย ก็รบั รองสิทธิของนอ้ งบอสทจี่ ะรอ้ งขอความยุตธิ รรมต่อไปยังศาลปกครองไดต้ ่อไป (๕) หากน้องบอสยังไม่ถูกบันทึกเป็นคนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ศาลไทยจะใชก้ ฎหมายของรฐั ใดบา้ งในการกำาหนดความสมั พนั ธท์ างครอบครวั ระหวา่ ง น้องบอสและครอบครัวบุญธรรม ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างน้องบอสและ ครอบครัวตามกำาเนดิ เพราะเหตุใด๕๘ จะเห็นว่า เม่ือประเด็นท่ีจะต้องพิจารณาเป็นปัญหาการเลือกกฎหมายของ “ศาลไทย” เพ่ือกำาหนด ความสัมพนั ธท์ างครอบครัวระหว่างน้องบอสและครอบครวั ท้งั ๒ ลกั ษณะ กลา่ วคอื (๑) ครอบครวั โดยกำาเนิด และ (๒) ครอบครวั บญุ ธรรม ซึง่ เปน็ นติ ิสมั พนั ธ์ท่มี ีจดุ เกาะเกี่ยวกบั ๓ ประเทศ กลา่ วคอื (๑) ประเทศจีน เพราะ คุณแมเ่ ส้ยี วเอ้ียนมีสถานะเป็นคนสัญชาติจีนในทะเบยี นราษฎรจีน อีกท้ังคุณพ่อเซิงกเ็ ป็นคนทเ่ี กิดในประเทศจนี แม้จะยงั ประสบปัญหาความไร้สัญชาติ และ (๒) ประเทศไทย เพราะเภสัชกรปรียานุชและสามมี ีสถานะเป็นคน ๕๘ ขอ้ สอบในวชิ า น.๔๙๐/น.๔๙๑ กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล โดย รศ.ดร.พนั ธทุ์ ิพย์ กาญจนะจติ รา สายสุนทร, การสอบความรู้ชน้ั ปรญิ ญาตรี ภาคปกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ศนู ย์รงั สติ /ศูนยล์ ำาปาง การสอบภาคแก้ตัว ประจำาปีการ ศกึ ษา ๒๕๕๙ วิชาบังคับ ช้ันปีท่ี ๔ วันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณีศึกษาจากเรอ่ื งจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ
77 สัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรไทย อีกท้ังน้องบอสก็เกิดในประเทศไทย โดยสรุปของประเด็นท่ีจะพิจารณา จึง เปน็ เรอื่ ง (๑) ตามกฎหมายเอกชนวา่ ดว้ ยครอบครวั และ (๒) เปน็ นติ สิ มั พนั ธท์ มี่ ลี กั ษณะระหวา่ งประเทศ อนั ทาำ ให้ ต้องใช้หลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลเพื่อพิจารณา หากจะต้องการให้เร่ืองราวนี้เป็นไปโดยชอบ ด้วยหลกั กฎหมายระหว่างประเทศ อนั ทาำ ให้มีผลในท่ีประเทศของโลก โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เม่ือกรณีที่จะต้องพิจารณาเป็นเร่ืองตามกฎหมาย เอกชนและมลี กั ษณะระหวา่ งประเทศ กรณจี งึ ตอ้ งเปน็ ไปตาม “หลกั กฎหมายขดั กนั ” หรอื “กฎหมายวา่ ดว้ ยการ ขัดกันแห่งกฎหมายเอกชน” ของรัฐเจ้าของศาลท่ีจะต้องพิจารณากรณี และเม่อื ปรากฏวา่ เปน็ การพิจารณาใน ศาลไทย กฎหมายขัดกันทจี่ ะต้องเร่มิ ใช้ในการพจิ ารณากรณตี ามข้อเทจ็ จรงิ ก็คือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขดั กันแห่ง กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ซ่ึงเป็นกฎหมายขัดกันไทยที่มีผลในขณะที่จะต้องพิจารณาประเด็นแห่งคดี และมี ความเปน็ ไปไดท้ กี่ ฎหมายนีจ้ ะชใี้ หใ้ ช้กฎหมายขดั กันจนี ซงึ่ เปน็ อกี กฎหมายหนง่ึ ท่ีเกยี่ วขอ้ ง โดยกฎหมายขัดกันไทยฉบับดังกล่าว ความสมั พนั ธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัวโดยกำาเนดิ เป็นไปตาม มาตรา ๒๙ – ๓๑ ในขณะทค่ี วามสัมพนั ธร์ ะหว่างบคุ คลในครอบครวั บญุ ธรรมเป็นไปตามมาตรา ๓๕ ในที่น้ี เราจึงแยกพิจารณาความสัมพันธ์ทางครอบครัวของน้องบอสออกเป็น ๒ ลักษณะ กล่าวคือ (๑) นอ้ งบอสกบั ครอบครวั โดยกำาเนิด และ (๒) นอ้ งบอสกับครอบครวั บญุ ธรรม (๑) ความสมั พันธ์ระหวา่ งน้องบอสและครอบครัวโดยกำาเนิด เราคงจะต้องตระหนักว่า โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ความสัมพันธ์ระหว่าง บคุ คลในครอบครวั กล่าวคอื ระหวา่ งบุคคลทเ่ี ปน็ บิดา มารดา และบุตร ในระบบกฎหมายขดั กันแบบ Civil Law จงึ เปน็ ไปตามกฎหมายของรฐั เจา้ ของสญั ชาตขิ องบดิ าทชี่ อบดว้ ยกฎหมายในกรณที บี่ ดิ าและมารดาสมรสกนั ตาม กฎหมาย หรอื ในกรณที ไี่ มป่ รากฏมบี ดิ าทช่ี อบดว้ ยกฎหมาย กจ็ ะตอ้ งใชก้ ฎหมายของรฐั เจา้ ของสญั ชาตขิ องมารดา กำาหนดความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและบุตร แต่ในระบบกฎหมายขัดกันแบบ Common Law ความสัมพันธ์ ระหว่างบดิ า มารดา และบตุ ร จงึ เป็นไปตามกฎหมายของรัฐเจา้ ของภูมลิ าำ เนาของบิดาทีช่ อบด้วยกฎหมาย ใน กรณีท่ีบิดาและมารดาสมรสกันตามกฎหมาย หรือในกรณีท่ีไม่ปรากฏมีบิดาท่ีชอบด้วยกฎหมาย ก็จะต้องใช้ กฎหมายของรฐั เจา้ ของภมู ลิ าำ เนาของมารดากาำ หนดความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมารดาและบตุ ร เมอ่ื ยอ้ นกลบั มาพจิ ารณา กฎหมายขัดกันไทยและจีนต่างก็เป็นกฎหมายขัดกันในตระกูลกฎหมายแบบ Civil Law จึงใช้กฎหมายของรัฐ เจา้ ของสญั ชาติของบุพการีหลกั ของครอบครัว เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาข้อเท็จจริงของน้องบอส ซ่ึงบุพการีท้ังสองมิได้จกทะเบียนสมรสกันตาม กฎหมาย และเม่ือมาตรา ๓๐ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ. ว่าดว้ ยการขัดกนั แห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ซ่ึงบญั ญัติวา่ “ในกรณีท่ีเด็กเกิดจากหญิงท่ีมิได้มีการสมรสกับชาย สิทธิและหน้าที่ระหว่างมารดากับบุตร ให้เป็นไปตาม กฎหมายสญั ชาตขิ องมารดา” กฎหมายขดั กนั ไทยจงึ ชใ้ี หใ้ ชก้ ฎหมายขดั กนั จนี ในการกาำ หนดความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง คุณแม่เส้ียวเอ๊ียนและน้องบอส ซึ่งกฎหมายขัดกันจีนก็ชี้ให้ใช้กฎหมายแพ่งสาระบัญญัติจีนเพื่อกำาหนดความ สัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั้งสอง ดังนั้น ในกระบวนการพิจารณาของศาลไทย หากมีการพิสูจน์กฎหมายจีนท้ังใน ระดับกฎหมายขัดกันและกฎหมายสาระบัญญัติจนศาลไทยพอใจ ศาลน้ีจะยอมรับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งจีน เพ่ือกำาหนดความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่เสี้ยวเอี๊ยนและน้องบอส การการพิสูจน์เนื้อหาของกฎหมายจีนต่อ ศาลไทยเปน็ สงิ่ ท่คี ู่ความจะตอ้ งนาำ สืบ เพราะศาลไทยย่อมไม่อาจรู้เน้ือหาของกฎหมายจนี ได้เอง ทงั้ น้ี เปน็ ไปตาม ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเร่ืองจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ
78 มาตรา ๘๕๙ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขดั กันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ แต่อย่างไรกต็ าม หากความปรากฏวา่ การ ใช้กฎหมายจีนเป็นการขัดหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประเทศไทย ศาลไทยก็จะไม่ยอมใช้ กฎหมายจีนในการพิจารณาประเด็นแห่งคดีน้ิ ทงั้ น้ี เปน็ ไปตามมาตรา ๕๖๐ แหง่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขดั กันแห่ง กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ในกรณที ศี่ าลไทยไมเ่ ชอื่ ในเนอ้ื หาของกฎหมายจนี หรอื เหน็ วา่ กฎหมายจนี ขดั ตอ่ หลกั ความ สงบเรยี บร้อยและศลี ธรรมอนั ดี ศาลนีก้ จ็ ะกลบั มาใชก้ ฎหมายไทย อันไดแ้ ก่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ ไทยว่าดว้ ยครอบครวั แทนกฎหมายจนี ท้งั นี้ เพอ่ื ประโยชน์แห่งความยตุ ธิ รรมนนั่ เอง ในส่วนการพิจารณาความสัมพันธ์ทางกฎหมายครอบครัวระหว่างคุณพ่อเซิงและน้องบอสนั้น เราพบ ว่า ไม่มีการจดทะเบียนรับรองบุตรระหว่างบุตรท้ังสอง คุณพ่อเซิงจึงมีสถานะเป็นบิดาตามข้อเท็จจริง มิใช่บิดา ตามกฎหมาย ความสมั พนั ธต์ ามกฎหมายครอบครวั จงึ เกดิ ขนึ้ อยา่ งมเี งอ่ื นไขระหวา่ งบคุ คลทง้ั สอง ซงึ่ รายละเอยี ด ย่อมเป็นไปตามกฎหมายสญั ชาติของคณุ พอ่ เซงิ ทั้งน้ี เปน็ ไปตามมาตรา ๓๑ ซึง่ บัญญตั วิ า่ “การรบั เป็นบตุ รชอบ ด้วยกฎหมายให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบิดาในขณะท่ีรับเป็นบุตร ถ้าหากในขณะน้ันบิดาได้ถึงแก่ ความตายเสยี แลว้ ก็ให้เปน็ ไปตามกฎหมายสัญชาติของบดิ าในขณะที่ถงึ แกค่ วามตาย” แต่ดว้ ยคุณพอ่ เซิงยัง ประสบปัญหาความไร้สญั ชาติ กรณจี งึ เปน็ ไปตามมาตรา ๖ วรรค ๔ ซึ่งบัญญัติวา่ “สาำ หรบั บุคคลผูไ้ รส้ ญั ชาติ ใหใ้ ชก้ ฎหมายภมู ลิ าำ เนาของบคุ คลนนั้ บงั คบั ถา้ ภมู ลิ าำ เนาของบคุ คลนนั้ ไมป่ รากฏ ใหใ้ ชก้ ฎหมายของประเทศ ซึ่งบุคคลน้ันมีถิ่นท่ีอยู่บังคับ” ดังน้ัน ศาลไทยจึงต้องใช้กฎหมายของรัฐเจ้าของภูมิลำาเนาแทนกฎหมายของรัฐ เจา้ ของสญั ชาติ และเมอื่ ขอ้ เทจ็ จรงิ ปรากฏวา่ คณุ พอ่ เซงิ มภี มู ลิ าำ เนาทง้ั ตามกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน ในประเทศไทย ศาลไทยใช้ต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งไทยว่าด้วยครอบครัว ซึ่งเป็นกฎหมายของรัฐเจ้าของ ภูมิลำาเนาของคุณพ่อเซิงกำาหนดความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อเซิงและน้องบอส กรณีไม่ต้องพิสูจน์กฎหมายไทย ตอ่ ศาลไทย ศาลนี้รู้กฎหมายไทยได้เอง (๒) ความสมั พันธ์ระหวา่ งนอ้ งบอสและครอบครัวบญุ ธรรม เรายอ่ มจะต้องใช้มาตรา ๓๕ แหง่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขดั กนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ เพอ่ื กาำ หนด ความสัมพนั ธ์ทางครอบครวั ระหว่างน้องบอสและบุพการบี ญุ ธรรม ซึง่ มาตราน้ีบญั ญตั ัว่า “ถ้าผ้รู ับบตุ รบญุ ธรรมและบุตรบุญธรรมมีสญั ชาตอิ ันเดียวกัน การรับบุตรบุญธรรมให้เป็นไปตาม กฎหมายสัญชาตขิ องบุคคลน้นั ๆ ถา้ ผรู้ บั บตุ รบญุ ธรรมและบตุ รบญุ ธรรมมสี ญั ชาตแิ ตกตา่ งกนั ความสามารถและเงอ่ื นไขแหง่ การรบั บุตรบุญธรรมให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของคู่กรณีแต่ละฝ่าย แต่ผลแห่งการรับบุตรบุญธรรมระหว่าง ผรู้ บั บุตรบุญธรรมกบั บุตรบุญธรรมให้เป็นไปตามกฎหมายสญั ชาติของผูร้ บั บตุ รบญุ ธรรม สิทธิและหน้าที่ระหว่างบุตรบุญธรรมกับครอบครัวของตนตามกำาเนิดนั้นให้เป็นไปตามกฎหมาย สัญชาตขิ องบตุ รบญุ ธรรม” ตามข้อเท็จจริงน้นั การจดทะเบยี นบญุ ธรรมระหว่างน้องบอสและเภสัชกรปรยี านุชและสามที ำากันขึน้ ๕๙ ซงึ่ บญั ญตั วิ า่ “ในกรณที จี่ ะตอ้ งใชก้ ฎหมายตา่ งประเทศบงั คบั ถา้ มไิ ดพ้ สิ จู นก์ ฎหมายนนั้ ใหเ้ ปน็ ทพ่ี อใจแกศ่ าล ใหใ้ ชก้ ฎหมาย ภายในแหง่ ประเทศสยาม” ๖๐ ซึง่ บญั ญตั ิวา่ “ถา้ จะตอ้ งใช้กฎหมายต่างประเทศบังคบั ให้ใชก้ ฎหมายนน้ั เพียงไมข่ ัดต่อความสงบเรียบรอ้ ยหรือศลี ธรรมอัน ดขี องประชาชนแหง่ ประเทศสยาม” ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณีศึกษาจากเรอ่ื งจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
79 ตง้ั แต่วนั ท่ี ๒๑ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๖๐ จงึ ทาำ ใหส้ รุปได้วา่ ครอบครวั บญุ ธรรม (Family by Adoption) ระหวา่ ง นอ้ งบอสและคณุ แมป่ รียานุช ตลอดจนคณุ พ่อบุญธรรม ยอ่ มเปน็ ไปตามกฎหมาย กล่าวคอื พ.ร.บ. จดทะเบยี น ครอบครวั พ.ศ. ๒๔๗๘ มิใช่ครอบครัวบุญธรรมตามธรรมชาติ โดยมาตรา ๓๕ วรรค ๒ ขา้ งตน้ ศาลไทยยอ่ มจะใช้กฎหมายไทยกำาหนด “ผลของการรับบุตรบญุ ธรรม ระหวา่ งผรู้ บั บตุ รบญุ ธรรมกบั บตุ รบญุ ธรรม” ทง้ั นี้ เพราะมาตราดงั กลา่ วกำาหนดใหใ้ ช้ “กฎหมายสญั ชาตขิ องผรู้ บั บตุ รบญุ ธรรม” อนั ไดแ้ กก่ ฎหมายของรฐั เจา้ ของสญั ชาตขิ องผรู้ บั บตุ รบญุ ธรรม และเมอื่ เภสชั กรปรยี านชุ และสามี มีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ศาลไทยจึงต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งไทยว่าด้วย ครอบครวั กาำ หนดความสัมพันธร์ ะหวา่ งน้องบอสและบพุ การีบญุ ธรรมทงั้ สอง กรณีไม่จาำ เปน็ ตอ้ งพิสจู นก์ ฎหมาย นต้ี อ่ ศาล เพราะศาลไทยยอ่ มรู้กฎหมายไทยได้เอง ในสว่ นความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งนอ้ งบอส ซงึ่ มสี ถานะเปน็ บตุ รบตุ รบญุ ธรรมของเภสชั กรปรยี านชุ และสามี กับครอบครวั ตามกำาเนดิ กลา่ วคอื คณุ พ่อเซงิ และคุณแมเ่ สีย้ วเอีย๊ นนน้ั มาตรา ๓๕ วรรค ๓ ข้างต้นกำาหนดให้เป็น ไปตามกฎหมายของรัฐเจ้าของสญั ชาติของบุตรบุญธรรม กล่าวคอื กฎหมายของรฐั เจ้าของสัญชาตขิ องน้องบอส แต่เมื่อน้องบอสยังตกเป็นคนไร้สัญชาติอยู่อีก ด้วยยังไม่ได้รับการรับรองสถานะคนสัญชาติโดยรัฐใดเลยบนโลก มาตรา ๖ วรรค ๔ แห่ง พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยการขดั กันแหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ จงึ กำาหนดใหใ้ ช้กฎหมายของรัฐ เจา้ ของภมู ลิ าำ เนาแทนกฎหมายของรัฐเจา้ ของสญั ชาติ จะเหน็ วา่ นอ้ งบอสเปน็ ผเู้ ยาว์ ดงั นน้ั กฎหมายไทยวา่ ดว้ ยภมู ลิ าำ เนาตามกฎหมายกาำ หนดใหม้ ภี มู ลิ าำ เนา ตามผู้ใช้อาำ นาจปกครอง หรือผ้ปู กครอง ทั้งนี้ เปน็ ไปมาตรา ๔๔ วรรค ๑ แห่ง ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ ซ่ึงบัญญัติว่า “ภูมิลำาเนาของผู้เยาว์ ได้แก่ภูมิลำาเนาของผู้แทนโดยชอบธรรมซ่ึงเป็นผู้ใช้อำานาจปกครองหรือ ผปู้ กครอง” จะเหน็ วา่ ปรากฏตามขอ้ เทจ็ จรงิ ของนอ้ งบอสวา่ นอ้ งบอสอาศยั อยทู่ ถ่ี นนดนิ สอ กทม. ซงึ่ ทเี่ ปน็ ทพี่ กั อาศัยของทง้ั ครอบครวั บญุ ธรรมและครอบครวั โดยกำาเนดิ จึงฟงั ยุตวิ า่ น้องบอสมีภมู ิลำาเนาในประเทศไทย โดย มาตรา ๓๕ วรรค ๓ แหง่ พ.ร.บ. วา่ ด้วยการขดั กนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ กฎหมายไทย อนั ไดแ้ ก่ ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของรัฐไทยว่าด้วยครอบครัวจึงเป็นกฎหมายที่มีผลกำาหนดความสัมพันธ์ระหว่างน้อง บอสและครอบครวั โดยกาำ เนดิ ในส่วนที่เกี่ยวกับความเปน็ บตุ รบุญธรรมของนอ้ งบอสอกี ด้วย มี ๓ มาตราท่ีสำาคัญในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของรัฐไทยท่ีกำาหนดความสัมพันธ์ทาง ครอบครวั ของนอ้ งบอสและครอบคร้งั ทัง้ สองกลา่ วคือ ในประการแรก มาตรา ๑๕๙๘/๒๘ วรรค ๑ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยข์ องรฐั ไทยบญั ญตั ิ วา่ “บุตรบญุ ธรรมย่อมมฐี านะอย่างเดยี วกบั บตุ รชอบด้วยกฎหมายของผรู้ บั บุตรบญุ ธรรมนน้ั แตไ่ ม่สูญสิทธิ และหน้าทใี่ นครอบครวั ที่ได้กาำ เนดิ มา ในกรณเี ช่นนี้ ใหบ้ ดิ ามารดาโดยกาำ เนดิ หมดอำานาจปกครองนับแต่วนั เวลาทเ่ี ดก็ เป็นบตุ รบุญธรรมแล้ว” ดังน้นั จงึ สรปุ ไดว้ ่า กฎหมายไทยกก็ ำาหนดให้น้องบอสยงั คงมคี วามสัมพันธ์ ทางกฎหมายกับครอบครัวโดยกำาเนิดต่อไป แม้จะมีการก่อต้ังครอบครัวบุญธรรมตามกฎหมายระหว่างน้องกับ เภสัชกรปรียานุชและสามีเพ่ิมข้ึนมา และแม้อำานาจปกครองน้องบอสจะเป็นของบุพการีบุญธรรมตามกฎหมาย ต้ังแตว่ นั ที่มีการจดทะเบียนรับบตุ รบญุ ธรรมในวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นต้นมา กต็ าม ในประการที่สอง มาตรา ๑๕๙๘/๒๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของรัฐไทยบัญญัติว่า “การรับบุตรบุญธรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรมเพราะเหตุการณ์ รบั บตุ รบญุ ธรรมนน้ั ” ดงั นน้ั เภสชั กรปรยี านชุ และสามไี มท่ รงสทิ ธใิ ความเปน็ ทายาทโดยธรรมของกองมรดกของ ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผา่ นกรณีศกึ ษาจากเรื่องจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
80 นอ้ งบอสแต่อย่างใด ในประการที่สาม มาตรา ๑๖๒๗ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยข์ องรัฐไทยบญั ญตั วิ ่า “บุตร นอกกฎหมายท่ีบิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมน้ันให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรท่ีชอบด้วย กฎหมาย ตามความหมายแหง่ ประมวลกฎหมายนี้” ดงั น้นั น้องบอสจึงทรงสทิ ธใิ นความเป็นทายาทโดยธรรม ของกองมรดกของเภสชั กรปรยี านชุ และสามี โดยสรปุ กฎหมายท่ีมผี ลกำาหนดความสัมพนั ธท์ างครอบครัวของน้องบอสกับครอบครวั ทัง้ ๒ ลกั ษณะ ของเขา ย่อมเป็นไปตาม (๑) ประมวลกฎหมายแพ่งจีนสำาหรับความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคุณแม่เสี่ยวเอี๊ยน (๒) ประมวลกฎหมายแพ่งไทยสำาหรับความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคุณพ่อเซิง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่าง เขากบั ทัง้ ครอบครวั โดยกำาเนิดและครอบครวั บญุ ธรรม จะเหน็ วา่ ในทส่ี ดุ วา่ กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คลยอ่ มระแวดระวงั มใิ หเ้ กดิ สญุ ญากาศ ทางกฎหมายเพ่ือรับรองสิทธิในครอบครัวให้แก่มนุษย์ในทุกสถานการณ์ แม้ว่า มนุษย์น้ันจะประสบปัญหา ความไรส้ ญั ชาติก็ตาม ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเรอ่ื งจรงิ : วา่ ด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ
81 ๖เร่ืองที่ กรณศี ึกษานายซาฮิด : “ผลู้ ภี้ ยั ในเขตเมือง” ซงึ่ เป็นคนเกดิ ในประเทศปากีสถานเมอื่ พ.ศ. ๒๕๒๖ และเข้ามาอาศยั ในประเทศไทยต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในสถานะนักทอ่ งเที่ยว และในปจั จุบนั ในสถานะคนรอการส่งออกนอกประเทศไทยตามมาตรา ๕๔ แหง่ พ.ร.บ. คนเข้าเมอื ง พ.ศ. ๒๕๒๒ สารบาญ หนา้ ๘๒ ๑) ขอ้ เท็จจรงิ ๘๔ ๒) นายซาฮิดมีจุดเกาะเกย่ี วทีแ่ ท้จรงิ กับประเทศใดบ้าง ? เพราะเหตุใด ? ๘๖ ๓) รัฐไทยมสี ถานะเปน็ รัฐเจา้ ของตัวบคุ คล (Personal State) ของนายซาฮดิ หรือไม่ ? เพราะเหตใุ ด ? ๔) นายซาฮิดมสี ถานะคนเขา้ เมืองถูกหรอื ผิดกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมอื งหรอื ไม่ ? เพราะเหตุใด ? ๘๘ ๙๑ การเขา้ มอบตวั ตอ่ สาำ นักงานตรวจคนเข้าเมืองยอ่ มทำาให้เขามีสถานะบุคคลท่ชี อบด้วยกฎหมายไทย ๙๕ วา่ ดว้ ยคนเขา้ เมืองหรอื ไม่ ? เพราะเหตใุ ด ? ๕) รัฐไทยมีหนา้ ที่รบั รองสถานะคนอยู่ตามกฎหมายไทยวา่ ด้วยการทะเบยี นราษฎรใหแ้ กน่ ายซาฮดิ ๙๘ หรอื ไม่ ? เพราะเหตุใด ? ๖) จะต้องใช้กฎหมายของรฐั ใดกาำ หนดความสามารถในการทำานติ ิกรรมและสัญญาของนายซาฮดิ ? เพราะเหตใุ ด ? ๗) กรณีศกึ ษานายซาฮิด : การกาำ หนดสทิ ธใิ นการศกึ ษาในประเทศไทยของผลู้ ี้ภัยในเขตเมอื ง ซึง่ มี สถานะเปน็ คนต่างดา้ วทร่ี อการสง่ ออกนอกประเทศไทยตามมาตรา ๕๔ วรรค ๒ แหง่ พ.ร.บ. คนเขา้ เมือง พ.ศ.๒๕๒๒ ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรือ่ งจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ
82 (๑) ขอ้ เทจ็ จริง เมื่อวนั ท่ี ๒๑ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ เวลา ๑๑.๕๐ น. Mr.Shahid XXXXXX หรือท่เี รียกกนั ใน ประเทศไทยวา่ “คณุ ซาฮดิ ” กไ็ ดเ้ ขยี นอเี มลลเ์ ขา้ มาทก่ี ลอ่ งอเี มลลข์ อง รศ.ดร.พนั ธท์ุ พิ ย์ กาญจนะจติ รา สายสนุ ทร รองศาสตราจารยป์ ระจำาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึง่ ดูแลโครงการบางกอกคลนิ ิกเพือ่ บคุ คลทมี่ ี ปญั หาสถานะบคุ คลตามกฎหมาย วา่ “เรยี น เจ้าหน้าท่ที ี่เกยี่ วขอ้ ง เนอ่ื งดว้ ยขา้ พเจา้ Mr.Shahid XXXXXX อายุ ๓๓ ปี เปน็ ชาวปากสี ถาน ไดเ้ ดนิ ทางเขา้ มาในประเทศไทย เมือปี พ.ศ. ๒๕๕๔ และได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยเพ่ือรอตั้งถ่ินฐานใหม่กับ สำานักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่ง สหประชาชาติ หรอื UNHCR เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ (เลขทข่ี น้ึ ทะเบยี นแลว้ 815-XXXXXXXX) และในขณะนข้ี า้ พเจา้ ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความยากลำาบาก มีคุณภาพชีวิตท่ีแย่ เนื่องจาก UNHCR ไม่อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยประกอบอาชีพ ใดๆ ท้ังน้ีตัวข้าพเจ้าเองก็เคยถูกกักขังท่ีกรมตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู เพราะว่าหนังสือเดินทางและ VIsa ของขา้ พเจา้ หมดอายุ แตป่ จั จบุ นั ไดถ้ กู ประกนั ตวั ออกมาแลว้ ซงึ่ ทางกรมตรวจคนเขา้ เมอื งไดอ้ อกเอกสารใหข้ า้ พเจา้ เพ่ือประกอบในการรายงานตัวทุกเดือนโดยได้ระบุไปในเอกสารอย่างชัดเจนว่า “ห้ามประกอบอาชีพ” ทุกวันน้ี ขา้ พเจา้ กไ็ ดแ้ ต่เพียงอยูไ่ ปวันๆ หนึ่ง เพอื่ รอคอยวา่ เมอื่ ไหรข่ ้าพเจ้าจะได้ตง้ั ถิน่ ฐานใหม่ ซง่ึ ก็เปน็ เวลาหลายปแี ล้ว ที่รอคอย ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอความเห็นใจจากผู้ท่ีเกี่ยวข้องที่สามารถจะช่วยข้าพเจ้าให้ได้ต้ังถ่ินฐานใหม่และมี คณุ ภาพชีวิตทดี่ ขี ึ้น ในขณะเดยี วกนั นเี้ องขา้ พเจา้ กม็ เี พอ่ื นชาวปากสี ถานทรี่ จู้ กั กนั คนหนง่ึ ชอ่ื Mr. Khan XXXX XXXXXX อายุ ๖๑ ปี เขาไดเ้ ดนิ ทางมาในประเทศไทยเมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ และไดข้ น้ึ ทะเบยี นเปน็ ผลู้ ภ้ี ยั ในปเี ดยี วกบั ขา้ พเจา้ (เลขท่ีข้ึนทะเบียนแล้ว 815- XXXXXXXX) ป้จจุบันนี้เขาได้ถูกกักตัวไว้ท่ีท่ีห้องกักของกรมตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู เปน็ เวลาปคี รงึ่ แลว้ (IDC no.XXXXX) เนอ่ื งดว้ ยเคา้ ถกู จบั ในขอ้ หาทวี่ า่ ประกอบอาชพี โดยปราศจาก ใบอนญุ าตทำางานเมือวันที่ ๓ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เขาใช้ชวี ติ ท่ยี ากลาำ บากและแออดั มากในหอ้ งกกั เน่ืองดว้ ย ปรมิ าณคนท่ีถกู กักมีเยอะกวา่ มากเมอ่ื เทียบกับจำานวนห้องกกั ประกอบกับเขามีอายทุ มี่ ากแลว้ เลยสง่ ผลให้เขามี อาการเจบ็ ปว่ ยอยบู่ อ่ ยครั้ง ขา้ พเจ้าจึงใครข่ อความเห็นใจจากผู้ที่เก่ียวขอ้ งทีส่ ามารถจะช่วยเพือ่ นของข้าพเจา้ ให้ได้ต้งั ถ่ินฐานใหม่ และมีคุณภาพชวี ติ ทีด่ ขี น้ึ ” รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ จึงได้มอบหมายให้นางสาวปภาวดี สลักเพชร นักศึกษาปริญญาโทสาขากฎหมาย อาญา คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ และสมาชกิ ของโครงการบางกอกคลนิ กิ ฯ ทาำ หนา้ ทส่ี อบปากคาำ เพ่ิมเติมจากคุณซาฮิด ผรู้ ้องทกุ ข์ กอ่ นทจ่ี ะนาำ เขา้ สกู่ ารประชมุ ของบางกอกคลนิ กิ เพือ่ ทำาความเหน็ ทางกฎหมาย และสง่ เรอ่ื งตอ่ ไปยงั ผรู้ กั ษาการตามกฎหมายทเ่ี กย่ี วขอ้ ง โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาติ ซ่ึงมีอำานาจหน้าทีต่ าม พ.ร.บ.คณะกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่จี ะดแู ลมนษุ ยใ์ นประเทศไทย ทีป่ ระสบปญั หาสิทธมิ นุษยชน โดยการสอบปากคำาของคณุ ซาฮิดในวนั ท่ี ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐ นางสาวปภาวดพี บในเบือ้ งตน้ ว่า คุณซาฮิดพูดภาษาไทยได้คล่องและชัดเจน แต่อ่านและเขียนภาษาไทยไม่ได้ แต่อีเมลล์ท่ีส่งมาเป็นภาษาไทย ก็ ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผา่ นกรณีศกึ ษาจากเรื่องจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
83 เพราะคุณซาฮดิ ขอให้คนรู้จกั เป็นคนเขยี นแทน โดยมีคุณซาฮิดเป็นผ้บู อกข้อความเพ่อื เขียนลงในอเี มลล์ นางสาวปภาวดีจึงสรุปข้อเทจ็ จรงิ ของคุณชาฮิดจากการสอบปากคาำ และเอกสารเทา่ ท่ีมดี ังน้ี “คุณชาฮดิ เกดิ เมื่อวันท่ี ๑๓ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๕๒๖/ค.ศ. ๑๙๘๓ ณ อำาเภอ vehari จังหวัด Punjab ประเทศปากสี ถาน จากบดิ าและมารดาซง่ึ มชี อ่ื ในทะเบยี นราษฎรของรฐั ปากสี ถานในสถานะคนสญั ชาตปิ ากสี ถาน เขาเป็นบุตรคนท่ี ๒ ในบุตรจำานวน ๖ คน ของบดิ าและมารดา เขาเป็นแกนนำาร่วมในการตีพิมพ์เอกสารทีแ่ สดงความเห็นตอ่ ตา้ นคำาสอนของศาสนาอสิ ลาม จงึ ไดร้ บั ผลกระทบอย่างมากในภายหลังการเผยแพร่หนังสือดังกล่าว ด้วยความหวาดกลัวในภัยท่ีคุกคามอย่างมากมาย ประกอบกบั มกี ารสรู้ บในเมอื งทค่ี ณุ ซาฮดิ อาศยั อยู่ คณุ ซาฮดิ จงึ ตดั สนิ ใจอพยพออกจากประเทศปากสี ถานเพอ่ื เขา้ มาอาศัยอย่ใู นประเทศไทย ในขณะท่บี ดิ าและมารดา ตลอดจนพ่นี อ้ งกย็ ังอาศยั อยู่ที่ประเทศปากีสถานต่อไป คุณซาฮิดใช้วีซ่าประเภทนักท่องเท่ียวบนหนังสือเดินทางซึ่งออกโดยกระทรวงการต่างประเทศของ สาธารณรัฐอสิ ลามปากีสถาน เพ่อื เดินทางมาโดยเครอื่ งบินเขา้ มาในประเทศไทย เหตุทีเ่ ลอื กประเทศไทยเพราะ ตอนนั้นคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศท่ีเข้ามาง่ายที่สุด จึงตัดสินใจที่จะฝากชีวิตหลังจากนี้ไว้ท่ีประเทศไทย ระหว่างที่ตนยังไม่มีท่ีไปท่ีอ่ืน ซ่ึงไม่มีเจตนาอ่ืนใดแอบแฝงอีก นอกจากเข้ามาเพราะหนีภัยอันส่งผลต่อชีวิต ของเขา เขาได้งานทำาในประเทศไทยต้ังแต่แรกเข้ามาในประเทศไทยใน พ.ศ. ๒๕๕๔ แม้จะถือวีซ่าประเภท นกั ทอ่ งเท่ียวกต็ าม ใน พ.ศ. ๒๕๕๕ คุณซาฮิดจึงตัดสินใจขอสถานะผู้ลี้ภัยจากสำานักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ล้ีภัยแห่ง สหประชาชาติ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า “UNHCR” ในกระบวนการรบั คำาขอสถานะผู้ลภี้ ยั เขากไ็ ด้รบั การออกเอกสาร รับรองตัวบุคคล ๒ ลักษณะจาก UNHCR กล่าวคือ (๑) ใบรับรองสถานะผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ/UNHCR REFUGEE CERTIFICATE และ (๒) บัตรรบั รองตวั ของสำานกั งานข้าหลวงใหญ่ผู้ลภ้ี ัยแห่งสหประชาชาติ โดยมเี ลข ประจำาตวั ท่ี UNHCR No. 815-XXXXXXXX แต่อย่างไรก็ตาม ในวันที่ ๒๘ ธนั วาคม ค.ศ. ๒๐๑๒/พ.ศ. ๒๕๕๕ สำานักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยผู้ลี้ภัยประจำาประเทศไทย (UNHCR Thailand Office) ได้มี หนงั สอื แจง้ ผลของการพจิ ารณาคาำ รอ้ งขอสถานะผลู้ ภ้ี ยั โดยสาำ นกั งานนช้ี ขี้ าดวา่ คณุ ซาฮดิ ไมอ่ าจไดร้ บั สทิ ธใิ นการ คุ้มครองผู้ล้ีภัยระหวา่ งประเทศภายใต้ภารกจิ ของ UNHCR ตอ่ มา เม่ือวีซา่ หมดอายใุ นราวประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๘ เขาตดั สนิ ใจทจี่ ะทาำ ใหก้ ารอาศัยอยใู่ นประเทศ ของคณุ ซาฮดิ เปน็ ไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แมจ้ ะไม่ตอ่ วีซ่าประเภททอ่ งเท่ยี วอีกต่อไป ทง้ั นี้ โดยการเข้ามอบตวั ดว้ ยตนเอง ณ สำานกั งานตรวจคนเข้าเมอื ง สวนพลู กรงุ เทพมหานคร คุณซาฮดิ ถูกกักตวั อยใู่ นห้องกกั ณ สำานกั ตรวจคนเขา้ เมอื ง สวนพลู ช่วงเวลาหน่ึง ก่อนไดร้ บั การประกนั ตัว โดยผทู้ เ่ี ขา้ มาให้ความชว่ ยเหลอื ในการประกนั ตัวตนออกจากห้องกักสำานกั งานตรวจคนเขา้ เมืองสวนพลู กค็ อื อดตี นายจ้าง และเปน็ คนท่สี อนภาษาไทยให้กับ ตนจนสามารถส่อื สารไดเ้ ขา้ ใจ หลงั จากไดร้ บั การประกนั ตวั ออกมา คณุ ซาฮดิ อาศยั อยทู่ ว่ี ดั แหง่ หนงึ่ ใน กทม. เขาไมไ่ ดป้ ระกอบอาชพี อะไร เพราะในเอกสารการประกันตัว ระบุห้ามมิให้ทำางาน เม่ือตนไปสมัครงานที่ใด ก็ไม่มีใครกล้าท่ีจะรับเข้า ทาำ งาน ทำาใหป้ จั จบุ ัน คณุ ซาฮดิ จงึ ไม่สามารถประกอบอาชีพใดๆ ไดเ้ ลย ทาำ ใหไ้ ม่มีเงินท่จี ะยงั ชพี แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม คณุ พอ่ บาทหลวงแหง่ โบสถค์ าทอลกิ แหง่ หนงึ่ ไดใ้ หค้ วามชว่ ยเหลอื ทางการเงนิ แกค่ ณุ ซาฮดิ โดยการใหเ้ งินเดอื นเล็กนอ้ ยแก่คุณซาฮิด โดยใหค้ ณุ ซาฮดิ ช่วยงานของโบสถบ์ า้ ง นอกจากน้ัน คุณซาฮดิ ยัง ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคล ผา่ นกรณีศกึ ษาจากเรอ่ื งจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
84 ได้รับความช่วยเหลือทางอาหารจากโบสถแ์ ห่งนอ้ี กี ด้วย ปจั จุบัน คณุ ซาฮิดก็ยังต้องไปรายงานตวั ณ สาำ นักงานตรวจคนเข้าเมืองสวนพลู ทกุ เดือน และทกุ คร้งั ที่ไปรายงานตัวจะไปพรอ้ มกบั ลกู ชายของอดตี นายจ้างซ่งึ เป็นผู้ประกันตวั ให้ จนถึงปัจจุบนั เขาอาศยั อยู่มาแลว้ ในประเทศไทยมาแลว้ ๖ ปี กล่าวคอื นบั แต่ พ.ศ. ๒๕๕๔ จนถงึ ปัจจบุ ัน (พ.ศ. ๒๕๖๐) (๒.) นายซาฮดิ มจี ุดเกาะเกีย่ วท่แี ท้จรงิ กบั ประเทศใดบ้าง ? เพราะเหตใุ ด ?๖๑ จะเห็นวา่ นายซาฮดิ มีจุดเกาะเกย่ี วกับ ๒ ประเทศ กล่าวคอื ประเทศแรกที่นา่ จะมจี ดุ เกาะเกี่ยวกบั บคุ คลตามข้อเทจ็ จริงน้ ี กค็ อื ประเทศปากีสถาน ทั้งนี้ เพราะ ประเทศนม้ี จี ดุ เกาะเกยี่ วโดยการเกดิ กบั นายซาฮดิ ทง้ั โดยหลกั สบื สายโลหติ จากบดิ าและมารดา ตลอดจนโดยหลกั ดินแดน ท้งั น้ี เพราะเขาเกดิ ในประเทศปากีสถานเมอื่ พ.ศ.๒๕๒๖/ค.ศ.๑๙๘๓ จากบิดาและมารดาซึง่ ไดร้ ับการ รับรองสถานะคนสญั ชาติปากสี ถาน ท้ังเขาและบุพการตี า่ งกไ็ ด้รับการรบั รองสถานะคนสัญชาตปิ ากีสถาน เขาจงึ ไมม่ ีปญั หาการรับรองสถานะบคุ คลตามกฎหมายการทะเบยี นราษฎรแต่อยา่ งใด ขอใหต้ ระหนักว่า สัมพนั ธภาพ ระหวา่ งนายซาฮดิ และประเทศปากสี ถานนน้ั เปน็ สมั พนั ธภาพทเี่ กดิ จากจดุ เกาะเกย่ี วโดยการเกดิ และนาำ ไปสกู่ าร รับรองสิทธิในสัญชาติปากีสถานแก่นายซาฮิด แต่อย่างไรก็ตาม รัฐเจ้าของสัญชาตนิ ้ีไม่ได้ยอมรับเสรีภาพในการ แสดงออกในเรอื่ งความเชอ่ื ทางศาสนาของนายซาฮดิ และอาจมกี ารกระทาำ เพอื่ ลงโทษอยา่ งรา้ ยแรงตอ่ นายซาฮดิ เพราะเขาไมม่ คี วามเชอ่ื ในคาำ สอนของศาสดาแหง่ ศาสนามสุ ลมิ จงึ เปน็ โชครา้ ยทร่ี ฐั ทม่ี จี ดุ เกาะเกย่ี วเขม้ ขน้ ทส่ี ดุ ไม่ อาจรบั รองสิทธิในความปลอดภยั ในชีวติ ใหแ้ กเ่ ขา ประเทศทสี่ องทีม่ จี ดุ เกาะเกย่ี วกับบุคคลตามขอ้ เท็จจรงิ น้ ี ก็คือ ประเทศไทย ทง้ั นี้ เพราะนายซาฮดิ ไดเ้ ดนิ ทางเขา้ มาอาศยั อยใู่ นประเทศไทย ตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๕๔ จนถงึ ปจั จบุ นั รวมเวลาทเ่ี ขาอาศยั อยใู่ นประเทศไทย ก็คอื ประมาณ ๗ ปี ในช่วงแรกต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๕๔ – ๒๕๕๘ เขาถือวซี า่ นกั ท่องเทยี่ วเพอื่ อาศยั ในประเทศไทย เขาจงึ มสี ถานะเปน็ คนถกู กฎหมายคนเข้าเมอื ง ต่อมา ตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๕๕๘ จนถึงปจั จุบนั เขาไมย่ อมต่อวซี า่ นกั ท่องเที่ยว และเขามอบตัวต่อสำานักงานตรวจคนเข้าเมืองสวนพูลในสถานะคนผิดกฎหมายคนเข้าเมือง เราพบ ตอ่ ไปวา่ เขามไิ ดถ้ กู สำานกั งานนสี้ ง่ ตวั ออกนอกประเทศไทย เพยี งแตใ่ หไ้ ปรายงานตวั ทกุ เดอื น ทงั้ นี้ กน็ า่ จะเปน็ ไป ได้ว่า ตำารวจตรวจคนเข้าเมืองของรัฐไทยก็ตระหนักในภัยความตายท่ีอาจมีต่อเขา หากถูกส่งกลับไปยังประเทศ ต้นทาง ขอให้สังเกตว่า สัมพันธภาพระหว่างประเทศไทยและนายซาฮิดเป็นเพียงสัมพันธภาพภายหลังการเกิด และไม่มีจุดเกาะเก่ียวท่ีเข้มข้นแต่อย่างใดกับประเทศไทยในช่วงเวลานี้ แม้ประเทศไทยจะตระหนักในความไม่ ปลอดภยั ในชีวิตของเขาในประเทศปากสี ถาน ซึ่งเปน็ ประเทศต้นทาง แตก่ เ็ ปน็ ไปไมไ่ ดเ้ ช่นกันท่ีรฐั ไทยจะยอมรับ ให้สถานะบคุ คลที่ชอบดว้ ยกฎหมายคนเข้าเมอื ง ทง้ั น้ี เราคงเข้าใจวา่ การเปดิ นโยบายต้อนรับผลู้ ภี้ ยั ดงั กล่าวกจ็ ะ เปน็ ปจั จยั ดงึ ดดู ใหม้ ผี ลู้ ้ภี ยั เขา้ มาในประเทศไทย จนเกิดภาระทางเศรษฐกจิ ท่ีประเทศไทยกอ็ าจจะแบกรับไมไ่ หว การยอมรับให้อาศัยแบบผิดกฎหมายดังนี้ อาจจะเป็นท่าทีของรัฐเจ้าของดินแดนทางผ่านที่ใช้มุมมองด้าน มนษุ ยธรรมเท่าทท่ี าำ ได้ ๖๑ ขอ้ สอบในวชิ ากฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลาำ ปาง ปกี ารศึกษา ท่ี ๒/๒๕๖๐ เม่ือวันท่ี ๔ มถิ นุ ายน พ.ศ.๒๕๖๐ ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเร่ืองจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
85 โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล มนุษย์ในสถานการณ์ดังนายซาฮิดมักถูกเรียกว่า “ผู้ล้ีภัย/Refugee” แต่ส่วนราชการฝ่ายความม่ันคงของรัฐไทยไม่ยอมใช้คำาน้ี ด้วยว่า จะทำาให้ประเทศไทย ต้องยอมรับคนในสถานการณ์นี้มากเกินไป ประเทศไทยไม่ยอมมีกฎหมายพิเศษท้ังในระดับรัฐสภาหรือระดับ ฝ่ายปกครองว่าด้วยผู้ล้ีภัย กฎหมายท่ีใช้จัดการมนุษยธรรมสำาหรับผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ก็คือ กฎหมายไทยว่า ดว้ ยคนเขา้ เมอื ง ผลู้ ภ้ี ยั จงึ มอี ยจู่ รงิ ในประเทศไทย อาจจะอยใู่ นคา่ ยพกั พงิ ตามแนวชายแดน หรอื อยใู่ นหอ้ งกกั ของ สำานักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือได้รับการประกันให้พักอาศัยอยู่ในเขตเมือง หรือยังไม่ถูกจับ จึงอาศัยอยู่อย่าง เงยี บๆ ในประเทศไทย พวกเขาอาจจะไรร้ ฐั ไรส้ ญั ชาตโิ ดยสนิ้ เชงิ หรอื อาจจะเปน็ เพยี งคน “เสมอื นไรร้ ฐั ไรส้ ญั ชาต”ิ ดังกรณีของนายซาฮิดซึ่งมีชื่อในทะเบียนราษฎรปากีสถานจึงไม่ไร้รัฐโดยสิ้นเชิง แต่ย่อมประสบปัญหาความ “เสมือนไร้รัฐไร้สัญชาติ” เพราะเม่ือหนังสือเดินทางของเขาหมดอายุลง เขาก็ไม่อาจเข้าไปที่สถานทูตปากีสถาน เพอื่ ขอตอ่ หนงั สอื เดนิ ทาง เขาจงึ ไรเ้ อกสารรบั รองตวั บคุ คลทมี่ ยี งั มผี ลโดยรฐั เจา้ ของสญั ชาติ และเมอื่ เขาเปน็ เพยี ง คนเข้าเมืองไทยแบบผิดกฎหมาย เขาจึงไม่อาจได้รับเอกสารรับรองตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐไทย แม้รัฐไทยจะมี แนวปฏบิ ตั ทิ ยี่ อมบนั ทกึ คนไรร้ ฐั โดยสน้ิ เชงิ ในทะเบยี นประวตั ติ ามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยการทะเบยี นราษฎร ซงึ่ เปน็ ไปตามมาตรา ๓๘ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ. การทะเบยี นราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแกไ้ ขและเพ่มิ เติมโดย พ.ร.บ. การ ทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ แต่รัฐไทยก็ยังไม่เคยใช้แนวคิดนี้เพ่ือบันทึกผู้ล้ีภัยทั้งในหรือนอกค่าย พักพิง สำาหรับในค่ายพักพิงนั้น รัฐไทยอาจจะเคยยอมออกเอกสารรับรองตัวบุคคลให้ชนกลุ่มน้อยจากเมียนมา ซ่งึ อาศยั ในคา่ ยพกั พิง แตก่ ็เปน็ ไปตามความตกลงระหวา่ งรฐั บาลไทยและ UNHCR มไิ ด้ใช้อำานาจตามกฎหมาย ไทยว่าดว้ ยการทะเบียนราษฎร หรือรัฐไทยจะ “นง่ิ เฉย” เม่ือ UNHCR ออกบัตรประจาำ ตวั ให้แกผ่ แู้ สวงหาสถานะ ผ้ลู ภี้ ัย (Asylum Seeker) ทย่ี น่ื คำาขอแลว้ ต่อ UNHCR ประจำาประเทศไทย ก็ตาม นายซาฮดิ กถ็ ือเอกสารดงั กล่าว นีเ้ พ่ือแสดงตนได้ แตไ่ มท่ าำ ใหม้ สี ถานะบคุ คลทีช่ อบดว้ ยกฎหมายไทยแต่อยา่ งใด โดยสรุป แม้ความสัมพันธ์ระหว่างนายซาฮิดกับรัฐปากีสถานจะเป็นไปโดยการเกิดและเป็นจุดเกาะ เก่ียวที่เข้มข้นก็ตาม เขาก็ไม่อาจได้รับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิอันจำาเป็นในการดำารงชีวิต และในส่วนของ ประเทศไทยน้ัน สัมพันธภาพที่มีอยู่น้ันเกิดจากจุดเกาะเกี่ยวภายหลังการเกิดและมีความเบาบางเป็นอย่างมาก แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม รฐั ไทยกย็ งั ใชแ้ นวคดิ มนษุ ยธรรมทย่ี อมรบั ใหมชี วี ติ อยใู่ นประเทศไทยตอ่ ไป ตราบเทา่ ทภ่ี ยั ความ ตายในประเทศต้นทางยังไม่หมดไป และ UNHCR ยังไมจ่ ัดการความเป็นไปไดท้ เ่ี ขาจะไปตงั้ รกรากในประเทศที่ สาม หรอื มคี ณุ ภาพชวี ติ ทดี่ ขี น้ึ ในระหวา่ งทยี่ งั อาศยั ในประเทศไทย เราไดแ้ ตห่ วงั วา่ ความรว่ มมอื ระหวา่ งประเทศ สมาชิกของสหประชาชาตจิ ะทำาใหส้ ถานการณท์ ย่ี ากลำาบากของ นายซาฮดิ ประเทศไทย และ UNHCR ไดร้ บั การ ยกระดับให้ลำาบากน้อยลง ในท้ายท่ีสุด เราก็อยากที่จะตอบว่า เม่ือนายซาฮิดเป็นมนุษย์ท่ีมีชีวิตบนโลกนี้ เขาก็ ยอ่ มจะมจี ุดเกาะเกย่ี วกับทกุ รัฐบนโลกที่จะร่วมมอื กนั ดูแลสิทธอิ ันจำาเป็นสำาหรับเขามใิ ช่หรอื ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี คุ คล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเร่อื งจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
86 (๓.) รฐั ไทยมสี ถานะเปน็ รัฐเจา้ ของตัวบุคคลของนายซาฮิดหรือไม ่ ? เพราะเหตใุ ด ? ๖๒ ประเดน็ ของเรื่อง เป็นคำาถามเพ่อื ใหก้ ำาหนดตัวรัฐเจา้ ของตัวบคุ คลของมนุษย์/บุคคลธรรมดา ซ่งึ กค็ ือ เปน็ เรอื่ งของการพจิ ารณาสัมพันธภาพระหวา่ งรัฐอธปิ ไตยและบุคคลตามกฎหมายเอกชน เราจงึ ตอ้ งมาพิจารณา ว่า รัฐอธิปไตยใดท่ีมีจุดเกาะเก่ียวที่แท้จริงกับบุคคลธรรมดาตามข้อเท็จจริงอันเป็นโจทย์ อันทำาให้มีสถานะเป็น “รัฐเจา้ ของตวั บคุ คล (Personal State)” ของบุคคลธรรมดาดงั กล่าว โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ขอ้ เทจ็ จรงิ ทท่ี าำ ใหร้ ฐั อธปิ ไตยหนง่ึ มสี ถานะเปน็ “รฐั เจ้าของตัวบุคคล” ของบุคคลธรรมดาคนใด ยอ่ มเกิดจากสัมพันธภาพระหวา่ งรัฐอธปิ ไตยและบุคคลธรรมดานนั้ ใน ๓ ลกั ษณะ กลา่ วคอื (๑) ความเปน็ คนทมี่ สี ถานะเปน็ คนสญั ชาตขิ องรฐั นนั้ และ (๒) ความเปน็ คนทม่ี ภี มู ลิ าำ เนา ตามกฎหมายมหาชนบนดินแดนของรฐั น้นั และ (๓) ความเป็นคนท่ีมภี มู ลิ ำาเนาตามกฎหมายเอกชนบนดินแดน ของรฐั นน้ั เมื่อเราพจิ ารณาข้อเท็จจรงิ ของนายซาฮดิ ตามข้อเท็จจริงทใี่ หม้ า เราก็อาจสรปุ ไดเ้ ป็น ๓ ขอ้ วิเคราะห์ กลา่ วคอื ในประการแรก เราอาจสรุปได้อย่างชดั เจนว่า รัฐปากีสถานจึงมีสถานะเป็น “รัฐเจ้าของตัวบคุ คล (Personal State)” ของนายชาฮิด ในสถานะรฐั เจ้าของสัญชาตขิ องนายชาฮิด ทัง้ นี้ เพราะนายชาฮดิ ได้รับ การรบั รองสถานะความเปน็ คนสัญชาติปากีสถานโดยรฐั ปากีสถานเทา่ น้นั ดังจะเหน็ ว่า นายชาฮิดจงึ ถือเอกสาร รบั รองสถานะคนสญั ชาตปิ ากสี ถานทอ่ี อกโดยทางราชการปากสี ถานเทา่ นนั้ แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม เราจะสงั เกตวา่ โดย ขอ้ เทจ็ จรงิ ของวนั น้ี นายซาฮดิ ไมอ่ าจจะดาำ รงชวี ติ อยใู่ นประเทศปากสี ถาน ซงึ่ เปน็ ประเทศทเี่ ขามสี ทิ ธอิ าศยั ถาวร ในสถานะคนสัญชาติ ทั้งนี้ เพราะเขามีปญั หาความขดั แยง้ ทางความเชอื่ ในศาสนากบั คนส่วนใหญ่ในประเทศดัง กลา่ ว เขาจงึ ไมอ่ าจทจี่ ะไดร้ บั ความคมุ้ ครองในสถานะคนสญั ชาตจิ ากรฐั เจา้ ของสญั ชาติ แมเ้ ขาจะยงั มสี มั พนั ธภาพ ทางสญั ชาตกิ บั รฐั ปากสี ถาน แตส่ มั พนั ธภาพนกี้ ไ็ มแ่ สดงผลในความเปน็ จรงิ สภาวะเสมอื นไรส้ ญั ชาตจิ งึ เกดิ ขน้ึ แก่ นายซาฮดิ ในประการที่สอง จึงกล่าวได้อีกว่า รัฐปากีสถานก็ยังเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของนายชาฮิด ใน สถานะรฐั เจา้ ของดนิ แดนอนั เป็นภูมิลาำ เนาตามกฎหมายมหาชนของนายชาฮิดอกี ด้วย ทง้ั น้ี เพราะนายชาฮดิ ได้รับการแจ้งการเกิดในทะเบียนราษฎรของรัฐปากีสถาน และได้รับการบันทึกรายการสถานะบุคคลเพียงใน ทะเบียนราษฎรตามกฎหมายปากีสถาน เขาจึงมีช่ือในทะเบียนบ้านตามกฎหมายปากีสถานว่าด้วยการทะเบียน ราษฎร เขาจึงมสี ถานะเปน็ คนทีม่ ภี มู ิลำาเนาตามกฎหมายมหาชนบนดินแดนของรฐั ปากสี ถาน ดังนน้ั นอกจากรฐั ปากสี ถานจะเปน็ รฐั เจา้ ของสญั ชาตขิ องชายผนู้ แี้ ลว้ รฐั นย้ี งั เปน็ รฐั เจา้ ของภมู ลิ าำ เนาตามกฎหมายมหาชนของชาย ผู้นีอ้ กี ด้วย เขาจึงไดร้ ับการกาำ หนดสถานะคนสัญชาติโดยรัฐปากีสถาน ตลอดจนได้รบั การออกเอกสารรับรองตัว บคุ คลโดยรฐั ดงั กลา่ วมาตง้ั แตเ่ กดิ จนกระทง่ั เกดิ ความขดั แยง้ ในความเชอ่ื ทางศาสนาระหวา่ งนายซาฮดิ กบั คนสว่ น ใหญ่ในประเทศปากีสถานจนกระท่ังนายซาฮิดต้องเดินทางออกจากประเทศปากีสถาน นายซาฮิดก็ไม่อาจจะ ร้องขอให้รัฐปากีสถานทำาหน้าท่ีรัฐเจ้าของภูมิลำาเนาตามกฎหมายมหาชนได้ต่อไป และเมื่อหนังสือเดินทางของ ๖๒ ข้อสอบในวิชา น.๔๙๐/น.๔๙๑ กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล โดย รศ.ดร.พนั ธ์ทุ พิ ย์ กาญจนะจติ รา สายสนุ ทร, การสอบความรชู้ น้ั ปรญิ ญาตรี ภาคปกติ คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ศนู ยล์ ำาปาง การสอบภาคแกต้ วั ประจำาปกี ารศกึ ษา ๒๕๕๙ วชิ าบงั คบั ชนั้ ปที ี่ ๔ วนั ท่ี ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ https://www.facebook.com/note.php?saved&¬e_id=1578192428918836 ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณีศึกษาจากเรอ่ื งจรงิ : ว่าด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
87 เขาส้ินผลลง นายซาฮิดก็ไม่กล้าท่ีจะไปแสดงตนท่ีสถานกงสุลปากีสถานประจำาประเทศไทยเพ่ือร้องขอทำา หนังสือเดินทางใหม่ สัมพันธภาพระหว่างนายซาฮิดกับรัฐปากีสถานในส่วนนี้จึงไม่อาจดำาเนินต่อไปในความเป็น จริง ท้ังท่ีเขาก็อาจยังมีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐน้ีก็ตาม แม้นายซาฮิดจะยังคงถือหนังสือเดินทางที่ออกโดย ประเทศปากสี ถาน แต่เขาก็ไม่อาจใช้เอกสารน้ีเพอ่ื แสดงตนในการเดนิ ทางเขา้ ประเทศตา่ งๆ บนโลกได้อีกต่อไป ในประการทส่ี าม รฐั ไทยไดเ้ ขา้ มาเปน็ รฐั เจา้ ของภมู ลิ าำ เนาตามกฎหมายเอกชนของนายชาฮดิ แทน รัฐปากีสถาน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๔ ทั้งนี้ เพราะเขาต้ังบ้านเรือนอยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าว แมเ้ ขาจะไดร้ บั อนญุ าตใหเ้ ขา้ มาในประเทศไทยเพยี งเพอ่ื ทอ่ งเทยี่ ว แตเ่ มอื่ เขามเี จตนาทจ่ี ะอาศยั อยใู่ นประเทศไทย และมเี จตนาทีจ่ ะละทิ้งภมู ลิ าำ เนาเดิมในประเทศปากีสถาน นายชาฮดิ ยอ่ มมีภูมลิ าำ เนาตามกฎหมายเอกชนบนดนิ แดนของรัฐไทย มิใช่ประเทศปากีสถานอีกต่อไป เพราะเขามีเจตนาที่จะถือเอาประเทศไทยเป็นภูมิลำาเนาแทน ประเทศปากสี ถาน และเมอื่ เขาเขา้ มาอาศยั อยจู่ รงิ ในบา้ นในประเทศไทยตามเจตนา ประเทศไทยจงึ มสี ถานะเปน็ ภมู ลิ าำ เนาใหมข่ องนายชาฮดิ ๖๓ จงึ อาจกลา่ วไดว้ า่ รฐั ไทยในวนั นจ้ี งึ มสี ถานะเปน็ รฐั เจา้ ของภมู ลิ าำ เนาตามกฎหมาย เอกชนของนายชาฮิด แม้ว่า รัฐนี้จะยังไม่มีสถานะเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลในสถานะรัฐเจ้าของสัญชาติและรัฐ เจ้าของดินแดนอันเป็นภูมิลำาเนาตามกฎหมายมหาชน ก็ตาม เราจะสังเกตอีกว่า แม้ว่า ในปัจจุบัน วีซ่าเข้า ประเทศไทยของนายซาฮดิ กไ็ ดส้ นิ้ สดุ ลงแลว้ เขาจงึ ไมม่ สี ทิ ธอิ าศยั อยใู่ นประเทศไทยอกี ตอ่ ไป เขาผนู้ อี้ ยใู่ นสถานะ ของบุคคลท่ีรอการส่งออกไปจากประเทศไทย ก็ตาม สถานะบุคคลตามกฎหมายคนเข้าเมืองดังกล่าวมา ก็ไม่ กระทบกระเทอื นตอ่ สถานะบคุ คลตามกฎหมายแพง่ วา่ ดว้ ยภมู ลิ าำ เนาตามกฎหมายเอกชนทเ่ี กดิ แกน่ ายซาฮดิ เขา ผู้น้ีก็ยังจัดเป็นคนท่ีมีภูมิลำาเนาตามกฎหมายเอกชนในประเทศไทย และรัฐไทยก็จะต้องทำาหน้าท่ีรัฐเจ้าของดิน แดน อันเป็นภูมิลาำ เนาตามกฎหมายเอกชนของเขาต่อไป ตราบเทา่ ทเ่ี ขายังอาศัยอย่จู ริงในประเทศไทย โดยสรุป จึงมี ๒ รัฐอธิปไตยบนโลกน้ีที่มีสถานะเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของนายชาฮิด กล่าวคือ (๑) รฐั ปากสี ถาน ซง่ึ ทาำ หนา้ ทเี่ ปน็ ทง้ั รฐั เจา้ ของสญั ชาตขิ องนายชาฮดิ และรฐั เจา้ ของภมู ลิ าำ เนาตามกฎหมายมหาชน ของนายชาฮิด และ (๒) รฐั ไทย ซงึ่ ทำาหน้าที่เป็นรฐั เจ้าของภมู ิลำาเนาตามกฎหมายเอกชนของนายชาฮิด จะเหน็ วา่ ดว้ ยวา่ นายชาฮดิ จงึ เปน็ มนษุ ย/์ บคุ คลธรรมดา/บคุ คลตามธรรมชาติ ซงึ่ มจี ดุ เกาะเกย่ี วทแี่ ท้ จริงกับ ๒ รัฐอธิปไตยพร้อมๆ กัน โดยหลักการ รัฐทั้งสองควรจะร่วมกันดูแลนายชาฮิด แต่ในความเป็นจริง นายซาฮิดย่อมไม่ได้รับการดูแลจากท้ังสองรัฐอย่างเพียงพอ ฝ่ายบริหารของรัฐปากีสถานก็คงไม่ใส่ใจท่ีจะให้ ความคุ้มครองแก่นายซาฮิดในสถานะคนสัญชาติปากีสถานและคนที่เป็นราษฎรปากีสถาน ในขณะเดียวกัน รัฐไทยก็คงดูแลนายซาฮิดน้อยที่สุด รัฐนี้ยอมรับเพียงไม่ส่งเขากลับไปเส่ียงภัยต่อชีวิตในประเทศต้นทางเท่าน้ัน รฐั นมี้ ิไดย้ อมรบั ใหเ้ ขามี “ชีวิตปกติ” ในประเทศไทย จึงสรปุ ในทา้ ยทีส่ ดุ ว่า ในสถานการณ์ดังกลา่ ว นายซาฮิดจึงตกอยใู่ นสญุ ญากาศของการดำารงชวี ติ ของ มนุษย์ แม้มีรัฐมีสัญชาติ ก็มีชีวิตในความเป็นจริง เสมือนคนไร้รัฐไร้สัญชาติ รัฐเจ้าของตัวบุคคลของนายซาฮิด จึงปรากฏมตี ามกฎหมาย แตล่ อ่ งหนไปในความเปน็ จริง ๖๓ มาตรา ๔๑ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ไทยบัญญตั ิวา่ “ภมู ลิ าำ เนายอ่ มเปลี่ยนไปด้วยการยา้ ยถน่ิ ท่อี ยู่ พร้อมดว้ ย เจตนาปรากฏชัดแจง้ วา่ จะเปลีย่ นภมู ิลำาเนา” ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล ผ่านกรณีศึกษาจากเรอ่ื งจรงิ : ว่าด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ
88 (๔) นายซาฮดิ มสี ถานะคนเขา้ เมอื งถกู หรอื ผดิ กฎหมายไทยวา่ ดว้ ยคนเขา้ เมอื งหรอื ไม่ ? เพราะเหตใุ ด ? การเข้ามอบตวั ต่อสำานักงานตรวจคนเขา้ เมอื งยอ่ มทำาให้เขามสี ถานะ บคุ คลทีช่ อบด้วยกฎหมายไทยว่าดว้ ยคนเข้าเมืองหรือไม ่ ? เพราะเหตุใด ?๖๔ เรอ่ื งของการกาำ หนดสถานะบุคคลตามกฎหมายคนเข้าเมือง เป็นเรอ่ื งตามกฎหมายมหาชน โดยหลัก กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล กรณยี อ่ มเปน็ ไปตามกฎหมายมหาชนภายในของรฐั คกู่ รณี ทง้ั น้ี เวน้ แต่ จะมกี ารกาำ หนดเป็นอย่างอ่นื เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาการกำาหนดสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองของ นายซาฮดิ ซึ่งมีสัญชาติปากีสถาน ก็ย่อมจะตอ้ งพิจารณาวา่ มีการกำาหนดเป็นอย่างอืน่ ระหวา่ งประเทศไทยและ ประเทศปากสี ถานหรอื ไม่ เราพบวา่ ไมม่ ขี อ้ ตกลงพเิ ศษระหวา่ งทง้ั สองประเทศน้ี แตเ่ ราพบตอ่ ไปวา่ รฐั ไทยกย็ อ่ ม มีแนวคิดและแนวปฏิบัติดังเช่นนานารัฐสมาชิกของสหประชาชาติท่ีจะต้องเคารพสิทธิมนุษยชนข้ันพื้นฐานของ มนษุ ยไ์ มว่ า่ จะมสี ถานะคนสญั ชาตไิ ทยหรอื ตา่ งดา้ ว และไมว่ า่ จะมสี ถานะคนเขา้ เมอื งถกู หรอื ผดิ กฎหมาย สาำ หรบั รัฐไทยนัน้ รัฐนไ้ี ม่มีแนวปฏบิ ัตทิ ี่จะส่งตัวคนต่างด้าวแมเ้ ขา้ เมืองผิดกฎหมายไปประเทศต้นทาง ซงึ่ น่าจะมีภยั ต่อ ชวี ติ และรา่ งกาย กฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองท่ีมีผลในปัจจุบัน ก็คือ พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไข และเพ่ิมเติมโดย พ.ร.บ. คนเข้าเมอื ง (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๒๓ และ พ.ร.บ. คนเขา้ เมือง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ ตลอดจน ตลอดจนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาตฉิ บับที่ ๘๗/๒๕๕๗ เร่ือง การแก้ไขเพม่ิ เตมิ ผ้รู ักษาการ ตามกฎหมายทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับอำานาจหนา้ ที่ของเจ้าพนักงานตาำ รวจ ลงวนั ท่ี ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เราอาจสรุปสถานะบคุ คลตามกฎหมายไทยว่าดว้ ยคนเขา้ เมอื งออกเป็น ๕ ลกั ษณะ กล่าวคือ (๑) คน ตา่ งดา้ วทเี่ ขา้ เมอื งถกู และมสี ทิ ธอิ าศยั ถาวร (๒) คนตา่ งดา้ วทเ่ี ขา้ เมอื งถกู และมสี ทิ ธอิ าศยั ชว่ั คราว (๓) คนตา่ งดา้ ว ที่เข้าเมืองผิด แต่มีสิทธิอาศัยช่ัวคราว (๔) คนเข้าเมืองผิดและไม่มีสิทธิอาศัย แต่มีเหตุรอการส่งกลับออกนอก ๖๔ ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคล คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำาปาง ปีการศกึ ษา ที่ ๒/๒๕๖๐ เมอื่ วนั ที่ ๔ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๖๐ โดย รศ.ดร.พนั ธ์ทุ ิพย์ กาญจนะจติ รา สายสนุ ทร ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเรื่องจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
89 ประเทศไทย และ (๕) คนเขา้ เมอื งผดิ และไมม่ สี ทิ ธอิ าศยั และไมม่ เี หตรุ อการสง่ กลบั ออกนอกประเทศไทย จงึ ตอ้ ง สง่ ไปยงั ประเทศต้นทางหรอื ประเทศที่สาม เมอ่ื ยอ้ นกลบั มาพจิ ารณาเรอ่ื งราวของนายซาฮดิ เราอาจกาำ หนดสทิ ธใิ นสถานะบคุ คลตามกฎหมายไทย ว่าด้วยคนเขา้ เมอื งออกเป็น ๒ ช่วง กล่าวคือ (๑) ช่วงทห่ี นังสอื เดินทางยงั ไมห่ มดอายุ และถอื วซี ่านกั ทอ่ งเที่ยว กล่าวคอื ตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๕๔ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๘ และ (๒) ชว่ งที่วีซา่ นักทอ่ งเทยี่ วหมออายุและเข้ามอบตวั ตอ่ สำานักงานตรวจคนเขา้ เมืองสวนพูลต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๕๘ จนถึงปัจจุบนั ในชว่ งทหี่ นงั สอื เดนิ ทางทอ่ี อกโดยการกระทรวงการตา่ งประเทศปากสี ถานยงั ไมห่ มดอายแุ ละมวี ซี า่ นกั ท่องเที่ยว ต้งั แต่ พ.ศ. ๒๕๕๔ – พ.ศ. ๒๕๕๘ นายซาฮิดก็จะมสี ทิ ธิเขา้ เมืองตามมาตรา ๑๒ แห่ง พ.ร.บ. คนเขา้ เมือง พ.ศ.๒๕๒๒ และมสี ิทธอิ าศยั ชว่ั คราวในสถานะนกั ท่องเทย่ี ว คราวละ ๙๐ วนั ตามมาตรา ๓๔ (๓) ประกอบกบั มาตรา ๓๕ (๒) แหง่ พ.ร.บ. คนเขา้ เมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ จดั เปน็ คนเข้าเมอื งในประเภทที่ ๒ จาก ๕ ประเภทข้างตน้ กล่าวคอื “คนต่างดา้ วท่เี ขา้ เมอื งถกู และมีสิทธิอาศัยชวั่ คราว” ในช่วงท่ีวีซ่านักท่องเที่ยวหมออายุและเข้ามอบตัวต่อสำานักงานตรวจคนเข้าเมืองสวนพูลต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๕๘ จนถึงปัจจุบัน นายซาฮิดย่อมไม่มีสิทธิเข้าเมืองและสิทธิอาศัย เขาจึงจะต้องถูกส่งออกไปจาก ประเทศไทย เว้นแตจ่ ะมเี หตอุ นั ควรรอการส่งกลับ กระบวนการจดั การคนเข้าเมืองในสถานการณน์ ้ี ยอ่ มเป็นไป ตามมาตรา ๕๔ แห่ง พ.ร.บ. คนเขา้ เมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ซ่ึงบญั ญัติวา่ “คนตา่ งดา้ วผู้ใดเข้ามาหรืออยใู่ นราชอาณาจักรโดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต หรือการอนุญาตนั้นสนิ้ สุด หรอื ถูกเพกิ ถอนแลว้ พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ีจะส่งตัวคนต่างด้าวผนู้ ้นั กลบั ออกไปนอกราชอาณาจกั รกไ็ ด้ ถา้ มกี รณตี อ้ งสอบสวนเพือ่ สง่ ตวั กลบั ตามวรรคหน่ึง ให้นาำ มาตรา ๑๙๖๕ และมาตรา ๒๐๖๖ มาใช้บังคับ โดยอนโุ ลม ๖๕ ซ่ึงบัญญัติว่า “ในการตรวจและพจิ ารณาวา่ คนตา่ งดา้ วผใู้ ดตอ้ งหา้ มมใิ หเ้ ขา้ มาในราชอาณาจกั รหรอื ไม่ พนกั งานเจา้ หนา้ ทม่ี อี าำ นาจพจิ ารณา อนุญาตให้คนต่างด้าวผู้น้ัน ไปพักอาศัยอยู่ ณ ทท่ี เ่ี หน็ สมควร โดยให้คาำ รับรองวา่ จะมาพบพนกั งานเจา้ หนา้ ทีเ่ พื่อรับทราบคาำ สัง่ ตามวัน เวลา และสถานท่ีที่กำาหนดก็ได้ หรือถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควรจะเรียกประกันหรือเรียกท้ังประกันและหลักประกันก็ได้ หรือพนักงาน เจา้ หนา้ ทจี่ ะกักตัวผู้นนั้ ไว้ ณ สถานท่ีใดตามทเี่ ห็นเหมาะสมเพอ่ื ดาำ เนนิ การตามพระราชบัญญตั นิ กี้ ไ็ ด้ เพอื่ ประโยชนแ์ หง่ บทบญั ญตั ใิ นวรรคหนง่ึ พนกั งานเจา้ ทมี่ อี าำ นาจเรยี กบคุ คลซงึ่ มเี หตอุ นั ควรเชอื่ วา่ ถอ้ ยคาำ ของบคุ คลนน้ั อาจ เปน็ ประโยชนแ์ ก่กรณที ่สี งสัยให้มาสาบานหรอื ปฏิญาณตนและให้ถ้อยคำาต่อพนักงานเจา้ หนา้ ที่ได้ ถา้ มเี หตอุ นั ควรสงสยั วา่ คนตา่ งดา้ วผใู้ ดเขา้ มาในราชอาณาจกั รเพอ่ื การอนั ระบใุ นมาตรา ๑๒ (๘) หรอื มสี ว่ นเกย่ี วขอ้ งกบั การ นน้ั หรอื หญงิ หรอื เดก็ คนใดเขา้ มาเพือ่ การเชน่ วา่ นน้ั พนกั งานเจา้ ทอ่ี าจอนญุ าตให้เข้ามาในราชอาณาจกั รได้ช่ัวคราวโดยสง่ั ใหบ้ ุคคลดงั กล่าว มารายงานตน และตอบคำาถามของพนกั งานเจ้าหน้าท่ี หรอื จะสงั่ ให้ไปรายงานตนและตอบคาำ ถามของเจ้าพนักงานตำารวจ ณ สถานตี าำ รวจ ทอ้ งทท่ี ผี่ นู้ น้ั อาศยั อยู่ ตามระยะเวลาทพ่ี นกั งานเจา้ หนา้ ทกี่ าำ หนดกไ็ ดแ้ ตร่ ะยะเวลาทกี่ าำ หนดใหร้ ายงานตนและตอบคาำ ถามตอ้ งหา่ งกนั ไมน่ อ้ ย กว่าเจ็ดวนั ต่อคร้งั ” ๖๖ ซึง่ บัญญตั ิวา่ “ในการที่พนกั งานเจา้ หน้าทก่ี กั ตัวคนต่างดา้ วผู้ใดไว้ตามมาตรา ๑๙ ใหพ้ นักงานเจา้ หน้าท่ีมีอาำ นาจกกั ตัวคนตา่ งดา้ วผูน้ ้ันได้ เท่าที่จำาเป็นตามพฤติการณ์แห่งกรณี แต่ห้ามมิให้กักตัวไว้เกินส่ีสิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกกักตัวมาถึงที่ทำาการของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่มีเหตุจำาเป็นจะยืดเวลาเกินส่ีสิบแปดชั่วโมงก็ได้ แต่มิให้เกินเจ็ดวันและให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกเหตุจำาเป็นท่ีต้องยืดเวลาไว้ให้ ปรากฏดว้ ย ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผ่านกรณีศึกษาจากเรือ่ งจริง : ว่าด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ
90 ในกรณีที่มีคำาสั่งให้ส่งตัวคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรแล้ว ในระหว่างรอการส่งกลับ พนักงานเจา้ หน้าทมี่ อี าำ นาจอนญุ าตใหไ้ ปพกั อาศัยอยู่ ณ ที่ใด โดยคนต่างด้าวผู้น้นั ตอ้ งมาพบพนกั งานเจา้ หน้าท่ี ตามวัน เวลา และสถานที่ท่ีกำาหนด โดยต้องมีประกัน หรือมีท้ังประกันและหลักประกันก็ได้ หรือพนักงาน เจ้าหน้าท่ีจะกักตัวคนต่างด้าวผู้น้ันไว้ ณ สถานที่ใดเป็นเวลานานเท่าใดตามความจำาเป็นก็ได้ ค่าใช้จ่ายในการ กักตัวนใี้ ห้คนต่างด้าวผูน้ ้นั เป็นผเู้ สีย บทบญั ญตั ใิ นมาตรานมี้ ใิ หใ้ ชบ้ งั คบั แกค่ นตา่ งดา้ วซงึ่ เขา้ มาอยใู่ นราชอาณาจกั รกอ่ นวนั ทพี่ ระราชบญั ญตั ิ คนเขา้ เมือง พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๐ ใช้บังคับ” เราอาจสรุปสถานะบุคคลของนายซาฮิดตามมาตรา ๕๔ แห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๔ ดังต่อไปน้ี ในประการแรก เมอ่ื นายซาฮดิ ไม่ตอ่ วีซา่ นักท่องเทย่ี วอกี ต่อไปใน พ.ศ. ๒๕๕๘ เขาก็จะตกอยภู่ ายใต้ มาตรา ๕๔ วรรค ๑ เพราะการอนญุ าตใหเ้ ขา้ เมอื งไทยไดส้ น้ิ สดุ ลง โดยหลกั ทวั่ ไป พนกั งานเจา้ หนา้ ทจี่ ะสง่ ตวั นาย ซาฮิดกลับออกไปนอกราชอาณาจักรก็ได้ ท้ังนี้ เว้นแต่จะมีการร้องขอให้รอการส่งออกนอกประเทศไทย ตาม มาตรา ๕๔ วรรค ๒ ในประการท่ีสอง ในระหว่างการสอบสวนเพ่ือส่งตัวนายซาฮิดออกไปจากประเทศไทยน้ัน กรณีก็จะ เป็นไปตามมาตรา ๕๔ วรรค ๒ ซึง่ กาำ หนดให้ต้องปฏบิ ตั ติ ามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แหง่ พ.ร.บ. คนเข้าเมอื ง พ.ศ. ๒๕๒๒ ซง่ึ อาจกกั นายซาฮดิ ไวใ้ นหอ้ งกกั ของสาำ นกั งานตรวจคนเขา้ เมอื ง หรอื อาจขอประกนั ใหอ้ อกมาอาศยั อยู่ภายนอกห้องกัก ซึ่งนายซาฮิดก็มีโชคดี เพราะมีเพื่อนคนไทยมาขอประกันตัวเขาออกมาอาศัยนอกห้องกัก แต่ต้องไปรายงานตวั ต่อพนักงานเจา้ หน้าทท่ี ุกเดือน ในประการทีส่ าม แมจ้ ะมีคาำ ส่ังให้ส่งตัวคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรแลว้ ในระหว่างรอ การสง่ กลบั การประกนั ตัวนายซาฮิดใหอ้ อกมาอาศยั นอกหอ้ งกักก็ยังเป็นไปได้ จะเห็นว่า มาตรา ๕๔ จึงเป็นพ้ืนที่ท่ีเปิดโอกาสให้สำานักตรวจคนเข้าเมืองที่จะใช้มาตรการด้าน มนุษยธรรมต่อนายซาฮิด แม้เขาจะไม่มีสิทธิเข้าเมืองและสิทธิอาศัย แต่เขาก็ยังมีสิทธิในการรอการส่งออกนอก ประเทศไทย หากการสง่ ออกไปนน้ั จะทาำ ใหเ้ ขาเสย่ี งภยั ตอ่ ชวี ติ เมอ่ื ยอ้ นกลบั ไปดกู ารจาำ แนกประเภทสถานะบคุ คล ตามกฎหมายไทยว่าดว้ ยคนเขา้ เมอื ง นายซาฮดิ ในชว่ งเวลาท่สี องนีย้ ่อมจัดเปน็ คนกลุม่ ท่ี ๔ ใน ๕ ประเททม่ี อี ยู่ใน ประเทศไทย กลา่ วคอื “คนเขา้ เมอื งผดิ และไมม่ สี ิทธอิ าศยั แตม่ เี หตรุ อการส่งกลับออกนอกประเทศไทย” โดยสรุป แม้ว่า ประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายพิเศษเพ่ือจัดการสิทธิอันจำาเป็นของผู้ล้ีภัย แต่ก็ไม่ หมายความว่า ประเทศไทยจะส่งผู้ลี้ภัยกลับไปยังประเทศต้นทาง ซึ่งปรากฏมีภัยต่อชีวิตและร่างกาย ดังน้ัน กระทรวงมหาดไทย รวมถงึ สำานักนายกรฐั มนตรี ซึ่งเป็นผรู้ ักษาการตามกฎหมายไทยว่าดว้ ยคนเข้าเมอื ง จึงตอ้ ง ใช้กฎหมายนี้เพ่ือจัดการสิทธิอันจำาเป็นเพ่ือผู้ล้ีภัยในประเทศไทย โดยเฉพาะสิทธิในความปลอดภัยของชีวิตและ รา่ งกาย ในกรณีท่ีมีเหตจุ าำ เปน็ ต้องกกั ตัวคนตา่ งดา้ วผใู้ ดไวเ้ กนิ กำาหนดเวลาตามวรรคหนงึ่ ใหพ้ นักงานเจ้าหน้าท่ยี ่นื คำาร้องตอ่ ศาลขอ ใหม้ อี าำ นาจกกั ตวั คนตา่ งดา้ วผนู้ นั้ ไวต้ อ่ ไปอกี ได้ และศาลอาจสง่ั ใหม้ อี าำ นาจกกั ตวั ไวเ้ ทา่ ทจ่ี าำ เปน็ ครง้ั ละไมเ่ กนิ สบิ สองวนั แตถ่ า้ ศาลเหน็ สมควร จะสั่งใหป้ ล่อยตัวไปช่วั คราวโดยเรยี กประกนั หรือเรียกทงั้ ประกันและหลักประกันกไ็ ด้” ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล ผา่ นกรณีศกึ ษาจากเรื่องจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ
91 (๕) รัฐไทยมีหน้าที่รับรองสถานะคนอยู่ตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ให้แกน่ ายซาฮิดหรอื ไม่ ? เพราะเหตุใด ? ๖๗ ประเดน็ ของเรอ่ื งเปน็ การกาำ หนดหนา้ ทขี่ องรฐั ไทยในการรบั รองสถานะคนอยตู่ ามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ย การทะเบียนราษฎร ซ่ึงเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนท่ีมีลักษณะระหว่างประเทศ เราจะเห็นว่า เม่ือ นิติสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเรื่องของรัฐไทย จึงมีจุดเกาะเก่ียวกับประเทศไทย และเมื่อนายซาฮิดเป็นคนสัญชาติ ปากสี ถาน กรณีจงึ มีจุดเกาะเกยี่ วเพิม่ ขน้ึ กับประเทศปากีสถาน โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี คุ คล การท่รี ฐั อธปิ ไตยหนง่ึ ๆ จะบันทึกคนอยู่ในประเทศ ของตนในทะเบียนราษฎรของตน กย็ อ่ มเป็นไปตามกฎหมายภายในของตนว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เรอ่ื งของ นติ สิ มั พนั ธต์ ามกฎหมายมหาชนยอ่ มตกอยภู่ ายใตก้ ฎหมายมหาชนของรฐั คกู่ รณี เวน้ แตจ่ ะมกี ารตกลงระหวา่ งรฐั ทเี่ ก่ียวข้องเป็นอยา่ งอน่ื เมอื่ ยอ้ นกลบั มาดนู ติ สิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งรฐั ไทยและนายซาฮดิ คนสญั ชาตปิ ากสี ถานทล่ี ภ้ี ยั มาจากประเทศ ตน้ ทาง เรากพ็ บวา่ ไมม่ คี วามตกลงระหวา่ งทงั้ สองประเทศนใ้ี นเรอื่ งการทะเบยี นราษฎร แตเ่ ราพบวา่ มที างปฏบิ ตั ิ ระหวา่ งประเทศท่ีรฐั เจ้าของดินแดนจะต้องมีหนา้ ทรี่ บั รองสถานะบุคคลตามกฎหมายใหแ้ ก่มนุษย์ที่ตกเป็นคนไร้ รัฐโดยส้นิ เชงิ ในประเทศของตน เพอื่ ท่ีบคุ คลดงั กล่าวจะมีเอกสารรับรองตวั บคุ คลในการแสดงตน อย่างนอ้ ยเพื่อ ใชส้ ิทธิข้ันพื้นฐาน สาำ หรบั ประเทศไทยนน้ั มแี นวปฏบิ ตั ทิ ย่ี อมรบั บนั ทกึ คนตา่ งดา้ วทไ่ี รร้ ฐั โดยสน้ิ เชงิ ในทะเบยี นคนอยตู่ าม กฎหมายไทยวา่ ด้วยการทะเบียนราษฎรมาตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๔๕๒ จนถึงปจั จุบนั เพียงแต่ฐานขอ้ มลู ในการบนั ทกึ น้ัน กจ็ ะเปล่ียนแปลงไปตามยุคตามสมัย กฎหมายไทยในปัจจุบันทก่ี ำาหนดแนวคิดและวิธปี ฏบิ ตั ิในเรื่องการบนั ทกึ คนอยู่ ก็คือ มาตรา ๓๖ และ มาตรา ๓๘ แห่ง พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแกไ้ ขและเพมิ่ เติมโดย พ.ร.บ. การทะเบยี นราษฎร (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ ซงึ่ กาำ หนดใหท้ ะเบยี นคนอยู่ของรฐั ไทยมี ๒ ลักษณะ กล่าวคอื (๑) ทะเบยี นบา้ นสำาหรับ คนอยู่ทม่ี สี ทิ ธิอาศัย และ (๒) ทะเบียนประวตั ิ สำาหรับคนอยซู่ ่ึงไมม่ ีสถานะบคุ คลที่ชอบด้วยกฎหมายไทยว่าดว้ ย คนเขา้ เมือง มนุษย์ที่รัฐไทยจะบันทึกในทะเบียนคนอยูป่ ระเภททะเบียนบา้ น ก็คอื คนอยู่ทีม่ ีสิทธอิ าศยั และในจดุ นี้ เราก็จะจาำ แนกคนอยูอ่ อกเปน็ ๒ ประเภท กล่าวคือ (๑) คนอยทู่ ่ีมีสิทธอิ าศัยถาวร และ (๒) คนอยซู่ ่ึงมสี ทิ ธิ อาศยั ไมถ่ าวร คนอยูท่ มี่ สี ิทธิอาศัยถาวรกม็ ี ๒ ประเภท๖๘ กล่าวคือ (๑) คนทมี่ สี ิทธิในสญั ชาตไิ ทย ซงึ่ สิทธิอาศยั ของ คนในสถานการณน์ ี้ ยอ่ มเปน็ ไปตามกฎหมายรฐั ธรรมนญู ไทย และ (๒) คนตา่ งดา้ วทม่ี สี ทิ ธอิ าศยั ถาวรตามกฎหมาย ๖๗ ขอ้ สอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล คณะนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำาปาง ปกี ารศึกษา ที่ ๒/๒๕๖๐ เมื่อวนั ท่ี ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ๖๘ เปน็ ไปตามมาตรา ๓๖ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแกไ้ ขและเพม่ิ เตมิ โดย พ.ร.บ. การทะเบยี น ราษฎร (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติว่า “ใหน้ ายทะเบียนอาำ เภอหรือนายทะเบยี นทอ้ งถิน่ จดั ทำาทะเบียนบ้านไว้ทุกบา้ น สำาหรับผ้มู ีสญั ชาติ ไทยและคนซึง่ ไมม่ สี ญั ชาตไิ ทยแตม่ ถี ิน่ ทอ่ี ยู่ในราชอาณาจักร” ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเร่ืองจริง : วา่ ด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ
92 ไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง เม่ือย้อนกลับมาพิจารณากรณีของนายซาฮิดจะเห็นว่า เขาไม่มีสิทธิอาศัยถาวร ดังนั้น การบนั ทึกนายซาฮดิ ในทะเบยี นบา้ นประเภทคนอย่ถู าวร (ท.ร.๑๔) จึงเป็นไปไมไ่ ด้ตามกฎหมาย ในสว่ นของทะเบยี นบา้ นประเภทคนอยชู่ วั่ คราว (ท.ร.๑๓) นน้ั ๖๙ นายซาฮดิ กไ็ มน่ า่ จะเปน็ ผทู้ รงสทิ ธใิ น ขอ้ กฎหมายนี้ แม้ในชว่ งท่ีวซี า่ เขา้ เมอื งยังไม่สนิ้ สุดลง สิทธอิ าศยั ก็มิใชเ่ พื่อตั้งบ้านเรือน เขามสี ทิ ธเิ พยี งท่องเที่ยว ในประเทศไทย การรอ้ งขอเพ่ิมชอ่ื ในทะเบยี นคนอยจู่ งึ เปน็ ไปไมไ่ ด้ สิทธิอาศัยเพื่อท่องเทยี่ วนั้นมีจำานวนวนั สูงสุด กค็ ือ ๙๐ วันเท่านัน้ แม้เขาจะตอ่ อายวุ ีซา่ นักทอ่ งเที่ยวตลอดเวลา ๕ ปี ตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๕๕๔ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๘ ก็ ไม่ทำาให้เขาไดร้ บั การเพม่ิ ชือ่ ใน ท.ร.๑๓ ตามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยการทะเบยี นราษฎร ๖๙ เปน็ ไปตามมาตรา ๓๘ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ. การทะเบยี นราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึง่ แก้ไขและเพ่ิมเติมโดย พ.ร.บ. การทะเบียน ราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ บญั ญตั วิ า่ “ให้นายทะเบียนอำาเภอหรือนายทะเบยี นท้องถ่ินจัดทำาทะเบียนบ้านสำาหรับ คนซ่งึ ไม่มีสญั ชาติ ไทยทไี่ ดร้ บั อนุญาตให้อาศยั อย่ใู นราชอาณาจักรเปน็ การชว่ั คราว และ คนซึ่งไมม่ ีสญั ชาติไทยท่ไี ด้รบั การผ่อนผนั ให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักร เปน็ กรณพี เิ ศษเฉพาะรายตามกฎหมายวา่ ดว้ ยคนเขา้ เมอื ง ตามทรี่ ฐั มนตรปี ระกาศกาำ หนด และ บตุ รของบคุ คลดงั กลา่ วทเี่ กดิ ในราชอาณาจกั ร ในกรณผี มู้ รี ายการในทะเบยี นบา้ นพน้ จากการไดร้ บั อนญุ าตหรอื ผอ่ นผนั ใหอ้ าศยั อยใู่ นราชอาณาจกั ร ใหน้ ายทะเบยี นจาำ หนา่ ยรายการทะเบยี น ของผู้นั้นโดยเรว็ ” ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณีศึกษาจากเรอ่ื งจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ
93 ในทา้ ยทส่ี ุด รฐั ไทยมหี นา้ ที่บนั ทึกรายการสถานบุคคลของนายซาฮิดในทะเบียนประวตั ิตามกฎหมาย การทะเบยี นราษฎรหรอื ไม่ ในปจั จบุ นั รฐั ไทยใชท้ ะเบยี นประวตั ติ ามกฎหมายการทะเบยี นราษฎรบนั ทกึ คนตา่ งดา้ ว ทไ่ี มม่ ีสิทธิอาศยั ตามกฎหมายไทยว่าดว้ ยคนเข้าเมือง ๒ ลักษณะ กลา่ วคือ (๑) แรงงานเขา้ เมอื งผิดกฎหมายจาก เมียนมาลาวกัมพูชาท่ีอาสาข้ึนทะเบียนแรงงานในสาขาอาชีพท่ีประเทศไทยขาดแคลน ซ่ึงพวกเขาเหล่านี้จะ ถกู บันทกึ ในทะเบียนประวตั ปิ ระเภท ท.ร.๓๘/๑ และ (๒) บุคคลท่แี สดงตนเปน็ คนไร้รัฐโดยส้นิ เชงิ ซึง่ กรมการ ปกครองไทยเรยี กวา่ “บคุ คลทไี่ มม่ สี ถานะทางทะเบยี น” ซงึ่ พวกเขาเหลา่ นจี้ ะถกู บนั ทกึ ในทะเบยี นประวตั ปิ ระเภท ท.ร.๓๘ ก เมื่อย้อนมาพิจารณากรณีของนายซาฮิดแล้ว เขาย่อมไม่อาจถูกบันทึกใน ท.ร.๓๘/๑ เพราะสัญชาติ ปากสี ถานไม่ได้รบั การรับรองสิทธใิ น ท.ร.๓๘/๑ แตอ่ ยา่ งใด ในสว่ นทเี่ กย่ี วกบั ท.ร.๓๘ ก นนั้ นายซาฮดิ กไ็ มใ่ ชค่ นไรร้ ฐั โดยสนิ้ เชงิ เขาเพยี งมสี ถานะเปน็ “คนเสมอื น ไรร้ ัฐไรส้ ญั ชาติ” แมเ้ ขาจะมชี อื่ ในทะเบียนราษฎรของรฐั ปากีสถานกต็ าม เมื่อหนงั สอื เดินทางของเขาหมดอายลุ ง เขาก็ไม่อาจรอ้ งขอให้สถานทตู ปากสี ถานต่ออายใุ ห้ได้ มขี อ้ เรยี กรอ้ งของคนทำางานในภาคประชาสงั คมร้องขอให้ รัฐไทยขยายการรับรองสิทธิในสถานะราษฎรไทยประเภทบุคคลท่ีไม่มีสถานะทางทะเบียนน้ีไปรับรองสิทธิของ เหล่าผู้ลี้ภัยในเขตเมืองด้วย แต่ข้อเรียกร้องน้ีก็ดูเหมือนจะยังไม่ได้รับการตอบรับหรือตอบปฏิเสธ เหมือนกันว่า ฝ่ายความมน่ั คงของรัฐไทยทีเ่ กีย่ วขอ้ ง โดยเฉพาะสภาความม่ันคงแหง่ ชาตแิ ละกระทรวงมหาดไทยจะยงั คงไมไ่ ด้ ยินขอ้ เสนอนี้ เมื่อ มาตรา ๓๘ วรรค ๒ แหง่ พ.ร.บ. การทะเบยี นราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึง่ แก้ไขและเพิม่ เติมโดย พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัตวิ า่ “ใหผ้ อู้ าำ นวยการทะเบียนกลางจดั ให้มที ะเบียน ประวัติสำาหรับคนซ่ึงไม่มีสัญชาติไทยอ่ืนนอกจากท่ีบัญญัติไว้ตามวรรคหน่ึง๗๐ ตามท่ีรัฐมนตรีประกาศกำาหนด รายการและการบันทึกรายการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามระเบียบที่ผู้อำานวยการทะเบียนกลาง กาำ หนด” เราจงึ อาจสรุปไดว้ ่า โดยหลักนติ ศิ าสตร์ บทบญั ญตั นิ น้ี ่าจะให้อำานาจแก่ “อธบิ ดกี รมการปกครอง” ซึง่ ทำาหน้าที่ “ผู้อำานวยการทะเบียนกลาง” ท่ีจะจัดให้มี “ฐานข้อมูลใหม่เพ่ือเหล่าผู้ลี้ภัยในเขตเมืองที่อาศัยใน ประเทศไทย” ในสถานะของ “คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยอื่นนอกจากท่ีบัญญัติไว้ตามวรรคหน่ึงตาม “ท่ีรัฐมนตรี ประกาศกาำ หนด๗๑” ปญั หาจึงวกกลับมาท่ีหลกั รฐั ศาสตร์วา่ การยอมรบั ผูล้ ้ภี ยั ในเขตเมอื งในทะเบยี นประวัตติ าม กฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐไทย จะสร้างปัญหาความมั่นคงเชิงประชากรให้แก่รัฐไทยมากเกินไปหรือไม่ คำาถามน้ี ยังไม่มีคำาตอบท้ังทางลบหรือบวก ดังน้ัน ในสถานการณ์ปัจจุบัน กรณีของคนเสมือนไร้รัฐไร้สัญชาติ ดังนายซาฮิด ซ่งึ เป็นผลู้ ี้ภยั ในเขตเมือง (Urban Refugee) ทอี่ าศยั ในประเทศไทย ก็ยงั ไมม่ ีนโยบายใหบ้ นั ทกึ ตัว บคุ คลในทะเบยี นราษฎรของรัฐไทย ๗๐ มาตรา ๓๘ วรรค ๑ บญั ญตั วิ า่ “ใหน้ ายทะเบยี นอาำ เภอหรอื นายทะเบยี นทอ้ งถน่ิ จดั ทาำ ทะเบยี นบา้ นสาำ หรบั คนซงึ่ ไมม่ สี ญั ชาติ ไทยที่ได้รับอนุญาตใหอ้ าศยั อย่ใู นราชอาณาจกั รเป็นการชัว่ คราว และ คนซ่งึ ไม่มีสัญชาติไทยที่ได้รับการผอ่ นผันให้อาศัยอยใู่ นราชอาณาจักร เปน็ กรณพี เิ ศษเฉพาะรายตามกฎหมายวา่ ดว้ ยคนเขา้ เมอื ง ตามทร่ี ฐั มนตรปี ระกาศกาำ หนด และ บตุ รของบคุ คลดงั กลา่ วทเ่ี กดิ ในราชอาณาจกั ร ในกรณผี มู้ รี ายการในทะเบยี นบา้ นพน้ จากการไดร้ บั อนญุ าตหรอื ผอ่ นผนั ใหอ้ าศยั อยใู่ นราชอาณาจกั ร ใหน้ ายทะเบยี นจาำ หนา่ ยรายการทะเบยี น ของผนู้ ัน้ โดยเรว็ ” ๗๑ กล่าวคือ ทง้ั ไมม่ สี ทิ ธเิ ข้ามาในประเทศไทย และไม่มีสทิ ธอิ าศยั การอยู่ในประเทศไทยเปน็ ไปภายใตม้ าตรา ๕๔ วรรค ๒-๓– ๔ แหง่ พ.ร.บ. คนเขา้ เมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเร่อื งจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
94 เราพบว่า คนที่ได้รับการออกเอกสารรับรองตัวบุคคลโดยสหประชาชาติแล้วก็อาจใช้เอกสารน้ีแสดง ตนแทนหนังสือเดินทางของรัฐต้นทางที่หมดอายุลง แต่สำาหรับคนท่ียังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนและออกเอกสาร รับรองตัวบุคคล พวกเขาก็จะยังคงต้องใช้หนังสือเดินทางท่ีหมดอายุเพ่ือแสดงตน หรือแสวงหาหนังสือเดินทาง ปลอมมาใช้แทน โดยสรปุ สาำ หรับนายซาฮิดน้ัน เขาก็ยังไม่โชครา้ ยเกินไป เพราะเขายงั เอกสารทร่ี บั รองตัวบคุ คลทอ่ี อก โดย UNHCR ประจำาประเทศไทย แม้สำานักงานนี้จะปฏิเสธท่ีจะรับรองสถานะผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาเก่ียวกับ สถานภาพผูล้ ้ีภยั ค.ศ. ๑๙๕๑/พ.ศ. ๒๔๙๔ ก็ตาม บนบัตรประจำาตัวของนายซาฮดิ นน้ั UNHCR ระบุว่า “ผูถ้ อื บัตรนี้ เป็นคนที่ได้รับความคุ้มครองตามภารกิจของสำานักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติจากการถูก บังคับให้กลับประเทศ จะขอบคุณอย่างยิ่งหากท่านกรุณาให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลในบัตรนี้” และบนพื้นที่ ดา้ นหลงั บตั ร กม็ กี ารระบชุ อ่ งทางการตดิ ตอ่ กบั สาำ นกั งานในทกุ ชอ่ งทาง แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม ปรากฏตวั หนงั สอื ภาษา อังกฤษเล็กๆ วา่ “Expiry Date : (R) 14-SEP-17” เราไมแ่ นใ่ จวา่ ข้อความเล็กๆ น้ี มีความหมายว่า การคุ้มครอง นายซาฮิดโดย UNHCR ประจำาประเทศไทยส้นิ สุดเม่อื วนั ท่ี ๑๔ กนั ยายน ค.ศ. ๒๐๑๗/พ.ศ. ๒๕๖๐ ใชห่ รือไม่ ? หรอื จะมกี ารตอ่ บัตรใหมเ่ พื่อเขาในวันท่ีดังกลา่ ว ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณีศึกษาจากเรอ่ื งจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
95 (๖) จะต้องใช้กฎหมายของรัฐใดกำาหนดความสามารถในการทำานิติกรรมและสัญญา ของนายซาฮดิ ? เพราะเหตใุ ด ? ๗๒ ประเดน็ ทจี่ ะตอ้ งพจิ ารณาตามคาำ ถามเปน็ เรอ่ื งของปญั หาความสามารถในการทาำ นติ กิ รรมสญั ญาของ บคุ คลธรรมดา จงึ จดั เปน็ นติ สิ มั พนั ธข์ องเอกชนตามกฎหมายเอกชน และเปน็ เรอื่ งของคนตา่ งดา้ วในประเทศไทย กรณจี งึ ควรพิจารณาภายใต้หลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล จะเหน็ วา่ โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล เพอื่ พจิ ารณาปญั หาความสามารถในการ ทำานติ ิกรรมและสัญญาของนายซาฮิด ซึง่ เปน็ บุคคลธรรมดา ศาลจะตอ้ งเรมิ่ ต้นพิจารณากรณีภายใตก้ ฎหมายขดั กนั ของรฐั เจา้ ของศาล ซงึ่ โดยหลกั กฎหมายขดั กนั สากล กฎหมายทม่ี ผี ลกาำ หนดปญั หาบคุ คล ยอ่ มไดแ้ ก่ กฎหมาย ของรัฐเจ้าของตัวบุคคล (Personal State) ซึ่งหมายถึง (๑) กฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคล และ (๒) กฎหมายของรัฐเจ้าของภูมลิ าำ เนาของบคุ คล ในประเทศทม่ี รี ะบบกฎหมายแบบ Common Law มกั จะกาำ หนดใหป้ ญั หาบคุ คลตกอยภู่ ายใตก้ ฎหมาย ของรฐั เจา้ ของภมู ลิ าำ เนาของบคุ คล สว่ นประเทศทม่ี รี ะบบกฎหมายแบบ Civil Law มกั จะกาำ หนดใหป้ ญั หาบคุ คล ตกอยูภ่ ายใต้กฎหมายของรฐั เจา้ ของสัญชาติของบุคคล ดังนน้ั หากจะตอ้ งพิจารณาความสามารถของนายซาฮดิ ภายใต้กฎหมายขัดกันของประเทศท่ีมีระบบกฎหมายแบบ Common Law ก็จะต้องพิจารณาตามกฎหมาย ขัดกันของประเทศไทย เพราะประเทศน้ีมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของภูมิลำาเนาตามกฎหมายเอกชนของนายซาฮิด แตห่ ากศาลในประเทศทมี่ รี ะบบกฎหมายแบบ Civil Law พิจารณาความสามารถของนายซาฮิด ศาลน้ยี อ่ มจะ พจิ ารณาปญั หาโดยกฎหมายขดั กนั ปากสี ถาน เพราะประเทศนยี้ อ่ มมสี ถานะเปน็ รฐั เจา้ ของสญั ชาตขิ องนายซาฮดิ หากคดีขึ้นศาลไทย กฎหมายขดั กันสาำ หรับศาลนี้ ก็คือ พ.ร.บ. ว่าดว้ ยการขัดกนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ซ่งึ ศาลไทยจัดเป็นศาลในระบบกฎหมายแบบ Civil Law โดยพจิ ารณาพระราชบัญญตั ิดังกลา่ ว เราพบ บทบัญญตั ิวา่ ด้วยความสามารถของบุคคลในมาตรา ๑๐ ซง่ึ บญั ญตั ิวา่ “ความสามารถและความไร้ความสามารถของบุคคลยอ่ มเปน็ ไปตามกฎหมายสัญชาติของบคุ คลนัน้ แตถ่ ้าคนตา่ งดา้ วทาำ นติ ิกรรมในประเทศสยาม ซงึ่ ตามกฎหมายสญั ชาติ คนตา่ งดา้ วน้ันยอ่ มจะไร้ความ สามารถหรือมีความสามารถอันจำากัดสำาหรับนิติกรรมนั้น ให้ถือว่า บุคคลนั้นมีความสามารถทำานิติกรรมน้ันได้ เพียงเท่าที่จะมีความสามารถตามกฎหมายสยาม ความในวรรคน้ีไม่ใช้แก่นิติกรรมตามกฎหมายครอบครัวและ กฎหมายมรดก ในกรณีท่ีเป็นนิติกรรมเก่ียวกับอสังหาริมทรัพย์ ความสามารถของบุคคลที่จะทำานิติกรรม เช่นว่านั้น ยอ่ มเป็นไปตามกฎหมายแห่งถน่ิ ทีอ่ สงั หาริมทรัพย์นน้ั ตงั้ อย”ู่ ดังนั้น จะเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวกำาหนดถึงการเลือกกฎหมายว่าด้วยความสามารถในการทำา นิติกรรมและสัญญาของบุคคลธรรมดาไว้ใน ๔ สถานการณ์ กล่าวคือ (๑) สถานการณ์ท่ัวไป (๒) สถานการณ์ “ไม่เกี่ยวกับความเป็นสมาชิกในครอบครัว/ความเป็นเจ้ามรดกหรือทายาทของกองมรดก” ของคนต่างด้าวใน ๗๒ ขอ้ สอบในวชิ า น.๔๙๐/น.๔๙๑ กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล โดย รศ.ดร.พนั ธทุ์ พิ ย์ กาญจนะจติ รา สายสนุ ทร, การสอบความรชู้ นั้ ปรญิ ญาตรี ภาคปกติ คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ศนู ยล์ ำาปาง การสอบภาคแกต้ วั ประจำาปกี ารศกึ ษา ๒๕๕๙ วิชาบงั คบั ช้ันปที ี่ ๔ วนั ที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผ่านกรณีศึกษาจากเรอ่ื งจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ
96 ประเทศไทย กล่าวคือ เปน็ สถานการณท์ ่เี กีย่ วกับกฎหมายบุคคลหรอื หน้ีหรอื ทรัพยส์ ิน (๓) สถานการณ์ “เก่ียว กบั กฎหมายครอบครวั และมรดก” ของคนตา่ งด้าวในประเทศไทย และ (๔) สถานการณเ์ กีย่ วกบั อสงั หารมิ ทรัพย์ ในประเทศไทย ดงั มีรายละเอียดดงั น้ี (๑) สถานการณ์ทว่ั ไป โดยมาตรา ๑๐ วรรค ๑ แหง่ พ.ร.บ. ว่าดว้ ยการขัดกนั แห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ กฎหมายท่มี ีผล บังคับปัญหาความสามารถในการทำานิติกรรมของบุคคล ก็คือ กฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคล ซ่ึงใน ทนี่ ี้ กไ็ ดแ้ ก่กฎหมายปากีสถาน เพื่อท่ีจะปฏิบตั ติ ามกฎหมายปากสี ถาน ซง่ึ เปน็ กฎหมายขัดกันในระบบ Common Law ศาลไทยจึง ตอ้ งพจิ ารณาความสามารถของนายซาฮดิ ตอ่ ไปภายใตก้ ฎหมายไทยเอง ทงั้ นี้ เพราะกฎหมายขดั กนั ปากสี ถานระบุ ใหใ้ ชก้ ฎหมายของรฐั เจา้ ของภมู ลิ าำ เนาของบคุ คลในการกาำ หนดความสามารถของบคุ คล ดงั นนั้ ศาลไทยจงึ จะตอ้ ง ใชป้ ระมวลกฎหมายแพง่ วา่ ดว้ ยบคุ คลของประเทศไทยในการกาำ หนดความสามารถของนายซาฮดิ เนอ่ื งจากปรากฏ ตามข้อเท็จจริงว่า บุคคลดังกล่าวมีภูมิลำาเนาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งศาลไทยจะใช้กฎหมายไทยได้เอง ไม่จำาเป็น ต้องนาำ สบื เนือ้ หากฎหมายนไ้ี ด้จนศาลพอใจ (มาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ. ว่าดว้ ยการขดั กนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑) และกฎหมายน้ีย่อมไมอ่ าจขัดต่อความสงบเรยี บร้อยและศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชนไทย (มาตรา ๕ แหง่ พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยการขัดกันแหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑) จะเหน็ วา่ ในทส่ี ดุ กฎหมายของรัฐไทยกต็ อ้ งทาำ หนา้ ที่กำาหนดความสามารถในการทำานิตกิ รรมสญั ญา ของนายซาฮดิ ทั้งท่เี ขามสี ถานะเปน็ คนรอการสง่ ออกนอกประเทศไทยตามมาตรา ๕๔ แห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมอื ง พ.ศ. ๒๕๒๒ (๒) สถานการณ์ “ไม่เกี่ยวกบั ความเปน็ สมาชกิ ในครอบครวั /ความเปน็ เจ้ามรดกหรือ ทายาทของกองมรดก” ของคนต่างด้าวในประเทศไทย เมื่อมาตรา ๑๐ วรรค ๒ แหง่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ บญั ญตั ิว่า “แตถ่ า้ คนต่างด้าวทำานิติกรรมในประเทศสยาม ซึ่งตามกฎหมายสัญชาติ คนต่างด้าวน้ันย่อมจะไร้ความสามารถหรือมี ความสามารถอันจำากัดสำาหรับนิติกรรมน้ัน ให้ถือว่า บุคคลนั้นมีความสามารถทำานิติกรรมนั้นได้เพียงเท่าท่ีจะมี ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเร่อื งจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
97 ความสามารถตามกฎหมายสยาม ความในวรรคนี้ไม่ใช้แก่นิติกรรมตามกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดก” กย็ อ่ มมคี วามหมายวา่ บทบญั ญตั นิ ไ้ี ดก้ าำ หนด “หลกั การเลอื กกฎหมายเพม่ิ เตมิ ” จากหลกั ทวั่ ไปทใ่ี ชใ้ นสถานการณ์ ทั่วไปเมื่อบุคคลธรรมดาไม่มีความสามารถหรือไร้ความสามารถตามกฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติใน “สถานการณ์เกี่ยวกับนิติกรรมตามกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดก” นั่นก็คือ “สถานการณ์เกี่ยวกับ กฎหมายบุคคลหรือหน้ีหรือทรัพย์สิน” มาตรา ๑๐ วรรค ๒ กำาหนดให้ “กฎหมายไทย” เข้ามากำาหนดความ สามารถในการทำานติ กิ รรมดงั กลา่ วของคนตา่ งดา้ วในประเทศไทยได้ ดงั นน้ั หากนายซาฮดิ ไมม่ คี วามสามารถหรอื ไร้ความสามารถตามกฎหมายปากสี ถาน ซึ่งเปน็ กฎหมายของรฐั เจ้าของสญั ชาติ ก็อาจใชก้ ฎหมายไทย อันได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งฯ ว่าด้วยความสามารถ ซึ่งเป็นกฎหมายของรัฐเจ้าของดินแดน อันเป็นถิ่นท่ีทำานิติกรรม และสญั ญา แทนกฎหมายปากสี ถาน ซงึ่ เปน็ กฎหมายของรฐั เจา้ ของสญั ชาติ ผลกค็ อื ดงั นน้ั หากนติ กิ รรมในลกั ษณะ น้ีเป็นสงิ่ ทีท่ ำาไดต้ ามกฎหมายไทย แตท่ าำ ไมไ่ ด้ตามกฎหมายปากสี ถาน นายซาฮดิ กย็ อ่ มมีความสามารถทจี่ ะทาำ ได้ ในประเทศไทย (๓) สถานการณ ์ “เกยี่ วกบั กฎหมายครอบครวั และกฎหมายมรดก” ของคนตา่ งดา้ วใน ประเทศไทย โดยพิจารณามาตรา ๑๐ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยการขัดกนั แห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ หลกั การ เลือกใช้กฎหมายไทย อันเป็นกฎหมายของรัฐเจ้าของดินแดนอันเป็นที่ทำานิติกรรมและสัญญา แทนกฎหมาย ของรฐั เจ้าของสญั ชาติของคนตา่ งด้าวที่เพิ่มเตมิ เข้ามานี้ ย่อมไมม่ ผี ลต่อนิติกรรมทางครอบครัวและมรดกท่ีทำาใน ประเทศไทยของคนตา่ งดา้ ว กฎหมายทม่ี ผี ลบงั คบั ปญั หาความสามารถในการทาำ นติ กิ รรมตามกฎหมายครอบครวั และกฎหมายมรดกของคนตา่ งดา้ วในประเทศไทย ยอ่ มกลบั ไปใชก้ ฎหมายของรฐั เจา้ ของสญั ชาตขิ องบคุ คลธรรมดา นั้น ซงึ่ ในกรณีตามขอ้ เท็จจริง กจ็ ะตอ้ งใชก้ ฎหมายปากสี ถานเพ่อื กำาหนดนิตกิ รรมของนายซาฮดิ ในประเทศไทย ทเี่ กี่ยวกับครอบครัวและมรดก ดังน้ัน แมน้ ิตกิ รรมในลักษณะน้ีเป็นสง่ิ ท่ีทาำ ได้ตามกฎหมายไทย แตท่ าำ ไมไ่ ด้ตาม กฎหมายปากสี ถาน นายซาฮิดก็ยอ่ มไมม่ คี วามสามารถที่จะทำาไดใ้ นประเทศไทย (๔) สถานการณเ์ กีย่ วกบั อสังหาริมทรพั ยใ์ นประเทศไทย เม่อื มาตรา ๑๐ วรรค ๓ แห่ง พ.ร.บ. วา่ ด้วยการขัดกันแหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ บัญญัติวา่ “ในกรณี ท่ีเป็นนิติกรรมเก่ียวกับอสังหาริมทรัพย์ ความสามารถของบุคคลที่จะทำานิติกรรม เช่นว่าน้ันย่อมเป็นไปตาม กฎหมายแหง่ ถน่ิ ทอ่ี สงั หารมิ ทรพั ยน์ น้ั ตงั้ อยู่” จงึ หมายความวา่ กฎหมายทม่ี ผี ลบงั คบั ปญั หาความสามารถในการ ทำานิติกรรมของบุคคลเก่ียวกับอสังหาริมทรัพย์ ก็คือ กฎหมายของรัฐเจ้าของดินแดนอันท่ีเป็นถ่ินท่ีตั้งของ อสงั หาริมทรัพย์ บทบญั ญตั มิ าตรา ๑๐ วรรค ๓ จงึ เปน็ ข้อยกเวน้ ของมาตรา ๑๐ วรรค ๑ และ ๒ จงึ หมายความ ต่อไปวา่ กฎหมายของรัฐเจ้าของสญั ชาติของบุคคล ซ่งึ ในข้อเท็จจริงท่พี จิ ารณา ก็คือ กฎหมายปากสี ถาน รวมถึง กฎหมายของรัฐเจ้าของศาล ซ่ึงก็คือ กฎหมายไทย ย่อมไม่ใช่กฎหมายท่ีมีผลบังคับในสถานการณ์ท่ีต้องกำาหนด ความสามารถในการทาำ นติ กิ รรมและสญั ญาเกยี่ วกบั อสงั หารมิ ทรพั ย์ อาทิ หากนายซาฮดิ จะตอ้ งทาำ นติ กิ รรมเกย่ี ว กับท่ีดินในประเทศลาว กฎหมายปากีสถานและกฎหมายไทยก็ไม่อาจมีสถานะเป็นกฎหมายท่ีมีผลบังคับปัญหา ความสามารถในการทาำ สัญญาเก่ยี วกับท่ดี นิ ในลาวของนายซาฮดิ ศาลไทยซง่ึ พิจารณาประเดน็ ดังกล่าวจะต้องใช้ กฎหมายลาวเทา่ นน้ั เพราะอสังหารมิ ทรัพย์ทเ่ี กย่ี วขอ้ งตง้ั อยใู่ นประเทศลาว ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรอ่ื งจรงิ : ว่าด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
98 โดยสรุป จะเห็นว่า การท่ีนายซาฮดิ ตกเป็นคนเสมือนไรร้ ฐั ไรส้ ญั ชาติ ตลอดจนตกเป็นคนเขา้ เมืองโดย ไม่ชอบดว้ ยกฎหมายไทย ไม่อาจส่งผลทาำ ให้เขาตกอยู่ใน “สญุ ญากาศทางกฎหมายเอกชน” หลักกฎหมายขดั กนั สากล หรอื แม้หลกั กฎหมายขดั กันไทย ยอ่ มกำาหนดเลือกกฎหมายทม่ี ผี ลกำาหนดความสามารถในการทำานติ ิกรรม และสญั ญาใหแ้ กเ่ ขาได้เสมอ เขาจงึ ไมไ่ ร้สิทธิในการรบั รองสถานะบคุ คลตามกฎหมายเอกชนได้เลย (๗) นายซาฮดิ มสี ทิ ธทิ างการศกึ ษาในประเทศไทยหรอื ไม ่ เพยี งใด หากเขาจะสมคั รเขา้ ศึกษาในหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยแห่งน้จี ะปฏเิ สธสิทธดิ งั กลา่ วของนายซาฮิด เพราะเหตทุ ี่เป็นคนต่างด้าว ที่ผดิ กฎหมายไทยว่าดว้ ยคนเข้าเมืองได้หรือไม่ เพราะเหตใุ ด๗๓ เมอ่ื ประเด็นแหง่ คำาถามเปน็ เร่อื งของสทิ ธิในการศึกษา ซง่ึ เปน็ สทิ ธิทางการศึกษาประเภทหนง่ึ ดงั นั้น เราจงึ ต้องมาพิจารณาว่า กฎหมายท่ีมีผลบงั คบั ต่อสิทธิทางการศึกษาเป็นเช่นใด ? เราจะเห็นวา่ เรื่องของสิทธทิ างการศกึ ษานัน้ เป็นเร่ืองระหว่างรฐั และมนษุ ย์ จึงเป็นเรอื่ งตามกฎหมาย มหาชน และโดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล นิตสิ ัมพนั ธต์ ามกฎหมายมหาชน แม้จะมีลักษณะ ระหวา่ งประเทศ กจ็ ะตอ้ งเปน็ ไปภายใต้กฎหมายมหาชนของรฐั ค่กู รณี ท้ังน้ี เวน้ แต่จะมีการกำาหนดเป็นอนื่ ในเรอ่ื งสทิ ธทิ างการศกึ ษา เราพบวา่ มาตรา ๕๔ วรรค ๑ แหง่ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ไดก้ าำ หนดให้ “รฐั ตอ้ งดาำ เนนิ การใหเ้ ดก็ ทกุ คนไดร้ บั การศกึ ษาเปน็ เวลาสบิ สองปี ตงั้ แตก่ อ่ นวยั เรยี นจน จบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” และประเทศไทยยังมีกฎหมายของรัฐสภาท่ีทำา หน้าที่กฎหมายหลักว่าดว้ ยการศึกษาแหง่ ชาติ น่ัน ก็คอื พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมาตรา ๑๐ วรรค ๑ บัญญัติว่า “การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาข้ันพ้ืน ฐานไมน่ อ้ ยกวา่ สบิ สองปที ร่ี ฐั ตอ้ งจดั ใหอ้ ยา่ งทว่ั ถงึ และมคี ณุ ภาพโดยไมเ่ กบ็ คา่ ใชจ้ า่ ย” ประกอบกบั บทบญั ญตั ิ แหง่ อนสุ ญั ญาระหวา่ งประเทศหลายฉบบั ทผี่ กู พนั รฐั ไทยใหย้ อมรบั วา่ สทิ ธทิ างการศกึ ษาเปน็ สทิ ธมิ นษุ ยชนอยา่ ง เดด็ ขาด ในปัจจุบนั มกั เรียกหลกั สทิ ธิมนษุ ยชนทางการศึกษาวา่ เป็น “Education for All” เพอื่ อธบิ ายวา่ สทิ ธิ ทางการศกึ ษา เปน็ สทิ ธิมนษุ ยชนขน้ั พื้นฐาน กฎหมายระหว่างประเทศลายลักษณ์อักษรท่ีสำาคัญท่ีผูกพันประเทศไทยในเร่ืองสิทธิในการศึกษา ของมนษุ ย์ ซ่ึงเป็นบคุ คลท่บี รรลุนิติภาวะแล้ว กล่าวคอื มีอายุเกิน ๑๘ ปีบรบิ รู ณ ์ จำานวน ๒ ฉบับด้วยกนั กล่าวคอื ฉบับแรก ก็คือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration on Human Rights) ค.ศ. ๑๙๔๘/พ.ศ. ๒๔๙๑ ซ่งึ ผกู พันประเทศไทยต้งั แตว่ นั ที่ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๔๘/พ.ศ. ๒๔๙๑ ซ่งึ รบั รองสทิ ธมิ นุษยชนทางการศกึ ษาไวใ้ นขอ้ ๒๖๗๔ อย่างชัดเจนโดยเฉพาะในข้อ ๒๖ ถึง ๒ ลกั ษณะของสิทธิ ๗๓ ขอ้ สอบในวิชา น.๔๙๐/น.๔๙๑ กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล โดย รศ.ดร.พนั ธุท์ ิพย์ กาญจนะจติ รา สายสนุ ทร, การสอบความรชู้ นั้ ปรญิ ญาตรี ภาคปกติ คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ศนู ยล์ ำาปาง การสอบภาคแกต้ วั ประจำาปกี ารศกึ ษา ๒๕๕๙ วิชาบงั คับ ชน้ั ปีที่ ๔ วนั ที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ๗๔ ซ่ึงบญั ญัติวา่ ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรื่องจรงิ : ว่าด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ
99 มนุษยชนทางการศกึ ษา อนั ได้แก่ (๑) บุคคลมีสิทธใิ นการศกึ ษา (Everyone has the right to education.) และ (๒) การศึกษาจะเป็นสิ่งที่ให้เปล่าโดยไม่คิดมูลค่า, อย่างน้อยท่ีสุดในข้ันประถมศึกษา และขั้นพื้นฐาน (Education shall be free, at least in the elementary and fundamental stages.) ฉบับท่ีสอง ก็คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (Inter- national Covenant on Economic, Social and Cultural Rights) ค.ศ. ๑๙๖๖/พ.ศ. ๒๕๐๙ กตกิ าน้ี มผี ลตั้งแต่วันท่ี ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๙/ค.ศ. ๑๙๗๖ แต่ประเทศไทยเพิ่งภาคยานวุ ัติเมื่อวันท่ี ๖ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๔๒/ค.ศ. ๑๙๙๙ จึงผูกพนั ประเทศไทยตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๔๒/ค.ศ. ๑๙๙๙ ซง่ึ เรากพ็ บความเป็นสทิ ธมิ นุษยชน ของสิทธิทางการศึกษาในข้อ ๑๓๗๕ ซึ่งบัญญัติรับรองสิทธิมนุษยชนทางการศึกษาในลักษณะที่ไม่แตกต่างจาก ทป่ี รากฏในขอ้ ๒๖ แห่งปฏญิ ญาสากลวา่ ด้วยสทิ ธมิ นุษยชน ค.ศ. ๑๙๔๘/พ.ศ. ๒๔๙๑ เราจึงสรุปได้อย่างชัดเจนว่า สิทธิทางการศึกษาย่อมมีลักษณะเป็นสิทธิมนุษยชนข้ันพื้นฐานสำาหรับ ประเทศไทย อันหมายความวา่ ฐานแหง่ สทิ ธิ กค็ ือ ความเป็นมนษุ ย์ ดังนน้ั สิทธนิ ีจ้ งึ เป็นของมนษุ ยท์ กุ คน แม้ มนุษย์น้ันจะมีสถานะเป็นคนต่างด้าว หรือแม้จะเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายก็ตาม สิทธิท่ีจะได้รับการศึกษาซึ่ง เป็นสิทธิประเภทหน่ึงของสิทธิทางการศึกษา จึงเป็นสิทธิมนุษยชนข้ันพ้ืนฐานเช่นกัน จึงไม่อาจถูกเลือกปฏิบัติ ระหวา่ งคนชาตแิ ละคนตา่ งดา้ วไดเ้ ลย ไม่วา่ บคุ คลตามข้อเทจ็ จริงท่หี ารอื มาจะมีสญั ชาติไทยหรอื ไม่ หรอื แมจ้ ะไร้ สญั ชาติ หรอื แมจ้ ะมสี ถานะบคุ คลทไ่ี มช่ อบดว้ ยกฎหมายคนเขา้ เมอื ง รฐั ไทยกต็ อ้ งรบั รองสทิ ธทิ างการศกึ ษาใหแ้ ก่ มนุษย์ในทุกสถานการณ์ เริ่มต้ังแต่รับเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษา และเมื่อบุคคลดังกล่าวศึกษาได้ครบตาม หลกั สตู รการศกึ ษา กจ็ ะตอ้ งรบั รองสทิ ธใิ นการศกึ ษาตามหลกั สตู รการศกึ ษาทไี่ ดท้ าำ การศกึ ษา ผสู้ าำ รวจการศกึ ษา ย่อมจะต้องมสี ทิ ธิในวุฒกิ ารศึกษาและสิทธิในการใช้ประโยชนจ์ ากวฒุ ิการศึกษา เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่จะใช้สิทธิในการศึกษาของนายซาฮิด เราจึง อาจสรปุ ได้วา่ เขายอ่ มมีสทิ ธิสมัครเขา้ เรยี นนิตศิ าสตร์บณั ฑติ ในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะ ดงั กลา่ วยอ่ มมหี นา้ ทที่ จี่ ะรบั ใบสมคั รของเขา คณะดงั กลา่ วนไ้ี มอ่ าจปฏเิ สธสทิ ธดิ งั กลา่ วของนายซาฮดิ เพราะเหตุ ท่ีเป็นคนต่างด้าวที่รอการส่งออกนอกประเทศไทยตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง การไม่รับเข้าศึกษาอาจ ทำาได้หากเขาสอบคัดเลือกไม่ผ่านเท่านั้น หากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปฏิเสธสิทธิในการเข้าเรียนด้วยเหตุที่ เปน็ การเลอื กปฏบิ ตั ิ ก็เป็นหนา้ ที่ของรัฐมนตรวี า่ การกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแหง่ ชาติ ท่ีจะต้องดำาเนินการทำาให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยน้ีเข้าใจในหน้าที่ของตนทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมาย ระหว่างประเทศ และหากนายซาฮิดไม่ได้รับการรับรองสิทธิมนุษยชนทางการศึกษา กระบวนการยุติธรรมทาง (๑) บุคคลมีสทิ ธใิ นการศกึ ษา การศกึ ษาจะเปน็ สงิ่ ท่ใี หเ้ ปล่าโดยไม่คดิ มลู คา่ , อย่างน้อยท่สี ดุ ในข้นั ประถมศึกษา และข้ันพื้น ฐาน. ชน้ั ประถมศกึ ษาใหเ้ ปน็ การศกึ ษาภาคบงั คบั ขน้ั เทคนคิ และขนั้ ประกอบอาชพี เปน็ การศกึ ษาทจี่ ะตอ้ งจดั มขี น้ึ โดยทว่ั ๆ ไป และขน้ั สงู เปน็ ขน้ั ท่จี ะเปิดให้ทกุ คนเทา่ กันตามความสามารถ. (๒) การศกึ ษาจะมงุ่ ไปทางพฒั นาบคุ ลกิ ภาพของมนษุ ยอ์ ยา่ งเตม็ ทแ่ี ละเพอ่ื เสรมิ พลงั การเคารพตอ่ สทิ ธมิ นษุ ยชน และเสรภี าพ ข้ันมูลฐานให้แข็งแกร่งท้ังจะมุ่งเสริมความเข้าใจ, ขันติและมิตรภาพในระหว่างประชาชาติ กลุ่มเชื้อชาติหรือกลุ่มศาสนา และจะมุ่งขยาย กิจกรรมของสหประชาชาตเิ พอ่ื การธำารงสันติภาพ. (๓) ผู้ปกครองมสี ทิ ธกิ อ่ นผู้อ่ืนทจ่ี ะเลเลือกชนดิ ของการศึกษาสำาหรบั บตุ รหลานของตน. ๗๕ ซงึ่ ขอ้ ๑๓ (๑) บญั ญตั วิ ่า “รัฐภาคีแหง่ กตกิ าฉบับนรี้ บั รองสิทธิของทกุ คนในการศกึ ษา.....( The States Parties to the present Covenant recognize the right of everyone to education)” และข้อ ๑๓ (๒) (a) บญั ญัตวิ ่า “การศกึ ษาภาคบงั คับและจัด ให้ทกุ คนแบบใหเ้ ปลา่ (Primary education shall be compulsory and available free to all)...” ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเรอ่ื งจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124