Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2Natural history of diseases

2Natural history of diseases

Published by bussayasit, 2019-01-22 22:05:44

Description: 2Natural history of diseases

Search

Read the Text Version

2.1 องค์ประกอบทางดา้ นชวี วิทยา › ความตา้ นทานทั่วไป รีเฟลก(Reflex) สารคดั หลง่ั การเคลอ่ื นไหวของขน อ่อนในระบบทางเดินหายใจ การทางานของตับและ ไต เป็นต้น แตกต่างกันไปตามกลุ่มอายุ เพศ กรรมพันธุ์ สภาวะโภชนาการ ความเครียดและ องค์ประกอบทางดา้ นจิตใจ 51

 ความต้านทานโดยธรรมชาติสร้างขึน้ มาเอง (Natural Acquired active immunity) › เกิดหลังจากทไ่ี ด้รับเชอื้ โรคเขา้ สู่ร่างกายโดยธรรมชาติ โดยอาจทาให้ เกิดโรค แต่เมือ่ หายจากโรคแลว้ กอ่ ให้เกดิ ภมู ิคุ้มกันตลอดชีวติ หรือ ระยะเวลาหนึง่ 52

 ความตา้ นทานโดยธรรมชาตทิ ไ่ี ดร้ ับมาจากภายนอก (Natural Acquired passive immunity) › เป็นความต้านทานทีไ่ ดร้ บั จากภายนอก เชน่ ทารกได้รบั ภมู คิ ้มุ กนั โรคบาดทะยักและโรคคอตบี จากมารดาที่มีภมู คิ ุม้ กนั เหล่านี้ เพียงพอโดยผา่ นทางรกและน้านม 53

 ความต้านทานทถ่ี ูกกระตุ้นใหเ้ กิดขึ้นโดยมนุษย์ (Artificial Acquired active immunity) › ร่างกายจะสร้างขึ้นหลังจากได้รับเชอ้ื โรคในปรมิ าณทน่ี อ้ ยหรอื ถกู ทาให้มีฤทธิอ์ ่อนลง เช่น วัคซีน  ให้รา่ งกายสร้างภมู ติ า้ นทานต่อสง่ิ เหล่านี้เปน็ ระบบภมู คิ ้มุ กนั ท่มี ี ความจาเพาะเจาะจงสูง และพร้อมที่จะตอบสนองอยา่ งรวดเร็ว และรนุ แรง เมอ่ื ร่างกายไดร้ ับแอนตเิ จนในครง้ั ท่ี 2 ตัวอย่างของ วัคซีนทีน่ ิยมใหแ้ กเ่ ดก็ เพอ่ื กระตุ้นการสร้างภมู คิ ุ้มกัน ไดแ้ ก่ วคั ซนี ปอ้ งกันโรคคอตบี โปลโิ อ ไอกรน และบาดทะยัก เปน็ ตน้ 54

 ความต้านทานท่ไี ด้รบั จากภายนอกมนษุ ย์ (Artificial Acquired passive immunity)  เปน็ การฉีดเขา้ ไปในรา่ งกายมนษุ ยโ์ ดยตรงโดยไมต่ อ้ งรอใหร้ ่างกายสรา้ งเอง  เช่น เซรมุ่ โรคพิษสุนขั บ้า แกพ้ ิษงู ซงึ่ เป็นภูมิคุ้มกนั หรือแอนตบิ อดีทีส่ รา้ ง ข้นึ จากสง่ิ มีชวี ิตอ่ืน ๆ เชน่ มา้ วัว 55

 พฤติกรรมเป็นเรอ่ื งทซ่ี ับซ้อนเนอ่ื งจากเปน็ นิสัยสว่ น บคุ คล ผสมผสานกับ ขนบธรรมเนยี มประเพณี และ วัฒนธรรม 56

อ้ามมมมมมมม มม อรอ่ ยยยย 57

 สงั คม ความเชอื่ ทัศนคติ ความตอ้ งการทางธรรมชาติ และสง่ิ อื่นๆ  การปรบั พฤตกิ รรมเพอื่ ควบคุมโรคจงึ มคี วามยงุ่ ยาก  เช่น นสิ ัยการบริโภคอาหารทไ่ี มผ่ า่ นกระบวนการทาให้สกุ การ จัดสขุ วิทยาของบ้านเรือนไม่ถกู สุขลกั ษณะ และพฤตกิ รรมด้าน สุขภาพอนามยั และนนั ทนาการทไ่ี มเ่ หมาะสม  ชนเผ่า vs ความเชอื่ 58

59

60

61

สภาพแวดลอ้ มทางด้านกายภาพเชน่ สภาพภมู ศิ าสตร์ และฤดูกาล สภาพแวดล้อมทางดา้ นชีวภาพหมายถึงสง่ิ แวดลอ้ มท่ี มชี วี ติ ทง้ั หมด ท้งั ทมี่ องเห็นไดด้ ้วยตาเปลา่ และท่มี องไมเ่ ห็น ได้ดว้ ยตาเปลา่ ...ประชากรแออัด การคลุกคลีกบั สตั ว์ 62

 ไดแ้ ก่ สารเคมีที่มนษุ ย์สรา้ งขึ้น เช่น การใชส้ ารเคมใี น การเกษตร ทาให้เกดิ การปนเปอื้ นสภาพแวดลอ้ ม รวมถงึ แหลง่ อาหารของมนษุ ย์  การใชร้ ถยนต์และเครื่องจกั รกลในงานอตุ สาหกรรม ทาใหเ้ กดิ มCาoถ, งึCพoนื้ 2ทโลากใหมช้ากัน้ ขโอ้ึนโซทนาใใหนค้บนรรปยว่ ายกดา้วศยรโรงั คสมอี ะุลเตรรง็ าผไวิ วหโอนเงั ลมตารก่ัว ขน้ึ 63

หมายถงึ ส่งิ แวดลอ้ มทเ่ี กี่ยวข้องกบั ลักษณะทางสังคม ความเชอ่ื วฒั นธรรม อาชีพ ความเป็นอยขู่ องประชาชน เช่น ชุมชนเปน็ แหล่งถา่ ยทอดทางวัฒนธรรม ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถิน่ ทั้งทางด้านสขุ ภาพและดา้ นอน่ื ๆ รวมถึงการแสวงหา สถานบรกิ ารด้านสุขภาพ 64

65

66

67

68

69

70

71

72

73

74

75

การอธบิ ายแนวคดิ ของ Mutiple causation of disease มี ดงั น้ี 1. รปู แบบวงล้อ (Wheel model) รปู แบบน้ีเปรียบส่ิงทท่ี า ใหเ้ กิดโรคและคนเปน็ วงล้อ 2 วง มสี ่ิงแวดลอ้ มบรรจุอย่ภู ายในเนอื้ ทรี่ ะหวา่ งวงในและวงนอก วงล้อในสุดจะเปน็ คน และมียนี (Genetic core) เปน็ ตวั ควบคุมสิ่งทเี่ กีย่ วข้องกับการเกิดโรค รปู แบบนอี้ ธบิ ายไว้ องค์ประกอบใหญ่ ๆ คอื โฮสตห์ รือมนษุ ย์ (Host) และ สิง่ แวดลอ้ ม (Environment) 76

1.1 ส่งิ แวดล้อมถอื เป็นปจั จยั ภายนอก (Extrinsic factors) มี องค์ประกอบ 3 ส่วนไดแ้ ก่ สงิ่ แวดล้อมทางกายภาพ, สิง่ แวดลอ้ ม ทางชีวภาพและส่งิ แวดล้อมทางสงั คม 1.2 มนุษย์เป็นปัจจยั ภายใน (Intrinsic factors) ในมนษุ ยม์ ี ส่วนประกอบภายในทีท่ าใหบ้ ุคคลมคี วามไวตอ่ การรบั เชอื้ แตกตา่ ง กนั ..... Genetic core 77

ภาพวงลอ้ แสดงความสัมพันธร์ ะหวา่ งมนุษย์และ ส่ิงแวดล้อม Biologic Host (Man) Social environment environment Genetic core Physical environment ท่ีมา : Mausner & Kramer (1985) 78

โรคเกดิ จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่สาเหตุเดยี ว สาเหตุ หมายถึง ปจั จยั ทีก่ ระทบกับการเกิดโรค ถ้ามี ปจั จยั มากท้าใหเ้ กดิ โรคมาก ถา้ ปัจจยั น้อยเกดิ โรคนอ้ ย สาเหตขุ องโรคเดียวกันอาจเป็นได้หลายกรณี 79

 เปน็ ความตอ่ เน่ืองของภาวะสขุ ภาพจากการที่บุคคลมภี าวะ สขุ ภาพดไี ปสภู่ าวะทีม่ ีปญั หาสุขภาพและส่งผลกระทบทาให้ เกิดความรนุ แรงของปญั หาสุขภาพจนอาจทาใหเ้ กิดความ พิการหรอื ตายได้ในท่ีสุด 80

ธรรมชาตกิ ารเกิดโรค แบง่ เป็น 4 ระยะ คือ 1. ระยะมีความไวตอ่ การเกิดโรค (Stage of susceptibility) ระยะนี้โรคยังไม่เกดิ ขึน้ แตบ่ คุ คลอยใู่ นสง่ิ แวดลอ้ มท่เี อ้ืออานวยตอ่ การเกิดโรค เชน่ อากาศหนาวจัดทาใหค้ นมีโอกาสเกดิ โรคปอด อกั เสบได้ง่าย เป็นต้น 2.ระยะกอ่ นปรากฏอาการของโรค (Stage of pre – symptomatic disease) เป็นระยะท่ีเร่มิ มพี ยาธสิ ภาพในร่างกาย แต่ยงั ไม่แสดงอาการ (Symptom) ของโรคให้เหน็ ชดั เจน 81

ระยะมภี มู ิไวรบั 82

3. ระยะปรากฏอาการของโรค (Stage of clinical disease) เปน็ ระยะทีร่ ่างกายไม่สามารถทนต่อการรกุ รานของส่ิงที่ทาให้เกดิ โรค / เชือ้ โรคได้ จึงปรากฏอาการของโรค ผ้ปู ว่ ยระยะนแี้ บง่ ออก เป็น 3 กลุ่ม คอื 1. กล่มุ ทห่ี ายไปได้เอง 2. กลุ่มทร่ี กั ษาดว้ ยวิธไี มส่ ลบั ซับซ้อน เช่น การให้ยา 3. กล่มุ ท่ีรักษาด้วยวธิ ียุง่ ยากขน้ึ เช่น การผ่าตดั ร่วมกับการ ให้ยาหรอื ฉายแสง เป็นต้น 83

ระยะป่วยมอี าการ 84

4. ระยะพิการหรอื ระยะไร้ความสามารถ (Stage of disability) เปน็ ระยะที่มกี ารเจ็บป่วยเรื้อรงั รา่ งกายจะออ่ นแอลง จนไมส่ ามารถตา้ นทานความรนุ แรงของโรคอาจพกิ ารหรอื ตาย ผลลัพธข์ องโรคนข้ี น้ึ อยกู่ ับ ชนิดของเชอื้ โรค / สาเหตุของเช้อื โรค การได้รับการรกั ษาที่มีประสิทธภิ าพและรักษาอยา่ งทันทว่ งที ตลอดจนการฟื้นฟสู ภาพรวมทั้งพฤติกรรมของผู้ป่วยทจี่ ะส่งเสริม หรือยับย้งั ความรนุ แรงของโรคด้วยตนเอง 85

ระยะหายจากโรค พิการ ตาย 86

การใเนปรลเา่ก่ียงิดนกาแยปลเงรม่ิ มีอาการวิธวกีนิ าจิ รฉตัยรไวดจโ้ ปดกยติ (Onset) สมั ผัสสาเหตุ ระยะมภี ูมไิ วรับ ระยะไมม่ อี าการ ระยะป่วยมีอาการ ระยะหาย, พิการ, หรอื ตาย 87

ผปู้ ่วยทีต่ รวจพบ ผปู้ ว่ ยที่ยงั ไม่พบ •ไปตรวจรักษาทอ่ี ื่น •อาการนอ้ ย •ไม่มอี าการ “Spectrum of Disease” 88

89

แหลง่ ขังโรค บุคคล (Human (Reservoir) host) เชอื้ โรคทีเ่ ปน็ สาเหตุ หนทางเขา้ สูร่ ่างกาย (Etiological agent) (Mode of entry) หนทางทางออกของเชื้อโรคจาก แหลง่ ขงั โรค (Mode of escape) 90

Human reservoirs › Patients ……clinical subclinical › Carrier Animal reservoirs Environmental reservoirs 91

 Human reservoirs – ไข้ทรพิษก้าจดั ไดเ้ พราะ ไมม่ ี reservoir ประเภทอนื่ ใดเลยนอกจากคน clinical case subclinical case 92

 พาหะ (carrier) แบง่ เป็น › Healthy carrier = พาหะท่ีไม่เคยมอี าการปว่ ยเลย › Contact carrier =คนท่ีไปสัมผสั กบั ผูท้ ีเ่ ป็นโรคและสามารถนา้ เชอ้ื โรค ไปสู่ผู้อ่ืนได้ แต่เช้อื โรคนั้นไม่ไดเ้ ขา้ ไปอยู่ในร่างกายของผ้ทู เี่ ป็นพาหะ › Incubatory carrier = ผูท้ ี่อยใู่ นระยะฟักตวั ของโรค และแพรเ่ ชอื้ ได้ ยงั ไมแ่ สดงอาการ › Convalescent carrier = ผ้ปู ว่ ยท่ีอาการดขี ้ึนแลว้ แต่ยังแพรเ่ ชอ้ื ได้ 93

› แหล่งขงั โรคท่เี ป็นสตั ว์ (animal reservoir) เชน่ โค กระบือ สุกร สนุ ัข แมว ค้างคาว › แหล่งขังโรคท่ไี มม่ ีชีวิต (inanimate reservoir) เชน่ ดิน มลู สัตว์ น้า 94

95

 ทางออกของเชื้อโรคจากแหล่งขงั โรค  โรคจะแพรก่ ระจายไปยงั บุคคลอื่นหรอื สง่ิ แวดลอ้ มได้ นั้น จาเปน็ ตอ้ งมที างออกของเช้อื โรคจากแหล่งขังโรค  ถา้ แหลง่ ขงั โรคเปน็ สิง่ มชี วี ติ เช้อื โรคอาจออกมาจาก ปฏกิ ิริยาหรอื สารคัดหลง่ั ของรา่ งกายของส่งิ มชี ีวติ นั้นๆ เช่นการไอ จามหรือเลอื ด  โดยทัว่ ไปเชอื้ โรคจะออกจากรา่ งกายของสัตว์จากระบบ ตา่ งๆ ของร่างกาย ดงั ต่อไปน้ี 96

› ตา หู เชน่ เช้ือโรค ตาอกั เสบ หอู กั เสบ สารคัดหลั่ง เชน่ ขหี้ ูหรอื ข้ตี า อาจมี เชื้อโรคปนเปอื้ นมาดว้ ย › ระบบทางเดนิ หายใจ ปนเปอื้ นมากบั ละอองนา้ มกู โดยการไอ จาม เชน่ เชอื้ โรคหวัด เชื้อโรควัณโรค เป็นต้น › ระบบทางเดนิ อาหาร ปนเปือ้ นมากับอจุ จาระ อาเจยี น หรอื น้าลาย เชน่ เชอื้ โรคทีก่ ่อใหเ้ กิดอหวิ าตกโรค ไทฟอยด์ › ระบบอวยั วะสบื พนั ธุ์ ออกมากับแผลหรอื สารคดั หล่ัง เชน่ เชอ้ื โรค AIDS › ระบบผิวหนัง เช่น หนอง ฝี แผล หรอื อาจมีพาหะอื่นๆ มาน้าเชื้อโรคออกไป ทางผวิ หนัง โดยการเจาะผิวหนังให้เปน็ แผลและดดู เลอื ดทีม่ ีเช้ือโรคออกไป หรอื การเจาะ ถ่ายเลือด การบริจาคเลือด 97

หมายถึงการท่ีเชอ้ื โรคออกจากแหลง่ แพรเ่ ชอื้ แลว้ ถกู นาไปทางใดทาง หน่งึ เพือ่ เข้าสตู่ วั โฮสท์ใหม่ กลไกในการแพรเ่ ช้อื ได้แก่ 1. การแพรเ่ ช้ือโดยวิธีตรง (direct transmission) 2. การแพร่เชือ้ โดยวิธีออ้ ม (indirect transmission) a) การแพรเ่ ชื้อโดยสอื่ นาโรค (Vehicle-borne transmission) b) การแพร่เชอ้ื โดยพาหะนาโรค (Vector-borne transmission) c) การแพร่เชือ้ ทางอากาศ (Airborne transmission) 98

 การแพรก่ ระจายของเชือ้ จากแหล่งแพร่เช้ือ หรือจากบคุ คลหน่งึ ไป ยังอีกคนหนงึ่ โดยไม่ตอ้ งอาศยั ส่อื หรอื พาหะนาไป เชน่ การสัมผัส การจูบ การร่วมเพศ รวมทั้งการอยู่ใกลก้ นั มากๆ เชน่  การไอ จาม ทาให้เชอ้ื โรคเข้าสรู่ ะบบทางเดินหายใจของอกี บุคคล หนง่ึ ได้  ตัวอย่างการแพร่กระจายของโรคโดยวธิ ีตรง เช่น โรคซฟิ ลิ สิ โรค เอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพนั ธอ์ นื่ โรคเรื้อน เป็นต้น 99

การแพร่กระจายของเช้ือโดยอาศัยส่อื หรอื พาหะนาไป ตวั โฮสทไ์ ม่ได้ สมั ผสั โดยตรงกบั แหล่งแพร่เชื้อ a. การแพรเ่ ช้อื โดยสือ่ นาโรค  วธิ ีนเ้ี ชือ้ แพรก่ ระจายจากบคุ คลหนง่ึ สู่อกี คนหนงึ่ โดยอาศัยสอ่ื เช่น นม นา้ อาหาร สง่ิ ของเคร่ืองใชต้ ่างๆ ฯลฯ การแพรก่ ระจาย ของโรคโดยวธิ ีนีจ้ ะทาให้ผูป้ ่วยเกิดขึ้นเป็นจานวนมาก  ตัวอยา่ งการแพรก่ ระจายของโรคโดยสอื่ นาโรค เช่น โรคทอ้ งร่วง ไขไ้ ทฟอยด์ บดิ อหิวาต์ ตบั อกั เสบจากเช้ือไวรสั ฯลฯ 100


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook