Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ไม้ดอกหอม ราชมงคลสุรินทร์

ไม้ดอกหอม ราชมงคลสุรินทร์

Published by sirichaisompang, 2020-11-18 20:25:07

Description: ไม้ดอกหอม ราชมงคลสุรินทร์

Search

Read the Text Version

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรินทร์ ม่วงมณรี ตั น์ ~ 100 ~

ไม้ดอกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ มว่ งมณีรัตน์ ช่อื อ่นื บานบรุ ีม่วง ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Bignonia magnifica W. Bull ชือ่ วงศ์ BIGNONIACEAE ไม้เล้ือยเน้ือแข็ง ขนาดกลาง ผลัดใบ เล้อื ยได้ไกล 5 - 7 เมตร ใบ ประกอบ มีใบย่อย 2 ใบ เรียงตรงข้าม รูปไข่กลับถึงรูปรี กว้าง 5 – 8 เซนติเมตร ยาว 11 – 16.5 เซนตเิ มตร ปลายใบมน โคนใบรปู ลิม่ ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเป็นมันมีมือพัน เส้นเล็กยาวตามซอกใบแต่ละคู่ ก้านใบยาว 0.8 – 1 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อกระจกุ ตามซอกใบและปลายยอด ดอกย่อย 3 - 8 ดอก ดอกรูปกรวย มีกลบี เล้ยี งรปู ระฆังเชื่อมติดกันสีเขียว กลีบดอกสีม่วง โคนดอกสีขาวปนเหลือง เชื่อมติดกันเป็น หลอด ปลายแผ่ออกเป็น 5 กลีบ เป็นคลื่นเล็กน้อย เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 6 – 9 เซนติเมตร สามารถมองเห็นเกสรเพศผู้ 4 อนั สัน้ 2 อนั ยาว 2 อัน เกสรเพศเมียมีรังไขแ่ บบเหนอื วงกลบี ผล เป็นฝัก แบนและยาว สนี า้ ตาล เม่ือแกแ่ ลว้ แตกตะเข็บทั้งสองด้าน มีเมล็ดมีปีกเป็น แผ่นรปู รีจานวนมากเรียงซอ้ นกนั เปน็ แถว ฤดอู อกดอก ออกดอกเดอื นพฤศจิกายน - เดือนกุมภาพันธ์ ดอกบานพร้อมกันทั้งช่อ มี กลิน่ หอมออ่ นๆ การขยายพนั ธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกง่ิ และปกั ชา ~ 101 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ มหาพรหม ~ 102 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรินทร์ มหาพรหม ชอ่ื อน่ื กลาย กลว้ ยค่าง ชือ่ วทิ ยาศาสตร์ Mitrephora keithii Ridl. ชื่อวงศ์ ANNONACEAE ไม้ต้น ขนาดเล็ก สูง 2 - 4 เมตร ต้นแตกก่ิงแขนงเป็นพุ่มโปร่ง เปลือกลาต้นเป็นสี นา้ ตาลอมดา แตกเป็นร่องเลก็ ๆ ตามยาว ใบ เด่ยี ว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ลักษณะใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบ แหลม โคนใบแหลมหรือมน ขอบใบเรียบ ใบกว้าง 7 - 8 เซนติเมตร ยาว 18 - 20 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบเปน็ มัน กา้ นใบยาว 0.5 – 0.8 เซนตเิ มตร ดอก เดยี่ ว ออกตรงข้ามกับใบท่ีปลายก่ิง ดอกเป็นสีเหลืองนวลหรือเข้ม ดอกบานจะมี เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 2.5 - 3 เซนติเมตร มกี ลีบเลี้ยง 3 กลีบ กลีบดอก 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ช้ัน ละ 3 กลีบ กลบี ดอกชั้นนอกรปู ไข่กลบั สว่ นกลีบดอกชัน้ ใน ส้ันกว่ากลีบวงนอกเล็กน้อย ปลาย เรียงจรดกัน คลา้ ยกบั กระเชา้ สว่ นขอบและเส้นกลางกลีบเป็นสันนูนและมีลายเส้นสีม่วงแดงบน กลีบ ดอกมีเกสรเพศผ้จู านวนมาก เกสรเพศเมยี มรี งั ไขจ่ านวนมากอย่กู ลางดอก ผล กลมุ่ มผี ลยอ่ ยประมาณ 4 - 7 ผล ลักษณะผลเป็นรูปทรงกระบอก จะคอดต้ืนตาม แนวเมลด็ ปลายผลเป็นจุก ผลออ่ นเป็นสีเขยี วอ่อน เมื่อสกุ จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ฤดูออกดอก ออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนเมษายน ดอกบาน 2 วันแล้วโรย ติดผลช่วงเมษายน – เดือนกรกฎาคม การขยายพนั ธุ์ เพาะเมลด็ และตอนกง่ิ ~ 103 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ มะลลิ า ~ 104 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรินทร์ มะลิลา ชอ่ื อ่นื มะลิป้อม มะลิขไ้ี ก่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Jasminum sambac (L.) Aiton ชอ่ื วงศ์ OLEACEAE ไมพ้ ุม่ ขนาดเล็ก สูง 1 – 2 เมตร แตกกิ่งจานวนมาก ก่งิ ออ่ นมีขน ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้าม ใบรปู ไขข่ อบเรียบ ใบกวา้ ง 3 - 5 เซนติเมตร ยาว 6 –10 เซนตเิ มตร ปลายใบแหลม แผ่นใบเรียบมนั เป็นสีเขียวแก่ ที่ท้องใบเห็นเส้นใบชัดเจน ก้านใบยาว 0.2 – 0.3 เซนตเิ มตร ดอก ออกเปน็ ชอ่ ที่ปลายยอด ช่อละ 3 ดอก ดอกกลางบานก่อน มีกลีบเลี้ยงเป็นหลอด สีเขียวอมเหลืองอ่อน ส่วนปลายแยกเป็นเส้นเรียวแหลม 7– 10 กลีบ กลีบดอกช้ันเดียว 5 - 8 กลีบ เกสรเพศผู้ 2 อันติดกบั กลีบดอกในหลอดสีขาว ไม่พบการตดิ ผล ฤดอู อกดอก ออกดอกตลอดปี ออกน้อยช่วงฤดูหนาว หอมตลอดวัน หอมมากช่วงเช้า และชว่ งเย็น การขยายพนั ธุ์ ปกั ชา ตอนกิ่ง และทับก่งิ ~ 105 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรินทร์ มะลซิ อ้ น ~ 106 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ นิ ทร์ มะลซิ ้อน ช่อื อืน่ ข้าวแตก เตยี มูน มะลปิ อ้ ม ชื่อวิทยาศาสตร์ Jasminum sambac (L.) Aiton ช่ือวงศ์ OLEACEAE ไมพ้ ่มุ ขนาดเลก็ ถงึ กลาง มใี บแนน่ สูง 1 – 2 เมตร แตกก่ิงกา้ นสาขาออกรอบๆ ลาต้น ใบ เด่ยี ว ออกเรียงตรงข้าม 2 – 3 ใบ ใบเป็นรูปไข่ รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปมน ปอ้ ม ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบเขา้ หากนั ขอบใบเรยี บ ใบกว้าง 3 – 7.5 เซนตเิ มตร ยาว 8 - 15 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบเป็นมันสีเขียวแก่ ที่ท้องใบมีสีเขียวอ่อนและเห็นเส้นใบชัดเจน ก้านใบยาว 0.2 – 0.3 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อมักมี 3 ดอก ออกตามซอกใบและปลายก่ิง ลักษณะของดอกมีกลีบ ดอกซ้อนหลายกลีบ โคนกลบี ดอกเช่อื มติดกนั เปน็ หลอดยาว 1.5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นกลีบสี ขาวจานวนมาก ขอบกลบี เปน็ คลื่นเม่ือบานเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 – 4 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงเชื่อม เปน็ หลอดสีเขียวอมสีเหลืองอ่อน ส่วนปลายแยกเป็นเส้น มีเกสรเพศผู้ 2 อัน ติดกับกลีบดอกใน หลอดสีขาว และมักไมต่ ิดผล ฤดูออกดอก ออกดอกตลอดปี ออกดอกน้อยช่วงฤดูหนาว ออกดกในช่วงฤดูฝน ดอก บาน 2 วนั แล้วโรย ส่งกลนิ่ หอมตลอดวนั การขยายพนั ธ์ุ ปักชา และตอนกิ่ง ~ 107 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ มะลลุ ี ~ 108 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ มะลลุ ี ช่อื อื่น มะลิเลื้อย ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Jasminum multiflorum (Burm.f.) Andrews ชอ่ื วงศ์ OLEACEAE ไมพ้ มุ่ เลื้อย เจริญได้ไกล 2 – 5 เมตร ใบ เด่ยี ว ออกตรงขา้ ม ใบรูปไข่ หลงั ใบเรียบเป็นมัน ใบกว้าง 4 - 7 เซนติเมตร ยาว 9 - 11 เซนตเิ มตร ก้านใบยาว 0.7 - 1 เซนตเิ มตร ดอก ออกเป็นช่อ มีดอกย่อย 8 – 12 ดอก โคนช่อมีขนนุ่มๆสีเขียวอยู่หนาแน่น กลีบ เลย้ี งเป็นซแ่ี หลมเรียว ยาวประมาณ 1 เซนตเิ มตร จานวน 6 - 7 อัน แต่ละดอกมกี ลบี ดอกสีขาว 8 – 10 กลบี เกสรเพศผู้ 2 อัน เม่ือดอกบานเส้นผา่ นศูนยก์ ลาง 3 เซนติเมตร มักไม่ติดผล ฤดูออกดอก ออกดอกตลอดปี แต่ดกในช่วงฤดูฝน ดอกบานวันเดียวแล้วร่วง ส่งกล่ิน หอมออ่ นๆตลอดวัน และหอมแรงในชว่ งเย็น การขยายพนั ธ์ุ ปักชา โนม้ กิ่ง และตอนกงิ่ ~ 109 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ มะลหิ ลวง ~ 110 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ มะลิหลวง ชอ่ื อน่ื - ช่อื วทิ ยาศาสตร์ Jasminum laurifolium Roxb. ex Hornem. var. laurifolium ช่อื วงศ์ OLEACEAE ไมพ้ มุ่ รอเลอื้ ย สูง 1 – 2 เมตร แตกก่ิงยอดจานวนมาก เป็นพุม่ แนน่ ปลายกง่ิ ชตู ้ังข้นึ ใบ เด่ยี ว ออกตรงข้าม ใบรูปหอก ใบกว้าง 3 – 5 เซนติเมตร ยาว 6 – 10 เซนติเมตร ปลายใบแหลมยาว โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเกล้ียงเป็นมัน ก้านใบยาว 0.3 – 0.5 เซนตเิ มตร ดอก ออกเป็นชอ่ สัน้ ๆ ตามซอกใบและปลายกง่ิ กา้ นดอกมสี เี ขียวอมมว่ งอ่อน กลีบเลี้ยง โคนเช่ือมปลายแยกเปน็ แฉกเล็กๆ 5 แฉก กลบี ดอกมีโคนกลบี เช่ือมกนั เป็นหลอดเล็กๆปลายแยก เป็นกลบี รปู ขอบขนาน จานวน 10 กลีบ ดอกออ่ นสมี ่วงแดง เมื่อดอกบานมเี สน้ ผ่านศูนยก์ ลาง 3 – 3.5 เซนติเมตร เกสรเพศผู้มี 2 อัน ติดบนกลบี ดอก เกสรเพศเมียมีรังไข่ 2 ช่อง ไม่พบการติด ผล ฤดูออกดอก ออกดอกตลอดปี ช่วงฤดูหนาวจะมีดอกดก ดอกบานวันเดียวแล้วร่วง ส่ง กลิน่ หอมตลอดวัน การขยายพันธุ์ ปักชา และตอนกิ่ง ~ 111 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ นิ ทร์ โมก ~ 112 ~

ไม้ดอกหอมราชมงคลสุรินทร์ โมก ชื่ออื่น โมกบา้ น หลกั ปา่ ปดิ จงวา โมกซ้อน โมกพวง ชือ่ วิทยาศาสตร์ Wrightia religiosa (Teijsm. & Binn.) Benth. ex Kurz ชอ่ื วงศ์ APOCYNACEAE ไม้พุ่มขนาดกลาง ลาต้นสูง 1 - 3 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง เปลือกต้นเรียบเกลี้ยงสี น้าตาลเข้ม ลาต้นมีจดุ เล็กๆ สีขาวประทวั่ ต้น ทกุ สว่ นของต้นมนี า้ ยางสีขาว โมกมชี นิดที่มีกลีบดอก ชนั้ เดยี ว 5 กลีบ เรียกโมกลา ส่วนดอกทม่ี ีกลบี ดอกหลายกลีบซ้อนกัน เรียก โมกซ้อน ใบ เดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะใบรูปไข่ รี ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบ เรียบ ใบกว้าง 0.8 - 2.5 เซนติเมตร ยาว 1.3 - 7.8 เซนติเมตร เน้ือใบบางสีเขียว ท้องใบเรียบ กา้ นใบยาว 0.3 – 0.5 เซนติเมตร ดอก ออกเปน็ ช่อตามซอกใบ ช่อหนงึ่ มี 4 - 8 ดอก ดอกย่อยเปน็ สขี าว ดอกจะคว่าหน้า ลงพืน้ มีกลบี ดอก 5 - 16 กลีบ แยกเป็นชนิดดอกที่มีกลีบดอกช้ันเดียว 5 กลีบ และชนิดที่มีกลีบ ดอกซ้อนหลายกลีบ กลีบดอกเป็นรูปไข่ โคนกลีบดอกเช่ือมติดกันเป็นหลอดเล็กๆ กลีบเลี้ยงสี เขียวโคนเชื่อมกัน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม กลางดอกมีเกสรเพศผู้ติดกับหลอดท่อดอก เมื่อ ดอกบานเตม็ ท่ี มีเสน้ ผ่านศูนยก์ ลางกวา้ ง 1.5 - 2 เซนตเิ มตร ผล ฝักคู่ โคนฝักเช่ือมติดกัน ปลายฝักแหลม ผิวฝักเรียบ ขนาดฝักยาว 12 - 18 เซนตเิ มตร เมื่อฝักแก่แล้วจะแตกออกเป็น 2 ภายในมีเมล็ดอยู่จานวนมาก ลักษณะเมล็ดเป็นรูป กระสวย ท่ปี ลายเมล็ดมีขนปุยสีขาว ฤดูออกดอก ออกดอกตลอดปี แตด่ กในฤดหู นาว ดอกบานวันเดยี วแลว้ โรย ทยอยบาน อยู่ได้หลายวัน ส่งกลิน่ หอมออ่ นๆตลอดวัน การขยายพนั ธ์ุ เพาะเมล็ด ปกั ชา และตอนกิ่ง ~ 113 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ ยโ่ี ถ ~ 114 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ ยโี่ ถ ชื่ออื่น ยี่โถจนี ยโ่ี ถดอกแดง ย่โี ถดอกขาว อนิ โถ ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Nerium oleander L. ช่ือวงศ์ APOCYNACEAE ไม้พมุ่ ลาต้นสงู 4 – 6 เมตร เปลอื กลาตน้ เรียบสีเทา มยี างสีใสสีขาว ใบ เด่ยี ว ใบสว่ นใหญเ่ รียงรอบขอ้ 3 ใบ ใบรปู ขอบขนานถงึ รูปแถบ ปลายใบและโคนใบ แหลมคล้ายหอก ขอบใบเรยี บหนาแข็ง สเี ขียวเข้ม ใบกว้าง 1.7 – 2.8 เซนติเมตร ยาว 16 - 20 เซนตเิ มตร ก้านใบยาว 1.5 – 1.7 เซนติเมตร ดอก ออกดอกที่ซอกใบและปลายก่ิง มีกลีบเล้ียง 5 กลีบ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็น หลอด ดอกรปู ปากแตรมีกลบี ดอกช้ันเดียว 5 กลบี สชี มพูเข้ม เกสรเพศผู้ 5 อันติดอยู่ในกลีบดอก มีรยางค์บิดเวียนเป็นขน เกสรเพศเมียมี 2 รงั ไขเ่ ช่ือมตดิ กนั ผล เป็นฝักคู่รูปฝักยาว เมื่อแก่เปลือกแข็งจะแตกออกภายในมีเมล็ดอยู่จานวนมาก เมล็ดมีกระจกุ ขนที่ส่วนปลาย ฤดูออกดอก ออกดอกตลอดปี มีกลิน่ หอมออ่ นๆตลอดวัน การขยายพันธ์ุ เพาะเมล็ด ปกั ชา และตอนกงิ่ ~ 115 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ แยม้ ปีนัง ~ 116 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ แยม้ ปนี ัง ช่ืออนื่ บานทน หอมปีนัง ชื่อวิทยาศาสตร์ Strophanthus gratus (Wall. & Hook.) Baill. ชอื่ วงศ์ APOCYNACEAE ไม้พุ่มขนาดเล็กถึงกลาง แตกก่ิงก้านจานวนมากเป็นพุ่มแน่น ลาต้นต้ังตรง สูง 3 - 4 เมตร ทุกสว่ นของตน้ มนี า้ ยางสีขาว ใบ เด่ียว ออกเรียงตรงข้าม ลกั ษณะใบรปู รแี กมรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลมและมี ตงิ่ โคนใบสอบ ขอบใบเรยี บ ใบกว้าง 4.5 - 7 เซนติเมตร ยาว 11 – 16.5 เซนติเมตร แผ่นใบหนา ผวิ ใบด้านบนสีเขยี วเขม้ เป็นมนั ส่วนท้องใบสเี ขียวปนมว่ ง กา้ นใบยาว 1 - 2 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อกระจุกทีป่ ลายกิ่ง ชอ่ ละ 5 - 20 ดอก กลบี เล้ียง 5 กลีบสีม่วงเข้มเรียง ซอ้ นเกยกันเลก็ นอ้ ย ดอกสีชมพูอมม่วงอ่อนมีรูปปากแตร โคนกลีบดอกเป็นหลอดคล้ายรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 แฉก ขอบแฉกมีลักษณะบิดโค้ง เป็นรอยจีบ มีรยางค์เป็นเส้นสีม่วงเข้มออกมา รอบปากหลอด เกสรเพศผู้ 5 อัน เกสรเพศเมียมีรังไข่ 2 อัน เมื่อดอกบานเต็มท่ี มีเส้นผ่าน ศูนยก์ ลาง 4 - 5 เซนตเิ มตร ผล ฝกั ค่ตู ิดกัน ลกั ษณะเป็นรูปเรยี วยาว 40 – 45 เซนติเมตร เม่ือผลแก่จะแตกออกเป็น แนวเดยี วภายในมเี มลด็ สีน้าตาลจานวนมาก ลักษณะเมลด็ มีขนกระจุกขาวติดอยปู่ ลายเมล็ดด้าน หนึง่ ฤดูออกดอก ออกดอกตลอดปี ดอกทยอยบาน ดอกบานได้หลายวัน ออกดอกมาก ในชว่ งเดือนมกราคม – เดอื นมีนาคม ดอกมกี ลิ่นหอมออ่ นๆหอมตลอดวัน หอมแรงในช่วงเช้าและ เย็น การขยายพันธุ์ เพาะเมลด็ และตอนกง่ิ ~ 117 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรินทร์ รวงผ้ึง ~ 118 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ รวงผง้ึ ชอ่ื อื่น นา้ ผึง้ สายน้าผึง้ ดอกน้าผึ้ง ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Schoutenia glomerata King subsp. ช่อื วงศ์ peregrina (Craib) Roekm. MALVACEAE ไมต้ น้ ขนาดเล็ก ลาตน้ แตกกิง่ ตา่ ก่ิงคอ่ นข้างเลก็ เรอื นยอดเปน็ พุ่มมน ต้นรวงผ้ึงสามารถ ขึ้นได้ดที ง้ั ในที่แห้งแล้งและท่ีชื้น มีระบบรากดีมาก มักไม่หักโค่นล้ม ต้นรวงผึ้งเป็นต้นไม้ประจา พระองค์ของ พระบาทสมเดจ็ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หวั รัชกาลท่ี 10 ใบ เดยี่ ว เรียงสลับแบบระนาบเดียว รูปแผ่นใบท้ังสองขา้ งไมเ่ ท่ากัน ผิวใบด้านบนเป็นสี เขียว ด้านล่างสนี ้าตาลอมนวล ใบกว้าง 3.5 - 6 เซนติเมตร ยาว 10 - 15.5 เซนติเมตร ก้านใบ ยาว 0.3 – 0.5 เซนตเิ มตร ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ โคนกลีบเล้ียงเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉกคล้าย กลีบดอก แต่ดอกรวงผึ้งไม่มีกลีบดอก มีเกสรเพศผู้จานวนมากซ่ึงส่วนที่มองเห็นเป็นสีเหลือง เหมือนดอกนั้นเป็นเกสรเพศผ้รู วมกนั เป็นกระจกุ เกสรเพศเมียมรี ังไขเ่ หนอื วงกลีบ เมื่อบานเต็มท่ี มเี สน้ ผ่านศูนย์กลาง 1.5 เซนตเิ มตร ผล แหง้ ทรงกลม มขี น เมือ่ แก่จะไมแ่ ตก ผลกวา้ ง 0.5 - 1 เซนติเมตร มีส่วนของกลีบ เลย้ี งติดท่ขี ้ัวผลมาด้วย ส่วนมากมตี ิดผลได้นอ้ ย ฤดูออกดอก ดอกบานพร้อมกันท้ังต้น ออกดอก ช่วงเดือนมิถุนายน – เดือนสิงหาคม ดอกรวงผึ้งในบางตน้ สามารถออกดอกได้มากกว่า 1 คร้ัง ในช่วงเวลาออกดอก ดอกส่งกล่ินหอม ตลอดวัน ( 5 – 7 วนั ) การขยายพันธุ์ ปักชา และตอนก่งิ ~ 119 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ รสสุคนธข์ าว ~ 120 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ นิ ทร์ รสสคุ นธ์ขาว ชอื่ อื่น รสสคุ นธ์ สคุ นธรส เสาวรส เถากะปดใบเล่อื ม ปดน้ามัน ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Tetracera loureireii (Finet & Gagnep.) Pierre ex Craib ชอื่ วงศ์ DILLENIACEAE เป็นไมเ้ ถามีเนือ้ แขง็ เล้ือยไดไ้ กล 5 - 8 เมตร ใบ เด่ียว ออกเรียงสลับกัน รูปขอบขนาน ใบกว้าง 3 - 5 เซนติเมตร ยาว 6 - 10 เซนตเิ มตร ท่โี คนใบและปลายใบมนถึงแหลม ปลายใบโตโคนใบเรียว ขอบใบเป็นจักห่างๆ เนื้อใบ คอ่ นข้างหนา มีสีเขยี วเข้ม เส้นใบชัด ผิวใบด้านบนเห็นเป็นเส้นแขนงใบเป็นร่อง ส่วนผิวใต้ท้อง ใบสาก กา้ นใบยาว 1.5 - 2 เซนติเมตร ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบแยกแขนง ออกดอกตามซอกใบหรือปลายยอด ช่อดอกมี ความยาว 10 - 15 เซนตเิ มตร เมอ่ื ดอกบานเต็มทมี่ เี สน้ ผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8 เซนติเมตร มี ดอกย่อยจานวนมาก ดอกมีลักษณะทรงกลม มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอกมีอยู่ 5 กลีบ มักหลุด ร่วงไดง้ า่ ย ดอกมีเกสรเพศผ้สู ขี าวจานวนมากคล้ายเส้นด้ายกระจายออกเปน็ พมุ่ กลม มี 1 รงั ไข่ ผล ลักษณะเป็นรปู ไข่เบยี้ ว ผลมีสเี ขยี ว มีขนาดประมาณ 0.7 เซนติเมตร และมีจะงอย ท่ีสว่ นปลาย เมื่อผลแก่จะแตกออกเป็นแนวเดยี ว ภายในผลจะมีเมล็ดสีดาอยู่ 1 - 2 เมล็ด เมล็ดมี ลกั ษณะเปน็ รปู ไข่ดา และมีเยื่อหุ้มเมล็ดหรอื เรียกวา่ รกสแี ดงสด ฤดูออกดอก ออกดอก 3 คร้ังต่อปี จะดกในช่วงฤดูหนาว ช่วงเดือนธันวาคม – เดือน กุมภาพนั ธ์ ดอกมีกล่นิ หอมแรงตอนกลางคนื การขยายพันธ์ุ เพาะเมล็ด และตอนก่ิง ~ 121 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ นิ ทร์ ราชาวดี ~ 122 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ ราชาวดี ชื่ออืน่ ไค้หางหมา หางกระรอกเขมร ราชาวดีขาว ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Buddleja paniculata Wall. ชอ่ื วงศ์ SCROPHULARIACEAE ไม้ตน้ ขนาดกลาง สงู 5 - 10 เมตร ลาต้นเรียบเกลี้ยงสีเทา ตามกิ่งก้านมีขนละเอียดปก คลุมอยู่ เปน็ ต้นไม้ที่มีใบเปน็ พุ่มโปร่ง ลาต้นและกงิ่ ก้านอ่อนลู่ลมไดง้ ่าย ใบ เดย่ี ว ออกใบคเู่ รยี งตรงข้าม ลักษณะใบมนสอบไปทางปลาย ขอบใบหยักมน ผิวใบ สากมือ เสน้ ใบนูน เดน่ ชดั ทางด้านลา่ ง ใบกวา้ ง 3.5 - 5 เซนติเมตร ยาว 5 - 7 เซนติเมตร กา้ นใบยาว 0.8 - 1 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อสีขาวทปี่ ลายก่งิ ดอกยอ่ ยขนาดเล็กสีขาวโคนกลีบดอกเช่ือมติดกันเป็น หลอดสัน้ ปลายแยกเปน็ 4 กลีบ เกสรเพศผู้ 4 อัน ออกเป็นช่อๆ หนึ่ง ยาว 6 - 8 เซนติเมตร ไม่ พบการติดผล ฤดูออกดอก ออกดอกช่วงเดือนเมษายน – เดือนกรกฎาคม หากได้รับความชื้นดีจะ ทยอยบานตลอดปี ดอกทยอยบานต้ังแต่โคนช่อดอกถึงปลายช่อดอก ใช้เวลาบาน ได้นาน ประมาณ 7 – 10 วนั ดอกบานวนั เดยี วแล้วโรย สง่ กลนิ่ หอมแรงตลอดวนั โดยเฉพาะช่วงดึก การขยายพนั ธุ์ ตอนก่ิง และปกั ชา ~ 123 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ ลาดวน ~ 124 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ ลาดวน ช่ืออื่น หอมนวล ช่อื วทิ ยาศาสตร์ Melodorum fruticosum Lour. ชอ่ื วงศ์ ANNONACEAE ไม้ตน้ ขนาดเลก็ สูง 4 – 8 เมตร ก่ิงกา้ นสดี าและเหนยี วมาก ใบ เด่ียว เรียงสลับ ใบรูปรี กว้าง 2 - 3 เซนติเมตร ยาว 7 - 15 เซนติเมตร แผ่นใบ หนาเปน็ มัน กา้ นใบยาว 0.4 – 0.6 เซนติเมตร ดอก ออกเปน็ ดอกเด่ยี วหรือชอ่ กระจุก 2 – 3 ดอก ที่ปลายยอด กลีบดอกสีเหลืองนวล หนาแข็ง 6 กลีบ เรยี งเปน็ 2 ชัน้ กลีบช้นั นอกแผก่ างออก แตก่ ลีบช้ันในงุม้ เข้าหากันหมด เมื่อดอก บาน มเี สน้ ผ่านศนู ย์กลาง 2 – 2.5 เซนติเมตร แต่ละดอกมีเกสรเพศผู้จานวนมากล้อมรอบเกสร เพศเมยี ทมี่ ีจานวนมากเชน่ กนั ผล เป็นผลกลุ่ม มผี ลย่อยรปู กลมรีจานวน 15 – 20 ผล ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่มีสีแดง ขนาดผลกว้าง 0.6 – 0.7 เซนตเิ มตร ฤดูออกดอก ออกดอกช่วงเดือนมกราคม – เดือนมีนาคม ดอกเริ่มแย้มและส่งกลิ่นหอม แรงตั้งแต่ช่วงเย็น วันรุ่งข้ึนจะส่งกล่ินหอมอ่อนๆในช่วงกลางวัน ดอกบานวันเดียวแล้วโรยในวัน ตอ่ มา กลบี ดอกทร่ี ว่ งยงั ส่งกลิ่นหอมไดไ้ กล การขยายพนั ธ์ุ เพาะเมล็ด ตอนกงิ่ และปกั ชา ~ 125 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรินทร์ ลาดวนแดง ~ 126 ~

ไม้ดอกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ ลาดวนแดง ชอ่ื อนื่ หอมนวล ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Melodorum fruticosum Lour. ชอ่ื วงศ์ ANNONACEAE ไมต้ น้ ขนาดเลก็ ความสูงต้นประมาณ 10 - 15 เมตร ลาต้นตรง แตกก่ิงใบจานวนมาก เปลือกต้นเรยี บเป็นสเี ทา เมอ่ื ลาตน้ แก่เปลือกต้นจะเปล่ยี นเปน็ สนี ้าตาลอมดา ใบ เดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะใบเป็นรูปไข่ ขอบใบเรียบ ใบกว้าง 3 - 4.5 เซนติเมตร ยาว 9 – 12.5 เซนติเมตร แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ผิวใบด้านบนเป็นมัน ส่วน ด้านล่างมีสีอ่อนกว่า เส้นกลางใบเป็นสีเหลืองนูนเด่นทั้งสองด้าน ก้านใบยาว 0.3 – 0.5 เซนตเิ มตร ดอก เดี่ยว โดยจะออกตามซอกใบหรือปลายก่ิง ดอกสีชมพูนวล มีกลีบ 6 กลีบแยก เป็น 2 ช้ัน ชั้นนอกมี 3 กลีบ กลีบดอกช้ันนอกแผ่กาง กลีบดอกชั้นในงุ้มเข้าหากันเป็นรูปโดม ดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 - 2.5 เซนติเมตร เกสรเพศผู้และรังไข่มีจานวนมากอยู่บน ฐานส้ันๆ กลบี เลีย้ งมขี นาดเลก็ มี 3 กลีบ กา้ นดอกยาว 2.5 เซนติเมตร ผล เป็นผลสดแบบมีเน้ือ ออกผลเป็นกลุ่ม มีผลย่อย 1 - 2 ผล ลักษณะผลเป็นรูปทรง กลมรี รปู ไข่ ผลออ่ นเป็นสเี ขยี ว ผลมีขนาดกวา้ ง 0.5 เซนตเิ มตร เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง และผลสุกมสี นี ้าเงินดา มีคราบขาว ภายในผลมเี มล็ด 1 - 2 เมลด็ ฤดูออกดอก ออกดอกช่วงเดือนมกราคม - เดือนมีนาคม ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน เริม่ หอมแรงในช่วงพลบคา่ จนถงึ ชว่ งเชา้ ดอกบานวันเดียว การขยายพันธ์ุ เพาะเมล็ด ตอนกงิ่ และเสียบยอด ~ 127 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ ลีลาวดี ~ 128 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ ลลี าวดี ชือ่ อ่ืน ลั่นทม, จาปาขอม ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Plumeria rubra L. ชอื่ วงศ์ APOCYNACEAE ไม้ต้นขนาดเล็กถึงกลาง สูงได้ถึง 3 – 6 เมตร ลาต้นแตกกิ่งก้านสาขาและพุ่มใบ สวยงาม ทุกส่วนของต้นมนี า้ ยางสีขาวขน้ เปน็ ไม้ผลัดใบ เปลอื กลาตน้ หนา ใบ เดี่ยว ออกเรียงสลับกันรอบข้อ และหนาแน่นใกล้ปลายก่ิง ใบรูปไข่กลับถึงรูปรี ปลายใบแหลม มเี ส้นกลางใบแตกสาขาออกไปคล้ายขนนก ใบกวา้ ง 8.5 – 10.5 เซนตเิ มตร ยาว 18.5 – 25 เซนตเิ มตร ก้านใบยาว 3 – 4 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อ ดอกยอ่ ยขนาดกลาง มกี ลบี เลี้ยงขนาดเลก็ 5 กลีบ กลบี ดอกโคนเช่ือม เป็นหลอด สว่ นปลายแยกเป็น กลีบดอก 5 กลบี เรียงซอ้ นเหมือนกังหัน เกสรเพศผู้ 5 อันหุ้มรอบ ยอดเกสรเพศเมีย อยลู่ กึ เข้าไปขา้ งใน รังไข่แยกมี 2 อนั ผล เป็นฝักคู่ รูปเรยี วยาว เมื่อฝักอ่อนมีสีเขียวเมื่อแก่ฝักจะมีสีแดงถึงดามีเมล็ดจานวน มากมาย เมล็ดมีปกี คลา้ ยปุยน่นุ ทส่ี ว่ นปลายดา้ นหนง่ึ ของเมล็ด ฤดูออกดอก ออกดอกตลอดปีดอกจะสวยท่ีสุดในช่วงฤดูหนาว ดอกจะทยอยบาน ส่ง กลิน่ หอมตลอดวัน การขยายพันธ์ุ เพาะเมลด็ เปลย่ี นยอด ปักชา และติดตา ~ 129 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ ล้ินมงั กร ~ 130 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ ลนิ้ มงั กร ชื่ออ่ืน ลน้ิ นาคราช ศรนารายณ์ ว่านจระเข้ ล้นิ แมย่ าย ช่อื วิทยาศาสตร์ Sansevieria trifasciata Prain ชือ่ วงศ์ ASPARAGACEAE ไมล้ ้มลกุ อายุหลายปี ลาตน้ เปน็ มเี หง้าอยู่ใตด้ ิน แตกใบขึน้ มาเหนือดนิ ใบ เด่ียวมีลักษณะเป็นแผ่นแบน แผ่นใบแข็งหนาปลายเป็นหนามแหลม ใบมีสีเขียว กว้าง 4 – 7 เซนตเิ มตร ยาว 30 – 50 เซนตเิ มตร มลี ายคล้ายหนิ ออ่ นตามยาว ดอก ออกเปน็ ชอ่ มาจากเหง้าใตด้ ิน มักทยอยแทงช่อดอก ต้นละ 1 – 2 ช่อ ช่อดอกยาว 30 – 40 เซนติเมตร มีดอกย่อยสีขาวจานวนมาก ดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 4 - 5 อัน เกสรเพศเมยี มีรังไข่ 1 รงั ไข่ ผล เป็นผลสด รูปร่างกลม ตอนผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อผลแก่จะเปล่ียนเป็นสีเหลืองส้ม การตดิ ผลคอ่ นขา้ งพบน้อย ฤดูออกดอก ออกดอกช่วงเดอื นพฤศจกิ ายน – เดือนมกราคม ดอกย่อยทยอยบานต้งั แต่ โคนช่อทอี่ ยู่ใกลผ้ ิวดนิ ไปหาปลายกง่ิ สง่ กล่ินหอมแรงช่วงพลบคา่ ถึงเช้า ดอกบาน 2 – 3 วนั แล้ว โรย การขยายพนั ธ์ุ แยกหน่อ ~ 131 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ เลบ็ มือนาง ~ 132 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ เลบ็ มอื นาง ชอ่ื อ่ืน อ้อยชา้ ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Combretum indicum (L.) DeFilipps ชอื่ วงศ์ ชอ่ื พอ้ ง Quisqualis indica L. COMBRETACEAE ไม้เถาเล้ือยเน้ือแข็งขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาพุ่มหนาทึบ เถาอ่อนเป็นสีเขียว เถา อ่อนมีขนปกคลุม แต่ตน้ แก่ผวิ จะเกลยี้ ง ใบ เด่ยี ว ออกตรงขา้ ม ใบรปู มนแกมขอบขนานหรือใบเป็นรูปหอก ปลายใบแหลมหรือ มนและมตี ่ิงแหลม โคนใบจักเวา้ เขา้ เลก็ น้อย ขอบใบเรียบ ใบมีความกว้าง 5.5 - 7 เซนติเมตร ยาว 9.5 - 12 เซนติเมตร แผ่นใบสเี ขียว เนอื้ บาง ท้องใบมขี นปกคลมุ เป็นจานวนมาก ใบอ่อนสีเขียวอม แดงนา้ ตาล มขี นปกคลมุ กา้ นใบยาว 0.8 - 1 เซนติเมตร ดอก ออกดอกเปน็ ชอ่ แขนงหอ้ ยลง ตามซอกใบและทป่ี ลายก่งิ หรอื ยอดของลาต้น ในช่อ หน่ึงจะมีดอก 10 - 20 ดอกกลบี เลีย้ งเป็นหลอดยาวสีเขียว ปลายแหลม มี 5 กลีบ โคนกลีบดอก เช่อื มติดกันเป็นหลอดรปู ทรงกระบอกยาว ส่วนปลายแยกเป็น 5 กลีบ เม่ือดอกบานจะมีเส้นผ่าน ศนู ยก์ ลาง 3 - 4 เซนตเิ มตร โคนกลบี ดอกมใี บประดบั หลอดของดอกจะโค้งเล็กน้อย ในช่อจะเห็น กลีบดอกหลายสีต้ังแต่สีขาวถึงสีแดง และมีเกสรเพศผู้ยาวย่ืนออกจากกลางดอก เกสรเพศผู้มี จานวน 10 อนั และเกสรเพศเมยี มี 1 อนั ผล เป็นผลแห้งและแข็ง ลักษณะผลเป็นรูปกระสวย มีสัน 5 สันตามยาว ผลสุกเป็นสี น้าตาลอมดา ภายในผลมเี มล็ด 1 เมลด็ ฤดูออกดอก ออกดอกได้ดีช่วงเดือนเมษายน – เดือนมิถุนายน มีกล่ินหอมแรงในช่วง พลบคา่ ถงึ เชา้ ดอกบานได้ 3 – 4 วัน การขยายพันธ์ุ เพาะเมลด็ และตอนก่ิง ~ 133 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ วาสนา ~ 134 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรินทร์ วาสนา ชื่ออนื่ ประเดหวี มงั กรหยก ชื่อวิทยาศาสตร์ Dracaena fragrans (L.) Ker Gawl. ชอ่ื วงศ์ ASPARAGACEAE ไม้พุ่มขนาดกลาง ลาต้นสูง 4 - 10 เมตร ลาต้นกลม ต้นตรง ไม่มีก่ิงก้าน มีผิวเปลือก ของลาตน้ สีน้าตาล ใบ เด่ียว ออกเรียงเวียนสลับถ่ีท่ีปลายยอด ลักษณะใบเป็นรูปหอกเรียวยาวโค้งลงสู่ พ้ืนดิน ใบกว้าง 6 - 10 เซนติเมตร ยาว 30 - 120 เซนติเมตร โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลาต้น ปลาย ใบแหลมงองมุ้ ลง ขอบใบเรยี บแผ่นใบสีเขยี วเข้มทง้ั ใบ หรอื สขี าวอมเขียว หรอื ลายเหลอื ง ดอก ดอกช่อขนาดใหญ่ มีสีชมพูอ่อนถึงขาว ช่อดอกยาว 40 - 60 เซนติเมตร ออกท่ี ซอกใบใกลป้ ลายยอด ใบประดับแห้งสีขาว มีดอกย่อยจานวนมาก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็น หลอด ปลายแยกเปน็ 6 กลบี มีเกสรเพศผู้ 6 อันสขี าว มีเกสรเพศเมยี 1อัน สีเหลืองเม่ือดอกบาน เส้นผา่ นศูนยก์ ลาง 1 เซนติเมตร ผล เป็นผลสด ผลอ่อนมีสีแดง และผลแก่มีสีเหลือง ลักษณะผลเป็นรูปรี ผิวเรียบ ภายในมี 1 เมล็ด ลกั ษณะเมล็ดรูปวงรี สเี หลือง ฤดูออกดอก ออกดอกชว่ งเดือนพฤศจิกายน – เดือนมกราคม ดอกย่อยบานพร้อมกัน หรอื ทยอยบานสง่ กล่ินหอมแรงชว่ งดอกบานกลางคืน การขยายพนั ธ์ุ ปกั ชา ~ 135 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ นิ ทร์ ว่านงาชา้ ง ~ 136 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ วา่ นงาช้าง ชือ่ อ่ืน วา่ นงู หอกสุรกาฬ ชอื่ วิทยาศาสตร์ Sansevieria cylindrica Bojer ex Hook. ช่ือวงศ์ ASPARAGACEAE ไมล้ ้มลกุ มีลาตน้ เป็นเหง้าใต้ดนิ เปน็ เหง้าท่แี ตกแยกออกเป็นแง่ง แต่เปลือกหุ้มด้านนอก จะมีสสี ม้ เนอ้ื หัวด้านในมสี ีเหลอื งอมส้ม มกี ล่นิ หอมอ่อนๆ ใบ คอื ลาต้นเทียมทเ่ี ปน็ ลาทรงกลมสเี ขียว ใบหรอื ลาตน้ เทียมจะแทงออกจากตาของหัว หรือเหง้าทอ่ี ย่ใู ตด้ ิน ลาต้นเทียมลกั ษณะเป็นทรงกลม สีเขยี วทัง้ ใบหรอื มสี ีเขียวท่ีประคาดเป็นลาย ขาวเขยี ว ลาใบตง้ั ตรง ไม่แตกแขนง สงู ประมาณ 40 - 60 เซนติเมตร โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม มีรอ่ งลึกเป็นพูตามแนวยาวจากโคนถงึ สว่ นปลาย โดยลาตน้ เทียมน้ี มีอายุนานหลายปี ดอก จะแทงออกจากเหง้า มีลกั ษณะออกเป็นช่อทป่ี ระกอบด้วยดอกสขี าวเปน็ ชั้นๆ ตาม ความสูงดอกบานจากโคนช่อไปสู่ปลายช่อ ดอกตูมมีสีชมพู กลีบดอก 6 กลีบ ดอกเป็นรูปกรวย พอดอกบานจะเปน็ เสน้ เล็กๆสขี าว ดอกมเี กสรเพศผู้ 6 อัน เกสรเพศเมยี 1 รังไข่ ผล ติดผลน้อย ผลมลี กั ษณะกลม ขนาดเล็กประมาณ 0.5 – 1 เซนติเมตร ผลมีสีส้มเมื่อ สุกจดั เปล่ียนเป็นสีแดง ฤดูออกดอก ออกดอกชว่ งเดอื นพฤศจกิ ายน – เดอื นมกราคม กลิ่นหอมอ่อนๆ การขยายพันธ์ุ ปกั ชา หรือแยกหน่อ ~ 137 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรนิ ทร์ สายน้าผึ้ง ~ 138 ~

ไม้ดอกหอมราชมงคลสุรินทร์ สายน้าผงึ้ ชือ่ อ่ืน กมิ งิง่ ฮวย ชื่อวิทยาศาสตร์ Lonicera japonica Thunb. ชื่อวงศ์ CAPRIFOLIACEAE ไม้เถาเล้ือยพัน เล้ือยได้ไกล 2 – 3 เมตร เถามีลักษณะกลมเป็นสีน้าตาล เนื้อในกลวง แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ตามก่งิ อ่อนมีขนสั้นนุ่มสีน้าตาลปกคลุม ใบ เดี่ยว ออกเรยี งตรงข้าม กา้ นใบยาว ลักษณะใบเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลาย ใบแหลมมีหางส้ัน โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบกว้าง 5 - 7 เซนติเมตร ยาว 13 - 15 เซนติเมตร หลังใบเปน็ สเี ขยี วเข้ม ทอ้ งใบเป็นสเี ทาอมเขียว เน้อื ใบออ่ นนุ่มมีขนปกคลมุ เลก็ นอ้ ย กา้ นใบยาว 1.0 – 1.5 เซนติเมตร ดอก ออกดอกเปน็ ชอ่ ตามซอกใบและปลายกงิ่ ชอ่ ละ 10 - 20 ดอก ก้านใบชชู ่อส้ันมีขน นุ่ม ลักษณะดอกเป็นหลอดเล็กๆ ส่วนปลายแยกเป็นรูปปาก กลีบดอกเป็นสีครีม โคนกลีบดอก เช่ือมติดกันเป็นรูปกรวยแหลมยาว ปลายแยกเป็น 2 ปาก ปากล่างมี 1 กลีบ ปากบนมี 4 กลีบ ดอกมีใบประดับคล้ายใบ 1 คู่ ใจกลางดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อันย่ืนออกมา ดอกตูมหรือดอกที่เริ่ม บานจะเป็นสีขาว ตอ่ มาจะเปลย่ี นเป็นสีเหลืองส้มอ่อนๆ ผล เป็นผลสด ลักษณะผลเป็นรูปทรงกลม ผิวผลเกล้ียง มีขนาด 0.6 – 0.7 เซนติเมตร ผลเม่อื สกุ จะเปน็ สีดา ฤดอู อกดอก ออกดอกตลอดปี ดอกจะมากในฤดูฝน ดอกย่อยบานไม่พร้อมกัน ดอกส่ง กลน่ิ หอมในช่วงเย็นใกลม้ ืดจนถึงเช้ากอ่ นแดดออก การขยายพนั ธุ์ เพาะเมลด็ ปักชา และตอนก่ิง ~ 139 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรินทร์ สายหยุด ~ 140 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ สายหยดุ ชอ่ื อืน่ กล้วยเครือ เครอื เขาแกลบ สาวหยุด เสลาเพชร ชื่อวิทยาศาสตร์ Desmos chinensis Lour. ชอ่ื วงศ์ ANNONACEAE ไม้เถาเลื้อยหรือไม้พุ่มรอเลื้อย สูง 1 - 5 เมตร เปลือกเถาเรียบสีน้าตาลเข้มเกือบดา ตามก่ิงอ่อนมีขนปกคลุมหนาแนน่ มีรรู ะบายอากาศ ใบ เดีย่ ว ออกเรยี งสลับ ใบรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบกวา้ ง 5.5 - 6 เซนติเมตร ยาว 12 - 17 เซนติเมตร หลังใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน ท้องใบเรียบเป็น สเี ขียวนวล เนอื้ ใบบางและเหนียว มีขนกระจายอยู่ทั้งสองด้าน ใบอ่อนเป็นสีน้าตาลแดง ก้านใบ ยาว 0.3 – 0.5 เซนตเิ มตร ดอก เดี่ยว ออกด้านล่างตรงข้ามกับใบ ตอนเร่ิมออกเป็นสีเขียวและต่อมาดอกจะ เปลี่ยนเป็นสีเหลอื งถงึ สีส้มออ่ น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 - 8 เซนติเมตร กลีบดอกมี 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น กลีบดอกช้ันนอกมี 3 กลีบ ลักษณะเป็นรูปขอบขนานหรือขนานแกมรูปรี ขนาด กว้าง 1.3 -1.8 เซนตเิ มตร ยาว 7 - 13 เซนติเมตร แตล่ ะกลีบมีลักษณะบิดงอ กลีบดอกด้านในมี 3 กลีบ เรียงจรดแยกกัน ลักษณะเป็นรูปขอบขนานหรือรูปหอก มีขนาดกว้าง 0.5 - 1.3 เซนติเมตร ยาว 5 - 7 เซนตเิ มตร ดอกมีเกสรเพศผู้ จานวนมาก เกสรเพศเมียแยกกันจานวนมาก ผล เปน็ ผลกลมุ่ มลี ักษณะคลา้ ยลูกปัดคอด คือคอดเป็นข้อๆ ผิวผลเรียบเป็นมัน ผล สดหรอื ผลอ่อนเป็นสเี ขียว เมือ่ สุกจะเปน็ สีดาและห้อยลง มีขนขึน้ กระจายตามก้านผลและก้านผล ยอ่ ย ภายในผลย่อยมี 2 - 5 เมล็ด เมล็ดเปน็ รูปทรงกลมสนี า้ ตาล ฤดูออกดอก ออกดอกช่วงเดือนเมษายน – เดือนตุลาคม ดอกบานวันเดียวแล้วโรย ส่ง กลนิ่ หอมแรงตอนเชา้ ตรู่ แลว้ ค่อยๆลดลง จนหมดกลนิ่ ตอนเท่ียงวนั การขยายพันธ์ุ เพาะเมลด็ ปกั ชากิง่ และตอนกิ่ง ~ 141 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรินทร์ ส่าเหล้าปัตตานี ~ 142 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ นิ ทร์ สา่ เหล้าปตั ตานี ชือ่ อนื่ ส่าเหลา้ ชา้ ง นางดา ช่อื วิทยาศาสตร์ Desmos cochinchinensis Lour. ชอ่ื วงศ์ ANNONACEAE ไมพ่ ุม่ รอเล้อื ย เถาไมม้ ีเนื้อแขง็ เล้ือยพาดต้นไม้ ใบ เดี่ยว เรยี งสลับ ใบรปู รีแกมรปู ขอบขนาน ใบกว้าง 5 – 8 เซนติเมตร ยาว 12 – 20 เซนติเมตร โคนใบมน ปลายใบแหลม ใบหนา ก้านใบยาว 5 – 7 เซนติเมตร ดอก เดี่ยว ออกตามซอกใบ ก้านดอกสีดา ยาว 10 – 11 เซนติเมตร ลักษณะดอกห้อย ด่ิงลง กลบี เลย้ี งรปู สามเหล่ียม กลีบดอก 6 กลีบ กลีบดอกเรียง 2 ช้ัน ชั้นละ 3 กลีบ กลีบชั้นใน เล็กและส้ันกว่ากลีบชั้นนอก กลบี ดอกจะมว้ นเขา้ เกสรเพศผู้มจี านวนมาก เกสรเพศเมียอยู่ด้านใน สดุ ของดอกมีจานวนมาก ผล เป็นผลกลุ่ม มผี ลยอ่ ย 6 – 15 ผล รูปทรงกระบอก ตอนผลอ่อนมีสีเขียวเมื่อผลแก่ เปลี่ยนเปน็ สดี าผวิ เรยี บเป็นมัน และมรี อยคอด ผลยอ่ ยแต่ละผลมี 2 – 6 เมล็ด กา้ นชอ่ ผลยาว ฤดอู อกดอก ออกดอกตลอดปี ดอกออ่ นสีเขียวพอดอกบานจะเปล่ียนเป็นสีเหลือง บาน ได้ 2 – 3 วัน กลนิ่ หอมออ่ นตั้งแต่เชา้ จนถงึ กลางคนื แลว้ โรยในตอนเช้าวนั ต่อไป การขยายพันธ์ุ เพาะเมลด็ และตอนกง่ิ ~ 143 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ หอมหม่นื ลี้ ~ 144 ~

ไม้ดอกหอมราชมงคลสุรินทร์ หอมหม่ืนลี้ ช่ืออื่น สารภีอา่ งกา สารภีฝร่งั ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Osmanthus fragrans Lour. ชอ่ื วงศ์ OLEACEAE ไมพ้ ่มุ สูง 1-2 เมตร เนอื้ ไม้แข็งและเหนียว ใบ เดี่ยว เรียงตรงข้ามเป็นคู่ ใบรูปรี ใบกว้าง 2.2 - 3.5 เซนติเมตร ยาว 6 - 10 เซนตเิ มตร ปลายใบแหลม ขอบใบจักเล็กๆ เน้ือใบหนาและแข็ง เส้นใบสีขาวเห็นชัดเจน ก้านใบ ยาว 0.5 – 1 เซนตเิ มตร ดอก ออกเป็นกระจุกที่ปลายก่ิงหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกสีขาวนวลหรือสีชมพู ออ่ น ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลีบเล้ยี ง 4 กลบี กลีบดอก 4 กลบี เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายกลีบ ดอกงอโค้งเข้าหากัน เส้นผ่านศูนย์กลางช่อดอก 0.3 – 0.4 เซนติเมตร มีดอกย่อย 5 - 14 ดอก เกสรเพศผู้ 2 อันติดเหนอื หลอดกลีบ ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 2 แฉก ผล เปน็ ผลสดรูปรี ยาว 1 – 2 เซนติเมตร เมื่อแกม่ ีสีม่วงดา ฤดูออกดอก ออกดอกช่วงเดอื นตลุ าคม – เดอื นกุมภาพันธ์ ดอกบานพร้อมกันทั้งช่อ ช่อ ดอกบาน 2 – 3 วนั แล้วโรย ส่งกลน่ิ หอมแรงตลอดวัน การขยายพันธ์ุ ปักชา และตอนก่ิง ~ 145 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสุรินทร์ หิรัญญิการ์ ~ 146 ~

ไม้ดอกหอมราชมงคลสุรินทร์ หริ ัญญิการ์ ช่ืออืน่ เถาตมุ้ ยาชา้ ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Beaumontia grandiflora Wall. ช่อื วงศ์ APOCYNACEAE ไมเ้ ถาใหญเ่ นอ้ื แขง็ เถาเลื้อยไดไ้ กล 3 – 8 เมตร ทกุ ส่วนของลาตน้ มียางสขี าว แตก กิ่งกา้ นสาขาเป็นพมุ่ แน่นเฉพาะสว่ นยอด ใบ เดี่ยว ออกตรงข้ามกันตามข้อต้น ลกั ษณะใบหยาบ ยาว หนา รูปใบมน ปลายใบ แหลมเป็นตง่ิ ขอบใบเรยี บ ใบกว้าง 7 - 15 เซนติเมตร ยาว 16 - 28.5 เซนติเมตร ใบดา้ นบนเป็น มนั กา้ นใบยาว 1.5 – 2.5 เซนติเมตร ดอก ออกดอกเปน็ ช่อขนาดใหญ่ตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกมีลกั ษณะคลา้ ยถ้วยโคนมี กลีบเลี้ยง 5 กลีบขนาดไม่เท่ากัน ส่วนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ตอนปลายดอกเว้าเป็นกลีบดอก 5 กลบี มเี กสรเพศผู้ติดอยู่กับเนื้อบริเวณโคนกลีบ ลักษณะเป็นเส้นยาว แยกจากกัน จานวน 5 อัน เกสรเพศเมียเปน็ แทง่ ขนาดเล็กซ่อนอยู่ข้างในดอก ดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ดอกเม่ือบานเต็มท่ีมี เสน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง 12 - 16 เซนติเมตร ชอ่ หน่ึงมีดอก 6 - 15 ดอก ผล ออกเปน็ ฝกั ยาว 12 - 30 ซม. ผนงั หนาและแขง็ มาก ฝกั เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซกี ภายในผลมเี มลด็ แบนๆสนี า้ ตาลจานวนมาก ยาว 1.7 เซนติเมตร ปลายของเมลด็ มีขน ฤดูออกดอก ออกดอกช่วงเดอื นธันวาคม – เดือนเมษายน ดอกทยอยบานเป็นช่อ ดอก บานได้ 2 วนั แลว้ โรย สง่ กลน่ิ หอมออ่ นๆตลอดวัน ขยายพนั ธ์ุ เพาะเมลด็ และตอนกิง่ หรอื ลาตน้ ท่ีทอดเล้ือยใต้ดนิ ท่ีแตกเป็นต้นออ่ น ~ 147 ~

ไม้ดอกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ บรรณานุกรม กรมอุทยานแหง่ ชาติ. สานกั งานหอพรรณไม้. (ออนไลน์) www.dnp.go.th›botany โครงการอนุรกั ษพ์ นั ธุกรรมพชื อันเน่ืองมาจากพระราชดาริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยาม บรมราชกุมารี . ขอ้ มลู พรรณไม.้ (ออนไลน)์ www.rspg.or.th/plan_detal/index.htm นยั นา เทศนา และมานพ ผพู้ ัฒน์. 2561. พรรณไม้สาคัญในระบบนเิ วศเขาหนิ ปูน : กลุ่มปา่ เขา เขียว-นา้ หนาว. สานกั งานหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตวป์ ่า และพนั ธ์ุพืช กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม. กรงุ เทพฯ. 208 หน้า ปิยะ เฉลิมกลิ่น จิรพันธ์ ศรีทองกุลและอนนั ต์ พิริยะภทั รกิจ. 2548. ไม้ดอกหอมในป่าสะแก ราช. ห้างหุ้นส่วนจากัดอรณุ การพมิ พ์. กรุงเทพฯ. 129 หน้า ปยิ ะ เฉลมิ กล่นิ . 2551. ไม้ดอกหอม ฉบบั ปรบั ปรุงและเพ่มิ เตมิ . สานักพิมพบ์ า้ นและสวน. กรุงเทพฯ. 351 หน้า พฒั น์ พิชาน. 2550. สุดยอดไม้ประดับ-ไมด้ อกหอม. ไทยควอลติ ้บี คุ๊ ส์(2006). กรงุ เทพฯ. 160 หน้า มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน. 2554. พรรณไมห้ นองระเวยี ง เลม่ 1. นครราชสีมา. 231 หน้า มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. ฐานข้อมลู สมุนไพร คณะเภสชั ศาสตร.์ (ออนไลน์) www.phargarden.com ~ 148 ~

ไมด้ อกหอมราชมงคลสรุ ินทร์ บรรณานกุ รม ราชนั ย์ ภมู่ า และสมราน สดุ ด.ี 2557. ช่ือพรรณไม้แหง่ ประเทศไทย เตม็ สมิตินนั ทน์ ฉบับแกไ้ ข เพิม่ เติม พ.ศ. 2557. สานักงานหอพรรณไม้ สานกั วิจัยการอนรุ กั ษป์ ่าไมแ้ ละพนั ธุพ์ ชื กรม อุทยานแห่งชาติ สตั วป์ า่ และพนั ธ์พุ ชื กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม. กรุงเทพฯ. 828 หนา้ ศนู ย์ปฏบิ ตั ิการวจิ ยั และเรอื นปลูกพืชทดลอง. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ (ออนไลน)์ www.clgc.agri.kps.ku.ac.th สารานกุ รมพชื ในประเทศไทย (ฉบบั ยอ่ ) Concise Encyclopedia of Plant in Thailand กรมอุทยานแหง่ ชาติ ( ออนไลน)์ www. dnp.go.th>botany>detail องค์การสวนพฤกษศาสตร.์ ฐานขอ้ มูลพันธุ์ไม้. (ออนไลน์) www.qsbg.org›Database› search_detail ~ 149 ~


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook