Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19

การศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19

Published by Reading Room, 2021-08-10 03:56:50

Description: กลุ่ม 9 การศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19

Search

Read the Text Version

42 10.5) ไม่ร่วมรับประทานอาหารกบั ผ้อู ่นื ควรแยกรับประทานคนเดยี ว 10.6) แยกซักเส้อื ผ้า ผ้าปูเตยี ง หรอื ผ้าขนหนู ฯลฯ ดว้ ยนา้ และสบู่หรือผงซักฟอก 10.7) แยกถุงขยะของตนต่างหาก ผูกปากถุงให้สนิทก่อนท้ิงรวมกับขยะทั่วไป หลังจากนนั้ ตอ้ งล้างมอื ด้วยน้าและสบู่ทุกครัง้ 10.8) ใช้หอ้ งน้าแยกจากผู้อืน่ หากจาเป็นต้องใช้ห้องน้าร่วมกัน ใหใ้ ช้เป็นคนสุดท้าย ให้ปิดฝาชักโครกกอ่ นกดนา้ ทาความสะอาด 10.9) ระหว่างการแยกตัว ควรทาความสะอาดพ้ืนท่ี ท่ีพักและวัสดุอุปกรณ์ท่ีมีการ สัมผัสบ่อยๆ ได้แก่ เคร่ืองเรือน เครื่องใช้ (เช่น เตียง โต๊ะ เก้าอี้ โทรศัพท์บ้าน) ด้วยน้าและผงซักฟอกอย่าง เหมาะสมกับวัสดุอุปกรณ์นั้นๆ 10.10) นอนพกั ผ่อนมากๆ ในหอ้ งที่อากาศไม่เย็นเกินไปและมีอากาศถา่ ย เทสะดวก 10.11) หากมีอาการป่วยเกิดข้ึนใหม่หรืออาการเดิมมากข้ึน เช่น ไข้สูง ไอมาก เหน่ือย แน่นหน้าอก หอบ หายใจไม่สะดวก เบอื่ อาหาร ให้รีบโทรศัพท์ติดต่อสถานพยาบาล หากต้องเดินทาง มาสถานพยาบาล ไม่ใช้รถหรือเรือสาธารณะ แนะนาให้ใช้รถยนต์ส่วนตัวและให้เปิดหน้าต่างรถยนต์ไว้เสมอ หรอื ขอรถพยาบาลมารบั (กรมการแพทย์, 2563) 6. การตดิ ตามความร้เู ก่ยี วกบั COVID-19 การติดตามข่าวสารข้อมูลล่าสุด และต่อเนื่องเกี่ยวกับ COVID-19 นั้น เนื่องจากสถานการณ์ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเช้ือหรือการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ได้ 6.1 แหลง่ การติดตามความรู้เกยี่ วกบั COVID-19 6.1.1 ส่ือโทรทศั น์ วทิ ยุ 6.1.2 ส่ืออนิ เทอรเ์ น็ต 6.1.2.1 YMID PORTAL ศูนยก์ ลางขา่ วสาร นาเสนอสถานการณ์การแพรร่ ะบาด COVID-19 ซง่ึ ข้อมูลท้งั หมดผ่านการคัดกรองจากหนว่ ยงานวิจยั และนวัตกรรมของ กระทรวงการอดุ มศึกษา วทิ ยาศาสตร์ วจิ ัย และนวตั กรรม กระทรวงสาธารณสขุ กรมควบคุมโรค ฯลฯ ไมว่ า่ จะเป็นรายงานสถานการณ์ ผ้ตู ดิ เชอื้ ประกาศมาตรการของภาครัฐ แนวทางการดูแลสุขภาพ นวัตกรรมท่ีเป็นประโยชน์ ซ่งึ ทุกคนสามารถ นามาใชใ้ นชวี ติ ประจาวัน ระหวา่ งท่ตี อ้ งเกบ็ ตวั และหลีกเลีย่ งการเดินทางในทสี่ าธารณะได้ 6.1.2.2 กรมควบคุมโรค โดยตรงจากทมี แพทย์ของกรมควบคุมโรคทีเ่ ช่ือถือได้ โดยมี รายงานผตู้ ิดเชอ้ื ประจาวนั สถานทีพ่ บผปู้ ่วยตดิ เชอ้ื รวมถึงคาแนะนาสาหรบั ทง้ั ประชาชนทว่ั ไป ผูป้ ระกอบการ ออฟฟิศทที่ างาน สถานศกึ ษา ฯลฯ ในการช่วยลดความเสยี่ งการตดิ เชือ้ รวมถึงมาตรการทีจ่ าเป็นหากพบว่ามี ผ้ปู ว่ ยติดเชอื้

43 6.1.2.3 ไทยรูส้ ้โู ควิด แพลตฟอร์มออนไลน์ โดยกระทรวงสาธารณสุข ท่ีสามารถ ติดตามข้อมลู สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 เช่น จานวนผู้ติดเชอื้ ผู้ท่อี ยูร่ ะหวา่ งการรกั ษา และ สถานการณต์ ิดตามผูท้ ีห่ ายดี และผ้ทู ีม่ ีความเส่ยี งติดเชอ้ื 6.1.3 อ่นื ๆ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ช่ัวโมง 7. โรคติดต่อทางเดินหายใจ โรคท่ีเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะในระบบทางเดินหายใจ ประกอบด้วยส่วนรูจมูก (Nostrill), โพรงจมูก (Nasal cavity), คอหอย (Pharynx), หลอดลม (Trachea), ข้ัวปอด (Bronchus) และปอด (Alveolu) ตามลาดับ อวัยวะต่างๆเหล่าน้ีทาหน้าท่ีหลักสาหรับช่วยในการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนให้กับ เลือดผ่านการหายใจเข้า และขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ร่างกายผ่านการหายใจออก โดยกระบวนการ แลกเปลี่ยนกา๊ ซจะเกดิ ขึ้นที่ถงุ ลมปอด 7.1โรคตดิ ตอ่ ทางเดนิ หายใจส่วนบน เริ่มต้ังแต่ช่องจมูกจนถึงเหนือกล่องเสียง (Upper respiratory infection) เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่ม acute URI ซึ่งการติดเชื้อส่วนใหญ่ จะเป็นการติดเช้ือไวรัส รองลงไปการติดเช้ือแบคทีเรีย ส่วนการติดเชื้อรา พบได้น้อย โดยมักเกิดในกรณีร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่า เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งอวัยวะที่ร่วมอยู่ใน ระบบทางเดินหายใจส่วนบน คือ โพรงจมูก เยื่อจมูก เย่ือบุโพรงจมูก ไซนัส ลาคอ ต่อมทอนซิล ทอนซิล คอ บวมและกลอ่ งเสียง (โรงพยาบาลกรุงเทพสริ ิโรจน์, ม.ป.ป) โรคตดิ เชอื้ ทางเดินหายใจสว่ นบน เป็นโรคพบบ่อยมาก แตไ่ ม่มีสถิตทิ ่ีพบแน่นอน เพราะมักแยกศึกษา เป็นโรคๆ ไป เช่น ในผู้ใหญ่พบเป็นโรคหวัดได้บ่อยถึง 2-4 ครั้งต่อปี เป็นต้น โรคติดเช้ือระบบทางเดินหายใจ สว่ นบน พบเกดิ ในทุกชว่ งอายุ ตงั้ แตแ่ รกเกดิ จนถึงผ้สู ูงอายุ 7.1.1 สาเหตุการเกดิ โรค 7.1.1.1 ส่วนใหญ่ของการติดเช้ือในระบบทางเดินหายใจส่วนบนเกิดจากเช้ือไวรัส ไดแ้ ก่ Influenza, Rhinovirus, Parainfluenza, Adenovirus เปน็ ตน้ 7.1.1.2 การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ผู้ป่วยเป็นโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลันที่เกิดจาก เชื้อแบคทเี รีย โรคต่อมทอนซิลอักเสบเฉียบพลนั โรคหูชน้ั กลางอกั เสบ เปน็ ต้น 7.1.2 อาการและอาการแสดง 7.1.2.1 มีไข้ อาจจะมีไขส้ งู หรือไขต้ า่ ก็ได้ ข้นึ อยู่กับชนดิ ของการตดิ เช้ือ 7.1.2.2 ไอ มักไอไมม่ าก อาจไอมเี สมหะหรือไมม่ ีเสมหะก็ได้ 7.1.2.3 น้ามูก อาจมมี ากหรือนอ้ ย 7.1.2.4 เจบ็ คอ คอหอยอักเสบ 7.1.3 การรักษา

44 รกั ษาตามสาเหตุ เชน่ การใช้ยาปฏชิ ีวนะกรณตี ิดเชื้อแบคทเี รียรักษาประคับประคอง ตามอาการ คือการรักษาตามอาการผปู้ ่วย โดยวธิ ีการรักษาเช่นเดยี วกบั ไมม่ สี าเหตุจากการตดิ เชอื้ อะไร เช่น ให้ ยาลดไข้ ยาแกไ้ อ ยาแกป้ วด เปน็ ต้น 7.1.4 ขอ้ ควรปฏบิ ตั ิถ้ามอี าการโรคติดเชอื้ เฉียบพลนั ของระบบหายใจสว่ นต้น 7.1.4.1 พกั ผ่อนมาก ๆ หา้ มตรากตรางานหนกั หรอื ออกกาลังหนัก 7.1.4.2 อยู่ในหอ้ งทม่ี ีอากาศถา่ ยเทสะดวก 7.1.4.3 ควรพบแพทย์และทาตามคาแนะนาของแพทย์ (อย่าซ้ือยากินเองเพราะ แพทยจ์ ะเปน็ ผู้ดแู ลและให้ยาตามความเหมาะสม) 7.1.4.4 ควรหยุดพักงาน หรือ พักเรียนช่ัวคราว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เช้ือ โรค 7.1.4.5 สวมใส่เส้อื ผา้ ให้รา่ งกายอบอ่นุ อย่าใหถ้ กู ฝน หรือถกู อากาศเย็นจัด และอย่า อาบน้าเย็น 7.1.4.6 ดมื่ นา้ มาก ๆ เพ่ือชว่ ยลดไข้ และทดแทนนา้ ทเ่ี สียไปเนอ่ื งจากไข้สูง 7.1.4.7 ควรกินอาหารอ่อน มีประโยชน์และย่อยง่าย เช่น น้าหวาน น้าส้ม น้าผลไม้ หรือเครื่องด่มื ร้อน ๆ 7.1.4.8 ปิดจมกู ปาก เวลาไอ หรือจาม และบ้วนนา้ ลายในภาชนะที่ใส่ยาฆา่ เชอ้ื โรค 7.1.5 การปอ้ งกนั ไม่ให้เกดิ โรค (Disease Prevention) 7.1.5.1 หากมีคนใกล้ตัวป่วย ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหาก อยา่ นอนปะปน ไม่ควรใช้ ส่งิ ของร่วมกนั กับผู้ปว่ ย เวลาไอหรือจามให้ผปู้ ว่ ยใช้ผ้าปดิ ปาก หรือจมูก ไมห่ ายใจรดผอู้ ืน่ 7.1.5.2 ระวังรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอโดย เฉพาะในเวลาที่มีอากาศ เปลีย่ นแปลง 7.1.5.3 อย่าหักโหมงานหนักเกินไป แต่ควรออกกาลังกายสม่าเสมอให้สุขภาพ แข็งแรง 7.1.5.4 ไม่ควรเข้าไปท่ีที่คนแออัด เช่น ตามโรงมหรสพ โดยเฉพาะในขณะที่มีการ ระบาดของไข้หวัด หรอื ไข้หวัดใหญ่ 7.1.5.5 ไม่ควรอาบน้าหรือสระผมด้วยน้าท่ีเย็นเกินไป โดยเฉพาะในเวลาที่อากาศ เยน็ 7.1.6 ขอ้ ควรระวัง (Precaution) 7.1.6.1 ควรหมั่นล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ (ทั้งผู้ป่วยและท่ีคนที่อยู่ใกล้เคียง) และ อย่าใช้น้ิวมือขย้ีตาหรือแคะไชจมกู 7.1.6.2 อยา่ เข้าใกล้หรอื นอนรวมกับผู้ป่วย 7.2 โรคตดิ ตอ่ ทางเดินหายใจส่วนล่าง

45 เป็นทางเดินของอากาศท่ีอยู่ถัดจากทางเดินหายใจส่วนบน มีความสาคัญคือลาเลียงอากาศเข้าสู่ ปอดเพ่ือแลกเปลี่ยนแก๊ส ประกอบด้วย กล่องเสียง (Larynx), หลอดคอ (Trachea), หลอดลมใหญ่หรือ หลอดลมปอด (Bronchus) และปอด 7.2.1 การติดเชือ้ ทางเดินหายใจส่วนล่างเป็นบริเวณท่ีมีการติดเช้ือสูง เช่น การอักเสบท่ีบริเวณฝาปิด กล่องเสียง (Acute epiglottis), การอกั เสบของกล่องเสียง (Acute laryngitis) โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ เป็นตน้ 8.ทฤษฎรี ะบบของนิวแมน (Neuman System Model) แนวคดิ หลักของทฤษฎีระบบของนิวแมนใหค้ วามสาคัญกับระบบบคุ คลแลระดบั การปรับตวั ของ สุขภาพ ซึ่งได้พัฒนาขนึ้ ตามช่วงเวลาและภาวะปกตขิ องบุคคล 8.1 ข้อตกลงเบ้อื งต้น (Assumptions) 8.1.1 แม้วา่ ผู้รับบริการแตล่ ะคน หรือกลุ่มในฐานะระบบของผรู้ ับบรกิ ารจะมเี อกลักษณ์ เฉพาะตน ระบบแตล่ ะระบบจะประกอบด้วยปัจจยั รว่ ม หรือลกั ษณะภายในซ่งึ มีขอบเขตปกติ ของการ ตอบสนอง ในมาตรฐานเดียวกนั 8.1.2 สิง่ รบกวนชีวิตของคนท้ังที่รูจ้ ักและไมร่ ูจ้ ัก ปรากฏอยู่ในสิ่งแวดลอ้ มโดยทว่ั ไป สิง่ รบกวนชีวติ ดังกล่าวแลว้ แต่ละอยา่ งมีความสามารถแตกต่างกันในการรบกวนระดบั สมดุลของคนหรือแนว การป้องกันตัวปกติของคน ความสัมพันธอ์ นั จาเพาะระหว่างตัวแปรตา่ งๆของคน ไดแ้ ก่ ตัวแปรดา้ นสรรี ะ จติ ใจ สงั คมวัฒนธรรม พฒั นาการและจิตวญิ ญาณ ในช่วงระยะเวลาหนงึ่ จะมผี ลต่อระดับความสามารถในการ ป้องกนั ส่งิ รบกวนชีวิต ของแนวยดื หยุ่นของการป้องกนั ตัวของคน 8.1.3 เมื่อเวลาผ่านไปผู้รับบริการแต่ละคน ระบบของผรู้ ับบริการ จะพฒั นาขอบเขตปกติของ การตอบสนองต่อส่งิ แวดลอ้ มข้นึ ซึ่งเรยี กวา่ แนวการป้องกันปกติ หรือ ภาวะปกตสิ ุข/ภาวะสมดุลของคน นั่นเอง 8.1.4 เม่ือแนวยืดหย่นุ ของการปอ้ งกนั ตวั ของผ้รู ับบริการ ไมส่ ามารถปอ้ งกนั สิ่งรบกวนชีวิต ในสิ่งแวดลอ้ มไวไ้ ด้ สงิ่ รบกวนชีวติ ก็จะผา่ นแนวการป้องกันตัวปกติเขา้ มา ความสมั พันธ์ของตัวแปรดา้ นสรรี ะ จิตใจ สังคม วฒั นธรรม พัฒนาการและจิตวญิ ญาณ จะตดั สินธรรมชาตแิ ละความรุนแรงของปฏกิ ิรยิ าโตต้ อบ ของระบบ หรอื ปฏิกริ ิยาโตต้ อบ ท่ีอาจจะเกดิ ข้ึนตอ่ ส่งิ รบกวน 8.1.5 ผู้รบั บริการไมว่ า่ จะอยู่ ในภาวะปกติหรือเจบ็ ปว่ ยกต็ าม จะประกอบไปด้วยปฏสิ ัมพันธ์ แบบพลวตั ของตวั แปรด้านสรีระ จติ ใจ สังคมวฒั นธรรม พัฒนาการและจิตวิญญาณ ภาวะปกติสุขน้นั จะข้นึ อยู่ กับการไดร้ ับพลงั งานอย่างต่อเนือ่ ง เพ่ือสนบั สนนุ การทางาน ของระบบใหอ้ ยใู่ นภาวะ

46 8.1.6 ในแต่ละระบบของผูร้ ับบรกิ าร จะมปี ัจจัยการตอ่ ต้านภายใน ซ่ึงเรียกว่า แนวการ ตอ่ ต้าน ซงึ่ จะทาหน้าท่ใี นการรกั ษาภาวะสมดลุ ของระบบและปรบั เข้าสู่ภาวะปกติสุข (แนวการปอ้ งกนั ตัวปกติ) หรอื เข้าสูภ่ าวะสมดลุ ในระดับสูงภายหลังการโตต้ อบต่อส่งิ รบกวน 8.1.7 การป้องกันปฐมภูมิ สมั พันธ์กับความรู้ทัว่ ไป ซึง่ ใชใ้ นการประเมนิ สภาพผรู้ บั บริการ และปฏบิ ตั กิ ารพยาบาลเพอ่ื บ่งชแ้ี ละลดหรือจากัด ปัจจยั เสย่ี งซ่ึงสมั พนั ธก์ ับสงิ่ รบกวนชวี ิตในส่งิ แวดลอ้ ม ท้ังน้ี เพอื่ ป้องกันปฏิกริ ิยาตอบโต้ที่อาจจะเกดิ ขน้ึ 8.1.8 การปอ้ งกนั ทุติยภมู ิ สมั พันธก์ ับอาการแสดงจากปฏิกิรยิ าตอบโตส้ ิ่งรบกวนชีวติ การ จัดลาดบั ความสาคัญของการปฏบิ ัติการพยาบาล และการรักษาเพ่ือลดผลเสียท่ีเกดิ ขึ้น 8.1.9 การป้องกันระยะตตยิ ภูมิ สัมพนั ธ์กบั กระบวนการปรับตัว ซึ่งเกดิ ข้นึ ขณะที่มีการปรุง แตง่ ขึ้นใหม่ ช่วยให้ผ้รู ับบริการกลับคืนสภู่ าวะปกติสขุ และการปอ้ งกนั ปฐมภูมอิ ีกครงั้ หนง่ึ 8.1.10. ผู้รบั บรกิ ารมีการแลกเปลีย่ นพลงั งานกับสิ่งแวดลอ้ ม อยา่ งสมา่ เสมอและเป็นพลวตั 8.2 มโนมติหลกั ของทฤษฎี (Metaparadigm concept) 8.2.1 บุคคล (Person or client) นิวแมนมองบุคคลเป็นระบบ ซ่ึงประกอบไปดว้ ยตัวแปรด้านสรรี ะ จติ ใจ สังคมวัฒนธรรม พฒั นาการ และวญิ ญาณ ตวั แปรทั้ง 5 ของบุคคลจะมีความสัมพนั ธต์ ่อกนั และจะทางานร่วมกนั อย่าง ผสมผสานสอดคล้อง ระบบบุคคลจะมีปฏิสมั พันธซ์ งึ่ กนั และกัน รวมท้งั ปฏสิ มั พนั ธก์ ับสง่ิ แวดลอ้ ม โดยระบบ บคุ คลสามารถอธบิ ายได้ โดยใช้รปู วงแหวนหลาย ลอ้ มรอบโครงสร้างพ้นื ฐาน ซึ่งเป็นศนู ย์กลาง ประกอบไป ดว้ ยปจั จยั พ้ืนฐานในการดารงชวี ติ เช่น กลไกการปรับ ควบคุมอุณหภูมิ แบบแผนการตอบสนองทางพันธุกรรม ความแข็งแรงหรืออ่อนแอ เป็นตน้ วงแหวนที่ล้อมรอบศูนย์กลางจะทาหนา้ ท่ีสาคัญในฐานะกลไกการป้องกนั โครงสร้างพน้ื ฐาน หรอื ระบบของบุคคล โครงสรา้ งพน้ื ฐานของบคุ คล ท่ถี อื เป็นแกนกลางของบุคคลน้นั และเปน็ องค์ประกอบรว่ ม ซง่ึ ประกอบไปดว้ ยองค์ประกอบหลายอยา่ ง ได้แก่ 1) ระดับอุณหภมู ปิ กตขิ องรา่ งกาย 2) โครงสรา้ งทางพันธกุ รรม 3) แบบแผนของปฏกิ ิริยาตอบสนอง 4) ความแขง็ แกร่งของอวัยวะ 5) ความอ่อนแอของอวัยวะ 6) โครงสร้าง ของ ตวั ตน (Ego) และ7) ส่ิงที่เปน็ ลักษณะรว่ มของบคุ คล วงกลมช้นั นอกสดุ เปน็ แนวป้องกันยืดหยนุ่ (Flexible line of defense) เปน็ เส้นประรูปวง แหวนช้ันนอกสุด โดยทาหนา้ ท่ปี อ้ งกันสิ่งรบกวนชวี ติ มิใหเ้ ข้าไปรบกวนบคุ คล ถงึ แนวปอ้ งกันช้ันใน แนว ยืดหยนุ่ นม้ี ีความเป็นพลวัต (dynamic) มากกวา่ คงตวั (stable) และสามารถเปล่ียนแปลงได้ช่ัวขณะ ระยะเวลาส้ัน เช่น การปรับเปลยี่ นแบบแผนการกนิ การนอน การขบั ถา่ ย แนวปอ้ งกนั ชนั้ ที่ 2 เป็นแนวป้องกันปกติ (Normal line of defense) เป็นเส้นทึบรปู วง แหวนชัน้ ใน ถดั จากแนวยดื หยุ่น ลอ้ มรอบแนวป้องกันตอ่ ต้าน แนวป้องกันปกติน้ี จะแสดงถึงภาวะ หรือระดบั ความปกติสุขของคน แนวปอ้ งกนั ปกตเิ ปน็ มาตรฐาน การรักษาภาวะสมดลุ ของบุคคล โดยไดร้ ับอิทธพิ ลจากตวั แปรตา่ งๆของระบบ ส่ิงรบกวนใดๆ กอ็ าจก่อให้เกิดปฏกิ ิรยิ าในระบบได้ เมื่อผ่านแนวยืดหยุ่นมาถงึ แนวป้องกนั ปกติ ปฏิกิรยิ าตอบโต้ที่เกดิ ข้ึนในระบบ จะลดความสามารถของระบบในการตอบโตส้ ิ่งรบกวนชีวติ อ่นื ๆ ทีเ่ พ่ิม

47 เข้ามา โดยเฉพาะอย่างย่ิง เมื่อความสามารถของแนวปกติลดลง เชน่ ระยะพฒั นาการ การปรบั ตวั ของคน เปน็ ต้น แนวปอ้ งกันชัน้ ในสุด เป็นแนวป้องกันต่อตา้ น (Line of resistance) เป็นเสน้ ประรูปวงแหวน ชัน้ ในสดุ ล้อมรอบโครงสรา้ งพ้ืนฐาน เป็นส่ิงที่อย่ภู ายในบุคคลจะถูกกระตุ้นใหท้ างาน โดยสิ่งรบกวนท่ีผา่ นแนว ป้องกันปกติเข้ามา แนวป้องกันตอ่ ต้านจะประกอบไปดว้ ย ปัจจัยต่างๆ ทง้ั ทรี่ จู้ ักและไม่รู้จกั ทาหนา้ ที่ค้าจุน โครงสรา้ งพื้นฐาน ได้แก่ การทาหนา้ ทีข่ องเม็ดเลือดขาว การสร้างภูมิคมุ้ กนั ของรา่ งกาย เปน็ ตน้ ประสิทธิภาพ การทางานของแนวป้องกนั ต่อตา้ น จะช่วยให้ระบบสามารถปรับตวั ต่อสกู้ บั ส่ิงรบกวน เพื่อรักษาสมดุล หรือ ภาวะปกติของระบบเอาไว้ การขาดประสทิ ธิภาพ การทางานของแนวป้องกันการต่อต้านจะนาไปสู่การเสยี สมดุลและถงึ แกช่ ีวติ ได้ 8.2.2 สง่ิ แวดล้อม (Environment) ปัจจัยต่างๆ ทั้งภายนอกและภายใน ท่ีมอี ิทธิพลแวดล้อมผู้รบั บริการ ระบบผู้รบั บรกิ าร บุคคลจะมอี ิทธิพลตอ่ สิ่งแวดลอ้ ม ได้รับอทิ ธิพลจากแรงผลกั (force) ในสงิ่ แวดล้อมทง้ั ทางบวก และทางลบ สิง่ แวดลอ้ มภายในประกอบด้วยแรงผลกั หรอื อทิ ธิพลภายในขอบเขตของระบบ ซึ่งมีความสัมพนั ธ์กับมโนมติ ของปัจจยั หรอื สิง่ รบกวนชีวติ ภายในบคุ คลสิง่ แวดล้อมภายนอกประกอบด้วยแรงผลกั หรอื อิทธิพลภายนอก ซึง่ อยู่ภายนอกขอบเขตของระบบ มคี วามสมั พนั ธม์ โนมติของปัจจัย หรือส่ิงรบกวนชีวติ ทงั้ ภายนอกและ ระหว่างบคุ คลส่งิ แวดล้อมสรา้ งสรรค์ (created – environment) เปน็ ตัวแทนพลงั งานของระบบเปิด ซง่ึ มีการ แลกเปล่ยี นกับสง่ิ แวดล้อมภายนอกและภายในตลอดเวลา ส่ิงแวดล้อมชนดิ นีบ้ คุ คลพัฒนาขน้ึ โดยไม่ร้ตู ัว ส่งิ รบกวนชวี ติ เปน็ สง่ิ เรา้ ทกี่ ่อให้เกดิ ความตงึ เครยี ด หรือเป็นแรงผลกั ทเี่ กิดขน้ึ ทัง้ ภายในและภายนอกขอบเขต ระบบของผูร้ ับบริการ สิ่งรบกวนชวี ติ มากกวา่ 1 อยา่ ง อาจเกิดข้นึ กับผ้รู บั บรกิ ารเมื่อใดก็ไดส้ ง่ิ รบกวนชวี ิตใน ส่งิ แวดลอ้ มจาแนกออกเป็นภายใน ระหว่าง และภายนอก กล่าวคือ อาจเกิดขน้ึ ภายในและภายนอกบุคคล สง่ิ รบกวนชวี ติ ภายในบุคคล (intrapersonal stressor) เกิดขึน้ ภายในขอบเขต เชน่ ปฏกิ ริ ิยาตอบโต้ใน สถานการณต์ ่างๆส่งิ รบกวนชีวิตระหวา่ งบคุ คล ( intrapersonal stressor ) เปน็ ส่ิงรบกวนชีวิต ซ่งึ เกดิ ข้นึ ภายนอกขอบเขตของบคุ คลเปน็ ปฏสิ มั พันธท์ ่ีเกดิ ข้นึ ระหวา่ งบคุ คล เช่น การคาดหวงั ในบทบาทของบุคคล แบบแผนการติดต่อสื่อสารส่งิ รบกวนชวี ติ ภายนอกบคุ คล (extrapersonal stressor) เกิดขึน้ ภายนอก ขอบเขตของบคุ คล ในระยะไกล เชน่ นโยบายทางสังคม เศรษฐกิจ 8.2.3 สขุ ภาพ (Health of wellness) นวิ แมนมองวา่ สุขภาพอยู่บนความต่อเนื่องคนล่ะดา้ นกับความเจ็บป่วย สุขภาพของบุคคล นนั้ เท่ากับภาวะสมดุลสงู สุดของระบบ กล่าวคือ เปน็ ภาวะปกติสขุ (wellness state) สขุ ภาพของผ้รู ับบรกิ าร จะมกี ารเปลย่ี นแปลงระดบั อยใู่ นขอบเขตปกติอาจดีขึน้ หรือเลวลงไดต้ ลอดเวลา ตลอดชวี ิต เน่อื งจากปัจจยั ทางโครงสรา้ งพ้ืนฐานและความพงึ พอใจ หรอื ไมพ่ อใจในการปรบั ตัวตอ่ สิง่ รบกวนชวี ติ ซึง่ มอี ยใู่ นสิ่งแวดล้อมนิ วแมนมองสุขภาพในลักษณะทเี่ ปน็ พลังงานของการดารงชวี ติ ความต่อเนื่องของสขุ ภาพและความเจบ็ ป่วย หมายถึง มีพลังงานนาเขาอย่างตอ่ เนื่องระหว่างระบบกับสิ่งแวดล้อม การทาความเขา้ ใจสุขภาพ คือ การตัดสิน ผลของสิง่ รบกวนชีวติ ตอ่ บุคคลในลกั ษณะของระดบั ของพลังงานในตัวบุคคล บุคคลจะดาเนินชวี ิตไปสภู่ าวะ

48 สุขภาพดี เมื่อพลังงานถูกสร้างและเก็บสะสมเอาไวม้ ากกว่าการนาไปใช้ และเมื่อพลงั งานถกู สรา้ งและเก็บ สะสมเอาไวม้ ากกวา่ การนาไปใช้ และเมือ่ พลังงานถกู ใช้มากกว่าการสรา้ ง บุคคลจะเข้าสู่ภาวะเจบ็ ป่วยหรอื ถงึ แก่ชวี ิต 8.2.4 การพยาบาล (Nursing) เปา้ หมาย หรือความสนใจของพยาบาล คือ การรักษาความสมดลุ ของระบบของผรู้ บั บรกิ าร โดยการประเมินผลท่เี กดิ ขน้ึ หรอื อาจเกิดขนึ้ ของสิ่งรบกวนชีวติ ในสิง่ แวดล้อม และช่วยผู้รับบริการใหป้ รบั ตวั เขา้ สภู่ าวะปกตสิ ุขในระดบั สงู สุด ภาวะปกติสขุ ในระดบั สูงสุด หมายถงึ ภาวะสขุ ภาพที่ดที ่ีสุดทจ่ี ะเปน็ ไปไดใ้ น ชว่ งเวลาหนึ่งการปฏบิ ัตกิ ารพยาบาล คือ การรเิ ริ่มท่จี ะคงไวไ้ ดร้ ับ และดารงรักษาสขุ ภาพทีด่ ที ีส่ ดุ ของบุคคล โดยการใชก้ ารปอ้ งกนั 3 ชนิด ในการปฏบิ ตั เิ พื่อจะรักษาสมดุลของระบบ ในการรกั ษาสมดลุ ของระบบน้นั พยาบาลจะสรา้ งความสัมพนั ธ์เกย่ี วข้องระหว่างผูร้ บั บริการ สง่ิ แวดลอ้ ม สุขภาพ และการพยาบาลการป้องกัน ในฐานะการปฏบิ ัติการพยาบาล (Prevention as intervention) ซง่ึ อาจจะเป็นตอนที่เราทราบตน้ เหตขุ อง ความเครียด หรือบุคคลยังมสี ุขภาพดีแต่เสีย่ งตอ่ การเกิดการเจบ็ ป่วยแบ่งออกเปน็ การปอ้ งกนั ระยะแรก เป็นการคงไวซ้ ึง่ ภาวะปกติ โดยการป้องกนั แนวการปอ้ งกันของบุคคล ด้วยการเสรมิ สรา้ ง แนวยดื หยนุ่ ของการป้องกนั ตัว เป้าหมายของการป้องกนั ระยะแรก คือ การสง่ เสรมิ ภาวะ ปกติสขุ ของบุคคลโดยการป้องกันความเครียด หรือส่งิ รบกวนชีวิต และลดปจั จัยเสี่ยงตา่ งๆ การป้องกนั ระยะที่ 2 เป็นการรกั ษาพยาบาลตามอาการท่ปี รากฏ เพอ่ื ตอบโต้สิ่งรบกวนชีวิต เป็นการปอ้ งกนั โครงสรา้ งพื้นฐาน โดยการเสรมิ สร้างความแขง็ แรงของแนวตอ่ ต้าน มเี ป้าหมายอยูท่ ่ีการรกั ษา อาการท่ปี รากฏ เพื่อจะคงไว้เพือ่ ความสมดุลของระบบ และการคงไวซ้ ึ่งพลังงานของระบบ การปอ้ งกนั ระยะที่ 2 ไมส่ ามารถที่จะชว่ ยใหบ้ ุคคลปรบั ตัวใหม/่ ปรุงแต่งขึน้ ใหม่ บคุ ลจะถึงแกช่ ีวิต การป้องกันระยะท่ี 3 เปน็ การปฏบิ ตั เิ พือ่ ดารงภาวะปกติสุขในระดับสงู สดุ ของบุคคล โดยการ สรา้ งเสริมความแข็งแรงของตัวแปรต่างๆ และคงไวซ้ ่ึงพลังงานของระบบ การป้องกันระยะที่ 3 จะเร่ิมเมื่อ บคุ คลมกี ารปรุงแตง่ ขึ้นใหม่ (Reconstitution) ภายหลงั การรักษาพยาบาล กล่าวคือ เม่ือระบบเร่มิ เข้าสู่ภาวะ สมดลุ การปรุงแตง่ ขึน้ ใหมใ่ นระยะนี้ข้นึ อยู่กบั การใชแ้ หล่งทรัพยากรของบคุ คลในการป้องกันมใิ หป้ ฏิกริ ยิ าตอบ โตส้ ่งิ รบกวนชีวิตดาเนนิ ตอ่ ไปได้อีก ทงั้ นี้เปน็ การปรบั ตวั ต่อสิ่งรบกวนชวี ติ โดยการใช้ปัจจยั ตา่ งๆ และแหลง่ ทรพั ยากรทีม่ ีอยอู่ ยา่ งผสมผสานเพอ่ื ภาวะสมดลุ ของระบบ หรือการดารงภาวะปกตสิ ุข ผลของการปรุงแต่งข้นึ ใหม่ อาจทาใหบ้ คุ คลกลบั ส่ภู าวะสมดุล หรอื ภาวะปกตสิ ุขไดใ้ นระดับสูงสุดกว่าเดิมเทา่ เดิม หรอื ตา่ กว่าเดิม การปฏิบตั ิการพยาบาลทเี่ กิดข้นึ ในการป้องกันทั้ง 3 ระยะน้ัน จะใชก้ ลวธิ ีเชน่ ใดย่อมขึน้ อยูก่ ับ องค์ประกอบทีเ่ ก่ยี วข้อง ดังนี้ 1. ระดับของปฏิกริ ิยาตอบโต้ที่ระบบผรู้ บั บรกิ าร กระทาเพ่อื ตอบโตก้ บั ต้นเหตุของความเครียดทมี่ า กระทบ หากยงั ไม่มปี ฏิกิริยาตอบโตเ้ กดิ ขึน้ การปฏบิ ตั ิก็จะเป็นลักษณะของการปอ้ ง กันระยะแรก ถ้ามปี ฏิกริ ยิ า ตอบโตเ้ กิดข้ึนแลว้ การป้องกันระยะท่ี 2 ก็จะเกดิ ขนึ้ และหากว่ามกี ารสร้างข้นึ ใหมเ่ กดิ ข้นึ บา้ ง การป้องกัน ระยะท่สี ามจะต้องดาเนินควบคู่กันกับการป้องกันระยะท่ี 2

49 2. ทรัพยากร ในการปฏิบัติการพยาบาลตามแนวของนวิ แมนนัน้ พยาบาลจะตอ้ งวางแผนการปฏิบตั ใิ ห้ สอดคลอ้ งกบั ทรัพยากรทมี่ ีอยู่ในระบบผู้รับบริการ เพือ่ ใหเ้ ป้าหมายทตี่ ัง้ ไวบ้ รรลผุ ล 3. เป้าหมาย การปฏิบตั กิ ารพยาบาลในแต่ละระยะทีจ่ ะเกิดขนึ้ นั้นจะเรม่ิ ตน้ อยา่ งไรอะไรควรทา ก่อนหลังข้ึนอยู่กับการเรยี งลาดับจุดมุ่งหมายที่พยาบาลกาหนดไว้อะไรเป็นเป้าหมายเร่งด่วน เป้าหมาย ระดบั กลาง และเปา้ หมายระยะยาว 4. ผลทีค่ าดหวัง องค์ประกอบนีเ้ ปน็ ตวั กาหนดการปฏิบัติการได้ เนื่องจากหากพยาบาลประสงคจ์ ะ ให้ผลที่คาดหวงั เกิดขึน้ อยา่ งถาวร การวางแผนการปฏบิ ัตติ ้องกระทาอย่างต่อเน่ือง การปฏบิ ัตทิ งั้ 3 ระยะ อาจจะต้องกระทารว่ มกนั อยูเ่ สมอแยกเป็นระบบหรือเป็นช่วงไมไ่ ด้ เป็นต้น 9.วิจยั ที่เก่ียวข้อง นภชา สิงห์วรี ธรรม, วัชรพล วิวรรศน์ เถาว์พันธ,์ กติ ติพร เนาว์สุวรรณ, เฉลิมชัย เพาะบุญ, สุทธิศักด์ิ สุริรักษ์ (2563) ศึกษาการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID19) เปรียบเทียบการรับรู้โอกาสเส่ียงจากการปฏิบัติงาน การรับรู้ความรุนแรงของโรค และการรับรู้ของหน่วยงาน และความสัมพันธ์พฤติกรรมการป้องกันโรค COVID-19 ของทันตาภิบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นการ วิจัยเชิงสารวจ มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษา 1) การรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ของทันตาภิบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข 2) เปรียบเทียบการรับรู้โอกาสเส่ียงจากการ ปฏิบัติงาน การรับรู้ความรุนแรงของโรค และการรับรู้ของหน่วยงานเกี่ยวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ของทนั ตาภิบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จาแนกตามสถานที่ทางานและประสบการณ์ทางาน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่ทางาน และการรับรู้กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของทันตาภิบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ขนาดตัวอย่างจานวน 378 คน เคร่ืองมือที่ใช้ ไดแ้ ก่ แบบสอบถาม ผลการวจิ ัยพบวา่ พบว่า การรับรู้ของทันตาภิบาล มกี ารรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรสั โคโร นา 2019 จากการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมากที่สุดมีค่าเฉล่ียอยู่ท่ี 4.52 (SD= 0.39) การรับรู้ความรุนแรงของ โรคติดเชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยอยทู่ ่ี 4.61 (SD = 0.39) การรับรู้ของหน่วยงาน ต่อการดาเนินงานควบคุมโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยอยู่ท่ี 3.95 (SD = 0.68) พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของทันตาภิบาล ที่ปฏิบัติมากที่สุดคือ การสวมหน้ากาก อนามยั (Surgical mask) หรือหนา้ กากผา้ เมือ่ ออกจากบ้าน ร้อยละ 98.7 ส่วนการเปรยี บเทียบการรับร้โู อกาส เสี่ยงจากการปฏิบัติงาน การรับรู้ความรนุ แรงของโรค และการรับรู้ของหน่วยงานเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโร นา 2019 ของทันตาภิบาล จาแนกตามสถานที่ทางานและประสบการณ์ทางาน พบว่าทันตาภิบาลที่มีสถานท่ี ทางานต่างกันมีการรับรู้ของหน่วยงานต่อการดาเนินงานควบคุมโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ และทนั ตาภิบาล ที่มปี ระสบการณ์การทางานด้านทันตสาธารณสุขต่างกันมีการรับรู้ ความรุนแรงของโรคตดิ เช้อื ไวรัสโคโรนา 2019 แตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ และในส่วนความสัมพันธ์ ระหว่างสถานที่ทางานกับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของทันตาภิบาล

50 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ได้แก่ การรับประทานอาหารท่ีเพิ่งปรุงสุกใหม่ ๆ ด้วยความร้อน (กินร้อน) และการ หลกี เล่ียงเข้าสถานที่ที่มีบุคคลพลกุ พลา่ นหรอื แออดั ดวงธิดา ช่างย้อม, มุกดา เดชประพนธ์, พรทิพย์มาลาธรรม (2559) ศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเอง ของผู้สูงอายุที่ติดเช้ือทางเดินหายใจส่วนบน เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการ ดแู ลตนเองของผ้สู งู อายุ ที่ตดิ เช้อื ทางเดินหายใจส่วนบนทง้ั ดา้ นการไมใ่ ช้ยาและดา้ นการใชย้ า โดยใชท้ ฤษฏีการ ดแู ลตนเอง ของโอเร็มเปน็ กรอบแนวคิดในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นผ้สู ูงอายุท่ีมีอายุต้ังแต่ 60 ปีข้ึนไปที่ได้รับ การวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคติดเช้ือระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลทุติยภูมิแห่งหนึง่ ในกรุงเทพมหานคร คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จานวน 105 ราย ระหว่างเดือน ตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิตบิ รรยาย ผลการวิจัยพบวา่ กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการดูแลตนเองท้ังด้าน การไม่ใช้ยาและด้านการใช้ยา ด้วยรูปแบบและวิธีทหี่ ลากหลายผสมผสานกนั รวมทงั้ มกี ารแสวงหา ความชว่ ยเหลือจากเจ้าหนา้ ที่สขุ ภาพและ แหล่งบริการสุขภาพตลอดจนมีการป้องกันการแพร่กระจาย เช้ือโรคไปสู่บุคคลอ่ืนกลุ่มตัวอย่างเกือบท้ังหมด (ร้อยละ90)มีพฤติกรรมการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 71) มีการใช้ยาด้วยตนเองก่อนมาพบ แพทย์ซึ่งประมาณครึ่งหน่ึงเป็นยาท่ีไม่มี ใบสั่งยาจากแพทย์ส่วนใหญ่(ร้อยละ 63) แสวงหาความช่วยเหลือ เกี่ยวกบั การใช้ยาจากหลายแหล่ง ในขณะท่ีบางส่วน (รอ้ ยละ 10) ไม่สามารถประเมินความรุนแรงของอาการท่ี ต้องรีบมาพบแพทย์ พฤติกรรมท่ีพบส่วนน้อย ได้แก่ซ้ือยาใช้เองโดยไม่มีเภสัชกรแนะนา เพ่ิม ลดหรือหยุดยา ปฏิชีวนะ หรือยาต้านไวรัสเองส่วนพฤติกรรมด้านการป้องกัน พบว่า กลุ่มตัวอย่างประมาณ 2/3 ไม่ได้รับการ ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเช้ือทางเดินหายใจเป็นประจาทุกปีและมีเพียง 2 รายที่ได้รับวัคซีนป้องกัน โรคปอด อักเสบ ผลการศึกษาคร้ังนี้ช้ีให้เห็นว่าพฤติกรรมการใช้ยาด้วยตนเองของผู้สูงอายุท่ีติดเชื้อ ทางเดินหายใจ สว่ นบนมคี วามเส่ียงต่อการเกิดภาวะแทรกซอ้ นของโรค ปัญหาเชอ้ื ด้อื ยา การใช้ยาซ้า ซ้อนปฏิกิริยาระหวา่ งยา และอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาดังน้ันข้อมูลจากผลการวิจัยน้ีบุคลากร ด้านสุขภาพควรนาไปใช้ในการ พัฒนาแนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองเพ่ือการป้องกัน และการจัดการอาการของผู้สูงอายุเมื่อมี การติดเชอ้ื ทางเดินหายใจส่วนบนทเ่ี หมาะสม สกุลพร สงทะเล, แอนน์ จินะพงษ์สุสรรณ, สุคนธา ศิริ และสุรินธร กลัมพากร (2561) ศึกษาปัญหา ระบบทางเดินหายใจและสมรรถภาพปอดที่ส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพของพนังงานดับเพลิง การ วิจัย ภาคตัดขวาง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถสภาพปอดและปัญหาระบบทางเดินหายใจของพนักงานดับเพลิง กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานดับเพลิง จานวน 186 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและเครื่องสไปโรมิเตอร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติการ วิเคราะห์ถดถอยพหุโลจิสติก (Multiple Logistic Regression Analysis) และพิจารณาความเสี่ยงสัมพัทธ์ หลังจากควบคมุ ตัวแปรกวน (ORadj) ผลการศึกษาพบวา่ มีผู้อาการผดิ ปกติระบบทางเดินหายใจ ร้อยละ 65.1 และความผิดปกติของสมรรถภาพปอด ร้อยละ 6.5 แบ่งเป็นความผิดปกติแบบอุดกั้นร้อยละ 4.3 และแบบ จากัดการขยายตัวร้อยละ 2.2 พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการระบบทางเดินหายใจ ประกอบด้วย โรค ประจาตัวที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ การสูบบุหร่ี จานวนครั้งในการผจญเพลิงและการผจญเพลิงคร้ัง

51 สุดท้ายอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี .05 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับอาการทางเดินหายใจ พบผู้มีโรค ประจาตัวเกี่ยวข้องระบบทางเดินหาบใจ (ORadj =4.86, 95%Cl: 1.18-20.02) สูบบุหร่ี(ORadj=3.99, 95%Cl: 1.67-9.75) จานวนครั้งในการผจญเพลิง > 20 คร้ังต่อปี(ORadj=2.35, 95%Cl: 1.10-5.02) และ จานวนวันผจญเพลิงครั้งสุดท้าย < 90 วัน (ORadj=3.98, 95%Cl: 1.24-12.78) สรุปผลการวิจัยได้ว่า โรค จานวนตวั ที่เก่ียวข้องกบั ระบบทางเดนหายใจ พฤตกิ รรมการสูบบุหรี่ จานวนครั้งในการผจญเพลิงและการผจญ เพลิงคร้งั สดุ ท้าย มคี วามสัมพนั ธก์ ับระบบทางเดินหายใจ แนวพระจันทร์ ศรีหาวงศ์, กล้าเผชิญ โชคบารุง (2559) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ การรับรู้ ปัจจยั เส่ียง และคุณลักษณะ ทางประชากรกับพฤติกรรมป้องกนั การติดเช้ือปอดอักเสบของประชาชนวัยผใู้ หญ่ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เปน็ การวจิ ัยเชิงพรรณนา มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อศกึ ษาระดับความรู้โรค ปอดอักเสบ ระดับการรับรู้ปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเช้ือปอดอักเสบ ระดับพฤติกรรมการป้องกันการติดเช้ือปอด อักเสบ และความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้โรคปอดอักเสบ ระดับการรับรู้ปัจจัยเส่ียงต่อการติดเช้ือปอด อักเสบ และคุณลักษณะทางประชากรกับระดับพฤติกรรมการป้องกันการติดเช้ือปอดอักเสบของประชาชนวัย ผ้ใู หญ่ ใน สปป.ลาว กลุ่มตัวอยา่ งจานวน 104 คน โดยมเี กณฑก์ ารคัดเข้า ได้แก่ มีอายุระหว่าง 18-60 ปี มีชื่อ ในสาเนาทะเบียนบ้าน และส่ือสารด้วยการพูดได้ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า พบว่า สว่ นใหญ่เป็นเพศหญงิ จานวน 84 คน ร้อยละ 80.8 อายุ 30-45 ปี มากทสี่ ุดร้อยละ 68.3 มีการศึกษาในระดับ ประถมศกึ ษา ร้อยละ 34.6 ส่วนใหญม่ ีอาชพี รับจ้างมากท่ีสดุ รอ้ ยละ 34.6 และไม่มโี รคประจาตัว รอ้ ยละ 61.5 ระดับคะแนนความรู้โรคปอดอกั เสบของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ระดับปานกลาง ร้อยละ 78.8 ระดับคะแนน การรับรู้ปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเช้ือปอดอักเสบส่วนใหญ่ระดับปานกลาง ร้อยละ 96.7 ระดับพฤติกรรมการ ป้องกันการติดเช้ือปอดอักเสบ โดยรวมระดับดีร้อยละ 20.2 ระดับปานกลางร้อยละ 44.2 ระดับต่าร้อยละ 35.6 ส่วนรายด้าน ด้านการเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายระดับพฤติกรรมระดับดีร้อยละ 25.0 ระดับ ปานกลางร้อยละ 61.5 ระดับต่าร้อยละ 13.5 ด้านการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงระดับพฤติกรรมระดับดีร้อยละ 26.0 ระดับปานกลางร้อยละ 61.5 ระดับต่าร้อยละ 12.5 และด้านการจัดการส่ิงแวดล้อมระดับพฤติกรรม ระดับดีร้อยละ 25.0 ระดับปานกลางร้อยละ 66.3 ระดับต่าร้อยละ 8.7 และการรับรู้ปัจจัยเส่ยี งต่อการตดิ เช้ือ ปอดอักเสบมคี วามสมั พันธ์กบั พฤตกิ รรมการป้องกนั การติดเช้อื ปอดอกั เสบโดยรวมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิต ธานี กลอ่ มใจ, จรรยา แก้วใจบุญ, ทักษกิ า ชัชวรตั น์ (2563) ศึกษาความร้แู ละพฤติกรรมของ ประชาชนในเร่อื งการปอ้ งกนั ตนเองจากการติดเชื้อไวรสั โคโรนาสายพนั ธ์ุใหม่ 2019 (COVID 19) และศกึ ษา ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งความรแู้ ละพฤติกรรมของประชาชนในเรอ่ื งการป้องกนั ตนเองจากการติดเช้ือไวรัส โคโร นาสายพนั ธ์ุใหม่ 2019 จากประชาชนในเขตตาบลบ้านสาง อาเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นการวจิ ยั เชงิ สารวจ มวี ตั ถุประสงคเ์ พื่อศึกษา 1)เพื่อศึกษาความรูแ้ ละพฤติกรรมของ ประชาชนในเรือ่ งการปอ้ งกันตนเองจากการ ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุใ์ หม่ 2019 2)เพื่อศึกษาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งความรู้ และพฤติกรรมของประชาชน ในเรอ่ื งการปอ้ งกันตนเองจากการตดิ เชอ้ื ไวรัสโคโรนาสายพันธใุ์ หม่ 2019 ขนาดกลุ่มตวั อย่างจานวน 150 คน โดยมเี กณฑ์การคัดเขา้ และส่มุ อย่างงา่ ย คือ ประชากรทีม่ ีอายุต้ังแต่ 20-60 ปี ท่ีไม่มภี าวะทางสขุ ภาพจิต สามารถพดู อ่าน หรอื ฟงั ภาษาไทยเข้าใจ และยินดีให้ข้อมลู การวจิ ยั เครื่องมอื ท่ใี ช้ ได้แก่ แบบสอบถาม

52 ผลการวจิ ัยพบว่า พบวา่ สว่ นใหญเ่ ปน็ เพศหญงิ รอ้ ยละ 77.3 อายุ 51-60 ปี มากทีส่ ดุ จบการศกึ ษาในระดบั ประถมศึกษา ร้อยละ 70.0 สมรสแล้ว รอ้ ยละ 74.7 ไมไ่ ดป้ ระกอบอาชีพ รอ้ ยละ 36.0 และส่วนใหญม่ โี รค ประจาตัวเป็นความดันโลหติ สูง รอ้ ยละ 29.3 สว่ นใหญ่ได้รบั ขอ้ มูลขา่ วสารจากโทรทศั น์ ร้อยละ 84.7 ระดับ ความรู้ท่ัวไปเกย่ี วกบั โรคของกลุ่มตัวอย่าง อย่รู ะดับมาก ร้อยละ 100 ระดับความรูเ้ ก่ยี วกับการติดเช้ือของกลุ่ม ตัวอย่าง อยรู่ ะดบั มาก ร้อยละ 100 ระดับความรเู้ กยี่ วกบั การระบาดของเชือ้ ของกล่มุ ตัวอย่าง อยรู่ ะดบั มาก รอ้ ยละ 100 ระดับพฤติกรรมการป้องกนั ตนเองจากการตดิ เชอื้ ไวรสั โคโรนา สายพันธใ์ุ หม่ 2019 ภาพรวมอยู่ ในระดบั มาก (������̅=1.61, SD = 0.28) พิจารณารายข้อ พบว่า ขอ้ ที่มคี ะแนนน้อยท่สี ุด คือ ลา้ งมอื ดว้ ยเจล แอลกอฮอลค์ วามเขม้ ขน้ อย่างน้อย 70% เมื่อต้องออกไปทีส่ าธารณะ ( ������̅= 1.03, SD = 0.67) หากไม่มี กระดาษทิชชู เมอื่ ไอ จาม ตอ้ งปิดปากจมูกโดยยกแขนข้างใดขา้ งหนึง่ มาจับไหล่ตนเอง ฝ่งั ตรงข้ามใชม้ มุ ข้อศอกและตน้ แขนด้านในปิดปากปดิ จมูก แทนการใชอ้ ุง้ มอื ปิดปากจมูก (������̅=1.16,SD = 0.76) ล้างมือทา ความสะอาดด้วยสบทู่ ุกคร้ังหลังสมั ผสั เงนิ เหรียญหรอื ธนบตั ร (������̅= 1.23, SD = 0.68) และเมื่อมีอาการ เจบ็ ป่วย ท่านนอนแยกห้องกับบคุ คลอืน่ ในบา้ น (������̅= 1.29, SD = 0.69) และความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับ พฤติกรรมการป้องกนั โรคที่เกิดจากเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID 19) พบว่ามคี วามสมั พนั ธ์ทางบวกอยู่ใน ระดบั ปานกลาง (r = .327) อย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับใด (p-value = .000) นภชา สิงห์วรี ธรรม, วัชรพล วิวรรศน์ เถาว์พนั ธ์, กิตติพร เนาวส์ วุ รรณ, เฉลิมชัย เพาะบุญ และสทุ ธิ ศักดิ์ สุริรกั ษ์ (2563) ศึกษาการรบั รูแ้ ละพฤตกิ รรมการป้องกนั โรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เปรียบเทียบการรับรโู้ อกาสเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน การรบั รู้ความรนุ แรงของโรค และการรบั รขู้ องหน่วยงาน และ ความสมั พันธพ์ ฤติกรรมการป้องกันโรค COVID-19 ของทันตาภิบาล สงั กัดกระทรวงสาธารณสขุ จานวน 378 คน เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ ได้ค่าความเชอื่ มน่ั สัมประสิทธ์ิ แอลฟ่าของครอนบาค ระหว่าง 0.70-0.86 และพฤติกรรมการป้องกนั โรค ไดค้ ่า KR20 เท่ากบั 0.70 วเิ คราะหข์ ้อมลู โดยใช้สถิติเชงิ พรรณนา สถิติ Independent t-test และสถิติ Chi–square test ผลการศึกษา พบว่าการรับรู้โอกาสเส่ยี ง จากการปฏิบัตงิ านและการรับรู้ความรนุ แรงของโรค COVID-19 อยใู่ นระดับมากทส่ี ุด ส่วนการรบั ร้ขู อง หน่วยงานต่อการดาเนนิ งานควบคมุ โรคอย่ใู นระดบั มาก สาหรับทนั ตาภบิ าล ทมี สี ถานท่ีทางานตา่ งกันมีการ รับรู้ของหน่วยงานต่อการดาเนนิ งานควบคมุ โรค COVID-19 แตกต่างกนั ในขณะท่ี ทันตาภบิ าลมีประสบการณ์ การทางานด้านทันตสาธารณสุขตา่ งกันมีการรับรคู้ วามรนุ แรงของโรค COVID-19 แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ ทางสถติ ิทรี่ ะดบั 0.01 และ 0.05 ตามลาดับ นอกจากนีส้ ถานทท่ี างานของทนั ตาภิบาล มีความสมั พันธ์กับ พฤติกรรมการป้องกนั โรค COVID-19 ในประเดน็ การรบั ประทานอาหารที่เพง่ิ ปรงุ สุกใหม่ๆ ดว้ ยความร้อน (X2 = 4.985, p-value = 0.026) และการหลีกเล่ียงเขา้ สถานที่ทมี่ ีบุคคลพลกุ พลา่ นหรอื แออัด (X2 = 6.538, p- value = 0.011) อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิทรี ะดับ 0.05 รวมทง้ั การรบั รมู้ ีความสัมพนั ธท์ างบวก ในระดับต่า มากกบั พฤติกรรมการป้องกนั โรค COVID-19 ของทนั ตาภบิ าลอย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดบั 0.01 ดงั น้นั ควรมกี ารเตรียมความพร้อมและความรใู้ ห้กับทนั ตาภิบาลในทุกหนว่ ยงาน เกย่ี วกบั การป้องกนั ตวั เองสาหรับ การป้องกนั โรคตดิ เชอ้ื จากการปฏิบัตงิ านประจา

53 นพรดา เมธาสุวภัทร, ประไพวรรณ ด่านประดษิ ฐ์, ศิริเกษม ศริ ิลักษณ์ (2552) ศึกษาผลการใช้ โปรแกรมการดูแลตามการประยุกต์ทฤษฎกี ารพยาบาลของนิวแมนต่อพฤติกรรมการดแู ลตนเอง และอาการ หอบกาเริบซ้าของผู้ป่วยผูใ้ หญ่โรคหอบหดื ทมี่ ารับการรักษาทโี่ รงพยาบาลเขาค้อ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ เป็นการ วิจัยกง่ึ ทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพ่อื เปรียบเทียบพฤติกรรมการดแู ลตนเองและจานวนวนั ท่ีเกิด อาการหอบกาเริบซา้ ของผู้ป่วยโรคหอบหดื ในกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังทดลอง 2) เพือ่ เปรียบเทยี บพฤติกรรม การดูแลตนเองและจานวนวนั ท่ีเกดิ อาการหอบกาเรบิ ซ้าของผู้ป่วยโรคหอบหดื ระหวา่ งกลุ่มทดลองและกลุม่ ควบคมุ ขนาดกล่มุ ตวั อย่างเป็นผปู้ ่วยผู้ใหญ่โรคหอบหดื อายุระหว่าง 20-59 ปี ท่ีอาศยั ในพื้นที่อาเภอเขาค้อ จังหวดั เพชรบูรณ์ และมารับการตรวจรักษาและข้ึนทะเบยี นที่โรงพยาบาลเขาคอ้ ตั้งแตเ่ ดือน ตลุ าคม พ.ศ. 2549 – เมษายน พ.ศ. 2551 จานวน 52 คน แบง่ เปน็ กล่มุ ทดลอง 26 คนและกลมุ่ ควบคุม 26 คน เครื่องมอื ที่ ใชใ้ นการวจิ ัย ประกอบดว้ ยส่วนท่ี 1 โปรแกรมการดแู ลผปู้ ่วยโรคหอบหืดตามทฤษฎกี ารพยาบาลของนิวแมน และส่วนท่ี 2 แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองส่วนใหญ่มอี ายุอยู่ในช่วง 50-59ป (รอ้ ยละ38.46) กลมุ่ ควบคุมส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง40-49 ปี (ร้อยละ 38.46) กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคมุ เปน็ เพศหญิงและ ชายในจานวนเท่ากนั คือ เพศหญิง(ร้อยละ 88.46) และเพศชาย (รอ้ ยละ11.54) ส่วนใหญ่อาชีพเกษตรกรรม และอาชีพรับจา้ งในจานวนเท่ากนั คอื อาชพี เกษตรกรรม (ร้อยละ 42.31) และอาชพี รบั จา้ ง (รอ้ ยละ 42.31) กลุ่มทดลองและกล่มุ ควบคุมมีระดบั ความรุนแรงของโรคระดับหอบนาน ๆ ครั้ง (ระดบั 1) ในจานวนที่เท่ากัน (รอ้ ยละ 15.38) และระดับหอบเลก็ น้อย (ระดบั 2) ในจานวนทเ่ี ทา่ กนั (ร้อยละ 84.62) ผลการศึกษากล่มุ ทดลองมีพฤตกิ รรมการดูแลตนเองของหลงั การทดลองดีกว่าก่อนการทดลอง อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05 สว่ นจานวนวนั ทเี่ กดิ อาการหอบกาเรบิ ซ้าหลงั การทดลอง ลดลงกว่ากอ่ นการทดลองอย่างมีนัยสาคญั ทาง สถิติทรี่ ะดับ .05 ในขณะกลมุ่ ควบคมุ มีพฤติกรรมการดแู ลตนเอง และจานวนวันทีเ่ กิดอาการหอบกาเรบิ ซ้า ก่อนและหลงั การทดลองไมแ่ ตกตา่ งกนั และกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการดูแลตนเองสงู กว่ากล่มุ ควบคมุ อย่างมี นัยสาคญั ที่ .05 และจานวนวันทเี่ กดิ อาการหอบกาเรบิ ซ้าของกลมุ่ ทดลองต่ากว่ากลมุ่ ควบคุมอย่างมีนยั สาคัญ ทางสถิตทิ ่ี .05 พษิ ณุ อภิสมาจารโยธิน (2559) ศึกษาปจั จยั ท่ีมีความสัมพันธก์ บั พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ตามยุทธศาสตรเ์ มืองไทยแข็งแรงของนกั ศึกษาระดบั ปรญิ ญาตรี มหาวทิ ยาลัยในจงั หวัดนครปฐม มี วัตถปุ ระสงค์เพ่อื ศึกษาปัจจัยทมี่ คี วามสัมพนั ธ์ กับพฤติกรรมการดูแลสขุ ภาพตนเอง ทัง้ ปัจจยั ส่วนบคุ คล และ ปจั จัยเสรมิ ซึง่ ประชากรไดแ้ ก่ นกั ศึกษาระดบั ปริญญาตรี มหาวทิ ยาลัยในจงั หวัดนครปฐมจานวน 37524 คน โดยใชว้ ธิ ีสุม่ ตวั อย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ไดก้ ลมุ่ ตวั อยา่ ง 396 คน ผลการวจิ ยั พบว่า 1.นักศึกษามคี วามตระหนักเรื่องสุขภาพในระดบั มาก โดยส่วนใหญม่ คี วามรเู้ รื่องสขุ ภาพอยู่ในระดับมาก มี อารมณ์ความรู้สกึ เร่ืองสขุ ภาพสุขภาพระดับมาก และมีแนวโน้มของการกระทาระดับปานกลาง 2. นักศกึ ษามี การจงู ใจจากครอบครัวเรือ่ งสุขภาพระดับมากและการจงู ใจจากเพ่ือนระดับปานกลาง 3.นกั ศึกษามีพฤติ กรมการดูแลสขุ ภาพตนเองตามยทุ ธศาสตรเ์ มืองไทยแข็งแรงในระดบั ปานกลางโดยพฤติกรรมการดแู ลตนเอง ในดา้ นอารมณแ์ ละอบายมุขอยใู่ นระดบั มาก สว่ นการดูแลสุขภาพของตนเองในด้านอาหาร โรคยา อนามยั สิ่งแวดล้อม และออกกาลงั กาย อยู่ในระดบั ปานกลาง

54 4.ปจั จยั สว่ นบุลคลไดแ้ ก่ เพศ อายุ ภมู ิลาเนาท่ีพกั อาศัยในปัจจุบนั และ สถานะทางเศรษฐกิจ มีความสมั พันธ์ กบั พฤตกิ รรมการดูแลสุขภาพตนเองตามยุทศาสตรเ์ มอื งไทยแขง็ แรง อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิที่ระดับ .01 สว่ นภูมลิ าเนาเดมิ และโรคประจาตวั ไม่มีความสมั พันธก์ บั พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง 5.ปัจจยั เสรมิ ไดแ้ ก่ ความตระหนกั เรื่องสขุ ภาพ การจูงใจจากครอบครัว และการจูงใจจากเพ่ือนในเร่ือง สุขภาพ มคี วามสมั พันธ์หับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ตามยทุ ธศาสตรเ์ มืองไทยแขง็ แรงของนกั ศึกษา อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .01 6.ปัจจยั เกื้อหนนุ ได้แก่ บริบทของสถานศึกษาท่ีตา่ งกัน คือ มหาวทิ ยาลัยทีเ่ นน้ ด้านวทิ ยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี และส่งิ แวดล้อม และมหาวทิ ยาลยั ท่ีเน้นดา้ นศลิ ปศาสตร์ สังคมศาสตร์มีพฤตกิ รรมการดแู ลสุขภาพตนเองตาม ยทุ ธศาสตร์เมอื งไทยแขง็ แรงแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิที่ระดบั .05 จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง พบว่าพฤติกรรมการป้องกันและการดูแล ตนเองจากการป้องกันการติดเช้ือมีความแตกต่างกันไปทั้งปัจจัยในด้านอายุ อาชีพ โรคประจาตัวหรือ ความเครียด และพฤติกรรมการป้องกันและการดูแลตนเองมีความสัมพันธ์กับปัจจัยอ่ืนๆ อีกท้ังยังมีการ ศึกษาวิจัยถึงการป้องกันโรคทางเดินระบบหายใจหลากหลายโรค ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาพฤติกรรมป้องกันและ ดแู ลตนเองจากโรค COVID-19 ของนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร

กรอบแนวคิดการวจิ ยั แนวปอ้ งกันยดื หยนุ่ 55 (Flexible line of defense) แนวป้องกนั ช้ันท่ี 2 แนวป้องกันชัน้ ในสุด เปน็ แนวปอ้ งกันปกติ แนวป้องกันปกติ เปน็ แนวปอ้ งกนั ตอ่ ตา้ น (Normal line of (Normal line of defense) (Line of resistance) เปน็ สง่ิ defense) ถดั จากแนว ทีอ่ ย่ภู ายในบคุ คล จะถูก ยดื หยนุ่ ลอ้ มรอบแนว แนวป้องกนั ตอ่ ต้าน กระตุ้นให้ทางาน โดย ปอ้ งกนั ตอ่ ตา้ น แนว (Line of resistance) สิง่ รบกวนทีผ่ ่านแนวป้องกนั ป้องกันปกตินี้ จะแสดงถงึ ปกตเิ ขา้ มา แนวปอ้ งกัน ภาวะหรอื ระดบั ความปกติ โครงสร้างพ้ืนฐาน ตอ่ ตา้ นจะประกอบไปดว้ ย สขุ ของคนแนวป้องกนั ปกติ ปัจจยั ต่างๆ ทัง้ ทร่ี ู้จักและไม่ เปน็ มาตรฐาน รจู้ ัก ทาหน้าทีค่ ้าจนุ การรักษาภาวะสมดลุ ของ บคุ คล โดยไดร้ ับอทิ ธพิ ล โครงสร้างพนื้ ฐาน ในท่นี ี้ จากตวั แปรตา่ งๆ ของ หมายถงึ ระบบ สิง่ รบกวนใดๆ ก็ - อาการไอ ไอแห้ง อาจก่อให้เกิดปฏกิ ริ ยิ าใน - อณุ หภมู ริ า่ งกาย 37.5 องศา ระบบได้ ในทีน่ ี้หมายถึง เซลเซียสขนึ้ ไป - RR > 25 คร้งั ตอ่ นาที - โรคประจาตวั - Chest X-ray ผล infiltration - อายุ - WBC < 4000 cells/mm3 - Platelet < 150000 เกร็ดต่อ วงกลมชั้นนอกสดุ เปน็ แนวป้องกนั ยืดหยนุ่ (Flexible line of defense) ทาหนา้ ที่ ไมโครลติ ร ป้องกนั ส่งิ รบกวนชวี ิต มิใหเ้ ขา้ ไปรบกวนบุคคล ถึงแนวปอ้ งกันชน้ั ใน แนวยืดหย่นุ นีม้ ี - คา่ ความอมิ่ ตวั ออกซเิ จนใน ความเป็นพลวตั (dynamic) มากกว่าคงตัว (stable) และสามารถเปล่ยี นแปลง ได้ ปอด > 90% ชวั่ ขณะ ระยะเวลาสั้นในทน่ี ้หี มายถงึ พฤตกิ รรมการดแู ลตนเอง ไดแ้ ก่ การลา้ งมือ การสวม หน้ากากป้องกนั การรบั ประทานอาหารสขุ สะอาด การเว้นระยะหา่ งทางสงั คม และการ ตดิ ตามความรูเ้ ก่ียวกบั COVID-19

56 บทที่ 3 วธิ ดี าเนินการวิจยั การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา พฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ของนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัย นเรศวร ประชากรและกลุม่ ตัวอย่างทศ่ี ึกษา ประชากร ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือ นิสิตคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร ช้ันปีท่ี 1-4 ปีในปีการศึกษา 2563 ในการศึกษาครั้งนี้มีเกณฑ์ในการเลือกประชากร คือ ต้องเป็นบุคคลได้ ลงทะเบียนเรียนในปีการศึกษา 2563 ของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ทงั้ เพศชายและเพศหญิง จานวน 4 ชั้นปี ไดแ้ ก่ นิสติ คณะพยาบาลศาสตร์ช้นั ปีที่ 1 จานวน 120 คน นิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ชน้ั ปที ี่ 2 จานวน 142 คน นิสติ คณะพยาบาลศาสตร์ชน้ั ปที ่ี 3 จานวน 116 คน นสิ ติ คณะพยาบาลศาสตรช์ น้ั ปที ี่ 4 จานวน 125 คน รวมจานวนทัง้ หมด 503 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี คือ นิสิตคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร ชัน้ ปีที่ 1-4 ปีการศึกษา 2563 โดยคานวณขนาดกลมุ่ ตัวอย่างจากการคานวณของ บุญธรรม กิจปรีดาบรสิ ุทธิ์, 2535 ท่ีระดบั ความคลาดเคล่ือน .05 ซ่งึ มีสตู รการคานวณในการหากล่มุ ตัวอย่าง ดังนี้ 400N สูตร n= 399+N เม่ือ n = ขนาดกลมุ่ ตัวอยา่ ง N = จานวนประชากรเป้าหมาย 400(503) แทนค่า n = 399+503 n = 224 ดังน้นั การวจิ ยั ครั้งนี้จะไดก้ ลุ่มตัวอย่างจานวน 224 คน

57 เกณฑค์ ดั เข้า (Inclusion Criteria) 1. นสิ ิตพยาบาลท่ีมอี ายุ 20 ปีขึ้นไป และที่มอี ายุไมค่ รบ 20 ปีบริบรู ณ์ โดยผูเ้ ข้าร่วมวิจัยที่มีอายุนอ้ ย กวา่ 20 ปบี ริบรู ณ์ ต้องได้รบั การยนิ ยอมเข้าร่วมโครงการจากผู้ปกครอง 2. เปน็ ผมู้ สี ตสิ ัมปชัญญะครบถว้ น ไม่มคี วามบกพร่องดา้ นการได้ยนิ สามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้ 3. อาสาสมัครยินยอมเข้าร่วมโครงการโดยความสมัครใจและมีการลงนามเข้ารว่ มโครงการวจิ ัยอย่าง เป็นลายลักษณ์อักษร เกณฑก์ ารคัดออก (Exclusion Criteria) 1. มีภาวะเจบ็ ป่วยกะทันหนั ไม่สามารถให้ขอ้ มลู ได้ 2. ลาออกหรอื มกี ารย้ายออกจากพ้นื ทก่ี ารวจิ ยั ในระหว่างการดาเนินการวจิ ยั วธิ กี ารคัดเลือกกลมุ่ ตวั อย่าง ในการศึกษาคร้ังนี้เกบ็ ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างมา 503 คน จากนั้นใช้วธิ ีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้วิธีจับสลากโดยการสุ่มแบบไม่มีการใส่คืน (Sampling without replacement) สุม่ อย่างง่ายจาก 503 คน ให้เหลือกลุ่มตวั อย่างตามท่ีคานวณไว้ 224 คน เพ่อื ให้ได้ตัวแทนท่ีดี ท่ีสุดของกลุ่มประชากรและได้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบช้ันภูมิตามสัดส่วน (Stratified Random Sampling) เพอ่ื คัดเลอื กจานวนตวั อย่างในแต่ละกลมุ่ โดยใชส้ ตู รดังนี้ จานวนตัวอยา่ งในแต่ละชัน้ ปี= จานวนขนาดของกลุม่ ตัวอย่างทงั้ หมด×จานวนประชากรในแต่ละชน้ั ปี จานวนประชากรทง้ั หมด แทนค่าในสตู รไดจ้ านวนกลุ่มตวั อยา่ งแต่ละชั้นปีดงั น้ี ชั้นปที ี่ 1 แทนคา่ สูตร 224×120 = 53 คน จานวนตวั อย่างในชัน้ ปีท1ี่ = 503 ช้ันปที ่ี 2 แทนคา่ สูตร จานวนตัวอยา่ งในชั้นปที ี่2 224×142 = 64 คน = 503 ชน้ั ปที ี่ 3 แทนคา่ สูตร

58 จานวนตวั อย่างในชั้นปีท่ี3 = 224×116 = 52 คน 503 ชั้นปีที่ 4 แทนคา่ สตู ร จานวนตวั อยา่ งในชัน้ ปีท4่ี 224×125 = 55 คน = 503 ตาราง4 ตารางสรปุ จานวนประชากรและจานวนกลุ่มตัวอยา่ งในแต่ละชั้นปีทใ่ี ชศ้ กึ ษา ประชากร จานวน กล่มุ ตวั อยา่ ง นิสติ คณะพยาบาลศาสตรช์ นั้ ปีท่ี 1 120 53 นิสติ คณะพยาบาลศาสตรช์ น้ั ปที ี่ 2 142 64 นิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปที ่ี 3 116 52 นิสิตคณะพยาบาลศาสตรช์ น้ั ปีที่ 4 125 55 รวม 503 224 เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจยั เครอื่ งมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ยั มีทง้ั หมด 1 ชดุ จานวน 2 ตอน คอื ตอนท่ี1 ข้อมูลทั่วไป มีลักษณะเป็นแบบเติมคาและเลือกตอบ ประกอบด้วยข้อคาถาม เกย่ี วกบั เพศ อายุ ระดับช้นั ปี โรคประจาตัว ประวัตกิ ารเดนิ ทางออกนอกประเทศหรือพืน้ ที่กลุม่ เสย่ี ง ตอนท่ี2 แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อการป้องกันการติดเช้ือ COVID-19 มี จานวน 27 ข้อ ผู้วิจัยสร้างโดยศึกษากรอบแนวคิดของนิวแมน และผู้วิจัยสร้างข้อคาถามเองจานวน 13 ข้อ รวมกับท่ีพัฒนามาจากแบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมของประชาชนเรื่องการป้องกันตนเอง จากการติด เชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่2019 (ธานี กลอ่ มใจ, จรรยา แก้วใจบุญ และ ทักษกิ า ชัชวรัตน,์ 2563) จานวน 6 ข้อ และแบบสอบถามการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชอื้ ไวรัสโคโรนา 2019 (นภชา สิงห์วีรธรรม และคณะ, 2563) จานวน 8 ข้อ ลักษณะแบบสอบถามเป็นข้อคาถามถึงพฤติกรรมการดูแลตนเองของกลุ่ม ตัวอย่างว่ามีพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเช้ือ COVID-19 ได้ดีมากน้อยเพียงใดในช่วง สถานการณ์การระบาดของเช้ือ COVID-19 คาตอบเป็นแบบลักษณะคาถามเป็นลักษณะปลายปิด (Close Ended Question) โดยให้เลือกตอบเพียงคาตอบเดียว แบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ ตามหลักการของลเิ คริ ์ท ดงั น้ี

59 5 หมายถึง เป็นประจาปฏบิ ัติ 7 ครง้ั /วัน 4 หมายถึง บ่อยคร้ังปฏบิ ัติ 5-6 คร้งั /วนั 3 หมายถงึ นาน ๆ คร้งั ปฏิบัติ 3-4 ครง้ั /วนั 2 หมายถงึ บางคร้งั ปฏิบัติ 1-2 ครงั้ /วัน 1 หมายถึง ไมเ่ คยเลยไม่เคยปฏบิ ตั เิ ลย โดยคะแนนที่ได้รับจะนามาวิเคราะห์และแปลผลของค่าเฉลี่ย โดยใช้เกณฑ์ของเบสท์ (Best, 1977, p.14) ในการให้คะแนนแตล่ ะระดับ ดังน้ี จากสตู ร พสิ ยั อนั ตรภาคชนั้ = จานวนชน้ั อนั ตรภาคช้ัน = คะแนนสูงสุด−คะแนนต่าสดุ จานวนชั้น 5-1 =5 = 0.80 ตาราง5 ตารางแสดงเกณฑก์ ารแปลผลคะแนนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง คะแนนเฉลยี่ ความหมาย 4.21-5.00 เป็นประจา หมายถึง มพี ฤติกรรมการดแู ลสขุ ภาพระดับมากท่สี ดุ 3.41-4.20 บ่อยคร้งั หมายถึง มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพระดบั มาก 2.61-3.40 นาน ๆ ครัง้ หมายถงึ มีพฤติกรรมการดูแลสขุ ภาพระดับปานกลาง 1.81-2.60 บางคร้ัง หมายถึง มีพฤติกรรมการดูแลสขุ ภาพระดบั น้อย 1.00-1.80 ไม่เคยเลย หมายถึง มีพฤติกรรมการดูแลสขุ ภาพระดับน้อยท่สี ดุ วธิ ีการสร้างเครอื่ งมือ การสรา้ งเครอื่ งมอื มีขน้ั ตอนดังต่อไปนี้ 1. ศึกษาค้นคว้าแนวความคิด ทฤษฎีเอกสารและวรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้อง ตาราวิชาการ วารสาร วทิ ยานพิ นธ์ และงานวิจัยทีเ่ กย่ี วข้อง ใหค้ รอบคลมุ ตามประเดน็ ท่ตี ้องการ

60 2. สร้างแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเช้ือ COVID-19 มี วธิ ีการดังนี้ 2.1 ศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการสร้างแบบสอบถาม จากแนวคิด ตารา เอกสารและ วรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดูแลในการป้องกันการติดเช้ือ COVID-19 โดยการรวบรวมคาสาคัญของ แนวคิดที่ศึกษามาเขียนเป็นคาจากัดความ จากน้ันสร้างข้อคาถามให้มีความครอบคลุมและสอดคล้องกับ พฤติกรรมดแู ลในการป้องกนั การติดเชอื้ COVID-19 2.2 สร้างขอ้ คาถามพฤตกิ รรมการดูแลตนเองในการปอ้ งกันการติดเชื้อ COVID-19 และผู้วิจัยสร้างข้อคาถามเองจานวน 13 ข้อ ร่วมกับท่ีพัฒนามาจากแบบสอบถามความรู้และ พฤติกรรมของประชาชนเร่ืองการป้องกันตนเอง จากการติดเช้ือไวรัสโคโรนา สายพันธ์ุใหม่2019 (ธานี กล่อม ใจ, จรรยา แก้วใจบุญ และ ทักษิกา ชัชวรัตน์, 2563) จานวน 6 ข้อ และแบบสอบถามการรับร้แู ละพฤตกิ รรม การป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (นภชา สิงห์วีรธรรม และคณะ, 2563) จานวน 8 ข้อ ซึ่งในที่นี้รวม แบบสอบถามทง้ั ฉบับ ได้ 27 ขอ้ 3. นาข้อคาถามทั้ง 27 ข้อ เสนอให้อาจารย์ที่ปรึกษาและทาการปรับให้เหมาะสมตามที่ อาจารย์ท่ปี รึกษาแนะนา 4. หลังจากอาจารย์ท่ีปรึกษาเสนอแนะและผู้วิจัยได้ปรับแบบสอบถามท้ัง 27 ข้อ เสร็จ เรียบร้อยแล้ว จึงได้จัดเตรียมชุดเอกสารแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ท้ัง5ท่านเพื่อหาความ ตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) การตรวจสอบคณุ ภาพเคร่ืองมือ 1. การหาความตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) ผู้วิจัยนาเครื่องมือทีผ่ ู้วิจัยสร้างขึ้นให้อาจารย์ที่ ปรึกษาตรวจและทาการแก้ไขแล้วนาไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิท่ีจานวน 5 ท่าน ได้แก่ 1) ผศ.แสงหล้า พลนอก 2) ผศ.ดร.เชาวนี ล่องชูผล 3) ดร.กมลรจน์ วงษจ์ ันทร์หาญ 4) ผศ.ดร.จิรารัตน์ หรือตระกลู 5) ดร.แสงเดือน อภริ ัตนวงษ์ ในการพิจารณาตรวจสอบความตรงเชงิ เน้ือหา จากน้ันรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะหด์ ัชนีความสอดคล้องระหว่าง รายการ ข้อคาถามกับวัตถปุ ระสงค์การวิจยั ดว้ ยค่า IOC (Index of Item Objective Congruence) วิเคราะห์หาค่าความเท่ียงตรงของแบบสอบถามโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถาม กับ แบบสอบถามกับวัตถุประสงคข์ องการวิจยั (Index of Item Objective Congruence) ซง่ึ สตู รของ IOC มีดังน้ี (ลัดดาวัลย์ เพชรโรจนแ์ ละอจั ฉรา ชานิประศาสน์, 2547, น.145-146) R IOC = N

61 เมือ่ IOC แทน ดชั นคี วามสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence)  แทน ผลรวมคะแนนความคดิ เห็นของผู้เชย่ี วชาญ R แทน คะแนนความคิดเห็นของผูเ้ ชย่ี วชาญแต่ละข้อ N แทน จานวนผู้ทรงคุณวฒุ ิ สาหรบั เกณฑ์การให้คะแนน มดี ังนี้ +1 หมายถึง คาถามนน้ั สอดคล้องกับวตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัยหรือนิยามศัพท์ -1 หมายถึง คาถามนนั้ ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยหรอื นยิ ามศัพท์ 0 หมายถงึ ไมแ่ น่ใจวา่ คาถามนัน้ สอดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั หรอื นยิ ามศัพท์ เกณฑ์การแปลความหมายมีดังน้ี ค่า IOC ≥ 0.50 หมายความวา่ คาถามนัน้ ตรงวตั ถุประสงคข์ องการวิจยั ค่า IOC  0.50 หมายความวา่ คาถามนัน้ ไมต่ รงวัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าข้อคาถามแต่ละข้อมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 ซ่ึงถือว่ามีความ เท่ียงตรงเชิงเนื้อหา(ลดั ดาวัลย์ เพชรโรจน์และอัจฉรา ชานิประศาสน์, 2547, น.145-146) และมีผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 2 ท่าน มีข้อเสนอแนะให้เพ่ิมข้อคาถามด้านการติดตามข้อมูลข่าวสาร ซ่งึ เดิมด้านนี้มีข้อคาถามเพียง 1 ข้อ คณะผู้วิจัยจึงได้ปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาได้แนะนาให้เพ่ิมข้อคาถามด้านดังกล่าว อีก 2 ขอ้ ตามท่ผี ูท้ รงคุณวุฒแิ นะนา รวมขอ้ คาถามของแบบสอบถามท้งั หมด 27 ขอ้ 2. การหาความเที่ยง (Reliability) ผู้วิจัยนาแบบสอบถามไดร้ ับการปรับปรงุ เรียบร้อยแล้ว ไปทดลอง ใช้ (Try out) กับ นิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ ปีการศึกษา2563 ท่ีมีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุม่ ตัวอย่างมากที่สุด คือ นิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ทไ่ี ม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน ผลการวิเคราะห์หาความเที่ยง (Reliability) โดยใช้สูตรสมั ประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) ซ่ึงหาได้จากสตู ร ดังนี้ (พวง รตั น์ ทวรี ัตน์, 2540: 125-126) α = ������ [1−���������2��� ������2������ ] ������−1

62 เมื่อ α = คา่ ความเที่ยง n = จานวนข้อ ���������2��� = ความแปรปรวนของคะแนนแต่ละข้อ ���������2��� = ความแปรปรวนของคะแนนรวม คา่ α ต้ังแต่ .70 ขนึ้ ไป ถือว่ามีความเทยี่ งใชไ้ ด้ ผลการวิเคราะห์หาความเที่ยง (Reliability) ของแบบสอบถามชุดน้ีไดค้ ่าความเท่ียงเท่ากับ .96 ถือว่า แบบสอบถามมีค่าความเที่ยงที่อยู่ในเกณฑ์รับได้ จึงได้นาแบบสอบถามชุดน้ีไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง จานวน 224 คน และมกี ารพิทักษ์สิทธิผรู้ ว่ มวิจยั ดังนี้ การพิทกั ษส์ ิทธิผูร้ ่วมวจิ ัย ในการศกึ ษาคร้งั น้ีผู้วิจัยไดม้ ีการพทิ กั ษ์สิทธิผ์ รู้ ว่ มวิจัยดังนี้ 1. ผวู้ จิ ัยดาเนินการขอการรับรองโครงการวจิ ยั จากคณะกรรมการจรยิ ธรรมในมนุษย์ (IRB) หมายเลขโครงการ P3-0011/2564 วนั ท่รี ับรอง 3 มนี าคม 2564 - 3 มนี าคม 2565 2. ผวู้ ิจัยทาหนังสอื บันทกึ ข้อความถงึ คณบดี คณะพยาบาลศาสตรผ์ ่านภาควิชาพยาบาลศาสตร์ เพื่อขออนุญาตเก็บข้อมลู 3. ผู้วิจัยอธิบายวัตถุประสงค์ ร่วมถึงข้ันตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลว่าการเข้าร่วมการวิจัยคร้ังน้ี เป็นไปด้วยความสมัครใจ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างสามารถตัดสินใจด้วยตัวเอง และยินยอมเข้าร่วมโครงการวิจัยผ่าน www.google form 4. แจ้งใหท้ ราบว่าเมื่อเข้าร่วมโครงการวิจัยแล้ว กลุ่มตวั อย่างสามารถออกจากการเขา้ รว่ มการวจิ ัยได้ ตลอดเวลาทตี่ ้องการ โดยไมม่ ผี ลกระทบใดๆตอ่ กล่มุ ตัวอย่าง 5. ข้อมูลท่ีได้จากกลุ่มตัวอย่างจะถือเป็นความลับ ไม่มีการระบุช่ือหรือท่ีอยู่ของกลุ่มตัวอย่างในการ รวบรวมข้อมลู และจะนาไปใช้ในประโยชน์ทางวชิ าการเท่านน้ั ข้ันตอนการดาเนนิ การและการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลวิจยั 1. ผู้วิจัยรวบรวม สรา้ งและทดสอบเครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในการวิจัยและการเกบ็ รวบรวมข้อมลู 2. ทาหนงั สือผา่ นภาควิชาคณะพยาบาลศาสตร์ถึงคณบดีเพ่ือขออนญุ าตเก็บข้อมูล 3. ผู้วิจัยประสานงานกับตัวแทนอธิบายถึงกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ในงานวิจัยท่ีกาหนด คอื นิสติ คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร ชนั้ ปีที่ 1-4 ปีการศกึ ษา 2563 ทม่ี อี ายุ 20 ปีขนึ้ ไป และที่มี อายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ โดยผู้เข้าร่วมวิจัยท่ีมีอายุน้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ต้องได้รับการยินยอมเข้าร่วม

63 โครงการจากผู้ปกครอง โดยจานวนกลุ่มตัวอย่างท้ังหมด 224 คน จากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบช้ันภูมิตาม สดั สว่ น (Stratified Random Sampling) 4. ผู้วิจัยได้ส่งลิงค์แบบสอบถามใน Google form และรายช่ือของกลุ่มตัวอย่างในช้ันปีน้ันๆให้กับผู้ ประสานเพ่ือใหผ้ ู้ประสานแจกลิงค์ของแบบสอบถามให้กบั กลุ่มตัวอย่างในแต่ละชั้นปี ซึ่งในแบบสอบถามผ้วู ิจัย ไดท้ าการอธบิ ายการพทิ ักษส์ ทิ ธ์ผิ ู้เข้ารว่ มวิจยั อยู่ในแบบฟอรม์ เรียบรอ้ ยแล้ว 5. ติดตามจานวนแบบสอบถามท่ีได้รับกลับมาทางออนไลน์ ตรวจสอบจานวนกลุ่มตัวอย่าง ความ เรียบร้อย สมบูรณ์ของข้อมูลท่ไี ด้รบั 6. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หาค่าคะแนนเฉลี่ย (X) และค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) 7. นาผลวิจยั ทไี่ ดไ้ ปทาการอภปิ รายผล การวิเคราะหข์ อ้ มลู การวิจัยคร้ังนี้ทาการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูปทางสถิติ SPSS ช่วยใน การประมวลผลและวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดงั น้ี 1. ข้อมูลท่ัวไป ได้แก่ เพศ อายุ ระดับช้ันปี โรคประจาตัว ประวัตกิ ารเดินทางออกนอกประเทศหรือ พน้ื ทกี่ ลมุ่ เส่ียง วเิ คราะห์ดว้ ยร้อยละ 2. วเิ คราะหแ์ ละแปลผลแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกนั การติดเช้ือ COVID-19 โดยใชส้ ถิตเิ ชิงพรรณนาคอื คา่ คะแนนเฉล่ีย (X) และคา่ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.)

64 บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อเพ่ือศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ของนิสติ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลนาเสนอ 2 ขั้นตอน ดังน้ี ตอนท่ี 1 การวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา โรคประจาตัว ประวัติการเดินทาง โดยการแจกแจงความถี่และร้อยละ นาเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง ตอนท่ี 2 การวเิ คราะห์พฤตกิ รรมการดแู ลตนเองในการป้องกันการตดิ เช้ือ COVID-19 ของนิสติ คณะ พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งมีท้ังหมด 5 ด้าน ได้แก่ การล้างมือ การสวมหน้ากากป้องกัน การ รับประทานอาหารสุกสะอาด การเว้นระยะหา่ งทางสงั คมและการกักตัว การตดิ ตามความรู้เกี่ยวกับ COVID-19 นาเสนอในรปู ตารางประกอบความเรยี ง การเสนอผลการวเิ คราะห์และแปลผล ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัย นเรศวร ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา โรคประจาตัว ประวัติการเดินทาง โดยการแจกแจงความถี่และร้อย ละ นาเสนอในรูปตารางประกอบความเรยี ง ดังปรากฏผลตามตารางท่ี 1 ตารางท่ี 6 จานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จาแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา โรคประจาตัว ประวัตกิ ารเดนิ ทาง ปัจจยั ส่วนบคุ คล จานวน (คน) รอ้ ยละ เพศ หญิง 192 85.7 ชาย 32 14.3 อายุ (ปี) 19 16 7.14 20 112 50 21 61 27.23 22 25 11.16 23 7 3.12 24 3 1.33

65 ตารางท่ี 6 (ต่อ) ปจั จยั ส่วนบคุ คล จานวน (คน) รอ้ ยละ ชน้ั ปที ่ี 2 64 28.57 ชนั้ ปที ่ี 3 52 23.22 ช้ันปที ่ี 4 55 24.55 โรคประจาตัว ไม่มี 207 92.4 มี 17 7.61 -โรคเบาหวาน 0 0 -โรคไตเร้อื รัง 0 0 -โรคปอดและทางเดิน 1 0.45 หายใจ เชน่ โรคหอบหดื โรค หลอดลมอดุ ก้ันเร้อื รงั (COPD) -โรคอ้วน (คา่ BMI>40 0 0 ข้ึนไป -โรคตบั 00 -ภาวะภูมิคมุ้ กนั บกพร่อง 0 0 เช่น โรคมะเรง็ -โรคหัวใจ 1 0.45 -อ่ืนๆ 15 6.71 ประวัตกิ ารเดนิ ทาง ไม่เคย 111 49.6 เคย 113 50.4 N = 224 จากตารางท่ี 6 พบว่า กลุ่มตวั อย่างเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเปน็ เพศหญิงร้อยละ 85.7 เป็น เพศชายร้อยละ 14.3 มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 20.57 ปี อายุสูงสุดคือ 24 ปี อายุ 20 ปี มีมากท่ีสุด คิดเป็นร้อยละ 50 ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาชั้นปีท่ี 2 คดิ เป็นร้อยละ 28.57 รองลงมาคือระดบั การศึกษาช้ันปีที่ 4 ช้ันปีที่ 1 และช้ันปีท่ี 3 คิดเป็นรอ้ ยละ 24.55 23.66 และ 23.22 กลุ่มตัวอยา่ งส่วนใหญ่ไมม่ ีโรคประจาตวั คิดเป็นรอ้ ยละ 92 และมีโรคประจาตัว คิดเป็นร้อยละ 7.6 เช่น โรคหัวใจ โรคปอด ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ธาลัสซีเมีย โรค กระเพาะอาหาร มีประวัติการเดินทาง คดิ เป็นร้อยละ 50.4 เช่น สโุ ขทัย แมฮ่ อ่ งสอน เชยี งใหม่ และไมม่ ีประวัติ การเดนิ ทาง คดิ เป็นร้อยละ 49.6

66 ตอนท่ี 2 การวิเคราะห์พฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเชอื้ COVID-19 ของนสิ ิตคณะ พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งมีทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่ การล้างมือ การสวมหน้ากากป้องกัน การ รับประทานอาหารสุกสะอาด การเวน้ ระยะห่างทางสังคมและการกกั ตัว การตดิ ตามความรเู้ กี่ยวกบั COVID-19 นาเสนอในรปู ตารางประกอบความเรยี ง ดังปรากฏผลตามตารางท่ี 2 ตารางที่ 7 คา่ เฉลยี่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดบั คะแนนของพฤตกิ รรมการดแู ลตนเองในการป้องกัน การตดิ เชอื้ COVID-19 ของนิสติ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร พฤตกิ รรมการดแู ลตนเองในการปอ้ งกนั การติด X S.D. ระดบั คะแนน เชื้อ COVID-19 การลา้ งมือ 4.074 0.930 มาก การสวมหนา้ กากปอ้ งกัน 4.436 0.799 มากท่ีสดุ การรับประทานอาหารสุกสะอาด 4.435 0.785 มากทสี่ ุด การเวน้ ระยะหา่ งทางสังคมและการกกั ตวั 3.191 0.908 มาก การติดตามความรู้เกีย่ ว COVID-19 4.435 0.768 มากที่สดุ รวม 4.31 0.838 มากทส่ี ุด จากตารางที่ 7 พบว่า ในภาพรวมกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเช้ือ COVID-19 ในระดับดีมากท่ีสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.29 ซึ่งถ้าแบ่งข้อมูลของพฤติกรรมการดูแลตนเองในการ ป้องกันการติดเชื้อ COVID-19ออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ การล้างมือ การสวมหน้ากากป้องกัน การเว้นระยะห่าง ทางสังคมและการกักตัว การรับประทานอาหารสุกสะอาด และการติดตามความรู้เก่ียวกับ COVID-19 พบว่า ดา้ นท่มี ีคา่ เฉลย่ี มากทส่ี ดุ คอื การสวมหนา้ กากป้องกนั มีคา่ เฉลีย่ เท่ากับ 4.436 (S.D.=0.799) รองลงมาคือ การ รบั ระทานอาหารสุกสะอาด และการติดตามความร้เู ก่ียวกับ COVID-19 มีคา่ เฉลี่ยเท่ากับ 4.435 (S.D.=0.785 0.768 ตามลาดับ) การเว้นระยะห่างทางสังคมและการกักตัว มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.191 (S.D.=0.908) และ การล้างมอื มีค่าเฉล่ียเท่ากบั 4.074 (S.D.=0.930)

67 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ ศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเช้ือ COVID-19 ของนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นเครื่องมือท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนเองจานวน 13 ข้อและและพัฒนาจาก แบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมของประชาชนเรื่องการป้องกันตนเอง จากการติดเช้ือไวรัสโคโรนา สาย พันธุ์ใหม่2019 (ธานี กล่อมใจ, จรรยา แก้วใจบุญ และ ทักษิกา ชัชวรัตน์, 2563) จานวน 6 ข้อ และ แบบสอบถามการรับรู้และพฤติกรรมการปอ้ งกันโรคตดิ เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (นภชา สงิ หว์ ีรธรรม และคณะ, 2563) จานวน 8 ขอ้ และเกบ็ ข้อมลู โดยวธิ กี ารทาแบบสอบถามทาง Google form ดังนี้ แบบสอบถามประกอบดว้ ย 2 ตอน คอื ตอนท่ี 1 ข้อมูลทั่วไป ประกอบด้วยข้อคาถามเกย่ี วกบั เพศ อายุ ระดับชน้ั ปกี ารศกึ ษา โรค ประจาตวั และประวัติการเดนิ ทางออกนอกประเทศหรือพื้นที่กลมุ่ เสี่ยง ตอนที่ 2 ข้อคาถามพฤตกิ รรมการดแู ลตนเองในการป้องกนั การติดเชือ้ COVID-19 จานวน 27 ข้อ สร้างโดยการศึกษากรอบแนวคิดของนิวแมน (Neuman) จานวน 13 ข้อ ร่วมกับพัฒนามาจาก แบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมของประชาชนเรื่องการป้องกันตนเอง จากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา สาย พันธุ์ใหม่2019 (ธานี กล่อมใจ, จรรยา แก้วใจบุญ และ ทักษิกา ชัชวรัตน์, 2563) จานวน 6 ข้อ และ แบบสอบถามการรับรู้และพฤติกรรมการปอ้ งกันโรคตดิ เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (นภชา สงิ หว์ ีรธรรม และคณะ, 2563) จานวน 8 ขอ้ สมมุติฐานการวิจยั คือ นิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรมีระดับคะแนนพฤติกรรมการ ดูแลตนเองในปอ้ งกันการตดิ เชือ้ COVID-19 อยใู่ นระดบั มากท่ีสดุ สรุปผลการวิจยั 1. วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเป็น เพศหญงิ ร้อยละ 85.7 เปน็ เพศชายรอ้ ยละ 14.3 มีอายุเฉลี่ยเทา่ กับ 20.57 ปี อายุสูงสดุ คอื 24 ปี อายุ 20 ปี มี มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 50 ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาช้ันปีท่ี 2 คิดเป็นร้อยละ 28.57 รองลงมาคือระดับ การศึกษาช้ันปีที่ 4 ชั้นปีที่ 1 และช้ันปีท่ี 3 คิดเป็นรอ้ ยละ 24.55 23.66 และ 23.22 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ มโี รคประจาตัว คิดเป็นร้อยละ 92 และมีโรคประจาตัว คิดเป็นรอ้ ยละ 7.6 เชน่ โรคหัวใจ ภูมแิ พ้ ไซนัสอักเสบ ธาลัสซีเมีย โรคกระเพาะอาหาร มปี ระวัตกิ ารเดินทาง คิดเปน็ ร้อยละ 50.4 เช่น สโุ ขทัย แม่ฮอ่ งสอน เชยี งใหม่ และไม่มปี ระวัติการเดินทาง คดิ เป็นรอ้ ยละ 49.6

68 2. วิเคราะห์พฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ของนิสิตคณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร จากการวิจัยพบว่า ระดับคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองในป้องกันการติดเช้ือ COVID-19 อยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.31) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการสวมหน้ากากป้องกัน อยู่ในระดับดีมากท่ีสุดซ่ึงมีค่าเฉล่ียสูงสุด ( X = 4.436) รองลงมาคือ ด้านการติดตามความรู้เก่ียวกับ COVID- 19 และด้านการรบั ประทานอาหารสุกสะอาด อยใู่ นระดบั ดมี ากที่สุด( X = 4.435) การเว้นระยะหา่ งทางสังคม และการกกั ตัวอยใู่ นระดบั ดีมาก ( X = 4.191) และดา้ นการล้างมืออยใู่ นระดบั ดีมาก ( X = 4.074) 3. วิเคราะห์ข้อมูลตามสมมุติฐาน ในการศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ของนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ผลการวิเคราะห์ดังน้ี นิสิตคณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรมีระดับคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองในป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 อยู่ใน ระดบั มากทส่ี ุด ( X = 4.31) อภิปรายผลการวจิ ัย จากการวิเคราะหข์ ้อมูลการศึกษา พฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการตดิ เช้ือ COVID-19 ของ นสิ ิตคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร สามารถอภิปรายผลตามสมมตฐิ านการวิจัย ได้ดังน้ี การศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเช้ือ COVID-19 ของนิสิตคณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีการศึกษา 2563 มีผลคะแนนในระดับมากท่ีสุด ซงึ่ สอดคล้องกบั แนวคดิ ทฤษฎี ของนิวแมนท่ีกลา่ วถึงระบบบุคคลแลระดับการปรับตัวของสุขภาพ ซึง่ ได้พฒั นาขึ้นตามชว่ งเวลาและภาวะปกติ ของบุคคลโดยกล่าวถึงโครงสร้างพ้ืนฐานของบุคคล แบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ 1.วงกลมชั้นนอกสุด เป็นแนว ป้องกันยืดหยุ่น (Flexible line of defense) โดยทาหน้าท่ีป้องกันสิ่งรบกวนชีวิต มิให้เข้าไปรบกวนบุคคล ถึงแนวป้องกันช้ันใน จากการศึกษาวิจัยเร่ืองนี้แนวป้องกันช้ันนอกสุดคือ พฤติกรรมการดูแลท้ัง 5 ด้าน ได้แก่ ดา้ นการลา้ งมอื ดา้ นการสวมหนา้ กากป้องกนั ดา้ นการรับประทานอาหารสุขสะอาด ด้านการเว้นระยะห่างทาง สงั คมและการกักตัว และด้านการติดตามความรู้เกีย่ วกับ COVID-19 ซึ่งผลการศึกษาพบว่า นสิ ิตคณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีการศึกษา 2563 มีพฤติกรรมการดูแลตนเองในระดับดีมากที่สุด ส่งผลให้แนว ทางการป้องกันการยืดหยุ่นอยูใ่ นระดับมากท่ีสุด ส่ิงรบกวนหรือไวรัส COVID-19 ไม่สามารถเข้าไปรบกวนการ ใชช้ วี ิตประจาวันได้ 2.แนวป้องกันช้นั ที่ 2 เป็นแนวปอ้ งกนั ปกติ (Normal line of defense) แสดงถงึ ภาวะ หรือระดับความปกติสุขของคน เมื่อไวรัส COVID-19 ไม่สามารถรบกวนแนวป้องกันช้ันยืดหยุ่นได้ ส่งผลให้ สามารถรักษาภาวะสมดุลของร่างกายได้ 3.แนวป้องกันชั้นในสุด เป็นแนวป้องกันต่อต้าน (Line of resistance) เป็นแนวเป็นส่ิงที่อยู่ภายในบุคคลจะถูกกระตุ้นให้ทางาน โดยส่ิงรบกวนที่ผ่านแนวป้องกันปกติ เข้ามา เม่ือไวรัส COVID-19 ไม่สามารถผ่านแนวป้องกันยืดหยุ่นและแนวป้องกันปกติได้ จึงไม่ก่อให้เกิดการ

69 รบกวนต่อโครงสร้างพื้นฐานของบุคคล ในท่ีน้ีคือการติดเชื้อ COVID-19 ส่งผลให้ร่างกายสามารถดารงอยู่ใน ภาวะปกติสุข สอดคล้องกับการศึกษาของนพรดา เมธาสุวภัทร, ประไพวรรณ ด่านประดิษฐ์ และศิริเกษม ศิริ ลักษณ์ (2552) ได้ศกึ ษาผลการใช้โปรแกรมการดแู ลตามทฤษฎกี ารพยาบาลของนิวแมนตอ่ พฤติกรรมการดูแล ตนเองและอาการหอบกาเริบซ้าของผู้ป่วยผู้ใหญ่โรคหอบหดื พบวา่ ผู้ป่วยท่ีไดร้ ับโปรแกรมการดูแลตนเองตาม ทฤษฎีของนิวแมนมีพฤติกรรมการดูแลตนเองได้ดีขึ้น ประกอบด้วยกิจกรรมการพยาบาลที่ช่วยฟ้ืนฟูแนวการ ต่อต้านและปกปอ้ งโครงสร้างพ้ืนฐาน ซ่ึงนาไปส่กู ารการปฎบิ ตั ติ นทถี่ ูกต้อง การศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันเช้ือ COVID-19 ของนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรอยู่ในระดับมากที่สุด เน่ืองจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทาง มหาวิทยาลัยนเรศวรจึงมีมาตรการในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อและลดโอกาสการสัมผัสเช้ือ COVID – 19 ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรค ดังนี้ 1. จัดใหม้ ีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ 2. ส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลป้องกันตนเอง เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) คือ การ เว้นระยะห่าง 1.5-2 เมตร ทั้งการเดินสวนทางกัน การใช้บริการขนส่งสาธารณะ การนั่งรับประทานอาหารใน ร้านอาหาร การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น และใช้การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นทาง Network แทนการเจอกัน เช่น การ คุยโทรศัพท์, โทรแบบเห็นหนา้ , VDO Call หรือใชโ้ ปรแกรม Conference เพื่อพูดคุยกัน การคัดกรองบุคคลที่ มีประวัติเดินทางไปในพื้นที่เส่ียงโดยการใช้แอพลิเคช่ันไทยชนะหรือการตอบแบบคัดกรอง COVID-19 ท่ีทาง สถานศกึ ษาได้จัดทาขึ้น การสวมใสห่ น้ากากป้องกัน คอื การใชห้ นา้ กากอนามัยทางการแพทย์ เพอ่ื ปอ้ งกันการ แพร่หรือรับเชื้อต่างๆ จากเชื้อไวรัส และแบคทีเรียที่มากับละอองน้าลาย น้ามูก โดยเฉพาะเวลาจามหรือไอ การล้างมือ คือ การล้างทาความสะอาดมือด้วยเจลแลกอฮอล์ สบู่ และน้าสะอาด อย่างน้อย 15-25 วินาที ซึ่ง นิสิตคณะพยาบาลจะมีความชานาญในเร่ืองของการล้างมือ 7 ขั้นตอนเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเช้ือ เน่ืองจากเป็นทักษะทางการพยาบาลที่มีความสาคัญและจาเป็นท่ีนิสิตทุกคนจะต้องสามารถ ปฏิบัติได้อย่างถูก วิธี ทางคณะพยาบาลศาสตร์จึงน้อมรับนโยบายทางมหาวิทยาลัยเพื่อนามาใช้ในการดูแลและป้องกันการแพร่ ระบาดของเช้ือไวรสั COVID-19 ดงั นี้ 1.ไมอ่ นุญาตให้บุคคลท่ีไมเ่ ก่ียวข้องเข้าคณะโดยเด็ดขาด 2. จัดการเรียน การสอนแบบออนไลน์เพื่อลดโอกาสเสี่ยงการสัมผัสและแพร่กระจายเช้ือ 3.คัดกรองบุคคลท่ีมีประวัติการ เดินทางรวมทั้งประวัติการเดินทางยังพ้ืนท่ีเส่ียง ให้มีการกักตัว 14 วันเพื่อสังเกตอาการ 4. การคัดกรอง เบื้องต้น เช่น สวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อเข้าคณะ และต้องผ่านจุดคัดกรองวัดอุณหภูมิทั้งก่อและหลัง เข้าคณะ บุคคลท่ีมีอุณหภูมิตั้งแต่ 37.5 องศาข้ึนไปจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าคณะ และมีการจัดเตรียม เจลแอลกอฮอร์บริการในจุดต่างๆบรเิ วณคณะเช่น ลิฟท์ ห้องเรยี น ประตู เพ่ือป้องการสัมผัสเช้ือ 5.นิสิตชัน้ ปีที่ 3 และ ปีท่ี 4 ท่ีไดร้ บั การขึ้นฝึกในแหล่งฝกึ ต่างๆ ทางคณะมีนโยบายสนับสนนุ หนา้ กากอนามยั เจลแอลกอฮอร์ และถุงมือเพ่อื ป้องกันการสมั ผัสเช้ือและมีการใช้แอพพลิเคชนั่ ไทยชนะหรือการบันทึกแบบคดั กรองตา่ งๆตามที่ แหล่งฝึกได้จัดทาข้ึนเพ่ือเก็บข้อมูลความเส่ียงต่อการติดเช้ือและประวัติการเดินทางในพ้ืนที่สาธารณะเพ่ือ ป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ร่วมกับนิสิตพยาบาลศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของบุคคลากรทางการแพทย์ท่ี สามารถเป็นต้นแบบของการปฏิบัติตัวและให้ความสาคัญกับพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันและลด

70 การแพร่กระจายเช้ือ COVID-19 สอดคล้องกับงานวิจัยของ กาญจนา ปัญญาธร, ศรินรัตน์ นิลภูผาทวีโชติ, ชลการ ทรงศรี, กมลทิพย์ ตั้งหลักมั่ง และ เสาวลักษณื ทาแจ้ง (2563) ได้ศึกษาชีวิตวิถึใหม่ของบุคลากรด้าน สุขภาพในการป้องกันโรคตดิ เชื้อไวรสั โคโรนา 2019 โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวดั อุดรธานี พบว่า บุคลากรด้านสุขภาพมีการดูแลสุขภาพอนามัยได้ดีและให้ความสาคัญกับการดูแลสุขภาพมากข้ึนท้ังด้านการ ดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล การล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยเหมือนการสวมเส้ือผ้า รับประทานอาหารสุกใหม่ ออกกาลังกายสม่าเสมอ พักผ่อนเพียงพอเพือ่ ให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรค ลดการปฏิสัมพันธ์ เน้นทา กิจกรรมที่บ้านมากข้ึน ใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารและการใช้ชีวิต และดูแลส่ิงแวดล้อมท่ีอยู่อาศัยให้อากาศ ถ่ายเทสะดวก ด้านการทางานมีการปฏิบัติในการปอ้ งกันโรคอย่างเครง่ ครดั ผลการศึกษาพบว่านิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มีพฤติกรรมการป้องกันตนเองใน ระดับดีท่ีสุด โดยเฉพาะในด้านการสวมหน้ากากป้องกัน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด เน่ืองจากการสวมหน้ากากป้องกัน สามารถป้องกันไม่ให้เกิดแพร่เช้ือไปสู่ผู้อื่นและลดความเสี่ยงในการติดเช้ือ ซ่ึงทางคณะพยาบาลศาสตร์ได้ให้ ความสาคัญในเรื่องการสวมหนา้ กากป้องกนั เพื่อลดการแพร่กระจายของเชอ้ื ทางนา้ มูก นา้ ลาย จากการไอ จาม โดยเฉพาะการเลือกใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ สอดคล้องผลการวิจัยโดยศาสตราจารย์ Yuen Kwok- yung มหาวิทยาลัยฮ่องกงได้ศึกษาเร่ืองประสิทธิภาพของหน้ากากอนามัย surgical mask ในการลดการติด เชื้อไวรัสโควิด-19 พบว่า ถ้าคนป่วยอยู่ใกล้กับคนทั่วไปซึ่งต่างคนต่างไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย คนท่ัวไปมี โอกาสติดเช้ือสูงถึงร้อยละ 66 หากคนป่วยไม่ใส่หน้ากากอนามัยแต่อยู่ใกล้กับคนท่ัวไปที่ใส่หน้ากาก สามารถ ลดโอกาสการติดเช้ือของคนทัว่ ไปได้ร้อยละ 50 และถ้าคนป่วยใสห่ น้ากากอนามยั จะลดสามารถลดการตดิ เช้ือ คนท่ัวไปท่อี ยู่ใกล้ท้ังใสแ่ ละไม่ใส่หน้ากากไดถ้ ึงรอ้ ยละ 75 ดงั น้ันการสวมใสห่ น้ากากป้องกันจึงเป็นวิธกี ารที่ง่าย และได้ผลดีในการลดการแพร่กระจายเช้ือ COVID-19 ซึง่ นิสิตคณะพยาบาลศาสตร์มีพฤติกรรมด้านการสวมใส่ หน้ากากป้องกันในระดับดีท่ีสุด ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการติดเช้ือไวรัส COVID-19 ลดลง รองลงมาคือ ด้าน ติดตามความรู้เกี่ยวกับ COVID-19 ทั้งน้เี น่ืองจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไม่สามารถคาดการณ์ได้ และการติดตามข่าวสารสามารถช่วยลดความเส่ียงในการติดเชื้อหรือการแพร่ระบาดของเช้ือ COVID-19 สอดคล้องกับงานวจิ ยั ของธานี กล่อมใจ, จรรยา แก้วใจบญุ และทกั ษิกา ชัชวรัตน์ (2560) ได้ศึกษาความรู้และ พฤติกรรมของประชาชนในเรื่องการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ( COVID 19) และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และพฤติกรรมของประชาชนในเรื่องการป้องกันตนเองจากการติด เช้ือไวรัส โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จากประชาชนในเขตตาบลบ้านสาง อาเภอเมือง จังหวัดพะเยาพบว่า จากการศึกษาประชากรท่ีมีอายุ 20-60 ปี ส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากโทรทัศน์ ร้อยละ 84.7 ระดับ ความร้ทู ่ัวไปเกย่ี วกับโรคของกลมุ่ ตวั อย่าง อยู่ระดับมาก รอ้ ยละ 100 ระดับความรู้เก่ียวกับการตดิ เชื้อของกลุ่ม ตัวอย่าง อยู่ระดับมาก ร้อยละ 100 ระดับความรู้เก่ียวกับการระบาดของเช้ือของกลุ่มตัวอย่าง อยู่ระดับมาก ร้อยละ 100 ระดับ พฤติกรรมการป้องกนั ตนเองจากการตดิ เช้ือไวรัสโคโรนา สายพันธใุ์ หม่ 2019 ภาพรวมอยู่ ในระดับมาก (������̅=1.61, SD = 0.28) และจากงานวิจัยของพิษนุ อภิสมาจารโยธิน (2559) ได้ศึกษาปัจจัยท่ีมี

71 ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ตามยุทธศาสตร์เมืองไทยแข็งแรงของนักศึกษาระดับ ปริญญาตรี มหาวทิ ยาลัยในจังหวัดนครปฐม พบวา่ นักศึกษาที่มีอายุระหวา่ ง 21-22 ปี และ อายุระหว่าง 23- 24 ปี ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับมากที่สุด เก่ียวกับความตระหนักในเร่ืองสุขภาพซ่ึง ประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจ อารมณ์ความรู้สึกและแนวโน้มของการกระทา โดยมีแหล่งความรู้มาจากสื่อ โทรทัศน์คิดเป็นร้อยละ 23.0 รองลงมาคือ อินเตอร์เน็ต คิดเป็นร้อยละ 16.7 ครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 15.9 สถาบันการศึกษา คดิ เป็นรอ้ ยละ 14.0 และอ่ืนๆ เช่น หนังสือพิมพ์ เพื่อน บคุ ลากรทางการแพทย์ คิดเป็นร้อย ละ 30.4 ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการติดตามความรู้เก่ียวกับ COVID-19 เป็นปัจจัยสาคัญที่ผลตอ่ การพฤตกิ รรมการ ดูแลตนเองเพื่อป้องกันการติดเช้ือ COVID-19 และกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 21-24 ปี มีพฤติกรรมการดูแล ตนเองในระดับดีมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ของนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และด้านการรับประทานอาหารสุกสะอาด จากการศึกษาความสามารถในการติดเช้ือ COVID-19 ในสัตว์ทดลองมีการแพร่ของชื้อไวรัสจากคนสู่แมวและ การมีรายงานการพบเชื้อและการติดเช้ือไวรัส COVID-19 จากคนในสตั ว์เลี้ยง ดังน้ันจึงควรเน้นย้าในเรื่องของ การรับประทานอาหารสุกสะอาด ไมท่ านอาหารทที่ าจากสัตว์หายาก เชน่ คา้ งคาว ตัวล่ิน เนือ่ งจากสตั ว์เหล่าน้ี เป็นต้นกาเนิดของการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัส COVID-19 ในประเทศจีน การรับประทานอาหารท่ีสุกสะอาด จะช่วยลดเสี่ยงของของการติดเชื้อ COVID-19 เน่ืองจากเชื้อไวรัสไม่ทนต่อความร้อนและถูกทาลายได้ด้วย วิธีการประกอบอาหารที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ดังนั้นวิธีป้องกันตนเองจากการติดเช้ือและลดการ แพรก่ ระจายของเช้อื ไวรสั ระบาดดามหลกั ปฏบิ ตั ติ นอยา่ งง่าย ๆ ด้วยวิธกี าร “กินร้อน ช้อนกลาง ลา้ งมือ” ข้อเสนอแนะจากผลการวจิ ยั ผลจากการวิจัยครั้งนี้ทาให้ทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติด เชื้อCOVID –19 ของนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร ผลจากการวิจัยดังกล่าวคณะผู้วิจัยมีขอ เสนอแนะดงั ตอ่ ไปนี้ 1. จากการวิเคราะห์พฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเช้ือ COVID – 19 ของนสิ ิตคณะ พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่มุ ตวั อยา่ งมีพฤตกิ รรมการดูแลตนเองในการป้องกนั การ ติดเชื้อ COVID-19 ในระดับดีมาก ผู้วิจัยเล็งเห็นว่าควรส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองให้ดี ย่งิ ขึน้ การรบั รู้ถึงประโยชน์ในการปฏบิ ัติ ใหแ้ ก่นิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ เพ่ือกระต้นุ ให้เกิดความ ตระหนกั และเกิดเป็นนสิ ัยหรือพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องในการป้องกนั การติดเชื้อ COVID – 19

72 ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยครงั้ ตอ่ ไป 1. ควรทาการศึกษาปัจจัยที่ด้านอ่ืน ๆ ท่ีส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเชื้อ COVID – 19 2. ควรศึกษาความสัมพันธ์ในระดับความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองเพ่ือเปรียบเทียบความ แตกต่างความแตกต่างในพฤตกิ รรมการป้องกันการติดเชอ้ื COVID – 19 3. ควรมีการขยายขอบเขตของประชากรในการวิจัยครั้งต่อไป เพื่อศึกษาในกลุ่มประชากรที่กว้างขึ้น และเปรียบเทยี บความสัมพนั ธแ์ ละความแตกต่างได้ 4. ควรมีการศึกษาและติดตามประเมินผลการศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติด เชื้อ COVID – 19 ตอ่ ไป 5.ควรพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบโปรแกรมแนวทางในการดูแลตัวเองและการป้องกันการติดเช้ือทางเดิน หายใจเพอ่ื สะดวกตอ่ การเขา้ ถงึ และการใชง้ านมากย่ิงขึน้

73 บรรณานุกรม กระทรวงสาธารณสุข. (2563). ผ้ปู ่วยโควิด-19เสยี ชีวติ พบมีโรคประจำตัวเบำหวำนรว่ มมำกสดุ . สบื ค้น 29 เมษายน 2562, จาก https://www.tnnthailand.com/content/36737# กรมการแพทย์. (2563). แนวทำงเวชปฏิบัติ กำรวนิ จิ ฉัย ดแู ลรกั ษำ และป้องกันกำรติดเชื้อใน โรงพยำบำลกรณีโรคติดเชือ้ ไวรัสโคโรนำ 2019 (COVID-19) ฉบบั ปรบั ปรุง วนั ท่ี 1 พฤษภำคม พ.ศ. 2563 สำหรบั แพทย์และบุคลำกรสำธำรณสขุ . สบื คน้ 28 พฤษภาคม 2563, จาก https://tmc.or.th/covid19/download/pdf/25630501105343AM_CPG%20COVID- 19%20@%200200%20am%20%201may%202020%20_ns.pdf กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2563). ปัจจัยเสี่ยงติดโควดิ -19ในไทย พบสัมผัสผู้ปว่ ยก่อนหนำ้ เยอะ สุด. สืบค้น 28 เมษายน 2563, จาก https://thethaiger.com/thai/news-th/ กรมควบคมุ โรค. (2563). รำยงำนสถำนกำรณโ์ รคติดเช้ือไวรสั โคโรนำ 2019 ฉบับท่ี 116 วันท่ี 28 เมษำยน 2563. สบื คน้ 29 เมษายน 2563, จาก https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/situation.php กรมควบคมุ โรค. (2563). รำยงำนสถำนกำรณ์โรคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนำ 2019, (134), สืบคน้ 26 พฤษภาคม 2563 จาก https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/file/ กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข. (2563). คำแนะนำในกำรปฏบิ ัตติ น “กนิ ร้อน ช้อนกลำง ล้ำงมือ” ในสถำนกำรณก์ ำรระบำดของโรคตดิ เชอื้ ไวรัสโคโรนำ 2019 (COVID-19). สืบค้น 27 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.anamai.moph.go.th/ewt_dl_link.php?nid=16543 กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข. (2562). คนไทยเมินใช้ช้อนกลำง หว่ันเสย่ี งตดิ โรค. สบื คน้ 27 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.thaihealth.or.th/Content/ กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข. (2563). คำแนะนำวธิ ีกำจัดหน้ำกำกอนำมยั ใช้แลว้ ในสถำนกำรณ์กำร ระบำดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนำ 2019 (COVID-19). สบื คน้ 26 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.anamai.moph.go.th กุลกัญญา โชคไพบลู ยก์ ิจ. (2563). หนำ้ กำกอนำมนั กับกำรปอ้ งกนั COVID-19. สืบคน้ 26 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=1419 กอ่ พงศ์ รกุ ขพันธ์. (2563). 8 กลมุ่ ผู้ป่วยท่หี ำกตดิ Covid-19 เสย่ี งมอี ำกำรรนุ แรง. สบื คน้ 26 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/april-2020/covid-19 ขวญั แกว้ วงษเ์ จริญ. (2563). อำจำรยพ์ ยำบำล ม.นเรศวร มองระยะหำ่ งทำงสงั คม มผี ลตอ่ กำร แพร่กระจำยเชอื้ COVID-19. สืบคน้ 27 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.nu.ac.th/?p=20746 คุณภาพชีวิต-สังคม. (2563). 'ผ้สู งู อำยุ' เสยี่ งติดเชื้อโควิด-19 ทส่ี ดุ ตดิ แลว้ อำกำรรนุ แรง

74 อำจเสยี ชวี ิตได้. กรงุ เทพธุรกิจ. สืบค้นเมือ่ 27 เมษายน 2563. จาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/872919 ชี เวย่ เฟิง. (2563). โคโรนำ : วจิ ัยล่ำสุดช้ี \"สตั วต์ ัวกลำง\" นำไวรสั สำยพันธุใ์ หม่จำกค้ำงคำวมำสูม่ นษุ ย.์ สบื ค้น 29 เมษายน 2563, จาก https://www.bbc.com/thai/features-51318174 ดวงธดิ า ชา่ งยอ้ ม, มกุ ดา เดชประพนธ์ และพรทพิ ยม์ าลาธรรม. (2559). ศึกษาพฤตกิ รรมการดูแลตนเอง ของผ้สู งู อายุที่ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน. รำมำธบิ ดีพยำบำลสำร, 3 (24), 345. https://www.rama.mahidol.ac.th/nursing/jns/DocumentLink/D_091728.pdf ณรงคก์ ร มโนจนั ทร์เพ็ญ. (2563). ควำมคบื หนำ้ ลำ่ สุดวัคซีนโควดิ -19 ทว่ั โลกเดนิ หน้ำไปถงึ ไหน? (ต้นเดือน สงิ หำคม). สืบค้น 16 สิงหาคม 2563, จาก https ://thestandard.co/coronavirus-vaccine- progress/?fbclid=IwAR2eOkseaXVals0tqAE232ZdlvjGH3cFT_uF8WXKCQDr0wca6J67Xuk bWNQ ไทยรัฐออนไลน.์ (2563). Social Distancing คืออะไร เว้นระยะห่ำงทำงสงั คมแค่ไหนจึงปลอดภยั . สบื ค้น 27 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.thairath.co.th/ lifestyle/life/1852709? fbclid=IwAR1fojUW5zsQDQMMpXfHkL24Cso-H-T9Y9uwPYiBi1STKpZfttfFiH7zHIA ธานี กลอ่ มใจ, จรรยา แกว้ ใจบญุ , และทักษิกา ชัชวรัตน.์ (2563). ควำมรูแ้ ละพฤตกิ รรมของประชำชน เร่ืองกำรปอ้ งกันตนเองจำกกำรติดเชอื้ ไวรัสโคโรนำ สำยพนั ธใ์ุ หม่ 2019. วำรสำรกำรพยำบำล กำรสำธำรณสุขและกำรศึกษำ, 21(2). 29-39 ธรี ยุทธ วไิ ลวลั ย์. (2563). “เจลแอลกอฮอล์” ใชอ้ ย่ำงไรให้ถูกตอ้ งปลอดภัย เลยี่ งภัยกำรปลอม. สืบคน้ 26 พฤษภาคม 2563, จาก hthttps://www.chula.ac.th/news/29293/ ธรี ะวฒั น์ เหมะจฑุ า. (2563). สถิตชิ ้ี “วยั รนุ่ -วยั ทำงำน” ตวั อนั ตรำย!! “พำหะโควิด-19” ไม่แม้แตห่ มอยงั กลวั !. สืบค้น 25 พฤษภาคม 2563, จาก https://mgronline.com/live/detail/9630000036006 นภชา สงิ ห์วรี ธรรม, วชั รพล ววิ รรศน์ เถาว์พนั ธ์, กติ ตพิ ร เนาว์สวุ รรณ, เฉลมิ ชยั เพาะบญุ , สทุ ธศิ กั ดิ์ สรุ ิรักษ์. (2563). การรบั รู้และพฤตกิ รรมการป้องกนั โรคตดิ เชอื้ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของทนั ตาภบิ าล สงั กัดกระทรวงสาธารณสขุ . วำรสำรสถำบนั บำรำศนรำดูร 2563, 14(3). SE31- 42 นภชา สิงหว์ รี ธรรม, วชั รพล ววิ รรศน์ เถาว์พันธ์, กติ ติพร เนาวส์ วุ รรณ, เฉลิมชยั เพาะบุญ และสุทธิศักดิ์ สุริรักษ์. (2563). การรับรูแ้ ละพฤตกิ รรมการป้องกันโรคตดิ เชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) ของทนั ตาภบิ าล สงั กัดกระทรวงสาธารณสุข. วำรสำรสถำบนั บำรำศนรำดรู 2563; 14(2):104-150 นรรฆวี แสงกลบั . (2563). โควิด-19กับสัตว์เลยี้ ง. สบื คน้ 26 พฤษภาคม 2563, จาก https://pharmacy. mahidol.ac.th/th/knowledge/article/501/โควดิ -19กับสัตว์เลย้ี ง นพรดา เมธาสวุ ภทั ร. (2552). ผลกำรใช้โปรแกรมกำรดแู ลตำมกำรประยุกต์ทฤษฎีกำรพยำบำลของนิวแมน ต่อพฤติกรรมกำรดูแลตนเอง และอำกำรหอบกำเรบิ ซ้ำของผปู้ ว่ ยผ้ใู หญโ่ รคหอบหดื (รายงาน ผลการวิจัย). พษิ ณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร

75 นกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การสร้างเสริมสุขภาพ. (2563). สู้!โควิด-19 ไปดว้ ยกัน คู่มอื ดูแลตวั เอง สำหรบั ประชำชน. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 1). สบื คน้ 28 เมษายน 2563, จาก https://www.thaihealth.or.th/Books/627/.html แนวพระจันทร์ ศรีหาวงศ์, กล้าเผชิญ โชคบารุง. (2559). ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงควำมรู้ กำรรับรู้ปจั จยั เส่ยี งและ คุณลกั ษณะทำงประชำกร กบั พฤติกรรมกำรป้องกันกำรติดเชอื้ ปอดอักเสบของประชำชนวยั ผู้ใหญ่ใน ประเทศสำธำรณรฐั ประชำธปิ ไตยประชำชนลำว (วิทยานิพนธ์ปรญิ ญา มหาบัณฑิต).ขอนแกน่ : มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ บีบซี ี นิวส์. (2563). ไวรสั โคโรนำ : เว้นระยะทำงสังคมอยำ่ งไร ใหห้ ำ่ งไกลจำกโรคโควิด-19. สืบคน้ 27 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.bbc.com/thai/features เบคกี เดล และ นาสโซส สตลี ิอานู. (2563). โควิด-19 : ผลวิจยั บบี ซี ีชีม้ ียอดคนตำยทั่วโลกอีกอยำ่ งน้อย1.3 แสนคนระหวำ่ งกำรระบำดของไวรสั . สบื ค้น 28 กรกฎาคม 2563, จาก https://www.bbc.com/thai/international-53077907 ปิยนชุ โรจนส์ ง่า. (2563). คณะเภสัชศำสตร์ ม.มหิดล ช้แี จงกรณีทดสอบเจลแอลกอฮอลด์ ้วยด่ำงทบั ทิม. สืบค้น 26 พฤษภาคม 2563, จาก https://techsauce.co/pr- news/mahidol-university- clarified-the- test-case-of-alcohol-gel พิรยิ ะ ผลพริ ุฬห์. (2563). ผลกระทบทำงเศรษฐศำสตรจ์ ำก “ไวรัสโควิด-19”. สบื คน้ 26 กรกฎาคม 2563, จาก https://www.posttoday.com/finance-stock/columnist/618563 พษิ ณุ อภิสมาจารโยธนิ . (2559). ศกึ ษำปจั จยั ท่ีมีควำมสมั พันธ์กบั พฤติกรรมกำรดูแลสุขภำพตนเอง ตำม ยุทธศำสตร์เมืองไทยแขง็ แรงของนักศึกษำระดับปริญญำตรี มหำวทิ ยำลัยในจงั หวัดนครปฐม. (วทิ ยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑิต). นครปฐม. มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร. สบื คน้ จาก http://www.sure .su.ac.th/xmlui/bitstream/handle/123456789/10452/Fulltext.pdf?sequence=1&isAllow ed=y พรทิพย์ เกยุรานนท.์ (2554). ชอ้ นกลำงชว่ ยกำรปอ้ งกันโรคไดจ้ รงิ หรอื . สบื คน้ 27 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.stou.ac.th/Schools/Shs/booklet/book542/easily.html พัลลี ธอร์ดาร์สัน. (2563). ล้ำงมือด้วย สบู่ vs แอลกอฮอล์. สืบค้น 28 กรกฎาคม 2563, จาก http://1ab.in/ekz มหาวิทยาลัยมหิดลคณะแพทยศาสตรศ์ ิรริ าชพยาบาลศูนยก์ ารแพทย์กาญจนาภเิ ษก. (2563). โควดิ คือ อะไร. สืบค้น 28 เมษายน 2563, จาก https://www.gj.mahidol.ac.th/main/covid19/ covid19is/ มาริษา คีรีมาศทอง,ปรีดา พิชยาพันธ์และนพดล กรประเสริฐ. (2563). กำรประเมินระยะเวลำกำรใช้บริกำ บริกำรของจุดตรวจค้นทำงเข้ำอำคำรท่ำอำกำศยำนนำนำชำติเชียงใหม่ ระหว่ำง สถำนกำรณ์ปกติ และสถำนกำรณ์ปกติใหม่. กำรประชุมวิชำกำรวิศวกรรมโยธำแห่งชำติ, 15-17 กรกฎาคม 2563 ภาควิชาวศิ วกรมมโยธา คณะวศิ วกรรมศาสตร์มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ จ.เชยี งใหม.่

76 ยูนเิ ซฟ ไทยแลนด์. (2563).รำยงำนของยเู อน็ ช้ผี ลกระทบจำกวิกฤตโควิด-19 สง่ ผลต่อเป้ำหมำยกำรพัฒนำที่ ย่งั ยนื ของไทย. สบื ค้น 13 สิงหาคม 2563, จากhttp://1ab.in/dX3 รชั นา โภชนากิจ. (2563). รวมหนำ้ กำกรุ่นฮติ 6 แบบ ปอ้ งกันไดต้ ำ่ งกนั อย่ำงไร. สืบค้น 26 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.officemate.co.th/blog/ รัฐภูมิ ชามพูนท. (2563). พิษณโุ ลกพบผู้ติดเชื้อโควิด-19. สบื ค้น 27 พฤษภาคม 2563, จาก https ://www.naewna.com/local/483800 โรงพยาบาลกรงุ เทพสริ ิโรจน.์ (ม.ป.ป.). โรคเฉียบพลันของระบบทำงดนิ หำยใจสว่ นตน้ . สบื คน้ 28 เมษายน 2563, จาก https://www.phuketinternationalhospital.com/ โรงพยาบาลศิริราช ปยิ มหาราชการุณย์. (2562). ลำ้ งมอื อยำ่ งไร? ใหส้ ะอำด ปรำศจำกโรค (Hand Hygiene). สบื ค้น 26 พฤษภาคม 2563, จาก http://www.siphhospital.com/ th/news/ article/share/966/Hand-hygiene วจิ ัยกรงุ ศรี หั่นจดี ีพีอกี รอบ -10.3% หนักกว่าต้มยากุง้ เสย่ี งสูงฟื้นตวั แบบ L-shape. (ออนไลน)์ . (2563) สบื คน้ จาก https://thaipublica.org/2020/07/krungsri-research-revising-down-2020-gdp- hightens-l-shaped-recovery/ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย. (2563). โควดิ -19 ฉุดเศรษฐกจิ ไทย ปี 63. สืบค้น 17 พฤศจิกายน 2563, จาก https://kasikornresearch.com/th/ analysis/k-econ/economy/Pages/Covid-ThaiEco- 050363.aspx ศูนยป์ ฏิบัตกิ ารภาวะฉุกเฉนิ กรมควบคมุ โรค. (2563). รำยงำนสถำนกำรณ์โรคติดเช้ือไวรสั โคโรนำ 2019 ฉบับที่ 145 วนั ที่ 28 พฤษภำคม 2563. สืบค้น 28 พฤษภาคม 2563, จาก http://ddc.moph. go.th/viralpneumonia/file/situation/situation-no145-270563.pdf ศูนยป์ ฏิบัติการฉุกเฉนิ ด้านการแพทยแ์ ละสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสขุ . (2563). กำรใส่หนำ้ กำก อนำมยั ให้ถูกประเภท. สบื คน้ 26 พฤษภาคม 2563, จาก http://healthydee.moph.go.th/ view_article.php?id=681 สกุลพร สงทะเล, แอนน์ จนิ ะพงษ์สุสรรณ, สคุ นธา ศริ ิ และสุรนิ ธร กลัมพากร. (2561). สมรรถภาพปอด และปัญหาระบบทางเดินหายใจของพนกั งานดับเพลิง กรงุ เทพมหานคร. วำรสำรพยำบำล สำธำรณสขุ , 32(1), จาก http://www.thaiphn.org/journal/thai/2561/jounal1_61/ สุขุม กาญจนพมิ าย. (2563). ล้ำงมือ กินรอ้ น ช้อนใครชอ้ นมนั มำตรกำรป้องกัน Covid-19. สืบค้น 27 พฤษภาคม 2563, จาก https://krua.co/food-story/food-feeds/501 สุภาภรณ์ วชั รพฤษาด.ี (2563, 27 มกราคม). ปฐมบทไวรสั โคโรนำสำยพนั ธุ์ใหม2่ 019. สบื ค้น 26 พฤษภาคม 2563 จาก https://news.thaipbs.or.th/content/288358 สุวรรณชยั วฒั นายิ่งเจรญิ ชัย. (2563). สธ. เผยผตู้ ดิ เช้ือโควิด-19 รำย ใหม่สว่ นใหญ่เปน็ คนวยั ทำงำนและฝำ่ ฝนื มาตรการควบคุมโรค. สบื คน้ 25 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.bbc.com/thai/thailand- 51940999

77 สมพร สังข์แก้ว, ธีรนุช ห้านิรัติศัยและบุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร. (2563). สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพด้านการ พยาบาลผูป้ ว่ ยโรคตดิ ตอ่ อุบตั ิใหม่. วำรสำรสภำกำรพยำบำล. 35(3), 69-86. file:///C:/Users/Asus/Downloads/240473-Article-Text-843526-1-10-20200721.pdf สานกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ. (2563). 6 อำชพี เสี่ยง เรง่ ปอ้ งกันก่อนติด โควดิ . สบื ค้น 27 เมษายน 2563, จาก https://www.thaihealth.or.th/Content/ สานักงานทป่ี รึกษาดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ประจาสถานเอกอคั รราชทตู ณ กรุงวอชิงตันดี.ซ.ี (2563). COVID-19 กบั ผลกระทบ โอกำสในวิกฤต และ โลกหลังโควิด. สบื ค้น 28 กรกฎาคม 2563, จาก https://ost.thaiembdc.org/th1/2020/04/covid-19 อภสิ มัย ศรีรงั สรรค.์ (2563). จติ แพทยแ์ นะ จัดกำรควำมเครียดรับมอื COVID-19 ไมใ่ ห้ป่วยใจ. สืบคน้ 26 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.bangkokhospital.com/th/disease-treatment /psychiatric-guidance-on-stress-management-trading-covid-19 อมร ลลี ารศั ม.ี (2563). เรอื่ งนำ่ ร้เู กีย่ วกับโรคตดิ เช้ือ COVID-19จำกเช้อื ไวรสั SARS-CoV-2. สบื ค้น 29 เมษายน 2563, จาก https://tmc.or.th/covid19/download/pdf/tmc-covid19-19pdf อมร ลีลารัศมี. (2563). เร่อื งนำ่ ร้เู ก่ียวกบั โรคติดเช้อื COVID-19จำกเช้ือไวรสั SARS-CoV-2. สืบค้น 27 เมษายน 2563, จาก https://tmc.or.th/pdf/Covid-19-MD-AmornUpdate.pdf องค์การอนามัย (2563). คำแนะนำวิธกี ำจัดหน้ำกำกอนำมัยใช้แลว้ ในสถำนกำรณก์ ำรระบำดของโรค ติดเชือ้ ไวรัสโคโรนำ 2019 (COVID-19). สืบค้น 26 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.anamai.moph.go.th/ewt_dl_link.php?nid=16721 โอภาส การยก์ วนิ พงศ์. (2563). กรมวทิ ยำศำสตร์กำรแพทยย์ ืนยนั ควำมพร้อมรบั มือโรคโควิด-19. สบื คน้ 27 เมษายน 2563, จาก https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/02/145365/

78