กิจกรรมมีส่วนทาให้ประชาชนเกิดความตระหนักในปัญหาสุขภาพ สามารถวิเคราะห์ปัญหา ร่วมกัน หาแนว ทางแก้ไขปญั หา เกิดพลงั อานาจในตนเองอันจะนาไปสู่การลดการเกดิ อุบัติเหตทุ างถนน ซึ่งสามารถช่วยลดการ บาดเจ็บ การเสียชีวิต และทรพั ย์สิน 2. การสร้างพลังอานาจประชาชน ในการป้องกันอุบัติเหตุทางท้องถนน โดยกระบวนการสร้างเสริม พลงั อานาจประชาชน ตาบลหนองพลวง โดยรวมและรายดา้ นมีการปฏิบัติอยู่ในระดบั มาก เมือ่ พิจารณาเป็นราย ดา้ นพบว่า มีค่าเฉลย่ี สูงสุด คือ พฤติกรรมการดแู ลสขุ ภาพตนเอง รองลงมา คือ การรับรู้พลังอานาจตนเอง และ ดา้ นการเหน็ คณุ ค่าตนเอง มีค่าเฉลี่ยตา่ สดุ 3. การเห็นคณุ ค่าในตนเอง การรับรู้พลังอานาจของตนเองและพฤติกรรมการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ก่อนดาเนินการและหลังดาเนินการมีค่าเฉลย่ี ของคะแนนแตกต่างกนั อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดบั .05 อภิปรายผล ผลการวิจยั จากการศึกษาของการสร้างพลังอานาจประชาชนในการป้องกันอุบัติเหตุทางท้องถนน โดย กระบวนการสร้างเสริมพลังอานาจของผู้ใช้รถใช้ถนน ตาบลหนองพลวง อาเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา มี ข้อเสนอแนะสาหรับบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านรูปแบบกระบวนการมีส่วนร่วม ต้ังแต่ ร่วมคิด ร่วม ตัดสินใจ ร่วมวางแผนการดาเนินงาน คือ การวิเคราะห์บริบท กระบวนการสร้างเสริมพลังอานาจแก่ผู้ใช้รถใช้ ถนน การติดตามผลการดาเนินงาน จากการศึกษาในครั้งนี้ผู้ศกึ ษามีข้อเสนอแนะ ดงั นี้ 1. การวิเคราะห์บริบทต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มแกนนาของหมู่บ้าน โดย วิเคราะห์ถึงจุดแข็งจุดอ่อนของชุมชน เพื่อจะได้นาข้อมูลที่ได้มาร่วมวางแผนในการสร้างเสริมพลังอานาจแก่ผู้ใช้ รถใช้ถนน โดยใช้จุดแข็งดึงศักยภาพของชุมชนออกมา รวมท้ังหาแนวทางแก้ไข จุดอ่อน หรือจุดบกพร่องของ ชมุ ชนที่อาจสง่ ผลต่อกระบวนการสร้างเสริมพลังอานาจผู้ใช้รถใช้ถนน สอดคล้องกับการศึกษาของ สมโบว์ ฉัตร ดารง และคณะ (2545) ที่รายงานว่าการใช้กระบวนการทางานแบบมีส่วนร่วมสามารถทาให้สมาชิกมีความ เข้มแข็งขนึ้ 2. การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร จากการดาเนินงานพัฒนาการดูแลตนเองในบริบทนี้ มีการดาเนินการ พร้อมไปกับการให้ความรู้ด้านการดูแลตนเองอย่างง่าย ๆ และให้ข้อมูลปัญหาด้านอุบัติเหตุของผู้ใช้รถใช้ถนนไป พร้อมกัน สามารถช่วยให้ผู้ใช้รถใช้ถนนรับรู้ปญั หาไปพร้อมกบั การปฏิบัติตนใหเ้ กิดพฤติกรรมทีด่ ไี ด้ในคราวเดียว สอดคล้องกับ คงกฤช ถูกแผน (2548) ที่รายงานว่าการใช้ชุมชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารพร้อมกับการหาแนวทาง กระจายข้อมูลข่าวสารในหมู่บ้าน ช่วยให้ชุมชนมีความสนใจและเห็นความสาคัญของการดาเนินงานสร้างเสริม พลงั ในการเปน็ หมู่บ้านสุขภาพดี 3. การสร้างเสริมพลังอานาจ จะดาเนินการได้ดี ถ้าผู้ใช้รถใช้ถนนมาเข้าร่วมกระบวนการด้วยความ สมัครใจ ควรให้ผลการดาเนินการส่งผลต่อตัวผู้ใช้รถใช้ถนนเองโดยตรง จึงจะเกิดพลังในการป้องกันการเกิด อุบัติเหตุ ควรส่งเสริมให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความสามารถร่วมคิด ร่วมทา ตลอดจนแสดงออกถึงความสามารถของ ตนเอง ออกมามิใช่การชี้นา ควรช่วยให้เกิดพลังโดยไม่รู้ตัว จนเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง ในอันที่จะแสดง พฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีออก สอดคล้องกับการศึกษาของ นันทวดี ปินปันคง (2548) ที่รายงานว่ารูปแบบ การสร้างเสริมพลังอานาจในการค้นพบ และยอมรับส่ิงที่เกิดขึ้นกับตนเอง การสร้างความตระหนักและความ เชอ่ื มั่น และการสร้างความรู้สึกมสี ว่ นร่วม ทาใหผ้ ู้ใช้รถใช้ถนนมีพลงั อานาจเพิ่มขนึ้ สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสุขอาเภอและผ้ชู ว่ ยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพท่ี 9 รนุ่ ท่ี 1 ปี 2561
4. การสร้างเสริมพลังอานาจ ให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนควรคานึงถึงความสามารถและ ศักยภาพของผู้ใช้ รถใช้ถนนด้วย ซึ่งผู้ใช้รถใช้ถนนจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทที่หนึ่งคือผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีความพร้อม การสร้างเสริมพลังอานาจและสามารถแนะนาส่งเสริมผู้อ่ืนได้ด้วย ประเภทที่สองเป็นผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีความ พร้อมในการดูแลตนเองแต่ไม่สามารถแนะนาใครได้ ประเภทสุดท้ายเป็นผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องอาศัยความ ช่วยเหลอื จากผอู้ ่นื และครอบครัว ไม่สามารถดแู ลตนเองได้ ก็จะไมส่ ามารถสร้างเสริมพลังอานาจได้เช่นกนั 5. การติดตามประเมินผลเป็นระยะ ในการศึกษาครั้งนี้พบว่า กระบวนการสร้างเสริมพลังอานาจ ผู้ใช้รถใช้ถนนจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการติดตามและประเมินผลเป็นระยะๆ เพราะข้อมูลที่ได้จะต้องมี ความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และหาข้อมูลเกี่ยวกับการดาเนินงาน เพื่อที่จะสามารถประเมินผลของการสร้าง เสริมพลังไดว้ ่าประสบผลอย่างไรและมขี ้อควรปรับปรุงอย่างไร ขอ้ เสนอแนะ 1. ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ยั ในครงั้ นี้ 1.1 กลุ่มผู้ใช้รถใช้ถนนที่มาเข้าร่วมกระบวนการไม่ได้เพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นั้น ควรจัดการให้ ผู้ดูแลผู้ใช้รถใช้ถนนมาเข้าร่วมกระบวนการสร้างเสริมพลงั อานาจอีกกลุ่มหนึ่ง 1.2 ผู้ใช้รถใช้ถนนที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุที่ดี ควรให้มาเป็น วิทยากรช่วยเหลือการประชุมกลมุ่ ช่วยแนะนาการปฏิบัติตนและบอกต่อผใู้ ช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ต่อไป 2. ข้อเสนอแนะสาหรบั การศึกษาคร้ังต่อไป 2.1 ควรมีการขยายผล การศึกษาการเพื่อสร้างเสริมพลังอานาจผู้ใช้รถใช้ถนนในหลายๆ พื้นที่และมี ความแตกต่างด้านบริบท เพื่อเปรียบเทียบผลของกระบวนการในแต่ละบริบทอันจะนาไปสู่รูปแบบกระบวนการ สร้างเสริมพลงั อานาจที่จะนาไปประยุกต์ใช้ต่อไป 2.2 ควรนากระบวนการสร้างเสริมพลังอานาจไปใช้กบั ประชาชนกลมุ่ อน่ื ๆ เช่น ในนกั เรียน เปน็ ต้น ซึ่งจะต้องสร้างเสริมพลงั ในการป้องกันการเกิดอุบตั ิเหตุ 2.3 ควรนากระบวนการสร้างเสริมพลังอานาจไปใช้ในการพัฒนาสุขภาพชุมชนด้านอ่ืนๆ เช่น การ ป้องกันโรคติดต่อ เช่น โรคไข้เลอื ดออก การป้องกันโรคไมต่ ิดต่อ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดนั โลหิตสูง เป็นต้น ซึง่ จะต้องสร้างเสริมพลงั ในส่วนบุคคลและชุมชนให้สามารถดาเนินการได้เอง สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สตู รพัฒนาศกั ยภาพสาธารณสุขอาเภอและผู้ชว่ ยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รนุ่ ท่ี 1 ปี 2561
รูปแบบการพฒั นาการเรียกเกบ็ ค่ารกั ษาพยาบาลตามพระราชบญั ญัติค้มุ ครอง ผปู้ ระสบภยั จากรถของโรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตาบลในอาเภอเสิงสาง จังหวดั นครราชสีมา หลักสตู รพัฒนาศกั ยภาพสาธารณสุขอาเภอและผู้ช่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 กิตติ เอ้กระโทก : ผู้ชว่ ยสาธารณสุขอาเภอเสงิ สาง จงั หวดั นครราชสมี า ........................... หลักการและเหตุผล สืบเนื่องจากในแต่ละปีจะมีอุบัติเหตุจากรถเพิ่มขึ้นเป็นจานวนมากบนถนนทางหลวง ตรอกซอย สนาม หญ้า ลานอเนกประสงค์ฯ เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสูญเสียอวัยวะ และพิการ หรือเสียชีวิตเป็นจานวนมาก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สภาพเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ มีผู้ประสบภัยบางส่วนไม่ได้รับการ ช่วยเหลอื ดูแลด้านการรกั ษาพยาบาลอย่างถกู ต้องตามมาตรฐานหรือไมไ่ ด้รบั การชดเชยค่าความเสียหายต่างๆ ที่ เกิดขึ้น ในปัจจุบันรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ เป็นปัจจัยสาคัญในการดาเนินชีวิตของประชาชนและเมื่อเกิด อุบัติเหตุขึ้นทั้งมีคู่กรณี ไม่มีคู่กรณี ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และหรือผู้ใช้ถนน อาจได้รับการบาดเจ็บตั้งแต่บาดเจ็บ เล็กน้อยจนถึงบาดเจ็บสาหัสรุนแรง สูญเสียอวัยวะกลายเป็นคนพิการและถึงขั้นเสียชีวิต ผู้ประสบภัยท้ังหมดจะ ได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในหน่วยบริการสาธารณสุขทั้งสังกัดภาครัฐและเอกชนมีทั้งชาระค่ารักษาพยาบาล เองและเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันภัยหรือบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจากัดตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมผ่านระบบเรียกเก็บค่าสินไหม อัตโนมัติ (Enotifly claim หรือ e-claim) ทั้งนี้การที่รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมรวมถึงกฎระทรวง ประกาศกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ออกมา เพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุมีการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต บุคคลเหล่าน้ันจะได้รับ คุ้มครองตามกฎหมาย เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียเวลา ค่าสูญเสียอวัยวะ หรือสินไหมชดเชย ทดแทนกรณี เสียชีวิตในอัตราที่กาหนดไว้ในกฎหมาย รวมถึงหน่วยบริการสาธารณสุขที่สามารถเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล จากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจากัดเป็นรายได้สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการ สาธารณสุขด้านอน่ื ๆ หรือของโรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตาบลโดยตรง ในปี พ.ศ. 2556 สานักงานสาธารณสุข จังหวัดนครราชสีมา ได้มีการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ประจาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล ทั้ง จังหวัด จานวน 350 แห่งๆ ละ 1 คน เพื่อให้ทุกแห่งดาเนินการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลผ่านระบบเรียกเก็บ สินไหมอัตโนมัติหรือระบบสินไหมอัตโนมัติ (enotifly claim หรือ e-claim) จากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถจากัดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่ตลอด ระยะเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556-2560 ปรากฏว่าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล ในเขตอาเภอเสิงสาง จังหวัด นครราชสีมา ซึ่งมีทั้งหมด 9 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 100 ไม่มีการดาเนินงานเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากบริษัท กลางคุ้มครองผปู้ ระสบภัยจากรถจากัด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ. 2535 และฉบับที่ แก้ไขเพิม่ เติมแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ทีเ่ ข้ารับการอบรมฯไม่มีรูปแบบในการดาเนินงาน ทาให้โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตาบล ทุกแห่งในเขตอาเภอเสิงสาง มีภาระงบประมาณที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านเวชภัณฑ์ วัสดุการแพทย์ สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสูตรพัฒนาศกั ยภาพสาธารณสุขอาเภอและผชู้ ว่ ยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 ร่นุ ที่ 1 ปี 2561
เวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา ที่ให้บริการแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่มารับริการ ทาให้มีผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลอย่างหลีกเลย่ี งไม่ได้ เพื่อเป็นการพฒั นารูปแบบการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล ตามพระราชบญั ญตั ิคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลในอาเภอเสิงสาง จังหวัด นครราชสีมา จานวน 9 แห่ง และได้รูปแบบและสามารถนาไปปฏิบัติหรือดาเนินการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล ในอาเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมาได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์มีประสิทธิภาพประสิทธิผล เกิดประโยชน์โดยรวมท้ังต่อ ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถและหน่วยบริการสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตาบล จึงใช้หลักการ บริหารงานคณุ ภาพ หรือ PDCA ในการพัฒนารูปแบบดังกล่าว สมมติฐานการวิจยั โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล หรือ รพ.สต. ในพื้นที่อาเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา มีรูปแบบ หรือคู่มือ ขน้ั ตอนและแนวทางดาเนินการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จากัดตามพระราชบญั ญัติคุ้มครองผู้ประสบภยั จากรถ พ.ศ.2535 และทีแ่ ก้ไขเพิม่ เติมอย่างไร วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจากัด ตามพระราชบญั ญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเฉพาะของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล ในพื้นที่อาเภอเสิง สาง จังหวดั นครราชสมี า ปัญหาการวิจยั 1. รพ.สต. ไม่มกี ารดาเนินงานเรียกเก็บค่ารกั ษาพยาบาลจากบริษัทกลางคุ้มครองผปู้ ระสบภัยจากรถ 2.รพ.สต.มีภาระงบประมาณที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านเวชภัณฑ์ วัสดุการแพทย์ เวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา ที่ ให้บริการแก่ผปู้ ระสบภัยจากรถที่มารับริการ ขอบเขตการวิจยั การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อการพัฒนารูปแบบในการเรียกเก็บค่า รักษาพยาบาลตามพระราชบัญญตั ิคุ้มครองผปู้ ระสบภยั จากรถของโรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตาบล(รพ.สต.)ใน พืน้ ที่อาเภอเสิงสาง จังหวดั นครราชสมี า โดยใช้วงจรการบริหารงานคณุ ภาพ (Plan:Do:Check:Action) หรือ PDCA ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะได้รับ 1. มีการพัฒนารูปแบบการเรียกเก็บค่ารกั ษาพยาบาลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ของโรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตาบล(รพ.สต.)ในพืน้ ทีอ่ าเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสมี า 2. รพ.สต.มีการดาเนินการเรียกเกบ็ ค่ารกั ษาพยาบาลฯ รวมถึงมรี ายรับหรือรายได้เข้าเปน็ เงินบารุงของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล สรุปผลงานและทาเนียบรนุ่ หลักสตู รพัฒนาศักยภาพสาธารณสุขอาเภอและผชู้ ว่ ยสาธารณสุขอาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รนุ่ ท่ี 1 ปี 2561
กรอบแนวคิดในการวิจัย 1.วางแผน (Plan : P) จดั ประชุมช้ีแจงเจา้ หนา้ ที่ รพ.สต.ทั้งอาเภอ การศกึ ษาดูงาน อบรมเชิงปฏิบตั ิการ และ จัดทาคู่มอื /ข้ันตอน/แนวทางปฏิบตั ิระบบเรยี กเกบ็ ค่ารักษาพยาบาล หรือ e claim เฉพาะ รพ.สต. ประชมุ ช้ีแจง/ประชาสมั พนั ธ์การดาเนินงานในที่ประชมุ หัวหน้าส่วนราชการ หนว่ ยงาน องค์กร ระดับอาเภอ ,ตาบล และหมู่บ้าน 4. การปรบั ปรงุ แก้ไขหลังจากพบปัญหา (Action : A) 2.นาแผนไปดาเนนิ งานหรือ การแก้ไขหรอื ปรบั ปรงุ ในทกุ ขั้นตอนเริม่ จากการวางแผน ปฏิบัติการ (Do: D) รพ.สต.ลง ดาเนินการ ตรวจสอบ การปรับปรุงแก้ไข มอื ปฏิบัติการตรวจสอบสทิ ธิ์ บนั ทึกในระบบ e claim 3.ตรวจสอบการดาเนนิ งาน (Check : C) ตรวจสอบการ เตรียม / รวบรวมเอกสาร รวบรวม/ส่งเอกสารเรียกเก็บฯ การรบั ข้อเรยี กเกบ็ และ หลักฐาน ส่งบริษัทกลางฯ แจ้งอนุมัตคิ ่ารกั ษาพยาบาลของบริษทั กลางผ่านหน้าเว็ป ตามกาหนด ตามคู่มอื / ไซต์ การปรับสมุดบัญชเี งนิ ฝากธนาคาร/การออก ข้ันตอน/แนวทางปฏิบตั ิฯ ใบเสร็จรับเงินของ รพ.สต. รปู แบบการเรียกเกบ็ ค่ารกั ษาพยาบาลตามพระราชบญั ญตั คิ ุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของ โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตาบลในอาเภอเสิงสาง จงั หวัดนครราชสีมาและโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตาบลมกี ารดาเนินการเรยี กเกบ็ ค่ารักษาพยาบาลฯ รวมถึงมรี ายรบั หรือรายไดเ้ ข้าเป็นเงิน บารงุ ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สตู รพฒั นาศักยภาพสาธารณสุขอาเภอและผชู้ ว่ ยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพท่ี 9 รนุ่ ที่ 1 ปี 2561
โครงการโรงเรียนสองวัยสายสมั พนั ธ์รกั อาเภอบวั ใหญ่ จงั หวดั นครราชสีมา หลกั สูตรพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 ฉัตรณรงค์ คงบารมี : ผู้ช่วยสาธารณสุขอาเภอบวั ใหญ่ จังหวัดนครราชสมี า ........................... หลักการเหตผุ ล จากนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตของรัฐบาล ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายในการดาเนินงาน คือ เด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ และจากโครงสร้างประชากรของอาเภอบัวใหญ่พบว่ามีลักษณะเจดีย์ ซึ่งบ่งบอกได้ว่าจะ มีกลุ่มเด็กและกลุ่มผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ และพบว่าการอบรมเล้ียงดูเด็กตกเป็นภาระหน้าที่ของปู่ย่าตายายของ เดก็ มากขึ้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุหรือย่างเข้าสู่วัยสูงอายุ ลักษณะเด่นของบุคคลกลุ่มนี้คือ เป็นผู้มีความรอบรู้เกี่ยวกับ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่เป็น เอกลักษณ์ของชาติที่ ได้รับการส่ังสมมาเป็นอย่างดี ดังน้ันการสร้างความ ร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับผู้ปกครองและชุมชน โดยใช้หลักการจัดการเรียนรู้สาหรับ เด็กปฐมวัยผสาน กับภูมิปัญญาและวัฒนธรรมดงั้ เดิมซง่ึ จะเป็นแนวทาง ที่เหมาะสมในการพฒั นาเด็กปฐมวัยของ สงั คมไทยใน ยุคปัจจบุ ันเพราะการใช้บุคลากรในท้องถิ่นมาเป็น วิทยากรหรือครูผู้สอนร่วมกับผู้ดูแลเด็กจะทาให้ วิทยากรเกิดความภาคภูมิใจ และเด็กเกิดความอบอุ่น เพราะผู้มาให้การอบรมเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด เด็ก คุ้นเคย และเดก็ เชื่อและไว้วางใจมากทีส่ ุด กระบวนการเรียนรู้กจ็ ะเกิดขนึ้ ได้ จากการดาเนินการคัดกรองภาวะซึมเศร้า 2Q ของผู้สูงอายุ ในอาเภอบัวใหญ่ จานวน 11,236 คน ผิดปกติ 10,001 คน คิดเป็นร้อยละ 89.01 การคัดกรอง BMI พบภาวะอ้วน 399 คน คิดเป็นร้อยละ 3.55 ภาวะอ้วน อันตราย 44 คน คิดเป็นร้อยละ 0.39 ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีสภาวะซึมเศร้า และจาก ดาเนินการประเมินพัฒนาการ เด็ก 9, 18, 30, 42 เดือน ในปี 2560 จานวน 1,922 คน พบสงสัยพัฒนาการ ล่าช้า 528 คน คิดเป็นร้อยละ 27.47 ซึ่งหากเด็กที่สงสัยพัฒนาการล่าช้า ไม่ได้รับการประเมินหรือส่งเสริม พัฒนาที่เหมาะสม อาจส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการล่าช้า และจากการประเมินพัฒนาการเด็ก 3 – 5 ปี ( ณ มิถ นายน 2561) จานวน 1,755 คน (จากจานวนทั้งหมด 2,056 คน) สูงดีสมสว่ น 574 คน ร้อยละ 32.71 (ข้อมูลจาก HDC) ซึง่ หมายถึงเดก็ 3 – 5 ปี มีปัญหาเรือ่ งโภชนาการ ร้อยละ 67.39 การจัดระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุและเด็กปฐมวัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะมีการจัดใน รูปแบบโรงเรียนผู้สูงอายุสาหรับผู้สูงอายุ และมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในการดูแลเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นกิจกรรมแยก สว่ นกนั ระหว่างกลมุ่ เด็กปฐมวัยและผู้สงู อายุ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ บางแหง่ จะมีข้อจากัดเรื่องสถานที่ใน การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งยังไม่สามารถจัดกิจกรรม ดงั กล่าวได้ จากสภาพปัญหาดังกล่าว จึงมีความสนใจที่จะพัฒนารูปแบบการอบรมเล้ียงดู เด็กปฐมวัยของผู้สูงอายุ โดยเลง็ เห็นความสาคัญและสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้สูงวัย (หกสิบปีขึ้นไป)กับเด็กปฐมวัยตามแบบวัฒนธรรม ของชุมชน เชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างการเรียนรู้ให้แก่เด็กอย่างรอบด้าน และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุใช้ เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ชุมชนและสังคมโดยรวม เพื่อ่ให้ผู้สูงอายุได้ใช้ประสบการณ์และสร้าง ประโยชน์แก่เดก็ ปฐมวัยได้ใกล้ชิดกบั ผู้สงู อายแุ ละตระหนักและรู้คุณค่าของผู้สงู อายุ และพฒั นาให้ดีข้นึ สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสขุ ภาพท่ี 9 รุน่ ท่ี 1 ปี 2561
กรอบแนวคิด บนั ไดผลลัพธ์ มกี ารกระบวนการจดั มหี ลักสตู รการจดั กิจกรรม มแี ละใชห้ ลกั สตู รการจดั เดก็ ปฐมวัยมีสขุ ภาพดี สงู ดีสมส่วน กิจกรรมร่วมระหวา่ งเดก็ ร่วมระหวา่ งเด็กปฐมวยั กบั กิจกรรมร่วมระหวา่ งเดก็ พฒั นาการสมวัย มีทกั ษะ และมีวนิ ัย ปฐมวัยกับผสู้ งู อายุ ผสู้ งู อายุ ปฐมวัยกับผสู้ งู อายุ ผู้สูงอายมุ ีสขุ ภาพดี มีความปลอดภัย และมีส่วนร่วมทางสงั คม ระดับท่ี 3 ระดบั ท่ี 4 ระดบั ท่ี 2 ระดับท่ี 1 วตั ถปุ ระสงค์และตวั ชีว้ ดั ความสาเรจ็ ของโครงการ วตั ถปุ ระสงค์ ตัวชวี้ ดั 1. เพือ่ พฒั นารูปแบบ 1.1 ศูนย์พฒั นาเด็กเล็กผ่านเกณฑ์มาตรฐานศนู ยพัฒนาเดก็ เลก็ น่าอยู่ ในระดับดี การอบรมเลีย้ งดเู ด็ก ขนึ้ ไป ปฐมวยั ของผู้สูงอายใุ น 1.2 มีและใช้หลักสตู รการจดั กิจกรรมร่วมระหว่างเดก็ ปฐมวัยกบั ผู้สงู อายุ ศูนย์พฒั นาเดก็ เลก็ 2. เพื่อเสริมสร้าง 2.1 เด็กมีพฒั นาการด้านร่างกายเหมาะสมตามวัย ร้อยละ 90 พัฒนาการเดก็ ปฐมวัย 2.2 เดก็ มีพัฒนาการด้านอารมณ์ และจิตใจเหมาะสมตามวยั ร้อยละ 90 2.3 เด็กมีพัฒนาการดา้ นสงั คมเหมาะสมตามวยั ร้อยละ 90 2.4 เด็กมีพัฒนาการด้านสติปญั ญาเหมาะสมตามวัย ร้อยละ 90 3. เพอ่ื เสริมสร้าง 3.1 ผู้สูงอายุไดร้ ับการพฒั นาทกั ษะทางกายและใจ ร้อยละ 80 สุขภาพผู้สูงอายุ 3.2 ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่ พึงประสงค์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สตู รพัฒนาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผูช้ ่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 ปี 2561
เปา้ หมายของโครงการ ผู้สูงอายุ และเด็กในศนู ย์พฒั นาเด็กเล็ก ตาบลด่านช้าง จานวน 60 คน กิจกรรม/ผลผลิต ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่งต้ังคณะทางาน ประชุมคณะทางานและทีมวิทยากร เพ่อื จัดทาแผน/หลักสตู รการเรียน ดาเนินกิจกรรมตามแผน/หลกั สตู รการเรียน ประเมนิ ผลการดาเนินงาน สรุปผลการดาเนินงาน/ถอดบทเรียน กิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมาย ผู้สงู อายุ เดก็ ปฐมวยั กิจกรรม ผู้รบั ผิดชอบ ผลลัพธ์ที่คาดหวัง มีสุขภาพแข็งแรง ใฝเ่ รียนรู้ (Head) - สันทนาการสร้างเสรมิ สขุ ภาพ จนท.รพ.สต. (Strong) สขุ ภาพดี สมวัย สม - การตรวจพัฒนาการเดก็ ปฐมวยั จนท.รพ.สต สว่ น (Health) - การเสริมสร้างพัฒนาการด็ก จนท.รพ.สต./ครู ปฐมวัย พีเ่ ล้ยี ง - ของเล่นพืน้ บ้านเสริมพฒั นาการ กศน. ความม่นั คงปลอดภยั มีทักษะ (Hand) - อยู่อย่างปลอดภัยด้วยหลัก 5 อ จนท.รพ.สต. (Social Security) - การปฐมพยาบาลเบ้ืองต้น จนท.รพ.สต./ ปราชญช์ าวบ้าน สว่ นร่วมทางสงั คม ดี มีวินยั (Heart) - เล่านิทาน/สอนคติเตอื นใจ กศน. (Social Paricipation) - เดินสวน ชวนชมปา่ จนท.เกษตร - ปน้ั ดนิ สานตะกร้อ สานปลา สาน กศน./ผู้สงู อายุ สมั พันธ์รกั ผลลพั ธ์ ผลลพั ธ์ทีค่ าดหวงั : ผู้สงู อายุ มสี ขุ ภาพแข็งแรง (Strong) มีความมนั่ คงปลอดภัย(Social Security) และ การมีสว่ นร่วมในสงั คม (Social Paricipation) : เดก็ ปฐมวัย มีทกั ษะ (Hand) ใฝ่เรียนรู้ (Head) ดมี ีวินยั (Heart) และ มีสุขภาพดี สมวัย สมส่วน(Health) สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 ร่นุ ท่ี 1 ปี 2561
การประเมินผล ระยะ 1 เดือน (ต.ค.) : การประสานงานหน่วยงาน และการคัดเลอื กกลมุ่ เป้าหมาย ระยะ 3 เดือน (ธ.ค.) : ผู้สูงอายุได้รบั การตรวจคัดกรองสขุ ภาพ : เด็กปฐมวัย ไดร้ บั การประเมนิ การเจรญิ เติบโต (สว่ นสูง , น้าหนกั ) : เด็กปฐมวัยได้รับการประเมินพัฒนาการระยะ 6,9,12 เดือน (มี.ค. มิ.ย. กย.) : การมีสว่ นร่วมของผสู้ ูงอายุในการส่งเสริมพฒั นาเดก็ ปฐมวยั : เด็กปฐมวัยมีพฒั นาการล่าช้าไดร้ บั การแก้ไข : เดก็ ปฐมวยั ไดร้ บั การประเมนิ การเจรญิ เติบโต (สว่ นสูง , น้าหนกั ) : เด็กปฐมวัยได้รับการประเมินพฒั นาการ ระยะเวลาดาเนนิ งาน ต้ังแต่ 1 ตลุ าคม 2561 – 30 กนั ยายน 2562 สถานที่ดาเนนิ การ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การ บริหารส่วนตาบลด่านช้าง จังหวัดนครราชสีมา ผลทีค่ าดว่าจะได้รบั 1. มีรปู แบบทีเ่ หมาะสมในการอบรมเลยี้ งดูเดก็ ปฐมวัยของผู้สงู อายใุ นศูนย์พฒั นาเด็กเล็ก 2. เด็กปฐมวยั ได้รับการสง่ เสริมพฒั นาที่เหมาะสมโดยศกั ยภาพของผู้สูงอายุ 3. ผู้สูงอายุได้รบั การสง่ เสริมสุขภาพที่เหมาะสม สรปุ ผลงานและทาเนียบรนุ่ หลักสูตรพัฒนาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ว่ ยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสขุ ภาพท่ี 9 รุน่ ท่ี 1 ปี 2561
การดาเนนิ งาน NCD Clinic Plus อาเภอภักดชี มุ พล จงั หวดั ชยั ภูมิ ปี 2561 หลกั สูตรพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผู้ช่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 รัศมี สมรรถชัย : สาธารณสุขอาเภอภกั ดชี ุมพล จงั หวัดชัยภมู ิ ........................... หลักการเหตผุ ล อาเภอภักดีชุมพลเป็นอาเภอขนาดเล็ก มีประชากร 31,022 คน อยู่ในพื้นที่กันดารห่างไกลจากตัว จังหวัด 92 กม. แบ่งการปกครองออกเป็น 4 ตาบล 47 หมู่บ้าน ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีวิถีชีวิตผูกพันกับการปลูกผลไม้ที่มีรสหวานเพื่อบริโภคและจาหน่าย เช่น มะขามหวาน เงาะ ลาไย สม้ เขียวหวาน และกล้วยหอมทอง มโี รงพยาบาลขนาด 30 เตียง 1 แห่ง และมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล ในเครือข่าย 6 แห่ง ซง่ึ อยู่ภายใต้การควบคมุ กากบั ของสานกั งานสาธารณสุขอาเภอ จากรายงานสาเหตุการป่วย ย้อนหลงั 3 ปีลา่ สดุ (พ.ศ.2558 – 2560) พบว่า โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง เป็นสาเหตุการเจ็บป่วย อันดับ 1–2 ในทุกปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยโรคความดันโลหิตสูงมีอัตราป่วยสูงเป็น 1.6 เท่าของโรคเบาหวาน พบภาวะแทรกซ้อนทางตา ไต เท้า คิดเป็นร้อยละ 9.24, 22.25 และ38.03 ตามลาดับ จากข้อมูลข้างต้นหน่วย บริการสุขภาพระดับอาเภอจึงได้ดาเนินโครงการ NCD Clinic plus โดยความร่วมมือของเครือข่ายบริการ สาธารณสุข เครือข่ายการปกครองและท้องถิ่นอาเภอรวมถึงชุมชนในพื้นที่ เกิดเป็นแนวทางเฉพาะของอาเภอ ภกั ดีชุมพล กลวิธกี ารดาเนนิ งาน อาเภอภักดีชุมพล โดยคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอาเภอ(พชอ.) ได้มอบนโยบายวิถี คุณภาพชีวิตคนภักดี 5 ประการประกอบด้วย 1) หมู่บ้านศีล5 2)การปลูกพืชสมุนไพรอย่างน้อย 5 ชนิดใน ครัวเรือน 3) การสง่ เสริมการออกกาลังกาย 4) หน้าบ้านหน้ามอง 5) งานบุญงานเศร้าปลอดเหล้าและอบายมุข ในการดาเนินชีวิต โดยแนวทางต่อยอดเรียกว่า “4 S-NCD Phakdi Model 4.0” ซึ่งเน้นการใส่ใจดูแลสุขภาพ ตนเอง (Self-care) ให้บริการตามมาตรฐาน (service) การติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิดให้อยู่ในระดับปลอดภัย (Safety) และประสบความสาเรจ็ เป็นแบบอย่างให้กับคนอน่ื ได้ (Success) ผลการดาเนินงาน ผลลพั ธเ์ ชิงปรมิ าณ ตวั ชี้วดั ที่สาคญั ของการดาเนินงาน เช่น การประเมนิ ภาวะเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดทาไดถ้ ึงร้อยละ 93.9 ขณะที่การควบคมุ ระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยได้ดี ทาได้ร้อยละ 61.3 ขณะที่อัตราการเกิดโรคความดัน โลหติ สูงและเบาหวานรายใหมล่ ดลงร้อยละ 33.1 และ 19.7 ตามลาดับ ผลผลิตจากการดาเนินงาน 1. งานวิจัย/นวัตกรรมในการดาเนินงาน 2. เชื่อมโยงประเด็น(พชอ.) 3.ลดต้นทุน/ลดการเกิด ภาวะแทรกซ้อน 4. ตวั ชี้วัดผ่านเกณฑ์ 5. ผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน ดแู ลตนเอง ไดต้ ามศกั ยภาพ สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสขุ ภาพท่ี 9 รุ่นที่ 1 ปี 2561
4 S - NCD Phakdi Model 4.0 การติดตามการรกั ษาอย่างใกล้ชิดอยู่ในระดบั ปลอดภยั ให้บรกิ ารตามมาตรฐาน safety - คลินิกบรกิ ารได้คณุ ภาพ มาตรฐาน - Lab คณุ ภาพ - ผู้บริหารเป็นผนู้ าทีม - ใช้ยาอย่างสมเหตสุ มผล FCT - ใช้สมุนไพร ควบคู่กบั แผนปัจจุบนั - แพทย์ FM,CM Nurse,PD Nurse,ONP service วิถีคณุ ภาพ self - เขา้ ถึงบริการได้งา่ ย ชวี ิตคนภกั ดี care - คดั กรองกลุ่มเสี่ยง 5 ประการ รวดเรว็ ครอบคลมุ ใส่ใจดูแลสขุ ภาพตนเอง - คดั กรอง ภาวะแทรกซอ้ น - อสม.ขาเลาะ /อสค.นักจัดการ NCD/CG - ระบบฐานขอ้ มลู Real success - ปรบั เปลย่ี นพฤติกรรม วถิ ีไทย วถิ พี ุทธ time - โรงเรียนลดหวาน มนั เค็ม - สร้างระบบการส่งต่อ - กลุ่มสขุ ภาพทางสงั คม แม่ขา่ ย-ลูกขา่ ย ประสบความสาเรจ็ เป็นแบบอย่างให้กับคนอื่น - Monitoring & evaluation - งานวจิ ัย/นวัตกรรมในการดาเนินงาน - เชอ่ื มโยงประเด็น พชอ. - ลดต้นทนุ / ลดการเกดิ ภาวะแทรกซ้อน - ตัวช้ีวัดผา่ นเกณฑ์ - ผปู้ ่วย ครอบครวั ชุมชน ดแู ลตนเอง ได้ตามศกั ยภาพ - พฒั นาองคค์ วามรู้ อสม./อสค./CG. 4.0 DM & HT ประเมิน CVD 93.9 HT < 140/90 mmHg 61.3 new HT ลดลง 33.1 new DM ลดลง 19.7 HbA1C < 7% 18.7 0% 10% 20% 30% 40% 50% 60% 70% 80% 90% 100% สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สตู รพัฒนาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ว่ ยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รนุ่ ที่ 1 ปี 2561
นวตั กรรม/ผลงานเด่น (Best Practice) ที่สนับสนุนงาน NCD Clinic Plus นวตั กรรมป้องกนั และแก้ไขปัญหา NCD 4 กลุ่ม ประกอบดว้ ย 1) นวัตกรรมแนวทางวิถีธรรม วิถีไทย ใน การปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเส่ียงโรคเรื้อรัง 2) นวัตกรรมโรงเรียนเบาหวาน ใช้ควบคุมระดับ น้าตาลของกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน 3) นวัตกรรม Cigarette spray ใช้ลดการสูบบุหรี่ในกลุ่ม CVD Risk 4) กลุ่ม สุขภาพทางสังคม 3 กลุ่มวัย เช่น กลุ่มราไม้พลอง กลุ่มแอโรบิก กลุ่มสมาธิบาบัด กลุ่มยืดเหยียด กลุ่ม กายภาพบาบดั และกลุ่มรักษ์สขุ ภาพ เปน็ ต้น ปจั จยั แหง่ ความสาเรจ็ 1. ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายผ่านคณะกรรมการพัฒนาคณุ ภาพชีวิตอาเภอ (พชอ.) 2. ผู้บริหารเปน็ ผู้นาทีมสหวิชาชีพในการจัดกระบวนการ NCD Clinic plus ท้ังในสถานบริการและชมุ ชน 3. นวัตกรรมทีส่ นบั สนนุ ใหผ้ ู้ป่วย/กลมุ่ เสีย่ ง NCD สามารถดูแลตนเองได้ 4. มีระบบฐานข้อมูล Data center exchange ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยเรื้อรังภายใน CUP และมี ความพิเศษที่แห่งอืน่ ไม่มี คือ ลูกขา่ ย (รพ.สต.) สามารถสบื ค้น ประวัติการรับบริการ ผลLab การวินิจฉัย ประวัติ การใช้ยา ตารางการนัดหมาย และการสง่ ต่อ จากแม่ขา่ ย (รพช.) ไดแ้ บบ real time ปญั หาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ 1. ดา้ นบุคลากรทีท่ างาน NCD มีการเปลีย่ นแปลงผู้รับผิดชอบงานบ่อย 2. กลุ่มเป้าหมาย NCD มีการย้ายที่อยู่ เช่น ไปทางานต่างจงั หวดั 3. บริบทพนื้ ที่เป็นแหลง่ ปลกู ผลไมท้ ี่มีรสหวาน การปรบั เปล่ยี นพฤติกรรมต้องใช้ระยะเวลานาน สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สูตรพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสุขอาเภอและผชู้ ่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รนุ่ ท่ี 1 ปี 2561
การพฒั นารูปแบบการดาเนินงานในระยะเปลี่ยนผา่ นจากระบบสุขภาพอาเภอสู่การพัฒนา คุณภาพชีวติ ในระดับพื้นที่ อาเภอภเู ขียว จังหวัดชยั ภมู ิ หลกั สูตรพัฒนาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 พีรยศ ย่อมสูงเนิน : ผู้ช่วยสาธารณสุขอาเภอภูเขียว จงั หวัดชยั ภมู ิ ........................... บทคัดยอ่ การวิจัยและพัฒนาในการดาเนินงานในระยะเปล่ียนผ่านจากระบบสุขภาพอาเภอสู่การพัฒนาคุณภาพ ชีวิตในระดับพืน้ ที่ อาเภอภูเขียว จงั หวัดชัยภูมิ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการดาเนินงานพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของประชาชนในอาเภอภูเขียว จังหวดั ชยั ภูมิ ผ่านการขับเคล่ือนโดยคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับ อาเภอ (พชอ) เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา พื้นที่การวิจัย ได้แก่ อาเภอภูเขียวและ คณะกรรมการพฒั นาคณุ ภาพชีวิต ของอาเภอภูเขียว จงั หวดั ชัยภมู ิ แหล่งขอ้ มูล จะเก็บข้อมูลทุติยภูมิ จากสรุป รายงานการดาเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิต ต้ังแต่อดีตถึงปัจจุบัน บันทึกประชุม เอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ และข้อมลู ปฐมภมู ิ จากการสงั เกต การออกแบบการวิจัยการศึกษาเฉพาะกรณี ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า เครือข่ายบริการสุขภาพอาเภอภูเขียวมีการดาเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตมา ต้ังแต่ปี 2558 ผ่านสุขสาธารณะสู่สุขภาพดีวิถีภูเขียว ซึ่งเป็นการดาเนินงานระบบสุขภาพอาเภอ มีลักษณะ ใกลเ้ คียงกับการดาเนินงาน พฒั นาคุณภาพชีวิตระดับอาเภอในปัจจุบัน คือมีการขับเคล่ือนผ่านยุทธศาสตร์ 4 ดี ของอาเภอ คือ สานึกดี สุขภาพดี รายได้ดีและส่ิงแวดล้อมดี มีการจัดทาแผนการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ยุทธศาสตร์ดังกล่าว จานวน 26 แผน มีการลงปฏิญญาร่วมกันขับเคล่ือนกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รูปแบบ การดาเนินงานจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานหลัก รอง เป็นผู้ขับเคล่ือน มีการประชุมเพื่อวางแนวทางการ ดาเนินงานร่วมกนั และประชมุ เพื่อติดตาม เติมเต็มซึง่ กนั และกัน สาหรับการดาเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ ผ่านคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอาเภอ ในปี 2561 น้ัน อาเภอภูเขียวมีกระบวนการในการแต่งตั้งคณะกรรมการตามกรอบในระเบียบสานัก นายกรัฐมนตรี วิธีการได้มาของคณะกรรมการมาจากการเสนอของทีมเลขานุการซึ่งประกอบด้วยตัวแทนส่วน ราชการในพื้นที่ สาหรับการประชุมคณะกรรมการ พชอ.นั้น มีการประชุม จานวน 2 คร้ัง คือ ครั้ง ที่ 1 การ ประชุมเพื่อชี้แจงระเบียบฯ และคัดเลือกประเด็นปัญหาคุณภาพชีวิต และคร้ังที่ 2 เป็นการจัดทาแผนปฏิบัติการ ตามประเด็นปัญหาที่ได้ สาหรับประเด็นปัญหาที่คณะกรรมการคัดเลือกไว้ มี 5 ประเด็น คือ 1.ขยะ 2.อาหาร ปลอดภัย 3.มหัศจรรย์ 1000 วัน 4.อุบัติเหตุจราจรทางบก และ 5.โรคเบาหวาน การดาเนินงาน มีการแต่งต้ัง คณะอนุกรรมการ 1 คณะ คือคณะอนุกรรมการงานอบุ ัติเหตุจราจรทางบก และมีการดาเนินกิจกรรมในทุกพื้นที่ ร่วมกันที่ต่อเนื่อง แต่สาหรับกิจกรรมอ่ืนไม่มีการแต่งต้ังคณะอนุกรรมการ มีการดาเนินกิจกรรมตามงานที่ รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ทาใหข้ าดการช่วยกระตุ้น หนุนเสริม เติมเตม็ ซึง่ กนั และกันที่เห็นเปน็ รปู ธรรม สาหรับแนวทางแก้ไข 1.ควรมีการจัดประชุมคณะกรรมการ พชอ.ต่อเนื่อง เพื่อนาเสนอ ติดตามงาน ผลงานที่ เกิดขึ้น ร่วมเติมเต็ม 2.เลือกประเด็นปัญหาเพื่อแก้ไขเพียง 2-3 ประเด็นที่สามารถร่วมกันทาได้จริงๆ 3.จัดต้ัง อนุกรรมการให้ครอบคลุมทุกประเด็น และ4.ควรมีการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนใน การแก้ไขปญั หาคณุ ภาพชีวิต สรปุ ผลงานและทาเนียบรนุ่ หลกั สูตรพัฒนาศกั ยภาพสาธารณสุขอาเภอและผู้ชว่ ยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 ร่นุ ท่ี 1 ปี 2561
หลักการและเหตผุ ล ปัจจุบันประเทศไทยกาลังเผชิญกับปัญหาท้าทายด้านสังคมและสุขภาพที่มีความหลากหลาย ซับซ้อน และ เปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ท้ังนี้ รัฐบาลได้เสนอแนวทางการขับเคล่ือนแบบ “ประชารัฐ” ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจ สาคัญในการนาสู่ความสาเร็จ และเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2561 ได้มีประกาศราชกิจจานุเบกษา “ระเบียบสานัก นายกรัฐมนตรี ว่าดว้ ยการพฒั นาคุณภาพชีวิตระดบั พืน้ ที่ ปี พ.ศ. 2561 ข้นึ ” วัตถุประสงค์การวิจัย เพ่อื พฒั นารปู แบบการดาเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในอาเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ผ่าน การขบั เคลื่อนโดยคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดบั อาเภอ (พชอ) ขอบเขตการวิจยั การศึกษาครั้งนี้ เป็นการมุ่งพัฒนาทางเลือกหรือวิธีการใหม่ของพื้นที่ เพื่อใช้ในการยกระดับคุณภาพ งานหรือการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิต ของประชาชน ในอาเภอภเู ขียว จังหวดั ชัยภมู ิ ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะได้รบั 1. เกิดสุขภาวะ (Well-being) 2. เกิดวัฒนธรรม “คนอาเภอเดยี วกนั ไมท่ อดทิ้งกนั /คนไทยใส่ใจดแู ลกนั ” ระเบียบวธิ ีวจิ ยั ประชากรที่ศกึ ษา คือ 1. เครือข่ายบริการสุขภาพอาเภอภูเขียว (สสอ.ภเู ขียว+รพ.ภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ) 2. คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับพนื้ ที่ อาเภอภูเขียว จานวน 21 คน กลุม่ ตวั อยา่ งเลือกแบบเฉพาะเจาะจง 1. ผู้รับผิดชอบงานพัฒนาคุณภาพชีวิตระดบั อาเภอ ของสานักงานสาธารณสขุ อาเภอและ โรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ จานวน 2 คน 2. คณะกรรมการพฒั นาคุณภาพชีวิตระดบั อาเภอ ท้ังหมด 21 คน เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการวิจัย มีท้ังหมด 2 ชิ้นได้แก่ 1. แบบบันทึก/แบบสังเกต การดาเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตก่อนที่จะมี(ร่าง) หรือระเบียบสานัก นายกรฐั มนตรี ว่าดว้ ยคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต พ.ศ.2561 2. แบบบันทึก/แบบสังเกต การดาเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตเมื่อมี(ร่าง) หรือระเบียบสานัก นายกรฐั มนตรี ว่าดว้ ยคณะกรรมการพฒั นาคุณภาพชีวิต พ.ศ.2561 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู การวิจยั เชิงเอกสาร (Documentary Research) การออกแบบการวิจัยการศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study Research Design) การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ตามวิธีรวบรวมข้อมูล เช่น การศึกษา เอกสาร การ สงั เกต ข้อค้นพบจาการศึกษารายกรณี หรือการวิเคราะห์ประเดน็ (Thematic analysis) ตามสมมติฐาน สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สูตรพัฒนาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ว่ ยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพท่ี 9 ร่นุ ที่ 1 ปี 2561
ผลการวิจัย ผลการศึกษาตามวตั ถุประสงค์การวิจยั สรปุ ได้ดงั ต่อไปนี้ ระยะที่ 1 รูปแบบการดาเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิต ก่อนที่จะมี(ร่าง)/ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับพื้นที่ พ.ศ.2561 อาเภอภูเขียวมีการดาเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิต ผ่าน ยุทธศาสตร์ 4 ดี ของอาเภอภูเขียว“สุขสาธารณ สู่สุขภาพดี วิถีภูเขียว”คือ 1.คนดี(สานึกดี) 2.สุขภาพดี 3.รายได้ ดี 4.สง่ิ แวดล้อมดี มีการร่วมกันจัดทาแผนงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามยุทธศาสตร์จานวน 26 แผนงาน ซึ่ง การดาเนินการ ไม่มีการแต่งต้ังคณะกรรมการ/อนุกรรมการเป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงการระบุเจ้าภาพหลัก เจา้ ภาพรอง และผู้มีส่วนร่วมของแต่ละแผนงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบด้วยส่วนราชการไม่มีองค์กรเอกชนหรือ ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การดาเนินการขับเคล่ือนแผนงานต่างๆ จะเป็นเจ้าภาพหลัก เป็นผู้ดาเนินการ ตามโครงการของแต่ละหน่วยงาน ระยะที่ 2 การดาเนินงาน หลังจากมีร่าง และระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการ พัฒนาชีวิตระดบั พืน้ ที่ พ.ศ.2561 นั้น อาเภอภูเขียวได้มีการดาเนินการแต่งต้ังคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามกรอบที่ระบุไว้ 1.มีนายอาเภอ เป็นประธานโดยตาแหน่ง มีสาธารณสุขอาเภอเป็นเลขานุการ มี คณะกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐ 6 คน จากองค์กรเอกชน 6 คน และภาคประชาชนจานวน 7 คน ซึ่งมีการ เสนอรายชื่อจากทีมเลขานุการที่มีการประชุมเสนอรายชื่อคณะกรรมการ แต่คณะกรรมการบางส่วนที่แต่งต้ังไว้ เดิมมีการเปล่ียนแปลงไป บ้าง หลังจากมีความชัดเจนในระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ฯ ที่ประกาศ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา และมีการประชมุ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอาเภอภูเขียวมี สาหรับการประชุมคณะกรรมการ พชอ.น้ัน มีการประชุมไปแล้ว จานวน 2 คร้ังคือ คร้ัง ที่ 1 การประชุมเพื่อ ชี้แจงระเบียบฯ และคัดเลอื กประเดน็ ปญั หาคุณภาพชีวิต และคร้ังที่ 2 เป็นการจัดทาแผนปฏิบัติการตามประเด็น ปัญหาที่ได้ สาหรับประเด็นปัญหาที่คณะกรรมการคัดเลือกไว้ มี 5 ประเด็น คือ 1.ขยะ 2.อาหารปลอดภัย 3. มหศั จรรย์ 1000 วัน 4.อบุ ตั ิเหตุจราจรทางบกและ 5.โรคเบาหวาน การดาเนินงานมีการแต่งต้ังคณะอนกุ รรมการ 1 คณะ คือคณะอนุกรรมการงานอบุ ัติเหตจุ ราจรทางบก และมีการดาเนินกิจกรรมในทุกพืน้ ที่ร่วมกนั ที่ต่อเนื่อง มี กระบวนการสร้างการนาร่วม การร่วมคิด ร่วมทา ร่วมเรียนรู้ ชัดเจน แต่สาหรับกิจกรรมอ่ืนยังไม่มีการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการ มีเพียงการดาเนินกิจกรรมตามงานที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ขาดการร่วมคิด ร่วมทา ร่วมติดตามสนับสนุน ทาให้ไม่มีการช่วยกระตุ้น หนุนเสริม เติมเต็มซึ่งกันและกันที่เห็นเป็นรูปธรรม : ควรมีการ พัฒนาและแก้ไขในการดาเนินงานในระยะต่อไป สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผู้ช่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพท่ี 9 รนุ่ ที่ 1 ปี 2561
การพัฒนาชุมชนตน้ แบบการใชย้ าอยา่ งปลอดภยั ในชุมชน อาเภอหนองบวั แดง จงั หวดั ชัยภมู ิ หลักสูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 วิมล จติ รปล้ืม : ผู้ช่วยสาธารณสุขอาเภอหนองบัวแดง จงั หวัดชัยภูมิ ........................... หลกั การและเหตผุ ล สถานการณ์ปัญหาในภาพรวมของประเทศ ค่าใช้จ่ายด้านยามีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกับค่าใช้จ่าย ดา้ นสขุ ภาพ (ประมาณร้อยละ 7-8 ต่อปี) แต่สูงกว่าอตั ราการเติบโต (ร้อยละ 5-6 ต่อปี) ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ (GDP) การคาดการณ์แนวโน้มของค่าใช้จา่ ยด้านยาของประเทศไทยในอนาคต ปัจจยั ทีม่ ีผลทาให้ ปริมาณการใช้ยาเพม่ิ สงู ขึน้ ประกอบดว้ ย การที่คนไทยเข้าถึงยามากขึ้นจากการมีระบบหลักประกันสุขภาพ กลุ่ม โรคที่ต้องการการรักษาต่อเนื่อง รวมท้ังโรคเอดส์ และกลุ่มประชากรสูงอายุที่ไทยกาลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างสมบูรณ์ ในปี 2568 สาหรับปัจจัยที่มีผลทาให้ยามีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยาใหม่และยาที่มีสิทธิบัตร และการ ขึ้นราคายาตามสถานะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามที่สาคัญที่สุดคือค่าใช้จ่ายด้านยาที่เพิ่มสูงขึ้นเกิดจากการใช้ยา อย่างไม่เหมาะสม เกินความจาเป็น และกระบวนการตลาดที่ขาดจริยธรรม โดยพบการบริโภคยาอย่างไม่ เหมาะสมและเกินความจาเป็นในทุกระดับ ท้ังการใช้ยาในสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชน การใช้ยาในชุมชน โดยเฉพาะยาที่มีความเส่ียงสูง เช่น ยาต้านจุลชีพ ยาสเตียรอยด์ ยาชุด เป็นต้น สาหรับประเทศไทย การบริโภค ยาของคนไทยสูงถึง 144,500 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2555 โดยส่วนหนึ่งรัฐต้องสูญเสียงบประมาณจากการ ครอบครองยาเกนิ จาเป็น ถงึ ประมาณ 2,370 ล้านบาท/ปี และใช้จา่ ยงบประมาณมากถงึ 4,000 ล้านบาท องค์การอนามัยโลกให้คาจากัดความของ การใช้ยาอย่างสมเหตุผล คือ การที่ผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสมกับ ปัญหาสุขภาพ โดยใช้ยาในขนาดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ด้วยระยะเวลาการรักษาที่เหมาะสม และมี ค่าใช้จ่ายต่อชุมชนและผู้ป่วยน้อยที่สุด (WHO, 1985) สอดคล้องกับคาจากัดความตามคู่มือการใช้ยาอย่างสม เหตุผลตามบัญชียาหลักแห่งชาติ : 2552 ที่ขยายความว่า การใช้ยาอย่างสมเหตุผล หมายถึง การใช้ยาโดยมีข้อ บ่งชี้ เป็นยาที่มีคุณภาพ มีประสิทธิผลจริง สนับสนุนด้วยหลักฐานที่เชื่อถือได้ ให้ประโยชน์ทางคลินิกเหนือกว่า ความเสีย่ งจากการใช้ยาอย่างชดั เจน มีราคาเหมาะสม คุ้มค่าตามหลักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ใช้ยาในขนาด ทีเ่ หมาะสมกบั ผู้ป่วยแต่ละกรณี ดว้ ยวิธีการให้ยา ปัจจุบันประชาชนมีทางเลือกในการรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนในครอบครัว จากข้อมลู ของแผนงานพฒั นากลไกเฝ้าระวงั ในระบบยา (กพย.) พบว่าสถานการณ์การใช้ยาที่มีสารเสตียรอยด์ใน ประเทศไทยในปี 2550 มีการใช้ สเตียรอยดม์ ากที่สดุ ถึง 853 ล้านเม็ด คิดเป็นการใช้ต่อคนจานวน 13.2 เม็ดต่อ คนต่อปี ขณะที่ปี 2556 มีปริมาณการใช้ 737 ล้านเม็ด หรือคิดเป็นการใช้ต่อคนจานวน 11.34 เม็ดต่อคนต่อปี ซึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และชมรมเภสัชชนบทได้มีการสารวจอาการไม่พึงประสงค์จากการได้รับสเตียรอยด์หรือ ผลติ ภัณฑ์ปลอมปนสเตียรอยด์ ในโรงพยาบาลชุมชน 10 แห่ง ต้ังแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556-31 พฤษภาคม 2557 พบว่า มีผู้ที่ป่วยจากการใช้สเตียรอยด์ 60 ราย เสียชีวิต 2 ราย จากอาการไตวายเฉียบพลัน โดยแบ่งเป็นผู้ได้รับ ผลกระทบ ร้อยละ 45 จากอาการต่อมหมวกไตผิดปกติ ร้อยละ 18 โรคคุชชิ่งซินโดรม ร้อยละ 6 พฤติกรรมการ ใช้ยาที่ผสมสารสเตียรอยด์ ยาชุด หรือยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตาหรับยา ในส่วนของประชาชนใน อาเภอหนองบัว สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สตู รพัฒนาศักยภาพสาธารณสุขอาเภอและผชู้ ่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสขุ ภาพท่ี 9 รนุ่ ที่ 1 ปี 2561
แดง จังหวัดชัยภมู ิ ยงั พบเหน็ การใช้ยาชดุ และยาทีผ่ สมสารสเตียรอยด์หรือยาที่ไม่ไดข้ นึ้ ทะเบียนตาหรับยาอยู่เป็น จานวนมาก จากการสารวจยงั พบว่ามีรถเร่ คนเร่ ร้านค้า ร้านชา ลกั ลอบจาหน่ายยาที่มีการผสมสารสเตียรอยด์ ยาชดุ หรือยาทีไ่ ม่ไดข้ นึ้ ทะเบียนตาหรบั ยา และยาอนั ตราย ผู้วิจยั เองเห็นความสาคัญของปัญหา จงึ ได้ทาการศึกษาพัฒนาชมุ ชนต้นแบบการใช้ยาอย่างปลอดภัยใน ชุมชน อาเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิขึ้น เพื่อให้เกิดชุมชนต้นแบบที่สามารถจัดการกับปัญหายา และสร้าง การมีส่วนร่วมในการบังคับใช้กฎหมายในชุมชน และส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงยาที่จาเป็นและมีความปลอดภัย ในการใช้ยาดว้ ยตนเอง สามารถเลอื กใช้ยาและผลิตภณั ฑ์สขุ ภาพได้อย่างถูกต้องปลอดภยั วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพื่อให้เกิดชุมชนต้นแบบที่สามารถจัดการกับปัญหายา และสร้างการมีส่วนร่วมในการบังคับใช้ กฎหมายในชุมชน 2. เพ่อื ส่งเสริมใหป้ ระชาชนเขา้ ถึงยาทีจ่ าเปน็ และมีความปลอดภยั ในการใช้ยาดว้ ยตนเอง ประชากรทีศ่ กึ ษา ประชาชนในชุมชนกดุ ชุมแสง ตาบลกดุ ชมุ แสง อาเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ จานวน 284 หลังคา เรือน จากท้ังหมด 974 หลังคาเรือนจากการใช้สูตรคานวณหาขนาดตัวอย่างเมื่อเราทราบประชากรที่แน่นอน ของ บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ สูตร n = 400N/399+N และผู้ประกอบการร้านขายของชาในเขตพื้นที่การทา โครงการทุกร้าน (73 ร้าน) เครือ่ งมือในการศึกษา แบบสอบถาม(แบบสารวจยาในครวั เรือนขององค์การเภสชั กรรม)และกระบวนการพัฒนาชุมชนต้นแบบ ขั้นตอนการดาเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 มี 4 กจิ กรรมคือ (เมษายน-พฤษภาคม 2561) กิจกรรมที่ 1. รบั สมคั รจิตอาสาในชมุ ชน เพอื่ เป็นต้นแบบและเป็นกาลงั ในการขับเคล่อื นกิจกรรม กิจกรรมที่ 2. ประชุมภาคีเครือข่ายเพ่อื ชแี้ จงแนวทางการดาเนินและเป้าหมายโครงการ กิจกรรมที่ 3. มอบป้ายไวนิลขนาด 2.5*1 เมตร เรื่อง ห้ามรถเร่ คนเร่ จาหน่ายยา ให้แก่กานัน ผู้ใหญ่บ้าน วดั โรงเรียน เพื่อนาไปติดตั้งหน้าหมู่บ้าน จานวน 15 ป้าย กิจกรรมที่ 4. ประเมินความรู้ พฤติกรรม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้ในชุมชน ใช้ชุดทดสอบเสตีย รอยด์เพื่อทดสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยาเบื้องต้น ตรวจประเมินร้านชาก่อนเริ่มโครงการโดยใช้ แบบสอบถามชุดท่ี 1 และ 2 ระยะที่ 2 มี 6 กิจกรรมคือ (มิถุนายน- สงิ หาคม 2561) กิจกรรมที่ 1. กิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ตามตามหอกระจายข่าวในหมู่บ้านทุกวันจันทร์ พุธ เสาร์ โดยจิตอาสาทีมตามบทวิทยุที่อยู่ในโครงการ กิจกรรมที่ 2. กจิ กรรมการให้ความรู้เรื่องยาที่ผสมสารสเตียรอยด์ ยาชุด หรือยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ตาหรบั ยาการเลือกซ้ือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยา ในโรงเรียนผู้สูงอายุทุกเดือน เดือนละ 1 คร้ังโดย ใช้ชุดนิทรรศการ สื่อสารคดี และแอนนิเมชั่นต่างๆในการให้ความรู้ สรุปผลงานและทาเนียบรนุ่ หลกั สตู รพัฒนาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นท่ี 1 ปี 2561
กิจกรรมที่ 3. กจิ กรรมการเพิ่มจานวนจิตอาสาโดยการออกเยี่ยมและติดตามกรณีศึกษากลุ่มเส่ียง ที่ใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชนโดยคณะผู้วิจัยและจิตอาสาทีม พร้อมท้ังแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค เพื่อปรับ ทรรศนะคติ สร้างพฤติกรรมการปกป้องสิทธิ์ตนเอง และเป็นกระบอกเสียงส่งต่อความรู้ที่ถูกต้องให้กับคนใน ชุมชนต่อไป กิจกรรมที่ 4. การอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการร้านชาในชุมชน และทาประชาคม พันธะ สัญญาใจในการเลิกจาหน่ายยาอันตราย ยาชุด ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตาหรับยา พร้อมท้ังแจกโปสเตอร์ยา สามญั ประจาบ้าน และยาอันตรายทีห่ ้ามจาหน่ายในร้านชา กิจกรรมที่ 5. การอบรมให้ความรู้เรื่องยาที่ผสมสารสเตียรอยด์ ยาชุด หรือยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตา หรับยา การเลือกซ้ือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การเฝ้าระวังเรื่องการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง แก่ ประชาชนกลมุ่ เสี่ยง กิจกรรมที่ 6. รณรงค์ให้ความรู้เรือ่ งการใช้ยาอย่างเหมาะสม ในงานวันเขา้ พรรษา ระยะที่ 3 มี 3 กิจกรรมคือ (กันยายน 2561) กิจกรรมที่ 1. ประเมินความรู้ พฤติกรรม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้ในชุมชน ใช้ชุดทดสอบเสตีย รอยด์เพือ่ ทดสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยาเบื้องต้น ตรวจประเมินร้านชาหลังจากที่จัดกิจกรรมต่างๆ อย่าง ต่อเนื่องโดยใช้แบบสอบถามชุดท่ี 1 และ 2 กิจกรรมที่ 2. มอบป้าย “ร้านสะดวกยิ้ม”จานวน 10 ป้ายสาหรับร้านชา ที่ผ่านมาตรฐานการ ประเมนิ รอบที่ 2 กิจกรรมที่ 3. เพิ่มจิตอาสาด้วยการมอบเส้ือจิตอาสาชุมชน ให้กับจิตอาสาที่เข้าร่วมทีมและพร้อม ทากิจกรรมต่อไป ผลที่คาดวา่ จะได้รับ 1. มีเครือข่ายจิตอาสาเป็นผู้ขับเคล่ือนงานคุ้มครองผู้บริโภค และเพิ่มจานวนมากขึ้นเรื่อยๆง่ายต่อการ เกบ็ ข้อมูลต่างๆ 2. รพ.สต.สามารถลดจานวนการจ่ายยาปฏิชีวนะและเกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุผล 3. ร้านชาในชุมชนลดการจาหน่ายยาอนั ตราย และผลิตภณั ฑ์สุขภาพทีโ่ ฆษณาสรรพคณุ เกนิ จริง 4. สามารถเกิดชุมชนต้นแบบในการจัดการเรื่องการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม และเป็นชุมชนตัวอย่างเพื่อให้ ชุมชนอืน่ ๆ นาไปปรับประยกุ ต์ใช้ต่อไป สรปุ ผลงานและทาเนียบรนุ่ หลักสูตรพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสุขอาเภอและผู้ชว่ ยสาธารณสุขอาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รนุ่ ที่ 1 ปี 2561
รปู แบบการจัดการขยะมูลฝอยอาเภอแก้งครอ้ จังหวดั ชัยภูมิ หลกั สตู รพัฒนาศักยภาพสาธารณสุขอาเภอและผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 ธีระวฒุ ิ กรมขนุ ทด : ผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอแก้งคร้อ จงั หวัดชัยภมู ิ ........................... บทคัดยอ่ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยและรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยที่ เหมาะสมอาเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เชิงปฏิบัติการ ประชากรกลุ่มเป้าหมายที่ ทาการศึกษา ได้แก่ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น จานวน 1 คน เจ้าหน้าที่เทศบาลตาบล จานวน 3 คน เจ้าหน้าที่องค์การ บริหารส่วนตาบล จานวน 9 คน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จานวน 15 คน รวมจานวนทั้งส้ิน 28 คน วิธี การศึกษาคร้ังนี้ข้อมูลรวบรวมเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์โดยการวิเคราะห์ สังเคราะห์เนื้อหาจากการ รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสนทนากลุ่มและรวบรวมรายงาน ผลการศึกษาพบว่า ประเภทขยะมูลฝอยที่เป็น ปญั หาพบทกุ ประเภท วิธกี ารกาจดั โดยการเผา ฝงั กลบ ปัญหาการจดั การขยะมูลฝอยไม่ไดค้ ัดแยก กาจัดไม่หมด เกิดการเน่า ส่งกล่ินเหม็น เกิดสารควันมลพิษทางอากาศ ทิ้งที่สาธารณะสภาพแวดล้อมและพื้นที่ของคนอ่ืนเกิด เรื่องร้องเรียน ขยะภาชนะน้าขังเป็นแหล่งเพาะพันธ์ยุง รูปแบบใหม่การจัดการขยะมูลฝอย อาเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ประเด็นสาคัญ ดังนี้ 1) การกาหนดเป้าหมายการขับเคล่ือนหมู่บ้านนาร่อง 2) แนวทางใช้กลไก ระดบั อาเภอ ส่ังการ ประกาศนโยบาย 3) การมีสว่ นร่วมอย่างแท้จริงจากทุกภาคส่วน บทบาทภาระหน้าที่ปฏิบัติ ร่วมกันชัดเจน 4) กากับ ติดตาม รายงานผลเป็นระยะ ผลงานหลังใช้รูปแบบ พบว่า นาสู่การปฏิบัติขับเคล่ือน ไตรมาส ละ 30% ของจานวนหมู่บ้าน ทั้งหมดจานวน 126 หมู่ รายงานผล ดังนี้ ระดับ ส.เสน่ห์ จานวน 25 หมู่ คิดเป็นร้อยละ 19.8 เป็นหมู่บ้านต้นแบบศึกษาดูงาน มีกองทุนขยะ/นวัตกรรม ระดับ ส.สวยงาม จานวน 96 หมู่บ้าน คิดเป็น ร้อยละ 76.2 จัดระบบการคัดแยกขยะชัดเจน และ ระดับ ส.สะอาด จานวน 5 หมู่บ้าน คิดเป็น ร้อยละ 4.0 ที่มีความสะอาดของหมู่บ้านเป็นพื้นฐาน การคัดแยกขยะยังไม่ชัดเจน และผลการสารวจค่าความ ชุกดัชนนีของลูกน้ายุง พบว่า ค่าเฉล่ียร้อยละของบ้านที่สารวจพบลูกน้ายุง (House Index) หลังดาเนินการ มีค่า เท่ากับ 8.9 ซง่ึ ต่ากว่าก่อนดาเนินการเท่ากับ 19.5 และค่าเฉล่ียของภาชนะที่พบลูกน้ายุง (Container Index) หลัง ดาเนินการ 9.1 ซึ่งต่ากว่าก่อนดาเนินการเท่ากับ 31.2 ผลกระทบต่อการเกิดโรคไข้เลือดออก พบว่า อัตราป่วย โรคไขเ้ ลือดออก พ.ศ.2560 พบว่ามีอตั ราป่วย 18.1 ต่อแสนประชากร จานวน 17 ราย (Median 55-59=86 ราย) ข้อเสนอแนะ รูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยเป็นทางเลือกหนึ่งในการจัดการส่ิงแวดล้อม ส่งผลดีต่อการกาจัด แหลง่ เพาะพันธ์ยงุ และควรมีมาตรการอย่างอืน่ เพิม่ เติม หลักการและเหตผุ ล ขยะเป็นปัญหาสาคัญหลายประเทศ เนื่องจากปริมาณขยะมีจานวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี และมีแนวโน้มทวี ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ผลกระทบตามมาสูญเสียทางด้านส่ิงแวดล้อม ก่อให้เกิดมลพิษทางน้า ดินเส่ือมสภาพ ความเสียหายจากเหตุราคาญส่งกล่ินเหม็นรบกวน รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์พาหะนาโรค (กรม ควบคมุ มลพิษ, 2551) อาเภอแก้งคร้อพบปัญหาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องขยะมูลฝอย ทิ้งในที่สาธารณะ ทิ้งในที่ สว่ นบคุ คล (ศนู ย์ดารงธรรมอาเภอแกง้ คร้อ,2559) และการระบาดของโรคไข้เลอื ดออก ดงั มีรายงานสถานการณ์ โรคไข้เลือดออกในอาเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ พ.ศ.2555-2559 พบว่ามีอัตราป่วย 86.0, 140.9, 8.6, 305.9 สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผ้ชู ว่ ยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพท่ี 9 ร่นุ ที่ 1 ปี 2561
และ 38.2 ต่อประชากรแสนคน ตามลาดับ ลักษณะการระบาดปีเว้นปี (สานักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ, 2555-2559) จึงไดจ้ ดั ทาการศึกษารปู แบบการจัดการขยะมูลฝอยของอาเภอแก้งคร้อ จงั หวดั ชัยภูมิ เป็นรูปแบบ ที่เหมาะสมกบั พื้นที่บริบทของอาเภอแก้งคร้อ จงั หวดั ชัยภมู ิ วัตถุประสงคข์ องการวิจัย 1. เพอ่ื ศึกษาการจัดการขยะมูลฝอย อาเภอแกง้ คร้อ จงั หวัดชัยภมู ิ 2. เพ่อื เสนอรูปแบบการจดั การขยะมลู ฝอยทีเ่ หมาะสม อาเภอแก้งคร้อ จังหวดั ชยั ภมู ิ กรอบแนวคิดการวิจัย วิธดี าเนนิ การวิจัย ประชากรที่ศึกษา คือ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอาเภอแก้งคร้อ 1 คน จนท.ผู้รับผิดชอบงาน เทศบาล อบต. 12 คน จนท.สาธารณสุข 15 คน รวม 28 คน คณะวิจัยใช้การสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) โดยมีผู้ทา หน้าที่ดาเนินการสนทนา (Moderator) เป็นผู้คอยจุดประเด็นในการสนทนา ชักจูงให้กลุ่มเกิดความคิด และแสดง ความคิดเห็นต่อประเดน็ การสนทนาอย่างกว้างขวาง ละเอยี ดลึกซึ่ง มีขน้ั ตอนดังนี้ ระยะที่ 1 ออกแบบการจดั การขยะมลู ฝอย อาเภอแกง้ คร้อ จังหวดั ชัยภมู ิ 1. ทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ยี วข้อง 2. กาหนดปญั หาหรือหวั ข้อ รวมทั้งคาถามและวตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัยใหเ้ หมาะสม 3. กาหนดประชากรเป้าหมายในการวิจยั และออกแบบตัวอย่างเพื่อร่วมในการสนทนากลมุ่ 4. สร้างแนวคาถามสาหรับการสนทนา (guidelines) ซึ่งได้แก่ ประเภท แหล่งกาเนิด วิธีการจัดการ ปัญหาการจัดการ แนวทางการแก้ไขปัญหาและรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยที่เหมาะสมของอาเภอแก้งคร้อ จงั หวดั ชยั ภูมิ 5. กาหนดผทู้ ีจ่ ะทาหน้าที่ดาเนินการสนทนา หรอื moderator 6. จัดกิจกรรมให้ความรู้แก่คณะทางานทีมอาเภอ ซึ่งเป็นวิทยากรจากสานักงานส่ิงแวดล้อมภาคที่ 10 (ขอนแก่น) กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7. แบ่งกลุ่มคณะทาการสนทนากลุ่ม เพื่อสะท้อนสภาพตามประเด็นที่กาหนด ได้ทาการแบ่งกลุ่ม จานวน 2 กลมุ่ เพื่อทาการสนทนา สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผ้ชู ่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 ร่นุ ท่ี 1 ปี 2561
8. ศึกษาดงู านต้นแบบการจัดการขยะ 9. แบ่งกลมุ่ คณะทางานทาการสนทนากลมุ่ เพื่อเสนอรูปแบบการจดั การขยะ 10. สังเคราะห์ข้อมูลเพื่อหารูปแบบการจัดการขยะที่เหมาะสม ได้นาหลักการบริหารแบบ POLC ประกอบด้วย 1) การวางแผน (Planning) ได้แก่ กาหนดกลยทุ ธ์ กาหนดเป้าหมาย แนวทางการดาเนินงาน 2) การ จัดองค์การ (Organizing) ได้แก่ โครงสร้างองค์กร ทรัพยากรคน เงิน ส่ิงของ 3) การนาองค์กร (Leading) ได้แก่ การนา การจูงใจ การสัง่ การ การตัดสินใจ 4) การควบคุม (Controlling) ได้แก่ กากับ ติดตาม รายงานผล ระยะที่ 2 การนารปู แบบไปใช้ ประชุมชี้แจงผู้เกี่ยวข้อง นาสกู่ ารปฏิบัติ และรายงานผล ระยะที่ 3 สรปุ ผล วิเคราะห์ สังเคราะห์เพือ่ เสนอรูปแบบ การจัดการขยะมูลฝอย อาเภอแกง้ คร้อ จังหวัดชัยภมู ิ การวิเคราะหข์ อ้ มลู ข้อมูลที่ได้จากการสนทนา ผู้วิจัยใช้การจัดระเบียบจัดกลุ่มและแยกประเภทขนองข้อมูลการลงรหัส ข้อมูล (coding) การตีความข้อมูล (interpretative practice) และนาเสนอในลักษณะของการบรรยายและ พรรณนาความ ทาการตรวจสอบข้อมูลโดยใช้วิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า (triangulation) และการวิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) เครือ่ งที่ใช้ในการรวบรวมขอ้ มูล ใช้แบบสนทนากลมุ่ โดยมีแนวทางคาถาม และแบบประเมนิ หมู่บ้านการจดั การขยะมูลฝอย ผลการวิจัย ผลการนารูปแบบไปใช้ ระยะที่ 2 พบว่า นาสู่การปฏิบัติขับเคล่ือน ไตรมาสละ 30% ของหมู่บ้าน ทั้งหมดจานวน 126 หมู่ รายงานผลดังนี้ ระดับ ส.เสน่ห์ จานวน 25 หมู่ คิดเป็นร้อยละ 19.8 เป็นหมู่บ้านต้นแบบ ศึกษาดงู าน มีกองทนุ ขยะ/นวัตกรรม ระดับ ส.สวยงาม จานวน 96 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 76.2 จัดระบบการคัด แยกขยะชัดเจน และระดับ ส.สะอาด จานวน 5 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 4.0 ที่มีความสะอาดของหมู่บ้านเป็น พืน้ ฐาน การคดั แยกขยะยังไมช่ ัดเจน และผลการสารวจค่าความชุกดัชนีของลูกน้ายุง พบว่า ค่าเฉล่ียร้อยละของ บ้านที่สารวจพบลูกน้ายุง (House Index) หลังดาเนินการ มีค่าเท่ากับ 8.9 ซึ่งต่ากว่าก่อนดาเนินการ (19.5) และ ค่าเฉลี่ยของภาชนะที่พบลกู น้ายงุ (Container Index) หลงั ดาเนินการ 9.1 ซึง่ ต่ากว่าก่อนดาเนินการ (31.2) ผลการสรุปผล วิเคราะห์ สังเคราะห์เพื่อเสนอรูปแบบ ระยะที่ 3 เสนอรูปการจัดการขยะมูลฝอย อาเภอแก้งคร้อ จังหวดั ชัยภูมิ คือ กลยทุ ธ์รูปแบบ 3ส. แก้งคร้อสะอาด 1. กาหนดเป้าหมายการขับเคลือ่ น 2. แนวทางใช้กลไกระดบั อาเภอ ตาบล/หมู่บ้าน ประชาคม นาสู่การปฏิบัติ รายงานและสรุปผล 3. คาสั่ง กลไกระดับอาเภอให้นายอาเภอ ระดับตาบลให้นายกเทศมนตรีตาบล/นายกองค์การ บริหารสว่ นตาบลและระดับหมู่บ้านใหผ้ ู้ใหญ่บ้านเปน็ ประธาน 4. มอบภารกิจ แต่ละภาคสว่ นให้มสี ว่ นร่วมการทางานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดระบบทั้งหมด สนับสนุน คน เงิน ส่ิงของ สาธารณสุขสนับสนุนวิชาการให้ความรู้ ส่วนการศึกษา จัดการเรียนรู้ นักเรียน/ชุมชน เรียนรู้ร่วมกัน ผู้นา อาสาสมัครสาธารณสุข นาปฏิบัติ ประชาสัมพันธ์ เป็นแบบอย่าง ครัวเรือนต้นแบบ รวมท้ัง ข้าราชการในพื้นที่ทกุ คน สรปุ ผลงานและทาเนียบรนุ่ หลกั สูตรพัฒนาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ว่ ยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รนุ่ ท่ี 1 ปี 2561
5. ส่งั การ ประกาศนโยบาย จัดทาบันทึกข้อตกลง 6. ประชาคม กาหนดกติกาหมู่บ้าน 7. ให้ความรู้ชุมชน รณรงค์ลดขยะต้นทาง นากลับมาใช้ซ้า แปรรูปเปล่ียนสภาพนาไปใช้ประโยชน์ หรือนาไปขายขยะย่อยสลายทาปุ๋ยหมกั ปุ๋ยอนิ ทรีย์ ฝังกลบ 8. รวมกลุ่ม กองบญุ ขยะ กองทนุ ขยะช่วยเหลือสังคม 9. สร้างนวตกรรม 10. กากับ ติดตาม รายงานรายไตรมาส รายงานกรรมการประชาคมตาบลและระดบั อาเภอ 11. รายงานผลหมู่บ้านจดั การขยะมลู ฝอย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ เสนอรปู แบบการจัดการขยะมูลฝอย อาเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ไปใช้ ประเด็นสาคัญที่ต่างจากเดิม ดังนี้ 1) การกาเป้าหมายการขับเคล่ือนหมู่บ้านนาร่อง 2) แนวทางใช้กลไกระดับอาเภอ มีข้อส่ังการ ประกาศ นโยบาย 3) การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากภาคส่วนต่าง ๆ กาหนดบทบาทภาระหน้าที่ปฏิบัติร่วมกัน 4) กากับ ติดตาม รายงานผลเป็นระยะผลงานหลังจากการนารูปแบบใหม่ไปใช้ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านที่มีระบบการ คัดแยกขยะชัดเจน ร้อยละ 76.2 จานวน 96 หมู่ รองลงมาเป็นหมู่บ้านต้นแบบ เป็นที่ศึกษาดูงาน มีกองทุนขยะ มีนวตกรรม ร้อยละ19.8 จานวน 25 หมู่ ผลลัพธ์จากการนารปู แบบใหม่ไปใช้ ผลการสารวจค่าความชุกดัชนีของ ลกู น้ายุง พบว่า ค่าเฉลี่ยร้อยละของบ้านที่สารวจพบลกู น้ายุง (House Index) หลังดาเนินการ มีค่าเท่ากับ 8.9 ซึ่ง ตา่ กว่าก่อนดาเนินการเท่ากับ 19.5 และค่าเฉล่ียของภาชนะที่พบลูกน้ายุง (Container Index) หลังดาเนินการ 9.1 ซึ่งต่ากว่าก่อนดาเนินการเท่ากับ 31.2 ผลกระทบต่อการเกิดโรคไข้เลือดออก พบว่า อัตราป่วยโรคไข้เลือดออก พ.ศ. 2560 พบว่ามีอัตราป่วย 18.1 ต่อแสนประชากร จานวน 17 ราย (Median 55-59=86 ราย) สอดคล้องกับ สานักโรคติดต่อนาโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (2558) ในการควบคุมป้องกันโรค ไข้เลอื ดออก ใช้แนวคิดการจัดการส่ิงแวดล้อมเป็นกลยุทธ์หลัก ในการดาเนินงานเชิงรุก เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ต้ังแต่ระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติการ จนถึงระดับชุมชนและประชาชนกระตุ้นให้ร่วมกันจัดการส่ิงแวดล้อมใน ชมุ ชน ครวั เรอื น ซง่ึ เป็นทางเลือกหนึ่งทาให้บ้านเรือนสะอาด กาจัดหรือทาลายแหล่งลกู น้ายงุ สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สตู รพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผู้ชว่ ยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 ปี 2561
โครงการพฒั นาการดาเนินงานป้องกันและลดอุบตั เิ หตทุ างถนนโดยการมีสว่ นรว่ มของ ภาคีเครือขา่ ย อาเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรมั ย์ ปีงบประมาณ 2561-2562 หลกั สูตรพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสุขอาเภอและผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 ณรงค์ พวงดาว : สาธารณสุขอาเภอหว้ ยราช จงั หวัดบุรีรมั ย์ ........................... หลกั การและเหตผุ ล สืบเนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศให้ปี 2554–2563 เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนนและกาหนด เป้าหมายตัวชี้วัดไว้ว่า ในปี 2563 ประเทศไทยต้องมีอัตราการเสียชีวิตของประชาชนที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนน ลดลงไมเ่ กิน 10 คนต่อประชากร 100,000 คนโดยใช้ยทุ ธศาสตร์หลัก 5 ดา้ นประกอบด้วย ดา้ นบงั คับใช้กฎหมาย ด้านวิศวกรรม ด้านการให้ความรู้การประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม ด้านการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน และด้านการประเมินผลและระบบสารสนเทศ เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ปี 2554-2560 ได้มีการ กาหนดใหท้ ุกภาคสว่ นทาการรณรงค์ให้เกิดความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันยังพบว่า สถิติการเกิดอุบัติเหตุและความเสียหายจากอุบัติเหตุทางถนนยังไม่ลดลงแต่อย่างใด จากข้อมูลสถิติการเกิด อุบตั ิเหตทุ างถนนของอาเภอห้วยราช พบว่า ปี 2558 มีสถิติการเกิดอุบตั ิเหตุ 470 ครั้ง ไม่มีผู้เสียชีวิต ปี 2559 มี สถิติการเกิดอุบัติเหตุ 468 คร้ัง เสียชีวิต 1 คน ปี 2560 มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุ 489 ครั้ง เสียชีวิต 10 คนซึ่งมี ผู้เสยี ชีวิตเพิ่มขึน้ จากปีทีผ่ ่านๆมาค่อนข้างสูงมาก เม่อื วิเคราะห์ขอ้ มูลการเกดิ อุบัติเหตแุ ละการเสียชีวิตในปี 2560 พบว่า ผู้ที่เสียชีวิตมากที่สุดเป็นกลุ่มอายุต่ากว่า 18 ปี และเป็นเด็กในวัยเรียนที่มีการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต ดังนี้ เกิดอุบัติเหตุ 250 คร้ัง(ร้อยละ 51.12 ของอุบัติเหตุทางถนน) เสียชีวิต 4 คน(ร้อยละ 40 ของการเสียชีวิต จากอุบัติเหตุทางถนน) ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตมากที่สุดคือรถจักรยานยนต์ ช่วงเวลาที่เกิด อบุ ัติเหตแุ ละเสยี ชีวิตสว่ นใหญอ่ ยู่ในช่วงนอกเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ และจากการสังเกตพฤติกรรมของกลุ่ม นักเรียนและประชาชนทั่วไปในพื้นที่ พบว่า ยังมีพฤติกรรมไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร โดยเฉพาะการสวมหมวก นิรภัยมีน้อยมาก ประกอบกับการพบเรื่องร้องเรียนเรื่องการแข่งรถจักรยานยนต์ การขับขี่รถจักรยานยนต์ ก่อกวนเสียงดงั ของกลมุ่ เยาวชน เปน็ ต้น จากการวิเคราะห์การดาเนินงานทีผ่ ่านมา พบว่า อาเภอห้วยราชโดยศนู ย์ปฏิบตั ิการความปลอดภัยทาง ถนนระดับอาเภอ (ศปถ.อ.) มีการดาเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาล สงกรานต์ได้ดี จากข้อมลู จานวนผู้เกิดอุบตั ิเหตแุ ละผู้เสยี ชีวิตค่อนข้างน้อยหรือไมม่ ีเลย แต่จะพบการเกดิ อุบัติเหตุ และเสียชีวิตในช่วงนอกเทศกาล ปัญหาที่พบคือ ขาดการดาเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่องและ จริงจัง นอกจากนีย้ งั พบปัญหาขาดการมีส่วนร่วม การประสานการดาเนินงานจากส่วนราชการ ภาคท้องถิ่น หรือ ชุมชน(บ้าน วัด โรงเรียน) กลุ่มองค์กรต่างๆในพื้นที่ ไม่มีแกนนาในหน่วยงานหลักในลักษณะพหุภาคีมาเกาะติด และเรียนรู้สถานการณ์ เพื่อปรับวิธีการใหม่ๆ มาใช้ในการแก้ปัญหา ขาดการกระตุ้น และเวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้ ระหว่างภาคีเครือข่ายและท้องถ่นิ ต่างๆ อาเภอห้วยราช ได้ตระหนักถึงความสาคัญของปัญหาอุบัติเหตุทางถนน จากการบาดเจบ็ การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ โดยได้พิจารณาใช้ยุทธศาสตร์หลัก 5 ด้าน ในการดาเนินงานให้เกิดความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ซึ่งยุทธศาสตร์ที่เห็นว่าสอดคล้องกับปัญหาในพื้นที่ มากที่สุดคือ ด้านการบังคับใช้กฎหมายควบคู่ไปกับด้านการให้ความรู้การประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม สรุปผลงานและทาเนียบรนุ่ หลกั สูตรพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสุขอาเภอและผชู้ ว่ ยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสขุ ภาพท่ี 9 รุ่นที่ 1 ปี 2561
รวมท้ังการนาระบบสารสนเทศและการประเมินผลมาใช้ในการดาเนินงาน อาเภอห้วยราช จึงได้จัดทาโครงการ พัฒนาการดาเนินงานป้องกันและลดอบุ ัติเหตทุ างถนนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ปีงบประมาณ 2561- 2562 วตั ถุประสงคห์ ลกั 1.เพื่อพัฒนาการขับเคล่ือนของศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนระดับอาเภอ(ศปถ.อ.) อย่าง ต่อเนื่อง จริงจัง และเป็นรปู ธรรม 2.เพื่อสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการดาเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนใน พืน้ ที่อาเภอหว้ ยราช จังหวัดบรุ ีรัมย์ 3.เพอ่ื พัฒนาระบบการจดั การข้อมลู เพือ่ การป้องกนั และแก้ไขปญั หาอบุ ตั ิเหตทุ างถนน 4.เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้นาไปสู่การเกิดนวัตกรรมการป้องกันและลดอุบัติเหตุทาง ถนน วัตถุประสงค์เฉพาะ 1.เพ่อื ลดอัตราการเกิดอบุ ัติเหตุทางถนนของกลุ่มอายตุ า่ กว่า 18 ปี ในปี 2561 ไม่เกินร้อยละ 40 และใน ปี 2562 ไมเ่ กินร้อยละ 30 2.เพ่อื ลดอตั ราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประชาชนในเขตพื้นที่อาเภอ ในปี 2561 ไม่เกิน10 คน และในปี 2562 ไมเ่ กิน 6 คน ตวั ชีว้ ัดความสาเร็จของโครงการ 1.ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนระดับอาเภอ มีการขับเคล่ือนการดาเนินงานตามบทบาท หน้าทีอ่ ย่างต่อเนอ่ื ง จริงจัง 2.ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนระดับอาเภอ มีการกาหนดยุทธศาสตร์การดาเนินงานที่ สอดคล้องกับประเดน็ ปญั หาของพ้ืนที่ 3.ภาคีเครือข่ายท้ังภาคราชการ ภาคท้องถิ่น ภาคประชาชนเข้ามีมีส่วนร่วมในการดาเนินงานป้องกัน และลดอบุ ตั ิเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่อง จริงจังและเปน็ รูปธรรม 4.มีแกนนาในหน่วยงานหลักหรือภาคีเครือข่าย (Focal Point) เช่น แกนนาในหน่วยงานปกครอง ตารวจ โรงพยาบาล สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ โรงเรียน วัด หมู่บ้าน/ชุมชน และครอบครัว 5.มีฐานข้อมลู หรือชุดขอ้ มูลของอาเภอเพือ่ ใช้ในการวางแผน การสอ่ื สาร การคืนขอ้ มลู การประเมนิ ผล 6.มีการติดตาม สรปุ ผลการดาเนินงาน เวทีแลกเปลีย่ นเรียนรู้ และการถอดบทเรียน 7.ลดการเกดิ และการเสียชีวิตจากอบุ ัติเหตทุ างถนนได้ตามเป้าหมาย พืน้ ที่ดาเนินการ ดาเนินการในพืน้ ที่อาเภอหว้ ยราช จงั หวัดบรุ ีรัมย์ สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สตู รพัฒนาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผูช้ ่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพท่ี 9 ร่นุ ที่ 1 ปี 2561
กลุ่มเป้าหมายของโครงการ (Target Group) ประชาชนทั่วไป กลุ่มวัยเรียน วัยรุ่น วัยทางาน และผู้สูงอายุ โดยพิจารณาจากฐานข้อมูลกลุ่ม พฤติกรรมเสีย่ งในชมุ ชน/หมู่บ้าน/โรงเรียน กล่มุ ผใู้ ชป้ ระโยชน์จากโครงการ (Customer Group) 1. ประชาชนทกุ กลุ่มวยั ในพนื้ ที่ดาเนินการตามโครงการ 2. เจา้ หน้าที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ในพนื้ ที่ดาเนินการตามโครงการ บคุ ลากรที่ร่วมโครงการ (Stakeholders) 1. นายอาเภอห้วยราช 2. หัวหน้าสว่ นราชการอาเภอห้วยราช และเจ้าหน้าทีท่ กุ คน 3. นายกเทศมนตรีตาบล และนายกองค์การบริหารส่วนตาบลทกุ แหง่ และเจ้าหน้าทีท่ กุ คน 4. ผู้นาชุมชนทุกหมู่บ้าน ผู้นาทางศาสนา 5. ชมรม อสม./แกนนาครอบครัว วิธดี าเนนิ การ 1.ทบทวนบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน ระเบียบ คาสง่ั ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น ระเบียบสานัก นายกรัฐมนตรีว่าดว้ ยการป้องกนั และลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ.2554 2.ประชุมผู้รับผิดชอบงานหลักที่เกี่ยวข้องกับงานอุบัติเหตุทางถนน เช่น เลขานุการ ศปถ.อาเภอ ,สวป.สภ.,งานอุบัติเหตุโรงพยาบาล,สาธารณสุขอาเภอ,ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของอปท. เพื่อวาง แผนการดาเนินงานและประสานงานกับหน่วยงานอ่นื ๆ 3.เสนอประเด็นปัญหาการเกิดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ให้คณะกรรมการศูนย์ ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนระดับอาเภอ พิจารณาเพื่อเลือกประเด็นปัญหาในการแก้ไข และกาหนด ยุทธศาสตร์ในการดาเนินงานใหส้ อดคล้องกับสภาพปญั หาและกลุ่มเป้าหมายในพืน้ ที่ 4.นายุทธศาสตร์ไปสกู่ ารปฏิบัติ เช่น การบังคบั ใช้กฎหมายควบคู่ไปกับการใหค้ วามรู้การประชาสมั พนั ธ์ และการมีส่วนร่วม การนาระบบสารสนเทศและการประเมินผลมาใช้ในการดาเนินงาน เช่น ใช้มาตรการองค์กร ในการรณรงค์สวมหมวกนิรภัย/คาดเข็มขัดนิรภัยสาหรับผู้นาชุมชน บุคลากรในหน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/ อปท.และนักเรียนในโรงเรียน เพื่อจัดเก็บข้อมูล จัดทาฐานข้อมูล เพื่อการวางแผนการดาเนินงาน การส่ือสาร การคืนขอ้ มูลให้กับหน่วยงาน 5.พัฒนาศักยภาพแกนนาในโรงเรียนมัธยมศึกษาประจาอาเภอ(สภานักเรียน) สร้างแกนนาเครือข่าย อบุ ัติเหตุทางถนนในหมบู่ ้าน/ชมุ ชนทุกแหง่ 6.ส่งเสริมหมู่บ้านชุมชน โรงเรียน จัดประชาคม เพื่อกาหนดข้อตกลง ธรรมนูญชุมชน มาตรการทาง สังคม ที่เอ้ือต่อการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในชุมชน และกาหนดบทบาทหน้าที่ของคนในชุมชน เช่น ด่าน ครอบครวั ดา่ นชุมชน เพ่อื ใหเ้ กิดการมีสว่ นร่วมของประชาชนและภาคีเครือข่าย สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สูตรพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผูช้ ว่ ยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 ปี 2561
7.ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้มีส่วนร่วมในการดาเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทาง ถนน เช่น การสนบั สนนุ งบประมาณ จัดทาแผนและกระจายทรัพยากรใหต้ รงกบั สภาพปัญหา การต้ังเทศบัญญัติ ข้อบังคบั งบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกบั การป้องกันและลดอุบัติเหตทุ างถนน 8.ประสานสถานีตารวจภูธรเพื่อร่วมกันจัดทาฐานข้อมูลบุคคลที่มีพฤติกรรมเส่ียงในชุมชนและหา มาตรการในการจัดการอย่างเหมาะสม เช่น มีการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจรและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ในการใช้รถใช้ถนน การว่ากล่าวตกั เตือน การเข้าค่ายปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมเสีย่ ง การบังคับใช้กฎหมาย เป็นต้น 9.ติดตาม สนับสนุนการดาเนินงาน สรปุ ผลการดาเนินงาน โดยคณะกรรมการ พชอ.และศูนย์ ศปถ.อ. 10.จัดเวทีนาเสนอผลการดาเนินงานของแต่ละภาคีเครือข่าย แลกเปล่ยี นเรียนรู้ ถอดบทเรียน ระยะเวลาดาเนนิ การ ตุลาคม 2560 – กันยายน 2562 งบประมาณ จากงบ P&P คปสอ.ห้วยราช รวมท้ังส้นิ 32,800 บาท (สามหมื่นสองพนั แปดร้อยบาทถ้วน) การตดิ ตามและประเมินผล คณะกรรมการหรือคณะทางานระดับอาเภอมีการติดตาม สนับสนุน และประเมินผลการดาเนินงาน ตามวัตถปุ ระสงค์ ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะได้รับ เกิดการดาเนินงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนนที่มีประสิทธิภาพ โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ประชาชนมีความรู้ ตระหนักถึงปัญหา ปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง และมีวินัยในการดูแลตนเอง ทาให้การเกิด อุบัติเหตุ และการบาดเจ็บ การเสียชีวิต การสูญเสียทรัพย์สินจากอุบัติเหตุทางถนนลดลง ส่งผลให้คุณภาพชีวิต ของประชาชนดีขึน้ สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สูตรพัฒนาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผูช้ ว่ ยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รนุ่ ท่ี 1 ปี 2561
โครงรา่ งการพัฒนา อสม.ค่หู ู ดูแลแม่และเดก็ อาเภอลาปลายมาศ จงั หวัดบรุ ีรมั ย์ หลกั สตู รพัฒนาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 สุรชัย ชุตินธรารักษ์ : ผู้ช่วยสาธารณสุขอาเภอลาปลายมาศ จงั หวดั บรุ ีรัมย์ ........................... หลกั การและเหตุผล ตามทีร่ ฐั บาลมนี โยบายดาเนินการโครงการมหศั จรรย์ 1,000 วันแรกแห่งชีวิต โดยมีเป้าหมาย เพื่อสร้าง เดก็ ไทยให้มคี วามพร้อมใน 4 ด้าน Health Head Heart และ Hand ใฝ่เรียนรู้ มีทักษะ เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของ ประเทศ โดยมีวัตถปุ ระสงค์เพ่อื พัฒนาและสง่ เสริมสขุ ภาพเด็กใหม้ ีความสมบรูณ์ท้ังทางกาย จติ ใจ มีสติปัญญา และศักยภาพที่ดี ในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต กระตุ้นและส่งเสริมให้ครอบครัว ชุมชนและสังคมตระหนักถึง ความสาคญั ของการดูแลสตรีตั้งครรภ์และเด็กอายุ 0-2 ปี สร้างความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายและองค์กรต่างๆ ในการดูแลของสตรี ต้ังครรภ์และเด็กอายุ 0-2 ปี ร่วมกันแก้ไขปัญหาให้กับครอบครัว เพิ่มการเข้าถึงบริการ สุขภาพในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์และเด็กอายุ 0-2 ปี โดยการสร้างเสริมสุขภาพของหญิงต้ังครรภ์ และหญิงหลัง คลอดโดยใช้กลไกการขับเคล่ือนโดย Child And Family Team (CFT) (ยุทธนา พูนพานิช,2560) ซึ่งประเทศไทย ยังพบปัญหาที่เก่ยี วข้องกบั สุขภาพแม่และเด็กได้แก่ ปญั หาเด็กทารกแรกเกิดน้าหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม อัตรา การเลีย้ งลกู ด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนและอตั ราการเข้ารบั การฝากครรภ์คร้ังแรกกอ่ นอายคุ รรภ์ 12 สัปดาห์ อาเภอลาปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่าอัตราทารกแรกเกิดน้าหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ร้อยละ 4.55 อัตราการเล้ียงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน ร้อยละ 57.98 อัตราการเข้ารับการฝากครรภ์คร้ังแรก ก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ร้อยละ 71.89 ได้รับการดูแลก่อนคลอด 5 ครั้ง ตามเกณฑ์คุณภาพ ร้อยละ 61.85 (HDC Report,2561) พบปัญหา หญิงตั้งครรภ์ฝากครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ การเข้ารับการฝากครรภ์ 5 คร้ังตามเกณฑ์คุณภาพ อัตราทารกแรกเกิดน้าหนักน้อยกว่า 2,5000 กรัม การเล้ียงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน ต่ากว่าเกณฑ์ สาเหตุของการฝากครรภ์ช้า เนื่องจาก ไม่ทราบว่าต้ังครรภ์ ขาดความรู้ในการรับการฝาก ครรภ์เร็ว ซง่ึ มีผลต่อสุขภาพแม่และเด็ก อาจเกิดภาวะเส่ียงและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ท้ังในระยะตั้งครรภ์, ระยะ คลอด, หลังคลอด ส่งผลต่อสุขภาพของแม่และเด็กในระยะยาว ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอาเภอลา ปลายมาศมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2561 กาหนดประเด็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตร่วมกันในเรื่อง โครงการมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกแห่งชีวิต และการจัดการขยะในชุมชน ซึ่งการดูแลแม่และเด็กโดยอาสาสมัคร สาธารณสุขประจาหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพให้มีความรู้ในการดูแลแม่และเด็ก ร่วมกับทีม CFT อย่าง ต่อเนื่อง เปน็ การเพิ่มแรงสนับสนนุ ใหห้ ญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอดรับรู้ประโยชน์ของการดูแลตัวเองและบุตร ทราบประโยชน์ของการมารับการฝากครรภ์เร็ว เพื่อลดปัญหาภาวะแทรกซ้อนและอัตราตายของมารดาและ ทารก ทราบประโยชน์ของการเล้ียงลูกด้วยน้านมแม่ ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในระหว่าง การต้ังครรภ์ หลงั คลอด และดูแลใหบ้ ตุ รได้ดืม่ นมแม่ เพือ่ สง่ ผลใหเ้ ดก็ มีสขุ ภาพและพฒั นาการสมวัยต่อไป สรุปผลงานและทาเนียบรนุ่ หลกั สูตรพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ว่ ยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รนุ่ ท่ี 1 ปี 2561
กรอบแนวคิดการดาเนนิ งาน แรงสนบั สนนุ ทางสงั คมโดย อสม. - การรับรปู้ ระโยชน์ของการดแู ลตัวเองของมารดา -การสนบั สนุนทางการให้ขอ้ มูลข่าวสาร และบุตร - การสนับสนนุ ทางอารมณ์และสงั คม - ทัศนคติในการปฏบิ ตั ขิ องมารดาในการดแู ล - การสนับสนุนทางดา้ นเครื่องมือ ตวั เองของมารดาและบุตร อทิ ธิพลระหว่างบคุ คล - พฤติกรรมการดแู ลตนเองและบุตรของมารดา - ฝากครรภ์ก่อนอายคุ รรภ์ 12 สปั ดาห์ - ฝากครรภค์ ณุ ภาพอย่างน้อย 5 คร้ัง - เลยี้ งลูกดว้ ยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน วัตถุประสงค์ วัตถปุ ระสงค์ ตัวช้วี ดั ความสาเรจ็ ของโครงการ 1.เพือ่ ส่งเสริมการดูแลแม่และเดก็ ในโครงการ 1.หมู่บ้านนาร่อง มี อสม.ทีเ่ ข้าร่วมโครงการอย่าง มหัศจรรย์ 1,000 วันแรกแห่งชีวติ โดย อสม.เปน็ น้อยหมู่บ้านละ 2 คน ผู้สนับสนนุ การดูแลตนเองของมารดา 2.เพื่อส่งเสริมใหห้ ญงิ ต้ังครรภ์เข้ารบั การฝากครรภ์ 1. หญงิ ต้ังครรภ์เข้ารบั การฝากครรภ์กอ่ นอายุ ก่อนอายุครรภ์ 12 สปั ดาห์และฝากครรภ์คุณภาพ ครรภ์ 12 สปั ดาห์ ตามเกณฑ์ 2. หญิงต้ังครรภ์ฝากครรภ์คณุ ภาพตามเกณฑ์ 3.เพื่อสง่ เสริมการเลีย้ งลกู ด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 3.หญงิ หลังคลอดเล้ยี งลูกดว้ ยนมแม่อย่างน้อย เดือน 6 เดือน ขน้ั ตอนและวิธีการดาเนินงาน 1. คัดเลอื กพืน้ ที่เป้าหมายและอสม.กลุ่มเป้าหมาย 1.1 พืน้ ที่เป้าหมาย คดั เลือกจากพนื้ ที่นาร่องดาเนินงานในปี 2560 จานวน 3 ตาบล ไดแ้ ก่ ตาบล หนองโดน ตาบลทะเมนชยั ตาบลบุโพธ์ิ 1.2 แม่และเด็กกลุ่มเป้าหมายคดั เลอื กจากแม่และเดก็ ในหมบู่ ้านเดียวกันกบั อสม.คู่หทู ่ี ต้ังครรภ์หรือคลอดในระหว่างเดอื น ตุลาคม 2561 – กนั ยายน 2562 1.3 คดั เลอื ก อสม.คู่หูเข้าร่วมโครงการ 1.3.1 ตาบลหนองโดน จานวน 8 หมู่บ้าน อสม.กลมุ่ เป้าหมาย จานวน 16 คน 1.3.2 ตาบลบุโพธ์ิ จานวน 8 หมู่บ้าน อสม.กลมุ่ เป้าหมาย จานวน 16 คน 1.3.3 ตาบลทะเมนชัย - เขตรพ.สต.บุแปบ 8 หมู่บ้าน อสม.กลุ่มเป้าหมาย จานวน 16 คน - เขต รพ.สต.บ้านหนองม่วง 9 หมู่บ้าน อสม.กลมุ่ เป้าหมาย จานวน 18 คน รวมทั้งส้ิน 66 คน สรุปผลงานและทาเนียบรนุ่ หลกั สูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ว่ ยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นท่ี 1 ปี 2561
2. แต่งต้ังคณะทางานระดบั อาเภอ/ตาบล 3. จัดการอบรม อสม.เชี่ยวชาญ โครงการมหศั จรรย์ 1,000 วนั แรกแห่งชีวิต และมอบหมายภารกิจ 4. รบั สมคั ร หญงิ ตั้งครรภ์เข้าร่วมโครงการ 5. อสม.คู่หูออกเยีย่ มติดตามหญิงต้ังครรภ์ทีบ่ ้าน พร้อมลงบันทึกการเยี่ยมของ อสม. 6. อสม.คู่หอู อกเยี่ยมติดตามหญิงหลังคลอดและบตุ ร พร้อมลงบันทึกการเยี่ยมของ อสม. กรณีที่หญิง หลงั คลอดไปทางานที่อืน่ หรือไมอ่ ยู่ในพืน้ ที่ ให้ติดตามโดยการใช้โทรศพั ท์หรือ Social Media 7. คณะทางานระดบั ตาบล/รพ.สต.ติดตามการดาเนินงานของ อสม. 7.1 เยีย่ มหญิงต้ังครรภ์ร่วมกับ อสม. 1 คร้ัง 7.2 เยีย่ มหญิงหลังคลอดร่วมกบั อสม. 1 ครง้ั 7.3 สรปุ ข้อมูลและแจ้งผลความก้าวหน้าการดาเนินงานในที่ประชมุ อสม.เดือนละ 1 ครั้ง 8. เก็บข้อมลู กอ่ นและหลังดาเนินการ 9. สรปุ และประเมนิ ผลโครงการ แผนผงั การดาเนนิ งาน - CFT ตาบล การดแู ลตนเอง - CFT ตาบล - CFT หมู่บ้าน ฝากครรภ์ก่อนอายคุ รรภ์ 12 สปั ดาห์ - CFT หมู่บ้าน ฝากครรภค์ ณุ ภาพ 5 คร้ังตามเกณฑ์ หญิงตง้ั ครรภ์ ด่มื นมอย่างน้อย 90 วนั 90 กล่อง - นา้ หนกั ทารกแรก เกดิ > 2,500 กรมั -แม่เล้ียงลกู ด้วย นมแม่อย่างน้อย 6 เดือน แรงสนบั สนนุ ทางสังคม โดย อสม. แรงสนบั สนนุ ทางสังคม โดย อสม. - การใหข้ ้อมลู ข่าวสาร - การใหข้ ้อมูลข่าวสาร - การสนับสนนุ เครื่องมือ - การสนบั สนนุ เครือ่ งมือ - การสนบั สนุนทางอารมณ์ - การสนับสนุนทางอารมณ์ สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นท่ี 1 ปี 2561
การประเมินผล 1. ประเมนิ ความรู้ อสม. ก่อนและหลงั การอบรม 2. ประเมินการฝากครรภ์ของหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเป้าหมายโดยข้อมูลจากระบบข้อมูลของ รพ.สต.ก่อน และหลงั ดาเนินการ 3. ประเมินการเล้ียงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน โดยการสารวจการเล้ียงลูกด้วยนมแม่โดย เจา้ หน้าที่ รพ.สต.กอ่ นและหลังดาเนินการ เครือ่ งมอื ทีใ่ ช้ 1. หลักสูตรการอบรม อสม. พ.ศ.2555 2. แบบประเมนิ ความรู้ อสม.สาขานมแม่และสายใยรกั ครอบครวั 3. แบบสารวจการเลีย้ งลกู ด้วยนมแม่ ผลทีค่ าดวา่ จะไดร้ ับ 1. หญิงตั้งครรภ์และบตุ รได้รับการติดตามให้คาแนะนาในการดแู ลสขุ ภาพอย่างต่อเนื่อง 2. หญิงตั้งครรภ์เข้ารับการฝากครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์และฝากครรภ์คุณภาพตามเกณฑ์ เพม่ิ ขึน้ 3. หญิงหลังคลอดเลีย้ งลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือนเพิม่ ข้นึ สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสตู รพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสุขอาเภอและผู้ช่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นท่ี 1 ปี 2561
รปู แบบการเสริมสร้างศกั ยภาพในการจดั การอนามัยสิ่งแวดล้อมชมุ ชน ของอาสาสมคั รสาธารณสขุ ประจาหม่บู ้าน อาเภอหว้ ยราช จังหวดั บรุ ีรมั ย์ หลกั สตู รพฒั นาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผู้ช่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 พิษณุ โชติประไพ : ผู้ช่วยสาธารณสุขอาเภอหว้ ยราช จงั หวดั บรุ ีรมั ย์ ........................... หลกั การและเหตผุ ล ในช่วงระยะหลายปีที่ผ่านมา มีการเปล่ียนแปลงในด้านต่างๆ ที่ส่งผลต่อสถานการณ์ส่ิงแวดล้อมเกิดขึ้น มากมายท้ังในระดบั โลก ระดับภมู ภิ าค และระดบั ประเทศ สถานการณ์อนามัยส่ิงแวดล้อมของประเทศไทยได้รับ ผลกระทบจากการเปล่ียนแปลงของบริบทโลกและ ปัจจัยภายในประเทศหลายประการท้ังจากการเปล่ียนแป ลง สภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของประชากร และสภาพ ความเป็นเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการ พฒั นาเศรษฐกจิ สังคม ซง่ึ ส่งผลให้ ปญั หามลพิษสง่ิ แวดล้อมต่าง ๆ ทั้งมลพษิ อากาศ มูลฝอย และส่ิงปฏิกูล เป็น ต้น ที่มีแนวโน้มและความรุนแรงเพิ่มขึ้น รวมถึงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนท้ัง ทางตรงและทางออ้ ม จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ และได้กาหนดวิสัยทัศน์ของจังหวัดบุรีรัมย์ว่า “ศูนย์กลางการ ท่องเที่ยวอารยธรรมขอม เศรษฐกิจมั่นคง สังคมเป็นสุข” มีการดาเนินการพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่ิงอานวยความสะดวกทางการท่องเที่ยว พัฒนาสินค้าและบริการด้านการ ท่องเทีย่ ว ส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี จาก สถิติที่ผ่านมามีนกั ท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์เพิ่มมากขึ้นทุกปี และมีรายได้จากการท่องเที่ยว ใน ปี 2558 เพิม่ ขึน้ ร้อยละ 22.81 เมื่อเทียบกับปี 2556 (สานักงานจังหวัดบุรีรัมย์,2559) จากการเติบโตอย่างรวดเร็ว ของธุรกิจการท่องเที่ยวรวมถึงการที่เป็นจังหวัดที่มีประชากรมาก ทาให้ในพื้นที่ชุมชนของจังหวัดบุรีรัมย์ได้ ก่อให้เกิดส่ิงปลูกสร้างอย่างมากมายทั้งภาคเอกชน และส่วนของราชการ ปัญหาส่ิงแวดล้อมต่างๆ จึงเริ่มส่งผล กระทบต่อชุมชน ทาให้จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีวิกฤตปัญหาการจัดการมูลฝอย อยู่ในลาดับที่ 12 ของ ประเทศ ในพื้นที่ของจังหวัดบุรีรัมย์ จึงเป็นจังหวัดที่เป็นพื้นที่ที่มีความเส่ียงสูงต่อการเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ จากมลพิษส่ิงแวดล้อม(กลุ่มงานอนามัยส่ิงแวดล้อม สานักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์,2558) และยังพบว่า จังหวัดบุรีรัมย์เป็นจังหวัดที่มีครัวเรือนที่มีการกาจัดขยะโดยวิธีการเผา ถึงร้อยละ 88.1 มากที่สุดเป็นลาดับที่ 1 ของประเทศ (สานักงานสถิติแห่งชาติ,2557) ซึ่งผลกระทบจากการกาจัดขยะโดยวิธีการเผา ทาให้เกิดมลพิษใน อากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดได อาเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอาเภอที่ห่างจากตัวจังหวัดเพียง 10 กิโลเมตร โดยได้รับการส่งเสริมด้านหมู่บ้านการ ท่องเที่ยวที่สาคัญของจังหวัด และมีการขยายตัวทางชุมชนเมืองจากตัวจังหวัดเข้าสู่อาเภอ ปัญหาส่ิงแวดล้อม ชุมชนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของอาเภอ รวมถึงการเกิดปญั หาสขุ ภาพของประชาชน ปัญหา ด้านการจัดการส่ิงแวดล้อมชุมชนได้รับการยกเป็นประเด็นหลักในการพิจารณาแก้ไขของคณะกรรมการพัฒนา คุณภาพชีวิตระดับอาเภอห้วยราชประจาปี 2561 อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้านมีความสาคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันและพัฒนา สาธารณสุข รวมถึงการจัดการอนามัยส่ิงแวดล้อมของชุมชน ด้วยบทบาทและการมีเครือข่ายเชื่อมโยงสัมพันธ์ สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สตู รพฒั นาศักยภาพสาธารณสุขอาเภอและผู้ชว่ ยสาธารณสุขอาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 ปี 2561
กันทุกท้องถิ่น โดยเฉพาะอาเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) กระจายอยู่ในทุกหมู่บ้านและที่ผูกพันกันด้วยเครือข่ายความสัมพันธ์ในระบบเครือญาติ รวมทั้งส้ิน 685 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน จึงเป็นกลไกสาคัญในการมีส่วนร่วมในการจัดการส่ิงแวดล้อมชุมชนใน สว่ นของภาคประชาชน ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและลดผลกระทบที่เกิดจากการจัดการอนามัยส่ิงแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมใน ชุมชน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาวิจัยเรื่อง รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการ อนามัย ส่ิงแวดล้อมชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน อาเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี อสม. เป็น แกนนาร่วมกับภาครัฐ ในการจัดการส่ิงแวดล้อมของชุมชน ส่งผลให้ต่อการท่องเที่ยว เกิดการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจ ทาให้ประชาชนในชุมชนท้องถิ่นมีรายได้ และมีสุขภาพคุ ณภาพชีวิตที่ดี มีการอนุรักษ์ ทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพ่อื ใหเ้ กิดความย่ังยืนสบื ไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาในการจัดการอนามัยส่ิงแวดล้อมชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจาหมู่บ้าน อาเภอห้วยราช จังหวัดบรุ ีรมั ย์ 2. เพื่อศึกษาระดับความรู้ ความตระหนัก การปฏิบัติ ในการจัดการอนามัยส่ิงแวดล้อมชุมชน และ ความต้องการเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการอนามัยส่ิงแวดล้อมชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจา หมู่บ้าน อาเภอหว้ ยราช จงั หวัดบุรีรัมย์ 3. เพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการอนามัยส่ิงแวดล้อมชุมชนของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจาหมู่บ้าน อาเภอห้วยราช จงั หวดั บุรีรัมย์ 4. เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการอนามัยส่ิงแวดล้อมชุมชนของ อาสาสมคั รสาธารณสขุ ประจาหมู่บ้าน อาเภอห้วยราช จงั หวัดบรุ ีรมั ย์ วิธดี าเนนิ การวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed Research Method) ท้ังการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research Method) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research Method) ที่ต้องการรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการอนามัยส่ิงแวดล้อม ชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสขุ ประจาหมู่บ้าน จงั หวัดบุรีรัมย์ ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง กาหนดตามข้ันตอนการวิจยั ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาสภาพและปญั หาในการจัดการอนามัยส่ิงแวดล้อมชุมชนของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน และความต้องการเสริมสร้างศักยภาพ คือ อาสาสมัครสาธารณสุข ประจาหมู่บ้าน จานวน 685 คน โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครซี่และ มอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970) จานวน 248 คน ข้ันตอนที่ 2 สร้างรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการอนามัยส่ิงแวดล้อมชุมชนของ อาสาสมคั รสาธารณสขุ ประจาหมู่บ้าน จังหวัดบุรีรัมย์ ประกอบด้วย 4 ข้ัน กลุ่มตัวอย่างในแต่ละขน้ั มีดังนี้ สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพท่ี 9 รุน่ ท่ี 1 ปี 2561
1) ขั้นร่างรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพ กลุ่มตัวอย่างในการจัดสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) ได้จากการเลือกแบบเจาะจงจากทั้งสนิ้ จานวน 10 คน 2) ขั้นประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มี ความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ทาหน้าที่เปน็ ผู้ประเมนิ จานวน 5 คน 3) ข้ันปรับปรุงรูปแบบ และจัดทาแผนปฏิบัติการ โดยจัดประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันพิจารณา ปรบั ปรงุ รปู แบบตามข้อเสนอแนะของผทู้ รงคุณวฒุ ิ ใช้กลมุ่ ตวั อย่างเดยี วกบั ขั้นที่ 1 จานวน 10 คน 4) ข้ันปฏิบัติการตามรูปแบบ โดยดาเนินการตามแผนปฏิบัติการ และประเมินผลการใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้านจาก 1 ตาบล ที่เป็นพื้นที่ศึกษา จานวน 50 คน ได้ จากการเลือกแบบเจาะจงจากผู้สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรม เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการวิจยั แบบสอบถาม แบบทดสอบ ประเด็นคาถาม แบบบนั ทึก การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสาเรจ็ รปู วิเคราะห์เพือ่ หาค่าต่างๆ ดงั นี้ 1. วิเคราะห์ข้อความคาตอบ วิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐาน ในรูปของความถี่ ค่าเฉล่ีย ร้อยละ และส่วน เบีย่ งเบนมาตรฐานของข้อมลู พ้ืนฐาน 2. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคณุ ภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) 3. วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉล่ียคะแนนความรู้ และความตระหนักก่อนการถ่ายทอด และหลังการ ถ่ายทอด โดยใช้สถิติทดสอบ t-test (Dependent) สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สูตรพัฒนาศักยภาพสาธารณสุขอาเภอและผ้ชู ่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 ร่นุ ท่ี 1 ปี 2561
การพฒั นารูปแบบการมีสว่ นรว่ มของชุมชน ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนกิ ส์ อาเภอบา้ นใหมไ่ ชยพจน์ จงั หวัดบุรีรมั ย์ หลกั สตู รพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสุขอาเภอและผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 ศรีวิกา เล็กสงิ หโ์ ต : ผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จงั หวดั บุรีรัมย์ ........................... หลกั การและเหตผุ ล ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Waste หรือ E-waste) หมายถึง ของเสียจาพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าและ อปุ กรณ์อเิ ล็กทรอนิกส์ทีเ่ ส่อื มสภาพหรือไม่เปน็ ที่ต้องการของผู้ใช้งานซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์เกือบทุกประเภทที่ ใช้กระแสไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในการทางานนั่นเอง เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่อง ถ่ายเอกสาร ปริ้นเตอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เป็นต้น (กรมอนามัย สานักอนามัยส่ิงแวดล้อม, 2558) สาหรับ สถานการณ์ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยนั้น ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้เพิ่มปริมาณสูงขึ้นทุกปี ตามระดับความเจริญทางเศรษฐกิจ ในรายงานสถานการณ์มลพิษประเทศไทย ปี 2557 กรมควบคุมมลพิษได้ คาดการณ์ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ประมาณ 376,801 ตัน จังหวัดบุรีรัมย์ พบชาวบ้านในเขตตาบลแดงใหญ่ อาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ และตาบลบ้านเป้า อาเภอพุทไธสง ประกอบอาชีพ คัดแยกขยะอิเล็กทรอนิคส์ เช่น อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ตู้เย็น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ พัดลม เครื่องซักผ้า เตารีด โดยขยะเหล่านี้จะ นามาจากภายนอกพนื้ ที่ และจากจงั หวดั ใกล้เคียง ตาบลแดงใหญ่ อาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ มีประชากรที่ประกอบอาชีพรับซื้อรื้อและคัดแยกขยะอันตราย (อเิ ล็กทรอนิกส์) ที่ขึ้นทะเบียนอยู่จานวน 36 ราย จาก 5 ใน 9 หมู่บ้าน ซึ่งอาชีพนี้สร้างรายได้ถึงปีละ 50,000 – 80,000 บาท เมือ่ เปรียบเทียบแลว้ ค่อนข้างสงู กว่าอาชีพเกษตรกรรมทีส่ ร้างรายได้เพียง 30,000 บาทต่อปี (ศูนย์ อนามัยที่ 5 นครราชสีมา,ม.ป.ป.) สานักงานส่ิงแวดล้อมภาคที่ 11 (นครราชสีมา) ได้สารวจและเก็บข้อมูล เบื้องต้น พร้อมได้ดาเนินการประสานงานผู้เชี่ยวชาญจากกรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่เก็บตัวอย่างส่ิงแวดล้อม ได้แก่ ตัวอย่างน้าผิวดนิ ตัวอย่างดิน เพื่อดาเนินการตรวจสอบหาสารปนเปื้อน เม่อื วันที่ 22พฤษภาคม 2557 โดย เก็บตัวอย่างดนิ จานวน 5 จุด จากผลการวิเคราะห์พบว่า ในดินมีสารปนเปื้อนทีเ่ กินค่ามาตรฐานกาหนดจานวน 2 รายการ ไดแ้ ก่ สารหนู (As) ตะกั่ว(Pb) ซึง่ สถานที่พบ คือ ที่สาธารณะ 1 จุด ซึ่งเป็นที่ชาวบ้านเผาเศษที่เหลือจาก การแยกชนิ้ ส่วน e-waste สานักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ (สสจ.บุรีรัมย์) ร่วมกับโรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ (รพศ.บรุ ีรมั ย์) ตรวจวัดปริมาณตะก่วั ในเลือดของครัวเรอื นที่ประกอบอาชีพ พบว่า มเี ด็กอายุ 3 ขวบ มีสารตะกั่ว ในเลือดอยู่ในขั้นอันตราย ซึ่งอยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลบุรีรัมย์ สาเหตุจากการสูดดม และสัมผัสกับขยะ อิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา ได้เก็บตัวอย่างน้าประปาหมู่บ้าน 1 ตัวอย่าง (หมู่ 8) เมื่อวันที่ 17 กนั ยายน 2557 สง่ ตรวจทางห้องปฏิบัติการกรมอนามยั 20 พารามิเตอร์ ตรวจพบไนเตรดเกินมาตรฐาน นอกนั้น ผ่านมาตรฐานน้าประปาด่ืมได้ ดังน้ันผู้วิจัยจึงสนใจที่จะทาการวิจัยการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ อาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อหารูปแบบในการจัดการขยะ อเิ ล็กทรอนิกส์และขยายผลไปสชู่ ุมชนอ่ืนๆต่อไป สรปุ ผลงานและทาเนียบรนุ่ หลกั สูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รุ่นท่ี 1 ปี 2561
คาถามการวิจยั รปู แบบในการจัดการขยะอิเลก็ ทรอนิกส์ ที่เหมาะสมในพืน้ ที่ อาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์เปน็ อย่างไร วตั ถุประสงค์ 1. เพอ่ื ศึกษารปู แบบการจัดการขยะอเิ ล็กทรอนิกส์ในชุมชน อาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรมั ย์ 2. เพอ่ื เสนอแนะรปู แบบที่เหมาะสมในการจัดการขยะอิเลก็ ทรอนิกส์ ต่อคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตระดับอาเภอ (พชอ.) อาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวดั บุรีรมั ย์ ขอบเขตการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการขยะ อิเล็กทรอนิกส์ ของประชาชนหมู่ที่ 5,6,7,8,9 ตาบลแดงใหญ่ อาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ – กันยายน 2561 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา ประกอบด้วยแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบ การมีส่วนร่วมของ ชุมชน การจดั การขยะ ขยะอเิ ล็กทรอนิกส์ และการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. ขอบเขตดา้ นพืน้ ทีแ่ ละประชากร เป็นประชากรทีอ่ าศัยอยู่ และเกิดในหมทู่ ี่ 5,6,7,8,9 ตาบลแดงใหญ่ อาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรมั ย์ 3. ขอบเขตดา้ นระยะเวลา ดาเนินการระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ – กันยายน 2561 วิธกี ารศึกษา การวิจัยเพ่อื การพฒั นา(Research and Development) โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยมีขั้นตอนการดาเนินงานดังนี้ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์สภาพปัญหา ความต้องการ และความจาเป็น ผู้วิจัยทาการศึกษาเชิงคุณภาพ และ เชิงปริมาณ ดงั นี้ การศึกษาเชิงคุณภาพ ขอบเขตการศึกษา ศึกษาบริบท สาเหตทุ ี่มา ความสาคัญของปัญหา ปจั จยั ทีเ่ กีย่ วข้องความต้องการ ดา้ นสขุ ภาพ การส่งเสริมความปลอดภัย การจัดองค์กร และแนวทางการแก้ปัญหาการจัดการขยะอเิ ล็กทรอนิกส์ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และรูปแบบการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสม ของอาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จงั หวัดบุรีรัมย์ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) จานวน 6 กลุ่ม ด้วยการ เลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ได้แก่ นายกองค์การบริหารส่วนตาบลแดงใหญ่ หัวหน้า สานักงานปลัด อบต.แดงใหญ่ ผู้นาชุมชน หมู่ที่ 5,6,7,8,9 ตาบลแดงใหญ่ ผู้อานวยการ รพ.สต.บ้านเป้าพัฒนา ผู้อานวยการสถานศึกษา ประธาน อสม.หมู่ที่ 5,6,7,8,9 ตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการขยะอิเล็กทรอนิกส์รวม จานวน 15 คน โดยใช้การสนทนากลุ่ม (Focus Group) และ การสัมภาษณ์ เชิงลึก โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่ง โครงสร้าง การตรวจสอบข้อมูลโดยการสมั ภาษณ์สามเสา้ การวิเคราะห์ข้อมลู ผู้วิจัยวิเคราะห์เนื้อหาและสรปุ ตามโครงสร้างสาคัญทีก่ าหนดไว้เบ้ืองต้น สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสุขอาเภอและผูช้ ่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสขุ ภาพท่ี 9 รนุ่ ที่ 1 ปี 2561
การศึกษาเชิงปริมาณ รปู แบบการศึกษา เปน็ การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ขอบเขตการศึกษา เพื่อศึกษาการรับรู้ ความคิดเห็น การปฏิบัติของประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่ 5,6,7,8,9 ตาบลแดงใหญ่ อาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ ในช่วงเวลาระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ – กันยายน 2561 ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง ประชากร คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่หรือเกิดในหมู่ที่ 5,6,7,8,9 ตาบลแดงใหญ่ อาเภอบ้านใหม่ไชย พจน์ จังหวัดบรุ ีรัมย์ จานวน 2,810 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นหัวหน้าครัวเรือนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป หรือเป็นสมาชิกครัวเรือนที่บรรลุนิติ ภาวะและสามารถแสดงความคิดเห็นได้จานวน 339 คน การกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีคานวณจาก โปรแกรม Open epi โดยใช้แบบสอบถามการวิจัย n = [DEFF*Np(1-p)]/ [(d2/Z21-α/2*(N-1)+p*(1-p)] เคร่ืองมือท่ีใช้ แบบทดสอบความรู้ ความคิดเห็นและการปฏิบัติ เกี่ยวกับการจัดการขยะ อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ที่ผ่านการทดสอบ ความตรงและความน่าเชือ่ ถอื การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา หลังจากการศึกษาจะทาการสังเคราะห์รูปแบบ การจัดการขยะแบบมีส่วนร่วมโดยการประชุมกลุ่ม ตามประเด็นสาคญั ระยะที่ 2 การสร้างและการพัฒนารูปแบบการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในชุมชน โดยนาผลที่ได้จาก การวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาระยะที่ 1 และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ใน การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในชุมชน มาสร้างและพัฒนารูปแบบ โดยใช้ POLC แล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อ ปรบั ปรงุ ใหเ้ หมาะสมสาหรับใช้จริง ระยะที่ 3 การทดลองใช้และยืนยนั รูปแบบการมีสว่ นร่วมของชมุ ชนในการการจัดการขยะอิเลก็ ทรอนิกส์ อาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จงั หวดั บุรีรมั ย์ ประเมนิ ผลโดยใช้ CIPP Model ประโยชนท์ ีไ่ ดร้ ับ 1. เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนและกาหนดแนวทางในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในชุมชน อาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวดั บรุ ีรมั ย์ 2. ได้รูปแบบการจดั การขยะอเิ ล็กทรอนิกส์ในชุมชน อาเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบรุ ีรมั ย์ สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสูตรพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รุน่ ที่ 1 ปี 2561
การศึกษาพฤตกิ รรมการใช้สารเคมกี าจัดศตั รูพชื กับภาวะสุขภาพของเกษตรกร ผ้ปู ลกู มันสาปะหลงั ในเขตพื้นทีบ่ ริการโรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตาบลบา้ นอโุ ลก อาเภอพนมดงรกั จังหวดั สรุ ินทร์ หลกั สูตรพัฒนาศกั ยภาพสาธารณสุขอาเภอและผู้ช่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 วงศ์สิทธิ์ ริมงาม : สาธารณสขุ อาเภอพนมดงรัก จงั หวดั สรุ ินทร์ ........................... บทคัดย่อ การศึกษาพฤติกรรมการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืชกับภาวะสุขภาพของเกษตรกรผู้ปลูกมันสาปะหลังใน เขตพนื้ ที่บริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบ้านอุโลก อาเภอพนมดงรักจังหวัดสุรินทร์มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืชกับภาวะสุขภาพของเกษตรกรผู้ปลูกมันสาปะหลัง จานวน 168 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามและชุดทดสอบมาตรฐานเพื่อตรวจหาระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่าเกษตรกรผู้ปลูกมันสาปะหลังส่วนใหญ่เปน็ เพศชาย ร้อยละ94.6อายุระหว่าง 41–50 ปีร้อยละ 38.1 การศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 48.8 ไม่มีโรคประจาตัว ร้อยละ 95.20 รายได้รวมของ ครัวเรือนต่อปี มากกว่า200,000บาทร้อยละ 41.1 เกษตรกรใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืช ร้อยละ 100 เกษตรกรมี อาการผิดปกติที่เกิดจากการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืช คือ ปวดศีรษะ ร้อยละ 59.5 มีพฤติกรรมการใช้สารเคมี กาจัดศตั รูพืช ไม่เหมาะสม ร้อยละ 65.5 คือ พฤติกรรมก่อนการใช้สารเคมีกาจัดศตั รูพืช โดยการสมั ผัสหรือผสม สารเคมีกาจัดศัตรูพืชโดยไม่สวมถุงมือ รองลงมา พฤติกรรมระหว่างการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืชแต่งกายไม่ มิดชิดด้วย เส้ือแขนยาว กางเกงขายาว สวมรองเท้าบู๊ท สวมหน้ากาก สวมถุงมือ ขณะฉีดพ่น และ พฤติกรรม หลังการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืช ล้างทาความสะอาดอุปกรณ์ฉีดพ่นสารเคมีกาจัดศัตรูพืชในแหล่งน้า เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง ตามลาดับเกษตรกร ส่วนใหญ่มีระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรสในเลือดอยู่ในระดับมีความเส่ียง ร้อยละ 51.2 รองลงมาคือระดับไม่ปลอดภัย ระดับปลอดภัย ระดับปกติ ร้อยละ 23.2 ,17.3 ,8.3 ตามลาดับ พบว่า พฤติกรรมการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืชมีของเกษตรกรอยู่ในระดบั มีความเสี่ยง และไม่ปลอดภัย หลกั การและเหตุผล อาเภอพนมดงรกั ไดม้ ีการประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอาเภอ(พชอ) เมือ่ วันที่ 23 ก.พ 2561 สาธารณสุขอาเภอพนมดงรัก ได้นาเสนอปัญหาสาธารณสุขที่เกิดในพื้นเข้าวาระการประชุมร่ว มกับ คณะกรรมการ (พชอ) โดยได้ประเด็นปัญหา และจดั ลาดบั ความสาคัญของปัญหาดังนี้1.ปัญหาสารเคมีตกค้างใน กระแสเลอื ดของเกษตรกร 2. ปัญหาอุบตั ิเหตทุ างท้องถนน 3.ปัญหาการจมน้าเสียชีวิตในเด็ก 4.ปัญหาครัวเรือน ยากจน ดังน้ันเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผู้ศึกษาจึงได้นาปัญหาสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดของ เกษตรกรมาเพื่อจัดทาโครงการโดยได้เลือกพื้นที่ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริสุขภาพตาบลบ้านอุโลก ตาบลบกั ได อาเภอพนมดงรัก จงั หวัดสรุ ินทร์ สรปุ ผลงานและทาเนียบรนุ่ หลกั สูตรพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ว่ ยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รนุ่ ที่ 1 ปี 2561
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืชของเกษตรกรในเขตพื้นที่บริการโรงพยาบาล สง่ เสริมสุขภาพตาบลบ้านอโุ ลก อาเภอพนมดงรกั จงั หวัดสรุ ินทร์ 2. เพ่อื ศึกษาภาวะสขุ ภาพของเกษตรกรในเขตพื้นที่บริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบ้านอุโลก อาเภอพนมดงรัก จงั หวัดสุรินทร์ ขอบเขตด้าน สถานที่/เวลา สถานที่ การศึกษาครั้งนี้ ศึกษาในเขตพนื้ ทีบ่ ริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบ้านอุโลก อาเภอพนมดงรกั จังหวัดสรุ ินทร์ จานวน 8 หมู่บ้าน เวลา ระยะเวลาทีใ่ ช้ในการศึกษาต้ังแต่ เดอื น กมุ ภาพันธ์ 2561–กรกฎาคม2561 ประชากร ประชากรทีใ่ ช้ในการศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกมันสาปะหลังในเขตพื้นที่บริการโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตาบลบ้านอุโลก อาเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์จานวน 8 หมู่บ้าน 168 ครัวเรือน โดยเลือก ตวั แทนครัวเรอื นละ1 คนคือ 168 คน ทีใ่ ช้สารเคมีกาจดั ศัตรพู ืช เครือ่ งมือทีใ่ ชใ้ นการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถามที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จากการทบทวนเอกสาร และ งานวิจยั ที่เกี่ยวข้อง ประกอบดว้ ย 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของเกษตรกร ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ โรคประจาตัว อาการ ผิดปกติ ระยะเวลาในการใช้สารเคมีกาจัดศตั รูพืช จานวน 14 ขอ้ ส่วนที่ 2 พฤติกรรมการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืชของเกษตรกรผู้ปลูกมันสาประหลังในเขตพื้นที่บริการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบ้านอุโลก อาเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ มีจานวน 15 ข้อ แบ่งออกเป็น3 ระดับ คือ ปฏิบัติเป็นประจาปฏิบัติเป็นบางครั้ง ไม่เคยปฏิบัติเลย ผู้ตอบแบบสอบถามจะเลือกตอบด้วยการ ตดั สินใจเพียงคาตอบเดยี ว ขอ้ เสนอแนะการทาศึกษาคร้ังตอ่ ไป 1.ควรศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดจากสารเคมีกาจัดศัตรูพืชที่มีผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม เช่นดินน้า อากาศ ในบริเวณพื้นที่ที่ใช้สารเคมีกาจัดศตั รูพืช 2.ควรศึกษาการใช้สมุนไพร เช่น สมุนไพรรางจืด สมุนไพรห้าราก เป็นต้น เพื่อลดสารเคมีตกค้างใน เลือดของเกษตรกร 3.ควรมีการศึกษาแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบการป้องกันตนเองจากสารเคมีกาจัดศัตรูพืช ต่อไป 4.ควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สารเคมีกาจดั ศัตรกู บั ภาวะสขุ ภาพของเกษตรกร สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสตู รพัฒนาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผูช้ ว่ ยสาธารณสุขอาเภอ เขตสขุ ภาพท่ี 9 รนุ่ ท่ี 1 ปี 2561
การพฒั นารูปแบบการป้องกนั โรคพิษสุนขั บ้าอาเภอศรณี รงค์ จังหวดั สรุ ินทร์ ประจาปี 2561 หลกั สูตรพัฒนาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 ธานี นามม่วง : สาธารณสุขอาเภอศรีณรงค์ จงั หวดั สรุ ินทร์ ........................... หลกั การและเหตุผล โรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้า เกิดจากเชื้อไวรัสเรบี่ส์ (Rabies Virus) สัตว์นาโรค ได้แก่ สัตว์เล้ียงลูก ด้วยนมทุกชนิด ท้ังสัตว์เล้ียงและสัตว์ป่า เช่น สุนัข แมว กระต่าย กระรอก กระแต เป็นต้น สัตว์นาโรคที่สาคัญ ทีส่ ุดคอื สนุ ัข มนุษย์ติดเชื้อนี้จากการถูกสัตว์ทีม่ เี ช้ือพิษสุนัขบ้ากัด ขว่ น หรือน้าลายกระเด็นเข้าบาดแผล ปัจจุบัน ยังไม่มยี ารกั ษาโรคพิษสุนัขบ้า ดงั นั้น ไมว่ ่ามนุษย์หรือสัตว์ที่ติดเช้ือนี้ มักจะเสียชีวิตทั้งหมด ผู้เสียชีวิตจากโรคพิษ สนุ ัขบ้า ส่วนใหญ่ถกู สนุ ัขหรอื แมวกดั ข่วน แลว้ ไม่ไดไ้ ปรบั การฉีดวัคซีนป้องกันอย่างรวดเร็วและครบถ้วน ปัญหา สาคญั ของโรคนี้ เกิดจากการไม่สามารถฉดี วคั ซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขให้ครอบคลุมทุกตัว ที่สาคัญคือ กลุ่มเส่ียงทุกรายถูกสุนัขกัดและไม่ได้ฉีดวัคซีนหลังถูกกัด จึงนับว่าโรคนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ เนื่องจากอัตราการฉีด วัคซีนป้องกันในสุนัขบางพื้นที่ไม่ครอบคลุม และในแต่ละปีคนไทยที่ถูกสุนัขกัดไม่ไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค พิษสนุ ัขบ้า (กลุ่มสื่อสารสาธารณะและภาคีเครือข่าย สานกั โรคติดต่อทั่วไป. 2559) จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี(พ.ศ.2556-2560 )พบหัวสัตว์ที่ส่งตรวจมีผลบวก จานวน 2,1,4,26 และ 34 ตัวอย่าง ตามลาดับ โดยปี พ.ศ.2561 เพียงครึ่งปี พบจานวนสัตว์ที่ส่งตรวจมีผลบวกมากถึง 134 ตัวอย่าง ซึ่งมี แนวโน้มสงู ขนึ้ จากข้อมูลรายงานผู้สมั ผัสโรคพิษสนุ ขั บ้า (ร.36) พบว่า ในปี 2559 จังหวัดสุรินทร์มีข้อมูลผู้สัมผัส โรคพิษสนุ ขั บ้าจานวน 6,251 ราย (455.18 ต่อแสนประชากร) อาเภอทีม่ ีรายงานผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้ามากที่สุด ได้แก่ อาเภอบัวเชด 612 ราย (1,641.01 ต่อแสนประชากร) อาเภอพนมดงรัก 442 ราย(1,310.83 ต่อแสน ประชากร) ตามลาดับ (โปรแกรมรายงานผู้สมั ผสั โรคพิษสุนขั บ้า. 2559) อาเภอศรีณรงค์มี 5 ตาบล 62 หมู่บ้าน ประชากร 47,908 คน 11,287 ครัวเรือน มีสุนัขและแมว 6,657 ตัว โดยอยู่ที่วัด และโรงเรียน 355 ตัว จากการตรวจหัวสุนัขเพื่อค้นหาโรคพิษสุนัขบ้า พบว่า ให้ผลบวก ต้ังแต่ปี 2558-2561 (ปี 2558 พบ 1ปี 2559 พบ 1ปี 2560 พบ 2 ปี 2561 พบ 4 ) กระจายอยู่ในทุกตาบล และ นอกจากนั้นยังพบว่าสัตว์พาหะนาโรคพิษสุนัขบ้า เช่น สุนัขและแมวไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ถึงร้อยละ 34.03 และไม่มกี ารคมุ กาเนิดถึง ร้อยละ 59.80 จากสถานการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าในทุกพื้นที่ของอาเภอ มีพาหะนาโรคพิษสุนัขบ้ากระจายไปอยู่ในทุกพื้นที่แล้ว ก่อให้เกิด ความเส่ียงและกังวลใจแก่ประชาชน ในปี 2560 พบว่าประชาชนถูกสุนัขกัด ข่วน เลีย 342 คน ทาให้ต้องเสียค่าวัคซีนสาหรับให้บริการ ประชาชนสูงถึง 291,300 บาท นอกจากนั้นยงั พบว่า อบต.ยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดหาวัคซีนและอุปกรณ์สาหรับฉีดสุนัขและ แมวในภาพรวมอาเภอเป็นเงนิ 200,000 บาท (5342 หน่วย) แต่ก็ยงั ไม่ครอบคลุมจานวนสัตว์เล้ยี งที่มีอยู่จริง จึง ทาให้เกิดสัตว์เล้ียง(วัว)ติดโรคพิษสุนัขบ้าเนื่องจากถูกสุนัขบ้ากัด 1 ตัว และมีผู้สัมผัสถึง 17 คน ประชาชนเกิด ความตื่นตระหนกมารับบริการที่ รพ.เป็นจานวนมาก เสียค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง และค่าเสียโอกาส ด้านอ่ืนๆอีก นอกจากน้ันยังพบว่า ชาวบ้านร้องทุกข์เรื่อง อปท.ไม่จัดบริการฉีดวัคซีนให้กับสุนัข เกิดการ บาดหมางใจของคนในชมุ ชน เช่น สุนัขทีม่ ีเจ้าของไปกัดคนในชุมชน การจดั กจิ กรรมในชุมชนได้รับผลกระทบ เช่น กิจกรรมอาเภอเคล่ือนที่ต้องย้ายสถานที่จากวัดไปโรงเรียน เพื่อหลบเล่ียงปัญหาสุนัขซึ่งมีอยู่ในวัดถึง 30 ตัว สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผูช้ ่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสขุ ภาพท่ี 9 รุน่ ที่ 1 ปี 2561
เป็นต้น จากสถานการณ์และผลกระทบของโรคพิษสุนัขบ้าที่เกิดขึ้นในอาเภอศรีณรงค์ เมื่อวิเคราะห์สาเหตุของ ปญั หาตามปัจจัยกาหนดสขุ ภาพแลว้ พบว่ามีสาเหตุจากปัจจัยต่างๆ คือ สาเหตุจากบคุ คลหรือพฤติกรรมสว่ นบคุ คล พบว่า ประชาชนมีความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้า การเล้ียงสัตว์และการปฏิบัติตนเมื่อถูกสุนัขกัด อยู่ใน ระดบั น้อยถึง 55.37 % ประกอบกับมีทศั นคติทีไ่ ม่ถูกต้องในการเลยี้ งสนุ ัข เช่น ชอบเล้ียงสุนัขแต่ไม่ดูแล ไม่พามา ฉีดวัคซีน มีการเล้ียงดูสัตว์ เป็นลักษณะแบบปล่อยถึง 82.86 % ประชาชนไม่ได้ป้องกันตนเองจากการถูกสัตว์ กัดถึง 69.71% โดยเฉพาะไม่เคยได้ยินคาถา 5 ย.ถึง 85.34 % อีกท้ังไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดย พบว่าอยู่ในระดับน้อยถึง 75% และไม่นาสนุ ัขมาฉีดวัคซีน สาเหตุจากสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมทางสงั คม พบว่า ชมุ ชนยงั ขาดกลไกในการจดั การระดบั ชมุ ชน ทาให้การส่ือสารประชาสัมพันธ์น้อย(ความถี่ ในการได้รับข้อมลู ข่าวสาร ได้รบั เดือนละ 1 คร้ัง) ประชาชนจึงไมม่ ีความรหู้ รือความตระหนักในการป้องกันปญั หา ที่จะเกิดขึ้น ส่งผลให้ชาวบ้านยังไม่มีส่วนร่วมในการดาเนินการและการกาหนดมาตรการหรือกติกาในชุมชน (70%) และทาให้ไม่มมี าตรการหรือกติกาการป้องกนั และควบคมุ โรคในชมุ ชน สภาพแวดล้อมกายภาพ พบว่า การจับสัตว์เล้ียงไม่ได้ สัตว์อายุไม่ถึงเกณฑ์ฉีดวัคซีน มีสุนัขจานวนมาก (30 ตัว/วัด) โดยเฉพาะมีสถานที่ใหส้ ุนขั จรจัด อาศยั เช่น วดั โรงเรียน ประกอบกับไม่สามารถนาสุนัขมารับบริการพร้อมๆกัน ได้จงึ ทาให้ความครอบคลุมในการฉีดวคั ซีนสุนัขอยู่ในเกณฑ์ต่า สาเหตุจากระบบที่เกี่ยวข้อง จากการวิเคราะห์พบว่า ไม่มีการกาหนดให้การป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า เป็นนโยบาย ในระดับอาเภอและตาบลทั้งนี้ จึงทาให้ขาดการบูรณาการในการจัดทาแผนการปฏิบัติงาน งบประมาณ การ ควบคมุ กากบั และการประเมนิ ผล ขาดการจัดการระบบข้อมูลข่าวสาร เช่น การสารวจข้อมูลประชากรสุนัข ขาด การแลกเปลีย่ นกนั กลายเป็นบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานไป เช่น ปศุสัตว์ ดาเนินการกับสุนัข สาธารณสุข ดูแลผู้สัมผัส อปท.มีหน้าที่ในการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ประกอบกับภาครัฐขาดการบังคับใช้ กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริง และจนท.ผู้มาให้บริการยังไม่เพียงพอ จึงทาให้การจัดบริการฉีดวัคซีนให้กับสุนัข แมวให้บริการไม่ทั่วถึง จากสถานการณ์ปัญหา ผลกระทบของปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าที่เกิดขึ้นในอาเภอศรีณรงค์ หากไม่มีการ ดาเนินการแก้ไขย่อมส่งผลให้ปัญหาส่งผลกระทบในวงกว้าง ดังน้ัน คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับ อาเภอ อาเภอศรีณรงค์ จึงไดจ้ ดั ทาโครงการ“พฒั นารปู แบบการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า อาเภอศรีณรงค์ จังหวัด สรุ ินทร์ ประจาปี 2561 ”ขนึ้ สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สตู รพฒั นาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผู้ชว่ ยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพท่ี 9 รนุ่ ท่ี 1 ปี 2561
วตั ถุประสงคแ์ ละตวั ชีว้ ดั วัตถุประสงค์ ตวั ช้วี ัด 1.เพ่อื ใหป้ ระชาชนเกดิ ความรแู้ ละ 1.ประชาชนเกิดความรู้เกี่ยวกบั โรคพษิ สุนัขบ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ความตระหนักเกีย่ วกบั โรคพิษสนุ ัขบ้า 2.ประชาชนมคี วามกระตอื รือร้นและต้องการที่จะป้องกนั โรคพิษสนุ ัขบ้า 2.เพ่อื ใหเ้ กิดกลไกในการขับเคลอ่ื น 1.เกิดกลไกในการขบั เคล่อื นงานป้องกันโรคพษิ สนุ ัขบ้าในระดบั งานป้องกนั โรคพิษสุนัขบ้าในทกุ ระดบั อาเภอ ด้วยกลไก พชอ. 2.เกิดกลไกในการขับเคลอ่ื นงานป้องกนั โรคพษิ สนุ ขั บ้าในระดบั ตาบล ดว้ ยกลไก อปท. 3..เกิดกลไกในการขับเคล่อื นงานป้องกนั โรคพษิ สนุ ัขบ้าในระดบั หมู่บ้าน ด้วยกลไก กรรมการหมู่บ้านหรือคณะทางาน 4.เกิดนโยบายสาธารณะระดบั อาเภอ มาตรการชุมชนและมกี าร นาไปปฏิบตั ิอยา่ งจริงจงั 3.เพอ่ื ใหป้ ระชาชนเกดิ พฤติกรรมใน 1.เจา้ ของสตั ว์เกิดพฤติกรรมในการป้องกนั โรคพิษสุนขั บ้าด้วยการนา การป้องกันโรคพิษสนุ ัขบ้า สัตว์เล้ยี งไปฉดี วัคซีน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 2.ประชาชนปฏิบตั ติ ามกติกาอาเภอ/ชุมชนในการป้องกนั โรคพิษสนุ ขั บ้า ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 3.ประชาชนมพี ฤติกรรมที่ถกู ต้องเพื่อป้องกันสนุ ขั กดั และการดูแล ตนเองเมอ่ื ถูกสนุ ัขกัดไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 4.เกิดหมู่บ้านปลอดโรคพิษสุนขั บ้าไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ 30 5.เกิดตาบลปลอดโรคพิษสนุ ขั บ้าไม่น้อยกว่า 1 ตาบล กลุม่ เป้าหมายและภาคี กลุ่มเป้าหมายในการดาเนินการประกอบด้วย 1. คณะกรรมการพฒั นาคุณภาพชีวิตอาเภอศรีณรงค์ (พชอ.ศรีณรงค์) จานวน 21 คน 2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จานวน 5 แห่ง ของอาเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ แห่งละ 10 คน รวม 50 คน 3. ภาคีดาเนินงาน ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในอาเภอศรี ณรงค์ 4. ประชาชนทกุ คนในอาเภอศรีณรงค์ สรุปผลงานและทาเนียบรนุ่ หลกั สูตรพัฒนาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุน่ ที่ 1 ปี 2561
กรอบคิดการดาเนนิ งาน (CONCEPTUAL FRAMEWORK) ขอบเขตการดาเนนิ งาน ขอบเขตการดาเนินงาน มีระยะเวลาและรายละเอยี ดดาเนินงาน ดงั นี้ 1. ขอบเขตดา้ นพืน้ ที่ ดาเนินงานในอาเภอศรีณรงค์ จังหวัดสรุ ินทร์ 5 ตาบล 62 หมู่บ้าน 2. ขอบเขตดา้ นกลุ่มเป้าหมาย คือ 2.1 การดาเนินการกบั คณะกรรมการพฒั นาคุณภาพชีวิตอาเภอศรีณรงค์ (พชอ.ศรีณรงค์) 2.2 การดาเนินการกบั องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ จานวน 5 ตาบล 2.3 ประชาชนท่วั ไป หมายถึง ประชาชนในอาเภอศรีณรงค์ จงั หวดั สรุ ินทร์ 3. ขอบเขตดา้ นกิจกรรม ประกอบด้วย 3.1 กิจกรรมพัฒนาคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอาเภอศรีณรงค์ (พชอ.ศรีณรงค์) เพื่อให้ได้ กลไกและชุดความรู้ในการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจดั การเพอ่ื ใหเ้ กิดการป้องกันโรคพิษสนุ ัขบ้า 3.2 กิจกรรมพัฒนา อปท. 5 แห่งของอาเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ ให้มีศักยภาพในการจัดทา แผน บริหารแผน ปฏิบตั ิตามแผนและประเมนิ ผลการดาเนินงานการป้องกนั โรคพิษสนุ ัขบ้า 3.3 กิจกรรมพัฒนากลุ่มเป้าหมายประชาชนทั่วไป เพื่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงความรู้ ความ ตระหนักและส่งผลให้เกิดการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมในการป้องกันโรคพิษสุนขั บ้า สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสูตรพัฒนาศกั ยภาพสาธารณสุขอาเภอและผู้ชว่ ยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสขุ ภาพท่ี 9 รุ่นท่ี 1 ปี 2561
วิธกี ารดาเนนิ งาน โครงการมีแนวทางการดาเนินงาน โดยมีแนวคิด คือ การพฒั นาให้กลไก พชอ.และตาบล ให้มีศักยภาพ ในการขับเคล่อื นงานดว้ ยกิจกรรมต่างๆเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความรู้ ความตระหนกั พร้อมทั้งการจัดกิจกรรม เพ่อื ใหป้ จั จัยแวดล้อมมีการเปล่ยี นแปลงและเออื้ ต่อการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมของคน โดยมีกิจกรรมดงั นี้ 1. การประชมุ เชิงปฏิบัติการฯ พชอ. 2. การจัดการเรียนรู้ให้กับ อปท. 3. การกาหนดนโยบายสาธารณะและมาตรการแบบมีส่วนร่วมทั้งในระดับอาเภอ ตาบลและหมู่บ้าน และการทาบนั ทึกขอ้ ตกลง(MOU)ตาบลปลอดโรคพิษสุนขั บ้าเข้มแขง็ 4. การประชาคมเพ่อื สร้างการรับรู้และเสริมสร้างความตระหนกั เรอื่ งโรคพิษสุนขั บ้า 5. การจดั ทาระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อการขับเคลือ่ นงานป้องการโรคพิษสนุ ัขบ้า 6. พัฒนาศักยภาพ อสม.เชี่ยวชาญและอบรมเสริมสร้างความรู้และบทบาทหน้าที่ของทีมเฝ้าระวัง ติดตามระดบั หมู่บ้าน ตาบล 7. การจัดการเรียนรู้ในกลุ่มเป้าหมาย (นร./พระ/ผู้นา/คนเลยี้ งฯลฯ/ตวั แทนครัวเรอื น) 8. ทีมเฝา้ ระวงั ติดตามระดับตาบล หมู่บ้านออกปฏิบตั ิงานเพือ่ สนบั สนนุ เสริมพลงั กลุ่มเป้าหมาย 9. สารวจข้อมูลสุนขั จดั บริการทาหมัน/ฉีดวคั ซีน ใหก้ บั สุนขั แมว 10.การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ด้วยสอื่ และช่องทางที่เหมาะสม อย่างต่อเน่อื ง 11. ติดตามประเมนิ ผล สะท้อนผล ปรบั กระบวนการทกุ 4 เดือนและถอดบทเรียนการพัฒนา งบประมาณ ใช้งบประมาณในการดาเนินงานจากแหลง่ ต่างๆ ดงั นี้ 1. กองทุนหลกั ประกันสุขภาพอาเภอศรีณรงค์ 2. กองทุนหลกั ประกันสขุ ภาพระดับท้องถิ่นหรือพืน้ ที่ 3. งบประมาณของหน่วยงานและหมู่บ้าน ระยะเวลาดาเนนิ การ ปีงบประมาณ 2562 การประเมินผล ประเมนิ ตามตวั ชีว้ ัดของโครงการ ผลที่คาดว่าจะได้รบั 1. ผลกระทบในด้านต่างๆที่เกิดจากโรคพิษสนุ ัขบ้าของอาเภอศรีณรงค์ลดลง 2. เกิดกลไกในการจัดการเพื่อให้เกิดการขับเคล่ือนงานป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าของอาเภอศรี ณรงค์ที่มีประสทิ ธิภาพ 3. ประชาชนเกดิ การปรับเปลย่ี นพฤติกรรมในการป้องกนั โรคพิษสุนขั บ้า สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สตู รพัฒนาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผชู้ ่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพท่ี 9 รุ่นท่ี 1 ปี 2561
การประยุกตร์ ะบาดวทิ ยาเพื่อแกป้ ญั หาผ้ปู ว่ ยเบาหวานที่ควบคุมนา้ ตาลไมไ่ ด้ โดยครอบครัวและชมุ ชน อาเภอบวั เชด จงั หวดั สุรินทร์ หลกั สูตรพฒั นาศักยภาพสาธารณสุขอาเภอและผู้ช่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รุ่นที่ 1 แสงชัย ดีเลศิ : ผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอบวั เชด จงั หวดั สรุ ินทร์ ........................... หลกั การและเหตผุ ล สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ รายงานว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 642 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2583 ในปัจจุบันประชากรวัยผู้ใหญ่ 1 ใน 11 คน ป่วยเป็นโรคเบาหวาน สานักนโยบายและยุทธศาสตร์ สานักงานปลดั กระทรวงสาธารณสขุ รายงานว่าอตั ราตายดว้ ยโรคเบาหวานต่อประชากรแสนคน ในภาพรวมของ ประเทศในปี 2556-2558 เท่ากับ 14.93 , 17.53 และ 17.83 ตามลาดับ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นทุกปี เขตสุขภาพที่ 9 มี ประชากรอายุ 35 ปีขึ้นไปจานวน 2,368,139 รายได้รับการคัดกรองเส่ียงต่อโรคเบาหวานร้อยละ 83.94 พบ ปกติร้อยละ 92.48 เส่ียงร้อยละ 5.65 สงสัยว่าป่วยร้อยละ 0.95 โดยพบผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่จากกลุ่มเส่ียง ผู้ป่วยเบาหวาน ร้อยละ 1.04 จังหวัดสุรินทร์ พบผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่จากกลุ่มเส่ียงผู้ป่วยเบาหวานร้อยละ 0.89 โดยพบผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่จากกลุ่มเส่ียงผู้ป่วยเบาหวาน มากที่สุดที่ อาเภอลาดวน บัวเชด และเข วาสินรินทร์ ร้อยละ 2.22 , 1.64 และ 1.28 ตามลาดับ อาเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ มีอัตราป่วยด้วย โรคเบาหวาน 2,435 ต่อประชากรแสนคน ในปีงบประมาณ 2561 อาเภอบัวเชด มีผู้ป่วยเบาหวานที่มี HbA1C สูง กว่าร้อยละ 7 จานวน 535 คน โดยมีระดับ HbA1C เฉล่ียร้อยละ 9.5 และมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานและ ภาวะแทรกซ้อน (หลอดเลือด หัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองตีบ/แตกและไตวายเรื้อรัง) จานวน 40 ราย คิดเป็น 99.68 ต่อแสนประชากร หากโครงการนี้ดาเนินการสาเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ต้ังไว้ โดยสามารถลด ระดับค่าเฉล่ีย HbA1C ของผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับ HbA1C สูงกว่าร้อยละ 7 ลงได้เฉล่ียร้อยละ 1 เหลือที่ระดับ ค่าเฉลีย่ รวมร้อยละ 8.5 จะลดการเกดิ ภาวะแทรกซ้อนของตา ไต เส้นประสาท ของผู้ป่วยลงได้ 187 ราย ลดการ เกิดโรคหลอดเลอื ดหัวใจของผู้ป่วยได้ 75 ราย และลดอัตราตายที่เกี่ยวกับโรคเบาหวานของผู้ป่วยได้ปีละ 8 ราย และสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการรักษาโรคที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนของภาครัฐลงได้ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องทา ตามแผนการขับเคล่ือนการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน เกิดการบูรณา การ เป้าหมาย ทิศทางและยทุ ธศาสตร์ร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรฐั ภาคเอกชน และภาคประชาชนอย่าง เป็นองค์ รวม เพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งแก่ระบบสุขภาพในระดับต่างๆ เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยมี พื้นที่ เป็นฐานและประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีความเป็นเจ้าของและภาวะการนาร่วมกัน มีการบูรณาการและ ประสาน ความร่วมมือ เพื่อให้ประชาชนและชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ และไม่ทอดทิ้งกัน โดยมีเครือข่ายบริการ สาธารณสุขทีม่ คี ณุ ภาพ และไดร้ ับความไว้วางใจจากประชาชน ในการนาไปสู่การสร้างเสริมให้บุคคล ครอบครัว และชุมชน มีสุขภาวะ ทางกาย จติ และสังคมเพอ่ื คณุ ภาพชีวิตทีด่ ีและเกิดความย่ังยืนสบื ไป สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสตู รพัฒนาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผ้ชู ่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รุ่นท่ี 1 ปี 2561
วตั ถุประสงค์ 1. เพ่อื ส่งเสริมและสนบั สนนุ ใหเ้ กิดการจดั การรายกรณีในผู้ป่วยโรคเบาหวาน 2. เพอ่ื ลดปจั จัยที่ส่งผลต่อโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวาน 3. เพ่อื พฒั นาคณุ ภาพระบบบริการปฐมภมู ิใหเ้ หมาะสมต่อการดแู ลผู้ป่วยโรคเรือ้ รัง ตัวชี้วดั ความสาเร็จ 1. ร้อยละ 60 ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีการดาเนินการวิเคราะห์ปจั จยั และจัดการรายกรณีโดยผู้จัดการราย กรณีโรคเบาหวานชุมชน 2. ร้อยละ 60 ผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมระดับน้าตาลไดด้ ี มีค่า HbA1C<7 3. เพ่อื ใหเ้ กิดการ แลกเปลย่ี นเรียนรู้เกีย่ วกบั จัดการรายกรณีในผู้ป่วยโรคเบาหวาน วิธดี าเนนิ การ 1. สร้างแบบประเมนิ รวมกับทีมสหวิชาชีพ 1.1 สร้างแบบประเมนิ รายบคุ คล 1.2 สร้างแบบประเมนิ รายครับครัว 1.3 การประเมนิ ชมุ ชนแบบมีสว่ นร่วม 2. พฒั นาทีมใหม้ ีทักษะการสอบสวนโรคร่วมกบั สคร. 9 3. ออกแบบการแก้ปัญหารายบคุ คล ครอบครัวและชมุ ชน โดยใช้ แนวคิด “บ้านเริม่ ชุมชนร่วม ท้องถิ่น และภาคีเสริม สาธารณสขุ เติม” บ้านเรม่ิ (อสค. กลุ่มเสย่ี ง ผู้ป่วยและครอบครวั ) -ตอบแบบสอบถามการรับรู้ ลาดับขั้นของการปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพและป้องกัน โรคเบาหวาน -ดาเนินการวิเคราะห์พฤติกรรมสขุ ภาพตนเอง และการวางแผนเพอ่ื การพัฒนา ดา้ นการรบั ประทาน อาหาร ด้านการออกกาลงั กาย ดา้ นอารมณ์ความเครียด และ การดม่ื สุรา สบู บุหรี่ -ดาเนินการบันทึกอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน บันทึกการออกกาลังกาย พฤติกรรมด้าน อารมณ์ การสบู บุหรี่ และด่มื สรุ า ในแต่ละวนั -ดาเนินการบันทึกการปรับเปล่ียนอ่ืนๆที่ส่งผลต่อการป้องกัน ควบคุมโรคเบาหวานในครอบครัว เช่น การปลูกผักผลไม้ เลีย้ งสตั ว์ เพอ่ื รบั ประทานเองและจาหน่ายเพื่อสร้างรายได้ ชมุ ชนรว่ ม (ผู้นาชมุ ชน กรรมการหมู่บ้าน อสม. โรงเรียน วัด) -จัดประชาคม เพื่อกาหนดข้อตกลง ธรรมนูญชุมชน มาตรการทางสังคม ที่เอ้ือต่อการป้องกัน ควบคมุ โรคเบาหวานในชุมชน พร้อมแต่งต้ังผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชน (ตามบริบท และจานวนผู้ป่วย เบาหวานในชมุ ชน) และกาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดสถานที่เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การป้องกัน ควบคุมเบาหวาน และเปน็ สถานที่ปฏิบัติงานของผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชน -ผู้จดั การรายกรณีโรคเบาหวานชมุ ชนดาเนินการจัดเกบ็ ข้อมูลทีจ่ าเป็นของผู้ป่วยเป็นรายกรณี สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลกั สูตรพัฒนาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผ้ชู ่วยสาธารณสุขอาเภอ เขตสขุ ภาพท่ี 9 รุ่นที่ 1 ปี 2561
-ผู้จดั การรายกรณีโรคเบาหวานชุมชนดาเนินการคัดกรองภาวะเส่ียงโรคเบาหวานในประชากรอายุ 35 ปี ข้ึนไปในชุมชนทุกคน -ผู้นาชุมชนและผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชนร่วมกันจัดทาตารางปฏิบัติงานผู้จัดการราย กรณีโรคเบาหวานชมุ ชน โดยกาหนดเวลา และ ขอบเขตการปฏิบตั ิงานทีช่ ัดเจน -ผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชนดาเนินการจัดการรายกรณีในกลุ่มเส่ียง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยร่วมวางแผนแก้ปัญหาในระดับบุคคลรายกรณีและครอบครัว ร่วมกับทีมหมอครอบครัว ชุมชน และภาคี เครือข่าย ตามสภาพปัญหาและปัจจัยที่เกีย่ วข้อง -ผู้นาชุมชนและผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชนร่วมกันส่งเสริมให้วัดเป็นสถานที่ดาเนินการ ดา้ นการจัดการกบั ความเครียดของชมุ ชน -ผู้นาชุมชนและผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชนร่วมกันจัดต้ังกลุ่ม ชมรมต่างๆ ที่มีกิจกรรม ด้านการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน เช่น ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานต้านโรคแทรกซ้อน กลุ่มผู้ปลูกผัก ปลอดสารเคมี เพอ่ื สร้างรายได้ใหค้ รอบครวั และชุมชน -ผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชนสร้างกลุ่ม Line สาหรับการติดต่อส่ือสารความเส่ียงใน ประชากรกลมุ่ เสีย่ งและผู้ป่วยโรคเบาหวาน ประสาน และติดตาม ควบคุมกากบั ผู้ป่วยรายบุคคล -ผู้นาชุมชนและผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชนร่วมกันจัดทาแผนงานเสนอขอรับการ สนับสนนุ ทรัพยากรในการดาเนินงานจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และหน่วยงานอ่ืนๆที่เกี่ยวข้องเพื่อ ใช้ในการดาเนินงาน ท้องถิ่นและภาคีเสริม (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตร พัฒนาการ พัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์) -องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการป้องกัน ควบคุมโรคเบาหวาน โดยสนับสนุนการ ดาเนินงานของผู้จดั การรายกรณีโรคเบาหวานชมุ ชน โดยตั้งเทศบัญญัติ ขอ้ บงั คับงบประมาณเพื่อสนบั สนนุ -องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทาแผนและกระจายทรัพยากรให้ตรงกับสภาพปัญหา พร้อม ติดตามและประเมนิ ผล -องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้ังเทศบัญญัติ ข้อบังคับงบประมาณ ด้านการฝึกอบรมอาชีพและ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจดั ฝึกอบรมอาชีพเสริมทีเ่ หมาะสมแก่ผู้ป่วยเบาหวานและครอบครวั -องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดาเนินการให้การช่วยเหลือในเบื้ องต้นและประสานหน่วยงานที่ เกีย่ วข้องร่วมวางแผนให้การช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครวั ที่มีความจาเป็นต้องช่วยเหลอื เพื่อคณุ ภาพชีวิตที่ดีของ ผู้ป่วย สาธารณสขุ เติม (โรงพยาบาล สานกั งานสาธารณสุขอาเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล) -ทีม NCDs คปสอ.บัวเชด จัดเวทีพัฒนาศักยภาพผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชน (การจัดทา แผน,การจัดการข้อมูล) โดยใหม้ ีส่วนร่วมวิเคราะห์รากปญั หาอนั จะนาไปสู่แผนการดาเนินงาน -ทีม NCDs คปสอ.บัวเชด จัดเวทีพัฒนาศักยภาพผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชนด้านการ วิเคราะห์และการจดั การผู้ป่วยรายกรณี สรุปผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสูตรพัฒนาศักยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผ้ชู ่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสขุ ภาพท่ี 9 รุน่ ที่ 1 ปี 2561
-ทีม NCDs คปสอ.บัวเชด ร่วมกับผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชนจัดทาฐานข้อมูลเพื่อเป็น แนวทางในการวางแผนการดาเนินงานในชุมชน และส่ือสาร คืนข้อมูลเพื่อวางแผนแก้ปัญหาในชุมชน โดยการ จัดการรายกรณี ตามกลมุ่ ทีค่ วบคมุ โรคได้ดี กลุ่มที่ควบคมุ โรคไม่ได้ และกลุ่มทีม่ ี ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ -ทีม NCDs คปสอ.บัวเชด ร่วมกับผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชน พัฒนาศักยภาพบุคคลใน ครอบครวั และในชมุ ชนที่พร้อมช่วยดูแลผู้ป่วย เพ่อื ร่วมดาเนินงานกับผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชมุ ชน -คปสอ.บัวเชด จัดประชุมชี้แจงเพื่อทาความเข้าใจและขอความร่วมมือในการดาเนิน งานตาม โครงการของภาคี (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตร พัฒนาการ พัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์) เพอ่ื ใหม้ ีส่วนร่วมดาเนินงานกบั ผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชมุ ชน -ทีม NCDs คปสอ.บัวเชด ร่วมกับผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชนร่วมกันสร้างกลุ่ม Line สาหรับการติดต่อสือ่ สารประสานงานของผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชนโดยเฉพาะ -ทีม NCDs คปสอ.บัวเชด ติดตามให้การสนับสนุนด้านวิชาการและเยี่ยมเสริมพลังผู้นาชุมชนและ ผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานชุมชนในชมุ ชน -คปสอ.บวั เชด ติดตามประเมนิ ผลและรายงานผลการดาเนินงานตามโครงการแก่ ภาคีเครือข่าย ใน เวทีการประชมุ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอาเภอ (พชอ.) เพ่อื ร่วมวางแผนการดาเนินต่อไป -ทีม NCDs คปสอ.บัวเชด ดาเนินการเจาะเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินผลการ ดาเนินงาน -ทีม NCDs คปสอ.บัวเชด จดั เวทีแลกเปล่ยี นเรียนรู้และถอดบทเรียน -ทีม NCDs คปสอ.บัวเชดสรปุ รายงานผลการดาเนินงานตามโครงการต่อ คปสอ.บวั เชด -คปสอ.บัวเชดสรุปรายงานผลการดาเนินงานตามโครงการต่อคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต อาเภอ ภาคีเครือข่ายและแหล่งทุน เครื่องมือในการดาเนินงาน 1. แบบประเมนิ ทางระบาดวิทยา 2. แบบสอบถามการรบั รู้ การปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมสขุ ภาพและป้องกนั โรคเบาหวาน 3. แบบบนั ทึกปัจจยั เสี่ยงและการปรับเปลย่ี นพฤติกรรมเพอ่ื ลดเส่ยี ง 4. ใบงานการมีส่วนร่วมในการตดั สินใจ การประเมนิ ความพร้อมในการปรับเปลีย่ นพฤติกรรม 5. หลกั สูตรการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมสขุ ภาพ สาหรับพยาบาลผจู้ ดั การรายกรณีโรคเร้ือรัง ผลลัพธท์ ีค่ าดหวงั เกิดผู้จดั การรายกรณีโรคเบาหวานชุมชนที่มีการดาเนินงานคัดกรอง ป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน ในชุมชนด้วยการจัดการรายกรณีที่มีประสิทธิภาพ โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายที่ต้องการให้ผู้ป่วยและ กลุ่มเส่ียงมีความรู้ และมีวินัยในการดูแลตนเอง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ผู้ป่วยรายใหม่ลดลงและผู้ป่ วยเบาหวาน ควบคมุ ระดับน้าตาลไดด้ ีมีค่า HbA1C<7 ซึ่งทาให้ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนส่งผลให้ผู้ปว่ ยเบาหวานมีคุณภาพชีวิตที่ดี สรปุ ผลงานและทาเนียบรนุ่ หลักสตู รพัฒนาศักยภาพสาธารณสุขอาเภอและผู้ชว่ ยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสุขภาพที่ 9 รนุ่ ท่ี 1 ปี 2561
Graphic design : แสงชัย ดีเลิศ , พิเชษฐ์ คิดเห็น July 2018 สรปุ ผลงานและทาเนยี บรนุ่ หลักสตู รพัฒนาศกั ยภาพสาธารณสขุ อาเภอและผู้ช่วยสาธารณสขุ อาเภอ เขตสขุ ภาพที่ 9 รนุ่ ท่ี 1 ปี 2561
Search