Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore thesis เรื่องทุกข์

thesis เรื่องทุกข์

Description: thesis เรื่องทุกข์

Search

Read the Text Version

94 ผูใ ดสอ งเสพกาม ผนู ้ันยอมเขา ถงึ นรก” กาเมหิ โลกมฺหิ นิ อตฺถิ ตติ ตฺ ิ85 . “ความอ่มิ ดว ยกามท้ังหลาย ไมม ีในโลก” นตุถิ ตณฺหาสมา นที.86 “แมน้ํา เสมอดวยตณั หา ไมมี” ในมหาทกุ ขกั ขนั ธสตู ร87 พระพุทธเจาทรงแสดงถึงความทุกขหนักของมนุษย สัตว เพราะกามตณั หา โดยแยกเปน 6 ขอ มีใจความดงั นี้ 1. เพราะกามเปนเหตุ เพราะกามเปนตนเคา มนุษยจึงตองลําบากตรากตรําสูกับ ธรรมชาติบา ง สัตวร ายบาง ทง้ั ตอ งโศกเศรา คร่ําครวญทุกขโทมนสั เปนตน 2. เพราะกามเปนเหตุ เปนตนเคา กษัตริย พราหมณ คหบดี ญาติพ่ีนอง ชายหญิง ตองรบราฆาฟนกัน ตองทะเลาะทบุ ตีกนั ตอ งโตเ ถียงกนั เปนตน 3. เพราะกามเปนเหตุ เปนตนเคา ฝูงชนจึงจับอาวุธเขาสูสงครามประหัดประหาร กนั ตายบา ง ทุกขปางตายบาง 4. เพราะกามเปนเหตุ เปนตนเคา มนุษยจึงถูกยิงดวยลูกศรบาง ถูกแทงดวยหอก ดวยหลาวบา งจนตาย หรอื ไมกถ็ ึงทกุ ขป างตาย 5. เพราะกามเปน เหตุ เปน ตน เคา มนุษยจ ึงฆา สตั ว ลกั ทรัพย ประพฤติผิดทางกาม จงึ ถูกลงโทษจนตายหรอื ไมก ็ปางตาย 6. เพราะกามเปนเหตุ เปนตนเคา มนุษยจึงประพฤติทุจริตทั้งหลายทั้งทางกาย วาจา ใจ พอตายไปจึงเขาถึงอบาย ทคุ ติ วินบิ าต นรก อนั เปน สภาพทกุ ขท รมานยิ่ง คําวา “กาม” ในที่นี้ หมายถึง กามตัณหา จากโทษของกามทั้ง 6 ขอนี้แสดงชัดวา กามตณั หา เปนสาเหตุแหง ทกุ ขท ัง้ ในชาติปจจุบัน และยังใหผลไปถึงภพชาติตอไปหรือในโลกหนา และมนุษยท กุ ชาติช้ันตอ งเดอื ดรอ นเพราะกามตัณหานี้ 85 ม.ม. 15/451/412. 86 ขุ.ธ. 25/48/48. 87 ม. มู. 12/235/213-218.

95 ความยอ อุปมากาม 7 ขอ ในโปตลิสูตร88 1. กามทั้งหลายเปรียบดวยรางกระดูก มีความทุกขมาก มีความคับแคนมาก คน เสพกามก็เหมือนสนุ ัขแทะกระดกู อนั บรรเทาความหวิ ไมไดเลย 2. กามท้ังหลาย เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ มีความทุกขมาก มีความคับแคนมาก พวก แรง นกตะกรุมพากันเขาแยงชิงเนื้อนั้นหากนกตัวใดไมรีบปลอยชิ้นเนื้อหนีไป อาจจะถูกรุมจิกตาย เพราะกอนเน้อื เปน เหตุ 3. กามท้ังหลาย เปรียบดวยคบเพลิงหญา มีทุกขมาก มีความคับแคนมาก บุคคล ถือคบเพลิงที่ลุกโพลงเดินทวนลมไป ถาไมทิ้งคบเพลิงนั้นเสีย ไฟก็จะไหมมือ ไหมแขน หรือ อวัยวะนอ ยใหญ จนอาจถงึ ตาย หรอื ถงึ ทุกขปางตาย เพราะคบเพลิง 4. กามทั้งหลายเปรียบดวยหลุมถานเพลิง มีทุกขมาก มีความคับแคนมาก บุรุษผู รักชีวิตเดินมา บุรุษอีก 2 คนชวยกันจับเขาไปยังหลุมถานเพลิงนั้น อันลึกต้ังชั่วบุรุษอันเต็มไปดวย ถานเพลงิ ปราศจากเปลวและควนั เขาจะตองทุกขทรมานถึงตายหรือปางตายเพราะตกลงไปยังหลุม ถา นเพลิงเปนเหตุ 5. กามทั้งหลายเปรียบความฝน มีความทุกขมาก มีความคับแคนมาก บุรุษผูฝน เห็นสวนอันนาร่ืนรมย ปา ภาคพื้น สระอันนารื่นรมย พอตื่นมาก็ไมเห็นอะไรเลย เชนเดียวกับการ เสพกาม 6. กามทั้งหลายเปรียบเหมือนของท่ียืมเขามา มีทุกขมาก มีความคับแคนมาก บุรุษยืมโภคสมบัติเขามาแลว อยูไดเพียงชั่วคราวก็ตองสงคืนเจาของ หรือไมก็เจาของทวงกลับคืน ทําใหบ รุ ษุ ผยู ืมไมมโี ภคสมบัตอิ ะไรเหมอื นเดิม 7. กามทั้งหลายเปรียบเหมือนราวปาใหญ มีทุกขมาก มีความคับแคนมาก บุรุษผู เขาปาใหญนั้นเห็นผลไมท่ีตนไมใดก็แยงกันจนถึงอันตราย เพราะแยงกันบาง ตกตนไมบาง ตนไม ลม ทับเอาบา ง จนถึงตายหรอื ไมกถ็ ึงทกุ ขปางตาย อุปมาท้ัง 7 ขอน้ีก็แสดงชัดวา กามเปนตัวใหเกิดทุกขท้ังส้ิน แมจะมีสุขอยูบาง ในชวงเริม่ ตน แตผ ลสดุ ทา ยแลวจบลงดวยความทุกข และเปนทุกขอ ยา งสาหัสไมมีความสขุ จากกาม ใด เปนความสุขถาวรตลอดไป และแมภวตัณหา และวิภวตัณหาก็เปนสาเหตุแหงความทุกขไปแต ละแบบตามลกั ษณะของตน 88 ม.ม. 1/47-53/41-45.

96 ตัณหาเปนสาเหตุแหง ทุกข 2 แบบ ตัณหาซ่ึงเปนสาเหตุแหงทุกข ตามท่ีกลาวมาแลวทั้งหมด สามารถแยกประเด็น ออกเพ่อื เปนแนวทางการศึกษาไดเ ปน 2 ประเด็นหลัก คือ 1. ตณั หาเปน สาเหตใุ หแ สวงหาเพ่อื ดํารงชพี 2. ตณั หาเปนสาเหตุใหต องเวยี นเกดิ ตายในภพตอ ไปอกี ในประเด็นแรกน้ี จะเห็นวา เปนปญหาเฉพาะหนาท่ีมนุษยสัตวตองประสบทุกวัน คือมนุษยจะตองดิ้นรนตอสู เพื่อการดํารงชีพที่ดีขึ้นตามคานิยมทางสังคม ซ่ึงเปล่ียนแปลงไปเร่ือย ตามยคุ สมัยไมห ยดุ ยง้ั การดํารงชีพที่ดี หมายถึง ความมีกินมีใชสมบูรณไมขาดแคลน รวมทั้งความไมมี ปญหาแตกแยกภายในครอบครัว ตามแนวทางพุทธศาสนาถือวา การดํารงชีพท่ีดีไดตองมีปจจัย 4 พรอมมูล น่นั คอื ตองมีเครอ่ื งนุง หม อาหาร ทอ่ี ยูอาศัย ยารักษาโรค ท้ัง 4 นี้ เปน ปจ จัยเครื่องอุดหนุน การดํารงชีพทด่ี ีขัน้ พน้ื ฐาน ท่มี คี วามจาํ เปน ทสี่ ุดทีจ่ ะขาดเสียมิได การจะใหไดมาซ่ึงปจจัยเหลานี้ มีความจําเปนตองแสวงหาดวยความเพียรพยายาม ในกรณีนี้ แมการแสวงหาเครื่องดํารงชีพใหชีวิตดํารงอยูอยางปกติสุขก็เปนความลําบากพออยูแลว ถาความอยากอยูดีกินดีนั้นเพ่ิมมากไปกวาปกติ การแสวงหาส่ิงเหลานี้ก็จะยิ่งเพิ่มความลําบากมาก ย่ิงข้ึนตามลําดับ บางคราวตองแสวงหาดวยความทุจริต คดโกง หรือไมก็ตองถึงกับทําลายลางชีวิต ผูอ่ืน อันเปนความผิดศีลธรรมทางสังคม และมีความผิดทางกฎระเบียบหรือกฎหมายบานเมืองไป ดว ย ปญหาความโหดราย ความไมสุจริต ความไมเสมอภาคทางสังคม สวนมากมีมูล ฐานมาจากการทมี่ นุษยกลุม หนึง่ ถกู พลงั ตัณหาขบั เคล่ือนไปอยา งรนุ แรงเขาเองไมอ าจระงบั ยับย้ังได เรียกวา ถูกตัณหาครอบงํา ผูที่ตกอยูภายใตอํานาจตัณหาเชนนี้ สภาพจิตใจของเขาจะตองเปนทุกข อยูตลอดเวลา ตองเดือดรอนกระสับกระสาย เพื่อใหไดมาซึ่งสิ่งที่ตองการบาง ตองเดือดรอนเพราะ ระแวงตอภัยจากผูที่ตนไปเบยี ดเบียนทาํ รา ยเขามาแลวบาง ประเด็นทสี่ อง สืบเนือ่ งมาจากเหตผุ ลในประเด็นทห่ี น่งึ นั่นเอง คอื ความท่ีบคุ คลถูก ตัณหาครอบงําจนอยากไดไมมีท่ีสุด แลวดิ้นรนแสวงหาใหไดส่ิงนั้นๆ มาโดยมิไดคํานึงถึงศีลธรรม ความถูกผดิ ความดีชว่ั พฤตกิ รรมที่เขาทําไปตามอํานาจของตัณหาน้ันจัดเปนกรรม กรรมท่ีสรางขึ้น ดวยพลังแหงตัณหาน้ีเอง เปนพลังแฝงที่ผลักดันใหไปถือกําเนิดในภพใหม สวนจะไปเกิดในท่ีดี

97 หรือไมดีอยางไรสุดแลวแตพลังกรรมจะจําแนก กรรมยอมจําแนกสัตวใหทรามและประณีต89 การ ไปเกิดในภพ 3 ทจ่ี ําแนกเปนภมู ิ 31 กรรมเปน ผูจัดสรรจาํ แนกไปท้ังสิ้น แตกรรมน้ันตางกันโดยเปน กรรมดบี า ง กรรมช่ัวบา ง กรรมดจี าํ แนกสตั วไ ปสูภพทสี่ งู กรรมชว่ั จําแนกไปสูภ ูมิตาํ่ เรอื่ งกรรมและ ผลของกรรมยังมีความละเอียดสลับซับซอนอีกมากในท่ีน้ีไมกลาวถึงรายละเอียด แตตองการเพียง แสดงใหเหน็ อทิ ธิพลของตณั หาอนั เปนเหตุใหทาํ กรรมเทา น้นั ประการสําคัญท่ีเก่ียวของอีกอยางหน่ึงคือ ตัณหาเกิดขึ้น มีอยูอยางไร คําตอบ ปญหานี้ ตองยอนไปศึกษากระบวนการแหงปฏิจจสมุปบาท จะพบวาที่มาข้ันปฐมจริงๆ ของตัณหา คือ อวิชชา ความไมรู เพราะจิตไมรูวาตัณหาเปนเหตุใหเกิดทุกขมากมาย จึงปลอยตนเองไปตาม อํานาจของตณั หาดังกลา ว ความดบั ทุกข (ทุกฺขนิโรธ) ความทุกขที่ไดศึกษามาแลวตามลําดับทั้งหมด มีสาเหตุเปนแดนเกิด เปนอยูไดเพราะมี ปจ จัยสนบั สนนุ ความดบั แหงทุกขนัน้ จะเกิดขน้ึ และเปนไปไดกท็ ํานองเดียวกนั คอื ตอ งมีสาเหตุให ดับและมีปจจัยสนับสนุนใหดับ สาเหตุแหงทุกขท่ีแยกกลาวไวขางตน (หนา 75) คือเหตุใกลและ เหตุไกล ความดับแหงทุกขจึงตองดับท่ีสาเหตุแหงความทุกขทั้งสองน้ัน แตสาเหตุแหงความดับ ทุกขนั้นสําคัญอยูท่ีการลงมือศึกษาใหรูความเปนจริงของความทุกข สาเหตุของความทุกข แลวลง มือปฏบิ ัตดิ วยการระวังไมใหส าเหตุแหงทกุ ขเกิดขนึ้ ได สาเหตแุ หงความทุกขท ่มี อี ยกู อ นแลวตอ งละ เสียใหได ตองทําสิ่งที่ตองทําเพ่ือขัดขวางไมใหสาเหตุแหงความทุกขใหมเกิดขึ้น และรักษาส่ิงท้ัง สามนนั้ ไวใหม น่ั คงตลอดไปดวยความเขมแขง็ และเด็ดเดย่ี ว ขอนาสังเกตในท่ีน้ีคือ ความทุกขและสาเหตุแหงความทุกขทั้งหลายน้ัน คนเราไมอยากให มันเกิดขึ้น แตมันก็เกิดขึ้น สวนความดับทุกข คนเราอยากใหมันเกิดข้ึน แตมันก็ไมคอยจะเกิดข้ึน คอื เกดิ ข้นึ ไดแสนยาก อีกประการหน่ึง ปญหาเก่ียวดวยความทุกขที่ศึกษามาแลวทั้งหมด สามารถรวมลงใน 3 ประเดน็ หลัก คือ 1. ความทกุ ขเ กี่ยวดว ยการดํารงชีวิต 2. ความทุกขเ กีย่ วดวยการเวียนวายตายเกดิ ในสังสารวัฏฏ 3. ความทกุ ขเ ก่ยี วดวยความเปลยี่ นแปลง 89 ม. อุป. 14/596/385.

98 1. ความทกุ ขเ กย่ี วดว ยการดาํ รงชีวิต ปญหาการดํารงชีวิต เปนปญหาท่ีสลับซับซอน หากไมรูจักวิธีแกปญหา ชีวิตจะมีแต ความผันผวน ทุกขรอนไมปกติสุข พุทธศาสนาเห็นความสําคัญของชีวิตในทุกระดับจึงเสนอวิธีแก และปองกันปญหาเร่ืองความทุกขในทุกระดับ โดยเฉพาะปญหาเร่ืองความทุกขในเรื่องการ ดํารงชีวิตประจําวัน มีวิธีแกปญหาที่พรอมมูล โดยอาจแยกเปนปญหาและอุบายเปนเคร่ืองปองกัน ปญหาไดดงั นี้ 1.1 ปญหาครอบครัว ปญหาครอบครัวในท่ีนี้หมายถึง ปญหาความรักระหวางกันของบุคคลในครอบครัว เชน ความรักระหวางสามี ภรรยา ความรักระหวางพอแมลูก ซ่ึงปญหาน้ีนับวาเปนปญหาพ้ืนฐาน ท่ีสุด ท้ังเปนปญหาท่ีเปราะบาง เปนมูลเหตุแหงความแตกแยก ปวดราว ระสํ่าระสาย ทุกขทรมาน ยุงยาก คับแคน ท้ังเปนปญหาท่ีจะมีผลเกี่ยวโยงไปถึงสังคมในโอกาสตอไปดวย สําหรับหลักธรรม ในการปอ งกนั ปญ หาเรื่องน้ีมชี ื่อเรยี กวา ฆราวาสธรรม 90 มอี งคประกอบ 4 อยางคอื 1) สัจจะ ความจริงใจตอกัน มีความไวเน้ือเชื่อใจกันในระหวางบุคคลในครอบครัว การ ปฏบิ ัตติ อ กันอยา งตรงไปตรงมาในทุกโอกาสและในทกุ สถานท่ี 2) ทมะ ความรูจักขมใจ ไมปฏิบัติตอกันดวยลุแกอํานาจกิเลส สมาชิกในครอบครัวมี ความเหน็ อกเหน็ ใจกนั รจู ักใหอภยั กนั เมื่อมีความบกพรองหรือมเี หตใุ หเกดิ โทษะ 3) ขันติ ความอดทน หมายถึง ความอดทนตอความตรากตรํา อดทนตอความลําบากและ อดทนตอความเจบ็ ใจ ซ่งึ อาจจะเกดิ ข้นึ ได เพราะเหตุใดเหตหุ น่งึ ท่ีเก่ียวเน่ืองกับสมาชิกในครอบครวั 4) จาคะ ความเสียสละ หมายถึง ความมีอัธยาศัยกวางขวาง รูจักแบงปนประโยชนสุขแก บุคคลอน่ื และรจู กั สละอารมณอันไมด ี ไมเปน คนเหน็ แกต วั เมือ่ บุคคลสามารถปฏิบัติตามหลกั ธรรมทั้ง 4 ประการนี้ไดครบสมบูรณ ปญหาความรักจาง ปญหาความไมเขาใจกันของสมาชิกในครอบครัวจะไมเกิดข้ึน ความเสียใจความระทมใจอันจะเปน เหตใุ หเกิดทกุ ขจ ะไมเกดิ ขนึ้ เปนการปองกันความแตกแยกภายในครอบครัวไมใ หเ กดิ ข้นึ ได 1.2 ปญหาทางเศรษฐกจิ 90 สํ. ส. 15/845/316.

99 มนุษยจะมีแตความรักความเขาใจกันระหวางบุคคลภายในครอบครัวอยางเดียวไมได เศรษฐกิจยังเปนปญหาสําคัญอีกประการหน่ึง มนุษยจะดํารงชีวิตอยูอยางมีปกติสุขได ตองมีฐานะ ทางเศรษฐกิจดี ครอบครัวท่ีจะมั่นคง ตองเปนครอบครัวท่ีมีภาวะทางเศรษฐกิจมั่นคง แมปญหา ความรกั ความสมัครสมานสามัคคีทก่ี ลา วมาแลวในขอกอนก็มีสวนสัมพันธกับปญหาทางเศรษฐกิจ น้ีดวย คือ ถาเศรษฐกิจภายในครอบครัวไมดี ความรักกันของบุคคลในครอบครัวก็ไมมั่นคง ความ ยากจน ความขาดแคลนเปนความเลวรายสําหรับมนุษย พุทธศาสนาไดเสนอหลักธรรมสําหรับ ปฏิบัติเพอ่ื ขจัดความเลวรา ยอันน้ีไวดังตอ ไปน้ี ก. สรางฐานะทางเศรษฐกิจใหม ่ันคง โดยปฏิบัติตามหลักทฏิ ฐธัมมิกัตถประโยชน โดยปฏิบตั ติ ามหลกั ธรรมอันเปน เง่อื นไข 4 ประการ คือ91 1) อุฏฐานสมฺปทา ถึงพรอมดวยความขยันหมั่นเพียรในการแสวงหา ทรพั ย เปน ผูตน่ื อยูเสมอ ไมเ ปน คนเกียจครา นทําการงาน ขจัดความเกียจครา นออกไปใหห มด 2) อารกฺขสมฺปทา ถึงพรอมดวยการรักษาทรัพยท่ีแสวงหามาไดแลวดวย ความเพียรน้ัน ไมปลอยปละละเลยตอสิ่งท่ีแสวงหามาไดแลว หม่ันดูแลรักษาใหใชประโยชนได นาน ไมป ลอ ยใหทรดุ โทรมไปโดยไมจาํ เปน 3) กลฺยาณมิตฺตา คบคนดีเปนมิตร รูจักเลือกคบคนท่ีเปนบัณฑิตมีความ ฉลาด สามารถแนะนาํ ในส่งิ ท่ีเปนประโยชน ชว ยปองกันอนั ตรายตา ง ๆ ไดต ามความสามารถ 4) สมชีวิตา เล้ียงชีพพอเหมาะแกฐานะทางเศรษฐกิจภายในครอบครัว ของตน รูจกั ประหยดั ไมใชจายฟมุ เฟอ ย สรุ ุย สุราย แตไมถึงกบั เปนคนตระหนฝ่ี ด เคือง เม่ือบุคคลดํารงตนอยูในหลักธรรมเหลาน้ีครบถวน ฐานะทางเศรษฐกิจ ภายในครอบครัวจะม่ันคง มีผลปรากฏเปนรูปธรรม นําความเจริญกาวหนามาให ปองกันและดับ ทุกขใ นระดับน้ีไดอยางมีผล แตผูปฏิบัติตามหลักธรรมทั้ง 4 ประการนี้ ควรมีหลักธรรมเปนเครื่อง สนบั สนนุ เฉพาะแตล ะหวั ขอดงั ตอไปนี้ หลักธรรมสําหรับอุดหนุนอุฏฐานสัมปทา ไดแก อิทธิบาท4 92 อันเปน หลกั ธรรมท่ีทําใหบ คุ คลประสบผลสาํ เรจ็ ในชีวิต อิทธบิ าท 4 นนั้ คอื ฉันทะ ความรักความพอใจในงานท่ีตนทําอยู ถายังไมมีความรักในงาน น้ัน ๆ ก็ตองพิจารณาใหเห็นประโยชนของการงานน้ัน แลวทําความรักใหเกิดข้ึนใหจงไดเมื่อความ รกั เกิดขน้ึ ในการงานน้ันแลว ตอ ไปความเพยี รพยายามจะเกิดขนึ้ 91 องฺ. อฏฐก. 23/145/294 92 อภิ. วิ. 35/505/292

100 วิรยิ ะ ความขยัน ความกลา ความองอาจ เม่ือมีความรักในการงานท่ีทําน้ัน แลว ตอไปทําความเพียร ความกลา ความองอาจใหเกิดข้ึนในการงานน้ัน ความเพียรจะนําบุคคล ไปสูความสําเร็จและลว งเลยความทกุ ขไปได จิตตะ ความเอาใจใส คือมีจิตใจจดจออยูกับการงานท่ีทํานั้น หมั่นเอาใจ ใสอ ยูเ สมอ ไมทอดธุระ ไมทอดท้งิ ความอาลยั ในการงานที่ตนตอ งทาํ และกําลงั ทาํ อยู วิมังสา หม่ันพิจารณาไตรตรอง คิดหาอุบายที่จะทําใหการงานสําเร็จ ลลุ ว งไปดว ยดีตามขน้ั ตอน ใชป ญญาขบคิดแกปญหาดวยอุบายอนั ฉลาด หลกั สําหรบั สนับสนนุ อารักขสัมปทาใหเปน ไปตามความมุง หมายเพ่ือให ทรัพยทห่ี ามาไดแ ลวม่ันคง เปน ประโยชนม ากทส่ี ุด มีดงั นี้ 1) รูจักเก็บ ไดแก รูจักเก็บสิ่งของทรัพยสินท่ีหามาได รูวาอะไรควรเก็บ ไวในทเ่ี ชน ไร แลวจะใชประโยชนไ ดน าน ใหประโยชนแ ละความสุขแกเ ราสูงสดุ 2) รูจักรักษา ไดแก การรูจักรักษา คุมครองทรัพยสมบัติไมใหเปน อนั ตรายไปโดยไมจ าํ เปน ตลอดถงึ การรจู ักทวงทรัพยท ่ีผูอ่ืนยืมไปใชคนื มา 3) รูจักปรับปรุงซอมแซมสวนท่ีสึกหรอไปจากการใชสอย หรือจากการ เสื่อมไปตามสภาพของมนั เอง 4) รูจักใช ไดแก การรูจักใชสอยทรัพยอุปกรณท่ีหามาไดแลวนั้น โดยใช อุปกรณใหเ หมาะกับการงานที่ตอ งทํา หลักธรรมสําหรับพิจารณา เลือกสรรบุคคลวาบุคคลเชนไรเปนกัลยาณมิตรและ บคุ คลเชน ไรเปน ปาปมิตร มีดังนี้ บุคคลทีเ่ ปนปาปมติ ร ไมควบคบและควรหลีกใหหา งไกล มลี ักษณะดังน9้ี 3 1) คนปอกลอก มีลักษณะใหสงั เกต 4 ประการ คอื - คิดเอาแตไดฝา ยเดียว - เสยี ใหนอย คิดเอาใหไ ดมาก - เม่อื มภี ัยแกตัว จึงรบั ทํากิจของเพื่อน - คบเพอื่ นเพราะเห็นแกประโยชนข องตัว 2) คนดแี ตพดู มลี ักษณะใหส งั เกต 4 ประการ คอื - เก็บเอาของท่ีลว งแลวมาปราศรยั 93 ท.ี ปาฏิ. 11/187/199.

101 - เกบ็ เอาของที่ยังไมมีมาปราศรัย - สงเคราะหด วยส่งิ หาประโยชนมิได - ออกปากพง่ึ ไมได

102 3) คนหวั ประจบ มีลกั ษณะใหสังเกต 4 ประการ คือ - จะทําชวั่ กค็ ลอยตาม - จะทาํ ดกี ็คลอยตาม - ตอ หนายกยอ งสรรเสริญ - ลับหลังพูดนินทา 4) คนชกั ชวนในทางฉบิ หาย มีลักษณะใหสังเกต 4 ประการ คอื - ชักชวนเสพส่งิ มึนเมาใหโทษ - ชกั ชวนเท่ียวกลางคืน - ชักชวนใหม ัวเมาในการเลน สนกุ ตา ง ๆ - ชักชวนเลนการพนัน ผูหวังความเจริญ ขจัดปญหา ปองกันทุกข ตองไมคบคนท่ีประกอบดวย ลักษณะเหลา นี้ไวเ ปนมิตร เพราะคนเหลาน้ีไมใชกัลยาณมิตร แลวเลือกคบคนท่ีดีไวเปนมิตร ซ่ึงคน ท่ีเปนมติ รแทแ ละควรคบมดี ังตอไปน้ี บุคคลท่คี วรควบ เปน กลั ยาณมิตร มีลกั ษณะดงั นี้94 1) มิตรมอี ปุ การะ มลี กั ษณะใหสงั เกต 4 ประการ คือ - ปองกัน เพื่อนบานผปู ระมาทแลว - ปองกันทรัพยสมบัติของเพ่ือนผปู ระมาทแลว - เมือ่ มภี ยั เกิดขึ้น เอาเปนทพี่ ึง่ พาํ นกั ได - เมื่อมธี รุ ะ ชวยออกทรพั ยใ หเ กนิ กวาทข่ี อความชวยเหลอื 2) มติ รรวมสุขรวมทุกข มีลักษณะใหส งั เกต 4 ประการ คอื - ขยายความลบั ของตนแกเพื่อน - ปกปด ความลบั ของเพ่อื นไมใ หแ พรงพราย - ไมละทิ้งในยามวบิ ตั ิ - สามารถเสยี สละชวี ิตแทนกันได 3) มิตรแนะประโยชน มีลักษณะใหสังเกต 4 ประการ คือ - หา มเพ่อื นทําความชว่ั - แนะนําใหเ พ่อื นต้งั อยูใ นความดี - ใหเพือ่ นฟงสิ่งทย่ี งั ไมเ คยฟง 94 อา งแลว ขอ 192 หนา 201.

103 - บอกทางสวรรคใหเ พื่อน 4) มติ รมคี วามรกั ใคร มีลักษณะสังเกต 4 ประการ คือ - ยามเพื่อนมที กุ ข กเ็ ปนทกุ ขด วย - ยามเพ่ือนมสี ขุ กม็ ีความสขุ ดวย - โตเถียงคนท่พี ดู ตเิ ตียนเพ่ือน - รับรองคนทพ่ี ูสรรเสรญิ เพอ่ื น บุคคลผูประกอบดวยคุณสมบัติเหลาน้ี จัดวาเปนกัลยาณมิตร เปนคนควรคบ สามารถชวยเหลอื บรรเทาทุกขบ ํารุงสุขแกเ พ่อื นได เปนบคุ คลที่หวังความเจริญควรจะแสวงหาและ เขา ใหใกลมากท่สี ดุ หลักธรรมสําหรับสนับสนุนสมชีวิตา คือ เลี้ยงชีวิตในทางท่ีชอบ ใชจายทรัพยให เกดิ ประโยชนไมใ ชใ หส น้ิ เปลืองไปโดยใชเหตุ มขี อปฏิบตั สิ นับสนนุ ดงั นี้ 1) เวนจากอบายมขุ คือทางแหงความเส่อื ม 4 ประการ 95 ไดแก - เวน จากความเปน นักเลงหญิง-ชาย - เวนจากความเปน นักเลงสรุ า หรอื นักเสพสง่ิ มนึ เมาใหโ ทษ - เวนจากความเปน นักเลงการพนัน - เวน จากการคบคนชั่วเปน มิตร 2) รูจักใชจายทรัพยใหเปนประโยชน โดยแบงทรัพยท่ีหามาไดแลว ออกเปนสวน ๆ เพือ่ ใชส อยดงั นี้ - สวนสาํ หรับเล้ยี งตนเองและครอบครวั ใหเปนสุข - สวนเล้ยี งเพื่อนฝูงใหเปน สขุ และเปน การผูกมิตร - สวนบาํ บัดอนั ตรายอนั อาจเกดิ จากสาเหตตุ าง ๆ - สว นทําพลีกรรม 5 อยางคอื (1) ญาติพลี สงเคราะหญ าติ (2) อตถิ พิ ลี ตอ นรบั แขก (3) ปพุ พเปตพลี ทําบุญอทุ ิศผูตาย (4) ราชพลี เสียภาษีบาํ รุงรฐั (5) เทวตาพลี ทําบญุ อุทศิ เทวดา - สวนบริจาคทานในสมณชีพราหมณผ ูประพฤติชอบประกอบดวยธรรม 95 องฺ. อฏฐก. 23/145/296.

104 ความดับแหงทุกขเพราะปญหาทางเศรษฐกิจ ยอมหมายถึงความมีปจจัยสําหรับ เล้ยี งชีพอยา งเพยี งพอสมบูรณ สภาวะเชน น้ันยอ มอยูใ นความหวังของคนทุกคน แตบ คุ คลทจ่ี ะบรรลุ ความสมหวังในสง่ิ นไ้ี ดตอ งประกอบดวยคณุ สมบัติดังท่กี ลาวมาแลวนน้ั ปญ หาทางสังคม มนษุ ยร วมตวั กันอยเู ปน สงั คมดว ยเหตุผลจาํ เปน และดวยเหตุผลทางธรรมชาติ คน แตละคนเปนหนวยหน่ึงของสังคม มีสิทธิและหนาท่ีในสังคมตามกฎระเบียบที่สังคมรวมกันวางใจ เพ่ือใหแตละหนวยของสังคมไดรับ และปฏิบัติไปอยางยุติธรรมพอสมควร แตเพราะมนุษยมีจิตใจ ตางกัน มีอัธยาศัยตางกัน มีกิเลสตางกัน มีกําลัง มีความสามารถตางกัน ปญหาตาง ๆ จึงเกิดขึ้นแก แตละหนวยของสังคม คือมนุษยแตละคน ซ่ึงปญหาน้ันมีมากมายหลายรูปแบบ จึงยากท่ีจะวาง กฎเกณฑอ ยางใดอยา งหนงึ่ เพื่อแกปญ หาใหไ ดทุกอยา ง สงั คมเองแตล ะสังคมก็ยงั มคี วามแตกตา งกนั ไปตามลักษณะภูมิประเทศและความนิยม จึงไมเคยมีกฎระเบียบใดในโลกท่ีสามารถนํามาใชไดกับ ทุก ๆ สงั คมในโลก พุทธศาสนา มองเห็นปญหาสังคมในแงตาง ๆ อันกอความทุกขความยุงยาก เดือดรอนแกบุคคลในสังคม จึงเสนอหลักเกณฑเพื่อบรรเทาความทุกขยากเดือดรอนนั้นไวอยาง กวาง ๆ แตมีประสิทธิภาพ สามารถใชไดกับสังคมและบุคคลในสังคมท่ัวโลกเปนหลักเกณฑสากล โดยแบง เปน ฝายท่ตี อ งละฝา ยที่ตอ งปฏิบตั ิดังน้ี ฝายท่ีตองละ เพ่ือการเคารพในสิทธิข้ันพ้ืนฐานของสมาชิกในสังคมและดับความ เดือดรอนหรือปองกันความเดือดรอนของสมาชิกในสังคม โดยการละเวนเหตุแหงความเดือดรอน น้นั 5 ประการ96 คือ 1) เวนจากการฆา การทําลาย การเบียดเบียนใหผูอื่นไดรับความสิ้นชีวิตหรือ เดือดรอนอยางเด็ดขาด เพ่ือเคารพใหเกียรติในสิทธิแหงการมีชีวิตอยูในสังคมและในโลกรวมกัน ทงั้ ปอ งกนั เหตุรา ยอนั เกิดจากความเคยี ดแคนของผูอ่ืนเพราะความท่ตี นถูกรังแกทํารายกอน 2) เวนจากมิจฉาชีพทุกชนิด เชน ลัก ฉอ โกง ฉกชิง วิ่งราว เปนตน ท้ังนี้ เพื่อ เคารพในสิทธิแหงการครอบครองทรัพยส นิ ของบคุ คลอื่นทเ่ี ขามาไดดวยความสุจริตยตุ ธิ รรม 96 องฺ ปณฺจก. 22/171/226.

105 3) เวนจากการประพฤติผิดในทางกาม คือ การลวงละเมิดในสตรีหรือบุรุษผูเปน ภรรยาหรือสามีของผูอ่ืน หรือเปนบุคคลตองหามดวยเหตุผลใด ๆ เพ่ือเคารพในสิทธิแหงการมี คูครองเปนหลักฐานตามกฎเกณฑข องสงั คมมนุษยผเู จรญิ ดวยวัฒนธรรมและอารยธรรม 4) เวนจาการพูดเท็จ เวนจากการพูดคุยแหยใหแตกความสามัคคี พูดคําหยาบคาย เชน คําดา คําลบหลูดูหม่ินเหยียดหยาม และคําพูดเพอเจอเหลวไหลไรสาระ เพ่ือเคารพในสิทธิแหง การไดรับขาวสารที่ถูกตองดีงามของสมาชิกในสังคม ท้ังเปนการสรางความซื่อตรงใหเกิดข้ึนและ สรา งความเช่ือมัน่ ใหเ กิดข้ึนระหวา งกนั 5) เวนขาดจากการเสพสิ่งมึนเมาใหโทษทุกชนิด อันเปนการบอนทําลายความ มั่นคงทางสังคม ขอน้ีพระพุทธเจาทรงแสดงความฉิบหายอันเกิดจากการเสพสิ่งมึนมาใหโทษอัน เปน สวนปจ เจกบุคคลไว 6 ประการ คือ97 - ทรัพยฉ ิบหายไปโดยไมจําเปน - กอความทะเลาะวิวาท - เกดิ โรค เชน โรคตบั แขง็ เปน ตน - ถกู ดหู มน่ิ ถูกตเิ ตียนจากบัณฑติ ชน - หมดความละอาย เพราะขาดสติสมั ปชญั ญะ - บั่นทอนกําลังสัญญา เพราะสมองเส่ือมสภาพดวยฤทธ์ิแหงความมึน เมา ใน 5 ขอท่ีตองละใหเด็ดขาดน้ี แตละขอเปนความดับทุกขเพราะปญหาทาง สังคมในแตละแบบ แตเมื่อรวมกันเขาแลวจะเปนความดับทุกขอันเปนมวลรวมของสังคมมนุษยได เปนผลวเิ ศษ เปน ความดับทีเ่ ยน็ และเปนความดับทส่ี งบ เพราะการดบั ทกุ ขดว ยวธิ ีการอยางน้ีไมเปน การกอ เวร ไมเปนทางแหงความพยาบาท นอกจากน้ี ในการบรรเทาทุกขท่ีเปนปญหาทางสังคมควร ละเวน จากพานชิ กรรม 5 อยาง คอื 98 1) การคา ขายเครอ่ื งประหาร 2) การคา ขายมนุษย 3) การคา ขายสตั วเปนสําหรับฆาเปน อาหาร 4) การคาขายเครือ่ งดองของเมา 5) การคา ขายยาพษิ 97 ท.ี ปาฏิ. 11/179/196. 98 องฺ. ปญจก. 22/177/196

106 การคาขายทง้ั 5 อยางนี้ ไมเปนขอบังคับตายตัวเหมือน 5 ขอขางตน แตถึงกระน้ัน ก็เปนการคาขายท่ีสรางปญหาขึ้นในสังคม บุคคลผูทําการคาขายอยางน้ีถือไดวาเปนผูกอเวร จะเปน โดยเจตนาหรอื ไมกต็ าม จึงเปน ขอท่ีควรละเวนโดยเด็ดขาดเชน เดียวกนั เราไดยินขาวอยูเสมอวา ในสังคมไทยเราปจจุบันมีการฆากันมาก มีการคาขาย มนุษย มีการคาขายสัตวเปน มีการคาขายเคร่ืองดองของเมา มีการคาขายยาพิษ และปญหาตางๆ ก็ ตามมามากมายจนรัฐไมสามารถแกปญหาลงใหเด็ดขาดได ผูนั้นก็เปนทุกขเดือดรอนอยูเปนประจํา มนุษยสัตวที่ถูกขายก็ไดรับความลําบาก ส่ิงท่ีถูกขายไปก็ไปเปนสิ่งที่ทําลายบุคคลอ่ืน ดังน้ัน ความ ดบั ปญ หาเหลา นน้ั ไดจ ะมขี ึ้นไดกต็ อเม่อื บคุ คลไดเลกิ สงิ่ เหลา นี้เสียอยา งเดด็ ขาดแลว เทานนั้ ข. สรา งเสรมิ คุณธรรม โรคตาง ๆ จะไมเกิดขึ้นแกบุคคล ถาหากวาบุคคลมีภูมิคุมกันท่ีดี ความ ทุกขก็เชนเดียวกัน ความทุกขจะไมเกิดแกบุคคล ถาหากวาบุคคลมีธรรมอันเปนภูมิคุมกันที่ดี การ สรางคุณธรรมใหเกิดขึ้นในตนจึงเทากับเปนการปองกันความทุกข ถาผูที่มีความทุกขอยูแลว คุณธรรมจะเปนเคร่ืองดับทุกขท่ีดีท่ีสุด ดังนั้น สังคมมนุษยจึงจําเปนตองสรางคุณธรรมเหลาน้ีให เกดิ ข้นึ ใหได เพ่อื ความดับ ความเย็น และความเสมอภาคทางสงั คม คุณธรรมเหลานนั้ คอื 1) สรา งกัลยาณธรรม 5 อยา ง 99 คอื - เมตตากรุณา ไดแก ความรักใครปรารถนาใหผูอื่นอยูเปนสุขและ คดิ ชวยเหลอื ผูอืน่ ใหพ น จากทกุ ข - สัมมาอาชีวะ ไดแก ความเล้ียงชีวิตในทางที่ชอบ ประกอบดวย ความสุจรติ กาย วาจา ใจ - สทารสันโดษ ไดแก ความยินดีพอใจเฉพาะในภรรยา-สามีของ ตนเทา น้ัน - สัจจะ ไดแ ก ความมสี ัตยตอ ตนและคนอนื่ - สติ ไดแก ความระลึก 2) สรางสังคหวัตถุ 4 ประการ 100 อันไดแก ธรรมเปนเครื่องยึดเหน่ียว น้ําใจของบุคคลในสงั คมไวใหเปนมติ รกันอยเู สมอ คอื 99 สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส, เบญจศลี เบญธรรม, (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพม หาม กุฏราชวทิ ยาลัย, 2521) หนา 60. 100 องฺ. จตกุ ฺก. 21/32/42.

107 - ทาน การใหปนสิ่งของของตนแกคนที่ควรใหปน เปนการ เอือ้ เฟอเผ่ือแผ - ปยวาจา การพูดจาปราศรัยไพเราะชวนฟง เปนเหตุใหนารัก นา เคารพนบั ถือ - อัตถจรยิ า ประพฤติแตส ิ่งท่ีเปน ประโยชน ไมกอโทษแกใคร ๆ - สมานัตตตา วางตนเปนคนเสมอตนเสมอปลาย ไมทําใหเปนคนที่ บุคคลอ่นื ปฏิบตั ิตอดว ยลําบาก เชน คนย้ิมแยมแจมใสอยเู สมอ ขอควรละเวนและขอควรปฏิบัติเหลาน้ี เปนหลักธรรมสําหรับปองกัน และขจัดความทกุ ขท ม่ี าจากปญ หาทางสงั คม สวนวธิ ีการปลีกยอยอ่ืน ๆ สามารถศึกษาไดจากคัมภีร ทางพระพทุ ธศาสนา ปญหาทางครอบครัวก็ดี ปญหาทางเศรษฐกิจก็ดี ปญหาทางสังคมก็ดี ปญหาทางสังคมก็ดีเปนส่ิงท่ีเกิดข้ึนอยางมีสาเหตุ ความดับปญหาเหลาน้ันจะมีไดก็ตองดับที่สาเหตุ ปญ หาเหลา นั้นสรางความทุกขใ หแ กบ คุ คลทัง้ ๆ ที่บุคคลไมตอ งการ เพราะสัตวทุกจําพวกไมเฉพาะ แตมนุษยรกั สขุ เกลยี ดทกุ ขด วยกันท้ังส้ิน การปองกันและดับทุกขเพ่ือความสุขสงบรมเย็น จะมีข้ึน ไดดวยการปฏิบัติตามหลักการเหลาน้ี ผูหวังความดํารงชีวิตอยูอยางเปนสุขจึงควรดําเนินชีวิตไป ตามหลักการนี้ 2. ความทุกขเก่ยี วดว ยความเวยี นวายตายเกดิ ในสังสารวัฏฏ ในตอนวาดวยความทุกขและตอนวาดวยสาเหตุแหงความทุกข ไดกลาวถึง รายละเอียดของสภาพตาง ๆ มาพอสมควรแลว มาถึงตอนวาดวยความดับทุกขนี้ จะตองอางถึง สภาพนั้นๆ บางตามความจําเปน ทั้งน้ี เพ่ือเปนการอางอิงหลักฐานในการเสนอแนวทางแหงความ ดบั ทุกขใหเ หน็ ภาพชดั ขึน้ ความทุกขท่ีเกี่ยวดวยความเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฏฏนี้ เปนผลของอวิชา ตัณหา อุปาทาน อันเปนสวนของกิเลสวัฏฏ และกรรม อันเปนสวนของกัมวัฏฏ ความดับทุกขใน ระดบั น้ี เมอ่ื ดับไดจึงเปนความดับอยางเด็ดขาด และแนนอนท่ีสุด ความดับทุกขในระดับนี้เปนเร่ือง ยากมาก มูลเหตุของความทกุ ขระดับน้เี ปน เรื่องละเอียดออน ความดับแหงมูลเหตุนั้น จะเกิดขึ้นไดก็ ตอ งใชความพยายามอยา งมาก ผไู รค วามพยายามจะไมสามารถดับความทุกขใ นระดบั นี้ไดเลย เมื่อวาตามหลักแหงวัฏฏะคือ วน 3 อัน ไดแก กิเลสวัฏฏ กัมวัฏฏ และวิ ปากวัฏฏ ความดับทุกขจะมีไดก็ตองดับที่กิเลส เพราะเมื่อกิเลสเกิดขึ้นแลวเปนเหตุใหทํากรรม กรรมที่ทําแลวใหผลเปนวิบาก วิบากน้ีเปนผลกรรมที่ทําไปดวยอํานาจกิเลส จึงเปนผลที่เศราหมอง

108 ไมบ ริสทุ ธิ์ จงึ เปนสาเหตุใหเกดิ กิเลสตอ ไปอกี วนเวยี นไปอยา งนไี้ มม ีทส่ี ิน้ สุด แตเ มอ่ื ดบั กิเลสลงได เด็ดขาด แมทํากรรมอะไรลงไป กรรมท่ีทําลงไปก็เปนกรรมที่ไมเศราหมอง เพราะกรรมน้ันไมได ถูกทําลงไปดวยอํานาจกิเลส กรรมที่บริสทุ ธ์ไิ มเ ศรา หมอง เพราะกรรมนนั้ ไมถ กู ทําลงไปดวยอํานาจ กิเลส กรรมท่ีบริสุทธิ์ไมเศราหมองยอมใหผลที่บริสุทธ์ิ ไมเศราหมอง เมื่อผลเปนผลบริสุทธ์ิไม เศราหมอง จิตท่ีเปนผูทํากรรมก็เปนผูบริสุทธิ์ไมเศราหมอง ดังนั้น จิตที่บริสุทธ์ิไมเศราหมองบวก กับกรรมที่บริสุทธิ์ไมเศราหมอง ผลที่ออกมา คือ ความบริสุทธิ์อยางยิ่ง และความบริสุทธิ์อยางย่ิง ยอ มหมายถึง ความดับทกุ ขใ นท่ีนี้ ในการท่ีบุคคลทํากรรมไปดวยอํานาจกิเลสแลวมีผลเปนทุกข กับบุคคลผูไมมี กิเลสทํากรรมแลวมีผลไมเปนทุกขนี้ เราอาจหาตัวอยางที่เปนปจจุบันศึกษาไดยาก และอาจจะหา ไมได เพราะสภาวะจิตใจของคนเราน้ันไมอาจวัดกันได บุคคลหนึ่งไมอาจรูสภาพจิตใจของบุคคล อนื่ แตบ ุคคลผูทํากรรมและเปนผูรับกรรมยอมรูตนเองไดวาตนทํากรรมอยางไรแลวมีผลใหตนเปน ทุกขเดือดรอนอยางไร แตแมอยางนี้ก็ยังเปนเพียงพลท่ีเกิดข้ึนในภพชาติปจจุบันเทานั้น ยังไมใชขอ พิสูจนที่เด็ดขาด เพราะขอพิสูจนอยางนี้เปนเพียงมาตรฐานเบ้ืองตนเทานั้น ความทุกขที่เปนไป วัฏฏะนั้น หมายถึง ความทุกขขามภพขามชาติ ดังน้ัน จึงมีทางเดียวท่ีเราพอจะศึกษาความแตกตาง อนั น้ไี ด คือการเปรียบเทียบ ซึ่งในทน่ี จ้ี ะเปรียบเทยี บใหเหน็ ดังน้ี

109 มกี เิ ลส บุคคล ทํากรรมเศราหมอง ไมม กี เิ ลส มวี บิ าก(ผล) ทาํ กรรมบรสิ ุทธิ์ เศราหมอง มีวบิ าก(ผล) มีผลใหไ ปเกดิ อีก บริสทุ ธ์ิ ในภพใหม ไมม ผี ลใหไปเกดิ อีก มกี เิ ลสอีกและ ในภพใหม เปน ทกุ ขตอ ไป ไมมกี ิเลสแลว เปน ทกุ ขอยางยิง่ ความทุกขด บั เปนสขุ อยา งยง่ิ รวมความวา ความดับทุกขตามแนววัฏฏะตองดับท่ีกิเลสวัฏฏ เม่ือดับกิเลสไดแลว แมการทํากรรมจะยังมีอยู ผลกรรมน้ันก็จะไมมีผลใหตองเวียนวายตายเกิดอีก เปนอันดับความทุกข เสียได ตามหลักอริยสัจ ตณั หา 3 ประการคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เปนสาเหตุ แหงความทุกข และความดับตัณหาทั้ง 3 ประการน้ีได จัดเปนความดับทุกข จึงมีปญหาวาจะดับ

110 ตณั หาท้ัง 3 ประการนี้ไดที่ไหน คําตอบปญหานี้ก็คือ ดับ ณ ท่ีเกิด ตัณหาเกิด ณ ที่ไหน ก็ตองดับไป ณ ทน่ี นั้ ในมหาสติปฏฐานสูตรนั่นเอง101 ตอนอธิบายถึงนิโรธสจั ทรงแสดงความไวว า ดกู รภิกษุทั้งหลาย ก็ทกุ ขนโิ รธอริยสัจเปนไฉน? ความสํารอก ความดบั โดยไมเหลอื ความสละ ความสง คืน ความปลอ ยวาง ความไมอ าลัยในตัณหานนั้ กต็ ัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละยอมละเสียไดท่ีไหน? เมื่อจะดับยอมดับไดในที่ไหน ท่ีใดเปนท่ีรักที่เจริญ ใจในโลก ตัณหาน้ัน เม่ือบุคคลจะละ ยอมละเสียในที่นี้ เมื่อจะดับ ยอมดับเสียไดในที่น้ี อะไรเปน ทร่ี ักที่เจริญใจในโลก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เปนที่รักท่ีเจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละธรรมารมณ เปนท่ีรักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เม่ือบุคคลจะละยอมละเสียไดในที่น้ี เม่ือจะดับ ยอมดับ ในทน่ี ี้ จักขุวิญญาณ.....มโนวิญญาณ, จักขุสัมผัส.......มโนสัมผัส, จักขุสัมผัสสชาเวทนา... มโนสัมผัสสชาเวทนา, รูปสัญญา....ธัมมสัญญา, รูปสัญเจตนา......ธัมมสัญเจตนา, รูป ตัณหา...ธัมมตัณหา, รูปวิตก......ธัมมวิตก, รูปวิจาร...ธัมมวิจาร เปนที่รักท่ีเจริญใจในโลก ตัณหา เม่อื บุคคลจะละ ยอ มละเสยี ไดใ นที่น้ี เมอ่ื จะดบั ยอมดบั ไดใ นท่นี ี้ ดูกรภิกษทุ ้ังหลาย อนั น้ีเรยี กวา ทกุ ขนโิ รธอรยิ สจั ขอท่ีเปนปญหา ของความดับทุกขจริง ๆ น้ัน ไมใชความยากลําบากในการปฏิบัติ เพื่อความดบั ทกุ ข แตอยูท่ีบุคคลไมสามารถมองเห็นทุกข จากขอความในมหาสติปฏฐานน้ัน แสดง เพียงท่ีดับของตัณหาเทานั้น อันหมายถึง ตัณหาไดเกิดขึ้นแลว มีแลว ปรากฏอยูแลว และบุคคลผูรู แลว เห็นแลว วาตัณหาเกิดและมีอยูท่ีน่ัน เม่ือใครจะดับก็ตองดับท่ีน่ัน การท่ีบุคคลมีความตองการ จะดับตัณหาก็เพราะเขารูวา ตราบใดที่ยังมีตัณหา มีความยินดีเพลิดเพลินพอใจติดอยูในโลกธรรม ดวยอํานาจแหงตัณหา เขาก็ไมสามารถจะลวงพนความเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฏฏได ผูรูเห็น ไดอ ยา งน้ยี อ มหวังความดับแหง ตณั หา บุคคลที่นับวามีปญหา คือบุคคลท่ีไมสามารถมองใหเห็นปญหาน้ีได เขามองไม เห็นวาตัณหาคือความยินดี ความพอใจ ความเพลิดเพลิน ความติด ความยึดติดในอารมณภายนอก ภายใน ในอิฏญารมณตาง ๆ ในโลกธรรมนั้น เปนสาเหตุแหงความทุกข ความเดือดรอนในปจจุบัน เปนสาเหตุแหงความทุกขความเดือดรอน เพราะการตองเวียนวายตายเกิดจนหาท่ีสุดมิได บุคคล เหลานี้ กอนจะคิดดับตัณหาตองคิดทําความรูจักกับตัณหาเสียกอน กลาวอีกนัยหนึ่งก็คือ ตองทํา 101 ที. มหา. 10/298/345.

111 ปญญาใหเกิดข้ึนจนพอที่จะมองเห็นปญหาเหลาน้ีได เม่ือปญญาเกิดขึ้น เห็นความทุกขยากลําบาก เห็นความจริงของกฏแหงสังสารวัฏฏ เมื่อนั้น ความอยากพน ความอยากออกจากสังสารวัฏฏจึง เกิดข้นึ มาถึงน้ีทําใหไดแงคิดวา ความดับแหงตัณหากับความดับแหงอวิชชาน้ันตองไป ดวยกันตองดําเนินไปพรอม ๆ กัน เพราะหากวิชชา หรือปญญาไมเกิดขึ้น อวิชชาก็ยังไมดับ เม่ือ อวชิ ชายังไมดับ ความเหน็ โทษในส่ิงทง้ั หลายก็เกิดขึน้ สมบรู ณไมไ ด ตามแนวแหงปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจาทรงเนนไปท่ีอวิชชาวา เปนตนเหตุแหง ความทุกขท้ังปวง เมื่ออวิชชายังมีอยู ความเกิด ความแก ความเจ็บ ความตายก็ยังมีอยู แตเพราะ อวิชชาดับ ทุกสิ่งทุกอยางในกระบวนการแหงปฏิจจสมุปบาทก็ดับลงไปตามกัน ดังที่ทรง แสดงปฏจิ จสมุปบาทสายดับไวด ังน้ี เพราะอวิชชาดบั สังขารจึงดบั เพราะสังขารดบั วิญญาณจึงดบั เพราะวญิ ญาณดบั นามรูปจึงดับ เพราะนามรปู ดับ สฬายตนะจึงดบั เพราะสฬายตนะดับ ผสั สะจึงดับ เพราะผัสสะดบั เวทนาจึงดบั เพราะเวทนาดบั ตณั หาจงึ ดบั เพราะตัณหาดบั อุปาทานจงึ ดับ เพราะอปุ าทานดบั ภพจงึ ดบั เพราะภพดับ ชาติจงึ ดับ เพราะชาติดับ ชรา – มรณะ – โสกะ – ปริเทวะ – ทุกขะ – โทมนสั - อุปายาส จึงดบั ไดกลาวมาแลววา อวิชชา เปนกิเลส เปนพวกเดียวกับตัณหาและอุปาทาน เมื่อจะ เกดิ จะดบั กต็ องไปดว ยกัน หรือเมอื่ สิ่งหนง่ึ เกดิ อีกสงิ่ หน่งึ กต็ องเกดิ เมอื่ สง่ิ หนึง่ ดับ อีกสงิ่ หนงึ่ กต็ อ ง ดับ เพราะเปนพวกเดียวกัน ดังนั้น การแสดงธรรมของพระพุทธเจาบางคราวทรงชี้แนะใหดับ สังสารวัฏฏที่ตัณหา แตบางคราวทรงชี้แนะใหดับที่อวิชชา ท้ังน้ีก็สุดแลวแตอัธยาศัยของผูฟง คือ เม่ือพระองคทรงพิจารณาเห็นแลววาบุคคลน้ีฟงธรรมอยางไรแลว สามารถเขาใจแทงตลอดไดใน ธรรมทีฟ่ ง พระองคก จ็ ะทรงแสดงไปตามนนั้ ดว ยหวังประโยชนแ กผ ฟู ง เปนเบอื้ งหนา เมื่อพิจารณาตามแนวปฏิจจสมุปบาทสายดับน้ีรวมกับขอท่ีวา “ธรรมเหลาใด เกิด แตเหตุ พระพทุ ธเจาทรงแสดงเหตุแหงธรรมเหลา นน้ั และความดับแหงเหตุ แหง ธรรมเหลานนั้ พระ

112 มหาสมณะ เปน ผูม ปี กตกิ ลาวอยางนี”้ 102 ทาํ ใหเ หน็ วา แทจรงิ แลว ความดับแหงสังสารทุกข ตองดับ ทีอ่ วชิ ชาเทา นน้ั อยางไรก็ตาม เราไดความในที่น้ีวา ความดับแหงทุกข ตองดับท่ีกิเลส อันไดแก อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เม่ือกิเลสดับไปแลว กรรมอันไดแก สังขาร และภพ(กรรมภพ) ท่ียังเปนไป อยูก็เปนกรรมที่ไมเศราหมอง เปนกรรมสะอาดบริสุทธิ์ เม่ือกรรมบริสุทธ์ิ วิบาก คือ วิญญาณ นาม รูป อายตนะ ผสั สะ เวทนา ทีย่ งั เหลอื อยูก็เปน สวนบรสิ ทุ ธ์ไิ ปดวย มีมติในช้ันหลัง ๆ กลาวถึงความดับแหงปฏิสัจจสมุปบาทน้ีไววา เม่ืออวิชชาดับ สวนที่เหลือทั้งหมดก็ดับลงพรอมกัน ไมไดมีส่ิงใดเปนไปกอนหรือหลังกวากัน103 ขอนี้มีปญหาวา สวนกิเลสวัฏฏ คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน จะดับลงพรอมกับสวนวิบากวัฏฏ คือ วิญญาณ นามรูป เปนตน ไดอยางไร เพราะถากิเลส กรรม วิบาก ดับลงพรอมกันแลว ผูที่บรรลุอรหัตตเปนพระ อรหันตก็ตองดับลงพรอมกันดวย คือ ตองถึงอนุปาทิเลสนิพพาน ในขณะเดียวกันกับท่ีกิเลสดับ น่นั เอง และถา เปนเชนนั้น พระพทุ ธเจาเองกไ็ มอาจเสดจ็ เที่ยวส่ังสอนมหาชนอยูไดถึง 45 ป ตามท่ีมี ผูบันทึกไวในคัมภีร เพราะพระองคจะตองดับขันธปรินิพพานลงพรอมกับที่พระองคดับกิเลสได นน่ั เอง แตค วามจริงไมไ ดเ ปน เชนนัน้ เลย การท่คี ําสอนของพระพทุ ธองคป รากฏอยูมากมายนั่น เปน เครื่องแสดงวาพระองคยังมีพระชนมอยูภายหลังจากบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแลวจริง การที่พระองคยังมีพระชนมอยูน้ัน ก็เปนเคร่ืองยืนยันวา อยางนอยท่ีสุด นามรูป อายตนะของ พระองคยังมีอยู ไมไดดับไปพรอมกับอวิชชาเลย ในที่นี้จึงขอกลาววา เม่ือดับกิเลส คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ได กรรมท่ียังมีเปนกรรมบริสุทธ์ิ กรรมนี้จะกลาววาเปนกรรมดีหรือกรรมช่ัวก็ ไมได กลาวไดแตเพียงวาเปนกรรมบริสุทธิ์เทาน้ัน เมื่อกรรมบริสุทธิ์ ความเกิดในภพใหมก็ไมมี และความทุกขเพราะชาติ คือ ความเกิดในภพใหมก็ไมมี กรรมบริสุทธ์ิน้ีพุทธพจนแสดงวากรรมไม ดาํ ไมขาว ผลหรือปรากฏการณภายหลังความดับแหงกิเลสน้ี เรียกวา นิพพาน แปลวา ธรรม ท่ีพนจากกิเลสเครื่องรอยรัด ซึ่งมี 2 ลักษณะ ไดแก สอุปาทิเลสนิพพาน(ความพนจากกิเลส เปน เคร่ืองรอยรัดที่ยังมีเบญขันธเหลืออยู)และอนุปาทเลสนิพพาน(ความพนจากกิเลสเปนเครื่องรอยรัด ท่ีไมมีเบญจขันธเ หลืออย)ู นพิ พาน มคี ณุ นามทคี่ วรทราบดังน้ี104 102 วิ. มหา. 4/65/74. 103 เดอื น คาํ ดี, พทุ ธปรัชญา, (กรุงเทพฯ: ภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร, 2528) หนา 32. 104 มลู นิธิ แนบ มหานีรานนท, คมู ือการศกึ ษาพระอภธิ มั มัตถสงั คหะ, ปริเฉทท่ี 6, (กรุงเพทฯ: อกั ษร ธเนศวรการพมิ พ, 2527), หนา 118.

113 1) อเสสวิราคนโิ รโธ เปน ธรรมทด่ี ับทกุ ขโดยพน จากราคะโดยไมมเี ศษเหลอื 2) อเสสภวนิโรโธ เปนธรรมทด่ี บั ภพไมมเี ศษเหลือ 3) จาโค เปน ธรรมท่ีสละจากตัณหาท้งั ปวง 4) ปฏนิ ิสฺสคฺโค เปนธรรมท่ีพน จากภพตาง ๆ 5) มตุ ตฺ ิ เปนธรรมที่พนจากกเิ ลส 6) อนาลโย เปน ธรรมทีไ่ มม ีความอาลยั 7) ราคกฺขโย เปน ธรรมทส่ี ้นิ ราคะ 8) โทสกฺขโย เปนธรรมท่สี น้ิ โทสะ 9) โมหกโฺ ย เปนธรรมที่สน้ิ โมหะ 10) ตณฺหกขฺ โย เปนธรรมทีส่ ิ้นตัณหา 11) อนุปปฺ าโท เปน ธรรมทดี่ ับขันธท ง้ั 5 12) ปวตตฺ ํ เปน ธรรมท่ีดบั นามรูป 13) อนิมิตตฺ ํ เปนธรรมที่ปราศจากสงั ขารนมิ ิต 14) อปปฺ ณหิ ิตํ เปน ธรรมทปี่ ราศจากความตองการ 15) สุญญตํ เปนธรรมท่ีสูญ(วาง) จากทกุ ขไดโดยสน้ิ เชิง 16) อปปฺ ฏิสนฺธิ เปนธรรมท่ไี มมีการเกิด 17) อนปุ ปฺ ตตฺ ิ เปนธรรมทีไ่ มมีที่ไป 18) อนายูหนํ เปนธรรมทไี่ มม คี วามพยายาม 19) อชาตํ เปน ธรรมทไี่ มมคี วามเกิด 20) อชรํ เปนธรรมทีไ่ มมีความเจ็บไข 21) อพยาธิ เปนธรรมท่ไี มมคี วามเจบ็ ไข 22) อคติ เปน ธรรมทไ่ี มมีคติ 23) อมตํ เปนธรรมทไ่ี มม คี วามตาย 24) อโสกํ เปน ธรรมท่ไี มม คี วามโศก 25) อปริเทวํ เปนธรรมท่ไี มม กี ารรอ งไห 26) อนุปายาโส เปน ธรรมทไ่ี มม กี ารรา่ํ ไรราํ พนั 27) อสงกฺ ิลฏิ ฐํ เปนธรรมท่ไี มม คี วามเศรา หมอง 28) อสงขฺ ตํ เปนธรรมทไ่ี มม ปี จ จัยปรงุ แตง 29) นิวานํ เปน ธรรมทพ่ี นจากเครอ่ื งรอยรัด 30) สนตฺ ิ เปน ธรรมทส่ี งบจากทุกขทง้ั ปวง

114 นิพพาน เปนที่เช่ือไดวามีอยูจริง เพราะอาศัยคุณธรรมของทานท่ีไดบรรลุถึง นิพพานแลว โดยท่ที านเหลานั้นไดทํานิโรธสัจใหแจง หรือรแู จงแทงตลอดนน่ั เอง 3. ความทกุ ขเกย่ี วดว ยความเปล่ยี นแปลง ปญหาประการสุดทายเก่ียวดวยความดับทุกข คือ ปญหาวาดวยเร่ืองความทุกขท่ี เกยี่ วดวยความเปลีย่ นแปลงนี้ นับวาเปนปญหาเร่อื งความทุกขท่ไี กลท่สี ดุ เราสามารถเรียนรูปญหานี้ ไดวา ทุกสิ่งทุกอยางไมเที่ยง ทุกส่ิงทุกอยางเปนทุกข แตเราไมสามารถรูสึกไดวาทุกส่ิงทุกอยางไม เท่ียง ทุกส่ิงทุกอยางเปนทุกขอยางไร เพราะความไมเท่ียง ความเปล่ียนแปลงไมมีความเจ็บปวด ไม มีความเศรา โศก ความรํ่าไรรําพนั ใด ๆ ปรากฏ เราทราบมาแลววา อนิจฺจํ คือความไมเที่ยงหรือความเปลี่ยนแปลงอันเปนสาเหตุ ของ ทุกขํ คอื ความเปน ทุกขช นิดน้ี เปนสิ่งทมี่ ีอยปู ระจําในธรรมชาติ ไมว าส่งิ ท่เี ปน รูปธรรมหรือส่งิ ท่ีเปนนามธรรม ไมวาอุปาทินนกสังขารหรืออนุปาทินนกสังขารมีภาวะ คือ อนิจฺจํ และทุกฺขํ นี้ ครองอยูท ุกกาลสมัย พระพุทธเจาจะอบุ ตั ิขึน้ ในโลกหรอื ไมก ต็ าม ภาวะอนั นมี้ อี ยูเ ปน ประจาํ ตอ เนอื่ ง ไมขาดสาย ความไมเท่ียงของสังขารไมขึ้นอยูกับการตรัสรูของพระพุทธเจา แตพระพุทธเจาตรัสรู แลว นําความจริงทมี่ อี ยใู นธรรมชาติมาบอกตามความเปน จริงเทาน้นั ดังนั้น สามารถกลาวไดวา สิ่งหน่ึงที่มีความไมเปลี่ยนแปลงคือ ความเปล่ียนแปลง ความไมเท่ียงหรือความเปล่ียนแปลงน้ี จะคงอยูตลอดกาล ดวยเหตุนี้ เราไมอาจดับความ เปลี่ยนแปลงของส่ิงอนื่ ๆ ในธรรมชาตไิ ด แตเราสามารถดับความเปลย่ี นแปลงไดเฉพาะสวนน่ันคือ ผูหวังจะดับความไมเท่ียงหรือความเปล่ียนแปลงตองดับท่ีตนเองเทานั้น ท่ีตัวของเราเองนี้มีสภาวะ ตาง ๆ ใหดับอยูพรอมมูลแลวทั้งรูปธรรม ท้ังนามธรรม เราสามารถดับมันในที่น้ีไดและความดับ แหงรูปธรรมและนามธรรมของเราแตละคนจะมีไดก็ตอเม่ือเราดับกิเลสไดหมดดับอุปาทานขันธ 5 เสยี ไดโดยสิ้นเชงิ สงั ขารท้งั ปวงดงั ลงเหลืออยูแตว ิสังขาร ความเขาถึงภาวะอยางน้ี มีขึ้นไดดวยหลักการและวิธีการอยางเดียวกันกับความ ดับทุกขที่ไดกลาวถึงแลวในขอท่ีวาดวย ความดับทุกขในอริยสัจ แตพึงเขาใจวา ความดับลงแหง ความทุกขในไตรลักษณนี้จะมีอยางสมบูรณก็ตอเมื่อบุคคลไดเขาถึงภาวะที่เรียกวา อนุปาทิเสสนิ พพานแลว เทา น้ัน

115 ทางใหถงึ ความดับทกุ ข (ทกุ ฺขนโิ รธมินีปฏปิ ทา) ในบทท่ี 2 นก้ี ลาวถึงปญ หามาแลว 3 ประการ คือ ความทกุ ข สาเหตุแหงความทุกข และความดับทกุ ข บดั นี้ ถงึ ปญ หาขอสดุ ทายทีจ่ ะกลาวถึงในบทน้คี ือ ทางใหถ ึงความดับทุกข ซ่ึงเปน ปญหาทถ่ี อื วาสาํ คญั ท่ีสุด ในการกลาวถึงทางใหถึงความดับทุกข จําเปนตองยอนไปศึกษาวา สาเหตุแหง ความทุกขม ีอะไรบา ง ในปญหาน้จี ะพบวา สาเหตุแหงทุกขมี 3 อยางคอื 1. ความขาดแคลนปจ จัยในการดาํ รงชวี ิตประจําวัน 2. กิเลส คอื อวิชชา ตัณหา อุปาทาน 3. ความเปลีย่ นแปลง ความไมคงทนถาวรแหง สงั ขารท้งั ปวง ใน 3 ประเด็นปญหาน้ี ปญหาแรก เราสามารถกลาวไดอยางชัดเจนวา ไมมีทางใด ๆ สําหรับดับความทุกขระดับนี้ได แตก็มีทางสําหรับบรรเทาชั่วคราวได โดยการนําเอาหลักธรรม สาํ หรบั บรรเทาทุกขม าปฏบิ ัตอิ ยางจรงิ จงั จนตลอดชีวติ เทาน้ัน หลักธรรมสาํ หรบั เปน เครอ่ื งบรรเทาความทุกขในระดับนี้มีหลายประการ อันสรุป ลงเปนแนวไดดงั น้ี หลักแหงการสรางฐานะทางเศรษฐกิจ เปนหลักธรรมสําหรับแสวงหาทรัพยมาใช สอยใหเพียงพอสําหรับการดํารงชีวิตประจําวัน คือ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชนที่กลาวถึงมาแลวใน ตอนตน วา ดวยความดบั ทกุ ข รายละเอียดในการปฏิบัติตามหลักธรรมขอน้ี ไดกลาวไวแลวในตอนวาดวยความ ดับทุกขเชนกัน ในที่น้ียกมาอีกเพื่อแสดงเนนวา หลักธรรมเหลานี้เปนทางสําหรับดับความทุกข เพราะภาวะขาดแคลนปจจัยเครื่องดํารงชีพในชีวิตประจําวันเทาน้ัน จะเห็นวา หลักธรรมทั้ง 4 ขอนี้ เปนหลกั ทีต่ องลงมอื ปฏิบัติอยางจริงจงั เทา นน้ั จึงจะเกดิ ผลจริง สันโดษ แปลวา ความยินดีดวยสิ่งของ ๆ ตน ความยินดีในส่ิงที่ตนมีอยูแลว ความ ยนิ ดีโดยสมํา่ เสมอ โดยความหมายคือ ความไมโลภอยากไดเกินไป เปนหลักธรรมอีกขอหนึ่งสําหรับ เปน ทางบรรเทาทกุ ขใ นชวี ติ ประจาํ วนั ไดแ นนอน สันโดษนนั้ มี 3 ลกั ษณะ คอื 1. ยถาลาภสันโดษ ความยินดีในทรัพยตามที่มีความสามารถแสวงหามาไดไม อยากไดเ กนิ ไปกวา น้ัน

116 2. ยถาพลสันโดษ ความยินดีในทรัพย ตามกําลังที่หามาได ไมปรารถนาทรัพยจน เกินกําลังความสามารถของตน 3. ยถาสารูปปสันโดษ ความยินดีในทรัพยตามท่ีเหมาะสมแกฐานะของตน ไม อยากไดจนเกินฐานะ เมื่อเพงพึงสาระสําคัญของหลักธรรม คือ สันโดษ ก็ไดแก ความไมอยากได จนเกินไป ความไมโลภจนเกินไป ความไมมัวเมาอยูในความโลภจัด เพราะอาการเหลานี้ลวนสราง ความพรองขึ้นมาในใจของบุคคลอยูเปนนิตย ความพรองแหงใจจัดเปนความทุกข แตมีหลักธรรม คือ สันโดษ สามารถบรรเทาความพรองอันนี้ได เพราะมีความรูสึกพอ และยินดีกับสภาพที่เปน ท่ีมี อยนู นั้ แลวอยา งรูเทา ทัน มตฺตญญตา ความรูจักประมาณ หมายถึง ความรูจักคําวา “พอ” ความรูจักคําวา “เหมาะ” ความรจู ักคําวา “ด”ี ความรจู ักคาํ วา “พอ” อันดบั แรก หมายถึง รจู กั ยบั ย้ังความอยากได ความปรารถนา ความตองการที่เกินกําลัง เกนิ ฐานะ เกนิ ความสามารถ และเกินเหตุอนั ควร ความรูจักคําวา “เหมาะ” อันดับท่ีสอง หมายถึง ความรูจักถึงความเหมาะสม เพียงใด ตัวอยางเชน เสื้อที่ใหญไปหรือเล็กเกินไป บุคคลสวมใสเขาก็ไมเหมาะเพราะใหญเกินไป สวมเขาก็รมุ รามรงุ รงั เล็กเกนิ ไปสวมใสเขาก็คบั ทําใหอ ึดอัดในกรณีอ่นื ๆ ก็ทาํ นองเดยี วกัน ความรูจักคําวา “ดี” อันดับท่ีสาม หมายถึง ความรูจักยึดเอาส่ิงที่ไมใหโทษ ไม สงผลใหต นตอ งเปน ทกุ ขเดอื ดรอน แตรูจกั ถือเอาตามทสี่ ่งิ นน้ั ๆ จะใหคณุ ประโยชนส ูงสดุ แกตนได เมื่อกลาวโดยสวนรวม ความรูจักประมาณ หมายถึง ความไมตองเปนทุกข เดือดรอ น เพราะขาดแคลน เพราะการแสวงหา เพราะการใชสอย เพราะการบรหิ ารรักษา สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ตรัสไววา “มตฺตญญตา สทา สาธุ105(แปลวา ความรูจักประมาณ ยังประโยชนใหสําเร็จทุกเม่ือ) ความหมายวาตราบใดท่ีบุคคลยัง รูจ กั ประมาณอยู เขาไมตองประสบความทุกขเดือดรอนจนเกินความจําเปนและนี้ก็เปนเคร่ืองยืนยัน วา ธรรมขอน้เี ปน เครอ่ื งบรรเทาทุกขไ ดประการหน่ึง 105 สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, พุทธศาสนสภุ าษติ เลม 1, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ มหามกุฏราชวิทยาลยั , 2526), หนา 33.

117 อัตตสัมมาปณิธิ แปลวา การตั้งตนไวชอบ หมายถึง ต้ังกายและจิตไวในทํานอง คลองธรรม มังคลตั ถทีปนี106 แสดงไววา ความต้ังตนไวชอบมี 3 อยางคือ 1. ความทําตนผูไมตัง้ อยูในศีลใหต ั้งอยใู นศลี 2. ความตัง้ ตนผูไ มม ศี รัทธา ใหตัง้ อยูในความถึงพรอ มดวยศรทั ธา 3. ความตัง้ ตนผูมคี วามตระหน่ใี หต ้ังอยใู นความถึงพรอ มดวยการบริจาค ความมศี ลี เปน การละทกุ ขโทษทางกาย โทษทหี่ ยาบ ๆ ออกไป ความมีศรัทธาเปน การทําลายความด้ือร้ัน ความมานะถือตัวลงได การบริจาคเปนการทําลายความตระหน่ีและความ โลภลงได อัตตสัมมาปณิธิ จึงเปนการสรางความสงบสุขภายในมากกวาความสงบสุขจากส่ิง ภายนอก แตเมื่อประยุกตมาใชกับกิจการอื่น ๆ ความตั้งตนไวเหมาะสมกับภาระหนาที่การงานน้ัน ยอมทําใหก ารงานทต่ี นทาํ อยูสาํ เรจ็ ลงไดดว ยดี แมจ ะมอี ปุ สรรคสักเพียงใด เมือ่ ต้ังตนไวชอบ เหมาะ แกการงานนั้น ๆ แลว ความสําเร็จยอมเกิดข้ึนได อุปสรรคตาง ๆ น้ันยอมหมดไป หรือถูกขจัด ทําลายลงได การทาํ งานทไี่ มม โี ทษ(อนวชชฺ กมมฺ ํ) ไดแ ก การประกอบกิจเลย้ี งชีพโดยสุจริต กาย วาจา ใจ ไมผิดกฎหมายบา นเมือง ไมเ ปนการเบยี ดเบยี นทาํ ลายผอู ่นื มสี ัมมาอาชวี ะ เวนอบายมขุ 6 คอื 1) เสพส่ิงมึนเมาใหโ ทษ เชน ด่มื สรุ าเมรัย 2) เทยี่ วเตรย ามราตรี 3) หลงเพลิดเพลนิ ในการดกู ารเลน 4) เลนการพนัน 5) คบคนช่วั เปนมติ ร 6) เกียจครานทําการงาน เวน อกศุ ลกรรมบถ 10 คือ 1) ฆาสัตว 2) ลกั ทรัพย 3) ประพฤติในกาม 106 มงฺคลตฺถทปี นี 1/106/117.

118 4) พูดเทจ็ 5) พดู สอ เสยี ด 6) พดู คาํ หยาบ 7) พูดเพอ เจอ 8) โลภอยากไดข องเขา 9) พยาบาทปองรายเขา 10) เห็นผดิ จากทาํ นองคลองธรรม คบหาสมาคมกบั ทา นผูร ู โดยการเขาไปหาทานผูมีความรู มีศีลธรรม รับฟงคําแนะนําของทานแลวดําเนิน ชวี ิตไปตามคาํ แนะนําของทาน ดวยหลักธรรมเหลาน้ี ความทุกขท่ีเกิดข้ึนจากการประกอบกิจการเพื่อดํารง ชีวิตประจําวันจะบรรเทาเบาบางลงไป เม่ือบุคคลปฏิบัติไดครบถวนสมบูรณ จะมีปจจัยเครื่องดํารง ชีพพรอมสมบูรณไดตามสมควรแกตน จะมีความรูสึกวาชีวิตในโลกน้ีสุขสบาย โลกสดใสนาอยู อาศยั ไปใหน านแสนนาน ประเด็นท่ีสอง คือ ปญหาเกี่ยวดวย กิเลส คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน อันเปนส่ิง กอทุกขอันยาวนานและหนักย่ิงแกสรรพสัตว แตแมแตเปนเชนนั้นก็ยังมีทางดับใหสิ้นเชิงได และ ปญหาประเด็นที่สาม คือ ปญหาความทุกข เพราะความเปลี่ยนแปลงปญหา สรางความทุกขใน ลักษณะปดบัง แตเปนความทุกขตลอดกาลใหแกสรรพสิ่ง สองปญหาน้ีมีทางแกได และทางแกนั้น เปนอันเดียวกัน แตการจะแกหรือดับทุกขทั้งสองลักษณะนี้ไดเด็ดขาดก็มีหนทางเดียว คือตอง ดําเนนิ การไปตามวธิ ีการท่ีจะเสนอตอไปน้ีจนถึงทีส่ ุดเทานนั้ เน่ืองจากปญหาขอน้ีเปนประเด็นปญหาเกี่ยวดวยกิเลสซ่ึงเปนนามธรรม หนทาง หรือวิธีการท่ีจะขจัดปญหาก็ตองเปนนามธรรม เราจะเอาวัตถุธรรมไปขัดนามธรรมไมได ตาม หลักการของพุทธศาสนาท่ีตองยํ้าอีกครั้งหนึ่งก็คือ การลงมือปฏิบัติจริงจังตามแนวคําสอนที่วางไว แลว เปนวธิ กี ารเดียวจะใหบรรลเุ ปา หมายทวี่ างไวไ ด และตอ ไปนค้ี อื แนวทางแหงการปฏิบตั นิ ้ัน ดูกรภิกษุท้ังหลาย ขอน้ีแลเปนทุกขนิโรธคามีนีปฏิปทาอริยสัจ คือ ขอปฏิบัติเพ่ือบรรลุถึง เรอื่ งความดบั ทกุ ข ไดแ ก อรยิ มรรค มีองค 8 นแี้ ล คอื สมั มาทฏิ ฐิ ปญญาเหน็ ชอบ สัมมาสังกปั ปะ ความดาํ ริชอบ สมั มาวาจา การเจรจาชอบ สมั มากมั มันตะ ความทําการงานชอบ

119 สัมมาอาชวี ะ ความเลี้ยงชพี ชอบ สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ สัมมาสติ ความระลึกชอบ สัมมาสมาธิ ความต้งั ใจชอบ107 อริยมรรคมีองค 8 น้ี จัดเปนทางสายกลาง ไมถึงเกินไป ไมหยอนเกินไปสําหรับ นักปฏิบัติ เรียกวา ไมสุดโตงไปฝายใดฝายหน่ึง คือไมตกไปทางฝายกามสุขัลลิกานุโยค การ ประกอบตนไวในการหมกหมุนอยูดวยกามคุณ 5 และอัตตกิลมถานุโยค การประกอบตนไวใน ความเพยี รอันหนกั ยิ่ง ซง่ึ เปน การทําตนใหลําบากเปลา เปนทางท่เี หมาะแกการปฏบิ ตั เิ พื่อดบั ทกุ ขใ ห สนิ้ เชิงโดยตรง ในมรรควิภังค108 ซ่ึงวาดวยการจําแนกองคอริยมรรคท้ัง 8 นี้ แตละขอออกเพื่อ แสดงการทาํ หนา ทีข่ องอรยิ มรรคแตละขอ ไดจ ําแนกไวด งั น้ี 1. สัมมาทิฏฐิ ปญญาเห็นชอบ คือ เห็นชอบตามเปนจริงในส่ิงท่ีเปนทุกขวาเปน ทกุ ขจ รงิ ในสมุทยั วา ตณั หาเปน เหตใุ หเ กิดทุกขจริง ในนิโรธวา ความดับตัณหาเสียไดเปนความดับ ทกุ ขไดจ รงิ ในมรรควา อริยมรรคมีองค 8 นี้ เปนทางใหถึงความดบั ทกุ ขจรงิ 2. สัมมาสังกัปปะ ความดําริชอบ คือ ดําริในการออกบวชเพ่ือแสวงหาโมกข ธรรม ดาํ รไิ ปในทางไมปองรายใคร และดํารใิ นทางไมเบียดเบยี นใคร 3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คอื พูดเวนจากคาํ เท็จ พูดเวนจากคําท่ีพูดจะเปนการยุยง สงเสริมใหแตกสามัคคีกัน พูดเวนจากคําพูดหยาบโลน เชน คําลบหลูดูหม่ิน และพูดเวนจากคําพูด เพอเจอ เหลวไหล 4. สัมมากัมมันตะ ความทําการงานชอบ คือเวนจากการฆาสัตวทุกชนิด เวนจาก ความประพฤตทิ ไี่ มเปน พรหมจรรย เวน จากการลกั ขโมยโดยทสี่ ดุ แมส ิง่ ท่เี จา ของยังไมไดใหถอื เอา 5. สัมมาอาชีวะ ความเลี้ยงชีพชอบ คือ ละมิจฉาชีพทุกชนิด ประกอบชีวิตไวใน สมั มาชีพทุกชนดิ 6. สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ คือ ทําความเพียรพยายาม 4 อยาง ไดแ ก 1) สงั วรปธาน เพยี รระวังไมใ หความช่ัวทกุ ชนดิ เกิดมขี ึ้นในสนั ดาน 2) ปหานปธาน เพยี รละบาปอกุศลท่ีเกดิ ขึน้ แลวในสันดานใหหมดไป 107 วิ. มหา. 4/14/17. 108 อภิ. วิ. 35/569/317.

120 3) ภาวนาปธาน เพียรพยายามสรางสิ่งทีเ่ ปนบญุ กุศลใหเ กิดขึ้นในสนั ดาน 4) อนรุ กั ขนาปธาน เพยี รพยายามรักษาบญุ กุศลที่เกิดมีข้นึ แลว ในสนั ดานใหคง อยตู ลอดไป 7. สัมมาสติ ต้ังสติไวชอบ หรือระลึกชอบ คือมีสติ มีสัมปชัญญะ และความเพียรทางจิต อันเปนเครอื่ งเผากิเลส แลวระลกึ ในสติปกฐานทัง้ 4 คอื 1) กายานฺปสสนา พิจารณาระลกึ ถึงกองลมหายใจเขาออกอยเู ปน นิตย 2) เวทนานุปสสา พจิ ารณาระลึกถงึ เวทนา 5 คือ ทกุ ขเวทนา สขุ เวทนา โทมนัสส เวทนา โสมนัสสเวทนา และอุเบกขาเวทนา วาเปนแตสักวา เวทนาเกิดข้ึนช่ัวคราวเทานั้น เกิดแลว กด็ บั ไป 3) จิตตานปุ ส สนา พจิ ารณาตามระลกึ ถึงจิตวา มีความเกิดดบั อยทู กุ ขณะ 4) ธัมมานุปสสา พิจารณาตามระลึกถึงธรรมในธรรมท้ังหลายวาเปน อนัตตาหา ตัวตนไมได ดังนี้แลวบรรเทาความเพงเล็งในโทษและทรัพยของบุคคลอ่ืนและโทมนัส คือความ เสียใจเสียได 8. สมั มาสมาธิ ความต้ังใจไวช อบ คอื ทําจิตใหสงบ ตั้งม่ันเปนสมาธิ จนไดอัปปานาสมาธิ ที่เรียกกวา ไดบรรลุฌานท่ี 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามลําดับ กําจัดนิวรณธรรม คือ ธรรมท่ีกางก้ันจิต ไมใ หบรรลคุ วามดี 5 ประการเสยี ได คอื 1) กามฉนั ทะ ความรกั ใครดว ยอํานาจความพอใจ 2) พยาบาท ปองรายผูอ่ืน 3) ถนี มิทธะ ความงว งเหงาซึมเซา 4) อุทธัจจกกุ กจุ จะ ความฟงุ ซานราํ คาญ 5) วิจกิ ิจฉา ความลังเลสงสัย การปฏบิ ตั ิธรรมเพือ่ ความสิ้นสุดทุกขตามแนวอริยมรรคมีองค 8 นี้ จะตองปฏิบัติ ไปพรอมกันทุกขอ ไมใชปฏิบัติไปทีละขอ จะบกพรองไปขอใดขอหน่ึงไมได อุปมาเหมือนคน 8 คน ชว ยกนั หามของหนกั ท่ี 8 คนพอยกไหว หากคนใดคนหนึ่งออกเสียขณะที่ยังหามของนั้นไปไม ถึงปลายทาง อีก 7 คน ก็หามไปไมรอด ของนั้นก็จะไมถึงท่ีหมายตามท่ีกะเกณฑไวตอเมื่ออีกคน หนึง่ ที่หยุดไปน้ันเขา มาชวยหามตออยางเต็มกําลงั อีก การแบกหามสงิ่ ของนนั้ กจ็ ะไปถึงทห่ี มายได

121 ยออริยมรรค มีองค 8 ลงเปน ไตรสิกขา ไตรสิกขา เปนหลักธรรมอีกแนวหนึ่งสําหรับเปนขอปฏิบัติเพ่ือความพนทุกข คํา วา “ไตรสกิ ขา” หมายถึง ขอ ปฏบิ ตั ฝิ ก หัดกาย วาจา ใจ 3 อยา ง ไดแ ก 1. สีลสกิ ขา ขอปฏิบตั ิเพ่อื ควบคมุ รักษา กาย วาจา ใหต้ังอยูในความสงบเรียบรอย ปราศจากโทษแกตนและหมูค ณะ 2. จิตตสิกขา ขอปฏิบัติเพ่ือควบคุมจิตใหอยูในอํานาจ อาจทําใหมั่นคงแนวแน ควรแกการงานในคราวทีต่ องการใชงาน 3. ปญ ญาสกิ ขา ขอปฏบิ ัตฝิ ก หัดใหเ กิดปญ ญารอบรูสภาวธรรมตามความเปนจริง อนั เปนไปตามเหตผุ ลของกันและกนั สิกขาทั้ง 3 น้ี เมื่อปฏิบัติไปถึงข้ันอุกฤษฏสูงสุด เรียกวา อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิก ขา อธิปญ ญาสิกขา แมส กิ ขาท้ัง 3 นี้ จะเปน หลักปฏบิ ตั ิท่ีดเู หมอื นวา นอ ยขอ นาจะไมท ําผูปฏิบตั ใิ ห ถึงความสิ้นทุกขได แตโดยเน้ือความแลว องค 8 แหงอริยมรรค กับไตรสิกขา ก็เปนอันเดียวกัน ซ่ึง จดั สงเคราะหเขากนั ไดดังนี้ สัมมาวาจา สมั มากัมมันตะ เปน สีลสิกขา สัมมาอาชวี ะ สัมมาวายามะ เปน จิตตสกิ ขา สมั มาสติ สมั มาสมาธิ สมั มาทิฏฐิ เปน ปญญาสกิ ขา สัมมาสังกปั ปะ แนวทางปฏิบตั แิ ละอานสิ งสแหงการปฏิบัติ ไดกลาวมาแลวในตอนวาดวยอริยมรรค วา อริยมรรคมีองค 8 นั้น ตองปฏิบัติไป พรอม ๆ กันทั้ง 8 ขอ แมในไตรสิกขาก็เชนเดียวกัน เพราะศีลเปนบาทของสมาธิ สมาธิเปนบาท ของปญญา และปญญาเปนเคร่ืองอบรมสมาธิ สมาธิก็เปนเคร่ืองอบรมศีล สมาธิ ปญญา ที่เปนไป

122 อาศัยซ่ึงกันและกันอยางนี้ จัดเปน สัมมา คือ ความชอบ หรือถูกตอง ไมผิดทาง และใหบรรลุ เปาหมายท่สี มบรู ณไ ด สีลสิกขา การปฏิบัติศีล เปนการฝกหัดอบรมกายและวาจา ใหละการที่ทําคําพูด อันเปนการขัดตอความสิ้นสุดทุกขท้ังหมด แตศีลที่ปฏิบัติน้ันตองเปนศีลท่ีบริสุทธิ์จริง ๆ ปฏิบัติได ครบสมบูรณจริง ๆ ดวยความพอใจ และมองเห็นคุณคาและประโยชนอยางแท ไมปฏิบัติไปดวย ความรูสึกวาถูกบังคับใหทํา หรือ เหมือนถูกบังคับใหทํา ศีลที่ปฏิบัติไดแลวอยางนี้จะปราบปราม กาํ จัดกิเลสข้ันหยาบ ทเี่ รยี กวา วตี กิ กมกิเลส เสยี ได ทาํ ใหกายและวาจาสงบจากบาปธรรมท้งั ปวง ไม มีโทษทุกข เพราะการงานที่ทําและคําพูดที่พูดออกไป ท้ังเปนสวนสําคัญท่ีจะเกื้อหนุนใหสงบเปน สมาธิ จติ ตสิกขา การปฏิบัตฝิ ก หัดจติ ใหเ ปน สมาธิ เรยี กวา จติ ตสิกขา แตวธิ ีการแหงการ ปฏิบัติ เรียกวา สมถกัมมฐาน แปลตามศัพทวา ท่ีต้ังแหงการงานสําหรับฝกจิตใหสงบ โดย ความหมายก็คือ หลักการฝกจิตใหสงบเปนสมาธินั่นเอง ซึ่งหลักการและวิธีการสําหรับฝกจิตน้ีมี ข้นั ตอนเบ้อื งตน ดังนี้ 1. ต้งั ตนอยใู นศลี 2. ตดั มหาปลิโพธ คือส่งิ ที่ทาํ ใหเกดิ ความกงั วล 10 อยาง 3. แสวงหากลั ยาณมิตร 4. ศึกษาอบรมกรรมฐานทเ่ี หมาะกบั จริตของตน 5. เวน สถานที่เปน โทษแกการปฏบิ ัติ 6. อยูในทีส่ ะดวกแกการปฏบิ ัติ 7. ตดั ขทุ ทกปลโิ พธ คอื เครอ่ื งกังวลเล็กนอย 1. ต้ังตนอยูในศีล หมายถึง ถาผูที่ยังไมเคยสมาทานรักษาศีล ก็สมาทานรักษาศีล ถารักษาศีลอยูแลวก็ชําระศีลของตนนั้นใหบริสุทธ์ิยิ่งข้ึน และผูปฏิบัติควรรักษาศีลตามฐานะของ ตน คือ คฤหสั ถ ตองตงั้ อยใู นศลี 5 หรือ อาชีวัฏฐมกศีล ชี ตอ งต้งั อยใู นศีล 8 สามเณร ตอ งต้งั อยใู นศลี 10 พระภกิ ษุ ตองตัง้ อยูในศลี 227

123 2. มหาปลิโพธ 10 ประการ ผูอบรมจิตใหเกิดสมาธิตองตัดปลิโพธ เคร่ืองกังวล ทท่ี ําจติ ใหกังวลหว งใย ไมส งบระงับ เนือ่ งจากปฏิโพธ 10 ประการ คือ 1) อาวาสปลโิ พธ ความหว งใยในทอ่ี ยูอาศัย 2) กลุ ปลโิ พธความหวงใยในสกลุ 3) ลาภปลโิ พธ ความหวงใยในลาภ 4) คณปลโิ พธ ความหว งใยในหมคู ณะ 5) กมั มปลิโพธ ความหว งใยในการงาน 6) อัทธานปลโิ พธ ความหวงใยในการเดนิ ทาง 7) ญาตปิ ลิโพธ ความหว งใยในหมญู าติ 8) อาพาธปลโิ พธ ความหว งใยในโรคภัยไขเจบ็ 9) คนั ถปลโิ พธ ความหวงใยในการศกึ ษา 10) อทิ ธิปลิโพธ ความหวงใยในฤทธ์อิ ํานาจ 3. แสวงหากลั ยาณมติ ร กัลยาณมิตร สาํ หรบั นกั ปฏบิ ตั กิ รรมฐาน หมายถงึ อาจารย ผูจะ ใหค ําแนะนําอนั เปน ประโยชนแกการปฏบิ ัติอยางจรงิ จงั ซึง่ มีคุณสมบัติดงั น้ี 1) ปโ ย เปน ผูนา รักดวยคุณธรรม 2) ครุ เปน ผูนา เคารพ เพราะประกอบดวยคุณสมบัตทิ ี่ดงี าม 3) ภาวนีโย เปนผูนา สรรเสริญ มีจติ เที่ยงธรรมไมล าํ เอยี ง 4) วตั ตา เปน ผมู คี วามสามารถ อาจอบรมชีแ้ จงไดด ี 5) วจนักขโม เปน ผยู อมรับคําตกั เตอื นจากสหธรรมิก 6) คมั ภีรกถกตั ตา เปน ผสู ามารถแสดงธรรมอันลึกซึง้ 7) อัฏฐานโนจะ นโิ ยชเย เปน ผูเวนจากการชักชวนทําในส่งิ ทไ่ี มเปน ประโยชน อกี นัยหน่ึง พระอรยิ บุคคลมีพระพุทธเจาเปน ตน ชือ่ วา กลั ยาณมติ ร แตใ นยคุ ที่ไม มพี ระพุทธเจา แลว ผมู คี ณุ สมบัตดิ งั ทก่ี ลาวแลวนัน่ แหละเปนกัลยาณมิตร 4. ศึกษาอบรมกรรมฐานที่เหมาะสมกับจริต อารมณกรรมฐานน้ัน มี 40 คือ กสิณ 10 อสุภ 10 อปั ปมญั ญา 4 อาหาเรปฏกิ ูลสญั ญา 1 จตธุ าตุววัตถาน 1 อรปู 4 ซ่งึ มีรายละเอียดดงั น้ี

124 กสณิ 10 1) ปฐวกี สิณ ไดแ ก ดิน 2) อาโปกสณิ “ น้าํ 3) เตโชกสณิ “ ไฟ 4) วาโยกสิณ “ ลม 5) นลี กสณิ “ สีเขยี ว 6) ปตกสิณ “ สเี หลอื ง 7) โลหิตกสณิ “ สแี ดง 8) โอทาตกสิณ “ สีขาว 9) อากาสกสณิ “ ทว่ี า งเปลา 10) อาโลกกสิณ “ แสงสวาง อสภุ 10 ไดแก ซากศพที่พองข้นึ 1) อุทธมุ าตกอสภุ “ ซากศพทมี่ ีสตี าง ๆ ปรากฏ 2) วินลี กอสภุ “ ซากศพท่ีมนี ํา้ หนอง นํ้าเลอื ดไหล 3) วิปุพพกอสภุ “ ซากศพทข่ี าดเปน ทอ น ๆ 4) วฉิ ทิ ทกอสภุ “ ซากศพทีถ่ กู สตั วกัดกนิ 5) วิกขายิตตกอสุภ “ ซากศพที่อวัยวะขาดกระจดั กระจาย 6) วขิ ติ ตกอสภุ “ ซากศพทถี่ กู ฟนเปน แผลเหวอะหวะ 7) หตวิกขติ ตกอสุภ “ ซากศพทมี่ ีโลหติ ไหลอาบ 8) โลหิตกอสุภ “ ซากศพทีม่ หี มหู นอนชอนไชอยทู ่ัวรา งกาย 9) ปุฬุวกอสุภ “ ซากศพทเ่ี หลอื แตกระดกู 10) อฏั ฐกิ อสุภ อนุสสติ 10 ไดแ ก การระลกึ ถึงพระพทุ ธเจา เนอื ง ๆ 1) พุทธานสุ สติ “ การระลกึ ถงึ พระธรรมเนือง ๆ 2) ธมั มานสุ สติ “ การระลกึ ถึงพระสงฆเนือง ๆ 3) สังฆานุสสติ “ การระลกึ ถงึ ศลี ทีต่ นรักษาเนือง ๆ 4) สีลานุสสติ “ การระลึกถึงการบรจิ าคทานของตนเนือง ๆ 5) จาคานุสสติ “ การระลกึ ถงึ คณุ ของเทวดาเนืองๆ 6) เทวตานุสสติ

125 7) อุปสมานุสสติ “ การระลึกถงึ พระนพิ พานเนือง ๆ 8) มรณานสุ สติ “ การระลกึ ถงึ ความตายเนือง ๆ 9) กายคตาสติ “ การระลึกถึงรา งกายเนือง ๆ 10) อานาปานสติ “ การระลึกถึงลมหายใจเขาออกเนอื ง ๆ ทุกจําพวก อัปปมัญญา 4 1) เมตตา การเผ่ือแผค วามรักความปรารถนาสุขแกผ ูอน่ื 2) กรุณา การแผค วามสงสารไปในสตั วท กุ จาํ พวกผูก ําลังประสบทกุ ข 3) มทุ ติ า การแผความช่ืนชมโสมนัสยินดีไปในสัตวผูกําลังไดรับความสุข 4) อเุ บกขา การแผความวางเฉยไปในสัตวท กุ จาํ พวก อาหาเรปฏกิ ูลสัญญา 1 อาหาเรปฏิกูลสัญญา ไดแก การพิจารณาอาหารที่บริโภคเขาไปวาเปนของนา เกลยี ด ปฏิกลู โสโครกดว ยอาการ 10 คอื 1) โดยอาการไปสูสถานท่มี อี าหาร 2) โดยการแสวงหา 3) โดยการบรโิ ภค 4) โดยท่อี ยู มนี ้ําดี และเสมหะ เปนตน 5) โดยกระเพาะ ซงึ่ เปน ท่หี มกั หมมของอาหารใหม 6) โดยยงั ไมย อ ย 7) โดยยอ ยแลว 8) โดยผลท่ีสําเร็จ 9) โดยอาหารหลั่งไหล 10) โดยอาการเปรอะเปอ น

126 จตธุ าตุววตั ถาน 1 จตธุ าตวุ วัตถาน ไดแก การพิจารณาธาตุทั้ง 4 ท่ปี รากฏในรา งกายตน คือ 1) ปฐวีธาตุ ไดแก ผม ขน เล็บ ฟน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก มาม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ลาํ ไสใ หญ ลําไสเ ล็ก อาหารใหม อาหารเกา 2) อาโปธาตุ ไดแก เสลด หนอง เลือด เหงื่อ นํ้ามันขน นํ้าตา เปลวมัน นํ้าลาย นาํ้ มกู ไขขอ มูตร 3) เตโชธาตุ ไดแก ไฟท่ีทํารางกายใหอบอุน ไปที่ทํารางกายใหทรุดโทรม ไฟเผา อาหารใหยอย 4) วาโยธาตุ ไดแก ลมพัดขึ้นเบ้ืองบน ลมพัดลงเบ้ืองต่ํา ลมในทอง ลมในไส ลม พัดไปตามตัว ลมหายใจ อรปู กรรมฐาน 4 1) อากาสามัญจายตนะ 2) วญิ ญานญั จายตนะ 3) อากิญจญั ญายตนะ 4) เนวสญั ญานาสญั ญายตนะ จรติ 6 คอื มีความยนิ ดีพอใจเปน อปุ นิสยั 1) ราคจรติ มคี วามโกธร ความขนุ เคืองเปนอปุ นสิ ัย 2) โทสจริต มคี วามหลง ความเฉือ่ ยชาเปนอปุ นิสัย 3) โมหจริต มคี วามเชื่อ ความเลือ่ มใสเปนอุปนิสยั 4) สทั ธาจริต มีความรู ความฉลาดเปน อปุ นสิ ยั 5) พุทธิจริต มคี วามวติ กกังวลเปน อปุ นสิ ยั 6) วติ กจรติ ในอารมณกรรมฐานและจริตเหลาน้ี มีขอแนะนํา109 ใหผูปฏิบัติถึงพิจารณาจริต ของตน แลว เลือกเอาอารมณกรรมฐานที่เหมาะกบั จริตภาวนาใหจ ติ สงบเปนสมาธิ ดังน้ี 109 มลู นิธิ แนบ มหานีรานนท, คมู อื การศกึ ษาพระอภิธัมมตั ถสังคหะ, ปรเิ ฉทท่ี 9, วรรณสิทธิ ไวทยเสวี รวบรวม,(กรงุ เทพฯ: อกั ษรธเนศวรการพมิ พ, 2529), หนา 61.

127 1) คนท่ีเปนราคจริต ใหภาวนาอสุภกรรมฐาน 10 มีอุทธุมาตกอสุภ เปนตน และ กายคตาสติ โดยเลือกเอาอยา งใดอยางหนง่ึ 2) คนที่โทสจริต ใหภาวนาอัปปมัญญา 4 กสิณ 4 คือ นีลกสิณ ปตกสิณ โลหิต กสณิ โอทาตกสณิ อยา งใดอยางหนึง่ 3) คนท่ีมโี มหจริตและวติ กจรติ ใหภาวนาอานาปานสติอยางเดียว 4) ผทู ี่มีสทั ธาจริต ใหภ าวนาพทุ ธานสุ สติ ธัมมานสุ สติ สงั ฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคารนสุ สติ และเทวตานุสสติ อยา งใดอยา งหนง่ึ 5) ผูที่มีพุทธิจริต ใหภาวนามรณานุสสติ อุปสมานุสสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตธุ าตุววตั ถาน อยา งใดอยางหนึง่ 6) ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสณิ วาโยกสิณ อากาสกสิณ เหมาะแกบุคคลทุก จรติ 5. เวนสถานทเ่ี ปน โทษแกก ารปฏิบัติ สถานที่ไมเหมาะแกการปฏิบัติ ผูเขาไปปฏิบัติในสถานท่ีนั้น แทนท่ีจะเปนคุณ กลับเปนโทษ เรียกวาสถานท่ีไมเปนสัปปายะแกการปฏิบัติ110 แสดงไวในวิสุทธิมรรค 18 อยาง คอื 1) ทีอ่ ยูท ่ี กวา งใหญโตมากเกินไป 2) “ เปนทีส่ รา งขนึ้ ใหม 3) “ เปน ทเ่ี กา แกช าํ รดุ ทรุดโทรม 4) “ เปน ท่อี ยูใ กลท างเดิน 5) “ เปน ท่อี ยูใ กลต ระพังนํ้า 6) “ เปน ทีม่ ใี บไมพชื ผักมาก 7) “ เปน ทม่ี สี วนดอกไม 8) “ เปนทม่ี ีผลไม 9) “ เปนท่ีสโมสร มคี นมาประชุมกนั 10) “ ใกลก บั ตวั เมอื ง 11) “ ใกลกับท่ีหาฟนของชาวบาน 12) “ ใกลทีน่ า 13) “ ใกลทอี่ ยขู องคนท่เี ปน อรกิ ัน 110 วิสุทฺธิ. 1/150.

128 14) “ ใกลกบั ทาสัญจรของชาวบาน 15) “ ใกลถ ่ินทค่ี นไมเลือ่ มใสในพระพุทธศาสนา 16) “ อยูใ นระหวา งพรมแดน 17) “ ไมเ ปน ทสี่ บาย เนือ่ งจากโจรผูรา ยและภัยตาง ๆ ชกุ ชมุ 18) “ ไมม กี ัลยาณมติ ร ท่ีอยูเวนจากโทษ 18 ประการน้ี เปนสถานที่เหมาะ สงบ ไมลําบาก ไมมีอุปสรรค แกก ารปฏบิ ัติของผไู ปเขา อาศยั ปฏิบัติ แตถงึ กระนัน้ ก็ยังควรหาทีท่ ่ที านวาสะดวกแกการปฏิบัติอีก 5 อยางคอื 6. อยูใ นท่สี ะดวกแกการปฏบิ ตั ิ 6 สถานทอี่ ยทู น่ี บั วา สะดวกแกการปฏบิ ัติสมถะนั้น มสี ิ่งที่ควรกาํ หนดเลือก ดังน้ี 1) เปน ทม่ี หี นทางไปมาสะดวกสบาย ไมหา งไกลนกั ไมใกลนกั จากหมูบาน 2) เปน สถานท่ไี มมีเสียงอึกทึกครึกโครม กลางวันไมจอแจไปดวยผูคน กลางคืน มีบรรยากาศเงยี บสงดั 3) เปนสถานท่ีปราศจากสัตวราย เชน สัตวเลื้อยคลาน สัตว 4 เทา ตลอดถึงเปน สถานทีไ่ มกราํ แดดกรําฝน 4) เปน สถานท่ีท่บี ริบรู ณดว ยปจ จัย 4 ซึ่งผูปฏิบัติอาจแสวงหามาใชสอยตามความ จาํ เปน ไมล ําบาก 5) สถานที่นั้นมีพระภิกษุผูเปนเถระ เปนพหูสูตร มีความรูกวางขวาง มีการ ทองจําพระพุทธพจนไวไดม าก อนั ผปู ฏิบตั สิ ามารถสอบถามขอธรรมตาง ๆ ไดใ นคราวอนั ควร 7. ตัดขทุ ทกปลิโพธ ขอน้ีไดแก การตัดส่ิงที่จะทําใหเกิดความกังวลเล็ก ๆ นอย ๆ ซึ่งไมเกี่ยวกับ ปลิโพธ 10 อยา งทกี่ ลาวมาแลว ปลิโพธน้ที า นแสดงเปนตวั อยา งสาํ หรบั ภกิ ษไุ ว 5 อยาง คือ 1) ตัดผม ตดั เลบ็ โกนหนวดใหเรียบรอ ย 2) จดั การเคร่ืองนุง หม เครอ่ื งสวมใส ใหเ รียบรอย 3) ถาจวี รมีสเี กา ครํา่ ครา จัดการยอ มเสียใหม ใหเ รียบรอ ย 4) ถา บาตรเปนสนิม ใหจดั การระบมบาตรเสียใหมใหเ รยี บรอย 5) ปดกวาด เชด็ ถู เตียงตั่ง เปนตน ใหสะอาดหมดจด

129 เม่ือเตรียมบุพพกิจท้ัง 7 อยางน้ีพรอมแลว นับวาไดเตรียมตัวไวพรอม ขั้นตอไป ผู ต้ังใจปฏบิ ตั ิพึงปฏบิ ตั ิ มดี ังน้ี 1) เขาไปหาอาจารยผเู ปน กัลยาณมิตรเพือ่ ขอกรรมฐาน 2) บูชาพระรตั นตรยั 3) กลาวคําถวายตนแดพระพุทธเจาวา อิมาหํ ภควา อตฺตภาวํ ตฺมฺหากํ ปริจฺจชา ม,ิ “ขา แตพระผมู พี ระภาคเจา ขา พระพทุ ธเจา ขอมอบอตั ภาพนี้แดพระองค” 4) กาํ หนดอิริยาบท คือ นง่ั เดิน ยืน นอน แนวปฏิบตั ใิ นอิริยาบท 4 1. น่งั เรียกวา นงั่ กรรมฐาน หรอื นัง่ ภาวนา ตามธรรมเนียมปฏบิ ัตทิ านแนะนํากนั ดังนี้ 1) น่ังแบบสมาธิ หรือ นั่งขัดสมาธิ โดยเอาเทาขวาวางทับเทาซาย เอามือขวาวาง ทบั มอื ซาย โดยวางทับลงบนเทา 2) นง่ั ใหตัวตรง หลังไมโกง และไมนัง่ เอนไปทางซายหรือทางขวา จะนั่งหลับตา หรือลืมตากไ็ ดแ ลว แตถนดั และแลว แตอารมณกรรมฐานทก่ี าํ หนดภาวนา เชน เพงกสณิ 3) ต้งั สตใิ หม ัน่ คง 4) กําหนดลมหายใจเขาออกใหพ อดี 5) เริ่มภาวนาถงึ อารมณตามที่กาํ หนดไวแ ลว 2. เดิน เรียกวา เดินจงกรม คือการเดินภาวนานั่นเอง เปนการเปลี่ยนอิริยาบถนั่งเพ่ือ บรรเทาทุกขเวทนาอันเกิดจากนั่งนาน ๆ แตถาจะเดินจงกรมกอนแลวน่ังภาวนาภายหลังก็ได ซึ่ง การเดินจงกลมมีขอ กาํ หนดเพอ่ื ความสะดวกและเปนประโยชนแกก ารภาวนา ดงั นี้ 1) จัดสถานท่ีใหเรียบเสมอ ปดกวาดสถานท่ีน้ันใหสะอาดเพ่ือความสะดวกไมส ดดุ เวลาเดิน 2) กําหนดระยะทางใหพอเหมาะ ไมยาวนัก ไมส้ันนัก ประมาณ 25 – 30 เมตร เปน อยางมาก 3) ขณะเดินจงกรม เดินไมเร็วนัก ไมชานัก มีอาการสํารวม เดินภาวนากลับไป กลับมา จนเกิดความรูสึกวาจิตสงบดีแลวจึงนั่งภาวนาตอไป ขณะเดิน สายตาจองไปขางหนาใน ระดบั ต่ํา ประมาณชว่ั แอกหนง่ึ ( 2 เมตร โดยประมาณ) 3. ยืน อาจจะเปนการยืนเพงกสิณ หรือยืนภาวนาก็ได ไมนิยมเรียกวายืนจงกรม แตจะ เรยี กวา ยืนภาวนา หรอื ยนื เพงกสิณกไ็ ด โดยมลี ักษณะการยืนดังน้ี 1) ยนื ใหต ัวตรง ศีรษะต้ังตรง สายตาทอดลงตาํ่ 2) มอี าการกาย วาจา สงบ เหมาะทจ่ี ติ จะภาวนา

130 3) ยืนภาวนาไป หรือเพง ไปจนรสู กึ วาจิตเกิดอาการสงบไมฟ ุงซาน 4. นอน เรยี กวา นอนภาวนา หรอื นอนกรรมฐาน มขี อกําหนดดังน้ี 1) นอนตะแคงเบอื้ งขวา คือ กายดา นขวาอยดู านลา ง 2) เอามือขวารองรับศีรษะ หรอื วางมือขวาหงายรบั แกม ทแ่ี กม ขวา 3) ซอนเทาเหล่ือมเทา คือ เหยียดเทาขวาตรงแลวหดเทาซายนิดหนึ่ง โดยวางเทาซายทับ เทาขวา เลอ่ื มขึน้ บนประมาณเทา ซายอยูตรงตาตุม เทาขวา 4) เม่ือพรอมเร่ิมภาวนาไปตามอารมณท่ีกําหนดไวแลว และนอนต้ังสติม่ันวา จะ ไมเ ห็นแกความหลับ ในอิริยาบท 4 นี้ ผูมีความเพียรอันแรงกลา จะบําเพ็ญภาวนาโดยเปลี่ยนอิริยาบถ บําเพ็ญไปเร่ือย ๆ จนครบทั้ง 4 อิริยาบถก็ได เม่ือการภาวนาดําเนินไปดวยดีเต็มที่จิตจะสงบลง ตามลาํ ดบั สมาธิสูงขึ้นเปนลาํ ดบั จากอปุ จารสมาธิเปน อัปปนาสมาธิ คือ บรรลุญาณที่ 1 ท่ี 2 ที่ 3 ท่ี 4 ปริยฏฺ ฐานกิเลส คือ นิวรณ 5 จะสงบระงับลงหมด ในขณะน้ันจิตจะมีแตอุเบกขากับเอกัคคตา คอื ความท่ีจติ สงบเปน อารมณเดยี ว ควรแกก ารยกจิตขน้ึ สวู ิปส สนา จากรายละเอียดที่กลาวมา จะเห็นวา ศีลกับสมาธิมีขอแตกตางกัน คือ ศีล เปนขอ ปฏิบัติท่ีตองละเวนจากพฤติกรรมท่ีช่ัวหยาบภายนอก สวนสมาธิเปนส่ิงท่ีตองทําใหเกิดมีขึ้น ณ ภายใน คือทําจิตใหสงบตั้งมั่นไมหวั่นไหวไปตามอารมณที่ผานมาทางตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ ทําให ไดร ับรสแหงความสขุ อันเกิดแตค วามสงบ ทงั้ เปน บาทแหง วปิ ส สนาตอไป ปญญาสกิ ขา ปญญา แปลวา รูท่ัวถึง มีลักษณะตัด111 อุปมาเหมือนเคียวสําหรับตัดตนขาวในนา แตปญญาใชสําหรับตัดกิเลส ตามหลักพุทธศาสนาน้ัน การจะตัดกิเลส ปญญาเปนสิ่งจําเปน ปรารถนาสูงสุด เพราะอนุสัยกิเลส คือ อวิชชาท่ีทําใหตัณหาเกิดและเปนอยูไดมั่นคงตลอดกาลน้ัน เปนขาศึกกับปญญาโดยตรง ตราบใดท่ีอวิชชายังอยูในอาศัยในสันดาน ปญญาก็ยังเกิดไมได และ เมื่อใดปญ ญาเกิดขึน้ พรอ มสมบรู ณ เมอ่ื นัน้ อนสุ ยั กเิ ลส คอื อวชิ ชา กค็ งอยใู นสันดานไมไ ด เพราะ มนั ถูกขาศกึ ศัตรู คอื ปญ ญาตัดทําลาย 111 วศนิ อินทสระ, อธบิ ายมิลนิ ทปญหา, (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพม หามกฏุ ราชวิทยาลัย, 2528), หนา 29.

131 ปฏิบตั ิใหเกดิ ปญ ญาไดอ ยา งไร? ปญ ญาสําหรับตัดกิเลส คือ อวิชชา ใหเด็ดขาดจะ เกิดไดก็ดวยการเจริญสมถ และวิปสสนาตามลําดับ การบําเพ็ญเพียรเพื่อใหเกิดปญญาชนิดน้ี เรียกวา วิปสสนากรรมฐาน แปลวา กรรมฐานเปนอุบายเจริญปญญา ท่ีคูกับสมถกรรมฐาน กรรมฐานเปนอบุ ายสงบใจตามที่กลาวมาแลว วปิ ส สนากรรมฐานวธิ ี การเจริญวิปสสนากรรมฐาน คือ การฝกฝนปญญาใหแกกลา สามารถพิจารณา เห็นสังขารท้ังปวงวาไมเที่ยง ไมคงทนถาวร ไมมีแกนสาร เพ่ือถอนวิปลลาส คือ ความเขาใจ คลาดเคลื่อนไปจากความจริง มวี ิธกี ารตามนยั อภธิ รรมดงั น1้ี 12 ภาคทฤษฎี (ภาคปริยตั ิ) 1. กําหนดสัปปายะ 4 คอื 1) เสนาสนสัปปายะ คือท่ีอาศัยอันเหมาะแกการปฏิบัติธรรม เชน มีความ สงบ ไมพ ลกุ พลาน 2) อาหารสัปปายะ คือ อาหารท่ีไมเปนโทษตอรางกาย ไมแสดงตอโรค เปน ตน 3) ธมั มสปั ปายะ คอื ธรรมทเี่ หมาะแกจริตอัธยาศยั 4) บุคคลสปั ปายะ คือ บคุ คลท่เี ออ้ื เฟอแกการปฏบิ ตั ธิ รรม 2. การปฏิบตั ติ นเอง 4 กรณี คอื 1) พยายามหากายวเิ วก คอื อยคู นเดยี ว 2) ไมพูดคยุ ในส่ิงทีไ่ มจ ําเปน 3) ไมเ หน็ แกความหลับ คอื ไมน อนมากเกินไป 4) เวนปลโิ พธ คือ ความกงั วลใด ๆ ใหหมด 5) กาํ หนดอารมณของวิปสสนา คือ - ขันธ 5 - อายตนะ 12 - ธาตุ 18 112 มลู นิธิ แนบ มหานรี านนท, คูมือการศึกษาพระอภิธัมมตั ถสังคหะ, ปริเฉทที่ 9, รวบรวมโดย วรรณ สทิ ธิ ไวทยเสวี, กรุงเทพฯ: โรงพิมพอกั ษรธเนศวรการพิมพ, 2529), หนา 218

132 - อนิ ทรยี  22 - อริยสัจ 4 - ปฏิจจสมุปบาท 12 ลกั ษณะกาํ หนด 1. กําหนดเหตุการณท่ีเปนปจจุบัน การกําหนดเหตุการณปจจุบัน หมายถึง ปจ จบุ ัน 2 อยา งคือ ปจ จุบันนธรรมและปจ จบุ นั นารมณ ปจจุบันนธรรม ไดแก รูปธรรมและนามธรรม หรืออีกนัยหน่ึงคือ สังขารท่ี กําลังปรากฏอยู อันมีความเกิดดับทุกขณะ สวนปจจุบันนารมณ คือ นามรูป หรือสังขารท่ีกําลัง ปรากฏเปน ปจ จบุ นั นธรรมอยูเฉพาะหนา และผปู ฏิบตั จิ ับเอามาเปนอารมณ 2. ต้ังสติสัมปชัญญะ การต้ังสติสัมปชัญญะ คือ การระลึกได และการรูตัวอยู เสมอของผูป ฏบิ ัตธิ รรม ในขณะกําหนดพจิ ารณาอารมณ คือ กาย เวทนา จติ ธรรม 3. การกําหนดอิริยาบท ในที่น้ีหมายถึง กําหนดอารมณที่เปนปจจุบัน เชน เวลา จักษุวิญญาณเกิดขึ้น ก็ตองกําหนดจักษุวิญญาณน่ันเองวา น่ันนามเห็น หรือเวลาเดินกําหนดวา นั่น รูปเดิน เปน ตน 4. พิจารณาเหตผุ ลในการปฏิบตั ิ ผูปฏิบตั คิ วรรเู หตุผลในการปฏิบัติวา ที่ตนปฏิบัติ อยูน้ัน ปฏิบัติไปเพ่ืออะไร เพราะถาไมรูเหตุผลจะทําใหเกิดความเบื่อหนายในการปฏิบัติเกิดอาการ ทอถอยและละเลกิ ไปในที่สุด 5. ความสังเกต ขอน้ีไดแก ความสังเกตอารมณท่ียกขึ้นพิจารณา โดยสังเกต ความสัมพันธระหวางจิตกับอารมณวาอยูคูกันเปนปจจุบัน หรือไมรูจักสังเกต จิตอาจตกไปอยูใน สมาธิ คือ แนบแนนอยูในสมถภาวนา อนั ไมม ีอารมณเ ปน ปจจุบัน ภาคปฏิบตั ิ วิปส สนากรรมฐานในภาคปฏบิ ัติ หมายถึง การลงมือปฏิบัติจริง ๆ และขั้นตอนพึง ทราบวาเปน การสืบเนอ่ื งมาจากสมาธิ นั่นคือ เมื่อจิตสงบดีแลวจึงยกจิตขึ้นสูวิปสสนาพิจารณานาม รูปโดยเปนอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา จนรูแจงเห็นจริงดวยญาณ กระทั่งทําลายเคร่ืองปดบังไตรลักษณ ทงั้ 3 ลงได เครื่องปด บังไตรลกั ษณน ั้น คอื 1. สันตติ ความเกดิ ข้นึ อยางตอ เน่อื งของนามรปู เปนเครื่องปดบัง อนจิ จัง 2. อิริยาบถ ความเคลอ่ื นไหวของนามรูป เปน เครอื่ งปด บังทุกข 3. ฆนสญั ญา ความสําคญั รูปวา เปน กลมุ กอน เปน เครื่องปด บังอนตั ตา

133 เม่ือผูปฏิบัติพิจารณาเห็นความเขาใจตามเปนจริงอยางนี้แลว เปนอันวาไดเห็น ความจริง คือ ทุกขได เปนการเห็นความเปนทุกขของสังขาร ดังน้ัน สิ่งสําคัญของนักวิปสสนาคือ ตองมีสติสัมปชัญญะอยูเสมอ ตองรูตัวอยูวา ขณะนั้นตนกําลังทําอะไร กําลังอยูในอิริยาบถไหน หรือ กําลังขยับอวัยวะสวนใด และตองรูตัววาท่ีตองเปล่ียนแปลงอิริยาบถน้ัน เพราะอะไร ตองไม หลงผิดคิดไปวาการเปลี่ยนแปลงน้ันเพราะอะไร ตองไมหลงผิดคิดไปวาการเปล่ียนแปลงน้ันทําไป เพอ่ื ความสุข หากแตตองเขาใจใหถูกตองวาเปลี่ยนแปลงอิริยาบถเพื่อบรรเทาทุกขเทานั้น ทุกขเปน ส่งิ บงั คับใหต อ งเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ เมื่อวิปสสนาปญญาแกกลาขึ้น รูเทาทันสภาวธรรมตามเปนจริง เทากับได วิปสสนาญาณ 9 ตามลําดบั คือ 1. อุทยัพพยานุปสสนาญาณ ญาณเปน เครื่องตามพิจารณาความเกิดดบั 2. ภังคานุปสสนาญาณ ญาณเปนเคร่อื งตามพจิ ารณาความดับ 3. ภยตฺปฏ ฐานญาณ ญาณเปนเคร่ืองความปรากฏแหงสังขารวานา กลวั 4. อาทนี วานุปส สนาญาณ ญาณเปน เครอื่ งตามพิจารณาโทษแหง สงั ขาร 5. นพิ พทิ านุปสสนาญาณญาณเปนเครื่องตามพิจารณาสังขารวาเปนสิ่งที่นาเบื่อ หนา ย 6. มุญจิตฺกมั ยตาญาณ ญาณเปนเครื่องเห็นโดยใครจะพนไปจาก สังขาร 7. ปฏิสงั ขานุปสสนาญาณ ญาณเปนเคร่ืองตามเห็นการเลือกเฟนธรรม เพ่อื หาทางหลุดพน 8. สังขารเุ ปกขาญาณ ญาณเปนเคร่ืองกําหนดความวางเฉยในสงั ขาร 9. สัจจานโุ ลมกิ ญาณ ญาณเปนเคร่ืองดําเนินไปโดยควรแกการ กาํ หนดรอู ริยสจั จากขั้นตอนการปฏิบัตินี้ สามารถสงเคราะหลงในวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ 7 อยาง คือ ความบริสุทธิ์แหงศีลที่รักษาตามภูมิของตน เปนสีลวิสุทธิ ความที่จิตสงบบริสุทธิ์ปราศจาก นิวรณธรรม เปนจิตตวสิ ทุ ธิ การพิจารณาเหน็ สงั ขารวา ไมเทยี่ ง เปน ทุกข ไมมีตัวตน เปนทิฏฐิ วิสุทธิ ความกําหนดไดวา สังขารมีความเกิดดับ เปนตน เปนกังขาวิตรณวิสุทธิ ความหย่ังรูวาทาง นเ้ี ทานั้น เปน ทางสาํ หรับบรรลุธรรมพิเศษ เปนมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ การไดวิปสสนาญาณ ทั้ง 9 ตามลําดับ เปนปฏิปทาญาณทัสสนาวิสุทธิ ในท่ีสุดแหงวิปสสนาญาณ จะเกิดญาณใน อริยมรรคทั้ง 4 คือ โสดาปตติมัคคญาณ สกทามิมัคคณ อนาคามิมัคคญาณ อรหัตตมัคคญาณ ตามลาํ ดบั อนั เปน ญาณทัสสนสิ ทุ ธิ รวมเปนวิสุทธิ 7

134 โดยลําดบั แหง การปฏบิ ัตดิ ังนี้ เมอ่ื อรหตั ตมัคคญาณเกดิ ข้ึน จะทําหนาที่ตัดอวิชชา ลงอยางเดด็ ขาด สามารถเขาถงึ โลกแหง ความสขุ โดยสว นเดียว วิปสสนาภาวนาหรือวิปสสนากรรมฐาน ที่กลาวมาแลวทั้งหมด เปนแนวที่พระ โบราณา-จารยแสดงไวโดยลําดับ และพุทธศาสนิกชนศึกษาปฏิบัติกันมาไมขาดสายดวยเชื่อกันวา เปนแนวทางท่ีถูกตอง แตเม่ือพิจารณาตามเหตุผลในเชิงปฏิบัติจริง ๆ แลว การเจริญวิปสสนาควร เปนไปไดในทุกโอกาสและทุกสถานที่ เมื่อใดมีสติก็พิจารณาอารมณได อาจารยสุนทร ณ รังสี113 เคยแสดงความเห็นไววา “การเจริญวิปสสนาสามารถทําไดในทุกโอกาส ขณะเดินอยูตามฟุตบาท ถนน อยูบนรถโดยสาร หรืออยู ณ ท่ีใดก็ตาม เจริญวิปสสนาไดทั้งน้ัน” ผูเขียนเห็นดวยกับคํากลาว น้ัน ดวยเหตุผลวา จากตัวอยางในอรรถกถาธรรมบทหลายเรื่อง แสดงวา พระพุทธเจาทรงแนะนํา ภิกษุบาง ภิกษุณีบาง ใหปฏิบัติ ไมนานก็ไดบรรลุมรรคผล แตอยางไรก็ตาม การไดองคประกอบ ครบ ยอมเปนเคร่อื งนําความเจรญิ กา วหนาในทางปฏิบตั มิ าสูนกั ปฏิบตั อิ ยา งไมตองสงสัย สุดทาย เมื่อผูปฏิบัติไดดําเนินไปตามอริยมรรค มีองค 8 หรือ หลักไตรสิกขา ครบถวนจนบรรลุถึงอรหัตตมัคคญาณ กําจัดกิเลสนอยใหญไดหมดแลว ผลท่ีเกิดจากการทําลาย กิเลสไดเปนอรหัตตผล บุคคลผูไดอรหัตตผลน้ันเปนพระอรหันต ญาณ 3 ไดแก สัจจญาณ กิจจ ญาณ และกตญาณ มีอาการ 12 ในอริยสัจ 4 ก็เกิดผุดข้ึนโดยพรอมกัน ญาณ 3 มีอาการ 12 น้ัน มี ดงั นี้ 113 สุนทร ณ รงั สี, คาํ บรรยายวิชาปรชั ญาตะวันออก, บณั ฑิตวทิ ยาลัย สภาการศกึ ษา มหามกุฏราช วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา, 2532.

135 ญาณ 3 มีอาการ 12 ในอริยสัจ 4 กจิ จญาณ กตญาณ สจั จญาณ 5 9 รูวา ทุกขเ ปนสง่ิ ทค่ี วร รวู า ทุกขเ ราได 1 กําหนดรแู ลว ทกุ ข รูว าทกุ ขม อี ยจู รงิ กาํ หนดรู สมทุ ยั 2 6 10 รูวา สมทุ ยั คอื ตัณหาเปน รวู าสมุทยั คือตณั หาเปน รูวา สมุทัย คือ ตัณหา เราไดล ะ เหตุใหเกดิ ทุกขจ รงิ ส่ิงทีค่ วรละ อยา งเดด็ ขาดแลว นโิ รธ 3 7 11 รูวา นิโรธ คอื ความดบั รวู านิโรธ เปน ส่งิ ทีค่ วรทํา รวู า นิโรธ คอื แหงตณั หา เปน ความดบั ความดับแหง ใหแ จง ตัณหา เราไดท าํ ทกุ ขจริง ใหแจง แลว มรรค 4 8 12 รูวา มรรคมอี งค 8 เปน ทาง รวู า มรรคมีองค 8 เปน รูวา มรรคมอี งค 8 นาํ ไปสคู วามดบั ทุกขจริง เราไดเจรญิ ให สง่ิ ทค่ี วรเจรญิ เต็มทีแ่ ลว พรอมกับการบรรลุอรหัตตผล บุคคลน้ันดํารงตนอยูในสอุปาทิเสสนิพพาน คือ เปนผูดับกิเลสไดหมด แตยังมีขันธ 5 เหลืออยู จึงยังตองประสบกับความหนาว ความรอน เปนตน อยูตอ ไป จงึ มีความสุขใจแตทรมานกาย เม่อื ถงึ วาระสุดทาย คือ ตาย เรียกวา ทานเขาสูอนุปาทิเสสนิ พพาน คือ ความดับกิเลสพรอมทั้งขันธ 5 หมดส้ิน นับเปนความดับอยางสมบูรณโดยไมมีอะไร เหลือ จงึ ไมมที ุกขใด ๆ อีกตอไป

บทที่ 3 สรปุ ในการศึกษาเรื่องทุกขมาโดยลําดับ ต้ังแต บทท่ี 1 ถึง บทที่ 3 ถาจะเปรียบเทียบกับการ เดินทาง บัดนี้ไดเดินทางถึงท่ีหมายเรียบรอยแลวโดยสวัสดิภาพ ขณะน้ีเรากําลังทบทวนเหตุการณท่ี เกิดข้ึนในการเดินทาง และจะไดดําเนินภารกิจอันเปนจุดมุงหมายแหงการเดินทางน้ัน อันเปนส่ิงที่ ตองการปรารถนาใหสําเร็จสมบูรณตอไป น่ันคือ ในบทน้ีจะไดสรุปเน้ือหาท่ีศึกษามาแลวทั้งหมดและ หาทางถือเอาประโยชนจ ากการศกึ ษาครัง้ น้ตี อ ไป เรื่องความทุกขท้ังหมดท่ีไดกลาวมาแลว อาจแยกเปนความทุกข 3 ประเด็น คือ ทุกขเวทนา อันไดแก ทุกขในขันธ 5 ทุกขอริยสัจ อันไดแก ความทุกขรอนในปจจุบัน เพราะมีตัณหา เปนเหตุเกิด และความทุกขเพราะการเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฏฏ ซ่ึงมีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เปนเหตุ และทุกขตา ความทกุ ข เพราะความที่สังขารไมเที่ยง ไมถาวร ไมคงทน ความทุกขท้ัง 3 ประการน้ี เปนปญหาใหญและเปนปญหาสําคัญอันมนุษยตองประสบ อยางไมอาจหลีกเลี่ยงได มนุษยทุกคนตองเปนทุกข แตเทาที่เรารูสึกกันโดยท่ัวไป เราเปนทุกขมากกัน ในยามปวยไข ทั้ง ๆ ที่ความเปนจริงแลวเราประสบกับความทุกขกันอยูทุกขณะท่ีมีลมหายใจเขาออก คนเรามีความทุกขต้ังแตอยูในทองมารดา และเปนทุกขไปจนกวาชีวิตนี้จะดับลงหรือจนตาย แมในขณะ ตายนัน้ กย็ ังมีความทุกข แตเรากไ็ มสามารถบอกใครได ทุกขเวทนา อันเปนทุกขในขันธ 5 มองตามเหตุการณปจจุบันถือวาเปนประเด็นปญหา ทีส่ าํ คญั ทส่ี ุด เพราะมีสิง่ ท่จี ะทาํ ใหเ กดิ ขึ้นมากขนึ้ ทกุ ที ทั้ง ๆ ที่ทุกขประเภทนี้ไมมีทางที่ใคร ๆ จะกําจัด ลงใหเด็ดขาดไดอยูแลว เม่ือหนทางใหเกิดมีมากขึ้น การจะแกปญหาลงใหไดเด็ดขาดจึงเปนสิ่งท่ียาก หางไกลความเปน จริง มนุษยเราไมสามารถดับทุกขเวทนาลงใหเด็ดขาดได จะทําไดก็แตเพียงบรรเทาลง ใหระงับไปเปนครั้งคราวเทาน้ัน การบรรเทาทุกขเวทนาไมตางอะไรกับการรับประทานยาแกปวดเพ่ือ การบรรเทาปวดแผล คือหมดฤทธ์ิยาบรรเทาอาการปวดแผล อาการปวดก็จะปรากฏข้ึนอีก การบรรเทา ทุกขเวทนา มลี กั ษณะอยา งน้ี ทุกขเวทนา แมจ ะเปนส่ิงท่ใี คร ๆ ไมสามารถดบั มนั ลงใหเด็ดขาดได แตถารูจักผอนผัน บรรเทาดวยวิธีการทางพุทธศาสนา บุคคลน้ัน ๆ ก็จะสามารถมีชีวิตอยูในโลกอยางมีความสุขไดตาม สมควร พระอรหนั ตทั้งหลายทา นตองสัมผัสกับกายิกทุกข แตทานก็ไมหว่ันไหวไปตามเหตุการณน้ัน ๆ ทา นจึงมีความสขุ มากกวาใครอน่ื ทุกขเวทนา หากปรากฏในท่ีใดเพียงคําวา “ทุกข” คําเดียว พึงทราบวา น่ัน หมายถึง ทุกขกายและทุกขใจรวมกัน แตในที่ใดมีท้ังคําวา “ทุกข” และคําวา “โทมนัส” ในที่น้ันพึงทราบวา ทุกข หมายถงึ ความทกุ ขทางกายอยา งเดียว โทมนสั หมายถึง ทุกขใ จอยางเดียว

136 สาเหตุของทุกขเวทนานีม้ ีมากมาย แตเม่อื กลา วโดยสรุปก็ไดเ พียง 2 คอื สิง่ ใดก็ตามทที่ าํ ใหรางกายไดรับความเจ็บปวดจนทนไดยาก หรือทําใหรางกายตองกระสับกระสายไมอยูเปนปกติ น่ัน เรียกวา กายิกทุกขอยางหน่ึง แปลวา ทุกขท่ีเกิดทางกาย และอะไรก็ตามที่ทําใหเดือดรอนใจ ไมสบายใจ อึดอัดใจ รันทดใจ หรืออาการใด ๆ ท่ีทําใหรูสึกวาทนไมได ซ่ึงเรียกวา เจตสิกทุกข แปลวา ทุกขท่ีเกิด ทางใจอยา งหนึ่ง ความดับแหงทุกขเวทนา ไดกลาวมาหลายคร้ังแลววา ไมมีทางใดท่ีจะดับทุกขเวทนา ลงใหเด็ดขาดได เพราะเราไมอาจรูไดวา สาเหตุแหงทุกขเวทนาน้ัน ๆ จะมาปรากฏแกเราเม่ือไร ดวย ลักษณะอาการอยางไร บุคคลท่ีระวังตัวเต็มที่อยูแลว มีชีวิตอยูดวยความไมประมาท เขาก็ยังอาจประสบ กับอุบัติเหตุใหเ กดิ ทกุ ขเวทนาได แตบุคคลบางคนทง้ั ๆ ทรี่ อู ยวู าส่งิ นั้น ๆ จะกอทกุ ขเวทนาใหแกตน แต เขาก็ยังเลือกทําส่ิงน้ัน ทั้ง ๆ ที่บางคราวนั้นจําเปนตองทําอยางน้ัน แตบางคราวไมมีความจําเปนอยูเลย ตัวอยางเชน คนที่ตองตรากตรําทํางานหนักในทามกลางแสงแดดจัด หรือทามกลางอากาศท่ีหนาวจัด เพ่ือหาทรัพยมาเลี้ยงชีพ หากเขาไมทําส่ิงน้ันในขณะนั้น เขาอาจไมไดปจจัยเครื่องเล้ียงชีพน้ีนับวาเปน ความจําเปน ในกรณีเชนนี้ มนุษยเราอาจมีเคร่ืองบรรเทาทุกขเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะความรอนความ หนาวน้ันไดบาง เชน สวมหมวก กางรม หากเส้ือผาท่ีหนา ๆ มาเพื่อสวมใสกันหนาว เปนตน สวนคน อีกพวกหน่ึงตองทนทุกขเวทนาโดยไมจําเปน เชน กลุมคนท่ีเบียดเสียดกันเขาไปดูการแสดงการเลน มหรสพในที่ตาง ๆ จริงอยูจิตใจของเขาในตอนนั้นรูสึกสนุก เพลิดเพลิน แตรางกายไดรับความลําบาก แนนอน เราไดทราบขาวและไดพบเห็นหลักความจริงอยูบอยครั้งวา คนยัดเยียดกันเขาดูการแสดงจน แนนและมีคนเปนลมตองหามสงโรงพยาบาลบาง มีการเหยียบกันตายบาง อยางน้ีเรียกวา ตองทน ทุกขเวทนาโดยไมมีความจําเปน น้ีเปนเพียงตัวอยางเล็กนอยท่ีพอจะยกมากลาวในท่ีน้ีเพ่ือเปนเคร่ือง เปรยี บเทียบใหเ ห็นภาพเทาน้นั สวนเรอื่ งจรงิ สามารถหาดูไดท ่วั ไป อยางไรก็ตาม เมื่อบุคคลรูเทาทันวาอะไรควร อะไรไมควร อะไรเปนสิ่งท่ีจะกอทุกข ใหแกตน อะไรจะกอสุขใหแกตน แลวเลือกกระทําประพฤติเฉพาะสิ่งที่จะลวงทุกขประสบสุขได เขา เหลานั้นก็จะประสบความสุขในชีวิตปจจุบันได แมเขาจะตองทุกขเพราะการประกอบสัมมาชีพเพ่ือให ไดมาซึ่งสุขน้ันบาง นั่นถือวาเปนเร่ืองธรรมดา ความมีทรัพยจะเล้ียงชีพไปไดตลอดชีวิต ความมี เกียรติยศในหมูคณะ ความไดรับยกยองสรรเสริญ ความมีสุขตามสมควรแกอัตภาพไปตลอดชีวิต นับเปนความสาํ เร็จสงู สุดในกระบวนการการดาํ รงชวี ิตของมนษุ ย นับเปน ความบรรเทาทกุ ขไ ด

137 วิธีการท่ีจะใหไดมาซึ่งสิ่งบรรเทาทุกขในชีวิตปจจุบันเฉพาะกายิกทุกข บุคคลสามารถ จะคิดประดิษฐข้ึนมาไดดวยหลักเกณฑตาง ๆ กัน แตสําหรับพุทธศาสนานั้นไดสอนไววา บุคคลจะได ทรัพยตองทําการงานใหเหมาะสม เอาการเอางานไมทอดธุระ ขยันขันแข็ง1 บุคคลจะไดยศและรักษายศ ไวไดนาน จะตองเปนคนขยัน มีสติไมประมาทในกาลทุกเมื่อ ทํางานดวยความบริสุทธ์ิสะอาดยุติธรรม มีปญญาพจิ ารณาใครครวญเหตผุ ลในภาระหนาท่กี ารงาน มคี วามสํารวมระวงั ไมพลั้งเผลอ เลีย้ งชีวิตโดย ชอบธรรม มีความไมประมาทเปนนิตย2 บุคคลจะไดรับความสรรเสริญจากผูคนดวยการมีความเพียรอัน เปนไปติดตอ มีปญญาเฉลียวฉลาดในเหตุการณตาง ๆ ต้ังม่ันอยูในคุณธรรม 3 ประการ คือ ศีล สมาธิ ปญญา ตามควรแกฐานะของตน3 และบุคคลจะลวงทุกขเสียได(ประสบแตความสุข) ดวยการมีความ เพียรพยายาม ความองอาจกลาหาญ4 นี้เปนการกลาวถึงวิธีการทางพุทธศาสนาอยางยอที่สุดสําหรับ ปญหาและวธิ ีการแกปญหาโดยพสิ ดารมีรายละเอยี ดอยใู นบทท่ี 2 แลว พทุ ธศาสนาไมไดมองปญหาเร่อื งความทกุ ขของคนอยางเดียวเทานั้น แตมองความทุกข ของสัตวโลกทั้งปวงไมวาจะเปนสัตวเล็กหรือสัตวใหญ ทั้งที่สามารถมองเห็นไดดวยสายตาและไม สามารถมองเหน็ ได และยังมองไปถึงยมโลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก พุทธศาสนามองเห็นวา สัตว ทั้งหลายเหลานั้นทั้งหมดตองมีชีวิตเกี่ยวของสัมพันธอยูกับความทุกขอยางจําเปน ตราบใดที่ยังมีชีวิต ตราบใดที่ยังตองตาย ตองเกิด ไมวาในโลกใด ก็ยังตองมีความทุกขอยูตราบน้ัน สัตวบางจําพวก เชน เทวดา พรหม แมจะไมตองทุกขเพราะการหาเลี้ยงชีพ เพราะอาพาธ เปนตน ก็ตองทนทุกข เพราะจุติ (ตาย) และอุบตั (ิ เกดิ ) ตอ งเปล่ยี นภพจากภพสภู พอยางไมร ูทีส่ ิน้ สดุ ความทุกขประการที่สองคือ ทุกขเพราะถูกอํานาจตัณหาครอบงําจนเปนเหตุใหด้ินรน และเปน เหตใุ หตอ งเวียนวา ยตายเกิด แมขอนี้พระพุทธองคก็ตรัสหมายถึง ความทุกขในชีวิตของสัตวทั้ง ปวง เพราะทรงเห็นดวยพระปญญาแลววา การที่ตองทองเที่ยวอยูในสังสารวัฏฏน้ี เปนความทุกขอัน หนกั ยิ่ง เปน ทุกขที่เกดิ ขึ้นไดบ อย ๆ และเปน ทุกขท แ่ี ทจริง ทรงแสดงวา การท่ีตองทองเท่ียวเวียนวายตายเกิดอยูในสังสารวัฏฏ มีสาเหตุมาจาก ตณั หา และตณั หาน้เี ปนสาเหตแุ หงความทุกขท กุ อยา ง รวมทง้ั ความทกุ ขท ่เี ปน ทุกขเวทนาที่กลาวมาแลว นนั้ ดว ย ผูมีปญญาพิจารณาเห็นความจริงเชนท่ีกลาวมานั้นแลว จึงไมพอใจท่ีจะใหตกอยูใน อํานาจแหงตัณหาอีกตอไป พยายามขจัดสภาพอันนี้ออกไป มีความเบ่ือหนายในตัณหาและอารมณให เกดิ ตัณหา ตามแนวคําสอนของพระพทุ ธเจาน้ีถือวา ความดบั ตัณหาไดอ ยา งเดด็ ขาดเปน ความดับทุกขได 1 ข.ุ สุ. 25/311/361. 2 ข.ุ ธ. 25/12/18. 3 ข.ุ ธ. 25/27/45. 4 ข.ุ สุ. 25/311/360.

138 โดยประการทงั้ ปวง และน่นั ก็หมายความวา ความสุขทั้งปวงจะเกดิ ไดม ีไดก ็ตอเมื่อดับตณั หาไดหมดแลว เทานั้น ภาวะของผูดับตัณหาไดแลวอยางหมดสิ้น เปนภาวะที่สมบูรณ เห็นสมควรแกการยกยอง นับถือ บชู า กราบไหว ไมม ภี ัยใด ๆ แกผ ูเขา ใกล คบหาสมาคม การเกดิ การตายของผนู ั้นถือเปนครั้งสุดทาย ไมมี การเกดิ ใหมใ นภพใดอกี เปนผเู สรจ็ กจิ ทีจ่ ะตองทําเพ่ือตนเอง ปฏิปทาท่ีจะใหไดมาซึ่งความดับตัณหาอันมีผลเชนนั้น พุทธศาสนาแสดงวา ตอง ดําเนินตามหลักอริยมรรคมีองค 8 นี้ เปนทางสายกลาง คือ ไมหยอนเกินไป ไมตึงเกินไป อริยมรรคเปน หนทางเดียวท่ีจะใหถึงภาวะน้ันโดยสะดวกและแนนอนและเปนหนทางท่ีทุกคนสามารถดําเนินไปได ใหผลแกผ ูทีด่ ําเนินไปนั้นอยางเสมอภาคกนั สําหรับบุคคลที่ดําเนินชีวิตไปตามทางน้ี เม่ือปฏิบัติไดตามเงื่อนไขครบสมบูรณ กิเลส คอื อวชิ ชาและอปุ าทาน อนั เปนกลุมเดียวกับตัณหาจะหมดไป สิ่งท่ีจะปรากฏแกเขาผูนั้นใหม คือ วิชชา ไดแ ก ความรูแจง เขา ใจตามเปนจรงิ ในธรรมทคี่ วรรูแจง ควรเขา ใจ วชิ ชาน้ีเองเปนเคร่ืองกําจัดกิเลสาสวะ ท้ังปวงใหราบคาบ เปนเครื่องตัดวัฏทุกขใหขาดลงอยางเด็ดขาด อันเปนความส้ินสุดทุกขอยางเด็ดขาด เมื่อถึงจุดน้ัน ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ไมมีอีกตอไป นับเปนการมีชีวิต คร้ังสดุ ทาย จากขอความในคัมภีรตาง ๆ ที่ยกมาแสดงไวแลวท้ังหมด ยอมเปนเคร่ืองยืนยันไดวา ความทุกขเปนส่ิงที่มีอยูจริง และมีแกมนุษยสัตวทุกจําพวกตลอดชีวิตตั้งแตเกิดจนตายสมดวยบาลีวชิรา เถรีภาษิตวา5 ทุกฺขเมว หิ สมโฺ ภติ ทุกฺขํ ตฏิ ฐติ เวติ จ นาญญตฺร ทกุ ฺขา สมโฺ ภติ นาญญตรฺ ทฺกฺขา นิรฺชฺฌติ. “ทุกขเทาน้ันเกดิ ขน้ึ ทกุ ขเ ทาน้นั แลตัง้ อยู นอกจากทกุ ข หามีอะไรเกดิ ขึ้นไม นอกจากทกุ ขไ มมีอะไรดับ”. การท่ีพระพุทธเจาทรงตั้งสมมติฐานขึ้นเปนเบ้ืองตนในสมัยที่ยังทรงเปนเจาชายสิทธัต ถะวา 6 ความแก ความเจ็บ ความตาย อันครอบงํามหาชนทุกคนไมใหลวงพนไปได แมอยางนั้น เพราะ โทษที่ไมไดฟงคําสอนของนักปราชญ เห็นผูอ่ืนแกเจ็บตาย ยอมเบื่อหนายเกลียดชัง.......ถึง พระองคเองก็มีอยางนั้นเปนธรรมดา แตจะเกลียดหนายเหมือนอยางเขาเหลาน้ันไมสมควรแก พระองคเลย เมือ่ รูเห็นอยา งนี้แลว ควรจะแสวงหาอุบายเครื่องพนธรรมดาสภาวะทั้งปวงยอมมี 5 ส.ํ ส. 15/555/199. 6 ม. มู. 12/317/318

139 ของท่ีมีขาศึกแกกัน เชน มีรอนแลวก็มีเย็นแก มีมืดแลวก็มีสวางแก บางทีก็จะมีอุบายแกทุกข 3 อยา งนี้บา งกระมัง? กแ็ ตว า อันจะแสวงหาอบุ ายแกท ุกข 3 อยางนั้นเปน ยากยิง่ .......... ดังนี้แลว ทรงสละราชสมบัติเสด็จออกผนวชเพ่ือแสวงหาอุบายแกทุกขน้ัน ยอมเปน สมมุตฐิ านทีต่ ้ังอยูบนหลักแหงความจริงท่เี ปนไปไดทุกประการ และดวยสมมติฐานอันน้ีทําใหพระองค ทรงพบทางแหงความดับทกุ ขน้ันแลวอยางสมบรู ณ พรอ มกนั นนั้ เมอื่ พระองคไดพ บสิง่ น้นั แลว กไ็ ดท รง จําแนก แจกแจง แสดง แกศาสนิกผูเล่ือมใสในพระองค ไดรูไดเขาใจและนําไปปฏิบัติเพื่อความพนทุกข เหมอื นอยา งที่พระองคไดท รงพนแลว ในขณะทีท่ รงแสดงทางแหงความพนทุกขไ ว พระองคก็ยังไดแสดงเรื่องความสุขของผู ท่ีพนทุกขแลววา7 “ดูกร อุทายี โลกมีสุขโดยสวนเดียวมีอยู ปฏิปทาท่ีเปนเหตุเพ่ือทําใหแจงซ่ึงโลกท่ีมี สุขอยางเดียวใหแจงชัดก็มีอยู” จากน้ันทรงแสดงวา ผูไดฌาณสมาบัติ ผูไดมรรคผลนิพพานเปนผูอยูใน โลกแหง ความสขุ โดยสว นเดยี ว สภาวะใดไมมีทุกข สภาวะอันน้ันชื่อวา มีสุขโดยสวนเดียว ปฏิปทาใดเปนไปเพื่อความ ดับทุกขและพนทุกข ปฏิปทานั้นเปนปฏิปทาเพ่ือความบรรลุโดยสวนเดียว ทั้งสองอยางนั้นไดนํามา เสนอไวแลว อยา งครบถว น 7 ม. ม. 13/381/361.

140 บรรณานุกรม กริ ติ บญุ เจือ. แกน ปรัชญาปจ จุบนั . กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพไ ทยวฒั นาพานิช จํากดั . 2522. ________________. จริยศาสตรสําหรับผูเร่ิมเรียน. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพไทยวัฒนาพานิช จาํ กัด, 2528. จาํ นงค ทองประเสริฐ. ปรัชญาตะวันตกสมัยกลาง. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพแพรพิทยา อินเตอร เนชัน่ แนล, หจก. 2525. ชเอิญศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา, ผศ. ปรัชญาตะวันตกสมัยโบราณ(ปรัชญากรีก). กรุงเทพมหานคร: คณะมนษุ ยศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง. สาํ นักพมิ พ เอส.เอ็ม.เอม็ ., ไมป รากฏปท พ่ี ิมพ ชัยวัฒน อัตพัฒน, ผศ. ปรัชญาตะวันตกรวมสมัย 2. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาปรัชญา คณะ มนุษยศาสตร มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง. สาํ นักพมิ พอักษรไทย, 2524. เดือน คําดี, รศ, ดร,. พุทธปรัชญา. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2526. ________________. ปญหาปรัชญา. กรุงเทพมหานคร: คณะศาสนาและปรัชญา สภาการศึกษา มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , 2529. ทวี ผลสมภพ. ปรัชญาศาสนา. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาปรัชญา คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัย รามคาํ แหง. โรงพิมพ บริษัทประชาชน จาํ กัด, 2526. แนบ มหานีรานนท, มูลนิธิ. คูมือการศึกษาพระอภิธัมมัตถสังคหะ. ปริเฉทท่ี 2-6-9. 9 เลม. กรุงเทพมหานคร: สาํ นกั พมิ พธเนศวรการพิมพ, 2529. ปานทิพย (ศุภนคร) ประเสริฐสุข. ปรัชญาตะวันตกสมัยกลาง. กรุงเทพมหานคร: คณะมนุษยศาสตร มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง, 2523.

141 มหามกุฏราชวิทยาลัย, มลู นิธิ. พระไตรปฎ ก. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพพ าณชิ ศุภผล, 2470. ________________. ธมั มปทัฏฐกถา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม หามกุฏราชวทิ ยาลยั , 2529. ________________. มงั คลัตถทีปน.ี กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม หามกฏุ ราชวิทยาลยั , 2517. ________________. วิสุทธมิ ัคค. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพม หามกุฏราชวทิ ยาลัย, 2522. ________________. อภิธัมมัตถสังคหะ และอภิธัมมัตถวิภาวินี ฎีกา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย, 2516. ราชบัณฑิตยสถาน, กอง. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. พิมพคร้ังท่ี 3. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พอกั ษรเจรญิ ทัศน, 2530. ราชวรมุนี, พระ. พุทธธรรม. พิมพคร้ังท่ี 3. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ พิมพ เผยแพร. กรงุ เทพมหานคร: สํานกั พิมพด า นสุธาการพิมพ, 2529. วชิรญาณวโรรส, สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยา. พุทธประวัติ เลม 1. 3 เลม. พิมพคร้ังท่ี 45. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , 2523. เบญจศีล และ เบญจธรรม. พมิ พคร้ังท่ี 9. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม หามกฏุ ราชวิทยาลยั , 2521. ________________. นวโกวาท พิมพคร้ังท่ี 62. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2503. ________________. ธรรมวิจารณ. พิมพคร้ังที่ 23. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหามกุฏราช วทิ ยาลยั , 2520. ________________. พทุ ธศาสนสุภาษติ เลม 1, 3. 3 เลม . พิมพคร้งั ที่ 28. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ มหามกฏุ ราชวิทยาลยั , 2529. วชิรญาณวโรรส, สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยา. สารานุกรมพระพทุ ธศาสนา.

142 สุเชาว พลอยชุม รวบรวม. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพม หามกฏุ ราชวิทยาลยั , 2529. วศิน อินทสระ. จรยิ ศาสตร. กรงุ เทพมหานคร: สาํ นักพิมพ บรรณาคาร, 2518. ________________. พุทธปรัชญาเถรวาท. พิมพคร้ังท่ี 2. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพบริษัท ประชาชน จาํ กัด, 2525. ________________. อธบิ ายมลิ ินทปญ หา. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม หามกฏุ ราชวทิ ยาลัย, 2526. วิทย วิศทเวทย, ศ.ดร. ปรัชญาท่ัวไป. พิมพครั้งท่ี 5. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ อักษรเจริญทัศน, 2525. ศรีวสิ ทุ ธกิ ว,ี พระ. อบรมกรรมฐาน. พมิ พครง้ั ท่ี 2. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2529. สชุ พี ปุญญานภุ าพ. ศาสนาเปรียบเทียบ. พิมพค รัง้ ที่ 7. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ หจก. คณุ พันอักษรกจิ . 2528. สเุ ชาวน พลอยชมุ . เอกสารประกอบคาํ บรรยายวิชาพุทธปรัชญาในพระสตุ ตันตปฎก. บัณฑิตวิทยาลัย สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย ป 2531. พระนักศึกษา รุน 1 จัด รวบรวมเขา เลม, 2531. สุนทร ณ รังษี, รศ.ดร. ปรัชญาอินเดีย/ประวัติและลัทธิ. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพพิพิธวิทยา, ไมป รากฏปท พี่ มิ พ. โสภณคณาภรณ, พระ. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหามกุฏราช วิทยาลยั , 2526. ________________. พระสุตตันตปฎก สังยุตตนิกาย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหามกุฏราช วทิ ยาลยั , 2522. ________________. ธรรมปริทัศน 2. พิมพคร้ังที่ 2. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพหางหุนสวนจํากัด ศวิ พร, 2529.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook