94 ผูใ ดสอ งเสพกาม ผนู ้ันยอมเขา ถงึ นรก” กาเมหิ โลกมฺหิ นิ อตฺถิ ตติ ตฺ ิ85 . “ความอ่มิ ดว ยกามท้ังหลาย ไมม ีในโลก” นตุถิ ตณฺหาสมา นที.86 “แมน้ํา เสมอดวยตณั หา ไมมี” ในมหาทกุ ขกั ขนั ธสตู ร87 พระพุทธเจาทรงแสดงถึงความทุกขหนักของมนุษย สัตว เพราะกามตณั หา โดยแยกเปน 6 ขอ มีใจความดงั นี้ 1. เพราะกามเปนเหตุ เพราะกามเปนตนเคา มนุษยจึงตองลําบากตรากตรําสูกับ ธรรมชาติบา ง สัตวร ายบาง ทง้ั ตอ งโศกเศรา คร่ําครวญทุกขโทมนสั เปนตน 2. เพราะกามเปนเหตุ เปนตนเคา กษัตริย พราหมณ คหบดี ญาติพ่ีนอง ชายหญิง ตองรบราฆาฟนกัน ตองทะเลาะทบุ ตีกนั ตอ งโตเ ถียงกนั เปนตน 3. เพราะกามเปนเหตุ เปนตนเคา ฝูงชนจึงจับอาวุธเขาสูสงครามประหัดประหาร กนั ตายบา ง ทุกขปางตายบาง 4. เพราะกามเปนเหตุ เปนตนเคา มนุษยจึงถูกยิงดวยลูกศรบาง ถูกแทงดวยหอก ดวยหลาวบา งจนตาย หรอื ไมกถ็ ึงทกุ ขป างตาย 5. เพราะกามเปน เหตุ เปน ตน เคา มนุษยจ ึงฆา สตั ว ลกั ทรัพย ประพฤติผิดทางกาม จงึ ถูกลงโทษจนตายหรอื ไมก ็ปางตาย 6. เพราะกามเปนเหตุ เปนตนเคา มนุษยจึงประพฤติทุจริตทั้งหลายทั้งทางกาย วาจา ใจ พอตายไปจึงเขาถึงอบาย ทคุ ติ วินบิ าต นรก อนั เปน สภาพทกุ ขท รมานยิ่ง คําวา “กาม” ในที่นี้ หมายถึง กามตัณหา จากโทษของกามทั้ง 6 ขอนี้แสดงชัดวา กามตณั หา เปนสาเหตุแหง ทกุ ขท ัง้ ในชาติปจจุบัน และยังใหผลไปถึงภพชาติตอไปหรือในโลกหนา และมนุษยท กุ ชาติช้ันตอ งเดอื ดรอ นเพราะกามตัณหานี้ 85 ม.ม. 15/451/412. 86 ขุ.ธ. 25/48/48. 87 ม. มู. 12/235/213-218.
95 ความยอ อุปมากาม 7 ขอ ในโปตลิสูตร88 1. กามทั้งหลายเปรียบดวยรางกระดูก มีความทุกขมาก มีความคับแคนมาก คน เสพกามก็เหมือนสนุ ัขแทะกระดกู อนั บรรเทาความหวิ ไมไดเลย 2. กามท้ังหลาย เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ มีความทุกขมาก มีความคับแคนมาก พวก แรง นกตะกรุมพากันเขาแยงชิงเนื้อนั้นหากนกตัวใดไมรีบปลอยชิ้นเนื้อหนีไป อาจจะถูกรุมจิกตาย เพราะกอนเน้อื เปน เหตุ 3. กามท้ังหลาย เปรียบดวยคบเพลิงหญา มีทุกขมาก มีความคับแคนมาก บุคคล ถือคบเพลิงที่ลุกโพลงเดินทวนลมไป ถาไมทิ้งคบเพลิงนั้นเสีย ไฟก็จะไหมมือ ไหมแขน หรือ อวัยวะนอ ยใหญ จนอาจถงึ ตาย หรอื ถงึ ทุกขปางตาย เพราะคบเพลิง 4. กามทั้งหลายเปรียบดวยหลุมถานเพลิง มีทุกขมาก มีความคับแคนมาก บุรุษผู รักชีวิตเดินมา บุรุษอีก 2 คนชวยกันจับเขาไปยังหลุมถานเพลิงนั้น อันลึกต้ังชั่วบุรุษอันเต็มไปดวย ถานเพลงิ ปราศจากเปลวและควนั เขาจะตองทุกขทรมานถึงตายหรือปางตายเพราะตกลงไปยังหลุม ถา นเพลิงเปนเหตุ 5. กามทั้งหลายเปรียบความฝน มีความทุกขมาก มีความคับแคนมาก บุรุษผูฝน เห็นสวนอันนาร่ืนรมย ปา ภาคพื้น สระอันนารื่นรมย พอตื่นมาก็ไมเห็นอะไรเลย เชนเดียวกับการ เสพกาม 6. กามทั้งหลายเปรียบเหมือนของท่ียืมเขามา มีทุกขมาก มีความคับแคนมาก บุรุษยืมโภคสมบัติเขามาแลว อยูไดเพียงชั่วคราวก็ตองสงคืนเจาของ หรือไมก็เจาของทวงกลับคืน ทําใหบ รุ ษุ ผยู ืมไมมโี ภคสมบัตอิ ะไรเหมอื นเดิม 7. กามทั้งหลายเปรียบเหมือนราวปาใหญ มีทุกขมาก มีความคับแคนมาก บุรุษผู เขาปาใหญนั้นเห็นผลไมท่ีตนไมใดก็แยงกันจนถึงอันตราย เพราะแยงกันบาง ตกตนไมบาง ตนไม ลม ทับเอาบา ง จนถึงตายหรอื ไมกถ็ ึงทกุ ขปางตาย อุปมาท้ัง 7 ขอน้ีก็แสดงชัดวา กามเปนตัวใหเกิดทุกขท้ังส้ิน แมจะมีสุขอยูบาง ในชวงเริม่ ตน แตผ ลสดุ ทา ยแลวจบลงดวยความทุกข และเปนทุกขอ ยา งสาหัสไมมีความสขุ จากกาม ใด เปนความสุขถาวรตลอดไป และแมภวตัณหา และวิภวตัณหาก็เปนสาเหตุแหงความทุกขไปแต ละแบบตามลกั ษณะของตน 88 ม.ม. 1/47-53/41-45.
96 ตัณหาเปนสาเหตุแหง ทุกข 2 แบบ ตัณหาซ่ึงเปนสาเหตุแหงทุกข ตามท่ีกลาวมาแลวทั้งหมด สามารถแยกประเด็น ออกเพ่อื เปนแนวทางการศึกษาไดเ ปน 2 ประเด็นหลัก คือ 1. ตณั หาเปน สาเหตใุ หแ สวงหาเพ่อื ดํารงชพี 2. ตณั หาเปนสาเหตุใหต องเวยี นเกดิ ตายในภพตอ ไปอกี ในประเด็นแรกน้ี จะเห็นวา เปนปญหาเฉพาะหนาท่ีมนุษยสัตวตองประสบทุกวัน คือมนุษยจะตองดิ้นรนตอสู เพื่อการดํารงชีพที่ดีขึ้นตามคานิยมทางสังคม ซ่ึงเปล่ียนแปลงไปเร่ือย ตามยคุ สมัยไมห ยดุ ยง้ั การดํารงชีพที่ดี หมายถึง ความมีกินมีใชสมบูรณไมขาดแคลน รวมทั้งความไมมี ปญหาแตกแยกภายในครอบครัว ตามแนวทางพุทธศาสนาถือวา การดํารงชีพท่ีดีไดตองมีปจจัย 4 พรอมมูล น่นั คอื ตองมีเครอ่ื งนุง หม อาหาร ทอ่ี ยูอาศัย ยารักษาโรค ท้ัง 4 นี้ เปน ปจ จัยเครื่องอุดหนุน การดํารงชีพทด่ี ีขัน้ พน้ื ฐาน ท่มี คี วามจาํ เปน ทสี่ ุดทีจ่ ะขาดเสียมิได การจะใหไดมาซ่ึงปจจัยเหลานี้ มีความจําเปนตองแสวงหาดวยความเพียรพยายาม ในกรณีนี้ แมการแสวงหาเครื่องดํารงชีพใหชีวิตดํารงอยูอยางปกติสุขก็เปนความลําบากพออยูแลว ถาความอยากอยูดีกินดีนั้นเพ่ิมมากไปกวาปกติ การแสวงหาส่ิงเหลานี้ก็จะยิ่งเพิ่มความลําบากมาก ย่ิงข้ึนตามลําดับ บางคราวตองแสวงหาดวยความทุจริต คดโกง หรือไมก็ตองถึงกับทําลายลางชีวิต ผูอ่ืน อันเปนความผิดศีลธรรมทางสังคม และมีความผิดทางกฎระเบียบหรือกฎหมายบานเมืองไป ดว ย ปญหาความโหดราย ความไมสุจริต ความไมเสมอภาคทางสังคม สวนมากมีมูล ฐานมาจากการทมี่ นุษยกลุม หนึง่ ถกู พลงั ตัณหาขบั เคล่ือนไปอยา งรนุ แรงเขาเองไมอ าจระงบั ยับย้ังได เรียกวา ถูกตัณหาครอบงํา ผูที่ตกอยูภายใตอํานาจตัณหาเชนนี้ สภาพจิตใจของเขาจะตองเปนทุกข อยูตลอดเวลา ตองเดือดรอนกระสับกระสาย เพื่อใหไดมาซึ่งสิ่งที่ตองการบาง ตองเดือดรอนเพราะ ระแวงตอภัยจากผูที่ตนไปเบยี ดเบียนทาํ รา ยเขามาแลวบาง ประเด็นทสี่ อง สืบเนือ่ งมาจากเหตผุ ลในประเด็นทห่ี น่งึ นั่นเอง คอื ความท่ีบคุ คลถูก ตัณหาครอบงําจนอยากไดไมมีท่ีสุด แลวดิ้นรนแสวงหาใหไดส่ิงนั้นๆ มาโดยมิไดคํานึงถึงศีลธรรม ความถูกผดิ ความดีชว่ั พฤตกิ รรมที่เขาทําไปตามอํานาจของตัณหาน้ันจัดเปนกรรม กรรมท่ีสรางขึ้น ดวยพลังแหงตัณหาน้ีเอง เปนพลังแฝงที่ผลักดันใหไปถือกําเนิดในภพใหม สวนจะไปเกิดในท่ีดี
97 หรือไมดีอยางไรสุดแลวแตพลังกรรมจะจําแนก กรรมยอมจําแนกสัตวใหทรามและประณีต89 การ ไปเกิดในภพ 3 ทจ่ี ําแนกเปนภมู ิ 31 กรรมเปน ผูจัดสรรจาํ แนกไปท้ังสิ้น แตกรรมน้ันตางกันโดยเปน กรรมดบี า ง กรรมช่ัวบา ง กรรมดจี าํ แนกสตั วไ ปสูภพทสี่ งู กรรมชว่ั จําแนกไปสูภ ูมิตาํ่ เรอื่ งกรรมและ ผลของกรรมยังมีความละเอียดสลับซับซอนอีกมากในท่ีน้ีไมกลาวถึงรายละเอียด แตตองการเพียง แสดงใหเหน็ อทิ ธิพลของตณั หาอนั เปนเหตุใหทาํ กรรมเทา น้นั ประการสําคัญท่ีเก่ียวของอีกอยางหน่ึงคือ ตัณหาเกิดขึ้น มีอยูอยางไร คําตอบ ปญหานี้ ตองยอนไปศึกษากระบวนการแหงปฏิจจสมุปบาท จะพบวาที่มาข้ันปฐมจริงๆ ของตัณหา คือ อวิชชา ความไมรู เพราะจิตไมรูวาตัณหาเปนเหตุใหเกิดทุกขมากมาย จึงปลอยตนเองไปตาม อํานาจของตณั หาดังกลา ว ความดบั ทุกข (ทุกฺขนิโรธ) ความทุกขที่ไดศึกษามาแลวตามลําดับทั้งหมด มีสาเหตุเปนแดนเกิด เปนอยูไดเพราะมี ปจ จัยสนบั สนนุ ความดบั แหงทุกขนัน้ จะเกิดขน้ึ และเปนไปไดกท็ ํานองเดียวกนั คอื ตอ งมีสาเหตุให ดับและมีปจจัยสนับสนุนใหดับ สาเหตุแหงทุกขท่ีแยกกลาวไวขางตน (หนา 75) คือเหตุใกลและ เหตุไกล ความดับแหงทุกขจึงตองดับท่ีสาเหตุแหงความทุกขทั้งสองน้ัน แตสาเหตุแหงความดับ ทุกขนั้นสําคัญอยูท่ีการลงมือศึกษาใหรูความเปนจริงของความทุกข สาเหตุของความทุกข แลวลง มือปฏบิ ัตดิ วยการระวังไมใหส าเหตุแหงทกุ ขเกิดขนึ้ ได สาเหตแุ หงความทุกขท ่มี อี ยกู อ นแลวตอ งละ เสียใหได ตองทําสิ่งที่ตองทําเพ่ือขัดขวางไมใหสาเหตุแหงความทุกขใหมเกิดขึ้น และรักษาส่ิงท้ัง สามนนั้ ไวใหม น่ั คงตลอดไปดวยความเขมแขง็ และเด็ดเดย่ี ว ขอนาสังเกตในท่ีน้ีคือ ความทุกขและสาเหตุแหงความทุกขทั้งหลายน้ัน คนเราไมอยากให มันเกิดขึ้น แตมันก็เกิดขึ้น สวนความดับทุกข คนเราอยากใหมันเกิดข้ึน แตมันก็ไมคอยจะเกิดข้ึน คอื เกดิ ข้นึ ไดแสนยาก อีกประการหน่ึง ปญหาเก่ียวดวยความทุกขที่ศึกษามาแลวทั้งหมด สามารถรวมลงใน 3 ประเดน็ หลัก คือ 1. ความทกุ ขเ กี่ยวดว ยการดํารงชีวิต 2. ความทุกขเ กีย่ วดวยการเวียนวายตายเกดิ ในสังสารวัฏฏ 3. ความทกุ ขเ ก่ยี วดวยความเปลยี่ นแปลง 89 ม. อุป. 14/596/385.
98 1. ความทกุ ขเ กย่ี วดว ยการดาํ รงชีวิต ปญหาการดํารงชีวิต เปนปญหาท่ีสลับซับซอน หากไมรูจักวิธีแกปญหา ชีวิตจะมีแต ความผันผวน ทุกขรอนไมปกติสุข พุทธศาสนาเห็นความสําคัญของชีวิตในทุกระดับจึงเสนอวิธีแก และปองกันปญหาเร่ืองความทุกขในทุกระดับ โดยเฉพาะปญหาเร่ืองความทุกขในเรื่องการ ดํารงชีวิตประจําวัน มีวิธีแกปญหาที่พรอมมูล โดยอาจแยกเปนปญหาและอุบายเปนเคร่ืองปองกัน ปญหาไดดงั นี้ 1.1 ปญหาครอบครัว ปญหาครอบครัวในท่ีนี้หมายถึง ปญหาความรักระหวางกันของบุคคลในครอบครัว เชน ความรักระหวางสามี ภรรยา ความรักระหวางพอแมลูก ซ่ึงปญหาน้ีนับวาเปนปญหาพ้ืนฐาน ท่ีสุด ท้ังเปนปญหาท่ีเปราะบาง เปนมูลเหตุแหงความแตกแยก ปวดราว ระสํ่าระสาย ทุกขทรมาน ยุงยาก คับแคน ท้ังเปนปญหาท่ีจะมีผลเกี่ยวโยงไปถึงสังคมในโอกาสตอไปดวย สําหรับหลักธรรม ในการปอ งกนั ปญ หาเรื่องน้ีมชี ื่อเรยี กวา ฆราวาสธรรม 90 มอี งคประกอบ 4 อยางคอื 1) สัจจะ ความจริงใจตอกัน มีความไวเน้ือเชื่อใจกันในระหวางบุคคลในครอบครัว การ ปฏบิ ัตติ อ กันอยา งตรงไปตรงมาในทุกโอกาสและในทกุ สถานท่ี 2) ทมะ ความรูจักขมใจ ไมปฏิบัติตอกันดวยลุแกอํานาจกิเลส สมาชิกในครอบครัวมี ความเหน็ อกเหน็ ใจกนั รจู ักใหอภยั กนั เมื่อมีความบกพรองหรือมเี หตใุ หเกดิ โทษะ 3) ขันติ ความอดทน หมายถึง ความอดทนตอความตรากตรํา อดทนตอความลําบากและ อดทนตอความเจบ็ ใจ ซ่งึ อาจจะเกดิ ข้นึ ได เพราะเหตุใดเหตหุ น่งึ ท่ีเก่ียวเน่ืองกับสมาชิกในครอบครวั 4) จาคะ ความเสียสละ หมายถึง ความมีอัธยาศัยกวางขวาง รูจักแบงปนประโยชนสุขแก บุคคลอน่ื และรจู กั สละอารมณอันไมด ี ไมเปน คนเหน็ แกต วั เมือ่ บุคคลสามารถปฏิบัติตามหลกั ธรรมทั้ง 4 ประการนี้ไดครบสมบูรณ ปญหาความรักจาง ปญหาความไมเขาใจกันของสมาชิกในครอบครัวจะไมเกิดข้ึน ความเสียใจความระทมใจอันจะเปน เหตใุ หเกิดทกุ ขจ ะไมเกดิ ขนึ้ เปนการปองกันความแตกแยกภายในครอบครัวไมใ หเ กดิ ข้นึ ได 1.2 ปญหาทางเศรษฐกจิ 90 สํ. ส. 15/845/316.
99 มนุษยจะมีแตความรักความเขาใจกันระหวางบุคคลภายในครอบครัวอยางเดียวไมได เศรษฐกิจยังเปนปญหาสําคัญอีกประการหน่ึง มนุษยจะดํารงชีวิตอยูอยางมีปกติสุขได ตองมีฐานะ ทางเศรษฐกิจดี ครอบครัวท่ีจะมั่นคง ตองเปนครอบครัวท่ีมีภาวะทางเศรษฐกิจมั่นคง แมปญหา ความรกั ความสมัครสมานสามัคคีทก่ี ลา วมาแลวในขอกอนก็มีสวนสัมพันธกับปญหาทางเศรษฐกิจ น้ีดวย คือ ถาเศรษฐกิจภายในครอบครัวไมดี ความรักกันของบุคคลในครอบครัวก็ไมมั่นคง ความ ยากจน ความขาดแคลนเปนความเลวรายสําหรับมนุษย พุทธศาสนาไดเสนอหลักธรรมสําหรับ ปฏิบัติเพอ่ื ขจัดความเลวรา ยอันน้ีไวดังตอ ไปน้ี ก. สรางฐานะทางเศรษฐกิจใหม ่ันคง โดยปฏิบัติตามหลักทฏิ ฐธัมมิกัตถประโยชน โดยปฏิบตั ติ ามหลกั ธรรมอันเปน เง่อื นไข 4 ประการ คือ91 1) อุฏฐานสมฺปทา ถึงพรอมดวยความขยันหมั่นเพียรในการแสวงหา ทรพั ย เปน ผูตน่ื อยูเสมอ ไมเ ปน คนเกียจครา นทําการงาน ขจัดความเกียจครา นออกไปใหห มด 2) อารกฺขสมฺปทา ถึงพรอมดวยการรักษาทรัพยท่ีแสวงหามาไดแลวดวย ความเพียรน้ัน ไมปลอยปละละเลยตอสิ่งท่ีแสวงหามาไดแลว หม่ันดูแลรักษาใหใชประโยชนได นาน ไมป ลอ ยใหทรดุ โทรมไปโดยไมจาํ เปน 3) กลฺยาณมิตฺตา คบคนดีเปนมิตร รูจักเลือกคบคนท่ีเปนบัณฑิตมีความ ฉลาด สามารถแนะนาํ ในส่งิ ท่ีเปนประโยชน ชว ยปองกันอนั ตรายตา ง ๆ ไดต ามความสามารถ 4) สมชีวิตา เล้ียงชีพพอเหมาะแกฐานะทางเศรษฐกิจภายในครอบครัว ของตน รูจกั ประหยดั ไมใชจายฟมุ เฟอ ย สรุ ุย สุราย แตไมถึงกบั เปนคนตระหนฝ่ี ด เคือง เม่ือบุคคลดํารงตนอยูในหลักธรรมเหลาน้ีครบถวน ฐานะทางเศรษฐกิจ ภายในครอบครัวจะม่ันคง มีผลปรากฏเปนรูปธรรม นําความเจริญกาวหนามาให ปองกันและดับ ทุกขใ นระดับน้ีไดอยางมีผล แตผูปฏิบัติตามหลักธรรมทั้ง 4 ประการนี้ ควรมีหลักธรรมเปนเครื่อง สนบั สนนุ เฉพาะแตล ะหวั ขอดงั ตอไปนี้ หลักธรรมสําหรับอุดหนุนอุฏฐานสัมปทา ไดแก อิทธิบาท4 92 อันเปน หลกั ธรรมท่ีทําใหบ คุ คลประสบผลสาํ เรจ็ ในชีวิต อิทธบิ าท 4 นนั้ คอื ฉันทะ ความรักความพอใจในงานท่ีตนทําอยู ถายังไมมีความรักในงาน น้ัน ๆ ก็ตองพิจารณาใหเห็นประโยชนของการงานน้ัน แลวทําความรักใหเกิดข้ึนใหจงไดเมื่อความ รกั เกิดขน้ึ ในการงานน้ันแลว ตอ ไปความเพยี รพยายามจะเกิดขนึ้ 91 องฺ. อฏฐก. 23/145/294 92 อภิ. วิ. 35/505/292
100 วิรยิ ะ ความขยัน ความกลา ความองอาจ เม่ือมีความรักในการงานท่ีทําน้ัน แลว ตอไปทําความเพียร ความกลา ความองอาจใหเกิดข้ึนในการงานน้ัน ความเพียรจะนําบุคคล ไปสูความสําเร็จและลว งเลยความทกุ ขไปได จิตตะ ความเอาใจใส คือมีจิตใจจดจออยูกับการงานท่ีทํานั้น หมั่นเอาใจ ใสอ ยูเ สมอ ไมทอดธุระ ไมทอดท้งิ ความอาลยั ในการงานที่ตนตอ งทาํ และกําลงั ทาํ อยู วิมังสา หม่ันพิจารณาไตรตรอง คิดหาอุบายที่จะทําใหการงานสําเร็จ ลลุ ว งไปดว ยดีตามขน้ั ตอน ใชป ญญาขบคิดแกปญหาดวยอุบายอนั ฉลาด หลกั สําหรบั สนับสนนุ อารักขสัมปทาใหเปน ไปตามความมุง หมายเพ่ือให ทรัพยทห่ี ามาไดแ ลวม่ันคง เปน ประโยชนม ากทส่ี ุด มีดงั นี้ 1) รูจักเก็บ ไดแก รูจักเก็บสิ่งของทรัพยสินท่ีหามาได รูวาอะไรควรเก็บ ไวในทเ่ี ชน ไร แลวจะใชประโยชนไ ดน าน ใหประโยชนแ ละความสุขแกเ ราสูงสดุ 2) รูจักรักษา ไดแก การรูจักรักษา คุมครองทรัพยสมบัติไมใหเปน อนั ตรายไปโดยไมจ าํ เปน ตลอดถงึ การรจู ักทวงทรัพยท ่ีผูอ่ืนยืมไปใชคนื มา 3) รูจักปรับปรุงซอมแซมสวนท่ีสึกหรอไปจากการใชสอย หรือจากการ เสื่อมไปตามสภาพของมนั เอง 4) รูจักใช ไดแก การรูจักใชสอยทรัพยอุปกรณท่ีหามาไดแลวนั้น โดยใช อุปกรณใหเ หมาะกับการงานที่ตอ งทํา หลักธรรมสําหรับพิจารณา เลือกสรรบุคคลวาบุคคลเชนไรเปนกัลยาณมิตรและ บคุ คลเชน ไรเปน ปาปมิตร มีดังนี้ บุคคลทีเ่ ปนปาปมติ ร ไมควบคบและควรหลีกใหหา งไกล มลี ักษณะดังน9้ี 3 1) คนปอกลอก มีลักษณะใหสงั เกต 4 ประการ คอื - คิดเอาแตไดฝา ยเดียว - เสยี ใหนอย คิดเอาใหไ ดมาก - เม่อื มภี ัยแกตัว จึงรบั ทํากิจของเพื่อน - คบเพอื่ นเพราะเห็นแกประโยชนข องตัว 2) คนดแี ตพดู มลี ักษณะใหส งั เกต 4 ประการ คอื - เก็บเอาของท่ีลว งแลวมาปราศรยั 93 ท.ี ปาฏิ. 11/187/199.
101 - เกบ็ เอาของที่ยังไมมีมาปราศรัย - สงเคราะหด วยส่งิ หาประโยชนมิได - ออกปากพง่ึ ไมได
102 3) คนหวั ประจบ มีลกั ษณะใหสังเกต 4 ประการ คือ - จะทําชวั่ กค็ ลอยตาม - จะทาํ ดกี ็คลอยตาม - ตอ หนายกยอ งสรรเสริญ - ลับหลังพูดนินทา 4) คนชกั ชวนในทางฉบิ หาย มีลักษณะใหสังเกต 4 ประการ คอื - ชักชวนเสพส่งิ มึนเมาใหโทษ - ชกั ชวนเท่ียวกลางคืน - ชักชวนใหม ัวเมาในการเลน สนกุ ตา ง ๆ - ชักชวนเลนการพนัน ผูหวังความเจริญ ขจัดปญหา ปองกันทุกข ตองไมคบคนท่ีประกอบดวย ลักษณะเหลา นี้ไวเ ปนมิตร เพราะคนเหลาน้ีไมใชกัลยาณมิตร แลวเลือกคบคนท่ีดีไวเปนมิตร ซ่ึงคน ท่ีเปนมติ รแทแ ละควรคบมดี ังตอไปน้ี บุคคลท่คี วรควบ เปน กลั ยาณมิตร มีลกั ษณะดงั นี้94 1) มิตรมอี ปุ การะ มลี กั ษณะใหสงั เกต 4 ประการ คือ - ปองกัน เพื่อนบานผปู ระมาทแลว - ปองกันทรัพยสมบัติของเพ่ือนผปู ระมาทแลว - เมือ่ มภี ยั เกิดขึ้น เอาเปนทพี่ ึง่ พาํ นกั ได - เมื่อมธี รุ ะ ชวยออกทรพั ยใ หเ กนิ กวาทข่ี อความชวยเหลอื 2) มติ รรวมสุขรวมทุกข มีลักษณะใหส งั เกต 4 ประการ คอื - ขยายความลบั ของตนแกเพื่อน - ปกปด ความลบั ของเพ่อื นไมใ หแ พรงพราย - ไมละทิ้งในยามวบิ ตั ิ - สามารถเสยี สละชวี ิตแทนกันได 3) มิตรแนะประโยชน มีลักษณะใหสังเกต 4 ประการ คือ - หา มเพ่อื นทําความชว่ั - แนะนําใหเ พ่อื นต้งั อยูใ นความดี - ใหเพือ่ นฟงสิ่งทย่ี งั ไมเ คยฟง 94 อา งแลว ขอ 192 หนา 201.
103 - บอกทางสวรรคใหเ พื่อน 4) มติ รมคี วามรกั ใคร มีลักษณะสังเกต 4 ประการ คือ - ยามเพื่อนมที กุ ข กเ็ ปนทกุ ขด วย - ยามเพ่ือนมสี ขุ กม็ ีความสขุ ดวย - โตเถียงคนท่พี ดู ตเิ ตียนเพ่ือน - รับรองคนทพ่ี ูสรรเสรญิ เพอ่ื น บุคคลผูประกอบดวยคุณสมบัติเหลาน้ี จัดวาเปนกัลยาณมิตร เปนคนควรคบ สามารถชวยเหลอื บรรเทาทุกขบ ํารุงสุขแกเ พ่อื นได เปนบคุ คลที่หวังความเจริญควรจะแสวงหาและ เขา ใหใกลมากท่สี ดุ หลักธรรมสําหรับสนับสนุนสมชีวิตา คือ เลี้ยงชีวิตในทางท่ีชอบ ใชจายทรัพยให เกดิ ประโยชนไมใ ชใ หส น้ิ เปลืองไปโดยใชเหตุ มขี อปฏิบตั สิ นับสนนุ ดงั นี้ 1) เวนจากอบายมขุ คือทางแหงความเส่อื ม 4 ประการ 95 ไดแก - เวน จากความเปน นักเลงหญิง-ชาย - เวนจากความเปน นักเลงสรุ า หรอื นักเสพสง่ิ มนึ เมาใหโ ทษ - เวนจากความเปน นักเลงการพนัน - เวน จากการคบคนชั่วเปน มิตร 2) รูจักใชจายทรัพยใหเปนประโยชน โดยแบงทรัพยท่ีหามาไดแลว ออกเปนสวน ๆ เพือ่ ใชส อยดงั นี้ - สวนสาํ หรับเล้ยี งตนเองและครอบครวั ใหเปนสุข - สวนเล้ยี งเพื่อนฝูงใหเปน สขุ และเปน การผูกมิตร - สวนบาํ บัดอนั ตรายอนั อาจเกดิ จากสาเหตตุ าง ๆ - สว นทําพลีกรรม 5 อยางคอื (1) ญาติพลี สงเคราะหญ าติ (2) อตถิ พิ ลี ตอ นรบั แขก (3) ปพุ พเปตพลี ทําบุญอทุ ิศผูตาย (4) ราชพลี เสียภาษีบาํ รุงรฐั (5) เทวตาพลี ทําบญุ อุทศิ เทวดา - สวนบริจาคทานในสมณชีพราหมณผ ูประพฤติชอบประกอบดวยธรรม 95 องฺ. อฏฐก. 23/145/296.
104 ความดับแหงทุกขเพราะปญหาทางเศรษฐกิจ ยอมหมายถึงความมีปจจัยสําหรับ เล้ยี งชีพอยา งเพยี งพอสมบูรณ สภาวะเชน น้ันยอ มอยูใ นความหวังของคนทุกคน แตบ คุ คลทจ่ี ะบรรลุ ความสมหวังในสง่ิ นไ้ี ดตอ งประกอบดวยคณุ สมบัติดังท่กี ลาวมาแลวนน้ั ปญ หาทางสังคม มนษุ ยร วมตวั กันอยเู ปน สงั คมดว ยเหตุผลจาํ เปน และดวยเหตุผลทางธรรมชาติ คน แตละคนเปนหนวยหน่ึงของสังคม มีสิทธิและหนาท่ีในสังคมตามกฎระเบียบที่สังคมรวมกันวางใจ เพ่ือใหแตละหนวยของสังคมไดรับ และปฏิบัติไปอยางยุติธรรมพอสมควร แตเพราะมนุษยมีจิตใจ ตางกัน มีอัธยาศัยตางกัน มีกิเลสตางกัน มีกําลัง มีความสามารถตางกัน ปญหาตาง ๆ จึงเกิดขึ้นแก แตละหนวยของสังคม คือมนุษยแตละคน ซ่ึงปญหาน้ันมีมากมายหลายรูปแบบ จึงยากท่ีจะวาง กฎเกณฑอ ยางใดอยา งหนงึ่ เพื่อแกปญ หาใหไ ดทุกอยา ง สงั คมเองแตล ะสังคมก็ยงั มคี วามแตกตา งกนั ไปตามลักษณะภูมิประเทศและความนิยม จึงไมเคยมีกฎระเบียบใดในโลกท่ีสามารถนํามาใชไดกับ ทุก ๆ สงั คมในโลก พุทธศาสนา มองเห็นปญหาสังคมในแงตาง ๆ อันกอความทุกขความยุงยาก เดือดรอนแกบุคคลในสังคม จึงเสนอหลักเกณฑเพื่อบรรเทาความทุกขยากเดือดรอนนั้นไวอยาง กวาง ๆ แตมีประสิทธิภาพ สามารถใชไดกับสังคมและบุคคลในสังคมท่ัวโลกเปนหลักเกณฑสากล โดยแบง เปน ฝายท่ตี อ งละฝา ยที่ตอ งปฏิบตั ิดังน้ี ฝายท่ีตองละ เพ่ือการเคารพในสิทธิข้ันพ้ืนฐานของสมาชิกในสังคมและดับความ เดือดรอนหรือปองกันความเดือดรอนของสมาชิกในสังคม โดยการละเวนเหตุแหงความเดือดรอน น้นั 5 ประการ96 คือ 1) เวนจากการฆา การทําลาย การเบียดเบียนใหผูอื่นไดรับความสิ้นชีวิตหรือ เดือดรอนอยางเด็ดขาด เพ่ือเคารพใหเกียรติในสิทธิแหงการมีชีวิตอยูในสังคมและในโลกรวมกัน ทงั้ ปอ งกนั เหตุรา ยอนั เกิดจากความเคยี ดแคนของผูอ่ืนเพราะความท่ตี นถูกรังแกทํารายกอน 2) เวนจากมิจฉาชีพทุกชนิด เชน ลัก ฉอ โกง ฉกชิง วิ่งราว เปนตน ท้ังนี้ เพื่อ เคารพในสิทธิแหงการครอบครองทรัพยส นิ ของบคุ คลอื่นทเ่ี ขามาไดดวยความสุจริตยตุ ธิ รรม 96 องฺ ปณฺจก. 22/171/226.
105 3) เวนจากการประพฤติผิดในทางกาม คือ การลวงละเมิดในสตรีหรือบุรุษผูเปน ภรรยาหรือสามีของผูอ่ืน หรือเปนบุคคลตองหามดวยเหตุผลใด ๆ เพ่ือเคารพในสิทธิแหงการมี คูครองเปนหลักฐานตามกฎเกณฑข องสงั คมมนุษยผเู จรญิ ดวยวัฒนธรรมและอารยธรรม 4) เวนจาการพูดเท็จ เวนจากการพูดคุยแหยใหแตกความสามัคคี พูดคําหยาบคาย เชน คําดา คําลบหลูดูหม่ินเหยียดหยาม และคําพูดเพอเจอเหลวไหลไรสาระ เพ่ือเคารพในสิทธิแหง การไดรับขาวสารที่ถูกตองดีงามของสมาชิกในสังคม ท้ังเปนการสรางความซื่อตรงใหเกิดข้ึนและ สรา งความเช่ือมัน่ ใหเ กิดข้ึนระหวา งกนั 5) เวนขาดจากการเสพสิ่งมึนเมาใหโทษทุกชนิด อันเปนการบอนทําลายความ มั่นคงทางสังคม ขอน้ีพระพุทธเจาทรงแสดงความฉิบหายอันเกิดจากการเสพสิ่งมึนมาใหโทษอัน เปน สวนปจ เจกบุคคลไว 6 ประการ คือ97 - ทรัพยฉ ิบหายไปโดยไมจําเปน - กอความทะเลาะวิวาท - เกดิ โรค เชน โรคตบั แขง็ เปน ตน - ถกู ดหู มน่ิ ถูกตเิ ตียนจากบัณฑติ ชน - หมดความละอาย เพราะขาดสติสมั ปชญั ญะ - บั่นทอนกําลังสัญญา เพราะสมองเส่ือมสภาพดวยฤทธ์ิแหงความมึน เมา ใน 5 ขอท่ีตองละใหเด็ดขาดน้ี แตละขอเปนความดับทุกขเพราะปญหาทาง สังคมในแตละแบบ แตเมื่อรวมกันเขาแลวจะเปนความดับทุกขอันเปนมวลรวมของสังคมมนุษยได เปนผลวเิ ศษ เปน ความดับทีเ่ ยน็ และเปนความดับทส่ี งบ เพราะการดบั ทกุ ขดว ยวธิ ีการอยางน้ีไมเปน การกอ เวร ไมเปนทางแหงความพยาบาท นอกจากน้ี ในการบรรเทาทุกขท่ีเปนปญหาทางสังคมควร ละเวน จากพานชิ กรรม 5 อยาง คอื 98 1) การคา ขายเครอ่ื งประหาร 2) การคา ขายมนุษย 3) การคา ขายสตั วเปนสําหรับฆาเปน อาหาร 4) การคาขายเครือ่ งดองของเมา 5) การคา ขายยาพษิ 97 ท.ี ปาฏิ. 11/179/196. 98 องฺ. ปญจก. 22/177/196
106 การคาขายทง้ั 5 อยางนี้ ไมเปนขอบังคับตายตัวเหมือน 5 ขอขางตน แตถึงกระน้ัน ก็เปนการคาขายท่ีสรางปญหาขึ้นในสังคม บุคคลผูทําการคาขายอยางน้ีถือไดวาเปนผูกอเวร จะเปน โดยเจตนาหรอื ไมกต็ าม จึงเปน ขอท่ีควรละเวนโดยเด็ดขาดเชน เดียวกนั เราไดยินขาวอยูเสมอวา ในสังคมไทยเราปจจุบันมีการฆากันมาก มีการคาขาย มนุษย มีการคาขายสัตวเปน มีการคาขายเคร่ืองดองของเมา มีการคาขายยาพิษ และปญหาตางๆ ก็ ตามมามากมายจนรัฐไมสามารถแกปญหาลงใหเด็ดขาดได ผูนั้นก็เปนทุกขเดือดรอนอยูเปนประจํา มนุษยสัตวที่ถูกขายก็ไดรับความลําบาก ส่ิงท่ีถูกขายไปก็ไปเปนสิ่งที่ทําลายบุคคลอ่ืน ดังน้ัน ความ ดบั ปญ หาเหลา นน้ั ไดจ ะมขี ึ้นไดกต็ อเม่อื บคุ คลไดเลกิ สงิ่ เหลา นี้เสียอยา งเดด็ ขาดแลว เทานนั้ ข. สรา งเสรมิ คุณธรรม โรคตาง ๆ จะไมเกิดขึ้นแกบุคคล ถาหากวาบุคคลมีภูมิคุมกันท่ีดี ความ ทุกขก็เชนเดียวกัน ความทุกขจะไมเกิดแกบุคคล ถาหากวาบุคคลมีธรรมอันเปนภูมิคุมกันที่ดี การ สรางคุณธรรมใหเกิดขึ้นในตนจึงเทากับเปนการปองกันความทุกข ถาผูที่มีความทุกขอยูแลว คุณธรรมจะเปนเคร่ืองดับทุกขท่ีดีท่ีสุด ดังนั้น สังคมมนุษยจึงจําเปนตองสรางคุณธรรมเหลาน้ีให เกดิ ข้นึ ใหได เพ่อื ความดับ ความเย็น และความเสมอภาคทางสงั คม คุณธรรมเหลานนั้ คอื 1) สรา งกัลยาณธรรม 5 อยา ง 99 คอื - เมตตากรุณา ไดแก ความรักใครปรารถนาใหผูอื่นอยูเปนสุขและ คดิ ชวยเหลอื ผูอืน่ ใหพ น จากทกุ ข - สัมมาอาชีวะ ไดแก ความเล้ียงชีวิตในทางที่ชอบ ประกอบดวย ความสุจรติ กาย วาจา ใจ - สทารสันโดษ ไดแก ความยินดีพอใจเฉพาะในภรรยา-สามีของ ตนเทา น้ัน - สัจจะ ไดแ ก ความมสี ัตยตอ ตนและคนอนื่ - สติ ไดแก ความระลึก 2) สรางสังคหวัตถุ 4 ประการ 100 อันไดแก ธรรมเปนเครื่องยึดเหน่ียว น้ําใจของบุคคลในสงั คมไวใหเปนมติ รกันอยเู สมอ คอื 99 สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส, เบญจศลี เบญธรรม, (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพม หาม กุฏราชวทิ ยาลัย, 2521) หนา 60. 100 องฺ. จตกุ ฺก. 21/32/42.
107 - ทาน การใหปนสิ่งของของตนแกคนที่ควรใหปน เปนการ เอือ้ เฟอเผ่ือแผ - ปยวาจา การพูดจาปราศรัยไพเราะชวนฟง เปนเหตุใหนารัก นา เคารพนบั ถือ - อัตถจรยิ า ประพฤติแตส ิ่งท่ีเปน ประโยชน ไมกอโทษแกใคร ๆ - สมานัตตตา วางตนเปนคนเสมอตนเสมอปลาย ไมทําใหเปนคนที่ บุคคลอ่นื ปฏิบตั ิตอดว ยลําบาก เชน คนย้ิมแยมแจมใสอยเู สมอ ขอควรละเวนและขอควรปฏิบัติเหลาน้ี เปนหลักธรรมสําหรับปองกัน และขจัดความทกุ ขท ม่ี าจากปญ หาทางสงั คม สวนวธิ ีการปลีกยอยอ่ืน ๆ สามารถศึกษาไดจากคัมภีร ทางพระพทุ ธศาสนา ปญหาทางครอบครัวก็ดี ปญหาทางเศรษฐกิจก็ดี ปญหาทางสังคมก็ดี ปญหาทางสังคมก็ดีเปนส่ิงท่ีเกิดข้ึนอยางมีสาเหตุ ความดับปญหาเหลาน้ันจะมีไดก็ตองดับที่สาเหตุ ปญ หาเหลา นั้นสรางความทุกขใ หแ กบ คุ คลทัง้ ๆ ที่บุคคลไมตอ งการ เพราะสัตวทุกจําพวกไมเฉพาะ แตมนุษยรกั สขุ เกลยี ดทกุ ขด วยกันท้ังส้ิน การปองกันและดับทุกขเพ่ือความสุขสงบรมเย็น จะมีข้ึน ไดดวยการปฏิบัติตามหลักการเหลาน้ี ผูหวังความดํารงชีวิตอยูอยางเปนสุขจึงควรดําเนินชีวิตไป ตามหลักการนี้ 2. ความทุกขเก่ยี วดว ยความเวยี นวายตายเกดิ ในสังสารวัฏฏ ในตอนวาดวยความทุกขและตอนวาดวยสาเหตุแหงความทุกข ไดกลาวถึง รายละเอียดของสภาพตาง ๆ มาพอสมควรแลว มาถึงตอนวาดวยความดับทุกขนี้ จะตองอางถึง สภาพนั้นๆ บางตามความจําเปน ทั้งน้ี เพ่ือเปนการอางอิงหลักฐานในการเสนอแนวทางแหงความ ดบั ทุกขใหเ หน็ ภาพชดั ขึน้ ความทุกขท่ีเกี่ยวดวยความเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฏฏนี้ เปนผลของอวิชา ตัณหา อุปาทาน อันเปนสวนของกิเลสวัฏฏ และกรรม อันเปนสวนของกัมวัฏฏ ความดับทุกขใน ระดบั น้ี เมอ่ื ดับไดจึงเปนความดับอยางเด็ดขาด และแนนอนท่ีสุด ความดับทุกขในระดับนี้เปนเร่ือง ยากมาก มูลเหตุของความทกุ ขระดับน้เี ปน เรื่องละเอียดออน ความดับแหงมูลเหตุนั้น จะเกิดขึ้นไดก็ ตอ งใชความพยายามอยา งมาก ผไู รค วามพยายามจะไมสามารถดับความทุกขใ นระดบั นี้ไดเลย เมื่อวาตามหลักแหงวัฏฏะคือ วน 3 อัน ไดแก กิเลสวัฏฏ กัมวัฏฏ และวิ ปากวัฏฏ ความดับทุกขจะมีไดก็ตองดับที่กิเลส เพราะเมื่อกิเลสเกิดขึ้นแลวเปนเหตุใหทํากรรม กรรมที่ทําแลวใหผลเปนวิบาก วิบากน้ีเปนผลกรรมที่ทําไปดวยอํานาจกิเลส จึงเปนผลที่เศราหมอง
108 ไมบ ริสทุ ธิ์ จงึ เปนสาเหตุใหเกดิ กิเลสตอ ไปอกี วนเวยี นไปอยา งนไี้ มม ีทส่ี ิน้ สุด แตเ มอ่ื ดบั กิเลสลงได เด็ดขาด แมทํากรรมอะไรลงไป กรรมท่ีทําลงไปก็เปนกรรมที่ไมเศราหมอง เพราะกรรมน้ันไมได ถูกทําลงไปดวยอํานาจกิเลส กรรมที่บริสทุ ธ์ไิ มเ ศรา หมอง เพราะกรรมนนั้ ไมถ กู ทําลงไปดวยอํานาจ กิเลส กรรมท่ีบริสุทธิ์ไมเศราหมองยอมใหผลที่บริสุทธ์ิ ไมเศราหมอง เมื่อผลเปนผลบริสุทธ์ิไม เศราหมอง จิตท่ีเปนผูทํากรรมก็เปนผูบริสุทธิ์ไมเศราหมอง ดังนั้น จิตที่บริสุทธ์ิไมเศราหมองบวก กับกรรมที่บริสุทธิ์ไมเศราหมอง ผลที่ออกมา คือ ความบริสุทธิ์อยางยิ่ง และความบริสุทธิ์อยางย่ิง ยอ มหมายถึง ความดับทกุ ขใ นท่ีนี้ ในการท่ีบุคคลทํากรรมไปดวยอํานาจกิเลสแลวมีผลเปนทุกข กับบุคคลผูไมมี กิเลสทํากรรมแลวมีผลไมเปนทุกขนี้ เราอาจหาตัวอยางที่เปนปจจุบันศึกษาไดยาก และอาจจะหา ไมได เพราะสภาวะจิตใจของคนเราน้ันไมอาจวัดกันได บุคคลหนึ่งไมอาจรูสภาพจิตใจของบุคคล อนื่ แตบ ุคคลผูทํากรรมและเปนผูรับกรรมยอมรูตนเองไดวาตนทํากรรมอยางไรแลวมีผลใหตนเปน ทุกขเดือดรอนอยางไร แตแมอยางนี้ก็ยังเปนเพียงพลท่ีเกิดข้ึนในภพชาติปจจุบันเทานั้น ยังไมใชขอ พิสูจนที่เด็ดขาด เพราะขอพิสูจนอยางนี้เปนเพียงมาตรฐานเบ้ืองตนเทานั้น ความทุกขที่เปนไป วัฏฏะนั้น หมายถึง ความทุกขขามภพขามชาติ ดังน้ัน จึงมีทางเดียวท่ีเราพอจะศึกษาความแตกตาง อนั น้ไี ด คือการเปรียบเทียบ ซึ่งในทน่ี จ้ี ะเปรียบเทยี บใหเหน็ ดังน้ี
109 มกี เิ ลส บุคคล ทํากรรมเศราหมอง ไมม กี เิ ลส มวี บิ าก(ผล) ทาํ กรรมบรสิ ุทธิ์ เศราหมอง มีวบิ าก(ผล) มีผลใหไ ปเกดิ อีก บริสทุ ธ์ิ ในภพใหม ไมม ผี ลใหไปเกดิ อีก มกี เิ ลสอีกและ ในภพใหม เปน ทกุ ขตอ ไป ไมมกี ิเลสแลว เปน ทกุ ขอยางยิง่ ความทุกขด บั เปนสขุ อยา งยง่ิ รวมความวา ความดับทุกขตามแนววัฏฏะตองดับท่ีกิเลสวัฏฏ เม่ือดับกิเลสไดแลว แมการทํากรรมจะยังมีอยู ผลกรรมน้ันก็จะไมมีผลใหตองเวียนวายตายเกิดอีก เปนอันดับความทุกข เสียได ตามหลักอริยสัจ ตณั หา 3 ประการคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เปนสาเหตุ แหงความทุกข และความดับตัณหาทั้ง 3 ประการน้ีได จัดเปนความดับทุกข จึงมีปญหาวาจะดับ
110 ตณั หาท้ัง 3 ประการนี้ไดที่ไหน คําตอบปญหานี้ก็คือ ดับ ณ ท่ีเกิด ตัณหาเกิด ณ ที่ไหน ก็ตองดับไป ณ ทน่ี นั้ ในมหาสติปฏฐานสูตรนั่นเอง101 ตอนอธิบายถึงนิโรธสจั ทรงแสดงความไวว า ดกู รภิกษุทั้งหลาย ก็ทกุ ขนโิ รธอริยสัจเปนไฉน? ความสํารอก ความดบั โดยไมเหลอื ความสละ ความสง คืน ความปลอ ยวาง ความไมอ าลัยในตัณหานนั้ กต็ ัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละยอมละเสียไดท่ีไหน? เมื่อจะดับยอมดับไดในที่ไหน ท่ีใดเปนท่ีรักที่เจริญ ใจในโลก ตัณหาน้ัน เม่ือบุคคลจะละ ยอมละเสียในที่นี้ เมื่อจะดับ ยอมดับเสียไดในที่น้ี อะไรเปน ทร่ี ักที่เจริญใจในโลก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เปนที่รักท่ีเจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละธรรมารมณ เปนท่ีรักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เม่ือบุคคลจะละยอมละเสียไดในที่น้ี เม่ือจะดับ ยอมดับ ในทน่ี ี้ จักขุวิญญาณ.....มโนวิญญาณ, จักขุสัมผัส.......มโนสัมผัส, จักขุสัมผัสสชาเวทนา... มโนสัมผัสสชาเวทนา, รูปสัญญา....ธัมมสัญญา, รูปสัญเจตนา......ธัมมสัญเจตนา, รูป ตัณหา...ธัมมตัณหา, รูปวิตก......ธัมมวิตก, รูปวิจาร...ธัมมวิจาร เปนที่รักท่ีเจริญใจในโลก ตัณหา เม่อื บุคคลจะละ ยอ มละเสยี ไดใ นที่น้ี เมอ่ื จะดบั ยอมดบั ไดใ นท่นี ี้ ดูกรภิกษทุ ้ังหลาย อนั น้ีเรยี กวา ทกุ ขนโิ รธอรยิ สจั ขอท่ีเปนปญหา ของความดับทุกขจริง ๆ น้ัน ไมใชความยากลําบากในการปฏิบัติ เพื่อความดบั ทกุ ข แตอยูท่ีบุคคลไมสามารถมองเห็นทุกข จากขอความในมหาสติปฏฐานน้ัน แสดง เพียงท่ีดับของตัณหาเทานั้น อันหมายถึง ตัณหาไดเกิดขึ้นแลว มีแลว ปรากฏอยูแลว และบุคคลผูรู แลว เห็นแลว วาตัณหาเกิดและมีอยูท่ีน่ัน เม่ือใครจะดับก็ตองดับท่ีน่ัน การท่ีบุคคลมีความตองการ จะดับตัณหาก็เพราะเขารูวา ตราบใดที่ยังมีตัณหา มีความยินดีเพลิดเพลินพอใจติดอยูในโลกธรรม ดวยอํานาจแหงตัณหา เขาก็ไมสามารถจะลวงพนความเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฏฏได ผูรูเห็น ไดอ ยา งน้ยี อ มหวังความดับแหง ตณั หา บุคคลที่นับวามีปญหา คือบุคคลท่ีไมสามารถมองใหเห็นปญหาน้ีได เขามองไม เห็นวาตัณหาคือความยินดี ความพอใจ ความเพลิดเพลิน ความติด ความยึดติดในอารมณภายนอก ภายใน ในอิฏญารมณตาง ๆ ในโลกธรรมนั้น เปนสาเหตุแหงความทุกข ความเดือดรอนในปจจุบัน เปนสาเหตุแหงความทุกขความเดือดรอน เพราะการตองเวียนวายตายเกิดจนหาท่ีสุดมิได บุคคล เหลานี้ กอนจะคิดดับตัณหาตองคิดทําความรูจักกับตัณหาเสียกอน กลาวอีกนัยหนึ่งก็คือ ตองทํา 101 ที. มหา. 10/298/345.
111 ปญญาใหเกิดข้ึนจนพอที่จะมองเห็นปญหาเหลาน้ีได เม่ือปญญาเกิดขึ้น เห็นความทุกขยากลําบาก เห็นความจริงของกฏแหงสังสารวัฏฏ เมื่อนั้น ความอยากพน ความอยากออกจากสังสารวัฏฏจึง เกิดข้นึ มาถึงน้ีทําใหไดแงคิดวา ความดับแหงตัณหากับความดับแหงอวิชชาน้ันตองไป ดวยกันตองดําเนินไปพรอม ๆ กัน เพราะหากวิชชา หรือปญญาไมเกิดขึ้น อวิชชาก็ยังไมดับ เม่ือ อวชิ ชายังไมดับ ความเหน็ โทษในส่ิงทง้ั หลายก็เกิดขึน้ สมบรู ณไมไ ด ตามแนวแหงปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจาทรงเนนไปท่ีอวิชชาวา เปนตนเหตุแหง ความทุกขท้ังปวง เมื่ออวิชชายังมีอยู ความเกิด ความแก ความเจ็บ ความตายก็ยังมีอยู แตเพราะ อวิชชาดับ ทุกสิ่งทุกอยางในกระบวนการแหงปฏิจจสมุปบาทก็ดับลงไปตามกัน ดังที่ทรง แสดงปฏจิ จสมุปบาทสายดับไวด ังน้ี เพราะอวิชชาดบั สังขารจึงดบั เพราะสังขารดบั วิญญาณจึงดบั เพราะวญิ ญาณดบั นามรูปจึงดับ เพราะนามรปู ดับ สฬายตนะจึงดบั เพราะสฬายตนะดับ ผสั สะจึงดับ เพราะผัสสะดบั เวทนาจึงดบั เพราะเวทนาดบั ตณั หาจงึ ดบั เพราะตัณหาดบั อุปาทานจงึ ดับ เพราะอปุ าทานดบั ภพจงึ ดบั เพราะภพดับ ชาติจงึ ดับ เพราะชาติดับ ชรา – มรณะ – โสกะ – ปริเทวะ – ทุกขะ – โทมนสั - อุปายาส จึงดบั ไดกลาวมาแลววา อวิชชา เปนกิเลส เปนพวกเดียวกับตัณหาและอุปาทาน เมื่อจะ เกดิ จะดบั กต็ องไปดว ยกัน หรือเมอื่ สิ่งหนง่ึ เกดิ อีกสงิ่ หน่งึ กต็ องเกดิ เมอื่ สง่ิ หนึง่ ดับ อีกสงิ่ หนงึ่ กต็ อ ง ดับ เพราะเปนพวกเดียวกัน ดังนั้น การแสดงธรรมของพระพุทธเจาบางคราวทรงชี้แนะใหดับ สังสารวัฏฏที่ตัณหา แตบางคราวทรงชี้แนะใหดับที่อวิชชา ท้ังน้ีก็สุดแลวแตอัธยาศัยของผูฟง คือ เม่ือพระองคทรงพิจารณาเห็นแลววาบุคคลน้ีฟงธรรมอยางไรแลว สามารถเขาใจแทงตลอดไดใน ธรรมทีฟ่ ง พระองคก จ็ ะทรงแสดงไปตามนนั้ ดว ยหวังประโยชนแ กผ ฟู ง เปนเบอื้ งหนา เมื่อพิจารณาตามแนวปฏิจจสมุปบาทสายดับน้ีรวมกับขอท่ีวา “ธรรมเหลาใด เกิด แตเหตุ พระพทุ ธเจาทรงแสดงเหตุแหงธรรมเหลา นน้ั และความดับแหงเหตุ แหง ธรรมเหลานนั้ พระ
112 มหาสมณะ เปน ผูม ปี กตกิ ลาวอยางนี”้ 102 ทาํ ใหเ หน็ วา แทจรงิ แลว ความดับแหงสังสารทุกข ตองดับ ทีอ่ วชิ ชาเทา นน้ั อยางไรก็ตาม เราไดความในที่น้ีวา ความดับแหงทุกข ตองดับท่ีกิเลส อันไดแก อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เม่ือกิเลสดับไปแลว กรรมอันไดแก สังขาร และภพ(กรรมภพ) ท่ียังเปนไป อยูก็เปนกรรมที่ไมเศราหมอง เปนกรรมสะอาดบริสุทธิ์ เม่ือกรรมบริสุทธ์ิ วิบาก คือ วิญญาณ นาม รูป อายตนะ ผสั สะ เวทนา ทีย่ งั เหลอื อยูก็เปน สวนบรสิ ทุ ธ์ไิ ปดวย มีมติในช้ันหลัง ๆ กลาวถึงความดับแหงปฏิสัจจสมุปบาทน้ีไววา เม่ืออวิชชาดับ สวนที่เหลือทั้งหมดก็ดับลงพรอมกัน ไมไดมีส่ิงใดเปนไปกอนหรือหลังกวากัน103 ขอนี้มีปญหาวา สวนกิเลสวัฏฏ คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน จะดับลงพรอมกับสวนวิบากวัฏฏ คือ วิญญาณ นามรูป เปนตน ไดอยางไร เพราะถากิเลส กรรม วิบาก ดับลงพรอมกันแลว ผูที่บรรลุอรหัตตเปนพระ อรหันตก็ตองดับลงพรอมกันดวย คือ ตองถึงอนุปาทิเลสนิพพาน ในขณะเดียวกันกับท่ีกิเลสดับ น่นั เอง และถา เปนเชนนั้น พระพทุ ธเจาเองกไ็ มอาจเสดจ็ เที่ยวส่ังสอนมหาชนอยูไดถึง 45 ป ตามท่ีมี ผูบันทึกไวในคัมภีร เพราะพระองคจะตองดับขันธปรินิพพานลงพรอมกับที่พระองคดับกิเลสได นน่ั เอง แตค วามจริงไมไ ดเ ปน เชนนัน้ เลย การท่คี ําสอนของพระพทุ ธองคป รากฏอยูมากมายนั่น เปน เครื่องแสดงวาพระองคยังมีพระชนมอยูภายหลังจากบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแลวจริง การที่พระองคยังมีพระชนมอยูน้ัน ก็เปนเคร่ืองยืนยันวา อยางนอยท่ีสุด นามรูป อายตนะของ พระองคยังมีอยู ไมไดดับไปพรอมกับอวิชชาเลย ในที่นี้จึงขอกลาววา เม่ือดับกิเลส คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ได กรรมท่ียังมีเปนกรรมบริสุทธ์ิ กรรมนี้จะกลาววาเปนกรรมดีหรือกรรมช่ัวก็ ไมได กลาวไดแตเพียงวาเปนกรรมบริสุทธิ์เทาน้ัน เมื่อกรรมบริสุทธิ์ ความเกิดในภพใหมก็ไมมี และความทุกขเพราะชาติ คือ ความเกิดในภพใหมก็ไมมี กรรมบริสุทธ์ิน้ีพุทธพจนแสดงวากรรมไม ดาํ ไมขาว ผลหรือปรากฏการณภายหลังความดับแหงกิเลสน้ี เรียกวา นิพพาน แปลวา ธรรม ท่ีพนจากกิเลสเครื่องรอยรัด ซึ่งมี 2 ลักษณะ ไดแก สอุปาทิเลสนิพพาน(ความพนจากกิเลส เปน เคร่ืองรอยรัดที่ยังมีเบญขันธเหลืออยู)และอนุปาทเลสนิพพาน(ความพนจากกิเลสเปนเครื่องรอยรัด ท่ีไมมีเบญจขันธเ หลืออย)ู นพิ พาน มคี ณุ นามทคี่ วรทราบดังน้ี104 102 วิ. มหา. 4/65/74. 103 เดอื น คาํ ดี, พทุ ธปรัชญา, (กรุงเทพฯ: ภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร, 2528) หนา 32. 104 มลู นิธิ แนบ มหานีรานนท, คมู ือการศกึ ษาพระอภธิ มั มัตถสงั คหะ, ปริเฉทท่ี 6, (กรุงเพทฯ: อกั ษร ธเนศวรการพมิ พ, 2527), หนา 118.
113 1) อเสสวิราคนโิ รโธ เปน ธรรมทด่ี ับทกุ ขโดยพน จากราคะโดยไมมเี ศษเหลอื 2) อเสสภวนิโรโธ เปนธรรมทด่ี บั ภพไมมเี ศษเหลือ 3) จาโค เปน ธรรมท่ีสละจากตัณหาท้งั ปวง 4) ปฏนิ ิสฺสคฺโค เปนธรรมท่ีพน จากภพตาง ๆ 5) มตุ ตฺ ิ เปนธรรมที่พนจากกเิ ลส 6) อนาลโย เปน ธรรมทีไ่ มม ีความอาลยั 7) ราคกฺขโย เปน ธรรมทส่ี ้นิ ราคะ 8) โทสกฺขโย เปนธรรมท่สี น้ิ โทสะ 9) โมหกโฺ ย เปนธรรมที่สน้ิ โมหะ 10) ตณฺหกขฺ โย เปนธรรมทีส่ ิ้นตัณหา 11) อนุปปฺ าโท เปน ธรรมทดี่ ับขันธท ง้ั 5 12) ปวตตฺ ํ เปน ธรรมท่ีดบั นามรูป 13) อนิมิตตฺ ํ เปนธรรมที่ปราศจากสงั ขารนมิ ิต 14) อปปฺ ณหิ ิตํ เปน ธรรมทปี่ ราศจากความตองการ 15) สุญญตํ เปนธรรมท่ีสูญ(วาง) จากทกุ ขไดโดยสน้ิ เชิง 16) อปปฺ ฏิสนฺธิ เปนธรรมท่ไี มมีการเกิด 17) อนปุ ปฺ ตตฺ ิ เปนธรรมทีไ่ มมีที่ไป 18) อนายูหนํ เปนธรรมทไี่ มม คี วามพยายาม 19) อชาตํ เปน ธรรมทไี่ มมคี วามเกิด 20) อชรํ เปนธรรมทีไ่ มมีความเจ็บไข 21) อพยาธิ เปนธรรมท่ไี มมคี วามเจบ็ ไข 22) อคติ เปน ธรรมทไ่ี มมีคติ 23) อมตํ เปนธรรมทไ่ี มม คี วามตาย 24) อโสกํ เปน ธรรมท่ไี มม คี วามโศก 25) อปริเทวํ เปนธรรมท่ไี มม กี ารรอ งไห 26) อนุปายาโส เปน ธรรมทไ่ี มม กี ารรา่ํ ไรราํ พนั 27) อสงกฺ ิลฏิ ฐํ เปนธรรมท่ไี มม คี วามเศรา หมอง 28) อสงขฺ ตํ เปนธรรมทไ่ี มม ปี จ จัยปรงุ แตง 29) นิวานํ เปน ธรรมทพ่ี นจากเครอ่ื งรอยรัด 30) สนตฺ ิ เปน ธรรมทส่ี งบจากทุกขทง้ั ปวง
114 นิพพาน เปนที่เช่ือไดวามีอยูจริง เพราะอาศัยคุณธรรมของทานท่ีไดบรรลุถึง นิพพานแลว โดยท่ที านเหลานั้นไดทํานิโรธสัจใหแจง หรือรแู จงแทงตลอดนน่ั เอง 3. ความทกุ ขเกย่ี วดว ยความเปล่ยี นแปลง ปญหาประการสุดทายเก่ียวดวยความดับทุกข คือ ปญหาวาดวยเร่ืองความทุกขท่ี เกยี่ วดวยความเปลีย่ นแปลงนี้ นับวาเปนปญหาเร่อื งความทุกขท่ไี กลท่สี ดุ เราสามารถเรียนรูปญหานี้ ไดวา ทุกสิ่งทุกอยางไมเที่ยง ทุกส่ิงทุกอยางเปนทุกข แตเราไมสามารถรูสึกไดวาทุกส่ิงทุกอยางไม เท่ียง ทุกส่ิงทุกอยางเปนทุกขอยางไร เพราะความไมเท่ียง ความเปล่ียนแปลงไมมีความเจ็บปวด ไม มีความเศรา โศก ความรํ่าไรรําพนั ใด ๆ ปรากฏ เราทราบมาแลววา อนิจฺจํ คือความไมเที่ยงหรือความเปลี่ยนแปลงอันเปนสาเหตุ ของ ทุกขํ คอื ความเปน ทุกขช นิดน้ี เปนสิ่งทมี่ ีอยปู ระจําในธรรมชาติ ไมว าส่งิ ท่เี ปน รูปธรรมหรือส่งิ ท่ีเปนนามธรรม ไมวาอุปาทินนกสังขารหรืออนุปาทินนกสังขารมีภาวะ คือ อนิจฺจํ และทุกฺขํ นี้ ครองอยูท ุกกาลสมัย พระพุทธเจาจะอบุ ตั ิขึน้ ในโลกหรอื ไมก ต็ าม ภาวะอนั นมี้ อี ยูเ ปน ประจาํ ตอ เนอื่ ง ไมขาดสาย ความไมเท่ียงของสังขารไมขึ้นอยูกับการตรัสรูของพระพุทธเจา แตพระพุทธเจาตรัสรู แลว นําความจริงทมี่ อี ยใู นธรรมชาติมาบอกตามความเปน จริงเทาน้นั ดังนั้น สามารถกลาวไดวา สิ่งหน่ึงที่มีความไมเปลี่ยนแปลงคือ ความเปล่ียนแปลง ความไมเท่ียงหรือความเปล่ียนแปลงน้ี จะคงอยูตลอดกาล ดวยเหตุนี้ เราไมอาจดับความ เปลี่ยนแปลงของส่ิงอนื่ ๆ ในธรรมชาตไิ ด แตเราสามารถดับความเปลย่ี นแปลงไดเฉพาะสวนน่ันคือ ผูหวังจะดับความไมเท่ียงหรือความเปล่ียนแปลงตองดับท่ีตนเองเทานั้น ท่ีตัวของเราเองนี้มีสภาวะ ตาง ๆ ใหดับอยูพรอมมูลแลวทั้งรูปธรรม ท้ังนามธรรม เราสามารถดับมันในที่น้ีไดและความดับ แหงรูปธรรมและนามธรรมของเราแตละคนจะมีไดก็ตอเม่ือเราดับกิเลสไดหมดดับอุปาทานขันธ 5 เสยี ไดโดยสิ้นเชงิ สงั ขารท้งั ปวงดงั ลงเหลืออยูแตว ิสังขาร ความเขาถึงภาวะอยางน้ี มีขึ้นไดดวยหลักการและวิธีการอยางเดียวกันกับความ ดับทุกขที่ไดกลาวถึงแลวในขอท่ีวาดวย ความดับทุกขในอริยสัจ แตพึงเขาใจวา ความดับลงแหง ความทุกขในไตรลักษณนี้จะมีอยางสมบูรณก็ตอเมื่อบุคคลไดเขาถึงภาวะที่เรียกวา อนุปาทิเสสนิ พพานแลว เทา น้ัน
115 ทางใหถงึ ความดับทกุ ข (ทกุ ฺขนโิ รธมินีปฏปิ ทา) ในบทท่ี 2 นก้ี ลาวถึงปญ หามาแลว 3 ประการ คือ ความทกุ ข สาเหตุแหงความทุกข และความดับทกุ ข บดั นี้ ถงึ ปญ หาขอสดุ ทายทีจ่ ะกลาวถึงในบทน้คี ือ ทางใหถ ึงความดับทุกข ซ่ึงเปน ปญหาทถ่ี อื วาสาํ คญั ท่ีสุด ในการกลาวถึงทางใหถึงความดับทุกข จําเปนตองยอนไปศึกษาวา สาเหตุแหง ความทุกขม ีอะไรบา ง ในปญหาน้จี ะพบวา สาเหตุแหงทุกขมี 3 อยางคอื 1. ความขาดแคลนปจ จัยในการดาํ รงชวี ิตประจําวัน 2. กิเลส คอื อวิชชา ตัณหา อุปาทาน 3. ความเปลีย่ นแปลง ความไมคงทนถาวรแหง สงั ขารท้งั ปวง ใน 3 ประเด็นปญหาน้ี ปญหาแรก เราสามารถกลาวไดอยางชัดเจนวา ไมมีทางใด ๆ สําหรับดับความทุกขระดับนี้ได แตก็มีทางสําหรับบรรเทาชั่วคราวได โดยการนําเอาหลักธรรม สาํ หรบั บรรเทาทุกขม าปฏบิ ัตอิ ยางจรงิ จงั จนตลอดชีวติ เทาน้ัน หลักธรรมสาํ หรบั เปน เครอ่ื งบรรเทาความทุกขในระดับนี้มีหลายประการ อันสรุป ลงเปนแนวไดดงั น้ี หลักแหงการสรางฐานะทางเศรษฐกิจ เปนหลักธรรมสําหรับแสวงหาทรัพยมาใช สอยใหเพียงพอสําหรับการดํารงชีวิตประจําวัน คือ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชนที่กลาวถึงมาแลวใน ตอนตน วา ดวยความดบั ทกุ ข รายละเอียดในการปฏิบัติตามหลักธรรมขอน้ี ไดกลาวไวแลวในตอนวาดวยความ ดับทุกขเชนกัน ในที่น้ียกมาอีกเพื่อแสดงเนนวา หลักธรรมเหลานี้เปนทางสําหรับดับความทุกข เพราะภาวะขาดแคลนปจจัยเครื่องดํารงชีพในชีวิตประจําวันเทาน้ัน จะเห็นวา หลักธรรมทั้ง 4 ขอนี้ เปนหลกั ทีต่ องลงมอื ปฏิบัติอยางจริงจงั เทา นน้ั จึงจะเกดิ ผลจริง สันโดษ แปลวา ความยินดีดวยสิ่งของ ๆ ตน ความยินดีในส่ิงที่ตนมีอยูแลว ความ ยนิ ดีโดยสมํา่ เสมอ โดยความหมายคือ ความไมโลภอยากไดเกินไป เปนหลักธรรมอีกขอหนึ่งสําหรับ เปน ทางบรรเทาทกุ ขใ นชวี ติ ประจาํ วนั ไดแ นนอน สันโดษนนั้ มี 3 ลกั ษณะ คอื 1. ยถาลาภสันโดษ ความยินดีในทรัพยตามที่มีความสามารถแสวงหามาไดไม อยากไดเ กนิ ไปกวา น้ัน
116 2. ยถาพลสันโดษ ความยินดีในทรัพย ตามกําลังที่หามาได ไมปรารถนาทรัพยจน เกินกําลังความสามารถของตน 3. ยถาสารูปปสันโดษ ความยินดีในทรัพยตามท่ีเหมาะสมแกฐานะของตน ไม อยากไดจนเกินฐานะ เมื่อเพงพึงสาระสําคัญของหลักธรรม คือ สันโดษ ก็ไดแก ความไมอยากได จนเกินไป ความไมโลภจนเกินไป ความไมมัวเมาอยูในความโลภจัด เพราะอาการเหลานี้ลวนสราง ความพรองขึ้นมาในใจของบุคคลอยูเปนนิตย ความพรองแหงใจจัดเปนความทุกข แตมีหลักธรรม คือ สันโดษ สามารถบรรเทาความพรองอันนี้ได เพราะมีความรูสึกพอ และยินดีกับสภาพที่เปน ท่ีมี อยนู นั้ แลวอยา งรูเทา ทัน มตฺตญญตา ความรูจักประมาณ หมายถึง ความรูจักคําวา “พอ” ความรูจักคําวา “เหมาะ” ความรจู ักคําวา “ด”ี ความรจู ักคาํ วา “พอ” อันดบั แรก หมายถึง รจู กั ยบั ย้ังความอยากได ความปรารถนา ความตองการที่เกินกําลัง เกนิ ฐานะ เกนิ ความสามารถ และเกินเหตุอนั ควร ความรูจักคําวา “เหมาะ” อันดับท่ีสอง หมายถึง ความรูจักถึงความเหมาะสม เพียงใด ตัวอยางเชน เสื้อที่ใหญไปหรือเล็กเกินไป บุคคลสวมใสเขาก็ไมเหมาะเพราะใหญเกินไป สวมเขาก็รมุ รามรงุ รงั เล็กเกนิ ไปสวมใสเขาก็คบั ทําใหอ ึดอัดในกรณีอ่นื ๆ ก็ทาํ นองเดยี วกัน ความรูจักคําวา “ดี” อันดับท่ีสาม หมายถึง ความรูจักยึดเอาส่ิงที่ไมใหโทษ ไม สงผลใหต นตอ งเปน ทกุ ขเดอื ดรอน แตรูจกั ถือเอาตามทสี่ ่งิ นน้ั ๆ จะใหคณุ ประโยชนส ูงสดุ แกตนได เมื่อกลาวโดยสวนรวม ความรูจักประมาณ หมายถึง ความไมตองเปนทุกข เดือดรอ น เพราะขาดแคลน เพราะการแสวงหา เพราะการใชสอย เพราะการบรหิ ารรักษา สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ตรัสไววา “มตฺตญญตา สทา สาธุ105(แปลวา ความรูจักประมาณ ยังประโยชนใหสําเร็จทุกเม่ือ) ความหมายวาตราบใดท่ีบุคคลยัง รูจ กั ประมาณอยู เขาไมตองประสบความทุกขเดือดรอนจนเกินความจําเปนและนี้ก็เปนเคร่ืองยืนยัน วา ธรรมขอน้เี ปน เครอ่ื งบรรเทาทุกขไ ดประการหน่ึง 105 สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, พุทธศาสนสภุ าษติ เลม 1, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ มหามกุฏราชวิทยาลยั , 2526), หนา 33.
117 อัตตสัมมาปณิธิ แปลวา การตั้งตนไวชอบ หมายถึง ต้ังกายและจิตไวในทํานอง คลองธรรม มังคลตั ถทีปนี106 แสดงไววา ความต้ังตนไวชอบมี 3 อยางคือ 1. ความทําตนผูไมตัง้ อยูในศีลใหต ั้งอยใู นศลี 2. ความตัง้ ตนผูไ มม ศี รัทธา ใหตัง้ อยูในความถึงพรอ มดวยศรทั ธา 3. ความตัง้ ตนผูมคี วามตระหน่ใี หต ้ังอยใู นความถึงพรอ มดวยการบริจาค ความมศี ลี เปน การละทกุ ขโทษทางกาย โทษทหี่ ยาบ ๆ ออกไป ความมีศรัทธาเปน การทําลายความด้ือร้ัน ความมานะถือตัวลงได การบริจาคเปนการทําลายความตระหน่ีและความ โลภลงได อัตตสัมมาปณิธิ จึงเปนการสรางความสงบสุขภายในมากกวาความสงบสุขจากส่ิง ภายนอก แตเมื่อประยุกตมาใชกับกิจการอื่น ๆ ความตั้งตนไวเหมาะสมกับภาระหนาที่การงานน้ัน ยอมทําใหก ารงานทต่ี นทาํ อยูสาํ เรจ็ ลงไดดว ยดี แมจ ะมอี ปุ สรรคสักเพียงใด เมือ่ ต้ังตนไวชอบ เหมาะ แกการงานนั้น ๆ แลว ความสําเร็จยอมเกิดข้ึนได อุปสรรคตาง ๆ น้ันยอมหมดไป หรือถูกขจัด ทําลายลงได การทาํ งานทไี่ มม โี ทษ(อนวชชฺ กมมฺ ํ) ไดแ ก การประกอบกิจเลย้ี งชีพโดยสุจริต กาย วาจา ใจ ไมผิดกฎหมายบา นเมือง ไมเ ปนการเบยี ดเบยี นทาํ ลายผอู ่นื มสี ัมมาอาชวี ะ เวนอบายมขุ 6 คอื 1) เสพส่ิงมึนเมาใหโ ทษ เชน ด่มื สรุ าเมรัย 2) เทยี่ วเตรย ามราตรี 3) หลงเพลิดเพลนิ ในการดกู ารเลน 4) เลนการพนัน 5) คบคนช่วั เปนมติ ร 6) เกียจครานทําการงาน เวน อกศุ ลกรรมบถ 10 คือ 1) ฆาสัตว 2) ลกั ทรัพย 3) ประพฤติในกาม 106 มงฺคลตฺถทปี นี 1/106/117.
118 4) พูดเทจ็ 5) พดู สอ เสยี ด 6) พดู คาํ หยาบ 7) พูดเพอ เจอ 8) โลภอยากไดข องเขา 9) พยาบาทปองรายเขา 10) เห็นผดิ จากทาํ นองคลองธรรม คบหาสมาคมกบั ทา นผูร ู โดยการเขาไปหาทานผูมีความรู มีศีลธรรม รับฟงคําแนะนําของทานแลวดําเนิน ชวี ิตไปตามคาํ แนะนําของทาน ดวยหลักธรรมเหลาน้ี ความทุกขท่ีเกิดข้ึนจากการประกอบกิจการเพื่อดํารง ชีวิตประจําวันจะบรรเทาเบาบางลงไป เม่ือบุคคลปฏิบัติไดครบถวนสมบูรณ จะมีปจจัยเครื่องดํารง ชีพพรอมสมบูรณไดตามสมควรแกตน จะมีความรูสึกวาชีวิตในโลกน้ีสุขสบาย โลกสดใสนาอยู อาศยั ไปใหน านแสนนาน ประเด็นท่ีสอง คือ ปญหาเกี่ยวดวย กิเลส คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน อันเปนส่ิง กอทุกขอันยาวนานและหนักย่ิงแกสรรพสัตว แตแมแตเปนเชนนั้นก็ยังมีทางดับใหสิ้นเชิงได และ ปญหาประเด็นที่สาม คือ ปญหาความทุกข เพราะความเปลี่ยนแปลงปญหา สรางความทุกขใน ลักษณะปดบัง แตเปนความทุกขตลอดกาลใหแกสรรพสิ่ง สองปญหาน้ีมีทางแกได และทางแกนั้น เปนอันเดียวกัน แตการจะแกหรือดับทุกขทั้งสองลักษณะนี้ไดเด็ดขาดก็มีหนทางเดียว คือตอง ดําเนนิ การไปตามวธิ ีการท่ีจะเสนอตอไปน้ีจนถึงทีส่ ุดเทานนั้ เน่ืองจากปญหาขอน้ีเปนประเด็นปญหาเกี่ยวดวยกิเลสซ่ึงเปนนามธรรม หนทาง หรือวิธีการท่ีจะขจัดปญหาก็ตองเปนนามธรรม เราจะเอาวัตถุธรรมไปขัดนามธรรมไมได ตาม หลักการของพุทธศาสนาท่ีตองยํ้าอีกครั้งหนึ่งก็คือ การลงมือปฏิบัติจริงจังตามแนวคําสอนที่วางไว แลว เปนวธิ กี ารเดียวจะใหบรรลเุ ปา หมายทวี่ างไวไ ด และตอ ไปนค้ี อื แนวทางแหงการปฏิบตั นิ ้ัน ดูกรภิกษุท้ังหลาย ขอน้ีแลเปนทุกขนิโรธคามีนีปฏิปทาอริยสัจ คือ ขอปฏิบัติเพ่ือบรรลุถึง เรอื่ งความดบั ทกุ ข ไดแ ก อรยิ มรรค มีองค 8 นแี้ ล คอื สมั มาทฏิ ฐิ ปญญาเหน็ ชอบ สัมมาสังกปั ปะ ความดาํ ริชอบ สมั มาวาจา การเจรจาชอบ สมั มากมั มันตะ ความทําการงานชอบ
119 สัมมาอาชวี ะ ความเลี้ยงชพี ชอบ สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ สัมมาสติ ความระลึกชอบ สัมมาสมาธิ ความต้งั ใจชอบ107 อริยมรรคมีองค 8 น้ี จัดเปนทางสายกลาง ไมถึงเกินไป ไมหยอนเกินไปสําหรับ นักปฏิบัติ เรียกวา ไมสุดโตงไปฝายใดฝายหน่ึง คือไมตกไปทางฝายกามสุขัลลิกานุโยค การ ประกอบตนไวในการหมกหมุนอยูดวยกามคุณ 5 และอัตตกิลมถานุโยค การประกอบตนไวใน ความเพยี รอันหนกั ยิ่ง ซง่ึ เปน การทําตนใหลําบากเปลา เปนทางท่เี หมาะแกการปฏบิ ตั เิ พื่อดบั ทกุ ขใ ห สนิ้ เชิงโดยตรง ในมรรควิภังค108 ซ่ึงวาดวยการจําแนกองคอริยมรรคท้ัง 8 นี้ แตละขอออกเพื่อ แสดงการทาํ หนา ทีข่ องอรยิ มรรคแตละขอ ไดจ ําแนกไวด งั น้ี 1. สัมมาทิฏฐิ ปญญาเห็นชอบ คือ เห็นชอบตามเปนจริงในส่ิงท่ีเปนทุกขวาเปน ทกุ ขจ รงิ ในสมุทยั วา ตณั หาเปน เหตใุ หเ กิดทุกขจริง ในนิโรธวา ความดับตัณหาเสียไดเปนความดับ ทกุ ขไดจ รงิ ในมรรควา อริยมรรคมีองค 8 นี้ เปนทางใหถึงความดบั ทกุ ขจรงิ 2. สัมมาสังกัปปะ ความดําริชอบ คือ ดําริในการออกบวชเพ่ือแสวงหาโมกข ธรรม ดาํ รไิ ปในทางไมปองรายใคร และดํารใิ นทางไมเบียดเบยี นใคร 3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คอื พูดเวนจากคาํ เท็จ พูดเวนจากคําท่ีพูดจะเปนการยุยง สงเสริมใหแตกสามัคคีกัน พูดเวนจากคําพูดหยาบโลน เชน คําลบหลูดูหม่ิน และพูดเวนจากคําพูด เพอเจอ เหลวไหล 4. สัมมากัมมันตะ ความทําการงานชอบ คือเวนจากการฆาสัตวทุกชนิด เวนจาก ความประพฤตทิ ไี่ มเปน พรหมจรรย เวน จากการลกั ขโมยโดยทสี่ ดุ แมส ิง่ ท่เี จา ของยังไมไดใหถอื เอา 5. สัมมาอาชีวะ ความเลี้ยงชีพชอบ คือ ละมิจฉาชีพทุกชนิด ประกอบชีวิตไวใน สมั มาชีพทุกชนดิ 6. สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ คือ ทําความเพียรพยายาม 4 อยาง ไดแ ก 1) สงั วรปธาน เพยี รระวังไมใ หความช่ัวทกุ ชนดิ เกิดมขี ึ้นในสนั ดาน 2) ปหานปธาน เพยี รละบาปอกุศลท่ีเกดิ ขึน้ แลวในสันดานใหหมดไป 107 วิ. มหา. 4/14/17. 108 อภิ. วิ. 35/569/317.
120 3) ภาวนาปธาน เพียรพยายามสรางสิ่งทีเ่ ปนบญุ กุศลใหเ กิดขึ้นในสนั ดาน 4) อนรุ กั ขนาปธาน เพยี รพยายามรักษาบญุ กุศลที่เกิดมีข้นึ แลว ในสนั ดานใหคง อยตู ลอดไป 7. สัมมาสติ ต้ังสติไวชอบ หรือระลึกชอบ คือมีสติ มีสัมปชัญญะ และความเพียรทางจิต อันเปนเครอื่ งเผากิเลส แลวระลกึ ในสติปกฐานทัง้ 4 คอื 1) กายานฺปสสนา พิจารณาระลกึ ถึงกองลมหายใจเขาออกอยเู ปน นิตย 2) เวทนานุปสสา พจิ ารณาระลึกถงึ เวทนา 5 คือ ทกุ ขเวทนา สขุ เวทนา โทมนัสส เวทนา โสมนัสสเวทนา และอุเบกขาเวทนา วาเปนแตสักวา เวทนาเกิดข้ึนช่ัวคราวเทานั้น เกิดแลว กด็ บั ไป 3) จิตตานปุ ส สนา พจิ ารณาตามระลกึ ถึงจิตวา มีความเกิดดบั อยทู กุ ขณะ 4) ธัมมานุปสสา พิจารณาตามระลึกถึงธรรมในธรรมท้ังหลายวาเปน อนัตตาหา ตัวตนไมได ดังนี้แลวบรรเทาความเพงเล็งในโทษและทรัพยของบุคคลอ่ืนและโทมนัส คือความ เสียใจเสียได 8. สมั มาสมาธิ ความต้ังใจไวช อบ คอื ทําจิตใหสงบ ตั้งม่ันเปนสมาธิ จนไดอัปปานาสมาธิ ที่เรียกกวา ไดบรรลุฌานท่ี 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามลําดับ กําจัดนิวรณธรรม คือ ธรรมท่ีกางก้ันจิต ไมใ หบรรลคุ วามดี 5 ประการเสยี ได คอื 1) กามฉนั ทะ ความรกั ใครดว ยอํานาจความพอใจ 2) พยาบาท ปองรายผูอ่ืน 3) ถนี มิทธะ ความงว งเหงาซึมเซา 4) อุทธัจจกกุ กจุ จะ ความฟงุ ซานราํ คาญ 5) วิจกิ ิจฉา ความลังเลสงสัย การปฏบิ ตั ิธรรมเพือ่ ความสิ้นสุดทุกขตามแนวอริยมรรคมีองค 8 นี้ จะตองปฏิบัติ ไปพรอมกันทุกขอ ไมใชปฏิบัติไปทีละขอ จะบกพรองไปขอใดขอหน่ึงไมได อุปมาเหมือนคน 8 คน ชว ยกนั หามของหนกั ท่ี 8 คนพอยกไหว หากคนใดคนหนึ่งออกเสียขณะที่ยังหามของนั้นไปไม ถึงปลายทาง อีก 7 คน ก็หามไปไมรอด ของนั้นก็จะไมถึงท่ีหมายตามท่ีกะเกณฑไวตอเมื่ออีกคน หนึง่ ที่หยุดไปน้ันเขา มาชวยหามตออยางเต็มกําลงั อีก การแบกหามสงิ่ ของนนั้ กจ็ ะไปถึงทห่ี มายได
121 ยออริยมรรค มีองค 8 ลงเปน ไตรสิกขา ไตรสิกขา เปนหลักธรรมอีกแนวหนึ่งสําหรับเปนขอปฏิบัติเพ่ือความพนทุกข คํา วา “ไตรสกิ ขา” หมายถึง ขอ ปฏบิ ตั ฝิ ก หัดกาย วาจา ใจ 3 อยา ง ไดแ ก 1. สีลสกิ ขา ขอปฏิบตั ิเพ่อื ควบคมุ รักษา กาย วาจา ใหต้ังอยูในความสงบเรียบรอย ปราศจากโทษแกตนและหมูค ณะ 2. จิตตสิกขา ขอปฏิบัติเพ่ือควบคุมจิตใหอยูในอํานาจ อาจทําใหมั่นคงแนวแน ควรแกการงานในคราวทีต่ องการใชงาน 3. ปญ ญาสกิ ขา ขอปฏบิ ัตฝิ ก หัดใหเ กิดปญ ญารอบรูสภาวธรรมตามความเปนจริง อนั เปนไปตามเหตผุ ลของกันและกนั สิกขาทั้ง 3 น้ี เมื่อปฏิบัติไปถึงข้ันอุกฤษฏสูงสุด เรียกวา อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิก ขา อธิปญ ญาสิกขา แมส กิ ขาท้ัง 3 นี้ จะเปน หลักปฏบิ ตั ิท่ีดเู หมอื นวา นอ ยขอ นาจะไมท ําผูปฏิบตั ใิ ห ถึงความสิ้นทุกขได แตโดยเน้ือความแลว องค 8 แหงอริยมรรค กับไตรสิกขา ก็เปนอันเดียวกัน ซ่ึง จดั สงเคราะหเขากนั ไดดังนี้ สัมมาวาจา สมั มากัมมันตะ เปน สีลสิกขา สัมมาอาชวี ะ สัมมาวายามะ เปน จิตตสกิ ขา สมั มาสติ สมั มาสมาธิ สมั มาทิฏฐิ เปน ปญญาสกิ ขา สัมมาสังกปั ปะ แนวทางปฏิบตั แิ ละอานสิ งสแหงการปฏิบัติ ไดกลาวมาแลวในตอนวาดวยอริยมรรค วา อริยมรรคมีองค 8 นั้น ตองปฏิบัติไป พรอม ๆ กันทั้ง 8 ขอ แมในไตรสิกขาก็เชนเดียวกัน เพราะศีลเปนบาทของสมาธิ สมาธิเปนบาท ของปญญา และปญญาเปนเคร่ืองอบรมสมาธิ สมาธิก็เปนเคร่ืองอบรมศีล สมาธิ ปญญา ที่เปนไป
122 อาศัยซ่ึงกันและกันอยางนี้ จัดเปน สัมมา คือ ความชอบ หรือถูกตอง ไมผิดทาง และใหบรรลุ เปาหมายท่สี มบรู ณไ ด สีลสิกขา การปฏิบัติศีล เปนการฝกหัดอบรมกายและวาจา ใหละการที่ทําคําพูด อันเปนการขัดตอความสิ้นสุดทุกขท้ังหมด แตศีลที่ปฏิบัติน้ันตองเปนศีลท่ีบริสุทธิ์จริง ๆ ปฏิบัติได ครบสมบูรณจริง ๆ ดวยความพอใจ และมองเห็นคุณคาและประโยชนอยางแท ไมปฏิบัติไปดวย ความรูสึกวาถูกบังคับใหทํา หรือ เหมือนถูกบังคับใหทํา ศีลที่ปฏิบัติไดแลวอยางนี้จะปราบปราม กาํ จัดกิเลสข้ันหยาบ ทเี่ รยี กวา วตี กิ กมกิเลส เสยี ได ทาํ ใหกายและวาจาสงบจากบาปธรรมท้งั ปวง ไม มีโทษทุกข เพราะการงานที่ทําและคําพูดที่พูดออกไป ท้ังเปนสวนสําคัญท่ีจะเกื้อหนุนใหสงบเปน สมาธิ จติ ตสิกขา การปฏิบัตฝิ ก หัดจติ ใหเ ปน สมาธิ เรยี กวา จติ ตสิกขา แตวธิ ีการแหงการ ปฏิบัติ เรียกวา สมถกัมมฐาน แปลตามศัพทวา ท่ีต้ังแหงการงานสําหรับฝกจิตใหสงบ โดย ความหมายก็คือ หลักการฝกจิตใหสงบเปนสมาธินั่นเอง ซึ่งหลักการและวิธีการสําหรับฝกจิตน้ีมี ข้นั ตอนเบ้อื งตน ดังนี้ 1. ต้งั ตนอยใู นศลี 2. ตดั มหาปลิโพธ คือส่งิ ที่ทาํ ใหเกดิ ความกงั วล 10 อยาง 3. แสวงหากลั ยาณมิตร 4. ศึกษาอบรมกรรมฐานทเ่ี หมาะกบั จริตของตน 5. เวน สถานที่เปน โทษแกการปฏบิ ัติ 6. อยูในทีส่ ะดวกแกการปฏบิ ัติ 7. ตดั ขทุ ทกปลโิ พธ คอื เครอ่ื งกังวลเล็กนอย 1. ต้ังตนอยูในศีล หมายถึง ถาผูที่ยังไมเคยสมาทานรักษาศีล ก็สมาทานรักษาศีล ถารักษาศีลอยูแลวก็ชําระศีลของตนนั้นใหบริสุทธ์ิยิ่งข้ึน และผูปฏิบัติควรรักษาศีลตามฐานะของ ตน คือ คฤหสั ถ ตองตงั้ อยใู นศลี 5 หรือ อาชีวัฏฐมกศีล ชี ตอ งต้งั อยใู นศีล 8 สามเณร ตอ งต้งั อยใู นศลี 10 พระภกิ ษุ ตองตัง้ อยูในศลี 227
123 2. มหาปลิโพธ 10 ประการ ผูอบรมจิตใหเกิดสมาธิตองตัดปลิโพธ เคร่ืองกังวล ทท่ี ําจติ ใหกังวลหว งใย ไมส งบระงับ เนือ่ งจากปฏิโพธ 10 ประการ คือ 1) อาวาสปลโิ พธ ความหว งใยในทอ่ี ยูอาศัย 2) กลุ ปลโิ พธความหวงใยในสกลุ 3) ลาภปลโิ พธ ความหวงใยในลาภ 4) คณปลโิ พธ ความหว งใยในหมคู ณะ 5) กมั มปลิโพธ ความหว งใยในการงาน 6) อัทธานปลโิ พธ ความหวงใยในการเดนิ ทาง 7) ญาตปิ ลิโพธ ความหว งใยในหมญู าติ 8) อาพาธปลโิ พธ ความหว งใยในโรคภัยไขเจบ็ 9) คนั ถปลโิ พธ ความหวงใยในการศกึ ษา 10) อทิ ธิปลิโพธ ความหวงใยในฤทธ์อิ ํานาจ 3. แสวงหากลั ยาณมติ ร กัลยาณมิตร สาํ หรบั นกั ปฏบิ ตั กิ รรมฐาน หมายถงึ อาจารย ผูจะ ใหค ําแนะนําอนั เปน ประโยชนแกการปฏบิ ัติอยางจรงิ จงั ซึง่ มีคุณสมบัติดงั น้ี 1) ปโ ย เปน ผูนา รักดวยคุณธรรม 2) ครุ เปน ผูนา เคารพ เพราะประกอบดวยคุณสมบัตทิ ี่ดงี าม 3) ภาวนีโย เปนผูนา สรรเสริญ มีจติ เที่ยงธรรมไมล าํ เอยี ง 4) วตั ตา เปน ผมู คี วามสามารถ อาจอบรมชีแ้ จงไดด ี 5) วจนักขโม เปน ผยู อมรับคําตกั เตอื นจากสหธรรมิก 6) คมั ภีรกถกตั ตา เปน ผสู ามารถแสดงธรรมอันลึกซึง้ 7) อัฏฐานโนจะ นโิ ยชเย เปน ผูเวนจากการชักชวนทําในส่งิ ทไ่ี มเปน ประโยชน อกี นัยหน่ึง พระอรยิ บุคคลมีพระพุทธเจาเปน ตน ชือ่ วา กลั ยาณมติ ร แตใ นยคุ ที่ไม มพี ระพุทธเจา แลว ผมู คี ณุ สมบัตดิ งั ทก่ี ลาวแลวนัน่ แหละเปนกัลยาณมิตร 4. ศึกษาอบรมกรรมฐานที่เหมาะสมกับจริต อารมณกรรมฐานน้ัน มี 40 คือ กสิณ 10 อสุภ 10 อปั ปมญั ญา 4 อาหาเรปฏกิ ูลสญั ญา 1 จตธุ าตุววัตถาน 1 อรปู 4 ซ่งึ มีรายละเอียดดงั น้ี
124 กสณิ 10 1) ปฐวกี สิณ ไดแ ก ดิน 2) อาโปกสณิ “ น้าํ 3) เตโชกสณิ “ ไฟ 4) วาโยกสิณ “ ลม 5) นลี กสณิ “ สีเขยี ว 6) ปตกสิณ “ สเี หลอื ง 7) โลหิตกสณิ “ สแี ดง 8) โอทาตกสิณ “ สีขาว 9) อากาสกสณิ “ ทว่ี า งเปลา 10) อาโลกกสิณ “ แสงสวาง อสภุ 10 ไดแก ซากศพที่พองข้นึ 1) อุทธมุ าตกอสภุ “ ซากศพทมี่ ีสตี าง ๆ ปรากฏ 2) วินลี กอสภุ “ ซากศพท่ีมนี ํา้ หนอง นํ้าเลอื ดไหล 3) วิปุพพกอสภุ “ ซากศพทข่ี าดเปน ทอ น ๆ 4) วฉิ ทิ ทกอสภุ “ ซากศพทีถ่ กู สตั วกัดกนิ 5) วิกขายิตตกอสุภ “ ซากศพที่อวัยวะขาดกระจดั กระจาย 6) วขิ ติ ตกอสภุ “ ซากศพทถี่ กู ฟนเปน แผลเหวอะหวะ 7) หตวิกขติ ตกอสุภ “ ซากศพทมี่ ีโลหติ ไหลอาบ 8) โลหิตกอสุภ “ ซากศพทีม่ หี มหู นอนชอนไชอยทู ่ัวรา งกาย 9) ปุฬุวกอสุภ “ ซากศพทเ่ี หลอื แตกระดกู 10) อฏั ฐกิ อสุภ อนุสสติ 10 ไดแ ก การระลกึ ถึงพระพทุ ธเจา เนอื ง ๆ 1) พุทธานสุ สติ “ การระลกึ ถงึ พระธรรมเนือง ๆ 2) ธมั มานสุ สติ “ การระลกึ ถึงพระสงฆเนือง ๆ 3) สังฆานุสสติ “ การระลกึ ถงึ ศลี ทีต่ นรักษาเนือง ๆ 4) สีลานุสสติ “ การระลึกถึงการบรจิ าคทานของตนเนือง ๆ 5) จาคานุสสติ “ การระลกึ ถงึ คณุ ของเทวดาเนืองๆ 6) เทวตานุสสติ
125 7) อุปสมานุสสติ “ การระลึกถงึ พระนพิ พานเนือง ๆ 8) มรณานสุ สติ “ การระลกึ ถงึ ความตายเนือง ๆ 9) กายคตาสติ “ การระลึกถึงรา งกายเนือง ๆ 10) อานาปานสติ “ การระลึกถึงลมหายใจเขาออกเนอื ง ๆ ทุกจําพวก อัปปมัญญา 4 1) เมตตา การเผ่ือแผค วามรักความปรารถนาสุขแกผ ูอน่ื 2) กรุณา การแผค วามสงสารไปในสตั วท กุ จาํ พวกผูก ําลังประสบทกุ ข 3) มทุ ติ า การแผความช่ืนชมโสมนัสยินดีไปในสัตวผูกําลังไดรับความสุข 4) อเุ บกขา การแผความวางเฉยไปในสัตวท กุ จาํ พวก อาหาเรปฏกิ ูลสัญญา 1 อาหาเรปฏิกูลสัญญา ไดแก การพิจารณาอาหารที่บริโภคเขาไปวาเปนของนา เกลยี ด ปฏิกลู โสโครกดว ยอาการ 10 คอื 1) โดยอาการไปสูสถานท่มี อี าหาร 2) โดยการแสวงหา 3) โดยการบรโิ ภค 4) โดยท่อี ยู มนี ้ําดี และเสมหะ เปนตน 5) โดยกระเพาะ ซงึ่ เปน ท่หี มกั หมมของอาหารใหม 6) โดยยงั ไมย อ ย 7) โดยยอ ยแลว 8) โดยผลท่ีสําเร็จ 9) โดยอาหารหลั่งไหล 10) โดยอาการเปรอะเปอ น
126 จตธุ าตุววตั ถาน 1 จตธุ าตวุ วัตถาน ไดแก การพิจารณาธาตุทั้ง 4 ท่ปี รากฏในรา งกายตน คือ 1) ปฐวีธาตุ ไดแก ผม ขน เล็บ ฟน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก มาม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ลาํ ไสใ หญ ลําไสเ ล็ก อาหารใหม อาหารเกา 2) อาโปธาตุ ไดแก เสลด หนอง เลือด เหงื่อ นํ้ามันขน นํ้าตา เปลวมัน นํ้าลาย นาํ้ มกู ไขขอ มูตร 3) เตโชธาตุ ไดแก ไฟท่ีทํารางกายใหอบอุน ไปที่ทํารางกายใหทรุดโทรม ไฟเผา อาหารใหยอย 4) วาโยธาตุ ไดแก ลมพัดขึ้นเบ้ืองบน ลมพัดลงเบ้ืองต่ํา ลมในทอง ลมในไส ลม พัดไปตามตัว ลมหายใจ อรปู กรรมฐาน 4 1) อากาสามัญจายตนะ 2) วญิ ญานญั จายตนะ 3) อากิญจญั ญายตนะ 4) เนวสญั ญานาสญั ญายตนะ จรติ 6 คอื มีความยนิ ดีพอใจเปน อปุ นิสยั 1) ราคจรติ มคี วามโกธร ความขนุ เคืองเปนอปุ นสิ ัย 2) โทสจริต มคี วามหลง ความเฉือ่ ยชาเปนอปุ นิสัย 3) โมหจริต มคี วามเชื่อ ความเลือ่ มใสเปนอุปนิสยั 4) สทั ธาจริต มีความรู ความฉลาดเปน อปุ นสิ ยั 5) พุทธิจริต มคี วามวติ กกังวลเปน อปุ นสิ ยั 6) วติ กจรติ ในอารมณกรรมฐานและจริตเหลาน้ี มีขอแนะนํา109 ใหผูปฏิบัติถึงพิจารณาจริต ของตน แลว เลือกเอาอารมณกรรมฐานที่เหมาะกบั จริตภาวนาใหจ ติ สงบเปนสมาธิ ดังน้ี 109 มลู นิธิ แนบ มหานีรานนท, คมู อื การศกึ ษาพระอภิธัมมตั ถสังคหะ, ปรเิ ฉทท่ี 9, วรรณสิทธิ ไวทยเสวี รวบรวม,(กรงุ เทพฯ: อกั ษรธเนศวรการพมิ พ, 2529), หนา 61.
127 1) คนท่ีเปนราคจริต ใหภาวนาอสุภกรรมฐาน 10 มีอุทธุมาตกอสุภ เปนตน และ กายคตาสติ โดยเลือกเอาอยา งใดอยางหนง่ึ 2) คนที่โทสจริต ใหภาวนาอัปปมัญญา 4 กสิณ 4 คือ นีลกสิณ ปตกสิณ โลหิต กสณิ โอทาตกสณิ อยา งใดอยางหนึง่ 3) คนท่ีมโี มหจริตและวติ กจรติ ใหภาวนาอานาปานสติอยางเดียว 4) ผทู ี่มีสทั ธาจริต ใหภ าวนาพทุ ธานสุ สติ ธัมมานสุ สติ สงั ฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคารนสุ สติ และเทวตานุสสติ อยา งใดอยา งหนง่ึ 5) ผูที่มีพุทธิจริต ใหภาวนามรณานุสสติ อุปสมานุสสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตธุ าตุววตั ถาน อยา งใดอยางหนึง่ 6) ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสณิ วาโยกสิณ อากาสกสิณ เหมาะแกบุคคลทุก จรติ 5. เวนสถานทเ่ี ปน โทษแกก ารปฏิบัติ สถานที่ไมเหมาะแกการปฏิบัติ ผูเขาไปปฏิบัติในสถานท่ีนั้น แทนท่ีจะเปนคุณ กลับเปนโทษ เรียกวาสถานท่ีไมเปนสัปปายะแกการปฏิบัติ110 แสดงไวในวิสุทธิมรรค 18 อยาง คอื 1) ทีอ่ ยูท ่ี กวา งใหญโตมากเกินไป 2) “ เปนทีส่ รา งขนึ้ ใหม 3) “ เปน ทเ่ี กา แกช าํ รดุ ทรุดโทรม 4) “ เปน ท่อี ยูใ กลท างเดิน 5) “ เปน ท่อี ยูใ กลต ระพังนํ้า 6) “ เปน ทีม่ ใี บไมพชื ผักมาก 7) “ เปน ทม่ี สี วนดอกไม 8) “ เปนทม่ี ีผลไม 9) “ เปนท่ีสโมสร มคี นมาประชุมกนั 10) “ ใกลก บั ตวั เมอื ง 11) “ ใกลกับท่ีหาฟนของชาวบาน 12) “ ใกลทีน่ า 13) “ ใกลทอี่ ยขู องคนท่เี ปน อรกิ ัน 110 วิสุทฺธิ. 1/150.
128 14) “ ใกลกบั ทาสัญจรของชาวบาน 15) “ ใกลถ ่ินทค่ี นไมเลือ่ มใสในพระพุทธศาสนา 16) “ อยูใ นระหวา งพรมแดน 17) “ ไมเ ปน ทสี่ บาย เนือ่ งจากโจรผูรา ยและภัยตาง ๆ ชกุ ชมุ 18) “ ไมม กี ัลยาณมติ ร ท่ีอยูเวนจากโทษ 18 ประการน้ี เปนสถานที่เหมาะ สงบ ไมลําบาก ไมมีอุปสรรค แกก ารปฏบิ ัติของผไู ปเขา อาศยั ปฏิบัติ แตถงึ กระนัน้ ก็ยังควรหาทีท่ ่ที านวาสะดวกแกการปฏิบัติอีก 5 อยางคอื 6. อยูใ นท่สี ะดวกแกการปฏบิ ตั ิ 6 สถานทอี่ ยทู น่ี บั วา สะดวกแกการปฏบิ ัติสมถะนั้น มสี ิ่งที่ควรกาํ หนดเลือก ดังน้ี 1) เปน ทม่ี หี นทางไปมาสะดวกสบาย ไมหา งไกลนกั ไมใกลนกั จากหมูบาน 2) เปน สถานท่ไี มมีเสียงอึกทึกครึกโครม กลางวันไมจอแจไปดวยผูคน กลางคืน มีบรรยากาศเงยี บสงดั 3) เปนสถานท่ีปราศจากสัตวราย เชน สัตวเลื้อยคลาน สัตว 4 เทา ตลอดถึงเปน สถานทีไ่ มกราํ แดดกรําฝน 4) เปน สถานท่ีท่บี ริบรู ณดว ยปจ จัย 4 ซึ่งผูปฏิบัติอาจแสวงหามาใชสอยตามความ จาํ เปน ไมล ําบาก 5) สถานที่นั้นมีพระภิกษุผูเปนเถระ เปนพหูสูตร มีความรูกวางขวาง มีการ ทองจําพระพุทธพจนไวไดม าก อนั ผปู ฏิบตั สิ ามารถสอบถามขอธรรมตาง ๆ ไดใ นคราวอนั ควร 7. ตัดขทุ ทกปลิโพธ ขอน้ีไดแก การตัดส่ิงที่จะทําใหเกิดความกังวลเล็ก ๆ นอย ๆ ซึ่งไมเกี่ยวกับ ปลิโพธ 10 อยา งทกี่ ลาวมาแลว ปลิโพธน้ที า นแสดงเปนตวั อยา งสาํ หรบั ภกิ ษไุ ว 5 อยาง คือ 1) ตัดผม ตดั เลบ็ โกนหนวดใหเรียบรอ ย 2) จดั การเคร่ืองนุง หม เครอ่ื งสวมใส ใหเ รียบรอย 3) ถาจวี รมีสเี กา ครํา่ ครา จัดการยอ มเสียใหม ใหเ รียบรอ ย 4) ถา บาตรเปนสนิม ใหจดั การระบมบาตรเสียใหมใหเ รยี บรอย 5) ปดกวาด เชด็ ถู เตียงตั่ง เปนตน ใหสะอาดหมดจด
129 เม่ือเตรียมบุพพกิจท้ัง 7 อยางน้ีพรอมแลว นับวาไดเตรียมตัวไวพรอม ขั้นตอไป ผู ต้ังใจปฏบิ ตั ิพึงปฏบิ ตั ิ มดี ังน้ี 1) เขาไปหาอาจารยผเู ปน กัลยาณมิตรเพือ่ ขอกรรมฐาน 2) บูชาพระรตั นตรยั 3) กลาวคําถวายตนแดพระพุทธเจาวา อิมาหํ ภควา อตฺตภาวํ ตฺมฺหากํ ปริจฺจชา ม,ิ “ขา แตพระผมู พี ระภาคเจา ขา พระพทุ ธเจา ขอมอบอตั ภาพนี้แดพระองค” 4) กาํ หนดอิริยาบท คือ นง่ั เดิน ยืน นอน แนวปฏิบตั ใิ นอิริยาบท 4 1. น่งั เรียกวา นงั่ กรรมฐาน หรอื นัง่ ภาวนา ตามธรรมเนียมปฏบิ ัตทิ านแนะนํากนั ดังนี้ 1) น่ังแบบสมาธิ หรือ นั่งขัดสมาธิ โดยเอาเทาขวาวางทับเทาซาย เอามือขวาวาง ทบั มอื ซาย โดยวางทับลงบนเทา 2) นง่ั ใหตัวตรง หลังไมโกง และไมนัง่ เอนไปทางซายหรือทางขวา จะนั่งหลับตา หรือลืมตากไ็ ดแ ลว แตถนดั และแลว แตอารมณกรรมฐานทก่ี าํ หนดภาวนา เชน เพงกสณิ 3) ต้งั สตใิ หม ัน่ คง 4) กําหนดลมหายใจเขาออกใหพ อดี 5) เริ่มภาวนาถงึ อารมณตามที่กาํ หนดไวแ ลว 2. เดิน เรียกวา เดินจงกรม คือการเดินภาวนานั่นเอง เปนการเปลี่ยนอิริยาบถนั่งเพ่ือ บรรเทาทุกขเวทนาอันเกิดจากนั่งนาน ๆ แตถาจะเดินจงกรมกอนแลวน่ังภาวนาภายหลังก็ได ซึ่ง การเดินจงกลมมีขอ กาํ หนดเพอ่ื ความสะดวกและเปนประโยชนแกก ารภาวนา ดงั นี้ 1) จัดสถานท่ีใหเรียบเสมอ ปดกวาดสถานท่ีน้ันใหสะอาดเพ่ือความสะดวกไมส ดดุ เวลาเดิน 2) กําหนดระยะทางใหพอเหมาะ ไมยาวนัก ไมส้ันนัก ประมาณ 25 – 30 เมตร เปน อยางมาก 3) ขณะเดินจงกรม เดินไมเร็วนัก ไมชานัก มีอาการสํารวม เดินภาวนากลับไป กลับมา จนเกิดความรูสึกวาจิตสงบดีแลวจึงนั่งภาวนาตอไป ขณะเดิน สายตาจองไปขางหนาใน ระดบั ต่ํา ประมาณชว่ั แอกหนง่ึ ( 2 เมตร โดยประมาณ) 3. ยืน อาจจะเปนการยืนเพงกสิณ หรือยืนภาวนาก็ได ไมนิยมเรียกวายืนจงกรม แตจะ เรยี กวา ยืนภาวนา หรอื ยนื เพงกสิณกไ็ ด โดยมลี ักษณะการยืนดังน้ี 1) ยนื ใหต ัวตรง ศีรษะต้ังตรง สายตาทอดลงตาํ่ 2) มอี าการกาย วาจา สงบ เหมาะทจ่ี ติ จะภาวนา
130 3) ยืนภาวนาไป หรือเพง ไปจนรสู กึ วาจิตเกิดอาการสงบไมฟ ุงซาน 4. นอน เรยี กวา นอนภาวนา หรอื นอนกรรมฐาน มขี อกําหนดดังน้ี 1) นอนตะแคงเบอื้ งขวา คือ กายดา นขวาอยดู านลา ง 2) เอามือขวารองรับศีรษะ หรอื วางมือขวาหงายรบั แกม ทแ่ี กม ขวา 3) ซอนเทาเหล่ือมเทา คือ เหยียดเทาขวาตรงแลวหดเทาซายนิดหนึ่ง โดยวางเทาซายทับ เทาขวา เลอ่ื มขึน้ บนประมาณเทา ซายอยูตรงตาตุม เทาขวา 4) เม่ือพรอมเร่ิมภาวนาไปตามอารมณท่ีกําหนดไวแลว และนอนต้ังสติม่ันวา จะ ไมเ ห็นแกความหลับ ในอิริยาบท 4 นี้ ผูมีความเพียรอันแรงกลา จะบําเพ็ญภาวนาโดยเปลี่ยนอิริยาบถ บําเพ็ญไปเร่ือย ๆ จนครบทั้ง 4 อิริยาบถก็ได เม่ือการภาวนาดําเนินไปดวยดีเต็มที่จิตจะสงบลง ตามลาํ ดบั สมาธิสูงขึ้นเปนลาํ ดบั จากอปุ จารสมาธิเปน อัปปนาสมาธิ คือ บรรลุญาณที่ 1 ท่ี 2 ที่ 3 ท่ี 4 ปริยฏฺ ฐานกิเลส คือ นิวรณ 5 จะสงบระงับลงหมด ในขณะน้ันจิตจะมีแตอุเบกขากับเอกัคคตา คอื ความท่ีจติ สงบเปน อารมณเดยี ว ควรแกก ารยกจิตขน้ึ สวู ิปส สนา จากรายละเอียดที่กลาวมา จะเห็นวา ศีลกับสมาธิมีขอแตกตางกัน คือ ศีล เปนขอ ปฏิบัติท่ีตองละเวนจากพฤติกรรมท่ีช่ัวหยาบภายนอก สวนสมาธิเปนส่ิงท่ีตองทําใหเกิดมีขึ้น ณ ภายใน คือทําจิตใหสงบตั้งมั่นไมหวั่นไหวไปตามอารมณที่ผานมาทางตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ ทําให ไดร ับรสแหงความสขุ อันเกิดแตค วามสงบ ทงั้ เปน บาทแหง วปิ ส สนาตอไป ปญญาสกิ ขา ปญญา แปลวา รูท่ัวถึง มีลักษณะตัด111 อุปมาเหมือนเคียวสําหรับตัดตนขาวในนา แตปญญาใชสําหรับตัดกิเลส ตามหลักพุทธศาสนาน้ัน การจะตัดกิเลส ปญญาเปนสิ่งจําเปน ปรารถนาสูงสุด เพราะอนุสัยกิเลส คือ อวิชชาท่ีทําใหตัณหาเกิดและเปนอยูไดมั่นคงตลอดกาลน้ัน เปนขาศึกกับปญญาโดยตรง ตราบใดท่ีอวิชชายังอยูในอาศัยในสันดาน ปญญาก็ยังเกิดไมได และ เมื่อใดปญ ญาเกิดขึน้ พรอ มสมบรู ณ เมอ่ื นัน้ อนสุ ยั กเิ ลส คอื อวชิ ชา กค็ งอยใู นสันดานไมไ ด เพราะ มนั ถูกขาศกึ ศัตรู คอื ปญ ญาตัดทําลาย 111 วศนิ อินทสระ, อธบิ ายมิลนิ ทปญหา, (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพม หามกฏุ ราชวิทยาลัย, 2528), หนา 29.
131 ปฏิบตั ิใหเกดิ ปญ ญาไดอ ยา งไร? ปญ ญาสําหรับตัดกิเลส คือ อวิชชา ใหเด็ดขาดจะ เกิดไดก็ดวยการเจริญสมถ และวิปสสนาตามลําดับ การบําเพ็ญเพียรเพื่อใหเกิดปญญาชนิดน้ี เรียกวา วิปสสนากรรมฐาน แปลวา กรรมฐานเปนอุบายเจริญปญญา ท่ีคูกับสมถกรรมฐาน กรรมฐานเปนอบุ ายสงบใจตามที่กลาวมาแลว วปิ ส สนากรรมฐานวธิ ี การเจริญวิปสสนากรรมฐาน คือ การฝกฝนปญญาใหแกกลา สามารถพิจารณา เห็นสังขารท้ังปวงวาไมเที่ยง ไมคงทนถาวร ไมมีแกนสาร เพ่ือถอนวิปลลาส คือ ความเขาใจ คลาดเคลื่อนไปจากความจริง มวี ิธกี ารตามนยั อภธิ รรมดงั น1้ี 12 ภาคทฤษฎี (ภาคปริยตั ิ) 1. กําหนดสัปปายะ 4 คอื 1) เสนาสนสัปปายะ คือท่ีอาศัยอันเหมาะแกการปฏิบัติธรรม เชน มีความ สงบ ไมพ ลกุ พลาน 2) อาหารสัปปายะ คือ อาหารท่ีไมเปนโทษตอรางกาย ไมแสดงตอโรค เปน ตน 3) ธมั มสปั ปายะ คอื ธรรมทเี่ หมาะแกจริตอัธยาศยั 4) บุคคลสปั ปายะ คือ บคุ คลท่เี ออ้ื เฟอแกการปฏบิ ตั ธิ รรม 2. การปฏิบตั ติ นเอง 4 กรณี คอื 1) พยายามหากายวเิ วก คอื อยคู นเดยี ว 2) ไมพูดคยุ ในส่ิงทีไ่ มจ ําเปน 3) ไมเ หน็ แกความหลับ คอื ไมน อนมากเกินไป 4) เวนปลโิ พธ คือ ความกงั วลใด ๆ ใหหมด 5) กาํ หนดอารมณของวิปสสนา คือ - ขันธ 5 - อายตนะ 12 - ธาตุ 18 112 มลู นิธิ แนบ มหานรี านนท, คูมือการศึกษาพระอภิธัมมตั ถสังคหะ, ปริเฉทที่ 9, รวบรวมโดย วรรณ สทิ ธิ ไวทยเสวี, กรุงเทพฯ: โรงพิมพอกั ษรธเนศวรการพิมพ, 2529), หนา 218
132 - อนิ ทรยี 22 - อริยสัจ 4 - ปฏิจจสมุปบาท 12 ลกั ษณะกาํ หนด 1. กําหนดเหตุการณท่ีเปนปจจุบัน การกําหนดเหตุการณปจจุบัน หมายถึง ปจ จบุ ัน 2 อยา งคือ ปจ จุบันนธรรมและปจ จบุ นั นารมณ ปจจุบันนธรรม ไดแก รูปธรรมและนามธรรม หรืออีกนัยหน่ึงคือ สังขารท่ี กําลังปรากฏอยู อันมีความเกิดดับทุกขณะ สวนปจจุบันนารมณ คือ นามรูป หรือสังขารท่ีกําลัง ปรากฏเปน ปจ จบุ นั นธรรมอยูเฉพาะหนา และผปู ฏิบตั จิ ับเอามาเปนอารมณ 2. ต้ังสติสัมปชัญญะ การต้ังสติสัมปชัญญะ คือ การระลึกได และการรูตัวอยู เสมอของผูป ฏบิ ัตธิ รรม ในขณะกําหนดพจิ ารณาอารมณ คือ กาย เวทนา จติ ธรรม 3. การกําหนดอิริยาบท ในที่น้ีหมายถึง กําหนดอารมณที่เปนปจจุบัน เชน เวลา จักษุวิญญาณเกิดขึ้น ก็ตองกําหนดจักษุวิญญาณน่ันเองวา น่ันนามเห็น หรือเวลาเดินกําหนดวา นั่น รูปเดิน เปน ตน 4. พิจารณาเหตผุ ลในการปฏิบตั ิ ผูปฏิบตั คิ วรรเู หตุผลในการปฏิบัติวา ที่ตนปฏิบัติ อยูน้ัน ปฏิบัติไปเพ่ืออะไร เพราะถาไมรูเหตุผลจะทําใหเกิดความเบื่อหนายในการปฏิบัติเกิดอาการ ทอถอยและละเลกิ ไปในที่สุด 5. ความสังเกต ขอน้ีไดแก ความสังเกตอารมณท่ียกขึ้นพิจารณา โดยสังเกต ความสัมพันธระหวางจิตกับอารมณวาอยูคูกันเปนปจจุบัน หรือไมรูจักสังเกต จิตอาจตกไปอยูใน สมาธิ คือ แนบแนนอยูในสมถภาวนา อนั ไมม ีอารมณเ ปน ปจจุบัน ภาคปฏิบตั ิ วิปส สนากรรมฐานในภาคปฏบิ ัติ หมายถึง การลงมือปฏิบัติจริง ๆ และขั้นตอนพึง ทราบวาเปน การสืบเนอ่ื งมาจากสมาธิ นั่นคือ เมื่อจิตสงบดีแลวจึงยกจิตขึ้นสูวิปสสนาพิจารณานาม รูปโดยเปนอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา จนรูแจงเห็นจริงดวยญาณ กระทั่งทําลายเคร่ืองปดบังไตรลักษณ ทงั้ 3 ลงได เครื่องปด บังไตรลกั ษณน ั้น คอื 1. สันตติ ความเกดิ ข้นึ อยางตอ เน่อื งของนามรปู เปนเครื่องปดบัง อนจิ จัง 2. อิริยาบถ ความเคลอ่ื นไหวของนามรูป เปน เครอื่ งปด บังทุกข 3. ฆนสญั ญา ความสําคญั รูปวา เปน กลมุ กอน เปน เครื่องปด บังอนตั ตา
133 เม่ือผูปฏิบัติพิจารณาเห็นความเขาใจตามเปนจริงอยางนี้แลว เปนอันวาไดเห็น ความจริง คือ ทุกขได เปนการเห็นความเปนทุกขของสังขาร ดังน้ัน สิ่งสําคัญของนักวิปสสนาคือ ตองมีสติสัมปชัญญะอยูเสมอ ตองรูตัวอยูวา ขณะนั้นตนกําลังทําอะไร กําลังอยูในอิริยาบถไหน หรือ กําลังขยับอวัยวะสวนใด และตองรูตัววาท่ีตองเปล่ียนแปลงอิริยาบถน้ัน เพราะอะไร ตองไม หลงผิดคิดไปวาการเปลี่ยนแปลงน้ันเพราะอะไร ตองไมหลงผิดคิดไปวาการเปล่ียนแปลงน้ันทําไป เพอ่ื ความสุข หากแตตองเขาใจใหถูกตองวาเปลี่ยนแปลงอิริยาบถเพื่อบรรเทาทุกขเทานั้น ทุกขเปน ส่งิ บงั คับใหต อ งเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ เมื่อวิปสสนาปญญาแกกลาขึ้น รูเทาทันสภาวธรรมตามเปนจริง เทากับได วิปสสนาญาณ 9 ตามลําดบั คือ 1. อุทยัพพยานุปสสนาญาณ ญาณเปน เครื่องตามพิจารณาความเกิดดบั 2. ภังคานุปสสนาญาณ ญาณเปนเคร่อื งตามพจิ ารณาความดับ 3. ภยตฺปฏ ฐานญาณ ญาณเปนเคร่ืองความปรากฏแหงสังขารวานา กลวั 4. อาทนี วานุปส สนาญาณ ญาณเปน เครอื่ งตามพิจารณาโทษแหง สงั ขาร 5. นพิ พทิ านุปสสนาญาณญาณเปนเครื่องตามพิจารณาสังขารวาเปนสิ่งที่นาเบื่อ หนา ย 6. มุญจิตฺกมั ยตาญาณ ญาณเปนเครื่องเห็นโดยใครจะพนไปจาก สังขาร 7. ปฏิสงั ขานุปสสนาญาณ ญาณเปนเคร่ืองตามเห็นการเลือกเฟนธรรม เพ่อื หาทางหลุดพน 8. สังขารเุ ปกขาญาณ ญาณเปนเคร่ืองกําหนดความวางเฉยในสงั ขาร 9. สัจจานโุ ลมกิ ญาณ ญาณเปนเคร่ืองดําเนินไปโดยควรแกการ กาํ หนดรอู ริยสจั จากขั้นตอนการปฏิบัตินี้ สามารถสงเคราะหลงในวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ 7 อยาง คือ ความบริสุทธิ์แหงศีลที่รักษาตามภูมิของตน เปนสีลวิสุทธิ ความที่จิตสงบบริสุทธิ์ปราศจาก นิวรณธรรม เปนจิตตวสิ ทุ ธิ การพิจารณาเหน็ สงั ขารวา ไมเทยี่ ง เปน ทุกข ไมมีตัวตน เปนทิฏฐิ วิสุทธิ ความกําหนดไดวา สังขารมีความเกิดดับ เปนตน เปนกังขาวิตรณวิสุทธิ ความหย่ังรูวาทาง นเ้ี ทานั้น เปน ทางสาํ หรับบรรลุธรรมพิเศษ เปนมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ การไดวิปสสนาญาณ ทั้ง 9 ตามลําดับ เปนปฏิปทาญาณทัสสนาวิสุทธิ ในท่ีสุดแหงวิปสสนาญาณ จะเกิดญาณใน อริยมรรคทั้ง 4 คือ โสดาปตติมัคคญาณ สกทามิมัคคณ อนาคามิมัคคญาณ อรหัตตมัคคญาณ ตามลาํ ดบั อนั เปน ญาณทัสสนสิ ทุ ธิ รวมเปนวิสุทธิ 7
134 โดยลําดบั แหง การปฏบิ ัตดิ ังนี้ เมอ่ื อรหตั ตมัคคญาณเกดิ ข้ึน จะทําหนาที่ตัดอวิชชา ลงอยางเดด็ ขาด สามารถเขาถงึ โลกแหง ความสขุ โดยสว นเดียว วิปสสนาภาวนาหรือวิปสสนากรรมฐาน ที่กลาวมาแลวทั้งหมด เปนแนวที่พระ โบราณา-จารยแสดงไวโดยลําดับ และพุทธศาสนิกชนศึกษาปฏิบัติกันมาไมขาดสายดวยเชื่อกันวา เปนแนวทางท่ีถูกตอง แตเม่ือพิจารณาตามเหตุผลในเชิงปฏิบัติจริง ๆ แลว การเจริญวิปสสนาควร เปนไปไดในทุกโอกาสและทุกสถานที่ เมื่อใดมีสติก็พิจารณาอารมณได อาจารยสุนทร ณ รังสี113 เคยแสดงความเห็นไววา “การเจริญวิปสสนาสามารถทําไดในทุกโอกาส ขณะเดินอยูตามฟุตบาท ถนน อยูบนรถโดยสาร หรืออยู ณ ท่ีใดก็ตาม เจริญวิปสสนาไดทั้งน้ัน” ผูเขียนเห็นดวยกับคํากลาว น้ัน ดวยเหตุผลวา จากตัวอยางในอรรถกถาธรรมบทหลายเรื่อง แสดงวา พระพุทธเจาทรงแนะนํา ภิกษุบาง ภิกษุณีบาง ใหปฏิบัติ ไมนานก็ไดบรรลุมรรคผล แตอยางไรก็ตาม การไดองคประกอบ ครบ ยอมเปนเคร่อื งนําความเจรญิ กา วหนาในทางปฏิบตั มิ าสูนกั ปฏิบตั อิ ยา งไมตองสงสัย สุดทาย เมื่อผูปฏิบัติไดดําเนินไปตามอริยมรรค มีองค 8 หรือ หลักไตรสิกขา ครบถวนจนบรรลุถึงอรหัตตมัคคญาณ กําจัดกิเลสนอยใหญไดหมดแลว ผลท่ีเกิดจากการทําลาย กิเลสไดเปนอรหัตตผล บุคคลผูไดอรหัตตผลน้ันเปนพระอรหันต ญาณ 3 ไดแก สัจจญาณ กิจจ ญาณ และกตญาณ มีอาการ 12 ในอริยสัจ 4 ก็เกิดผุดข้ึนโดยพรอมกัน ญาณ 3 มีอาการ 12 น้ัน มี ดงั นี้ 113 สุนทร ณ รงั สี, คาํ บรรยายวิชาปรชั ญาตะวันออก, บณั ฑิตวทิ ยาลัย สภาการศกึ ษา มหามกุฏราช วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา, 2532.
135 ญาณ 3 มีอาการ 12 ในอริยสัจ 4 กจิ จญาณ กตญาณ สจั จญาณ 5 9 รูวา ทุกขเ ปนสง่ิ ทค่ี วร รวู า ทุกขเ ราได 1 กําหนดรแู ลว ทกุ ข รูว าทกุ ขม อี ยจู รงิ กาํ หนดรู สมทุ ยั 2 6 10 รูวา สมทุ ยั คอื ตัณหาเปน รวู าสมุทยั คือตณั หาเปน รูวา สมุทัย คือ ตัณหา เราไดล ะ เหตุใหเกดิ ทุกขจ รงิ ส่ิงทีค่ วรละ อยา งเดด็ ขาดแลว นโิ รธ 3 7 11 รูวา นิโรธ คอื ความดบั รวู านิโรธ เปน ส่งิ ทีค่ วรทํา รวู า นิโรธ คอื แหงตณั หา เปน ความดบั ความดับแหง ใหแ จง ตัณหา เราไดท าํ ทกุ ขจริง ใหแจง แลว มรรค 4 8 12 รูวา มรรคมอี งค 8 เปน ทาง รวู า มรรคมีองค 8 เปน รูวา มรรคมอี งค 8 นาํ ไปสคู วามดบั ทุกขจริง เราไดเจรญิ ให สง่ิ ทค่ี วรเจรญิ เต็มทีแ่ ลว พรอมกับการบรรลุอรหัตตผล บุคคลน้ันดํารงตนอยูในสอุปาทิเสสนิพพาน คือ เปนผูดับกิเลสไดหมด แตยังมีขันธ 5 เหลืออยู จึงยังตองประสบกับความหนาว ความรอน เปนตน อยูตอ ไป จงึ มีความสุขใจแตทรมานกาย เม่อื ถงึ วาระสุดทาย คือ ตาย เรียกวา ทานเขาสูอนุปาทิเสสนิ พพาน คือ ความดับกิเลสพรอมทั้งขันธ 5 หมดส้ิน นับเปนความดับอยางสมบูรณโดยไมมีอะไร เหลือ จงึ ไมมที ุกขใด ๆ อีกตอไป
บทที่ 3 สรปุ ในการศึกษาเรื่องทุกขมาโดยลําดับ ต้ังแต บทท่ี 1 ถึง บทที่ 3 ถาจะเปรียบเทียบกับการ เดินทาง บัดนี้ไดเดินทางถึงท่ีหมายเรียบรอยแลวโดยสวัสดิภาพ ขณะน้ีเรากําลังทบทวนเหตุการณท่ี เกิดข้ึนในการเดินทาง และจะไดดําเนินภารกิจอันเปนจุดมุงหมายแหงการเดินทางน้ัน อันเปนส่ิงที่ ตองการปรารถนาใหสําเร็จสมบูรณตอไป น่ันคือ ในบทน้ีจะไดสรุปเน้ือหาท่ีศึกษามาแลวทั้งหมดและ หาทางถือเอาประโยชนจ ากการศกึ ษาครัง้ น้ตี อ ไป เรื่องความทุกขท้ังหมดท่ีไดกลาวมาแลว อาจแยกเปนความทุกข 3 ประเด็น คือ ทุกขเวทนา อันไดแก ทุกขในขันธ 5 ทุกขอริยสัจ อันไดแก ความทุกขรอนในปจจุบัน เพราะมีตัณหา เปนเหตุเกิด และความทุกขเพราะการเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฏฏ ซ่ึงมีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เปนเหตุ และทุกขตา ความทกุ ข เพราะความที่สังขารไมเที่ยง ไมถาวร ไมคงทน ความทุกขท้ัง 3 ประการน้ี เปนปญหาใหญและเปนปญหาสําคัญอันมนุษยตองประสบ อยางไมอาจหลีกเลี่ยงได มนุษยทุกคนตองเปนทุกข แตเทาที่เรารูสึกกันโดยท่ัวไป เราเปนทุกขมากกัน ในยามปวยไข ทั้ง ๆ ที่ความเปนจริงแลวเราประสบกับความทุกขกันอยูทุกขณะท่ีมีลมหายใจเขาออก คนเรามีความทุกขต้ังแตอยูในทองมารดา และเปนทุกขไปจนกวาชีวิตนี้จะดับลงหรือจนตาย แมในขณะ ตายนัน้ กย็ ังมีความทุกข แตเรากไ็ มสามารถบอกใครได ทุกขเวทนา อันเปนทุกขในขันธ 5 มองตามเหตุการณปจจุบันถือวาเปนประเด็นปญหา ทีส่ าํ คญั ทส่ี ุด เพราะมีสิง่ ท่จี ะทาํ ใหเ กดิ ขึ้นมากขนึ้ ทกุ ที ทั้ง ๆ ที่ทุกขประเภทนี้ไมมีทางที่ใคร ๆ จะกําจัด ลงใหเด็ดขาดไดอยูแลว เม่ือหนทางใหเกิดมีมากขึ้น การจะแกปญหาลงใหไดเด็ดขาดจึงเปนสิ่งท่ียาก หางไกลความเปน จริง มนุษยเราไมสามารถดับทุกขเวทนาลงใหเด็ดขาดได จะทําไดก็แตเพียงบรรเทาลง ใหระงับไปเปนครั้งคราวเทาน้ัน การบรรเทาทุกขเวทนาไมตางอะไรกับการรับประทานยาแกปวดเพ่ือ การบรรเทาปวดแผล คือหมดฤทธ์ิยาบรรเทาอาการปวดแผล อาการปวดก็จะปรากฏข้ึนอีก การบรรเทา ทุกขเวทนา มลี กั ษณะอยา งน้ี ทุกขเวทนา แมจ ะเปนส่ิงท่ใี คร ๆ ไมสามารถดบั มนั ลงใหเด็ดขาดได แตถารูจักผอนผัน บรรเทาดวยวิธีการทางพุทธศาสนา บุคคลน้ัน ๆ ก็จะสามารถมีชีวิตอยูในโลกอยางมีความสุขไดตาม สมควร พระอรหนั ตทั้งหลายทา นตองสัมผัสกับกายิกทุกข แตทานก็ไมหว่ันไหวไปตามเหตุการณน้ัน ๆ ทา นจึงมีความสขุ มากกวาใครอน่ื ทุกขเวทนา หากปรากฏในท่ีใดเพียงคําวา “ทุกข” คําเดียว พึงทราบวา น่ัน หมายถึง ทุกขกายและทุกขใจรวมกัน แตในที่ใดมีท้ังคําวา “ทุกข” และคําวา “โทมนัส” ในที่น้ันพึงทราบวา ทุกข หมายถงึ ความทกุ ขทางกายอยา งเดียว โทมนสั หมายถึง ทุกขใ จอยางเดียว
136 สาเหตุของทุกขเวทนานีม้ ีมากมาย แตเม่อื กลา วโดยสรุปก็ไดเ พียง 2 คอื สิง่ ใดก็ตามทที่ าํ ใหรางกายไดรับความเจ็บปวดจนทนไดยาก หรือทําใหรางกายตองกระสับกระสายไมอยูเปนปกติ น่ัน เรียกวา กายิกทุกขอยางหน่ึง แปลวา ทุกขท่ีเกิดทางกาย และอะไรก็ตามที่ทําใหเดือดรอนใจ ไมสบายใจ อึดอัดใจ รันทดใจ หรืออาการใด ๆ ท่ีทําใหรูสึกวาทนไมได ซ่ึงเรียกวา เจตสิกทุกข แปลวา ทุกขท่ีเกิด ทางใจอยา งหนึ่ง ความดับแหงทุกขเวทนา ไดกลาวมาหลายคร้ังแลววา ไมมีทางใดท่ีจะดับทุกขเวทนา ลงใหเด็ดขาดได เพราะเราไมอาจรูไดวา สาเหตุแหงทุกขเวทนาน้ัน ๆ จะมาปรากฏแกเราเม่ือไร ดวย ลักษณะอาการอยางไร บุคคลท่ีระวังตัวเต็มที่อยูแลว มีชีวิตอยูดวยความไมประมาท เขาก็ยังอาจประสบ กับอุบัติเหตุใหเ กดิ ทกุ ขเวทนาได แตบุคคลบางคนทง้ั ๆ ทรี่ อู ยวู าส่งิ นั้น ๆ จะกอทกุ ขเวทนาใหแกตน แต เขาก็ยังเลือกทําส่ิงน้ัน ทั้ง ๆ ที่บางคราวนั้นจําเปนตองทําอยางน้ัน แตบางคราวไมมีความจําเปนอยูเลย ตัวอยางเชน คนที่ตองตรากตรําทํางานหนักในทามกลางแสงแดดจัด หรือทามกลางอากาศท่ีหนาวจัด เพ่ือหาทรัพยมาเลี้ยงชีพ หากเขาไมทําส่ิงน้ันในขณะนั้น เขาอาจไมไดปจจัยเครื่องเล้ียงชีพน้ีนับวาเปน ความจําเปน ในกรณีเชนนี้ มนุษยเราอาจมีเคร่ืองบรรเทาทุกขเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะความรอนความ หนาวน้ันไดบาง เชน สวมหมวก กางรม หากเส้ือผาท่ีหนา ๆ มาเพื่อสวมใสกันหนาว เปนตน สวนคน อีกพวกหน่ึงตองทนทุกขเวทนาโดยไมจําเปน เชน กลุมคนท่ีเบียดเสียดกันเขาไปดูการแสดงการเลน มหรสพในที่ตาง ๆ จริงอยูจิตใจของเขาในตอนนั้นรูสึกสนุก เพลิดเพลิน แตรางกายไดรับความลําบาก แนนอน เราไดทราบขาวและไดพบเห็นหลักความจริงอยูบอยครั้งวา คนยัดเยียดกันเขาดูการแสดงจน แนนและมีคนเปนลมตองหามสงโรงพยาบาลบาง มีการเหยียบกันตายบาง อยางน้ีเรียกวา ตองทน ทุกขเวทนาโดยไมมีความจําเปน น้ีเปนเพียงตัวอยางเล็กนอยท่ีพอจะยกมากลาวในท่ีน้ีเพ่ือเปนเคร่ือง เปรยี บเทียบใหเ ห็นภาพเทาน้นั สวนเรอื่ งจรงิ สามารถหาดูไดท ่วั ไป อยางไรก็ตาม เมื่อบุคคลรูเทาทันวาอะไรควร อะไรไมควร อะไรเปนสิ่งท่ีจะกอทุกข ใหแกตน อะไรจะกอสุขใหแกตน แลวเลือกกระทําประพฤติเฉพาะสิ่งที่จะลวงทุกขประสบสุขได เขา เหลานั้นก็จะประสบความสุขในชีวิตปจจุบันได แมเขาจะตองทุกขเพราะการประกอบสัมมาชีพเพ่ือให ไดมาซึ่งสุขน้ันบาง นั่นถือวาเปนเร่ืองธรรมดา ความมีทรัพยจะเล้ียงชีพไปไดตลอดชีวิต ความมี เกียรติยศในหมูคณะ ความไดรับยกยองสรรเสริญ ความมีสุขตามสมควรแกอัตภาพไปตลอดชีวิต นับเปนความสาํ เร็จสงู สุดในกระบวนการการดาํ รงชวี ิตของมนษุ ย นับเปน ความบรรเทาทกุ ขไ ด
137 วิธีการท่ีจะใหไดมาซึ่งสิ่งบรรเทาทุกขในชีวิตปจจุบันเฉพาะกายิกทุกข บุคคลสามารถ จะคิดประดิษฐข้ึนมาไดดวยหลักเกณฑตาง ๆ กัน แตสําหรับพุทธศาสนานั้นไดสอนไววา บุคคลจะได ทรัพยตองทําการงานใหเหมาะสม เอาการเอางานไมทอดธุระ ขยันขันแข็ง1 บุคคลจะไดยศและรักษายศ ไวไดนาน จะตองเปนคนขยัน มีสติไมประมาทในกาลทุกเมื่อ ทํางานดวยความบริสุทธ์ิสะอาดยุติธรรม มีปญญาพจิ ารณาใครครวญเหตผุ ลในภาระหนาท่กี ารงาน มคี วามสํารวมระวงั ไมพลั้งเผลอ เลีย้ งชีวิตโดย ชอบธรรม มีความไมประมาทเปนนิตย2 บุคคลจะไดรับความสรรเสริญจากผูคนดวยการมีความเพียรอัน เปนไปติดตอ มีปญญาเฉลียวฉลาดในเหตุการณตาง ๆ ต้ังม่ันอยูในคุณธรรม 3 ประการ คือ ศีล สมาธิ ปญญา ตามควรแกฐานะของตน3 และบุคคลจะลวงทุกขเสียได(ประสบแตความสุข) ดวยการมีความ เพียรพยายาม ความองอาจกลาหาญ4 นี้เปนการกลาวถึงวิธีการทางพุทธศาสนาอยางยอที่สุดสําหรับ ปญหาและวธิ ีการแกปญหาโดยพสิ ดารมีรายละเอยี ดอยใู นบทท่ี 2 แลว พทุ ธศาสนาไมไดมองปญหาเร่อื งความทกุ ขของคนอยางเดียวเทานั้น แตมองความทุกข ของสัตวโลกทั้งปวงไมวาจะเปนสัตวเล็กหรือสัตวใหญ ทั้งที่สามารถมองเห็นไดดวยสายตาและไม สามารถมองเหน็ ได และยังมองไปถึงยมโลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก พุทธศาสนามองเห็นวา สัตว ทั้งหลายเหลานั้นทั้งหมดตองมีชีวิตเกี่ยวของสัมพันธอยูกับความทุกขอยางจําเปน ตราบใดที่ยังมีชีวิต ตราบใดที่ยังตองตาย ตองเกิด ไมวาในโลกใด ก็ยังตองมีความทุกขอยูตราบน้ัน สัตวบางจําพวก เชน เทวดา พรหม แมจะไมตองทุกขเพราะการหาเลี้ยงชีพ เพราะอาพาธ เปนตน ก็ตองทนทุกข เพราะจุติ (ตาย) และอุบตั (ิ เกดิ ) ตอ งเปล่ยี นภพจากภพสภู พอยางไมร ูทีส่ ิน้ สดุ ความทุกขประการที่สองคือ ทุกขเพราะถูกอํานาจตัณหาครอบงําจนเปนเหตุใหด้ินรน และเปน เหตใุ หตอ งเวียนวา ยตายเกิด แมขอนี้พระพุทธองคก็ตรัสหมายถึง ความทุกขในชีวิตของสัตวทั้ง ปวง เพราะทรงเห็นดวยพระปญญาแลววา การที่ตองทองเที่ยวอยูในสังสารวัฏฏน้ี เปนความทุกขอัน หนกั ยิ่ง เปน ทุกขที่เกดิ ขึ้นไดบ อย ๆ และเปน ทุกขท แ่ี ทจริง ทรงแสดงวา การท่ีตองทองเท่ียวเวียนวายตายเกิดอยูในสังสารวัฏฏ มีสาเหตุมาจาก ตณั หา และตณั หาน้เี ปนสาเหตแุ หงความทุกขท กุ อยา ง รวมทง้ั ความทกุ ขท ่เี ปน ทุกขเวทนาที่กลาวมาแลว นนั้ ดว ย ผูมีปญญาพิจารณาเห็นความจริงเชนท่ีกลาวมานั้นแลว จึงไมพอใจท่ีจะใหตกอยูใน อํานาจแหงตัณหาอีกตอไป พยายามขจัดสภาพอันนี้ออกไป มีความเบ่ือหนายในตัณหาและอารมณให เกดิ ตัณหา ตามแนวคําสอนของพระพทุ ธเจาน้ีถือวา ความดบั ตัณหาไดอ ยา งเดด็ ขาดเปน ความดับทุกขได 1 ข.ุ สุ. 25/311/361. 2 ข.ุ ธ. 25/12/18. 3 ข.ุ ธ. 25/27/45. 4 ข.ุ สุ. 25/311/360.
138 โดยประการทงั้ ปวง และน่นั ก็หมายความวา ความสุขทั้งปวงจะเกดิ ไดม ีไดก ็ตอเมื่อดับตณั หาไดหมดแลว เทานั้น ภาวะของผูดับตัณหาไดแลวอยางหมดสิ้น เปนภาวะที่สมบูรณ เห็นสมควรแกการยกยอง นับถือ บชู า กราบไหว ไมม ภี ัยใด ๆ แกผ ูเขา ใกล คบหาสมาคม การเกดิ การตายของผนู ั้นถือเปนครั้งสุดทาย ไมมี การเกดิ ใหมใ นภพใดอกี เปนผเู สรจ็ กจิ ทีจ่ ะตองทําเพ่ือตนเอง ปฏิปทาท่ีจะใหไดมาซึ่งความดับตัณหาอันมีผลเชนนั้น พุทธศาสนาแสดงวา ตอง ดําเนินตามหลักอริยมรรคมีองค 8 นี้ เปนทางสายกลาง คือ ไมหยอนเกินไป ไมตึงเกินไป อริยมรรคเปน หนทางเดียวท่ีจะใหถึงภาวะน้ันโดยสะดวกและแนนอนและเปนหนทางท่ีทุกคนสามารถดําเนินไปได ใหผลแกผ ูทีด่ ําเนินไปนั้นอยางเสมอภาคกนั สําหรับบุคคลที่ดําเนินชีวิตไปตามทางน้ี เม่ือปฏิบัติไดตามเงื่อนไขครบสมบูรณ กิเลส คอื อวชิ ชาและอปุ าทาน อนั เปนกลุมเดียวกับตัณหาจะหมดไป สิ่งท่ีจะปรากฏแกเขาผูนั้นใหม คือ วิชชา ไดแ ก ความรูแจง เขา ใจตามเปนจรงิ ในธรรมทคี่ วรรูแจง ควรเขา ใจ วชิ ชาน้ีเองเปนเคร่ืองกําจัดกิเลสาสวะ ท้ังปวงใหราบคาบ เปนเครื่องตัดวัฏทุกขใหขาดลงอยางเด็ดขาด อันเปนความส้ินสุดทุกขอยางเด็ดขาด เมื่อถึงจุดน้ัน ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ไมมีอีกตอไป นับเปนการมีชีวิต คร้ังสดุ ทาย จากขอความในคัมภีรตาง ๆ ที่ยกมาแสดงไวแลวท้ังหมด ยอมเปนเคร่ืองยืนยันไดวา ความทุกขเปนส่ิงที่มีอยูจริง และมีแกมนุษยสัตวทุกจําพวกตลอดชีวิตตั้งแตเกิดจนตายสมดวยบาลีวชิรา เถรีภาษิตวา5 ทุกฺขเมว หิ สมโฺ ภติ ทุกฺขํ ตฏิ ฐติ เวติ จ นาญญตฺร ทกุ ฺขา สมโฺ ภติ นาญญตรฺ ทฺกฺขา นิรฺชฺฌติ. “ทุกขเทาน้ันเกดิ ขน้ึ ทกุ ขเ ทาน้นั แลตัง้ อยู นอกจากทกุ ข หามีอะไรเกดิ ขึ้นไม นอกจากทกุ ขไ มมีอะไรดับ”. การท่ีพระพุทธเจาทรงตั้งสมมติฐานขึ้นเปนเบ้ืองตนในสมัยที่ยังทรงเปนเจาชายสิทธัต ถะวา 6 ความแก ความเจ็บ ความตาย อันครอบงํามหาชนทุกคนไมใหลวงพนไปได แมอยางนั้น เพราะ โทษที่ไมไดฟงคําสอนของนักปราชญ เห็นผูอ่ืนแกเจ็บตาย ยอมเบื่อหนายเกลียดชัง.......ถึง พระองคเองก็มีอยางนั้นเปนธรรมดา แตจะเกลียดหนายเหมือนอยางเขาเหลาน้ันไมสมควรแก พระองคเลย เมือ่ รูเห็นอยา งนี้แลว ควรจะแสวงหาอุบายเครื่องพนธรรมดาสภาวะทั้งปวงยอมมี 5 ส.ํ ส. 15/555/199. 6 ม. มู. 12/317/318
139 ของท่ีมีขาศึกแกกัน เชน มีรอนแลวก็มีเย็นแก มีมืดแลวก็มีสวางแก บางทีก็จะมีอุบายแกทุกข 3 อยา งนี้บา งกระมัง? กแ็ ตว า อันจะแสวงหาอบุ ายแกท ุกข 3 อยางนั้นเปน ยากยิง่ .......... ดังนี้แลว ทรงสละราชสมบัติเสด็จออกผนวชเพ่ือแสวงหาอุบายแกทุกขน้ัน ยอมเปน สมมุตฐิ านทีต่ ้ังอยูบนหลักแหงความจริงท่เี ปนไปไดทุกประการ และดวยสมมติฐานอันน้ีทําใหพระองค ทรงพบทางแหงความดับทกุ ขน้ันแลวอยางสมบรู ณ พรอ มกนั นนั้ เมอื่ พระองคไดพ บสิง่ น้นั แลว กไ็ ดท รง จําแนก แจกแจง แสดง แกศาสนิกผูเล่ือมใสในพระองค ไดรูไดเขาใจและนําไปปฏิบัติเพื่อความพนทุกข เหมอื นอยา งที่พระองคไดท รงพนแลว ในขณะทีท่ รงแสดงทางแหงความพนทุกขไ ว พระองคก็ยังไดแสดงเรื่องความสุขของผู ท่ีพนทุกขแลววา7 “ดูกร อุทายี โลกมีสุขโดยสวนเดียวมีอยู ปฏิปทาท่ีเปนเหตุเพ่ือทําใหแจงซ่ึงโลกท่ีมี สุขอยางเดียวใหแจงชัดก็มีอยู” จากน้ันทรงแสดงวา ผูไดฌาณสมาบัติ ผูไดมรรคผลนิพพานเปนผูอยูใน โลกแหง ความสขุ โดยสว นเดยี ว สภาวะใดไมมีทุกข สภาวะอันน้ันชื่อวา มีสุขโดยสวนเดียว ปฏิปทาใดเปนไปเพื่อความ ดับทุกขและพนทุกข ปฏิปทานั้นเปนปฏิปทาเพ่ือความบรรลุโดยสวนเดียว ทั้งสองอยางนั้นไดนํามา เสนอไวแลว อยา งครบถว น 7 ม. ม. 13/381/361.
140 บรรณานุกรม กริ ติ บญุ เจือ. แกน ปรัชญาปจ จุบนั . กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพไ ทยวฒั นาพานิช จํากดั . 2522. ________________. จริยศาสตรสําหรับผูเร่ิมเรียน. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพไทยวัฒนาพานิช จาํ กัด, 2528. จาํ นงค ทองประเสริฐ. ปรัชญาตะวันตกสมัยกลาง. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพแพรพิทยา อินเตอร เนชัน่ แนล, หจก. 2525. ชเอิญศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา, ผศ. ปรัชญาตะวันตกสมัยโบราณ(ปรัชญากรีก). กรุงเทพมหานคร: คณะมนษุ ยศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง. สาํ นักพมิ พ เอส.เอ็ม.เอม็ ., ไมป รากฏปท พ่ี ิมพ ชัยวัฒน อัตพัฒน, ผศ. ปรัชญาตะวันตกรวมสมัย 2. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาปรัชญา คณะ มนุษยศาสตร มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง. สาํ นักพมิ พอักษรไทย, 2524. เดือน คําดี, รศ, ดร,. พุทธปรัชญา. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2526. ________________. ปญหาปรัชญา. กรุงเทพมหานคร: คณะศาสนาและปรัชญา สภาการศึกษา มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , 2529. ทวี ผลสมภพ. ปรัชญาศาสนา. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาปรัชญา คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัย รามคาํ แหง. โรงพิมพ บริษัทประชาชน จาํ กัด, 2526. แนบ มหานีรานนท, มูลนิธิ. คูมือการศึกษาพระอภิธัมมัตถสังคหะ. ปริเฉทท่ี 2-6-9. 9 เลม. กรุงเทพมหานคร: สาํ นกั พมิ พธเนศวรการพิมพ, 2529. ปานทิพย (ศุภนคร) ประเสริฐสุข. ปรัชญาตะวันตกสมัยกลาง. กรุงเทพมหานคร: คณะมนุษยศาสตร มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง, 2523.
141 มหามกุฏราชวิทยาลัย, มลู นิธิ. พระไตรปฎ ก. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพพ าณชิ ศุภผล, 2470. ________________. ธมั มปทัฏฐกถา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม หามกุฏราชวทิ ยาลยั , 2529. ________________. มงั คลัตถทีปน.ี กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม หามกฏุ ราชวิทยาลยั , 2517. ________________. วิสุทธมิ ัคค. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพม หามกุฏราชวทิ ยาลัย, 2522. ________________. อภิธัมมัตถสังคหะ และอภิธัมมัตถวิภาวินี ฎีกา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย, 2516. ราชบัณฑิตยสถาน, กอง. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. พิมพคร้ังท่ี 3. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พอกั ษรเจรญิ ทัศน, 2530. ราชวรมุนี, พระ. พุทธธรรม. พิมพคร้ังท่ี 3. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ พิมพ เผยแพร. กรงุ เทพมหานคร: สํานกั พิมพด า นสุธาการพิมพ, 2529. วชิรญาณวโรรส, สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยา. พุทธประวัติ เลม 1. 3 เลม. พิมพคร้ังท่ี 45. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , 2523. เบญจศีล และ เบญจธรรม. พมิ พคร้ังท่ี 9. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม หามกฏุ ราชวิทยาลยั , 2521. ________________. นวโกวาท พิมพคร้ังท่ี 62. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2503. ________________. ธรรมวิจารณ. พิมพคร้ังที่ 23. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหามกุฏราช วทิ ยาลยั , 2520. ________________. พทุ ธศาสนสุภาษติ เลม 1, 3. 3 เลม . พิมพคร้งั ที่ 28. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ มหามกฏุ ราชวิทยาลยั , 2529. วชิรญาณวโรรส, สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยา. สารานุกรมพระพทุ ธศาสนา.
142 สุเชาว พลอยชุม รวบรวม. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพม หามกฏุ ราชวิทยาลยั , 2529. วศิน อินทสระ. จรยิ ศาสตร. กรงุ เทพมหานคร: สาํ นักพิมพ บรรณาคาร, 2518. ________________. พุทธปรัชญาเถรวาท. พิมพคร้ังท่ี 2. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพบริษัท ประชาชน จาํ กัด, 2525. ________________. อธบิ ายมลิ ินทปญ หา. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม หามกฏุ ราชวทิ ยาลัย, 2526. วิทย วิศทเวทย, ศ.ดร. ปรัชญาท่ัวไป. พิมพครั้งท่ี 5. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ อักษรเจริญทัศน, 2525. ศรีวสิ ทุ ธกิ ว,ี พระ. อบรมกรรมฐาน. พมิ พครง้ั ท่ี 2. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2529. สชุ พี ปุญญานภุ าพ. ศาสนาเปรียบเทียบ. พิมพค รัง้ ที่ 7. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ หจก. คณุ พันอักษรกจิ . 2528. สเุ ชาวน พลอยชมุ . เอกสารประกอบคาํ บรรยายวิชาพุทธปรัชญาในพระสตุ ตันตปฎก. บัณฑิตวิทยาลัย สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย ป 2531. พระนักศึกษา รุน 1 จัด รวบรวมเขา เลม, 2531. สุนทร ณ รังษี, รศ.ดร. ปรัชญาอินเดีย/ประวัติและลัทธิ. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพพิพิธวิทยา, ไมป รากฏปท พี่ มิ พ. โสภณคณาภรณ, พระ. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหามกุฏราช วิทยาลยั , 2526. ________________. พระสุตตันตปฎก สังยุตตนิกาย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหามกุฏราช วทิ ยาลยั , 2522. ________________. ธรรมปริทัศน 2. พิมพคร้ังที่ 2. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพหางหุนสวนจํากัด ศวิ พร, 2529.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151