Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore thesis เรื่องทุกข์

thesis เรื่องทุกข์

Description: thesis เรื่องทุกข์

Search

Read the Text Version

44 ตาย แตดวยจิตที่เลื่อมใสในพระพุทธเจาอยางแรงกลากอนตายจึงไปปฏิสนธิในเทวโลกเปน เทพบุตร ชอ่ื มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ฝายพราหมณผูเปนพอ จัดการเผาศพตามธรรมเนียมแลว คร่ําครวญถึงลูกชายคนเดียวของ ตนทุกวัน เขาไปปาชาบนเพอรําพันอาลัยถึงลูก เปนทุกขอยางนาสงสาร เทพบุตรมัฏฐกุณฑลีทราบ อาการน้ัน จึงคิดวา เราจะสั่งสอนใหพราหมณนี้รูสึกตัวเสียที จึงแปลงกายเปนมาณพไปยืนรองไห คร่ําครวญอยูในปาชา แสดงอาการอยางนาสงสารย่ิง ฝายพราหมณพอเห็นมาณพน้ันเขา ก็คิดวาเรา รองไหครํ่าครวญเพราะความโศกถึงบุตร เจามาณพน้ันเขารองไหตองการอะไรกัน จึงเอยถามวา “ทานตกแตง กายเหมอื นมัฏฐกณุ ฑลี มีดอกไมป ระดับ มีกล่นิ ตวั หอมฟุงดวยกลิ่นจนั ทร ยืนกอดแขน ท้ังสองคร่ําครวญอยูในปาชา ทานเปนทุกขอะไรนักหรือ” พราหมณไดรับคําตอบจากมาณพนั้นวา “เรือนรถทําดวยทองคําผุดผอง เกิดขึ้นแลวแกขาพเจา แตขาพเจาหาลอของมันยังไมได จึงคิดวาจะ ยอมเสียชีวิตเพราะความทุกขนั้น” จึงตอบกลับไปวา “พอมหาจําเริญ คูลอของรถนั้นจะทําดวย ทองคํา แกวมณี หรือโลหะ หรือทําดวยเงินก็ตาม ทานบอกขาพเจาเถิด ขาพเจาจะรับประกันหาคูลอ นั้นให” มาณพคิดวาเจาพราหมณน้ีไมทํายาใหบุตรผูกําลังจะปวยตาย ยังมาพูดวาจะทําลอรถทองคํา ใหเรา เราจะแกลงเสียใหเข็ดหลาบ จึงถามวา ทานจะทําขนาดไหนใหเรา? พอพราหมณถามวา เจา ตองการขนาดไหน? จึงตอบไปวา “ขาพเจาตองการพระอาทิตยและพระจันทรท้ังสองดวง ทานเม่ือ ขา พเจาขอแลวไดโ ปรดใหพ ระจนั ทรและพระอาทิตยแกขาพเจาเถิด พระจันทรและพระอาทิตยสอง แสงเปน คูก นั ในวิถีทัง้ 2 รถของขา พเจาทาํ ดวยทองคํา คงจะงามเหมาะสมกบั คูลอน้นั เหลอื เกิน” พราหมณไดฟงคําน้ันเขา จึงตอบไปวา “พอมาณพ เจาปรารถนาสิ่งท่ีไมควรปรารถนาเสียเลยชาง เปนคนโงเขลาแทๆ ขาพเจาคิดวาเจาคงจะตายเปลา คงจะไมไดพระจันทรและพระอาทิตยท้ัง 2 นั้น แนนอน” มาณพเห็นไดทีจึงตอบไปวา “ก็คนท่ีรองไหเพราะตองการส่ิงท่ีปรากฏอยูโงหรือคน รองไหถึงส่ิงท่ีไมปรากฏโงเขลากันแนเลา” แลวกลาวตอไปอีกวา “แมการไปการมาของพระจันทร และพระอาทิตยก็ปรากฏอยู รัศมีของพระจันทรและพระอาทิตยก็ปรากฏอยูในวิถีทั้ง 2 สวนคนที่ ตายไปแลวใครๆ ก็มองไมเห็น ฉะนั้น เราทั้งสองนี่ที่ครํ่าครวญอยูในที่น้ี ใครเลาเปนคนโงเขลากวา กัน” พราหมณไดฟงดังน้ันก็นึกไดทันทีวาเจามาณพน้ีพูดถูก เราตางหากเปนคนโง จึงกลาววา “พอ มาณพ เจา พูดถกู จริงแท ในเราท้ังสองผูคร่าํ ครวญกันอยนู ่ี เราเองเปน คนโง เราคร่ําครวญเพราะอยาก ไดบ ตุ รทต่ี ายไปแลวคืนมา เราเปนเหมอื นทารกผรู อ งไหอ ยากไดพ ระจันทร” ในที่สุดแหงการสนทนากันของคนท้ังสอง พราหมณก็หายโศกเศราหยุดครํ่าครวญถึงลูกท่ี ตายไปแลว จึงไดความวา ความทัศนะของพุทธศาสนา ความคร่ําครวญถึงสิ่งของหรือบุคคลที่รักท่ี สูญเสียไปแลว เปนความโงเขลา ตองประสบทุกขเปลาไมไดอะไรคืนมาหากมองใหกวางออกไปก็ จะเหน็ วา นอกจากความคร่ําครวญจะใหทกุ ขแ ลว บคุ คลผคู ราํ่ ครวญยงั จะตอ งเสียสุขภาพทั้งทางกาย

45 และทางใจ ท้ังเสียเวลาในการประกอบกิจเลี้ยงชีพอีกตางหาก เกี่ยวกับบุคคลใกลเคียง เม่ือบุคคล หน่ึงรองไหคร่ําครวญเสียใจ แสดงอาการหมดอาลัยในตนเองอยู ผูใกลเคียงยอมเสียความรูสึก หงดุ หงิดไปดว ย 6. ทุกขะ คือความไมสบายกาย ความเจบ็ ปวยทางกายเปน ความทกุ ข ทุกขะ คือ ความทกุ ขใ นทน่ี ้ีหมายถงึ เอาอาการอันไมพึงปรารถนาทีเ่ ปน ไปทางกาย เชน เปน โรคตา งๆ ทีเ่ บียดเบียนกาย หรือไมก็ประสบอุบัติเหตุจนเจ็บปวดทางกายหรือไมก็รางกายถูกอากาศ รอนจดั หนาวจัด หรอื ถกู สัตวประทษุ รา ย ลวนเปนความทุกขใ นทนี่ ี้ทง้ั สิน้ บาลีทีฆนิกาย37 แสดงความขอน้ีวา “ก็ทุกขเปนไฉน? ความลําบากทางกาย ความไมสําราญ ทางกาย ความเสวยอารมณอ นั ไมด ที เ่ี ปน ทกุ ขเกดิ แตกายสัมผสั อนั น้เี รียกวา ทุกข” กลาวแยกแยะใหปรากฏชัด ทุกขทางกายแมจะมีสาเหตุมากมายก็อาจแยกเปนกลุมสาเหตุ ได 4 กลุม คอื 1. ทุกขเ พราะเสพเสวย 2. ทกุ ขเพราะการขบั ถาย 3. ทกุ ขเพราะการกระทบกระแทก 4. ทกุ ขเพราะโรคภยั เบยี ดเบยี น กลุมที่ 1 ทุกขเพราะเสพเสวย หมายถึง ทุกขเกิดจากการดู การฟง การดม หรือได กลน่ิ การลม้ิ รส การดู คือ การใชตาสัมผัสกับรูปท่ีเปนส่ิงภายนอก บางคราวสายตากระทบกับแสง สีที่ใหตาเกิดความระคายเคืองเจ็บปวด บางคราวบางคนถึงกับตาบอด การดูสีขาวก็ดี การดูเหล็ก หรอื สังกะสกี ด็ ี ในขณะท่แี ดดจดั หรือการเหน็ ประกายไฟเชื่อมโลหะท่ีนายชางกําลังเช่ือมอยูดวยตา เปลา เปน อันตรายตอตา ทําใหต าเจบ็ ปวดรนุ แรงได การฟง คือ การที่หูกระทบกับเสียง ประสาทหูน้ันมีความสามารถรับฟงเสียงไดใน ระดับจํากัด เสียงท่ีดังเกิน 80 เดซิเบล นับวาเปนระดับอันตรายตอประสาทหูอาจทําใหเกิดความ เจ็บปวดหรือถาดังแรงเกิดไปอาจทําใหหูหนวกไปเลย เสียงตีระฆังท่ีรุนแรง เสียงจากทอไอเสีย รถยนตท ี่ดังแรงๆ ถาบคุ คลอยใู นระยะใกลเสียงนน้ั จะเปน อนั ตรายตอหอู ยา งย่งิ การไดกล่ิน คือ การที่กลิ่นผานชองจมูกเขาไปกระทบฆานประสาทกล่ินเหม็น กลิ่นฝงท่ีรุนแรงอาจทําลายโพรงจมูกใหเกิดอาการเจ็บแสบ เกิดความทุกขทรมานยิ่งถาเปนกลิ่นท่ี 37 ท.ี มหา.10/295/341.

46 เกิดจากสารพิษดวยแลว อาจทําลายเยื่อบุโพรงจมูกและระบบประสาทอ่ืนๆ อยางรุนแรงดวย และ แมก ารไมไ ดอากาศบริสุทธ์หิ ายใจกเ็ ปน ทกุ ข การลิ้มรส หมายถงึ การกนิ และการด่ืมท่ีผานชองปากเขาไปภายในและยังหมายถึง ท้ังการไดลิ้มและไมไ ดลม้ิ ตามปกติรางกายคนเราตองการอาหารและน้ําสําหรับบํารุงเลี้ยงใหเติบโต สดช่ืน การไมไดบริโภคอาหารตามเวลาอันควรยอมเกิดความหิวซ่ึงอาจเกิดอาการเจ็บปวดภายใน กระเพาะอาหารเปน อนั ดับแรก แลว ตอ ไปอาจมีโรคแทรกซอนตามมา การไมไดด ื่มน้ําตามท่ีรางกาย ตองการ ทําใหเกิดความกระหายมีผลใหรางกายออนเพลีย ถารางกายขาดนํ้านานเกินไปก็จะเกิด อาการวงิ เวียนเปนลม เปน ความเจบ็ ปวดทรมานทางกายในแงหนงึ่ อีกดานหน่ึง รางกายไดอาหารไดน้ําตามเวลาอันควร แตถาอาหารนั้นมีรสจัด เกินไป เชน เผ็ดจัด ขมจัด เค็มจัด เปร้ียวจัด รอนจัด หรือน้ําที่ไมบริสุทธิ์ดวยประการใดประการ หนึง่ ยอ มกอ ปญ หาความทกุ ขท รมาน ความเจบ็ ปวดใหแกร า งกายไดต ามแตกรณี กลุมท่ี 2 ทุกขเพราะขับถาย หมายถึง การขับถายอุจจาระปสสาวะ และเหงื่อไคล ตามรา งกาย การขับถายเปนเร่ืองธรรมชาติของรางกายจะขาดเสียมิได จึงจําเปนตองควบคุมให รางกายขับถายเปนปกติอยูเสมอ ถึงกระนั้น กอนถายอุจจาระปสสาวะทุกคร้ังก็มีความเจ็บปวดที่ ปรากฏชัดอยูแลว แตเมื่อใดระบบการขับถายขัดของไมทํางานใหเปนไปตามปกติ เม่ือนั้นความ เจบ็ ปวด ความทุกขท รมานกเ็ กดิ ขน้ึ ทนั ที เรื่องนนี้ ายแพทยอวย เกตุสิงห เขียนไวในเชิงวิชาการตอน หน่ึงวา “ความปวดอุจจาระและปสสาวะ เปนทุกขอีกสองอยางท่ีทุกคนตองประสบอยูเสมอ แมใน ภาวะปกติบางคร้ังอาจทนไดยากอยูแลว ยิ่งในภาวะผิดปกติเชนเปนบิดหรือน่ิว ทุกขทั้งสองน้ีก็อาจ ถึงขัน้ ปวดราวแทบจะทําใหขาดใจตายลงไปได” 38 ความเจ็บปวดในสองเร่ืองน้ีจึงเปนเรื่องท่ีตองทน และในท่ีสุดก็ทนอยูไมได คือ ตอ งเปนทุกขอ ยเู ปนประจํา ทุกๆ คนจําตองประสบกับทกุ ขช นดิ น้อี ยางไมมที างหลีกเลี่ยงไดเ ลย อีกประการหน่ึง การขับถายเหงื่อไคลก็เปนความจําเปนทางสรีระวิทยา เมื่อใดรู ขับถายเหงื่อเกิดอาการอุดตัน ไมมีการถายเทตามปกติ รางกายจะเกิดความผิดปกติไปดวย น้ีก็เปน ความทุกขท ี่มาจากอกี เหตุหนึ่ง กลุมที่ 3 ทกุ ข เพราะการกระทบกระแทก ขอน้ีหมายเอาความทุกขเพราะความกระทบกระแทกทางกายอยางเดียวซึ่งอาจเกิด จากการประสบอุบตั เิ หตุ จากการถูกทํารา ยโดยมนุษยหรอื สตั วร า ย หรือจากภัยธรรมชาติ 38 วศนิ อนิ ทสระ, พุทธปรัชญาเถรวาท, (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพบรษิ ทั ประชาชน, 2525), หนา 578.

47 มนุษยตองดํารงชีวิตอยูในทามกลางอันตรายเหลานี้อยางจําเปน อุบัติเหตุยอมมีได จากการทํางานเพ่ือดํารงชีวิต จากยานพาหนะ จากคนท่ีจิตใจโหดเหี้ยมรายกาจก็มีอยูท่ัวไปในสังคม มนุษย สัตวราย สัตวมีพิษรายที่เปนอันตรายตอรางกายมนุษยก็มีอยูมากในโลก ภัยอันตรายจาก ธรรมชาติ เชน แสงแดดท่ีรอนจัด อากาศที่หนาวจัด น้ําทวม ฟาผา ลวนเปนเรื่องสรางความเจ็บปวด ใหแกรางกายของมนุษยดวยการกระทบกระแทก แมจะไมมีทุกขณะก็ตาม แตเกิดข้ึนเมื่อไรรางกาย กต็ อ งเจ็บปวดเปน ทกุ ข กลมุ ท่ี 4 ทุกข เพราะโรคภยั เบยี ดเบยี น โรคภัยนั้นมีมากอยางตางชนิด ท้ังภายในภายนอก อันเปนเรื่องปรากฏชัดอยูแลว โรคบางชนิด เชน โรคผิวหนัง สรางความทุกขใหแกรางกายดวยอาการคันตามผิวหนัง เกิดอาการ หงุดหงิดรําคาญ โรคบางอยางสรางความทุกขเจ็บปวดใหแกรางกายอยางรุนแรง และบางอยางก็ สามารถพราชวี ิตเอาเลยทเี ดยี ว เร่ืองโรคภัยเปนเรื่องย่ิงใหญสําหรับมนุษย มนุษยจะตองจายเงินคิดคนควาผลิตยา มาเพอ่ื บรรเทา บาํ บัดรักษาโรคตา งๆ เพ่อื ปอ งกันความเจบ็ ปวดของมนษุ ยป ห น่ึงๆ นับแสนลานบาท แมกระน้ัน มนุษยก็ยังตองเปนทุกขเจ็บปวดเพราะโรคภัยเบียดเบียนอยูน่ันเอง และในที่สุดมนุษย สว นมากกท็ นอยูไมได ตองตายเพราะโรคภยั เบียดเบยี น 7. โทมนสั ความเสยี ใจเปน ทุกข ความทุกขช นดิ นเ้ี ปนความทุกขที่เกิดทางใจอยางเดียว เกิดที่ใจดับท่ีใจมีบาลีแสดง วา 39 “ก็โทมนสั เปนไฉน? ความทุกขท างจิต ความไมสําราญทางจิต ความเสวยอารมณอันไมดีที่เปน ทุกข เกิดแตม โนสมั ผัส อนั น้เี รียกวา โทมนสั ” ความโทมนัสหรือความเสียใจจัดเปนเจตสิก และเปนเวทนาเจตสิกคูมือการศึกษา พระอภิธัมมัตถสังคหะ40 แสดงไววา “โทมนัสเวทนาเจตสิกนี้คือ ธรรมชาติท่ีเสวยอารมณไมสบาย ใจหรือทุกขใจ มีการเสวยอารมณที่ไมดีเปนลักษณะ มีการประจวบกับการท่ีไมนาปรารถนาเปนกิจ มคี วามอาพาธทางใจเปนผล มีหทัยวตั ถุเปน เหตใุ กล” พิจารณาตามรปู ศัพท โทมนสั มาจาก ทุ – มนัส ทุ เปนคําอุปสรรคแปลวา ชั่ว, ยาก มนสั แปลวา ใจ เม่อื เอาสองคาํ มาควบเขากนั จงึ มรี ปู เปน โทมนสั แปลตรงวา ใจที่ช่ัว จึงถือเอาความ วา จิตหรอื ใจที่เสียสภาพปกตไิ ป ใจทไ่ี มมคี วามสําราญอธิบายตามแนวอภิธรรมก็คือ จิตที่ถูกเจตสิก 39 ที.มหา. 10/295/341. 40 มูลนธิ ิ แนบ มหานรี านนท, คมู อื การศึกษาพระอภิธัมมตั ถสงั คหะ, ปรเิ ฉทที่ 2, หนา 14, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ ธเนศวรการพิมพ, 2527).

48 ท่ีทําใหเกิดความเสียใจเขาไปผสม จนเสียสภาพปกติของจิตเดิมไป ซ่ึงบางคราวก็เสียสภาพไป เพราะความรัก บางคราวเสียสภาพไปเพราะความชัง เชนเดียวกับน้ําบริสุทธ์ิ นํ้านั้นบริสุทธิ์อยูได ตราบเทาที่ยังไมมีส่ิงแปลกปลอมเขามาเจือปนเทาน้ัน พอส่ิงแปลกปลอมเขาปะปน ความเปนนํ้า บริสุทธิ์ก็เสียไปทันที บางคราวถาส่ิงแปลกปลอมที่เขามาปะปนนั้นสกปรกมาก มีสารพิษตางๆ ผสม นํา้ ทเ่ี คยบรสิ ทุ ธก์ิ จ็ ะกลายเปน น้าํ เสยี ไปเลยทเี ดียว มีสภาพบูดเนาปรากฏ ความโทมนัส คือ ความทุกขทางจิต มีสาเหตุใหญใกลตัว คือ ความรัก ความชัง อนิษฐารมณ มีผลใหสุขภาพจิตเสีย อาจนํามาซ่ึงความเสียหายใหญหลวงในคราวท่ีทนตอทุกขชนิด นี้ไมไ ด เชน ฆาตัวตายหรอื ทาํ ลายชวี ิตผูอ ่ืน 8. อปุ ายาส ความคบั แคนใจเปนทุกข ความทุกขเพราะความคับแคนใจ กลาวไดอีกอยางหนึ่งวาเปนความทุกขระทม เพราะรูสึกวา ทําอะไรใหสาสมแกใจไมได คําอธิบายขยายความในบาลี คือ 41 “ก็ อุปายาส เปน ไฉน? ความแคน ความคับแคน ภาวะของบุคคลผูแคน ภาวะของบุคคลผูคับแคน ของบุคคลผู ประกอบดวยความพิบัติอยางใดอยางหน่ึง ผูถูกธรรมคือทุกขอยางใดอยางหนึ่งกระทบแลว อันน้ี เรียกวา อุปายาส” เพื่อใหค ําอธิบายเร่ืองน้ีสมบูรณย่ิงข้ึน ขอนําเรื่องตัวอยางท่ีเกิดขึ้นในครั้งพุทธกาล มาเลาประกอบสักหนึ่งเรื่อง คือ เร่ืองนางปฏาจาราเถรี42 เร่ืองมีอยูวานางคนน้ีเปนธิดาเศรษฐี พอ เจริญวัยเปนสาว นางหลงรักหนุมคนใชในบาน แลวก็แอบไดเสียกันเรื่อยมา และในท่ีสุดทั้งสองก็ พากันหนีออกจากบานไปต้ังตัวทํามาหากินในตางแดน ดวยความกลัววาถาจะเปดเผยความจริงให พอแมทราบ คงจะถูกขัดขวางทางแหงความรักแนนอน และฝายชายก็อาจจะถูกกําจัดเสียดวย กาลเวลาผานไปนางตั้งครรภครั้งแรก พอครรภแกก็ชวนสามีกลับไปหาพอแมดวยคิดจะไปคลอด บุตรที่บานพอแม แตสามีไมยอมใหไปเพราะกลัวพอแมจะลงโทษในที่สุดนางก็หนีไปคนเดียว แต ไปไดครึ่งทางก็คลอดบุตรเสียกลางทางน้ันเอง ฝายสามีรูวาภรรยาหนีกลับบานก็รีบออกติดตามไป และไปพบนางผูคลอดบตุ รอยรู ะหวา งทาง จึงพากลับไปอยูกันที่เดมิ อีกคร้ังหนึ่งท่ีเหตุการณเชนน้ีเกิดข้ึน คือ เมื่อกาลเวลาลวงไปพอสมควรนาง ตั้งครรภอีก นางอยากกลับไปคลอดท่ีบานเหมือนเดิม ออนวอนสามีเทาไรก็ไมไดผลดังเดิม ดังนั้น พอครรภครบอายุคลอด ขณะสามอี อกไปทาํ งานนอกบาน นางกพ็ าบตุ รอมุ ทองหนอี อกจากบา นดว ย จุดมงุ หมายสําคญั คอื ไปคลอดบุตรทบ่ี านพอ แม 41 ที. มหา. 10/295/341. 42 ธมมฺ ปฏฐ กถา ภาค 4/141.

49 ตกเย็นสามีกลับมาถึงบานไมพบภรรยา ถามคนขางบานไดความวา นางหนีออก จากบานไปแลวจึงรีบออกติดตามทันที จึงพบนางระหวางทางตอนค่ําดึกแลว ขณะนั้นนางเจ็บทอง คลอดพอดีกับฝนเริ่มตก และตกหนักเปนเวลานาน ฝายสามีจึงไปหาใบไมในปามาทําหลังคาบังฝน ใหแมแ ละลกู นอ ย และก็โชครายเหลอื เกนิ ท่เี ขาไปถกู งูรา ยกัดตาย ขณะที่นางรอสามีอยูกับลูกนอยสองคนน้ันฝนตกหนักตลอด จึงตองปกปองบุตร คนเล็กจนสุดความสามารถ รอจนสวางไมเห็นสามีกลับมา จึงใหลูกคนแรกสะกดรอยตามพอไป เด็กก็ไปพบวาพอตายเสียแลว นางจึงรูสึกเสียใจมากท่ีสามีตองมาตายในเหตุการณเชนน้ัน ในท่ีสุด นางจึงตัดสินใจพาลูกนอยท้ังสองกลับบานเกิด ความวัวยังไมหาย ความควายเขามาแทรก นาง เดินทางไปเจอแมน้ําใหญท่ีมีน้ําไหลเช่ียวกราก เพราะฝนตกหนักตลอดวันคืนท่ีผานมา และก็พาลูก นอ ยท้ังสองมาสน้ิ ชีวติ เสยี ณ ทนี่ เี้ อง จากน้ันนางตอ งเดินรอ งไหก ลับบานคนเดยี ว แลวก็มาถึงคราวเส่ือมสุดขีดของนาง เมื่อทราบจากคนเดินทางวา พอแม และพี่ชายของนาง ถูกกระแสน้ําพัดพาหายไปพรอมกับบานเม่ือ คืนท่ีผานมาก นางถึงกลับหมดสติกลายเปนคนบา เดินรองไหบางหัวเราะบางไปอยางไรจุดหมาย ดวยรา งกายทไ่ี รผาปกปด และจติ ใจที่ไรความรสู กึ อับอาย เรื่องน้ีแสดงอาการของบุคคลผูถูกอุปายาสทุกขครอบงําไดชัด เหตุการณที่ นางปฏาจาราประสบต้ังแตหนีออกจากสามีจนทราบขาวการตายของพอแม และพี่ชายตายหมดนาง ไมสามารถแกปญหาอะไรไดเลย จึงประสบกับความคับใจสุดขีดกระทั่งหมดสติ แมจะไมมีผา หอหุมกายแมแตนิดเดียวก็ไมมีความอับอาย แสดงถึงความทนไมไดคือตองทุกขอยางมหันตวิสุทธิ มรรค43 แสดงความขอน้ีไววา “โทสะ อันความทุกขใจอยาหนักบันดาลขึ้นแหงบุคคลท่ีถูกทุกข มี ญาติเสยี เปนตน ตองเอาน่ันเอง ช่ือวา อปุ ายาส” พิจารณาตามน้ี อุปายาสเปนสังขารขันธ มีอาการตามแผดเผาจิตเปนลักษณะ กําหนด มีการทอดถอนอาลัยถึงเปนกิจ มีความตรมตรอมใจเปนเครื่องปรากฏ ผูถูกอุปายาสทุกกข ครอบงําเกิดอาการรา งกายซูบซดี ขอ เปรียบเทียบ โสกะ ปริเทวะ อุปายาสดวยการตมน้ํา โสกะเหมือนการท่ีน้ําเดือด อยใู นภาชนะดวยไฟอุน ๆ ปริเทวะเหมือนการที่นาํ้ ลนออกจากภาชนะที่น้าํ เดอื ดนนั้ ดวยแรงรอนของ ไฟ อุปายาสเหมือนการที่นํ้าเดือดจนแหงอยูภายในภาชนะแหงนํ้าที่เหลือจากการลนออกขางนอก แลวไมพอจะลน อกี นนั่ เอง 43 วสิ ทุ ธฺ ิ. 3/185/186.

50 9. อปั ปยสัมปโยคะ ความประจวบกบั สงิ่ ไมเปน ท่รี กั เปน ความทุกข ก็ความประจวบกับสิ่งไมเปนท่ีรักเปนทุกข เปนไฉน? ความประสบความพร่ัง พรอม ความรวม ความระดมดวยรูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ อันไมนาปรารถนา ไมนาใคร ไมนา พอใจ หรือดวยบุคคลผูปรารถนาสิ่งไมเปนประโยชน ปรารถนาสิ่งไมเก้ือกูลปรารถนาความไม ผาสกุ ปรารถนาความไมเกษมจากโยคะ ซ่ึงมีแกผูน้ัน อันน้ีเรียกวา ความประจวบกับสิ่งไมเปนท่ีรัก กเ็ ปน ทกุ ข44 พิจารณาจากขอความพุทธพจนท่ียกมาขางตนนี้ อาจแยกสิ่งที่เรียกวา “ไมเปนที่ รัก” เปน กลมุ ใหญๆ ไดเปน 2 กลมุ คือ - กลุมสิ่งแวดลอม - กลมุ บุคคล กลุมสิง่ แวดลอ ม กลุมสิง่ แวดลอ มทีด่ ยี อ มมีคาสูงสําหรับมนษุ ยใ นอนั ท่จี ะประกอบ กิจเพื่อนําชีวิตไปสูความกาวหนา และนําพาสังคมมนุษยใหเจริญรุงเรือง ในขณะเดียวกันหาก ส่ิงแวดลอมไมดี การประกอบกิจเพ่ือดํารงชีวิตของมนุษยก็จะมีแตอุปสรรคแนนอน เม่ือการ ดํารงชวี ิตสว นปจ เจกมอี ปุ สรรค การพฒั นาสังคมมนษุ ยใหกาวหนา กจ็ ะมอี ุปสรรคไปดวย คําวา “สิ่งแวดลอม” ซ่ึงตรงกับคําวา รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ ในท่ีนี้ยอม หมายถึง อาหาร สถานที่ ระบบนิเวศน และอื่นๆ ทั้งหมด ยกเวนบุคคลซึ่งไดแยกไว กลาวอีกแผนก หนงึ่ ตา งหาก ซงึ่ เหลา น้ีมีอทิ ธพิ ลเหนอื การดํารงชีวิตของมนษุ ยและสตั วทุกชนดิ ต้ังแตอดีตกาลมา มนุษยเราถือวาปจจัยเคร่ืองดํารงชีพ 4 ประการ คือ เคร่ืองนุงหม อาหาร ยารกั ษาโรค ทีอ่ ยูอ าศยั เปนของจําเปนขั้นพ้ืนฐาน แมปจจุบันสิ่งเหลาน้ีก็ยังมีความจําเปนอยู เชนเดิม แตแมส่ิงเหลาน้ีจะมีความจําเปนขั้นพ้ืนฐานที่ทุกคนตองมีโดยขาดมิไดเลย ก็ยังตองการ ความเหมาะสม ตัวอยาง เส้ือผาที่ไมไดขนาดกับผูใช เส้ือผาที่ไมเหมาะกับภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ยอมสรา งความอดึ อัดใจใหกบั ผูใช เสอ้ื หนาวของชาวเอสกโิ ม หากเอามาบงั คับใหค นไทยใชส วมใส ในฤดูรอน ผูใชคงอึดอัดจนใชไมไหวแน อาหารของคนชาติหน่ึงยอมไมเหมาะกับการบริโภคของ คนชาติอื่น ยาแกโรคท่ีไมตรงกับสูตรแกโรคน้ันใชไปเทาไรก็ไมไดผล คฤหาสนอันโอฬาร ยกให คนยากจนเขาอยูอาศัย เขาตองรักษาไมได อยูอาศัยไมได เพราะไมมีปจจัยบริหารพอ นี้มองปญหา กนั อยางรวบรดั ทส่ี ุด โลกปจจุบันกําลังขาดแคลนสิ่งแวดลอมท่ีดีหนักข้ึนทุกที และกําลังเพิ่มปริมาณ ความขาดแคลนข้ึนอยา งรุนแรงและรวดเรว็ จนเปนท่วี ิตกหนกั ของมนษุ ย สิง่ เหลาน้นั เชน 1. อากาศทีบ่ รสิ ุทธ์ิ 44 ที.มหา. 10/295/341.

51 2. น้ําบริสุทธ์ิ 3. แสงแดดทพี่ อเหมาะ 4. ปาไมทีใ่ หความชุม ช้ืน เราตองยอมรับอยางปฏิเสธไมไดเลยวา ในสังคมมนุษยปจจุบันกําลังเพ่ิมปริมาณ การขาดอากาศบริสุทธิ์สําหรับหายใจ เพราะอากาศบริสุทธิ์ที่เคยมีอยูในธรรมชาติถูกสารพิษจากทอ ไอเสียรถยนต ทอไอเสียโรงงานอุตสาหกรรม และสารระเหยมีพิษตางๆ ที่มนุษยเองสรางข้ึนเขาไป ผสมปะปนจนกลายเปน อากาศพิษ นํ้าบริสุทธิ์ที่เคยมีอยูท่ัวไปในแมน้ําลําธาร หวย หนอง คลอง บึง ใหมนุษยไดอาบ ด่ืม บริโภคไดทุกหนแหง รวมท้ังน้ําฝนที่ตกลงมาจากทองฟา เปนนํ้าบริสุทธิ์มานับลานๆ ป ถึง ปจจุบันนี้ นํ้าเชนนั้นกําลังหาไดยากจนถึงขั้นขาดแคลน อยาวาแตมนุษยจะนําน้ําน้ันมาบริโภคใช สอยเลย แมส ัตวนํา้ ตางๆ กย็ ังทนอยใู นนาํ้ ไมไ ดต อ งตาย ตองส้นิ สญู พันธุไ ปแลวจากโลกเปนจํานวน ไมนอยชนิด ท้ังนี้สารพิษจากปุยเคมีบาง จากผงซักฟอกบาง จากการถายเทน้ําเสียลงแมน้ําลําคลอง ของโรงงานอตุ สาหกรรมบา ง จากการทิง้ ของเสียลงในตนนํ้าลําธารบาง จากการทําลายแหลงกําเนิด ตน น้ําลําธารบาง จนทําใหนํ้าในแหลงตา งๆ เปนนา้ํ มพี ิษ แสงแดดจากดวงอาทิตยท่ีสองลงมายังโลก ใหมนุษยไดรับความอบอุนตามเหมาะ แกฤดูกาล ปจจุบันไดเปล่ียนแปลงสภาวะอันน้ันไปสูภาวะที่เลวรายหนักขึ้นทุกทีฤดูกาล เปลีย่ นแปลงไป อุณหภูมสิ ูงขนึ้ เพราะธรรมชาตถิ กู ทาํ ลายลง สารเคมีปะปนอยูในอากาศเปนตัวเพิ่ม ความรอ น ปาไม เปนสิ่งแวดลอมสําคัญท่ีสุดอีกประการหนึ่งท่ีมนุษยตองอาศัยดํารงชีวิต ปา ไมเปนแหลงเพาะพันธใหกําเนิดส่ิงแวดลอมที่ดีงามอื่นๆ อีกมากมาย ปาไมเปนเสมือนโรงงานฟอก อากาศใหมนุษย เปนแหลงตนนําลําธาร เปนที่เพาะพันธและเปนที่อาศัยของสัตวนานาชนิด เปน แหลง รกั ษาพนั ธุสตั ว มนษุ ยเรานอกจากตองการสิ่งที่เปนไปตามธรรมชาติจากปา ไมแ ลว ยงั ตองการ เน้ือไมมาทําท่ีอยูอาศัย เฟอรนิเจอรเคร่ืองประดับและอื่นๆ ปจจุบันพื้นท่ีปาไมของโลกหมดไปเกิน คร่ึงเพราะมนุษยเองเปนผูทําลาย จึงเปนปญหาความขาดแคลนส่ิงที่มนุษยตองการจากปาไม เม่ือ มนุษยยง่ิ เพิม่ จาํ นวนมากขึ้นในขณะที่ปาไมย่ิงลดลง ปญหาความขาดแคลนส่ิงท่ีปาไมเคยใหก็ยิ่งทวี ความรนุ แรงขน้ึ ตามลําดับ ความขาดแคลนท่ียกมาเปนตัวอยางเหลาน้ี หากไมศึกษาใหละเอียดลึกซ้ึงแลว จะ ไมเห็นความเก่ียวของสัมพันธกับเรื่องอัปปยสัมปโยคทุกข แตเมื่อพิจารณาโดยรอบคอบแลว จะ เห็นวาสิ่งเหลาน้ันมนุษยตองการ รัก หวงแหน แตในภาวะปจจุบันส่ิงเหลาน้ันเร่ิมหมดไป เขามาสู ยุคภาวะขาดแคลน ความขาดแคลนนี้เองเปนอัปปยสัมปโยคทุกขของมนุษย ปจจุบันชาวโลกกําลัง วติ กกังวลตอ ปญหาความประสบภาวะอันไมนาปรารถนาไมนาใคร ไมนาพอใจ อันนี้กันกวางขวาง

52 จึงนับวาอัปปยสัมปโยคทุกขกําลังเปนทุกขของชาวโลกท้ังมวล โดยเฉพาะอยางย่ิงเปนทุกขของ มนษุ ยในสังคมเมอื งทกี่ าํ ลังเผชญิ กับส่งิ น้อี ยา งรุนแรงและไมม ที างเลือก กลุมบุคคล อันหมายถึงมนุษยผูอยูรวมกันในสังคม คนท่ีไมมีความรักใคร ไมมี ความเคารพนับถือกัน หากไมสรางความรักความเคารพนับถือกันใหเกิดข้ึน เมื่อจําเปนตองอยู รวมกันทํากิจกรรมรวมกัน ยอมสรางความคับอกคับใจใหแกกันและกัน ย่ิงเปนคนตางชาติ ตาง ภาษา ตา งวฒั นธรรมกนั ก็จะยิ่งเพ่ิมความหนักใจใหแกกัน ที่รุนแรงไปกวานั้น การตองพบตองรวม กจิ กรรมกับคนทเี่ กลียดชังกัน โกรธกนั คนทเ่ี ปนศตั รูกนั เปน ภาวะท่ปี ถุ ชุ นทนไมได การท่ีบุคคลตองอยูในท่ีขาดแคลนส่ิงแวดลอมที่ดี และในทามกลางมวลชนที่ไม เขาใจกันน้ี ปจจุบันนับวา “การทนอยูในสภาพแวดลอมท่ีเปนพิษ” ซึ่งเปนสภาพที่ใครๆ ยากจะทน ได ในกรณีการปฏิบัติธรรมเพ่ือบรรลุมรรคผล พระพุทธเจาทรงแนะนําใหนักปฏิบัติ หลีกเลี่ยงสภาวะเชนน้ัน และบุคคลเชนนั้นเสีย แลวแสวงหาสภาวะและบุคคลในแนวตรงขาม คือ แสวงหาสภาวะแวดลอมและบุคคลที่เหมาะเก้ือกูลแกการปฏิบัติธรรมที่เรียกวา “สัปปายะ” แปลวา เหมาะ สมควร เชน อาหารดี ท่ีสงัดไมพลุกพลาน มีความรมร่ืน บุคคลที่ไมเปนศัตรูกัน แตเก้ือกูล กนั ในทางปฏิบัตเิ ม่อื ไดส ภาพเชนน้นั การปฏบิ ตั ธิ รรมจะดาํ เนนิ ไปและกา วหนาดวยดีตามเปา หมาย มีขอความอธิบายเพ่ิมเติมขอน้ีไววา “การเขารวมกับสัตวและสังขารท้ังหลายท่ีไม ชอบใจ ชื่อวาอัปปยสัมปโยค อัปปยสัมปโยคน้ันมีการพบปะกับสัตวและสังขารท่ีไมปรารถนาเปน ลักษณะ (เครื่องกําหนดหมาย) มีการทําความคับใจเปนรส (เปนหนาท่ี) มีความเกิดอนัตถะ (ความ ฉิบหาย) เปนปจ จุบนั ฐาน (เปน สว นปรากฏ หรือเปนเหตใุ กล)45 คําวา “สัตว” ในที่น้ีหมายถึง เอาสัตวทุกชนิดรวมท้ังมนุษยดวย คนบางคนกลัว สัตวบางชนิด เชน กลัวก้ิงกือ กลัวสุนัข กลัวชาง ซ่ึงอาจจะกลัวรูปลักษณะอันนาเกลียด กลัวความ อันตราย กลัวความโหดราย เปนตน ของสัตวน้ันๆ เมื่อคราวจําเปนตองประสบกับมันจึงเกิดความ ประหวนั่ ความคับใจจนบางคราวสุดจะทนได “สังขาร” ในที่น้ีหมายถึง เอาอารมณที่เกิดกับจิต เปนฝายท่ีไมดี เชน อารมณโกรธ เกลียดชัง หรือแมอารมณอยางอื่นท่ีเปนไปในลักษณะนี้เกิดขึ้นแกจิตแลวทําใหสุขภาพจิตเสียไป เกิดความคับอกคับใจใหแกบุคคลได ดังน้ัน จะเห็นไดวา ทัศนะเรื่องอัปปยสัมปโยคทุกขตามแนวพุทธศาสนา ความหมายจํากัดแตมีขอบเขตกวางขวาง คลอบคลุมปญหาโลกอยางถวนทั่ว มีปญหาอยูแตเพียงวา เราจะศึกษาและเขา ใจเร่ืองนี้ไดแคไหน เพียงไร เทา น้ัน 45 วิสุทธฺ .ิ 3/90.

53 10. ปย วปิ ปโยคะ ความพลัดพรากจากส่งิ เปน ทร่ี ักเปน ทุกข ทุกขขอท่ี 10 น้ี มเี หตตุ รงขา มกบั ในขอท่ี 9 ที่กลาวมาแลว ฉะน้ันคําอธิบายและขอ เปรียบเทียบบางตอนไดชี้แจงไวในขอ 9 นั้นแลว ในที่น้ีจะยกมาในสวนท่ียังไมไดกลาวถึง และ เกีย่ วของกับเน้ือหาโดยตรง บาลีกระทูของตอนน้วี า46 ก็ความพลัดพรากจากสง่ิ ท่รี ักกเ็ ปนทุกขเ ปน ไฉน? ความไมป ระสบความไมพรงั่ พรอ มความ ไมรวม ความไมระคนดวย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันนาปรารถนา นาใคร นาพอใจ หรือดวยบคุ คลผูปรารถนาประโยชน ปรารถนาส่ิงทเี่ กอ้ื กลู ปรารถนาความผาสุก ปรารถนา ความเกษมจาก โยคะ คือ มารดา บิดา พ่ีชาย นองชาย พี่หญิง นองหญิง มิตรอมาตย หรือ ญาติสายโลหติ ซึง่ มแี กผนู ้นั อนั น้เี รยี กวา ความพลดั พรากจากสง่ิ ท่รี ักกเ็ ปน ทุกข ความทุกขน้ันมี 2 ประเภท คือ ความรักระหวางผูใหญกับผูนอย เชน ความรักท่ี บิดามารดาใหแกบุตรธิดา หรือ บุตรธิดารักมารดาบิดา เรียกวา ความรักดวยอํานาจเมตตาประเภท หนึ่ง และความรักท่ีหนุมสาวรัก หรือไมใชหนุมสาว แตก็เปนความรักระหวางเพศ มีความใครเปน ตวั นํา เรียกวา ความรักดวยอํานาจกามราคะประเภทหน่ึงอยางไรก็ตาม ความรักท้ังสองประเภทน้ีถือ วา เปน สิ่งสากล และมอี ทิ ธิพลตอจิตใจมนุษยส ูงมาก ชีวิตมนุษยจะหดหูหรือสดชื่นเพียงไร ความรัก เปนตัวแปรสําคัญมากประการหน่ึง มนุษยทุกชาติ ทุกภาษาแสวงหาความรัก แตแมความรักจะมีอยู ไมจ ํากดั ไมวาความรกั ประเภทไหน ถึงกระนั้นมนุษยก ไ็ มอาจสมหวังในเรื่องความรักเสมอไป ทง้ั น้ี เพราะความรักมีอยูไมจํากัด อาการรักผูรักมีไมมีขอบเขตจํากัด แตส่ิงท่ีถูกรักมีขอบเขตจํากัด แม ขอบเขตจาํ กดั ของสงิ่ ทีถ่ กู รกั น้นั กม็ มี ากอยา ง แตในทีน่ จี้ ะยอเขาไวเปน 2 อยา ง คอื 1. ขอบเขตจาํ กดั ทางธรรมชาติ 2. ขอบเขตจาํ กัดที่มนุษยก าํ หนดขนึ้ ขอบเขตจํากัดทางธรรมชาติ กอนอื่นตองทําความเขาใจบทอุทเทศท่ียกมาเสนอไวขางตนแลววา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ น่ันหมายเอาทุกสิ่งทุกอยางที่สัมผัสได ยกเวนบุคคล ซึ่งแยกกลาวไวตางหากแลว ดวยขอวา บุคคลผูปรารถนาประโยชน เปนตน ฉะนั้น อากาศบริสุทธิ์ก็ดี น้ําบริสุทธิ์ก็ดี ปาไมก็ดี ท่ี กลาวถึงแลวในขอท่ี 9 อันมีอาการสมบูรณครบถวนก็นับเขาในสิ่งท่ีนาใคร นาปรารถนาในท่ีนี้ดวย สิ่งเหลานั้นเปนธรรมชาติ แตธรรมชาติก็ตองถูกจํากัดดวยธรรมชาติ มีขอบเขตของธรรมชาติอีก ช้ันหน่ึงเปนตัวกําหนด น่ันคือ อายุ และความเปล่ียนแปลงอายุ คือกาลเวลา จากเร่ิมตนไปถึงจุด 46 ที.มหา. 10/295/342.

54 สุดทายของส่ิงนั้นๆ เชน ตนไม ตั้งแตงอกจนตาย เวลาระหวางเกิดถึงตายของมนุษย สวนความ เปลี่ยนแปลงหมายถึง การแปรจากสภาวะหนึ่งไปเปนอีกสภาวะหน่ึง สรรพส่ิงตกอยูในสภาพท้ัง สองนอ้ี ยา งไมม ีใครหรอื สิ่งใดมาเปลี่ยนแปลงกฏเกณฑแหง ธรรมชาติน้ไี ด ดังนั้น เม่ืออายุหมดลง แสดงถึงความตายมาถึง อาการเปล่ียนแปลงจากสภาพหน่ึง ไปสูสภาพหน่ึงนั่นเอง ปญหาจึงมีวา ส่ิงที่ตายไปนั่นคือสิ่งที่ถูกรัก ถูกกฎเกณฑทางธรรมชาติ กําหนดใหเปนไป แตผูรักซ่ึงมีอาการรักส่ิงน้ันไมมีขอบเขตจํากัด รักส่ิงนั้นเขาแลวก็ไมประสงคให ส่ิงที่ตนรักน้ันตายหรือแปรเปล่ียนไป ผลคือ ตองเปนทุกขเพราะส่ิงที่ตนรักมันมีขอบเขตจํากัดให ตอ งเปนเชนนั้น อันตนจะไปหามหรือขอรอ งวงิ วอนดวยประการใดๆ ก็ไมได ขอบเขตจํากัดที่มนษุ ยก ําหนดขึน้ ขอบเขตจํากัดเกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งใดๆ ก็ตามที่มนุษยกําหนดขึ้นมีมากมาย แต รวมลงไดเ ปน 3 ประเดน็ หลัก คือ 1. กฎหมาย 2. ขนบประเพณี 3. คา นิยมทางสังคม จะยกตัวอยางประกอบคําอธิบายในที่นี้ส้ันๆ พอเปนแนวทางทําความเขาใจ ปะการังใตทองทะเลหลวง ปาสงวนแหงชาติ สัตวปาบางชนิด แมคนประสบเขาแลวเกิดความรัก ใคร ปรารถนา พอใจสกั เพยี งใดก็ยึดเอามาเปนเจาของไมได เพราะมีกฎหมายหวงหาม ความรักของ หนุมสาวที่รักกันดวยอํานาจกาม ถาเกิดกับบุคคลผูเปนญาติใกลชิดกันจะถูกขนบประเพณีกีดกัน จํากัดไว เชน ประเพณีของคนไทยไมนิยมแตงงานกันระหวางญาติ (ประเพณีของชาติอื่นอาจ แตกตา งกันออกไป) คา นยิ มของคนไทยมวี า นักบวชในพุทธศาสนาตองไมมีความรักเชิงชูสาว หรือ ความรักดว ยอํานาจกามราคะกบั ใคร นกั บวช (ภกิ ษุสามเณร) ใดมีความรกั เชนนน้ั จะถกู ตอตา นอยา ง รุนแรง ขอจํากัดเหลานี้แมจะเปนการจํากัดเสรีภาพของมนุษย แตก็เปนสิ่งท่ีสังคมยอมรับ วาดีงาม จึงเปนขอจํากัดที่มีอยูและมีอยูตลอดกาล ดังน้ัน จะเห็นวา ขอบเขตจํากัดท้ังหมดที่มนุษย กาํ หนดขึน้ นนั้ เปนขอบเขตจํากัดท่ีเก่ียวดวยความรัก ดวยอํานาจกามราคะ สวนความรักดวยอํานาจ เมตตาจรงิ ๆ น้ันไมถ ูกจาํ กัดดวยขอบเขต จงึ เปน ความรกั สากลแท ตัวอยางความพลัดพรากจากส่ิงที่รัก เปนความทุกข ที่เก่ียวดวยธรรมชาติ และ ส่ิงแวดลอมมีความชัดแลวในขอ 9 หนา 55 และตัวอยางผูพลัดพรากจากบุคคลที่รักเปนทุกข โปรด อา นเร่อื งนางปฏาจารา ขอ 8 หนา 53

55 ความพลัดพรากจากส่ิงที่รักท่ีพอใจจะเปนญาติ หรือทรัพยหรือสิ่งใดๆ ท่ีใจรัก กอใหเกิดความโศกเศรา ความผิดหวังสําหรับผูเปนปุถุชนยังมีกิเลสกามครอบงําจิตอยู แตสําหรับ พระอรยิ เจา นัน่ คอื เรอื่ งธรรมดา เปนไปตามธรรมดา ความทุกขเฉพาะเรื่องเชนนี้มีแกปุถุชน แตหามี แกพระอรยิ เจา ไดไ ม 11. อิจฉติ าลาภะ ความปรารถนาสง่ิ ใดไมไ ดเปนทุกข ความปรารถนา ความอยากได ความตองการ เปนพลังผลักดันใหมนุษยกาวไป ขางหนา ตราบใดทม่ี นุษยย งั มคี วามปรารถนา ความอยากได ความตอ งการ และมีความกระตือรือรน ใหไดมาซึ่งสิ่งน้ัน โลกจะยังไมหยุดอยูกับที่ จะตองถูกพัฒนาไปไกลแสนไกลอยางไมหยุดยั้ง ขบวนการพัฒนาโลกใหกาวหนาไปขางหนาตองอาศัยความปรารถนาท่ีจะพัฒนาโลกของมนุษย เปนตัวกระตุนสําคัญ แตหลักความจริงของปญหาขอนี้มีอยูวา ความปรารถนานั้นมีทางสําเร็จท่ี เปนไปไดมากนอยเพียงไร หากไมปรารถนาในสิ่งท่ีไมมีทางสําเร็จไดเลยแนนอนมันจะกอความ ทุกขใหเปลา ความปรารถนานั้นจะมีทุกขลวนๆ เปนผล เราจึงมักไดยินคําพร่ําเพออยูบอยๆ วาโลก ไมใ หความยตุ ิธรรม ความปรารถนาท่ีไมพ ึงสําเรจ็ ไดเลยน้นั มี 5 อยา ง คอื 47 1. ความปรารถนาวา ขอใหเราไมพึงมีความเกิด ขอความเกิดอยาไดพึงมีแกเรา เลย 2. ความปรารถนาวา ขอเราไมพ งึ มีความแก ขอความแกอยา พึงมีแกเ ราเลย 3. ความปรารถนาวา ขอเราอยา พึงมคี วามเจบ็ ขอความเจบ็ อยา พึงมแี กเ ราเลย 4. ความปรารถนาวา ขอเราอยาพงึ มคี วามตาย ขอความตายอยาพึงมแี กเราเลย 5. ความปรารถนาวา ขอเราอยาพึงมีโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ขอปริเทว ทุกขโทมนสั อปุ ายาสอยาพงึ มแี กเ ราเลย ท้ัง 5 ขอนี้ ใครปรารถนากผ็ ดิ หวงั เพราะเปนความปรารถนาท่ไี มมที างสําเร็จไดใน กาลใดๆ เนื่องจากเหลานี้เปนธรรมชาติ เปนเรื่องธรรมชาติของสัตวอาการทั้ง 5 จะทรงสภาพตัวเอง อยอู ยา งนั้นเปนนิรนั ดร ความหวังนั้นมีอยางเดียว คือ ความอยากไดสิ่งใดๆ มาเปนของตนส่ิงท่ีหวังมี มากมายและเปนประโยชนกับผูหวังเสมอ ส่ิงท่ีหวัง 5 อยางที่ยกมาขาตนนั้นเปนส่ิงที่เปนไปไมได เลย แตสิ่งท่เี ปน ที่หวงั นอกจาก 5 อยา งน้นั มมี ากมาย ซ่ึงอาจแยกไดเ ปน 3 กลุมหลัก คอื 1. ความหวงั ในสง่ิ ท่ีไมอ าจเปน ไปไดเ ลย 2. ความหวงั ในสิ่งท่ีเปน ไปไดและอาจเปนไปไมได 47 ท.ี มหา. 10/295/342.

56 3. ความหวงั ในสง่ิ ทเ่ี ปนไปได ประการแรก ความหวังในส่ิงที่ไมอาจเปนไปไดเลย นอกจาก 5 อยางขางตนแลว อ่ืนๆ เชน ความหวังจะยึดเอาดวงอาทิตย ดวงจันทร ไวเปนของตน ความหวังจะยึดโลกท้ังโลกไว เปนของตน ความหวังท่ีจะทําใหโลกมีแตเวลากลางวัน ความหวังจะใหคนมีรูปรางหนาตา เหมือนกันหมดทุกคน มีความรูสึกนึกคิด มีทัศนะคติเหมือนกันหมดทุกคน เหลาน้ีเปนตน เปน ความหวังที่เปนไปไมไดเลย ใครหวังก็ตองผิดหวังแนนอน ผูนั้นเทากับเปนคนมืดบอด เบาปญญา ไมตา งอะไรกบั เด็กๆ ผยู งั ไรเดยี งสา ประการท่ีสอง ความหวังในสิ่งท่ีอาจเปนไปได และอาจเปนไปไมได หมายถึง ความหวังในสิ่งที่จะประสบผลสําเร็จไดดวยเง่ือนไขหลายๆ อยาง เชน นักเรียน มีความหวังจะเขา เรียนตอในมหาวิทยาลัยท่ีมีช่ือเสียง และเรียนคณะดีๆ ความหวังเชนน้ีอาจจะสําเร็จหรือไมสําเร็จก็ ได ยอมขึ้นอยูกับเงื่อนไขมากมาย นักเรียนที่ผิดหวังมีมากกวานักเรียนท่ีสมหวังอยูเสมอ และ นักเรียนทีผ่ ิดหวงั เคยเปน ทกุ ขถึงขนาดทําอตั วินบิ าตมาแลวก็มี ประการท่ีสาม ความหวังในส่ิงท่ีเปนไปได หมายถึง ความหวังในสิ่งท่ีรูชัดวามีอยู แนนอนแลว มีกําหนดอยูแนนอนแลว มีเง่ือนไขท่ีไดดําเนินมาแลวตามขั้นตอน เชน ความหวังที่จะ ไดรับเงินเดือนในวันส้ินเดือน ความหวังที่จะไดหยุดพักผอนในวันหยุดราชการ ความหวังใน ลักษณะเชนน้ีแมวาอาจจะมีความเปนไปไมไดอยูบาง แตก็มีความเปนไปไดสูงมาก มีคาความ เชอื่ มั่นสงู เพราะไมมีเงอื่ นไขสลับซบั ซอ นนกั ความหวังในสิ่งใดแลวไมไดเปนความทุกข มีลักษณะที่พอจะกําหนดไดดังกลาว มาน้ี 12. ปญจปฺ าทานขันธ เปน ความทกุ ข ปญจุปาทานขันธ แปลตามรูปศัพทวา กองแหงรูปนามที่เขาไปยึดถือ 5 อยาง อัน ไดแ ก 1. รูปูปาทานขนั ธ ขนั ธอนั เปน ที่ตั้งแหงความเขาไปยึดถือ คือ รปู 2. เวทนูปาทานขนั ธ ขันธอ ันเปนที่ตง้ั แหง ความเขาไปยดึ ถือ คอื เวทนา 3. สัญญปทานขนั ธ ขันธอนั เปน ที่ต้งั แหงความเขาไปยดึ ถือ คอื สญั ญา 4. สังขารรปู าทานขันธ ขนั ธอนั เปนท่ีตง้ั แหงความเขาไปยึดถอื คือ สงั ขาร 5. วิญญาณปู าทานขันธ ขนั ธอ นั เปน ท่ีต้งั แหงความเขา ไปยดึ ถอื คอื วญิ ญาณ ความพอใจ ความติดใจ ความเยื่อใย ความอาลัยในอุปาทานขันธ 5 เปนเหตุใหเกิด ทุกข ความนําออกเสีย ความตัดเสีย ความทําลายเสีย ความละเสียซ่ึงความพอใจ ความติดใจ ความ เยอ่ื ใย ความอาลัยในอปุ าทานขันธ 5 เปนความดับทกุ ข

57 กอนจะทําความเขาใจในรายละเอียดใหลึกลงไป ควรพิจารณาพุทธพจนท่ีตรัสถึง เร่ืองนี้โดยตรง ซ่ึงปรากฏในมหาสติปฏฐานสูตร48 วา “ก็โดยยออุปาทานขันธ 5 เปนทุกขไฉน อุปาทานขันธ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหลาน้ีเรียกวา โดยยออุปาทานขันธ 5 เปน ทกุ ข” คําท่ีนาสังเกตและควรทําความเขาใจในที่น้ีมีอยู 2 คํา คือ โดยยอ (สงฺขิตเตน) และ อุปาทาน จากคําวา “โดยยอ” วิสุทธิมรรค49 แกความไววา ทุกขตั้งแตชาติทุกขท่ีพระพุทธเจาตรัสไว แลวก็ดี ทุกขอ่ืนใดที่มิไดตรัสไวในทุกขนิเทศน้ีก็ดี ทุกขทั้งปวงนั้นเวนอุปาทานขันธ 5 เสียหามิได มีคําอธิบายเพ่ิมเติมวา50 “ทุกขในเบ้ืองตนของอุปทานขันธทั้งหลาย ก็คือ ชาติ (ความเกิด) ทุกขใน ทามกลาง คือ ชรา (ความแกความคร่ําครา) ทุกขในที่สุด คือ มรณะ (ความตาย) ทุกขคือความรุม รอ นเพราะความกระวนกระวายเสยี ใจเม่ือใกลตายเปนโสก ทุกข คือ ความครํ่าคราเพราะทนตอทุกข น้ันไมไดเปนปริเทวะ ตอไปทุกขคือความเจ็บกาย เพราะประสบอนิษฐโผฐัพพะ กลาวคือ ความ กาํ เรบิ แหงธาตุ เปน ทุกขะ ทกุ ขค อื ความเจ็บใจ เพราะเกิดปฏิฆะในทกุ ขก ายนั้นแหงปุถุชนท้งั หลายผู ถูกความเจ็บ ตาย นั้นเบียดเบียนเอาเปนโทมนัส ทุกข คือ ความหมนไหมของบุคคลท้ังหลายผูมี ความเศราสลดท่ีความเพ่ิมมากข้ึนแหงทุกขที่กลาวมาแลว มีโสกะ เปนตนน้ัน ทําใหเกิดขึ้นเปน อุปายาสทุกข คือ ความไมปรารถนาของบุคคลท้ังหลายผูไดรับความคาดหวังเปนอิจฉิตาลาภะ ฉะน้ัน อุปาทานขนั ธท ง้ั หลายนน่ั เองเปนทุกข ฉะน้ัน เม่ือประมวลความแลวก็จะไดขอคิดในเรื่องน้ีชัดเจนวา อุปาทานขันธ 5 เปนเหตุเกิดทุกข เปนที่เกิดทุกข เปนท่ีดําเนินเปนไปของทุกข และเปนท่ีดับของทุกข อาการของ ทุกขทั้งหมดนม้ี ิไดปรากฏในทอ่ี ื่นใด และนนั้ ก็หมายความวา มนุษยและสตั วเทาน้นั ท่ตี อ งเปน ทกุ ข อุปาทาน แปลตามตัววา ความเขาไปยึดม่ัน ความเขาไปถือมั่น อันหมายถึง ความ เขา ไปยดึ ถือในสิง่ ท่นี าใคร นาปรารถนา นา พอใจ อุปาทานจึงเปนชื่อของกิเลสกลุมหน่ึงที่มีลักษณะ ยึดมนั่ อกี ประการหนึ่ง อุปาทาน เปนองคธรรมขอหน่ึงในปฏิจจสมุปบาท อันเปนสายใน หรอื โซตรวนชีวติ เปนเหตปุ จ จบุ นั ทบ่ี คุ คลเพิม่ เตมิ เขาใหตนตอ งอบุ ตั ขิ ้นึ ในภพ 3 คือ กามภพ รปู ภพ อรูปภพ ภพใดภพหนึง่ ตามอํานาจกเิ ลส และกรรม 48 ท.ี มหา. 10/295/342. 49 วิสทุ ธฺ ิ. 50 อางแลว หนาเดียวกัน.

58 อุปาทาน คือ ความเขาไปยึดม่ันถือม่ัน ท่ีทรงแสดงไวในจูฬสีหนาทสูตร51 มี 4 อยา ง คอื 1. กามปุ ทาน ความยดึ มั่นดว ยอํานาจกาม 2. ทิฏปฺ าทาน ความยึดม่นั ดว ยอํานาจทฏิ ฐิ 3. สลี ัพพตปุ าทาน ความยึดม่ันในศีลวัตร 4. อตั ตวาทุปาทาน ความยดึ มน่ั ในวาทะ วาตน วาของตน การที่จิตยึดมั่นในกามคุณ 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ท่ีเปนฝายนา ปรารถนา นา รักใคร นาชอบใจ อยางหนกั แนน จัดเปนกามุปาทาน ความเห็นผิด เชนวา ทําดีไมไดดี ทําช่ัวไมไดชั่ว บุญบาปไมมี เปนตน แลวยืนยันมั่นเหมาะในความเห็นเชนน้ันอยางไรปญญา พจิ ารณาเหตผุ ล บางคราวเปน เหตุใหถกเถียงทะเลาะวิวาทกันรุนแรง เปนทฏิ ปฺ าทาน ความเขา ใจวา ศีลวัตร ที่ตนประพฤติมาแลวจนชินวา ขลัง ศักด์ิสิทธ์ิ สามารถเปนท่ีพึ่งที่แนนอนได ถูกตอง แนนอน แลวยึดม่ันปฏิบัติในศีลวัตรนั้น ๆ เปนสีลัพพตุปาทาน ความรูสึกวาทุกส่ิงทุกอยางท่ีตน พอใจ เปนตน เปนของตน เปนพวกของตน ที่ตรงขามเปนเขา เปนของเขา เปนพวกของเขา เปน อัตตวา ทุปาทาน สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแสดงพระมติในเรื่อง อปุ าทาน 5 น้ีไวว า52 ความถือมันขางเลว ไดแก ถือรั้น ถือม่ันวัตถุกามดวยอํานาจกามตัณหา หมกมุนอยูวา น่ัน ของเรา จนเปน เหตุอิสสาหรอื หงึ หวง จัดเปนกามุปาทาน ความถือมั่นศีลพรต คือ ธรรมเนียมที่เคยประพฤติมาจนเคยชิน ดวยอํานาจความเช่ือวาขลัง จนเปน เหตุ ด้ือ งมงาย จดั เปนสลี ัพพตปุ าทาน ความถือมั่นวา เรา วาเขา ดว ยอํานาจมานะจนเปนตนเหตุถอื พวก จัดเปนอตั วาทุปาทาน ขนั ธ 5 เมือ่ วาโดยสภาพธรรมดา ตกอยใู นลักษณะ 3 คือ ไมเที่ยง (อนิจฺจํ) เปนทุกข (ทุกฺขํ) ไมมีตัวตน (อนตฺตา) ความที่ขันธ 5 ตกอยูในสภาพเชนน้ีอยางไมอาจหลีกเลี่ยง หรือฝาฝน ดวยประการใดๆ ได มันจึงมีความเปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปทุกขณะ นั่นคือ ขันธ 5 ตองมี ความ เกิด แก ตาย ความเขาไปยึดมั่นในขันธ 5 ที่ตกอยูสภาวะเชนน้ี ดวยอํานาจกาม (กามฺปาทาน) ดวย อํานาจทิฏฐิ (ทิฏุปาทาน) ดวยอํานาจ ศีล วัตร (สีลลพพตุปาทาน) ดวยอํานาจความรูสึกวาตนของ 51 ม.ม.ู 12/157/137. 52 สมเดจ็ พระมหาสมณเจา ระมพระยาวชิรญาณวโรรส, สารานกุ รมพระพุทธศาสนา, สุเชาวน พลอยชมุ รวบรวม, (กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พมหามกุฏราชวทิ ยาลยั , 2529) หนา 58.

59 ตน (อัตตาทุปาทาน) เปนเพราะความเขาใจผิด (อวิชชา) เพราะมันไมอาจเปนไปตามที่ใครๆ คาดหวังได ดังน้ัน เราอาจสรุปความทุกข เพราะเขาไปยึดขนั ธ 5 ไดเปน 3 ระดบั คอื 1. ทุกข เพราะตองบริหาร ไดแก การที่ตองประคับประคองดูแลรักษาใหการ บาํ รงุ ขันธ 5 อยูเปน นติ ย 2. ทกุ ข เพราะตองผิดหวัง ไดแก การคาดหวังอะไรแนนอนไมไดในขันธ 5 เน่ืองจากมนั อยใู นสภาพธรรมดา คือ มีความเกดิ ขน้ึ แปรปรวนดับไป 3. ทุกข เพราะอุปาทานเปนตัวกอภพ ไดแก ความยึดม่ันในขันธ 5 ทําใหอุบัติขึ้น ในภพตางๆ ตามอํานาจกิเลสและกรรม ความที่ตองอุบัติข้ึน หรือตองเกิดอยูในภพใหมอยูบอยๆ ยอ มประสบความทกุ ข ความลาํ บากอยบู อ ยๆ เน่ืองจาก อุปาทานเปนปจจุบันเหตุ ตามนัยปฏิจจสมุปบาทรวมกับปจจุบันเหตุอีก 4 คอื อวิชชา สังขาร ตัณหา และภพ ตราบเทา ทอ่ี ปุ าทานยงั มอี ยู ชาติ ชรา เปน ตน กย็ ังตอ งมีอยอู ยา ง ไมอาจหลีกเลี่ยงได ดังนั้น ความเขาไปยึดถือม่ันในขันธ 5 จึงถือไดวาเปนความทุกขโดยรวบยอด ดังกลา ว ผูปรารถนาจะพนจากทุกขทั้งปวง จําเปนตองทําลาย อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน ภพ ท้ัง 5 นี้ลงใหได เมื่อไดเชนนี้ ผลท่ีจะมีในอนาคต คือ ความเกิดในภพใหมจะไมมีอีก อนั หมายถึง ความทกุ ขท งั้ ปวงดบั ไปแลว 3. ความทุกขในไตรลักษณ ความทุกขในไตรลักษณ เปนความทุกขอีกลักษณะหน่ึงตามทฤษฎีใน พระพทุ ธศาสนา มีขอกาํ หนดแตกตางจากความทุกขใ นขนั ธ 5 และความทุกขใ นอรยิ สจั อยา งเดนชัด แตเปนความทุกขท่ีสามารถกําหนดไดดวยปญญาระดับสูง ซ่ึงเปนปญญาที่ไดรับจากการศึกษา ฝก อบรมเปนพิเศษแลว ตามแนวพทุ ธเทานน้ั ทุกฺขตา ความเปนทุกขในไตรลักษณ แปลตามศัพทวา ความไมคงทน เปนกิริยา อาการของสงั ขตธรรม คอื ส่งิ ท่ีปจจัยปรุงแตง ขึ้น เปน ผลสบื เนื่องมาจากอนิจจตา ความไมเที่ยง หรือ ความไมถาวร และเปนเครื่องแสดงถึงความไมมีตัวตน อนัตตาของสังขตธรรมอีก อุปปาทสูตร53 แสดงความขอนไี้ วว า อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํ ฐิตาว สา ธาตุ ธมฺมฏฐิตตา ธมฺม นิยามตา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ตํ ตถาคโต อภิสมฺพชฺฌติ อภิเสมติ อภิสมฺพุชฺฌติ อภิสเมติ อภิสมฺพุชฌิตฺวา อภิสเตฺวา อาจิกฺขติ เทเสติ ปฺญาเปติ ปฏฐเปติ วีวรติ วิภชติ อุตฺตานีกโรติ 53 องฺ. ตกิ ฺก. 20/576/368.

60 สพเฺ พ สงขฺ ารา ทกุ ขฺ าติ (ดูกรภิกษุท้ังหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นหรือไมก็ตาม ไมอุบัติขึ้นก็ ตาม ธาตุนั้นคือ ความต้ังอยูตามธรรมดา ความเปนไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยูอยางนั้นเอง ตถาคตตรัสรูบรรลุธาตุนัน้ วา สังขารท้งั ปวงเปน ทุกขค รั้นแลวจึงบอก แสดง บัญญัติ แตงต้ัง เปดเผย จาํ แนก ทาํ ใหเ ขา ใจงา ยวา สงั ขารทัง้ ปวงเปนทุกข) จากขอ ความนี้ สง่ิ ทีจ่ าํ เปนจะตอ งศกึ ษาไปตามลําดับ มี 3 ประเด็น คือ 1. ธาตุ ที่ตรสั ไวในที่น้คี ืออะไร 2. สงั ขาร คืออะไร 3. ทกุ ข คอื อะไร และกอนท่ีทําความเขาใจในรายละเอียดของส่ิงทั้ง 3 นี้ ตองเขาใจเปนเบ้ืองตนวา ท้ัง 3 อยางน้ีเปนเพียงภาษาท่ีพระพุทธเจาทรงบัญญัติเรียกตามภาษานิยม เพื่อส่ือความหมายให เขาใจไดงายขึ้นเทาน้ัน โดยสภาพแทจริงของส่ิงท้ัง 3 มีความเปนจริงปรากฏอยูเบ้ืองหลัง ภาษา นั่น คือ เราไมอ าจเขาใจสภาพความเปนจริงทั้ง 3 นี้ไดดวยการศึกษาตามหลักทฤษฎีเพียงอยางเดียว ตอง เขาใจวา การทําความเขาใจหลักคําสอนในพระพุทธศาสนานั้น การศึกษาตามหลักทฤษฎี เปรียบเทียบไดกับการศึกษาแผนที่สําหรับผูเตรียมจะเดินทางไกลเทานั้น การจะรูเขาใจวาการ เดินทางมีความลําบากยากงายอยางไร หนทางคดเคียวอยางไร ผูเดินทางลงมือเดินทางไปแลวตาม แผนที่ ไดศกึ ษามาเทา น้ันจะรแู จง เขาใจชัดเจนได การศกึ ษาหลกั ธรรมในพทุ ธศาสนากเ็ ปน เชนนนั้ 1. ธาตุ ทีต่ รัสไวใ นท่ีน้ี คือ อะไร ศัพท คือ ธาตุ แปลวา ทรงไว มายถึง ทรงสภาวะของตนไวอยางนั้นไม เปลี่ยนแปลงไปตามกาละ และเทศะ ไมขึ้นอยูกับเหตุปจจัยใดๆ พุทธศาสนาใชศัพท คือ ธาตุนี้ทั้ง กับสิ่งท่ีเปนรูปธรรมและส่ิงที่เปนนามธรรม สิ่งท่ีเปนรูปธรรม เชน ธาตุดิน ธาตุนํ้า ส่ิงท่ีเปน นามธรรม เชน ธรรมธาตุ ภยธาตุ (ธาตุคือความกลัว) อีกบรรยายหน่ึง54 ธรรมชาติท่ีช่ือวา ธาตุ เพราะทรงไวซ่ึงสังขารทุกข เปนอเนก ประการ ตามสมควรแกสมภพ อนึ่ง ชื่อวาธาตุ เพราะทรงไวดุจภาระอันบุคคลแบกไว ชื่อวาธาตุ เพราะทรงทุกขไว ไมเปนไปตามอํานาจ ชื่อวา ธาตุ เพราะเปนเหตุใหสัตวเสวยสังสารทุกข ชื่อวา ธาตุ เพราะเปนที่ต้ังอยู ดํารงอยูแหงทุกขมีประการอยางนั้น ช่ือวา ธาตุ เพราะเปนสวนแหงธรรมท่ี ควรรู ดุจธาตสุ วนยอ ยแหง สรีระ มีรสและโลหิต เปนตน และดุจธาตุสวนยอยแหงวัตถุเกิดแตศิลา มี หรดาลและมโนศิลา เปนตน จากความนี้สองใหเห็นวา ศัพท คือ “ธาตุ” ตามแนวพุทธศาสนามีนัย 54 อภธิ มฺมตฺถวาิ ภวินี ปรเิ ฉทท่ี 7, (กรุงเทพฯ: โรงพมิ พมหามกฏุ ราชวิทยาลยั , 2516), หนา 228.

61 หลายหลาก ตางจาก “ธาตุ” (element) ท่ีเขาใจในทางวิทยาศาสตร ท่ีหมายเอาวัตถุธาตุหรือสสาร เพยี งอยา งเดยี ว 2. สังขาร คอื อะไร คําวา “สังขาร” เปนชื่อของส่ิงท่ีเปนรูปธรรมก็ได เปนนามธรรมก็ได ลักษณะของ สังขาร คือ ปรุงแตง ดังนั้น สังขารเม่ือเปนนาม จึงหมายถึงการปรุงแตง หรือความปรุงแตงเม่ือเปน คณุ ศพั ท หมายถงึ ส่งิ ทถ่ี ูกปรงุ แตง และเมื่อเปน คํากริยา ก็หมายถึง “กรยิ าทปี่ รงุ แตง” ในคมั ภรี พ ระไตรปฎกมมี ากมายหลายท่ี ที่ทรงแสดงเรื่องสังขาร และทรงแสดงไว ในลักษณะและความหมายตา งๆ กัน ตามสถานการณนั้นๆ แตท้ังหมดนั้นรวมลงในสองลักษณะคือ สังขารท่เี ปนรปู ธรรม และสงั ขารท่เี ปน นามธรรม ซ่ึงจะศึกษาวเิ คราะหใ นรายละเอียดตอ ไป วิสุทธิมรรค55 กลา วถงึ เรอื่ งสงั ขารไวด ังน้ี “ธรรมทัง้ หลายใดมงุ แตป รงุ แตงใหเ ปนสังขตะขึน้ เหจุน้ธี รรมทั้งหลายจงึ ชอื่ วาสังขาร (ผู ปรุงแตง) แตวาสังขารมี 2 อยางคือ อวิชชาปจจัยสังขาร สังขารท่ีมีอวิชชาเปนปจจัย สังขาร ทีม่ าโดยสังขารศพั ท” ในสังขาร 2 อยางน้ัน สังขารเหลานี้คือ บุญญาภิสังขาร อนุญญาภิสังขาร และ อเนฺชาภิสังขาร เปน 3 กับ กายสังขาร วจีสังขาร และจิตสังขาร อีก 3 รวมเปน 6 จัดเปนอวิชชา ปจจัยสังขารๆ ท้ังหมดน้ัน ไดแก กุศลเจตนา และอกุศลเจตนา ฝายโลกิยะนั่นเอง สวนสังขาร 4 นี้ คือ สังขตสังขาร คือสังขารที่มีปจจัยของตนแตงข้ึน 1 อภิสังขตสังขาร คือสังขารท่ีกรรมแตงขึ้น อภิสังขรณสังขาร คือ สังขาร คือตัวกรรมผูเปนเจาหนาท่ีแตง ปฏยคาภิสังขาร สังขาร คือความเพียร พยายาม จัดเปนสังขารที่มาโดยสังขารศัพท ใน 4 สังขารน้ัน ธรรมที่เปนปจจัยทั้งปวงอยางบาลี วา อนิจฺจา วต สงฺขารา สังขารท้ังหลายไมเที่ยงหนอ เปนตน ช่ือวา สังขตสังขาร อภิสังขตสังขาร กลาว ไวในอรรถกถาทั้งหลายวา รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายที่เกิดแตกรรม เปนไปในไตรภูมิ ช่ืออภิ สังขตสังขาร ดังนี้ แมอภิสังขตสังขารนั้นก็สงเคราะหในสังขตสังขารท่ีกลาวไวในบาลีวา “อนิจฺจา วต สงฺขารา” นี้เหมือนกัน แตอาคตสถานแหงอภิสังขตสังขารน้ันมิไดปรากฏในบาลีโดยเฉพาะ สวนกุศลเจตนาและอกุศลเจตนาอันเปนไปในไตรภูมิ เรียกวา อภิสังขรณสังขาร อาคตสถานแหง อภสิ ังขรณสงั ขารนนั้ ปรากฏในบาลีท้ังหลายวา “ภิกษุทั้งหลาย บุรุษบุคคลนั้นตกอยูในอวิชชา ยอม สรางสังขารท่ีเปนบุญบาง” ดังนี้เปนตน สวนความเพียรทางกายและทางจิต เรียกวา ปโยคาภิ 55 วสิ ุทธฺ .ิ 3/120.

62 สังขารๆ นั้น มาในบาลีท้ังหลายมีวา “ความดําเนินไปแหงอภิสังขาร คือ กําลังความเพียรมีเพียงใด เขากไ็ ปไดเ พยี งนน้ั แลว ก็หยุด ราวกะเกวียนเพลาหักฉะนนั้ ” ดังนเี้ ปนตน อนึ่ง สังขารที่มาโดยสังขารศัพท ใชมีแตสังขาร 4 เทาน้ัน ที่มาโดยสังขารศัพทอ่ืน ก็มีเปนอเนก โดยนัยบาลีวา “ดูกรอาวุโสวิสาขะ เม่ือภิกษุเขาสัญญาเวทยิตนิโรธวจีสังขารยอมดับ กอน แตน้ันกายสังขารดับ แตนั้นจิตสังขารดับ” ดังน้ีเปนตน ในสังขารท้ังหลายน้ัน สังขารที่จะไม พงึ ถงึ ความสงเคราะหล งในสงั ขารไมมีเลย สงั ขาร 2 1. อุปาทินนกสังขาร สังขารที่มีใจครอง 2. อนปุ าทินนกสงั ขาร สังขารทไี่ มมใี จครอง อปุ าทินนกสังขาร ไดแ ก สิง่ ตา งๆ ที่ธรรมดาคุมกันเขาจากธาตุตางๆ จนเปนรูปราง และมีใจอันไดแก มนุษย อมนุษยบางจําพวก และสัตวดิรัจฉาน สวนอนุปาทินนกสังขาร ไดแก สิ่ง ตา งๆ ทเี่ ปนรูปธรรม แตไมมใี จครอง คอื มชี วี ิตหรอื ระยะความเปนอยูท่ีแนนอนบาง ไมแนนอนบาง หายใจบาง ไมหายใจบาง แตไมมีความรูสึกสัมผัส อาจเปนสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เชน ตนไม ภูเขา แผนดิน โลก หรือสิ่งที่มนุษยสรางข้ึน เชน บาน รถยนต สะพาน เคร่ืองมืออุปกรณอิเลค- ทรอนคิ เปน ตน ท้ังสองอยา งนเ้ี ปนสังขารท่ีเปนรูปธรรม อีกประการหน่ึง สังขารขันธ ในลําดับที่ 4 ของขันธ 5 เปนสังขารนามธรรม ไดแก เจตสิกธรรม 50 เวนสัญญาและเวทนา เจตสิกธรรม 50 ที่จดั เปนสงั ขารขนั ธน้ี คอื 1. ผสั สะคือ ธรรมชาตทิ กี่ ระทบถงึ อารมณ 2. เจตนาคอื ธรรมชาติทีจ่ ัดแจงธรรมทปี่ ระกอบตนไวใ นอารมณ 3. เอกัคคตา คือ ธรรมชาตทิ ่สี งบและใหส ปั ยุตธรรมตัง้ อยูในอารมณ 4. ชีวติ ินทรีย คือ ธรรมชาติทีร่ กั ษาสัมปยตุ ธรรม 5. มนสิการ คอื ธรรมชาติท่นี าํ สัมปยุตธรรมมงุ สูอ ารมณ 6. วิตก คอื ธรรมชาตทิ ีย่ กสัมปยุตธรรมขึน้ สอู ารมณ 7. วิจาร คอื ธรรมชาติทีป่ ระคองสมั ปยตุ ธรรมไวใ นอารมณ 8. อธโิ มกข คอื ธรรมชาตทิ ีต่ ัดสินอารมณ 9. วิรยิ ุ คือ ธรรมชาติท่ีมคี วามพยายามในอารมณ 10. ปติ คอื ธรรมชาตทิ ่มี คี วามชื่นชมยินดีในอารมณ 11. ฉันทะ คือ ธรรมชาติที่มีความพอใจในอารมณ 12. โมหะ คอื ธรรมชาติทป่ี ดบงั สภาพความเปนจรงิ ของอารมณ 13. อหิรกิ ะ คือ ธรรมชาติท่ีไมม คี วามละอายตอ ทจุ ริต

63 14. อโนตตัปปะ คือ ธรรมชาติที่ไมก ลัวตอทุจรติ 15. อุทธจั จะ คือ ธรรมชาตทิ ฟ่ี ุงซาน 16. โลภะ คือ ธรรมชาตทิ ่มี ีความตองการและตดิ ใจในอารมณ 17. ทิฏฐิ คอื ธรรมชาตทิ ่ีมคี วามเหน็ ผิดในอารมณ 18. มานะ คอื ธรรมชาตทิ ม่ี ีความอวดด้อื ถอื ตัว 19. โทสะ คอื ธรรมชาติทป่ี ระทษุ รา ยอารมณ 20. อิสสา คือ ธรรมชาตทิ ีไ่ มพ อใจในสมบัติหรือคุณความดขี องผูอ น่ื 21. มัจฉริยะ คือ ธรรมชาติที่ความหวงแหนในสมบัติหรือคุณงามความดี ของตน 22. กกุ กุจจะ คอื ธรรมชาติที่มีความรําคาญใจในทุจริตท่ีไดทําไปแลว และสจุ รติ ที่ยงั มิไดทํา 23. ถนี ะ คอื ธรรมชาตทิ ่ีทําใหใจหดหทู อ ถอยจากอารมณ 24. มทิ ธะ คอื ธรรมชาตทิ ท่ี ําใหจ ิตเคลิบเคลิม้ ทอถอยจากอารมณ 25. วิจกิ จิ ฉา คอื ธรรมชาตทิ มี่ ีความสงสัย 26. สัทธา คือ ธรรมชาตทิ ี่เลือ่ มใส 27. สติ คือ ธรรมชาตทิ ่มี คี วามระลึกในอารมณ 28. หริ ิ คอื ธรรมชาตทิ ่ีเปน ความเกลยี ดและละอายตอ ทุจรติ กรรม 29. โอตตัปปะ คอื ธรรมชาติที่สะดงุ กลวั ตอ ทุจริตกรรม 30. อโลภะ คือ ธรรมชาตทิ ไี มอ ยากไดและไมติดอยูใ นกามคุณารมณ 31. อโทสะ คือ ธรรมชาตทิ ไี่ มประทษุ รา ยอารมณ 32. ตัดตรมัชฌตั ตตา คอื ธรรมชาติที่ทําใหจิตเสมอในกิจการของตน โดยไมย ง่ิ หยอ น 33. กายปสสัทธิ คอื ธรรมชาติท่ีเปนความสงบของเจตสิกขันธ 3 ในการงาน ทเ่ี ปน กุศล* 34. จิตตปสสัทธิ คอื ธรรมชาติที่เปนความสงบของจิตในการงานอันเปน กศุ ล 35. กายลหตุ า คือ ธรรมชาติท่ีเปนความเบาของเจตสิกขันธ 3 36. จติ ตลหตุ า คือ ธรรมชาติทเ่ี ปนความเบาของจิตในการงานอันเปน กศุ ล * (เวทนาขันธ, สัญญาขันธ, สงั ขารขันธ)

64 37. กายมุทตุ า คอื ธรรมชาติท่ีเปนความออนของเจตสิกขันธ 3 ในการงาน อันเปนกศุ ล 38. จติ ตมทุ ุตา คือ ธรรมชาติที่เปนความออนของจิตในการงานอันเปน กศุ ล 39. กายกัมมัญญตา คือ ธรรมชาติทเี่ ปน ความควรของเจตสิกขันธ 3 ใน การงานอันเปน กศุ ล 40. จติ ตกมั มญั ญตา คือ ธรรมชาตทิ ี่เปนความควรของจติ ในการงานอัน เปนกศุ ล 41. กายปาคญุ ญตา คือ ธรรมชาติท่ีเปนความคลองแคลวของเจตสิก ขนั ธ 3 ในการงานอนั เปน กุศล 42. จิตตปาคญุ ญตา คือ ธรรมชาติทีเ่ ปนความคลองแคลว ของจิตในการ งานอนั เปนกุศล 43. กายุชุกตา คอื ธรรมชาติท่ีเปนความซ่ือตรงของเจตสิกขันธ 3 ในการ งานอันเปนกศุ ล 44. จิตตชุ กุ ตา คอื ธรรมชาติที่เปนความซ่ือตรงของจิตในการงานอันเปน กุศล 45. สัมมาวาจา คอื เวนจากการกลาววจที ุจรติ 4 ทไี่ มเปนอาชพี 46. สมั มากัมมันตะ คือ เวน จากทจุ รติ 3 ทไี่ มเปน อาชีพ 47. สมั มาอาชีวะ คอื เวนจากวจีทุจริต 4 และกายทุจริต 3 ท่ีเกี่ยวดวย อาชวี ะ 48. กรุณา คอื ธรรมชาตทิ มี่ คี วามสงสารสตั วผูเ สวยทกุ ข 49. มทุ ติ า คือ ธรรมชาตทิ มี่ คี วามยินดีตอสัตวผ เู สวยสุข 50. ปญ ญา คอื ธรรมชาตทิ ร่ี ูส ภาวธรรมทงั้ หลายตามความเปน จรงิ ท้ัง 50 ขอนี้ ไดช่ือวา “สังขาร” เพราะเปนเคร่ืองปรุงแตง “จิต” ใหมีลักษณะอาการ เปนไปตางๆ ตามลักษณะและอาการของตน และไดชื่อวา “เจตสิก” เพราะเกิดกับจิตอยางเดียว เกิด พรอมกับจติ ดับพรอ มกบั จิต มีอารมณอันเดียวกับจิต เจตสิกน้ันมี 52 คือ ยังมีเวทนา และสัญญา แต กไ็ มน บั ท้ังสองนี้เขาเปน “สังขาร” เพราะเวทนาและสญั ญาเปน ขันธห นงึ่ ๆ ตางหากอยแู ลว ขอควรพจิ ารณาสําคัญท่เี ก่ียวดวยสงั ขาร คอื คาํ วา “ปรุงแตง” ซ่ึงในท่ีนี้จะศึกษาใน ปญ หา 2 ประเด็นหลกั คอื 1. สงั ขารการปรุงแตง คืออะไร 2. สงั ขารปรงุ แตงอยางไร

65 ในประเด็นแรก คือ สังขารการปรุงแตงคืออะไร การทําความเขาใจเร่ืองนี้ จําเปนตองมองยอนไปท่ีสังขารสองประเภท คือ สังขารท่ีเปนรูปธรรม และสังขารท่ีเปนนามธรรม คือสังขารท่ีเปนรูปธรรม อันไดแก อุปาทินนกสังขาร และอนุปาทินนกสังขาร นั้น เปนส่ิงท่ีสําเร็จ มาได เปนรูปเปนรางข้ึนมาได สามารถมองเห็นไดดวยสายตาก็เพราะปจจัยตางๆ มาประชุมกันเขา เปนรปู รา งกลมุ กอน และเพ่ือความเขาใจเรอ่ื งนีใ้ หช ัดเจนยิง่ ข้นึ จงึ ควรศกึ ษาท่รี างกายมนุษย รางกายมนุษย เปนสังขารท่ีมีใจครอง เปนรูปธรรม เปนรูปขันธ สําเร็จเปนรูปมา ไดเพราะธาตุตางๆ มาประชุมกันเขาอยางมีสัดสวนที่เหมาะสมกลมกลืนเม่ือประกอบกันเปนรูป หรือสังขารแลว หากธาตุใดธาตุหน่ึงแยกตัวไป สังขารน้ันจะขาดความกลมกลืน และแตกสลายไป ในท่ีสุด ธาตุหลักทเ่ี ปนปจจยั ประกอบกันเขาปรงุ แตงเปนสงั ขารนมี้ ี 5 ชนิด คือ 1. ปฐวีธาตุ ธาตุดนิ มีลกั ษณะแขนแขง็ 2. อาโปธาตุ ธาตนุ ้าํ มลี ักษณะเหลว 3. เตโชธาตุ ธาตไุ ฟ มีลกั ษณะรอ น 4. วาโยธาตุ ธาตุลม มีลกั ษณะพัดไปมา 5. อากาศธาตุ ธาตอุ ากาศ มลี กั ษณะเปนชองวาง บาลีมัชฌิมนิกาย56 แสดงไววา รางกายมนุษยประกอบดวยธาตุ 4 คือ ดิน นํ้า ไฟ ลม สวนท่ีเปน ผม ขน เล็บ ฟน หนัง เน้ือ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก มาม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไสใหญ ไสน อย อาหารใหม อาหารเกา เปน ธาตุดนิ เพราะเปนลักษณะเขมแข็ง ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ น้ํามันขน นํ้าตา เปลวมัน นํ้ามูก นํ้าลาย ไขขอ มูตร เปนธาตุนํ้า (อาโปธาตุ) เพราะมีลักษณะ เหลว เอิบอาบ ไฟท่ีทําใหรางกายอบอุน ไฟที่ทําใหรางกายทรุดโทรม ไฟท่ีทําใหรางกายกระวน กระวาย ไฟท่ีเผาอาหารใหยอย เปนธาตุไฟ (เตโชธาตุ) เพราะมีลักษณะรอน ลมพัดข้ึนเบ้ืองบน ลด พัดลงเบื้องตํ่า ลมในทอง ลมในไส ลมที่ที่พัดไปตามตัว ลมหายใจ เปนธาตุลม (วาโยธาตุ) เพราะมี ลกั ษณะพดั ไปพดั มา แตในอีกสูตรหนึ่ง57 แสดงวามี ธาตุ 6 โดยเพ่ิม อากาศธาตุ คือ ชองวางท่ีมีในกาย และวญิ ญาณธาตุ คือความรูอ ะไรตางๆ ได แตอยางไรก็ตามเมื่อนํามารวมกัน สวนท่ีเปนรางกายของ มนุษยก็จะไดธาตุ 4 ขางตน แตธาตุแตละธาตุไมอาจแยกออกจากกันได ในธาตุดินจะมีธาตุน้ํา ธาตุ ไฟ ธาตุลม ผสมอยเู สมอ แมในธาตุท่ีเหลืออีก 3 ก็เชนเดียวกัน เพราะธาตุเหลาน้ีมีสัดสวนผสมชนิด ท่ีกลมกลืนกันในปริมาณที่ตองการไมขาดไมเกิน รางกายมนุษยจึงดํารงอยูตามปกติได หากธาตุใด ธาตหุ น่ึงพรอ งหรือมากเกินรางกายจะเกิดอาการผิดปกติไปทันที เชน เกิดอาพาธในรูปแบบตา งๆ 56 ม.อุป.14/437. 57 ม.อปุ . 14/125.

66 พทุ ธศาสนาไดแ สดงสวนทเี่ ล็กสุดของสวนยอยของรางกายไวอยางนาศึกษาวา ใน แตล ะอณขู องรางกายนีจ้ ะตอ งมสี ว นประกอบถึง 8 อยาง คือ 1. ปฐวีธาตุ ธาตุดนิ 2. อาโปธาตุ ธาตุนํ้า 3. เตโชธาตุ ธาตไุ ฟ 4. วาโยธาตุ ธาตลุ ม 5. วณั โณ สี (วัณณรปู ) 6. คนั โธ กล่ิน (คันธรูป) 7. รโส รส (รสรปู ) 8. โอชา คณุ สมบตั เิ ฉพาะตน (อาหารรปู ) ท้ัง 8 อยางน้ีรวมกันเรียกวา อวินิพโภครูป 8 จะตองเกิดขึ้นรวมกันเสมอ ไมวาจะ เกิดจากสมุฏฐานใด จะเปนสิ่งที่แยกจากกันไมได และทั้ง 8 อยางน้ีมีช่ือ เรียกอีกอยางหนึ่งวา โอชัฏฐมกรปู แปลวา กลมุ รูปมีโอชาเปน ที่ 8 อนั เปน รปู แทด ั้งเดมิ ในอณู (Atom) ทุกๆ อณู จะตองมีลักษณะรวมกันทั้ง 8 นี้เสมอ หากขาดเสียงเพียง อยางใดอยางหน่ึง อณูนั้นจะมีไมไดเลย จะเปนความวางเปลาสถานเดียว ดังนั้น จึงกลาวไดวา รางกายมนุษยห รือวตั ถอุ ื่นใดก็ตามทีเ่ กดิ ข้นึ มีขึน้ โดยขาดลักษณะรวมกนั ท้งั 8 อยางน้ีไมไ ด การทีล่ ักษณะท้งั 8 น้ี เปนอันเดียวกัน เปนอณูแลว อณูจํานวนมากๆ เขารวมตัวกัน เปนกลุมเปนกอน หรือเปนรูปขึ้น เรียกวา อณูปรุงแตงใหเปน และการปรุงแตงน้ันเปนการปรุงแตง ไปตามธรรมดา เปนการปรุงแตงข้ันพื้นฐาน สวนการที่วัตถุน้ันๆ จะดํารงอยูตอไปไดนานเพียงใด ขึ้นอยูกับปจ จัยพื้นฐานท้ัง 8 น้ี ทจ่ี ะเขามาสนับสนุนไดตอเนอ่ื งเพียงใด อีกกรณีหนึ่ง คือ กรณีสังขารขันธ ซึ่งเปนนามธรรม สวนน้ีหมายถึง การที่สังขาร ท้ัง 50 อยางน้ันเปน “เครื่องปรุง” เปน “ตัวปรุง” จิตใหเปนไปตางๆ เชน ปรุงใหรัก ปรุงใหชัง ปรุง ใหเ กิดความอยากได ปรุงใหเ กดิ ปญญา ปรุงใหเกิดความออ นโยน ปรุงใหเกดิ ความแข็งกระดาง เปน ตน โดยธรรมดาของจิตแลว จิตมีสภาพผองใสแตเพราะถูกสังขารเหลานี้อยางใดอยางหนึ่งปรุงแตง จึงเกิดเปนอาการตา งๆ ออกไปไมอ าจคงอยูในสภาพเดมิ ได จึงไดความยุดติในที่น้ีวา สังขารที่เปนรูปธรรม หมายถึง สิ่งที่ถูกปจจัยปรุงแตงข้ึน เม่ือขาดปจจัยปรุงแตงสนับสนุนใหเหมาะสมกลมกลืนกัน สังขารน้ันจะแยกตัว อันหมายถึง การ แตกทาํ ลายลง ตรงกบั ภาษาทีเ่ ขา ใจกันโดยทั่วไปวา “ตาย” สวนสังขารขันธซ่ึงเปนขันธหน่ึงในขันธ 5 หมายถงึ เครอ่ื งปรุงจติ ใหม ีความคิดนกึ อยา งใดอยา งหนงึ่ มีความเกดิ ดับพรอมขณะของจติ เปน ไป พรอมกบั จิต หากเพงใหละเอียดลงไปก็ไดแก การท่ีจิตและสังขาร (เจตสิก) หน่ึงเกิดขึ้น นั่นคือ การ ทีส่ ังขารและจิตกอนดบั ลงนน่ั เอง

67 ประเดน็ ท่ี 2 คือ สงั ขารปรุงแตง อยา งไร เปนประเด็นปญหาที่ตองการคําอธิบายเชิง ทฤษฎีไมมากนัก ดวยเหตุผลท่ีวา ไมมีจุดมุงหมายจะอธิบายเร่ืองสังขารโดยเฉพาะ จึงกลาวสั้นๆ วา สังขารที่เปนรูปธรรมทั้งท่ีเปนอุปาทินนกะและ อนุปาทินนกะ นั้น เปนผลสําเร็จของสภาวธรรมท่ี ถูกปรุงแตงโดยเหตุปจจัย ซ่ึงมีมหาภูติรูป 4 เปนหลัก และมีเหตุปจจัยอื่นๆ เปนสวนประกอบเพ่ือ ความเปล่ียนแปลงตอไปอีก อาการเปล่ียนแปลงในระยะตอไปจะกลาววา เจริญข้ึนหรือเส่ือมลงนั่น เปน เพยี งภาษาท่ีส่ือความหมายใหเขาใจกันไดโดยสมมติเทานั้น โดยปรมัตถไมอาจกลาวเชนน้ันได จะกลาวไดแตว า “เปล่ียนแปลง” เทา น้ัน ขออุปมาท่ีจะใหเขาใจเรื่องนี้ชัดข้ึนก็อยูท่ีรางกายมนุษยอีกตามเคย รางกายมนุษย เติบโตขึน้ เพราะอาหาร น้ําและอนื่ ๆ เปน เครอื่ งปรุง ความเติบโตในวัยแกสูวัยชรา เราเรียกวา “เส่ือม ลง” จะเห็นไดวา ไมวาความเปล่ียนแปลงจากวัยเด็กสูวัยหนุมสาว หรือจากวัยแกสูวัยชรา นั่นก็คือ “ความเปลย่ี นแปลง” นน่ั เอง แตส มมตเิ รยี กกนั วา “เจริญขึ้น” ใหกบั วยั เดก็ และสมมติเรยี กวา “เส่ือม ลง” ใหกับวัยชรา แตไมวาจะอยูในวัยใดตองอาศัยเหตุปจจัยสนับสนุน หรือ “ปรุงแตง” ใหเปนไป เสมอ สวนสังขารการปรุงแตงท่ีเปนนามธรรม ซ่ึงหมายถึง ผูปรุงแตงเอง ปรุงแตงโดย การเกิดข้ึนรวมกับจิต พรอมกับจิต จึงเรียกวา “เจตสิก” สวนจะปรุงแตงใหจิตเปนอยางไรข้ึนอยูกับ คุณภาพของเจตสิกน้ันๆ เจตสิกฝายดีเกิดกับจิต จิตก็จะมีคุณภาพท่ีดี เจตสิกฝายเลวเกิดกับจิต จิตก็ จะมีคณุ ภาพเลว เราอาจพบเหน็ บุคคลบางคนมีพฤตกิ รรมดีมากและดีเสมอตนเสมอปลายตลอดชีวิต น่นั แสดงวา จติ ของเขามีเจตสกิ ฝา ยดีเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่เขามีชีวิตอยู แมวาอาจจะมีบางคราวที่ เจตสิกฝายเลวเกิดขึ้นกับจิตเขา แตมันก็ไมอาจเกิดอยูติดตอกันไดนาน เพราะอิทธิพลของเจตสิก ธรรมฝา ยดีทาํ ลายลงไดเ สมอ 3. ทกุ ข คืออะไร ทุกขหรือความเปน ทุกข (ทุกขตา) ในไตรลักษณนีม้ ีลกั ษณะและอาการแตกตางไป จากทุกขในขันธ 5 และก็แตกตางจากทุกขในอริยสัจ 4 อยูบาง ดังกลาวมาแลวในขางตน (หนา 21) แตความเปนทุกขในท่ีน้ีเปนความทุกขสูงสุดมีความหมายและขอบเขตกวางท่ีสุด นั่นคือ มี ความหมายและขอบเขตรวมครอบคลมุ ความทกุ ขทง้ั สองอยางนนั้ เขา ดวย ลักษณะเดนที่ตางไปจากทุกขท้ังสองอยางน้ัน คือทุกขในที่นี้เปนความทนอยูใน สภาพเดิมไมไดของสังขารทั้งปวง และอาการของทุกขในท่ีน้ี คือ “ความเปลี่ยนแปลงอยูทุกขณะ แหงสังขารทั้งปวง” ไตรลักษณ นั้น มีช่อื เรยี กอกี หนง่ึ วา สามญั ลักษณะ แปลวา ลักษณะทเ่ี สมอกันของ ส่งิ ทั้งปวง 3 ประการ ไดแ ก

68 1. อนจิ ฺจตา ความเปนของไมเทยี่ งของสิง่ ทง้ั ปวง 2. ทกุ ฺขตา ความเปน ของทนอยใู นสภาพเดมิ ไมไ ดข องสงิ่ ทงั้ ปวง 3. อนตฺตตา ความเปนของไมมตี ัวตนของสง่ิ ทง้ั ปวง คําวา “สิ่งท้ังปวง” ในท่ีน้ีหมายถึง สังขารท้ังที่เปนรูปธรรม และนามธรรม จึงเห็น ไดวาความเปนทุกขในไตรลักษณะน้ี มีผลสืบเนื่องมาจากอนิจจตา คือ ความไมเท่ียงนั่นเอง และ เพราะความไมเทีย่ งและเปน ทุกขจงึ หาตัวตน (อัตตา) ในสังขารท้ังปวงไมไ ด ในวิสุทธิมรรค58 พระพุทธโฆสาจารยผูรจนาคัมภีร ไดแสดงลักษณะของสังขารที่ ควรพิจารณายกข้ึนสูไตรลักษณดวยปฏิสังขานุปสสนาญาณ ใหเห็นวา มันไมเท่ียงเปนทุกข เปน อนัตตา ดวยเหตตุ า งๆ คอื เหน็ วาไมเ ทย่ี งดวยเหตุ 13 คอื 1. อนจฺจนตฺ ิกโต พจิ ารณาโดยอาการวา ไมเ ปนสิ่งมีอยตู ลอดไป 2. ตาวกาลกิ โต พิจารณาโดยอาการวา เปนสิ่งมอี ยูชั่วคราว 3. อุปฺปาทวยปริจฺฉินฺนโต พิจารณาโดยอาการวา เปนสิ่งถูกกําหนดลงไวดวย ความเกิด และความเส่อื ม 4. ปโลกโต พจิ ารณาโดยอาการวา เปน สิง่ ตอ งพงั ทลายเพราะตอ งพงั ทลายไป ดวยพยาธิ และมรณะ 5. ขณิกโต พิจารณาโดยอาการวา เปนสิ่งมีอยูชั่วขณะ เพราะตองเปล่ียนไป เปนอ่นื 6. จลโต พิจารณาโดยอาการวา เปนส่ิงเคลื่อนไหวหมุนเวียนเพราะตอง เคลื่อนไปดวยพยาธิมรณะ และเคล่ือนไปตามโลกธรรม 8 ประการ คือ มีลาภ และเส่ือมลาภ เปน อาทิ 7. ปภงฺคโต พจิ ารณาโดยอาการวา เปนสง่ิ ตอ งแตกสลาย เพราะมปี รกติเขาถึง ความเปน ของแตกสลายโดยการกระทาํ ของตนเองบา ง โดยการกระทําของผูอ น่ื หรือสิ่งอนื่ บา ง 8. อทฺธุวโต พิจารณาโดยอาการวา เปนส่ิงไมคงทน เพราะมีปกติตกไปหา สภาพความความไมคงทน 9. วิปริณามธมฺมโต พิจารณาโดยอาการวา มีอาการแปรปรวนไปเปนธรรม เพราะมีการหมนุ เวยี นเปลีย่ นไปทุกขณะโดยอาการชราและมรณะ 10. อสารกโต พิจารณาโดยอาการวา เปนสิ่งที่ไมเปนแกนสารเพราะเปนสิ่ง ออ นแอหาแกนสารมิได ทัง้ เปน สง่ิ แตกหกั งายเหมอื นกระพไ้ี ม 58 วิสทุ ธฺ .ิ 3/291.

69 11. วิภวโต พิจารณาโดยอาการวา เปนสิ่งตองเส่ือมสลาย เพราะปราศจาก ความเจรญิ และเพราะเปนตวั เสอ่ื มเอง 12. สงขฺ ตโต พิจารณาโดยอาการวา เปนส่ิงถูกปรุงแตงข้ึน เพราะถูกปจจัย ทง้ั หลายปรุงแตง ขน้ึ มิไดเปน มาเอง 13. มรณธมฺมโต พิจารณาโดยอาการวา เปนสิ่งมีมรณะเปนธรรมดา เพราะมีความ แก ความเจบ็ อยเู ปนปกติ เหน็ วาเปน ทุกข ดว ยเหตุ 28 คือ 1. อภิณหฺ ปฏปิ ฬ นโต เห็นวาเปนทกุ ขโ ดย ถกู บบี คน้ั อยเู ปนนติ ย 2. ทุกฺขมโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนส่ิงทนไดยาก คือทนอยูไมได เพราะถูกความเกิดและความเสื่อมบีบคั้น ทั้งเปนพนื้ ท่ีสาํ หรบั ทุกข 3. ทกุ ฺขวตถฺ ุโต เหน็ วา เปน ทกุ ขโดย เปน วตั ถุ คอื ท่ตี ้งั อยขู องทกุ ข 4. โรคโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนโรค คือเคร่ืองเสียดแทงเพราะพึง ประทบั อยูไดดวยปจ จัยและเปน รังของโรค 5. คณฑฺ โต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนดังแผล ฝ เพราะความเปนสิ่ง ประกอบดวยความเจ็บปวด คือ ความทุกข เพราะเปนท่ีไหลออกแหงหนอง คือ กิเลส และเพราะ บวมขึ้น แกล ง แตกไปในท่ีสุด 6. สลลฺ โต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนดังลูกศร เพราะเปนสิ่งยังความเจ็บปวด ใหเกิด เพราะทมิ่ แทงอยภู ายใน และเพราะดงึ ออกไดย าก 7. อฆโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนของช่ัวราย หาคุณมิได เพราะเปนท่ีต้ัง แหงความติเตียน เพราะไมทาํ ความงอกงามมาให และเพราะเปน พนื้ ทีส่ าํ หรับของคนชวั่ 8. อาพาธโต เหน็ วาเปน ทกุ ขโ ดย เปน อาพาธ เพราะเปนส่ิงยังความไมเปนเสรี ใหเ กดิ และเพราะเปน ปทัฏฐานแหงความเจ็บไข 9. อตี ิโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนจัญไร เพราะนําโชครายเปนอเนก ประการมาให 10. อปุ ททฺ วโต เหน็ วาเปนทุกขโดย เปนอุบาทว คือ ถูกทํารายเพราะเปนสถานท่ี ใหถ กู ทาํ รายดว ยประการตา งๆ ทง้ั เพราะนํามาซึง่ อนตั ถะ คอื ความพนิ าศ โดยทม่ี ิไดคิดไวลว งหนา 11. ภยโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนของนากลัว เพราะเปนท่ีเกิดภัยทั้งปวง และเปนฝา ยตรงขามกับความโลงใจอยางยอด อันไดแ ก ความสงบทุกขน่ันเอง

70 12. อปุ สคคฺ โต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนอุปสรรค คือ ความขัดของเพราะถูก ความพินาศเขาพัวพัน ถูกส่ิงที่เปนโทษเขาขัดขวาง และเพราะความเปนสภาพที่ไมควรจะรับเอาไว ได 13. อตาณโต เห็นวาเปนทุกขโดย ไมมีส่ิงตานทานไวได เพราะไมมีอะไร คมุ ครองไวได ทัง้ หาความปลอดภยั ไมได 14. อเลนโต เหน็ วาเปนทุกขโดย ไมม ที ีก่ ําบงั เพราะไมมีทลี่ บั พอจะหลบซอ น ได ท้งั เพราะไมทาํ หนา ท่กี าํ บงั ใหแ กสัตวแมเปน ผูซอ นตัวอยูแลว 15. อสรณโต เห็นวาเปนทุกขโดย ไมมีท่ีพ่ึง เพราะหาเปนที่กําจัดภัยใหแกผู อาศัยทง้ั หลายไมไดเลย 16. อาทีนวโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนโทษ คือมีเหตุราย ผลรายเพราะยังมี ทกุ ขเ ปนไปอยดู วยประการตางๆ 17. อฆมูลโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนมูลแหงความลําบาก เพราะเปนเหตุ แหงความทุกขยาก 18. วธกโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนผูฆา เพราะฆา ทําลายความวางใจ ดจุ ศตั รูวางตวั เปนมิตร 19. สาสวโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนสภาพเปนไปกับอาสวะเพราะเปน ปทฏั ฐานแหงอาสวะ คอื ความหมกั หมม 20. มารามิสโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนเหยื่อของมาร เพราะเปนเหยื่อของกิเลส มาร และมัจจมุ าร 21. ชาติธมมฺ โต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนส่ิงมีชาติ คือความเกิดเปนธรรมดา เปน ไปเพือ่ ความเกดิ ความแก ความเจ็บ ความตาย เปน ปกตวิ ิสัย 22. ชราธมฺมโต เห็นวาเปนทุกขโดย มีความแก คือ ความเสื่อมเปนธรรมดา เพราะมคี วามเกดิ และความแกเปนปกตวิ ิสยั 23. พยาธธิ มมฺ โต เหน็ วา เปน ทุกขโ ดย เปน ส่ิงมีพยาธิเปน ธรรมดาเพราะมีความเกดิ ความแก และความตาย เปน ปกติวิสัย 24. มรณธมมฺ โต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนส่ิงมีมรณะเปนธรรมดาเพราะ มีความ เกดิ ความแก ความเจบ็ เปนปกติวสิ ัย 25. โสกธมฺมโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนส่ิงมีความโศกเปนธรรมดา เพราะมี ความเกิด ความแก ความเจ็บ ความตาย เปนปกติวสิ ยั 26. ปริเทวธมฺมโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนสิ่งมีความครํ่าครวญเปนธรรมดา เพราะมชี าติ ชรา พยาธมิ รณะ และความโศกเปน ปกตวิ ิสัย

71 27. อุปายาสธมฺมโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนสิ่งมีความคับแคนเปนธรรมดา เพราะมีชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โศกะ ปรเิ ทวะ เปนปกติวิสยั 28. สงฺกิเลสิกธมฺมโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนสิ่งมีความเศราหมองเปนธรรมดา เพราะเปนแดนแหง กิเลส คือตัณหาและทฏิ ฐิ และทุจรติ ตางๆ เปน ปกติวสิ ัย เห็นโดยความเปนของงาม อันเปนบรวิ ารแหง ทุกขลกั ษณะ โดยเหตุ 7 คือ 1. อชฺญโต เหน็ วา ไมงามโดย เปน ส่งิ ไมม ีความงดงาม 2. ทคุ คฺ นธฺ โต เหน็ วา ไมง ามโดย เปนส่งิ มกี ลน่ิ เหมน็ 3. เชคจฺ ฺฉโต เหน็ วาไมงามโดย เปนส่ิงนา รังเกยี จ 4. ปฏิกูลโต เห็นวา ไมงามโดย เปนส่ิงปฏกิ ูล คอื สกปรก 5. อมณฑฺ นหตโต เหน็ วา ไมงามโดย เปนสิ่งมิใชกําจัดความปฏิกูลไดดวย การตบแตง 6. วริ ูปโต เห็นวาไมงามโดย เปนสง่ิ นา เกลียด 7. วภิ จฺฉโต เห็นวา ไมง ามโดย เปน สง่ิ นาขยะแขยง เห็นโดยความเปนอนัตตา โดยเหตุ 7 คอื 1. ปรโต เหน็ วา เปนอนัตตาโดย เปนฝา ยอน่ื 2. ริตฺตโต เห็นวา เปนอนตั ตาโดย เปน ของวา ง 3. ตุจฺฉโต เห็นวา เปน อนัตตาโดย เปนของเปลา 4. สุฺญโต เหน็ วาเปนอนตั ตาโดย เปน ของสญู 5. อสฺสามกิ โต เห็นวเปน อนัตตาโดย เปนของไมมีใครเปน เจาของ 6. อนิสสฺ รโต เหน็ วา เปน อนัตตาโดย เปน ของไมมใี ครเปนใหญ 7. อวสวตตฺ โิ ต เหน็ วา เปนอนตั ตาโดย เปน ของไมอ ยใู นอาํ นาจใคร จะเห็นวา ลักษณะทั้งหมดนี้ คือ อนิจจลักษณะ 13 ทุกขลักษณะ 28 อาการที่เปน บริวารของทุกขลักษณะ 7 และอนัตตลักษณะ 7 เปนอาการของสังขารน้ี ที่มีความสัมพันธเช่ือมโยง กันอยางแนบสนิท ดังน้ัน สังขารทั้งท่ีเปนรูปธรรมและนามธรรมจึงมีความเสมอภาคกันใน 3 กรณี คือ อนจิ ฺจตา ความไมเทยี่ ง ทกุ ขฺ ตา ความเปน ทกุ ข และอนตตฺ ตา ความเปนส่งิ ไมม ีตน

72 การเห็นสังขารโดยแยกยอยเชนน้ี มีไดกับบุคคลผูเจริญวิปสสานากรรมฐานโดยผู น้ันฝกฝนจนมีปญญินทรียแกกลาแลว แตสําหรับบุคคลผูเร่ิมปฏิบัติทั่วไปก็สามารถเห็นไดเปน บางสว น ทง้ั นี้ ขึน้ อยูกับความสามารถทางปญ ญาของบุคคลน้นั ๆ ในอนัตตลักขณสูตร59 พระพุทธเจาทรงซักถามความเห็นของพระปญจวัคคียใน เร่ืองขนั ธ 5 โดยทรงซกั ถามใหพ ระปญ จวัคคยี ทลู ตอบไปตามลําดบั ดังนี้ พระพทุ ธเจา : ภิกษุท้ังหลาย พวกเธอสําคัญความขอน้ันเปนไฉน รูป เทยี่ งหรือไมเทีย่ ง ? พระปญจวัคคยี  : ไมเทยี่ ง พระเจา ขา พระพุทธเจา : สิง่ ใดไมเ ทีย่ ง เปนทุกข สง่ิ นน้ั เปนสขุ หรอื ทกุ ขเ ลา ? พระปญ จวคั คยี  : เปนทกุ ขพ ระเจา ขา พระพทุ ธเจา : กส็ ิง่ ใดไมเท่ยี ง เปน ทกุ ข มีความแปรปรวนเปนธรรมดา ควรหรอื จะตามเห็นส่งิ นน้ั วา น่ันเปน ของเรา นัน่ เปนเรา นัน่ เปนตนของเรา? พระปญ จวัคคยี  : ขอ นั้นไมควรเลยพระเจาขา พระพทุ ธเจา : เวทนา เที่ยงหรอื ไมเท่ยี ง ? พระปญจวัคคยี  : ไมเทีย่ งพระเจา ขา พระพุทธเจา : ก็สิง่ ใดไมเที่ยง สิ่งน้ันเปนทกุ ขห รือเปน สขุ เลา ? พระปญ จวคั คีย : เปน ทกุ ขพ ระเจา ขา พระพทุ ธเจา : ก็ส่ิงใดไมเท่ียง เปนทุกข มีความแปรปรวนไปเปน ธรรมดา ควรหรอื จะตามสิ่งนนั้ วา นนั่ ของเรา นัน่ เปนเรา น่นั เปนตนของเรา ? พระปญจวัคคีย : ขอ นน้ั ไมควรเลยพระเจา ขา พระพุทธเจา : สัญญา เทย่ี งหรอื ไมเ ทีย่ ง ? พระปญจวัคคีย : ไมเ ทย่ี งพระเจาขา พระพุทธเจา : กส็ ง่ิ ใดไมเ ทย่ี ง ส่ิงน้ันเปนทุกขห รือเปนสขุ เลา ? พระปญ จวัคคยี  : เปนทกุ ขพระเจา ขา พระพทุ ธเจา : ก็สิ่งใดไมเท่ียง เปนทุกข มีความแปรปรวนไปเปน ธรรมดา ควรหรอื จะตามสง่ิ นนั้ วา นนั่ ของเรา นนั่ เปนเรา นั่นเปน ตนของเรา ? พระปญ จวคั คีย : ขอนั้นไมค วรเลยพระเจา ขา พระพุทธเจา : สงั ขารทั้งหลาย เทย่ี งหรอื ไมเ ท่ยี ง ? พระปญจวคั คีย : ไมเ ท่ียงพระเจา ขา 59 วิ.มหา. 4/21/26.

73 พระพุทธเจา : กส็ ง่ิ ใดไมเ ที่ยง สิง่ นัน้ เปนทุกขหรอื เปนสขุ เลา ? พระปญจวัคคีย : เปนทกุ ขพ ระเจา ขา พระพทุ ธเจา : ก็สิ่งใดไมเที่ยง เปนทุกข มีความแปรปรวนไปเปน ธรรมดา ควรหรอื จะตามส่งิ นัน้ วา นั่นของเรา น่นั เปนเรา น่ันเปน ตนของเรา ? พระปญ จวัคคีย : ขอ น้นั ไมควรเลยพระเจา ขา พระพทุ ธเจา : วญิ ญาณ เท่ยี งหรือไมเที่ยง ? พระปญจวคั คยี  : ไมเทีย่ งพระเจาขา พระพทุ ธเจา : กส็ ง่ิ ใดไมเท่ยี ง ส่ิงน้ันเปนทกุ ขห รอื เปน สุขเลา ? พระปญจวคั คีย : เปน ทุกขพ ระเจาขา พระพุทธเจา : ก็ส่ิงใดไมเที่ยง เปนทุกข มีความแปรปรวนไปเปน ธรรมดา ควรหรอื จะตามสิ่งนนั้ วา น่นั ของเรา น่นั เปน เรา นั่นเปนตนของเรา ? พระปญ จวัคคีย : ไมค วรเลยพระเจาขา คร้ันตรัสถามเปนข้ันตอนจนครบแลว ตรัสใหปญจวัคคียพิจารณาโดย ยถาภูตญาณทัสสนะ คือ พิจารณาใหเห็นดวยญาณตามเปนจริงวา ขันธ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งที่เปนอดีต อนาคต ปจจุบัน ท้ังท่ีเปนภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด เลว ประณีต ไกล ใกล ท้ังหมดวาเปนสักแตวา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เทาน้ัน ไมใชของเรา ไมเปนเรา ไมใชตนของเรา ในคําตอบของปญจวัคคียในทุกๆ ขันธ จะเห็นวา ปญจวัคคียยอมรับตรงกันวา เบญจขันธเปนสิ่งไมเที่ยง เปนทุกข เปนอนัตตา เพราะไมเที่ยง จึงเปนทุกข เพราะเปนทุกข จึงไม ควรยึดถือเอาวาเปนของเรา เปนเรา เปนตนของเรา และตองเขาใจวาการท่ีพระปญจวัคคียตอบไป เชนนั้น ไมใชตอบดวยความเกรง ความกลัว หรือตอบเพราะหวังผลอื่นใด แตตอบไปตามความ เห็นชอบดวยปญญาท่ีพิจารณาแลว เพราะพระปญจวัคคียนั้นเปนนักบวชมานาน และในขณะนั้นก็ ไดบรรลุโสดาปตติผลเปนพระโสดาบันแลว คําตอบทุกคําจึงมีคาแหงความเช่ือมั่นสูง และท่ีสําคัญ มากย่ิงกวา คณุ สมบตั ิทีม่ ีอยใู นผตู อบกค็ ือ คําตอบทกุ คําพระพทุ ธเจาทรงรับรองวา ถกู ตอ งโดยปริยาย อีกอยางหนึ่ง คําวา “มีความแปรปรวนไปเปนธรรมดา” ซ่ึงปรากฏตอจากคําวา “เปนทุกข” นั่น นอกจากเปนลักษณะหนึ่งที่สืบเน่ืองมาจากทุกข ยังเปนเครื่องแสดงใหเห็นถึงหลัก ความจริงอีกอยางหน่ึงของขันธ 5 วา มีความหมุนเวียน เคล่ือนไหวไปทุกขณะ ไมมีอาการหยุดนิ่ง ไมมีการคงท่ีอันเปนลักษระเฉพาะของความเปนทุกขในไตรลักษณและตรงกับลักษณะของ โปรตอน และอิเลคตรอนในอะตอมในหลกั การทางวทิ ยาการสมัยใหม

74 ในหนังสือธรรมวิจารณ60 จําแนก ทุกขตา ความเปนทุกขแหงสังขารไว 10 อยาง อนั เปนการอธิบายทกุ ขอ ีกแนวหนึ่ง ดงั น้ี 1. สภาวทุกข หรือทุกขประจําสังขาร ไดแก ทุกขเพราะชาติ คือ ความเกิด ชรา คอื ความแก มรณะ คือความตาย ความเกิด ความแก ความตาย เปนสิ่งมีอยูประจําสังขารทุกชนิด ทุก ขณะแหงกาล จงึ ชือ่ วา สภาวทุกข 2. ปกิณณกทุกข ทุกขปลีกยอยหรือทุกขจร คือ ทุกขเพราะโศกเศราทุกขเพราะ ความคราํ่ ครวญ ทกุ ขเ พราะคามลําบากทางกาย ทุกขเพราะความเสียใจ ทกุ ขเพราะความคบั ใจ ท้ังสองอยางน้ีไดกลาวไวละเอียดแลวขางตน (หนา 32) จึงไมตองอธิบายเพ่ิมเติม อกี 3. นิพัทธทุกข คือ ทุกขเนืองนิตย หรือทุกขเปนเจาเรือน ไดแก ทุกขเพราะหนาว รอน หวิ กระหาย ปวดอจุ จาระ ปวดปส สาวะ ความรุนแรงของทุกขหมวดน้ี ดูเหมือนจะมีคนคํานึงถึงนอยมาก เพราะมักเปน เร่ืองปกติ แตในความเปนจริงแลว แมนิพัทธทุกขน้ีก็เปนเร่ืองสาหัสไมนอยไปกวาทุกขอยางอื่น อากาศท่ีหนาวเกิน รอนเกิน พราชีวิตมนุษยไปแลวมิใชนอย แมความหิว ความกระหาย ก็ เชนเดียวกัน ในประเทศท่ีมีอาหาร มีน้ําอุดมสมบูรณ อาจจะเห็นทุกขน้ีไดยาก แตในประเทศขาด แคลนอาหารขาดแคลนน้ํา ทุกขชนิดนี้จะปรากฏใหเห็นชัดเจน ในระยะสองถึงสามปท่ีผานมา ชาว เอธิ โอเปยลมตายเพราะอดอาหาร อดนํ้า นับลานคน แมผูท่ีไมตองทุกขถึงตายก็ตองทุกขทรมาน อยางรนุ แรง อีกสองอยาง ทุกขเพราะปวดอุจจาระ ปวดปสสาวะ ก็เปนอีกสวนหน่ึงที่นับวาทน ไดยากย่ิง ในยามที่อยูในที่ปกติ เชน บาน หรือสํานักงาน และรางกายก็อยูในสภาพปกติ การถาย หนัก-เบา แมจะมีอาการเจ็บปวดบาง ก็เปนเรื่องธรรมดา แตในกรณีท่ีอยูในที่ไมปกติ เชน ใน ยานพาหนะ หรือในท่ีคนคับค่ัง สถานท่ีถายอุจจาระ ถายปสสาวะมีไมพอ หรือไมมี จะสรางความ ทุกขหนกั เพราะเรอ่ื งน้ใี หแ กบ คุ คลในทน่ี ้นั ไมนอยเลยทีเดยี ว ยงิ่ ถา ทองเกดิ อาการผดิ ปกตเิ พราะเหตุ ใดเหตหุ นง่ึ เขาดวยแลว ความทกุ ขห นกั เพราะปวดอจุ จาระปวดปสสาวะกจ็ ะปรากฏชดั เจน 4. พยาธิทุกข หรือทุกขเวทนา เปนทุกขที่เกิดจากโรคเบียดเบียนขอนี้เปนเร่ือ แนนอนที่สุดอีกประการหน่ึง มนุษยสัตว ถาไมตายเพราะอุบัติเหตุ หรือถูกทํารายอยางใดอยางหนึ่ง ก็ตองตายเพราะโรคเบียดเบียน คนท่ีไมเคยเปนโรคอะไรเลยในชีวิต ในท่ีสุดก็ตองตายเพราะโรค 60 สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, ธรรมวิจารณ, (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพมหามกุฏราชวทิ ยาลัย, 2520), หนา 14.

75 ชรา และขอท่ีนาพิจารณาคือ ความหิว ก็เปนโรครายชนิดหน่ึง ดังบาลีวา ชิคจฺฉา ปรมา โรคา ความ หวิ เปน โรคอยางยิง่ 61 5. สันตาปทุกข ทุกขคือความรอนรุม หรือทุกขรอน ไดแก ความกระวนกระวาย ใจ เพราะถูกไฟกเิ ลส อนั ไดแก ราคะ โทสะ โมหะ แผดเผา ความทุกขตามขอนี้เพงเฉพาะทุกขทางใจ ราคะ โทสะ โมหะ ทานเปรียบเหมือน ไฟ คือ ความรอนปรากฏในอาทิตตปริยายสูตร62 กิเลสทั้งสามนี้โพลงข้ึนมารุนแรงเมื่อไร ความ หว่ันไหวกระสับกระสายก็เกิดขึ้น ราคะ เปนกิเลสท่ีเกิดงายแตดับชา โทสะ เกิดเร็ว ดับก็เร็ว นี่ เปรียบกันระหวางสองอยาง สวนโมหะนอกจากเกิดชาดับชาแลว ยังเปนกิเลสท่ีเจืออยูในราคะและ โทสะเสมอ หากจะหมดไปดวยเหตุใด โมหะจะหมดไปเปนสวนสุดทาย ความทุกขเพราะโมหะจึง เปน ความทกุ ขท ปี่ ด บังและมรี ะยะยาวนานท่สี ดุ 6. วปิ ากทกุ ข วิปากทกุ ข แปลวา ทุกขเ พราะผลกรรม ซ่งึ อาจมีไดหลายๆ ลักษณะ เชน ความเดอื ดรอนกระวนกระวาย เพราะถกู ทําโทษ หรือกลัวถูกทําโทษเพราะทําผิดมาแลวรุนแรง หรืออาจประสบความวิบตั ิ พินาศ ฉิบหาย ตกยาก รวมไปถงึ การไปเกดิ ในทคุ ติภพ 7. สหคตทุกข แปลวา ทุกขไปดวยกัน ขอนี้มีความพิเศษกวาทุกอยางโดยทรง แสดงวา ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เปนทุกขละอยางๆ ที่แปลกก็เพราะโดยท่ัวไป ทุกขเกิดเพราะ เสื่อม ลาภ เลื่อมยศ นินทา ทุกข แตตองเขาใจวา ทุกสิ่งทุกอยางมีทุกขอยูในตัวมันเอง ทุกขเพราะตอง บริหาร ทุกขเพราะตองระวังรักษา ประคับประคอง ทุกขเพราะความเส่ือมสภาพ ความแปรปรวน เปล่ียนแปลง โลกธรรมฝายอฏิ ฐผลก็มสี ภาพเชน นั้นอยูครบถว น 8. อาหารปริเยฏฐิทุกข แปลวา ทุกขเพราะการแสวงหาอาหารหรืออาชีวทุกข คือ ทุกขเพราะการเลยี้ งชีพ การแสวงหาอาหารหรือการหาเล้ียงชีพน้ันตองเส่ียงภัยอยูตลอดเวลาในอดีตกาล มนุษยตองผจญภัยสัตวรายตางๆ เพื่อหาเล้ียงชีพ ปจจุบันมนุษยตองผจญภัยมากขึ้นจากสัตวรายบาง จากอุบัติเหตุตางๆ บาง จากมนุษยดวยกันเองบาง โลกย่ิงเจริญกาวหนาทางวิทยาศาสตรมากขึ้น ภัย อันตรายแทนที่จะลดลง แตกลับมีมากขึ้น การเล้ียงชีพของมนุษยมีปญหาสลับซับซอนยิ่งข้ึน จน กลายเปนปญหาใหญของโลก จนชาวโลกที่มีกําลังความสามามรถและอาศัยเมตตาธรรมเปนหลัก จดั ตัง้ องคก ารอาหารโลกข้ึนมา เพ่อื ชวยแบงภาระบรรเทาทุกขแ กก ลุมชนผูย ากไรขาดแคลนอาหาร 61 ข.ุ ธ. 25/25/42. 62 วิ.มหา. 4/20/24.

76 สําหรับนักปฏิบัติธรรม ทานแนะนําใหพิจารณาเห็นความลําบากในการแสวงหา อาหาร 10 อยา ง63 คือ 1. คมนโต โดยการไปที่ตองเส่ียงภัยอันตราย จากสัตวรายและอ่ืนๆ ตองเหยียบ เทาลงบนสิ่งของไมส ะอาด มตี อ มหี นาม เปน ตน 2. ปริเยสนโต โดยการแสวงหา จะหาอาหารยังชีพไดแตละมื้อก็ยากแสนยาก ตองออกแรงแสวงหาตามท่ีตางๆ บางคราวก็ไปเจอผูเปนขาศึก บางคราวก็ไปเจอหรือไดอาหารเสีย บาง บางคราวก็ถกู ไล แมในยุคปจจบุ ันนชี้ าวโลกผูใชแ รงงานหาเลี้ยงชีพท้ังหลายก็ยังประสบปญหา นี้ กวาจะหางานเพื่อไดคา จางมายงั ชพี แตล ะทแี สนลาํ บาก 3. ปริโภคโต โดยการบริโภค แมการบริโภคอาหารที่ไดมาเปนของตนแลว ก็ยัง ตองลําบาก ตองระมัดระวัง เพราะอาหารนั้นจากมีพิษ อาจแสลงตอโรคอาจเปนอันตรายตอสุขภาพ สวนใดสวนหน่ึง แมจะเค้ียวและกลืนใหลวงลําคอลงไป ก็ยังตองระมัดระวัง คนอายุยังนอยกลืน ของแข็งก็เปนอนั ตรายถึงแกชวี ติ ไดเชนกนั 4. อาสยโต โดยอาสยะ คือน้ํายอยในกระเพาะและลําไสบริโภคกลืนอาหารลวง ลําคอลงไปแลว หากน้ํายอยทํางานปกติก็ดีไป ถาเมื่อไรมันผิดปกติอาจเกิดอาการทองผูก ทองอืด หรอื ทองรวง เปนอนั ตรายใหค วามลาํ บากอีกรปู แบบหน่ึง 5. นิธานโต โดยที่พัก หมายกระเพาะอาหารอันเปนที่พักของอาหารกระเพาะ อาหารทานไดพิจารณาเหมือนหลุมหรือบอพักสวม เพราะตองรองรับอาหารอยูตลอดเวลา ไม สะอาด มองถึงปญหาปจจุบันโรคกระเพาะอาหารเกิดจากอาหารนอยเกินบาง มากบาง อาหารเปน พิษบาง จนกระเพาะทรุดโทรมเปน แผล 6. อปริกกฺ โต โดยยังไมยอย ไดแก อาหารท่ีเพิ่งบริโภคเขาไปใหมๆ ที่กวาจะยอย ลงไดก็เกิดเปนฟอง เกิดเปนระอุ พอไฟในรางกายเกิดสันดาปแผดเผาจึงยอยลง และเปนของ คลุกเคลากันมอี าการเหม็นเนา นาเกลียด 7. ปริปกฺกโต โดยยอยแลว หมายถึง อาหารที่ถูกไฟธาตุเผาใหยอยละเอียดแลว แปรสภาพเปนฟองเปนตอม นอกสวนที่จะเปนโอชะบํารุงรางกายแลวท่ีเหลือก็เปนกาก เปนกรีส เปน มตู ร มีอาการปฏิกูลนา เกลียด 8. ผลโต โดยผล ผลของอาหารก็คือ อาหารที่ยอยดีจะผลิตซากตางๆ มีผล ขน เลบ็ ฟน หนงั เปน ตน ทีย่ อยไมด กี ลับกอ โรคใหน ับไดนบั 100 ชนดิ 63 วสิ ทุ ฺธ.ิ 2/1.

77 ผม ขน เลบ็ ฟน หนัง เปนตน ถือวาเปนซาก คือซากศพเพราะมีสภาพเปอยพังยอย ยับไปทุกขณะ โรคตางๆ ก็อาศัยกายน้ีเปนที่เกิดอยู ที่ถาย ท่ีทํากิจตางๆ รวมท้ังที่ทิ้งซากศพมันอีก ทอดหนง่ึ 9. นิสฺสนฺทโต โดยอาการไหลออก อาหารนั้นทางเขามีทางเดียว คือ ปาก แต ทางออกน้ันมีมากทั่วกาย อาจระบายออกทางตา (ข้ีตา) ทางหู (ขี้หู) ทางจมูก (ข้ีจมูก) ทางขุมขนท่ัว รา งกายและผวิ หนงั (ขีไ้ คล) ทางศีรษะ (ขร้ี งั แค) และทางทวารหนักทวารเบา ซึ่งลวนเปนของปฏิกูล นาเกลยี ดมกี ล่ินเหมน็ แตห ากอาหารไมถายเทเมือ่ ไร ความทุกขหนักก็จะปรากฏทันที 10. สมฺมกฺขนโต โดยความเปรอะเปอน อาหารเปนเครื่องบํารุงรางกายก็จริง ใน สวนแหงความเปรอะเปอนสกปรกเปนไดตั้งแตข้ันแสวงหา ขั้นปรุง ขั้นบริโภค และข้ันถายเทขับ ออกทางทวาร 9 การบริโภคอาหารจึงตองหาวิธีปองกันกําจัดความสกปรกเปรอะเปอนทุกระยะทุก ขัน้ ตอน ตอ งชําระลาง ตองขดั สรี างกายอยเู ปน ประจาํ จงึ เปน ความลาํ บากอกี ประการหน่ึง สามขอขางตน นั้น จะเหน็ วา เปน ความลาํ บากในเร่อื งการแสวงหาอาหารเพื่อยังชีพ เปนปญหาสําหรับคนท่ัวไปดวย เจ็ดขอหลัง แมจะเปนเร่ืองที่นักปฏิบัติธรรมโดยตรงควรพิจารณา แตค นทวั่ ไปกม็ องขามไมได เพราะเปนเรือ่ งกอ ทกุ ขสรา งปญหาเชนเดยี วกัน 9. วิวาทมูลกทุกข แปลวา ทุกขเพราะมีวิวาทเปนมูล ความทะเลาะวิวาทเปนเหตุ ใหหวาดหวั่นเพราะกลัวความพายแพบาง เพราะกลัวความพินาศแหงชีวิตและทรัพยสินบาง ความ ทะเลาะวิวาทระหวางบุคคลกับบุคคลเปนเร่ืองความทุกข เดือดรอน เฉพาะบุคคล แตการสูคดีกัน การทําสงครามกันเปนความทุกขระดับชาติ เพราะตองกอทุกขใหแกคนจํานวนมาก สงครามโลก เกิดขึน้ ทกุ ครง้ั ทาํ ความหายนะใหญหลวงใหแกมวลมนุษยชาติ ไมวาฝายแพหรือฝายชนะ จะตองทํา ความเสียหายเจบ็ ปวดดวยกันท้งั สนิ้ 10. ทุกขักขันธ หรือทุกขรวมยอด ไดแก อุปาทานขันธ 5 เปนทุกขดังกลาวมาแลว ในตอนวาดว ยทุกขใ นอรยิ สัจ 4 (หนา 53) ในที่นี้ ขออธิบายเมเติมในสวนท่ีเห็นวาจําเปนอีกเพียงเล็กนอย เพ่ือความสมบูรณแหง เน้อื ความ เม่ือเพงถึงคําวา “ทุกขรวบยอด” ซึ่งไดในบาลีวา “สงฺขิตฺเตน” นั้น ยอมหมายถึงทุกขเพราะ เกิด เพราะแก เพราะเจ็บ เพราะตาย เพราะความเศราโศกร่ําไรรําพัน เพราะความพลัดพรากและ เพราะความไมสมหวังทั้งหมด และควรรวมเอาความทุกขเพราะความเปลี่ยนแปรเขาไวดวย ทั้งน้ี เพราะขันธแตละอยางก็เปนทุกขเพราะความเปลี่ยนแปรอยูแลว แตการเขาไปยึดถือขันธแตละอยาง ก็ตองเปนทุกขแนนอน เพราะสิ่งเหลาน้ันลวนเปนไปตามเหตุปจจัย แตละอยางจึงเปล่ียนแปลงและ กเ็ สียใจเมือ่ มันดับไป

78 สง่ิ ปดบังทกุ ข ปญหาสําคัญประการหนึ่งในการศึกษาทําความเขาใจเร่ืองความทุกข คือ ความ ทุกขบางอยางมีอาการปรากฏทางความรูสึก แตก็มีเคร่ืองกําบังหรือบังอาการน้ันๆ ความทุกข บางอยางมีแตอาการ แตไมปรากฏทางความรูสึก จึงเพ่ิมความยากในการศึกษาทําความเขาใจข้ึนไป อีก ความทุกขที่มีอาการปรากฏทางความรูสึก ไดแก ทุกขเวทนา คือ ความเจ็บปวด ทางกายและทางใจ ความไมสบายทางกายและใจ ซ่ึงอาจกลาวรวมลงในคําเดียววาเปน “ทุกขเกิด จากการสัมผัส” เพราะตองสัมผัสอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ จึงเกิดความรูสึกวา “เปนทุกข” ซึ่งความทุกขชนิดน้ีหลายๆ สาเหตุถูกปดบังไวดวยเครื่องบรรเทาชั่วคราว เชน ความ ทุกขเพราะหิวกระหาย ความทุกขเพราะรอนจัด หนาวจัด ความทุกขเพราะปวดอุจจาระปสสาวะ เปนตน อีกอยางหน่ึง ความเกิด ความแก ความตาย ของสังขารท้ังปวงเปนความหมุนเวียน อยางสัมพันธตอเน่ืองกันของสังขารเหลานั้น ความเกิดยอมหมายถึงความแก ความแกยอมหมายถึง ความตาย กลาวใหสั้นเขาส่ิงใหมเกิดข้ึน คือของเกาดับ (ตาย) ไป ตัวอยาง ผิวหนังใหมเกิดขึ้น ก็คือ ผิวหนงั เกาตายไป เปลือกไมใหมเกิดขึ้น เปลือกไมเกาตายไป จากตัวอยางทั้งสองนี้ อาการที่ปรากฏ โดยทั่วไปคือคามเจริญเติบโต แตเบื้องหลังแหงความเจริญเติบโตน้ัน คือ ความเกิดดับมีอยูทุกขณะ ซึ่งจะไมปรากฏทางความรสู ึกเลย จงึ เปนเรือ่ งท่ีเรียนรูกันไดย าก วิสุทธิมรรค64 ไดแสดงส่ิงปดบังทุกขไวตอนวาดวยปฏิทาญาณทัสนวิสุทธิ์นิเทศ โดยแสดงรวมทัง้ ส่ิงทีป่ ดบงั อนจิ จงั และอนัตตาไวดวยวา “อนิจจลักษณะไมปรากฏเพราะถูกสันตติ ปด บังไว ทุกขลักษณะไมปรากฏเพราะถูกอิริยาบถปดบังไว อนัตตลักษณะไมปรากฏเพราะถูกฆนะ ปด บังไว” มคี าํ อธิบายเพ่ิมเตมิ ขอ ความน้วี า สันตติ คอื ความสืบตอ หรือความเกิดขึ้นความดับ ลงที่เปนไปอยางตอเน่ืองทุกขณะ ซ่ึงมีระดับความถี่ของความเปนไปสูงมากนั้น เปนไปอยูกับ สังขารเพียงใด อนิจจัง คือความไมเที่ยง ก็จะยังปรากฏแกสายตาท่ีมองอยางธรรมดาอยูเพียงนั้น ท้งั น้ี เพราะเมื่อมีภาวะเชนนน้ั ตอเนือ่ งอยู กเ็ ปน เหตุใหบคุ คลไมค ดิ คาํ นงึ ถึงความเกิดและความเสื่อม ภาพที่ปรากฏจึงกลายเปน วา สังขารท้ังปวงเท่ยี ง อิริยาบถ คือ ความเคล่ือนไหว เปนเครื่องปดบังทุกข เพราะเม่ือเปลี่ยนอิริยาบถทํา ใหเกิดคามรูสึกวาสบายข้ึน เปนเหตุใหไมไดคิดคํานึงวาสังขารนั้นถูกบีบค้ันอยูเนืองนิตย อิริยาบถ 64 วสิ ทุ ฺธ.ิ 3/275.

79 นอกจากหมายถึงความเคลื่อนไหวเปล่ียนแปลงอากัปกิริยาแลว ยังหมายรวมไปถึงการบรรเทาทุกข ในลักษณะอ่นื ๆ เชน รบั ประทานอาหารบรรเทาความหวิ เปน ตน ไวด ว ย ฆนะ หรือ ฆนสัญญา คือ ความจํา หมายถงึ ความเปน กลมุ กอ นไดเปนเหตุใหเหน็ จาํ วาเปนตัวเปนตน เปนชิ้นเปนอัน จึงสําคัญสิ่งตางๆ วาเปนตัวตน มีตัวตน ความฝงใจในความเปน กลมุ กอน เปนเหตใุ หไ มค ดิ คาํ นึงถงึ ความแยกจากกันไดแหงธาตตุ างๆ ในขณะเดียวกนั ความสําคัญส่ิงท่ีไมเ ทยี่ งวาเปนส่ิงเที่ยง ความรูสึกส่ิงท่ีเปนทุกขวา เปนสุข และความสําคญั สิ่งเปนอนัตตาวา เปน อตั ตา ความเหน็ วา งามในสิ่งไมง าม มชี ่ือเรยี กเฉพาะวา “วิปลลาส” คือ นิจจวิปลลาส สุขวิปลลาส อัตตวิปลลาสและสุภวิปลลาส เปน 4 อยาง แตทั้ง 4 น้ีก็ เกดิ จากความคลาดเคลื่อนทางความเห็น ความคดิ และความจํา คือ 1. ทฏิ ฐวิ ิปลลาส คือ ความเหน็ ผิด 2. จิตตวปิ ลลาส คือ ความรูผดิ หรือคิดผดิ 3. สัญญาวิปลลาส คอื ความจาํ ผดิ ดังนัน้ การเหน็ สิง่ ไมเ ทย่ี งวาไมเท่ียง เห็นสิ่งท่ีเปนทุกขวาเปนทุกข และเห็นส่ิงเปน อนัตตาวา เปน อนตั ตา ตามสภาพความเปน จรงิ ได ตองทําลายวปิ ล ลาสเหลา นีล้ งใหได สาเหตุแหงความทุกข (ทกุ ขฺ สมทุ ยอรยิ สจจฺ ํ) ในการศึกษาเรอื่ ง “ความทุกข” ทผี่ านมาแลว ทงั้ หมด ไดแยกแยะศึกษาเปน สวนยอยออกไป มากมาย ท้ังนี้เพื่อใหเห็นสภาพความจริงของความทุกขแตละประเภทวามีความตางกันอยางไร มี ความละเอียดลึกซ้ึง สลับซับซอนอยางไร เมื่อไดศึกษาทราบความเปนจริงตามน้ันแลวข้ันตอไปจะ ไดศ ึกษาถึง “สาเหตุแหง ทกุ ข” น้ันๆ เปนลาํ ดบั ไป แตกอนจะเขาไปสูรายละเอียด ตองทบทวนเบ้ืองหลังกอนวา ความทุกขที่ศึกษามาแลว ทัง้ หมดรวมลงใน 3 ประเภท คือ 1. ความทกุ ขในขันธ 5 คอื ทกุ ขเวทนา 2. ความทกุ ขในอรยิ สัจ 4 คอื ทุกขสจั จะ 3. ความทกุ ขใ นไตรลักษณ คือ ทุกขตา ทุกฺขตา ความเปนทุกขที่มาในไตรลักษณ มีขอบเขตกวางขวางที่สุด ลึกซึ้งที่สุดคลอบคลุม ความทุกข 2 อยางขางตนเขาดวย ดังน้ัน ในการศึกษาเร่ือง “สาเหตุแหงทุกข” ซึ่งเปนตอนที่กําลังถึง วาระอยูข ณะนี้ จะไดศกึ ษารวมกันไปในกระบวนการเดียว ไมแยกประเภทเหมือนตอนวาดวยความ ทกุ ขล ว นๆ แตล ะแยก “สาเหตุแหงทกุ ข” เปน สองประเภท คอื 1. สาเหตใุ กล หรอื สาเหตุปลาย 2. สาเหตไุ กล หรือสาเหตตุ น

80 และตอไปนจ้ี ะไดศ ึกษารายละเอยี ดในสาเหตทุ ง้ั สองนั้นไปตามลําดบั 1. สาเหตใุ กล หรือสาเหตปุ ลาย สาเหตุใกล หรือสาเหตุปลายนี้ หมายถึง สาเหตุท่ีอยูใกลชิดกับความทุกข เม่ือสาเหตุ นั้นเกิดขึ้น ผลที่ตามสาเหตุนั้นมาเปนความทุกขทันที ไมมีส่ิงอื่นค่ันระหวาง และแนนอน สาเหตุ ใกลน้ีก็ไดถูกกลาวมาแลวในตอนวาดวยความทุกข จึงไมจําเปนตองกลาวถึงในรายละเอียดอีก ฉะน้ัน ตอ ไปนีจ้ ะยกตวั อยางเพื่อความเขา ใจงายๆ สกั 3 ประเดน็ ประเด็นท่ี 1 ความหิวเปนความทุกข จะเปนความทุกขมากหรือนอยขึ้นอยูกับอาการ หิว เม่ือพิจารณาเพื่อตองการรูวา ทําไมจึงหิว คําตอบก็คือ ความหิวมีเพราะขาดแคลนอาหาร ความ ขาดแคลนอาหารจึงเปนสาเหตใุ กล และสาเหตนุ ี้อาจตงั้ เปนรูปความคิดเชงิ ตรรกะไดว า ความหิว เปน ความทุกข การขาดอาหาร ทําใหเกดิ ความหิว ∴ เพราะฉะน้ัน การขาดอาหารจึงเปน สาเหตขุ องความทุกข ประเด็นท่ี 2 ความเกิดเปนความทุกข เม่ือพิจารณาเพ่ือตองการจะรูวาทําไมจึงมีความ เกิด ก็ไดคําตอบวา สาเหตุที่เกิดก็เพราะมีภพ คือที่เกิด ถาไมมีภพใหเกิดความเกิดก็มีขึ้นไมไดเลย ภพจึงเปน สาเหตุปลายของชาติทุกข หรืออีกนัยหนึ่ง ความเกิดข้ึนเพราะมีองคประกอบใหเกิด น่ันก็ คือ การมีพอแม และการปฏิสนธิ ซ่ึงขอนี้มีความแสดงไวในคัมภีรวา65 การเกิดของมนุษยตองมี องคประกอบ 3 ประการ คือ 1. มาตา อตุ นฺ ี โหติ มารดาอยูในวัยระดู 2. มาตาปต โร สนฺนิปติตา โหนตฺ ิ มารดาบิดามเี พศสมั พันธก ัน 3. คนธฺ พโฺ พ ปจจุปฏฐิโต โหติ มีสัตวม าปฏิสนธิ จึงไดค วามในข้นั นวี้ า 3 อยา งนั้น เปนสาเหตใุ กลของชาติทุกข ประเดน็ ท่ี 3 สงั ขารทั้งหลายท้ังปวงเปนความทุกข ขอน้ีเปนความทุกขที่มีอรรถลึกซ้ึง กวางขวาง แตสาเหตุใกลของความทุกขเชนนี้ก็ปรากฏชัดอยูแลวในอนัตตลักขณะสูตร66 ความวา “ส่ิงใดไมเท่ียง สิ่งนั้นเปนทุกข มีความแปรปรวนไปเปนธรรมดา” จึงไดความในท่ีน้ีวา สาเหตุใกล ของความทุกขในกรณีน้ี คือความไมเ ที่ยง (อนจิ ฺจตา) และถาสงั ขารทัง้ หลายเปน ของเท่ียง ไมมีความ หมุนเวียนเปล่ียนแปลง สังขารท้ังหลายก็ไมมีความทุกข เพราะวัสดุไมคงทนถาวร อาคารถึงผุพัง เพราะความสขุ ไมมีความเท่ียงแทถาวร ความทุกขจ งึ มีปรากฏ 65 ม.มู. 12/452/487. 66 วิ.มหา. 4/20-21/24-25.

81 2. สาเหตุไกล หรอื สาเหตตุ น สาเหตุไกล หรือสาเหตุตน หมายถึง สาเหตุดั้งเดิม หรือสาเหตุเบื้องตนหรือสาเหตุแรก สุด เปนสาเหตุที่เปนจุดเริ่มตน ใครๆ ไมอาจคนใหลึกลงไปกวาน้ันไดอีก ซ่ึงก็ไมละเวนท่ีจะ กลาวถึงวา สาเหตุแหงทุกขน้ีมี 2 นัย คือ สาเหตุตามนัยอริยสัจ และสาเหตุตามนัยปฏิจจสมุปบาท สาเหตุแหงทุกขตามนัยอริยสัจ คือ ตัณหา สวนสาเหตุตามนัยปฏิจจสมุปบาท คือ อวิชชา แต เนื่องจากตณั หา เปน ขน้ั ตอนหน่ึงของกระบวนการปฏิจจสมุปบาทแลว ดังน้ัน เพ่ือไมใหการอธิบาย ซํ้าซอ นเกิดขน้ึ จึงไดยกยอดไปอธบิ าย ตัณหา ในลําดับนัน้ ทเี ดยี ว ปฏจิ จสมุปบาท67 “ภกิ ษทุ ง้ั หลาย อะไรเลาเรียกวา ปฏิจจสมปุ บาท ภกิ ษทุ ั้งหลาย 1) เพราะอวิชชาเปนปจจัย จึงมี สังขาร 2) เพราะสังขารเปนปจ จยั ” วิญญาณ 3) เพราะวญิ ญาณเปนปจ จยั ” นามรูป 4) เพราะนามรูปเปน ปจ จัย ” สฬายตนะ (อายตนะ 6) 5) เพราะสฬายตนะเปนปจ จัย ” ผัสสะ 6) เพราะผสั สะเปนปจจัย จงึ มี เวทนา 7) เพราะเวทนาเปนปจ จยั ” ตัณหา 8) เพราะตัณหาเปนปจ จยั ” อปุ าทาน 9) เพราะอุปาทานเปน ปจจัย ” ภพ 10) เพราะภพเปน ปจ จยั ” ชาติ 11) เพราะชาตเิ ปนปจ จยั ” ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อปุ ายาส ความเกดิ ข้ึนแหงกองทุกขท ง้ั ส้ิน ยอ มมีดว ยประการอยา งนี้ นีเ้ รียกวา “ปฏจิ จสมปุ บาท” ปฏิจฺจสมุปบาท มาจากคําสองคํา คือ ปฏิจฺจ แปลวา อาศัย สมุปฺบาท แปลวา เกิดขึ้น พรอมกัน รวมสองคําเขากันเปน ปฏิจจสมุปบาท แปลวา ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพรอมกัน โดย ความหมายเปนหลักธรรม แสดงถึงกระบวนการเกิดขึน้ แหงชีวิตและทุกข หรือ กลาวอีกอยางหนึ่งก็ คอื เปน หลกั ธรรมทแ่ี สดงกระบวนการเกิดข้นึ แหงความทกุ ขท ง้ั ปวงน่นั เอง 67 ส.ํ นิ. 16/1-3/1.

82 กระบวนการแหงปฏิจจสมุปบาท ถือวาเปนกระบวนการที่สลับซับซอนท่ีสุด ใน กระบวนธรรมทางพุทธศาสนา เพราะเปนกระบวนการแหงชีวิตท่ีสืบเนื่องมาทุกภพทุกชาติ เปน กระบวนการที่เกี่ยวโยงเปนโซตรวนชีวิต ฉะนั้น จึงมีความจําเปนจะตองศึกษาความหมายใน รายละเอยี ดพอสมควร แลวตอไปจะเปน ความหมายในรายละเอียดแตล ะขอ ตามลาํ ดับ ธรรมชาตทิ ี่ยงั สตั วท ั้งหลายใหแลนไปในกําเนิด คติ ภพ วิญญาณฐิติ และสัตตาวาสทั้ง ปวง ในสงสารอนั ปราศจากที่สนิ้ สดุ ชือ่ อวิชชา68 1. อวิชชา แปลตามศัพทวา ความไมรู มีขอ จาํ กดั ขอบเขตอยูท่ีไมรูในสภาวธรรมและหลัก สัจธรรมของพทุ ธศาสนา อันหมายถึงความไมรู 869 อยาง คอื 1.1 ไมรทู ุกข 1.2 ไมรสู าเหตแุ หงทกุ ข 1.3 ไมร คู วามดบั ทกุ ข 1.4 ไมร ทู างใหถงึ ความดับทกุ ข 1.5 ไมรูอดีต คือ ไมรูจักสาวหาเหตุในอดีต วาสิ่งนี้ปรากฏเปนผลอยูในปจจุบันน้ีมี เหตอุ ะไรอยใู นอดีต 1.6 ไมรูอนาคต คือ ไมรูจักคาดการณขางหนาวาสิ่งท่ีปรากฏอยูในปจจุบันนั้น จะเปน เหตุทใ่ี หผ ลอยางไรในอนาคต 1.7 ไมรทู งั้ อดตี และอนาคต คือไมรูจ ักเชอ่ื มโยงเหตุผลวาผลอยางน้ีมาจากเหตุอยางไร และเหตอุ ยางนี้จะมผี ลอยา งไร 1.8 ไมร จู กั ปฏจิ จสมุปบาท คือ ไมรูจักสภาวธรรมทั้งหลายตามความเปนจริงหรือไมรู วาธรรมท้งั หลายอาศัยกนั และกันเกิดขึ้น ส่ีขอขางตน ไดแก ไมรูอริยสัจ 4 คือ ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค และอีก 4 ขอตอนทาย ไดแก ความไมรูใ นสภาวธรรม ดังนนั้ เมอื่ อวิชชายังมอี ยู ความหลงผดิ ความเขา ใจผดิ ก็ยังมอี ยู ความ หลงผิดมีชื่อเรียกวา โมหะ เปนรากเหงาแหงอกุศล เปนเคร่ืองปรุงแตงจิตใหยึดถือผิดไปตางๆ เชน ยึดถือวา น่นั เปน เรา นนั่ เปน ของเรา อาการทป่ี รุงแตงใหจ ิตเกิดความหลงผิด เรยี กวา สงั ขาร 2. สังขาร ไดแก สงิ่ ที่ปจ จัยปรุงแตง อยางหนึ่ง ตรงขามกบั วิสังขาร คือสิง่ ท่ีไมถูกปรุงแตง รายละเอียดที่วาดวยสังขารไดกลาวถึงแลวในตอนวาดวยทุกข ในท่ีนี้จะกลาวอยางจํากัดเพื่อแยก 68 วสิ ุทธฺ ิ. 3/246. 69 มลู นธิ ี แนบ มหานรี านนท, คมู อื การศกึ ษาพระอภิธมั มัตถสังคหะ ปรเิ ฉทท่ี 2, วรรณสทิ ธิ ไวทยเสวี วรวบรวม, กรงุ เทพฯ : อักษรธเนศการพิมพ, 2529) หนา 31.

83 แสดงใหเห็นความแตกตางระหวางสังขารในปฏิจจสมุปบาท กับสังขารท่ีมาในท่ีอ่ืนๆ และเพื่อ แสดงกระบวนการใหเ กดิ ทุกขตามแนวปฏิจจสมุปบาท สังขาร 6 คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญฺาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขารหมวดหนึ่ง กาย สังขาร วจสี งั ขาร และจติ สงั ขารหมวดหน่ึง ไดแ ก เจตนา 29 มคี วามหมายพสิ ดาร ดังน้ี - ปุญญาภสิ งั ขาร ไดแ ก เจตนา 13 คือ เจตนาเปนกามาวจรกศุ ล 8 อันเปนไปดวย อาํ นาจกุศลมี ทานศลี เปน ตนและเจตนาเปนรูปปาวจรกศุ ล 5 อันเปน ไปดวยอํานาจภาวนาอยา งเดียว - อปุญญาภิสังขาร ไดแก เจตนาเปนอกุศล 12 อันเปนไปดวยอํานาจอกุศล มี ปาณาตบิ าต เปน ตน - อเนญชาภิสังขาร ไดแก เจตนาเปนอรูปาวจรกุศล 4 อันเปนไปดวยอํานาจ ภาวนา - กายสังขาร ไดแ ก กายสญั เจตนา คือ เจตนาหรอื ความจงใจแสดงออกทางกาย - วจสี ังขาร ไดแ ก วจีสัญเจตนา คือ เจตนาหรือความจงใจแสดงออกทางวาจา - จติ ตสังขาร ไดแ ก มโนสญั เจตนา คือ เจตนาหรอื ความจงใจแสดงออกทางใจ ดังน้ัน กามาวจรกุศลเจตนา 8 และอกุศลเจตนา 12 รวมเปน 20 อันทําใหกาย วิญญัติเกิดมีขึ้นเปนไปทางกายทวาร จัดเปนกายสังขาร เจตนาท้ัง 20 ที่ทําใหวจีวิญญัติเกิดมีขึ้น เปนไปทางวจีทวาร จัดเปนวจีสังขาร และเจตนา 29 ท่ีเกิดในมโนทวาร ไมทําใหวิญญัติท้ัง 2 เกิดมี ขึ้น เปนจติ ตสงั ขาร สังขาร ตามทวี่ ามานัน้ มที ีม่ า 3 แหง 70 คอื 1. สังขารในขันธ 5 หมายถึง เจตสิกธรรมที่เปนกุศล อกุศล และอัญญสมานา ท่ี ปรงุ แตงจิตใจ ไดแ ก “ความนกึ คดิ ” 2. สังขาร ในสามัญลักษณะ หมายถึง ส่ิงทั้งปวงที่ปจจัยปรุงแตง คือที่เปนสังขต ธรรม ยอมมีความเกิดปรากฏ ความเสื่อมปรากฏ ความแปรปรวนเปนอ่ืนปรากฏ สังขารในที่นี้ คลุม ถงึ สงั ขารในขนั ธ 5 เอง ตลอดจนส่งิ ทม่ี วี ญิ ญาณครอง และไมมีวิญญาณครอง 3. สังขาร ในปฏิจจสมุปบาท ไดแก กายสังขาร วจีสังขาร และจิตสังขาร สวนใน อภิธรรมแสดงวา ไดแก ปุญญาภิสังขาร คือกุศลเจตนาที่สําเร็จดวยการใหทาน บําเพ็ญศีลภาวนา เปนกามาวจรภูมิ และรูปาวจรภูมิ ปรุงแตงใหไปเกิดในกามภพ อปุญญาสังขารคือ อกุศลเจตนาชั้น กามาวจร ปรุงแตงใหไปเกิดในกามภพชั้นเลว อเนญชาภิสังขาร คือกุศลเจตนาช้ันอรูปาวจร ปรุง แตงใหไ ปเกิดในอรปู พรหม ไดแก อรูปสมาบัติ 4 นน่ั เอง 70 วิสทุ ธฺ ิ. 3/145.

84 วิสุทธิมรรค71 อธิบายความหมายของปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิ สังขาร ไววา บุญญาภิสังขาร ไดแก กุศลเจตนา 8 ฝายกามาวจร เปนกรรมปจจัยและอุปนิสสัยปจจัย แหงวิบากวิญญาณ 9 ในสุคติกามภพในปฏิสนธิกาล และเปนกุศลเจตนา 5 ฝายรูปาวจร เปนปจจัย แหง วบิ ากวิญญาณ 5 ในรูปภพ เฉพาะในปฏิสนธกิ าล อปุญญาภิสังขาร ไดแก อกุศลเจตนา 12 เปนกัมมปจจัย และอุปนิสัยปจจัยแหง ปฏิสนธิวิญญาณ ในทุคติกามภพ ในปฏิสนธิกาล เปนปจจัยแหงอกุศลวิบากวิญญาณ 6 ในปวัต ตกาล สว นในสุคติกามภพ เปนกัมมปจจัยและอุปนิสัยปจจัยแกอกุศลวิบากวิญญาณ 7 ในปวัตตกาล สวนในรปู ภพเปนปจจยั สองอยา งเชน เดียวกันนน่ั เองแหงวบิ ากวญิ ญาณ 4 ในปวตั ตากล อเนญชาภิสังขาร เปนกัมมปจจัยและอุปนิสัยปจจัยแหงวิบากวิญญาณ 4 ใน อรูป ภพ ท้ังในปวตั ตกาล และในปฏสิ นธกิ าล ในสวนการใหผล บุญญาภิสังขาร ใหปฏิสนธิในภพ 2 คือ กามภพ และรูปภพใน กําเนิด 4 คือ ชลาพุชะ อัณฑชะ สังเสทชะ โอปปาติกะ ในคติ 2 คือ เทวดาและมนุษยในวิญญาณฐิติ 4 คือ 1) สัตวท่ีมีกายตางกัน มีสัญญาตางกัน 2) สัตวมีกายตางกัน มีสัญญาอยางเดียววัน 3) สัตวท่ีมี กายอยางเดียวกัน แตมีสัญญาตางกัน 4) สัตวที่มีกายอยางเดียวกัน มีสัญญาอยางเดียวกัน และใน สัตตาวาส 4 เวนอสัญญสี ัตว 1 และอรูปพรหม 4 อปุญญาภิสังขาร ใหผลในปฏิสนธิกามภพอยางเดียวเทานั้น ในกําเนิด 4 ในคติ 3 ในวิญญาณฐิติ 1 คือ สัตวมีกายตางกัน มีสัญญาอยางเดียวกัน ในสัตตาวาส 1 เชนเดียวกับวิญญาณ ฐิติ อเนญชาภสิ ังขาร ใหผ ลโดยใหปฏิสนธิในอรูปภพเทาน้ัน ในโอปปาติกะกําเนิดใน เทวคติและในวิญญาณฐติ ิ 3 และในสตั ตาวาส 4 โดยสรุป สังขาร เปนสาศวธรรม คือ ธรรมเปนไปกับอาสวะ หรือมีอาสวะเปนวิ ปากธัมมธรรม คือ เปนธรรมมีวิบากเปนธรรมดา เปนไดท้ังฝายกุศลและอกุศล และเปนปจจัยแหง วญิ ญาณ วิญญาณ ศัพทคือ วิญญาณ มาจาก วิ (วิเศษ, แจง, ตาง) และญาณ คือ ความรู เม่ือ รวมเขากันเปนวิญญาณ จึงแปลวา ความรูพิเศษ, ความรูแจง, ความรูตางๆ ทานจึงกลาววา วิญญาณ มคี วามรพู เิ ศษเปน ลักษณะมีความเปน หวั หนาแหงนามรูปเปนกิจ มีปฏิสนธิเปนปจจฺปฏฐาน (เครื่อง ปรากฏ) มีสังขารเปนปทัฏฐาน หรือวามีวัตถุและอารมณเปนปทัฏฐาน วิญญาณจัดเปนอยางเดียวก็ ได โดยเปน โลกยิ วบิ าก เปนสองอยา งโดยเปน สเหตุกะ (มีเหต)ุ และอเหตุกะ (ไมมเี หตุ) 71 วสิ ุทฺธ.ิ 3/122.

85 โดยความหมาย วิญญาณ หมายถึง ความรูอันเกิดทางอายตนะภายใน 6 อยางหนึ่ง และหมายถึงปฏิสนธิวิญญาณ อันหมายรวมถึงวิญญาณขันธ ในขันธ 5 อยางหน่ึง อยางหลังน้ีนิยม เรียกอีกอยางหน่ึงวา จติ เชนคาํ วา ปฏสิ นธิจติ แตก ็ไมนิยมเรยี กวา จติ ขันธ วิญญาณ กบั จิตจงึ ใชแ ทน กันไดในบางกรณี แตในปจจุบัน บางคราวก็เรียกรวมจิตและวิญญาณเขาเปนศัพทเดียวกันวา จิต วิญญาณ อันหมายถึง จิตหรือวิญญาณเพียงคําเดียวน่ันเอง ทั้งท่ีเมื่อรวมศัพทเขาแลวจะแปลไดวา ความรูแจงของจิต หรอื ความรพู ิเศษของจิต วิญญาณ 6 ไดแก ตา กระทบ รูป เกิดความรขู ้ึนเรียกวา จักษุวญิ ญาณ หู ” เสียง ” ” โสตวญิ ญาณ จมกู ” กลน่ิ ” ” ฆานวญิ ญาณ ลน้ิ ” รส ” ” ชิวหาวิญญาณ กาย ” โผฏฐพั พะ ” ” กายวิญญาณ ใจ ” ธรรมารมณ ” ” มโนวิญญาณ อยางนี้ แปลวา ความรูแจง อันเปนความรูที่เกิดทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่ง วิญญาณในลักษณะนี้ มีปรากฏท่ัวไปในคัมภีรทางพระพุทธศาสนา หากกลาวใหชัดลงไปวิญญาณ หมายถึง การรบั รูอารมณต า งๆ ท่ีมาปรากฏทางอายตนะภายใน รูวาสิ่งน้ันคืออะไร เชน เห็นชางรูวา น่นั เปนชาง เหน็ ตนไมก ็รวู าน่นั คอื ตน ไม ไดยินเสียงเพลงกร็ วู านั่นคอื เสยี งเพลงเหลา นี้ เปน ตน สว นวญิ ญาณ ในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง วิญญาณ 6 นั้นและปฏิสนธิวิญญาณ คือ วิญญาณท่ีทาํ หนาทใ่ี นปฏสิ นธิ หรือถือกําเนิดในภพ ภูมิตางๆ วิญญาณชนิดนี้ถูกสังขาร 3 ที่ เรียกวา อภสิ งั ขาร คอื ปุญญาภสิ ังขาร อภสิ งั ขาร คอื บญุ อปญุ ญาภิสังขาร ” บาป อเนญชาภสิ ังขาร ” อเนญชา และสงั ขารอกี 3 คือ กายสังขาร สภาพทป่ี รงุ แตง กาย วจสี ังขาร สภาพที่ปรงุ แตงวาจา จติ ตสังขาร สภาพที่ปรงุ แตงจิต ปรุงแตงใหเกิดมีข้ึน กลาวอีกอยางหน่ึง สังขารท้ัง 6 น้ี เปนปจจัยใหเกิดปฏิสนธิ วิญญาณ72 72 วสิ ุทธฺ ิ. 3/147.

86 นามรูป ศัพทน้ีแยกไดเปน 2 คํา คือ นาม ไดแก จิต 89 หรือ 121 เจตสิก คือสิ่งที่ เกิดกบั จติ 52 และรปู ไดแ ก รปู 28 (มหาภตู รูป 4 อุปาทายรูป 24) โดยคําแปล นาม แปลวา นอมไป (ในอารมณ) สวนรูป แปลวา สิ่งที่จะตองสลาย ไป ทรดุ โทรมไป (เพราะปจ จัยทีเ่ ปน ขา ศกึ ทง้ั หลาย มหี นาว และรอน เปนตน) นามในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง ผัสสะ คือ ความกระทบ หรือความถูกตอง อารมณ เวทนา คือความรูสึกทุกข สุข และไมทุกขไมสุข สัญญา คือความจําไดหมายรูในอารมณ เจตนา คอื ความตั้งใจทจ่ี ะทํา พดู และมนสิการ คือการกระทาํ ไวใ นใจหรอื การพจิ ารณาใครครวญ นาม มีอยูในภพ กําเนิด คติ วิญญาณฐิติ และสัตตาวาสท้ังหมด เวน อสัญญสัตตา - วาสอยางเดียว สวนรูป มีใน 2 ภพ คือ กามภพ และรูปภพ ในกําเนิด 4 คติ 5 วิญญาณฐิติ 4 ขางตน สัตตาวาส 5 ขางตน เทาน้ัน นามรูป มีไดเพราะมีวิญญาณเปนปจจัย จึงเปนภาวะสวนผลของ วญิ ญาณและก็กลายเปน สว นเหตขุ องสฬายตนะ สฬายตนะ แปลวา บอเกิด 6 หมายถึง อายตนะภายในท้ัง 6 ไดแก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นน่ั เอง (จักขวายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชวิ หายตนะ กายายตนะ มนายตนะ) อายตนะ ภายในนั้นเปนบอเกิด หรือเปนที่เกิดของอารมณ ความรูสึกนึกคิด ความสุข ความทุกข จะปรากฏมี ไดตองอาศัยที่เกิด คือ อายตนะภายในน้ี กลาวอีกนัยหน่ึง อายตนะภายในเปนบอเกิดของวิญญาณ 6 น่นั เอง เมือ่ อายตนะภายใน 6 มีอายตนะภายนอก คือ รูป เสยี ง กลิน่ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ มีท้ัง สองน้กี ระทบกนั วญิ ญาณจึงเกิดขึ้น ดังน้ัน หากไมมีรูป สฬายตนะ ก็เกิดไมได นามรูปจึงเปนปจจัย ใหสฬายตนะเกิดมีขึ้น วิสุทธิมรรค73 แสดงวา นามยอมเปนปจจัยแหงฉัฏฐายตนะ 7 อยาง โดยเปน สหชาตปจจัย อัญญมัญญปจัย นิสสยปจจัย สัมปยุตตปจจัย วิปากปจจัย อัตถิปจจัย และ อวิคต ปจจัย สวนรูปวัตถุรูปยอมเปนปจจัยแหงอายตนะที่ 6 โดยเปน สหชาติปจจัย อัญญมัญญปจจัย นิสสยปจจัย วิปปยุตตปจจัย อัตถิปจจัย และอวิคตปจจัย สวนภูตรูป 4 เปนปจจัย 4 อยาง แหง อายตนะท้ัง 5 มี จักขวายตนะ เปนตน สุดแตออายตนะไหนจะเกิดขึ้นโดยเปนสหชาตปจจัย นสิ สยปจ จยั อัตถปิ จจัย และอวิคตปจจัย ท้ังในปฏิสนธกิ าล และปวตั ตกาล นามรูป เปนปจจัยใหเกิดสฬายตนะ เปนผลแลวเปน เหตขุ องผสั สะตอ ไป ผสั สะ แปลวา ความถกู ตอง ความกระทบ โดยความไดแก สัมผัส 6 คือ จักขุสัมผสั โสตสมั ผัส ฆานสัมผัส ชวิ หาสมั ผัส กายสมั ผสั มโนสัมผัส ผัสสะ เปน ขั้นตอนของกระบวนการรับรูสิ่งภายนอก โดยอายตนะภายใน ดงั นี้ ตา กระทบ รปู เรยี กวา จกั ขสุ ัมผสั หู ” เสียง ” โสตสัมผัส 73 วิสุทฺธ.ิ 3/176.

87 จมูก ” กลิ่น ” ฆานสมั ผัส ล้ิน ” รส ” ชวิ หาสัมผัส กาย ” โผฏฐัพพะ ” กายสมั ผัส ใจ ” ธรรมารมณ ” มโนสมั ผสั สัมผัสทั้งหมดน้ี เปนผลสืบเน่ืองมาจากสฬายตนะ แลวก็เปนสาเหตุของเวทนา ไมไ ดเกิดและดบั ไปโดยไรสาเหตุ สมั ผัสเกิดแลว ทาํ ใหเกดิ ความรสู ึกทางอารมณ ถาเปนส่ิงท่ีชอบใจ ก็เกิดเวทนา เปนสุขเวทนา ไมชอบใจก็เปนทุกขเวทนา ถาไมเปนไปฝายใดในสองอยางน้ันก็เปน อุเบกขาเวทนา ดงั นั้น ผสั สะจงึ เปน ปจจัยแหงเวทนา ผัสสะนี้ มีอายตนะเปนปจจัย โดยอายตนะภายใน 5 ขางตนเปนปจจัย 6 อยางคือ นิสสัยปจจัย ปุเรชาตปจจัย วิปยุตตปจจัย อัตถิปจจัย และอวิคตปจจัย สวนมนายตนะอันเปนวิบาก เปนปจจัย 9 อยางแกผัสสะ โดยเปนสหชาตปจจัย อัญญมัญญปจจัย นิสสัยปจจัย วิปากปจจัย อินทรยิ ปจ จยั สมั ปยตุ ตปจจัย อิตถปิ จ จยั และอวิคตปจ จัย74 เวทนา แปลวา ความรูสึก มี 2 ลักษณะ คือ เวทนา 6 ไดแ ก จักขุสัมผสั สชาเวทนา เวทนาเกิดจากจกั ขุสัมผัส โสตสัมผัสสชาเวทนา เวทนาเกิดจากโสตสมั ผสั ฆานสัมผัสสชาเวทนา เวทนาเกิดจากฆานสมั ผสั ชวิ หาสมั ผัสสชาเวทนา เวทนาเกิดจากชวิ หาสมั ผัส กายสมั ผัสสชาเวนทนา เวทนาเกดิ จากกายสัมผัส มโนสมั ผัสสชาเวทนา เวทนาเกิดจากมโนสัมผัส อยางน้ีเปนการเรียกช่ือตามฐานท่ีเกิด เมื่อแยกแยะตามความรูสึกทางอารมณ วาดีหรือไมดี จะได เวทนาเปน 3 คือ ทุกขเวทนา ความรสู กึ วาเปน ทกุ ข สุขเวทนา ความรสู ึกวา เปน สุข อุเบกขาเวทนา ความรูสึกเปน กลางๆ ไมสขุ ไมท กุ ข แตในคมู อื การศึกษาพระอภธิ รรม แสดงแยกเวทนาเปน 5 คือ ทกุ ขเวทนา ความไมส บายกาย หรือทกุ ขก าย โทมนัสเวทนา ความไมสบายใจ หรอื ทกุ ขใ จ สขุ เวทนา ความสบายกาย หรือสขุ กาย โสมนสั เวทนา ความสบายใจหรอื สุขใจ 74 วสิ ทุ ธฺ .ิ 3/178.

88 อุเบกขาเวทนา ความเปนกลางๆ เวทนา 3 และเวทนา 5 น้ี มีความแตกตางกัน โดยการแยกแยะละเอียดกวากัน เทา นัน้ เมื่อวาโดยผูรบั รแู ลว จติ เปนผรู บั รเู หมือนกนั รา งกายท่ีปราศจากจิต ไมอาจรสู กึ สขุ ทุกขได อยางไรก็ตาม ผลของเวทนาแตละอยางก็มีความตางกันอยูคือ เมื่อทุกขเวทนาเกิด ความใครจะหนีใหพนจากทกุ ขนน้ั เกิดตามมา เมอื่ สขุ เวทนาเกิด ความใครแสวงหาใครยึดเหน่ียวสุข นนั้ ไวกเ็ กิด ดังนน้ั เวทนาซ่ึงมีผัสสะเปนปจ จยั กเ็ ปนปจ จัยแหงตัณหาตอไปอีก ตัณหา แปลวา ยางเหนียว หมายถึง ความยึดติดจนทําใหเกิดความอยากได ความ ปรารถนา ความตอ งการ ทา นแสดงตณั หา 6 ไว โดยชื่อตามสภาพอารมณ75 คือ รปู ตัณหา ความทะยานอยากในรปู สทั ทตณั หา ความทะยานอยากในเสียง คนั ธตณั หา ความทะยานอยากในกลิน่ รสตณั หา ความทะยานอยากในรส โผฏฐพั พตัณหา ความทะยานอยากในสมั ผัส ธมั มตัณหา ความทะยานอยากในธรรมารมณ แตเ มือ่ วาตามอาการ ตณั หาแตละอยางน้ีแยกไดเ ปนอยา งละ 3 คือ กามตณั หา ความทะยานอยากในอารมณที่นาใคร ภวตัณหา ความทะยานอยากเปน ตา งๆ วิภวตณั หา ความทะยานอยากไมเ ปน ตางๆ เมือ่ เอา 3 x 6 กไ็ ดตณั หา 18 ซง่ึ ตัณหา 18 นั้น แบงเปน 2 ฝาย คือ ตัณหาในอารมณ ภายใน และตัณหาในอารมณภายนอก จึงเปนตัณหา 36 (18 x 2 = 36) ตัณหา 36 ชนิดนั้น แยกเปน ตัณหาในอดตี ปจจบุ นั และอนาคต เปน 3 อยา ง จึงเปน ตณั หา 108 (36 x 3 = 108) ตัณหาเกิดเพราะมีเวทนาเปนปจจัยทั้งส้ิน ตัวอยาง นายแดงอยูตางจังหวัดท้ังฐานะ ทางเศรษฐกิจกค็ อนขา งขดั สน ตอมานายแดงมีโอกาสเขา กรุงเทพฯ จงึ ไดโอกาสสมั ผสั กบั สง่ิ อํานวย ความสะดวกตางๆ ท้ังมีงานทํา มีเงินใชมากกวาเดิม จึงเกิดความรูสึกสบายพอใจกับความเปนอยู และสถานท่ีใหม เรียกวา เกิดสุขเวทนา เพราะความติดใจในสภาพเชนน้ัน จึงไมอยากจากสภาพ เชน น้นั ไป ลักษณะเชน น้ีเปน อาการปรากฏของตณั หา ตัณหา 3 อยางนี้ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหา เปนสาเหตุสําคัญท่ีสุดแหง ความทุกข ตามแนวอริยสัจ แตมนุษยไมรูวามันเปนสาเหตุเพราะถูกอวิชชาปดบังไวอยางหนาแนน มคี าํ อธบิ ายวา76 75 วสิ ทุ ฺธิ

89 ความอยากได อยากพนอยางแรง ที่เรียกวา ทะยาน วาดิ้นรน จัดวาเปนตัณหา มี 3 คือ กามตัณหา ตัณหาในกาม ภวตัณหา ตัณหาในภพ วิภวตัณหา ตัณหาปราศจากภพ ความอยาก ไดวัตถุในกามอันยั้งไมได และความหมกมุนในวัตถุกามอันไดแลว จัดเปนกามตัณหา ความ อยากเปนอยูในภพที่เกิดดวยอํานาจความอาลัย และความอยากเกิดในภพที่ปรารถนาตอไป จัดเปนภวตัณหา ความอยากเปนน่ันเปนนี่ จัดเขาประเภทน้ีดวย ความอยากไมเปนในภพที่ เกิด คือ ความอยากตายเสียดวยอํานาจความเบื่อหนายและความอยากดับสูญ ไมเกิดในภพ นนั้ ๆ อีก จัดเปนวภิ วตณั หา ความอยากไมเปน นนั้ เปน น่ี สงเคราะหเ ขา ในประเภทน้ดี ว ย ตัณหายังมีอีกหลายนัย ไดแก ความยินดี ประกอบดวย กามธาตุ เปนกามตัณหา ตณั หาท่ียินดีประกอบดว ยรูปธาตุ เปน รปู ตณั หา ความยนิ ดมี กั ประกอบดว ยอรปู ธาตุ เปนอรูปตัณหา และแมค วามยนิ ดพี อใจในความขาดสญู กจ็ ัดเปนตณั หา เรียกวา นโิ รธตณั หา ตัณหา ไดเวทนาเปนปจจัยจึงเกิดข้ึน จึงด้ินรนกระสับกระสายไปตามเวทนา ได เวทนาท่ีเปน ฝายดีเปนปจจัย ก็ดิ้นรนใครเขาหายึดครอง ไดเวทนาที่ไมนาพอใจก็ด้ินรนใครหลีกหนี ทานจึงกลาวไวอีกอยางหน่ึงวา77 ตัณหา คือ เคร่ืองสะดุงกระเสือกกระสนแหงสัตว ตัณหาตามที่ กลาวมาทั้งหมดนเี้ มื่อยึดเหนย่ี วเกาะจิตใจของสัตวม่ันคงแลว จิตจะยึดเหน่ียวในอารมณเพ่ิมขึ้นตาม แรงผลกั ดันของตณั หา ตณั หาจงึ เปน ปจ จัยใหเกดิ อุปาทานตอไป อุปาทาน โดยศัพท แปลวา ความถือมั่น แยกศัพทเปน 2 คือ อุป และอาทาน อุป แปลวา เขาไป อาทาน แปลวา ความยึดถือ รวมเขากันเปนอุปาทาน แปลเติมความเขาไปถือม่ัน โดย ความเขาไปยึดถือดว ยอาํ นาจเหตุ 4 อยางคอื ความเขา ไปถือมัน่ ดวยอํานาจกาม เรียกวา กามปุ าทาน ความเขา ไปถือม่นั ดวยอาํ นาจทิฏฐิ เรียกวา ทิฏฐปิ าทาน ความเขาไปถอื มน่ั ดว ยอํานาจศีลและวตั ร เรยี กวา สีลัพพตุปาทาน ความเขา ไปถอื มั่นดว ยอาํ นาจมานะวาตน, ของตน เรียกวา อัตวาทปุ าทาน ความถือมั่นท่ีจัดเปนอุปาทาน เปนความถือมั่นฝายเลว เปนฝายตํ่า ฝายท่ียึดม่ันใน วัตถุกามเปนไปดวยอํานาจกามตัณหา จะหมกมุนลุมหลงวาสิ่งน้ันสิ่งนี้เปนของตน จนอาจเกิดเปน เหตหุ ึงสารษิ ยากัน ใจมงุ มัน่ อยากไดทรัพยข องผูอื่น จึงกลาลักปลนเจาของทรัพย บางคราวถึงกับฆา เจาของทรัพยตาย ก็ไมคิดกลัวภัยใดๆ ท้ังปจจุบันและอนาคต นี่จัดเปนอุปาทานประการหนึ่ง หรือ แมบุคคลผูมุงแสวงหาทรัพย ประกอบอาชีพสุจริต แตติดอยูกับงานดวยความอยากไดจัด ก็จัดเปน 76 สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, สารานกุ รมพระพทุ ธศาสนา, สเุ ชาร พลอยชุม รวบรวม, (กรงุ เทพฯ : โรงพิมพม หามกุฏราชวิทยาลัย, 2529),หนา 175 – 176. 77 อางแลว หนา 594.

90 อุปาทานในขอแรกไดเชนกัน ขอที่สอง คนผูมีสันดานหนาไปดวยทิฏฐิ จนเปนคนหัวดื้อถือร้ัน ตน มีความเห็นเชนไร ก็ทําไปตามนั้น ใครแนะนําตักเตือนก็ไมนําพา ดูลักษณะเปนคนดีความมั่นใจสูง คิดวาส่ิงที่ตนคิดทําลงไปตองถูกตองแนนอน อยางน้ีจัดเปนทิฏุปาทาน ขอท่ีสาม คนอีกกลุมหนึ่ง เช่ือม่ันอยูวาเคร่ืองรางของขลังตางๆ เชน ตะกรุด พระเคร่ือง ลงเลขยันต เขี้ยวหมูตัน หอย ทับปด สามารถคุมครองปองกันวิบัติอันตรายได ปองกันอาวุธรายมีสัตราและปน เปนตนได จึงกลาปลน กลาจี้เอาทรัพยของคนอื่นอยางไมกลัวเกรงกฎหมาย หรืออันตรายใดๆ นี้แสดงถึงความเช่ือมั่น ความเชื่อถือในส่ิงศักด์ิสิทธ์ิเปนสีลวัตร จัดเปนสีลัพพตุปาทาน ขอที่สี่ คนที่มีมานะจัด ดูทาทาง แกลวกลาองอาจ ทําอะไรเอาตนเปนประมาณ ผิดถกู ไมค อ ยคาํ นึงถึง ดวยมุงหวังผลประโยชนอันจะ เกิดแกตนแตฝายเดียว ที่ทานแสดงไววา น่ันตน นั่นเปนของตน น่ันเรา น่ันของเรา เรียกวา อตั ตาทุปาทาน อีกนัยหนึ่ง78 กามุปาทาน ไดแก การยึดม่ัน เพราะอํานาจตัณหา 108 น่ันเอง ทิฏุปาทานไดแก ความยึดมั่นในความเห็นผิด 10 ประการ คือ เห็นวา 1) ทานท่ีใหแลวไมมีผล 2) การบชู าตา งๆ ไมมผี ล 3) การบวงสรวงไมม ผี ล 4) ผลของการทาํ ความดีความชั่วไมมี 5) โลกน้ีไม มี 6) โลกหนาไมมี 7) มารดาไมมีคุณ 8) บิดาไมมีคุณ 9) โลกทิพยไมมี 10) สมณพราหมณผูปฏิบัติ ชอบแลวรูแจงธรรมเชนพระพุทธเจาไมมี สีลัพพตุปาทาน ไดแก ความยึดมั่นในศีลและวัตรที่ผิดๆ วา เปนทางใหพนทุกขไ ด และอัตตวาทปุ าทาน ไดแ ก ความยึดมน่ั วามีตวั ตนถาวร ความยึดม่ันถือมั่นเชนนี้เปนเหตุใหติดของอยูในส่ิงนั่นๆ ตามความควรแกความ ยดึ ม่นั จึงเปนปจจยั ใหมภี พใหมตอไป ภพ ศัพท แปลวา ความมีหรือความเปน มาจากธาตุ คือ ภู ท่ีแปลวา มีเปน โดย ความหมาย แยกเปน 2 อยาง คือ 1) หมายถึงกรรม เรียกวา กรรมภพ อันไดแก กิริยาอาการท่ีสัตวทําไวแลว และ กําลังทําอันมีผลเปนฝายดีฝายช่ัว และผลนั้นยังติดตามไปในภพตอไป ซ่ึงกรรมในที่นี้ก็หมายถึง ปุญญภสิ งั ขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร นัน่ เอง 2) หมายถึง อุปปตติภพ คือท่ีเปนท่ีอุบัติ หรือท่ีเกิดของสัตวท่ีมีกรรม อันเปนเหตุ ใหตอ งเวยี นวายตายเกิด ภพในความหมายนีม้ ี 3 คือ - กามภพ คอื ภพของสัตวยงั ติดอยูในกาม กามาวจรภมู ิ 11 - รปู ภพ คือภพของสัตวผ ูตดิ อยใู นรปู ไดแ ก รปู พรหมท้งั หมด รูปาวจรภูมิ 16 - อรปู ภพ คอื ภพของอรูปพรหม 4 78 วสิ ทุ ธฺ .ิ 3/181.

91 สวนในอภิธรรม79 แสดงอุปปตติภพโดยจําแนกเปน 9 คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สญั ญาภพ อสญั ญาภพ เนวสญั ญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ และปญ จโวการภพ ในบรรดาภพเหลานี้ กามุปาทาน เปนปจจัยแหงกามภพและรูปภพ ทิฏุปาทาน เปนปจจัยแหงภพทั้งสาม คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ สีลัพพตุปาทาน และอัตตาวาทุปาทาน ก็ เชนเดียวกัน และวิสุทธิมรรค80 แสดงวา อุปาทานทั้ง 4 เปนอุปนิสสัยปจจัยของรูปภพและอรูปภพ แตเปนปจจัย 7 อยาง คือ สหชาตปจจัย อัญญมัญญปจัย นิสสัยปจจัย สัมปยุตปจจัย อัตถิปจจัย และ เหตปุ จจยั ของกามภพ สัตวที่ดํารงชีพอยูในภพน้ันๆ แลว เสวยสุขบางทุกขบางตามสภาพของตน หรือ อํานาจผลแหงอุปาทานท้ัง 4 และภพก็เปน ปจ จัยแหงชาติตอ ไป ชาติ คือ ความเกิด ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาส มีความ ละเอียดแลวในตอนที่วาดวยทุกขในอริยสัจ ปฏิจฺจสมุปบาท 10 ขางตน เปนกระบวนการแหงการเกิดทุกข เพราะชาติ และชรา เปน ตน ขา งปลาย แตละอยา งอาศัยกนั เกดิ ขน้ึ ตามลาํ ดับ เมอ่ื ส่ิงหนงึ่ เกิดขน้ึ แลว ก็เปนปจ จยั ใหส งิ่ อนื่ ตอไป และสิ่งนั้นก็เปนปจจัยแกส่ิงอ่ืนตอไปอีกโดยไมลักล่ัน เพราะความท่ีแตละอยางตองอาศัยส่ิง ท่ีมีอยูกอนเกิดขึ้นจึงเรียกปฏิจจสมุปบาทน้ีวา อิทัปปจจยตา (ความที่สิ่งหนึ่งเกิดข้ึน ตองอาศัยสิ่ง หน่งึ เปน ปจจยั ) จากการศึกษารายละเอียดปฏิจจสมุปบาทมาพอสมควรแลวนี้ ทําใหมองเห็นแงมุม ตา งๆ อนั เปน สารัตถะ คอื 1. ความเปน เหตุเปน ผลของส่ิงตา งๆ ท่มี อี ยู นน่ั คือ สง่ิ ตางๆ ปรากฏมีขึ้นไดต อ งมี สาเหตุ โลกหรือจักรวาลก็มีมาจากเหตุ มีส่ิงปรุงแตงใหเกิดขึ้น แมโลกหรือจักรวาลจะเปล่ียนแปลง ไปอยูในสภาพอยางไร ก็ตองเปนไปตามสาเหตุ 2. ไมมีส่ิงใดในจักรวาลดํารงอยูคงที่ถาวรเปนนิรันดร เพราะทุกสิ่งตองเปนผล แลว เปนสาเหตุของสิง่ อ่นื ตอไป ทุกสงิ่ จึงมแี ตความเปลี่ยนแปลง หรือมอี นจิ จัง ทกุ ขัง อนตั ตา 3. จากขอ 2 แสดงใหเห็นวา ปฏิจจสมุปบาทเปนหลักธรรม คัดคาน สัสสตทิฏฐิ หรือคัดคานความคิดเร่ืองเทวนิยม ที่เห็นวาพระเจา (God) เปนสิ่งเปนเอง เท่ียงแท ไมเกิด ไมแก ไม ตาย นริ ันดร ฯลฯ อยางสนิ้ เชงิ 4. จากขอ 3 แสดงวา ปฏิจจสมุปบาทเปนหลักธรรมปฏิเสธความคิดท่ีวาสิ่ง ท้ังหลายมผี สู รา ง เปนไปตามอาํ นาจของผสู ราง 79 อภิ.ว.ิ 35/183. 80 วิสทุ ธฺ ิ. 3/190-191.

92 5. ปฏิจจสมุปบาท เปนหลักธรรมที่อธิบายถึงกฎธรรมชาติ คือ ความเกิด ความ ดับ และความแปรปรวนของธรรมชาติ ซงึ่ ปรากฏในสิ่งตางๆ 6. ปฏจิ จสมปุ บาท แสดงถึงความสาํ คญั ของกาลเวลา ซึ่งมีผลตอส่ิงตางๆ วา อดีต ปจจุบนั อนาคต มคี วามสัมพันธเก่ียวเนื่องกันอยูอยางแนบสนิท ถาไมมีเหตุในอดีต ผลปจจุบันก็ไม มี ถาไมมีเหตุในปจจุบนั ผลในอนาคตก็ไมมี 7. หลักธรรม คือ ปฏิจจสมุปบาท แสดงใหเห็นถึงกระบวนการของชีวิตและเปน กระบวนการแหงสภาวะของชีวิตตั้งแตเริ่มตนจนสุดทาย เพราะถูกสภาวะความเปลี่ยนแปลง ความ ปรงุ แตงเขาบบี คั้น 8. หลกั ธรรมในปฏิจจสมปุ บาท สามารถสงเคราะหล งในวัฏฏะ 3 คือ 1) อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน เปน กเิ ลสวฏั ฏ 2) สังขาร ภพ (ทีเ่ ปน กรรมภพ) เปน กมั วฏั ฏ 3) วิญญาณ นามรปู สฬายตนะ ผสั สะ เวทนา ภพ (ท่ีเปนอุปตติภพ) ชาติ ชรามรณะ ฯลฯ เปน วิบากวฏั 9. เม่ือยนกระบวนการแหงปฏิจจสมุปบาทท้ังหมดในสายเกิดนี้ลงในอริยสัจ 4 ก็ จะไดในอริยสัจ 2 ประการขางตน คือ อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน กรรมภพ เปนทุกขสมุทัยสัจ ท่ีเหลือเปน ทกุ ขสัจ ในอริยสัจน้ัน แสดงสาเหตุแหงทุกขวา คือ ตัณหา 3 ประการ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา โดยที่ตัณหาคือความอยากนี้ เปนตัวกระตุนใหประกอบขวนขวาย ด้ินรน เพือ่ ความมี ความเปน และความไมมี ไมเปน แตตัณหามีพลังอันรุนแรงไดก็เพราะยังมีอวิชชา ความ ไมรู คือ ไมรูวา ทุกขคือสภาวะบีบค้ัน ไมรูสมุทัยวาเปนเหตุใหเกิดทุกข ไมรูนิโรธวาเปนความดับ ทุกข ไมรูมรรควาเปนขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข เมื่อไมรูความจริงตามน้ี ตัณหาเกิดข้ึนในอะไร ก็ยึดมั่นถือมั่นอยูในส่ิงน้ัน กลายเปนอุปาทาน ความทุกขเพราะความด้ินรน และเพราะความยึดม่ัน ถือมน่ั กเ็ กิดขนึ้ มนุษยสัตวทั้งหลายจึงเกิดมาเพราะตัณหาเปนสาเหตุ แลวก็ตกอยูในอํานาจแหง ตณั หา ถกู ตณั หาซัดไป ขบั ดนั ไปอยางไมห ยดุ ยั้ง จมอยใู นทะเลแหงตัณหานี้ ตราบใดท่ียังมีอวิชชาก็ ตองยังตกอยูใตอํานาจแหงตัณหา และตราบใดยังมีตัณหาก็ยังตองเวียนวายตายเกิดไปตามจังหวะ ของตณั หานั้น จะตอ งถกู ตณั หาซดั ไปเชน นัน้ อยา งหาท่ีสดุ ไมได พทุ ธศาสนสภุ าษิต ท่ีแสดงอิทธิพล ของตัณหา

93 อนิจฺจา อทฺธุวา กามา พหทุ กุ ขฺ า มหาวสิ า อโนคุโฬว สนตฺ ตฺโต อฆมูลา ทุกฺขปฺผลา.81 “กามท้งั หลายไมเ ทีย่ ง ไมย่งั ยนื มีทกุ ขม าก มีพิษมาก ดงั กอนเหล็กท่รี อ นจดั เปนตน คาแหง ความคับแคนมีทุกขเปนผล” กามา หิ จติ รฺ า มธุรา มโนรมา วิรปู รูเปน มเถนฺติ จติ ตฺ ิ อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสวฺ า เอโก จเร ขคคฺ วิสาณกปฺโปร.82 “กามทั้งหลายตระการหวานชื่นใจ ยอ มยํ่ายีจิตโดยผดิ รปู ผดิ แผกตางๆ บคุ คลเห็นโทษในกามคณุ แลว พึงเทีย่ วไปผเู ดียวเหมอื นนอแรด” ตณฺหา ชเนติ ปุรสิ ํ จติ ตฺ มสฺส วธิ าวติ สตโฺ ต สํสารมาปาทิ ทกุ ขฺ า น ปริมจุ ฺจติ ตณหฺ า ชเนติ ปุริสํ จิตตฺ มสสฺ วิธาวติ สตโฺ ต สํสารมาปาทิ ทุกฺขมสสฺ มหพภฺ ย.ํ 83 “ตัณหายงั คนใหเกิด จิตของเขายอมวง่ิ พลาน สัตวถึงความ เวยี นเกดิ -ตาย ยอมไมห ลดุ พนไปจากทุกข ตณั หายังคนใหเกิด จติ ของเขายอมว่ิงพลาน สตั วถ ึงความเวียนเกดิ -ตาย ทกุ ขเปน ภัยอันใหญของเขา” อปฺปสสฺ าทา ทุกขฺ า กามา นตถฺ ิ กามา ปรํ ทกุ ขฺ ํ เย กาเม ปฏเิ สวนฺติ นริ ยนฺเต อุปปชฺเร.84 “กามท้ังหลายมคี วามยินดนี อย มที กุ ขม าก ทุกขอันยง่ิ กวา กามไมม ี 81 ข.ุ เถรี. 26/474/503. 82 ข.ุ สุ. 25/296/334. 83 ส.ํ ส. 15/169/51. 84 ขุ.ชา. 27/1549/315.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook