44 ตาย แตดวยจิตที่เลื่อมใสในพระพุทธเจาอยางแรงกลากอนตายจึงไปปฏิสนธิในเทวโลกเปน เทพบุตร ชอ่ื มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ฝายพราหมณผูเปนพอ จัดการเผาศพตามธรรมเนียมแลว คร่ําครวญถึงลูกชายคนเดียวของ ตนทุกวัน เขาไปปาชาบนเพอรําพันอาลัยถึงลูก เปนทุกขอยางนาสงสาร เทพบุตรมัฏฐกุณฑลีทราบ อาการน้ัน จึงคิดวา เราจะสั่งสอนใหพราหมณนี้รูสึกตัวเสียที จึงแปลงกายเปนมาณพไปยืนรองไห คร่ําครวญอยูในปาชา แสดงอาการอยางนาสงสารย่ิง ฝายพราหมณพอเห็นมาณพน้ันเขา ก็คิดวาเรา รองไหครํ่าครวญเพราะความโศกถึงบุตร เจามาณพน้ันเขารองไหตองการอะไรกัน จึงเอยถามวา “ทานตกแตง กายเหมอื นมัฏฐกณุ ฑลี มีดอกไมป ระดับ มีกล่นิ ตวั หอมฟุงดวยกลิ่นจนั ทร ยืนกอดแขน ท้ังสองคร่ําครวญอยูในปาชา ทานเปนทุกขอะไรนักหรือ” พราหมณไดรับคําตอบจากมาณพนั้นวา “เรือนรถทําดวยทองคําผุดผอง เกิดขึ้นแลวแกขาพเจา แตขาพเจาหาลอของมันยังไมได จึงคิดวาจะ ยอมเสียชีวิตเพราะความทุกขนั้น” จึงตอบกลับไปวา “พอมหาจําเริญ คูลอของรถนั้นจะทําดวย ทองคํา แกวมณี หรือโลหะ หรือทําดวยเงินก็ตาม ทานบอกขาพเจาเถิด ขาพเจาจะรับประกันหาคูลอ นั้นให” มาณพคิดวาเจาพราหมณน้ีไมทํายาใหบุตรผูกําลังจะปวยตาย ยังมาพูดวาจะทําลอรถทองคํา ใหเรา เราจะแกลงเสียใหเข็ดหลาบ จึงถามวา ทานจะทําขนาดไหนใหเรา? พอพราหมณถามวา เจา ตองการขนาดไหน? จึงตอบไปวา “ขาพเจาตองการพระอาทิตยและพระจันทรท้ังสองดวง ทานเม่ือ ขา พเจาขอแลวไดโ ปรดใหพ ระจนั ทรและพระอาทิตยแกขาพเจาเถิด พระจันทรและพระอาทิตยสอง แสงเปน คูก นั ในวิถีทัง้ 2 รถของขา พเจาทาํ ดวยทองคํา คงจะงามเหมาะสมกบั คูลอน้นั เหลอื เกิน” พราหมณไดฟงคําน้ันเขา จึงตอบไปวา “พอมาณพ เจาปรารถนาสิ่งท่ีไมควรปรารถนาเสียเลยชาง เปนคนโงเขลาแทๆ ขาพเจาคิดวาเจาคงจะตายเปลา คงจะไมไดพระจันทรและพระอาทิตยท้ัง 2 นั้น แนนอน” มาณพเห็นไดทีจึงตอบไปวา “ก็คนท่ีรองไหเพราะตองการส่ิงท่ีปรากฏอยูโงหรือคน รองไหถึงส่ิงท่ีไมปรากฏโงเขลากันแนเลา” แลวกลาวตอไปอีกวา “แมการไปการมาของพระจันทร และพระอาทิตยก็ปรากฏอยู รัศมีของพระจันทรและพระอาทิตยก็ปรากฏอยูในวิถีทั้ง 2 สวนคนที่ ตายไปแลวใครๆ ก็มองไมเห็น ฉะนั้น เราทั้งสองนี่ที่ครํ่าครวญอยูในที่น้ี ใครเลาเปนคนโงเขลากวา กัน” พราหมณไดฟงดังน้ันก็นึกไดทันทีวาเจามาณพน้ีพูดถูก เราตางหากเปนคนโง จึงกลาววา “พอ มาณพ เจา พูดถกู จริงแท ในเราท้ังสองผูคร่าํ ครวญกันอยนู ่ี เราเองเปน คนโง เราคร่ําครวญเพราะอยาก ไดบ ตุ รทต่ี ายไปแลวคืนมา เราเปนเหมอื นทารกผรู อ งไหอ ยากไดพ ระจันทร” ในที่สุดแหงการสนทนากันของคนท้ังสอง พราหมณก็หายโศกเศราหยุดครํ่าครวญถึงลูกท่ี ตายไปแลว จึงไดความวา ความทัศนะของพุทธศาสนา ความคร่ําครวญถึงสิ่งของหรือบุคคลที่รักท่ี สูญเสียไปแลว เปนความโงเขลา ตองประสบทุกขเปลาไมไดอะไรคืนมาหากมองใหกวางออกไปก็ จะเหน็ วา นอกจากความคร่ําครวญจะใหทกุ ขแ ลว บคุ คลผคู ราํ่ ครวญยงั จะตอ งเสียสุขภาพทั้งทางกาย
45 และทางใจ ท้ังเสียเวลาในการประกอบกิจเลี้ยงชีพอีกตางหาก เกี่ยวกับบุคคลใกลเคียง เม่ือบุคคล หน่ึงรองไหคร่ําครวญเสียใจ แสดงอาการหมดอาลัยในตนเองอยู ผูใกลเคียงยอมเสียความรูสึก หงดุ หงิดไปดว ย 6. ทุกขะ คือความไมสบายกาย ความเจบ็ ปวยทางกายเปน ความทกุ ข ทุกขะ คือ ความทกุ ขใ นทน่ี ้ีหมายถงึ เอาอาการอันไมพึงปรารถนาทีเ่ ปน ไปทางกาย เชน เปน โรคตา งๆ ทีเ่ บียดเบียนกาย หรือไมก็ประสบอุบัติเหตุจนเจ็บปวดทางกายหรือไมก็รางกายถูกอากาศ รอนจดั หนาวจัด หรอื ถกู สัตวประทษุ รา ย ลวนเปนความทุกขใ นทนี่ ี้ทง้ั สิน้ บาลีทีฆนิกาย37 แสดงความขอน้ีวา “ก็ทุกขเปนไฉน? ความลําบากทางกาย ความไมสําราญ ทางกาย ความเสวยอารมณอ นั ไมด ที เ่ี ปน ทกุ ขเกดิ แตกายสัมผสั อนั น้เี รียกวา ทุกข” กลาวแยกแยะใหปรากฏชัด ทุกขทางกายแมจะมีสาเหตุมากมายก็อาจแยกเปนกลุมสาเหตุ ได 4 กลุม คอื 1. ทุกขเ พราะเสพเสวย 2. ทกุ ขเพราะการขบั ถาย 3. ทกุ ขเพราะการกระทบกระแทก 4. ทกุ ขเพราะโรคภยั เบยี ดเบยี น กลุมที่ 1 ทุกขเพราะเสพเสวย หมายถึง ทุกขเกิดจากการดู การฟง การดม หรือได กลน่ิ การลม้ิ รส การดู คือ การใชตาสัมผัสกับรูปท่ีเปนส่ิงภายนอก บางคราวสายตากระทบกับแสง สีที่ใหตาเกิดความระคายเคืองเจ็บปวด บางคราวบางคนถึงกับตาบอด การดูสีขาวก็ดี การดูเหล็ก หรอื สังกะสกี ด็ ี ในขณะท่แี ดดจดั หรือการเหน็ ประกายไฟเชื่อมโลหะท่ีนายชางกําลังเช่ือมอยูดวยตา เปลา เปน อันตรายตอตา ทําใหต าเจบ็ ปวดรนุ แรงได การฟง คือ การที่หูกระทบกับเสียง ประสาทหูน้ันมีความสามารถรับฟงเสียงไดใน ระดับจํากัด เสียงท่ีดังเกิน 80 เดซิเบล นับวาเปนระดับอันตรายตอประสาทหูอาจทําใหเกิดความ เจ็บปวดหรือถาดังแรงเกิดไปอาจทําใหหูหนวกไปเลย เสียงตีระฆังท่ีรุนแรง เสียงจากทอไอเสีย รถยนตท ี่ดังแรงๆ ถาบคุ คลอยใู นระยะใกลเสียงนน้ั จะเปน อนั ตรายตอหอู ยา งย่งิ การไดกล่ิน คือ การที่กลิ่นผานชองจมูกเขาไปกระทบฆานประสาทกล่ินเหม็น กลิ่นฝงท่ีรุนแรงอาจทําลายโพรงจมูกใหเกิดอาการเจ็บแสบ เกิดความทุกขทรมานยิ่งถาเปนกลิ่นท่ี 37 ท.ี มหา.10/295/341.
46 เกิดจากสารพิษดวยแลว อาจทําลายเยื่อบุโพรงจมูกและระบบประสาทอ่ืนๆ อยางรุนแรงดวย และ แมก ารไมไ ดอากาศบริสุทธ์หิ ายใจกเ็ ปน ทกุ ข การลิ้มรส หมายถงึ การกนิ และการด่ืมท่ีผานชองปากเขาไปภายในและยังหมายถึง ท้ังการไดลิ้มและไมไ ดลม้ิ ตามปกติรางกายคนเราตองการอาหารและน้ําสําหรับบํารุงเลี้ยงใหเติบโต สดช่ืน การไมไดบริโภคอาหารตามเวลาอันควรยอมเกิดความหิวซ่ึงอาจเกิดอาการเจ็บปวดภายใน กระเพาะอาหารเปน อนั ดับแรก แลว ตอ ไปอาจมีโรคแทรกซอนตามมา การไมไดด ื่มน้ําตามท่ีรางกาย ตองการ ทําใหเกิดความกระหายมีผลใหรางกายออนเพลีย ถารางกายขาดนํ้านานเกินไปก็จะเกิด อาการวงิ เวียนเปนลม เปน ความเจบ็ ปวดทรมานทางกายในแงหนงึ่ อีกดานหน่ึง รางกายไดอาหารไดน้ําตามเวลาอันควร แตถาอาหารนั้นมีรสจัด เกินไป เชน เผ็ดจัด ขมจัด เค็มจัด เปร้ียวจัด รอนจัด หรือน้ําที่ไมบริสุทธิ์ดวยประการใดประการ หนึง่ ยอ มกอ ปญ หาความทกุ ขท รมาน ความเจบ็ ปวดใหแกร า งกายไดต ามแตกรณี กลุมท่ี 2 ทุกขเพราะขับถาย หมายถึง การขับถายอุจจาระปสสาวะ และเหงื่อไคล ตามรา งกาย การขับถายเปนเร่ืองธรรมชาติของรางกายจะขาดเสียมิได จึงจําเปนตองควบคุมให รางกายขับถายเปนปกติอยูเสมอ ถึงกระนั้น กอนถายอุจจาระปสสาวะทุกคร้ังก็มีความเจ็บปวดที่ ปรากฏชัดอยูแลว แตเมื่อใดระบบการขับถายขัดของไมทํางานใหเปนไปตามปกติ เม่ือนั้นความ เจบ็ ปวด ความทุกขท รมานกเ็ กดิ ขน้ึ ทนั ที เรื่องนนี้ ายแพทยอวย เกตุสิงห เขียนไวในเชิงวิชาการตอน หน่ึงวา “ความปวดอุจจาระและปสสาวะ เปนทุกขอีกสองอยางท่ีทุกคนตองประสบอยูเสมอ แมใน ภาวะปกติบางคร้ังอาจทนไดยากอยูแลว ยิ่งในภาวะผิดปกติเชนเปนบิดหรือน่ิว ทุกขทั้งสองน้ีก็อาจ ถึงขัน้ ปวดราวแทบจะทําใหขาดใจตายลงไปได” 38 ความเจ็บปวดในสองเร่ืองน้ีจึงเปนเรื่องท่ีตองทน และในท่ีสุดก็ทนอยูไมได คือ ตอ งเปนทุกขอ ยเู ปนประจํา ทุกๆ คนจําตองประสบกับทกุ ขช นดิ น้อี ยางไมมที างหลีกเลี่ยงไดเ ลย อีกประการหน่ึง การขับถายเหงื่อไคลก็เปนความจําเปนทางสรีระวิทยา เมื่อใดรู ขับถายเหงื่อเกิดอาการอุดตัน ไมมีการถายเทตามปกติ รางกายจะเกิดความผิดปกติไปดวย น้ีก็เปน ความทุกขท ี่มาจากอกี เหตุหนึ่ง กลุมที่ 3 ทกุ ข เพราะการกระทบกระแทก ขอน้ีหมายเอาความทุกขเพราะความกระทบกระแทกทางกายอยางเดียวซึ่งอาจเกิด จากการประสบอุบตั เิ หตุ จากการถูกทํารา ยโดยมนุษยหรอื สตั วร า ย หรือจากภัยธรรมชาติ 38 วศนิ อนิ ทสระ, พุทธปรัชญาเถรวาท, (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพบรษิ ทั ประชาชน, 2525), หนา 578.
47 มนุษยตองดํารงชีวิตอยูในทามกลางอันตรายเหลานี้อยางจําเปน อุบัติเหตุยอมมีได จากการทํางานเพ่ือดํารงชีวิต จากยานพาหนะ จากคนท่ีจิตใจโหดเหี้ยมรายกาจก็มีอยูท่ัวไปในสังคม มนุษย สัตวราย สัตวมีพิษรายที่เปนอันตรายตอรางกายมนุษยก็มีอยูมากในโลก ภัยอันตรายจาก ธรรมชาติ เชน แสงแดดท่ีรอนจัด อากาศที่หนาวจัด น้ําทวม ฟาผา ลวนเปนเรื่องสรางความเจ็บปวด ใหแกรางกายของมนุษยดวยการกระทบกระแทก แมจะไมมีทุกขณะก็ตาม แตเกิดข้ึนเมื่อไรรางกาย กต็ อ งเจ็บปวดเปน ทกุ ข กลมุ ท่ี 4 ทุกข เพราะโรคภยั เบยี ดเบยี น โรคภัยนั้นมีมากอยางตางชนิด ท้ังภายในภายนอก อันเปนเรื่องปรากฏชัดอยูแลว โรคบางชนิด เชน โรคผิวหนัง สรางความทุกขใหแกรางกายดวยอาการคันตามผิวหนัง เกิดอาการ หงุดหงิดรําคาญ โรคบางอยางสรางความทุกขเจ็บปวดใหแกรางกายอยางรุนแรง และบางอยางก็ สามารถพราชวี ิตเอาเลยทเี ดยี ว เร่ืองโรคภัยเปนเรื่องย่ิงใหญสําหรับมนุษย มนุษยจะตองจายเงินคิดคนควาผลิตยา มาเพอ่ื บรรเทา บาํ บัดรักษาโรคตา งๆ เพ่อื ปอ งกันความเจบ็ ปวดของมนษุ ยป ห น่ึงๆ นับแสนลานบาท แมกระน้ัน มนุษยก็ยังตองเปนทุกขเจ็บปวดเพราะโรคภัยเบียดเบียนอยูน่ันเอง และในที่สุดมนุษย สว นมากกท็ นอยูไมได ตองตายเพราะโรคภยั เบียดเบยี น 7. โทมนสั ความเสยี ใจเปน ทุกข ความทุกขช นดิ นเ้ี ปนความทุกขที่เกิดทางใจอยางเดียว เกิดที่ใจดับท่ีใจมีบาลีแสดง วา 39 “ก็โทมนสั เปนไฉน? ความทุกขท างจิต ความไมสําราญทางจิต ความเสวยอารมณอันไมดีที่เปน ทุกข เกิดแตม โนสมั ผัส อนั น้เี รียกวา โทมนสั ” ความโทมนัสหรือความเสียใจจัดเปนเจตสิก และเปนเวทนาเจตสิกคูมือการศึกษา พระอภิธัมมัตถสังคหะ40 แสดงไววา “โทมนัสเวทนาเจตสิกนี้คือ ธรรมชาติท่ีเสวยอารมณไมสบาย ใจหรือทุกขใจ มีการเสวยอารมณที่ไมดีเปนลักษณะ มีการประจวบกับการท่ีไมนาปรารถนาเปนกิจ มคี วามอาพาธทางใจเปนผล มีหทัยวตั ถุเปน เหตใุ กล” พิจารณาตามรปู ศัพท โทมนสั มาจาก ทุ – มนัส ทุ เปนคําอุปสรรคแปลวา ชั่ว, ยาก มนสั แปลวา ใจ เม่อื เอาสองคาํ มาควบเขากนั จงึ มรี ปู เปน โทมนสั แปลตรงวา ใจที่ช่ัว จึงถือเอาความ วา จิตหรอื ใจที่เสียสภาพปกตไิ ป ใจทไ่ี มมคี วามสําราญอธิบายตามแนวอภิธรรมก็คือ จิตที่ถูกเจตสิก 39 ที.มหา. 10/295/341. 40 มูลนธิ ิ แนบ มหานรี านนท, คมู อื การศึกษาพระอภิธัมมตั ถสงั คหะ, ปรเิ ฉทที่ 2, หนา 14, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ ธเนศวรการพิมพ, 2527).
48 ท่ีทําใหเกิดความเสียใจเขาไปผสม จนเสียสภาพปกติของจิตเดิมไป ซ่ึงบางคราวก็เสียสภาพไป เพราะความรัก บางคราวเสียสภาพไปเพราะความชัง เชนเดียวกับน้ําบริสุทธ์ิ นํ้านั้นบริสุทธิ์อยูได ตราบเทาที่ยังไมมีส่ิงแปลกปลอมเขามาเจือปนเทาน้ัน พอส่ิงแปลกปลอมเขาปะปน ความเปนนํ้า บริสุทธิ์ก็เสียไปทันที บางคราวถาส่ิงแปลกปลอมที่เขามาปะปนนั้นสกปรกมาก มีสารพิษตางๆ ผสม นํา้ ทเ่ี คยบรสิ ทุ ธก์ิ จ็ ะกลายเปน น้าํ เสยี ไปเลยทเี ดียว มีสภาพบูดเนาปรากฏ ความโทมนัส คือ ความทุกขทางจิต มีสาเหตุใหญใกลตัว คือ ความรัก ความชัง อนิษฐารมณ มีผลใหสุขภาพจิตเสีย อาจนํามาซ่ึงความเสียหายใหญหลวงในคราวท่ีทนตอทุกขชนิด นี้ไมไ ด เชน ฆาตัวตายหรอื ทาํ ลายชวี ิตผูอ ่ืน 8. อปุ ายาส ความคบั แคนใจเปนทุกข ความทุกขเพราะความคับแคนใจ กลาวไดอีกอยางหนึ่งวาเปนความทุกขระทม เพราะรูสึกวา ทําอะไรใหสาสมแกใจไมได คําอธิบายขยายความในบาลี คือ 41 “ก็ อุปายาส เปน ไฉน? ความแคน ความคับแคน ภาวะของบุคคลผูแคน ภาวะของบุคคลผูคับแคน ของบุคคลผู ประกอบดวยความพิบัติอยางใดอยางหน่ึง ผูถูกธรรมคือทุกขอยางใดอยางหนึ่งกระทบแลว อันน้ี เรียกวา อุปายาส” เพื่อใหค ําอธิบายเร่ืองน้ีสมบูรณย่ิงข้ึน ขอนําเรื่องตัวอยางท่ีเกิดขึ้นในครั้งพุทธกาล มาเลาประกอบสักหนึ่งเรื่อง คือ เร่ืองนางปฏาจาราเถรี42 เร่ืองมีอยูวานางคนน้ีเปนธิดาเศรษฐี พอ เจริญวัยเปนสาว นางหลงรักหนุมคนใชในบาน แลวก็แอบไดเสียกันเรื่อยมา และในท่ีสุดทั้งสองก็ พากันหนีออกจากบานไปต้ังตัวทํามาหากินในตางแดน ดวยความกลัววาถาจะเปดเผยความจริงให พอแมทราบ คงจะถูกขัดขวางทางแหงความรักแนนอน และฝายชายก็อาจจะถูกกําจัดเสียดวย กาลเวลาผานไปนางตั้งครรภครั้งแรก พอครรภแกก็ชวนสามีกลับไปหาพอแมดวยคิดจะไปคลอด บุตรที่บานพอแม แตสามีไมยอมใหไปเพราะกลัวพอแมจะลงโทษในที่สุดนางก็หนีไปคนเดียว แต ไปไดครึ่งทางก็คลอดบุตรเสียกลางทางน้ันเอง ฝายสามีรูวาภรรยาหนีกลับบานก็รีบออกติดตามไป และไปพบนางผูคลอดบตุ รอยรู ะหวา งทาง จึงพากลับไปอยูกันที่เดมิ อีกคร้ังหนึ่งท่ีเหตุการณเชนน้ีเกิดข้ึน คือ เมื่อกาลเวลาลวงไปพอสมควรนาง ตั้งครรภอีก นางอยากกลับไปคลอดท่ีบานเหมือนเดิม ออนวอนสามีเทาไรก็ไมไดผลดังเดิม ดังนั้น พอครรภครบอายุคลอด ขณะสามอี อกไปทาํ งานนอกบาน นางกพ็ าบตุ รอมุ ทองหนอี อกจากบา นดว ย จุดมงุ หมายสําคญั คอื ไปคลอดบุตรทบ่ี านพอ แม 41 ที. มหา. 10/295/341. 42 ธมมฺ ปฏฐ กถา ภาค 4/141.
49 ตกเย็นสามีกลับมาถึงบานไมพบภรรยา ถามคนขางบานไดความวา นางหนีออก จากบานไปแลวจึงรีบออกติดตามทันที จึงพบนางระหวางทางตอนค่ําดึกแลว ขณะนั้นนางเจ็บทอง คลอดพอดีกับฝนเริ่มตก และตกหนักเปนเวลานาน ฝายสามีจึงไปหาใบไมในปามาทําหลังคาบังฝน ใหแมแ ละลกู นอ ย และก็โชครายเหลอื เกนิ ท่เี ขาไปถกู งูรา ยกัดตาย ขณะที่นางรอสามีอยูกับลูกนอยสองคนน้ันฝนตกหนักตลอด จึงตองปกปองบุตร คนเล็กจนสุดความสามารถ รอจนสวางไมเห็นสามีกลับมา จึงใหลูกคนแรกสะกดรอยตามพอไป เด็กก็ไปพบวาพอตายเสียแลว นางจึงรูสึกเสียใจมากท่ีสามีตองมาตายในเหตุการณเชนน้ัน ในท่ีสุด นางจึงตัดสินใจพาลูกนอยท้ังสองกลับบานเกิด ความวัวยังไมหาย ความควายเขามาแทรก นาง เดินทางไปเจอแมน้ําใหญท่ีมีน้ําไหลเช่ียวกราก เพราะฝนตกหนักตลอดวันคืนท่ีผานมา และก็พาลูก นอ ยท้ังสองมาสน้ิ ชีวติ เสยี ณ ทนี่ เี้ อง จากน้ันนางตอ งเดินรอ งไหก ลับบานคนเดยี ว แลวก็มาถึงคราวเส่ือมสุดขีดของนาง เมื่อทราบจากคนเดินทางวา พอแม และพี่ชายของนาง ถูกกระแสน้ําพัดพาหายไปพรอมกับบานเม่ือ คืนท่ีผานมาก นางถึงกลับหมดสติกลายเปนคนบา เดินรองไหบางหัวเราะบางไปอยางไรจุดหมาย ดวยรา งกายทไ่ี รผาปกปด และจติ ใจที่ไรความรสู กึ อับอาย เรื่องน้ีแสดงอาการของบุคคลผูถูกอุปายาสทุกขครอบงําไดชัด เหตุการณที่ นางปฏาจาราประสบต้ังแตหนีออกจากสามีจนทราบขาวการตายของพอแม และพี่ชายตายหมดนาง ไมสามารถแกปญหาอะไรไดเลย จึงประสบกับความคับใจสุดขีดกระทั่งหมดสติ แมจะไมมีผา หอหุมกายแมแตนิดเดียวก็ไมมีความอับอาย แสดงถึงความทนไมไดคือตองทุกขอยางมหันตวิสุทธิ มรรค43 แสดงความขอน้ีไววา “โทสะ อันความทุกขใจอยาหนักบันดาลขึ้นแหงบุคคลท่ีถูกทุกข มี ญาติเสยี เปนตน ตองเอาน่ันเอง ช่ือวา อปุ ายาส” พิจารณาตามน้ี อุปายาสเปนสังขารขันธ มีอาการตามแผดเผาจิตเปนลักษณะ กําหนด มีการทอดถอนอาลัยถึงเปนกิจ มีความตรมตรอมใจเปนเครื่องปรากฏ ผูถูกอุปายาสทุกกข ครอบงําเกิดอาการรา งกายซูบซดี ขอ เปรียบเทียบ โสกะ ปริเทวะ อุปายาสดวยการตมน้ํา โสกะเหมือนการท่ีน้ําเดือด อยใู นภาชนะดวยไฟอุน ๆ ปริเทวะเหมือนการที่นาํ้ ลนออกจากภาชนะที่น้าํ เดอื ดนนั้ ดวยแรงรอนของ ไฟ อุปายาสเหมือนการที่นํ้าเดือดจนแหงอยูภายในภาชนะแหงนํ้าที่เหลือจากการลนออกขางนอก แลวไมพอจะลน อกี นนั่ เอง 43 วสิ ทุ ธฺ ิ. 3/185/186.
50 9. อปั ปยสัมปโยคะ ความประจวบกบั สงิ่ ไมเปน ท่รี กั เปน ความทุกข ก็ความประจวบกับสิ่งไมเปนท่ีรักเปนทุกข เปนไฉน? ความประสบความพร่ัง พรอม ความรวม ความระดมดวยรูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ อันไมนาปรารถนา ไมนาใคร ไมนา พอใจ หรือดวยบุคคลผูปรารถนาสิ่งไมเปนประโยชน ปรารถนาสิ่งไมเก้ือกูลปรารถนาความไม ผาสกุ ปรารถนาความไมเกษมจากโยคะ ซ่ึงมีแกผูน้ัน อันน้ีเรียกวา ความประจวบกับสิ่งไมเปนท่ีรัก กเ็ ปน ทกุ ข44 พิจารณาจากขอความพุทธพจนท่ียกมาขางตนนี้ อาจแยกสิ่งที่เรียกวา “ไมเปนที่ รัก” เปน กลมุ ใหญๆ ไดเปน 2 กลมุ คือ - กลุมสิ่งแวดลอม - กลมุ บุคคล กลุมสิง่ แวดลอ ม กลุมสิง่ แวดลอ มทีด่ ยี อ มมีคาสูงสําหรับมนษุ ยใ นอนั ท่จี ะประกอบ กิจเพื่อนําชีวิตไปสูความกาวหนา และนําพาสังคมมนุษยใหเจริญรุงเรือง ในขณะเดียวกันหาก ส่ิงแวดลอมไมดี การประกอบกิจเพ่ือดํารงชีวิตของมนุษยก็จะมีแตอุปสรรคแนนอน เม่ือการ ดํารงชวี ิตสว นปจ เจกมอี ปุ สรรค การพฒั นาสังคมมนษุ ยใหกาวหนา กจ็ ะมอี ุปสรรคไปดวย คําวา “สิ่งแวดลอม” ซ่ึงตรงกับคําวา รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ ในท่ีนี้ยอม หมายถึง อาหาร สถานที่ ระบบนิเวศน และอื่นๆ ทั้งหมด ยกเวนบุคคลซึ่งไดแยกไว กลาวอีกแผนก หนงึ่ ตา งหาก ซงึ่ เหลา น้ีมีอทิ ธพิ ลเหนอื การดํารงชีวิตของมนษุ ยและสตั วทุกชนดิ ต้ังแตอดีตกาลมา มนุษยเราถือวาปจจัยเคร่ืองดํารงชีพ 4 ประการ คือ เคร่ืองนุงหม อาหาร ยารกั ษาโรค ทีอ่ ยูอ าศยั เปนของจําเปนขั้นพ้ืนฐาน แมปจจุบันสิ่งเหลาน้ีก็ยังมีความจําเปนอยู เชนเดิม แตแมส่ิงเหลาน้ีจะมีความจําเปนขั้นพ้ืนฐานที่ทุกคนตองมีโดยขาดมิไดเลย ก็ยังตองการ ความเหมาะสม ตัวอยาง เส้ือผาที่ไมไดขนาดกับผูใช เส้ือผาที่ไมเหมาะกับภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ยอมสรา งความอดึ อัดใจใหกบั ผูใช เสอ้ื หนาวของชาวเอสกโิ ม หากเอามาบงั คับใหค นไทยใชส วมใส ในฤดูรอน ผูใชคงอึดอัดจนใชไมไหวแน อาหารของคนชาติหน่ึงยอมไมเหมาะกับการบริโภคของ คนชาติอื่น ยาแกโรคท่ีไมตรงกับสูตรแกโรคน้ันใชไปเทาไรก็ไมไดผล คฤหาสนอันโอฬาร ยกให คนยากจนเขาอยูอาศัย เขาตองรักษาไมได อยูอาศัยไมได เพราะไมมีปจจัยบริหารพอ นี้มองปญหา กนั อยางรวบรดั ทส่ี ุด โลกปจจุบันกําลังขาดแคลนสิ่งแวดลอมท่ีดีหนักข้ึนทุกที และกําลังเพิ่มปริมาณ ความขาดแคลนข้ึนอยา งรุนแรงและรวดเรว็ จนเปนท่วี ิตกหนกั ของมนษุ ย สิง่ เหลาน้นั เชน 1. อากาศทีบ่ รสิ ุทธ์ิ 44 ที.มหา. 10/295/341.
51 2. น้ําบริสุทธ์ิ 3. แสงแดดทพี่ อเหมาะ 4. ปาไมทีใ่ หความชุม ช้ืน เราตองยอมรับอยางปฏิเสธไมไดเลยวา ในสังคมมนุษยปจจุบันกําลังเพ่ิมปริมาณ การขาดอากาศบริสุทธิ์สําหรับหายใจ เพราะอากาศบริสุทธิ์ที่เคยมีอยูในธรรมชาติถูกสารพิษจากทอ ไอเสียรถยนต ทอไอเสียโรงงานอุตสาหกรรม และสารระเหยมีพิษตางๆ ที่มนุษยเองสรางข้ึนเขาไป ผสมปะปนจนกลายเปน อากาศพิษ นํ้าบริสุทธิ์ที่เคยมีอยูท่ัวไปในแมน้ําลําธาร หวย หนอง คลอง บึง ใหมนุษยไดอาบ ด่ืม บริโภคไดทุกหนแหง รวมท้ังน้ําฝนที่ตกลงมาจากทองฟา เปนนํ้าบริสุทธิ์มานับลานๆ ป ถึง ปจจุบันนี้ นํ้าเชนนั้นกําลังหาไดยากจนถึงขั้นขาดแคลน อยาวาแตมนุษยจะนําน้ําน้ันมาบริโภคใช สอยเลย แมส ัตวนํา้ ตางๆ กย็ ังทนอยใู นนาํ้ ไมไ ดต อ งตาย ตองส้นิ สญู พันธุไ ปแลวจากโลกเปนจํานวน ไมนอยชนิด ท้ังนี้สารพิษจากปุยเคมีบาง จากผงซักฟอกบาง จากการถายเทน้ําเสียลงแมน้ําลําคลอง ของโรงงานอตุ สาหกรรมบา ง จากการทิง้ ของเสียลงในตนนํ้าลําธารบาง จากการทําลายแหลงกําเนิด ตน น้ําลําธารบาง จนทําใหนํ้าในแหลงตา งๆ เปนนา้ํ มพี ิษ แสงแดดจากดวงอาทิตยท่ีสองลงมายังโลก ใหมนุษยไดรับความอบอุนตามเหมาะ แกฤดูกาล ปจจุบันไดเปล่ียนแปลงสภาวะอันน้ันไปสูภาวะที่เลวรายหนักขึ้นทุกทีฤดูกาล เปลีย่ นแปลงไป อุณหภูมสิ ูงขนึ้ เพราะธรรมชาตถิ กู ทาํ ลายลง สารเคมีปะปนอยูในอากาศเปนตัวเพิ่ม ความรอ น ปาไม เปนสิ่งแวดลอมสําคัญท่ีสุดอีกประการหนึ่งท่ีมนุษยตองอาศัยดํารงชีวิต ปา ไมเปนแหลงเพาะพันธใหกําเนิดส่ิงแวดลอมที่ดีงามอื่นๆ อีกมากมาย ปาไมเปนเสมือนโรงงานฟอก อากาศใหมนุษย เปนแหลงตนนําลําธาร เปนที่เพาะพันธและเปนที่อาศัยของสัตวนานาชนิด เปน แหลง รกั ษาพนั ธุสตั ว มนษุ ยเรานอกจากตองการสิ่งที่เปนไปตามธรรมชาติจากปา ไมแ ลว ยงั ตองการ เน้ือไมมาทําท่ีอยูอาศัย เฟอรนิเจอรเคร่ืองประดับและอื่นๆ ปจจุบันพื้นท่ีปาไมของโลกหมดไปเกิน คร่ึงเพราะมนุษยเองเปนผูทําลาย จึงเปนปญหาความขาดแคลนส่ิงที่มนุษยตองการจากปาไม เม่ือ มนุษยยง่ิ เพิม่ จาํ นวนมากขึ้นในขณะที่ปาไมย่ิงลดลง ปญหาความขาดแคลนส่ิงท่ีปาไมเคยใหก็ยิ่งทวี ความรนุ แรงขน้ึ ตามลําดับ ความขาดแคลนท่ียกมาเปนตัวอยางเหลาน้ี หากไมศึกษาใหละเอียดลึกซ้ึงแลว จะ ไมเห็นความเก่ียวของสัมพันธกับเรื่องอัปปยสัมปโยคทุกข แตเมื่อพิจารณาโดยรอบคอบแลว จะ เห็นวาสิ่งเหลาน้ันมนุษยตองการ รัก หวงแหน แตในภาวะปจจุบันส่ิงเหลาน้ันเร่ิมหมดไป เขามาสู ยุคภาวะขาดแคลน ความขาดแคลนนี้เองเปนอัปปยสัมปโยคทุกขของมนุษย ปจจุบันชาวโลกกําลัง วติ กกังวลตอ ปญหาความประสบภาวะอันไมนาปรารถนาไมนาใคร ไมนาพอใจ อันนี้กันกวางขวาง
52 จึงนับวาอัปปยสัมปโยคทุกขกําลังเปนทุกขของชาวโลกท้ังมวล โดยเฉพาะอยางย่ิงเปนทุกขของ มนษุ ยในสังคมเมอื งทกี่ าํ ลังเผชญิ กับส่งิ น้อี ยา งรุนแรงและไมม ที างเลือก กลุมบุคคล อันหมายถึงมนุษยผูอยูรวมกันในสังคม คนท่ีไมมีความรักใคร ไมมี ความเคารพนับถือกัน หากไมสรางความรักความเคารพนับถือกันใหเกิดข้ึน เมื่อจําเปนตองอยู รวมกันทํากิจกรรมรวมกัน ยอมสรางความคับอกคับใจใหแกกันและกัน ย่ิงเปนคนตางชาติ ตาง ภาษา ตา งวฒั นธรรมกนั ก็จะยิ่งเพ่ิมความหนักใจใหแกกัน ที่รุนแรงไปกวานั้น การตองพบตองรวม กจิ กรรมกับคนทเี่ กลียดชังกัน โกรธกนั คนทเ่ี ปนศตั รูกนั เปน ภาวะท่ปี ถุ ชุ นทนไมได การท่ีบุคคลตองอยูในท่ีขาดแคลนส่ิงแวดลอมที่ดี และในทามกลางมวลชนที่ไม เขาใจกันน้ี ปจจุบันนับวา “การทนอยูในสภาพแวดลอมท่ีเปนพิษ” ซึ่งเปนสภาพที่ใครๆ ยากจะทน ได ในกรณีการปฏิบัติธรรมเพ่ือบรรลุมรรคผล พระพุทธเจาทรงแนะนําใหนักปฏิบัติ หลีกเลี่ยงสภาวะเชนน้ัน และบุคคลเชนนั้นเสีย แลวแสวงหาสภาวะและบุคคลในแนวตรงขาม คือ แสวงหาสภาวะแวดลอมและบุคคลที่เหมาะเก้ือกูลแกการปฏิบัติธรรมที่เรียกวา “สัปปายะ” แปลวา เหมาะ สมควร เชน อาหารดี ท่ีสงัดไมพลุกพลาน มีความรมร่ืน บุคคลที่ไมเปนศัตรูกัน แตเก้ือกูล กนั ในทางปฏิบัตเิ ม่อื ไดส ภาพเชนน้นั การปฏบิ ตั ธิ รรมจะดาํ เนนิ ไปและกา วหนาดวยดีตามเปา หมาย มีขอความอธิบายเพ่ิมเติมขอน้ีไววา “การเขารวมกับสัตวและสังขารท้ังหลายท่ีไม ชอบใจ ชื่อวาอัปปยสัมปโยค อัปปยสัมปโยคน้ันมีการพบปะกับสัตวและสังขารท่ีไมปรารถนาเปน ลักษณะ (เครื่องกําหนดหมาย) มีการทําความคับใจเปนรส (เปนหนาท่ี) มีความเกิดอนัตถะ (ความ ฉิบหาย) เปนปจ จุบนั ฐาน (เปน สว นปรากฏ หรือเปนเหตใุ กล)45 คําวา “สัตว” ในที่น้ีหมายถึง เอาสัตวทุกชนิดรวมท้ังมนุษยดวย คนบางคนกลัว สัตวบางชนิด เชน กลัวก้ิงกือ กลัวสุนัข กลัวชาง ซ่ึงอาจจะกลัวรูปลักษณะอันนาเกลียด กลัวความ อันตราย กลัวความโหดราย เปนตน ของสัตวน้ันๆ เมื่อคราวจําเปนตองประสบกับมันจึงเกิดความ ประหวนั่ ความคับใจจนบางคราวสุดจะทนได “สังขาร” ในที่น้ีหมายถึง เอาอารมณที่เกิดกับจิต เปนฝายท่ีไมดี เชน อารมณโกรธ เกลียดชัง หรือแมอารมณอยางอื่นท่ีเปนไปในลักษณะนี้เกิดขึ้นแกจิตแลวทําใหสุขภาพจิตเสียไป เกิดความคับอกคับใจใหแกบุคคลได ดังน้ัน จะเห็นไดวา ทัศนะเรื่องอัปปยสัมปโยคทุกขตามแนวพุทธศาสนา ความหมายจํากัดแตมีขอบเขตกวางขวาง คลอบคลุมปญหาโลกอยางถวนทั่ว มีปญหาอยูแตเพียงวา เราจะศึกษาและเขา ใจเร่ืองนี้ไดแคไหน เพียงไร เทา น้ัน 45 วิสุทธฺ .ิ 3/90.
53 10. ปย วปิ ปโยคะ ความพลัดพรากจากส่งิ เปน ทร่ี ักเปน ทุกข ทุกขขอท่ี 10 น้ี มเี หตตุ รงขา มกบั ในขอท่ี 9 ที่กลาวมาแลว ฉะน้ันคําอธิบายและขอ เปรียบเทียบบางตอนไดชี้แจงไวในขอ 9 นั้นแลว ในที่น้ีจะยกมาในสวนท่ียังไมไดกลาวถึง และ เกีย่ วของกับเน้ือหาโดยตรง บาลีกระทูของตอนน้วี า46 ก็ความพลัดพรากจากสง่ิ ท่รี ักกเ็ ปนทุกขเ ปน ไฉน? ความไมป ระสบความไมพรงั่ พรอ มความ ไมรวม ความไมระคนดวย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันนาปรารถนา นาใคร นาพอใจ หรือดวยบคุ คลผูปรารถนาประโยชน ปรารถนาส่ิงทเี่ กอ้ื กลู ปรารถนาความผาสุก ปรารถนา ความเกษมจาก โยคะ คือ มารดา บิดา พ่ีชาย นองชาย พี่หญิง นองหญิง มิตรอมาตย หรือ ญาติสายโลหติ ซึง่ มแี กผนู ้นั อนั น้เี รยี กวา ความพลดั พรากจากสง่ิ ท่รี ักกเ็ ปน ทุกข ความทุกขน้ันมี 2 ประเภท คือ ความรักระหวางผูใหญกับผูนอย เชน ความรักท่ี บิดามารดาใหแกบุตรธิดา หรือ บุตรธิดารักมารดาบิดา เรียกวา ความรักดวยอํานาจเมตตาประเภท หนึ่ง และความรักท่ีหนุมสาวรัก หรือไมใชหนุมสาว แตก็เปนความรักระหวางเพศ มีความใครเปน ตวั นํา เรียกวา ความรักดวยอํานาจกามราคะประเภทหน่ึงอยางไรก็ตาม ความรักท้ังสองประเภทน้ีถือ วา เปน สิ่งสากล และมอี ทิ ธิพลตอจิตใจมนุษยส ูงมาก ชีวิตมนุษยจะหดหูหรือสดชื่นเพียงไร ความรัก เปนตัวแปรสําคัญมากประการหน่ึง มนุษยทุกชาติ ทุกภาษาแสวงหาความรัก แตแมความรักจะมีอยู ไมจ ํากดั ไมวาความรกั ประเภทไหน ถึงกระนั้นมนุษยก ไ็ มอาจสมหวังในเรื่องความรักเสมอไป ทง้ั น้ี เพราะความรักมีอยูไมจํากัด อาการรักผูรักมีไมมีขอบเขตจํากัด แตส่ิงท่ีถูกรักมีขอบเขตจํากัด แม ขอบเขตจาํ กดั ของสงิ่ ทีถ่ กู รกั น้นั กม็ มี ากอยา ง แตในทีน่ จี้ ะยอเขาไวเปน 2 อยา ง คอื 1. ขอบเขตจาํ กดั ทางธรรมชาติ 2. ขอบเขตจาํ กัดที่มนุษยก าํ หนดขนึ้ ขอบเขตจํากัดทางธรรมชาติ กอนอื่นตองทําความเขาใจบทอุทเทศท่ียกมาเสนอไวขางตนแลววา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ น่ันหมายเอาทุกสิ่งทุกอยางที่สัมผัสได ยกเวนบุคคล ซึ่งแยกกลาวไวตางหากแลว ดวยขอวา บุคคลผูปรารถนาประโยชน เปนตน ฉะนั้น อากาศบริสุทธิ์ก็ดี น้ําบริสุทธิ์ก็ดี ปาไมก็ดี ท่ี กลาวถึงแลวในขอท่ี 9 อันมีอาการสมบูรณครบถวนก็นับเขาในสิ่งท่ีนาใคร นาปรารถนาในท่ีนี้ดวย สิ่งเหลานั้นเปนธรรมชาติ แตธรรมชาติก็ตองถูกจํากัดดวยธรรมชาติ มีขอบเขตของธรรมชาติอีก ช้ันหน่ึงเปนตัวกําหนด น่ันคือ อายุ และความเปล่ียนแปลงอายุ คือกาลเวลา จากเร่ิมตนไปถึงจุด 46 ที.มหา. 10/295/342.
54 สุดทายของส่ิงนั้นๆ เชน ตนไม ตั้งแตงอกจนตาย เวลาระหวางเกิดถึงตายของมนุษย สวนความ เปลี่ยนแปลงหมายถึง การแปรจากสภาวะหนึ่งไปเปนอีกสภาวะหน่ึง สรรพส่ิงตกอยูในสภาพท้ัง สองนอ้ี ยา งไมม ีใครหรอื สิ่งใดมาเปลี่ยนแปลงกฏเกณฑแหง ธรรมชาติน้ไี ด ดังนั้น เม่ืออายุหมดลง แสดงถึงความตายมาถึง อาการเปล่ียนแปลงจากสภาพหน่ึง ไปสูสภาพหน่ึงนั่นเอง ปญหาจึงมีวา ส่ิงที่ตายไปนั่นคือสิ่งที่ถูกรัก ถูกกฎเกณฑทางธรรมชาติ กําหนดใหเปนไป แตผูรักซ่ึงมีอาการรักส่ิงน้ันไมมีขอบเขตจํากัด รักส่ิงนั้นเขาแลวก็ไมประสงคให ส่ิงที่ตนรักน้ันตายหรือแปรเปล่ียนไป ผลคือ ตองเปนทุกขเพราะส่ิงที่ตนรักมันมีขอบเขตจํากัดให ตอ งเปนเชนนั้น อันตนจะไปหามหรือขอรอ งวงิ วอนดวยประการใดๆ ก็ไมได ขอบเขตจํากัดที่มนษุ ยก ําหนดขึน้ ขอบเขตจํากัดเกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งใดๆ ก็ตามที่มนุษยกําหนดขึ้นมีมากมาย แต รวมลงไดเ ปน 3 ประเดน็ หลัก คือ 1. กฎหมาย 2. ขนบประเพณี 3. คา นิยมทางสังคม จะยกตัวอยางประกอบคําอธิบายในที่นี้ส้ันๆ พอเปนแนวทางทําความเขาใจ ปะการังใตทองทะเลหลวง ปาสงวนแหงชาติ สัตวปาบางชนิด แมคนประสบเขาแลวเกิดความรัก ใคร ปรารถนา พอใจสกั เพยี งใดก็ยึดเอามาเปนเจาของไมได เพราะมีกฎหมายหวงหาม ความรักของ หนุมสาวที่รักกันดวยอํานาจกาม ถาเกิดกับบุคคลผูเปนญาติใกลชิดกันจะถูกขนบประเพณีกีดกัน จํากัดไว เชน ประเพณีของคนไทยไมนิยมแตงงานกันระหวางญาติ (ประเพณีของชาติอื่นอาจ แตกตา งกันออกไป) คา นยิ มของคนไทยมวี า นักบวชในพุทธศาสนาตองไมมีความรักเชิงชูสาว หรือ ความรักดว ยอํานาจกามราคะกบั ใคร นกั บวช (ภกิ ษุสามเณร) ใดมีความรกั เชนนน้ั จะถกู ตอตา นอยา ง รุนแรง ขอจํากัดเหลานี้แมจะเปนการจํากัดเสรีภาพของมนุษย แตก็เปนสิ่งท่ีสังคมยอมรับ วาดีงาม จึงเปนขอจํากัดที่มีอยูและมีอยูตลอดกาล ดังน้ัน จะเห็นวา ขอบเขตจํากัดท้ังหมดที่มนุษย กาํ หนดขึน้ นนั้ เปนขอบเขตจํากัดท่ีเก่ียวดวยความรัก ดวยอํานาจกามราคะ สวนความรักดวยอํานาจ เมตตาจรงิ ๆ น้ันไมถ ูกจาํ กัดดวยขอบเขต จงึ เปน ความรกั สากลแท ตัวอยางความพลัดพรากจากส่ิงที่รัก เปนความทุกข ที่เก่ียวดวยธรรมชาติ และ ส่ิงแวดลอมมีความชัดแลวในขอ 9 หนา 55 และตัวอยางผูพลัดพรากจากบุคคลที่รักเปนทุกข โปรด อา นเร่อื งนางปฏาจารา ขอ 8 หนา 53
55 ความพลัดพรากจากส่ิงที่รักท่ีพอใจจะเปนญาติ หรือทรัพยหรือสิ่งใดๆ ท่ีใจรัก กอใหเกิดความโศกเศรา ความผิดหวังสําหรับผูเปนปุถุชนยังมีกิเลสกามครอบงําจิตอยู แตสําหรับ พระอรยิ เจา นัน่ คอื เรอื่ งธรรมดา เปนไปตามธรรมดา ความทุกขเฉพาะเรื่องเชนนี้มีแกปุถุชน แตหามี แกพระอรยิ เจา ไดไ ม 11. อิจฉติ าลาภะ ความปรารถนาสง่ิ ใดไมไ ดเปนทุกข ความปรารถนา ความอยากได ความตองการ เปนพลังผลักดันใหมนุษยกาวไป ขางหนา ตราบใดทม่ี นุษยย งั มคี วามปรารถนา ความอยากได ความตอ งการ และมีความกระตือรือรน ใหไดมาซึ่งสิ่งน้ัน โลกจะยังไมหยุดอยูกับที่ จะตองถูกพัฒนาไปไกลแสนไกลอยางไมหยุดยั้ง ขบวนการพัฒนาโลกใหกาวหนาไปขางหนาตองอาศัยความปรารถนาท่ีจะพัฒนาโลกของมนุษย เปนตัวกระตุนสําคัญ แตหลักความจริงของปญหาขอนี้มีอยูวา ความปรารถนานั้นมีทางสําเร็จท่ี เปนไปไดมากนอยเพียงไร หากไมปรารถนาในสิ่งท่ีไมมีทางสําเร็จไดเลยแนนอนมันจะกอความ ทุกขใหเปลา ความปรารถนานั้นจะมีทุกขลวนๆ เปนผล เราจึงมักไดยินคําพร่ําเพออยูบอยๆ วาโลก ไมใ หความยตุ ิธรรม ความปรารถนาท่ีไมพ ึงสําเรจ็ ไดเลยน้นั มี 5 อยา ง คอื 47 1. ความปรารถนาวา ขอใหเราไมพึงมีความเกิด ขอความเกิดอยาไดพึงมีแกเรา เลย 2. ความปรารถนาวา ขอเราไมพ งึ มีความแก ขอความแกอยา พึงมีแกเ ราเลย 3. ความปรารถนาวา ขอเราอยา พึงมคี วามเจบ็ ขอความเจบ็ อยา พึงมแี กเ ราเลย 4. ความปรารถนาวา ขอเราอยาพงึ มคี วามตาย ขอความตายอยาพึงมแี กเราเลย 5. ความปรารถนาวา ขอเราอยาพึงมีโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ขอปริเทว ทุกขโทมนสั อปุ ายาสอยาพงึ มแี กเ ราเลย ท้ัง 5 ขอนี้ ใครปรารถนากผ็ ดิ หวงั เพราะเปนความปรารถนาท่ไี มมที างสําเร็จไดใน กาลใดๆ เนื่องจากเหลานี้เปนธรรมชาติ เปนเรื่องธรรมชาติของสัตวอาการทั้ง 5 จะทรงสภาพตัวเอง อยอู ยา งนั้นเปนนิรนั ดร ความหวังนั้นมีอยางเดียว คือ ความอยากไดสิ่งใดๆ มาเปนของตนส่ิงท่ีหวังมี มากมายและเปนประโยชนกับผูหวังเสมอ ส่ิงท่ีหวัง 5 อยางที่ยกมาขาตนนั้นเปนส่ิงที่เปนไปไมได เลย แตสิ่งท่เี ปน ที่หวงั นอกจาก 5 อยา งน้นั มมี ากมาย ซ่ึงอาจแยกไดเ ปน 3 กลุมหลัก คอื 1. ความหวงั ในสง่ิ ท่ีไมอ าจเปน ไปไดเ ลย 2. ความหวงั ในสิ่งท่ีเปน ไปไดและอาจเปนไปไมได 47 ท.ี มหา. 10/295/342.
56 3. ความหวงั ในสง่ิ ทเ่ี ปนไปได ประการแรก ความหวังในส่ิงที่ไมอาจเปนไปไดเลย นอกจาก 5 อยางขางตนแลว อ่ืนๆ เชน ความหวังจะยึดเอาดวงอาทิตย ดวงจันทร ไวเปนของตน ความหวังจะยึดโลกท้ังโลกไว เปนของตน ความหวังท่ีจะทําใหโลกมีแตเวลากลางวัน ความหวังจะใหคนมีรูปรางหนาตา เหมือนกันหมดทุกคน มีความรูสึกนึกคิด มีทัศนะคติเหมือนกันหมดทุกคน เหลาน้ีเปนตน เปน ความหวังที่เปนไปไมไดเลย ใครหวังก็ตองผิดหวังแนนอน ผูนั้นเทากับเปนคนมืดบอด เบาปญญา ไมตา งอะไรกบั เด็กๆ ผยู งั ไรเดยี งสา ประการท่ีสอง ความหวังในสิ่งท่ีอาจเปนไปได และอาจเปนไปไมได หมายถึง ความหวังในสิ่งที่จะประสบผลสําเร็จไดดวยเง่ือนไขหลายๆ อยาง เชน นักเรียน มีความหวังจะเขา เรียนตอในมหาวิทยาลัยท่ีมีช่ือเสียง และเรียนคณะดีๆ ความหวังเชนน้ีอาจจะสําเร็จหรือไมสําเร็จก็ ได ยอมขึ้นอยูกับเงื่อนไขมากมาย นักเรียนที่ผิดหวังมีมากกวานักเรียนท่ีสมหวังอยูเสมอ และ นักเรียนทีผ่ ิดหวงั เคยเปน ทกุ ขถึงขนาดทําอตั วินบิ าตมาแลวก็มี ประการท่ีสาม ความหวังในส่ิงท่ีเปนไปได หมายถึง ความหวังในสิ่งท่ีรูชัดวามีอยู แนนอนแลว มีกําหนดอยูแนนอนแลว มีเง่ือนไขท่ีไดดําเนินมาแลวตามขั้นตอน เชน ความหวังที่จะ ไดรับเงินเดือนในวันส้ินเดือน ความหวังที่จะไดหยุดพักผอนในวันหยุดราชการ ความหวังใน ลักษณะเชนน้ีแมวาอาจจะมีความเปนไปไมไดอยูบาง แตก็มีความเปนไปไดสูงมาก มีคาความ เชอื่ มั่นสงู เพราะไมมีเงอื่ นไขสลับซบั ซอ นนกั ความหวังในสิ่งใดแลวไมไดเปนความทุกข มีลักษณะที่พอจะกําหนดไดดังกลาว มาน้ี 12. ปญจปฺ าทานขันธ เปน ความทกุ ข ปญจุปาทานขันธ แปลตามรูปศัพทวา กองแหงรูปนามที่เขาไปยึดถือ 5 อยาง อัน ไดแ ก 1. รูปูปาทานขนั ธ ขนั ธอนั เปน ที่ตั้งแหงความเขาไปยึดถือ คือ รปู 2. เวทนูปาทานขนั ธ ขันธอ ันเปนที่ตง้ั แหง ความเขาไปยดึ ถือ คอื เวทนา 3. สัญญปทานขนั ธ ขันธอนั เปน ที่ต้งั แหงความเขาไปยดึ ถือ คอื สญั ญา 4. สังขารรปู าทานขันธ ขนั ธอนั เปนท่ีตง้ั แหงความเขาไปยึดถอื คือ สงั ขาร 5. วิญญาณปู าทานขันธ ขนั ธอ นั เปน ท่ีต้งั แหงความเขา ไปยดึ ถอื คอื วญิ ญาณ ความพอใจ ความติดใจ ความเยื่อใย ความอาลัยในอุปาทานขันธ 5 เปนเหตุใหเกิด ทุกข ความนําออกเสีย ความตัดเสีย ความทําลายเสีย ความละเสียซ่ึงความพอใจ ความติดใจ ความ เยอ่ื ใย ความอาลัยในอปุ าทานขันธ 5 เปนความดับทกุ ข
57 กอนจะทําความเขาใจในรายละเอียดใหลึกลงไป ควรพิจารณาพุทธพจนท่ีตรัสถึง เร่ืองนี้โดยตรง ซ่ึงปรากฏในมหาสติปฏฐานสูตร48 วา “ก็โดยยออุปาทานขันธ 5 เปนทุกขไฉน อุปาทานขันธ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหลาน้ีเรียกวา โดยยออุปาทานขันธ 5 เปน ทกุ ข” คําท่ีนาสังเกตและควรทําความเขาใจในที่น้ีมีอยู 2 คํา คือ โดยยอ (สงฺขิตเตน) และ อุปาทาน จากคําวา “โดยยอ” วิสุทธิมรรค49 แกความไววา ทุกขตั้งแตชาติทุกขท่ีพระพุทธเจาตรัสไว แลวก็ดี ทุกขอ่ืนใดที่มิไดตรัสไวในทุกขนิเทศน้ีก็ดี ทุกขทั้งปวงนั้นเวนอุปาทานขันธ 5 เสียหามิได มีคําอธิบายเพ่ิมเติมวา50 “ทุกขในเบ้ืองตนของอุปทานขันธทั้งหลาย ก็คือ ชาติ (ความเกิด) ทุกขใน ทามกลาง คือ ชรา (ความแกความคร่ําครา) ทุกขในที่สุด คือ มรณะ (ความตาย) ทุกขคือความรุม รอ นเพราะความกระวนกระวายเสยี ใจเม่ือใกลตายเปนโสก ทุกข คือ ความครํ่าคราเพราะทนตอทุกข น้ันไมไดเปนปริเทวะ ตอไปทุกขคือความเจ็บกาย เพราะประสบอนิษฐโผฐัพพะ กลาวคือ ความ กาํ เรบิ แหงธาตุ เปน ทุกขะ ทกุ ขค อื ความเจ็บใจ เพราะเกิดปฏิฆะในทกุ ขก ายนั้นแหงปุถุชนท้งั หลายผู ถูกความเจ็บ ตาย นั้นเบียดเบียนเอาเปนโทมนัส ทุกข คือ ความหมนไหมของบุคคลท้ังหลายผูมี ความเศราสลดท่ีความเพ่ิมมากข้ึนแหงทุกขที่กลาวมาแลว มีโสกะ เปนตนน้ัน ทําใหเกิดขึ้นเปน อุปายาสทุกข คือ ความไมปรารถนาของบุคคลท้ังหลายผูไดรับความคาดหวังเปนอิจฉิตาลาภะ ฉะน้ัน อุปาทานขนั ธท ง้ั หลายนน่ั เองเปนทุกข ฉะน้ัน เม่ือประมวลความแลวก็จะไดขอคิดในเรื่องน้ีชัดเจนวา อุปาทานขันธ 5 เปนเหตุเกิดทุกข เปนที่เกิดทุกข เปนท่ีดําเนินเปนไปของทุกข และเปนท่ีดับของทุกข อาการของ ทุกขทั้งหมดนม้ี ิไดปรากฏในทอ่ี ื่นใด และนนั้ ก็หมายความวา มนุษยและสตั วเทาน้นั ท่ตี อ งเปน ทกุ ข อุปาทาน แปลตามตัววา ความเขาไปยึดม่ัน ความเขาไปถือมั่น อันหมายถึง ความ เขา ไปยดึ ถือในสิง่ ท่นี าใคร นาปรารถนา นา พอใจ อุปาทานจึงเปนชื่อของกิเลสกลุมหน่ึงที่มีลักษณะ ยึดมนั่ อกี ประการหนึ่ง อุปาทาน เปนองคธรรมขอหน่ึงในปฏิจจสมุปบาท อันเปนสายใน หรอื โซตรวนชีวติ เปนเหตปุ จ จบุ นั ทบ่ี คุ คลเพิม่ เตมิ เขาใหตนตอ งอบุ ตั ขิ ้นึ ในภพ 3 คือ กามภพ รปู ภพ อรูปภพ ภพใดภพหนึง่ ตามอํานาจกเิ ลส และกรรม 48 ท.ี มหา. 10/295/342. 49 วิสทุ ธฺ ิ. 50 อางแลว หนาเดียวกัน.
58 อุปาทาน คือ ความเขาไปยึดม่ันถือม่ัน ท่ีทรงแสดงไวในจูฬสีหนาทสูตร51 มี 4 อยา ง คอื 1. กามปุ ทาน ความยดึ มั่นดว ยอํานาจกาม 2. ทิฏปฺ าทาน ความยึดม่นั ดว ยอํานาจทฏิ ฐิ 3. สลี ัพพตปุ าทาน ความยึดม่ันในศีลวัตร 4. อตั ตวาทุปาทาน ความยดึ มน่ั ในวาทะ วาตน วาของตน การที่จิตยึดมั่นในกามคุณ 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ท่ีเปนฝายนา ปรารถนา นา รักใคร นาชอบใจ อยางหนกั แนน จัดเปนกามุปาทาน ความเห็นผิด เชนวา ทําดีไมไดดี ทําช่ัวไมไดชั่ว บุญบาปไมมี เปนตน แลวยืนยันมั่นเหมาะในความเห็นเชนน้ันอยางไรปญญา พจิ ารณาเหตผุ ล บางคราวเปน เหตุใหถกเถียงทะเลาะวิวาทกันรุนแรง เปนทฏิ ปฺ าทาน ความเขา ใจวา ศีลวัตร ที่ตนประพฤติมาแลวจนชินวา ขลัง ศักด์ิสิทธ์ิ สามารถเปนท่ีพึ่งที่แนนอนได ถูกตอง แนนอน แลวยึดม่ันปฏิบัติในศีลวัตรนั้น ๆ เปนสีลัพพตุปาทาน ความรูสึกวาทุกส่ิงทุกอยางท่ีตน พอใจ เปนตน เปนของตน เปนพวกของตน ที่ตรงขามเปนเขา เปนของเขา เปนพวกของเขา เปน อัตตวา ทุปาทาน สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแสดงพระมติในเรื่อง อปุ าทาน 5 น้ีไวว า52 ความถือมันขางเลว ไดแก ถือรั้น ถือม่ันวัตถุกามดวยอํานาจกามตัณหา หมกมุนอยูวา น่ัน ของเรา จนเปน เหตุอิสสาหรอื หงึ หวง จัดเปนกามุปาทาน ความถือมั่นศีลพรต คือ ธรรมเนียมที่เคยประพฤติมาจนเคยชิน ดวยอํานาจความเช่ือวาขลัง จนเปน เหตุ ด้ือ งมงาย จดั เปนสลี ัพพตปุ าทาน ความถือมั่นวา เรา วาเขา ดว ยอํานาจมานะจนเปนตนเหตุถอื พวก จัดเปนอตั วาทุปาทาน ขนั ธ 5 เมือ่ วาโดยสภาพธรรมดา ตกอยใู นลักษณะ 3 คือ ไมเที่ยง (อนิจฺจํ) เปนทุกข (ทุกฺขํ) ไมมีตัวตน (อนตฺตา) ความที่ขันธ 5 ตกอยูในสภาพเชนน้ีอยางไมอาจหลีกเลี่ยง หรือฝาฝน ดวยประการใดๆ ได มันจึงมีความเปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปทุกขณะ นั่นคือ ขันธ 5 ตองมี ความ เกิด แก ตาย ความเขาไปยึดมั่นในขันธ 5 ที่ตกอยูสภาวะเชนน้ี ดวยอํานาจกาม (กามฺปาทาน) ดวย อํานาจทิฏฐิ (ทิฏุปาทาน) ดวยอํานาจ ศีล วัตร (สีลลพพตุปาทาน) ดวยอํานาจความรูสึกวาตนของ 51 ม.ม.ู 12/157/137. 52 สมเดจ็ พระมหาสมณเจา ระมพระยาวชิรญาณวโรรส, สารานกุ รมพระพุทธศาสนา, สุเชาวน พลอยชมุ รวบรวม, (กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พมหามกุฏราชวทิ ยาลยั , 2529) หนา 58.
59 ตน (อัตตาทุปาทาน) เปนเพราะความเขาใจผิด (อวิชชา) เพราะมันไมอาจเปนไปตามที่ใครๆ คาดหวังได ดังน้ัน เราอาจสรุปความทุกข เพราะเขาไปยึดขนั ธ 5 ไดเปน 3 ระดบั คอื 1. ทุกข เพราะตองบริหาร ไดแก การที่ตองประคับประคองดูแลรักษาใหการ บาํ รงุ ขันธ 5 อยูเปน นติ ย 2. ทกุ ข เพราะตองผิดหวัง ไดแก การคาดหวังอะไรแนนอนไมไดในขันธ 5 เน่ืองจากมนั อยใู นสภาพธรรมดา คือ มีความเกดิ ขน้ึ แปรปรวนดับไป 3. ทุกข เพราะอุปาทานเปนตัวกอภพ ไดแก ความยึดม่ันในขันธ 5 ทําใหอุบัติขึ้น ในภพตางๆ ตามอํานาจกิเลสและกรรม ความที่ตองอุบัติข้ึน หรือตองเกิดอยูในภพใหมอยูบอยๆ ยอ มประสบความทกุ ข ความลาํ บากอยบู อ ยๆ เน่ืองจาก อุปาทานเปนปจจุบันเหตุ ตามนัยปฏิจจสมุปบาทรวมกับปจจุบันเหตุอีก 4 คอื อวิชชา สังขาร ตัณหา และภพ ตราบเทา ทอ่ี ปุ าทานยงั มอี ยู ชาติ ชรา เปน ตน กย็ ังตอ งมีอยอู ยา ง ไมอาจหลีกเลี่ยงได ดังนั้น ความเขาไปยึดถือม่ันในขันธ 5 จึงถือไดวาเปนความทุกขโดยรวบยอด ดังกลา ว ผูปรารถนาจะพนจากทุกขทั้งปวง จําเปนตองทําลาย อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน ภพ ท้ัง 5 นี้ลงใหได เมื่อไดเชนนี้ ผลท่ีจะมีในอนาคต คือ ความเกิดในภพใหมจะไมมีอีก อนั หมายถึง ความทกุ ขท งั้ ปวงดบั ไปแลว 3. ความทุกขในไตรลักษณ ความทุกขในไตรลักษณ เปนความทุกขอีกลักษณะหน่ึงตามทฤษฎีใน พระพทุ ธศาสนา มีขอกาํ หนดแตกตางจากความทุกขใ นขนั ธ 5 และความทุกขใ นอรยิ สจั อยา งเดนชัด แตเปนความทุกขท่ีสามารถกําหนดไดดวยปญญาระดับสูง ซ่ึงเปนปญญาที่ไดรับจากการศึกษา ฝก อบรมเปนพิเศษแลว ตามแนวพทุ ธเทานน้ั ทุกฺขตา ความเปนทุกขในไตรลักษณ แปลตามศัพทวา ความไมคงทน เปนกิริยา อาการของสงั ขตธรรม คอื ส่งิ ท่ีปจจัยปรุงแตง ขึ้น เปน ผลสบื เนื่องมาจากอนิจจตา ความไมเที่ยง หรือ ความไมถาวร และเปนเครื่องแสดงถึงความไมมีตัวตน อนัตตาของสังขตธรรมอีก อุปปาทสูตร53 แสดงความขอนไี้ วว า อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํ ฐิตาว สา ธาตุ ธมฺมฏฐิตตา ธมฺม นิยามตา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ตํ ตถาคโต อภิสมฺพชฺฌติ อภิเสมติ อภิสมฺพุชฺฌติ อภิสเมติ อภิสมฺพุชฌิตฺวา อภิสเตฺวา อาจิกฺขติ เทเสติ ปฺญาเปติ ปฏฐเปติ วีวรติ วิภชติ อุตฺตานีกโรติ 53 องฺ. ตกิ ฺก. 20/576/368.
60 สพเฺ พ สงขฺ ารา ทกุ ขฺ าติ (ดูกรภิกษุท้ังหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นหรือไมก็ตาม ไมอุบัติขึ้นก็ ตาม ธาตุนั้นคือ ความต้ังอยูตามธรรมดา ความเปนไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยูอยางนั้นเอง ตถาคตตรัสรูบรรลุธาตุนัน้ วา สังขารท้งั ปวงเปน ทุกขค รั้นแลวจึงบอก แสดง บัญญัติ แตงต้ัง เปดเผย จาํ แนก ทาํ ใหเ ขา ใจงา ยวา สงั ขารทัง้ ปวงเปนทุกข) จากขอ ความนี้ สง่ิ ทีจ่ าํ เปนจะตอ งศกึ ษาไปตามลําดับ มี 3 ประเด็น คือ 1. ธาตุ ที่ตรสั ไวในที่น้คี ืออะไร 2. สงั ขาร คืออะไร 3. ทกุ ข คอื อะไร และกอนท่ีทําความเขาใจในรายละเอียดของส่ิงทั้ง 3 นี้ ตองเขาใจเปนเบ้ืองตนวา ท้ัง 3 อยางน้ีเปนเพียงภาษาท่ีพระพุทธเจาทรงบัญญัติเรียกตามภาษานิยม เพื่อส่ือความหมายให เขาใจไดงายขึ้นเทาน้ัน โดยสภาพแทจริงของส่ิงท้ัง 3 มีความเปนจริงปรากฏอยูเบ้ืองหลัง ภาษา นั่น คือ เราไมอ าจเขาใจสภาพความเปนจริงทั้ง 3 นี้ไดดวยการศึกษาตามหลักทฤษฎีเพียงอยางเดียว ตอง เขาใจวา การทําความเขาใจหลักคําสอนในพระพุทธศาสนานั้น การศึกษาตามหลักทฤษฎี เปรียบเทียบไดกับการศึกษาแผนที่สําหรับผูเตรียมจะเดินทางไกลเทานั้น การจะรูเขาใจวาการ เดินทางมีความลําบากยากงายอยางไร หนทางคดเคียวอยางไร ผูเดินทางลงมือเดินทางไปแลวตาม แผนที่ ไดศกึ ษามาเทา น้ันจะรแู จง เขาใจชัดเจนได การศกึ ษาหลกั ธรรมในพทุ ธศาสนากเ็ ปน เชนนนั้ 1. ธาตุ ทีต่ รัสไวใ นท่ีน้ี คือ อะไร ศัพท คือ ธาตุ แปลวา ทรงไว มายถึง ทรงสภาวะของตนไวอยางนั้นไม เปลี่ยนแปลงไปตามกาละ และเทศะ ไมขึ้นอยูกับเหตุปจจัยใดๆ พุทธศาสนาใชศัพท คือ ธาตุนี้ทั้ง กับสิ่งท่ีเปนรูปธรรมและส่ิงที่เปนนามธรรม สิ่งท่ีเปนรูปธรรม เชน ธาตุดิน ธาตุนํ้า ส่ิงท่ีเปน นามธรรม เชน ธรรมธาตุ ภยธาตุ (ธาตุคือความกลัว) อีกบรรยายหน่ึง54 ธรรมชาติท่ีช่ือวา ธาตุ เพราะทรงไวซ่ึงสังขารทุกข เปนอเนก ประการ ตามสมควรแกสมภพ อนึ่ง ชื่อวาธาตุ เพราะทรงไวดุจภาระอันบุคคลแบกไว ชื่อวาธาตุ เพราะทรงทุกขไว ไมเปนไปตามอํานาจ ชื่อวา ธาตุ เพราะเปนเหตุใหสัตวเสวยสังสารทุกข ชื่อวา ธาตุ เพราะเปนที่ต้ังอยู ดํารงอยูแหงทุกขมีประการอยางนั้น ช่ือวา ธาตุ เพราะเปนสวนแหงธรรมท่ี ควรรู ดุจธาตสุ วนยอ ยแหง สรีระ มีรสและโลหิต เปนตน และดุจธาตุสวนยอยแหงวัตถุเกิดแตศิลา มี หรดาลและมโนศิลา เปนตน จากความนี้สองใหเห็นวา ศัพท คือ “ธาตุ” ตามแนวพุทธศาสนามีนัย 54 อภธิ มฺมตฺถวาิ ภวินี ปรเิ ฉทท่ี 7, (กรุงเทพฯ: โรงพมิ พมหามกฏุ ราชวิทยาลยั , 2516), หนา 228.
61 หลายหลาก ตางจาก “ธาตุ” (element) ท่ีเขาใจในทางวิทยาศาสตร ท่ีหมายเอาวัตถุธาตุหรือสสาร เพยี งอยา งเดยี ว 2. สังขาร คอื อะไร คําวา “สังขาร” เปนชื่อของส่ิงท่ีเปนรูปธรรมก็ได เปนนามธรรมก็ได ลักษณะของ สังขาร คือ ปรุงแตง ดังนั้น สังขารเม่ือเปนนาม จึงหมายถึงการปรุงแตง หรือความปรุงแตงเม่ือเปน คณุ ศพั ท หมายถงึ ส่งิ ทถ่ี ูกปรงุ แตง และเมื่อเปน คํากริยา ก็หมายถึง “กรยิ าทปี่ รงุ แตง” ในคมั ภรี พ ระไตรปฎกมมี ากมายหลายท่ี ที่ทรงแสดงเรื่องสังขาร และทรงแสดงไว ในลักษณะและความหมายตา งๆ กัน ตามสถานการณนั้นๆ แตท้ังหมดนั้นรวมลงในสองลักษณะคือ สังขารท่เี ปนรปู ธรรม และสงั ขารท่เี ปน นามธรรม ซ่ึงจะศึกษาวเิ คราะหใ นรายละเอียดตอ ไป วิสุทธิมรรค55 กลา วถงึ เรอื่ งสงั ขารไวด ังน้ี “ธรรมทัง้ หลายใดมงุ แตป รงุ แตงใหเ ปนสังขตะขึน้ เหจุน้ธี รรมทั้งหลายจงึ ชอื่ วาสังขาร (ผู ปรุงแตง) แตวาสังขารมี 2 อยางคือ อวิชชาปจจัยสังขาร สังขารท่ีมีอวิชชาเปนปจจัย สังขาร ทีม่ าโดยสังขารศพั ท” ในสังขาร 2 อยางน้ัน สังขารเหลานี้คือ บุญญาภิสังขาร อนุญญาภิสังขาร และ อเนฺชาภิสังขาร เปน 3 กับ กายสังขาร วจีสังขาร และจิตสังขาร อีก 3 รวมเปน 6 จัดเปนอวิชชา ปจจัยสังขารๆ ท้ังหมดน้ัน ไดแก กุศลเจตนา และอกุศลเจตนา ฝายโลกิยะนั่นเอง สวนสังขาร 4 นี้ คือ สังขตสังขาร คือสังขารที่มีปจจัยของตนแตงข้ึน 1 อภิสังขตสังขาร คือสังขารท่ีกรรมแตงขึ้น อภิสังขรณสังขาร คือ สังขาร คือตัวกรรมผูเปนเจาหนาท่ีแตง ปฏยคาภิสังขาร สังขาร คือความเพียร พยายาม จัดเปนสังขารที่มาโดยสังขารศัพท ใน 4 สังขารน้ัน ธรรมที่เปนปจจัยทั้งปวงอยางบาลี วา อนิจฺจา วต สงฺขารา สังขารท้ังหลายไมเที่ยงหนอ เปนตน ช่ือวา สังขตสังขาร อภิสังขตสังขาร กลาว ไวในอรรถกถาทั้งหลายวา รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายที่เกิดแตกรรม เปนไปในไตรภูมิ ช่ืออภิ สังขตสังขาร ดังนี้ แมอภิสังขตสังขารนั้นก็สงเคราะหในสังขตสังขารท่ีกลาวไวในบาลีวา “อนิจฺจา วต สงฺขารา” นี้เหมือนกัน แตอาคตสถานแหงอภิสังขตสังขารน้ันมิไดปรากฏในบาลีโดยเฉพาะ สวนกุศลเจตนาและอกุศลเจตนาอันเปนไปในไตรภูมิ เรียกวา อภิสังขรณสังขาร อาคตสถานแหง อภสิ ังขรณสงั ขารนนั้ ปรากฏในบาลีท้ังหลายวา “ภิกษุทั้งหลาย บุรุษบุคคลนั้นตกอยูในอวิชชา ยอม สรางสังขารท่ีเปนบุญบาง” ดังนี้เปนตน สวนความเพียรทางกายและทางจิต เรียกวา ปโยคาภิ 55 วสิ ุทธฺ .ิ 3/120.
62 สังขารๆ นั้น มาในบาลีท้ังหลายมีวา “ความดําเนินไปแหงอภิสังขาร คือ กําลังความเพียรมีเพียงใด เขากไ็ ปไดเ พยี งนน้ั แลว ก็หยุด ราวกะเกวียนเพลาหักฉะนนั้ ” ดังนเี้ ปนตน อนึ่ง สังขารที่มาโดยสังขารศัพท ใชมีแตสังขาร 4 เทาน้ัน ที่มาโดยสังขารศัพทอ่ืน ก็มีเปนอเนก โดยนัยบาลีวา “ดูกรอาวุโสวิสาขะ เม่ือภิกษุเขาสัญญาเวทยิตนิโรธวจีสังขารยอมดับ กอน แตน้ันกายสังขารดับ แตนั้นจิตสังขารดับ” ดังน้ีเปนตน ในสังขารท้ังหลายน้ัน สังขารที่จะไม พงึ ถงึ ความสงเคราะหล งในสงั ขารไมมีเลย สงั ขาร 2 1. อุปาทินนกสังขาร สังขารที่มีใจครอง 2. อนปุ าทินนกสงั ขาร สังขารทไี่ มมใี จครอง อปุ าทินนกสังขาร ไดแ ก สิง่ ตา งๆ ที่ธรรมดาคุมกันเขาจากธาตุตางๆ จนเปนรูปราง และมีใจอันไดแก มนุษย อมนุษยบางจําพวก และสัตวดิรัจฉาน สวนอนุปาทินนกสังขาร ไดแก สิ่ง ตา งๆ ทเี่ ปนรูปธรรม แตไมมใี จครอง คอื มชี วี ิตหรอื ระยะความเปนอยูท่ีแนนอนบาง ไมแนนอนบาง หายใจบาง ไมหายใจบาง แตไมมีความรูสึกสัมผัส อาจเปนสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เชน ตนไม ภูเขา แผนดิน โลก หรือสิ่งที่มนุษยสรางข้ึน เชน บาน รถยนต สะพาน เคร่ืองมืออุปกรณอิเลค- ทรอนคิ เปน ตน ท้ังสองอยา งนเ้ี ปนสังขารท่ีเปนรูปธรรม อีกประการหน่ึง สังขารขันธ ในลําดับที่ 4 ของขันธ 5 เปนสังขารนามธรรม ไดแก เจตสิกธรรม 50 เวนสัญญาและเวทนา เจตสิกธรรม 50 ที่จดั เปนสงั ขารขนั ธน้ี คอื 1. ผสั สะคือ ธรรมชาตทิ กี่ ระทบถงึ อารมณ 2. เจตนาคอื ธรรมชาติทีจ่ ัดแจงธรรมทปี่ ระกอบตนไวใ นอารมณ 3. เอกัคคตา คือ ธรรมชาตทิ ่สี งบและใหส ปั ยุตธรรมตัง้ อยูในอารมณ 4. ชีวติ ินทรีย คือ ธรรมชาติทีร่ กั ษาสัมปยตุ ธรรม 5. มนสิการ คอื ธรรมชาติท่นี าํ สัมปยุตธรรมมงุ สูอ ารมณ 6. วิตก คอื ธรรมชาตทิ ีย่ กสัมปยุตธรรมขึน้ สอู ารมณ 7. วิจาร คอื ธรรมชาติทีป่ ระคองสมั ปยตุ ธรรมไวใ นอารมณ 8. อธโิ มกข คอื ธรรมชาตทิ ีต่ ัดสินอารมณ 9. วิรยิ ุ คือ ธรรมชาติท่ีมคี วามพยายามในอารมณ 10. ปติ คอื ธรรมชาตทิ ่มี คี วามชื่นชมยินดีในอารมณ 11. ฉันทะ คือ ธรรมชาติที่มีความพอใจในอารมณ 12. โมหะ คอื ธรรมชาติทป่ี ดบงั สภาพความเปนจรงิ ของอารมณ 13. อหิรกิ ะ คือ ธรรมชาติท่ีไมม คี วามละอายตอ ทจุ ริต
63 14. อโนตตัปปะ คือ ธรรมชาติที่ไมก ลัวตอทุจรติ 15. อุทธจั จะ คือ ธรรมชาตทิ ฟ่ี ุงซาน 16. โลภะ คือ ธรรมชาตทิ ่มี ีความตองการและตดิ ใจในอารมณ 17. ทิฏฐิ คอื ธรรมชาตทิ ่ีมคี วามเหน็ ผิดในอารมณ 18. มานะ คอื ธรรมชาตทิ ม่ี ีความอวดด้อื ถอื ตัว 19. โทสะ คอื ธรรมชาติทป่ี ระทษุ รา ยอารมณ 20. อิสสา คือ ธรรมชาตทิ ีไ่ มพ อใจในสมบัติหรือคุณความดขี องผูอ น่ื 21. มัจฉริยะ คือ ธรรมชาติที่ความหวงแหนในสมบัติหรือคุณงามความดี ของตน 22. กกุ กุจจะ คอื ธรรมชาติที่มีความรําคาญใจในทุจริตท่ีไดทําไปแลว และสจุ รติ ที่ยงั มิไดทํา 23. ถนี ะ คอื ธรรมชาตทิ ่ีทําใหใจหดหทู อ ถอยจากอารมณ 24. มทิ ธะ คอื ธรรมชาตทิ ท่ี ําใหจ ิตเคลิบเคลิม้ ทอถอยจากอารมณ 25. วิจกิ จิ ฉา คอื ธรรมชาตทิ มี่ ีความสงสัย 26. สัทธา คือ ธรรมชาตทิ ี่เลือ่ มใส 27. สติ คือ ธรรมชาตทิ ่มี คี วามระลึกในอารมณ 28. หริ ิ คอื ธรรมชาตทิ ่ีเปน ความเกลยี ดและละอายตอ ทุจรติ กรรม 29. โอตตัปปะ คอื ธรรมชาติที่สะดงุ กลวั ตอ ทุจริตกรรม 30. อโลภะ คือ ธรรมชาตทิ ไี มอ ยากไดและไมติดอยูใ นกามคุณารมณ 31. อโทสะ คือ ธรรมชาตทิ ไี่ มประทษุ รา ยอารมณ 32. ตัดตรมัชฌตั ตตา คอื ธรรมชาติที่ทําใหจิตเสมอในกิจการของตน โดยไมย ง่ิ หยอ น 33. กายปสสัทธิ คอื ธรรมชาติท่ีเปนความสงบของเจตสิกขันธ 3 ในการงาน ทเ่ี ปน กุศล* 34. จิตตปสสัทธิ คอื ธรรมชาติที่เปนความสงบของจิตในการงานอันเปน กศุ ล 35. กายลหตุ า คือ ธรรมชาติท่ีเปนความเบาของเจตสิกขันธ 3 36. จติ ตลหตุ า คือ ธรรมชาติทเ่ี ปนความเบาของจิตในการงานอันเปน กศุ ล * (เวทนาขันธ, สัญญาขันธ, สงั ขารขันธ)
64 37. กายมุทตุ า คอื ธรรมชาติท่ีเปนความออนของเจตสิกขันธ 3 ในการงาน อันเปนกศุ ล 38. จติ ตมทุ ุตา คือ ธรรมชาติที่เปนความออนของจิตในการงานอันเปน กศุ ล 39. กายกัมมัญญตา คือ ธรรมชาติทเี่ ปน ความควรของเจตสิกขันธ 3 ใน การงานอันเปน กศุ ล 40. จติ ตกมั มญั ญตา คือ ธรรมชาตทิ ี่เปนความควรของจติ ในการงานอัน เปนกศุ ล 41. กายปาคญุ ญตา คือ ธรรมชาติท่ีเปนความคลองแคลวของเจตสิก ขนั ธ 3 ในการงานอนั เปน กุศล 42. จิตตปาคญุ ญตา คือ ธรรมชาติทีเ่ ปนความคลองแคลว ของจิตในการ งานอนั เปนกุศล 43. กายุชุกตา คอื ธรรมชาติท่ีเปนความซ่ือตรงของเจตสิกขันธ 3 ในการ งานอันเปนกศุ ล 44. จิตตชุ กุ ตา คอื ธรรมชาติที่เปนความซ่ือตรงของจิตในการงานอันเปน กุศล 45. สัมมาวาจา คอื เวนจากการกลาววจที ุจรติ 4 ทไี่ มเปนอาชพี 46. สมั มากัมมันตะ คือ เวน จากทจุ รติ 3 ทไี่ มเปน อาชีพ 47. สมั มาอาชีวะ คอื เวนจากวจีทุจริต 4 และกายทุจริต 3 ท่ีเกี่ยวดวย อาชวี ะ 48. กรุณา คอื ธรรมชาตทิ มี่ คี วามสงสารสตั วผูเ สวยทกุ ข 49. มทุ ติ า คือ ธรรมชาตทิ มี่ คี วามยินดีตอสัตวผ เู สวยสุข 50. ปญ ญา คอื ธรรมชาตทิ ร่ี ูส ภาวธรรมทงั้ หลายตามความเปน จรงิ ท้ัง 50 ขอนี้ ไดช่ือวา “สังขาร” เพราะเปนเคร่ืองปรุงแตง “จิต” ใหมีลักษณะอาการ เปนไปตางๆ ตามลักษณะและอาการของตน และไดชื่อวา “เจตสิก” เพราะเกิดกับจิตอยางเดียว เกิด พรอมกับจติ ดับพรอ มกบั จิต มีอารมณอันเดียวกับจิต เจตสิกน้ันมี 52 คือ ยังมีเวทนา และสัญญา แต กไ็ มน บั ท้ังสองนี้เขาเปน “สังขาร” เพราะเวทนาและสญั ญาเปน ขันธห นงึ่ ๆ ตางหากอยแู ลว ขอควรพจิ ารณาสําคัญท่เี ก่ียวดวยสงั ขาร คอื คาํ วา “ปรุงแตง” ซ่ึงในท่ีนี้จะศึกษาใน ปญ หา 2 ประเด็นหลกั คอื 1. สงั ขารการปรุงแตง คืออะไร 2. สงั ขารปรงุ แตงอยางไร
65 ในประเด็นแรก คือ สังขารการปรุงแตงคืออะไร การทําความเขาใจเร่ืองนี้ จําเปนตองมองยอนไปท่ีสังขารสองประเภท คือ สังขารท่ีเปนรูปธรรม และสังขารท่ีเปนนามธรรม คือสังขารท่ีเปนรูปธรรม อันไดแก อุปาทินนกสังขาร และอนุปาทินนกสังขาร นั้น เปนส่ิงท่ีสําเร็จ มาได เปนรูปเปนรางข้ึนมาได สามารถมองเห็นไดดวยสายตาก็เพราะปจจัยตางๆ มาประชุมกันเขา เปนรปู รา งกลมุ กอน และเพ่ือความเขาใจเรอ่ื งนีใ้ หช ัดเจนยิง่ ข้นึ จงึ ควรศกึ ษาท่รี างกายมนุษย รางกายมนุษย เปนสังขารท่ีมีใจครอง เปนรูปธรรม เปนรูปขันธ สําเร็จเปนรูปมา ไดเพราะธาตุตางๆ มาประชุมกันเขาอยางมีสัดสวนที่เหมาะสมกลมกลืนเม่ือประกอบกันเปนรูป หรือสังขารแลว หากธาตุใดธาตุหน่ึงแยกตัวไป สังขารน้ันจะขาดความกลมกลืน และแตกสลายไป ในท่ีสุด ธาตุหลักทเ่ี ปนปจจยั ประกอบกันเขาปรงุ แตงเปนสงั ขารนมี้ ี 5 ชนิด คือ 1. ปฐวีธาตุ ธาตุดนิ มีลกั ษณะแขนแขง็ 2. อาโปธาตุ ธาตนุ ้าํ มลี ักษณะเหลว 3. เตโชธาตุ ธาตไุ ฟ มีลกั ษณะรอ น 4. วาโยธาตุ ธาตุลม มีลกั ษณะพัดไปมา 5. อากาศธาตุ ธาตอุ ากาศ มลี กั ษณะเปนชองวาง บาลีมัชฌิมนิกาย56 แสดงไววา รางกายมนุษยประกอบดวยธาตุ 4 คือ ดิน นํ้า ไฟ ลม สวนท่ีเปน ผม ขน เล็บ ฟน หนัง เน้ือ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก มาม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไสใหญ ไสน อย อาหารใหม อาหารเกา เปน ธาตุดนิ เพราะเปนลักษณะเขมแข็ง ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ น้ํามันขน นํ้าตา เปลวมัน นํ้ามูก นํ้าลาย ไขขอ มูตร เปนธาตุนํ้า (อาโปธาตุ) เพราะมีลักษณะ เหลว เอิบอาบ ไฟท่ีทําใหรางกายอบอุน ไฟที่ทําใหรางกายทรุดโทรม ไฟท่ีทําใหรางกายกระวน กระวาย ไฟท่ีเผาอาหารใหยอย เปนธาตุไฟ (เตโชธาตุ) เพราะมีลักษณะรอน ลมพัดข้ึนเบ้ืองบน ลด พัดลงเบื้องตํ่า ลมในทอง ลมในไส ลมที่ที่พัดไปตามตัว ลมหายใจ เปนธาตุลม (วาโยธาตุ) เพราะมี ลกั ษณะพดั ไปพดั มา แตในอีกสูตรหนึ่ง57 แสดงวามี ธาตุ 6 โดยเพ่ิม อากาศธาตุ คือ ชองวางท่ีมีในกาย และวญิ ญาณธาตุ คือความรูอ ะไรตางๆ ได แตอยางไรก็ตามเมื่อนํามารวมกัน สวนท่ีเปนรางกายของ มนุษยก็จะไดธาตุ 4 ขางตน แตธาตุแตละธาตุไมอาจแยกออกจากกันได ในธาตุดินจะมีธาตุน้ํา ธาตุ ไฟ ธาตุลม ผสมอยเู สมอ แมในธาตุท่ีเหลืออีก 3 ก็เชนเดียวกัน เพราะธาตุเหลาน้ีมีสัดสวนผสมชนิด ท่ีกลมกลืนกันในปริมาณที่ตองการไมขาดไมเกิน รางกายมนุษยจึงดํารงอยูตามปกติได หากธาตุใด ธาตหุ น่ึงพรอ งหรือมากเกินรางกายจะเกิดอาการผิดปกติไปทันที เชน เกิดอาพาธในรูปแบบตา งๆ 56 ม.อุป.14/437. 57 ม.อปุ . 14/125.
66 พทุ ธศาสนาไดแ สดงสวนทเี่ ล็กสุดของสวนยอยของรางกายไวอยางนาศึกษาวา ใน แตล ะอณขู องรางกายนีจ้ ะตอ งมสี ว นประกอบถึง 8 อยาง คือ 1. ปฐวีธาตุ ธาตุดนิ 2. อาโปธาตุ ธาตุนํ้า 3. เตโชธาตุ ธาตไุ ฟ 4. วาโยธาตุ ธาตลุ ม 5. วณั โณ สี (วัณณรปู ) 6. คนั โธ กล่ิน (คันธรูป) 7. รโส รส (รสรปู ) 8. โอชา คณุ สมบตั เิ ฉพาะตน (อาหารรปู ) ท้ัง 8 อยางน้ีรวมกันเรียกวา อวินิพโภครูป 8 จะตองเกิดขึ้นรวมกันเสมอ ไมวาจะ เกิดจากสมุฏฐานใด จะเปนสิ่งที่แยกจากกันไมได และทั้ง 8 อยางน้ีมีช่ือ เรียกอีกอยางหนึ่งวา โอชัฏฐมกรปู แปลวา กลมุ รูปมีโอชาเปน ที่ 8 อนั เปน รปู แทด ั้งเดมิ ในอณู (Atom) ทุกๆ อณู จะตองมีลักษณะรวมกันทั้ง 8 นี้เสมอ หากขาดเสียงเพียง อยางใดอยางหน่ึง อณูนั้นจะมีไมไดเลย จะเปนความวางเปลาสถานเดียว ดังนั้น จึงกลาวไดวา รางกายมนุษยห รือวตั ถอุ ื่นใดก็ตามทีเ่ กดิ ข้นึ มีขึน้ โดยขาดลักษณะรวมกนั ท้งั 8 อยางน้ีไมไ ด การทีล่ ักษณะท้งั 8 น้ี เปนอันเดียวกัน เปนอณูแลว อณูจํานวนมากๆ เขารวมตัวกัน เปนกลุมเปนกอน หรือเปนรูปขึ้น เรียกวา อณูปรุงแตงใหเปน และการปรุงแตงน้ันเปนการปรุงแตง ไปตามธรรมดา เปนการปรุงแตงข้ันพื้นฐาน สวนการที่วัตถุน้ันๆ จะดํารงอยูตอไปไดนานเพียงใด ขึ้นอยูกับปจ จัยพื้นฐานท้ัง 8 น้ี ทจ่ี ะเขามาสนับสนุนไดตอเนอ่ื งเพียงใด อีกกรณีหนึ่ง คือ กรณีสังขารขันธ ซึ่งเปนนามธรรม สวนน้ีหมายถึง การที่สังขาร ท้ัง 50 อยางน้ันเปน “เครื่องปรุง” เปน “ตัวปรุง” จิตใหเปนไปตางๆ เชน ปรุงใหรัก ปรุงใหชัง ปรุง ใหเ กิดความอยากได ปรุงใหเ กดิ ปญญา ปรุงใหเกิดความออ นโยน ปรุงใหเกดิ ความแข็งกระดาง เปน ตน โดยธรรมดาของจิตแลว จิตมีสภาพผองใสแตเพราะถูกสังขารเหลานี้อยางใดอยางหนึ่งปรุงแตง จึงเกิดเปนอาการตา งๆ ออกไปไมอ าจคงอยูในสภาพเดมิ ได จึงไดความยุดติในที่น้ีวา สังขารที่เปนรูปธรรม หมายถึง สิ่งที่ถูกปจจัยปรุงแตงข้ึน เม่ือขาดปจจัยปรุงแตงสนับสนุนใหเหมาะสมกลมกลืนกัน สังขารน้ันจะแยกตัว อันหมายถึง การ แตกทาํ ลายลง ตรงกบั ภาษาทีเ่ ขา ใจกันโดยทั่วไปวา “ตาย” สวนสังขารขันธซ่ึงเปนขันธหน่ึงในขันธ 5 หมายถงึ เครอ่ื งปรุงจติ ใหม ีความคิดนกึ อยา งใดอยา งหนงึ่ มีความเกดิ ดับพรอมขณะของจติ เปน ไป พรอมกบั จิต หากเพงใหละเอียดลงไปก็ไดแก การท่ีจิตและสังขาร (เจตสิก) หน่ึงเกิดขึ้น นั่นคือ การ ทีส่ ังขารและจิตกอนดบั ลงนน่ั เอง
67 ประเดน็ ท่ี 2 คือ สงั ขารปรุงแตง อยา งไร เปนประเด็นปญหาที่ตองการคําอธิบายเชิง ทฤษฎีไมมากนัก ดวยเหตุผลท่ีวา ไมมีจุดมุงหมายจะอธิบายเร่ืองสังขารโดยเฉพาะ จึงกลาวสั้นๆ วา สังขารที่เปนรูปธรรมทั้งท่ีเปนอุปาทินนกะและ อนุปาทินนกะ นั้น เปนผลสําเร็จของสภาวธรรมท่ี ถูกปรุงแตงโดยเหตุปจจัย ซ่ึงมีมหาภูติรูป 4 เปนหลัก และมีเหตุปจจัยอื่นๆ เปนสวนประกอบเพ่ือ ความเปล่ียนแปลงตอไปอีก อาการเปล่ียนแปลงในระยะตอไปจะกลาววา เจริญข้ึนหรือเส่ือมลงนั่น เปน เพยี งภาษาท่ีส่ือความหมายใหเขาใจกันไดโดยสมมติเทานั้น โดยปรมัตถไมอาจกลาวเชนน้ันได จะกลาวไดแตว า “เปล่ียนแปลง” เทา น้ัน ขออุปมาท่ีจะใหเขาใจเรื่องนี้ชัดข้ึนก็อยูท่ีรางกายมนุษยอีกตามเคย รางกายมนุษย เติบโตขึน้ เพราะอาหาร น้ําและอนื่ ๆ เปน เครอื่ งปรุง ความเติบโตในวัยแกสูวัยชรา เราเรียกวา “เส่ือม ลง” จะเห็นไดวา ไมวาความเปล่ียนแปลงจากวัยเด็กสูวัยหนุมสาว หรือจากวัยแกสูวัยชรา นั่นก็คือ “ความเปลย่ี นแปลง” นน่ั เอง แตส มมตเิ รยี กกนั วา “เจริญขึ้น” ใหกบั วยั เดก็ และสมมติเรยี กวา “เส่ือม ลง” ใหกับวัยชรา แตไมวาจะอยูในวัยใดตองอาศัยเหตุปจจัยสนับสนุน หรือ “ปรุงแตง” ใหเปนไป เสมอ สวนสังขารการปรุงแตงท่ีเปนนามธรรม ซ่ึงหมายถึง ผูปรุงแตงเอง ปรุงแตงโดย การเกิดข้ึนรวมกับจิต พรอมกับจิต จึงเรียกวา “เจตสิก” สวนจะปรุงแตงใหจิตเปนอยางไรข้ึนอยูกับ คุณภาพของเจตสิกน้ันๆ เจตสิกฝายดีเกิดกับจิต จิตก็จะมีคุณภาพท่ีดี เจตสิกฝายเลวเกิดกับจิต จิตก็ จะมีคณุ ภาพเลว เราอาจพบเหน็ บุคคลบางคนมีพฤตกิ รรมดีมากและดีเสมอตนเสมอปลายตลอดชีวิต น่นั แสดงวา จติ ของเขามีเจตสกิ ฝา ยดีเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่เขามีชีวิตอยู แมวาอาจจะมีบางคราวที่ เจตสิกฝายเลวเกิดขึ้นกับจิตเขา แตมันก็ไมอาจเกิดอยูติดตอกันไดนาน เพราะอิทธิพลของเจตสิก ธรรมฝา ยดีทาํ ลายลงไดเ สมอ 3. ทกุ ข คืออะไร ทุกขหรือความเปน ทุกข (ทุกขตา) ในไตรลักษณนีม้ ีลกั ษณะและอาการแตกตางไป จากทุกขในขันธ 5 และก็แตกตางจากทุกขในอริยสัจ 4 อยูบาง ดังกลาวมาแลวในขางตน (หนา 21) แตความเปนทุกขในท่ีน้ีเปนความทุกขสูงสุดมีความหมายและขอบเขตกวางท่ีสุด นั่นคือ มี ความหมายและขอบเขตรวมครอบคลมุ ความทกุ ขทง้ั สองอยางนนั้ เขา ดวย ลักษณะเดนที่ตางไปจากทุกขท้ังสองอยางน้ัน คือทุกขในที่นี้เปนความทนอยูใน สภาพเดิมไมไดของสังขารทั้งปวง และอาการของทุกขในท่ีน้ี คือ “ความเปลี่ยนแปลงอยูทุกขณะ แหงสังขารทั้งปวง” ไตรลักษณ นั้น มีช่อื เรยี กอกี หนง่ึ วา สามญั ลักษณะ แปลวา ลักษณะทเ่ี สมอกันของ ส่งิ ทั้งปวง 3 ประการ ไดแ ก
68 1. อนจิ ฺจตา ความเปนของไมเทยี่ งของสิง่ ทง้ั ปวง 2. ทกุ ฺขตา ความเปน ของทนอยใู นสภาพเดมิ ไมไ ดข องสงิ่ ทงั้ ปวง 3. อนตฺตตา ความเปนของไมมตี ัวตนของสง่ิ ทง้ั ปวง คําวา “สิ่งท้ังปวง” ในท่ีน้ีหมายถึง สังขารท้ังที่เปนรูปธรรม และนามธรรม จึงเห็น ไดวาความเปนทุกขในไตรลักษณะน้ี มีผลสืบเนื่องมาจากอนิจจตา คือ ความไมเท่ียงนั่นเอง และ เพราะความไมเทีย่ งและเปน ทุกขจงึ หาตัวตน (อัตตา) ในสังขารท้ังปวงไมไ ด ในวิสุทธิมรรค58 พระพุทธโฆสาจารยผูรจนาคัมภีร ไดแสดงลักษณะของสังขารที่ ควรพิจารณายกข้ึนสูไตรลักษณดวยปฏิสังขานุปสสนาญาณ ใหเห็นวา มันไมเท่ียงเปนทุกข เปน อนัตตา ดวยเหตตุ า งๆ คอื เหน็ วาไมเ ทย่ี งดวยเหตุ 13 คอื 1. อนจฺจนตฺ ิกโต พจิ ารณาโดยอาการวา ไมเ ปนสิ่งมีอยตู ลอดไป 2. ตาวกาลกิ โต พิจารณาโดยอาการวา เปนสิ่งมอี ยูชั่วคราว 3. อุปฺปาทวยปริจฺฉินฺนโต พิจารณาโดยอาการวา เปนสิ่งถูกกําหนดลงไวดวย ความเกิด และความเส่อื ม 4. ปโลกโต พจิ ารณาโดยอาการวา เปน สิง่ ตอ งพงั ทลายเพราะตอ งพงั ทลายไป ดวยพยาธิ และมรณะ 5. ขณิกโต พิจารณาโดยอาการวา เปนสิ่งมีอยูชั่วขณะ เพราะตองเปล่ียนไป เปนอ่นื 6. จลโต พิจารณาโดยอาการวา เปนส่ิงเคลื่อนไหวหมุนเวียนเพราะตอง เคลื่อนไปดวยพยาธิมรณะ และเคล่ือนไปตามโลกธรรม 8 ประการ คือ มีลาภ และเส่ือมลาภ เปน อาทิ 7. ปภงฺคโต พจิ ารณาโดยอาการวา เปนสง่ิ ตอ งแตกสลาย เพราะมปี รกติเขาถึง ความเปน ของแตกสลายโดยการกระทาํ ของตนเองบา ง โดยการกระทําของผูอ น่ื หรือสิ่งอนื่ บา ง 8. อทฺธุวโต พิจารณาโดยอาการวา เปนส่ิงไมคงทน เพราะมีปกติตกไปหา สภาพความความไมคงทน 9. วิปริณามธมฺมโต พิจารณาโดยอาการวา มีอาการแปรปรวนไปเปนธรรม เพราะมีการหมนุ เวยี นเปลีย่ นไปทุกขณะโดยอาการชราและมรณะ 10. อสารกโต พิจารณาโดยอาการวา เปนสิ่งที่ไมเปนแกนสารเพราะเปนสิ่ง ออ นแอหาแกนสารมิได ทัง้ เปน สง่ิ แตกหกั งายเหมอื นกระพไ้ี ม 58 วิสทุ ธฺ .ิ 3/291.
69 11. วิภวโต พิจารณาโดยอาการวา เปนสิ่งตองเส่ือมสลาย เพราะปราศจาก ความเจรญิ และเพราะเปนตวั เสอ่ื มเอง 12. สงขฺ ตโต พิจารณาโดยอาการวา เปนส่ิงถูกปรุงแตงข้ึน เพราะถูกปจจัย ทง้ั หลายปรุงแตง ขน้ึ มิไดเปน มาเอง 13. มรณธมฺมโต พิจารณาโดยอาการวา เปนสิ่งมีมรณะเปนธรรมดา เพราะมีความ แก ความเจบ็ อยเู ปนปกติ เหน็ วาเปน ทุกข ดว ยเหตุ 28 คือ 1. อภิณหฺ ปฏปิ ฬ นโต เห็นวาเปนทกุ ขโ ดย ถกู บบี คน้ั อยเู ปนนติ ย 2. ทุกฺขมโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนส่ิงทนไดยาก คือทนอยูไมได เพราะถูกความเกิดและความเสื่อมบีบคั้น ทั้งเปนพนื้ ท่ีสาํ หรบั ทุกข 3. ทกุ ฺขวตถฺ ุโต เหน็ วา เปน ทกุ ขโดย เปน วตั ถุ คอื ท่ตี ้งั อยขู องทกุ ข 4. โรคโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนโรค คือเคร่ืองเสียดแทงเพราะพึง ประทบั อยูไดดวยปจ จัยและเปน รังของโรค 5. คณฑฺ โต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนดังแผล ฝ เพราะความเปนสิ่ง ประกอบดวยความเจ็บปวด คือ ความทุกข เพราะเปนท่ีไหลออกแหงหนอง คือ กิเลส และเพราะ บวมขึ้น แกล ง แตกไปในท่ีสุด 6. สลลฺ โต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนดังลูกศร เพราะเปนสิ่งยังความเจ็บปวด ใหเกิด เพราะทมิ่ แทงอยภู ายใน และเพราะดงึ ออกไดย าก 7. อฆโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนของช่ัวราย หาคุณมิได เพราะเปนท่ีต้ัง แหงความติเตียน เพราะไมทาํ ความงอกงามมาให และเพราะเปน พนื้ ทีส่ าํ หรับของคนชวั่ 8. อาพาธโต เหน็ วาเปน ทกุ ขโ ดย เปน อาพาธ เพราะเปนส่ิงยังความไมเปนเสรี ใหเ กดิ และเพราะเปน ปทัฏฐานแหงความเจ็บไข 9. อตี ิโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนจัญไร เพราะนําโชครายเปนอเนก ประการมาให 10. อปุ ททฺ วโต เหน็ วาเปนทุกขโดย เปนอุบาทว คือ ถูกทํารายเพราะเปนสถานท่ี ใหถ กู ทาํ รายดว ยประการตา งๆ ทง้ั เพราะนํามาซึง่ อนตั ถะ คอื ความพนิ าศ โดยทม่ี ิไดคิดไวลว งหนา 11. ภยโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนของนากลัว เพราะเปนท่ีเกิดภัยทั้งปวง และเปนฝา ยตรงขามกับความโลงใจอยางยอด อันไดแ ก ความสงบทุกขน่ันเอง
70 12. อปุ สคคฺ โต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนอุปสรรค คือ ความขัดของเพราะถูก ความพินาศเขาพัวพัน ถูกส่ิงที่เปนโทษเขาขัดขวาง และเพราะความเปนสภาพที่ไมควรจะรับเอาไว ได 13. อตาณโต เห็นวาเปนทุกขโดย ไมมีส่ิงตานทานไวได เพราะไมมีอะไร คมุ ครองไวได ทัง้ หาความปลอดภยั ไมได 14. อเลนโต เหน็ วาเปนทุกขโดย ไมม ที ีก่ ําบงั เพราะไมมีทลี่ บั พอจะหลบซอ น ได ท้งั เพราะไมทาํ หนา ท่กี าํ บงั ใหแ กสัตวแมเปน ผูซอ นตัวอยูแลว 15. อสรณโต เห็นวาเปนทุกขโดย ไมมีท่ีพ่ึง เพราะหาเปนที่กําจัดภัยใหแกผู อาศัยทง้ั หลายไมไดเลย 16. อาทีนวโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนโทษ คือมีเหตุราย ผลรายเพราะยังมี ทกุ ขเ ปนไปอยดู วยประการตางๆ 17. อฆมูลโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนมูลแหงความลําบาก เพราะเปนเหตุ แหงความทุกขยาก 18. วธกโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนผูฆา เพราะฆา ทําลายความวางใจ ดจุ ศตั รูวางตวั เปนมิตร 19. สาสวโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนสภาพเปนไปกับอาสวะเพราะเปน ปทฏั ฐานแหงอาสวะ คอื ความหมกั หมม 20. มารามิสโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนเหยื่อของมาร เพราะเปนเหยื่อของกิเลส มาร และมัจจมุ าร 21. ชาติธมมฺ โต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนส่ิงมีชาติ คือความเกิดเปนธรรมดา เปน ไปเพือ่ ความเกดิ ความแก ความเจ็บ ความตาย เปน ปกตวิ ิสัย 22. ชราธมฺมโต เห็นวาเปนทุกขโดย มีความแก คือ ความเสื่อมเปนธรรมดา เพราะมคี วามเกดิ และความแกเปนปกตวิ ิสยั 23. พยาธธิ มมฺ โต เหน็ วา เปน ทุกขโ ดย เปน ส่ิงมีพยาธิเปน ธรรมดาเพราะมีความเกดิ ความแก และความตาย เปน ปกติวิสัย 24. มรณธมมฺ โต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนส่ิงมีมรณะเปนธรรมดาเพราะ มีความ เกดิ ความแก ความเจบ็ เปนปกติวสิ ัย 25. โสกธมฺมโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนส่ิงมีความโศกเปนธรรมดา เพราะมี ความเกิด ความแก ความเจ็บ ความตาย เปนปกติวสิ ยั 26. ปริเทวธมฺมโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนสิ่งมีความครํ่าครวญเปนธรรมดา เพราะมชี าติ ชรา พยาธมิ รณะ และความโศกเปน ปกตวิ ิสัย
71 27. อุปายาสธมฺมโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนสิ่งมีความคับแคนเปนธรรมดา เพราะมีชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โศกะ ปรเิ ทวะ เปนปกติวิสยั 28. สงฺกิเลสิกธมฺมโต เห็นวาเปนทุกขโดย เปนสิ่งมีความเศราหมองเปนธรรมดา เพราะเปนแดนแหง กิเลส คือตัณหาและทฏิ ฐิ และทุจรติ ตางๆ เปน ปกติวสิ ัย เห็นโดยความเปนของงาม อันเปนบรวิ ารแหง ทุกขลกั ษณะ โดยเหตุ 7 คือ 1. อชฺญโต เหน็ วา ไมงามโดย เปน ส่งิ ไมม ีความงดงาม 2. ทคุ คฺ นธฺ โต เหน็ วา ไมง ามโดย เปนส่งิ มกี ลน่ิ เหมน็ 3. เชคจฺ ฺฉโต เหน็ วาไมงามโดย เปนส่ิงนา รังเกยี จ 4. ปฏิกูลโต เห็นวา ไมงามโดย เปนส่ิงปฏกิ ูล คอื สกปรก 5. อมณฑฺ นหตโต เหน็ วา ไมงามโดย เปนสิ่งมิใชกําจัดความปฏิกูลไดดวย การตบแตง 6. วริ ูปโต เห็นวาไมงามโดย เปนสง่ิ นา เกลียด 7. วภิ จฺฉโต เห็นวา ไมง ามโดย เปน สง่ิ นาขยะแขยง เห็นโดยความเปนอนัตตา โดยเหตุ 7 คอื 1. ปรโต เหน็ วา เปนอนัตตาโดย เปนฝา ยอน่ื 2. ริตฺตโต เห็นวา เปนอนตั ตาโดย เปน ของวา ง 3. ตุจฺฉโต เห็นวา เปน อนัตตาโดย เปนของเปลา 4. สฺุญโต เหน็ วาเปนอนตั ตาโดย เปน ของสญู 5. อสฺสามกิ โต เห็นวเปน อนัตตาโดย เปนของไมมีใครเปน เจาของ 6. อนิสสฺ รโต เหน็ วา เปน อนัตตาโดย เปน ของไมมใี ครเปนใหญ 7. อวสวตตฺ โิ ต เหน็ วา เปนอนตั ตาโดย เปน ของไมอ ยใู นอาํ นาจใคร จะเห็นวา ลักษณะทั้งหมดนี้ คือ อนิจจลักษณะ 13 ทุกขลักษณะ 28 อาการที่เปน บริวารของทุกขลักษณะ 7 และอนัตตลักษณะ 7 เปนอาการของสังขารน้ี ที่มีความสัมพันธเช่ือมโยง กันอยางแนบสนิท ดังน้ัน สังขารทั้งท่ีเปนรูปธรรมและนามธรรมจึงมีความเสมอภาคกันใน 3 กรณี คือ อนจิ ฺจตา ความไมเทยี่ ง ทกุ ขฺ ตา ความเปน ทกุ ข และอนตตฺ ตา ความเปนส่งิ ไมม ีตน
72 การเห็นสังขารโดยแยกยอยเชนน้ี มีไดกับบุคคลผูเจริญวิปสสานากรรมฐานโดยผู น้ันฝกฝนจนมีปญญินทรียแกกลาแลว แตสําหรับบุคคลผูเร่ิมปฏิบัติทั่วไปก็สามารถเห็นไดเปน บางสว น ทง้ั นี้ ขึน้ อยูกับความสามารถทางปญ ญาของบุคคลน้นั ๆ ในอนัตตลักขณสูตร59 พระพุทธเจาทรงซักถามความเห็นของพระปญจวัคคียใน เร่ืองขนั ธ 5 โดยทรงซกั ถามใหพ ระปญ จวัคคยี ทลู ตอบไปตามลําดบั ดังนี้ พระพทุ ธเจา : ภิกษุท้ังหลาย พวกเธอสําคัญความขอน้ันเปนไฉน รูป เทยี่ งหรือไมเทีย่ ง ? พระปญจวัคคยี : ไมเทยี่ ง พระเจา ขา พระพุทธเจา : สิง่ ใดไมเ ทีย่ ง เปนทุกข สง่ิ นน้ั เปนสขุ หรอื ทกุ ขเ ลา ? พระปญ จวคั คยี : เปนทกุ ขพ ระเจา ขา พระพทุ ธเจา : กส็ ิง่ ใดไมเท่ยี ง เปน ทกุ ข มีความแปรปรวนเปนธรรมดา ควรหรอื จะตามเห็นส่งิ นน้ั วา น่ันเปน ของเรา นัน่ เปนเรา นัน่ เปนตนของเรา? พระปญ จวัคคยี : ขอ นั้นไมควรเลยพระเจาขา พระพทุ ธเจา : เวทนา เที่ยงหรอื ไมเท่ยี ง ? พระปญจวัคคยี : ไมเทีย่ งพระเจา ขา พระพุทธเจา : ก็สิง่ ใดไมเที่ยง สิ่งน้ันเปนทกุ ขห รือเปน สขุ เลา ? พระปญ จวคั คีย : เปน ทกุ ขพ ระเจา ขา พระพทุ ธเจา : ก็ส่ิงใดไมเท่ียง เปนทุกข มีความแปรปรวนไปเปน ธรรมดา ควรหรอื จะตามสิ่งนนั้ วา นนั่ ของเรา นัน่ เปนเรา น่นั เปนตนของเรา ? พระปญจวัคคีย : ขอ นน้ั ไมควรเลยพระเจา ขา พระพุทธเจา : สัญญา เทย่ี งหรอื ไมเ ทีย่ ง ? พระปญจวัคคีย : ไมเ ทย่ี งพระเจาขา พระพุทธเจา : กส็ ง่ิ ใดไมเ ทย่ี ง ส่ิงน้ันเปนทุกขห รือเปนสขุ เลา ? พระปญ จวัคคยี : เปนทกุ ขพระเจา ขา พระพทุ ธเจา : ก็สิ่งใดไมเท่ียง เปนทุกข มีความแปรปรวนไปเปน ธรรมดา ควรหรอื จะตามสง่ิ นนั้ วา นนั่ ของเรา นนั่ เปนเรา นั่นเปน ตนของเรา ? พระปญ จวคั คีย : ขอนั้นไมค วรเลยพระเจา ขา พระพุทธเจา : สงั ขารทั้งหลาย เทย่ี งหรอื ไมเ ท่ยี ง ? พระปญจวคั คีย : ไมเ ท่ียงพระเจา ขา 59 วิ.มหา. 4/21/26.
73 พระพุทธเจา : กส็ ง่ิ ใดไมเ ที่ยง สิง่ นัน้ เปนทุกขหรอื เปนสขุ เลา ? พระปญจวัคคีย : เปนทกุ ขพ ระเจา ขา พระพทุ ธเจา : ก็สิ่งใดไมเที่ยง เปนทุกข มีความแปรปรวนไปเปน ธรรมดา ควรหรอื จะตามส่งิ นัน้ วา นั่นของเรา น่นั เปนเรา น่ันเปน ตนของเรา ? พระปญ จวัคคีย : ขอ น้นั ไมควรเลยพระเจา ขา พระพทุ ธเจา : วญิ ญาณ เท่ยี งหรือไมเที่ยง ? พระปญจวคั คยี : ไมเทีย่ งพระเจาขา พระพทุ ธเจา : กส็ ง่ิ ใดไมเท่ยี ง ส่ิงน้ันเปนทกุ ขห รอื เปน สุขเลา ? พระปญจวคั คีย : เปน ทุกขพ ระเจาขา พระพุทธเจา : ก็ส่ิงใดไมเที่ยง เปนทุกข มีความแปรปรวนไปเปน ธรรมดา ควรหรอื จะตามสิ่งนนั้ วา น่นั ของเรา น่นั เปน เรา นั่นเปนตนของเรา ? พระปญ จวัคคีย : ไมค วรเลยพระเจาขา คร้ันตรัสถามเปนข้ันตอนจนครบแลว ตรัสใหปญจวัคคียพิจารณาโดย ยถาภูตญาณทัสสนะ คือ พิจารณาใหเห็นดวยญาณตามเปนจริงวา ขันธ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งที่เปนอดีต อนาคต ปจจุบัน ท้ังท่ีเปนภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด เลว ประณีต ไกล ใกล ท้ังหมดวาเปนสักแตวา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เทาน้ัน ไมใชของเรา ไมเปนเรา ไมใชตนของเรา ในคําตอบของปญจวัคคียในทุกๆ ขันธ จะเห็นวา ปญจวัคคียยอมรับตรงกันวา เบญจขันธเปนสิ่งไมเที่ยง เปนทุกข เปนอนัตตา เพราะไมเที่ยง จึงเปนทุกข เพราะเปนทุกข จึงไม ควรยึดถือเอาวาเปนของเรา เปนเรา เปนตนของเรา และตองเขาใจวาการท่ีพระปญจวัคคียตอบไป เชนนั้น ไมใชตอบดวยความเกรง ความกลัว หรือตอบเพราะหวังผลอื่นใด แตตอบไปตามความ เห็นชอบดวยปญญาท่ีพิจารณาแลว เพราะพระปญจวัคคียนั้นเปนนักบวชมานาน และในขณะนั้นก็ ไดบรรลุโสดาปตติผลเปนพระโสดาบันแลว คําตอบทุกคําจึงมีคาแหงความเช่ือมั่นสูง และท่ีสําคัญ มากย่ิงกวา คณุ สมบตั ิทีม่ ีอยใู นผตู อบกค็ ือ คําตอบทกุ คําพระพทุ ธเจาทรงรับรองวา ถกู ตอ งโดยปริยาย อีกอยางหนึ่ง คําวา “มีความแปรปรวนไปเปนธรรมดา” ซ่ึงปรากฏตอจากคําวา “เปนทุกข” นั่น นอกจากเปนลักษณะหนึ่งที่สืบเน่ืองมาจากทุกข ยังเปนเครื่องแสดงใหเห็นถึงหลัก ความจริงอีกอยางหน่ึงของขันธ 5 วา มีความหมุนเวียน เคล่ือนไหวไปทุกขณะ ไมมีอาการหยุดนิ่ง ไมมีการคงท่ีอันเปนลักษระเฉพาะของความเปนทุกขในไตรลักษณและตรงกับลักษณะของ โปรตอน และอิเลคตรอนในอะตอมในหลกั การทางวทิ ยาการสมัยใหม
74 ในหนังสือธรรมวิจารณ60 จําแนก ทุกขตา ความเปนทุกขแหงสังขารไว 10 อยาง อนั เปนการอธิบายทกุ ขอ ีกแนวหนึ่ง ดงั น้ี 1. สภาวทุกข หรือทุกขประจําสังขาร ไดแก ทุกขเพราะชาติ คือ ความเกิด ชรา คอื ความแก มรณะ คือความตาย ความเกิด ความแก ความตาย เปนสิ่งมีอยูประจําสังขารทุกชนิด ทุก ขณะแหงกาล จงึ ชือ่ วา สภาวทุกข 2. ปกิณณกทุกข ทุกขปลีกยอยหรือทุกขจร คือ ทุกขเพราะโศกเศราทุกขเพราะ ความคราํ่ ครวญ ทกุ ขเ พราะคามลําบากทางกาย ทุกขเพราะความเสียใจ ทกุ ขเพราะความคบั ใจ ท้ังสองอยางน้ีไดกลาวไวละเอียดแลวขางตน (หนา 32) จึงไมตองอธิบายเพ่ิมเติม อกี 3. นิพัทธทุกข คือ ทุกขเนืองนิตย หรือทุกขเปนเจาเรือน ไดแก ทุกขเพราะหนาว รอน หวิ กระหาย ปวดอจุ จาระ ปวดปส สาวะ ความรุนแรงของทุกขหมวดน้ี ดูเหมือนจะมีคนคํานึงถึงนอยมาก เพราะมักเปน เร่ืองปกติ แตในความเปนจริงแลว แมนิพัทธทุกขน้ีก็เปนเร่ืองสาหัสไมนอยไปกวาทุกขอยางอื่น อากาศท่ีหนาวเกิน รอนเกิน พราชีวิตมนุษยไปแลวมิใชนอย แมความหิว ความกระหาย ก็ เชนเดียวกัน ในประเทศท่ีมีอาหาร มีน้ําอุดมสมบูรณ อาจจะเห็นทุกขน้ีไดยาก แตในประเทศขาด แคลนอาหารขาดแคลนน้ํา ทุกขชนิดนี้จะปรากฏใหเห็นชัดเจน ในระยะสองถึงสามปท่ีผานมา ชาว เอธิ โอเปยลมตายเพราะอดอาหาร อดนํ้า นับลานคน แมผูท่ีไมตองทุกขถึงตายก็ตองทุกขทรมาน อยางรนุ แรง อีกสองอยาง ทุกขเพราะปวดอุจจาระ ปวดปสสาวะ ก็เปนอีกสวนหน่ึงที่นับวาทน ไดยากย่ิง ในยามที่อยูในที่ปกติ เชน บาน หรือสํานักงาน และรางกายก็อยูในสภาพปกติ การถาย หนัก-เบา แมจะมีอาการเจ็บปวดบาง ก็เปนเรื่องธรรมดา แตในกรณีท่ีอยูในที่ไมปกติ เชน ใน ยานพาหนะ หรือในท่ีคนคับค่ัง สถานท่ีถายอุจจาระ ถายปสสาวะมีไมพอ หรือไมมี จะสรางความ ทุกขหนกั เพราะเรอ่ื งน้ใี หแ กบ คุ คลในทน่ี ้นั ไมนอยเลยทีเดยี ว ยงิ่ ถา ทองเกดิ อาการผดิ ปกตเิ พราะเหตุ ใดเหตหุ นง่ึ เขาดวยแลว ความทกุ ขห นกั เพราะปวดอจุ จาระปวดปสสาวะกจ็ ะปรากฏชดั เจน 4. พยาธิทุกข หรือทุกขเวทนา เปนทุกขที่เกิดจากโรคเบียดเบียนขอนี้เปนเร่ือ แนนอนที่สุดอีกประการหน่ึง มนุษยสัตว ถาไมตายเพราะอุบัติเหตุ หรือถูกทํารายอยางใดอยางหนึ่ง ก็ตองตายเพราะโรคเบียดเบียน คนท่ีไมเคยเปนโรคอะไรเลยในชีวิต ในท่ีสุดก็ตองตายเพราะโรค 60 สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, ธรรมวิจารณ, (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพมหามกุฏราชวทิ ยาลัย, 2520), หนา 14.
75 ชรา และขอท่ีนาพิจารณาคือ ความหิว ก็เปนโรครายชนิดหน่ึง ดังบาลีวา ชิคจฺฉา ปรมา โรคา ความ หวิ เปน โรคอยางยิง่ 61 5. สันตาปทุกข ทุกขคือความรอนรุม หรือทุกขรอน ไดแก ความกระวนกระวาย ใจ เพราะถูกไฟกเิ ลส อนั ไดแก ราคะ โทสะ โมหะ แผดเผา ความทุกขตามขอนี้เพงเฉพาะทุกขทางใจ ราคะ โทสะ โมหะ ทานเปรียบเหมือน ไฟ คือ ความรอนปรากฏในอาทิตตปริยายสูตร62 กิเลสทั้งสามนี้โพลงข้ึนมารุนแรงเมื่อไร ความ หว่ันไหวกระสับกระสายก็เกิดขึ้น ราคะ เปนกิเลสท่ีเกิดงายแตดับชา โทสะ เกิดเร็ว ดับก็เร็ว นี่ เปรียบกันระหวางสองอยาง สวนโมหะนอกจากเกิดชาดับชาแลว ยังเปนกิเลสท่ีเจืออยูในราคะและ โทสะเสมอ หากจะหมดไปดวยเหตุใด โมหะจะหมดไปเปนสวนสุดทาย ความทุกขเพราะโมหะจึง เปน ความทกุ ขท ปี่ ด บังและมรี ะยะยาวนานท่สี ดุ 6. วปิ ากทกุ ข วิปากทกุ ข แปลวา ทุกขเ พราะผลกรรม ซ่งึ อาจมีไดหลายๆ ลักษณะ เชน ความเดอื ดรอนกระวนกระวาย เพราะถกู ทําโทษ หรือกลัวถูกทําโทษเพราะทําผิดมาแลวรุนแรง หรืออาจประสบความวิบตั ิ พินาศ ฉิบหาย ตกยาก รวมไปถงึ การไปเกดิ ในทคุ ติภพ 7. สหคตทุกข แปลวา ทุกขไปดวยกัน ขอนี้มีความพิเศษกวาทุกอยางโดยทรง แสดงวา ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เปนทุกขละอยางๆ ที่แปลกก็เพราะโดยท่ัวไป ทุกขเกิดเพราะ เสื่อม ลาภ เลื่อมยศ นินทา ทุกข แตตองเขาใจวา ทุกสิ่งทุกอยางมีทุกขอยูในตัวมันเอง ทุกขเพราะตอง บริหาร ทุกขเพราะตองระวังรักษา ประคับประคอง ทุกขเพราะความเส่ือมสภาพ ความแปรปรวน เปล่ียนแปลง โลกธรรมฝายอฏิ ฐผลก็มสี ภาพเชน นั้นอยูครบถว น 8. อาหารปริเยฏฐิทุกข แปลวา ทุกขเพราะการแสวงหาอาหารหรืออาชีวทุกข คือ ทุกขเพราะการเลยี้ งชีพ การแสวงหาอาหารหรือการหาเล้ียงชีพน้ันตองเส่ียงภัยอยูตลอดเวลาในอดีตกาล มนุษยตองผจญภัยสัตวรายตางๆ เพื่อหาเล้ียงชีพ ปจจุบันมนุษยตองผจญภัยมากขึ้นจากสัตวรายบาง จากอุบัติเหตุตางๆ บาง จากมนุษยดวยกันเองบาง โลกย่ิงเจริญกาวหนาทางวิทยาศาสตรมากขึ้น ภัย อันตรายแทนที่จะลดลง แตกลับมีมากขึ้น การเล้ียงชีพของมนุษยมีปญหาสลับซับซอนยิ่งข้ึน จน กลายเปนปญหาใหญของโลก จนชาวโลกที่มีกําลังความสามามรถและอาศัยเมตตาธรรมเปนหลัก จดั ตัง้ องคก ารอาหารโลกข้ึนมา เพ่อื ชวยแบงภาระบรรเทาทุกขแ กก ลุมชนผูย ากไรขาดแคลนอาหาร 61 ข.ุ ธ. 25/25/42. 62 วิ.มหา. 4/20/24.
76 สําหรับนักปฏิบัติธรรม ทานแนะนําใหพิจารณาเห็นความลําบากในการแสวงหา อาหาร 10 อยา ง63 คือ 1. คมนโต โดยการไปที่ตองเส่ียงภัยอันตราย จากสัตวรายและอ่ืนๆ ตองเหยียบ เทาลงบนสิ่งของไมส ะอาด มตี อ มหี นาม เปน ตน 2. ปริเยสนโต โดยการแสวงหา จะหาอาหารยังชีพไดแตละมื้อก็ยากแสนยาก ตองออกแรงแสวงหาตามท่ีตางๆ บางคราวก็ไปเจอผูเปนขาศึก บางคราวก็ไปเจอหรือไดอาหารเสีย บาง บางคราวก็ถกู ไล แมในยุคปจจบุ ันนชี้ าวโลกผูใชแ รงงานหาเลี้ยงชีพท้ังหลายก็ยังประสบปญหา นี้ กวาจะหางานเพื่อไดคา จางมายงั ชพี แตล ะทแี สนลาํ บาก 3. ปริโภคโต โดยการบริโภค แมการบริโภคอาหารที่ไดมาเปนของตนแลว ก็ยัง ตองลําบาก ตองระมัดระวัง เพราะอาหารนั้นจากมีพิษ อาจแสลงตอโรคอาจเปนอันตรายตอสุขภาพ สวนใดสวนหน่ึง แมจะเค้ียวและกลืนใหลวงลําคอลงไป ก็ยังตองระมัดระวัง คนอายุยังนอยกลืน ของแข็งก็เปนอนั ตรายถึงแกชวี ติ ไดเชนกนั 4. อาสยโต โดยอาสยะ คือน้ํายอยในกระเพาะและลําไสบริโภคกลืนอาหารลวง ลําคอลงไปแลว หากน้ํายอยทํางานปกติก็ดีไป ถาเมื่อไรมันผิดปกติอาจเกิดอาการทองผูก ทองอืด หรอื ทองรวง เปนอนั ตรายใหค วามลาํ บากอีกรปู แบบหน่ึง 5. นิธานโต โดยที่พัก หมายกระเพาะอาหารอันเปนที่พักของอาหารกระเพาะ อาหารทานไดพิจารณาเหมือนหลุมหรือบอพักสวม เพราะตองรองรับอาหารอยูตลอดเวลา ไม สะอาด มองถึงปญหาปจจุบันโรคกระเพาะอาหารเกิดจากอาหารนอยเกินบาง มากบาง อาหารเปน พิษบาง จนกระเพาะทรุดโทรมเปน แผล 6. อปริกกฺ โต โดยยังไมยอย ไดแก อาหารท่ีเพิ่งบริโภคเขาไปใหมๆ ที่กวาจะยอย ลงไดก็เกิดเปนฟอง เกิดเปนระอุ พอไฟในรางกายเกิดสันดาปแผดเผาจึงยอยลง และเปนของ คลุกเคลากันมอี าการเหม็นเนา นาเกลียด 7. ปริปกฺกโต โดยยอยแลว หมายถึง อาหารที่ถูกไฟธาตุเผาใหยอยละเอียดแลว แปรสภาพเปนฟองเปนตอม นอกสวนที่จะเปนโอชะบํารุงรางกายแลวท่ีเหลือก็เปนกาก เปนกรีส เปน มตู ร มีอาการปฏิกูลนา เกลียด 8. ผลโต โดยผล ผลของอาหารก็คือ อาหารที่ยอยดีจะผลิตซากตางๆ มีผล ขน เลบ็ ฟน หนงั เปน ตน ทีย่ อยไมด กี ลับกอ โรคใหน ับไดนบั 100 ชนดิ 63 วสิ ทุ ฺธ.ิ 2/1.
77 ผม ขน เลบ็ ฟน หนัง เปนตน ถือวาเปนซาก คือซากศพเพราะมีสภาพเปอยพังยอย ยับไปทุกขณะ โรคตางๆ ก็อาศัยกายน้ีเปนที่เกิดอยู ที่ถาย ท่ีทํากิจตางๆ รวมท้ังที่ทิ้งซากศพมันอีก ทอดหนง่ึ 9. นิสฺสนฺทโต โดยอาการไหลออก อาหารนั้นทางเขามีทางเดียว คือ ปาก แต ทางออกน้ันมีมากทั่วกาย อาจระบายออกทางตา (ข้ีตา) ทางหู (ขี้หู) ทางจมูก (ข้ีจมูก) ทางขุมขนท่ัว รา งกายและผวิ หนงั (ขีไ้ คล) ทางศีรษะ (ขร้ี งั แค) และทางทวารหนักทวารเบา ซึ่งลวนเปนของปฏิกูล นาเกลยี ดมกี ล่ินเหมน็ แตห ากอาหารไมถายเทเมือ่ ไร ความทุกขหนักก็จะปรากฏทันที 10. สมฺมกฺขนโต โดยความเปรอะเปอน อาหารเปนเครื่องบํารุงรางกายก็จริง ใน สวนแหงความเปรอะเปอนสกปรกเปนไดตั้งแตข้ันแสวงหา ขั้นปรุง ขั้นบริโภค และข้ันถายเทขับ ออกทางทวาร 9 การบริโภคอาหารจึงตองหาวิธีปองกันกําจัดความสกปรกเปรอะเปอนทุกระยะทุก ขัน้ ตอน ตอ งชําระลาง ตองขดั สรี างกายอยเู ปน ประจาํ จงึ เปน ความลาํ บากอกี ประการหน่ึง สามขอขางตน นั้น จะเหน็ วา เปน ความลาํ บากในเร่อื งการแสวงหาอาหารเพื่อยังชีพ เปนปญหาสําหรับคนท่ัวไปดวย เจ็ดขอหลัง แมจะเปนเร่ืองที่นักปฏิบัติธรรมโดยตรงควรพิจารณา แตค นทวั่ ไปกม็ องขามไมได เพราะเปนเรือ่ งกอ ทกุ ขสรา งปญหาเชนเดยี วกัน 9. วิวาทมูลกทุกข แปลวา ทุกขเพราะมีวิวาทเปนมูล ความทะเลาะวิวาทเปนเหตุ ใหหวาดหวั่นเพราะกลัวความพายแพบาง เพราะกลัวความพินาศแหงชีวิตและทรัพยสินบาง ความ ทะเลาะวิวาทระหวางบุคคลกับบุคคลเปนเร่ืองความทุกข เดือดรอน เฉพาะบุคคล แตการสูคดีกัน การทําสงครามกันเปนความทุกขระดับชาติ เพราะตองกอทุกขใหแกคนจํานวนมาก สงครามโลก เกิดขึน้ ทกุ ครง้ั ทาํ ความหายนะใหญหลวงใหแกมวลมนุษยชาติ ไมวาฝายแพหรือฝายชนะ จะตองทํา ความเสียหายเจบ็ ปวดดวยกันท้งั สนิ้ 10. ทุกขักขันธ หรือทุกขรวมยอด ไดแก อุปาทานขันธ 5 เปนทุกขดังกลาวมาแลว ในตอนวาดว ยทุกขใ นอรยิ สัจ 4 (หนา 53) ในที่นี้ ขออธิบายเมเติมในสวนท่ีเห็นวาจําเปนอีกเพียงเล็กนอย เพ่ือความสมบูรณแหง เน้อื ความ เม่ือเพงถึงคําวา “ทุกขรวบยอด” ซึ่งไดในบาลีวา “สงฺขิตฺเตน” นั้น ยอมหมายถึงทุกขเพราะ เกิด เพราะแก เพราะเจ็บ เพราะตาย เพราะความเศราโศกร่ําไรรําพัน เพราะความพลัดพรากและ เพราะความไมสมหวังทั้งหมด และควรรวมเอาความทุกขเพราะความเปลี่ยนแปรเขาไวดวย ทั้งน้ี เพราะขันธแตละอยางก็เปนทุกขเพราะความเปลี่ยนแปรอยูแลว แตการเขาไปยึดถือขันธแตละอยาง ก็ตองเปนทุกขแนนอน เพราะสิ่งเหลาน้ันลวนเปนไปตามเหตุปจจัย แตละอยางจึงเปล่ียนแปลงและ กเ็ สียใจเมือ่ มันดับไป
78 สง่ิ ปดบังทกุ ข ปญหาสําคัญประการหนึ่งในการศึกษาทําความเขาใจเร่ืองความทุกข คือ ความ ทุกขบางอยางมีอาการปรากฏทางความรูสึก แตก็มีเคร่ืองกําบังหรือบังอาการน้ันๆ ความทุกข บางอยางมีแตอาการ แตไมปรากฏทางความรูสึก จึงเพ่ิมความยากในการศึกษาทําความเขาใจข้ึนไป อีก ความทุกขที่มีอาการปรากฏทางความรูสึก ไดแก ทุกขเวทนา คือ ความเจ็บปวด ทางกายและทางใจ ความไมสบายทางกายและใจ ซ่ึงอาจกลาวรวมลงในคําเดียววาเปน “ทุกขเกิด จากการสัมผัส” เพราะตองสัมผัสอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ จึงเกิดความรูสึกวา “เปนทุกข” ซึ่งความทุกขชนิดน้ีหลายๆ สาเหตุถูกปดบังไวดวยเครื่องบรรเทาชั่วคราว เชน ความ ทุกขเพราะหิวกระหาย ความทุกขเพราะรอนจัด หนาวจัด ความทุกขเพราะปวดอุจจาระปสสาวะ เปนตน อีกอยางหน่ึง ความเกิด ความแก ความตาย ของสังขารท้ังปวงเปนความหมุนเวียน อยางสัมพันธตอเน่ืองกันของสังขารเหลานั้น ความเกิดยอมหมายถึงความแก ความแกยอมหมายถึง ความตาย กลาวใหสั้นเขาส่ิงใหมเกิดข้ึน คือของเกาดับ (ตาย) ไป ตัวอยาง ผิวหนังใหมเกิดขึ้น ก็คือ ผิวหนงั เกาตายไป เปลือกไมใหมเกิดขึ้น เปลือกไมเกาตายไป จากตัวอยางทั้งสองนี้ อาการที่ปรากฏ โดยทั่วไปคือคามเจริญเติบโต แตเบื้องหลังแหงความเจริญเติบโตน้ัน คือ ความเกิดดับมีอยูทุกขณะ ซึ่งจะไมปรากฏทางความรสู ึกเลย จงึ เปนเรือ่ งท่ีเรียนรูกันไดย าก วิสุทธิมรรค64 ไดแสดงส่ิงปดบังทุกขไวตอนวาดวยปฏิทาญาณทัสนวิสุทธิ์นิเทศ โดยแสดงรวมทัง้ ส่ิงทีป่ ดบงั อนจิ จงั และอนัตตาไวดวยวา “อนิจจลักษณะไมปรากฏเพราะถูกสันตติ ปด บังไว ทุกขลักษณะไมปรากฏเพราะถูกอิริยาบถปดบังไว อนัตตลักษณะไมปรากฏเพราะถูกฆนะ ปด บังไว” มคี าํ อธิบายเพ่ิมเตมิ ขอ ความน้วี า สันตติ คอื ความสืบตอ หรือความเกิดขึ้นความดับ ลงที่เปนไปอยางตอเน่ืองทุกขณะ ซ่ึงมีระดับความถี่ของความเปนไปสูงมากนั้น เปนไปอยูกับ สังขารเพียงใด อนิจจัง คือความไมเที่ยง ก็จะยังปรากฏแกสายตาท่ีมองอยางธรรมดาอยูเพียงนั้น ท้งั น้ี เพราะเมื่อมีภาวะเชนนน้ั ตอเนือ่ งอยู กเ็ ปน เหตุใหบคุ คลไมค ดิ คาํ นงึ ถึงความเกิดและความเสื่อม ภาพที่ปรากฏจึงกลายเปน วา สังขารท้ังปวงเท่ยี ง อิริยาบถ คือ ความเคล่ือนไหว เปนเครื่องปดบังทุกข เพราะเม่ือเปลี่ยนอิริยาบถทํา ใหเกิดคามรูสึกวาสบายข้ึน เปนเหตุใหไมไดคิดคํานึงวาสังขารนั้นถูกบีบค้ันอยูเนืองนิตย อิริยาบถ 64 วสิ ทุ ฺธ.ิ 3/275.
79 นอกจากหมายถึงความเคลื่อนไหวเปล่ียนแปลงอากัปกิริยาแลว ยังหมายรวมไปถึงการบรรเทาทุกข ในลักษณะอ่นื ๆ เชน รบั ประทานอาหารบรรเทาความหวิ เปน ตน ไวด ว ย ฆนะ หรือ ฆนสัญญา คือ ความจํา หมายถงึ ความเปน กลมุ กอ นไดเปนเหตุใหเหน็ จาํ วาเปนตัวเปนตน เปนชิ้นเปนอัน จึงสําคัญสิ่งตางๆ วาเปนตัวตน มีตัวตน ความฝงใจในความเปน กลมุ กอน เปนเหตใุ หไ มค ดิ คาํ นึงถงึ ความแยกจากกันไดแหงธาตตุ างๆ ในขณะเดียวกนั ความสําคัญส่ิงท่ีไมเ ทยี่ งวาเปนส่ิงเที่ยง ความรูสึกส่ิงท่ีเปนทุกขวา เปนสุข และความสําคญั สิ่งเปนอนัตตาวา เปน อตั ตา ความเหน็ วา งามในสิ่งไมง าม มชี ่ือเรยี กเฉพาะวา “วิปลลาส” คือ นิจจวิปลลาส สุขวิปลลาส อัตตวิปลลาสและสุภวิปลลาส เปน 4 อยาง แตทั้ง 4 น้ีก็ เกดิ จากความคลาดเคลื่อนทางความเห็น ความคดิ และความจํา คือ 1. ทฏิ ฐวิ ิปลลาส คือ ความเหน็ ผิด 2. จิตตวปิ ลลาส คือ ความรูผดิ หรือคิดผดิ 3. สัญญาวิปลลาส คอื ความจาํ ผดิ ดังนัน้ การเหน็ สิง่ ไมเ ทย่ี งวาไมเท่ียง เห็นสิ่งท่ีเปนทุกขวาเปนทุกข และเห็นส่ิงเปน อนัตตาวา เปน อนตั ตา ตามสภาพความเปน จรงิ ได ตองทําลายวปิ ล ลาสเหลา นีล้ งใหได สาเหตุแหงความทุกข (ทกุ ขฺ สมทุ ยอรยิ สจจฺ ํ) ในการศึกษาเรอื่ ง “ความทุกข” ทผี่ านมาแลว ทงั้ หมด ไดแยกแยะศึกษาเปน สวนยอยออกไป มากมาย ท้ังนี้เพื่อใหเห็นสภาพความจริงของความทุกขแตละประเภทวามีความตางกันอยางไร มี ความละเอียดลึกซ้ึง สลับซับซอนอยางไร เมื่อไดศึกษาทราบความเปนจริงตามน้ันแลวข้ันตอไปจะ ไดศ ึกษาถึง “สาเหตุแหง ทกุ ข” น้ันๆ เปนลาํ ดบั ไป แตกอนจะเขาไปสูรายละเอียด ตองทบทวนเบ้ืองหลังกอนวา ความทุกขที่ศึกษามาแลว ทัง้ หมดรวมลงใน 3 ประเภท คือ 1. ความทกุ ขในขันธ 5 คอื ทกุ ขเวทนา 2. ความทกุ ขในอรยิ สัจ 4 คอื ทุกขสจั จะ 3. ความทกุ ขใ นไตรลักษณ คือ ทุกขตา ทุกฺขตา ความเปนทุกขที่มาในไตรลักษณ มีขอบเขตกวางขวางที่สุด ลึกซึ้งที่สุดคลอบคลุม ความทุกข 2 อยางขางตนเขาดวย ดังน้ัน ในการศึกษาเร่ือง “สาเหตุแหงทุกข” ซึ่งเปนตอนที่กําลังถึง วาระอยูข ณะนี้ จะไดศกึ ษารวมกันไปในกระบวนการเดียว ไมแยกประเภทเหมือนตอนวาดวยความ ทกุ ขล ว นๆ แตล ะแยก “สาเหตุแหงทกุ ข” เปน สองประเภท คอื 1. สาเหตใุ กล หรอื สาเหตุปลาย 2. สาเหตไุ กล หรือสาเหตตุ น
80 และตอไปนจ้ี ะไดศ ึกษารายละเอยี ดในสาเหตทุ ง้ั สองนั้นไปตามลําดบั 1. สาเหตใุ กล หรือสาเหตปุ ลาย สาเหตุใกล หรือสาเหตุปลายนี้ หมายถึง สาเหตุท่ีอยูใกลชิดกับความทุกข เม่ือสาเหตุ นั้นเกิดขึ้น ผลที่ตามสาเหตุนั้นมาเปนความทุกขทันที ไมมีส่ิงอื่นค่ันระหวาง และแนนอน สาเหตุ ใกลน้ีก็ไดถูกกลาวมาแลวในตอนวาดวยความทุกข จึงไมจําเปนตองกลาวถึงในรายละเอียดอีก ฉะน้ัน ตอ ไปนีจ้ ะยกตวั อยางเพื่อความเขา ใจงายๆ สกั 3 ประเดน็ ประเด็นท่ี 1 ความหิวเปนความทุกข จะเปนความทุกขมากหรือนอยขึ้นอยูกับอาการ หิว เม่ือพิจารณาเพื่อตองการรูวา ทําไมจึงหิว คําตอบก็คือ ความหิวมีเพราะขาดแคลนอาหาร ความ ขาดแคลนอาหารจึงเปนสาเหตใุ กล และสาเหตนุ ี้อาจตงั้ เปนรูปความคิดเชงิ ตรรกะไดว า ความหิว เปน ความทุกข การขาดอาหาร ทําใหเกดิ ความหิว ∴ เพราะฉะน้ัน การขาดอาหารจึงเปน สาเหตขุ องความทุกข ประเด็นท่ี 2 ความเกิดเปนความทุกข เม่ือพิจารณาเพ่ือตองการจะรูวาทําไมจึงมีความ เกิด ก็ไดคําตอบวา สาเหตุที่เกิดก็เพราะมีภพ คือที่เกิด ถาไมมีภพใหเกิดความเกิดก็มีขึ้นไมไดเลย ภพจึงเปน สาเหตุปลายของชาติทุกข หรืออีกนัยหนึ่ง ความเกิดข้ึนเพราะมีองคประกอบใหเกิด น่ันก็ คือ การมีพอแม และการปฏิสนธิ ซ่ึงขอนี้มีความแสดงไวในคัมภีรวา65 การเกิดของมนุษยตองมี องคประกอบ 3 ประการ คือ 1. มาตา อตุ นฺ ี โหติ มารดาอยูในวัยระดู 2. มาตาปต โร สนฺนิปติตา โหนตฺ ิ มารดาบิดามเี พศสมั พันธก ัน 3. คนธฺ พโฺ พ ปจจุปฏฐิโต โหติ มีสัตวม าปฏิสนธิ จึงไดค วามในข้นั นวี้ า 3 อยา งนั้น เปนสาเหตใุ กลของชาติทุกข ประเดน็ ท่ี 3 สงั ขารทั้งหลายท้ังปวงเปนความทุกข ขอน้ีเปนความทุกขที่มีอรรถลึกซ้ึง กวางขวาง แตสาเหตุใกลของความทุกขเชนนี้ก็ปรากฏชัดอยูแลวในอนัตตลักขณะสูตร66 ความวา “ส่ิงใดไมเท่ียง สิ่งนั้นเปนทุกข มีความแปรปรวนไปเปนธรรมดา” จึงไดความในท่ีน้ีวา สาเหตุใกล ของความทุกขในกรณีน้ี คือความไมเ ที่ยง (อนจิ ฺจตา) และถาสงั ขารทัง้ หลายเปน ของเท่ียง ไมมีความ หมุนเวียนเปล่ียนแปลง สังขารท้ังหลายก็ไมมีความทุกข เพราะวัสดุไมคงทนถาวร อาคารถึงผุพัง เพราะความสขุ ไมมีความเท่ียงแทถาวร ความทุกขจ งึ มีปรากฏ 65 ม.มู. 12/452/487. 66 วิ.มหา. 4/20-21/24-25.
81 2. สาเหตุไกล หรอื สาเหตตุ น สาเหตุไกล หรือสาเหตุตน หมายถึง สาเหตุดั้งเดิม หรือสาเหตุเบื้องตนหรือสาเหตุแรก สุด เปนสาเหตุที่เปนจุดเริ่มตน ใครๆ ไมอาจคนใหลึกลงไปกวาน้ันไดอีก ซ่ึงก็ไมละเวนท่ีจะ กลาวถึงวา สาเหตุแหงทุกขน้ีมี 2 นัย คือ สาเหตุตามนัยอริยสัจ และสาเหตุตามนัยปฏิจจสมุปบาท สาเหตุแหงทุกขตามนัยอริยสัจ คือ ตัณหา สวนสาเหตุตามนัยปฏิจจสมุปบาท คือ อวิชชา แต เนื่องจากตณั หา เปน ขน้ั ตอนหน่ึงของกระบวนการปฏิจจสมุปบาทแลว ดังน้ัน เพ่ือไมใหการอธิบาย ซํ้าซอ นเกิดขน้ึ จึงไดยกยอดไปอธบิ าย ตัณหา ในลําดับนัน้ ทเี ดยี ว ปฏจิ จสมุปบาท67 “ภกิ ษทุ ง้ั หลาย อะไรเลาเรียกวา ปฏิจจสมปุ บาท ภกิ ษทุ ั้งหลาย 1) เพราะอวิชชาเปนปจจัย จึงมี สังขาร 2) เพราะสังขารเปนปจ จยั ” วิญญาณ 3) เพราะวญิ ญาณเปนปจ จยั ” นามรูป 4) เพราะนามรูปเปน ปจ จัย ” สฬายตนะ (อายตนะ 6) 5) เพราะสฬายตนะเปนปจ จัย ” ผัสสะ 6) เพราะผสั สะเปนปจจัย จงึ มี เวทนา 7) เพราะเวทนาเปนปจ จยั ” ตัณหา 8) เพราะตัณหาเปนปจ จยั ” อปุ าทาน 9) เพราะอุปาทานเปน ปจจัย ” ภพ 10) เพราะภพเปน ปจ จยั ” ชาติ 11) เพราะชาตเิ ปนปจ จยั ” ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อปุ ายาส ความเกดิ ข้ึนแหงกองทุกขท ง้ั ส้ิน ยอ มมีดว ยประการอยา งนี้ นีเ้ รียกวา “ปฏจิ จสมปุ บาท” ปฏิจฺจสมุปบาท มาจากคําสองคํา คือ ปฏิจฺจ แปลวา อาศัย สมุปฺบาท แปลวา เกิดขึ้น พรอมกัน รวมสองคําเขากันเปน ปฏิจจสมุปบาท แปลวา ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพรอมกัน โดย ความหมายเปนหลักธรรม แสดงถึงกระบวนการเกิดขึน้ แหงชีวิตและทุกข หรือ กลาวอีกอยางหนึ่งก็ คอื เปน หลกั ธรรมทแ่ี สดงกระบวนการเกิดข้นึ แหงความทกุ ขท ง้ั ปวงน่นั เอง 67 ส.ํ นิ. 16/1-3/1.
82 กระบวนการแหงปฏิจจสมุปบาท ถือวาเปนกระบวนการที่สลับซับซอนท่ีสุด ใน กระบวนธรรมทางพุทธศาสนา เพราะเปนกระบวนการแหงชีวิตท่ีสืบเนื่องมาทุกภพทุกชาติ เปน กระบวนการที่เกี่ยวโยงเปนโซตรวนชีวิต ฉะนั้น จึงมีความจําเปนจะตองศึกษาความหมายใน รายละเอยี ดพอสมควร แลวตอไปจะเปน ความหมายในรายละเอียดแตล ะขอ ตามลาํ ดับ ธรรมชาตทิ ี่ยงั สตั วท ั้งหลายใหแลนไปในกําเนิด คติ ภพ วิญญาณฐิติ และสัตตาวาสทั้ง ปวง ในสงสารอนั ปราศจากที่สนิ้ สดุ ชือ่ อวิชชา68 1. อวิชชา แปลตามศัพทวา ความไมรู มีขอ จาํ กดั ขอบเขตอยูท่ีไมรูในสภาวธรรมและหลัก สัจธรรมของพทุ ธศาสนา อันหมายถึงความไมรู 869 อยาง คอื 1.1 ไมรทู ุกข 1.2 ไมรสู าเหตแุ หงทกุ ข 1.3 ไมร คู วามดบั ทกุ ข 1.4 ไมร ทู างใหถงึ ความดับทกุ ข 1.5 ไมรูอดีต คือ ไมรูจักสาวหาเหตุในอดีต วาสิ่งนี้ปรากฏเปนผลอยูในปจจุบันน้ีมี เหตอุ ะไรอยใู นอดีต 1.6 ไมรูอนาคต คือ ไมรูจักคาดการณขางหนาวาสิ่งท่ีปรากฏอยูในปจจุบันนั้น จะเปน เหตุทใ่ี หผ ลอยางไรในอนาคต 1.7 ไมรทู งั้ อดตี และอนาคต คือไมรูจ ักเชอ่ื มโยงเหตุผลวาผลอยางน้ีมาจากเหตุอยางไร และเหตอุ ยางนี้จะมผี ลอยา งไร 1.8 ไมร จู กั ปฏจิ จสมุปบาท คือ ไมรูจักสภาวธรรมทั้งหลายตามความเปนจริงหรือไมรู วาธรรมท้งั หลายอาศัยกนั และกันเกิดขึ้น ส่ีขอขางตน ไดแก ไมรูอริยสัจ 4 คือ ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค และอีก 4 ขอตอนทาย ไดแก ความไมรูใ นสภาวธรรม ดังนนั้ เมอื่ อวิชชายังมอี ยู ความหลงผดิ ความเขา ใจผดิ ก็ยังมอี ยู ความ หลงผิดมีชื่อเรียกวา โมหะ เปนรากเหงาแหงอกุศล เปนเคร่ืองปรุงแตงจิตใหยึดถือผิดไปตางๆ เชน ยึดถือวา น่นั เปน เรา นนั่ เปน ของเรา อาการทป่ี รุงแตงใหจ ิตเกิดความหลงผิด เรยี กวา สงั ขาร 2. สังขาร ไดแก สงิ่ ที่ปจ จัยปรุงแตง อยางหนึ่ง ตรงขามกบั วิสังขาร คือสิง่ ท่ีไมถูกปรุงแตง รายละเอียดที่วาดวยสังขารไดกลาวถึงแลวในตอนวาดวยทุกข ในท่ีนี้จะกลาวอยางจํากัดเพื่อแยก 68 วสิ ุทธฺ ิ. 3/246. 69 มลู นธิ ี แนบ มหานรี านนท, คมู อื การศกึ ษาพระอภิธมั มัตถสังคหะ ปรเิ ฉทท่ี 2, วรรณสทิ ธิ ไวทยเสวี วรวบรวม, กรงุ เทพฯ : อักษรธเนศการพิมพ, 2529) หนา 31.
83 แสดงใหเห็นความแตกตางระหวางสังขารในปฏิจจสมุปบาท กับสังขารท่ีมาในท่ีอ่ืนๆ และเพื่อ แสดงกระบวนการใหเ กดิ ทุกขตามแนวปฏิจจสมุปบาท สังขาร 6 คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญฺาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขารหมวดหนึ่ง กาย สังขาร วจสี งั ขาร และจติ สงั ขารหมวดหน่ึง ไดแ ก เจตนา 29 มคี วามหมายพสิ ดาร ดังน้ี - ปุญญาภสิ งั ขาร ไดแ ก เจตนา 13 คือ เจตนาเปนกามาวจรกศุ ล 8 อันเปนไปดวย อาํ นาจกุศลมี ทานศลี เปน ตนและเจตนาเปนรูปปาวจรกศุ ล 5 อันเปน ไปดวยอํานาจภาวนาอยา งเดียว - อปุญญาภิสังขาร ไดแก เจตนาเปนอกุศล 12 อันเปนไปดวยอํานาจอกุศล มี ปาณาตบิ าต เปน ตน - อเนญชาภิสังขาร ไดแก เจตนาเปนอรูปาวจรกุศล 4 อันเปนไปดวยอํานาจ ภาวนา - กายสังขาร ไดแ ก กายสญั เจตนา คือ เจตนาหรอื ความจงใจแสดงออกทางกาย - วจสี ังขาร ไดแ ก วจีสัญเจตนา คือ เจตนาหรือความจงใจแสดงออกทางวาจา - จติ ตสังขาร ไดแ ก มโนสญั เจตนา คือ เจตนาหรอื ความจงใจแสดงออกทางใจ ดังน้ัน กามาวจรกุศลเจตนา 8 และอกุศลเจตนา 12 รวมเปน 20 อันทําใหกาย วิญญัติเกิดมีขึ้นเปนไปทางกายทวาร จัดเปนกายสังขาร เจตนาท้ัง 20 ที่ทําใหวจีวิญญัติเกิดมีขึ้น เปนไปทางวจีทวาร จัดเปนวจีสังขาร และเจตนา 29 ท่ีเกิดในมโนทวาร ไมทําใหวิญญัติท้ัง 2 เกิดมี ขึ้น เปนจติ ตสงั ขาร สังขาร ตามทวี่ ามานัน้ มที ีม่ า 3 แหง 70 คอื 1. สังขารในขันธ 5 หมายถึง เจตสิกธรรมที่เปนกุศล อกุศล และอัญญสมานา ท่ี ปรงุ แตงจิตใจ ไดแ ก “ความนกึ คดิ ” 2. สังขาร ในสามัญลักษณะ หมายถึง ส่ิงทั้งปวงที่ปจจัยปรุงแตง คือที่เปนสังขต ธรรม ยอมมีความเกิดปรากฏ ความเสื่อมปรากฏ ความแปรปรวนเปนอ่ืนปรากฏ สังขารในที่นี้ คลุม ถงึ สงั ขารในขนั ธ 5 เอง ตลอดจนส่งิ ทม่ี วี ญิ ญาณครอง และไมมีวิญญาณครอง 3. สังขาร ในปฏิจจสมุปบาท ไดแก กายสังขาร วจีสังขาร และจิตสังขาร สวนใน อภิธรรมแสดงวา ไดแก ปุญญาภิสังขาร คือกุศลเจตนาที่สําเร็จดวยการใหทาน บําเพ็ญศีลภาวนา เปนกามาวจรภูมิ และรูปาวจรภูมิ ปรุงแตงใหไปเกิดในกามภพ อปุญญาสังขารคือ อกุศลเจตนาชั้น กามาวจร ปรุงแตงใหไปเกิดในกามภพชั้นเลว อเนญชาภิสังขาร คือกุศลเจตนาช้ันอรูปาวจร ปรุง แตงใหไ ปเกิดในอรปู พรหม ไดแก อรูปสมาบัติ 4 นน่ั เอง 70 วิสทุ ธฺ ิ. 3/145.
84 วิสุทธิมรรค71 อธิบายความหมายของปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิ สังขาร ไววา บุญญาภิสังขาร ไดแก กุศลเจตนา 8 ฝายกามาวจร เปนกรรมปจจัยและอุปนิสสัยปจจัย แหงวิบากวิญญาณ 9 ในสุคติกามภพในปฏิสนธิกาล และเปนกุศลเจตนา 5 ฝายรูปาวจร เปนปจจัย แหง วบิ ากวิญญาณ 5 ในรูปภพ เฉพาะในปฏิสนธกิ าล อปุญญาภิสังขาร ไดแก อกุศลเจตนา 12 เปนกัมมปจจัย และอุปนิสัยปจจัยแหง ปฏิสนธิวิญญาณ ในทุคติกามภพ ในปฏิสนธิกาล เปนปจจัยแหงอกุศลวิบากวิญญาณ 6 ในปวัต ตกาล สว นในสุคติกามภพ เปนกัมมปจจัยและอุปนิสัยปจจัยแกอกุศลวิบากวิญญาณ 7 ในปวัตตกาล สวนในรปู ภพเปนปจจยั สองอยา งเชน เดียวกันนน่ั เองแหงวบิ ากวญิ ญาณ 4 ในปวตั ตากล อเนญชาภิสังขาร เปนกัมมปจจัยและอุปนิสัยปจจัยแหงวิบากวิญญาณ 4 ใน อรูป ภพ ท้ังในปวตั ตกาล และในปฏสิ นธกิ าล ในสวนการใหผล บุญญาภิสังขาร ใหปฏิสนธิในภพ 2 คือ กามภพ และรูปภพใน กําเนิด 4 คือ ชลาพุชะ อัณฑชะ สังเสทชะ โอปปาติกะ ในคติ 2 คือ เทวดาและมนุษยในวิญญาณฐิติ 4 คือ 1) สัตวท่ีมีกายตางกัน มีสัญญาตางกัน 2) สัตวมีกายตางกัน มีสัญญาอยางเดียววัน 3) สัตวท่ีมี กายอยางเดียวกัน แตมีสัญญาตางกัน 4) สัตวที่มีกายอยางเดียวกัน มีสัญญาอยางเดียวกัน และใน สัตตาวาส 4 เวนอสัญญสี ัตว 1 และอรูปพรหม 4 อปุญญาภิสังขาร ใหผลในปฏิสนธิกามภพอยางเดียวเทานั้น ในกําเนิด 4 ในคติ 3 ในวิญญาณฐิติ 1 คือ สัตวมีกายตางกัน มีสัญญาอยางเดียวกัน ในสัตตาวาส 1 เชนเดียวกับวิญญาณ ฐิติ อเนญชาภสิ ังขาร ใหผ ลโดยใหปฏิสนธิในอรูปภพเทาน้ัน ในโอปปาติกะกําเนิดใน เทวคติและในวิญญาณฐติ ิ 3 และในสตั ตาวาส 4 โดยสรุป สังขาร เปนสาศวธรรม คือ ธรรมเปนไปกับอาสวะ หรือมีอาสวะเปนวิ ปากธัมมธรรม คือ เปนธรรมมีวิบากเปนธรรมดา เปนไดท้ังฝายกุศลและอกุศล และเปนปจจัยแหง วญิ ญาณ วิญญาณ ศัพทคือ วิญญาณ มาจาก วิ (วิเศษ, แจง, ตาง) และญาณ คือ ความรู เม่ือ รวมเขากันเปนวิญญาณ จึงแปลวา ความรูพิเศษ, ความรูแจง, ความรูตางๆ ทานจึงกลาววา วิญญาณ มคี วามรพู เิ ศษเปน ลักษณะมีความเปน หวั หนาแหงนามรูปเปนกิจ มีปฏิสนธิเปนปจจฺปฏฐาน (เครื่อง ปรากฏ) มีสังขารเปนปทัฏฐาน หรือวามีวัตถุและอารมณเปนปทัฏฐาน วิญญาณจัดเปนอยางเดียวก็ ได โดยเปน โลกยิ วบิ าก เปนสองอยา งโดยเปน สเหตุกะ (มีเหต)ุ และอเหตุกะ (ไมมเี หตุ) 71 วสิ ุทฺธ.ิ 3/122.
85 โดยความหมาย วิญญาณ หมายถึง ความรูอันเกิดทางอายตนะภายใน 6 อยางหนึ่ง และหมายถึงปฏิสนธิวิญญาณ อันหมายรวมถึงวิญญาณขันธ ในขันธ 5 อยางหน่ึง อยางหลังน้ีนิยม เรียกอีกอยางหน่ึงวา จติ เชนคาํ วา ปฏสิ นธิจติ แตก ็ไมนิยมเรยี กวา จติ ขันธ วิญญาณ กบั จิตจงึ ใชแ ทน กันไดในบางกรณี แตในปจจุบัน บางคราวก็เรียกรวมจิตและวิญญาณเขาเปนศัพทเดียวกันวา จิต วิญญาณ อันหมายถึง จิตหรือวิญญาณเพียงคําเดียวน่ันเอง ทั้งท่ีเมื่อรวมศัพทเขาแลวจะแปลไดวา ความรูแจงของจิต หรอื ความรพู ิเศษของจิต วิญญาณ 6 ไดแก ตา กระทบ รูป เกิดความรขู ้ึนเรียกวา จักษุวญิ ญาณ หู ” เสียง ” ” โสตวญิ ญาณ จมกู ” กลน่ิ ” ” ฆานวญิ ญาณ ลน้ิ ” รส ” ” ชิวหาวิญญาณ กาย ” โผฏฐพั พะ ” ” กายวิญญาณ ใจ ” ธรรมารมณ ” ” มโนวิญญาณ อยางนี้ แปลวา ความรูแจง อันเปนความรูที่เกิดทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่ง วิญญาณในลักษณะนี้ มีปรากฏท่ัวไปในคัมภีรทางพระพุทธศาสนา หากกลาวใหชัดลงไปวิญญาณ หมายถึง การรบั รูอารมณต า งๆ ท่ีมาปรากฏทางอายตนะภายใน รูวาสิ่งน้ันคืออะไร เชน เห็นชางรูวา น่นั เปนชาง เหน็ ตนไมก ็รวู าน่นั คอื ตน ไม ไดยินเสียงเพลงกร็ วู านั่นคอื เสยี งเพลงเหลา นี้ เปน ตน สว นวญิ ญาณ ในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง วิญญาณ 6 นั้นและปฏิสนธิวิญญาณ คือ วิญญาณท่ีทาํ หนาทใ่ี นปฏสิ นธิ หรือถือกําเนิดในภพ ภูมิตางๆ วิญญาณชนิดนี้ถูกสังขาร 3 ที่ เรียกวา อภสิ งั ขาร คอื ปุญญาภสิ ังขาร อภสิ งั ขาร คอื บญุ อปญุ ญาภิสังขาร ” บาป อเนญชาภสิ ังขาร ” อเนญชา และสงั ขารอกี 3 คือ กายสังขาร สภาพทป่ี รงุ แตง กาย วจสี ังขาร สภาพที่ปรงุ แตงวาจา จติ ตสังขาร สภาพที่ปรงุ แตงจิต ปรุงแตงใหเกิดมีข้ึน กลาวอีกอยางหน่ึง สังขารท้ัง 6 น้ี เปนปจจัยใหเกิดปฏิสนธิ วิญญาณ72 72 วสิ ุทธฺ ิ. 3/147.
86 นามรูป ศัพทน้ีแยกไดเปน 2 คํา คือ นาม ไดแก จิต 89 หรือ 121 เจตสิก คือสิ่งที่ เกิดกบั จติ 52 และรปู ไดแ ก รปู 28 (มหาภตู รูป 4 อุปาทายรูป 24) โดยคําแปล นาม แปลวา นอมไป (ในอารมณ) สวนรูป แปลวา สิ่งที่จะตองสลาย ไป ทรดุ โทรมไป (เพราะปจ จัยทีเ่ ปน ขา ศกึ ทง้ั หลาย มหี นาว และรอน เปนตน) นามในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง ผัสสะ คือ ความกระทบ หรือความถูกตอง อารมณ เวทนา คือความรูสึกทุกข สุข และไมทุกขไมสุข สัญญา คือความจําไดหมายรูในอารมณ เจตนา คอื ความตั้งใจทจ่ี ะทํา พดู และมนสิการ คือการกระทาํ ไวใ นใจหรอื การพจิ ารณาใครครวญ นาม มีอยูในภพ กําเนิด คติ วิญญาณฐิติ และสัตตาวาสท้ังหมด เวน อสัญญสัตตา - วาสอยางเดียว สวนรูป มีใน 2 ภพ คือ กามภพ และรูปภพ ในกําเนิด 4 คติ 5 วิญญาณฐิติ 4 ขางตน สัตตาวาส 5 ขางตน เทาน้ัน นามรูป มีไดเพราะมีวิญญาณเปนปจจัย จึงเปนภาวะสวนผลของ วญิ ญาณและก็กลายเปน สว นเหตขุ องสฬายตนะ สฬายตนะ แปลวา บอเกิด 6 หมายถึง อายตนะภายในท้ัง 6 ไดแก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นน่ั เอง (จักขวายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชวิ หายตนะ กายายตนะ มนายตนะ) อายตนะ ภายในนั้นเปนบอเกิด หรือเปนที่เกิดของอารมณ ความรูสึกนึกคิด ความสุข ความทุกข จะปรากฏมี ไดตองอาศัยที่เกิด คือ อายตนะภายในน้ี กลาวอีกนัยหน่ึง อายตนะภายในเปนบอเกิดของวิญญาณ 6 น่นั เอง เมือ่ อายตนะภายใน 6 มีอายตนะภายนอก คือ รูป เสยี ง กลิน่ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ มีท้ัง สองน้กี ระทบกนั วญิ ญาณจึงเกิดขึ้น ดังน้ัน หากไมมีรูป สฬายตนะ ก็เกิดไมได นามรูปจึงเปนปจจัย ใหสฬายตนะเกิดมีขึ้น วิสุทธิมรรค73 แสดงวา นามยอมเปนปจจัยแหงฉัฏฐายตนะ 7 อยาง โดยเปน สหชาตปจจัย อัญญมัญญปจัย นิสสยปจจัย สัมปยุตตปจจัย วิปากปจจัย อัตถิปจจัย และ อวิคต ปจจัย สวนรูปวัตถุรูปยอมเปนปจจัยแหงอายตนะที่ 6 โดยเปน สหชาติปจจัย อัญญมัญญปจจัย นิสสยปจจัย วิปปยุตตปจจัย อัตถิปจจัย และอวิคตปจจัย สวนภูตรูป 4 เปนปจจัย 4 อยาง แหง อายตนะท้ัง 5 มี จักขวายตนะ เปนตน สุดแตออายตนะไหนจะเกิดขึ้นโดยเปนสหชาตปจจัย นสิ สยปจ จยั อัตถปิ จจัย และอวิคตปจจัย ท้ังในปฏิสนธกิ าล และปวตั ตกาล นามรูป เปนปจจัยใหเกิดสฬายตนะ เปนผลแลวเปน เหตขุ องผสั สะตอ ไป ผสั สะ แปลวา ความถกู ตอง ความกระทบ โดยความไดแก สัมผัส 6 คือ จักขุสัมผสั โสตสมั ผัส ฆานสัมผัส ชวิ หาสมั ผัส กายสมั ผสั มโนสัมผัส ผัสสะ เปน ขั้นตอนของกระบวนการรับรูสิ่งภายนอก โดยอายตนะภายใน ดงั นี้ ตา กระทบ รปู เรยี กวา จกั ขสุ ัมผสั หู ” เสียง ” โสตสัมผัส 73 วิสุทฺธ.ิ 3/176.
87 จมูก ” กลิ่น ” ฆานสมั ผัส ล้ิน ” รส ” ชวิ หาสัมผัส กาย ” โผฏฐัพพะ ” กายสมั ผัส ใจ ” ธรรมารมณ ” มโนสมั ผสั สัมผัสทั้งหมดน้ี เปนผลสืบเน่ืองมาจากสฬายตนะ แลวก็เปนสาเหตุของเวทนา ไมไ ดเกิดและดบั ไปโดยไรสาเหตุ สมั ผัสเกิดแลว ทาํ ใหเกดิ ความรสู ึกทางอารมณ ถาเปนส่ิงท่ีชอบใจ ก็เกิดเวทนา เปนสุขเวทนา ไมชอบใจก็เปนทุกขเวทนา ถาไมเปนไปฝายใดในสองอยางน้ันก็เปน อุเบกขาเวทนา ดงั นั้น ผสั สะจงึ เปน ปจจัยแหงเวทนา ผัสสะนี้ มีอายตนะเปนปจจัย โดยอายตนะภายใน 5 ขางตนเปนปจจัย 6 อยางคือ นิสสัยปจจัย ปุเรชาตปจจัย วิปยุตตปจจัย อัตถิปจจัย และอวิคตปจจัย สวนมนายตนะอันเปนวิบาก เปนปจจัย 9 อยางแกผัสสะ โดยเปนสหชาตปจจัย อัญญมัญญปจจัย นิสสัยปจจัย วิปากปจจัย อินทรยิ ปจ จยั สมั ปยตุ ตปจจัย อิตถปิ จ จยั และอวิคตปจ จัย74 เวทนา แปลวา ความรูสึก มี 2 ลักษณะ คือ เวทนา 6 ไดแ ก จักขุสัมผสั สชาเวทนา เวทนาเกิดจากจกั ขุสัมผัส โสตสัมผัสสชาเวทนา เวทนาเกิดจากโสตสมั ผสั ฆานสัมผัสสชาเวทนา เวทนาเกิดจากฆานสมั ผสั ชวิ หาสมั ผัสสชาเวทนา เวทนาเกิดจากชวิ หาสมั ผัส กายสมั ผัสสชาเวนทนา เวทนาเกดิ จากกายสัมผัส มโนสมั ผัสสชาเวทนา เวทนาเกิดจากมโนสัมผัส อยางน้ีเปนการเรียกช่ือตามฐานท่ีเกิด เมื่อแยกแยะตามความรูสึกทางอารมณ วาดีหรือไมดี จะได เวทนาเปน 3 คือ ทุกขเวทนา ความรสู กึ วาเปน ทกุ ข สุขเวทนา ความรสู ึกวา เปน สุข อุเบกขาเวทนา ความรูสึกเปน กลางๆ ไมสขุ ไมท กุ ข แตในคมู อื การศึกษาพระอภธิ รรม แสดงแยกเวทนาเปน 5 คือ ทกุ ขเวทนา ความไมส บายกาย หรือทกุ ขก าย โทมนัสเวทนา ความไมสบายใจ หรอื ทกุ ขใ จ สขุ เวทนา ความสบายกาย หรือสขุ กาย โสมนสั เวทนา ความสบายใจหรอื สุขใจ 74 วสิ ทุ ธฺ .ิ 3/178.
88 อุเบกขาเวทนา ความเปนกลางๆ เวทนา 3 และเวทนา 5 น้ี มีความแตกตางกัน โดยการแยกแยะละเอียดกวากัน เทา นัน้ เมื่อวาโดยผูรบั รแู ลว จติ เปนผรู บั รเู หมือนกนั รา งกายท่ีปราศจากจิต ไมอาจรสู กึ สขุ ทุกขได อยางไรก็ตาม ผลของเวทนาแตละอยางก็มีความตางกันอยูคือ เมื่อทุกขเวทนาเกิด ความใครจะหนีใหพนจากทกุ ขนน้ั เกิดตามมา เมอื่ สขุ เวทนาเกิด ความใครแสวงหาใครยึดเหน่ียวสุข นนั้ ไวกเ็ กิด ดังนน้ั เวทนาซ่ึงมีผัสสะเปนปจ จยั กเ็ ปนปจ จัยแหงตัณหาตอไปอีก ตัณหา แปลวา ยางเหนียว หมายถึง ความยึดติดจนทําใหเกิดความอยากได ความ ปรารถนา ความตอ งการ ทา นแสดงตณั หา 6 ไว โดยชื่อตามสภาพอารมณ75 คือ รปู ตัณหา ความทะยานอยากในรปู สทั ทตณั หา ความทะยานอยากในเสียง คนั ธตณั หา ความทะยานอยากในกลิน่ รสตณั หา ความทะยานอยากในรส โผฏฐพั พตัณหา ความทะยานอยากในสมั ผัส ธมั มตัณหา ความทะยานอยากในธรรมารมณ แตเ มือ่ วาตามอาการ ตณั หาแตละอยางน้ีแยกไดเ ปนอยา งละ 3 คือ กามตณั หา ความทะยานอยากในอารมณที่นาใคร ภวตัณหา ความทะยานอยากเปน ตา งๆ วิภวตณั หา ความทะยานอยากไมเ ปน ตางๆ เมือ่ เอา 3 x 6 กไ็ ดตณั หา 18 ซง่ึ ตัณหา 18 นั้น แบงเปน 2 ฝาย คือ ตัณหาในอารมณ ภายใน และตัณหาในอารมณภายนอก จึงเปนตัณหา 36 (18 x 2 = 36) ตัณหา 36 ชนิดนั้น แยกเปน ตัณหาในอดตี ปจจบุ นั และอนาคต เปน 3 อยา ง จึงเปน ตณั หา 108 (36 x 3 = 108) ตัณหาเกิดเพราะมีเวทนาเปนปจจัยทั้งส้ิน ตัวอยาง นายแดงอยูตางจังหวัดท้ังฐานะ ทางเศรษฐกิจกค็ อนขา งขดั สน ตอมานายแดงมีโอกาสเขา กรุงเทพฯ จงึ ไดโอกาสสมั ผสั กบั สง่ิ อํานวย ความสะดวกตางๆ ท้ังมีงานทํา มีเงินใชมากกวาเดิม จึงเกิดความรูสึกสบายพอใจกับความเปนอยู และสถานท่ีใหม เรียกวา เกิดสุขเวทนา เพราะความติดใจในสภาพเชนน้ัน จึงไมอยากจากสภาพ เชน น้นั ไป ลักษณะเชน น้ีเปน อาการปรากฏของตณั หา ตัณหา 3 อยางนี้ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหา เปนสาเหตุสําคัญท่ีสุดแหง ความทุกข ตามแนวอริยสัจ แตมนุษยไมรูวามันเปนสาเหตุเพราะถูกอวิชชาปดบังไวอยางหนาแนน มคี าํ อธบิ ายวา76 75 วสิ ทุ ฺธิ
89 ความอยากได อยากพนอยางแรง ที่เรียกวา ทะยาน วาดิ้นรน จัดวาเปนตัณหา มี 3 คือ กามตัณหา ตัณหาในกาม ภวตัณหา ตัณหาในภพ วิภวตัณหา ตัณหาปราศจากภพ ความอยาก ไดวัตถุในกามอันยั้งไมได และความหมกมุนในวัตถุกามอันไดแลว จัดเปนกามตัณหา ความ อยากเปนอยูในภพที่เกิดดวยอํานาจความอาลัย และความอยากเกิดในภพที่ปรารถนาตอไป จัดเปนภวตัณหา ความอยากเปนน่ันเปนนี่ จัดเขาประเภทน้ีดวย ความอยากไมเปนในภพที่ เกิด คือ ความอยากตายเสียดวยอํานาจความเบื่อหนายและความอยากดับสูญ ไมเกิดในภพ นนั้ ๆ อีก จัดเปนวภิ วตณั หา ความอยากไมเปน นนั้ เปน น่ี สงเคราะหเ ขา ในประเภทน้ดี ว ย ตัณหายังมีอีกหลายนัย ไดแก ความยินดี ประกอบดวย กามธาตุ เปนกามตัณหา ตณั หาท่ียินดีประกอบดว ยรูปธาตุ เปน รปู ตณั หา ความยนิ ดมี กั ประกอบดว ยอรปู ธาตุ เปนอรูปตัณหา และแมค วามยนิ ดพี อใจในความขาดสญู กจ็ ัดเปนตณั หา เรียกวา นโิ รธตณั หา ตัณหา ไดเวทนาเปนปจจัยจึงเกิดข้ึน จึงด้ินรนกระสับกระสายไปตามเวทนา ได เวทนาท่ีเปน ฝายดีเปนปจจัย ก็ดิ้นรนใครเขาหายึดครอง ไดเวทนาที่ไมนาพอใจก็ด้ินรนใครหลีกหนี ทานจึงกลาวไวอีกอยางหน่ึงวา77 ตัณหา คือ เคร่ืองสะดุงกระเสือกกระสนแหงสัตว ตัณหาตามที่ กลาวมาทั้งหมดนเี้ มื่อยึดเหนย่ี วเกาะจิตใจของสัตวม่ันคงแลว จิตจะยึดเหน่ียวในอารมณเพ่ิมขึ้นตาม แรงผลกั ดันของตณั หา ตณั หาจงึ เปน ปจ จัยใหเกดิ อุปาทานตอไป อุปาทาน โดยศัพท แปลวา ความถือมั่น แยกศัพทเปน 2 คือ อุป และอาทาน อุป แปลวา เขาไป อาทาน แปลวา ความยึดถือ รวมเขากันเปนอุปาทาน แปลเติมความเขาไปถือม่ัน โดย ความเขาไปยึดถือดว ยอาํ นาจเหตุ 4 อยางคอื ความเขา ไปถือมัน่ ดวยอํานาจกาม เรียกวา กามปุ าทาน ความเขา ไปถือม่นั ดวยอาํ นาจทิฏฐิ เรียกวา ทิฏฐปิ าทาน ความเขาไปถอื มน่ั ดว ยอํานาจศีลและวตั ร เรยี กวา สีลัพพตุปาทาน ความเขา ไปถอื มั่นดว ยอาํ นาจมานะวาตน, ของตน เรียกวา อัตวาทปุ าทาน ความถือมั่นท่ีจัดเปนอุปาทาน เปนความถือมั่นฝายเลว เปนฝายตํ่า ฝายท่ียึดม่ันใน วัตถุกามเปนไปดวยอํานาจกามตัณหา จะหมกมุนลุมหลงวาสิ่งน้ันสิ่งนี้เปนของตน จนอาจเกิดเปน เหตหุ ึงสารษิ ยากัน ใจมงุ มัน่ อยากไดทรัพยข องผูอื่น จึงกลาลักปลนเจาของทรัพย บางคราวถึงกับฆา เจาของทรัพยตาย ก็ไมคิดกลัวภัยใดๆ ท้ังปจจุบันและอนาคต นี่จัดเปนอุปาทานประการหนึ่ง หรือ แมบุคคลผูมุงแสวงหาทรัพย ประกอบอาชีพสุจริต แตติดอยูกับงานดวยความอยากไดจัด ก็จัดเปน 76 สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, สารานกุ รมพระพทุ ธศาสนา, สเุ ชาร พลอยชุม รวบรวม, (กรงุ เทพฯ : โรงพิมพม หามกุฏราชวิทยาลัย, 2529),หนา 175 – 176. 77 อางแลว หนา 594.
90 อุปาทานในขอแรกไดเชนกัน ขอที่สอง คนผูมีสันดานหนาไปดวยทิฏฐิ จนเปนคนหัวดื้อถือร้ัน ตน มีความเห็นเชนไร ก็ทําไปตามนั้น ใครแนะนําตักเตือนก็ไมนําพา ดูลักษณะเปนคนดีความมั่นใจสูง คิดวาส่ิงที่ตนคิดทําลงไปตองถูกตองแนนอน อยางน้ีจัดเปนทิฏุปาทาน ขอท่ีสาม คนอีกกลุมหนึ่ง เช่ือม่ันอยูวาเคร่ืองรางของขลังตางๆ เชน ตะกรุด พระเคร่ือง ลงเลขยันต เขี้ยวหมูตัน หอย ทับปด สามารถคุมครองปองกันวิบัติอันตรายได ปองกันอาวุธรายมีสัตราและปน เปนตนได จึงกลาปลน กลาจี้เอาทรัพยของคนอื่นอยางไมกลัวเกรงกฎหมาย หรืออันตรายใดๆ นี้แสดงถึงความเช่ือมั่น ความเชื่อถือในส่ิงศักด์ิสิทธ์ิเปนสีลวัตร จัดเปนสีลัพพตุปาทาน ขอที่สี่ คนที่มีมานะจัด ดูทาทาง แกลวกลาองอาจ ทําอะไรเอาตนเปนประมาณ ผิดถกู ไมค อ ยคาํ นึงถึง ดวยมุงหวังผลประโยชนอันจะ เกิดแกตนแตฝายเดียว ที่ทานแสดงไววา น่ันตน นั่นเปนของตน น่ันเรา น่ันของเรา เรียกวา อตั ตาทุปาทาน อีกนัยหนึ่ง78 กามุปาทาน ไดแก การยึดม่ัน เพราะอํานาจตัณหา 108 น่ันเอง ทิฏุปาทานไดแก ความยึดมั่นในความเห็นผิด 10 ประการ คือ เห็นวา 1) ทานท่ีใหแลวไมมีผล 2) การบชู าตา งๆ ไมมผี ล 3) การบวงสรวงไมม ผี ล 4) ผลของการทาํ ความดีความชั่วไมมี 5) โลกน้ีไม มี 6) โลกหนาไมมี 7) มารดาไมมีคุณ 8) บิดาไมมีคุณ 9) โลกทิพยไมมี 10) สมณพราหมณผูปฏิบัติ ชอบแลวรูแจงธรรมเชนพระพุทธเจาไมมี สีลัพพตุปาทาน ไดแก ความยึดมั่นในศีลและวัตรที่ผิดๆ วา เปนทางใหพนทุกขไ ด และอัตตวาทปุ าทาน ไดแ ก ความยึดมน่ั วามีตวั ตนถาวร ความยึดม่ันถือมั่นเชนนี้เปนเหตุใหติดของอยูในส่ิงนั่นๆ ตามความควรแกความ ยดึ ม่นั จึงเปนปจจยั ใหมภี พใหมตอไป ภพ ศัพท แปลวา ความมีหรือความเปน มาจากธาตุ คือ ภู ท่ีแปลวา มีเปน โดย ความหมาย แยกเปน 2 อยาง คือ 1) หมายถึงกรรม เรียกวา กรรมภพ อันไดแก กิริยาอาการท่ีสัตวทําไวแลว และ กําลังทําอันมีผลเปนฝายดีฝายช่ัว และผลนั้นยังติดตามไปในภพตอไป ซ่ึงกรรมในที่นี้ก็หมายถึง ปุญญภสิ งั ขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร นัน่ เอง 2) หมายถึง อุปปตติภพ คือท่ีเปนท่ีอุบัติ หรือท่ีเกิดของสัตวท่ีมีกรรม อันเปนเหตุ ใหตอ งเวยี นวายตายเกิด ภพในความหมายนีม้ ี 3 คือ - กามภพ คอื ภพของสัตวยงั ติดอยูในกาม กามาวจรภมู ิ 11 - รปู ภพ คือภพของสัตวผ ูตดิ อยใู นรปู ไดแ ก รปู พรหมท้งั หมด รูปาวจรภูมิ 16 - อรปู ภพ คอื ภพของอรูปพรหม 4 78 วสิ ทุ ธฺ .ิ 3/181.
91 สวนในอภิธรรม79 แสดงอุปปตติภพโดยจําแนกเปน 9 คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สญั ญาภพ อสญั ญาภพ เนวสญั ญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ และปญ จโวการภพ ในบรรดาภพเหลานี้ กามุปาทาน เปนปจจัยแหงกามภพและรูปภพ ทิฏุปาทาน เปนปจจัยแหงภพทั้งสาม คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ สีลัพพตุปาทาน และอัตตาวาทุปาทาน ก็ เชนเดียวกัน และวิสุทธิมรรค80 แสดงวา อุปาทานทั้ง 4 เปนอุปนิสสัยปจจัยของรูปภพและอรูปภพ แตเปนปจจัย 7 อยาง คือ สหชาตปจจัย อัญญมัญญปจัย นิสสัยปจจัย สัมปยุตปจจัย อัตถิปจจัย และ เหตปุ จจยั ของกามภพ สัตวที่ดํารงชีพอยูในภพน้ันๆ แลว เสวยสุขบางทุกขบางตามสภาพของตน หรือ อํานาจผลแหงอุปาทานท้ัง 4 และภพก็เปน ปจ จัยแหงชาติตอ ไป ชาติ คือ ความเกิด ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาส มีความ ละเอียดแลวในตอนที่วาดวยทุกขในอริยสัจ ปฏิจฺจสมุปบาท 10 ขางตน เปนกระบวนการแหงการเกิดทุกข เพราะชาติ และชรา เปน ตน ขา งปลาย แตละอยา งอาศัยกนั เกดิ ขน้ึ ตามลาํ ดับ เมอ่ื ส่ิงหนงึ่ เกิดขน้ึ แลว ก็เปนปจ จยั ใหส งิ่ อนื่ ตอไป และสิ่งนั้นก็เปนปจจัยแกส่ิงอ่ืนตอไปอีกโดยไมลักล่ัน เพราะความท่ีแตละอยางตองอาศัยส่ิง ท่ีมีอยูกอนเกิดขึ้นจึงเรียกปฏิจจสมุปบาทน้ีวา อิทัปปจจยตา (ความที่สิ่งหนึ่งเกิดข้ึน ตองอาศัยสิ่ง หน่งึ เปน ปจจยั ) จากการศึกษารายละเอียดปฏิจจสมุปบาทมาพอสมควรแลวนี้ ทําใหมองเห็นแงมุม ตา งๆ อนั เปน สารัตถะ คอื 1. ความเปน เหตุเปน ผลของส่ิงตา งๆ ท่มี อี ยู นน่ั คือ สง่ิ ตางๆ ปรากฏมีขึ้นไดต อ งมี สาเหตุ โลกหรือจักรวาลก็มีมาจากเหตุ มีส่ิงปรุงแตงใหเกิดขึ้น แมโลกหรือจักรวาลจะเปล่ียนแปลง ไปอยูในสภาพอยางไร ก็ตองเปนไปตามสาเหตุ 2. ไมมีส่ิงใดในจักรวาลดํารงอยูคงที่ถาวรเปนนิรันดร เพราะทุกสิ่งตองเปนผล แลว เปนสาเหตุของสิง่ อ่นื ตอไป ทุกสงิ่ จึงมแี ตความเปลี่ยนแปลง หรือมอี นจิ จัง ทกุ ขัง อนตั ตา 3. จากขอ 2 แสดงใหเห็นวา ปฏิจจสมุปบาทเปนหลักธรรม คัดคาน สัสสตทิฏฐิ หรือคัดคานความคิดเร่ืองเทวนิยม ที่เห็นวาพระเจา (God) เปนสิ่งเปนเอง เท่ียงแท ไมเกิด ไมแก ไม ตาย นริ ันดร ฯลฯ อยางสนิ้ เชงิ 4. จากขอ 3 แสดงวา ปฏิจจสมุปบาทเปนหลักธรรมปฏิเสธความคิดท่ีวาสิ่ง ท้ังหลายมผี สู รา ง เปนไปตามอาํ นาจของผสู ราง 79 อภิ.ว.ิ 35/183. 80 วิสทุ ธฺ ิ. 3/190-191.
92 5. ปฏิจจสมุปบาท เปนหลักธรรมที่อธิบายถึงกฎธรรมชาติ คือ ความเกิด ความ ดับ และความแปรปรวนของธรรมชาติ ซงึ่ ปรากฏในสิ่งตางๆ 6. ปฏจิ จสมปุ บาท แสดงถึงความสาํ คญั ของกาลเวลา ซึ่งมีผลตอส่ิงตางๆ วา อดีต ปจจุบนั อนาคต มคี วามสัมพันธเก่ียวเนื่องกันอยูอยางแนบสนิท ถาไมมีเหตุในอดีต ผลปจจุบันก็ไม มี ถาไมมีเหตุในปจจุบนั ผลในอนาคตก็ไมมี 7. หลักธรรม คือ ปฏิจจสมุปบาท แสดงใหเห็นถึงกระบวนการของชีวิตและเปน กระบวนการแหงสภาวะของชีวิตตั้งแตเริ่มตนจนสุดทาย เพราะถูกสภาวะความเปลี่ยนแปลง ความ ปรงุ แตงเขาบบี คั้น 8. หลกั ธรรมในปฏิจจสมปุ บาท สามารถสงเคราะหล งในวัฏฏะ 3 คือ 1) อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน เปน กเิ ลสวฏั ฏ 2) สังขาร ภพ (ทีเ่ ปน กรรมภพ) เปน กมั วฏั ฏ 3) วิญญาณ นามรปู สฬายตนะ ผสั สะ เวทนา ภพ (ท่ีเปนอุปตติภพ) ชาติ ชรามรณะ ฯลฯ เปน วิบากวฏั 9. เม่ือยนกระบวนการแหงปฏิจจสมุปบาทท้ังหมดในสายเกิดนี้ลงในอริยสัจ 4 ก็ จะไดในอริยสัจ 2 ประการขางตน คือ อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน กรรมภพ เปนทุกขสมุทัยสัจ ท่ีเหลือเปน ทกุ ขสัจ ในอริยสัจน้ัน แสดงสาเหตุแหงทุกขวา คือ ตัณหา 3 ประการ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา โดยที่ตัณหาคือความอยากนี้ เปนตัวกระตุนใหประกอบขวนขวาย ด้ินรน เพือ่ ความมี ความเปน และความไมมี ไมเปน แตตัณหามีพลังอันรุนแรงไดก็เพราะยังมีอวิชชา ความ ไมรู คือ ไมรูวา ทุกขคือสภาวะบีบค้ัน ไมรูสมุทัยวาเปนเหตุใหเกิดทุกข ไมรูนิโรธวาเปนความดับ ทุกข ไมรูมรรควาเปนขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข เมื่อไมรูความจริงตามน้ี ตัณหาเกิดข้ึนในอะไร ก็ยึดมั่นถือมั่นอยูในส่ิงน้ัน กลายเปนอุปาทาน ความทุกขเพราะความด้ินรน และเพราะความยึดม่ัน ถือมน่ั กเ็ กิดขนึ้ มนุษยสัตวทั้งหลายจึงเกิดมาเพราะตัณหาเปนสาเหตุ แลวก็ตกอยูในอํานาจแหง ตณั หา ถกู ตณั หาซัดไป ขบั ดนั ไปอยางไมห ยดุ ยั้ง จมอยใู นทะเลแหงตัณหานี้ ตราบใดท่ียังมีอวิชชาก็ ตองยังตกอยูใตอํานาจแหงตัณหา และตราบใดยังมีตัณหาก็ยังตองเวียนวายตายเกิดไปตามจังหวะ ของตณั หานั้น จะตอ งถกู ตณั หาซดั ไปเชน นัน้ อยา งหาท่ีสดุ ไมได พทุ ธศาสนสภุ าษิต ท่ีแสดงอิทธิพล ของตัณหา
93 อนิจฺจา อทฺธุวา กามา พหทุ กุ ขฺ า มหาวสิ า อโนคุโฬว สนตฺ ตฺโต อฆมูลา ทุกฺขปฺผลา.81 “กามท้งั หลายไมเ ทีย่ ง ไมย่งั ยนื มีทกุ ขม าก มีพิษมาก ดงั กอนเหล็กท่รี อ นจดั เปนตน คาแหง ความคับแคนมีทุกขเปนผล” กามา หิ จติ รฺ า มธุรา มโนรมา วิรปู รูเปน มเถนฺติ จติ ตฺ ิ อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสวฺ า เอโก จเร ขคคฺ วิสาณกปฺโปร.82 “กามทั้งหลายตระการหวานชื่นใจ ยอ มยํ่ายีจิตโดยผดิ รปู ผดิ แผกตางๆ บคุ คลเห็นโทษในกามคณุ แลว พึงเทีย่ วไปผเู ดียวเหมอื นนอแรด” ตณฺหา ชเนติ ปุรสิ ํ จติ ตฺ มสฺส วธิ าวติ สตโฺ ต สํสารมาปาทิ ทกุ ขฺ า น ปริมจุ ฺจติ ตณหฺ า ชเนติ ปุริสํ จิตตฺ มสสฺ วิธาวติ สตโฺ ต สํสารมาปาทิ ทุกฺขมสสฺ มหพภฺ ย.ํ 83 “ตัณหายงั คนใหเกิด จิตของเขายอมวง่ิ พลาน สัตวถึงความ เวยี นเกดิ -ตาย ยอมไมห ลดุ พนไปจากทุกข ตณั หายังคนใหเกิด จติ ของเขายอมว่ิงพลาน สตั วถ ึงความเวียนเกดิ -ตาย ทกุ ขเปน ภัยอันใหญของเขา” อปฺปสสฺ าทา ทุกขฺ า กามา นตถฺ ิ กามา ปรํ ทกุ ขฺ ํ เย กาเม ปฏเิ สวนฺติ นริ ยนฺเต อุปปชฺเร.84 “กามท้ังหลายมคี วามยินดนี อย มที กุ ขม าก ทุกขอันยง่ิ กวา กามไมม ี 81 ข.ุ เถรี. 26/474/503. 82 ข.ุ สุ. 25/296/334. 83 ส.ํ ส. 15/169/51. 84 ขุ.ชา. 27/1549/315.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151