Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore (ร่าง#3) บทวิจารณ์หนังสือ อัฏฐสุตรา [11หน้า]

(ร่าง#3) บทวิจารณ์หนังสือ อัฏฐสุตรา [11หน้า]

Description: บทวิจารณ์หนังสือ อัฏฐสุตรา [11หน้า]
พระครูปลัดธันรบ65 ฉบับร่าง ครั้งที่3

พระครูปลัดธันรบ โชติวํโส (วงศ์ษา)

Keywords: พระครูปลัดธันรบ,ธันรบ วงศ์ษา,อัฏฐสุตรา,จักรวาลคู่ขนาน

Search

Read the Text Version

บทวิจารณ์หนงั สอื : อัฏฐสุตรา Book Reviews : The Eight Trigrams พระครูปลัดธันรบ โชติวํโส (วงศ์ษา) Phrakhrupalad Thanrob Jotivaṃso (Wongsa) มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตเชียงใหม่ Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Chiang Mai Campus Corresponding Author, E-mail: [email protected] ผู้เขียน : วินทร์ เลยี ววาริณ สำนกั พิมพ์ : บริษัท 113 จำกัด ปีที่พิมพ์ : มีนาคม 2553 จำนวนหน้า : 239 หน้า ISBN : 978-616-90367-3-9 บทนำ หนังสือเร่ือง อฏั ฐสตุ รา (The Eight Trigrams) ผลงานประพนั ธข์ อง วินทร์ เลยี ววารณิ นักเขียน รางวัลซีไรต์ (S.E.A. Write) เป็นนิยายวิทยาศาตร์อิงประวัติศาตร์ เนื้อหาว่าด้วยแนวคิดเชิงปรัชญา ผสมผสาน ปรัชญาคณิตศาตร์ ปรัชญาวิทยาศาสตร์ ปรชั ญาเตา๋ พทุ ธปรัชญา หลกั ธรรมของศาสนาเชน และ ศาสตร์เกี่ยวกับ ภูมิปัญญาจีนโบราณ เช่น อี้จิง ไท่จี๋ถู หยิน หยาง ไตรลักษณ์ (trigrams) อัฏฐลักษณ์ (Octagram) โยงเข้ากับ ทฤษฎีสตริง (String theory) แถบโมเบียส (Möbius strip) รวมทั้งเกร็ดความรู้ด้านควันตัมฟิสิกส์ (Quantum Physics) โดยมีการอธิบายแนวคิดจักรวาลวิทยา เกี่ยวกับพหุภพ (Multiverse) จักรวาลคู่ขนาน (Parallel Universes) ไว้อย่างน่าสนใจ ผ่านบทสนทนาจากตัวเอกในเรือ่ ง ทำให้เรื่องยากๆเขา้ ใจได้ง่ายขึ้น อาจบอกได้ว่า อัฏฐสุตรา เปน็ นยิ ายวิทยาศาตรท์ ี่อธบิ ายอภิปรัชญา (metaphysics) ไดอ้ ย่างกลมกล่อมและน่าสนใจ

แนวคดิ การเดนิ ทางข้ามมิตทิ ั้งแบบอาศัยยานเวลา (Time machine) ผ่านรหู นอน (Worm hole) ผา่ น ประตดู วงดาว (Star Gate) ผา่ นสนามแมเ่ หล็กท่ีปน่ั ป่วนรุนแรง ฯลฯ เมอื่ ประกอบกับทฤษฎีเก่ียวกับจักรวาลของ นักวิทยาศาสตร์เช่น ทฤษฎีสัมพันธภาพ (Relativity theory) ทฤษฎีควอนตัม (Quantum mechanics) ทฤษฎี สตริง (String theory) ฯลฯ การเดนิ ทางไปกับเวลา (Time travel) สอู่ ดีตหรอื อนาคตเป็นแนวเรอื่ งประเภทหน่ึงท่ี ได้รับความสนใจในหมู่นักเขียนและนักอ่านมาเป็นเวลานาน (ชัยวัฒน์ คุประตกุล, 2524 : 105) ทำให้นิยาย วทิ ยาศาสตร์ก้าวเข้าไปในพ้ืนท่ีของความคิดทางศาสนาและ อภิปรชั ญา เพราะวตั ถุดบิ ทง้ั 2 ประการดงั กลา่ วทำให้ ผเู้ ขียนมีช่องทางในการจินตนาการถึงจุดกำเนดิ จุดสน้ิ สุด สภาพและการเปล่ียนแปลงจกั รวาลไดอ้ ยา่ งอสิ ระ หากได้ชมภาพยนต์เรื่อง Tenet ผลงานกำกับของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) แล้ว เข้าใจในทฤษฎที ่นี ำเสนอ ก็จะค้นุ กับเนื้อเร่ืองในหนังสือ อัฏฐสุตรา ซ่งึ ความจริงหลายท่อนของเรอ่ื งอฏั ฐสตุ รานั้นก็ ใชอ้ งค์ประกอบเดยี วกบั ที่ คริสโตเฟอร์ โนแลน ใช้ในภาพยนต์หลายเร่ือง เช่น แนวคิดเรอ่ื งลกู บาศก์ hypercube : สี่มิติ (Tesseract) ท่ีใช้ในเร่ือง Interstellar และ ภาพยนต์ของค่ายมาเวล (Marvel Cinematic Universe) หรือ แนวคิดท่ีต่อยอดมาเป็นลูกบาศก์แปดมิติ (Octeract) ที่ไปใช้ในภาพยนต์เรื่อง Inception เป็นต้น อีกทั้งยังมีการ ตีความ หรือ การพยายามอธบิ ายภายในเนื้อเรื่องให้เป็นภาษาและสญั ลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ คล้ายกับงานเขียน ของ แดน บราว (Dan Brown) ในหนงั สือ หรือ ภาพยนตเ์ ร่ือง The Da Vinci Code ทง้ั น้ีการได้อา่ นหนังสือเรื่อง ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History Of Time) ผลงานของ สตีเฟน ฮอว์กิง (Stephen Hawking) หรือ หนังสือเร่ือง ทอถักจักรวาล (The fabric of the cosmos) ของ ไบรอัน กรีน (Brian Greene) มาก่อนบ้าง จะมี สว่ นทำให้เขา้ ใจเร่ืองราวและการอธบิ ายใน อฏั ฐสตุ รา ไดไ้ มย่ าก แม้หนังสือเรื่อง อัฏฐสุตรา จะเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ (sci-fi) แต่สอดแทรกแนวคิดภูมิปัญญากรีก โบราณผสานกันกับปรัชญาจีน ตลอดจนพุทธปรัชญา โดยมีความพยายามเชื่อมโยงหลักธรรมที่สำคัญเกี่ยวกับ ความเป็นสาเหตุและผล (Cause and Effect) อิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท ที่สะท้อนแนวคิดบงการนิยม (Determinatism) แนวคิดเรอ่ื ง สังสารวัฏ กฎแหง่ กรรม และ แนวคดิ เรอื่ งเจตจำนงเสรี (Free Will) ไดอ้ ย่างลงตวั เนอ้ื หา อฏั ฐสุตรา (The Eight Trigrams) เปน็ เรอื่ งเกีย่ วกับการไขความลับของรหัสอัฏฐลกั ษณ์ (Octagram) กค็ ือยันต์โป๊ยก่วยของจนี โดยคำวา่ อัฏฐ แปลว่า 8 และ สุตรา (sutra) ก็คือ พระสูตร นวนยิ ายเร่ืองน้ีนำเสนอใน รูปแบบนวนยิ ายวิทยาศาสตร์องิ ประวตั ิศาสตร์หักมุมจบ การดำเนินเร่ืองจะเป็นการไขรหสั ลับเลข 8 ทว่ี ่านี้ ซงึ่ จะมี กลิ่นอายคล้ายๆกบั ภาพยนต์เรื่อง Tenet ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ที่ต้องแก้ปัญหาทาง วิทยาศาสตรก์ อ่ นเกดิ สงครามโลกคร้ังท่สี ามทีจ่ ะเปลย่ี นแปลงมนุษยชาติ เนอ้ื เรื่องโดยย่อ เรื่องเรมิ่ ด้วยการพบในถ้ำรา้ งกลางทะเลทรายในเมืองจนี ขดุ พบสุสานของกษัตริย์จีน โบราณโดย นกั สำรวจ นักโบราณคดี กลุม่ หนง่ึ โดยเงอื่ นไขมเี วลาเพียง 48 ชวั่ โมงกอ่ นเกดิ สงครามโลกคร้ังที่สาม

กษัตริย์จนี พระองค์นี้ คือ ผู้ให้กำเนิดศาสตรอ์ ้ีจิงโบราณ ซึ่งเป็นรากเหง้าของวิถีชีวิตตะวนั ออก แต่สิ่งที่นักสำรวจ กลุ่มนี้คน้ พบคือ มีสิ่งของหลายอย่างในสุสานมันคือประดิษฐกรรมที่ไม่น่าจะมีอยู่ในยุคนั้น เกิดข้อถกเถียงและตี ตีความว่าอาจเปน็ เรือ่ งของการเดินทางข้ามเวลา หรอื อาจเป็นผลงานของสง่ิ ทรงภูมปิ ญั ญาจากตา่ งดาว ความหวัง เดียวของพวกเขาในการไขความลับนี้ คือ ชายหนุ่มนักคณติ ศาสตร์อัจฉริยะทีม่ องทุกสิ่งรอบตัวเป็นตัวเลข โดยมี เวลา 48 ชั่วโมงในการไขความลับ การเล่าเรื่องของนวนิยายเรื่องนี้ ก็จะเล่าปัจจุบัน สลับกับการคิดย้อนอดีต (Flashback) ของชายหนุม่ ว่าเขามชี วี ติ เป็นมาอย่างไร เจอกับอะไรมาบ้าง ชอบและเกง่ คณิตศาสตร์ ไดอ้ ยา่ งไร บทวิจารณ์ นวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องนี้เป็นการผนวกของแนวคิดจักรวาลวิทยา ฟิสิกส์ ปรัชญา อภิปรัชญา ประวัติศาสตร์ ในสว่ นฟสิ กิ ส์เนน้ เรอื่ งทฤษฎีสตรงิ และ ซเู ปอร์สตรงิ ซึ่งยงั เปน็ ของใหม่ในวงการฟสิ กิ ส์ ในส่วนของ ปรัชญาเนน้ ศาสตรอ์ จี้ ิง ซงึ่ เป็นรากฐานแนวคิดจีนและปรัชญาเตา๋ ผเู้ ขียน ไดเ้ ขยี นซ้แี จงไวใ้ นคำนำหนังสือว่า ความ สนใจในปรัชญาไดน้ ำก้าวไปสู่ความสนใจในปรชั ญาสายอื่นๆ ที่มีความใกลเ้ คียงกับพทุ ธปรัชญา อาทิ ปรัชญาเต๋า (วินทร์ เลยี ววาริณ, 2553 : 9) ดว้ ยเหตุนีจ้ งึ ใช้เครอื่ งมือ คอื กลวธิ ีและประเกทของงานเขยี นไปอย่างมีความหมาย มใิ ช่เพื่อความตนื่ เต้นหรือความแปลกใหม่อยา่ งเดยี ว ดงั นนั้ ยอ่ มต้องมี นยั หรอื สาร บางประการแฝงอยู่ ซงึ่ เปน็ สง่ิ ที่อย่เู บอื้ งหลัง ความจงใจในการใชแ้ นวคดิ เชิงปรัชญาสอดแทรกไปกับเร่อื งเลา่ ประเภทนิยายวิทยาศาสตร์ จงึ นับว่า มปี ระโยชน์อย่างยงิ่ ตอ่ การสร้างความเขา้ ใจ มมุ มองความคดิ ของ ผู้เขยี น ทมี่ ตี ่อวิทยาศาสตรแ์ ละปรัชญา ด้านแนวคิดเชิงปรัชญา พบแนวคิดเชิงปรชั ญาในอัฏฐสุตรา 2 กลุ่ม คือ แนวคิดเชิงพทุ ธปรัชญาและ แนวคิดเชิงปรัชญาเต๋า สำหรับแนวคิดเชิงปรัชญาอื่นๆ เมื่อวิเคราะห์อย่างละเอียดพบว่า เนื้อหาของปรัชญา ดงั กลา่ วซ้อนทบั กับแนวคิดเชิงพุทธปรชั ญาและปรัชญาเต๋า จงึ ผนวกเข้าเปน็ ส่วนหนึง่ ของแนวคิดเชิงพุทธปรัชญา และแนวคิดเชิงปรัชญาเต๋า โดยจัดอยู่ในขอบเขตแนวคดิ เชิงปรัชญาย่อย 4 สาขา ได้แก่ อภิปรัชญา จริยศาสตร์ สุนทรยี ศาสตร์ และ ญาณวิทยา แนวคดิ เชงิ พทุ ธปรชั ญา จากการศึกษาพบแนวคดิ เชิงพุทธปรชั ญา แบ่งเป็น 1) อภิปรัชญา 2) จริยศาสตร์ 3) สุนทรยี ศาสตร์ และ 4) ญาณวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดอภิปรัชญาที่แสดงทัศนะเชิงพุทธปรัชญา ซึ่งอาศัยประเด็นการ เดินทางข้ามมิติ ทฤษฎีใหม่ๆ ประกอบกับความเป็นไปได้ทางฟิสิกส์ ในเรื่อง ที่ว่าง - เวลา (Space -Time) และ จินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์ เป็นช่องทางในการสื่อสารแนวคิดอภิปรัชญาไปยังผู้อ่าน ซึ่งผู้เขียนนำแนวคิด อภปิ รชั ญาแบบพุทธมาสอดแทรก ในแง่มมุ ทีม่ ไิ ด้คาดคนั้ เอาคำตอบถึงกำเนิดหรือโครงสร้างของจักรวาล ทว่าเป็น นิยายวิทยาศาสตร์ที่ทดลองเล่นสนุกกับแนวคิดและจินตนาการแปลกใหม่ อันเป็นผลจากการสืบคันข้อมูลอย่าง หนักหน่วงทั้งทฤษฎที างวิทยาศาสตร์ แนวคิดจักรวาลวิทยาทางศาสนา ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ ผสานกับ

แนวคิดที่มีต่อโลก สังคม และต่อมนุษย์ด้วยกันเอง แนวโน้มของแนวคิดในนิยายวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ คือ การ ชี้ให้เห็นว่าสภาพที่แท้จริงของจักรวาล มิได้แตกต่างไปจากสภาพแท้จริงของมนุษย์และธรรมชาติของจักรวาล แทจ้ ริงเกี่ยวพันกบั ธรรมชาติของมนุษย์อย่างใกลช้ ิด เมือ่ ใดกต็ ามท่มี นุษยเ์ ข้าใจความเปน็ ไปของจักรวาล ย่อมเข้า ใจความทุกข์ของตนเอง พบแนวคิดอภปิ รัชญาท่ีกลา่ วถึงประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ ธรรมชาติของโลกและ ธรรมชาติของมนุษย์ 1. ธรรมชาติของโลก ไดแ้ ก่ แนวคิดทีว่ า่ ด้วยความเปน็ จรงิ เกยี่ วกับโลกและจักรวาลโดยเฉพาะประเด็น เร่ืองธาตแุ ท้ จดุ กำเนดิ โครงสรา้ ง และความเปลย่ี นแปลงอันเป็นธรรมชาติของโลกและจกั รวาล โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวคดิ ยอ่ ย ๆ คอื แนวคดิ ทางรงั สรรควิทยา และแนวคดิ ทางจักรวาลวิทยา ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1) รังสรรควิทยา (Constructionism) หมายถึง แนวคิดว่าด้วยการกำเนิดของสรรพสิ่งในจักรวาล แนวคดิ น้ไี มเ่ พียงกลา่ วถึงจุดกำเนิดของมนุษย์ โลก และจกั รวาล แตย่ ังคาบเกี่ยวกับปัญหาเรื่องพระผู้สร้างอีกด้วย โดยปกติพุทธปรัชญาถืงว่าการแสวงหาคำตอบในเรื่องนี้อาจทำให้เกดิ ความยึดมั่นถอื มั่นในอัตตา ซึ่งขัดกับหลัก อนตั ตาของทางพทุ ธศาสนา เพราะการหาคำตอบของการกำเนิด เท่ากบั ยอมรับว่าโลกมีมลู การณ์ คือ มตี วั การเป็น ด้นเค้าที่สุดของสรรพสิ่ง (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตุโต), 2552 : 85) อย่างไรกต็ าม นิยายเรื่อง อัฏฐสุตรา นำเสนอแนวคิดที่สัมพันธ์กับกำเนิดของจักรวาล เนื้อหาเป็นการจินตนาการให้ตัวละครเอกสามารถเดินทางขา้ ม เวลาด้วยวิธีการพิเศษ เช่น เดินทางผ่านเครื่องขา้ มมติ ิที่มีอำนาจพิเศษ เป็นต้น ทำให้ตัวละครได้พบเห็นสภาพที่ แทจ้ ริงของจกั รวาลและยอ้ นกลบั มาพจิ ารณาชีวิตของตนเอง กระทงั่ สามารถพน้ จากความทกุ ข์ทีม่ อี ยไู่ ด้ แนวคิดทางรังสรรค์ควิทยา อัฏฐสุตรา นำเสนอแนวคิดว่าด้วยการกำเนิดของจักรวาลในลักษณะ เดียวกัน คือ ชี้ว่าจักรวาลนั้นไร้จุดกำเนิด ทั้งนี้เพราะจุดกำเนิดและจุดสิ้นสุดของจักรวาลเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการเปลี่ยนแปลงแห่งเหตุปัจจัยสืบเนื่อง อันสื่อว่าสภาพที่แท้แห่งจักรวาลและสรรพสิ่งในจักรวาล คือ ความเปลย่ี นแปลงเคลื่อนไหว ไม่เท่ยี งแท้ ไร้ตัวตนและปราศจากแก่นสารให้ยึดถอื แนวคิดดงั กลา่ วมิได้คาดค้ันเอา บทสรปุ เก่ียวกับพระผู้สร้าง จุดกำเนิดจกั รวาลหรอื ชี้ให้เหน็ ต้นเค้าที่สดุ ของสรรพสงิ่ แต่ทว่ามุ่งแสดงให้เห็นความ จริงของจกั รวาล 2 ประการ (1) ประการแรก คือ การชี้ว่าจักรวาลแต่ละจักรวาลซึ่งเป็นส่วนย่อยของ มหาจักรวาล มี ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันตามหลักอิทัปปัจจยตา หากเกิดการเปลี่ยนแปลงในจักรวาลหนึ่งย่อมส่งผลกระทบ ตอ่ เนือ่ งไปยังระบบจกั รวาลอนื่ ๆ (2) ประการทส่ี อง คือ การแสดงธรรมชาตขิ องจกั รวาลซ่ึงอยูใ่ ตก้ ฎไตรลกั ษณ์ โดยนำเสบอแนวคดิ ว่า เมือ่ จักรวาลหนงึ่ สูญส้ิน ความสูญสน้ิ ของจกั รวาลหนึง่ จะเปน็ ปัจจัยใหเ้ กดิ จกั รวาลอีกจักรวาลหน่ึง จักรวาลเกิดข้ึน และดับลงอยา่ งต่อเนอ่ื งไมม่ ีทส่ี ้นิ สดุ ดงั นัน้ ความเปลี่ยนแปลง ไม่เท่ยี งแท้ และไรต้ วั ตน อนัตตา จงึ เปน็ สภาพท่ีแท้ ของจักรวาล นำไปส่บู ทสรุปวา่ จักรวาลไมม่ จี ุดกำเนิดหรือจุดจบท่ีแน่นอน มีแตก่ ารเกิดขึน้ และสญู สถายไปด้วยเหตุ ปัจจัย เปน็ วฏั จักรต่อเนอื่ งกนั ไปอย่างไมม่ ีท่สี ิน้ สุด แนวคิดเกย่ี วกับความจรงิ ของจกั รวาลทั้ง 2 ประการดังกลา่ วเปน็

การตอกย้ำแนวคดิ พทุ ธปรชั ญาทม่ี องเห็นความเปน็ ไปของสง่ิ ทง้ั หลายภายใดก้ ฎไตรลกั ษณแ์ ละอิทัปปัจายตา มงุ่ ให้ ผอู้ า่ นตระหนักว่า ความไมร่ ู้ไมเ่ ข้าใจในกฎเกณฑ์ธรรมชาตนิ ำไปสู่การสมั พันธ์ตนกับจักรวาลอยา่ งผิดๆ ความเห็น ผิดนี้เปน็ ต้นตอแหง่ ทกุ ข์ของมนุษย์ กลา่ วคือ มนษุ ยแ์ ตล่ ะคนจะสุขหรือทกุ ข์ข้ึนอยู่ว่า เขามองโลกและสัมพันธ์ตน กับโลกอย่างไร หากสามารถเข้าใจโลกภายนอกได้ ย่อมสามารถเข้าใจโลกภายในได้ดุจเดียวกัน ทั้งนี้เพราะ ธรรมชาติแห่งโถกภายนอกมิได้แตกต่างจากโลกภายใน คือการตกอยู่ภายใต้วังวนแห่งทุกข์ ความไม่เที่ยง และ ความไร้ตัวตนเสมอเหมอื นกนั หากรูเ้ ทา่ ทันธรรมดาของโลกดงั กล่าว ยอ่ มทำใหส้ ามารถดบั ทกุ ขล์ งได้ 2) จักรวาลวทิ ยา เนื้อหาสว่ นหน่ึงเปน็ ประเด็นคำถามทางอภิปรัชญาท่ีพระพทุ ธเจา้ ทรงใหค้ ำอธิบาย เนื่องจากมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปัญหาเรื่องความทุกข์ ผู้เขียนนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลวิทยา โดย ช้ใี ห้เห็นวา่ โครงสร้างของจกั รวาลมลี ักษณะเปน็ เครือข่ายเหตุปัจจยั ประกอบด้วยจักรวาลเปน็ จำนวนมาก สัมพันธ์ กันด้วยเหตุปัจจัย จักรวาลบางจักรวาลทับซอ้ นกันอยู่ในมติ ติ ่างๆ แต่ผัสสะของมนุษย์ที่มอี ยูอ่ ย่างจำกดั จงึ ไม่อาจ มองเห็นโครงสรา้ งท้ังหมดได้ ทั้งนีจ้ ักรวาลมไิ ดอ้ ยูน่ ง่ิ เฉย แต่เปลยี่ นแปลงเคล่อื นไหวด้วยเหตุปจั จยั ตลอดเวลา สิ่งท่ี มนษุ ย์มองเห็นจึงเป็นเพยี งฉากหนึง่ ในฉากนับลา้ นๆ ฉากท่ีอาจเปน็ ไปได้ ทกุ ครงั้ ทีป่ จั จยั หนงึ่ เปล่ยี นจะทำใหฉ้ ากแต่ ละฉากเปล่ียนแปลงผดิ เพี้ยนไป ทศั นะดงั กล่าวมุง่ ให้ผู้อ่านเข้าใจธรรมชาติของจักรวาล โดยชใี้ ห้เหน็ ว่าโลกที่มนุษย์ ประสบอยเู่ ปน็ โลกท่ีมนษุ ย์ปรุงแต่งขน้ึ มิใชโ่ ลกทีแ่ ท้จรงิ ทวา่ มนุษยม์ องไม่เห็นหรอื บางทีเลือกจะไม่เห็น จึงเข้าไป เก่ียวขอ้ งและจดั การกบั สิง่ ท้งั หลายดว้ ยตณั หา ยงั ผลให้เกดิ ความเสอ่ื มและความทกุ ข์ตามมา อย่างไรก็ตามเป็นที่ทราบกันดีวา่ ปัญหาทางอภิปรัชญาโดยมากเป็นคำถามอจนิ ไตยท่ีพระพทุ ธเจา้ ไม่ ทรงตอบ ทั้งนี้ โดยยกคำสอนในจูฬมาลงุ โกยวาทสูตรมาสนบั สนุน เนื้อหาของพระสูตรนี้กล่าวถึงเหตกุ ารณ์ที่มีผู้ ถามพระพุทธเจ้าถึงปัญหาหลายข้อ เช่น โลกเที่ยงหรือว่าไม่เที่ยง โลกมีที่สิ้นสุดหรือว่าไม่มีทีส่ ิ้นสุด ชีวะเป็นสิ่ง เดียวกบั ร่างกายหรือเปน็ คนละส่ิง มนษุ ย์และสัตว์ตายแลว้ มีอยู่หรือไม่มีอยู่ หรอื ว่ามอี ยูก่ ม็ ี ไมม่ ีอยกู่ ม็ ี หรอื วา่ มอี ยู่ก็ ใช่ ไม่มีอยู่ก็มใิ ช่ เป็นตน้ (พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ 13 ขอ้ 151-152 : 117-122) การท่ีพระพทุ ธเจ้าไม่ทรงตอบ คำถามเหล่านี้ ทำให้เกิดตีความหลายกระแส นักคิดฝ่ายพุทธเถรวาทตีความว่า เหตุที่ไม่ทรงตอบเพราะคำถาม ดังกล่าวไมช่ ว่ ยใหม้ นษุ ยพ์ ันทุกข์ ขณะทนี่ ักคดิ ฝ่ายมหายานตีความว่า เหตุที่ไม่ทรงตอบเพราะคำตอบนนั้ อาจลึกซ้ึง เกนิ กว่าท่มี นุษยท์ ั่วไปจะเขา้ ใจได้ อยา่ งไรกต็ าม (วทิ ย์ วิศทเวทย์, 2553 : 4) กล่าวถงึ ประเด็นน้ีไว้ว่า แท้จริงแล้ว พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับปัญหาอภิปรัชญาเช่นกัน เพราะนอกเหนือจากปัญหาอจินไตยคังกล่าว อภิปรัชญายังถกเถียงถึงปัญหาอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับปัญหาเรื่องความทุกข์ อันเป็นประเด็นที่ พระพทุ ธเจา้ ทางให้ความสำคัญ เช่น ปญั หาเกยี่ วกบั สภาพแท้จรงิ อนั เปน็ แก่นแท้ของมนุษย์และของโลกภายนอก ปัญหาเกี่ยวกับเจตจำนงเสรีของมนุษย์ เป็นต้น ดังนั้น หากกล่าวว่าศาสนาพุทธไม่สนใจอภิปรัชญาเลยนั้นคงไม่ ถูกต้องเสียทเี ดียว ทั้งนีข้ ึน้ อยู่ว่าจะตีความอภิปรัชญาว่าอย่างไร ในเมื่อโครงสร้างของจักรวาลที่มคี ุณสมบัติของ ความเปล่ียนแปลงและความหลากหลาย ย่อมสะทอ้ นถึงความไมเ่ ทยี่ งและกระบวนแห่งเหตุปัจจัยท่ีแฝงเร้นอยู่ใน ธรรมชาติแหง่ ชีวิตของมนุษย์ ตราบเท่าทไ่ี ม่ตระหนักถงึ ความจรงิ ขอ้ น้ี มนษุ ย์ย่อมเปน็ ทุกข์ เพราะความยึดม่ันถือ

มั่นและการพยายามหาหนทางตอบสนองตัณหาและอัดตาของตนเอง ยิ่งต้องสัมพันธ์กับส่ิงนอกตัว ยิ่งทวีโอกาส แห่งความผดิ หวังพลัง้ พลาดมากข้ึน ฉะนั้นหากไมอ่ ยากจ่อมจมอยู่กับความทกุ ข์ จึงควรเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและ รูเ้ ท่าทนั ความเป็นจรงิ ของโลกและจกั รวาล แนวคดิ เชิงปรัชญาเต๋า ปรัชญาเตา๋ เป็นปรัชญาอีกสายหนึ่งท่ี ผ้เู ขยี นนำมาใช้เป็นวตั ถุดิบในการสร้างเนอื้ หา อาศัยหลกั การและ แนวคิดที่ใกล้เคียงระหว่างพุทธและเต๋าเป็นจุดเชื่อมโยง กระทั่งแนวคิดเชิงปรัชญาเต๋ากลายเป็นปรัชญาหลักที่ ผสานเข้ากับหลักการทางวิทยาศาสตร์และปรัชญาอื่นๆ ในเรื่องอัฏฐสตุ รา ผู้เขียนใช้แนวคิดเชิงปรัชญาเต๋าเสรมิ จินตนาการเกี่ยวกับจักรวาลวิทยา นำไปสู่การสมมุติคำตอบและขัดเกลาความคิดที่มีต่อชีวิตและจักรวาล โดย คาดหวงั ว่า \"มนั อาจสามารถจดุ ประกายให้ผ้อู า่ นมองเหน็ ความยิ่งใหญ่ของจกั รวาล และความอศั จรรย์ของการถือ กำเนิดเป็นมนุษย์ใน โลกนข้ี นึ้ ... ซ่งึ ทา้ ยทีส่ ุดแล้วอาจชว่ ยทำใหเ้ กิดความรสู้ ึกถอ่ มตนและมองเห็นว่าชีวิตน้ีมีคุณค่า\" (วนิ ทร์ เลยี ววารณิ , 2553 : 1) นับว่าปรัชญาเต๋ามีบทบาทสำคัญต่อการสร้างสรรค์นิยายเรื่องอัฏฐสุตรา แบ่งเป็น 1) อภิปรัชญา 2) จรยิ ศาสตร์ 3) แนวคิดทางสุนทรียศาสตร์ และ 4) ญาณวทิ ยา โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งแนวคิดอภิปรัชญาท่ีแสดงทัศนะ เชงิ ปรชั ญาเต๋า แบง่ หัวขอ้ ในการวิเคราะหด์ งั น้ี เหตผุ ลท่ีปรัชญาเต๋าเป็นปรัชญากลุ่มหน่ึงทีม่ บี ทบาทโดดเด่นในการนำเสนอแนวคิดรังสรรควิทยาและ จกั รวาลวทิ ยา เพราะคำสอนของปรัชญาเต๋าอยู่ขอบเขตในท่ีสามารถนำมาเปรียบเทยี บกับฟสิ ิกส์สมัยใหม่ได้อย่าง สอดคลอ้ ง โดยเฉพาะแนวคดิ เรอ่ื งแบบแผนวิถแี ห่งเอกภาพทอ่ี าศัยลักษณะของเต๋า คือ ธรรมชาตแิ หง่ การหมุนวน ของการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไม่รู้จบซึ่งสามารถใช้อธิบายเรื่องกำเนิดจักรวาล และแนวคิดเรื่องการขับเคี่ยว ระหวา่ งหยนิ และหยางซง่ึ สามารถใช้อธิบายโครงสร้างของจักรวาลท่มี คี วามเชือ่ มโยงสบื เนื่องและเปล่ียนแปลงกลับ กลายเป็นธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ผู้วิจยั พบทัศนะเชงิ อภิปรชั ญาของผู้เขียนที่แสดงแนวคดิ เต๋า โดยสามารถ แบง่ ออกเปน็ แนวคดิ ยอ่ ยๆ เชน่ เดยี วกบั พทุ ธปรัชญา คือ ธรรมชาติของโลกและธรรมชาติของมนุษย์ ดังรายละเอียด ตอ่ ไปนี้ 1. ธรรมชาตขิ องโลก ได้แก่ แนวคดิ ทวี่ ่าด้วยความเป็นจรงิ เกย่ี วกับโลกและจักรวาล เชน่ เร่ืองธาตุแท้ กำเนิด ความเปลี่ยนแปลง โดยแบง่ เปน็ 2 ประเด็นใหญ่ ๆ คือ รงั สรรควิทยา และจักรวาลวทิ ยา ดังนี้ 1) รงั สรรควทิ ยา (Constructionism) ตามแนวคดิ ของลัทธิเตา๋ จักรวาลและทุกสรรพสง่ิ ในจักรวาล ถือกำเนิดจากเต๋า เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทุกสิ่งจะเคลื่อนไหวไปตามครรลอง เติบ โตและมีพัฒนาการเต็มท่ี จนถึงขั้น สุดท้ายแล้วจึงย้อนกลบั ไป สเู่ ตา๋ ตามเคมิ การเคลอ่ื นไหวในกระบวนการดงั กลา่ วเป็นไปตามอำนาจแหง่ เหตุปัจจัยที่ มีเต๋าเป็นกฎเกณฑ์และพื้นฐานในการสร้างสรรค์ ภายใต้แรงขับดันระหว่างสิ่งที่อยู่ขั้วตรงข้ามกัน ดังปรากฏ ในกัมภีร์เต๋า เต๋อ จงิ บทที่ 42 ความว่า

เต๋าให้กำเนิดแกห่ น่งึ /จากหนง่ึ เปน็ สอง /จากสองเป็นสาม / จากสามเป็นสรรพส่ิงในจกั รวาล จกั รวาล ที่ถกู สร้างสรรค์ ประกอบดว้ ย หยาง อยูด่ า้ นหนา้ หยนิ อยู่ด้านหลงั สิ่งหน่ึงขาวสง่ิ หน่ึงดำ สิ่งหนึ่งบวกสิ่งหนึ่งลบ ทั้งสองสง่ิ ผสมผสานกัน จนกลมกลนื เปน็ หน่ึงเดยี ว... (เหลาจ๊ือ, 2537 : 124) ปรากฏการณ์คังกล่าวก่อให้เกิดการหมุนวนแบบวั ฏฏะที่ไม่มีจุดเริ่มและไม่มีจุดปลายหมุนเวียน เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ดังนั้น จุดเริ่มต้นของจักรวาลตามคติในปรัชญาเต๋าจึงแสดงให้เห็นว่าไม่มี จดุ เริ่มตน้ หรอื จดุ สิน้ สุดท่แี ทจ้ ริง มเี พียงสภาวะของการเปลี่ยนแปลงหมนุ วนหวนคนื สู่ต้นกำเนดิ เดิม เพอื่ สรา้ งความ สมดุลสอดคล้องและความเป็นเอกภาพของสรรพสิ่งในจักรวาล แสดงให้เห็นแนวคิดเกีย่ วกับกำเนิดของจักรวาล ตามทัศนะของลทั ธิเตา๋ 2 ประการ (1) ประการแรก คือ แนวคิดที่ขี้ว่าจกั รวาลและสรรพสิ่งในจักรวาลตกอยูใ่ ต้การเปลีย่ นแปลง ซึ่งเกิด จากการขับเค่ยี วระหวา่ งสง่ิ ตรงกนั ข้าม คือ หยินและหยาง คตู่ รงกันข้ามน้ีก่อให้เกดิ แรงขบั ดันหมนุ เวยี นสับเปล่ียน ในฐานะเหตปุ จั จัยสมั พนั ธ์ เมอ่ื ส่ิงหนึง่ มพี ัฒนาการไปถงึ จุดสูงสุดจะยอ้ นกลบั ไปสู่ทศิ ตรงกันข้ามเสมอ การเคล่อื นที่ ในทิศทางตรงกนั ข้ามกอ่ ให้เกิดการหมนุ วนแบบวัฏฏะ จกั รวาลจึง ไม่มจี ุดเริม่ หรือจุดจบ มเี พียงการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหวของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป วนเวียนกันไปเช่นนี้ไม่รู้จบสิ้น ปรากฎการณ์ดังกลา่ วคล้ายคลงึ กับหลกั อนจิ จงั และอนัตตาของพทุ ธปรชั ญา ซง่ึ ชใี้ หเ้ ห็นถงึ การดำรงอยู่ช่ัวคร้ังคราวหรอื ความเป็นภาพลวงตาของสรรพส่ิง อนั แสคงถงึ ธรรมชาติของสรรพสิ่งท่ีลว้ นไรร้ ูปและวา่ งเปล่า (2) ประการทส่ี อง คอื แนวคิดท่ชี ว้ี า่ ทกุ สง่ิ ในจักรวาลถือกำเนิดจาก \"เตา๋ \" ในฐานะความว่างท่ีมีความ กว้างเปน็ อเนกอนนั ต์ จักรวาลซง่ึ ขยายตวั เต็มท่แี ลว้ ในทา้ ยที่สดุ ยอ่ มกลับคืนส่เู ตา๋ อาการของเตา๋ คอื การดำเนนิ ไป ของจกั รวาลซ่ึงเกดิ ขึน้ ตามเหตุปัจจยั โดยมแี รงปฏกิ ริ ยิ าระหว่างสิ่งทีม่ ขี ้ัวตรงขา้ มเปน็ ตัวขับเคล่ือนการหมุนเวียน เปล่ียนแปลงดังกลา่ ว การนำเสนอแนวคดิ ทั้ง 2 ประการดงั กล่าว ส่ือถงึ การกำเนดิ จากจกั รวาลตามทัศนะของเต๋าซึ่งบ่งบอก ถงึ กฎอันแนน่ อนของธรรมชาติ 2 ประการ ไดแ้ ก่ กฎการหมุนเวียนของส่งิ ตรงกันขา้ มและกฎการเปล่ยี นแปลงหมุน วนแบบวัฏฏะ กฎทั้ง 2 ข้อนื้ คือ กฎแห่งเต๋า ซึ่งอันท่ีจริงเป็นกฎที่มีความสืบเนื่องกัน คือ การหมุนเวียนของสิ่ง ตรงกันขา้ มก่อใหเ้ กดิ การหมนุ วนแบบวัฏฏะ สื่อใหเ้ ห็นสภาพชว่ั คราวของสรรพสิง่ ท่หี าสารตั ถะแนน่ อนอนั เท่ยี งมิได้ การเกดิ ขน้ึ ตงั้ อยู่ และดับไป เป็นธรรมชาตซิ ง่ึ มนษุ ย์ไม่อาจฝืนบงั คับได้ เปา้ หมายของ ผเู้ ขียน ที่ต้องการนำเสนอ แนวคิดดังกล่าว มิใช่เพียงคาดเดาถงึ ต้นกำเนิดของจักรวาลอันเป็นคำถามอจินไตย แต่เป็นการชีใ้ ห้เห็นความจรงิ เกย่ี วกบั ความทกุ ข์ของมนุษยต์ ามทศั นะของเต๋า ไดแ้ ก่ การแสดงให้เหน็ ว่าความทกุ ข์เกดิ จากการฝืนธรรมชาติของ มนษุ ย์ กล่าวคือ การพยายามแทรกแซงจัดการสรรพสง่ิ ด้วยความปรารถนา หรือลุม่ หลงในการตอบสนองความพึง พอใจส่วนตนโดยไม่ใส่ใจความจริงของชีวิต ก่อให้เกิดการแก่งแย่งแข่งขัน ดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่าง ๆ อย่างฟุ้งเฟอ้ กอ่ ให้เกิดความขัดแย้งในการคำเนนิ ชวี ิตและทำให้มนษุ ย์สูญเสียธรรมชาติด้ังเดิมของตน เพือ่ หลกี เลี่ยงทุกข์มนุษย์ ควรเลือกกระทำในสิ่งทีส่ อดคลอ้ งกับเต๋า ได้แก่ การกระทำท่ีปล่อยไปตามครรลองของธรรมชาติ เช่น การปล่อย

วาง ไม่ยดึ มนั่ ถอื มั่นหรอื เอนเอยี งสดุ โตง่ ข้างใดข้างหนง่ึ เข้าใจธรรมชาตขิ องความเปล่ียนแปลง ยอมรับทุกส่ิงท่ีเข้า มาในชีวติ ดว้ ยสติรเู้ ท่าทัน เป็นต้น เหล่าน้คี อื วิธกี ารสร้างสมดุลในการใช้ชีวิต เพอ่ื ทำใหม้ นุษย์สามารถครองชีวิตได้ อยา่ งเปน็ สขุ แนวคดิ เชิงปรัชญาเต๋า พยายามชใ้ี หเ้ ห็นว่าสรรพส่ิงในจักรวาลตกอยู่ภายใตก้ ารเปล่ียนแปลงทุกขณะ โดยการหมนุ เวียนเป็นวัฏฏะเลอื่ นไหลจากจุดหน่ึงไปสอู่ ีกจุดหนงึ่ จากความแตกสลายหวนคืนสตู่ น้ กำเนิด สลับไป มาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังที่ เล่าจื๊อ ผู้ให้กำเนิดลัทธิเต๋ามีทัศนะว่า \"...จุดจบ คือ จุดเริ่มต้นของชีวิต คือความ เปลี่ยนแปลง ความเจรญิ และความเสอ่ื มสลบั สับเปลีย่ นกนั เหมอื นกลางวนั กับกลางคืนจุดสุดยอดของความรุ่งโรจน์ คือ จุดเรม่ิ ตน้ แห่งความเสอ่ื ม ทุกสิ่งในจักรวาลถกู ครอบงำด้วยอำนาจของเต๋า\" (ทองหล่อ วงษธ์ รรมา, 2549 : 33) โลกทัศน์ของเต๋ามองจักรวาลในฐานะสิ่งสัมพัทธ์ ด้วยเชื่อว่าหากสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อให้เกิดผลสูงสุด จะย้อนกลับไป ให้ผลในทิศทางตรงกันขา้ มเสมอ การขับเค่ียวระหว่างขั้วตรงข้าม คือ หยินและหยาง ส่งผลให้ความเปล่ียนแปลง กลับกลายเป็นธรรมชาติของจักรวาล โดยหลักการนี้จักรวาลถือกำเนิดจาก \"ความไมม่ \"ี หรือไหลมาจาก \"ความมี\" ของอีกจกั รวาลหนึ่ง จกั รวาลจึงเกิดดบั นบั ครงั้ ไม่ถว้ น ไมม่ จี ดุ เริม่ ต้นหรือจดุ สิน้ สุดท่แี นน่ อน มแี ต่ความเปลยี่ นแปลง เคลอื่ นไหวไปมาระหวา่ งเกิดและดับ ทั้งน้สี อ่ื วา่ ลำพงั ทฤษฎที างวทิ ยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ ไมอ่ าจทำให้ เข้าถึง ความจรงิ ได้ เพราะระบบตรรกะทางวิทยาศาสตร์จะจำกัดด้วยภาษา ทฤษฎี และยึดม่นั ถือมนั่ ยง่ิ พยายามจัดการ ระบบความคิดให้ชัดเจนหรอื สอดคล้องกันอย่างมีระบบเพียงใด มนุษย์ก็ยิ่งห่างไกลไปจากโลกแหง่ ความเปน็ จริง มากเพียงนั้น การตระหนักรู้ความจริงในธรรมชาติตามทัศนะของเต๋าจึงต้องข้ามพ้นภาพลวงของสิ่งสัมพัทธ์ คือ ความคิดสุดโต่งของทงั้ สองดา้ น ดว้ ยการยอมรบั ความจริงว่าสรรพสิ่งมคี วามเปลย่ี นแปลงเปน็ ธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใด คงเดมิ หรือม่นั คงไปไดต้ ลอด มนษุ ยไ์ มม่ ีอำนาจพอที่จะเขา้ ไปควบคมุ สงิ่ ใดใหเ้ ปน็ ไปดังใจได้ โดยนยั นี้การดำรงชีวิต อย่างสอดคล้องกลมกลนื กับธรรมชาติจึงเปน็ ความสุขแท้จรงิ การนำเสนอเช่นน้ีส่ือว่าวิทยาศาสตร์หรือระบบความคิดอื่นๆ ของมนษุ ย์ ในทา้ ยที่สุดมิใช่คำตอบของ มนษุ ยชาติ หากเป็นเพียงเคร่อื งมอื สนองตอบความทะยานอยาก ซึ่งอาจแปรผนั ไปทางดีหรอื ชั่วได้สุดแท้แต่มนุษย์ ผู้ใช้งาน โดยมากมกั นำไปสู่หายนะมากกวา่ ความเจริญรงุ่ เรอื งในสังคม อดุ มคตทิ ีม่ นษุ ยค์ าดหวงั ขณะท่แี นวคิดเชิง ปรชั ญาอยู่ในรปู ลักษณ์ของทางออกทีเ่ ป็นเสมอื นแสง รำไรของความหวังซึ่ง เรียกร้องใหม้ นุษย์หนั กลับมาหา เพ่ือ การเผชิญหน้ากับความทุกข์ ความเปลี่ยนแปลง และกระแสความเจริญอันเชี่ยวกรากอย่างมีสติ อย่างไรก็ตาม มุมมองของการวจิ ารณ์ หนังสือเร่ือง อัฏฐสุตรา พบว่ามีลักษณะอันเป็นจุดเด่น และ จุดด้อยท่ีน่าสังเกต โดยแบง่ วเิ คราะห์เป็นประเด็นศึกษาดังน้ี จดุ เดน่ 1. หากผู้อ่านได้เคยติดตามผลงานของผู้เขียนท่านนี้มาก่อน จะทำให้ทราบว่า อัฏฐสุตรา ยังคง มาตรฐานของผูเ้ ขียนได้เป็นอย่างดี ท้ังในด้านการให้ความสำคัญของขอ้ มูลเชิงวิชาการ การนำเสนอท่ีลำ้ สมัย สนุก

ชวนติดตาม ได้ความรู้ อีกสิ่งที่เราจะได้รบั นอกจากความบันเทิงคือ ความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ดารา ศาสตร์ และความรู้ต่างๆอีกมากมาย นำมาสอดแทรกเข้ากับเนื้อเรื่องได้อย่างลงตัว โดยแนวคิดเชิงปรัชญา ที่ปรากฏในนวนิยายเร่ืองนี้มีเนื้อหาครอบคลุมปรัชญาสาขาต่างๆ ทั้งอภิปรชั ญา จริยศาสตร์ สุนทรียศาสตรแ์ ละ ญาณวทิ ยา สื่อถึงความพยายามในการใช้ประเด็นทางปรชั ญา สร้างสรรค์ เน้อื หาของนิยายวทิ ยาศาสตร์ให้เป็นงาน แนวสรา้ งสรรค์ตามแบบฉบบั ของผูเ้ ขยี น ทำให้ผอู้ ่านสัมผสั กับแนวคิดเชงิ ปรชั ญาซงึ่ โดดเด่นข้ึนมาด้วยองคป์ ระกอบ อยา่ งน้อย 2 ดา้ น คือ 1) ด้านเน้อื หา อนั เป็นช่องทางสำหรับสอดแทรกแนวคดิ ทางปรชั ญา โดยใชน้ ยิ ายวิทยาศาสตร์ซึ่งมัก วิพากษ์วจิ ารณ์มนุษย์ นำไปสู่การอภิปรายปัญหาเรื่องความทุกข์ตามทัศนะพุทธปรัชญา เรียกรอ้ งให้ผู้อ่านหนั มา ดำเนนิ ชวี ิตอยา่ งกลมกลืนกับธรรมชาติตามทศั นะปรชั ญาเต๋า 2) ด้านกลวิธีการนำเสนอแสดงให้เห็นกระบวนการหยิบยืม รหัสปริศนา ร่องรอยของตัวบท ตลอดจนนยั ทีส่ ือ่ ถงึ แนวคิดเชิงปรชั ญาผา่ นรูปแบบการนำเสนอ 2. ทัศนะของผเู้ ขียนต่อวิทยาศาสตรเ์ ป็นไปในเชงิ ประนีประนอม โดยมองว่าตน้ เหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง คือมนุษย์ มใิ ชค่ วามเจริญกา้ วหนา้ ทางวิทยาศาสตร์ โดยนำเสนอวทิ ยาศาสตร์ในฐานะในฐานะระบบคดิ ทีม่ คี ณุ ค่า ต่อการเขา้ ถึงความจรงิ ในลักษณะหนึง่ ประเด็นจึงเน้นอยู่ที่การแสวงหาวิธีการพ้นทุกข์ของตัวละครมากกว่าการ เพง่ เลง็ ความเสยี หายท่ตี ดิ พว่ งมากบั วิทยาศาสตร์ 3. ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ในหนังสือเรื่องนี้ ปรากฎฐานะคู่ขัดแย้ง โดยวิทยาศาสตร์อยู่ในรูปของ ระบบความคดิ สง่ิ ประดษิ ฐ์สนองตณั หาหรอื ส่ิงทเี่ กย่ี วพันกับพฤติกรรมด้านมดื ของมนุษย์ ขณะทป่ี รชั ญาปรากฎใน รูปความหวัง ระบบคิดที่เป็นทางแก้ปัญหา หรือพฤติกรรมของตัวละครที่เป็นแบบอย่างการวางบทบาทเช่นน้ี ยังผลใหน้ ิยายกลุ่มน้ีมุ่งเน้นไปท่กี ารเตือนใจหรือสง่ั สอนมนุษย์ ราวกับวา่ อฏั ฐสุตรา คอื นิทานสอนใจท่ีกำลังชักจูง ใหผ้ ้อู า่ นทำความดี เว้นจากความช่ัวร้ายและหันกลับมาสำรวจโลกภายในของตนเอง คน้ พบด้านสวา่ งภายในจิตใจ เข้าใจและมองโลกในแง่มมุ ท่ีผู้เขยี นนำเสนอ จดุ ด้อย 1. เนอ้ื เรอื่ งบางชว่ งบางตอนค่อนข้างหนักในแง่วิชาการ แนวคิดเชิงปรชั ญาเต๋าท่ีปรากฎใน อัฏฐสุตรา เปน็ แนวคิดที่สอดรับกับแนวคิดเชงิ พทุ ธปรัชญา ส่อื วา่ ผเู้ ขียน อาศัยพ้นื ฐานท่ใี กลเ้ คียงระหว่างปรัชญาท้ังสองเป็น จุดเชื่อมโยงให้ปรัชญาเต๋า ซึ่งไม่เป็นที่คุ้นเคยของผู้อ่านซึ่งโดยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับแนวคิดทางพุทธศาสนาเป็น สว่ นมาก ให้เป็นทีย่ อมรบั โดยง่าย ทงั้ นเี้ พราะการใช้ปรชั ญาทีผ่ ู้อ่านไมค่ ้นุ เคย สมุ่ เสยี่ งต่อการอา่ นไม่รู้เรื่อง ไม่เขา้ ใจ และทำให้เกิดการตีความผิดๆ ผู้เขียนพยายามทำลายข้อจำกัดนี้ด้วยการเพิ่มรายละเอียดของแนวคิดเต๋าด้วย คำอธิบายของตวั ละคร เสรมิ อรรถาธบิ ายคำศัพท์ เพิม่ ภาคผนวก และแทรกภาพประกอบเรื่องทว่าวธิ ีการนีก้ ลับทำ ใหบ้ ทสนทนาของตัวละครอัดแน่นไปด้วยเนอ้ื หา รายละเอียดแต่ละส่วนตอ้ งการความเข้าใจ มิใช่เพยี งการติดตาม

เร่ือง ผ้อู ่านทีเ่ พิ่งอ่านงานแนวน้ีหรอื ผูท้ ่ไี ม่เขา้ ใจหลักการเต๋าเพียงพอ อาจรสู้ ึกวา่ งานกลุม่ นีอ้ ่านยาก หนัก และเต็ม ไปดว้ ยเรอ่ื งอ่านแล้วไมเ่ ข้าใจ ผู้อ่านที่ไมค่ ุ้นเคยกบั นวนิยายแนวนี้ อาจต้องอ่านไปพักไป 2. ด้วยกลวิธีการนำเสนอความลุ่มลึกแนวคิดที่แยบยล จึงเป็นผลให้อัฏฐสุตรา ทวีความเข้มข้นของ แนวคดิ เชิงปรชั ญามากขนึ้ สงั เกตได้จากการเจาะประเด็นปัญหาทางปรชั ญาที่เน้นให้ผอู้ า่ นหันมาสำรวจโลกภายใน ของตนมากขึน้ นอกจากน้ี ยงั ใช้ข้อมลู ทางประวตั ศิ าสตร์ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ และศาสตรท์ างปรชั ญาอื่นๆ ท่ีมี แนวคิดใกล้เคียงกนั มาสนับสนนุ ให้แนวคิดเชงิ ปรชั ญาให้ลุ่มลึก พัฒนาการดังกลา่ วสื่อถึงการค้นคว้าข้อมูลอย่าง หนกั ของผู้เขยี น ซึง่ ต้องการให้แนวคิดและเนอ้ื หาเขม้ ขน้ และหนักแน่นยง่ิ ข้ึน ทวา่ วธิ ีการดังกล่าวอาจทำให้เนื้อหา บางช่วงเตม็ ไปด้วยสาระขอ้ มูล จนเปน็ ผลให้ผทู้ ไี่ มส่ นใจในปรัชญาหรอื วิทยาศาสตรเ์ กดิ ความเบ่ือหน่ายและติดขัด ในรับสารที่ผเู้ ขยี นตง้ั ใจนำเสนอ ผลงานกลุ่มนี้จึงไมก่ ว้างขวาง ยังคงเป็นผ้อู า่ นกลุม่ เล็กๆ เท่านั้น บทสรปุ นิยายวทิ ยาศาสตร์ เรอื่ ง อัฏฐสตุ า จัดเป็นงานกล่มุ หนึ่งท่ีทำให้แนวคดิ เชิงปรัชญาเบง่ บาน ท้ังยังส่ือว่า ปรชั ญาศาสนาและวิทยาศาสตร์สามารถอยรู่ ว่ มกันได้ วทิ ยาศาสตร์ทำให้ผ้อู ่านมจี นิ ตนาการ มพี ลังทางปญั ญา และ ไมย่ อมแพต้ อ่ ความเปน็ ไปไม่ได้ทง้ั ปวง ขณะท่ปี รัชญาช่วยทำให้รู้สกึ ถอ่ มตน สอนให้เขา้ ใจธรรมชาติ มองโลกตาม ความเป็นจริง เรื่องอฏั ฐสุตรา เป็นชื่อเรื่องที่ต้ังจากแนวคิดอันเป็นศูนย์กลางของเรื่อง โดยคำว่า อัฏฐสุตรา เกิด จากการรวมคำระหว่าง อัฏฐะ ที่หมายถงึ เลขเปด และ สุตรา (sutra) ที่หมายถึง พระสูตร หรืออีกความหมายท่ี แปลว่า เส้นทาง ดังนั้น อัฏฐสุตรา จึงหมายถึง เส้นทางแปดสาย หรือ อริยมรรค 8 คือ การกระทำแปดประการ ตามหลักทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) เพื่อนำไปสู่ความรู้และความหลุดพ้นของมนุษย์ สัมพันธ์กับความเอน เอียงสุดโต่งของ ตัวละครเอก โดยใช้สรรพนามว่า \"เขา\" ในการดำเนินเรื่อง ซึ่งมีปมขัดแย้งในใจเพราะอดีตอัน เลวร้าย ความยึดมั่นถือมั่นในอดีตและทฤษฎีความรู้ของตนอย่างสุดโต่ง ทำให้ \"เขา\"ดิ้นรนอยูใ่ นวังวนแห่งความ ทกุ ข์ซำ้ แล้วซำ้ เล่า กระทง่ั ได้ไปไขปรศิ นาของหอ้ งแปดเหลย่ี มลึกลับในสสุ านโบราณ ยงั ผลให้ \"เขา\" เริม่ ตระหนักถึง เหตุผลท่ตี นยงั คงวนเวียนอยู่กับอดีต และคอ่ ยๆ ปล่อยวางจากความคิดท่ยี ึดม่ันถอื ม่นั อยู่ อฏั ฐสุตราไม่เพยี งเป็นแนวคดิ ท่ีว่าด้วยการปลอ่ ยวางจากความเอนเอยี งสุดโต่งตามทัศนะพุทธปรัชญา แต่ยงั สมั พนั ธ์กับ อฎั ฐลักษณ์ หรือ สญั ลักษณท์ ั้งแปดท่สี ื่อถงึ ความเปลี่ยนแปลงของจกั รวาลตามแนวคิดอ้ีจิง และ ปรชั ญาเตา๋ อันเกิดจากทวลิ ักษณะ คือ หยนิ และ หยาง ซงึ่ ขบั เคีย่ วกันจนเกิดเปน็ ปรากฎการณ์และสรรพสิ่งตา่ ง ๆ เชน่ กลางวัน-กลางคืน นำ้ ข้ึน-น้ำลง ฤดูร้อน-ฤดูหนาว สวรรค์-โลก บวก-ลบฯลฯ จงึ สัมพนั ธ์กบั แนวคดิ ว่าดว้ ยความ เปลี่ยนแปลงและสายทางแห่งธรรมชาติในปรชั ญาเต๋า เพื่อสื่อวา่ จักรวาลนั้นมีการเปล่ียนแปลงตลอดเวลา ชีวิต ของมนุษย์ก็เช่นกัน มนุษย์เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามอายุขัยที่เพิ่มขึ้นและประสบการณ์ในชีวิตของตน หากไม่ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ย่อมประสบความทกุ ขซ์ ้ำซาก \"อัฎฐสุตรา\" จึง

เปน็ แนวคิดทค่ี วบคมุ เร่ืองโดยสอ่ื ถงึ แนวคดิ ทงั้ พทุ ธปรัชญาและปรัชญาเต๋า ซึง่ มองเชน่ เดยี ววา่ การใช้ชวี ติ เอนเอียง สุดโตง่ ด้วยการยดึ มัน่ ถือม่นั ในส่งิ ใดจนเกนิ ไป คอื สาเหตแุ หง่ ทุกขข์ องมนษุ ย์ ทัง้ นี้หากต้งั ข้อสังเกต อัฎฐสุตรา ไม่เพยี งส่ือถงึ แนวคิดของเรอ่ื งแต่ยังมบี ทบาทในการควบคุมโครงเร่ือง จะพบว่าการแบง่ บทของนยิ ายเร่ืองน้ี แบ่งเป็น 8 บทตาม อัฏฐลักษณท์ ้งั แปดของอ้จี ิง ในแต่ละบทจะสมั พนั ธก์ บั ชื่อ บท พฒั นาการของเรอ่ื งและพัฒนาการทางความคิดของตัวละครเอก เพราะฉะน้นั ช่อื เรือ่ ง \"อฏั ฐสุตรา\" จึงถือเป็น หัวใจของนิยายเร่อื งนอี้ ย่างแท้จริง ทว่าการจะเขา้ ใจความหมายของช่ือเรื่องน้ไี ด้ ผอู้ ่านตอ้ งอา่ นเรื่องให้จบและทำ ความเขา้ ใจแนวคิดเชิงปรัชญาที่แฝงในเรื่อง เรียกได้ว่า นอกจากชื่อเรอ่ื งจะเป็นส่งิ ท่ีบอกใบถ้ ึงแก่นเร่ืองแล้ว ยังมี บทบาทในการกระตุ้นความใคร่ร้ขู องผู้อ่านทมี่ ตี อ่ เรอื่ งด้วย สรุปได้ว่า จากเรื่องอัฏฐสุตรา ผู้เขียนได้นำเสนอแนวคิดว่า โครงสรา้ งของจักรวาลที่มคี ุณสมบตั ิของ ความเปลยี่ นแปลงและความหลากหลาย จกั รวาลของมนุษย์มีจุดเริม่ ต้นจากความเปลี่ยนแปลงในอีกจักรวาลหนึ่ง จึงไมม่ จี ุดเริ่มตน้ หรือจุดจบที่แท้จรงิ มีแตก่ ารเปลี่ยนแปลงหมนุ เวียนแบบวัฏฏะอันเกดิ จากแรงผลักคันท่สี มั พนั ธ์กัน ระหว่างสิ่งตรงกันข้าม เมื่อปรากฏการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นและดำเนินไปถึงจุดสุดยอดของพัฒนาการ ย่อมเคลื่อน กลับไปในทิศทางตรงกันข้ามเสมอ สะท้อนถึงความไม่เที่ยงและกระบวนแหง่ เหตุปัจจัยที่แฝงเร้นอยู่ในธรรมชาติ แหง่ ชีวิตของมนษุ ย์ ตราบเท่าทไ่ี ม่ตระหนักถงึ ความจริงขอ้ น้ี มนษุ ย์ยอ่ มเปน็ ทกุ ข์ เพราะความยดึ มน่ั ถอื มั่นและการ พยายามหาหนทางตอบสนองตัณหาและอัดตาของตนเอง ยิ่งต้องสัมพันธ์กับสิ่งนอกตัว ยิ่งทวีโอกาสแห่งความ ผิดหวงั พล้ังพลาดมากขนึ้ ฉะน้ันหากไม่อยากจ่อมจมอยกู่ ับความทุกข์บรรลคุ วามสขุ สงบจึงเกิดข้ึนหากมนุษย์ปล่อย วาง ไมพ่ ยายามฝืนธรรมชาติ และดำเนนิ ชวี ิตดว้ ยการมองโลกตามความเป็นจริง บรรณานุกรม ชัยวัฒน์ คุประตกุล. (2524). วิทยาศาสตร์ในนิยายวิทยาศาสตร์ ความรู้และแนวคิดในการเข้าถึงนิยาย วิทยาศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : สำนกั พมิ พต์ ้นหมาก. ทองหล่อ วงษ์ธรรมา.(2549). เตา๋ : ทางแหง่ ธรรมชาติ. กรงุ เทพมหานคร : สำนักพิมพ์อินเดียนสโตร์. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตุโต). (2552). พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ. (พิมพ์ครั้งท่ี11). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . (2539). พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพ มหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. วิทย์ วศิ ทเวทย์. (2553). ปรชั ญาทรรศน์ : พุทธปรชั ญา. กรุงเทพมหานคร : โครงการเผยแผ่ผลงานวชิ าการ คณะ อกั ษรศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย. วนิ ทร์ เลียววาริณ. (2553). อฏั ฐสตุ รา. กรงุ เทพมหานคร : บริษทั 113 จำกดั . เหลาจ๊อื . (2537). เตา๋ เต็ก เก็ง. (โชติชว่ ง นาดอน, แปล). (พิมพ์คร้ังที่ 3). กรงุ เทพมหานคร : สำนักพิมพข์ า้ วหอม.