Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ชุมนุมเรื่องสั้น

ชุมนุมเรื่องสั้น

Description: หนังสือ ชุมนุมเรื่องสั้น งานของ พุทธทาส ภิกขุ

Keywords: พุทธทาส ภิกขุ ,พุทธทาส,ชุมนุมเรื่องสั้น,ปรัชญา,ธันรบ,พระครูปลัดธันรบ,วงศ์ษา

Search

Read the Text Version

ชุมนมุ เร่ืองส้นั – พทุ ธทาสภิกขุ หนังสอื ชมุ นุมเรอื่ งสนั้ พทุ ธทาสภิกขุ คาํ นาํ ของผูป ระพันธ เมอ่ื ปรากฏวา จะมีการพมิ พบ ทประพันธเ รื่องสั้นๆ ที่ขา พเจา เคยเขยี นลงในหนงั สอื พิมพพ ทุ ธ สาสนา และหนังสอื พิมพอ ่นื ๆอกี บางฉบับ รวมเขา เปน เลมเดยี วกัน ขา พเจา ไดเรยี กตน ฉบบั มา ตรวจแกถอยคาํ และขอความบางแหง ซงึ่ ควรจะแกไข เพ่ือความเรยี บรอ ยและเปนผลดยี ง่ิ ขนึ้ . เนื่องจากบทประพนั ธเ หลานี้ สว นมากเขยี นลงในหนงั สอื ตางๆ เมือ่ ๑๕ ปม าแลว เปน สว นมาก ฉะนนั้ ถอยคาํ จึงผิดจากทีใ่ ชก นั อยูในเวลานี้ อกี อยางหนึ่งในเวลานั้น ขา พเจาไมเคยมี ความรูในการใชศพั ทบ า ง, และศัพทต า งๆ ในเวลานน้ั ยังไมยตุ วิ า จะใชก ันอยา งไรแนบ าง จงึ เปน การจาํ เปน ทใี่ นการพมิ พค ร้ังน้ตี องสาํ รวจแกไขถอยคาํ บางศัพทหรือบางคาํ ใหต รงกบั ทีย่ ตุ ใิ ชกนั อยใู นเวลาน้ี เพอ่ื ผลดแี กทา นผูอานทั่วๆ ไป. สําหรับขอความนนั้ ไมม กี ารแกไ ขโดยสว นใหญ เพียงแตต กเตมิ คาํ บางคํา เพ่ือใหใจความ แหง ประโยคน้นั ๆ รัดกมุ ชดั เจนยงิ่ ข้นึ เทา นัน้ . ท้งั นเ้ี วลาไมเ พยี งพอ แมแตจะทาํ เชงิ อรรถเพิ่มเติม บางแหงกท็ าํ ไมทัน แตก ห็ วงั วาหนังสือนจ้ี ักเปน ประโยชนแ กผูส นใจตามควร. ภิกขุ พุทธทาส อินฺทปฺโญ สวนโมกขพลาราม ท่ี ๑ มกราคม ๒๔๙๕ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 1 / 90

ชมุ นมุ เรอ่ื งส้นั – พทุ ธทาสภกิ ขุ คําปรารภในการพมิ พค รง้ั ที่ ๔ ชุมนุมเรื่องสนั้ เปน หนังสือ รวมผลงานประพันธ ประเภทเรอื่ งสั้นๆ ของทา นอาจารยพทุ ธ ทาสภิกขุ ทที่ า นเขียนระหวา ง ป พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๙๑ ลงพิมพในหนงั สือพิมพ พุทธสาสนา และ หนงั สอื พมิ พอ่ืนๆ อีกบางฉบบั คณะธรรมทาน ไชยา ไดรวบรวม เทาทเ่ี หน็ วา สมควร จดั พมิ พ ขึ้นกอน เปน เลม คร้ังแรก เมื่อป พ.ศ. ๒๔๙๕ สํานกั พิมพสุขภาพใจ ไดข ออนญุ าตพิมพเปนครงั้ ท่ี ๓ เมอ่ื ป พ.ศ. ๒๕๓๑ และในครงั้ นี้ ทีไ่ ดจัดพมิ พข ้ึนอกี ถือเปน การพิมพค รั้งที่ ๔ แลว เพื่อใหผ ู ศกึ ษา ไดศกึ ษาสํานวนเขยี นในระยะแรกๆ กอนท่รี ะยะหลงั ทานไมคอยไดเขยี น แตไ ดพูดเปน สว นใหญ แลว มผี ูถอดความ ออกมาพิมพเปน \"งานพูดแลว เปนหนงั สอื \" ปรากฏอยูมากมาย ใน บรรณโลกนี้ ถงึ แมบ ทประพันธในเลม \"ชุมนุมเรอ่ื งสั้น\" นี้ จะมหี ลายตอน ที่ถูกนาํ มาพมิ พ เปน หนังสอื เลม เลก็ ๆ อยูบา ง แตการพิมพค รัง้ นี้ ก็เปน การคงความเปน ชมุ นมุ เร่อื งสน้ั เอาไว ใหทา นผูปรารถนา ไดเสาะหาไวศ กึ ษาสดุ แทแ ตป ระสงคเ ถิด ดว ยความปรารถนาดี สาํ นกั พมิ พสขุ ภาพใจ ๑๔/๓๔๙-๓๕๐ หมู ๑๐ ถ.พระราม ๒ แขวงบางมด เขตจอมทอง กทม. ๑๐๑๕๐ โทร. ๔๑๕-๖๗๙๗, ๔๑๖-๗๗๔๔, ๔๑๕-๒๖๒๑, ๔๑๕-๖๕๐๗ โทรสาร. ๔๑๖-๗๗๔๔ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 2 / 90

ชมุ นมุ เรอื่ งสนั้ – พุทธทาสภิกขุ สารบัญ เรียนพทุ ธศาสนาใน ๑๕ นาที ………………………………………………………………… 4 พุทธศาสนาเปน เพสสิมสิ มฺ หรือ ออปตมิ สิ มฺ …………………………………………………. 11 พทุ ธศาสนา-ศาสนาแหงการบังคับตวั เอง …………………………………………………….. 14 ความกลวั ……………………………………………………………………………………… 17 อาหารของดวงใจ ………………………………………………………………………………. 24 นพิ พาน-จุดหมายปลายทางของชีวติ ………………………………………………………… 33 มัคคเุ ทสกข องวญิ ญาณ ……………………………………………………………………….. 40 ปญ หายงุ ยากเกี่ยวกับการถอื พระรตั นตรยั …………………………………………………... 49 ฤทธ-ิ์ ปาฏิหาริย ………………………………………………………………………………... 56 พระพุทธคณุ ทจ่ี ารกึ รอยอยใู นประวตั ศิ าสตร …………………………………………………. 66 ใครทกุ ข ? ใครสุข ? …………………………………………………………………………… 74 อานาปานสติ กัมมฏั ฐานอยา งงาย ……………………………………………………………. 77 ศานติภาพอยทู ่ไี หน? …………………………………………………………………………… 81 จะมชี ีวติ เปน คนอยูอยางไรจงึ จะไมขาดทุน ……………………………………………………. 83 ธรรมะกบั เรา …………………………………………………………………………………… 86 เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 3 / 90

ชมุ นุมเรอื่ งสั้น – พุทธทาสภิกขุ เรียนพทุ ธศาสนาใน ๑๕ นาที เรยี นพุทธศาสนา ใน ๑๕ นาที นับต้ังแตก าลทโี่ ลกวางเปลา เริม่ กลายเปน มนษุ ยโ ลกข้ึน เมือ่ หลายแสนป มาแลว มนุษย ไดใช มนั สมอง แสวงหา ความสขุ ใสตน เปนลาํ ดับๆ มาทกุ ๆ ยุค, จนในที่สุด เกดิ มีผสู ่ังสอน ลทั ธแิ หง ความสุข นน้ั ตา งๆ กัน, ตวั ผสู อนเรยี กวา ศาสดา, คาํ สอนทีส่ อนเรยี กวา ศาสนา, ผูท ท่ี ําตาม คาํ สอน เรยี กวา ศาสนิก, ทกุ อยา ง คอ ยแปรมาสู ความดี ย่ิงขน้ึ ทุกท,ี สําหรับคําสอน ขั้นโลกิยะ หรือ จรรยา ยอมสอน มีหลักตรงกนั หมด ทุกศาสนา, หลกั อันนน้ั วา จงอยา ทําช่วั จงทําดี ทั้งตอ ตนเอง และผอู ่นื , ดงั ท่ีทราบกันไดอยูท ่ัวไปแลว: แตส ว นคําสอนข้ันสูงสุด ท่เี กี่ยวกับ ความสุข ทาง ใจ อันยง่ิ ข้นึ ไปนนั้ สอนไวต างกัน. ศาสนาทั้งหลาย มีจุดหมาย อยางเดียวกัน เปน แต สงู ตํ่า กวา กัน เทานนั้ ทุกองคศาสดา เวน จากพระพทุ ธเจา สอนใหยดึ เอาสงิ่ ใดสิง่ หนง่ึ ซ่ึงสาวก ไมมี ความรู พสิ จู น วา เปน สิง่ ศกั ดสิ์ ทิ ธ์สิ ูงสุด เปน ผูสรา งโลก และ อาํ นวยสขุ แก สัตวโลก เปน ท่ีพงึ่ ของตน, ใหนับถอื บชู าส่ิงนั้น โดยแนนแฟน ปราศจาก การพสิ จู น ทดลอง แตอยางใด. เริ่มตน แตย คุ ท่ีถือผี ถือไฟ ถือดวงอาทิตย ดวงจนั ทร และ ดวงดาว ตา งๆ มาจนถึง ยุคถอื พระเปนเจา เชน พระนารายณ และ พระพรหม ของ ศาสนาฮินดู พระยโฮวา ของ ศาสนาคริสเตยี นและยวิ และ พระอหลา ของ อิสลาม ตางสอน ใหม อบความเชื่อ ในพระเจา เหลานนั้ แตผ เู ดียว วา เปน ผมู อี าํ นาจ เหนือสิ่งใด ทงั้ หมด ทัง้ ๆ ทไี่ มตอ งรวู า ตัวพระเจา นนั้ เปน อะไรกนั แน และ ผดิ จาก หลักธรรมดา โดย ประการตางๆ ตอมา เมอื่ สองพนั ปเ ศษมาแลว ภายหลังแตพ ระเจาของศาสนาพราหมณ กอนแต พระครสิ ต และ พระโมหมัด ของชาวยุโรปและอาหรับ1 พระพทุ ธเจา ไดอ บุ ตั ิ บงั เกิด ขึ้น ทรงสอนการพงึ่ ตนเอง และ ทรงสอนหลักธรรมทางใจในข้นั สูง ผิดกบั ศาสนาอ่นื ท้ังหมด คือ :- หลกั กรรม ทรงสอนเปนใจความวา สุขทุกข เปนผลเกดิ มาจาก เหตุของมนั เอง ไดแก การกระทํา ของผนู ้นั ผลเกดิ จาก การกระทํา ของผใู ด ผนู ้ันตอ งไดร ับ อยา งแนนอน และยตุ ิธรรม ไมมใี ครอาจ สับเปลยี่ น ตวั ผูท าํ กบั ตวั ผรู บั หรือ มอี าํ นาจ เหนอื กฎอนั นไ้ี ด นีเ่ รียกวา ลทั ธกิ รรม มเี ปน หลกั ส้ันๆ วา สตั วท ั้งหลาย มีกรรม เปน ของตน หมุน ไปตามอํานาจเกา ซ่ึงในระหวางน้นั กท็ าํ กรรม ใหม เพ่ิมเขา อนั จะกลายเปน กรรมเกา ตอ ไปตามลาํ ดับ เปน เหตแุ ละผล ของกันและกนั ไมร ูจกั สิน้ สดุ คาบเกยี่ วเนื่องกนั เหมอื นลูกโซ ไมขาดสาย เราเรียกความเก่ยี วพัน อันน้ีกันวา สังสารวัฏ หรอื สายกรรม มนั คาบเก่ียว ระหวาง นาทีนี้ กับนาทีหนา หรือ ชั่วโมงนีก้ บั ช่ัวโมงหนา วันนีก้ บั วนั หนา เดอื นนกี้ ับเดอื นหนา ปน กี้ บั ปห นา จนถึง ชาตินี้กบั ชาตหิ นา สบั สน แทรกแซงกัน จนรูได เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 4 / 90

ชมุ นมุ เรอ่ื งส้นั – พุทธทาสภิกขุ เรียนพุทธศาสนาใน ๑๕ นาที ยาก วาอันไหน เปนเหตุของ อนั ไหนแน ดเู ผินๆ จงึ คลา ยกบั วา มใี คร คอยบนั ดาล สายกรรม ประจาํ บุคคลหน่งึ ๆ ยอมผิดจาก ของอีกคนหนึง่ เพราะฉะนนั้ ตา งคน จึงตางเปนไปตาม แนว กรรม ของตน ไมเ หมือนกัน กรรมเปน เหตุ สุขและทกุ ข เปน ผลเกิดมาแตกรรมนัน้ ๆ หลักอนัตตา ทรงสอนอีกวา ไมมีพระเจา ผูสราง ไมมีสง่ิ อนั ควรเรยี กไดว า ตัวตน สรรพส่งิ ไมมผี ใู ดสรา ง เกิดขน้ึ แปลกๆ ก็เพราะปจจัยตามธรรมชาติทจ่ี ะตองคอ ยๆ แปรไปตามลําดับ ตามกฎเกณฑ ของ ธรรมชาติ โดยไมอ ยูในอํานาจของใคร เรยี กวา มันเปน อนัตตา หลักอนัตตา นจี้ งึ มแี ตใ น พทุ ธ ศาสนา ไมมีในศาสนาอ่ืน อันสอนวา ทุกสงิ่ พระเจาสรา งขึน้ เปนตวั ตน และอยใู ตอ าํ นาจพระเจา ผู เปน เจา แหง ตวั ตน ทง้ั หลาย ทรงสอนวา ไมมตี ัวตน ซ่งึ เท่ยี ง และ ยัง่ ยืน สง่ิ หนงึ่ ยอมเกี่ยวเนือ่ ง มาแตอกี ส่งิ หนึง่ และส่งิ นัน้ ก็ เกิด ทยอยมาแตสิ่งอืน่ แมสิ่งอน่ื นน้ั กเ็ กิดทยอยมา แตส่งิ อื่นอกี ตั้งตน มานาน ซึง่ ไมมใี ครกําหนด ได และจะเกดิ สืบตอ กันไปขางหนา อกี เทา ไรแน กก็ าํ หนดมไิ ด เหมือนกนั กฎขอนีเ้ ปน ไป ทาํ นองเดยี วกนั ทัง้ ส่งิ ท่มี วี ญิ ญาณ และทห่ี าวญิ ญาณมิได สําหรับสิ่งทีห่ าวิญญาณมไิ ด จกั ยกไว เพราะไมเกี่ยวกับ สขุ ทกุ ข สว นสงิ่ ทมี่ วี ญิ ญาณ เชน มนุษย และ สัตวเดรัจฉาน ทว่ั ไป เปนสิง่ ควร เรียนรู เพราะเก่ียวกับ สขุ ทุกข ในชวี ติ มนุษยเ รา เกดิ จาก การรวมพรอ มแหง รูปธาตุ (Physical Element) และนามธาตุ (Mental Element) อนั มปี ระจําอยู ตามธรรมดา ในโลกนี้ เม่ือสองอยางนี้ ยงั ประชมุ กนั เขา ไมไ ด อยางเหมาะสว น กเ็ ปน มนษุ ยขน้ึ เชนเดยี วกบั พืชพรรณไม ทอ่ี าศัย ดนิ ฟา อากาศ และเช้ือ ในเมลด็ ของมนั เอง งอกงาม กลายเปน ตนไม ใหญโ ต ขน้ึ ได รปู ธาตุ และ นามธาตุ นน้ั แตละอยาง กล็ วนเกิดมาจาก การรวมพรอ ม ของพืชอื่น อีกตอหนึง่ เกดิ สืบตอกันมา เปนลาํ ดบั จนกวา จะเหมาะ สาํ หรบั ผสมกนั เขา ในรูปใหมเมอ่ื ใด รปู ธาตใุ นกายนี้ เชน พชื และ เนอื้ สตั ว ซึง่ อาศัย ส่ิงอืน่ เกดิ มาแลว หลายตอ หลายทอด จนมาเปน เช้ือบาํ รุง รางกายน้ี โดยเปน เช้อื ใหเกิดและบาํ รุง สวนเลก็ ท่สี ดุ ของรา งกาย (Cell) ท่สี ําหรับจะเปน เนื้อ หนัง กระดูก ผม ขน เลบ็ ฟน โลหติ และอ่นื ๆ ในรางกายเรา ธาตลุ ม อันเกดิ ข้ึน จากธรรมชาตสิ ว นอนื่ ๆ ก็ไดใ ชเ ปน ลม หายใจ เขาไป บํารุงโลหติ และ สง่ิ ตา งๆ โลหติ เปน เหตุ ใหเ กดิ ความอบอุน และความรอนข้นึ ได เทา นก้ี พ็ อจะมองเหน็ ไดวา มันอาศัยกนั เกดิ ขน้ึ เปนลาํ ดบั ๆ มามากมาย นี้เปนการเกิด การผสม การแปร ของธรรมชาติ ฝา ยรูปธาตุ สว นนามธาตนุ ัน้ ยง่ิ ละเอยี ดมาก นามธาตุ อาศยั อยไู ดเ ฉพาะใน รปู ธาตุ ทไ่ี ดปรบั ปรุง กนั ไว เหมาะเจาะแลว และมีหนาทบ่ี ังคบั รูปธาตุ พรอมทั้งตนเอง ใหต้งั อยู หรอื เปนไปตา งๆ ตลอดเวลา ทเ่ี ขา มา เน่อื งเปนอันเดยี วกนั ควรเปรยี บ เร่อื งน้ดี วย เครอื่ งไดนาโมไฟฟา ช้ินโลหะตางๆ กวา จะ มา คุมกนั เขา จนเปน อยางนไี้ ดน นั้ ลวนแต เกิดจากอตุ นุ ยิ มสืบมา ไมรูก่หี มนื่ กี่แสนป จนมนุษย นาํ มาปรับปรุง ใหเปน รูปตา งๆ ก็ยงั หามี ไฟฟา เกดิ ข้ึนไม แตเ มือ่ ไดย ักยาย ประกอบกันเขา จน เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 5 / 90

ชุมนุมเรอื่ งสั้น – พทุ ธทาสภิกขุ เรยี นพทุ ธศาสนาใน ๑๕ นาที ถกู สวน พรอ มดว ย อาการหมุน มนั จงึ ปรากฏ แรงไฟฟาอยางแรง ขึ้นได ไฟฟาบางสวนนน้ั ปรากฏข้นึ มาจากการหมนุ ของเครอ่ื ง การหมุนของเครอ่ื ง กลบั ไดแ รงไฟน้ันเอง มาชวย สนับสนนุ ในการหมนุ บางสว นกม็ ี ถา มีแตช นิ้ โลหะกด็ ี มแี ตอาการหมนุ อยา งเดียวกด็ ี หรือมีแต กระแสไฟฟา อนั เปนธรรมชาติ ประจาํ อยูใน ส่ิงตางๆ ในโลกก็ดี ยังไมป ระชมุ กนั เขาไดแ ลว กระแสไฟฟาใหม จะไมปรากฏขึน้ มาไดเ ลย ฉันใดก็ฉนั นัน้ รูปธาตุ หรอื รา งกายน้ี เปรยี บเหมอื น เคร่ืองไดนาโม นามธาตุ เปรียบเหมือน กระแสไฟฟา ไดอาศัยกนั กลับไปกลับมา จึงเปนไปได ท้ัง แตล ะอยา งๆ ลวนตอ งอาศยั ความประจวบพรอ ม แหง เครอ่ื งประกอบ ซงึ่ เกิดมาแตส ง่ิ อน่ื หลาย ทอดดว ยกนั นามธาตุ ก็เกดิ สบื มา โดยตรงจาก พวกนามธาตุ องิ อาศยั อยกู ับรูปธาตุ เม่ือรวมกนั เขา แลว เราสมมุตเิ รยี ก คนหรือสัตว ชือ่ นน้ั ช่ือนี้ เพื่อสะดวกแกก ารพูดจา เชน เดียวกบั สมมุติ เรยี ก ชนิ้ โลหะและวัตถุตางๆ วา เคร่อื งไดนาโม ยหี่ อ นน้ั ยห่ี อนเี้ หมอื นกนั หลกั ของการ ท่สี ิง่ ตา งๆ เปน เหตุผลของกนั และใหเกดิ สบื สาวกนั ไปน้ี เปนปญ หา ทลี่ ะเอียด ลึกซึง้ ซง่ึ พระองค ไดท รงตี แตก อยางทะลุปรุโปรง ในตอนหวั คํา่ แหง คนื ตรัสรู ทใ่ี ตต นมหาโพธิ์ ท่พี ุทธคยา เรยี กวา ปฏิจจสมปุ บาท ความรอู นั นี้ ทาํ ใหพระองค ทรงรูจกั โลกดี พอท่จี ะตี ปญ หาทีส่ อง ออกได สบื ไปวา มนุษยเ รา ควร ทํา อยา งไรกนั จงึ เหมาะแกโลก ซึ่งมธี รรมชาติ เปนอยา งนี้ หรอื จะอยูเ ปน สขุ ในโลกอันมี สภาวะ เชน น้ไี ด? การตปี ญ หาขอสอง ออก ไดส าํ เรจ็ ผล เกิดเปน หลักธรรมตา งๆ ทพ่ี ระองคใ ชสอน บริษัทในสมยั ตอ มา น่ันเอง อันรวมใจความ ไดสัน้ ๆ วา สิ่งซง่ึ เกดิ มาจาก สงิ่ อืน่ ซงึ่ ไมเ ท่ียงถาวร และ ทั้งอาการที่สบื ตอ กันมา กไ็ มถาวรแลว สิ่งนนั้ จะ เทย่ี งถาวร อยา งไรได ยอ ม กระสับกระสา ย โยกโคลง แปรปรวน ไปตามกัน สิ่งที่แปรปรวน ไมค งท่ี ยอมกอ ใหเ กดิ ภาวะชนดิ ท่ี ทนไดยาก คอื ทาํ ใหเจา ของ ไดรับ ความไมพ อใจ เสยี ใจ และ เปนทกุ ข เมื่อมนั แปรปรวน และ เปน ทุกข อยู อยางนีแ้ ลว มนษุ ยจงึ ไมควร ฝนธรรมดา สะเออะ เขา ไปรับเอา ความทกุ ขนัน้ โดยเขาใจอา ง ตัวเอง เปนเจา ของ รา งกายนี้ และ รา งกายอื่น มนั ไมใชข องเรา ไมใ ชก รรมสทิ ธ์ิ ของเรา เห็นได ตรงท่ีไมอยู ในอาํ นาจเรา เราไมได ทํามันขนึ้ นอกจาก อาํ นาจธรรมชาติ แหง นาม และ รูป เทา นน้ั ผทู ีเ่ ขา ไป ผูกใจ ในส่ิงตางๆ ทง้ั ทเ่ี ปนของ ภายใน และ ภายนอกตน ก็ดี วาเปนสิ่ง ท่ีจะ เปนไป ตามความประสงค ของตน ทุกเมอื่ แลว จะเกิดเปนปญหา ยุงยากข้นึ ในใจ ของผูน้นั มืด มดิ เกิดกวา ท่ีเขาจะสะสางได พระองค จึงทรงสอน ใหห นาย และ ละวาง ส่ิงตา งๆ ดว ยการไม ยึดถอื ทางใจ แมว า ตามธรรมดา คนเรา จะตอ ง อิงอาศัย สง่ิ นนั้ ๆ เพอื่ มชี ีวติ อยู หมายความวา เราปฏิบตั ิ ตอ มนั ใหถ กู ตอง กแ็ ลวกัน เม่อื เรา ไมเ ขาไป ผูกใจ ในส่งิ ใด ส่งิ นัน้ ก็ไมเ ปนนาย บังคับใจเรา ใหอ ยาก ใหโ กรธ ใหเ กลียด ให กลัว ใหเ ห่ียวแหง หรือ ใหอาลยั ถึงมนั ได เราจะอยู เปน สขุ เม่อื ใจ หลุดพนแลว กเ็ ปนอันวา ไมมี อะไร มาทําใหเ รา กลับเปน ทกุ ข ไดอีก จนตลอดชีวติ การคิดแลวคิดอกี เพ่อื ตปี ญหานใ้ี หแ ตก จน ใจ หลดุ พน เรยี กวา วิปสสนากัมมฏั ฐาน และ เม่อื ใจเรา ไมค อย ยอมคดิ ใหจรงิ จัง ลกึ ซ้งึ เพราะ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 6 / 90

ชมุ นมุ เร่อื งสั้น – พทุ ธทาสภกิ ขุ เรียนพทุ ธศาสนาใน ๑๕ นาที อาจ ฟุงซา น ดว ยความรัก ความโกรธ ความกลวั ความข้ีเกียจ หรืออะไรกต็ าม จะตองทําการ ขม ใจ ใหปลอดจาก อปุ สรรคนั้นๆ เสยี กอ น การขมใจนน้ั เราเรยี กกนั วา สมถกมั มฏั ฐาน ถา ไมมี อปุ สรรคเหลา น้ี สมถกัมมฏั ฐาน กไ็ มเ ปน ของจาํ เปน นกั นอกจาก จะเขาฌาน เพอ่ื ความสขุ ของ พระอรยิ เจา เชนเดยี วกบั การหลับนอน เปนการ พกั ผอน อยางแสนสขุ ของพวกเราๆ เหมอื นกนั คําส่งั สอน สว นมาก ของพระองค เราจงึ พบแตว ิปส สนากัมมัฏฐานเปน สว นใหญ ความยึดถือ หรอื อปุ าทาน เราจะมองเห็น อยา งแจมแจง ไดแ ลว วา สภาพแหง ทกุ ข มีอยูใ นโลกนี้ จรงิ แตบ ุคคล ผูจ ะรับทกุ ข นัน้ หามไี ม ถา หากเขา จะไมหลง เขาไปรับเอา ดวยความ เขา ใจผิด วา ส่ิงนนั้ เปนสุข และ อยาก ได หรอื หวงแหน จนเกิดการ ยึดม่นั หรือเขา ใจไปวา ท้ังมนั ท้ังเขา เปน ตวั ตน ทจี่ ะอยใู น อาํ นาจ ของตน ไดทกุ อยา ง ตามแตจะปรารถนา คดิ ดกู ็เปน การ นา ขนั และ นา สลดใจ อยา งไมมเี ปรียบ ที่ เราพากัน สมมตุ เิ อา ส่ิงท่ี พระพทุ ธองค ทรงตรสั วา \"วา งเปลา\" ให เปนตวั เปนตน ข้นึ แลว ทาํ ใจ ตัวเอง ใหด ิ้นรน กอความ ยงุ ยาก ใหเ กดิ ขนึ้ ในใจ รัก โกรธ เกลียด กลัว ไปตาม ฉาก แหง ความ แปรปรวน ของส่ิงน้นั ๆ ซง่ึ ทีแ่ ท มันเปน ของ \"วางเปลา \" อยูตลอดเวลา ตามท่ี พระองคตรสั ไว นัน่ เอง คําวา \"วา งเปลา\" ในทน่ี ้ี คือ ไมม แี กน สาร ตวั ตน ท่ีจะมายืนยนั กบั เราวา เอาอยา งน้ัน อยางนกี้ ัน ได เพราะของทกุ อยางลวนแตมสี งิ่ อ่นื ปรงุ แตง คํ้าจนุ กนั มาเปนทอดๆ จงึ ตงั้ อยูไดพรอ มกับ การ คอ ยๆ แปรไป ส่งิ ที่ส่งิ อน่ื ปรุงแตง จงึ เปน ของวา งเปลา ไมมีนํา้ หนัก ไมม อี ิสระแกตน ใครจะเอา สัญญา ม่ันเหมาะ กบั สิ่งเหลา นน้ั อยางไรได ในเมื่อทงั้ ผถู ือสัญญา และ ผใู หส ัญญา กล็ วนแต ไม มีความเปนใหญแกตน หรือมีความเปนตวั เปน ตน ไปตามๆ กันทงั้ นน้ั ผทู ีข่ ืน เขา ไปสัญญา หรอื ยดึ ม่นั ในสญั ญา ก็เทากบั เอาความวางเปลา ไปผูกพัน กบั ความวาง2 จะไดผ ล อันพงึ ใจ จาก อะไรเลา ทั้งน้ี กเ็ พราะ การหลงยึดมนั่ ของวาง ข้ึนเปน ตัวตน เราเรียกกนั วา อปุ าทาน วัตถุ อัน เปน ทต่ี งั้ แหงความ ยดึ ม่ัน นนั้ เรียกวา อปุ าทานขนั ธ มีหา อยาง คือ รูป เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ เพราะฉะนนั้ จึงตรัสรวู า ขนั ธท ง้ั หา เปน ท่ีตั้ง แหง ความ ยดึ ม่ัน อันเปน ทุกข หลักอรยิ สจั เราจะเรียนรู หลกั ความจริง เหลานี้ ไดจ ากโรงเรียน คอื รา งกายเราน้ี เทาน้นั ของใคร ก็ของมนั ตองอาศัยรา งกาย เปน ทคี่ นหาความจรงิ เปน ครู สอนความจริง เพราะในรา งกายน้ี มีลักษณะ พรอม ทัง้ เหตุ และผล พอเพยี ง ท่จี ะใหเ ราศกึ ษา หาความรู และ ทาํ ความมั่นใจ ใหแ กเราได พระองค จงึ ตรัสไวว า \"...แนะ เธอ! ในรางกาย ทยี่ าว วาหน่งึ นี้ นั่นเอง อันมีพรอมท้ัง สญั ญา และ ใจ ฉนั ไดบ ญั ญตั ิ โลก (คอื ความทกุ ข) , ไดบ ัญญัติ โลกสมทุ ยั (คอื เหตุใหเกดิ ทกุ ข) , ไดบญั ญตั ิ โลกนโิ รธ (คือความดบั เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 7 / 90

ชมุ นุมเรอ่ื งสั้น – พุทธทาสภกิ ขุ เรียนพทุ ธศาสนาใน ๑๕ นาที ไมเ หลือ แหง ทกุ ข), และไดบ ัญญัติ โลกนโิ รธคามินปี ฏปิ ทา (คือการทําเพื่อใหถึง ความดบั ไม เหลือแหงทกุ ขน้นั ) ไว\" ในทนี่ ี้ ตรัสเรยี ก สภาพธรรมดา อันเต็มไปดวยทกุ ขว า โลก, เรยี ก ความอยาก ทะเยอทะยาน ของ สตั วโ ลก เพราะความยึดมนั่ เขาใจผิดวา เหตใุ หเกิดโลก, เรียก การดบั ความอยากเสยี แลว อยู สงบเปน สขุ ใจ เพราะไมยึดม่ัน และเขาใจถูก ในสง่ิ ตา งๆ วา เปน ท่ีดบั ของโลก, และทรงเรยี ก มรรคมอี งคแ ปดประการ วา เปนวธิ ใี หถ งึ ความดบั ของโลก น้ัน อนั เปน สิง่ ท่ี สัตวท ุกคน ควร กระทาํ เปน หนาที่ ประจาํ ชวี ิต ของตนๆ ตามนยั น้ี เปน อันวา หลกั ใหญ ของพุทธศาสนา คือ การ สอน ใหดบั ทุกข ภายในใจ ดวยการศึกษา หาความจรงิ ในกายตน และ หยั่งรู ไปถึงส่ิง และ บุคคล ท่ีแวดลอ มตน อยตู ามเปน จริง ไมต ดิ มั่น จนเกดิ ทกุ ข เพราะเหน็ กฎแหง อนตั ตา แลว มใี จ ปลอดโปรงสบาย การไมยึดมน่ั วา เปนตวั ตน อันจะกอ ใหเ กดิ การเห็นแกต นนนั้ เปนประโยชน ทั้งแกตน และผูอ่นื หรอื แกโ ลกท้งั สิ้น คอื ตนเอง จะเปน ผูมีความสุขสงบ เยือกเยน็ แสนจะเยน็ สว นผอู นื่ น้ัน นอกจาก ไมถ ูกผูน้นั มาเบียดเบียนแลว ยงั อาจประพฤติ ตามเขา จนไดรับความสขุ อยางเดยี ว ไฟทุกข ของโลกจะดบั สนิท หลกั ธรรมทั้งหลาย แมจ ะมีชอื่ เรยี กตา งๆ กันหมดนนั้ รวม ลงไดในหลัก คือ ความดบั ทุกข ทงั้ สน้ิ ความรชู นดิ นี้ ยอ มนาํ ใหเ กิด ความเมตตา สงสารเพอื่ น ที่ กําลงั อยูในทะเล แหง สงั สารวฏั ดวยกันอยา งแรงกลา เพราะฉะนัน้ เปน อนั ไมต องกลาว กไ็ ดวา เมตตา เปนหลกั อันสาํ คญั ใน พุทธศาสนา น้ดี วย อกี ประการหนึ่ง หลักโลกิยะ และโลกตุ ตระ ผสู าํ คัญในสงิ่ วา งเปลา วา เปนแกน สาร ก็คอื ผหู ลง หรือ เรยี กตรงๆ อกี อยา งหนึ่งวา ผปู ลกู สรา ง ฉางบรรจคุ วามทุกขไ ว สําหรบั ตน และนนั่ คอื ปกติ หรือธรรมดา ของมนุษยทั้งโลก ท่ีเรยี กวา ยงั อยใู นวสิ ยั โลกยิ ะ ไมใ ช โลกุตตระ คือ ผพู น จากโลก ดว ยนาํ้ ใจ บางสมยั หรอื บางเรื่อง ผูแสวงหา ทกุ ขมาใสต น ไดม าก กลับไดรบั ความยกยอ งนับถือ ทัง้ น้ี เพราะพากนั หลง ในสิ่ง ท่ียงั ไมร จู กั มนั ดี และนับถอื โลกยิ ะ คนยากจน ซงึ่ มอี ยูเปน สว นมาก ทะเยอทะยาน เงนิ ทอง ของ มหาเศรษฐี อยา งแรงกลา แตมหาเศรษฐี นั้น ไมได ทะเยอทะยาน หรอื รสู ึกอะไร ก่มี ากนอ ย ในเงนิ ทอง ของ ตนเองเลย เปน แตท ะเยอทะยาน ตอสว น ทม่ี ากขนึ้ ไปกวา น้นั อีก สวนความหนักใจ ความหว่นั ใจ เมอ่ื คดิ เทียบสว นแลว ยอ มมีเสมอกัน ไปหมด มนั มสี ว นมากนอย เทากบั ท่ตี น สมมตุ ิเอา ความ วา งเปลา ขึ้นเปนตัว เปนตน ตามมาก และ นอย เพยี งไร ใครสมมุติขนึ้ มาก ก็ตอ งแบกไวมาก และหนักกวา! พระพทุ ธเจา เอง ก็เคยทรงแบกกอ นหนิ อนั หนักน้ี แตแ ลว กลบั ทรงสลดั ทงิ้ เสีย !! เพราะพระองค ทรงคนพบวา มันคอื ความทกุ ข ทรมาน ของผูเขาใจผิด หลงเขาไปยึดถอื เปนของ นา สะอดิ สะเอยี น และตรงกนั ขาม กลับเปน ของเบา สบาย สําหรับผูไมห ลงยึดถือ หรือสลดั ท้งิ เสีย ไดแ ลว น้เี รยี กวา ทรงคนพบ โลกุตรธรรม เพราะฉะนน้ั พุทธศาสนา กค็ ือ คาํ สอนใหสลัดความ ทกุ ข ออกทิง้ เสีย ใหพ น จาก ความทุกข อนั เปนของมปี ระจํา อยูในโลกแตอ ยา งเดียว ไมหลง ประกอบทกุ ข ข้ึนแบกไว ไมใ ชใ หออ นแอ รอ งขอแตค วามสุข ท้งั ท่ีไมรจู กั ทุกข และ สลดั มัน เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 8 / 90

ชุมนุมเรอื่ งสนั้ – พุทธทาสภกิ ขุ เรยี นพทุ ธศาสนาใน ๑๕ นาที ออกไปเสีย โดยรูว า ภาวะทีห่ มดทุกข น่นั แล เปนความสขุ ท่แี ท, มันเปน การ กระทาํ ชวี ิต ใหกลบั กลาย มาเปน อิสระจากสง่ิ ตา งๆ ทม่ี ีอยู ตามธรรมชาติ อนั ยั่วยวนใจ ในโลก ภายหลังจากทีเ่ ราเอง ไดยอมตน เขา ไปเปนทาส ดว ยความโง อยางย่งิ ของเรามาแลว ตลอดสังสารวฏั อนั ยาวยดื ซํ้าซาก ไมมที ส่ี ิน้ สดุ ลงได จนกวา เราจะรูเทา ทนั มนั ดวงใจอนั ขามขน้ึ อยูเ หนอื โลก เชนนี้ เรียกวา โลกุตตรจติ ภาวะทเ่ี ปนเชน นน้ั เรียกวา โลกกตุ ตรธรรม โลกตุ ตรวสิ ัย, หรือ โลกตุ ตรภมู ิ ในวงแหงศาสนาอืน่ ๆ เมอ่ื ศาสนกิ ใกลจ ะตาย ยอ มรอ งวา \"สวรรค! พระเจา !\" แตส ําหรับ พุทธ ศาสนิก ทีแ่ ทจ ริง จะรองวา \"ความดับสนทิ อยางไมมเี หลือ เปนเช้อื อกี ตอ ไป !\" นแี้ สดงวา เขา เหลาโนน ยังอยากอยู ใ นโลก-โลกสวรรค หรอื โลกพระเจา สวน พทุ ธศาสนกิ มจี ดุ หมาย ปลายทาง คือ ความดบั ไมมเี หลอื , โลกตุ ตระ จงึ มแี ตใน พทุ ธศาสนา เทา น้นั เม่อื มนุษย ยังเปนปาเถือ่ น, รูจกั และปรารถนา ความสขุ อยางสูงสดุ เพยี งการไดก ิน ไดเสพย ของอรอยๆ พออิม่ ไป ขณะหน่ึงๆ เทา นน้ั แตค วามคดิ ของมนุษย ในอนั แสวงหาความสขุ ท่ี ย่งิ ขึน้ ไป ไมไดห ยุดเฉยอยู นานเขา คอ ยมีความเห็นแปรไปสู ภาวะท่สี ูงขน้ึ จนรจู ัก และปรารถนา ทรพั ยสมบตั ิ แวน แควน ปรารถนากามสขุ จนถึงสวรรค อันเปน ทีส่ ุดยอด ของกาม นานตอมา มี พวกหวั คิดสงู เห็นวา สขุ ในกาม ก็ยังเปน ของเสียดแทง หัวใจ เทาๆ กับ ความหวาน อรอยของ มัน เลยนึก หาความสุข อันสูงขน้ึ ไป และไดยดึ เอาวา ความมี ความเปน แหง ชีวิต ท่ปี ราศจาก กาม เปน ยอดสดุ คอื ความเปน พรหม นน่ั เอง และบัญญัติขึน้ ในยุคน้ัน วา ความเปนพรหม น่ัน แหละ เปนนพิ พาน คําวา นพิ พาน ที่แปล ตามศพั ทว า ปราศจากการเสียดแทง ไดเกดิ มีข้ึนแตค รั้ง น้นั ตอ มาอีกนาน พระพุทธเจา อบุ ตั ิขนึ้ และทรงคน พบวา ภาวะ แหงพรหม ก็จงั ไมเท่ียง แปรปรวน และแตกดบั เชน เดียวกบั ส่ิงท่ีต่ํากวา อื่นๆ จะเรยี กวา นพิ พาน หาไดไม ยงั เสียดแทงอยูอยาง ละเอียด เพราะยงั มี ความสาํ คญั วา ตวั ตนอยู จะตอ งเสียดแทงใจ ในเมื่อมันแตกดบั เพราะยงั มี ความอยาก ความปรารถนาในทางที่แมไมใชกาม กจ็ รงิ ตณั หา ยังมีอยู จึงทรงบญั ญตั ิ ความดบั ไมเหลอื เปนตวั ตน สาํ หรบั ยึดถอื อีกตอ ไปวา เปน ตัวนิพพาน อันแทจรงิ อนั จะไมมใี ครมาบัญญัติ ความสุข ใหสงู กวา นี้ ขน้ึ ไปไดอ กี โลกตุ ตรธรรม หรอื นพิ พาน ท่แี ทจริง จะมแี ตใ นพทุ ธศาสนา นอกน้นั ยงั อยใู นวิสัยโลก ทง้ั สิ้น ตางกันสกั วา ชือ่ เปน มนุษยโ ลกบา ง เทวโลกบา ง พรหมโลกบาง พุทธศาสนา กับ วทิ ยาศาสตร หลักแหงพทุ ธศาสนา แปลกจากศาสนาอนื่ ทง้ั หลาย โดยเปน ศาสนา แหงวชิ าความรู ท่ที นตอ การพิสูจน ของใครๆ ไดทงั้ ส้ิน ดังทต่ี รัสไวว า ธรรม ในพุทธศาสนา ยอ มทนตอ การพิสจู นได3 คอื ทาใหใครพสิ จู นไดท ุกอยาง จนผูพสิ จู น พายแพภัยตัวเอง หมดมานะ กลับใจ ยอมนบั ถือ พุทธ ศาสนา คาํ ทก่ี ลาวกนั วา พุทธศาสนา เหมือนกัน หรือเขา กันได กบั วทิ ยาศาสตรนน้ั มผี ตู คี วาม เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 9 / 90

ชุมนุมเรอื่ งสั้น – พุทธทาสภกิ ขุ เรียนพุทธศาสนาใน ๑๕ นาที กนั วา เพราะพุทธศาสนา แยกสังขาร รางกาย ออก วเิ คราะห หาความจริง เชน เดยี วกบั วิทยาศาสตร แผนปจจบุ นั แยกธาตตุ า งๆ ออกหา คุณสมบัติ ช้นั ละเอยี ด ขา พเจาเห็นวา คาํ กลาว น้ัน ยังไมเพียงพอ กบั คุณคา อันสูงสุดแทจริง ของพทุ ธศาสนา เพราะถา กลา วเชน น้นั แลว วชิ า สรีรศาสตร หรอื แพทยศาสตร อันเกย่ี วกับการแยกตรวจรางกาย กจ็ ะกลายเปน พทุ ธศาสนาไป สวนหน่ึงดว ย ทแี่ ท ควรกลา ววา เหมอื นกันโดยท่ี หลกั วิทยาศาสตร ก็ทนตอ การพิสจู น อาจทาํ การ พิสูจนใ หดเู อง หรอื ยอมใหใครพสิ ูจน ไดท ุกทา ทกุ ทาง จนเขาหมดทา จะพิสูจน เพือ่ โตแ ยง อกี ตอ ไป และหมดความสงสัย เชนเดียวกบั พุทธศาสนา ยอมใหใ ครเพง พสิ จู นซักไซรอยางไร ก็ได ยอมทนอยไู ด จนเขาหมดวธิ ีพิสจู น และตอ งเชือ่ สัจจะยอมไมต าย! คาํ วา วิทยาศาสตร ในท่นี ้ี หมายถงึ วชิ า (Science) ทแี่ ทจ ริง ทกุ ๆ อยาง ไมเฉพาะแตก ารแยกธาตุ (Chemistry) เทานนั้ แม คณติ ศาสตร (Mathematics) ก็เปน วทิ ยาศาสตร ในท่นี ด้ี ว ย ถา ทา นสงสัยวา วิชาเลข หรอื คณติ ศาสตร จะทนตอ พิสจู น ไดเหมือน พุทธศาสนา อยางไร กจ็ งลองคิดดูอยางงายๆ ท่ีสุดวา ๒+ ๓=๕ เปน ตนน้ี มันเปน ความจรงิ เพยี งไร มใี ครบางทีอ่ าจพิสจู นใหเ ห็นไดว า ๒ บวก ๓ ไดผ ลเปน อยา งอ่นื นอกจาก ๕ ใครจะพิสจู น โดยวธิ ีไร กี่รอยก่ีพันเทา ก็ตาม มนั ยงั คงเปน ๒+๓=๕ อยเู สมอ เปนหลกั ที่แขง็ แรง ย่งิ กวา ภเู ขาหนิ แทงทึบ อันอาจหวัน่ ไหวได โดยธรรมชาติ หรอื อตุ นุ ิยม แปรปรวน หลกั ความจริง แหง วทิ ยาศาสตร เหลา นี้มนั่ คง มีอปุ มาฉันใด พุทธศาสนา กม็ ีหลกั แหง ความจริง หนักแนนมั่นคง ฉันนน้ั แมจ ะขนเอาการแยกธาตุ และตรวจคนพิสูจน อยา งทเี่ รยี กวา วทิ ยาศาสตรแ ผนใหม ทง้ั หมดมาเปนเคร่อื งมอื พสิ จู น ก็ไมอ าจ พิสจู น พุทธศาสนา ใหเ ศรา หมอง ไปได เชน พิธตี างๆ เปน ตน มาพสิ จู นใ นนามวา พุทธศาสนา ก็แลว กนั ความจรงิ หรอื พุทธ ศาสนา จะยังคงอยูช ว่ั โลก ไมมสี มัย หรือขดี ข้นั กําหนดเวลาอายุ เพราะเปนการเรยี นรธู รรมชาติ เพอ่ื ชํานะ ธรรมชาติดว ยความจรงิ เชน น้ี ยังมเิ ปน เครื่องช้ี อันเดน ชดั วา พทุ ธศาสนา เขา กันไดก บั วทิ ยาศาสตร ซึง่ โลกปจ จุบัน ยอมบูชาอยา งสนิทท่ัวหนา โดยลักษณาการอยางไรเจียวหรือ? และ ขอ สําคัญท่ีสุด กค็ ือ เม่อื มีแตพทุ ธศาสนาเทาน้ัน ท่เี ขากันไดกับวิทยาศาสตรข องโลกแลว จะยงั มี ศาสนาไหนอกี เลา ที่จะเปน ศาสนาแหง สากลโลก นอกจากพุทธศาสนา ?\" โมกขพลาราม ๑ กรกฏาคม ๒๔๗๗ --------------------------------- หมายเหตสุ วนตัว :- ท่ีจรงิ ศาสนาทง้ั หลายมี จุดมุง หมาย อยา งเดยี วกนั คอื ความสุข ถาจะปรับ กนั เขา ใหส นทิ ก็จะลงกนั ไดเ ปน ศาสนาเดยี วกัน! ใครมีคุณสมบตั แิ คไหน ยอมอยใู นระดบั แคน ้ัน เหมอื นพ่นี อง หรอื ผูมีคณุ วุฒิ ย่ิงหยอ นกวา กนั ยืนเรียงแถวกันตามลําดบั วุฒิ ก็จะมแี ต ศาสนา เดยี วในโลก ! ขอแต อยา ถือเราถอื เขา ถึงกับพยายาม ทาํ ลายเพ่อื นศาสนาอน่ื เพอื่ ประโยชนตน ดว ย \"การรุกเงยี บๆ\" อยา งใดอยา งหน่งึ ก็แลวกัน หลักศาสนาอืน่ ทัง้ หลาย มเี พียง โลกยิ ะ ไมพน ไปได สว นพทุ ธศาสนา ยังมสี งู ขึ้นไปถึงโลกตุ ตระดวย มีท้งั สองอยา ง ใครจะเลอื กเอาอยา งไหนก็ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 10 / 90

ชมุ นมุ เรอื่ งสั้น – พุทธทาสภิกขุ เรียนพุทธศาสนาใน ๑๕ นาที ได หลกั โลกุตตระ หรอื ทเ่ี กยี่ วกบั โลกตุ ตระ เทานน้ั ทพ่ี ทุ ธศาสนา มีอยูอ ยา งท่ีศาสนาอน่ื ไมมี เสียเลย จึง \"อม\" ศาสนาอืน่ ๆ ไวไ ดท ้งั หมด พทุ ธทาส. หมายเหตุประกอบ ๑. ศาสนาครสิ ตและอสิ ลาม แมเกิดทีหลงั พทุ ธศาสนา แตก ลับไปมหี ลกั อยา งเดยี วกบั ศาสนา พราหมณในอินเดีย ซ่ึงมอี ยูกอ นศาสนาพุทธ ก็เพราะมมี ลู รากไปจากศาสนาน้นั โดยพวกทถ่ี อื พระ เจาแตอ งคเดียวของพราหมณย คุ นน้ั แยกพวกจากอนิ เดียขา มแดนไปทางตะวันตก คือ ปาเลสไตนแ ละอาหรบั (ดพู ิสดารในเทศนาเสือปา ) ๒. ดเู รือ่ ง\"ใครทกุ ข? ใครสขุ ?\" ประกอบ จะไดค วามชดั เจน เมื่อสงสัยวา ไมมตี วั ตนแลว ใครทําดี ไดดี ทาํ ช่วั ไดชว่ั ๓. ตรัสวา \"...เม่ือเขาใครครวญตอ เน้ือความแหง ธรรมอยู ธรรมทัง้ หลายยอมทนตอ การพิสูจนได เมอ่ื ธรรมท้งั หลายทนตอการพสิ ูจนได เขายอ มเกดิ ความพอใจและความขยันขนั แข็ง..\" จงั กีสตู ร ม.ม. ไตร, ล. ๑๓ น. ๖๐๕ บ. ๖๕๘. เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 11 / 90

ชุมนุมเรือ่ งส้ัน – พุทธทาสภกิ ขุ พุทธศาสนาเปน Pessimism หรอื Optimism พทุ ธศาสนา เปน Pessimism หรอื Optimism พทุ ธศาสนา ไมใชทง้ั Pessimism (ลัทธเิ หน็ ส่ิงทง้ั ปวงเปนไปในแงราย) และ Optimism (เห็นเปน ไปในแงดี) เพราะ Pessimism และ Optimism เปน ลัทธิ ทด่ี ่ิงลงไป จนถงึ ท่ีสดุ ฝา ยใด ฝา ยหน่งึ ทั้งสองอยาง สวนพุทธศาสนา สงั่ สอนสจั ธรรม อนั เดิน ไปตาม สายกลาง, Pessimism น้ัน จดั ไดว า เปน มลู แหง อัตตกลิ มถานโุ ยค, Optimism กเ็ ปนทางมาแหง กามสุขัลลิกานุโยค ทัง้ สองลทั ธนิ ัน้ ไมกลาวถงึ การแกไข ใหความ เปน เชนน้นั ๆ กลายเปน ตรงกันขาม กบั ที่เปนอยูหรอื ท่ีเปน มาแลว ได สว นพทุ ธศาสนา สอนใหดโู ลกในแงของ Pessimism กอ นแลว และสอน หนทาง แกไข ใหม นั กลายเปน ดไี ป ซึ่งเปน อนั วา ไมปด Optimism เสยี ทีเดยี ว พุทธศาสนาสอนวา ชวี ติ น้ี เตม็ ไปดว ย อาการทที่ นยาก เปน มายา เหลวไหล ถกู กกั ขัง และทรมาน อยูโดยอวชิ ชา ไมได อยางใจหวัง สักอยางเดยี ว ทง้ั สวนรางกาย หรอื สว นจิตใจ ก็ตาม นี่แสดงวา คลา ยกับ จะเอียงไป ฝา ย Pessimism แต พุทธศาสนา ไมไดส อน เพยี งเทาน้ัน ไดสอนวธิ ี ที่จะทาํ ชวี ติ ให ตรงกนั ขาม กบั อาการเชนน้ันไดด ว ย คอื อัฏฐังคิกมคั ค หรอื มัชฌมิ าปฏิปทา อนั มีหลักส้ันๆ วา ชวี ติ อาจ บริสทุ ธ์ิ และ หลุดพน จากการทรมานได ดวยการ ประพฤติ อยา งถกู ตอง ของเราเอง จนเรา อาจ เปน ผูที่มคี วาม เยอื กเยน็ ใจ ของเราเอง ไดเ สมอทุกๆ ฉาก ทโ่ี ลกมนั จะ ปรวนแปรไป ความคิด นกึ ในใจ ของพทุ ธบรษิ ัท ไมไดถูกบังคับใหเ ชอื่ หรือ เหน็ อยใู นวงจํากดั ดจุ พวก Pessimist หรือ Optimist เม่อื เขายงั พอใจ ทจ่ี ะหมุนกลิ้ง ไปกบั โลก อนั เอบิ อาบ ไปดว ยความดใี จ และเสยี ใจ เขาก็ มอี ิสระ ที่จะทาํ เชน น้นั เม่ือเขาเหน็ วา มันนา เบอื่ หนาย เขากม็ ีอิสระ และหนทาง ทจ่ี ะเอาชนะ มนั เสียได อยางเดด็ ขาด เพราะเหตนุ ี้เอง พทุ ธศาสนาจึงมิใช Pessimism หรอื Optimism เลย เปน แตมี แงบ างแง ทีอ่ าจลวงตา คนบางคน ใหเ ห็นเปน Pessimism หรือ Optimism อยางใดอยา ง หน่งึ ตามท่ี เขาจะเห็น ไปใน บางคราวเทา นนั้ \"จะมัวหัวเราะอะไรกนั บนั เทิงอะไรกนั กเ็ มอ่ื โลก อนั เปนทอ่ี ยอู าศยั ของหมสู ัตวน ้ี มนั ลกุ โพรงอยู เปน นจิ \" นเ่ี ปนพระพุทธภาษิต (ชราวัคค, ธ. ขุ.) ซ่งึ แสดงวา พระองค กท็ รงเห็นโลก เชนเดียวกนั กับ พวก Pessimist เหน็ แตต ดิ ตอไปจาก คาํ ขา งตนนน่ั เอง พระองค ไดตรัสสืบไปวา \"พวกทา น ท้งั หลาย ถูกความมดื บอด ครอบงํา หมุ หอ ไวเ ตม็ ท่แี ลว กย็ งั ไมแสวงหา ประทีปเคร่ืองนาํ ของ ตนเอง\" ซึ่งแสดงวา แสงสวา ง แหงความรอดพน นนั้ มีอยู นเ่ี ราจะเหน็ ไดวา ไมทรงปฏเิ สธ พวก Optimist และพระองค เปน พวกกลาง คือ มัชฌิมาปฏปิ ทา โดยแท ในทีอ่ ื่นตรัสวา \"สง่ิ ทมี่ ีเหตมุ ีปจจัยปรงุ แตง ตวั มันเอง ทกุ ๆ สิง่ ไมเ ท่ียงแทถาวร, เปนทุกข และทั้ง สงิ่ ท่ีมี เหตปุ จจยั และไมมเี หตุ ไมม ปี จ จัย ปรุงแตง ตวั มัน ทงั้ สองอยาง ไมใ ชเ ปน สง่ิ ซึง่ เปนตวั เปน ตน หรือมีตัว มีตน อยใู นมัน\" นแ่ี สดงวา ทกุ ๆ ส่ิงในโลกนี้ เปนพษิ แกผทู ี่เขาไปยดึ ถอื โดย เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 12 / 90

ชุมนมุ เร่ืองสัน้ – พทุ ธทาสภกิ ขุ พทุ ธศาสนาเปน Pessimism หรือ Optimism ประการท้งั ปวง แตมิไดแ สดงวา เราไมม ี หนทาง ท่จี ะวาง สงิ่ น้ันๆ หรอื เอาชนะ อยูเหนอื อิทธิพล ของส่งิ นั้นได เพราะเหตวุ า พรอ มกันนั่นเอง พระองคไดทรงสอน วธิ แี หง โลกุตตรปฏปิ ทา- ทางท่ี จะเปน อิสระอยเู หนือโลก ไวอยาง แจมแจง ชดั เจนยงิ่ ดวย เม่ือเรามีใจหลดุ พน แลว โลกก็ ไมเ ปน พิษตอเรา เชน นี้ เราจะมาบัญญัตวิ า โลกนเ้ี ปน ยาพษิ หรอื เปนอาหารทด่ี ี ของมนุษย เด็ดขาด ลง ไปอยา งไรได สุรา หรือ แอลกอฮอล, เมอ่ื เราแพม ัน ดื่มดวย ความโงเขลา มันก็เปนของใหโทษ เมื่อใชเ ปนยา ดว ยความมี สติสมั ปชญั ญะ ก็ปรากฏวา มันเคยชว ยชวี ติ มนุษยไ วแลว มจี ํานวนไม นอย เราจะกลาววา สุราเปน โทษ หรือ เปน คุณ โดยสว นเดียว อยา งใดอยา งหนงึ่ ยงั มิชอบฉันใด การท่ีจะกลาววา โลกนี้เปน Pessimism หรือ Optimism โดยเฉพาะอยางใดอยางหนง่ึ ก็ไมไดฉนั นน้ั เรา หลงใหล ตอ โลก โลกกเ็ ปน พิษตอ เรา เมอ่ื เราเอาชนะโลกได มนั กเ็ ปน เครอ่ื งอปุ กรณ แก เราได อยา งดี เชนเดยี วกบั ชางท่ีเรายังฝก มนั ไมไ ด กับเมอื่ เรา ฝก มนั จนเช่ืองดีแลว ฉนั ใดกฉ็ นั น้นั พุทธทาสภกิ ขุ ๑ กันยายน ๒๔๗๕ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 13 / 90

ชมุ นุมเรือ่ งส้นั – พทุ ธทาสภิกขุ พทุ ธศาสนา-ศาสนาแหงการบังคับตัวเอง พทุ ธศาสนา ศาสนาแหงการบังคบั ตัวเอง เม่ือกลาวสรปุ ใหส นิ้ เชงิ ในแงแหง การกระทํา หรอื การปฏบิ ตั แิ ลว \"พทุ ธศาสนาคอื ศาสนา แหง การบงั คับตวั เอง\": มิใชศ าสนา แหงการ ออ นวอน พระเปน เจา ผมู อี าํ นาจ หรอื เปน ศาสนา แหง การแลกเปลย่ี น ทาํ นอง การคาขาย ทําบญุ ทาํ ทาน แลกนางฟา ในสวรรค หรือ อะไรทาํ นองน้ี แต ประการใด เลย และ เพราะ ความที่พุทธศาสนา เปน ศาสนา แหง การบังคบั ตวั เอง โดยมเี หตุผล เพียงพอ แกต นเอง จึงไดช ่ือวา เปน \"ศาสนา แหง เหตผุ ล\" ดว ย พุทธศาสนา คอื คาํ ส่ังสอน อนั เปน แบบฝก หัด บงั คับตนเอง แตวา ลาํ พังคาํ สัง่ สอน อยา งเดยี ว หา ใชเ ปน แกน หรอื เปน ตัว พุทธศาสนา อันแทไ ม แมวา คําวา \"ศาสนา\" จะแปลวา คาํ สอน ก็ตาม ตวั ศาสนาแท หรือ ตวั พรหมจรรย นน้ั ไดแก การปฏิบตั ิ ตามคําสั่งสอน นนั้ ๆ ซ่ึงเรยี กโดย ภาษา ศาสนาวา สลี สิกขา - จิตตสกิ ขา - ปญ ญาสิกขา พทุ ธมามกะ เปน อันมาก เขาใจวา \"สิกขา\" ตรงตามรปู ศพั ท เกนิ ไป คอื สกิ ขา แปลตามรูปศัพท วา การศึกษา แตพระพุทธองค ตรสั ไว เปนหลกั วา การศกึ ษาเลาเรยี น ปริยัตินน้ั ไมใช สิกขา แต การกระทาํ จรงิ ๆ ตามหลักท่เี ปน การบงั คับตนเอง ในสวนท่เี ปน ความ เสือ่ มเสยี ทางกาย และ วาจา เรียกวา \"สลี สกิ ขา\" ในสวนใจ เรยี กวา \"จติ ตสกิ ขา\" และ ในสว นทเ่ี กี่ยวกับ ความคดิ นึก เพ่ือ รสู งิ่ ที่ชีวติ จะตองรู เรยี กวา \"ปญ ญาสกิ ขา\" ในสว น สลี สกิ ขา โดยประเภท คอื การบังคับตน ใหต งั้ หรือดาํ เนนิ ไปดว ย กาย วาจา ตามกฏ อันเปนระเบยี บ มรรยาท หรือ จรรยา อัน ตนจะ พงึ ประพฤติ ตอตนเอง ตอ ผอู ่ืน และ ตอวตั ถุ สิ่งของ อันเกยี่ วเน่อื งกัน เปน ขอ บังคบั ตายตวั ในเบอื้ งตน เรียกวา ปาฏโิ มกขสังวรสลี [มีหลาย พวก เกย่ี วกบั ขนบธรรมเนยี ม ของนกั บวช ก็มี เกย่ี วกบั อนามัย ของรา งกาย ก็มี เก่ยี วกับการ เคารพ ปฏิสนั ถาร ปรนนิบตั ิ ฯลฯ ผอู ่ืน ก็มี เก่ียวกบั การรกั ษาส่ิงของ เครื่องใชสอย ของตน หรอื หมู ก็มี และยังมีอยางอน่ื อีก ซึง่ เปนสวน ตอ งรูแลว ทาํ ในเบือ้ งตน อนุโลม ทํานองเดยี วกนั ทง้ั ฆราวาส และบรรพชิต ] การควบคุม ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ไมใ ห กําเริบ ไปตาม รปู เสยี ง กลนิ่ รส สัมผสั อันเปนโลกธรรม เรยี กวา อนิ ทรยี สงั วรสลี การควบคุมตน ใหม กี าร แสวง การรบั การ บรโิ ภค ปจ จยั เครื่องอาศยั อนั จําเปน แกชวี ติ อยางบรสิ ุทธ์ิ จากการ หลอกลวงตน และผูอ่นื เรียกวา อาชวี ปาริสุทธสิ ลี และ การควบคมุ ตน ใหม ีสตริ ะลึก เพยี งเพอ่ื ยงั อัตตภาพ ใหเปนไป ในการบรโิ ภค ปจจัยน้ันๆ ไมบ รโิ ภค ดวยตณั หา เรยี กวา ปจจยสนั นิสสิตสลี รวมเรยี กวา ปาริ สทุ ธศิ ลี สี่ หรอื จตุปาริสุทธศลี เรยี ก ภาวะแหงการกระทําจรงิ ๆ ตามน้ีวา สีลสิกขา อนั ไดแ ก การ เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 14 / 90

ชมุ นมุ เรือ่ งส้นั – พทุ ธทาสภิกขุ พทุ ธศาสนา-ศาสนาแหงการบังคับตัวเอง บงั คับตัวเอง โดยตรง เปนเหมือน ถากโกลน กลอมเกลา ในข้ันตน แตประสงคเ ฉพาะสวน ท่ี เปน ไป ทางกาย และวาจา เทา นัน้ ในสวน จติ ตสิกขา คอื การบังคบั จิตของตน ใหอยใู นวง ความตองการ ของตน ภายใน ขอบขดี ของวิสัย ทีบ่ งั คบั ได คือ ใหห ยดุ แลน ไปตามความกาํ หนัด พยาบาท หรอื ไมใหงวงซมึ ฟุงซา น งอนแงน คลอนแคลน รวมความวา ฝกจนดีพอ ที่จะตอ งการ ใหหยุดคิด กห็ ยุด ใหคดิ กค็ ิด ใหคดิ เฉพาะสิง่ นี้ ก็คิดเฉพาะส่ิงน้ี ดวยกําลงั ของจิตทัง้ หมดอยา งเต็มที่ โดย ไมก ลบั กลอก แตอยา งใด การ พยายามฝก จนทาํ ไดอยางน้ี เรียกวา จิตตสกิ ขา ซงึ่ เมื่อมแี ลว ทาํ จิต ใหสงบอยูใน อํานาจ ได ตอนัน้ กใ็ ชเ ปน อปุ กรณ แก ปญ ญาสิกขา อยางจําเปนยิง่ ในสว น ปญ ญาสกิ ขา คอื การควบคมุ จิต ทีฝ่ ก จน อยูใ นอํานาจแลว น้ัน ใหค ดิ แลวคิดอกี จนแทง ตลอด ในขอ ปญ หา ของชีวติ หรือ ที่จาํ เปน แกช วี ติ โดยยอ คอื ปญหาทว่ี า อะไรเปน เหตุใหเ กดิ ทุกข ทําอยางไร จึงจะพน ทุกข ท้งั น้ี เพราะเหตวุ า ส่ิงทงั้ ปวง รวมทง้ั ทุกขส ขุ ของชีวติ เปน เรอ่ื ง ของใจ คอื ทกุ ข เพราะใจปลงไมตก ในส่ิงท่ตี น เขา ใจผดิ แลว หลงยดึ ถอื ไว จะสขุ ได กด็ ว ยบงั คับ แนวของ ความคดิ อยา งแรงกลา ใหแลนไปอยางรแู จง แทงตลอด จนปลงตก ในสง่ิ ทตี่ น ยดึ ถือ ถึงกบั รัก โกรธ เกลยี ด กลวั มัวเมา ฯลฯ น้นั ๆ เสีย โดยไมมี เชอ้ื เหลอื เพ่ือความเปนเชน น้ัน อีก ตอ ไป การพยายาม ทาํ จนทาํ ได เชน นี้ เรยี กวา ปญญาสิกขา ซง่ึ มบี รบิ รู ณ แลวกจ็ บกจิ แหง พรหมจรรย จบพรหมจรรย คอื จบศาสนา ไมม ีเร่อื งท่ีจะตองทาํ อกี ตอไป นอกจาก การเสวยสขุ โดยนัยน้ี จะเหน็ ไดวา พุทธศาสนา คือศาสนา แหงการ บังคบั ตวั เอง ถาหมายถึง คาํ สอน ก็ คือ คาํ สอน แหง การ บังคับตวั เอง ถา หมายถงึ การทํา หรือ การปฏิบัติ ก็ คอื การกระทํา การบังคบั ตวั เอง และ เมอื่ หมายถงึ ผลสดุ ทา ย คอื ปฏิเวธ กค็ อื ซึมซาบรส แหงผลของ การ บังคับตวั เอง อนั เดียวกนั นัน่ เอง เมื่อเรยี น หรอื เม่ือทาํ หรือ เม่ือไดรบั ผล ของการทาํ กม็ เี หตุ พรอมพอ ท่ีจะใหตน เช่ือถือ มัน่ ใจตนเองได โดยไมต อ งเชอื่ ตามคําผอู ื่น จงึ เปน การบงั คบั ตวั เอง อยางมีเหตุผล ของตนเอง โดยตนเอง เพอื่ ตัวเอง อยางทเี่ ปน อัน แนใ จไดวา ไมเปน ศาสนา แหง ความโงเ ขลา ถงึ กบั ตองการ ลอหลอก หรอื ขเู ขญ็ อยางใด แมแตนอย ลัทธศิ าสนาบางลทั ธิ หวงั ความชวยเหลอื จากผอู ่นื จนไรหลัก แหง การชวยตนเอง ไฉน จะมกี ารบังคบั ตวั เอง บางลทั ธิ มกี ารบังคับตวั เอง แตไ รเ หตุผล เพราะเปน เพยี ง การนึกเอา อยา ง ตืน้ ๆ หรอื เปน การเดา จึงเลยเถิด เปน อตั ตกลิ มถานโุ ยค ไปกม็ ี ท่ีออ นแอ เอาแตความสนกุ สบาย กลายเปน อยา งทเ่ี รยี กวา กามสขุ ลั ลิกานุโยค กม็ ี จึงแปลกกบั พุทธศาสนา ซง่ึ มหี ลกั การ บงั คับ ตัวเอง อยา งมีระเบียบ เรยี บรอย ชัดเจน มัน่ คง ปรากฏ เปน ศลี สมาธิ ปญญา หรือ อฏั ฐังคกิ มรรค และมเี หตุผล พรอมอยเู สมอ เปนอันกลา วไดวา พทุ ธศาสนา คอื ศาสนา แหง การบงั คบั ตวั เอง ชนะตวั เอง เชือ่ ตวั เอง พง่ึ ตวั เอง ฯลฯ โดยแท เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 15 / 90

ชุมนุมเร่ืองสัน้ – พุทธทาสภิกขุ พุทธศาสนา-ศาสนาแหงการบังคบั ตัวเอง เน้ือความเทา ทบ่ี รรยายมาแลว น้ี เปน เพยี งมงุ ใหผูอาน มองเหน็ จุดสาํ คัญ อันเปนที่ สรุป รวมใจความ ของธรรมบรรยาย อนั กวา งขวาง ลึกซึ้ง ดจุ มหาสมุทร เทานนั้ คือวา เมือ่ มหี ลัก ก็ไม ฟนเฝอ รูอะไรเพมิ่ เติม เขา มาอกี เทาไร ก็ไมงงเงอะ จนไมร วู า จะจาํ ไว อยางไรไหว แตอาจ สงเคราะห รวมเขาช้นั เขาเชงิ ของหลกั ธรรม ซ่ึงทแี่ ท กม็ ีอยูเพียง ๓ คอื ศีล-สมาธ-ิ ปญญา เทา น้นั เอง จึงเม่ือถา ยงั ไมเขาใจ ในสว นไหน กพ็ งึ ศกึ ษา คน ควา จากเนอื้ ความ ทไี่ ดบ รรยาย ในที่อ่นื เฉพาะสวนนนั้ สบื ไปเทอญ พทุ ธทาสภิกขุ ๒๗ กนั ยายน ๒๔๗๘ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 16 / 90

ชุมนุมเรอื่ งสั้น – พทุ ธทาสภิกขุ ความกลัว ความกลวั ความกลวั เปนสง่ิ ท่มี ีอํานาจมากสง่ิ หน่ึง ในบรรดา สิ่งที่ทําลาย ความสุข สําราญ หรือ รบกวนประสาท ของมนษุ ย เปน อยางยง่ิ ดวยกนั ความกลัวนี้ ยอมมีลักษณะ และพิษสง มากนอยกวา กัน เปนขัน้ ๆ ตามความรสู กึ อันสูงต่ํา ของจติ เดก็ ๆ สรา ง ภาพ ของสง่ิ ท่ีนากลัว ข้นึ ในใจ ตามทีผ่ ูใ หญ นาํ มาขู หรอื ไดยิน เขาเลา เรื่อง อันนา กลวั เกีย่ วกบั ผี เปน ตน สืบๆ กันมา แลว ก็กลวั เอาจริงๆ จนเปนผใู หญ ความกลวั นน้ั ก็ไมหมดสนิ้ ไป ความกลวั เปนสญั ชาตญาณ อันหนงึ่ ของมนุษย เหมือนกนั หมด แตวา วตั ถทุ ี่กลัว นัน่ แหละตา งกัน ตามแตเ รอ่ื งราว ทต่ี นรับ เขาไวในสมอง วัตถุอัน เปน ทตี่ ง้ั ของความกลวั ทกี่ ลวั กนั เปน สว นมาก นั้น โดยมาก หาใชวตั ถุ ทม่ี ี ตวั ตน จรงิ จงั อะไรไม มันเปน เพียงสิ่งทีใ่ จ สรางขึ้น สําหรับกลวั เทา นั้น สวน ทีเ่ ปน ตวั ตน จรงิ ๆ นั้น ไมไ ด ทาํ ใหเรา กลวั นาน หรือ มากเทา สิง่ ที่ใจ สราง ข้ึนเอง มันมกั เปน เรอ่ื งเปน ราว ลุลว งไปเสยี ในไมช านกั บางที เราไมทันนึก กลวั ดว ยซาํ้ ไป เร่ืองน้ันก็ไดมาถงึ เรา เปนไปตามเรอ่ื ง ของมนั และ ผา นพน ไปแลว มนั จงึ มิได ทรมาน จิต ของมนุษยมาก เทา เรอื่ ง หลอกๆ ท่ใี จสรา งข้ึนเอง เดก็ ๆ หรอื คนธรรมดา เดนิ ผานรา นขายโลง ซ่ึงยังไมเคย ใสศพเลย ก็รูสึกวา เปน ทีน่ ารังเกยี จ หรอื เปนท่ี อวมงคล เสียจริงๆ เศษกระดาษ ชนิดท่เี ขา ใชปด โลง ขาดตก อยูในท่ีใด ที่น้ัน ก็มี ผี สําหรบั เด็กๆ เมอ่ื เอาสดี ํา กับกระดาษ เขยี นกันเขา เปน รปู หวั กะโหลก ตากลวง ความรูส ึกวาผี กม็ าสงิ อยูใน กระดาษ น้ันทันที เอากระดาษฟาง กบั กาวและสี มาประกอบกัน เขา เปน หัวคนปา ทน่ี ากลัว มีสายยนต ชกั ใหแ ลบล้นิ เหลือกตา ได มนั ก็พอทท่ี ําใหใคร ตกใจเปนไขได ในเมื่อนาํ ไป แอบ คอยทช่ี กั หลอกอยใู นปา หรอื ที่ขมกุ ขมัว และแมท ่ีสุด แตผูท ีเ่ ปน นายชาง ทาํ มันข้ึนนั่นเอง ก็ รูส ึกไปวา มนั มใิ ชก ระดาษฟาง กบั กาวและสี เหมอื นเมอื่ กอน เสียแลว ถาปรากฏวา มนั ทําใหใคร เปนไข ไดส กั คนหน่ึง เราจะเห็นได ในอทุ าหรณ เหลา น้ี วา ความกลัวนั้น ถกู สรางขึน้ ดว ย สัญญา ในอดตี ของเราเอง ทั้งน้นั เพราะปรากฏ วา สง่ิ นนั้ ๆ ยงั มิได เนอ่ื ง กบั ผที แ่ี ทจ รงิ แมแ ตนดิ เดยี ว และสงิ่ ท่ีเรยี กวา ผี ผี , มันก็ เกดิ มาจากกระแส ทเี่ ตม็ ไปดว ย อานภุ าพ อนั หนึง่ อันเกดิ มาจาก กําลัง ความเชอื่ แหงจติ ของคน เกอื บทัง้ ประเทศ หรือ ทงั้ โลก เชอื่ กัน เชน น้นั อํานาจนั้นๆ มัน แผซ าน ไปครอบงาํ จิตของ คนทกุ คน ใหส รางผี ในมโนคติ ตรงกันหมด และทําใหเ ชอื่ ในเรื่องผี ย่ิงข้นึ และผี กม็ ชี วี ิต อยูใ นโลกนี้ได จนกวา เมื่อใด เราจะ หยุด เชอ่ื เร่ืองผี หรอื เรือ่ งหลอก น้ีกนั เสียที ใหหมดทกุ ๆ คน ผีกจ็ ะตายหมดส้นิ ไป จากโลกเอง จงึ กลาวไดว า ความกลัวทีเ่ รากลวั กันน้ัน เปนเร่อื งหลอก ท่ใี จสรางขน้ึ เอง ดว ยเหตุผล อันผิดๆ เสยี หลายสิบเปอรเซ็นต เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 17 / 90

ชมุ นมุ เรือ่ งสนั้ – พุทธทาสภิกขุ ความกลัว ความกลวั เปน ภัยตอ ความสาํ ราญ เทา กบั ความรกั โกรธ เกลยี ด หลงใหล และอนื่ ๆ หรือบางที จะ มากกวา ดวยซ้ํา ดูเหมือนวา ธรรมชาติ ไดสรางสัญชาตญาณ อนั น้ใี หแ กสัตว ต้ังแต เริม่ ออกจาก ครรภ ทเี ดียว, ลกู นก หรอื ลกู แมว พอลมื ตา ก็กลัวเปน แลว แสดงอาการหนี หรอื ปองกนั ภยั ใน เมอื่ เรา เขา ไปใกล เด็กๆ จะกลวั ท่ีมืด หรือการถูกทง้ิ ไวผ เู ดียว ทง้ั ที่ เขายังไมเคย มีเรือ่ งผกู เวร กบั ใครไว อันจะนําใหกลัวไปวา จะมผี ลู อบทําราย เพียงแตผใู หญ ชไี้ ปตรงทมี่ ดื แลว ทําทากลวั ให ดสู ักครัง้ เทา นนั้ เดก็ กจ็ ะกลวั ตดิ อยูในใจไปไดนาน คนโตแลวบางคน นง่ั ฟง เพอ่ื นกันเลา เร่อื งผี เวลากลางคืน มกั จะคอยๆ ยบั ๆ จนเขา ไป นัง่ อยูก ลางวง โดยไมร ูสกึ ตวั และยงั ไปนอนกลัว ในที่ นอนอีกมาก กวาจะหลับไปได เดินผา น ปาชา โดยไมรู เพ่ิงมารแู ละกลัว เอาทบ่ี านก็มี สําหรับบาง คน ทั้งหมดนี้ เปน เคร่ืองแสดงวา ความกลัว เปนเรอ่ื งของจิต มากกวา วตั ถุ ผูใด ไมมี ความรู ใน การควบคมุ จติ ของตน ในเรอื่ งน้ี เขาจะถูกความกลวั กลมุ รุม ทาํ ลาย กาํ ลงั ประสาท และ ความ สดชืน่ ของใจ เสยี อยา งนา สงสาร ในทาํ นอง ตรงกันขาม สาํ หรับผูท่ีมี อบุ าย ขมขี่ ความกลวั ยอ ม จะไดร ับ ความผาสกุ มากกวา มกี ําลงั ใจ เขมแขง็ กวา เหมาะที่จะเปน หวั หนา หมู หรอื ครอบครวั เมื่อปรากฏวา ความกลัว เปนภยั แกค วามผาสุก เชน น้ีแลว บัดนี้ เรากม็ าถึง ขอ ปญ หาวา เราจะ เอา ชนะความกลัว ไดอ ยางไร สบื ไป เพราะเหตวุ า การที่ทราบแตเ พยี งวา ความกลวั เปน ภัย ของความผาสกุ นนั้ เรายงั ไดร บั ผลดจี ากความรูน้ัน นอยเกินไป เราอาจปด เปา ความกลวั ออกไป เสียจากจติ โดยวิธตี างๆ กนั แตเม่ือจะสรปุ ความ ขน้ึ เปนหลกั สําคญั ๆ แลว อยางนอย เราจะได สามประการ คือ ๑. สรา งความเชอ่ื อยางเตม็ ท่ี ในสิง่ ทยี่ ดึ เอาเปนทพ่ี ่งึ ๒. สง ใจไปเสยี ในท่ีอื่น ผกู มดั ไวก บั สง่ิ อนื่ ๓. ตัดตนเหตุ ของความกลวั น้ันๆ เสยี ในประการตน อนั เราอาจเห็นไดทวั่ ไป คอื วิธีของ เดก็ ๆ ทเี่ ช่อื ตะกรดุ หรือ เครื่องราง ฯลฯ ตลอดจน พระเครื่ององคเลก็ ทีแ่ ขวนคอ และเปน วิธขี องผูใหญ บางคน ทมี่ ีความรสู ึก อยใู น ระดบั เดยี วกบั เด็กดวย คนในสมัยอนารยะ ถอื ภูเขาไฟ ตนไม ฟา หรือ ส่งิ ที่ตนเหน็ วา มอี าํ นาจ นากลัว ควรถอื เอา เปนที่มอบกายถวายตวั ไดอยางหนง่ึ นก่ี อ็ ยใู นประเภท เดียวกนั ท่ยี ังเหลอื มา จนทุกวนั นี้ เชน พวก ทบ่ี นบาน ตน โพธ์ิ พระเจดยี  เปน ตน เพื่อความเบาใจ ของตน ในเร่อื งใด เร่ืองหนง่ึ วธิ นี ี้ เปนผลดีทส่ี ดุ ไดต ลอดเวลา ทตี่ น ยงั มคี วามเชือ่ ม่นั คงอยู ความเช่ือที่เปน ไปแรง กลา อาจ หลอกตัวเอง ใหเ หน็ ส่ิงท่คี วรกลวั กลายเปนส่งิ ทไี่ มควรกลวั ไปก็ได ถาหากจะมีอบุ าย สรา งความเชอ่ื ชนิดนนั้ ใหเกดิ ขึน้ ไดมากๆ เมอื่ ใดความเช่อื หมดไป หรอื มีนอย ไมม ี กาํ ลงั พอ ท่ี จะหลอกตวั เองใหกลา หาญแลว วธิ ีนี้ ก็ไมมปี ระโยชน กลายเปน ของนา หวั เราะเทา น้ัน เลากันมา วา เคยมคี นๆ หนงึ่ อมพระเครือ่ ง เขา ตะลมุ บอน ฆา ฟน กนั เช่อื วา ทาํ ใหอ ยูคง ฟน ไมเขา เปนตน ดูเหมอื นไดผ ล เปนท่นี า พอใจ เขาจริงๆ ขณะหน่งึ พระตกจากปากลงพื้นดนิ ในทอ งนา ตะลตี ะลานควา ใสปากท้งั ทเ่ี หน็ ไมถ นัด แทนท่ี จะไดพ ระ กลบั เปน เขยี ดตวั หน่ึง เขา ไปดน้ิ อยูใน เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 18 / 90

ชุมนุมเรือ่ งสัน้ – พุทธทาสภิกขุ ความกลัว ปาก กร็ บ เรื่อยไป โดยยง่ิ เชื่อมั่นขึ้นอกี วา พระในปาก แสดงปาฏหิ าริย ดน้ิ ไปดน้ิ มา เมอื่ เลกิ รบ รบี คายออกดู เหน็ เปน เขียด ตาย กเ็ ลย หมดความเชอื่ ตงั้ แตนน้ั มา ไมป รากฏวา พระเครือ่ งองค ใด ทาํ ความพอใจ ใหเ ขาไดอ ีก พระผูมีพระภาคเจา ตรสั วา วธิ นี ี้ ไมใช ทีพ่ ง่ึ อันเกษม คอื ทํา ความปลอดภยั ใหไ ดอยางแทจ ริง ไมใ ช วธิ สี งู สดุ , เนตํ สรณํ เขมํ เนตํ สรณมตุ ฺตมํ ประการท่ีสอง สงู ขึน้ มาสักหนอย พอที่จะเรียกไดวา อยูในชนั้ ที่จัดวา เปนกุศโลบาย หลกั สําคญั อยูที่สงความคิดนึก ของใจไปเสียท่อี น่ื ซ่งึ จะเปน ความรกั ใครทีไ่ หน โกรธใครท่ไี หน เกลยี ด ใครทไี่ หน กต็ าม หรอื หยดุ ใจเสยี จากความคดิ นึก ทกุ อยาง (สมาธ)ิ ก็ตาม เรยี กวา สงใจไปเสียใน ทอ่ี ่นื คือจากสง่ิ ท่เี รากลวั น้ัน ก็แลวกัน ที่เราเหน็ กันไดท ว่ั ไป เชน กําลังเมารกั บา เลอื ด เหลา น้ี เปนตน จะไมม ีความกลวั ผี กลวั เสอื กลวั เจ็บ แมเรอ่ื งราวในหนงั สอื ขา วรายวัน กเ็ ปน พยาน ใน เรื่องนี้ไดมาก แตเ รอ่ื งชนิดน้ี เปน ไดโ ดย ไมต อ งเจตนา ทาํ ความรูสกึ เพ่ือสงใจไปทีอ่ ่นื เพราะมนั สง ไปเองแลว ถึงกระนั้น ทกุ ๆ เรื่อง เราอาจปลกู อาการเชน น้ขี น้ึ ได ในเม่ือตอ งการ และมนั ไม เปน ขึ้นมาเอง การคดิ นกึ ถึง ผลดที จี่ ะไดร บั คดิ ถึงสิ่งท่ีเรารักมาก จนใฝฝน คิดถงึ ชาติประเทศ คดิ ถึงหัวหนา ที่กลาหาญ ดูส่งิ ท่ียั่วใจใหก ลา เชน ระเบยี บใหม องดู ธงของผูนําทัพ ในเมอ่ื ตนรูสึก ขลาด อนั ปรากฏอยใู นนิยาย เทวาสุรสงคราม ในพระคมั ภีร เปน ตน เหลาน้ี ลวน แตชว ยใหใจ แลน ไปในทอี่ น่ื จนลมื ความกลวั ไดท้งั นนั้ ในช้ันน้ี พระผูม พี ระภาพทรงสอนใหระลึกถงึ พระองค หรือพระธรรม หรอื พระสงฆ อยางใดอยางหนงึ่ ในเมื่อภิกษุใด เกิดความกลวั ข้นึ มา ในขณะทตี่ น อยใู นทเ่ี งยี บสงัด เชน ในปา หรอื ถ้ํา เปนตน อาการเชน น้ี ทํานองคอ นไปขางสมาธิ แตยงั มใิ ช สมาธแิ ททีเดยี ว แตถ า หากวา ผใู ดแมร ะลึกถึง พระพทุ ธองคกจ็ ริง แตระลกึ ไปในทํานองเชอ่ื มนั่ มันก็ไปตรงกนั เขากับประการตน คอื ความเชอ่ื เชน เชอ่ื พระเคร่อื ง หรอื คนปา เช่ือปูเ จาเขาเขยี ว ตอ เมื่อระลึก ในอาการ เลอ่ื มใส ปต ิในพระพุทธคณุ เปน ตน จงึ จะเขา กับประการท่ีสองนี้ สวนอาการทสี่ งบใจไวดว ยสมาธนิ นั้ เปน อบุ ายขมความกลัว ไดส นทิ แท เพราะวา ในขณะแหง สมาธิ ใจไมมกี ารคิดนกึ อันใดเลย นอกจากจับอยทู ี่ส่งิ ซึง่ ผนู นั้ ถอื เอาเปน อารมณ หรือนิมิต ท่ี เกาะของจิตอยใู นภายในเทา น้นั แตว าใจที่ เต็มไป ดว ยความกลวั ยากทีจ่ ะเปน สมาธิ เพราะฉะนนั้ ตองเปนสมาธิ ทชี่ าํ นาญ อยา งยิ่งจรงิ ๆ จนเกอื บกลายเปนความจําอนั หนง่ึ ไป พอระลกึ เมื่อใด นมิ ติ นน้ั มาปรากฏเดน อยทู ี่ \"ดวงตาภายใน\" ไดท ันทนี ัน่ แหละ จงึ จะเปนผล แมขอ ท่ี พระองค สอน ให ระลกึ ถงึ พระองค หรอื พระธรรมพระสงฆ ตามนยั แหง บาลี ธชัคคสตู รน้ัน กห็ มายถึง พุทธานุ สติ ธมั มานุสสติ สงั ฆานสุ สติ อยแู ลว แมว า จะเปนเพยี ง อปุ จารสมาธิ ยงั ไมถ ึงขีดฌานก็ตาม ลว น แต ตอ งการ ความชํานาญ จงึ อาจ เปล่ียน อารมณ ท่ีกลวั ใหเปน พุทธานสุ สติ เปนตน ได สวน สมาธิ ท่เี ปน ไดถ ึงฌาน เชน พรหมวิหาร เปนตน เม่อื ชํานาญแลว สามารถ ทีจ่ ะ ขม ความกลัว ได เดด็ ขาด จริงๆ ย่ิงโดยเฉพาะ เมตตา พรหมวิหาร ย่งิ เปน ไปไดงายที่สดุ แตพ งึ ทราบวา ท้ังน้ี เปน เพียง ขม ไว เทา นน้ั เช้ือของความกลวั ยังไมถ กู รอื้ ถอนออก เม่อื ใด หยดุ ขม มนั กเ็ กดิ ขนึ้ ตามเดมิ อกี ประการหน่ึง ไมใ ชว ิธที งี่ า ย สาํ หรับคนทั่วไป สาํ หรบั การขม ดว ยสมาธิ คนธรรมดา เหมาะ สาํ หรบั เพยี งแตเปลย่ี นเร่อื งคดิ นกึ ของใจเทาน้นั หาอาจทํา การหยดุ พฤตกิ ารณข องจิต ให เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 19 / 90

ชุมนมุ เรือ่ งสนั้ – พทุ ธทาสภิกขุ ความกลัว ชะงักลง ไดงา ยๆ เหมอื น นกั สมาธิไม และคอ นขาง จะเปน การแนะใหเ อา ลูกพรวน เขา ไป แขวน ผูกคอแมว ไป ในเมอ่ื สอนให คนธรรมดาใชว ธิ ีน้ี และ นาประหลาดใจ อกี อยา งหน่ึงวา วธิ ที ่ีสาม ที่ จะกลา ว ตอไปขา งหนา ซงึ่ เปนวธิ ี ที่สงู นนั้ กลบั จะ เหมาะสําหรับ คนทัว่ ไป และไดผ ล ดกี วา เสยี อกี วธิ นี ้นั คือ ตัดตน เหตุ แหง ความกลวั เสยี ตามแตที่ กําลงั ปญ ญา ความรู ของผนู ้นั จะตดั ได มากนอยเพยี งไร ดงั จะได พิจารณา กันอยาง ละเอียด กวา วธิ ีอ่นื ดงั ตอไปนี้ เมอ่ื มาถงึ ประการที่สามนี้ ขอใหเราเริม่ ตน ดวย อทุ าหรณงายๆ ของทานภิกขุ อานนั ท เกาศลั ยายนะ [เขยี นไวในเรื่อง คนเราเอาชนะความกลวั ไดอยา งไร ในหนังสอื พมิ พม หาโพธิ และบรติ ิช พทุ ธสิ ต แตเ ขยี นสนั้ ๆ เพียงสองหนากระดาษเทาน้ัน และกลาวเฉพาะการประพฤติ กายวาจาใจ ใหส จุ รติ อยา งเดียววา เปน การตัดตนเหตุแหงความกลัว] เขยี นไวเ ร่ืองหนงึ่ เพอ่ื ใหเขา ใจไดง าย ใน ขอ ที่วา การสะสาง ทม่ี ลู เหตุ น้นั สําคญั เพยี งไร อุทาหรณ นน้ั เปน เพยี งเร่อื งท่ีผูกขนึ้ ใหเ หมาะสม กับความรสู กึ ของคนเราท่วั ไป เรือ่ งมีวา เด็กคนหนง่ึ มีความกลวั เปนอนั มาก ในการทจ่ี ะเขาไปใน หอ งมดื หองหนึ่ง ในเรือน ของบดิ าของเขาเอง เขาเชอื่ วา มีผดี ุตัวหน่ึงในหอ งน้ัน และจะกนิ เขา ในเมอ่ื เขาเพยี งแตเขา ไป บดิ าไดพ ยายาม เปนอยางดที สี่ ดุ ทีจ่ ะทาํ ได ทุกๆ ทาง เพื่อใหบ ุตรของ ตน เขาใจถูกวา ไมม ีอะไร ในหองนน้ั เขากลัวไปเอง อยางไมม เี หตผุ ล แตเ ด็กคนนนั้ ไดเคยนึก เห็นตวั ผมี าแลว เขาเชื่อวา ไมมีทางใดท่จี ะชวยบุตรของตน ใหหลดุ พน จาก การกลวั ผี ซึ่งเขาสรา ง ขนึ้ เปนภาพใสใจ ของเขาเอง ดว ยมโนคติไดจรงิ แลว กค็ ดิ วางอุบาย มคี นใชค นหนึ่ง เปน ผรู ว มใจ ดว ย ฤกษง ามยามดวี ันหนง่ึ เขาเรยี กบตุ ร คนน้นั มา แลวกลาววา \"ฟง ซิ ลูกของพอ ตงั้ นานมาแลว ทพ่ี อเขาใจวา พอเปน ฝา ยถกู พอ เปนฝา ยผิด กอนหนา น้ี พอคดิ วา ไมม ผี ดี ุ ในหอ งน้ัน บดั นี้ พอ พบดว ยตนเองวา มนั มีอยตู วั หนึง่ และเปน ชนดิ ท่นี า อันตรายมาก เสียดวย พวกเรา ทุกคน จกั ตองระวงั ใหด \"ี ตอ มา อีกไมก่ีวนั บดิ าไดเ รยี กบตุ ร มาอีก ดวยทาทาง เอาจริง เอาจัง กลา ววา \"หลายวันมาแลว ผี พึง่ ปรากฏตัววนั นี้เอง พอ คิดจะจับและฆา มันเสีย ถาเจาจะรวมมือกับพอดวย ไปเอาไมถือ ของเจา มาเรว็ ๆ เขา เถดิ ไมม ีเวลา ท่ีจะรอ แมน าทีเดียว เพราะมนั อาจหนีไปเสยี \" เดก็ นอ ย ตนื่ มาก แตไม มีเวลาคิด ไปเอาไมถือมาทันที พากันไปสหู องน้นั เมื่อเขาไป กไ็ ดพบผี (ซงึ่ เรารูดีวา เปน ฝม ือของ คนใชทาํ ข้ึน และคอยเชดิ มนั ในหอ งมดื น้ัน) สองคนพอ ลกู ชว ยกันระดมตผี ี ดวยไมถอื และไม พลอง จนมันลม ลง มีอาการของคนตาย พอ ลกู ดใี จ คนในครอบครวั ทั้งหลาย มีการร่ืนเรงิ กินเล้ยี ง กันในการปราบผี ไดส าํ เรจ็ ฉลองวันชัย และเปนวนั แรก ท่ีเดก็ นัน้ กลา เขา ไปในหอ งน้ัน โดย ปราศจากความกลวั สบื ไป น่ีเราจะเหน็ ไดว า เพียงทําลายลางผี ที่เดก็ สรางข้นึ ดว ยมนั สมอง ของ เขาเอง บิดาตอ งสรา งผี ขึ้นตวั หน่ึงจริงๆ จงึ ทําลายไดสําเร็จ โดยอาศัยความฉลาด รูเทาทนั การ รูจ ักตดั ตนเหตุ คนโง กับคนฉลาด นัน้ ผิดกันในสว นท่ี ระงับเหตุราย ลงไปจากทางปลาย หรอื ตัด รากเหงา ข้นึ มาจากภายใต เสือยอมกระโดด สวนทาง เสยี งปน เขาไปหาผูย งิ ในเมอื่ รสู ึกวา ตน ถูกยงิ แตส นุ ขั ยอมมัว ขบกดั ตรงปลายไม ท่มี ผี แู หย ตนนัน่ เอง หาคิดวา ตนเหตสุ าํ คญั อยทู ผ่ี ู แหยไ ม เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 20 / 90

ชุมนมุ เรื่องสัน้ – พุทธทาสภิกขุ ความกลัว เม่อื เราพบจดุ สําคัญวา การตดั ตน เหตเุ ปน วิธีท่ีดที ่สี ดุ ดงั นแี้ ลว เรากป็ ระจัญกันเขากบั ปญ หาวา อะไรเลา ทเ่ี ปน ตนเหตแุ หง ความกลวั ? เม่อื เราคดิ ดูใหดแี ลว อาจตอบไดว า เทา ท่ีคนเราสว นมาก จะคดิ เหน็ น้ัน ความกลวั ผี มตี น เหตุ มากมาย คือความไมเ ขาใจ ในส่ิงนนั้ บาง การมีความกลัวตดิ ตวั อยบู า ง ใจออ น เพราะเปน โรค ประสาทบา ง อาฆาตจองเวร ไวก บั คน ไมชอบพอกนั บาง รกั ตวั เอง ไมอ ยากตายบาง เหลานี้ ลว น เปน เหตแุ หง ความกลวั มูลเหตอุ นั แทจรงิ เปน รวบยอด แหงมูลเหตทุ ง้ั หลาย คืออะไรน้ัน คอนขาง ยาก ที่จะตอบได เพราะเทาท่ีเห็นกนั น้ัน เห็นวา มันมีมูลมากมายเสยี จรงิ ๆ แตแ ทท ่จี ริงนน้ั ความ กลัวก็เปนสง่ิ ที่ เกดิ มาจาก มูลเหตอุ นั สําคญั อนั เดียว เชน เดียวกบั ความรัก ความโกรธ ความ เกลียด และ ความหลง เพราะวา ความกลวั กเ็ ปนพวกเดยี วกันกบั ความหลง (โมหะ หรือเขาใจ ผิด) มูลเหตอุ นั เดยี วทว่ี า นน้ั กค็ อื อุปาทาน ความยดึ ถอื ตอ ตวั เองวา ฉันมี ฉันเปน นน่ั ของฉนั น่ี ของฉัน เปนตน อนั เรียกอีกอยางหนง่ึ วา อสั มิมานะ (เร่ืองน้ี ขาพเจาเคย อธิบายไวบ า งแลว ใน เรื่อง \"สขุ กถา\" ทคี่ ณะธรรมทาน เคยพิมพโ ฆษณาแลว ) ความรูสึก หรือ ยึดถอื อยเู อง ในภายในใจ ตามสญั ชาตญาณนน้ั มันคลอดส่งิ ท่ีเราเรยี กกันวา \"ฉนั \" ขึน้ มา และความรูสกึ นั้น ขยายตวั ออกสบื ไปวา ฉันเปน ผูทาํ เชน น้นั เชนน้ี ฉันจะไดรบั นั่น รบั นี่ หรือเสียนน่ั เสยี น่ี ไป นัน่ จะสง เสรมิ ฉัน เปนมติ รของฉนั นีจ่ ะตัดรอนฉนั ทําลายฉนั เปนศัตรขู อง ฉนั \"ฉนั \" สงิ่ เดียวนี้ เปน รากเหงา ของความรัก โกรธ เกลียด กลวั หลงใหล อันจักทาํ ลาย ความ ผาสุก และอสิ รภาพ ของคนเรา ยิ่งไปกวา ท่ี เพ่อื นมนษุ ยด วย กันทําแกเ รา มากกวา มากหลายเทา หลายสว นนกั อุปาทาน ผูกมดั เรา ทําเข็ญใหเรา ย่ิงกวาทห่ี ากเราจะถกู แกลงหาเร่ืองจับจองจาํ ใน คกุ ในตะรางเสียอีก เพราะปรากฏวา มันไมเคยผอนผันใหเราเปน อิสระ หรือพกั ผอน แมช่ัวครู ชั่ว ยาม เมือ่ มี \"ฉัน\" ข้ึนมาในสนั ดานแลว \"ฉนั \" กอ็ ยากนน่ั อยากนี่ อยากใหเปนอยางนัน้ อยางน้ี อยากไมให เปนอยางนัน้ อยางนี้ ซง่ึ เมื่อพิจารณาดู ซํา้ อีกทีหนงึ่ แลว จะเห็นวา เตม็ ไปดว ย ความเหน็ แกต นเอง หรือ \"ฉนั \" น้ัน รอ ยเปอรเซน็ ต \"ฉนั \" ไมอยากเจบ็ ปวด ไมอยากตาย หรอื แหลก ละลายไปเสยี ฉัน จึงกลวั เจบ็ กลวั ตาย เปนสัญชาตญาณ ของ \"ฉัน\" เม่อื กลวั ตาย อยา ง เดยี ว อยูภายในใจแลว ก็กลัวงา ย ไปทกุ สงิ่ ท่เี ชื่อกนั วา มันจะทําใหตาย หรือทําใหเ จบ็ ปวย ซ่งึ เปน นองของ ตาย ทําใหฉ นั กลวั ผี จะหักคอฉนั กนิ ฉัน หลอกฉัน ขฉู นั กลัวเสอื ซ่ึงไมเคยปรากฏวา เปน เพอ่ื นกนั ได และกลวั สตั วอ ่นื ๆ แมแ ตง ูตวั นิดๆ กลัวท่ีมืด ซง่ึ เปน ทีอ่ าศัย ของสง่ิ นารงั เกียจ เหลา น้ัน กลัวทีเ่ ปล่ียว ซ่ึงไมม ี โอกาส ที่ตนจะ ตอ สู ปอ งกันตวั ได กลวั คเู วร จะลอบ ทาํ ฉันให แตกดบั กลวั ฉันจะ อบั อาย ขายหนา สักวนั หนงึ่ เพราะฉัน มคี วามผดิ ปกปดไว บางอยา ง ฉนั กลัว เพราะไมเขา ใจวา ส่งิ น้นั จะเปนอะไร กไ็ มรู เชน ผลไมดีๆ บางอยา ง แตไ มเคยรูจัก มากอน ถา รปู รา ง หรือ สมี นั ชอบกลแลว ฉันกก็ ลัว ไมก ลา กิน หรอื แมแต จะชิมก็ ขนลุก และในทสี่ ุด เมือ่ \"ฉนั \" ปน ปว น ในปญ หา การอาชพี หรอื ช่อื เสยี ง เปนตน ของฉนั กลวั วา ฉันจะ เสอ่ื มเสยี อยู เสมอ ฉันก็เปนโรคใจออ น หรอื โรคประสาท สะดุง งา ย ใจลอย ความยดึ ถอื วา ฉนั เปน ฉนั เหลา น้ี เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 21 / 90

ชุมนมุ เรือ่ งสัน้ – พทุ ธทาสภกิ ขุ ความกลัว เปน มลู เหตขุ องความกลวั ซึ่งเกดิ ขนึ้ แลว กก็ วาด ความสดใส ชมุ ชน่ื เยอื กเย็น ใหหมดเตียน ไป จากดวงจิตนั้น เมอื่ พบวา ตน เหตุ ของความกลัว คอื อะไร ดังนแ้ี ลว เรากม็ าถงึ ปญหา วา จะตดั ตน เหตุนั้นได อยา งไร เขา อีกโดยลําดบั ในตอนนี้ เปน การจาํ เปน ท่เี ราจะตองแบง การกระทํา ออกเปน สองชั้น ตาม ความสูงตาํ่ แหง ปญ ญา หรือความรู ของคนผูเปนเจาทุกข คอื ถาเขามีตนทุนสงู พอ ที่จะ ทําลาย อุปาทาน ใหแหลกลงไปได กจ็ ะได ตรงเขา ทําลาย อุปาทาน ซง่ึ เม่ือทาํ ลายไดแลว ความ ทกุ ข ทกุ ชนิด จะพากันละลาย สาบสญู ไปอยา งหมดจดดวย นี้ประเภทหนง่ึ และอกี ประเภทหนง่ึ คอื พยายาม เพียงบรรเทา ตนเหตุ ใหเ บาบาง ไปกอน ไดแก การสะสาง มลู เหตุ น้นั ใหส ะอาด หมดจด ยิง่ ขึ้น ประเภทแรก สําเร็จไดด วยการปฏิบตั ธิ รรมทางใจ ใหก าวหนา สงู ขนึ้ ตามลําดบั ๆ จนกวา จะหมด อปุ าทาน ตามวิธี แหง การปฏิบัตธิ รรม อนั เปนเร่อื งยาว อีกเรื่องหนง่ึ ผสู าํ เร็จ ในประเภทนี้ คอื พระอรหันต จงึ เปน อนั วา จกั งดวิธนี ีไ้ วก อ น เพราะไมเปน เรอ่ื งที่สาธารณะแกบุคคลทั่วไป และเปน เรือ่ ง ทเ่ี คยอธบิ ายกันไว อยา งมาก ตางหากแลว สว นประเภทหลงั น้ันคือ การพยายาม ประพฤติ ความดี ทัง้ ทางโลก และทางธรรม ท้ังในท่ี แจง และในทลี่ ับ จนตน ติเตยี น ตนเองไมไ ด ใครทเี่ ปนผูร ู แมจ ะมีทพิ ยโสต หรือทพิ ยจกั ษุ มาคน หา ความผดิ เพื่อติเตยี นกไ็ มไ ด เปน ผูเชอื่ ถอื และเคารพตวั เองไดเตม็ เปย ม ไม เบียดเบียนตน ไมเ บียดเบยี นทาน ไมม เี วรภยั ทผี่ ูกกันไว กับใคร รูก ฎความจรงิ ของโลก ศกึ ษาใหเ ขา ใจ ในหลักครองชพี หาความ หนกั แนน มั่นใจใหแ กต วั เอง ในหลักการครอง ชพี และรกั ษา ช่ือเสียง หรือคณุ ความดี พยายาม ทาํ แตส ง่ิ ทเ่ี ปน ธรรมดวย ความหนกั แนน เยือกเย็น ไมเปด โอกาสใหใ คร เหยียดหยามได กจ็ ะไมตอ งเปน โรคใจออน หรอื โรค ประสาท เพราะมคี วาม แนใ จตัวเอง เปน เคร่ืองปอ งกัน และสาํ เหนยี ก อยใู นใจ เสมอวา สง่ิ ทง้ั ปวงเปน อนตั ตา เปนไปตามเรอ่ื ง คือ เหตุปจจยั ของมัน ไมเ ปน ของแปลก หรือ ไดเ ปรยี บ เสยี เปรยี บ อะไรแกก ัน ในเรอ่ื งน้ี เมอ่ื เปนเชนน้ี ความกลัว ก็หมดไป ใจไดที่พงึ่ ที เกษม ท่ีอุดม ย่งิ ขึ้น สมตาม พระผมู ี พระภาคเจา ตรสั การเห็นแจง อริยสัจ ส่ปี ระการ ไวใ นรอง ลาํ ดับ แหง การถอื ทพี่ ึง่ ดวยการถึงพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ เปนสรณะ อรยิ สัจ กค็ อื การรู  เหตุผลของ ความทุกข และของความ พน ทุกข ความกลัว ก็รวมอยูในพวกทุกข เหน็ อรยิ สจั อยาง เพลา กค็ ือ การเหน็ และตดั ตนเหตแุ หง ความกลวั ประเภททีหลงั น้ี เหน็ อรยิ สัจ เตม็ ทีถ่ งึ ทส่ี ดุ ก็ คือ พระอรหนั ต หรือการตดั ตนเหตุ ประเภทแรก ไดเ ดด็ ขาด ขา พเจาขอจบ เรื่องนล้ี ง ดว ย พระพทุ ธภาษิต ทเ่ี ราควร สาํ เหนยี ก ไวในใจ อยูเสมอ อนั จะเปน ดุจ เกราะ ปอ งกนั ภยั จาก ความกลวั ไดอยางดี ดังตอไปน้ี เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 22 / 90

ชมุ นุมเรื่องส้ัน – พุทธทาสภกิ ขุ ความกลัว \"มนุษยท้งั หลายเปน อนั มาก ถูกความกลวั คุกคาม เอาแลว ยอ ม ยึดถอื เอา ภเู ขาบาง ปาไมที่ ศักด์สิ ทิ ธบ์ิ าง สวนทศ่ี ักดิส์ ทิ ธ์ิบา ง รุกขเจดียบ าง เปนทพ่ี ง่ึ ของตนๆ นั่นไมใช ท่ีพงึ่ อนั ทาํ ความ เกษม ใหไ ดเ ลย นนั่ ไมใ ชทพี่ ง่ึ อันสงู สดุ ผูใดถอื สิง่ นน้ั ๆ เปนที่พ่งึ แลว ก็ยังไมอ าจ หลดุ พน ไปจาก ความทกุ ข ทง้ั ปวงได สวนผใู ดทถี่ ึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ เปน ที่พึ่งแลว เหน็ อรยิ สจั ท้ังสี่ ดว ยปญ ญาอันถูกตอ ง คือ เห็นทุกข เห็นเหตุ เครอื่ งใหเกดิ ทกุ ข เห็นการกาวลว งไปเสียไดจ ากทกุ ข และ เหน็ หนทาง อัน ประกอบดวยองคแปดประการ อนั ประเสริฐ อันเปน เคร่อื งยงั ผนู ั้น ใหเ ขา ถึง ความรํางับแหง ทุกข นน่ั แหละ คือ ท่ีพ่งึ อันเกษม นัน่ แหละ คอื ที่พ่ึงอนั สูงสุด ผใู ด ถือเอา ทีพ่ ึ่ง นั้นแลว ยอ มหลดุ พน จากทกุ ขทง้ั ปวงได (ธ. ข.ุ ๔๐) ความโศก ยอมเกิดแตค วามรกั ความกลวั ยอมเกดิ แตค วามรกั สําหรบั ผทู พ่ี น แลว จากความรัก ยอ มไมมคี วามโศก ความกลัว จักมีมาแตทไี่ หนเลา ความโศก ยอ มเกิดมาจาก ตณั หา (ความอยากอยางนั้นอยางน้ี) ความกลวั ยอมเกดิ มาจาก ตัณหา (เพราะกลวั ไมสมอยาก) สาํ หรบั ผทู ี่พนแลว จาก ตัณหา ยอมไมม ีความโศก ความกลวั จกั มีมา แตท่ไี หนเลา (ธ. ขุ. ๔๓) ขอใหค วามกลวั หมดไปจากจติ ความสุข จงมีแต สรรพสัตว เทอญ พุทธทาสภกิ ขุ ๑ สิงหาคม ๒๔๗๙ เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 23 / 90

ชมุ นมุ เร่ืองสัน้ – พุทธทาสภกิ ขุ อาหารของดวงใจ อาหารของดวงใจ ความอิ่มเอบิ ดวยอารมณ ทางรูป เสียง กลิน่ รส สัมผัส นน้ั เปนอาหารของฝา ยโลก ความอิม่ เอิบดวยปตแิ ละ ปราโมช อนั เกิดจาก ความทใ่ี จสงบจากอารมณ เปน อาหารของฝา ยธรรม. อดุ มคติของชวี ิต คอื ความถงึ ท่ีสุด แหง อารยธรรม ท้ังฝา ยโลก และฝายธรรม เพราะฉะนัน้ ชีวติ ยอ มตองการอาหาร ทง้ั ฝา ยโลกและฝายธรรม ถา มี เพยี งอยางเดียว ชวี ติ นน้ั กม็ คี วามเปนมนุษย เพียงครง่ึ เดยี ว หรอื ซกี เดยี ว. เราหาความสาํ ราญ ใหแกกายของเรา ไดไ มสยู ากนกั แต การ หาความสาํ ราญ ใหแกใ จ น้ันยากเหลือเกนิ ความสาํ ราญกาย เหน็ ไดง า ย รจู กั งาย ตรงกนั ขา มกับ ความสาํ ราญทางใจ แตไม มใี ครเช่ือ เชน น้ี กี่คนนกั เพราะเขาเชอื่ วา ไมม คี วามสําราญ อยา งอื่น ทไี่ หนอีก นอกจาก ความสาํ ราญทางกาย และเม่ือ กายสาํ ราญแลว ใจกส็ ําราญเอง คนพวกนี้ ไมฟง ธรรม หรือ ศกึ ษาธรรม และ ไมไ หวพระสงฆ ซง่ึ เปน นมิ ติ อันหนง่ึ ของ ธรรม. ความสําราญทางกาย หรือฝายโลกนัน้ ตอ ง\"ดืม่ \" หรอื ตอ ง\"กนิ \" อยเู สมอ จึงจะสาํ ราญ แตท่แี ท มนั เปน เพยี ง การระงบั หรือ กลบเกลื่อน ความหวิ ไวท กุ ชัว่ คราวทห่ี ิว เทานน้ั สว นความสําราญ ฝา ยใจ หรอื ฝายธรรมน้นั ไมตองดมื่ ไมตองกนิ กส็ ําราญอยเู อง เพราะมนั ไมมีความหิว ไมต อง ดื่มกนิ เพอ่ื แกหวิ ทกี่ ลา วนี้ ผูที่นยิ ม ความสําราญทางกาย อยา งเดียว อาจฟงไมเ ขา ใจกไ็ ด แต อยา เพอ เบอื่ หนาย ขอใหทนอาน สืบไปอีกหนอย พวกท่ีนิยม ความสาํ ราญกาย ในทางโลก กลา ววา \"ใจอยูใ นกาย\" แตพ วกนยิ ม ความสําราญใจ ในทางธรรม กลา ววา \"กายอยใู นใจ\" พวกแรก รจู กั โลก เพยี งซีกเดยี ว พวกหลงั อยใู นโลกนาน พอ จนรจู กั โลกดี ทงั้ สองซกี แลว ขณะเมื่อ พวกท่ชี อบสาํ ราญกาย กาํ ลงั ปรนเปรอ ใหเหย่อื แก ความหิว ของเขา อยา งเตม็ ท่นี น้ั พวกท่ีชอบสําราญใจ กาํ ลังเอาชนะ ความหิว ของเขาได ดว ย การบงั คบั อนิ ทรีย จนมันดับสนิท สงบอยูภ ายใตอาํ นาจ ของเขาเอง พวกแรก เขา ใจเอา คณุ ภาพ ของการให \"สงิ่ สนองความอยาก\" แกค วามหิว ของเขาวา เปนความสาํ ราญ พวกหลงั เอาคณุ ภาพ ของ การทยี่ ิ่งไมตอ งให ส่ิงสนอง ความอยาก เทา ใดย่งิ ดี วาเปนความสาํ ราญ พวกหน่งึ ย่ิงแพ ตัณหา มากเทา ใดยงิ่ ดี อกี พวกหนงึ่ ย่งิ ชนะมาก เทาใด ยง่ิ ดี ! พวกท่ชี อบสําราญกาย ยอมจะ แพต ัณหา อยเู องแลว โดยไมรูส ึกตวั ทําเอง และ ชักชวน ลกู หลาน ใหหา ความสาํ ราญกาย อยา งเดียว เพราะไมรูจ กั สง่ิ อ่ืน นอกจากน้นั ครั้นได เคร่อื ง สาํ ราญกายมา ใจกไ็ มสงบสขุ เพราะ มันยงั อยาก ของแปลก ของใหม อยเู สมอไป (ไดเ พยี งความ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 24 / 90

ชุมนุมเรอื่ งสน้ั – พุทธทาสภิกขุ อาหารของดวงใจ สําราญ ชั่วแลน เหมือนกนิ ขาว มอ้ื หนึง่ ก็สงบหวิ ไปไดช ่ัวม้อื หนงึ่ ) เมอ่ื ความหมนหมองใจ เกิดขน้ึ กค็ ิดเอาวา ตนเปน คนมีกรรม หรือ โชคราย ไมเ หมือนคนอ่ืนเขา เมอ่ื ตอ งเจ็บปวย ตาม ธรรมดา ของสงั ขาร กน็ อยใจ โชคของตวั อยา งหาท่เี ปรียบมไิ ด ย่งิ เมอ่ื แสวงหาโชค โดยทางใด ก็ ไมไดเสียเลยแลว ก็เลยเหน็ ไปวา ในโลกนี้ ไมม ี ความยุติธรรม มแี ตความดุรา ย คนชนิดน้ี ในทส่ี ุด กม็ อบตวั ใหแก ธรรมชาติฝา ยต่ํา ประกอบกรรม ชนดิ ทีโ่ ลก ไมพงึ ปรารถนา ตอ สู ส่งิ ทเี่ รียกวา โชคชะตา ไป แมอ ยางดีทสี่ ดุ คนพวกนี้ จะทาํ ได กเ็ พยี ง แต เปนผูท น ระทมทุกข อยดู ว ย การ แชงดา โชคชะตา ของตวั เอง เทา น้นั ในสโมสร หรือสมาคม ของพวกท่ีแสวง ความสาํ ราญทาง กาย ซ่งึ กําลังราเริง กนั อยูนั้น พวกเทพยดา ยอ มรูด ีวา เปนการเลน ละคร ยอ มสหี นา กม็ ี หลงทํา ไป ท้งั ทต่ี วั เอง หลอกตัวเอง ใหเหน็ วา เก วาสุข ก็มาก บางคนตอ งรองไห และหวั เราะ สลับกนั ทกุ ๆ วนั วนั ละ หลายครั้ง จิตใจฟูขน้ึ แลว เห่ยี วหอ ลง, ขน้ึ ๆ ลงๆ ตามทีก่ ระเปาพองข้ึน หรือยุบ ลง หรอื ตามแต จะไดเหยอื่ ทถี่ กู ปาก และไมถูกปาก ใจของพวกนี้ ยังเหลอื อยูน ิดเดียวเสมอ เทาที่เขารสู กึ จงึ ทําให เขาเขาใจวา ใจอยูในกาย คอื แลวแตกาย หรือ สาํ คญั อยูท่กี าย เพราะตอ ง ตอ เม่ือ เขาไดรับ ความสาํ ราญกาย เต็มทแ่ี ลว ตางหาก ใจของพวกเขา จงึ เปน อยา งทเี่ ขา เรียกวา \"สขุ \" แมค นพวกน้ี จะพดู วา ความสําราญใจ ! ความสําราญใจ !!\" อยูบาง ก็เปน เพียง การ หลงเอา ความสาํ ราญฝายกาย ขนึ้ มาแทน เทานน้ั จะสําราญใจ ไดอ ยางไร ในเมอ่ื ใจ ถูกทาํ ใหพ อง ขนึ้ ยบุ ลง เสมอ ความพองขน้ึ หรอื ยุบลง ก็ตาม ยอมเปนส่ิงทรมานใจ ใหเ หนด็ เหน่อื ย เทา กัน เพยี งแตเ ปน รปู รา งทีต่ า งกนั เทานั้น ลาภ ยศ สรรเสรญิ และความเพลดิ เพลนิ ทาํ ใหพองเบง เสอ่ื มลาภ เส่ือมยศ ถกู สบประมาท และหาความ เพลดิ เพลนิ มไิ ด ทาํ ใหยบุ เหี่ยว แตท งั้ สองอยาง ทาํ ความหว่นั ไหว โยกโคลง ใหเทา กัน อยา งเดด็ ขาด เมือ่ เขาได สมใจอยาก เขากไ็ ด ความ หว่นั ไหว เม่อื ไมไ ด ก็ไดค วามหวั่นไหว เมอ่ื มดื มน หนักเขา กแ็ นใ จลงเสียวา ความอรอย หรอื ขณะทอ่ี รอ ย นน่ั แหละเปน \"พระนพิ พาน\" ของชวี ติ แตเ มือ่ คิดดู เราพอจะเห็นไดว า นั่นยังไมได ถอยหาง ออกมาจาก กองทุกข แมแตน ดิ เดยี ว, มนั เปน เพยี ง ความสาํ คญั ผดิ เทานนั้ และ เปน ความสําคัญผดิ ทจ่ี ะมดั ตรงึ ตวั เอง ใหตดิ จม อยูกับ บอโคลน นัน่ ตลอดเวลา เมอ่ื เปนเชน นี้ ก็จะเหน็ ไดสืบไปวา การสาํ ราญทางฝา ยโลก หรือจะเรยี ก อีกอยางหนึ่งวา ฝายกาย หรอื วัตถุ นนั้ คอื อะไร และเมือ่ ได หมกมุนมวั แตแ สวงอาหาร ใหก าย ทา เดยี ว แลวจะเปน อยางไร หรือ อีกอยางหน่ึงวา ถา รูจกั ความสุข เฉพาะในดา นนี้ ดานเดียว แลว ก็จะรูจกั โลกเพยี งซกี เดยี ว อยางไร และยงิ่ กวาน้นั คนที่รูจักโลก เพยี งซกี หนึง่ เชน นี้ หาอาจทํา อารมณเ หลาน้ี ใหเปน เครอื่ ง อํานวยความสะดวก หรอื ความเพลนิ แกเขาได เชน เดยี วกับ ผทู เ่ี ขา ใจโลกดี ทง้ั สองซีกไม; เพราะ ตองตกเปน ทาส ของความมัวเมา รอ้ื ไมส รา ง บูชามันใหเ ปน สง่ิ สงู สดุ กวา ส่ิงใดอยเู สมอ สว นผทู ี่รูจักโลก ดีแลว นน้ั ยอมบชู า ความสาํ ราญทางธรรม หรือ ฝายใจอนั แทจ ริง เปนสว น สาํ คัญ และถอื เอาสวนกาย หรือวัตถุ เปน เพียง เครอื่ งอาํ นวยความสะดวก ในฐานเปน คนใช สาํ หรับรับใช ในการแสวงหา ความสําราญ ทางฝา ยจติ เทา นัน้ พวกนจ้ี ึงมอี ุดมคติวา \"กายอยใู น เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 25 / 90

ชุมนมุ เร่อื งสัน้ – พทุ ธทาสภกิ ขุ อาหารของดวงใจ ใจ\" คอื แลวแตใ จ กายเปน ของนิดเดยี ว, และอาศัยใจ ซ่ึงมอี ํานาจเด็ดขาด และ คณุ ภาพสงู สดุ อยู ทกุ ๆประการ และทุกๆเวลา \"แสวงหาอาหาร ใหดวงใจดกี วา ! \" ความเจริญ งอกงาม ของดวงใจ นน้ั ยังไปไดไกล อีกมากมายนกั คือกวาจะถึง พระนิพพาน เม่อื ไร นัน่ แหละ จึงจะหมด ขีดของทางไป แลวมอี ุดมสนั ตสิ ุข อยูต ลอด อนนั ตกาล สวนความ เจรญิ ทางกายนัน้ ไมม ที างไปอกี ตอ ไป สงู สุดอยไู ดเ พยี งแค รูป เสยี ง กลิน่ รส สัมผัส และ อารมณ ทางใจ บางอยาง เชน ยศศกั ด์ิ เทานั้น แตไมม ีใคร เคยทําใหเ กิด ความอิม่ ความพอใจ ในเรื่องน้ี เลย แมใ นอดีต, ในปจจุบนั และ อนาคต. เพราะวา การแสวงหาทางฝา ยนี้ ตอ งการ \"ความไม รจู ักพอ\" นัน่ เอง เปน เชอ้ื เพลิงอันสาํ คัญแหง ความสาํ ราญ ถาพอเสยี เมอื่ ใด ก็หมดสนุก ! ใครจะ ขวนขวายอยา งไร กไ็ มอาจไดผลสูงไปกวา \"การสยบซบซึมอยู ทา มกลางกองเพลิง แหง ความถูกปลกุ เรา ของตัณหา\" ซึ่งเมอ่ื ใดมอยหรลี่ ง ก็จะตองหาเชอื้ เพลิงเพ่มิ ใหใหมอีก และไมมี เวลาพอ เชนเดยี วกบั ไฟธรรมดา กับ เชอ้ื เพลิงธรรมดา เหมือนกนั เพราะฉะน้นั การแสวงหา อาหารทางฝา ยใจ เพ่อื ดวงใจ จึงเปนส่ิงท่มี ีคา นาทํากวา , เปน ศลิ ปะกวา เปนอดุ มคติทสี่ งู กวา , ทาํ ยาก หรือ นา สรรเสรญิ กวา , หอมหวนกวา เยือกเยน็ กวา ฯลฯ กวา โดยทกุ ๆ ปริยาย. การแสวงความสาํ ราญ ทางฝายกาย เปน ตน เหตแุ หงสงคราม, การแสดงความสาํ ราญ ฝาย จิต เปนตน เหตุ แหงสันตภิ าพ. ถาชาวโลก ยังบูชาลทั ธวิ ตั ถนุ ิยม มวั แสวงแต ความสําราญ ทางกาย อยา งเดียว อยูเพยี งใด ก็ไมม หี วังในสนั ติภาพ แมจ ะเปด สภาสนั นิบาตชาติ ขน้ึ อีกสกั ๑๐ สนั นบิ าต กต็ าม นักวัตถนุ ิยม เหน็ กายเปนใหญ ยอ มเสียสละ ไดทุกอยา ง เพอ่ื ใหกาย หรือโลกของตน อม่ิ หมีพมี ัน สว นนกั จติ นยิ ม เห็นแกจิตเปนใหญ ยอ มเสยี สละได ทุกอยาง เหมือนกัน เพอ่ื แลกเอา ความสงบ เยอื กเย็น ของจิต. ผแู สวงความสําราญ ทางกาย น้นั การแสวง ของเขา จําเปนอยเู อง ทจ่ี ะตองกระทบ กบั ผอู ่นื เพราะความสาํ ราญกาย น้ี เปนของเน่อื งดวยผอู น่ื หรอื สิ่งอืน่ ท่ีแวดลอ ม อยูโ ดยรอบ เมอ่ื ความเหน็ แกตวั มอี ยู ก็ตอ งมีการ กระทบกนั เปน ธรรมดา การสงครามก็คอื การปะทะ ของคนหลายคน ทตี่ างฝายตา ง มีความเหน็ แกต วั เพอื่ ความสําราญ ทางกาย น่ันเอง สงครามโลก ซึง่ เปนเพยี ง ความเห็นแกต วั ของคนหลายชาติ รวมกัน กไ็ มตาง อะไรกันอีก สวนการแสวงหา ความสขุ ทางฝา ยจติ นัน้ จะไมก ระทบกระทงั่ ใครเลย แมแ ต นอ ย, เพราะเหตุวา มอี ะไรๆ ใหแ สวง อยูใ นตน ผเู ดียว เสรจ็ ไมต องเนือ่ งดว ยผอู ืน่ การ สงคราม ไมสามารถ เกดิ จาก ผูแสวงสขุ ทางจติ ! เชนเดยี วกบั ที่ไฟ ไมส ามารถ เกดิ จาก ความ เยน็ . การแสวงหาอาหาร ทางฝายกาย งา ยหรอื ต้นื และ เปน ตนเหตุ แหง สงคราม การแสวงหาอาหาร ของดวงใจ ยาก และ ลกึ และ เปนตน เหตุ ของสันตภิ าพ ดังกลา วมาแลว . แตมนุษยในโลกน้ี สว นมาก ปลอ ยตน ไปตามสญั ชาตญาณ หรือ ธรรมดาฝา ยต่ํา มากเกินไป จงึ เทา ทเ่ี ราเหน็ กนั จึง มแี ต ผถู อื ลทั ธิวตั ถุนิยม ยิง่ นานเขาเทาใด วิธกี ารแสวงหา อาหารของดวงใจ กย็ ่งิ ลบเลือน หายไป เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 26 / 90

ชมุ นมุ เรอ่ื งส้นั – พุทธทาสภิกขุ อาหารของดวงใจ จาก ความทรงจาํ และ ความเอาใจใส ของมนุษย มากข้ึน เพียงนั้น ในทีส่ ุด กไ็ มม ีอะไรเหลือ อยู ใน มนั สมอง ของมนุษย นอกจาก ความเหน็ แกตวั และน่นั คือ สมัยท่ี ไฟประลัยกลั ป จะลา งโลก ขาพเจาอยากจะกลาววา ผแู สวงหาสุขทางใจ มีอยูเพียงกีค่ น กต็ าม ก็เปน เหมือน ลกู ตุม ท่ีถว ง โลกไว มิใหห มุนไป ถงึ ยคุ ไฟประลัยกลั ป เรว็ เกินไปเพยี งน้ัน \"เรายอมรับวา เปนลูกตมุ จรงิ แตวา เปนลกู ตมุ ทถี่ ว ง ไมให พวกทา น วิ่งเขาไปสกู องไฟ เรว็ เกินไป ถาพวกขา พเจา จะพลอยเปน อยา งทาน ไปดว ย เชอ่ื แนว า โลกคงจะแตกดบั เร็วกวา ท่ี พวกขา พเจา จะแยกเปนอยู เชน น\"ี้ นเ่ี ปน คํา ซ่งึ พวกแสวงสุข ทางฝายจติ ควรจะพดู ได โดยชอบ ธรรม ! พระพทุ ธองค ทรงเปน นายกแหง สมาคม ผแู สวงสขุ ทางใจ เพียงพระองคเ ดยี ว และ สมยั เดยี ว ก็ ช่อื วา เปน โลกนาถ ทีพ่ ่งึ ของโลก หลายสมยั เพราะวา อทิ ธิพล แหง ธรรม ท่พี ระองค ทรงเปดเผย ขึน้ นนั้ ไดถว งใหโลก ทีก่ ําลงั หมุนไปหา ความแตกดบั หมนุ ไปชา เขา มากกวา มากนกั เม่อื หมุน ไปชา เชน น้ี คนท้ังโลก แมท ี่สดุ แต คนทไี่ มเคย ไดย นิ ชื่อ ของพระองค ก็พลอยมสี วน ไดร ับ ความสุข ดวย แตเ ม่ือโลก ละท้ิง การแสวงหา อาหารทางใจ มารับเอา อาหารทางกาย มากข้นึ เชน นี้ พระพทุ ธองค ก็ชว ยไมไ ด เพราะ โลกเปนฝา ย ท่ีท้งิ พระพทุ ธองค พทุ ธบรษิ ัททกุ คน ยังภักดีตอ การแสวงหาความสุขทางใจ กนั อยู นับวา ตระกูลของพระองค ยงั ไมขาดทายาท เสยี ทเี ดียว และจะยังเปน เหมือน ลูกตมุ นอ ยๆ ทีเ่ หลอื อยู เพ่อื ตัวเอง และ โลก ดวย, ทั้งขณะที่ พวกอน่ื เขาอาจกาํ ลงั เกลียด พวกนอ้ี ย.ู พทุ ธบรษิ ทั คงตอ งถอื วา กายอยใู นใจ, อาหารทางใจ สําคญั กวา อาหารทางกาย และยังคงตอ ง ภักดี ตอลัทธิ แสวงสขุ ทางใจ อยูเสมอ. การเปน พุทธบริษทั แตปากนัน้ ไมทําใหเปน พุทธบรษิ ทั ไดเ ลย พุทธบริษัทท่ีแท เปน นกั นิยมวัตถุ หรอื ถอื ลทั ธิหลงชาติ ไปไมไ ด พทุ ธบรษิ ทั ทข่ี วางๆ รีๆ นัน่ ย่ิงจะรา ยไปกวา ผทู มี่ ไิ ดเปน พุทธบรษิ ทั เมื่อเกดิ \"มิคสัญญี\" พุทธบรษิ ทั ทแี่ ทจ ริง เทานัน้ ท่ี จะเปนผูเหลอื อยู แมน้ีก็เปน อานิสงส แหงการนิยม อาหารของดวงใจ เมอื่ ไดพรํ่า กลา วถึง ความดี ของ อาหารทางดวงใจ มามากแลว กระทัง่ ในแงการเมอื ง เปน ท่ีสดุ จึงตอ ไปนี้ จะไดก ลาวถึง ลกั ษณะของ อาหารทางใจ โดยตรงบาง, ใหควรกัน. คําสองคาํ ซึง่ ใครๆ กเ็ คยไดย ินมีอยวู า โลก กะ ธรรม โลก กบั ธรรม จะเปน อนั เดยี วกัน ไมได. โดยท่ีโลกเปน ฝา ยนิยมวตั ถ,ุ ธรรมเปนฝายนยิ ม \"ความเปนอสิ ระ เหนือวัตถุ\" และ \"ความเปน อิสระ เหนือวัตถุ นีเ่ อง คอื อาหารของดวงใจ\" กายตองการอาหาร ทางฝายโลก, ใจตองการอาหาร ฝายธรรม, ผูที่เห็นวา ใจเปน ใหญ จนถึงกบั เปน ทอี่ งิ อาศัยของกาย ยอมแสวงหาอาหาร ใหกาย เพยี งเพือ่ สกั วา ใหมันเปนอยูไ ด (ยาปนมัตต) เทา นนั้ นอกนน้ั ใชแ สวง เพือ่ ใจอยางเดยี ว เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 27 / 90

ชมุ นมุ เรือ่ งสนั้ – พุทธทาสภกิ ขุ อาหารของดวงใจ อันความเปน อสิ ระเหนอื วตั ถุ นนั้ เหน็ ไดยาก ตรงท่ีตามธรรมดา ก็ไมม ใี ครนึกวา ตนไดต กเปน ทาสของวตั ถุ แตอยางใด ใครๆ ก็กาํ ลังหาวตั ถุ มากนิ มาใช มาประดบั เกยี รติยศ ของตน และ บาํ เรอ คนทตี่ นรัก ทําใหเห็นไปวา นน่ั เปน นาย มีอสิ ระเหนือวัตถุ พอแลว เชน มีเงินจะใชม นั เมอ่ื ไรก็ได สว น ความหมน หมองใจ ท่ีเกดิ ข้นึ มากมาย หลายประการ หามีใครคดิ ไมว า นั่นเปน อิทธพิ ลของวตั ถุ ท่มี นั ครอบงาํ ยาํ่ ยเี ลน ตามพอใจ ของมนั ดวงใจ ไดเสีย ความสงบเย็น ท่คี วรจะ ได ไปจนหมด ก็เพราะ ความโงเงา ของตัวเอง, ทไ่ี ปหลง บูชาวตั ถุ จนกลายเปน ของมพี ษิ สง ขึน้ มา ดวงใจทแ่ี ทจรงิ กไ็ มอาจฟกตัว เจริญงอกงาม ขึ้นมา เพราะ ขาดการบํารงุ ดวยอาหาร โดย ทเี่ จาของ ไมเคยคดิ วา มันตองการอาหาร เปนพเิ ศษ ย่งิ กวากาย สญั ชาตญาณ ทัง้ หลาย ชวนกัน ขึ้น นงั่ บัลลังก บัญชาการเตม็ ท่ี ออกคําสัง่ ทบั ถมดวงใจ ท่แี ทจ ริง หรือธรรมชาติฝา ยสงู ท่เี ปน ช้นั ปรมตั ถธรรม จนไมปรากฏ สาละวนแต แสวงหาอาหาร ตามอํานาจฝายตํ่า หรือทเี่ รยี ก ในท่ีนวี้ า กาย (โวหารธรรม) เมอื่ ใจขาดอาหาร แมแตท ี่เปน เบ้อื งตน เชนนีแ้ ลว กไ็ มง อกงาม พอทจ่ี ะแจมใส สอ งแสง ใหผ นู ั้นมองเห็น และถืออดุ มคติ แหงความสขุ ทางใจได ชีวติ ก็เปน ของมดื มน ตอง รอ งไห ทั้งท่ี ไมรูเ หน็ วา มีอะไรมาทาํ เอา เม่อื เด็กๆ ท่ีเกดิ มาในโลก ไมอ าจสาํ นึก ในปริยายน้ี ไดดว ยตนเอง เชน นีแ้ ลว การศึกษาธรรม เทา น้ัน ที่จะชว ยไดในเบือ้ งตน การศึกษาธรรม ทางฝา ยหลักวิชา จงึ เปน อาหารของดวงใจ ในขัน้ แรก และข้ันกลาง กค็ อื การยอยหลกั วชิ าๆ นัน้ ออกดว ย มนั สมอง ของตนเอง ไดความรู ความ แจมแจง ความโปรง ใส เยอื กเย็น อะไรมา นั่นเปน อาหารช้นั ปลาย สง เสริมกนั สืบไปใหเ จรญิ จน สามารถ ทาํ พระนพิ พาน ใหป รากฏ จงึ จะนับวาถึงทสี่ ดุ ปรยิ ตั ิธรรม หรอื ธรรมในสวนหลักวิชานั้น ชว ยไดโ ดยเปน เครื่องสะกดิ ใจ ใหรูส กึ ในเบ้ืองตน วา เรามีกายสองซกี คอื ซกี รูปกาย และธรรมกาย รปู กาย เจรญิ ไดเ อง ดว ยการมี บิดามารดา เปน แดนเกดิ เติบโตขน้ึ ดว ยขา วปลา อาหาร สวนธรรมกายนั้น มี กาย วาจา ใจ ท่ีสจุ รติ ผองใส เปน ทีต่ ้งั ทป่ี รากฏ, มผี ลของ ความสจุ ริต เปนอาหาร ทจี่ ะบํารงุ ใหเตบิ โต สบื ไป และทาํ ใหเรา รสู กึ สบื ไป เปน ลาํ ดับวา ถาบํารงุ แตร ูปกาย อยา งเดยี ว มันก็จะอวนดี แตซกี เดยี ว อีกซกี หน่งึ ซ่งึ เปน ซีกใน จะเห่ยี วแหง อยู ผลทไ่ี ด ก็คอื รางกายทีส่ มบรู ณ แตใ จเต็มไปดว ย ความหมน หมอง เมื่อยัง เด็ก ความหมนหมอง มิปรากฏนัก ก็เพราะยังเปน ผทู ผ่ี อู น่ื เลย้ี งดูให และ กายกย็ ัง มิไดข ยายตัว เต็มท่ี จนสามารถ ทําความรสู กึ ไดส ุดขดี ทกุ ๆ อนิ ทรยี  (คือเต็มท่ี ทั้งทาง ตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ) ครัน้ เมอ่ื กายเจรญิ เต็มทีเ่ ขา ความหมน หมอง กเ็ กิดมากขน้ึ เพราะยิง่ ขาดดลุ ยภาพ (ของความที่ รปู กาย และ ธรรมกาย จะตอ งมี ความเจริญคเู คียง สมํา่ เสมอกันไป จึงความหมนหมอง จะไมอาจ เกดิ ) น่นั เอง สรุปความวา ปรยิ ัตธิ รรม ชว ยใหเ ราทราบวา เราจะตอ งประพฤตธิ รรม เชน น้ันเชนน้ี เพอ่ื ธรรมกายของเรา มิฉะนน้ั เราตายดา นไปซีกหนงึ่ , เมือ่ เรารู ปริยตั ิธรรม พอสมควรแลว เราก็ ได อาหารของดวงใจ ในสว นหลักวิชา และ ภาคพนื้ ของการปฏบิ ัติ สมั มาทฎิ ฐิ หรอื รงุ อรณุ ได ปรากฏแกเราแลว เปน แรกเรมิ่ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 28 / 90

ชุมนมุ เรือ่ งสนั้ – พุทธทาสภิกขุ อาหารของดวงใจ ปฏิบตั ิธรรม หรือ ธรรมคอื ตวั การปฏบิ ตั นิ ัน้ เปนการทรมานอินทรีย (sense) เพ่ือเอาชนะอนิ ทรยี , ชนะไดเ ทา ใด ความเยอื กเยน็ พรอ มท้ัง ความรแู จง ก็เกิดขน้ึ เทา นั้น ความเยือกเยน็ เกดิ จาก ความท่ี อนิ ทรยี  สงบราํ งบั ลง ความเหน็ แจง ความจริงในตวั เอง ปรากฏเพราะ ไมถ กู มาน แหง ความ กลัดกลมุ ของอินทรยี  ปดบังไว เชน แตกอน วธิ เี อาชนะ อนิ ทรีย ตามหลกั แหง พทุ ธศาสนา ไดแ ก การบังคับตวั เอง ใหง ดเวน จากสิ่งชวั่ , บงั คับตวั เอง ใหทํา แตส ่งิ ที่ดี เขาแทน และตอ จากนนั้ พยายามหาวิธี ชําระจิต ใหเ ปน อสิ ระ จากความหมนหมอง ทั้งท่ีเปด เผย เห็นไดง า ยๆ และทีน่ อน น่ิง เงยี บๆ อยใู นสนั ดาน อนั เปนเหมอื น เช้ือ ทก่ี อ เกิด ของอยา งแรก หรือ กลาวอีกอยา งหน่งึ ไดแก การบังคบั กาย และ วาจา ใหอยใู นอํานาจ เรยี กวา ศลี , บงั คับจิต ใหอยใู นอาํ นาจ เรยี กวา สมาธ,ิ และใชจ ติ ที่อยใู นอํานาจแลว คอื คนหาความจรงิ ท่ยี าก ท่ีลกึ จนปรากฏ แจม แจง เรียกวา ปญ ญา, การบังคับหรอื ควบคุมอนิ ทรีย เชนน้ี ทําใหด วงใจ ไดรับ ความสะบักสะบอม นอยลง วตั ถุ หรือ อารมณ ท้งั หลาย มีพิษสง นอ ยเขา หรือ หมดไป เพราะ คา ทเี่ รา สามารถบงั คับ ตวั เอง ไวใ นภาวะ ทจี่ ะ ไมห ลงใหลไป ตามทง้ั ใน ทางชอบ และ ทางชัง เมอ่ื ใจเรา ไดร ับความ พกั ผอน อยา งผาสกุ เนอ่ื งจาก การบังคบั อนิ ทรีย ของเรา เชนนีแ้ ลว เรากไ็ ด อาหารของดวงใจ ในสวนของ การปฏิบัต,ิ อันจะเปน อปุ กรณ ใหไ ดรับ อาหารชั้นสูงสุด สืบไป ปฏิเวธธรรม หรือ ธรรมในสวน การรแู จง แทงตลอดในสง่ิ ที่เคยหลงใหล ไมร เู ทาทันมากอ น เปน ความรู ชนิดที่จะ ตัดราก ความหมน หมอง ของดวงใจเสยี โดยประการท้ังปวง, เชน ความสงสยั ความเขา ใจผดิ หลงรัก หลงชงั ฟงุ ซาน ฯลฯ เสยี แลว ทําความแจม แจงใจ โปรง ใจ เยอื กเย็นใจ ให เกิดข้นึ แทน น้ีเปนผล ท่ีปรากฏแกใ จ สมจรงิ ตามทีเ่ รียนรู ทางหลักวิชา โดยปรยิ ตั ิ ซึ่งเปน เพยี ง \"การรูอยา งคาดคะเน ดว ยเหตุผล ลว งหนาไปกอ น\" การแทงตลอดน้ี หมายถึง การแทงตลอด มา นอวชิ ชา คอื ความโงหลง ซึง่ เปนของเฉพาะตวั อยางยงิ่ . นาอัศจรรยม าก ทค่ี นบาคลั่ง อาจ รกั ษาโรค ของตนเอง ดว ยการฟง วธิ ีรกั ษา มาจากผูอ ื่น แลว รกั ษาตวั เอง พิจารณาตัวเอง ไป เร่อื ยๆ อยางคอยเปน คอ ยไป จนหายได ในทส่ี ุด! ชางไม หรือ นักยันตรกรรม ท่ีตดิ ขดั ในปญ หา ขดั ของ บางอยาง ในหนา ทีก่ ารงานของตน อาจผานปญหานั้นๆ ไปได โดยการ พยายาม คดิ คน หาเอาเอง หรือ ถามทานผูรู แลวมา แกไ ขไปเอง เม่ือพบเงื่อนถกู ผา นไปได กไ็ ดร ับความสขุ ใจ ผู ที่รูวา ตนกาํ ลงั ตดิ ขดั ในปญ หาชวี ิต (คือ ความทช่ี วี ิต ถูกกดถว ง ดว ยความ หมนหมอง อยเู สมอ ตัง้ แต ชนดิ ที่ หยาบทสี่ ุด จนถึง ท่ีละเอยี ดท่สี ดุ ) กฉ็ นั นน้ั , คอื เม่ือไดค ดิ คน ไปเองบา ง ไตถามทาน ผูร ู มาคิดคน ไปบา ง จนไดร ับความแจมแจง เบาโปรง ปรากฏกบั ใจเอง ก็เปนสขุ นกั ศลิ ปน ท่ี แทจริง เขาหาความสุข จากความพอใจ ตัวเอง ในการท่ี ทําสิ่งที่ยากๆ ไดส าํ เรจ็ มิใชเพราะ พอใจ ในเงนิ หรอื รางวลั ท่จี ะไดร บั ซึ่งเปน วสิ ยั ของ นักการคา ในที่นีจ้ ะ เห็นไดว า ความสุขทเ่ี กดิ จาก ความพอใจ หรอื ความรูแจงนั้น เปนอกี ขน้ั หนึง่ ซ่งึ นักการคา หรอื ผนู ิยมวตั ถุ จะเหน็ เปน ความสขุ ไปไมไ ดเ ลย ผลอันนีค้ ือ อาหารของดวงใจ ในสวนปฏเิ วธ, ซึ่งเมอ่ื แทงตลอด ถึงที่สุด ไม มอี ะไรเหลือจรงิ ๆ กค็ ือ การพบกนั เขา กบั พระนิพพาน และ การแทงตลอด ท่ีถงึ ขดี ระยะหน่งึ ๆ ขางตนๆ นั้น คือ มรรคผล ขัน้ หนึง่ ๆ ตามหลัก ที่ทา นกาํ หนดไว เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 29 / 90

ชุมนุมเร่อื งสนั้ – พุทธทาสภิกขุ อาหารของดวงใจ เมือ่ ได อาหารทางใจ เปนลาํ ดับมา จนลุถงึ พระนพิ พาน เชนนแี้ ลว ตอ จากนัน้ ก็เปน ใจ ที่มีรสของ พระนพิ พาน เปน อาหาร ศานตเิ ปน รสของพระนิพพาน ! และ ใจมศี านตินน้ั เปน อาหาร !! ศานติ ในที่นี้ หมายถงึ ความเยอื กเยน็ ของพระนิพพาน หรอื สภาพอันหนง่ึ ซ่ึงเปน สภาพแหง ความวางโปรง เปนอิสระเหนอื สง่ิ ทง้ั หลาย เหนือรปู ธรรม นามธรรม เหนอื กฎแหง รูปธรรม และ นามธรรม ทัง้ หมด และเปนส่ิงที่ ใครจะบญั ญัตกิ ฎเกณฑอะไร ใหไ มไดเ ลย เมอื่ เราอาบน้าํ เราไดรับความเย็นของนํ้า หรอื เพราะนาํ้ , เมือ่ ใจลุถงึ พระนพิ พาน มนั ยอ มเยอื กเย็น เพราะ ความเย็นของ พระนิพพานน่ันเอง ความเยอื กเยน็ อนั น้ี เปน ยอดอาหาร ช้ัน พเิ ศษ ของดวงใจ กค็ วามหมนหมอง ตา งๆ ของดวงใจนนั้ ถูกสลัดทง้ิ เสยี หมดแลว ตงั้ แตไดรบั อาหาร ขนั้ ปฏเิ วธข้ันสงู มาบัดนี้ ไดร ับความเยือกเย็น ของพระนิพพาน เขา อกี จงึ เปนการยาก ท่ี จะกลา ว ใหเ ปน ที่เขา ใจ กันอยางทวั่ ไปวา รสชาตอิ นั นี้ ในขณะนี้ จะเปน อยา งไร ทา นจงึ กลาววา เปนสงิ่ ที่ แมแ ต อยากพดู ใหฟง กไ็ มรวู า จะพดู อยา งไร (Subjective) อยาวา แต รสชาติ ของ พระนพิ พานเลย แมเพยี งแต รสของวเิ วก หรอื สมาธิขนั้ ตนๆ กเ็ ปน ของยากทีจ่ ะอธบิ ายวา มี รสชาติเปนอยา งไรเสยี แลว เพราะเปนรสทีต่ อ งจัดเปนรสแปลกใหมอ ีกรสหนง่ึ จากบรรดารส ท่คี น ธรรมดา เราเคยรรู สกันมาในวงแหง โลกิยารมณ ความจริง ตามธรรมดา สง่ิ ท่ีเรยี กกนั วา รส นน้ั เปน ของอธิบายยากมาก บางอยา ง ไมม ที าง จะเทียบเคยี ง เสยี เลย เชน นาย ก. ไมเ คยกนิ ของ หวาน เลย นาย ข. ก็ไมอ าจทจี่ ะ อธบิ ายให นาย ก. ทราบไดว า รสหวานนนั้ เปน อยา งไร จะวา ตรงกันขามกบั ขม กับ เคม็ กบั เปร้ยี ว หรอื อะไรทุกอยา ง นาย ก. ก็ไมอ าจทายไดว า รสหวาน น้ันเปน อยางไร แม นาย ข. จะคดิ คนหา คําใดมาพดู ก็ไมไ ด คงไดแตวา หวานๆ อยอู ยา งเดิม น่นั เอง นี่คือ ความเปน ปจ จตั ตงั และ ความเปน ของอธิบายใหช ัด ไมได ของรส สว นรสของ พระ นิพพาน ก็ทํานองเดียวกัน เปนแต ย่งิ ยากขึ้นไป กวานนั้ อกี หลายเทานกั แมใ นทาง ท่จี ะให เปรียบเทยี บ หรือ คาดคะเน กเ็ ม่อื นาย ก. ไมควรจะดือ้ เถียง นาย ข. วา รสหวานไมมีในโลก, และ ทางท่ีดที สี่ ดุ นาย ก. ควรใชค วามพยายาม จนหานํ้าตาล มาชมิ ดูได ดว ยตน กจ็ ะรวู า หวาน เปนอยา งไร ฉันใด ผูทย่ี งั ไมถงึ นิพพาน กไ็ มควรปฏเิ สธ รสของนพิ พาน. แตควร ตะเกยี กตะกาย จนไดช มิ รสของพระนพิ พาน ดว ยตนเองฉนั น้ัน กอนแตจะจบเรือ่ งน้ี อยากจะเลานิทาน ฟง กนั เลน สักหนอ ยหนึง่ เตา ตวั หนึ่ง เปน สหาย กบั ปลา ตัวหน่งึ วันหนึง่ ไดพ บกัน ปลาถามวา \"สหายเอย, ทานไปท่ีไหนเสยี เปน นาน?\" \"ไปเท่ยี วบนบกมา\" เตา ตอบ \"บกเปนอยา งไร?\" ปลาถาม \"ออ บกงดงามมาก มอี ะไรสวยๆ แปลกๆ ลมพดั เยน็ สบาย มีอาหารดเี ยอะ มีเสียงแปลกๆ ซง่ึ เราไมเคยไดยนิ ในท่นี ีเ้ ลย\" \"ฉันไมเ ขาใจเลย สหายเอย บกนัน้ ออนละมนุ ใหศ รษี ะของเราแหวกวาย ไปไดส ะดวก เชน นี้หรือ?\" เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 30 / 90

ชุมนมุ เร่ืองส้นั – พุทธทาสภิกขุ อาหารของดวงใจ \"ไมใช\" \"บกไหลเออ ไปไดตามรอง เชน น้หี รือ?\" \"ไมใ ช\" \"บกเยน็ ชุม ซมึ ซาบ เอิบอาบ เชน น้หี รือ?\" \"ไมใช\" \"บกเปน ละลอก ริว้ ๆ เมื่อถกู ลมพดั หรือ?\" \"ไมใ ช\" แมปลาจะต้ังคําถามมาอยางไร คาํ ตอบก็มแี ต \"ไมใช\" ทั้งนัน้ ในทีส่ ุด ปลากห็ มดศรทั ธา ประณาม เตา วา \"สหายเอย ทา นโกหกเสยี แลว เอาสง่ิ ท่ี ไมม ีจริง เปน จริง มากลา ว\" แตเตาก็ ไมร ทู ี่จะตอบ สหายของตน อยางไรดี ในทสี่ ดุ กไ็ ดแต คอ ยคลาน กลับข้ึนบกอีก เตา ไดเ ทีย่ ว ไปบนบก อีกใหม, บนบก ซึ่งสหายของเขา ไมเคยนกึ และ ไมยอมเชอ่ื วาม!ี เตา ไดเท่ยี วไปวันแลว วันเลา ๆ บนบก ซง่ึ สหายของเขา หาวา เขาโกหก !! นิทานเร่อื งน้ี จะอาจเปน เครอ่ื งรองรบั ความเปนปจจตั ตงั และ การพดู บรรยาย ไมได ของศานต-ิ อาหารของดวงใจ ช้นั พิเศษ ชัน้ ยอดสดุ , ไดบ า งกระมัง, นํา้ กับ บก ตอ ตดิ กนั อยู หางกัน เพียงชว่ั เสน รมิ นาํ้ เสนเล็กๆ ที่รมิ สระเทา นนั้ แตป ลากไ็ มอาจรู หรือ แมแต คาดคะเนวา บกเปนอยางไร ไดเลย พระพทุ ธองคต รัสวา โลก คอื โอกะ หรือ โอฆะ (แปลวา น้าํ ทง้ั สองศพั ท) สัตวโ ลก กค็ ือ ผู ท่ีจม อยใู นโลก หรอื นํ้า น่ันเอง พระนพิ พาน เปน ฝง เกาะ ท่รี อดพน แตน อยคนนัก ท่จี ะวา ย ออกไปถงึ เกาะ ดจุ พวกนก ทต่ี ดิ บว งแลว นอยตวั นักที่จะหลดุ ไปได ไมต อ งตกเปนเหย่ือ ของ นายพราน ฉันใด ก็ฉันนนั้ ผทู ีต่ กโลก หรอื จมโลก กค็ ือ ผทู ่รี จู ักแตโ ลก หรอื กามคุณ ซึง่ เรียก ในทนี่ ว้ี า อาหารของฝา ยกาย หรอื โลกยิ ะนนั่ เอง เมอ่ื รจู กั แตอ ยา งเดยี ว กไ็ ม (หรือ มกั จะไม) เชือ่ วา บก หรอื โลกุตตระ มีอยู ณ ท่ใี ดอกี เชน เดยี วกับปลา ก็บดั นี้ การที่จะเดนิ ทางไปสูบกนน้ั ผูเดินตอ งกิน \"อาหารของดวงใจ\" ดังทีก่ ลา วมาแลว การที่ ไมคอ ย มีใครสนใจ ในเรอ่ื งอาหารของดวงใจ ก็เพราะ ไมเคยคิด ทจี่ ะ เดินทางไปสู \"บก\"น่ันเอง ! อาหารของดวงใจ มหี ลายช้ันนกั เพราะฉะน้นั ยอมจะมีผแู สวง และ เสพไดใ นช้นั ตา งๆ บางช้นั เปนธรรมดา เรารูในขอน้ีได กโ็ ดยที่ จะเหน็ ไดว า คนบางคน หาไดต กโลก เตม็ ท่ี เหมือนกับ บางคนไม เชนเดียวกับ ถาเราจะมองดู ภาพสมมติ สกั ภาพหนึ่ง เปน ภาพแหง รมิ ฝง ทะเล เราเหน็ คนบางพวก ตกน้ํา จมมดิ อยู บางพวก ชศู รี ษะ รอนขน้ึ เหนือน้าํ ไดมองดรู อบๆ สงั เกตหา ฝง บกอยู บางพวก มองเห็นฝง แลว บางพวก กําลังวา ยมงุ เขาฝง บางพวก ใกลฝ ง เขา มามากแลว บางพวก ถงึ ทต่ี นื้ ยนื ถึง เดินตะคมุ ๆ เขา มาแลว บางพวก เดนิ ทอ ง เพียงแคเขา เขา เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 31 / 90

ชุมนุมเรื่องสนั้ – พทุ ธทาสภกิ ขุ อาหารของดวงใจ มาแลว บางพวก นัง่ พักอยา งสบาย หรอื เท่ยี วไป อยางอสิ ระบนบก ! เราจะเปนพวกไหน ยอมไม มใี ครรไู ด เทา ตัวเราเอง !! เปนของนาคิด ท่สี ดุ น้ี หวังวา ตลอดเวลา ทมี่ นุษยยงั คงไดรบั รส ของพระพทุ ธวจนะ อยูเพยี งใด คงจะมีสกั พวก หน่ึง โดยเฉพาะอยางยิง่ คือ พวกบริโภค อาหารของฝายกาย อยา งสมบรู ณอยแู ลว ซง่ึ จะเกิด ความรูสึกอึดอัด ในความซํา้ ซาก และหมด \"ทางไปในฝายสูง\" ของโลกยิ าหาร หรือ ลัทธวิ ตั ถุ นยิ ม (Materialism) แลวเกดิ ความสนใจ ในคุณภาพอันสงู สุด ของ โลกตุ ตราหาร หยิบเอา ลทั ธิ มโนนิยม (Spiritualism) ขึ้นมาพจิ ารณาดูบาง ดวยกริ ิยา อันเคารพ และแยบคาย เพราะ ยังมีทาง ไปอีกสูงมาก ในนามแหง พทุ ธทาส ขา พเจาขอแสดงความยนิ ดี ทจี่ ะรจู ักทา น และขอแสดงความนบั ถืออยางสูง ตอทา นลว งหนา พุทธทาสภกิ ขุ ๑๙ กนั ย ๒๔๘๐ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 32 / 90

ชมุ นมุ เรอ่ื งส้นั – พทุ ธทาสภกิ ขุ นิพพาน – จุดหมายปลายทางของชีวติ นพิ พาน จดุ หมายปลายทางของชีวติ คํานาํ เรอื่ งพระนิพพาน มิใชเ ปน เร่อื งที่พดู ใหจ บหรอื ใหเขาใจกนั ไดดว ยคาํ พูดเพียงสองสามคาํ , เพราะฉะนนั้ ผู ศกึ ษาจะตองอา นทบทวนไปมา และทําการศกึ ษาคิดคน ตีความและเทยี บเคยี ง หย่งั ใหถงึ ความหมายของศัพท และประโยคไปโดยลาํ ดับจรงิ ๆ ไมอ า นอยา งสะเพรา ลวกๆ หรือขามไปทั้งที่ไมเขา ใจ, จึงจะมคี วามรจู ักตัวพระ นพิ พานชัดเจนเพ่ิมขึ้นเปน ลําดับๆ จนกวาจะลุถึงไดจ รงิ ๆ ดว ยการ ปฏบิ ัตธิ รรม ทางใจ, ตอไปนเ้ี ปนแนวการ คิดคน หาความเขา ใจ หรอื คณุ คาของพระนิพพาน เพอื่ กอ ใหเ กิดฉนั ทะในการบรรลุพระนิพพานแรงกลา ย่ิงข้นึ บาง ไมมากก็นอ ย. พระนิพพานไมใ ชเปน จิต, ไมใชเ ปน เจตสกิ หรอื สง่ิ ที่เกดิ ข้ึนกบั จิต โดยอาศัยจติ นนั้ , ไมใชมี รปู รา ง, เปนกอ น เปน ตวั อนั เปนประเภทรูปธรรม, ไมใ ชบา นเมือง ไมใ ชด วงดาว หรือดวงโลกใน โลกใดโลกหนงึ่ , และยิ่งกวานน้ั พระนพิ พานไมใ ชสงิ่ ท่มี คี วามเกดิ ข้นึ มา, ไมใ ชส งิ่ ทมี่ คี วามดบั ลง ไป, หรอื ทง้ั เกดิ และดับสลบั กันไปในตวั , ไมใ ชส ิ่งทมี่ ีความดับลงไป, หรอื ท้ังเกดิ และดับสลบั กนั ไป ในตวั , แตพระนพิ พานเปน สภาวะแหง ธรรมชาติชนดิ หนง่ึ และเปน สงิ่ เดียวเทา นน้ั ทีไ่ มต อ งตั้งตน การมขี องตนขน้ึ เหมือนสง่ิ อนื่ ๆ แตกม็ ีอยไู ดตลอดไป และไมรูจกั ดับสูญ เพราะไมมเี วลาดับหรอื แมแตแปรปรวน. สง่ิ ท้ังหลายอืน่ ซึง่ มอี ยู นอกจากพระนพิ พานแลว ; แรกทีส่ ุด มันตองมีการเกดิ ขน้ึ มันจงึ จะมี อยไู ด และตอ งดบั ไปในที่สดุ แมจ ะชานานสักเพยี งไรก็ตาม และยงั ตอ งแปรไปๆ ในทา มกลางดวย, เพราะส่งิ น้นั มนั มกี ารเกิดขึน้ . แมทส่ี ุดแตด วงอาทติ ย ซง่ึ วิทยาศาสตร บอกวามอี ยูนานกอ นส่งิ ใด ในสากลจกั รวาล มันจะตองกลายเปน ไมม ีสกั วันหนง่ึ และเราจะไมไ ดเ ห็นมันในเวลาเชา และลบั หายจากสายตาไปในเวลาเย็น เชน เด๋ียวนี้, แม ดนิ นํ้า ไฟ หรอื ความรอน ลม หรืออากาศ ก็ เชน กนั จกั ตอ งถึงสมยั หนึ่ง ซง่ึ มนั จะไมมีอยู, เพราะสิง่ เหลา นี้ มีการเกิดขึน้ มา และเกดิ ขึน้ ไดเปน ขึ้นไดโดยตอ งอาศยั สิ่งอื่น. สว นสิ่งทีเ่ รยี กวา พระนิพพาน ไมเปนเชน น้ัน; ไมมีการเกดิ ขน้ึ ทาํ ไมจะตอ งมีการอาศยั สง่ิ อ่ืน, เมอ่ื ตวั เองมขี องตวั เองได มนั จงึ ไมรูจกั ดับ, และจะมีอยตู ลอดไปโดยไมมีท่ีสุดหรือเบอ้ื งตน และ เหตนุ ้เี อง พระนิพพานจงึ ไมใ ชส่ิงทใี่ ครจะกลาวไดอยางมเี หตผุ ลเลยวา พระนพิ พานน้นั เปนอดตี , อนาคต หรอื เปน ปจจบุ นั ไดเลย, ท้งั น้ีเพราะความมอี ยูแ หง พระนิพพานนนั้ แปลกกบั ความมีอยู ของสงิ่ อน่ื อยางสดุ ท่ีจะกาํ หนดมากลา วได. พระนิพพานมีอยูตลอดกาล อันไมม ที ่ีสุด, มเี ปนของคู เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 33 / 90

ชุมนมุ เร่ืองสัน้ – พทุ ธทาสภิกขุ นิพพาน – จุดหมายปลายทางของชีวติ เคยี งกบั กาลเวลาอนั ไมมีทส่ี นิ้ สุด, แตห ากวา กาลหรือเวลาจะเปนส่ิงท่ีสิน้ สดุ ลงในวันหนง่ึ ได พระ นพิ พานก็ยงั หาเปน เชน นนั้ ไม. พระนพิ พาน เปนส่งิ ที่เปด โอกาสเตรยี มพรอ มอยูเ สมอ สาํ หรับท่ีจะพบกนั เขากบั ดวงจิตของ คนเราทกุ ๆ คน. หากแตว า ดวงจติ ของเราตามธรรมดา มอี ะไรบางอยางเขา เคลือบหมุ เสยี กอน ไม เปดโอกาสใหพ บกันไดก ับพระนพิ พานเทา น้นั , พระนพิ พานจงึ ไมป รากฏแกเ ราวา มีอยูทไี่ หน ทัง้ ท่ี พระนิพพานอาจเขา ไปมไี ดในท่ที วั่ ไป ยงิ่ เสยี กวา อากาศ ซ่งึ เรากลาวกนั วามีทั่วไปเสียอกี . เมือ่ เรา ไมอาจกําหนด หรอื เคยพบกับพระนิพพาน กเ็ ลยคดิ ไปวา พระนิพพานไมไ ดม ีอยูดังทที่ านกลาว เขาใจวาเปน การกลา วอยางเลนสาํ นวนสนุกๆ ไป. คนตาบอดมาแตก าํ เนิดยอ มไมรเู รื่องแสงสวาง หรอื สขี าว แดง ท้ังทีม่ นั มอี ยูร อบตวั หรอื ถงึ ตวั ฉันใด, ผบู อดดวยอวชิ ชาซึง่ หอ หมุ ดวงจติ กไ็ มรู เรือ่ งพระนิพพาน ไมอาจคาดคะเน พระนิพพานฉนั นั้น, จนกวา เขาจะหายบอด. เราเกดิ โผลออกมาจากทองแมส ูโลกนี้ บอดเหมือนกันหมดทุกคน จึงไมอ าจรเู รือ่ งพระ นพิ พานไดต ง้ั แตแ รกเกดิ . ยิ่งผูที่มตี าเนอื้ ตาเนอื้ ก็บอดเสียอกี ดวยแลว ไมอ าจรจู กั แสง หรอื สี ก็ย่ิง รา ยไปกวานนั้ . บอดตาไมอ าจรกั ษาได แตบอดใจหรอื บอดตอ พระนิพพานน้นั รกั ษาได. ผทู ่ตี า บอด แตถ าเขาหายบอดใจ เขาก็ประเสรฐิ กวาผทู ่แี มไมบ อดตา แตบ อดใจ. น่ีเราจะเหน็ ไดชดั ๆ วา แสงแหง พระนพิ พานสอ งเขาไปถึงไดใ นท่ีที่แสงสวางในโลกสอ งเขาไปไมถึง. ดวงจติ ของคนตา บอดอาจพบกับพระนิพพานไดไ มย ากไปกวา ของคนตาดีๆ. แตว าทกุ ๆ คนที่ตาของเขายังเหน็ แสง และสีได กไ็ มย อมเชอื่ หรอื สาํ นกึ วา ตาของตนบอด, ตาขางนอกของเขาแยงเวลาทาํ งานเสียหมด ตาขางในจึงไมมโี อกาสทํางาน แมท ี่สดุ แตจะรูส กึ วา ตาขา งในของฉนั ยังบอดอยูกท็ ้งั ยาก, และ ย่งิ ขึน้ ไปกวา นน้ั อาจไมร ูส ึกดว ยซํา้ ไปวา มตี าขา งในอยูอกี ดวงหนงึ่ ซ่งึ เปนดวงสาํ คญั ทสี่ ดุ ดวย. เมื่อเขาแกปญหาชวี ติ อนั ยงุ เหยิง ซ่งึ เปนวิสยั สว นของตานอกไดหมดจนสน้ิ เชิง เขาก็ยงั ตอ งพบกับความยุง ยากอยูอกี และเขาไมท ราบวา นั่นมนั เปนวิสัยสว นของตาใน, ก็แกไ ขมันไมไ ด, ทําใหว าวนุ ไป โทษนนั่ โทษน่ี เดาอยา งนั้น เดาอยา งน้ี กไ็ มอาจพบกับความสขุ อันแทจ ริงเขา ได เลย. น่ี ! จะเห็นไดแ ลว วา เพราะแกม นั ไมถกู คือไมไ ดใชต าในแก, ท่ไี มใชเ พราะตาในยงั บอด, ท่ี ยังบอดเพราะยงั ไมไดร ักษา. ที่ยังไมไ ดร ักษา กเ็ พราะตนยังไมรเู ลยวา ตาในมอี ีกดวงหนึ่ง, เปนตา สําหรับพระนพิ พาน คือความสขุ อนั เยือกเย็นแทจรงิ ของชีวิต. ใจของเราบอดเพราะอวชิ ชา คือความโงห ลงยง่ิ กวาโงห ลงของเราเอง นัน่ เอง. เปรยี บ เหมอื นเปลือกฟองไขทีห่ ุมตวั ลกู ไกใ นไขไ ว, เหมอื นกะลามะพราวทคี่ รอบสตั วตวั นอ ยๆ ซ่งึ เกิด ภายใตก ะลานนั้ ไว, ฯลฯ, เหมือนเปลือกแขง็ ของเมลด็ พืช ซึ่งหุม เย่ือสารในสําหรบั งอกของเมล็ดไว, แมแ สงสวา งมีอยทู ั่วไป มนั กไ็ มอาจสอ งเขา ไปถงึ สิ่งนน้ั , จิตทถ่ี กู อวชิ ชาเปนฝา หอ หุม กไ็ มอาจ สัมผสั กับพระนิพพานอันมีแทรกอยูอยางละเอยี ดยิ่งกวา ละเอียดในท่ที ่วั ไป ตลอดถงึ ท่ที ่ี แสงอาทิตยสอ งลงไปไมถึง ฉนั ใดก็ฉันนั้น. เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 34 / 90

ชมุ นมุ เร่ืองสนั้ – พุทธทาสภิกขุ นิพพาน – จุดหมายปลายทางของชีวติ เมอ่ื ใดเปลอื กฟองไข กะลามะพราว เปลอื กแขง็ น้ันๆ ไดถ ูกเพิกออก หรือทาํ ลายลง. แสง สวา งกเ็ ขา ถงึ ทั้งทไ่ี มตอ งมใี ครขอรอง ออ นวอน หรือขเู ข็ญบงั คบั มนั เลย, นี่ฉันใด. เมือ่ ฝาของใจ กลาวคือ อวชิ ชา อุปาทาน ตัณหา อันเปนฝาท้ังหนาและบาง ทง้ั ชน้ั นอก ช้นั กลาง ช้นั ใน ถกู ลอก ออกแลวดว ย \"การปฏบิ ตั ิธรรม\" แสงและรสแหงพระนิพพานกเ็ ขา สมั ผัสกันไดก ับจิตนัน่ เมือ่ นน้ั ฉะนั้น. เราจึงเหน็ ไดช ัดเจน, เหน็ ไดอ ยางแจมแจงทนั ทวี า พระนิพพานไมใ ชจ ติ , ไมใชเจตสกิ อัน เกดิ อยกู บั จิต, ไมใ ชร ูปธรรม, ไมใ ชโ ลกบา นเมือง, ไมใ ชด วงดาว. ไมใ ชอ ยใู นเรา, ไมใชเ กดิ จากเรา, ไมใชอะไรปรงุ ขึน้ ทาํ ขึน้ . มนั เปนเพียงสิ่งทีเ่ ขาสมั ผัสดวงใจเรา ในเมอื่ เราไดด าํ เนินการปฏิบตั ิ ธรรม ถงึ ทส่ี ุด เปน การเปด โอกาสใหแกพ ระนพิ พานไดเ ทาน้ัน. ตวั พระนพิ พานคืออะไรเลา ? เทา ท่ีกลา วมาแลว กลา วแตฝ ายท่ไี มใช, สวนท่ใี ชห รอื ลกั ษณะของพระนิพพานนน้ั คอื อะไร. ในทนี่ ีก้ อ นอน่ื ทั้งหมด, ผอู า นตองไมเขาใจวาผบู รรยายเปน ผู ลถุ งึ นพิ พาน หรอื พบพระนพิ พานแลว. พงึ เขา ใจแตเ พยี งวา เปน นักศกึ ษาคนควา ดว ยกันเทานนั้ . ถือเสยี วาเปนการสนทนาแลกเปลยี่ นความรูแ กกันและกัน เทา ทีจ่ ะไดม าจากการคนควาภายใน หองทดลอง คือ มันสมอง, และตามแนวแหงพระบรมพุทโธวาท ของพระผมู ีพระภาคองคอรหนั ต สมั มาสัมพทุ ธเจา กแ็ ลว กนั . พระนิพพานคอื อะไรเลา , พระนพิ พานคือ สภาพชนิดหน่ึง ซึง่ เปนตวั ความบริสทุ ธิ์ ความวาง ความเบา ความสขุ อนั แทจ ริง, ความชมุ ชน่ื เยอื กเยน็ ฯลฯ อยา งสดุ ยอด, เปนสภาพซง่ึ แมจะพูดวา มีอยูกอนสิง่ ทง้ั ปวง ก็ยงั นอ ยไป, พดู วา อยูค กู ับสิ่งท้ังปวง กย็ ังนอยไป, เพราะเปน สภาพท่ีเปน อยูเ ชนน้นั โดยตัวเองจงตลอดอนนั ตกาล. เราจึงกลาวไดแ ตเ พยี งวา พระ นิพพานคือ อมตธรรม สิ่งทไ่ี มม ีการตาย. จิตของเราพบกันเขา กบั อมตธรรมนีจ้ รงิ , แตจ ิตนัน่ หาใช อมตธรรมไม. พระนพิ พานจงึ คอื ส่ิงท่มี อี ยูสาํ หรบั ใหเ ราหรือจิตพบมันจะไดเ ยือกเย็นเปน สุข ถงึ ยอดสุดเพราะเหตนุ นั้ ได, และทกุ คน ควรพยายามทาํ เพอื่ จะไดเ สียกอนแตจะตายลงไป. ถาจะปลอ ยใหจติ ทองเทีย่ วไปดวยความบอด ของมัน มนั จะเท่ยี วไปดวยอาการอันซํ้าซาก เชน กบั ทีเ่ คยเที่ยวมาแลว ไมรูก่แี สนชาติ ในวฏั สงสาร อันยืดยาวน้ี การซ้าํ แลว ซํ้าเลาดวยการเกิดแลวตายๆ และในระหวา งเกิดตายกเ็ ตม็ ไปดว ยความ กดทบั นนั่ มนั จะดีอะไร, เพราะมนั เปน ไปเองตามประสาความมืดบอด เชน เดียวกบั ความลม ลกุ คลกุ คลานของคนตาบอด ซง่ึ ปราศจากไมเทาและผูจูง. การลมื ตาและพบกบั แสงสวา งกลาวคือ พระนิพพานนนี้ ัน้ มนั เปน ยอดท่สี ดุ ของความสุขเปนความหยดุ จบลงของความอยากความ ปรารถนา, เปน ความหมดสิ้นของความสงสยั ในส่งิ ที่อยากจะร,ู เปนยอดสุดของความรูทุกๆ โลก ทกุ ๆ สมัย และทุกๆ คน. เพราะฉะน้นั เพียงเทา น้ี กเ็ ปน การแสดงใหเห็นไดบางแลว วา พระ นพิ พาน คอื จุดปลายทางของชีวิตทกุ คน, ถา ใครจะถาม ขาพเจา กต็ อบดังน้ี เคยตอบมาแลวก็ดงั นี้, และจะตอบตอ ไปกด็ งั นี้. ทกุ คนตอ งไปพระนิพพาน! ทกุ คนจะตอ งลถุ ึงพระนิพพานไมวันใดก็วนั หนง่ึ ทงั้ ท่ใี น บัดนี้ จะเปนคนโงห รอื คนฉลาดกต็ าม. ทกุ คนจะจบการเดนิ ทางของเขาลงในชาตทิ ีบ่ รรลพุ ระ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 35 / 90

ชุมนุมเรื่องส้ัน – พทุ ธทาสภิกขุ นิพพาน – จดุ หมายปลายทางของชีวติ นพิ พาน, ในชาตทิ ี่ตาภายในของเขาหายบอด, เพราะทกุ คนมีท่ีสุดแหงสงสารวัฏ เวน แตจ ะชาหรอื เร็วเทา น้ัน. ทกุ คนถูกธรรมชาตฝิ ายสูงคอ ยๆ พยงุ เขาขนึ้ ๆ เรือ่ ยๆ แตจะไดช า หรอื เร็ว น่นั แลวแต ความหนักมากหรอื นอ ยของเขา, มนั เปนนา้ํ หนกั แหงความโงหรอื กิเลส, หรืออีกอยา งหน่ึง คือ ความบอดมากหรอื บอดนอ ย. เพราะฉะนนั้ ทกุ คนแมจ ะกลับมีการกลบั ตกตํา่ บา ง ทางกายหรอื ทาง จิต ในขณะทท่ี องเทีย่ วไปในวัฏสงสาร, แตตารางทแ่ี สดงงบยอดใหญข องเขา จะตอ งเลือ่ นสูงข้นึ ๆ เสมอ แมเขาจะเคยดิง่ ลงสอู เวจคี รง้ั หน่งึ แลว หรือหลายครง้ั . ทกุ คนไปตามคตแิ ละผลกรรมของ ตนเองกจ็ ริง แตท่ี เขาเกิดครัง้ หนึง่ น้นั มนั เปน การศกึ ษาของเขาทกุ คร้งั , แมในบางชาตเิ ขาจะเปน เด็กดื้อ แตใ นภายหลงั หรอื ชาติหลงั เขายอมเขด็ ท้งั ท่ตี ามธรรมดาเขารูสึกราวกะวาชาติน้นั ๆ ที่ เขาเคยเกดิ มาแลว ไมม ีอะไรตดิ ตอ สืบเนอื่ งกันเลย. ตามกฎแหง วิวัฒน ตามแนวแหงวิทยาศาสตรแ ผนปจจุบัน เชน ชวี วทิ ยา โดยเฉพาะอยา ง ย่งิ คอื ลทั ธิแหง ดารวินกต็ าม หรือตามแนวแหง พทุ ธศาสนา คอื กฎแหงปจ จัยยี่สบิ สป่ี ระการ และ ปฏิจจสมปุ บาท กต็ าม, แมทีส่ ดุ แตต ามทเ่ี ราจะสงั เกตไดงายๆ ท่วั ไปวา โลกนี้คอยๆ เล่ือนสู ระดบั สูงข้ึนๆ ไมท างฝายรูปธรรม ก็ตองฝา ยจิต; ทจี่ ะหยดุ นิง่ หรอื ตกต่ําลงน้ัน เปนไมม ี, แลว แต ยคุ นน้ั โลกจะยดึ เอาฝา ยจิต หรอื ฝา ยรูปเปน สวนสําคัญ, กต็ าม; ทัง้ หมดน้ี ยอมแสดงวา สญั ชาต ญาณทเ่ี ปน ภายในพรอมท้ังสิง่ สง เสริมขา งนอก มนั ลว นแตจ ะดึงไปในฝา ยดีข้ึนๆ เพราะตัณหาของ หมูส ัตว เปนเชน น้นั . เมอื่ ใดพากันหนกั ไปในฝา ยรูป กถ็ งึ จุดปลายทางของฝายรปู เชน ท่ี วทิ ยาศาสตรแ ผนปจจบุ นั กําลงั กา วพรวดๆ ไป, และเมอ่ื ใดโลกพากนั หนกั ไปในฝา ยจติ ก็จะพากนั ลุถงึ จุดปลายทางฝายจติ เชน เดยี วกบั ยคุ แหง พระอรหนั ตทผี่ านพน มาแลว. แตอ ยางไรก็ดี แมโ ลก นจ้ี ะเปน เด็กดอื้ ดนั ทรุ ังไปในฝา ยรูป เมอื่ \"เข็ดฟน \" เขา ก็ยอ มหมุนกลับไปสฝู า ยจิตเอง. และในยคุ นน้ั แหละ จะมสี ัตวจํานวนมาก จํานวนหน่งึ ซง่ึ หลดุ พนออกไปจากโลก ไดท ุกคราวท่โี ลกหมุน มา สรู าศนี ้.ี เมือ่ เราจะรวบเคาความทใ่ี หญท ส่ี ุดใหส น้ั ท่ีสดุ แลว เราจะกลา วไดพ รอมท้ังเหตุผลวา สัญชาตญาณของสัตวโ ลกยอ มหมนุ ไปหาฝา ยดี ไมฝ า ยรูปก็ฝายจิตดงั กลา วแลว สองอยางนี้ เทานั้น. เมอื่ ทกุ คนมอี าํ นาจ \"กายสทิ ธ์\"ิ อนั นี้อยใู นตน มนั ก็แนนอนวาจะถกู ดึงดดู ไปหาสถานะท่ี ถงึ หรือพบกบั พระนิพพาน ทุกคนเมื่อไดออกโรงเปนตวั ละครโลก ในฉากที่เขาทะเยอทะยานกระ ล้มิ กระเหล่ยี ใครจ ะแสดง ซ้ําซากเขา ก็เบอื่ โลก ซึง่ เรยี กวา มี \"นพิ พทิ า\" เขา สกั วนั หนง่ึ . ในวันนน้ั แหละ เมื่อหนา ยกค็ ลายความกอดรัดยดึ ถือ, เมื่อไมยึดถือก็หลุดพนจากเปลอื กหุม และพระ นิพพานเขา สมั ผัสจติ ของเขาไดเม่อื นนั้ เรารจู กั ตัวเราดว ยสายตาสั้นๆ แคชาตนิ ี้ จงึ จบั ตวั ความ อยากและความเบอื่ ทมี่ ีสายสัมพันธอ ันยาวยืดหลายรอยชาตไิ มไ ด, ท้งั ที่แมเราจะเคยเหน็ เด็กบาง คนเกดิ มาถึงกเ็ บ่ือกาม มโี ลภ โกรธ หลง นอ ยกวาธรรมดา, เราก็หาเขาใจไปในทาํ นองวา เปนผล ของชาตกิ อนๆ ของเขาไม. มิหนําซํ้า มีความเหน็ ไปในทาํ นองวา เดก็ คนน้ันมมี ันสมองไม สมประกอบเสยี อีก โดยอา งหลกั จติ วทิ ยา หรืออะไรท่ีตนอยากอางมา ตามความอยากของตนเอง. ถา หากเรามสี ายตายาว มองเหน็ ไดข ามชาตแิ ลว เรากต็ องฉลาดมากกวาน้ีหลายเทานัก ถงึ กระนน้ั เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 36 / 90

ชุมนมุ เรือ่ งสน้ั – พุทธทาสภิกขุ นิพพาน – จุดหมายปลายทางของชีวิต กย็ งั ไมมีใครอยากสรา งสายตาชนิดนน้ั เพราะไมรจู กั บาง เพราะกลัววาโลกจะหมดรสชาติท่ี หอมหวนไปบา ง. แตอ ยางไรกต็ าม ผูที่เปน เชนนน้ั แหละก็ตกอยใู นจําพวกท่ีถูกพดั พาไปหาพระ นิพพานดจุ กัน เพราะไมมอี ะไรจะมามีอํานาจยิ่งไปกวา ผลกรรมอันปรุงสญั ชาตญาณ และยง่ิ กวา ความจรงิ อนั ไมร ูจกั แปรผนั ไปไดน้เี ลย. ครง้ั หนึง่ มผี ูกลา วแกข าพเจาวา ถา เราทุกคนแนน อนวา ตอ งถงึ พระนพิ พานวันยงั คาํ่ แลว เราจะไปขวนขวายปฏบิ ัตธิ รรมใหเหนื่อยยากทําไม, หาความสุขในทางโลกเร่ือยๆ ไปจนกวาจะถงึ กําหนดทีถ่ งึ เขา เอง มิดีกวาหรือ. มิเปนการฉลาดกวา หรือ? ขา พเจา ตอบเขาวา แนนอนนักทีท่ กุ คนกก็ าํ ลงั เปน เชนนัน้ เองแลว โดยไมตองต้งั ปญ หาหรอื คดิ วาเราควรชวนกันดําเนินรูปนัน้ . แตเ รา ไมรูส ึกเอง จึงมาตั้งปญ หาหรือคดิ ทําเชนนั้นทับลงไปอกี . เรายังตาบอด, ยังกาํ ลงั ปลอ ยใหเรอ่ื ยๆ ไปตามใจของเรา, ไมม อี ะไรท่ีมีอาํ นาจมากไปกวา ความรูสกึ หรอื เห็นแจง ภายในจติ ของเราเอง และ สิง่ นัน้ มนั ก็บังคบั ควบคุมใหเ ราดาํ เนินไปโดยรปู นัน้ อยอู ยางเตม็ เปย มแลว. การทที่ าํ ตามความคดิ แนวใหมน ้ัน จงึ ไมเ ปนการแปลกกวา กัน หรือฉลาดกวา เกา แตอยางใดเลย นอกจากจะชวยใหช า ไปกวา ธรรมดา หรอื ทีค่ วรจะเปนเสียอีก ขาพเจา ลองถามเขาบา งวา \"ถา หากวา มีใครสักคนหนง่ึ อาจบันดาลใหท า นถกู สลากกนิ แบงรางวลั จํานวนลานได ตามแตท ที่ า นจะประสงคใ หถ กู เมอ่ื ไร, เชนนี้ ทานจะขอรองใหเขาบนั ดาลเพ่อื ใหทานถูกพรงุ นี้ หรือตอ เม่อื อกี สัก ๕๐ ชาตลิ ว งไปแลว ? \" เขายม้ิ และละอายท่ีจะตอบวา พรุงน.ี้ เราจะเห็นไดส บื ไปเปน ลาํ ดบั วา ส่ิงทเ่ี ราอยากมากทีส่ ุด กค็ อื ส่งิ ทเ่ี ราเขา ใจ (ผดิ หรือถกู ก็ ตาม) วา มันดี หรอื อรอยทีส่ ุดนัน่ เอง คนตาบอดมองไมเห็นแสงแหงนิพพานจะปรารถนาพระ นิพพานไดอยางไร. จะเห็นคุณคาของพระนพิ พานวา สงู สุดกวาสงิ่ อนื่ ไดอ ยางไร. ในเมอ่ื ตาเนอ้ื ๆ ของเขาชิงเอาเวลาไปรจู กั หรอื แสวงหาเหยือ่ ในโลกเสยี จนหมด, เขากําลงั อยากมเี งนิ มากๆ เพอื่ หาผบู าํ เรอ (ซึ่งเขาเลยี่ งอา งวา ภรรยา), ตกึ สวยๆ, รถยนตงามๆ, ยศศกั ด์ิชั้นหรๆู ฯลฯ. พยายาม เพ่อื ใหไดในชาตนิ ้ี หรอื อีกก่ชี าติก็เอา ขอแตใหไดกแ็ ลว กนั , และขออยา เพอ ใหพ ระนิพพานถลัน เขา มาขวางหนาเสยี กอ น. ถาเขารูจ กั และเขา ใจพระนพิ พานมากเทา ทเ่ี ขาเขา ใจเงนิ รางวัลลานบาท นนั่ แลว เขาจะตองขอใหท านผูว ิเศษบันดาล เพ่อื ลุถงึ พระนิพพานในนาทนี ้ที ีเดยี ว แมจ ะผัดพรงุ น้ี กย็ ังไมพ อใจ ถาเปนไปได. แตมีพทุ ธบรษิ ทั จาํ นวนมาก ที่ตองการพระนพิ พาน ทง้ั ที่ยงั ไมท ราบวา พระนพิ พานคอื อะไรแมแ ตน อ ย. คราวหน่ึงไดลองตง้ั ปญหาซึง่ ไมใชช อ่ื ส่งิ ตา งๆ ตามทเ่ี รยี กกันมากอน ถามขน้ึ ใน ทป่ี ระชมุ แหงหนึ่งวา มสี ถานทสี่ องแหง แหง หน่งึ ตอ งการสงิ่ ของอะไร เปน ไดอ ยา งน้นั ทนั ท,ี อีก แหงหน่งึ จะทําใหใจของผไู ปถึงวา งเฉย เงยี บพนจากอํานาจของอารมณท ุกประการ จนในทสี่ ุด ดบั หายไป อยา งไมมีอะไรเหนอื สําหรับมาเปนอยา งนัน้ อยางน้อี ีกตอไปเชนนี้ ใครจะเลอื กไปในทไ่ี หน? ทุกคนทต่ี อบ ตอบวา เอาแหง แรก, อกี สองสามคนนิ่ง แตท่นี งิ่ กเ็ พราะรทู นั วา เปนปญ หาลอถาม ของขาพเจา . กลัวจะพลาดเลยนงิ่ เสยี , คาดวา หากสองสามคนนี้ตอบ กค็ งตอบเชน เดยี วกนั . ทีน้ี เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 37 / 90

ชุมนุมเรอื่ งสน้ั – พุทธทาสภกิ ขุ นิพพาน – จดุ หมายปลายทางของชีวิต ถามตอไปวา เมื่อถึงท่นี น้ั แลวจะตอ งการอะไร? เขาตอบวา ตอ งการของดีๆ ท่สี ุด เพื่อทําบุญใหส งู ย่ิงสมใจรกั . ขา พเจา ถามอีกวา เพือ่ อะไรกนั ? บางคนตอบวา เพอ่ื ไปสวรรค, บางคนเพื่อไปพระ นิพพาน. ขอใหลองคดิ ดูทีหรอื วา สิ่งแรกในปญ หาน้ันก็คือสวรรคอยูแ ลว, พวกนีไ้ มร จู ักแมแตสวรรค ทตี่ นกําลงั ปรารถนาอยู ไปถึงสวรรคแ ลว กลับเสียสละเพือ่ หวงั สวรรคอยา งเดยี วกนั อกี เชนน้จี ะไป สวรรคไ ดอยา งไร ส่ิงท่ีสองในปญหานนั้ กค็ ือพระนพิ พานอยูแลว เขายงั ไมต องการ, แตต องการ บันไดสาํ หรบั พาดข้ึนชัน้ พระนิพพาน ขา พเจา รสู ึกสลดใจในการท่ีเขาทั้งหลายมคี วามอยากไป นพิ พาน ทง้ั ท่ไี มรจู กั พระนิพพาน, หรอื รนู อ ยเกินไป เพยี งสักวา ชื่อศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ ชนดิ หน่งึ ซึ่งทกุ ๆ คนวา ดีทสี่ ดุ เทา นัน้ . และไดเห็นชัดทเี ดยี ววา สําหรับผทู ย่ี งั ไมร จู กั พระนิพพานนัน้ จะตอ งถอื วามี ตวั มตี น และมีสงิ่ ทต่ี นยึดถอื ไปกอน, มฉิ ะนน้ั ก็จะวางๆ จบั ๆ อยใู นสง่ิ ทีต่ นสงสยั นน่ั เอง และเตม็ ไปดวยความวา เหว หรอื ความกลวั อนั เปน ความทกุ ข และในทสี่ ดุ กต็ ายเปลา, หรือกลบั ชา กวา ผูที่ ยึดถอื สาวคืบหนาไปขา งหนา ตามลําดบั , ประโยชนโ ลกน,้ี ประโยชนโลกหนา ประโยชนสูงสุด คอื พระนิพพาน ทัง้ นก้ี ็เพราะเขาไมสามารถเขา ใจพระนิพพาน อันมนี ยั ล้ีลับ เชนวาไมมีการเกดิ ขน้ึ แตม ีอยูต ลอดอนันตกาลดงั น้เี ปนตน จนกวาเมื่อไรเขาจะไดบรรลพุ ระนพิ พานน้นั เขาจรงิ ๆ การ รจู กั พระนพิ พานโดยอนุมาน หรือโดยอปุ มาน ไมอ าจมีไดเลยสําหรับผทู ม่ี ปี ญญา หรือมอี ุปนสิ ยั เชน นี้. ในทจี่ วนจะจบลงนี้ ขอสรปุ กลา วอยางสั้นๆ อีกแนวหนงึ่ วา พระนพิ พานเปนจดุ ปลายทาง ของทุกคน ความดงึ ดดู เขา หาสถานะแหง พระนพิ พาน หรือกลา วอกี อยางหนึ่ง กค็ ือ สญั ชาตญาณ ของความอยากเปนอิสระยอมมอี ยเู สมอ แตถูกอํานาจแทรกแซงบางอยาง เชน ผลกรรมเปน ตน คอยเหนีย่ วออกนอกทางอยูเ สมอเหมือนกนั , เพราะตนเปน ผตู าบอด ไมรจู ักทาํ ความปลอดภยั แก ตวั เอง หรอื การเดินทางของตน. กายเปรยี บเหมอื นลาํ เรือ ใจเปรียบเหมอื นนายเรือ สังสารวัฏเปรยี บเหมือนกับทะเลหลวง, โลกน่นั โลกน่ีเปรียบเหมอื นทาเรอื สําหรบั การคา ขาย, ผลบุญหรอื ผลบาปในชาติหนง่ึ ๆ ในโลก หน่ึงๆ คือการคา ขายของนายเรอื ทข่ี าดทนุ หรือไดก าํ ไร ท่ที า เรือแหง หนง่ึ ๆ การไดถงึ \"เกาะ\" แหง หนึง่ ซ่ึงนายเรือพอใจถงึ กับหยดุ การทอ งเทย่ี วไปในทะเลอยา งเด็ดขาดนน่ั คือ พระนิพพาน. เราทกุ คน คือเรอื รวมท้ังนายเรือ. เม่อื เราหรือโลกพากันสาละวนแตเ รื่องรปู หรอื ลาํ เรอื จน ลืมใจหรือนายเรือ นายเรือก็จะตายเสยี กอนทจี่ ะนําเรือไปพบเกาะทว่ี า นนั้ . แตถ า สนใจในนายเรอื หรอื จิต จนลืมลาํ เรือเสียทีเดยี ว เรอื กจ็ ะเปอ ยพังทาํ ลายลงเสีย กอนที่นายเรอื จะไดใชอ าศัยไปถึง เกาะทีก่ ลาวนน้ั . เพราะฉะน้ัน พระพุทธองคจงึ ทรงสอนใหดําเนินสายกลาง อันเปนสายแหงปญญา ไมประมาทไปในฝายตงึ หรือฝายหยอน. เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 38 / 90

ชมุ นุมเรอื่ งส้ัน – พุทธทาสภิกขุ นิพพาน – จดุ หมายปลายทางของชีวิต ความจรงิ ตัวเราไมมี. ท่มี คี ือเบญจขันธ หรือเรียกอกี อยางหนง่ึ วา \"กาย กบั จิต\" หรือเรือ กับนายเรือเทา นน้ั นายเรือก็ไมใ ชเ รา เพราะแมม นั จะไดถ ึงเกาะคอื พระนพิ พานนัน่ หรือไมกต็ าม มนั กย็ ังคงไมอยใู นอํานาจของใคร, รังแตจ กั แตกดับไปเปนธรรมดาของมันเทา นนั้ เกาะหรือพระ นิพพานนั้นเลา กส็ กั วาเปน เกาะหรือพระนิพพานของตวั สิง่ น้นั เอง, รับรูกับใครไมไ ด เหมอื นแสง สวา ง เมอ่ื เราเปด หนา ตางมันกเ็ ขา มาสวางใหเ รา ปด เสียก็มืดอีก แตแสงสวา งน้ันคงเปนแสงสวา ง อยูนั่นเอง. ถา ส่งิ ใดควรถอื วาเปน ตวั ตน, สิง่ นน้ั นอกจากจะตอ งไมร ูจกั แตกดบั ไมอาศัยผูอ่ืนหรือสิ่งอื่น แลว ยงั จะตองอยใู นบงั คบั และรบั รอู ะไรกันได. นี่ ! เมื่อมีแตสง่ิ ท้ังหลายซ่งึ ลว นแตเปนไปตามเรื่อง ของตนเหตขุ องตัวมนั เอง: หรอื ไมอยูในอํานาจของใคร และรบั รอู ะไรกะใครไมไ ดดังนี้ มนั กไ็ มม ี ตวั ตน แมกระทงั่ พระนิพพาน ถาขืนมเี พราะอํานาจความรสู ึกบางชนดิ มนั หาใชตวั ตนอันแทจ ริง ไม, ยังเปนฝก ฝายแหงอวิชชาอยูด ี. การลุถึงพระนิพพานจึงเปนจุดปลายทางของทุกคนเทา นัน้ . เบญจขนั ธ คอื กายกับใจ กลุมใด ยังมอี วิชชาอยูภ ายในมัน เบญจขนั ธกลุมนน้ั กม็ ี อปุ าทานอันเปนเหตใุ หย ึดถือตวั เองวา เรา, เราเปนเรา, ฉนั เปน ฉนั ฯลฯ เปนตน . \"เรา\" จงึ คงอาศัย มอี ยูไดแ ตเพยี งในเบญจขนั ธทย่ี งั มอี ุปาทานอยภู ายใน, และเบญจขันธชนดิ น้ยี งั \"สัมผสั \" กันไมได กับพระนพิ พาน จึงตองเต็มไปดวยทุกข และกลิ้งเกลอื กไปในวัฏสงสาร อนั สูงๆ ตาํ่ ๆ ลุมๆ ดอนๆ ระเกะระกะไปดวยสิง่ เสยี บแทงเผาลน. เบญจขันธใ ด ภายหลงั จากทไ่ี ดช วยตวั มนั เอง ดวยการปฏิบตั ธิ รรม เปน เบญจขันธที่ อวิชชาและอุปาทานต้งั อยไู มไ ดแ ลว กไ็ มมเี ราในเบญจขันธนัน้ เบญจขนั ธน้ัน เหมาะพอสําหรับ การสัมผสั กนั เขากบั พระนพิ พาน, มันจึงไดร บั รส คือความเยอื กเยน็ แสนทจ่ี ะเยน็ ของพระนพิ พาน จนกวา มันจะแตกดับไปอยา งไมเหลือเชอ้ื อะไรไว สําหรบั การเกดิ อีก เชน เบญจขนั ธทยี่ งั มอี วชิ ชา หรือมี \"เรา\" มีความสาํ คัญวา \"เรา\" เบญจขนั ธท ่หี มดอวิชชา แตย งั ไมแ ตกดับ ยังดม่ื รสพระนิพพานอยนู ั้น, ภาวะอนั น้ี เรา เรียกวา สอปุ าทเิ สสนพิ พาน๑, [เรียกโดยโวหารทีใ่ ชเรียกกนั อยูทวั่ ๆ ไปในเวลานี้ ดวยการบัญญัตคิ วามหมาย ไวเ ชน น้ีในวงการศกึ ษาในประเทศไทยเรา แตท จี่ รงิ คาํ ๆ นี้ยงั เปนปญหาที่ตอ งวินิจฉยั กนั อยูบางอยา ง] หรอื นิพพานเฉยๆ. เมือ่ ใดเบญจขันธน้ัน ทําการแตกดับลงอยางหมดเชือ้ , ภาวะอนั น้ีเราเรียกกันวา อนุปาทิเสสนพิ พาน หรือปรินิพพาน. การปฏบิ ัตธิ รรม หรอื ทีเ่ รยี กอกี อยางหนึ่งวา อริยมรรคมี องคแ ปด นนั่ เปนตวั ทางใหถ ึงพระนิพพานนนั้ . ขา พเจา หรือทานผอู า นทุกคน จะยังอยหู า งไกลตอ พระนิพพานเพยี งใด นน่ั ยากทผี่ ูอ ่ืนจะรแู ทนกันได นอกจากตัวเอง. เหตุนี้ ทานจงึ กลา วไวอยางนา จับใจวา ธรรมท้ังหลาย กระท่ังถึงพระนพิ พานเปน ที่สดุ นนั้ เปน สนั ทฏิ ฐโิ ก คือ ของใครใครเห็น, ดงั นี้ สําหรับขา พเจา สามารถเพยี งแตข อยนื ยันวา ทกุ คนมจี ดุ หมายปลายทางอยทู พี่ ระนิพพาน เทานัน้ . ๓๐ สงิ หาคม ๒๔๗๙ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 39 / 90

ชุมนมุ เรือ่ งสน้ั – พทุ ธทาสภิกขุ มัคคุเทสกข องวิญญาณ มคั คเุ ทสกข องวญิ ญาณ (Spiritual Guide) วิญญาณทีย่ ังเปนทุกข หมายความวา ยงั กําลังเดนิ ผดิ ทางอยู หรอื กาํ ลงั มภี าระตอ งเดนิ ทางอันกนั ดารอยู ฉะน้ัน วิญญาณทเ่ี ปน ทุกขจงึ มดื มนและตองการมคั คุเทสกเปน ผนู าํ หลกั แหงศาสนาทกุ ศาสนาลวนแตเ ปนมคั คเุ ทสก ของวญิ ญาณในดานทฤษฎดี วยกันทั้งส้ิน แตว าการนาํ ไปของศาสนานน้ั ๆ ยอมนําไปไดใกลไกลกวากัน สูงตํ่า กวากนั พทุ ธศาสนาจะนําทานไปไดเพยี งไร และอยา งไร เรือ่ งตอไปนอ้ี าจใหค ําอธิบายแกท า นไดบ าง มัคคุเทสกข องวญิ ญาณทั้งหลาย ก็คอื วิญญาณทไี่ ดผา นการศกึ ษามาแลว อยา ง ท่วั ถึง มีความเจนใจในทกุ ๆ สงิ่ เตม็ ตามท่ีท่คี วรจะรู จนเพียงพอสาํ หรับการท่ีจะรวู า ควร ทาํ อยางไรกบั วญิ ญาณของตวั เองจงึ จะไดร ับผล คือความเยือกเย็นไมรจู ักสนิ้ สดุ และตนก็ กระทําจนไดร ับผลเชนน้ันมาแลว อยา งเด็ดขาดจริงๆ จติ หรอื วิญญาณที่สมมติวา เปน ช้ัน พระอรหันต มีพระพทุ ธเจาเปนประธาน เปน ตวั อยา งแหง วิญญาณทหี่ ลุดพนแลวจากส่ิงที่พัวพัน หอหุม อนั จะทาํ ใหเ ศราหมองใหม ืดมิด ซ่ึงทาํ ใหหลงใหล วนเวียนอยใู นการเกดิ ทอ งเทย่ี วไปไมร ู สดุ วญิ ญาณทกุ ๆ ดวงควรจะไดเปนเชน นัน้ และถา มนั รคู วามจรงิ ในเร่ืองน้ี มันจะปรารถนาทจี่ ะ เปนเชนน้ันอยางเต็มที่ แตม นั เปน เชน นนั้ ไมได หรอื โดยมากทสี่ ุดเปนไมไ ด ท้งั นีเ้ พราะมนั มืดมัว ไมรูเหนือใต ท้ังขาดผนู ํานนั่ เอง ดวงวิญญาณท่รี งุ เรอื ง ลกุ โพลงสวางไสว ไมรูจกั ดับหรือแมแตหร่อี ีกตอ ไปนัน้ ไมม,ี เพราะวญิ ญาณเปนสงั ขตธรรม แตมีสภาพอันหนงึ่ ท่ีรงุ เรอื งสวางไสวอยูเสมอ ไมร ูจักดบั หรือแมแต หรล่ี ง อนั เปน ทีซ่ ึ่งวิญญาณจะตองเขา ไปใหถงึ และดับตวั เองเสยี ในทน่ี ัน้ จึงนบั วา เปน การรอดพน หรอื อิสรภาพของวญิ ญาณ ซึง่ หลุดพน แลวจากการผกู มัดของโลกิยธรรม ทเ่ี ปน มายาท้ังปวง วญิ ญาณท่เี คยรูสึกวามีตวั ของตัว หรอื ตวั ของมนั เอง เปนตน ไดมาถงึ สถานะอนั สูงสุดและเปน ท่ี จบสิน้ และหมดความรสู กึ วา เปนตัวลงโดยสนิ้ เชงิ ท่นี ี่ วิญญาณตองการมาใหถึงที่น้ี อันเปน ที่จบท่ี สิน้ สุดของปวงทุกข แตม ันมาไมไ ด เพราะขาดผนู ํา บรรดาผนู าํ หรือผอู า งตวั เองวา เปน สปรติ จวลไกด ทัง้ หลาย มีจุดทตี่ นจะนาํ ไปสตู า งๆ กนั บางทานวา จะนําดวงวญิ ญาณไปแนบไวห รอื อยรู วมกันกับพระเปน เจา ในสวรรค ซ่ึงเปน สุข นริ ันดร บางทา นวา จะนาํ ดวงวญิ ญาณใหส ูงขึน้ จนถึงขน้ั ท่ตี วั มนั เองจะรงุ เรอื งไมรูจ ักมวั หมอง และดับลงอกี ตอไป คือถงึ สถานะทอ่ี ะไรจะมาทําใหว ิญญาณเกดิ การเปล่ียนแปลงอีกไมได และบาง ทา นวา จะนาํ ดวงวิญญาณใหเ ขา ถึงสถานะทีต่ วั วญิ ญาณเองจะไดดับลงสนทิ ไมต อ งลุกโพลงๆ ขน้ึ วายเวยี นในวฏั สงสารอกี ตอ ไป ยงั คงอยตู ลอดอนันตกาลก็แตน พิ พาน ซึ่งเปนสภาพหรอื แดนอัน เปนท่ีเขา ไปดบั ของวญิ ญาณทง้ั หลาย เราตอ งวนิ จิ ฉัยกันอยางละเอียดลออ เปรยี บเทยี บกนั ดูเถิด วา ผนู าํ ประเภทไหน จะเปน ผูน าํ ทนี่ ําไปถึงข้นั สงู สุดไดจ ริง หรือกลาวอกี อยา งหนึง่ กว็ า เขตแดน อนั น้ันเปน สถานะท่ีสงู สดุ ไมม ีสถานะอันอนื่ สูงกวา ตอ ไปอีกแลว แตค วรเขา ใจวา ท้งั นี้มใิ ชเ พ่ือ เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 40 / 90

ชมุ นมุ เรอ่ื งสัน้ – พทุ ธทาสภกิ ขุ มคั คุเทสกของวิญญาณ แกง แยงแขงดหี รอื ชงิ ดกี ัน แตเ ปน ไปเพ่ือการเลอื กเอาสกั อยา งหนึง่ หรือแนวหนึง่ สาํ หรับเปนแนว เครือ่ งดาํ เนนิ ของตวั เพราะความอยากจะหลุดพนจรงิ ๆ เทานัน้ พวกท่หี น่ึง ถอื วา วิญญาณของผทู ่ไี ดท ําความดจี นเปน ท่พี อพระทยั พระเปน เจาแลว จะ ไดร บั การตอ นรับของสวรรค และอยกู บั พระเปน เจาตลอดกาลไมรสู ้นิ สุด พวกนี้เปน ฝา ยมตี วั ที่ ถาวรมาแตเ ดมิ มีตวั ทแ่ี มท าํ อยา งไรเสียกไ็ มด บั สญู ไปไหน สําหรบั จะไดไ ปทนทกุ ขในนรกนิรันดร หรือรับสขุ ในสวรรคนริ ันดร เปนการยดึ ถือเตม็ ท่ีในขอ ที่วา เราเกิดมาโดยพระเจา สราง แลว ก็ กลบั ไปรวมกบั พระเจาได แตขอ ทต่ี องถกู แยกหรอื สรางขนึ้ โดยพระเปนเจา น้ันเปน ปญ หาอยู ถา เปน เพยี งการแยก ออกมาจากพระเจา กย็ อ มไมม ีเหตผุ ลอันใด ทีจ่ ะไมทาํ ใหถ ูกแยกออกอยา งเดิมอกี เพราะเหตวุ า กอนแตทีจ่ ะถกู แยกก็เคยรวมอยูกับพระเจา ซ่ึงหมายความวา บรสิ ทุ ธ์ิอยแู ลว ก็ยงั ถูกแยกออกมา ใหเ ทยี่ วกอ กรรมทําเขญ็ ตา งๆ นานาจนกวาจะไดกลบั เขาถนิ่ เดมิ นไี่ มนา จะไวใ จวา เปน อสิ ระ หรอื กลา วโดยตรง กค็ อื ยงั เปน “เคร่ืองเลน ” ของพระเจา อยนู น่ั เอง ไมว าพระเจา ในท่ีนหี้ มายเอาพระ เจาท่ีเปนตวั บคุ คล หรือทเี่ ปน เพียงตวั กฎธรรมชาติ หรอื กฎแหงกรรมก็ตาม ผนู ้ันยังหาพน จาก อาํ นาจของกรรม หรอื ธรรมชาติไม ยงั ไมใชแ ดนหลุดพนท่สี งู สดุ จริงๆ ท่ีน้ี ถาหากเปนไปในทาง ท่วี า คนเรามิใชสว นทแี่ ยกออกมาจากพระเปนเจา แตเ ปนสง่ิ ท่ีพระเปน เจา สรางขึ้นใหมตางหาก เม่อื ทาํ ดีถึงทส่ี ดุ แลว วิญญาณนั้นจะไดเขารวมกบั พระเจา ดงั น้ี กย็ อมชวนใหค ดิ วา ยงิ่ อยูภายใต อิทธิพลของพระเจามากข้ึน และเปน”เครอ่ื งเลน”ของพระเปนเจา มากกวา อยางแรก และยอ มจะฟง ไมไดว าพระเจา ผูบริสทุ ธจิ์ ะสรา งสิ่งสกปรกขึ้นมา และพระเจา สรางข้นึ ใหสกปรกแลว ใหสตั วส ราง ความบรสิ ทุ ธิเ์ อาเอง เพ่อื เขาอยกู ับพระเจา ดงั น้ี มใิ ชแ บบแหงความยตุ ิธรรม การยดึ ถือวา ตวั ของ เรา ตัวของพระเจา มกี ารกระทาํ ตอกันและตอ กันเชนน้ีๆ เปน การยดึ ถอื ชนิดหนงึ่ ซงึ่ ยงั มีอยาก อยา งนนั้ อยากอยางนี้ หรือกลา วอกี อยา งหน่งึ ก็คือเกดิ มาจากความอยากอยา งใดอยา งหนึ่งหรอื หลายอยาง เชนอยากจะไดข องชอบใจจากพระเจา อยากไดอยหู รอื ไดเปนสว นหนง่ึ กบั พระเจา และในทสี่ ดุ อยากเพ่อื ไมใ หห ลุดหรอื พรากไปจากพระเจา ซ่ึงความอยากเหลาน้ี ลว นแตสรา งความ ยึดถอื อันจะทาํ ใหวา ยเวยี นอยใู นทะเลแหงความรูสึกและความปรารถนา หรือความเพลิดเพลนิ ใน ที่สดุ นา จะไมใชทสี่ ดุ ของความทุกขอนั เดด็ ขาดแทจรงิ และเปน เรื่องคอ นไปขา งวตั ถมุ ากกวา เรอื่ ง ของวญิ ญาณแท พวกทสี่ อง ไมถือวามพี ระเจา ผสู รา ง หรือผูเผด็จการเชน น้นั ถอื วามสี ง่ิ ทเี่ ปนเพียง ธรรมชาตทิ ีม่ ีอยเู องชนิดหน่งึ ซ่ึงบญั ญัตนิ ามใหว าเปนตวั วิญญาณหรอื อาตมัน(หรอื อัตตา) หรือ เจตภตู ในเมอ่ื เรยี กตามภาษาไทย เปนตวั ธรรมชาตทิ ย่ี ืนโรงสาํ หรับใหส่งิ ตางๆเขา เกาะอาศัย เปน ไป เชน รปู กาย และนามธรรม หรือจิตใจ ซึ่งเปนเหมอื นตัวเรอื นและเคร่อื งเรอื นของวญิ ญาณ น้นั สิ่งแวดลอ มและหุมหอเหลา นี้ เรียกวา โลกยิ ธรรม หรอื โลกซงึ่ เปนตัวหอ หุมดวงวิญญาณหรือ อาตมนั หรอื จิต ทไี่ มร ูจกั ตายไว คร้นั ประชุมแหง สิง่ ทัง้ หมดน้ไี ดรับการศกึ ษา มีความรมู ากถึงทส่ี ดุ เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 41 / 90

ชมุ นุมเรอื่ งสน้ั – พุทธทาสภิกขุ มคั คเุ ทสกข องวิญญาณ โลกิยธรรมก็จะหลุดออกจากจติ หรอื เรยี กอีกอยางหนึ่งวา อาตมันเปนอสิ ระจากส่งิ ท่หี อหมุ แลวก็ เปนของสวางรงุ เรอื ง ไมมที ุกข คงอยูในสภาพเชนน้ันตลอดอนนั ตกาลสบื ไป และอาตมนั นน้ั เมอ่ื หลุดเปน อิสระออกมาแลว จะเปนของใครผใู ดก็ตามเปน อนั เดยี วกนั หรอื เหมือนกันหมด ไมม ีเจา ไมมไี พร มีดี มชี ว่ั ในอาตมนั เปรียบเหมอื นอากาศทีอ่ ยใู นภาชนะตา งๆ ถกู ภาชนะกั้นไวส ว นหนง่ึ จากอากาศสว นใหญใ นทอ งฟา และพ้นื โลก ครนั้ ตอ ยภาชนะน้นั ๆ เสยี อากาศน้นั ซ่งึ ไมม เี ครือ่ ง หอ หุม กีดก้ันแลว ก็คืออากาศอันเดียวกนั กับอากาศสว นใหญ พวกท่ีถืออยางน้ี กเ็ ปน พวกทถ่ี อื ให มีตวั เพราะอยากมตี ัวเหมอื นกัน ไมอ ยากดับหายไปเสียเปน ความยดึ ถอื ขน้ั สุดทา ย เพือ่ ใหย ังคงมี จติ หรอื วญิ ญาณ หรอื อาตมนั เปนตัวยนื โรงทบ่ี รสิ ุทธเ์ิ หลอื อยู ปญหายอมมวี า ธรรมชาติจติ หรอื วญิ ญาณหรือาตมนั ทบี่ ริสทุ ธ์แิ ทม ากอน ทาํ ไมจึงใหโ ลกิยธรรมซ่ึงสกปรกเขา หอ หุมได อาตมันนนั้ จะเปน สิ่งท่ีมคี วามคิดนึกได หรือไมค ิดนึกไดก็ตาม ทาํ ไมจงึ ไมสามารถกนั เอาโลกิยธรรมออกไป เสยี แตแรก ถา วา อาตมันไมม คี วามรูส ึกอยา งใด อวิชชาเปนโลกยิ ธรรมเขา หอหุมอาตมนั ทาํ ใหม ี อันเปนไปตา งๆ จนกระทง่ั ไดรบั การศึกษาเพียงพอ ทาํ อวชิ ชาใหหลดุ ออกไปเสยี ได และอาตมัน เปนอิสระดงั นี้ การเขา หอหมุ และการกลบั ละลายหลุดออก กห็ าใชงานของอาตมนั ไม เปนงาน ของโลกยิ ธรรมแตฝา ยเดยี วน่นั เอง เม่อื เปนเชน นี้ทาํ ไมโลกิยธรรมหลดุ ออกไปแลว จะไมสามารถ กลบั ตดิ และหอ หมุ อาตมันน้ันไดเ ลา เมอื่ กลับหอ หุม ไดอกี กย็ อมแปลวา ความหลดุ พนอนั น้นั ยัง ไมใ ชค วามหลดุ พน อนั เด็ดขาด ยงั ไมเ ปน อสิ ระ ไมป ลอดภยั ถาจะวาอาตมนั น้เี ปน ตวั รู กน็ าจะรู เสียต้งั แตแ รก และไมย อมใหโลกยิ ธรรมเขา หอ หมุ ดงั กลาวแลว ถา หากวา ในครงั้ นนั้ ยงั มีแต ความรสู ึกผดิ ๆ นนั่ ยอมแปลวา ในอาตมนั มีเช้อื อวชิ ชาประจาํ มาแตเ ดมิ แลว ไมตองสงสยั วาเม่อื ได ทาํ ใหโ ลกยิ ธรรมหลดุ ไปในครง้ั หลังแลว จะไมม เี ชื้อเดมิ นน้ั เหลืออยู ถาไมเ หลอื อยกู ็แปลวา อาตมนั นนั้ ไดเ ปล่ียนสภาพผิดไปจากเดมิ และมันจะกลบั รวมเขา กบั อาตมนั ใหญซ่งึ ยังมสี ภาพ อยา งเดมิ อยอู ยา งไรได เราจึงมองไมเ หน็ ทส่ี ดุ ของทกุ ข ในอาตมนั ! พวกทสี่ าม ซงึ่ เปน พวกตรงกันขาม ไมยอมถือวา มีตัวตน หรอื ตวั ยนื โรงเชนนน้ั ชวี ติ น้ลี ุก ข้นึ มาจากตัวความไมร ูหรอื สภาพทม่ี ใิ ชค วามรู มสี ิ่งขางเคียงเปนตวั สนับสนนุ หรอื ปจ จัย สภาพท่ี เรียกวา วญิ ญาณท่ีเปน ตวั จุตปิ ฏสิ นธิน้นั ไมม ีตวั ตนของมันเองทีแ่ ทจ ริง เปนแตเ พยี งกลมุ ของ ปฏกิ ริ ิยาตางๆ ซง่ึ เกดิ ทยอยกนั ข้นึ มาตามอํานาจแหง เหตุมขี ณะแหง ตัวมนั เพยี งสน้ั ๆ เพราะ อาํ นาจการเกิดดบั ทีย่ ืนอยตู ามธรรมชาตขิ องสิ่งทเ่ี ปนเหตุ ครนั้ ไดก ลายเปนท่อี าศยั ก็เปน ทางให เกดิ ความรูสกึ ตางๆ ซ่ึงทําใหเ กิดววิ ฒั นข นึ้ ในตวั สงิ่ นัน้ เองเปนลําดบั ๆ มาตั้งแตม นั เร่มิ กอ ตวั ขน้ึ คอื มีจติ ใจอยางเลวๆ จนกระท่งั มีจิตใจอันประณตี วิญญาณเองจึงไมม ีตัวของตน นอกจากเปน เพียงสายสืบอนั ยาวยดื ของวิวฒั น ในขณะท่ียงั ไมข าดตอนเหมอื นลกู หนังท่มี คี นหลายๆ คนคอย ตบไวไมใ หต กลงหรือหยุดกระดอนได เรยี กวา มนั ทอ งเท่ียวไปในสงั สารวฎั แหง การเกดิ ดับ การ เกิดในทน่ี ี้ หมายถึงขณะท่ีมรี ูปกายเขา ประกอบกลมเกลียวกัน การตาย หมายถึงขณะที่ปราศจาก รปู กาย หรอื ปราศจากเครือ่ งมอื แสดงตนใหป รากฏเปน ตวั วตั ถุชัดๆ ตลอดเวลาทวี่ ญิ ญาณยงั ถกู สง ไวโ ดยปจจยั ตา งๆ เชน ตณั หา อปุ าทาน เปน ตน แลว มนั ก็ตอ งแสดงอาการโพลง คลา ยกบั เปนตัว เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 42 / 90

ชมุ นุมเรอ่ื งสัน้ – พทุ ธทาสภิกขุ มัคคเุ ทสกข องวิญญาณ ยนื โรงอยูได วิญญาณเปนสงิ่ ท่ีคลอดออกมาจากความไมร หู รืออวิชชา จะเปนตวั ตนของเราหรือ ของใครอยา งไรได แตเ ม่ือมันไดมีกายเปนเครอื่ งมอื ติดตอ ยอ มเปนทางใหไ ดรบั การศกึ ษาหรอื ได ความรทู ีเ่ รียกวา ญาณ อนั จะเปน เครอื่ งมือท่ีสามารถทําลายตวั เอง พรอ มทง้ั ปจจยั เคร่อื งสนบั สนนุ แวดลอมรอบขา ง ใหห มดความสามารถหรืออํานาจลง คือใหห ยดุ ใหห มดความรูสกึ ที่อยากได อยากเปน อยากไมใหเปน โดยส้นิ เชงิ มายาท่ีลกุ โพลงข้ึนเหลา น้นั จึงดบั สนทิ ลงไปได ไมมอี ะไร มาบังคบั วญิ ญาณกลมุ นใ้ี หแ สดงละครอีกตอ ไป สงิ่ ท่เี รียกวาจติ หรือวญิ ญาณเปน เพยี งมายาดงั นี้ ตวั ส่ิงทเ่ี ทยี่ งแทถาวร ก็คอื เขตแดนหรือสถานะอันเปนท่ีเขาถงึ และดบั ของวิญญาณนน่ั เอง ซ่งึ จะ เปน วิญญาณสายไหนก็ตามเม่อื เขา ถงึ เขตนีแ้ ลว จะตอ งดบั ลงสนทิ ไมม ีเช้อื เหลอื คนเราจงึ เปน เพียงของมายา แตในตวั มายานนั้ มคี วามรสู ึกนกึ คดิ ไดป ระณีต ไดแกความรูส ึกนึกคดิ ของเราทาน ท้ังหลายทก่ี าํ ลงั อา นและกําลังคดิ นกึ กนั อยใู นบดั น้ี ความคดิ นกึ เหลาน้ี เปนผลสืบๆ มาของส่ิง หลายสงิ่ ที่เปน มาแลว แตห ลงั ซึ่งมีแองรวมอยทู ่ีตวั ที่เราเรียกนามมนั วา วิญญาณ หรือ อินดีวดิ วล ลติ ี้ ในท่นี ี้ วญิ ญาณเกิดข้ึนมาทา มกลางความมืดบอดตามกฎแหงสงั ขตธรรม ทุกๆ สิ่งท่ีเปนไป ตามธรรมชาตทิ าํ นองเดียวกบั ลักษณะววิ ฒั นข องสิง่ ท่มี ีชวี ติ อยา งอน่ื ท่เี ปน ของหยาบๆ เหน็ ได งา ยๆ ตามกฎแหงชวี วทิ ยา หรอื ไบโอโลย่ี แตค รั้นววิ ฒั นม าถงึ ข้ันสงู กเ็ กดิ สงิ่ ท่ีกลบั เปนขา ศกึ ของตัวเอง คอื วชิ าเกดิ ขนึ้ เปน ขาศกึ ตออวิชชา เชน เดยี วกบั สนมิ เหล็ก แมเ กดิ จากเหลก็ กก็ ลับ เปน ขาศึกตอ แทง เหล็กทเี่ ปน มารดาของมนั เอง โดยกัดใหก รอ นและหมดส้ินไป ฉันใดก็ฉันนัน้ ครน้ั วิชชาทาํ ลายอวิชชาใหห มดสิน้ ไปตามกฎทวี่ า เม่อื แสงสวางเกดิ ขน้ึ ความมดื ก็ตอ งหายไป ดงั น้ี ตวั วิญญาณก็พลนั ถึงการขาดเหตขุ าดปจจยั คร้นั ขาดเหตุขาดปจ จยั ก็ดับลงไดและดับสนทิ อนั เรียกโดยโวหารสมมติวา วิญญาณนั้นเขาสูนพิ พานเปนความพน ที่เด็ดขาดไมมีอะไรตามไปยํ่า ยไี ด ไมม ีใครคนหาพบเปน ที่ทคี่ วามทุกขต ามไปไมถ ึง เพราะความทกุ ขเ ปนเพียงสง่ิ ท่ีแนบอยูกับ วิญญาณเทานั้น หรือโดยจํากดั ความ กเ็ ปนเพียงปฏกิ ริ ยิ าชนิดหนงึ่ ทเี่ กิดขึ้นจากการกระทําของ วิญญาณเอง อันเรยี กวาผลกรรม แตเมือ่ วิญญาณเขาสูสภาพที่ไมท าํ กรรมอกี ตอไป เพราะ บดั นไี้ มมตี ณั หาอนั เปน เหตใุ หทํากรรมอีกตอไปแลว ก็ยอ มเปน อสิ ระเหนอื กรรม อยเู หนอื ฐานะแหงการทํากรรมและการไดร บั ผลของกรรม ไมอ ยใู นอํานาจของพระเปนเจาหรอื ของใครๆ แมท ่สี ุดแตธรรมชาติ เพราะมนั ไมเ ขาถงึ ธรรมชาตซิ งึ่ เปนทดี่ บั ของสง่ิ ทง้ั ปวง วญิ ญาณท่ยี งั ไมเขา ถงึ แดนเปน ทด่ี บั อันนยี้ ังมคี วามคิดนึกเชน น้ันเชน น้ี รูสึกเชนนัน้ เชน น้ี เชน อยากอยกู บั พระเจา หรอื รสู กึ สบายเพลดิ เพลินในการอยูกับพระเปนเจา ถา หากไดเปนเชนนน้ั จรงิ จึงยงั เปน วญิ ญาณทไ่ี มเปน อสิ ระไปจากความรัก หรือความพอใจ ซึ่งเปน เหตใุ หม วั เมาอยู และกลัว วา ส่งิ นัน้ จะหายไปเสียจากตน หรอื ตนจะตายไปเสยี จากส่งิ นั้น หรืออยา งนอ ยที่สุดก็ตอ งมีความ อยากมอี ยู อยากเปน อยู คอื ใหม ตี ัวของตวั อยู ซง่ึ ยงั ไมเ ปนอิสระไปจากอาํ นาจของส่งิ ทตี่ อ ง ประสงคใหอ ํานวยสิง่ ทตี่ นตอ งการ ยังคงแบกตวั เองไวโ ดยไมรสู ึกแบกหนักเต็มที่ ท้ังท่ีไมรสู ึกวา หนัก สว นวญิ ญาณที่วางสง่ิ เหลา นน้ั ท้ังหมดเสีย สลดั กระสอบหนิ หนกั โยนท้งิ ออกไปเสยี ได และ ไมหยิบเอาอะไรขึ้นมาแบกถือไวอ ีกตอไปนน้ั ยอมมีอิสระท่จี ะดับไดต ามความตองการของญาณ หรอื ปญ ญา มีอิสระที่จะเดนิ ลอยนวลออกไปเสียจากความทุกขท ง้ั มวล เขา สคู วามดับที่เงยี บสงบ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 43 / 90

ชมุ นุมเร่ืองสนั้ – พุทธทาสภกิ ขุ มัคคเุ ทสกข องวญิ ญาณ ตลอดอนนั ตกาล ซึง่ เปนภาวะทวี่ ิญญาณอันยงั ยดึ ถือในส่ิงใดสง่ิ หนึ่งอยู หรือแมท ี่สดุ แตตวั เอง หา สามารถทาํ ใหเ หมือนไดไม มนั เปน วญิ ญาณท่ไี ดผ า นการอยูกับพระเปนเจามาแลว จึง สามารถทําเชนนน้ั โดยงายดาย และเปน วิญญาณทไ่ี ดผ า นการมีตวั มนั เองอยางบรสิ ทุ ธ์ิ มาแลว จงึ เลอ่ื นข้ึนมาสูข ้ันท่ีดับสนทิ อกี ครง้ั หน่งึ หรืออีกขัน้ หนึ่ง อันเปน ขัน้ สดุ ทา ยและ เปนอสิ ระแทจ รงิ และซ่ึงวญิ ญาณสองประเภทขา งตนยงั ตอ งทนแบกตวั ของตวั เอง หรือรวม ท้งั ตวั ของพระเปนเจา อยู ซึ่งในไมช าเม่อื เบอ่ื เขา ก็จะตอ งสลัดท้งิ ตามอยา ง อยา งเดียวกนั แนน อน วญิ ญาณตอ งการผนู ําหรอื มัคคเุ ทสก เพอ่ื ใหถงึ จุดปลายทางเร็วเขา กวาทจี่ ะมวั คลาํ มัวคนไปตามลาํ พังตวั กวา จะพบได กต็ องทนวนเวียนอยใู นกลางกองแหงไฟทุกขนานเกนิ ไป ซ่ึงมนั เปน การซื้อทแ่ี พงมาก และใครๆ กอ็ ยากซ้ือของถกู ถาอาจหามคั คุเทสกท ดี่ ไี ด เขายอมยอม เสยี คา นาํ ทางที่แพง ดกี วา ทจ่ี ะตองตอสอู ุปสรรคใหเนนิ่ ชา พระพุทธองคท รงสอนมตสิ ุดยอดของ ปรชั ญาทง้ั ปวง คือมตแิ หงอนัตตา ปดอตั ตาท้งิ ใหห มดเปน ครงั้ สุดทา ย ยอ มเปน เสมือนมัคคเุ ทสก ทส่ี ูงสดุ และทงั้ ไมทรงเรยี กคา นําทางอยา งใดเลย ทาํ ไมจงึ กลา ววา มติแหงอนตั ตา เปน ยอดสุดแหง ปรัชญาทงั้ ปวง? ท้งั นี้เพราะวา มติ อัตตาหรือยังมตี ัวมตี นนน้ั ยงั มีตัวทต่ี ดิ พนั อยใู นความดคี วามช่วั ในฝา ยขางดีนน้ั แมถ งึ ท่สี ุดหรือ สมประสงคท กุ อยา งแลว หรอื ถึงกบั เปนพระเจาเสยี เองไดแลว ก็ยงั มีความรูสึกชนิดท่ีตดิ ตวั เองอยู หรอื แบกตัวเองอยูดวยความยดึ ถือในความดขี องตัวเอง ยงั มีเขามีเรา ซ่ึงเปน เหตแุ หงการ เปรียบเทยี บ หรอื ใหเกดิ ความรสู กึ นานาประการ. นานเขาก็เบือ่ ตอ ความเปน เชน นนั้ ได เหมอื น ตอนแรกทถ่ี ือเอาของมีนํ้าหนกั ยังไมรสู กึ หนัก คร้ันนานเขา ของนัน้ เอง โดยไมตองเพ่มิ อะไรขึ้น จะแสดงนํา้ หนักออกมาใหเห็นและรสู กึ หนัก ครั้นนานอีกหนอ ยหนกั จนตองวางทงิ้ แมในท่ีสุด มือของตวั เองก็หนกั . เมอ่ื รูจกั วาความดคี อื อะไร มากพอเขาดงั นี้ กร็ วู า แมค วามดกี ็เปนส่ิงทต่ี อง” หาบคอน” ไวเ หมอื นกัน แตสําหรับคนทย่ี ังตาํ่ อยู หรือยงั เมาในความดอี ยู อาจไมรูสกึ วา ตนกาํ ลงั หาบคอน ทัง้ ท่ีหาบอยูเต็มหนกั จึงมกี ารสอนวา ความดไี มหนกั และไมตอ งหาบคอนไป แตท ่ี แทจ รงิ ความดเี ปนส่ิงที่แมว า จะตรงกันขา มกับความชว่ั กจ็ รงิ ถึงกระนัน้ ก็เปน สิ่งทมี่ สี ่ิงอนื่ ปรุง แตงข้ึน ตองเปนไปตามอาํ นาจแหง เหตุ เชน มีเหตุก็ยงั อยูได ครน้ั ขาดเหตกุ ด็ บั ไป เชน เดียวกบั ความชว่ั เหมอื นกัน ซ่งึ ทําใหเ กดิ ภาระ ในการทจี่ ะตอ งสรางเหตุของมนั เพม่ิ เตมิ เขา ไวเสมอ ไมมที ่ี ส้นิ สดุ เพราะฉะนน้ั จงึ มีอีกแนวหนึ่งตา งหาก ซง่ึ สูงขนึ้ ไปกวา คือการไมอยูในอาํ นาจเหตุปจจยั เปนสิง่ ที่เหตปุ จจัยอะไรปรุงแตงไมได และส่ิงนัน้ คือสภาพท่ีอยเู หนอื หรือพนข้ึนไปเสยี จากความดี และความช่ัว พระพุทธเจา ผเู ปนยอดสุดของมุนีหรือปราชญผรู อบรู ไดทรงบญั ญัตกิ ฎเกี่ยวกับ ความดคี วามชวั่ ไววา ขัน้ ที่หนึ่ง จงเวนความช่ัวเสยี ขนั้ ที่สอง จงทําความดีใหเตม็ เปย ม เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 44 / 90

ชุมนุมเรอื่ งสัน้ – พุทธทาสภกิ ขุ มคั คเุ ทสกของวญิ ญาณ ขั้นทสี่ าม จงชําระจิตใหหมดจดเสยี จากความยึดถอื ทั้งในสง่ิ ทดี่ ีและชวั่ เรอ่ื งนผี้ อู ยใู นภมู ติ ่ําจะฟงไมเ ขา ใจ และเหน็ ไดวา เปนคาํ ที่กลบั กลอก หรือสอนใหสราง แลวกลับสอนใหท ําลายเสยี แตท่แี ทไ มเปน เชน น้นั ภูมหิ รือสถานะแหงจิตมนษุ ยเ รามีเปนขัน้ ๆ และมชี ั้นของตัวเอง ท้งั เปน การยากอยา งย่ิงท่จี ะเขาใจถึงภมู ิทีส่ ูงกวา ทตี่ วั ยังไมล ถุ ึง เชนเดียวกับ เดก็ ทารกไมอ าจเขาใจไดว า กฬี าทเ่ี ปนของช้นั ผใู หญจะมคี วามสนุกไดอ ยางไร สูเลน หงุ ขาวหุง แกงของตนก็ไมไดฉ นั นนั้ ในหมมู นุษยท ม่ี ภี มู ติ ํา่ ทส่ี ุด ยอ มทาํ ชั่ว พวกน้จี ึงตองการเพียงใหเวน ชวั่ พวกท่สี งู ขึน้ มาหรือชั้นกลาง ตามธรรมดาก็ไมคอยจะทําชว่ั หรือไมท ําอยแู ลว พวกนีต้ อ งการขั้นที่ ใหท ําดีใหเตม็ เปยม กระทง่ั ถงึ เปนความดีชนั้ พระเปนเจา สว นพวกสดุ ยอดนั้น ตอ งการจะพน ออกไปอีก เพ่ือไม “แบกตวั เอง” ไวด ังกลาวแลว จึงมกี ารหลุดลอยขน้ึ ไปอยเู สยี เหนือความดีและ ความชวั่ ทั้งมวล ซงึ่ ยากท่ีคนชนั้ ทย่ี ังติดดตี ิดช่วั จะเขาใจไดวาจะเปนไปไดอยา งไร หรือดกี วาสงู กวาอยา งไร แตอ ยางไรก็ตาม เมือ่ เขาไดลุถงึ ยอดสุดของความดแี ลว ก็จะมองเหน็ หางไปตอ ไปอีก ไดเ อง หรอื อยางนอ ยทีส่ ุด จะตองซมึ ซาบดวยตวั เองวา การติดอยูใ นความดีน้ัน มิใชค วามรอดพน หรือความอิสระท่ีเดด็ ขาดจรงิ ๆ มนั เพยี งแตร อดไปจากโทษของความชว่ั หรืออิสระจากส่ิงช่ัว เทานั้น แตย งั คงติดในความดอี ยู ซึ่งเปน การติดชนิดทร่ี ยู าก ไมแสดงอาการเจบ็ ปวด หรอื อาการ หยาบๆ อยางใดเลย ตอ งอาศยั ปรีชาในชนั้ สงู จงึ จะมองเห็น ท่ีแทจ รงิ ความตอ งการใหเ ล่อื นขน้ึ ไปอกี ช้นั หนง่ึ คอื ใหพ นจากดแี ละชวั่ นี้ กเ็ ปน ความ ตอ งการของธรรมชาติ หรอื เปน ไปตรงตามกฎธรรมชาตเิ หมอื นกัน แตเปนขน้ั สุดยอด วิวัฒนข อง ธรรมชาตติ ามท่ีเหน็ กนั อยไู ดทัว่ ไปนน้ั กเ็ ห็นกันอยูแ ลว วา สง่ิ ทัง้ ปวงจะคอยดีขน้ึ ๆ จนดีท่ีสุด แต วา เม่ือดีทส่ี ุดแลว จะไปขางไหนอีก การที่จะกลับยอนมาเลวใหมนัน้ กเ็ ปนการวนไปอยางไมมีที่ สนิ้ สุด ทเี่ ราเรยี กกันวา วัฏสงสาร ถา จะใหห ลุดไปจากโซต รวนอนั น้ีเลา เราจะทาํ อยา งไร ครัง้ แรก ที่เราจะนึกไดต ามความคดิ ท่งี ายๆ แตถ กู ตองทสี่ ดุ ก็คอื วา ออกไปนอกวงเสยี อยา อยูใ นวงทีจ่ ะ วนเวยี นอยใู นความดีและความชว่ั มนษุ ยเราทุกๆ คนจงึ มนี ิพพานเปนจุดปลายทาง จะตางกนั บา ง ก็แตท ี่จะถึงจดุ นีช้ าหรอื เรว็ กวา กนั เทา นน้ั การทจ่ี ะลถุ งึ จดุ ปลายทางอันน้ี ก็ตอ งผา นมาแลว ทง้ั ดี และชว่ั จนรจู ักมนั ดีเต็มท่ีทง้ั สองอยา ง และถอนตนออกมาใหเ ปนอสิ ระ ความชวั่ เหมอื นของขม ความดีเหมอื นของหวาน แตทงั้ สองอยางไมใ ชข องปลอดภัย เพราะความขมทําใหไมพ อใจ ความ หวานทาํ ใหพ อใจหรือหลงติด เม่ือยงั พอใจก็ไมพนไปจากความยดึ ถอื หรอื หลงติด ความเสอื่ มกับ ความเจริญ ความแพกบั ความชนะ เหลา น้ี ก็เปน ไปทาํ นองเดยี วกนั มนั หาใชค วามรอดพนหรอื อิสระชน้ั สงู สดุ ไม ตอเมือ่ ไดข ามพน ไปเสยี ไมมเี สอื่ ม ไมม ีเจรญิ ไมมแี พ ไมมีชนะ นัน่ แหละ จงึ จะ เปนยอดสุดของความพน และเปน ความบริสุทธแิ์ ทจรงิ แตเ มอื่ เราไมมคี ําอนื่ นอกจากคําวา “ด”ี คาํ น้ีมาใชเปนช่ือเรยี ก เราก็ตองใชค าํ วา “ด”ี น้ันเองเรียกซา้ํ ลงไปอกี ทาํ ใหฟ ง ยาก และโดยเฉพาะ อยา งยิ่ง ตามโวหารชาวบาน เรามีแตคําวา “ดี” กับ “ชว่ั ” เทา นน้ั เมื่อพดู วา ยงั มีดีอีกชนดิ หนงึ่ ซึ่ง พนหรอื นอกออกไปเสยี จากความดี ดงั น้ี ยากท่จี ะฟงเขา ใจ เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 45 / 90

ชมุ นมุ เรือ่ งส้นั – พุทธทาสภิกขุ มัคคุเทสกของวิญญาณ อยา งไรกต็ าม ในท่สี ดุ เราจะจบั ใจความไดอ ยา งหน่ึงวา ดี กับ ชั่ว สองอยางน้ี มันมีได เฉพาะในเมือ่ ยังมตี วั เรา หรืออตั ตาท่ีเปน ตัวเราเทานนั้ ความดีและความชว่ั ต้ังอาศยั อยบู นตวั เรา เพราะฉะนน้ั ปรัชญาที่ยังมีตวั เรา จงึ เปนปรชั ญาทีย่ ังมีเชอ้ื แหงความยึดตวั ของตัวเหลอื อยู เพราะ ความอยากมตี ัวเรา เพื่ออยเู ปน สุด หรือดี หรอื เจริญ อยตู ลอดอนันตกาลน่ันเอง ถึงแมจ ะเอาเปน วา ตวั เราหรอื อัตตาตวั นนั้ มไิ ดเปน ผูหรอื ส่งิ ที่มีความรูสึก แตความรสู กึ ของผทู ่บี ญั ญัตนิ ั่นเอง ยงั มี ความหลงยึดถอื ในตวั เราทเ่ี คยยดึ ถอื มาแตเ ดิม เหลอื อยบู างสวน ทาํ ใหคอยจอ งจะตะครบุ เอาสง่ิ ที่ ตนเหน็ วา ดีทส่ี ดุ มาเปนตวั เราเสมอ และอันนีเ้ อง เปนเหตุใหเ กิดความยึดถอื อันใหมห รืออนั สดุ ทาย ยึดเอาสภาพทีพ่ น จากความดคี วามชวั่ หรอื ทเี่ ปนแดนทเี่ ขาไปดบั ของความดีความช่วั หรอื ทเ่ี ปน แดนท่ีเขา ไปดับของความดีความช่ัว วา เปนตวั เรา หรืออัตตาของเราข้ึนมา แตแทท จี่ ริง เมอ่ื กลาว ดวยแนวแหงการปฏบิ ตั จิ รงิ ๆ แลว ยอ มขัดอยใู นตวั เองคอื ถาผูใ ดก็ตาม เปน ผมู ีจติ หลดุ ไปจาก ความดีความชวั่ แลว จริงๆ เขายอมจะไมกลา วเอาสภาพอนั น้ันวา เปนตวั ตนได โดย ทาํ นองเดียวกัน เม่อื เขายังกลา วได เขาก็ยังไมใชผ ูพน ไปจากความดีความชวั่ เปนแต กลา วอนุมานเอา และกลา วดว ยอํานาจความยึดถอื ทีเ่ หลืออยูเปนชน้ั สุดทา ยนนั่ เอง จะอยา งไรก็ตาม เราเหน็ กันอยูแลว วา ตามประวตั ศิ าสตรน้ัน พุทธปรัชญาแหง ความไมมี ตวั ตนหรอื อนัตตานี้ เกิดขึน้ ภายหลงั ปรชั ญาอันวาดวยตวั เอง หรอื อาตมันของอุปนิษทั ในอนิ เดยี ปรชั ญาอุปนษิ ัท ก็เกิดขนึ้ มาภายหลงั ลทั ธถิ ือพระเปน เจา และความเขาอยกู ับพระเปนเจา ในแดน สวรรค และลทั ธิถือพระเปน เจา เหลา นี้ เกิดข้ึนหลงั จากลัทธถิ อื วตั ถตุ ามธรรมชาติ ที่นา กลัว เชน ไฟ พายุ ฟา เปนตนอีกตอหนึง่ เมือ่ ยอ นกลบั ข้ึนไป กลา วจากเบอื้ งตํา่ ต้งั แตส มยั ปาเถื่อนของโลก คนปา รูจ กั กันอยางสูงกแ็ ตกลวั ฟา รอ งฟา ผา ดวงวิญญาณของเขา ถูกคกุ คามอยูดว ยความกลัว จงึ พากัน ออ นวอนและนับถอื ตามทีจ่ ะนกึ ได แมกระทัง่ ตอ มาถงึ ยคุ ที่เกิดเชอื่ วา มีเทวดาประจาํ ส่ิง ตางๆ เชน ไฟ ลม นา้ํ เปน ตน เหลาน้ัน และออ นวอนมงุ ตรงไปยังเทวดาเหลานน้ั แลว ก็ยงั ไม แตกตางกัน ลว นแตเปนเพยี งลทั ธทิ ีเ่ ปน ไปตามอํานาจความกลวั หรือลทั ธศิ าสนาขนั้ ท่ยี งั เปน ทารกของโลก คร้ันตอมามคี วามรูสงู ขึ้น เลิกความเชือ่ ในวตั ถุและบคุ คลสมมตเิ หลานั้นเสียแลว ถือเอาตัวธรรมะเปน เครอ่ื งจูงวญิ ญาณ เพือ่ ใหม ันลถุ งึ สภาพท่พี น ทกุ ข ก็ทํากันไปไดตามท่จี ะ มองเหน็ และเจริญขนึ้ เปน ลาํ ดับมา ตงั้ ตนแตร ูว าสาํ คญั อยทู ใ่ี จ ครั้งแรกคน พบ ความสงบ อารมณ วาเปนเคร่อื งพน ทกุ ข กเ็ กิดมีการเจรญิ ฌานหรอื สมาธกิ ันยกใหญ ครน้ั ตอ มาคน พบวา ตอ งเปน ความรูของใจ จงึ จะพนทุกข เพยี งแตความบรสิ ทุ ธิ์เพราะสงบนั้น ยังไมใ ชท ีส่ ดุ จึงเกิดมี การเจรญิ ปญญา หรอื วปิ ส สนา ท่ีคน ควา หาหลกั และเกิดหลกั ปรชั ญาขน้ึ ตามหลกั แหงเหตุผล ใจความของปญ หามอี ยูแตเ พียงวา รหู รือแจม แจง ในใจอยา งไร หรอื ตามท่ีเปน จริงอยา งไร จงึ จะไม ทุกข มีผคู น พบคําตอบตา งๆ กนั บางพวกวา ปวยการคดิ อยา งอื่น คิดวาไมม ีอะไรเสียกแ็ ลว กัน ทําหรือคิดอยางไรกไ็ มเปน อันทํา บางพวกวา ชีวติ หรือวฏั สงสารน้ี มนั หมุนไปหาท่ีสดุ จบของมัน เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 46 / 90

ชมุ นมุ เรอื่ งส้ัน – พทุ ธทาสภกิ ขุ มคั คเุ ทสกข องวิญญาณ เอง อยาดิน้ รนขวนขวายเลย มันจะเร็วหรือชากวากาํ หนดของมนั ไปไมได เชนเดยี วกับดา ยทเ่ี รา จับปลายไวข างหน่ึงแลวขวา งไป มันคลไ่ี ปพลางกล้งิ ไปพลาง คร้ันหมดกลมุ เขา มนั ก็หมดเองฉันใด สงสารวัฏหรอื ความเวยี นวา ยของชีวติ ก็ฉนั นน้ั และยังมีลทั ธซิ ่ึงมีมตอิ น่ื ๆ อกี มากมาย จวนจะถึง สมัยพุทธกาล มมี ติของอุปนษิ ัทเกดิ ข้นึ คนพบอาตมนั หรือธรรมชนิดหนงึ่ ซ่ึงไมมปี รากฏการณ เขาใจยาก เพราะตรงกนั ขา มกับโลก ไมมอี ะไรสรางหรอื ปรุงแตง อาตมันนไ้ี ด แตคงมีอยทู กุ เมื่อ และสิงอยูในทที่ ่วั ไป เปนเสมือนดวงวญิ ญาณของสากลโลก และสอนวา ถาใครทาํ จติ ใจใหหมดจด จากอวชิ ชาแลว จะมองเห็นอาตมนั นด้ี ว ยปญ ญาจักษุ และในขณะน้ันใจของผนู ั้นกเ็ ปนสขุ ถงึ ทส่ี ุด ดว ย แตใ นท่ีสดุ พระพทุ ธเจาไดเกิดขึ้น และตรัสรทู รงพบหลกั สืบไปวา ธรรมชาตทิ เ่ี ขาเรยี กวา อาตมนั นนั้ เปนธรรมชาตทิ ม่ี ีอยจู รงิ แตหาใชส งิ่ ทีค่ วรเรียกอตั ตาหรอื อาตมนั ไม เพราะมนั เปน อนัตตา ไมใชต ัวผูหรอื ตวั กรรตกุ ารกที่จะกระทํานัน่ ทํานไี่ ด หรอื ตัวกรรมการก ที่จะถกู ใครทําอะไร ใหไ ด มนั เปน ธรรมชาตหิ รอื ธรรมชาตลิ วนๆ เชนเดียวกนั อยา ไปสําคญั เอาวามันเปน ตัวตนเลย การเพงจอ งหรอื มงุ หาอาตมันเชน นั้น เปนการมุง ดวยความยึดถอื หรอื อปุ าทานอันหนงึ่ เกนิ ไป ให เพงจองหาเพียงวา ใจของตนปลอ ยวางส่งิ ทง้ั ปวงแลว หรือยงั หมดความยึดถอื วาตวั ตนในสง่ิ ท้ัง ปวงแลว หรือยัง ถาหมดแลวกจ็ ะไมอ ยากอยางใดหมด จะเปน อยากได อยากมี อยากเปน หรอื อยากไมใหมไี มใหเปนกต็ าม ทกุ คนจงคอยกําหนดใจของตวั เอง วา ใจของตนถงึ สถานะอนั วา น้ี แลว หรอื ยงั ถา ยงั ไมถ ึง กด็ ําเนนิ ตามหลกั แหงอัฏฐังคกิ มรรคใหม ากข้ึน จนกวา จะถึงเทา นั้น โยคาวจรในพทุ ธศาสนาทกุ ๆ ทานจงึ มจี ดุ ท่หี นว งเหนีย่ วคอื นพิ พาน อันเปนทด่ี ับของความยดึ วา ตัวตนทด่ี ับของกเิ ลสหรอื ความทุกขอ ยา งเดียวน้ัน คร้นั ทุกขดับหมดกร็ ไู ดเ อง ทงั้ รจู กั สภาพอนั เปน ทีด่ บั ของความทกุ ขน น้ั ดวย แตม ิไดยึดถอื หรอื สําคญั เอาวา สภาพอันนัน้ เปนตวั ตนหรืออาตมนั แต อยางไร เปนธรรมชาติลว นๆ ทใ่ี ครกไ็ มค วรยึดถอื เชน เดียวกบั สง่ิ อนื่ ทีไ่ ดป ลอ ยวางมาแลวโดย ลาํ ดบั สิ่งนมี้ ีอยูเองแลว เมอื่ เราพบเขา เราก็ไมยดึ ถอื มนั เทา นัน้ ถา ไปยึดถอื เขา ใหมอีก ก็ยังไมไ ด หลุดพนเด็ดขาด จะปลอ ยวางอีกครงั้ หน่งึ สําหรบั ขอนี้มีหลกั พทุ ธภาษิตวา “วางภาระหนกั เสียแลว ไมจับฉวยเอาสงิ่ อน่ื ขน้ึ มาถอื เปนภาระอีกตอไป ถอนตณั หาเสยี ไดพ รอ มทั้งรากเหงา ก็เปน ผูดบั เย็นสนทิ ” และสําหรับการปฏเิ สธทกุ ๆ สง่ิ วามิใชอ ตั ตาหรือควรถือวา มนั เปนอตั ตานั้น มพี ทุ ธ ภาษิตวา “ธรรมหรือสงิ่ ทงั้ ปวงมใิ ชอ ตั ตา” และวา “ธรรมทง้ั ปวงเปนสง่ิ ทีไ่ มควรเขา ไปยึดถอื เอา” และคาํ วา ธรรม ยอมหมายถงึ ทุกๆ สิง่ ทง้ั ทเี่ ปน ประเภททม่ี ีสิ่งอ่นื ปรงุ แตงขน้ึ และประเภทที่มอี ยู ไดเ องโดยไมตองมอี ะไรปรงุ ข้นึ เชน พระนิพพาน หรอื สภาพอนั เปน ทด่ี บั สนิ้ ของความทกุ ขน ้ีดว ย กลา วโดยเฉพาะ มติแหง อุปนิษทั มีอาตมนั และบรรยายลกั ษณะไวเ ปนอสงั ขตะคลายกับ นิพพานของพุทธศาสนา ท้ังน้กี ็เพราะวาปรัชญาสายนี้ ไดไ ตมาตามหลักที่ถือวาตอ งมตี วั เรา เม่อื คนพบเปนครงั้ แรกวา กายกับใจน้ีไมใ ชต วั เราเสียแลว ก็อศั จรรยและกระตือรอื รน วา ถา ดังนัน้ ตวั เราอยทู ไ่ี หนเลา ก็การท่หี าวารา งกายและใจมใิ ชต วั เรานนั้ ก็เพราะมนั เปนเพียงของทถี่ ูกปรงุ ข้ึน จากสวนยอ ยๆ ตา งๆ และเปนมายาเกิดมาจากสิ่งอน่ื การคนหาตอ ไปจึงมีประเดน็ หนกั ไปในทาง ทว่ี า อะไรเลาคือตัวเราหรืออาตมนั ตอมาคน ไปพบธรรมประเภทที่เปน อสังขตะ ซึ่งอาจทราบได เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 47 / 90

ชุมนุมเรอ่ื งสั้น – พุทธทาสภิกขุ มัคคุเทสกข องวญิ ญาณ แมโดยอนมุ านวา มนั มลี กั ษณะตรงกนั ขา มจากรางกายและใจ ซง่ึ เปน มายาทุกๆ อยาง และสงิ่ ที่วา นมี้ อี ยูใ นท่ีท่วั ไป เพราะวาอาจคนพบไดใ นทที่ ุกแหง จงึ ปลงความเชอื่ ลงอยา งเดด็ ขาดวา น้แี ลวคือ อาตมนั หรอื ตัวเรา “ตัวเราอยา งใด ทา นก็เปน อยา งนนั้ พรหมอยางใด เราก็อยางนัน้ ” ซึ่ง หมายความวา เรามตี วั เราตวั เดียวกันหรืออยางเดยี วกนั พรหมนัน้ หมายถึงอาตมันในท่ีทกุ แหง น่ันเอง มตอิ นั น้ีคลา ยกบั พทุ ธศาสนาทสี่ ดุ ตา งกนั ก็แตว า เขามตี วั อาตมนั เปน ผถู ูกสง่ิ ตางๆ เชน ถกู โลกยิ ธรรมเปนตนหมุ หอ เอา และในทส่ี ดุ หลดุ ออกมาได จิตเปน ผรู จู กั อาตมันท่หี ลุดออกมาแลว สว นพทุ ธศาสนา ไมมตี ัวอาตมนั เชน นั้น มีแตจติ ทถ่ี ูกกเิ ลสหมุ หอ และหลดุ พน และจิตรูจักตวั มัน เองวา พน แลว (คือไมม ตี วั เรา หรืออาตมันไหนอกี เปน ผูหลดุ พน) และหลุดพนหมายถึง มันพบกบั นิพพาน ซง่ึ และแลว จิตเองจะไดด ับความรูส ึกวา มีตวั เองสนทิ ไป ไมม ีทุกขเ กดิ ข้นึ ไดอีก (มใิ ชมี อาตมนั เปน ตวั คงอยูต ลอดอนันตกาล เหมือนมติของอุปนษิ ทั ) ตามหลกั แหงพุทธศาสนา ตัวเราที่แทจรงิ นนั้ ไมม ี มแี ตส มมติเรยี กกันขนึ้ เองตาม อํานาจสญั ชาตญาณของสัตวท ่ยี ังมีอวิชชา คือ ความไมรูจกั สิ่งท้ังหลายตามทเ่ี ปน จรงิ ตลอดเวลาท่ี พดู กนั วา เรา เขา นายน่นั นายนี่ แมท ีส่ ดุ แตท ี่พระพทุ ธเจา ไดตรสั วา “ตนเปนท่พี ง่ึ ของตน” ดงั นี้ก็ ดี ยอ มหมายความเอาตนแหงมายานีเ้ ทานน้ั เพอ่ื ใหต นแหง มายานี้ รีบชว ยตวั ของตวั เอง ตวั เรา โดยสมมตหิ รอื มายานี้ คือความลกุ โพลงๆ ขึ้นมาดวยอาํ นาจความประชมุ พรอ มกนั ของสง่ิ หรื อธรรมประเภททีเ่ ปน ตัวเหตุ และทเ่ี ปน ตวั ปจ จยั สนบั สนนุ ถาจะถามวา เหตอุ ันแรกทีส่ ดุ น้นั มาจาก ท่ไี หนเลา เชน น้ี กเ็ ปนปญ หายงุ ยากเชน เดยี วกบั ทถี่ า เราจะถามพวกอุปนษิ ทั วา กอ็ าตมนั นน้ั มา จากไหนเลา พระพุทธเจา ตรัสวา สง่ิ ที่เลยเหตอุ นั แรกน้นั ไป จดั วา เปนส่ิงทีเ่ กนิ ไปกวาส่งิ ท่ีควรจะรู เสียแลว เรารเู พยี งเทา ทจ่ี ะทาํ ความทุกขท ล่ี ุกขึน้ มาน้ี ใหด บั สนทิ ไปไดกพ็ อ แตคาํ ตอบที่งา ยทีส่ ดุ เราพอจะหาไดว า ความมืดมดิ เพราะไมม ี ดวงอาทิตย ดวงดาว และอน่ื ๆ ท้งั หมดในสากล จักรวาลนี้ ซงึ่ มนั มีอยเู องตามธรรมชาตินนั้ มนั มาจากไหนเลา สมมตวิ า ถา อยา มีอะไรท้งั หมดใน โลกน้ี ใหม แี ตแ ความวางอยา งเดยี ว แลวความมดื เพราะไมม แี สงสวา งน้นั เรากร็ ไู มไดวา มนั มาจาก ไหน ขอนีฉ้ นั ใด ความมดื ในทางจิตคืออวชิ ชา หรือสภาพอันปราศจากความรกู ็ฉนั นัน้ เรารไู ดแ ต เพียงวา ถามนั ไมมีความรู มันก็ตองวา งจากความรูหรอื ไมร ู และสภาพอันน้ีเอง เปน เหตุอนั แรก ท่สี ดุ ของสิ่งทงั้ ปวงบรรดาทวี่ วิ ฒั นงอกงามเปน ส่ิงนนั้ สงิ่ นี้ขึน้ มา ซง่ึ มีกาลเวลาเปนสวนชว ยอนั สาํ คญั สวนหนง่ึ ดวย วิญญาณที่หลดุ แลวจากการหมุ หอของอวิชชาจึงสามารถเปนผูนาํ ของวิญญาณอนื่ ๆท่ียงั ไมหลดุ และนําไปสูความหลุดจากอวชิ ชาอันเปนกรงขงั หรือแดนจาํ กดั เขตของวญิ ญาณทย่ี ัง มืดมนนนั่ เอง พทุ ธทาส ๑๐ พ.ค. ๒๔๘๕ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 48 / 90

ชมุ นมุ เรอ่ื งส้นั – พุทธทาสภิกขุ ปญหายุงยากเก่ยี วกับการถอื พระรตั นตรัย ปญ หายงุ ยาก เกยี่ วกบั การถอื พระรัตนตรยั คาํ วา พระไตรรตั น หรอื พระรตั นตรัย ซงึ่ แปลวา แกวทง้ั สามนนั้ ในวงพุทธศาสนาเรา ใช หมายเอาวตั ถทุ ่สี าํ คญั ทส่ี ุดสามอยา ง คือ พระพุทธเจา, พระธรรม, พระสงฆ, ทไ่ี ดเรียกวา แกว ก็ เพราะวา ใครมีไวดวยความรจู กั หรอื เขาใจ ยอมจะนาํ ความอิ่มเอบิ มาสูผนู ้นั เชนเดียวกบั ผทู ร่ี จู กั คาของเพชรพลอย มีเพชรพลอยก็อ่ิมเอบิ วา ตนเปนผูรํา่ รวย และมีความสขุ ดุจกนั . แตม ิได หมายความวา มไี วอยา งกะไกไดพ ลอย แหง นิยายอสิ ป. เมื่อสังเกตตามท่ีเรารบั ถือกนั อยูในทุกวันนี้ ดูเหมือนวา สิ่งทีเ่ รยี กวา พระรัตนตรัยน้ัน ถกู แบง ออกเปน สองประเภทเสยี แลว ทง้ั ทผ่ี แู บงเองก็ไมรสู ึก, จงึ เกิดมีพระรัตนตรัยชนดิ ท่เี ปนสว น เปลือกผิว และพระรัตนตรัยทเ่ี ปนเนอ้ื แทข ้นึ . แตถ ึงอยา งไรก็ตาม นบั วา เปนคณุ ประโยชนด วยกนั ท้งั สองอยา ง, ทั้งนก้ี เ็ พราะวา คนเรามที ัง้ โง และฉลาด ทัง้ ทชี่ อบลวงตัวเองและไมช อบ จงึ เปน อนั วา เปลือกของพระรัตนตรัยน้ัน มีไวสําหรับเดก็ ๆ หรือผใู หญท ่มี ีมนั สมองอยา งเดก็ , แตต อ ง ยอมใหเขาเรยี กวา องคพ ระรัตนตรยั เหมือนกนั จะเรียกวา เปลอื กพระรตั นตรัยไมไ ดเ ปนอนั ขาด. สว นเนื้อแทของพระรตั นตรยั นั้น เรามไี วส าํ หรับผใู หญท ี่ลืมตาแลวโดยทว่ั ไป และโดยเฉพาะ สาํ หรับผทู ีย่ งั ไมเ ปนพระอรหนั ต เหมือนกนั กบั พวกแรก เพราะวา ผูที่เปนพระอรหนั ตเสยี แลว ยอมหาตอ งการพระรัตนตรยั ไม. ที่จดั เปน สว นเปลือกนั้น หมายถึงวัตถุ ทีผ่ มู ีปญ ญาตื้นๆ เขา ยึดถือเอาวา เปนองคพ ระ รัตนตรยั สําหรบั พระพุทธเจา เปลอื กก็คอื รปู กาย ท่เี ปนเน้อื หนังของพระองคนนั่ เอง ตลอดลง มาถึงพระพุทธรปู พระบรมธาตุ แมทีส่ ดุ แตตนโพธ์ิ เปน ตน , สําหรับพระธรรม ไดแก เสียงที่คนเรา สวดพระธรรม ตพู ระธรรม ตาํ ราพระไตรปฎ ก และวตั ถอุ ่ืนๆ ท่พี ากันกราบไหวแทนพระธรรม สาํ หรับพระสงฆ กท็ ํานองเดียวกนั ไดแ ก รูปกายของผทู ีบ่ วชเปนนักบวช ตลอดถึงสิ่งอื่น ซงึ่ เปน เครอ่ื งหมายของนักบวช. ท่เี ปนสว นเนอื้ แทนน้ั หมายถงึ ตัวส่งิ นนั้ จรงิ ๆ อนั นกั ศึกษาจะมองเห็นไดดวยปญญาจักษ;ุ สาํ หรับพระพทุ ธเจา คือตวั ปญญา หรือความรทู ่ีทําใหเ ราหมดทกุ ข หมดเศรา หมอง หมดสงสยั รา เริง เปน สุขอันแทจริงได ไมวาจะเปน ตวั ปญญาทม่ี ีอยใู นพระพทุ ธเจา องคน้ี หรอื องคไ หน ยอ ม เหมือนกนั หมด สาํ หรับพระธรรม หรอื ตวั ความจรงิ หรือกฏอันยุตธิ รรมแท ของวิธดี ับทกุ ขบ รรลุ สุขนน้ั ๆ, อันพระพทุ ธเจาไดคนพบ. สาํ หรบั พระสงฆ คือดวงปญญาของผทู ีไ่ ดฟ งคําสั่งสอนของ พระพทุ ธเจาแลว รูแ จง ความพนทุกขเชนเดียวกบั พระพทุ ธเจา แปลกกันเพยี งทไี่ มไ ดค น พบดว ย ตนเอง เหมือนพระพทุ ธเจา หรอื จะกลาวอีกอยางหนงึ่ อยา งสน้ั ๆวา ดวงจติ ท่ีกําลงั ประกอบดวย ปญญา เครอื่ งคนพบความจริงอันประเสริฐโดยตนเอง นั่นเปน พระพทุ ธเจา ตวั ความจรงิ นั้น คือ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 49 / 90


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook