ชุมนมุ เร่ืองส้นั – พทุ ธทาสภิกขุ หนังสอื ชมุ นุมเรอื่ งสนั้ พทุ ธทาสภิกขุ คาํ นาํ ของผูป ระพันธ เมอ่ื ปรากฏวา จะมีการพมิ พบ ทประพันธเ รื่องสั้นๆ ที่ขา พเจา เคยเขยี นลงในหนงั สอื พิมพพ ทุ ธ สาสนา และหนังสอื พิมพอ ่นื ๆอกี บางฉบับ รวมเขา เปน เลมเดยี วกัน ขา พเจา ไดเรยี กตน ฉบบั มา ตรวจแกถอยคาํ และขอความบางแหง ซงึ่ ควรจะแกไข เพ่ือความเรยี บรอ ยและเปนผลดยี ง่ิ ขนึ้ . เนื่องจากบทประพนั ธเ หลานี้ สว นมากเขยี นลงในหนงั สอื ตางๆ เมือ่ ๑๕ ปม าแลว เปน สว นมาก ฉะนนั้ ถอยคาํ จึงผิดจากทีใ่ ชก นั อยูในเวลานี้ อกี อยางหนึ่งในเวลานั้น ขา พเจาไมเคยมี ความรูในการใชศพั ทบ า ง, และศัพทต า งๆ ในเวลานน้ั ยังไมยตุ วิ า จะใชก ันอยา งไรแนบ าง จงึ เปน การจาํ เปน ทใี่ นการพมิ พค ร้ังน้ตี องสาํ รวจแกไขถอยคาํ บางศัพทหรือบางคาํ ใหต รงกบั ทีย่ ตุ ใิ ชกนั อยใู นเวลาน้ี เพอ่ื ผลดแี กทา นผูอานทั่วๆ ไป. สําหรับขอความนนั้ ไมม กี ารแกไ ขโดยสว นใหญ เพียงแตต กเตมิ คาํ บางคํา เพ่ือใหใจความ แหง ประโยคน้นั ๆ รัดกมุ ชดั เจนยงิ่ ข้นึ เทา นัน้ . ท้งั นเ้ี วลาไมเ พยี งพอ แมแตจะทาํ เชงิ อรรถเพิ่มเติม บางแหงกท็ าํ ไมทัน แตก ห็ วงั วาหนังสือนจ้ี ักเปน ประโยชนแ กผูส นใจตามควร. ภิกขุ พุทธทาส อินฺทปฺโญ สวนโมกขพลาราม ท่ี ๑ มกราคม ๒๔๙๕ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 1 / 90
ชมุ นมุ เรอ่ื งส้นั – พทุ ธทาสภกิ ขุ คําปรารภในการพมิ พค รง้ั ที่ ๔ ชุมนุมเรื่องสนั้ เปน หนังสือ รวมผลงานประพันธ ประเภทเรอื่ งสั้นๆ ของทา นอาจารยพทุ ธ ทาสภิกขุ ทที่ า นเขียนระหวา ง ป พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๙๑ ลงพิมพในหนงั สือพิมพ พุทธสาสนา และ หนงั สอื พมิ พอ่ืนๆ อีกบางฉบบั คณะธรรมทาน ไชยา ไดรวบรวม เทาทเ่ี หน็ วา สมควร จดั พมิ พ ขึ้นกอน เปน เลม คร้ังแรก เมื่อป พ.ศ. ๒๔๙๕ สํานกั พิมพสุขภาพใจ ไดข ออนญุ าตพิมพเปนครงั้ ท่ี ๓ เมอ่ื ป พ.ศ. ๒๕๓๑ และในครงั้ นี้ ทีไ่ ดจัดพมิ พข ้ึนอกี ถือเปน การพิมพค รั้งที่ ๔ แลว เพื่อใหผ ู ศกึ ษา ไดศกึ ษาสํานวนเขยี นในระยะแรกๆ กอนท่รี ะยะหลงั ทานไมคอยไดเขยี น แตไ ดพูดเปน สว นใหญ แลว มผี ูถอดความ ออกมาพิมพเปน \"งานพูดแลว เปนหนงั สอื \" ปรากฏอยูมากมาย ใน บรรณโลกนี้ ถงึ แมบ ทประพันธในเลม \"ชุมนุมเรอ่ื งสั้น\" นี้ จะมหี ลายตอน ที่ถูกนาํ มาพมิ พ เปน หนังสอื เลม เลก็ ๆ อยูบา ง แตการพิมพค รัง้ นี้ ก็เปน การคงความเปน ชมุ นมุ เร่อื งสน้ั เอาไว ใหทา นผูปรารถนา ไดเสาะหาไวศ กึ ษาสดุ แทแ ตป ระสงคเ ถิด ดว ยความปรารถนาดี สาํ นกั พมิ พสขุ ภาพใจ ๑๔/๓๔๙-๓๕๐ หมู ๑๐ ถ.พระราม ๒ แขวงบางมด เขตจอมทอง กทม. ๑๐๑๕๐ โทร. ๔๑๕-๖๗๙๗, ๔๑๖-๗๗๔๔, ๔๑๕-๒๖๒๑, ๔๑๕-๖๕๐๗ โทรสาร. ๔๑๖-๗๗๔๔ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 2 / 90
ชมุ นมุ เรอื่ งสนั้ – พุทธทาสภิกขุ สารบัญ เรียนพทุ ธศาสนาใน ๑๕ นาที ………………………………………………………………… 4 พุทธศาสนาเปน เพสสิมสิ มฺ หรือ ออปตมิ สิ มฺ …………………………………………………. 11 พทุ ธศาสนา-ศาสนาแหงการบังคับตวั เอง …………………………………………………….. 14 ความกลวั ……………………………………………………………………………………… 17 อาหารของดวงใจ ………………………………………………………………………………. 24 นพิ พาน-จุดหมายปลายทางของชีวติ ………………………………………………………… 33 มัคคเุ ทสกข องวญิ ญาณ ……………………………………………………………………….. 40 ปญ หายงุ ยากเกี่ยวกับการถอื พระรตั นตรยั …………………………………………………... 49 ฤทธ-ิ์ ปาฏิหาริย ………………………………………………………………………………... 56 พระพุทธคณุ ทจ่ี ารกึ รอยอยใู นประวตั ศิ าสตร …………………………………………………. 66 ใครทกุ ข ? ใครสุข ? …………………………………………………………………………… 74 อานาปานสติ กัมมฏั ฐานอยา งงาย ……………………………………………………………. 77 ศานติภาพอยทู ่ไี หน? …………………………………………………………………………… 81 จะมชี ีวติ เปน คนอยูอยางไรจงึ จะไมขาดทุน ……………………………………………………. 83 ธรรมะกบั เรา …………………………………………………………………………………… 86 เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 3 / 90
ชมุ นุมเรอื่ งสั้น – พุทธทาสภิกขุ เรียนพทุ ธศาสนาใน ๑๕ นาที เรยี นพุทธศาสนา ใน ๑๕ นาที นับต้ังแตก าลทโี่ ลกวางเปลา เริม่ กลายเปน มนษุ ยโ ลกข้ึน เมือ่ หลายแสนป มาแลว มนุษย ไดใช มนั สมอง แสวงหา ความสขุ ใสตน เปนลาํ ดับๆ มาทกุ ๆ ยุค, จนในที่สุด เกดิ มีผสู ่ังสอน ลทั ธแิ หง ความสุข นน้ั ตา งๆ กัน, ตวั ผสู อนเรยี กวา ศาสดา, คาํ สอนทีส่ อนเรยี กวา ศาสนา, ผูท ท่ี ําตาม คาํ สอน เรยี กวา ศาสนิก, ทกุ อยา ง คอ ยแปรมาสู ความดี ย่ิงขน้ึ ทุกท,ี สําหรับคําสอน ขั้นโลกิยะ หรือ จรรยา ยอมสอน มีหลักตรงกนั หมด ทุกศาสนา, หลกั อันนน้ั วา จงอยา ทําช่วั จงทําดี ทั้งตอ ตนเอง และผอู ่นื , ดงั ท่ีทราบกันไดอยูท ่ัวไปแลว: แตส ว นคําสอนข้ันสูงสุด ท่เี กี่ยวกับ ความสุข ทาง ใจ อันยง่ิ ข้นึ ไปนนั้ สอนไวต างกัน. ศาสนาทั้งหลาย มีจุดหมาย อยางเดียวกัน เปน แต สงู ตํ่า กวา กัน เทานนั้ ทุกองคศาสดา เวน จากพระพทุ ธเจา สอนใหยดึ เอาสงิ่ ใดสิง่ หนง่ึ ซ่ึงสาวก ไมมี ความรู พสิ จู น วา เปน สิง่ ศกั ดสิ์ ทิ ธ์สิ ูงสุด เปน ผูสรา งโลก และ อาํ นวยสขุ แก สัตวโลก เปน ท่ีพงึ่ ของตน, ใหนับถอื บชู าส่ิงนั้น โดยแนนแฟน ปราศจาก การพสิ จู น ทดลอง แตอยางใด. เริ่มตน แตย คุ ท่ีถือผี ถือไฟ ถือดวงอาทิตย ดวงจนั ทร และ ดวงดาว ตา งๆ มาจนถึง ยุคถอื พระเปนเจา เชน พระนารายณ และ พระพรหม ของ ศาสนาฮินดู พระยโฮวา ของ ศาสนาคริสเตยี นและยวิ และ พระอหลา ของ อิสลาม ตางสอน ใหม อบความเชื่อ ในพระเจา เหลานนั้ แตผ เู ดียว วา เปน ผมู อี าํ นาจ เหนือสิ่งใด ทงั้ หมด ทัง้ ๆ ทไี่ มตอ งรวู า ตัวพระเจา นนั้ เปน อะไรกนั แน และ ผดิ จาก หลักธรรมดา โดย ประการตางๆ ตอมา เมอื่ สองพนั ปเ ศษมาแลว ภายหลังแตพ ระเจาของศาสนาพราหมณ กอนแต พระครสิ ต และ พระโมหมัด ของชาวยุโรปและอาหรับ1 พระพทุ ธเจา ไดอ บุ ตั ิ บงั เกิด ขึ้น ทรงสอนการพงึ่ ตนเอง และ ทรงสอนหลักธรรมทางใจในข้นั สูง ผิดกบั ศาสนาอ่นื ท้ังหมด คือ :- หลกั กรรม ทรงสอนเปนใจความวา สุขทุกข เปนผลเกดิ มาจาก เหตุของมนั เอง ไดแก การกระทํา ของผนู ้นั ผลเกดิ จาก การกระทํา ของผใู ด ผนู ้ันตอ งไดร ับ อยา งแนนอน และยตุ ิธรรม ไมมใี ครอาจ สับเปลยี่ น ตวั ผูท าํ กบั ตวั ผรู บั หรือ มอี าํ นาจ เหนอื กฎอนั นไ้ี ด นีเ่ รียกวา ลทั ธกิ รรม มเี ปน หลกั ส้ันๆ วา สตั วท ั้งหลาย มีกรรม เปน ของตน หมุน ไปตามอํานาจเกา ซ่ึงในระหวางน้นั กท็ าํ กรรม ใหม เพ่ิมเขา อนั จะกลายเปน กรรมเกา ตอ ไปตามลาํ ดับ เปน เหตแุ ละผล ของกันและกนั ไมร ูจกั สิน้ สดุ คาบเกยี่ วเนื่องกนั เหมอื นลูกโซ ไมขาดสาย เราเรียกความเก่ยี วพัน อันน้ีกันวา สังสารวัฏ หรอื สายกรรม มนั คาบเก่ียว ระหวาง นาทีนี้ กับนาทีหนา หรือ ชั่วโมงนีก้ บั ช่ัวโมงหนา วันนีก้ บั วนั หนา เดอื นนกี้ ับเดอื นหนา ปน กี้ บั ปห นา จนถึง ชาตินี้กบั ชาตหิ นา สบั สน แทรกแซงกัน จนรูได เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 4 / 90
ชมุ นมุ เรอ่ื งส้นั – พุทธทาสภิกขุ เรียนพุทธศาสนาใน ๑๕ นาที ยาก วาอันไหน เปนเหตุของ อนั ไหนแน ดเู ผินๆ จงึ คลา ยกบั วา มใี คร คอยบนั ดาล สายกรรม ประจาํ บุคคลหน่งึ ๆ ยอมผิดจาก ของอีกคนหนึง่ เพราะฉะนนั้ ตา งคน จึงตางเปนไปตาม แนว กรรม ของตน ไมเ หมือนกัน กรรมเปน เหตุ สุขและทกุ ข เปน ผลเกิดมาแตกรรมนัน้ ๆ หลักอนัตตา ทรงสอนอีกวา ไมมีพระเจา ผูสราง ไมมีสง่ิ อนั ควรเรยี กไดว า ตัวตน สรรพส่งิ ไมมผี ใู ดสรา ง เกิดขน้ึ แปลกๆ ก็เพราะปจจัยตามธรรมชาติทจ่ี ะตองคอ ยๆ แปรไปตามลําดับ ตามกฎเกณฑ ของ ธรรมชาติ โดยไมอ ยูในอํานาจของใคร เรยี กวา มันเปน อนัตตา หลักอนัตตา นจี้ งึ มแี ตใ น พทุ ธ ศาสนา ไมมีในศาสนาอ่ืน อันสอนวา ทุกสงิ่ พระเจาสรา งขึน้ เปนตวั ตน และอยใู ตอ าํ นาจพระเจา ผู เปน เจา แหง ตวั ตน ทง้ั หลาย ทรงสอนวา ไมมตี ัวตน ซ่งึ เท่ยี ง และ ยัง่ ยืน สง่ิ หนงึ่ ยอมเกี่ยวเนือ่ ง มาแตอกี ส่งิ หนึง่ และส่งิ นัน้ ก็ เกิด ทยอยมาแตสิ่งอืน่ แมสิ่งอน่ื นน้ั กเ็ กิดทยอยมา แตส่งิ อื่นอกี ตั้งตน มานาน ซึง่ ไมมใี ครกําหนด ได และจะเกดิ สืบตอ กันไปขางหนา อกี เทา ไรแน กก็ าํ หนดมไิ ด เหมือนกนั กฎขอนีเ้ ปน ไป ทาํ นองเดยี วกนั ทัง้ ส่งิ ท่มี วี ญิ ญาณ และทห่ี าวญิ ญาณมิได สําหรับสิ่งทีห่ าวิญญาณมไิ ด จกั ยกไว เพราะไมเกี่ยวกับ สขุ ทกุ ข สว นสงิ่ ทมี่ วี ญิ ญาณ เชน มนุษย และ สัตวเดรัจฉาน ทว่ั ไป เปนสิง่ ควร เรียนรู เพราะเก่ียวกับ สขุ ทุกข ในชวี ติ มนุษยเ รา เกดิ จาก การรวมพรอ มแหง รูปธาตุ (Physical Element) และนามธาตุ (Mental Element) อนั มปี ระจําอยู ตามธรรมดา ในโลกนี้ เม่ือสองอยางนี้ ยงั ประชมุ กนั เขา ไมไ ด อยางเหมาะสว น กเ็ ปน มนษุ ยขน้ึ เชนเดยี วกบั พืชพรรณไม ทอ่ี าศัย ดนิ ฟา อากาศ และเช้ือ ในเมลด็ ของมนั เอง งอกงาม กลายเปน ตนไม ใหญโ ต ขน้ึ ได รปู ธาตุ และ นามธาตุ นน้ั แตละอยาง กล็ วนเกิดมาจาก การรวมพรอ ม ของพืชอื่น อีกตอหนึง่ เกดิ สืบตอกันมา เปนลาํ ดบั จนกวา จะเหมาะ สาํ หรบั ผสมกนั เขา ในรูปใหมเมอ่ื ใด รปู ธาตใุ นกายนี้ เชน พชื และ เนอื้ สตั ว ซึง่ อาศัย ส่ิงอืน่ เกดิ มาแลว หลายตอ หลายทอด จนมาเปน เช้ือบาํ รุง รางกายน้ี โดยเปน เช้อื ใหเกิดและบาํ รุง สวนเลก็ ท่สี ดุ ของรา งกาย (Cell) ท่สี ําหรับจะเปน เนื้อ หนัง กระดูก ผม ขน เลบ็ ฟน โลหติ และอ่นื ๆ ในรางกายเรา ธาตลุ ม อันเกดิ ข้ึน จากธรรมชาตสิ ว นอนื่ ๆ ก็ไดใ ชเ ปน ลม หายใจ เขาไป บํารุงโลหติ และ สง่ิ ตา งๆ โลหติ เปน เหตุ ใหเ กดิ ความอบอุน และความรอนข้นึ ได เทา นก้ี พ็ อจะมองเหน็ ไดวา มันอาศัยกนั เกดิ ขน้ึ เปนลาํ ดบั ๆ มามากมาย นี้เปนการเกิด การผสม การแปร ของธรรมชาติ ฝา ยรูปธาตุ สว นนามธาตนุ ัน้ ยง่ิ ละเอยี ดมาก นามธาตุ อาศยั อยไู ดเ ฉพาะใน รปู ธาตุ ทไ่ี ดปรบั ปรุง กนั ไว เหมาะเจาะแลว และมีหนาทบ่ี ังคบั รูปธาตุ พรอมทั้งตนเอง ใหต้งั อยู หรอื เปนไปตา งๆ ตลอดเวลา ทเ่ี ขา มา เน่อื งเปนอันเดยี วกนั ควรเปรยี บ เร่อื งน้ดี วย เครอื่ งไดนาโมไฟฟา ช้ินโลหะตางๆ กวา จะ มา คุมกนั เขา จนเปน อยางนไี้ ดน นั้ ลวนแต เกิดจากอตุ นุ ยิ มสืบมา ไมรูก่หี มนื่ กี่แสนป จนมนุษย นาํ มาปรับปรุง ใหเปน รูปตา งๆ ก็ยงั หามี ไฟฟา เกดิ ข้ึนไม แตเ มือ่ ไดย ักยาย ประกอบกันเขา จน เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 5 / 90
ชุมนุมเรอื่ งสั้น – พทุ ธทาสภิกขุ เรยี นพทุ ธศาสนาใน ๑๕ นาที ถกู สวน พรอ มดว ย อาการหมุน มนั จงึ ปรากฏ แรงไฟฟาอยางแรง ขึ้นได ไฟฟาบางสวนนน้ั ปรากฏข้นึ มาจากการหมนุ ของเครอ่ื ง การหมุนของเครอ่ื ง กลบั ไดแ รงไฟน้ันเอง มาชวย สนับสนนุ ในการหมนุ บางสว นกม็ ี ถา มีแตช นิ้ โลหะกด็ ี มแี ตอาการหมนุ อยา งเดียวกด็ ี หรือมีแต กระแสไฟฟา อนั เปนธรรมชาติ ประจาํ อยูใน ส่ิงตางๆ ในโลกก็ดี ยังไมป ระชมุ กนั เขาไดแ ลว กระแสไฟฟาใหม จะไมปรากฏขึน้ มาไดเ ลย ฉันใดก็ฉนั นัน้ รูปธาตุ หรอื รา งกายน้ี เปรยี บเหมอื น เคร่ืองไดนาโม นามธาตุ เปรียบเหมือน กระแสไฟฟา ไดอาศัยกนั กลับไปกลับมา จึงเปนไปได ท้ัง แตล ะอยา งๆ ลวนตอ งอาศยั ความประจวบพรอ ม แหง เครอ่ื งประกอบ ซงึ่ เกิดมาแตส ง่ิ อน่ื หลาย ทอดดว ยกนั นามธาตุ ก็เกดิ สบื มา โดยตรงจาก พวกนามธาตุ องิ อาศยั อยกู ับรูปธาตุ เม่ือรวมกนั เขา แลว เราสมมุตเิ รยี ก คนหรือสัตว ชือ่ นน้ั ช่ือนี้ เพื่อสะดวกแกก ารพูดจา เชน เดียวกบั สมมุติ เรยี ก ชนิ้ โลหะและวัตถุตางๆ วา เคร่อื งไดนาโม ยหี่ อ นน้ั ยห่ี อนเี้ หมอื นกนั หลกั ของการ ท่สี ิง่ ตา งๆ เปน เหตุผลของกนั และใหเกดิ สบื สาวกนั ไปน้ี เปนปญ หา ทลี่ ะเอียด ลึกซึง้ ซง่ึ พระองค ไดท รงตี แตก อยางทะลุปรุโปรง ในตอนหวั คํา่ แหง คนื ตรัสรู ทใ่ี ตต นมหาโพธิ์ ท่พี ุทธคยา เรยี กวา ปฏิจจสมปุ บาท ความรอู นั นี้ ทาํ ใหพระองค ทรงรูจกั โลกดี พอท่จี ะตี ปญ หาทีส่ อง ออกได สบื ไปวา มนุษยเ รา ควร ทํา อยา งไรกนั จงึ เหมาะแกโลก ซึ่งมธี รรมชาติ เปนอยา งนี้ หรอื จะอยูเ ปน สขุ ในโลกอันมี สภาวะ เชน น้ไี ด? การตปี ญ หาขอสอง ออก ไดส าํ เรจ็ ผล เกิดเปน หลักธรรมตา งๆ ทพ่ี ระองคใ ชสอน บริษัทในสมยั ตอ มา น่ันเอง อันรวมใจความ ไดสัน้ ๆ วา สิ่งซง่ึ เกดิ มาจาก สงิ่ อืน่ ซงึ่ ไมเ ท่ียงถาวร และ ทั้งอาการที่สบื ตอ กันมา กไ็ มถาวรแลว สิ่งนนั้ จะ เทย่ี งถาวร อยา งไรได ยอ ม กระสับกระสา ย โยกโคลง แปรปรวน ไปตามกัน สิ่งที่แปรปรวน ไมค งท่ี ยอมกอ ใหเ กดิ ภาวะชนดิ ท่ี ทนไดยาก คอื ทาํ ใหเจา ของ ไดรับ ความไมพ อใจ เสยี ใจ และ เปนทกุ ข เมื่อมนั แปรปรวน และ เปน ทุกข อยู อยางนีแ้ ลว มนษุ ยจงึ ไมควร ฝนธรรมดา สะเออะ เขา ไปรับเอา ความทกุ ขนัน้ โดยเขาใจอา ง ตัวเอง เปนเจา ของ รา งกายนี้ และ รา งกายอื่น มนั ไมใชข องเรา ไมใ ชก รรมสทิ ธ์ิ ของเรา เห็นได ตรงท่ีไมอยู ในอาํ นาจเรา เราไมได ทํามันขนึ้ นอกจาก อาํ นาจธรรมชาติ แหง นาม และ รูป เทา นน้ั ผทู ีเ่ ขา ไป ผูกใจ ในส่ิงตางๆ ทง้ั ทเ่ี ปนของ ภายใน และ ภายนอกตน ก็ดี วาเปนสิ่ง ท่ีจะ เปนไป ตามความประสงค ของตน ทุกเมอื่ แลว จะเกิดเปนปญหา ยุงยากข้นึ ในใจ ของผูน้นั มืด มดิ เกิดกวา ท่ีเขาจะสะสางได พระองค จึงทรงสอน ใหห นาย และ ละวาง ส่ิงตา งๆ ดว ยการไม ยึดถอื ทางใจ แมว า ตามธรรมดา คนเรา จะตอ ง อิงอาศัย สง่ิ นนั้ ๆ เพอื่ มชี ีวติ อยู หมายความวา เราปฏิบตั ิ ตอ มนั ใหถ กู ตอง กแ็ ลวกัน เม่อื เรา ไมเ ขาไป ผูกใจ ในส่งิ ใด ส่งิ นัน้ ก็ไมเ ปนนาย บังคับใจเรา ใหอ ยาก ใหโ กรธ ใหเ กลียด ให กลัว ใหเ ห่ียวแหง หรือ ใหอาลยั ถึงมนั ได เราจะอยู เปน สขุ เม่อื ใจ หลุดพนแลว กเ็ ปนอันวา ไมมี อะไร มาทําใหเ รา กลับเปน ทกุ ข ไดอีก จนตลอดชีวติ การคิดแลวคิดอกี เพ่อื ตปี ญหานใ้ี หแ ตก จน ใจ หลดุ พน เรยี กวา วิปสสนากัมมฏั ฐาน และ เม่อื ใจเรา ไมค อย ยอมคดิ ใหจรงิ จัง ลกึ ซ้งึ เพราะ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 6 / 90
ชมุ นมุ เร่อื งสั้น – พทุ ธทาสภกิ ขุ เรียนพทุ ธศาสนาใน ๑๕ นาที อาจ ฟุงซา น ดว ยความรัก ความโกรธ ความกลวั ความข้ีเกียจ หรืออะไรกต็ าม จะตองทําการ ขม ใจ ใหปลอดจาก อปุ สรรคนั้นๆ เสยี กอ น การขมใจนน้ั เราเรยี กกนั วา สมถกมั มฏั ฐาน ถา ไมมี อปุ สรรคเหลา น้ี สมถกัมมฏั ฐาน กไ็ มเ ปน ของจาํ เปน นกั นอกจาก จะเขาฌาน เพอ่ื ความสขุ ของ พระอรยิ เจา เชนเดยี วกบั การหลับนอน เปนการ พกั ผอน อยางแสนสขุ ของพวกเราๆ เหมอื นกนั คําส่งั สอน สว นมาก ของพระองค เราจงึ พบแตว ิปส สนากัมมัฏฐานเปน สว นใหญ ความยึดถือ หรอื อปุ าทาน เราจะมองเห็น อยา งแจมแจง ไดแ ลว วา สภาพแหง ทกุ ข มีอยูใ นโลกนี้ จรงิ แตบ ุคคล ผูจ ะรับทกุ ข นัน้ หามไี ม ถา หากเขา จะไมหลง เขาไปรับเอา ดวยความ เขา ใจผิด วา ส่ิงนนั้ เปนสุข และ อยาก ได หรอื หวงแหน จนเกิดการ ยึดม่นั หรือเขา ใจไปวา ท้ังมนั ท้ังเขา เปน ตวั ตน ทจี่ ะอยใู น อาํ นาจ ของตน ไดทกุ อยา ง ตามแตจะปรารถนา คดิ ดกู ็เปน การ นา ขนั และ นา สลดใจ อยา งไมมเี ปรียบ ที่ เราพากัน สมมตุ เิ อา ส่ิงท่ี พระพทุ ธองค ทรงตรสั วา \"วา งเปลา\" ให เปนตวั เปนตน ข้นึ แลว ทาํ ใจ ตัวเอง ใหด ิ้นรน กอความ ยงุ ยาก ใหเ กดิ ขนึ้ ในใจ รัก โกรธ เกลียด กลัว ไปตาม ฉาก แหง ความ แปรปรวน ของส่ิงน้นั ๆ ซง่ึ ทีแ่ ท มันเปน ของ \"วางเปลา \" อยูตลอดเวลา ตามท่ี พระองคตรสั ไว นัน่ เอง คําวา \"วา งเปลา\" ในทน่ี ้ี คือ ไมม แี กน สาร ตวั ตน ท่ีจะมายืนยนั กบั เราวา เอาอยา งน้ัน อยางนกี้ ัน ได เพราะของทกุ อยางลวนแตมสี งิ่ อ่นื ปรงุ แตง คํ้าจนุ กนั มาเปนทอดๆ จงึ ตงั้ อยูไดพรอ มกับ การ คอ ยๆ แปรไป ส่งิ ที่ส่งิ อน่ื ปรุงแตง จงึ เปน ของวา งเปลา ไมมีนํา้ หนัก ไมม อี ิสระแกตน ใครจะเอา สัญญา ม่ันเหมาะ กบั สิ่งเหลา นน้ั อยางไรได ในเมื่อทงั้ ผถู ือสัญญา และ ผใู หส ัญญา กล็ วนแต ไม มีความเปนใหญแกตน หรือมีความเปนตวั เปน ตน ไปตามๆ กันทงั้ นน้ั ผทู ีข่ ืน เขา ไปสัญญา หรอื ยดึ ม่นั ในสญั ญา ก็เทากบั เอาความวางเปลา ไปผูกพัน กบั ความวาง2 จะไดผ ล อันพงึ ใจ จาก อะไรเลา ทั้งน้ี กเ็ พราะ การหลงยึดมนั่ ของวาง ข้ึนเปน ตัวตน เราเรียกกนั วา อปุ าทาน วัตถุ อัน เปน ทต่ี งั้ แหงความ ยดึ ม่ัน นนั้ เรียกวา อปุ าทานขนั ธ มีหา อยาง คือ รูป เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ เพราะฉะนนั้ จึงตรัสรวู า ขนั ธท ง้ั หา เปน ท่ีตั้ง แหง ความ ยดึ ม่ัน อันเปน ทุกข หลักอรยิ สจั เราจะเรียนรู หลกั ความจริง เหลานี้ ไดจ ากโรงเรียน คอื รา งกายเราน้ี เทาน้นั ของใคร ก็ของมนั ตองอาศัยรา งกาย เปน ทคี่ นหาความจรงิ เปน ครู สอนความจริง เพราะในรา งกายน้ี มีลักษณะ พรอม ทัง้ เหตุ และผล พอเพยี ง ท่จี ะใหเ ราศกึ ษา หาความรู และ ทาํ ความมั่นใจ ใหแ กเราได พระองค จงึ ตรัสไวว า \"...แนะ เธอ! ในรางกาย ทยี่ าว วาหน่งึ นี้ นั่นเอง อันมีพรอมท้ัง สญั ญา และ ใจ ฉนั ไดบ ญั ญตั ิ โลก (คอื ความทกุ ข) , ไดบ ัญญัติ โลกสมทุ ยั (คอื เหตุใหเกดิ ทกุ ข) , ไดบญั ญตั ิ โลกนโิ รธ (คือความดบั เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 7 / 90
ชมุ นุมเรอ่ื งสั้น – พุทธทาสภกิ ขุ เรียนพทุ ธศาสนาใน ๑๕ นาที ไมเ หลือ แหง ทกุ ข), และไดบ ัญญัติ โลกนโิ รธคามินปี ฏปิ ทา (คือการทําเพื่อใหถึง ความดบั ไม เหลือแหงทกุ ขน้นั ) ไว\" ในทนี่ ี้ ตรัสเรยี ก สภาพธรรมดา อันเต็มไปดวยทกุ ขว า โลก, เรยี ก ความอยาก ทะเยอทะยาน ของ สตั วโ ลก เพราะความยึดมนั่ เขาใจผิดวา เหตใุ หเกิดโลก, เรียก การดบั ความอยากเสยี แลว อยู สงบเปน สขุ ใจ เพราะไมยึดม่ัน และเขาใจถูก ในสง่ิ ตา งๆ วา เปน ท่ีดบั ของโลก, และทรงเรยี ก มรรคมอี งคแ ปดประการ วา เปนวธิ ใี หถ งึ ความดบั ของโลก น้ัน อนั เปน สิง่ ท่ี สัตวท ุกคน ควร กระทาํ เปน หนาที่ ประจาํ ชวี ิต ของตนๆ ตามนยั น้ี เปน อันวา หลกั ใหญ ของพุทธศาสนา คือ การ สอน ใหดบั ทุกข ภายในใจ ดวยการศึกษา หาความจรงิ ในกายตน และ หยั่งรู ไปถึงส่ิง และ บุคคล ท่ีแวดลอ มตน อยตู ามเปน จริง ไมต ดิ มั่น จนเกดิ ทกุ ข เพราะเหน็ กฎแหง อนตั ตา แลว มใี จ ปลอดโปรงสบาย การไมยึดมน่ั วา เปนตวั ตน อันจะกอ ใหเ กดิ การเห็นแกต นนนั้ เปนประโยชน ทั้งแกตน และผูอ่นื หรอื แกโ ลกท้งั สิ้น คอื ตนเอง จะเปน ผูมีความสุขสงบ เยือกเยน็ แสนจะเยน็ สว นผอู นื่ น้ัน นอกจาก ไมถ ูกผูน้นั มาเบียดเบียนแลว ยงั อาจประพฤติ ตามเขา จนไดรับความสขุ อยางเดยี ว ไฟทุกข ของโลกจะดบั สนิท หลกั ธรรมทั้งหลาย แมจ ะมีชอื่ เรยี กตา งๆ กันหมดนนั้ รวม ลงไดในหลัก คือ ความดบั ทุกข ทงั้ สน้ิ ความรชู นดิ นี้ ยอ มนาํ ใหเ กิด ความเมตตา สงสารเพอื่ น ที่ กําลงั อยูในทะเล แหง สงั สารวฏั ดวยกันอยา งแรงกลา เพราะฉะนัน้ เปน อนั ไมต องกลาว กไ็ ดวา เมตตา เปนหลกั อันสาํ คญั ใน พุทธศาสนา น้ดี วย อกี ประการหนึ่ง หลักโลกิยะ และโลกตุ ตระ ผสู าํ คัญในสงิ่ วา งเปลา วา เปนแกน สาร ก็คอื ผหู ลง หรือ เรยี กตรงๆ อกี อยา งหนึ่งวา ผปู ลกู สรา ง ฉางบรรจคุ วามทุกขไ ว สําหรบั ตน และนนั่ คอื ปกติ หรือธรรมดา ของมนุษยทั้งโลก ท่ีเรยี กวา ยงั อยใู นวสิ ยั โลกยิ ะ ไมใ ช โลกุตตระ คือ ผพู น จากโลก ดว ยนาํ้ ใจ บางสมยั หรอื บางเรื่อง ผูแสวงหา ทกุ ขมาใสต น ไดม าก กลับไดรบั ความยกยอ งนับถือ ทัง้ น้ี เพราะพากนั หลง ในสิ่ง ท่ียงั ไมร จู กั มนั ดี และนับถอื โลกยิ ะ คนยากจน ซงึ่ มอี ยูเปน สว นมาก ทะเยอทะยาน เงนิ ทอง ของ มหาเศรษฐี อยา งแรงกลา แตมหาเศรษฐี นั้น ไมได ทะเยอทะยาน หรอื รสู ึกอะไร ก่มี ากนอ ย ในเงนิ ทอง ของ ตนเองเลย เปน แตท ะเยอทะยาน ตอสว น ทม่ี ากขนึ้ ไปกวา น้นั อีก สวนความหนักใจ ความหว่นั ใจ เมอ่ื คดิ เทียบสว นแลว ยอ มมีเสมอกัน ไปหมด มนั มสี ว นมากนอย เทากบั ท่ตี น สมมตุ ิเอา ความ วา งเปลา ขึ้นเปนตัว เปนตน ตามมาก และ นอย เพยี งไร ใครสมมุติขนึ้ มาก ก็ตอ งแบกไวมาก และหนักกวา! พระพทุ ธเจา เอง ก็เคยทรงแบกกอ นหนิ อนั หนักน้ี แตแ ลว กลบั ทรงสลดั ทงิ้ เสีย !! เพราะพระองค ทรงคนพบวา มันคอื ความทกุ ข ทรมาน ของผูเขาใจผิด หลงเขาไปยึดถอื เปนของ นา สะอดิ สะเอยี น และตรงกนั ขาม กลับเปน ของเบา สบาย สําหรับผูไมห ลงยึดถือ หรือสลดั ท้งิ เสีย ไดแ ลว น้เี รยี กวา ทรงคนพบ โลกุตรธรรม เพราะฉะนน้ั พุทธศาสนา กค็ ือ คาํ สอนใหสลัดความ ทกุ ข ออกทิง้ เสีย ใหพ น จาก ความทุกข อนั เปนของมปี ระจํา อยูในโลกแตอ ยา งเดียว ไมหลง ประกอบทกุ ข ข้ึนแบกไว ไมใ ชใ หออ นแอ รอ งขอแตค วามสุข ท้งั ท่ีไมรจู กั ทุกข และ สลดั มัน เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 8 / 90
ชุมนุมเรอื่ งสนั้ – พุทธทาสภกิ ขุ เรยี นพทุ ธศาสนาใน ๑๕ นาที ออกไปเสีย โดยรูว า ภาวะทีห่ มดทุกข น่นั แล เปนความสขุ ท่แี ท, มันเปน การ กระทาํ ชวี ิต ใหกลบั กลาย มาเปน อิสระจากสง่ิ ตา งๆ ทม่ี ีอยู ตามธรรมชาติ อนั ยั่วยวนใจ ในโลก ภายหลังจากทีเ่ ราเอง ไดยอมตน เขา ไปเปนทาส ดว ยความโง อยางย่งิ ของเรามาแลว ตลอดสังสารวฏั อนั ยาวยดื ซํ้าซาก ไมมที ส่ี ิน้ สดุ ลงได จนกวา เราจะรูเทา ทนั มนั ดวงใจอนั ขามขน้ึ อยูเ หนอื โลก เชนนี้ เรียกวา โลกุตตรจติ ภาวะทเ่ี ปนเชน นน้ั เรียกวา โลกกตุ ตรธรรม โลกตุ ตรวสิ ัย, หรือ โลกตุ ตรภมู ิ ในวงแหงศาสนาอืน่ ๆ เมอ่ื ศาสนกิ ใกลจ ะตาย ยอ มรอ งวา \"สวรรค! พระเจา !\" แตส ําหรับ พุทธ ศาสนิก ทีแ่ ทจ ริง จะรองวา \"ความดับสนทิ อยางไมมเี หลือ เปนเช้อื อกี ตอ ไป !\" นแี้ สดงวา เขา เหลาโนน ยังอยากอยู ใ นโลก-โลกสวรรค หรอื โลกพระเจา สวน พทุ ธศาสนกิ มจี ดุ หมาย ปลายทาง คือ ความดบั ไมมเี หลอื , โลกตุ ตระ จงึ มแี ตใน พทุ ธศาสนา เทา น้นั เม่อื มนุษย ยังเปนปาเถือ่ น, รูจกั และปรารถนา ความสขุ อยางสูงสดุ เพยี งการไดก ิน ไดเสพย ของอรอยๆ พออิม่ ไป ขณะหน่ึงๆ เทา นน้ั แตค วามคดิ ของมนุษย ในอนั แสวงหาความสขุ ท่ี ย่งิ ขึน้ ไป ไมไดห ยุดเฉยอยู นานเขา คอ ยมีความเห็นแปรไปสู ภาวะท่สี ูงขน้ึ จนรจู ัก และปรารถนา ทรพั ยสมบตั ิ แวน แควน ปรารถนากามสขุ จนถึงสวรรค อันเปน ทีส่ ุดยอด ของกาม นานตอมา มี พวกหวั คิดสงู เห็นวา สขุ ในกาม ก็ยังเปน ของเสียดแทง หัวใจ เทาๆ กับ ความหวาน อรอยของ มัน เลยนึก หาความสุข อันสูงขน้ึ ไป และไดยดึ เอาวา ความมี ความเปน แหง ชีวิต ท่ปี ราศจาก กาม เปน ยอดสดุ คอื ความเปน พรหม นน่ั เอง และบัญญัติขึน้ ในยุคน้ัน วา ความเปนพรหม น่ัน แหละ เปนนพิ พาน คําวา นพิ พาน ที่แปล ตามศพั ทว า ปราศจากการเสียดแทง ไดเกดิ มีข้ึนแตค รั้ง น้นั ตอ มาอีกนาน พระพุทธเจา อบุ ตั ิขนึ้ และทรงคน พบวา ภาวะ แหงพรหม ก็จงั ไมเท่ียง แปรปรวน และแตกดบั เชน เดียวกบั ส่ิงท่ีต่ํากวา อื่นๆ จะเรยี กวา นพิ พาน หาไดไม ยงั เสียดแทงอยูอยาง ละเอียด เพราะยงั มี ความสาํ คญั วา ตวั ตนอยู จะตอ งเสียดแทงใจ ในเมื่อมันแตกดบั เพราะยงั มี ความอยาก ความปรารถนาในทางที่แมไมใชกาม กจ็ รงิ ตณั หา ยังมีอยู จึงทรงบญั ญตั ิ ความดบั ไมเหลอื เปนตวั ตน สาํ หรบั ยึดถอื อีกตอ ไปวา เปน ตัวนิพพาน อันแทจรงิ อนั จะไมมใี ครมาบัญญัติ ความสุข ใหสงู กวา นี้ ขน้ึ ไปไดอ กี โลกตุ ตรธรรม หรอื นพิ พาน ท่แี ทจริง จะมแี ตใ นพทุ ธศาสนา นอกน้นั ยงั อยใู นวิสัยโลก ทง้ั สิ้น ตางกันสกั วา ชือ่ เปน มนุษยโ ลกบา ง เทวโลกบา ง พรหมโลกบาง พุทธศาสนา กับ วทิ ยาศาสตร หลักแหงพทุ ธศาสนา แปลกจากศาสนาอนื่ ทง้ั หลาย โดยเปน ศาสนา แหงวชิ าความรู ท่ที นตอ การพิสูจน ของใครๆ ไดทงั้ ส้ิน ดังทต่ี รัสไวว า ธรรม ในพุทธศาสนา ยอ มทนตอ การพิสจู นได3 คอื ทาใหใครพสิ จู นไดท ุกอยาง จนผูพสิ จู น พายแพภัยตัวเอง หมดมานะ กลับใจ ยอมนบั ถือ พุทธ ศาสนา คาํ ทก่ี ลาวกนั วา พุทธศาสนา เหมือนกัน หรือเขา กันได กบั วทิ ยาศาสตรนน้ั มผี ตู คี วาม เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 9 / 90
ชุมนุมเรอื่ งสั้น – พุทธทาสภกิ ขุ เรียนพุทธศาสนาใน ๑๕ นาที กนั วา เพราะพุทธศาสนา แยกสังขาร รางกาย ออก วเิ คราะห หาความจริง เชน เดยี วกบั วิทยาศาสตร แผนปจจบุ นั แยกธาตตุ า งๆ ออกหา คุณสมบัติ ช้นั ละเอยี ด ขา พเจาเห็นวา คาํ กลาว น้ัน ยังไมเพียงพอ กบั คุณคา อันสูงสุดแทจริง ของพทุ ธศาสนา เพราะถา กลา วเชน น้นั แลว วชิ า สรีรศาสตร หรอื แพทยศาสตร อันเกย่ี วกับการแยกตรวจรางกาย กจ็ ะกลายเปน พทุ ธศาสนาไป สวนหน่ึงดว ย ทแี่ ท ควรกลา ววา เหมอื นกันโดยท่ี หลกั วิทยาศาสตร ก็ทนตอ การพิสจู น อาจทาํ การ พิสูจนใ หดเู อง หรอื ยอมใหใครพสิ ูจน ไดท ุกทา ทกุ ทาง จนเขาหมดทา จะพิสูจน เพือ่ โตแ ยง อกี ตอ ไป และหมดความสงสัย เชนเดียวกบั พุทธศาสนา ยอมใหใ ครเพง พสิ จู นซักไซรอยางไร ก็ได ยอมทนอยไู ด จนเขาหมดวธิ ีพิสจู น และตอ งเชือ่ สัจจะยอมไมต าย! คาํ วา วิทยาศาสตร ในท่นี ้ี หมายถงึ วชิ า (Science) ทแี่ ทจ ริง ทกุ ๆ อยาง ไมเฉพาะแตก ารแยกธาตุ (Chemistry) เทานนั้ แม คณติ ศาสตร (Mathematics) ก็เปน วทิ ยาศาสตร ในท่นี ด้ี ว ย ถา ทา นสงสัยวา วิชาเลข หรอื คณติ ศาสตร จะทนตอ พิสจู น ไดเหมือน พุทธศาสนา อยางไร กจ็ งลองคิดดูอยางงายๆ ท่ีสุดวา ๒+ ๓=๕ เปน ตนน้ี มันเปน ความจรงิ เพยี งไร มใี ครบางทีอ่ าจพิสจู นใหเ ห็นไดว า ๒ บวก ๓ ไดผ ลเปน อยา งอ่นื นอกจาก ๕ ใครจะพิสจู น โดยวธิ ีไร กี่รอยก่ีพันเทา ก็ตาม มนั ยงั คงเปน ๒+๓=๕ อยเู สมอ เปนหลกั ที่แขง็ แรง ย่งิ กวา ภเู ขาหนิ แทงทึบ อันอาจหวัน่ ไหวได โดยธรรมชาติ หรอื อตุ นุ ิยม แปรปรวน หลกั ความจริง แหง วทิ ยาศาสตร เหลา นี้มนั่ คง มีอปุ มาฉันใด พุทธศาสนา กม็ ีหลกั แหง ความจริง หนักแนนมั่นคง ฉันนน้ั แมจ ะขนเอาการแยกธาตุ และตรวจคนพิสูจน อยา งทเี่ รยี กวา วทิ ยาศาสตรแ ผนใหม ทง้ั หมดมาเปนเคร่อื งมอื พสิ จู น ก็ไมอ าจ พิสจู น พุทธศาสนา ใหเ ศรา หมอง ไปได เชน พิธตี างๆ เปน ตน มาพสิ จู นใ นนามวา พุทธศาสนา ก็แลว กนั ความจรงิ หรอื พุทธ ศาสนา จะยังคงอยูช ว่ั โลก ไมมสี มัย หรือขดี ข้นั กําหนดเวลาอายุ เพราะเปนการเรยี นรธู รรมชาติ เพอ่ื ชํานะ ธรรมชาติดว ยความจรงิ เชน น้ี ยังมเิ ปน เครื่องช้ี อันเดน ชดั วา พทุ ธศาสนา เขา กันไดก บั วทิ ยาศาสตร ซึง่ โลกปจ จุบัน ยอมบูชาอยา งสนิทท่ัวหนา โดยลักษณาการอยางไรเจียวหรือ? และ ขอ สําคัญท่ีสุด กค็ ือ เม่อื มีแตพทุ ธศาสนาเทาน้ัน ท่เี ขากันไดกับวิทยาศาสตรข องโลกแลว จะยงั มี ศาสนาไหนอกี เลา ที่จะเปน ศาสนาแหง สากลโลก นอกจากพุทธศาสนา ?\" โมกขพลาราม ๑ กรกฏาคม ๒๔๗๗ --------------------------------- หมายเหตสุ วนตัว :- ท่ีจรงิ ศาสนาทง้ั หลายมี จุดมุง หมาย อยา งเดยี วกนั คอื ความสุข ถาจะปรับ กนั เขา ใหส นทิ ก็จะลงกนั ไดเ ปน ศาสนาเดยี วกัน! ใครมีคุณสมบตั แิ คไหน ยอมอยใู นระดบั แคน ้ัน เหมอื นพ่นี อง หรอื ผูมีคณุ วุฒิ ย่ิงหยอ นกวา กนั ยืนเรียงแถวกันตามลําดบั วุฒิ ก็จะมแี ต ศาสนา เดยี วในโลก ! ขอแต อยา ถือเราถอื เขา ถึงกับพยายาม ทาํ ลายเพ่อื นศาสนาอน่ื เพอื่ ประโยชนตน ดว ย \"การรุกเงยี บๆ\" อยา งใดอยา งหน่งึ ก็แลวกัน หลักศาสนาอืน่ ทัง้ หลาย มเี พียง โลกยิ ะ ไมพน ไปได สว นพทุ ธศาสนา ยังมสี งู ขึ้นไปถึงโลกตุ ตระดวย มีท้งั สองอยา ง ใครจะเลอื กเอาอยา งไหนก็ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 10 / 90
ชมุ นมุ เรอื่ งสั้น – พุทธทาสภิกขุ เรียนพุทธศาสนาใน ๑๕ นาที ได หลกั โลกุตตระ หรอื ทเ่ี กยี่ วกบั โลกตุ ตระ เทานน้ั ทพ่ี ทุ ธศาสนา มีอยูอ ยา งท่ีศาสนาอน่ื ไมมี เสียเลย จึง \"อม\" ศาสนาอืน่ ๆ ไวไ ดท ้งั หมด พทุ ธทาส. หมายเหตุประกอบ ๑. ศาสนาครสิ ตและอสิ ลาม แมเกิดทีหลงั พทุ ธศาสนา แตก ลับไปมหี ลกั อยา งเดยี วกบั ศาสนา พราหมณในอินเดีย ซ่ึงมอี ยูกอ นศาสนาพุทธ ก็เพราะมมี ลู รากไปจากศาสนาน้นั โดยพวกทถ่ี อื พระ เจาแตอ งคเดียวของพราหมณย คุ นน้ั แยกพวกจากอนิ เดียขา มแดนไปทางตะวันตก คือ ปาเลสไตนแ ละอาหรบั (ดพู ิสดารในเทศนาเสือปา ) ๒. ดเู รือ่ ง\"ใครทกุ ข? ใครสขุ ?\" ประกอบ จะไดค วามชดั เจน เมื่อสงสัยวา ไมมตี วั ตนแลว ใครทําดี ไดดี ทาํ ช่วั ไดชว่ั ๓. ตรัสวา \"...เม่ือเขาใครครวญตอ เน้ือความแหง ธรรมอยู ธรรมทัง้ หลายยอมทนตอ การพิสูจนได เมอ่ื ธรรมท้งั หลายทนตอการพสิ ูจนได เขายอ มเกดิ ความพอใจและความขยันขนั แข็ง..\" จงั กีสตู ร ม.ม. ไตร, ล. ๑๓ น. ๖๐๕ บ. ๖๕๘. เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 11 / 90
ชุมนุมเรือ่ งส้ัน – พุทธทาสภกิ ขุ พุทธศาสนาเปน Pessimism หรอื Optimism พทุ ธศาสนา เปน Pessimism หรอื Optimism พทุ ธศาสนา ไมใชทง้ั Pessimism (ลัทธเิ หน็ ส่ิงทง้ั ปวงเปนไปในแงราย) และ Optimism (เห็นเปน ไปในแงดี) เพราะ Pessimism และ Optimism เปน ลัทธิ ทด่ี ่ิงลงไป จนถงึ ท่ีสดุ ฝา ยใด ฝา ยหน่งึ ทั้งสองอยาง สวนพุทธศาสนา สงั่ สอนสจั ธรรม อนั เดิน ไปตาม สายกลาง, Pessimism น้ัน จดั ไดว า เปน มลู แหง อัตตกลิ มถานโุ ยค, Optimism กเ็ ปนทางมาแหง กามสุขัลลิกานุโยค ทัง้ สองลทั ธนิ ัน้ ไมกลาวถงึ การแกไข ใหความ เปน เชนน้นั ๆ กลายเปน ตรงกันขาม กบั ที่เปนอยูหรอื ท่ีเปน มาแลว ได สว นพทุ ธศาสนา สอนใหดโู ลกในแงของ Pessimism กอ นแลว และสอน หนทาง แกไข ใหม นั กลายเปน ดไี ป ซึ่งเปน อนั วา ไมปด Optimism เสยี ทีเดยี ว พุทธศาสนาสอนวา ชวี ติ น้ี เตม็ ไปดว ย อาการทที่ นยาก เปน มายา เหลวไหล ถกู กกั ขัง และทรมาน อยูโดยอวชิ ชา ไมได อยางใจหวัง สักอยางเดยี ว ทง้ั สวนรางกาย หรอื สว นจิตใจ ก็ตาม นี่แสดงวา คลา ยกับ จะเอียงไป ฝา ย Pessimism แต พุทธศาสนา ไมไดส อน เพยี งเทาน้ัน ไดสอนวธิ ี ที่จะทาํ ชวี ติ ให ตรงกนั ขาม กบั อาการเชนน้ันไดด ว ย คอื อัฏฐังคิกมคั ค หรอื มัชฌมิ าปฏิปทา อนั มีหลักส้ันๆ วา ชวี ติ อาจ บริสทุ ธ์ิ และ หลุดพน จากการทรมานได ดวยการ ประพฤติ อยา งถกู ตอง ของเราเอง จนเรา อาจ เปน ผูที่มคี วาม เยอื กเยน็ ใจ ของเราเอง ไดเ สมอทุกๆ ฉาก ทโ่ี ลกมนั จะ ปรวนแปรไป ความคิด นกึ ในใจ ของพทุ ธบรษิ ัท ไมไดถูกบังคับใหเ ชอื่ หรือ เหน็ อยใู นวงจํากดั ดจุ พวก Pessimist หรือ Optimist เม่อื เขายงั พอใจ ทจ่ี ะหมุนกลิ้ง ไปกบั โลก อนั เอบิ อาบ ไปดว ยความดใี จ และเสยี ใจ เขาก็ มอี ิสระ ที่จะทาํ เชน น้นั เม่ือเขาเหน็ วา มันนา เบอื่ หนาย เขากม็ ีอิสระ และหนทาง ทจ่ี ะเอาชนะ มนั เสียได อยางเดด็ ขาด เพราะเหตนุ ี้เอง พทุ ธศาสนาจึงมิใช Pessimism หรอื Optimism เลย เปน แตมี แงบ างแง ทีอ่ าจลวงตา คนบางคน ใหเ ห็นเปน Pessimism หรือ Optimism อยางใดอยา ง หน่งึ ตามท่ี เขาจะเห็น ไปใน บางคราวเทา นนั้ \"จะมัวหัวเราะอะไรกนั บนั เทิงอะไรกนั กเ็ มอ่ื โลก อนั เปนทอ่ี ยอู าศยั ของหมสู ัตวน ้ี มนั ลกุ โพรงอยู เปน นจิ \" นเ่ี ปนพระพุทธภาษิต (ชราวัคค, ธ. ขุ.) ซ่งึ แสดงวา พระองค กท็ รงเห็นโลก เชนเดียวกนั กับ พวก Pessimist เหน็ แตต ดิ ตอไปจาก คาํ ขา งตนนน่ั เอง พระองค ไดตรัสสืบไปวา \"พวกทา น ท้งั หลาย ถูกความมดื บอด ครอบงํา หมุ หอ ไวเ ตม็ ท่แี ลว กย็ งั ไมแสวงหา ประทีปเคร่ืองนาํ ของ ตนเอง\" ซึ่งแสดงวา แสงสวา ง แหงความรอดพน นนั้ มีอยู นเ่ี ราจะเหน็ ไดวา ไมทรงปฏเิ สธ พวก Optimist และพระองค เปน พวกกลาง คือ มัชฌิมาปฏปิ ทา โดยแท ในทีอ่ ื่นตรัสวา \"สง่ิ ทมี่ ีเหตมุ ีปจจัยปรงุ แตง ตวั มันเอง ทกุ ๆ สิง่ ไมเ ท่ียงแทถาวร, เปนทุกข และทั้ง สงิ่ ท่ีมี เหตปุ จจยั และไมมเี หตุ ไมม ปี จ จัย ปรุงแตง ตวั มัน ทงั้ สองอยาง ไมใ ชเ ปน สง่ิ ซึง่ เปนตวั เปน ตน หรือมีตัว มีตน อยใู นมัน\" นแ่ี สดงวา ทกุ ๆ ส่ิงในโลกนี้ เปนพษิ แกผทู ี่เขาไปยดึ ถอื โดย เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 12 / 90
ชุมนมุ เร่ืองสัน้ – พทุ ธทาสภกิ ขุ พทุ ธศาสนาเปน Pessimism หรือ Optimism ประการท้งั ปวง แตมิไดแ สดงวา เราไมม ี หนทาง ท่จี ะวาง สงิ่ น้ันๆ หรอื เอาชนะ อยูเหนอื อิทธิพล ของส่งิ นั้นได เพราะเหตวุ า พรอ มกันนั่นเอง พระองคไดทรงสอน วธิ แี หง โลกุตตรปฏปิ ทา- ทางท่ี จะเปน อิสระอยเู หนือโลก ไวอยาง แจมแจง ชดั เจนยงิ่ ดวย เม่ือเรามีใจหลดุ พน แลว โลกก็ ไมเ ปน พิษตอเรา เชน นี้ เราจะมาบัญญัตวิ า โลกนเ้ี ปน ยาพษิ หรอื เปนอาหารทด่ี ี ของมนุษย เด็ดขาด ลง ไปอยา งไรได สุรา หรือ แอลกอฮอล, เมอ่ื เราแพม ัน ดื่มดวย ความโงเขลา มันก็เปนของใหโทษ เมื่อใชเ ปนยา ดว ยความมี สติสมั ปชญั ญะ ก็ปรากฏวา มันเคยชว ยชวี ติ มนุษยไ วแลว มจี ํานวนไม นอย เราจะกลาววา สุราเปน โทษ หรือ เปน คุณ โดยสว นเดียว อยา งใดอยา งหนงึ่ ยงั มิชอบฉันใด การท่ีจะกลาววา โลกนี้เปน Pessimism หรือ Optimism โดยเฉพาะอยางใดอยางหนง่ึ ก็ไมไดฉนั นน้ั เรา หลงใหล ตอ โลก โลกกเ็ ปน พิษตอ เรา เมอ่ื เราเอาชนะโลกได มนั กเ็ ปน เครอ่ื งอปุ กรณ แก เราได อยา งดี เชนเดยี วกบั ชางท่ีเรายังฝก มนั ไมไ ด กับเมอื่ เรา ฝก มนั จนเช่ืองดีแลว ฉนั ใดกฉ็ นั น้นั พุทธทาสภกิ ขุ ๑ กันยายน ๒๔๗๕ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 13 / 90
ชมุ นุมเรือ่ งส้นั – พทุ ธทาสภิกขุ พทุ ธศาสนา-ศาสนาแหงการบังคับตัวเอง พทุ ธศาสนา ศาสนาแหงการบังคบั ตัวเอง เม่ือกลาวสรปุ ใหส นิ้ เชงิ ในแงแหง การกระทํา หรอื การปฏบิ ตั แิ ลว \"พทุ ธศาสนาคอื ศาสนา แหง การบงั คับตวั เอง\": มิใชศ าสนา แหงการ ออ นวอน พระเปน เจา ผมู อี าํ นาจ หรอื เปน ศาสนา แหง การแลกเปลย่ี น ทาํ นอง การคาขาย ทําบญุ ทาํ ทาน แลกนางฟา ในสวรรค หรือ อะไรทาํ นองน้ี แต ประการใด เลย และ เพราะ ความที่พุทธศาสนา เปน ศาสนา แหง การบังคบั ตวั เอง โดยมเี หตุผล เพียงพอ แกต นเอง จึงไดช ่ือวา เปน \"ศาสนา แหง เหตผุ ล\" ดว ย พุทธศาสนา คอื คาํ ส่ังสอน อนั เปน แบบฝก หัด บงั คับตนเอง แตวา ลาํ พังคาํ สัง่ สอน อยา งเดยี ว หา ใชเ ปน แกน หรอื เปน ตัว พุทธศาสนา อันแทไ ม แมวา คําวา \"ศาสนา\" จะแปลวา คาํ สอน ก็ตาม ตวั ศาสนาแท หรือ ตวั พรหมจรรย นน้ั ไดแก การปฏิบตั ิ ตามคําสั่งสอน นนั้ ๆ ซ่ึงเรยี กโดย ภาษา ศาสนาวา สลี สิกขา - จิตตสกิ ขา - ปญ ญาสิกขา พทุ ธมามกะ เปน อันมาก เขาใจวา \"สิกขา\" ตรงตามรปู ศพั ท เกนิ ไป คอื สกิ ขา แปลตามรูปศัพท วา การศึกษา แตพระพุทธองค ตรสั ไว เปนหลกั วา การศกึ ษาเลาเรยี น ปริยัตินน้ั ไมใช สิกขา แต การกระทาํ จรงิ ๆ ตามหลักท่เี ปน การบงั คับตนเอง ในสวนท่เี ปน ความ เสือ่ มเสยี ทางกาย และ วาจา เรียกวา \"สลี สกิ ขา\" ในสวนใจ เรยี กวา \"จติ ตสกิ ขา\" และ ในสว นทเ่ี กี่ยวกับ ความคดิ นึก เพ่ือ รสู งิ่ ที่ชีวติ จะตองรู เรยี กวา \"ปญ ญาสกิ ขา\" ในสว น สลี สกิ ขา โดยประเภท คอื การบังคับตน ใหต งั้ หรือดาํ เนนิ ไปดว ย กาย วาจา ตามกฏ อันเปนระเบยี บ มรรยาท หรือ จรรยา อัน ตนจะ พงึ ประพฤติ ตอตนเอง ตอ ผอู ่ืน และ ตอวตั ถุ สิ่งของ อันเกยี่ วเน่อื งกัน เปน ขอ บังคบั ตายตวั ในเบอื้ งตน เรียกวา ปาฏโิ มกขสังวรสลี [มีหลาย พวก เกย่ี วกบั ขนบธรรมเนยี ม ของนกั บวช ก็มี เกย่ี วกบั อนามัย ของรา งกาย ก็มี เก่ยี วกับการ เคารพ ปฏิสนั ถาร ปรนนิบตั ิ ฯลฯ ผอู ่ืน ก็มี เก่ียวกบั การรกั ษาส่ิงของ เครื่องใชสอย ของตน หรอื หมู ก็มี และยังมีอยางอน่ื อีก ซึง่ เปนสวน ตอ งรูแลว ทาํ ในเบือ้ งตน อนุโลม ทํานองเดยี วกนั ทง้ั ฆราวาส และบรรพชิต ] การควบคุม ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ไมใ ห กําเริบ ไปตาม รปู เสยี ง กลนิ่ รส สัมผสั อันเปนโลกธรรม เรยี กวา อนิ ทรยี สงั วรสลี การควบคุมตน ใหม กี าร แสวง การรบั การ บรโิ ภค ปจ จยั เครื่องอาศยั อนั จําเปน แกชวี ติ อยางบรสิ ุทธ์ิ จากการ หลอกลวงตน และผูอ่นื เรียกวา อาชวี ปาริสุทธสิ ลี และ การควบคมุ ตน ใหม ีสตริ ะลึก เพยี งเพอ่ื ยงั อัตตภาพ ใหเปนไป ในการบรโิ ภค ปจจัยน้ันๆ ไมบ รโิ ภค ดวยตณั หา เรยี กวา ปจจยสนั นิสสิตสลี รวมเรยี กวา ปาริ สทุ ธศิ ลี สี่ หรอื จตุปาริสุทธศลี เรยี ก ภาวะแหงการกระทําจรงิ ๆ ตามน้ีวา สีลสิกขา อนั ไดแ ก การ เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 14 / 90
ชมุ นมุ เรือ่ งส้นั – พทุ ธทาสภิกขุ พทุ ธศาสนา-ศาสนาแหงการบังคับตัวเอง บงั คับตัวเอง โดยตรง เปนเหมือน ถากโกลน กลอมเกลา ในข้ันตน แตประสงคเ ฉพาะสวน ท่ี เปน ไป ทางกาย และวาจา เทา นัน้ ในสวน จติ ตสิกขา คอื การบังคบั จิตของตน ใหอยใู นวง ความตองการ ของตน ภายใน ขอบขดี ของวิสัย ทีบ่ งั คบั ได คือ ใหห ยดุ แลน ไปตามความกาํ หนัด พยาบาท หรอื ไมใหงวงซมึ ฟุงซา น งอนแงน คลอนแคลน รวมความวา ฝกจนดีพอ ที่จะตอ งการ ใหหยุดคิด กห็ ยุด ใหคดิ กค็ ิด ใหคดิ เฉพาะสิง่ นี้ ก็คิดเฉพาะส่ิงน้ี ดวยกําลงั ของจิตทัง้ หมดอยา งเต็มที่ โดย ไมก ลบั กลอก แตอยา งใด การ พยายามฝก จนทาํ ไดอยางน้ี เรียกวา จิตตสกิ ขา ซงึ่ เมื่อมแี ลว ทาํ จิต ใหสงบอยูใน อํานาจ ได ตอนัน้ กใ็ ชเ ปน อปุ กรณ แก ปญ ญาสิกขา อยางจําเปนยิง่ ในสว น ปญ ญาสกิ ขา คอื การควบคมุ จิต ทีฝ่ ก จน อยูใ นอํานาจแลว น้ัน ใหค ดิ แลวคิดอกี จนแทง ตลอด ในขอ ปญ หา ของชีวติ หรือ ที่จาํ เปน แกช วี ติ โดยยอ คอื ปญหาทว่ี า อะไรเปน เหตุใหเ กดิ ทุกข ทําอยางไร จึงจะพน ทุกข ท้งั น้ี เพราะเหตวุ า ส่ิงทงั้ ปวง รวมทง้ั ทุกขส ขุ ของชีวติ เปน เรอ่ื ง ของใจ คอื ทกุ ข เพราะใจปลงไมตก ในส่ิงท่ตี น เขา ใจผดิ แลว หลงยดึ ถอื ไว จะสขุ ได กด็ ว ยบงั คับ แนวของ ความคดิ อยา งแรงกลา ใหแลนไปอยางรแู จง แทงตลอด จนปลงตก ในสง่ิ ทตี่ น ยดึ ถือ ถึงกบั รัก โกรธ เกลยี ด กลวั มัวเมา ฯลฯ น้นั ๆ เสีย โดยไมมี เชอ้ื เหลอื เพ่ือความเปนเชน น้ัน อีก ตอ ไป การพยายาม ทาํ จนทาํ ได เชน นี้ เรยี กวา ปญญาสิกขา ซง่ึ มบี รบิ รู ณ แลวกจ็ บกจิ แหง พรหมจรรย จบพรหมจรรย คอื จบศาสนา ไมม ีเร่อื งท่ีจะตองทาํ อกี ตอไป นอกจาก การเสวยสขุ โดยนัยน้ี จะเหน็ ไดวา พุทธศาสนา คือศาสนา แหงการ บังคบั ตวั เอง ถาหมายถึง คาํ สอน ก็ คือ คาํ สอน แหง การ บังคับตวั เอง ถา หมายถงึ การทํา หรือ การปฏิบัติ ก็ คอื การกระทํา การบังคบั ตวั เอง และ เมอื่ หมายถงึ ผลสดุ ทา ย คอื ปฏิเวธ กค็ อื ซึมซาบรส แหงผลของ การ บังคับตวั เอง อนั เดียวกนั นัน่ เอง เมื่อเรยี น หรอื เม่ือทาํ หรือ เม่ือไดรบั ผล ของการทาํ กม็ เี หตุ พรอมพอ ท่ีจะใหตน เช่ือถือ มัน่ ใจตนเองได โดยไมต อ งเชอื่ ตามคําผอู ื่น จงึ เปน การบงั คบั ตวั เอง อยางมีเหตุผล ของตนเอง โดยตนเอง เพอื่ ตัวเอง อยางทเี่ ปน อัน แนใ จไดวา ไมเปน ศาสนา แหง ความโงเ ขลา ถงึ กบั ตองการ ลอหลอก หรอื ขเู ขญ็ อยางใด แมแตนอย ลัทธศิ าสนาบางลทั ธิ หวงั ความชวยเหลอื จากผอู ่นื จนไรหลัก แหง การชวยตนเอง ไฉน จะมกี ารบังคบั ตวั เอง บางลทั ธิ มกี ารบังคับตวั เอง แตไ รเ หตุผล เพราะเปน เพยี ง การนึกเอา อยา ง ตืน้ ๆ หรอื เปน การเดา จึงเลยเถิด เปน อตั ตกลิ มถานโุ ยค ไปกม็ ี ท่ีออ นแอ เอาแตความสนกุ สบาย กลายเปน อยา งทเ่ี รยี กวา กามสขุ ลั ลิกานุโยค กม็ ี จึงแปลกกบั พุทธศาสนา ซง่ึ มหี ลกั การ บงั คับ ตัวเอง อยา งมีระเบียบ เรยี บรอย ชัดเจน มัน่ คง ปรากฏ เปน ศลี สมาธิ ปญญา หรือ อฏั ฐังคกิ มรรค และมเี หตุผล พรอมอยเู สมอ เปนอันกลา วไดวา พทุ ธศาสนา คอื ศาสนา แหง การบงั คบั ตวั เอง ชนะตวั เอง เชือ่ ตวั เอง พง่ึ ตวั เอง ฯลฯ โดยแท เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 15 / 90
ชุมนุมเร่ืองสัน้ – พุทธทาสภิกขุ พุทธศาสนา-ศาสนาแหงการบังคบั ตัวเอง เน้ือความเทา ทบ่ี รรยายมาแลว น้ี เปน เพยี งมงุ ใหผูอาน มองเหน็ จุดสาํ คัญ อันเปนที่ สรุป รวมใจความ ของธรรมบรรยาย อนั กวา งขวาง ลึกซึ้ง ดจุ มหาสมุทร เทานนั้ คือวา เมือ่ มหี ลัก ก็ไม ฟนเฝอ รูอะไรเพมิ่ เติม เขา มาอกี เทาไร ก็ไมงงเงอะ จนไมร วู า จะจาํ ไว อยางไรไหว แตอาจ สงเคราะห รวมเขาช้นั เขาเชงิ ของหลกั ธรรม ซ่ึงทแี่ ท กม็ ีอยูเพียง ๓ คอื ศีล-สมาธ-ิ ปญญา เทา น้นั เอง จึงเม่ือถา ยงั ไมเขาใจ ในสว นไหน กพ็ งึ ศกึ ษา คน ควา จากเนอื้ ความ ทไี่ ดบ รรยาย ในที่อ่นื เฉพาะสวนนนั้ สบื ไปเทอญ พทุ ธทาสภิกขุ ๒๗ กนั ยายน ๒๔๗๘ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 16 / 90
ชุมนุมเรอื่ งสั้น – พทุ ธทาสภิกขุ ความกลัว ความกลวั ความกลวั เปนสง่ิ ท่มี ีอํานาจมากสง่ิ หน่ึง ในบรรดา สิ่งที่ทําลาย ความสุข สําราญ หรือ รบกวนประสาท ของมนษุ ย เปน อยางยง่ิ ดวยกนั ความกลัวนี้ ยอมมีลักษณะ และพิษสง มากนอยกวา กัน เปนขัน้ ๆ ตามความรสู กึ อันสูงต่ํา ของจติ เดก็ ๆ สรา ง ภาพ ของสง่ิ ท่ีนากลัว ข้นึ ในใจ ตามทีผ่ ูใ หญ นาํ มาขู หรอื ไดยิน เขาเลา เรื่อง อันนา กลวั เกีย่ วกบั ผี เปน ตน สืบๆ กันมา แลว ก็กลวั เอาจริงๆ จนเปนผใู หญ ความกลวั นน้ั ก็ไมหมดสนิ้ ไป ความกลวั เปนสญั ชาตญาณ อันหนงึ่ ของมนุษย เหมือนกนั หมด แตวา วตั ถทุ ี่กลัว นัน่ แหละตา งกัน ตามแตเ รอ่ื งราว ทต่ี นรับ เขาไวในสมอง วัตถุอัน เปน ทตี่ ง้ั ของความกลวั ทกี่ ลวั กนั เปน สว นมาก นั้น โดยมาก หาใชวตั ถุ ทม่ี ี ตวั ตน จรงิ จงั อะไรไม มันเปน เพียงสิ่งทีใ่ จ สรางขึ้น สําหรับกลวั เทา นั้น สวน ทีเ่ ปน ตวั ตน จรงิ ๆ นั้น ไมไ ด ทาํ ใหเรา กลวั นาน หรือ มากเทา สิง่ ที่ใจ สราง ข้ึนเอง มันมกั เปน เรอ่ื งเปน ราว ลุลว งไปเสยี ในไมช านกั บางที เราไมทันนึก กลวั ดว ยซาํ้ ไป เร่ืองน้ันก็ไดมาถงึ เรา เปนไปตามเรอ่ื ง ของมนั และ ผา นพน ไปแลว มนั จงึ มิได ทรมาน จิต ของมนุษยมาก เทา เรอื่ ง หลอกๆ ท่ใี จสรา งข้ึนเอง เดก็ ๆ หรอื คนธรรมดา เดนิ ผานรา นขายโลง ซ่ึงยังไมเคย ใสศพเลย ก็รูสึกวา เปน ทีน่ ารังเกยี จ หรอื เปนท่ี อวมงคล เสียจริงๆ เศษกระดาษ ชนิดท่เี ขา ใชปด โลง ขาดตก อยูในท่ีใด ที่น้ัน ก็มี ผี สําหรบั เด็กๆ เมอ่ื เอาสดี ํา กับกระดาษ เขยี นกันเขา เปน รปู หวั กะโหลก ตากลวง ความรูส ึกวาผี กม็ าสงิ อยูใน กระดาษ น้ันทันที เอากระดาษฟาง กบั กาวและสี มาประกอบกัน เขา เปน หัวคนปา ทน่ี ากลัว มีสายยนต ชกั ใหแ ลบล้นิ เหลือกตา ได มนั ก็พอทท่ี ําใหใคร ตกใจเปนไขได ในเมื่อนาํ ไป แอบ คอยทช่ี กั หลอกอยใู นปา หรอื ที่ขมกุ ขมัว และแมท ่ีสุด แตผูท ีเ่ ปน นายชาง ทาํ มันข้ึนนั่นเอง ก็ รูส ึกไปวา มนั มใิ ชก ระดาษฟาง กบั กาวและสี เหมอื นเมอื่ กอน เสียแลว ถาปรากฏวา มนั ทําใหใคร เปนไข ไดส กั คนหน่ึง เราจะเห็นได ในอทุ าหรณ เหลา น้ี วา ความกลัวนั้น ถกู สรางขึน้ ดว ย สัญญา ในอดตี ของเราเอง ทั้งน้นั เพราะปรากฏ วา สง่ิ นนั้ ๆ ยงั มิได เนอ่ื ง กบั ผที แ่ี ทจ รงิ แมแ ตนดิ เดยี ว และสงิ่ ท่ีเรยี กวา ผี ผี , มันก็ เกดิ มาจากกระแส ทเี่ ตม็ ไปดว ย อานภุ าพ อนั หนึง่ อันเกดิ มาจาก กําลัง ความเชอื่ แหงจติ ของคน เกอื บทัง้ ประเทศ หรือ ทงั้ โลก เชอื่ กัน เชน น้นั อํานาจนั้นๆ มัน แผซ าน ไปครอบงาํ จิตของ คนทกุ คน ใหส รางผี ในมโนคติ ตรงกันหมด และทําใหเ ชอื่ ในเรื่องผี ย่ิงข้นึ และผี กม็ ชี วี ิต อยูใ นโลกนี้ได จนกวา เมื่อใด เราจะ หยุด เชอ่ื เร่ืองผี หรอื เรือ่ งหลอก น้ีกนั เสียที ใหหมดทกุ ๆ คน ผีกจ็ ะตายหมดส้นิ ไป จากโลกเอง จงึ กลาวไดว า ความกลัวทีเ่ รากลวั กันน้ัน เปนเร่อื งหลอก ท่ใี จสรางขน้ึ เอง ดว ยเหตุผล อันผิดๆ เสยี หลายสิบเปอรเซ็นต เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 17 / 90
ชมุ นมุ เรือ่ งสนั้ – พุทธทาสภิกขุ ความกลัว ความกลวั เปน ภัยตอ ความสาํ ราญ เทา กบั ความรกั โกรธ เกลยี ด หลงใหล และอนื่ ๆ หรือบางที จะ มากกวา ดวยซ้ํา ดูเหมือนวา ธรรมชาติ ไดสรางสัญชาตญาณ อนั น้ใี หแ กสัตว ต้ังแต เริม่ ออกจาก ครรภ ทเี ดียว, ลกู นก หรอื ลกู แมว พอลมื ตา ก็กลัวเปน แลว แสดงอาการหนี หรอื ปองกนั ภยั ใน เมอื่ เรา เขา ไปใกล เด็กๆ จะกลวั ท่ีมืด หรือการถูกทง้ิ ไวผ เู ดียว ทง้ั ที่ เขายังไมเคย มีเรือ่ งผกู เวร กบั ใครไว อันจะนําใหกลัวไปวา จะมผี ลู อบทําราย เพียงแตผใู หญ ชไี้ ปตรงทมี่ ดื แลว ทําทากลวั ให ดสู ักครัง้ เทา นนั้ เดก็ กจ็ ะกลวั ตดิ อยูในใจไปไดนาน คนโตแลวบางคน นง่ั ฟง เพอ่ื นกันเลา เร่อื งผี เวลากลางคืน มกั จะคอยๆ ยบั ๆ จนเขา ไป นัง่ อยูก ลางวง โดยไมร ูสกึ ตวั และยงั ไปนอนกลัว ในที่ นอนอีกมาก กวาจะหลับไปได เดินผา น ปาชา โดยไมรู เพ่ิงมารแู ละกลัว เอาทบ่ี านก็มี สําหรับบาง คน ทั้งหมดนี้ เปน เคร่ืองแสดงวา ความกลัว เปนเรอ่ื งของจิต มากกวา วตั ถุ ผูใด ไมมี ความรู ใน การควบคมุ จติ ของตน ในเรอื่ งน้ี เขาจะถูกความกลวั กลมุ รุม ทาํ ลาย กาํ ลงั ประสาท และ ความ สดชืน่ ของใจ เสยี อยา งนา สงสาร ในทาํ นอง ตรงกันขาม สาํ หรับผูท่ีมี อบุ าย ขมขี่ ความกลวั ยอ ม จะไดร ับ ความผาสกุ มากกวา มกี ําลงั ใจ เขมแขง็ กวา เหมาะที่จะเปน หวั หนา หมู หรอื ครอบครวั เมื่อปรากฏวา ความกลัว เปนภยั แกค วามผาสุก เชน น้ีแลว บัดนี้ เรากม็ าถึง ขอ ปญ หาวา เราจะ เอา ชนะความกลัว ไดอ ยางไร สบื ไป เพราะเหตวุ า การที่ทราบแตเ พยี งวา ความกลวั เปน ภัย ของความผาสกุ นนั้ เรายงั ไดร บั ผลดจี ากความรูน้ัน นอยเกินไป เราอาจปด เปา ความกลวั ออกไป เสียจากจติ โดยวิธตี างๆ กนั แตเม่ือจะสรปุ ความ ขน้ึ เปนหลกั สําคญั ๆ แลว อยางนอย เราจะได สามประการ คือ ๑. สรา งความเชอ่ื อยางเตม็ ท่ี ในสิง่ ทยี่ ดึ เอาเปนทพ่ี ่งึ ๒. สง ใจไปเสยี ในท่ีอื่น ผกู มดั ไวก บั สง่ิ อนื่ ๓. ตัดตนเหตุ ของความกลวั น้ันๆ เสยี ในประการตน อนั เราอาจเห็นไดทวั่ ไป คอื วิธีของ เดก็ ๆ ทเี่ ช่อื ตะกรดุ หรือ เครื่องราง ฯลฯ ตลอดจน พระเครื่ององคเลก็ ทีแ่ ขวนคอ และเปน วิธขี องผูใหญ บางคน ทมี่ ีความรสู ึก อยใู น ระดบั เดยี วกบั เด็กดวย คนในสมัยอนารยะ ถอื ภูเขาไฟ ตนไม ฟา หรือ ส่งิ ที่ตนเหน็ วา มอี าํ นาจ นากลัว ควรถอื เอา เปนที่มอบกายถวายตวั ไดอยางหนง่ึ นก่ี อ็ ยใู นประเภท เดียวกนั ท่ยี ังเหลอื มา จนทุกวนั นี้ เชน พวก ทบ่ี นบาน ตน โพธ์ิ พระเจดยี เปน ตน เพื่อความเบาใจ ของตน ในเร่อื งใด เร่ืองหนง่ึ วธิ นี ี้ เปนผลดีทส่ี ดุ ไดต ลอดเวลา ทตี่ น ยงั มคี วามเชือ่ ม่นั คงอยู ความเช่ือที่เปน ไปแรง กลา อาจ หลอกตัวเอง ใหเ หน็ ส่ิงท่คี วรกลวั กลายเปนส่งิ ทไี่ มควรกลวั ไปก็ได ถาหากจะมีอบุ าย สรา งความเชอ่ื ชนิดนนั้ ใหเกดิ ขึน้ ไดมากๆ เมอื่ ใดความเช่อื หมดไป หรอื มีนอย ไมม ี กาํ ลงั พอ ท่ี จะหลอกตวั เองใหกลา หาญแลว วธิ ีนี้ ก็ไมมปี ระโยชน กลายเปน ของนา หวั เราะเทา น้ัน เลากันมา วา เคยมคี นๆ หนงึ่ อมพระเครือ่ ง เขา ตะลมุ บอน ฆา ฟน กนั เช่อื วา ทาํ ใหอ ยูคง ฟน ไมเขา เปนตน ดูเหมอื นไดผ ล เปนท่นี า พอใจ เขาจริงๆ ขณะหน่งึ พระตกจากปากลงพื้นดนิ ในทอ งนา ตะลตี ะลานควา ใสปากท้งั ทเ่ี หน็ ไมถ นัด แทนท่ี จะไดพ ระ กลบั เปน เขยี ดตวั หน่ึง เขา ไปดน้ิ อยูใน เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 18 / 90
ชุมนุมเรือ่ งสัน้ – พุทธทาสภิกขุ ความกลัว ปาก กร็ บ เรื่อยไป โดยยง่ิ เชื่อมั่นขึ้นอกี วา พระในปาก แสดงปาฏหิ าริย ดน้ิ ไปดน้ิ มา เมอื่ เลกิ รบ รบี คายออกดู เหน็ เปน เขียด ตาย กเ็ ลย หมดความเชอื่ ตงั้ แตนน้ั มา ไมป รากฏวา พระเครือ่ งองค ใด ทาํ ความพอใจ ใหเ ขาไดอ ีก พระผูมีพระภาคเจา ตรสั วา วธิ นี ี้ ไมใช ทีพ่ ง่ึ อันเกษม คอื ทํา ความปลอดภยั ใหไ ดอยางแทจ ริง ไมใ ช วธิ สี งู สดุ , เนตํ สรณํ เขมํ เนตํ สรณมตุ ฺตมํ ประการท่ีสอง สงู ขึน้ มาสักหนอย พอที่จะเรียกไดวา อยูในชนั้ ที่จัดวา เปนกุศโลบาย หลกั สําคญั อยูที่สงความคิดนึก ของใจไปเสียท่อี น่ื ซ่งึ จะเปน ความรกั ใครทีไ่ หน โกรธใครท่ไี หน เกลยี ด ใครทไี่ หน กต็ าม หรอื หยดุ ใจเสยี จากความคดิ นึก ทกุ อยาง (สมาธ)ิ ก็ตาม เรยี กวา สงใจไปเสียใน ทอ่ี ่นื คือจากสง่ิ ท่เี รากลวั น้ัน ก็แลวกัน ที่เราเหน็ กันไดท ว่ั ไป เชน กําลังเมารกั บา เลอื ด เหลา น้ี เปนตน จะไมม ีความกลวั ผี กลวั เสอื กลวั เจ็บ แมเรอ่ื งราวในหนงั สอื ขา วรายวัน กเ็ ปน พยาน ใน เรื่องนี้ไดมาก แตเ รอ่ื งชนิดน้ี เปน ไดโ ดย ไมต อ งเจตนา ทาํ ความรูสกึ เพ่ือสงใจไปทีอ่ ่นื เพราะมนั สง ไปเองแลว ถึงกระนั้น ทกุ ๆ เรื่อง เราอาจปลกู อาการเชน น้ขี น้ึ ได ในเม่ือตอ งการ และมนั ไม เปน ขึ้นมาเอง การคดิ นกึ ถึง ผลดที จี่ ะไดร บั คดิ ถึงสิ่งท่ีเรารักมาก จนใฝฝน คิดถงึ ชาติประเทศ คดิ ถึงหัวหนา ที่กลาหาญ ดูส่งิ ท่ียั่วใจใหก ลา เชน ระเบยี บใหม องดู ธงของผูนําทัพ ในเมอ่ื ตนรูสึก ขลาด อนั ปรากฏอยใู นนิยาย เทวาสุรสงคราม ในพระคมั ภีร เปน ตน เหลาน้ี ลวน แตชว ยใหใจ แลน ไปในทอี่ น่ื จนลมื ความกลวั ไดท้งั นนั้ ในช้ันน้ี พระผูม พี ระภาพทรงสอนใหระลึกถงึ พระองค หรือพระธรรม หรอื พระสงฆ อยางใดอยางหนงึ่ ในเมื่อภิกษุใด เกิดความกลวั ข้นึ มา ในขณะทตี่ น อยใู นทเ่ี งยี บสงัด เชน ในปา หรอื ถ้ํา เปนตน อาการเชน น้ี ทํานองคอ นไปขางสมาธิ แตยงั มใิ ช สมาธแิ ททีเดยี ว แตถ า หากวา ผใู ดแมร ะลึกถึง พระพทุ ธองคกจ็ ริง แตระลกึ ไปในทํานองเชอ่ื มนั่ มันก็ไปตรงกนั เขากับประการตน คอื ความเชอ่ื เชน เชอ่ื พระเคร่อื ง หรอื คนปา เช่ือปูเ จาเขาเขยี ว ตอ เมื่อระลึก ในอาการ เลอ่ื มใส ปต ิในพระพุทธคณุ เปน ตน จงึ จะเขา กับประการท่ีสองนี้ สวนอาการทสี่ งบใจไวดว ยสมาธนิ นั้ เปน อบุ ายขมความกลัว ไดส นทิ แท เพราะวา ในขณะแหง สมาธิ ใจไมมกี ารคิดนกึ อันใดเลย นอกจากจับอยทู ี่ส่งิ ซึง่ ผนู นั้ ถอื เอาเปน อารมณ หรือนิมิต ท่ี เกาะของจิตอยใู นภายในเทา น้นั แตว าใจที่ เต็มไป ดว ยความกลวั ยากทีจ่ ะเปน สมาธิ เพราะฉะนนั้ ตองเปนสมาธิ ทชี่ าํ นาญ อยา งยิ่งจรงิ ๆ จนเกอื บกลายเปนความจําอนั หนง่ึ ไป พอระลกึ เมื่อใด นมิ ติ นน้ั มาปรากฏเดน อยทู ี่ \"ดวงตาภายใน\" ไดท ันทนี ัน่ แหละ จงึ จะเปนผล แมขอ ท่ี พระองค สอน ให ระลกึ ถงึ พระองค หรอื พระธรรมพระสงฆ ตามนยั แหง บาลี ธชัคคสตู รน้ัน กห็ มายถึง พุทธานุ สติ ธมั มานุสสติ สงั ฆานสุ สติ อยแู ลว แมว า จะเปนเพยี ง อปุ จารสมาธิ ยงั ไมถ ึงขีดฌานก็ตาม ลว น แต ตอ งการ ความชํานาญ จงึ อาจ เปล่ียน อารมณ ท่ีกลวั ใหเปน พุทธานสุ สติ เปนตน ได สวน สมาธิ ท่เี ปน ไดถ ึงฌาน เชน พรหมวิหาร เปนตน เม่อื ชํานาญแลว สามารถ ทีจ่ ะ ขม ความกลัว ได เดด็ ขาด จริงๆ ย่ิงโดยเฉพาะ เมตตา พรหมวิหาร ย่งิ เปน ไปไดงายที่สดุ แตพ งึ ทราบวา ท้ังน้ี เปน เพียง ขม ไว เทา นน้ั เช้ือของความกลวั ยังไมถ กู รอื้ ถอนออก เม่อื ใด หยดุ ขม มนั กเ็ กดิ ขนึ้ ตามเดมิ อกี ประการหน่ึง ไมใ ชว ิธที งี่ า ย สาํ หรับคนทั่วไป สาํ หรบั การขม ดว ยสมาธิ คนธรรมดา เหมาะ สาํ หรบั เพยี งแตเปลย่ี นเร่อื งคดิ นกึ ของใจเทาน้นั หาอาจทํา การหยดุ พฤตกิ ารณข องจิต ให เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 19 / 90
ชุมนมุ เรือ่ งสนั้ – พทุ ธทาสภิกขุ ความกลัว ชะงักลง ไดงา ยๆ เหมอื น นกั สมาธิไม และคอ นขาง จะเปน การแนะใหเ อา ลูกพรวน เขา ไป แขวน ผูกคอแมว ไป ในเมอ่ื สอนให คนธรรมดาใชว ธิ ีน้ี และ นาประหลาดใจ อกี อยา งหน่ึงวา วธิ ที ่ีสาม ที่ จะกลา ว ตอไปขา งหนา ซงึ่ เปนวธิ ี ที่สงู นนั้ กลบั จะ เหมาะสําหรับ คนทัว่ ไป และไดผ ล ดกี วา เสยี อกี วธิ นี ้นั คือ ตัดตน เหตุ แหง ความกลวั เสยี ตามแตที่ กําลงั ปญ ญา ความรู ของผนู ้นั จะตดั ได มากนอยเพยี งไร ดงั จะได พิจารณา กันอยาง ละเอียด กวา วธิ ีอ่นื ดงั ตอไปนี้ เมอ่ื มาถงึ ประการที่สามนี้ ขอใหเราเริม่ ตน ดวย อทุ าหรณงายๆ ของทานภิกขุ อานนั ท เกาศลั ยายนะ [เขยี นไวในเรื่อง คนเราเอาชนะความกลวั ไดอยา งไร ในหนังสอื พมิ พม หาโพธิ และบรติ ิช พทุ ธสิ ต แตเ ขยี นสนั้ ๆ เพียงสองหนากระดาษเทาน้ัน และกลาวเฉพาะการประพฤติ กายวาจาใจ ใหส จุ รติ อยา งเดียววา เปน การตัดตนเหตุแหงความกลัว] เขยี นไวเ ร่ืองหนงึ่ เพอ่ื ใหเขา ใจไดง าย ใน ขอ ที่วา การสะสาง ทม่ี ลู เหตุ น้นั สําคญั เพยี งไร อุทาหรณ นน้ั เปน เพยี งเร่อื งท่ีผูกขนึ้ ใหเ หมาะสม กับความรสู กึ ของคนเราท่วั ไป เรือ่ งมีวา เด็กคนหนง่ึ มีความกลวั เปนอนั มาก ในการทจ่ี ะเขาไปใน หอ งมดื หองหนึ่ง ในเรือน ของบดิ าของเขาเอง เขาเชอื่ วา มีผดี ุตัวหน่ึงในหอ งน้ัน และจะกนิ เขา ในเมอ่ื เขาเพยี งแตเขา ไป บดิ าไดพ ยายาม เปนอยางดที สี่ ดุ ทีจ่ ะทาํ ได ทุกๆ ทาง เพื่อใหบ ุตรของ ตน เขาใจถูกวา ไมม ีอะไร ในหองนน้ั เขากลัวไปเอง อยางไมม เี หตผุ ล แตเ ด็กคนนนั้ ไดเคยนึก เห็นตวั ผมี าแลว เขาเชื่อวา ไมมีทางใดท่จี ะชวยบุตรของตน ใหหลดุ พน จาก การกลวั ผี ซึ่งเขาสรา ง ขนึ้ เปนภาพใสใจ ของเขาเอง ดว ยมโนคติไดจรงิ แลว กค็ ดิ วางอุบาย มคี นใชค นหนึ่ง เปน ผรู ว มใจ ดว ย ฤกษง ามยามดวี ันหนง่ึ เขาเรยี กบตุ ร คนน้นั มา แลวกลาววา \"ฟง ซิ ลูกของพอ ตงั้ นานมาแลว ทพ่ี อเขาใจวา พอเปน ฝา ยถกู พอ เปนฝา ยผิด กอนหนา น้ี พอคดิ วา ไมม ผี ดี ุ ในหอ งน้ัน บดั นี้ พอ พบดว ยตนเองวา มนั มีอยตู วั หนึง่ และเปน ชนดิ ท่นี า อันตรายมาก เสียดวย พวกเรา ทุกคน จกั ตองระวงั ใหด \"ี ตอ มา อีกไมก่ีวนั บดิ าไดเ รยี กบตุ ร มาอีก ดวยทาทาง เอาจริง เอาจัง กลา ววา \"หลายวันมาแลว ผี พึง่ ปรากฏตัววนั นี้เอง พอ คิดจะจับและฆา มันเสีย ถาเจาจะรวมมือกับพอดวย ไปเอาไมถือ ของเจา มาเรว็ ๆ เขา เถดิ ไมม ีเวลา ท่ีจะรอ แมน าทีเดียว เพราะมนั อาจหนีไปเสยี \" เดก็ นอ ย ตนื่ มาก แตไม มีเวลาคิด ไปเอาไมถือมาทันที พากันไปสหู องน้นั เมื่อเขาไป กไ็ ดพบผี (ซงึ่ เรารูดีวา เปน ฝม ือของ คนใชทาํ ข้ึน และคอยเชดิ มนั ในหอ งมดื น้ัน) สองคนพอ ลกู ชว ยกันระดมตผี ี ดวยไมถอื และไม พลอง จนมันลม ลง มีอาการของคนตาย พอ ลกู ดใี จ คนในครอบครวั ทั้งหลาย มีการร่ืนเรงิ กินเล้ยี ง กันในการปราบผี ไดส าํ เรจ็ ฉลองวันชัย และเปนวนั แรก ท่ีเดก็ นัน้ กลา เขา ไปในหอ งน้ัน โดย ปราศจากความกลวั สบื ไป น่ีเราจะเหน็ ไดว า เพียงทําลายลางผี ที่เดก็ สรางข้นึ ดว ยมนั สมอง ของ เขาเอง บิดาตอ งสรา งผี ขึ้นตวั หน่ึงจริงๆ จงึ ทําลายไดสําเร็จ โดยอาศัยความฉลาด รูเทาทนั การ รูจ ักตดั ตนเหตุ คนโง กับคนฉลาด นัน้ ผิดกันในสว นท่ี ระงับเหตุราย ลงไปจากทางปลาย หรอื ตัด รากเหงา ข้นึ มาจากภายใต เสือยอมกระโดด สวนทาง เสยี งปน เขาไปหาผูย งิ ในเมอื่ รสู ึกวา ตน ถูกยงิ แตส นุ ขั ยอมมัว ขบกดั ตรงปลายไม ท่มี ผี แู หย ตนนัน่ เอง หาคิดวา ตนเหตสุ าํ คญั อยทู ผ่ี ู แหยไ ม เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 20 / 90
ชุมนมุ เรื่องสัน้ – พุทธทาสภิกขุ ความกลัว เม่อื เราพบจดุ สําคัญวา การตดั ตน เหตเุ ปน วิธีท่ีดที ่สี ดุ ดงั นแี้ ลว เรากป็ ระจัญกันเขากบั ปญ หาวา อะไรเลา ทเ่ี ปน ตนเหตแุ หง ความกลวั ? เม่อื เราคดิ ดูใหดแี ลว อาจตอบไดว า เทา ท่ีคนเราสว นมาก จะคดิ เหน็ น้ัน ความกลวั ผี มตี น เหตุ มากมาย คือความไมเ ขาใจ ในส่ิงนนั้ บาง การมีความกลัวตดิ ตวั อยบู า ง ใจออ น เพราะเปน โรค ประสาทบา ง อาฆาตจองเวร ไวก บั คน ไมชอบพอกนั บาง รกั ตวั เอง ไมอ ยากตายบาง เหลานี้ ลว น เปน เหตแุ หง ความกลวั มูลเหตอุ นั แทจรงิ เปน รวบยอด แหงมูลเหตทุ ง้ั หลาย คืออะไรน้ัน คอนขาง ยาก ที่จะตอบได เพราะเทาท่ีเห็นกนั น้ัน เห็นวา มันมีมูลมากมายเสยี จรงิ ๆ แตแ ทท ่จี ริงนน้ั ความ กลัวก็เปนสง่ิ ที่ เกดิ มาจาก มูลเหตอุ นั สําคญั อนั เดียว เชน เดียวกบั ความรัก ความโกรธ ความ เกลียด และ ความหลง เพราะวา ความกลวั กเ็ ปนพวกเดยี วกันกบั ความหลง (โมหะ หรือเขาใจ ผิด) มูลเหตอุ นั เดยี วทว่ี า นน้ั กค็ อื อุปาทาน ความยดึ ถอื ตอ ตวั เองวา ฉันมี ฉันเปน นน่ั ของฉนั น่ี ของฉัน เปนตน อนั เรียกอีกอยางหนง่ึ วา อสั มิมานะ (เร่ืองน้ี ขาพเจาเคย อธิบายไวบ า งแลว ใน เรื่อง \"สขุ กถา\" ทคี่ ณะธรรมทาน เคยพิมพโ ฆษณาแลว ) ความรูสึก หรือ ยึดถอื อยเู อง ในภายในใจ ตามสญั ชาตญาณนน้ั มันคลอดส่งิ ท่ีเราเรยี กกันวา \"ฉนั \" ขึน้ มา และความรูสกึ นั้น ขยายตวั ออกสบื ไปวา ฉันเปน ผูทาํ เชน น้นั เชนน้ี ฉันจะไดรบั นั่น รบั นี่ หรือเสียนน่ั เสยี น่ี ไป นัน่ จะสง เสรมิ ฉัน เปนมติ รของฉนั นีจ่ ะตัดรอนฉนั ทําลายฉนั เปนศัตรขู อง ฉนั \"ฉนั \" สงิ่ เดียวนี้ เปน รากเหงา ของความรัก โกรธ เกลียด กลวั หลงใหล อันจักทาํ ลาย ความ ผาสุก และอสิ รภาพ ของคนเรา ยิ่งไปกวา ท่ี เพ่อื นมนษุ ยด วย กันทําแกเ รา มากกวา มากหลายเทา หลายสว นนกั อุปาทาน ผูกมดั เรา ทําเข็ญใหเรา ย่ิงกวาทห่ี ากเราจะถกู แกลงหาเร่ืองจับจองจาํ ใน คกุ ในตะรางเสียอีก เพราะปรากฏวา มันไมเคยผอนผันใหเราเปน อิสระ หรือพกั ผอน แมช่ัวครู ชั่ว ยาม เมือ่ มี \"ฉัน\" ข้ึนมาในสนั ดานแลว \"ฉนั \" กอ็ ยากนน่ั อยากนี่ อยากใหเปนอยางนัน้ อยางน้ี อยากไมให เปนอยางนัน้ อยางนี้ ซง่ึ เมื่อพิจารณาดู ซํา้ อีกทีหนงึ่ แลว จะเห็นวา เตม็ ไปดว ย ความเหน็ แกต นเอง หรือ \"ฉนั \" น้ัน รอ ยเปอรเซน็ ต \"ฉนั \" ไมอยากเจบ็ ปวด ไมอยากตาย หรอื แหลก ละลายไปเสยี ฉัน จึงกลวั เจบ็ กลวั ตาย เปนสัญชาตญาณ ของ \"ฉัน\" เม่อื กลวั ตาย อยา ง เดยี ว อยูภายในใจแลว ก็กลัวงา ย ไปทกุ สงิ่ ท่เี ชื่อกนั วา มันจะทําใหตาย หรือทําใหเ จบ็ ปวย ซ่งึ เปน นองของ ตาย ทําใหฉ นั กลวั ผี จะหักคอฉนั กนิ ฉัน หลอกฉัน ขฉู นั กลัวเสอื ซ่ึงไมเคยปรากฏวา เปน เพอ่ื นกนั ได และกลวั สตั วอ ่นื ๆ แมแ ตง ูตวั นิดๆ กลัวท่ีมืด ซง่ึ เปน ทีอ่ าศัย ของสง่ิ นารงั เกียจ เหลา น้ัน กลัวทีเ่ ปล่ียว ซ่ึงไมม ี โอกาส ที่ตนจะ ตอ สู ปอ งกันตวั ได กลวั คเู วร จะลอบ ทาํ ฉันให แตกดบั กลวั ฉันจะ อบั อาย ขายหนา สักวนั หนงึ่ เพราะฉัน มคี วามผดิ ปกปดไว บางอยา ง ฉนั กลัว เพราะไมเขา ใจวา ส่งิ น้นั จะเปนอะไร กไ็ มรู เชน ผลไมดีๆ บางอยา ง แตไ มเคยรูจัก มากอน ถา รปู รา ง หรือ สมี นั ชอบกลแลว ฉันกก็ ลัว ไมก ลา กิน หรอื แมแต จะชิมก็ ขนลุก และในทสี่ ุด เมือ่ \"ฉนั \" ปน ปว น ในปญ หา การอาชพี หรอื ช่อื เสยี ง เปนตน ของฉนั กลวั วา ฉันจะ เสอ่ื มเสยี อยู เสมอ ฉันก็เปนโรคใจออ น หรอื โรคประสาท สะดุง งา ย ใจลอย ความยดึ ถอื วา ฉนั เปน ฉนั เหลา น้ี เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 21 / 90
ชุมนมุ เรือ่ งสัน้ – พทุ ธทาสภกิ ขุ ความกลัว เปน มลู เหตขุ องความกลวั ซึ่งเกดิ ขนึ้ แลว กก็ วาด ความสดใส ชมุ ชน่ื เยอื กเย็น ใหหมดเตียน ไป จากดวงจิตนั้น เมอื่ พบวา ตน เหตุ ของความกลัว คอื อะไร ดังนแ้ี ลว เรากม็ าถงึ ปญหา วา จะตดั ตน เหตุนั้นได อยา งไร เขา อีกโดยลําดบั ในตอนนี้ เปน การจาํ เปน ท่เี ราจะตองแบง การกระทํา ออกเปน สองชั้น ตาม ความสูงตาํ่ แหง ปญ ญา หรือความรู ของคนผูเปนเจาทุกข คอื ถาเขามีตนทุนสงู พอ ที่จะ ทําลาย อุปาทาน ใหแหลกลงไปได กจ็ ะได ตรงเขา ทําลาย อุปาทาน ซง่ึ เม่ือทาํ ลายไดแลว ความ ทกุ ข ทกุ ชนิด จะพากันละลาย สาบสญู ไปอยา งหมดจดดวย นี้ประเภทหนง่ึ และอกี ประเภทหนง่ึ คอื พยายาม เพียงบรรเทา ตนเหตุ ใหเ บาบาง ไปกอน ไดแก การสะสาง มลู เหตุ น้นั ใหส ะอาด หมดจด ยิง่ ขึ้น ประเภทแรก สําเร็จไดด วยการปฏิบตั ธิ รรมทางใจ ใหก าวหนา สงู ขนึ้ ตามลําดบั ๆ จนกวา จะหมด อปุ าทาน ตามวิธี แหง การปฏิบัตธิ รรม อนั เปนเร่อื งยาว อีกเรื่องหนง่ึ ผสู าํ เร็จ ในประเภทนี้ คอื พระอรหันต จงึ เปน อนั วา จกั งดวิธนี ีไ้ วก อ น เพราะไมเปน เรอ่ื งที่สาธารณะแกบุคคลทั่วไป และเปน เรือ่ ง ทเ่ี คยอธบิ ายกันไว อยา งมาก ตางหากแลว สว นประเภทหลงั น้ันคือ การพยายาม ประพฤติ ความดี ทัง้ ทางโลก และทางธรรม ท้ังในท่ี แจง และในทลี่ ับ จนตน ติเตยี น ตนเองไมไ ด ใครทเี่ ปนผูร ู แมจ ะมีทพิ ยโสต หรือทพิ ยจกั ษุ มาคน หา ความผดิ เพื่อติเตยี นกไ็ มไ ด เปน ผูเชอื่ ถอื และเคารพตวั เองไดเตม็ เปย ม ไม เบียดเบียนตน ไมเ บียดเบยี นทาน ไมม เี วรภยั ทผี่ ูกกันไว กับใคร รูก ฎความจรงิ ของโลก ศกึ ษาใหเ ขา ใจ ในหลักครองชพี หาความ หนกั แนน มั่นใจใหแ กต วั เอง ในหลักการครอง ชพี และรกั ษา ช่ือเสียง หรือคณุ ความดี พยายาม ทาํ แตส ง่ิ ทเ่ี ปน ธรรมดวย ความหนกั แนน เยือกเย็น ไมเปด โอกาสใหใ คร เหยียดหยามได กจ็ ะไมตอ งเปน โรคใจออน หรอื โรค ประสาท เพราะมคี วาม แนใ จตัวเอง เปน เคร่ืองปอ งกัน และสาํ เหนยี ก อยใู นใจ เสมอวา สง่ิ ทง้ั ปวงเปน อนตั ตา เปนไปตามเรอ่ื ง คือ เหตุปจจยั ของมัน ไมเ ปน ของแปลก หรือ ไดเ ปรยี บ เสยี เปรยี บ อะไรแกก ัน ในเรอ่ื งน้ี เมอ่ื เปนเชนน้ี ความกลัว ก็หมดไป ใจไดที่พงึ่ ที เกษม ท่ีอุดม ย่งิ ขึ้น สมตาม พระผมู ี พระภาคเจา ตรสั การเห็นแจง อริยสัจ ส่ปี ระการ ไวใ นรอง ลาํ ดับ แหง การถอื ทพี่ ึง่ ดวยการถึงพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ เปนสรณะ อรยิ สัจ กค็ อื การรู เหตุผลของ ความทุกข และของความ พน ทุกข ความกลัว ก็รวมอยูในพวกทุกข เหน็ อรยิ สจั อยาง เพลา กค็ ือ การเหน็ และตดั ตนเหตแุ หง ความกลวั ประเภททีหลงั น้ี เหน็ อรยิ สัจ เตม็ ทีถ่ งึ ทส่ี ดุ ก็ คือ พระอรหนั ต หรือการตดั ตนเหตุ ประเภทแรก ไดเ ดด็ ขาด ขา พเจาขอจบ เรื่องนล้ี ง ดว ย พระพทุ ธภาษิต ทเ่ี ราควร สาํ เหนยี ก ไวในใจ อยูเสมอ อนั จะเปน ดุจ เกราะ ปอ งกนั ภยั จาก ความกลวั ไดอยางดี ดังตอไปน้ี เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 22 / 90
ชมุ นุมเรื่องส้ัน – พุทธทาสภกิ ขุ ความกลัว \"มนุษยท้งั หลายเปน อนั มาก ถูกความกลวั คุกคาม เอาแลว ยอ ม ยึดถอื เอา ภเู ขาบาง ปาไมที่ ศักด์สิ ทิ ธบ์ิ าง สวนทศ่ี ักดิส์ ทิ ธ์ิบา ง รุกขเจดียบ าง เปนทพ่ี ง่ึ ของตนๆ นั่นไมใช ท่ีพงึ่ อนั ทาํ ความ เกษม ใหไ ดเ ลย นนั่ ไมใ ชทพี่ ง่ึ อันสงู สดุ ผูใดถอื สิง่ นน้ั ๆ เปนที่พ่งึ แลว ก็ยังไมอ าจ หลดุ พน ไปจาก ความทกุ ข ทง้ั ปวงได สวนผใู ดทถี่ ึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ เปน ที่พึ่งแลว เหน็ อรยิ สจั ท้ังสี่ ดว ยปญ ญาอันถูกตอ ง คือ เห็นทุกข เห็นเหตุ เครอื่ งใหเกดิ ทกุ ข เห็นการกาวลว งไปเสียไดจ ากทกุ ข และ เหน็ หนทาง อัน ประกอบดวยองคแปดประการ อนั ประเสริฐ อันเปน เคร่อื งยงั ผนู ั้น ใหเ ขา ถึง ความรํางับแหง ทุกข นน่ั แหละ คือ ท่ีพ่งึ อันเกษม นัน่ แหละ คอื ที่พ่ึงอนั สูงสุด ผใู ด ถือเอา ทีพ่ ึ่ง นั้นแลว ยอ มหลดุ พน จากทกุ ขทง้ั ปวงได (ธ. ข.ุ ๔๐) ความโศก ยอมเกิดแตค วามรกั ความกลวั ยอมเกดิ แตค วามรกั สําหรบั ผทู พ่ี น แลว จากความรัก ยอ มไมมคี วามโศก ความกลัว จักมีมาแตทไี่ หนเลา ความโศก ยอ มเกิดมาจาก ตณั หา (ความอยากอยางนั้นอยางน้ี) ความกลวั ยอมเกดิ มาจาก ตัณหา (เพราะกลวั ไมสมอยาก) สาํ หรบั ผทู ี่พนแลว จาก ตัณหา ยอมไมม ีความโศก ความกลวั จกั มีมา แตท่ไี หนเลา (ธ. ขุ. ๔๓) ขอใหค วามกลวั หมดไปจากจติ ความสุข จงมีแต สรรพสัตว เทอญ พุทธทาสภกิ ขุ ๑ สิงหาคม ๒๔๗๙ เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 23 / 90
ชมุ นมุ เร่ืองสัน้ – พุทธทาสภกิ ขุ อาหารของดวงใจ อาหารของดวงใจ ความอิ่มเอบิ ดวยอารมณ ทางรูป เสียง กลิน่ รส สัมผัส นน้ั เปนอาหารของฝา ยโลก ความอิม่ เอิบดวยปตแิ ละ ปราโมช อนั เกิดจาก ความทใ่ี จสงบจากอารมณ เปน อาหารของฝา ยธรรม. อดุ มคติของชวี ิต คอื ความถงึ ท่ีสุด แหง อารยธรรม ท้ังฝา ยโลก และฝายธรรม เพราะฉะนัน้ ชีวติ ยอ มตองการอาหาร ทง้ั ฝา ยโลกและฝายธรรม ถา มี เพยี งอยางเดียว ชวี ติ นน้ั กม็ คี วามเปนมนุษย เพียงครง่ึ เดยี ว หรอื ซกี เดยี ว. เราหาความสาํ ราญ ใหแกกายของเรา ไดไ มสยู ากนกั แต การ หาความสาํ ราญ ใหแกใ จ น้ันยากเหลือเกนิ ความสาํ ราญกาย เหน็ ไดง า ย รจู กั งาย ตรงกนั ขา มกับ ความสาํ ราญทางใจ แตไม มใี ครเช่ือ เชน น้ี กี่คนนกั เพราะเขาเชอื่ วา ไมม คี วามสําราญ อยา งอื่น ทไี่ หนอีก นอกจาก ความสาํ ราญทางกาย และเม่ือ กายสาํ ราญแลว ใจกส็ ําราญเอง คนพวกนี้ ไมฟง ธรรม หรือ ศกึ ษาธรรม และ ไมไ หวพระสงฆ ซง่ึ เปน นมิ ติ อันหนง่ึ ของ ธรรม. ความสําราญทางกาย หรือฝายโลกนัน้ ตอ ง\"ดืม่ \" หรอื ตอ ง\"กนิ \" อยเู สมอ จึงจะสาํ ราญ แตท่แี ท มนั เปน เพยี ง การระงบั หรือ กลบเกลื่อน ความหวิ ไวท กุ ชัว่ คราวทห่ี ิว เทานน้ั สว นความสําราญ ฝา ยใจ หรอื ฝายธรรมน้นั ไมตองดมื่ ไมตองกนิ กส็ ําราญอยเู อง เพราะมนั ไมมีความหิว ไมต อง ดื่มกนิ เพอ่ื แกหวิ ทกี่ ลา วนี้ ผูที่นยิ ม ความสําราญทางกาย อยา งเดียว อาจฟงไมเ ขา ใจกไ็ ด แต อยา เพอ เบอื่ หนาย ขอใหทนอาน สืบไปอีกหนอย พวกท่ีนิยม ความสาํ ราญกาย ในทางโลก กลา ววา \"ใจอยูใ นกาย\" แตพ วกนยิ ม ความสําราญใจ ในทางธรรม กลา ววา \"กายอยใู นใจ\" พวกแรก รจู กั โลก เพยี งซีกเดยี ว พวกหลงั อยใู นโลกนาน พอ จนรจู กั โลกดี ทงั้ สองซกี แลว ขณะเมื่อ พวกท่ชี อบสาํ ราญกาย กาํ ลงั ปรนเปรอ ใหเหย่อื แก ความหิว ของเขา อยา งเตม็ ท่นี น้ั พวกท่ีชอบสําราญใจ กาํ ลังเอาชนะ ความหิว ของเขาได ดว ย การบงั คบั อนิ ทรีย จนมันดับสนิท สงบอยูภ ายใตอาํ นาจ ของเขาเอง พวกแรก เขา ใจเอา คณุ ภาพ ของการให \"สงิ่ สนองความอยาก\" แกค วามหิว ของเขาวา เปนความสาํ ราญ พวกหลงั เอาคณุ ภาพ ของ การทยี่ ิ่งไมตอ งให ส่ิงสนอง ความอยาก เทา ใดย่งิ ดี วาเปนความสาํ ราญ พวกหน่งึ ย่ิงแพ ตัณหา มากเทา ใดยงิ่ ดี อกี พวกหนงึ่ ย่งิ ชนะมาก เทาใด ยง่ิ ดี ! พวกท่ชี อบสําราญกาย ยอมจะ แพต ัณหา อยเู องแลว โดยไมรูส ึกตวั ทําเอง และ ชักชวน ลกู หลาน ใหหา ความสาํ ราญกาย อยา งเดียว เพราะไมรูจ กั สง่ิ อ่ืน นอกจากน้นั ครั้นได เคร่อื ง สาํ ราญกายมา ใจกไ็ มสงบสขุ เพราะ มันยงั อยาก ของแปลก ของใหม อยเู สมอไป (ไดเ พยี งความ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 24 / 90
ชุมนุมเรอื่ งสน้ั – พุทธทาสภิกขุ อาหารของดวงใจ สําราญ ชั่วแลน เหมือนกนิ ขาว มอ้ื หนึง่ ก็สงบหวิ ไปไดช ่ัวม้อื หนงึ่ ) เมอ่ื ความหมนหมองใจ เกิดขน้ึ กค็ ิดเอาวา ตนเปน คนมีกรรม หรือ โชคราย ไมเ หมือนคนอ่ืนเขา เมอ่ื ตอ งเจ็บปวย ตาม ธรรมดา ของสงั ขาร กน็ อยใจ โชคของตวั อยา งหาท่เี ปรียบมไิ ด ย่งิ เมอ่ื แสวงหาโชค โดยทางใด ก็ ไมไดเสียเลยแลว ก็เลยเหน็ ไปวา ในโลกนี้ ไมม ี ความยุติธรรม มแี ตความดุรา ย คนชนิดน้ี ในทส่ี ุด กม็ อบตวั ใหแก ธรรมชาติฝา ยต่ํา ประกอบกรรม ชนดิ ทีโ่ ลก ไมพงึ ปรารถนา ตอ สู ส่งิ ทเี่ รียกวา โชคชะตา ไป แมอ ยางดีทสี่ ดุ คนพวกนี้ จะทาํ ได กเ็ พยี ง แต เปนผูท น ระทมทุกข อยดู ว ย การ แชงดา โชคชะตา ของตวั เอง เทา น้นั ในสโมสร หรือสมาคม ของพวกท่ีแสวง ความสาํ ราญทาง กาย ซ่งึ กําลังราเริง กนั อยูนั้น พวกเทพยดา ยอ มรูด ีวา เปนการเลน ละคร ยอ มสหี นา กม็ ี หลงทํา ไป ท้งั ทต่ี วั เอง หลอกตัวเอง ใหเหน็ วา เก วาสุข ก็มาก บางคนตอ งรองไห และหวั เราะ สลับกนั ทกุ ๆ วนั วนั ละ หลายครั้ง จิตใจฟูขน้ึ แลว เห่ยี วหอ ลง, ขน้ึ ๆ ลงๆ ตามทีก่ ระเปาพองข้ึน หรือยุบ ลง หรอื ตามแต จะไดเหยอื่ ทถี่ กู ปาก และไมถูกปาก ใจของพวกนี้ ยังเหลอื อยูน ิดเดียวเสมอ เทาที่เขารสู กึ จงึ ทําให เขาเขาใจวา ใจอยูในกาย คอื แลวแตกาย หรือ สาํ คญั อยูท่กี าย เพราะตอ ง ตอ เม่ือ เขาไดรับ ความสาํ ราญกาย เต็มทแ่ี ลว ตางหาก ใจของพวกเขา จงึ เปน อยา งทเี่ ขา เรียกวา \"สขุ \" แมค นพวกน้ี จะพดู วา ความสําราญใจ ! ความสําราญใจ !!\" อยูบาง ก็เปน เพียง การ หลงเอา ความสาํ ราญฝายกาย ขนึ้ มาแทน เทานน้ั จะสําราญใจ ไดอ ยางไร ในเมอ่ื ใจ ถูกทาํ ใหพ อง ขนึ้ ยบุ ลง เสมอ ความพองขน้ึ หรอื ยุบลง ก็ตาม ยอมเปนส่ิงทรมานใจ ใหเ หนด็ เหน่อื ย เทา กัน เพยี งแตเ ปน รปู รา งทีต่ า งกนั เทานั้น ลาภ ยศ สรรเสรญิ และความเพลดิ เพลนิ ทาํ ใหพองเบง เสอ่ื มลาภ เส่ือมยศ ถกู สบประมาท และหาความ เพลดิ เพลนิ มไิ ด ทาํ ใหยบุ เหี่ยว แตท งั้ สองอยาง ทาํ ความหว่นั ไหว โยกโคลง ใหเทา กัน อยา งเดด็ ขาด เมือ่ เขาได สมใจอยาก เขากไ็ ด ความ หว่นั ไหว เม่อื ไมไ ด ก็ไดค วามหวั่นไหว เมอ่ื มดื มน หนักเขา กแ็ นใ จลงเสียวา ความอรอย หรอื ขณะทอ่ี รอ ย นน่ั แหละเปน \"พระนพิ พาน\" ของชวี ติ แตเ มือ่ คิดดู เราพอจะเห็นไดว า นั่นยังไมได ถอยหาง ออกมาจาก กองทุกข แมแตน ดิ เดยี ว, มนั เปน เพยี ง ความสาํ คญั ผดิ เทานนั้ และ เปน ความสําคัญผดิ ทจ่ี ะมดั ตรงึ ตวั เอง ใหตดิ จม อยูกับ บอโคลน นัน่ ตลอดเวลา เมอ่ื เปนเชน นี้ ก็จะเหน็ ไดสืบไปวา การสาํ ราญทางฝา ยโลก หรือจะเรยี ก อีกอยางหนึ่งวา ฝายกาย หรอื วัตถุ นนั้ คอื อะไร และเมือ่ ได หมกมุนมวั แตแ สวงอาหาร ใหก าย ทา เดยี ว แลวจะเปน อยางไร หรือ อีกอยางหน่ึงวา ถา รูจกั ความสุข เฉพาะในดา นนี้ ดานเดียว แลว ก็จะรูจกั โลกเพยี งซกี เดยี ว อยางไร และยงิ่ กวาน้นั คนที่รูจักโลก เพยี งซกี หนึง่ เชน นี้ หาอาจทํา อารมณเ หลาน้ี ใหเปน เครอื่ ง อํานวยความสะดวก หรอื ความเพลนิ แกเขาได เชน เดยี วกับ ผทู เ่ี ขา ใจโลกดี ทง้ั สองซีกไม; เพราะ ตองตกเปน ทาส ของความมัวเมา รอ้ื ไมส รา ง บูชามันใหเ ปน สง่ิ สงู สดุ กวา ส่ิงใดอยเู สมอ สว นผทู ี่รูจักโลก ดีแลว นน้ั ยอมบชู า ความสาํ ราญทางธรรม หรือ ฝายใจอนั แทจ ริง เปนสว น สาํ คัญ และถอื เอาสวนกาย หรือวัตถุ เปน เพียง เครอื่ งอาํ นวยความสะดวก ในฐานเปน คนใช สาํ หรับรับใช ในการแสวงหา ความสําราญ ทางฝา ยจติ เทา นัน้ พวกนจ้ี ึงมอี ุดมคติวา \"กายอยใู น เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 25 / 90
ชุมนมุ เร่อื งสัน้ – พทุ ธทาสภกิ ขุ อาหารของดวงใจ ใจ\" คอื แลวแตใ จ กายเปน ของนิดเดยี ว, และอาศัยใจ ซ่ึงมอี ํานาจเด็ดขาด และ คณุ ภาพสงู สดุ อยู ทกุ ๆประการ และทุกๆเวลา \"แสวงหาอาหาร ใหดวงใจดกี วา ! \" ความเจริญ งอกงาม ของดวงใจ นน้ั ยังไปไดไกล อีกมากมายนกั คือกวาจะถึง พระนิพพาน เม่อื ไร นัน่ แหละ จึงจะหมด ขีดของทางไป แลวมอี ุดมสนั ตสิ ุข อยูต ลอด อนนั ตกาล สวนความ เจรญิ ทางกายนัน้ ไมม ที างไปอกี ตอ ไป สงู สุดอยไู ดเ พยี งแค รูป เสยี ง กลิน่ รส สัมผัส และ อารมณ ทางใจ บางอยาง เชน ยศศกั ด์ิ เทานั้น แตไมม ีใคร เคยทําใหเ กิด ความอิม่ ความพอใจ ในเรื่องน้ี เลย แมใ นอดีต, ในปจจุบนั และ อนาคต. เพราะวา การแสวงหาทางฝา ยนี้ ตอ งการ \"ความไม รจู ักพอ\" นัน่ เอง เปน เชอ้ื เพลิงอันสาํ คัญแหง ความสาํ ราญ ถาพอเสยี เมอื่ ใด ก็หมดสนุก ! ใครจะ ขวนขวายอยา งไร กไ็ มอาจไดผลสูงไปกวา \"การสยบซบซึมอยู ทา มกลางกองเพลิง แหง ความถูกปลกุ เรา ของตัณหา\" ซึ่งเมอ่ื ใดมอยหรลี่ ง ก็จะตองหาเชอื้ เพลิงเพ่มิ ใหใหมอีก และไมมี เวลาพอ เชนเดยี วกบั ไฟธรรมดา กับ เชอ้ื เพลิงธรรมดา เหมือนกนั เพราะฉะน้นั การแสวงหา อาหารทางฝา ยใจ เพ่อื ดวงใจ จึงเปนส่ิงท่มี ีคา นาทํากวา , เปน ศลิ ปะกวา เปนอดุ มคติทสี่ งู กวา , ทาํ ยาก หรือ นา สรรเสรญิ กวา , หอมหวนกวา เยือกเยน็ กวา ฯลฯ กวา โดยทกุ ๆ ปริยาย. การแสวงความสาํ ราญ ทางฝายกาย เปน ตน เหตแุ หงสงคราม, การแสดงความสาํ ราญ ฝาย จิต เปนตน เหตุ แหงสันตภิ าพ. ถาชาวโลก ยังบูชาลทั ธวิ ตั ถนุ ิยม มวั แสวงแต ความสําราญ ทางกาย อยา งเดียว อยูเพยี งใด ก็ไมม หี วังในสนั ติภาพ แมจ ะเปด สภาสนั นิบาตชาติ ขน้ึ อีกสกั ๑๐ สนั นบิ าต กต็ าม นักวัตถนุ ิยม เหน็ กายเปนใหญ ยอ มเสียสละ ไดทุกอยา ง เพอ่ื ใหกาย หรือโลกของตน อม่ิ หมีพมี ัน สว นนกั จติ นยิ ม เห็นแกจิตเปนใหญ ยอ มเสยี สละได ทุกอยาง เหมือนกัน เพอ่ื แลกเอา ความสงบ เยอื กเย็น ของจิต. ผแู สวงความสําราญ ทางกาย น้นั การแสวง ของเขา จําเปนอยเู อง ทจ่ี ะตองกระทบ กบั ผอู ่นื เพราะความสาํ ราญกาย น้ี เปนของเน่อื งดวยผอู น่ื หรอื สิ่งอืน่ ท่ีแวดลอ ม อยูโ ดยรอบ เมอ่ื ความเหน็ แกตวั มอี ยู ก็ตอ งมีการ กระทบกนั เปน ธรรมดา การสงครามก็คอื การปะทะ ของคนหลายคน ทตี่ างฝายตา ง มีความเหน็ แกต วั เพอื่ ความสําราญ ทางกาย น่ันเอง สงครามโลก ซึง่ เปนเพยี ง ความเห็นแกต วั ของคนหลายชาติ รวมกัน กไ็ มตาง อะไรกันอีก สวนการแสวงหา ความสขุ ทางฝา ยจติ นัน้ จะไมก ระทบกระทงั่ ใครเลย แมแ ต นอ ย, เพราะเหตุวา มอี ะไรๆ ใหแ สวง อยูใ นตน ผเู ดียว เสรจ็ ไมต องเนือ่ งดว ยผอู ืน่ การ สงคราม ไมสามารถ เกดิ จาก ผูแสวงสขุ ทางจติ ! เชนเดยี วกบั ที่ไฟ ไมส ามารถ เกดิ จาก ความ เยน็ . การแสวงหาอาหาร ทางฝายกาย งา ยหรอื ต้นื และ เปน ตนเหตุ แหง สงคราม การแสวงหาอาหาร ของดวงใจ ยาก และ ลกึ และ เปนตน เหตุ ของสันตภิ าพ ดังกลา วมาแลว . แตมนุษยในโลกน้ี สว นมาก ปลอ ยตน ไปตามสญั ชาตญาณ หรือ ธรรมดาฝา ยต่ํา มากเกินไป จงึ เทา ทเ่ี ราเหน็ กนั จึง มแี ต ผถู อื ลทั ธิวตั ถุนิยม ยิง่ นานเขาเทาใด วิธกี ารแสวงหา อาหารของดวงใจ กย็ ่งิ ลบเลือน หายไป เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 26 / 90
ชมุ นมุ เรอ่ื งส้นั – พุทธทาสภิกขุ อาหารของดวงใจ จาก ความทรงจาํ และ ความเอาใจใส ของมนุษย มากข้ึน เพียงนั้น ในทีส่ ุด กไ็ มม ีอะไรเหลือ อยู ใน มนั สมอง ของมนุษย นอกจาก ความเหน็ แกตวั และน่นั คือ สมัยท่ี ไฟประลัยกลั ป จะลา งโลก ขาพเจาอยากจะกลาววา ผแู สวงหาสุขทางใจ มีอยูเพียงกีค่ น กต็ าม ก็เปน เหมือน ลกู ตุม ท่ีถว ง โลกไว มิใหห มุนไป ถงึ ยคุ ไฟประลัยกลั ป เรว็ เกินไปเพยี งน้ัน \"เรายอมรับวา เปนลูกตมุ จรงิ แตวา เปนลกู ตมุ ทถี่ ว ง ไมให พวกทา น วิ่งเขาไปสกู องไฟ เรว็ เกินไป ถาพวกขา พเจา จะพลอยเปน อยา งทาน ไปดว ย เชอ่ื แนว า โลกคงจะแตกดบั เร็วกวา ท่ี พวกขา พเจา จะแยกเปนอยู เชน น\"ี้ นเ่ี ปน คํา ซ่งึ พวกแสวงสุข ทางฝายจติ ควรจะพดู ได โดยชอบ ธรรม ! พระพทุ ธองค ทรงเปน นายกแหง สมาคม ผแู สวงสขุ ทางใจ เพียงพระองคเ ดยี ว และ สมยั เดยี ว ก็ ช่อื วา เปน โลกนาถ ทีพ่ ่งึ ของโลก หลายสมยั เพราะวา อทิ ธิพล แหง ธรรม ท่พี ระองค ทรงเปดเผย ขึน้ นนั้ ไดถว งใหโลก ทีก่ ําลงั หมุนไปหา ความแตกดบั หมนุ ไปชา เขา มากกวา มากนกั เม่อื หมุน ไปชา เชน น้ี คนท้ังโลก แมท ี่สดุ แต คนทไี่ มเคย ไดย นิ ชื่อ ของพระองค ก็พลอยมสี วน ไดร ับ ความสุข ดวย แตเ ม่ือโลก ละท้ิง การแสวงหา อาหารทางใจ มารับเอา อาหารทางกาย มากข้นึ เชน นี้ พระพทุ ธองค ก็ชว ยไมไ ด เพราะ โลกเปนฝา ย ท่ีท้งิ พระพทุ ธองค พทุ ธบรษิ ัททกุ คน ยังภักดีตอ การแสวงหาความสุขทางใจ กนั อยู นับวา ตระกูลของพระองค ยงั ไมขาดทายาท เสยี ทเี ดียว และจะยังเปน เหมือน ลูกตมุ นอ ยๆ ทีเ่ หลอื อยู เพ่อื ตัวเอง และ โลก ดวย, ทั้งขณะที่ พวกอน่ื เขาอาจกาํ ลงั เกลียด พวกนอ้ี ย.ู พทุ ธบรษิ ทั คงตอ งถอื วา กายอยใู นใจ, อาหารทางใจ สําคญั กวา อาหารทางกาย และยังคงตอ ง ภักดี ตอลัทธิ แสวงสขุ ทางใจ อยูเสมอ. การเปน พุทธบริษทั แตปากนัน้ ไมทําใหเปน พุทธบรษิ ทั ไดเ ลย พุทธบริษัทท่ีแท เปน นกั นิยมวัตถุ หรอื ถอื ลทั ธิหลงชาติ ไปไมไ ด พทุ ธบรษิ ทั ทข่ี วางๆ รีๆ นัน่ ย่ิงจะรา ยไปกวา ผทู มี่ ไิ ดเปน พุทธบรษิ ทั เมื่อเกดิ \"มิคสัญญี\" พุทธบรษิ ทั ทแี่ ทจ ริง เทานัน้ ท่ี จะเปนผูเหลอื อยู แมน้ีก็เปน อานิสงส แหงการนิยม อาหารของดวงใจ เมอื่ ไดพรํ่า กลา วถึง ความดี ของ อาหารทางดวงใจ มามากแลว กระทัง่ ในแงการเมอื ง เปน ท่ีสดุ จึงตอ ไปนี้ จะไดก ลาวถึง ลกั ษณะของ อาหารทางใจ โดยตรงบาง, ใหควรกัน. คําสองคาํ ซึง่ ใครๆ กเ็ คยไดย ินมีอยวู า โลก กะ ธรรม โลก กบั ธรรม จะเปน อนั เดยี วกัน ไมได. โดยท่ีโลกเปน ฝา ยนิยมวตั ถ,ุ ธรรมเปนฝายนยิ ม \"ความเปนอสิ ระ เหนือวัตถุ\" และ \"ความเปน อิสระ เหนือวัตถุ นีเ่ อง คอื อาหารของดวงใจ\" กายตองการอาหาร ทางฝายโลก, ใจตองการอาหาร ฝายธรรม, ผูที่เห็นวา ใจเปน ใหญ จนถึงกบั เปน ทอี่ งิ อาศัยของกาย ยอมแสวงหาอาหาร ใหกาย เพยี งเพือ่ สกั วา ใหมันเปนอยูไ ด (ยาปนมัตต) เทา นนั้ นอกนน้ั ใชแ สวง เพือ่ ใจอยางเดยี ว เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 27 / 90
ชมุ นมุ เรือ่ งสนั้ – พุทธทาสภกิ ขุ อาหารของดวงใจ อันความเปน อสิ ระเหนอื วตั ถุ นนั้ เหน็ ไดยาก ตรงท่ีตามธรรมดา ก็ไมม ใี ครนึกวา ตนไดต กเปน ทาสของวตั ถุ แตอยางใด ใครๆ ก็กาํ ลังหาวตั ถุ มากนิ มาใช มาประดบั เกยี รติยศ ของตน และ บาํ เรอ คนทตี่ นรัก ทําใหเห็นไปวา นน่ั เปน นาย มีอสิ ระเหนือวัตถุ พอแลว เชน มีเงินจะใชม นั เมอ่ื ไรก็ได สว น ความหมน หมองใจ ท่ีเกดิ ข้นึ มากมาย หลายประการ หามีใครคดิ ไมว า นั่นเปน อิทธพิ ลของวตั ถุ ท่มี นั ครอบงาํ ยาํ่ ยเี ลน ตามพอใจ ของมนั ดวงใจ ไดเสีย ความสงบเย็น ท่คี วรจะ ได ไปจนหมด ก็เพราะ ความโงเงา ของตัวเอง, ทไ่ี ปหลง บูชาวตั ถุ จนกลายเปน ของมพี ษิ สง ขึน้ มา ดวงใจทแ่ี ทจรงิ กไ็ มอาจฟกตัว เจริญงอกงาม ขึ้นมา เพราะ ขาดการบํารงุ ดวยอาหาร โดย ทเี่ จาของ ไมเคยคดิ วา มันตองการอาหาร เปนพเิ ศษ ย่งิ กวากาย สญั ชาตญาณ ทัง้ หลาย ชวนกัน ขึ้น นงั่ บัลลังก บัญชาการเตม็ ท่ี ออกคําสัง่ ทบั ถมดวงใจ ท่แี ทจ ริง หรือธรรมชาติฝา ยสงู ท่เี ปน ช้นั ปรมตั ถธรรม จนไมปรากฏ สาละวนแต แสวงหาอาหาร ตามอํานาจฝายตํ่า หรือทเี่ รยี ก ในท่ีนวี้ า กาย (โวหารธรรม) เมอื่ ใจขาดอาหาร แมแตท ี่เปน เบ้อื งตน เชนนีแ้ ลว กไ็ มง อกงาม พอทจ่ี ะแจมใส สอ งแสง ใหผ นู ั้นมองเห็น และถืออดุ มคติ แหงความสขุ ทางใจได ชีวติ ก็เปน ของมดื มน ตอง รอ งไห ทั้งท่ี ไมรูเ หน็ วา มีอะไรมาทาํ เอา เม่อื เด็กๆ ท่ีเกดิ มาในโลก ไมอ าจสาํ นึก ในปริยายน้ี ไดดว ยตนเอง เชน นีแ้ ลว การศึกษาธรรม เทา น้ัน ที่จะชว ยไดในเบือ้ งตน การศึกษาธรรม ทางฝา ยหลักวิชา จงึ เปน อาหารของดวงใจ ในขัน้ แรก และข้ันกลาง กค็ อื การยอยหลกั วชิ าๆ นัน้ ออกดว ย มนั สมอง ของตนเอง ไดความรู ความ แจมแจง ความโปรง ใส เยอื กเย็น อะไรมา นั่นเปน อาหารช้นั ปลาย สง เสริมกนั สืบไปใหเ จรญิ จน สามารถ ทาํ พระนพิ พาน ใหป รากฏ จงึ จะนับวาถึงทสี่ ดุ ปรยิ ตั ิธรรม หรอื ธรรมในสวนหลักวิชานั้น ชว ยไดโ ดยเปน เครื่องสะกดิ ใจ ใหรูส กึ ในเบ้ืองตน วา เรามีกายสองซกี คอื ซกี รูปกาย และธรรมกาย รปู กาย เจรญิ ไดเ อง ดว ยการมี บิดามารดา เปน แดนเกดิ เติบโตขน้ึ ดว ยขา วปลา อาหาร สวนธรรมกายนั้น มี กาย วาจา ใจ ท่ีสจุ รติ ผองใส เปน ทีต่ ้งั ทป่ี รากฏ, มผี ลของ ความสจุ ริต เปนอาหาร ทจี่ ะบํารงุ ใหเตบิ โต สบื ไป และทาํ ใหเรา รสู กึ สบื ไป เปน ลาํ ดับวา ถาบํารงุ แตร ูปกาย อยา งเดยี ว มันก็จะอวนดี แตซกี เดยี ว อีกซกี หน่งึ ซ่งึ เปน ซีกใน จะเห่ยี วแหง อยู ผลทไ่ี ด ก็คอื รางกายทีส่ มบรู ณ แตใ จเต็มไปดว ย ความหมน หมอง เมื่อยัง เด็ก ความหมนหมอง มิปรากฏนัก ก็เพราะยังเปน ผทู ผ่ี อู น่ื เลย้ี งดูให และ กายกย็ ัง มิไดข ยายตัว เต็มท่ี จนสามารถ ทําความรสู กึ ไดส ุดขดี ทกุ ๆ อนิ ทรยี (คือเต็มท่ี ทั้งทาง ตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ) ครัน้ เมอ่ื กายเจรญิ เต็มทีเ่ ขา ความหมน หมอง กเ็ กิดมากขน้ึ เพราะยิง่ ขาดดลุ ยภาพ (ของความที่ รปู กาย และ ธรรมกาย จะตอ งมี ความเจริญคเู คียง สมํา่ เสมอกันไป จึงความหมนหมอง จะไมอาจ เกดิ ) น่นั เอง สรุปความวา ปรยิ ัตธิ รรม ชว ยใหเ ราทราบวา เราจะตอ งประพฤตธิ รรม เชน น้ันเชนน้ี เพอ่ื ธรรมกายของเรา มิฉะนน้ั เราตายดา นไปซีกหนงึ่ , เมือ่ เรารู ปริยตั ิธรรม พอสมควรแลว เราก็ ได อาหารของดวงใจ ในสว นหลักวิชา และ ภาคพนื้ ของการปฏบิ ัติ สมั มาทฎิ ฐิ หรอื รงุ อรณุ ได ปรากฏแกเราแลว เปน แรกเรมิ่ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 28 / 90
ชุมนมุ เรือ่ งสนั้ – พุทธทาสภิกขุ อาหารของดวงใจ ปฏิบตั ิธรรม หรือ ธรรมคอื ตวั การปฏบิ ตั นิ ัน้ เปนการทรมานอินทรีย (sense) เพ่ือเอาชนะอนิ ทรยี , ชนะไดเ ทา ใด ความเยอื กเยน็ พรอ มท้ัง ความรแู จง ก็เกิดขน้ึ เทา นั้น ความเยือกเยน็ เกดิ จาก ความท่ี อนิ ทรยี สงบราํ งบั ลง ความเหน็ แจง ความจริงในตวั เอง ปรากฏเพราะ ไมถ กู มาน แหง ความ กลัดกลมุ ของอินทรยี ปดบังไว เชน แตกอน วธิ เี อาชนะ อนิ ทรีย ตามหลกั แหง พทุ ธศาสนา ไดแ ก การบังคับตวั เอง ใหง ดเวน จากสิ่งชวั่ , บงั คับตวั เอง ใหทํา แตส ่งิ ที่ดี เขาแทน และตอ จากนนั้ พยายามหาวิธี ชําระจิต ใหเ ปน อสิ ระ จากความหมนหมอง ทั้งท่ีเปด เผย เห็นไดง า ยๆ และทีน่ อน น่ิง เงยี บๆ อยใู นสนั ดาน อนั เปนเหมอื น เช้ือ ทก่ี อ เกิด ของอยา งแรก หรือ กลาวอีกอยา งหน่งึ ไดแก การบังคบั กาย และ วาจา ใหอยใู นอํานาจ เรยี กวา ศลี , บงั คับจิต ใหอยใู นอาํ นาจ เรยี กวา สมาธ,ิ และใชจ ติ ที่อยใู นอํานาจแลว คอื คนหาความจรงิ ท่ยี าก ท่ีลกึ จนปรากฏ แจม แจง เรียกวา ปญ ญา, การบังคับหรอื ควบคุมอนิ ทรีย เชนน้ี ทําใหด วงใจ ไดรับ ความสะบักสะบอม นอยลง วตั ถุ หรือ อารมณ ท้งั หลาย มีพิษสง นอ ยเขา หรือ หมดไป เพราะ คา ทเี่ รา สามารถบงั คับ ตวั เอง ไวใ นภาวะ ทจี่ ะ ไมห ลงใหลไป ตามทง้ั ใน ทางชอบ และ ทางชัง เมอ่ื ใจเรา ไดร ับความ พกั ผอน อยา งผาสกุ เนอ่ื งจาก การบังคบั อนิ ทรีย ของเรา เชนนีแ้ ลว เรากไ็ ด อาหารของดวงใจ ในสวนของ การปฏิบัต,ิ อันจะเปน อปุ กรณ ใหไ ดรับ อาหารชั้นสูงสุด สืบไป ปฏิเวธธรรม หรือ ธรรมในสวน การรแู จง แทงตลอดในสง่ิ ที่เคยหลงใหล ไมร เู ทาทันมากอ น เปน ความรู ชนิดที่จะ ตัดราก ความหมน หมอง ของดวงใจเสยี โดยประการท้ังปวง, เชน ความสงสยั ความเขา ใจผดิ หลงรัก หลงชงั ฟงุ ซาน ฯลฯ เสยี แลว ทําความแจม แจงใจ โปรง ใจ เยอื กเย็นใจ ให เกิดข้นึ แทน น้ีเปนผล ท่ีปรากฏแกใ จ สมจรงิ ตามทีเ่ รียนรู ทางหลักวิชา โดยปรยิ ตั ิ ซึ่งเปน เพยี ง \"การรูอยา งคาดคะเน ดว ยเหตุผล ลว งหนาไปกอ น\" การแทงตลอดน้ี หมายถึง การแทงตลอด มา นอวชิ ชา คอื ความโงหลง ซึง่ เปนของเฉพาะตวั อยางยงิ่ . นาอัศจรรยม าก ทค่ี นบาคลั่ง อาจ รกั ษาโรค ของตนเอง ดว ยการฟง วธิ ีรกั ษา มาจากผูอ ื่น แลว รกั ษาตวั เอง พิจารณาตัวเอง ไป เร่อื ยๆ อยางคอยเปน คอ ยไป จนหายได ในทส่ี ุด! ชางไม หรือ นักยันตรกรรม ท่ีตดิ ขดั ในปญ หา ขดั ของ บางอยาง ในหนา ทีก่ ารงานของตน อาจผานปญหานั้นๆ ไปได โดยการ พยายาม คดิ คน หาเอาเอง หรือ ถามทานผูรู แลวมา แกไ ขไปเอง เม่ือพบเงื่อนถกู ผา นไปได กไ็ ดร ับความสขุ ใจ ผู ที่รูวา ตนกาํ ลงั ตดิ ขดั ในปญ หาชวี ิต (คือ ความทช่ี วี ิต ถูกกดถว ง ดว ยความ หมนหมอง อยเู สมอ ตัง้ แต ชนดิ ที่ หยาบทสี่ ุด จนถึง ท่ีละเอยี ดท่สี ดุ ) กฉ็ นั นน้ั , คอื เม่ือไดค ดิ คน ไปเองบา ง ไตถามทาน ผูร ู มาคิดคน ไปบา ง จนไดร ับความแจมแจง เบาโปรง ปรากฏกบั ใจเอง ก็เปนสขุ นกั ศลิ ปน ท่ี แทจริง เขาหาความสุข จากความพอใจ ตัวเอง ในการท่ี ทําสิ่งที่ยากๆ ไดส าํ เรจ็ มิใชเพราะ พอใจ ในเงนิ หรอื รางวลั ท่จี ะไดร บั ซึ่งเปน วสิ ยั ของ นักการคา ในที่นีจ้ ะ เห็นไดว า ความสุขทเ่ี กดิ จาก ความพอใจ หรอื ความรูแจงนั้น เปนอกี ขน้ั หนึง่ ซ่งึ นักการคา หรอื ผนู ิยมวตั ถุ จะเหน็ เปน ความสขุ ไปไมไ ดเ ลย ผลอันนีค้ ือ อาหารของดวงใจ ในสวนปฏเิ วธ, ซึ่งเมอ่ื แทงตลอด ถึงที่สุด ไม มอี ะไรเหลือจรงิ ๆ กค็ ือ การพบกนั เขา กบั พระนิพพาน และ การแทงตลอด ท่ีถงึ ขดี ระยะหน่งึ ๆ ขางตนๆ นั้น คือ มรรคผล ขัน้ หนึง่ ๆ ตามหลัก ที่ทา นกาํ หนดไว เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 29 / 90
ชุมนุมเร่อื งสนั้ – พุทธทาสภิกขุ อาหารของดวงใจ เมือ่ ได อาหารทางใจ เปนลาํ ดับมา จนลุถงึ พระนพิ พาน เชนนแี้ ลว ตอ จากนัน้ ก็เปน ใจ ที่มีรสของ พระนพิ พาน เปน อาหาร ศานตเิ ปน รสของพระนิพพาน ! และ ใจมศี านตินน้ั เปน อาหาร !! ศานติ ในที่นี้ หมายถงึ ความเยอื กเยน็ ของพระนิพพาน หรอื สภาพอันหนง่ึ ซ่ึงเปน สภาพแหง ความวางโปรง เปนอิสระเหนอื สง่ิ ทง้ั หลาย เหนือรปู ธรรม นามธรรม เหนอื กฎแหง รูปธรรม และ นามธรรม ทัง้ หมด และเปนส่ิงที่ ใครจะบญั ญัตกิ ฎเกณฑอะไร ใหไ มไดเ ลย เมอื่ เราอาบน้าํ เราไดรับความเย็นของนํ้า หรอื เพราะนาํ้ , เมือ่ ใจลุถงึ พระนพิ พาน มนั ยอ มเยอื กเย็น เพราะ ความเย็นของ พระนิพพานน่ันเอง ความเยอื กเยน็ อนั น้ี เปน ยอดอาหาร ช้ัน พเิ ศษ ของดวงใจ กค็ วามหมนหมอง ตา งๆ ของดวงใจนนั้ ถูกสลัดทง้ิ เสยี หมดแลว ตงั้ แตไดรบั อาหาร ขนั้ ปฏเิ วธข้ันสงู มาบัดนี้ ไดร ับความเยือกเย็น ของพระนิพพาน เขา อกี จงึ เปนการยาก ท่ี จะกลา ว ใหเ ปน ที่เขา ใจ กันอยางทวั่ ไปวา รสชาตอิ นั นี้ ในขณะนี้ จะเปน อยา งไร ทา นจงึ กลาววา เปนสงิ่ ที่ แมแ ต อยากพดู ใหฟง กไ็ มรวู า จะพดู อยา งไร (Subjective) อยาวา แต รสชาติ ของ พระนพิ พานเลย แมเพยี งแต รสของวเิ วก หรอื สมาธิขนั้ ตนๆ กเ็ ปน ของยากทีจ่ ะอธบิ ายวา มี รสชาติเปนอยา งไรเสยี แลว เพราะเปนรสทีต่ อ งจัดเปนรสแปลกใหมอ ีกรสหนง่ึ จากบรรดารส ท่คี น ธรรมดา เราเคยรรู สกันมาในวงแหง โลกิยารมณ ความจริง ตามธรรมดา สง่ิ ท่ีเรยี กกนั วา รส นน้ั เปน ของอธิบายยากมาก บางอยา ง ไมม ที าง จะเทียบเคยี ง เสยี เลย เชน นาย ก. ไมเ คยกนิ ของ หวาน เลย นาย ข. ก็ไมอ าจทจี่ ะ อธบิ ายให นาย ก. ทราบไดว า รสหวานนนั้ เปน อยา งไร จะวา ตรงกันขามกบั ขม กับ เคม็ กบั เปร้ยี ว หรอื อะไรทุกอยา ง นาย ก. ก็ไมอ าจทายไดว า รสหวาน น้ันเปน อยางไร แม นาย ข. จะคดิ คนหา คําใดมาพดู ก็ไมไ ด คงไดแตวา หวานๆ อยอู ยา งเดิม น่นั เอง นี่คือ ความเปน ปจ จตั ตงั และ ความเปน ของอธิบายใหช ัด ไมได ของรส สว นรสของ พระ นิพพาน ก็ทํานองเดียวกัน เปนแต ย่งิ ยากขึ้นไป กวานนั้ อกี หลายเทานกั แมใ นทาง ท่จี ะให เปรียบเทยี บ หรือ คาดคะเน กเ็ ม่อื นาย ก. ไมควรจะดือ้ เถียง นาย ข. วา รสหวานไมมีในโลก, และ ทางท่ีดที สี่ ดุ นาย ก. ควรใชค วามพยายาม จนหานํ้าตาล มาชมิ ดูได ดว ยตน กจ็ ะรวู า หวาน เปนอยา งไร ฉันใด ผูทย่ี งั ไมถงึ นิพพาน กไ็ มควรปฏเิ สธ รสของนพิ พาน. แตควร ตะเกยี กตะกาย จนไดช มิ รสของพระนพิ พาน ดว ยตนเองฉนั น้ัน กอนแตจะจบเรือ่ งน้ี อยากจะเลานิทาน ฟง กนั เลน สักหนอ ยหนึง่ เตา ตวั หนึ่ง เปน สหาย กบั ปลา ตัวหน่งึ วันหนึง่ ไดพ บกัน ปลาถามวา \"สหายเอย, ทานไปท่ีไหนเสยี เปน นาน?\" \"ไปเท่ยี วบนบกมา\" เตา ตอบ \"บกเปนอยา งไร?\" ปลาถาม \"ออ บกงดงามมาก มอี ะไรสวยๆ แปลกๆ ลมพดั เยน็ สบาย มีอาหารดเี ยอะ มีเสียงแปลกๆ ซง่ึ เราไมเคยไดยนิ ในท่นี ีเ้ ลย\" \"ฉันไมเ ขาใจเลย สหายเอย บกนัน้ ออนละมนุ ใหศ รษี ะของเราแหวกวาย ไปไดส ะดวก เชน นี้หรือ?\" เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 30 / 90
ชุมนมุ เร่ืองส้นั – พุทธทาสภิกขุ อาหารของดวงใจ \"ไมใช\" \"บกไหลเออ ไปไดตามรอง เชน น้หี รือ?\" \"ไมใ ช\" \"บกเยน็ ชุม ซมึ ซาบ เอิบอาบ เชน น้หี รือ?\" \"ไมใช\" \"บกเปน ละลอก ริว้ ๆ เมื่อถกู ลมพดั หรือ?\" \"ไมใ ช\" แมปลาจะต้ังคําถามมาอยางไร คาํ ตอบก็มแี ต \"ไมใช\" ทั้งนัน้ ในทีส่ ุด ปลากห็ มดศรทั ธา ประณาม เตา วา \"สหายเอย ทา นโกหกเสยี แลว เอาสง่ิ ท่ี ไมม ีจริง เปน จริง มากลา ว\" แตเตาก็ ไมร ทู ี่จะตอบ สหายของตน อยางไรดี ในทสี่ ดุ กไ็ ดแต คอ ยคลาน กลับข้ึนบกอีก เตา ไดเ ทีย่ ว ไปบนบก อีกใหม, บนบก ซึ่งสหายของเขา ไมเคยนกึ และ ไมยอมเชอ่ื วาม!ี เตา ไดเท่ยี วไปวันแลว วันเลา ๆ บนบก ซง่ึ สหายของเขา หาวา เขาโกหก !! นิทานเร่อื งน้ี จะอาจเปน เครอ่ื งรองรบั ความเปนปจจตั ตงั และ การพดู บรรยาย ไมได ของศานต-ิ อาหารของดวงใจ ช้นั พิเศษ ชัน้ ยอดสดุ , ไดบ า งกระมัง, นํา้ กับ บก ตอ ตดิ กนั อยู หางกัน เพียงชว่ั เสน รมิ นาํ้ เสนเล็กๆ ที่รมิ สระเทา นนั้ แตป ลากไ็ มอาจรู หรือ แมแต คาดคะเนวา บกเปนอยางไร ไดเลย พระพทุ ธองคต รัสวา โลก คอื โอกะ หรือ โอฆะ (แปลวา น้าํ ทง้ั สองศพั ท) สัตวโ ลก กค็ ือ ผู ท่ีจม อยใู นโลก หรอื นํ้า น่ันเอง พระนพิ พาน เปน ฝง เกาะ ท่รี อดพน แตน อยคนนัก ท่จี ะวา ย ออกไปถงึ เกาะ ดจุ พวกนก ทต่ี ดิ บว งแลว นอยตวั นักที่จะหลดุ ไปได ไมต อ งตกเปนเหย่ือ ของ นายพราน ฉันใด ก็ฉันนนั้ ผทู ีต่ กโลก หรอื จมโลก กค็ ือ ผทู ่รี จู ักแตโ ลก หรอื กามคุณ ซึง่ เรียก ในทนี่ ว้ี า อาหารของฝา ยกาย หรอื โลกยิ ะนนั่ เอง เมอ่ื รจู กั แตอ ยา งเดยี ว กไ็ ม (หรือ มกั จะไม) เชือ่ วา บก หรอื โลกุตตระ มีอยู ณ ท่ใี ดอกี เชน เดยี วกับปลา ก็บดั นี้ การที่จะเดนิ ทางไปสูบกนน้ั ผูเดินตอ งกิน \"อาหารของดวงใจ\" ดังทีก่ ลา วมาแลว การที่ ไมคอ ย มีใครสนใจ ในเรอ่ื งอาหารของดวงใจ ก็เพราะ ไมเคยคิด ทจี่ ะ เดินทางไปสู \"บก\"น่ันเอง ! อาหารของดวงใจ มหี ลายช้ันนกั เพราะฉะน้นั ยอมจะมีผแู สวง และ เสพไดใ นช้นั ตา งๆ บางช้นั เปนธรรมดา เรารูในขอน้ีได กโ็ ดยที่ จะเหน็ ไดว า คนบางคน หาไดต กโลก เตม็ ท่ี เหมือนกับ บางคนไม เชนเดียวกับ ถาเราจะมองดู ภาพสมมติ สกั ภาพหนึ่ง เปน ภาพแหง รมิ ฝง ทะเล เราเหน็ คนบางพวก ตกน้ํา จมมดิ อยู บางพวก ชศู รี ษะ รอนขน้ึ เหนือน้าํ ไดมองดรู อบๆ สงั เกตหา ฝง บกอยู บางพวก มองเห็นฝง แลว บางพวก กําลังวา ยมงุ เขาฝง บางพวก ใกลฝ ง เขา มามากแลว บางพวก ถงึ ทต่ี นื้ ยนื ถึง เดินตะคมุ ๆ เขา มาแลว บางพวก เดนิ ทอ ง เพียงแคเขา เขา เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 31 / 90
ชุมนุมเรื่องสนั้ – พทุ ธทาสภกิ ขุ อาหารของดวงใจ มาแลว บางพวก นัง่ พักอยา งสบาย หรอื เท่ยี วไป อยางอสิ ระบนบก ! เราจะเปนพวกไหน ยอมไม มใี ครรไู ด เทา ตัวเราเอง !! เปนของนาคิด ท่สี ดุ น้ี หวังวา ตลอดเวลา ทมี่ นุษยยงั คงไดรบั รส ของพระพทุ ธวจนะ อยูเพยี งใด คงจะมีสกั พวก หน่ึง โดยเฉพาะอยางยิง่ คือ พวกบริโภค อาหารของฝายกาย อยา งสมบรู ณอยแู ลว ซง่ึ จะเกิด ความรูสึกอึดอัด ในความซํา้ ซาก และหมด \"ทางไปในฝายสูง\" ของโลกยิ าหาร หรือ ลัทธวิ ตั ถุ นยิ ม (Materialism) แลวเกดิ ความสนใจ ในคุณภาพอันสงู สุด ของ โลกตุ ตราหาร หยิบเอา ลทั ธิ มโนนิยม (Spiritualism) ขึ้นมาพจิ ารณาดูบาง ดวยกริ ิยา อันเคารพ และแยบคาย เพราะ ยังมีทาง ไปอีกสูงมาก ในนามแหง พทุ ธทาส ขา พเจาขอแสดงความยนิ ดี ทจี่ ะรจู ักทา น และขอแสดงความนบั ถืออยางสูง ตอทา นลว งหนา พุทธทาสภกิ ขุ ๑๙ กนั ย ๒๔๘๐ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 32 / 90
ชมุ นมุ เรอ่ื งส้นั – พทุ ธทาสภกิ ขุ นิพพาน – จุดหมายปลายทางของชีวติ นพิ พาน จดุ หมายปลายทางของชีวติ คํานาํ เรอื่ งพระนิพพาน มิใชเ ปน เร่อื งที่พดู ใหจ บหรอื ใหเขาใจกนั ไดดว ยคาํ พูดเพียงสองสามคาํ , เพราะฉะนนั้ ผู ศกึ ษาจะตองอา นทบทวนไปมา และทําการศกึ ษาคิดคน ตีความและเทยี บเคยี ง หย่งั ใหถงึ ความหมายของศัพท และประโยคไปโดยลาํ ดับจรงิ ๆ ไมอ า นอยา งสะเพรา ลวกๆ หรือขามไปทั้งที่ไมเขา ใจ, จึงจะมคี วามรจู ักตัวพระ นพิ พานชัดเจนเพ่ิมขึ้นเปน ลําดับๆ จนกวาจะลุถึงไดจ รงิ ๆ ดว ยการ ปฏบิ ัตธิ รรม ทางใจ, ตอไปนเ้ี ปนแนวการ คิดคน หาความเขา ใจ หรอื คณุ คาของพระนิพพาน เพอื่ กอ ใหเ กิดฉนั ทะในการบรรลุพระนิพพานแรงกลา ย่ิงข้นึ บาง ไมมากก็นอ ย. พระนิพพานไมใ ชเปน จิต, ไมใชเ ปน เจตสกิ หรอื สง่ิ ที่เกดิ ข้ึนกบั จิต โดยอาศัยจติ นนั้ , ไมใชมี รปู รา ง, เปนกอ น เปน ตวั อนั เปนประเภทรูปธรรม, ไมใ ชบา นเมือง ไมใ ชด วงดาว หรือดวงโลกใน โลกใดโลกหนงึ่ , และยิ่งกวานน้ั พระนพิ พานไมใ ชสงิ่ ท่มี คี วามเกดิ ข้นึ มา, ไมใ ชส งิ่ ทมี่ คี วามดบั ลง ไป, หรอื ทง้ั เกดิ และดับสลบั กันไปในตวั , ไมใ ชส ิ่งทมี่ ีความดับลงไป, หรอื ท้ังเกดิ และดับสลบั กนั ไป ในตวั , แตพระนพิ พานเปน สภาวะแหง ธรรมชาติชนดิ หนง่ึ และเปน สงิ่ เดียวเทา นน้ั ทีไ่ มต อ งตั้งตน การมขี องตนขน้ึ เหมือนสง่ิ อนื่ ๆ แตกม็ ีอยไู ดตลอดไป และไมรูจกั ดับสูญ เพราะไมมเี วลาดับหรอื แมแตแปรปรวน. สง่ิ ท้ังหลายอืน่ ซึง่ มอี ยู นอกจากพระนพิ พานแลว ; แรกทีส่ ุด มันตองมีการเกดิ ขน้ึ มันจงึ จะมี อยไู ด และตอ งดบั ไปในที่สดุ แมจ ะชานานสักเพยี งไรก็ตาม และยงั ตอ งแปรไปๆ ในทา มกลางดวย, เพราะส่งิ น้นั มนั มกี ารเกิดขึน้ . แมทส่ี ุดแตด วงอาทติ ย ซง่ึ วิทยาศาสตร บอกวามอี ยูนานกอ นส่งิ ใด ในสากลจกั รวาล มันจะตองกลายเปน ไมม ีสกั วันหนง่ึ และเราจะไมไ ดเ ห็นมันในเวลาเชา และลบั หายจากสายตาไปในเวลาเย็น เชน เด๋ียวนี้, แม ดนิ นํ้า ไฟ หรอื ความรอน ลม หรืออากาศ ก็ เชน กนั จกั ตอ งถึงสมยั หนึ่ง ซง่ึ มนั จะไมมีอยู, เพราะสิง่ เหลา นี้ มีการเกิดขึน้ มา และเกดิ ขึน้ ไดเปน ขึ้นไดโดยตอ งอาศยั สิ่งอื่น. สว นสิ่งทีเ่ รยี กวา พระนิพพาน ไมเปนเชน น้ัน; ไมมีการเกดิ ขน้ึ ทาํ ไมจะตอ งมีการอาศยั สง่ิ อ่ืน, เมอ่ื ตวั เองมขี องตวั เองได มนั จงึ ไมรูจกั ดับ, และจะมีอยตู ลอดไปโดยไมมีท่ีสุดหรือเบอ้ื งตน และ เหตนุ ้เี อง พระนิพพานจงึ ไมใ ชส่ิงทใี่ ครจะกลาวไดอยางมเี หตผุ ลเลยวา พระนพิ พานน้นั เปนอดตี , อนาคต หรอื เปน ปจจบุ นั ไดเลย, ท้งั น้ีเพราะความมอี ยูแ หง พระนิพพานนนั้ แปลกกบั ความมีอยู ของสงิ่ อน่ื อยางสดุ ท่ีจะกาํ หนดมากลา วได. พระนิพพานมีอยูตลอดกาล อันไมม ที ่ีสุด, มเี ปนของคู เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 33 / 90
ชุมนมุ เร่ืองสัน้ – พทุ ธทาสภิกขุ นิพพาน – จุดหมายปลายทางของชีวติ เคยี งกบั กาลเวลาอนั ไมมีทส่ี นิ้ สุด, แตห ากวา กาลหรือเวลาจะเปนส่ิงท่ีสิน้ สดุ ลงในวันหนง่ึ ได พระ นพิ พานก็ยงั หาเปน เชน นนั้ ไม. พระนพิ พาน เปนส่งิ ที่เปด โอกาสเตรยี มพรอ มอยูเ สมอ สาํ หรับท่ีจะพบกนั เขากบั ดวงจิตของ คนเราทกุ ๆ คน. หากแตว า ดวงจติ ของเราตามธรรมดา มอี ะไรบางอยางเขา เคลือบหมุ เสยี กอน ไม เปดโอกาสใหพ บกันไดก ับพระนพิ พานเทา น้นั , พระนพิ พานจงึ ไมป รากฏแกเ ราวา มีอยูทไี่ หน ทัง้ ท่ี พระนิพพานอาจเขา ไปมไี ดในท่ที วั่ ไป ยงิ่ เสยี กวา อากาศ ซ่งึ เรากลาวกนั วามีทั่วไปเสียอกี . เมือ่ เรา ไมอาจกําหนด หรอื เคยพบกับพระนิพพาน กเ็ ลยคดิ ไปวา พระนิพพานไมไ ดม ีอยูดังทที่ านกลาว เขาใจวาเปน การกลา วอยางเลนสาํ นวนสนุกๆ ไป. คนตาบอดมาแตก าํ เนิดยอ มไมรเู รื่องแสงสวาง หรอื สขี าว แดง ท้ังทีม่ นั มอี ยูร อบตวั หรอื ถงึ ตวั ฉันใด, ผบู อดดวยอวชิ ชาซึง่ หอ หมุ ดวงจติ กไ็ มรู เรือ่ งพระนิพพาน ไมอาจคาดคะเน พระนิพพานฉนั นั้น, จนกวา เขาจะหายบอด. เราเกดิ โผลออกมาจากทองแมส ูโลกนี้ บอดเหมือนกันหมดทุกคน จึงไมอ าจรเู รือ่ งพระ นพิ พานไดต ง้ั แตแ รกเกดิ . ยิ่งผูที่มตี าเนอื้ ตาเนอื้ ก็บอดเสียอกี ดวยแลว ไมอ าจรจู กั แสง หรอื สี ก็ย่ิง รา ยไปกวานนั้ . บอดตาไมอ าจรกั ษาได แตบอดใจหรอื บอดตอ พระนิพพานน้นั รกั ษาได. ผทู ่ตี า บอด แตถ าเขาหายบอดใจ เขาก็ประเสรฐิ กวาผทู ่แี มไมบ อดตา แตบ อดใจ. น่ีเราจะเหน็ ไดชดั ๆ วา แสงแหง พระนพิ พานสอ งเขาไปถึงไดใ นท่ีที่แสงสวางในโลกสอ งเขาไปไมถึง. ดวงจติ ของคนตา บอดอาจพบกับพระนิพพานไดไ มย ากไปกวา ของคนตาดีๆ. แตว าทกุ ๆ คนที่ตาของเขายังเหน็ แสง และสีได กไ็ มย อมเชอื่ หรอื สาํ นกึ วา ตาของตนบอด, ตาขางนอกของเขาแยงเวลาทาํ งานเสียหมด ตาขางในจึงไมมโี อกาสทํางาน แมท ี่สดุ แตจะรูส กึ วา ตาขา งในของฉนั ยังบอดอยูกท็ ้งั ยาก, และ ย่งิ ขึน้ ไปกวา นน้ั อาจไมร ูส ึกดว ยซํา้ ไปวา มตี าขา งในอยูอกี ดวงหนงึ่ ซ่งึ เปนดวงสาํ คญั ทสี่ ดุ ดวย. เมื่อเขาแกปญหาชวี ติ อนั ยงุ เหยิง ซ่งึ เปนวิสยั สว นของตานอกไดหมดจนสน้ิ เชิง เขาก็ยงั ตอ งพบกับความยุง ยากอยูอกี และเขาไมท ราบวา นั่นมนั เปนวิสัยสว นของตาใน, ก็แกไ ขมันไมไ ด, ทําใหว าวนุ ไป โทษนนั่ โทษน่ี เดาอยา งนั้น เดาอยา งน้ี กไ็ มอาจพบกับความสขุ อันแทจ ริงเขา ได เลย. น่ี ! จะเห็นไดแ ลว วา เพราะแกม นั ไมถกู คือไมไ ดใชต าในแก, ท่ไี มใชเ พราะตาในยงั บอด, ท่ี ยังบอดเพราะยงั ไมไดร ักษา. ที่ยังไมไ ดร ักษา กเ็ พราะตนยังไมรเู ลยวา ตาในมอี ีกดวงหนึ่ง, เปนตา สําหรับพระนพิ พาน คือความสขุ อนั เยือกเย็นแทจรงิ ของชีวิต. ใจของเราบอดเพราะอวชิ ชา คือความโงห ลงยง่ิ กวาโงห ลงของเราเอง นัน่ เอง. เปรยี บ เหมอื นเปลือกฟองไขทีห่ ุมตวั ลกู ไกใ นไขไ ว, เหมอื นกะลามะพราวทคี่ รอบสตั วตวั นอ ยๆ ซ่งึ เกิด ภายใตก ะลานนั้ ไว, ฯลฯ, เหมือนเปลือกแขง็ ของเมลด็ พืช ซึ่งหุม เย่ือสารในสําหรบั งอกของเมล็ดไว, แมแ สงสวา งมีอยทู ั่วไป มนั กไ็ มอาจสอ งเขา ไปถงึ สิ่งนน้ั , จิตทถ่ี กู อวชิ ชาเปนฝา หอ หุม กไ็ มอาจ สัมผสั กับพระนิพพานอันมีแทรกอยูอยางละเอยี ดยิ่งกวา ละเอียดในท่ที ่วั ไป ตลอดถงึ ท่ที ่ี แสงอาทิตยสอ งลงไปไมถึง ฉนั ใดก็ฉันนั้น. เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 34 / 90
ชมุ นมุ เร่ืองสนั้ – พุทธทาสภิกขุ นิพพาน – จุดหมายปลายทางของชีวติ เมอ่ื ใดเปลอื กฟองไข กะลามะพราว เปลอื กแขง็ น้ันๆ ไดถ ูกเพิกออก หรือทาํ ลายลง. แสง สวา งกเ็ ขา ถงึ ทั้งทไ่ี มตอ งมใี ครขอรอง ออ นวอน หรือขเู ข็ญบงั คบั มนั เลย, นี่ฉันใด. เมือ่ ฝาของใจ กลาวคือ อวชิ ชา อุปาทาน ตัณหา อันเปนฝาท้ังหนาและบาง ทง้ั ชน้ั นอก ช้นั กลาง ช้นั ใน ถกู ลอก ออกแลวดว ย \"การปฏบิ ตั ิธรรม\" แสงและรสแหงพระนิพพานกเ็ ขา สมั ผัสกันไดก ับจิตนัน่ เมือ่ นน้ั ฉะนั้น. เราจึงเหน็ ไดช ัดเจน, เหน็ ไดอ ยางแจมแจงทนั ทวี า พระนิพพานไมใ ชจ ติ , ไมใชเจตสกิ อัน เกดิ อยกู บั จิต, ไมใ ชร ูปธรรม, ไมใ ชโ ลกบา นเมือง, ไมใ ชด วงดาว. ไมใ ชอ ยใู นเรา, ไมใชเ กดิ จากเรา, ไมใชอะไรปรงุ ขึน้ ทาํ ขึน้ . มนั เปนเพียงสิ่งทีเ่ ขาสมั ผัสดวงใจเรา ในเมอื่ เราไดด าํ เนินการปฏิบตั ิ ธรรม ถงึ ทส่ี ุด เปน การเปด โอกาสใหแกพ ระนพิ พานไดเ ทาน้ัน. ตวั พระนพิ พานคืออะไรเลา ? เทา ท่ีกลา วมาแลว กลา วแตฝ ายท่ไี มใช, สวนท่ใี ชห รอื ลกั ษณะของพระนิพพานนน้ั คอื อะไร. ในทนี่ ีก้ อ นอน่ื ทั้งหมด, ผอู า นตองไมเขาใจวาผบู รรยายเปน ผู ลถุ งึ นพิ พาน หรอื พบพระนพิ พานแลว. พงึ เขา ใจแตเ พยี งวา เปน นักศกึ ษาคนควา ดว ยกันเทานนั้ . ถือเสยี วาเปนการสนทนาแลกเปลยี่ นความรูแ กกันและกัน เทา ทีจ่ ะไดม าจากการคนควาภายใน หองทดลอง คือ มันสมอง, และตามแนวแหงพระบรมพุทโธวาท ของพระผมู ีพระภาคองคอรหนั ต สมั มาสัมพทุ ธเจา กแ็ ลว กนั . พระนิพพานคอื อะไรเลา , พระนพิ พานคือ สภาพชนิดหน่ึง ซึง่ เปนตวั ความบริสทุ ธิ์ ความวาง ความเบา ความสขุ อนั แทจ ริง, ความชมุ ชน่ื เยอื กเยน็ ฯลฯ อยา งสดุ ยอด, เปนสภาพซง่ึ แมจะพูดวา มีอยูกอนสิง่ ทง้ั ปวง ก็ยงั นอ ยไป, พดู วา อยูค กู ับสิ่งท้ังปวง กย็ ังนอยไป, เพราะเปน สภาพท่ีเปน อยูเ ชนน้นั โดยตัวเองจงตลอดอนนั ตกาล. เราจึงกลาวไดแ ตเ พยี งวา พระ นิพพานคือ อมตธรรม สิ่งทไ่ี มม ีการตาย. จิตของเราพบกันเขา กบั อมตธรรมนีจ้ รงิ , แตจ ิตนัน่ หาใช อมตธรรมไม. พระนพิ พานจงึ คอื ส่ิงท่มี อี ยูสาํ หรบั ใหเ ราหรือจิตพบมันจะไดเ ยือกเย็นเปน สุข ถงึ ยอดสุดเพราะเหตนุ นั้ ได, และทกุ คน ควรพยายามทาํ เพอื่ จะไดเ สียกอนแตจะตายลงไป. ถาจะปลอ ยใหจติ ทองเทีย่ วไปดวยความบอด ของมัน มนั จะเท่ยี วไปดวยอาการอันซํ้าซาก เชน กบั ทีเ่ คยเที่ยวมาแลว ไมรูก่แี สนชาติ ในวฏั สงสาร อันยืดยาวน้ี การซ้าํ แลว ซํ้าเลาดวยการเกิดแลวตายๆ และในระหวา งเกิดตายกเ็ ตม็ ไปดว ยความ กดทบั นนั่ มนั จะดีอะไร, เพราะมนั เปน ไปเองตามประสาความมืดบอด เชน เดียวกบั ความลม ลกุ คลกุ คลานของคนตาบอด ซง่ึ ปราศจากไมเทาและผูจูง. การลมื ตาและพบกบั แสงสวา งกลาวคือ พระนิพพานนนี้ ัน้ มนั เปน ยอดท่สี ดุ ของความสุขเปนความหยดุ จบลงของความอยากความ ปรารถนา, เปน ความหมดสิ้นของความสงสยั ในส่งิ ที่อยากจะร,ู เปนยอดสุดของความรูทุกๆ โลก ทกุ ๆ สมัย และทุกๆ คน. เพราะฉะน้นั เพียงเทา น้ี กเ็ ปน การแสดงใหเห็นไดบางแลว วา พระ นพิ พาน คอื จุดปลายทางของชีวิตทกุ คน, ถา ใครจะถาม ขาพเจา กต็ อบดังน้ี เคยตอบมาแลวก็ดงั นี้, และจะตอบตอ ไปกด็ งั นี้. ทกุ คนตอ งไปพระนิพพาน! ทกุ คนจะตอ งลถุ ึงพระนิพพานไมวันใดก็วนั หนง่ึ ทงั้ ท่ใี น บัดนี้ จะเปนคนโงห รอื คนฉลาดกต็ าม. ทกุ คนจะจบการเดนิ ทางของเขาลงในชาตทิ ีบ่ รรลพุ ระ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 35 / 90
ชุมนุมเรื่องส้ัน – พทุ ธทาสภิกขุ นิพพาน – จดุ หมายปลายทางของชีวติ นพิ พาน, ในชาตทิ ี่ตาภายในของเขาหายบอด, เพราะทกุ คนมีท่ีสุดแหงสงสารวัฏ เวน แตจ ะชาหรอื เร็วเทา น้ัน. ทกุ คนถูกธรรมชาตฝิ ายสูงคอ ยๆ พยงุ เขาขนึ้ ๆ เรือ่ ยๆ แตจะไดช า หรอื เร็ว น่นั แลวแต ความหนักมากหรอื นอ ยของเขา, มนั เปนนา้ํ หนกั แหงความโงหรอื กิเลส, หรืออีกอยา งหน่ึง คือ ความบอดมากหรอื บอดนอ ย. เพราะฉะนนั้ ทกุ คนแมจ ะกลับมีการกลบั ตกตํา่ บา ง ทางกายหรอื ทาง จิต ในขณะทท่ี องเทีย่ วไปในวัฏสงสาร, แตตารางทแ่ี สดงงบยอดใหญข องเขา จะตอ งเลือ่ นสูงข้นึ ๆ เสมอ แมเขาจะเคยดิง่ ลงสอู เวจคี รง้ั หน่งึ แลว หรือหลายครง้ั . ทกุ คนไปตามคตแิ ละผลกรรมของ ตนเองกจ็ ริง แตท่ี เขาเกิดครัง้ หนึง่ น้นั มนั เปน การศกึ ษาของเขาทกุ คร้งั , แมในบางชาตเิ ขาจะเปน เด็กดื้อ แตใ นภายหลงั หรอื ชาติหลงั เขายอมเขด็ ท้งั ท่ตี ามธรรมดาเขารูสึกราวกะวาชาติน้นั ๆ ที่ เขาเคยเกดิ มาแลว ไมม ีอะไรตดิ ตอ สืบเนอื่ งกันเลย. ตามกฎแหง วิวัฒน ตามแนวแหงวิทยาศาสตรแ ผนปจจุบัน เชน ชวี วทิ ยา โดยเฉพาะอยา ง ย่งิ คอื ลทั ธิแหง ดารวินกต็ าม หรือตามแนวแหง พทุ ธศาสนา คอื กฎแหงปจ จัยยี่สบิ สป่ี ระการ และ ปฏิจจสมปุ บาท กต็ าม, แมทีส่ ดุ แตต ามทเ่ี ราจะสงั เกตไดงายๆ ท่วั ไปวา โลกนี้คอยๆ เล่ือนสู ระดบั สูงข้ึนๆ ไมท างฝายรูปธรรม ก็ตองฝา ยจิต; ทจี่ ะหยดุ นิง่ หรอื ตกต่ําลงน้ัน เปนไมม ี, แลว แต ยคุ นน้ั โลกจะยดึ เอาฝา ยจิต หรอื ฝา ยรูปเปน สวนสําคัญ, กต็ าม; ทัง้ หมดน้ี ยอมแสดงวา สญั ชาต ญาณทเ่ี ปน ภายในพรอมท้ังสิง่ สง เสริมขา งนอก มนั ลว นแตจ ะดึงไปในฝา ยดีข้ึนๆ เพราะตัณหาของ หมูส ัตว เปนเชน น้นั . เมอื่ ใดพากันหนกั ไปในฝา ยรูป กถ็ งึ จุดปลายทางของฝายรปู เชน ท่ี วทิ ยาศาสตรแ ผนปจจบุ นั กําลงั กา วพรวดๆ ไป, และเมอ่ื ใดโลกพากนั หนกั ไปในฝา ยจติ ก็จะพากนั ลุถงึ จุดปลายทางฝายจติ เชน เดยี วกบั ยคุ แหง พระอรหนั ตทผี่ านพน มาแลว. แตอ ยางไรก็ดี แมโ ลก นจ้ี ะเปน เด็กดอื้ ดนั ทรุ ังไปในฝา ยรูป เมอื่ \"เข็ดฟน \" เขา ก็ยอ มหมุนกลับไปสฝู า ยจิตเอง. และในยคุ นน้ั แหละ จะมสี ัตวจํานวนมาก จํานวนหน่งึ ซง่ึ หลดุ พนออกไปจากโลก ไดท ุกคราวท่โี ลกหมุน มา สรู าศนี ้.ี เมือ่ เราจะรวบเคาความทใ่ี หญท ส่ี ุดใหส น้ั ท่ีสดุ แลว เราจะกลา วไดพ รอมท้ังเหตุผลวา สัญชาตญาณของสัตวโ ลกยอ มหมนุ ไปหาฝา ยดี ไมฝ า ยรูปก็ฝายจิตดงั กลา วแลว สองอยางนี้ เทานั้น. เมอื่ ทกุ คนมอี าํ นาจ \"กายสทิ ธ์\"ิ อนั นี้อยใู นตน มนั ก็แนนอนวาจะถกู ดึงดดู ไปหาสถานะท่ี ถงึ หรือพบกบั พระนิพพาน ทุกคนเมื่อไดออกโรงเปนตวั ละครโลก ในฉากที่เขาทะเยอทะยานกระ ล้มิ กระเหล่ยี ใครจ ะแสดง ซ้ําซากเขา ก็เบอื่ โลก ซึง่ เรยี กวา มี \"นพิ พทิ า\" เขา สกั วนั หนง่ึ . ในวันนน้ั แหละ เมื่อหนา ยกค็ ลายความกอดรัดยดึ ถือ, เมื่อไมยึดถือก็หลุดพนจากเปลอื กหุม และพระ นิพพานเขา สมั ผัสจติ ของเขาไดเม่อื นนั้ เรารจู กั ตัวเราดว ยสายตาสั้นๆ แคชาตนิ ี้ จงึ จบั ตวั ความ อยากและความเบอื่ ทมี่ ีสายสัมพันธอ ันยาวยืดหลายรอยชาตไิ มไ ด, ท้งั ที่แมเราจะเคยเหน็ เด็กบาง คนเกดิ มาถึงกเ็ บ่ือกาม มโี ลภ โกรธ หลง นอ ยกวาธรรมดา, เราก็หาเขาใจไปในทาํ นองวา เปนผล ของชาตกิ อนๆ ของเขาไม. มิหนําซํ้า มีความเหน็ ไปในทาํ นองวา เดก็ คนน้ันมมี ันสมองไม สมประกอบเสยี อีก โดยอา งหลกั จติ วทิ ยา หรืออะไรท่ีตนอยากอางมา ตามความอยากของตนเอง. ถา หากเรามสี ายตายาว มองเหน็ ไดข ามชาตแิ ลว เรากต็ องฉลาดมากกวาน้ีหลายเทานัก ถงึ กระนน้ั เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 36 / 90
ชุมนมุ เรือ่ งสน้ั – พุทธทาสภิกขุ นิพพาน – จุดหมายปลายทางของชีวิต กย็ งั ไมมีใครอยากสรา งสายตาชนิดนน้ั เพราะไมรจู กั บาง เพราะกลัววาโลกจะหมดรสชาติท่ี หอมหวนไปบา ง. แตอ ยางไรกต็ าม ผูที่เปน เชนนน้ั แหละก็ตกอยใู นจําพวกท่ีถูกพดั พาไปหาพระ นิพพานดจุ กัน เพราะไมมอี ะไรจะมามีอํานาจยิ่งไปกวา ผลกรรมอันปรุงสญั ชาตญาณ และยง่ิ กวา ความจรงิ อนั ไมร ูจกั แปรผนั ไปไดน้เี ลย. ครง้ั หนึง่ มผี ูกลา วแกข าพเจาวา ถา เราทุกคนแนน อนวา ตอ งถงึ พระนพิ พานวันยงั คาํ่ แลว เราจะไปขวนขวายปฏบิ ัตธิ รรมใหเหนื่อยยากทําไม, หาความสุขในทางโลกเร่ือยๆ ไปจนกวาจะถงึ กําหนดทีถ่ งึ เขา เอง มิดีกวาหรือ. มิเปนการฉลาดกวา หรือ? ขา พเจา ตอบเขาวา แนนอนนักทีท่ กุ คนกก็ าํ ลงั เปน เชนนัน้ เองแลว โดยไมตองต้งั ปญ หาหรอื คดิ วาเราควรชวนกันดําเนินรูปนัน้ . แตเ รา ไมรูส ึกเอง จึงมาตั้งปญ หาหรือคดิ ทําเชนนั้นทับลงไปอกี . เรายังตาบอด, ยังกาํ ลงั ปลอ ยใหเรอ่ื ยๆ ไปตามใจของเรา, ไมม อี ะไรท่ีมีอาํ นาจมากไปกวา ความรูสกึ หรอื เห็นแจง ภายในจติ ของเราเอง และ สิง่ นัน้ มนั ก็บังคบั ควบคุมใหเ ราดาํ เนินไปโดยรปู นัน้ อยอู ยางเตม็ เปย มแลว. การทที่ าํ ตามความคดิ แนวใหมน ้ัน จงึ ไมเ ปนการแปลกกวา กัน หรือฉลาดกวา เกา แตอยางใดเลย นอกจากจะชวยใหช า ไปกวา ธรรมดา หรอื ทีค่ วรจะเปนเสียอีก ขาพเจา ลองถามเขาบา งวา \"ถา หากวา มีใครสักคนหนง่ึ อาจบันดาลใหท า นถกู สลากกนิ แบงรางวลั จํานวนลานได ตามแตท ที่ า นจะประสงคใ หถ กู เมอ่ื ไร, เชนนี้ ทานจะขอรองใหเขาบนั ดาลเพ่อื ใหทานถูกพรงุ นี้ หรือตอ เม่อื อกี สัก ๕๐ ชาตลิ ว งไปแลว ? \" เขายม้ิ และละอายท่ีจะตอบวา พรุงน.ี้ เราจะเห็นไดส บื ไปเปน ลาํ ดบั วา ส่ิงทเ่ี ราอยากมากทีส่ ุด กค็ อื ส่งิ ทเ่ี ราเขา ใจ (ผดิ หรือถกู ก็ ตาม) วา มันดี หรอื อรอยทีส่ ุดนัน่ เอง คนตาบอดมองไมเห็นแสงแหงนิพพานจะปรารถนาพระ นิพพานไดอยางไร. จะเห็นคุณคาของพระนพิ พานวา สงู สุดกวาสงิ่ อนื่ ไดอ ยางไร. ในเมอ่ื ตาเนอ้ื ๆ ของเขาชิงเอาเวลาไปรจู กั หรอื แสวงหาเหยือ่ ในโลกเสยี จนหมด, เขากําลงั อยากมเี งนิ มากๆ เพอื่ หาผบู าํ เรอ (ซึ่งเขาเลยี่ งอา งวา ภรรยา), ตกึ สวยๆ, รถยนตงามๆ, ยศศกั ด์ิชั้นหรๆู ฯลฯ. พยายาม เพ่อื ใหไดในชาตนิ ้ี หรอื อีกก่ชี าติก็เอา ขอแตใหไดกแ็ ลว กนั , และขออยา เพอ ใหพ ระนิพพานถลัน เขา มาขวางหนาเสยี กอ น. ถาเขารูจ กั และเขา ใจพระนพิ พานมากเทา ทเ่ี ขาเขา ใจเงนิ รางวัลลานบาท นนั่ แลว เขาจะตองขอใหท านผูว ิเศษบันดาล เพ่อื ลุถงึ พระนิพพานในนาทนี ้ที ีเดยี ว แมจ ะผัดพรงุ น้ี กย็ ังไมพ อใจ ถาเปนไปได. แตมีพทุ ธบรษิ ทั จาํ นวนมาก ที่ตองการพระนพิ พาน ทง้ั ที่ยงั ไมท ราบวา พระนพิ พานคอื อะไรแมแ ตน อ ย. คราวหน่ึงไดลองตง้ั ปญหาซึง่ ไมใชช อ่ื ส่งิ ตา งๆ ตามทเ่ี รยี กกันมากอน ถามขน้ึ ใน ทป่ี ระชมุ แหงหนึ่งวา มสี ถานทสี่ องแหง แหง หน่งึ ตอ งการสงิ่ ของอะไร เปน ไดอ ยา งน้นั ทนั ท,ี อีก แหงหน่งึ จะทําใหใจของผไู ปถึงวา งเฉย เงยี บพนจากอํานาจของอารมณท ุกประการ จนในทสี่ ุด ดบั หายไป อยา งไมมีอะไรเหนอื สําหรับมาเปนอยา งนัน้ อยางน้อี ีกตอไปเชนนี้ ใครจะเลอื กไปในทไ่ี หน? ทุกคนทต่ี อบ ตอบวา เอาแหง แรก, อกี สองสามคนนิ่ง แตท่นี งิ่ กเ็ พราะรทู นั วา เปนปญ หาลอถาม ของขาพเจา . กลัวจะพลาดเลยนงิ่ เสยี , คาดวา หากสองสามคนนี้ตอบ กค็ งตอบเชน เดยี วกนั . ทีน้ี เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 37 / 90
ชุมนุมเรอื่ งสน้ั – พุทธทาสภกิ ขุ นิพพาน – จดุ หมายปลายทางของชีวิต ถามตอไปวา เมื่อถึงท่นี น้ั แลวจะตอ งการอะไร? เขาตอบวา ตอ งการของดีๆ ท่สี ุด เพื่อทําบุญใหส งู ย่ิงสมใจรกั . ขา พเจา ถามอีกวา เพือ่ อะไรกนั ? บางคนตอบวา เพอ่ื ไปสวรรค, บางคนเพื่อไปพระ นิพพาน. ขอใหลองคดิ ดูทีหรอื วา สิ่งแรกในปญ หาน้ันก็คือสวรรคอยูแ ลว, พวกนีไ้ มร จู ักแมแตสวรรค ทตี่ นกําลงั ปรารถนาอยู ไปถึงสวรรคแ ลว กลับเสียสละเพือ่ หวงั สวรรคอยา งเดยี วกนั อกี เชนน้จี ะไป สวรรคไ ดอยา งไร ส่ิงท่ีสองในปญหานนั้ กค็ ือพระนพิ พานอยูแลว เขายงั ไมต องการ, แตต องการ บันไดสาํ หรบั พาดข้ึนชัน้ พระนิพพาน ขา พเจา รสู ึกสลดใจในการท่ีเขาทั้งหลายมคี วามอยากไป นพิ พาน ทง้ั ท่ไี มรจู กั พระนิพพาน, หรอื รนู อ ยเกินไป เพยี งสักวา ชื่อศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ ชนดิ หน่งึ ซึ่งทกุ ๆ คนวา ดีทสี่ ดุ เทา นัน้ . และไดเห็นชัดทเี ดยี ววา สําหรับผทู ย่ี งั ไมร จู กั พระนิพพานนัน้ จะตอ งถอื วามี ตวั มตี น และมีสงิ่ ทต่ี นยึดถอื ไปกอน, มฉิ ะนน้ั ก็จะวางๆ จบั ๆ อยใู นสง่ิ ทีต่ นสงสยั นน่ั เอง และเตม็ ไปดวยความวา เหว หรอื ความกลวั อนั เปน ความทกุ ข และในทสี่ ดุ กต็ ายเปลา, หรือกลบั ชา กวา ผูที่ ยึดถอื สาวคืบหนาไปขา งหนา ตามลําดบั , ประโยชนโ ลกน,้ี ประโยชนโลกหนา ประโยชนสูงสุด คอื พระนิพพาน ทัง้ นก้ี ็เพราะเขาไมสามารถเขา ใจพระนิพพาน อันมนี ยั ล้ีลับ เชนวาไมมีการเกดิ ขน้ึ แตม ีอยูต ลอดอนันตกาลดงั น้เี ปนตน จนกวาเมื่อไรเขาจะไดบรรลพุ ระนพิ พานน้นั เขาจรงิ ๆ การ รจู กั พระนพิ พานโดยอนุมาน หรือโดยอปุ มาน ไมอ าจมีไดเลยสําหรับผทู ม่ี ปี ญญา หรือมอี ุปนสิ ยั เชน นี้. ในทจี่ วนจะจบลงนี้ ขอสรปุ กลา วอยางสั้นๆ อีกแนวหนงึ่ วา พระนพิ พานเปนจดุ ปลายทาง ของทุกคน ความดงึ ดดู เขา หาสถานะแหง พระนพิ พาน หรือกลา วอกี อยางหนึ่ง กค็ ือ สญั ชาตญาณ ของความอยากเปนอิสระยอมมอี ยเู สมอ แตถูกอํานาจแทรกแซงบางอยาง เชน ผลกรรมเปน ตน คอยเหนีย่ วออกนอกทางอยูเ สมอเหมือนกนั , เพราะตนเปน ผตู าบอด ไมรจู ักทาํ ความปลอดภยั แก ตวั เอง หรอื การเดินทางของตน. กายเปรยี บเหมอื นลาํ เรือ ใจเปรียบเหมอื นนายเรือ สังสารวัฏเปรยี บเหมือนกับทะเลหลวง, โลกน่นั โลกน่ีเปรียบเหมอื นทาเรอื สําหรบั การคา ขาย, ผลบุญหรอื ผลบาปในชาติหนง่ึ ๆ ในโลก หน่ึงๆ คือการคา ขายของนายเรอื ทข่ี าดทนุ หรือไดก าํ ไร ท่ที า เรือแหง หนง่ึ ๆ การไดถงึ \"เกาะ\" แหง หนึง่ ซ่ึงนายเรือพอใจถงึ กับหยดุ การทอ งเทย่ี วไปในทะเลอยา งเด็ดขาดนน่ั คือ พระนิพพาน. เราทกุ คน คือเรอื รวมท้ังนายเรือ. เม่อื เราหรือโลกพากันสาละวนแตเ รื่องรปู หรอื ลาํ เรอื จน ลืมใจหรือนายเรือ นายเรือก็จะตายเสยี กอนทจี่ ะนําเรือไปพบเกาะทว่ี า นนั้ . แตถ า สนใจในนายเรอื หรอื จิต จนลืมลาํ เรือเสียทีเดยี ว เรอื กจ็ ะเปอ ยพังทาํ ลายลงเสีย กอนที่นายเรอื จะไดใชอ าศัยไปถึง เกาะทีก่ ลาวนน้ั . เพราะฉะน้ัน พระพุทธองคจงึ ทรงสอนใหดําเนินสายกลาง อันเปนสายแหงปญญา ไมประมาทไปในฝายตงึ หรือฝายหยอน. เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 38 / 90
ชมุ นุมเรอื่ งส้ัน – พุทธทาสภิกขุ นิพพาน – จดุ หมายปลายทางของชีวิต ความจรงิ ตัวเราไมมี. ท่มี คี ือเบญจขันธ หรือเรียกอกี อยางหนง่ึ วา \"กาย กบั จิต\" หรือเรือ กับนายเรือเทา นน้ั นายเรือก็ไมใ ชเ รา เพราะแมม นั จะไดถ ึงเกาะคอื พระนพิ พานนัน่ หรือไมกต็ าม มนั กย็ ังคงไมอยใู นอํานาจของใคร, รังแตจ กั แตกดับไปเปนธรรมดาของมันเทา นนั้ เกาะหรือพระ นิพพานนั้นเลา กส็ กั วาเปน เกาะหรือพระนิพพานของตวั สิง่ น้นั เอง, รับรูกับใครไมไ ด เหมอื นแสง สวา ง เมอ่ื เราเปด หนา ตางมันกเ็ ขา มาสวางใหเ รา ปด เสียก็มืดอีก แตแสงสวา งน้ันคงเปนแสงสวา ง อยูนั่นเอง. ถา ส่งิ ใดควรถอื วาเปน ตวั ตน, สิง่ นน้ั นอกจากจะตอ งไมร ูจกั แตกดบั ไมอาศัยผูอ่ืนหรือสิ่งอื่น แลว ยงั จะตองอยใู นบงั คบั และรบั รอู ะไรกันได. นี่ ! เมื่อมีแตสง่ิ ท้ังหลายซ่งึ ลว นแตเปนไปตามเรื่อง ของตนเหตขุ องตัวมนั เอง: หรอื ไมอยูในอํานาจของใคร และรบั รอู ะไรกะใครไมไ ดดังนี้ มนั กไ็ มม ี ตวั ตน แมกระทงั่ พระนิพพาน ถาขืนมเี พราะอํานาจความรสู ึกบางชนดิ มนั หาใชตวั ตนอันแทจ ริง ไม, ยังเปนฝก ฝายแหงอวิชชาอยูด ี. การลุถึงพระนิพพานจึงเปนจุดปลายทางของทุกคนเทา นัน้ . เบญจขนั ธ คอื กายกับใจ กลุมใด ยังมอี วิชชาอยูภ ายในมัน เบญจขนั ธกลุมนน้ั กม็ ี อปุ าทานอันเปนเหตใุ หย ึดถือตวั เองวา เรา, เราเปนเรา, ฉนั เปน ฉนั ฯลฯ เปนตน . \"เรา\" จงึ คงอาศัย มอี ยูไดแ ตเพยี งในเบญจขนั ธทย่ี งั มอี ุปาทานอยภู ายใน, และเบญจขันธชนดิ น้ยี งั \"สัมผสั \" กันไมได กับพระนพิ พาน จึงตองเต็มไปดวยทุกข และกลิ้งเกลอื กไปในวัฏสงสาร อนั สูงๆ ตาํ่ ๆ ลุมๆ ดอนๆ ระเกะระกะไปดวยสิง่ เสยี บแทงเผาลน. เบญจขันธใ ด ภายหลงั จากทไ่ี ดช วยตวั มนั เอง ดวยการปฏิบตั ธิ รรม เปน เบญจขันธที่ อวิชชาและอุปาทานต้งั อยไู มไ ดแ ลว กไ็ มมเี ราในเบญจขันธนัน้ เบญจขนั ธน้ัน เหมาะพอสําหรับ การสัมผสั กนั เขากบั พระนพิ พาน, มันจึงไดร บั รส คือความเยอื กเยน็ แสนทจ่ี ะเยน็ ของพระนพิ พาน จนกวา มันจะแตกดับไปอยา งไมเหลือเชอ้ื อะไรไว สําหรบั การเกดิ อีก เชน เบญจขนั ธทยี่ งั มอี วชิ ชา หรือมี \"เรา\" มีความสาํ คัญวา \"เรา\" เบญจขนั ธท ่หี มดอวิชชา แตย งั ไมแ ตกดับ ยังดม่ื รสพระนิพพานอยนู ั้น, ภาวะอนั น้ี เรา เรียกวา สอปุ าทเิ สสนพิ พาน๑, [เรียกโดยโวหารทีใ่ ชเรียกกนั อยูทวั่ ๆ ไปในเวลานี้ ดวยการบัญญัตคิ วามหมาย ไวเ ชน น้ีในวงการศกึ ษาในประเทศไทยเรา แตท จี่ รงิ คาํ ๆ นี้ยงั เปนปญหาที่ตอ งวินิจฉยั กนั อยูบางอยา ง] หรอื นิพพานเฉยๆ. เมือ่ ใดเบญจขันธน้ัน ทําการแตกดับลงอยางหมดเชือ้ , ภาวะอนั น้ีเราเรียกกันวา อนุปาทิเสสนพิ พาน หรือปรินิพพาน. การปฏบิ ัตธิ รรม หรอื ทีเ่ รยี กอกี อยางหนึ่งวา อริยมรรคมี องคแ ปด นนั่ เปนตวั ทางใหถ ึงพระนิพพานนนั้ . ขา พเจา หรือทานผอู า นทุกคน จะยังอยหู า งไกลตอ พระนิพพานเพยี งใด นน่ั ยากทผี่ ูอ ่ืนจะรแู ทนกันได นอกจากตัวเอง. เหตุนี้ ทานจงึ กลา วไวอยางนา จับใจวา ธรรมท้ังหลาย กระท่ังถึงพระนพิ พานเปน ที่สดุ นนั้ เปน สนั ทฏิ ฐโิ ก คือ ของใครใครเห็น, ดงั นี้ สําหรับขา พเจา สามารถเพยี งแตข อยนื ยันวา ทกุ คนมจี ดุ หมายปลายทางอยทู พี่ ระนิพพาน เทานัน้ . ๓๐ สงิ หาคม ๒๔๗๙ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 39 / 90
ชุมนมุ เรือ่ งสน้ั – พทุ ธทาสภิกขุ มัคคุเทสกข องวิญญาณ มคั คเุ ทสกข องวญิ ญาณ (Spiritual Guide) วิญญาณทีย่ ังเปนทุกข หมายความวา ยงั กําลังเดนิ ผดิ ทางอยู หรอื กาํ ลงั มภี าระตอ งเดนิ ทางอันกนั ดารอยู ฉะน้ัน วิญญาณทเ่ี ปน ทุกขจงึ มดื มนและตองการมคั คุเทสกเปน ผนู าํ หลกั แหงศาสนาทกุ ศาสนาลวนแตเ ปนมคั คเุ ทสก ของวญิ ญาณในดานทฤษฎดี วยกันทั้งส้ิน แตว าการนาํ ไปของศาสนานน้ั ๆ ยอมนําไปไดใกลไกลกวากัน สูงตํ่า กวากนั พทุ ธศาสนาจะนําทานไปไดเพยี งไร และอยา งไร เรือ่ งตอไปนอ้ี าจใหค ําอธิบายแกท า นไดบ าง มัคคุเทสกข องวญิ ญาณทั้งหลาย ก็คอื วิญญาณทไี่ ดผา นการศกึ ษามาแลว อยา ง ท่วั ถึง มีความเจนใจในทกุ ๆ สงิ่ เตม็ ตามท่ีท่คี วรจะรู จนเพียงพอสาํ หรับการท่ีจะรวู า ควร ทาํ อยางไรกบั วญิ ญาณของตวั เองจงึ จะไดร ับผล คือความเยือกเย็นไมรจู ักสนิ้ สดุ และตนก็ กระทําจนไดร ับผลเชนน้ันมาแลว อยา งเด็ดขาดจริงๆ จติ หรอื วิญญาณที่สมมติวา เปน ช้ัน พระอรหันต มีพระพทุ ธเจาเปนประธาน เปน ตวั อยา งแหง วิญญาณทหี่ ลุดพนแลวจากส่ิงที่พัวพัน หอหุม อนั จะทาํ ใหเ ศราหมองใหม ืดมิด ซ่ึงทาํ ใหหลงใหล วนเวียนอยใู นการเกดิ ทอ งเทย่ี วไปไมร ู สดุ วญิ ญาณทกุ ๆ ดวงควรจะไดเปนเชน นัน้ และถา มนั รคู วามจรงิ ในเร่ืองน้ี มันจะปรารถนาทจี่ ะ เปนเชนน้ันอยางเต็มที่ แตม นั เปน เชน นนั้ ไมได หรอื โดยมากทสี่ ุดเปนไมไ ด ท้งั นีเ้ พราะมนั มืดมัว ไมรูเหนือใต ท้ังขาดผนู ํานนั่ เอง ดวงวิญญาณท่รี งุ เรอื ง ลกุ โพลงสวางไสว ไมรูจกั ดับหรือแมแตหร่อี ีกตอ ไปนัน้ ไมม,ี เพราะวญิ ญาณเปนสงั ขตธรรม แตมีสภาพอันหนงึ่ ท่ีรงุ เรอื งสวางไสวอยูเสมอ ไมร ูจักดบั หรือแมแต หรล่ี ง อนั เปน ทีซ่ ึ่งวิญญาณจะตองเขา ไปใหถงึ และดับตวั เองเสยี ในทน่ี ัน้ จึงนบั วา เปน การรอดพน หรอื อิสรภาพของวญิ ญาณ ซึง่ หลุดพน แลวจากการผกู มัดของโลกิยธรรม ทเ่ี ปน มายาท้ังปวง วญิ ญาณท่เี คยรูสึกวามีตวั ของตัว หรอื ตวั ของมนั เอง เปนตน ไดมาถงึ สถานะอนั สูงสุดและเปน ท่ี จบสิน้ และหมดความรสู กึ วา เปนตัวลงโดยสนิ้ เชงิ ท่นี ี่ วิญญาณตองการมาใหถึงที่น้ี อันเปน ที่จบท่ี สิน้ สุดของปวงทุกข แตม ันมาไมไ ด เพราะขาดผนู ํา บรรดาผนู าํ หรือผอู า งตวั เองวา เปน สปรติ จวลไกด ทัง้ หลาย มีจุดทตี่ นจะนาํ ไปสตู า งๆ กนั บางทานวา จะนําดวงวญิ ญาณไปแนบไวห รอื อยรู วมกันกับพระเปน เจา ในสวรรค ซ่ึงเปน สุข นริ ันดร บางทา นวา จะนาํ ดวงวญิ ญาณใหส ูงขึน้ จนถึงขน้ั ท่ตี วั มนั เองจะรงุ เรอื งไมรูจ ักมวั หมอง และดับลงอกี ตอไป คือถงึ สถานะทอ่ี ะไรจะมาทําใหว ิญญาณเกดิ การเปล่ียนแปลงอีกไมได และบาง ทา นวา จะนาํ ดวงวิญญาณใหเ ขา ถึงสถานะทีต่ วั วญิ ญาณเองจะไดดับลงสนทิ ไมต อ งลุกโพลงๆ ขน้ึ วายเวยี นในวฏั สงสารอกี ตอ ไป ยงั คงอยตู ลอดอนันตกาลก็แตน พิ พาน ซึ่งเปนสภาพหรอื แดนอัน เปนท่ีเขา ไปดบั ของวญิ ญาณทง้ั หลาย เราตอ งวนิ จิ ฉัยกันอยางละเอียดลออ เปรยี บเทยี บกนั ดูเถิด วา ผนู าํ ประเภทไหน จะเปน ผูน าํ ทนี่ ําไปถึงข้นั สงู สุดไดจ ริง หรือกลาวอกี อยา งหนึง่ กว็ า เขตแดน อนั น้ันเปน สถานะท่ีสงู สดุ ไมม ีสถานะอันอนื่ สูงกวา ตอ ไปอีกแลว แตค วรเขา ใจวา ท้งั นี้มใิ ชเ พ่ือ เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 40 / 90
ชมุ นมุ เรอ่ื งสัน้ – พทุ ธทาสภกิ ขุ มคั คุเทสกของวิญญาณ แกง แยงแขงดหี รอื ชงิ ดกี ัน แตเ ปน ไปเพ่ือการเลอื กเอาสกั อยา งหนึง่ หรือแนวหนึง่ สาํ หรับเปนแนว เครือ่ งดาํ เนนิ ของตวั เพราะความอยากจะหลุดพนจรงิ ๆ เทานัน้ พวกท่หี น่ึง ถอื วา วิญญาณของผทู ่ไี ดท ําความดจี นเปน ท่พี อพระทยั พระเปน เจาแลว จะ ไดร บั การตอ นรับของสวรรค และอยกู บั พระเปน เจาตลอดกาลไมรสู ้นิ สุด พวกนี้เปน ฝา ยมตี วั ที่ ถาวรมาแตเ ดมิ มีตวั ทแ่ี มท าํ อยา งไรเสียกไ็ มด บั สญู ไปไหน สําหรบั จะไดไ ปทนทกุ ขในนรกนิรันดร หรือรับสขุ ในสวรรคนริ ันดร เปนการยดึ ถือเตม็ ท่ีในขอ ที่วา เราเกิดมาโดยพระเจา สราง แลว ก็ กลบั ไปรวมกบั พระเจาได แตขอ ทต่ี องถกู แยกหรอื สรางขนึ้ โดยพระเปนเจา น้ันเปน ปญ หาอยู ถา เปน เพยี งการแยก ออกมาจากพระเจา กย็ อ มไมม ีเหตผุ ลอันใด ทีจ่ ะไมทาํ ใหถ ูกแยกออกอยา งเดิมอกี เพราะเหตวุ า กอนแตทีจ่ ะถกู แยกก็เคยรวมอยูกับพระเจา ซ่ึงหมายความวา บรสิ ทุ ธ์ิอยแู ลว ก็ยงั ถูกแยกออกมา ใหเ ทยี่ วกอ กรรมทําเขญ็ ตา งๆ นานาจนกวาจะไดกลบั เขาถนิ่ เดมิ นไี่ มนา จะไวใ จวา เปน อสิ ระ หรอื กลา วโดยตรง กค็ อื ยงั เปน “เคร่ืองเลน ” ของพระเจา อยนู น่ั เอง ไมว าพระเจา ในท่ีนหี้ มายเอาพระ เจาท่ีเปนตวั บคุ คล หรือทเี่ ปน เพียงตวั กฎธรรมชาติ หรอื กฎแหงกรรมก็ตาม ผนู ้ันยังหาพน จาก อาํ นาจของกรรม หรอื ธรรมชาติไม ยงั ไมใชแ ดนหลุดพนท่สี งู สดุ จริงๆ ท่ีน้ี ถาหากเปนไปในทาง ท่วี า คนเรามิใชสว นทแี่ ยกออกมาจากพระเปนเจา แตเ ปนสง่ิ ท่ีพระเปน เจา สรางขึ้นใหมตางหาก เม่อื ทาํ ดีถึงทส่ี ดุ แลว วิญญาณนั้นจะไดเขารวมกบั พระเจา ดงั น้ี กย็ อมชวนใหค ดิ วา ยงิ่ อยูภายใต อิทธิพลของพระเจามากข้ึน และเปน”เครอ่ื งเลน”ของพระเปนเจา มากกวา อยางแรก และยอ มจะฟง ไมไดว าพระเจา ผูบริสทุ ธจิ์ ะสรา งสิ่งสกปรกขึ้นมา และพระเจา สรางข้นึ ใหสกปรกแลว ใหสตั วส ราง ความบรสิ ทุ ธิเ์ อาเอง เพ่อื เขาอยกู ับพระเจา ดงั น้ี มใิ ชแ บบแหงความยตุ ิธรรม การยดึ ถือวา ตวั ของ เรา ตัวของพระเจา มกี ารกระทาํ ตอกันและตอ กันเชนน้ีๆ เปน การยดึ ถอื ชนิดหนงึ่ ซงึ่ ยงั มีอยาก อยา งนนั้ อยากอยางนี้ หรือกลา วอกี อยา งหน่งึ ก็คือเกดิ มาจากความอยากอยา งใดอยา งหนึ่งหรอื หลายอยาง เชนอยากจะไดข องชอบใจจากพระเจา อยากไดอยหู รอื ไดเปนสว นหนง่ึ กบั พระเจา และในทสี่ ดุ อยากเพ่อื ไมใ หห ลุดหรอื พรากไปจากพระเจา ซ่ึงความอยากเหลาน้ี ลว นแตสรา งความ ยึดถอื อันจะทาํ ใหวา ยเวยี นอยใู นทะเลแหงความรูสึกและความปรารถนา หรือความเพลิดเพลนิ ใน ที่สดุ นา จะไมใชทสี่ ดุ ของความทุกขอนั เดด็ ขาดแทจรงิ และเปน เรื่องคอ นไปขา งวตั ถมุ ากกวา เรอื่ ง ของวญิ ญาณแท พวกทสี่ อง ไมถือวามพี ระเจา ผสู รา ง หรือผูเผด็จการเชน น้นั ถอื วามสี ง่ิ ทเี่ ปนเพียง ธรรมชาตทิ ีม่ ีอยเู องชนิดหน่งึ ซ่ึงบญั ญัตนิ ามใหว าเปนตวั วิญญาณหรอื อาตมัน(หรอื อัตตา) หรือ เจตภตู ในเมอ่ื เรยี กตามภาษาไทย เปนตวั ธรรมชาตทิ ย่ี ืนโรงสาํ หรับใหส่งิ ตางๆเขา เกาะอาศัย เปน ไป เชน รปู กาย และนามธรรม หรือจิตใจ ซึ่งเปนเหมอื นตัวเรอื นและเคร่อื งเรอื นของวญิ ญาณ น้นั สิ่งแวดลอ มและหุมหอเหลา นี้ เรียกวา โลกยิ ธรรม หรอื โลกซงึ่ เปนตัวหอ หุมดวงวิญญาณหรือ อาตมนั หรอื จิต ทไี่ มร ูจกั ตายไว คร้นั ประชุมแหง สิง่ ทัง้ หมดน้ไี ดรับการศกึ ษา มีความรมู ากถึงทส่ี ดุ เว็บไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 41 / 90
ชมุ นุมเรอื่ งสน้ั – พุทธทาสภิกขุ มคั คเุ ทสกข องวิญญาณ โลกิยธรรมก็จะหลุดออกจากจติ หรอื เรยี กอีกอยางหนึ่งวา อาตมันเปนอสิ ระจากส่งิ ท่หี อหมุ แลวก็ เปนของสวางรงุ เรอื ง ไมมที ุกข คงอยูในสภาพเชนน้ันตลอดอนนั ตกาลสบื ไป และอาตมนั นน้ั เมอ่ื หลุดเปน อิสระออกมาแลว จะเปนของใครผใู ดก็ตามเปน อนั เดยี วกนั หรอื เหมือนกันหมด ไมม ีเจา ไมมไี พร มีดี มชี ว่ั ในอาตมนั เปรียบเหมอื นอากาศทีอ่ ยใู นภาชนะตา งๆ ถกู ภาชนะกั้นไวส ว นหนง่ึ จากอากาศสว นใหญใ นทอ งฟา และพ้นื โลก ครนั้ ตอ ยภาชนะน้นั ๆ เสยี อากาศน้นั ซ่งึ ไมม เี ครือ่ ง หอ หุม กีดก้ันแลว ก็คืออากาศอันเดียวกนั กับอากาศสว นใหญ พวกท่ีถืออยางน้ี กเ็ ปน พวกทถ่ี อื ให มีตวั เพราะอยากมตี ัวเหมอื นกัน ไมอ ยากดับหายไปเสียเปน ความยดึ ถอื ขน้ั สุดทา ย เพือ่ ใหย ังคงมี จติ หรอื วญิ ญาณ หรอื อาตมนั เปนตัวยนื โรงทบ่ี รสิ ุทธเ์ิ หลอื อยู ปญหายอมมวี า ธรรมชาติจติ หรอื วญิ ญาณหรือาตมนั ทบี่ ริสทุ ธ์แิ ทม ากอน ทาํ ไมจึงใหโ ลกิยธรรมซ่ึงสกปรกเขา หอ หุมได อาตมันนนั้ จะเปน สิ่งท่ีมคี วามคิดนึกได หรือไมค ิดนึกไดก็ตาม ทาํ ไมจงึ ไมสามารถกนั เอาโลกิยธรรมออกไป เสยี แตแรก ถา วา อาตมันไมม คี วามรูส ึกอยา งใด อวิชชาเปนโลกยิ ธรรมเขา หอหุมอาตมนั ทาํ ใหม ี อันเปนไปตา งๆ จนกระทง่ั ไดรบั การศึกษาเพียงพอ ทาํ อวชิ ชาใหหลดุ ออกไปเสยี ได และอาตมัน เปนอิสระดงั นี้ การเขา หอหมุ และการกลบั ละลายหลุดออก กห็ าใชงานของอาตมนั ไม เปนงาน ของโลกยิ ธรรมแตฝา ยเดยี วน่นั เอง เม่อื เปนเชน นี้ทาํ ไมโลกิยธรรมหลดุ ออกไปแลว จะไมสามารถ กลบั ตดิ และหอ หมุ อาตมันน้ันไดเ ลา เมอื่ กลับหอ หุม ไดอกี กย็ อมแปลวา ความหลดุ พนอนั น้นั ยัง ไมใ ชค วามหลดุ พน อนั เด็ดขาด ยงั ไมเ ปน อสิ ระ ไมป ลอดภยั ถาจะวาอาตมนั น้เี ปน ตวั รู กน็ าจะรู เสียต้งั แตแ รก และไมย อมใหโลกยิ ธรรมเขา หอ หมุ ดงั กลาวแลว ถา หากวา ในครงั้ นนั้ ยงั มีแต ความรสู ึกผดิ ๆ นนั่ ยอมแปลวา ในอาตมนั มีเช้อื อวชิ ชาประจาํ มาแตเ ดมิ แลว ไมตองสงสยั วาเม่อื ได ทาํ ใหโ ลกยิ ธรรมหลดุ ไปในครง้ั หลังแลว จะไมม เี ชื้อเดมิ นน้ั เหลืออยู ถาไมเ หลอื อยกู ็แปลวา อาตมนั นนั้ ไดเ ปล่ียนสภาพผิดไปจากเดมิ และมันจะกลบั รวมเขา กบั อาตมนั ใหญซ่งึ ยังมสี ภาพ อยา งเดมิ อยอู ยา งไรได เราจึงมองไมเ หน็ ทส่ี ดุ ของทกุ ข ในอาตมนั ! พวกทสี่ าม ซงึ่ เปน พวกตรงกันขาม ไมยอมถือวา มีตัวตน หรอื ตวั ยนื โรงเชนนน้ั ชวี ติ น้ลี ุก ข้นึ มาจากตัวความไมร ูหรอื สภาพทม่ี ใิ ชค วามรู มสี ิ่งขางเคียงเปนตวั สนับสนนุ หรอื ปจ จัย สภาพท่ี เรียกวา วญิ ญาณท่ีเปน ตวั จุตปิ ฏสิ นธิน้นั ไมม ีตวั ตนของมันเองทีแ่ ทจ ริง เปนแตเ พยี งกลมุ ของ ปฏกิ ริ ิยาตางๆ ซง่ึ เกดิ ทยอยกนั ข้นึ มาตามอํานาจแหง เหตุมขี ณะแหง ตัวมนั เพยี งสน้ั ๆ เพราะ อาํ นาจการเกิดดบั ทีย่ ืนอยตู ามธรรมชาตขิ องสิ่งทเ่ี ปนเหตุ ครนั้ ไดก ลายเปนท่อี าศยั ก็เปน ทางให เกดิ ความรูสกึ ตางๆ ซ่ึงทําใหเ กิดววิ ฒั นข นึ้ ในตวั สงิ่ นัน้ เองเปนลําดบั ๆ มาตั้งแตม นั เร่มิ กอ ตวั ขน้ึ คอื มีจติ ใจอยางเลวๆ จนกระท่งั มีจิตใจอันประณตี วิญญาณเองจึงไมม ีตัวของตน นอกจากเปน เพียงสายสืบอนั ยาวยดื ของวิวฒั น ในขณะท่ียงั ไมข าดตอนเหมอื นลกู หนังท่มี คี นหลายๆ คนคอย ตบไวไมใ หต กลงหรือหยุดกระดอนได เรยี กวา มนั ทอ งเท่ียวไปในสงั สารวฎั แหง การเกดิ ดับ การ เกิดในทน่ี ี้ หมายถึงขณะท่ีมรี ูปกายเขา ประกอบกลมเกลียวกัน การตาย หมายถึงขณะที่ปราศจาก รปู กาย หรอื ปราศจากเครือ่ งมอื แสดงตนใหป รากฏเปน ตวั วตั ถุชัดๆ ตลอดเวลาทวี่ ญิ ญาณยงั ถกู สง ไวโ ดยปจจยั ตา งๆ เชน ตณั หา อปุ าทาน เปน ตน แลว มนั ก็ตอ งแสดงอาการโพลง คลา ยกบั เปนตัว เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 42 / 90
ชมุ นุมเรอ่ื งสัน้ – พทุ ธทาสภิกขุ มัคคเุ ทสกข องวิญญาณ ยนื โรงอยูได วิญญาณเปนสงิ่ ท่ีคลอดออกมาจากความไมร หู รืออวิชชา จะเปนตวั ตนของเราหรือ ของใครอยา งไรได แตเ ม่ือมันไดมีกายเปนเครอื่ งมอื ติดตอ ยอ มเปนทางใหไ ดรบั การศกึ ษาหรอื ได ความรทู ีเ่ รียกวา ญาณ อนั จะเปน เครอื่ งมือท่ีสามารถทําลายตวั เอง พรอ มทง้ั ปจจยั เคร่อื งสนบั สนนุ แวดลอมรอบขา ง ใหห มดความสามารถหรืออํานาจลง คือใหห ยดุ ใหห มดความรูสกึ ที่อยากได อยากเปน อยากไมใหเปน โดยส้นิ เชงิ มายาท่ีลกุ โพลงข้ึนเหลา น้นั จึงดบั สนทิ ลงไปได ไมมอี ะไร มาบังคบั วญิ ญาณกลมุ นใ้ี หแ สดงละครอีกตอ ไป สงิ่ ท่เี รียกวาจติ หรือวญิ ญาณเปน เพยี งมายาดงั นี้ ตวั ส่ิงทเ่ี ทยี่ งแทถาวร ก็คอื เขตแดนหรือสถานะอันเปนท่ีเขาถงึ และดบั ของวิญญาณนน่ั เอง ซ่งึ จะ เปน วิญญาณสายไหนก็ตามเม่อื เขา ถงึ เขตนีแ้ ลว จะตอ งดบั ลงสนทิ ไมม ีเช้อื เหลอื คนเราจงึ เปน เพียงของมายา แตในตวั มายานนั้ มคี วามรสู ึกนกึ คดิ ไดป ระณีต ไดแกความรูส ึกนึกคดิ ของเราทาน ท้ังหลายทก่ี าํ ลงั อา นและกําลังคดิ นกึ กนั อยใู นบดั น้ี ความคดิ นกึ เหลาน้ี เปนผลสืบๆ มาของส่ิง หลายสงิ่ ที่เปน มาแลว แตห ลงั ซึ่งมีแองรวมอยทู ่ีตวั ที่เราเรียกนามมนั วา วิญญาณ หรือ อินดีวดิ วล ลติ ี้ ในท่นี ี้ วญิ ญาณเกิดข้ึนมาทา มกลางความมืดบอดตามกฎแหงสงั ขตธรรม ทุกๆ สิ่งท่ีเปนไป ตามธรรมชาตทิ าํ นองเดียวกบั ลักษณะววิ ฒั นข องสิง่ ท่มี ีชวี ติ อยา งอน่ื ท่เี ปน ของหยาบๆ เหน็ ได งา ยๆ ตามกฎแหงชวี วทิ ยา หรอื ไบโอโลย่ี แตค รั้นววิ ฒั นม าถงึ ข้ันสงู กเ็ กดิ สงิ่ ท่ีกลบั เปนขา ศกึ ของตัวเอง คอื วชิ าเกดิ ขนึ้ เปน ขาศกึ ตออวิชชา เชน เดยี วกบั สนมิ เหล็ก แมเ กดิ จากเหลก็ กก็ ลับ เปน ขาศึกตอ แทง เหล็กทเี่ ปน มารดาของมนั เอง โดยกัดใหก รอ นและหมดส้ินไป ฉันใดก็ฉันนัน้ ครน้ั วิชชาทาํ ลายอวิชชาใหห มดสิน้ ไปตามกฎทวี่ า เม่อื แสงสวางเกดิ ขน้ึ ความมดื ก็ตอ งหายไป ดงั น้ี ตวั วิญญาณก็พลนั ถึงการขาดเหตขุ าดปจจยั คร้นั ขาดเหตุขาดปจ จยั ก็ดับลงไดและดับสนทิ อนั เรียกโดยโวหารสมมติวา วิญญาณนั้นเขาสูนพิ พานเปนความพน ที่เด็ดขาดไมมีอะไรตามไปยํ่า ยไี ด ไมม ีใครคนหาพบเปน ที่ทคี่ วามทุกขต ามไปไมถ ึง เพราะความทกุ ขเ ปนเพียงสง่ิ ท่ีแนบอยูกับ วิญญาณเทานั้น หรือโดยจํากดั ความ กเ็ ปนเพียงปฏกิ ริ ยิ าชนิดหนงึ่ ทเี่ กิดขึ้นจากการกระทําของ วิญญาณเอง อันเรยี กวาผลกรรม แตเมือ่ วิญญาณเขาสูสภาพที่ไมท าํ กรรมอกี ตอไป เพราะ บดั นไี้ มมตี ณั หาอนั เปน เหตใุ หทํากรรมอีกตอไปแลว ก็ยอ มเปน อสิ ระเหนอื กรรม อยเู หนอื ฐานะแหงการทํากรรมและการไดร บั ผลของกรรม ไมอ ยใู นอํานาจของพระเปนเจาหรอื ของใครๆ แมท ่สี ุดแตธรรมชาติ เพราะมนั ไมเ ขาถงึ ธรรมชาตซิ งึ่ เปนทดี่ บั ของสง่ิ ทง้ั ปวง วญิ ญาณท่ยี งั ไมเขา ถงึ แดนเปน ทด่ี บั อันนยี้ ังมคี วามคิดนึกเชน น้ันเชน น้ี รูสึกเชนนัน้ เชน น้ี เชน อยากอยกู บั พระเจา หรอื รสู กึ สบายเพลดิ เพลินในการอยูกับพระเปนเจา ถา หากไดเปนเชนนน้ั จรงิ จึงยงั เปน วญิ ญาณทไ่ี มเปน อสิ ระไปจากความรัก หรือความพอใจ ซึ่งเปน เหตใุ หม วั เมาอยู และกลัว วา ส่งิ นัน้ จะหายไปเสียจากตน หรอื ตนจะตายไปเสยี จากส่งิ นั้น หรืออยา งนอ ยที่สุดก็ตอ งมีความ อยากมอี ยู อยากเปน อยู คอื ใหม ตี ัวของตวั อยู ซง่ึ ยงั ไมเ ปนอิสระไปจากอาํ นาจของส่งิ ทตี่ อ ง ประสงคใหอ ํานวยสิง่ ทตี่ นตอ งการ ยังคงแบกตวั เองไวโ ดยไมรสู ึกแบกหนักเต็มที่ ท้ังท่ีไมรสู ึกวา หนัก สว นวญิ ญาณที่วางสง่ิ เหลา นน้ั ท้ังหมดเสีย สลดั กระสอบหนิ หนกั โยนท้งิ ออกไปเสยี ได และ ไมหยิบเอาอะไรขึ้นมาแบกถือไวอ ีกตอไปนน้ั ยอมมีอิสระท่จี ะดับไดต ามความตองการของญาณ หรอื ปญ ญา มีอิสระที่จะเดนิ ลอยนวลออกไปเสียจากความทุกขท ง้ั มวล เขา สคู วามดับที่เงยี บสงบ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 43 / 90
ชมุ นุมเร่ืองสนั้ – พุทธทาสภกิ ขุ มัคคเุ ทสกข องวญิ ญาณ ตลอดอนนั ตกาล ซึง่ เปนภาวะทวี่ ิญญาณอันยงั ยดึ ถือในส่ิงใดสง่ิ หนึ่งอยู หรือแมท ี่สดุ แตตวั เอง หา สามารถทาํ ใหเ หมือนไดไม มนั เปน วญิ ญาณท่ไี ดผ า นการอยูกับพระเปนเจามาแลว จึง สามารถทําเชนนน้ั โดยงายดาย และเปน วิญญาณทไ่ี ดผ า นการมีตวั มนั เองอยางบรสิ ทุ ธ์ิ มาแลว จงึ เลอ่ื นข้ึนมาสูข ้ันท่ีดับสนทิ อกี ครง้ั หน่งึ หรืออีกขัน้ หนึ่ง อันเปน ขัน้ สดุ ทา ยและ เปนอสิ ระแทจ รงิ และซ่ึงวญิ ญาณสองประเภทขา งตนยงั ตอ งทนแบกตวั ของตวั เอง หรือรวม ท้งั ตวั ของพระเปนเจา อยู ซึ่งในไมช าเม่อื เบอ่ื เขา ก็จะตอ งสลัดท้งิ ตามอยา ง อยา งเดียวกนั แนน อน วญิ ญาณตอ งการผนู ําหรอื มัคคเุ ทสก เพอ่ื ใหถงึ จุดปลายทางเร็วเขา กวาทจี่ ะมวั คลาํ มัวคนไปตามลาํ พังตวั กวา จะพบได กต็ องทนวนเวียนอยใู นกลางกองแหงไฟทุกขนานเกนิ ไป ซ่ึงมนั เปน การซื้อทแ่ี พงมาก และใครๆ กอ็ ยากซ้ือของถกู ถาอาจหามคั คุเทสกท ดี่ ไี ด เขายอมยอม เสยี คา นาํ ทางที่แพง ดกี วา ทจ่ี ะตองตอสอู ุปสรรคใหเนนิ่ ชา พระพุทธองคท รงสอนมตสิ ุดยอดของ ปรชั ญาทง้ั ปวง คือมตแิ หงอนัตตา ปดอตั ตาท้งิ ใหห มดเปน ครงั้ สุดทา ย ยอ มเปน เสมือนมัคคเุ ทสก ทส่ี ูงสดุ และทงั้ ไมทรงเรยี กคา นําทางอยา งใดเลย ทาํ ไมจงึ กลา ววา มติแหงอนตั ตา เปน ยอดสุดแหง ปรัชญาทงั้ ปวง? ท้งั นี้เพราะวา มติ อัตตาหรือยังมตี ัวมตี นนน้ั ยงั มีตัวทต่ี ดิ พนั อยใู นความดคี วามช่วั ในฝา ยขางดีนน้ั แมถ งึ ท่สี ุดหรือ สมประสงคท กุ อยา งแลว หรอื ถึงกบั เปนพระเจาเสยี เองไดแลว ก็ยงั มีความรูสึกชนิดท่ีตดิ ตวั เองอยู หรอื แบกตัวเองอยูดวยความยดึ ถือในความดขี องตัวเอง ยงั มีเขามีเรา ซ่ึงเปน เหตแุ หงการ เปรียบเทยี บ หรอื ใหเกดิ ความรสู กึ นานาประการ. นานเขาก็เบือ่ ตอ ความเปน เชน นนั้ ได เหมอื น ตอนแรกทถ่ี ือเอาของมีนํ้าหนกั ยังไมรสู กึ หนัก คร้ันนานเขา ของนัน้ เอง โดยไมตองเพ่มิ อะไรขึ้น จะแสดงนํา้ หนักออกมาใหเห็นและรสู กึ หนัก ครั้นนานอีกหนอ ยหนกั จนตองวางทงิ้ แมในท่ีสุด มือของตวั เองก็หนกั . เมอ่ื รูจกั วาความดคี อื อะไร มากพอเขาดงั นี้ กร็ วู า แมค วามดกี ็เปนส่ิงทต่ี อง” หาบคอน” ไวเ หมอื นกัน แตสําหรับคนทย่ี ังตาํ่ อยู หรือยงั เมาในความดอี ยู อาจไมรูสกึ วา ตนกาํ ลงั หาบคอน ทัง้ ท่ีหาบอยูเต็มหนกั จึงมกี ารสอนวา ความดไี มหนกั และไมตอ งหาบคอนไป แตท ่ี แทจ รงิ ความดเี ปนส่ิงที่แมว า จะตรงกันขา มกับความชว่ั กจ็ รงิ ถึงกระนัน้ ก็เปน สิ่งทมี่ สี ่ิงอนื่ ปรุง แตงข้ึน ตองเปนไปตามอาํ นาจแหง เหตุ เชน มีเหตุก็ยงั อยูได ครน้ั ขาดเหตกุ ด็ บั ไป เชน เดียวกบั ความชว่ั เหมอื นกัน ซ่งึ ทําใหเ กดิ ภาระ ในการทจี่ ะตอ งสรางเหตุของมนั เพม่ิ เตมิ เขา ไวเสมอ ไมมที ่ี ส้นิ สดุ เพราะฉะนน้ั จงึ มีอีกแนวหนึ่งตา งหาก ซง่ึ สูงขนึ้ ไปกวา คือการไมอยูในอาํ นาจเหตุปจจยั เปนสิง่ ที่เหตปุ จจัยอะไรปรุงแตงไมได และส่ิงนัน้ คือสภาพท่ีอยเู หนอื หรือพนข้ึนไปเสยี จากความดี และความช่ัว พระพุทธเจา ผเู ปนยอดสุดของมุนีหรือปราชญผรู อบรู ไดทรงบญั ญัตกิ ฎเกี่ยวกับ ความดคี วามชวั่ ไววา ขัน้ ที่หนึ่ง จงเวนความช่ัวเสยี ขนั้ ที่สอง จงทําความดีใหเตม็ เปย ม เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 44 / 90
ชุมนุมเรอื่ งสัน้ – พุทธทาสภกิ ขุ มคั คเุ ทสกของวญิ ญาณ ขั้นทสี่ าม จงชําระจิตใหหมดจดเสยี จากความยึดถอื ทั้งในสง่ิ ทดี่ ีและชวั่ เรอ่ื งนผี้ อู ยใู นภมู ติ ่ําจะฟงไมเ ขา ใจ และเหน็ ไดวา เปนคาํ ที่กลบั กลอก หรือสอนใหสราง แลวกลับสอนใหท ําลายเสยี แตท่แี ทไ มเปน เชน น้นั ภูมหิ รือสถานะแหงจิตมนษุ ยเ รามีเปนขัน้ ๆ และมชี ั้นของตัวเอง ท้งั เปน การยากอยา งย่ิงท่จี ะเขาใจถึงภมู ิทีส่ ูงกวา ทตี่ วั ยังไมล ถุ ึง เชนเดียวกับ เดก็ ทารกไมอ าจเขาใจไดว า กฬี าทเ่ี ปนของช้นั ผใู หญจะมคี วามสนุกไดอ ยางไร สูเลน หงุ ขาวหุง แกงของตนก็ไมไดฉ นั นนั้ ในหมมู นุษยท ม่ี ภี มู ติ ํา่ ทส่ี ุด ยอ มทาํ ชั่ว พวกน้จี ึงตองการเพียงใหเวน ชวั่ พวกท่สี งู ขึน้ มาหรือชั้นกลาง ตามธรรมดาก็ไมคอยจะทําชว่ั หรือไมท ําอยแู ลว พวกนีต้ อ งการขั้นที่ ใหท ําดีใหเตม็ เปยม กระทง่ั ถงึ เปนความดีชนั้ พระเปนเจา สว นพวกสดุ ยอดนั้น ตอ งการจะพน ออกไปอีก เพ่ือไม “แบกตวั เอง” ไวด ังกลาวแลว จึงมกี ารหลุดลอยขน้ึ ไปอยเู สยี เหนือความดีและ ความชวั่ ทั้งมวล ซงึ่ ยากท่ีคนชนั้ ทย่ี ังติดดตี ิดช่วั จะเขาใจไดวาจะเปนไปไดอยา งไร หรือดกี วาสงู กวาอยา งไร แตอ ยางไรก็ตาม เมือ่ เขาไดลุถงึ ยอดสุดของความดแี ลว ก็จะมองเหน็ หางไปตอ ไปอีก ไดเ อง หรอื อยางนอ ยทีส่ ุด จะตองซมึ ซาบดวยตวั เองวา การติดอยูใ นความดีน้ัน มิใชค วามรอดพน หรือความอิสระท่ีเดด็ ขาดจรงิ ๆ มนั เพยี งแตร อดไปจากโทษของความชว่ั หรืออิสระจากส่ิงช่ัว เทานั้น แตย งั คงติดในความดอี ยู ซึ่งเปน การติดชนิดทร่ี ยู าก ไมแสดงอาการเจบ็ ปวด หรอื อาการ หยาบๆ อยางใดเลย ตอ งอาศยั ปรีชาในชนั้ สงู จงึ จะมองเห็น ท่ีแทจ รงิ ความตอ งการใหเ ล่อื นขน้ึ ไปอกี ช้นั หนง่ึ คอื ใหพ นจากดแี ละชวั่ นี้ กเ็ ปน ความ ตอ งการของธรรมชาติ หรอื เปน ไปตรงตามกฎธรรมชาตเิ หมอื นกัน แตเปนขน้ั สุดยอด วิวัฒนข อง ธรรมชาตติ ามท่ีเหน็ กนั อยไู ดทัว่ ไปนน้ั กเ็ ห็นกันอยูแ ลว วา สง่ิ ทัง้ ปวงจะคอยดีขน้ึ ๆ จนดีท่ีสุด แต วา เม่ือดีทส่ี ุดแลว จะไปขางไหนอีก การที่จะกลับยอนมาเลวใหมนัน้ กเ็ ปนการวนไปอยางไมมีที่ สนิ้ สุด ทเี่ ราเรยี กกันวา วัฏสงสาร ถา จะใหห ลุดไปจากโซต รวนอนั น้ีเลา เราจะทาํ อยา งไร ครัง้ แรก ที่เราจะนึกไดต ามความคดิ ท่งี ายๆ แตถ กู ตองทสี่ ดุ ก็คอื วา ออกไปนอกวงเสยี อยา อยูใ นวงทีจ่ ะ วนเวยี นอยใู นความดีและความชว่ั มนษุ ยเราทุกๆ คนจงึ มนี ิพพานเปนจุดปลายทาง จะตางกนั บา ง ก็แตท ี่จะถึงจดุ นีช้ าหรอื เรว็ กวา กนั เทา นน้ั การทจ่ี ะลถุ งึ จดุ ปลายทางอันน้ี ก็ตอ งผา นมาแลว ทง้ั ดี และชว่ั จนรจู ักมนั ดีเต็มท่ีทง้ั สองอยา ง และถอนตนออกมาใหเ ปนอสิ ระ ความชวั่ เหมอื นของขม ความดีเหมอื นของหวาน แตทงั้ สองอยางไมใ ชข องปลอดภัย เพราะความขมทําใหไมพ อใจ ความ หวานทาํ ใหพ อใจหรือหลงติด เม่ือยงั พอใจก็ไมพนไปจากความยดึ ถอื หรอื หลงติด ความเสอื่ มกับ ความเจริญ ความแพกบั ความชนะ เหลา น้ี ก็เปน ไปทาํ นองเดยี วกนั มนั หาใชค วามรอดพนหรอื อิสระชน้ั สงู สดุ ไม ตอเมือ่ ไดข ามพน ไปเสยี ไมมเี สอื่ ม ไมม ีเจรญิ ไมมแี พ ไมมีชนะ นัน่ แหละ จงึ จะ เปนยอดสุดของความพน และเปน ความบริสุทธแิ์ ทจรงิ แตเ มอื่ เราไมมคี ําอนื่ นอกจากคําวา “ด”ี คาํ น้ีมาใชเปนช่ือเรยี ก เราก็ตองใชค าํ วา “ด”ี น้ันเองเรียกซา้ํ ลงไปอกี ทาํ ใหฟ ง ยาก และโดยเฉพาะ อยา งยิ่ง ตามโวหารชาวบาน เรามีแตคําวา “ดี” กับ “ชว่ั ” เทา นน้ั เมื่อพดู วา ยงั มีดีอีกชนดิ หนงึ่ ซึ่ง พนหรอื นอกออกไปเสยี จากความดี ดงั น้ี ยากท่จี ะฟงเขา ใจ เว็บไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 45 / 90
ชมุ นมุ เรือ่ งส้นั – พุทธทาสภิกขุ มัคคุเทสกของวิญญาณ อยา งไรกต็ าม ในท่สี ดุ เราจะจบั ใจความไดอ ยา งหน่ึงวา ดี กับ ชั่ว สองอยางน้ี มันมีได เฉพาะในเมือ่ ยังมตี วั เรา หรืออตั ตาท่ีเปน ตัวเราเทานนั้ ความดีและความชว่ั ต้ังอาศยั อยบู นตวั เรา เพราะฉะนน้ั ปรัชญาที่ยังมีตวั เรา จงึ เปนปรชั ญาทีย่ ังมีเชอ้ื แหงความยึดตวั ของตัวเหลอื อยู เพราะ ความอยากมตี ัวเรา เพื่ออยเู ปน สุด หรือดี หรอื เจริญ อยตู ลอดอนันตกาลน่ันเอง ถึงแมจ ะเอาเปน วา ตวั เราหรอื อัตตาตวั นนั้ มไิ ดเปน ผูหรอื ส่งิ ที่มีความรูสึก แตความรสู กึ ของผทู ่บี ญั ญัตนิ ั่นเอง ยงั มี ความหลงยึดถอื ในตวั เราทเ่ี คยยดึ ถอื มาแตเ ดิม เหลอื อยบู างสวน ทาํ ใหคอยจอ งจะตะครบุ เอาสง่ิ ที่ ตนเหน็ วา ดีทส่ี ดุ มาเปนตวั เราเสมอ และอันนีเ้ อง เปนเหตุใหเ กิดความยึดถอื อันใหมห รืออนั สดุ ทาย ยึดเอาสภาพทีพ่ น จากความดคี วามชวั่ หรอื ทเี่ ปนแดนทเี่ ขาไปดบั ของความดีความช่วั หรอื ทเ่ี ปน แดนท่ีเขา ไปดับของความดีความช่ัว วา เปนตวั เรา หรืออัตตาของเราข้ึนมา แตแทท จี่ ริง เมอ่ื กลาว ดวยแนวแหงการปฏบิ ตั จิ รงิ ๆ แลว ยอ มขัดอยใู นตวั เองคอื ถาผูใ ดก็ตาม เปน ผมู ีจติ หลดุ ไปจาก ความดีความชวั่ แลว จริงๆ เขายอมจะไมกลา วเอาสภาพอนั น้ันวา เปนตวั ตนได โดย ทาํ นองเดียวกัน เม่อื เขายังกลา วได เขาก็ยังไมใชผ ูพน ไปจากความดีความชวั่ เปนแต กลา วอนุมานเอา และกลา วดว ยอํานาจความยึดถอื ทีเ่ หลืออยูเปนชน้ั สุดทา ยนนั่ เอง จะอยา งไรก็ตาม เราเหน็ กันอยูแลว วา ตามประวตั ศิ าสตรน้ัน พุทธปรัชญาแหง ความไมมี ตวั ตนหรอื อนัตตานี้ เกิดขึน้ ภายหลงั ปรชั ญาอันวาดวยตวั เอง หรอื อาตมันของอุปนิษทั ในอนิ เดยี ปรชั ญาอุปนษิ ัท ก็เกิดขนึ้ มาภายหลงั ลทั ธถิ ือพระเปน เจา และความเขาอยกู ับพระเปนเจา ในแดน สวรรค และลทั ธิถือพระเปน เจา เหลา นี้ เกิดข้ึนหลงั จากลัทธถิ อื วตั ถตุ ามธรรมชาติ ที่นา กลัว เชน ไฟ พายุ ฟา เปนตนอีกตอหนึง่ เมือ่ ยอ นกลบั ข้ึนไป กลา วจากเบอื้ งตํา่ ต้งั แตส มยั ปาเถื่อนของโลก คนปา รูจ กั กันอยางสูงกแ็ ตกลวั ฟา รอ งฟา ผา ดวงวิญญาณของเขา ถูกคกุ คามอยูดว ยความกลัว จงึ พากัน ออ นวอนและนับถอื ตามทีจ่ ะนกึ ได แมกระทัง่ ตอ มาถงึ ยคุ ที่เกิดเชอื่ วา มีเทวดาประจาํ ส่ิง ตางๆ เชน ไฟ ลม นา้ํ เปน ตน เหลาน้ัน และออ นวอนมงุ ตรงไปยังเทวดาเหลานน้ั แลว ก็ยงั ไม แตกตางกัน ลว นแตเปนเพยี งลทั ธทิ ีเ่ ปน ไปตามอํานาจความกลวั หรือลทั ธศิ าสนาขนั้ ท่ยี งั เปน ทารกของโลก คร้ันตอมามคี วามรูสงู ขึ้น เลิกความเชือ่ ในวตั ถุและบคุ คลสมมตเิ หลานั้นเสียแลว ถือเอาตัวธรรมะเปน เครอ่ื งจูงวญิ ญาณ เพือ่ ใหม ันลถุ งึ สภาพท่พี น ทกุ ข ก็ทํากันไปไดตามท่จี ะ มองเหน็ และเจริญขนึ้ เปน ลาํ ดับมา ตงั้ ตนแตร ูว าสาํ คญั อยทู ใ่ี จ ครั้งแรกคน พบ ความสงบ อารมณ วาเปนเคร่อื งพน ทกุ ข กเ็ กิดมีการเจรญิ ฌานหรอื สมาธกิ ันยกใหญ ครน้ั ตอ มาคน พบวา ตอ งเปน ความรูของใจ จงึ จะพนทุกข เพยี งแตความบรสิ ทุ ธิ์เพราะสงบนั้น ยังไมใ ชท ีส่ ดุ จึงเกิดมี การเจรญิ ปญญา หรอื วปิ ส สนา ท่ีคน ควา หาหลกั และเกิดหลกั ปรชั ญาขน้ึ ตามหลกั แหงเหตุผล ใจความของปญ หามอี ยูแตเ พียงวา รหู รือแจม แจง ในใจอยา งไร หรอื ตามท่ีเปน จริงอยา งไร จงึ จะไม ทุกข มีผคู น พบคําตอบตา งๆ กนั บางพวกวา ปวยการคดิ อยา งอื่น คิดวาไมม ีอะไรเสียกแ็ ลว กัน ทําหรือคิดอยางไรกไ็ มเปน อันทํา บางพวกวา ชีวติ หรือวฏั สงสารน้ี มนั หมุนไปหาท่ีสดุ จบของมัน เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 46 / 90
ชมุ นมุ เรอื่ งส้ัน – พทุ ธทาสภกิ ขุ มคั คเุ ทสกข องวิญญาณ เอง อยาดิน้ รนขวนขวายเลย มันจะเร็วหรือชากวากาํ หนดของมนั ไปไมได เชนเดยี วกับดา ยทเ่ี รา จับปลายไวข างหน่ึงแลวขวา งไป มันคลไ่ี ปพลางกล้งิ ไปพลาง คร้ันหมดกลมุ เขา มนั ก็หมดเองฉันใด สงสารวัฏหรอื ความเวยี นวา ยของชีวติ ก็ฉนั นน้ั และยังมีลทั ธซิ ่ึงมีมตอิ น่ื ๆ อกี มากมาย จวนจะถึง สมัยพุทธกาล มมี ติของอุปนษิ ัทเกดิ ข้นึ คนพบอาตมนั หรือธรรมชนิดหนงึ่ ซ่ึงไมมปี รากฏการณ เขาใจยาก เพราะตรงกนั ขา มกับโลก ไมมอี ะไรสรางหรอื ปรุงแตง อาตมันนไ้ี ด แตคงมีอยทู กุ เมื่อ และสิงอยูในทที่ ่วั ไป เปนเสมือนดวงวญิ ญาณของสากลโลก และสอนวา ถาใครทาํ จติ ใจใหหมดจด จากอวชิ ชาแลว จะมองเห็นอาตมนั นด้ี ว ยปญ ญาจักษุ และในขณะน้ันใจของผนู ั้นกเ็ ปนสขุ ถงึ ทส่ี ุด ดว ย แตใ นท่ีสดุ พระพทุ ธเจาไดเกิดขึ้น และตรัสรทู รงพบหลกั สืบไปวา ธรรมชาตทิ เ่ี ขาเรยี กวา อาตมนั นนั้ เปนธรรมชาตทิ ม่ี ีอยจู รงิ แตหาใชส งิ่ ทีค่ วรเรียกอตั ตาหรอื อาตมนั ไม เพราะมนั เปน อนัตตา ไมใชต ัวผูหรอื ตวั กรรตกุ ารกที่จะกระทํานัน่ ทํานไี่ ด หรอื ตัวกรรมการก ที่จะถกู ใครทําอะไร ใหไ ด มนั เปน ธรรมชาตหิ รอื ธรรมชาตลิ วนๆ เชนเดียวกนั อยา ไปสําคญั เอาวามันเปน ตัวตนเลย การเพงจอ งหรอื มงุ หาอาตมันเชน นั้น เปนการมุง ดวยความยึดถอื หรอื อปุ าทานอันหนงึ่ เกนิ ไป ให เพงจองหาเพียงวา ใจของตนปลอ ยวางส่งิ ทง้ั ปวงแลว หรือยงั หมดความยึดถอื วาตวั ตนในสง่ิ ท้ัง ปวงแลว หรือยัง ถาหมดแลวกจ็ ะไมอ ยากอยางใดหมด จะเปน อยากได อยากมี อยากเปน หรอื อยากไมใหมไี มใหเปนกต็ าม ทกุ คนจงคอยกําหนดใจของตวั เอง วา ใจของตนถงึ สถานะอนั วา น้ี แลว หรอื ยงั ถา ยงั ไมถ ึง กด็ ําเนนิ ตามหลกั แหงอัฏฐังคกิ มรรคใหม ากข้ึน จนกวา จะถึงเทา นั้น โยคาวจรในพทุ ธศาสนาทกุ ๆ ทานจงึ มจี ดุ ท่หี นว งเหนีย่ วคอื นพิ พาน อันเปนทด่ี ับของความยดึ วา ตัวตนทด่ี ับของกเิ ลสหรอื ความทุกขอ ยา งเดียวน้ัน คร้นั ทุกขดับหมดกร็ ไู ดเ อง ทงั้ รจู กั สภาพอนั เปน ทีด่ บั ของความทกุ ขน น้ั ดวย แตม ิไดยึดถอื หรอื สําคญั เอาวา สภาพอันนัน้ เปนตวั ตนหรืออาตมนั แต อยางไร เปนธรรมชาติลว นๆ ทใ่ี ครกไ็ มค วรยึดถอื เชน เดียวกบั สง่ิ อนื่ ทีไ่ ดป ลอ ยวางมาแลวโดย ลาํ ดบั สิ่งนมี้ ีอยูเองแลว เมอื่ เราพบเขา เราก็ไมยดึ ถอื มนั เทา นัน้ ถา ไปยึดถอื เขา ใหมอีก ก็ยังไมไ ด หลุดพนเด็ดขาด จะปลอ ยวางอีกครงั้ หน่งึ สําหรบั ขอนี้มีหลกั พทุ ธภาษิตวา “วางภาระหนกั เสียแลว ไมจับฉวยเอาสงิ่ อน่ื ขน้ึ มาถอื เปนภาระอีกตอไป ถอนตณั หาเสยี ไดพ รอ มทั้งรากเหงา ก็เปน ผูดบั เย็นสนทิ ” และสําหรับการปฏเิ สธทกุ ๆ สง่ิ วามิใชอ ตั ตาหรือควรถือวา มนั เปนอตั ตานั้น มพี ทุ ธ ภาษิตวา “ธรรมหรือสงิ่ ทงั้ ปวงมใิ ชอ ตั ตา” และวา “ธรรมทง้ั ปวงเปนสง่ิ ทีไ่ มควรเขา ไปยึดถอื เอา” และคาํ วา ธรรม ยอมหมายถงึ ทุกๆ สิง่ ทง้ั ทเี่ ปน ประเภททม่ี ีสิ่งอ่นื ปรงุ แตงขน้ึ และประเภทที่มอี ยู ไดเ องโดยไมตองมอี ะไรปรงุ ข้นึ เชน พระนิพพาน หรอื สภาพอนั เปน ทด่ี บั สนิ้ ของความทกุ ขน ้ีดว ย กลา วโดยเฉพาะ มติแหง อุปนิษทั มีอาตมนั และบรรยายลกั ษณะไวเ ปนอสงั ขตะคลายกับ นิพพานของพุทธศาสนา ท้ังน้กี ็เพราะวาปรัชญาสายนี้ ไดไ ตมาตามหลักที่ถือวาตอ งมตี วั เรา เม่อื คนพบเปนครงั้ แรกวา กายกับใจน้ีไมใ ชต วั เราเสียแลว ก็อศั จรรยและกระตือรอื รน วา ถา ดังนัน้ ตวั เราอยทู ไ่ี หนเลา ก็การท่หี าวารา งกายและใจมใิ ชต วั เรานนั้ ก็เพราะมนั เปนเพียงของทถี่ ูกปรงุ ข้ึน จากสวนยอ ยๆ ตา งๆ และเปนมายาเกิดมาจากสิ่งอน่ื การคนหาตอ ไปจึงมีประเดน็ หนกั ไปในทาง ทว่ี า อะไรเลาคือตัวเราหรืออาตมนั ตอมาคน ไปพบธรรมประเภทที่เปน อสังขตะ ซึ่งอาจทราบได เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 47 / 90
ชุมนุมเรอ่ื งสั้น – พุทธทาสภิกขุ มัคคุเทสกข องวญิ ญาณ แมโดยอนมุ านวา มนั มลี กั ษณะตรงกนั ขา มจากรางกายและใจ ซง่ึ เปน มายาทุกๆ อยาง และสงิ่ ที่วา นมี้ อี ยูใ นท่ีท่วั ไป เพราะวาอาจคนพบไดใ นทที่ ุกแหง จงึ ปลงความเชอื่ ลงอยา งเดด็ ขาดวา น้แี ลวคือ อาตมนั หรอื ตัวเรา “ตัวเราอยา งใด ทา นก็เปน อยา งนนั้ พรหมอยางใด เราก็อยางนัน้ ” ซึ่ง หมายความวา เรามตี วั เราตวั เดียวกันหรืออยางเดยี วกนั พรหมนัน้ หมายถึงอาตมันในท่ีทกุ แหง น่ันเอง มตอิ นั น้ีคลา ยกบั พทุ ธศาสนาทสี่ ดุ ตา งกนั ก็แตว า เขามตี วั อาตมนั เปน ผถู ูกสง่ิ ตางๆ เชน ถกู โลกยิ ธรรมเปนตนหมุ หอ เอา และในทส่ี ดุ หลดุ ออกมาได จิตเปน ผรู จู กั อาตมันท่หี ลุดออกมาแลว สว นพทุ ธศาสนา ไมมตี ัวอาตมนั เชน นั้น มีแตจติ ทถ่ี ูกกเิ ลสหมุ หอ และหลดุ พน และจิตรูจักตวั มัน เองวา พน แลว (คือไมม ตี วั เรา หรืออาตมันไหนอกี เปน ผูหลดุ พน) และหลุดพนหมายถึง มันพบกบั นิพพาน ซง่ึ และแลว จิตเองจะไดด ับความรูส ึกวา มีตวั เองสนทิ ไป ไมม ีทุกขเ กดิ ข้นึ ไดอีก (มใิ ชมี อาตมนั เปน ตวั คงอยูต ลอดอนันตกาล เหมือนมติของอุปนษิ ทั ) ตามหลกั แหงพุทธศาสนา ตัวเราที่แทจรงิ นนั้ ไมม ี มแี ตส มมติเรยี กกันขนึ้ เองตาม อํานาจสญั ชาตญาณของสัตวท ่ยี ังมีอวิชชา คือ ความไมรูจกั สิ่งท้ังหลายตามทเ่ี ปน จรงิ ตลอดเวลาท่ี พดู กนั วา เรา เขา นายน่นั นายนี่ แมท ีส่ ดุ แตท ี่พระพทุ ธเจา ไดตรสั วา “ตนเปนท่พี ง่ึ ของตน” ดงั นี้ก็ ดี ยอ มหมายความเอาตนแหงมายานีเ้ ทานน้ั เพอ่ื ใหต นแหง มายานี้ รีบชว ยตวั ของตวั เอง ตวั เรา โดยสมมตหิ รอื มายานี้ คือความลกุ โพลงๆ ขึ้นมาดวยอาํ นาจความประชมุ พรอ มกนั ของสง่ิ หรื อธรรมประเภททีเ่ ปน ตัวเหตุ และทเ่ี ปน ตวั ปจ จยั สนบั สนนุ ถาจะถามวา เหตอุ ันแรกทีส่ ดุ น้นั มาจาก ท่ไี หนเลา เชน น้ี กเ็ ปนปญ หายงุ ยากเชน เดยี วกบั ทถี่ า เราจะถามพวกอุปนษิ ทั วา กอ็ าตมนั นน้ั มา จากไหนเลา พระพุทธเจา ตรัสวา สง่ิ ที่เลยเหตอุ นั แรกน้นั ไป จดั วา เปนส่ิงทีเ่ กนิ ไปกวาส่งิ ท่ีควรจะรู เสียแลว เรารเู พยี งเทา ทจ่ี ะทาํ ความทุกขท ล่ี ุกขึน้ มาน้ี ใหด บั สนทิ ไปไดกพ็ อ แตคาํ ตอบที่งา ยทีส่ ดุ เราพอจะหาไดว า ความมืดมดิ เพราะไมม ี ดวงอาทิตย ดวงดาว และอน่ื ๆ ท้งั หมดในสากล จักรวาลนี้ ซงึ่ มนั มีอยเู องตามธรรมชาตินนั้ มนั มาจากไหนเลา สมมตวิ า ถา อยา มีอะไรท้งั หมดใน โลกน้ี ใหม แี ตแ ความวางอยา งเดยี ว แลวความมดื เพราะไมม แี สงสวา งน้นั เรากร็ ไู มไดวา มนั มาจาก ไหน ขอนีฉ้ นั ใด ความมดื ในทางจิตคืออวชิ ชา หรือสภาพอันปราศจากความรกู ็ฉนั นัน้ เรารไู ดแ ต เพียงวา ถามนั ไมมีความรู มันก็ตองวา งจากความรูหรอื ไมร ู และสภาพอันน้ีเอง เปน เหตุอนั แรก ท่สี ดุ ของสิ่งทงั้ ปวงบรรดาทวี่ วิ ฒั นงอกงามเปน ส่ิงนนั้ สงิ่ นี้ขึน้ มา ซง่ึ มีกาลเวลาเปนสวนชว ยอนั สาํ คญั สวนหนง่ึ ดวย วิญญาณที่หลดุ แลวจากการหมุ หอของอวิชชาจึงสามารถเปนผูนาํ ของวิญญาณอนื่ ๆท่ียงั ไมหลดุ และนําไปสูความหลุดจากอวชิ ชาอันเปนกรงขงั หรือแดนจาํ กดั เขตของวญิ ญาณทย่ี ัง มืดมนนนั่ เอง พทุ ธทาส ๑๐ พ.ค. ๒๔๘๕ เวบ็ ไซตพุทธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 48 / 90
ชมุ นมุ เรอ่ื งส้นั – พุทธทาสภิกขุ ปญหายุงยากเก่ยี วกับการถอื พระรตั นตรัย ปญ หายงุ ยาก เกยี่ วกบั การถอื พระรัตนตรยั คาํ วา พระไตรรตั น หรอื พระรตั นตรัย ซงึ่ แปลวา แกวทง้ั สามนนั้ ในวงพุทธศาสนาเรา ใช หมายเอาวตั ถทุ ่สี าํ คญั ทส่ี ุดสามอยา ง คือ พระพุทธเจา, พระธรรม, พระสงฆ, ทไ่ี ดเรียกวา แกว ก็ เพราะวา ใครมีไวดวยความรจู กั หรอื เขาใจ ยอมจะนาํ ความอิ่มเอบิ มาสูผนู ้นั เชนเดียวกบั ผทู ร่ี จู กั คาของเพชรพลอย มีเพชรพลอยก็อ่ิมเอบิ วา ตนเปนผูรํา่ รวย และมีความสขุ ดุจกนั . แตม ิได หมายความวา มไี วอยา งกะไกไดพ ลอย แหง นิยายอสิ ป. เมื่อสังเกตตามท่ีเรารบั ถือกนั อยูในทุกวันนี้ ดูเหมือนวา สิ่งทีเ่ รยี กวา พระรัตนตรัยน้ัน ถกู แบง ออกเปน สองประเภทเสยี แลว ทง้ั ทผ่ี แู บงเองก็ไมรสู ึก, จงึ เกิดมีพระรัตนตรัยชนดิ ท่เี ปนสว น เปลือกผิว และพระรัตนตรัยทเ่ี ปนเนอ้ื แทข ้นึ . แตถ ึงอยา งไรก็ตาม นบั วา เปนคณุ ประโยชนด วยกนั ท้งั สองอยา ง, ทั้งนก้ี เ็ พราะวา คนเรามที ัง้ โง และฉลาด ทัง้ ทชี่ อบลวงตัวเองและไมช อบ จงึ เปน อนั วา เปลือกของพระรัตนตรัยน้ัน มีไวสําหรับเดก็ ๆ หรือผใู หญท ่มี ีมนั สมองอยา งเดก็ , แตต อ ง ยอมใหเขาเรยี กวา องคพ ระรัตนตรยั เหมือนกนั จะเรียกวา เปลอื กพระรตั นตรัยไมไ ดเ ปนอนั ขาด. สว นเนื้อแทของพระรตั นตรยั นั้น เรามไี วส าํ หรับผใู หญท ี่ลืมตาแลวโดยทว่ั ไป และโดยเฉพาะ สาํ หรับผทู ีย่ งั ไมเ ปนพระอรหนั ต เหมือนกนั กบั พวกแรก เพราะวา ผูที่เปนพระอรหนั ตเสยี แลว ยอมหาตอ งการพระรัตนตรยั ไม. ที่จดั เปน สว นเปลือกนั้น หมายถึงวัตถุ ทีผ่ มู ีปญ ญาตื้นๆ เขา ยึดถือเอาวา เปนองคพ ระ รัตนตรยั สําหรบั พระพุทธเจา เปลอื กก็คอื รปู กาย ท่เี ปนเน้อื หนังของพระองคนนั่ เอง ตลอดลง มาถึงพระพุทธรปู พระบรมธาตุ แมทีส่ ดุ แตตนโพธ์ิ เปน ตน , สําหรับพระธรรม ไดแก เสียงที่คนเรา สวดพระธรรม ตพู ระธรรม ตาํ ราพระไตรปฎ ก และวตั ถอุ ่ืนๆ ท่พี ากันกราบไหวแทนพระธรรม สาํ หรับพระสงฆ กท็ ํานองเดียวกนั ไดแ ก รูปกายของผทู ีบ่ วชเปนนักบวช ตลอดถึงสิ่งอื่น ซงึ่ เปน เครอ่ื งหมายของนักบวช. ท่เี ปนสว นเนอื้ แทนน้ั หมายถงึ ตัวส่งิ นนั้ จรงิ ๆ อนั นกั ศึกษาจะมองเห็นไดดวยปญญาจักษ;ุ สาํ หรับพระพทุ ธเจา คือตวั ปญญา หรือความรทู ่ีทําใหเ ราหมดทกุ ข หมดเศรา หมอง หมดสงสยั รา เริง เปน สุขอันแทจริงได ไมวาจะเปน ตวั ปญญาทม่ี ีอยใู นพระพทุ ธเจา องคน้ี หรอื องคไ หน ยอ ม เหมือนกนั หมด สาํ หรับพระธรรม หรอื ตวั ความจรงิ หรือกฏอันยุตธิ รรมแท ของวิธดี ับทกุ ขบ รรลุ สุขนน้ั ๆ, อันพระพทุ ธเจาไดคนพบ. สาํ หรบั พระสงฆ คือดวงปญญาของผทู ีไ่ ดฟ งคําสั่งสอนของ พระพทุ ธเจาแลว รูแ จง ความพนทุกขเชนเดียวกบั พระพทุ ธเจา แปลกกันเพยี งทไี่ มไ ดค น พบดว ย ตนเอง เหมือนพระพทุ ธเจา หรอื จะกลาวอีกอยางหนงึ่ อยา งสน้ั ๆวา ดวงจติ ท่ีกําลงั ประกอบดวย ปญญา เครอื่ งคนพบความจริงอันประเสริฐโดยตนเอง นั่นเปน พระพทุ ธเจา ตวั ความจรงิ นั้น คือ เวบ็ ไซตพทุ ธทาส.คอม www.buddhadasa.com หนา 49 / 90
Search