Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore lernning หนังสือเรียน

lernning หนังสือเรียน

Description: lernning หนังสือเรียน

Search

Read the Text Version

101 เรื่องที่ 5 ยาสามัญประจําบาน สาระสําคัญ ยาสามัญประจําบานเปนยาที่ประชาชนทุกคนควรจะมีไวใชในครอบครัว เพือ่ ใชสําหรับ บรรเทาอาหารเจ็บปวยเบื้องตนของสมาชิกในครอบครัว เวลาทีเ่ กิดอาการเจ็บปวย หลังจากนัน้ จึงนําสง สถานพยาบาลตอไป ผลการเรยี นรทู ค่ี าดหวัง 1. อธิบายสรรพคณุ และวิธกี ารใชยาสามญั ประจาํ บานไดถกู ตอ ง 2. อธิบายถึงอันตรายจากการใชยาสามัญประจําบาน 3. อธบิ ายถงึ ความเชื่อทผ่ี ดิ ๆ เกยี่ วกับการใชย า ขอบขา ยเนื้อหา เรอ่ื งที่ 1 หลักการและวิธีการใชยาสามัญประจําบาน เรอื่ งที่ 2 อันตรายจากการใชยา และความเชือ่ ทผ่ี ดิ เก่ยี วกบั ยา

102 บทที่ 5 ยาสามญั ประจาํ บา น ยาสามัญประจําบานเปนที่ประชาชนทั่วไปสามารถหาซื้อและจําหนายไดโดยไมตองมี ใบอนุญาตจากแพทย ซึง่ องคการเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุขไดผลิตยาตางๆ ที่มีคุณภาพดี ราคา ถกู และไดม าตรฐานสาํ หรบั จาํ หนา ยใหแกประชาชนทั่วไป ยาสามัญประจําบานเปนยาแผนปจจุบันหรือแผนโบราณทีใ่ ชรักษาอาการเจ็บปวยเล็กๆ นอยๆ เชน ไอ ปวดศีรษะ ปวดทอง ของมีคมบาด แผลพุพอง เปนตน หากใชแลวอาการไมดีขึน้ ควรไป ปรึกษาแพทยเ พ่ือรับการรกั ษาตอ ไป ตัวอยางยาสามัญประจําบานควรมีไวไดแก 1. ยาแกป วดแกไ ข 2. ยาแกแ พ 3. ยาถาย ยาระบาย 4. ยาสําหรับกระเพาะอาหารและลําไส - ยาลดกรด - ยาธาตนุ าํ้ แดง - ผงนา้ํ ตาลเกลือแร - ทิงเจอรมหาหิงคุ 5. ยาสาํ หรบั สดู ดมและแกล มวงิ เวยี น 6. ยาแกไ อ แกเจ็บคอ 7. ยาสําหรบั โรคผิวหนัง 8. ยารักษาแผล - ยาใสแผลสด - แอลกอฮอลเ ชด็ แผล เรอื่ งท่ี 1 หลักการและวธิ กี ารใชย าสามัญประจาํ บา น หลกั และวธิ ีการใชย า ยารักษาโรคนนั้ มีท้งั คุณและโทษดังนั้นเพอื่ ใหเกิดความปลอดภยั เราควรคาํ นงึ หลกั การใชย าดังนี้ 1. ใชยาตามคําสัง่ แพทย เทานัน้ เพือ่ จะไดใชยาถูกตองตรงกับโรค ไมควรใชยาตามคํา โฆษณา เพราะการโฆษณานั้นอาจแจงสรรพคุณยาเกินความจริง

103 2. ใชยาใหถูกวิธี เนือ่ งจากการจะนํายาเขาสูร างกายมีหลายวิธี เชน การกิน การฉีด การทา การหยอด การเหน็บ เปนตน ซึง่ การจะใชวิธีใดก็ขึน้ อยูก ับคุณสมบัติของตัวยานัน้ ๆ ดังนัน้ กอนใชยาจึง จาํ เปนตองอานฉลาก ศึกษาวิธกี ารใชใหละเอยี ดกอ นใชท กุ ครั้ง 3. ใชยาใหถูกขนาด คือการใชยารักษาโรคจะตองไมมากหรือนอยเกินไป ตองใชใหถูก ขนาดตามที่แพทยสัง่ จึงจะใหผลดีในการรักษา เชน ใหกินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครัง้ ก็ไมควรกิน 2 เม็ด หรือเพิ่มเปนวันละ 4-5 ครั้ง เปนตน และการใชยาในแตละคนก็แตกตางกันโดยเฉพาะเด็กจะมี ขนาดการใชที่แตกตางจากผูใหญ 4. ใชยาใหถูกเวลา คือ ชวงเวลาในการรับประทานยาหรือการนํายาเขาสูร างกายดวยวิธี ตางๆ เชน หยอด เหน็บ ทา ฉีด เปนตน เพือ่ ใหปริมาณของยาในกระแสเลือดมีมากพอในการ บําบัดรักษาโดยไมเกิดพิษและไมนอยเกินไปจนสามารถรักษาโรคได ซึง่ การใชยาใหถูกเวลาควรปฏิบัติ ดงั น้ี - การรับประทานยากอนอาหาร ยาที่กําหนดใหรับประทานกอนอาหารตองกินกอน อาหารอยางนอย ½ - 1 ชั่วโมง ซึง่ มีจุดมุงหมายเพื่อใหยาถูกดูดซึมไดดี ถาลืมกินยาในชวงใดก็ใหกิน หลงั อาหารมือ้ นน้ั ผา นไปแลว อยา งนอย 2 ชวั่ โมง เพราะจะทาํ ใหยาถกู ดูดซมึ ไดดี - การรับประทานยาหลังอาหาร ยาทีก่ ําหนดใหรับประทาน “หลังอาหาร” โดยท่ัวไป จะใหรับประทานหลังอาหารทันที หรือหลงั จากกนิ อาหารแลว อยา งนอ ย 15 นาที เพือ่ ใหยาถูกดูดซึมเขา สกู ระแสเลือดรวมกบั อาหารในลําไสเล็ก - การรับประทานยากอนนอน ยาทีก่ ําหนดใหรับประทาน “ กอนนอน” ใหกินยานัน้ หลงั จากกินอาหารม้อื เย็นเสรจ็ แลว ไมต า่ํ กวา 4 ช่วั โมง กอนเขานอน 5. ใชยาใหถูกมาตรฐาน คือใชยาที่มีตัวยาครบทัง้ ชนิดและปริมาณไมใชยาเสือ่ มคุณภาพ หรอื หมดอายุ ซง่ึ สามารถดูไดจ ากวนั ,เดอื น,ป ทร่ี ะบุไววาผลติ เม่อื ใด หมดอายุเม่อื ใด เปน ตน 6. ใชยาใหถูกกับคน คือ ตองดูใหละเอียดกอนใชวา ยาชนิดใดใชกับใคร เพศใด และอายุ เทาใด เพราะอวัยวะตางๆ ในรางกายของคนแตละเพศแตละวัยมีความแตกตางกัน เชน เด็กจะมีอวัยวะ ตางๆ ในรางกายทีย่ ังเจริญเติบโตไมเต็มทีเ่ มือ่ ไดรับยาเด็กจะตอบสนองตอยาเร็วกวาผูใหญมาก และ สตรีมีครรภก็ตองคํานึงถึงทารกในครรภดวยเพราะยาหลายชนิดสามารถผานจากแมไปสูเ ด็กไดทางรก อาจมีผลทําใหเดก็ ทค่ี ลอดออกมาพิการไดการใชยาในเดก็ และสตรีมีครรภจึงตองระมดั ระวงั เปนพเิ ศษ 7. ใชย าใหถ ูกโรค คือ ใชยาใหตรงกับโรคทีเ่ ปน ซึง่ จะเลือกใชยาตัวใดในการรักษานัน้ ควร จะใหแพทย หรือเภสัชกรผูร ูเ ปนคนจัดใหเราไมควรซือ้ ยา หรือใชยาตามคําบอกเลาของคนอืน่ หรือ หลงเชื่อคําโฆษณา เพราะหากใชยาไมถูกกับโรคอาจทําใหไดรับอันตรายจากยานัน้ ได หรือไมไดผลใน การรักษาและยังอาจเกิดโรคอื่นแทรกซอนได

104 8. การใชยาทีใ่ ชภายนอก ยาที่ใชภายนอก ไดแก ขีผ้ ึง้ ครีม ยาผง ยาเหน็บ ยาหยอด โดยมี วิธกี ารดงั นี้ - ยาใชท าใหทาเพียงบางๆ เฉพาะบริเวณที่เปนโรค หรือบริเวณที่มีอาการ - ยาใชถูนวด ใหทาและถูบริเวณที่มีอาการเบา ๆ - ยาใชโ รย กอนที่จะโรยยาควรทําความสะอาดแผลและเช็ดบริเวณทีจ่ ะทาโดยใหแหง เสยี กอน ไมควรโรยยาท่ีแผลสด หรือแผลท่ีมนี าํ้ เหลอื งเพราะผงยาจะเกาะกันแข็งปดแผล อาจเปนแหลง สะสมเช้ือโรคภายในแผลได - ยาใชหยด จะมีทั้งยาหยอดตา หยอดหู หยอดหรือพนจมูก โดยยาหยอดตาใหใช หลอดหยอดยาที่ใหมาโดยเฉพาะเวลาหยอดจะตองไมใหหลอดสัมผัสกับตา ใหหยอดบริเวณกลางหรือ หางตาตามจํานวนที่กําหนดไวในฉลาก ยาหยอดยาเมื่อเปดใชแลว ไมควรเก็บไวใชนานเกิน 1 เดือน และไมควรใชรวมกันหลายคน 9. การใชยาทีใ่ ชภายนอกและยาที่ใชภายใน คือยาทีใ่ ชรับประทาน ไดแก ยาเม็ด ยาผง ยา น้าํ โดยมวี ิธีการใชดังน้ี - ยาเมด็ ที่ใหเค้ียวกอนรบั ประทาน ไดแก ยาลดกรดชนิดเม็ดยาท่ีหามเคี้ยว ใหกลืนลง ไปเลย ไดแ ก ยาชนิดทเี่ คลือบนํา้ ตาลและชนิดทเ่ี คลือบ ฟล ม บางๆ จบั ดจู ะรสู ึกลื่น - ยาแคปซูล เปนยาทีห่ ามเคีย้ วใหกลืนลงไปเลย ทัง้ ชนิดออน และชนิดแข็ง ซึง่ ชนิด แข็งจะประกอบดวยปลอก 2 ขางสวมกัน - ยาผง มีอยูหลายชนิดและใชแตกตางกัน เชน ตวงใสชอนรับประทานแลวดืม่ น้าํ ตาม หรือชนิดตวงมาละลายน้ํากอน และยาผงที่ตองละลายน้ําในขวดใหไดปริมาตรทีก่ ําหนดไวกอนทีจ่ ะใช รับประทาน น้าํ ทีน่ ํามาใชตองเปนน้าํ ดืม่ ทีต่ มสุกทิง้ ใหเย็นแลว และควรใชยาใหหมดภายใน 7 วัน หลงั จากผสมนา้ํ แลว 10. ใชยาตามคําแนะนําในฉลาก ปกติยาทุกชนิดจะมีฉลากยาเพือ่ บอกถึงชื่อยา วิธีการใช และรายละเอียดอืน่ ๆ ซึ่งเราจําเปนตองอานใหเขาใจโดยละเอียดเสียกอน วาเปนยาทีเ่ ราตองการใช หรอื ไม และปฏบิ ัตใิ หถ ูกตองตามท่ฉี ลากยาแนะนําเอาไว ลักษณะยา เนื่องจากยามีหลายประเภท มีทั้งยากิน ยาทา ยาอมในแตละประเภทมีอีกหลายชนิดซึง่ มีวธิ กี ารและขอควรระวงั แตกตา งกนั จงึ จําเปนตองเรยี นรลู กั ษณะและประเภทของยา

105 การจาํ แนกประเภทของยา ตามพระราชบัญญัติยา ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2522 ไดใหความหมายวา ยา หมายถึง สารทีใ่ ช ในการวิเคราะห บําบัดรักษา ปองกันโรคหรือความเจ็บปวยของมนุษยและสัตว รวมทัง้ ใชในการบํารุง และเสริมสรางสุขภาพรางกายและจิตใจดวย สามารถจําแนกไดเปน 6 ประเภท ดังน้ี 1. ยาแผนปจจุบัน หมายถึง ยาทีใ่ ชรักษาโรคแผนปจจุบันทัง้ ในคนและสัตว เชน ยา ลดไข ยาปฏชิ ีวนะ ยาแกปวด ยาแกแ พ เปน ตน 2. ยาแผนโบราณ หมายถึง ยาที่ใชรักษาโรคแผนโบราณทั้งในคนและสัตวยาชนิดนี้ จะตองขึน้ ทะเบียนเปนตํารับยาแผนโบราณอยางถูกตอง เชน ยามหานิลแทงทอง ยาธาตุบรรจบ ยาเทพ มงคล ยาเขียวหอม เปนตน 3. ยาอันตราย หมายถึง ยาที่ตองควบคุมการใชเปนพิเศษ เพราะหากใชยาประเภทนี้ไม ถกู ตองอาจมอี นั ตรายถงึ แกชีวิตได เชน ยาปฏชิ ีวนะชนิดตา งๆ ยาจาํ พวกแกค ลน่ื เหียนอาเจยี น เปนตน 4. ยาสามัญประจําบาน หมายถึง ยาทัง้ ที่เปนแผนปจจุบันและแผนโบราณ ซึง่ กําหนด ไวในพระราชบัญญัติยาวาเปนยาสามัญประจําบาน เชน ยาธาตุน้ําแดง ยาขับลม ยาเม็ดซัลฟากัวนิดีน ยา ระบายแมกนเี ซีย ดเี กลือ ยาเมด็ พาราเซตามอล เปนตน 5. ยาสมุนไพร หมายถงึ ยาที่ไดจ ากพืช สตั ว หรอื แร ซงึ่ ยงั ไมไดน ํามาผสมหรือเปลี่ยน สภาพ เชน วานหางจระเข กระเทียม มะขาม มะเกลือ นอแรด เขีย้ วเสือ ดีงู เหลือม ดีเกลือ สารสม จุนสี เปนตน 6. ยาควบคุมพิเศษ ไดแก ยาแผนปจจุบัน หรือยาแผนโบราณทีร่ ัฐมนตรีประกาศเปน ยาควบคุมพิเศษ เชน ยาระงับประสาทตางๆ รปู แบบของยา ยาที่ผลิตในปจจุบันมีหลายรูปแบบ เพือ่ สะดวกแกการใชยาและใหมีประสิทธิภาพสูงสุด ไดแ ก 1. ยาเม็ด มีทัง้ ยาเม็ดธรรมดา เชน พาราเซตามอล เม็ดเคลือบฟลม เชน ยาแกไอ ยาเม็ด เคลือบน้าํ ตาล เชน ไวตามนิ เมด็ เคลอื บพิเศษ เพ่ือใหย าแตกตวั ท่ลี าํ ไส เชน ยาวณั โรค ยาแกปวด 2. ยาแคบซูล แคปซูลชนิดแข็ง ไดแก ยาปฏิชีวนะตาง ๆ แคปซูลชนิดออนไดแก น้ํามัน ตบั ปลา วติ ามินอี ปลอกหุมของยานี้จะละลายในกระเพาะอาหาร เพราะมีรสขมหรือมีกลิ่นแรง 3. ยาน้าํ มีหลายชนดิ เชน ยาแกไ อน้ําเชื่อม ยาแกไ ขหวัดเด็ก 4. ยาฉีด ทําเปนหลอดเล็ก ๆ และเปนขวด รวมทง้ั นํ้าเกลอื ดว ย นอกจากน้ยี งั มยี าข้ผี ง้ึ ทาผวิ หนัง บดผง ยาเหน็บ ยาหยอดตา ยาหยอดหู ยาหยอดจมูก ยาอม รูปแบบของยาขึน้ อยูกับจุดมงุ หมายผใู ช

106 การเกบ็ รกั ษา เมื่อเราทราบถึงวธิ กี ารใชย าท่ถี ูกตองแลว กค็ วรรูถึงวธิ ีการเก็บรกั ษาท่ถี ูกตอ งดวย เพื่อใหยา มีคุณภาพในการรักษา ไมเสือ่ มคุณภาพเร็ว โดยมวี ธิ กี ารเก็บรกั ษา ดงั นี้ 1. ตยู าควรตงั้ อยใู นทที่ ีแ่ สงแดดสองเขาไปไมถึง ควรตัง้ ใหพนจากมือเด็ก โดยอยูใ นระดับ ที่เด็กไมสามารถหยิบถึง เพราะยาบางชนิดมีสีสวย เด็กอาจนึกวาเปนขนมแลวนํามารับประทานจะ กอ ใหเ กดิ อนั ตรายได 2. ไมตัง้ ตูย าในทีช่ ืน้ ควรตัง้ อยูในที่ทีอ่ ากาศถายเทไดสะดวก ควรเก็บยาใหหางจาก หอ งครวั หอ งน้ําและตน ไม 3. ควรจัดตูย าใหเปนระเบียบ โดยแยก ยาใชภายนอก ยาใชภายใน และเวชภัณฑ เพื่อ ปองกันอันตรายจากการหยิบยาผิด อันตรายจากการหยิบยาผิด 4. เก็บรักษาไมใหถูกแสงสวาง เพราะยาบางชนิดหากถูกแสงแดด จะเสื่อมคุณภาพจึงตอง เก็บในขวดทึบแสงมักเปนขวดสีชา เชน ยาหยอดตา ยาวิตามิน ยาปฏิชีวนะ และยา แอดดรีนาลินที่ สําคัญควรเก็บยาตามทีฉ่ ลากกําหนดไวอยางเครงครัด แตถาฉลากไมไดบงไวก็เปนทีเ่ ขาใจวาใหเก็บใน ทีป่ องกันความชืน้ ไดดี ไมเก็บยาในทีอ่ ุณหภูมิสูงเกินไป หรือไมนํายาไปแชแข็ง การเก็บรักษายาที่ ถกู ตอ ง ยอมไดใ ชย าท่ีมีประสิทธิภาพ และยากไ็ มเสือ่ มคณุ ภาพเร็วซงึ่ จะใหผลในการรกั ษาเต็มท่ี การสังเกตยาทีเ่ สือ่ มสภาพ ยาเสือ่ มสภาพ หมายถึง ยาทีห่ มดอายุ ไมมีผลทางการรักษาและอาจกอใหเกิดปญหาตอ สุขภาพ กอนการใชยาและเวชภัณฑทุกชนิด จะตองสังเกตลักษณะของยาวามีการเสื่อมสภาพหรือยัง โดยมีขอสงั เกตดงั ตอไปนี้ 1. ยาเม็ดธรรมดา เปนยาทีจ่ ะเกิดการเปลีย่ นสภาพไดงายเมือ่ ถูกความชืน้ ของอากาศ ดังนั้นทุกครัง้ ทีเ่ ปดขวดใชยาแลวควรปดใหแนน ถาพบวายามีกลิ่นผิดไปจากเดิม เม็ดยามีผลึกเกาะอยู แสดงวายาเสื่อมสภาพไมควรนํามาใช 2. ยาเม็ดชนิดเคลือบน้ําตาล จะเปลี่ยนแปลงงายถาถูกความรอนหรือความชื้น จะทําใหเม็ด ยาเยิม้ สีละลาย ซีดและดางไมเสมอกัน หรือบางครัง้ เกิดการแตกรอนได ถาพบสภาพดังกลาวก็ไมควร นํามาใช 3. ยาแคปซูล ยาชนิดแคปซูลที่เสื่อมสภาพสามารถสังเกตไดจากการที่แคปซูลจะพองหรือ แยกออกจากกัน และยาภายในแคปซูลก็จะมีสีเปลี่ยนไปไมควรนํามาใช

107 4. ยาฉีด ยาฉีดที่เสือ่ มสภาพจะสังเกตไดงายโดยดูจากยาทีบ่ รรจุในขวดหรือหลอด ยาฉีด ชนิดเปน ผง ถา มลี ักษณะตอ ไปนี้แสดงวา เสอ่ื มสภาพ - สีของยาเปลี่ยนไป - ผงยาเกาะตดิ ผนงั หลอดแกว - ผงยาเกาะตัวและตองใชเวลาทําละลายนานผิดปกติ - เม่ือดดู ยาเขาหลอดฉีดยาทาํ ใหเ ข็มอุดตนั 5. ยานํา้ ใส ลกั ษณะของยานํา้ ใสทีเ่ สื่อมสภาพสังเกตไดงา ยดงั นี้ - สีของยาเปลี่ยนไปจากเดิม - ยาขนุ ผดิ ปกตแิ ละอาจมกี ารตกตะกอนดวย - ยามกี ลน่ิ บูดเปร้ยี ว 6. ยานํ้าแขวนตะกอน ลกั ษณะของยานํ้าแขวนตะกอน ท่ีเส่ือมสภาพจะสังเกตพบลักษณะ ดงั น้ี - มีสี กล่ิน และรสเปลีย่ นไปจากเดมิ - เมื่อเขยาขวดแลว ยาท้ังขวดไมเ ปน เนอ้ื เดยี วกนั หรอื ยามตี ะกอนแข็งเขยา ไมแตก 7. ยาเหนบ็ ลักษณะของยาเหน็บท่ีเสอ่ื มสภาพและไมค วรใชมดี ังน้ี 3 - เม็ดยาผดิ ลักษณะจากรปู เดมิ จนเหนบ็ ไมได 3 - ยาเหลวละลายจนไมสามารถใชได 3 8. ยาข้ผี ง้ึ เมือ่ เสือ่ มสภาพจะมีลักษณะทสี่ ังเกตไดง ายดงั นี้ 3 - มกี ารแยกตวั ของเนอ้ื ยา - เน้ือยาแขง็ ผดิ ปกติ - สีของข้ผี ึง้ เปลย่ี นไปและอาจมจี ดุ ดางดาํ เกิดขึน้ ในเน้ือยา เรอื่ งท่ี 2 อนั ตรายจากการใชย า และความเชอ่ื ทีผ่ ิดเกี่ยวกับยา ยาเปนสิ่งที่มีประโยชนถาใชอยางถูกตองและเหมาะสมในขณะเดียวกัน ถาใชยาไมถูกตอง ก็จะมีโทษมหันต ทําใหไมหายจากการเจ็บปวยและอาจมีอันตรายถึงชีวิต 1. อนั ตรายเกดิ จากการใชยาเกินขนาด เกิดจากการรับประทานยาชนิดเดียวกันในปริมาณ มากกวา ทแ่ี พทยก ําหนด ซึง่ กอ ใหเกิดอันตรายตอ รา งกายจนถงึ ข้นั เสียชีวติ ได 2. อันตรายเกิดจากการใชยาเสื่อมคุณภาพ เชน การรับประทานยาหมดอายุ นอกจากอาการ เจ็บปวยไมหาย แลว ยังอาจทําใหอาการทรุดหนักเปนอนั ตรายได

108 3. อันตรายจากการใชยาติดตอกันเปนเวลานาน ยาบางชนิดเมื่อใชติดตอกันเปนเวลานาน อาจสะสมทําใหเปนพิษตอระบบตาง ๆ ของ รางกาย นอกจากนั้นการใชยาติดตอกัน นาน ๆ อาจทําให เกิดการติดยา เชน ยาแกปวดบางชนิด 4. อันตรายจากการใชยาจนเกิดการดื้อยา เกิดจากการรับประทานยาไมครบจํานวนตาม แพทยสั่ง หรือยังไมทันจะหายจากโรค ผูป วยก็เลิกใชยาชนิดนัน้ ทั้งๆ ทีเ่ ชื้อโรคในรางกายถูกทําลายไม หมด ทําใหเ ช้อื โรคนั้นปรบั ตัวตอตา นฤทธ์ยิ า ทาํ ใหยารักษาไมไ ดผ ล 5. อันตรายที่เกิดจากการใชยา โดยไมทราบถึงผลขางเคียงของยายาบางชนิด มีผลขางเคียง ตอรางกาย เชน ยาแกห วัด ชว ยลดน้ํามูกและลดอาการแพตา งๆ แตมีผลขา งเคียงทําใหผูใช รูสึกงวงนอน ซึมเซา ถาผูใชไมทราบ และไปทํางานเกีย่ วกับเครือ่ งจักร หรือ ขับขีย่ านพาหนะ ก็จะกอใหเกิดอุบัติเหตุ ไดงาย ขอแนะนําการใชย า 1. ควรใชยาทรี่ จู กั คณุ และโทษเปนอยา งดีแลว 2. เลือกใชยาเปนตัว ๆตามอาการและสาเหตุของโรค 3. ควรกินยาใหไดขนาด (เทียบตามอายุ) และเมือ่ อาการดีขึน้ แลวก็ตองกินใหครบตาม กําหนดระยะเวลาของยาแตละชนิด โดยเฉพาะกลุมยาปฏิชีวนะ 4. เม่ือกินยาหรือใชย าแลวอาการไมด ขี ึน้ หรือมีอาการรนุ แรงข้ึน ควรไปหาหมอโดยเรว็ 5. เมือ่ กินยาหรือใชยาแลวมีอาการแพ (เชน มีลมพิษผืน่ แดง ผืน่ คัน หนังตาบวม หายใจ หอบแนน) ควรหยุดยาและปรึกษาหมอ ผูทีม่ ีประวัติแพยา กอนใชยาครัง้ ตอไปควรปรึกษาแพทยหรือ เภสัชกร 6. ควรซื้อยาจากรานขายยาที่รูจ ักกันและไวใ จได 7. เวลาซือ้ ยาควรบอกชือ่ ยาทีต่ องการเปนตัวๆ อยาใหคนขายหยิบยาชุด ยาซอง หรือยาที่ ไมรูจ ักสรรพคุณให เพราะอาจเปนอันตรายได, โดยเฉพาะยาที่เขาสตีรอยด (เพร็ดนิโซโลน เดกซาเม โซน) และยาปฏชิ วี นะ 8. เดก็ เลก็ หญงิ ต้ังครรภแ ละหญิงทเ่ี ลีย้ งลูกดวยนมตวั เอง ตองเลือกใชยาที่ไมมีอันตรายตอ เดก็ หรอื ทารกในทอ ง ยาทหี่ ญงิ ตั้งครรภไ มควรใช 1. เหลา 2. บุหรี่ 3. ยาเสพยตดิ (เชน ฝน เฮโรอีน ฯลฯ) 4. ยานอนหลบั

109 5. แอสไพริน 6. ฮอรโ มนเพศ (เชน เอสโตรเจน โปรเจสเตอรโรน,แอนโดรเจน ฯลฯ) 7. สตรี อยด (เชน เพร็ดนิโซโลน เดกซาเมธาโซน ฯลฯ) 8. ซัลฟา 9. เตตราไซคลีน 10. ไดแลนตนิ (ใชรักษาโรคลมชัก) 11. ยาแกค ลนื่ ไสอ าเจียน (ถาจําเปน ใหใ ชวติ ามินบี 6 ) 12. ยาขบั เลอื ดพวกเออรก อต ยาทีห่ ญิงเลี้ยงลกู ดวยนมตัวเองไมค วรใช 1. ยารักษาโรคคอพอกเปนพิษ 2. ยาขบั เลอื ดพวกเออรก อต 3. แอสไพริน 4. ยานอนหลับและยากลอมประสาท 5. ซัลฟา 6. เตตราไซคลีน 7. ยาระบาย 8. ยาคุมกําเนิด 9. รีเซอรพนี (ใชรักษาความดันเลือดสูง) ยาท่ีทารกไมค วรใช 1. เตตราไซคลีน 2. คลอแรมเฟนคิ อล. 3. ซัลฟา. 4. แอสไพริน 5. ยาแกห วดั แกแ พ (ในชว งอายุ 2 สปั ดาหแ รก) 6. ยาแกท อ งเสยี -โลโมตลิ (Lomotill) ในทารกต่ํากวา 6 เดอื น อโิ มเดียม(Imodium) ในทารก ตาํ่ กวา 1 ป วธิ กี ารใชย าเพ่ือดูแลรกั ษาตนเอง วธิ ีการใชยาเพอื่ ดูแลรักษาตนเองมดี งั น้ี 1. ควรมีความรเู ร่อื งยาชนิดน้นั ดีพอ และใชยารกั ษาตนเองในระยะส้นั หากอาการไมดีขึ้น ควรไปพบแพทย

110 2. ไมควรใชยาผสมหลายชนิด ควรเลือกใชยาที่มีสวนประกอบเปน ตวั ยาเดี่ยวๆ เชนการใชยา แกปวด ควรใชยาทมี่ ีแอสไพรนิ หรือพาราเซตามอลอยางเดียว ไมค วรใชย าทีผ่ สมอยูก ับยาชนิดอน่ื ๆ 3. หากเกิดอาการผิดปกติและสงสัยวาแพยาใหหยุดยาทันทีและรับไปพบแพทย 4. อยางซือ้ ยาทไี่ มมีฉลากยาและวิธกี ารใชย ากํากบั 5. อยางหลงเชื่อและฟงคําแนะนําจากผูที่ไมมีความรูเรื่องยาดีพอเปนอันขาด 6. ควรเก็บยาไวในที่มิดชิดไกลจากมือเด็กและไมมีแสงแดดสองถึง กิจกรรมทายบท 1. ใหผูเรียนบอกชื่อยาสามัญประจําบานและยาสมุนไพรมาอยางละ 5 ชื่อ และนําเสนอ หนา ชั้นเรยี น 2. ใหผ เู รยี นแบงกลุมบอกถึงอันตรายจากการใชยาที่เคยพบ วิธีแกไขเบื้องตนและ อภิปรายรวมกันความอบอุน

111 บทที่ 6 สารเสพตดิ อันตราย สาระสําคัญ มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับปญหา ประเภท และลักษณะของสารเสพติดตลอดจนอันตราย จากการตดิ สารเสพตดิ ผลการเรียนรูทค่ี าดหวงั 1. อธิบายและบอกประเภทของสารเสพติดได 2. อธิบายและบอกถึงอันตรายจากการติดสารเสพติด ขอบขา ยเนือ้ หา เร่ืองที่ 1 ความหมาย ประเภท และลักษณะของสารเสพติด เร่ืองที่ 2 อนั ตรายจากสารเสพตดิ

112 บทที่ 6 สารเสพติดอันตราย ปจจุบนั ปญหาการแพรระบาดของสารเสพตดิ มแี นวโนม เพิ่มสงู ขึ้น ในหมูวัยรุน และนักเรยี นท่ี มีอายุนอยลง โดยสารเสพติดที่แพรระบาดมีรูปแบบที่หลากหลาย ยากแกการตรวจสอบมากขึ้น สงผล ใหเด็กและเยาวชนมีความเส่ียงตอ ภยั ของสารเสพติดมากข้ึน จึงควรศกึ ษาและระมดั ระวงั เพ่อื ปองกนั อนั ตรายดงั กลาว เร่ืองท่ี 1 ความหมาย ประเภท และลักษณะของสารเสพติด องคการอนามัยโลกไดใหความหมายไววา สารใดก็ตามที่เสพเขาสูรางกายโดยการ ฉีด สูบ หรือ ดม จะทาํ ใหม ผี ลตอ จิตใจและรา งกาย 4 ประการ 1. เมื่อเสพยติดแลวจะมีความตองการทั้งรางกายและจิตใจ 2. ผูทใี่ ชยาแลว ตองเพ่มิ ปรมิ าณการเสพยขนึ้ เร่อื ย 3. เมอื่ หยดุ ใชยาจะเกดิ อาการอดหรอื เลกิ ยาทีเ่ รียกวา อาการเซย่ี น หรอื ลงแดง 4. ใชไ ปนานๆ เกดิ ผลรายตอ สขุ ภาพ ประเภทและลักษณะของสารเสพตดิ เราสามารถแบงสารเสพติดชนิดตาง ๆ ออกไดเปน 4 ประเภทตามฤทธิ์ที่มีตอรางกายผู เสพย ดังนี้ 1. ประเภทออกฤทธก์ิ ดประสาท ประเภทนี้จะมีฤทธิท์ ําใหสมองมึนงง ประสาทชา งวงซึม หมดความเปนตวั ของตวั เองไปชั่วขณะ สารเสพตดิ ที่จดั อยูในประเภทน้ี คอื 1.1 ฝน ทํามาจากยางของผลฝน นํามาเคีย่ วจนมีสีดํา เรียกวา ฝน สุก มีรสขม กลิ่น เหม็นเขยี ว ละลายน้ําไดดี สามารถเสพยไ ดหลายวิธี โทษของฝน จากแอลคาลอยด ออกฤทธิก์ ดประสาท ทําใหสมองมึนชา อารมณ และจิตใจเฉือ่ ยชา รูสึกเย็นขนลุกสลับกับรอน ปวดทีร่ างกาย เบือ่ อาหาร ทองผูก รางกายทรุดโทรม ติด เชื้อโรคงาย อาการ แสดงของการขาดยา คือ หงุดหงิด ตืน่ เตน ทุรนทุราย หาว น้าํ ตาไหล ปวด ทีร่ า งกาย อาเจยี น ถายอุจจาระเปน เลอื ด 1.2 เฮโรอนี ผลิตจากมอรฝนโดยกรรมวิธีทางเคมี จึงมีชื่อทางเคมีวาไดเคทฟล มอรฟน มี 2 ชนดิ คอื

113 - เฮโรอีนบรสิ ุทธิ์ ลักษณะเปน ผงสีขาว รสขม - เฮโรอนี ผสม ลักษณะเปน เกรด็ สนี ํา้ ตาล ชมพู เหลอื ง มว ง - สารทีผ่ สมมักเปน พวกสารหนู สตรกิ นนิ ยานอนหลบั ยาควินิน ฯลฯ โทษของเฮโรอนี เปน เชน เดยี วกบั ฝน โดยแรงกวา ฝนประมาณ 30-100 เทา การเสพเขา สรู า งกาย โดยการฉีดและสูดหายใจไอระเหยเขาสูรางกาย 1.3 ยานอนหลับ จัดอยูในพวกบารบิตูเรท เปนอนุพันธของกรดบารบิตูเรทมีทั้งชนิด ออกฤทธิช์ า และออกฤทธิเ์ ร็ว ไดแก เซโคบารบิทาล หรือเซโคนาล คนทัว่ ไปมักเรียกวา นาตาลีฟา สี เหลือง เหลาแหง ไกแดง หรือปศาจแดง มีลักษณะเปนเม็ดสีขาว หรือแคปซูลสีตางๆ เชน สีฟา สีเหลือง สแี ดง โทษของยานอนหลับ เปนยาออกฤทธิ์ กดประสาทสวนกลาง ถาใชมากจะมึนเมา พูด ไมชัด เดินโซเซ อารมณหงุดหงิด เกิดความกลา บาบิน่ รุนแรงจนสามารถทํารายตนเองได ชอบทะเลาะ วิวาท กา วราว เมอื่ ขาดยาจะมีอาการชักกระตุก ตัวเกร็ง กระวนกระวาย คล่ืนไส ประสาทหลอน 2. ประเภทออกฤทธิ์กระตุนประสาท ประเภทนี้จะทําใหเกิดอาการตืน่ เตนตลอดเวลาไม รสู ึกงว งนอน แตเม่ือหมดฤทธย์ิ าแลว จะหมดแรงเพราะรางกายไมไ ดรับการพักผอน สารเสพติดท่ีจัดอยู ในประเภทนไ้ี ดแ ก 2.1 กระทอม เปนไมยืนตนขนาดกลาง มีลักษณะใบคลายใบกระดังงาไทย แตเสนใบมี สแี ดงเรือ่ สารเสพติดใบกระทอม ชอ่ื มติ ราจนิ ิน โทษของกระทอม ออกฤทธิก์ ระตุน ประสาท ทําใหอารมณราเริง แจมใส มี เรี่ยวแรง และมีความอดทนเพิม่ ขึ้น ทํางานไดนาน ไมอยากอาหาร อยูกลางแดดไดนานๆ แตกลัวฝน ทองผูก รางกายทรุดโทรม และอาจเปน โรคจติ ได 2.2 แอมเฟตตามนี (ยามา หรือยาบา ) เปนยากระตุนประสาทมีลักษณะเม็ดสีขาว สีแดง หรือบรรจุในแคปซูล บางครั้งอาจเปนผง เสพยโดยรับประทานหรือผสมเครื่องดื่ม โทษของยามา จะไปกระตุน ใหหัวใจเตนเร็ว ความดันโลหิตสูง หายใจถี่ พูดมาก ริมฝปากแหง มือสัน่ เสพยนาน ๆ รางกายจะหมดกําลัง กลามเนือ้ ออนลา ประสาทและสมองเสือ่ ม มึน งง อาจเกิดภาพหลอน ทําใหตัดสินใจผิดพลาดผูเสพยจะมีความผิดปกติของจิตใจ ความคิดเลื่อนลอย เพอฝน คมุ สติไมไ ด เมอื่ ขาดยา จะมอี าการถอนยาอยางรนุ แรง 2.3 ยากลอมประสาท ไมใชยาเสพติดโดยตรง แตอาจทําใหเสพติดไดจากความเคยชิน เมื่อใชยาบอยและเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆ ยากลอมประสาทมีทัง้ ชนิดออน เชน ไดอาซีแพม ชนิดทีม่ ีฤทธิ์ รนุ แรง เชน คลอโปรมาซนี และไฮโอรด าซนี ชอ่ื ทางการคา วา ลาแทกตลิ เลมลารลิ เปน ตน

114 โทษของยากลอมประสาท ยาประเภทนี้สามารถกลอมประสาทใหหายกังวลหาย หงุดหงิด หายซึมเศรา แตถาใชมากเกินความจําเปนอาจมีอันตรายตอประสาทและสมองได 3. ประเภทออกฤทธิห์ ลอนประสาท ประเภทนีจ้ ะทําใหเกิดอาการประสาทหลอนเห็นภาพ ลวงตา หูแวว อารมณแปรปรวน ควบคุมอารมณตัวเองไมได อาจทําอันตรายตอชีวิตตนเองและผูอ่ืนได สารเสพติดประเภทน้ไี ดแก 3.1 สารระเหย จัดเปนพวกอินทรียเคมี มีกลิน่ เฉพาะ ระเหยไดงาย เชน น้ํามันเบนซิน ทินเนอร แลกเกอร น้าํ มนั กา ด กาววทิ ยาศาสตร แอลเอสดี เมลลาลนี เห็ดข้คี วายเปน ตน โทษอันตรายของสารระเหย ไดแก กดประสาทสวนกลางทําใหสมองพิการ สติปญญาเสื่อม มึนเมา เวียนศีรษะ เดินเซ ตาพรา งวงซึม เบือ่ อาหาร ทําใหไตอักเสบ ตับอักเสบ ตับโต และพิการ สูดดมมาก ๆ ทาํ ใหห วั ใจเตน ชา ลง หมดสติ หยดุ หายใจ และตายได 4. ประเภทออกฤทธิห์ ลายอยาง ประเภทนีอ้ อกฤทธิต์ อรางกายหลายอยางทัง้ กดประสาท และหลอนประสาท ซึง่ ทําใหมีอาการหลงผิด เกิดความเสือ่ มโทรมทั้งสุขภาพกายและทางจิตใชไป นานๆ จะทําลายประสาท เกิดประสาทหลอนและมีอาการทางจิต สารเสพติดประเภทนี้ ไดแก กัญชา เปนพืชลมลุกขึ้นงายในเขตรอน มีลักษณะเปนใบหยักเรียวแหลม ภายในใบ และยอดดอกมยี างมากกวา สว นอ่ืนของตน ยางนี้เองมีสารที่ทําใหเสพติดชื่อเตตระไฮโดรคานาบินอล โทษของกัญชา ออกฤทธิห์ ลายอยาง ทัง้ กระตุน ประสาท กดประสาทสวนในเกิด ประสาทหลอน กลามเนือ้ สัน่ หัวใจเตนเร็ว หายใจไมสะดวก ความคิดสับสน อารมณเปลีย่ นแปลงงาย เกดิ ภาพหลอน เมอ่ื เสพยนานอาจเปนโรคจิตได อาการขาดกัญชา จะมอี าการหงดุ หงดิ กระวนกระวาย ปวดศรี ษะและปวดทอ งอยา ง รนุ แรง และอาจหมดสตไิ ด เร่อื งที่ 2 อันตรายจากสารเสพตดิ โทษของสารเสพติดที่เปนอันตรายตอตนเอง ครอบครัว และสังคม จําแนกไดดังนี้ 1. โทษตอรางกายและจติ ใจ ทําใหการทํางานของระบบตางๆ ในรา งกายเสอ่ื มลง สขุ ภาพ ทรุดโทรม ผายผอม ไมมเี รยี่ วแรง ทําใหบ คุ ลิกภาพแปรปรวน อารมณไ มปกตกิ ระวนกระวายคลุมคล่ัง บางครั้งเงียบเหงา เศราซึม ปลอยตัวสกปรก เปนที่รังเกียจแกผูพบเห็น และภูมิตานทานของรางกาย ลดลง 2. โทษทางเศรษฐกจิ สิ้นเปลืองเงินทองในการซ้ือสารเสพตดิ เม่ือสุขภาพทรดุ โทรมไม สามารถทํางานได ทําใหขาดรายได สูญเสียเงินทองทั้งของตนเอง ครอบครัวและรัฐบาล

115 3. โทษทางสงั คม บั่นทอนความสุขในครอบครัว ทําใหมีปญหา เปนที่รังเกียจของบุคคล ทวั่ ไป เปน หนทางไปสอู าชญากรรม ตัง้ แตล ักเลก็ ขโมยนอย ไปจนถงึ ปลน ทาํ รา ยและฆาชงิ ทรัพยเพ่อื ตองการเงินไปซื้อยาเสพติด ทําใหเปนภาระของสังคม เนื่องจากผูติดยามักไรความสามารถในการ ทํางาน 4. โทษทางการปกครอง เปนภาระของรฐั บาลในการบาํ บัดรกั ษาและฟน ฟู เปนภาระใน การปราบปราม ตองเสียงบประมาณในการปราบปราม เนื่องจากปญหาอาชญากรรมท่ีผูเสพกอเพ่มิ ขึ้น หลกั ท่ัวไปในการหลีกเลี่ยงและปองกนั การติดสารเสพตดิ 1. เชอ่ื ฟงคําสอนของพอ แม ญาตผิ ใู หญ ครู และผทู ่นี า นับถอื และหวงั ดี 2. เม่อื มีปญหาควรปรึกษาผูปกครอง ครู หรอื ผใู หญท นี่ ับถอื และหวงั ดไี มค วรเกบ็ ปญ หา นนั้ ไว หรอื หาทางลมื ปญหานนั้ โดยใชส ารเสพตดิ ชวย หรือใชเ พ่ือการประชด 3. หลีกเลี่ยงใหหา งไกลจากผูทตี่ ิดสารเสพติด ผจู ําหนา ยหรือผลิตยาเสพตดิ 4. ถา พบคนกําลงั เสพยสารเสพติด หรอื พบคนจาํ หนา ย หรือแหลงผลิต ควรแจงใหผ ใู หญ หรอื เจา หนา ทท่ี ราบโดยดวน 5. ตองไมใหความรวมมือเขาไปเกย่ี วขอ งกบั เพือ่ นทีต่ ดิ สารเสพตดิ เชน ไมใ หยมื เงิน ไม ใหย มื สถานที่ เปน ตน แตควรแนะนําใหเพ่อื นไปปรึกษาผูปกครอง เพ่ือหาทางรักษาการตดิ สารเสพตดิ โดยเรว็ 6. ศึกษาใหมีความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับโทษและอันตรายของสารเสพติด เพื่อที่จะได สามารถปองกันตนเองและผใู กลช ดิ จากการติดสง่ิ เสพติด 7. ไมห ลงเชอ่ื คาํ ชกั ชวนโฆษณา หรอื คาํ แนะนาํ ใด ๆ หรอื แสดงความเกง กลา เกย่ี วกบั การเสพย สารเสพตดิ 8. ไมใชยาอนั ตรายทกุ ชนิด โดยไมไ ดร บั คาํ แนะนาํ จากแพทยสัง่ ไวเทา นนั้ 9. หากสงสัยวา ตนเองจะตดิ สิ่งเสพติดตอ งรีบแจงใหผ ใู หญห รือผูปกครองทราบ 10. ยึดมั่นในหลักคําสอนของศาสนาที่นับถือ เพราะทุกศาสนามีจุดมุงหมายใหบุคคล ประพฤติแตสิ่งดีงามและละเวนความชั่ว กิจกรรมทา ยบท 1. ใหผ เู รียนบอกโทษของสารเสพตดิ มาคนละ 10 ขอ 2. ถาเพอ่ื นของผูเรียนกาํ ลังคิดจะทดลองยาเสพติด ผูเรียนจะมีคําแนะนาํ อยางไร พรอ ม อภิปราย 3. ผูเรียนบอกวธิ ีปฏิบัตแิ ละดูแลตัวเองใหห ลีกเลี่ยงกับยาเสพตดิ มาคนละ 5 ขอ

116 บทท่ี 7 ความปลอดภัยในชวี ติ และทรพั ยส นิ สาระสําคัญ ความรู ความเขาใจเกี่ยวกับการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยของตนเอง ทีเ่ กิดจาก อันตรายจากการใชชีวิตประจําวันในการเดินทาง ในบา นและภยั จากภัยธรรมชาติ ผลการเรยี นรทู ีค่ าดหวงั 1. สามารถอธิบายถึงแนวทางการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยของตนเอง 2. สามารถอธิบายวิธีการปองกันอันตรายอันจะเกิดจากการใชชีวิตประจําวัน ขอบขา ยเน้ือหา เร่ืองท่ี 1 อันตรายท่ีอาจเกดิ ในชวี ติ ประจําวนั

117 บทที่ 7 ความปลอดภัยในชวี ติ และทรัพยส นิ การดํารงชีวิตในปจจุบัน มีปจจัยเสี่ยงมากกมายที่คุกคามความปลอดภัยของมนุษย ไมวาจะเปน ความเจ็บปวย พิการ สูญเสียอวัยวะจนถึงขึ้นถึงสาเหตุ วิธีปองกันและหลีกเลีย่ งอันตราย อันอาจเกิดขึ้น เพอื่ ความปลอดภัยในชวี ติ และทรพั ยส นิ ของตนเองและผอู ่นื เร่อื งที่ 1 อันตรายทอี่ าจเกิดในชวี ติ ประจําวัน ความสูญเสียชีวิตและทรัพยสินของมนุษยในแตละปมีมูลคามหาศาล และเปนการสูญเสียทาง เศรษฐกิจ ดวย อันเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ บางคนอาจไมถ ึงเสียชวี ติ แตทุพพลภาพเปนภาระแก ครอบครัวและสังคมดังนี้ ปจ จัยความเส่ยี ง 1. การบรโิ ภคอาหาร การไดรับสารอาหารเกินความตองการของรางกาย จนเกิดการสะสม เปนอันตราย เชน ปริมาณของไขมันเกินทําใหเกิดโรค หรือการขาดสารอาหารจนทําใหเจ็บปวย นอกจากน้ียงั มีส่ิงปลอมปนในอาหาร เชน ผงชูรส สารบอเร็กซ สารฟอกสี สีผสมอาหาร สารเคมีตกคาง ในผัก ปลา เนอ้ื หมู ไก ฯลฯ จงึ ควรตระหนกั และนําความรดู ังกลาวไปใชประโยชนในการบริโภค อาหาร 2. การบรโิ ภคอาหารที่ไมใ ชอ าหาร ส่งิ เหลา นีไ้ มมีความจาํ เปน ตอ ชีวติ แตเปน คานิยมของ สังคม ความเชื่อ เชน ยาชูกําลัง อาหารเสริมสุขภาพ 3. การมีสมั พันธท างเพศ บุคคลที่มีพฤติกรรมสําสอนทางเพศพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ เปนกจิ กรรมท่อี าจทําใหเ กดิ ผลเสียตอสขุ ภาพและตอ ชีวิตได 4. การเสพส่งิ เสพตดิ ส่ิงเสพติดไดมีการพัฒนารปู แบบตา งๆ ซึ่งมีอันตรายรา ยแรงถงึ ชีวติ ทาํ ลายสขุ ภาพใหเ สื่อมโทรม ซึง่ ผูทีใ่ ชส ่ิงเสพติดทําใหเสยี อนาคต 5. การใชรถใชถนน อุบัติเหตุจากการใชรถใชถ นนมสี ถิตกิ ารสญู เสียทงั้ รางกายและ ทรพั ยส ินในอัตราสงู ดังน้ัน ใชรถใชถ นนควรตอ งปฏิบัติ 6. การจราจรทางนาํ้ ในปจ จุบนั มจี ราจรทางน้าํ เพิม่ ข้นึ แมวา จะไมห นาแนนเหมือนจราจร ทางบก แตพบวา อุบัติเหตุจากการจราจรทางน้ําทําใหเรือลมเกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิต และทรัพยสินจาก การเดินทางทางน้ําเพิ่มขึ้น 7. การเลนกฬี าและการออกกําลังกาย หากปฏบิ ัตไิ มถกู ตองตามหลกั วิธกี ารยอมมีผลเสียตอ สุขภาพ ดังนั้นควรมีการยดื เหยียดกลามเนื้อกอนและหลังการออกกําลังกาย

118 8. การใชยา ถาใชย าไมถูกตอง ไมถูกโรค ไมถ กู ขนาด ไมถูกเวลา อาจทําใหอาการของโรค รุนแรงขนึ้ หรือการใชย าผดิ ประเภท ยาเสอ่ื มสภาพ ทําใหเกิดอนั ตรายตอชวี ิตได 9. การใชอ ปุ กรณภายในบาน เชน เครอ่ื งใชไ ฟฟา โทรทัศน โทรศัพท คอมพิวเตอร เคร่ือง ซกั ผา หมอหงุ ขาว ฯลฯ สง่ิ เหลา นม้ี ีสว นเกี่ยวของกบั สุขภาพและความปลอดภยั ในชีวิต อาจเกิด อนั ตราย เชน ไฟฟาช็อตตาย เกดิ เพลงิ ไหม จงึ ควรตองอา นรายละเอยี ดในการใชด ว ย 10. การประกอบอาชพี มีหลายอาชีพทีเ่ ส่ียงตอ ความไมปลอดภยั ในชีวิต จึงตองหาทาง ปองกัน เชน แวนตาปอ งกัน หนากากปอ งกนั รองเทาบูธ ถุงมือ ฯลฯ 11. ส่งิ แวดลอ ม ปจ จุบันส่งิ แวดลอ มกาํ ลงั อยใู นสภาพท่เี ลวลง เพราะการกระทาํ ของมนษุ ย นั่นเอง มีผลโดยตรงตอสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิต เชนน้ําในแมน้ําลําคลองสกปรกไมสามารถ ใชน ้ําด่มื และบริโภคได สัตวน้ําอาศัยอยใู นแมนาํ้ ไมไ ด ทําใหขาดอาหาร อากาศมีฝุนละอองมาก มีวัตถุ หนักเจือปนหายใจเขาไปมากๆ ทําใหเกิดโรคทางเดินหายใจ 12. ความรนุ แรง ความรุนแรงตางๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมีหลายรูปแบบ เชน ความ ขัดแยงในครอบครัว ความขัดแขงของกลุมวัยรุน ความขัดแยงดานผลประโยชน ความขัดแยง ทาง การเมอื ง ส่งิ เหลานีม้ ผี ลกระทบตอความไมป ลอดภยั ในชีวติ ประจาํ วันดวยเหมอื นกนั การปองกนั และหลีกเล่ยี งการเสีย่ งภยั ตอชวี ิต การปอ งกนั และหลกี เล่ยี งความเสย่ี งภยั ตอ ชวี ิตและทรัพยสินมหี ลกั ดงั นี้ 1. ปฏบิ ัติตนตามหลกั โภชนาการในการบรโิ ภคอาหาร รายละเอยี ดอยใู นบทท่ี 3 เร่อื งการ บรโิ ภคอาหาร และโภชนาการ 2. ปฏิบัติตนตามคําแนะนําเรื่อง โรคติดตอทางเพศสัมพันธ และวิธีการปองกันโรค 3. ปฏิบัตติ นเพื่อปอ งกันและหลีกเลีย่ งจากเสพติด 4. ปฏิบตั ติ นเพื่อปองกันและหลีกเลย่ี งการเส่ียงภยั ตอการใชรถใชถ นนตอ งปฏบิ ัตอิ ยาง เครงครัดตามกฎจราจร และกฎหมายเกี่ยวกับการจราจร เชน ขับรถตองรัดเข็มขัดนิรภัย ไมดื่มเครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอรกอนการขับรถ ไมรับประทานยาที่ทําใหเกิดการงวงนอน และใชความเร็วเกินที่กฎหมาย กาํ หนดไมอ ดนอนกอ นขบั รถเดินทางไกลเพราะอาจทําใหหลับใน 5. กอนเลนกีฬาหรือออกกําลังกาย จะตองอบอุนรางกาย มีความระมัดระวังในการใช อุปกรณกฬี า และออกกาํ ลังกายตามวยั 6. กอนใชยา ตองอานวธิ ีรบั ประทาน หรอื การใชและปฏิบตั ติ ามคาํ แนะนาํ เมื่อเกดิ การ ผิดปกติตองปรึกษาแพทย 7. การใชอุปกรอํานวยความสะดวกภายในบาน อปุ กรณไฟฟา กา ซหงุ ตม มีด ฯลฯ ตอง ศึกษาวธิ ีใช การเก็บรักษา การตรวจสอบและชํารดุ เพื่อปองกันไฟฟา ดดู ไฟฟาชอ็ ต อัคคีภยั

119 8. การดูแลสงิ่ แวดลอ ม ไมใหมกี ลนิ่ เสยี ง มลภาวะทางอากาศ ขยะมลู ฝอย และหากมตี อ ง หาวิธกี าํ จดั อยา งถกู วิธี 9. การประกอบอาชีพมีการเสี่ยงภัยสูง จะตองระมัดระวังตามสภาพของอาชีพ เชน การใช ยาฆา แมลงทีถ่ กู วิธี การใชเคร่ืองมืออุปกรณอยา งระมดั ระวังไมป ระมาท เชน ไมออ คหรือเช่ือมเหล็ก ใกลถ ังกาซ วางกา ซหุงตม หางจากเตาไฟฟา หลังจากใชเสร็จปดวาวล ปด สวชิ ปอ งกนั อัคคภี ยั เร่อื งที่ 2 อนั ตรายทอี่ าจเกดิ ขึน้ ในบาน ความหมายของอบุ ตั เิ หตใุ นบา น 1. อุบัตเิ หตุในบา น คือ อบุ ัติเหตทุ ่ีเกดิ ขึ้นภายในบา น เชน การพลัดตกหกลม ไฟไหม น้ํา รอ นลวก การถกู ของมีคมบาด การไดรบั สารพิษ ไดรับอบุ ัตเิ หตจุ ากแกซ หุงตม เปน ตน 2. การปอ งกนั อุบัติเหตุในบา น เราสามารถทีจ่ ะปอ งกันอบุ ัตเิ หตทุ ี่จะเกดิ ข้ึนภายในบา น ดว ย หลกั ปฏบิ ตั ิ ดงั นี้ - รอบคอบ ใจเย็น ไมท าํ ส่ิงใด ไมเปนคนเจา อารมณ - เปนคนมีระเบียบในการทํางาน เก็บของอยางเปนระเบียบหางาย - ใหความรูอยางถูกตองแกสมาชิกในบานในการใชเครื่องใชไฟฟาในบาน - หมัน่ ซอ มแซมอปุ กรณ เครื่องมอื เคร่ืองใชต า งๆ ท่ีชํารุดใหอยูใ นสภาพดี - เกบ็ สิ่งท่เี ปน อันตรายท้งั หลาย เชน ยา สารเคมี เชื้อเพลิง เปนตน ใหพน จากมือเดก็ - หลกี เล่ียงการเขา ไปอยใู นบริเวณ ท่ีอาจมีอันตรายได เชน ท่รี กชน้ื ที่มืดมดิ ที่ขรขุ ระ เปน หลมุ เปน บอ เปนตน - การใชแกส หงุ ตมภายในบา น ตอ งปดถงั แกส หลังการใชทุกคร้งั - มีถังดับเพลิงไวในบาน ตองศึกษาวิธีการใชและสามารถหยิบใชไดสะดวก - หลังจากจุดธปู ไหวพ ระควรดบั ไฟใหเรยี บรอย เรอ่ื งที่ 3 อนั ตรายทอี่ าจจะเกิดข้นึ จากการเดนิ ทาง การปองกันอุบัติเหตุนอกบานหรือจากการเดินทาง ควรใหความสําคัญเปนอยางยิ่งกับ การจราจรเนื่องจากอุบัติเหตุจากการใชรถใชถนน กอ ใหเกิดการศนู ยเสยี ในชวี ิตและทรพั ยสิน การ ปองกันโดยการปฏิบัติตามกฎจราจรจึงเปนสิ่งจําเปน มีขอปฏิบตั ทิ ่ีถกู ตองเพอื่ ความปลอดภัย ขอควรปฏิบตั ิในการปองกันอบุ ตั ิเหตุจากการเดนิ ทาง 1. ขอปฏิบตั ใิ นการเดนิ ทาง - ควรศึกษาและปฏิบัติตามกฎจราจรอยางเครงครัด - ควรเดินบนทางเทาและเดินชิดซายของทางเทา

120 - ถาไมมีทางเทาใหเดินชิดขวาของถนนมากท่ีสดุ เพื่อจะไดเ ห็นรถทส่ี วนมาได - บริเวณใดที่มีทางขามหรือสะพานคนขาม ควรขามถนนตรงทางขาม หรือสะพานนั้น - อยาปนปายขามรั้วกลางถนนหรือรั้วริมทาง - ถาตองออกนอกบานเวลาค่ําคืน ควรสวมใสเ ส้ือผา สขี าวหรือสีออนๆ เพ่ือรถจะได มองเห็นชดั เจน 2. ขอควรปฏบิ ตั ิในการใชรถประจาํ ทาง - ควรรอขึ้นรถ บริเวณปายรถประจําทาง และขึ้นรถดวยความรวดเร็ว - เมอ่ื จะข้นึ หรอื ลงจากรถ ควรรอใหรถเขา ปา ย และจอดใหสนทิ กอน - ไมแ ยงกันขึ้นหรือลงรถ ควรขน้ึ และลงตามลาํ ดบั กอน – หลงั - ไมห อ ยโหนขา งรถ หลังรถ หรือขึ้นไปอยูบนหลังคารถ เพราะอาจพลัดตกลงมาได - เม่อื ข้ึนบนรถแลวควรเดินชิดเขา ขา งใน หาท่ีน่ังและนงั่ ใหเ ปนท่ี ถาตองยืนก็ควรหา ทย่ี ึดเหน่ียวใหม ่ันคง - ไมย น่ื สว นใดสว นหนง่ึ ของรา งกายออกนอกรถ - ไมรบกวนสมาธิผูข ับ และไมพดู ยแุ หยห รือพูดสงเสรมิ ใหผูข บั ขับรถดวยความ ประมาท 3. ขอควรปฏิบตั ิในการโดยสารรถไฟ - ไมแ ยงกันข้ึนหรอื ลงจากรถไฟ - ไมห อ ยโหนขา งรถ นั่งบนหลังคา หรือน่ังบนขอบหนา ตางรถไฟ - ไมย น่ื สว นหนง่ึ สว นใดของรา งกายออกนอกรถไฟ - ไมเดนิ เลน ไปมาระหวา งตูรถไฟ และไมย นื เลนบรเิ วณหวั ตอระหวางตูร ถไฟ - สัมภาระตางๆ ควรจัดเก็บเขาที่ใหเรียบรอย ไมวางใหเปนที่กีดขวางทางเดินและไม เกบ็ ไวบ นทีส่ งู ในลกั ษณะทอ่ี าจหลน มาถกู คนได - ไมด ่มื เครอ่ื มด่ืมท่มี ีแอลกอฮอร - ถา มีอุบัตเิ หตเุ กิดข้ึนหรอื จะเกดิ อุบัติเหตขุ ้ึน ถารถไฟไมหยุดวงิ่ ใหดึงสายโซสัญญาณ ขา งตรู ถไฟ เพ่ือแจงเหตุใหเจาหนา ท่ปี ระจํารถไฟทราบ 4. ขอ ควรปฏบิ ตั ใิ นการโดยสารเรอื - การขน้ึ ลงเรือ ตอ งรอใหเ รือเขาเทยี บทาและจอดสนิทกอน ควรจับราวหรือสง่ิ ยึด เหนีย่ วขณะที่กาวข้นึ หรือลงเรอื - หาที่นงั่ ใหเ รยี บรอย ไมไ ตกราบเรือเลน ไมยนื พกั เทา บนกราบเรอื ไมน ัง่ บนกราบ เรือ หรือบรเิ วณหัวทายเรือ เพราะอาจพลัดตกน้ําไดร ะหวางเรือแลน

121 - ไมใ ชมือ เทารานาํ้ เลนขณะอยบู นเรือ - เมอ่ื เวลาตกใจ ไมควรเกาะกลุมหรอื ไมนง่ั รวมกลมุ กนั อยูดานใดดานหนง่ึ ของเรือ เพราะจะทาํ ใหเรอื เอียงและลม ได - ควรทราบทีเ่ ก็บเครื่องชูชีพ เพอ่ื ท่จี ะหยบิ ใชไ ดท นั ทว งทีเมือ่ เกิดอบุ ตั ิเหตุเรอื ลม เรอื่ งท่ี 4 อนั ตรายจากภยั ธรรมชาติ 1. นํา้ ปาไหลหลากหรือน้ําทวมฉับพลันมักจะเกิดขึ้นในที่ราบต่ําหรือที่ราบลุมบริเวณใกล ภเู ขาตนน้ํา เกิดขึ้นเนื่องจากฝนตกหนักตอเนื่องเปนเวลานานทําใหจํานวนน้ําสะสมมีปริมาณมากจน พ้ืนดนิ และตนไมดดู ซบั ไมไ หว ไหลบาลงสูทีร่ าบตํา่ เบ้ืองลา งอยางรวดเรว็ ทาํ ใหบานเรือนพงั ทลาย เสียหายและอาจทําใหเ กดิ อันตรายถึงชวี ติ ได 2. นา้ํ ทว มหรือนํา้ ทว มขงั เปนลักษณะของอทุ กภยั ทเ่ี กิดข้ึนจากปรมิ าณนาํ้ สะสมจาํ นวน มากที่ไหลบาในแนวระนาบจากที่สูงไปยังที่ต่ําเขาทวมอาคารบานเรือน สวนไรนาไดรับความเสียหาย หรือเปนสภาพน้ําทวมขัง ในเขตเมืองใหญที่เกิดจากฝนตกหนักตอเนื่องเปนเวลานาน มีสาเหตุมาจาก ระบบการระบายน้ําไมดีพอมีสิ่งกอสรางกดี ขวางทางระบายนาํ้ หรือเกิดน้ําทะเลหนุนสูงกรณพี ้ืนท่อี ยู ใกลช ายฝง ทะเล 3. นา้ํ ลนตลิ่ง เกดิ ข้ึนจากปริมาณนํ้าจํานวนมากทเี่ กดิ จากฝนตกหนักตอเนือ่ งท่ีไหลลงสลู ํา นาํ้ หรือแมน ํา้ มปี รมิ าณมากจนระบายลงสลู ุมนาํ้ ดานลาง หรอื ออกสูป ากน้าํ ไมท ัน ทาํ ใหเ กิดสภาวะนา้ํ ลนตลงิ่ เขาทวมสวน ไรนา และบา นเรือนตามสองฝง นํา้ จนไดร ับความเสียหาย ถนน หรอื สะพานอาจ ชํารุด ทางคมนาคม 4. พายหุ มุนเขตรอ น ไดแก ดีเปรสชัน่ พายุโซนรอน พายุใตฝ นุ 5. พายฤุ ดูรอ น สว นมากจะเกดิ ระหวา งเดอื นมนี าคมถงึ เดือนเมษายน โดยจะเกดิ ถใ่ี น ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ สว นภาคกลางและภาคตะวนั ออก การเกิดนอ ยครงั้ กวา สําหรับ ภาคใตก ็สามารถเกดิ ไดแ ตไมบอยนกั โดยพายฤุ ดูรอนจะเกดิ ในชวงท่มี ลี ักษณะอากาศรอนอบอา ว ติดตอกันหลายวัน แลวมีกระแสอากาศเย็นจากความกดอากาศสูงในประเทศจีนพัดมาปะทะกัน ทําให เกิดฝนฟาคะนองมีพายุลมแรง และอาจมีลูกเห็บตกไดจะทําความเสียหายในบริเวณที่ไมกวางนัก ประมาณ 20-30 ตารางกิโลเมตร 6. ภัยจากคลน่ื ยักษส ึนามิ 6.1 คลน่ื สนึ ามิ คือ คลื่นหรือกลุมคลนื่ ท่มี จี ดุ กาํ เนดิ อยูในเขตทะเลลกึ ซึ่งมักปรากฏ หลงั แผน ดนิ ไหวขนาดใหญ แผน ดนิ ไหวใตท ะเล ภเู ขาไฟระเบดิ ดินถลม แผน ดนิ ทรดุ หรอื อกุ กาบาต ขนาดใหญ ตกสพู น้ื ทะเลหรือมหาสมุทรบนผวิ โลก คลื่นสึนามทิ ่ีเกิดขนึ้ นี้จะถาโถมเขาสูพื้นท่ีชายฝง ทะเลดว ยความรวดเร็วและรุนแรง สรางความเสียหายอยา งใหญห ลวงใหแ กช วี ิตและทรพั ยส ินทีอ่ ยอู าศัย

122 ท่พี งั พินาศไป พรอ ม ๆ กับมนุษยจํานวนมากมายที่อาจไดรับบาดเจ็บและลมตายไปดวยฤทธิ์ของมหา พิบตั ิภัยที่เกิดข้ึนอยา งฉับพลนั 6.2 สญั ญาณเกดิ เหตุและระบบเตอื นภัย สญั ญาณเตอื นคลืน่ สึนามิ การสังเกตท่ีเมืองกามากรุ ะ ประเทศญ่ปี นุ กําแพงก้นั สึ นามใิ นญ่ีปุน ขณะท่ีจุดตา่ํ สดุ ของคลื่นเคลอ่ื นเขาสูฝง ใหส งั เกตระดับนาํ้ ทะเลทล่ี ดลงอยางรวดเร็วและทาํ ใหขอบทะเลรนถอยออกจากชายฝง ถาชายฝงนั้นมีความลาดชันนอย ระยะการรนถอยนี้อาจมากถึง 800 เมตร ผูที่ไมท ราบถงึ อันตรายที่จะเกิดขึ้นอาจยังคงรออยทู ี่ชายฝง ดวยความสนใจ นอกจากนบี้ ริเวณที่ต่าํ อาจเกิดนาํ้ ทว มไดกอนทย่ี อดคล่ืนจะเขา ปะทะฝง นํา้ ทีท่ ว มนอ้ี าจลดลงไดก อนทย่ี อดคล่นื ถดั ไปจะ เคลื่อนที่ตามเขามา ดงั นั้นการทราบขอมลู เกี่ยวกับคล่นื สนึ ามจิ งึ เปนสิง่ ทีส่ ําคญั ท่ีจะทาํ ใหตระหนักถึง อนั ตราย ตวั อยางเชน ในกรณีทร่ี ะดบั นํา้ ในครงั้ แรกลดลงไปน้ัน อาจมีคล่นื ลกู ใหญตามมาอีกได ดังนนั้ บริเวณที่มคี วามเสีย่ งตอ การเกดิ สึนามกี ารตดิ ต้ังระบบเตือนภยั เพ่อื พยากรณ และตรวจจับการเกดิ ขึ้น ของคลื่นยักษน ้ี 6.3 ขอ ปฏบิ ัติในการปอ งกนั และบรรเทาภยั จากคลื่นสนึ ามิ ควรรีบอพยพขนึ้ ไปในท่สี งู โดยเร็วท่สี ดุ และรอประกาศจากหนวยงานเมื่อ สถานการณป ลอดภยั หากทา นอยใู นทะเล ขอ ควรปฏบิ ตั ิ คือ (1) เนื่องจากเราไมสามารถรูสึกถึงคลื่นสึนามิไดในขณะทอี่ ยูในมหาสมุทรเปด ดงั นน้ั หากอยูใ นทะเลและมปี ระกาศเตือนภยั ในพน้ื ทค่ี ลนื่ สึนามสิ ามารถทาํ ใหระดบั น้ําทะเล เปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วและทาํ ใหเ กิดกระแสน้ําแปรปรวนยงุ เหยงิ และอันตรายในบริเวณชายฝง จงึ ไม ควรแลนเรือกลับเขา ฝง (2) หากมีเวลาพอสามารถเคลื่อนยายเรือออกไปบริเวณน้ําลึก โดยพจิ ารณา หลักเกณฑการดูแลควบคุมทาเรือจากหนวยงานที่มีอํานาจหนาที่รับผิดชอบตาง ๆ ดว ย (3) เมอื่ เหตกุ ารณส งบแลว แตอ าจยังเกิดผลขางเคยี งตาง ๆ การนาํ เรือกลบั เขาสูทา ตอ งติดตอกบั หนว ยทา เรือเพ่ือตรวจสอบความปลอดภยั เสียกอ น 7. ไฟปา การเกิดไฟปาเกิดจากความประมาทมักงายของคน ไฟปารอยละ 90 เกดิ จากฝมอื มนุษยโ ดยเพราะ ผูบกุ รกุ ไปในปาทาํ การกอ กองไฟแลว ไมดับไฟใหสนิท หรือทิ้งกนบุหร่ีโดยไมด บั กอน ไฟปา จะทําความเสียหายใหกบั ปาไม แลว ยังทาํ ลายชวี ิตสัตวป า อีกดวย ตลอดจนกอใหม ลพษิ ทาง อากาศบริเวณกวา งและมีผลกระทบตอการจราจรทางอากาศดวย 8. อัคคภี ยั มักจะเกิดความประมาทของมนุษย ทําใหเ กดิ การสูญเสยี อยา งใหญห ลวงตอ ชวี ติ และทรัพยสนิ ดงั น้ันจงึ ควรระมดั ระวังปองกันไมใหเกดิ อคั คีภยั โดยดจู ากการปฏิบัติใน ชีวิตประจาํ วนั ในเรื่องการหุงตม การใชแ กส การจดุ ธปู บูชาพระ การรีดผา การทองกอนบุหร่ี การเก็บ เช้ือเพลิงสารเคมีในทป่ี ลอดภัย

123 กิจกรรมทา ยบท 1. ใหผเู รียนอธบิ ายถงึ ความเสยี่ งท่ีมตี อชวี ิตประจาํ วนั มากท่ีสดุ พรอมทางหลกี เลี่ยง 2. ใหผเู รียนแบงกลมุ อภิปรายอันตรายที่อาจจะเกิดขน้ึ ในแตละวันพรอ มคําแนะนํา

124 บทท่ี 8 ทกั ษะชวี ติ เพือ่ การคิด สาระสําคัญ การมีความรู ความเขาใจเกี่ยวกับทักษะที่จําเปนสําหรับชีวิตมนุษย โดยเฉพาะทักษะเพื่อการคิด ที่จําเปนสําหรับชีวิต 10 ประการ ซึ่งจะชวยใหบุคคลดังกลาว สามารถที่จะดํารงชีวิตในครอบครัว ชุมชน และสงั คมอยางมีความสุข ผลการเรยี นรูที่คาดหวัง 1. มีความรูความเขาใจถึงความหมาย ความสําคัญของทักษะชีวิต 10 ประการ 2. มีความรูเ กี่ยวกบั ทักษะชีวติ ท่ีจาํ เปน ในการคิด ขอบขายเนอื้ หา เรอื่ งท่ี 1 ความหมาย ความสําคัญของทักษะชีวิต 10 ประการ เรอ่ื งท่ี 2 ทักษะชีวติ ทจ่ี าํ เปน

125 บทที่ 8 ทักษะชวี ติ เพือ่ การคิด เนื่องจากสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในปจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ทําให ประชาชนตอ งปรับตัวเพื่อดํารงชวี ิตใหอยูรอดภายใตส ถานการณท่แี ขง็ ขัน และเรงรีบ ดังกลาว ซึ่งการที่ จะปรับตัวใหอยูใ นสังคมไดอยางมีความสุข จําเปนตองมีทักษะในการดําเนินชีวิต เชน ทักษะการ แกป ญหา ทกั ษะการตดั สนิ ใจ ทกั ษะการคดิ อยางมวี ิจารณญาณ เปน ตน เรื่องท่ี 1 ความหมาย ความสาํ คัญของทักษะชวี ิต 10 ประการ ทักษะชวี ิต (Life skill) หมายถึง คุณลักษณะหรือความสามารถเชิงสังคม จิตวิทยา ทีเ่ ปนทักษะ ท่ีจะชวยใหบุคคลสามารถเผชิญสถานการณตางๆทีเ่ กิดขึน้ ในชีวิตประจําวันได อยางมีประสิทธิภาพ และเตรียมพรอมสําหรับการปรับตัวในอนาคต องคประกอบของทกั ษะชวี ิต มี 10 ประการ องคประกอบของทักษะชีวิตจะมีความแตกตางกันตามวัฒนธรรมและสถานที่ แตทักษะ ชีวิตที่จําเปนที่สุดที่ทุกคนควรมี ซึง่ องคการอนามัยโลกไดสรุปไว และถือเปนหัวใจสําคัญในการ ดํารงชวี ิต คอื 1. ทักษะการตัดสินใจ (Decision making) เปนความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับ เรือ่ งราวตางๆ ในชีวิตไดอยางมีระบบ เชน ถาบุคคลสามารถตัดสินใจเกีย่ วกับการกระทําของตนเองที่ เกีย่ วกับพฤติกรรมดานสุขภาพ หรือความปลอดภัยในชีวิต โดยประเมินทางเลือกและผลที่ไดจากการ ตดั สินใจเลอื กทางทถ่ี ูกตอ งเหมาะสม ก็จะมผี ลตอ การมีสุขภาพท่ีดที ้ังรางกายและจิตใจ 2. ทักษะการแกปญหา (Problem Solving) เปนความสามารถในการจัดการกับปญหาที่ เกิดขึ้นในชีวิตไดอยางมีระบบ ไมเกิดความเครียดทางกายและจิตใจจนอาจลุกลามเปนปญหาใหญโต เกนิ แกไ ข 3. ทักษะการคิดสรางสรรค (Creative thinking) เปนความสามารถในการคิดที่จะเปนสวน ชวยในการตัดสินใจและแกไขปญหาโดยการคิดสรางสรรค เพือ่ คนหาทางเลือกตางๆรวมทัง้ ผลที่จะ เกิดขึ้นในแตละทางเลือก และสามารถนําประสบการณมาปรับใชในชีวิตประจําวันไดอยางเหมาะสม 4. ทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ (Critical thinking) เปนความสามารถในการคิด วเิ คราะหขอมลู ตางๆ และประเมินปญหาหรอื สถานการณท่อี ยูร อบตัวเราที่มผี ลตอการดาํ เนินชวี ติ

126 5. ทักษะการสือ่ สารอยางมีประสิทธิภาพ (Effective communication) เปนความสามารถ ในการใชคําพูดและทาทางเพื่อแสดงออกถึงความรูสึกนึกคิดของตนเองไดอยางเหมาะสมกับวัฒนธรรม และสถานการณตางๆ ไมวาจะเปนการแสดงความคิดเห็น การแสดงความตองการ การแสดงความชื่น ชม การขอรอง การเจรจาตอ รอง การตกั เตอื น การชว ยเหลอื การปฏเิ สธ ฯลฯ 6. ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล (Interpersonal relationship) เปน ความสามารถในการสรางความสัมพันธที่ดีระหวางกันและกัน และสามารถรักษาสัมพันธภาพไวไดยืน ยาว 7. ทักษะการตระหนักรูใ นตน (Self awareness) เปนความสามารถในการคนหารูจ ักและ เขาใจตนเอง เชน รูขอดี ขอเสียของตนเอง รูค วามตองการ และสิ่งทีไ่ มตองการของตนเอง ซึง่ จะชวยให เรารูตัวเองเวลาเผชิญกับความเครียดหรือสถานการณตางๆ และทักษะนี้ยังเปนพื้นฐานของการพัฒนา ทกั ษะอื่นๆ เชน การส่ือสาร การสรางสัมพันธภาพ การตดั สินใจ ความเห็นอกเห็นใจผอู ืน่ 8. ทักษะการเขาใจผูอื่น (Empathy) เปนความสามารถในการเขาใจความเหมือนหรือความ แตกตางระหวางบุคคล ในดานความสามารถ เพศ วัย ระดับการศึกษา ศาสนา ความเชื่อ สีผิว อาชีพ ฯลฯ ชวยใหสามารถยอมรับบุคคลอืน่ ทีต่ างจากเรา เกิดการชวยเหลือบุคคลอืน่ ที่ดอยกวา หรือไดรับความ เดอื ดรอน เชน ผตู ิดยาเสพติด ผูติดเชื้อเอดส 9. ทักษะการจัดการกับอารมณ (Coping with emotion) เปนความสามารถในการรับรู อารมณของตนเองและผูอ ื่น รูว าอารมณมีผลตอการแสดงพฤติกรรมอยางไร รูว ิธีการจัดการกับอารมณ โกรธ และความเศราโศก ที่สงผลทางลบตอรางกาย และจิตใจไดอยางเหมาะสม 10. ทักษะการจัดการกับความเครียด (Coping with stress) เปนความสามารถในการรับรู ถึงสาเหตุ ของความเครียด รูว ิธีผอนคลายความเครียด และแนวทางในการควบคุมระดับความเครียด เพื่อใหเกิดการเบี่ยงเบนพฤติกรรมไปในทางที่ถูกตองเหมาะสมและไมเกิดปญหาดานสุขภาพ เร่อื งที่ 2 ทกั ษะชีวิตท่จี าํ เปน จากองคประกอบของทักษะชีวิต 10 ประการ เมือ่ จาํ แนกแลว มีทักษะ 3 ประการที่จะชวยในการ ดํารงชีวิตของตนเอง ครอบครัวและสังคมไดอยางมีความสุข คอื 1. ทักษะการตดั สนิ ใจ (Dicision making)การตัดสินใจเปนกระบวนการของการหาโอกาส ที่จะหาทางเลือกที่เปนไปไดและการเลือกทางเลือกที่มีอยูหลายๆ ทางเลือกและไดแบงการตัดสินใจ ออกเปน 2 ชนดิ คือ 1.1 การตัดสินใจทีก่ าํ หนดไวลวงหนา (Program decision) เปน การตดั สนิ ใจตาม ระเบียบ กฏเกณฑ แบบแผนที่เคยปฏิบัติมาจนกลายเปนงานประจํา (Routine) เชน การตดั สนิ ใจเกยี่ วกบั เรียนตอ การลงทุนประกอบอาชีพ การปลูกสรางบานพักอาศัย เปนตน การตัดสินใจแบบกําหนดไว

127 ลวงหนานี้ จะเปดโอกาสใหบุคคลนั้นเลือกทางเลือกไดนอย เพราะเปนการตัดสนิ ใจภายใตส ถานการณ ทแ่ี นน อน 1.2 การตัดสนิ ใจท่ไี มไ ดกาํ หนดไวลวงหนา (Non – Program decision) เปนการ ตัดสนิ ใจในเรื่องใหมท ี่ไมเคยมีมากอ น และไมมกี ฎเกณฑ ไมมีระเบียบ จึงเปน เร่ืองที่สรางความกังวล ใจพอสมควร ซง่ึ บางคร้งั ผูบ รหิ ารจะตองคิดถึงเรื่องความเสย่ี งและความไมแ นน อนทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ดว ยเชน การตดั สนิ ใจเปลี่ยนงานใหม การตดั สินใจท่ีจะขยายธรุ กจิ เพิม่ การตดั สินใจที่จะลงทุนในธุรกิจตวั ใหม เปน ตน ขัน้ ตอนการตัดสนิ ใจ สามารถแบงออกไดเ ปน ดังน้คี ือ ขัน้ ท่ี 1 การระบปุ ญหา (Defing problem) เปน ขน้ั ตอนแรกที่มีความสําคัญอยางมาก เพราะ จะตอ งระบุปญหาไดถ ูกตอง จงึ จะดาํ เนินการตดั สินใจในขน้ั ตอนตอๆ ไปได ขนั้ ท่ี 2 การระบขุ อจาํ กัดของปจ จัย (Identify limiting factors) เปนการระบุปญหาได ถูกตองแลว นาํ ไปพิจารณาถึงขอจาํ กัดตา งๆ ของตนเองหรือหนวยงาน โดยพิจารณาจากทรพั ยากรซ่งึ เปนองคประกอบของกระบวนการผลิต ขนั้ ท่ี 3 การพฒั นาทางเลอื ก (Development alternative) ตอนที่ตองพัฒนาทางเลือกตางๆ ขึ้นมาซึ่งทางเลือกเหลานี้ควรเปนทางเลือกที่มีศักยภาพและมีความเปนไปไดในการแกปญหาใหนอยลง หรอื ใหประโยชนส ูงสดุ เชน เพ่ิมการทาํ งานกะพิเศษ เพิ่มการทํางานลวงเวลาโดยใชตารางปกติ เพิ่ม จาํ นวนพนกั งาน เปนตน ข้ันท่ี 4 การวเิ คราะหท างเลอื ก (Analysis the alterative) เมื่อไดทําการพัฒนาทางเลือกตางๆ โดยนําเอาขอดีขอเสียของแตละทางเลือกมาเปรียบเทียบกันอยางรอบคอบ ควรพิจารณาวาทางเลือกนั้น หากนํามาใช จะเกิดผลตอเนื่องอะไรตามมา ขัน้ ท่ี 5 การเลอื กทางเลือกที่ดีท่ีสุด (Select the best alternative) เม่อื ผบู รหิ ารไดทําการ วิเคราะห และประเมินทางเลือกตางๆ แลว บุคคลควรเปรียบเทียบขอดีและขอเสียของแตละทางเลือกอีก ครัง้ หน่งึ แลว จงึ ตัดสนิ ใจ 2. ทักษะการแกปญ หา (Problem solving) ทกั ษะการแกปญ หาอาจทําไดหลายวธิ ี ท้ังน้ขี ึ้นอยกู ับลกั ษณะของปญหา ความรแู ละ ประสบการณของผูแกปญ หานนั้ ซ่งึ แตล ะขั้นตอนมีความสมั พนั ธดงั นี้ 2.1 ทําความเขาใจปญหา ผูแกปญหาจะตองทําความเขาใจกับปญหาที่พบใหถองแทใน ประเด็นตา งๆ คอื - ปญหาถามวาอยางไร - มขี อมลู ใดแลวบาง

128 - มีเงื่อนไขหรือตองการขอมูลใดเพิ่มเติมอีกหรือไม การวิเคราะหปญหาอยางดีจะชวยใหขั้นตอนตอไปดําเนินไปอยางราบรื่น การจะ ประเมินวาผูเรียนเขาใจปญหามากนอยเพียงใด ทําไดโดยการกําหนดใหผ ูเรียนเขยี นแสดงถึงประเดน็ ตางๆ ท่ี เกี่ยวของกบั ปญหา 2.2 วางแผนแกปญหา ขัน้ ตอนนจ้ี ะเปนการคดิ หาวธิ ี วางแผนเพอื่ แกป ญ หาโดยใชขอมูล จากปญ หาทีไ่ ดวิเคราะหไ วแลวในขน้ั ที่ 1 ประกอบกับขอมูลและความรูที่เกี่ยวของกับปญหานั้นและ นํามาใชประกอบการวางแผนการแกป ญหาในกรณีทีป่ ญหาตอ งตรวจสอบโดยการทดลอง ขนั้ ตอนนี้ก็ จะเปนการวางแผนการทดลอง ซึ่งประกอบดวยคาดคะเนผลที่จะเกิดลวงหนา (การตั้งสมมติฐาน) กาํ หนดวธิ ี ทดลองหรือตรวจสอบและอาจรวมถงึ แนวทางในการประเมินผลการแกป ญ หา 2.3 ดาํ เนนิ การแกป ญหาและประเมนิ ผล ข้ันตอนนี้จะเปนการลงมือแกปญหาและประเมิน วาวธิ ีการแกปญหาและผลทไ่ี ดถ ูกตองหรือไม หรือไดผ ลเปน อยางไร ถาการแกป ญหาทําไดถ ูกตองกจ็ ะ มีการประเมนิ ตอ ไปวาวิธีการน้ันนาจะยอมรบั ไปใชใ นการแกป ญ หาอื่นๆ แตถา พบวา การแกป ญหานน้ั ไมประสบความสําเร็จก็จะตองยอนกลับไปเลอื กวธิ กี ารแกปญ หาอื่นๆทีไ่ ดก าํ หนดไวแลว ในข้นั ท่ี 2 และถายังไมประสบความสําเร็จ นักเรียนจะตองยอนกลับไป ทําความเขาใจปญหาใหมวามีขอบกพรอง ประการใด เชนขอ มูลกาํ หนดใหไมเพยี งพอ เพื่อจะไดเร่มิ ตน การแกปญหาใหม 2.4 ตรวจสอบการแกปญหา เปนการประเมินภาพรวมของการแกปญหาทั้งในดานวิธีการ แกปญหา ผลการแกป ญหาและการตดั สนิ ใจ รวมทัง้ การนําไปประยกุ ตใ ช ทง้ั นใ้ี นการแกปญหาใดๆ ตองตรวจสอบถึงผลกระทบตอครอบครัวและสังคมดวย แมวาจะดําเนินตามขั้นตอนที่กลาวมาแลวก็ตาม ผูแกปญหาตองมีความมั่นใจวาจะสามารถ แกปญหานั้นได รวมทั้งตองมุงมั่นและทุมเทใหกับการแกปญหา เนื่องจากบางปญหาตองใชเวลาและ ความพยายามเปนอยางสูง นอกจากนี้ถาผูเ รยี นเกิดความเหนื่อยลา จากการแกปญหาก็ควรใหผูเรยี นไดมี โอกาสผอนคลาย แลว จึงกลับมาคิดแกปญหาใหม ไมควรทอแทหรือยอมแพ 3. ทกั ษะการคดิ สรา งสรรค (Creative Thinking) 3.1 ลกั ษณะสําคัญของความคดิ ริเริ่มสรา งสรรคจ ะประกอบดว ยคณุ ลักษณะตา งๆ ดงั ตอไปนคี้ อื (1) เปน ความคดิ ท่ีมีอิสระ และสรา งใหเ กดิ เปนแนวคิดใหมๆ (2) ไมมขี อบเขตจาํ กดั หรือกฎเกณฑตายตัว และเปนแนวคิดท่นี าจะเปน ไปได (3) เปนแนวคิดท่อี าศัยการมองท่กี าวไกลสรา งใหเกดิ ความคิดทีต่ อ เนื่อง (4) เปนความคดิ ที่อยูใ นลักษณะของจินตนาการ ซง่ึ คนทั่วไปจะไมคอ ยคดิ กนั (5) ระบบของความคิดนี้จะกระจายไปไดหลายทิศทาง และหลายทางเลือก (6) เปนความคิดท่ีอยใู นลักษณะแปลก และแหวกแนวออกไปจากความคดิ ปกตทิ ว่ั ไป

129 (7) สรา งใหเ กิดส่งิ ประดษิ ฐใ หม นวัตกรรมใหม และมีการพัฒนาที่แปลกใหมท่ีเปน ประโยชนและสรางสรรค (8) ความคิดนี้จะไมกอใหเกิดความเสียหาย หรอื เปนภยั ตอตนเองและผอู ่นื 3.2 ทาํ ไมตองฝกและพฒั นาใหเกิดความคิดสรา งสรรค ความคิดสรางสรรคสามารถฝกและพัฒนาได โดยคนเราจะมีความพรอมตั้งแตวัยเด็ก ซ่ึงอยูระดบั ประถมศกึ ษาจะจัดหลกั สูตรใหเอ้อื อํานวยและกระตนุ ใหเกิดความคดิ ริเรม่ิ ตางๆ เพือ่ นาํ ไปสู การพัฒนาอยา งสรางสรรค ดังนคี้ อื 1. สรางใหบุคคลกลาคิดกลา แสดงออก คนที่มีความคิดสรางสรรคมักจะเปนบุคคลที่ กลาเสนอวิธกี ารและแนวทางใหม ๆ ทไี่ มม ใี ครคิดกนั มากอ น และจะเปนคนท่ตี อสูอยางเต็มที่ เพื่อทจ่ี ะ แสดงความคิดเห็นที่ถูกตองของตนเอง 2. ความคดิ นจ้ี ะนําบุคคลไปสสู ง่ิ ใหมแ ละวธิ ีการใหม ความคิดริเริ่มสรางสรรคจะ กอ ใหเ กิดสิ่งใหม นวัตกรรมใหม จึงเปนส่ิงจาํ เปนอยา งหนึ่งในการท่จี ะใหบคุ คลหลุดพนจากเรื่องจําเจที่ ตอ งประสบอยทู ุกวัน 3. สรางใหบ ุคคลเปนผูทีม่ องโลกในมุมกวาง และยืดหยนุ นอกจากจะสรางความคิด ใหมห รอื ไดคน พบสงิ่ ใหมๆ และสรา งวธิ กี ารใหมๆ แลว ผูที่มคี วามคดิ สรา งสรรคน้ันแมจ ะมองสง่ิ เดียวกันกับที่ทุกคนมองอยูแตความคิดของเขาจะไมเหมือนคนอื่นๆโดยจะคิดแตกตางไปอยางไร ขอบเขตเปนความคิดตามจินตนาการที่มอง และรับรูสิ่งตางๆรอบขางในแงมุมที่แตกตางจากคนทั่วๆไป 4. สรางใหบุคคลไมอยูกับที่ และบมเพาะความขยัน คนที่มีความคิดสรางสรรคจะ เปน ผทู ่ที าํ งานหนัก มีสมาธสิ ามารถทาํ งานไดนาน มีความขยนั และกระตอื รือรน อยากรู อยากเห็น คน ควา และทดลองสง่ิ ใหมๆ อยเู สมอ 5. สรางใหบุคคลเกิดความสามารถในการแกไขปญหาตามสภาพและตามความจํากัด ของทรพั ยากร คนที่มีความคิดสรางสรรคจะไมมีการสรางเงื่อนไขในความคิดสามารถคิดหาแนว ทางแกไขปญหา และตัดสินใจตามสภาพแวดลอมของปญหาไดภายใตอุปสรรคและความจํากัดของ ทรัพยากรตางๆในทํานองที่วา “Small and Beautiful” หรือ “จ๋วิ แต แจว” 6. สรางผลงานและเกดิ ส่งิ ใหม ๆ นักสรางสรรคจะมีความสามารถในการอธิบาย สื่อสาร สรางความเขา ใจใหผ ูอ่ืน นาํ ความคิดทีม่ คี าของตนไปทําใหเกดิ ประโยชนได ผูทีม่ ีความคดิ สรา งสรรคจ ะใชสง่ิ ที่กลา วมานเี้ ปนสื่อและเปนแนวทางในการพัฒนา ความสามารถของตนเองไดดี

130 3.3 วธิ ีการพฒั นาใหเ กิดความคดิ สรางสรรค การพัฒนาใหเกิดความคิดสรางสรรคในตนเอง จะตองฝก และพฒั นาตนเองดังนี้ (1) ใหอ สิ ระตนเอง (2) นําตนออกนอกขอบเขต กฎเกณฑ กรอบ และเกราะกําลังตางๆ (3) คิดใหล กึ ซ้งึ ละเอยี ด รอบคอบ (4) อาศัยการใชส มาธิและสติใหอ ยูเ หนืออารมณ (5) ปราศจากอคติ คานิยมสังคม (6) ยอมรับคําวพิ ากษวจิ ารณได (7) อยา ใหเ วลามาเรง รดั ความคดิ จนเกินไป (8) ไมมุงหวังผลกําไรจากความคิด (9) มีทักษะในการฟง (10) หมั่นฝกฝนความคิดอยางสม่ําเสมอ 3.4 วธิ ีกระตนุ ใหเ กิดความคิดรเิ รม่ิ สรา งสรรค การกระตนุ ใหบุคคลเกิดความคดิ รเิ รมิ่ สรา งสรรคไ ดนัน้ ผูที่เปนตวั กระตนุ อาทเิ ชน พอแม ผูปกครอง ครู หรือบังคับบัญชา สามารถใชวิธีการตางๆ ตอไปนี้ฝกใชความคิดอยางสรางสรรค ได โดยอยใู นบรรยากาศทดี่ ี เอื้ออาํ นวยใหเกิดการใชปญญา คอื (1) การระดมสมองอยางอิสระ (2) การเขียนวิจารณความคิด (3) การแยกความเหมือน – ตา ง (4) การอุปมาอุปไมย (5) การมีความคลุมเครือ 3.5 อปุ สรรคของความคิดสรา งสรรค (1) อุปสรรคจากตนเองไมมั่นใจในตนเอง ใชความเคยชินและสัญชาตญาณแกไข ปญหา พอใจในคําตอบเดิมๆ กลัวพลาด ไมกลาเสี่ยง ไมก ลารับผิดชอบ ชอบสรางขอบเขตและ กฎเกณฑใหตนเอง ชอบเลียนแบบแอบอางผูอื่น ชอบเปนผูตาม สามารถทําตามคําสั่งไดดี ไมชอบ แสวงหาความรู ไมเสาะหาประสบการณ ไมเปดใจ ปราศจากการยืดหยุน ไมมีสมาธิ ไมมีสติ (2) อปุ สรรคจากบคุ คลอ่ืนไมยอมรบั ฟง มงุ ตาํ หนิ วิจารณ และปฏเิ สธทกุ ประเด็น อิจฉา เยาะเยย ถากถาง ปดโอกาส (3) ขาดการกระตุนสงเสริม มีการบั่นทอนกําลังใจ ปราศจากการยอมรับ เนนผลกําไร จนเกินไป มีความจาํ กดั ดา นเวลา ทรพั ยากรอืน่ ๆ

131 ดังนั้น การจะสรา งใหต นเองมคี วามคดิ สรางสรรค หรอื สงเสรมิ กระตุนใหบุคคลเกดิ ความคิดริเริ่มสรางสรรค จึงควรจัดกิจกรรมและสภาพแวดลอมใหเ อ้ืออํานวย พรอมๆ กบั การปอ งกนั และขจดั อุปสรรคดังที่กลาวมาแลว 4. ทกั ษะการคิดอยา งมวี ิจารณญาณ (Critical thinking) การคิดอยางมีวิจารณญาณ คือ ความสามารถในการสรางและประเมินขอสรุปจากหลักฐานหรือสภาวการณใดไดอยางถูกตองตาม ความเปนจริง มีองคประกอบ 4 อยา งดังนี้ 4.1 ทกั ษะเบื้องตนสําหรบั ใชเปน เครอ่ื งมือในการคิด ไดแก ความสามารถในการสังเกต ความสามารถในการคนหารูปแบบและ การสรุปสาระสําคัญและการประเมินขอสรุปบนพื้นฐานจาก การสังเกต 4.2 ความรเู ฉพาะเก่ยี วกบั สง่ิ ทต่ี อ งคดิ ไดแก ความรูเกย่ี วกบั เนือ้ หาสาระ หลกั ฐาน หรือ สถานทเ่ี กยี่ วของ เชน เมอื่ ตอ งตดั สินใจวา จะเชอื่ หรือไมเ ชื่อในเร่ืองใด ตองหาเหตผุ ล หลักฐานตา งๆ ประกอบการตัดสินใจ 4.3 การรูคดิ ไดแก รูกระบวนการรูคิดของตนและควบคุมใหปฏิบัติตามกระบวนการคิด นน้ั เชน ตอ งจดจอ ใครครวญ พิจารณาตามหลกั เหตผุ ล เปนตน 4.4 แรงจงู ใจ หมายถึง พลังที่ใชในการคิด ซึ่งเกิดจากความตองการหรือปรารถนาที่จะคิด อยา งมวี จิ ารณญาณ แรงจงู ใจในการคิดจะกําหนดเจตคติ และนสิ ัยในการคิดของบุคคลนน้ั ๆ ทําใหเ ช่ือ หรอื ไมเช่ือในเร่ืองใดเร่ืองหน่งึ กิจกรรมทายบท 1. จงอธิบายถึงทกั ษะชีวติ ในขอใดทผี่ ูเรยี นเคยนาํ ไปใชใ นชีวิตประจาํ วนั อยา งนอย 3 ทักษะพรอมยกตัวอยางประกอบ 2. ใหผ ูเ รยี นแบง กลมุ อภปิ รายทักษะชีวิตท่มี ีความจาํ เปนในการดาํ เนินชีวิตประจาํ วนั มาก ทีส่ ดุ และนาํ เสนอในกลมุ

132 บรรณานุกรม วภิ าวดี ลีม้ ิง่ สวสั ดิ์และจินตนา ไมเ จริญ. (2547). หนังสอื เรียนสาระการเรยี นรพู นื้ ฐาน กลมุ สาระ การเรียนรูส ุขศึกษาและพลศึกษา สุขศึกษา. กรุงเทพฯ : บริษัทสํานักพมิ พแ ม็ค จาํ กัด วีณา เลิศวิไลกุลนที. (2551). หมวดวชิ าพฒั นาทักษะชีวิต ระดับประถมศกึ ษา กรุงเทพฯ : บริษทั นวตสาร จํากดั วุฒชิ ยั อนันคแู ละคณะ. (2548). หมวดวิชาพฒั นาทักษะชีวิต ระดับประถมศึกษา กรงุ เทพฯ : บริษัทสํานักพมิ พบ รรณกิจ 1991 จาํ กดั สุวัฒน แกวสังขท อง. (2547). หมวดวิชาพฒั นาทกั ษะชีวติ ระดบั ประถมศึกษา นนทบุรี : บรษิ ัทปยมติ ร มัลตมิ ีเดีย จาํ กัด การศึกษาทางไกล,สถาบัน.(2551) ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาทกั ษะชีวติ 1 ระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนตน กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ สกสค.ลาดพรา ว โรดตดิ ตอ http://www.siamhealth.net วันท่ี 9 กันยายน 2552 รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ (2544) คูมอื หมอชาวบาน สํานักพิมพหมอชาวบาน กรุงเทพฯ นภิ า แกว ศรงี าม “ความคดิ รเิ รมิ่ สรา งสรรค (Creative Thinking)” http://www.geocities.com/phichitnfc/KN2.htm วนั ท่ี 14 กันยายน 2552 0 การคิดอยางมวี จิ ารญาณ : Critical Thinking http://www.swuaa.com/webnew/ วันที่ 14 กันยายน 2552 การตัดสินใจ http://www.radompon.com/resourcecenter/?q=node/41 วนั ท่ี 14 กันยายน 2552 0 กระบวนการแกป ญหา (problem solving process) http://toeyswu.multiply.com/journal/item/6 วันที่ 14 กันยายน 2552 นพ. สุรยิ เดว ทรปี าต.ี “พฒั นาการและการปรบั ตัวในวัยรนุ ” http://www.dekplus.org/update/index.html เยาวเรศ นาคแจง. “ขน้ั ตอนการระงบั กล่ินกาย.” ใกลห มอ ปท ่ี 26 ฉบับที่ 12 (ธ.ค. 2545 -ม.ค. 2546) : 92-93 www.teenpath.net siriraj e public library ภาควิชาจิตเวชศาสตร คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล คูมือคุยเปดใจ รกั ปลอดภยั เพื่อการสอ่ื สารเร่ืองเพศอยางสรา งสรรคระหวางพอแมและบุตรหลานใน ครอบครัว โดย โครงการคุยเปด ใจ รกั ปลอดภัย วันทนีย วาสกิ ะสินและคณะ. ๒๕๓๗. ความรทู วั่ ไปเก่ียวกับเพศศกึ ษา. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, หนา ๕๗–๗๔

133 โครงการปองกนั เอดสบางซ่ือ มูลนิธิศภุ นมิ ติ แหง ประเทศไทย. ๒๕๓๙. จดุ ประกาย BAPP. กรุงเทพฯ: ศนู ยก ารพมิ พอ าคเนย, หนา ๕๗-๗๐. รา งกายมนุษย ส่งิ มชี ีวิตมหัศจรรย. กรุงเทพฯ: สาํ นักพมิ พธ งสฟี า . มปพ. วราวุธ สุมาวงศ. เกรด็ จากลวมยาชดุ คลนิ กิ ผูห ญงิ . กรุงเทพฯ: สาํ นกั พิมพพิมพท อง, มปพ. ใครวา..การตรวจสอบการตงั้ ครรภไ มส าํ คญั . ฟารมานิวส. ปท ี่ ๒ ฉ.๔, ๒๕๔๑. หนา ๔. The New Our Bodies, Ourselves: A Book by and for Women. The Boston Women’s Health Book Collective, New York: A Touchstone Book, 1992. The Good Housekeeping. The Good Housekeeping illustrated Guide to Women's Health. Kathryn Cox, Editor. New York: Hearst Books, 1995. Grace Chin. Menstrual Myths and Taboos. The Star vol. 4, No. 12 : 4, December 1997.

134 ทีป่ รกึ ษา คณะผูจดั ทาํ 1. นายประเสรฐิ 2. ดร.ชัยยศ บญุ เรอื ง เลขาธิการ กศน. อ่มิ สุวรรณ รองเลขาธิการ กศน. 3. นายวชั รนิ ทร 4. ดร.ทองอยู จําป รองเลขาธิการ กศน. 5. นางรกั ขณา แกว ไทรฮะ ท่ปี รกึ ษาดา นการพัฒนาหลกั สูตร กศน. ตัณฑวุฑโฒ ผอู ํานวยการกลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น ผูเขียนและเรียบเรียง สถาบัน กศน. ภาคใต 1. นายมณเฑียร ละงู ผูบรรณาธกิ าร และพัฒนาปรับปรงุ หนว ยศกึ ษานเิ ทศก 1. นางนวลพรรณ ศาสตรเวช โรงเรยี นบดนิ ทรเ ดชา ( สิงห สงิ หเสนยี  ) กลุม พัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 2. นางสุปรารถนา ยกุ ตะนนั ทน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน องคการแพธ (PATH) 3. นางกนกพรรณ สวุ รรณพิทกั ษ องคการแพธ (PATH) ขาราชการบํานาญ 4. นางสาวเยาวรัตน คําตรง ขาราชการบํานาญ ขาราชการบํานาญ 5. นางสาวภาวนา เหวยี นระวี ขาราชการบํานาญ สํานักงาน กศน เขตบางเชน 6. นางสาวกษมา สัตยาหรุ ักษ 7. นางสาวสุรีพร เจริญนชิ 8. นางธญั ญวดี เหลา พาณชิ ย 9. นางเอ้ือจิตร สมจติ ตช อบ 10. นางสาวชนิตา จติ ตธ รรม 11. นางสาวอนงค เชอ้ื นนท คณะทํางาน ม่ันมะโน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 1. นายสุรพงษ กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 2. นายศุภโชค ศรีรัตนศิลป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 3. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 4. นางสาวศริญญา กุลประดิษฐ 5. นางสาวเพชรินทร เหลอื งจิตวฒั นา

135 ผพู มิ พต นฉบับ คะเนสม กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 1. นางสาวปย วดี เหลอื งจิตวฒั นา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 2. นางสาวเพชรนิ ทร กวีวงษพิพฒั น กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 3. นางสาวกรวรรณ ธรรมธษิ า กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 4. นางสาวชาลินี บานชี กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 5. นางสาวอลิศรา ศรรี ัตนศลิ ป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน ผอู อกแบบปก นายศภุ โชค


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook