Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore lernning หนังสือเรียน

lernning หนังสือเรียน

Description: lernning หนังสือเรียน

Search

Read the Text Version

51 • คาดและเตรยี มใจไวล ว งหนา ถึงปฏิกิรยิ าโตต อบ เราไมส ามารถเปลี่ยนตวั เองไดดว ยคําพูด ประโยคเดียว และการทาํ ใหผูอน่ื ยอมรบั ก็เชนเดยี วกนั การยอมถอยกลับไปเปนคนเดิมยอ ม งายกวาแตนั่นก็หมายความวาเราตองรับบท “คนใจดีทไี่ มเคยโกรธ” คอยเก็บงําความรูสึก ผดิ หวัง ความไมพอใจเอาไวโดยลาํ พัง • การบอกยืนยันความตองการของเราใหใชการบอกเลาถึงตัวเองดวยประโยคที่ขึ้นตนดวย “ฉนั รูสึก..……” ไมควรใชรูปประโยคตอวา “เธอทาํ ใหฉ ัน.......” เพราะจะนาํ ไปสูการโตเ ถียง เร่อื งท่ี 8 หลากหลายความเชอื่ ท่ผี ิดในเรือ่ งเพศ การ “ชว ยตัวเอง” บอ ยๆ จะทาํ ใหจติ ใจไมปกตหิ รอื เปน โรคจิตประสาทได “การชว ยตวั เอง” เปนทางเลือกหนึ่งในการจัดการกับความรูสึกและความตองการทางเพศซึ่ง เกิดจากธรรมชาติ ท่ีทุกคนสามารถทาํ ได ทัง้ ผหู ญงิ และผูช าย หากเรายังไมพรอมที่จะเริ่มตน ความสัมพันธ หรอื มีเพศสัมพันธก ับใคร ไมใชเร่ืองผิดปกติ หนมุ สาวหลายคนมกั จะถกู บอก เก่ยี วกับเรอื่ งการชวยตัวเองผิดๆ หลายอยา ง เชน การชวยตวั เองเปนสิ่งท่ีไมด ี บาป ทําใหตัวเตี้ย เรียนโง หรือการชวยตวั เองบอยๆ จะทําใหจิตใจไมปกติ เปนโรคจติ ประสาท หรือเส่อื มสมรรถภาพ ทางเพศ เปน ตน ความเช่ือเหลานจี้ งึ สง ผลตอ พฤตกิ รรม ทําใหส าวหลายคนมกั อายท่จี ะพดู ถึง สว น หนุมหลายคนอาจกังวลวาทําบอยๆ จะมีผลอยางไรหรือไม ทงั้ ท่ี วธิ กี ารนช้ี ว ยสนองตอบความ ตองการทางเพศของเราไดดวยตนเอง การชวยตัวเอง จะทําบอยหรือนอยครั้งก็ขึ้นกับความพรอม ความพอใจและสุขภาพของแตละคน ผชู ายมีความตองการทางเพศมากกวาผหู ญิง ความตองการทางเพศเปนเรื่องธรรมชาติที่ทั้งผูหญิงและผูชายมีเทาๆ กัน การมีความตองการ ทางเพศมากหรือนอยเปนเรื่องแตละบุคคล ไมเกย่ี วกับความเปนผหู ญงิ หรอื ผูชาย แตค วามคาดหวงั ของสังคมและวัฒนธรรมในสังคมไทยมีตอเรื่องเพศของผูหญิงและผชู ายตา งกนั เชน ผูชายชว ย ตัวเองเปนเรื่องธรรมดา ผชู ายจะตองมปี ระสบการณท างเพศ ผูชายเทยี่ วซอ งเปนเร่ืองธรรมดา ผูช าย มีเมียหลายคนถือวาเกง มฝี มือ แตในขณะท่ีเร่ืองเพศสําหรับผหู ญิงเปนเรือ่ งท่ไี มควรแสดงออก ผูหญงิ ทด่ี ีตอ งไรเดยี งสาในเรื่องเพศ ผหู ญิงชว ยตัวเองเปน เรอ่ื งไมง าม ผูหญิงตองรักนวลสงวนตวั และรกั เดยี วใจเดยี ว ดงั น้ัน เมื่อผูชายมีอารมณหรือมีความตองการทางเพศ จึงสามารถปลดปลอย

52 ไดเปน เรอ่ื งปกตธิ รรมดา แตหากเปน ผูหญงิ จะตองเกบ็ ความรูสึกไวและเรยี นรูท ่ีจะควบคุมอารมณ เพศและการแสดงออก จึงดูราวกับวาผูชายมีความตองการทางเพศมากกวาผูหญิง ความสขุ ทางเพศของผูหญงิ ขึ้นอยกู บั ขนาดอวยั วะเพศชาย ขนาดของอวัยวะเพศไมมีผลตอความสุขทางเพศเลย แตเปน ความเช่ือทสี่ ง ผลใหผชู ายเกิด ความไมมั่นใจในตนเอง ซึ่งบางคนมีปญหาในการมีเพศสัมพันธกับคู แลว เขาใจผิดไปเองวามาจาก ขนาดของอวยั วะเพศของตนเลก็ เกนิ ไป ความสุขทางเพศ เปนเรื่องเทคนิควิธีการ ที่มาจากการพูดคุยสื่อสารกันระหวางคนสองคน และชวยกันใหมีความสุขทั้งสองฝาย ความเชื่อในเรื่องขนาด สงผลใหผูชายสวนหนึ่งตองการดัดแปลงอวัยวะเพศตนเอง เชน การ ฝงมกุ โดยเชื่อวา การฝง มุกที่อวัยวะเพศเพื่อใหม พี นื้ ผิวขรุขระ จะชว ยเพิม่ ความสขุ ในขณะรว มเพศ โดยการฝงมุกเทยี ม หรือเมด็ แกวขนาดเล็กไวต ้ืน ๆ ใตผิวหนัง สําหรบั วธิ นี ี้ หากฝงเพียงตื้น ๆ ใต ผิวหนงั ไมน านก็จะหลุดออกมา แตถาฝง ลกึ กม็ โี อกาสติดเชอ้ื และเปนแผลได การใชป ากกบั อวยั วะเพศเปน เรอ่ื งผดิ ปกติ การใชปากกับอวัยวะเพศ (Oral sex) หรือการใชป ากทาํ รักใหก ับคู ไมว าผหู ญิงหรอื ผูช ายจะ ใชปากดูด เลยี อม ท่อี วัยวะเพศของคูเ พอื่ กระตุน ความรูสึกทางเพศนน้ั เปนเรื่องธรรมชาตทิ ี่เปนอีก ทวงทาหนึ่งของการมีเพศสัมพันธ แตการใชปากทํารัก ควรเกิดขึ้นจากการคุยและตกลงกันระหวางคูวา พรอมใจท่ีจะทําหรือไม เพราะบางคนอาจรูสึกวา การใชปากกับอวัยวะเพศเปนเรื่องสกปรก นาขยะแขยง แตบางคนอาจจะ รูสึกชอบ เพราะรูว า อวัยวะเพศก็มกี ารดูแลความสะอาดไมแ ตกตา งกับอวยั วะสว นอืน่ ๆ ของ รางกาย ขึ้นกับทัศนคติหรือมุมมองของแตละคน ท้ังน้ี การใชปากทาํ รักถอื วาเปน เพศสัมพนั ธท ปี่ ลอดภัย (Safe Sex) ทง้ั จากการตัง้ ครรภแ ละ ยงั เปนวธิ ีลดโอกาสเสีย่ งจากการตดิ เชอื้ เอชไอวีดว ย โอกาสของการติดเชื้อเอชไอวีจากการใชปากทํารัก เทา ทพี่ บมีเพยี งกรณเี ดียว คือ การใชป าก ทํารักใหกบั ผูชายท่มี เี ชื้อเอชไอวี โดยมีเงื่อนไขเฉพาะ คอื มกี ารหลั่งนํ้าอสุจิในปาก และในชอ งปาก ของคนที่ทํามีแผล และ/หรือ มีการติดเชื้อในลําคอเทานั้น แตยังไมเคยมีรายงานวามีการติดเชื้อจาก

53 การใชปากทาํ รักใหผ ูห ญงิ ท่มี ีเชื้อเอชไอวี หรือไมพ บวามีใครติดเช้อื เอชไอวีจากการทผ่ี ูติดเชื้อใช ปากทํารักให มวี ธิ ที ี่จะบอกไดว า ผูห ญงิ คนไหนเคยมีเพศสมั พันธมาแลว ผูชายสวนใหญอยากจะเปนคนแรกของผหู ญิงกันทง้ั นั้น จึงพยายามหาวธิ ีการท่จี ะบอกตอๆ กนั ในหมผู ูช ายดวยกันถงึ วธิ ีการ “ดูซิง” เชน ผหู ญิงที่มที า ทางเรยี บรอย เดินขาหนีบ หนาอกตั้ง สะโพกไมหยอน เปนตน แตจากขอมลู ทางการแพทยยืนยนั วา ไมมที างทจ่ี ะรไู ดวาผูหญิงเคยมี เพศสมั พนั ธมาแลว ถา หากวาผูหญิงไมบ อกดวยตนเอง ความเชื่อนี้จะสง ผลใหผ ชู ายไมป องกนั เมอื่ มีเพศสัมพันธก บั ผหู ญงิ ทีต่ วั เองมั่นใจวาซงิ ใน ขณะเดียวกันผหู ญิงทีเ่ คยมีเพศสมั พนั ธม าแลวก็จะปดบังความจริงกบั คูป จจุบนั เพราะกังวลวาผูช าย จะไมย อมรบั จงึ ทาํ ใหท้ังคูมีโอกาสเส่ียงตอการมีเพศสัมพนั ธท ่ีไมป องกัน การหล่งั นา้ํ อสุจิทําใหหมดกาํ ลงั ไมมีหลกั ฐานวาการหลั่งนํา้ อสจุ ิ ไมว าดวยการชวยตวั เองหรือมีเพศสมั พนั ธจ ะทาํ ใหหมด กําลงั โดยท่วั ไปหลังการมเี พศสมั พนั ธห รือชวยตัวเอง หากไดพักสกั ครูหน่งึ รางกายก็จะกลับคนื สู สภาพปกติ น้าํ กามประกอบดวยตวั อสจุ ิซง่ึ ผลติ จากลกู อณั ฑะและนาํ้ หลอ เลยี้ งอสจุ ิ ซง่ึ ผลติ จากทอและ ตอมตางๆ ท่ีอยใู นทางผา นของตวั อสจุ ิสภู ายนอก เม่ืออายมุ ากอวัยวะดังกลา วจะเส่อื มลง ทําให น้ํากามจางลงและมีจํานวนนอยลงดวย ทําใหความตองการทางเพศและการตอบสนองทางเพศ ลดลง รวมทั้งความสามารถในการหลั่งน้ํากามจะนอยลงดวย คือองคชาติชายสูงอายุอาจแข็งตัวได แตไมส ามารถหลง่ั นํา้ กาม ดังน้นั ดวยปจจัยหลายประการดงั ท่ีกลาวจึงทําใหคนทั่วไปคิดวาผูชายแต ละคนมีจํานวนน้ํากามจํากัด คือ ถาหลั่งน้ํากามบอยก็จะหมดความสามารถในการหลั่งน้ํากามเร็ว ซึ่งไมเปนความจริง ตรงกันขามกลับพบวาทั้งชายและหญิงที่มีกิจกรรมทางเพศบอยจะรักษา ความสามารถทางเพศไวไดนานกวาคนที่ไมคอยมีกิจกรรมทางเพศ ผูหญิงควรใชนํ้ายาทําความสะอาดชองคลอด ในชองคลอดของผูหญิงมีแบคทีเรียธรรมชาติที่รักษาความสมดุลยของชองคลอดอยูแลว หาก ไปใชน้ํายาที่สวนผสมของกรดหรือดางที่มากเกินไป จะทําใหเกิดการทําลายแบคทีเรียธรรมชาตินั้น จนเสียความสมดุลย และสว นผสมของนาํ้ หอมในนาํ้ ยายงั อาจกอ ใหเกดิ การระคายเคอื งบรเิ วณชอง

54 คลอด เปนผ่ืนคันและทาํ ใหต ิดเชอื้ โรคไดง า ย นอกจากนี้ ยงั ทาํ ใหตองส้ินเปลืองเงนิ เพิ่มขน้ึ เพ่ือซ้อื น้ํายาทําความสะอาดมาใช ทงั้ ๆ ทกี่ ารอาบนํา้ ปกตทิ ั่วไปท่ีใชสบแู ละน้ําสะอาดแลวซับทบ่ี รเิ วณ อวยั วะเพศใหแ หง กเ็ พยี งพอแลว ผหู ญิงเมอ่ื เปนสาวจะมหี วั นมเปน สชี มพู เปน เรือ่ งธรรมชาติท่ีผหู ญิงแตละคนจะมหี นา อกท่ีแตกตา งกันหลายรูปทรง หลายขนาดและ หลายสี อาจจะมอี กขนาดเลก็ หรอื ใหญ หัวนมอาจต้ังข้ึนหรือจะคลอยลง อาจจะน่มิ หรือกระชับกไ็ ด ทง้ั น้ี สขี องหวั นมก็เชนเดียวกันท่ีอาจมคี วามแตกตา งกนั ไปตามธรรมชาติของแตละคน เชน สีเขม (คลาํ้ ) หรือสซี ดี ความแตกตา งแบบน้เี ปนเรื่องธรรมดาไมเ กย่ี วกบั เม่ือเปนสาวแลวจะตองมีหัวนม เปนสีชมพู เรอ่ื งท่ี 9 กฎหมายที่เก่ียวขอ งกบั การลว งละเมดิ ทางเพศ การลวงละเมิดทางเพศ หมายถงึ พฤตกิ รรมทลี่ ะเมดิ สิทธขิ องผอู ่ืนในเรือ่ งเพศ ไมวาจะเปน คําพูด สายตา และการใชทาที รวมไปจนถึงการบังคับใหมีเพศสัมพันธ การขมขืน และตองคํานึงถึง ความรสู กึ ของผูหญงิ เปนหลัก การกระทาํ ใดๆ กต็ ามที่ทาํ ใหผหู ญิงรูสกึ อับอาย เปนการลว งเกินความ เปนสวนตัว และไมยินยอมพรอ มใจใหท ํา ถือเปน การลวงละเมิดทางเพศทั้งสิ้น มบี ัญญัตอิ ยใู นลกั ษณะ 9 ความผิดเกยี่ วกบั เพศ ดังนี้ มาตรา 276 ผใู ดขม ขืนกระทําชําเราหญิงซ่งึ มใิ ชภริยาตน โดยขูเข็ญประการใดๆ โดยใชก ําลัง ประทษุ รา ยโดยหญงิ ในภาวะทีไ่ มส ามารถขดั ขืนได หรอื โดยทาํ ใหหญงิ เขา ใจผดิ คิดวา เปนบคุ คลอื่น ตอ งระวางโทษจาํ คุกตัง้ แตสี่ปถงึ ยสี่ ิบป และปรบั ต้ังแตแ ปดพันบาทถึงสพี่ ันบาท ถา การกระทาํ ความผิดตามวรรคแรกไดกระทําโดยมีหรือใชอาวุธปนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยรวมกระทําความผิด ดวยกัน อันมีลักษณะเปน การโทรมหญิง ตอ งระวางโทษจําคกุ ตงั้ แตส ิบหาปถ ึงย่ีสบิ ป และปรบั ตงั้ แต สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจําคุกตลอดชีวิต มาตรา 277 ผใู ดกระทําชาํ เราเด็กหญิงอายไุ มเ กนิ สบิ หาป ซง่ึ มใิ ชภ ริยาตน โดยเดก็ หญงิ น้ันจะ ยนิ ยอมหรือไมกต็ าม ตองระวางโทษจําคุกตัง้ แตสี่ปถ ึงย่ีสบิ ป และปรบั ตง้ั แตแปดพนั บาทถึงสหี่ ม่ืนบาท

55 ถากระทําความผิดตามวรรคแรกเปนการกระทําแกเด็กหญิงอายุไมเกินสิบสามป ตองระวางโทษจําคุก ต้ังแตเจ็ดปถงึ ย่ีสิบป และปรับตั้งแตห นึง่ หมื่นบาทถงึ สี่หมืน่ บาท หรือจําคุกตลอดชวี ิต ถาการกระทํา ความผิดนั้นความวรรคแรก หรือวรรคสองไดกระทําโดยรวมกระทําความผิดดวยกันอันมีลักษณะเปน การโทรมหญงิ และเดก็ หญิงนัน้ ไมย นิ ยอม หรอื ไดกระทําโดยมีอาวุธปนหรือวัตถุระเบดิ หรือโดยใช อาวุธ ตองระวางโทษจําคุกตลอดชวี ติ ความผิดตามท่ีบัญญตั ไิ วในวรรคแรก ถา เปนการกระทาํ ท่ชี าย กระทาํ กบั เด็กหญิงอายกุ วาสิบสามป แตยังไมเ กนิ สิบหา ปโดยเดก็ หญงิ น้ันยนิ ยอมและภายหลังศาล อนุญาตใหช ายและเดก็ หญิงนน้ั สมรสกนั ผกู ระทาํ ผิดไมตอ งรับโทษ ถา ศาลอนุญาตใหสมรสใน ระหวา งทีผ่ ูก ระทาํ ผิดกําลงั รับโทษในความผิดนั้นอยู ใหศาลปลอ ยผูกระทาํ ผิดนั้นไป มาตรา 277 ทวิ ถาการกระทําความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก หรอื มาตรา 277 วรรคแรก หรอื วรรคสอง เปน เหตุใหผถู ูกกระทํา (1) รับอันตรายสาหัส ผูกระทาํ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ต้ังแตสบิ หาป ถึงย่ีสิบหาป และปรับตัง้ แต สามหมื่นบาท หรือจําคุกตลอดชีวิต (2) ถงึ แกค วามตาย ผูกระทําตองระวางโทษประหารชวี ิต หรือจาํ คุกตลอดชีวติ มาตรา 277 ตรี ถาการกระทําความผิดตามมาตรา 276 วรรคสองหรือมาตรา 277 วรรคสาม เปน เหตใุ หผ ูก ระทาํ (1) รบั อันตรายสาหัส ผกู ระทาํ ตองระวางโทษประหารชีวิต หรือจําคุกตลอดชวี ิต (2) ถึงแกความตาย ผูกระทําตองระวางโทษประหารชีวิต โดยสรุป การจะมีความผิดฐานกระทําชําเราได ตองมีองคประกอบความผิดดังนี้ 1. กระทาํ ชาํ เราหญิงอน่ื ท่ีไมใ ชภ รรยาตน 2. เปนการขมขืน บังคับใจ โดยมีการขูเข็ญ หรือใชกําลังประทุษราย หรือปลอมตัวเปนคนอื่นที่ หญิงชอบและหญิงไมสามารถขัดขื่นได 3. โดยเจตนา

56 ขอสงั เกต กระทําชําเรา = ทําใหของลับของชายลวงล้ําเขาไปในของลับของหญิง ไมวาจะลวงล้ําเขาไป เล็กนอยเพียงใดก็ตาม และไมวา จะสําเรจ็ ความใครห รอื ไมก ็ตาม การขมขืน = ขมขืนใจโดยที่หญิงไมสมัครใจ การขมขืนภรรยาของตนเองโดยที่จดทะเบียนสมรสแลวไมเปนความผิด การรวมเพศโดยทีผ่ ูหญิงยนิ ยอมไมเปน ความผิด แตถ า หญิงน้นั อายไุ มเ กนิ 13 ป แมย ินยอมก็มี ความผิด การขมขืนกระทําชําเราผูที่อยูภายในปกครองของตนเอง เชน บุตร หลาน ลูกศิษยที่อยูในความ ดแู ลตอ งรับโทษหนักข้นึ มาตรา 278 ผูใดกระทาํ อนาจารแกบุคคลอายุกวา สบิ หาป โดยขูเ ข็ญดว ยประการใดๆ โดยใช กําลังประทุษราย โดยบุคคลนั้นอยูในภาวะที่ไมสามารถขัดขืนได หรอื โดยทาํ ใหบุคคลนน้ั เขาใจผดิ วา ตนเปนบุคคลอื่น ตองระวางโทษจําคุกไมเ กินสิบป หรอื ปรับไมเกินสองหม่ืนบาท หรอื ทั้งจําทงั้ ปรบั มาตรา 279 ผูใดกระทาํ อนาจารแกเด็กอายุยงั ไมเกนิ สบิ หา ป โดยเดก็ นน้ั จะยินยอมหรือไมก ต็ าม ตอ งระวางโทษจําคกุ ไมเกินสบิ ป หรือ ปรบั ไมเกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถากระทําความผิด ตามวรรคแรก ผกู ระทําไดก ระทําโดยขูเ ข็ญดว ยประการใดๆ โดยใชก าํ ลังประทษุ รายโดยเด็กนัน้ อยูใน ภาวะที่ไมสามารถขัดขืนได หรือ โดยทําใหเด็กนั้นเขาใจผิดวาตนเปนบุคคลอื่น ตองระวางโทษจําคุกไม เกินสบิ หาป หรือปรับไมเกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ มาตรา 280 ถากระทําความผิดตามมาตรา 278 หรอื มาตรา 279 เปน เหตใุ หผ ูถกู กระทํา (1) รบั อนั ตรายสาหสั ผูก ระทาํ ตองระวางโทษจําคุก ตง้ั แตหา ปถ งึ ยี่สบิ ป และปรบั ตง้ั แตหนึง่ หมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท (2) ถึงแกความตาย ผูกระทําตองระวางโทษประหารชีวิต หรือจําคุกตลอดชีวิต

57 การจะมีความผดิ ฐานทําอนาจารได ตองมีองคประกอบ คือ 1. ทําอนาจารแกบุคคลอายุเกินกวา 13 ป 2. มีการขมขู ประทุษราย จนไมสามารถขัดขืนได หรือทําใหเขาใจวาเราเปนคนอื่น 3. โดยเจตนา ขอ สงั เกต อนาจาร = การทําหยาบชาลามกใหเปนที่อับอายโดยที่หญิงไมสมัครใจ หรือโดยการปลอมตัว เปนสามีหรือคนรัก การทําอนาจารกับเด็กอายุไมเกิน 13 ป แมเด็กยินยอมก็เปนความผิด ถาทําอนาจาร กับบุคคลใดแลวบุคคลนั้นไดรับอันตรายหรือถึงแกความตายตองไดรับโทษหนักขึ้น การทําอนาจารไมจําเปนตองทํากับหญิงเสมอไป การทําอนาจารกับชายก็ถือเปนความผิด เชนเดียวกันไมวาผูกระทําจะเปนชายหรือหญิงก็ตาม ความผิดทั้งการขมขืน การกระทําชําเราและการ กระทําอนาจารน้ี ผกู ระทาํ จะไดรับโทษหนกั ข้ึนกวาท่ีกําหนดไวอ ีก 1 ใน 3 หากเปนการกระทําผิดแก 1.ผสู ืบสนั ดาน ไดแ ก บุตร หลาน เหลน ลอื (ลูกของหลาน) ที่ชอบดวยกฏหมาย 2.ศิษยซ ง่ึ อยูในความดูแล ซึ่งไมใชเฉพาะครูที่มีหนา ทส่ี องอยางเดยี ว ตองมีหนาทด่ี ูแลดวย 3.ผูอยูในความควบคุมตามหนาที่ราชการ 4.ผูอยูในความปกครอง ในความพิทักษ หรือ ในความอนุบาลตามกฏหมาย นอกจากน้ี ยังมีมาตราอื่นๆ ที่เกย่ี วของอีก ไดแก มาตรา 282 ผูใดเพอ่ื สนองความใครข องผูอนื่ เปนธุระจัดหา ลอไป หรือพาไปเพอื่ การอนาจาร ซึง่ ชายหรอื หญิง แมผูนั้นจะยินยอมกต็ าม ตองระวางโทษจําคุกต้งั แตหนงึ่ ปถึงสบิ ปและปรบั ตั้งแตส อง พันบาทถึงสองหมื่นบาทถาการกระทําความผิดตามวรรคแรกเปนการกระทําแกบุคคลอายุเกินสิบหาป แตย งั ไมเกนิ สิบแปดป ผกู ระทาํ ตอ งระวางโทษจาํ คุกตง้ั แตสามปถ งึ สบิ หา ป และปรบั ต้ังแตห กพนั บาท ถึงสามหมื่นบาทถาการกระทําความผิดตามวรรคแรกเปนการกระทําแกเด็กอายุยังไมเกินสิบหาป ผูกระทาํ ตอ งระวางโทษจําคกุ ตัง้ แตหา ปถึงย่ีสิบป และปรบั ตัง้ แตหน่ึงหมน่ื บาทถึงสห่ี มื่นบาทผใู ดเพื่อ สนองความใครข องผูอนื่ รบั ตวั บุคคลซง่ึ ผูตอ งระวางโทษตามทบ่ี ัญญัตไิ วในวรรคแรก วรรคสอง หรือ วรรคสาม แลว แตกรณี

58 มาตรา 283 ผูใ ดเพ่อื สนองความใครของผูอืน่ เปนธรุ ะ จดั หาลอ ไป หรือ พาไปเพือ่ การอนาจาร ซึ่งชายหรือหญิง โดยใชอุบายหลอกลวง ขูเข็ญ ใชกําลังประทุษราย ใชอํานาจครอบงําผิดคลองธรรม หรือใชวิธขี ม ขืนใจดว ยประการอื่นใด ตองระวางโทษจําคุก ตั้งแตหาสบิ ปถึงย่ีสิบป และปรบั ตงั้ แตหน่งึ หมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ถาการกระทําตามความผิดวรรคแรก เปนการกระทําแกบุคคลอายุเกินสิบหาแต ยงั ไมเ กินสบิ แปดป ผูกระทาํ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ตง้ั แตเจ็ดปถ งึ ยส่ี ิบป และปรับตงั้ แตหนึง่ หม่นื สี่พนั บาทถึงสีห่ ม่นื บาท ผกู ระทําตองระวางโทษจําคุกตง้ั แตส ิบปถ ึง ยส่ี บิ ป และปรับต้งั แตสองหม่นื บาทถงึ สี่ หม่นื บาท หรือจําคกุ ตลอดชีวติ หรือประหารชีวิต ผูใดเพื่อสนองความใครของผอู ืน่ รับตวั บคุ คลซ่งึ มีผู จดั หาไป ลอไป หรือพาไปตามวรรคแรก วรรคสอง หรือ วรรคสามหรอื สนับสนุนในการกระทาํ ความผิดดังกลาว ตองระวางโทษตามที่บัญญัติไวในวรรคแรก วรรคสอง หรือวรรคสามแลวแตกรณี มาตรา 283 ทวิ ผูใดพาบุคคลอายเุ กนิ สบิ หาปแ ตยงั ไมเ กินสบิ แปดปไปเพอื่ การอนาจาร แมผ นู ้นั จะยินยอมก็ตาม ตองระวางโทษจาํ คกุ ไมเกินหา ปห รอื ปรับไมเกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ ถา การกระทําความผิดตามวรรคแรก เปนการกระทําแกเด็กอายุยังไมเกินสิบหาป ผูกระทําตองระวางโทษ จําคุกไมเกนิ เจ็ดปห รือ ปรบั ไมเ กนิ หนึ่งหมื่นส่พี นั บาท หรือทัง้ จาํ ทัง้ ปรับ ผูใ ดซอ นเรนบุคคลซึ่งพาไป ตามวรรคแรกหรือวรรคสองตองระวางโทษตามที่บัญญัติในวรรคแรกหรือวรรคสองแลวแตกรณี ความผิดตามวรรคแรก และวรรคสามเฉพาะกรณีที่กระทําแกบุคคลอายุเกินสิบหาป เปนความผิดอัน ยอมความได มาตรา 284 ผูใดพาผูอ่นื ไปเพอ่ื อนาจาร โดยใชอ บุ ายหลอกลวง ขเู ขญ็ ใชก าํ ลังประทุษรา ย ใช อาํ นาจครอบงาํ ผิดคลองธรรมหรือใชวธิ ีขมขืนใจดว ยประการอน่ื ใด ตองระวางโทษจําคกุ ตงั้ แตห นง่ึ ป ถงึ สบิ ปและปรับตง้ั แตสองพันบาทถงึ หนง่ึ หม่ืนบาท ผูใดซอ นเรนบคุ คลซึ่งเปน ผถู ูกพาไปตามวรรค แรก ตองระวางโทษเชนเดียวกับผูพาไปนั้น ความผิดตามมาตรานี้ เปนความผิดอันยอมความได มาตรา 317 ผใู ดปราศจากเหตอุ นั สมควรพรากเดก็ อายุยงั ไมเกนิ สิบหาปไปเสียจากบิดามารดา ผูป กครอง หรือผูดแู ล ตองระวางโทษจําคุกตง้ั แตสามปถึงสิบหาปแ ละปรับตง้ั แตหกพันบาทถึงสาม หมืน่ บาทผูใ ดโดยทจุ ริต ซอื้ จาํ หนาย หรือรบั ตวั เดก็ ซง่ึ ถกู พรากวรรคแรก ตอ งระวางโทษเชนเดียวกบั ผู พรากนั้น ถาความผิดตามมาตรานี้ไดกระทําเพื่อหากําไร หรือ เพื่อการอนาจาร ผูกระทําตองระวางโทษ จาํ คุกต้งั แตหา ปถึงยสี่ บิ ปและปรับตั้งแตห น่งึ หมนื่ บาทถึงสี่หมื่นบาท

59 มาตรา 318 ผูใดพรากผูเยาวอายกุ วา สิบหา ปแตย งั ไมเกนิ สบิ แปดปไปเสยี จากบดิ ามารดา ผปู กครองหรือผูดูแล โดยผเู ยาวนนั้ ไมเต็มใจไปดวย ตองระวางโทษจาํ คกุ ตั้งแตสองปถึงสบิ ปแ ละ ปรบั ต้ังแตสีพ่ นั บาทถึงสองหมน่ื บาท ผูใดโดยทุจริต ซอ้ื จําหนา ย หรือ รบั ตัวผูเยาวซ ่ึงถูกพรากตาม วรรคแรกตองระวางโทษเชนเดียวกับผพู รากน้ัน ถาความผิดตามมาตรานไ้ี ดกระทําเพอื่ กําไร หรือเพื่อ การอนาจาร ผูกระทําตองระวางโทษจําคุกจชตั้งแตสามปถึงหาป และปรับตั้งแตหกพันบาทถึงสามหมื่น บาท มาตรา 319 ผใู ดพรากผูเยาวอายกุ วาสิบหาปแตยังไมเกินสิบแปดปไปเสียจากบิดามารดา ผปู กครองหรือผดู แู ละเพื่อหากาํ ไรหรือเพ่ือการอนาจาร โดยผูเ ยาวน นั้ เต็มใจไปดว ย ตองระวางโทษ จําคุกตงั้ แตสองปถงึ สิบปแ ละปรบั ตั้งแตสพ่ี นั บาทถงึ สองหมื่นบาท ผูใ ดโดยทุจริต ซ้ือ จําหนา ย หรือรับ ตัวผเู ยาวซ ง่ึ ถกู พรากตามวรรคแรกตองระวางโทษเชนเดียวกับผูพรากนั้น ผทู ่จี ะมีความผดิ ฐานพรากผูเยาวค วามผิดน้นั จะตองประกอบดวย 1. มีการพรากบุคคลไปจากการดูแลของบิดามารดา ผูดูแล หรือผูปกครอง 2. บุคคลที่ถูกพรากจะเต็มใจหรือไมก็ตาม 3. ปราศจากเหตุผลอันควร 4. โดยเจตนา ขอ สงั เกต การพรากผูเ ยาว = การเอาตัวเด็กที่อายุยังไมครบบรรลุนิติภาวะไปจากความดูแลของบิดามารดา ผปู กครอง หรือ ผดู แู ลไมว า เด็กนน้ั จะเตม็ ใจหรอื ไมก็ตาม การพรากผเู ยาวอายเุ กิน 13 ป แตไ มเกนิ 18 ป โดยผูเยาวไมเตม็ ใจเปนความผดิ ผทู ีร่ บั ซื้อขายตัว เด็กท่ีถูกพรากฯตองรบั โทษเชน เดียวกับผูพราก ผูท พี่ รากฯหรือรับซ้ือเด็กท่พี รากฯ ไปเปนโสเภณี เปน เมียนอ ยของคนอ่ืน หรอื เพื่อขมขนื ตองรับโทษหนักขน้ึ การพรากผูเยาวอายุเกิน 13 ป แตไ มเกิน 18 ป แมผ ูเยาวจะเตม็ ใจไปดวย ถานําไปเพือ่ การ อนาจารหรือคากําไรเปนความผดิ เชน พาไปขนขืน พาไปเปน โสเภณี

60 คําแนะนําในการไปตดิ ตอ ทสี่ ถานีตาํ รวจ การแจงความตางๆ เพื่อความสะดวก รวดเร็วและถูกตองตามกฏหมายและระเบียบของทางราชการ เมื่อทานไป ติดตอท่โี รงพัก ทานควรเตรียมเอกสารท่ีจาํ เปนตดิ ตวั ไปดวยคอื แจง ถูกขมขืนกระทาํ ชําเรา หลักฐาน ตางๆ ทค่ี วรนาํ ไปแสดงตอ เจาหนา ทีต่ ํารวจ คือ เส้ือผาของผูถ กู ขมขืน ซงึ่ มคี ราบอสุจิ หรือรอยเปอน อยา งอ่ืนอันเกิดจากการขม ขืนและส่งิ ตางๆของผตู องหาท่ีตกอยใู นท่ีเกดิ เหตุ ทะเบียนบานของผเู สียหาย รูปถา ย หรือ ท่ีอยขู องผูตอ งหาตลอดจนหลกั ฐานอนื่ ๆ (ถา ม)ี แจงพรากผูเยาวหลักฐานตางๆ ควรนําไป แสดงตอ เจาหนาที่ตาํ รวจคือ สูติบัตรของผเู ยาว ทะเบยี นบานของผูเยาว รูปถายผูเยาวใ บสําคญั อ่ืนๆ ที่ เกยี่ วกับผูเยาว (ถามี) หมายเหตุ ในการไปแจง ความหรือรองทกุ ขต อ พนกั งานสอบสวนน้ัน นอกจากนาํ หลกั ฐานไปแสดงแลว ถาทานสามารถพาพยานบุคคลที่รเู หน็ หรือเกย่ี วของกบั เหตุการณไปพบเจาหนาพนกั งานสอบสวนดวย ก็จะเปนประโยชนแกทาน และพนักงานสอบสวนเปนอยางมาก เพราะจะสามารถดําเนินเรื่องของทาน ใหแ ลว เสรจ็ ไดเร็วขน้ึ เร่ืองท่ี 10 โรคติดตอ ทางเพศสัมพันธ อาการโดยทั่วไปของผูปวยโรคตดิ ตอทางเพศสมั พันธ • ปสสาวะขัด • มีผน่ื แผลหรือตุมนาํ้ ทอี่ วยั วะเพศหรือทวารหนัก • มีหนองหรือน้ําหลั่งจากชองคลอดหรือทอปสสาวะ • มีอาการคันหรือปวดบริเวณทวาร • มอี าการแดงและปวดบริเวณอวยั วะเพศ • ปวดทองหรือปวดชองเชิงกราน • ปวดเวลามีเพศสัมพันธ • ตกขาวบอย

61 โรคติดตอ ทางเพศสัมพันธท่ีพบบอ ย เรมิ เปน โรคติดเชื้อทีผ่ วิ หนงั และเยื่อบุบริเวณปากและอวยั วะเพศเกดิ จากเชอื้ ไวรัสทม่ี ีช่อื วา เฮอรป ซิมเพลกซ อาการของเริม อาการแรก คือ ปวดแสบรอน อาจมีอาการคัน เจ็บจี๊ด และมีอาการบวม ตามมาดวยตุมน้ําพอง ใสเหมอื นหยดน้ําเลก็ ๆ มีขอบแดงในสองสามวันตอมา ตุมน้ํามักแตกใน 24 ชั่วโมง และตกสะเก็ดเปน แผลถลอกต้นื ๆ ตมุ อาจรวมเปน กลมุ ใหญและเปนแผลกวาง ทําใหปวดมาก หากรักษาความสะอาด ไมใ หตดิ เชื้อซา้ํ หรือมีหนองแผลที่เกิดจากตมุ จะหายเองไดใน 2 ถงึ 3 สปั ดาห เมื่อมีอาการติดเชื้อครั้งแรกแลว จะกลับมาเปนผื่นใหมเ ปน ระยะ เนือ่ งจากรางกายกําจัดเชอื้ ไวรัส ไดไ มห มด การกลับมาเปนใหมแตล ะครั้งมกั มอี าการนอยกวาและเกดิ เปนพนื้ ที่นอยกวา ไมคอ ยมีไข แต มกั เปน บริเวณใกลๆ กบั ท่เี ดมิ โดยเฉพาะอวัยวะ การรักษา โรคเรมิ สามารถหายไดเ องโดยไมต อ งรกั ษา การใชยาตานไวรัสไมชวยใหหายขาด เพียงชวยลด ความรุนแรงของโรค ลดความถี่ และลดระยะเวลาทเ่ี ปน ชว ยใหแ ผลหายเรว็ ข้ึน แตในรายทเี่ พิง่ เร่ิม แสดงอาการ หรือมภี มู ติ านทานบกพรอง หรือไมม แี นวโนมทแ่ี ผลจะหายไดเ อง ควรไดรบั ยาตา นไวรสั ท่จี ําเปน กับโรครวมกับยาปฏิชีวนะ เพื่อปองการติดเชื้อแบคทเี รยี แทรกซอนท่ีอาจติดตามกับตมุ นํา้ ที่ แตกออกมา การเปน เรมิ ครั้งตอ มาจะไมใ ชเ ปนการติดเช้ือใหม ผทู ่ีเปนโรคนม้ี าแลว จะมี “อาการเตอื น” คอื มตี มุ นํา้ มากอ น 1 ถึง 3 วัน เจ็บเสยี วแปลบๆ คนั ยบุ ยบิ ปวดแสบปวดรอนในบรเิ วณโรคเดมิ เคลด็ ลบั นา รใู นการดูแลและควบคุมโรคเริม • การนอนหลับพกั ผอนไมเพียงพอ จะทําใหรางกายออนแอ ภูมิตานทานของรางกายลด นอยลง จึงตดิ เชื้อไวรัสไดง ายข้ึน ถาเปนโรคน้ีอยูแลว กจ็ ะมีอาการโรคแยล ง ระยะเวลาเปน โรคนานขน้ึ หรือกลบั มาเปนซาํ้ ไดบ อ ย • อยา ปด หรือพนั บริเวณแผลเริม ความแหงและอากาศทีถ่ ายเทไดดี จะชวยใหแ ผลหายเรว็ ข้นึ พยายามซบั และดแู ลแผลใหแ หง ตลอดเวลา • ทาํ ความสะอาดแผลเริมทเี่ กิดจากตมุ นาํ้ ใสแตกดว ยนา้ํ สบูแ ละนํ้าสะอาดก็เพยี งพอแลว • อยาแกะสะเก็ดแผลเริม

62 • ถา ปวดแผล ใหใชยาระงบั ปวดทวั่ ไป • เน่อื งจากเช้ือไวรัสน้ีอยูในรางกายโดยไมแสดงอาการอะไร แตส ามารถตดิ ตอไดแ มวา จะ ไมมผี ืน่ โดยเฉพาะที่อวยั วะเพศ การปอ งกันท่ีดีทส่ี ดุ คือ ใชถ ุงยางอนามัยทุกครงั้ กับทกุ คน หนองในแท และหนองในเทียม 2 ทง้ั สองแบบ ตดิ ตอผา นการมีเพศสมั พนั ธโ ดยไมส วมถงุ ยางอนามยั กวาคร่ึงหนงึ่ ของผูหญิงที่ เปนหนองในแท จะไมมีอาการ หรอื มีอาการเพียงเล็กนอย จงึ มักไมไดร บั การรักษา เชน เดยี วกบั หนอง ในเทียม ผูหญิงมักไมแสดงอาการอาจมีเพียงตกขาวผิดปกติ ปสสาวะแสบเล็กนอย ในบางครั้ง ในผูชาย หนองในแทมักมีอาการภายใน 3 ถึง 5 วนั หลังสัมผัสเชอ้ื หนองที่ไหลออกจากทอ ปสสาวะคลายนมขนหวาน อาการปสสาวะแสบ ขัดมาก หนองในเทียม จะเริ่มแสดงอาการหลังรับเชื้อ แลว 1 ถงึ 3 สปั ดาห หรือบางรายอาจนานเปนเดือน มีอาการแสบที่ปลายทอปสสาวะ ปสสาวะแสบขัด เล็กนอย บางรายอาจคันหรือระคายเคืองทอปสสาวะ หรอื ปวดหนว งตรงฝเ ยบ็ ใกลท วารหนกั ลกั ษณะ หนองจะซึมออกมาเปนมูกใสหรือมูกขุน อาการหนองในเพศชาย มักเกิดอาการหลังจากไดรบั เช้ือแลว 2 ถงึ 5 วนั เริ่มจากระคายเคืองทอปสสาวะ หลังจากนั้นจะ มีอาการปวดแสบ เวลาปสสาวะ แลวจึงตามดวยหนองสีเหลือง ไหลออกจากทอปสสาวะ ถา ไมไดร บั การรกั ษา โรคจะลุกลามไปยังอวยวั ะอน่ื ๆ ท่อี ยูใกลเ คยี ง เชน ตอมลกู หมากอักเสบ อณั ฑะอักเสบ เปนตน อาการหนองในเพศหญงิ ผหู ญงิ ท่ีไดรับเชื้อน้ี จะมอี าการชากวาผชู าย โดยเฉล่ียจะเกดิ อาการหลังไดรบั เช้ือแลว 1 ถงึ 3 สัปดาห สังเกตไดจากตกขาวมาก และมกี ลิน่ ผดิ ปกติ ปสสาวะแสบขดั เนื่องจากการอักเสบ ทที่ อ ปสสาวะ และปากมดลูก ถา ไมไดรับการรกั ษาท่ถี ูกตอง เชื้อหนองในจะเขา ไปทําลายเยือ่ บุผวิ ทอ นําไข ทาํ ใหต ดิ เช้ือ แบคทีเรียชนิดอ่ืนไดง า ย และอาจสงผลใหอุงเชิงกรานอกั เสบ ปดมดลูกอกั เสบ หรือเกิดการอุดตนั ของ ทอรังไข ซง่ึ ทําใหเ ปนหมนั หรอื ตัง้ ครรภนอกมดลูกได การรักษา หนองในแท มีท้ังยาฉดี และยารับประทาน ชว งสน้ั ๆ คร้งั เดยี ว หรือวนั เดยี ว หนองในเทียม ตองรับประทานยา ประมาณ ๑ ถงึ ๒ สปั ดาห

63 แผลริมออ น เปนโรคที่ติดตอทางเพศสัมพันธเกดิ จากเช้ือแบคทีเรยี โรคน้ตี ดิ ตอ ไดง า ยแตก ็สามารถรักษาให หายขาด โรคน้จี ะทําใหเกิดแผลท่อี วัยวะเพศ และตอมน้ําเหลืองที่ขาหนีบโตบางครั้งมีหนองไหล ออกมาทเี่ รียกวา ฝม ะมว ง อาการ • ผทู ่รี ับเชื้อน้ีจะมีอาการหลังจากรับเชอื้ แลว 3-10 วนั • อาการเริ่มตนจะเปนตุมนูนและมีอาการเจ็บ หลังจากนจ้ั ะมแี ผลเลก็ ๆ กนแผลมีหนอง ขอบ แผลนนู ไมเรยี บ มีอาการเจ็บมาก แผลเลก็ ๆ จะรวมกนั เปนแผลใหญ • แผลจะนมุ ไมแ ข็ง • จะมีอาการเจ็บแผลมากในผูชาย แตผูหญิงอาจจะไมมีอาการเจ็บ ทาํ ใหเกิดการตดิ ตอ สูผ ูอน่ื ไดง า ย • ตอมนํ้าเหลืองทข่ี าหนบี จะโต กดเจ็บ บางคนแตกเปนหนอง เอชไอวี และ เอดส เชอ้ื เอชไอวี (HIV) เปนไวรสั ยอ มาจาก Human Immunodeficiency Virus แปลวา ไวรัสทท่ี ําให ภูมิตานทานของรางกายคนนอยลงหรือบกพรอง เชอ้ื เอชไอวี เปน ตน เหตใุ หเกดิ โรคเอดส (AIDS) ยอ มา จาก Acquired Immunodeficiency Syndrome แปล วา กลมุ อาการท่เี กิดจากภมู ิตา นทานของรางกาย นอ ยลงหรือบกพรอง ทําใหติดเชื้อโรคตางๆไดงาย โดยปกติเมื่อเชื้อโรคเขาไปในรางกาย ภูมติ า นทาน ของรางกายจะกําจัดเชื้อโรค ทําใหรางกายไมติดเชื้อโรคนั้นๆ การตดิ เชอ้ื เอชไอวี ทําใหผูน้ันมีภมู ิ ตา นทานนอยลงหรือบกพรอง จึงทาํ ใหผนู ้ันติดเช้ือโรคตา งๆ ไดงา ย “ผตู ิดเชื้อเอชไอวี” คือผทู ไี่ ดรบั เช้ือเอชไอวีเอชไอวีแตยังไมแสดงอาการเจ็บปว ย “ผูปวยเอดส” หมายถึง ผูตดิ เชื้อเอชไอวที ่ีปวยดวยโรคตดิ เชื้อเอชไอวฉี วยโอกาส เน่ืองจาก ภาวะภมู คิ ุม กันบกพรอง การเจ็บปว ยดว ยโรคฉวยโอกาสในผตู ดิ เชื้อเอชไอวีเกดิ จากภาวะภูมิบกพรอง สามารถรักษาได ผูติดเชื้อเอชไอวี จึงตางจากผูปว ยเอดส ผตู ิดเช้ือเปนผูทม่ี เี ชอื้ เอชไอวีในรา งกาย ไมม อี าการ แสดง และยงั สามารถใชช วี ติ ไดตามปกติ จงึ ไมมีความจําเปนทจี่ ะตอ งปฏบิ ัติตวั กบั ผูติดเชอ้ื ให แตกตางจากคนอื่น ในประเทศไทยคนสวนใหญมากกวารอยละ 80 ติดเชื้อเอชไอวีจากการมี เพศสัมพนั ธทไ่ี มปอ งกัน มบี างสว นติดจากการใชเข็มฉีดยาเสพตดิ รวมกัน และมเี ดก็ จํานวนหนึ่งท่ีติด เช้ือจากแมท ีม่ ีเช้ือตงั้ แตคลอด นอกจากนี้แลว ยังไมเคยปรากฏวามีใครติดเช้อื จากการอยูบานเดียวกนั กินขาว ดื่มน้าํ พดู คุย หรือใชช วี ิตประจําวนั กบั ผตู ิดเชื้อเลย

64 เพราะการที่คนจะรับเชื้อเอชไอวีเขาสูรางกายได ตองประกอบดวย 3 ปจ จยั ดงั น้ี 1.แหลงที่อยูของเช้อื (Source) เชือ้ เอชไอวีจะอยูใ นคนเทานัน้ โดยจะเกาะอยูกับเม็ดเลอื ดขาว ซ่ึงอยใู น สารคัดหลั่งบางอยา ง เชน เลือด น้ําอสจุ ิ น้ําในชองคลอด นาํ้ นมแม 2. ปรมิ าณและคณุ ภาพของเชื้อ (Quality and Quantity) ตองมจี ํานวนเช้ือเอชไอวีในปรมิ าณทม่ี าก พอ เช้ือตอ งมีคุณภาพพอ กลาวคือ เช้ือเอชไอวไี มส ามารถมชี วี ิตอยูนอกรา งกายคนได สภาพในรางกาย และสภาพแวดลอมบางอยางมีผลทําใหเชื้อไมสามารถอยูได เชน กรดในนาํ้ ลาย กระเพาะอาหาร สภาพ อากาศรอน ความแหง น้ํายาตางๆ 3. ชอ งทางการตดิ ตอ (Route of transmission) เชอ้ื เอชไอวีจะตองถูกสง ผานจากคนท่ีติดเชื้อไปยงั อีก คนหนง่ึ เชื้อจะตองตรงเขาสูก ระแสเลือดของผูท่รี ับเชื้อ โดยผานการมเี พศสมั พนั ธท ีไ่ มปองกัน การใช เขม็ ฉดี ยาเสพติดรวมกนั และจากแมสูลูก กิจกรรมทา ยบทที่ 2 1. ใหผเู รยี นเขยี นเรียงความส้ัน ๆ เลา ถึงความรูสกึ ทีเ่ กดิ ขน้ึ กบั ตวั เองเมอื่ เหน็ ความเปล่ียนแปลงทางรา งกาย และการหา ทางออก 2. แบง กลมุ ผูเรยี น ใหแ ตล ะกลุมศกึ ษาปญ หาทเี่ กดิ ขน้ึ จากการเปลยี่ นแปลงทางอารมณแ ละจติ ใจของวัยรนุ และ แนวทางการแกปญ หา และใหแ ตล ะกลุมนําเสนอหนาช้ันเรียนพรอ มอภปิ รายรวมกนั 3. ใหผเู รยี นแบง กลมุ แสดงบทบาทสมมุติ ในเร่ืองการใหค ําปรึกษาแกเ พื่อนทีต่ อ งการคมุ กาํ เนดิ

65 บทท่ี 3 การดูแลสุขภาพ สาระสําคัญ มีความรูใ นเรือ่ งคุณคาของอาหารตามหลักโภชนาการ รูจ ักวิธีการถนอมอาหารเพือ่ คงคุณคา สําหรับการบริโภค ตลอดจนวางแผนการดูแลสุขภาพตามหลักการและวิธีการออกกําลังกายเพือ่ สุขภาพ รปู แบบตางๆ ของกจิ กรรมนันทนาการ เพ่อื ใหเ กิดผลดีกับรางกาย ผลการเรยี นรูทคี่ าดหวงั 1. เรียนรูเรื่องของคุณคาอาหารตามหลักโภชนาการ และวิธีการถนอมอาหาร 2. เรียนรวู ธิ กี ารวางแผนในการดูแลสขุ ภาพตามหลักและวิธีการออกกําลงั กายเพ่อื สขุ ภาพ 3. เรียนรูเรอื่ งรูปแบบกิจกรรมนันทนาการ ขอบขา ยเนอื้ หา เร่อื งท่ี 1 ความหมาย ความสําคัญและคุณคาของอาหาร และโภชนาการ เรอื่ งที่ 2 การเลือกบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการ เรอื่ งท่ี 3 วิธีการถนอมอาหารเพื่อคงคุณคาของสารอาหาร เรอ่ื งท่ี 4 ความสําคัญของการมีสุขภาพดี เร่อื งท่ี 5 หลักการดแู ละสุขภาพเบือ้ งตน เร่ืองท่ี 6 ปฏิบตั ิตนตามหลักสขุ อนามัยสวนบุคคล เรื่องท่ี 7 คุณคาและประโยชนของการออกกําลังกาย เรอื่ งท่ี 8 หลักการและวิธอี อกกาํ ลงั กายเพื่อสขุ ภาพ เร่อื งที่ 9 การปฏิบัติตนในการออกกําลังกายรูปแบบตางๆ เรื่องท่ี 10 ความหาย ความสําคัญของกิจกรรมนันทนาการ เรื่องท่ี 11 ประเภทและรูปแบบของกิจกรรมนนั ทนาการ

66 บทที่ 3 การดแู ลสขุ ภาพ เรือ่ งท่ี 1 ความหมาย ความสําคัญและคุณคาของอาหาร และโภชนาการ ความหมายของอาหาร อาหาร หมายถึง สงิ่ ทมี่ นุษย และสตั วกินดืม่ เขาไปแลวบาํ รุงรางกายใหเ จริญเติบโต และดาํ รงชวี ิต รวมทง้ั สิ่งทต่ี นไมด ูดเขาไปหลอเลี้ยงสว นตาง ๆ ของตนไมใ หเ จริญเตบิ โตดํารงอยู รางกายของคนเราตองการอาหาร เพราะอาหารเปนสิ่งจําเปนตอรางกาย คือ เพื่อบําบัด ความหิว และเพื่อนําสารอาหารไปสรางสุขภาพอนามัย จนถึงการพัฒนาการทางสมอง สําหรับทางดานจิตใจนั้น คนเรารับประทานอาหารเพื่อสนองความอยาก สราง สขุ ภาพจิตที่ดี อาหารคือ สงิ่ ทร่ี บั ประทานเขาไปแลว กอ ใหเ กิดประโยชนแ กรางกายในดานตางๆ เชน ใหกาํ ลงั และความอบอุน เสริมสรางความเจริญเตบิ โต ซอมแซมสวนทส่ี ึกหรอ ตลอดจนทาํ ใหอวยั วะ ตางๆ ของรางกายทํางานอยางเปนปกติ โภชนาการ คือ วิทยาศาสตรแขนงหนึ่งเกี่ยวกับการจดั อาหาร เพ่ือใหไ ดป ระโยชนแก รางกายมากที่สุด โดยคํานึงถึงคุณคาของอาหาร วัย และสภาพรางกายของผูที่ไดรับอาหารนั้นๆ ดวย ประโยชนและคุณคา ของอาหาร อาหารเปนสารวัตถุดิบที่รางกายนํามาผลิตเปนพลังงาน รางกายนําพลังงานที่ไดจาก อาหารไปใชในการรักษาสภาวะทางเคมี และนําไปใชเกี่ยวกับการทํางานของระบบตาง ๆ เชน การ ไหลเวียนโลหิต การเคลื่อนที่ของอากาศเขาและออกจากปอด การเคลื่อนไหวของรางกาย การออกกําลัง กาย และการทํากิจกรรมตาง ๆ ประเภทและประโยชนข องสารอาหาร ในทางโภชนาการไดแบงอาหารตามสารอาหารออกเปน 6 ประเภทใหญ ดังนี้ 1. คารโบไฮเดรต เปนสารอาหารประเภทแปงและน้ําตาล ซ่ึงสวนใหญไดจากการ สังเคราะหแสงของพืช ไดแก แปง และน้ําตาล คารโบไฮเดรตเปนสารอาหารที่ใหพลังงานแกรางกาย โดยคารโบไฮเดรต 1 กรัม จะสลายใหพลังงาน 4 กโิ ลแคลอรี (K.cal) ประโยชน คารโบไฮเดรต (1) ใหพลังงานและความรอนแกรางกาย (2) ชวยในการเผาผลาญอาหารจําพวกไขมัน เพื่อใหรางกายสามารถนําไปใชได (3) กําจัดสารพิษท่เี ขา สูรางกาย

67 (4) ทําใหการขับถายเปนไปตามปกติ ความตองการคารโบไฮเดรต ในวนั หนง่ึ ๆ คนเราตองการใชพลังงานไมเทา กนั ข้นึ อยูกบั ขนาดของรา งกาย อายุ และกจิ กรรม 2. โปรตีน เปนสารอาหารที่จําเปนตอรางกายของสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งประกอบดวยธาตุ สําคญั ๆ คือ คารบอน โฮโดรเจน ออกซเิ จน และไนโตรเจน นอกจากนย้ี งั มีธาตุอืน่ อกี ดวย ประโยชนโปรตนี (1) ชวยซอ มแซมสว นทส่ี ึกหรอของรางกาย (2) ใหพลังงานและความอบอุนแกรางกาย โดยโปรตีน 1 กรมั ใหพ ลงั งาน 4 กโิ ล แคลอรี เดก็ ทารกถาไดรบั โปรตีนนอยจะมผี ลทําใหสมองไมพ ัฒนา ทําใหร า งกายแคระแกรน สติปญญา ต่ํา (3) ทําใหสุขภาพรางกายแข็งแรง ไมออนเพลีย (4) ทําใหรา งกายมีภมู ิตา นทานโรคสูง (5) เปนสารที่จําเปนในการสรางฮอรโมน และเอนไซม และเปนสวนประกอบที่ สําคัญของเม็ดเลือดแดง ผลเสียท่ีเกิดจากการที่รางกายขาดโปรตนี (1) ทาํ ใหต ัวเล็ก ซูบผอม (2) การเจริญเติบโตชะงัก (3) กลามเนอื้ ออ นปวกเปย ก ถารางกายขาดโปรตีนอยางมาก จะทําใหเกิดโรคอวาฮอิ อกกอร (Kwashiorkor) ตับบวม ผมสีออน เฉยเมยไมมีชีวิตชีวา แหลงอาหารของโปรตีนที่รางกายไดรับจากเนื้อสัตว เครื่องใน สตั ว ไข นม ถ่ัว และผลติ ภัณฑจากถ่วั โปรตนี ท่ีรา งกายตองการไดรับ เม่ือถกู ยอ ยดว ยเอนไซมจะได กรดอะมิโน 3. ไขมนั (Lipid Fat) เปน สารอาหารท่ีมีธาตุทีอ่ งคป ระกอบที่สําคัญ คือ คารบ อน ไฮโดรเจน และออกซิเจนคลายกบั คารโบไฮเดรต แตสดั สว นท่ตี างกัน ไขมนั ประกอบดวยกรดไขมนั และกรเี ซอรอล (1) กรดไขมัน (Fatty acid) แบงออกตามจดุ หลอมเหลวได 2 ประเภท คือ • กรดไขมันชนดิ อิม่ ตวั (Saturated fatty acid) เปน กรดไขมนั ท่ีมจี ดุ หลอมเหลว สงู มจี ํานวนธาตุคารบ อน และธาตุไฮโดรเจนในโมเลกลุ คอนขางสูง ไดแก กรดลอริก กรดโมรสี ติก กรดปาลม ตกิ กรดสเตยี ริก กรดไขมันชนดิ อิ่มตัวสว นมากจะไดจ ากสัตวแ ละมะพรา ว

68 • กรดไขมนั ชนดิ ไมอ่มิ ตวั (Unsaturated fatty acid) เปน กรดไขมนั ท่ีมีจุด หลอมเหลวต่าํ ในหนึง่ โมเลกุลประกอบดว ยธาตคุ ารบอน และธาตไุ ฮโดรเจนในปรมิ าณตํา่ กรดไขมนั ชนิดไมอ มิ่ ตวั สว นมากไดจ ากไขมันของสัตวเ ลือดเย็น น้าํ มันตบั ปลา และไขมนั จากพืช กรดไขมันชนิดไมอม่ิ ตัวมกี ล่ินเกดิ ขน้ึ ไดง าย เนือ่ งมากจากตวั กับออกซเิ จนในอากาศ ไดง าย วิธีแกท าํ ไดโ ดยใหท ําปฏิกิรยิ ากับไฮโดรเจน ซึ่งเปนหลักของการทําเนยเทียม กรดไขมันที่รางกายตองการ เปนกรดไขมันที่รางกายไมสามารถสังเคราะหขึ้นได จึงตองรบั จากภายนอก ซึ่งไดรบั มากพืช เปนกรดไขมันชนิดไมอม่ิ ตวั เชน กรดโอเลอกิ (C17H33 COOH) ไดจ ากน้าํ มันมะพราว ถ่ัวลสิ ง กรดไลโนเลอกิ (C17H19 COOH) ไดถ วั่ ลิสง น้าํ มนั รํา น้ํามนั ดอกคาํ ฝอย ประโยชนของกรดไขมันชนิดอ่ิมตัวตอรางกาย คอื (1) ชวยทําใหรางกายมีสุขภาพดี (2) ชวยสรางความเจริญเติบโตในเด็ก (3) ชวยทาํ ใหผ วิ พรรณงดงาม (4) ชวยลดระดับคอเลสเตอรอลในเสนเลือด แตถารายกายขาดไขมันจะทาํ ใหร า งกายเจริญเติบโตไดไมเทา ทีค่ วร และมีผวิ หนงั อักเสบ ไขมันเปนสารอาหารที่ใหพลังงานสูง โดยไขมัน 1 กรมั จะใหพลงั งาน 9 กิโลคาลอรี่ และ นอกจากนี้ ยังชวยใหรางกายดูดวิตามินเอ ดี อี เค ไปใชในรางกายไดดวย ถารางกายขาดไขมันจะทําให รางกายขาดวิตามิน เอ ดี อี และเค (2) คอเรสเตอรอล (Cholesterol) เปนกรดไขมันอิ่มตัวที่พบมากในไขแดง มันสมอง สัตว มีความสามารถในการละลายไมดี ฉะนั้นเมื่อบริโภคเขาไปในปริมาณมาก จะทําใหเกิดการอุดตัน ในเสน เลอื ดทาํ ใหเ สน เลือดตีบตนั และเปน สาเหตทุ าํ ใหเ กิดโรคหลอดโลหติ แขง็ ตวั โรคความดนั โลหติ สูง ฯลฯ เพอื่ ลดปรมิ าณคอเรสเตอรอลในเสนเลอื ด ควรเลอื กบริโภคอาหารที่มีไขมันตํ่า และควรงดเวน การบริโภคไขแดง ไขมันจากสัตว โดยเฉพาะมันสมองสัตว (3) ไตรกลเี ซอรไรด หมายถึง ไขมนั ท่เี กิดขน้ึ จากปฏกิ ิริยาเคมีระหวางไขมัน กบั กลีเซอรอล ขอควรจํา (1) กรดไขมันชนิดอิ่มตัว จุดหลอมเหลวจะสูงขึ้นตามจํานวนอะตอมของคารบอน ไฮโดรเจนใน 1 โมเลกลุ (2) กรดไขมันชนิดไมอ่ิมตวั เมอ่ื คารบอนเทากัน จุดหลอมเหลวจะสูงขนึ้ เมอื่ มี อะตอมของไฮโดรเจนสงู ขน้ึ

69 4. วติ ามนิ (Vitamin) เปนสารซึ่งมีความจําเปนตอรางกาย เพราะสามารถทําใหรางกาย ทํางานไดเปนปกติ ฉะนั้นวิตามินไดจากอาหาร เพราะรางกายไมสามารถสรางหรือสังเคราะหขึ้นได วติ ามนิ แบง ไดเปน 2 ประเภทใหญๆ คอื (1) วติ ามนิ ทลี่ ะลายไดในน้ํามนั หรือไขมัน ไดแก วติ ามินซี วิตามนิ พวกนส้ี ลายตวั ไดงาย เมื่อถูกแสงความรอน ฉะนั้น จึงไมมีการสะสมในรางกาย ถารางกาย รบั เขาไปมากเกนิ ไปจะทําใหเกดิ ผลเสยี ได คือ เกิดอาการแพ (2) วิตามินท่ลี ะลายไดในนา้ํ ไดแก วติ ามินบี วิตามินซี วิตามินพวกนีส้ ลายตวั ได งา ย เมือ่ ถูกแสงความรอน ฉะนั้น จึงไมมกี ารสะสมในรางกาย ถารางกายมีมากเกินไปจะถูกขับออกมา ทางปสสาวะหรือทางเหงื่อ 1. วติ ามนิ เอ พบในอาหารประเภทเน้ือ นม ไขแดง เนย น้ํามนั ตับปลา พชื ผัก และผลไม ตลอดจนผลไมท่ีมีสเี หลอื ง เชน มะละกอ ฟกทอง มปี ระโยชน คือ • ชวยรักษาสุขภาพทางตาใหปกติ • ชวยสรางเคลือบฟน • ชวยทาํ ใหผ ิวหนังสดช่นื ไมตกสะเก็ด ผลเสีย ของการรับประทานวิตามินเอ มากเกินไป จะทําใหเ กิดอาการคล่นื ไส ผม รว ง และคนั ตามผิวหนงั 2. วติ ามินดี ไดจากสารอาหารจําพวกน้ํามันตับปลา ไขแดง เนย และจาก แสงแดดซึ่งรางกายสังเคราะหขึ้น ประโยชนคือ • ควบคุมปริมาณของแคลเซยี มในโลหติ • ชว ยปองกนั โรคกระดกู ออ น • ชว ยทาํ ใหก ระดกู และฟง แขง็ แรง ผลเสยี เมื่อรับประทานวิตามินดมี ากเกนิ ไป จะทําใหเกดิ อาการคลน่ื ไส น้าํ หนกั ตัวลดลงปสสาวะบอย ทองผูก ทําใหแ คลเซียมในเลอื ดสูง 3. วิตามนิ อี พบในน้าํ มันพืชตางๆ เชน เมล็ดขาว ผักใบเขียวจัด ถัว่ นม มี ประโยชนคือ • ปองกันการเปนหมันและการแทงลูก • ปองกันกลามเน้อื เหีย่ วลีบไมมีแรง • ชวยทาํ ใหเซลลเ มด็ เลือดแดงไมถ ูกทําลายไดงา ย

70 4. วติ ามนิ เค ไดจากการสังเคราะหจากแบคทีเรียในลําไส ไดจากอาหารสี เขียว สเี หลอื ง เชน ดอกกะหลาํ่ กะหลํ่าปลี ถ่ัวเหลือง มะเขือเทศ มีประโยชน คือ ชวยสรางโปรทอมบิน ซึ่งตบั เปนผผู ลิตและทําใหเลอื ดแขง็ ตัว ถา รางกายเกิดการขาดแคลนวิตามินเค จะทาํ ใหเสียเลือดมาก เพราะเลือดแขง็ ตัวไดชา ทารกท่ีเกดิ ใหมไมมแี บคทีเรยี ในลาํ ไสท ี่ผลิตวติ ามนิ เค ถา มีบาดแผลจะทําให เสยี เลอื ดมากถงึ ตายได 5. วิตามินบี 1 (Thiamine) พบมากในขาวซอมมือ เน้ือสัตว ถัว่ เหลอื ง เห็ดฟาง เมล็ดงา ราํ ขา ว ยสี ต ผกั ใบเขียว ถาขาดวิตามนิ บี 1 จะทําใหเกิดโรคเหน็บชา เบื่ออาหาร หงุดหงิด 6. วติ ามินบี 2 (Riboflavin) มีมากในตับ ไต หวั ใจ ไขปลา ไขข าว น้ํามัน ถว่ั ผกั ยอดออน ถาขาดวิตามินบี 2 จะทําใหเ กดิ โรคปากนกกระจอก ผวิ หนงั เปน ผน่ื แดง ปวดศีรษะ หนาที่ของวิตามินบี 2 คือ • ชวยสรา งเม็ดโลหติ แดง • ชวยเผาผลาญอาหารพวกโปรตีน คารโบไฮตีน • ชว ยบาํ รุงผวิ หนงั 7. วิตามนิ บี 12 (Cobalmine) พบมากในนม เนยแข็ง ไข หอย ปลารา กะป มี ประโยชนคือ ชวยรักษาระบบประสาท และปองกันโรคโลหิตจาง 8. วิตามนิ ซี (Ascorbic acid) พบในพืชผักสด และผลไมท ี่มรี สเปรย้ี ว และพืช กําลงั งอก เชน ถว่ั งอก ยอดตําลงึ มปี ระโยชนค อื • ปองกันโรคเลือดออกตามไรฟน • ปองกันโรคเลือดออกตามไรฟน • ชวยทาํ ใหผ นังของโลหติ แขง็ แรง • ชว ยในการดดู ซมึ อาหารอน่ื • ชว ยใหรางกายสดช่นื ไมออนเพลีย • ชว ยในการตอกระดูกและรักษาแผล 5. เกลือแร (Mineral Salt) เปนสารอาหารที่ไมไดใหพลังงานแกรางกายแตชวย เสริมสรางใหเซลลหรืออวัยวะบางสวนของรางกายทนทานไดเปนปกติ เชน (1) แคลเซียม (Calcium) ซงึ่ พบในพชื ผัก กุง แหง กุงฝอย กบ มีประโยชน คือ 1. เปน สว นประกอบทสี่ ําคัญของกระดกู และฟน 2. ชวยควบคุมการทํางานของหัวใจและระบบประสาท

71 3. ชว ยทาํ ใหเลอื ดเกิดการแข็งตวั ถารางกายขาดแคลเซียมทําใหเกิดโรคกระดูกออน มีอาการชัดเพราะแคลเซียมใน เลอื ดไมพอและทาํ ใหเ ลือดไหลหยดุ ชา เมอ่ื มบี าดแผล (2) เหลก็ (Ferrus) พบมากในตบั หัวใจ เน้ือ ถวั่ ผักสเี ขยี วบางชนิด เชน กระถนิ ผักโขม ผักบุง มปี ระโยชน คือ 1. เปน สว นประกอบสาํ คญั ของเมด็ โลหติ แดง 2. ปองกันโรคโลหิตจาง หญิงมีครรภ หรือมีประจําเดือน ควรไดรับธาตุเหลก็ มาก เพื่อไปเสริมและสรา งโลหติ ทเ่ี สียไป (3) ไอโอดนี (Iodine)พบมากในอาหารทะเล เชน กุง หอย ปู ปลา มีประโยชน คือ ชว ยใหตอมธัยรอยดผ ลิตฮอรโมนข้นึ เพ่ือใหค วบคุมการเผาผลาญสารอาหารในรางกาย เดก็ ทข่ี าด ไอโอดนี จะไมเ จริญเตบิ โตจะเปน เดก็ แคระแกรน ยาบางอยางและผักกะหล่ําปลีจะขัดขวางการทํางาน ของฮอรโมนไทรอกซนิ (4) โปแตสเซียม (Potassium)พบในเนอ้ื นม ไข และผกั สเี ขยี ว มปี ระโยชน คือ ควบคุมการทํางานกลามเนื้อ และระบบประสาท 6. นํ้า (Water) เปนสารอาหารที่สําคัญที่สุดสิ่งมีชีวิตจะขาดเสียมิได โดยรางกายเรามี น้ําเปนองคประกอบอยูประมาณ 70 % ของนาํ้ หนกั ตัว ประโยชนของน้ํา (1) ชว ยทาํ ใหผ ิวพรรณสดช่ืน (2) ชวยหลอเลย้ี งอวยั วะสวนตา งๆ ทมี่ กี ารเคล่ือนไหว (3) ชวยขับของเสียออกจากรางกาย (4) ชวยรกั ษาอุณหภมู ิของรา งกาย (5) ชวยยอยอาหารและลําเลียงอาหาร สดั สวนของสารอาหารท่ีรางกายตอ งการ (1) ความตองการพลังงานของรางกายในแตละวันจะมากหรือนอยในแตละบุคคล ข้นึ อยูกบั • เพศ กลา วคอื เพศชายสว นมากตอ งการมากกวา เพศหญงิ • วยั กลา วคอื วยั รนุ มคี วามตอ งการพลงั งานมากวา วยั เดก็ และวยั ชรา • อาชีพ กลาวคอื ผมู ีอาชพี ไมต อ งใชแ รงงานจะใชพ ลงั งานนอยกวาผใู ชแรงงาน • นา้ํ หนกั ตวั กลา วคือ ผมู ีน้าํ หนกั ตัวมากจะใชพ ลงั งานมากกวาผมู นี ํา้ หนักตัวนอย • อณุ หภมู ิ กลาวคอื ผทู ่อี ยใู นบรเิ วณภูมอิ ากาศหนาว จะใชพ ลงั งานมากกวา ผอู าศัย ในบรเิ วณภูมิอากาศรอ น โดยปกติในวัยเรียนพลงั งานที่จะใชป ริมาณ 44 แคลลอรี่ ตอกโิ ลกรมั ตอ วัน

72 (2) บุคคลที่ตองการลดความอวน แตไมตองการอดอาหาร จะทําไดโดยลด สารอาหารบางอยางที่ใหพลังงานสูง และกินสารอาหารอื่นแทน นั้นคือควรลดคารโบไฮเดรต และ ไขมัน เพราะอาหาร 2 อยา งน้ีใหพลังงานสูง (3) การบริโภคอาหารตามหลักของโภชนาการ คือ จะตองบริโภคอาหารให ครบถวนตามรางกายตองการและในปริมาณที่พอเหมาะ โดยเฉพาะสารอาหารใหพลังงาน เชน • คารโ บไฮเดรต ควรไดรบั 2-3 กรมั /น.น. 1 Kg/วนั • โปรตนี ควรไดรบั 1 กรมั /น.น. 1 Kg/วนั สําหรับเด็กทารก และสตรมี ีครรภ ควรจะไดรับปริมาณโปรตีนสูงกวาคือควรรับ 2-3 กรมั /น.น. 1 Kg/วนั • ไขมัน ควรไดรับ 2 กรมั /น.น. 1 Kg/วนั สําหรับประเทศหนาวควรไดรับ สารอาหารน้ีในปริมาณทีส่ ูงขน้ึ อีก เพื่อนาํ ไปใชกอใหเกิดพลงั งาน (4) โปรตีนที่มีคุณภาพสูง หมายถึง อาหารโปรตีนที่มีกรอมิโนที่จําเปนตอรางกาย ทั้ง 8 ชนิด และอยใู นสัดสว นที่พอเหมาะทีร่ า งกายจะนาํ ไปใชประโยชนไ ดเ ต็มที่ อาหารทีใ่ หโ ปรตนี ครบ 8 อยาง คือ อาหารจากสัตว เรอ่ื งที่ 2 การเลอื กบรโิ ภคอาหารตามหลกั โภชนาการ อาหารที่เกิดประโยชนตอรางกายอยางเต็มที่ จะตองเปนอาหารที่มีโภชนาการสูง ซึ่งหมายถึง อาหารที่สารอาหารที่รางกายตองการครบทุกชนิด และมีปริมาณพอเพียงกับความตองการของรางกาย ดังนั้นอาหารที่นํามารับประทานทุกมื้อ ควรประกอบไปดวยอาหารจากอาหารหลักครบทั้ง 5 หมู อาหาร ประโยชน อาหารหมูท ี่ 1 โปรตนี ไดแก เน้อื สตั วต า ง ๆ ถว่ั เสริมสรางบาํ รงุ รา งกายใหเติบโต ซอมแซมอวยั วะ ชนดิ ตา ง ๆ อาหารหมูที่ 1 มีความสําคัญมาก สว นท่สี ึกหรอใหเปนปกติ ทําใหรางกายมีกําลังที่จะทํางาน และทําใหรางกาย อาหารหมูที่ 2 คารโ บไฮเดรต ไดแก ขาว อาหาร อบอนุ จําพวกแปงตาง ๆ ทําใหรางกายอบอุน มีกําลังทํางาน อาหารหมทู ี่ 3 ไขมนั เชน นํา้ มันหมู นํา้ มนั มะพรา ว และน้ํามนั พืชตา ง ๆ ชวยควบคุมกระบวนการตาง ๆ ในรางกาย และชวย อาหารหมทู ี่ 4 เกลือแร ไดแก เกลอื สินเธาว เกลอื ปองกันโรคบางชนิด เชน โรคเออ โรคคอพอก ทะเล เกลอื ผสมไอโอดนี อาหารทะเล ชวยบํารงุ ผวิ หนงั ตา เหงือก ฟน มีอนุพนั ธตุ า น อาหารหมทู ี่ 5 วิตามิน ไดแก ผัก ผลไมต า ง ๆ ทีม่ ี มะเร็ง บํารุงกระดูก ชวยใหระบบขับถายดี สีเขยี ว

73 อาหาร ประโยชน น้าํ ด่มื น้ําเปนสิ่งจําเปนแกรางกาย ถารางกายขาด ทาํ ใหร า งกายสดช่นื ชว ยนําสารอาหารไปสสู ว น นํา้ จะทําใหเ สยี ชวี ิตได ตาง ๆ ของรางกาย และขับถายของเสียที่รางกายไม ตอ งการออกจากรางกาย ชว ยทําใหอ ณุ หภมู ใิ น รางกายมีความสมดุล หลกั การเลอื กบริโภคอาหาร 1. รับประทานอาหารใหไดสารอาหารครบถวนตามที่รางกายตองการ (รับประทาน อาหารหลกั 5 หมูใหค รบ ในแตละวนั 2. ตองไมรับประทานอาหารมากเกินไป หรือรับประทานอาหารนอยเกินไป แตละคน ตองการอาหารในปริมาณที่ไมเทากัน ขึ้นอยูกับอายุ ขนาดของรางกาย การใชแรงงาน และเพศ 3. คนที่ชางเลือกในการรับประทานอาหาร ตอ งระมัดระวังมากขึ้น เพราะถารับประทาน แตอาหารที่ตนชอบ อาจทําใหเปนโรคขาดสารอาหารบางอยางได 4. เลือกรับประทานอาหารที่สดสะอาด อยาเลือกซื้ออาหารตามคําโฆษณา ควรคํานึงถึง คุณคา ทีไ่ ดร ับจากอาหารดว ย ในการดูและสุขภาพตนเองของนักศึกษานั้น ควรสนใจเรื่องน้ําหนักของรางกายของ ตนเองดวย เพราะการมีน้ําหนักมากไปจะทําใหเปนโรคอวน น้ําหนักนอยไปจะทําใหผอมการที่มีรูปราง อว นหรือผอมผิดปกติ ยอ มีผลตอสุขภาพทําใหมีโอกาสเปนโรคไดงาย คนอวนอาจเปนโรคหัวใจ คน ผอมอาจเปน วัณโรคหรอื มพี ยาธิ นอกจากน้ยี งั มผี ลตอ สุขภาพจิตเพราะเกิดความกังวลไมสบายใจที่ เพื่อนลอ อาหารทคี่ วรหลกี เล่ยี ง อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารที่รับประทานอาหารเขาไปแลวไมมีประโยชนและอาจ เกิดโทษแกรา งกาย แยกไดเปนขอ ๆ คือ 1. อาหารที่ไมสะอาด ไดแก อาหารที่มีแมลงวันตอม 2. อาหารท่ีเปนพิษ ไดแ ก อาหารทม่ี ีสารพษิ เจือปน เชน ผักทม่ี ยี าฆาแมลง ถ่ัวลสิ งทม่ี ีเช้ือรา 3. อาหารปลอมปน ไดแ ก อาหารท่ีผขู ายใสส ารอน่ื ลงไป เพ่อื ลดตนทุนในการผลติ หรือ เพ่อื ปรุงแตงสแี ละรสชาตใิ หนา กนิ ขึ้น เชน นํ้าสมสายชปู ลอม ขนมทผ่ี สมสียอ มผา น้าํ ปลาทีเ่ จอื สี ลูกชนิ้ ท่ใี สส ารบอแรกซ 4. อาหารที่เสอื่ มคุณภาพ ไดแก อาหารกระปองทีห่ มดอายุ หรืออาหารท่ีมกี ลิ่นบดู เนา 5. อาหารที่ไมม ีประโยชน ไดแ ก ของหมกั ดอง นํา้ อัดลม

74 ปริมาณและคุณคาอาหารท่ีเหมาะสมกับวัย ความตองการปริมาณอาหารแตละชนิดของรางกายขึ้นอยูกับวัย อาชีพ และสภาพของ รางกาย เชน เด็กตองการอาหารประเภทโปรตีนมากกวาผใู หญ ผูใชแ รงงานตองการอาหารประเภท คารโบไฮเดตรมาก หรือพวกทอ่ี ยูใ นเขตหนาวตองการอาหารประเภทไขมันมาก เปนตน อยางไรก็ตาม มีหลักงายๆ คือ รับประทานอาหารที่เพียงพอและใหครบทุกประเภทของสารอาหาร ขอแนะนาํ เพ่ิมเติม 1. ควรรับประทานอาหารทะเล อยางนอยสัปดาหละ 2-3 ครงั้ 2. ควรรับประทานไขสุกเพราะยอยงาย 3. ควรหุงขาวแบบไมเ ช็ดน้ําเพอ่ื รักษาวิตามิน 4. ควรรับประทานน้ํามันพืชเพราะไมทําใหเกิดไขมันในเสนเลือด 5. ควรรบั ประทานผักสดมากกวาผกั ท่สี กุ แลว แตค วรลา งสะอาด ปราศจากสารพิษ เรือ่ งท่ี 3 วิธีการถนอมอาหารเพื่อคงคุณคาของสารอาหาร การถนอมอาหาร การถนอมอาหาร หมายถึง วิธีการรักษาอาหารมิใหเสื่อมสภาพเร็วเกินไป และเก็บไวได นาน การถนอมอาหารมีหลักการสําคัญ คือ ทําลายจุลินทรียบางชนิด หรือทําใหจุลินทรียไมสามารถ เจรญิ เตบิ โตได หรอื ทาํ ใหเ อนไซมในอาหารทํางานไดชา ลง หรือหยุดชะงกั วธิ ีการถนอมอาหาร 1. การทําแหง คือ การทําไมใหมีน้าํ ในอาหาร จุลินทรียไมสามารถเติบโตไดในสภาวะขาด น้าํ ไดแก การตากแหง การอบแหง อบ รมควัน อาหารที่ถนอมดวยวิธีการทําแหง เชน กลวยตาก ปลา แหง กุงแหง เปนตน 2. การหมักดอง คือ ใชเกลือและกรดแลกติน ชวยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรียทีท่ ํา ใหอาหารบูดเนา การดองมีทั้งดอกเปรี้ยว ดองเค็ม ดองหวาน เชน ผกั กาดดองไขเค็ม ผลไมแ ชอ ม่ิ 3. การใชความรอน คือ การใชความรอนทําลายจุลินทรยี  โดยทาํ ใหอาหารสุขเก็บไวไดนาน เชน หมูแผน หมหู ยอง เปน ตน 4. การจดั อาหารใสขวด หรือกระปอง คือ การนําอาหารมาอัดใสขวด หรือกระปอง ทีป่ ดฝา แนนสนิท เพือ่ ปองกันไมใหจุลินทรียเขาไปทําปฏิกิริยากับอาหารภายในขวด หรือกระปองได โดยใช

75 ความรอนทําลายเชือ้ โรคทีต่ ิดมากับอาหารผัก ผลไม และกระปองหรือขวดเสียกอนทําการบรรจุ ไดแก อาหารกระปอง ปลากระปอง ผลไมกระปอง เปน ตน 5. การแชเย็น คือ การนําอาหารไปเก็บไวในทีท่ ีม่ ีอุณหภูมิต่ําจนจุลินทรียไมสามารถ เจริญเตบิ โตได เชน เน้ือสตั วท่ีไวในหอ งเย็น เปนตน 6. การฉายรังสี เปนการฉายรังสีแกมมาลงไปในผัก ผลไม และเมล็ดพันธุ การฉายรังสีจะ ทําลาย เอนไซมในอาหาร ยับยั้งการสุกและงอกได นอกจากนีย้ ังทําลายไขแมลง พยาธิ จุลินทรีย จึงทํา ใหอ าหารเกบ็ ไวไ ดน าน ประโยชนของการถนอมอาหาร 1. เพื่อเก็บรักษาอาหารไวรับประทานไดนาน ๆ 2. เพือ่ เกบ็ รักษาอาหารไมใหเ นา เสยี ขณะทาํ การขนสง 3. ประหยัดคาใชจายในการเลือกซื้ออาหาร และสามารถนําอาหารไปรับประทานในแหลง ที่มีอาหารสดได เรอ่ื งที่ 4 ความสาํ คญั ของการมสี ุขภาพดี สุขภาพทางกาย และสุขภาพทางจิตมีความสัมพันธตอกันโดยจะเชื่อมโยงไปสูสุขภาพทางจิต วิญญาณ สุขภาพเปนองครวมของรางกาย จิตใจและวิญญาณ องครวมสุขภาพทั้ง 3 ประการ จะสงผลทํา ใหม สี ขุ ภาพดงั น้ี 1. ถากายนําจิต จะทาํ ใหกายดี จิตกจ็ ะดีดวย เชน ถา หิวแลวเรากินขาวอ่มิ แลวอารมณจ ะดี สามารถคิด และมีแรงทํางาน 2. ถา จติ นํากาย จะทําใหจติ ดี และนาํ กายไปดี ถาเรามอี ารมณท่ดี ไี มหงดุ หงิดโมโหงาย สภาพรางกายก็จะไมร ูสึกเจ็บปวย 3. การดาํ รงชีวิตอยูในสงั คม จิตนํากายไปสูส ังคมท่อี ยรู อบขา ง ถาสงั คมดกี จ็ ะนําพาใหจติ และกายดไี ปดว ย องคประกอบทั้ง 3 สวนมีความสําคัญ และมีคุณคาตอสุขภาพกาย คือ มีสุขภาพรางกายที่ สมบูรณแข็งแรง มีจิตใจที่เขมแข็ง และอยูในสังคมอยางมีความสุข 1. สขุ ภาพทางกาย (Physical Health) หมายถงึ สภาพที่ดขี องรางกายกลา วคอื อวยั วะตาง ๆ อยูในสภาพที่ดีมีความแข็งแรงสมบูรณ ทํางานไดตามปกติ และมีความสัมพันธกับทุกสว นอยางดี ซึ่ง สามารถกอใหเกิดประสิทธิภาพในการทํางาน

76 ลกั ษณะของสขุ ภาพท่ีดีทางกาย ประกอบดว ย (1) รางกายมีความสมบูรณและแข็งแรง (2) ระบบตาง ๆ อวัยวะทุกสวนทํางานเปนปกติและมีประสิทธิภาพ (3) รางกายเจริญเติบโตในอัตราปกติ และมีความสัมพันธกับความเจริญงอกงาม ทางดานอื่น ๆ (4) รางกายแข็งแรง สามารถทํางานไดนาน ๆ ไมเหนื่อยเร็ว (5) การนอนหลับและการพักผอนเปนไปตามปกติ ตื่นขึ้นมาดวยความสดชื่นแจมใส (6) ฟนมีความคงทนแข็งแรง และมีความเปนระเบียบสวยงาม (7) หแู ละตามีสภาพทด่ี ี สามารถรบั ฟงและมองเห็นไดด ี (8) ผิวหนังมีความสะอาดเกลี้ยงเกลา สดชื่นและเปลงปลงั่ (9) ทรวดทรงไดสดั สว น (10) ปราศจากความออนแอและโรคภัยไขเจ็บใด ๆ การมีสุขภาพกายที่ดี ไมมีโรค มีความคลองแคลว มีกําลังในการทํางานไมเหนื่อยงาย ซึ่งสิ่งเหลานี้ จะทําใหบุคคลสามารถดําเนินชีวิตประจําวันไดอยางมีความสุข หากบุคคลใดมีสภาวะ รางกายที่ไมสมบูรณ เชน เปนไข ปวดทอง ปวดศีรษะบอยๆ ก็จะขัดขวางตอการดําเนินชีวิตประจําวัน และสงผลตอสุขภาพจิตของบคุ คลน้ัน รวมถงึ ครอบครัวดวย 2. สุขภาพทางจิต (Metal Health) หมายถึง สภาพจิตใจที่สามารถควบคุมอารมณ ทําจิตใจ ใหเบิกบานแจมใส ปรับตัวเขากับสังคม และสิ่งแวดลอมไดอยางมีความสุข สุขภาพทางจติ ท่ีดียอมมีผล มาจากสุขภาพทางกายที่ดีดวย ลกั ษณะของสขุ ภาพทด่ี ีทางจติ ใจ ประกอบดว ย (1) สามารถปรับตัวเขากับสังคมและสิ่งแวดลอม (2) มีความกระตอื รอื รน ไมเ หนือ่ ยหนายทอ แทใจ หรือหมดหวงั ในชีวิต (3) มีอารมณมั่นคงและสามารถควบคุมอารมณไดดี (4) ไมมีอารมณเครียดจนเกินไป มีอารมณขันบางตามสมควร (5) มีความรูสึกและมองโลกในแงดี (6) มีความตั้งใจและจดจอในงานที่ตนกําลังทําอยู (7) รูจกั ตนเองและเขา ใจบคุ คลอื่นไดด ี (8) มคี วามเช่ือม่นั ตนเองอยางมเี หตผุ ล (9) สามารถแสดงออกอยางเหมาะสมเมื่อประสบความลมเหลว (10) มีความสามารถในการตัดสินใจไดรวดเร็ว และถูกตองไมผิดพลาด

77 (11) มีความปรารถนาและยินดีเมื่อบุคคลอื่นมีความสุขความสําเร็จ และมีความ ปรารถนาดใี นการปองกนั ผอู ื่นใหมคี วามปลอดภยั จากอันตรายโรคภัยไขเจบ็ การมีสขุ ภาพจิตที่ดี แสดงถึงการมีจิตใจที่มีความสุข สามารถแกไขปญหาทางอารมณที่ เกดิ ขึ้นไดอยา งมีประสทิ ธิภาพและสรา งสัมพันธท ่ีดตี อผูอื่นได ซง่ึ การมสี ุขภาพจิตที่ดีกจ็ ะสง ผลตอ สุขภาพกายดวย หากจิตใจมีความสุขจะทําใหระบบภูมิคุมกันของรางกายดีขึ้นดวย ตรงกันขามหาก บุคคลมจี ติ ใจเปนทกุ ข จะทาํ ใหผูน ัน้ เสย่ี งตอการเปนโรคไดง ายกวา 3. การดํารงชวี ติ อยใู นสังคมดว ยดี หมายถึง บุคคลที่มีสภาวะทางกายและจิตใจที่สมบูรณ จงึ จะสามารถตดิ ตอและปรับตวั ใหอ ยใู นสังคมแหงตนไดอยา งดีและมีความสขุ สุขภาพของแตละบุคคล และของสังคม มีความเกีย่ วของซึ่งกันและกัน เราทุกคนยอ ม ตองการดํารงชีวิตอยูอยางเปนสุข ตองการมีชีวิตที่ยืนยาว มีความแข็งแรงสมบูรณปราศจากโรคภัยไข เจ็บและปราศจากอุบัติเหตุภัยนานาประการ ความปรารถนานี้จะเปนความจริงไดนั้น ทุกคนตองมี ความรูเรื่องสุขภาพอนามัย และสามารถปฏิบัติตนตามหลักสขุ ภาพอนามัยไดอยา งถูกตอง การมคี วามรู และมีการปฏิบัติจนเปนนิสยั ในเรอื่ งสขุ ภาพนัน้ จะเปนปจจยั สําคญั ของ การดํารงชีวิตอยูอยางเปนสุขไปตลอดชีวิต เรอ่ื งท่ี 5 หลักการดูแลสขุ ภาพเบือ้ งตน คนที่มีสุขภาพที่ดี จึงเปนผูที่มีความสุข เพราะมีรางกายและจิตใจทีส่ มบูรณหรือทีเ่ รียกวาสุขกาย สบายใจ ถาเราตองการเปนผูมีสุขภาพดีก็จะตองรูจ ักวิธีการดูแลรางกาย โดยการปฏิบัติตนใหถูก สขุ ลกั ษณะอยางสมาํ่ เสมอจนเปนกิจนสิ ัย หลกั การดูแลสขุ ภาพเบ้ืองตน มี 6 วธิ ีคือ 1. การรับประทานอาหาร 2. การพกั ผอ น 3. การออกกําลังกาย 4. การจัดการอารมณ 5. การขับถาย 6. การตรวจสุขภาพประจําป 1. การรบั ประทานอาหาร การรับประทานอาหาร โดยยึดหลักโภชนาการใหครบ 5 หมู แตล ะหมูใ หห ลากหลายเปน เหตุผลทางวิทยาศาสตรที่ไดมีการทดสอบ และคํานวณหาพลังงานที่ไดรับจากการบริโภคที่พอเหมาะ มี หลักการบริโภค เพ่ือสขุ ภาพทีด่ ขี องคนไทย เรยี กวา โภชนบญั ญัติ 9 ประการ เพอ่ื แนะนําสดั สว นใน 1 วัน มีดงั นี้

78 (1) ทานอาหารครบ 5 หมู แตละหมตู องหลากหลาย และหมั่นดูแลนา้ํ หนกั ตัว (2) ทานขาวเปนอาหารหลักสลับกับอาหารประเภทแปงเปนบางมื้อ (3) ทานพืชผกั ผลไมใหมากและเปน ประจาํ (4) ทานปลา เน้ือสตั วไมตดิ มัน ไข และถัว่ เมลด็ แหง เปน ประจํา (5) ดม่ื นมใหพ อดี และเหมาะสมตามวยั (6) ทานอาหารที่มีไขมันแตพอสมควร (7) หลกี เลย่ี งการกนิ อาหารรสหวานจดั และเคม็ จดั (8) ทานอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปอน (9) งดหรอื ลดเคร่ืองดม่ื ทม่ี ีแอลกอฮอล 2. การพกั ผอ น การนอนหลบั และพกั ผอ นใหเพยี งพอ อยา งนอยวนั ละ 6 ชั่วโมง จะทําใหรางกายและจิตใจ ไดผอนคลายความตึงเครียด หัวใจและอวัยวะตางๆ ทํางานลดลง เปนการยืดอายุการทํางานของรางกาย เมื่อคนเราไดพกั ผอนอยา งเพียงพอจะทาํ ใหส ดชนื่ แจม ใส รางกายแข็งแรง พรอมที่จะเคลื่อนไหว ประกอบกิจการงานไดอยางมีประสิทธิภาพ 3. การออกกําลงั กาย ออกกาํ ลงั กายอยา งสมาํ่ เสมอ จะชว ยสงเสรมิ การมสี ขุ ภาพดี ในชวี ติ ประจาํ วนั เชน ทํางาน บาน การขึ้นลงบันได ถือเปนการทําใหรางกายไดใชพลังงานทั้งสิ้น ควรออกกําลังกายอยางสม่ําเสมอ วนั ละ 30 นาที อยางนอย 3 วัน ตอ สัปดาห จงึ จะเพียงพอท่ีจะทาํ ใหม ีรางกายแขง็ แรง ผลดขี องการออกกําลังกาย มดี ังน้ี (1) ชว ยใหร างกายมีภมู ติ านทานโรค (2) ทาํ ใหห วั ใจ กลามเน้ือ และกระดูกแข็งแรง (3) ชว ยลดความดนั โลหิต (4) ชว ยลดคลอเลสเตอรอล ทาํ ใหมนี าํ้ หนักตัวคงทีแ่ ละเหมาะสม (5) ชว ยลดความเครยี ด ทาํ ใหน อนหลบั และสง เสรมิ การหมนุ เวยี นของเลอื ด 4. การจัดการอารมณและความเครยี ด การรจู ักระวงั รกั ษาอารมณใ หด ีอยูเสมอ เชน พยายามหลีกเล่ยี งสถานการณใหเกิดความ เศรา กลัว วติ กกังวล ตกใจจะชวยใหระบบตางๆ ของรางกายทํางานอยางเปนปกติ ดังนั้นจึงควร ยิ้มแยม แจม ใส มอี ารมณข ันอยูเสมอ ทาํ งานทเ่ี ปนกิจวัตรประจําวันใหเพลิดเพลิน จะสามารถปรับตวั อยใู น สถานการณปจจบุ ันไดอยางเปน สุข

79 5. การขบั ถาย การถายอุจจาระเปนเวลาทุกวัน ชวยปองกันโรคทองผกู ริดสดี วงทวาร โดยควร รบั ประทานอาหารพวกผกั ผลไมทกุ วนั และดมื่ นํา้ สุก สะอาดอยา งนอยวันละ 6-8 แกว ซึ่งการขับถาย เปน ประจาํ จะชวยใหม สี ขุ ภาพกาย และจิตที่ดี 6. การตรวจสขุ ภาพประจําป โดยปกติบุคคลควรตรวจสุขภาพประจําปอยางนอยปละ 1-2 ครั้ง ตรวจหาความผิดปกติ ของรางกาย เมื่อพบส่งิ ผิดปกตคิ วรรบี ปรึกษาแพทยผ ชู ํานาญในเรอ่ื งนนั้ ๆ และปฏิบัตติ นตามคําแนะนํา ของแพทยอยางเครงครัด เร่อื งท่ี 6 ปฏิบัตติ นตามหลกั สุขอนามยั สว นบคุ คล สุขอนามัยสวนบุคคล คือ การปฏิบัติตนของการรักษาอนามัย ของรางกายใหสะอาด ปราศจาก เชอื้ โรค จะชวยปองกันโรคภัยไขเจ็บ สามารถดําเนินชีวิตประจําวันไดอยางมีความสุข การดูแลรกั ษารา งกายอยางถูกตอง การดูแลรักษารางกายใหถูกสุขอนามัยนั้นเราสามารถแยกการดูแลรักษารางกาย ออกเปนสว น ๆ ดงั น้ี 1. การรักษาความสะอาดของรางกาย ควรอาบน้ําใหสะอาด อยางนอ ยวันละ 2 ครั้ง ตอนเชา และกอ นนอน 2. การดแู ลรกั ษาอนามัยในชองปาก ควรแปรงฟน อยา งนอยวนั ละ 2 ครั้ง ไมควรขบ เคีย้ วอาหารท่แี ข็งจนเกินไป หม่นั ดูแลไมใหเกิดแผลในชองปาก หากพบวาเกิดอกั เสบที่เหงอื กควร ปรึกษาแพทย 3. การดูแลรักษาหู ไมควรใชของแข็งแคะเขา ไปในหู หรือใชยาหยอดหูโดยที่แพทย ไมไดส งั่ ระวงั การเปน หวดั นาน ๆ เพราะอาจสง ผลใหเ ช้ือโรคเขา ไปทาํ ลายหชู ัน้ กลาง อาจทาํ ใหหู หนวกได 4. จมูก ไมควรใชของแข็งแยงเขาไปในชองจมูก หรือไมควรใชยาหยอดพนจมูกโดยที่ แพทยไมไ ดส ั่ง 5. ตา เม่อื รูสกึ เคืองตาอยาใชมือขยี้ตา เพราะอาจมีเชื้อโรคไมควรใชยาหยอดตาโดยที่ แพทยไมไ ดสัง่ หากมีฝนุ ละอองเขาตาควรลมื ตาในนา้ํ สะอาดหรือใชน ํา้ ยาลา งตา ไมควรใชม ือขย้ตี า เพราะอาจมีเชื้อโรคเขาตา

80 6. มอื และเทา ควรลางมือกอนรับประทานอาหาร และหลังจากเขาหองน้ําทุกครั้ง รวมทั้งควรสวมรองเทาเมื่อออกจากบานเพื่อปองกันโรคตาง ๆ เชน โรคพยาธิ โรคผิวหนัง หรือถูกของ แหลมของมีคมทิ่มตําเปนแผลได และควรลางเทาใหสะอาดกอนนอน 7. การดูแลรกั ษาอนามัยของผมและศีรษะ ควรสระผมอยางนอยสัปดาหละ 2-3 ครงั้ ควรหวีผมทุกวัน ไมควรดัด เซทผมบอย ๆ เพราะอาจทําใหเ สนผมเสีย 8. การดแู ลรักษาความสะอาดของเสือ้ ผา และเครือ่ งนอน ควรเปลยี่ นเส้ือผาทีใ่ สท กุ วนั และซักเส้อื ผาใหสะอาด ปอ งกันการสะสมของเชอื้ โรค รวมทง้ั หมนั่ ซัก ผา ปทู ่นี อน ปลอกหมอนอยู เสมอและหมน่ั นาํ ออกตากแดดบอ ย ๆ การสรางสขุ นิสยั ท่ีดี 1. กอนไอและจามทุกคร้ัง ควรใชผ า เช็ดหนาปด ปากและจมกู เพ่อื ปองกนั การแพร เชอื้ โรคสบู ุคคลอื่น 2. ไมค วรถมน้ําลายลงพน้ื ทส่ี าธารณะ หรือบนถนน เพราะเปน การเสยี บคุ ลกิ ภาพ และ ยังเปนการแพรเชื้อโรคทางออม 3. การรับประทานอาหาร ควรลางมือกอนและหลังรับประทานอาหาร ควรเลือก ภาชนะที่สะอาด ควรเลือกรับประทานอาหารปรุงสะอาด เสร็จใหม ปราศจากแมลงวันตอม เพื่อปองกัน เช้อื โรคเขา สูร างกาย 4. หมน่ั ออกกาํ ลงั กายทกุ วนั ตดิ ตอกัน อยา งนอยวนั ละ 30 นาที 5. ควรพกั ผอ นนอนหลบั ใหไดว นั ละ 8-10 ชวั่ โมง 6. ควรด่มื นาํ้ ใหไ ดวันละ 8-10 แกว 7. หมน่ั ดแู ลความสะอาดเสอ้ื ผา และเครื่องนอนใหสะอาดอยเู สมอ 8. หลีกเลีย่ งสารเสพติดตา ง ๆ เชน บหุ รี่ สุรา กัญชา เฮโรอีน ยาบา ฯลฯ เรือ่ งที่ 7 คุณคาและประโยชนของการออกกําลังกาย การออกกําลังกายอยางสม่ําเสมอจะเปนประโยชนตอสุขภาพรางกาย เสมือนเปนยาบํารุงที่ สามารถเพิ่มสมรรถภาพทางรางกายไดและสามารถปองกันโรคได เชน โรคระบบทางเดินหายใจ เปน ตน ทง้ั นกี้ ารออกกาํ ลังกายจะตองมีความถกู ตองและเหมาะสม และรูจักหลักในการออกกําลังกาย จะตอ งเลือกใหเ หมาะสมกบั เพศ วยั สถานท่ี และอปุ กรณ ซึ่งปจจบุ ันมักนิยมที่จะออกกําลังกายเพ่ือ สขุ ภาพดวยการเลนกีฬา และออกกาํ ลังกายที่มจี ุดประสงคท่ีมุงเนน ตอการพัฒนาสขุ ภาพกายและ สุขภาพจติ การดาํ รงรักษาสขุ ภาพทีด่ ีอยูแลว ไมใ หลดถอยลง ปรบั ปรงุ สขุ ภาพทท่ี รุดโทรมใหดีขึน้ ปองกนั โรคทีเ่ ก่ียวเนอื่ งกับการขาดการออกกําลังกาย ตลอดจนชว ยแกไขหรือฟนฟสู ภาพรา งกายจาก

81 โรคบางอยาง การเคลื่อนไหว และการออกกําลงั กายท่ถี กู ตอ งตามวธิ ีและหลักการ มีประโยชนต อ สุขภาพมากมาย และที่สําคัญมีดังนี้ 1. มีประโยชนตอ ระบบหายใจ ทาํ ใหหัวใจ ปอด แขง็ แรง ไดอ อกกําลงั กลา มเน้อื หัวใจไดทํางานเตม็ ท่ี ถงุ ลมเลก็ ๆ ภายในปอดมีโอกาสสดู ลมเต็ม และไลอากาศออกไมหมด ทาํ ใหป อด มพี ลงั ในการฟอกโลหติ 2. มีประโยชนตอระบบไหลเวียนของโลหิตดี สืบเนื่องจากการทํางานของหัวใจและ ปอดดี มพี ลงั ในการบบี ตัวไดดี สูบฉีดโลหติ และฟอกโลหิตไดด ีมีประสิทธภิ าพ ไมเปนโรคหัวใจได งาย 3. มีประโยชนตอระบบกลา มเนอ้ื กลา มเนื้อเสนเอ็นตาง ๆ ไดอ อกกาํ ลงั ยืดและหดตวั ไดเต็มที่ ทําใหมีความแข็งแรงยืดหยุนไดอยางมีประสิทธิภาพ ทําใหสามารถทํางานไดทนไมเหนื่อยงาย เพราะกลามเนื้อมีพลังมาก 4. มีประโยชนตอการเผาผลาญในรางกาย เพราะการเคลื่อนไหวและการออกกําลังกาย ตองใชพลังงาน ระบบตาง ๆ จะตองทํางานเกิดการเผาผลาญ ทําใหอาหารที่รับประทานเขาไปถูก นํามาใชอยางมีประสิทธิภาพไมเหลือสะสมโดยเฉพาะไขมันที่ใหพลังงานมาก จะไมถูกสะสมใน รา งกาย จนทําใหเ กิดโรคอว น 5. มีประโยชนตอระบบขับถาย การเคลื่อนไหว และภายหลังการออกกําลังกาย ทําให ดม่ื นํา้ ไดม าก กระเพาะ สาํ ไส ไดเ คลอ่ื นไหวในการออกกาํ ลงั กายดว ย ทําใหระบบยอ ยอาหารดี กระเพาะอาหาร สาํ ไส บบี รัดตวั ไดดี 6. มปี ระโยชนตอ สขุ ภาพจิต และอารมณไมเ ครยี ด เรอื่ งท่ี 8 หลกั การและวธิ ีออกกาํ ลงั กายเพอ่ื สขุ ภาพ หลักการออกกําลังกายเพือ่ สุขภาพ คือ การออกกําลังกายชนิดทีเ่ สริมสราง ความทนทานของ ปอด หัวใจ ระบบไหลเวียนเลือด รวมทั้งความแข็งแรงของกลามเนื้อ ความออนตัวของขอตอ ซึ่งจะชวย ใหรางกายแข็งแรงสมบูรณ สงางามและการมีสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งหลักการออกกําลังกายเพื่อสขุ ภาพมดี งั น้ี 1. การอบอุน รา งกายและผอนคลาย การออกกําลังกาย เพื่อสุขภาพทีถ่ ูกวิธีทําไดโดยการฝกหัดบอย ๆ ดวยทาทางที่ถูกตอง กอนจะฝกการเคลือ่ นไหวรางกายสวนใดก็ตาม ตองมีการเตรียมความพรอมใหรางกายอบอุน ทุกครั้ง เพือ่ ปองกันการบาดเจ็บของกลามเนื้อ ในการอบอุนรางกายและผอนคลาย มีวิธีการทีส่ ามารถทําไดคือ การวิ่งรอบสนาม การหมุนคอ หมุนแขน หมุนสะเอว พับขา หมุนขอเทา กระโดดตบมือ กมแตะสลับ มือ วิง่ อยกู บั ที่ นงั่ ยนื ฯลฯ

82 2. ระยะเวลาในการออกกําลังกาย ในการออกกําลังกายอยางตอเนือ่ งนานอยางนอยในแต ละครั้ง 20-30 นาทีตอ วัน 3. จํานวนครง้ั ตอสัปดาห การออกกําลังกายเพือ่ สุขภาพ ตองปฏิบัติอยางสม่าํ เสมอทุกวัน หรืออยางนอยสัปดาห ละ 3 ครั้ง และควรปฏิบัติในเวลาเดียวกัน จะชวยเพิ่มสมรรถภาพในการทํางานของระบบหัวใจและปอด ทาํ ใหก ลา มเนอ้ื หวั ใจและปอดแขง็ แรง 4. ความหนักในการออกกําลังกาย ควรออกกําลังกายใหหนักถึงรอยละ 70 ของอัตราการ เตนสูงสุดของหัวใจแตละคน หรือออกกําลังกายใหเหงือ่ ออก เหนื่อยพอประมาณทีจ่ ะสามารถพูดคุย ขณะออกกําลังกายได ไมควรออกกําลังกายหักโหมเกินไปเพราะจะเกิดอันตรายได การเคลือ่ นไหวรางกายและออกกําลังกายมีหลักการท่วั ไป ดังนี้ 1. เลอื กกจิ กรรมเคลอ่ื นไหว และการออกกาํ ลงั กายทเ่ี หมาะสมกบั สภาพรา งกาย และวยั ของตน 2. เลือกเครื่องแตงกายที่เหมาะสมกับกิจกรรม การเคลื่อนไหว และการออกกําลังกายแตละ รปู แบบ 3. การเคล่ือนไหว และการออกกําลังกาย ตองเร่ิมจากการอบอุนรางกายกอนจากน้ันเร่ิมตนจาก เบาไปหาหนกั จากงา ยไปยาก 4. ใหท กุ สว นของรา งกายไดอ อกแรงเคลอ่ื นไหว ไมค วรเปน เฉพาะสว นใดสว นหนง่ึ 5. การออกกาํ ลงั กายตอ งปฏบิ ตั อิ ยา งสมาํ่ เสมออยา งนอ ยสปั ดาหล ะ3วนั และควรปฏบิ ตั ใิ นเวลา เดยี วกนั อยา งนอยวนั ละ 20 – 30 นาที 6. ควรศึกษาวิธีเคลือ่ นไหวและการออกกําลังกายที่ถูกตอง เพือ่ ใหเกิดประโยชนตอรางกายและ ปองกันอนั ตรายทอ่ี าจเกดิ ขึ้นได 7. การใชอ ปุ กรณป ระกอบการเคลือ่ นไหว และออกกาํ ลงั กายควรศึกษาวธิ กี ารใชทถี่ กู ตอง เรือ่ งท่ี 9 การปฏบิ ตั ติ นในการออกกาํ ลงั กายรูปแบบตาง ๆ รูปแบบการเคลอื่ นไหวและการออกกาํ ลงั กายอาจแบงไดเปน กลมุ ใหญ ๆ ดังนี้ 1. กลุมบรหิ ารรางกายดว ยทาตา ง ๆ ดว ยมือเปลา 2. กลุมบริหารรางกายโดยมีอุปกรณประกอบการบริหารรางกาย 3. กลมุ กิจกรรมเขาจงั หวะโดยใชดนตรปี ระกอบ 4. กลมุ กฬี าประเภทตา ง ๆ 5. กลมุ การละเลนพ้ืนเมอื ง 6. การออกกาํ ลังกายเพ่ือสขุ ภาพ

83 1. รูปแบบการบริหารรางกายดว ยมือเปลา เปนรูปแบบงาย ๆ สามารถบริหารดวยตนเองได ไม ตอ งใชเ วลามากนัก เพยี งใหก ลามเนอื้ สว นตา ง ไดเ คล่อื นไหวและยดื หยุนอยูเสมอ จะชวยใหรางกาย เคลอ่ื นไหวไดอ ยา งคลอ งแคลว ตวั อยาง การบริหารรางกายดวยมอื เปลา ทาที่ 1 เปนการบรหิ ารรา งกายกลามเนอ้ื หลังกบั กระดกู สนั หลัง จงั หวะท่ี 1 ยืนตรงเทาแยกประมาณ 1 ฟุต ยกแขนทงั้ 2 ขางขนานกับพื้น และเกร็งกลามเนอ้ื หนาขา ผอนกลา มเนื้อคอ จังหวะท่ี 2 หงายศรี ษะไปดา นหลงั อยา งเสรี และเอนตวั ไปดา นหนา พรอ มยกแขนขึ้นชา ๆ ไปดานหลงั อยูใ นทา น้ีประมาณ 2-3 วนิ าที จังหวะที่ 3 คอ ย ๆ ยกตัวขน้ึ ชา ๆ พรอ มลดมือลงอยใู นจงั หวะท่ี 1 ทําซํา้ ไดตามความตองการ จะชวยผอนคลายกลามเนื้อหลัง และ กระดูกสนั หลงั ไดด ีข้ึน

84 ทาท่ี 2 เปนการบริหารกลามเนื้อตนขา กลามเนือ้ นอง กลามเนือ้ ทอง กลามเนือ้ หัวไหล กลามเนื้อหลัง กลา มเนอ้ื กระดกู สนั หลงั ใหม กี ารเคลอ่ื นไหวยดื และหดตวั ไดด ี ทา เตรียม ยืนตัวตรง ลําตัวตัง้ ฉากกับพืน้ ผอนคลายกลามเนือ้ สวนตาง ๆ ของกลามเนือ้ เชน ตนขา หลัง หนา ทอ ง แขน หวั ไหล จังหวะท่ี 1 แยกเทาไปดานขางประมาณ 1 ฟุต ปลอยศีรษะหอยไปดานหนาปลอยตามสบายไมตองเกร็ง คอ แลวคอย ๆ กมหลังนับตัง้ แตสะโพกขึน้ ไป ปลอยใหมือและแขนหอยตามสบายเชนกัน ผอนคลายกลามเนื้อคอและไหล หายใจเขา-ออก ดวยการแขมวทอง และเบงทอง โนม น้ําหนกั ตวั ใหไปดานหนา ใหต กอยูบรเิ วณปลายเทา ขณะทอ่ี ยใู นทา กม นี้ หายใจปกติไมกล้ัน หายใจ นับหายใจเขาออก 10 รอบ หรอื นานกวา นน้ั จงั หวะที่ 2 ยกลําตัวอยางชา ๆ โดยไมเ กรง็ คอ หัวไหล และแขนอยูในทาเตรียม เพื่อใหกลามเน้ือมีความ ยดื หยุนดมี ากข้นึ ควรทาํ หลาย ๆ ครง้ั และทําทกุ วัน รปู แบบการบริหารรา งกายดว ยอปุ กรณ รูปแบบของการบริหารรางกายดวยอุปกรณมีหลากหลาย เชน การใชไมพลอง มาเปนอุปกรณ ในการบริหารดวยทาตาง ๆ ของการบริหารทั่วไป หรือคิดประดิษฐทาขึ้นใหมก็ได - การใชกระบองในลักษณะกระบองสัน้ คู - การใชกระบ่ี หรอื ทีเ่ รียกวา ฟน ดาบ มีทั้งดาบเดย่ี วดาบคูไ ทยมีทา ทางตา ง ๆ สืบทอดตอ กันมา - การบริหารรางกายดวยอุปกรณ เชน พลองลูกบอล ดัมเบล รวมทั้งอุปกรณกําลังกายทีพ่ บ เห็นทั่วไปตามสถานบริหารกาย ซึ่งมีประโยชนทั้งทางรางกาย ชวยผอนคลายความเครียด - การใชเชือก เปนอปุ กรณ เชน การกระโดดเชอื ก

85 รปู แบบการบริหารรา งกายเขาจงั หวะ รูปแบบการบริหารรางกายเขาจังหวะมี 3 ลกั ษณะ คือ 1. การบริหารดว ยทา ทางธรรมดา แตใ ช ดนตรี หรอื เพลง หรือนกหวีดเปา เปน จงั หวะกไ็ ด การ บรหิ ารแบบนจ้ี ะเนน บรหิ ารรางกายเปนสวน ๆ เชน บริหาร สว นอก ดวยทา รําพื้นบาน เปนตน ตัวอยา ง การบรหิ ารรางกาย เขาจงั หวะดวยทา ธรรมดา สว นหนาอก 8 จงั หวะ 2. การเตนแอโรบิค ใชดนตรีประกอบ การเตนแอ โรบิคจะเปนการเคลือ่ นไหวที่รวดเร็ว และหนักกวา การ บริหารรางกายเขาจังหวะธรรมดาทีก่ ลาวแลวตอนตน เปนการ ออกกําลังกายทีใ่ ชการตอเนื่อง เปนการผสมผสาน การ เคลือ่ นไหว การบริหารรางกายและการเตนรําเขาดวยกัน ดนตรี หรือเพลงทีน่ ํามาประกอบการเตน เปนจังหวะที่เราใจ สนุกสนาน ผูใหญที่จะเตนแอโรบิคควรตรวจสุขภาพของตนเสียกอน โดยควรเลือกเครื่องแตงกาย และ รองเทาที่เหมาะสม เพ่ือปองกันอันตรายทีจ่ ะเกดิ กบั ขอ เทาและขอเขา 3. การลีลาศและรําวง การเตนรําเปนการเคลือ่ นไหวประกอบจังหวะ อีกรูปแบบหนึง่ มีทัง้ การเคลือ่ นไหวอยูก ับที่ และแบบเคลือ่ นทีใ่ นกรณี เคลือ่ นทีผ่ ูเ ตนรําจะตองศึกษาทิศทางในการเคลือ่ นไหว เพื่อปองกันอันตราย หรือการกระทบกระทัง่ กัน รูปแบบการเคลือ่ นไหว เคลือ่ นทีท่ วนเข็มนาฬิกา โดยยึดวงกลมเปนหลัก คือยืนหันหนาเขาหาวงกลม การเคลือ่ นที่ใหเคลือ่ นที่ ไปทางขวาของตนเสมอ

86 รปู แบบการเลน กฬี า รูปแบบของกีฬาทีห่ ลากหลายมีทั้งในลักษณะเดีย่ ว และทีม การเลนกีฬาตองฝกทักษะ และมี ความรูความเขาใจในกฎกติกา และวิธีการเลน ประเภทของกีฬา มีดังนี้ - กฬี าประเภททีม เชน ฟุตบอล บาสเกต็ บอล ฟุตซอล รกั บ้ี ฯลฯ - กฬี าประเภทลู เชน การวิ่งระยะสั้น การว่ิงระยะยาว การว่งิ ขามรัว้ ฯลฯ - กฬี าประเภทลาน เชน พงุ แหลน ทมุ น้าํ หนัก ฯลฯ - กฬี าประเภทยมิ นาสติก เชน รายเดียว ราวคู มากระโดด ยิมนาสติดลีลา ฯลฯ - กีฬาแตละประเภทจะมีรูปแบบเฉพาะ มีวิธีการเลน เทคนิค กฎกติกา และอุปกรณที่ แตกตางกัน จึงควรศึกษาความรูพ ืน้ ฐานทีถ่ ูกตอง เพือ่ ใหเลนไดอยางสนุกสนานและอาจ พัฒนาทักษะจนสามารถเปนการออกกําลังกายทําใหสุขภาพแข็งแรงแลว คนทีเ่ ลนกีฬามัก เปน ผูม มี นุษยสัมพนั ธสามารถปรบั ตัวตัวเขากบั ผอู ื่นไดดี รูปแบบของการละเลนพนื้ บาน การละเลนพืน้ บานในแตละภาค อาจมีลักษณะหรือแตกตางกันขึ้นอยูก ับลักษณะทาง ภูมศิ าสตรและมวี ถิ ชี ีวติ ของประชาชนในทองถน่ิ นน้ั ๆ การเตะตะกรอ ตามชนบทหลังจากเสร็จภารกิจประจําวัน แลวบางคน บางกลุม จะ มารวมกันเตะตะกรอ เพือ่ เปนการผอนคลายความเครียด และไดมีการเคลื่อนไหว เพื่อใหระบบตางๆ ของรางกายมีความยืดหยุน เรอ่ื งท่ี 10 ความหมาย ความสําคัญของกิจกรรมนันทนาการ นันทนาการ หมายถึง การทํากิจกรรมอยางใดอยางหนึง่ ในเวลาวาง ดวยความสมัครใจ เปน กิจกรรมที่ไมใชเปนงานอาชีพ ไมขัดตอกฎหมาย ศีลธรรม ประเพณีอันดีงาม แตเปนประโยชนและเปน การพกั ผอ นท้ังรา งกายและจติ ใจ ในการดํารงชีวิตประจําวันของคนเรานั้น เราอาจแบงเวลาไดเปน 4 สว น 1.1 เวลาที่ใชในการประกอบอาชีพของคนเรานั้น ประมาณวันละ 8 ชว่ั โมง 1.2 เวลาที่ใชในการประกอบภารกิจสวนตัววันละ 4-6 ช่ัวโมง เชน การอาบน้ํา ลางหนา แปรงฟน การปรุงอาหาร การรับประทานอาหาร 1.3 เวลาท่ใี ชใ นการพักผอนหลับนอน วนั ละ 8 ชวั่ โมง 1.4 เวลาวางที่สามารถใชใหเกิดประโยชนไดประมาณ 2-4 ชั่วโมง

87 ชวงทีเ่ หลือ 2-4 ชั่วโมงนี้ ถาเรานํามาใชประกอบกิจกรรมทีเ่ กิดประโยชนเรียกวา กิจกรรม นันทนาการ จะชวยทําใหรางกายและจิตใจผอนคลาย ความตึงเครียด เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เกดิ ประโยชนต อสุขภาพกาย และสขุ ภาพจติ อยางย่งิ ประโยชนข องกจิ กรรมนนั ทนาการ กิจกรรมนันทนาการตอการดําเนินชีวิต ถาเราเลือกกิจกรรมนันทนาการไดอยางเหมาะสม จะ กอประโยชนตอตนเอง และสังคมไดหลายประการ 1. ประโยชนตอสุขภาพกาย ความเจริญทางดานเทคโนโลยีในปจจุบัน ทําใหเราไมจําเปนตอง ออกกําลังกายภายในการปฏิบัติงานมากนัก เพราะมีการใชเครื่องมือ เครื่องจักรเขามาชวย ทําใหการออก กําลังกายของเรานอยเกินไป จําเปนตองมีกิจกรรมนันทนาการประเภทกีฬา หรือกิจกรรมการออกกําลัง กายเขามาชวย เพื่อทําใหรางกายแข็งแรงสมบูรณ 2. ประโยชนตอสุขภาพจิต ชวยใหคนไดพักผอนหยอนใจ ผอนคลายความตึงเครียดทางจิต การประกอบกิจกรรมนันทนาการหลายประเภทเปนกิจกรรมที่พักผอนหยอนใจ เชน การชมและฟง ดนตรี การชมภาพยนตร เปน ตน 3. ประโยชนต อครอบครัว ชวยใหสมาชิกครอบครัวรูจักใชเวลาวางใหเปนประโยชนตอตนเอง และครอบครัว เชนการทําสวนครัว สวนดอกไม ทําใหเกิดผลพลอยได คือมีพืช ผัก ผลไม ดอกไมไวใช สอยเปนประโยชน 4. ประโยชนตอสังคม กิจกรรมนันทนาการหลายชนิดเปนประโยชนตอสังคมโดยตรง เชน กิจกรรมดานสังคมสงเคราะห กิจกรรมอาสาสมัคร กิจกรรมบางชนิดชวยลดปญหาสังคมได เรอื่ งท่ี 11 ประเภทและรูปแบบของกิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมนันทนาการมีมากมายหลายชนิด หลายรูปแบบ แตละรูปแบบมีลักษณะเฉพาะ แตกตางกันไป สามารถแบงกิจกรรมนันทนาการไดดังนี้ 1. งานอดิเรก เปนเพียงกิจกรรมนันทนาการประเภทหนึ่งเทานั้น มิไดหมายความวา กิจกรรมนันทนาการทุกชนิดรวมกันเปนงานอดิเรก เชน การเก็บสะสมแสตมปทีใ่ ชแลว การเก็บสะสม รูปภาพ การทาํ สวนดอกไม เปน ตน 2. การเลน กีฬา การเลน กีฬาทง้ั กฬี าในรม เชน การเลนหมากรกุ และกฬี ากลางแจง เชน การ เลนฟุตบอล วอลเลยบอล หรือเลนกีฬาอยางอืน่ เชนวายน้าํ โบวลิ่ง ฯลฯ อยางไรก็ตามการเลนกีฬา เหลา นี้ ถาเปนกีฬาอาชีพไมถอื วา เปนกิจกรรมนันทนาการ 3. การเลน ดนตรี การเลน ดนตรที ุกชนดิ ถอื วา เปน กิจกรรมนนั ทนาการทง้ั สน้ิ 4. การเลนกิจกรรมเขาจังหวะ เชน การรําวง การเตนรํา การฟอนรํา การเตนลีลาศ ฯลฯ ถือ เปนกิจกรรมนนั ทนาการทัง้ ส้ิน

88 5. การเลน ละคร ภาพยนตร และการแสดงตาง ๆ ทเ่ี ปนการสมัครเลน ถอื วา เปน กิจกรรม นนั ทนาการ 6. งานศลิ ปะหัตถกรรม ไดแก งานฝม อื เชน งานเย็บปกถักรอย การสานพดั การประดิษฐ ดอกไม การวาดภาพ เปนตน 7. กิจกรรมส่ือความหมาย ไดแกการอานหนังสอื นวนยิ าย การเขยี นหนงั สอื 8. กจิ กรรมทศั นศกึ ษา ไดแก การทอ งเท่ียวทัศนาจร เปนตน 9. กจิ กรรมชมรม เชน ชมรมคนรักแสตมป ชมรมดนตรี ฯลฯ การเลือกกิจกรรมนันทนาการที่เหมาะสมกับความชอบและวิถีชีวิตของแตละบุคคล นอกจาก จะชว ยใหบ ุคคลน้ันไดผอนคลายทั้งทางรางกายและจิตใจแลว ยังอาจเกิดผลพลอยไดอื่นๆ เชน ไดเ พ่ือน ใหม หรอื มีรายไดเพ่มิ ข้ึน เปนตน

89 บทที่ 4 โรคติดตอ สาระสําคัญ มีความรูแ ละความสามารถปฏิบัติตนในการปองกันโรคติดตอที่เปนปญหาตอสุขภาพของ ครอบครัว และชุมชน โดยการเผยแพรขาวสาร ขอมูล แนวทางการปองกันและวิธีการรักษาโรคอยางถูก วธิ ี ผลการเรยี นรทู ่คี าดหวงั 1. เรยี นรเู รอื่ งโรคตดิ ตอตา งๆ ทเ่ี ปนปญหาตอสุขภาพของครอบครัว และชุมชน 2. เรยี นรถู ึงสาเหตทุ เี่ กิดโรค ศึกษาวิธกี ารปอ งกนั และการดแู ลรักษาอาการของผูป วย ขอบขายเนือ้ หา เรื่องที่ 1 โรคตดิ ตอ สาเหตุ อาการ การปองกัน การรักษา

90 บทที่ 4 โรคตดิ ตอสาเหตุ อาการ การปองกนั การรกั ษา โรคตดิ ตอ หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นกบั คนหรอื สตั ว โดยเกิดจากเช้ือโรคท่เี ปน สงิ่ มชี วี ิต หรอื พิษของเชื้อโรค และเมื่อเกดิ เปนโรคขึ้นแลว สามารถแพรกระจายจากคนหรือสัตวทป่ี วยเปนโรค นั้นไปสูคนหรือสตั วอ่ืนไดโดยการแพรก ระจายของโรคนั้นอาจเปน ไดทงั้ ทางตรงและทางออม ตามการศึกษาคนควาทดลองวิจัยทางการแพทยพบวา เชื้อโรคนัน้ เปนแบคทเี รยี และไวรัส เปน สาเหตใุ หญของความเจบ็ ปว ย ซงึ่ ทงั้ สองน้มี ีอยตู ามธรรมชาตทิ กุ หนทุกแหง มที ้ังโทษแลคณุ ประโยชน แตปจจุบันพบวา สาเหตุการเกิดโรคมาจากพันธุกรรมและเปนเพราะตัวเองนําเชื้อโรคมาสูตวั เอง ดังน้ี 1. การรับเช้ือจากผูอ่นื โรคเหลา น้เี ปนโรคตดิ ตอโดยมคี นเปน พาหนะนาํ เช้ือมาติดตอ การตดิ ตอเน่ืองจากความใกลช ิดกับผปู วย เชน ไขหวัดใหญ โรคผิวหนังบางชนิด โรคตาแดง ฯลฯ 2. การรับเชื้อจากการมเี พศสมั พนั ธ การมเี พศสมั พนั ธก ับหญิงอ่ืน ชายอ่นื ทไ่ี มใ ชภ รรยา หรือสามขี องตนและไมปองกัน ทาํ ใหเกดิ โรคได เชน โรคเอดส หรอื กลมุ ของกามโรค 3. การรบั เช้ือจากสัมผัส โดยมีสตั วเปน พาหนะ เชน ยงุ ลายนาํ โรคไขเลือดออกมาสูคน หนูเปน พาหนะนาํ เชื้อกาฬโรค และโรคฉีห่ นู มาสคู น ฯลฯ 4. เกดิ จากการไมรักษาความสะอาดของรายกาย ทําใหเกิดโรคผิวหนัง เชน กลาก เกลอ่ื น หิด เหา เปนตน จากสาเหตุการเกิดโรคตาง ๆ ดังกลาวมาแลว สามารถที่จะปองกันและหลีกเลย่ี งไดต าม ลักษณะโรคได เร่อื งท่ี 1 โรคตบั อักเสบจากเชื้อไวรัส เปนไวรัสท่ีอนั ตรายท่ีสดุ สามารถตรวจพบไดใ นเลือดผูเปนพาหนะ และนํ้าหลั่งตาง ๆ เชน นํ้าลาย นาํ้ ตา เหงื่อ นาํ้ ในชองคลอดและอสจุ ิ ติดตอไดโดยการสัมผสั ท่ีมีเชื้อเขา สรู า งกาย การใชเ ขม็ ฉดี ยา รวมกัน การสกั การฝง เข็ม การสมั ผสั เลือดโดยมบี าดแผล อาการของโรค มีตั้งแตอาการเล็กนอยไปจนกระทัง่ รุนแรง เชน มปี วดเมื่อย คลา ยเปน หวดั คลนื่ ไส แนนทอง ทองอดื บางรายจะตัวเหลือง ตาเหลือง ปส สาวะสีเขม ผทู ่มี อี าการรนุ แรงอาจตายภายใน 1 สปั ดาห การปอ งกนั การฉีดวัคซีนโรคไวรัสตับอักเสบบี จะเปนการควบคุมการแพรกระจายของโรคนี้

91 เรื่องที่ 2 โรคไขเ ลอื ดออก (Hemorrhagic Fever) ไขเลือดออก เปนโรคติดตอท่เี กิดกับทกุ คนทุกกลุมอายุ โดยท่ัวไปไขเลอื ดออกมักจะ ระบาดในฤดูฝน ซ่งึ เปนฤดูที่ยงุ ลายแพรพันธโุ ดยงาย สาเหตุ เกดิ จากเช้ือไวรัสเดงกี (Dengue) เลือดผปู วยไขเลือดออกเกิดจากไดรบั ไวรสั เดงกจี าก ยุงลาย เม่อื โดนยุงลายกัดแลวปลอ ยเชอื้ ไวรัสเดงกเี ขา สผู ปู วย หรอื ยงุ ดูดเลือดจากผปู วยแสงเชื้อไวรัส นน้ั เขาไป เช้ือไวรสั จะเขาไปเจริญอยใู นตัวยงุ 8-11 วนั จงึ จะเปนระยะตดิ ตอ เมอ่ื ยุงไปกัดคนท่ีปกติก็ จะถา ยทอดเชอื้ โรค ทาํ ใหเปนไขเลือดออกได ตอ จากนนั้ กจ็ ะมกี ารถายทอดเชอื้ ใหก บั คนอ่นื ๆ ตอไป และเช้ือไวรัสจะอยูใ นตวั ยุงตลอดชีวติ ของยุง คือ ประมาณ 45-60 วนั อาการ อาการของผูเ ปนไขเลือดออก คือ ไขสงู มาก แมใ หย าแลวไขกย็ งั ไมล ด เบอื่ อาหาร คลื่นไสอ าเจยี น มจี ุดเลือดออกตามผิวหนัง เสนเลือดเปราะ กดเจบ็ ตรงชายโครง บางรายปวดศีรษะ มาก ปวดตา ปวดกลามเนื้อ ปวดขอ ตองหมั่นสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงภายใน 2-3 วัน ถาอาการยัง ไมดีขน้ึ ตองพาไปพบแพทยเพ่อื วินิจฉัยโรค การปฏบิ ตั ิตนเม่อื เปน ไขเลือดออก 1. ดื่มน้ําสะอาดใหมากๆ หรือปฏิบัติตามคําแนะนําของแพทย 2. กินยาลดไขตามแพทยสั่ง (พาราเซตามอล (Paracetamol)) หางกันอยางนอย 4 ช่ัวโมง 3. เชด็ ตวั ชวยลดไขเ ปน ระยะ 4. ใหอาหารออน ยอยงา ย ตามตองการ

92 5. ควรงดอาหารหรอื เครอ่ื งด่มื ทม่ี สี แี ดงหรือดํา เพราะหากอาเจยี นออกมาอาจคดิ วา เปน เลอื ด 6. พบแพทยเพื่อติดตามดูอาการและตรวจเลือดตามนัด การปอ งกนั โรคไขเลอื ดออก 1. ใชม งุ ครอบหรือกางมุงเมื่อนอนกลางวัน 2. นอนในหองทมี่ มี ุงลวด 3. อยูใ นบรเิ วณที่มีอากาศถายเทสะดวกและมีแสงสวา ง 4. ท่ีเกบ็ น้ําควรปดฝาใหส นิท 5. ทาํ ลายแหลง เพาะพันธุยงุ ใหหมดไป 6. ภาชนะใสน ้าํ ทไี่ มมฝี าปด หรอื แหลง น้าํ เลก็ ๆ ควร ใสท รายเคลือบสารเคมี ปองกันไมใหเปนแหลง เพาะพันธุยงุ (ใส ทรายเคลือบสารเคมี 1 คร้งั ปองกันได 3 เดอื น) ควรจัดการวัสดุเหลา นีอ้ ยาใหเ ปน เร่ืองที่ 3 โรคไขห วดั ธรรมดา แหลงเพาะพันธยุ ุง พบมากในฤดูหนาว ฤดูฝนชวงท่ีมีอากาศเยน็ โดยเฉพาะผูท่ีมีรางกายออนแอ ตรากตราํ กบั การทาํ งาน และมเี วลาผักผอ นนอ ย สาเหตุ เกดิ จากเช้ือไวรัส ติดตอ ทางการหายใจ หรือสมั ผัสน้ําลายและเสมหะ อาการของโรค เกิดอาการอกั เสบของทางเดินหายใจ สงผลใหคดั จมกู น้ํามกู ไหล เจ็บคอ ไอจาม หรืออาจมไี ข ปวดศีรษะ ปกตจิ ะหายไดเ องในระยะเวลา 2-3 วนั ขึน้ อยูก บั ภูมติ านทานของ รางกาย การรกั ษา 1. นอนหลบั ผักผอนมาก ๆ และนอนในที่อากาศถายเทไดสะดวก 2. รกั ษารางกายใหอ บอนุ อยูเสมอ โดยใสเ สอื้ ผาหนา ๆ และหม ผา 3. ออกกําลังกายแตพ อเหมาะไมห กั โหม 4. รับประทานอาหารที่มีประโยชนใหครบ 5 หมู 5. ถามีไขรับประทานยาลดไข ไมควรอาบน้ํา 6. หากเปนติดตอกันหลายวัน ควรไปปรึกษาแพทย เพราะอาจมีโรคแทรกซอน

93 ในการปอ งกันโรคหวัดธรรมดานนั้ มขี อแนะนําดงั นี้ 1. ออกกําลังกายสมํ่าเสมอ พักผอ นใหเพยี งพอ รบั ประทานอาหารเพยี งพอตอความ ตองการของรางกายและไดสารอาหารครบ 5 หมู 2. หลกี เลย่ี งการอยใู กลชิดหรอื ใชส่งิ ของเครื่องใชร ว มกบั ผูปว ย และเมอ่ื ไอ จาม ควรปด ปาก ปดจมูก 3. หลีกเลยี่ งการอยใู นทแ่ี ออัด อากาศระบายไมด ี เพราะอาจมีเชื้อไวรัสท่ที าํ ใหเปนโรค หวดั ธรรมดาอยมู าก 4. ควรทําใหรางกายอบอุนตลอดเวลาโดยการสวมเสื้อผาปองกัน 5. เมอื่ รา งกายเปย กนํ้าควรเช็ดตัวใหแหงโดยเรว็ เรื่องท่ี 4 โรคเอดส (AIDS) เอดส มาจากคําวา AIDS เปน ชือ่ ยอ มาจากคําวาแอคไควร อมิ มูน เดฟฟเชยี นชี ชนิ โดรม (Acquired Immune Deficiency Syndrome) หมายถึง กลุมอาการของโรคที่เกิดจากภูมิคุมกัน ในรางกายเสอ่ื มหรอื บกพรอ ง ซง่ึ เปนภาวะทเ่ี กิดขน้ึ ภายหลงั ไมไ ดเปนมาแตกาํ เนิด หรือสืบสายเลอื ด ทางพันธุกรรม Acquired หมายถงึ ภาวะท่ีเกิดขึน้ ภายหลังไมไดเปนมาแตกําเนิดหรือสืบสายเลือดทาง พนั ธกุ รรม Immune หมายถงึ ระบบภูมคิ ุม กัน Deficiency หมายถึง ความบกพรองหรือการขาด Syndrome หมายถึง กลุมอาการของโรค สาเหตุ เกดิ จากเช้ือไวรสั เอชไอวี (HIV : Human Immune deficiency Virus) เมอ่ื เช้ือโรคเขา สู รางกายแลว จะไปทาํ ลายเซลลเ มด็ เลอื ดขาวทท่ี าํ หนาท่ปี องกนั เช้ือโรค ทําใหภ ูมคิ มุ กันของคนท่ีไดรบั เชือ้ นัน้ เสือ่ มหรือบกพรองจนเปนสาเหตุใหรางกายของคนนัน้ ออนแอ เมือ่ ไดรับเชือ้ ใด ๆ ก็ตามจะเกิด อาการรุนแรงกวา คนปกติและเสยี ชวี ติ ในทสี่ ุด อาการ ผูต ดิ เชื้อสว นใหญจะไมม ีอาการ แตจะแพรเช้ือใหผูอน่ื ได จะมีเพยี งบางรายท่ตี ิดเช้ือและมี อาการนา สงสยั วา เปนโรคเอดส ซ่งึ สงั เกตไดงา ย คือ 1. ตอ มนํา้ เหลอื งทค่ี อ รกั แร และขาหนีบโตนานเกิน 3 เดอื น 2. นาํ้ หนกั ตวั ลดลง 3-4 กโิ ลกรัม หรือมากกวา 10% ภายใน 3 เดือน โดยไมทราบสาเหตุ

94 3. อจุ จาระรวงเรื้อรังนานเกนิ 3 เดือน 4. เบื่ออาหารและเหนื่อยงายมาเปนเวลา 3 เดือน 5. ไอโดยไมท ราบสาเหตุนานเกนิ 3 เดอื น 6. มีไขเกิน 37.8 องศาเซลเซียส มีเหงื่อออกตอนกลางคืนนานเกิน 1 เดอื น 7. เปน ฝา ขาวในปากนานเกิน 3 เดือน 8. มกี อนสีแดงปนมว งขึน้ ตามตัวและโตข้ึนเรอ่ื ย ๆ 9. แขนหรือขาขางใดขางหนึ่งไมมีแรงทํางานไมประสานกัน ทั้งนี้ไมไดหมายความวาอาการดังกลาวจะเปนโรคเอดสทุกราย จนกวาจะไดรับการตรวจ เลือดยืนยนั ทแี่ นนอนกอน การตดิ ตอ โรคเอดสติดตอกันไดหลายทาง ท่พี บบอ ย และสาํ คัญทีส่ ุด คอื 1. จากการมเี พศสัมพนั ธก ับผูที่มีเชอ้ื โรค เอดส 2. จากการถายเลอื ด หรอื รับผลิตภัณฑ เลอื ดทม่ี เี ช้ือเอดส 3. จากการใชเข็มหรือกระบอกฉีดยา รวมกบั ผูทมี่ เี ช้ือโรคเอดส โดยเฉพาะผตู ดิ สารเสพติด ชนดิ ฉดี เขา หลอดเลอื ด 4. จากแมทม่ี ีเช้ือไวรัสเอดสไปสทู ารกในครรภ โรคเอดสไ มตดิ ตอในกรณตี อ ไปน้ี 1. เรยี นสถาบนั เดยี วกัน หรืออยบู า นเดียวกนั 2. จับมือหรือพูดคยุ 3. นั่งรวมโตะรับประทานอาหาร 4. ใชโ ทรศัพทรว มกนั หรือโทรศัพทสาธารณะ 5. ใชห อ งน้ํารวมกัน หรือหองนํ้าสาธารณะ 6. คลุกคลีหรือเลน รว มกนั 7. ใชส ระวายนาํ้ รวมกัน 8. ยงุ หรอื แมลงดูดเลอื ด

95 การปอ งกนั โรคเอดส โรคเอดสเ ปน โรคท่ีไมม ียารกั ษาใหห ายขาดได จงึ ควรเนนการปองกันโรคโดยปฏบิ ัติดังน้ี 1. ไมเสพสารเสพตดิ และถากาํ ลงั ติดสารเสพติดกไ็ ปรับการรกั ษาเพือ่ เลิกสารเสพตดิ หลีกเล่ียงการใชเขม็ ฉดี ยา หรือกระบอกฉดี สารเสพติดรว มกบั ผอู ืน่ 2. ถามีเพศสัมพันธใหใชถุงยางอนามัย 3. งดเวนการใชข องสวนตัวรวมกบั ผูอื่น โดยเฉพาะของทีอ่ าจปนเปอนเลือด เชน แปรง สฟี น ใบมีดโกนหนวด เขม็ สักตัว เข็มเจาะหู เปน ตน 4. หญิงท่ตี ิดเชื้อเอดส ควรหลีกเลย่ี งการต้ังครรภ เพราะเดก็ ทเี่ กิดจากแมท่ตี ิดเช้ือเอดสจะ มโี อกาสตดิ เช้อื โรคเอดสไดถึงรอ ยละ 50 เร่อื งท่ี 5 โรคฉีห่ นู (Leptospirosis) โรคฉี่หนู พบวา มีผูติดโรคน้ีในฤดูฝน โดยเช้อื โรคจะมากบั ปสสาวะของหนู และยงั สามารถพบไดใ นสตั วอ น่ื ๆ ที่ใชฟน แทะอาหาร เชน กระรอก สุนขั จง้ิ จอก จะสามารถแพรเ ช้ือออกมาได โดยท่ีตัวมันไมเปน โรค เชื้อที่เปนสาเหตุของโรค คอื เชื้อแบคทเี รยี ที่อาศยั อยูในดิน โคลน หรือแหลง น้ําลําคลอง บรเิ วณท่มี ีนาํ้ ทวมขงั ที่ มีสภาพแวดลอมเหมาะสมในการดํารงชีวิตของเชื้อโรค คือมีความชื้น แสงแดดสองถึง มีความเปนกรด ปานกลาง มักจะระบาดมากในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน กลมุ เสยี่ งตอ การเกิดโรค - เกษตรกร ชาวไรช าวนา ขาวสวน - คนงานในฟารมเลี้ยงสัตว โค สกุ ร ปลา - กรรมกรขุดทอระบายน้ํา เหมอื งแร โรงฆาสัตว - กลมุ อ่ืน ๆ เชน แพทย เจาหนาทหี่ อ งทดลอง ทหารตาํ รวจที่ปฏบิ ัตงิ านตามปา เขา - กลุมประชาชนทวั่ ไป ท่อี ยูในแหลงทีม่ ีนํ้าทวมขงั หรอื มีหนูอาศัยอยู การติดตอ ของโรค สตั วทน่ี าํ เช้ือไดแก พวกสัตวฟนแทะ เชน หนู โดยเฉพาะ หนนู า หนูพุก รองลงมา ไดแก สุนัข วัว ควาย สัตวพวกนเ้ี กบ็ เช้ือไวใ นไตเมื่อหนูปส สาวะเชอ้ื จะอยใู นนา้ํ หรือดิน

96 - เม่อื คนสมั ผัสเชือ้ ซง่ึ อาจจะเขา ทางแผล เยอื่ บุในปากหรือตา หรอื แผล ผวิ หนังปกติ ที่เปยกชื้นเชื้อโรคสามารถไชผานไปไดเชนกัน - เช้ืออาจจะเขารางกายโดยการดื่มหรือกินอาหารที่มีเชื้อโรค อาการทีส่ าํ คญั อาการของโรคแบงออกเปนกลุมใหญ ๆ ได 2 กลมุ 1. กลุม ทีไ่ มมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง หรือกลุม ทีอ่ าการไมรุนแรง กลุม นีอ้ าการไม รุนแรง หลังจากไดรับเชื้อ 10-26 วัน โดยเฉลี่ย 10 วัน ผูปวยก็จะเกิดอาการของโรคไดแกปวดเมือ่ ย กลามเนื้ออยางรุนแรง อาจจะมีอาการคลืน่ ไสอาเจียน และมีไขขึน้ สูงดวย บางรายอาจเกิดการเบือ่ อาหาร ทองเสยี ปวดทอ ง ตาแดง เจ็บตา เกดิ ผ่นื ขน้ึ ตามตวั หรอื มจี า้ํ เลอื ดตามผวิ หนงั 2. ระยะการสรางภูมิ ระยะนีถ้ า เจาะเลือดจะพบภมู ิตานทานโรค ผูปวยจะมีไขข้ึนใหม ปวดศีรษะ คอแข็งมีการอักเสบของเยื่อหุมสมอง และตรวจพบเชื้อโรคในปสสาวะ กลุมที่มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง กลุมนี้ไขจะไมหายแตจะเปนมากขึน้ โดยพบมี อาการตัวเหลืองตาเหลือง มีผื่นที่เพดานปาก มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ตับและไตอาจวายได ดีซาน เย่ือหุมสมองอักเสบ กลามเนือ้ อักเสบ อาจจะมีอาการไอเปนเลือด อาการเหลืองจะปรากฏหลังจาก ไดรบั เชื้อโรคนานเกนิ 4 วนั ผปู ว ยอาจจะเสียชีวติ ในระยะนหี้ รอื ในตนสัปดาหที่สามจากไตวาย ในการปองกนั โรคฉีห่ นนู ั้น มีขอแนะนาํ ดังนี้ 1. กําจัดหนแู ละปรบั ปรงุ สงิ่ แวดลอ มใหสะอาดถูกสขุ ลักษณะ เพ่ือไมใ หเ ปนแหลง เพาะพนั ธขุ องหนู 2. หลกี เลย่ี งการลงไปอาบแชในแหลง นาํ้ ท่ีวัว ควายลงไปกนิ นํ้า แชน าํ้ 3. หลีกเล่ียงการแชนํ้า ยํ่าโคลนดวยเทาเปลา โดยเฉพาะอยางย่ิงเม่ือมีบาดแผลท่ีขา เทา หรือตาม รา งกาย 4. หลกี เลย่ี งการเดนิ เทา เปลา ในทงุ นา ในคอกสตั ว 5. สวมเคร่ืองปองกันตนเองดวยการสวมถุงมือยาง รองเทาบูทยาง และสวมเส้ือผาท่ีมิดชิด เม่ือตอง ทาํ งานในไรนาหรือท่เี ปยกช้นื แฉะ 6. อาบนํา้ ชาํ ระลา งรางกายดว ยน้าํ สะอาดและสบูท นั ทหี ลังการลยุ นํ้ายาํ่ โคลน หรือกลับจากทงุ นา 7. ไมชําแหละสตั วโดยไมส วมถุงมือ 8. ไมกินเนือ้ สัตว เครื่องในสัตวทีไ่ มไดทําใหสุกหรือผักสดจากทองนาที่ไมไดลางใหสะอาด หลีกเลย่ี งการอม กลืนนาํ้ หรอื ลืมตาในนา้ํ ท่ีไมส ะอาด 9. หลกี เลี่ยงการดมื่ นา้ํ หรือรบั ประทานอาหารจากภาชนะทเี่ ปด ฝาท้งิ ไว เพราะอาจมีหนมู าฉ่ีรดไว

97 เร่อื งท่ี 6 โรคมอื เทาเปอ ย ( hand foot mouth Syndrome) โรคปากเทาเปอยเกิดจากการติดเชือ้ ไวรัสทีช่ ือ่ วา Coxsackievirus โดยตอง ประกอบดวยผ่ืนท่ีมือ เทา เริ่มตนเปนทีป่ าก เหงือก เพดาน ลิน้ และลามมาที่มือ เทา บริเวณทีพ่ ันผาออมเชนกัน ผืน่ จะเปนตุม น้าํ ใสมีแผลไมมาก จะพบไดในทารกทีม่ ีอายุ ตง้ั แต 2 สัปดาหข ้นึ ไป ผื่นที่ปรากฏจะหายไดภายใน 5-7 วนั อาการ - มไี ข - เจ็บคอ - มตี มุ ที่ คอ ปาก เหงอื ก ลิ้น โดยมากเปน ตมุ นํ้ามากกวาเปนแผล - ปวดศรี ษะ - ผ่นื เปน มากทีม่ ือ รองลงมาพบทเ่ี ทา กนก็พอพบได - มีอาการเบื่ออาหาร - เดก็ จะหงดุ หงดิ ระยะฟก ตวั หมายถึงระยะต้งั แตไดร บั เช้อื จนกระทัง่ เกิดอาการไขเวลาประมาณ 4-6 วนั การวนิ จิ ฉัย โดยการตรวจรางกายพบผน่ื บรเิ วณดังกลาว การรักษา ไมมีการรักษาเฉพาะโดยมากรักษาตามอาการ - ถามีไขใหยาลดไข - ดื่มนํา้ ใหเพยี งพอตอ รา งกาย อยางนอยวนั ละ 6 – 8 แกว โรคแทรกซอ น ผูป วยสวนใหญเกิดจากเชือ้ coxsackievirus A16 ซึง่ หายเองใน 1 สัปดาห แตหากเกิดจาก เชอ้ื enterovirus 71 โรคจะเปน รนุ แรงและเกดิ โรคแทรกซอ น - อาจจะเกดิ ชกั เนอื่ งจากไขสูง ตองเช็ดตัวเวลามีไขและรับประทานยาลดไข - อาจจะเกดิ เยอ่ื หมุ สมองและสมองอกั เสบได การปองกัน หลีกเลีย่ งการสัมผัสกับผูป ว ย ควรพบแพทยเมื่อไร - ไขสูงรับประทานยาลดไขแลวไมลง - ด่มื น้าํ ไมไ ดแ ละมอี าการขาดน้าํ ผวิ แหง ปสสาวะสีเขม็ - เด็กกระสับกระสาย - มีอาการชัก เด็กจะเสียชีวิตเนื่องจากอาการของโรคแทรกซอน

98 เรอ่ื งท่ี 7 โรคตาแดง โรคตาแดงเปนโรคตาทีพ่ บไดบอย เปนการ อกั เสบของเย่อื บตุ า(conjuntiva)ท่ีคลมุ หนงั ตาบนและลางรวม เยือ่ บุตาทีค่ ลุมตาขาว โรคตาแดงอาจจะเปนแบบเฉียบพลัน หรือแบบเร้ือรัง สาเหตุอาจจะเกิดจากเชือ้ แบคทีเรีย ไวรัส Chlamydia trachomatis ภูมิแพ หรือสัมผัสสารที่เปนพิษตอ ตา สาเหตสุ ว นใหญเ กิดจากเชอื้ แบคทเี รียและเช้ือไวรัส มักจะ ติดตอทางมือ ผาเช็ดหนาหรือผาเช็ดตัวโดยมากจะเปนและ หายไดภ ายในเวลา 2 สปั ดาห ตาแดงจากโรคภูมิแพมักจะเปนตาแดงเรือ้ รัง มีการอักเสบของหนังตา ตา แหง การใช contact lens หรือน้ํายาลางตาก็เปนสาเหตุของตาแดงเรื้อรัง อาการของโรคตาแดง 1. คนั ตา เปน อาการทีส่ ําคัญของผูปว ยตาแดงท่ีเกดิ จากภูมแิ พ อาการคนั อาจจะเปนมาก หรอื นอ ย คนที่เปนโรคตาแดงโดยที่ไมมีอาการคันไมใชเกิดจากโรคภูมิแพ นอกจากนั้นอาจจะมีประวัติ ภูมิแพในครอบครัว เชน หอบหดื ผนื่ แพ 2. ข้ีตา ลักษณะของขี้ตาก็ชวยบอกสาเหตุของโรคตาแดง - ขีต้ าใสเหมือนนํ้าตามักจะเกิดจากไวรสั หรือโรคภูมิแพ - ขต้ี าเปนเมอื กขาวมักจะเกิดจากภูมแิ พหรือตาแหง - ขีต้ าเปนหนองมักจะรวมกับมีสะเก็ดปดตาตอนเชาทําใหเปดตาลําบากสาเหตุ มกั จะเกิดจากเชอื้ แบคทีเรยี 3. ตาแดงเปนขางหนึ่งหรือสองขาง - เปนพรอมกันสองขางโดยมาก มกั จะเกดิ จากภูมแิ พ - เปนขางหนึง่ กอนแลวคอยเปน สองขางสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อเชนแบคทีเรีย ไวรัส หรอื Chlamydia - ผูท ม่ี ีโรคตาแดงขางเดยี วแบบเรือ้ รงั ชนิดน้ตี อ งปรึกษาแพทย 4. อาการปวดตาหรือมองแสงจาไมได มักจะเกิดจากโรคชนิดอื่น เชน ตอหิน มานตา อกั เสบเปน ตน ดังนั้นหากมีตาแดงรวมกับปวดตาหรือมองแสงไมไดตองรีบพบแพทย 5. ตามัว แมวากระพริบตาแลวก็ยังมัวอยู โรคตาแดงมักจะเห็นปกติหากมีอาการตามัว รวมกับตาแดงตองปรึกษาแพทย

99 6. ประวัติอืน่ การเปนหวัด การใชยาหยอดตา น้าํ ตาเทียม เครือ่ งสําอาง โรคประจําตัว ยาทใี่ ชอยปู ระจาํ การปองกันโรคตาแดง - อยาใชเครื่องสําอางรวมกับคนอื่น - อยาใชผาเชด็ หนาหรือผา เช็ดตัวรว มกนั - ลา งมอื บอ ยๆ อยาเอามอื ขย้ีตา - ใสแ วนตาปอ งกัน เม่อื ตอ งทาํ งานเกี่ยวของกับฝุนละออง สารเคมี - อยาใชย าหยอดตาของผอู ่นื - อยาวายน้าํ ในสระที่ไมไดใสคลอรีน การรกั ษาตาแดงดวยตวั เอง - ประคบเยน็ วนั ละ 3-4 คร้ัง ครง้ั ละ10-15 นาที - ลางมือบอยๆ - อยาขยี้ตาเพราะจะทําใหตาระคายมากขึ้น - ใสแ วน กันแดด หากมองแสงสวา งไมไ ด - อยา ใส contact lens ในระยะทตี่ าแดง ตาอกั เสบ - เปลย่ี นปลอกหมอนทกุ วนั เร่ืองท่ี 8 ไขห วดั นก สาเหตุ โรคไขห วดั นก (Avian influenza หรอื Bird flu) เกิดจากเชื้อไวรัสเอเวียนอินฟลู เอนซา ชนดิ เอ (Avian influenza Type A) ทาํ ใหเ กดิ โรคขน้ึ ไดท ัง้ ในคนในสัตวเลี้ยงลูกดวยนม และสัตว ปก อาการ ผูปวยจะมีอาการคลายกับไขหวัดใหญ มีระยะฟกตัวเพียง 1-3 วัน จะมีอาการ ไขส งู หนาวสน่ั ปวดศรี ษะ ปวดเม่อื ยกลา มเนือ้ ออนเพลยี เจ็บคอ ไอ ตาแดง เหน่ือยหอบ หายใจลําบาก รายท่ีรุนแรงเน่อื งจากมีอาการปอดอักเสบรวมดวย โดยเฉพาะในเด็กและผูส งู อายุอาจทําใหเ สยี ชวี ติ ได การติดตอ เชื้อไวรัสนี้จะถูกขับถายออกมากับมูลของนกทีม่ ีเชือ้ นีอ้ ยูและติดติดตอสู สัตวปก ท่ีไวตอการรบั เชื้อ ซ่ึงจะเกิดกบั ไก เปด หาน และนก คนจะติดตอมาจากสัตวอีกตอหน่ึงโดยการ สัมผัสมูลสัตว น้ํามูก น้ําตา น้ําลาย ของสัตวทีป่ วยหรือตาย ปจจุบันยังไมพบวามีการติดตอจากคนสูค น ผูท ีท่ ํางานในฟารมสัตวปก โดยเฉพาะในพืน้ ทีท่ ีม่ ีการระบาดของโรคไขหวัดนก มีโอกาสติดโรค ไขห วดั นกสงู

100 การปอ งกัน โดยการปฏิบตั ิดงั น้ี 1. หลกั เลย่ี งการสมั ผัสกับสตั วป ก ทปี่ ว ยเปน โรคอยู 2. ลางมือใหสะอาดดวยน้าํ และสบูท ุกครัง้ หลังหยิบจับเนื้อสัตวปกหรือไขดิบ และ อาบนํา้ หลงั จับตอ งหรอื สัมผัสสตั ว โดยเฉพาะสัตวป ก ทป่ี วยหรอื ตาย 3. ดแู ลรักษารางกายใหแขง็ แรงเพือ่ เพ่ิมภูมติ า นทานโรค 4. ถามีไข ปวดศีรษะ หนาวสัน่ เจ็บคอ ไอ โดยเฉพาะผูที่คลุกคลีกับสัตวปกทั้งที่มี ชีวิตและไมมีชีวิตควรรีบไปพบแพทย 5. รับประทานอาหารประเภทไกและไขที่ปรุงสุกเทานัน้ งดรับประทานอาหารทีป่ รุง สุก ๆ ดิบ ๆ โดยเฉพาะในชวงที่มีการระบาดของโรค 6. ลา งเปลอื กไขดวยน้ําใหส ะอาดกอนปรุงอาหาร


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook