51 • คาดและเตรยี มใจไวล ว งหนา ถึงปฏิกิรยิ าโตต อบ เราไมส ามารถเปลี่ยนตวั เองไดดว ยคําพูด ประโยคเดียว และการทาํ ใหผูอน่ื ยอมรบั ก็เชนเดยี วกนั การยอมถอยกลับไปเปนคนเดิมยอ ม งายกวาแตนั่นก็หมายความวาเราตองรับบท “คนใจดีทไี่ มเคยโกรธ” คอยเก็บงําความรูสึก ผดิ หวัง ความไมพอใจเอาไวโดยลาํ พัง • การบอกยืนยันความตองการของเราใหใชการบอกเลาถึงตัวเองดวยประโยคที่ขึ้นตนดวย “ฉนั รูสึก..……” ไมควรใชรูปประโยคตอวา “เธอทาํ ใหฉ ัน.......” เพราะจะนาํ ไปสูการโตเ ถียง เร่อื งท่ี 8 หลากหลายความเชอื่ ท่ผี ิดในเรือ่ งเพศ การ “ชว ยตัวเอง” บอ ยๆ จะทาํ ใหจติ ใจไมปกตหิ รอื เปน โรคจิตประสาทได “การชว ยตวั เอง” เปนทางเลือกหนึ่งในการจัดการกับความรูสึกและความตองการทางเพศซึ่ง เกิดจากธรรมชาติ ท่ีทุกคนสามารถทาํ ได ทัง้ ผหู ญงิ และผูช าย หากเรายังไมพรอมที่จะเริ่มตน ความสัมพันธ หรอื มีเพศสัมพันธก ับใคร ไมใชเร่ืองผิดปกติ หนมุ สาวหลายคนมกั จะถกู บอก เก่ยี วกับเรอื่ งการชวยตัวเองผิดๆ หลายอยา ง เชน การชวยตวั เองเปนสิ่งท่ีไมด ี บาป ทําใหตัวเตี้ย เรียนโง หรือการชวยตวั เองบอยๆ จะทําใหจิตใจไมปกติ เปนโรคจติ ประสาท หรือเส่อื มสมรรถภาพ ทางเพศ เปน ตน ความเช่ือเหลานจี้ งึ สง ผลตอ พฤตกิ รรม ทําใหส าวหลายคนมกั อายท่จี ะพดู ถึง สว น หนุมหลายคนอาจกังวลวาทําบอยๆ จะมีผลอยางไรหรือไม ทงั้ ท่ี วธิ กี ารนช้ี ว ยสนองตอบความ ตองการทางเพศของเราไดดวยตนเอง การชวยตัวเอง จะทําบอยหรือนอยครั้งก็ขึ้นกับความพรอม ความพอใจและสุขภาพของแตละคน ผชู ายมีความตองการทางเพศมากกวาผหู ญิง ความตองการทางเพศเปนเรื่องธรรมชาติที่ทั้งผูหญิงและผูชายมีเทาๆ กัน การมีความตองการ ทางเพศมากหรือนอยเปนเรื่องแตละบุคคล ไมเกย่ี วกับความเปนผหู ญงิ หรอื ผูชาย แตค วามคาดหวงั ของสังคมและวัฒนธรรมในสังคมไทยมีตอเรื่องเพศของผูหญิงและผชู ายตา งกนั เชน ผูชายชว ย ตัวเองเปนเรื่องธรรมดา ผชู ายจะตองมปี ระสบการณท างเพศ ผูชายเทยี่ วซอ งเปนเร่ืองธรรมดา ผูช าย มีเมียหลายคนถือวาเกง มฝี มือ แตในขณะท่ีเร่ืองเพศสําหรับผหู ญิงเปนเรือ่ งท่ไี มควรแสดงออก ผูหญงิ ทด่ี ีตอ งไรเดยี งสาในเรื่องเพศ ผหู ญิงชว ยตัวเองเปน เรอ่ื งไมง าม ผูหญิงตองรักนวลสงวนตวั และรกั เดยี วใจเดยี ว ดงั น้ัน เมื่อผูชายมีอารมณหรือมีความตองการทางเพศ จึงสามารถปลดปลอย
52 ไดเปน เรอ่ื งปกตธิ รรมดา แตหากเปน ผูหญงิ จะตองเกบ็ ความรูสึกไวและเรยี นรูท ่ีจะควบคุมอารมณ เพศและการแสดงออก จึงดูราวกับวาผูชายมีความตองการทางเพศมากกวาผูหญิง ความสขุ ทางเพศของผูหญงิ ขึ้นอยกู บั ขนาดอวยั วะเพศชาย ขนาดของอวัยวะเพศไมมีผลตอความสุขทางเพศเลย แตเปน ความเช่ือทสี่ ง ผลใหผชู ายเกิด ความไมมั่นใจในตนเอง ซึ่งบางคนมีปญหาในการมีเพศสัมพันธกับคู แลว เขาใจผิดไปเองวามาจาก ขนาดของอวยั วะเพศของตนเลก็ เกนิ ไป ความสุขทางเพศ เปนเรื่องเทคนิควิธีการ ที่มาจากการพูดคุยสื่อสารกันระหวางคนสองคน และชวยกันใหมีความสุขทั้งสองฝาย ความเชื่อในเรื่องขนาด สงผลใหผูชายสวนหนึ่งตองการดัดแปลงอวัยวะเพศตนเอง เชน การ ฝงมกุ โดยเชื่อวา การฝง มุกที่อวัยวะเพศเพื่อใหม พี นื้ ผิวขรุขระ จะชว ยเพิม่ ความสขุ ในขณะรว มเพศ โดยการฝงมุกเทยี ม หรือเมด็ แกวขนาดเล็กไวต ้ืน ๆ ใตผิวหนัง สําหรบั วธิ นี ี้ หากฝงเพียงตื้น ๆ ใต ผิวหนงั ไมน านก็จะหลุดออกมา แตถาฝง ลกึ กม็ โี อกาสติดเชอ้ื และเปนแผลได การใชป ากกบั อวยั วะเพศเปน เรอ่ื งผดิ ปกติ การใชปากกับอวัยวะเพศ (Oral sex) หรือการใชป ากทาํ รักใหก ับคู ไมว าผหู ญิงหรอื ผูช ายจะ ใชปากดูด เลยี อม ท่อี วัยวะเพศของคูเ พอื่ กระตุน ความรูสึกทางเพศนน้ั เปนเรื่องธรรมชาตทิ ี่เปนอีก ทวงทาหนึ่งของการมีเพศสัมพันธ แตการใชปากทํารัก ควรเกิดขึ้นจากการคุยและตกลงกันระหวางคูวา พรอมใจท่ีจะทําหรือไม เพราะบางคนอาจรูสึกวา การใชปากกับอวัยวะเพศเปนเรื่องสกปรก นาขยะแขยง แตบางคนอาจจะ รูสึกชอบ เพราะรูว า อวัยวะเพศก็มกี ารดูแลความสะอาดไมแ ตกตา งกับอวยั วะสว นอืน่ ๆ ของ รางกาย ขึ้นกับทัศนคติหรือมุมมองของแตละคน ท้ังน้ี การใชปากทาํ รักถอื วาเปน เพศสัมพนั ธท ปี่ ลอดภัย (Safe Sex) ทง้ั จากการตัง้ ครรภแ ละ ยงั เปนวธิ ีลดโอกาสเสีย่ งจากการตดิ เชอื้ เอชไอวีดว ย โอกาสของการติดเชื้อเอชไอวีจากการใชปากทํารัก เทา ทพี่ บมีเพยี งกรณเี ดียว คือ การใชป าก ทํารักใหกบั ผูชายท่มี เี ชื้อเอชไอวี โดยมีเงื่อนไขเฉพาะ คอื มกี ารหลั่งนํ้าอสุจิในปาก และในชอ งปาก ของคนที่ทํามีแผล และ/หรือ มีการติดเชื้อในลําคอเทานั้น แตยังไมเคยมีรายงานวามีการติดเชื้อจาก
53 การใชปากทาํ รักใหผ ูห ญงิ ท่มี ีเชื้อเอชไอวี หรือไมพ บวามีใครติดเช้อื เอชไอวีจากการทผ่ี ูติดเชื้อใช ปากทํารักให มวี ธิ ที ี่จะบอกไดว า ผูห ญงิ คนไหนเคยมีเพศสมั พันธมาแลว ผูชายสวนใหญอยากจะเปนคนแรกของผหู ญิงกันทง้ั นั้น จึงพยายามหาวธิ ีการท่จี ะบอกตอๆ กนั ในหมผู ูช ายดวยกันถงึ วธิ ีการ “ดูซิง” เชน ผหู ญิงที่มที า ทางเรยี บรอย เดินขาหนีบ หนาอกตั้ง สะโพกไมหยอน เปนตน แตจากขอมลู ทางการแพทยยืนยนั วา ไมมที างทจ่ี ะรไู ดวาผูหญิงเคยมี เพศสมั พนั ธมาแลว ถา หากวาผูหญิงไมบ อกดวยตนเอง ความเชื่อนี้จะสง ผลใหผ ชู ายไมป องกนั เมอื่ มีเพศสัมพันธก บั ผหู ญงิ ทีต่ วั เองมั่นใจวาซงิ ใน ขณะเดียวกันผหู ญิงทีเ่ คยมีเพศสมั พนั ธม าแลวก็จะปดบังความจริงกบั คูป จจุบนั เพราะกังวลวาผูช าย จะไมย อมรบั จงึ ทาํ ใหท้ังคูมีโอกาสเส่ียงตอการมีเพศสัมพนั ธท ่ีไมป องกัน การหล่งั นา้ํ อสุจิทําใหหมดกาํ ลงั ไมมีหลกั ฐานวาการหลั่งนํา้ อสจุ ิ ไมว าดวยการชวยตวั เองหรือมีเพศสมั พนั ธจ ะทาํ ใหหมด กําลงั โดยท่วั ไปหลังการมเี พศสมั พนั ธห รือชวยตัวเอง หากไดพักสกั ครูหน่งึ รางกายก็จะกลับคนื สู สภาพปกติ น้าํ กามประกอบดวยตวั อสจุ ิซง่ึ ผลติ จากลกู อณั ฑะและนาํ้ หลอ เลยี้ งอสจุ ิ ซง่ึ ผลติ จากทอและ ตอมตางๆ ท่ีอยใู นทางผา นของตวั อสจุ ิสภู ายนอก เม่ืออายมุ ากอวัยวะดังกลา วจะเส่อื มลง ทําให น้ํากามจางลงและมีจํานวนนอยลงดวย ทําใหความตองการทางเพศและการตอบสนองทางเพศ ลดลง รวมทั้งความสามารถในการหลั่งน้ํากามจะนอยลงดวย คือองคชาติชายสูงอายุอาจแข็งตัวได แตไมส ามารถหลง่ั นํา้ กาม ดังน้นั ดวยปจจัยหลายประการดงั ท่ีกลาวจึงทําใหคนทั่วไปคิดวาผูชายแต ละคนมีจํานวนน้ํากามจํากัด คือ ถาหลั่งน้ํากามบอยก็จะหมดความสามารถในการหลั่งน้ํากามเร็ว ซึ่งไมเปนความจริง ตรงกันขามกลับพบวาทั้งชายและหญิงที่มีกิจกรรมทางเพศบอยจะรักษา ความสามารถทางเพศไวไดนานกวาคนที่ไมคอยมีกิจกรรมทางเพศ ผูหญิงควรใชนํ้ายาทําความสะอาดชองคลอด ในชองคลอดของผูหญิงมีแบคทีเรียธรรมชาติที่รักษาความสมดุลยของชองคลอดอยูแลว หาก ไปใชน้ํายาที่สวนผสมของกรดหรือดางที่มากเกินไป จะทําใหเกิดการทําลายแบคทีเรียธรรมชาตินั้น จนเสียความสมดุลย และสว นผสมของนาํ้ หอมในนาํ้ ยายงั อาจกอ ใหเกดิ การระคายเคอื งบรเิ วณชอง
54 คลอด เปนผ่ืนคันและทาํ ใหต ิดเชอื้ โรคไดง า ย นอกจากนี้ ยงั ทาํ ใหตองส้ินเปลืองเงนิ เพิ่มขน้ึ เพ่ือซ้อื น้ํายาทําความสะอาดมาใช ทงั้ ๆ ทกี่ ารอาบนํา้ ปกตทิ ั่วไปท่ีใชสบแู ละน้ําสะอาดแลวซับทบ่ี รเิ วณ อวยั วะเพศใหแ หง กเ็ พยี งพอแลว ผหู ญิงเมอ่ื เปนสาวจะมหี วั นมเปน สชี มพู เปน เรือ่ งธรรมชาติท่ีผหู ญิงแตละคนจะมหี นา อกท่ีแตกตา งกันหลายรูปทรง หลายขนาดและ หลายสี อาจจะมอี กขนาดเลก็ หรอื ใหญ หัวนมอาจต้ังข้ึนหรือจะคลอยลง อาจจะน่มิ หรือกระชับกไ็ ด ทง้ั น้ี สขี องหวั นมก็เชนเดียวกันท่ีอาจมคี วามแตกตา งกนั ไปตามธรรมชาติของแตละคน เชน สีเขม (คลาํ้ ) หรือสซี ดี ความแตกตา งแบบน้เี ปนเรื่องธรรมดาไมเ กย่ี วกบั เม่ือเปนสาวแลวจะตองมีหัวนม เปนสีชมพู เรอ่ื งท่ี 9 กฎหมายที่เก่ียวขอ งกบั การลว งละเมดิ ทางเพศ การลวงละเมิดทางเพศ หมายถงึ พฤตกิ รรมทลี่ ะเมดิ สิทธขิ องผอู ่ืนในเรือ่ งเพศ ไมวาจะเปน คําพูด สายตา และการใชทาที รวมไปจนถึงการบังคับใหมีเพศสัมพันธ การขมขืน และตองคํานึงถึง ความรสู กึ ของผูหญงิ เปนหลัก การกระทาํ ใดๆ กต็ ามที่ทาํ ใหผหู ญิงรูสกึ อับอาย เปนการลว งเกินความ เปนสวนตัว และไมยินยอมพรอ มใจใหท ํา ถือเปน การลวงละเมิดทางเพศทั้งสิ้น มบี ัญญัตอิ ยใู นลกั ษณะ 9 ความผิดเกยี่ วกบั เพศ ดังนี้ มาตรา 276 ผใู ดขม ขืนกระทําชําเราหญิงซ่งึ มใิ ชภริยาตน โดยขูเข็ญประการใดๆ โดยใชก ําลัง ประทษุ รา ยโดยหญงิ ในภาวะทีไ่ มส ามารถขดั ขืนได หรอื โดยทาํ ใหหญงิ เขา ใจผดิ คิดวา เปนบคุ คลอื่น ตอ งระวางโทษจาํ คุกตัง้ แตสี่ปถงึ ยสี่ ิบป และปรบั ต้ังแตแ ปดพันบาทถึงสพี่ ันบาท ถา การกระทาํ ความผิดตามวรรคแรกไดกระทําโดยมีหรือใชอาวุธปนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยรวมกระทําความผิด ดวยกัน อันมีลักษณะเปน การโทรมหญิง ตอ งระวางโทษจําคกุ ตงั้ แตส ิบหาปถ ึงย่ีสบิ ป และปรบั ตงั้ แต สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจําคุกตลอดชีวิต มาตรา 277 ผใู ดกระทําชาํ เราเด็กหญิงอายไุ มเ กนิ สบิ หาป ซง่ึ มใิ ชภ ริยาตน โดยเดก็ หญงิ น้ันจะ ยนิ ยอมหรือไมกต็ าม ตองระวางโทษจําคุกตัง้ แตสี่ปถ ึงย่ีสบิ ป และปรบั ตง้ั แตแปดพนั บาทถึงสหี่ ม่ืนบาท
55 ถากระทําความผิดตามวรรคแรกเปนการกระทําแกเด็กหญิงอายุไมเกินสิบสามป ตองระวางโทษจําคุก ต้ังแตเจ็ดปถงึ ย่ีสิบป และปรับตั้งแตห นึง่ หมื่นบาทถงึ สี่หมืน่ บาท หรือจําคุกตลอดชวี ิต ถาการกระทํา ความผิดนั้นความวรรคแรก หรือวรรคสองไดกระทําโดยรวมกระทําความผิดดวยกันอันมีลักษณะเปน การโทรมหญงิ และเดก็ หญิงนัน้ ไมย นิ ยอม หรอื ไดกระทําโดยมีอาวุธปนหรือวัตถุระเบดิ หรือโดยใช อาวุธ ตองระวางโทษจําคุกตลอดชวี ติ ความผิดตามท่ีบัญญตั ไิ วในวรรคแรก ถา เปนการกระทาํ ท่ชี าย กระทาํ กบั เด็กหญิงอายกุ วาสิบสามป แตยังไมเ กนิ สิบหา ปโดยเดก็ หญงิ น้ันยนิ ยอมและภายหลังศาล อนุญาตใหช ายและเดก็ หญิงนน้ั สมรสกนั ผกู ระทาํ ผิดไมตอ งรับโทษ ถา ศาลอนุญาตใหสมรสใน ระหวา งทีผ่ ูก ระทาํ ผิดกําลงั รับโทษในความผิดนั้นอยู ใหศาลปลอ ยผูกระทาํ ผิดนั้นไป มาตรา 277 ทวิ ถาการกระทําความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก หรอื มาตรา 277 วรรคแรก หรอื วรรคสอง เปน เหตุใหผถู ูกกระทํา (1) รับอันตรายสาหัส ผูกระทาํ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ต้ังแตสบิ หาป ถึงย่ีสิบหาป และปรับตัง้ แต สามหมื่นบาท หรือจําคุกตลอดชีวิต (2) ถงึ แกค วามตาย ผูกระทําตองระวางโทษประหารชวี ิต หรือจาํ คุกตลอดชีวติ มาตรา 277 ตรี ถาการกระทําความผิดตามมาตรา 276 วรรคสองหรือมาตรา 277 วรรคสาม เปน เหตใุ หผ ูก ระทาํ (1) รบั อันตรายสาหัส ผกู ระทาํ ตองระวางโทษประหารชีวิต หรือจําคุกตลอดชวี ิต (2) ถึงแกความตาย ผูกระทําตองระวางโทษประหารชีวิต โดยสรุป การจะมีความผิดฐานกระทําชําเราได ตองมีองคประกอบความผิดดังนี้ 1. กระทาํ ชาํ เราหญิงอน่ื ท่ีไมใ ชภ รรยาตน 2. เปนการขมขืน บังคับใจ โดยมีการขูเข็ญ หรือใชกําลังประทุษราย หรือปลอมตัวเปนคนอื่นที่ หญิงชอบและหญิงไมสามารถขัดขื่นได 3. โดยเจตนา
56 ขอสงั เกต กระทําชําเรา = ทําใหของลับของชายลวงล้ําเขาไปในของลับของหญิง ไมวาจะลวงล้ําเขาไป เล็กนอยเพียงใดก็ตาม และไมวา จะสําเรจ็ ความใครห รอื ไมก ็ตาม การขมขืน = ขมขืนใจโดยที่หญิงไมสมัครใจ การขมขืนภรรยาของตนเองโดยที่จดทะเบียนสมรสแลวไมเปนความผิด การรวมเพศโดยทีผ่ ูหญิงยนิ ยอมไมเปน ความผิด แตถ า หญิงน้นั อายไุ มเ กนิ 13 ป แมย ินยอมก็มี ความผิด การขมขืนกระทําชําเราผูที่อยูภายในปกครองของตนเอง เชน บุตร หลาน ลูกศิษยที่อยูในความ ดแู ลตอ งรับโทษหนักข้นึ มาตรา 278 ผูใดกระทาํ อนาจารแกบุคคลอายุกวา สบิ หาป โดยขูเ ข็ญดว ยประการใดๆ โดยใช กําลังประทุษราย โดยบุคคลนั้นอยูในภาวะที่ไมสามารถขัดขืนได หรอื โดยทาํ ใหบุคคลนน้ั เขาใจผดิ วา ตนเปนบุคคลอื่น ตองระวางโทษจําคุกไมเ กินสิบป หรอื ปรับไมเกินสองหม่ืนบาท หรอื ทั้งจําทงั้ ปรบั มาตรา 279 ผูใดกระทาํ อนาจารแกเด็กอายุยงั ไมเกนิ สบิ หา ป โดยเดก็ นน้ั จะยินยอมหรือไมก ต็ าม ตอ งระวางโทษจําคกุ ไมเกินสบิ ป หรือ ปรบั ไมเกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถากระทําความผิด ตามวรรคแรก ผกู ระทําไดก ระทําโดยขูเ ข็ญดว ยประการใดๆ โดยใชก าํ ลังประทษุ รายโดยเด็กนัน้ อยูใน ภาวะที่ไมสามารถขัดขืนได หรือ โดยทําใหเด็กนั้นเขาใจผิดวาตนเปนบุคคลอื่น ตองระวางโทษจําคุกไม เกินสบิ หาป หรือปรับไมเกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ มาตรา 280 ถากระทําความผิดตามมาตรา 278 หรอื มาตรา 279 เปน เหตใุ หผ ูถกู กระทํา (1) รบั อนั ตรายสาหสั ผูก ระทาํ ตองระวางโทษจําคุก ตง้ั แตหา ปถ งึ ยี่สบิ ป และปรบั ตง้ั แตหนึง่ หมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท (2) ถึงแกความตาย ผูกระทําตองระวางโทษประหารชีวิต หรือจําคุกตลอดชีวิต
57 การจะมีความผดิ ฐานทําอนาจารได ตองมีองคประกอบ คือ 1. ทําอนาจารแกบุคคลอายุเกินกวา 13 ป 2. มีการขมขู ประทุษราย จนไมสามารถขัดขืนได หรือทําใหเขาใจวาเราเปนคนอื่น 3. โดยเจตนา ขอ สงั เกต อนาจาร = การทําหยาบชาลามกใหเปนที่อับอายโดยที่หญิงไมสมัครใจ หรือโดยการปลอมตัว เปนสามีหรือคนรัก การทําอนาจารกับเด็กอายุไมเกิน 13 ป แมเด็กยินยอมก็เปนความผิด ถาทําอนาจาร กับบุคคลใดแลวบุคคลนั้นไดรับอันตรายหรือถึงแกความตายตองไดรับโทษหนักขึ้น การทําอนาจารไมจําเปนตองทํากับหญิงเสมอไป การทําอนาจารกับชายก็ถือเปนความผิด เชนเดียวกันไมวาผูกระทําจะเปนชายหรือหญิงก็ตาม ความผิดทั้งการขมขืน การกระทําชําเราและการ กระทําอนาจารน้ี ผกู ระทาํ จะไดรับโทษหนกั ข้ึนกวาท่ีกําหนดไวอ ีก 1 ใน 3 หากเปนการกระทําผิดแก 1.ผสู ืบสนั ดาน ไดแ ก บุตร หลาน เหลน ลอื (ลูกของหลาน) ที่ชอบดวยกฏหมาย 2.ศิษยซ ง่ึ อยูในความดูแล ซึ่งไมใชเฉพาะครูที่มีหนา ทส่ี องอยางเดยี ว ตองมีหนาทด่ี ูแลดวย 3.ผูอยูในความควบคุมตามหนาที่ราชการ 4.ผูอยูในความปกครอง ในความพิทักษ หรือ ในความอนุบาลตามกฏหมาย นอกจากน้ี ยังมีมาตราอื่นๆ ที่เกย่ี วของอีก ไดแก มาตรา 282 ผูใดเพอ่ื สนองความใครข องผูอนื่ เปนธุระจัดหา ลอไป หรือพาไปเพอื่ การอนาจาร ซึง่ ชายหรอื หญิง แมผูนั้นจะยินยอมกต็ าม ตองระวางโทษจําคุกต้งั แตหนงึ่ ปถึงสบิ ปและปรบั ตั้งแตส อง พันบาทถึงสองหมื่นบาทถาการกระทําความผิดตามวรรคแรกเปนการกระทําแกบุคคลอายุเกินสิบหาป แตย งั ไมเกนิ สิบแปดป ผกู ระทาํ ตอ งระวางโทษจาํ คุกตง้ั แตสามปถ งึ สบิ หา ป และปรบั ต้ังแตห กพนั บาท ถึงสามหมื่นบาทถาการกระทําความผิดตามวรรคแรกเปนการกระทําแกเด็กอายุยังไมเกินสิบหาป ผูกระทาํ ตอ งระวางโทษจําคกุ ตัง้ แตหา ปถึงย่ีสิบป และปรบั ตัง้ แตหน่ึงหมน่ื บาทถึงสห่ี มื่นบาทผใู ดเพื่อ สนองความใครข องผูอนื่ รบั ตวั บุคคลซง่ึ ผูตอ งระวางโทษตามทบ่ี ัญญัตไิ วในวรรคแรก วรรคสอง หรือ วรรคสาม แลว แตกรณี
58 มาตรา 283 ผูใ ดเพ่อื สนองความใครของผูอืน่ เปนธรุ ะ จดั หาลอ ไป หรือ พาไปเพือ่ การอนาจาร ซึ่งชายหรือหญิง โดยใชอุบายหลอกลวง ขูเข็ญ ใชกําลังประทุษราย ใชอํานาจครอบงําผิดคลองธรรม หรือใชวิธขี ม ขืนใจดว ยประการอื่นใด ตองระวางโทษจําคุก ตั้งแตหาสบิ ปถึงย่ีสิบป และปรบั ตงั้ แตหน่งึ หมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ถาการกระทําตามความผิดวรรคแรก เปนการกระทําแกบุคคลอายุเกินสิบหาแต ยงั ไมเ กินสบิ แปดป ผูกระทาํ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ตง้ั แตเจ็ดปถ งึ ยส่ี ิบป และปรับตงั้ แตหนึง่ หม่นื สี่พนั บาทถึงสีห่ ม่นื บาท ผกู ระทําตองระวางโทษจําคุกตง้ั แตส ิบปถ ึง ยส่ี บิ ป และปรับต้งั แตสองหม่นื บาทถงึ สี่ หม่นื บาท หรือจําคกุ ตลอดชีวติ หรือประหารชีวิต ผูใดเพื่อสนองความใครของผอู ืน่ รับตวั บคุ คลซ่งึ มีผู จดั หาไป ลอไป หรือพาไปตามวรรคแรก วรรคสอง หรือ วรรคสามหรอื สนับสนุนในการกระทาํ ความผิดดังกลาว ตองระวางโทษตามที่บัญญัติไวในวรรคแรก วรรคสอง หรือวรรคสามแลวแตกรณี มาตรา 283 ทวิ ผูใดพาบุคคลอายเุ กนิ สบิ หาปแ ตยงั ไมเ กินสบิ แปดปไปเพอื่ การอนาจาร แมผ นู ้นั จะยินยอมก็ตาม ตองระวางโทษจาํ คกุ ไมเกินหา ปห รอื ปรับไมเกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ ถา การกระทําความผิดตามวรรคแรก เปนการกระทําแกเด็กอายุยังไมเกินสิบหาป ผูกระทําตองระวางโทษ จําคุกไมเกนิ เจ็ดปห รือ ปรบั ไมเ กนิ หนึ่งหมื่นส่พี นั บาท หรือทัง้ จาํ ทัง้ ปรับ ผูใ ดซอ นเรนบุคคลซึ่งพาไป ตามวรรคแรกหรือวรรคสองตองระวางโทษตามที่บัญญัติในวรรคแรกหรือวรรคสองแลวแตกรณี ความผิดตามวรรคแรก และวรรคสามเฉพาะกรณีที่กระทําแกบุคคลอายุเกินสิบหาป เปนความผิดอัน ยอมความได มาตรา 284 ผูใดพาผูอ่นื ไปเพอ่ื อนาจาร โดยใชอ บุ ายหลอกลวง ขเู ขญ็ ใชก าํ ลังประทุษรา ย ใช อาํ นาจครอบงาํ ผิดคลองธรรมหรือใชวธิ ีขมขืนใจดว ยประการอน่ื ใด ตองระวางโทษจําคกุ ตงั้ แตห นง่ึ ป ถงึ สบิ ปและปรับตง้ั แตสองพันบาทถงึ หนง่ึ หม่ืนบาท ผูใดซอ นเรนบคุ คลซึ่งเปน ผถู ูกพาไปตามวรรค แรก ตองระวางโทษเชนเดียวกับผูพาไปนั้น ความผิดตามมาตรานี้ เปนความผิดอันยอมความได มาตรา 317 ผใู ดปราศจากเหตอุ นั สมควรพรากเดก็ อายุยงั ไมเกนิ สิบหาปไปเสียจากบิดามารดา ผูป กครอง หรือผูดแู ล ตองระวางโทษจําคุกตง้ั แตสามปถึงสิบหาปแ ละปรับตง้ั แตหกพันบาทถึงสาม หมืน่ บาทผูใ ดโดยทจุ ริต ซอื้ จาํ หนาย หรือรบั ตวั เดก็ ซง่ึ ถกู พรากวรรคแรก ตอ งระวางโทษเชนเดียวกบั ผู พรากนั้น ถาความผิดตามมาตรานี้ไดกระทําเพื่อหากําไร หรือ เพื่อการอนาจาร ผูกระทําตองระวางโทษ จาํ คุกต้งั แตหา ปถึงยสี่ บิ ปและปรับตั้งแตห น่งึ หมนื่ บาทถึงสี่หมื่นบาท
59 มาตรา 318 ผูใดพรากผูเยาวอายกุ วา สิบหา ปแตย งั ไมเกนิ สบิ แปดปไปเสยี จากบดิ ามารดา ผปู กครองหรือผูดูแล โดยผเู ยาวนนั้ ไมเต็มใจไปดวย ตองระวางโทษจาํ คกุ ตั้งแตสองปถึงสบิ ปแ ละ ปรบั ต้ังแตสีพ่ นั บาทถึงสองหมน่ื บาท ผูใดโดยทุจริต ซอ้ื จําหนา ย หรือ รบั ตัวผูเยาวซ ่ึงถูกพรากตาม วรรคแรกตองระวางโทษเชนเดียวกับผพู รากน้ัน ถาความผิดตามมาตรานไ้ี ดกระทําเพอื่ กําไร หรือเพื่อ การอนาจาร ผูกระทําตองระวางโทษจําคุกจชตั้งแตสามปถึงหาป และปรับตั้งแตหกพันบาทถึงสามหมื่น บาท มาตรา 319 ผใู ดพรากผูเยาวอายกุ วาสิบหาปแตยังไมเกินสิบแปดปไปเสียจากบิดามารดา ผปู กครองหรือผดู แู ละเพื่อหากาํ ไรหรือเพ่ือการอนาจาร โดยผูเ ยาวน นั้ เต็มใจไปดว ย ตองระวางโทษ จําคุกตงั้ แตสองปถงึ สิบปแ ละปรบั ตั้งแตสพ่ี นั บาทถงึ สองหมื่นบาท ผูใ ดโดยทุจริต ซ้ือ จําหนา ย หรือรับ ตัวผเู ยาวซ ง่ึ ถกู พรากตามวรรคแรกตองระวางโทษเชนเดียวกับผูพรากนั้น ผทู ่จี ะมีความผดิ ฐานพรากผูเยาวค วามผิดน้นั จะตองประกอบดวย 1. มีการพรากบุคคลไปจากการดูแลของบิดามารดา ผูดูแล หรือผูปกครอง 2. บุคคลที่ถูกพรากจะเต็มใจหรือไมก็ตาม 3. ปราศจากเหตุผลอันควร 4. โดยเจตนา ขอ สงั เกต การพรากผูเ ยาว = การเอาตัวเด็กที่อายุยังไมครบบรรลุนิติภาวะไปจากความดูแลของบิดามารดา ผปู กครอง หรือ ผดู แู ลไมว า เด็กนน้ั จะเตม็ ใจหรอื ไมก็ตาม การพรากผเู ยาวอายเุ กิน 13 ป แตไ มเกนิ 18 ป โดยผูเยาวไมเตม็ ใจเปนความผดิ ผทู ีร่ บั ซื้อขายตัว เด็กท่ีถูกพรากฯตองรบั โทษเชน เดียวกับผูพราก ผูท พี่ รากฯหรือรับซ้ือเด็กท่พี รากฯ ไปเปนโสเภณี เปน เมียนอ ยของคนอ่ืน หรอื เพื่อขมขนื ตองรับโทษหนักขน้ึ การพรากผูเยาวอายุเกิน 13 ป แตไ มเกิน 18 ป แมผ ูเยาวจะเตม็ ใจไปดวย ถานําไปเพือ่ การ อนาจารหรือคากําไรเปนความผดิ เชน พาไปขนขืน พาไปเปน โสเภณี
60 คําแนะนําในการไปตดิ ตอ ทสี่ ถานีตาํ รวจ การแจงความตางๆ เพื่อความสะดวก รวดเร็วและถูกตองตามกฏหมายและระเบียบของทางราชการ เมื่อทานไป ติดตอท่โี รงพัก ทานควรเตรียมเอกสารท่ีจาํ เปนตดิ ตวั ไปดวยคอื แจง ถูกขมขืนกระทาํ ชําเรา หลักฐาน ตางๆ ทค่ี วรนาํ ไปแสดงตอ เจาหนา ทีต่ ํารวจ คือ เส้ือผาของผูถ กู ขมขืน ซงึ่ มคี ราบอสุจิ หรือรอยเปอน อยา งอ่ืนอันเกิดจากการขม ขืนและส่งิ ตางๆของผตู องหาท่ีตกอยใู นท่ีเกดิ เหตุ ทะเบียนบานของผเู สียหาย รูปถา ย หรือ ท่ีอยขู องผูตอ งหาตลอดจนหลกั ฐานอนื่ ๆ (ถา ม)ี แจงพรากผูเยาวหลักฐานตางๆ ควรนําไป แสดงตอ เจาหนาที่ตาํ รวจคือ สูติบัตรของผเู ยาว ทะเบยี นบานของผูเยาว รูปถายผูเยาวใ บสําคญั อ่ืนๆ ที่ เกยี่ วกับผูเยาว (ถามี) หมายเหตุ ในการไปแจง ความหรือรองทกุ ขต อ พนกั งานสอบสวนน้ัน นอกจากนาํ หลกั ฐานไปแสดงแลว ถาทานสามารถพาพยานบุคคลที่รเู หน็ หรือเกย่ี วของกบั เหตุการณไปพบเจาหนาพนกั งานสอบสวนดวย ก็จะเปนประโยชนแกทาน และพนักงานสอบสวนเปนอยางมาก เพราะจะสามารถดําเนินเรื่องของทาน ใหแ ลว เสรจ็ ไดเร็วขน้ึ เร่ืองท่ี 10 โรคติดตอ ทางเพศสัมพันธ อาการโดยทั่วไปของผูปวยโรคตดิ ตอทางเพศสมั พันธ • ปสสาวะขัด • มีผน่ื แผลหรือตุมนาํ้ ทอี่ วยั วะเพศหรือทวารหนัก • มีหนองหรือน้ําหลั่งจากชองคลอดหรือทอปสสาวะ • มีอาการคันหรือปวดบริเวณทวาร • มอี าการแดงและปวดบริเวณอวยั วะเพศ • ปวดทองหรือปวดชองเชิงกราน • ปวดเวลามีเพศสัมพันธ • ตกขาวบอย
61 โรคติดตอ ทางเพศสัมพันธท่ีพบบอ ย เรมิ เปน โรคติดเชื้อทีผ่ วิ หนงั และเยื่อบุบริเวณปากและอวยั วะเพศเกดิ จากเชอื้ ไวรัสทม่ี ีช่อื วา เฮอรป ซิมเพลกซ อาการของเริม อาการแรก คือ ปวดแสบรอน อาจมีอาการคัน เจ็บจี๊ด และมีอาการบวม ตามมาดวยตุมน้ําพอง ใสเหมอื นหยดน้ําเลก็ ๆ มีขอบแดงในสองสามวันตอมา ตุมน้ํามักแตกใน 24 ชั่วโมง และตกสะเก็ดเปน แผลถลอกต้นื ๆ ตมุ อาจรวมเปน กลมุ ใหญและเปนแผลกวาง ทําใหปวดมาก หากรักษาความสะอาด ไมใ หตดิ เชื้อซา้ํ หรือมีหนองแผลที่เกิดจากตมุ จะหายเองไดใน 2 ถงึ 3 สปั ดาห เมื่อมีอาการติดเชื้อครั้งแรกแลว จะกลับมาเปนผื่นใหมเ ปน ระยะ เนือ่ งจากรางกายกําจัดเชอื้ ไวรัส ไดไ มห มด การกลับมาเปนใหมแตล ะครั้งมกั มอี าการนอยกวาและเกดิ เปนพนื้ ที่นอยกวา ไมคอ ยมีไข แต มกั เปน บริเวณใกลๆ กบั ท่เี ดมิ โดยเฉพาะอวัยวะ การรักษา โรคเรมิ สามารถหายไดเ องโดยไมต อ งรกั ษา การใชยาตานไวรัสไมชวยใหหายขาด เพียงชวยลด ความรุนแรงของโรค ลดความถี่ และลดระยะเวลาทเ่ี ปน ชว ยใหแ ผลหายเรว็ ข้ึน แตในรายทเี่ พิง่ เร่ิม แสดงอาการ หรือมภี มู ติ านทานบกพรอง หรือไมม แี นวโนมทแ่ี ผลจะหายไดเ อง ควรไดรบั ยาตา นไวรสั ท่จี ําเปน กับโรครวมกับยาปฏิชีวนะ เพื่อปองการติดเชื้อแบคทเี รยี แทรกซอนท่ีอาจติดตามกับตมุ นํา้ ที่ แตกออกมา การเปน เรมิ ครั้งตอ มาจะไมใ ชเ ปนการติดเช้ือใหม ผทู ่ีเปนโรคนม้ี าแลว จะมี “อาการเตอื น” คอื มตี มุ นํา้ มากอ น 1 ถึง 3 วัน เจ็บเสยี วแปลบๆ คนั ยบุ ยบิ ปวดแสบปวดรอนในบรเิ วณโรคเดมิ เคลด็ ลบั นา รใู นการดูแลและควบคุมโรคเริม • การนอนหลับพกั ผอนไมเพียงพอ จะทําใหรางกายออนแอ ภูมิตานทานของรางกายลด นอยลง จึงตดิ เชื้อไวรัสไดง ายข้ึน ถาเปนโรคน้ีอยูแลว กจ็ ะมีอาการโรคแยล ง ระยะเวลาเปน โรคนานขน้ึ หรือกลบั มาเปนซาํ้ ไดบ อ ย • อยา ปด หรือพนั บริเวณแผลเริม ความแหงและอากาศทีถ่ ายเทไดดี จะชวยใหแ ผลหายเรว็ ข้นึ พยายามซบั และดแู ลแผลใหแ หง ตลอดเวลา • ทาํ ความสะอาดแผลเริมทเี่ กิดจากตมุ นาํ้ ใสแตกดว ยนา้ํ สบูแ ละนํ้าสะอาดก็เพยี งพอแลว • อยาแกะสะเก็ดแผลเริม
62 • ถา ปวดแผล ใหใชยาระงบั ปวดทวั่ ไป • เน่อื งจากเช้ือไวรัสน้ีอยูในรางกายโดยไมแสดงอาการอะไร แตส ามารถตดิ ตอไดแ มวา จะ ไมมผี ืน่ โดยเฉพาะที่อวยั วะเพศ การปอ งกันท่ีดีทส่ี ดุ คือ ใชถ ุงยางอนามัยทุกครงั้ กับทกุ คน หนองในแท และหนองในเทียม 2 ทง้ั สองแบบ ตดิ ตอผา นการมีเพศสมั พนั ธโ ดยไมส วมถงุ ยางอนามยั กวาคร่ึงหนงึ่ ของผูหญิงที่ เปนหนองในแท จะไมมีอาการ หรอื มีอาการเพียงเล็กนอย จงึ มักไมไดร บั การรักษา เชน เดยี วกบั หนอง ในเทียม ผูหญิงมักไมแสดงอาการอาจมีเพียงตกขาวผิดปกติ ปสสาวะแสบเล็กนอย ในบางครั้ง ในผูชาย หนองในแทมักมีอาการภายใน 3 ถึง 5 วนั หลังสัมผัสเชอ้ื หนองที่ไหลออกจากทอ ปสสาวะคลายนมขนหวาน อาการปสสาวะแสบ ขัดมาก หนองในเทียม จะเริ่มแสดงอาการหลังรับเชื้อ แลว 1 ถงึ 3 สปั ดาห หรือบางรายอาจนานเปนเดือน มีอาการแสบที่ปลายทอปสสาวะ ปสสาวะแสบขัด เล็กนอย บางรายอาจคันหรือระคายเคืองทอปสสาวะ หรอื ปวดหนว งตรงฝเ ยบ็ ใกลท วารหนกั ลกั ษณะ หนองจะซึมออกมาเปนมูกใสหรือมูกขุน อาการหนองในเพศชาย มักเกิดอาการหลังจากไดรบั เช้ือแลว 2 ถงึ 5 วนั เริ่มจากระคายเคืองทอปสสาวะ หลังจากนั้นจะ มีอาการปวดแสบ เวลาปสสาวะ แลวจึงตามดวยหนองสีเหลือง ไหลออกจากทอปสสาวะ ถา ไมไดร บั การรกั ษา โรคจะลุกลามไปยังอวยวั ะอน่ื ๆ ท่อี ยูใกลเ คยี ง เชน ตอมลกู หมากอักเสบ อณั ฑะอักเสบ เปนตน อาการหนองในเพศหญงิ ผหู ญงิ ท่ีไดรับเชื้อน้ี จะมอี าการชากวาผชู าย โดยเฉล่ียจะเกดิ อาการหลังไดรบั เช้ือแลว 1 ถงึ 3 สัปดาห สังเกตไดจากตกขาวมาก และมกี ลิน่ ผดิ ปกติ ปสสาวะแสบขดั เนื่องจากการอักเสบ ทที่ อ ปสสาวะ และปากมดลูก ถา ไมไดรับการรกั ษาท่ถี ูกตอง เชื้อหนองในจะเขา ไปทําลายเยือ่ บุผวิ ทอ นําไข ทาํ ใหต ดิ เช้ือ แบคทีเรียชนิดอ่ืนไดง า ย และอาจสงผลใหอุงเชิงกรานอกั เสบ ปดมดลูกอกั เสบ หรือเกิดการอุดตนั ของ ทอรังไข ซง่ึ ทําใหเ ปนหมนั หรอื ตัง้ ครรภนอกมดลูกได การรักษา หนองในแท มีท้ังยาฉดี และยารับประทาน ชว งสน้ั ๆ คร้งั เดยี ว หรือวนั เดยี ว หนองในเทียม ตองรับประทานยา ประมาณ ๑ ถงึ ๒ สปั ดาห
63 แผลริมออ น เปนโรคที่ติดตอทางเพศสัมพันธเกดิ จากเช้ือแบคทีเรยี โรคน้ตี ดิ ตอ ไดง า ยแตก ็สามารถรักษาให หายขาด โรคน้จี ะทําใหเกิดแผลท่อี วัยวะเพศ และตอมน้ําเหลืองที่ขาหนีบโตบางครั้งมีหนองไหล ออกมาทเี่ รียกวา ฝม ะมว ง อาการ • ผทู ่รี ับเชื้อน้ีจะมีอาการหลังจากรับเชอื้ แลว 3-10 วนั • อาการเริ่มตนจะเปนตุมนูนและมีอาการเจ็บ หลังจากนจ้ั ะมแี ผลเลก็ ๆ กนแผลมีหนอง ขอบ แผลนนู ไมเรยี บ มีอาการเจ็บมาก แผลเลก็ ๆ จะรวมกนั เปนแผลใหญ • แผลจะนมุ ไมแ ข็ง • จะมีอาการเจ็บแผลมากในผูชาย แตผูหญิงอาจจะไมมีอาการเจ็บ ทาํ ใหเกิดการตดิ ตอ สูผ ูอน่ื ไดง า ย • ตอมนํ้าเหลืองทข่ี าหนบี จะโต กดเจ็บ บางคนแตกเปนหนอง เอชไอวี และ เอดส เชอ้ื เอชไอวี (HIV) เปนไวรสั ยอ มาจาก Human Immunodeficiency Virus แปลวา ไวรัสทท่ี ําให ภูมิตานทานของรางกายคนนอยลงหรือบกพรอง เชอ้ื เอชไอวี เปน ตน เหตใุ หเกดิ โรคเอดส (AIDS) ยอ มา จาก Acquired Immunodeficiency Syndrome แปล วา กลมุ อาการท่เี กิดจากภมู ิตา นทานของรางกาย นอ ยลงหรือบกพรอง ทําใหติดเชื้อโรคตางๆไดงาย โดยปกติเมื่อเชื้อโรคเขาไปในรางกาย ภูมติ า นทาน ของรางกายจะกําจัดเชื้อโรค ทําใหรางกายไมติดเชื้อโรคนั้นๆ การตดิ เชอ้ื เอชไอวี ทําใหผูน้ันมีภมู ิ ตา นทานนอยลงหรือบกพรอง จึงทาํ ใหผนู ้ันติดเช้ือโรคตา งๆ ไดงา ย “ผตู ิดเชื้อเอชไอวี” คือผทู ไี่ ดรบั เช้ือเอชไอวีเอชไอวีแตยังไมแสดงอาการเจ็บปว ย “ผูปวยเอดส” หมายถึง ผูตดิ เชื้อเอชไอวที ่ีปวยดวยโรคตดิ เชื้อเอชไอวฉี วยโอกาส เน่ืองจาก ภาวะภมู คิ ุม กันบกพรอง การเจ็บปว ยดว ยโรคฉวยโอกาสในผตู ดิ เชื้อเอชไอวีเกดิ จากภาวะภูมิบกพรอง สามารถรักษาได ผูติดเชื้อเอชไอวี จึงตางจากผูปว ยเอดส ผตู ิดเช้ือเปนผูทม่ี เี ชอื้ เอชไอวีในรา งกาย ไมม อี าการ แสดง และยงั สามารถใชช วี ติ ไดตามปกติ จงึ ไมมีความจําเปนทจี่ ะตอ งปฏบิ ัติตวั กบั ผูติดเชอ้ื ให แตกตางจากคนอื่น ในประเทศไทยคนสวนใหญมากกวารอยละ 80 ติดเชื้อเอชไอวีจากการมี เพศสัมพนั ธทไ่ี มปอ งกัน มบี างสว นติดจากการใชเข็มฉีดยาเสพตดิ รวมกัน และมเี ดก็ จํานวนหนึ่งท่ีติด เช้ือจากแมท ีม่ ีเช้ือตงั้ แตคลอด นอกจากนี้แลว ยังไมเคยปรากฏวามีใครติดเช้อื จากการอยูบานเดียวกนั กินขาว ดื่มน้าํ พดู คุย หรือใชช วี ิตประจําวนั กบั ผตู ิดเชื้อเลย
64 เพราะการที่คนจะรับเชื้อเอชไอวีเขาสูรางกายได ตองประกอบดวย 3 ปจ จยั ดงั น้ี 1.แหลงที่อยูของเช้อื (Source) เชือ้ เอชไอวีจะอยูใ นคนเทานัน้ โดยจะเกาะอยูกับเม็ดเลอื ดขาว ซ่ึงอยใู น สารคัดหลั่งบางอยา ง เชน เลือด น้ําอสจุ ิ น้ําในชองคลอด นาํ้ นมแม 2. ปรมิ าณและคณุ ภาพของเชื้อ (Quality and Quantity) ตองมจี ํานวนเช้ือเอชไอวีในปรมิ าณทม่ี าก พอ เช้ือตอ งมีคุณภาพพอ กลาวคือ เช้ือเอชไอวไี มส ามารถมชี วี ิตอยูนอกรา งกายคนได สภาพในรางกาย และสภาพแวดลอมบางอยางมีผลทําใหเชื้อไมสามารถอยูได เชน กรดในนาํ้ ลาย กระเพาะอาหาร สภาพ อากาศรอน ความแหง น้ํายาตางๆ 3. ชอ งทางการตดิ ตอ (Route of transmission) เชอ้ื เอชไอวีจะตองถูกสง ผานจากคนท่ีติดเชื้อไปยงั อีก คนหนง่ึ เชื้อจะตองตรงเขาสูก ระแสเลือดของผูท่รี ับเชื้อ โดยผานการมเี พศสมั พนั ธท ีไ่ มปองกัน การใช เขม็ ฉดี ยาเสพติดรวมกนั และจากแมสูลูก กิจกรรมทา ยบทที่ 2 1. ใหผเู รยี นเขยี นเรียงความส้ัน ๆ เลา ถึงความรูสกึ ทีเ่ กดิ ขน้ึ กบั ตวั เองเมอื่ เหน็ ความเปล่ียนแปลงทางรา งกาย และการหา ทางออก 2. แบง กลมุ ผูเรยี น ใหแ ตล ะกลุมศกึ ษาปญ หาทเี่ กดิ ขน้ึ จากการเปลยี่ นแปลงทางอารมณแ ละจติ ใจของวัยรนุ และ แนวทางการแกปญ หา และใหแ ตล ะกลุมนําเสนอหนาช้ันเรียนพรอ มอภปิ รายรวมกนั 3. ใหผเู รยี นแบง กลมุ แสดงบทบาทสมมุติ ในเร่ืองการใหค ําปรึกษาแกเ พื่อนทีต่ อ งการคมุ กาํ เนดิ
65 บทท่ี 3 การดูแลสุขภาพ สาระสําคัญ มีความรูใ นเรือ่ งคุณคาของอาหารตามหลักโภชนาการ รูจ ักวิธีการถนอมอาหารเพือ่ คงคุณคา สําหรับการบริโภค ตลอดจนวางแผนการดูแลสุขภาพตามหลักการและวิธีการออกกําลังกายเพือ่ สุขภาพ รปู แบบตางๆ ของกจิ กรรมนันทนาการ เพ่อื ใหเ กิดผลดีกับรางกาย ผลการเรยี นรูทคี่ าดหวงั 1. เรียนรูเรื่องของคุณคาอาหารตามหลักโภชนาการ และวิธีการถนอมอาหาร 2. เรียนรวู ธิ กี ารวางแผนในการดูแลสขุ ภาพตามหลักและวิธีการออกกําลงั กายเพ่อื สขุ ภาพ 3. เรียนรูเรอื่ งรูปแบบกิจกรรมนันทนาการ ขอบขา ยเนอื้ หา เร่อื งท่ี 1 ความหมาย ความสําคัญและคุณคาของอาหาร และโภชนาการ เรอื่ งที่ 2 การเลือกบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการ เรอื่ งท่ี 3 วิธีการถนอมอาหารเพื่อคงคุณคาของสารอาหาร เรอ่ื งท่ี 4 ความสําคัญของการมีสุขภาพดี เร่อื งท่ี 5 หลักการดแู ละสุขภาพเบือ้ งตน เร่ืองท่ี 6 ปฏิบตั ิตนตามหลักสขุ อนามัยสวนบุคคล เรื่องท่ี 7 คุณคาและประโยชนของการออกกําลังกาย เรอื่ งท่ี 8 หลักการและวิธอี อกกาํ ลงั กายเพื่อสขุ ภาพ เร่อื งที่ 9 การปฏิบัติตนในการออกกําลังกายรูปแบบตางๆ เรื่องท่ี 10 ความหาย ความสําคัญของกิจกรรมนันทนาการ เรื่องท่ี 11 ประเภทและรูปแบบของกิจกรรมนนั ทนาการ
66 บทที่ 3 การดแู ลสขุ ภาพ เรือ่ งท่ี 1 ความหมาย ความสําคัญและคุณคาของอาหาร และโภชนาการ ความหมายของอาหาร อาหาร หมายถึง สงิ่ ทมี่ นุษย และสตั วกินดืม่ เขาไปแลวบาํ รุงรางกายใหเ จริญเติบโต และดาํ รงชวี ิต รวมทง้ั สิ่งทต่ี นไมด ูดเขาไปหลอเลี้ยงสว นตาง ๆ ของตนไมใ หเ จริญเตบิ โตดํารงอยู รางกายของคนเราตองการอาหาร เพราะอาหารเปนสิ่งจําเปนตอรางกาย คือ เพื่อบําบัด ความหิว และเพื่อนําสารอาหารไปสรางสุขภาพอนามัย จนถึงการพัฒนาการทางสมอง สําหรับทางดานจิตใจนั้น คนเรารับประทานอาหารเพื่อสนองความอยาก สราง สขุ ภาพจิตที่ดี อาหารคือ สงิ่ ทร่ี บั ประทานเขาไปแลว กอ ใหเ กิดประโยชนแ กรางกายในดานตางๆ เชน ใหกาํ ลงั และความอบอุน เสริมสรางความเจริญเตบิ โต ซอมแซมสวนทส่ี ึกหรอ ตลอดจนทาํ ใหอวยั วะ ตางๆ ของรางกายทํางานอยางเปนปกติ โภชนาการ คือ วิทยาศาสตรแขนงหนึ่งเกี่ยวกับการจดั อาหาร เพ่ือใหไ ดป ระโยชนแก รางกายมากที่สุด โดยคํานึงถึงคุณคาของอาหาร วัย และสภาพรางกายของผูที่ไดรับอาหารนั้นๆ ดวย ประโยชนและคุณคา ของอาหาร อาหารเปนสารวัตถุดิบที่รางกายนํามาผลิตเปนพลังงาน รางกายนําพลังงานที่ไดจาก อาหารไปใชในการรักษาสภาวะทางเคมี และนําไปใชเกี่ยวกับการทํางานของระบบตาง ๆ เชน การ ไหลเวียนโลหิต การเคลื่อนที่ของอากาศเขาและออกจากปอด การเคลื่อนไหวของรางกาย การออกกําลัง กาย และการทํากิจกรรมตาง ๆ ประเภทและประโยชนข องสารอาหาร ในทางโภชนาการไดแบงอาหารตามสารอาหารออกเปน 6 ประเภทใหญ ดังนี้ 1. คารโบไฮเดรต เปนสารอาหารประเภทแปงและน้ําตาล ซ่ึงสวนใหญไดจากการ สังเคราะหแสงของพืช ไดแก แปง และน้ําตาล คารโบไฮเดรตเปนสารอาหารที่ใหพลังงานแกรางกาย โดยคารโบไฮเดรต 1 กรัม จะสลายใหพลังงาน 4 กโิ ลแคลอรี (K.cal) ประโยชน คารโบไฮเดรต (1) ใหพลังงานและความรอนแกรางกาย (2) ชวยในการเผาผลาญอาหารจําพวกไขมัน เพื่อใหรางกายสามารถนําไปใชได (3) กําจัดสารพิษท่เี ขา สูรางกาย
67 (4) ทําใหการขับถายเปนไปตามปกติ ความตองการคารโบไฮเดรต ในวนั หนง่ึ ๆ คนเราตองการใชพลังงานไมเทา กนั ข้นึ อยูกบั ขนาดของรา งกาย อายุ และกจิ กรรม 2. โปรตีน เปนสารอาหารที่จําเปนตอรางกายของสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งประกอบดวยธาตุ สําคญั ๆ คือ คารบอน โฮโดรเจน ออกซเิ จน และไนโตรเจน นอกจากนย้ี งั มีธาตุอืน่ อกี ดวย ประโยชนโปรตนี (1) ชวยซอ มแซมสว นทส่ี ึกหรอของรางกาย (2) ใหพลังงานและความอบอุนแกรางกาย โดยโปรตีน 1 กรมั ใหพ ลงั งาน 4 กโิ ล แคลอรี เดก็ ทารกถาไดรบั โปรตีนนอยจะมผี ลทําใหสมองไมพ ัฒนา ทําใหร า งกายแคระแกรน สติปญญา ต่ํา (3) ทําใหสุขภาพรางกายแข็งแรง ไมออนเพลีย (4) ทําใหรา งกายมีภมู ิตา นทานโรคสูง (5) เปนสารที่จําเปนในการสรางฮอรโมน และเอนไซม และเปนสวนประกอบที่ สําคัญของเม็ดเลือดแดง ผลเสียท่ีเกิดจากการที่รางกายขาดโปรตนี (1) ทาํ ใหต ัวเล็ก ซูบผอม (2) การเจริญเติบโตชะงัก (3) กลามเนอื้ ออ นปวกเปย ก ถารางกายขาดโปรตีนอยางมาก จะทําใหเกิดโรคอวาฮอิ อกกอร (Kwashiorkor) ตับบวม ผมสีออน เฉยเมยไมมีชีวิตชีวา แหลงอาหารของโปรตีนที่รางกายไดรับจากเนื้อสัตว เครื่องใน สตั ว ไข นม ถ่ัว และผลติ ภัณฑจากถ่วั โปรตนี ท่ีรา งกายตองการไดรับ เม่ือถกู ยอ ยดว ยเอนไซมจะได กรดอะมิโน 3. ไขมนั (Lipid Fat) เปน สารอาหารท่ีมีธาตุทีอ่ งคป ระกอบที่สําคัญ คือ คารบ อน ไฮโดรเจน และออกซิเจนคลายกบั คารโบไฮเดรต แตสดั สว นท่ตี างกัน ไขมนั ประกอบดวยกรดไขมนั และกรเี ซอรอล (1) กรดไขมัน (Fatty acid) แบงออกตามจดุ หลอมเหลวได 2 ประเภท คือ • กรดไขมันชนดิ อิม่ ตวั (Saturated fatty acid) เปน กรดไขมนั ท่ีมจี ดุ หลอมเหลว สงู มจี ํานวนธาตุคารบ อน และธาตุไฮโดรเจนในโมเลกลุ คอนขางสูง ไดแก กรดลอริก กรดโมรสี ติก กรดปาลม ตกิ กรดสเตยี ริก กรดไขมันชนดิ อิ่มตัวสว นมากจะไดจ ากสัตวแ ละมะพรา ว
68 • กรดไขมนั ชนดิ ไมอ่มิ ตวั (Unsaturated fatty acid) เปน กรดไขมนั ท่ีมีจุด หลอมเหลวต่าํ ในหนึง่ โมเลกุลประกอบดว ยธาตคุ ารบอน และธาตไุ ฮโดรเจนในปรมิ าณตํา่ กรดไขมนั ชนิดไมอ มิ่ ตวั สว นมากไดจ ากไขมันของสัตวเ ลือดเย็น น้าํ มันตบั ปลา และไขมนั จากพืช กรดไขมันชนิดไมอม่ิ ตัวมกี ล่ินเกดิ ขน้ึ ไดง าย เนือ่ งมากจากตวั กับออกซเิ จนในอากาศ ไดง าย วิธีแกท าํ ไดโ ดยใหท ําปฏิกิรยิ ากับไฮโดรเจน ซึ่งเปนหลักของการทําเนยเทียม กรดไขมันที่รางกายตองการ เปนกรดไขมันที่รางกายไมสามารถสังเคราะหขึ้นได จึงตองรบั จากภายนอก ซึ่งไดรบั มากพืช เปนกรดไขมันชนิดไมอม่ิ ตวั เชน กรดโอเลอกิ (C17H33 COOH) ไดจ ากน้าํ มันมะพราว ถ่ัวลสิ ง กรดไลโนเลอกิ (C17H19 COOH) ไดถ วั่ ลิสง น้าํ มนั รํา น้ํามนั ดอกคาํ ฝอย ประโยชนของกรดไขมันชนิดอ่ิมตัวตอรางกาย คอื (1) ชวยทําใหรางกายมีสุขภาพดี (2) ชวยสรางความเจริญเติบโตในเด็ก (3) ชวยทาํ ใหผ วิ พรรณงดงาม (4) ชวยลดระดับคอเลสเตอรอลในเสนเลือด แตถารายกายขาดไขมันจะทาํ ใหร า งกายเจริญเติบโตไดไมเทา ทีค่ วร และมีผวิ หนงั อักเสบ ไขมันเปนสารอาหารที่ใหพลังงานสูง โดยไขมัน 1 กรมั จะใหพลงั งาน 9 กิโลคาลอรี่ และ นอกจากนี้ ยังชวยใหรางกายดูดวิตามินเอ ดี อี เค ไปใชในรางกายไดดวย ถารางกายขาดไขมันจะทําให รางกายขาดวิตามิน เอ ดี อี และเค (2) คอเรสเตอรอล (Cholesterol) เปนกรดไขมันอิ่มตัวที่พบมากในไขแดง มันสมอง สัตว มีความสามารถในการละลายไมดี ฉะนั้นเมื่อบริโภคเขาไปในปริมาณมาก จะทําใหเกิดการอุดตัน ในเสน เลอื ดทาํ ใหเ สน เลือดตีบตนั และเปน สาเหตทุ าํ ใหเ กิดโรคหลอดโลหติ แขง็ ตวั โรคความดนั โลหติ สูง ฯลฯ เพอื่ ลดปรมิ าณคอเรสเตอรอลในเสนเลอื ด ควรเลอื กบริโภคอาหารที่มีไขมันตํ่า และควรงดเวน การบริโภคไขแดง ไขมันจากสัตว โดยเฉพาะมันสมองสัตว (3) ไตรกลเี ซอรไรด หมายถึง ไขมนั ท่เี กิดขน้ึ จากปฏกิ ิริยาเคมีระหวางไขมัน กบั กลีเซอรอล ขอควรจํา (1) กรดไขมันชนิดอิ่มตัว จุดหลอมเหลวจะสูงขึ้นตามจํานวนอะตอมของคารบอน ไฮโดรเจนใน 1 โมเลกลุ (2) กรดไขมันชนิดไมอ่ิมตวั เมอ่ื คารบอนเทากัน จุดหลอมเหลวจะสูงขนึ้ เมอื่ มี อะตอมของไฮโดรเจนสงู ขน้ึ
69 4. วติ ามนิ (Vitamin) เปนสารซึ่งมีความจําเปนตอรางกาย เพราะสามารถทําใหรางกาย ทํางานไดเปนปกติ ฉะนั้นวิตามินไดจากอาหาร เพราะรางกายไมสามารถสรางหรือสังเคราะหขึ้นได วติ ามนิ แบง ไดเปน 2 ประเภทใหญๆ คอื (1) วติ ามนิ ทลี่ ะลายไดในน้ํามนั หรือไขมัน ไดแก วติ ามินซี วิตามนิ พวกนส้ี ลายตวั ไดงาย เมื่อถูกแสงความรอน ฉะนั้น จึงไมมีการสะสมในรางกาย ถารางกาย รบั เขาไปมากเกนิ ไปจะทําใหเกดิ ผลเสยี ได คือ เกิดอาการแพ (2) วิตามินท่ลี ะลายไดในนา้ํ ไดแก วติ ามินบี วิตามินซี วิตามินพวกนีส้ ลายตวั ได งา ย เมือ่ ถูกแสงความรอน ฉะนั้น จึงไมมกี ารสะสมในรางกาย ถารางกายมีมากเกินไปจะถูกขับออกมา ทางปสสาวะหรือทางเหงื่อ 1. วติ ามนิ เอ พบในอาหารประเภทเน้ือ นม ไขแดง เนย น้ํามนั ตับปลา พชื ผัก และผลไม ตลอดจนผลไมท่ีมีสเี หลอื ง เชน มะละกอ ฟกทอง มปี ระโยชน คือ • ชวยรักษาสุขภาพทางตาใหปกติ • ชวยสรางเคลือบฟน • ชวยทาํ ใหผ ิวหนังสดช่นื ไมตกสะเก็ด ผลเสีย ของการรับประทานวิตามินเอ มากเกินไป จะทําใหเ กิดอาการคล่นื ไส ผม รว ง และคนั ตามผิวหนงั 2. วติ ามินดี ไดจากสารอาหารจําพวกน้ํามันตับปลา ไขแดง เนย และจาก แสงแดดซึ่งรางกายสังเคราะหขึ้น ประโยชนคือ • ควบคุมปริมาณของแคลเซยี มในโลหติ • ชว ยปองกนั โรคกระดกู ออ น • ชว ยทาํ ใหก ระดกู และฟง แขง็ แรง ผลเสยี เมื่อรับประทานวิตามินดมี ากเกนิ ไป จะทําใหเกดิ อาการคลน่ื ไส น้าํ หนกั ตัวลดลงปสสาวะบอย ทองผูก ทําใหแ คลเซียมในเลอื ดสูง 3. วิตามนิ อี พบในน้าํ มันพืชตางๆ เชน เมล็ดขาว ผักใบเขียวจัด ถัว่ นม มี ประโยชนคือ • ปองกันการเปนหมันและการแทงลูก • ปองกันกลามเน้อื เหีย่ วลีบไมมีแรง • ชวยทาํ ใหเซลลเ มด็ เลือดแดงไมถ ูกทําลายไดงา ย
70 4. วติ ามนิ เค ไดจากการสังเคราะหจากแบคทีเรียในลําไส ไดจากอาหารสี เขียว สเี หลอื ง เชน ดอกกะหลาํ่ กะหลํ่าปลี ถ่ัวเหลือง มะเขือเทศ มีประโยชน คือ ชวยสรางโปรทอมบิน ซึ่งตบั เปนผผู ลิตและทําใหเลอื ดแขง็ ตัว ถา รางกายเกิดการขาดแคลนวิตามินเค จะทาํ ใหเสียเลือดมาก เพราะเลือดแขง็ ตัวไดชา ทารกท่ีเกดิ ใหมไมมแี บคทีเรยี ในลาํ ไสท ี่ผลิตวติ ามนิ เค ถา มีบาดแผลจะทําให เสยี เลอื ดมากถงึ ตายได 5. วิตามินบี 1 (Thiamine) พบมากในขาวซอมมือ เน้ือสัตว ถัว่ เหลอื ง เห็ดฟาง เมล็ดงา ราํ ขา ว ยสี ต ผกั ใบเขียว ถาขาดวิตามนิ บี 1 จะทําใหเกิดโรคเหน็บชา เบื่ออาหาร หงุดหงิด 6. วติ ามินบี 2 (Riboflavin) มีมากในตับ ไต หวั ใจ ไขปลา ไขข าว น้ํามัน ถว่ั ผกั ยอดออน ถาขาดวิตามินบี 2 จะทําใหเ กดิ โรคปากนกกระจอก ผวิ หนงั เปน ผน่ื แดง ปวดศีรษะ หนาที่ของวิตามินบี 2 คือ • ชวยสรา งเม็ดโลหติ แดง • ชวยเผาผลาญอาหารพวกโปรตีน คารโบไฮตีน • ชว ยบาํ รุงผวิ หนงั 7. วิตามนิ บี 12 (Cobalmine) พบมากในนม เนยแข็ง ไข หอย ปลารา กะป มี ประโยชนคือ ชวยรักษาระบบประสาท และปองกันโรคโลหิตจาง 8. วิตามนิ ซี (Ascorbic acid) พบในพืชผักสด และผลไมท ี่มรี สเปรย้ี ว และพืช กําลงั งอก เชน ถว่ั งอก ยอดตําลงึ มปี ระโยชนค อื • ปองกันโรคเลือดออกตามไรฟน • ปองกันโรคเลือดออกตามไรฟน • ชวยทาํ ใหผ นังของโลหติ แขง็ แรง • ชว ยในการดดู ซมึ อาหารอน่ื • ชว ยใหรางกายสดช่นื ไมออนเพลีย • ชว ยในการตอกระดูกและรักษาแผล 5. เกลือแร (Mineral Salt) เปนสารอาหารที่ไมไดใหพลังงานแกรางกายแตชวย เสริมสรางใหเซลลหรืออวัยวะบางสวนของรางกายทนทานไดเปนปกติ เชน (1) แคลเซียม (Calcium) ซงึ่ พบในพชื ผัก กุง แหง กุงฝอย กบ มีประโยชน คือ 1. เปน สว นประกอบทสี่ ําคัญของกระดกู และฟน 2. ชวยควบคุมการทํางานของหัวใจและระบบประสาท
71 3. ชว ยทาํ ใหเลอื ดเกิดการแข็งตวั ถารางกายขาดแคลเซียมทําใหเกิดโรคกระดูกออน มีอาการชัดเพราะแคลเซียมใน เลอื ดไมพอและทาํ ใหเ ลือดไหลหยดุ ชา เมอ่ื มบี าดแผล (2) เหลก็ (Ferrus) พบมากในตบั หัวใจ เน้ือ ถวั่ ผักสเี ขยี วบางชนิด เชน กระถนิ ผักโขม ผักบุง มปี ระโยชน คือ 1. เปน สว นประกอบสาํ คญั ของเมด็ โลหติ แดง 2. ปองกันโรคโลหิตจาง หญิงมีครรภ หรือมีประจําเดือน ควรไดรับธาตุเหลก็ มาก เพื่อไปเสริมและสรา งโลหติ ทเ่ี สียไป (3) ไอโอดนี (Iodine)พบมากในอาหารทะเล เชน กุง หอย ปู ปลา มีประโยชน คือ ชว ยใหตอมธัยรอยดผ ลิตฮอรโมนข้นึ เพ่ือใหค วบคุมการเผาผลาญสารอาหารในรางกาย เดก็ ทข่ี าด ไอโอดนี จะไมเ จริญเตบิ โตจะเปน เดก็ แคระแกรน ยาบางอยางและผักกะหล่ําปลีจะขัดขวางการทํางาน ของฮอรโมนไทรอกซนิ (4) โปแตสเซียม (Potassium)พบในเนอ้ื นม ไข และผกั สเี ขยี ว มปี ระโยชน คือ ควบคุมการทํางานกลามเนื้อ และระบบประสาท 6. นํ้า (Water) เปนสารอาหารที่สําคัญที่สุดสิ่งมีชีวิตจะขาดเสียมิได โดยรางกายเรามี น้ําเปนองคประกอบอยูประมาณ 70 % ของนาํ้ หนกั ตัว ประโยชนของน้ํา (1) ชว ยทาํ ใหผ ิวพรรณสดช่ืน (2) ชวยหลอเลย้ี งอวยั วะสวนตา งๆ ทมี่ กี ารเคล่ือนไหว (3) ชวยขับของเสียออกจากรางกาย (4) ชวยรกั ษาอุณหภมู ิของรา งกาย (5) ชวยยอยอาหารและลําเลียงอาหาร สดั สวนของสารอาหารท่ีรางกายตอ งการ (1) ความตองการพลังงานของรางกายในแตละวันจะมากหรือนอยในแตละบุคคล ข้นึ อยูกบั • เพศ กลา วคอื เพศชายสว นมากตอ งการมากกวา เพศหญงิ • วยั กลา วคอื วยั รนุ มคี วามตอ งการพลงั งานมากวา วยั เดก็ และวยั ชรา • อาชีพ กลาวคอื ผมู ีอาชพี ไมต อ งใชแ รงงานจะใชพ ลงั งานนอยกวาผใู ชแรงงาน • นา้ํ หนกั ตวั กลา วคือ ผมู ีน้าํ หนกั ตัวมากจะใชพ ลงั งานมากกวาผมู นี ํา้ หนักตัวนอย • อณุ หภมู ิ กลาวคอื ผทู ่อี ยใู นบรเิ วณภูมอิ ากาศหนาว จะใชพ ลงั งานมากกวา ผอู าศัย ในบรเิ วณภูมิอากาศรอ น โดยปกติในวัยเรียนพลงั งานที่จะใชป ริมาณ 44 แคลลอรี่ ตอกโิ ลกรมั ตอ วัน
72 (2) บุคคลที่ตองการลดความอวน แตไมตองการอดอาหาร จะทําไดโดยลด สารอาหารบางอยางที่ใหพลังงานสูง และกินสารอาหารอื่นแทน นั้นคือควรลดคารโบไฮเดรต และ ไขมัน เพราะอาหาร 2 อยา งน้ีใหพลังงานสูง (3) การบริโภคอาหารตามหลักของโภชนาการ คือ จะตองบริโภคอาหารให ครบถวนตามรางกายตองการและในปริมาณที่พอเหมาะ โดยเฉพาะสารอาหารใหพลังงาน เชน • คารโ บไฮเดรต ควรไดรบั 2-3 กรมั /น.น. 1 Kg/วนั • โปรตนี ควรไดรบั 1 กรมั /น.น. 1 Kg/วนั สําหรับเด็กทารก และสตรมี ีครรภ ควรจะไดรับปริมาณโปรตีนสูงกวาคือควรรับ 2-3 กรมั /น.น. 1 Kg/วนั • ไขมัน ควรไดรับ 2 กรมั /น.น. 1 Kg/วนั สําหรับประเทศหนาวควรไดรับ สารอาหารน้ีในปริมาณทีส่ ูงขน้ึ อีก เพื่อนาํ ไปใชกอใหเกิดพลงั งาน (4) โปรตีนที่มีคุณภาพสูง หมายถึง อาหารโปรตีนที่มีกรอมิโนที่จําเปนตอรางกาย ทั้ง 8 ชนิด และอยใู นสัดสว นที่พอเหมาะทีร่ า งกายจะนาํ ไปใชประโยชนไ ดเ ต็มที่ อาหารทีใ่ หโ ปรตนี ครบ 8 อยาง คือ อาหารจากสัตว เรอ่ื งที่ 2 การเลอื กบรโิ ภคอาหารตามหลกั โภชนาการ อาหารที่เกิดประโยชนตอรางกายอยางเต็มที่ จะตองเปนอาหารที่มีโภชนาการสูง ซึ่งหมายถึง อาหารที่สารอาหารที่รางกายตองการครบทุกชนิด และมีปริมาณพอเพียงกับความตองการของรางกาย ดังนั้นอาหารที่นํามารับประทานทุกมื้อ ควรประกอบไปดวยอาหารจากอาหารหลักครบทั้ง 5 หมู อาหาร ประโยชน อาหารหมูท ี่ 1 โปรตนี ไดแก เน้อื สตั วต า ง ๆ ถว่ั เสริมสรางบาํ รงุ รา งกายใหเติบโต ซอมแซมอวยั วะ ชนดิ ตา ง ๆ อาหารหมูที่ 1 มีความสําคัญมาก สว นท่สี ึกหรอใหเปนปกติ ทําใหรางกายมีกําลังที่จะทํางาน และทําใหรางกาย อาหารหมูที่ 2 คารโ บไฮเดรต ไดแก ขาว อาหาร อบอนุ จําพวกแปงตาง ๆ ทําใหรางกายอบอุน มีกําลังทํางาน อาหารหมทู ี่ 3 ไขมนั เชน นํา้ มันหมู นํา้ มนั มะพรา ว และน้ํามนั พืชตา ง ๆ ชวยควบคุมกระบวนการตาง ๆ ในรางกาย และชวย อาหารหมทู ี่ 4 เกลือแร ไดแก เกลอื สินเธาว เกลอื ปองกันโรคบางชนิด เชน โรคเออ โรคคอพอก ทะเล เกลอื ผสมไอโอดนี อาหารทะเล ชวยบํารงุ ผวิ หนงั ตา เหงือก ฟน มีอนุพนั ธตุ า น อาหารหมทู ี่ 5 วิตามิน ไดแก ผัก ผลไมต า ง ๆ ทีม่ ี มะเร็ง บํารุงกระดูก ชวยใหระบบขับถายดี สีเขยี ว
73 อาหาร ประโยชน น้าํ ด่มื น้ําเปนสิ่งจําเปนแกรางกาย ถารางกายขาด ทาํ ใหร า งกายสดช่นื ชว ยนําสารอาหารไปสสู ว น นํา้ จะทําใหเ สยี ชวี ิตได ตาง ๆ ของรางกาย และขับถายของเสียที่รางกายไม ตอ งการออกจากรางกาย ชว ยทําใหอ ณุ หภมู ใิ น รางกายมีความสมดุล หลกั การเลอื กบริโภคอาหาร 1. รับประทานอาหารใหไดสารอาหารครบถวนตามที่รางกายตองการ (รับประทาน อาหารหลกั 5 หมูใหค รบ ในแตละวนั 2. ตองไมรับประทานอาหารมากเกินไป หรือรับประทานอาหารนอยเกินไป แตละคน ตองการอาหารในปริมาณที่ไมเทากัน ขึ้นอยูกับอายุ ขนาดของรางกาย การใชแรงงาน และเพศ 3. คนที่ชางเลือกในการรับประทานอาหาร ตอ งระมัดระวังมากขึ้น เพราะถารับประทาน แตอาหารที่ตนชอบ อาจทําใหเปนโรคขาดสารอาหารบางอยางได 4. เลือกรับประทานอาหารที่สดสะอาด อยาเลือกซื้ออาหารตามคําโฆษณา ควรคํานึงถึง คุณคา ทีไ่ ดร ับจากอาหารดว ย ในการดูและสุขภาพตนเองของนักศึกษานั้น ควรสนใจเรื่องน้ําหนักของรางกายของ ตนเองดวย เพราะการมีน้ําหนักมากไปจะทําใหเปนโรคอวน น้ําหนักนอยไปจะทําใหผอมการที่มีรูปราง อว นหรือผอมผิดปกติ ยอ มีผลตอสุขภาพทําใหมีโอกาสเปนโรคไดงาย คนอวนอาจเปนโรคหัวใจ คน ผอมอาจเปน วัณโรคหรอื มพี ยาธิ นอกจากน้ยี งั มผี ลตอ สุขภาพจิตเพราะเกิดความกังวลไมสบายใจที่ เพื่อนลอ อาหารทคี่ วรหลกี เล่ยี ง อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารที่รับประทานอาหารเขาไปแลวไมมีประโยชนและอาจ เกิดโทษแกรา งกาย แยกไดเปนขอ ๆ คือ 1. อาหารที่ไมสะอาด ไดแก อาหารที่มีแมลงวันตอม 2. อาหารท่ีเปนพิษ ไดแ ก อาหารทม่ี ีสารพษิ เจือปน เชน ผักทม่ี ยี าฆาแมลง ถ่ัวลสิ งทม่ี ีเช้ือรา 3. อาหารปลอมปน ไดแ ก อาหารท่ีผขู ายใสส ารอน่ื ลงไป เพ่อื ลดตนทุนในการผลติ หรือ เพ่อื ปรุงแตงสแี ละรสชาตใิ หนา กนิ ขึ้น เชน นํ้าสมสายชปู ลอม ขนมทผ่ี สมสียอ มผา น้าํ ปลาทีเ่ จอื สี ลูกชนิ้ ท่ใี สส ารบอแรกซ 4. อาหารที่เสอื่ มคุณภาพ ไดแก อาหารกระปองทีห่ มดอายุ หรืออาหารท่ีมกี ลิ่นบดู เนา 5. อาหารที่ไมม ีประโยชน ไดแ ก ของหมกั ดอง นํา้ อัดลม
74 ปริมาณและคุณคาอาหารท่ีเหมาะสมกับวัย ความตองการปริมาณอาหารแตละชนิดของรางกายขึ้นอยูกับวัย อาชีพ และสภาพของ รางกาย เชน เด็กตองการอาหารประเภทโปรตีนมากกวาผใู หญ ผูใชแ รงงานตองการอาหารประเภท คารโบไฮเดตรมาก หรือพวกทอ่ี ยูใ นเขตหนาวตองการอาหารประเภทไขมันมาก เปนตน อยางไรก็ตาม มีหลักงายๆ คือ รับประทานอาหารที่เพียงพอและใหครบทุกประเภทของสารอาหาร ขอแนะนาํ เพ่ิมเติม 1. ควรรับประทานอาหารทะเล อยางนอยสัปดาหละ 2-3 ครงั้ 2. ควรรับประทานไขสุกเพราะยอยงาย 3. ควรหุงขาวแบบไมเ ช็ดน้ําเพอ่ื รักษาวิตามิน 4. ควรรับประทานน้ํามันพืชเพราะไมทําใหเกิดไขมันในเสนเลือด 5. ควรรบั ประทานผักสดมากกวาผกั ท่สี กุ แลว แตค วรลา งสะอาด ปราศจากสารพิษ เรือ่ งท่ี 3 วิธีการถนอมอาหารเพื่อคงคุณคาของสารอาหาร การถนอมอาหาร การถนอมอาหาร หมายถึง วิธีการรักษาอาหารมิใหเสื่อมสภาพเร็วเกินไป และเก็บไวได นาน การถนอมอาหารมีหลักการสําคัญ คือ ทําลายจุลินทรียบางชนิด หรือทําใหจุลินทรียไมสามารถ เจรญิ เตบิ โตได หรอื ทาํ ใหเ อนไซมในอาหารทํางานไดชา ลง หรือหยุดชะงกั วธิ ีการถนอมอาหาร 1. การทําแหง คือ การทําไมใหมีน้าํ ในอาหาร จุลินทรียไมสามารถเติบโตไดในสภาวะขาด น้าํ ไดแก การตากแหง การอบแหง อบ รมควัน อาหารที่ถนอมดวยวิธีการทําแหง เชน กลวยตาก ปลา แหง กุงแหง เปนตน 2. การหมักดอง คือ ใชเกลือและกรดแลกติน ชวยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรียทีท่ ํา ใหอาหารบูดเนา การดองมีทั้งดอกเปรี้ยว ดองเค็ม ดองหวาน เชน ผกั กาดดองไขเค็ม ผลไมแ ชอ ม่ิ 3. การใชความรอน คือ การใชความรอนทําลายจุลินทรยี โดยทาํ ใหอาหารสุขเก็บไวไดนาน เชน หมูแผน หมหู ยอง เปน ตน 4. การจดั อาหารใสขวด หรือกระปอง คือ การนําอาหารมาอัดใสขวด หรือกระปอง ทีป่ ดฝา แนนสนิท เพือ่ ปองกันไมใหจุลินทรียเขาไปทําปฏิกิริยากับอาหารภายในขวด หรือกระปองได โดยใช
75 ความรอนทําลายเชือ้ โรคทีต่ ิดมากับอาหารผัก ผลไม และกระปองหรือขวดเสียกอนทําการบรรจุ ไดแก อาหารกระปอง ปลากระปอง ผลไมกระปอง เปน ตน 5. การแชเย็น คือ การนําอาหารไปเก็บไวในทีท่ ีม่ ีอุณหภูมิต่ําจนจุลินทรียไมสามารถ เจริญเตบิ โตได เชน เน้ือสตั วท่ีไวในหอ งเย็น เปนตน 6. การฉายรังสี เปนการฉายรังสีแกมมาลงไปในผัก ผลไม และเมล็ดพันธุ การฉายรังสีจะ ทําลาย เอนไซมในอาหาร ยับยั้งการสุกและงอกได นอกจากนีย้ ังทําลายไขแมลง พยาธิ จุลินทรีย จึงทํา ใหอ าหารเกบ็ ไวไ ดน าน ประโยชนของการถนอมอาหาร 1. เพื่อเก็บรักษาอาหารไวรับประทานไดนาน ๆ 2. เพือ่ เกบ็ รักษาอาหารไมใหเ นา เสยี ขณะทาํ การขนสง 3. ประหยัดคาใชจายในการเลือกซื้ออาหาร และสามารถนําอาหารไปรับประทานในแหลง ที่มีอาหารสดได เรอ่ื งที่ 4 ความสาํ คญั ของการมสี ุขภาพดี สุขภาพทางกาย และสุขภาพทางจิตมีความสัมพันธตอกันโดยจะเชื่อมโยงไปสูสุขภาพทางจิต วิญญาณ สุขภาพเปนองครวมของรางกาย จิตใจและวิญญาณ องครวมสุขภาพทั้ง 3 ประการ จะสงผลทํา ใหม สี ขุ ภาพดงั น้ี 1. ถากายนําจิต จะทาํ ใหกายดี จิตกจ็ ะดีดวย เชน ถา หิวแลวเรากินขาวอ่มิ แลวอารมณจ ะดี สามารถคิด และมีแรงทํางาน 2. ถา จติ นํากาย จะทําใหจติ ดี และนาํ กายไปดี ถาเรามอี ารมณท่ดี ไี มหงดุ หงิดโมโหงาย สภาพรางกายก็จะไมร ูสึกเจ็บปวย 3. การดาํ รงชีวิตอยูในสงั คม จิตนํากายไปสูส ังคมท่อี ยรู อบขา ง ถาสงั คมดกี จ็ ะนําพาใหจติ และกายดไี ปดว ย องคประกอบทั้ง 3 สวนมีความสําคัญ และมีคุณคาตอสุขภาพกาย คือ มีสุขภาพรางกายที่ สมบูรณแข็งแรง มีจิตใจที่เขมแข็ง และอยูในสังคมอยางมีความสุข 1. สขุ ภาพทางกาย (Physical Health) หมายถงึ สภาพที่ดขี องรางกายกลา วคอื อวยั วะตาง ๆ อยูในสภาพที่ดีมีความแข็งแรงสมบูรณ ทํางานไดตามปกติ และมีความสัมพันธกับทุกสว นอยางดี ซึ่ง สามารถกอใหเกิดประสิทธิภาพในการทํางาน
76 ลกั ษณะของสขุ ภาพท่ีดีทางกาย ประกอบดว ย (1) รางกายมีความสมบูรณและแข็งแรง (2) ระบบตาง ๆ อวัยวะทุกสวนทํางานเปนปกติและมีประสิทธิภาพ (3) รางกายเจริญเติบโตในอัตราปกติ และมีความสัมพันธกับความเจริญงอกงาม ทางดานอื่น ๆ (4) รางกายแข็งแรง สามารถทํางานไดนาน ๆ ไมเหนื่อยเร็ว (5) การนอนหลับและการพักผอนเปนไปตามปกติ ตื่นขึ้นมาดวยความสดชื่นแจมใส (6) ฟนมีความคงทนแข็งแรง และมีความเปนระเบียบสวยงาม (7) หแู ละตามีสภาพทด่ี ี สามารถรบั ฟงและมองเห็นไดด ี (8) ผิวหนังมีความสะอาดเกลี้ยงเกลา สดชื่นและเปลงปลงั่ (9) ทรวดทรงไดสดั สว น (10) ปราศจากความออนแอและโรคภัยไขเจ็บใด ๆ การมีสุขภาพกายที่ดี ไมมีโรค มีความคลองแคลว มีกําลังในการทํางานไมเหนื่อยงาย ซึ่งสิ่งเหลานี้ จะทําใหบุคคลสามารถดําเนินชีวิตประจําวันไดอยางมีความสุข หากบุคคลใดมีสภาวะ รางกายที่ไมสมบูรณ เชน เปนไข ปวดทอง ปวดศีรษะบอยๆ ก็จะขัดขวางตอการดําเนินชีวิตประจําวัน และสงผลตอสุขภาพจิตของบคุ คลน้ัน รวมถงึ ครอบครัวดวย 2. สุขภาพทางจิต (Metal Health) หมายถึง สภาพจิตใจที่สามารถควบคุมอารมณ ทําจิตใจ ใหเบิกบานแจมใส ปรับตัวเขากับสังคม และสิ่งแวดลอมไดอยางมีความสุข สุขภาพทางจติ ท่ีดียอมมีผล มาจากสุขภาพทางกายที่ดีดวย ลกั ษณะของสขุ ภาพทด่ี ีทางจติ ใจ ประกอบดว ย (1) สามารถปรับตัวเขากับสังคมและสิ่งแวดลอม (2) มีความกระตอื รอื รน ไมเ หนือ่ ยหนายทอ แทใจ หรือหมดหวงั ในชีวิต (3) มีอารมณมั่นคงและสามารถควบคุมอารมณไดดี (4) ไมมีอารมณเครียดจนเกินไป มีอารมณขันบางตามสมควร (5) มีความรูสึกและมองโลกในแงดี (6) มีความตั้งใจและจดจอในงานที่ตนกําลังทําอยู (7) รูจกั ตนเองและเขา ใจบคุ คลอื่นไดด ี (8) มคี วามเช่ือม่นั ตนเองอยางมเี หตผุ ล (9) สามารถแสดงออกอยางเหมาะสมเมื่อประสบความลมเหลว (10) มีความสามารถในการตัดสินใจไดรวดเร็ว และถูกตองไมผิดพลาด
77 (11) มีความปรารถนาและยินดีเมื่อบุคคลอื่นมีความสุขความสําเร็จ และมีความ ปรารถนาดใี นการปองกนั ผอู ื่นใหมคี วามปลอดภยั จากอันตรายโรคภัยไขเจบ็ การมีสขุ ภาพจิตที่ดี แสดงถึงการมีจิตใจที่มีความสุข สามารถแกไขปญหาทางอารมณที่ เกดิ ขึ้นไดอยา งมีประสทิ ธิภาพและสรา งสัมพันธท ่ีดตี อผูอื่นได ซง่ึ การมสี ุขภาพจิตที่ดีกจ็ ะสง ผลตอ สุขภาพกายดวย หากจิตใจมีความสุขจะทําใหระบบภูมิคุมกันของรางกายดีขึ้นดวย ตรงกันขามหาก บุคคลมจี ติ ใจเปนทกุ ข จะทาํ ใหผูน ัน้ เสย่ี งตอการเปนโรคไดง ายกวา 3. การดํารงชวี ติ อยใู นสังคมดว ยดี หมายถึง บุคคลที่มีสภาวะทางกายและจิตใจที่สมบูรณ จงึ จะสามารถตดิ ตอและปรับตวั ใหอ ยใู นสังคมแหงตนไดอยา งดีและมีความสขุ สุขภาพของแตละบุคคล และของสังคม มีความเกีย่ วของซึ่งกันและกัน เราทุกคนยอ ม ตองการดํารงชีวิตอยูอยางเปนสุข ตองการมีชีวิตที่ยืนยาว มีความแข็งแรงสมบูรณปราศจากโรคภัยไข เจ็บและปราศจากอุบัติเหตุภัยนานาประการ ความปรารถนานี้จะเปนความจริงไดนั้น ทุกคนตองมี ความรูเรื่องสุขภาพอนามัย และสามารถปฏิบัติตนตามหลักสขุ ภาพอนามัยไดอยา งถูกตอง การมคี วามรู และมีการปฏิบัติจนเปนนิสยั ในเรอื่ งสขุ ภาพนัน้ จะเปนปจจยั สําคญั ของ การดํารงชีวิตอยูอยางเปนสุขไปตลอดชีวิต เรอ่ื งท่ี 5 หลักการดูแลสขุ ภาพเบือ้ งตน คนที่มีสุขภาพที่ดี จึงเปนผูที่มีความสุข เพราะมีรางกายและจิตใจทีส่ มบูรณหรือทีเ่ รียกวาสุขกาย สบายใจ ถาเราตองการเปนผูมีสุขภาพดีก็จะตองรูจ ักวิธีการดูแลรางกาย โดยการปฏิบัติตนใหถูก สขุ ลกั ษณะอยางสมาํ่ เสมอจนเปนกิจนสิ ัย หลกั การดูแลสขุ ภาพเบ้ืองตน มี 6 วธิ ีคือ 1. การรับประทานอาหาร 2. การพกั ผอ น 3. การออกกําลังกาย 4. การจัดการอารมณ 5. การขับถาย 6. การตรวจสุขภาพประจําป 1. การรบั ประทานอาหาร การรับประทานอาหาร โดยยึดหลักโภชนาการใหครบ 5 หมู แตล ะหมูใ หห ลากหลายเปน เหตุผลทางวิทยาศาสตรที่ไดมีการทดสอบ และคํานวณหาพลังงานที่ไดรับจากการบริโภคที่พอเหมาะ มี หลักการบริโภค เพ่ือสขุ ภาพทีด่ ขี องคนไทย เรยี กวา โภชนบญั ญัติ 9 ประการ เพอ่ื แนะนําสดั สว นใน 1 วัน มีดงั นี้
78 (1) ทานอาหารครบ 5 หมู แตละหมตู องหลากหลาย และหมั่นดูแลนา้ํ หนกั ตัว (2) ทานขาวเปนอาหารหลักสลับกับอาหารประเภทแปงเปนบางมื้อ (3) ทานพืชผกั ผลไมใหมากและเปน ประจาํ (4) ทานปลา เน้ือสตั วไมตดิ มัน ไข และถัว่ เมลด็ แหง เปน ประจํา (5) ดม่ื นมใหพ อดี และเหมาะสมตามวยั (6) ทานอาหารที่มีไขมันแตพอสมควร (7) หลกี เลย่ี งการกนิ อาหารรสหวานจดั และเคม็ จดั (8) ทานอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปอน (9) งดหรอื ลดเคร่ืองดม่ื ทม่ี ีแอลกอฮอล 2. การพกั ผอ น การนอนหลบั และพกั ผอ นใหเพยี งพอ อยา งนอยวนั ละ 6 ชั่วโมง จะทําใหรางกายและจิตใจ ไดผอนคลายความตึงเครียด หัวใจและอวัยวะตางๆ ทํางานลดลง เปนการยืดอายุการทํางานของรางกาย เมื่อคนเราไดพกั ผอนอยา งเพียงพอจะทาํ ใหส ดชนื่ แจม ใส รางกายแข็งแรง พรอมที่จะเคลื่อนไหว ประกอบกิจการงานไดอยางมีประสิทธิภาพ 3. การออกกําลงั กาย ออกกาํ ลงั กายอยา งสมาํ่ เสมอ จะชว ยสงเสรมิ การมสี ขุ ภาพดี ในชวี ติ ประจาํ วนั เชน ทํางาน บาน การขึ้นลงบันได ถือเปนการทําใหรางกายไดใชพลังงานทั้งสิ้น ควรออกกําลังกายอยางสม่ําเสมอ วนั ละ 30 นาที อยางนอย 3 วัน ตอ สัปดาห จงึ จะเพียงพอท่ีจะทาํ ใหม ีรางกายแขง็ แรง ผลดขี องการออกกําลังกาย มดี ังน้ี (1) ชว ยใหร างกายมีภมู ติ านทานโรค (2) ทาํ ใหห วั ใจ กลามเน้ือ และกระดูกแข็งแรง (3) ชว ยลดความดนั โลหิต (4) ชว ยลดคลอเลสเตอรอล ทาํ ใหมนี าํ้ หนักตัวคงทีแ่ ละเหมาะสม (5) ชว ยลดความเครยี ด ทาํ ใหน อนหลบั และสง เสรมิ การหมนุ เวยี นของเลอื ด 4. การจัดการอารมณและความเครยี ด การรจู ักระวงั รกั ษาอารมณใ หด ีอยูเสมอ เชน พยายามหลีกเล่ยี งสถานการณใหเกิดความ เศรา กลัว วติ กกังวล ตกใจจะชวยใหระบบตางๆ ของรางกายทํางานอยางเปนปกติ ดังนั้นจึงควร ยิ้มแยม แจม ใส มอี ารมณข ันอยูเสมอ ทาํ งานทเ่ี ปนกิจวัตรประจําวันใหเพลิดเพลิน จะสามารถปรับตวั อยใู น สถานการณปจจบุ ันไดอยางเปน สุข
79 5. การขบั ถาย การถายอุจจาระเปนเวลาทุกวัน ชวยปองกันโรคทองผกู ริดสดี วงทวาร โดยควร รบั ประทานอาหารพวกผกั ผลไมทกุ วนั และดมื่ นํา้ สุก สะอาดอยา งนอยวันละ 6-8 แกว ซึ่งการขับถาย เปน ประจาํ จะชวยใหม สี ขุ ภาพกาย และจิตที่ดี 6. การตรวจสขุ ภาพประจําป โดยปกติบุคคลควรตรวจสุขภาพประจําปอยางนอยปละ 1-2 ครั้ง ตรวจหาความผิดปกติ ของรางกาย เมื่อพบส่งิ ผิดปกตคิ วรรบี ปรึกษาแพทยผ ชู ํานาญในเรอ่ื งนนั้ ๆ และปฏิบัตติ นตามคําแนะนํา ของแพทยอยางเครงครัด เร่อื งท่ี 6 ปฏิบัตติ นตามหลกั สุขอนามยั สว นบคุ คล สุขอนามัยสวนบุคคล คือ การปฏิบัติตนของการรักษาอนามัย ของรางกายใหสะอาด ปราศจาก เชอื้ โรค จะชวยปองกันโรคภัยไขเจ็บ สามารถดําเนินชีวิตประจําวันไดอยางมีความสุข การดูแลรกั ษารา งกายอยางถูกตอง การดูแลรักษารางกายใหถูกสุขอนามัยนั้นเราสามารถแยกการดูแลรักษารางกาย ออกเปนสว น ๆ ดงั น้ี 1. การรักษาความสะอาดของรางกาย ควรอาบน้ําใหสะอาด อยางนอ ยวันละ 2 ครั้ง ตอนเชา และกอ นนอน 2. การดแู ลรกั ษาอนามัยในชองปาก ควรแปรงฟน อยา งนอยวนั ละ 2 ครั้ง ไมควรขบ เคีย้ วอาหารท่แี ข็งจนเกินไป หม่นั ดูแลไมใหเกิดแผลในชองปาก หากพบวาเกิดอกั เสบที่เหงอื กควร ปรึกษาแพทย 3. การดูแลรักษาหู ไมควรใชของแข็งแคะเขา ไปในหู หรือใชยาหยอดหูโดยที่แพทย ไมไดส งั่ ระวงั การเปน หวดั นาน ๆ เพราะอาจสง ผลใหเ ช้ือโรคเขา ไปทาํ ลายหชู ัน้ กลาง อาจทาํ ใหหู หนวกได 4. จมูก ไมควรใชของแข็งแยงเขาไปในชองจมูก หรือไมควรใชยาหยอดพนจมูกโดยที่ แพทยไมไ ดส ั่ง 5. ตา เม่อื รูสกึ เคืองตาอยาใชมือขยี้ตา เพราะอาจมีเชื้อโรคไมควรใชยาหยอดตาโดยที่ แพทยไมไ ดสัง่ หากมีฝนุ ละอองเขาตาควรลมื ตาในนา้ํ สะอาดหรือใชน ํา้ ยาลา งตา ไมควรใชม ือขย้ตี า เพราะอาจมีเชื้อโรคเขาตา
80 6. มอื และเทา ควรลางมือกอนรับประทานอาหาร และหลังจากเขาหองน้ําทุกครั้ง รวมทั้งควรสวมรองเทาเมื่อออกจากบานเพื่อปองกันโรคตาง ๆ เชน โรคพยาธิ โรคผิวหนัง หรือถูกของ แหลมของมีคมทิ่มตําเปนแผลได และควรลางเทาใหสะอาดกอนนอน 7. การดูแลรกั ษาอนามัยของผมและศีรษะ ควรสระผมอยางนอยสัปดาหละ 2-3 ครงั้ ควรหวีผมทุกวัน ไมควรดัด เซทผมบอย ๆ เพราะอาจทําใหเ สนผมเสีย 8. การดแู ลรักษาความสะอาดของเสือ้ ผา และเครือ่ งนอน ควรเปลยี่ นเส้ือผาทีใ่ สท กุ วนั และซักเส้อื ผาใหสะอาด ปอ งกันการสะสมของเชอื้ โรค รวมทง้ั หมนั่ ซัก ผา ปทู ่นี อน ปลอกหมอนอยู เสมอและหมน่ั นาํ ออกตากแดดบอ ย ๆ การสรางสขุ นิสยั ท่ีดี 1. กอนไอและจามทุกคร้ัง ควรใชผ า เช็ดหนาปด ปากและจมกู เพ่อื ปองกนั การแพร เชอื้ โรคสบู ุคคลอื่น 2. ไมค วรถมน้ําลายลงพน้ื ทส่ี าธารณะ หรือบนถนน เพราะเปน การเสยี บคุ ลกิ ภาพ และ ยังเปนการแพรเชื้อโรคทางออม 3. การรับประทานอาหาร ควรลางมือกอนและหลังรับประทานอาหาร ควรเลือก ภาชนะที่สะอาด ควรเลือกรับประทานอาหารปรุงสะอาด เสร็จใหม ปราศจากแมลงวันตอม เพื่อปองกัน เช้อื โรคเขา สูร างกาย 4. หมน่ั ออกกาํ ลงั กายทกุ วนั ตดิ ตอกัน อยา งนอยวนั ละ 30 นาที 5. ควรพกั ผอ นนอนหลบั ใหไดว นั ละ 8-10 ชวั่ โมง 6. ควรด่มื นาํ้ ใหไ ดวันละ 8-10 แกว 7. หมน่ั ดแู ลความสะอาดเสอ้ื ผา และเครื่องนอนใหสะอาดอยเู สมอ 8. หลีกเลีย่ งสารเสพติดตา ง ๆ เชน บหุ รี่ สุรา กัญชา เฮโรอีน ยาบา ฯลฯ เรือ่ งที่ 7 คุณคาและประโยชนของการออกกําลังกาย การออกกําลังกายอยางสม่ําเสมอจะเปนประโยชนตอสุขภาพรางกาย เสมือนเปนยาบํารุงที่ สามารถเพิ่มสมรรถภาพทางรางกายไดและสามารถปองกันโรคได เชน โรคระบบทางเดินหายใจ เปน ตน ทง้ั นกี้ ารออกกาํ ลังกายจะตองมีความถกู ตองและเหมาะสม และรูจักหลักในการออกกําลังกาย จะตอ งเลือกใหเ หมาะสมกบั เพศ วยั สถานท่ี และอปุ กรณ ซึ่งปจจบุ ันมักนิยมที่จะออกกําลังกายเพ่ือ สขุ ภาพดวยการเลนกีฬา และออกกาํ ลังกายที่มจี ุดประสงคท่ีมุงเนน ตอการพัฒนาสขุ ภาพกายและ สุขภาพจติ การดาํ รงรักษาสขุ ภาพทีด่ ีอยูแลว ไมใ หลดถอยลง ปรบั ปรงุ สขุ ภาพทท่ี รุดโทรมใหดีขึน้ ปองกนั โรคทีเ่ ก่ียวเนอื่ งกับการขาดการออกกําลังกาย ตลอดจนชว ยแกไขหรือฟนฟสู ภาพรา งกายจาก
81 โรคบางอยาง การเคลื่อนไหว และการออกกําลงั กายท่ถี กู ตอ งตามวธิ ีและหลักการ มีประโยชนต อ สุขภาพมากมาย และที่สําคัญมีดังนี้ 1. มีประโยชนตอ ระบบหายใจ ทาํ ใหหัวใจ ปอด แขง็ แรง ไดอ อกกําลงั กลา มเน้อื หัวใจไดทํางานเตม็ ท่ี ถงุ ลมเลก็ ๆ ภายในปอดมีโอกาสสดู ลมเต็ม และไลอากาศออกไมหมด ทาํ ใหป อด มพี ลงั ในการฟอกโลหติ 2. มีประโยชนตอระบบไหลเวียนของโลหิตดี สืบเนื่องจากการทํางานของหัวใจและ ปอดดี มพี ลงั ในการบบี ตัวไดดี สูบฉีดโลหติ และฟอกโลหิตไดด ีมีประสิทธภิ าพ ไมเปนโรคหัวใจได งาย 3. มีประโยชนตอระบบกลา มเนอ้ื กลา มเนื้อเสนเอ็นตาง ๆ ไดอ อกกาํ ลงั ยืดและหดตวั ไดเต็มที่ ทําใหมีความแข็งแรงยืดหยุนไดอยางมีประสิทธิภาพ ทําใหสามารถทํางานไดทนไมเหนื่อยงาย เพราะกลามเนื้อมีพลังมาก 4. มีประโยชนตอการเผาผลาญในรางกาย เพราะการเคลื่อนไหวและการออกกําลังกาย ตองใชพลังงาน ระบบตาง ๆ จะตองทํางานเกิดการเผาผลาญ ทําใหอาหารที่รับประทานเขาไปถูก นํามาใชอยางมีประสิทธิภาพไมเหลือสะสมโดยเฉพาะไขมันที่ใหพลังงานมาก จะไมถูกสะสมใน รา งกาย จนทําใหเ กิดโรคอว น 5. มีประโยชนตอระบบขับถาย การเคลื่อนไหว และภายหลังการออกกําลังกาย ทําให ดม่ื นํา้ ไดม าก กระเพาะ สาํ ไส ไดเ คลอ่ื นไหวในการออกกาํ ลงั กายดว ย ทําใหระบบยอ ยอาหารดี กระเพาะอาหาร สาํ ไส บบี รัดตวั ไดดี 6. มปี ระโยชนตอ สขุ ภาพจิต และอารมณไมเ ครยี ด เรอื่ งท่ี 8 หลกั การและวธิ ีออกกาํ ลงั กายเพอ่ื สขุ ภาพ หลักการออกกําลังกายเพือ่ สุขภาพ คือ การออกกําลังกายชนิดทีเ่ สริมสราง ความทนทานของ ปอด หัวใจ ระบบไหลเวียนเลือด รวมทั้งความแข็งแรงของกลามเนื้อ ความออนตัวของขอตอ ซึ่งจะชวย ใหรางกายแข็งแรงสมบูรณ สงางามและการมีสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งหลักการออกกําลังกายเพื่อสขุ ภาพมดี งั น้ี 1. การอบอุน รา งกายและผอนคลาย การออกกําลังกาย เพื่อสุขภาพทีถ่ ูกวิธีทําไดโดยการฝกหัดบอย ๆ ดวยทาทางที่ถูกตอง กอนจะฝกการเคลือ่ นไหวรางกายสวนใดก็ตาม ตองมีการเตรียมความพรอมใหรางกายอบอุน ทุกครั้ง เพือ่ ปองกันการบาดเจ็บของกลามเนื้อ ในการอบอุนรางกายและผอนคลาย มีวิธีการทีส่ ามารถทําไดคือ การวิ่งรอบสนาม การหมุนคอ หมุนแขน หมุนสะเอว พับขา หมุนขอเทา กระโดดตบมือ กมแตะสลับ มือ วิง่ อยกู บั ที่ นงั่ ยนื ฯลฯ
82 2. ระยะเวลาในการออกกําลังกาย ในการออกกําลังกายอยางตอเนือ่ งนานอยางนอยในแต ละครั้ง 20-30 นาทีตอ วัน 3. จํานวนครง้ั ตอสัปดาห การออกกําลังกายเพือ่ สุขภาพ ตองปฏิบัติอยางสม่าํ เสมอทุกวัน หรืออยางนอยสัปดาห ละ 3 ครั้ง และควรปฏิบัติในเวลาเดียวกัน จะชวยเพิ่มสมรรถภาพในการทํางานของระบบหัวใจและปอด ทาํ ใหก ลา มเนอ้ื หวั ใจและปอดแขง็ แรง 4. ความหนักในการออกกําลังกาย ควรออกกําลังกายใหหนักถึงรอยละ 70 ของอัตราการ เตนสูงสุดของหัวใจแตละคน หรือออกกําลังกายใหเหงือ่ ออก เหนื่อยพอประมาณทีจ่ ะสามารถพูดคุย ขณะออกกําลังกายได ไมควรออกกําลังกายหักโหมเกินไปเพราะจะเกิดอันตรายได การเคลือ่ นไหวรางกายและออกกําลังกายมีหลักการท่วั ไป ดังนี้ 1. เลอื กกจิ กรรมเคลอ่ื นไหว และการออกกาํ ลงั กายทเ่ี หมาะสมกบั สภาพรา งกาย และวยั ของตน 2. เลือกเครื่องแตงกายที่เหมาะสมกับกิจกรรม การเคลื่อนไหว และการออกกําลังกายแตละ รปู แบบ 3. การเคล่ือนไหว และการออกกําลังกาย ตองเร่ิมจากการอบอุนรางกายกอนจากน้ันเร่ิมตนจาก เบาไปหาหนกั จากงา ยไปยาก 4. ใหท กุ สว นของรา งกายไดอ อกแรงเคลอ่ื นไหว ไมค วรเปน เฉพาะสว นใดสว นหนง่ึ 5. การออกกาํ ลงั กายตอ งปฏบิ ตั อิ ยา งสมาํ่ เสมออยา งนอ ยสปั ดาหล ะ3วนั และควรปฏบิ ตั ใิ นเวลา เดยี วกนั อยา งนอยวนั ละ 20 – 30 นาที 6. ควรศึกษาวิธีเคลือ่ นไหวและการออกกําลังกายที่ถูกตอง เพือ่ ใหเกิดประโยชนตอรางกายและ ปองกันอนั ตรายทอ่ี าจเกดิ ขึ้นได 7. การใชอ ปุ กรณป ระกอบการเคลือ่ นไหว และออกกาํ ลงั กายควรศึกษาวธิ กี ารใชทถี่ กู ตอง เรือ่ งท่ี 9 การปฏบิ ตั ติ นในการออกกาํ ลงั กายรูปแบบตาง ๆ รูปแบบการเคลอื่ นไหวและการออกกาํ ลงั กายอาจแบงไดเปน กลมุ ใหญ ๆ ดังนี้ 1. กลุมบรหิ ารรางกายดว ยทาตา ง ๆ ดว ยมือเปลา 2. กลุมบริหารรางกายโดยมีอุปกรณประกอบการบริหารรางกาย 3. กลมุ กิจกรรมเขาจงั หวะโดยใชดนตรปี ระกอบ 4. กลมุ กฬี าประเภทตา ง ๆ 5. กลมุ การละเลนพ้ืนเมอื ง 6. การออกกาํ ลังกายเพ่ือสขุ ภาพ
83 1. รูปแบบการบริหารรางกายดว ยมือเปลา เปนรูปแบบงาย ๆ สามารถบริหารดวยตนเองได ไม ตอ งใชเ วลามากนัก เพยี งใหก ลามเนอื้ สว นตา ง ไดเ คล่อื นไหวและยดื หยุนอยูเสมอ จะชวยใหรางกาย เคลอ่ื นไหวไดอ ยา งคลอ งแคลว ตวั อยาง การบริหารรางกายดวยมอื เปลา ทาที่ 1 เปนการบรหิ ารรา งกายกลามเนอ้ื หลังกบั กระดกู สนั หลัง จงั หวะท่ี 1 ยืนตรงเทาแยกประมาณ 1 ฟุต ยกแขนทงั้ 2 ขางขนานกับพื้น และเกร็งกลามเนอ้ื หนาขา ผอนกลา มเนื้อคอ จังหวะท่ี 2 หงายศรี ษะไปดา นหลงั อยา งเสรี และเอนตวั ไปดา นหนา พรอ มยกแขนขึ้นชา ๆ ไปดานหลงั อยูใ นทา น้ีประมาณ 2-3 วนิ าที จังหวะที่ 3 คอ ย ๆ ยกตัวขน้ึ ชา ๆ พรอ มลดมือลงอยใู นจงั หวะท่ี 1 ทําซํา้ ไดตามความตองการ จะชวยผอนคลายกลามเนื้อหลัง และ กระดูกสนั หลงั ไดด ีข้ึน
84 ทาท่ี 2 เปนการบริหารกลามเนื้อตนขา กลามเนือ้ นอง กลามเนือ้ ทอง กลามเนือ้ หัวไหล กลามเนื้อหลัง กลา มเนอ้ื กระดกู สนั หลงั ใหม กี ารเคลอ่ื นไหวยดื และหดตวั ไดด ี ทา เตรียม ยืนตัวตรง ลําตัวตัง้ ฉากกับพืน้ ผอนคลายกลามเนือ้ สวนตาง ๆ ของกลามเนือ้ เชน ตนขา หลัง หนา ทอ ง แขน หวั ไหล จังหวะท่ี 1 แยกเทาไปดานขางประมาณ 1 ฟุต ปลอยศีรษะหอยไปดานหนาปลอยตามสบายไมตองเกร็ง คอ แลวคอย ๆ กมหลังนับตัง้ แตสะโพกขึน้ ไป ปลอยใหมือและแขนหอยตามสบายเชนกัน ผอนคลายกลามเนื้อคอและไหล หายใจเขา-ออก ดวยการแขมวทอง และเบงทอง โนม น้ําหนกั ตวั ใหไปดานหนา ใหต กอยูบรเิ วณปลายเทา ขณะทอ่ี ยใู นทา กม นี้ หายใจปกติไมกล้ัน หายใจ นับหายใจเขาออก 10 รอบ หรอื นานกวา นน้ั จงั หวะที่ 2 ยกลําตัวอยางชา ๆ โดยไมเ กรง็ คอ หัวไหล และแขนอยูในทาเตรียม เพื่อใหกลามเน้ือมีความ ยดื หยุนดมี ากข้นึ ควรทาํ หลาย ๆ ครง้ั และทําทกุ วัน รปู แบบการบริหารรา งกายดว ยอปุ กรณ รูปแบบของการบริหารรางกายดวยอุปกรณมีหลากหลาย เชน การใชไมพลอง มาเปนอุปกรณ ในการบริหารดวยทาตาง ๆ ของการบริหารทั่วไป หรือคิดประดิษฐทาขึ้นใหมก็ได - การใชกระบองในลักษณะกระบองสัน้ คู - การใชกระบ่ี หรอื ทีเ่ รียกวา ฟน ดาบ มีทั้งดาบเดย่ี วดาบคูไ ทยมีทา ทางตา ง ๆ สืบทอดตอ กันมา - การบริหารรางกายดวยอุปกรณ เชน พลองลูกบอล ดัมเบล รวมทั้งอุปกรณกําลังกายทีพ่ บ เห็นทั่วไปตามสถานบริหารกาย ซึ่งมีประโยชนทั้งทางรางกาย ชวยผอนคลายความเครียด - การใชเชือก เปนอปุ กรณ เชน การกระโดดเชอื ก
85 รปู แบบการบริหารรา งกายเขาจงั หวะ รูปแบบการบริหารรางกายเขาจังหวะมี 3 ลกั ษณะ คือ 1. การบริหารดว ยทา ทางธรรมดา แตใ ช ดนตรี หรอื เพลง หรือนกหวีดเปา เปน จงั หวะกไ็ ด การ บรหิ ารแบบนจ้ี ะเนน บรหิ ารรางกายเปนสวน ๆ เชน บริหาร สว นอก ดวยทา รําพื้นบาน เปนตน ตัวอยา ง การบรหิ ารรางกาย เขาจงั หวะดวยทา ธรรมดา สว นหนาอก 8 จงั หวะ 2. การเตนแอโรบิค ใชดนตรีประกอบ การเตนแอ โรบิคจะเปนการเคลือ่ นไหวที่รวดเร็ว และหนักกวา การ บริหารรางกายเขาจังหวะธรรมดาทีก่ ลาวแลวตอนตน เปนการ ออกกําลังกายทีใ่ ชการตอเนื่อง เปนการผสมผสาน การ เคลือ่ นไหว การบริหารรางกายและการเตนรําเขาดวยกัน ดนตรี หรือเพลงทีน่ ํามาประกอบการเตน เปนจังหวะที่เราใจ สนุกสนาน ผูใหญที่จะเตนแอโรบิคควรตรวจสุขภาพของตนเสียกอน โดยควรเลือกเครื่องแตงกาย และ รองเทาที่เหมาะสม เพ่ือปองกันอันตรายทีจ่ ะเกดิ กบั ขอ เทาและขอเขา 3. การลีลาศและรําวง การเตนรําเปนการเคลือ่ นไหวประกอบจังหวะ อีกรูปแบบหนึง่ มีทัง้ การเคลือ่ นไหวอยูก ับที่ และแบบเคลือ่ นทีใ่ นกรณี เคลือ่ นทีผ่ ูเ ตนรําจะตองศึกษาทิศทางในการเคลือ่ นไหว เพื่อปองกันอันตราย หรือการกระทบกระทัง่ กัน รูปแบบการเคลือ่ นไหว เคลือ่ นทีท่ วนเข็มนาฬิกา โดยยึดวงกลมเปนหลัก คือยืนหันหนาเขาหาวงกลม การเคลือ่ นที่ใหเคลือ่ นที่ ไปทางขวาของตนเสมอ
86 รปู แบบการเลน กฬี า รูปแบบของกีฬาทีห่ ลากหลายมีทั้งในลักษณะเดีย่ ว และทีม การเลนกีฬาตองฝกทักษะ และมี ความรูความเขาใจในกฎกติกา และวิธีการเลน ประเภทของกีฬา มีดังนี้ - กฬี าประเภททีม เชน ฟุตบอล บาสเกต็ บอล ฟุตซอล รกั บ้ี ฯลฯ - กฬี าประเภทลู เชน การวิ่งระยะสั้น การว่ิงระยะยาว การว่งิ ขามรัว้ ฯลฯ - กฬี าประเภทลาน เชน พงุ แหลน ทมุ น้าํ หนัก ฯลฯ - กฬี าประเภทยมิ นาสติก เชน รายเดียว ราวคู มากระโดด ยิมนาสติดลีลา ฯลฯ - กีฬาแตละประเภทจะมีรูปแบบเฉพาะ มีวิธีการเลน เทคนิค กฎกติกา และอุปกรณที่ แตกตางกัน จึงควรศึกษาความรูพ ืน้ ฐานทีถ่ ูกตอง เพือ่ ใหเลนไดอยางสนุกสนานและอาจ พัฒนาทักษะจนสามารถเปนการออกกําลังกายทําใหสุขภาพแข็งแรงแลว คนทีเ่ ลนกีฬามัก เปน ผูม มี นุษยสัมพนั ธสามารถปรบั ตัวตัวเขากบั ผอู ื่นไดดี รูปแบบของการละเลนพนื้ บาน การละเลนพืน้ บานในแตละภาค อาจมีลักษณะหรือแตกตางกันขึ้นอยูก ับลักษณะทาง ภูมศิ าสตรและมวี ถิ ชี ีวติ ของประชาชนในทองถน่ิ นน้ั ๆ การเตะตะกรอ ตามชนบทหลังจากเสร็จภารกิจประจําวัน แลวบางคน บางกลุม จะ มารวมกันเตะตะกรอ เพือ่ เปนการผอนคลายความเครียด และไดมีการเคลื่อนไหว เพื่อใหระบบตางๆ ของรางกายมีความยืดหยุน เรอ่ื งท่ี 10 ความหมาย ความสําคัญของกิจกรรมนันทนาการ นันทนาการ หมายถึง การทํากิจกรรมอยางใดอยางหนึง่ ในเวลาวาง ดวยความสมัครใจ เปน กิจกรรมที่ไมใชเปนงานอาชีพ ไมขัดตอกฎหมาย ศีลธรรม ประเพณีอันดีงาม แตเปนประโยชนและเปน การพกั ผอ นท้ังรา งกายและจติ ใจ ในการดํารงชีวิตประจําวันของคนเรานั้น เราอาจแบงเวลาไดเปน 4 สว น 1.1 เวลาที่ใชในการประกอบอาชีพของคนเรานั้น ประมาณวันละ 8 ชว่ั โมง 1.2 เวลาที่ใชในการประกอบภารกิจสวนตัววันละ 4-6 ช่ัวโมง เชน การอาบน้ํา ลางหนา แปรงฟน การปรุงอาหาร การรับประทานอาหาร 1.3 เวลาท่ใี ชใ นการพักผอนหลับนอน วนั ละ 8 ชวั่ โมง 1.4 เวลาวางที่สามารถใชใหเกิดประโยชนไดประมาณ 2-4 ชั่วโมง
87 ชวงทีเ่ หลือ 2-4 ชั่วโมงนี้ ถาเรานํามาใชประกอบกิจกรรมทีเ่ กิดประโยชนเรียกวา กิจกรรม นันทนาการ จะชวยทําใหรางกายและจิตใจผอนคลาย ความตึงเครียด เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เกดิ ประโยชนต อสุขภาพกาย และสขุ ภาพจติ อยางย่งิ ประโยชนข องกจิ กรรมนนั ทนาการ กิจกรรมนันทนาการตอการดําเนินชีวิต ถาเราเลือกกิจกรรมนันทนาการไดอยางเหมาะสม จะ กอประโยชนตอตนเอง และสังคมไดหลายประการ 1. ประโยชนตอสุขภาพกาย ความเจริญทางดานเทคโนโลยีในปจจุบัน ทําใหเราไมจําเปนตอง ออกกําลังกายภายในการปฏิบัติงานมากนัก เพราะมีการใชเครื่องมือ เครื่องจักรเขามาชวย ทําใหการออก กําลังกายของเรานอยเกินไป จําเปนตองมีกิจกรรมนันทนาการประเภทกีฬา หรือกิจกรรมการออกกําลัง กายเขามาชวย เพื่อทําใหรางกายแข็งแรงสมบูรณ 2. ประโยชนตอสุขภาพจิต ชวยใหคนไดพักผอนหยอนใจ ผอนคลายความตึงเครียดทางจิต การประกอบกิจกรรมนันทนาการหลายประเภทเปนกิจกรรมที่พักผอนหยอนใจ เชน การชมและฟง ดนตรี การชมภาพยนตร เปน ตน 3. ประโยชนต อครอบครัว ชวยใหสมาชิกครอบครัวรูจักใชเวลาวางใหเปนประโยชนตอตนเอง และครอบครัว เชนการทําสวนครัว สวนดอกไม ทําใหเกิดผลพลอยได คือมีพืช ผัก ผลไม ดอกไมไวใช สอยเปนประโยชน 4. ประโยชนตอสังคม กิจกรรมนันทนาการหลายชนิดเปนประโยชนตอสังคมโดยตรง เชน กิจกรรมดานสังคมสงเคราะห กิจกรรมอาสาสมัคร กิจกรรมบางชนิดชวยลดปญหาสังคมได เรอื่ งท่ี 11 ประเภทและรูปแบบของกิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมนันทนาการมีมากมายหลายชนิด หลายรูปแบบ แตละรูปแบบมีลักษณะเฉพาะ แตกตางกันไป สามารถแบงกิจกรรมนันทนาการไดดังนี้ 1. งานอดิเรก เปนเพียงกิจกรรมนันทนาการประเภทหนึ่งเทานั้น มิไดหมายความวา กิจกรรมนันทนาการทุกชนิดรวมกันเปนงานอดิเรก เชน การเก็บสะสมแสตมปทีใ่ ชแลว การเก็บสะสม รูปภาพ การทาํ สวนดอกไม เปน ตน 2. การเลน กีฬา การเลน กีฬาทง้ั กฬี าในรม เชน การเลนหมากรกุ และกฬี ากลางแจง เชน การ เลนฟุตบอล วอลเลยบอล หรือเลนกีฬาอยางอืน่ เชนวายน้าํ โบวลิ่ง ฯลฯ อยางไรก็ตามการเลนกีฬา เหลา นี้ ถาเปนกีฬาอาชีพไมถอื วา เปนกิจกรรมนันทนาการ 3. การเลน ดนตรี การเลน ดนตรที ุกชนดิ ถอื วา เปน กิจกรรมนนั ทนาการทง้ั สน้ิ 4. การเลนกิจกรรมเขาจังหวะ เชน การรําวง การเตนรํา การฟอนรํา การเตนลีลาศ ฯลฯ ถือ เปนกิจกรรมนนั ทนาการทัง้ ส้ิน
88 5. การเลน ละคร ภาพยนตร และการแสดงตาง ๆ ทเ่ี ปนการสมัครเลน ถอื วา เปน กิจกรรม นนั ทนาการ 6. งานศลิ ปะหัตถกรรม ไดแก งานฝม อื เชน งานเย็บปกถักรอย การสานพดั การประดิษฐ ดอกไม การวาดภาพ เปนตน 7. กิจกรรมส่ือความหมาย ไดแกการอานหนังสอื นวนยิ าย การเขยี นหนงั สอื 8. กจิ กรรมทศั นศกึ ษา ไดแก การทอ งเท่ียวทัศนาจร เปนตน 9. กจิ กรรมชมรม เชน ชมรมคนรักแสตมป ชมรมดนตรี ฯลฯ การเลือกกิจกรรมนันทนาการที่เหมาะสมกับความชอบและวิถีชีวิตของแตละบุคคล นอกจาก จะชว ยใหบ ุคคลน้ันไดผอนคลายทั้งทางรางกายและจิตใจแลว ยังอาจเกิดผลพลอยไดอื่นๆ เชน ไดเ พ่ือน ใหม หรอื มีรายไดเพ่มิ ข้ึน เปนตน
89 บทที่ 4 โรคติดตอ สาระสําคัญ มีความรูแ ละความสามารถปฏิบัติตนในการปองกันโรคติดตอที่เปนปญหาตอสุขภาพของ ครอบครัว และชุมชน โดยการเผยแพรขาวสาร ขอมูล แนวทางการปองกันและวิธีการรักษาโรคอยางถูก วธิ ี ผลการเรยี นรทู ่คี าดหวงั 1. เรยี นรเู รอื่ งโรคตดิ ตอตา งๆ ทเ่ี ปนปญหาตอสุขภาพของครอบครัว และชุมชน 2. เรยี นรถู ึงสาเหตทุ เี่ กิดโรค ศึกษาวิธกี ารปอ งกนั และการดแู ลรักษาอาการของผูป วย ขอบขายเนือ้ หา เรื่องที่ 1 โรคตดิ ตอ สาเหตุ อาการ การปองกัน การรักษา
90 บทที่ 4 โรคตดิ ตอสาเหตุ อาการ การปองกนั การรกั ษา โรคตดิ ตอ หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นกบั คนหรอื สตั ว โดยเกิดจากเช้ือโรคท่เี ปน สงิ่ มชี วี ิต หรอื พิษของเชื้อโรค และเมื่อเกดิ เปนโรคขึ้นแลว สามารถแพรกระจายจากคนหรือสัตวทป่ี วยเปนโรค นั้นไปสูคนหรือสตั วอ่ืนไดโดยการแพรก ระจายของโรคนั้นอาจเปน ไดทงั้ ทางตรงและทางออม ตามการศึกษาคนควาทดลองวิจัยทางการแพทยพบวา เชื้อโรคนัน้ เปนแบคทเี รยี และไวรัส เปน สาเหตใุ หญของความเจบ็ ปว ย ซงึ่ ทงั้ สองน้มี ีอยตู ามธรรมชาตทิ กุ หนทุกแหง มที ้ังโทษแลคณุ ประโยชน แตปจจุบันพบวา สาเหตุการเกิดโรคมาจากพันธุกรรมและเปนเพราะตัวเองนําเชื้อโรคมาสูตวั เอง ดังน้ี 1. การรับเช้ือจากผูอ่นื โรคเหลา น้เี ปนโรคตดิ ตอโดยมคี นเปน พาหนะนาํ เช้ือมาติดตอ การตดิ ตอเน่ืองจากความใกลช ิดกับผปู วย เชน ไขหวัดใหญ โรคผิวหนังบางชนิด โรคตาแดง ฯลฯ 2. การรับเชื้อจากการมเี พศสมั พนั ธ การมเี พศสมั พนั ธก ับหญิงอ่ืน ชายอ่นื ทไ่ี มใ ชภ รรยา หรือสามขี องตนและไมปองกัน ทาํ ใหเกดิ โรคได เชน โรคเอดส หรอื กลมุ ของกามโรค 3. การรบั เช้ือจากสัมผัส โดยมีสตั วเปน พาหนะ เชน ยงุ ลายนาํ โรคไขเลือดออกมาสูคน หนูเปน พาหนะนาํ เชื้อกาฬโรค และโรคฉีห่ นู มาสคู น ฯลฯ 4. เกดิ จากการไมรักษาความสะอาดของรายกาย ทําใหเกิดโรคผิวหนัง เชน กลาก เกลอ่ื น หิด เหา เปนตน จากสาเหตุการเกิดโรคตาง ๆ ดังกลาวมาแลว สามารถที่จะปองกันและหลีกเลย่ี งไดต าม ลักษณะโรคได เร่อื งท่ี 1 โรคตบั อักเสบจากเชื้อไวรัส เปนไวรัสท่ีอนั ตรายท่ีสดุ สามารถตรวจพบไดใ นเลือดผูเปนพาหนะ และนํ้าหลั่งตาง ๆ เชน นํ้าลาย นาํ้ ตา เหงื่อ นาํ้ ในชองคลอดและอสจุ ิ ติดตอไดโดยการสัมผสั ท่ีมีเชื้อเขา สรู า งกาย การใชเ ขม็ ฉดี ยา รวมกัน การสกั การฝง เข็ม การสมั ผสั เลือดโดยมบี าดแผล อาการของโรค มีตั้งแตอาการเล็กนอยไปจนกระทัง่ รุนแรง เชน มปี วดเมื่อย คลา ยเปน หวดั คลนื่ ไส แนนทอง ทองอดื บางรายจะตัวเหลือง ตาเหลือง ปส สาวะสีเขม ผทู ่มี อี าการรนุ แรงอาจตายภายใน 1 สปั ดาห การปอ งกนั การฉีดวัคซีนโรคไวรัสตับอักเสบบี จะเปนการควบคุมการแพรกระจายของโรคนี้
91 เรื่องที่ 2 โรคไขเ ลอื ดออก (Hemorrhagic Fever) ไขเลือดออก เปนโรคติดตอท่เี กิดกับทกุ คนทุกกลุมอายุ โดยท่ัวไปไขเลอื ดออกมักจะ ระบาดในฤดูฝน ซ่งึ เปนฤดูที่ยงุ ลายแพรพันธโุ ดยงาย สาเหตุ เกดิ จากเช้ือไวรัสเดงกี (Dengue) เลือดผปู วยไขเลือดออกเกิดจากไดรบั ไวรสั เดงกจี าก ยุงลาย เม่อื โดนยุงลายกัดแลวปลอ ยเชอื้ ไวรัสเดงกเี ขา สผู ปู วย หรอื ยงุ ดูดเลือดจากผปู วยแสงเชื้อไวรัส นน้ั เขาไป เช้ือไวรสั จะเขาไปเจริญอยใู นตัวยงุ 8-11 วนั จงึ จะเปนระยะตดิ ตอ เมอ่ื ยุงไปกัดคนท่ีปกติก็ จะถา ยทอดเชอื้ โรค ทาํ ใหเปนไขเลือดออกได ตอ จากนนั้ กจ็ ะมกี ารถายทอดเชอื้ ใหก บั คนอ่นื ๆ ตอไป และเช้ือไวรัสจะอยูใ นตวั ยุงตลอดชีวติ ของยุง คือ ประมาณ 45-60 วนั อาการ อาการของผูเ ปนไขเลือดออก คือ ไขสงู มาก แมใ หย าแลวไขกย็ งั ไมล ด เบอื่ อาหาร คลื่นไสอ าเจยี น มจี ุดเลือดออกตามผิวหนัง เสนเลือดเปราะ กดเจบ็ ตรงชายโครง บางรายปวดศีรษะ มาก ปวดตา ปวดกลามเนื้อ ปวดขอ ตองหมั่นสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงภายใน 2-3 วัน ถาอาการยัง ไมดีขน้ึ ตองพาไปพบแพทยเพ่อื วินิจฉัยโรค การปฏบิ ตั ิตนเม่อื เปน ไขเลือดออก 1. ดื่มน้ําสะอาดใหมากๆ หรือปฏิบัติตามคําแนะนําของแพทย 2. กินยาลดไขตามแพทยสั่ง (พาราเซตามอล (Paracetamol)) หางกันอยางนอย 4 ช่ัวโมง 3. เชด็ ตวั ชวยลดไขเ ปน ระยะ 4. ใหอาหารออน ยอยงา ย ตามตองการ
92 5. ควรงดอาหารหรอื เครอ่ื งด่มื ทม่ี สี แี ดงหรือดํา เพราะหากอาเจยี นออกมาอาจคดิ วา เปน เลอื ด 6. พบแพทยเพื่อติดตามดูอาการและตรวจเลือดตามนัด การปอ งกนั โรคไขเลอื ดออก 1. ใชม งุ ครอบหรือกางมุงเมื่อนอนกลางวัน 2. นอนในหองทมี่ มี ุงลวด 3. อยูใ นบรเิ วณที่มีอากาศถายเทสะดวกและมีแสงสวา ง 4. ท่ีเกบ็ น้ําควรปดฝาใหส นิท 5. ทาํ ลายแหลง เพาะพันธุยงุ ใหหมดไป 6. ภาชนะใสน ้าํ ทไี่ มมฝี าปด หรอื แหลง น้าํ เลก็ ๆ ควร ใสท รายเคลือบสารเคมี ปองกันไมใหเปนแหลง เพาะพันธุยงุ (ใส ทรายเคลือบสารเคมี 1 คร้งั ปองกันได 3 เดอื น) ควรจัดการวัสดุเหลา นีอ้ ยาใหเ ปน เร่ืองที่ 3 โรคไขห วดั ธรรมดา แหลงเพาะพันธยุ ุง พบมากในฤดูหนาว ฤดูฝนชวงท่ีมีอากาศเยน็ โดยเฉพาะผูท่ีมีรางกายออนแอ ตรากตราํ กบั การทาํ งาน และมเี วลาผักผอ นนอ ย สาเหตุ เกดิ จากเช้ือไวรัส ติดตอ ทางการหายใจ หรือสมั ผัสน้ําลายและเสมหะ อาการของโรค เกิดอาการอกั เสบของทางเดินหายใจ สงผลใหคดั จมกู น้ํามกู ไหล เจ็บคอ ไอจาม หรืออาจมไี ข ปวดศีรษะ ปกตจิ ะหายไดเ องในระยะเวลา 2-3 วนั ขึน้ อยูก บั ภูมติ านทานของ รางกาย การรกั ษา 1. นอนหลบั ผักผอนมาก ๆ และนอนในที่อากาศถายเทไดสะดวก 2. รกั ษารางกายใหอ บอนุ อยูเสมอ โดยใสเ สอื้ ผาหนา ๆ และหม ผา 3. ออกกําลังกายแตพ อเหมาะไมห กั โหม 4. รับประทานอาหารที่มีประโยชนใหครบ 5 หมู 5. ถามีไขรับประทานยาลดไข ไมควรอาบน้ํา 6. หากเปนติดตอกันหลายวัน ควรไปปรึกษาแพทย เพราะอาจมีโรคแทรกซอน
93 ในการปอ งกันโรคหวัดธรรมดานนั้ มขี อแนะนําดงั นี้ 1. ออกกําลังกายสมํ่าเสมอ พักผอ นใหเพยี งพอ รบั ประทานอาหารเพยี งพอตอความ ตองการของรางกายและไดสารอาหารครบ 5 หมู 2. หลกี เลย่ี งการอยใู กลชิดหรอื ใชส่งิ ของเครื่องใชร ว มกบั ผูปว ย และเมอ่ื ไอ จาม ควรปด ปาก ปดจมูก 3. หลีกเลยี่ งการอยใู นทแ่ี ออัด อากาศระบายไมด ี เพราะอาจมีเชื้อไวรัสท่ที าํ ใหเปนโรค หวดั ธรรมดาอยมู าก 4. ควรทําใหรางกายอบอุนตลอดเวลาโดยการสวมเสื้อผาปองกัน 5. เมอื่ รา งกายเปย กนํ้าควรเช็ดตัวใหแหงโดยเรว็ เรื่องท่ี 4 โรคเอดส (AIDS) เอดส มาจากคําวา AIDS เปน ชือ่ ยอ มาจากคําวาแอคไควร อมิ มูน เดฟฟเชยี นชี ชนิ โดรม (Acquired Immune Deficiency Syndrome) หมายถึง กลุมอาการของโรคที่เกิดจากภูมิคุมกัน ในรางกายเสอ่ื มหรอื บกพรอ ง ซง่ึ เปนภาวะทเ่ี กิดขน้ึ ภายหลงั ไมไ ดเปนมาแตกาํ เนิด หรือสืบสายเลอื ด ทางพันธุกรรม Acquired หมายถงึ ภาวะท่ีเกิดขึน้ ภายหลังไมไดเปนมาแตกําเนิดหรือสืบสายเลือดทาง พนั ธกุ รรม Immune หมายถงึ ระบบภูมคิ ุม กัน Deficiency หมายถึง ความบกพรองหรือการขาด Syndrome หมายถึง กลุมอาการของโรค สาเหตุ เกดิ จากเช้ือไวรสั เอชไอวี (HIV : Human Immune deficiency Virus) เมอ่ื เช้ือโรคเขา สู รางกายแลว จะไปทาํ ลายเซลลเ มด็ เลอื ดขาวทท่ี าํ หนาท่ปี องกนั เช้ือโรค ทําใหภ ูมคิ มุ กันของคนท่ีไดรบั เชือ้ นัน้ เสือ่ มหรือบกพรองจนเปนสาเหตุใหรางกายของคนนัน้ ออนแอ เมือ่ ไดรับเชือ้ ใด ๆ ก็ตามจะเกิด อาการรุนแรงกวา คนปกติและเสยี ชวี ติ ในทสี่ ุด อาการ ผูต ดิ เชื้อสว นใหญจะไมม ีอาการ แตจะแพรเช้ือใหผูอน่ื ได จะมีเพยี งบางรายท่ตี ิดเช้ือและมี อาการนา สงสยั วา เปนโรคเอดส ซ่งึ สงั เกตไดงา ย คือ 1. ตอ มนํา้ เหลอื งทค่ี อ รกั แร และขาหนีบโตนานเกิน 3 เดอื น 2. นาํ้ หนกั ตวั ลดลง 3-4 กโิ ลกรัม หรือมากกวา 10% ภายใน 3 เดือน โดยไมทราบสาเหตุ
94 3. อจุ จาระรวงเรื้อรังนานเกนิ 3 เดือน 4. เบื่ออาหารและเหนื่อยงายมาเปนเวลา 3 เดือน 5. ไอโดยไมท ราบสาเหตุนานเกนิ 3 เดอื น 6. มีไขเกิน 37.8 องศาเซลเซียส มีเหงื่อออกตอนกลางคืนนานเกิน 1 เดอื น 7. เปน ฝา ขาวในปากนานเกิน 3 เดือน 8. มกี อนสีแดงปนมว งขึน้ ตามตัวและโตข้ึนเรอ่ื ย ๆ 9. แขนหรือขาขางใดขางหนึ่งไมมีแรงทํางานไมประสานกัน ทั้งนี้ไมไดหมายความวาอาการดังกลาวจะเปนโรคเอดสทุกราย จนกวาจะไดรับการตรวจ เลือดยืนยนั ทแี่ นนอนกอน การตดิ ตอ โรคเอดสติดตอกันไดหลายทาง ท่พี บบอ ย และสาํ คัญทีส่ ุด คอื 1. จากการมเี พศสัมพนั ธก ับผูที่มีเชอ้ื โรค เอดส 2. จากการถายเลอื ด หรอื รับผลิตภัณฑ เลอื ดทม่ี เี ช้ือเอดส 3. จากการใชเข็มหรือกระบอกฉีดยา รวมกบั ผูทมี่ เี ช้ือโรคเอดส โดยเฉพาะผตู ดิ สารเสพติด ชนดิ ฉดี เขา หลอดเลอื ด 4. จากแมทม่ี ีเช้ือไวรัสเอดสไปสทู ารกในครรภ โรคเอดสไ มตดิ ตอในกรณตี อ ไปน้ี 1. เรยี นสถาบนั เดยี วกัน หรืออยบู า นเดียวกนั 2. จับมือหรือพูดคยุ 3. นั่งรวมโตะรับประทานอาหาร 4. ใชโ ทรศัพทรว มกนั หรือโทรศัพทสาธารณะ 5. ใชห อ งน้ํารวมกัน หรือหองนํ้าสาธารณะ 6. คลุกคลีหรือเลน รว มกนั 7. ใชส ระวายนาํ้ รวมกัน 8. ยงุ หรอื แมลงดูดเลอื ด
95 การปอ งกนั โรคเอดส โรคเอดสเ ปน โรคท่ีไมม ียารกั ษาใหห ายขาดได จงึ ควรเนนการปองกันโรคโดยปฏบิ ัติดังน้ี 1. ไมเสพสารเสพตดิ และถากาํ ลงั ติดสารเสพติดกไ็ ปรับการรกั ษาเพือ่ เลิกสารเสพตดิ หลีกเล่ียงการใชเขม็ ฉดี ยา หรือกระบอกฉดี สารเสพติดรว มกบั ผอู ืน่ 2. ถามีเพศสัมพันธใหใชถุงยางอนามัย 3. งดเวนการใชข องสวนตัวรวมกบั ผูอื่น โดยเฉพาะของทีอ่ าจปนเปอนเลือด เชน แปรง สฟี น ใบมีดโกนหนวด เขม็ สักตัว เข็มเจาะหู เปน ตน 4. หญิงท่ตี ิดเชื้อเอดส ควรหลีกเลย่ี งการต้ังครรภ เพราะเดก็ ทเี่ กิดจากแมท่ตี ิดเช้ือเอดสจะ มโี อกาสตดิ เช้อื โรคเอดสไดถึงรอ ยละ 50 เร่อื งท่ี 5 โรคฉีห่ นู (Leptospirosis) โรคฉี่หนู พบวา มีผูติดโรคน้ีในฤดูฝน โดยเช้อื โรคจะมากบั ปสสาวะของหนู และยงั สามารถพบไดใ นสตั วอ น่ื ๆ ที่ใชฟน แทะอาหาร เชน กระรอก สุนขั จง้ิ จอก จะสามารถแพรเ ช้ือออกมาได โดยท่ีตัวมันไมเปน โรค เชื้อที่เปนสาเหตุของโรค คอื เชื้อแบคทเี รยี ที่อาศยั อยูในดิน โคลน หรือแหลง น้ําลําคลอง บรเิ วณท่มี ีนาํ้ ทวมขงั ที่ มีสภาพแวดลอมเหมาะสมในการดํารงชีวิตของเชื้อโรค คือมีความชื้น แสงแดดสองถึง มีความเปนกรด ปานกลาง มักจะระบาดมากในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน กลมุ เสยี่ งตอ การเกิดโรค - เกษตรกร ชาวไรช าวนา ขาวสวน - คนงานในฟารมเลี้ยงสัตว โค สกุ ร ปลา - กรรมกรขุดทอระบายน้ํา เหมอื งแร โรงฆาสัตว - กลมุ อ่ืน ๆ เชน แพทย เจาหนาทหี่ อ งทดลอง ทหารตาํ รวจที่ปฏบิ ัตงิ านตามปา เขา - กลุมประชาชนทวั่ ไป ท่อี ยูในแหลงทีม่ ีนํ้าทวมขงั หรอื มีหนูอาศัยอยู การติดตอ ของโรค สตั วทน่ี าํ เช้ือไดแก พวกสัตวฟนแทะ เชน หนู โดยเฉพาะ หนนู า หนูพุก รองลงมา ไดแก สุนัข วัว ควาย สัตวพวกนเ้ี กบ็ เช้ือไวใ นไตเมื่อหนูปส สาวะเชอ้ื จะอยใู นนา้ํ หรือดิน
96 - เม่อื คนสมั ผัสเชือ้ ซง่ึ อาจจะเขา ทางแผล เยอื่ บุในปากหรือตา หรอื แผล ผวิ หนังปกติ ที่เปยกชื้นเชื้อโรคสามารถไชผานไปไดเชนกัน - เช้ืออาจจะเขารางกายโดยการดื่มหรือกินอาหารที่มีเชื้อโรค อาการทีส่ าํ คญั อาการของโรคแบงออกเปนกลุมใหญ ๆ ได 2 กลมุ 1. กลุม ทีไ่ มมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง หรือกลุม ทีอ่ าการไมรุนแรง กลุม นีอ้ าการไม รุนแรง หลังจากไดรับเชื้อ 10-26 วัน โดยเฉลี่ย 10 วัน ผูปวยก็จะเกิดอาการของโรคไดแกปวดเมือ่ ย กลามเนื้ออยางรุนแรง อาจจะมีอาการคลืน่ ไสอาเจียน และมีไขขึน้ สูงดวย บางรายอาจเกิดการเบือ่ อาหาร ทองเสยี ปวดทอ ง ตาแดง เจ็บตา เกดิ ผ่นื ขน้ึ ตามตวั หรอื มจี า้ํ เลอื ดตามผวิ หนงั 2. ระยะการสรางภูมิ ระยะนีถ้ า เจาะเลือดจะพบภมู ิตานทานโรค ผูปวยจะมีไขข้ึนใหม ปวดศีรษะ คอแข็งมีการอักเสบของเยื่อหุมสมอง และตรวจพบเชื้อโรคในปสสาวะ กลุมที่มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง กลุมนี้ไขจะไมหายแตจะเปนมากขึน้ โดยพบมี อาการตัวเหลืองตาเหลือง มีผื่นที่เพดานปาก มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ตับและไตอาจวายได ดีซาน เย่ือหุมสมองอักเสบ กลามเนือ้ อักเสบ อาจจะมีอาการไอเปนเลือด อาการเหลืองจะปรากฏหลังจาก ไดรบั เชื้อโรคนานเกนิ 4 วนั ผปู ว ยอาจจะเสียชีวติ ในระยะนหี้ รอื ในตนสัปดาหที่สามจากไตวาย ในการปองกนั โรคฉีห่ นนู ั้น มีขอแนะนาํ ดังนี้ 1. กําจัดหนแู ละปรบั ปรงุ สงิ่ แวดลอ มใหสะอาดถูกสขุ ลักษณะ เพ่ือไมใ หเ ปนแหลง เพาะพนั ธขุ องหนู 2. หลกี เลย่ี งการลงไปอาบแชในแหลง นาํ้ ท่ีวัว ควายลงไปกนิ นํ้า แชน าํ้ 3. หลีกเล่ียงการแชนํ้า ยํ่าโคลนดวยเทาเปลา โดยเฉพาะอยางย่ิงเม่ือมีบาดแผลท่ีขา เทา หรือตาม รา งกาย 4. หลกี เลย่ี งการเดนิ เทา เปลา ในทงุ นา ในคอกสตั ว 5. สวมเคร่ืองปองกันตนเองดวยการสวมถุงมือยาง รองเทาบูทยาง และสวมเส้ือผาท่ีมิดชิด เม่ือตอง ทาํ งานในไรนาหรือท่เี ปยกช้นื แฉะ 6. อาบนํา้ ชาํ ระลา งรางกายดว ยน้าํ สะอาดและสบูท นั ทหี ลังการลยุ นํ้ายาํ่ โคลน หรือกลับจากทงุ นา 7. ไมชําแหละสตั วโดยไมส วมถุงมือ 8. ไมกินเนือ้ สัตว เครื่องในสัตวทีไ่ มไดทําใหสุกหรือผักสดจากทองนาที่ไมไดลางใหสะอาด หลีกเลย่ี งการอม กลืนนาํ้ หรอื ลืมตาในนา้ํ ท่ีไมส ะอาด 9. หลกี เลี่ยงการดมื่ นา้ํ หรือรบั ประทานอาหารจากภาชนะทเี่ ปด ฝาท้งิ ไว เพราะอาจมีหนมู าฉ่ีรดไว
97 เร่อื งท่ี 6 โรคมอื เทาเปอ ย ( hand foot mouth Syndrome) โรคปากเทาเปอยเกิดจากการติดเชือ้ ไวรัสทีช่ ือ่ วา Coxsackievirus โดยตอง ประกอบดวยผ่ืนท่ีมือ เทา เริ่มตนเปนทีป่ าก เหงือก เพดาน ลิน้ และลามมาที่มือ เทา บริเวณทีพ่ ันผาออมเชนกัน ผืน่ จะเปนตุม น้าํ ใสมีแผลไมมาก จะพบไดในทารกทีม่ ีอายุ ตง้ั แต 2 สัปดาหข ้นึ ไป ผื่นที่ปรากฏจะหายไดภายใน 5-7 วนั อาการ - มไี ข - เจ็บคอ - มตี มุ ที่ คอ ปาก เหงอื ก ลิ้น โดยมากเปน ตมุ นํ้ามากกวาเปนแผล - ปวดศรี ษะ - ผ่นื เปน มากทีม่ ือ รองลงมาพบทเ่ี ทา กนก็พอพบได - มีอาการเบื่ออาหาร - เดก็ จะหงดุ หงดิ ระยะฟก ตวั หมายถึงระยะต้งั แตไดร บั เช้อื จนกระทัง่ เกิดอาการไขเวลาประมาณ 4-6 วนั การวนิ จิ ฉัย โดยการตรวจรางกายพบผน่ื บรเิ วณดังกลาว การรักษา ไมมีการรักษาเฉพาะโดยมากรักษาตามอาการ - ถามีไขใหยาลดไข - ดื่มนํา้ ใหเพยี งพอตอ รา งกาย อยางนอยวนั ละ 6 – 8 แกว โรคแทรกซอ น ผูป วยสวนใหญเกิดจากเชือ้ coxsackievirus A16 ซึง่ หายเองใน 1 สัปดาห แตหากเกิดจาก เชอ้ื enterovirus 71 โรคจะเปน รนุ แรงและเกดิ โรคแทรกซอ น - อาจจะเกดิ ชกั เนอื่ งจากไขสูง ตองเช็ดตัวเวลามีไขและรับประทานยาลดไข - อาจจะเกดิ เยอ่ื หมุ สมองและสมองอกั เสบได การปองกัน หลีกเลีย่ งการสัมผัสกับผูป ว ย ควรพบแพทยเมื่อไร - ไขสูงรับประทานยาลดไขแลวไมลง - ด่มื น้าํ ไมไ ดแ ละมอี าการขาดน้าํ ผวิ แหง ปสสาวะสีเขม็ - เด็กกระสับกระสาย - มีอาการชัก เด็กจะเสียชีวิตเนื่องจากอาการของโรคแทรกซอน
98 เรอ่ื งท่ี 7 โรคตาแดง โรคตาแดงเปนโรคตาทีพ่ บไดบอย เปนการ อกั เสบของเย่อื บตุ า(conjuntiva)ท่ีคลมุ หนงั ตาบนและลางรวม เยือ่ บุตาทีค่ ลุมตาขาว โรคตาแดงอาจจะเปนแบบเฉียบพลัน หรือแบบเร้ือรัง สาเหตุอาจจะเกิดจากเชือ้ แบคทีเรีย ไวรัส Chlamydia trachomatis ภูมิแพ หรือสัมผัสสารที่เปนพิษตอ ตา สาเหตสุ ว นใหญเ กิดจากเชอื้ แบคทเี รียและเช้ือไวรัส มักจะ ติดตอทางมือ ผาเช็ดหนาหรือผาเช็ดตัวโดยมากจะเปนและ หายไดภ ายในเวลา 2 สปั ดาห ตาแดงจากโรคภูมิแพมักจะเปนตาแดงเรือ้ รัง มีการอักเสบของหนังตา ตา แหง การใช contact lens หรือน้ํายาลางตาก็เปนสาเหตุของตาแดงเรื้อรัง อาการของโรคตาแดง 1. คนั ตา เปน อาการทีส่ ําคัญของผูปว ยตาแดงท่ีเกดิ จากภูมแิ พ อาการคนั อาจจะเปนมาก หรอื นอ ย คนที่เปนโรคตาแดงโดยที่ไมมีอาการคันไมใชเกิดจากโรคภูมิแพ นอกจากนั้นอาจจะมีประวัติ ภูมิแพในครอบครัว เชน หอบหดื ผนื่ แพ 2. ข้ีตา ลักษณะของขี้ตาก็ชวยบอกสาเหตุของโรคตาแดง - ขีต้ าใสเหมือนนํ้าตามักจะเกิดจากไวรสั หรือโรคภูมิแพ - ขต้ี าเปนเมอื กขาวมักจะเกิดจากภูมแิ พหรือตาแหง - ขีต้ าเปนหนองมักจะรวมกับมีสะเก็ดปดตาตอนเชาทําใหเปดตาลําบากสาเหตุ มกั จะเกิดจากเชอื้ แบคทีเรยี 3. ตาแดงเปนขางหนึ่งหรือสองขาง - เปนพรอมกันสองขางโดยมาก มกั จะเกดิ จากภูมแิ พ - เปนขางหนึง่ กอนแลวคอยเปน สองขางสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อเชนแบคทีเรีย ไวรัส หรอื Chlamydia - ผูท ม่ี ีโรคตาแดงขางเดยี วแบบเรือ้ รงั ชนิดน้ตี อ งปรึกษาแพทย 4. อาการปวดตาหรือมองแสงจาไมได มักจะเกิดจากโรคชนิดอื่น เชน ตอหิน มานตา อกั เสบเปน ตน ดังนั้นหากมีตาแดงรวมกับปวดตาหรือมองแสงไมไดตองรีบพบแพทย 5. ตามัว แมวากระพริบตาแลวก็ยังมัวอยู โรคตาแดงมักจะเห็นปกติหากมีอาการตามัว รวมกับตาแดงตองปรึกษาแพทย
99 6. ประวัติอืน่ การเปนหวัด การใชยาหยอดตา น้าํ ตาเทียม เครือ่ งสําอาง โรคประจําตัว ยาทใี่ ชอยปู ระจาํ การปองกันโรคตาแดง - อยาใชเครื่องสําอางรวมกับคนอื่น - อยาใชผาเชด็ หนาหรือผา เช็ดตัวรว มกนั - ลา งมอื บอ ยๆ อยาเอามอื ขย้ีตา - ใสแ วนตาปอ งกัน เม่อื ตอ งทาํ งานเกี่ยวของกับฝุนละออง สารเคมี - อยาใชย าหยอดตาของผอู ่นื - อยาวายน้าํ ในสระที่ไมไดใสคลอรีน การรกั ษาตาแดงดวยตวั เอง - ประคบเยน็ วนั ละ 3-4 คร้ัง ครง้ั ละ10-15 นาที - ลางมือบอยๆ - อยาขยี้ตาเพราะจะทําใหตาระคายมากขึ้น - ใสแ วน กันแดด หากมองแสงสวา งไมไ ด - อยา ใส contact lens ในระยะทตี่ าแดง ตาอกั เสบ - เปลย่ี นปลอกหมอนทกุ วนั เร่ืองท่ี 8 ไขห วดั นก สาเหตุ โรคไขห วดั นก (Avian influenza หรอื Bird flu) เกิดจากเชื้อไวรัสเอเวียนอินฟลู เอนซา ชนดิ เอ (Avian influenza Type A) ทาํ ใหเ กดิ โรคขน้ึ ไดท ัง้ ในคนในสัตวเลี้ยงลูกดวยนม และสัตว ปก อาการ ผูปวยจะมีอาการคลายกับไขหวัดใหญ มีระยะฟกตัวเพียง 1-3 วัน จะมีอาการ ไขส งู หนาวสน่ั ปวดศรี ษะ ปวดเม่อื ยกลา มเนือ้ ออนเพลยี เจ็บคอ ไอ ตาแดง เหน่ือยหอบ หายใจลําบาก รายท่ีรุนแรงเน่อื งจากมีอาการปอดอักเสบรวมดวย โดยเฉพาะในเด็กและผูส งู อายุอาจทําใหเ สยี ชวี ติ ได การติดตอ เชื้อไวรัสนี้จะถูกขับถายออกมากับมูลของนกทีม่ ีเชือ้ นีอ้ ยูและติดติดตอสู สัตวปก ท่ีไวตอการรบั เชื้อ ซ่ึงจะเกิดกบั ไก เปด หาน และนก คนจะติดตอมาจากสัตวอีกตอหน่ึงโดยการ สัมผัสมูลสัตว น้ํามูก น้ําตา น้ําลาย ของสัตวทีป่ วยหรือตาย ปจจุบันยังไมพบวามีการติดตอจากคนสูค น ผูท ีท่ ํางานในฟารมสัตวปก โดยเฉพาะในพืน้ ทีท่ ีม่ ีการระบาดของโรคไขหวัดนก มีโอกาสติดโรค ไขห วดั นกสงู
100 การปอ งกัน โดยการปฏิบตั ิดงั น้ี 1. หลกั เลย่ี งการสมั ผัสกับสตั วป ก ทปี่ ว ยเปน โรคอยู 2. ลางมือใหสะอาดดวยน้าํ และสบูท ุกครัง้ หลังหยิบจับเนื้อสัตวปกหรือไขดิบ และ อาบนํา้ หลงั จับตอ งหรอื สัมผัสสตั ว โดยเฉพาะสัตวป ก ทป่ี วยหรอื ตาย 3. ดแู ลรักษารางกายใหแขง็ แรงเพือ่ เพ่ิมภูมติ า นทานโรค 4. ถามีไข ปวดศีรษะ หนาวสัน่ เจ็บคอ ไอ โดยเฉพาะผูที่คลุกคลีกับสัตวปกทั้งที่มี ชีวิตและไมมีชีวิตควรรีบไปพบแพทย 5. รับประทานอาหารประเภทไกและไขที่ปรุงสุกเทานัน้ งดรับประทานอาหารทีป่ รุง สุก ๆ ดิบ ๆ โดยเฉพาะในชวงที่มีการระบาดของโรค 6. ลา งเปลอื กไขดวยน้ําใหส ะอาดกอนปรุงอาหาร
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135