Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แนวโน้มการศึกษาพระพุทธศาสนา

แนวโน้มการศึกษาพระพุทธศาสนา

Description: ศึกษาสภาพปัญหาที่มีผลกระทบต่อการศึกษาพระพุทธศาสนา อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคโลกาภิวัฒน์ การศึกษาพระพุทธศาสนากับเทคโนโลยีสารสนเทศ

Keywords: แนวโน้มการศึกษาพระพุทธศาสนา

Search

Read the Text Version

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๙๕ ๙. การปฏบิ ตั ติ นในทางสายกลาง (มัชฌิมปฏิปทา) เปน การรูจกั การดําเนนิ ชีวติ ใหเ กิดความพอดี เปนแนวทางของการแกทุกขท ีเ่ รียกวา “อริยมรรคมีองค ๘” โดยมงุ เนนใหมีความสขุ กายและสขุ ใจไป ดว ย กลา วโดยสรปุ คาํ สอนในพระพุทธศาสนาทีเ่ ก่ยี วกบั เศรษฐกิจพอเพียงนี้ มีจุดสนใจเบอื้ งแรกคือ จะ ทําอยา งไรใหค นทกุ คนมปี จจัยส่พี อเพยี งตามสภาพทเ่ี ปนอยู ซึง่ เปนความตอ งการขั้นพื้นฐานของมนุษย เพราะวา ในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวติ อยา งไรตอ ไป เพ่อื ความมชี ีวิตท่ีดงี าม มีสงั คมทเี่ ปนสขุ น้ัน ถา ชีวติ ขาดแคลนปจ จยั สี่เปน ฐานเบอ้ื งตนแลว กเ็ ปนส่งิ ท่เี ปน ไปไดยากสาํ หรบั พระสงฆน น้ั ชวี ติ ทางดาน เศรษฐกิจมีลักษณะพิเศษออกไปในแงท่ีวา พระสงฆควรมีชวี ิตทีด่ งี าม มคี วามสขุ ไดด วยปจจัยสใี่ หน อย ท่สี ุด เปน ตวั อยา งของคนท่ีจะมปี จจยั ส่นี อ ยท่สี ุดกม็ ชี วี ติ ทด่ี ีงามและเปนสขุ ไดสําหรบั คนท่วั ไป ทา นมงุ ใหม ีปจจัยสเ่ี ปน ฐานเบอ้ื งตนในการดําเนินชีวติ เพราะคฤหัสถน ั้นยังจําเปน ตอ งพง่ึ วตั ถุและทรัพยส ินเงนิ ทองไวใ ชจ ายอกี มาก เชน การเล้ียงดตู นเอง การเลี้ยงดคู รอบครัว การชว ยเหลือสังคม การสงเคราะห พระสงฆ เปน ตน สาํ หรบั ผบู ริหารประเทศ ยงั มีภารกิจทางเศรษฐกจิ ตอไปอีกวา ทาํ อยางไรจะจัดสรรใหค นทวั่ ไปมี ปจจยั สพ่ี อทจ่ี ะเปน อยไู ด มีสมั มาชพี ทีจ่ ะเล้ียงตนเองและชว ยสงเสรมิ จดั สภาพสงั คม ใหเอ้อื ตอ การที่ กิจกรรมในทางเศรษฐกจิ ของสังคมน้ันจะดําเนนิ ไปไดดวยดีโดยราบร่ืนไมเกดิ ปญหาการแยง ชิง เบยี ดเบยี นซงึ่ กนั และกัน และไมใ หป ญหาทางเศรษฐกจิ น้นั นาํ มาซ่ึงความไมสงบสขุ ความเดือดรอนใน สังคม แตจ ดั สรรใหท รพั ยสนิ ที่มีอยูในสงั คมและความเปนอยูดีทางเศรษฐกจิ ในสงั คมน้ัน เปนปจจยั เสริม เกอื้ กลู แกก ารพฒั นาศักยภาพของบุคคลใหทกุ คนมโี อกาสพฒั นาจติ ใจ พัฒนาปญญา เพื่อความมีชวี ติ ที่ ดีงามยิง่ ขึ้นไป ตามที่ไดก ลาวไปแลว วา หลักธรรมะในพุทธศาสนาอนั เกย่ี วของสมั พันธกบั แนวคดิ เศรษฐกจิ พอเพยี งนนั้ ยังเกี่ยวของสมั พันธกับอีกมากมายหลายหมวดธรรมะ รวมไปถงึ หลกั ความจริงหรอื หลกั อรยิ ะสจั ส่ี ซงึ่ หลักปรัชญาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เปรยี บเปน มรรค หรือเปนหนทางหรือขอปฏบิ ัตใิ น อนั ทีจ่ ะชวยทาํ ใหการดําเนินชีวิต ชว ยใหการดาํ เนนิ กิจกรรม หรอื ชว ยใหก ารพฒั นาท้งั ในระดับบุคคล กลมุ ชุมชน และรฐั บาล เปน ไปอยางมีประสทิ ธภิ าพ ประสทิ ธิผล หากจะกลาวถึงความเกีย่ ว ของ สมั พนั ธแ ละสอดคลอ งกัน ระหวา ง แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กบั หลกั อรยิ ะสจั สตี่ ามแนวทางพุทธ ศาสนา แลว นั้น ทุกข กค็ อื ความไมพอเพยี ง คือไมพ อดี นอยเกินไป มากเกินไป เบียดเบยี นตวั เองและผอู นื่ ยอ ม ทําใหความทกุ ข เพราะคําวาทุกข ในหลกั ความจริงอรยิ ะสัจสีน่ น้ั หมายถงึ “๑.สภาพที่ทนอยูไ ดยาก, สภาพท่ีคงทนอยูไมได เพราะถูกบบี คน้ั ดวยความเกิดข้นึ และความดบั สลาย เนอ่ื งจากตอ งเปนไปตาม เหตุปจ จัยท้ังหลายท่ีมีอยู ๒.สภาพทท่ี นไดย าก, ความรูส ึกไมสบายกาย ไมสบายใจ หรือ ทุกข หมายถงึ ความไมส บายกายไมส บายใจ คอื ทั้งทุกขกายและทกุ ขใ จ” (จากพจนานุกรมพทุ ธศาสน ฉบับพระ ธรรมปฏ ก) ซง่ึ หากจะกลา วในศัพทภาษาทว่ั ๆไปแลว ความทกุ ข กค็ ือ ไมม เี งิน ไมมอี าหารอยา ง พอเพยี ง ไมมเี คร่ืองนงุ หม ไมม ยี ารักษาโรค ไมม ีที่อยูอาศยั ไมม ีงานทํา ปลกู พชื ผลแลวขาดทนุ ถูกภยั ธรรมชาตคิ ุกคาม ฯลฯ หรือมคี วามหมายโดยรวมหมายถงึ ความไมพ อเพยี ง คือไมพอดี นอยเกนิ ไป มากเกนิ ไป เบียดเบยี นตวั เองและผอู ่นื

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๙๖ สมทุ ัย ก็คือ การไมม ีเหตผุ ล ไมมีการตดั สนิ ใจเก่ยี วกบั ระดบั ของความพอเพยี งอยางถูกตอ ง ดว ย เหตผุ ล ไมพ จิ ารณาจากเหตุและปจ จยั ทเ่ี ก่ียวขอ ง ไมค าํ นึงถึงผลที่คาดวาจะเกิดขน้ึ จากการกระทํา น้ันๆ อยางรอบคอบ กระทาํ ไปเพราะตณั หา คอื ความอยาก อยากไดนั่นอยากไดน่ี เพราะในหลกั ความจรงิ ทางพุทธศาสนาหรอื หลกั อรยิ ะสัจสี่นน้ั คําวา สมทุ ัย หมายถงึ “ เหตใุ หเกิดทกุ ข ไดแ ก ตัณหา คอื ความทะยานอยาก เชน อยากไดนั่นไดนี่ อยากเปนโนน เปน น่ี อยากไมเ ปนโนนเปน น่ี, “ตัณหา” “ความทะยานอยาก, ความดน้ิ รน, ความปรารถนา, ความเสนห า มี ๓ คือ ๑.กามตณั หา ความทะยานอยากในกาม อยากไดอารมณอ ันนารกั ใคร ๒.ภวตัณหา ความทะยากอยากในภพ อยากเปน นนั่ เปนนี่ ๓.วิภวตณั หา ความทะยานอยากในวิภพ อยากไมเปน นน่ั ไมเปน นี่ ฯ (พจนานกุ รมพุทธศาสนฉ บบั พระธรรมปฏ ก) แตถาหากจะกลา วในทางศพั ทภ าษาโดยท่ัวไปแลว เหตุท่ที ําใหเกดิ ทุกข ก็คอื การดําเนนิ กิจกรรม การ ดาํ เนินชีวิต การประกอบอาชีพการผลิต การบริโภค ฯ ของแตล ะบคุ คล อันปฏิสัมพนั ธ หรือเกย่ี วขอ ง กบั คน สตั ว พืช สง่ิ ของ เกยี่ วขอ งกับสภาพภูมอิ ากาศ เกีย่ วของกบั สภาพภูมิประเทศ เก่ยี วขอ งกับ เครอ่ื งอุปโภค บรโิ ภค และการท่ีไดดาํ เนินกจิ กรรม ดาํ เนินชีวติ ฯ อนั เก่ียวขอ งปฏสิ ัมพันธก บั คน สัตว พืช สงิ่ ของ สภาพภมู อิ ากาศ ภมู ิประเทศ จงึ ทาํ ใหบ ุคคลเกดิ สภาพสภาวะจติ ใจทีเ่ รียกวา ความอยาก อยากไดโ นน อยากไดน่ี จนไมคํานงึ ถงึ เหตุผล จนไมสามารถบังคบั ควบคุมความตอ งการของตัวเองได ตามฐานะความเปนอยูทีแ่ ทจ รงิ ของตัวเอง อนั เปน เหตทุ ีท่ าํ ใหเ กดิ ทุกข หรือเปน เหตใุ ห บุคคลหรอื กลมุ บุคคลไมม เี หตผุ ล ไมม กี ารตดั สนิ ใจเก่ยี วกับระดับของความพอเพียงอยา งถกู ตอ ง ดวยเหตผุ ล ไม พิจารณาจากเหตแุ ละปจจยั ทเี่ ก่ียวขอ ง ไมค ํานึงถึงผลทีค่ าดวา จะเกดิ ขึน้ จากการกระทํานั้นๆ อยาง รอบคอบ ตามคุณลักษณะประการที่ ๒ ของแนวคดิ เศรษฐกจิ พอเพียง เมือ่ ไดกลาวถึงความเกยี่ วขอ งสัมพนั ธค วามเปน ไปทสี่ อดคลอ งกัน ระหวางหลักอริยะสจั สใ่ี นพุทธ ศาสนา และ หลกั ปรัชญาแนวคิดเศรษฐกจิ พอเพยี ง ในเร่ืองของทุกข และ เหตุท่ีทําใหเกดิ ทกุ ข คือ สมทุ ยั แลว หลักอรยิ ะสจั สี่ ขอ ท่ี ๓ ทีเ่ กยี่ วขอ งสัมพนั ธแ ละสอดคลองกับแนวคดิ เศรษฐกจิ พอ เพียง ไดแ ก นิโรธ ซงึ่ หากจะเปรียบเปนหลักปรัชญาแนวคิดเศรษฐกจิ พอเพียงแลว ก็คือ การมภี ูมคิ มุ กนั ทด่ี ีใน ตวั สามารถเตรยี มตัวใหพรอ มในอันที่จะรบั ผลกระทบ และการเปล่ียนแปลงในดา นตา งๆทจี่ ะ เกดิ ขึน้ ไมว า จะเปนอนาคตอันใกลห รือไกล เพราะการมีภูมคิ ุมกันท่ดี ี ฯ ยอ มเปน การดับทกุ ข ดับ ตัณหา คอื ดับความอยากไดในบางอยา ง ดังความหมายของคาํ วา นิโรธ อนั เปน หลักความจริง หรอื หลักอริยะสัจส่ี คือ “ความดับทกุ ข ดบั ตัณหา” (ตดั ตอนจากพจนานุกรมพทุ ธศาสน ฉบบั พระ ธรรมปฏก) ความดบั ทุกข ดบั ตณั หา กค็ อื การขจดั หรอื การดบั ซึ่งสภาพทท่ี นอยไู ดยาก, สภาพท่คี งทนอยไู มได เพราะถกู บีบค้นั ดวยความเกดิ ขึ้นและความดบั สลาย เน่อื งตอ งเปนไปตามเหตปุ จจยั ท้งั หลาย ทีม่ ี อยู การขจดั หรือการดับซงึ่ สภาพทที่ นไดย าก, ความรสู กึ ไมส บายกาย ไมสบายใจ หรือ การขจัดหรอื การดับซง่ึ ความไมช อบในจิตใจ คือการขจดั การดับทั้งทุกขกายและทกุ ขใจ หรอื ขจดั ปญ หา ดับปญหา แกป ญหา ของการไมมเี งิน หรือมไี มเพียงพอตอการใชจ าย, ไมม ีอาหารบรโิ ภคอยา งพอเพียง, ไมมี เคร่ืองนงุ หมหรือมีไมเพียงพอ, ไมมียารกั ษาโรคหรอื มนี อยไมเ พยี งพอตอ การรักษาโรคนั้นๆ, ไมม ีท่ีอยู

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๙๗ อาศยั คือไมมบี านเปน ของตัวเองไมม ที ท่ี ํากิน , ไมม งี านทําหรอื งานท่ีทําอยมู รี ายไดไ มเพียงพอ, การปลกู พืชผลหรอื ประกอบอาชพี แลวขาดทุน ,หรือถูกภัยธรรมชาติคกุ คาม ฯลฯ และหรอื ขจัดปญหา ดับ ปญหา แกปญหา ความอยากไดโนน อยากไดน่ี อยางน้เี ปน ตน การมภี มู ิคมุ กนั ทด่ี ใี นตวั สามารถเตรียมตัวใหพรอมในอนั ทีจ่ ะรับผลกระทบ และการเปล่ยี น แปลง ในดานตางๆท่ีจะเกิดขนึ้ ไมวา จะเปนอนาคตอันใกลห รอื ไกลนั้น ยอ มหมายถงึ การมปี จจยั ตางๆ ซ่ึงเปน สง่ิ จาํ เปนในการดํารงชีวติ เปน สิง่ จาํ เปน ในการดาํ เนนิ กจิ กรรม เปนสง่ิ จาํ เปนในการประกอบ การ ประกอบอาชพี ฯ อนั เปนสิ่งจาํ เปน ทจ่ี ะใชในการแกไขปญหา ซึง่ อาจเกิดขน้ึ จากการเปลีย่ นแปลง ทางดานครอบครวั เศรษฐกิจ สังคม และอ่นื ๆ อันขึ้นอยูกับสภาพการประกอบอาชีพหรอื การงานของ แตละบุคคล หรือแตล ะกลมุ หรอื แตล ะชุมชน นั้นๆ ตลอดรวมไปถงึ รัฐบาลใดใด ดังน้ัน ความมีภูมิ คุม กันทด่ี ีในตัว อันเปน คุณลกั ษณะที่ ๓ ตามแนวคดิ เศรษฐกจิ พอเพียงนนั้ ยอมเปนเชน นิโรธหรือความดบั ทุกข ในรูปแบบหนงึ่ เปน ความดบั ทกุ ขท่ีจะเกดิ ข้นึ ตอสภาพทางกาย และจิตใจ ไมวาจะเปนอนาคตอัน ใกลห รอื ไกล มรรค หรือความดับทกุ ข ยงั เปรยี บเปนการดําเนินกิจกรรม ทพ่ี อประมาณ คือมคี วามพอดไี มมาก เกนิ ไป ไมน อยเกินไปโดยไมเบียดเบียนผูอน่ื รวมไปถึงการตัดสินใจเกยี่ วระดบั ของความพอดี อยางมี เหตผุ ล โดยพิจารณาจากเหตุปจ จัยที่เก่ียวของในการดําเนินกิจกรรมนั้นๆ ตลอดจนคํานงึ ถึงผลทค่ี าดวา จะเกดิ ข้นึ จากการกระทาํ ในการดาํ เนินกิจกรรมนน้ั อยางรอบคอบ หรือจะกลา วในทางกลบั กัน วา การดาํ เนนิ กิจกรรม ทพี่ อประมาณ คือมีความพอดีไมม ากเกินไป ไมน อยเกินไป โดยไมเบยี ดเบียน ผอู นื่ รวมไปถึงการตดั สินใจเกย่ี วระดบั ของความพอดี อยา งมเี หตุผล โดยพิจารณาจากเหตปุ จ จยั ท่ี เกีย่ วขอ งในการดําเนนิ กิจกรรมนนั้ ๆ ตลอดจนคาํ นึงถึงผลทีค่ าดวาจะเกิดข้นึ จากการกระทํา ในการ ดําเนินกจิ กรรมนั้นๆอยางรอบคอบ และมีภมู ิคุม กันทด่ี ีในตวั เพ่อื การเตรียมตวั ใหพรอมในการรบั ผลกระทบและการเปล่ียนแปลงดานตา งๆ ทีจ่ ะเกดิ ข้นึ โดยคํานึงถงึ ความเปนไปไดของสถาน การณ ตางๆ ท่ีคาดวาจะเกดิ ขึ้นทั้งใกลและไกล คือ นิโรธ หรือ ความดบั ทุกข หลักปรัชญาแนวคดิ เศรษฐกจิ พอเพียง มีคุณลกั ษณะ ๓ ประการประกอบกนั มีจุดประสงคเพอ่ื เปนการสรา งพ้นื ฐาน ในการดาํ รงชวี ิต ของแตล ะบคุ คล ในอันทีจ่ ะพฒั นาไปสูความเปน ปก แผนของประเทศชาตบิ านเมอื ง อนั เปนพระราชดําริ ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั ดัง พระบรมราโชวาทในพิธพี ระราชทานปรญิ ญาบัตร ของ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร เมอ่ื วนั ท่ี ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ความวา .-“ ในการพฒั นาประเทศน้ัน จําเปน ตองทาํ ตามลําดบั ข้ัน เร่ิมดวยการสรา งพ้ืนฐาน คือความมกี นิ มีใชของประชาชนกอน ดว ยวธิ ีการ ที่ประหยัดระมัดระวัง แตถูกตองตามหลกั วชิ าการ เมือ่ พนื้ ฐานเกิดขึ้นม่ันคงพอควรแลว จงึ คอย เสริมสรา งความเจริญขน้ั ทส่ี งู ขนึ้ ตามลาํ ดับตอไป .....การถอื หลักที่จะสง เสรมิ ความเจริญ ใหค อยเปนไปตามลําดับ ดวยความรอบคอบระมัดระวังและ ประหยัดนน้ั ก็เพอ่ื ปองกนั ความผิดพลาดลมเหลว และเพอื่ ใหบรรลผุ ลสาํ เร็จ ไดแ นน อนบริบูรณ”พระ บรมราโชวาทฯขางตนนั้น เปรียบเปนเชน มรรค หรอื ขอหนทางในการปฏบิ ตั ใิ หถึงความดับทกุ ข ใน รูปแบบหนึ่ง ตามแตสถานะหรอื บทบาทของแตล ะบคุ คล ทรงเนนใหเริม่ จากความพอเพยี งมีกนิ มใี ช ของประชาชนเปนลําดับแรก เพราะประชาชนยอ มเปนรากฐานของประเทศชาติ ดังนั้น แนวคิด

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๙๘ เศรษฐกจิ พอเพยี ง อันประกอบกนั ทงั้ ๓ คณุ ลักษณะ ไดแ ก ความพอประมาณ ความมเี หตุผล และการ มีภูมิคมุ กนั ที่ดีในตัว ก็คือ มรรค หมายถึง ขอ ปฏบิ ัติใหถ ึงความดับทุกข(พจนานกุ รมพทุ ธศาสน ฉบับ พระธรรมปฎ ก) เพราะ ความพอดี หรือความตองการปจจยั ในการดาํ รงชีวติ อยางพอเพยี ง น้ัน ขน้ึ อยูกบั ความคิด ความรใู นวชิ าการดานตา งๆอันเกย่ี วขอ งกบั บทบาทหรอื อาชีพทีป่ ระกอบการหรอื กระทําอยู และขึน้ อยกู ับความจําเปน ในการใช ขนึ้ อยูกบั ความจําเปนในการที่จะตอ งมเี ก็บไวเ ปน สว น สาํ รอง หรือมีไว ตระเตรยี มไว เผื่อเหลอื เผื่อขาด (พจนานกุ รมฉบบั -ราชบณั ฑติ ยสถาน) อนั ไดมา หามา โดยความสจุ ริต อกี ทง้ั ยังตอ งคดิ พจิ ารณาถึงความจาํ เปน และความตองการในอันที่จะตอ งใช จะตอง เกบ็ หรือจะตองกระทาํ เพื่อมใิ หเกินความจาํ เปน ในการทจ่ี ะใช ในการท่จี ะเก็บไวเปนสว นสาํ รอง ซึ่ง ลวนเปน ภมู คิ มุ กันท่ีดี เปนการเตรียมตัวเพ่อื พรอมทจี่ ะใชเ ปนปจ จยั ในการแกไขปญ หา หากไดรับ ผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจ และสังคม หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงดา นตา งๆ ไมว า จะเปนสภาพ ลมฟา อากาศ หรอื การเปลย่ี นแปลงทางดา นราคาสินคา อันเกีย่ วขอ งกบั การดําเนินชีวติ หรือเกี่ยวของ กับการประกอบการ หรอื การทาํ งานนน้ั ๆ ดังนน้ั แตละบคุ คลจําเปน ตอ งรบั รูขา วสารเพอ่ื การคาดเดา ในสถานการณต า งๆที่อาจเกดิ ข้นึ ไดทั้งในอนาคตอันใกลแ ละไกล ตามทไ่ี ดก ลา วไปลว นเปนแนวคิด เศรษฐกจิ พอเพยี งอันเปน ขอ ปฏบิ ตั ิเพือ่ ใหถ งึ ความดับทกุ ข ในการดาํ รงชีวติ ของแตล ะบุคคล หรอื ครอบครัว หรือกลุม หรอื ชุมชน จนไปถึงระดบั รัฐบาล ซ่ึงเก่ียวขอ งสมั พันธและเปน ไปตามหลักความ จรงิ หรอื หลักอริยะสจั สีใ่ นพุทธศาสนา มรรค คือ หนทางหรอื ขอ ปฏบิ ตั ิใหถึงความดบั ทุกขน ัน้ ในทางพุทธศาสนายอมมปี จจัยหรือมสี ง่ิ ประกอบในการทจ่ี ะปฏิบตั ิใหถ ึงความดับทุกขไดน ั้น บุคคลตองประกอบไปดว ย ความมีสติ คอื ความ ระลึกได, นกึ ได, ความไมเผลอ, การคมุ ใจไวก ับกจิ การใดใด(คัดความจาก พจนานุกรมพุทธศาสนฉ บับ พระธรรมปฎ ก), สมั ปชัญญะ คอื ความรูสึกตวั ท้งั สองสิง่ เปนผลแหง ความมสี มาธ,ิ ความมีจิตใจท่ดี ี ดว ย การรกั ษาศลี , ความมสี ติ คือ ความระลึกได ,นกึ ได, ความไมเผลอ, การคุมใจไวก บั กิจการใดใด , สัมปชญั ญะ คอื ความรสู ึกตัว อันเปนผลแหง ความมสี มาธ,ิ ยอ มกอใหเ กดิ ความคิดทีด่ ี นาํ ไปสูการมี ความเหน็ ในทางท่ีถกู ที่ควร,ตลอดจนการระลกึ นกึ ถงึ ความรู ตามหลักวชิ า ตามประสบการณ รวมไปถึง ความเขาใจในความรู ตามหลักวชิ าและประสบการณเ หลานน้ั ,ซึ่งทาํ ใหเ กิดมคี วามต้งั จิตม่ัน , กอใหเ กิด การพดู หรือการติดตอ ส่ือสารทีด่ ี ทถี่ กู ท่คี วร ,เปนเหตุใหเ กดิ การกระทําการใดใดอันเกดิ คุณตอตนเอง และผูอ่นื , แลวแปรเปลย่ี นเปน การเล้ียงชีพชอบหรือเปนอาชีพทีส่ จุ ริต, ลวนตอ งประกอบดว ยความ เพียรหรอื ความขยันหม่ันเพียรหรอื ความพยายามในอันทีจ่ ะทาํ ใหสาํ เรจ็ (คดั และตดั ตอ ความจาก พจนานกุ รมพทุ ธศาสน ฉบบั เจา คุณธรรมปฎก)

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๙๙ บทท่ี ๑๐ บทบาทของพระพุทธศาสนากับสังคมในอนาคต๑๔ วตั ถุประสงค o เมื่อศกึ ษาบทท่ี ๑๐ จบแลว นักศึกษาสามารถ o ๑.อธิบายบทบาทของพทุ ธศาสนาได o ๒.อธบิ ายความออ นแอของพุทธศาสนาได o ๓.อธิบายพุทธศาสนากับบรโิ ภคนยิ มได ขอบขายเนอ้ื หา o ๑.บทบาทของพุทธศาสนา o ๒.ความออ นแอของพุทธศาสนา o ๓.พทุ ธศาสนากบั บรโิ ภคนยิ ม ๑๔พุทธศาสนากบั การพฒั นาชุมชน http://watthasai.net/song_chumchon.htm

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๑๐๐ ความนาํ สงั คมทแ่ี สนจะสับสน วนุ วาย พทุ ธศาสนาเปนปจจยั ทางบวกทีท่ าํ ใหจติ ใจของคนในสงั คมดีงาม ได อยรู วมกนั อยางเปนสขุ สงบมากขึ้น แตใ นสถานการณปจ จบุ ันน้ันพทุ ธศาสนาก็มคี วามออนแอทรดุ โทรม ย่ําแย ความทรุดโทรมของพทุ ธศาสนามีผลกระทบตอ ชีวติ และสังคมอยา งไรบา ง และเราควรตอ ง สาํ เหนียกรวู า ปจ จยั ทีท่ ําใหพ ุทธศาสนาออนแอลงมาจากอะไรบาง แลว ในอนาคตเราจะฟนฟูพทุ ธ ศาสนาอยางไรบา ง เพ่อื ทาํ ใหต อบสนองกับความตอ งการของคน และสงั คมทเ่ี ปนอยู ปจจบุ ันใน สังคมไทยไดเกิดวฒั นธรรมสองกระแสใหญๆ ท่ขี อเรียกวา วฒั นธรรมแหง ความละโมบ และวัฒนธรรม แหงความเกลยี ดชัง วฒั นธรรมแหง ความละโมบกาํ ลังไหลบา อยา งรนุ แรงอนั เน่ืองมาจากการเตบิ ใหญ ของบริโภคนิยม สว นวัฒนธรรมแหง ความเกลียดชงั เกดิ จากความยดึ ตดิ คลง่ั ไคลใ นอดุ มการณทาง การเมือง เชอ้ื ชาติ และศาสนา ทาํ ใหเ ห็นคนท่ีตา งจากตนเปน ศตั รู เกดิ ความรุนแรงถงึ ข้ันทํารายกันจน สญู เสยี ชีวิตและเลอื ดเนือ้ เวลานขี้ นั ติธรรมในทางการเมืองมนี อยมาก มีความโกรธเกลยี ดกนั อยาง รนุ แรง มีการใสรา ยปา ยสี ตตี รากนั อยา งสาดเสียเทเสีย ในสถานการณเ ชนนี้ ส่ิงสําคัญท่จี ะตองมีคือการ เสริมสรา งวัฒนธรรมแหงความตื่นรูเพ่อื มาทดั ทานวฒั นธรรมสองกระแสนี้ พทุ ธศาสนามคี วามสาํ คัญใน สภาพเชน นเ้ี พราะพทุ ธศาสนายังมพี ลังในการสง เสรมิ ใหเ กิดวฒั นธรรมแหง ความตื่นรไู ดอ ยู วัฒนธรรมแหง ความตน่ื รูจ ะเกดิ ขึ้นไดต องอาศยั คุณธรรมพน้ื ฐาน คณุ ธรรมพ้ืนฐานไดแ ก การคิดถงึ ผอู ่นื มากกวาตวั เอง การเชอ่ื มั่นในความเพียรของตน ไมหวงั ลาภลอย คอยโชค หรือรวยทางลัด ซ่งึ นาํ ไปสูการเลนหวย การพนนั การคอรร ัปช่นั หรืออาชญากรรม ทั้งหมดนคี้ อื วิธีรวยลดั ของคนจํานวนไม นอ ย คณุ ธรรมพนื้ ฐานยังหมายถงึ การไมยึดติดกับความสขุ ทางวัตถุ สามารถเขา ถึงความสขุ จาก แหลง อน่ื ทปี่ ระเสริฐกวา เชนความสุขจากการทาํ ดี ความสขุ จากการใหท าน ความสขุ จากการบําเพ็ญ ภาวนา และความสขุ จากการทาํ สงิ่ ตาง ๆ ดว ยความเพยี รของตวั สามประการน้ีเปน คณุ ธรรมข้ันพ้ืนฐาน ซ่งึ สังคมไทยกาํ ลังตอ งการเปนอยางยิ่ง และเปนสิ่งจาํ เปน ตอการสรา งวัฒนธรรมแหงความต่ืนรู เพราะ เปนบันไดไปสูค วามลมุ ลกึ ทางจิตวญิ ญาณจนถงึ ข้ันปรมตั ถธรรมได สภาพเชน นี้ วฒั นธรรมแหงความ ตืน่ รจู ะเกิดข้ึนไดพทุ ธศาสนาจะตองมีบทบาท สองประการ คือ

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๑๐๑ ๑. ทําใหผูค นกลับมามคี วามลมุ ลึกในทางจิตวิญญาณ ๒. สง เสริมใหผ คู นพรอมที่จะออกไปสรา งสรรคส ังคม เพอ่ื ฟน ฟคู ณุ ธรรมพ้ืนฐานใหก ลบั มา ทกุ วันนี้ มผี คู นจํานวนมากหนั มาปฏบิ ัตธิ รรมและบาํ เพ็ญภาวนามากขน้ึ แตก ารออกไปสรา งสรรคส งั คมยงั มี นอยอยู ปฏเิ สธไมไ ดวา การปฏบิ ัตธิ รรมที่จะนาํ ไปสวู ัฒนธรรมแหงความตืน่ รู จะตอ งกอ ใหเ กดิ ความลุม ลึกทางจติ ใจ นั่นคอื รูเทาทันตนเองจนถงึ ขั้นเห็นมายาภาพของตัวตน ลดละความเหน็ แกตวั ไมยดึ ติด หลงใหลในวัตถุ เพราะสามารถเขา ถึงความสขุ ท่ีประณีต น่เี ปนบทบาทในเชงิ ลกึ แตเทา นั้นยงั ไมพอชาว พทุ ธตอ งมีบทบาทในเชงิ กวาง น่ันคือชว ยทําใหส ังคมนีด้ ขี ึ้น เกดิ สนั ติสขุ และเก้ือกูลตอการสรา งสรรค ชีวิตท่ีดีงาม สงเสริมคุณธรรมของผูคนพูดอกี อยางหน่งึ ก็ คือ วฒั นธรรมแหงความตื่นรจู ะเกดิ ขึ้นไดเ มอื่ พทุ ธศาสนามบี ทบาทสอง ประการคอื ๑. สง เสรมิ ใหเกิดอิสรภาพภายใน พนจากบีบคัน้ ของตวั ตนอันเปนสิ่งทีถ่ ูกปรงุ แตงข้ึนมาเอง ๒. สงเสริมใหเ กดิ อสิ รภาพภายนอก คอื พน จาก บีบคัน้ ทางสงั คม หรือการเอาเปรยี บจากผคู น อนั ทจี่ รงิ พทุ ธศาสนาจะมีอิทธพิ ลตอ โลกยคุ ใหมไ มไดเลยหากขาดบทบาทสว นใดสวนหน่งึ เน่ืองจาก ปจจบุ ันผูค นมีความทุกขและความเครยี ดมาก แมจะมีวัตถมุ เี งินทองมากมาย ขณะเดยี วกันจาํ นวนไม นอยกถ็ ูกบีบคัน้ จากกลไกทางเศรษฐกจิ สังคม การเมอื ง มกี ารเอารัดเอาเปรียบ การเลือกปฏบิ ตั ิดว ย เหตผุ ลทางเช้อื ชาติ ศาสนา วฒั นธรรม และการเมอื ง ศาสนาใดก็ตามจะมคี วามหมายตอ โลกยคุ ใหมไ ดตองสงเสริมใหเกิดอิสรภาพท้ังสองประการ จะ เนนอันใดอันหนงึ่ ไปไมได ในดา นหน่ึงก็ตองสงเสริมคนใหเ ขาถงึ อิสรภาพภายใน ขณะเดียวกันกท็ ําให สังคมมีหลกั ประกนั ทางดานสทิ ธิเสรภี าพ ความยตุ ธิ รรม มปี ระชาธิปไตย หรอื มีสํานึกตอระบบนิเวศน และส่งิ แวดลอมเพราะเวลาน้ี ส่งิ แวดลอ มกําลงั จะแปรปรวนและกลายเปนปจ จยั ทบี่ บี คั้นผูคนอยา ง รนุ แรง ดังภัยธรรมชาติที่เกดิ กบั พมาและจนี จนคนตายเปนแสน ภยั ธรรมชาติแบบนส้ี ามารถเกิดขึ้นได ทุกหนทกุ แหง ดงั นน้ั พุทธศาสนาจะตองสง เสริมใหเกดิ การปฏิบัติ เพอื่ ใหเกดิ ความงอกงามทางจิต และความงอก งามทางสังคมไปในเวลาเดียวกัน ตองทําใหชีวิตภายในลุม ลึกและทําใหชวี ิตสาธารณะเกอ้ื กลู ตอสงั คม นี้ คอื การทําใหมิติพุทธศาสนาในทางสังคมเปน จรงิ ขึ้นมา ไมใชเ ปนแคความคิด หรอื วา ความปรารถนา เทา นั้น กระบวนการทางดา นสงั คมเปนเรอ่ื งสําคญั เวลาพูดวาตอ งทาํ ใหค นมีศีลธรรม เรามกั จะเนน วาตอ ง ชวนคนเขา วัดฟง เทศนมากขึ้น รวมทง้ั เพ่ิมวชิ าศีลธรรม แตเทา นี้คงไมพ อ ทุกวนั น้ีนา สังเกตวา กระบวนการเพอื่ สงเสรมิ ความตน่ื รูในทางจติ ใจ ยังไมไดรบั การพัฒนาหรือใสใจเทา ทีค่ วร ขณะท่ีการ สอนศีลธรรมแบบเดมิ ๆ ก็ไมประสบความสาํ เร็จ จึงยากทจ่ี ะทาํ ใหเกิดอิสรภาพและความต่นื รทู ้ังสอง ระดบั ปจจยั ประการหนึ่งซ่ึงขาดไมไดสําหรับกระบวนการเรียนรเู พอื่ เสรมิ สรา งจติ สํานึกทางคุณ ธรรม และสังคมไดแกช มุ ชน ชมุ ชนมีความสาํ คญั อยางนอยสองประการ ไดแก ๑.ชวยบม เพาะความเจริญสวนบุคคล อันน้ีคือบทบาทของสังฆะหรือคณะสงฆโ ดยตรง อารามหรือ วดั เปน ชุมชนที่พระพทุ ธองคทรงจดั ตงั้ ขึ้นเพื่อใหพระในฐานะปจ เจกบุคคลความเจรญิ งอกงามในธรรม วนิ ัยจนกระทัง่ ถึงข้ันบรรลธุ รรมได

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๑๐๒ ๒.ชมุ ชนยังทําใหเกดิ ดุลยภาพระหวา งการทํางานภายในกบั การทํางานภายนอกไดดวย ทําให อิสรภาพทางใจกบั อิสรภาพทางสังคมไมแ ยกจากกนั บทบาทสองประการทีพ่ ุทธศาสนานาจะมีอัน ไดแก การสงเสรมิ อสิ รภาพภายใน และการสง เสรมิ อสิ รภาพภายนอก ไมไ ดมคี วามสําคญั ในแงของการสงเสรมิ วัฒนธรรมแหงความต่ืนรู เพอื่ ทาํ ใหส งั คม ปลอดภัยจากวัฒนธรรมแหง ความละโมบและวฒั นธรรมแหงความโกรธเกลียดเทา น้นั แตยงั เปน ผลดีตอ พทุ ธศาสนาเองดว ย คือชว ยใหพทุ ธศาสนายังมีความหมายตอโลกปจจบุ ัน หากพุทธศาสนาละเลยการ เขา ไปมีบทบาทในการสรางสรรคส ังคม เพ่ือสงเสริมอิสรภาพภายนอก แมจะยังทํางานสง เสริมอสิ รภาพ ภายในอยู ก็อาจมปี ญ หาตอพทุ ธศาสนาเองได ในเรอื่ งน้พี ระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ.ปยุตโต) ไดเตอื นชาวพทุ ธไทยมา ๒๐ กวา ปแลว แตกย็ งั แกก าร สดับตรบั ฟงและนาํ ไปปฏิบตั ใิ หเกดิ ผล “หากชาวพุทธปลอยใหสภาพแวดลอ มตา ง ๆ โดยเฉพาะสภาพสังคมเปลยี่ นแปลงไปตามอาํ นาจปรงุ แตง และแรงกระทบจากปจจัยภายนอกอยางอื่น ๆ โดยที่พทุ ธศาสนาแทบไมมีสว นรวมสรางสรรคค วบคมุ ดว ยเลย และเม่ือสภาพแวดลอมเปล่ยี นแปลงไปในทางทีไ่ มเ กอ้ื กลู ตอ การปฏบิ ัตติ ามหลักการของ พระพุทธศาสนา สภาพเชนนน้ั ก็จะมีผลกระทบตอพระพุทธศาสนา ซ่งึ อาจเปนไปถงึ ข้นั ท่ีการปฏบิ ตั ิตาม หลักการของพทุ ธศาสนาไมอาจเปนไปไดเลย” แมจะไมถ งึ ขั้นน้ัน แตอ ยา งต่ํา ๆ กอ็ าจเกดิ สภาพตอไปนีค้ ือ “เขตแดนแหงการปฏบิ ตั ิตามหลักการ ของพทุ ธศาสนาหรอื วงการดาํ เนินชีวิตแบบพุทธจะรัดตัวแคบเขา และจะเปน แตฝ ายรับ ไมไ ดเ ปนฝา ย รุกเลย ทาํ ใหชุมชนชาวพทุ ธถอยรนหา งออกไปจากสงั คมมนษุ ยย งิ่ ข้ึนเรื่อย ๆ เหมือนหนีไปรวมกันอยู บนเกาะทีถ่ ูกนาํ้ ลอ มรอบ ขาดจากชุมชนอื่น” บทบาทของพุทธศาสนา ความทรดุ โทรมของศาสนา เปนเรื่องท่เี ราพบเหน็ กนั มานาน และถาดูตามประวตั ศิ าสตร โดยเฉพาะในสังคมตะวันตก มันเปนปรากฏการณท ชี่ ดั เจนมาตลอดในชว งสองถึงสามรอ ยปวา การ เกดิ ขน้ึ และการขยายตวั ของวิทยาศาสตร แนวความคดิ ใหมๆ ทาํ ใหศาสนามอี ทิ ธพิ ลและมีบทบาท นอ ยลงตามลาํ ดบั จนกระทัง่ เมอื่ ๓๐ ปก อน นักสังคมวิทยาหรือวานกั ประวัติศาสตรช น้ั นาํ หลายคน พยากรณว า ศาสนาในศตวรรษน้ีคอื ศตวรรษท่ี ๒๑ แทบจะไมม บี ทบาทอะไรมาก เพียงแคเ ปน สง่ิ ที่นบั ถอื กันของหมูคนกลุมเล็กๆ ทเ่ี ชอื่ วาจะเปน ศตวรรษของความรุงเรืองทางวทิ ยาศาสตร ซ่งึ จะเบยี ดขับ ศาสนาออกไป คาํ ทํานายนเี้ มอ่ื ๓๐ ปก อ นกด็ เู หมือนวา เปนของทแ่ี นน อน แตวา มาถึงตอนนีก้ ไ็ มชัดเจน อกี ตอไปแลว ทว่ั โลก สังคมเติบใหญข้ึนและมกี ารหวนกลบั มาของศาสนาในหลายลักษณะ ทงั้ ศาสนาท่นี บั ถอื กัน อยเู ดมิ หรือมีศาสนาใหมท ่ีเกิดขนึ้ และบทบาทของศาสนา ซึ่งเคยคิดวาจํากัดอยูเฉพาะคนหมูเ ลก็ ๆ เปน ลักษณะปจ เจกบคุ คลเทานน้ั ในตอนน้ีศาสนากลายเปนตัวแปรตัวหน่ึงท่ีสําคญั ในทาง การเมือง วฒั นธรรม หรอื แมแ ตเ ศรษฐกิจและสังคม ตัวอยา งที่ชัดเจนคอื กลุม บนิ ลาเดน, อัลเคดา ก็ เปนกลุมศาสนา ซงึ่ มอี ิทธพิ ลกระทบตอ วถิ ีชวี ิตตามปกติทว่ั ทัง้ โลก ทาํ ใหเ ห็นวา กลุม ท่มี ีศาสนาเปนแรง บันดาลใจไดก อ ใหเ กิดความเปลีย่ นแปลงไมใ ชน อย

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๑๐๓ ในแตละประเทศมศี าสนา มีนิกายเปน ตัวท่มี ีบทบาทอยา งมากในเร่ืองการเมอื ง เชน ในอินเดีย มี ความขดั แยง ระหวา งมสุ ลมิ กับฮินดู และระหวางอินเดยี กับปากีสถาน ในลงั กา มคี วามขดั แยง ระหวาง ทมิฬกับสิงหล ในสหรฐั อเมรกิ า ศาสนามีบทบาทในฐานะท่เี ปนกลมุ องคก รเคล่อื นไหวทาง สงั คม เพ่อื ทจ่ี ะคัดคานการทําแทง เสรี การโคลนนิง่ ศาสนาไดมีบทบาทเปนกลุมกดดันบางอยางอยา งที่ เปน อยูใ นปจ จบุ นั คงจะพูดไมไ ดวา ศาสนาเสื่อมถอยลงไป เพยี งแตวาศาสนาไดเ ปล่ียนรูป และมาใน รูปลักษณที่เราอาจจะไมสังเกตเพียงพอ ในอนาคตจะยงั คงมีพุทธศาสนาหรือศาสนาอ่ืนๆ อยู แตจะมบี ทบาทอยางไร ศาสนาไมมวี ันตาย เพยี งแตศ าสนาอาจจะทําบทบาทเพยี งแคเ ปน ศาสนาของพิธีศพอยา งในญป่ี ุน บางคนบอกวา มนษุ ยคือ สตั วท ีม่ ีศาสนา หรือจะพูดอยางหน่งึ วา ศาสนานน้ั คกู ับมนุษย ซงึ่ การคนควา ดานวิทยา ศาสตรประสาท วทิ ยา เรม่ิ ยอมรับมากข้ึนวา ในสมองมนษุ ยมีกลไกทเี่ อือ้ ใหร ูส ึกถงึ การมีอยูของศาสนา แมก ระทงั่ เรอื่ ง ของพระเจา ถงึ กบั พูดกนั อยา งน้ีวา “ศาสนาถกู โปรแกรมไวในสมองมนุษย ไวในยีน แลว ” เพราะฉะน้นั ศาสนาจะไมหายไปจากโลกนอ้ี ยา งงายๆ การท่ีศาสนาไมหายไป เพราะวาสามารถตอบสนองความตอ งการของมนุษยไดห ลายอยาง “อะไร คือบทบาทหรอื วา คุณประโยชนข องศาสนา” บางคนคดิ วา ศาสนามีบทบาทในเร่ืองจติ ใจ แตทจี่ รงิ แลว ศาสนามบี ทบาทมากกวาน้ัน คือในเรอ่ื งของวตั ถุ ศาสนากบั วตั ถมุ นั ไมไดแยกจากกัน บทบาทของ ศาสนาในเรือ่ งวัตถนุ ี้มมี าตลอดและจะมีตอ ไป เชน ในตะวันออกกลางหรอื วาในหลายประเทศทยี่ ากจน ศาสนามีบทบาทมาก มคี นนบั ถือมาก เพราะวา ศาสนาไดท ํากจิ กรรมสงั คมสงเคราะห บาํ เพ็ญ สาธารณประโยชน มโี รงพยาบาลเพ่อื คนยากจน หรอื วามกี ารจดั หางานใหแ กคนยากจน ดังนั้นบทบาท อนั หนึ่งที่ศาสนามตี ลอด คอื ดา นชว ยเหลอื ชีวิตความเปน อยู ดา นวตั ถุ ดานปจ จยั สี่ แมใ นบางครง้ั ไมใ ห วัตถแุ ตไดใหความหวังเร่ืองวัตถุ บทบาทอกี ดา นของศาสนาคือการใหค วามหวงั เก่ียวกับวัตถุ ประเด็นตอมาคือ บทบาทดานการตอบสนองความตองการทางสังคม คอื การมกี ลุม มผี คู นทีเ่ ขา รว มสงั กัด มกี ัลยาณมติ ร เพราะมนุษยต องการเพอ่ื น ตองการกลมุ ซง่ึ กลุมไมไดชวยเฉพาะในเร่อื งการ ทําบุญเทา นนั้ แตช วยกันทง้ั ในเรือ่ งการทํามาหากิน การกยู มื เงินกันได อันนี้คอื บทบาทของศาสนา ปรากฏการณน้ีชัดเจนมากเม่อื เกดิ การอพยพเขา มาในเมือง ประเดน็ ที่สาม คอื การตอบสนองดา นจติ วิญญาณ เชน การตองการทพ่ี ึง่ การตองการความ ปรารถนาท่ีจะรสู ึกมนั่ คง โดยเฉพาะในโลกท่แี ปรเปล่ียน วุนวาย คนกจ็ ะรสู ึกวา ตองการอะไรท่มี นั เปน หลกั ยดึ เพราะเหตุนใ้ี นโลกโลกาภวิ ัตน สาํ นักหรอื นิกายใหมๆ กจ็ ะระบาดไปทั่ว เพราะวา คนตองการ อะไรทม่ี ั่นคง มีทพี่ ักพงิ หรอื สามารถอธบิ ายไดว าทําไมโลกถงึ ไดวนุ วายขนาดน้ี ความตอ งการคําตอบที่ ทาํ ใหเ ขารูสึกม่นั คง มนั่ ใจ ยิ่งในยุคความเส่ือมถอย มนุษยเ ขาหาศาสนามากข้ึน โดยเฉพาะนักธุรกจิ เม่ือ เขารสู ึกวา ชวี ิตเขาเส่ยี งมาก และเขาก็ไมส ามารถหาความแนน อนอะไรได เขามคี วามรูจ าํ กัด ทาํ ใหต อง ไปหาศาสนา หรอื กลมุ ไสยศาสตร และความตองการทางดานจติ วิญญาณนัน้ ก็อาจเปนการตองการ ตอบสนองตวั ตน ความตองการท่หี าทางแกป ญ หาตัวตนบางอยาง ความรูสึกถึงชวี ิตที่มันไรคา หรือ ความตอ งการใหต ัวตนของเรามคี วามตอ เน่ือง อนั นเ้ี ปนสิ่งทีศ่ าสนาทํามาตลอด

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๑๐๔ ความออ นแอของพุทธศาสนา๑๕ สมยั กอ นศาสนามีความม่นั คงเพราะสามารถตอบสนองความตอ งการ ๔ ระดับนี้ได ความตองการ ทางดานวัตถุ ดานสังคม ดา นอารมณและจติ ใจ และดา นจิตวิญญาณ แตเม่อื สงั คมมีการพัฒนามาก ขน้ึ เชน รฐั บาลมโี รงเรียน แยกโรงเรยี นออกจากวดั มอี นามัย สาธารณสขุ ท่ีแยกจากวัด รฐั บาล สามารถตอบสนองความตอ งการทางวตั ถุได คนกห็ างวัดและย่ิงพระไมอ อกนอกวัดเพอื่ ท่จี ะไปมี ปฏสิ ัมพันธก ับคน รอแตใ หคนเขา วัด วัดก็เลยไมสามารถตอบสนองความตองการทางดานสังคมได คอื ความตองการทางดานวตั ถุ ไมวาจะเปนเร่อื งการศกึ ษา เศรษฐกิจ และพยาบาล รัฐไดเ อาไปหมดแลว ไม วา จะเปนเรื่องสังคมสงเคราะหว ัดกไ็ มม บี ทบาททางดานน้ี แมจะมีคนยากจนอยรู อบวัดก็ไมไดทําอะไร แมจะมีคนปวยอยใู นชมุ ชนกไ็ มไดท ําอะไร เพงิ่ จะมามีบทบาทในระยะหลังนีท้ พี่ ระมาทาํ ดา นอนุรักษ สง่ิ แวดลอม ทําศนู ยเ ดก็ ทาํ ดานสงเคราะห การฝกอาชีพ เอดส แตก ม็ ีนอย บทบาทในเรอ่ื งการ ตอบสนองจิตใจ กเ็ ปน เรื่องความตองการท่ีพึ่งมากกวา ความหวังวา จะรวย จะมงั่ มีศรสี ขุ หรือการ บริโภคนิยม วตั ถุนยิ ม บทบาททวี่ ดั เคยทําก็ไมไดทํา น้ีก็เปนสาเหตุที่ทําใหพทุ ธศาสนาเส่ือมถอยลงและ อีกประการหนง่ึ คือการทไี่ มสามารถตอบสนองความตองการของผคู นได และก็ไมส ามารถอธิบายโลกได แตกอ นศาสนามีพลังเพราะสามารถอธิบายโลกได ใชร ะบบไตรภมู ิอธบิ ายโลก และกฎแหง กรรม ทําให เราทุกข ทําใหคนมันรวย ทําใหคนจน ในสงั คมเมอื่ หลายรอ ยปกอ น การอธบิ ายแบบนมี้ ีพลัง ทําใหเ กดิ ความเปนระเบียบเรียบรอ ยใน สังคม ตา งคนตางยอมรบั กันคนละบทบาท แตในปจ จบุ ันคนไมไดม คี วามคิดความเชอื่ แบบไตรภมู ิ คนไม เชอ่ื วามันมสี วรรค นรก และไมเ ช่อื เร่อื งชาตหิ นา พุทธศาสนาในปจจุบันก็ไมมคี ําตอบทีม่ พี ลังเพยี ง พอทีจ่ ะอธิบายความเปน ไปของโลกและชวี ติ ทีเ่ ปนอยูได ขณะทคี่ วามรูทางดา นวทิ ยาศาสตร เศรษฐกจิ เศรษฐศาสตร การเมือง เหลานี้อธิบายไดวา ทาํ ไมโลกเปนแบบนี้ ความรใู หมๆ มาทาํ หนา ที่แยงชิง บทบาทในการอธบิ ายโลก ซ่ึงแตกอนการอธิบายโลกและจกั รวาลเปนของศาสนา แตต อนน้ีคนเชือ่ เรอื่ ง ศาสนานอยลง เพราะวิทยาศาสตรตอบไดดีกวา พุทธศาสนาไมปรับตัวท่ีจะอธิบายความเปนจรงิ ของ โลกไดดีพอ โดยไปเนนในเรือ่ งของการเกดิ ดบั หรือปจจยั ในเรือ่ งปจ เจกบคุ คล วา ตวั คณุ เปน อยางน้ี เพราะคณุ ทาํ เอง ท่ีคุณจนเพราะวา คณุ ขีเ้ กยี จ หรือเปนกรรมชาติที่แลว ไมส ามารถที่จะไปเชื่อมโยงถงึ ปจ จยั ทีอ่ ยรู อบตวั ปจ จัยทางดานสงั คมหรอื โครงสราง สถาบันสงฆต อนนขี้ าดความเขม แข็ง ๓ อยาง คอื ๑. ทางดา นจริยธรรม ๒. ทางดานสติปญ ญา ๓. ทางดา นจิตวิญญาณ ความเขม แข็งทางดานจรยิ ธรรม อะไรทไี่ มถ กู ตอ ง คือเปนสัญลักษณข องความซือ่ สตั ยสุจรติ คุณธรรม มีคนเห็นวาพระโกงกินเวยี นเทยี น บณิ ฑบาตไมโปรง ใส หรือวา ทาํ ผดิ แลวปกปดชว ยเหลอื กัน เวลาสอบนกั ธรรมกโ็ กงกนั มาก นักธรรมในตางจงั หวดั จะลอื กนั เปน ทร่ี ูก ันดี ทาํ ใหพ ลังหรอื ความ เขมแข็งทางดานจรยิ ธรรมออ น ๑๕ พระพทุ ธศาสนาไทยในอนาคต http://www.semsikkha.org/sem//Page-๒.html

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๑๐๕ ความเขมแข็งทางดา นสตปิ ญญา พระสว นใหญมคี วามรอู อนมาก การมีสตปิ ญญาไมไดร วมถึง วุฒิการศกึ ษา หรอื ตอ งผา นระบบการศกึ ษาเทานั้น แตห มายถงึ การที่จะสามารถเทาทันโลก หรอื สามารถท่จี ะนําพาญาตโิ ยมไปสสู ง่ิ ทด่ี ีงามและตอบปญ หาชวี ติ เขาได ความออ นแอทางดา นจติ วญิ ญาณ ที่เห็นไดช ดั คอื การอยภู ายใตการนําของระบบบรโิ ภคนิยม เกดิ แฟชัน่ ไลล าสมณศกั ด์ิ หรือหารถประจาํ ตําแหนง อนั นี้คอื สาเหตุของการเสอ่ื มโทรมของพทุ ธศาสนา ซึ่งมีความจําเปน ท่จี ะตอ งปฏิรูปกนั ใหมากเหลา นี้คอื สาเหตทุ ที่ าํ ใหพ ทุ ธศาสนาเสอ่ื มลงไป แลว ก็มคี นนับ ถอื นอ ยลง แตขณะเดยี วกันในแงห นง่ึ ปรากฏการณท เ่ี กดิ ข้ึนน้ีก็ทาํ ใหคนทมี่ ีการศกึ ษา ชนชั้นกลางหัน มาสนใจศาสนาพุทธมากขน้ึ จะเหน็ ความต่ืนตัว ความสนใจเร่อื งการทําสมาธภิ าวนามมี ากขน้ึ แตว าเปน ศาสนาท่ีไมสงั กัดองคก ร ไมส ังกัดวัด เปนพุทธศาสนาแบบทนุ นิยม คอื นับถอื ศาสนาแตไมเขาวัด ก็ดว ย สาเหตุหลายอยา ง เชน ไมม เี วลา ไมม แี รงดึงดดู ใจเพยี งพอ หรอื วา อาจถงึ ขั้นตอตาน แตคนเหลาน้ีสนใจ ศาสนาในเรื่องสมาธภิ าวนา เปน เรอื่ งของปจ เจกบุคคลมาก ปฏเิ สธพธิ ีกรรมและการนบั ถอื ศาสนาตาม ครอบครวั หรือชมุ ชน ทาํ ใหเ กดิ ชอ งวา งระหวา งวัดกับผคู น และวัดกไ็ มใ ชเปนแรงบันดาลใจทางศาสนา หรอื จรยิ ธรรมอีกตอไป พทุ ธศาสนากับบรโิ ภคนยิ ม ปจจุบนั คนท่ีเขา วดั กค็ ือคนที่ไมม ที างไปแลว เพราะคนทม่ี ีทางไปก็จะเขาโรงเรยี นทางโลกหรอื ไม ก็ไปเมอื งนอก สถาบันสงฆจ งึ ขาดคนรุนใหม ขาดเรอ่ื งใหมท ี่มคี ุณภาพ คนที่อยูก็เพราะวาไมม ที างไป อยู แลวสบาย อาศัยวาเปน แหลงทาํ มาหากนิ เปนพระแลว ทําอะไรชาวบา นก็เห็นสมควร และพระสว นใหญ ก็ทาํ ไดแ คประกอบพิธกี รรม เร่ืองบรรยายธรรมกไ็ มม ีความม่นั ใจท่ีจะทาํ ลึกๆแลว กร็ สู กึ ไมคอยแนใจวา จะเทศนใหฆราวาสฟง เพราะฆราวาสมีการศึกษาสงู กวา ก็เกดิ ความไมม ั่นใจ ตรงน้ีคือปญหา พทุ ธศาสนาแบบฆราวาสนิยมมอี ทิ ธิพลของการบรโิ ภคนยิ มมาก ก็มกี ลนิ่ อายของบริโภคนยิ ม มาก คือตองการความสงบ แตก ย็ ังตองการความมง่ั มศี รีสขุ คอื ยังอยากจะมีชีวติ แบบหรหู ราแตสงบไป ดว ย “จับปลาสองมือ” ซ่ึงเปน ไปไมได เพราะชวี ิตท่ีหรูหรานีท้ ําใหเ รายดึ ติดกบั มัน พอยึดติดเมอ่ื มัน แปรเปลี่ยนไป แครถติดหรือวา แอรไมทํางานกท็ ุกขแลว ทาํ อยา งไรถึงจะทา ทายกับบรโิ ภคนิยมใหไ ด มากกวาน้ี แมก ระทง่ั จะนงั่ สมาธิไดตอ งมีระฆงั มีเบาะ มีธปู ตองติดแอรถ งึ จะนงั่ สมาธิได กลายเปน เร่ือง เสพวัตถุ ซ่งึ สมาธิน้นั ทาํ ไดเลยไมต อ งไปรอระฆงั แตทําไมตองไปรอ ทาํ ไดเ ลย ทาํ ไมตองไปมขี องพวกน้ี ดว ย กลายเปน เร่ืองของอตั ลกั ษณ เรอ่ื งของภาพลกั ษณ คือไปติดกับบริโภคนิยม การเสพวตั ถุเพราะวา ลกึ ๆตองการเสพอตั ลกั ษณ คุณตองการซื้ออตั ลกั ษณ ซ้อื ภาพลกั ษณ มีเบาะน่ังสมาธจิ ะรูส กึ ปลืม้ ใน เมอื งนอกพทุ ธศาสนาจะมีภาพลักษณท ่ีดี เพราะฉะนน้ั สญั ลักษณอะไรที่เกย่ี วกบั พทุ ธศาสนา คนกจ็ ะ นยิ มตาม เปนการเสพอัตลกั ษณไป ซึง่ อัตลกั ษณข องการเปน พุทธ เปน ผมู รี สนิยมทางจติ วิญญาณ สว นหนึ่งกลุม บริโภคนิยมทาํ โดยไมร ตู วั เพราะบริโภคนยิ มก็เปนการตอบสนองอัตลักษณ เบ้อื งตน ก็คอื ทาํ ใหส ะดวกสบาย ตา หู จมูก ล้ิน กาย อาหารอรอย อากาศเยน็ สบาย แตพอถึงจดุ อม่ิ ตัวแลวก็ ตอ งการมากกวานั้น ตองการเสพภาพลักษณ อัตลกั ษณกัน เราตอ งการเปนคนทันสมัย บรโิ ภคนยิ มนนั้ ไปถึงขั้นเสพภาพลกั ษณหรืออัตลักษณ เสพตวั ตนหรือภาพตัวตน แตใ นขณะเดยี วกนั เรากต็ อ งการตัวตนท่ดี ูดีดวย เปนภาวะตัณหา หรือเรียกวามานะกไ็ ด ตรงนก้ี ็คือ ปญ หาของคนยุคปจ จบุ ัน ปญ หาของคนในปจจบุ ันนี้คอื ปญ หาเรือ่ งตวั ตน ซง่ึ มีตง้ั แตปญหาความ เครียด ความทุกข การสรา งความตอ งการ การสรางตัวตนท่ีดูดแี ลว บรโิ ภคนิยมเขามาตอบสนอง ตรงน้ี มันเปน

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๑๐๖ เรื่องของตวั ตนความรสู กึ มีแลวรสู ึกวาชวี ติ มีความม่นั คง จติ ใจมีความอบอนุ มากขึ้น ถาไมม แี ลวรูส กึ วา ดอย รสู กึ อายเพอื่ น หรอื วาตนเองไมม ีความมน่ั ใจในตวั เอง รวมไปถงึ การผา ตัดทํา ศัลยกรรม เพราะวา หลายคนน้นั หมายถึงการมชี ีวิตใหม การมตี ัวตนใหมท ่ีดีกวา เดิม ตรงน้ีเปนปญ หาตวั ตน เปนปญ หา สําคญั ของคนยุคปจ จบุ ัน และบรโิ ภคนิยมมาตอบสนองตรงน้ี ไมแคตอบสนองความสบายพน้ื ๆ อยาง เดียว แตตอบสนองตัวตนทีด่ ดู ีดว ย ตรงนี้พุทธศาสนาสามารถทาํ ใหผ ูคนเขา ใจลึกซ้งึ เพราะพทุ ธศาสนาเปนเร่ืองทีเ่ ขาไปจัดการกับ เร่อื งตัวตน เขาไปตอบปญ หาเรอื่ งตวั ตนได โดยการเชื่ออยา งหนึง่ วา มายาภาพของภาพตัวตนน้ันไม จริง แลวยง่ิ ไปยดึ ถือมากเทา ไหรก ็ยิ่งเปนทกุ ขมากเทา นน้ั ตองปลอ ยวาง ตองเรมิ่ จากรเู ทาทนั เสยี กอน บรโิ ภคนยิ มเปนศาสนาหน่งึ ไปแลวที่ใหคาํ ตอบเรอ่ื งตวั ตนได แลว เราก็ไดตระหนกั ดวย วา มันเปนศาสนาหน่ึงไปแลว ไมใ ชลทั ธิอยา งเดยี ว เปนศาสนาหนงึ่ ซ่งึ มมี ิติดา นศาสนาดวยคอื การ ตอบสนองดานจติ วิญญาณท่ีเปน การตอบสนองความรูสึกทไ่ี ดจ ะมีตัวตนท่ีถาวร เพราะนี่คอื สัญชาตญาณสว นลึกของมนุษยที่ตอ งการมตี ัวตนที่เปนนิรันดร David พูดไวว า มนุษยเราจะรสู กึ พรอ งอยูล ึกๆ จะมีความรูส ึกวาตวั ตนไมม อี ยจู รงิ เราจะรูสกึ วา เมอ่ื เกดิ ความพรองจะทําใหก ระสบั กระสาย เราจะรูสกึ วาไมสามารถยอมรบั ความจริงวา ตวั ตนนั้นไมม ี อยจู ริง เพราะฉะนน้ั จะตอ งหาอะไรมายึด มายอมรับ และยืนยนั วา ตัวตนนั้นมอี ยู แลวส่ิงหนงึ่ ทีจ่ ะมา รองรบั กค็ อื วัตถุ วตั ถุน้ันจบั ตอ งได และรสู กึ วา มนั มน่ั คง วาตวั ตนน้ันมีอยูจรงิ หมายถงึ การมีบา น หลังใหญ การมรี ถคนั ใหญ การที่เราเอาตัวตนไปผกู ติดกับทรพั ยสนิ เหลาน้ี ทาํ ใหรสู ึกวา ตัวตนมีอยูจรงิ ม่นั คง และคนเราตอ งการโลกหนา เพราะวายอมรบั ไมไดวา ตวั ตนน้ันจะดับสูญ เราตองการจะรสู ึกสบาย ใจถา ตวั ตนสามารถทจี่ ะสบื ตอในภพหนา ได คนสมัยกอนไมคอ ยกลัวความตาย เพราะเขารู สกึ วา ตายไปชาติหนากจ็ ะไปเกิดใหม ตวั ตนไมไดดบั สญู ไป หรือถา เปนศาสนาครสิ ตต ายไปแลว ก็ไปรวมกบั พระเจา ถาเปน ฮนิ ดูตายไปแลวไปรวมกบั ปรมาตมัน ส่งิ ทท่ี ําใหคนสมัยกอ นไมก ลวั กับความตายคอื ตวั ตนน้ีสืบเน่ืองไปได แตพอปจจุบันคน ไมเ ช่อื ในเรื่องโลกหนา ไมเชื่อเรอ่ื งพระเจา ไมเช่ือเรอ่ื งพรหม ไมเชอ่ื เรื่องปรมาตมัน กร็ ูสกึ วาตายแลว จะดับสญู กย็ อมรบั ไมได ทําใหก ระสบั กระสายมาก วธิ หี าทาง ออกของโลกปจ จุบนั คือวาถงึ คณุ ตายแลว แตชือ่ ยงั ถงึ คณุ ตายก็ตายแตต วั แตถ าคุณตายเพอื่ ชาติชือ่ ของคุณกจ็ ะถูกจดจําไปเรอื่ ย เปน อนุสาวรยี  เพราะฉะนนั้ จะรูส กึ วายงั เปนอมตะอยู ฉันยงั มีชื่อใหคน ระลกึ ถึง เปน อนสุ าวรีย ชาตนิ ยิ มมามอี ิทธิพลมากจนกลายเปน ศาสนาหนึง่ ก็เพราะมีคําตอบวา คุณ ตายแตตัวแตช ่ือคณุ ยังอยู เพราะฉะน้ัน พุทธศาสนาตอ งไปใหถึงเร่อื งปญญา โลกทัศน ความเชือ่ จนถึงเรื่องตัวตนเลย อันนี้ คือส่ิงทีพ่ ุทธศาสนาตอ งเผชญิ เผชญิ กับบรโิ ภคนยิ มใหได เพราะฉะนั้น อยากถามวา พทุ ธศาสนาใน อนาคตจะมีบทบาทอยา งไร ตองสกู บั บริโภคนิยมได ตอนน้ีบริโภคนยิ มเปนเรือ่ งสาํ คญั มาก เปน ปญหา ใหญท บ่ี ่นั ทอนกบั ทุกศาสนาเลย อนั ตรายกวาคอมมวิ นสิ ต คอมมวิ นิสตป ระกาศวา ฉันจะทําลายทุก ศาสนา เสร็จแลว คอมมวิ นสิ ตไปกอ นศาสนา แตบ รโิ ภคนิยมบอกศาสนาวา เราอยูด ว ยกันไดอ ยา ง สันติ แตก็คอยทําลายศาสนาไปเรอ่ื ยๆ เชน ทําใหพทุ ธศาสนาเปนรา งทรงบริโภคนิยม และในทส่ี ดุ ก็เอา พทุ ธศาสนาเปน ของเลน ทําใหศ าสนาเปนสินคา ต้ังแตพ ระพุทธรปู สมาธิภาวนา ทําใหเปนสนิ คาได หมดเลย

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๑๐๗ แมจ ะฟง ดูแลว รสู กึ วาทาํ ยาก แตถ า มองในภาพรวมแลวยังมคี วามหวงั เพราะวา ในระดับโลกตอนนี้ พุทธศาสนามีการเติบโตท่นี า สนใจ โลกาภวิ ฒั นน ี้จะรูวา พทุ ธศาสนานกี้ วา งมาก หนงั สอื พทุ ธศาสนา ขายดี มีคนใหค วามสนใจมาก ในแงข องความสมั พันธระหวา งพระกบั ฆราวาส ตอ งมีการรับผิดชอบรว มกัน ไปดว ยกัน แตวากน็ า เปนหวง เพราะวา ในหลายประเทศ พทุ ธศาสนากบั ฆราวาสแขง็ มากและไปไกล เชน ในสหรฐั ฯ และใน ยุโรป ไมจําเปนตอ งพ่ึงพระเลย ไมเ ห็นความจําเปนของพระ เพราะวาอาจารยกรรมฐานกเ็ ปน ฆราวาส เยอะ และรสู กึ วาในสหรฐั อเมรกิ าพระไมจ าํ เปน แตอาตมาวาจําเปน ในแงทเ่ี ปนสถาบนั แตฆ ราวาสนั้น การสืบทอดไมตอเน่อื งเทา กับสถาบันสงฆ การประพฤติพรหมจรรยก ย็ งั เปน ส่งิ จําเปน สาํ หรับโลกสมัยใหมอยู การมคี รอบครัวน้ันดี แตต องไป ใหถงึ ชวี ติ พรหมจรรยด วย มองในแงก วา งๆ ยังมคี วามหวงั แตวา ทําอยางไรใหฆ ราวาสเห็นคณุ คาของ พระสงฆ หรือวาแบบแผนชวี ิตการประพฤตพิ รหมจรรย สง เสริมใหเกดิ พุทธบริษัทท่ีเขม แข็งได แมจะ เปนพุทธศาสนาแบบฆราวาสกเ็ ปน ไป แตตองใหเขารปู เขารอย อีกดานหน่ึงก็ตอ งมาหนุน ชว ยดูแล ตรวจสอบดว ยทางสมณะสงฆด ว ย บทสรปุ ในแงท จ่ี ะใหพ ทุ ธศาสนามาตอบคาํ ถามเรอื่ งการใชชีวิตในโลกไดอยางสมสมยั มขี อท่จี ะตอ ง ปฏบิ ตั อิ ยา งเปนรูปธรรมดงั น้ี ๑. การศึกษาและการปฏบิ ตั ติ อ งเรม่ิ ตนจากการทําความรจู ักหรือศึกษาพุทธศาสนาใหดี และ นาํ มาปฏิบตั ิกับชีวิตไดดว ย เพราะตอนนี้ความเขา ใจผดิ เกย่ี วกบั เรอื่ งพุทธศาสนาน้นั มมี าก ขอ ดี คือเรามี โอกาสท่ีจะศึกษาสิง่ ทส่ี งเสรมิ ใหเขาใจถกู ตอ งกม็ ีมาก แคพ ระไตรปฎ กก็แพรห ลายงา ย เพราะเด๋ียวน้ีมี การบรรจลุ งในซดี ี แตวา คนเราไมส ามารถศกึ ษาพทุ ธศาสนาจากในซีดีหรอื ในพระไตรปฎ กได จาก อาจารยทถี่ ูกตอ ง เชน พระธรรมปฎ ก จากอาจารยพ ทุ ธทาส กเ็ ปน ทางเลือกหนง่ึ หรือวาอาจารยห ลาย ทา น หลวงพอชา เปน ตน เรม่ิ ตน จากการศึกษาตวั เอง การศกึ ษาที่ดีน้ัน ควรศึกษาดวยตวั เอง ควรจะรวมกันเปนกลมุ ชาว พุทธควรใหความสําคญั กับ “สงั ฆะ” ชุมชนใหมาก เราเรยี กวา “กลั ยาณมติ ร” จะชวยใหเรามีกําลังใจ ทาํ ใหไ ปไดถ ูกทิศถูกทาง คลา ยกับวาทาํ อยางไรจะไมต ิดนิสยั shopping ได แคเรอื่ งเดียวก็รูวาเพ่ือนจะ ชว ยไดม าก เพราะเด๋ยี วนบี้ างคนติดการ shopping มาก อยากเลกิ แตเลกิ ไมได แตถามเี พอ่ื นเปนนก่ี จ็ ะ ชวยได การทาํ อะไรเปน กลมุ กจ็ ะมพี ลงั มาก และถา เปนไปไดสามารถทจ่ี ะเปนกลุมที่จะสง เสรมิ การศกึ ษาและปฏิบัติไดด ว ย การปฏบิ ัตกิ จ็ ะมีตงั้ แตท าน ศีล ภาวนา ถา จะปฏบิ ัตพิ ทุ ธศาสนากต็ องให ครบถวนเปนองคร วม ทาน ศลี ภาวนา คืออันหนง่ึ โดยธรรม ขณะเดียวกันก็ไมไดเ ปนเพยี งบคุ คลอยา ง เดยี ว มองเปนเรอื่ งมิตสิ ังคมดว ย ๒. ส่งิ ที่พทุ ธศาสนาขาดไปในรอบ ๑๐๐ ป จนถึงปจ จบุ นั คอื มิติทางดานสงั คม โดยไปเนนใน เร่ืองปจเจกมาก มองขามมิตทิ างสังคม ไมไดมองวา ปจจยั ทางดา นสงั คมมีสวนกระทบตอ ชวี ติ เรา อยา งไร และเราจะมบี ทบาทตอสงั คมอยา งไร เวลาพูดถึง“คุณและโทษของศลี ” กจ็ ะพดู ถงึ วาศีลมคี ุณ โทษตอ ตวั เราอยา งไร แตไมไ ดพดู วาศีลจะทาํ ใหเราอยูดว ยกันไดโดยปกติสขุ หรอื ไม การทําบุญก็จะเปน

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๑๐๘ วา จะม่ังมีศรสี ุขไดอ ยางไรจากการทําบุญ แตไ มไดคิดวา เม่อื ทาํ บุญแลว สงั คมก็จะสขุ ดว ย เมอื่ ใหทาน แลวอานสิ งสกจ็ ะมีตอ สงั คมดวย ไมใชแตตวั เอง ถา เราศกึ ษาพทุ ธศาสนาครบถว น ตอ งมีทั้งดานสวนตัว และสว นรวม ภายในและภายนอก ซึ่งเปน หัวใจของพุทธศาสนา ทเี่ รียกวา “กลั ยาณมติ ร” ๓. ต้งั แนวทาง พยายามทจ่ี ะขบั เคลื่อนสถาบัน ตอมากพ็ ยายามท่ีจะทําใหส ังคมปรับปรงุ ใหดี ข้ึน เราจะตอ งรูสกึ อนาทรรอนใจ เมื่อบอกวา จะมกี ารสรา งอบายมขุ คอื entertainment complex เปน นโยบายของรฐั บาล เราไมควรจะน่ิงดูดาย นโยบาย ระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจ ซงึ่ ทําใหค น เห็นแกต ัวมากข้ึน ก็ตอ งหาทางทีจ่ ะเกอื้ กลู ตอความเปนมนษุ ย ตอจรยิ ธรรม นค่ี ือสง่ิ ท่ีอยากจะใหช าว พุทธควรทาํ กันดวย สง่ิ ที่พูดไปกเ็ ปนเพียงแคความคิด แตวายังไมใชส ัจจะ สงิ่ ทจี่ ะเปน สจั จะคอื ส่ิงท่ีปรากฏแกจ ติ ใจของ เรา อยากใหทกุ คนไดศึกษาเรยี นรเู รื่องสัจจะ ความจริงทปี่ รากฏในจติ ใจของเราดว ย ไมว าจะเรยี นรู เรอ่ื งใดก็ตองกลับมาทต่ี ัวเรา จดั ระบบกับสิง่ ทีไ่ ดเรยี นรมู า เพอ่ื ใหก ลายเปนหนึง่ เดยี วกบั เรา ก็ทําใจ ใหส งบเพ่ือที่จะไดเ ชอ่ื มโยงทัง้ ความคิดและหัวใจ