Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แนวโน้มการศึกษาพระพุทธศาสนา

แนวโน้มการศึกษาพระพุทธศาสนา

Description: ศึกษาสภาพปัญหาที่มีผลกระทบต่อการศึกษาพระพุทธศาสนา อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคโลกาภิวัฒน์ การศึกษาพระพุทธศาสนากับเทคโนโลยีสารสนเทศ

Keywords: แนวโน้มการศึกษาพระพุทธศาสนา

Search

Read the Text Version

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๔๕ เนอ่ื งจากพระสงฆมกี รอบในการดําเนินชวี ิตคอื พระธรรมวินยั ในสมยั พทุ ธกาลเทคโนโลยีคงยัง ไมเ จรญิ มากนัก เพราะยงั อยใู นยุคสังคมเกษตรกรรมจงึ มิไดมวี ินัยบัญญตั เิ ก่ยี วกบั การใชเทคโนโลยี ไว เลย เทคโนโลยเี ปนเรอ่ื งของวตั ถุ ซงึ่ วินยั บญั ญตั ใิ นเร่ืองวัตถุจงึ มขี อบขา ยอยูที่เร่อื งของเครื่องนุง หม (จีวร) อาหาร (บิณฑบาต) ทีอ่ ยูอาศัย (กุฎิ วหิ าร) และยารกั ษาโรค ซ่งึ ใหใชเ ทา ท่ีจําเปน เชนสกิ ขา บท เร่ืองจีวรในจวี รวรรคก็ใหใ ชไมเกนิ สามผืนดงั ในสิกขาบททห่ี นงึ่ แหงจวี รวรรควา “ภิกษุใดทรงอตเิ รกจวี ร เปนนิสสคั คิยปาจิตตีย\" บญั ญัตใิ นเรอื่ งของอาหารบณิ ฑบาตก็ใหร ับแตพ อประมาณดงั ท่ีบัญญัติ ไวใ นโภชนวรรคสิกขา บทที่ส่วี า “ภกิ ษเุ ขา ไปบิณฑบาตในบาน ทายกเขาเอาขนมมาถวายเปนอันมาก จะรับไดเปน อยา งมาก เพยี งสามบาตรเทานน้ั ถารับใหเ กินกวา น้ันตองปาจิตตยี  ของทร่ี บั มามากเชน นน้ั ตอ งแบง ใหภิกษอุ นื่ บญั ญตั ใิ นเรอื่ งเกีย่ วกบั ทีอ่ ยูอาศัยเชนในสงั ฆาทเิ สส สกิ ขาบทที่ ๖ วา “ภิกษุสรางกุฎีที่ตองกอ และโบกดวยปนู หรือดิน ซง่ึ ไมมใี ครเปนเจาของ จําเพาะเปน ทอ่ี ยูข องตน ตองทําใหไดประมาณ โดย ยาวเพียง ๑๒ คืบพระสุคต โดยกวา งเพียง ๗ คืบ วัดในรว มใน และตอ งใหสงฆแสดงทใ่ี หกอน ถา ไมใหส งฆแสดงทใ่ี หก ด็ ี ทาํ ใหเ กนิ ประมาณกด็ ี ตอ งสังฆาทเิ สส ยารักษาโรคน้นั กใ็ หใชตามที่มี สกิ ขาบทท่เี ก่ียวกับเทคโนโลยีสารสนเทศพระพทุ ธเจาจงึ มิไดท รง บัญญัติไว

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๔๖ หากจะเทียบเคียงนาจะเปน เทคโนโลยที างจติ ดงั ทป่ี รากฏในปาราชิก สกิ ขาบทที่ ๔ ความวา “ภกิ ษุใด ไมรเู ฉพาะ กลา วอวดอตุ ตรมิ นสสธรรม อันเปนความรู ความเหน็ อยางประเสรฐิ อยาง สามารถ นอ มเขามาในตนวาขาพเจารอู ยา งน้ี ขาพเจาเหน็ อยางนี้ ครน้ั สมัยอ่ืนแตนนั้ อนั ผใู ดผหู นง่ึ ถือเอาตามก็ตาม ไมถ อื เอา ตามกต็ าม เปน อันตอ งอาบตั ิแลว มงุ ความหมดจด จะพึงกลาวอยางน้ีวา แนะทานขา พเจาไมรูอ ยา งนัน้ ไดก ลาววารู ไมเห็นอยา งน้นั ไดก ลาววาเห็น ไดพูดพลอยๆ เปน เทจ็ เปลา ๆ แมภ กิ ษุนี้ ก็เปน ปาราชกิ หาสงั วาสมไิ ด” คาํ วา “อตุ ตริมนสสธรรม” ไดแก ฌาน วโิ มกข สมาธิ สมาบัติ ญาณทสั สนะ มรรคภาวนา การ ทาํ ใหแจง ซึ่งผล การละกเิ ลส ความเปดจติ ความยนิ ดีย่ิงในเรือนอันวางเปลา ซ่งึ กไ็ มม เี รื่องของเทคโน โลยที างวตั ถเุ ลย แตน าจะเปนเทคโนโลยีทางจติ หลักมหาปเทศคอื ทางออกของพระสงฆ ปญ หาและทางออกของพระธรรมวินัยอยทู ี่หลักมหาปเทศซึ่งมพี ระพุทธานญุ าตเรอ่ื งมหา ประเทศไวในวินัยปฎ ก มหาวรรค เมื่อครง้ั หน่ึงภิกษทุ งั้ หลายเกดิ ความรงั เกยี จในพระบญั ญตั ิบางส่งิ บางอยางวา ส่ิงใดหนอพระผมู ีพระภาคทรงอนญุ าตไว สิง่ ไรไมไดทรงอนญุ าต จึงกราบทลู เร่อื งน้นั แดพ ระ ผมู ีพระภาค พระพุทธเจา จงึ ไดตรสั ประทานสําหรับอา ง ๔ ขอ ดงั ตอ ไปนี้ ๑. ดกู รภิกษทุ ง้ั หลาย สง่ิ ใดทเ่ี ราไมไดห ามไววา ส่ิงน้ีไมควร หากสิง่ น้ันเขากบั สิง่ ทไี่ มควร ขดั กับสง่ิ ทค่ี วร สง่ิ นั้นไมค วรแกเธอท้งั หลาย ๒. ดูกรภิกษทุ ั้งหลาย สงิ่ ทเ่ี ราไมไ ดหามไวว า ส่งิ น้ีไมควร หากสง่ิ น้ันเขากับสง่ิ ท่คี วร ขดั กับส่งิ ทีไ่ มควร สง่ิ น้ันควรแกเธอท้งั หลาย

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๔๗ ๓. ดูกรภกิ ษทุ ้ังหลาย สิง่ ใดท่ีเราไมไดอนญุ าตไววา สิ่งนี้ควร หากส่ิงนั้นเขากับสงิ่ ท่ีไม ควร ขัดกับส่ิงทค่ี วร ส่งิ น้นั ไมควรแกเธอทงั้ หลาย ๔. ดกู รภิกษุทัง้ หลาย สิ่งใดที่เราไมไดอนุญาตไวว า ส่ิงนค้ี วร หากส่ิงนนั้ เขากับสงิ่ ทีค่ วร ขัดกบั ส่ิงทไ่ี มควร สิ่งนน้ั ควรแกเธอทงั้ หลาย ปญหาของพระสงฆก บั เทคโนโลยจี งึ อยูทว่ี ัตถปุ ระสงควา ใชเ พอื่ อะไร ใชในสิง่ ท่ีควรหรือไม ควร แตการพิจารณาวา อะไรควรหรอื ไมค วรก็มิใชเร่ืองทตี่ ดั สนิ ไดง ายนัก พระสงฆในโลกอินเทอรเนต็ เมอ่ื มีหลักในการเทยี บเคยี งแลว พระสงฆก ็ควรเลือกใชเ ทคโนโลยีใหเหมาะโดยไมข ัดกับพระ ธรรมวนิ ัย เมื่อเทคโนโลยีมารวมเขา กบั สารเทศเทศ จึงทาํ ใหกลายเปน เทคโนโลยสี ารสนเทศซ่ึงมีองค ประกอบที่สําคญั คือ เทคโนโลยสี ารสนเทศ (information technology), ไอที (IT) หรอื เทคโน โลยี สารสนเทศ (information and communications technology), ไอซที ี (ICT) หมายถงึ เทคโนโลยี สําหรับการประมวลผลสารสนเทศ ซึง่ ครอบคลุมถงึ การรบั -สง, แปลง, จัดเกบ็ , ประมวลผล, และคนคนื สาร สนเทศ เทคโนโลยสี ารสนเทศจึงเปนการรบั การประมวลผล และการแจกจา ย สารสนเทศใน รปู แบบเสยี ง ภาพ เนอ้ื หาทีเ่ ปน ขอ ความและ ตวั เลข โดยระบบพ้นื ฐานหลักการไมโครอเิ ล็กทรอนคิ รว มกบั คอมพิวเตอรแ ละระบบโทรคมนาคม ระบบสารสนเทศ (Information System หรอื IS) คือระบบที่ประกอบดวยคอมพิวเตอรและ โปรแกรมประยกุ ตท ีส่ ามารถรับขอมลู ตางๆมาบันทกึ ไว แลว นาํ ขอมูลน้ันมาจัดทําเปน สารสนเทศใหแก ผใู ช เทคโนโลยีสารสนเทศมอี งคป ระกอบ ๖ สวน ๑. คอมพวิ เตอรฮ ารด แวร (Hardware) หมายถงึ เครื่องคอมพวิ เตอรแ ละอปุ กรณตาง ๆ ๒. โปรแกรม หรือซอฟตแ วร (Software) หมายถึง ชดุ คําสั่งท่ีใชส ําหรบั สั่งใหค อมพิวเตอร ทํางานตามที่ผใู ชต องการ

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๔๘ ๓. ขอ มูล (Data) หมายถึงขอ เทจ็ จริง ขอความ ภาพ หรือสัญลกั ษณตาง ๆ ท่บี นั ทึกเก็บไว เพอื่ ใชว ิเคราะหใ หทราบเรือ่ งทเี่ กยี่ วของกบั หนวยงาน ๔. ระบบการส่ือสารขอมลู (Data communication System) หมายถึง อุปกรณร ะบบโทรคม นาคม และขอ ตกลงทีท่ ําใหหนว ยงานสามารถสงขอ มลู และรายงานขา มไปยังผูร บั ที่อยหู า งไกลได ๕.บคุ ลากร (Peopleware) หมายถึงผทู าํ หนา ที่เกย่ี วของกบั การพฒั นา ดําเนินงาน และ จดั การ ใหเกดิ ระบบสารสนเทศท่ีมีประสทิ ธภิ าพ เชน ผใู ช( User) นักพัฒนาโปรแกรม (Programmer) และนกั วเิ คราะหร ะบบ(System Analyst) เปนตน ๖.ระเบยี บปฏบิ ตั แิ ละคูมือ (Procedures) หมายถงึ ขอ บังคับ กฎเกณฑ และคูมือการใชระบบ สารสนเทศ ซึ่งจะชวยใหการใชระบบสารสนเทศเปนไปอยา งมีประสิทธิภาพ มคี วามเชอ่ื ถือได และ ระบบมคี วามปลอดภัย (ศักดา ศกั ด์ศิ รพี าณิชย,การประยกุ ตใชเทคโนโลยี สารสนเทศ) หากจะวา โดยสรุปเทคโนโลยสี ารสนเทศคอื คอมพวิ เตอร โปรแกรม คน ขอมลู ขา วสารและระบบ เครอื ขา ยอินเทอรเ น็ต ถา หากมเี พยี งเครื่องคอมพิวเตอรทีไ่ มเชอื่ มตอ กบั ระบบอินเทอรเนต็ กไ็ มนา มี ปญ หาอะไร แตเม่อื พระตองเขาไปเก่ยี วขอ งกบั อินเทอรเ นต็ จงึ มีประเด็นทป่ี ลกี ยอยอีกมาก เพราะทาง ดว นสายนี้มีทง้ั ส่งิ ทีเ่ ปนคุณและเปน โทษตอการประพฤติผิดธรรมวินยั พระสงฆเ มอ่ื อยใู นสงั คมอนิ เทอรเ นต็ ควรใชอยางไร เรื่องนเ้ี ปนประเด็นปญหาท่ีพระสงฆถกู โจมตมี าก เพราะมีบางรปู เขา ไปดเู ว็บไซดท ่ไี มเ หมาะ สมกบั สมณภาวะ องคกรสงฆจะมีวธิ ีการในการแกปญหาอยา งไร ในสวนท่ีเปน ประโยชนเราปฏิเสธไมไดวา ปจจบุ นั มวี ัด องคก รสงฆจํานวนมากทีใ่ ชป ระโยชนจากอนิ เทอรเน็ตในการเผยแผพระพุทธ ศาสนา วิธี แกป ญหาทเี่ รียบงา ยและไดผ ลท่ีสดุ คอื ใหว างเคร่ืองคอมพวิ เตอรไ วใ นสถานทเ่ี ปด เผย ไมเปด โอกาสใหอยู ผเู ดยี ว เพราะอาจพล้งั เผลอเขาไปดเู วบ็ ท่ไี มเหมาะสมไดงา ย หลักธรรมสําหรบั นกั เสพอนิ เทอรเ นต็ ขอ มลู ในโลกไซเบอรมีทัง้ คุณและโทษ ในการกาํ หนดรูโ ลกแหงเทคโนโลยนี ้ัน พระพรหมคุณาภรณ (ธรรมกับการพฒั นาชวี ิต)ไดเสนอแนวทางในการปฏิบัติเมื่อตอ งสัมพนั ธก ับขาวสารขอ มลู ในยุคปจจบุ นั โดยใชห ลักปฏสิ ัมภิทา ในขทุ ทกนกิ าย ปฏิสมั ภทิ ามรรค ๑.อตั ถปฏสิ ัมภิทา ปญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจงในความหมาย เห็นขอธรรมหรอื ความยอ กส็ ามารถแยกแยะอธบิ ายขยายความออกไปไดโ ดยพสิ ดาร เหน็ เหตุอยางหนึ่งกส็ ามารถคิด แยกแยะกระจายเช่อื มโยงตอ อกไปไดจ นลวงรถู งึ ผล เมือ่ ตอ งเกีย่ วของกบั เทคโนโลยี แมจะมเี น้ือหา เพยี งนอ ยนดิ ก็รูความหมาหมายและสามารถขยายความออกไปได ๒. ธัมมปฏสิ ัมภทิ า ปญ ญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจงในหลัก เห็นอรรถาธบิ ายพสิ ดาร ก็ สามารถจบั ใจความมาตั้งเปนกระทูหรือหวั ขอได เห็นผลอยางหน่งึ กส็ ามารถสบื สาวไปหาเหตไุ ด การ เสพเทคโนโลยีแมจ ะมเี น้ือหามาก แตก็สามารถจบั สาระสําคญั ได ๓.นิรุตตปิ ฏิสัมภทิ า หมายถึงปญ ญาแตกฉานในนริ ุตติ ปรีชาแจง ในภาษา รูศ พั ทถ อยคํา บัญญัติและภาษาตางๆ เขาใจใชค ําพูดชแ้ี จงใหผ ูอน่ื เขา ใจและเหน็ ตามได เม่ือรบั รูแ ลว พูดส่ือสารใหค น อน่ื เขา ใจได ๔.ปฏภิ าณปฏิสมั ภิทา หมายถึงปญญาแตกฉานในปฏภิ าณ ปรีชาแจงในความคดิ ทนั

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๔๙ การ มไี หวพรบิ ซึมซาบในความรูที่มอี ยู เอามาเช่ือมโยงเขาสรา งความคดิ และเหตผุ ลขนึ้ ใหม ใช ประโยชนไดส บเหมาะเขา กบั เหตกุ ารณ เมื่อเสพแลว สามารถเชือ่ มโยงกับความรูเกา สงั เคราะหจนเปน องคค วามรใู หม นาํ ไปใชใหเ หมาะกับสถานการณได บทสรปุ ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศหากถือตามปฏสิ มั ภทิ าคือรูความหมายขยายความได จบั ประเดน็ สาํ คัญ ได สื่อสารถายทอดเปน และใชความรูไ ดถกู เร่อื งทันการณ ขอ มูลขา สารในโลกไซเบอรบ าง ครัง้ มเี พียง นอ ยนิดและกระจดั กระจาย เราตองาํ นมาอธบิ ายขยายความใหได บางครงั้ มขี อมูลมหาศาลก็ตอ งยอ ความจบั ประเดน็ ใหได จากนัน้ นํามาวิเคราะหส งั เคราะหจนกลายเปนองคค วามรใู หมและนาํ เสนอ ออกไปใหส งั คมไดร บั รูได หลักปฏิสมั ภิทานนั้ พระสารรีบตุ รไดอ ธบิ ายไวใ นสัญเจตนิยวรรค องั คตุ ตร นกิ าย จตกุ กนิบาต (๒๑/๑๗๒/๑๕๔) ความวา “ดูกรอาวุโสทัง้ หลาย เราอุปสมบทแลวไดก ่ึงเดือน ก็ได กระทาํ ใหแจง อรรถปฏิสัมภิทาโดยเปนสวน โดยจําแนก เรายอมบอก แสดง บัญญัติ แตงตง้ั เปดเผย จาํ แนก กระทําใหง า ยซึง่ อรรถปฏสิ มั ภิทา ธรรมปฏิสัมภทิ า นริ ุตตปิ ฏิสมั ภทิ า ปฏภิ าณปฏสิ มั ภิทา โดย อเนกปริยาย โดยเปนสวน โดยจําแนกเรายอมบอก แสดง บญั ญัติ แตงต้ัง เปดเผย จําแนก กระทาํ ให งา ยซ่งึ ปฏิภาณปฏสิ มั ภิทานน้ั โดยอเนกปริยาย ก็ผใู ดแลพงึ มีความสงสยั หรอื เคลอื บแคลงผนู ้ัน พึงถาม เรา เราพึงพยากรณ” หากพระสารีบุตรยังอยูทา นคงใหค ําตอบได แตเมอ่ื ทานไมอ ยูเ ราก็สามารถศกึ ษา จากพระไตรปฎกและนํามาอธบิ ายเชอื่ มโยงกับส่งิ ท่ไี ดพบเหน็ ได นัน่ จะเปน วธิ หี นึ่งทจี่ ะทําให พระไตรปฎ กเปน คัมภีรที่ “ไมตาย”ไปตามกาลเวลา

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๕๐ บทท่ี ๖ พทุ ธศาสนากับการแกปญ หาวิกฤติ๙ วตั ถปุ ระสงค o เมอ่ื ศึกษาบทที่ ๖ จบแลว นักศึกษาสามารถ o ๑.อธิบายสถานภาพของพุทธศาสนาในสายตาสงั คมโลกได o ๒.อธิบายหลักรู หลกั คดิ เพอ่ื เขา ถงึ วิกฤติสังคมโลกได o ๓.อธิบายกระบวนทศั นใ นการแกป ญหาวิกฤตกิ ารเมือง ได o ๔.อธบิ ายวิกฤตกิ ารเมอื งและความสงบสุขของโลกได ขอบขายเน้อื หา o ๑.สถานภาพของพทุ ธศาสนาในสายตาสังคมโลก o ๒.หลกั รู หลกั คิด เพื่อเขาถงึ วกิ ฤติสงั คมโลก o ๓.กระบวนทศั นใ นการแกปญหาวกิ ฤติการเมือง o ๔.วกิ ฤตกิ ารเมืองและความสงบสุขของโลก ๙ พุทธศาสนากบั การแกป ญ หาวกิ ฤตโลก http://banbanradio.com/upload/forum/doc๐๐๐๐๐๑.pdf

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๕๑ สถานภาพของพทุ ธศาสนาในสายตาสงั คมโลก ถาเราจะมองพทุ ธศาสนาตามสายตาของผรู ู ๓ กลุมหลัก คอื นักวทิ ยาศาสตรธ รรมชาติท่ีพยายาม ศกึ ษาคน ควาความจริงเกีย่ วกบั ธรรมชาตทิ ั่วไปแลวเสนอผลออกมาเปนองคค วามรูท่ีเรยี กวา วิทยาศาสตรธ รรมชาติ (Natural sciences) นกั สงั คมศาสตรท พี่ ยายามศกึ ษาคน ควา ความจริง เก่ียวกบั สังคมแลว เสนอองคความรทู ี่เรียกวา สงั คมศาสตร (Social sciences) นกั มนษุ ยศาสตรที่ พยายามศกึ ษาคนควาความจรงิ เกีย่ วกับมนษุ ยแลวเสนอผลเปน องคค วามรูท เี่ รยี กวา มนษุ ยศาสตร (Humanities) นั้น พบวา ตา งกม็ องวา พทุ ธศาสนามีฐานะหรอื สถานภาพเปน ศาสตรน ั้น ๆ ดว ย ๑. พทุ ธศาสนา (พุทธธรรม) มีฐานะเปน วิทยาศาสตรธ รรมชาติ เพราะใหความรคู วามจรงิ เกยี่ วกบั ตัวธรรมชาติ กฎธรรมชาติ หนา ท่ธี รรมชาติ และผลธรรมชาติ เชน ความจรงิ เกี่ยวกบั ธาตุดนิ ธาตุน้าํ ธาตลุ ม ธาตุไฟ ทง้ั ที่มอี ยทู ่ีตัวมนุษยแ ละรอบๆ ตัวมนษุ ย หรอื ความจริงในเรอ่ื งเหตปุ จจยั มหี ลัก นยิ าม ๓ (ไตรลกั ษณ) หลกั นิยาม ๕ หลกั อิทปั ปจจยั ตา เปน ตน ๒. พุทธศาสนา (พุทธธรรม) มีฐานะเปนสงั คมศาสตร เพราะใหความรคู วามจริงเก่ียวกบั สงั คม (Society) กฎสังคม (Social Law) บทบาทของสังคม (Social role) และผลของสังคม (Social result ) เชน ตัวสงั คมพทุ ธ พทุ ธบรษิ ัท ชุมชนพุทธ กฎกติกาของสังคมพุทธ บทบาทหนา ท่ีของชาวพทุ ธ ที่จะตอ งปฏิบตั ติ อกนั และผลทเ่ี กิดจากการปฏิบตั ิตามกฎกตกิ านน้ั ๆ ซ่ึงปรากฏอยใู นหลกั ศลี ธรรม มี ศลี ๕ หรือมนษุ ยธรรม ๕ ทิศ ๖ เปน ตน * บทความช้ินนีเ้ ขียนข้ึนตามวาระขอ ประชุมเชิงวิชาการของงานประชุมสัมมนาฉลองวนั วสิ าขบูชาโลก จะมีขึน้ ระหวา งวนั ท่ี ๔-๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ซ่ึงประเทศไทยโดยมหาวิทยาลยั มหาจฬุ าฯ (มจร.) เปน แมง านใหญ มีผนู ํา/นกั ปราชญชาวพุทธทว่ั โลกประมาณ ๑,๕๐๐ คน จาก ๘๐ ประเทศ สนใจเขารวม ประเดน็ สาํ คญั ท่ถี กู กาํ หนดข้ึนเปนไฮไลนในการประชุมครง้ั น้ี คือ Buddhist Approach to world Crisis : Environment, Economic, politics and peace, ผเู ขยี นในฐานะศิษย มจร. เห็นวาเปน ประเดน็ นา สนใจ เขา รว มกิจกรรมดว ย จึงขอคิดดวยคนในประเดน็ สมั มนาครงั้ น้ี ๓. พทุ ธศาสนา (พุทธธรรม) มีฐานะเปน มนุษยศ าสตร (Humanities) เพราะใหความรู ความจรงิ เกย่ี วกบั ตัวมนุษยทัง้ ดา นกายภาพ และจิตภาพ (ดา นรา งกายและจิตใจ) องคความรขู องชีวิต มนุษยภ ายใตชอ่ื วา ขนั ธ ๕ คือ รูปธาตุ (รา งกาย) มอี งคประกอบหลกั ๔ คือ ดิน น้าํ ลม ไฟ และนาม ธาตุ (จิตใจ) คือ เวทนา (รูสกึ ) สญั ญา (จา) สงั ขาร (คดิ ) และวญิ ญาณ (ร)ู และอายตนะ ๑๒ คอื เครอื่ ง มือหรอื ชอ งทางเชอ่ื มตอธรรมชาติภายในมนษุ ยกับธรรมชาตภิ ายนอก ซงึ่ แยกเปน ๒ กลมุ คืออายตนะ ภายใน ๖ ซ่ึงเปน กลไกสําคญั ทต่ี ัวมนุษยไดแก ตา หู จมูก ลน้ิ กาย และใจ และอายตนะภายนอก ๖ ซึ่ง เปนส่งิ ทมี่ นุษยสามารถปฏิสัมพันธไ ด คือ รปู เสียง กล่ิน รส สิง่ สมั ผสั และธรรมารมณ และท่ีสําคญั สงู สุดคอื พุทธธรรมไดช้ีชัดลงไปวา มนษุ ยเปนสตั วทพ่ี ฒั นาได และตองพฒั นาโดยใหพ ยายามแกส ่งิ เลวรายท้ังหลายท่ีเกิดข้ึนกับตน และกันส่ิงเลวรายที่ยงั ไมเ กิดใหอยูหา งไกล ใหพยายาม เกบ็ ความดีสง่ิ ดี ทง้ั หลายทเี่ กดิ แลว และกอสิ่งดีทัง้ หลายใหเกิดเพิ่มเตมิ (หลักสมั มปั ปธาน ๔) โดยการใหฝ กฝนอบรม ตนใน ๓ ดา น ผา นระบบ ๓ ระบบ คือ ใหฝก กายดวยระบบ ใหฝกจิตดว ยระบบสมาธิ และในฝกจิต วิญญาณดว ยระบบปญ ญา (หลักไตรศกึ ษาหรือหลักอรยิ มรรคมรรคมอี งค ๘) เพ่อื รสู ภาพของปญ หา

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๕๒ (ทุกข) เห็นเหตปุ ญหา (สมทุ ัย) แจงใจในจดุ หมายปลายทางชวี ติ (นโิ รธ) และลงมอื เดนิ หรอื ปฏิบัติตาม แนวทางน้ัน (มรรคมอี งค ๘ หรือไตรสกิ ขา) เปน ตน เพ่ือหลุดพนจากการยดึ มั่นถอื มน่ั ในขันธ ๕ หรือภา วสุข-ทกุ ขท ร่ี บกวนจติ จากมุมมองของผรู ทู ั้ง ๓ ศาสตรห รอื ๓ สว น ก็พอจะยนื ยันสถานภาพสาํ คัญท่ีผรู ู เขาสรุปกนั ไวคอื พุทธศาสนา เปนศาสนาแหง ปญ ญา (คณะ ผชป. ในพุทธทาสภิกขุ ๒๕๔๒:) เพราะ ใหความแจมชัดในความเปนองครวมของความเปน มนุษย สงั คม และธรรมชาตแิ วดลอม ทตี่ อ งพงึ่ พา และพงึ่ พิงกนั ดาํ รงอยแู ละขบั เคล่อื นไปภายใตความเปนเหตุเปนผลของกันและกนั ตลอดไป น่นั คอื คน สังคม-วัฒนธรรม และธรรมชาติแวดลอมตางก็อยภู ายใตก ฎเดียวกันคอื กฎแหง ความเปน เหตุ เปน ผล ตอกนั ท่ีเรียกวา อิทัปปจจยตาปฏิจจสมุปปาท (causation or dependent origination) นัน้ คอื ความ เปน คนกด็ ี ความเปนสงั คม-วฒั นธรรมกด็ ี และความเปนธรรมชาติก็ดี ตางก็ตกอยูภายใตห ลกั การหรือ กฎทีว่ า นี้ หลกั รหู ลกั คดิ เพื่อเขาถงึ วิกฤตสิ ังคมโลก มหี ลกั รู หลักคิด ใดบางทีร่ ะบวุ าเปน หลกั พุทธธรรมท่ีชาวโลกควรศึกษา และนามาประยกุ ตใ ชเ พอ่ื คลคี่ ลายหรือแกไ ขปญหาวกิ ฤตโิ ลกปจจุบัน ซ่งึ ดูแลว จะเปนวกิ ฤตทีเ่ ปนองครวมสมบูรณแบบ คือ วิกฤติ ธรรมชาตแิ วดลอ ม วิกฤตสิ ังคมและวัฒนธรรม และวิกฤติมนุษย การเกดิ ภาวะโลกรอน ไดช ือ่ วาเปน กรณวี กิ ฤติดา นธรรมชาตแิ วดลอม เพราะระบบนเิ วศทกุ สว นมี ดิน นํา้ เปนตน ถกู ทา ลาย โดยนาํ้ มือของมนุษย เปน ดานหลกั การเกดิ ความขัดแยง ทางสงั คม การเมือง เศรษฐกิจ เปนตน เปนกรณีวกิ ฤตทิ างสังคม-วฒั นธรรม หรอื อารยธรรม ซง่ึ เปนสายใยความสัมพนั ธใหม นษุ ยอยรู วมกันไดอ ยางสงบสุข กถ็ ูกทา ลายลง โดยนา้ํ มือ ของมนษุ ย เปน ดา นหลกั การเกดิ ภาวะบกพรอ งทางสตปิ ญ ญา ความรู และความคิด เปน กรณวี กิ ฤตทางความคิด ความ เชอื่ และทางปญญา เพราะมนุษยขาดความรู ความเขา ใจในสภาพปญ หา มลู เหตปุ ญหา ปลายทางท่ี ควรจะเปน และวิถีและวิธปี ฏิบัติพัฒนาตนใหหลุดพน ปญ หา เรียกตามภาษาธรรมวา ขาด หรือพรอ ง ปริยัติ ปฏบิ ตั ิ ดงั น้ัน ปฎิเวธ คือ ภาวะวกิ ฤตจงึ เกิดข้ึน วกิ ฤติทีเ่ ปนองครวม รว มกันดงั กลาวนี้ มีหลกั พุทธธรรมขอใดหมวดใดที่ไดชอ่ื วา เปน องคร วม มารว มแกไ ขปญ หาดงั กลา วนี้ได ตามทศั นะและองคค วามรทู ่ผี เู ขยี นมพี อที่จะนามาแลกเปล่ยี นเรยี นรู เปนคาตอบคาถามน้ันได ดงั น.้ี .. หลักพุทธธรรม หรอื องคความรูทุกสว นทพ่ี ระพุทธองคท รงแสดงไว และท่ีไดร วบรวมไวเ ปน หมวดหมทู ่ีมอี ยใู นทกุ กลมุ ทุกนิกายของพทุ ธศาสนา ท่ีมลี กั ษณะเปน บูรณาการ สมบูรณ เปนความจริงสากล นน้ั แหละคอื เครอื่ งมือแกไขปญ หาวิกฤตโลก เพราะองคค วามรทู ช่ี ่ือวา พุทธธรรมนัน้ มีความเปน องครวมสมบรู ณแบบ ทงั้ ดานมนุษย สงั คม-วัฒนธรรม และธรรมชาติแวดลอม โดยมองวาตัวปญหา มูลเหตุปญ ญา เปา หมาย และวธิ ีปฏิบัตอิ ยูท่ตี วั คน หรอื ตวั มนษุ ย สว นสง่ิ แวดลอม ภายนอกมีสังคมวฒั นธรรมและธรรมชาตแิ วดลอ ม นัน้ เปนเพยี งองคประกอบหรอื ปจ จยั หนนุ การกอ และแกป ญ หาเทา นั้นเอง กลาวคือมนษุ ยไ ดพฒั นาตนใหเกิดความมอี ิสระทั้งทางกาย (physical freedom) ทางสังคม (Social freedom) ทางจิต (Emotional freedom)และทางจติ วญิ ญาณ (spiritual freedom) แลว วกิ ฤตทว่ี ากไ็ มเกดิ หรือเกดิ แตม ีผลกระทบตอมนษุ ยนอ ยลง ทั้งนเี้ พราะหลัก พทุ ธธรรมสอนใหมนษุ ยมอี ิสรเสรใี น ๔ ดา นดังกลา ว มอี ิสระทางปญญา เปน ตน (P.A. Payntto,

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๕๓ ๒๐๐๓: ๘๖) หลักพุทธธรรมทว่ี า น้เี มื่อกลาวโดยรวมคอื หลกั ธรรม หรอื หลกั ธรรมชาติ ซ่ึงเก่ยี วกบั ธรรมชาติแวดลอ มโดยรวม (Natural environments) สังคม-วัฒนธรรมโดยรวม (สงั คม การเมือง เศรษฐกจิ เปน ตน (Social-cultural environment) และท่ีเกยี่ วกับตัวมนุษยเอง (Mankind) ทีท่ า น พุทธทาสปราชญช าวพทุ ธเรียกวา “ธรรมะ ๔ ความหมาย” (พทุ ธทาสภิกขุ ๒๕๔๙ : ๕๙) คอื ๑. ธรรมะ คอื ตวั ธรรมชาตเิ อง (Nature itselt) ไดแ กตวั สภาพของสิ่งน้ันๆ ทั้งภายในและนอก กาย ใจ มนุษย เรยี กโดยรวมวา สภาวธรรม ธรรมะหรอื ธรรมชาตสิ ว นนเ้ี ปนสง่ิ ท่ีมนษุ ยต องรู (ปรญิ ญา ธรรม) คอื สิง่ ทเ่ี รยี กในภาษาธรรม (อรยิ สจั ๔) วา ทุกข (Suffering) เปน สงิ่ ทีม่ นุษยตองเรียนรู เปนส่งิ ท่ี เปน ปรากฏการณ เปน สถานการณท ่มี นษุ ยส ามารถสัมผสั ได หรือกระทบตอ ความรสู กึ ของมนษุ ย ซึง่ เปนสิ่งทห่ี ลกั พทุ ธธรรมระบวุ า มีเหตุเกิด(สมทุ ัย) ๒. ธรรมะ คอื กฎธรรมชาติ (Law of nature) ไดแก สจั ธรรม คือ ความจริงทเี่ ปนตัวควบคมุ กัน กบั สรรพสงิ่ ใหด ํารงอยูและขับเคลื่อนเปลีย่ นแปลงไปตามหลกั ความจริง หรือกฎน้ันๆ มนษุ ย สัตว พชื สังคม-วฒั นธรรม และธรรมชาติแวดลอมท่มี นุษยรูจ ัก หรอื ไมรูจกั ลวนอยภู ายใตก ฎสัจธรรมดังกลา วนี้ ท้ังสนิ้ ธรรมในความหมายนเ้ี รียกในภาษาธรรม (อริยสัจ ๔ ) วาสมุทัย (Cuase of suffering) เปนสง่ิ ที่มนุษยต อ งเห็นและหาทางขจัดออกหรอื ทาตาม(ปหานธรรม) ๓. ธรรมะคือ หนาท่ี หรอื บทบาท ธรรมชาติ (Duty of nature) ไดแกปฏบิ ัตธิ รรม คอื ส่งิ ท่ตี อง ทาหรือตองแสดงบทบาทใหถูก ใหต รง ใหส อดคลอ งตอ งตามกฎธรรมชาติ และกฎมนุษยท ีส่ อดคลอ งกบั กฎธรรมชาติ เพราะถา ทา ผิดหรือแสดงผิด หรอื ปฏบิ ัติผดิ กฎกจ็ ะกอ ผลราย แตถ า ปฏบิ ตั ิถูกจะกอ ผลดี ซึง่ มใี หเ ห็นท้ังในหมู พชื สตั ว ทงั้ หลาย ในหมมู นุษยเรยี กธรรมะในความหมายนว้ี า กรรม คือการกระทา (Action) ถาทา ถูกกฎเรยี กวา กรรมดี คอื เปน การกระทา ทีจ่ ะเปน เหตเุ กดิ ผลดี ถา ทา ผดิ กฎ เรียกกรรม ช่วั คือ เปน การกระทาทจ่ี ะเปน เหตเุ กิดผลเสยี ท้งั ตอตนเองและผูอื่นสง่ิ อืน่ ธรรมในความหมายน้เี รยี ก ในภาษาธรรม (อริสจั ๔ ) วา มรรค เปน สงิ่ ทมี่ นุษยตองทา ตองประพฤตปิ ฏิบตั ิใหถ ูก ใหตรงตามกฎทั้ง ทางกาย ทางวาจา และทางใจ หรอื ตองฝกจติ วิญญาณใหรู ฝก จิตใหค ดิ ใหเ ช่ือ และฝก กายใหปฏบิ ัตใิ ห ถูกใหตอ ง จึงจะเปนเหตเุ กดิ ผลดีได(ภาวนาธรรม) ๔. ธรรมะคอื ผลธรรมชาติ (Result of nature) ไดแก ปฏิเวธรรม คือสิง่ ทีเ่ ปนผลของการปฏิบัติ ธรรม คอื การกระทาที่ถกู ตองตามกฎธรรมชาติที่กลา วในขอ ๒ (สัจธรรม) ธรรมในความหมายนีเ้ รียกใน ภาษาธรรม(อรยิ สัจ ๔) วา นโิ รธ (cessation) ในกรณีของมนษุ ย ธรรมสว นนเ้ี ปนส่ิงทีต่ องเขา ถึงหรอื ทา ใหแ จง (สจั ฉกิ ิรยิ า) ธรรมท้ัง ๔ ความหมายหรือ ๔ สวนท่ีวานเ้ี ม่ือพจิ ารณาความเชือ่ มโยงสมั พันธข องตวั ธรรมลว นๆ ก็ จะทราบวา เปน เรือ่ งของหลกั เหตุผลทภ่ี าษาพทุ ธธรรม เรียกวา อทิ ปั ปจ จัยตาธรรม หรือ ภาษา วิทยาศาสตร เรียกวา หลกั เหตผุ ล นนั่ เอง คอื ตัวสภาวธรรมเปนตัวผล ตัวสัจธรรม เปนตัวเหตุ และตวั ปฏิเวธธรรมเปนตวั ผล ตวั ปฏิบัติธรรมเปนตวั เหตุ และถาจับรวบเปนเพยี งคเู ดยี ว คอื สภาวธรรมและสจั ธรรมจะเปนตวั เหตุ สวนปฏิบัตธิ รรมและปฏิเวธธรรมจะเปน ตัวผล ธรรมะ ๔ ประการนีม้ ีปรากฏอยูใ นท่ี ทวั่ ไป และมีอยทู ้ังในหมสู ิง่ มชี ีวติ มพี ชื สตั ว และสิ่งไมม ชี ีวิต มี ดิน นาํ้ เปน ตน มนุษยอยูใ นกลมุ สง่ิ มชี วี ติ จงึ อยูภายใตธ รรมท้งั ๔ ประการน้ี โดยไมม ีผิดเพ้ยี น แตใ นฐานะท่ีมนษุ ยต องเช่ือมโยงสมั พนั ธ กับมนุษย สัตว และส่งิ แวดลอม อ่นื ๆ ที่อยภู ายใตหลักเหตผุ ลเชนกนั มนุษยต องรูสภาวธรรมและเห็น

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๕๔ สจั ธรรมทัง้ ท่สี ภาพแวดลอม และตนเองและตอ งทา ใหถ ูกตามสัจธรรมและธรรมสัจจะของสิ่งนั้นๆและท่ี ตนเอง จงึ จะไดรบั ผล คอื ปฏิเวธธรรมท่ีถกู ตองชวยแกป ญ หาและพัฒนามนษุ ยได เราจะนาํ หลกั ธรรม ๔ ประการน้มี าใชแกวกิ ฤติโลกไดอยางไร? คําตอบคอื นําหลกั รู หลกั คิดนี้ มาใชเปนแนวคิด และทิศทางเพอ่ื ทําความเขา ใจในสภาพ วกิ ฤติ มลู เหตุวกิ ฤติ เปาหมายของการแกปญ หาวกิ ฤติ และมรรควธิ ีปฏบิ ตั ิในการขจัดปดเปา วิกฤต ดงั กลาวออกไป หรอื ใหล ดความรุนแรงลง ใหวิกฤตกลายเปน โอกาส เพราะมคี วามจรงิ เชงิ ประจกั ษใน สังคมมนษุ ยต้ังแตอดตี เสมอมาวา ปญหาจะเปนบอเกดิ แหงปญญา ซงึ่ สอดคลองกับคากลาวของ ปราชญชาวบา นทานหน่งึ วา “ปญหาไมมี ปญญาไมมา” ทสี่ ําคญั คือศาสดาทุกพระองคทั้งพุทธ ครสิ ต อสิ ลาม กเ็ ดินตามทางสายนี้ วิกฤตสิง่ แวดลอมโลก ก็ดี วิกฤตเศรษฐกจิ สังคม การเมอื งกด็ ี ลว นหนไี ม พนหลกั เหตผุ ลหรือหลกั รู หลกั คดิ ท่เี รียกวา ธรรม ๔ ประการ ขางตน วิกฤตสิ ิ่งแวดลอ มโลก (World environment crisis) การท่มี นษุ ยห รือชาวโลกจะแกว กิ ฤต สง่ิ แวดลอ มหรอื อกจากภาวะโลกรอน หรือภาวะอนั ไมพ งึ ประสงคท่ีเราเรียกวา ธรรมชาติแวดลอ ม เปน เหตุกอ ทกุ ขใหก บั เรานั้น มนุษยต องใชหลกั รูหลกั คิดธรรมะ ๔ ประการนี้เปนเครือ่ งมือพฒั นา ตนเองทง้ั กายใจ คือ ๑) มนษุ ยตอ งรสู ภาวธรรม คือ สภาพการณข องภาวะโลกรอ น เปน ตน ใหไ ดว า คือ อะไร อยูใ น ลักษณะ หรือสภาพใด เชน รูวารอนระดบั ไหน ขนาดไหน เปน ตน โดยทั่วไปมนุษยสัมผสั ความรอ น ภายนอกกายได โดยอาศยั ประสาทสมั ผสั ทางกาย (กายสมั ผสั ) และสงสูจ ติ ใหรูสกึ ได จาได คิดได และรู ได และเปน เหตุกอ ทกุ ข คอื บบี คั้น กาย ใจ ใหท รุ นทรุ ายเพราะกายรอน อุณหภมู ใิ นรา งกายกับ ภายนอกไมส มดลุ ตามกฎ หรอื เหตุปจ จยั ท่ีธรรมชาตกิ ําหนดให ผลคอื เกิดความทุกขกายและทุกขใจ และพดู จากันวา เกดิ ภาวะโลกรอน คอื ตนเองรูส ึกรอนทัง้ กายและใจ สวนโลกคอื ดิน นํา้ อากาศ เปน ตน ทอ่ี ยูภายนอกกายใจมนษุ ยนนั้ มันไมไดม าทกุ ขร อ นอะไรกบั มนษุ ยเ ลย ดังนน้ั การรสู ภาวธรรม ของ วกิ ฤตโลกรอนจะมนี ัยสาํ คัญอยูท่คี วามรสู ึกทางกายใจของมนษุ ยน ่ันเอง แตส ําหรับมุมมองของคนทัว่ ไป ที่รเู ขา ใจศาสตรสมัยใหมก จ็ ะมองสภาวธรรมของโลกรอ นไปท่ีระดบั อุณหภมู ิของโลกทเี่ พิม่ ดกี รีขน้ึ ตาม มาตรวดั ท่มี นษุ ยคดิ คน ได บวกกบั ความรสู ึกรอ นของตนเอง ความรับรูท ้งั ๒ ลักษณะนีภ้ าษาธรรมใชค า วา รูสภาวธรรมของวิกฤตโลกรอน (Knowing the nature of the hot world crisis) สวนวิกฤต สิ่งแวดลอ มทเ่ี ปน รายยอ ยอ่ืนๆ ทง้ั ทีเ่ ปนธรรมชาตกิ ็ดี สงั คม-วัฒนธรรม ก็ดี เชน ดนิ ถลม นาํ้ ทว ม สงครามศาสนา สงครามการเมอื ง สงครามเศรษฐกจิ เปนตน ก็มนี ัยยะเดียวกันคือ มนษุ ยตอ งเริ่มตนที่รู สภาพหรือสภาวธรรมของส่งิ นัน้ ๆ เปน เบื้องตน ๒) ตอ งเหน็ สจั ธรรม คอื มนษุ ยต องเห็นหรือทาํ ความเขาใจในเหตุปจจัยท่กี อใหเ กดิ ภาวะวิกฤติ ส่ิงแวดลอม มวี กิ ฤตโลกรอ นเปนตน วา มีเหตุปจจัยอะไรบา ง เชน เหตุอนั มีอยูในตัวธรรมชาติ หรอื กฎ ธรรมชาติ บทบาทธรรมชาติ ผลธรรมชาตเิ องโดยตรง หรอื เหตอุ ันเกดิ จากน้าํ มอื มนษุ ยเขาไปเกย่ี วของ และหรือท้งั ๒ สวนทีก่ ลาว เหตุปจ จัยทค่ี นทวั่ ไปพอจะรบั รูและเหน็ ไดป ระเมนิ ไดก ็คอื เหตปุ จจัยทง้ั ๒ สว นน้ี และเปนตัวกอวิกฤตสงิ่ แวดลอ มขน้ึ ในโลก เชน วิกฤตโลกรอน และมนุษยรสู ึกวา โลกคือตนเอง รอนมากกวา เดมิ และมองเหน็ วา พืช สตั วกไ็ ดร ับผลดวย แตเหตปุ จ จัยในรายละเอียดเชิงลึกและกวาง

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๕๕ กวา น้ีน้ัน มนุษยจ ะตอ งชวยกันเรียนรูตอ ไป จึงสรปุ วา หลักคิดนี้ คือธรรม ๒ ประการแรกนีท้ ชี่ ่อื วา สภาวธรรมและสจั ธรรม หรือ ทกุ ขอริยสัจ และทกุ ขสมุทยอรยิ สัจ นัน้ โดยหนา ทีข่ องมนษุ ยแลว จา เปน จะตอ งรแู ละตอ งเหน็ คือ รสู ภาพ และเหน็ เหตุปจ จยั เกดิ ของมัน จงึ จะชวยกันแกไขปอ งกนั มใิ หเกิดผล เสยี ตอ ตนเองได ๓) ตอ งทําตามธรรม หรอื ปฏิบตั ิธรรม คอื มนุษยตองลงมือปฏิบตั ติ ามธรรมในขอ ๓ ไดแ ก สัจ ธรรม คอื ขจัดเหตุปจจัยท่ีสง ผลใหเ กดิ ภาวะวกิ ฤติ เชนโลกรอ น เปนตน โดยการชว ยกนั สรางความ สมดุลใหเกิดขึ้นท้งั ที่ตนเอง และธรราชาติแวดลอมภายนอกตน นั่นคอื มนษุ ยตอ งลงมือทา หนา ที่แกไข ทั้งทีต่ วั ตนของตน และส่ิงแวดลอ มภายนอกตน ท่มี นุษยท ่ัวไปรู และทา ไดบ า งแลว คือ สรางเครอ่ื งปรับ อุณหภูมใิ หสอดคลองกับอุณหภมู ทิ ีร่ างกายตนตองการ และลดการตดั ไม ทา ลายปา และหรือรณรงคใ ห มกี ารปลกู ปา รกั ษาแหลงน้ํา เปน ตน ตรงจดุ นเ้ี องท่ีพทุ ธทาสภกิ ขทุ านอธิบายวา “การปฏบิ ตั ิธรรมคอื การทาหนาท”่ี และท่วี า ถูกตอ งตามธรรมกค็ อื ถกู ตองตามกฎธรรม หรือ สจั ธรรม คือ ความจรงิ ทเ่ี ปน องครวม และ ธรรมสัจจะ คอื ความจริงเฉพาะของส่งิ นนั้ ๆ น่ันเอง ๔) ตองมหี รอื ตอ งไดป ฏเิ วธธรรม คอื มนษุ ยจะตองหาทางแกไ ขใหไ ดวา ความปลอดวกิ ฤติ สง่ิ แวดลอม เชน วิกฤตโิ ลกรอ นเปนตนทว่ี านน้ั คืออะไร และตอ งตั้งเปา ไวว าเราจะไปใหถ ึงเขา ใหถ ึงภาวะ หรอื สภาวะนั้น ซ่ึงเราคิดวา นั่นคอื สุขภาวะทางกายของเรา และจะสง ผลตอ สขุ ภาวะทางจติ ของเราดว ย พาตนเองเขา สูและอยกู บั หลักธรรมคือสัจจะ ๓ คอื สัจจานุลักขณา คือ ศรทั ธาเชื่อม่ันในความเปน มนษุ ยของตนวาสามารถเขา ถงึ สัจจานโุ พธา คอื การตามรคู วามจริงทัง้ หลายได โดยอาศยั สัจจานุปต ติ คอื การตามปฏบิ ัตโิ ดยใชพ ลงั กายใจของตน น่นั คือการอาศัยปฏิบัติธรรมเปนเครือ่ งมือเขา ถงึ ปฏิเวธ ธรรม นน่ั เอง วกิ ฤตเิ ศรษฐกจิ โลก (World economic crisis) ส่ิงท่ชี ื่อวา เศรษฐกจิ (Economies) น้ันเปนสว นหน่ึงของชีวติ มนุษยทกุ คน ผรู ูใหนิยามคา “เศรษฐกิจ” วาไดแก กิจอันประเสริฐ คอื กจิ ทจ่ี ะ ชว ยใหช ีวติ มนุษยดาํ รงอยู และขับเคลื่อนตอ ไปได วา กันวาสาระสําคัญของระบบเศรษฐกจิ คอื การ ผลิต การจายผลผลติ แลว การบริโภคผลผลิต ซึง่ เกี่ยวกบั ปจจยั ในการดํารงชพี ของมนุษย คอื สิ่งท่เี ปน เครื่อง อุปโภคบริโภคในชวี ติ ประจําวนั ซ่งึ ปจจบุ นั ระบบเศรษฐกิจของมนุษยถกู กําหนดใหข ้ึนอยูกบั รายรบั รายจาย ท่เี ปน เงินตรา เขามาเปนตัวขับเคล่ือนภารกิจและการไดม าซ่ึงปจ จยั ในการดํารงรักษาชวี ิต เม่ือ กระแสไหลเวียนของตัวเงินเกิดขดั ของ เพระความพรอ งทางปญ ญาของมนษุ ย กก็ อ ปญ หาอน่ื ๆ ตามมา อกี มากมาย และกระทบตอผคู นท่วั โลก มนษุ ยไมปรารถนาประสบภาวะวกิ ฤตเิ ศรษฐกจิ แตเ ศรษฐกิจก็ อยใู นฐานะเปน ธรรมะ ประการหนึง่ และอยูภ ายใตห ลักเหตุผล ทีภ่ าษาพทุ ธธรรมเรยี ก วา หลกั อริยสจั หรือหลกั อิทัปปจจยตาปฏจิ จสมปุ ปาทน่นั เอง คอื มนั มีเหตปุ จ จัยใหเกดิ มีเหตปุ จจยั ใหดบั ชาวพทุ ธทไ่ี ด เรียนรูหลักธรรม ท่ชี ื่อวาอทิ ปั ปจ จยตาปฏภิ จจสมุปาท หรอื หลักอริยสัจหรือ หลกั ธรรม ๔ ความหมายท่ี กลา วนี้ก็จะอยูกับภาวะวกิ ฤติ และทาํ ความเขา ใจรวมทง้ั แกภาวะวกิ ฤตใิ หเปนโอกาสได คือ ๑. ตองรู คือรวู า สภาพปญหา หรือ สภาวธรรมของเศรษฐกจิ หรือวกิ ฤตเิ ศรษฐกิจคืออะไร อยางไร ใคร เมอื่ ใด เปน ตน ๒. ตอ งเหน็ คือ ทาความเขา ใจใหไ ดวาภาวะวกิ ฤตท่ีวา นนั้ มีอะไรเปนเหตุเกิด คน หาเหตุปจ จยั น้นั ใหพ บ ๓. ตอ งทาํ คอื ตอ งลงมอื ปฏบิ ัติการขจัดเหตุปจ จยั ท่กี อใหเกิดวิกฤตติ ามท่ีไดรสู ภาพและเห็นเหตุ ปจ จัยท่ีแทจ ริงของภาวะวกิ ฤตนิ ้นั ได

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๕๖ ๔. ตอ งเปน คือ เขาถงึ ภาวะปกติหรอื ภาวะหลุดพนจากวิกฤติ มีอิสระได ไมตกเปนทาสปญ หา แต ใชปญญาเปน เครื่องประคับประคองตน ชาวพุทธทีเ่ ขาถงึ ธรรมของพระพุทธเจา หรอื พุทธธรรม จะไมเ ดือดรอ น หรอื เปนทกุ ขกับภาวะ วิกฤต ดงั กลา วนจ้ี นเกินเหตุ เพราะมคี วามรู ความแจมชัดในสจั ธรรมหรือกฎธรรมชาติวา ธรรมหรอื ส่งิ ทง้ั หลายเกิดจากเหตุและจะดับลงเพราะเหตุดับ คือ มเี กิด มดี บั เปนธรรมดา นอกจากชาวพทุ ธใชห ลกั เหตผุ ลเขาใจในสภาพ มูลเหตุ เปา หมาย และมรรควิธีแกวิกฤต ตามแนวคดิ แนวปฏิบัติ ตามธรรม ๔ ประการแลว ชาวพทุ ธยังสามารถนาหลักพุทธธรรม ขอ ปญ ญามาแกไขปญ หาทกุ ขภาวะท่เี กิดขึ้นท่ีกาย ใจของมนษุ ยไดด วย โดยอาศัย ความรู ความเขาใจในกระบวนการเกดิ ทุกขใ นจิตของมนุษยท ่เี รียกวา ปฏจิ จสมุปปาท มีอวชิ ชา สงั ขาร...ชาติ ภพ ท่ีเรยี กวา สมุทยวาระ และมีศรัทธา ปราโมทย. ...วิบตุ ิ ท่ี เรียกวา นิโรธวาระ เปน เครอ่ื งมอื แกทกุ ขจ ติ ทุกขใ จลงได ไมใ หเกิดภาวะวิกฤตขึ้นในจิตใจ หรอื จติ ใจเกดิ วกิ ฤต เพราะพษิ ของเศรษฐกิจเปนเหตุ โดยอาศัยสตสิ ัมปชัญญะเปนตัวชว ยสําคัญคอื มีสติปญ ญารูว า มนั เปน เชนนั่นเอง คอื เปนไปตามเหตุปจ จัย กระบวนทศั นใ นแกป ญหาวิกฤตกิ ารเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม สงิ่ แวดลอม๑๐ ประเทศไทยนัน้ เปน สังคมหนงึ่ ซึ่งยอมรับพระพุทธศาสนา และไดรับการหลอหลอมจากหลักธรรม คาํ สอนในพระพทุ ธศาสนามายาวนาน วิถีชีวิตของคนไทยสวนใหญตั้งแตกําเนิดจนถึงตาย จึงเกี่ยวโยง สัมพันธเปนอันหน่ึงอันเดียวกันกับพระพุทธศาสนา แตเม่ือสังคมโลกเปดกวางข้ึนท้ังในดาน สื่อสารมวลชน เศรษฐกจิ การเมืองและวัฒนธรรม จงึ เปน เหตุผลสาํ คัญท่ีนําพาใหสังคมไทยกาวเขาไปสู กระแสแหงยุคโลกาภวิ ฒั น สง ผลใหส ังคมไทยตองเผชญิ กบั ภาวะวิกฤตใิ นหลายๆ ดา น กลา วคือ ๑. วิกฤติการเมอื ง ๒. วิกฤตดิ านเศรษฐกจิ ๓. วิกฤติดานสงั คม ๔. วิกฤติดานสงิ่ แวดลอ ม พระพุทธศาสนา จึงเปนกระบวนทศั นใหมท ี่จะสามารถนาํ หลักการสําคัญที่มีอยูในพระไตรปฏกมา ประยุกตใชในการแกปญหาในแบบองครวม เพื่อจะทําใหการแกปญหาเปนไปอยางครบวงจร อันจะ สงผลดกี ับการแกไ ขปญหาวกิ ฤตติ างๆ ของสงั คมไทยตอ ไป วกิ ฤติตางๆท่ีเกิดขึ้นลว นโยงใยถึงกันเปนลูกโซ เปนปจจัยเก้ือหนุนซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดวิกฤติข้ึน ในดานใดดา นหน่ึงของสงั คมนั้นหมายถึงวา ผลพวงจากวิกฤติน้ันยอมกระทบตอระบบในสังคมน้ันดวย เชน บานเมืองปจ จุบนั เกิดภาวะวิกฤติ เพราะเปนผลกระทบจากภาวะทางเศรษฐกจิ ทรดุ ตัว นักการเมือง บคุ คลในสงั คมหวงั เพ่ือจะกอบโกยผลประโยชนเปนสวนตัวมากขึ้น ประชาชนอดอยากมากข้ึน จึงเปน ภาวะวิกฤตทิ างสงั คมเม่ือบคุ คลในสังคมมีมากข้ึนความเห็นแกตัวมากขึ้น สภาพส่ิงแวดลอมรอบตัวจึง ไมมคี นเอาใจใสดแู ลจนเกดิ เปน ภาวะวกิ ฤตทิ างสิง่ แวดลอม ถึงเวลาแลวท่ีสังคมไทยจะตองนํากระบวน ทัศนท างพระพทุ ธศาสนามาปรับใชตามความเหมาะสมกบั สถานการณตา งๆ ในขณะนี้ ๑.วิกฤติทางการเมือง ๑๐ กระบวนทศั นในการแกปญ หาวิกฤตกิ ารเมอื ง ฯ http://www.watsamrong.com/tamma๓.htm

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๕๗ ๑.๑ ปญ หาทางการเมอื ง นักการเมืองมกั มองเปนเกมสท างการเมือง เลนพรรคเลนพวก มือ ใครยาวสาวไดสาวเอา แตมักเปนไปแบบเชาชามเย็นชาม นักการเมืองสวนมากมัดทุจริตและกอบโกย ผลประโยชน ความไมสามัคคขี องนกั การเมือง แมจะหนว ยงานคอยตรวจสอบก็ตามที ก็เปนไปอยางไม เต็มท่ีนักดวยเกรงกลัวอํานาจและอิทธิพล ปญหาอีกอยางของการเมืองคือดานการดําเนินนโยบาย ผิดพลาด อันเกิดผลเสียกับสังคมและประเทศชาติ ผูบริหารประเทศยังไมไดมีการบริหารอยางเต็ม ความรับผิดชอบ ยังมีการเลนการเมืองมากเกินความจําเปนซึ่งมีผลทําใหการดําเนินนโยบายตางๆยัง ไมไ ดแ กปญ หาที่แทจรงิ ของประเทศ บางครัง้ นโยบายหลายๆ นโยบายก็ดูนาจะดี แตกลับไมไดผลเต็มที่ ซ่ึงก็มีสาเหตุมาจากการไมสามารถนํา นโยบายไปปฏิบัติกันอยาง มีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล บอย ครง้ั เปน การดําเนินนโยบายเพื่อสรางภาพใหแก สวนตน แตใหความสําคัญของประสิทธิผลนอย มาก หรอื แทบจะไมใหค วามสําคัญเลย ระบบราชการ ก็เปนอีกปญหาหนึ่งที่มีผลกระทบตอการสงออก และ อีก หลายๆ ธุรกิจ หนว ยงานตา งๆ มกี ารทํางานซาํ้ ซอนกัน ซง่ึ อนั ท่จี ริงแลว โครงสรา งของระบบราชการกไ็ ดม ีการ กําหนด ไวด ีแลว แตก ็ไปผดิ พลาดที่การปฏิบัติอีก เพราะตางคนตางพยายามสรางผลงานใหโดดเดน ในสายตา ของผูบังคับบัญชา หรือแมกระทั่งนักการเมือง จนลืมนึกถึงประชาชน แต ก็มีขาราชการระดับกลาง และ ระดบั ลางท่มี แี นวความคดิ ที่ดี ๆ แตกไ็ มม ีโอกาสท่ีจะไดแ สดงฝม อื เนื่องจากติดที่ระบบราชการท่ียัง เปนระบบศักดินา ผสมกับระบบอุปถัมภอยูตราบใดท่ีผูใหญในภาครัฐยังไมยอมรับความจริงเหลาน้ี ปญ หาของชาตไิ ทยคงมีแตก ารสญู เสียไปอยา งตอ เน่ือง ๑.๒ ผลกระทบตอ สังคมไทย ๑.ในแงของปจเจกบุคคลคนไทยยอมประสบกับความไมเชื่อม่ันในสถานะของประเทศ ไม ไวใจในขาราชการและนักการเมือง ในการบรหิ ารของคณะรัฐบาลและความมั่นคงของ ประเทศ ๒.ในแงของสังคม มุมมองโดยรวมของสังคมไทยยอมไมเปนที่ไววางใจของชาวตางชาติ เทาทีค่ วร ความเชอ่ื มน่ั ในรัฐบาลโดยรวมก็ลดลงตามลาํ ดบั ๓.ในแงของเศรษฐกิจ การบริหารดานนโยบายของรัฐบาลเปนผลโดยตรงดานเศรษฐกิจ ของประเทศ หากรฐั บาลวางแนวนโยบายผดิ พลาด ตางชาติขาดความเช่ือมั่นในรัฐบาล ยอมเกิดเปน วกิ ฤติเศรษฐกจิ ตามมาอยางแนนอน ๔.ในแงของศาสนา ปจจุบันกาํ ลังเปนปจจัยหนง่ึ ที่จะกอใหเกดิ ความขัดแยงระหวางศาสนา อนั เกิดจากการพยายามแทรกแซงกิจการพระพุทธศาสนา และพยายามลบลางความ เปนพุทธศาสนาในหนวยงานนั้นๆ ท่ีนักการเมืองบางคนเปนรัฐมนตรี ดังที่เปนขาวใน ปจ จบุ ัน ๑.๓ พระพุทธศาสนากบั การแกป ญ หาทางการเมอื ง ๑.พระพุทธศาสนา ไดกลาวถึงอธิปไตย ไวถึง ๓ แบบ คือ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ธรรมาธิปไตย โดยประการหลัง ธรรมาธิปไตยปกครองโดยเนนธรรมะเปนใหญ ใหผูนํา มีธรรมะ (มุขบุรุษท่ีดี) และประชาชนมีธรรมะ (สัมมาชน) พระสุตตันตปฎก เลม ๒๐ หนา ๑๘๖ , เลม ๑๑ หนา ๒๓๑

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๕๘ ๒.พระพุทธศาสนา เนนเสรีภาพทางจิต เปนศาสนาแรกท่ีสงเสริมสิทธิมนุษยชน มีสิทธิ พิจารณาคดั เลอื กผนู าํ มีสิทธิในดานตางอันไมก อ ความเดือดรอ นสูตนเองและผูอ่นื ๓.พระพุทธศาสนา สอนใหรจู ักความพอดีในการปฏิบัติตน และการแกไ ขปญ หาตางๆ ดวย ปญ ญา ในการดําเนนิ ตามอรยิ สจั ๔ นกั การเมอื งควรนาํ ไปปรับใชตามเหตุสถานการณ นน้ั ๆ ๔.พระพุทธศาสนา สอนใหรูจักความสุจริต ในการปฏิบัติตนสมควรแกหนาที่ รูกาล รู เวลา รหู นา ทข่ี องตน ปญ หาความยดั แยง ทางการเมอื ง ความยดั แยง ทางการเมืองทเี่ ปน ปญ หาสังคมอยางหนงึ่ นัน้ อาจจะมาจากสาเหตุหลายประการ เชน ผลประโยชนข ัดกนั ความคิดเห็นไมตรงกัน การขาดอุดมคติ ทางการเมืองที่แนนอน เปนตน ในการแกปญหาน้ี ตามทัศนะของพุทธศาสนาแลว นักการเมือง จะตอ งมีธรรมะสําหรับนักบรหิ าร นกั ปกครองซึง่ พระพุทธองคไ ดแสดงวา เปนคณุ สมบัติของนักปกครอง หรอื ผูบ ริหารปรากฏในพระคมั ภรี ศ าสนาหลายแหงดวยกัน แตในท่ีน้ีจะขอนํามากลาวเฉพาะที่ทานได แสดงไวใ น อรรถกถาอฏั ฐกนบิ าตอังคุตตรนิกาย มีใจความวาผูปกครองหรือนักบริหารน้ันจะตองทํานุ บํารงุ ประชาราษฏรด วยหลักธรรมท่เี รยี กวาราชสงั คหวัตถุ ๕ ประการ คอื ๑. สัสสเมธะ ฉลาดสามารถในการบาํ รุงเกษตรกรรมและกสกิ รรมเปนตน อนั เปนธัญญาหาร ใหเกดิ ผลผลติ ทด่ี ี มกี ารสงเสริมการเกษตรและกสิกรรมใหอุดมสมบูรณ อันจะเปนประโยชนพ้ืนฐานท่ี สําคญั ย่ิงในการพัฒนาประเทศทางดานเศรษฐกจิ ๒. ปรุ สิ เมธะ ฉลาดสามารถในการบํารุงคน สงเสริมคัดเลือกคนมาทํางานใหเหมาะสมกับ ความรูความสามารถของเขาและการงานที่จะทาํ นน้ั ๆ พรอมท้งั จดั สวสั ดกิ ารใหด ี เปนตน ๓. สัมมาปาสะ ผูกประสานสงเคราะหประชาชนพลเมืองบวงคลองใจคน คือการดูแลสุข ทุกขของประชาชน สงเสริมอาชีพ เชน จัดทุนใหคนยากจนยืมไปสรางตนในทางพาณิชยกรรมหรือ ดาํ เนนิ กิจกรรมตาง ๆ ไมใหเกิดความเล่ือมลํ้าหรือชองวางจนแตกแยกกัน ซ่ึงเปนการทําใหจิตใจของ ประชาชนเล่อื มใสในผปู กครอง ๔. วาชเปยยะ พูดจาดวยถอยคาํ ไพเราะออ นหวานดดู ดม่ื ใจ รูจักพูดรูจักชี้แจงแนะนํา รูจัก ทกั ทายถามไถท กุ ขส ขุ ของประชาชนทุกชั้น ดวยอัธยาศัยไมตรีท่ีดี ดวยถอยคําที่ประกอบดวยเหตุผล ท่เี ปน หลกั ฐานมีประโยชน เปนทางแหงการสรางสรรคแกไขปญหาเสริมความสามัคคีทําใหเกิดความ เขาใจดี ความเชอ่ื ถือและความนิยมนบั ถอื ๕. นิรัคคฬะ บริหารประเทศชาติใหอยูเย็นเปนสุข โดยปองกันและบําราบโจรผูราย ให ประชาชนนอนตาหลบั โดยยึดหลักการที่วา \"ความสุขของประชาชนคือยอดปรารถนาของตน\" และ ในทีฆนิกายปาฏิกวรรคก็ไดแสดงไววา ผูบริหารหรือนักปกครองที่ดีนั้น เมื่อปฏิบัติหนาท่ี พึงเวน ความลาํ เอียง (อคต)ิ หรือความประพฤตทิ ่ีคลาดเคล่ือนจากธรรม ๔ ประการ ๑. ฉนั ทาคติ ลาํ เอียงเพราะชอบ ๒. โทสาคติ ลําเอยี งเพราะชงั ๓. โมหาคติ ลําเอยี งเพราะหลงหรอื เขลา ๔. ภยาคติ ลาํ เอยี งเพราะขลาดกลวั

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๕๙ นอกจากนี้ มีความประพฤตดิ เี ปน แบบฉบับในการดํารงชีวิตของนักปกครองเพราะการปกครองที่ดีคือ การใหแบบอยางที่ดี ความตรงความคดของนักปกครองมีอิทธิพลตอความประพฤติของประชาชน ความซ่ือตรงของประชาชน ข้ึนอยูกับความซื่อตรงของนักปกครอง การแกความคดของสวนใหญจึง ตอ งเริม่ มาจากฝา ยปกครอง ความสัมพนั ธระหวางบุคคล ๒ ประเภทน้ี พระพุทธเจาตรัสยกตัวอยาง ไวในโพธริ าชชาดก ขุททกนิกายวา \"เม่อื ฝูงโคกําลังขา มแมน ้ํา ถา โคจา ฝูงไปคด โคนอกนั้นก็คดตาม ในหมูมนุษยก็เชนเดียวกัน ถาผูไดรับสมมติใหเปนหัวหนาเปนผูปกครองไมเปนธรรม คนนอกนั้นก็ประพฤติไมเปนธรรม ดังนั้น เมอื่ ผูปกครองประพฤตไิ มเปน ธรรม ชาวเมืองก็พลอยทุกขกันไปทว่ั โดยนยั ตรงกันขาม เม่ือผูปกครอง ทรงไวซง่ึ ธรรม ชาวเมอื งกเ็ ปน สขุ กันไปทัว่ \" ๒.วิกฤตดิ านเศรษฐกิจ คนเราเม่ือเกิดมาแลว จะสามารถดําเนินชีวิตประจําวันไปไดอยางมีความสุขความเจริญ ตลอดทัง้ ประสบความสาํ เร็จในดานตา ง ๆ ของชีวิต จําเปนตองอาศัยเครื่องอุปโภคบริโภคนานาชนิด อยางนอยก็ตองอาศัยปจจัยส่ี คือ อาหาร เสื้อผา ท่ีอยูอาศัย และยารักษาโรคและก็ตองมีอยาง เพยี งพอท่ีเรยี กวา อยูดีกินดีถาแตละคนมีการอยูดีกินดี ก็ยอมจะทําใหสังคมมีความมั่นคง แตถาแต ละคนซง่ึ เปนสมาชิกของสงั คมสวนใหญมีความเดือนรอนในเร่ืองการกินดีอยูดี ก็ยอมจะเปนสาเหตุนํา ความออ นแอมาสูสังคม สงั คมยอ มมีแตค วามเดือดรอน เปนหน้ีเปนสินกันมาก มีการทําผิดกฏหมาย บานเมืองมีโจรผูรายมากขึ้นปรากฎการณทางสังคมเชนน้ี สาเหตุที่แทจริงก็เน่ืองมาจากปญหา เศรษฐกจิ อนั เปน ปญ หาทสี่ าํ คัญย่งิ ในชีวติ ประจาํ วนั ของมวลมนษุ ย ซ่ึงมนุษยตองด้ินรนในแตละวันก็ ไมใ ชอืน่ ไกลก็เพื่อปากเพือ่ ทอ งทีเ่ รียกวา ทาํ มาหากนิ นัง่ เอง ๒.๑ ปญ หาดานเศรษฐกิจ ๑) ปญหาการต้งั เนื้อต้ังตวั ไมไ ด มีคนเปนจํานวนไมนอยท่ีเผชิญกับปญหาน้ี บางคนแมมี หนา ทก่ี ารงานทาํ แลว บางคนจบการศกึ ษาเปน ผใู หญแ ลว บางคนถงึ กบั แตงงานแลว บางคนมีงานทํา ไดร บั เงนิ เดอื นมากพอสมควรแตกไ็ มสามารถสรา งเน้ือสรา งตัวในทางเศรษฐกิจได บางคนแมมีอายุมาก ถงึ วัยกลางคนแลว หรือบางคนแมเ กิดในตระกูลทร่ี ํา่ รวยแตกย็ งั ไมส ามารถยืนอยูดวยลําแขงของตนเอง ในทางเศรษฐกิจได และบางคนเคยมีฐานะทางเศรษฐกิจอยางไร แมกาลเวลาจะลวงเลยไปหลายปก็ ตาม กย็ งั คงสภาพฐานะเดิม ไมส ามารถยกฐานะทางเศรษฐกิจของตนใหสูงข้ึนกวาเดิมได บุคคลตาง ๆ ดังท่ีไดยกตัวอยางมานี้เปนผูเผชิญกับปญหาการตั้งเนื้อตั้งตัวไมไดท้ัง ๆ ท่ีสภาพแวดลอมภายนอก และตวั เองก็สูงวยั พอสมควร นาจะประสบความสําเรจ็ มากกวา นี้ ปญหาการต้งั เนอ้ื ต้งั ตวั ไมไ ดนาจะลด นอ ยถอยลงมากกวา น้ี แมมีครอบครัวแลวก็ตองพึ่งพาอาศัยผูอ่ืนอยู หรือโตแลวก็เหมือนไมโต ชนิดที่ เลยี้ งไมรจู กั โต สําหรับปญหาดงั กลา ว ไดม หี ลักคําสอนในทางพทุ ธศาสนา ซ่งึ เปนธรรมะเก่ียวกับหลัก เศรษฐกจิ สว นบคุ คลและครอบครวั ถาไดน ําเอาไปเปน แนวทางแหงการประพฤติปฏิบัติอยางจริงจังและ จริงใจในชีวิตประจําวันแลว ก็เช่ือไดวาจะสามารถแกไขปญหาการต้ังเน้ือต้ังตัวไมไดอยางแนนอน หลักธรรมดังกลาว มีดงั นี้

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๖๐ ๒) ปญหาการกระจายรายได ปญหาทางเศรษฐกิจที่สําคัญมากเปนปญหาหน่ึงก็คือ ชองวา งระหวา งคนรวยกับคนจน คนรวยก็รวยเหลอื เกนิ สวนคนจนก็จนมากเหลือเกิน หรือคนร่ํารวย มจี าํ นวนนอ ยแตม ีรายไดมาก ขณะเดยี วกนั คนจนมีจาํ นวนมากและมรี ายไดต่ํามาก เมื่อความเหลื่อม ล้ําทางเศรษฐกิจมีเชนน้ี ก็ยอมทําใหคนจนมีความเดือนรอนเปนทุกขและก็มีโอกาสที่จะยากจนมาก ยิง่ ขน้ึ เมอื่ อยากจะทาํ อะไรกม็ กั จะติดขัดกลายเปน อุปสรรคเปน ปญหาไปเสยี หมด และโอกาสที่จะตอง กูหนี้ยืมสิ้นก็มีมากข้ึน ความยากจนก็ดี การกูหนี้ยืมสินก็ดี ลวนแตเปนสาเหตุแหงความเดือดรอน ท้งั สน้ิ ๓) ความขดั แยง ระหวางนายจา งกบั ลกู จา ง ในการทํางานตาง ๆ เพ่ือใหไดมาซ่ึงของกลาง คือ เงินไวจับจายใชส อยบาํ บดั ทุกขบาํ รุงสขุ เมื่อมีงานทาํ กย็ อมจะไดเงนิ เปนคา ตอบแทน ดังคําขวัญ ท่ีวา \"งานคือเงนิ เงนิ คอื งาน บันดาลสขุ \" ก็ยอ มมีผทู เ่ี ปนเจาของงานในฐานะนายจาง และผูทํางาน ในฐานะลูกจาง นานจา งกับลกู จา งน้ี ก็มักจะมีปญ หาขัดแยงกนั อยูบอยครั้ง สาเหตุความขัดแยงอาจมี มากมายหลายอยาง เชน ลูกจา งไมส นใจและรับผิดชอบตอหนา ท่ีการงานเทา ที่ควร ขาดประสทิ ธิภาพ ในการทํางานหรือมีผลงานออกมาไมเปนท่ีพอใจของนายจาง สวนนายจางก็อาจจะไมปฏิบัติตาม กฎหมายแรงงาน นายจางใชวิธีปกครองลูกจางไมเปนธรรม หรือไมเขาใจชีวิตจิตใจของลูกจางที่ ตองการเรียกรองใหขึ้นคาจางเน่ืองจากคาจางต่ําไมเพียงพอตอการครองชีพและนายจางไมยอมขึ้นให เลานี้ เปน ตน ทาํ ใหเกดิ ความขดั แยงข้ึนสังเกตไดวาความขัดแยงตาง ๆ ถาฝายหน่ึงไดอีกฝายหนึ่งมัก เสีย เชน ถานายจางข้ึนคาแรงคาจางแกลูกจางนายจางก็จะรูวา เปนการเสีย เพราะตนทุนสูงข้ึน เปน ตน แตค วามขัดแยง สว นมากเกิดขึน้ เนื่องจากลูกจางรูสึกวา ถูกนายจางเอาเปรียบหรือปฏิบัติโดย ไมเปนธรรม ลูกจางจึงมีการรวมกลุมกันข้ึนเพ่ือเรียกรองสิ่งท่ีลูกจางตองการทําใหเกิดสมาคมลูกจาง และการนัดหยดุ งาน เปนตน เพ่ือใหมีกาํ ลังตอรองกับนายจางในการเรียกรองสิ่งตาง ๆ ท่ีตนตองการ มีการรวมกาํ ลงั ลกู จางเพื่อเจรจาตอรองกับนายจางและใชวิธีการตาง ๆ เชน นัดหยุดงานก็เพื่อใหเกิด อํานาจการเจรจาตอรอง กลาวคือ ถาอํานาจการเจรจาตอรองของฝายใดมากวาก็จะมีสิทธิมีเสียง มากกวา ในการเจรจา ดวยเหตุน้ี ความขัดแยงจึงมักจะเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะในการอุตสาหกรรม และสาขาอื่น ๆ นอกจาการเกษตร การหยุดงาน หรือการทําลายซ่ึงกันและกัน จึงเปนเหตุการณ ธรรมดา ในระบบเศรษฐกิจ เปนการทําใหส้ินเปลืองทรัพยากรมนุษย ตลอดทําใหเกิดการสูญเสีย ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไปอยา งนา เสียดายเมือ่ มกี ารหยุดงาน ๔) ปญหาโจรผรู า ยชุกชุม โจรผรู า ยปลน ทรัพยส นิ ของผูอื่น นอกจากเปนผูทําผิดกฎหมาย บานเมืองเปนอาชญากรนําความเดือนรอนมาสูสังคมแลวยังเปนผูประพฤติผิดศีลธรรมและทําลาย เศรษฐกจิ ของชาติอกี ดว ย เพราะเปนผูเบียดเบียนเจาทรัพยและถวงความเจริญ คือ นอกจากตัวเอง จะไมประกอบสัมมาอาชีวะแลว ยงั ขดั ขวางผอู นื่ ซง่ึ ทําการประกอบสัมมาอาชีวะเพ่ือประโยชนและความ เจรญิ ของบานเมอื งการแกป ญ หาโจรผูรา ย จะตอ งแกใหถูกจุดและผูท่ีจะแกไขไดดี ไดแกผูเปนหัวหนา ฝูงชนผปู กครองหรือผบู ริหารบา นเมืองโดยจะตอ งแกไ ขท่ปี ญหาเศรษฐกิจ ๒.๒ ผลกระทบตอสังคมไทย ๑. ในแงของปจเจกบุคคล คนไทยยอมกินอยูอยางแรนแคนอดอยาก ไมสามารถตั้ง ตนได เปนตนไมส ามารถจะกระทาํ อะไรตามทตี่ อ งการ

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๖๑ ๒. ในแงของสงั คม ยอมกอใหเ กดิ ชองวางเหลื่อมลา้ํ กันระหวา งคนรวยกับคนจนเปน ภาระของสงั คมท่จี ะตองใหค วามชวยเหลอื กอใหเกดิ ความลา ชา ในการพฒั นา ประเทศ กอ ใหเ กิดความเหลื่อมลํา้ ทางเศรษฐกิจ และความไมมน่ั คงทางสังคม กอใหเกิดปญ หาสงั คมอ่นื ๆ ตามมาเชน ปญ หาอาชญากรรม เปน ตน ๓. ในแงของการเมอื ง เศรษฐกจิ ของชาตยิ อมเปนตัววัดคณุ ภาพของประเทศ คุณภาพ ของนกั ปกครอง คุณภาพของประชาชน และการใหความเช่อื มน่ั ระหวา งประเทศ ๒.๓ พทุ ธศาสนากับการแกปญหาเศรษฐกิจ จุดประสงคของเศรษฐกจิ นน้ั กเ็ พ่ือบําบดั หรือสนองความตองการของมนุษยใหเกิดความม่ัง คง่ั สมบรู ณด วยโภคทรัพย หรือจะกลาวอยางงาย ๆ ก็เพอ่ื ใหประชาชนมีการอยูด กี นิ ดี หรอื มีมาตรฐาน ในการครองชีพสงู ข้นึ ในทางเศรษฐกิจถือวา ย่ิงมีการอยูดีกินดีดวยเครื่องอุปโภคบริโภคมากเพียงใด ชีวิตยอ มมีความสุขและสะดวกสบายมากเพียงนั้น แตพุทธศาสนาแบงความสุขออกเปน ๒ ประเภท ใหญ คือ โลกิยสุข และโกุตตรสุข โลกิยสุข เปนความสุขของปุถุชนหรือฆราวาสผูครองเรือน เปน ความสุขที่พัวพันกับทรัพยสมบัติและวัตถุกามตาง ๆ เปนประเภทอามิสสุข คือสุขท่ีเจือดวยอามิส สิง่ ของ ความสุขทางเศรษฐกจิ ก็จัดอยใู นความสุขประเภทนี้ เพราะเปนความสขุ ของการแสดวงหาและ ไดส่ิงของมาบําบัดความตองการ สวนโลกุตตรสุขเปนความสุขของผูสิ้นกิเลสอาสวะ และสําเร็จ อรหตั ผลแลว เปนความสขุ ท่เี ทีย่ งแท ย่งั ยืน ไมพวั พนั อยูกบั วัตถุกามหรืออารมณกามใด ๆ เปนประเภท นิรามิสสุข หรือสุขไมเจือดวยอามิส ซึ่งเปนความสุขท่ีเกิดข้ึนไดจากการบรรเทาความตองการหรือ ทะยานอยากเสียได เปนความสุขที่เกิดขึ้นจากากรใหเสียสละ จะกลาววาเปนหลักเศรษฐกิจชั้นสูง ในทางพุทธศาสนาก็ได ๒.๓.๑ หลกั ของการพออยพู อกนิ ในพระพทุ ธศาสนา ๑) ทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชนปจจุบัน หรือหลักสรางความสําเร็จทันตาเห็น บางทีทาน เรยี กวา หัวใจเศรษฐี (อุ.อา.กะ.สะ.) อันเปนคําสอนใหตั้งเน้ือตั้งตัวไดในทางเศรษฐกิจ ๔ ประการ คือ (๑) ตองมีความหมั่น คือ มีความขยันหม่ันเพียรในการปฏิบัติหนาที่การงาน ประกอบ อาชพี อนั สุจรติ รูจักใชป ญ ญาความสามารถจดั การดาํ เนนิ การไปใหไ ดผ ลดี ซ่ึงเปนทางใหไดทรัพย ขอ นตี้ รงกบั หลักเศรษฐกจิ ขอแรกคือ Production หลักผลติ กรรม ๒) ตองการรักษา คือ ตองรูจักเก็บคุมครองทรัพย หนาท่ีการงานและผลงานที่ตนไดมา หรอื ไดทาํ ไวดว ยความขยันหมั่นเพียรน้นั ไมใหเปน อันตรายหรือเส่ือมเสียโดยเฉพาะ ถาเปนทรัพย ก็ ตอ งยิ่งรูจกั เกบ็ ออม ขอ นี้ตรงกับหลกั Saving หลกั เกบ็ ออม ๓) ตอ งเลือกคบคนดีเปนเพ่ือน คือ เลือกคบแตสุหทมิตร ไดแก มิตรแท เพื่อนจริง ท่ีมี อปุ การคณุ สมานสขุ ทุกข แนะนําประโยชนใ หแ ละมีความรักใครจ รงิ ใจ ถาดาํ เนินธุรกิจเปนบริษัทหรือ สหกรณ ก็จําเปน ตองเลือกสมาชิกทดี่ ี ตรงกับหลัก Cooperation หลกั สหกรณ ๔) ตอ งมีความเปนอยูเหมาะสม คือ รูจักกําหนดรายไดและรายจาย เล้ียงชีวิตแตพอดีมิให ฝดเคืองหรือฟุมเฟอย ตรงกับหลัก Household Budget งบประมาณประจําบานหรือการวาง แผนการใชจ า ยประจาํ ครอบครวั นนั่ เอง

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๖๒ ๓. วกิ ฤติดา นสงั คม สภาพของสังคมไทยปจจุบัน นับวันยิ่งเลวรายลงทุกที ตลอดท้ังปญหาทางดานสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และจริยธรรม ในดานการสรรคสรางคุณงามความดีที่เปนประโยชนตอตัวเอง และสังคมก็หาไดยากมากผิดกับเม่ือ ๑๐-๒๐ ปที่แลว การปฏิบัติตนของคนในสังคมปจจุบันมีแต สภาพของความเห็นแกตวั เอาแตได ไมมีจิตใจเอื้อเฟอตอกัน โดยเฉพาะสังคมในกรุงเทพฯ สังคมไทย เปนสังคมของพระพุทธศาสนา แตการอบรมส่ังสอนเยาวชนของชาติในดานจริยธรรมลดนอยลงหรือ อาจจะหายไปในบางท่ี ในรัว้ มหาวิทยาลัย เมืองไทย ในอดีตเคยไดช่ือวาเมืองแหงพระพุทธศาสนา เปนสยามเมืองย้ิม ประชาชนหนาตาเบิกบาน ไมเครงเครียดเหมือนในปจจุบัน สภาพจริยธรรม ศีลธรรมในสังคมไทยปจจุบัน ไมวาสังคมจะมีสภาพทางสังคมมากนอยเพียงใด แตในทุกสถาบันก็มี ปญหาดว ยกันแทบท้งั สน้ิ ๓.๑ ปญหาของสังคม ๑) ปญ หาความแตกราวในครอบครัว ครอบครวั นับวาเปนสถาบันมูลฐานของสังคม สมาชิก ของสังคมทุกคน ก็ถือกําเนิดเกิดกอจากแตละครอบครัวน่ันเอง และเปนสภาพแวดลอมที่ใกลตัวคน มากทส่ี ดุ ถาสัมพันธภาพ หรอื สภาพครอบครวั ท่ีดี ไมพิการ หรอื แตกรา วปญ หาทางสังคมอ่ืนๆ เชน การ หยารางคนจรนดั หรอื โสเภณี ศีลธรรมเส่อื ม เปนตน ซ่ึงเปนปญหาสังคมที่จะมีผลกระทบตอสังคมโดย สวนรวมจะไมเกิดข้ึน เพราะฉะน้ันปญหาความแตกรัวในครอบครัว จึงนับวาเปนปญหาสังคมทีสําคัญ มากทจี่ ะตอ งไดรับการแกไ ขอกี หลาย ๆ ฝาย โดยรวดเรว็ และถูก จึงนับวาเปนปญหาสังคมท่ีสําคัญมาก ที่จะตองรับการแกไขจากหาย ๆ ฝาย โดยรวดเร็วและถูกตองเพ่ือผลประโยชนตอการอยูรวมกับของ ครอบครวั และสังคมโดยสวนรวม ๒. ปญ หาอาชญากรรมและทรุ กรรมตาง ๆ ซึง่ เกิดขึ้นเปนประจาํ วันในชีวติ คือความเปนอยูใน ปจ จุบนั นนั้ อาจจะเกิดมาจากหลายสาเหตหุ ลายประการ เชน สันดานเปนอาชญากร ปญ หาเศรษฐกจิ สังคม ครอบครัว สง่ิ แวดลอม เปนตน ๓. ปญหาศลี ธรรมเส่อื ม ปญ หาขอน้ีจุดสําคัญที่ตัวเองของบุคคลแตละบุคคล เพราะตัวเอง แตล ะคนมกั จะวางเฉยตอศีลธรรมดังน้ันจะเห็นไดวาผูที่ประพฤติผูท่ีประพฤติทุจริต เชน พวกขโมยก็ ไมอ ยากใหใครมาขโมยพวกตนตอไป พอคาทข่ี ดู เลือดขดู เนื้อประชาชนก็ไมอยากจะใหขาราชการมาใช อํานาจนอกหนาทข่ี ูดรีดเน้ือตน สามที ตี่ บตีภรรยาไดทุกวัน ๆ มีเพ่ือบานมาระรานกัน ขาราชการไมมี ความปราณี เจาทีไ่ มยุตธิ รรม นีเ้ ปน ความจริงซึ่งสามารถพิจารณาเหน็ ไดใ นสงั คมทกุ วันน้ี

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๖๓ ๔. ปญหาโสเภณี ปญหาโสเภณนี ับวา เปน ปญหาสังคมทสี่ าํ คญั ปญ หาหน่ึงในสังคมอารยะทุก สังคม ลวนมีหญิงโสเภณีเหมือนกันหมดส้ิน จึงกลาวไดวาหญิงโสเภณีเปนผลิตผลทางสังคมและก็ กลายเปน ปญ หาสงั คม เหตทุ ี่หญงิ โสเภณมี กั อา งในเมื่อถูกซกั ถามถงึ เหตุทตี่ อ งมาเลี้ยงชพี แบบนี้ คือ ๑) ชีวติ ทางครอบครัว มสี ภาพไมม นั่ คง ซ่งึ อาจจะเกดิ ขึ้นเพราะพอแมไมร บั ผิดชอบเต็มที่ หรอื อาจเกดิ ขึ้นจากความเสอ่ื มโทรมทางจติ ใจกไ็ ด ๒) ชีวิตการแตง งานไมร าบร่ืน เมื่อหยารางกบั สามี ตองเล้ียงตนเอง เม่อื ไมรวู า จะหาวธิ ีใดเล้ยี งชพี จึงตอ งหากินทางนี้ ๓) ประสบปญหาทางเศรษฐกจิ ในครอบครัว ตองทํามาหากินแบบน้ี เพราะถือวา จะชว ยผดงุ ฐานะทางเศรษฐกิจของบา นได ๔) เหตผุ ลสว นตวั บางอยา ง ๕) เพราะถูกหลอกลวงไปโดยอางวา จะใหไปทาํ งานรบั จางอยางใดอยา งหน่งึ แตแลว ถูกบงั คบั ใหขายตวั เลยกลายเปนโสเภณีไป ๖) เพราะปญหาวางงาน ก็เลยหันมาประกอบอาชีพน้ี ๗) เพราะคบเพอ่ื นไมด ี เลยถูกเพอ่ื ชักชวนไปทาํ งานประเภทบริการอ่นื ๆ กอ น แลว ในทสี่ ดุ ก็ กลายเปนบรกิ ารทางเพศ ๘) เพราะผูปกครองหรือพอแมบ างคนยนิ ยอมทจี่ ะใหไ ปกระกอบอาชีพเชนนั้น เปนตน สาเหตุตา ง ๆ ตามท่ยี กมากลาวพอเปนตัวอยางขา งตน นี้แหละทที่ าํ ใหเ ดก็ เยาวชนหรือเดก็ หญิง ตัวนอ ย ๆ อายุ ๑๒-๑๘ ตองกลายเปนโสเภณีที่มชี ีวติ จมปลักหมักหมมอยูในหวงอเวจี ไมม ีอสิ ระในตัว โสเภณบี างคนถกู บงั คับใหท ํางานชนิดไมไดพ ักผอ นหลับนอนเพียงพอท้ังไมใหลา ไมใ หหยดุ หรอื ไมใ ห มาสาย จนสุขภาพรา งกายทรดุ โทรม รางโรย ตายดานต้ังแตเ ยาวว ยั ผลตอบสนองทสี่ ังคมไดรบั จาก หญิงโสเภณี จนกลายเปนปญ หาสังคมน้นั มีหลายประการ เชน ๑) การแพรเชื้อโรค ผูหญิงโสเภณี เปนผูสําสอนทางเพศยอมเปนบอเกิดแหงกามโรคและ โอกาสที่จะแพรเ ชือ้ กามโรคใหแกผูชายท่ีไปเท่ียวผอนคลายความกําหนัดไดเปนอยางมากและงายดาย เชน โรคเรมิ แผลรมิ ออ น ฝมะมวง หนองในเทียม ซิฟลสิ โดยทีส่ ุดแมแตเช้อื เอดส ๒) ทําลายความมนั่ คงของครอบครัวไปติดกามโรคมา ก็อาจจะนําเช้ือมาเผยแพรใหสมาชิก ของครอบครวั แทนที่จะติดโรคคนเดียวก็กลายเปนสองคนหรือสามคน นอกจากจะเสียเงินไปเปนคา บาํ รงุ บําเรอใหโสเภณแี ลวก็ตอ งนําเงนิ ทองมาใชจ ายเปนคา ยารักษาโรค เปน จํานวนมิใชเล็กนอยแทนท่ี จะไดนําเงินนั้นไปใชจายบํารุงความสุขแกครอบครัว และบางทีถึงกับครอบครัวแตกสลายลงเพราะ ภรรยาฟอ งหยากับสามใี นเรอื่ งเชน น้ี มกั มีปรากฏใหเห็นอยูบอยครั้ง หรือบางทีก็เกิดเปนการทะเลาะ กนั เกดิ ระหองระแหงภายในครอบครวั ขาดความไวว างใจกันในระหวางคูครอง สมาชิกของครอบครัว ขาดความอบอุนและมีปมดอยเปนการทําลายบรรยากาศความสุขในครอบครัวได ซึ่งก็เปนการบอน ทาํ ลายความมนั่ คงของครอบครัวอนั เปน สถาบนั พ้ืนฐานท่สี ดุ ของสงั คมน่ันเอง

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๖๔ ๓) เปน ตนเหตทุ ําลายศลี ธรรมจรรยาอันดีงามของสตรี เพราะผูหญิงหรือสตรีโดยท่ัว ๆ ไป จะตอ งเปน ผมู ีความละอาย มกี ิรยิ ามารยาทเรียบรอ ยสมเปนกุลสตรี แตคุณธรรมจรรยาดังกลาวจะหา ไดยากมากในพวกผหู ญิงโสเภณี มแี ตจ ะเปน ทีป่ รากฏโดยท่ัวไปวา หญิงพวกน้ีมีความละอายนอยขาด จรรยา มารยาท่ีดีงามและมีความประพฤติช่วั ชากักขฬะหยาบโลน ๓.๒ พระพทุ ธศาสนากับการแกไ ขปญหาสังคม ๓.๒.๑ ปญ หาความแตกรา วในครอบครวั อาจจะมาจากสาเหตุหลายอยาง เชน สาเหตทุ าง เศรษฐกจิ บาง สขุ ภาพอนามัยบาง สงิ่ แวดลอ มบางและสาเหตุท่ีสาํ คญั ท่สี ดุ ก็คือ การบกพรองใน หนา ทีข่ องบุคคล ไมคนใดก็คนหน่ึง หรอื เกดิ บกพรองพอ ๆ กัน สาเหตเุ หลา น้ีนาจะเปน บทเรยี น สําหรบั ผจู ะมชี วี ิตครอบครวั ควรจะไดพิจารณาขอ คดิ บางประการกอ นจะตัดสินใจแตงงาน กลา วคือ ๑) ท้ังฝายชายและฝายหญิง จะตอ งมคี วามรักความเขา ใจซึง่ กนั และกนั ๒) จะตองมีความมนั่ คงในทางการเงนิ ๓) จะตอ งพรอมท่จี ะอดทนในการเผชิญตอ ความยุง ยากอนั จะพงึ มขี ึน้ ๔) จะตองไมมีปญ หาในเร่อื งสถานทอ่ี ยหู รอื บานพัก ๕) ทั้งสองฝา ยจะตองแสดงความจรงิ ใจตอ กัน ๖) จะตอ งมคี วามสมบูรณแ หง สุขภาพและการสนองความตองการทางเพศ ทัง้ น้ีเพราะปญหาท่จี ะ นําไปสูก ารแตกราวในครอบครัวโดยเฉพาะการหยา รา งอันเกิดจากทางฝายสามี ทางพทุ ธศาสนาได กลา วไวใน สงั ขปตตชาดกวา มี ๘ อยา ง คือ ๑) สามี เปนคนเข็ญใจ ๒) สามเี ปน ข้ีโรค ๓) สามีเปนคนแก ๔) สามีเปนคนข้ีเมา ๕) สามีเปนคนโฉดเขลา ๖) สามีเปนคนเพกิ เฉย ๗) สามไี มทาํ มาหากนิ ๘) สามหี าทรพั ยมาเลย้ี งดูไมไ ด สาเหตจุ ากปญ หาสงิ่ แวดลอมนน้ั กอ็ าจจะแกไ ดโดยการงดจากอบายมุข (เหตุยอยยับแหงโภค ทรัพย) ๔ ประการดังกลาวไวน้ัน โดยเฉพาะขอท่ี ๔ การเวนจากการคบคนชั่วเปนมิตรสหาย แลว พยายามเลือกคบแตเพื่อนท่ีดีท่ีเปนกัลยามิตร เพราะเพื่อนนั้นนับวาเปนสิ่งแวดลอมใกลตัวท่ีอิทธิพล และมคี วามสําคัญมาก คนทีไดด มี ีความสําเรจ็ ในชีวติ ไดนั้นก็เพราะมีเพื่อนดี หรือคบแตเพื่อนดีน่ันเอง ดงั ท่ีกลา วกันวา \"คบคนดีเปน ศรีแกตัว\" จะรไู ดอยา งไรวา เพอ่ื นดที ่จี ัดเปนกัลยาณมิตรน้ัน มีลักษณะ อยางไร พระพทุ ธเจา ไดทรงกําหนดลักษณะของมติ รทีด่ ีและช่ัวไวมนทีฆนกิ าย ปาฏิกวรรควา ลักษณะ ของเพ่อื นทีด่ ี หรอื เพื่อนแท มี ๔ ประการคือ ๑) เพอื่ นทม่ี อี ปุ การะ ๒) เพอ่ื นทีร่ วมสขุ รว มทกุ ข ๓) เพ่อื นท่แี นะนําประโยชน ๔) เพื่อนท่ีมีความรกั ใคร ๓.๒.๒ สาเหตมุ าจากการบกพรองในหนาท่ี อาจจะแกไ ดโ ดยการรักษาหนาท่ีของตนใหดี ท่สี ุด พอบานแมเ รือนตางก็มีหนาทีร่ บั ผิดชอบดงั ทีพ่ ระพทุ ธองคไ ดต รสั เอาไวใน ทฆี นิกายปาฏิกวรรค

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๖๕ ในฐานะของผูเปนสามี ก็ตองทําหนาที่ท่ีพึงทําตอภรรยาดังน้ี เชน ยกยองใหเกียรติสมฐานะท่ีเปน ภรรยา ไมแสดงอาการดหู มนิ่ เหยยี ดหยามภรรยา ไมเกี่ยวของกบั สตรอี ื่นในทางประเวณี เปนตน สวนผูเปนภรรยา ก็ตองทําหนาที่ที่พึงทําเปนการอนุเคราะหสามีดังนี้ เชน จัดการงาน ภายในบานในฐานะที่ตนเปนแมบานใหสะอาดเรียบรอย สงเคราะหญาติมิตรท้ังสองฝายดวยดี ไม ประพฤติกรรมอันเปนขาศึก ตอความเปนภรรยาสามี ไดแก การเกี่ยวของกับชายอื่นในทางชูสาว หรือไมหึงหวงจนเกิดเหตุ เปนตนพรอมกันน้ันก็จะตองนําเอาหลักธรรมสําหรับการครองเรือน คือ ฆราวาสธรรม ๔ ประการ มาใชต อกันในบา นดวย ดงั นี้ ๑. สัจจะ ความจรงิ ใจ คือ ซอ่ื สัตยตอ กัน ท้งั จริงใจ จรงิ วาจา และจรงิ ในการกระทํา ๒. ทมะ ฝก ตน คือ รูจ กั ควบคุมจติ ใจ ฝก หดั ตดั นิสัยแกไ ขขอบกพรอ งขอ ขัดแยง ปรบั ตัวปรับใจ เขา หากัน ๓. ขันติ อดทน คือ มีจติ ใจเขมแขง็ หนกั แนน ไมววู าม ทนตอ ความลวงลํา้ กลา้ํ เกนิ กนั และ รวมกนั อดทนตอ ความเหน่ือยยาก ลําบากตรากตราํ ฝา ฟน อุปสรรคไปดว ยกัน ๔. จาคะ เสียสละ คอื มีนา้ํ ใจ สามารถเสยี สละความสขุ สําราญ ความพอใจ สว นตนเพอื่ คูครองได เชน อดหลบั อดนอนพยาบาลกนั ในยามเจบ็ ไข เปนตน ตลอดจนมีจติ ใจเอื้อเฟอ เผื่อแผต อ ญาตมิ ิตรสหายของคคู รองไมในแคบ ฝายพอบานหรือสามี ก็จะตองเปนผูเห็นใจแมบานหรือภรรยาเปนกรณีพิเศษดวย ท้ังนี้ เพราะสตรีมคี วามทุกขอันเปนลักษณะเฉพาะตัวอีกสวนหนึ่งตางหากจากผูชาย ซ่ึงสามีจะตองเขาใจ และพงึ ปฏิบัติดว ยความเอาใจใสเห็นอกเห็นใจดวย เชน ผูหญงิ ตองจากหมญู าตมิ าอยกู บั ตระกลู ของสามี ท้ังท่ีเปน เดก็ สาว สามคี วรใหค วามอบอนุ ใจ ผหู ญิงมรี ะดู ซง่ึ บางคราวกอ ปญหาใหเกิดความแปรปรวน ทั้งจติ ใจและรางกาย ฝา ยชายควรเขา ใจ ผูหญิงมีครรภ ซึ่งยามน้ันตองการความเอาใจใส บํารุงกาย ใจเปนพิเศษ เปนตน สมาชกิ ครอบครัว ไมใ ชม แี ตสามภี รรยาเทา นน้ั สมาชกิ ทส่ี ําคัญอีกจําพวกหนึ่งก็ คือลูก ๆ ผูที่เปนพอบานแมบานหรือเปนพอแมจะตองรักษาหนาที่ของตนท่ีจะตองมีตอลูกโดยปฏิบัติ หนา ทนี่ นั้ ใหดีท่ีสดุ และยุติธรรมกบั ลูก ๆ ทุกคน หนาที่ของพอแมน้ัน พระพุทธองคไดตรัสแนะเอาไว ในทีฆนิกายปาฏิกวรรค ดังนี้ เชน หามไมใหลูกทําชั่ว แนะนําใหลูกต้ังอยูในความดี ใหลูกไดศึกษา เลา เรยี น เปน ตน ๓.๓.๓ ปญหาอาชญากรรมและทุรกรรมตาง ๆ สําหรับปญหาอาชญากรรมและทุรกรรมตาง ๆ ซ่ึงเกิดข้ึนเปนประจําวันในชีวิต คือความเปนอยูในปจจุบันนั้นอาจจะเกิดมาจากหลายสาเหตุหลาย ประการ เชน สันดานเปนอาชญากร ปญ หาเศรษฐกิจ สงั คม ครอบครวั สิง่ แวดลอ ม เปนตน สําหรบั สาเหตุจากปญหาเศรษฐกจิ และครอบครวั ไดกลา วถงึ วิธีแกม าแลวขางตน ซ่ึงอาจจะ นํามาใชในกรณนี ไ้ี ดเ ชน เดียวกัน สวนที่เก่ียวกับส่ิงแวดลอมเชน แหลงจําหนายยาเสพติด เปนตน ถา จะใหไดผลดี ทางฝายรัฐบาลหรือชนชั้นบริหารนาจะไดจัดการแกไขใหดีกวาท่ีเปนอยูทุกวันนี้ โดย

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๖๖ รัฐบาลหรอื ผูม หี นาที่รบั ผิดชอบทางฝายบานเมือง อาจจะแกดวยการนําเอาธรรมะไปเปนหลักในการ ทํางาน เมื่อเห็นวาส่ิงแวดลอมใดที่ขัดกับหลักศีลธรรมและจารีตประเพณีที่ดีงาม ก็จัดการใหเปนไป ในทางดีเสยี ก็จะเปน อุบายวธิ แี กไขทไ่ี ดผลมากทางหนงึ่ ๓.๓.๔ ปญ หาศลี ธรรมเสอื่ ม สาเหตแุ หง ศลี ธรรมเสือ่ มนนั้ มมี ากมายอาจจะมาจาสว นตัว สวน ครอบครวั ส่ิงแวดลอม เศรษฐกจิ ฯลฯ การแกสาเหตจุ ากครอบครัว ส่ิงแวดลอ ม และเศรษฐกิจน้ัน ไดกลาวไวแ ลว แตในทนี่ ้ีนบั วา สําคัญมากทสี่ ดุ ก็คอื สว นตวั แตละบคุ คล จะเปนกุญแจดอกสาํ คญั ทจี่ ะไข ไปสกู ารแกปญหาศีลธรรมเส่ือม คือจะตองจัดการกบั ตวั เราเองใหไดอ ยา งนอย ๒ วธิ ี คือ ๑) พยายามหดั หรือปลกู ฝงใหเ กดิ ความฝง ใจในการรังเกียจความชวั่ ชาตา ง ๆ และประทับใจใน ความนิยมชมชอบในคุณงามความดีทัง้ ในท่ลี บั และท่ีแจง อาจจะโดยวธิ พี จิ ารณาใหเหน็ วา ความชว่ั เปนตวั สกปรกเปนของเสยี ของเหมน็ สาบ ไมมีใครชอบ ๒) พจิ ารณาถึงเหตุผลในเร่ืองเอาใจเขามาใสใ จเรา เทยี บเคียงกันและกนั คนทีจ่ ะเหน็ อกเห็นใจ ผูอืน่ ไดน ั้น มักจะรูเทียบเคยี งอกเขาอกเราเสมอ จะเปนการฝก ไมลมื ตน และยงั สามารถทาํ ตนใหเปน ทีน่ ิยมรกั ใครข องคนท้ังหลายได เพราะคนท่ลี ืมตนน้ันเมื่อตนเองเปนฝา ยไดเปรยี บ เปนฝายเหนอื คนอื่น ก็มกั จะขมขูหรือเหยยี บผอู ่นื โดยปราศจากความปรานี ๓.๓.๕ปญ หาโสเภณี สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวิชรญาณโรรส ไดท รงรจนาไวใน หนังสอื เบญจศลี เบญจธรรม เก่ียวกบั ผเู ที่ยวซกุ ซนชอบคบคา กบั หญิงแพศยา (โสณ)ี จะประสบความ เสอ่ื มเสียประการตาง ๆ คือ ๑) ตองเสยี ทรัพยเปน คา บําเรอหญิงนัน้ ทกุ คราวไป ทรัพยทเ่ี สียไปน้ี ไมใ ชสําหรับทําอุปการะโดย ฐานเมตตาท่ไี ดชื่อวาเปน อันจา ยดว ยดี แตเ ปนคาปรับเพราะลุอาํ นาจแกก เิ ลสกาม ๒) หญิงแพศยาผูประพฤตสิ ําสอนในกาม ยอมเปนบอ เกดิ แหงโรค อันทําใหร างกายพกิ ารไปตาง ๆ เสียกาํ ลังไมแ ขง็ แรง ท่สี ดุ เสียชีวติ และโรคนตี้ ิดตอ กันได มบี ตุ รภายหลงั แตเปน คนมกั มโี รค ไม แขง็ แรง ๓) เสี่ยงตออันตรายตา ง ๆ เพราะหญงิ แพศยา ยอ มผูกสมคั รรักกับชายหลายคน ฝายชายตางคน กจ็ ะเกิดหงึ หวงเกยี จกนั และกันข้ึนเองเปน ฐานะท่เี ขาจะเกดิ วิวาทกันขน้ึ แลวทําลายกัน ตามทรรศนะทางพทุ ธศาสนาแลว การจะแกป ญ หาอะไรกต็ ามจะตองแกท ีต่ น เหตุ แกก ันไปใหถ งึ ตนเหตุจริง ๆ นาจะไดส าวหาตนเหตุของการเกิดโสเภณีอยา งแทจ ริง นา จะเปนไปไดที่วา เพราะตราบ ใดยังมคี นไปเที่ยวโสเภณี ตราบนั้นก็ตอ งมโี สเภณแี น และหากยิ่งมคี นไปใชบ ริการนี้มาก ก็ยิง่ เกดิ โสเภณีมากยงิ่ ขน้ึ แลวทาํ ไมจงึ มคี นถงึ มีอารมณทางเพศรุนแรงเพิม่ ขึน้ กเ็ พราะ ๑) สภาพสังคมทีอ่ ยูรอบตวั เราน่ันเองสงเสริมโดยเฉพาะอยา งย่ิงทางสอ่ื มวลชน ไมว าจะเปน ภาพยนต วดี ีโอ ละคร เพลง การโฆษณา การจดั ประกวดนางงามธิดาตา ง ๆ การกีฬา หนงั สือพมิ พ รายวัน หนังสอื ลามกตา ง ๆ ทั้งของเดก็ และผูใหญ มกี ารเผยแพรย ่วั ยกุ ามราคะจัดย่งิ ข้นึ ฉะนั้น ตราบ ใดท่กี ารสือ่ สารตา ง ๆ ยังปอ นภาพ-เสียง-สมั ผสั ทีเ่ รงเรา ปลกุ อารมณท างเพศใหระอฮุ ือโหมแก ประชาชนอยูตลอดเวลาแลว ตราบนั้นปญหาโสเภณยี อมไมม ีวนั ลดนอยลงไปได และโสเภณีมแี ตจะถูก เพิม่ จํานวนใหมารองรบั อารมณก ามของผูชายมากขน้ึ พรอ มกนั นน้ั ส่ือสารลามกตาง ๆ กจ็ ะออกมา เอาใจลูกคา กามตัณหาก็เพิม่ ทวีคูณย่ิงขน้ึ ไปอกี

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๖๗ ๒) ตวั บคุ คลแตละคน พระพทุ ธเจาไดต รสั เตอื นใหรักษาศีล ๕ เปน นจิ ศีลสาํ หรับบุคคลทัว่ ไป มิ ใหข าดมิใหท ําลาย ซ่งึ ในศีล ๕ นั้น มขี อท่ี ๓ ทีใ่ หม ีเจตนางดเวนจากประพฤตผิ ดิ ในทางกามมี รายละเอยี ดดังกลา วไวใ นบทท่ี ๒ ขอที่วา ดวยเบญจศลี เบญจธรรม เมื่องดเวน จากการประพฤตใิ น กามน้ีเปน ข้ันของศีล แตจ ะมธี รรมควบคูด วย คือ จะตองมีกามสังวร ปตวิ ตั ร และสทารสนั โดษ เพราะฉะน้นั บุคคลแตละคนน้ีแหละท่ีเปนตนเหตุอันแทจรงิ ของการเกิดโสเภณีเพราะบคุ คลแตละคน ขาดธรรมคือกามสงั วร ซ่ึงพระพุทธองคไดท รงแนะนําให \"สังวรในกาม คือกิริยาทร่ี ะมดั ระวังไม ประพฤตมิ ักมากในกาม\" กเ็ พราะในดานของปจเจกชน หากไมม ีความสงั วรในกามแลวจิตใจกจ็ ะหา ความสงบมิได จะมีความกระวนกระวายแสวงหากามอยเู รอื่ ยไป ท้งั จะวจิ ติ รพศิ ดารข้นึ เร่อื ย ๆ อยางไม มีขอบเขต เพราะวาการเสพกามจะทําใหเตม็ อมิ่ น้นั ไมไ ด มันไมเ หมอื นกบั การกนิ ขาว ท่ีกินแลว ยัง รูจ ักอม่ิ แตก ารเสพกามนี้เหมอื นกับยาเสพติดอยา งหน่งึ คอื ยง่ิ เสพกย็ งิ่ ตดิ วิธกี ารที่ฉลาดกวาในการท่ี จะทําใหอ่มิ ในกามใหเกิดขึ้นก็คอื วธิ ตี ามแนวพทุ ธศาสนา คอื การเสพกามใหน อยลง นอยลงเรื่อยๆ จนหยุดไปเอง การจะถอื หลกั ท่วี า \"นา้ํ มไี หล ไฟมคี วัน ชายมีนารี สตรีมีบุรุษ\" กเ็ ปน ธรรมดาของปุถุชน เพราะเม่ือเปน ผูใหญจ บการศึกษามีหนา ท่ีการงานแลวก็สามารถมีครอบครวั คอื มีสามี หรือภรรยา เปน เพือ่ นคชู ดิ มิตรคใู จเปนคูส รา งคสู ม มีความรกั ท่ีบรสิ ทุ ธต์ิ อ กนั ซื่อสัตยต อ กันจรงิ ใจตอ กนั เขาใจ กันและกัน อาจมเี พ่อื นตา งเพศคบกนั ดใู จกนั สังเกตอปุ นิสยั ใจคอกันและกันกอ น และอยา ชงิ สกุ กอนหาม ถา จะใหดีกต็ องใหพ อแมท ง้ั สองฝายรับรเู หน็ ชอบดวย จะไดม หี ลักประกันหรอื มีพยาน ชนิด ท่ีเราเรียกกนั วา เขาตามตรอก ออกตามประตูอยาเขา หลงั บา นออกทางหนา ตา ง ไมปลอดภยั แน จะตองแนใ จวา เปนความรักที่บรสิ ทุ ธิ์จริงใจตอกันใหมีสติสมั ปชญั ญะ อยาใหถึงข้นั มืดมน ดงั ทีก่ ลา ว กนั วา \"ความรกั เหมอื นโรคา บันดาลตาใหม ิดมน\" รักอยางนีม้ เี พ่อื ตางเพศอยา งนมี้ ีจุดหมายท่แี นน อน เพอื่ จรรโลงชีวติ คหู รอื ชีวิตครอบครัวอยา งน้ี มจี ุดหมายท่แี นนอน เพอื่ จรรโลงชวี ติ คหู รือครอบครัว อยา งนไี้ มมีความเสยี หาย สังคมยอมรับปฏิบตั ิกันอยูแลว ๔. วกิ ฤติสิง่ แวดลอ ม สิ่งแวดลอม คือ ทุกสิ่งทุกอยางที่อยูรอบตัวมนุษยท้ังที่มีชีวิตและไมมีชีวิต รวมทั้งท่ีเปนรูปธรรม (สามารถจบั ตองและมองเหน็ ได) และนามธรรม (ตัวอยางเชนวัฒนธรรมแบบแผน ประเพณี ความเชื่อ) มีอิทธิพลเก่ียวโยงถึงกัน เปนปจจัยในการเก้ือหนุนซ่ึงกันและกัน ผลกระทบจากปจจัยหนึ่งจะมีสวน เสริมสรา งหรือทําลายอีกสวนหนง่ึ อยางหลีกเล่ียงมิได สิ่งแวดลอมเปนวงจรและวัฏจักรที่เกี่ยวของกัน ไปทั้งระบบ ๔.๑ ปญหาสิ่งแวดลอม หมายถึงปญหาความเสื่อมโทรมในเชิงคุณภาพและปริมาณของ สิง่ แวดลอมท้ังท่ีเปนส่ิงแวดลอ มทางชีวภาพและสงิ่ แวดลอ มทางเศรษฐกิจและสังคม อันมีสาเหตุมาจาก การกระทําของมนุษย โดยเฉพาะอยางย่ิง จากการพัฒนา ขอบเขตของปญหาส่ิงแวดลอมสามารถ พิจารณาไดจากความรุนแรงของปญหา มีถึง ๔ ระดับดวยกัน คือระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับทองถิ่นในสวนท่ีเก่ียวของกับสิ่งแวดลอม ทางธรรมชาติ ปญหาสิ่งแวดลอมมี

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๖๘ อยูสองลักษณะดว ยกนั คือ ความเส่อื มโทรมของทรัพยากรธรรมชาติในรูปของการรอยหรอหมดไปและ ความเสื่อมโทรมของคุณภาพสิ่งแวดลอมรอบตัวมนุษยที่เรียกวา ภาวะมลพิษ ในสวนท่ีเก่ียวของกับ สิ่งแวดลอ มทางเศรษฐกจิ และสังคม ปญหาสิง่ แวดลอมเปน เรอ่ื งของผลกระทบทางเศรษฐกจิ และสงั คมที่ เปนผลผลิตตามมาจากการท่ีส่ิงแวดลอมทางธรรมชาติตองเปล่ียนแปลงไป เน่ืองจากการกระทําของ มนุษย เปน ปจ จยั สําคัญในการสรางปญ หาส่ิงแวดลอ ม ปญ หาความสูญเสียดุลยภาพของส่ิงแวดลอมที่มี ทีทา วาจะเลวรายลงทกุ วนั อันจะตอ งระดมความคดิ และการกระทาํ ชวยกนั แกไขทกุ วนั นกี้ ็คอื ๑) มลพิษทางอากาศ มาจากกาซหลายชนิด เชน ซัลเฟอรไดออกไซด คารบอนมอนนอกไซด คารบ อนไดออกไซด ออกไซดข องไนโตรเจน สารไฮโดรคารบอนตาง ๆ รวมทั้งอานุภาคบางชนิดและไอ ของตะกั่ว โรงงานอุตสาหกรรมและยวดยานพาหนะ ยง่ิ หนาแนนมากเทาไร มลพิษในอากาศก็เพ่ิมมาก เทา นนั้ ๒) มลพิษทางนํ้า นํ้าในแมนํ้าลําคลองปจจุบันเนาเสีย มีแนวโนมมากขึ้น เพราะมนุษยไดท้ิงขยะ สารเคมี ปยุ ซากสตั ว น้าํ สกปรกจากโรงงาน ผงซักฟอก ฯลฯ มนุษยจึงตองเผชิญกับน้ําไมบริสุทธ์ิท่ีตน ใชย ังชีพและมนษุ ยกย็ งั รูดตี อ ไปวา นา้ํ เปนส่ิงสําคัญในชีวิตอยางหนึ่ง และนํ้าที่ตนใชยังชีพกําลังจะเปน พิษขึ้นทุกที แตมนุษยก็ไมหยุดยั้งในการทํานํ้าใหเปนพิษ เพราะความละเลย ความเห็นแกตัว มักงาย และความไมเ อาใจใสของมนุษยนน่ั เอง แมน้ําลําคลองตาง ๆ จึงเนา เหมน็ เปนจํานวนมาก ๓) มลพษิ ทางดิน การทีด่ ินเกดิ ภาวะมลพษิ มที มี่ าจากหลายสาเหตุ เชน มูลของสัตว การใชปุยเกิน พอดี ตะกอนของเกลือ สารเคมี โดยเฉพาะขยะมูลฝอย ถากองท้ิงไวจะเกิดการสลายตัวทําใหเกิด สารอินทรียแ ละ อนินทรยี  พอฝนตกลงมานา้ํ ก็จะไหลไปบริเวณขางเคียง สารตาง ๆ ก็ตามไปดวย ทํา ใหล ะแวกนน้ั มีพษิ ไปดว ย นอกจากนข้ี ยะบางอยางก็ยากตอการทําลายหรือทําลายเพียงบางสวน ซ่ึงถา ท้ิงไวท ีใ่ ดกม็ ักจะคงอยใู นสภาพเชนนั้น ถา เกิดใครมักงา ยทงิ้ ลงตามทอ ระบายน้ํา จะทําใหเกิดการอุดตัน ถาทงิ้ บงในแมนา้ํ ลาํ คลองจะทาํ ใหต้ืนเขินและเปนอนั ตรายตอ เรอื ท่ีสญั จรไปมา สง่ิ ทส่ี บายตวั ยากท่ีกลาว มาเชน พลาสติก โลหะ ฝา ย หนัง เปนตน ๔) มลพิษทางอุณหภูมิ โลกปจจุบัน นับวันอากาศจะแปรปรวนไปจากเดิม เพราะมนุษยมีการ ประดิษฐคิดคนสิ่งประดิษฐตาง ๆ ท้ังที่เปนการเสริมสรางและทําลายมนุษย เชน ระเบิดไฮโดรเจน ฝนเทียม การถางปาตัดตนไม ขาดความเย็น หรือการอยูในเมืองอยางแออัดไมมีตนไมทําใหฝนไมตก หรือความรอนจากอุปกรณเคร่ืองใชตาง ๆ เชน ตูเย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรตาง ๆ ตลอดจน ความรอ นจากดวงอาทิตย เปน ตน กาลเวลาผานมาจนกระทั้งถึงระยะเมื่อไมกี่สิบปมาน้ี โดยเฉพาะอยางยิ่งในทศวรรษที่ผานมา (ระยะสิบป) ซึ่งเรียกกันวา \"ทศวรรษแหงการพัฒนา\" น้ัน ปรากฏวาไดเกิดมีปญหารุนแรงดาน

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๖๙ สิ่งแวดลอมขึ้นในบางสวนของโลกและปญหาดังกลาวน้ี ก็มีลักษณะคลายคลึงกันในทุกประเทศทั้งท่ี พฒั นาแลว และกาํ ลงั พฒั นา เชน ๑. ปญ หาทางดานภาวะมลพษิ ทเี่ ก่ียวกบั นา้ํ ๒. ปญหาทรัพยากรธรรมชาติท่ีเส่ือมสลายและหมดส้ินไปอยางรวดเร็ว เชน น้ํามัน แร ธาตุ ปาไม พชื สัตว ทงั้ ท่ีเปนอาหารและท่คี วรจะอนุรกั ษไ วเ พื่อการศกึ ษา ๓. ปญหาทีเ่ ก่ียวกับการต้ังถิ่นฐานและชุมชนของมนุษย เชน การวางผังเมืองและชุมชน ไม ถูกตอง ทําใหเกิดการแออัดยัดเยียด ใชทรัพยากรผิดประเภทและลักษณะ ตลอดจนปญหาแหลงเสอ่ื มโทรมและปญหาจากของเหลอื ท้ิงอันไดแกมลู ฝอย ๔.๒ สาเหตุของปญ หาส่ิงแวดลอม ๑) การเพิ่มของประชากร (Population growth) ปริมาณการเพิ่มของประชากรก็ยังอยูใน อตั ราทวีคูณ (Exponential Growth) เมอื่ ผูคนมากขนึ้ ความตองการบริโภคทรัพยากรก็เพ่ิมมากขึ้นทุก ทางไมวาจะเปน เรอื่ งอาหาร ทอ่ี ยอู าศัย พลังงาน ๒) การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความกาวหนาทางดานเทคโนโลยี (Economic Growth & Technological Progress) ความเจรญิ ทางเศรษฐกจิ นั้นทาํ ใหมาตรฐานในการดํารงชีวิตสูงตามไปดวย มกี ารบรโิ ภคทรพั ยากรจนเกินกวาความจําเปน ขัน้ พน้ื ฐานของชีวิต มคี วามจําเปนตอ งใชพลังงานมากข้ึน ตามไปดว ย ในขณะเดียวกันความกาวหนาทางดา นเทคโนโลยกี ็ชวยเสริมใหวิธีการนําทรัพยากรมาใชได งา ยข้นึ และมากขนึ้ และผลสืบเนอ่ื งอันเกดิ จากปญหาส่ิงแวดลอม คอื ๑. ทรัพยากรธรรมชาติรอยหรอ เน่ืองจากมีการใชทรัพยากรกันอยางไมประหยัด อาทิ ปาไมถ กู ทาํ ลาย ดนิ ขาดความอุดมสมบูรณ ขาดแคลนนาํ้ ๒. ภาวะมลพิษ (Pollution) เชน มลพิษในน้ํา ในอากาศและเสียง มลพิษในอาหาร สารเคมี อนั เปนผลมาจากการเรงรดั ทางดานอุตสาหกรรมน่นั เอง ๔.๓ ผลกระทบตอสงั คมไทย ๑. ในแงข องปจเจกบุคคล ซึ่งสงผลกอใหเกิดโรคภัยเบียดเบียน กอใหเกิดความรําคาญ สภาวะทางจิตเสอื่ ม ฯลฯ จนกลายเปนภาระปญ หาของสังคม ๒. ในแงข องสงั คม ชุมชนโดยรวมไมเ ปนท่สี ปั ปายะในการอยูอาศัย การดิ้นรนแสวงหาที่ อยูใหมจึงเกิดข้ึน การทําลายก็เพิ่มมากข้ึน จนกลายเปนสภาวะลูกโซ สังคมจึงเส่ือม ทรามข้นึ ๓. ในแงข องการเมอื ง วิกฤตติ างๆ ยอมมผี ลในทางไมดี อาจเปนชองทางใหนักการเมือง และขา ราชการแสวงหาผลประโยชน หรือปจ จุบนั ท่ัวโลกใหความสาํ คัญกับเรอ่ื งปญหา สง่ิ แวดลอมกันมากที่สุด ดังนั้นประเทศใดเกิดภาวะวิกฤติดานส่ิงแวดลอมยอมตกอยู

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๗๐ ในสายตาของชาวโลก เปน ที่แสดงวาผูนําของประเทศขาดประสิทธิภาพขาดนโยบาย ในการบรหิ ารทีด่ ี เปน ตน ๔. ในแงของเศรษฐกจิ เมอื่ เกิดวิกฤติตางๆ ผลจากวิกฤติน้ันๆ ยอมไมเปนที่ไววางใจของ ตางชาติ การสงออกระหวางประเทศจึงชะงัก ผลิตภัณฑตางๆ จึงตองหมุนเวียน ภายในประเทศ ประชาชนจึงมีรายไดนอยลง หรือไปหลงในอบายมุขตางๆมากขึ้น ก็ จงึ เปน สาเหตุการเกิดวิกฤติอ่ืนๆ ตามมา เชน วกิ ฤติดา นสงั คม ดานการเมือง เปนตน ๔.๔ พระพทุ ธศาสนากับการแกป ญ หาสิ่งแวดลอม พระสงฆในฐานะเปนองคก รหนึ่งของสงั คม ในการชว ยแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่กําลังดําเนินไปอยู ในปจ จุบันน้ี กค็ วรจะไดทาํ ความเขา ใจเร่ืองความหมาย ขอบขา ย และสาเหตุของการทําลายส่ิงแวดลอม เสยี กอ นแลว จึงแสวงหาจุดท่ีเหมาะสมวา พระสงฆควรจะยืนอยูตรงไหนจึงจะเหมาะสมกับการใหความ รวมมือในการแกไขปญหาส่ิงแวดลอมที่กลาวมาน้ี ลวนมีผลกระทบแกการดํารงอยูของมนุษยในทุกๆ ดาน มนษุ ยต องการผนื ดนิ ในการผลิตอาหารธรรมชาติ แตข ณะน้ีดินก็หมดประสิทธิภาพในการผลิต ทุก วนั นตี้ องสรางปยุ เคมี เพม่ิ ความอุดมใหแ กด ินซึง่ ผดิ ธรรมชาติท่เี คยเปน มา ยงิ่ เพิ่มปุยเคมีลงไปมากเทาไร กเ็ ปนการทําลายดินมากเทา นั้น คงตองใชเวลานานตอการยอยสลายผลิตภัณฑสังเคราะหตาง ๆ ท่ีทับ ถมอยูบนแผนดิน ในชวงเวลาดังกลาว ดินก็เสื่อมคุณภาพลงไปเรื่อย ๆ กวาความอุดมสมบูรณจะ กลบั คืนมากค็ งจะใชเ วลานานพอสมควรทเี ดยี ว ชีวิตมนุษยตองการนํ้าเพื่อการดํารงชีวิตประจําวัน ต้ังแตตื่นนอนจนกระท่ังหลับตาลงแตละวัน มนุษยต อ งใชน้ําในการอุปโภคบรโิ ภคประจําวนั เชน อาบ ดืม่ ทําความสะอาดรา งกาย และสิ่งตาง ๆ ใช ในการผลิตผลทางการเกษตรในไรนา ใชใ นโรงงานอตุ สาหกรรม ใชในทางคมนาคม ยานพาหนะบรรทุก คน บรรทุกสง่ิ ของไปมา ติดตอ กันโดยไมตองลงทุนอะไร ใชเปน ที่พกั ผอ นหยอ นใจ แตเมื่อเกิดมลพิษทาง นา้ํ ประโยชนก ารใชงานเหลา น้ียอมลดลงและหมดไปในทส่ี ุด แตความตองการใชประโยชนจากน้ํา มิได หมดไปดวย เมื่อความตองการมีมากปจจัยตอบสนองความตองการมีนอย การชวงชิงสูง กอใหเกิด ปญหาความขัดแยงทะเลาะกันอยางรุนแรงไดในยุคพุทธกาลศากยะตระกูล กับโกลิยะตระกูลอันเปน ตระกูลฝายพุทธมารดาและพุทธบดิ า กท็ ะเลาะกนั เรือ่ งนาํ้ พระพทุ ธเจาเคยเสด็จไปทรงหามบอย ๆ แต พอพระพุทธองคมิไดทรงหามก็รบกันไมมีวันหยุดหยอน นํ้าจึงมีความสําคัญตอชีวิตมาแกโบราณกาล การขัดแยงกันมีมานาน หากใชทรัพยากรนํ้าไมเปน นากลัววาในอนาคตจะมีการชวงชิงจนเกิดความ แตกแยกในสงั คมข้นึ มาอีกเปนแนแท ในอดีตวิถไี ทย คอื วถิ แี หง ธรรม เพราะธรรม คอื แนวทางทสี่ อนใหม นษุ ยส รางดลุ ยภาพแหง ชีวิต ระหวา งตน ชุมชนและธรรมชาตริ อบ ตวั วาควรจะดําเนินชวี ิตใหส อดคลอ งสมดลุ อยา งไร ตามความเชือ่ ตามวถิ ที างพระศาสนาของตนอยา งไร แต ณ ปจ จุบนั นี้ธรรม น้นั ไดผันแปร เปลีย่ นแปลงไปแลว เมือ่ มนษุ ยห นั หลังท่จี ะเขา ใจธรรมชาติ อยกู บั ธรรมชาติ อนั เปน แมบ ทแหงธรรมมากขึ้น แลว มุง หนา ตักตวง

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๗๑ ทาํ ลาย ธรรมชาติอยางตะกละตะกลาม เมื่อมากเขานานเขา กย็ ากทธ่ี รรมชาตจิ ะทานทนไดหรือ เพียงพอกับความโลภ อันไรข ีดจาํ กัดของมนษุ ย และยิ่งเมอ่ื วถิ ชี วี ิตมนุษย เดินทางหางไปจากธรรมชาติ หลงใหลในเทคโนโลยีนําพา อตุ สาหกรรมเขามา ทําลายสงิ่ แวดลอ ม ทําลายดุลยภาพทเี่ คยสอด ประสานเปนวถิ ีชีวิตทีก่ ลมกลนื กบั ธรรมชาตภิ ยั แหงผลพวงนน้ั ก็เร่มิ ลุกลามดลุ ยภาพแหงชวี ิตนั้นจะขาด วถิ ีแหง ธรรมเสยี มไิ ด เพราะธรรมคอื กรอบคิดหลกั ท่ีวางกระบวนการดําเนินชวี ิต วางความหมาย แหง คณุ คาใหเ ปนไปอยางสอดคลองกับธรรมชาติ อนั สงบและเรียบงา ย เนื่องจากปจจุบันปาตนน้ํา ถูก ทาํ ลาย ถกู บกุ รุกแผว ถางมากมาย ซ่งึ ท้งั หมดลว นมาจากผลกระทบของการพัฒนาอยา งไมย่ังยนื อันขัด กบั หลักปฏิบตั ติ ามวิถี ชาวพทุ ธท่ีอยพู อเพยี งและเคารพธรรมชาตกิ ารพยายามดงึ เอาสถาบนั พระศาสนา ชมุ ชนและประชาคมเมอื ง ใหมาสนใจ รบั รูและศกึ ษา ปญ หาส่งิ แวดลอม ซึ่งสง ผลกระทบโดยตรงกับ สังคม ทง้ั ในดา นเศรษฐกิจและวฒั นธรรม และอืน่ ๆ ๔.๕ การอนุรักษส ิ่งแวดลอ ม การอนรุ ักษ หมายถึง การเก็บรกั ษา สงวน ซอมแซม ปรับปรุงและใชประโยชนตามความตองการ อยา งมีเหตุผลตอสิงแวดลอม เพ่ือเอ้ืออํานวยใหเกิดคุณภาพสูงสุดในการสนองความเปนอยูของมนุษย อยา งถาวรตอ ไป หลักการอนรุ กั ษ การท่จี ะใหบ รรลเุ ปา หมาย คือ การที่จะทําใหมีทรัพยากรธรรมชาติ ไวใชแ ละอยคู กู ับโลกตลอดไปนนั้ มหี ลักการอนุรักษ ๗ ประการ คือ ๑. ใชอ ยางฉลาด การจะใช ตองพิจารณาใหรอบคอบถึงผลดี ผลเสยี ความขากแคลนหรือ ความหายากในอนาคต อีกทั้งพิจารณาหลักเศรษฐศาสตรถึงตนทุนและผลตอบแทน อยา งอยา งครบถว น ๒. ประหยดั (เก็บ รกั ษา สงวน ) ของทหี่ ายาก หมายถงึ ทรัพยากรใดทีม่ ีนอยหรือหายาก ควรเก็บรักษาไวมิใหสูญไป บางคร้ังถามีของบางชนิดท่ีพอจะใชได ตองใชอยาง ประหยัด ๓. ฟนฟูส่ิงแวดลอมที่ไมดีหรือเสื่อมโทรมใหดีข้ึน (ซอมแซม ปรับปรุง) กลาวคือ ทรพั ยากรใดก็ตามมีสภาพลอแหลมตอการสูญเปลา หรือจะหมดไปถาดําเนินการไม ถกู ตอ งตามหลักวิชา ควรหาทางปรับปรุงใหอยใู นลักษณะที่ดขี ึ้น ๔. ปรับปรุงใหดีกวาสภาพธรรมชาติเดิม เชน การปฏิรูปท่ีดิน การปลูกพืชหมุนเวียน หลายอยา งจะทําใหด นิ ดขี นึ้ ๕. นําของใชแลว กลับมาใชใ หม เชน การนําขวดน้ําพลาสติก กระดาษหรือเศษเหล็กเปน ตน กลบั มาใชใหม ๖. ใชสิ่งอ่ืนทดแทนทรัพยากรธรรมชาติบางอยาง เชน ใชแกลบข้ีเล่ือยและขยะเปน เชอ้ื เพลงิ การใชปูนซิเมนตใ นการกอ สรางแทนไม

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๗๒ ๗. ใชเทคโนโลยีที่เหมาสมในการพัฒนา และตองศึกษาผลไดผลเสียอยางรอบคอบ เสยี กอ น เชน การสรางโรงไฟฟา หรือเขื่อน เปนตน วิกฤตการเมอื ง และความสงบสขุ ของโลก (World political conflict and peace crisis) ชาวพทุ ธมองการเมืองวาเปนธรรมะในขอ ๓ ในธรรม ๔ ความหมาย คือ มองวา การเมือง เปนเร่อื งหนา ทขี่ องมนุษย ทตี่ อ งทา หรือปฏิบตั ใิ หถ ูกตอ งตามกฎธรรม หรอื กฎธรรมชาติ และ กฎมนุษย ทส่ี อดคลอ งถูกตอ งตามกฎธรรมชาติ จงึ จะกอผลดีแกมนุษยไ ด (พทุ ธทาสภิกข,ุ ๒๕๔๙ : ๖๐-๖๑) และ มองการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย วา จะตองถอื ธรรมเปนใหญ ทีเ่ รยี กวา ธรรมาธปิ ไตย ไมย ก ยองใหถอื ตน และถอื มตสิ งั คม (อัตตาธปิ ไตยและโลกาธปิ ไตย) ทีป่ ราศจากธรรมเปนใหญ ปจ เจกบุคคล หรอื กลุมบคุ คลก็เปน ใหญไ ด คอื ใหม อี ํานาจปกครอง หรอื จดั การสงั คมได แตตองอยภู ายใตธ รรม ใหถือ ธรรมเปนใหญ ไมถ ือตนและหรอื ถอื สงั คมคือคนหมมู ากเปน ใหญและทุกคนทุกฝายตอ งปฏบิ ัติตามธรรม นักการเมืองตองถือธรรมเปนใหญ ประชาชนเองก็ตองถือธรรมเปนใหญ “ถา นกั การเมืองและสมาชิก ในสงั คมขาดธรรม ประชาธปิ ไตยก็จะเปนประชาธปิ ไตย” (พทุ ธทาสภกิ ขุ ) นนั่ คอื นักการเมืองและ สมาชิกในสงั คมจะตอ งผา นการฝก อบรมตนใหมปี ญ ญาธรรม คณุ ธรรม และจริยธรรม นัน่ คือ ทกุ ฝาย จะตองเปนผูร ูดี คิดดี และทาดี ตามหลกั อรยิ สัจ ๔ หรอื อรยิ มรรคมอี งค ๘ หรือหลักโพธิปก ปยธรรม ๓๗ มี สตปิ ฎฐาน ๔ เปนตน หรืออีกนยั หนง่ึ นักการเมอื งและสมาชกิ สังคมจะตอ งตง้ั ตนและวางตนไว ในธรรมคือ หลกั กุศลกรรมบถ ๑๐ มีกายสรุ ิจ ๓ วจสี จุ ริต ๔ และ มโนสจุ รติ ๓ และ หลีกหนี อกุศลการ บท ๑๐ คอื กายทจุ รติ ๓ วจีทจุ รติ ๔ และมโนทุจริต ๓ ถา สมาชิกในสังคมทุกภาคสว นถอื ธรรมเปน ใหญ คอื ปญญาธรรม คณุ ธรรม และจรยิ ธรรม ดงั กลาว ขา งตน เชอ่ื วา ภาวะวกิ ฤตทางการเมืองของโลก จะไมเ กิดหรือเกิดแตจะแกไขไดโดยสันติ ผคู นและสังคมก็จะมคี วามสงบและมีความสุขได ในมมุ มองของ ชาวพุทธทร่ี ูจักพทุ ธธรรม ก็มองวา การเมอื งคอื ธรรม วิกฤตการเมืองก็คือ วิกฤตธรรมะ หรือวกิ ฤต มนุษยท่พี รองในการรธู รรม เหน็ ธรรม และทาตามธรรม จงึ ไดผลธรรมทเ่ี ปนผลดไี มสมบรู ณ หรอื พรอ ง ในธรรม ๔ ประชาการ คอื สภาวธรรม สัจธรรม ปฏบิ ตั ธิ รรม และปฏิเวธธรรม นน่ั เอง “วิกฤตโลกทแ่ี ทจริงคอื วกิ ฤตภายในทกี่ ายใจของมนุษย แกวิกฤตที่ตัวมนุษยได วกิ ฤตโลกจะคลายและหายไปในทสี่ ดุ ”

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๗๓ บทท่ี ๗ สถานภาพของพุทธศาสนาในสายตาสังคมโลก๑๑ วตั ถปุ ระสงค o เม่ือศกึ ษาบทท่ี ๗ จบแลว นกั ศกึ ษาสามารถ o ๑.อธิบายพุทธศาสนาในประเทศญ่ีปุนได o ๒.อธิบายพทุ ธศาสนาหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ได o ๓.อธบิ ายพทุ ธศาสนาในเอเชียกลางได o ๔.อธิบายพุทธศาสนาในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตได o ๕.อธบิ าบายพุทธศาสนาในโลกตะวนั ตกได ขอบขายเนื้อหา o ๑.พุทธศาสนาในประเทศญ่ีปุน o ๒.พุทธศาสนาหลงั สงครามโลกครง้ั ท่ี ๒ o ๓.พุทธศาสนาในเอเชยี กลาง o ๔.พทุ ธศาสนาในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต o ๕.พุทธศาสนาในโลกตะวันตก ๑๑ สถานภาพของพุทธศาสนาในสายสงั คมโลก http://www.songkhlahealth.org/paper/๑๔๖๐

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๗๔ ความนํา ถา เราจะมองพุทธศาสนาตามสายตาของผูรู ๓ กลมุ หลกั คือ นกั วทิ ยาศาสตรธรรมชาตทิ พี่ ยายาม ศึกษาคน ควาความจรงิ เกีย่ วกับธรรมชาตทิ ่ัวไปแลวเสนอผลออกมาเปน องคความรทู ่ีเรยี กวา วิทยาศาสตรธ รรมชาติ (Natural sciences) นักสังคมศาสตรท ีพ่ ยายามศกึ ษาคน ควาความจรงิ เกย่ี วกับ สังคมแลวเสนอองคความรูท่เี รยี กวา สงั คมศาสตร (Social sciences) นักมนุษยศาสตรท่ีพยายามศกึ ษา คน ควาความจรงิ เกี่ยวกับมนษุ ยแลว เสนอผลเปน องคความรทู เี่ รียกวา มนุษยศาสตร (Humanities) นัน้ พบวา ตา งก็มองวา พุทธศาสนามฐี านะหรือสถานภาพเปน ศาสตรนน้ั ๆ ดว ยกลา วคือ ๑. พทุ ธศาสนา (พทุ ธธรรม) มีฐานะเปน วทิ ยาศาสตรธ รรมชาติ เพราะใหความรูค วามจรงิ เกย่ี วกบั ตวั ธรรมชาติ กฎธรรมชาติ หนา ทธี่ รรมชาติ และผลธรรมชาติ เชน ความจรงิ เกย่ี วกับธาตุ ดนิ ธาตุน้ํา ธาตุลม ธาตไุ ฟ ทั้งที่มีอยูท ีต่ ัวมนษุ ยแ ละรอบๆ ตัวมนษุ ย หรือความจรงิ ในเรือ่ งเหตุ ปจ จัยมหี ลกั นยิ าม ๓ (ไตรลักษณ) หลักนยิ าม ๕ หลักอทิ ัปปจจัยตา เปนตน ๒. พทุ ธศาสนา (พุทธธรรม) มฐี านะเปน สังคมศาสตร เพราะใหค วามรูความจรงิ เก่ยี วกับสงั คม (Society) กฎสงั คม (Social Law) บทบาทของสังคม (Social role) และผลของสังคม (Social result ) เชน ตัวสังคมพุทธ พุทธบริษทั ชมุ ชนพุทธ กฎกตกิ าของสงั คมพุทธ บทบาทหนา ทีข่ องชาว พุทธท่จี ะตองปฏิบตั ติ อกัน และผลท่เี กิดจากการปฏิบัตติ ามกฎกตกิ านัน้ ๆ ซ่งึ ปรากฏอยูใ นหลัก ศีลธรรม มี ศลี ๕ หรือมนุษยธ รรม ๕ ทศิ ๖ เปน ตน ๓. พทุ ธศาสนา (พทุ ธธรรม) มฐี านะเปนมนษุ ยศ าสตร (Humanities) เพราะใหค วามรูค วามจรงิ เกย่ี วกบั ตวั มนษุ ยทั้งดา นกายภาพ และจติ ภาพ (ดา นรางกายและจติ ใจ) องคความรูของชวี ิตมนุษย ภายใตชือ่ วา ขันธ ๕ คอื รปู ธาตุ (รางกาย) มอี งคป ระกอบหลัก ๔ คอื ดิน นาํ้ ลม ไฟ และนามธาตุ (จติ ใจ) คือ เวทนา (รสู กึ ) สัญญา (จาํ ) สังขาร (คิด) และวิญญาณ (รู) และอายตนะ ๑๒ คอื เคร่อื งมอื หรือชอ งทางเชอ่ื มตอ ธรรมชาติภายในมนษุ ยกับธรรมชาตภิ ายนอก ซ่ึงแยกเปน ๒ กลุม คือ อายตนะภายใน ๖ ซึ่งเปน กลไกสําคัญท่ตี ัวมนุษยไดแ ก ตา หู จมกู ลิน้ กาย และใจ และอายตนะ ภายนอก ๖ ซงึ่ เปน สงิ่ ทม่ี นษุ ยสามารถปฏิสมั พันธได คือ รูป เสยี ง กลน่ิ รส ส่ิงสัมผัส และ ธรรมารมณ และที่สาํ คญั สูงสดุ คือพุทธธรรมไดชช้ี ัดลงไปวา มนุษยเปน สตั วท ี่พัฒนาได และตอง พัฒนาโดยใหพยายามแกส ิง่ เลวรายท้ังหลายท่ีเกิดข้ึนกับตน และกนั สิ่งเลวรา ยทยี่ งั ไมเ กดิ ใหอ ยู หา งไกล ในขณะเดียวกนั ใหพยายามเก็บความดีสง่ิ ดีทัง้ หลายท่ีเกดิ แลว และกอสง่ิ ดีทั้งหลายใหเกดิ เพ่มิ เตมิ (หลกั สมั มัปปธาน ๔) โดยการใหฝ กฝนอบรมตนใน ๓ ดาน ผานระบบ ๓ ระบบ คอื ใหฝก กายดวยระบบคลี ใหฝ กจติ ดวยระบบสมาธิ และในฝก จิตวิญญาณดว ยระบบปญ ญา (หลักไตรศกึ ษา หรอื หลกั อริยมรรคมรรคมีองค เพ่ือรูส ภาพของปญหา (ทุกข)ุ เห็นเหตปุ ญ หา (สมทุ ัย) แจง ใจใน จดุ หมายปลายทางชวี ติ (นโิ รธ) และลงมอื เดินหรือปฏบิ ัติตามแนวทางนนั้ (มรรคมอี งค ๘ หรอื ไตรสิกขา) เปนตน เพือ่ หลุดพน จากการยึดม่นั ถือมั่นในขันธ ๕ หรือภาวสุข-ทุกขท ี่รบกวนจติ

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๗๕ จากมุมมองของผรู ูท้ัง ๓ ศาสตรหรือ ๓ สว น กพ็ อจะยืนยันสถานภาพสําคญั ทผ่ี ูร ูเขาสรปุ กันไวคือ พทุ ธศาสนา เปน ศาสนาแหง ปญญา (คณะ ผชป. ในพุทธทาสภกิ ขุ ๒๕๔๒:) เพราะใหค วามแจม ชัดใน ความเปน องครวมของความเปนมนษุ ย สังคม และธรรมชาติแวดลอ ม ท่ตี องพง่ึ พาและพึ่งพงิ กนั ดาํ รงอยู และขบั เคล่อื นไปภายใตความเปนเหตุเปนผลของกันและกันตลอดไป น่นั คอื คน สังคม-วฒั นธรรม และ ธรรมชาติแวดลอ มตางกอ็ ยูภายใตก ฎเดยี วกันคือ กฎแหงความเปน เหตุ เปนผลตอ กันท่ีเรียกวา อิ ทัปปจจยตาปฏจิ จสมุปปาท (causation or dependent origination) พุทธศาสนาในประเทศญป่ี ุน๑๒ พระพทุ ธศาสนาเขา สปู ระเทศญป่ี นุ โดยผานเกาหลี ในหนงั สอื ประวัติศาสตรญ ป่ี นุ ช่อื นิฮอนโก ชิ ไดบ นั ทึกไวว า วันท่ี ๑๒ ตลุ าคม พ.ศ. ๑๐๙๕ เปน ปท ่ี ๑๓ ในรัชกาลพระเจากิมเมจิ จักรพรรดอิ งคที่ ๑๙ ของญี่ปนุ พระพทุ ธศาสนาไดเ ขา สญู ี่ปนุ โดยพระเจาเซมาโว แหง เกาหลี สงราชทตู ไปยังราชสาํ นกั พระเจากิมเมจิ พรอมดว ยพระพทุ ธรปู ธง คัมภรี พ ทุ ธธรรม และพระราชสาสนแ สดงพระราชประสงคท ่ี จะขอใหพ ระเจากิมเมจริ ับนับถือพระพุทธศาสนา พระเจา กิมเมจทิ รงรับดว ยความพอพระทยั น้เี ปนการ เร่ิมตนของพระพุทธศาสนาในญี่ปุน พทุ ธศาสนาเริ่มรุง เรอื ง พระพทุ ธศาสนาไดเ จริญขึน้ ในประเทศญีป่ ุน ในสมยั พระจกั รพรรดกิ ิมเมจเิ ปน อยา งมากแต ภายหลังท่ีพระองคส้ินพระชนมแ ลว พระจกั รพรรดอิ งคต อๆ มาก็มิไดใ สพ ระทยั ในพระพทุ ธ ศาสนา ปลอยใหพ ระพุทธศาสนาเส่ือมโทรมลง จนถงึ สมัยจกั รพรรดนิ ซี ุยโก ไดสถาปนาเจา ชายโชโตกุ เปน ผสู ําเรจ็ ราชการแผนดิน เม่ือ พ.ศ. ๑๑๓๕ เจาชายพระองคน ้เี องทีไ่ ดวางรากฐานการปกครองประเทศ ญี่ปนุ และสรางสรรคว ัฒนธรรมพรอมทรงเชิดชพู ระพุทธศาสนา และในวนั ท่ี ๑ กมุ ภาพนั ธ พ.ศ. ๑๑๗๗ พระองคไดประกาศพระราชโองการเชิดชพู ระรตั นตรัย อันเปนพระราชโองการพระจกั รพรรดิที่ ยกยองพระพทุ ธศาสนา พระพทุ ธศาสนาไดเ จริญรงุ เรอื งอยางมั่นคงในญ่ปี นุ ประชาชนญีป่ นุ รวมเปนอันหนึ่งอนั เดียวกัน ขาราชการทหาร และพลเรือนทงั้ ปวง ตางแขงขันกนั สรา งวดั ในพระพุทธศาสนา และสาํ นักปฏบิ ตั ิธรรม เปน อนั มาก ยุคสมัยนไ้ี ดชื่อวา ยุคโฮโก คอื ยุคท่ีสทั ธรรมไพโรจน เจา ชายโชโตกุ ไดท รงประกาศ ธรรมนูญ ๑๗ มาตรา ซ่งึ เปน ธรรมนญู ทีป่ ระกาศหลักสามคั คธี รรมของสังคม ดว ยการเคารพเชอ่ื ถอื พระ รตั นตรัย นอกจากน้ียังทรงแสดงพระธรรมเทศนาซ่ึงถือวา เปน การเร่มิ ตนการแสดงเทศนาเกย่ี วกับพระ สตู รในประเทศญปี่ ุน ความเสื่อมของพุทธศาสนา ในสมัยนีไ้ ดม กี ารติดตอทางวฒั นธรรมนําเอาคมั ภรี พ ระพทุ ธศาสนา และอรรถกถาตางๆ เขา สู ประเทศญปี่ นุ แมตัวเจา ชายเองก็ได ทรงแตง คมั ภีรอ รรถกถาของพระองคด ว ย เจาชายโชโตกุ ๑๒ พทุ ธศาสนาในประเทศญป่ี นุ http://th.wikipedia.org/wiki

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๗๖ สิ้นพระชนมเ มื่อ พ.ศ. ๑๑๖๕ บรรดาประชาชนท้งั ปวงมคี วามเศราโศกเปน อันมาก จึงไดรวมกันสรา ง พระพทุ ธรูปขนาดเทา องคเ จา ชายโชโตกุ ขึ้น ๑ องค องคประดษิ ฐานไวเปนอนสุ รณ ทวี่ ัดโฮริวจิ หลังจากน้นั มาพระพุทธศาสนากถ็ กู แบงออกเปนหลายนิกาย พระพทุ ธศาสนาหยดุ ชะงักความ เจริญกาวหนามาตลอด เพราะนโยบายการปกครองประเทศบบี บังคบั ทางออมจนถึงยุคเมอจิ ิ พระ พทุ ธ ศาสนากย็ ิ่งเสอื่ มลงไปอีก ลัทธชิ ินโตไดรบั ความนิยมนบั ถอื แทนพระพุทธศาสนา พระพุทธ ศาสนาถูก ยกเลกิ ไปจากราชสํานกั ของพระจักรพรรดิมีนโยบายลมลางพระพุทธศาสนา นอกจากน้นั ศาสนาครสิ ตก ็ เริ่มเผยแผพ รอ มกบั วฒั นธรรมตะวันตกหลงั่ ไหลเขา มาในญ่ปี ุน เม่อื การศึกษาเจรญิ มากขึ้น พระพทุ ธศาสนาถูกยกขึ้นมาในแงของวิชาการพระสงฆเรมิ่ งานการศกึ ษาและวิจยั อยางจรงิ จงั กวา งขวาง ตามวิธีสมัยใหม สว นหนาทใี่ นการประกอบพิธีกรรมอนั ศักดส์ิ ทิ ธิ์น้นั พระสงฆแ ตละนิกายกย็ งั คงจดั พิธกี รรมเปนประเพณตี ามนิกายของตน นกิ ายของพทุ ธศาสนาในประเทศญ่ีปนุ ในปจ จุบันชาวญป่ี นุ นับถือพระพุทธศาสนาควบคไู ปกับชนิ โต พระพทุ ธศาสนาแบง ออกเปน หลาย นกิ าย นกิ ายทีส่ ําคัญมี ๕ นกิ าย ดังนี้  นิกายเทนได (เทยี นไท) พระไซโจ (เดง็ กะโยไดชิ) เปนผตู ั้ง มีหลกั คาํ สอนเปนหลกั ธรรมชั้นสงู สง เสรมิ ใหบ ชู า พระพุทธเจา องคปจ จุบนั และพระโพธสิ ตั ว  นกิ ายชนิ งอน พระกุไก หรือโกโบไดชิ เปนผตู ้งั ในเวลาใกลเคยี งกบั นิกายเทนได มหี ลักคาํ สอนตามนิกาย ตนั ตระ สอนใหคนบรรลุโพธญิ าณดว ยการสวดมนตอ อ นวอน ถือคัมภีรม หาไวโรจนสตู รเปน สําคญั  นกิ ายโจโด (สขุ าวดี) โฮเนน เปน ผตู ้งั เมอ่ื พ.ศ. ๑๗๑๘ นกิ ายนี้สอนวา สขุ าวดเี ปน แดนอมตสุขผจู ะไปถึงไดด วย ออกพระนามพระอมติ าภพุทธะ นิกายนี้มีนกิ ายยอ ยอกี มาก เชน โจโดชิน (สขุ าวดีแท) ตง้ั โดย ชินแรน มีคติวา ฮิโชฮิโชกุ ไมมีพระไมมฆี ราวาส ทําใหพ ระในนิกายนม้ี ีภรรยาไดฉันเน้ือได มี ความเปนอยูคลายฆราวาส  นิกายเซน (ธยาน หรอื ฌาน) นกิ ายนีถ้ ือวา ทุกคนมธี าตุพุทธะอยูในตัว ทาํ อยางไรจึงจะใหธ าตพุ ุทธะนีป้ รากฏออก มาได โดยความสามารถของตวั เอง สอนใหดําเนินชีวิตอยา งงา ย ใหเขา ถงึ โพธิญาณอยางฉับ พลัน

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๗๗ นิกายน้คี นชั้นสูง และพวกนักรบนยิ มมาก เปนตนกําเนดิ ของลัทธบิ ูชิโด นับถือพระโพธธิ รรมผู เผยแพรในประเทศจีน  นกิ ายนชิ เิ รน พระนิชิเรนไดโชนนิ เปนผตู ้ัง นับถือสทั ธรรมปณุ ฑรกิ สตู รอยา งเดยี ว โดยภาวนาวา นัม เมยี ว โฮ เร็ง เง เคยี ว (นโม สทฺธมฺมปณุ ฑฺ ริก สตุ ตฺ สฺส ขอนอบนอมแด สทั ธรรม ปณุ ฑรกิ สูตร) เมือ่ เปลงคําน้ีออกมาดว ยความรูส ึกวามตี วั ธาตพุ ุทธะอยใู นใจ กบ็ รรลพุ ทุ ธภาวะได ปจ จุบันคือนกิ าย นิชิเรนโชชูท่ีสบื ทอดคําสอนมาโดยตรงและไมมคี วามเก่ียวขอ งใดๆกับสมาคมโซคา ในประเทศ ญี่ปุน และเครือขายในนาม Soka Gakkai Internationalหรือสมาคมสรา งคุณคาในประเทศไทย พุทธศาสนาหลงั สงครามโลกครง้ั ท่สี อง๑๓ หลงั สงครามโลกครั้งที่ ๒ มนี กั การศกึ ษามากมายพยายามเชื่อมประสานพระพุทธศาสนานิกาย ตางๆ เขา ดว ยกนั โดยจดั ตัง้ เปนองคการขึ้น องคการส่อื สารสมั พนั ธระหวางชาวพุทธที่ใหญทีส่ ดุ คือ พุทธศาสนิกสมั พนั ธแหงญปี่ ุน ตั้งขึ้นเมอื่ วันท่ี ๒๓ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ มสี าํ นกั งานอยูท่ีวัดชุกจิ ิ ฮอง วนั จิ ในนครโตเกียวกจิ การทางพทุ ธศาสนาทีส่ ําคญั และมจี ุดเดน กา วหนา ท่ีสุดของญี่ปนุ คือ การจัดการ ศึกษา ซงึ่ พระพุทธศาสนานิกายตา งๆ จะมมี หาวทิ ยาลัย วทิ ยาลยั โรงเรียนระดบั มัธยมและในดา นความ เปนอยูของพระสงฆใ นปจจุบันนี้ พระสวนใหญจะมีครอบครวั ได ยกเวนพระระดับเจา อาวาสจะมี ครอบครัวไมได และตําแหนง พระยังสืบทอดเปนมรดกแกบ ุตรคนโตไดดว ย พุทธศาสนาในปจจุบนั ประเทศญีป่ ุนในปจจบุ ันเปนประเทศมหาอาํ นาจทางเศรษฐกจิ ประชาชนดาํ เนินชวี ิตดวยความเรง รบี เพราะมกี ารแขง ขนั กนั มาก ทาํ ใหม ีความเครยี ดและมีปญ หาดา นสขุ ภาพจติ เปนโรคประสาท โรคจติ และสถติ ิการฆาตัวตายสงู มาก ส่งิ ทีจ่ ะชว ยบรรเทาความเครียดได ก็คือการปฏิบัติตามหลกั ธรรมใน พระพทุ ธศาสนา เน่อื งจากญี่ปุนชอบความเรว็ ใหไดผลทนั ใจ พระพุทธศาสนานกิ ายเซนจึงเปน ท่นี ิยม และมีการสรางนกิ ายใหมๆ หรอื ลัทธใิ หมๆ ที่ปฏบิ ตั ิไดผลรวดเรว็ อกี มาก คนญ่ปี นุ สวนหน่งึ ไมนบั ถอื ศาสนาใดเลย แตย ึดถอื ลัทธิการเมืองตามความชอบใจของตน อินเดยี และความเสือ่ มของพทุ ธศาสนา พุทธศาสนามหายานในอินเดยี ไดร ับการสนบั สนุนโดยราชวงศกุษาณ เมอื่ สิ้นสดุ ราชวงศก ษุ าณ พุทธศาสนาไดร ับการอุปถมั ภโ ดยราชวงศค ุปตะ มีการสรา งศูนยก ลางการศกึ ษาพุทธศาสนา คอื มหาวทิ ยาลยั นาลันทาและมหาวิทยาลยั วกิ รมศิลา ในอนิ เดยี ตะวันออกเฉียงเหนอื มีอาจารยท ีม่ ชี อื่ เสยี ง ๑๓ พระพทุ ธศาสนา http://th.wikipedia.org/wiki

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๗๘ เชน พระนาคารชุน พทุ ธศาสนาในสมยั น้ีไดแพรหลายไปยงั จีนและเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต จนกระท่ัง การสนิ้ สุดอํานาจของราชวงศคปุ ตะจากการรุกรานของชาวฮนั่ ในพทุ ธศตวรรษที่ ๑๑ บันทึกของหลวงจีนอี้จิงท่มี าถึงอินเดียในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ กลา ววา พทุ ธศาสนารงุ เรืองในอันธระ ธนั ยกตกะ และ ฑราวฑิ ปจจุบนั คอื รฐั อนั ธรประเทศและทมิฬนาดู ยงั มชี าวพทุ ธในเนปาล และส สันภะ ในอาณาจกั รคังทา (รฐั เบงกอลตะวนั ตกในปจ จุบนั ) และ หรรษวรรธนะ เมือ่ สนิ้ สุดยคุ อาณาจักร หรรษวรรธนะ เกิดอาณาจักรเล็กๆขนึ้ มากมาย โดยมีแควน ราชปตุ ใหการอุปถัมภพทุ ธศาสนา จนกระทั่ง ยคุ จกั รวรรดปิ าละในเบงกอล พุทธศาสนามหายานรงุ เรืองอกี ครง้ั และไดแพรห ลายไปยงั สิกขิมและภฏู าน ระหวา งพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๗ เม่อื จกั รวรรดปิ าละปกรองดว ยกษัตรยิ ราชวงศเสนะท่ี นับถอื ศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธจึงเสอ่ื มลง ศาสนาพทุ ธในอนิ เดียเร่มิ เสอ่ื มลงอยา งชา ๆ ต้งั แตพ ุทธศตวรรษที่ ๑๕ เปนตนมา ความเส่อื มใน อนิ เดยี ตะวันออกเรมิ่ ตง้ั แตจกั รวรรดปิ าละหนั ไปสง เสรมิ ศาสนาฮนิ ดไู วษณพนกิ าย สวนในอินเดียเหนือ เรมิ่ เสือ่ มตั้งแต พ.ศ. ๑๗๓๖ เมือ่ ชาวเติรกทน่ี บั ถอื ศาสนาอสิ ลาม นําโดยมูฮัมหมัด คลิ ญี บกุ อินเดียและ เผามหาวิทยาลยั นาลนั ทา ต้งั แต พ.ศ. ๑๗๔๒ เปนตนไป ศาสนาอิสลามแพรเขา สพู ิหาร ทาํ ใหชาวพทุ ธ โยกยา ยไปทางเหนอื เขา สเู ทอื กเขาหมิ าลัยหรอื ลงใตไปทศ่ี รลี ังกา นอกจากนั้น ความเสอ่ื มของศาสนา พทุ ธยังเปน ผลมาจากการฟนตัวของศาสนาฮินดู ภายใตก ารนาํ ของขบวนการตาง ๆ เชน อัธไวตะ ภักติ และการเผยแผศ าสนาของนกั บวชลทั ธซิ ฟู  พุทธศาสนาในเอเชยี กลาง ดนิ แดนเอเชยี กลางไดรบั อิทธิพลพทุ ธศาสนาตั้งแตส มัยพุทธกาล มีกลา วในเอกสารของฝายเถรวา ทวา พอ คาสองคนจากแบกเทรยี คือ ตปสุ สะและภัลลกิ ะ ไดพบพระพุทธเจาและปฏญิ าณตนเปนอบุ าสก เมอื่ กลบั ไปบานเมืองของตนไดสรางวดั ในพทุ ธศาสนาขึ้น เอเชยี กลางเปนดินแดนสาํ คญั ในการติดตอ ระหวางจีน อนิ เดยี และเปอรเ ซยี การรุกรานของชาว ฮน่ั โบราณใน พ.ศ. ๓๔๓ ไปทางตะวนั ตกเขาสูดินแดนทไี่ ดรบั อารยธรรมจากกรีก โดย เฉพาะ อาณาจักรแบกเทรยี ทําใหเ กิดการแลกเปล่ียนวฒั นธรรมขึ้น การขยายตัวของพทุ ธศาสนาขึ้นสทู างเหนือ ทําใหเ กดิ อาณาจกั รพุทธในเอเชียกลาง เมอื งบนเสนทางสายไหมหลายเมืองเปน เมอื งพทุ ธทต่ี อนรับนกั เดินทางทัง้ จากตะวันตกและตะวันออก พุทธศาสนาเถรวาทแพรห ลาย เขาสูดินแดนของชาวเตริ กกอ นทจ่ี ะผสมผสานกับนกิ ายมหา ยานท่ี แพรห ลายเขามาภายหลงั ดินแดนดงั กลา ว คอื บริเวณทีเ่ ปนประเทศปากีสถาน รฐั แคชเมียร อัฟกานิสถาน อิหรา นตะวนั ออกและแนวชายฝง อุซเบกิสถาน เติรกเมนิสถาน และทาจิกิสถาน อาณาจกั รโบราณในสมยั นั้น คือ แควนคันธาระ แบกเทรยี พารเ ทยี และซอกเดีย ศาสนาพุทธในบริเวณ น้ีไดแ พรตอไปยงั จนี อิทธิพลของความเช่ือทอ งถิ่นทาํ ใหศาสนาพทุ ธในบริเวณนีแ้ ตกเปน หลายนิกาย นิกายทโี่ ดดเดน คอื นิกายธรรมคปุ ตวาทและนิกายสรวาสติวาทิน

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๗๙ ศาสนาพทุ ธในเอเชียกลางเสือ่ มลงเมอ่ื ศาสนาอสิ ลามแพรห ลายเขามาในบริเวณนี้ มกี ารทาํ ลายสถปู จํานวนมากในสงครามในพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒ ศาสนาพทุ ธมีทาทวี าจะฟน ตวั ขน้ึ อกี เมือ่ เจงกีสขานรกุ ราน เขา มาในบรเิ วณนี้ มกี ารจดั ตัง้ ดินแดนของอลิ ขานและชะกะไตขาน เมื่อพทุ ธศตวรรษที่ ๑๘ แตอ กี ๑๐๐ ปตอมา ชาวมองโกลสว นใหญห ันไปนับถอื ศาสนาอสิ ลาม ทาํ ใหศ าสนาอสิ ลามแพรห ลายไปทัว่ เอเชยี กลาง พทุ ธศาสนาในพารเทยี ศาสนาพทุ ธแพรไปทางตะวันตกถงึ พารเทียอยางนอ ยถึงบรเิ วณเมริ บในมารเ กยี นาโบราณ ซง่ึ ปจ จุบันอยใู นเติรกเมนสิ ถาน ชาวพารเทียจํานวนมากมบี ทบาทในการแพรกระจายของพุทธศาสนาโดย นักแปลคมั ภีรช าวพารเ ทยี จาํ นวนมากแปลคมั ภีรพ ุทธศาสนาเปน ภาษาจีน พทุ ธศาสนาในท่ีราบตาริม บรเิ วณตะวนั ออกของเอเชยี กลาง (เตอรเ กสถานของจนี ที่ราบตาริม และเขตปกครองตนเองซิ นเจียงอุยกรู ) พบศลิ ปะทางพุทธศาสนาจํานวนมาก ซึ่งแสดงอิทธิพลของอินเดียและกรกี ศิลปะเปน แบบคันธาระ และจารึกเขยี นดวยอกั ษรขโรษฐี ดนิ แดนเอเชยี กลาง เปนตัวเชอื่ มสาํ คญั ในการเผยแผศ าสนาพทุ ธไปทางตะวันออก ผูแปลคมั ภรี  เปนภาษาจนี รุน แรกๆ เปนชาวพารเทยี ชาวกษุ าณ หรอื ชาวซอกเดีย การติดตอแลกเปลย่ี นพทุ ธศาสนา ระหวา งเอเชยี กลางกับเอเชียตะวนั ออกพบมากในพทุ ธศตวรรษที่ ๑๕ ทําใหศ าสนาพุทธเขา ไปตั้งมนั่ ใน จีนจนปจ จุบนั พุทธศาสนาในจีน คาดวา พุทธศาสนาเขาสจู ีนเมือ่ พุทธศตวรรษที่ ๖ โดยผา นเอเชียกลาง (แมจะมเี ร่ืองเลา วา มี พระภิกษุเขา ไปถงึ ประเทศจนี ตัง้ แตส มัยพระเจาอโศกมหาราช) จนในพุทธศตวรรษที่ ๑๓ จีนจงึ กลายเปนศูนยกลางท่ีสําคัญของพุทธศาสนา ใน พ.ศ. ๖๑๐ มกี ารกอตั้งศูนยก ลางการเผยแผพุทธศาสนาในจนี โดยพระภิกษุสององค คอื พระกา ศยปะมาตังคะ และ และพระธรรมรกั ษ ใน พ.ศ. ๖๑๑ พระเจาหมิงตแ้ี หงราชวงศต งฮน่ั ไดสรางวัดมา ขาวซง่ึ ยงั คงอยจู นถงึ ปจ จุบนั อยใู กลก บั เมอื งหลวง คอื เมืองลัว่ หยาง คมั ภรี ทางพุทธศาสนามหายาน แปลเปน ภาษาจีนครง้ั แรกโดยพระภิกษุจากกุษาณ โลกกเสมา ในเมอื งลัว่ หยาง ระหวา ง พ.ศ. ๗๒๑- ๗๓๒ ศลิ ปะทางพทุ ธศาสนายุคแรก ๆ ไดร บั อิทธพิ ลจากศิลปะแบบคนั ธาระ พุทธศาสนาในจนี รงุ เรืองมากในยุคราชวงศถงั ราชวงศน้ไี ดเปดกวา งตอการรบั อิทธพิ ลจาก ตางชาติ และมกี ารแลกเปล่ยี นวัฒนธรรมกับอนิ เดีย มพี ระภกิ ษุจีนเดนิ ทางไปอินเดียมากในชวงพทุ ธ ศตวรรษที่ ๙-๑๖ เมืองหลวงในสมยั ราชวงศถัง คอื ฉางอาน กลายเปน ศนู ยกลางสาํ คัญของพุทธศาสนา และเปน แหลง เผยแผศาสนาตอไปยงั เกาหลีและญ่ีปนุ

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๘๐ อยา งไรก็ตาม อิทธพิ ลจากตางชาติกลายเปน ผลลบในตอนปลายของราชวงศถัง ใน พ.ศ. ๑๓๘๘ จกั รพรรดิหวูซ ุง ประกาศใหศ าสนาจากตางชาติ ไดแ ก ศาสนาคริสต ศาสนาโซโรอสั เตอร และศาสนา พุทธ เปนศาสนาท่ีผิดกฎหมาย หนั ไปสบั สนนุ ลทั ธิเตาแทน ในสมยั ของพระองคม กี ารทําลายวดั คมั ภีร และบังคับใหพ ระภิกษุสกึ ความรงุ โรจนข องพุทธศาสนาจงึ สน้ิ สดุ ลง พทุ ธศาสนานิกายสขุ าวดแี ละนิกาย ฌานยงั คงรงุ เรอื งตอ มา และกลายเปน นิกายเซนในญ่ีปุน นกิ ายฌานในจนี มีอทิ ธิพลในสมัยราชวงศซ อ ง พทุ ธศาสนาในเกาหลี พทุ ธศาสนาเขาสเู กาหลีเมอื่ ราว พ.ศ. ๙๑๕ เม่อื ราชทตู จากจีนนําคมั ภรี และภาพวาดไปยัง อาณาจักรโคกูรยอ ศาสนาพุทธรงุ เรอื งในเกาหลีโดยเฉพาะนกิ ายเซนในพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ จนกระทง่ั ถงึ ยคุ ของการฟนฟลู ัทธิขงจอ๊ื ในสมยั ราชวงศโ ชซอนตั้งแต พ.ศ. ๑๙๓๕ ศาสนาพทุ ธจึงเสอ่ื มลง พุทธศาสนาในญปี่ ุน ญปี่ ุนไดรับพุทธศาสนาเมอ่ื ราวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๑ โดยพระภิกษชุ าวเกาหลนี ําคัมภรี แ ละศลิ ปะ ทางพุทธศาสนาเขา สญู ่ปี ุน เมอ่ื สิน้ สุดยคุ ของเสนทางสายไหม พรอมๆกับการเสอ่ื มของพุทธศาสนาใน อนิ เดยี เอเชียกลางและจีน ญ่ีปนุ ยังคงรกั ษาความรุงเรอื งทางพทุ ธศาสนาไวไ ด ตัง้ แต พ.ศ. ๑๒๕๓ เปน ตน มา มีการสรา งวดั และรูปเคารพจํานวนมากในเมืองหลวงคอื เมอื งนารา พุทธศลิ ปแ บบญีป่ นุ รุงเรือง ในชวงพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓ – ๑๘ ในชว งพทุ ธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๘ พทุ ธศาสนานิกายเซนรุงเรอื ง รวมทงั้ ศลิ ปะท่ีสืบเนือ่ งจากนิกายเซนดวย พทุ ธศาสนายังคงรุงเรืองในญีป่ ุน จนถงึ ปจ จุบนั พทุ ธศาสนาในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต ระหวา งพุทธศตวรรษที่ ๖ การคาทางบกผา นเสน ทางสายไหมถกู จาํ กดั เนอื่ งจากการขยายตัวใน ตะวนั ออกกลางของจกั รวรรดิเปอรเ ซีย และการเปนศัตรกู บั โรม ชาวโรมันทตี่ อ งการสนิ คา จาก ตะวันออกไกลจงึ ทําการคาทางทะเล ตดิ ตอ ระหวางทะเลเมดเิ ตอรเ รเนียนกับจีน ผานอินเดีย ในชวง เวลานเี้ องอนิ เดียมอี ิทธพิ ลเหนือเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใตม าก ต้งั แตภาคใตข องพมา ภาคกลางและ ภาคใตของไทย กัมพูชาตอนลางและภาคใตของเวียดนาม การคาชายฝง เจรญิ ขึ้นมาก ผลจาการเผยแผอารยธรรมอนิ เดียเขา สูบริเวณนี้ ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตแพรเขามาพรอ ม กบั ศาสนาพทุ ธทัง้ ฝา ยเถรวาทและมหายาน ศาสนาพราหมณไดเ ผยแผเขา มาในบรเิ วณน้ีเชนกัน พรอม กบั วรรณคดสี าํ คัญ คอื รามายณะและมหาภารตะ ในชว งพุทธศตวรรษที่ ๑๐ – ๑๘ เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตมีจักรวรรดิท่รี งุ เรอื งทางดานพุทธศาสนา และศลิ ปะอยูส องแหง ความเชอื่ สาํ คญั ในยุคนีเ้ ปนแบบมหายาน จักรวรรดิทีม่ ีอทิ ธพิ ลทางใตบริเวณหมู เกาะ คือ อาณาจกั รศรีวชิ ัย สวนทางเหนอื คือ อาณาจักรขอมหรือเขมรโบราณ ทีม่ ีการสรางรูปพระ โพธสิ ัตวมาก

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๘๑ อาณาจักรศรีวิชยั นักวิชาการสว นใหญเ ช่อื วา อาณาจักรศรวี ิชัยมีศนู ยกลางอยูมี่ปาเลม็ บัง บนเกาะสมุ าตรา ประเทศ อินโดนเี ซยี นับถอื พุทธมหายานหรอื วชั รยานภายใตการอุปถัมภข องกษตั รยิ ร าชวงศไศเลนทร หลวงจีน อีจ้ ิงบันทกึ ไวว า ทป่ี าเลม็ บงั มภี กิ ษมุ ากกวา ๑๐,๐๐๐ รูป ทา นอตีศะเคยมาศึกษาท่ีน่ี กอนเขาไปเผยแผ พทุ ธศาสนาในทเิ บต ศลิ ปะทางพทุ ธศาสนาของศรวี ชิ ยั แพรห ลายไปทัว่ เอเชยี ตะวันออกเฉียงใต เรียกวา ศลิ ปะศรีวิชัย สง กอสรางทยี่ ง่ิ ใหญ คอื บโุ รพทุ โธ (สรา งเมอ่ื ราว พ.ศ. ๑๓๒๓) ในเกาะชวา อาณาจกั รศรีวิชัยเสือ่ มลง เน่ืองจากความขัดแยงกับราชวงศโจฬะในอินเดยี กอ นจะรบั อิทธพิ ลอารยธรรมอิสลามในพุทธศต วรรษที่ ๑๘ อาณาจกั รขอม ในชวงพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๔ - ๑๘ พุทธศาสนามหายานและศาสนาฮินดรู งุ เรืองในอาณาจักรขอม มีการ สรา งศาสนสถานมากมายทงั้ ในไทยและกัมพชู า รวมทัง้ นครวัด มหายานรุงเรอื งทส่ี ดุ ในสมยั พระเจา ชยั วรมันที่ ๗ ผูส รางนครธม มหายานเสือ่ มลงในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ไลเล่ียกบั ความเสือ่ มของมหายาน ในอนิ เดยี จากนนั้ พุทธศาสนาเถรวาทลทั ธลิ งั กาวงศเขา มามีอทิ ธิพลแทนที่ กาํ เนดิ วชั รยาน พทุ ธศาสนานกิ ายวัชรยาน หรือ พุทธศาสนาลัทธิตันตระ กาํ เนดิ ขนึ้ คร้ังแรกทางตะวนั ออกของ อินเดีย เมอื่ ราว พ.ศ. ๗๐๐ - ๑๒๐๐ บางครั้งจดั เปนสว นหน่งึ ของมหายานแตบ างคร้ังก็แยกตัวเอง ออกมาตา งหาก หลักปรชั ญาของวัชรยานเปนแบบเดยี วกบั มหายาน แตมีวิธกี ารหรือ \"อปุ าย\" ตา งไป โดยมีการใชญ าณทัศนแ ละโยคะอ่นื ๆ เขา มา การฝก เหลา นไ้ี ดอ ิทธพิ ลจากลทั ธติ นั ตระของศาสนาฮนิ ดู วชั รยานในทิเบต กอตั้งโดยทานปท มสมั ภวะ วัชรยานยุคแรก ผฝู ก เรยี กวา มหาสทิ ธา มกั อยตู ามปา จนกระทัง่ ราว พ.ศ. ๑๔๐๐ วัชรยานจึง แพรเ ขา สมู หาวทิ ยาลัยทางพุทธศาสนาในยคุ นนั้ คอื มหาวทิ ยาลัยนาลนั ทาและมหาวิทยาลัยวิกรมศลิ า วัชรยานเส่ือมจากอนิ เดียเม่ือราว พ.ศ. ๑๗๐๐ ซงึ่ เปน ผลสืบเนื่องมาจากการรุกรานอนิ เดียของชาว มุสลิม ทําใหขาดผูอุปถมั ภพ ุทธศาสนา วัชยานไดแพรหลายไปสทู เิ บตและกลายเปนพุทธศาสนานิกาย หลักท่ีนั่น บางสว นไดแพรหลายตอ ไปยงั จนี และญีป่ ุนเกดิ เปน นิกายเชนเหยน หรอื ม่ีจุงในจีน และนกิ าย ชนิ กอนในญปี่ ุน การฟนฟนู กิ ายเถรวาท ศาสนาพุทธในอนิ เดยี เรมิ่ เส่อื มลงตง้ั แตราว พ.ศ. ๑๖๐๐ - ๑๗๐๐ เนือ่ งมาจากการทาํ สงครามกับ ชาวมสุ ลิมที่เขา มารุกรานอินเดีย ซง่ึ ทาํ ใหก ารนับถือพทุ ธศาสนามหายานในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต เสือ่ มลงดวย ในชว งเวลานั้น การคา ขายทางทะเลระหวางตะวนั ออกกลางไปยังจีนผา นทางศรีลงั กาเร่มิ

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๘๒ เฟอ งฟขู ้นึ และเปนชว งเวลาเดยี วกบั ที่มีการฟนฟนู กิ ายเถรวาททใ่ี ชภ าษาบาลีทศี่ รลี ังกาอกี ครงั้ นิกายน้ี จึงแพรห ลายไปสเู อเชียตะวันออกเฉียงใต พระเจาอโนรธามังชอ กษัตรยิ ผกู อ ตั้งจกั รวรรดพิ มา คร้ังแรกเปนผูร ับพุทธศาสนาเถรวาทลทั ธิลังกา วงศน เ้ี ขาสูพ มา มกี ารสรา งเจดียใ นเมืองหลวงมากมาย แมในกาลตอมา อาํ นาจของพมา เสื่อมถอยลง เพราะถูกมองโกลรุกราน และไทยมีอํานาจข้นึ แทน พทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทกย็ งั คงเปนนิกายหลักใน พมา พทุ ธศาสนานิกายเถรวาทจากลังกาแพรหลายเขา สูประเทศไทยทน่ี ครศรธี รรมราชและสโุ ขทัยเม่ือ ราว พ.ศ. ๑๘๐๐ และยงั คงนบั ถอื สืบเนอ่ื งมาจนปจจุบัน พุทธศาสนานกิ ายเถรวาทไดแพรห ลายจาก ไทยไปยังลาวและกัมพชู า ทีเ่ คยอยภู ายใตก ารปกครองของไทยมากอน สวนดินแดนในเขตหมเู กาะของ เอเชียตะวันออกเฉียงใตท่ีเคยนับถอื นกิ ายมหายานเปล่ียนไปนับถือศาสนาอสิ ลามเกือบท้งั หมด พุทธศาสนาในโลกตะวันตก นักบุญโยซาฟต ในเอกสารกรีก ซึง่ ไดร บั แรงบันดาลใจจากพทุ ธประวตั ทิ แี่ ปลเปนภาษากรีกมี หลกั ฐานวาพทุ ธศาสนาแพรห ลายไปถึงตะวันตกมานาน ชาดก ซง่ึ เปนคัมภีรหนง่ึ ในพระไตรปฎ กของ พทุ ธศาสนา มีผแู ปลเปนภาษาซีเรียค และภาษาอาหรับ เชน Kalilag and Dammag พทุ ธประวตั ิแปล เปน ภาษากรีกโดย จอหนแหงดามสั กัส ไดเปน ท่ีแพรหลายในหมูช าวครสิ ตในนามของบารล าอมั และโย ซาฟต เร่ืองนเ้ี ปนที่นิยมของชาวคริสต จนกระทง่ั เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ ชาวคริสตย กยอ งโยซาฟต ใหเ ปนนกั บุญแหงนกิ ายคาทอลิก ความสนใจในพุทธศาสนาเริ่มขึ้นอกี ครงั้ ในยุคอาณานิคม เมือ่ มหาอํานาจตะวนั ตกไดมโี อกาสศึกษา ศาสนาในรายละเอยี ดมากขน้ึ ปรัชญาในยุโรปสมยั น้ันไดร บั อิทธิพลจากศาสนาในตะวนั ออกมาก การ เปดประเทศของญี่ปุนเม่อื พ.ศ. ๒๓๙๖ ทาํ ใหม กี ารยอมรบั ศลิ ปวัฒนธรรมญีป่ ุน รวมทัง้ วฒั นธรรม เกยี่ วกบั ศาสนาพทุ ธดว ย งานแปลคมั ภรี ทางพทุ ธศาสนาเปนภาษาตะวนั ตกเร่ิมข้ึนโดย Max Muller ผู จัดพมิ พ Scared Books of the East \"คมั ภรี ศ ักด์ิสิทธแิ์ หง ตะวนั ออก\" มกี ารจัดตง้ั สมาคมบาลีปกรณ เพื่อจดั พิมพพ ระไตรปฎ กและคมั ภรี ทางพทุ ธศาสนาอ่ืนๆ แตความสนใจยงั จาํ กัดในหมปู ญญาชน ศาสนาพุทธเรมิ่ เปนทส่ี นใจของชาวยุโรปอยางกวางขวาง ในพทุ ธศตวรรษที่ ๒๕ หลงั จาก สงครามโลกครัง้ ท่ี ๒เปนตนมา ความเชอื่ ทางศาสนาของชาวตะวนั ตกเปลีย่ นไปเนนทค่ี วามเชื่อของ ปจเจกบุคคลมากขึ้น ทาํ ใหศาสนาพุทธเปนที่ดงึ ดดู ใจ จากการท่มี ีขอ พสิ ูจนใ หพ สิ จู นไดดวยการปฏบิ ตั ิ ดวยตนเอง มกี ารตัง้ องคก รทางพทุ ธศาสนาระดับโลกโดยชาวพุทธจากเอเชยี ยุโรป และอเมริกาเหนือ รวม ๒๗ ประเทศท่ีศรีลังกาเมอื่ พ.ศ. ๒๔๙๓ ในชื่อองคกรพทุ ธศาสนิกสมั พันธแ หง โลก

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๘๓

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๘๔ บทท่ี ๘ การศึกษาพระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง วตั ถุประสงค o เมอ่ื ศกึ ษาบทท่ี ๘ จบแลว นักศึกษาสามารถ o ๑.อธบิ ายการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครองได o ๒.อธิบายหลักธรรมในการปกครองได ขอบขา ยเน้ือหา o ๑.การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง o ๒.หลกั ธรรมในการปกครอง

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๘๕ ความเปน มาและความสําคัญ ศาสนากส็ ว นศาสนา พระสงฆไ มควรยงุ เกย่ี วกับการเมอื ง เวลาวิกฤตเิ ศรษฐกิจกเ็ ปน เร่อื ง ของนกั การเมืองทจ่ี ะมากูเศรษฐกิจ แตห ากนักการเมืองคดิ วา มันคอื วกิ ฤติทางศลี ธรรม พระสงฆก ม็ สี ทิ ธิ์ ทถ่ี ูกนิมนตใหม าชว ยชาติบานเมอื ง ทปี่ ระเทศศรลี ังกา เขาใหพระสงฆล งั กาชว ยแนะนาํ นกั การเมอื ง บรหิ ารประเทศ นายกนักการเมอื งตองเขาวัดฟง ธรรมเปนกิจวตั รเปนประจาํ บอย ๆ ในสมยั โบราณพระมหากษัตรยิ จ ะทรงอุปถมั ภพ ระพทุ ธศาสนา โดยเฉพาะอยางย่ิงในสมยั สมเดจ็ พระนารายณ สมัยสมเด็จพระเจา ตากสิน หลังป ๒๔๗๕ ทีเ่ ริม่ ยุคแหงระบอบประชาธปิ ไตย นายกรฐั มนตรจี ะไดร บั มอบพระราชอาํ นาจมาบรหิ ารบานเมือง แตกม็ ักจะถกู ลมื ปฏิบตั ิหนาท่ีปกปอง รักษา อุปถัมภ พระพทุ ธศาสนา อีกอยางหน่ึงเสมอ การเมืองที่ดี ควรยึดหลกั ธรรมาธปิ ไตย หรอื ยดึ ความถูกตอ งตามทาํ นองคลองธรรม เปนใหญ สมัยปจจุบันเราไมค อ ยพูดเรื่องนี้เทา ไรนัก เราชอบพูดเฉพาะดานการเมอื งอยางเดยี วลวน ๆ ไมยอมเอาธรรมะมาสอดแทรกเปนองคประกอบ มกี ารเลอื กตั้ง ก็เนนการหาเสียง หากทาํ ถกู ตอ งแต เสยี งหายไปก็ไมก ลาจะทํา และไมเ นนถงึ แกนสารจรงิ ๆ ของการเมอื งคือ การบรหิ ารการปกครอง ประเทศ บางคนเลนการเมอื งกม็ ุงแตตอบสนองพรรคการเมือง บางพรรคกเ็ พอื่ ประชาชนจริง ๆ ไมใช พูดแตปาก ในโบราณกาล พระโพธสิ ัตวก็ไมอยากเปน พระจาแผน ดิน เพราะตองการเปนใหญ ทางธรรม ไมใชท างโลก พระสงฆไทยก็ไมคอยชอบเปนสมภาร เพราะตอ งยุง กับการบรหิ ารวดั จน เสียเวลาพฒั นาจติ กาํ นันผใู หญบ า นกไ็ มมใี ครอยากเปนตอ งไปเชญิ นกั การเมอื งเดมิ ๆ ตอ งเปน ผู เสยี สละจริง ๆ ตอ บา นเมอื ง จึงยอมมาเปน มาสมยั ปจ จบุ นั น้ี ทําไมถงึ ตรงกันขา มกนั หมดทุกอยา ง แยง ชงิ กนั เขา มารับตาํ แหนง คนพุทธมักจะรักษาระยะหา งระหวา งพระสงฆก บั ฆราวาส หากยังอยใู นกติกา พระก็ จะอดทนนั่งชมนักการเมอื งอยา งสงบ หากเริ่มเห็นความไมเ ปน ธรรม หรอื เปน เร่ืองใหญแ ลว คนชมก็ ตองเสนอตวั มาเปนพ่เี ล้ยี ง เพ่อื ขอใหรฐั ชว ยปกปองพระพทุ ธศาสนาบางศาสนาเขารวมศาสนากับ การเมืองเปน หนง่ึ เดยี ว การเผยแผศาสนากจ็ ะไปพรอม กับการแผร าชอาณาจกั ร แตศาสนาพทุ ธจะนิยม คิดแบบแยกสว น พูดแบบงา ย ๆ คอื “พระหา มยุง เก่ยี วกบั การเมอื ง” จนถงึ กบั ตดั สทิ ธิการเลอื กตั้งอีก ดวย

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๘๖ หากคดิ วา วิกฤตเิ ศรษฐกจิ ครัง้ น้ี มาจากวกิ ฤตศิ ลี ธรรม คอื การไมร จู ักประมาณ การหลง ตดิ ในบรโิ ภคนยิ มและความไมซ อื่ สัตยสุจริต แลวไซร ไทยอาจใชก ลยทุ ธน ําพระสงฆ ๓ แสนรปู ทมี่ ีอยเู ขา ไปชวยพัฒนาเด็กเยาวชน และสรางแนวคดิ ใหมใ หกับผูใหญ การแกวิกฤติเศรษฐกจิ ดว ยหลักศีลธรรมน้นั อาจมีมลู เหตุจากแนวคดิ เดิมที่แยก การเมือง มาปกครองประเทศอยา งเด่ียวๆ ทําใหเ กดิ การปลอยปละละเลยแหง ศีลธรรมจิตใจคนออนแอ ตอความ ถกู ตอง มีคอรัปชนั่ มาก ๆ จนเห็นเปนเร่ืองปกติธรรมดา มีการขายยาบา โดยไมกลวั โทษ ประหารชีวติ ทงั้ ท่ีรวู าไมดีผดิ กฎหมายแตท ําไมคนไทยตัง้ แตเ ด็กนกั เรียนจนถงึ ผูใหญ จงึ นิยมเสพยาบา เราไมเ คยคิดวารากฐานแหงเหตมุ ันอยทู ่ีใจ เปนโรคทางใจก็ตองใช “ธรรมะโอสถ” มาแก ชาติกอ็ ยไู ด พนจากวิกฤตเิ ศรษฐกิจได แนวทางพุทธเชิงรุกในเร่อื งพุทธศาสนากบั การเมืองนน้ั ตอ งทาํ ใหเ ปนหน่ึงเดียว อาจ เรยี กรวมวชิ าการใหมว า “พุทธศาสตรการเมอื ง” หรือ “การเมืองการปกครองเชิงพุทธ” ก็ได โดยมองท่ี มนษุ ยน นั้ มีท้ังรา งกาย จติ ใจ และสตปิ ญญา การทาํ ใหช าติเขม แข็ง ก็ตอ งทําใหค นไทยมสี ุขภาพดีมี รา งกายแขง็ แรง มจี ติ ใจทเ่ี ขม แข็ง อดทน ควบคุมอารมณไ ดดี ขยัน ไมยอทอ และพัฒนาปญญาใหสงู ข้ึนดวย เพื่อใหรวู า สิง่ ใดถกู ตอง ส่งิ ใดไมถกู ตอ ง ตลอดจนมปี ญ ญาพอท่จี ะหาทางแกไขปญ หาไดอ ยา งนี้ คนในชาตกิ จ็ ะแข็งแกรง ในเม่ือคนไทยเปนชาวพทุ ธถึง ๙๔% ก็นา ทจ่ี ะใชพ ทุ ธศาสตรการ เมอื งได หรือ อาจเรียก “ธรรมศาสตร” เหมือนมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตรกไ็ ดท่ีกอตงั้ ขึ้นมากเ็ พอ่ื สอนการเมืองการ ปกครองเปนมลู เหตุ คําขวัญ “เกง ดี และมีสขุ ” ในสวนท่ีเกง ก็ตอ งใชวชิ าทางโลก สําหรบั ดแี ละมีสุข เห็นทีจะตอ ง ใชว ชิ าพทุ ธศาสตรก ารเมอื งเขาชว ยแกไข นอกจากน้ีอาจพฒั นาวชิ าการนี้ เพอ่ื สง่ั สอนคนอ่นื ๆ ในโลก ใบนีด้ ว ย พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยตุ โต) (๒๕๔๓) ไดก ลา วถงึ พระพุทธศาสนา เปน หลักนาํ ทางในการ พฒั นา ไวอยางนา สนใจวา ปจจบุ ันนี้ ไดเ ปน ทีย่ อมรับกนั ท่ัวไปแลว วา การท่จี ะพัฒนาประเทศใหส าํ เรจ็ ผลดีบรรลุจดุ หมายทต่ี องการไดอยางแทจ รงิ นน้ั จะพัฒนาเพยี งดานวัตถุอยางเดียวเทาน้นั ไมเพยี งพอ ประสบการณ ในการพัฒนาตลอดเวลายาวนานท่ีผา นมา ไดส อนใหเ ปนตระหนกั วาการมุง พัฒนา วตั ถุ ภายนอกอยางเดยี วน้ัน แมจะระดมทุนลงไปอยา งมากมาย ก็ไมท าํ ใหสังคมบรรลคุ วามม่ังคัง่ รุงเรืองและ สนั ตสิ ุขที่แทจ ริงได ตามวัตถุประสงค กลับสรา งปญ หาอยางมากมาย เชน ๑. ปญ หาความยากจน ปรากฏวามีคนยากจนแรน แคน แผขยายท่วั ไปทั้งในเมอื งและชนบท การกระจายรายไดข องประชากรไมดาํ เนินไปดวยดฐี านะทางเศรษฐกจิ ของคนกลับหา งไกลกนั มากข้ึน

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๘๗ ๒. ปญ หาดา นสุขภาพ ประชากรขาดแคลนแมก ระทั่งสาธารณสุขขน้ั มลู ฐาน เกดิ โรคระบาดท่ี รายแรง นอกจากสขุ ภาพทางกายไมด แี ลว สขุ ภาพทางจิตก็เสือ่ มโทรมลง ชีวิตคนในถิ่นทเี่ รียกวา เจรญิ มี ลักษณะสับสนวุนวาย คนมีทุกขใจมากขนึ้ เปน โรคจิตโรคประสาทมากข้นึ ๓. ปญ หาดา นการศกึ ษา ความเสมอภาคในโอกาสทางการศกึ ษาก็ยังอยใู นภาวะสมั ฤทธ์ิผลได ยาก เกดิ ความลม เหลวในการจดั การศึกษา กอใหเ กิดปญหามากมายในสังคม เชน ปญหาการฉอราษฎร บงั หลวง ความไมซ ่อื ตรง เปนตน ๔. ปญ หาทางการเมอื ง การพัฒนาประชาธปิ ไตยกาวหนาไปไดไมมากกวาถอยหลงั ๕. ปญ หาดา นจริยธรรมคณุ ธรรม ผูค นไมมรี ะเบียบวินยั เชน ระเบียบวินยั ในการใชรถใช ถนน อบุ ตั ิเหตมุ สี ถิตสิ งู อยางนากลวั ย่ิง เกดิ ความไมปลอดภยั ในชวี ติ และทรัพยส นิ จนทําใหค นสวนมาก เกดิ ความหวาดกลัว อาชญากรรมยังแพรห ลาย คดปี ลน ฆา ขม ขนื ทร่ี า ยแรงปรากฏข้นึ บอย เปนตน ๖. ปญหาดานวฒั นธรรม มคี วามเส่อื มโทรมทางดานวฒั นธรรม มคี า นยิ มทีไ่ มพ งึ ปรารถนา และไมเ อือ้ ตอ การพฒั นา เชน คานยิ มบริโภคและความนยิ มฟุง เฟอ แผกระจายทั่วไป ๗. ปญหาทางเพศและอบายมขุ มีปญ หาทางเพศเพิม่ สงู มีอัตราคนถูกขม ขืนสูง อัตราการ หยารา งสงู ขน้ึ อบายมขุ ระบาดทั่วไป ท้งั ในกรุงและชนบทประชากรฝากความหวงั ไวกบั การพนันใน รูปแบบตา งๆและหมกมุนจนยากทีจ่ ะแกไ ขเยาวชนมากมายทาํ ลายอนาคตของตนเองและกอ ปญหาแก สังคมโดยเปน ผลสบื เนอื่ งจากการตดิ ยาเสพติด ๘. ปญ หาดา นสง่ิ แวดลอ ม มีปญหาดานสิ่งแวดลอ มทวสี งู ข้นึ ปา ไมถกู ทาํ ลายไปมาก ตน น้ํา ลําธารรอยหรอลง ฝนไมตกตองตามฤดูกาล แผน ดินแหงแลง ทําใหท ําการเกษตรยากลําบากมากขึ้น สง ผลตอความยากกจนแรน แคนยิง่ ขน้ึ ไปอกี ประสบปญหาทางการตลาด มีการเอารัดเอาเปรียบกันมาก เกิดมลภาวะทัง้ ในดิน ในน้ํา และทอ งฟา คุกคามตอชีวติ แบะสขุ ภาพของประชากรทัว่ ทกุ คนโดย เฉพาะตัวคนซ่ึงเปนผูรวมในกระบวนการพัฒนาและไดรบั ผลจากการพฒั นาโดยตรง จะ ตองไดรับการ พฒั นาเปนอยา งดี และในการพัฒนาคนน้นั สว นสาํ คญั ทีส่ ดุ ก็คอื จติ ใจ ดังนั้นในยุคปจ จบุ ัน งานพฒั นา จึงหนั มาใหค วามสนใจแกการพัฒนาจติ ใจมากขน้ึ การพัฒนาจิตใจนั้น รวมถงึ การพฒั นา คณุ ธรรม จริยธรรม ตลอดจนสุขภาพจิตโดยทวั่ ไป การพฒั นาจติ ใจ ตลอดจนการพัฒนาคนนน้ั เปนหนา ทห่ี ลักของ พระพุทธศาสนา และพระสงฆม สี ว นรว มอยา งสําคัญในการพัฒนาประเทศ ชาติมาโดยตลอด โดยเฉพาะในอดตี และแมป จ จบุ ันในชนบทหลายแหง พระสงฆไดเ ปนผูนาํ ในการพฒั นาและวัด ไดเ ปน ศนู ยก ลางของการพัฒนาเพราะพระสงฆเปนผนู ําทางจติ ใจและปญญาของชมุ ชนและวัดก็เปน ศนู ยก ลางของชมุ ชน เร่มิ แตบ ทบาทสําคญั ทส่ี ดุ คอื เปนศนู ยกลางการศึกษาของประชา ชน โดยมี พระสงฆเปนคร-ู อาจารย ศลิ ปวฒั นธรรมดานตางๆ พัฒนาขึ้นในวัด หรืออกไปจากวดั เมือ่ ไปอยใู น ชมุ ชนก็ใชความรวู ิชาการอน่ื ๆที่ไดศึกษาจากวัดนั้น เปน เครอื่ งนําครอบครวั และชมุ ชน ในการดําเนิน ชวี ติ และประกอบอาชีพการงานใหเ จริญกาวหนา และอยรู ว มกันดว ยดี มีความรม เย็นเปน สขุ ควรแก ความประพฤติปฏิบตั ิ ตอ มาเม่ือสังคมเปลยี่ นแปลงไป วัฒนธรรมจากประเทศตะวนั ตกแพรห ลายเขา มาและระบบ การตา งๆ แบบตะวันตกไดรับการยอมรับ และแนวทางการพฒั นากเ็ ปลีย่ นแปลงไป วดั กเ็ หนิ หา งออกไป

แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๘๘ จากกระบวนการพัฒนาตามลาํ ดับ โดยเฉพาะเมือ่ การพฒั นามงุ เนน ดา นวตั ถุ บทบาทของวัด พระสงฆ และพระพุทธศาสนากย็ ิง่ ลางเลอื นลง เหลือแตบทบาทในดา นการเอื้อตองานพฒั นา เชน อํานวยสถานที่ และอปุ กรณข องวดั การใหกาํ ลงั ใจและคาํ กลา วสอนสนับสนนุ ในคราวชมุ นมุ อยา งมพี ธิ ีกรรม เปนตน พระนพิ นธส มเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อฏุ ฐายมี หาเถร) การปกครอง คอื การควบคุมวา กลาวคนท้งั หมูใหอ ยใู นระเบียบสมํา่ เสมอกัน การปกครองแบงเปน ๒ ช้ัน ชัน้ นอกไดแ กการควบคุมความประพฤตใิ หเ ปนไปตามระเบียบ ช้ันในไดแ ก การควบคมุ นาํ้ ใจให เคารพระเบยี บและใหเ คารพนบั ถอื ผปู กครอง ผลทมี่ ุงในการปกครองก็คือ ความอยูเยน็ เปนสุขรว มกนั ของคนทั้งหมูทีอ่ ยูในปกครองอัน เดยี วกัน ผลอันนี้จะสาํ เรจ็ ได ตองมรี ะเบียบสําหรับปกครอง และตองมีผูปกครองตามระเบยี บนั้น ระเบียบควบคุมความประพฤติของคนไวไ ด แตไ มอ าจควบคุมน้ําใจคุณธรรมของผปู กครองสามารถ ควบคุมนํา้ ใจคนทีอ่ ยูในปกครองไวได ผูปกครอง ก็คือ ผนู ําของหมู ซ่งึ มีหนาท่คี วบคมุ คนทั้งหมู ใหป ระพฤติตามระเบยี บเสมอกัน และมีหนาท่ีควบคุมน้าํ ใจของเขาใหเคารพระเบยี บ และใหเ คารพนับถือตัวผูปกครองดว ยกแ็ ลผูปกครอง จะสามารถควบคุมนาํ้ ใจคนท้ังหมู กเ็ พราะคุณธรรมของผูปกครอง ดงั นี้ หลักธรรมในการปกครอง ๑.ผปู กครองตอ งมีอัธยาศยั ประกอบดวยเมตตากรุณา มงุ หวังใหคนทง้ั หมูอ ยูเยน็ เปนสขุ ทัว่ กัน ตั้งใจชว ยเขาใหพน จากทุกขย ากเดือดรอน ไมม กั ได ไมเหน็ แกส ุขเฉพาะตัวและเทย่ี งธรรม ๒.ผปู กครองตองประกอบดวยคณุ ธรรมเหลา น้ี และตอ งแสดงใหค นในปกครองเห็น คือ ความหมน่ั ขยนั ความรอบคอบ ทาํ การงานสะอาด พิจารณากอนจึงทาํ ระมดั ระวัง เลี้ยงชีพชอบธรรม ไมประมาท ฉลาดในอุบาย รูจ กั ผอ นปรน แกไ ขใหรายกลบั เปนดี ๓.ผูปกครองตอ งทาํ ตวั เปนแบบอยา งสมเปนผนู าํ ในขอเหลา นี้ เคารพรักษาระเบยี บ เอาใจใสต อ หนาท่ี เคารพรักษาระเบียบ เอาใจใสตอ หนา ที่ ทาํ อะไรทําจริง อดทนตอความเหนอื่ ยยาก ขะมกั เขมน ในการงาน เปนคนตรงตอ เวลา เคารพประโยชนของผอู ืน่ ยอมเสียสละเพ่ือหมู ๔.ผูปกครองตองรจู ักอานคน คนในโลกมี ๓ จาํ พวก พวกหนึ่งรูจกั ใชทง้ั ตัวเองท้งั ผูอ่ืน พวกหนงึ่ รูจักใชตัวเองแตไ มร ูจกั ใชผ อู ืน่ พวกหนึง่ ไมรูจกั ใชทัง้ ตวั เองทั้งผอู นื่ ตอ งใหค นอื่นใช การใชค นตอ งรูจกั เลอื กใหเ หมาะแกงาน ถา อา นคนไมเปนก็เลือกไมถ ูก ๕.ผปู กครองตอ งรูจกั อบุ ายวิธสี ําหรบั จูงใจคนใหเกิดความสมัครใจเพราะการทําโดยถูกบงั คบั ไมให ผลดเี ทาการทําโดยสมัครใจ ๖.ผูปกครองตอ งรจู กั ผูกใจคนใหร กั และนบั ถอื ดวยสังคหธรรม คอื เผือ่ แผใหก ัน พดู จาออ นโยน ไพเราะ ชวยเหลอื ไมดูดาย วางตนสมฐานะ ไมถอื ตัว เพราะหลักธรรมดามอี ยูวา ถา มีความรักความนับ ถือแลว กม็ แี กใจชวยทาํ เอง โดยไมต อ งออกปากและยอมใหใ ช โดยความเต็มใจปราศจากรงั เกยี จ ขอ ควรสาํ นกึ

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๘๙ ๑.ระเบียบจาํ เปนแกการปกครอง แตถากวดขันระเบียบมากเกนิ ไป แทนทีจ่ ะเรยี บรอย อาจ กลายเปน อลหมา นวุน วายก็ได เพราะคนยงั ไมร ูคา ของระเบยี บ ๒.ถา คนรคู า ของระเบียบท่วั กันแลว กไ็ มตองใหผูปกครองกวดขัน เขากวดขนั ตัวของเขาเอง ๓.อุบายวิธที จี่ ะชักนําคนใหเล็งเหน็ คาของระเบียบ เปนสงิ่ จาํ ปรารถนาเปนคกู ันไปกบั ระเบียบ ๔.ตองรูจ ักเอาใจเขามาใสใจเรา ไมทําอะไรเอาแตใ จของตน ๕.ไมใ ชแ ตคนท่อี ยูในปกครองเทา น้ันท่อี าจทาํ ผดิ แมต วั ผปู กครองเอง ก็อาจทําผิดได ๖.การทเี่ ขาไมเขา ใจคาํ ส่งั หรอื ทําอะไรไมถ ูกตามทส่ี ั่งนนั้ อยาพ่ึงลงโทษวาเขาไมร ูภ าษาคน อาจ เปน เพราะทา พูดใหเ ขาเขา ใจไมไดกไ็ ด ๗.ถอยคําที่กระดาง ไมไพเราะหู ยอ มปกปด ความหวังดีของผูพูดเสีย ๘.ในเวลามอี าํ นาจ แมทาํ ผิดทาํ ชว่ั กป็ ดไวไ ด เพราะเขาเกรงอาํ นาจไมอาจพูด ในเวลาหมดอํานาจก็ หมดคนเกรง ความผิดความชั่วกโ็ ผลต วั ใหค นเหน็ อยางท่ีวา “น้ําลดตอผุด” ๙.ผูปกครองเปน เปา แหงสายตาของคนทงั้ หลายท่ีอยใู นปกครอง เขาเหน็ ทาน แตท า นอาจไมเ หน็ เขา การกระทาํ ของทา นนั่นแหละ แสดงใหเ ขาเห็นวา ทา นเปนผูสมควรท่ีเขาจะรกั เคารพนบั ถือหรอื ไม ๑๐.ผูปกครองทีด่ ี ตองมที งั้ พระเดชและพระคุณ ถา ขาดเสียอยา งใดอยางหน่ึงกป็ กครองใหด ีไมได แตพระคุณน้ันควรใชเ สมอ สวนพระเดชพึงเลือกใชเ ม่ือจาํ เปนจรงิ ๆ (คดั ลอกมาจาก หนังสอื พิมพรายเดือน ธรรมลลี า กนั ยายน ๒๕๔๕ หนา ๑๐)

แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๙๐ บทท่ี ๙ การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนากบั เศรษฐกิจพอเพียง วตั ถปุ ระสงค o เมอ่ื ศึกษาบทที่ ๙ จบแลว นักศึกษาสามารถ o ๑.อธบิ ายเศรษฐกิจพอเพียงเชงิ พทุ ธได o ๒.อธบิ ายหลักปรัชญา แนวคิดเศรษฐกิจพอเพยี งองได ขอบขายเน้ือหา o ๑.เศรษฐกจิ พอเพยี งเชงิ พุทธ o ๒.หลักปรชั ญา แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๙๑ พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหัวองคพ ระมหากษัตรยิ องคป จ จบุ นั ทรงเสนอแนวพระราช ดําริเรอื่ ง “เศรษฐกิจพอเพียง”ซงึ่ มฐี านมาจากหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนเร่อื งการ พ่งึ ตนเอง อตตฺ า หิ อตตฺ โน นาโถ (ตนแลเปน ทพี่ ่ึงแหง ตน) (พระเทพโสภณ. ๒๕๔๔ : ๑๒) ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง เศรษฐกจิ พอเพยี งเปน ปรัชญาชถ้ี ึงแนวการดาํ รงอยูและปฏิบัตติ นของประชาชนในทกุ ระดับ ตั้งแต ระดับครอบครวั ระดบั ชมุ ชนจนถงึ ระดบั รฐั ทั้งในการพฒั นา และบริหารประเทศใหดาํ เนินไปใน “ทาง สายกลาง” โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกจิ เพอื่ ใหก า วทนั ตอโลกยคุ โลกาภิวัตน “ความพอเพียง” หมายถึง ความพอประมาณ ความมเี หตุผล รวมถึงความจําเปนท่จี ะตองมีระบบภมู คิ มุ กันในตัวท่ดี ี พอสมควร ตอ การมีผลกระทบใด ๆ อนั เกดิ จากการเปลยี่ นแปลงทัง้ ภายนอกและภายใน ท้ังนี้ จะตอง อาศยั ความรอบรู ความรอบคอบ และความระมดั ระวังอยางยงิ่ ในการนําวชิ าการตา ง ๆ มาใชใ นการ วางแผนและการดาํ เนินการทุกข้ันตอน และขณะ เดยี วกันจะตอ งเสริมสรางพนื้ ฐานจติ ใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจาหนา ท่ขี องรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดบั ใหมสี ํานึกในคณุ ธรรมความซื่อสัตย สจุ รติ และใหม ีความรอบรูทีเ่ หมาะสม ดาํ เนนิ ชีวิตดวยความอดทน ความเพยี ร มสี ติ ปญญา และความ รอบคอบ เพอ่ื ใหสมดุลและพรอมตอ การรอง รบั การเปลย่ี นแปลงอยา งรวดเรว็ และกวา งขวางทง้ั ดา น วตั ถุ สังคม ส่ิงแวดลอม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกไดเปนอยา งดี เศรษฐกจิ ท่ผี านมาเปนเศรษฐกจิ เพื่อประโยชนข องคนสว นนอย โดยทาํ ลายคนสว นใหญ และ ทาํ ลายฐานทรพั ยากรทง้ั หมดทาํ ใหไมยัง่ ยืนและวกิ ฤติ เปนเศรษฐกิจฉกฉวยและเศรษฐกิจเทยี ม ท่ีสรา ง ปญหาใหส ังคมไทยนานบั ปการ ควรจะใชยทุ ธศาสตรเศรษฐกิจแกเพ่อื ปวงชน เปน เศรษฐกิจพอเพยี ง เพอ่ื ใหท ุกคนมพี ออยูพ อกนิ เศรษฐกจิ พอเพียง หมายถงึ มีจิตใจพอเพยี ง มีวริ ิยะ (ความเพยี ร) พอเพียง มีปญ ญาพอเพียง มวี ัฒนธรรมพอเพียง มสี ิง่ แวดลอมทพ่ี อเพยี ง และมีความเอือ้ อาทรตอกนั พอเพยี งเศรษฐกจิ พอเพยี ง เปน เศรษฐกิจทบ่ี รู ณาการ เปน เศรษฐกจิ แทท ี่ตอ งเปนไปเพ่อื “ครอบครัวอบอนุ ชมุ ชนเขมแขง็ และ สงิ่ แวดลอ มยง่ั ยนื ” แนวคดิ พืน้ ฐานเกย่ี วกบั เศรษฐกจิ พอเพียง เศรษฐกจิ พอเพียงกบั การพฒั นาทีย่ ั่งยนื ต้ังอยู บนฐานของความเปนจรงิ และเกณฑคุณคา ๓ ประการคือ ประการแรก สาํ นกึ ความเปนชุมชนและสังคมหน่งึ หมายความวา ประเทศชาตมิ ี คุณคาและความหมายเปน หนวยชวี ิต สงั คมและการดาํ รงอยู คงอยูร วมกันอยางย่งั ยนื และสนั ติสขุ ของ มวลมนษุ ยท กุ ระดับ ตง้ั แตร ะดบั ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และระดบั โลก ดงั นั้นเศรษฐกจิ จงึ เปน สวนหน่ึงของระบบสงั คมโดยรวม ไมใ ชค วบคุมกลไกทัง้ หมดของสงั คม

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๙๒ ประการทส่ี อง ความประสานกลมกลนื ของเสรีภาพกับความเปน ธรรมทางสงั คม หมายความ วา จะตอ งประสานหลักปฏบิ ตั ิเสรีภาพและประสิทธภิ าพของกลไกเศรษฐกิจทีว่ า น้ี ใหสอดคลอ งตอ เกณฑคณุ คา และการดํารงอยูของชวี ิต สังคม ทีเ่ ปนอิสระเสรีมเี สถยี รภาพและเปนธรรม ประการทสี่ าม คุณคาศักยภาพพฒั นาตนเองของคนเรา หมายความวา เราจะไมย ดึ “ระบบ” มากเกินไป แตย ดึ ถอื คนกับคุณคา ชวี ิตและสังคมเปนทพี่ ง่ึ มากกวาการพึง่ พงิ ระบบเศรษฐกจิ หลกั การทง้ั สามนี้ มคี วามสัมพนั ธเ ช่ือมโยงเปนอนั หนงึ่ อนั เดยี วกนั ประกอบเปน วิถีชวี ิตอัน เทีย่ งธรรมตามหลกั พระพทุ ธศาสนา ซึง่ เรยี กวา “วิถีแหงธรรม”น่ันคือการเสรมิ สรา งปลูกฝงวัฒนธรรม และวถิ ีการเรียนรทู ่ี “รจู ักพอ” ตามแนวของพระพุทธศาสนา พอเพยี ง แตต องไมช ะลา ใจ จนไม หว งวนั หนา พรอมท่ีจะมวี ันขาด ชวยเหลือตวั เองได และก็ชวยเหลอื คนอน่ื ได ตอ งขยัน ประหยดั อด ออม ออมวันน้ี มีกนิ วันหนา ตอ งไมก ินสรุ ยุ สรุ า ย ทุกศาสนา พอกิน การกินอาหารมี ๓ สว น มีอาหาร น้ํา และลม เมด็ ขาวเมด็ สุดทายกินให หมด กินอาหารใหหยุด แลวตามดว ยน้ํากจ็ ะพอดี อมิ่ ไมอดึ อัด เศรษฐกจิ พอเพยี ง ตอ งพอเพยี งที่ใจกอน ไมอยากเดน อยากมี อยากดงั พอแลวไมใช ยกเลิกจงพลกิ มอื ลางเปนมือบนจากมือหงายเปนมือคว่ํา มือบนคอื ผใู หใหโ อกาสใหก าํ ลังใจให ความรู หากเราพอ เราจะไมโลภ เวลาเราทกุ ขเ ปน การทดสอบ เวลาสุขจะมไี มน าน ในชวงถึงป อด คนจนคนรวยกจ็ ะฝก อดเหมอื นกัน เราจงรูจกั ความทกุ ข เราจะไดรูจ ักสขุ ไดอยา งไรคนจะ ใหก ็ จะตอ งไปหา ยิง่ ใหก ย็ งิ่ ขยันหา ยง่ิ ขยนั หา ก็ย่งิ ชาํ นาญ ก็ยงิ่ มี ทเี่ รียกวา ย่งิ ใหย ิ่งรวย คาํ วา จนน้นั คือไมพอ หากจัดไมพ อกต็ อ งหาย่งิ ด้นิ ยง่ิ แนน ยงิ่ รัด ขยายกจิ การไป เรอื่ ยๆ จนเปนหนี้ หากเราปลกู เอง พรกิ มะนาว ผัก ปลกู เองกนิ เอง ก็จะประหยดั ไดมาก สมัยน้ี เด็กๆ ชอบขอเงินรอยสองรอ ยไปซือ้ ของจากหา ง หากพอแมป ลูกผกั เอง ลูกจะไมก ลาขอ เศรษฐกจิ พอเพียงเชงิ พุทธ การพฒั นาประเทศ ท่ีมงุ เนนไปสูก ารเปน ประเทศอุตสาหกรรมของประเทศไทยทผี่ า นมา กอใหเกิดการแขงขันดา นการผลิตสิ่งของเคร่อื งใชเ ปน จาํ นวนมาก มกี ารสง เสริมใหประชาชนใชวตั ถุ อาํ นวยความสะดวกสบาย และปรนเปรอความสุขของตน กอ ใหเ กดิ ลัทธิ “วัตถุนิยม” กอใหเกดิ หนี้สนิ จํานวนมากมาย ลัทธนิ เี้ ปนการสง เสรมิ เศรษฐกิจในลกั ษณะที่ทําใหสงั คมเปน “สงั คมบริโภคนยิ ม” ทาํ ใหช ีวติ ความเปน อยูลาํ บากเพมิ่ มากขน้ึ ความเชื่อที่วา การสงเสริมความสุข โดยการปรนเปรอทางวัตถุจงึ เปนการเพมิ่ “ความทุกข” อยางปฏิเสธไมไ ดแนวคิด “เศรษฐกิจเชิงพุทธ” จงึ เปนแนวคิดทจี่ ะแกไ ข

แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๙๓ ปญ หา “ความทกุ ข” ทสี่ ังคมไทยเผชญิ อยู ซ่งึ พระพุทธเจา ทา นไดสอนหลกั ธรรมเกย่ี วกับเรือ่ งน้ีไว มากมาย เชน ๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะ เปน ขอ ปฏบิ ตั สิ ําคัญที่ทาํ ใหเกิดผล คอื ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทําใหม ี ทรพั ยส นิ เงนิ ทอง พ่งึ ตนเองได เรียกวา ธรรมที่เปนไปเพื่อประโยชนปจจบุ ัน บางทเี รียกวา “หวั ใจ เศรษฐ”ี โดยมคี าํ ยอคอื “อ”ุ “อา” “กะ” “สะ” ดงั นี้คอื ๑) อฏุ ฐานะสัมปทา (อุ) หมายถงึ การถงึ พรอมดว ยความขยันหมัน่ เพียร รจู กั ใชป ญญา ไตรต รองพิจารณาหาวธิ ีการทแ่ี ยบคายในการทํางาน มคี วามคิดรเิ รม่ิ สรา งสรรค รจู กั คิด รูจ กั ทาํ รูจกั ดําเนินการดา นเศรษฐกจิ ทําการงานประกอบอาชีพใหไ ดผ ลดี ๒) อารกั ขสมั ปทา (อา) หมายถึง การถงึ พรอ มดวยการรักษา สามารถปกปองคุม ครองรกั ษา ทรพั ยสินท่ีหามาได ไมใหส ญู หายพินาศไปดวยภยั ตา ง ๆ ๓) กัลยาณมติ ตตา (กะ) หมายถึง การรูจ กั คบคนดีหรอื มีกัลยาณมติ ร ซึ่งจะเปนองคป ระกอบ สาํ คัญ ที่ชวยใหเจริญกาวหนา ในวงการอาชีพนัน้ ๆ ทําใหรูเหน็ ชองทางและโอกาสตาง ๆ ในการงาน ทันตอ เหตุการณ ตลอดจนรจู ักปฏิบตั ติ อ ทรัพยของตนอยางถกู ตอง ไมถูกมิตรชว่ั ชกั จูงไปในทาง อบายมุข ซง่ึ จะทาํ ใหทรัพยสินไมเ พ่ิมพูนหรือมแี ตจ ะหดหายไป ๔) สมชีวติ า (สะ) หมายถึง ความเปน อยูพอดี หรอื ความเปนอยสู มดุล คือเลีย้ งชีพแต พอดี ไมใ หฟ ุมเฟอ ย ไมใ หฝ ดเคอื ง ใหรายไดเ หนอื รายจา ย มเี หลือเกบ็ ไวใชในคราวจําเปน ๒. โภคาวิภาค ๔ เปน วธิ ีการจดั สรรทรัพยใ นการใชจาย โดยจดั สรรทรพั ยอ อกเปน ๔ สวน ดงั นี้คือ ๑) แบง ๑ สว น เพือ่ ใชบรโิ ภคเลยี้ งตนเองใหเ ปนสขุ เลี้ยงดูครอบครัว และคนท่ีอยูใ น ความรบั ผิดชอบใหเปน สขุ และใชทาํ ความดี บาํ เพญ็ ประโยชนแตสาธารณะ เปน ตน ๒) แบง ๒ สวน เพื่อจดั สรรไวสาํ หรับลงทนุ ประกอบกิจการงานตาง ๆ ๓) แบง ๑ สว น เพอ่ื เก็บไวใชในยามจําเปน เชน เมอื่ เกดิ อุบตั ิเหตุ เมือ่ เจบ็ ไขไ ดปว ย เปน ตน ๓. โภคอาทิยะ ๕ คอื เม่อื มที รพั ยสิน ควรนํามาใชป ระโยชนตอ การดําเนนิ ชีวิต ประกอบดวย ๑) ใชจ า ยทรัพยน น้ั เลย้ี งตนเอง เลีย้ งดคู รอบครัว มารดาบิดา ใหเปน สขุ ๒) ใชท รัพยน ้ันบาํ รุงเลีย้ งมิตรสหาย ผูรวมกจิ การงานใหเ ปน สุข ๓) ใชปองกนั ภยันตรายตา ง ๆ ๔) ทาํ พลี คอื การสละบํารงุ สงเคราะห ๕ อยา ง ไดแก ๔.๑ อตถิ พิ ลี ใชตอ นรับแขก คนที่ไปมาหาสู เปนเรอ่ื งของการปฏสิ นั ถาร ๔.๒ ญาติพลี ใชสงเคราะหญาติ ๔.๓ ราชพลี ใชบ าํ รุงราชการดว ยการเสยี ภาษอี ากร เปน ตน ๔.๔ เทวตาพลี บาํ รุงเทวดา คือสิง่ ท่เี คารพนับถอื ตามลัทธิความเชื่อหรอื ตาม ขนมธรรมเนียมของสังคม ๔.๕ ปุพพเปตพลี ทาํ บุญอทุ ิศใหแกบพุ การี ทานทล่ี ว งลับไปแลว เปนการแสดง ความกตญั ูรคู ุณ

แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๙๔ ๕) บาํ รุงสมณพราหมณ คือ พระสงฆผปู ระพฤติดี ปฏิบัตชิ อบ ผูฝก ฝนพัฒนาตนเอง ไมป ระมาทมวั เมา ผทู จี่ ะดํารงธรรมไวใหแกส ังคม ๔. กามโภคี หรอื คนครองเรอื น ๑๐ ประเภท ในท่ีนีจ้ ะแบง ตามลักษณะการดําเนนิ ชีวิตทีเ่ ก่ียว ขอ งกับกิจกรรมทางเศรษฐกจิ คือ แยกประเภทคนครองเรอื นตามลักษณะเดนคือดานทหี่ นงึ่ ดจู ากการ แสวงหาทรพั ยว าไดมาอยางไรดว ยวธิ อี ยา งไรคือดวู า คนนน้ั แสวงหาทรัพยมาโดยชอบธรรมหรือไมช อบ ธรรม โดยการกดขข่ี ม เหงคนอื่นหรือไม ดา นทห่ี น่ึง พิจารณาในแงก ารใชจา ยทรัพยว า ใชใ หเปน ประโยชนและทําใหเ กดิ คณุ ประโยชนตา ง ๆ หรอื ไม เชน ใชจายทรัพยเลีย้ งตนเอง เลย้ี งครอบครัวใหเปนสขุ เผ่ือแผแ บง ปนทาํ สง่ิ ดงี ามมคี ณุ คา บําเพ็ญประโยชนตาง ๆ ดา นทีส่ อง ดูที่สภาพจิตใจวา เปน อยา งไร คือดวู า ในการเกี่ยวขอ ง ครอบครอง ใชจา ย ปฏบิ ัติตอ ทรัพยส ินนั้นเขามจี ติ ใจหมกมุน มวั เมา กระวนกระวายใจ เปนหว งกังวล มีความทกุ ขจากการมีทรพั ยท ่ี เรยี กวา เปนทาสของทรพั ย หรือมจี ติ ใจทีเ่ ปนอิสระ เปนนายของทรพั ย อยโู ดยมจี ติ ใจท่เี ปนสขุ ใช ทรัพยทําประโยชนที่ควรใช และไมตอ งเปน ทกุ ขทรมานเพราะทรัพยน ้ัน ๕. สุขของคฤหสั ถ ๔ คอื คนครองเรือนควรจะมีความสุข ๔ ประการ ซึง่ คนครองเรือนควรจะ พยายามใหเ ขา ถงึ ใหไ ด คอื ๑) อัตถิสุข สขุ เกิดจากการมที รพั ย เปน หลกั ประกันของชวี ติ โดยเฉพาะความอนุ ใจ ปลาบปล้มื ภมู ใิ จวา เรามที รพั ยท่หี ามาไดดวยกําลงั ของตนเอง ๒) โภคสขุ สขุ เกดิ จากการบริโภคทรัพย หรือใชจา ยทรัพย คือ รจู กั ใชจ ายทรัพยน ั้นให เกดิ ประโยชนแกช ีวิตของตน เลีย้ งดูบุคคลอน่ื และทาํ ประโยชนสุขตอ ผอู น่ื และสังคม เปน ตน ๓) อนณสขุ สขุ เกดิ จากความไมเ ปนหนี้ ไมตอ งทุกขใจ เปนกงั วลใจเพราะมีหนีส้ นิ ติด คางใคร ๔) อนวชั ชสขุ สุขเกิดจากความประพฤตทิ ไี่ มมีโทษ คือ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทสี่ จุ ริต ท่ีใครจะวากลาวตเิ ตยี นไมได มีความบริสทุ ธิ์ และมคี วามม่นั ใจในการดําเนินชวี ิตของ ตน ๖. อตตฺ า หิ อตฺตโน นาโถ : ตนแลเปนท่พี ึง่ แหงตนเปนพุทธศาสนสภุ าษติ ทีม่ งุ เนนให พึ่งตนเองในการทาํ มาหาเลยี้ งชีพ ในการสรา งฐานะ และการเกบ็ รักษาทรัพยท่ีหามาไดเ พ่อื จับจายใช สอยในยามจาํ เปน นอกจากเปนท่พี ่ึงแหงตนแลวจะตองเปนทีพ่ ่งึ ของบุคคลอ่ืนดว ย นอกจากในระดบั บคุ คลแลว ยงั มงุ เนน ใหการพฒั นาประเทศชาตใิ หพงึ่ ตนเองในลกั ษณะ “เศรษฐกจิ พอเพียง” นน่ั คือการ พฒั นาท่ีไมอ ิงเศรษฐกจิ โลกจนเกนิ ไป ๗. หลักสันโดษ เปน ความพอใจหรือความยินดใี นส่ิงทีต่ นเองมอี ยู หลักการนมี้ ุงใหบ คุ คลพงึ พอใจ ในส่งิ ของหรอื ทรพั ยส ินที่ตนเองไดมาและใชจายในส่ิงที่กอใหเกิดประโยชน หลกั สันโดษนม้ี ุงเนนให บคุ คลรจู กั ประมาณ ไดแก การประหยดั และรูจ ักออม ไมฟ มุ เฟอยฟุงเฟอ มีความเปนอยอู ยา งสงบเรยี บ งาย และโปรง ใส ไมท ะเยอทะยานตอ สแู ละเบียดเบียนบคุ คลอนื่ ไมเ อารัดเอาเปรียบกัน อยูรว มกันได อยา งสันติสุข ๘.หลกั สปั ปรุ สิ ธรรม ๗ โดยเฉพาะในหลกั ของ“มัตตัญุตา”คือรจู ักประมาณในการบรโิ ภคการ รจู ักประมาณในการใชจ ายทรัพยซงึ่ เปนหลกั ใหส อดคลอ งกบั การดาํ เนนิ ชวี ิตตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง