แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๔๕ เนอ่ื งจากพระสงฆมกี รอบในการดําเนินชวี ิตคอื พระธรรมวินยั ในสมยั พทุ ธกาลเทคโนโลยีคงยัง ไมเ จรญิ มากนัก เพราะยงั อยใู นยุคสังคมเกษตรกรรมจงึ มิไดมวี ินัยบัญญตั เิ ก่ยี วกบั การใชเทคโนโลยี ไว เลย เทคโนโลยเี ปนเรอ่ื งของวตั ถุ ซงึ่ วินยั บญั ญตั ใิ นเร่ืองวัตถุจงึ มขี อบขา ยอยูที่เร่อื งของเครื่องนุง หม (จีวร) อาหาร (บิณฑบาต) ทีอ่ ยูอาศัย (กุฎิ วหิ าร) และยารกั ษาโรค ซ่งึ ใหใชเ ทา ท่ีจําเปน เชนสกิ ขา บท เร่ืองจีวรในจวี รวรรคก็ใหใ ชไมเกนิ สามผืนดงั ในสิกขาบททห่ี นงึ่ แหงจวี รวรรควา “ภิกษุใดทรงอตเิ รกจวี ร เปนนิสสคั คิยปาจิตตีย\" บญั ญัตใิ นเรอื่ งของอาหารบณิ ฑบาตก็ใหร ับแตพ อประมาณดงั ท่ีบัญญัติ ไวใ นโภชนวรรคสิกขา บทที่ส่วี า “ภกิ ษเุ ขา ไปบิณฑบาตในบาน ทายกเขาเอาขนมมาถวายเปนอันมาก จะรับไดเปน อยา งมาก เพยี งสามบาตรเทานน้ั ถารับใหเ กินกวา น้ันตองปาจิตตยี ของทร่ี บั มามากเชน นน้ั ตอ งแบง ใหภิกษอุ นื่ บญั ญตั ใิ นเรอื่ งเกีย่ วกบั ทีอ่ ยูอาศัยเชนในสงั ฆาทเิ สส สกิ ขาบทที่ ๖ วา “ภิกษุสรางกุฎีที่ตองกอ และโบกดวยปนู หรือดิน ซง่ึ ไมมใี ครเปนเจาของ จําเพาะเปน ทอ่ี ยูข องตน ตองทําใหไดประมาณ โดย ยาวเพียง ๑๒ คืบพระสุคต โดยกวา งเพียง ๗ คืบ วัดในรว มใน และตอ งใหสงฆแสดงทใ่ี หกอน ถา ไมใหส งฆแสดงทใ่ี หก ด็ ี ทาํ ใหเ กนิ ประมาณกด็ ี ตอ งสังฆาทเิ สส ยารักษาโรคน้นั กใ็ หใชตามที่มี สกิ ขาบทท่เี ก่ียวกับเทคโนโลยีสารสนเทศพระพทุ ธเจาจงึ มิไดท รง บัญญัติไว
แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๔๖ หากจะเทียบเคียงนาจะเปน เทคโนโลยที างจติ ดงั ทป่ี รากฏในปาราชิก สกิ ขาบทที่ ๔ ความวา “ภกิ ษุใด ไมรเู ฉพาะ กลา วอวดอตุ ตรมิ นสสธรรม อันเปนความรู ความเหน็ อยางประเสรฐิ อยาง สามารถ นอ มเขามาในตนวาขาพเจารอู ยา งน้ี ขาพเจาเหน็ อยางนี้ ครน้ั สมัยอ่ืนแตนนั้ อนั ผใู ดผหู นง่ึ ถือเอาตามก็ตาม ไมถ อื เอา ตามกต็ าม เปน อันตอ งอาบตั ิแลว มงุ ความหมดจด จะพึงกลาวอยางน้ีวา แนะทานขา พเจาไมรูอ ยา งนัน้ ไดก ลาววารู ไมเห็นอยา งน้นั ไดก ลาววาเห็น ไดพูดพลอยๆ เปน เทจ็ เปลา ๆ แมภ กิ ษุนี้ ก็เปน ปาราชกิ หาสงั วาสมไิ ด” คาํ วา “อตุ ตริมนสสธรรม” ไดแก ฌาน วโิ มกข สมาธิ สมาบัติ ญาณทสั สนะ มรรคภาวนา การ ทาํ ใหแจง ซึ่งผล การละกเิ ลส ความเปดจติ ความยนิ ดีย่ิงในเรือนอันวางเปลา ซ่งึ กไ็ มม เี รื่องของเทคโน โลยที างวตั ถเุ ลย แตน าจะเปนเทคโนโลยีทางจติ หลักมหาปเทศคอื ทางออกของพระสงฆ ปญ หาและทางออกของพระธรรมวินัยอยทู ี่หลักมหาปเทศซึ่งมพี ระพุทธานญุ าตเรอ่ื งมหา ประเทศไวในวินัยปฎ ก มหาวรรค เมื่อครง้ั หน่ึงภิกษทุ งั้ หลายเกดิ ความรงั เกยี จในพระบญั ญตั ิบางส่งิ บางอยางวา ส่ิงใดหนอพระผมู ีพระภาคทรงอนญุ าตไว สิง่ ไรไมไดทรงอนญุ าต จึงกราบทลู เร่อื งน้นั แดพ ระ ผมู ีพระภาค พระพุทธเจา จงึ ไดตรสั ประทานสําหรับอา ง ๔ ขอ ดงั ตอ ไปนี้ ๑. ดกู รภิกษทุ ง้ั หลาย สง่ิ ใดทเ่ี ราไมไดห ามไววา ส่ิงน้ีไมควร หากสิง่ น้ันเขากบั สิง่ ทไี่ มควร ขดั กับสง่ิ ทค่ี วร สง่ิ นั้นไมค วรแกเธอท้งั หลาย ๒. ดูกรภิกษทุ ั้งหลาย สงิ่ ทเ่ี ราไมไ ดหามไวว า ส่งิ น้ีไมควร หากสง่ิ น้ันเขากับสง่ิ ท่คี วร ขดั กับส่งิ ทีไ่ มควร สง่ิ น้ันควรแกเธอท้งั หลาย
แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๔๗ ๓. ดูกรภกิ ษทุ ้ังหลาย สิง่ ใดท่ีเราไมไดอนญุ าตไววา สิ่งนี้ควร หากส่ิงนั้นเขากับสงิ่ ท่ีไม ควร ขัดกับส่ิงทค่ี วร ส่งิ น้นั ไมควรแกเธอทงั้ หลาย ๔. ดกู รภิกษุทัง้ หลาย สิ่งใดที่เราไมไดอนุญาตไวว า ส่ิงนค้ี วร หากส่ิงนนั้ เขากับสงิ่ ทีค่ วร ขัดกบั ส่ิงทไ่ี มควร สิ่งนน้ั ควรแกเธอทงั้ หลาย ปญหาของพระสงฆก บั เทคโนโลยจี งึ อยูทว่ี ัตถปุ ระสงควา ใชเ พอื่ อะไร ใชในสิง่ ท่ีควรหรือไม ควร แตการพิจารณาวา อะไรควรหรอื ไมค วรก็มิใชเร่ืองทตี่ ดั สนิ ไดง ายนัก พระสงฆในโลกอินเทอรเนต็ เมอ่ื มีหลักในการเทยี บเคยี งแลว พระสงฆก ็ควรเลือกใชเ ทคโนโลยีใหเหมาะโดยไมข ัดกับพระ ธรรมวนิ ัย เมื่อเทคโนโลยีมารวมเขา กบั สารเทศเทศ จึงทาํ ใหกลายเปน เทคโนโลยสี ารสนเทศซ่ึงมีองค ประกอบที่สําคญั คือ เทคโนโลยสี ารสนเทศ (information technology), ไอที (IT) หรอื เทคโน โลยี สารสนเทศ (information and communications technology), ไอซที ี (ICT) หมายถงึ เทคโนโลยี สําหรับการประมวลผลสารสนเทศ ซึง่ ครอบคลุมถงึ การรบั -สง, แปลง, จัดเกบ็ , ประมวลผล, และคนคนื สาร สนเทศ เทคโนโลยสี ารสนเทศจึงเปนการรบั การประมวลผล และการแจกจา ย สารสนเทศใน รปู แบบเสยี ง ภาพ เนอ้ื หาทีเ่ ปน ขอ ความและ ตวั เลข โดยระบบพ้นื ฐานหลักการไมโครอเิ ล็กทรอนคิ รว มกบั คอมพิวเตอรแ ละระบบโทรคมนาคม ระบบสารสนเทศ (Information System หรอื IS) คือระบบที่ประกอบดวยคอมพิวเตอรและ โปรแกรมประยกุ ตท ีส่ ามารถรับขอมลู ตางๆมาบันทกึ ไว แลว นาํ ขอมูลน้ันมาจัดทําเปน สารสนเทศใหแก ผใู ช เทคโนโลยีสารสนเทศมอี งคป ระกอบ ๖ สวน ๑. คอมพวิ เตอรฮ ารด แวร (Hardware) หมายถงึ เครื่องคอมพวิ เตอรแ ละอปุ กรณตาง ๆ ๒. โปรแกรม หรือซอฟตแ วร (Software) หมายถึง ชดุ คําสั่งท่ีใชส ําหรบั สั่งใหค อมพิวเตอร ทํางานตามที่ผใู ชต องการ
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๔๘ ๓. ขอ มูล (Data) หมายถึงขอ เทจ็ จริง ขอความ ภาพ หรือสัญลกั ษณตาง ๆ ท่บี นั ทึกเก็บไว เพอื่ ใชว ิเคราะหใ หทราบเรือ่ งทเี่ กยี่ วของกบั หนวยงาน ๔. ระบบการส่ือสารขอมลู (Data communication System) หมายถึง อุปกรณร ะบบโทรคม นาคม และขอ ตกลงทีท่ ําใหหนว ยงานสามารถสงขอ มลู และรายงานขา มไปยังผูร บั ที่อยหู า งไกลได ๕.บคุ ลากร (Peopleware) หมายถึงผทู าํ หนา ที่เกย่ี วของกบั การพฒั นา ดําเนินงาน และ จดั การ ใหเกดิ ระบบสารสนเทศท่ีมีประสทิ ธภิ าพ เชน ผใู ช( User) นักพัฒนาโปรแกรม (Programmer) และนกั วเิ คราะหร ะบบ(System Analyst) เปนตน ๖.ระเบยี บปฏบิ ตั แิ ละคูมือ (Procedures) หมายถงึ ขอ บังคับ กฎเกณฑ และคูมือการใชระบบ สารสนเทศ ซึ่งจะชวยใหการใชระบบสารสนเทศเปนไปอยา งมีประสิทธิภาพ มคี วามเชอ่ื ถือได และ ระบบมคี วามปลอดภัย (ศักดา ศกั ด์ศิ รพี าณิชย,การประยกุ ตใชเทคโนโลยี สารสนเทศ) หากจะวา โดยสรุปเทคโนโลยสี ารสนเทศคอื คอมพวิ เตอร โปรแกรม คน ขอมลู ขา วสารและระบบ เครอื ขา ยอินเทอรเ น็ต ถา หากมเี พยี งเครื่องคอมพิวเตอรทีไ่ มเชอื่ มตอ กบั ระบบอินเทอรเนต็ กไ็ มนา มี ปญ หาอะไร แตเม่อื พระตองเขาไปเก่ยี วขอ งกบั อินเทอรเ นต็ จงึ มีประเด็นทป่ี ลกี ยอยอีกมาก เพราะทาง ดว นสายนี้มีทง้ั ส่งิ ทีเ่ ปนคุณและเปน โทษตอการประพฤติผิดธรรมวินยั พระสงฆเ มอ่ื อยใู นสงั คมอนิ เทอรเ นต็ ควรใชอยางไร เรื่องนเ้ี ปนประเด็นปญหาท่ีพระสงฆถกู โจมตมี าก เพราะมีบางรปู เขา ไปดเู ว็บไซดท ่ไี มเ หมาะ สมกบั สมณภาวะ องคกรสงฆจะมีวธิ ีการในการแกปญหาอยา งไร ในสวนท่ีเปน ประโยชนเราปฏิเสธไมไดวา ปจจบุ นั มวี ัด องคก รสงฆจํานวนมากทีใ่ ชป ระโยชนจากอนิ เทอรเน็ตในการเผยแผพระพุทธ ศาสนา วิธี แกป ญหาทเี่ รียบงา ยและไดผ ลท่ีสดุ คอื ใหว างเคร่ืองคอมพวิ เตอรไ วใ นสถานทเ่ี ปด เผย ไมเปด โอกาสใหอยู ผเู ดยี ว เพราะอาจพล้งั เผลอเขาไปดเู วบ็ ท่ไี มเหมาะสมไดงา ย หลักธรรมสําหรบั นกั เสพอนิ เทอรเ นต็ ขอ มลู ในโลกไซเบอรมีทัง้ คุณและโทษ ในการกาํ หนดรูโ ลกแหงเทคโนโลยนี ้ัน พระพรหมคุณาภรณ (ธรรมกับการพฒั นาชวี ิต)ไดเสนอแนวทางในการปฏิบัติเมื่อตอ งสัมพนั ธก ับขาวสารขอ มลู ในยุคปจจบุ นั โดยใชห ลักปฏสิ ัมภิทา ในขทุ ทกนกิ าย ปฏิสมั ภทิ ามรรค ๑.อตั ถปฏสิ ัมภิทา ปญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจงในความหมาย เห็นขอธรรมหรอื ความยอ กส็ ามารถแยกแยะอธบิ ายขยายความออกไปไดโ ดยพสิ ดาร เหน็ เหตุอยางหนึ่งกส็ ามารถคิด แยกแยะกระจายเช่อื มโยงตอ อกไปไดจ นลวงรถู งึ ผล เมือ่ ตอ งเกีย่ วของกบั เทคโนโลยี แมจะมเี น้ือหา เพยี งนอ ยนดิ ก็รูความหมาหมายและสามารถขยายความออกไปได ๒. ธัมมปฏสิ ัมภทิ า ปญ ญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจงในหลัก เห็นอรรถาธบิ ายพสิ ดาร ก็ สามารถจบั ใจความมาตั้งเปนกระทูหรือหวั ขอได เห็นผลอยางหน่งึ กส็ ามารถสบื สาวไปหาเหตไุ ด การ เสพเทคโนโลยีแมจ ะมเี น้ือหามาก แตก็สามารถจบั สาระสําคญั ได ๓.นิรุตตปิ ฏิสัมภทิ า หมายถึงปญ ญาแตกฉานในนริ ุตติ ปรีชาแจง ในภาษา รูศ พั ทถ อยคํา บัญญัติและภาษาตางๆ เขาใจใชค ําพูดชแ้ี จงใหผ ูอน่ื เขา ใจและเหน็ ตามได เม่ือรบั รูแ ลว พูดส่ือสารใหค น อน่ื เขา ใจได ๔.ปฏภิ าณปฏิสมั ภิทา หมายถึงปญญาแตกฉานในปฏภิ าณ ปรีชาแจงในความคดิ ทนั
แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๔๙ การ มไี หวพรบิ ซึมซาบในความรูที่มอี ยู เอามาเช่ือมโยงเขาสรา งความคดิ และเหตผุ ลขนึ้ ใหม ใช ประโยชนไดส บเหมาะเขา กบั เหตกุ ารณ เมื่อเสพแลว สามารถเชือ่ มโยงกับความรูเกา สงั เคราะหจนเปน องคค วามรใู หม นาํ ไปใชใหเ หมาะกับสถานการณได บทสรปุ ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศหากถือตามปฏสิ มั ภทิ าคือรูความหมายขยายความได จบั ประเดน็ สาํ คัญ ได สื่อสารถายทอดเปน และใชความรูไ ดถกู เร่อื งทันการณ ขอ มูลขา สารในโลกไซเบอรบ าง ครัง้ มเี พียง นอ ยนิดและกระจดั กระจาย เราตองาํ นมาอธบิ ายขยายความใหได บางครงั้ มขี อมูลมหาศาลก็ตอ งยอ ความจบั ประเดน็ ใหได จากนัน้ นํามาวิเคราะหส งั เคราะหจนกลายเปนองคค วามรใู หมและนาํ เสนอ ออกไปใหส งั คมไดร บั รูได หลักปฏิสมั ภิทานนั้ พระสารรีบตุ รไดอ ธบิ ายไวใ นสัญเจตนิยวรรค องั คตุ ตร นกิ าย จตกุ กนิบาต (๒๑/๑๗๒/๑๕๔) ความวา “ดูกรอาวุโสทัง้ หลาย เราอุปสมบทแลวไดก ่ึงเดือน ก็ได กระทาํ ใหแจง อรรถปฏิสัมภิทาโดยเปนสวน โดยจําแนก เรายอมบอก แสดง บัญญัติ แตงตง้ั เปดเผย จาํ แนก กระทําใหง า ยซึง่ อรรถปฏสิ มั ภิทา ธรรมปฏิสัมภทิ า นริ ุตตปิ ฏิสมั ภทิ า ปฏภิ าณปฏสิ มั ภิทา โดย อเนกปริยาย โดยเปนสวน โดยจําแนกเรายอมบอก แสดง บญั ญัติ แตงต้ัง เปดเผย จําแนก กระทาํ ให งา ยซ่งึ ปฏิภาณปฏสิ มั ภิทานน้ั โดยอเนกปริยาย ก็ผใู ดแลพงึ มีความสงสยั หรอื เคลอื บแคลงผนู ้ัน พึงถาม เรา เราพึงพยากรณ” หากพระสารีบุตรยังอยูทา นคงใหค ําตอบได แตเมอ่ื ทานไมอ ยูเ ราก็สามารถศกึ ษา จากพระไตรปฎกและนํามาอธบิ ายเชอื่ มโยงกับส่งิ ท่ไี ดพบเหน็ ได นัน่ จะเปน วธิ หี นึ่งทจี่ ะทําให พระไตรปฎ กเปน คัมภีรที่ “ไมตาย”ไปตามกาลเวลา
แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๕๐ บทท่ี ๖ พทุ ธศาสนากับการแกปญ หาวิกฤติ๙ วตั ถปุ ระสงค o เมอ่ื ศึกษาบทที่ ๖ จบแลว นักศึกษาสามารถ o ๑.อธิบายสถานภาพของพุทธศาสนาในสายตาสงั คมโลกได o ๒.อธิบายหลักรู หลกั คดิ เพอ่ื เขา ถงึ วิกฤติสังคมโลกได o ๓.อธิบายกระบวนทศั นใ นการแกป ญหาวิกฤตกิ ารเมือง ได o ๔.อธบิ ายวิกฤตกิ ารเมอื งและความสงบสุขของโลกได ขอบขายเน้อื หา o ๑.สถานภาพของพทุ ธศาสนาในสายตาสังคมโลก o ๒.หลกั รู หลกั คิด เพื่อเขาถงึ วกิ ฤติสงั คมโลก o ๓.กระบวนทศั นใ นการแกปญหาวกิ ฤติการเมือง o ๔.วกิ ฤตกิ ารเมืองและความสงบสุขของโลก ๙ พุทธศาสนากบั การแกป ญ หาวกิ ฤตโลก http://banbanradio.com/upload/forum/doc๐๐๐๐๐๑.pdf
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๕๑ สถานภาพของพทุ ธศาสนาในสายตาสงั คมโลก ถาเราจะมองพทุ ธศาสนาตามสายตาของผรู ู ๓ กลุมหลัก คอื นักวทิ ยาศาสตรธ รรมชาติท่ีพยายาม ศกึ ษาคน ควาความจริงเกีย่ วกบั ธรรมชาตทิ ั่วไปแลวเสนอผลออกมาเปนองคค วามรูท่ีเรยี กวา วิทยาศาสตรธ รรมชาติ (Natural sciences) นกั สงั คมศาสตรท พี่ ยายามศกึ ษาคน ควา ความจริง เก่ียวกบั สังคมแลว เสนอองคความรทู ี่เรียกวา สงั คมศาสตร (Social sciences) นกั มนษุ ยศาสตรที่ พยายามศกึ ษาคนควาความจรงิ เกีย่ วกับมนษุ ยแลวเสนอผลเปน องคค วามรูท เี่ รยี กวา มนษุ ยศาสตร (Humanities) นั้น พบวา ตา งกม็ องวา พทุ ธศาสนามีฐานะหรอื สถานภาพเปน ศาสตรน ั้น ๆ ดว ย ๑. พทุ ธศาสนา (พุทธธรรม) มีฐานะเปน วิทยาศาสตรธ รรมชาติ เพราะใหความรคู วามจรงิ เกยี่ วกบั ตัวธรรมชาติ กฎธรรมชาติ หนา ท่ธี รรมชาติ และผลธรรมชาติ เชน ความจรงิ เกี่ยวกบั ธาตุดนิ ธาตุน้าํ ธาตลุ ม ธาตุไฟ ทง้ั ที่มอี ยทู ่ีตัวมนุษยแ ละรอบๆ ตัวมนษุ ย หรอื ความจริงในเรอ่ื งเหตปุ จจยั มหี ลัก นยิ าม ๓ (ไตรลกั ษณ) หลกั นิยาม ๕ หลกั อิทปั ปจจยั ตา เปน ตน ๒. พุทธศาสนา (พุทธธรรม) มีฐานะเปนสงั คมศาสตร เพราะใหความรคู วามจริงเก่ียวกบั สงั คม (Society) กฎสังคม (Social Law) บทบาทของสังคม (Social role) และผลของสังคม (Social result ) เชน ตัวสงั คมพทุ ธ พทุ ธบรษิ ัท ชุมชนพุทธ กฎกติกาของสังคมพุทธ บทบาทหนา ท่ีของชาวพทุ ธ ที่จะตอ งปฏิบตั ติ อกนั และผลทเ่ี กิดจากการปฏิบตั ิตามกฎกตกิ านน้ั ๆ ซ่ึงปรากฏอยใู นหลกั ศลี ธรรม มี ศลี ๕ หรือมนษุ ยธรรม ๕ ทิศ ๖ เปน ตน * บทความช้ินนีเ้ ขียนข้ึนตามวาระขอ ประชุมเชิงวิชาการของงานประชุมสัมมนาฉลองวนั วสิ าขบูชาโลก จะมีขึน้ ระหวา งวนั ท่ี ๔-๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ซ่ึงประเทศไทยโดยมหาวิทยาลยั มหาจฬุ าฯ (มจร.) เปน แมง านใหญ มีผนู ํา/นกั ปราชญชาวพุทธทว่ั โลกประมาณ ๑,๕๐๐ คน จาก ๘๐ ประเทศ สนใจเขารวม ประเดน็ สาํ คญั ท่ถี กู กาํ หนดข้ึนเปนไฮไลนในการประชุมครง้ั น้ี คือ Buddhist Approach to world Crisis : Environment, Economic, politics and peace, ผเู ขยี นในฐานะศิษย มจร. เห็นวาเปน ประเดน็ นา สนใจ เขา รว มกิจกรรมดว ย จึงขอคิดดวยคนในประเดน็ สมั มนาครงั้ น้ี ๓. พทุ ธศาสนา (พุทธธรรม) มีฐานะเปน มนุษยศ าสตร (Humanities) เพราะใหความรู ความจรงิ เกย่ี วกบั ตัวมนุษยทัง้ ดา นกายภาพ และจิตภาพ (ดา นรา งกายและจิตใจ) องคความรขู องชีวิต มนุษยภ ายใตชอ่ื วา ขนั ธ ๕ คือ รูปธาตุ (รา งกาย) มอี งคประกอบหลกั ๔ คือ ดิน น้าํ ลม ไฟ และนาม ธาตุ (จิตใจ) คือ เวทนา (รูสกึ ) สญั ญา (จา) สงั ขาร (คดิ ) และวญิ ญาณ (ร)ู และอายตนะ ๑๒ คอื เครอื่ ง มือหรอื ชอ งทางเชอ่ื มตอธรรมชาติภายในมนษุ ยกับธรรมชาตภิ ายนอก ซงึ่ แยกเปน ๒ กลมุ คืออายตนะ ภายใน ๖ ซ่ึงเปน กลไกสําคญั ทต่ี ัวมนุษยไดแก ตา หู จมูก ลน้ิ กาย และใจ และอายตนะภายนอก ๖ ซึ่ง เปนส่งิ ทมี่ นุษยสามารถปฏิสัมพันธไ ด คือ รปู เสียง กล่ิน รส สิง่ สมั ผสั และธรรมารมณ และท่ีสําคญั สงู สุดคอื พุทธธรรมไดช้ีชัดลงไปวา มนษุ ยเปนสตั วทพ่ี ฒั นาได และตองพฒั นาโดยใหพ ยายามแกส ่งิ เลวรายท้ังหลายท่ีเกิดข้ึนกับตน และกันส่ิงเลวรายที่ยงั ไมเ กิดใหอยูหา งไกล ใหพยายาม เกบ็ ความดีสง่ิ ดี ทง้ั หลายทเี่ กดิ แลว และกอสิ่งดีทัง้ หลายใหเกิดเพิ่มเตมิ (หลักสมั มปั ปธาน ๔) โดยการใหฝ กฝนอบรม ตนใน ๓ ดา น ผา นระบบ ๓ ระบบ คือ ใหฝก กายดวยระบบ ใหฝกจิตดว ยระบบสมาธิ และในฝกจิต วิญญาณดว ยระบบปญ ญา (หลักไตรศกึ ษาหรือหลักอรยิ มรรคมรรคมอี งค ๘) เพ่อื รสู ภาพของปญ หา
แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๕๒ (ทุกข) เห็นเหตปุ ญหา (สมทุ ัย) แจงใจในจดุ หมายปลายทางชวี ติ (นโิ รธ) และลงมอื เดนิ หรอื ปฏิบัติตาม แนวทางน้ัน (มรรคมอี งค ๘ หรือไตรสกิ ขา) เปน ตน เพ่ือหลุดพนจากการยดึ มั่นถอื มน่ั ในขันธ ๕ หรือภา วสุข-ทกุ ขท ร่ี บกวนจติ จากมุมมองของผรู ทู ั้ง ๓ ศาสตรห รอื ๓ สว น ก็พอจะยนื ยันสถานภาพสาํ คัญท่ีผรู ู เขาสรุปกนั ไวคอื พุทธศาสนา เปนศาสนาแหง ปญ ญา (คณะ ผชป. ในพุทธทาสภิกขุ ๒๕๔๒:) เพราะ ใหความแจมชัดในความเปนองครวมของความเปน มนุษย สงั คม และธรรมชาตแิ วดลอม ทตี่ อ งพงึ่ พา และพงึ่ พิงกนั ดาํ รงอยแู ละขบั เคล่อื นไปภายใตความเปนเหตุเปนผลของกันและกนั ตลอดไป น่นั คอื คน สังคม-วัฒนธรรม และธรรมชาติแวดลอมตางก็อยภู ายใตก ฎเดียวกันคอื กฎแหง ความเปน เหตุ เปน ผล ตอกนั ท่ีเรียกวา อิทัปปจจยตาปฏิจจสมุปปาท (causation or dependent origination) นัน้ คอื ความ เปน คนกด็ ี ความเปนสงั คม-วฒั นธรรมกด็ ี และความเปนธรรมชาติก็ดี ตางก็ตกอยูภายใตห ลกั การหรือ กฎทีว่ า นี้ หลกั รหู ลกั คดิ เพื่อเขาถงึ วิกฤตสิ ังคมโลก มหี ลกั รู หลักคิด ใดบางทีร่ ะบวุ าเปน หลกั พุทธธรรมท่ีชาวโลกควรศึกษา และนามาประยกุ ตใ ชเ พอ่ื คลคี่ ลายหรือแกไ ขปญหาวกิ ฤตโิ ลกปจจุบัน ซ่งึ ดูแลว จะเปนวกิ ฤตทีเ่ ปนองครวมสมบูรณแบบ คือ วิกฤติ ธรรมชาตแิ วดลอ ม วิกฤตสิ ังคมและวัฒนธรรม และวิกฤติมนุษย การเกดิ ภาวะโลกรอน ไดช ือ่ วาเปน กรณวี กิ ฤติดา นธรรมชาตแิ วดลอม เพราะระบบนเิ วศทกุ สว นมี ดิน นํา้ เปนตน ถกู ทา ลาย โดยนาํ้ มือของมนุษย เปน ดานหลกั การเกดิ ความขัดแยง ทางสงั คม การเมือง เศรษฐกิจ เปนตน เปนกรณีวกิ ฤตทิ างสังคม-วฒั นธรรม หรอื อารยธรรม ซง่ึ เปนสายใยความสัมพนั ธใหม นษุ ยอยรู วมกันไดอ ยางสงบสุข กถ็ ูกทา ลายลง โดยนา้ํ มือ ของมนษุ ย เปน ดา นหลกั การเกดิ ภาวะบกพรอ งทางสตปิ ญ ญา ความรู และความคิด เปน กรณวี กิ ฤตทางความคิด ความ เชอื่ และทางปญญา เพราะมนุษยขาดความรู ความเขา ใจในสภาพปญ หา มลู เหตปุ ญหา ปลายทางท่ี ควรจะเปน และวิถีและวิธปี ฏิบัติพัฒนาตนใหหลุดพน ปญ หา เรียกตามภาษาธรรมวา ขาด หรือพรอ ง ปริยัติ ปฏบิ ตั ิ ดงั น้ัน ปฎิเวธ คือ ภาวะวกิ ฤตจงึ เกิดข้ึน วกิ ฤติทีเ่ ปนองครวม รว มกันดงั กลาวนี้ มีหลกั พุทธธรรมขอใดหมวดใดที่ไดชอ่ื วา เปน องคร วม มารว มแกไ ขปญ หาดงั กลา วนี้ได ตามทศั นะและองคค วามรทู ่ผี เู ขยี นมพี อที่จะนามาแลกเปล่ยี นเรยี นรู เปนคาตอบคาถามน้ันได ดงั น.้ี .. หลักพุทธธรรม หรอื องคความรูทุกสว นทพ่ี ระพุทธองคท รงแสดงไว และท่ีไดร วบรวมไวเ ปน หมวดหมทู ่ีมอี ยใู นทกุ กลมุ ทุกนิกายของพทุ ธศาสนา ท่ีมลี กั ษณะเปน บูรณาการ สมบูรณ เปนความจริงสากล นน้ั แหละคอื เครอื่ งมือแกไขปญ หาวิกฤตโลก เพราะองคค วามรทู ช่ี ่ือวา พุทธธรรมนัน้ มีความเปน องครวมสมบรู ณแบบ ทงั้ ดานมนุษย สงั คม-วัฒนธรรม และธรรมชาติแวดลอม โดยมองวาตัวปญหา มูลเหตุปญ ญา เปา หมาย และวธิ ีปฏิบัตอิ ยูท่ตี วั คน หรอื ตวั มนษุ ย สว นสง่ิ แวดลอม ภายนอกมีสังคมวฒั นธรรมและธรรมชาตแิ วดลอ ม นัน้ เปนเพยี งองคประกอบหรอื ปจ จยั หนนุ การกอ และแกป ญ หาเทา นั้นเอง กลาวคือมนษุ ยไ ดพฒั นาตนใหเกิดความมอี ิสระทั้งทางกาย (physical freedom) ทางสังคม (Social freedom) ทางจิต (Emotional freedom)และทางจติ วญิ ญาณ (spiritual freedom) แลว วกิ ฤตทว่ี ากไ็ มเกดิ หรือเกดิ แตม ีผลกระทบตอมนษุ ยนอ ยลง ทั้งนเี้ พราะหลัก พทุ ธธรรมสอนใหมนษุ ยมอี ิสรเสรใี น ๔ ดา นดังกลา ว มอี ิสระทางปญญา เปน ตน (P.A. Payntto,
แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๕๓ ๒๐๐๓: ๘๖) หลักพุทธธรรมทว่ี า น้เี มื่อกลาวโดยรวมคอื หลกั ธรรม หรอื หลกั ธรรมชาติ ซ่ึงเก่ยี วกบั ธรรมชาติแวดลอ มโดยรวม (Natural environments) สังคม-วัฒนธรรมโดยรวม (สงั คม การเมือง เศรษฐกจิ เปน ตน (Social-cultural environment) และท่ีเกยี่ วกับตัวมนุษยเอง (Mankind) ทีท่ า น พุทธทาสปราชญช าวพทุ ธเรียกวา “ธรรมะ ๔ ความหมาย” (พทุ ธทาสภิกขุ ๒๕๔๙ : ๕๙) คอื ๑. ธรรมะ คอื ตวั ธรรมชาตเิ อง (Nature itselt) ไดแ กตวั สภาพของสิ่งน้ันๆ ทั้งภายในและนอก กาย ใจ มนุษย เรยี กโดยรวมวา สภาวธรรม ธรรมะหรอื ธรรมชาตสิ ว นนเ้ี ปนสง่ิ ท่ีมนษุ ยต องรู (ปรญิ ญา ธรรม) คอื สิง่ ทเ่ี รยี กในภาษาธรรม (อรยิ สจั ๔) วา ทุกข (Suffering) เปน สงิ่ ทีม่ นุษยตองเรียนรู เปนส่งิ ท่ี เปน ปรากฏการณ เปน สถานการณท ่มี นษุ ยส ามารถสัมผสั ได หรือกระทบตอ ความรสู กึ ของมนษุ ย ซึง่ เปนสิ่งทห่ี ลกั พทุ ธธรรมระบวุ า มีเหตุเกิด(สมทุ ัย) ๒. ธรรมะ คอื กฎธรรมชาติ (Law of nature) ไดแก สจั ธรรม คือ ความจริงทเี่ ปนตัวควบคมุ กัน กบั สรรพสงิ่ ใหด ํารงอยูและขับเคลื่อนเปลีย่ นแปลงไปตามหลกั ความจริง หรือกฎน้ันๆ มนษุ ย สัตว พชื สังคม-วฒั นธรรม และธรรมชาติแวดลอมท่มี นุษยรูจ ัก หรอื ไมรูจกั ลวนอยภู ายใตก ฎสัจธรรมดังกลา วนี้ ท้ังสนิ้ ธรรมในความหมายนเ้ี รียกในภาษาธรรม (อริยสัจ ๔ ) วาสมุทัย (Cuase of suffering) เปนสง่ิ ที่มนุษยต อ งเห็นและหาทางขจัดออกหรอื ทาตาม(ปหานธรรม) ๓. ธรรมะคือ หนาท่ี หรอื บทบาท ธรรมชาติ (Duty of nature) ไดแกปฏบิ ัตธิ รรม คอื ส่งิ ท่ตี อง ทาหรือตองแสดงบทบาทใหถูก ใหต รง ใหส อดคลอ งตอ งตามกฎธรรมชาติ และกฎมนุษยท ีส่ อดคลอ งกบั กฎธรรมชาติ เพราะถา ทา ผิดหรือแสดงผิด หรอื ปฏบิ ัติผดิ กฎกจ็ ะกอ ผลราย แตถ า ปฏบิ ตั ิถูกจะกอ ผลดี ซึง่ มใี หเ ห็นท้ังในหมู พชื สตั ว ทงั้ หลาย ในหมมู นุษยเรยี กธรรมะในความหมายนว้ี า กรรม คือการกระทา (Action) ถาทา ถูกกฎเรยี กวา กรรมดี คอื เปน การกระทา ทีจ่ ะเปน เหตเุ กดิ ผลดี ถา ทา ผดิ กฎ เรียกกรรม ช่วั คือ เปน การกระทาทจ่ี ะเปน เหตเุ กิดผลเสยี ท้งั ตอตนเองและผูอื่นสง่ิ อืน่ ธรรมในความหมายน้เี รยี ก ในภาษาธรรม (อริสจั ๔ ) วา มรรค เปน สงิ่ ทมี่ นุษยตองทา ตองประพฤตปิ ฏิบตั ิใหถ ูก ใหตรงตามกฎทั้ง ทางกาย ทางวาจา และทางใจ หรอื ตองฝกจติ วิญญาณใหรู ฝก จิตใหค ดิ ใหเ ช่ือ และฝก กายใหปฏบิ ัตใิ ห ถูกใหตอ ง จึงจะเปนเหตเุ กดิ ผลดีได(ภาวนาธรรม) ๔. ธรรมะคอื ผลธรรมชาติ (Result of nature) ไดแก ปฏิเวธรรม คือสิง่ ทีเ่ ปนผลของการปฏิบัติ ธรรม คอื การกระทาที่ถกู ตองตามกฎธรรมชาติที่กลา วในขอ ๒ (สัจธรรม) ธรรมในความหมายนีเ้ รียกใน ภาษาธรรม(อรยิ สัจ ๔) วา นโิ รธ (cessation) ในกรณีของมนษุ ย ธรรมสว นนเ้ี ปนส่ิงทีต่ องเขา ถึงหรอื ทา ใหแ จง (สจั ฉกิ ิรยิ า) ธรรมท้ัง ๔ ความหมายหรือ ๔ สวนท่ีวานเ้ี ม่ือพจิ ารณาความเชือ่ มโยงสมั พันธข องตวั ธรรมลว นๆ ก็ จะทราบวา เปน เรือ่ งของหลกั เหตุผลทภ่ี าษาพทุ ธธรรม เรียกวา อทิ ปั ปจ จัยตาธรรม หรือ ภาษา วิทยาศาสตร เรียกวา หลกั เหตผุ ล นนั่ เอง คอื ตัวสภาวธรรมเปนตัวผล ตัวสัจธรรม เปนตัวเหตุ และตวั ปฏิเวธธรรมเปนตวั ผล ตวั ปฏิบัติธรรมเปนตวั เหตุ และถาจับรวบเปนเพยี งคเู ดยี ว คอื สภาวธรรมและสจั ธรรมจะเปนตวั เหตุ สวนปฏิบัตธิ รรมและปฏิเวธธรรมจะเปน ตัวผล ธรรมะ ๔ ประการนีม้ ีปรากฏอยูใ นท่ี ทวั่ ไป และมีอยทู ้ังในหมสู ิง่ มชี ีวติ มพี ชื สตั ว และสิ่งไมม ชี ีวิต มี ดิน นาํ้ เปน ตน มนุษยอยูใ นกลมุ สง่ิ มชี วี ติ จงึ อยูภายใตธ รรมท้งั ๔ ประการน้ี โดยไมม ีผิดเพ้ยี น แตใ นฐานะท่ีมนษุ ยต องเช่ือมโยงสมั พนั ธ กับมนุษย สัตว และส่งิ แวดลอม อ่นื ๆ ที่อยภู ายใตหลักเหตผุ ลเชนกนั มนุษยต องรูสภาวธรรมและเห็น
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๕๔ สจั ธรรมทัง้ ท่สี ภาพแวดลอม และตนเองและตอ งทา ใหถ ูกตามสัจธรรมและธรรมสัจจะของสิ่งนั้นๆและท่ี ตนเอง จงึ จะไดรบั ผล คอื ปฏิเวธธรรมท่ีถกู ตองชวยแกป ญ หาและพัฒนามนษุ ยได เราจะนาํ หลกั ธรรม ๔ ประการน้มี าใชแกวกิ ฤติโลกไดอยางไร? คําตอบคอื นําหลกั รู หลกั คิดนี้ มาใชเปนแนวคิด และทิศทางเพอ่ื ทําความเขา ใจในสภาพ วกิ ฤติ มลู เหตุวกิ ฤติ เปาหมายของการแกปญ หาวกิ ฤติ และมรรควธิ ีปฏบิ ตั ิในการขจัดปดเปา วิกฤต ดงั กลาวออกไป หรอื ใหล ดความรุนแรงลง ใหวิกฤตกลายเปน โอกาส เพราะมคี วามจรงิ เชงิ ประจกั ษใน สังคมมนษุ ยต้ังแตอดตี เสมอมาวา ปญหาจะเปนบอเกดิ แหงปญญา ซงึ่ สอดคลองกับคากลาวของ ปราชญชาวบา นทานหน่งึ วา “ปญหาไมมี ปญญาไมมา” ทสี่ ําคญั คือศาสดาทุกพระองคทั้งพุทธ ครสิ ต อสิ ลาม กเ็ ดินตามทางสายนี้ วิกฤตสิง่ แวดลอมโลก ก็ดี วิกฤตเศรษฐกจิ สังคม การเมอื งกด็ ี ลว นหนไี ม พนหลกั เหตผุ ลหรือหลกั รู หลกั คดิ ท่เี รียกวา ธรรม ๔ ประการ ขางตน วิกฤตสิ ิ่งแวดลอ มโลก (World environment crisis) การท่มี นษุ ยห รือชาวโลกจะแกว กิ ฤต สง่ิ แวดลอ มหรอื อกจากภาวะโลกรอน หรือภาวะอนั ไมพ งึ ประสงคท่ีเราเรียกวา ธรรมชาติแวดลอ ม เปน เหตุกอ ทกุ ขใหก บั เรานั้น มนุษยต องใชหลกั รูหลกั คิดธรรมะ ๔ ประการนี้เปนเครือ่ งมือพฒั นา ตนเองทง้ั กายใจ คือ ๑) มนษุ ยตอ งรสู ภาวธรรม คือ สภาพการณข องภาวะโลกรอ น เปน ตน ใหไ ดว า คือ อะไร อยูใ น ลักษณะ หรือสภาพใด เชน รูวารอนระดบั ไหน ขนาดไหน เปน ตน โดยทั่วไปมนุษยสัมผสั ความรอ น ภายนอกกายได โดยอาศยั ประสาทสมั ผสั ทางกาย (กายสมั ผสั ) และสงสูจ ติ ใหรูสกึ ได จาได คิดได และรู ได และเปน เหตุกอ ทกุ ข คอื บบี คั้น กาย ใจ ใหท รุ นทรุ ายเพราะกายรอน อุณหภมู ใิ นรา งกายกับ ภายนอกไมส มดลุ ตามกฎ หรอื เหตุปจ จยั ท่ีธรรมชาตกิ ําหนดให ผลคอื เกิดความทุกขกายและทุกขใจ และพดู จากันวา เกดิ ภาวะโลกรอน คอื ตนเองรูส ึกรอนทัง้ กายและใจ สวนโลกคอื ดิน นํา้ อากาศ เปน ตน ทอ่ี ยูภายนอกกายใจมนษุ ยนนั้ มันไมไดม าทกุ ขร อ นอะไรกบั มนษุ ยเ ลย ดังนน้ั การรสู ภาวธรรม ของ วกิ ฤตโลกรอนจะมนี ัยสาํ คัญอยูท่คี วามรสู ึกทางกายใจของมนษุ ยน ่ันเอง แตส ําหรับมุมมองของคนทัว่ ไป ที่รเู ขา ใจศาสตรสมัยใหมก จ็ ะมองสภาวธรรมของโลกรอ นไปท่ีระดบั อุณหภมู ิของโลกทเี่ พิม่ ดกี รีขน้ึ ตาม มาตรวดั ท่มี นษุ ยคดิ คน ได บวกกบั ความรสู ึกรอ นของตนเอง ความรับรูท ้งั ๒ ลักษณะนีภ้ าษาธรรมใชค า วา รูสภาวธรรมของวิกฤตโลกรอน (Knowing the nature of the hot world crisis) สวนวิกฤต สิ่งแวดลอ มทเ่ี ปน รายยอ ยอ่ืนๆ ทง้ั ทีเ่ ปนธรรมชาตกิ ็ดี สงั คม-วัฒนธรรม ก็ดี เชน ดนิ ถลม นาํ้ ทว ม สงครามศาสนา สงครามการเมอื ง สงครามเศรษฐกจิ เปนตน ก็มนี ัยยะเดียวกันคือ มนษุ ยตอ งเริ่มตนที่รู สภาพหรือสภาวธรรมของส่งิ นัน้ ๆ เปน เบื้องตน ๒) ตอ งเหน็ สจั ธรรม คอื มนษุ ยต องเห็นหรือทาํ ความเขาใจในเหตุปจจัยท่กี อใหเ กดิ ภาวะวิกฤติ ส่ิงแวดลอม มวี กิ ฤตโลกรอ นเปนตน วา มีเหตุปจจัยอะไรบา ง เชน เหตุอนั มีอยูในตัวธรรมชาติ หรอื กฎ ธรรมชาติ บทบาทธรรมชาติ ผลธรรมชาตเิ องโดยตรง หรอื เหตอุ ันเกดิ จากน้าํ มอื มนษุ ยเขาไปเกย่ี วของ และหรือท้งั ๒ สวนทีก่ ลาว เหตุปจ จัยทค่ี นทวั่ ไปพอจะรบั รูและเหน็ ไดป ระเมนิ ไดก ็คอื เหตปุ จจัยทง้ั ๒ สว นน้ี และเปนตัวกอวิกฤตสงิ่ แวดลอ มขน้ึ ในโลก เชน วิกฤตโลกรอน และมนุษยรสู ึกวา โลกคือตนเอง รอนมากกวา เดมิ และมองเหน็ วา พืช สตั วกไ็ ดร ับผลดวย แตเหตปุ จ จัยในรายละเอียดเชิงลึกและกวาง
แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๕๕ กวา น้ีน้ัน มนุษยจ ะตอ งชวยกันเรียนรูตอ ไป จึงสรปุ วา หลักคิดนี้ คือธรรม ๒ ประการแรกนีท้ ชี่ ่อื วา สภาวธรรมและสจั ธรรม หรือ ทกุ ขอริยสัจ และทกุ ขสมุทยอรยิ สัจ นัน้ โดยหนา ทีข่ องมนษุ ยแลว จา เปน จะตอ งรแู ละตอ งเหน็ คือ รสู ภาพ และเหน็ เหตุปจ จยั เกดิ ของมัน จงึ จะชวยกันแกไขปอ งกนั มใิ หเกิดผล เสยี ตอ ตนเองได ๓) ตอ งทําตามธรรม หรอื ปฏิบตั ิธรรม คอื มนุษยตองลงมือปฏิบตั ติ ามธรรมในขอ ๓ ไดแ ก สัจ ธรรม คอื ขจัดเหตุปจจัยท่ีสง ผลใหเ กดิ ภาวะวกิ ฤติ เชนโลกรอ น เปนตน โดยการชว ยกนั สรางความ สมดุลใหเกิดขึ้นท้งั ที่ตนเอง และธรราชาติแวดลอมภายนอกตน นั่นคอื มนษุ ยตอ งลงมือทา หนา ที่แกไข ทั้งทีต่ วั ตนของตน และส่ิงแวดลอ มภายนอกตน ท่มี นุษยท ่ัวไปรู และทา ไดบ า งแลว คือ สรางเครอ่ื งปรับ อุณหภูมใิ หสอดคลองกับอุณหภมู ทิ ีร่ างกายตนตองการ และลดการตดั ไม ทา ลายปา และหรือรณรงคใ ห มกี ารปลกู ปา รกั ษาแหลงน้ํา เปน ตน ตรงจดุ นเ้ี องท่ีพทุ ธทาสภกิ ขทุ านอธิบายวา “การปฏบิ ตั ิธรรมคอื การทาหนาท”่ี และท่วี า ถูกตอ งตามธรรมกค็ อื ถกู ตองตามกฎธรรม หรือ สจั ธรรม คือ ความจรงิ ทเ่ี ปน องครวม และ ธรรมสัจจะ คอื ความจริงเฉพาะของส่งิ นนั้ ๆ น่ันเอง ๔) ตองมหี รอื ตอ งไดป ฏเิ วธธรรม คอื มนษุ ยจะตองหาทางแกไ ขใหไ ดวา ความปลอดวกิ ฤติ สง่ิ แวดลอม เชน วิกฤตโิ ลกรอ นเปนตนทว่ี านน้ั คืออะไร และตอ งตั้งเปา ไวว าเราจะไปใหถ ึงเขา ใหถ ึงภาวะ หรอื สภาวะนั้น ซ่ึงเราคิดวา นั่นคอื สุขภาวะทางกายของเรา และจะสง ผลตอ สขุ ภาวะทางจติ ของเราดว ย พาตนเองเขา สูและอยกู บั หลักธรรมคือสัจจะ ๓ คอื สัจจานุลักขณา คือ ศรทั ธาเชื่อม่ันในความเปน มนษุ ยของตนวาสามารถเขา ถงึ สัจจานโุ พธา คอื การตามรคู วามจริงทัง้ หลายได โดยอาศยั สัจจานุปต ติ คอื การตามปฏบิ ัตโิ ดยใชพ ลงั กายใจของตน น่นั คือการอาศัยปฏิบัติธรรมเปนเครือ่ งมือเขา ถงึ ปฏิเวธ ธรรม นน่ั เอง วกิ ฤตเิ ศรษฐกจิ โลก (World economic crisis) ส่ิงท่ชี ื่อวา เศรษฐกจิ (Economies) น้ันเปนสว นหน่ึงของชีวติ มนุษยทกุ คน ผรู ูใหนิยามคา “เศรษฐกิจ” วาไดแก กิจอันประเสริฐ คอื กจิ ทจ่ี ะ ชว ยใหช ีวติ มนุษยดาํ รงอยู และขับเคลื่อนตอ ไปได วา กันวาสาระสําคัญของระบบเศรษฐกจิ คอื การ ผลิต การจายผลผลติ แลว การบริโภคผลผลิต ซึง่ เกี่ยวกบั ปจจยั ในการดํารงชพี ของมนุษย คอื สิ่งท่เี ปน เครื่อง อุปโภคบริโภคในชวี ติ ประจําวนั ซ่งึ ปจจบุ นั ระบบเศรษฐกิจของมนุษยถกู กําหนดใหข ้ึนอยูกบั รายรบั รายจาย ท่เี ปน เงินตรา เขามาเปนตัวขับเคล่ือนภารกิจและการไดม าซ่ึงปจ จยั ในการดํารงรักษาชวี ิต เม่ือ กระแสไหลเวียนของตัวเงินเกิดขดั ของ เพระความพรอ งทางปญ ญาของมนษุ ย กก็ อ ปญ หาอน่ื ๆ ตามมา อกี มากมาย และกระทบตอผคู นท่วั โลก มนษุ ยไมปรารถนาประสบภาวะวกิ ฤตเิ ศรษฐกจิ แตเ ศรษฐกิจก็ อยใู นฐานะเปน ธรรมะ ประการหนึง่ และอยูภ ายใตห ลักเหตุผล ทีภ่ าษาพทุ ธธรรมเรยี ก วา หลกั อริยสจั หรือหลกั อิทัปปจจยตาปฏจิ จสมปุ ปาทน่นั เอง คอื มนั มีเหตปุ จ จัยใหเกดิ มีเหตปุ จจยั ใหดบั ชาวพทุ ธทไ่ี ด เรียนรูหลักธรรม ท่ชี ื่อวาอทิ ปั ปจ จยตาปฏภิ จจสมุปาท หรอื หลักอริยสัจหรือ หลกั ธรรม ๔ ความหมายท่ี กลา วนี้ก็จะอยูกับภาวะวกิ ฤติ และทาํ ความเขา ใจรวมทง้ั แกภาวะวกิ ฤตใิ หเปนโอกาสได คือ ๑. ตองรู คือรวู า สภาพปญหา หรือ สภาวธรรมของเศรษฐกจิ หรือวกิ ฤตเิ ศรษฐกิจคืออะไร อยางไร ใคร เมอื่ ใด เปน ตน ๒. ตอ งเหน็ คือ ทาความเขา ใจใหไ ดวาภาวะวกิ ฤตท่ีวา นนั้ มีอะไรเปนเหตุเกิด คน หาเหตุปจ จยั น้นั ใหพ บ ๓. ตอ งทาํ คอื ตอ งลงมอื ปฏบิ ัติการขจัดเหตุปจ จยั ท่กี อใหเกิดวิกฤตติ ามท่ีไดรสู ภาพและเห็นเหตุ ปจ จัยท่ีแทจ ริงของภาวะวกิ ฤตนิ ้นั ได
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๕๖ ๔. ตอ งเปน คือ เขาถงึ ภาวะปกติหรอื ภาวะหลุดพนจากวิกฤติ มีอิสระได ไมตกเปนทาสปญ หา แต ใชปญญาเปน เครื่องประคับประคองตน ชาวพุทธทีเ่ ขาถงึ ธรรมของพระพุทธเจา หรอื พุทธธรรม จะไมเ ดือดรอ น หรอื เปนทกุ ขกับภาวะ วิกฤต ดงั กลา วนจ้ี นเกินเหตุ เพราะมคี วามรู ความแจมชัดในสจั ธรรมหรือกฎธรรมชาติวา ธรรมหรอื ส่งิ ทง้ั หลายเกิดจากเหตุและจะดับลงเพราะเหตุดับ คือ มเี กิด มดี บั เปนธรรมดา นอกจากชาวพทุ ธใชห ลกั เหตผุ ลเขาใจในสภาพ มูลเหตุ เปา หมาย และมรรควิธีแกวิกฤต ตามแนวคดิ แนวปฏิบัติ ตามธรรม ๔ ประการแลว ชาวพทุ ธยังสามารถนาหลักพุทธธรรม ขอ ปญ ญามาแกไขปญ หาทกุ ขภาวะท่เี กิดขึ้นท่ีกาย ใจของมนษุ ยไดด วย โดยอาศัย ความรู ความเขาใจในกระบวนการเกดิ ทุกขใ นจิตของมนุษยท ่เี รียกวา ปฏจิ จสมุปปาท มีอวชิ ชา สงั ขาร...ชาติ ภพ ท่ีเรยี กวา สมุทยวาระ และมีศรัทธา ปราโมทย. ...วิบตุ ิ ท่ี เรียกวา นิโรธวาระ เปน เครอ่ื งมอื แกทกุ ขจ ติ ทุกขใ จลงได ไมใ หเกิดภาวะวิกฤตขึ้นในจิตใจ หรอื จติ ใจเกดิ วกิ ฤต เพราะพษิ ของเศรษฐกิจเปนเหตุ โดยอาศัยสตสิ ัมปชัญญะเปนตัวชว ยสําคัญคอื มีสติปญ ญารูว า มนั เปน เชนนั่นเอง คอื เปนไปตามเหตุปจ จัย กระบวนทศั นใ นแกป ญหาวิกฤตกิ ารเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม สงิ่ แวดลอม๑๐ ประเทศไทยนัน้ เปน สังคมหนงึ่ ซึ่งยอมรับพระพุทธศาสนา และไดรับการหลอหลอมจากหลักธรรม คาํ สอนในพระพทุ ธศาสนามายาวนาน วิถีชีวิตของคนไทยสวนใหญตั้งแตกําเนิดจนถึงตาย จึงเกี่ยวโยง สัมพันธเปนอันหน่ึงอันเดียวกันกับพระพุทธศาสนา แตเม่ือสังคมโลกเปดกวางข้ึนท้ังในดาน สื่อสารมวลชน เศรษฐกจิ การเมืองและวัฒนธรรม จงึ เปน เหตุผลสาํ คัญท่ีนําพาใหสังคมไทยกาวเขาไปสู กระแสแหงยุคโลกาภวิ ฒั น สง ผลใหส ังคมไทยตองเผชญิ กบั ภาวะวิกฤตใิ นหลายๆ ดา น กลา วคือ ๑. วิกฤติการเมอื ง ๒. วิกฤตดิ านเศรษฐกจิ ๓. วิกฤติดานสงั คม ๔. วิกฤติดานสงิ่ แวดลอ ม พระพุทธศาสนา จึงเปนกระบวนทศั นใหมท ี่จะสามารถนาํ หลักการสําคัญที่มีอยูในพระไตรปฏกมา ประยุกตใชในการแกปญหาในแบบองครวม เพื่อจะทําใหการแกปญหาเปนไปอยางครบวงจร อันจะ สงผลดกี ับการแกไ ขปญหาวกิ ฤตติ างๆ ของสงั คมไทยตอ ไป วกิ ฤติตางๆท่ีเกิดขึ้นลว นโยงใยถึงกันเปนลูกโซ เปนปจจัยเก้ือหนุนซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดวิกฤติข้ึน ในดานใดดา นหน่ึงของสงั คมนั้นหมายถึงวา ผลพวงจากวิกฤติน้ันยอมกระทบตอระบบในสังคมน้ันดวย เชน บานเมืองปจ จุบนั เกิดภาวะวิกฤติ เพราะเปนผลกระทบจากภาวะทางเศรษฐกจิ ทรดุ ตัว นักการเมือง บคุ คลในสงั คมหวงั เพ่ือจะกอบโกยผลประโยชนเปนสวนตัวมากขึ้น ประชาชนอดอยากมากข้ึน จึงเปน ภาวะวิกฤตทิ างสงั คมเม่ือบคุ คลในสังคมมีมากข้ึนความเห็นแกตัวมากขึ้น สภาพส่ิงแวดลอมรอบตัวจึง ไมมคี นเอาใจใสดแู ลจนเกดิ เปน ภาวะวกิ ฤตทิ างสิง่ แวดลอม ถึงเวลาแลวท่ีสังคมไทยจะตองนํากระบวน ทัศนท างพระพทุ ธศาสนามาปรับใชตามความเหมาะสมกบั สถานการณตา งๆ ในขณะนี้ ๑.วิกฤติทางการเมือง ๑๐ กระบวนทศั นในการแกปญ หาวิกฤตกิ ารเมอื ง ฯ http://www.watsamrong.com/tamma๓.htm
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๕๗ ๑.๑ ปญ หาทางการเมอื ง นักการเมืองมกั มองเปนเกมสท างการเมือง เลนพรรคเลนพวก มือ ใครยาวสาวไดสาวเอา แตมักเปนไปแบบเชาชามเย็นชาม นักการเมืองสวนมากมัดทุจริตและกอบโกย ผลประโยชน ความไมสามัคคขี องนกั การเมือง แมจะหนว ยงานคอยตรวจสอบก็ตามที ก็เปนไปอยางไม เต็มท่ีนักดวยเกรงกลัวอํานาจและอิทธิพล ปญหาอีกอยางของการเมืองคือดานการดําเนินนโยบาย ผิดพลาด อันเกิดผลเสียกับสังคมและประเทศชาติ ผูบริหารประเทศยังไมไดมีการบริหารอยางเต็ม ความรับผิดชอบ ยังมีการเลนการเมืองมากเกินความจําเปนซึ่งมีผลทําใหการดําเนินนโยบายตางๆยัง ไมไ ดแ กปญ หาที่แทจรงิ ของประเทศ บางครัง้ นโยบายหลายๆ นโยบายก็ดูนาจะดี แตกลับไมไดผลเต็มที่ ซ่ึงก็มีสาเหตุมาจากการไมสามารถนํา นโยบายไปปฏิบัติกันอยาง มีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล บอย ครง้ั เปน การดําเนินนโยบายเพื่อสรางภาพใหแก สวนตน แตใหความสําคัญของประสิทธิผลนอย มาก หรอื แทบจะไมใหค วามสําคัญเลย ระบบราชการ ก็เปนอีกปญหาหนึ่งที่มีผลกระทบตอการสงออก และ อีก หลายๆ ธุรกิจ หนว ยงานตา งๆ มกี ารทํางานซาํ้ ซอนกัน ซง่ึ อนั ท่จี ริงแลว โครงสรา งของระบบราชการกไ็ ดม ีการ กําหนด ไวด ีแลว แตก ็ไปผดิ พลาดที่การปฏิบัติอีก เพราะตางคนตางพยายามสรางผลงานใหโดดเดน ในสายตา ของผูบังคับบัญชา หรือแมกระทั่งนักการเมือง จนลืมนึกถึงประชาชน แต ก็มีขาราชการระดับกลาง และ ระดบั ลางท่มี แี นวความคดิ ที่ดี ๆ แตกไ็ มม ีโอกาสท่ีจะไดแ สดงฝม อื เนื่องจากติดที่ระบบราชการท่ียัง เปนระบบศักดินา ผสมกับระบบอุปถัมภอยูตราบใดท่ีผูใหญในภาครัฐยังไมยอมรับความจริงเหลาน้ี ปญ หาของชาตไิ ทยคงมีแตก ารสญู เสียไปอยา งตอ เน่ือง ๑.๒ ผลกระทบตอ สังคมไทย ๑.ในแงของปจเจกบุคคลคนไทยยอมประสบกับความไมเชื่อม่ันในสถานะของประเทศ ไม ไวใจในขาราชการและนักการเมือง ในการบรหิ ารของคณะรัฐบาลและความมั่นคงของ ประเทศ ๒.ในแงของสังคม มุมมองโดยรวมของสังคมไทยยอมไมเปนที่ไววางใจของชาวตางชาติ เทาทีค่ วร ความเชอ่ื มน่ั ในรัฐบาลโดยรวมก็ลดลงตามลาํ ดบั ๓.ในแงของเศรษฐกิจ การบริหารดานนโยบายของรัฐบาลเปนผลโดยตรงดานเศรษฐกิจ ของประเทศ หากรฐั บาลวางแนวนโยบายผดิ พลาด ตางชาติขาดความเช่ือมั่นในรัฐบาล ยอมเกิดเปน วกิ ฤติเศรษฐกจิ ตามมาอยางแนนอน ๔.ในแงของศาสนา ปจจุบันกาํ ลังเปนปจจัยหนง่ึ ที่จะกอใหเกดิ ความขัดแยงระหวางศาสนา อนั เกิดจากการพยายามแทรกแซงกิจการพระพุทธศาสนา และพยายามลบลางความ เปนพุทธศาสนาในหนวยงานนั้นๆ ท่ีนักการเมืองบางคนเปนรัฐมนตรี ดังที่เปนขาวใน ปจ จบุ ัน ๑.๓ พระพุทธศาสนากบั การแกป ญ หาทางการเมอื ง ๑.พระพุทธศาสนา ไดกลาวถึงอธิปไตย ไวถึง ๓ แบบ คือ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ธรรมาธิปไตย โดยประการหลัง ธรรมาธิปไตยปกครองโดยเนนธรรมะเปนใหญ ใหผูนํา มีธรรมะ (มุขบุรุษท่ีดี) และประชาชนมีธรรมะ (สัมมาชน) พระสุตตันตปฎก เลม ๒๐ หนา ๑๘๖ , เลม ๑๑ หนา ๒๓๑
แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๕๘ ๒.พระพุทธศาสนา เนนเสรีภาพทางจิต เปนศาสนาแรกท่ีสงเสริมสิทธิมนุษยชน มีสิทธิ พิจารณาคดั เลอื กผนู าํ มีสิทธิในดานตางอันไมก อ ความเดือดรอ นสูตนเองและผูอ่นื ๓.พระพุทธศาสนา สอนใหรจู ักความพอดีในการปฏิบัติตน และการแกไ ขปญ หาตางๆ ดวย ปญ ญา ในการดําเนนิ ตามอรยิ สจั ๔ นกั การเมอื งควรนาํ ไปปรับใชตามเหตุสถานการณ นน้ั ๆ ๔.พระพุทธศาสนา สอนใหรูจักความสุจริต ในการปฏิบัติตนสมควรแกหนาที่ รูกาล รู เวลา รหู นา ทข่ี องตน ปญ หาความยดั แยง ทางการเมอื ง ความยดั แยง ทางการเมืองทเี่ ปน ปญ หาสังคมอยางหนงึ่ นัน้ อาจจะมาจากสาเหตุหลายประการ เชน ผลประโยชนข ัดกนั ความคิดเห็นไมตรงกัน การขาดอุดมคติ ทางการเมืองที่แนนอน เปนตน ในการแกปญหาน้ี ตามทัศนะของพุทธศาสนาแลว นักการเมือง จะตอ งมีธรรมะสําหรับนักบรหิ าร นกั ปกครองซึง่ พระพุทธองคไ ดแสดงวา เปนคณุ สมบัติของนักปกครอง หรอื ผูบ ริหารปรากฏในพระคมั ภรี ศ าสนาหลายแหงดวยกัน แตในท่ีน้ีจะขอนํามากลาวเฉพาะที่ทานได แสดงไวใ น อรรถกถาอฏั ฐกนบิ าตอังคุตตรนิกาย มีใจความวาผูปกครองหรือนักบริหารน้ันจะตองทํานุ บํารงุ ประชาราษฏรด วยหลักธรรมท่เี รยี กวาราชสงั คหวัตถุ ๕ ประการ คอื ๑. สัสสเมธะ ฉลาดสามารถในการบาํ รุงเกษตรกรรมและกสกิ รรมเปนตน อนั เปนธัญญาหาร ใหเกดิ ผลผลติ ทด่ี ี มกี ารสงเสริมการเกษตรและกสิกรรมใหอุดมสมบูรณ อันจะเปนประโยชนพ้ืนฐานท่ี สําคญั ย่ิงในการพัฒนาประเทศทางดานเศรษฐกจิ ๒. ปรุ สิ เมธะ ฉลาดสามารถในการบํารุงคน สงเสริมคัดเลือกคนมาทํางานใหเหมาะสมกับ ความรูความสามารถของเขาและการงานที่จะทาํ นน้ั ๆ พรอมท้งั จดั สวสั ดกิ ารใหด ี เปนตน ๓. สัมมาปาสะ ผูกประสานสงเคราะหประชาชนพลเมืองบวงคลองใจคน คือการดูแลสุข ทุกขของประชาชน สงเสริมอาชีพ เชน จัดทุนใหคนยากจนยืมไปสรางตนในทางพาณิชยกรรมหรือ ดาํ เนนิ กิจกรรมตาง ๆ ไมใหเกิดความเล่ือมลํ้าหรือชองวางจนแตกแยกกัน ซ่ึงเปนการทําใหจิตใจของ ประชาชนเล่อื มใสในผปู กครอง ๔. วาชเปยยะ พูดจาดวยถอยคาํ ไพเราะออ นหวานดดู ดม่ื ใจ รูจักพูดรูจักชี้แจงแนะนํา รูจัก ทกั ทายถามไถท กุ ขส ขุ ของประชาชนทุกชั้น ดวยอัธยาศัยไมตรีท่ีดี ดวยถอยคําที่ประกอบดวยเหตุผล ท่เี ปน หลกั ฐานมีประโยชน เปนทางแหงการสรางสรรคแกไขปญหาเสริมความสามัคคีทําใหเกิดความ เขาใจดี ความเชอ่ื ถือและความนิยมนบั ถอื ๕. นิรัคคฬะ บริหารประเทศชาติใหอยูเย็นเปนสุข โดยปองกันและบําราบโจรผูราย ให ประชาชนนอนตาหลบั โดยยึดหลักการที่วา \"ความสุขของประชาชนคือยอดปรารถนาของตน\" และ ในทีฆนิกายปาฏิกวรรคก็ไดแสดงไววา ผูบริหารหรือนักปกครองที่ดีนั้น เมื่อปฏิบัติหนาท่ี พึงเวน ความลาํ เอียง (อคต)ิ หรือความประพฤตทิ ่ีคลาดเคล่ือนจากธรรม ๔ ประการ ๑. ฉนั ทาคติ ลาํ เอียงเพราะชอบ ๒. โทสาคติ ลําเอยี งเพราะชงั ๓. โมหาคติ ลําเอยี งเพราะหลงหรอื เขลา ๔. ภยาคติ ลาํ เอยี งเพราะขลาดกลวั
แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๕๙ นอกจากนี้ มีความประพฤตดิ เี ปน แบบฉบับในการดํารงชีวิตของนักปกครองเพราะการปกครองที่ดีคือ การใหแบบอยางที่ดี ความตรงความคดของนักปกครองมีอิทธิพลตอความประพฤติของประชาชน ความซ่ือตรงของประชาชน ข้ึนอยูกับความซื่อตรงของนักปกครอง การแกความคดของสวนใหญจึง ตอ งเริม่ มาจากฝา ยปกครอง ความสัมพนั ธระหวางบุคคล ๒ ประเภทน้ี พระพุทธเจาตรัสยกตัวอยาง ไวในโพธริ าชชาดก ขุททกนิกายวา \"เม่อื ฝูงโคกําลังขา มแมน ้ํา ถา โคจา ฝูงไปคด โคนอกนั้นก็คดตาม ในหมูมนุษยก็เชนเดียวกัน ถาผูไดรับสมมติใหเปนหัวหนาเปนผูปกครองไมเปนธรรม คนนอกนั้นก็ประพฤติไมเปนธรรม ดังนั้น เมอื่ ผูปกครองประพฤตไิ มเปน ธรรม ชาวเมืองก็พลอยทุกขกันไปทว่ั โดยนยั ตรงกันขาม เม่ือผูปกครอง ทรงไวซง่ึ ธรรม ชาวเมอื งกเ็ ปน สขุ กันไปทัว่ \" ๒.วิกฤตดิ านเศรษฐกิจ คนเราเม่ือเกิดมาแลว จะสามารถดําเนินชีวิตประจําวันไปไดอยางมีความสุขความเจริญ ตลอดทัง้ ประสบความสาํ เร็จในดานตา ง ๆ ของชีวิต จําเปนตองอาศัยเครื่องอุปโภคบริโภคนานาชนิด อยางนอยก็ตองอาศัยปจจัยส่ี คือ อาหาร เสื้อผา ท่ีอยูอาศัย และยารักษาโรคและก็ตองมีอยาง เพยี งพอท่ีเรยี กวา อยูดีกินดีถาแตละคนมีการอยูดีกินดี ก็ยอมจะทําใหสังคมมีความมั่นคง แตถาแต ละคนซง่ึ เปนสมาชิกของสงั คมสวนใหญมีความเดือนรอนในเร่ืองการกินดีอยูดี ก็ยอมจะเปนสาเหตุนํา ความออ นแอมาสูสังคม สงั คมยอ มมีแตค วามเดือดรอน เปนหน้ีเปนสินกันมาก มีการทําผิดกฏหมาย บานเมืองมีโจรผูรายมากขึ้นปรากฎการณทางสังคมเชนน้ี สาเหตุที่แทจริงก็เน่ืองมาจากปญหา เศรษฐกจิ อนั เปน ปญ หาทสี่ าํ คัญย่งิ ในชีวติ ประจาํ วนั ของมวลมนษุ ย ซ่ึงมนุษยตองด้ินรนในแตละวันก็ ไมใ ชอืน่ ไกลก็เพื่อปากเพือ่ ทอ งทีเ่ รียกวา ทาํ มาหากนิ นัง่ เอง ๒.๑ ปญ หาดานเศรษฐกิจ ๑) ปญหาการต้งั เนื้อต้ังตวั ไมไ ด มีคนเปนจํานวนไมนอยท่ีเผชิญกับปญหาน้ี บางคนแมมี หนา ทก่ี ารงานทาํ แลว บางคนจบการศกึ ษาเปน ผใู หญแ ลว บางคนถงึ กบั แตงงานแลว บางคนมีงานทํา ไดร บั เงนิ เดอื นมากพอสมควรแตกไ็ มสามารถสรา งเน้ือสรา งตัวในทางเศรษฐกิจได บางคนแมมีอายุมาก ถงึ วัยกลางคนแลว หรือบางคนแมเ กิดในตระกูลทร่ี ํา่ รวยแตกย็ งั ไมส ามารถยืนอยูดวยลําแขงของตนเอง ในทางเศรษฐกิจได และบางคนเคยมีฐานะทางเศรษฐกิจอยางไร แมกาลเวลาจะลวงเลยไปหลายปก็ ตาม กย็ งั คงสภาพฐานะเดิม ไมส ามารถยกฐานะทางเศรษฐกิจของตนใหสูงข้ึนกวาเดิมได บุคคลตาง ๆ ดังท่ีไดยกตัวอยางมานี้เปนผูเผชิญกับปญหาการตั้งเนื้อตั้งตัวไมไดท้ัง ๆ ท่ีสภาพแวดลอมภายนอก และตวั เองก็สูงวยั พอสมควร นาจะประสบความสําเรจ็ มากกวา นี้ ปญหาการต้งั เนอ้ื ต้งั ตวั ไมไ ดนาจะลด นอ ยถอยลงมากกวา น้ี แมมีครอบครัวแลวก็ตองพึ่งพาอาศัยผูอ่ืนอยู หรือโตแลวก็เหมือนไมโต ชนิดที่ เลยี้ งไมรจู กั โต สําหรับปญหาดงั กลา ว ไดม หี ลักคําสอนในทางพทุ ธศาสนา ซ่งึ เปนธรรมะเก่ียวกับหลัก เศรษฐกจิ สว นบคุ คลและครอบครวั ถาไดน ําเอาไปเปน แนวทางแหงการประพฤติปฏิบัติอยางจริงจังและ จริงใจในชีวิตประจําวันแลว ก็เช่ือไดวาจะสามารถแกไขปญหาการต้ังเน้ือต้ังตัวไมไดอยางแนนอน หลักธรรมดังกลาว มีดงั นี้
แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๖๐ ๒) ปญหาการกระจายรายได ปญหาทางเศรษฐกิจที่สําคัญมากเปนปญหาหน่ึงก็คือ ชองวา งระหวา งคนรวยกับคนจน คนรวยก็รวยเหลอื เกนิ สวนคนจนก็จนมากเหลือเกิน หรือคนร่ํารวย มจี าํ นวนนอ ยแตม ีรายไดมาก ขณะเดยี วกนั คนจนมีจาํ นวนมากและมรี ายไดต่ํามาก เมื่อความเหลื่อม ล้ําทางเศรษฐกิจมีเชนน้ี ก็ยอมทําใหคนจนมีความเดือนรอนเปนทุกขและก็มีโอกาสที่จะยากจนมาก ยิง่ ขน้ึ เมอื่ อยากจะทาํ อะไรกม็ กั จะติดขัดกลายเปน อุปสรรคเปน ปญหาไปเสยี หมด และโอกาสที่จะตอง กูหนี้ยืมสิ้นก็มีมากข้ึน ความยากจนก็ดี การกูหนี้ยืมสินก็ดี ลวนแตเปนสาเหตุแหงความเดือดรอน ท้งั สน้ิ ๓) ความขดั แยง ระหวางนายจา งกบั ลกู จา ง ในการทํางานตาง ๆ เพ่ือใหไดมาซ่ึงของกลาง คือ เงินไวจับจายใชส อยบาํ บดั ทุกขบาํ รุงสขุ เมื่อมีงานทาํ กย็ อมจะไดเงนิ เปนคา ตอบแทน ดังคําขวัญ ท่ีวา \"งานคือเงนิ เงนิ คอื งาน บันดาลสขุ \" ก็ยอ มมีผทู เ่ี ปนเจาของงานในฐานะนายจาง และผูทํางาน ในฐานะลูกจาง นานจา งกับลกู จา งน้ี ก็มักจะมีปญ หาขัดแยงกนั อยูบอยครั้ง สาเหตุความขัดแยงอาจมี มากมายหลายอยาง เชน ลูกจา งไมส นใจและรับผิดชอบตอหนา ท่ีการงานเทา ที่ควร ขาดประสทิ ธิภาพ ในการทํางานหรือมีผลงานออกมาไมเปนท่ีพอใจของนายจาง สวนนายจางก็อาจจะไมปฏิบัติตาม กฎหมายแรงงาน นายจางใชวิธีปกครองลูกจางไมเปนธรรม หรือไมเขาใจชีวิตจิตใจของลูกจางที่ ตองการเรียกรองใหขึ้นคาจางเน่ืองจากคาจางต่ําไมเพียงพอตอการครองชีพและนายจางไมยอมขึ้นให เลานี้ เปน ตน ทาํ ใหเกดิ ความขดั แยงข้ึนสังเกตไดวาความขัดแยงตาง ๆ ถาฝายหน่ึงไดอีกฝายหนึ่งมัก เสีย เชน ถานายจางข้ึนคาแรงคาจางแกลูกจางนายจางก็จะรูวา เปนการเสีย เพราะตนทุนสูงข้ึน เปน ตน แตค วามขัดแยง สว นมากเกิดขึน้ เนื่องจากลูกจางรูสึกวา ถูกนายจางเอาเปรียบหรือปฏิบัติโดย ไมเปนธรรม ลูกจางจึงมีการรวมกลุมกันข้ึนเพ่ือเรียกรองสิ่งท่ีลูกจางตองการทําใหเกิดสมาคมลูกจาง และการนัดหยดุ งาน เปนตน เพ่ือใหมีกาํ ลังตอรองกับนายจางในการเรียกรองสิ่งตาง ๆ ท่ีตนตองการ มีการรวมกาํ ลงั ลกู จางเพื่อเจรจาตอรองกับนายจางและใชวิธีการตาง ๆ เชน นัดหยุดงานก็เพื่อใหเกิด อํานาจการเจรจาตอรอง กลาวคือ ถาอํานาจการเจรจาตอรองของฝายใดมากวาก็จะมีสิทธิมีเสียง มากกวา ในการเจรจา ดวยเหตุน้ี ความขัดแยงจึงมักจะเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะในการอุตสาหกรรม และสาขาอื่น ๆ นอกจาการเกษตร การหยุดงาน หรือการทําลายซ่ึงกันและกัน จึงเปนเหตุการณ ธรรมดา ในระบบเศรษฐกิจ เปนการทําใหส้ินเปลืองทรัพยากรมนุษย ตลอดทําใหเกิดการสูญเสีย ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไปอยา งนา เสียดายเมือ่ มกี ารหยุดงาน ๔) ปญหาโจรผรู า ยชุกชุม โจรผรู า ยปลน ทรัพยส นิ ของผูอื่น นอกจากเปนผูทําผิดกฎหมาย บานเมืองเปนอาชญากรนําความเดือนรอนมาสูสังคมแลวยังเปนผูประพฤติผิดศีลธรรมและทําลาย เศรษฐกจิ ของชาติอกี ดว ย เพราะเปนผูเบียดเบียนเจาทรัพยและถวงความเจริญ คือ นอกจากตัวเอง จะไมประกอบสัมมาอาชีวะแลว ยงั ขดั ขวางผอู นื่ ซง่ึ ทําการประกอบสัมมาอาชีวะเพ่ือประโยชนและความ เจรญิ ของบานเมอื งการแกป ญ หาโจรผูรา ย จะตอ งแกใหถูกจุดและผูท่ีจะแกไขไดดี ไดแกผูเปนหัวหนา ฝูงชนผปู กครองหรือผบู ริหารบา นเมืองโดยจะตอ งแกไ ขท่ปี ญหาเศรษฐกิจ ๒.๒ ผลกระทบตอสังคมไทย ๑. ในแงของปจเจกบุคคล คนไทยยอมกินอยูอยางแรนแคนอดอยาก ไมสามารถตั้ง ตนได เปนตนไมส ามารถจะกระทาํ อะไรตามทตี่ อ งการ
แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๖๑ ๒. ในแงของสงั คม ยอมกอใหเ กดิ ชองวางเหลื่อมลา้ํ กันระหวา งคนรวยกับคนจนเปน ภาระของสงั คมท่จี ะตองใหค วามชวยเหลอื กอใหเกดิ ความลา ชา ในการพฒั นา ประเทศ กอ ใหเ กิดความเหลื่อมลํา้ ทางเศรษฐกิจ และความไมมน่ั คงทางสังคม กอใหเกิดปญ หาสงั คมอ่นื ๆ ตามมาเชน ปญ หาอาชญากรรม เปน ตน ๓. ในแงของการเมอื ง เศรษฐกจิ ของชาตยิ อมเปนตัววัดคณุ ภาพของประเทศ คุณภาพ ของนกั ปกครอง คุณภาพของประชาชน และการใหความเช่อื มน่ั ระหวา งประเทศ ๒.๓ พทุ ธศาสนากับการแกปญหาเศรษฐกิจ จุดประสงคของเศรษฐกจิ นน้ั กเ็ พ่ือบําบดั หรือสนองความตองการของมนุษยใหเกิดความม่ัง คง่ั สมบรู ณด วยโภคทรัพย หรือจะกลาวอยางงาย ๆ ก็เพอ่ื ใหประชาชนมีการอยูด กี นิ ดี หรอื มีมาตรฐาน ในการครองชีพสงู ข้นึ ในทางเศรษฐกิจถือวา ย่ิงมีการอยูดีกินดีดวยเครื่องอุปโภคบริโภคมากเพียงใด ชีวิตยอ มมีความสุขและสะดวกสบายมากเพียงนั้น แตพุทธศาสนาแบงความสุขออกเปน ๒ ประเภท ใหญ คือ โลกิยสุข และโกุตตรสุข โลกิยสุข เปนความสุขของปุถุชนหรือฆราวาสผูครองเรือน เปน ความสุขที่พัวพันกับทรัพยสมบัติและวัตถุกามตาง ๆ เปนประเภทอามิสสุข คือสุขท่ีเจือดวยอามิส สิง่ ของ ความสุขทางเศรษฐกจิ ก็จัดอยใู นความสุขประเภทนี้ เพราะเปนความสขุ ของการแสดวงหาและ ไดส่ิงของมาบําบัดความตองการ สวนโลกุตตรสุขเปนความสุขของผูสิ้นกิเลสอาสวะ และสําเร็จ อรหตั ผลแลว เปนความสขุ ท่เี ทีย่ งแท ย่งั ยืน ไมพวั พนั อยูกบั วัตถุกามหรืออารมณกามใด ๆ เปนประเภท นิรามิสสุข หรือสุขไมเจือดวยอามิส ซึ่งเปนความสุขท่ีเกิดข้ึนไดจากการบรรเทาความตองการหรือ ทะยานอยากเสียได เปนความสุขที่เกิดขึ้นจากากรใหเสียสละ จะกลาววาเปนหลักเศรษฐกิจชั้นสูง ในทางพุทธศาสนาก็ได ๒.๓.๑ หลกั ของการพออยพู อกนิ ในพระพทุ ธศาสนา ๑) ทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชนปจจุบัน หรือหลักสรางความสําเร็จทันตาเห็น บางทีทาน เรยี กวา หัวใจเศรษฐี (อุ.อา.กะ.สะ.) อันเปนคําสอนใหตั้งเน้ือตั้งตัวไดในทางเศรษฐกิจ ๔ ประการ คือ (๑) ตองมีความหมั่น คือ มีความขยันหม่ันเพียรในการปฏิบัติหนาที่การงาน ประกอบ อาชพี อนั สุจรติ รูจักใชป ญ ญาความสามารถจดั การดาํ เนนิ การไปใหไ ดผ ลดี ซ่ึงเปนทางใหไดทรัพย ขอ นตี้ รงกบั หลักเศรษฐกจิ ขอแรกคือ Production หลักผลติ กรรม ๒) ตองการรักษา คือ ตองรูจักเก็บคุมครองทรัพย หนาท่ีการงานและผลงานที่ตนไดมา หรอื ไดทาํ ไวดว ยความขยันหมั่นเพียรน้นั ไมใหเปน อันตรายหรือเส่ือมเสียโดยเฉพาะ ถาเปนทรัพย ก็ ตอ งยิ่งรูจกั เกบ็ ออม ขอ นี้ตรงกับหลกั Saving หลกั เกบ็ ออม ๓) ตอ งเลือกคบคนดีเปนเพ่ือน คือ เลือกคบแตสุหทมิตร ไดแก มิตรแท เพื่อนจริง ท่ีมี อปุ การคณุ สมานสขุ ทุกข แนะนําประโยชนใ หแ ละมีความรักใครจ รงิ ใจ ถาดาํ เนินธุรกิจเปนบริษัทหรือ สหกรณ ก็จําเปน ตองเลือกสมาชิกทดี่ ี ตรงกับหลัก Cooperation หลกั สหกรณ ๔) ตอ งมีความเปนอยูเหมาะสม คือ รูจักกําหนดรายไดและรายจาย เล้ียงชีวิตแตพอดีมิให ฝดเคืองหรือฟุมเฟอย ตรงกับหลัก Household Budget งบประมาณประจําบานหรือการวาง แผนการใชจ า ยประจาํ ครอบครวั นนั่ เอง
แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๖๒ ๓. วกิ ฤติดา นสงั คม สภาพของสังคมไทยปจจุบัน นับวันยิ่งเลวรายลงทุกที ตลอดท้ังปญหาทางดานสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และจริยธรรม ในดานการสรรคสรางคุณงามความดีที่เปนประโยชนตอตัวเอง และสังคมก็หาไดยากมากผิดกับเม่ือ ๑๐-๒๐ ปที่แลว การปฏิบัติตนของคนในสังคมปจจุบันมีแต สภาพของความเห็นแกตวั เอาแตได ไมมีจิตใจเอื้อเฟอตอกัน โดยเฉพาะสังคมในกรุงเทพฯ สังคมไทย เปนสังคมของพระพุทธศาสนา แตการอบรมส่ังสอนเยาวชนของชาติในดานจริยธรรมลดนอยลงหรือ อาจจะหายไปในบางท่ี ในรัว้ มหาวิทยาลัย เมืองไทย ในอดีตเคยไดช่ือวาเมืองแหงพระพุทธศาสนา เปนสยามเมืองย้ิม ประชาชนหนาตาเบิกบาน ไมเครงเครียดเหมือนในปจจุบัน สภาพจริยธรรม ศีลธรรมในสังคมไทยปจจุบัน ไมวาสังคมจะมีสภาพทางสังคมมากนอยเพียงใด แตในทุกสถาบันก็มี ปญหาดว ยกันแทบท้งั สน้ิ ๓.๑ ปญหาของสังคม ๑) ปญ หาความแตกราวในครอบครัว ครอบครวั นับวาเปนสถาบันมูลฐานของสังคม สมาชิก ของสังคมทุกคน ก็ถือกําเนิดเกิดกอจากแตละครอบครัวน่ันเอง และเปนสภาพแวดลอมที่ใกลตัวคน มากทส่ี ดุ ถาสัมพันธภาพ หรอื สภาพครอบครวั ท่ีดี ไมพิการ หรอื แตกรา วปญ หาทางสังคมอ่ืนๆ เชน การ หยารางคนจรนดั หรอื โสเภณี ศีลธรรมเส่อื ม เปนตน ซ่ึงเปนปญหาสังคมที่จะมีผลกระทบตอสังคมโดย สวนรวมจะไมเกิดข้ึน เพราะฉะน้ันปญหาความแตกรัวในครอบครัว จึงนับวาเปนปญหาสังคมทีสําคัญ มากทจี่ ะตอ งไดรับการแกไ ขอกี หลาย ๆ ฝาย โดยรวดเรว็ และถูก จึงนับวาเปนปญหาสังคมท่ีสําคัญมาก ที่จะตองรับการแกไขจากหาย ๆ ฝาย โดยรวดเร็วและถูกตองเพ่ือผลประโยชนตอการอยูรวมกับของ ครอบครวั และสังคมโดยสวนรวม ๒. ปญ หาอาชญากรรมและทรุ กรรมตาง ๆ ซึง่ เกิดขึ้นเปนประจาํ วันในชีวติ คือความเปนอยูใน ปจ จุบนั นนั้ อาจจะเกิดมาจากหลายสาเหตหุ ลายประการ เชน สันดานเปนอาชญากร ปญ หาเศรษฐกจิ สังคม ครอบครัว สง่ิ แวดลอม เปนตน ๓. ปญหาศลี ธรรมเส่อื ม ปญ หาขอน้ีจุดสําคัญที่ตัวเองของบุคคลแตละบุคคล เพราะตัวเอง แตล ะคนมกั จะวางเฉยตอศีลธรรมดังน้ันจะเห็นไดวาผูที่ประพฤติผูท่ีประพฤติทุจริต เชน พวกขโมยก็ ไมอ ยากใหใครมาขโมยพวกตนตอไป พอคาทข่ี ดู เลือดขดู เนื้อประชาชนก็ไมอยากจะใหขาราชการมาใช อํานาจนอกหนาทข่ี ูดรีดเน้ือตน สามที ตี่ บตีภรรยาไดทุกวัน ๆ มีเพ่ือบานมาระรานกัน ขาราชการไมมี ความปราณี เจาทีไ่ มยุตธิ รรม นีเ้ ปน ความจริงซึ่งสามารถพิจารณาเหน็ ไดใ นสงั คมทกุ วันน้ี
แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๖๓ ๔. ปญหาโสเภณี ปญหาโสเภณนี ับวา เปน ปญหาสังคมทสี่ าํ คญั ปญ หาหน่ึงในสังคมอารยะทุก สังคม ลวนมีหญิงโสเภณีเหมือนกันหมดส้ิน จึงกลาวไดวาหญิงโสเภณีเปนผลิตผลทางสังคมและก็ กลายเปน ปญ หาสงั คม เหตทุ ี่หญงิ โสเภณมี กั อา งในเมื่อถูกซกั ถามถงึ เหตุทตี่ อ งมาเลี้ยงชพี แบบนี้ คือ ๑) ชีวติ ทางครอบครัว มสี ภาพไมม นั่ คง ซ่งึ อาจจะเกดิ ขึ้นเพราะพอแมไมร บั ผิดชอบเต็มที่ หรอื อาจเกดิ ขึ้นจากความเสอ่ื มโทรมทางจติ ใจกไ็ ด ๒) ชีวิตการแตง งานไมร าบร่ืน เมื่อหยารางกบั สามี ตองเล้ียงตนเอง เม่อื ไมรวู า จะหาวธิ ีใดเล้ยี งชพี จึงตอ งหากินทางนี้ ๓) ประสบปญหาทางเศรษฐกจิ ในครอบครัว ตองทํามาหากินแบบน้ี เพราะถือวา จะชว ยผดงุ ฐานะทางเศรษฐกิจของบา นได ๔) เหตผุ ลสว นตวั บางอยา ง ๕) เพราะถูกหลอกลวงไปโดยอางวา จะใหไปทาํ งานรบั จางอยางใดอยา งหน่งึ แตแลว ถูกบงั คบั ใหขายตวั เลยกลายเปนโสเภณีไป ๖) เพราะปญหาวางงาน ก็เลยหันมาประกอบอาชีพน้ี ๗) เพราะคบเพอ่ื นไมด ี เลยถูกเพอ่ื ชักชวนไปทาํ งานประเภทบริการอ่นื ๆ กอ น แลว ในทสี่ ดุ ก็ กลายเปนบรกิ ารทางเพศ ๘) เพราะผูปกครองหรือพอแมบ างคนยนิ ยอมทจี่ ะใหไ ปกระกอบอาชีพเชนนั้น เปนตน สาเหตุตา ง ๆ ตามท่ยี กมากลาวพอเปนตัวอยางขา งตน นี้แหละทที่ าํ ใหเ ดก็ เยาวชนหรือเดก็ หญิง ตัวนอ ย ๆ อายุ ๑๒-๑๘ ตองกลายเปนโสเภณีที่มชี ีวติ จมปลักหมักหมมอยูในหวงอเวจี ไมม ีอสิ ระในตัว โสเภณบี างคนถกู บงั คับใหท ํางานชนิดไมไดพ ักผอ นหลับนอนเพียงพอท้ังไมใหลา ไมใ หหยดุ หรอื ไมใ ห มาสาย จนสุขภาพรา งกายทรดุ โทรม รางโรย ตายดานต้ังแตเ ยาวว ยั ผลตอบสนองทสี่ ังคมไดรบั จาก หญิงโสเภณี จนกลายเปนปญ หาสังคมน้นั มีหลายประการ เชน ๑) การแพรเชื้อโรค ผูหญิงโสเภณี เปนผูสําสอนทางเพศยอมเปนบอเกิดแหงกามโรคและ โอกาสที่จะแพรเ ชือ้ กามโรคใหแกผูชายท่ีไปเท่ียวผอนคลายความกําหนัดไดเปนอยางมากและงายดาย เชน โรคเรมิ แผลรมิ ออ น ฝมะมวง หนองในเทียม ซิฟลสิ โดยทีส่ ุดแมแตเช้อื เอดส ๒) ทําลายความมนั่ คงของครอบครัวไปติดกามโรคมา ก็อาจจะนําเช้ือมาเผยแพรใหสมาชิก ของครอบครวั แทนที่จะติดโรคคนเดียวก็กลายเปนสองคนหรือสามคน นอกจากจะเสียเงินไปเปนคา บาํ รงุ บําเรอใหโสเภณแี ลวก็ตอ งนําเงนิ ทองมาใชจ ายเปนคา ยารักษาโรค เปน จํานวนมิใชเล็กนอยแทนท่ี จะไดนําเงินนั้นไปใชจายบํารุงความสุขแกครอบครัว และบางทีถึงกับครอบครัวแตกสลายลงเพราะ ภรรยาฟอ งหยากับสามใี นเรอื่ งเชน น้ี มกั มีปรากฏใหเห็นอยูบอยครั้ง หรือบางทีก็เกิดเปนการทะเลาะ กนั เกดิ ระหองระแหงภายในครอบครวั ขาดความไวว างใจกันในระหวางคูครอง สมาชิกของครอบครัว ขาดความอบอุนและมีปมดอยเปนการทําลายบรรยากาศความสุขในครอบครัวได ซึ่งก็เปนการบอน ทาํ ลายความมนั่ คงของครอบครัวอนั เปน สถาบนั พ้ืนฐานท่สี ดุ ของสงั คมน่ันเอง
แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๖๔ ๓) เปน ตนเหตทุ ําลายศลี ธรรมจรรยาอันดีงามของสตรี เพราะผูหญิงหรือสตรีโดยท่ัว ๆ ไป จะตอ งเปน ผมู ีความละอาย มกี ิรยิ ามารยาทเรียบรอ ยสมเปนกุลสตรี แตคุณธรรมจรรยาดังกลาวจะหา ไดยากมากในพวกผหู ญิงโสเภณี มแี ตจ ะเปน ทีป่ รากฏโดยท่ัวไปวา หญิงพวกน้ีมีความละอายนอยขาด จรรยา มารยาท่ีดีงามและมีความประพฤติช่วั ชากักขฬะหยาบโลน ๓.๒ พระพทุ ธศาสนากับการแกไ ขปญหาสังคม ๓.๒.๑ ปญ หาความแตกรา วในครอบครวั อาจจะมาจากสาเหตุหลายอยาง เชน สาเหตทุ าง เศรษฐกจิ บาง สขุ ภาพอนามัยบาง สงิ่ แวดลอ มบางและสาเหตุท่ีสาํ คญั ท่สี ดุ ก็คือ การบกพรองใน หนา ทีข่ องบุคคล ไมคนใดก็คนหน่ึง หรอื เกดิ บกพรองพอ ๆ กัน สาเหตเุ หลา น้ีนาจะเปน บทเรยี น สําหรบั ผจู ะมชี วี ิตครอบครวั ควรจะไดพิจารณาขอ คดิ บางประการกอ นจะตัดสินใจแตงงาน กลา วคือ ๑) ท้ังฝายชายและฝายหญิง จะตอ งมคี วามรักความเขา ใจซึง่ กนั และกนั ๒) จะตองมีความมนั่ คงในทางการเงนิ ๓) จะตอ งพรอมท่จี ะอดทนในการเผชิญตอ ความยุง ยากอนั จะพงึ มขี ึน้ ๔) จะตองไมมีปญ หาในเร่อื งสถานทอ่ี ยหู รอื บานพัก ๕) ทั้งสองฝา ยจะตองแสดงความจรงิ ใจตอ กัน ๖) จะตอ งมคี วามสมบูรณแ หง สุขภาพและการสนองความตองการทางเพศ ทัง้ น้ีเพราะปญหาท่จี ะ นําไปสูก ารแตกราวในครอบครัวโดยเฉพาะการหยา รา งอันเกิดจากทางฝายสามี ทางพทุ ธศาสนาได กลา วไวใน สงั ขปตตชาดกวา มี ๘ อยา ง คือ ๑) สามี เปนคนเข็ญใจ ๒) สามเี ปน ข้ีโรค ๓) สามีเปนคนแก ๔) สามีเปนคนข้ีเมา ๕) สามีเปนคนโฉดเขลา ๖) สามีเปนคนเพกิ เฉย ๗) สามไี มทาํ มาหากนิ ๘) สามหี าทรพั ยมาเลย้ี งดูไมไ ด สาเหตจุ ากปญ หาสงิ่ แวดลอมนน้ั กอ็ าจจะแกไ ดโดยการงดจากอบายมุข (เหตุยอยยับแหงโภค ทรัพย) ๔ ประการดังกลาวไวน้ัน โดยเฉพาะขอท่ี ๔ การเวนจากการคบคนชั่วเปนมิตรสหาย แลว พยายามเลือกคบแตเพื่อนท่ีดีท่ีเปนกัลยามิตร เพราะเพื่อนนั้นนับวาเปนสิ่งแวดลอมใกลตัวท่ีอิทธิพล และมคี วามสําคัญมาก คนทีไดด มี ีความสําเรจ็ ในชีวติ ไดนั้นก็เพราะมีเพื่อนดี หรือคบแตเพื่อนดีน่ันเอง ดงั ท่ีกลา วกันวา \"คบคนดีเปน ศรีแกตัว\" จะรไู ดอยา งไรวา เพอ่ื นดที ่จี ัดเปนกัลยาณมิตรน้ัน มีลักษณะ อยางไร พระพทุ ธเจา ไดทรงกําหนดลักษณะของมติ รทีด่ ีและช่ัวไวมนทีฆนกิ าย ปาฏิกวรรควา ลักษณะ ของเพ่อื นทีด่ ี หรอื เพื่อนแท มี ๔ ประการคือ ๑) เพอื่ นทม่ี อี ปุ การะ ๒) เพอ่ื นทีร่ วมสขุ รว มทกุ ข ๓) เพ่อื นท่แี นะนําประโยชน ๔) เพื่อนท่ีมีความรกั ใคร ๓.๒.๒ สาเหตมุ าจากการบกพรองในหนาท่ี อาจจะแกไ ดโ ดยการรักษาหนาท่ีของตนใหดี ท่สี ุด พอบานแมเ รือนตางก็มีหนาทีร่ บั ผิดชอบดงั ทีพ่ ระพทุ ธองคไ ดต รสั เอาไวใน ทฆี นิกายปาฏิกวรรค
แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๖๕ ในฐานะของผูเปนสามี ก็ตองทําหนาที่ท่ีพึงทําตอภรรยาดังน้ี เชน ยกยองใหเกียรติสมฐานะท่ีเปน ภรรยา ไมแสดงอาการดหู มนิ่ เหยยี ดหยามภรรยา ไมเกี่ยวของกบั สตรอี ื่นในทางประเวณี เปนตน สวนผูเปนภรรยา ก็ตองทําหนาที่ที่พึงทําเปนการอนุเคราะหสามีดังนี้ เชน จัดการงาน ภายในบานในฐานะที่ตนเปนแมบานใหสะอาดเรียบรอย สงเคราะหญาติมิตรท้ังสองฝายดวยดี ไม ประพฤติกรรมอันเปนขาศึก ตอความเปนภรรยาสามี ไดแก การเกี่ยวของกับชายอื่นในทางชูสาว หรือไมหึงหวงจนเกิดเหตุ เปนตนพรอมกันน้ันก็จะตองนําเอาหลักธรรมสําหรับการครองเรือน คือ ฆราวาสธรรม ๔ ประการ มาใชต อกันในบา นดวย ดงั นี้ ๑. สัจจะ ความจรงิ ใจ คือ ซอ่ื สัตยตอ กัน ท้งั จริงใจ จรงิ วาจา และจรงิ ในการกระทํา ๒. ทมะ ฝก ตน คือ รูจ กั ควบคุมจติ ใจ ฝก หดั ตดั นิสัยแกไ ขขอบกพรอ งขอ ขัดแยง ปรบั ตัวปรับใจ เขา หากัน ๓. ขันติ อดทน คือ มีจติ ใจเขมแขง็ หนกั แนน ไมววู าม ทนตอ ความลวงลํา้ กลา้ํ เกนิ กนั และ รวมกนั อดทนตอ ความเหน่ือยยาก ลําบากตรากตราํ ฝา ฟน อุปสรรคไปดว ยกัน ๔. จาคะ เสียสละ คอื มีนา้ํ ใจ สามารถเสยี สละความสขุ สําราญ ความพอใจ สว นตนเพอื่ คูครองได เชน อดหลบั อดนอนพยาบาลกนั ในยามเจบ็ ไข เปนตน ตลอดจนมีจติ ใจเอื้อเฟอ เผื่อแผต อ ญาตมิ ิตรสหายของคคู รองไมในแคบ ฝายพอบานหรือสามี ก็จะตองเปนผูเห็นใจแมบานหรือภรรยาเปนกรณีพิเศษดวย ท้ังนี้ เพราะสตรีมคี วามทุกขอันเปนลักษณะเฉพาะตัวอีกสวนหนึ่งตางหากจากผูชาย ซ่ึงสามีจะตองเขาใจ และพงึ ปฏิบัติดว ยความเอาใจใสเห็นอกเห็นใจดวย เชน ผูหญงิ ตองจากหมญู าตมิ าอยกู บั ตระกลู ของสามี ท้ังท่ีเปน เดก็ สาว สามคี วรใหค วามอบอนุ ใจ ผหู ญิงมรี ะดู ซง่ึ บางคราวกอ ปญหาใหเกิดความแปรปรวน ทั้งจติ ใจและรางกาย ฝา ยชายควรเขา ใจ ผูหญิงมีครรภ ซึ่งยามน้ันตองการความเอาใจใส บํารุงกาย ใจเปนพิเศษ เปนตน สมาชกิ ครอบครัว ไมใ ชม แี ตสามภี รรยาเทา นน้ั สมาชกิ ทส่ี ําคัญอีกจําพวกหนึ่งก็ คือลูก ๆ ผูที่เปนพอบานแมบานหรือเปนพอแมจะตองรักษาหนาที่ของตนท่ีจะตองมีตอลูกโดยปฏิบัติ หนา ทนี่ นั้ ใหดีท่ีสดุ และยุติธรรมกบั ลูก ๆ ทุกคน หนาที่ของพอแมน้ัน พระพุทธองคไดตรัสแนะเอาไว ในทีฆนิกายปาฏิกวรรค ดังนี้ เชน หามไมใหลูกทําชั่ว แนะนําใหลูกต้ังอยูในความดี ใหลูกไดศึกษา เลา เรยี น เปน ตน ๓.๓.๓ ปญหาอาชญากรรมและทุรกรรมตาง ๆ สําหรับปญหาอาชญากรรมและทุรกรรมตาง ๆ ซ่ึงเกิดข้ึนเปนประจําวันในชีวิต คือความเปนอยูในปจจุบันนั้นอาจจะเกิดมาจากหลายสาเหตุหลาย ประการ เชน สันดานเปนอาชญากร ปญ หาเศรษฐกิจ สงั คม ครอบครวั สิง่ แวดลอ ม เปนตน สําหรบั สาเหตุจากปญหาเศรษฐกจิ และครอบครวั ไดกลา วถงึ วิธีแกม าแลวขางตน ซ่ึงอาจจะ นํามาใชในกรณนี ไ้ี ดเ ชน เดียวกัน สวนที่เก่ียวกับส่ิงแวดลอมเชน แหลงจําหนายยาเสพติด เปนตน ถา จะใหไดผลดี ทางฝายรัฐบาลหรือชนชั้นบริหารนาจะไดจัดการแกไขใหดีกวาท่ีเปนอยูทุกวันนี้ โดย
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๖๖ รัฐบาลหรอื ผูม หี นาที่รบั ผิดชอบทางฝายบานเมือง อาจจะแกดวยการนําเอาธรรมะไปเปนหลักในการ ทํางาน เมื่อเห็นวาส่ิงแวดลอมใดที่ขัดกับหลักศีลธรรมและจารีตประเพณีที่ดีงาม ก็จัดการใหเปนไป ในทางดีเสยี ก็จะเปน อุบายวธิ แี กไขทไ่ี ดผลมากทางหนงึ่ ๓.๓.๔ ปญ หาศลี ธรรมเสอื่ ม สาเหตแุ หง ศลี ธรรมเสือ่ มนนั้ มมี ากมายอาจจะมาจาสว นตัว สวน ครอบครวั ส่ิงแวดลอม เศรษฐกจิ ฯลฯ การแกสาเหตจุ ากครอบครัว ส่ิงแวดลอ ม และเศรษฐกิจน้ัน ไดกลาวไวแ ลว แตในทนี่ ้ีนบั วา สําคัญมากทสี่ ดุ ก็คอื สว นตวั แตละบคุ คล จะเปนกุญแจดอกสาํ คญั ทจี่ ะไข ไปสกู ารแกปญหาศีลธรรมเส่ือม คือจะตองจัดการกบั ตวั เราเองใหไดอ ยา งนอย ๒ วธิ ี คือ ๑) พยายามหดั หรือปลกู ฝงใหเ กดิ ความฝง ใจในการรังเกียจความชวั่ ชาตา ง ๆ และประทับใจใน ความนิยมชมชอบในคุณงามความดีทัง้ ในท่ลี บั และท่ีแจง อาจจะโดยวธิ พี จิ ารณาใหเหน็ วา ความชว่ั เปนตวั สกปรกเปนของเสยี ของเหมน็ สาบ ไมมีใครชอบ ๒) พจิ ารณาถึงเหตุผลในเร่ืองเอาใจเขามาใสใ จเรา เทยี บเคียงกันและกนั คนทีจ่ ะเหน็ อกเห็นใจ ผูอืน่ ไดน ั้น มักจะรูเทียบเคยี งอกเขาอกเราเสมอ จะเปนการฝก ไมลมื ตน และยงั สามารถทาํ ตนใหเปน ทีน่ ิยมรกั ใครข องคนท้ังหลายได เพราะคนท่ลี ืมตนน้ันเมื่อตนเองเปนฝา ยไดเปรยี บ เปนฝายเหนอื คนอื่น ก็มกั จะขมขูหรือเหยยี บผอู ่นื โดยปราศจากความปรานี ๓.๓.๕ปญ หาโสเภณี สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวิชรญาณโรรส ไดท รงรจนาไวใน หนังสอื เบญจศลี เบญจธรรม เก่ียวกบั ผเู ที่ยวซกุ ซนชอบคบคา กบั หญิงแพศยา (โสณ)ี จะประสบความ เสอ่ื มเสียประการตาง ๆ คือ ๑) ตองเสยี ทรัพยเปน คา บําเรอหญิงนัน้ ทกุ คราวไป ทรัพยทเ่ี สียไปน้ี ไมใ ชสําหรับทําอุปการะโดย ฐานเมตตาท่ไี ดชื่อวาเปน อันจา ยดว ยดี แตเ ปนคาปรับเพราะลุอาํ นาจแกก เิ ลสกาม ๒) หญิงแพศยาผูประพฤตสิ ําสอนในกาม ยอมเปนบอ เกดิ แหงโรค อันทําใหร างกายพกิ ารไปตาง ๆ เสียกาํ ลังไมแ ขง็ แรง ท่สี ดุ เสียชีวติ และโรคนตี้ ิดตอ กันได มบี ตุ รภายหลงั แตเปน คนมกั มโี รค ไม แขง็ แรง ๓) เสี่ยงตออันตรายตา ง ๆ เพราะหญงิ แพศยา ยอ มผูกสมคั รรักกับชายหลายคน ฝายชายตางคน กจ็ ะเกิดหงึ หวงเกยี จกนั และกันข้ึนเองเปน ฐานะท่เี ขาจะเกดิ วิวาทกันขน้ึ แลวทําลายกัน ตามทรรศนะทางพทุ ธศาสนาแลว การจะแกป ญ หาอะไรกต็ ามจะตองแกท ีต่ น เหตุ แกก ันไปใหถ งึ ตนเหตุจริง ๆ นาจะไดส าวหาตนเหตุของการเกิดโสเภณีอยา งแทจ ริง นา จะเปนไปไดที่วา เพราะตราบ ใดยังมคี นไปเที่ยวโสเภณี ตราบนั้นก็ตอ งมโี สเภณแี น และหากยิ่งมคี นไปใชบ ริการนี้มาก ก็ยิง่ เกดิ โสเภณีมากยงิ่ ขน้ึ แลวทาํ ไมจงึ มคี นถงึ มีอารมณทางเพศรุนแรงเพิม่ ขึน้ กเ็ พราะ ๑) สภาพสังคมทีอ่ ยูรอบตวั เราน่ันเองสงเสริมโดยเฉพาะอยา งย่ิงทางสอ่ื มวลชน ไมว าจะเปน ภาพยนต วดี ีโอ ละคร เพลง การโฆษณา การจดั ประกวดนางงามธิดาตา ง ๆ การกีฬา หนงั สือพมิ พ รายวัน หนังสอื ลามกตา ง ๆ ทั้งของเดก็ และผูใหญ มกี ารเผยแพรย ่วั ยกุ ามราคะจัดย่งิ ข้นึ ฉะนั้น ตราบ ใดท่กี ารสือ่ สารตา ง ๆ ยังปอ นภาพ-เสียง-สมั ผสั ทีเ่ รงเรา ปลกุ อารมณท างเพศใหระอฮุ ือโหมแก ประชาชนอยูตลอดเวลาแลว ตราบนั้นปญหาโสเภณยี อมไมม ีวนั ลดนอยลงไปได และโสเภณีมแี ตจะถูก เพิม่ จํานวนใหมารองรบั อารมณก ามของผูชายมากขน้ึ พรอ มกนั นน้ั ส่ือสารลามกตาง ๆ กจ็ ะออกมา เอาใจลูกคา กามตัณหาก็เพิม่ ทวีคูณย่ิงขน้ึ ไปอกี
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๖๗ ๒) ตวั บคุ คลแตละคน พระพทุ ธเจาไดต รสั เตอื นใหรักษาศีล ๕ เปน นจิ ศีลสาํ หรับบุคคลทัว่ ไป มิ ใหข าดมิใหท ําลาย ซ่งึ ในศีล ๕ นั้น มขี อท่ี ๓ ทีใ่ หม ีเจตนางดเวนจากประพฤตผิ ดิ ในทางกามมี รายละเอยี ดดังกลา วไวใ นบทท่ี ๒ ขอที่วา ดวยเบญจศลี เบญจธรรม เมื่องดเวน จากการประพฤตใิ น กามน้ีเปน ข้ันของศีล แตจ ะมธี รรมควบคูด วย คือ จะตองมีกามสังวร ปตวิ ตั ร และสทารสนั โดษ เพราะฉะน้นั บุคคลแตละคนน้ีแหละท่ีเปนตนเหตุอันแทจรงิ ของการเกิดโสเภณีเพราะบคุ คลแตละคน ขาดธรรมคือกามสงั วร ซ่ึงพระพุทธองคไดท รงแนะนําให \"สังวรในกาม คือกิริยาทร่ี ะมดั ระวังไม ประพฤตมิ ักมากในกาม\" กเ็ พราะในดานของปจเจกชน หากไมม ีความสงั วรในกามแลวจิตใจกจ็ ะหา ความสงบมิได จะมีความกระวนกระวายแสวงหากามอยเู รอื่ ยไป ท้งั จะวจิ ติ รพศิ ดารข้นึ เร่อื ย ๆ อยางไม มีขอบเขต เพราะวาการเสพกามจะทําใหเตม็ อมิ่ น้นั ไมไ ด มันไมเ หมอื นกบั การกนิ ขาว ท่ีกินแลว ยัง รูจ ักอม่ิ แตก ารเสพกามนี้เหมอื นกับยาเสพติดอยา งหน่งึ คอื ยง่ิ เสพกย็ งิ่ ตดิ วิธกี ารที่ฉลาดกวาในการท่ี จะทําใหอ่มิ ในกามใหเกิดขึ้นก็คอื วธิ ตี ามแนวพทุ ธศาสนา คอื การเสพกามใหน อยลง นอยลงเรื่อยๆ จนหยุดไปเอง การจะถอื หลกั ท่วี า \"นา้ํ มไี หล ไฟมคี วัน ชายมีนารี สตรีมีบุรุษ\" กเ็ ปน ธรรมดาของปุถุชน เพราะเม่ือเปน ผูใหญจ บการศึกษามีหนา ท่ีการงานแลวก็สามารถมีครอบครวั คอื มีสามี หรือภรรยา เปน เพือ่ นคชู ดิ มิตรคใู จเปนคูส รา งคสู ม มีความรกั ท่ีบรสิ ทุ ธต์ิ อ กนั ซื่อสัตยต อ กันจรงิ ใจตอ กนั เขาใจ กันและกัน อาจมเี พ่อื นตา งเพศคบกนั ดใู จกนั สังเกตอปุ นิสยั ใจคอกันและกันกอ น และอยา ชงิ สกุ กอนหาม ถา จะใหดีกต็ องใหพ อแมท ง้ั สองฝายรับรเู หน็ ชอบดวย จะไดม หี ลักประกันหรอื มีพยาน ชนิด ท่ีเราเรียกกนั วา เขาตามตรอก ออกตามประตูอยาเขา หลงั บา นออกทางหนา ตา ง ไมปลอดภยั แน จะตองแนใ จวา เปนความรักที่บรสิ ทุ ธิ์จริงใจตอกันใหมีสติสมั ปชญั ญะ อยาใหถึงข้นั มืดมน ดงั ทีก่ ลา ว กนั วา \"ความรกั เหมอื นโรคา บันดาลตาใหม ิดมน\" รักอยางนีม้ เี พ่อื ตางเพศอยา งนมี้ ีจุดหมายท่แี นน อน เพอื่ จรรโลงชีวติ คหู รอื ชีวิตครอบครัวอยา งน้ี มจี ุดหมายท่แี นนอน เพอื่ จรรโลงชวี ติ คหู รือครอบครัว อยา งนไี้ มมีความเสยี หาย สังคมยอมรับปฏิบตั ิกันอยูแลว ๔. วกิ ฤติสิง่ แวดลอ ม สิ่งแวดลอม คือ ทุกสิ่งทุกอยางที่อยูรอบตัวมนุษยท้ังที่มีชีวิตและไมมีชีวิต รวมทั้งท่ีเปนรูปธรรม (สามารถจบั ตองและมองเหน็ ได) และนามธรรม (ตัวอยางเชนวัฒนธรรมแบบแผน ประเพณี ความเชื่อ) มีอิทธิพลเก่ียวโยงถึงกัน เปนปจจัยในการเก้ือหนุนซ่ึงกันและกัน ผลกระทบจากปจจัยหนึ่งจะมีสวน เสริมสรา งหรือทําลายอีกสวนหนง่ึ อยางหลีกเล่ียงมิได สิ่งแวดลอมเปนวงจรและวัฏจักรที่เกี่ยวของกัน ไปทั้งระบบ ๔.๑ ปญหาสิ่งแวดลอม หมายถึงปญหาความเสื่อมโทรมในเชิงคุณภาพและปริมาณของ สิง่ แวดลอมท้ังท่ีเปนส่ิงแวดลอ มทางชีวภาพและสงิ่ แวดลอ มทางเศรษฐกิจและสังคม อันมีสาเหตุมาจาก การกระทําของมนุษย โดยเฉพาะอยางย่ิง จากการพัฒนา ขอบเขตของปญหาส่ิงแวดลอมสามารถ พิจารณาไดจากความรุนแรงของปญหา มีถึง ๔ ระดับดวยกัน คือระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับทองถิ่นในสวนท่ีเก่ียวของกับสิ่งแวดลอม ทางธรรมชาติ ปญหาสิ่งแวดลอมมี
แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๖๘ อยูสองลักษณะดว ยกนั คือ ความเส่อื มโทรมของทรัพยากรธรรมชาติในรูปของการรอยหรอหมดไปและ ความเสื่อมโทรมของคุณภาพสิ่งแวดลอมรอบตัวมนุษยที่เรียกวา ภาวะมลพิษ ในสวนท่ีเก่ียวของกับ สิ่งแวดลอ มทางเศรษฐกจิ และสังคม ปญหาสิง่ แวดลอมเปน เรอ่ื งของผลกระทบทางเศรษฐกจิ และสงั คมที่ เปนผลผลิตตามมาจากการท่ีส่ิงแวดลอมทางธรรมชาติตองเปล่ียนแปลงไป เน่ืองจากการกระทําของ มนุษย เปน ปจ จยั สําคัญในการสรางปญ หาส่ิงแวดลอ ม ปญ หาความสูญเสียดุลยภาพของส่ิงแวดลอมที่มี ทีทา วาจะเลวรายลงทกุ วนั อันจะตอ งระดมความคดิ และการกระทาํ ชวยกนั แกไขทกุ วนั นกี้ ็คอื ๑) มลพิษทางอากาศ มาจากกาซหลายชนิด เชน ซัลเฟอรไดออกไซด คารบอนมอนนอกไซด คารบ อนไดออกไซด ออกไซดข องไนโตรเจน สารไฮโดรคารบอนตาง ๆ รวมทั้งอานุภาคบางชนิดและไอ ของตะกั่ว โรงงานอุตสาหกรรมและยวดยานพาหนะ ยง่ิ หนาแนนมากเทาไร มลพิษในอากาศก็เพ่ิมมาก เทา นนั้ ๒) มลพิษทางนํ้า นํ้าในแมนํ้าลําคลองปจจุบันเนาเสีย มีแนวโนมมากขึ้น เพราะมนุษยไดท้ิงขยะ สารเคมี ปยุ ซากสตั ว น้าํ สกปรกจากโรงงาน ผงซักฟอก ฯลฯ มนุษยจึงตองเผชิญกับน้ําไมบริสุทธ์ิท่ีตน ใชย ังชีพและมนษุ ยกย็ งั รูดตี อ ไปวา นา้ํ เปนส่ิงสําคัญในชีวิตอยางหนึ่ง และนํ้าที่ตนใชยังชีพกําลังจะเปน พิษขึ้นทุกที แตมนุษยก็ไมหยุดยั้งในการทํานํ้าใหเปนพิษ เพราะความละเลย ความเห็นแกตัว มักงาย และความไมเ อาใจใสของมนุษยนน่ั เอง แมน้ําลําคลองตาง ๆ จึงเนา เหมน็ เปนจํานวนมาก ๓) มลพษิ ทางดิน การทีด่ ินเกดิ ภาวะมลพษิ มที มี่ าจากหลายสาเหตุ เชน มูลของสัตว การใชปุยเกิน พอดี ตะกอนของเกลือ สารเคมี โดยเฉพาะขยะมูลฝอย ถากองท้ิงไวจะเกิดการสลายตัวทําใหเกิด สารอินทรียแ ละ อนินทรยี พอฝนตกลงมานา้ํ ก็จะไหลไปบริเวณขางเคียง สารตาง ๆ ก็ตามไปดวย ทํา ใหล ะแวกนน้ั มีพษิ ไปดว ย นอกจากนข้ี ยะบางอยางก็ยากตอการทําลายหรือทําลายเพียงบางสวน ซ่ึงถา ท้ิงไวท ีใ่ ดกม็ ักจะคงอยใู นสภาพเชนนั้น ถา เกิดใครมักงา ยทงิ้ ลงตามทอ ระบายน้ํา จะทําใหเกิดการอุดตัน ถาทงิ้ บงในแมนา้ํ ลาํ คลองจะทาํ ใหต้ืนเขินและเปนอนั ตรายตอ เรอื ท่ีสญั จรไปมา สง่ิ ทส่ี บายตวั ยากท่ีกลาว มาเชน พลาสติก โลหะ ฝา ย หนัง เปนตน ๔) มลพิษทางอุณหภูมิ โลกปจจุบัน นับวันอากาศจะแปรปรวนไปจากเดิม เพราะมนุษยมีการ ประดิษฐคิดคนสิ่งประดิษฐตาง ๆ ท้ังที่เปนการเสริมสรางและทําลายมนุษย เชน ระเบิดไฮโดรเจน ฝนเทียม การถางปาตัดตนไม ขาดความเย็น หรือการอยูในเมืองอยางแออัดไมมีตนไมทําใหฝนไมตก หรือความรอนจากอุปกรณเคร่ืองใชตาง ๆ เชน ตูเย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรตาง ๆ ตลอดจน ความรอ นจากดวงอาทิตย เปน ตน กาลเวลาผานมาจนกระทั้งถึงระยะเมื่อไมกี่สิบปมาน้ี โดยเฉพาะอยางยิ่งในทศวรรษที่ผานมา (ระยะสิบป) ซึ่งเรียกกันวา \"ทศวรรษแหงการพัฒนา\" น้ัน ปรากฏวาไดเกิดมีปญหารุนแรงดาน
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๖๙ สิ่งแวดลอมขึ้นในบางสวนของโลกและปญหาดังกลาวน้ี ก็มีลักษณะคลายคลึงกันในทุกประเทศทั้งท่ี พฒั นาแลว และกาํ ลงั พฒั นา เชน ๑. ปญ หาทางดานภาวะมลพษิ ทเี่ ก่ียวกบั นา้ํ ๒. ปญหาทรัพยากรธรรมชาติท่ีเส่ือมสลายและหมดส้ินไปอยางรวดเร็ว เชน น้ํามัน แร ธาตุ ปาไม พชื สัตว ทงั้ ท่ีเปนอาหารและท่คี วรจะอนุรกั ษไ วเ พื่อการศกึ ษา ๓. ปญหาทีเ่ ก่ียวกับการต้ังถิ่นฐานและชุมชนของมนุษย เชน การวางผังเมืองและชุมชน ไม ถูกตอง ทําใหเกิดการแออัดยัดเยียด ใชทรัพยากรผิดประเภทและลักษณะ ตลอดจนปญหาแหลงเสอ่ื มโทรมและปญหาจากของเหลอื ท้ิงอันไดแกมลู ฝอย ๔.๒ สาเหตุของปญ หาส่ิงแวดลอม ๑) การเพิ่มของประชากร (Population growth) ปริมาณการเพิ่มของประชากรก็ยังอยูใน อตั ราทวีคูณ (Exponential Growth) เมอื่ ผูคนมากขนึ้ ความตองการบริโภคทรัพยากรก็เพ่ิมมากขึ้นทุก ทางไมวาจะเปน เรอื่ งอาหาร ทอ่ี ยอู าศัย พลังงาน ๒) การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความกาวหนาทางดานเทคโนโลยี (Economic Growth & Technological Progress) ความเจรญิ ทางเศรษฐกจิ นั้นทาํ ใหมาตรฐานในการดํารงชีวิตสูงตามไปดวย มกี ารบรโิ ภคทรพั ยากรจนเกินกวาความจําเปน ขัน้ พน้ื ฐานของชีวิต มคี วามจําเปนตอ งใชพลังงานมากข้ึน ตามไปดว ย ในขณะเดียวกันความกาวหนาทางดา นเทคโนโลยกี ็ชวยเสริมใหวิธีการนําทรัพยากรมาใชได งา ยข้นึ และมากขนึ้ และผลสืบเนอ่ื งอันเกดิ จากปญหาส่ิงแวดลอม คอื ๑. ทรัพยากรธรรมชาติรอยหรอ เน่ืองจากมีการใชทรัพยากรกันอยางไมประหยัด อาทิ ปาไมถ กู ทาํ ลาย ดนิ ขาดความอุดมสมบูรณ ขาดแคลนนาํ้ ๒. ภาวะมลพิษ (Pollution) เชน มลพิษในน้ํา ในอากาศและเสียง มลพิษในอาหาร สารเคมี อนั เปนผลมาจากการเรงรดั ทางดานอุตสาหกรรมน่นั เอง ๔.๓ ผลกระทบตอสงั คมไทย ๑. ในแงข องปจเจกบุคคล ซึ่งสงผลกอใหเกิดโรคภัยเบียดเบียน กอใหเกิดความรําคาญ สภาวะทางจิตเสอื่ ม ฯลฯ จนกลายเปนภาระปญ หาของสังคม ๒. ในแงข องสงั คม ชุมชนโดยรวมไมเ ปนท่สี ปั ปายะในการอยูอาศัย การดิ้นรนแสวงหาที่ อยูใหมจึงเกิดข้ึน การทําลายก็เพิ่มมากข้ึน จนกลายเปนสภาวะลูกโซ สังคมจึงเส่ือม ทรามข้นึ ๓. ในแงข องการเมอื ง วิกฤตติ างๆ ยอมมผี ลในทางไมดี อาจเปนชองทางใหนักการเมือง และขา ราชการแสวงหาผลประโยชน หรือปจ จุบนั ท่ัวโลกใหความสาํ คัญกับเรอ่ื งปญหา สง่ิ แวดลอมกันมากที่สุด ดังนั้นประเทศใดเกิดภาวะวิกฤติดานส่ิงแวดลอมยอมตกอยู
แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๗๐ ในสายตาของชาวโลก เปน ที่แสดงวาผูนําของประเทศขาดประสิทธิภาพขาดนโยบาย ในการบรหิ ารทีด่ ี เปน ตน ๔. ในแงของเศรษฐกจิ เมอื่ เกิดวิกฤติตางๆ ผลจากวิกฤติน้ันๆ ยอมไมเปนที่ไววางใจของ ตางชาติ การสงออกระหวางประเทศจึงชะงัก ผลิตภัณฑตางๆ จึงตองหมุนเวียน ภายในประเทศ ประชาชนจึงมีรายไดนอยลง หรือไปหลงในอบายมุขตางๆมากขึ้น ก็ จงึ เปน สาเหตุการเกิดวิกฤติอ่ืนๆ ตามมา เชน วกิ ฤติดา นสงั คม ดานการเมือง เปนตน ๔.๔ พระพทุ ธศาสนากับการแกป ญ หาสิ่งแวดลอม พระสงฆในฐานะเปนองคก รหนึ่งของสงั คม ในการชว ยแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่กําลังดําเนินไปอยู ในปจ จุบันน้ี กค็ วรจะไดทาํ ความเขา ใจเร่ืองความหมาย ขอบขา ย และสาเหตุของการทําลายส่ิงแวดลอม เสยี กอ นแลว จึงแสวงหาจุดท่ีเหมาะสมวา พระสงฆควรจะยืนอยูตรงไหนจึงจะเหมาะสมกับการใหความ รวมมือในการแกไขปญหาส่ิงแวดลอมที่กลาวมาน้ี ลวนมีผลกระทบแกการดํารงอยูของมนุษยในทุกๆ ดาน มนษุ ยต องการผนื ดนิ ในการผลิตอาหารธรรมชาติ แตข ณะน้ีดินก็หมดประสิทธิภาพในการผลิต ทุก วนั นตี้ องสรางปยุ เคมี เพม่ิ ความอุดมใหแ กด ินซึง่ ผดิ ธรรมชาติท่เี คยเปน มา ยงิ่ เพิ่มปุยเคมีลงไปมากเทาไร กเ็ ปนการทําลายดินมากเทา นั้น คงตองใชเวลานานตอการยอยสลายผลิตภัณฑสังเคราะหตาง ๆ ท่ีทับ ถมอยูบนแผนดิน ในชวงเวลาดังกลาว ดินก็เสื่อมคุณภาพลงไปเรื่อย ๆ กวาความอุดมสมบูรณจะ กลบั คืนมากค็ งจะใชเ วลานานพอสมควรทเี ดยี ว ชีวิตมนุษยตองการนํ้าเพื่อการดํารงชีวิตประจําวัน ต้ังแตตื่นนอนจนกระท่ังหลับตาลงแตละวัน มนุษยต อ งใชน้ําในการอุปโภคบรโิ ภคประจําวนั เชน อาบ ดืม่ ทําความสะอาดรา งกาย และสิ่งตาง ๆ ใช ในการผลิตผลทางการเกษตรในไรนา ใชใ นโรงงานอตุ สาหกรรม ใชในทางคมนาคม ยานพาหนะบรรทุก คน บรรทุกสง่ิ ของไปมา ติดตอ กันโดยไมตองลงทุนอะไร ใชเปน ที่พกั ผอ นหยอ นใจ แตเมื่อเกิดมลพิษทาง นา้ํ ประโยชนก ารใชงานเหลา น้ียอมลดลงและหมดไปในทส่ี ุด แตความตองการใชประโยชนจากน้ํา มิได หมดไปดวย เมื่อความตองการมีมากปจจัยตอบสนองความตองการมีนอย การชวงชิงสูง กอใหเกิด ปญหาความขัดแยงทะเลาะกันอยางรุนแรงไดในยุคพุทธกาลศากยะตระกูล กับโกลิยะตระกูลอันเปน ตระกูลฝายพุทธมารดาและพุทธบดิ า กท็ ะเลาะกนั เรือ่ งนาํ้ พระพทุ ธเจาเคยเสด็จไปทรงหามบอย ๆ แต พอพระพุทธองคมิไดทรงหามก็รบกันไมมีวันหยุดหยอน นํ้าจึงมีความสําคัญตอชีวิตมาแกโบราณกาล การขัดแยงกันมีมานาน หากใชทรัพยากรนํ้าไมเปน นากลัววาในอนาคตจะมีการชวงชิงจนเกิดความ แตกแยกในสงั คมข้นึ มาอีกเปนแนแท ในอดีตวิถไี ทย คอื วถิ แี หง ธรรม เพราะธรรม คอื แนวทางทสี่ อนใหม นษุ ยส รางดลุ ยภาพแหง ชีวิต ระหวา งตน ชุมชนและธรรมชาตริ อบ ตวั วาควรจะดําเนินชวี ิตใหส อดคลอ งสมดลุ อยา งไร ตามความเชือ่ ตามวถิ ที างพระศาสนาของตนอยา งไร แต ณ ปจ จุบนั นี้ธรรม น้นั ไดผันแปร เปลีย่ นแปลงไปแลว เมือ่ มนษุ ยห นั หลังท่จี ะเขา ใจธรรมชาติ อยกู บั ธรรมชาติ อนั เปน แมบ ทแหงธรรมมากขึ้น แลว มุง หนา ตักตวง
แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๗๑ ทาํ ลาย ธรรมชาติอยางตะกละตะกลาม เมื่อมากเขานานเขา กย็ ากทธ่ี รรมชาตจิ ะทานทนไดหรือ เพียงพอกับความโลภ อันไรข ีดจาํ กัดของมนษุ ย และยิ่งเมอ่ื วถิ ชี วี ิตมนุษย เดินทางหางไปจากธรรมชาติ หลงใหลในเทคโนโลยีนําพา อตุ สาหกรรมเขามา ทําลายสงิ่ แวดลอ ม ทําลายดุลยภาพทเี่ คยสอด ประสานเปนวถิ ีชีวิตทีก่ ลมกลนื กบั ธรรมชาตภิ ยั แหงผลพวงนน้ั ก็เร่มิ ลุกลามดลุ ยภาพแหงชวี ิตนั้นจะขาด วถิ ีแหง ธรรมเสยี มไิ ด เพราะธรรมคอื กรอบคิดหลกั ท่ีวางกระบวนการดําเนินชวี ิต วางความหมาย แหง คณุ คาใหเ ปนไปอยางสอดคลองกับธรรมชาติ อนั สงบและเรียบงา ย เนื่องจากปจจุบันปาตนน้ํา ถูก ทาํ ลาย ถกู บกุ รุกแผว ถางมากมาย ซ่งึ ท้งั หมดลว นมาจากผลกระทบของการพัฒนาอยา งไมย่ังยนื อันขัด กบั หลักปฏิบตั ติ ามวิถี ชาวพทุ ธท่ีอยพู อเพยี งและเคารพธรรมชาตกิ ารพยายามดงึ เอาสถาบนั พระศาสนา ชมุ ชนและประชาคมเมอื ง ใหมาสนใจ รบั รูและศกึ ษา ปญ หาส่งิ แวดลอม ซึ่งสง ผลกระทบโดยตรงกับ สังคม ทง้ั ในดา นเศรษฐกิจและวฒั นธรรม และอืน่ ๆ ๔.๕ การอนุรักษส ิ่งแวดลอ ม การอนรุ ักษ หมายถึง การเก็บรกั ษา สงวน ซอมแซม ปรับปรุงและใชประโยชนตามความตองการ อยา งมีเหตุผลตอสิงแวดลอม เพ่ือเอ้ืออํานวยใหเกิดคุณภาพสูงสุดในการสนองความเปนอยูของมนุษย อยา งถาวรตอ ไป หลักการอนรุ กั ษ การท่จี ะใหบ รรลเุ ปา หมาย คือ การที่จะทําใหมีทรัพยากรธรรมชาติ ไวใชแ ละอยคู กู ับโลกตลอดไปนนั้ มหี ลักการอนุรักษ ๗ ประการ คือ ๑. ใชอ ยางฉลาด การจะใช ตองพิจารณาใหรอบคอบถึงผลดี ผลเสยี ความขากแคลนหรือ ความหายากในอนาคต อีกทั้งพิจารณาหลักเศรษฐศาสตรถึงตนทุนและผลตอบแทน อยา งอยา งครบถว น ๒. ประหยดั (เก็บ รกั ษา สงวน ) ของทหี่ ายาก หมายถงึ ทรัพยากรใดทีม่ ีนอยหรือหายาก ควรเก็บรักษาไวมิใหสูญไป บางคร้ังถามีของบางชนิดท่ีพอจะใชได ตองใชอยาง ประหยัด ๓. ฟนฟูส่ิงแวดลอมที่ไมดีหรือเสื่อมโทรมใหดีข้ึน (ซอมแซม ปรับปรุง) กลาวคือ ทรพั ยากรใดก็ตามมีสภาพลอแหลมตอการสูญเปลา หรือจะหมดไปถาดําเนินการไม ถกู ตอ งตามหลักวิชา ควรหาทางปรับปรุงใหอยใู นลักษณะที่ดขี ึ้น ๔. ปรับปรุงใหดีกวาสภาพธรรมชาติเดิม เชน การปฏิรูปท่ีดิน การปลูกพืชหมุนเวียน หลายอยา งจะทําใหด นิ ดขี นึ้ ๕. นําของใชแลว กลับมาใชใ หม เชน การนําขวดน้ําพลาสติก กระดาษหรือเศษเหล็กเปน ตน กลบั มาใชใหม ๖. ใชสิ่งอ่ืนทดแทนทรัพยากรธรรมชาติบางอยาง เชน ใชแกลบข้ีเล่ือยและขยะเปน เชอ้ื เพลงิ การใชปูนซิเมนตใ นการกอ สรางแทนไม
แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๗๒ ๗. ใชเทคโนโลยีที่เหมาสมในการพัฒนา และตองศึกษาผลไดผลเสียอยางรอบคอบ เสยี กอ น เชน การสรางโรงไฟฟา หรือเขื่อน เปนตน วิกฤตการเมอื ง และความสงบสขุ ของโลก (World political conflict and peace crisis) ชาวพทุ ธมองการเมืองวาเปนธรรมะในขอ ๓ ในธรรม ๔ ความหมาย คือ มองวา การเมือง เปนเร่อื งหนา ทขี่ องมนุษย ทตี่ อ งทา หรือปฏิบตั ใิ หถ ูกตอ งตามกฎธรรม หรอื กฎธรรมชาติ และ กฎมนุษย ทส่ี อดคลอ งถูกตอ งตามกฎธรรมชาติ จงึ จะกอผลดีแกมนุษยไ ด (พทุ ธทาสภิกข,ุ ๒๕๔๙ : ๖๐-๖๑) และ มองการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย วา จะตองถอื ธรรมเปนใหญ ทีเ่ รยี กวา ธรรมาธปิ ไตย ไมย ก ยองใหถอื ตน และถอื มตสิ งั คม (อัตตาธปิ ไตยและโลกาธปิ ไตย) ทีป่ ราศจากธรรมเปนใหญ ปจ เจกบุคคล หรอื กลุมบคุ คลก็เปน ใหญไ ด คอื ใหม อี ํานาจปกครอง หรอื จดั การสงั คมได แตตองอยภู ายใตธ รรม ใหถือ ธรรมเปนใหญ ไมถ ือตนและหรอื ถอื สงั คมคือคนหมมู ากเปน ใหญและทุกคนทุกฝายตอ งปฏบิ ัติตามธรรม นักการเมืองตองถือธรรมเปนใหญ ประชาชนเองก็ตองถือธรรมเปนใหญ “ถา นกั การเมืองและสมาชิก ในสงั คมขาดธรรม ประชาธปิ ไตยก็จะเปนประชาธปิ ไตย” (พทุ ธทาสภกิ ขุ ) นนั่ คอื นักการเมืองและ สมาชิกในสงั คมจะตอ งผา นการฝก อบรมตนใหมปี ญ ญาธรรม คณุ ธรรม และจริยธรรม นัน่ คือ ทกุ ฝาย จะตองเปนผูร ูดี คิดดี และทาดี ตามหลกั อรยิ สัจ ๔ หรอื อรยิ มรรคมอี งค ๘ หรือหลักโพธิปก ปยธรรม ๓๗ มี สตปิ ฎฐาน ๔ เปนตน หรืออีกนยั หนง่ึ นักการเมอื งและสมาชกิ สังคมจะตอ งตง้ั ตนและวางตนไว ในธรรมคือ หลกั กุศลกรรมบถ ๑๐ มีกายสรุ ิจ ๓ วจสี จุ ริต ๔ และ มโนสจุ รติ ๓ และ หลีกหนี อกุศลการ บท ๑๐ คอื กายทจุ รติ ๓ วจีทจุ รติ ๔ และมโนทุจริต ๓ ถา สมาชิกในสังคมทุกภาคสว นถอื ธรรมเปน ใหญ คอื ปญญาธรรม คณุ ธรรม และจรยิ ธรรม ดงั กลาว ขา งตน เชอ่ื วา ภาวะวกิ ฤตทางการเมืองของโลก จะไมเ กิดหรือเกิดแตจะแกไขไดโดยสันติ ผคู นและสังคมก็จะมคี วามสงบและมีความสุขได ในมมุ มองของ ชาวพุทธทร่ี ูจักพทุ ธธรรม ก็มองวา การเมอื งคอื ธรรม วิกฤตการเมืองก็คือ วิกฤตธรรมะ หรือวกิ ฤต มนุษยท่พี รองในการรธู รรม เหน็ ธรรม และทาตามธรรม จงึ ไดผลธรรมทเ่ี ปนผลดไี มสมบรู ณ หรอื พรอ ง ในธรรม ๔ ประชาการ คอื สภาวธรรม สัจธรรม ปฏบิ ตั ธิ รรม และปฏิเวธธรรม นน่ั เอง “วิกฤตโลกทแ่ี ทจริงคอื วกิ ฤตภายในทกี่ ายใจของมนุษย แกวิกฤตที่ตัวมนุษยได วกิ ฤตโลกจะคลายและหายไปในทสี่ ดุ ”
แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๗๓ บทท่ี ๗ สถานภาพของพุทธศาสนาในสายตาสังคมโลก๑๑ วตั ถปุ ระสงค o เม่ือศกึ ษาบทท่ี ๗ จบแลว นกั ศกึ ษาสามารถ o ๑.อธิบายพุทธศาสนาในประเทศญ่ีปุนได o ๒.อธิบายพทุ ธศาสนาหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ได o ๓.อธบิ ายพทุ ธศาสนาในเอเชียกลางได o ๔.อธิบายพุทธศาสนาในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตได o ๕.อธบิ าบายพุทธศาสนาในโลกตะวนั ตกได ขอบขายเนื้อหา o ๑.พุทธศาสนาในประเทศญ่ีปุน o ๒.พุทธศาสนาหลงั สงครามโลกครง้ั ท่ี ๒ o ๓.พุทธศาสนาในเอเชยี กลาง o ๔.พทุ ธศาสนาในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต o ๕.พุทธศาสนาในโลกตะวันตก ๑๑ สถานภาพของพุทธศาสนาในสายสงั คมโลก http://www.songkhlahealth.org/paper/๑๔๖๐
แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๗๔ ความนํา ถา เราจะมองพุทธศาสนาตามสายตาของผูรู ๓ กลมุ หลกั คือ นกั วทิ ยาศาสตรธรรมชาตทิ พี่ ยายาม ศึกษาคน ควาความจรงิ เกีย่ วกับธรรมชาตทิ ่ัวไปแลวเสนอผลออกมาเปน องคความรทู ่ีเรยี กวา วิทยาศาสตรธ รรมชาติ (Natural sciences) นักสังคมศาสตรท ีพ่ ยายามศกึ ษาคน ควาความจรงิ เกย่ี วกับ สังคมแลวเสนอองคความรูท่เี รยี กวา สงั คมศาสตร (Social sciences) นักมนุษยศาสตรท่ีพยายามศกึ ษา คน ควาความจรงิ เกี่ยวกับมนษุ ยแลว เสนอผลเปน องคความรทู เี่ รียกวา มนุษยศาสตร (Humanities) นัน้ พบวา ตา งก็มองวา พุทธศาสนามฐี านะหรือสถานภาพเปน ศาสตรนน้ั ๆ ดว ยกลา วคือ ๑. พทุ ธศาสนา (พทุ ธธรรม) มีฐานะเปน วทิ ยาศาสตรธ รรมชาติ เพราะใหความรูค วามจรงิ เกย่ี วกบั ตวั ธรรมชาติ กฎธรรมชาติ หนา ทธี่ รรมชาติ และผลธรรมชาติ เชน ความจรงิ เกย่ี วกับธาตุ ดนิ ธาตุน้ํา ธาตุลม ธาตไุ ฟ ทั้งที่มีอยูท ีต่ ัวมนษุ ยแ ละรอบๆ ตัวมนษุ ย หรือความจรงิ ในเรือ่ งเหตุ ปจ จัยมหี ลกั นยิ าม ๓ (ไตรลักษณ) หลักนยิ าม ๕ หลักอทิ ัปปจจัยตา เปนตน ๒. พทุ ธศาสนา (พุทธธรรม) มฐี านะเปน สังคมศาสตร เพราะใหค วามรูความจรงิ เก่ยี วกับสงั คม (Society) กฎสงั คม (Social Law) บทบาทของสังคม (Social role) และผลของสังคม (Social result ) เชน ตัวสังคมพุทธ พุทธบริษทั ชมุ ชนพุทธ กฎกตกิ าของสงั คมพุทธ บทบาทหนา ทีข่ องชาว พุทธท่จี ะตองปฏิบตั ติ อกัน และผลท่เี กิดจากการปฏิบัตติ ามกฎกตกิ านัน้ ๆ ซ่งึ ปรากฏอยูใ นหลัก ศีลธรรม มี ศลี ๕ หรือมนุษยธ รรม ๕ ทศิ ๖ เปน ตน ๓. พทุ ธศาสนา (พทุ ธธรรม) มฐี านะเปนมนษุ ยศ าสตร (Humanities) เพราะใหค วามรูค วามจรงิ เกย่ี วกบั ตวั มนษุ ยทั้งดา นกายภาพ และจติ ภาพ (ดา นรางกายและจติ ใจ) องคความรูของชวี ิตมนุษย ภายใตชือ่ วา ขันธ ๕ คอื รปู ธาตุ (รางกาย) มอี งคป ระกอบหลัก ๔ คอื ดิน นาํ้ ลม ไฟ และนามธาตุ (จติ ใจ) คือ เวทนา (รสู กึ ) สัญญา (จาํ ) สังขาร (คิด) และวิญญาณ (รู) และอายตนะ ๑๒ คอื เคร่อื งมอื หรือชอ งทางเชอ่ื มตอ ธรรมชาติภายในมนษุ ยกับธรรมชาตภิ ายนอก ซ่ึงแยกเปน ๒ กลุม คือ อายตนะภายใน ๖ ซึ่งเปน กลไกสําคัญท่ตี ัวมนุษยไดแ ก ตา หู จมกู ลิน้ กาย และใจ และอายตนะ ภายนอก ๖ ซงึ่ เปน สงิ่ ทม่ี นษุ ยสามารถปฏิสมั พันธได คือ รูป เสยี ง กลน่ิ รส ส่ิงสัมผัส และ ธรรมารมณ และที่สาํ คญั สูงสดุ คือพุทธธรรมไดชช้ี ัดลงไปวา มนุษยเปน สตั วท ี่พัฒนาได และตอง พัฒนาโดยใหพยายามแกส ิง่ เลวรายท้ังหลายท่ีเกิดข้ึนกับตน และกนั สิ่งเลวรา ยทยี่ งั ไมเ กดิ ใหอ ยู หา งไกล ในขณะเดียวกนั ใหพยายามเก็บความดีสง่ิ ดีทัง้ หลายท่ีเกดิ แลว และกอสง่ิ ดีทั้งหลายใหเกดิ เพ่มิ เตมิ (หลกั สมั มัปปธาน ๔) โดยการใหฝ กฝนอบรมตนใน ๓ ดาน ผานระบบ ๓ ระบบ คอื ใหฝก กายดวยระบบคลี ใหฝ กจติ ดวยระบบสมาธิ และในฝก จิตวิญญาณดว ยระบบปญ ญา (หลักไตรศกึ ษา หรอื หลกั อริยมรรคมรรคมีองค เพ่ือรูส ภาพของปญหา (ทุกข)ุ เห็นเหตปุ ญ หา (สมทุ ัย) แจง ใจใน จดุ หมายปลายทางชวี ติ (นโิ รธ) และลงมอื เดินหรือปฏบิ ัติตามแนวทางนนั้ (มรรคมอี งค ๘ หรอื ไตรสิกขา) เปนตน เพือ่ หลุดพน จากการยึดม่นั ถือมั่นในขันธ ๕ หรือภาวสุข-ทุกขท ี่รบกวนจติ
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๗๕ จากมุมมองของผรู ูท้ัง ๓ ศาสตรหรือ ๓ สว น กพ็ อจะยืนยันสถานภาพสําคญั ทผ่ี ูร ูเขาสรปุ กันไวคือ พทุ ธศาสนา เปน ศาสนาแหง ปญญา (คณะ ผชป. ในพุทธทาสภกิ ขุ ๒๕๔๒:) เพราะใหค วามแจม ชัดใน ความเปน องครวมของความเปนมนษุ ย สังคม และธรรมชาติแวดลอ ม ท่ตี องพง่ึ พาและพึ่งพงิ กนั ดาํ รงอยู และขบั เคล่อื นไปภายใตความเปนเหตุเปนผลของกันและกันตลอดไป น่นั คอื คน สังคม-วฒั นธรรม และ ธรรมชาติแวดลอ มตางกอ็ ยูภายใตก ฎเดยี วกันคือ กฎแหงความเปน เหตุ เปนผลตอ กันท่ีเรียกวา อิ ทัปปจจยตาปฏจิ จสมุปปาท (causation or dependent origination) พุทธศาสนาในประเทศญป่ี ุน๑๒ พระพทุ ธศาสนาเขา สปู ระเทศญป่ี นุ โดยผานเกาหลี ในหนงั สอื ประวัติศาสตรญ ป่ี นุ ช่อื นิฮอนโก ชิ ไดบ นั ทึกไวว า วันท่ี ๑๒ ตลุ าคม พ.ศ. ๑๐๙๕ เปน ปท ่ี ๑๓ ในรัชกาลพระเจากิมเมจิ จักรพรรดอิ งคที่ ๑๙ ของญี่ปนุ พระพทุ ธศาสนาไดเ ขา สญู ี่ปนุ โดยพระเจาเซมาโว แหง เกาหลี สงราชทตู ไปยังราชสาํ นกั พระเจากิมเมจิ พรอมดว ยพระพทุ ธรปู ธง คัมภรี พ ทุ ธธรรม และพระราชสาสนแ สดงพระราชประสงคท ่ี จะขอใหพ ระเจากิมเมจริ ับนับถือพระพุทธศาสนา พระเจา กิมเมจทิ รงรับดว ยความพอพระทยั น้เี ปนการ เร่ิมตนของพระพุทธศาสนาในญี่ปุน พทุ ธศาสนาเริ่มรุง เรอื ง พระพทุ ธศาสนาไดเ จริญขึน้ ในประเทศญีป่ ุน ในสมยั พระจกั รพรรดกิ ิมเมจเิ ปน อยา งมากแต ภายหลังท่ีพระองคส้ินพระชนมแ ลว พระจกั รพรรดอิ งคต อๆ มาก็มิไดใ สพ ระทยั ในพระพทุ ธ ศาสนา ปลอยใหพ ระพุทธศาสนาเส่ือมโทรมลง จนถงึ สมัยจกั รพรรดนิ ซี ุยโก ไดสถาปนาเจา ชายโชโตกุ เปน ผสู ําเรจ็ ราชการแผนดิน เม่ือ พ.ศ. ๑๑๓๕ เจาชายพระองคน ้เี องทีไ่ ดวางรากฐานการปกครองประเทศ ญี่ปนุ และสรางสรรคว ัฒนธรรมพรอมทรงเชิดชพู ระพุทธศาสนา และในวนั ท่ี ๑ กมุ ภาพนั ธ พ.ศ. ๑๑๗๗ พระองคไดประกาศพระราชโองการเชิดชพู ระรตั นตรัย อันเปนพระราชโองการพระจกั รพรรดิที่ ยกยองพระพทุ ธศาสนา พระพทุ ธศาสนาไดเ จริญรงุ เรอื งอยางมั่นคงในญ่ปี นุ ประชาชนญีป่ นุ รวมเปนอันหนึ่งอนั เดียวกัน ขาราชการทหาร และพลเรือนทงั้ ปวง ตางแขงขันกนั สรา งวดั ในพระพุทธศาสนา และสาํ นักปฏบิ ตั ิธรรม เปน อนั มาก ยุคสมัยนไ้ี ดชื่อวา ยุคโฮโก คอื ยุคท่ีสทั ธรรมไพโรจน เจา ชายโชโตกุ ไดท รงประกาศ ธรรมนูญ ๑๗ มาตรา ซ่งึ เปน ธรรมนญู ทีป่ ระกาศหลักสามคั คธี รรมของสังคม ดว ยการเคารพเชอ่ื ถอื พระ รตั นตรัย นอกจากน้ียังทรงแสดงพระธรรมเทศนาซ่ึงถือวา เปน การเร่มิ ตนการแสดงเทศนาเกย่ี วกับพระ สตู รในประเทศญปี่ ุน ความเสื่อมของพุทธศาสนา ในสมัยนีไ้ ดม กี ารติดตอทางวฒั นธรรมนําเอาคมั ภรี พ ระพทุ ธศาสนา และอรรถกถาตางๆ เขา สู ประเทศญปี่ นุ แมตัวเจา ชายเองก็ได ทรงแตง คมั ภีรอ รรถกถาของพระองคด ว ย เจาชายโชโตกุ ๑๒ พทุ ธศาสนาในประเทศญป่ี นุ http://th.wikipedia.org/wiki
แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๗๖ สิ้นพระชนมเ มื่อ พ.ศ. ๑๑๖๕ บรรดาประชาชนท้งั ปวงมคี วามเศราโศกเปน อันมาก จึงไดรวมกันสรา ง พระพทุ ธรูปขนาดเทา องคเ จา ชายโชโตกุ ขึ้น ๑ องค องคประดษิ ฐานไวเปนอนสุ รณ ทวี่ ัดโฮริวจิ หลังจากน้นั มาพระพุทธศาสนากถ็ กู แบงออกเปนหลายนิกาย พระพทุ ธศาสนาหยดุ ชะงักความ เจริญกาวหนามาตลอด เพราะนโยบายการปกครองประเทศบบี บังคบั ทางออมจนถึงยุคเมอจิ ิ พระ พทุ ธ ศาสนากย็ ิ่งเสอื่ มลงไปอีก ลัทธชิ ินโตไดรบั ความนิยมนบั ถอื แทนพระพุทธศาสนา พระพุทธ ศาสนาถูก ยกเลกิ ไปจากราชสํานกั ของพระจักรพรรดิมีนโยบายลมลางพระพุทธศาสนา นอกจากน้นั ศาสนาครสิ ตก ็ เริ่มเผยแผพ รอ มกบั วฒั นธรรมตะวันตกหลงั่ ไหลเขา มาในญ่ปี ุน เม่อื การศึกษาเจรญิ มากขึ้น พระพทุ ธศาสนาถูกยกขึ้นมาในแงของวิชาการพระสงฆเรมิ่ งานการศกึ ษาและวิจยั อยางจรงิ จงั กวา งขวาง ตามวิธีสมัยใหม สว นหนาทใี่ นการประกอบพิธีกรรมอนั ศักดส์ิ ทิ ธิ์น้นั พระสงฆแ ตละนิกายกย็ งั คงจดั พิธกี รรมเปนประเพณตี ามนิกายของตน นกิ ายของพทุ ธศาสนาในประเทศญ่ีปนุ ในปจ จุบันชาวญป่ี นุ นับถือพระพุทธศาสนาควบคไู ปกับชนิ โต พระพทุ ธศาสนาแบง ออกเปน หลาย นกิ าย นกิ ายทีส่ ําคัญมี ๕ นกิ าย ดังนี้ นิกายเทนได (เทยี นไท) พระไซโจ (เดง็ กะโยไดชิ) เปนผตู ั้ง มีหลกั คาํ สอนเปนหลกั ธรรมชั้นสงู สง เสรมิ ใหบ ชู า พระพุทธเจา องคปจ จุบนั และพระโพธสิ ตั ว นกิ ายชนิ งอน พระกุไก หรือโกโบไดชิ เปนผตู ้งั ในเวลาใกลเคยี งกบั นิกายเทนได มหี ลักคาํ สอนตามนิกาย ตนั ตระ สอนใหคนบรรลุโพธญิ าณดว ยการสวดมนตอ อ นวอน ถือคัมภีรม หาไวโรจนสตู รเปน สําคญั นกิ ายโจโด (สขุ าวดี) โฮเนน เปน ผตู ้งั เมอ่ื พ.ศ. ๑๗๑๘ นกิ ายนี้สอนวา สขุ าวดเี ปน แดนอมตสุขผจู ะไปถึงไดด วย ออกพระนามพระอมติ าภพุทธะ นิกายนี้มีนกิ ายยอ ยอกี มาก เชน โจโดชิน (สขุ าวดีแท) ตง้ั โดย ชินแรน มีคติวา ฮิโชฮิโชกุ ไมมีพระไมมฆี ราวาส ทําใหพ ระในนิกายนม้ี ีภรรยาไดฉันเน้ือได มี ความเปนอยูคลายฆราวาส นิกายเซน (ธยาน หรอื ฌาน) นกิ ายนีถ้ ือวา ทุกคนมธี าตุพุทธะอยูในตัว ทาํ อยางไรจึงจะใหธ าตพุ ุทธะนีป้ รากฏออก มาได โดยความสามารถของตวั เอง สอนใหดําเนินชีวิตอยา งงา ย ใหเขา ถงึ โพธิญาณอยางฉับ พลัน
แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๗๗ นิกายน้คี นชั้นสูง และพวกนักรบนยิ มมาก เปนตนกําเนดิ ของลัทธบิ ูชิโด นับถือพระโพธธิ รรมผู เผยแพรในประเทศจีน นกิ ายนชิ เิ รน พระนิชิเรนไดโชนนิ เปนผตู ้ัง นับถือสทั ธรรมปณุ ฑรกิ สตู รอยา งเดยี ว โดยภาวนาวา นัม เมยี ว โฮ เร็ง เง เคยี ว (นโม สทฺธมฺมปณุ ฑฺ ริก สตุ ตฺ สฺส ขอนอบนอมแด สทั ธรรม ปณุ ฑรกิ สูตร) เมือ่ เปลงคําน้ีออกมาดว ยความรูส ึกวามตี วั ธาตพุ ุทธะอยใู นใจ กบ็ รรลพุ ทุ ธภาวะได ปจ จุบันคือนกิ าย นิชิเรนโชชูท่ีสบื ทอดคําสอนมาโดยตรงและไมมคี วามเก่ียวขอ งใดๆกับสมาคมโซคา ในประเทศ ญี่ปุน และเครือขายในนาม Soka Gakkai Internationalหรือสมาคมสรา งคุณคาในประเทศไทย พุทธศาสนาหลงั สงครามโลกครง้ั ท่สี อง๑๓ หลงั สงครามโลกครั้งที่ ๒ มนี กั การศกึ ษามากมายพยายามเชื่อมประสานพระพุทธศาสนานิกาย ตางๆ เขา ดว ยกนั โดยจดั ตัง้ เปนองคการขึ้น องคการส่อื สารสมั พนั ธระหวางชาวพุทธที่ใหญทีส่ ดุ คือ พุทธศาสนิกสมั พนั ธแหงญปี่ ุน ตั้งขึ้นเมอื่ วันท่ี ๒๓ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ มสี าํ นกั งานอยูท่ีวัดชุกจิ ิ ฮอง วนั จิ ในนครโตเกียวกจิ การทางพทุ ธศาสนาทีส่ ําคญั และมจี ุดเดน กา วหนา ท่ีสุดของญี่ปนุ คือ การจัดการ ศึกษา ซงึ่ พระพุทธศาสนานิกายตา งๆ จะมมี หาวทิ ยาลัย วทิ ยาลยั โรงเรียนระดบั มัธยมและในดา นความ เปนอยูของพระสงฆใ นปจจุบันนี้ พระสวนใหญจะมีครอบครวั ได ยกเวนพระระดับเจา อาวาสจะมี ครอบครัวไมได และตําแหนง พระยังสืบทอดเปนมรดกแกบ ุตรคนโตไดดว ย พุทธศาสนาในปจจุบนั ประเทศญีป่ ุนในปจจบุ ันเปนประเทศมหาอาํ นาจทางเศรษฐกจิ ประชาชนดาํ เนินชวี ิตดวยความเรง รบี เพราะมกี ารแขง ขนั กนั มาก ทาํ ใหม ีความเครยี ดและมีปญ หาดา นสขุ ภาพจติ เปนโรคประสาท โรคจติ และสถติ ิการฆาตัวตายสงู มาก ส่งิ ทีจ่ ะชว ยบรรเทาความเครียดได ก็คือการปฏิบัติตามหลกั ธรรมใน พระพทุ ธศาสนา เน่อื งจากญี่ปุนชอบความเรว็ ใหไดผลทนั ใจ พระพุทธศาสนานกิ ายเซนจึงเปน ท่นี ิยม และมีการสรางนกิ ายใหมๆ หรอื ลัทธใิ หมๆ ที่ปฏบิ ตั ิไดผลรวดเรว็ อกี มาก คนญ่ปี นุ สวนหน่งึ ไมนบั ถอื ศาสนาใดเลย แตย ึดถอื ลัทธิการเมืองตามความชอบใจของตน อินเดยี และความเสือ่ มของพทุ ธศาสนา พุทธศาสนามหายานในอินเดยี ไดร ับการสนบั สนุนโดยราชวงศกุษาณ เมอื่ สิ้นสดุ ราชวงศก ษุ าณ พุทธศาสนาไดร ับการอุปถมั ภโ ดยราชวงศค ุปตะ มีการสรา งศูนยก ลางการศกึ ษาพุทธศาสนา คอื มหาวทิ ยาลยั นาลันทาและมหาวิทยาลยั วกิ รมศิลา ในอนิ เดยี ตะวันออกเฉียงเหนอื มีอาจารยท ีม่ ชี อื่ เสยี ง ๑๓ พระพทุ ธศาสนา http://th.wikipedia.org/wiki
แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๗๘ เชน พระนาคารชุน พทุ ธศาสนาในสมยั น้ีไดแพรหลายไปยงั จีนและเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต จนกระท่ัง การสนิ้ สุดอํานาจของราชวงศคปุ ตะจากการรุกรานของชาวฮนั่ ในพทุ ธศตวรรษที่ ๑๑ บันทึกของหลวงจีนอี้จิงท่มี าถึงอินเดียในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ กลา ววา พทุ ธศาสนารงุ เรืองในอันธระ ธนั ยกตกะ และ ฑราวฑิ ปจจุบนั คอื รฐั อนั ธรประเทศและทมิฬนาดู ยงั มชี าวพทุ ธในเนปาล และส สันภะ ในอาณาจกั รคังทา (รฐั เบงกอลตะวนั ตกในปจ จุบนั ) และ หรรษวรรธนะ เมือ่ สนิ้ สุดยคุ อาณาจักร หรรษวรรธนะ เกิดอาณาจักรเล็กๆขนึ้ มากมาย โดยมีแควน ราชปตุ ใหการอุปถัมภพทุ ธศาสนา จนกระทั่ง ยคุ จกั รวรรดปิ าละในเบงกอล พุทธศาสนามหายานรงุ เรืองอกี ครง้ั และไดแพรห ลายไปยงั สิกขิมและภฏู าน ระหวา งพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๗ เม่อื จกั รวรรดปิ าละปกรองดว ยกษัตรยิ ราชวงศเสนะท่ี นับถอื ศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธจึงเสอ่ื มลง ศาสนาพทุ ธในอนิ เดียเร่มิ เสอ่ื มลงอยา งชา ๆ ต้งั แตพ ุทธศตวรรษที่ ๑๕ เปนตนมา ความเส่อื มใน อนิ เดยี ตะวันออกเรมิ่ ตง้ั แตจกั รวรรดปิ าละหนั ไปสง เสรมิ ศาสนาฮนิ ดไู วษณพนกิ าย สวนในอินเดียเหนือ เรมิ่ เสือ่ มตั้งแต พ.ศ. ๑๗๓๖ เมือ่ ชาวเติรกทน่ี บั ถอื ศาสนาอสิ ลาม นําโดยมูฮัมหมัด คลิ ญี บกุ อินเดียและ เผามหาวิทยาลยั นาลนั ทา ต้งั แต พ.ศ. ๑๗๔๒ เปนตนไป ศาสนาอิสลามแพรเขา สพู ิหาร ทาํ ใหชาวพทุ ธ โยกยา ยไปทางเหนอื เขา สเู ทอื กเขาหมิ าลัยหรอื ลงใตไปทศ่ี รลี ังกา นอกจากนั้น ความเสอ่ื มของศาสนา พทุ ธยังเปน ผลมาจากการฟนตัวของศาสนาฮินดู ภายใตก ารนาํ ของขบวนการตาง ๆ เชน อัธไวตะ ภักติ และการเผยแผศ าสนาของนกั บวชลทั ธซิ ฟู พุทธศาสนาในเอเชยี กลาง ดนิ แดนเอเชยี กลางไดรบั อิทธิพลพทุ ธศาสนาตั้งแตส มัยพุทธกาล มีกลา วในเอกสารของฝายเถรวา ทวา พอ คาสองคนจากแบกเทรยี คือ ตปสุ สะและภัลลกิ ะ ไดพบพระพุทธเจาและปฏญิ าณตนเปนอบุ าสก เมอื่ กลบั ไปบานเมืองของตนไดสรางวดั ในพทุ ธศาสนาขึ้น เอเชยี กลางเปนดินแดนสาํ คญั ในการติดตอ ระหวางจีน อนิ เดยี และเปอรเ ซยี การรุกรานของชาว ฮน่ั โบราณใน พ.ศ. ๓๔๓ ไปทางตะวนั ตกเขาสูดินแดนทไี่ ดรบั อารยธรรมจากกรีก โดย เฉพาะ อาณาจักรแบกเทรยี ทําใหเ กิดการแลกเปล่ียนวฒั นธรรมขึ้น การขยายตัวของพทุ ธศาสนาขึ้นสทู างเหนือ ทําใหเ กดิ อาณาจกั รพุทธในเอเชียกลาง เมอื งบนเสนทางสายไหมหลายเมืองเปน เมอื งพทุ ธทต่ี อนรับนกั เดินทางทัง้ จากตะวันตกและตะวันออก พุทธศาสนาเถรวาทแพรห ลาย เขาสูดินแดนของชาวเตริ กกอ นทจ่ี ะผสมผสานกับนกิ ายมหา ยานท่ี แพรห ลายเขามาภายหลงั ดินแดนดงั กลา ว คอื บริเวณทีเ่ ปนประเทศปากีสถาน รฐั แคชเมียร อัฟกานิสถาน อิหรา นตะวนั ออกและแนวชายฝง อุซเบกิสถาน เติรกเมนิสถาน และทาจิกิสถาน อาณาจกั รโบราณในสมยั นั้น คือ แควนคันธาระ แบกเทรยี พารเ ทยี และซอกเดีย ศาสนาพุทธในบริเวณ น้ีไดแ พรตอไปยงั จนี อิทธิพลของความเช่ือทอ งถิ่นทาํ ใหศาสนาพทุ ธในบริเวณนีแ้ ตกเปน หลายนิกาย นิกายทโี่ ดดเดน คอื นิกายธรรมคปุ ตวาทและนิกายสรวาสติวาทิน
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๗๙ ศาสนาพทุ ธในเอเชียกลางเสือ่ มลงเมอ่ื ศาสนาอสิ ลามแพรห ลายเขามาในบริเวณนี้ มกี ารทาํ ลายสถปู จํานวนมากในสงครามในพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒ ศาสนาพทุ ธมีทาทวี าจะฟน ตวั ขน้ึ อกี เมือ่ เจงกีสขานรกุ ราน เขา มาในบรเิ วณนี้ มกี ารจดั ตัง้ ดินแดนของอลิ ขานและชะกะไตขาน เมื่อพทุ ธศตวรรษที่ ๑๘ แตอ กี ๑๐๐ ปตอมา ชาวมองโกลสว นใหญห ันไปนับถอื ศาสนาอสิ ลาม ทาํ ใหศ าสนาอสิ ลามแพรห ลายไปทัว่ เอเชยี กลาง พทุ ธศาสนาในพารเทยี ศาสนาพทุ ธแพรไปทางตะวันตกถงึ พารเทียอยางนอ ยถึงบรเิ วณเมริ บในมารเ กยี นาโบราณ ซง่ึ ปจ จุบันอยใู นเติรกเมนสิ ถาน ชาวพารเทียจํานวนมากมบี ทบาทในการแพรกระจายของพุทธศาสนาโดย นักแปลคมั ภีรช าวพารเ ทยี จาํ นวนมากแปลคมั ภีรพ ุทธศาสนาเปน ภาษาจีน พทุ ธศาสนาในท่ีราบตาริม บรเิ วณตะวนั ออกของเอเชยี กลาง (เตอรเ กสถานของจนี ที่ราบตาริม และเขตปกครองตนเองซิ นเจียงอุยกรู ) พบศลิ ปะทางพุทธศาสนาจํานวนมาก ซึ่งแสดงอิทธิพลของอินเดียและกรกี ศิลปะเปน แบบคันธาระ และจารึกเขยี นดวยอกั ษรขโรษฐี ดนิ แดนเอเชยี กลาง เปนตัวเชอื่ มสาํ คญั ในการเผยแผศ าสนาพทุ ธไปทางตะวันออก ผูแปลคมั ภรี เปนภาษาจนี รุน แรกๆ เปนชาวพารเทยี ชาวกษุ าณ หรอื ชาวซอกเดีย การติดตอแลกเปลย่ี นพทุ ธศาสนา ระหวา งเอเชยี กลางกับเอเชียตะวนั ออกพบมากในพทุ ธศตวรรษที่ ๑๕ ทําใหศ าสนาพุทธเขา ไปตั้งมนั่ ใน จีนจนปจ จุบนั พุทธศาสนาในจีน คาดวา พุทธศาสนาเขาสจู ีนเมือ่ พุทธศตวรรษที่ ๖ โดยผา นเอเชียกลาง (แมจะมเี ร่ืองเลา วา มี พระภิกษุเขา ไปถงึ ประเทศจนี ตัง้ แตส มัยพระเจาอโศกมหาราช) จนในพุทธศตวรรษที่ ๑๓ จีนจงึ กลายเปนศูนยกลางท่ีสําคัญของพุทธศาสนา ใน พ.ศ. ๖๑๐ มกี ารกอตั้งศูนยก ลางการเผยแผพุทธศาสนาในจนี โดยพระภิกษุสององค คอื พระกา ศยปะมาตังคะ และ และพระธรรมรกั ษ ใน พ.ศ. ๖๑๑ พระเจาหมิงตแ้ี หงราชวงศต งฮน่ั ไดสรางวัดมา ขาวซง่ึ ยงั คงอยจู นถงึ ปจ จุบนั อยใู กลก บั เมอื งหลวง คอื เมืองลัว่ หยาง คมั ภรี ทางพุทธศาสนามหายาน แปลเปน ภาษาจีนครง้ั แรกโดยพระภิกษุจากกุษาณ โลกกเสมา ในเมอื งลัว่ หยาง ระหวา ง พ.ศ. ๗๒๑- ๗๓๒ ศลิ ปะทางพทุ ธศาสนายุคแรก ๆ ไดร บั อิทธพิ ลจากศิลปะแบบคนั ธาระ พุทธศาสนาในจนี รงุ เรืองมากในยุคราชวงศถงั ราชวงศน้ไี ดเปดกวา งตอการรบั อิทธพิ ลจาก ตางชาติ และมกี ารแลกเปล่ยี นวัฒนธรรมกับอนิ เดีย มพี ระภกิ ษุจีนเดนิ ทางไปอินเดียมากในชวงพทุ ธ ศตวรรษที่ ๙-๑๖ เมืองหลวงในสมยั ราชวงศถัง คอื ฉางอาน กลายเปน ศนู ยกลางสาํ คัญของพุทธศาสนา และเปน แหลง เผยแผศาสนาตอไปยงั เกาหลีและญ่ีปนุ
แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๘๐ อยา งไรก็ตาม อิทธพิ ลจากตางชาติกลายเปน ผลลบในตอนปลายของราชวงศถัง ใน พ.ศ. ๑๓๘๘ จกั รพรรดิหวูซ ุง ประกาศใหศ าสนาจากตางชาติ ไดแ ก ศาสนาคริสต ศาสนาโซโรอสั เตอร และศาสนา พุทธ เปนศาสนาท่ีผิดกฎหมาย หนั ไปสบั สนนุ ลทั ธิเตาแทน ในสมยั ของพระองคม กี ารทําลายวดั คมั ภีร และบังคับใหพ ระภิกษุสกึ ความรงุ โรจนข องพุทธศาสนาจงึ สน้ิ สดุ ลง พทุ ธศาสนานิกายสขุ าวดแี ละนิกาย ฌานยงั คงรงุ เรอื งตอ มา และกลายเปน นิกายเซนในญ่ีปุน นกิ ายฌานในจนี มีอทิ ธิพลในสมัยราชวงศซ อ ง พทุ ธศาสนาในเกาหลี พทุ ธศาสนาเขาสเู กาหลีเมอื่ ราว พ.ศ. ๙๑๕ เม่อื ราชทตู จากจีนนําคมั ภรี และภาพวาดไปยัง อาณาจักรโคกูรยอ ศาสนาพุทธรงุ เรอื งในเกาหลีโดยเฉพาะนกิ ายเซนในพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ จนกระทง่ั ถงึ ยคุ ของการฟนฟลู ัทธิขงจอ๊ื ในสมยั ราชวงศโ ชซอนตั้งแต พ.ศ. ๑๙๓๕ ศาสนาพทุ ธจึงเสอ่ื มลง พุทธศาสนาในญปี่ ุน ญปี่ ุนไดรับพุทธศาสนาเมอ่ื ราวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๑ โดยพระภิกษชุ าวเกาหลนี ําคัมภรี แ ละศลิ ปะ ทางพุทธศาสนาเขา สญู ่ปี ุน เมอ่ื สิน้ สุดยคุ ของเสนทางสายไหม พรอมๆกับการเสอ่ื มของพุทธศาสนาใน อนิ เดยี เอเชียกลางและจีน ญ่ีปนุ ยังคงรกั ษาความรุงเรอื งทางพทุ ธศาสนาไวไ ด ตัง้ แต พ.ศ. ๑๒๕๓ เปน ตน มา มีการสรา งวดั และรูปเคารพจํานวนมากในเมืองหลวงคอื เมอื งนารา พุทธศลิ ปแ บบญีป่ นุ รุงเรือง ในชวงพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓ – ๑๘ ในชว งพทุ ธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๘ พทุ ธศาสนานิกายเซนรุงเรอื ง รวมทงั้ ศลิ ปะท่ีสืบเนือ่ งจากนิกายเซนดวย พทุ ธศาสนายังคงรุงเรืองในญีป่ ุน จนถงึ ปจ จุบนั พทุ ธศาสนาในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต ระหวา งพุทธศตวรรษที่ ๖ การคาทางบกผา นเสน ทางสายไหมถกู จาํ กดั เนอื่ งจากการขยายตัวใน ตะวนั ออกกลางของจกั รวรรดิเปอรเ ซีย และการเปนศัตรกู บั โรม ชาวโรมันทตี่ อ งการสนิ คา จาก ตะวันออกไกลจงึ ทําการคาทางทะเล ตดิ ตอ ระหวางทะเลเมดเิ ตอรเ รเนียนกับจีน ผานอินเดีย ในชวง เวลานเี้ องอนิ เดียมอี ิทธพิ ลเหนือเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใตม าก ต้งั แตภาคใตข องพมา ภาคกลางและ ภาคใตของไทย กัมพูชาตอนลางและภาคใตของเวียดนาม การคาชายฝง เจรญิ ขึ้นมาก ผลจาการเผยแผอารยธรรมอนิ เดียเขา สูบริเวณนี้ ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตแพรเขามาพรอ ม กบั ศาสนาพทุ ธทัง้ ฝา ยเถรวาทและมหายาน ศาสนาพราหมณไดเ ผยแผเขา มาในบรเิ วณน้ีเชนกัน พรอม กบั วรรณคดสี าํ คัญ คอื รามายณะและมหาภารตะ ในชว งพุทธศตวรรษที่ ๑๐ – ๑๘ เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตมีจักรวรรดิท่รี งุ เรอื งทางดานพุทธศาสนา และศลิ ปะอยูส องแหง ความเชอื่ สาํ คญั ในยุคนีเ้ ปนแบบมหายาน จักรวรรดิทีม่ ีอทิ ธพิ ลทางใตบริเวณหมู เกาะ คือ อาณาจกั รศรีวชิ ัย สวนทางเหนอื คือ อาณาจักรขอมหรือเขมรโบราณ ทีม่ ีการสรางรูปพระ โพธสิ ัตวมาก
แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๘๑ อาณาจักรศรีวิชยั นักวิชาการสว นใหญเ ช่อื วา อาณาจักรศรวี ิชัยมีศนู ยกลางอยูมี่ปาเลม็ บัง บนเกาะสมุ าตรา ประเทศ อินโดนเี ซยี นับถอื พุทธมหายานหรอื วชั รยานภายใตการอุปถัมภข องกษตั รยิ ร าชวงศไศเลนทร หลวงจีน อีจ้ ิงบันทกึ ไวว า ทป่ี าเลม็ บงั มภี กิ ษมุ ากกวา ๑๐,๐๐๐ รูป ทา นอตีศะเคยมาศึกษาท่ีน่ี กอนเขาไปเผยแผ พทุ ธศาสนาในทเิ บต ศลิ ปะทางพทุ ธศาสนาของศรวี ชิ ยั แพรห ลายไปทัว่ เอเชยี ตะวันออกเฉียงใต เรียกวา ศลิ ปะศรีวิชัย สง กอสรางทยี่ ง่ิ ใหญ คอื บโุ รพทุ โธ (สรา งเมอ่ื ราว พ.ศ. ๑๓๒๓) ในเกาะชวา อาณาจกั รศรีวิชัยเสือ่ มลง เน่ืองจากความขัดแยงกับราชวงศโจฬะในอินเดยี กอ นจะรบั อิทธพิ ลอารยธรรมอิสลามในพุทธศต วรรษที่ ๑๘ อาณาจกั รขอม ในชวงพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๔ - ๑๘ พุทธศาสนามหายานและศาสนาฮินดรู งุ เรืองในอาณาจักรขอม มีการ สรา งศาสนสถานมากมายทงั้ ในไทยและกัมพชู า รวมทัง้ นครวัด มหายานรุงเรอื งทส่ี ดุ ในสมยั พระเจา ชยั วรมันที่ ๗ ผูส รางนครธม มหายานเสือ่ มลงในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ไลเล่ียกบั ความเสือ่ มของมหายาน ในอนิ เดยี จากนนั้ พุทธศาสนาเถรวาทลทั ธลิ งั กาวงศเขา มามีอทิ ธิพลแทนที่ กาํ เนดิ วชั รยาน พทุ ธศาสนานกิ ายวัชรยาน หรือ พุทธศาสนาลัทธิตันตระ กาํ เนดิ ขนึ้ คร้ังแรกทางตะวนั ออกของ อินเดีย เมอื่ ราว พ.ศ. ๗๐๐ - ๑๒๐๐ บางครั้งจดั เปนสว นหน่งึ ของมหายานแตบ างคร้ังก็แยกตัวเอง ออกมาตา งหาก หลักปรชั ญาของวัชรยานเปนแบบเดยี วกบั มหายาน แตมีวิธกี ารหรือ \"อปุ าย\" ตา งไป โดยมีการใชญ าณทัศนแ ละโยคะอ่นื ๆ เขา มา การฝก เหลา นไ้ี ดอ ิทธพิ ลจากลทั ธติ นั ตระของศาสนาฮนิ ดู วชั รยานในทิเบต กอตั้งโดยทานปท มสมั ภวะ วัชรยานยุคแรก ผฝู ก เรยี กวา มหาสทิ ธา มกั อยตู ามปา จนกระทัง่ ราว พ.ศ. ๑๔๐๐ วัชรยานจึง แพรเ ขา สมู หาวทิ ยาลัยทางพุทธศาสนาในยคุ นนั้ คอื มหาวทิ ยาลัยนาลนั ทาและมหาวิทยาลัยวิกรมศลิ า วัชรยานเส่ือมจากอนิ เดียเม่ือราว พ.ศ. ๑๗๐๐ ซงึ่ เปน ผลสืบเนื่องมาจากการรุกรานอนิ เดียของชาว มุสลิม ทําใหขาดผูอุปถมั ภพ ุทธศาสนา วัชยานไดแพรหลายไปสทู เิ บตและกลายเปนพุทธศาสนานิกาย หลักท่ีนั่น บางสว นไดแพรหลายตอ ไปยงั จนี และญีป่ ุนเกดิ เปน นิกายเชนเหยน หรอื ม่ีจุงในจีน และนกิ าย ชนิ กอนในญปี่ ุน การฟนฟนู กิ ายเถรวาท ศาสนาพุทธในอนิ เดยี เรมิ่ เส่อื มลงตง้ั แตราว พ.ศ. ๑๖๐๐ - ๑๗๐๐ เนือ่ งมาจากการทาํ สงครามกับ ชาวมสุ ลิมที่เขา มารุกรานอินเดีย ซง่ึ ทาํ ใหก ารนับถือพทุ ธศาสนามหายานในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต เสือ่ มลงดวย ในชว งเวลานั้น การคา ขายทางทะเลระหวางตะวนั ออกกลางไปยังจีนผา นทางศรีลงั กาเร่มิ
แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๘๒ เฟอ งฟขู ้นึ และเปนชว งเวลาเดยี วกบั ที่มีการฟนฟนู กิ ายเถรวาททใ่ี ชภ าษาบาลีทศี่ รลี ังกาอกี ครงั้ นิกายน้ี จึงแพรห ลายไปสเู อเชียตะวันออกเฉียงใต พระเจาอโนรธามังชอ กษัตรยิ ผกู อ ตั้งจกั รวรรดพิ มา คร้ังแรกเปนผูร ับพุทธศาสนาเถรวาทลทั ธิลังกา วงศน เ้ี ขาสูพ มา มกี ารสรา งเจดียใ นเมืองหลวงมากมาย แมในกาลตอมา อาํ นาจของพมา เสื่อมถอยลง เพราะถูกมองโกลรุกราน และไทยมีอํานาจข้นึ แทน พทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทกย็ งั คงเปนนิกายหลักใน พมา พทุ ธศาสนานิกายเถรวาทจากลังกาแพรหลายเขา สูประเทศไทยทน่ี ครศรธี รรมราชและสโุ ขทัยเม่ือ ราว พ.ศ. ๑๘๐๐ และยงั คงนบั ถอื สืบเนอ่ื งมาจนปจจุบัน พุทธศาสนานกิ ายเถรวาทไดแพรห ลายจาก ไทยไปยังลาวและกัมพชู า ทีเ่ คยอยภู ายใตก ารปกครองของไทยมากอน สวนดินแดนในเขตหมเู กาะของ เอเชียตะวันออกเฉียงใตท่ีเคยนับถอื นกิ ายมหายานเปล่ียนไปนับถือศาสนาอสิ ลามเกือบท้งั หมด พุทธศาสนาในโลกตะวันตก นักบุญโยซาฟต ในเอกสารกรีก ซึง่ ไดร บั แรงบันดาลใจจากพทุ ธประวตั ทิ แี่ ปลเปนภาษากรีกมี หลกั ฐานวาพทุ ธศาสนาแพรห ลายไปถึงตะวันตกมานาน ชาดก ซง่ึ เปนคัมภีรหนง่ึ ในพระไตรปฎ กของ พทุ ธศาสนา มีผแู ปลเปนภาษาซีเรียค และภาษาอาหรับ เชน Kalilag and Dammag พทุ ธประวตั ิแปล เปน ภาษากรีกโดย จอหนแหงดามสั กัส ไดเปน ท่ีแพรหลายในหมูช าวครสิ ตในนามของบารล าอมั และโย ซาฟต เร่ืองนเ้ี ปนที่นิยมของชาวคริสต จนกระทง่ั เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ ชาวคริสตย กยอ งโยซาฟต ใหเ ปนนกั บุญแหงนกิ ายคาทอลิก ความสนใจในพุทธศาสนาเริ่มขึ้นอกี ครงั้ ในยุคอาณานิคม เมือ่ มหาอํานาจตะวนั ตกไดมโี อกาสศึกษา ศาสนาในรายละเอยี ดมากขน้ึ ปรัชญาในยุโรปสมยั น้ันไดร บั อิทธิพลจากศาสนาในตะวนั ออกมาก การ เปดประเทศของญี่ปุนเม่อื พ.ศ. ๒๓๙๖ ทาํ ใหม กี ารยอมรบั ศลิ ปวัฒนธรรมญีป่ ุน รวมทัง้ วฒั นธรรม เกยี่ วกบั ศาสนาพทุ ธดว ย งานแปลคมั ภรี ทางพทุ ธศาสนาเปนภาษาตะวนั ตกเร่ิมข้ึนโดย Max Muller ผู จัดพมิ พ Scared Books of the East \"คมั ภรี ศ ักด์ิสิทธแิ์ หง ตะวนั ออก\" มกี ารจัดตง้ั สมาคมบาลีปกรณ เพื่อจดั พิมพพ ระไตรปฎ กและคมั ภรี ทางพทุ ธศาสนาอ่ืนๆ แตความสนใจยงั จาํ กัดในหมปู ญญาชน ศาสนาพุทธเรมิ่ เปนทส่ี นใจของชาวยุโรปอยางกวางขวาง ในพทุ ธศตวรรษที่ ๒๕ หลงั จาก สงครามโลกครัง้ ท่ี ๒เปนตนมา ความเชอื่ ทางศาสนาของชาวตะวนั ตกเปลีย่ นไปเนนทค่ี วามเชื่อของ ปจเจกบุคคลมากขึ้น ทาํ ใหศาสนาพุทธเปนที่ดงึ ดดู ใจ จากการท่มี ีขอ พสิ ูจนใ หพ สิ จู นไดดวยการปฏบิ ตั ิ ดวยตนเอง มกี ารตัง้ องคก รทางพทุ ธศาสนาระดับโลกโดยชาวพุทธจากเอเชยี ยุโรป และอเมริกาเหนือ รวม ๒๗ ประเทศท่ีศรีลังกาเมอื่ พ.ศ. ๒๔๙๓ ในชื่อองคกรพทุ ธศาสนิกสมั พันธแ หง โลก
แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๘๓
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๘๔ บทท่ี ๘ การศึกษาพระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง วตั ถุประสงค o เมอ่ื ศกึ ษาบทท่ี ๘ จบแลว นักศึกษาสามารถ o ๑.อธบิ ายการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครองได o ๒.อธิบายหลักธรรมในการปกครองได ขอบขา ยเน้ือหา o ๑.การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง o ๒.หลกั ธรรมในการปกครอง
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๘๕ ความเปน มาและความสําคัญ ศาสนากส็ ว นศาสนา พระสงฆไ มควรยงุ เกย่ี วกับการเมอื ง เวลาวิกฤตเิ ศรษฐกิจกเ็ ปน เร่อื ง ของนกั การเมืองทจ่ี ะมากูเศรษฐกิจ แตห ากนักการเมืองคดิ วา มันคอื วกิ ฤติทางศลี ธรรม พระสงฆก ม็ สี ทิ ธิ์ ทถ่ี ูกนิมนตใหม าชว ยชาติบานเมอื ง ทปี่ ระเทศศรลี ังกา เขาใหพระสงฆล งั กาชว ยแนะนาํ นกั การเมอื ง บรหิ ารประเทศ นายกนักการเมอื งตองเขาวัดฟง ธรรมเปนกิจวตั รเปนประจาํ บอย ๆ ในสมยั โบราณพระมหากษัตรยิ จ ะทรงอุปถมั ภพ ระพทุ ธศาสนา โดยเฉพาะอยางย่ิงในสมยั สมเดจ็ พระนารายณ สมัยสมเด็จพระเจา ตากสิน หลังป ๒๔๗๕ ทีเ่ ริม่ ยุคแหงระบอบประชาธปิ ไตย นายกรฐั มนตรจี ะไดร บั มอบพระราชอาํ นาจมาบรหิ ารบานเมือง แตกม็ ักจะถกู ลมื ปฏิบตั ิหนาท่ีปกปอง รักษา อุปถัมภ พระพทุ ธศาสนา อีกอยางหน่ึงเสมอ การเมืองที่ดี ควรยึดหลกั ธรรมาธปิ ไตย หรอื ยดึ ความถูกตอ งตามทาํ นองคลองธรรม เปนใหญ สมัยปจจุบันเราไมค อ ยพูดเรื่องนี้เทา ไรนัก เราชอบพูดเฉพาะดานการเมอื งอยางเดยี วลวน ๆ ไมยอมเอาธรรมะมาสอดแทรกเปนองคประกอบ มกี ารเลอื กตั้ง ก็เนนการหาเสียง หากทาํ ถกู ตอ งแต เสยี งหายไปก็ไมก ลาจะทํา และไมเ นนถงึ แกนสารจรงิ ๆ ของการเมอื งคือ การบรหิ ารการปกครอง ประเทศ บางคนเลนการเมอื งกม็ ุงแตตอบสนองพรรคการเมือง บางพรรคกเ็ พอื่ ประชาชนจริง ๆ ไมใช พูดแตปาก ในโบราณกาล พระโพธสิ ัตวก็ไมอยากเปน พระจาแผน ดิน เพราะตองการเปนใหญ ทางธรรม ไมใชท างโลก พระสงฆไทยก็ไมคอยชอบเปนสมภาร เพราะตอ งยุง กับการบรหิ ารวดั จน เสียเวลาพฒั นาจติ กาํ นันผใู หญบ า นกไ็ มมใี ครอยากเปนตอ งไปเชญิ นกั การเมอื งเดมิ ๆ ตอ งเปน ผู เสยี สละจริง ๆ ตอ บา นเมอื ง จึงยอมมาเปน มาสมยั ปจ จบุ นั น้ี ทําไมถงึ ตรงกันขา มกนั หมดทุกอยา ง แยง ชงิ กนั เขา มารับตาํ แหนง คนพุทธมักจะรักษาระยะหา งระหวา งพระสงฆก บั ฆราวาส หากยังอยใู นกติกา พระก็ จะอดทนนั่งชมนักการเมอื งอยา งสงบ หากเริ่มเห็นความไมเ ปน ธรรม หรอื เปน เร่ืองใหญแ ลว คนชมก็ ตองเสนอตวั มาเปนพ่เี ล้ยี ง เพ่อื ขอใหรฐั ชว ยปกปองพระพทุ ธศาสนาบางศาสนาเขารวมศาสนากับ การเมืองเปน หนง่ึ เดยี ว การเผยแผศาสนากจ็ ะไปพรอม กับการแผร าชอาณาจกั ร แตศาสนาพทุ ธจะนิยม คิดแบบแยกสว น พูดแบบงา ย ๆ คอื “พระหา มยุง เก่ยี วกบั การเมอื ง” จนถงึ กบั ตดั สทิ ธิการเลอื กตั้งอีก ดวย
แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๘๖ หากคดิ วา วิกฤตเิ ศรษฐกจิ ครัง้ น้ี มาจากวกิ ฤตศิ ลี ธรรม คอื การไมร จู ักประมาณ การหลง ตดิ ในบรโิ ภคนยิ มและความไมซ อื่ สัตยสุจริต แลวไซร ไทยอาจใชก ลยทุ ธน ําพระสงฆ ๓ แสนรปู ทมี่ ีอยเู ขา ไปชวยพัฒนาเด็กเยาวชน และสรางแนวคดิ ใหมใ หกับผูใหญ การแกวิกฤติเศรษฐกจิ ดว ยหลักศีลธรรมน้นั อาจมีมลู เหตุจากแนวคดิ เดิมที่แยก การเมือง มาปกครองประเทศอยา งเด่ียวๆ ทําใหเ กดิ การปลอยปละละเลยแหง ศีลธรรมจิตใจคนออนแอ ตอความ ถกู ตอง มีคอรัปชนั่ มาก ๆ จนเห็นเปนเร่ืองปกติธรรมดา มีการขายยาบา โดยไมกลวั โทษ ประหารชีวติ ทงั้ ท่ีรวู าไมดีผดิ กฎหมายแตท ําไมคนไทยตัง้ แตเ ด็กนกั เรียนจนถงึ ผูใหญ จงึ นิยมเสพยาบา เราไมเ คยคิดวารากฐานแหงเหตมุ ันอยทู ่ีใจ เปนโรคทางใจก็ตองใช “ธรรมะโอสถ” มาแก ชาติกอ็ ยไู ด พนจากวิกฤตเิ ศรษฐกิจได แนวทางพุทธเชิงรุกในเร่อื งพุทธศาสนากบั การเมืองนน้ั ตอ งทาํ ใหเ ปนหน่ึงเดียว อาจ เรยี กรวมวชิ าการใหมว า “พุทธศาสตรการเมอื ง” หรือ “การเมืองการปกครองเชิงพุทธ” ก็ได โดยมองท่ี มนษุ ยน นั้ มีท้ังรา งกาย จติ ใจ และสตปิ ญญา การทาํ ใหช าติเขม แข็ง ก็ตอ งทําใหค นไทยมสี ุขภาพดีมี รา งกายแขง็ แรง มจี ติ ใจทเ่ี ขม แข็ง อดทน ควบคุมอารมณไ ดดี ขยัน ไมยอทอ และพัฒนาปญญาใหสงู ข้ึนดวย เพื่อใหรวู า สิง่ ใดถกู ตอง ส่งิ ใดไมถกู ตอ ง ตลอดจนมปี ญ ญาพอท่จี ะหาทางแกไขปญ หาไดอ ยา งนี้ คนในชาตกิ จ็ ะแข็งแกรง ในเม่ือคนไทยเปนชาวพทุ ธถึง ๙๔% ก็นา ทจ่ี ะใชพ ทุ ธศาสตรการ เมอื งได หรือ อาจเรียก “ธรรมศาสตร” เหมือนมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตรกไ็ ดท่ีกอตงั้ ขึ้นมากเ็ พอ่ื สอนการเมืองการ ปกครองเปนมลู เหตุ คําขวัญ “เกง ดี และมีสขุ ” ในสวนท่ีเกง ก็ตอ งใชวชิ าทางโลก สําหรบั ดแี ละมีสุข เห็นทีจะตอ ง ใชว ชิ าพทุ ธศาสตรก ารเมอื งเขาชว ยแกไข นอกจากน้ีอาจพฒั นาวชิ าการนี้ เพอ่ื สง่ั สอนคนอ่นื ๆ ในโลก ใบนีด้ ว ย พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยตุ โต) (๒๕๔๓) ไดก ลา วถงึ พระพุทธศาสนา เปน หลักนาํ ทางในการ พฒั นา ไวอยางนา สนใจวา ปจจบุ ันนี้ ไดเ ปน ทีย่ อมรับกนั ท่ัวไปแลว วา การท่จี ะพัฒนาประเทศใหส าํ เรจ็ ผลดีบรรลุจดุ หมายทต่ี องการไดอยางแทจ รงิ นน้ั จะพัฒนาเพยี งดานวัตถุอยางเดียวเทาน้นั ไมเพยี งพอ ประสบการณ ในการพัฒนาตลอดเวลายาวนานท่ีผา นมา ไดส อนใหเ ปนตระหนกั วาการมุง พัฒนา วตั ถุ ภายนอกอยางเดยี วน้ัน แมจะระดมทุนลงไปอยา งมากมาย ก็ไมท าํ ใหสังคมบรรลคุ วามม่ังคัง่ รุงเรืองและ สนั ตสิ ุขที่แทจ ริงได ตามวัตถุประสงค กลับสรา งปญ หาอยางมากมาย เชน ๑. ปญ หาความยากจน ปรากฏวามีคนยากจนแรน แคน แผขยายท่วั ไปทั้งในเมอื งและชนบท การกระจายรายไดข องประชากรไมดาํ เนินไปดวยดฐี านะทางเศรษฐกจิ ของคนกลับหา งไกลกนั มากข้ึน
แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๘๗ ๒. ปญ หาดา นสุขภาพ ประชากรขาดแคลนแมก ระทั่งสาธารณสุขขน้ั มลู ฐาน เกดิ โรคระบาดท่ี รายแรง นอกจากสขุ ภาพทางกายไมด แี ลว สขุ ภาพทางจิตก็เสือ่ มโทรมลง ชีวิตคนในถิ่นทเี่ รียกวา เจรญิ มี ลักษณะสับสนวุนวาย คนมีทุกขใจมากขนึ้ เปน โรคจิตโรคประสาทมากข้นึ ๓. ปญ หาดา นการศกึ ษา ความเสมอภาคในโอกาสทางการศกึ ษาก็ยังอยใู นภาวะสมั ฤทธ์ิผลได ยาก เกดิ ความลม เหลวในการจดั การศึกษา กอใหเ กิดปญหามากมายในสังคม เชน ปญหาการฉอราษฎร บงั หลวง ความไมซ ่อื ตรง เปนตน ๔. ปญ หาทางการเมอื ง การพัฒนาประชาธปิ ไตยกาวหนาไปไดไมมากกวาถอยหลงั ๕. ปญ หาดา นจริยธรรมคณุ ธรรม ผูค นไมมรี ะเบียบวินยั เชน ระเบียบวินยั ในการใชรถใช ถนน อบุ ตั ิเหตมุ สี ถิตสิ งู อยางนากลวั ย่ิง เกดิ ความไมปลอดภยั ในชวี ติ และทรัพยส นิ จนทําใหค นสวนมาก เกดิ ความหวาดกลัว อาชญากรรมยังแพรห ลาย คดปี ลน ฆา ขม ขนื ทร่ี า ยแรงปรากฏข้นึ บอย เปนตน ๖. ปญหาดานวฒั นธรรม มคี วามเส่อื มโทรมทางดานวฒั นธรรม มคี า นยิ มทีไ่ มพ งึ ปรารถนา และไมเ อือ้ ตอ การพฒั นา เชน คานยิ มบริโภคและความนยิ มฟุง เฟอ แผกระจายทั่วไป ๗. ปญหาทางเพศและอบายมขุ มีปญ หาทางเพศเพิม่ สงู มีอัตราคนถูกขม ขืนสูง อัตราการ หยารา งสงู ขน้ึ อบายมขุ ระบาดทั่วไป ท้งั ในกรุงและชนบทประชากรฝากความหวงั ไวกบั การพนันใน รูปแบบตา งๆและหมกมุนจนยากทีจ่ ะแกไ ขเยาวชนมากมายทาํ ลายอนาคตของตนเองและกอ ปญหาแก สังคมโดยเปน ผลสบื เนอื่ งจากการตดิ ยาเสพติด ๘. ปญ หาดา นสง่ิ แวดลอ ม มีปญหาดานสิ่งแวดลอ มทวสี งู ข้นึ ปา ไมถกู ทาํ ลายไปมาก ตน น้ํา ลําธารรอยหรอลง ฝนไมตกตองตามฤดูกาล แผน ดินแหงแลง ทําใหท ําการเกษตรยากลําบากมากขึ้น สง ผลตอความยากกจนแรน แคนยิง่ ขน้ึ ไปอกี ประสบปญหาทางการตลาด มีการเอารัดเอาเปรียบกันมาก เกิดมลภาวะทัง้ ในดิน ในน้ํา และทอ งฟา คุกคามตอชีวติ แบะสขุ ภาพของประชากรทัว่ ทกุ คนโดย เฉพาะตัวคนซ่ึงเปนผูรวมในกระบวนการพัฒนาและไดรบั ผลจากการพฒั นาโดยตรง จะ ตองไดรับการ พฒั นาเปนอยา งดี และในการพัฒนาคนน้นั สว นสาํ คญั ทีส่ ดุ ก็คอื จติ ใจ ดังนั้นในยุคปจ จบุ ัน งานพฒั นา จึงหนั มาใหค วามสนใจแกการพัฒนาจติ ใจมากขน้ึ การพัฒนาจิตใจนั้น รวมถงึ การพฒั นา คณุ ธรรม จริยธรรม ตลอดจนสุขภาพจิตโดยทวั่ ไป การพฒั นาจติ ใจ ตลอดจนการพัฒนาคนนน้ั เปนหนา ทห่ี ลักของ พระพุทธศาสนา และพระสงฆม สี ว นรว มอยา งสําคัญในการพัฒนาประเทศ ชาติมาโดยตลอด โดยเฉพาะในอดตี และแมป จ จบุ ันในชนบทหลายแหง พระสงฆไดเ ปนผูนาํ ในการพฒั นาและวัด ไดเ ปน ศนู ยก ลางของการพัฒนาเพราะพระสงฆเปนผนู ําทางจติ ใจและปญญาของชมุ ชนและวัดก็เปน ศนู ยก ลางของชมุ ชน เร่มิ แตบ ทบาทสําคญั ทส่ี ดุ คอื เปนศนู ยกลางการศึกษาของประชา ชน โดยมี พระสงฆเปนคร-ู อาจารย ศลิ ปวฒั นธรรมดานตางๆ พัฒนาขึ้นในวัด หรืออกไปจากวดั เมือ่ ไปอยใู น ชมุ ชนก็ใชความรวู ิชาการอน่ื ๆที่ไดศึกษาจากวัดนั้น เปน เครอื่ งนําครอบครวั และชมุ ชน ในการดําเนิน ชวี ติ และประกอบอาชีพการงานใหเ จริญกาวหนา และอยรู ว มกันดว ยดี มีความรม เย็นเปน สขุ ควรแก ความประพฤติปฏิบตั ิ ตอ มาเม่ือสังคมเปลยี่ นแปลงไป วัฒนธรรมจากประเทศตะวนั ตกแพรห ลายเขา มาและระบบ การตา งๆ แบบตะวันตกไดรับการยอมรับ และแนวทางการพฒั นากเ็ ปลีย่ นแปลงไป วดั กเ็ หนิ หา งออกไป
แนวโนมการศึกษาพระพุทธศาสนา ๘๘ จากกระบวนการพัฒนาตามลาํ ดับ โดยเฉพาะเมือ่ การพฒั นามงุ เนน ดา นวตั ถุ บทบาทของวัด พระสงฆ และพระพุทธศาสนากย็ ิง่ ลางเลอื นลง เหลือแตบทบาทในดา นการเอื้อตองานพฒั นา เชน อํานวยสถานที่ และอปุ กรณข องวดั การใหกาํ ลงั ใจและคาํ กลา วสอนสนับสนนุ ในคราวชมุ นมุ อยา งมพี ธิ ีกรรม เปนตน พระนพิ นธส มเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อฏุ ฐายมี หาเถร) การปกครอง คอื การควบคุมวา กลาวคนท้งั หมูใหอ ยใู นระเบียบสมํา่ เสมอกัน การปกครองแบงเปน ๒ ช้ัน ชัน้ นอกไดแ กการควบคุมความประพฤตใิ หเ ปนไปตามระเบียบ ช้ันในไดแ ก การควบคมุ นาํ้ ใจให เคารพระเบยี บและใหเ คารพนบั ถอื ผปู กครอง ผลทมี่ ุงในการปกครองก็คือ ความอยูเยน็ เปนสุขรว มกนั ของคนทั้งหมูทีอ่ ยูในปกครองอัน เดยี วกัน ผลอันนี้จะสาํ เรจ็ ได ตองมรี ะเบียบสําหรับปกครอง และตองมีผูปกครองตามระเบยี บนั้น ระเบียบควบคุมความประพฤติของคนไวไ ด แตไ มอ าจควบคุมน้ําใจคุณธรรมของผปู กครองสามารถ ควบคุมนํา้ ใจคนทีอ่ ยูในปกครองไวได ผูปกครอง ก็คือ ผนู ําของหมู ซ่งึ มีหนาท่คี วบคมุ คนทั้งหมู ใหป ระพฤติตามระเบยี บเสมอกัน และมีหนาท่ีควบคุมน้าํ ใจของเขาใหเคารพระเบยี บ และใหเ คารพนับถือตัวผูปกครองดว ยกแ็ ลผูปกครอง จะสามารถควบคุมนาํ้ ใจคนท้ังหมู กเ็ พราะคุณธรรมของผูปกครอง ดงั นี้ หลักธรรมในการปกครอง ๑.ผปู กครองตอ งมีอัธยาศยั ประกอบดวยเมตตากรุณา มงุ หวังใหคนทง้ั หมูอ ยูเยน็ เปนสขุ ทัว่ กัน ตั้งใจชว ยเขาใหพน จากทุกขย ากเดือดรอน ไมม กั ได ไมเหน็ แกส ุขเฉพาะตัวและเทย่ี งธรรม ๒.ผปู กครองตองประกอบดวยคณุ ธรรมเหลา น้ี และตอ งแสดงใหค นในปกครองเห็น คือ ความหมน่ั ขยนั ความรอบคอบ ทาํ การงานสะอาด พิจารณากอนจึงทาํ ระมดั ระวัง เลี้ยงชีพชอบธรรม ไมประมาท ฉลาดในอุบาย รูจ กั ผอ นปรน แกไ ขใหรายกลบั เปนดี ๓.ผูปกครองตอ งทาํ ตวั เปนแบบอยา งสมเปนผนู าํ ในขอเหลา นี้ เคารพรักษาระเบยี บ เอาใจใสต อ หนาท่ี เคารพรักษาระเบียบ เอาใจใสตอ หนา ที่ ทาํ อะไรทําจริง อดทนตอความเหนอื่ ยยาก ขะมกั เขมน ในการงาน เปนคนตรงตอ เวลา เคารพประโยชนของผอู ืน่ ยอมเสียสละเพ่ือหมู ๔.ผูปกครองตองรจู ักอานคน คนในโลกมี ๓ จาํ พวก พวกหนึ่งรูจกั ใชทง้ั ตัวเองท้งั ผูอ่ืน พวกหนงึ่ รูจักใชตัวเองแตไ มร ูจกั ใชผ อู ืน่ พวกหนึง่ ไมรูจกั ใชทัง้ ตวั เองทั้งผอู นื่ ตอ งใหค นอื่นใช การใชค นตอ งรูจกั เลอื กใหเ หมาะแกงาน ถา อา นคนไมเปนก็เลือกไมถ ูก ๕.ผปู กครองตอ งรูจกั อบุ ายวิธสี ําหรบั จูงใจคนใหเกิดความสมัครใจเพราะการทําโดยถูกบงั คบั ไมให ผลดเี ทาการทําโดยสมัครใจ ๖.ผูปกครองตอ งรจู กั ผูกใจคนใหร กั และนบั ถอื ดวยสังคหธรรม คอื เผือ่ แผใหก ัน พดู จาออ นโยน ไพเราะ ชวยเหลอื ไมดูดาย วางตนสมฐานะ ไมถอื ตัว เพราะหลักธรรมดามอี ยูวา ถา มีความรักความนับ ถือแลว กม็ แี กใจชวยทาํ เอง โดยไมต อ งออกปากและยอมใหใ ช โดยความเต็มใจปราศจากรงั เกยี จ ขอ ควรสาํ นกึ
แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๘๙ ๑.ระเบียบจาํ เปนแกการปกครอง แตถากวดขันระเบียบมากเกนิ ไป แทนทีจ่ ะเรยี บรอย อาจ กลายเปน อลหมา นวุน วายก็ได เพราะคนยงั ไมร ูคา ของระเบยี บ ๒.ถา คนรคู า ของระเบียบท่วั กันแลว กไ็ มตองใหผูปกครองกวดขัน เขากวดขนั ตัวของเขาเอง ๓.อุบายวิธที จี่ ะชักนําคนใหเล็งเหน็ คาของระเบียบ เปนสงิ่ จาํ ปรารถนาเปนคกู ันไปกบั ระเบียบ ๔.ตองรูจ ักเอาใจเขามาใสใจเรา ไมทําอะไรเอาแตใ จของตน ๕.ไมใ ชแ ตคนท่อี ยูในปกครองเทา น้ันท่อี าจทาํ ผดิ แมต วั ผปู กครองเอง ก็อาจทําผิดได ๖.การทเี่ ขาไมเขา ใจคาํ ส่งั หรอื ทําอะไรไมถ ูกตามทส่ี ั่งนนั้ อยาพ่ึงลงโทษวาเขาไมร ูภ าษาคน อาจ เปน เพราะทา พูดใหเ ขาเขา ใจไมไดกไ็ ด ๗.ถอยคําที่กระดาง ไมไพเราะหู ยอ มปกปด ความหวังดีของผูพูดเสีย ๘.ในเวลามอี าํ นาจ แมทาํ ผิดทาํ ชว่ั กป็ ดไวไ ด เพราะเขาเกรงอาํ นาจไมอาจพูด ในเวลาหมดอํานาจก็ หมดคนเกรง ความผิดความชั่วกโ็ ผลต วั ใหค นเหน็ อยางท่ีวา “น้ําลดตอผุด” ๙.ผูปกครองเปน เปา แหงสายตาของคนทงั้ หลายท่ีอยใู นปกครอง เขาเหน็ ทาน แตท า นอาจไมเ หน็ เขา การกระทาํ ของทา นนั่นแหละ แสดงใหเ ขาเห็นวา ทา นเปนผูสมควรท่ีเขาจะรกั เคารพนบั ถือหรอื ไม ๑๐.ผูปกครองทีด่ ี ตองมที งั้ พระเดชและพระคุณ ถา ขาดเสียอยา งใดอยางหน่ึงกป็ กครองใหด ีไมได แตพระคุณน้ันควรใชเ สมอ สวนพระเดชพึงเลือกใชเ ม่ือจาํ เปนจรงิ ๆ (คดั ลอกมาจาก หนังสอื พิมพรายเดือน ธรรมลลี า กนั ยายน ๒๕๔๕ หนา ๑๐)
แนวโนมการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๙๐ บทท่ี ๙ การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนากบั เศรษฐกิจพอเพียง วตั ถปุ ระสงค o เมอ่ื ศึกษาบทที่ ๙ จบแลว นักศึกษาสามารถ o ๑.อธบิ ายเศรษฐกิจพอเพียงเชงิ พทุ ธได o ๒.อธบิ ายหลักปรัชญา แนวคิดเศรษฐกิจพอเพยี งองได ขอบขายเน้ือหา o ๑.เศรษฐกจิ พอเพยี งเชงิ พุทธ o ๒.หลักปรชั ญา แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๙๑ พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหัวองคพ ระมหากษัตรยิ องคป จ จบุ นั ทรงเสนอแนวพระราช ดําริเรอื่ ง “เศรษฐกิจพอเพียง”ซงึ่ มฐี านมาจากหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนเร่อื งการ พ่งึ ตนเอง อตตฺ า หิ อตตฺ โน นาโถ (ตนแลเปน ทพี่ ่ึงแหง ตน) (พระเทพโสภณ. ๒๕๔๔ : ๑๒) ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง เศรษฐกจิ พอเพยี งเปน ปรัชญาชถ้ี ึงแนวการดาํ รงอยูและปฏิบัตติ นของประชาชนในทกุ ระดับ ตั้งแต ระดับครอบครวั ระดบั ชมุ ชนจนถงึ ระดบั รฐั ทั้งในการพฒั นา และบริหารประเทศใหดาํ เนินไปใน “ทาง สายกลาง” โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกจิ เพอื่ ใหก า วทนั ตอโลกยคุ โลกาภิวัตน “ความพอเพียง” หมายถึง ความพอประมาณ ความมเี หตุผล รวมถึงความจําเปนท่จี ะตองมีระบบภมู คิ มุ กันในตัวท่ดี ี พอสมควร ตอ การมีผลกระทบใด ๆ อนั เกดิ จากการเปลยี่ นแปลงทัง้ ภายนอกและภายใน ท้ังนี้ จะตอง อาศยั ความรอบรู ความรอบคอบ และความระมดั ระวังอยางยงิ่ ในการนําวชิ าการตา ง ๆ มาใชใ นการ วางแผนและการดาํ เนินการทุกข้ันตอน และขณะ เดยี วกันจะตอ งเสริมสรางพนื้ ฐานจติ ใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจาหนา ท่ขี องรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดบั ใหมสี ํานึกในคณุ ธรรมความซื่อสัตย สจุ รติ และใหม ีความรอบรูทีเ่ หมาะสม ดาํ เนนิ ชีวิตดวยความอดทน ความเพยี ร มสี ติ ปญญา และความ รอบคอบ เพอ่ื ใหสมดุลและพรอมตอ การรอง รบั การเปลย่ี นแปลงอยา งรวดเรว็ และกวา งขวางทง้ั ดา น วตั ถุ สังคม ส่ิงแวดลอม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกไดเปนอยา งดี เศรษฐกจิ ท่ผี านมาเปนเศรษฐกจิ เพื่อประโยชนข องคนสว นนอย โดยทาํ ลายคนสว นใหญ และ ทาํ ลายฐานทรพั ยากรทง้ั หมดทาํ ใหไมยัง่ ยืนและวกิ ฤติ เปนเศรษฐกิจฉกฉวยและเศรษฐกิจเทยี ม ท่ีสรา ง ปญหาใหส ังคมไทยนานบั ปการ ควรจะใชยทุ ธศาสตรเศรษฐกิจแกเพ่อื ปวงชน เปน เศรษฐกิจพอเพยี ง เพอ่ื ใหท ุกคนมพี ออยูพ อกนิ เศรษฐกจิ พอเพียง หมายถงึ มีจิตใจพอเพยี ง มีวริ ิยะ (ความเพยี ร) พอเพียง มีปญ ญาพอเพียง มวี ัฒนธรรมพอเพียง มสี ิง่ แวดลอมทพ่ี อเพยี ง และมีความเอือ้ อาทรตอกนั พอเพยี งเศรษฐกจิ พอเพยี ง เปน เศรษฐกิจทบ่ี รู ณาการ เปน เศรษฐกจิ แทท ี่ตอ งเปนไปเพ่อื “ครอบครัวอบอนุ ชมุ ชนเขมแขง็ และ สงิ่ แวดลอ มยง่ั ยนื ” แนวคดิ พืน้ ฐานเกย่ี วกบั เศรษฐกจิ พอเพียง เศรษฐกจิ พอเพียงกบั การพฒั นาทีย่ ั่งยนื ต้ังอยู บนฐานของความเปนจรงิ และเกณฑคุณคา ๓ ประการคือ ประการแรก สาํ นกึ ความเปนชุมชนและสังคมหน่งึ หมายความวา ประเทศชาตมิ ี คุณคาและความหมายเปน หนวยชวี ิต สงั คมและการดาํ รงอยู คงอยูร วมกันอยางย่งั ยนื และสนั ติสขุ ของ มวลมนษุ ยท กุ ระดับ ตง้ั แตร ะดบั ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และระดบั โลก ดงั นั้นเศรษฐกจิ จงึ เปน สวนหน่ึงของระบบสงั คมโดยรวม ไมใ ชค วบคุมกลไกทัง้ หมดของสงั คม
แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๙๒ ประการทส่ี อง ความประสานกลมกลนื ของเสรีภาพกับความเปน ธรรมทางสงั คม หมายความ วา จะตอ งประสานหลักปฏบิ ตั ิเสรีภาพและประสิทธภิ าพของกลไกเศรษฐกิจทีว่ า น้ี ใหสอดคลอ งตอ เกณฑคณุ คา และการดํารงอยูของชวี ิต สังคม ทีเ่ ปนอิสระเสรีมเี สถยี รภาพและเปนธรรม ประการทสี่ าม คุณคาศักยภาพพฒั นาตนเองของคนเรา หมายความวา เราจะไมย ดึ “ระบบ” มากเกินไป แตย ดึ ถอื คนกับคุณคา ชวี ิตและสังคมเปนทพี่ ง่ึ มากกวาการพึง่ พงิ ระบบเศรษฐกจิ หลกั การทง้ั สามนี้ มคี วามสัมพนั ธเ ช่ือมโยงเปนอนั หนงึ่ อนั เดยี วกนั ประกอบเปน วิถีชวี ิตอัน เทีย่ งธรรมตามหลกั พระพทุ ธศาสนา ซึง่ เรยี กวา “วิถีแหงธรรม”น่ันคือการเสรมิ สรา งปลูกฝงวัฒนธรรม และวถิ ีการเรียนรทู ่ี “รจู ักพอ” ตามแนวของพระพุทธศาสนา พอเพยี ง แตต องไมช ะลา ใจ จนไม หว งวนั หนา พรอมท่ีจะมวี ันขาด ชวยเหลือตวั เองได และก็ชวยเหลอื คนอน่ื ได ตอ งขยัน ประหยดั อด ออม ออมวันน้ี มีกนิ วันหนา ตอ งไมก ินสรุ ยุ สรุ า ย ทุกศาสนา พอกิน การกินอาหารมี ๓ สว น มีอาหาร น้ํา และลม เมด็ ขาวเมด็ สุดทายกินให หมด กินอาหารใหหยุด แลวตามดว ยน้ํากจ็ ะพอดี อมิ่ ไมอดึ อัด เศรษฐกจิ พอเพยี ง ตอ งพอเพยี งที่ใจกอน ไมอยากเดน อยากมี อยากดงั พอแลวไมใช ยกเลิกจงพลกิ มอื ลางเปนมือบนจากมือหงายเปนมือคว่ํา มือบนคอื ผใู หใหโ อกาสใหก าํ ลังใจให ความรู หากเราพอ เราจะไมโลภ เวลาเราทกุ ขเ ปน การทดสอบ เวลาสุขจะมไี มน าน ในชวงถึงป อด คนจนคนรวยกจ็ ะฝก อดเหมอื นกัน เราจงรูจกั ความทกุ ข เราจะไดรูจ ักสขุ ไดอยา งไรคนจะ ใหก ็ จะตอ งไปหา ยิง่ ใหก ย็ งิ่ ขยันหา ยง่ิ ขยนั หา ก็ย่งิ ชาํ นาญ ก็ยงิ่ มี ทเี่ รียกวา ย่งิ ใหย ิ่งรวย คาํ วา จนน้นั คือไมพอ หากจัดไมพ อกต็ อ งหาย่งิ ด้นิ ยง่ิ แนน ยงิ่ รัด ขยายกจิ การไป เรอื่ ยๆ จนเปนหนี้ หากเราปลกู เอง พรกิ มะนาว ผัก ปลกู เองกนิ เอง ก็จะประหยดั ไดมาก สมัยน้ี เด็กๆ ชอบขอเงินรอยสองรอ ยไปซือ้ ของจากหา ง หากพอแมป ลูกผกั เอง ลูกจะไมก ลาขอ เศรษฐกจิ พอเพียงเชงิ พุทธ การพฒั นาประเทศ ท่ีมงุ เนนไปสูก ารเปน ประเทศอุตสาหกรรมของประเทศไทยทผี่ า นมา กอใหเกิดการแขงขันดา นการผลิตสิ่งของเคร่อื งใชเ ปน จาํ นวนมาก มกี ารสง เสริมใหประชาชนใชวตั ถุ อาํ นวยความสะดวกสบาย และปรนเปรอความสุขของตน กอ ใหเ กดิ ลัทธิ “วัตถุนิยม” กอใหเกดิ หนี้สนิ จํานวนมากมาย ลัทธนิ เี้ ปนการสง เสรมิ เศรษฐกิจในลกั ษณะที่ทําใหสงั คมเปน “สงั คมบริโภคนยิ ม” ทาํ ใหช ีวติ ความเปน อยูลาํ บากเพมิ่ มากขน้ึ ความเชื่อที่วา การสงเสริมความสุข โดยการปรนเปรอทางวัตถุจงึ เปนการเพมิ่ “ความทุกข” อยางปฏิเสธไมไ ดแนวคิด “เศรษฐกิจเชิงพุทธ” จงึ เปนแนวคิดทจี่ ะแกไ ข
แนวโนมการศึกษาพระพทุ ธศาสนา ๙๓ ปญ หา “ความทกุ ข” ทสี่ ังคมไทยเผชญิ อยู ซ่งึ พระพุทธเจา ทา นไดสอนหลกั ธรรมเกย่ี วกับเรือ่ งน้ีไว มากมาย เชน ๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะ เปน ขอ ปฏบิ ตั สิ ําคัญที่ทาํ ใหเกิดผล คอื ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทําใหม ี ทรพั ยส นิ เงนิ ทอง พ่งึ ตนเองได เรียกวา ธรรมที่เปนไปเพื่อประโยชนปจจบุ ัน บางทเี รียกวา “หวั ใจ เศรษฐ”ี โดยมคี าํ ยอคอื “อ”ุ “อา” “กะ” “สะ” ดงั นี้คอื ๑) อฏุ ฐานะสัมปทา (อุ) หมายถงึ การถงึ พรอมดว ยความขยันหมัน่ เพียร รจู กั ใชป ญญา ไตรต รองพิจารณาหาวธิ ีการทแ่ี ยบคายในการทํางาน มคี วามคิดรเิ รม่ิ สรา งสรรค รจู กั คิด รูจ กั ทาํ รูจกั ดําเนินการดา นเศรษฐกจิ ทําการงานประกอบอาชีพใหไ ดผ ลดี ๒) อารกั ขสมั ปทา (อา) หมายถึง การถงึ พรอ มดวยการรักษา สามารถปกปองคุม ครองรกั ษา ทรพั ยสินท่ีหามาได ไมใหส ญู หายพินาศไปดวยภยั ตา ง ๆ ๓) กัลยาณมติ ตตา (กะ) หมายถึง การรูจ กั คบคนดีหรอื มีกัลยาณมติ ร ซึ่งจะเปนองคป ระกอบ สาํ คัญ ที่ชวยใหเจริญกาวหนา ในวงการอาชีพนัน้ ๆ ทําใหรูเหน็ ชองทางและโอกาสตาง ๆ ในการงาน ทันตอ เหตุการณ ตลอดจนรจู ักปฏิบตั ติ อ ทรัพยของตนอยางถกู ตอง ไมถูกมิตรชว่ั ชกั จูงไปในทาง อบายมุข ซง่ึ จะทาํ ใหทรัพยสินไมเ พ่ิมพูนหรือมแี ตจ ะหดหายไป ๔) สมชีวติ า (สะ) หมายถึง ความเปน อยูพอดี หรอื ความเปนอยสู มดุล คือเลีย้ งชีพแต พอดี ไมใ หฟ ุมเฟอ ย ไมใ หฝ ดเคอื ง ใหรายไดเ หนอื รายจา ย มเี หลือเกบ็ ไวใชในคราวจําเปน ๒. โภคาวิภาค ๔ เปน วธิ ีการจดั สรรทรัพยใ นการใชจาย โดยจดั สรรทรพั ยอ อกเปน ๔ สวน ดงั นี้คือ ๑) แบง ๑ สว น เพือ่ ใชบรโิ ภคเลยี้ งตนเองใหเ ปนสขุ เลี้ยงดูครอบครัว และคนท่ีอยูใ น ความรบั ผิดชอบใหเปน สขุ และใชทาํ ความดี บาํ เพญ็ ประโยชนแตสาธารณะ เปน ตน ๒) แบง ๒ สวน เพื่อจดั สรรไวสาํ หรับลงทนุ ประกอบกิจการงานตาง ๆ ๓) แบง ๑ สว น เพอ่ื เก็บไวใชในยามจําเปน เชน เมอื่ เกดิ อุบตั ิเหตุ เมือ่ เจบ็ ไขไ ดปว ย เปน ตน ๓. โภคอาทิยะ ๕ คอื เม่อื มที รพั ยสิน ควรนํามาใชป ระโยชนตอ การดําเนนิ ชีวิต ประกอบดวย ๑) ใชจ า ยทรัพยน น้ั เลย้ี งตนเอง เลีย้ งดคู รอบครัว มารดาบิดา ใหเปน สขุ ๒) ใชท รัพยน ้ันบาํ รุงเลีย้ งมิตรสหาย ผูรวมกจิ การงานใหเ ปน สุข ๓) ใชปองกนั ภยันตรายตา ง ๆ ๔) ทาํ พลี คอื การสละบํารงุ สงเคราะห ๕ อยา ง ไดแก ๔.๑ อตถิ พิ ลี ใชตอ นรับแขก คนที่ไปมาหาสู เปนเรอ่ื งของการปฏสิ นั ถาร ๔.๒ ญาติพลี ใชสงเคราะหญาติ ๔.๓ ราชพลี ใชบ าํ รุงราชการดว ยการเสยี ภาษอี ากร เปน ตน ๔.๔ เทวตาพลี บาํ รุงเทวดา คือสิง่ ท่เี คารพนับถอื ตามลัทธิความเชื่อหรอื ตาม ขนมธรรมเนียมของสังคม ๔.๕ ปุพพเปตพลี ทาํ บุญอทุ ิศใหแกบพุ การี ทานทล่ี ว งลับไปแลว เปนการแสดง ความกตญั ูรคู ุณ
แนวโนมการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๙๔ ๕) บาํ รุงสมณพราหมณ คือ พระสงฆผปู ระพฤติดี ปฏิบัตชิ อบ ผูฝก ฝนพัฒนาตนเอง ไมป ระมาทมวั เมา ผทู จี่ ะดํารงธรรมไวใหแกส ังคม ๔. กามโภคี หรอื คนครองเรอื น ๑๐ ประเภท ในท่ีนีจ้ ะแบง ตามลักษณะการดําเนนิ ชีวิตทีเ่ ก่ียว ขอ งกับกิจกรรมทางเศรษฐกจิ คือ แยกประเภทคนครองเรอื นตามลักษณะเดนคือดานทหี่ นงึ่ ดจู ากการ แสวงหาทรพั ยว าไดมาอยางไรดว ยวธิ อี ยา งไรคือดวู า คนนน้ั แสวงหาทรัพยมาโดยชอบธรรมหรือไมช อบ ธรรม โดยการกดขข่ี ม เหงคนอื่นหรือไม ดา นทห่ี น่ึง พิจารณาในแงก ารใชจา ยทรัพยว า ใชใ หเปน ประโยชนและทําใหเ กดิ คณุ ประโยชนตา ง ๆ หรอื ไม เชน ใชจายทรัพยเลีย้ งตนเอง เลย้ี งครอบครัวใหเปนสขุ เผ่ือแผแ บง ปนทาํ สง่ิ ดงี ามมคี ณุ คา บําเพ็ญประโยชนตาง ๆ ดา นทีส่ อง ดูที่สภาพจิตใจวา เปน อยา งไร คือดวู า ในการเกี่ยวขอ ง ครอบครอง ใชจา ย ปฏบิ ัติตอ ทรัพยส ินนั้นเขามจี ติ ใจหมกมุน มวั เมา กระวนกระวายใจ เปนหว งกังวล มีความทกุ ขจากการมีทรพั ยท ่ี เรยี กวา เปนทาสของทรพั ย หรือมจี ติ ใจทีเ่ ปนอิสระ เปนนายของทรพั ย อยโู ดยมจี ติ ใจท่เี ปนสขุ ใช ทรัพยทําประโยชนที่ควรใช และไมตอ งเปน ทกุ ขทรมานเพราะทรัพยน ้ัน ๕. สุขของคฤหสั ถ ๔ คอื คนครองเรือนควรจะมีความสุข ๔ ประการ ซึง่ คนครองเรือนควรจะ พยายามใหเ ขา ถงึ ใหไ ด คอื ๑) อัตถิสุข สขุ เกิดจากการมที รพั ย เปน หลกั ประกันของชวี ติ โดยเฉพาะความอนุ ใจ ปลาบปล้มื ภมู ใิ จวา เรามที รพั ยท่หี ามาไดดวยกําลงั ของตนเอง ๒) โภคสขุ สขุ เกดิ จากการบริโภคทรัพย หรือใชจา ยทรัพย คือ รจู กั ใชจ ายทรัพยน ั้นให เกดิ ประโยชนแกช ีวิตของตน เลีย้ งดูบุคคลอน่ื และทาํ ประโยชนสุขตอ ผอู น่ื และสังคม เปน ตน ๓) อนณสขุ สขุ เกดิ จากความไมเ ปนหนี้ ไมตอ งทุกขใจ เปนกงั วลใจเพราะมีหนีส้ นิ ติด คางใคร ๔) อนวชั ชสขุ สุขเกิดจากความประพฤตทิ ไี่ มมีโทษ คือ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทสี่ จุ ริต ท่ีใครจะวากลาวตเิ ตยี นไมได มีความบริสทุ ธิ์ และมคี วามม่นั ใจในการดําเนินชวี ิตของ ตน ๖. อตตฺ า หิ อตฺตโน นาโถ : ตนแลเปนท่พี ึง่ แหงตนเปนพุทธศาสนสภุ าษติ ทีม่ งุ เนนให พึ่งตนเองในการทาํ มาหาเลยี้ งชีพ ในการสรา งฐานะ และการเกบ็ รักษาทรัพยท่ีหามาไดเ พ่อื จับจายใช สอยในยามจาํ เปน นอกจากเปนท่พี ่ึงแหงตนแลวจะตองเปนทีพ่ ่งึ ของบุคคลอ่ืนดว ย นอกจากในระดบั บคุ คลแลว ยงั มงุ เนน ใหการพฒั นาประเทศชาตใิ หพงึ่ ตนเองในลกั ษณะ “เศรษฐกจิ พอเพียง” นน่ั คือการ พฒั นาท่ีไมอ ิงเศรษฐกจิ โลกจนเกนิ ไป ๗. หลักสันโดษ เปน ความพอใจหรือความยินดใี นส่ิงทีต่ นเองมอี ยู หลักการนมี้ ุงใหบ คุ คลพงึ พอใจ ในส่งิ ของหรอื ทรพั ยส ินที่ตนเองไดมาและใชจายในส่ิงที่กอใหเกิดประโยชน หลกั สันโดษนม้ี ุงเนนให บคุ คลรจู กั ประมาณ ไดแก การประหยดั และรูจ ักออม ไมฟ มุ เฟอยฟุงเฟอ มีความเปนอยอู ยา งสงบเรยี บ งาย และโปรง ใส ไมท ะเยอทะยานตอ สแู ละเบียดเบียนบคุ คลอนื่ ไมเ อารัดเอาเปรียบกัน อยูรว มกันได อยา งสันติสุข ๘.หลกั สปั ปรุ สิ ธรรม ๗ โดยเฉพาะในหลกั ของ“มัตตัญุตา”คือรจู ักประมาณในการบรโิ ภคการ รจู ักประมาณในการใชจ ายทรัพยซงึ่ เปนหลกั ใหส อดคลอ งกบั การดาํ เนนิ ชวี ิตตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114