๙๖ ศกึ ษาเฉพาะด้านหลังจากสำเรจ็ การศึกษาระดับปรญิ ญาตรี โท เอก ๙.๒.๒.๓ ผดู้ ้อยโอกาส หรือบุคคลลกั ษณะพเิ ศษ กลมุ่ เป้าหมายน้ีเป็นคนกลุม่ พิเศษท่ี มีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากบุคคลปกตทิ ่ัวไป สิ่งท่ีทำใหแ้ ตกต่างน้ันอาจเกิดจากฐานะทางเศรษฐกิจ คือคนจนท่ีด้อยโอกาสในการเล่าเรียนตามปกติ เช่น เด็กท่ีผู้ปกครองไม่ส่งเสริมให้ศึกษาเล่าเรียน เด็ก ไร้ผู้อุปการะ หรือความแตกต่างอาจเกิดจากลักษณะทางร่างกายจิตใจและสมอง เช่น เด็กพิการ เด็ก ปญั ญาอ่อน เดก็ ทีม่ ีปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ เด็กอัจฉริยะ เป็นต้น ผู้ด้อยโอกาสหรือบุคคลลักษณะ พิเศษเฉพาะเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพื่อให้มีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเช่น เดียวกับเด็กอื่น แต่การจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายนี้จำเป็นต้องจัดให้ตามรูปแบบท่ีเหมาะ สม กับลักษณะและความจำเป็นสำหรับกลุ่มด้วย โดยอาจต้องมีครูที่ได้รับการอบรมมาเป็นการเฉพาะ ใน กรณีท่ีผู้ด้อยโอกาสร่วมเรียนในชั้นเรียนปกติ ครูจำเป็นต้องให้ความสนใจผู้เรียนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องใช้ความอดทน ความเมตตา ความเข้าใจ และความละเมียดละไมในการปฏิบัติ ตอ่ พวกเขา สำหรับผ้บู รหิ ารท่จี ัดการศึกษาสำหรบั ผ้ดู ้อยโอกาส ต้องมีความเข้าใจ มีทักษะ และไดร้ ับการอบรมมาโดยเฉพาะอยา่ งพอเพียงในการปฏิบตั ิหน้าทข่ี องตน ๙.๒.๒.๔ ผมู้ งี านทำ ผู้ทปี่ ระกอบอาชีพการงานแลว้ เป็นกลุม่ เปา้ หมายอีกกลุ่มหนง่ึ บุคคลเหล่าน้ไี ดร้ ับการศึกษามาแตกต่างกนั ไป และมงุ่ ศกึ ษาเพิ่มเติมโดยมเี หตุผลต่างกันไป ส่วนหนึง่ เขา้ ศึกษาระดบั สูงขน้ึ ในสถาบันการศึกษาปกติหรือเข้ารับการศึกษาตามโครงการพิเศษ (เช่น โครงการ ศึกษาเฉพาะที่มีผจู้ ัดบรกิ ารให้ในสถานท่ีทำงาน โครงการศึกษาอบรมเฉพาะด้าน เป็นต้น) นอกจากน้ี หนว่ ยงานทางการศึกษาอาจจัดการศึกษานอกระบบและตามอธั ยาศัยในรปู แบบตา่ งๆ กนั เช่น การศึกษาสัญจรทผี่ สู้ อนตระเวนใหค้ วามรู้การศึกษาผา่ นส่ือโทรคมนาคม การศกึ ษาโดยเอกสารหรอื ส่ือ การเรียนร้ดู ้วยตนเองต่างๆ การจดั การศึกษาเช่นนี้ อาจมีการรบั รองวุฒใิ หห้ รอื อาจไม่เทียบวฒุ ิอยา่ ง เป็นทางการก็ได้ การจดั การอบรมสำหรับผูม้ ีงานทำนั้น รวมถึงครซู ่ึงต้องมกี ารพฒั นาตนเองอย่าง ต่อเนือ่ งดว้ ย ครูจงึ ควรสนใจติดตามรับการอบรมตามหลกั สตู รต่างๆ ทจี่ ะชว่ ยสง่ เสริมความรู้ ความสามารถในการประกอบอาชีพของตน กล่มุ เป้าหมายนี้ นับวนั จะยิ่งมีความสำคัญมากข้นึ เนื่องจากการเปล่ยี นแปลง วิทยาการและเทคโนโลยีตา่ งๆ เกิดขนึ้ รวดเรว็ จงึ จำเป็นทีผ่ ู้ทำงานแล้วควรได้รบั สาระเนื้อหาใหมๆ่ เพอ่ื ยกระดบั ความรคู้ วามสามารถในการประกอบอาชพี ของตนตลอดเวลา ๙.๒.๒.๕ ประชาชนท่ัวไป ประชาชนโดยท่ัวไปถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการ จัดการ ศึกษาด้วย ทั้งน้ีเพื่อให้สมาชิกของสังคมได้มีโอกาสเรียนรู้ส่ิงแปลกใหม่ที่เป็นประโยชน์สำหรับ การเป็นพล เมอื งที่ดีและการเพม่ิ พนู ความคิดความอา่ นของตนอย่างต่อเนื่อง การจัดการศึกษาลักษณะ นี้ถือเป็นส่วนเสริมจากการท่ีประชาชนได้เรียนรู้จากสื่อมวลชน จากกลุ่มคนใกล้ชิด การจัดการศึกษา เพ่ือปวงชนอาจทำโดยผ่านส่ือต่างๆ ได้หลากหลาย แต่ย่อมเป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพของ ประชากรให้รู้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และปรับตนเองกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม การจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มน้ีมักเป็นการจัดการศึกษาเสริมในรูปการศึกษาตาม อัธยาศัยเป็นหลกั เน่อื งจากเป้าหมายของการศึกษา มีหลาก หลาย ผู้นำชุมชนและท้องถน่ิ พึงมีบทบาท ในการสำรวจกลุ่มเป้าหมาย กำหนดวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมาย และร่วม
๙๗ สนับสนุนให้หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องสามารถจัดบริการการศึกษาแก่กลุ่มเป้าหมายให้ครบถ้วนและเกิด ประโยชน์ได้จรงิ ๙.๒.๓ องค์ประกอบของการจัดการศกึ ษา องคป์ ระกอบสำคัญของการจัดการศึกษามี ๘ องค์ประกอบ ได้แก่ ๙.๒.๓.๑ สาระเน้ือหาในการศึกษา ในกรณีท่ีมีการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ ผูจ้ ัดการศึกษามกั จดั ทำหลักสูตรเป็นตัวกำหนดเน้ือหาสาระหลักสูตรเหล่านีอ้ าจเป็นหลักสูตรกลางท่ีใช้ สำหรับการศึกษาแต่ละระดับ แต่ขณะเดียวกันก็ควรเปิดโอกาสให้สถานศึกษาแต่ละแห่งสามารถจัด เน้ือหาสาระทีเ่ หมาะสมกับท้องถ่นิ ได้ดว้ ย เนือ้ หาสาระในการศกึ ษานัน้ ควรทนั สมัย ๙.๒.๓.๒ ต่อเหตุการณ์ เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียนและสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษา ทั้งน้ีครูต้องทบทวนเน้ือหาสาระที่ตนสอนเพ่ือปรับแก้ไขให้ถูกต้อง ทันสมัย และให้ข้อมูลท่ีถูกต้องแก่ผู้เรียน หากเห็นว่าเนื้อหาผิดพลาดหรือล้าสมัย ควรแจ้งผู้บริหารให้ ทราบ ๙.๒.๓.๓ ครู ผูส้ อน หรือผู้ให้การเรียนรู้ ผู้ถ่ายทอดเนือ้ หาสาระได้แก่ครูและอาจารย์ ซึ่งถือเป็นผู้ประกอบวิชาชีพช้ันสูง บุคคลเหล่าน้ีต้องได้รับการศึกษาอบรมมาท้ังในด้านเนื้อหาและ วิธีการถ่ายทอด เพ่ือให้สามารถถ่ายทอดความรู้และสาระวิชาท่ีเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนได้อย่างมีระ สิทธภิ าพ เง่ือนไขสำคญั ประการหนึ่งสำหรับครแู ละอาจารย์คอื ตอ้ งมคี วามต่นื ตัวอยู่เสมอในการตดิ ตาม เรียนรู้เนื้อหาวิชาการวิชาชีพใหม่ๆ และวิทยาการด้านการเรียนการสอน ตลอดเวลา บางกรณีต้องมี การศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้วย อน่ึง ครูและอาจารย์ต้องพัฒนาความสามารถ ในการประยกุ ต์สาระเนอื้ หาและองคค์ วามรใู้ หมใ่ หเ้ หมาะสมกับผู้เรียนแตล่ ะกลุม่ ๙.๒.๓.๔. สือ่ และอุปกรณ์สำหรบั การศึกษา สอ่ื และอปุ กรณ์ต่างๆ เช่น อาคาร สถานที่ โตะ๊ เก้าอี้ กระดานเขยี น หนงั สือ แบบเรียน สมุด ดนิ สอ ตลอดถึงอปุ กรณ์ท่ีทันสมัยทม่ี รี าคา แพงท้ังหลาย เชน่ อปุ กรณใ์ นห้องปฏิบัตกิ ารทางวิทยาศาสตร์ เครือ่ งคอมพิวเตอร์ เหล่านี้ สือ่ และ อปุ กรณ์เหลา่ นีเ้ ป็นสว่ นประกอบทจี่ ำเปน็ สำหรบั การจัดการศึกษา ครูและผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาจงึ มี หน้าทีร่ ับผดิ ชอบ ดแู ลใหส้ ่งิ เหลา่ นี้มีอย่างเพียงพอ อยู่ในสภาพใช้งานได้ และใชส้ อ่ื เหลา่ น้เี ปน็ สว่ นชว่ ย ให้เกิดการถ่ายทอดเน้ือหาความรู้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธภิ าพ ครูทมี่ ีคณุ ภาพตอ้ งสามารถ ผลิตและพัฒนาส่ือและอุปกรณ์การศึกษาสำหรับการสอนของตนด้วย ๙.๒.๓.๕ รูปแบบวิธีการเรียนการสอน การศึกษายุคใหม่นั้นมีความแตกต่างไปจาก การศึกษายุคก่อนซึ่งเน้นท่ีตัวครู ระบบการศึกษายุคใหม่เน้นความสำคัญที่ตัวผู้เรียน ดังนั้น รูปแบบ วิธกี ารเรยี นการสอนใหมจ่ ึงแตกต่างไปจากเดิม จงึ เกดิ คำวา่ “ปฏิรูปการเรียนรู้” ซึง่ นำไปสู่กระบวนการ เรียนการสอนที่หลากหลาย เช่นการระดมความคิด การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การนำชมนอก สถานท่ีเรยี น การใช้อุปกรณ์เครื่องมอื ประกอบรปู แบบวิธีการเรียนการสอนใหมๆ่ นี้ผสู้ อนพึงระมดั ระวัง เลือกใช้ให้เหมาะสมกับกลมุ่ ผเู้ รียนแต่ละกลุม่ และจำเป็นต้องใชค้ วามคดิ สร้างสรรค์ประกอบกบั การทำ ความเขา้ ใจธรรมชาตกิ ารเรียนรู้ของผ้เู รียนของตน ๙.๒.๓.๖ ผู้บรหิ ารและบุคลากรท่ีทำหน้าทีส่ นับสนุนการศึกษา ในการจดั การศึกษา ยังมีผูท้ ร่ี ับผิดชอบท่ีอาจไม่ได้เปน็ ผถู้ ่ายทอดโดยตรงอีกหลากหลาย ไดแ้ ก่ ผบู้ ริหารซึ่งมีหน้าทีจ่ ดั
๙๘ การศึกษาท่ีตนรับผดิ ชอบให้เป็นไปโดยเรยี บร้อย นำไปสเู่ ปา้ หมายท่ีต้องการ และยงั จำเปน็ ตอ้ งมี บคุ ลากรทางการศึกษาอน่ื ร่วมดว้ ย เชน่ เจ้าหนา้ ทธี่ รุ การ งานทะเบียน งานโภชนาการและสขุ อนามยั รวมทงั้ ฝ่ายสนับสนุนอ่ืนๆ ๙.๒.๓.๗ เงนิ ทุนสนับสนุน การจดั การศึกษาเป็นเรื่องของการลงทนุ ซึ่งผ้ลู งทุนอาจ เป็นรัฐบาลในฐานะผ้รู บั ผิดชอบการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์ ผู้ปกครอง ผเู้ รยี น ชมุ ชน เปน็ ตน้ เงนิ ทนุ เหลา่ นเี้ ป็นองค์ประกอบสำคัญทีช่ ่วยให้การจัดการศกึ ษาเกิดผลตามเปา้ หมาย ๙.๒.๓.๘ สถานที่ศึกษาและบรรยากาศแวดล้อม การจัดการศึกษาในระบบที่ยังต้อง อาศัยชั้นเรียนยังเป็นสงิ่ จำเป็น ดังนั้นอาคารสถานท่ี ห้องเรียน และบรรยากาศแวดล้อมที่ใช้ในการจัด การศึกษาจึงเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ ถึงแม้จะมกี ารจัดการศึกษาโดยใช้สือ่ ทางไกลก็ตาม ก็ยังต้องมีสถานที่ สำหรับการบริหารจัดการ การผลิตและถ่ายทอดสื่อ หรือการทำงานของบุคลากรท่ีเก่ียวขอ้ ง ในกรณีท่ี ยังต้องใช้อาคารเป็นสถานท่ีสำหรับจัดการเรียนการสอน สิ่งที่ผู้บริหารและผู้จัดการศึกษาต้องสนใจ ดูแลคอื ความเพยี งพอ เหมาะสม ปลอดภยั และการมบี รรยากาศแวดลอ้ มท่ีเอ้ือการเรยี นรู้ สว่ นครกู ต็ อ้ ง รับผิดชอบในการจัดบรรยากาศในชั้นเรียนให้เหมาะสม หากจำเป็นต้องใช้งบประมาณปรับปรุงก็ควร แจง้ ผบู้ รหิ ารให้ช่วยดำเนนิ การ ๙.๒.๓.๙ ผ้เู รียน ผู้เรียนหรือผู้ศึกษาถือเปน็ องค์ประกอบท่ีจำเป็นทีส่ ุดของการจัด การศกึ ษา เพราะผู้เรียนคือผรู้ บั การศึกษา และเป็นเปา้ หมายหลกั ของการจัดการศกึ ษา การ ปรบั เปลย่ี นความรูแ้ ละพฤติกรรมของผู้เรียนเปน็ ดัชนี ชี้วดั ผลสมั ฤทธขิ องการจดั การศกึ ษา การจดั การ ศึกษาจึงครอบคลุมข้ันตอนทเ่ี กีย่ วกับการเรยี นรู้ของผูเ้ รยี น ตง้ั แตก่ ารเตรยี มความพร้อมสำหรบั การ เรียนรู้ การใหก้ ารศกึ ษาอบรม การประเมิน และการส่งเสรมิ ให้เกดิ การเรยี นรู้ต่อเน่ือง ดว้ ยเหตนุ ้ี เปา้ หมายการจัดการ ศกึ ษาในภาพรวมจึงมิไดจ้ ำกัดวงแคบเฉพาะในสถานที่ แต่ม่งุ ท่ีตัวผเู้ รียนเป็น สำคัญ โดยมีปรัชญาพน้ื ฐานสำคญั คือ “ทกุ คนตอ้ งเปน็ สว่ นสำคญั ของการจดั การศึกษา และการศกึ ษา ต้องจัดสำหรับคนทุกคน” ๙.๒.๔ ดัชนชี ี้วดั และการประเมนิ ผลสัมฤทธิ์ของการจดั การศกึ ษา ผลสัมฤทธ์ขิ องการจดั การศกึ ษานั้น เนน้ ที่คุณภาพของผลผลิตของกระบวนการศึกษาเป็น หลัก ส่วนปรมิ าณเปน็ ปัจจยั รอง กล่าวคือ การจดั การศึกษาตอ้ งม่งุ ถงึ เป้าหมายทต่ี ง้ั ไว้ในเชงิ คุณภาพ เป็นเกณฑ์ โดยมดี ัชนช้ี วี้ ัดบางประการ ดงั ต่อไปน้ี ๙.๒.๔.๑ คุณภาพของผ้เู รยี น คณุ ภาพของผ้เู รียนถอื ว่าเป็นผลทีเ่ กดิ จากการจดั การศึกษา คำว่า \"คณุ ภาพของผู้เรียน\" มีความหมายครอบคลมุ หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นดา้ นความรู้ความสามารถ คุณธรรม จรยิ ธรรมทกั ษะและพฤติกรรม ดัชนีชี้วดั คณุ ภาพของผเู้ รียนซึ่งจะใช้วดั ผลการจดั การศึกษา ตอ้ งเป็นผลทางตรงหรือทางอ้อมที่มาจากการจดั การศึกษา ไมใ่ ช่ผลบังเอิญหรือผลทไี่ ม่เกีย่ วเนอื่ งกนั เช่น สถานศกึ ษาอาจสอนไมด่ ี แต่นักเรียนทำคะแนนผลสอบไดด้ เี พราะไปรบั การสอนพิเศษ หรือ ผปู้ กครองกวดขนั ดูแลและส่ังสอนเพมิ่ เติม ในแง่คุณภาพของผู้เรียน ครูควรกำหนดวัตถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม (วตั ถุประสงคท์ ีว่ ัดไดจ้ ริง) ที่มุ่งให้เกิดขึน้ อันเปน็ ผลจากการจดั การเรยี นการสอนของครู และประเมินวตั ถปุ ระสงค์ดงั กล่าวเพ่ือวัดประสทิ ธิภาพของวิธีการสอนของตน
๙๙ ๙.๒.๔.๒ คุณภาพของการจดั การเรียนการสอน คุณภาพของการจดั การเรียนการสอนข้นึ กับ ปัจจัยหลายประการซ่ึงเป็นปัจจัยช้ีวัดในระบบประกันคุณภาพการศึกษา เช่น คุณภาพของครูสภาพ แวดล้อมรูปแบบและระบบการเรียนการสอน สื่อและเทคโนโลยี กระบวนการเรียนรู้ เป็นต้น ปัจจัย เหล่านี้ถือเป็นส่วนหน่ึงท่ีนำมากำหนดเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพของการจัดการศึกษาได้ ครูต้องถือว่าการ พัฒนาคุณภาพของการสอนนั้นเป็นความท้าทายของอาชีพครู และต้องไม่หยุดย้ังในการปรับปรุง คุณภาพดังกล่าว ทั้งโดยการคน้ คดิ เองหรอื การเขา้ รับการอบรมเพ่ือใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อศิษยข์ องตน ๙.๒.๔.๓ ความคุ้มคา่ ในการจัดการศึกษา เนื่องจากการจัดการศึกษาต้องใช้จ่าย ความคุ้มค่า จงึ ถือเป็นดัชนีชี้วัดการจัดการศกึ ษาด้วย คำว่าความคุ้มคา่ นี้มิได้หมายถึงการประหยดั ด้านงบประมาณ แต่เพียงอยา่ งเดียว แต่หมายความว่า ค่าใช้จา่ ยเพ่ือการศกึ ษาน้นั ให้ผลคุ้มกับการลงทุนหรือไม่บ่อยคร้ัง เราพบว่า ค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาในระบบโรงเรียนอาจสูงกว่าการจัดการศึกษานอกระบบ แต่ต้อง ถือว่าคุ้มคา่ เพราะผเู้ รยี นมีโอกาสได้ร่วมในสังคม มีเพื่อน มีผู้ใหค้ ำแนะนำปรึกษาด้านต่างๆ แต่ในทาง ตรงกันข้าม หากพบว่าการจัดการศึกษาในชั้นเรียนนำไปสู่การติดยาเสพย์ตดิ การมั่วสุมทางเพศ ความ เส่ือมทางศีลธรรม หรือความไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพและชีวิต ก็ต้องถือว่าการจัดการศึกษาของสถาน ศึกษาที่สร้างผลดังกล่าวไม่คุ้มค่า และหากการศึกษาของทั้งระบบโรงเรียนนำไปสู่สภาวะอันไม่พึง ปรารถนานานัปประการ ก็จำเป็นท่ีผู้รับผิดชอบการจัดการศึกษาหรือผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายเพ่ือ การศกึ ษาตอ้ งทบทวนแก้ไขโดยเรว็ ๙.๒.๔.๔ ผลลัพธข์ องการจดั การศึกษา ผลลัพธห์ รอื ผลสะทอ้ นหมายถึงผลตอ่ เนื่องท่เี กดิ จาก การจัดการศึกษา เชน่ นกั เรียนท่ีสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนประจำจังหวัดแห่งหน่งึ ได้คะแนนระดบั ดี ถือเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพผู้เรียน ส่วนนักเรียนจากโรงเรียนน้ีสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยท่ีมี ชือ่ เสียง ได้เป็นจำนวนมาก ถือเป็นผลลัพธข์ องการจัดการศึกษาของโรงเรยี นน้ี และการที่ศิษย์เกา่ ของ โรงเรียนไปประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ก็ถอื เปน็ ผลลัพธต์ ่อเนื่องกันไป สว่ นผลลัพธ์ของการจัด การศึกษาในภาพรวมของประเทศหน่ึง ก็พิจารณาได้จากความเจริญของประเทศ สภาพปัญหา ภายในประเทศ หรือความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ส่วนหนึ่งอันเกิดจาก คุณภาพของประชากรทไ่ี ดร้ บั การศึกษาของประเทศ เปน็ ต้น ดัชนีช้ีวัดข้างต้นน้ีเป็นเพียงตัวบ่งชี้กว้างๆ ท่ีผู้บริหารต้องไปแจกแจงรายละเอียดเพื่อวัด สัมฤทธิผลของการบริหาร ครนู ำไปกำหนดเป้าหมายผลการสอนของตน ส่วนผู้แทนชุมชนและท้องถิ่น หรือผู้ปกครองอาจเลือกประยุกต์เพื่อประเมินความสำเร็จของการเรียนการสอนหรือการจัดการศึกษา ท้ังน้ี การกำหนดดัชนีช้ีวดั ผลสัมฤทธ์ิดงั กล่าวมิได้มุ่งเพียงประเมนิ ความดคี วามชอบหรือฐานะตำแหน่ง ของบุคคล แต่ควรนำไปใช้เพ่ือให้ผู้เก่ียวข้องกับการจัดการศึกษาได้ทราบสถานภาพของตนเอง เปรียบเสมือนกระจกส่องตัวเอง อันจะเป็นประโยชน์สำหรับการปรับปรุงพัฒนาหรือแสวงหาการ ชว่ ยเหลือสนับสนุนต่อไป ๙.๒.๕ ความหมาย หลกั การ ความจำเป็น และวัตถุประสงค์ในการปฏิรปู การศกึ ษา การเปล่ยี นแปลงในโลกสมัยใหมเ่ ป็นไปอย่างรวดเรว็ กว้างขวาง และรุนแรงกว่าทเี่ คยเกิดข้ึน ในอดตี มากมายนัก การเปลี่ยนแปลงน้เี ป็นไปทุกด้าน ไมว่ า่ จะเปน็ ด้านสงั คม เศรษฐกจิ การเมือง หรือ
๑๐๐ เทคโนโลยี ซงึ่ หมายความวา่ พัฒนาการทางวิทยาการ และเนอ้ื หาสาระความรทู้ จ่ี ำเปน็ ได้เกิดข้ึนอย่าง รวดเรว็ และต่อเน่ือง จากอีกมุมหน่ึง การปรบั เปลี่ยนปัจจยั องคป์ ระกอบของการจดั การศึกษาเพ่ือตอบสนองกบั การเปลยี่ นแปลงภายนอกข้างต้นกลบั ไมส่ อดคล้องกนั กบั ประเทศของเรา โดยเฉพาะการจดั การศกึ ษา ภาครฐั ท้ังนเี้ พราะการจัดการศึกษาดงั ทเ่ี ป็นอยูม่ ักทำเป็นระบบทคี่ ่อนข้างตายตัว ดำเนนิ การในรปู องค์การขนาดใหญ่ มีกฎระเบียบมากมาย คนทำงานในระบบค้นุ เคยกับระบบและกระบวนการที่ เปน็ อยู่ ผลท่ีเกิดขนึ้ คือระบบการจัดการศึกษาไม่สามารถตอบสนองความต้องการในการพัฒนาคุณ ภาพของประชากรยุคใหม่ไดเ้ พราะระบบเก่ายอ่ มมุ่งผลิตประชากรตามเป้าหมายเดิม และระบบเดิมซ่ึง เหมาะกบั การผลติ เปา้ หมายเกา่ ยอ่ มไม่พร้อมจะผลิตประชากรรนุ่ ใหม่ตามเป้าหมายใหม่ได้ ความไมส่ อดคล้องเชน่ น้ี กอ่ ให้เกดิ ปญั หามากมาย ซึ่งมีหลกั ฐานปรากฏเปน็ รปู ธรรม เชน่ การศึกษาด้านวทิ ยาศาสตร์และคณติ ศาสตรข์ องเยาวชนไทยอยใู่ นระดับตำ่ มากเม่ือเปรียบเทยี บกบั ประเทศอ่นื เป็นต้นจึงจำเป็นตอ้ งปรบั การจัดการศึกษาเสียใหม่ เน่ืองจากองคป์ ระกอบในการจัดการศึกษามีมากมายหลายประการท่ีเก่ยี วเน่ืองสมั พันธ์กัน การปรบั การจดั การศึกษาจงึ ต้องกระทบต่อทุกปจั จยั ดังกลา่ ว และหากต้องการเหน็ ผลเร็ว การ ปรบั เปลี่ยนเชน่ ว่าน้ตี ้องกระทำในระยะเวลารวดเรว็ และครอบคลุมด้วย เพ่ือใหเ้ กดิ ผลประจกั ษ์ไดท้ นั การณ์ ดงั น้นั การเปล่ยี นระบบการจดั การศกึ ษาแบบเกา่ ทีล่ ้าสมยั ให้กลายเปน็ ระบบใหมท่ ่ที ันสมัยจงึ ไมอ่ าจกระทำแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ต้องดำเนนิ การอยา่ งรวดเร็วและครอบคลุม นั่นคือความจำเป็นที่ ต้องมีการปฏิรปู การศึกษา ความจำเป็นในการปฏิรปู การศึกษาเช่นนี้ เล่ยี งไม่ไดท้ ่จี ะก่อภาระต่อครูซงึ่ เคยชนิ กบั ระบบ เดมิ และการสอนแบบเดิม ครูจึงเป็นเง่อื นไขความสำเรจ็ ของการปฏิรูปการศึกษา และครูต้องเรง่ ทำ ความเข้าใจกบั การศกึ ษาแนวใหม่ที่เน้นผเู้ รยี นเป็นศูนย์กลาง เพื่อปรับปรงุ รูปแบบวธิ ีการสอนของตน ให้เกดิ ผลดีตอ่ การเรยี นรขู้ องผ้เู รยี น สิ่งที่ผู้นำชุมชนและท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมอย่างสำคัญคือกำกับส่งเสริมสนับสนุนให้การ ปฏิรูปการศึกษาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ท้ังนี้ ต้องเข้าใจวา่ การปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องยาก ไม่อาจ เกิดผลได้ทนั ท่วงที เพราะผูท้ ี่ไดร้ ับผลกระทบจากการเปลยี่ นแปลงยอ่ มไมป่ รารถนาปรับเปล่ียนมากนัก แต่การไม่ปรับเปล่ียนเป็นการลิดรอนโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งมวล และ เพอื่ ให้เกดิ ผลจงึ ต้องอาศัยแรงกดดันและสนบั สนนุ จากผนู้ ำชุมชนและท้องถิ่น ๑. ความหมายของการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาเป็นกระบวนการท่ีจงใจสร้าง การเปล่ียนแปลงระบบการจัดการศึกษาทุกด้านที่เป็นอยู่ เพ่ือให้สามารถนำไปสู่ผลผลิตคุณภาพหรือ เป้าหมายของการศึกษาได้ตามท่ีประสงค์ การดำเนินการเช่นนี้จึงไม่ใช่การเปล่ียนแปลงธรรมดา แต่ ต้องเปลี่ยนแปลงทุกด้านอย่างรวดเร็ว มีแผนดำเนินการ และมีการผลักดันอย่างจริงจังเพ่ือให้เกิดผล อยา่ งจรงิ จงั จำเปน็ ตอ้ งปฏริ ปู การศึกษาด้านต่างๆ ดังน้ี ๑.๑ ปฏริ ูปการเรียนรู้ เปน็ การปรบั เปลยี่ นระบบและวิธกี ารจัดการเรยี นการสอน หรอื วิธกี ารถา่ ยทอดความรู้ เพอื่ ให้ผู้เรยี นไดร้ ับความรู้ความเข้าใจ สามารถพฒั นาทักษะ และ ปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมของตนไดส้ อดคลอ้ งกับเป้าหมายของการศึกษา เหตุผลท่ตี ้องปฏิรูปการเรยี นรู้ นั้น ไม่เพยี งเพราะวธิ กี ารจัดการเรียนรทู้ เ่ี ป็นอยถู่ ูกวิพากษ์และพสิ จู น์ว่าไมท่ ำให้ผู้เรยี น “คดิ เป็น ทำ
๑๐๑ เป็น” เท่าน้นั แตย่ ังเกิดจากการเน้นผู้เรยี นเป็นศนู ย์กลางของการเรยี นรู้ ซ่ึงทำใหว้ ิธีการเดมิ ไม่ เหมาะสมตามไปด้วยการปฏริ ปู การเรยี นรู้จงึ เปน็ การนำรปู แบบวิธีการใหมๆ่ ท่ีกระตุ้นส่งเสรมิ ให้ผ้เู รียน เกดิ ความอยากรู้อยากเรียน สนใจใครเ่ รยี น และใชศ้ ักยภาพของตนมาช่วยคดิ คน้ เพือ่ แสวงหาความรูไ้ ด้ ด้วยตนเอง จึงเป็นเหตุผลทำใหต้ อ้ งมีการปรับเปลย่ี นวธิ กี ารสอนของครูอาจารย์ การปรบั เปลี่ยนเช่นนี้ มิใช่เร่ืองง่าย เพราะเกี่ยวเน่อื งถงึ การปรับเปลย่ี นทศั นคติ ทักษะและความเคยชินแต่เดิม ไปสทู่ ัศนคติ และทักษะท่ีไมค่ นุ้ เคย ท้ังผสู้ อนและผเู้ รียนด้วย การปรบั เปลี่ยนเชน่ นีจ้ ึงถือ วา่ เปน็ การปฏิรปู อยา่ งหน่ึงในการจดั การศกึ ษา ๑.๒ โครงสร้างและระบบการจัดการศกึ ษา การจัดการศึกษาของรัฐกระทำโดย องค์การขนาดใหญ่ท่เี รยี กว่าระบบราชการ ประกอบดว้ ยหน่วยงานขนาดใหญ่ท่ีจ้างงานคนจำนวนมาก มหี นว่ ยงานย่อยมากมายมีกฎเกณฑ์และระเบยี บท่สี ลับซบั ซ้อน มสี ายการบงั คับบญั ชายาว มี กระบวนการขัน้ ตอนในการทำงานยุ่งยากโครงสรา้ งเช่นนท้ี ำใหเ้ กดิ ความลา่ ชา้ ขาดความคลอ่ งตัว และ ทำลายความคดิ สรา้ งสรรค์ของคนในระบบดงั นนั้ หากมุ่งสู่การจัดการศึกษาแนวใหมท่ ี่ต้องการความ ถูกต้องรวดเร็ว และเนน้ ประโยชน์ของผู้เรียนอยา่ งแทจ้ รงิ จำเป็นต้องปฏิรปู โครงสรา้ งและระบบการ บริหารจดั การที่เปน็ อยู่ตามไปดว้ ย โดยยอมรบั ความจริงวา่ การปฏิรูปโครงสรา้ งและระบบบริหารงาน เช่นนเี้ ป็นเรื่องยาก เพราะส่งผลกระทบไม่เพียงต่อความเคยชนิ ในการทำงาน แต่กระทบตอ่ ทัศนคติ ฐานะตำแหน่ง และผลประโยชน์ทต่ี ดิ พนั กนั กบั ฐานะตำแหนง่ ดว้ ยอยา่ งไรกด็ ี หากไม่ปฏริ ูปโครงสรา้ ง การบริหารจดั การ ก็ไมส่ ามารถผลกั ดันการปฏิรูปด้านอน่ื ท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การจดั การศึกษาใหเ้ กิดผลตาม เปา้ ประสงค์ใหม่ได้ ๑.๓ การปฏิรปู การผลิตและพฒั นาครู ครูเปน็ ปจั จยั สำคัญของการจดั การศกึ ษา เพราะเป็นบคุ คลใกลช้ ดิ กบั ผูเ้ รยี นมากท่สี ดุ ในกระบวนการเรียนการสอน การจดั การศกึ ษาจะเกิด ผลสมั ฤทธิเ์ พยี งใด และผลผลติ ของการศึกษาจะมคี ุณภาพเพยี งใดน้นั ยอ่ มขน้ึ กับคณุ ภาพของครูเป็น สำคัญ คุณภาพดงั กลา่ วนี้อยู่ทก่ี ระบวนการผลติ และพฒั นาครูเป็นหลัก ในสว่ นของการผลติ ครูน้ัน ตอ้ ง มีคณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพเพียงพอในการสร้างครูทีม่ คี ุณภาพออกมาสสู่ งั คม เมอื่ สังคมเปลีย่ นไป เป้าหมายผลผลิตทางการศกึ ษาทพ่ี ึงประสงค์ต้องเปลยี่ นไป ทำให้มีความจำเป็นต้องปรบั ปรงุ กระบวนการผลิตครูและสถาบนั ผลิตครเู พอ่ื ใหไ้ ด้ครทู ่ีพึงประสงค์ ไมเ่ พียงเท่านนั้ การท่วี ิทยาการและ เนอ้ื หาสาระความรตู้ า่ งๆไดร้ ับการพฒั นาเปลยี่ นไปอย่างรวดเรว็ จงึ จำเป็นอย่างยง่ิ ท่จี ะต้องปรบั ปรุง กระบวนการพฒั นาครูใหส้ อดคล้องกนั ไปดว้ ย ๑.๔ การปฏิรูปผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา นอกจากครูแล้ว ผู้บริหารและ บุคลากรทางการศึกษาก็จำเป็นต้องได้รับการปรับเปล่ียนตามไปด้วย การปรับเปล่ียนนี้เก่ียวข้องกับ ทัศนคติ ความรู้ความสามารถ ทักษะในการทำงาน และความสามารถดา้ นเทคนิควิทยาการท่ีเก่ียวข้อง ด้วยการจัดระบบและกระบวนการพัฒนาผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งเป็นผู้กำกับและ ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษา จึงถือเป็นภาระเร่งด่วนท่ีจะต้องปฏิรูปเพื่อให้กระบวนการปฏิรูป การศึกษาปรับเปล่ยี นไปท้งั กระบวนการ ๑.๕ การปฏิรูปส่ือและเทคโนโลยีทางการศึกษา การศึกษาสมัยใหม่ต้องอาศัยพ่ึงพา สื่อและเทคโนโลยีท่ีได้รับการพัฒนาและเอื้อต่อการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ได้สะดวกกว่าที่เคยเป็น ดังน้ันการรู้จักเลือกใช้สื่อและเทคโนโลยีใหม่ๆในการจัดการศึกษาย่อมนำไปสู่ประสิทธิภาพท่ีดีข้ึน ซ่ึง
๑๐๒ สง่ ผลให้ผู้รบั ผดิ ชอบการจัดการศึกษาตอ้ งหันมาทบทวนการใชส้ อื่ วัสดอุ ปุ กรณ์ และเทคโนโลยที างการ ศึกษา เม่ือทบทวนแล้วหากจะให้เกิดผลอย่างแท้จริงก็จำต้องปฏิรูปการใช้ส่ือและเทคโนโลยีทางการ ศึกษาอย่างเป็นรปู ธรรมพรอ้ มกันน้ันกต็ ้องพัฒนาครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษาให้สามารถใช้ประโยชน์ จากสื่อและเทคโนโลยที างการศึกษาด้วย ๒. หลกั การปฏริ ูปการศึกษา การปฏริ ูปการศึกษาน้ันมิใชเ่ ป็นไปตามอำเภอใจ และมใิ ชเ่ ลอื ก ปฏิรปู เร่อื งใดเร่ืองหน่ึงโดยไม่พจิ ารณาเร่ืองอื่นประกอบกันด้วย สิง่ ทต่ี อ้ งคำนึงถึงคือการปฏริ ูปการ ศึกษาไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการลอกเลียนเอาแบบอย่างจากประเทศอืน่ หรือองค์การอนื่ มาถือใช้ได้ ทนั ที เพราะการจดั การศึกษานนั้ มิได้กระทำในสภาพแวดล้อมหรือบริบทเดยี วกนั แต่ละสงั คม แตล่ ะ วัฒนธรรมล้วนมปี ัจจัยแวดลอ้ มท่มี สี ่วนสนบั สนุนและถว่ งรง้ั ขดั ขวางการจัดการศกึ ษาตา่ งกันไป การ ปฏิรปู การศึกษาจงึ ต้องการผู้นำทีส่ ามารถประยุกต์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและความจำเป็นของ ตนอยา่ งไรกด็ ี การปฏิรปู การศึกษาทเ่ี ปน็ อยู่ในประเทศต่างๆและในประเทศไทยมีหลกั การใหญๆ่ ที่ เหน็ พอ้ งต้องกันวา่ ส่งผลดตี อ่ การจดั การศึกษา ดงั น้ี ๒.๑ หลักการมีส่วนร่วม หลักการนี้ถือว่าการร่วมคิดร่วมทำของบุคคลทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้องเป็นพลังส่งเสริมให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ท่ีมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาประกอบด้วยผู้จัดการศึกษาโดยตรง (ครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา) ผู้สนับสนุน การจัดการศึกษา (หน่วยจัดสรรงบประมาณ หน่วยนโยบายทางการศึกษา รัฐบาล ผู้ทรงคุณวุฒิ) ผู้รับ ผลจากการจัดการศึกษา (ผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้จ้างงาน และสังคม) รวมทั้งผู้ประเมินผล (ผู้ประเมินผลภายนอก ผู้ตรวจสอบ ผู้ตรวจราชการ) บุคคลเหล่าน้ีล้วนมีบทบาทเกี่ยวข้องท้ังส้ิน สมควรเข้าร่วมในการจัดการศึกษาในขั้นตอนต่างๆที่เหมาะสม ตามหลักการนี้ การปฏิรูปการศึกษา ยอ่ มไม่เกดิ ผลจรงิ หากผู้นำปฏิรปู ไม่สนใจความคิดเห็นของผู้เกี่ยวขอ้ ง และไม่นำทุกฝ่ายที่เกย่ี วขอ้ งเข้า มาร่วมดำเนินการ โดยเฉพาะในช่วงที่จำเป็นต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อขับเคลื่อนการจัด การศึกษาทแี่ ตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก ในเรื่องการมีส่วนร่วมน้ี ครูต้องปรับตนเองให้คนุ้ เคยกับการมี บุคคลอ่ืน เช่น ผู้ปกครอง ผู้ประเมิน ตัวแทนชุมชนหรือท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ท้ังท่ีบุคคลเหล่าน้ีอาจ ไม่เคยแสดงความสนใจเรอ่ื งการจดั การศกึ ษามาก่อนกไ็ ด้ ๒.๒ หลักการกระจายอำนาจ การบริหารจัดการแบบเดิมเน้นระบบการบังคับบัญชา ตามสายงานโดยรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง ไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับผิดชอบระดับล่างซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติจริงมี โอกาสแสดงความคิดเห็น ใช้ดุลยพินิจ และตัดสินใจให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ผลท่ีเกิดขึ้นคือ การ แก้ปัญหาหรือการตัดสินใจตรงจุดที่เป็นปัญหาเกิดข้ึนช้า ไม่มีใครกล้าตัดสินใจ ติดกฎระเบียบหรือ คำสั่ง ไม่สามารถประยุกตใ์ ห้ตรงกบั ความต้องการแท้จริง หลกั การกระจายอำนาจจึงให้ความสำคญั กับ การกระจายอำนาจตัดสินใจลงไปสู่ผู้รับผิดชอบระดับล่างให้มากที่สุด โดยมีเป้าหมายอยู่ท่ีผลงาน นโยบาย และเกณฑ์ปฏิบัติท่ีชัดเจน แต่ก็เปิดช่องไว้ให้ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกเส้นทางและวิธีการปฏิบัติ ได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ตัวอย่างเช่น การกระจายอำนาจการจัดการศึกษา (การบริหาร วิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารการเงินและพัสดุ และการบริหารทั่วไป) ให้เขตพ้ืนที่ การศึกษาและสถานศึกษา โดยส่วนกลางเป็นผู้กำหนดเป้าหมาย นโยบาย มาตรฐานและเกณฑ์ท่ี ชัดเจน แต่ไมแ่ จกแจงวิธกี ารหรอื ขั้นตอนการทำงานมากจนเกนิ ไป
๑๐๓ ๒.๓ หลักความคล่องตัวในการบริหาร หลงั จากกระจายอำนาจแล้ว ผู้ท่ีรับผิดชอบใน การบริหารจัดการต้องมีความคล่องตัวในการดำเนินการของตน ครูเลือกใช้วิธีการสอนที่เหมาะสมกับ ผู้เรียน ส่วนบุคลากรทางการศึกษาอ่ืนๆก็ต้องสามารถใช้ความคิดและดุลยพินิจปฏิบัติงานของตนได้ พอสมควร เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงได้ตามเป้าหมายที่กำหนด เช่น ครูอาจคิดค้นหรือประดิษฐ์ส่ือการ สอนท่ีแตกต่างไปจากคู่มือการสอนของตนได้ตามที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ความคล่องตัวเช่นนี้มิใช่ ความเป็นอิสระท่ีจะทำอะไรก็ได้เพราะต้องเป็นไปตามเกณฑ์และมาตรฐานท่ีกำหนด และต้องมุ่งไปสู่ ผลงานที่มีคุณภาพ การบริหารหรือการเรียนการสอนท่ีมีประสิทธิภาพ โดยผลดีตกอยู่ที่ผู้เรียนท่ีเป็น เปา้ หมายสำคัญท่สี ดุ ของการจดั การศกึ ษา ตามหลกั การนี้ ผบู้ รหิ ารต้องมีใจกวา้ งพอทจี่ ะยอมให้ครแู ละ บุคลากรทางการศึกษาสามารถใช้ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ของตนเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานที่ เก่ียวข้องได้ กล่าวอีกนัยหนึง่ การบรหิ ารแบบเดิมท่ีเน้นการสงั่ การบังคับบัญชาไม่สามารถเป็นรูปแบบ ที่เหมาะสมอีกต่อไปแลว้ ๒.๔ หลักการเน้นเป้าหมายท่ีผลงานและความรับผิดชอบ การปฏิรูปการศึกษาน้ันไม่ ต่างจากการปฏิรูปอ่ืนๆ ซ่ึงล้วนมุ่งสู่เป้าหมายผลงานท่ีมีคุณภาพเป็นสำคัญ หลักการน้ีให้ความสำคัญ กับผลงานที่กำหนดมากกว่าขั้นตอน กฎระเบียบหรือกระบวนวิธีการทำงาน กล่าวคือ หากการจัด การศึกษาเป็นไปเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจวิชาคณิตศาสตร์ ครูก็ย่อมเลือกใช้วิธีการต่างๆได้ ตราบใดท่ีวิธีการน้ันนำไปสู่วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ในอดีตที่ผ่านมา ผู้ปฏิบัติงานมักติดกับกรอบรูปแบบ วธิ ีการทำงานจนไม่สามารถปรับรูปแบบวิธีการให้เหมาะกับกลุ่มผู้เรียนแต่ละกลุ่มหรอื ผู้เรยี นแต่ละคน ได้ ตัวอยา่ งเช่น ครคู ณิตศาสตรบ์ างคนอาจทำตามข้ันตอนของคู่มือการสอนคณติ ศาสตร์ แตน่ ักเรยี นไม่ สามารถทำโจทย์คณิตศาสตร์ได้ ซ่ึงต่างจากการจัดการศึกษาท่ีเน้นผลงาน ครูคณิตศาสตร์อาจให้ นักเรียนทำกิจกรรมหลากหลายที่ล้วนช่วยให้สามารถคิดเลขเป็น ถูกต้อง รวดเร็ว และสนกุ สนาน โดย ไม่จำต้องทำตามขั้นตอนของคู่มือคณิตศาสตร์ ตามหลักการเน้นเป้าหมายอยู่ที่ผลงานเช่นนี้ เรา สามารถวัดความสามารถของครูได้จากผลงานคือคุณภาพของนักเรียนแทนที่จะวัดจากผลงานที่เสนอ ขอตำแหน่งวิชาการ สำหรับผู้บริหารก็เช่นกัน ตามหลักการนี้ เราวัดคุณภาพของผู้บริหารที่ผลงาน (โรงเรียนดี นักเรียนเก่งได้มาตรฐาน) มากกว่าการทำงานตามกฎระเบียบแต่ไม่มีผลงานท่ีกล่าวอ้างได้ สิ่งท่ีสำคัญคือ เม่ือยึดหลักการเน้นผลงานแล้ว เราก็สามารถหาความรับผิดชอบจากผู้ท่ีมีส่วนร่วมใน การจัดการศึกษาได้ จึงต้องกำหนดเป้าหมายผลงานท่ีชัดเจนและยอมรับร่วมกันระหว่างผู้ปฏิบัติงาน กับผู้ประเมินผลงาน ทั้งน้ี ผู้บริหารจำเป็นตอ้ งประสานจดั ทำเป้าหมายผลงาน และมาตรฐานการทำ งานของครูและบุคลากรทางการศกึ ษา และใช้เป้าหมายดงั กล่าวเป็นสง่ิ ทใ่ี ชว้ ัดการปฏิบัติงานของ ผใู้ ตบ้ งั คบั บัญชา ๒.๕ หลักเอกภาพในด้านนโยบายและความหลากหลายในการปฏิบัติ หลักการน้ี ส่งเสริมหลักการอ่ืนๆ ข้างต้น คือให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายซึ่งช้ีเป้าหมาย ทิศทาง หรือ จุดเน้นของการจัดการศึกษา แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับความแตกต่างของสถานศึกษา สภาพแวดล้อม ตัวบุคคล หรือความพร้อมในแต่ละสถานทห่ี รอื กลุ่มเป้าหมาย จึงเปิดโอกาสให้ผู้จัดการศกึ ษาแตล่ ะแห่ง สามารถเลอื กทางปฏบิ ัติหรือวธิ กี ารของตนให้เหมาะสมกบั สถานการณ์ได้
๑๐๔ ๓. ความจำเป็นของการปฏิรูปการศึกษา มีเหตุการณ์หลากหลายท่ีเกิดข้ึนในประเทศไทย และเป็นแรงกดดันให้จำเป็นต้องปฏิรปู การศึกษา อาจประมวลความจำเป็นของการปฏิรูปการศกึ ษาได้ ดงั น้ี ๓.๑ พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบโทรคมนาคมทำให้โลกแคบลง เกดิ การท้าทายทสี่ ังคมต้องเร่งปรบั ตวั เพ่ือรองรบั สิ่งใหมๆ่ ๓.๒ ปัญหาของระบบการศึกษา การจัดการศึกษาซ่ึงส่วนใหญ่ดำเนินการโดย หนว่ ยงานภาครัฐยงั เนน้ ระบบราชการ เน้นการทอ่ งจำ ไม่สร้างสรรค์ มีกฎระเบยี บเคร่งครดั ประชาชน ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายมาก ขาดความเสมอภาค ไม่ส่งเสริมให้เกิดคุณธรรม หลักสูตรกลางไม่เอ้ือต่อ ความต้องการของชุมชนท้องถ่ิน และไม่เอื้อต่อการปฏิบัติอาชีพ ไม่นำไปสู่เป้าหมายของคนรุ่นใหม่ ระบบบริหารจัดการมีการเมืองแทรกแซงลงมาในหนว่ ยปฏบิ ัติ ๓.๓ สถานภาพและคุณภาพครไู ม่เหมาะสมกับเป้าหมายของการจัดการศึกษาในโลก ปจั จุบนั สาระเนอ้ื หาลา้ สมัย และรปู แบบกระบวนการเรยี นการสอนไมส่ ่งเสริมให้ผเู้ รียนใช้ความคิด แต่ เน้นการทอ่ งจำเป็นหลกั ๓.๔ ความจำเป็นต้องสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ซึ่งเน้นการเรียนทุกประเภท ทุก ระดับ เน้นการเรียนรอู้ ย่างตอ่ เนอื่ งตลอดชีวติ และการเรียนร้ตู ามอธั ยาศยั ๓.๕ การแขง่ ขันในโลกทำใหต้ ้องสรา้ งคนรุ่นใหม่ทแ่ี ขง่ ขนั กับคนอ่นื ในโลกได้ ๓.๖ เด็กในโรงเรียนทอี่ ย่หู า่ งไกลความเจรญิ หรืออยใู่ นถ่นิ ทุรกันดารไดร้ บั การศึกษาท่ี มคี ุณภาพต่ำ ทำให้ขาดโอกาส และไมส่ ามารถแขง่ ขันกับนักเรยี นในเขตพน้ื ที่เมืองได้ ๔. วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปการศึกษา การคาดหวังอะไรจากการปฏิรูปการศึกษา มี เป้าหมายสุดท้ายคือสังคมที่เข้มแข็งอันประกอบด้วยประชากรท่ีมีคุณภาพ แต่เป้าหมายที่เป็น วตั ถปุ ระสงค์ระยะกลางท่เี ปน็ ผลจากความพยายามปฏิรปู การศกึ ษาอาจแจกแจงไดด้ ังน้ี ๔.๑ ความคล่องตัวในการบริหารจดั การด้านการศึกษา ๔.๒ ครูมีคุณภาพได้มาตรฐาน เปน็ ผู้ประกอบวิชาชพี ชน้ั สูง มคี วามรู้ความสามารถใน การถ่ายทอดความรู้ การฝกึ อบรมจิตใจและคา่ นยิ มท่ดี ีแกผ่ ู้เรยี น ๔.๓ ผลผลิตของการศึกษามีคุณภาพ ผู้ผ่านการศึกษาเป็นนักคิด มีวิสัยทัศน์และ เป้าหมายในการดำเนินชีวิต มีโอกาสพัฒนาตนเองเต็มตามศักยภาพ มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความรู้ ทัดเทียมนานาชาติ มีความเป็นสากล มีความคล่องตัว มีคุณธรรม มีจิตสำนึกเพ่ือส่วนรวม เป็น ประชาธิปไตย (เกรยี งศักดิ์ เจรญิ วงศ์ศกั ดิ์๒๕๔๒: ๔) ๔.๔ ประชาชนเปน็ เจา้ ของและรว่ มกันดูแลสนบั สนุนการศึกษา ๔.๕ สถานศึกษามีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นสว่ นใหญ่หรอื ท้ังหมด ๔.๖ มที รพั ยากรสนับสนุนการจัดการศึกษาไดเ้ พยี งพอ ให้โอกาสและความเสมอภาค แกผ่ ดู้ อ้ ยโอกาสทางการศึกษาทงั้ หลาย ๔.๗ มกี ระบวนการเรยี นรใู้ หม่ทเี่ หมาะสมกบั ผูเ้ รียนแตล่ ะคนแตล่ ะกลมุ่ ๔.๘ มสี อ่ื และเทคโนโลยีประกอบการเรียนการสอนท่ีมีคณุ ภาพ ทันสมยั มปี ระสิทธิ ภาพ และพอเพียงวตั ถปุ ระสงค์เหล่านี้ ผู้นำชุมชนและท้องถ่ินตอ้ งร่วมกันกับสถานศึกษาและผู้บรหิ าร
๑๐๕ สถานศกึ ษากำหนดเป็นเปา้ ท่ีต้องมุ่งผลักดนั ใหเ้ กิดผลใหจ้ งได้ โดยอาจแจกแจงรายละเอียดของ วตั ถปุ ระสงคใ์ ห้เหมาะสมกับความเปน็ จริงของสภาพท้องถิ่น ๙.๓ การจัดการศกึ ษาตาม พระราชบญั ญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กำหนดรายละเอียดเก่ียวกับการจัด การศึกษาไว้หลายประการ และได้เสนอประเด็นท่ีเน้นการเปล่ียนแปลงไปสู่การจัดการศึกษาแนวใหม่ ที่มีลักษณะเป็นการปฏิรูปการศึกษา โดยกล่าวถึงความมุ่งหมายและหลักการ สิทธิและหน้าที่ทางการ ศึกษา ระบบการศึกษาแนวการจัดการศึกษา การบริหารและการจัดการศึกษา มาตรฐานและการ ประกันคุณภาพการศึกษา ครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ทรัพยากรและการลงทุนเพ่ือ การศึกษา รวมทั้งเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาประเด็นท่ีกฎหมายระบุน้ีถือได้ว่าครอบคลุมสาระเนื้อหาที่ จำเป็นในการจัดการศึกษามากอยู่แล้วและผู้ท่ีรับผิดชอบในการจัดการศึกษามีภาระในการขยายความ หรือลงรายละเอียดภาคปฏิบัติเพ่ือนำไปดำเนินการให้เกิดผลในหัวเร่ืองน้ี จะกล่าวถึงสาระของการจัด ก ารศึ ก ษ าต าม พ ระ ราช บั ญ ญั ติ ก ารศึ ก ษ าแ ห่ งช าติ พ .ศ . ๒ ๕ ๔ ๒ โด ย สั งเข ป ดั งนี้ ๙.๓.๑ ความมุง่ หมายของการจัดการศึกษา มาตรา ๖ ของกฎหมายระบวุ า่ “การจดั การศกึ ษาตอ้ งเป็นไปเพ่ือพฒั นาคนไทยให้เปน็ มนุษย์ ทีส่ มบูรณ์ท้ังรา่ งกาย จติ ใจ สติปัญญา ความร้แู ละคุณธรรม มีจรยิ ธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยรู่ ว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้อยา่ งมีความสขุ ” ตามความขา้ งตน้ เป้าหมายของการจัดการศึกษาจึงอยทู่ ี่คนไทยโดยท่วั ไป ซึ่งตอ้ งได้รับการ พัฒนาใหเ้ ปน็ คนดี มีประโยชน์ มีความครบถว้ นทุกดา้ น คือ ๑. ทางกาย คือ มีสุขภาพดี สมบูรณ์ แข็งแรง หมายความว่าการจัดการศึกษาตอ้ งครอบคลุม ถึงกิจกรรมท่ีส่งเสริมสุขภาพอนามัย เช่น ส่งเสริมการออกกำลังกาย ส่งเสริมกีฬา ส่งเสริมความรู้ด้าน โภชนาการ รวมทั้งจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาท่ีเอื้อต่อสุขลักษณะ ปลอดจากภาวะมลพิษ ปลอดจากยาเสพยต์ ิด และปลอดจากภัยทั้งหลายที่อาจกระทบกระเทือนต่อสุขภาพอนามยั ของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นภัยจากมนุษย์ (อุบัติเหตุ การประทุษร้าย) หรือธรรมชาติ (น้ำท่วม ไฟไหม้ พายุ โรคภัยไข้ เจ็บ) นอกเหนือจากหน้าที่ในการส่งเสริมสุขอนามัยแล้ว ผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษาต้อง คาดการณ์และเตรยี มการปอ้ งกันไว้ล่วงหน้าเพื่อผ่อนคลายหรอื แกไ้ ขปญั หาได้ทันการณ์ ๒. ทางจิตใจ คือมีจติ ใจท่ีอดทนเขม้ แข็ง สามารถเผชิญกับปัญหาหลากหลายทเี่ กิดได้อย่างมี สติ มคี วามรบั ผดิ ชอบ มรี ะเบียบวนิ ัยในตัวเอง สามารถอดทนอดกลัน้ ตอ่ แรงกดดนั ต่างๆ ๓. ทางสติปญั ญา คอื การใชค้ วามคดิ และเหตุผล ๔. ความรู้ คือการมุ่งให้ผู้เรียนได้รับความรู้ท่ีเหมาะสมกับสภาพความต้องการของสังคม ปัจจุบันได้แก่ความร้เู กี่ยวกับตนเองและความสัมพนั ธ์ของตนเองกับสังคม ความรู้และทักษะดา้ นภาษา คณิตศาสตร์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์เรื่องการ จัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล
๑๐๖ ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย การประยุกต์ภูมิปัญญาไทย ความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชวี ิตอย่างมีความสขุ ๕. คณุ ธรรมและจรยิ ธรรม แสดงออกในรปู ของพฤตกิ รรมที่พึงประสงค์ รักชาติ ศาสนาพระ มหา กษัตรยิ ์ มีความละอายต่อการประพฤติตนในทางเส่อื มเสียหรือกอ่ ใหเ้ กดิ ผลเสียหายต่อผอู้ ่ืนและ สงั คม ๖. มวี ฒั นธรรมในการดำรงชีวติ รกั วฒั นธรรมไทย มีเอกลักษณไ์ ทย มีมรรยาทและการวาง ตนในสังคม รูจ้ ักประมาณตนเอง ๗. อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ผู้ได้รับการศึกษาจะเป็นสมาชิกท่ีดีของสังคม มีความ เอ้ือ เฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อ่นื ประนีประนอม มีความเมตตากรุณา มีสัมพันธ์ท่ีดีต่อผู้อ่นื และดำเนินบทบาท ของตนเองได้อยา่ งเหมาะสม คณุ ลักษณะท่กี ล่าวข้างตน้ อันเป็นเปา้ หมายของการจัดการศึกษานี้ เร่ิมต้นท่ผี เู้ ก่ยี วข้องกบั การจดั การศกึ ษาซ่งึ จะเปน็ ผปู้ ลกู ฝังถ่ายทอดอบรม หมายความวา่ ครู ผ้บู รหิ าร และบคุ ลากรทางการ ศึกษาตอ้ งเปน็ ตัวอย่างที่ดี คือรกั ษาหรอื พัฒนาคุณลกั ษณะท่ีดไี ว้เปน็ แบบอย่างคุณลกั ษณะท่ีดีอนั เปน็ ท่ี พงึ ประสงคน์ ถ้ี ือเปน็ มาตรหรือดชั นีชี้วดั ครู ผู้บริหารการศกึ ษาและบุคลากรทางการศึกษา โดยผูน้ ำ ชุมชน และประชาชนต้องช่วยกันสง่ เสรมิ สนบั สนนุ ยกย่องและต้งั ความคาดหวงั ให้แมแ่ บบสำหรับ ลูกหลานตนให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณลกั ษณะดงั กลา่ ว เพราะหากแม่แบบไม่ดี เยาวชนก็จะยดึ ถือ เปน็ แบบอย่างการประพฤติปฏบิ ัติของพวกเขาตามไปด้วย ๙.๓.๒ หลักการในการจัดการศึกษา พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ไดก้ ำหนดหลักการศึกษาไว้ และใช้หลกั การ ดงั กลา่ วเปน็ ตวั กำหนดสาระเนือ้ หาของกฎหมายว่าด้วยการศกึ ษา หลกั สำคัญในการจัดการศกึ ษา (ตามมาตรา ๘) กำหนดไว้ ๓ ประการ คือการศกึ ษาตลอด ชวี ิต การมสี ่วนร่วม และการพัฒนาต่อเนื่อง ดังนี้ ๑. การศึกษาตลอดชีวิตถอื วา่ การจดั การศึกษาน้ันเปน็ การศึกษาตลอดชีวติ สำหรับประชาชน หลักการคือคนทุกคนต้องได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การศึกษาน้ีต้องครอบคลุมทุกด้าน มิใช่เฉพาะชีวิตการงานเท่านั้นเพราะไม่เพียงบุคคลต้องพัฒนาตนเองและความสามารถในการประกอบ อาชพี ของตน คนแต่ละคนต้องมีสว่ นรว่ ม รบั ผิดชอบในการพัฒนาชุมชนและประเทศโดยส่วนรวม ท้งั ด้านเศรษฐกิจ ชีวติ ความเป็นอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและวัฒนธรรมด้วย ท้ังน้ี เพราะสังคม เศรษฐกิจสภาพแวดล้อม และพัฒนาการทางเทคโนโลยีเกิดข้ึนอย่างรวดเร็วจึงจำเป็นต้องศึกษาความ เป็นไปรอบตัวเพ่ือใหส้ ามารถรองรบั การเปลยี่ นแปลงได้อยา่ งเหมาะสม ๒. การมีส่วนรว่ ม สงั คมตอ้ งมสี ่วนร่วมในการจัดการศกึ ษา การมสี ว่ นรว่ มนน้ั แสดงออกได้ หลายลกั ษณะ เช่น รว่ มเปน็ กรรมการ ร่วมแสดงความคดิ เหน็ ร่วมสนับสนนุ กจิ กรรมทางการศึกษา รว่ มสนับสนุนทรพั ยากร ร่วมตดิ ตามประเมิน สง่ เสรมิ ใหก้ ำลังใจและปกป้องผู้ปฏบิ ัตงิ านท่มี งุ่ ประโยชน์ ต่อสว่ นรวม หลกั การนี้ถือว่าอนาคตของประเทศและความจำเรญิ รุ่งเรืองของสงั คมไทย เป็นความ รบั ผดิ ชอบของคนไทยทุกคนมิใชถ่ กู จำกดั โดยตรงในการจดั การศกึ ษา ดงั น้ันจงึ เป็นทั้งสิทธิและหนา้ ที่ ของคนไทยทกุ คนท่จี ะเขา้ มีสว่ นรว่ มในลักษณะต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการเข้ามีสว่ นรว่ มอย่าง
๑๐๗ สร้างสรรค์ เพ่ือแกไ้ ขปัญหา อุปสรรคของการจดั การศึกษา ชว่ ยสง่ เสริมสนับสนนุ ให้เกิดการพัฒนา และชว่ ยดูแลการจัดการศึกษาเป็นไปอย่างถูกตอ้ งตามทำนองคลองธรรม ๓. การพฒั นาต่อเน่อื ง การศึกษาเปน็ เร่ืองที่ต้องปรบั เปลี่ยนตลอดเวลาใหท้ ันกับความรู้ท่ี ก้าวหน้าไปไมห่ ยดุ ยั้ง ดงั นน้ั การจัดการศึกษาต้องใหค้ วามสำคัญกับการพัฒนาสาระและกระบวนการ เรยี นรอู้ ยา่ งต่อเนอ่ื ง การพัฒนานม้ี ีทัง้ การคน้ คดิ สาระและกระบวนการเรยี นรใู้ หม่ๆ การประยุกต์ ปรบั ปรงุ เนือ้ หาสาระทม่ี ีอยู่ และการตดิ ตามเรียนรเู้ น้ือหาสาระทมี่ ผี ปู้ ระดษิ ฐ์คดิ ค้นมาแล้ว ผ้เู กยี่ วข้อง ทุกฝ่ายไมว่ า่ ครูผู้บรหิ าร บคุ ลากรทางการศึกษา ต้องถือเป็นภาระหนา้ ท่สี ำคัญ ในการปรับปรงุ ตนเอง ให้ทันโลก และทันสมยั แต่ขณะเดียวกันกต็ ้องทำความเข้าใจสภาพแวดล้อม เพ่ือประยกุ ตค์ วามรู้ได้ อยา่ งเหมาะสม ท้งั นี้การรบั ความรู้มาถ่ายทอดโดยปราศจากดลุ ยพินิจอาจก่อความเสียหายโดยไม่ คาดคดิ จงึ เป็นหน้าทข่ี องทุกฝ่ายทจี่ ะช่วยกนั ดูแลให้ความร้ใู หมๆ่ เป็นประโยชนต์ ่อผู้เรยี นและสังคม อย่างแท้จริงนอกจากน้ีกฎหมายยังได้ระบหุ ลักในการจัดระบบ โครงสรา้ ง และกระบวนการจดั การศึกษาไวด้ ว้ ย(มาตรา ๙) ได้แก่ ๓.๑ หลักเอกภาพดา้ นนโยบาย และมคี วามหลากหลายในการปฏิบัติ หมายความว่า การจัดการศึกษาจะเน้นนโยบาย หลักการ และเป้าประสงค์ร่วมกัน แต่เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานได้ใช้ ดลุ ยพนิ จิ เลือกเสน้ ทางและวธิ ีการปฏิบัตใิ หเ้ หมาะสมกับสภาพแวดลอ้ มในการทำงานของตน ๓.๒ หลักการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กร ปกครองส่วนท้องถ่ิน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการบริหารที่ให้สถานศึกษาบริหารจัดการได้เอง (School-basedmanagement) ตามหลักการนี้ จำเป็นต้องแยกภาระงานด้านนโยบายเกณฑ์และ มาตรฐานออกจากงานด้านปฏิบัติหรืองานบริการ ทั้งนี้ หน่วยงานส่วนกลางทำหน้าที่กำหนดนโยบาย เกณฑ์และมาตรฐาน ส่วนเขตพ้ืนท่ีการศึกษาสถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าท่ี ดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จึงจำเป็นต้องกระจายอำนาจให้หน่วยปฏิบัติดูแลและรับผิดชอบ การตัดสินใจด้วยตนเองโดยหน่วยงานส่วนกลางทำหน้าที่ติดตาม ประเมิน ตรวจสอบ ส่งเสริม สนบั สนุนใหห้ น่วยปฏิบตั ิทไ่ี ดร้ บั มอบอำนาจสามารถทำหน้าทไี่ ดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ ๓.๓ การกำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุก ระดับและประเภทการศึกษา ตามหลักการนี้ ในเม่ือหน่วยปฏิบัติได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการได้ อย่างคล่องตัวพอควรแล้ว ก็จำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานการศึกษาให้หน่วยปฏิบัติรับผิดชอบ เพราะ การมอบอำนาจโดยไม่มีกติกาก็เท่ากับมอบให้ทำงานโดยไม่มีเป้าหมาย ซ่ึงไม่สามารถประเมินได้ ใน เมื่อรัฐและองค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ ให้ทรัพยากรสนับสนุนแก่สถานศึกษา และหน่วยงานการศึกษา ซ่ึงอาจเปรียบเสมือนการซื้อสินค้าหรือบริการก็ต้องมีสิทธิกำหนดคุณค่าและลักษณะของส่ิงที่ต้องการ ซอื้ โดยยึดเป้าหมายผลการจัดการศึกษาเป็นหลัก ได้แก่มาตรฐานการศึกษา รวมทั้งหน่วยปฏิบัติเองก็ ต้องวางระบบประกันคณุ ภาพเพ่ือสร้างความม่ันใจแกผ่ ู้ซ้ือสินค้าและบริการของตน จากนั้นจำเป็นต้อง มีการประเมินผลการจัดการศึกษาโดยพิจารณาจากมาตรฐานและระบบประกันคุณภาพ อันจะเป็น ประโยชน์ต่อทุกฝ่าย อย่างน้อยผลการประเมินจะส่งเสริมให้ผู้จัดการศึกษาแต่ละระดับได้ตระหนักว่า ผลการดำเนินการของตนเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับมาตรฐานการศึกษาและเกณฑ์ชี้วัดของระบบ ประกนั คุณภาพ และตอ้ งหาทางปรับปรุงผลการจดั การศึกษาใหไ้ ดต้ ามมาตรฐานและรักษาระดบั การ ประกนั คุณภาพของตนให้จงได้ รวมท้งั ยกระดบั การจดั การศกึ ษาใหส้ งู ข้ึนด้วย
๑๐๘ ๓.๔ การส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา และ การพัฒนาต่อเนื่อง โดยกำหนดมาตรการต่างๆ เช่น การกำหนดให้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การ กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ การส่งเสริมให้มีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตามหลักสูตรการอบรม มาตรฐานตา่ งๆ ท้ังน้ี โดยมีเจตนาเพ่ือรักษาคุณภาพของผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษาให้อยใู่ นระดับ ที่พึงประสงค์ และกระตุ้นส่งเสริมให้พัฒนาปรับปรุงตลอดเวลา อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ได้รับ การศึกษาโดยตรง ๓.๕ การระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆมาใช้เพื่อการจัดการศึกษา ทรัพยากรต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการจัดการศึกษา ได้แก่ ทรัพยากรการเงิน วัสดุอุปกรณ์ ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ ความชำนาญในการเรียนการสอน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่ือและเทคโนโลยีต่างๆ ล้วนเป็นทรัพยากร จำเป็นแต่รัฐไม่สามารถจัดหามาสนับสนุนได้อย่างเพียงพอ จึงถือเป็นภาระหน้าที่ของผู้ท่ีมีส่วนได้ส่วน เสียทุกคนในการจัดการศึกษาจะเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุน เพ่ือยกระดับคุณภาพการศึกษาของ หน่วยงานการศึกษาในแต่ละท้องถ่ิน ตัวอย่างเช่น ครูอาจเชิญผู้เฒ่าในหมู่บ้านที่มีความรู้เกี่ยวกับ ศิลปวัฒนธรรมพ้ืนบา้ นมาช่วยสาธิตหรือสอนวิชาท่เี ก่ียวข้องได้ ๓.๖ การมีส่วนรว่ ม การใหค้ วามสำคัญกับการมสี ่วนรว่ มของบคุ คล ครอบครัว ชมุ ชน องคก์ รชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวชิ าชีพ สถาบันศาสนา สถาน ประกอบการและสถาบนั สังคมอ่ืนในการจดั การศึกษา โดยบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กรต่างๆจะได้รับ การสง่ เสริมให้เข้าร่วมเสนอแนะ กำกับติดตาม และสนับสนนุ การจดั การศกึ ษาเพอื่ ประโยชน์ของสังคม โดยรวม ๙.๓.๓ สิทธิและหนา้ ท่ขี องรัฐในการจดั การศกึ ษา ๑. การประกันสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งยวดสำหรับการ ยกระดับคุณภาพประชากร ถือเป็นการลงทุนสำคัญ อย่างน้อยรัฐต้องมีหน้าท่ีจัดการศึกษาให้บุคคลมี สิทธิและโอกาสเสมอกันโดยการรองรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีอย่างทั่วถึงและมี คุณภาพโดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่ายเหตุผลสำคัญก็คือมนุษย์แต่ละคนมิได้มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันใน สังคม ยังมีความแตกต่างหลายประการ (เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดทางสุขภาพร่างกาย) ท่ีทำ ใหไ้ ม่สามารถรับการศึกษาที่มีคุณภาพได้ทว่ั ถงึ กฎหมายจึงกำหนดให้รัฐต้องประกนั ความเสมอภาคเท่า เทียมกันของบุคคลในการรับการศึกษาข้ันพื้นฐานสิบสองปี การประกาศสิทธิเช่นนี้จึงเป็นการรับรอง ความเสมอภาคพ้ืนฐานของบคุ คลในการเตรียมตัวเพื่อการใชส้ ิทธิสำหรับอนาคต และหากประเทศไทย มีฐานะทางเศรษฐกิจดขี ึ้น รฐั บาลก็อาจประกันโอกาสในการศึกษาโดยไม่ให้เป็นภาระของผู้ปกครองได้ สูงข้นึ ตอ่ ไป ๒.การจัดแหล่งเรียนรู้ นอกจากการประกันสิทธิรับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานแล้ว รัฐยังมี หน้าท่ีต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดต้ังแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุด ประชาชน พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษ์ศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้อ่ืน อย่างพอเพียงและมี ประสิทธิภาพ (มาตรา ๒๕) ทั้งน้ีเป็นไปตามหลักท่ีว่า การศึกษาต้องครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม ในฐานะท่ีเป็นประชาชนคนไทย และการศึกษาต้องเป็นเรื่องท่ีประชาชนคนไทยสามารถแสวงหาได้
๑๐๙ โดยสะดวก การจัดแหล่งเรียนรู้เช่นน้ี ถือเป็นภาระจำเป็นที่ประเทศอารยะทั้งหลายต้องส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดผล ๓. การจดั การศกึ ษาโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เม่ือกลา่ วถึงคำวา่ “รัฐ” แลว้ ตอ้ งคำนึงถงึ องค์กรของรัฐอีกรปู แบบหนึ่ง ซง่ึ รัฐกระจายอำนาจให้ประชาชนดูแลกันเอง ภายใตก้ าร กำกบั ของรัฐ น่นั คอื องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ เองมีสิทธจิ ัดการศึกษาใน ระดับใดระดบั หน่งึ หรือทุกระดับตามความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการภายในทอ้ งถ่นิ ที่ เปน็ อยปู่ ัจจบุ นั องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นได้มีการจัดการศึกษาอยแู่ ลว้ โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ การศึกษา ในระบบขนั้ พน้ื ฐาน ต่อไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะขยายบริการด้านอ่นื มากขน้ึ เช่น การศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เชน่ การจัดต้ังแหลง่ เรียนรลู้ ักษณะตา่ งๆ การจดั การศึกษา ปฐมวัย การศึกษาระดบั อุดมศกึ ษา เป็นตน้ ) ทั้งนต้ี อ้ งเป็นไปตามความเหมาะสมและตามความต้องการ ของทอ้ งถิ่นดว้ ย ๙.๓.๔ สิทธิและหน้าทขี่ องประชาชนในการจัดการศกึ ษา กฎหมายกำหนดทั้งสทิ ธิและหน้าที่ของประชาชนในการจดั การศึกษาไวก้ ว้างขวางกวา่ ท่ีเคย เปน็ มาในอดีตมาก ดงั น้ี ๑. สทิ ธิทไ่ี ด้รับจากการจัดการศึกษาของรัฐ บคุ คลตอ้ งมีสทิ ธิและโอกาสเสมอกนั ในการรับ การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานไมน่ อ้ ยกวา่ สิบสองปรี ัฐตอ้ งจัดการศึกษาให้อยา่ งทวั่ ถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บ คา่ ใช้จา่ ย สิทธิส่วนนี้ไดร้ ับการประกนั ไว้ไม่เพียงในกฎหมายการศึกษาเทา่ นัน้ แต่ถูกกำหนดไวใ้ น รัฐธรรมนูญดว้ ยสำหรับบคุ คลที่มคี วามบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สตปิ ญั ญา อารมณ์ สงั คม การ สื่อสารและการเรียนรู้หรอื รา่ งกายพิการ หรอื ทุพพลภาพ รวมท้ังบุคคลซงึ่ ไม่สามารถพ่งึ ตนเองได้ หรือไม่มผี ู้ดูแลหรอื ด้อยโอกาสรัฐต้องจดั ใหบ้ ุคคลดังกลา่ วมีสิทธแิ ละโอกาสได้รบั การศึกษาขั้นพนื้ ฐาน เป็นพิเศษ เช่น อาจจดั สถานศกึ ษาพเิ ศษ จัดระบบการศึกษาพิเศษ ให้ทุนหรืองบประมาณพิเศษเพื่อ ดูแล เปน็ ต้น นอกจากนี้ บคุ คลซึ่งมคี วามสามารถพเิ ศษ รัฐต้องจัดรปู แบบการศึกษาทีเ่ หมาะสมโดยคำนงึ ความสามารถของบคุ คลนนั้ ด้วย (มาตรา ๑๐) เหตุผลสำคัญคอื บุคคลที่มคี วามสามารถพเิ ศษเปน็ ทรัพยากรสำคญั ของประเทศ หากจดั การศกึ ษาปกติอาจทำใหไ้ ม่สามารถพัฒนาบุคคลดังกล่าวให้มี ความรู้ความสามารถตามศักยภาพของเขาได้ รฐั จงึ มหี นา้ ที่ลงทนุ พิเศษสำหรบั บุคคลเหลา่ นี้ และถือ เป็นสิทธิของบุคคลซ่ึงมคี วามสามารถพิเศษท่จี ะได้รับบริการทางการศกึ ษาซึ่งเหมาะสมสำหรับการ พัฒนาศักยภาพของตน ๒. หน้าทใี่ นการจัดการศึกษา กฎหมายกำหนดหนา้ ที่ในการจัดการศกึ ษาของบุคคลกลุ่มตา่ ง ๆ ดังน้ีบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง มีหน้าที่จัดให้บุคคลในความดูแลได้รับการศึกษาภาคบังคับ ตลอดจนต้องจัดให้ได้รับการศึกษานอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับตามความพร้อมของครอบครัว (มาตรา ๑๑) ตามความข้อน้ี ประชาชนทุกคนซึ่งมีบุตรหลานหรือผู้อุปการะต้องมีภาระตามกำลัง ความสามารถ สองระดับภาระข้ันแรก คือการส่งบุตรหลานหรือผู้ใต้ปกครองของตนเข้ารับการศึกษา ภาคบงั คบั (เทยี บได้ตงั้ แตช่ นั้ ประถมไปจนถงึ ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่สาม) ภาระส่วนน้ีเป็นภาระบังคบั ซงึ่ พ่อ แม่ผู้ปกครองที่ละเลยอาจได้รับโทษได้ หากละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อเยาวชนได้รับ
๑๑๐ การศกึ ษาภาคบังคับซ่ึงเป็นพน้ื ฐานต่ำสดุ แล้ว หากครอบครัวมีความพรอ้ มก็พึงรับภาระขั้นที่สอง ได้แก่ การสง่ เสียให้ได้เลา่ เรยี นสูงขน้ึ ไปตามกำลังความสามารถ เช่น เรียนจนถงึ ข้นั อุดมศกึ ษา เปน็ ตน้ หน้าที่ ในการสนับสนุนการศึกษาส่วนนี้ถือเป็นการเข้าร่วมจัดการศึกษาท้ังโดยบังคับ และโดยกำลัง ความสามารถของประชาชน ๓. สิทธิในการจัดการศึกษา บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องคก์ รเอกชน องค์กรวชิ าชีพ สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบนั สังคมอน่ื มีสิทธใิ นการจัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ซง่ึ ตอ้ ง เปน็ ไปตามกฎกระทรวง (มาตรา ๑๒) ด้วยเหตุผลที่วา่ การศึกษาเป็นเร่ืองของประชาชนทุกหมเู่ หลา่ เร่มิ ตั้งแตค่ รอบครัวเป็นต้นไป ดงั น้ันไม่เพยี งประชาชนจะต้องมหี นา้ ทส่ี นบั สนุนการศึกษาแก่บุตรหลานของตนเทา่ นั้น แตย่ ังมีสทิ ธจิ ัด การศึกษาได้ด้วย คือต้องถือว่ารัฐไม่มีอำนาจผูกขาดในการจัดการศึกษา หากประชาชนสามารถจัด การศึกษาอย่างมคี ณุ ภาพได้มาตรฐาน ก็ต้องยอมใหป้ ระชาชนมีสทิ ธจิ ดั การศกึ ษา ดังน้ัน ตามกฎหมายฉบับน้ี ประชาชนอาจจัดการศึกษาได้หลากหลาย เช่น ครอบครัวอาจ จัดการศกึ ษาได้เอง คือพ่อแม่เป็นผ้สู อนเอง หรือหลายครอบครวั อาจรว่ มกันจัดการศึกษาแก่บตุ รหลาน ของตนในทำนองเดียวกัน องค์กรประชาชนระดับต่าง ๆ ก็อาจจัดการศึกษาได้เอง เช่น สถาน ประกอบการที่มพี นักงานจำนวนมากอาจต้ังสถานศึกษาได้เอง หรือสถาบันศาสนาและสถาบันสังคมอ่ืน กม็ ีสิทธจิ ัดการศึกษาได้ ท้ังนี้ เพ่ือประกันว่าประชาชนจัดการศึกษาได้อย่างมคี ุณภาพได้มาตรฐาน รฐั ก็ ย่อมมีส่วนกำหนดกฎเกณฑ์ในการประเมินและเทียบโอนระดับการศึกษาของเยาวชน เพื่อให้สามารถ เขา้ ศกึ ษาตอ่ ไดโ้ ดยไม่เสยี โอกาส ๔. สทิ ธิประโยชน์จากการจดั การศกึ ษา เมื่อจดั การศกึ ษาแลว้ ประชาชนก็ยอ่ มมสี ิทธิ ประโยชนอ์ ย่างใดอย่างหน่ึงจากรัฐ ดังนี้ (มาตรา ๑๓ และ ๑๔) ๔.๑ การสนับสนุนจากรัฐ เพ่ือให้ประชาชนสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคณุ ภาพได้ มาตรฐานรัฐตอ้ งเข้ามามสี ว่ นช่วยเหลือสนบั สนนุ ด้วยวธิ ีการตา่ ง ๆ เพ่ือใหป้ ระชาชนหรอื ผู้จัดการศกึ ษา ภาคประชาชนมีความรูค้ วามสามารถในการอบรมเล้ียงดูและการให้การศึกษาแก่บุตร หรือบุคคลซ่ึงอยู่ ในความดูแลรับผิดชอบเช่น อาจช่วยเหลือทางวิชาการ การแนะนำให้คำปรึกษา การเทียบโอนความรู้ และประสบการณ์ การสนับสนุนให้ใช้เวลาบางส่วนเข้าเรียนร่วมกับนักเรียนในชั้นเรียนปกติของรัฐ เป็นตน้ ๔.๒ เงินอุดหนุนจากรัฐ เน่ืองจากการจัดการศึกษาต้องมีค่าใช้จ่ายเพราะเป็นการ ลงทุนอยา่ งหนึ่งดังนั้นเม่ือรัฐต้องจัดการศึกษาข้นั พื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายอยแู่ ล้ว รัฐก็พงึ จัดสรรเงิน อุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่ครอบครัวหรือกลุ่มประชาชนด้วย ส่วนจะมากน้อย เพียงใดและจัดสรรอย่างไรกเ็ ป็นเรื่องทร่ี ัฐจะกำหนด โดยให้ออกเป็นกฎหมาย ๔.๓ การลดหยอ่ นหรอื ยกเว้นภาษสี ำหรับคา่ ใช้จ่ายการศึกษา สง่ิ ทร่ี ัฐจะสนบั สนนุ นอกจากเงนิ อุดหนนุ แลว้ ก็คือการสนับสนนุ ดา้ นภาษี คือลดหยอ่ นหรือยกเว้นภาษีในกรณีท่ปี ระชาชน ตอ้ งเสยี คา่ ใชจ้ ่ายการศึกษา แต่ทง้ั น้ีตอ้ งให้เปน็ ไปตามท่กี ฎหมายกำหนด
๑๑๑ ๙.๔ ระบบการศกึ ษาตามพระราชบญั ญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ระบบการศึกษาในแต่ละประเทศย่อมแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่ยดึ แนวทางมาตรฐานเดียวกัน เพ่ือประโยชน์ในการเทียบเคียงระหว่างกันได้ ยิ่งสังคมโลกพัฒนาไปมากเท่าใด ความใกล้ชิดท่ีเกิดข้ึน จากพัฒนา การของเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบโทรคมนาคม ก็ยิ่งทำให้แต่ละประเทศมีระบบ การศึกษาใกล้เคียงกันมากเท่านั้น ในเร่ืองนี้จะกล่าวถึงระบบการศึกษาของประเทศไทยเป็นสำคัญ ตามสาระตอ่ ไปนี้ ๙.๔.๑ รปู แบบของการจัดการศึกษา รปู แบบการศึกษาที่ พระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒กำหนดน้นั แบง่ ออกเป็น ๓ รปู แบบใหญ่ๆ ได้แก่ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอธั ยาศัย ๑. การศึกษาในระบบ เปน็ การศึกษาทกี่ ำหนดจุดมงุ่ หมาย วิธีการศึกษา หลักสูตรระยะเวลา ของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาท่ีแน่นอน การศึกษาใน ระบบเช่นน้ีหมายถึงการศึกษาที่จัดรูปแบบไว้แน่นอนเป็นเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน ส่วนใหญ่จัดใน โรงเรียน วิทยาลัยมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาท่ีมีชื่อเรียกอย่างอ่ืน ซึ่งเรารู้จักคุ้นเคยกันดีอยู่ แลว้ การศึกษาในระบบอาจจัดในชน้ั เรียนหรือเปน็ การศกึ ษาทางไกลก็ได้ ๒. การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเง่ือนไขสำคัญของการ สำเร็จการศึกษาโดยเน้ือหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความ ต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่มตัวอย่างของการศึกษานอกระบบ ได้แก่ การศึกษานอกโรงเรียน การ ฝึกอบรมหลกั สูตรต่างๆ เปน็ ตน้ ๓. การศกึ ษาตามอธั ยาศยั เป็นการศึกษาที่ให้ผเู้ รยี นไดเ้ รยี นรดู้ ว้ ยตนเองตามความสนใจ ศกั ยภาพความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบคุ คล ประสบการณ์สังคม สภาพแวดล้อม สือ่ หรือ แหล่งความรูอ้ ื่นๆการศึกษารูปแบบน้มี ีความยืดหยนุ่ สงู เปดิ โอกาสให้ผ้สู นใจเรียนรสู้ ามารถเลือก เนอื้ หาที่สนใจเป็นประโยชน์กับตนได้ และสามารถใชเ้ วลาทีป่ ลอดจากภารกจิ การงานอืน่ ศกึ ษาเล่า เรียนได้ จงึ เรียกว่าเปน็ การศึกษาตามอัธยาศยั ทั้งน้ีรูปแบบของการศึกษาตามอธั ยาศัยมีหลากหลาย เชน่ การฟงั บรรยายพิเศษ การศกึ ษาจากเอกสาร การเย่ียมชม การชมการสาธิต การรับฟงั รายการ วิทยกุ ระจายเสยี ง รายการวทิ ยุโทรทัศน์ การสบื คน้ เนือ้ หาสาระจากอนิ เทอรเ์ น็ตหรอื แหลง่ เรียนรู้ตา่ งๆ เปน็ ตน้ เนื่องจากรฐั มีหนา้ ที่ร่วมกับชุมชนจัดแหล่งเรียนรผู้ ้บู รหิ ารและครคู วรเขา้ มามีส่วนใกล้ชดิ ร่วมมอื กับประชาชนเพ่ือสง่ เสริมการเรยี นรูต้ ลอดชวี ติ ด้วยรูปแบบวธิ ีการต่าง ๆ ๙.๔.๒ ระดับการศึกษา การจดั การศกึ ษาอาจแบ่งออกไดห้ ลายระดับแล้วแต่วตั ถปุ ระสงค์ของผูจ้ ดั เชน่ แบง่ ออกเปน็ การศึกษาระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา เป็นต้น พระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๒ แบ่งการศึกษาออกเป็น ๒ ระดับ ได้แก่ การศึกษาระดับข้ันพ้ืนฐาน และ
๑๑๒ การศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับการศึกษาระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็นสองระดับ คือระดับต่ำกว่า ปรญิ ญา และระดับปรญิ ญาดังรายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี ๙.๔.๓ การจดั การศึกษาข้ันพ้ืนฐานตามแนวปฏิรูปการศกึ ษา การศึกษาขนั้ พนื้ ฐานเปน็ การเตรียมความพรอ้ มสำหรับบุคคลเพ่ือการดำรงชวี ิตได้อย่างมีคุณภาพใน สงั คม แต่อาจไมเ่ พียงพอในการประกอบอาชพี ยกเว้นอาชีพที่ไดร้ บั การอบรมฝกึ ฝนมาจากครอบครัว หรือจากสภาพแวดล้อมวัยเยาว์ การศึกษาระดบั นี้ถอื เปน็ เง่อื นไขจำเปน็ ท่รี ัฐต้องดูแลจดั หาให้ หรอื สง่ เสรมิ ใหเ้ อกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ หรือประชาชนรว่ มจัดให้มีขึน้ และถือว่าประชาชนทกุ คนควรต้องผ่านการศึกษาระดับพื้นฐาน หากมองสภาพตามความเปน็ จริง ประชาชนยังได้รบั การศึกษาข้ันพ้นื ฐานไม่ครบถ้วน รฐั ก็ ตอ้ งกำหนดใหม้ ีการศึกษาภาคบังคบั เปน็ ขัน้ ต่ำไว้ก่อน สำหรับประเทศไทยได้กำหนดการศกึ ษาภาค บังคับระดับการศึกษาข้ันพน้ื ฐานไว้เกา้ ปี ซ่ึงรัฐตอ้ งกำกบั ดูแลให้เกิดผลใหไ้ ด้มากที่สุด หลังจากนัน้ ก็ ควรยกระดบั การศึกษาภาคบังคับให้สงู ขึน้ ในโอกาสต่อไปให้เรว็ ท่สี ดุ เท่าทจี่ ะทำได้การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดว่าประกอบด้วย การศึกษาไมน่ ้อยกวา่ สบิ สอง ปกี ่อนระดบั อุดมศึกษา การแบ่งระดบั และประเภทของการศึกษาขนั้ พืน้ ฐานใหเ้ ป็นไปตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง (มาตรา ๑๖) ตามมาตรา ๑๘ กำหนดใหก้ ารจัดการศกึ ษาปฐมวัยและการศึกษาข้ันพนื้ ฐานใหจ้ ดั ใน สถานศกึ ษา คำวา่ สถานศึกษานนั้ มคี วามหมาย ๓ ประการ คอื ๑. สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่ ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กก่อน เกณฑ์ของสถาบันศาสนา ศูนย์บริการช่วยเหลือแรกเร่ิมของเด็กพิการและเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษ หรือสถานพัฒนาเดก็ ปฐมวัยทเี่ รยี กชื่ออย่างอน่ื ๒. โรงเรียน ไดแ้ ก่ โรงเรียนของรฐั โรงเรยี นเอกชน และโรงเรยี นทสี่ ังกัดสถาบันพุทธ ศาสนาหรอื ศาสนาอนื่ ๓. ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานท่ีเรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัวชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบัน ศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันทาง สงั คมอน่ื เป็นผูจ้ ดั การจัดการสถานศึกษาน้ัน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้มี คณะกรรมการและผู้บรหิ ารเป็นผู้ดูแลรบั ผดิ ชอบโดยแตล่ ะโรงเรียนต้องมคี ณะกรรมการสถานศึกษาขั้น พื้นฐาน ทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการของสถานศึกษา กรรมการประกอบด้วย ผู้แทน ผู้ปกครอง ผู้แทนครูผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ผู้แทนศิษย์เก่าของ สถานศกึ ษา และผู้ทรงคณุ วุฒิ(มาตรา ๔๐) โดยผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการ สำหรับโรงเรยี นเอกชนซ่ึงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้เป็นนิติ บุคคลก็ต้องมีคณะกรรมการบริหารด้วยเช่นกัน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน ผู้รับ ใบอนญุ าต ผแู้ ทนผู้ปกครอง ผู้แทนองคก์ รชมุ ชน ผู้แทนครู ผแู้ ทนศิษย์เก่า และผทู้ รงคุณวฒุ ิ การจัดการสถานศึกษาท่ีมีคณะกรรมการและผู้บรหิ ารเป็นผู้ดูแลรบั ผิดชอบนน้ั โดยทัว่ ไปผอู้ ำนวยการ
๑๑๓ สถานศึกษาจะทำหน้าท่ีเป็นเลขานุการของคณะกรรมการ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันคือ การแยก บทบาทระหว่างคณะกรรมการกับผู้บริหาร คณะกรรมการมีส่วนร่วมตัดสินใจกำหนดนโยบายทิศทาง ให้ความเห็นชอบการตัดสินใจสำคัญของสถานศึกษา และกำกับให้ผู้บริหารปฏิบัติตามนโยบาย หลักเกณฑ์ หรือระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ของสถานศึกษา แต่ผู้บริหารมีหน้าที่บริหารและต้อง รับผดิ ชอบในการตดั สินใจดำเนนิ การของตน ความรับผิดชอบนี้ไม่อาจปดั เล่ยี งไปใหค้ ณะกรรมการ ๙.๕ กระบวนการเรียนรู้ กระบวนการแก้ปัญหาอยา่ งถูกตอ้ งด้วยการทำลายอวชิ ชาและตัณหา และสรา้ งเสริมปัญญา ฉันทะ และกรุณา๖๕ ฝึกอบรม ดว้ ย ศลี สมาธิ ปญั ญา๖๖ ศึกษาตามกระบวนการไตรสกิ ขา คอื ๑. อธิสีลสกิ ขา คอื ความประพฤติปฏบิ ตั ติ น ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ใหเ้ รียบร้อยดี ไมม่ ี โทษ คอื ไม่ให้เป็นการเบียดเบียนตนเองและผูอ้ ื่น ให้ถงึ ความหมดจดแห่งศีล ช่อื ว่า สลี วสิ ุทธิ คำถามมอี ยูว่ า่ อะไรคือศลี เจตนาช่ือวา่ ศีล เจตสกิ ช่ือวา่ ศีล สังวรชื่อว่าศลี และอวีติกกมะ คอื กริ ยิ าท่ีไมล่ ่วงละเมิดใน สกิ ขาบทน้อยใหญช่ ่ือว่าศีล เจตนา คือ ความต้งั ใจของบุคคลผู้เวน้ จากทุจริตทั้งหลายมีปาณาตบิ าตเปน็ ตน้ เจตนาของ บคุ คลผูท้ ำวตั รปฏิบัติ มีอุปัชฌายวตั รเป็นตน้ ให้บรบิ รู ณ์ หรือเจตนาในกรรมบถ ๗ ของบุคคลผู้ละอยู่ ซง่ึ ทจุ ริตทงั้ หลาย มปี าณาตบิ าตเปน็ ตน้ ชื่อว่า เจตนาสลี วิรตั ิ คอื ความงดเว้น ของบุคคลผ้งู ดเว้นอย่จู ากทุจรติ ทั้งหลายมีปาณาตบิ าตเปน็ ตน้ หรือ ธรรมคือ อนภชิ ฌา อพยาบาท และสัมมาทิฏฐิ ดังทพ่ี ระผู้มพี ระภาคเจา้ ตรสั ไวว้ า่ “ภิกษทุ ้งั หลาย ภกิ ษุ ละอภชิ ฌาได้แลว้ มใี จปราศจากอภชิ ฌาอยู่” ดงั น้เี ป็นต้น ชื่อว่า เจตสกิ สลี สังวร คือความสำรวมหรือความระวัง มี ๕ ประการ คอื ๑. ปาฎิโมกสงั วร สำรวมในพระปาฎโิ มกข์ ๒. สตสิ งั วร สำรวมในสติ ๓. ญาณสงั วร สำรวมในญาณ ๔. ขันตสิ ังวร สำรวมในขันติ ๕. วริ ยิ สงั วร สำรวมในวริ ิยะ สงั วรทง้ั ๕ ประการน้ี ช่อื ว่า สงั วรสีล อวีติกกมะ คอื กริ ยิ าทีม่ ิไดล้ ว่ งละเมิดซึ่งศีลทตี่ นสมาทานมาแล้ว ทั้งทางกาย และวาจา ชื่อวา่ อวีตกิ กมสีล ศีล คือ ขอ้ ปฏิบตั ิสำหรบั ควบคุมความประพฤติทางกายและทางวาจา ใหต้ ั้งอยู่ในความดี งาม สำหรบั คฤหสั ถ์ ไดแ้ ก่ ศีล ๕ และศีล ๘, สำหรบั สามเณร ไดแ้ ก่ ศลี ๑๐, สำหรับพระภกิ ษุ มี ๖๕ http://www.pantown.com/group.php?display=content&id=๓๖๗๔๙&name=content๒๑&area=๓ วนั ทเ่ี ขา้ ถึง ๑๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓.
๑๑๔ ข้อกำหนดโทษของพระภิกษผุ ู้ล่วงละเมดิ อันสมเดจ็ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญตั ิไว้เป็นสกิ ขาบท ของพระภกิ ษุ เฉพาะทมี่ ีมาในพระปาฎโิ มกข์มี ๒๒๗ สิกขาบท รวมทง้ั ส่วนอภิสมาจาร ชอ่ื ว่า “วนิ ยั ” วินัย คอื ระเบยี บแบบแผนและข้อบังคับความประพฤติ ปฏบิ ตั ทิ างไตรทวาร คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ มี ๒ อย่าง คอื อาคารยิ วนิ ยั และอนาคารยิ วินัย๖๗ ๖๗ http://www.mongkoldhamma.org/threefold_training/sila วนั ทเ่ี ข้าถงึ ๑๔ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๔.
๑๑๕ บทท่ี ๑๐ การประเมนิ ผลการเรียนรู้ วัตถุประสงคก์ ารเรยี นประจำบท เมื่อศกึ ษาเนื้อหาในบทเรยี นนแี้ ล้ว ผู้ศกึ ษาสามารถ ๑.อธบิ ายหลักและวธิ กี ารประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ได้ ๒.อธบิ ายแนวทางการประเมนิ ผลการเรยี นรู้ได้ ๓.อธบิ ายข้นั ตอนการประเมนิ ผลการเรียนรู้ได้ ขอบขา่ ยเนือ้ หา ๑.หลักและวธิ กี ารประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๒.แนวทางการประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๓.ข้นั ตอนการประเมนิ ผลการเรียนรู้
๑๑๖ ๑๐.๑ การประเมินผลการเรียนรู้๖๘ การวดั และการประเมนิ ผล เปน็ กระบวนการหนึ่งในกระบวนการจดั การเรยี นการสอน เนอ่ื งจากการวัดเปน็ การตรวจสอบ เพ่ือให้ได้มาซึง่ ข้อมูลเกี่ยวกบั ผเู้ รยี นในรปู ของคะแนนหรอื คำ บรรยายทเี่ กย่ี วกับผลการเรียนร้ขู องผู้เรียนท่ีแสดงออกทัง้ ในระยะเวลาก่อน ระหวา่ ง หรอื หลงั จากการ เรยี นการสอนส่วนการประเมินผลเปน็ กระบวนการนำข้อมูลต่างๆ ทีไ่ ดจ้ ากการวดั มาพจิ ารณาตดั สินว่า ผ้เู รยี นสามารถบรรลุตามเป้าหมายหรอื จดุ ประสงคข์ องการจดั การศึกษาเพียงใด มีส่งิ ใดท่ตี อ้ งการ ปรับปรงุ และพัฒนาให้ดีขึน้ ซงึ่ ประโยชนข์ องการวดั และการประเมินผลของการจดั การเรียนการสอน จึงเปน็ เรอ่ื งท่ีมีความสำคญั นอกจากน้แี ล้วผลจากการวดั และการประเมินยงั เปน็ ข้อมลู ทคี่ รูนำมาใชใ้ น การปรบั ปรงุ การสอนของตนใหม้ ีคณุ ภาพ และเกิดแนวทางในการปรบั ปรุงหลกั สตู รใหม้ ีความ เหมาะสมยง่ิ ขน้ึ การวดั และการประเมนิ ผลจงึ มีความเกี่ยวพันกบั การกำหนดความมงุ่ หมายของการ เรียนการสอนและการจดั ประสบการณ์เรียนรู้ วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน การวดั และการประเมินผล การจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้ แผนภาพท่ี ๑ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งการกำหนดความมุ่งหมายของการเรียนการสอน การจดั ประสบการณเ์ รียนรู้ และการวดั และการประเมินผล จากแผนภาพข้างต้น จะเห็นความสมั พันธข์ ององคป์ ระกอบในการจดั การเรยี นการสอนทีค่ รู ต้องมีบทบาท คอื การกำหนดวตั ถุประสงค์ของการเรียนการสอนให้สอดคล้องและครอบคลุมหลกั สูตร ท่ีกำหนดไว้ ซง่ึ โดยท่ัวไปแล้ววัตถุประสงค์ของการจดั การเรียนการสอนมุ่งพัฒนาผเู้ รยี นใหม้ ีความเจรญิ งอกงามใน ๓ ด้าน คือ ๑) ด้านพุทธิพสิ ยั ซงึ่ เน้นถงึ การพัฒนาทางด้านความรู้ ความเข้าใจความคิด และสติปญั ญา ๒) ด้านจิตพสิ ัยซึ่งเน้นถึงการพัฒนาทางด้านความรู้สกึ ทางจติ ใจท่ีแสดงออกทางอารมณ์ คุณลักษณะและบุคลกิ ภาพ และ ๓) ดา้ นทกั ษะพสิ ยั ซ่งึ เนน้ ถงึ พฒั นาการทางด้านรา่ งกายเพื่อใช้ใน การปฏิบัตงิ านได้อยา่ งคลอ่ งแคลว่ จากวัตถุประสงคข์ องการเรียนการสอนที่กำหนดจะต้องหาแนวทางหรอื การจดั ประสบการณ์ การเรยี นรู้เพื่อพฒั นาใหผ้ เู้ รียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์การเรยี นประจำบทร้ทู ก่ี ำหนด เช่น การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน การใชส้ ื่อการเรียนการสอน ซึง่ การจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้ ที่ เหมาะสมจะช่วยใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรียนรูต้ าม วัตถุประสงคท์ ่ีกำหนด และบทบาทของครอู ีกประการ หนึ่งก็คือการตรวจสอบว่าผูเ้ รียนมพี ฤติกรรมเปน็ ไปตามเกณฑข์ องวัตถุประสงค์ของการเรยี นการสอน .๖๘ การประเมนิ ผลการเรยี นร.ู้ ดร.วสันต์ ทองไทย http://www.bpcd.net/new_subject/library/research/document/sopida/research/ku/develop/๐๘.pdf
๑๑๗ ท่กี ำหนดไวห้ รือไม่ ผู้เรยี นมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้ในระดับใด ผู้เรียนมีขอ้ บกพร่องอะไรทค่ี วรต้อง แก้ไข หรือชว่ ยเสริมให้ดีข้ึน กระบวนการตรวจสอบความสามารถและคณุ ลักษณะของผูเ้ รียนดงั กล่าวก็ คอื กระบวนการวัดและประเมินผลนั่นเอง ๑๐.๒ การวัดและการประเมินผลการเรยี นรู้ การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ ควรยึดหลักการของการประเมินผลเพ่ือการค้นหา และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนและเป็นการประเมินผลที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซ่ึงลักษณะการ ประเมินผลการเรียน รูท้ ่ีเนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ดงั นี้ ๑.การประเมินการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการประเมินตามสภาพจริงท่ีมุ่ง รวบรวมสารสนเทศของพฒั นาการและการเรยี น ๒.การประเมินการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการประเมินตามสภาพจริงท่ีมุ่งเน้น พัฒนาการท่เี กดิ ขึ้นอยา่ งเดน่ ชัด ๓.การประเมนิ การเรยี นรทู้ ่เี น้นผู้เรียนเปน็ สำคัญเป็นการประเมินสภาพจรงิ ให้ความสำคัญ กบั จุดเดน่ ของผู้เรยี น ๔.การประเมินการเรียนรทู้ ่ีเน้นผู้เรียนเปน็ สำคญั เป็นการประเมินสภาพจริงท่ีเปน็ ผลมาจาก การจัดการหลักสูตรการเรียนการสอนที่เนน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญ ๕. การประเมนิ การเรียนรู้ท่เี น้นผเู้ รยี นเปน็ สำคญั เป็นการประเมนิ สภาพจรงิ ทีส่ ถานการณ์ สอดคล้องกับชีวิตจริง ๖. การประเมนิ การเรียนรู้ท่เี นน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคญั เปน็ การประเมนิ สภาพจริงท่ีอาศัย การ ปฏบิ ัติ ๗. การประเมนิ การเรยี นรู้ทเ่ี น้นผู้เรยี นเป็นสำคญั เป็นการประเมินสภาพจรงิ ที่สอดคล้อง กลมกลืนกับการเรยี นการสอน ๘. การประเมนิ การเรยี นรู้ทเ่ี นน้ ผู้เรยี นเปน็ สำคญั เป็นการประเมินสภาพจรงิ ที่เน้นการ เรยี นรูอ้ ยา่ งมจี ุดมงุ่ หมาย ๙. การประเมนิ การเรยี นรู้ทเ่ี น้นผเู้ รียนเป็นสำคญั เป็นการประเมินสภาพจรงิ ท่ีตอ้ ง ดำเนนิ การควบคู่ไปกับทุกสภาพแวดล้อม ๑๐. การประเมินการเรยี นรู้ที่เนน้ ผูเ้ รยี นเป็นสำคัญ เป็นการประเมนิ สภาพจรงิ ทส่ี ามารถให้ ภาพเรือ่ งราวการเรยี นรู้และความสามารถของผ้เู รียนทัว่ ๆ ไปและกว้างขวาง ๑๑. การประเมินการเรยี นรู้ที่เน้นผูเ้ รยี นเป็นสำคญั เป็นการประเมนิ สภาพจริงต้องอาศัย ความรว่ มมือกนั ระหว่างผปู้ กครอง ผสู้ อน และผู้เรยี น รวมทง้ั บุคคลในวิชาชีพอ่นื ๆ ตาม ความจำเป็น
๑๑๘ ๑๐.๓ แนวทางของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การประเมินตามสภาพจริง (Authentic assessment) การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง คือการวัดและการประเมินผลท่ี สอดคล้องกับความสามารถ หรือคุณลักษณะตามสภาพที่แท้จริงของผู้เรียน เป็นการประเมินผลการ เรียนรู้ที่สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน จากการปฏิบัติท่ีผู้สอนมอบหมายงานหรือกิจกรรม ซึ่งใหผ้ ู้เรียนทำตามท่ีกำหนด หรือเลือกทำตามความถนัด ความสนใจ งานหรือกิจกรรมที่มอบหมายให้ ทำ มักจะมีลักษณะท่ีแตกต่างกันต้ังแต่ข้อสอบเขียนตอบและการปฏิบัติตามสถานการณ์ชีวิตจริง ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถคาดคะเนสถานการณ์จริงที่ผู้เรียนจะนำผลการเรียนรู้ไปใช้ได้อย่างแน่ชัดก็ตาม แต่ก็สามารถดำเนินการปฏิบัติที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์ในชีวิตจริงได้ ด้วยวิธีการประเมินที่ หลากหลาย รวมทงั้ มกี ารจดั ทำระบบข้อมูลเพื่อสะดวกแกก่ ารนำมาใช้เพื่อพัฒนาการเรียนรูข้ องผู้เรยี น เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ในงานท่ีมีคุณค่าหรือมีความสำคัญและมีความหมาย เกี่ยวขอ้ งกับการเรยี นรขู้ องผู้เรยี น มีลักษณะเหมือนกบั การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ มิใช่เพยี งการวดั ดว้ ย กระดาษดินสอ เป็นการประเมินท่ีครอบคลุมคุณลักษณะสำคัญของผู้เรียนตามความคาดหวังของ รายวิชา เป็นการประเมินความสามารถทักษะและคุณลักษณะผู้เรียน ที่เก่ียวพันกับสิ่งที่จะนำไปใช้ใน ชีวติ จริง และเน้นความสามารถที่แทจ้ ริงของผู้เรยี น โดยการตรวจสอบถึงทกั ษะการคดิ ข้นั สูง และการ นำไปใช้เป็นการประเมินที่สามารถส่ือสารให้ผู้เรียนได้เข้าใจในงานท่ีเขาปฏิบัติได้อย่างดีว่าเป็นไปตาม มาตรฐานหรือเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างไร การประเมินตามสภาพจริงเก่ียวข้องกับกิจกรรมในการ รวบรวมข้อมูล ด้วยการให้งานเพ่ือให้ผู้เรียนปฏิบัติและตรวจสอบด้วยการสังเกต การสัมภาษณ์ การ บันทึก จากการให้ทำงานกลุ่มเพ่ือท่ีจะแก้ไขปัญหาที่สงสัย การทำแฟ้มงาน เป็นต้นคุณลักษณะของ กระบวนการประเมินตามสภาพจริง จะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะขององค์ประกอบของ กระบวนการทั้งโครงสร้างของกระบวนการวัดคุณลักษณะของงานที่กำหนด มาตรฐานของการให้ คะแนน ตลอดจนความยตุ ธิ รรมและความเสมอภาคในกระบวนการดงั น้ี ๑. โครงสรา้ งของกระบวนการวดั ๑.๑ งานหรือคำถามท่ีกำหนดในการประเมินสามารถเปิดเผยได้ไม่เป็นเร่ืองที่เป็น ความลับสามารถเปิดเผยตอ่ สาธารณะได้มิใชเ่ ก่ียวข้องกบั ครแู ละผู้เรียนเทา่ น้ัน อาจจะต้องเก่ยี วข้องกับ ผ้ปู กครอง ครูคนอื่นๆ นักการศกึ ษา ผู้นำชุมชน ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับกระบวนการในการจัดการศกึ ษาน้ัน ๑.๒ไม่ได้วางอยู่บนเง่ือนไขของเวลาท่ีกำหนดโดยไม่มีหลักเกณฑ์แต่จะต้องมีความ เป็นไปได้และเป็นไปตามท่ีเป็นจริง กระบวนการวัด มิใช่ทำท่ีเวลาใดเวลาหน่ึงแต่เป็นตลอดช่วงของ เวลาในกระบวนการเรยี นการสอนนน้ั จะมลี กั ษณะเหมอื นกบั การเกบ็ สะสมงานลงใน Portfolio ๑.๓การแก้ไขปัญหาหรือการทำงานท่ี กำหนดในกระบวนการวัดต้องอาศัยความ ร่วมมอื ของผูเ้ รียนด้วยกัน คือมลี กั ษณะการทำงานเป็นกลมุ่ ท่ีตอ้ งอาศัยความร่วมมอื ในการทำงานท่ีจะ แกไ้ ขปญั หาในการประเมินน้ัน
๑๑๙ ๑.๔แนวทางการแก้ไขปญั หา จะต้องเปน็ กระบวนการท่ีตอ้ งการการตรวจสอบและ ทบทวนแนวทางการปฏิบัติที่จะต้องแก้ไขปญั หาน้ันๆ ซึ่งกวา่ ทจ่ี ะแก้ไขปัญหาได้ต้องกระทำซ้ำ แลว้ ซ้ำ อีก ๑.๕ กระบวนการประเมินตอ้ งให้ผลย้อนกลบั กับผูเ้ รียนทจี่ ะเนน้ ผเู้ รียนเปน็ ศนู ย์กลาง หากต้องมีการปรับปรงุ แก้ไขอยา่ งใดแม้จะเกี่ยวข้องกับแผนงานของโรงเรยี นโครงสร้าง หรอื นโยบาย ของสถาน ศึกษาอาจจะต้องปรบั เพอ่ื ที่จะทำให้ผเู้ รยี นบรรลตุ ามเป้าหมายทกี่ ำหนด ๒. คุณลักษณะของงานที่กำหนดในกระบวนการประเมนิ ๒.๑ งานทกี่ ำหนดให้ผู้เรียนแสดงออก เพื่อแก้ไขปญั หาต้องเปน็ งานที่เปน็ เรื่องจำเปน็ และสำคญั ๒.๒ งานที่กำหนดต้องการให้ผ้เู รียนไดใ้ ช้ความสามารถ และทกั ษะ และคุณลกั ษณะ ต่างๆ ที่สำคัญ ๒.๓ เนื้อเรือ่ งทว่ี ัดหรอื สถานการณ์ของงาน ต้องมีความซบั ซ้อนและทา้ ทายปัญญา ความคิดความสามารถของผู้เรยี น ๒.๔ ผเู้ รยี นจะตอ้ งมีส่วนรว่ ม ในการแสวงหาความร้ดู ว้ ยตวั เขาเองเพื่อท่จี ะแก้ไข ปัญหาจากสถานการณ์ทีก่ ำหนดในการประเมิน ๒.๕ จะต้องเป็นงานที่ใหผ้ ูเ้ รียนได้แสดงคุณลกั ษณะนสิ ัยต่างๆ ออกมาดว้ ยมิใชเ่ พยี ง เรอ่ื งความรู้ ความจำ หรอื ทักษะเบ้ืองตน้ ๒.๖ สถานการณ์ หรือเน้ือหาเปน็ สิ่งท้าทาย เปน็ ตัวแทนของสถานการณ์ท่สี ำคญั ออกแบบมาใหเ้ น้นในทางลึกมากกวา่ ความกวา้ ง ๒.๗ เปน็ สถานการณ์ ทีม่ ิได้กำหนดโครงสร้างไวช้ ัดเจนซ่ึงอาจจะได้รบั การตคี วาม และเลือกใช้วิธีการแก้ไขปญั หาตา่ งๆ กัน เมื่อไดร้ บั การตีความปญั หาต่างไป ๓. มาตรฐานในการใหค้ ะแนน ๓.๑ เกณฑท์ ่นี ำมาใชใ้ นการประเมิน ตอ้ งเปน็ ส่ิงที่มจี ำเปน็ ไม่ใช่ตรวจสอบนับความ คลาดเคลื่อนจากการทำงานเล็กๆ น้อยๆ ท่ีไมส่ ำคัญ และไมจ่ ำเป็น หรอื ไมเ่ กย่ี วข้องกบั สิ่งที่วัด ๓.๒ การให้คะแนนหรือเกรด เนน้ การให้ตามเกณฑ์มิใช่การใหค้ ะแนนหรือเกรดตาม กลุ่ม ๓.๓ นำการประเมินตนเองของผูเ้ รียน เป็นสว่ นหนง่ึ ของการตดั สินใจในกระบวนการ ประเมนิ ๓.๔ ใช้ระบบการให้คะแนนในมิตคิ วามสามารถต่างๆ แทนการนำเสนอเกรดรวมๆ เพียงหนึ่งเกรด ๓.๕ ความเป็นมาตรฐานของเกณฑ์ต้อง เกย่ี วข้องกบั จดุ มุ่งหมายของการเรยี นร้ทู ่ี กำหนดไว้
๑๒๐ ๔. ความยตุ ธิ รรมและความเสมอภาค ๔.๑ คำนงึ และเปิดเผยถึงขอ้ จำกดั ของกระบวนการประเมินนัน้ ๆ ๔.๒ คำนงึ ถึงความสามารถหรือทักษะของผู้เรยี นมีมาก่อนวา่ ต้องมีพนื้ ฐานอย่างใด จงึ จะสามารถทำงานในสถานการณท์ ่ีกำหนดของการประเมินได้ ๔.๓ ลดการเปรียบเทียบทีไ่ ม่จำเปน็ ระหว่างกลุ่มผู้เรยี น ๔.๔ ยอมใหม้ โี อกาสในการปรับแก้ไขรปู แบบการประเมนิ ตลอดจนเปดิ โอกาสการ แสดงความถนัด ความสนใจของผ้เู รยี น ๔.๕ เป็นกระบวนการทเ่ี หมาะสมกบั ผเู้ รียนทุกคนและเปน็ สงิ่ ทีจ่ ำเปน็ ตอ่ การเรยี นรู้ ๔.๖ ส่งเสรมิ ให้ผ้เู รยี นได้เกดิ การเรยี นรจู้ ากกระบวนการประเมินนนั้ ๑๐.๔ การประเมินการปฏบิ ตั ิ (Performance Assessment) จุดมงุ่ หมายของการเรียนการสอนมใิ ช่ต้องการให้ผเู้ รียนมีความรใู้ นเร่อื งที่ไดร้ ับประสบการณ์ ไป แล้วเท่านั้น การเป็ นผู้มีความสามารถในการป ฏิบั ติโดยการน ำความรู้ที่ได้ รับไปใช้และการมี คณุ ลกั ษณะต่างๆ ท่ีจะชว่ ยให้การปฏบิ ัตปิ ระสบผลสำเร็จ กเ็ ปน็ จดุ มงุ่ หมายสำคัญของการจัดการเรียน การสอนด้วย ดังน้ันการตรวจ สอบหรือประเมินผลการเรียนจากการสอบวัดความรู้ผู้เรียนเพียงอย่าง เดียว ย่อมไม่สามารถแสดงผลสัมฤทธ์ิของผู้เรียนได้ครอบคลุมจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนได้ ทั้งหมด จึงมีความจำเป็นท่ีต้องใช้วิธีการประเมินท่ีหลากหลาย วิธีการประเมินการปฏิบัติ (PerformanceAssessment) จึงเป็นวิธีการประเมินผลการเรียนการสอนท่ีเหมาะสมวิธีหนึ่งการ ประเมินการปฏิบัติเปน็ การรวบรวมข้อมูลเก่ยี วกับความสามารถและทักษะลอดจนลักษณะนิสัยในการ เรียนในการทำงานของผู้เรียน เพื่อนำข้อมูลที่รวบรวมมาใช้ในการตรวจสอบว่าผู้เรียนสัมฤทธิ์ตาม เป้าหมายของการเรียนการสอนที่กำหนดไว้หรือไม่ ยังมีความสามารถทักษะและคุณลักษณะใดของ ผู้เรียนที่ต้องการได้รบั การปรับปรุงหรือสนับสนุนให้พัฒนาข้ึนอีก การประเมินการปฏิบัติแตกต่างจาก การประเมินด้วยแบบสอบแบบกระดาษดินสอ ที่ผู้ได้รับการประเมินจะเขียนลงในกระดาษคำตอบ แต่ การประเมินการปฏิบัติต้องการให้ผู้ได้รับการประเมินแสดงออกไม่ว่าจะเป็นด้วยการพูด การแสดง ท่าทาง การสาธิต การทดลอง การแสดงบทบาทสมมติ และอื่นๆ ซึ่งทำให้ผู้ประเมินสามารถใช้การ สงั เกตเพ่ือ ตรวจสอบส่ิงทผี่ ู้เรียนแสดงออกมามีความสามารถทกั ษะและคุณลกั ษณะตามท่กี ำหนดไวใ้ น เป้าหมายของการเรียนการสอนหรือไม่ การประเมินการปฏิบัติแตกต่างจากการวัดภาคปฏิบัติที่นิยมทำมาแต่เดิม ซ่ึงจะแบ่งการวัด ออกเป็นการวัดภาคทฤษฎแี ละการวัดภาคปฏิบตั ิ เช่น วชิ าคหกรรมาท่ีมกี ารตรวจสอบทกั ษะในการใช้ อุปกรณ์ในการประกอบอาการ วิชาช่างยนต์ตรวจสอบทักษะภาคปฏิบัติในซ่อมเคร่ืองยนต์ ทักษะ ภาคปฏิบัติดังกล่าวเป็นการตรวจสอบเพียงหน่ึง หรือสองทักษะย่อยๆ เท่าน้ัน แต่การประเมินการ ปฏิบัตินั้นผู้ได้รับการประเมินจะได้รับสถานการณ์ท่ีต้องการให้แสดงออกท่ีซับซ้อนกว่า เพื่อจะได้ใช้ ความสามารถ ทักษะและคุณลักษณะท่ีมีอยู่ร่วมกันในการแก้ไขปัญหาท่ีกำหนดไว้ในการประเมินน้ัน เช่น ในวิชาคหกรรมผู้ประเมินต้องการให้ออกแบบการประกอบอาหาร แล้วลงมือประกอบอาหาร จด บันทึกผลการประกอบอาหาร และสรุปผลการประกอบอาหาร หลังจากนั้นจึงเสนอผลการประกอบ
๑๒๑ อาหารต่อชั้นเรียน หรือในวิชาเกษตรผู้เรยี นจะต้องทำโครงการ หรือสาธิตความสามารถในการคน้ คว้า ทางด้านเกษตร จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ในการประเมินเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติของผู้เรียนนั้นจะต้อง เป็นสถานการณ์ที่ทำให้ผู้เรียนได้แสดงออกด้วยความสามารถต่างๆ โดยใช้ความรู้ ทักษะและ คุณลักษณะต่างๆ พร้อมๆ กัน มิใช่ความสามารถหรือทักษะเด่ียวๆ อย่างใดอย่างหน่ึง ซึ่งการประเมิน การ ปฏิบตั ิ มลี กั ษณะทสี่ ำคัญ ดังนี้ ๑. การประเมนิ การปฏิบตั ิ สามารถใช้ประเมินทั้งกระบวนการและผลงานได้ กระบวนการ หมายถงึ ข้นั ตอนในการทำงานทแ่ี สดงดว้ ยกิริยาทา่ ทางของผ้ไู ด้รบั การประเมนิ เช่น กระบวนการ ประกอบอาหาร ตงั้ แต่การวางแผน การจัดเตรียมวสั ดอุ ุปกรณ์ เครือ่ งปรงุ การลงมือประกอบอาหาร ด้วยความคล่องแคลว่ และความมน่ั ใจ ส่วนผลงานนน้ั หมายถึง ผลที่ได้จากกระบวนการปฏิบัติ เช่น อาหารทีป่ รุงสำเร็จ ถึงแมว้ ่าการตรวจสอบกระบวนการในการทำงานจะมีความเป็นอตั นยั มีความ ซับซ้อนยากทจ่ี ะให้คะแนนและตคี วาม แต่เราก็ไมค่ วรแยกการวัดกระบวนการทำงานออกจากผลงาน ทั้งน้เี พราะกระบวนการทำงานท่ดี จี ะนำให้ไปสผู่ ลงานที่ดี นอกจากน้กี ารวัดแต่กระบวนการทำงานโดย ไมต่ รวจสอบผลงานซ่งึ แสดงความสำเรจ็ ของกระบวนการ ยอ่ มจะไม่ช่วยสง่ เสริมใหผ้ ้เู รียนเหน็ คุณค่า ของผลงานละช่ืนชมต่อความสำเรจ็ จากกระบวนการทำงานท่ีลงมือปฏบิ ัติ ดงั น้นั การประเมินการ ปฏิบตั จิ งึ ทำให้ผู้ประเมินไดต้ รวจสอบความสามารถและทักษะของผูเ้ รยี นทั้ง ๒ กรณี คือ กระบวนการและผลงาน ๒. การประเมนิ การปฏิบัติสามารถใชป้ ระเมนิ คุณลกั ษณะทางจติ พสิ ยั ของผ้เู รียนได้ โดยทผี่ ู้ ประเมนิ สามารถสังเกต การแสดงออก ซึ่งพฤติกรรมทางด้านจติ พิสัยของผเู้ รยี นได้โดยตรง เชน่ พฤติกรรมในการให้ความเอาใจใสแ่ ละสนใจในการทำงาน การใหค้ วามรว่ มมือกบั กลุ่ม การควบคุม ตนเอง การติดตามแก้ไขและพยายามในการทำงานเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงตามเปา้ หมาย คุณลกั ษณะ เหลา่ น้ีเปน็ วัตถปุ ระสงค์สำคัญสำหรบั การเรยี นการสอน ทสี่ ร้างเสรมิ และพฒั นาให้เกดิ กบั ผเู้ รียน เพราะเป็นคุณลักษณะทต่ี ิดตวั ผ้เู รียนตอ่ ไปในการทำงานต่างๆ ๓. การประเมินการปฏิบัตสิ ามารถทำให้กระบวนการประเมินเปน็ ส่วนหนึ่งของกระบวนการ เรียนการสอนอย่างแท้จริง การประเมินการปฏิบัติก็เหมือนกับกิจกรรมหน่ึงของการสอนระหว่างที่ผู้ ได้รับการประเมินกำลังดำเนินกิจกรรมต่างๆ หากครูสามารถสังเกตพบข้อบกพร่องท่ีเกิดขึ้นใน กระบวนการทำงาน ครูสามารถใหก้ ารแนะนำข้อบกพร่องเหลา่ นนั้ ไดท้ ันท่วงที การประเมินจึงมุ่งที่การ พัฒนาผู้เรียนตามหลักของการประเมินแทนที่ จะเป็นการประเมินเพื่อการตัดสินคุณค่าของสิ่งท่ี ประเมนิ ซ่งึ ทำใหก้ ระบวนการประเมนิ ส่งเสริมต่อศกั ยภาพในการสอนของครใู ห้เพ่ิมขน้ึ ๔. การประเมินการปฏิบัติยอมให้ผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันได้มีโอกาสแสดง ศักยภาพของเขาทั้งความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะได้เต็มท่ีทั้งนี้เพราะการประเมินการปฏิบัติ เป็นการวัดพฤติกรรมต่างๆ ของผู้เรียนอย่างหลากหลาย มิได้วัดเพียงรูปแบบใดรูปแบบหน่ึงของ พฤติกรรมเท่าน้ัน จึงไม่ก่อให้เกิดความลำเอียงในการวัดเฉพาะกับกลุ่มผู้เรียนกลุ่มใดกลุ่มหน่ึงเท่าน้ัน นอกจากนี้การประเมินการปฏิบัติยังสามารถสอบพฤติกรมท่ีมีความซับซ้อนข้ึน มากกว่าการวัดความรู้ และความเข้าใจ แต่สามารถตรวจสอบพฤติกรรมท่ีผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการแกไ้ ขปัญหาใน สถานการณ์จรงิ การประเมินการปฏิบัติจึงเปน็ ทางเลือกของการประเมินอีกทางหน่ึงทเี่ ปดิ โอกาสใหค้ รู
๑๒๒ ใช้เครื่องมือในการประเมิน ที่หลากหลายนอกเหนือ จากการใช้รูปแบบกระดาษดินสอแบบด้ังเดิม เท่าน้นั ๑๐.๕ การประเมินด้วยแฟม้ ผลงาน (Portfolio) Portfolio คือแฟ้มรวบรวมและแสดงผลงานหรือตวั อย่างผลงานของผู้เรยี น โดยมี จดุ มงุ่ หมายของแฟม้ งานทแี่ สดงผลงานไวว้ ่า ต้องการแสดงเพื่อจุดประสงค์อะไร ซ่ึงจดุ มงุ่ หมายน้ี เปน็ ไปตามเป้าหมายของหลกั สตู รหรือเกณฑม์ าตรฐานที่กำหนดไว้ในการจัดการเรียนการสอน นอกจากนPี้ ortfolio แสดงถึงบันทึกของกระบวนการเรียนรขู้ องผ้เู รยี น ในสงิ่ ทีเ่ ขาได้เรียนรู้ วิธกี ารที่ เขาคิด ต้ังคำถาม วิเคราะห์ สังเคราะห์ ผลติ และสรา้ งผลงานและการแสดงความร้สู ึกตอ่ ผลงานของเขา โดยแสดงออกทง้ั ทางความสามารถดา้ นความรู้ ความคดิ อารมณ์และสังคม และทสี่ ำคัญ Portfolio เป็นผลงานของผูเ้ รียนทรี่ วบรวมสะสมเพ่ือแสดงใหเ้ ห็นถงึ ความมานะพยายามและความสมั ฤทธจ์ิ ากสง่ิ ทผี่ ู้เรยี นแสดงออกมาตามเป้าหมายของหลักสูตร ส่ิงทีร่ วบรวมใน Portfolio ประกอบดว้ ย ตัวอย่างของงาน บันทกึ จากการสังเกตพฤติกรรม ของผเู้ รยี นในสถานการณต์ ่างๆ และผลการสอบด้วยข้อสอบ Portfolio เป็นส่ิงที่ใช้ในการติดตาม ความก้าวหนา้ ของผูเ้ รียนแต่ละคน มิใชเ่ พ่ือการเปรียบเทียบกับผอู้ ่ืน เป็นเร่ืองของการติดตาม ความสำเรจ็ ในการทำงานมากกวา่ ที่จะดูแตค่ วามลม้ เหลว ซ่งึ ทงั้ ครูและผู้ปกครองผเู้ รยี นสามารถ ติดตามไดจ้ ากรายงานที่ผู้เรียนเขยี น ผลงานท่ผี ูเ้ รียนวาด บันทกึ ประจำวัน หรือสง่ิ ทีป่ ระดษิ ฐข์ ้นึ โดย การอ่านจากผลงานทีเ่ ขยี น ภาพถา่ ยกจิ กรรมของผู้เรียน โครงการทผ่ี ู้เรยี นแสดง ท้ังจากวิดีทศั น์ท่ี บนั ทกึ ไวส้ ถานการณ์ทีส่ ังเกตการติดตามการทำงานของผู้เรียน ควรสงั เกตบันทกึ ทงั้ การทำงานในกลุ่ม เลก็ กลุ่มใหญ่ ในเวลาต่างๆ และในสถานการณต์ า่ งๆ ซึ่งประกอบด้วยผลงานท่ีสะสมในรูปของ ๑. ผลงานของผเู้ รยี น เชน่ รายงาน โครงการ หรอื ผลงานท่ีประดษิ ฐข์ ้นึ ๒. ระเบยี บพฤติการณ์ (Anecdotal Record) ๓. แบบตรวจสอบรายการและแบบสำรวจ (Checklist and Inventories) ๔. มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ๕. บนั ทึกประจำวนั (Journals) เป็นบนั ทกึ ที่ผู้เรียนเขยี นข้ึนเพ่อื สะท้อนภาพของตนเองใน การเรยี นท้งั ความรู้ ความคิด ความรูส้ กึ ทีต่ ่อบทเรียน ครู สภาพการเรียนการสอน ตลอดจนความ คาดหวังต่างๆ ท่ีต้องการให้เกิดข้นึ ในการเรยี น ๖. ผลการสอบด้วยข้อสอบ (Test) จะเป็นขอ้ มลู ทีแ่ สดงถึงทักษะและจุดแขง็ ทีผ่ ู้เรียนมี เพ่ือ ครูจะไดใ้ ชข้ ้อมูลมาใช้ในการวางแผนจดั ประสบการณก์ ารเรยี นได้เหมาะสมกบั ผเู้ รียน ผลการสอบดว้ ย ข้อสอบควรนำมาพิจารณารว่ มกันระหวา่ งผลงานอน่ื ๆ ของผูเ้ รียน การตัดสินว่าอะไรควรจะรวบรวมอยู่ใน Portfolio น้ันขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของ Portfolio น้นั ถ้าไม่มคี วามมุ่งหมายชัดเจน Portfolio ก็เป็นเพียงแต่แฟ้มเก็บผลงานของผเู้ รยี นเท่านั้น Portfolio ทำให้ผู้เรียนได้ทบทวนการทำงานของเขา ใช้เป็นเคร่ืองเสริมแรงจูงใจในการเรียนของผู้เรียน และ เคร่ืองกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการผู้เรียน โดยสะท้อนภาพความคิดท่ีผู้เรียนแสดงต่อผลงานของเขาและ
๑๒๓ การประเมินตนเอง (Self assessment) เป็นสิ่งที่นำมาใช้ในการประเมินความรู้ความคิดและ กระบวนการเรียนรู้ของผเู้ รยี น ผู้เรยี นควรจะมสี ่วนรว่ มในการเลือกผลงานของเขาท่ีจะนำออกมาแสดง ด้วย Portfolio และวิเคราะห์ผลงานของเขาด้วยตัวเขาเอง การจัดลำดับของผลงานท่ีแสดงใน portfolioอาจแสดงตามลำดับของเวลาที่ทำงาน เพราะงานแต่ละช้ินจะมีวันที่ที่ทำงานไว้ และแสดง ตามประเภทของงานท่ีทำ การแสดง Portfolio ก็เหมือนกับการสาธิตหรือจัดการแสดงเร่ืองราวท่ีเก่ียวข้องตัวเองที่จะ ส่ือสารผลงานที่ทำให้ผู้อ่ืนได้รับรู้ นอกจากเน้ือเรื่องที่เก่ียวข้องกับความรู้ความสามารถทักษะท่ีแสดง ออกมาด้วยผลงาน รายงาน ผลการสอบ แบบตรวจสอบความสามารถในรูปแบบต่างๆ แล้วใน Portfolio ควรมีสารบัญเร่ือง คำนำในการเลือกผลงานต่างๆ มาแสดง เกณฑ์ในการเลือกผลงาน เกณฑ์ในการตัดสินคุณภาพของงาน และภาพสะท้อนถึงผลงานของตนเองสิง่ ทผี่ ู้เรยี นได้เรียนรแู้ ล้วและ สงิ่ ท่ตี ้องการปรบั ปรุง Portfolio ที่ดคี วรวางอยูบ่ นพืน้ ฐานต่อไปนี้ ๑. เป็นหลกั ฐานทแ่ี สดงถึงว่าผู้เรยี นเปน็ ศนู ยก์ ลางในการเรียนการสอนและเปน็ ผูค้ วบคุม ตนเองในการเรยี นรู้ ๒. เป็นข้อมูลทแี่ สดงถงึ การเรียนรู้ในเร่ืองของการวางแผนงานและการจดั เกบ็ เอกสาร ๓. เปน็ เคร่อื งมือท่ีพัฒนาการข้ึนเพื่อช่วยใหผ้ ู้เรยี นประสบผลสำเรจ็ ตามความมุ่งหมาย ๔. เป็นเคร่ืองมือทีใ่ ห้ผ้เู รียนตระหนกั ถึงตนเองและสามารถท่จี ะรวบรวมหลักฐานทสี่ ำคัญท่ี เกี่ยวขอ้ งกับทักษะทเี่ ขาได้พัฒนาข้ึนในตนเอง ๕. เปน็ พ้ืนฐานการบูรณาการระบบการจัดประสบการณ์การเรียนรหู้ รือการสอนและการ ประเมินผลเขา้ ด้วยกัน ๖. เป็นผลผลติ ท่ีแสดงถงึ การพฒั นาการของเจ้าของผลผลิตรวมทั้งผู้สำคัญท่ีเกย่ี วข้องคือครู และผู้ปกครอง จาก Portfolio ของผู้เรียนแต่ละคน ครูสามารถประเมินผลสัมฤทธ์ิของผู้เรียนได้อย่าง เหมาะสม โดยเปรียบเทียบผลงานในปัจจุบันท่ีเขาทำผลงานช้ินก่อนๆ ท่ีเขาทำมา ซ่ึงแสดงถึง ความก้าวหน้าในการทำงานของผู้เรียนตามเกณฑ์มาตรฐานของการปฏิบัติ ที่สอดคล้องกับหลักสูตร และส่ิงที่คาดหวังไว้ในพัฒนาการที่เกิดข้ึนอย่างเหมาะสม Portfolio เป็นสิ่งท่ีแสดงความก้าวหน้าของ ผู้เรียนตลอดระยะเวลาของการเรียนรู้ ข้อสรุปของครูเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ ความสามารถ จุดเด่น จุด ดอ้ ยของผเู้ รียนควรวางอยู่บนสงิ่ ที่ผู้เรียนแสดงออกตลอดช่วงเวลาของพัฒนาการของเขา การประเมิน Portfolio ครูจำเป็นต้องมีระบบการให้คะแนนซ่ึงเรียกว่า Rubric เป็นเกณฑ์การให้คะแนนท่ีครู ร่วมกับผู้เรียนกำหนดขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐานของจุดมุ่งหมายท่ีสอดคล้องกับหลักสูตร และแสดง ความหมายของระดบั คะแนนแต่ละช่วงอยา่ งชดั เจน การใช้ Portfolio ทำใหค้ รูไดส้ รา้ งระบบในการวางแผนที่จะพบกับผูป้ กครองในการประชุม กบั ผู้ปกครอง เปน็ สิง่ ท่ชี ว่ ยใหค้ รแู ละผูป้ กครองได้ตัดสินถึงความก้าวหนา้ ในการเรียนรขู้ องผู้เรยี นอยา่ ง เปน็ รูปธรรม Portfolio ช่วยให้ครูมองภาพผเู้ รยี นและพัฒนาการของเขาแตล่ ะคน Portfolio มิใช่ เพียงแต่แสดงพฒั นาการของผเู้ รียนเทา่ นน้ั Portfolio เป็นหลกั ฐานทีแ่ สดงถึงพฒั นาการทางวิชาชีพ ของครูที่ทำใหค้ รไู ดท้ บทวนและตรวจสอบผลการจดั ประสบการณ์ และตวั ครูเองว่ายังต้องการพัฒนา ในเรื่องใด
๑๒๔ ๑๐.๖ การประเมนิ ด้วยการทำโครงการ โครงการ (Project) โครงการเป็นสิ่งที่ให้ผู้เรียนสามารถแสดงความสามารถอย่างลึกซึ้งถึง การบูรณาการความรู้ และทักษะต่างๆ เข้าด้วยกัน เป็นส่ิงท่ีต้องการให้ผู้เรียนแสดงสมรรถภาพต่างๆ อย่างกว้างขวางโดยการใช้วิชาการต่างๆ ที่หลากหลาย กระตุ้นให้ผู้เรียนได้แสดงให้เห็นถึงความริเร่ิม และการสร้างสรรค์ในการทำงาน ครูหรือผู้ประเมินท่ีจะให้คะแนนต้องกำหนดเป้าหมายของการทำ โครงการ และแจ้งให้ผู้เรียนได้รับทราบถึงเป้าหมายดังกล่าวก่อนการทำโครงการด้วยการเรียนรู้จาก การทำโครงการเป็นการฝึกให้ผู้เรียนได้เรียนรูด้ ้วยตนเอง ตามเรื่องที่ต้องการศึกษาค้นคว้า ซึ่งลักษณะ สำคญั ของโครงการ ๑.เปน็ เรือ่ งที่ผู้เรียนสนใจ สงสัย ตอ้ งการค้นควา้ หาคำตอบ ๒.เป็นการเรยี นรทู้ ม่ี กี ระบวนการ มีระบบ ท่ีสอดคล้องกบั ชวี ติ ประจำวัน ๓.ในการะบวนการเรยี นรผู้ เู้ รียนต้องบรู ณาการและใชค้ วามสามารถในหลายด้าน เชน่ ทักษะในการแก้ปัญหา กระบวนการทำงานกลุ่ม ทกั ษะการต้งั คำถามและวิธีการหาคำตอบ ทักษะการ หาความร้จู ากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ๔.ผูเ้ รยี นเป็นผ้แู สวงหาความรู้ และสรปุ สร้างองค์ความรดู้ ว้ ยตนเอง ๑๐.๗ ข้ันตอนของการวดั และประเมินผลการเรยี น ขน้ั ที่ ๑ การตดั สนิ ใจเกย่ี วกับสิ่งท่จี ะนำมาวัด หรอื ประเมนิ รายการของจุดประสงค์หรือผลการเรียนรู้ในการเรียนการสอนจำเป็นต้องได้รับการกำหนดไว้อย่าง ชัดเจนตั้งแต่แรกของการจัดการเรียนการสอนในแต่ละวิชา ทั้งในประเด็นของความรู้ ทักษะและ ลกั ษณะนิสัยท่ีต้องการให้เกิดในตัวผู้เรียน รวมทั้งดัชนีบ่งชี้หรือพฤติกรรมท่ีผู้เรียนจะแสดงออกเพื่อให้ ครูสามารถตรวจสอบได้ว่า ผู้เรียนได้บรรลุในจุดประสงค์หรือผลการเรียนรู้ท่ีกำหนดไว้โดยท่ัวไปการ ตัดสินใจว่า อะไรคือสิ่งท่ีครูจะนำมาประเมินหรือตรวจสอบ มีคำถามที่ช่วยให้ครูตัดสิ นใจอยู่ ๓ ประการคอื ๑. ในบรรดาความรู้หรือเนื้อหา เช่น ข้อเท็จจริง มโนทัศน์ หลักการ กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ กำหนดไวอ้ ะไรหรอื สงิ่ จำเป็นต่อความเขา้ ใจในเน้ือหาบทเรยี นที่ควรจะเกดิ ขนึ้ ในตัวผเู้ รยี นน้ัน ๒. ความสามารถหรอื ทกั ษะอะไรท่ีทำใหผ้ ู้เรยี นสามารถนำความรู้ความเขา้ ใจจากบทเรียนไป ใช้ให้เกดิ ประโยชน์ได้ ๓. คุณลกั ษณะนิสยั อะไรบา้ งของผู้เรียนที่เป็นคณุ ลักษณะสำคญั ทีค่ วรไดร้ บั การพัฒนาข้ึน จากความรใู้ นเน้ือหาบทเรียนน้ี โดยทั่วไปครูสามารถตรวจสอบได้ด้วยเครื่องมือวัดแบบกระดาษดินสอทั้งแบบสอบแบบ ปรนัยและความเรียงสำหรับคำถามข้อ ๑ และครูจะใช้การประเมินการปฏิบัติตรวจสอบทักษะการ ปฏิบัติและลักษณะนิสัยในการเรียนรู้ของผู้เรียนในคำถามข้อ ๒ และ ๓ อย่างไรก็ตามครูที่จะสร้าง เครื่องมือวัดการปฏิบัติควรจะต้องกำหนดว่า ชนิดของงานและผลสัมฤทธ์ิหรือสมรรถภาพของ ผู้เรียน อะไรที่ไม่สามารถวัดด้วยเครื่องมือวัดแบบกระดาษดินสอ และพฤติกรรมอะไรท่ีผู้ทำงานในศาสตร์
๑๒๕ ตา่ งๆ ได้รับความสำเร็จ เช่น นักประวัติศาสตร์ นักประพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ส่ิงเหล่านี้จะทำ ให้ครูสามารถกำหนดความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะท่ีสำคัญในการพัฒนาการประเมินการ ปฏบิ ตั ิได้ ขั้นที่ ๒ การนยิ ามส่ิงที่จะประเมนิ ใหช้ ัดเจน การนยิ ามสง่ิ ทีป่ ระเมนิ ใหช้ ดั เจนเปน็ กระบวนการกำหนดทั้งในสว่ นท่ีเป็นเน้อื หาและ พฤติกรรมท่ีต้องการวัด โดยบง่ ชี้ส่ิงทต่ี ้องการวดั อย่ใู นรปู ทส่ี ามารถสงั เกตและวัดได้ ดังเช่น ทักษะการแกป้ ัญหา หมายถึง - ความสามารถในการวเิ คราะห์ปญั หา ในด้าน ลกั ษณะ สาเหตุ ผลกระทบ - ความสามารถในการวางแผนการแก้ปัญหา - ความสามารถในการลงมือปฏิบัตกิ ารแก้ปัญหาตามแผนท่ีกำหนด - ความสามารถในการประเมินผลการแกป้ ัญหา - ความสามารถในการนำเสนอผล ของการแก้ปญั หา ขน้ั ท่ี ๓ การออกแบบสถานการณใ์ นการประเมิน ความมุ่งหมายของขั้นตอนน้ีก็คือ การกำหนดงานในลักษณะที่เป็นจริง (Authentic task) หรือสถานการณ์จำลอง (Simulation) ที่จะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความรู้ ทักษะ และ คุณลักษณะนิสัยของผู้เรียนออกมา งานสามารถหามาได้จากประเด็น หรือปัญหาสำคัญที่กำลังเผชิญ หรือเกิดขึ้นในสังคม จากหนังสือพิมพ์ บทความ หนังสือ หรือการสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญต่างๆ หรือเป็น มโนทัศน์หรือปัญหาสำคัญท่ีบุคคลในสาขาน้ันๆ เผชิญในการออกแบบสถานการณ์ในการประเมิน ครู ควรตอบคำถาม ดังน้ี ๑. อะไรคือสิ่งทน่ี ักวิชาการในสาขานั้นเช่น นักคณติ ศาสตร์ นกั ประวัตศิ าสตร์ นักศลิ ปะ นักเขียน หรอื อืน่ ๆ ไดท้ ำหรือปฏบิ ตั ิในสาขาวชิ าชีพของเขา ๒. อะไรคือสง่ิ สำคัญของโครงการหรอื งานท่นี กั วชิ าการในสาขาน้นั ๆ ปฏิบัตหิ รือแสดงออก และสามารถปรับเข้าสูก่ ารเรียนการสอนในโรงเรียนได้ และ ๓. อะไรคือบทบาทหรือคณุ ลักษณะนิสัยทนี่ ักวิชาการเหลา่ นัน้ มแี ละต้องการท่ใี ห้ผเู้ รียน สามารถเลยี นแบบในห้องเรียนลกั ษณะของงานท่กี ำหนดในการประเมินการปฏบิ ัติ ทจี่ ะชว่ ยให้ สามารถวัดไดต้ รงในส่ิงทจี่ ะวดั ควรมีลกั ษณะดังนี้ ๑. ข้อกำหนดที่แสดงถึงความรอบรู้ที่จะต้องปฏิบัตินั้นควรชัดเจนพอโดยไม่ใช่เป็นการบอก ถึงคำตอบของงานโดยตรง ผลงานสุดท้ายท่ีต้องการชัดเจนโดยผู้เรียนไม่จำเป็นต้องถามคำถามครูว่า เขาทำงานเสร็จแล้วหรือไม่หรือถามให้ครูบอกถึงผลลัพธ์ที่ต้องการ นอกจากนี้งานท่ีให้ปฏิบัติควรมี ความซับซ้อนเพียงพอท่ีผู้เรียนจะใช้ความคิดและเวลาในการขบคิดเพ่ือแก้ปัญหา เพื่อที่จะทำงานให้ สำเร็จ ถ้าครูกำหนดงานชัดเจน ครูจะสามารถมองเห็นภาพได้ว่า ความสามารถอะไรท่ีจะต้องนำมาใช้ ในการทำงานนั้นและสามารถบ่งช้ไี ด้ชัดเจนถงึ ทักษะที่อา้ งอิงได้จากผลงานน้ัน ๒. งานควรเปน็ ตัวแทนของกิจกรรมท้ังหลายทจ่ี ะเปดิ โอกาสให้อา้ งองิ ถงึ ความรู้ ความสามารถ
๑๒๖ ในการคิด และลักษณะนิสัยของผู้เรียน งานท่ีนำมาใช้ในการประเมินการปฏิบัติจึงต้องเป็นงานที่ให้ ผู้เรียนแสดงความสามารถในแนวลึก มีความซับซ้อนพอที่จะให้ผู้เรียนใช้ความสามารถทักษะต่างๆ ร่วมกัน ๓. งานควรมีความซับซ้อนพอที่จะใช้รูปแบบการประเมินต่างๆ วิธีการประเมินส่วนมากมัก ใช้ผู้เรียนเขียนคำตอบ แต่การประเมินการปฏิบัติ จะต้องออกแบบให้ผู้เรียนสาธิต หรือแสดงออกถึง การเรียนรู้ในหลายรูปแบบ เช่น ในวิชาวิทยาศาสตร์ ครูสามารถสังเกตผเู้ รียนทำการแก้ไขปัญหา ด้วย การสังเกตการใช้เคร่ืองมือในการทดลอง ให้ผู้เรียนอธิบายถึงสิ่งท่ีเขาทำ บันทึกผลการทดลอง และ สรุปผลลงในสมุด ตลอดจนจัดสาธิตถึงผลงาน หรือโครงการของเขาและตอบปัญหาจากข้อสอบ กระดาษดินสอเก่ียวกับข้อความรูท้ ี่เขาสรปุ หรือได้มาจากการปฏบิ ัติ ๔. งานควรใหค้ ำตอบได้หลากหลาย งานในการประเมินไมใ่ ชอ่ ย่ใู นรปู แบบของแบบฝึกหดั ท่ี เป็นงานง่ายๆ ต้องการคำตอบเพยี งการคำตอบเดยี วแต่ควรเกยี่ วข้องกับการใชค้ วามสามารถในการ ตัดสนิ ใจและตคี วามการใหเ้ หตุผลเพ่ือประกอบคำตอบของงานนั้นดว้ ย ๕. งานควรตอ้ งการให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถในการควบคมุ ตนเอง เพ่ือใหง้ านสำเรจ็ ด้วยความมานะพยายาม อดทนอดกล้ัน ผ้เู รยี นควรต้องการให้ใช้ความสามารถของเขาเพ่ือทำงานให้ สำเรจ็ แทนที่จะขึน้ อยู่กับการโคช้ หรือแนะนำของครตู ลอดช่วงของการทำงานเพื่อใหง้ านสำเรจ็ ขั้นที่ ๔ การกำหนดวธิ ีการให้คะแนน การให้คะแนนแบ่งได้ ๒ วิธี คือ การให้คะแนนผลรวม (Holistic scoring) และการให้ คะแนนแบบวิเคราะห์ (Analytic scoring) ๔.๑ การให้คะแนนผลรวม (Holistic scoring) เป็นการให้คะแนนจากการพิจารณาการ ปฏิบัติงาน หรือผลการปฏิบัติงานในภาพรวม โดยไม่แยกให้คะแนนตามองค์ประกอบย่อยของงาน ดงั เช่น การใหค้ ะแนนปฏิบตั กิ ารประกอบอาหารทีม่ ีคะแนนเต็ม ๕๐ คะแนน เดก็ ชายดำไดค้ ะแนนรวม ๔๒ คะแนน การให้คะแนนการเขียนเรียงความท่ีมีคะแนนเต็ม ๒๐ คะแนนเด็กหญิงสมคิดได้ ๑๕ คะแนนซ่ึงการให้คะแนนผลรมนั้นมีความเหมาะสมที่จะนำพิจารณากับการให้คะแนนที่เป็นผลผลิต (Product)มากกวา่ กระบวนการ (Process) ๔.๒ การให้คะแนนแบบวิเคราะห์ (Analytic scoring) การให้คะแนนแบบวิเคราะห์เป็นวิธีการให้คะแนนจากการวิเคราะห์องค์ประกอบของสิ่งท่ี ต้องการวัดว่าประกอบไปด้วยส่วนย่อยอะไรบ้าง ดังเช่น ให้คะแนนจากขั้นตอนหรือกระบวนการ ทำงาน คุณลักษณะของการปฏิบัติงานและผลงาน โดยกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน (Rubric) การให้ คะแนนตามองค์ประกอบย่อยของสิ่งที่ต้องการวัดแต่ละส่วน แล้วจึงนำคะแนนท้ังหมดมาสรุปรวม ภายหลัง ดังตัวอย่างการให้คะแนนการปฏิบัติประกอบอาหาร ซ่ึงมีคะแนนเต็ม ๕๐ คะแนน โดยมี เกณฑ์การใหค้ ะแนน ดงั น้ี ๑) การเตรียมวัสดอุ ุปกรณ์ และวตั ถดุ ิบในการประกอบอาหาร ๑๐ คะแนน ๒) การเตรียมการประกอบอาหาร ๑๐ คะแนน ๓) การดำเนินการประกอบอาหาร ๑๐ คะแนน ๔) คณุ ภาพของอาหาร
๑๒๗ - ความสะอาด ๔ คะแนน - รสชาติ ๔ คะแนน - การตบแต่งให้น่ารับประทาน ๒ คะแนน ๕) การเกบ็ ทำความสะอาด ๑๐ คะแนน การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน (Rubric) ต้องมีความชัดเจน เพ่ือให้คะแนนมีความ น่าเชื่อถือ ถูกต้องแม่นยำ และมีความเป็นปรนัย ซ่ึงการกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนควรมีข้อพึงระวัง มดี งั น้ี ๑. เกณฑ์การให้คะแนนต้องเปน็ สิ่งทีม่ คี วามสำคญั และความสมั พันธก์ ับการปฏิบัติงานอย่าง แท้จรงิ ๒. เกณฑ์การให้คะแนนต้องมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ของการวัดและประเมินผลการ เรียน ถ้าจุดประสงคข์ องการวัดการประเมนิ ต้องการพิจารณาในภาพรวมเทา่ น้นั ซ่ึงในสถานการณน์ ีค้ วร เลือกใช้การให้คะแนนผลรวม (Holistic scoring) แต่ถ้าจุดประสงค์ของการประเมินเพ่ือต้องการ พิจารณารายละเอียดของสิ่งที่ต้องการประเมินและให้ขอ้ มูลย้อนกลับแก่ผเู้ รยี น เพื่อนำผลการประเมิน มาพัฒนาการปฏิบัติงานของผู้เรียนก็ควรเลือกใช้การให้คะแนนแบวิเคราะห์ (Analytic scoring) ๓. เกณฑ์ที่กำหนดต้องสามารถอธิบายคุณลักษณะของสิ่งที่ต้องการให้คะแนนได้อย่าง ชัดเจนเป็นพฤตกิ รรมหรอื สงิ่ ทีส่ ามารถสังเกตได้ และวดั ได้ ๔. เกณฑก์ ารให้คะแนนตอ้ งปราศจากความลำเอยี ง ๕. ควรใหผ้ เู้ รยี นไดม้ สี ่วนรว่ มในการกำหนดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน หรือทราบเกณฑ์การให้ คะแนนล่วงหนา้ ขน้ั ที่ ๕ การกำหนดเงื่อนไขในการสอบ เนื้อหาจากการประเมินจากปฏิบัติออกแบบเพื่อให้ผู้เรียนแสดงออกในสถานการณ์ท่ี เทียบเทา่ หรือใกลเ้ คยี งกบั สถานการณจ์ ริงที่นกั วิชาการหรอื นักวิชาชีพในสาขาไดป้ ฏบิ ัติ การจำกัดเวลา ในการสอบหรือการอนุญาตใช้วิธีการแก้ไขปัญหาโดยการปรึกษาผู้รู้ จึงมิใช่เง่ือนไขต่างๆ ในการ ประเมินการปฏิบัติ จึงเป็นส่ิงท่ีผู้พัฒนาเคร่ืองมือควรกำหนดให้ชัดเจน และแจ้งให้ผู้เรียนได้รับทราบ หรอื กำหนดเกณฑต์ ่างๆ รว่ มกนั ดังน้ี ๑. เวลาในการสอบ ผู้เรียนจะต้องใช้เวลาเท่าใดในการเตรยี มแผนการดำเนินงานการปรับแก้ ไขแผน การดำเนินงาน และการใชเ้ วลาทจ่ี ะทำให้แก้ไขปญั หาน้ันสำเรจ็ ๒. การใช้เอกสารอ้างอิง ผู้เรียนสามารถใช้เอกสารอ้างอิงต่างๆ ได้หรือไม่ ท้ังพจนานุกรม แบบเรียน สมดุ บนั ทึก เมอื่ ทำการสอบ ๓. บุคคลอ่ืนๆ ผู้เรยี นสามารถสอบถามเพื่อน ครู ผู้ปกครอบ ผูเ้ ชี่ยวชาญ เพอ่ื ใหเ้ ขาสามารถ ทำการสอบหรือโครงการทไ่ี ดร้ บั มอบหมายให้สำเร็จหรอื ไม่ ๔. เครื่องมือและอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข ที่จะช่วยในการแก้ปัญหา ผู้เรียน ใช้ได้ หรอื ไม่ ๕. การรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับงานที่จะประเมิน ผู้เรียนควรจะต้องได้รับข้อมูลอะไรมากน้อย เพียงใด
๑๒๘ ลว่ งหนา้ กอ่ นท่จี ะได้รบั การประเมินการปฏบิ ัติหรือไม่ ๖. เกณฑ์ในการให้คะแนน ผู้เรียนควรรู้ ล่วงหน้าถึงเกณฑ์ในการให้คะแนนหรือไม่การ กำหนดเง่ือนไขของสถานการณ์ในการประเมินการปฏิบัติเน้นท่ีสภาพการสอนท่ีเป็นจริงหรอื เทียบเท่า ใกล้เคียงกับชีวิตจริง (Authentic test) การสนับสนุนให้เกิดการปฏิบัติจริงด้วยรูปแบบการประเมิน ทางตรงด้วยการกำหนดสถานการณจ์ รงิ ในผูเ้ รยี นไดแ้ สดงความสามารถทกั ษะ ๑๐.๘ การประเมินผลการศกึ ษาในพระพุทธศาสนาโดยภาพรวม๖๙ ในกระบวนการศกึ ษาตามทัศนะของพระพทุ ธศาสนานนั้ สามารถประเมินผลการศึกษาจาก พฒั นาตามความม่งุ หมายหรอื เป้าหมายของการศกึ ษา ถ้าพัฒนาศกึ ษาอบรมโดยครบถ้วนแล้ว จะทำให้ มนษุ ย์มีอสิ รภาพ ๔ ดา้ นด้วยกัน คือ ๑. อิสรภาพทางกาย ได้แก่ เมอ่ื มนุษยข์ าดแคลนปัจจัย ๔ กส็ ามารถแกป้ ัญหาทำให้มนุษย์ มปี จั จัย ๔ โดยการจัดสรรสรา้ งขึ้นมา ทำใหม้ อี ิสรภาพพน้ื ฐานของชีวติ ๒. อสิ รภาพทางสงั คม ไดแ้ ก่ เม่ือมนษุ ย์ร้จู ักประมาณในการเสพบรโิ ภค พร้อมท้งั มีการเผอื่ แผแ่ บ่งปันกนั ในสงั คม มคี วามสมั พนั ธก์ นั ดว้ ยไมตรี เรยี กว่า มอี สิ รภาพในทางสังคม เพราะไมต่ ้อง เบยี ดเบียน ไม่ต้องข่มเหงเอารัดเอาเปรียบกัน ๓. อิสรภาพทางจติ ใจ ได้แก่ สามารถพัฒนาจิตใจ ทำให้มีอสิ รภาพ โดยพน้ จากอำนาจบบี คนั้ ของกิเลสมีจิตใจท่ีเข้มแข็ง มสี มรรถภาพ มคี ณุ ธรรม และมีความรา่ เรงิ เบิกบาน มคี วามสขุ ใน ทา่ มกลางสภาพแวดล้อมทางสงั คมทีเ่ อ้อื โอกาสในการพฒั นาเชน่ นน้ั ๔. อสิ รภาพทางปญั ญาอนั สูงสุด ไดแ้ ก่ การพฒั นาปัญญาให้รู้เขา้ ใจส่งิ ท้งั หลายตามความ เป็นจริง ทำให้ชวี ิตเปน็ อิสระจากปญั หา แม้แต่ความเป็นไปผันผวนปรวนแปรในโลก และความทุกข์ใน ธรรมชาตกิ ไ็ มส่ ามารถครอบงำจิตใจของเขาได้ ๑๐.๙ การประเมินผลการศกึ ษาในพระพทุ ธศาสนาโดยภาวะทีเ่ กิดข้ึนทางจติ การประเมินผลในภาวะทางจติ นี้ เปน็ เร่ืองยากสำหรับผู้อน่ื ท่ีจะมาประเมินผลหรือรู้ผลได้ เพราะ การสำเร็จการศึกษาในพระพุทธศาสนานั้น เป็นส่ิงที่รู้ได้เฉพาะตนเอง (ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ) ดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุ กล่าวไว้ว่า “รับปริญญาด้วยตนเอง ก็คือ รู้อยู่แก่ใจของตนเองว่า ความส้ินราคะ ส้ินโทสะ สิ้นโมหะ….เรียกว่า รู้สิ่งท่ีควรรู้ ครบถ้วน หมดจดส้ินเชิง” ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ จึงเป็นปรญิ ญาทางพระพุทธศาสนา เป็นการส้ินเหตุแห่งความทกุ ข์ และ รับปริญญาด้วยตนเองในทันทีท่ีสำเร็จการศึกษา ผลจากการเปล่ียนแปลงภายในจิตใจไปในทางท่ีดีนั้น จะส่งผลทางกาย ทางสงั คมในทางทด่ี ดี ้วย ดังนนั้ ในขัน้ จบการศกึ ษา ผู้รู้จะเกดิ ความเปล่ียนแปลงในทางทดี่ หี ลายด้าน เชน่ ๖๙ http://www.pantown.com/group.php?display=content&id=๓๖๗๔๙&name=content๒๑&area=๓ วนั ทเ่ี ขา้ ถงึ ๑๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓.
๑๒๙ ๑ ) ด้านบรรยากาศจติ จากทเ่ี คยมดื เป็น สวา่ ง ๒ ) ด้านคณุ ภาพจติ จากสกปรก เป็น สะอาด ๓ ) ดา้ นอารมณ์ จากสบั สน วนุ่ วาย เป็น สงบ ระงบั ๔ ) ดา้ นทัศนคติ จากเกลยี ด เป็น รกั ใคร่ สงสาร ๕ ) ด้านพฤติกรรม จากการเป็นผ้เู อา เป็น ผู้มกี ารใหป้ ัน๗๐ ๑๐.๑๐ การวิจยั เพอ่ื พัฒนาการเรยี นรู้ การทำงานไม่ว่าจะเป็นงานประเภทใด ระดับใด ทางโลก หรือทางธรรมก็ตาม เมื่อต้องการ จะพัฒนางานนั้น ๆ ให้มีความเจริญก้าวหน้า กำจัดจุดบกพร่องหรือส่วนท่ีไม่พึงปรารถนา ข้อผิดพลาด ในส่วนที่ไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น ในช่วงของการทำงานท่ีผ่านมานั้น ส่ิงท่ีมีความจำเป็นและมี ความสำคัญในการพัฒนางาน ส่ิงน้ันก็คือ การวิเคราะห์วิจัยหาปัญหาสาเหตทุ ั้งในส่วนที่ดีและไม่ดี เพ่ือ จะได้พัฒนาให้ดียิ่งข้ึน พุทธปรัชญากบั การศึกษา มีการวิจัยเพ่ือพัฒนาการศึกษาอย่างไร ในประเด็นนี้ ผเู้ ขียนจะไดร้ วบรวมมาประมวลเท่าที่จะสามารถนำมาได้พอเปน็ แนวทางในการศึกษาคน้ ควา้ สืบต่อไป ๑. การแผพ่ ระญาณตรวจดูสตั วโ์ ลกกอ่ นเสดจ็ ไปแสดงธรรมโปรด ๒. วจิ ยั ผูฟ้ ังแยกตามจรติ ๖ อย่าง. ๓. เปรยี บเทยี บผู้ฟังเหมือนบัว ๔ เหลา่ ๔. การสรุปผลหลังจบการแสดงธรรมในแต่ละกัณฑ์ ๗๐ www.watnachuak.org/index.php/%๒๕E๐%๒๕... วันทเี่ ขา้ ถึง ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
๑๓๐ บรรณานกุ รม การศกึ ษา (สกิ ขา). (ออนไลน)์ เขา้ ถงึ ได้จาก. http://www.pantown.com/group.php?display=content&id= ๓๖๗๔๙&name=content๓๐&area=๓.(วันที่สบื ค้นขอ้ มูล : ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓). กีรติ บญุ เจือ.แก่นปรัชญาปจั จบุ นั . กรงุ เทพมหานคร,ไทยวฒั นาพานิช,๒๕๑๙. กำเนดิ ของพุทธปรัชญา. (ออนไลน์) เขา้ ถึงได้จาก. http://www.bcoms.net/buddhism/detail.asp?id=153. (วนั ท่ีสืบค้นข้อมลู : ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๔). ความหมายการศกึ ษา. (ออนไลน์) เข้าถึงไดจ้ าก. http://my.opera.com/somprasong/blog/show.dml/๓๓๙๔๕๙๑. ( วนั ท่ีสบื ค้นขอ้ มลู : ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓). ชีพ ปุญญานภุ าพ. คณุ ลกั ษณะพิเศษแหง่ พระพทุ ธศาสนา, กรงุ เทพมหานคร : มหามกุฎราช วิทยาลยั , ๒๕๓๓ ธีรวสั บาเพญ็ บุญบารม.ี ลกั ษณะเดน่ ของพระพุทธศาสนา.(ออนไลน์) เข้าถึงไดจ้ าก http://www.sriprawat.net/61p.pdf. (วันทสี่ บื คน้ ข้อมูล : ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๕๔). ปรชั ญาการศกึ ษา.(ออนไลน)์ เข้าถงึ ไดจ้ าก cdn.learners.in.th/.../original_...(วนั ทีส่ บื ค้นขอ้ มลู : ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๕๔). ปรชั ญา เวสารัชช.์ ศ.ดร.หลกั การศึกษา. (ออนไลน์) เขา้ ถงึ ไดจ้ าก. http://suthep.cru.in.th. (วนั ที่สืบค้นข้อมูล : ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๔). พทุ ธปรัชญาคืออะไร.(ออนไลน)์ เขา้ ถึงไดจ้ าก. http://wirotephilosophy.blogspot.com/2010/01/blog-post_965.html. (วันที่สบื คน้ ข้อมูล : ๑๘ ตลุ าคม ๒๕๕๔). พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต).ทางสายกลางของการศึกษาไทย (ออนไลน์)เขา้ ถึงได้จาก. http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id= 470&articlegroup_id=97 (วันทส่ี บื คน้ ข้อมลู : ๑๘ ตลุ าคม ๒๕๕๔). , การศึกษาเพอ่ื อารยธรรมที่ยัง่ ยนื , พิมพค์ รั้งท่ี ๓ (กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท สหธรรมกิ จำกดั , ๒๕๓๙) , ๙ ลกั ษณะเด่นของพระพทุ ธศาสนา. http://www.dharma- gateway.com/monk/preach/lp-prayuth/lp-prayuth-35.htm (วนั ท่ีสบื ค้นข้อมูล : ๘ ธนั วาคม ๒๕๕๔).
๑๓๑ พระราชวรมนุ ี (ประยุทธ์ ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม ฉบับขยายความ, (กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั ด่าน สุทธาการพมิ พ์, ๒๕๒๙) พระมหาบญุ เรอื ง ปัญญาวชโิ ร, พระพทุ ธศาสนากบั ปรชั ญา. (ฝา่ ยเอกสารและตำรามหาวิทยาลัย มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ห้องเรียนวัดพระพุทธบาทเขากระโดง จงั หวดั บรุ รี ัมย,์ ๒๕๔๗). รัตนา ตันบญุ เตก็ . ปรัชญาคืออะไร.กรงุ เทพมหานคร : อมั รนิ ทรก์ ารพิมพ,์ ๒๕๓๒. วสันต์ ทองไทย. ดร. การประเมนิ ผลการเรยี นร้.ู (ออนไลน)์ เขา้ ถึงได้จาก. http://www.bpcd.net/new_subject/library/research/document/ sopida/ research/ku/develop/08.pdf (วันท่ีสบื คน้ ข้อมลู : ๑๘ ตลุ าคม ๒๕๕๔). วธิ เี หน็ อรยิ สัจจ์. (ออนไลน์) เขา้ ถงึ ได้จาก. http://www.bp-smakom.org/BP_School/Social/A- riyaset ๔.htm. (วนั ท่สี บื คน้ ข้อมูล : ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓). ศกั ดา ปรางคป์ ระทานพร.ปรัชญาการศกึ ษาพน้ื ฐาน, บางแสน : มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ, ๒๕๓๖. สวามี สัตยานนั ทบุร.ี ปาฐกถา. กรงุ เทพมหานคร : สกั นักพิมพ์แพร่พทิ ยา,๒๕๑๔. สำลี รักสุทธ,ี คมวาทะของนักการศึกษาที่ทรงคุณค่านริ ันดรก์ าล, กรงุ เทพมหานคร : หา้ งหนุ้ ส่วน จำกัด เรอื งแสงการพิมพ,์ ๒๕๔๘. สงั สารวฏั .(ออนไลน)์ เข้าถงึ ได้จาก. http://vattasungsorn.board.ob.tc/-View.php?N=๑ (วนั ท่สี ืบคน้ ข้อมูล : ๒๗ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓). สนุ ทร ณ รงั สี, พุทธปรชั ญาจากพระไตรปิฎก, กรุงเทพฯ : สำนกั พมิ พจ์ ุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั ๒๕๔๓. สภุ า ใจบญุ .แนวโน้มปรชั ญาการศึกษาไทยภายในปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ ตามการคาดการณ์ของ ผูเ้ ช่ยี วชาญทางการศกึ ษา.วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑิต ภาควชิ าสารัตถศกึ ษา บณั ฑิตศึกษา จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย,๒๕๓๑. หลกั การรู้อรยิ สัจ ๔.(ออนไลน)์ เข้าถงึ ได้จาก. http://www.baanjomyut.com/pratripidok/ ๐๔.html.(วนั ทีส่ ืบค้นข้อมลู : ๒๗ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓). หลักปฏิบตั ใิ นอนิ ทรีย์. (ออนไลน)์ เข้าถึงไดจ้ าก. http://board.dserver.org/e/easydharma/ ๐๐๐๐๐๒๙๗.html. (วันท่สี บื คน้ ขอ้ มลู : ๒๗ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓).
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136