๘๖ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง โซกแป้ง โซกแป้ง คําว่า โซก หมายถึง ช่องนํ้า ก ล า ง เ ข า ค ล้ า ย น้ํ า ต ก แป้งเป็นการสะสมของ หินปูนทอ่ี ยู่ระหว่างโซก ท่ี ม า ข อ ง ช่ื อ ม า จ า ก เ ป็ น แ ห ล่ ง ท่ี ค น สมยั โบราณไปขุดนําหินผุ ม า ทํ า เ ป็ น แป้ ง ท า ตั ว จะสามารถพบได้บริเวณ ในซอกหุบเขามีนํ้าไหล (ภาพท่ี ๖๒ โซกแป้ง) เหมือนลําห้วย จึงเรียกวา่ โซกแปง้ ใ น อ ดี ต ก า ร ใ ช้ แป้งสีพองได้รับความนิยม ก่อนท่ีแป้งผัดหน้าทาตัวจากตลาดจะ แพร่หลายและเป็นที่นิยมอย่างทุกวันน้ี ชาวบ้านในพื้นท่ีอําเภอ สวรรคโลก อาํ เภอศรสี ําโรง และอําเภอทุ่งเสล่ียม ต้องไปหาบหินผุ มาจากโซกแป้งบริเวณเขาเดื่อ ภูเขาผาแดง ตําบลเมืองบางขลัง อําเภอสวรรคโลก โดยโซกแป้งท่ีไปสํารวจน้ี เป็นบริเวณที่มีหินผุ เรียกว่า แป้งสีพอง (อ่านว่า แป้ง-สี-พ๊อง ตามภาษาพ้ืนบ้านของ เมืองบางขลัง) หรือ “ดินสอพอง” (ตามภาษากลาง) เมื่อว่างเว้น จากภารกิจการทาํ นา ทาํ อ้อย และกรองหญา้ คาแล้ว ประมาณเดอื น มีนาคมของทุกปี จึงจะข้ึนไปบนภูเขาหาบหินผุนี้มาทําแป้งสีพอง
ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๘๗ นับว่าเปน็ ภารกิจท่คี รอบครวั ในพน้ื ท่ีส่วนใหญ่ ต้องเตรยี มแป้งสพี อง น้ีไว้ให้เพียงพอสําหรับสมาชิกในครอบครัวใช้ประมาณ ๑ ปี โดยแปง้ จะมคี ุณสมบัติพเิ ศษ คอื เมื่อทาแล้วทําให้รู้สกึ เยน็ มาก ซง่ึ ใน ปัจจุบันเม่ือมีแป้งผงบรรจุกระป๋องเข้ามาขายในตลาดสวรรคโลก และตลาดศรีสาํ โรง ทาํ ให้โซกแป้งเรมิ่ ร้างรา ผูไ้ ปขดุ แป้งสีพองมาใช้ น้อยลง จนปจั จุบนั กล่าวได้ว่า โซกแป้งได้หมดความสําคญั ใน การเป็นแหล่งผลิตแป้งสีพอง ไปแล้วสนิ้ เชิง ส่วนของวิธีการ ทาํ แปง้ สีพองเร่ิมต้ังแต่การนํา หิ น ผุ ม า ตํ า ใ ห้ ล ะ เ อี ย ด แล้วผสมนํ้าจากนั้นกรองด้วย ผ้าขาวบาง แล้วเกรอะ คือ ใส่ ถุ งผ้ า แขวนใ ห้ น้ํา ห ย ด ภาพที่ ๖๓ แป้งสพี อง แยกเอาแป้งออก หรือใส่ขัน ให้แป้งตกตะกอน ประมาณ ๑ คนื รนิ นา้ํ ใสท้ิง จากนั้นแล้วเอาแป้งท่ีเหลือป้ันเป็นก้อนลักษณะ จกุ แหลม (เหมือนยาถ่ายเด็กสมัยก่อน) ผ่ึงแดดให้แห้งเก็บไว้ใช้ ใน ด้านการนาํ ไปใช้จะมีการเตรียมขุดหัวขม้ิน โดยเฉพาะช่วงปลายฤดู ฝนจะเป็นระยะเวลาที่ขมิ้นชันแก่จัดเนื้อจะเป็นสีเหลืองอร่าม ใช้เสียมหรือกระจอบเพล าขุดแง่งขม้ินชันข้ึนมาล้างน้ํา ให้ส ะอาด แล้วนําไปตม้ ในหม้อนา้ํ รูดใบมะขามสดตม้ ดว้ ย ใชไ้ มแ้ หลมแทงดูว่า ขมิ้นชันสุกระอุดแี ล้วหรอื ยัง เหมอื นต้มมันเทศจึงปลงหม้อลงรินน้ํา ลงให้แห้ง ผึ่งลมให้หัวขม้ินเย็นสนิท แล้วใช้ไม้แหลมเสียบนําไป แขวนผ่ึงแดดให้แหง้ สนิท เกบ็ ไวใ้ ช้ให้ครบปี เวลาจะใช้จึงต้องมีอ่าง
๘๘ ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ฝนขม้นิ ผสมแป้งสพี อง ก่อนมาใช้ผัดหน้า เยน็ ผิวกาย และทาตวั เด็ก เพ่อื ป้องกันผดผ่ืน (สนิท ชื่นชอบ, สัมภาษณ์, ๒๘ มนี าคม ๒๕๕๘) คลองวงั เดื่อ (ภาพที่ ๖๔ คลองวังเดอื่ ) คลองวังเด่ือเกิดจากเทือกเขาวงเด่ือท่ีมีลักษณะโค้งเป็น คร่ึงวงกลม จากวัดเขาเด่ือขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของ เทอื กเขา นอกจากนี้ยังมตี น้ มะเดอ่ื เป็นจาํ นวนมาก เนื่องจากคลองน้ี อยู่บริเวณเขาวงเด่ือ จึงเรียกว่า คลองวงเด่ือ (เสวย ภู่เอี่ยม, สมั ภาษณ์, ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘)
ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๘๙ วดั เขาเด่อื (ภาพที่ ๖๕ ป้ายวดั เขาเดอื่ ) วัดเขาเดื่อ หรือ (ภาพท่ี ๖๖ วดั เขาเดือ่ ) สาํ นกั สงฆ์เขาเด่ือ เป็นวัด อยู่บริเวณตีนเขาวงเด่ือ เรียกชื่อวัดตามลักษณะ ภูมิประเทศ คือ ภูเขา (เขาวงเด่ือ) โดยตัดคําว่า “วง” ออก เน่ืองจาก คําว่า เขาวงเด่ือ เป็น ช่ือเรียกท่ีเป็นทางการ ส่วนภาษาปากที่ชาวบ้าน ในชุมชนใช้ เรยี กวา่ “เขา เดื่อ” ดังนั้น จึงต้ังชื่อ วัดว่า วัดเขาเดื่อ ตามช่ือ ภูเขา และตําแหน่งท่ีตั้ง (เสวย ภู่เอี่ยม,สัมภาษณ์, ๒๐ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘)
๙๐ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง พรรณไม้พืน้ เมือง พรรณไม้พ้ืนเมืองในที่น้ี หมายถึง พรรณไม้พ้ืนเมืองที่ ปรากฏเฉพาะในพืน้ ที่ตําบลเมอื งบางขลัง อาํ เภอสวรรคโลก จังหวัด สุโขทัย ซ่ึงพรรณไม้เหล่านี้มีคุณประโยชน์ต่อคนในชุมชน เพอื่ การนาํ มาใช้ มีชือ่ เรียก และมเี พียงในพน้ื ท่นี ้ีเท่านนั้ ตน้ ผา่ ด้าม/ต้นผ่าดา้ มคํามอกหลวง มีช่ื อม า จา ก เ ป็ น ต้ น ไ ม้ ป ร ะ จํ า ถิ่ น ท่ี ข้ึ น อ ยู่ บรเิ วณเขาวงเดื่อ มีลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ ๗ - ๑๕ เมตร มีน้ํายาง สีเหลือง ใบเดี่ยวรูปคล้าย วงรี มีลูกเล็กเป็นพวงๆ มี คุ ณ ส ม บั ติ พิ เ ศ ษ คื อ คนสมัย โบราณใช้ยาง ที่ บ ริ เ ว ณ ย อ ด ใ บ ม า ห ย อ ด ภาพที่ ๖๗ ตน้ ผา่ ด้าม/ต้นผ่า ท่ีด้ามมีด หอก ดาบ และ ดา้ มคาํ มอกหลวง อาวธุ อ่นื ๆ ของนกั รบโบราณ จะทํ าให้ ด้าม ที่จับ อาวุ ธ มีความแน่น ไม่หลุดง่ายๆ ในขณะที่ใช้ และถ้าต้องการจะเปล่ียน ดา้ มอาวธุ จะต้องผา่ ดา้ มออกเท่าน้นั จงึ เรียกว่าตน้ ผา่ ดา้ ม (บญุ เทียม สวสั ด์ริ กั ษา, สมั ภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘)
ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๙๑ ๖. หมทู่ ี่ ๖ บา้ นนํ้าด้วน บ้านนา้ํ ด้วน (ภาพท่ี ๖๘ บา้ นนา้ํ ด้วน) ที่ ม า ช่ื อ บ้ า น นํ้ า ด้ ว น ม า จ า ก บ ริ เ ว ณ ห มู่ บ้ า น มี ลํ า ค ล อ ง ขนาดใหญ่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ซ่ึงเป็นลําคลองที่มีความ อุดมสมบูรณ์มาก เนื่องจากมีน้ําที่ไหลมาจากเขาวงพระจันทร์ (เขาดงข่า) มารวมด้วย แต่ลําคลองนี้เมื่อไหลผ่านใจกลางหมู่บ้าน ขนาดของลําคลองค่อยๆ เล็กลง และแตกออกเป็นลําเหมือง ขนาดเล็ก คือ คลองหมูโจน คลองตันตาหนุน และคลองทรายมูล ชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านน้ีตามสภาพภูมิประเทศว่า บ้านนํ้าด้วน (ทองล้วน นกแกว้ , สัมภาษณ์, ๑๒ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๘)
๙๒ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง คลองน้าํ ด้วน คล อ ง น้ํ า ด้ ว น เ ป็ น ลํ า ค ล อ ง ก ว้ า ง ที่ มี ต้ น นํ้ า ม า จ า ก แ ม่ น้ํ า ฝากระดาน เมื่อไหลผ่าน หมู่บ้าน ลําคลองก็แคบ ล ง จ น ด้ ว น แ ล ะ จ ะ แตกออกเป็นลําเหมือง (ภาพท่ี ๖๙ คลองนํ้าด้วน) ต่างๆ คือ คลองหมูโจน คลองตันตาหนุนแล ะ คลองทรายมูล ชาวบ้านจึงเรียกชื่อคลองนี้ว่า คลองนํ้าด้วน (จรสั ช่ืนชอบ, สัมภาษณ์, ๑๒ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๘) ศาลเจ้าพอ่ ดงเย็น (ศาลเจา้ พอ่ ภุมรนิ ) (ภาพที่ ๗๐ ศาลเจ้าพอ่ ดงเยน็ (ศาลเจา้ พอ่ ภุมรนิ ))
ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๙๓ ศาลเจ้าพ่อดงเย็น ตั้งอยู่บริเวณท้ายลําคลองน้ําด้วน เปน็ ศาลเก่าแก่โดยไมท่ ราบแนช่ ัดว่าผใู้ ดเป็นผูต้ ้ังศาลนีข้ ึน้ มา มีเร่ือง เล่าว่า ในสมัยก่อนบริเวณนี้มีโจรชุกชุมมีโจรคนหน่ึงมาลักขโมย ววั ควายของชาวบ้านและได้บนบานกับศาลเจ้าพ่อว่า หากสามารถ ขโมยวัวหรือควายได้สําเร็จ จะให้ไว้ท่ีศาลนี้ ๑ ตัว และเม่ือโจร ขโมยวัวควายได้แล้ว จึงนํามามัดไว้ ๑ ตัว ตามท่ีได้บนไว้ แต่มีอยู่ คร้งั หน่ึงควายท่มี ดั ไวท้ ี่ศาลเกิดว่งิ ดนั ศาลนั้นพงั เสียหาย เจ้าพอ่ จึงไป เข้าสิงร่างโจรทม่ี าลักววั ควาย ให้เดินลงไปในคลองโดยสามารถเดิน ดํานํ้าในลําคลองที่ลึกมากได้ท้ังวันท้ังคืน ญาติโจรได้ทําพิธีขอขมา ต่อเจา้ พอ่ จากน้นั ก็พบร่างโจรคนดงั กลา่ ว ชาวบ้านจึงเรียกว่า ศาล เจา้ พอ่ ดงเย็น (ลับ ไขแจ้ง, สมั ภาษณ์, ๑๒ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) เขาวงพระจนั ทร์ (เขาดงขา่ ) (ภาพท่ี ๗๑ เขาวงพระจันทร์ (เขาดงขา่ )) มีท่ีมาจาก ภูเขาลูกนี้มีลักษณะคล้ายกับวงพระจันทร์ ใน อดีตเรียกว่า เขาดงข่า เนื่องจากมีต้นข่าอยู่เป็นจํานวนมากซ่ึง ปัจจุบันยังคงมีต้นข่าอยู่ โดยภูเขาแห่งนี้มีลักษณะโค้งเป็นคร่ึง วงกลมคลา้ ยวงพระจันทร์ ถา้ มองจากโรงเรยี นเขาวงพระจันทร์แล้ว
๙๔ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง มองไปที่ภูเขาจะเห็นเป็นคร่ึงวงกลม จึงเรียกว่า เขาวงพระจันทร์ แล ะ เ มื่ อ ขึ้ น ไป บ น ย อ ด เ ขา สู ง ที่ สุ ด จ ะเ ห็ น ค ว า ม โค้ ง ไ ด้ ชั ด เ จ น นอกจากนี้ มเี ร่ืองเล่าว่าบางครั้งมีคนได้ยินเสียงดนตรีไทย ป่ีพาทย์ ตะโพน ซึ่งชาวบ้านเช่ือว่ามีสมบัติและของเก่าอยู่บนภูเขา (กิ่ง เขียวสี, สัมภาษณ์, ๑๒ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) โรงเรยี นบ้านวงพระจนั ทร์ ภาพท่ี ๗๒ โรงเรียนบา้ นวงพระจนั ทร์ โรงเรียนบ้านวงพระจันทร์อยู่บริเวณเชิงเขาวงพระจันทร์ ชื่อโรงเรยี นตงั้ ตามช่ือภูเขา (ก่ิง เขียวสี, สัมภาษณ์, ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘)
ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๙๕ วดั ศรีคงคาราม (ภาพท่ี ๗๓ วดั ศรีคงคาราม) วัดศรีคงคาราม เดิมช่ือว่าวัดน้ําด้วน ต่อมามีพระภิกษุช่ือ จันทร์เข้ามาจําพรรษาที่วัดได้เปล่ียนช่ือเป็น วัดศรีคงคาราม เนื่องจากต้องการต้ังช่ือให้เป็นมงคล และให้ปรากฏลักษณะ ภมู ปิ ระเทศทต่ี งั้ ของวัด คือ ด้านหลังวัดเป็นภูเขา ด้านหน้ามีแม่นํ้า ไหลผ่าน ดังน้ัน จึงเอาลักษณะภูมิประเทศมาต้ังเป็นชื่อโดยมี ความหมายดังน้ี คอื ศรี หมายถงึ ความสวา่ ง ความเป็นสิริมงคล คง คา หมายถึง คลองนํ้าด้วน ราม หมายถึง งาม พอดีพองาม ดังนั้น ชื่อของวัดน้ีจึงเน้นท่ีความหมายว่า สถานท่ีท่ีมีความสว่างเป็น สิรมิ งคล และมีแม่นํ้าทง่ี ดงาม นอกจากนี้ภายในวัดยังมีโบราณวัตถุ ท่ีสําคัญ คือ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ท้ังสามองค์ เรียกว่า พระสาม สมยั
๙๖ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ท่ีมาของชื่อพระ ส า ม ส มั ย ม า จ า ก เ ป็ น พ ร ะ พุ ท ธ รู ป อ ง ค์ ใ ห ญ่ ท่ี สร้างข้ึนในสมัยของพระ ล ะ ม่ อ ม ที่ ม า ดํ า ร ง ตําแหน่งเปน็ เจ้าอาวาสวัด ภาพท่ี ๗๔ พระสามสมัย น้ําดว้ น ได้มีการสร้างพระ ๓ องค์ แต่ละองค์น้ันสร้าง ตามแบบต่างยุคสมัยกัน คอื สมัยเชียงแสน สมยั สุโขทัย และสมัยอู่ทอง จึงเรียกว่า พระสาม สมัย (หย่า จ่ันจีน, สัมภาษณ์, ๑๒ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) คลองหมูโจน (ภาพท่ี ๗๕ คลองหมูโจน) ทมี่ าของช่อื คอื สมยั กอ่ นบริเวณเขานํ้าด้วนจะมีหมูปา่ อาศยั อยู่บริเวณน้ีเป็นจํานวนมาก หมูป่าเหล่าน้ีจะต้องลงไปกินนํ้าที่
ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๙๗ คลองน้ําดว้ น โดยต้องผา่ นลําคลองหมโู จนนี้ ชาวบ้านจึงเรียกคลอง น้ีว่า คลองหมูโจน หมู คือ หมูป่า ส่วนโจน เป็นคํากริยา หมายถึง กระโจน (กระโดด) และเรยี กต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าใน ปัจจุบนั จะไม่มีหมูป่าอาศัยอยู่บริเวณนั้นแล้วก็ตาม (ช้อน พลธีระ, สมั ภาษณ์, ๑๒ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) ถา้ํ ทองคํา ถํ้าทองคําเป็นถ้ําท่ีอยู่บนเขาวงพระจันทร์ ช่ือเรียกถํ้า ทองคํา มาจากการสันนิษฐานว่าถํ้าแห่งนี้มีทองคํา เน่ืองจากพบ เศษหินที่มีทองคําติดอยู่ สมัยก่อนถ้ําน้ีน่าจะเป็นสถานท่ีในการหา สมบัติของคนที่ชอบหาของเก่า (ช้อน พลธีระ, สัมภาษณ์, ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘) เจดีย์โบราณ เจดีย์โบราณตั้งอยู่บนยอดเขาน้ําด้วน เป็นซากเจดีย์ทรง ระฆังควํ่าเก่าแก่ สันนิษฐานว่า เจดีย์นี้น่าจะสร้างในสมัยเมือง บางขลังรุ่งเรือง (ก่อนสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานี) ปัจจุบัน ชาวบา้ นเรยี กเจดีย์แห่งนี้ว่า เจดีย์โบราณ (หย่า จั่นจีน, สัมภาษณ์, ๑๒ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๘) ถาํ้ ลิง ถํ้าลิงเป็นถ้ําอยู่บนเขานํ้าด้วน สาเหตุที่เรียกว่า ถํ้าลิง เนื่องจากถ้ําแห่งนี้มีลิงอาศัยอยู่เป็นจํานวนมาก แต่ยังไม่เคยมีผู้ใด เข้าไปในถํ้า สันนิษฐานว่าภายในถ้ํามีแหล่งนํ้าอยู่ด้วย ในปัจจุบัน
๙๘ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ไมพ่ บลงิ อยใู่ นถํ้า หรอื บริเวณถาํ้ น้ีแลว้ (หย่า จน่ั จนี , สัมภาษณ์, ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘) บอ่ นาํ้ ทพิ ย์ (ภาพท่ี ๗๖ บ่อนํ้าทิพย)์ ที่มาของชื่อคือ บ่อน้ําแห่งนี้เป็นบ่อธรรมชาติท่ีไม่เคยแห้ง ชาวบ้านท่ีอาศัยอยู่บริเวณนั้นใช้บ่อนํ้านี้ในการอุปโภคบริโภค เนอื่ งจากอยหู่ ่างไกลจากหม่บู ้านมาก และนาํ้ ประปายังเขา้ ไม่ถงึ บอ่ นํา้ น้ีมีข้อห้ามวา่ ห้ามสตรีทมี่ ีประจาํ เดือนเข้าไปใกล้บ่อ มิฉะน้ันนํ้าจะแห้งเหือดไป ซึ่งเคยมีผู้หญิงท่ีมีประจําเดือนเข้าไป ตักน้าํ ในบอ่ นํ้ากไ็ ดแ้ หง้ เหือดไป ผา่ นไปหลายปีจงึ กลับมามีน้ําในบ่อ อีกครั้ง นอกจากน้ียังเคยมีคนนํานํ้าในบ่อน้ีไปรักษาโรคแล้วหาย เป็นท่ีกล่าวขานร่ําลือกันว่าบ่อนํ้าน้ีศักดิ์สิทธ์ิสามารถรักษาโรคให้ หายได้จึงเรียกว่า บ่อน้ําทิพย์ (ช้อน พลธีระ, สัมภาษณ์, ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘)
ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๙๙ คลองทรายมูล ที่ ม า ข อ ง ชื่ อ ม า จ า ก ใ น อ ดี ต ลํ า ค ล อ ง แห่งนี้มีความลึกมาก เป็นแหล่งน้ําที่มีความ อุดมสมบูรณ์เป็นอย่าง มากทําให้มีผู้คนเข้าไป อ า ศั ย ทํ า ม า ห า กิ น (ภาพท่ี ๗๗ คลองทรายมลู ) ต่อมาลําคลองแห่งนี้ เกิดตื้นเขิน เนื่องจาก ในฤดูนํา้ หลากความแรงของนํา้ พัดเอาทรายจาํ นวนมากมาทับถมกัน จนสูงข้ึนเร่ือยๆ (คนเมืองบางขลังจะเรียกการทับถมกันสูงๆ นี้ว่า “มูน”) ในเวลาต่อมาจึงเรียกลําคลองนี้ว่า คลองทรายมูน แต่เวลา เขียนสะกดเป็น คลองทรายมูล (ก่ิง เขียวสี, สัมภาษณ์, ๑๒ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) วัดคลองทรายมลู ที่มาของชอ่ื วดั แหง่ นต้ี งั้ อยรู่ มิ ลําคลองทรายมูล ชาวบา้ นจงึ เรยี กว่า วัดคลองทรายมูล วัดคลองทรายมลู ตัง้ อย่ใู นท่ขี องนายเชอ่ื ม มีปิ่น มีซากเจดีย์อยู่หลายองค์ มีเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ตั้งอยู่ด้านท้ายของ คลองบา้ นนํ้าดว้ นทแ่ี ยกออกทางด้านทศิ ตะวันตก (บัวโรย อ่อนบุญ, สัมภาษณ์, ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘)
๑๐๐ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง วดั รมิ คลองยาง (กรุตาแกว่ง) วัดน้ีเป็นซากโบราณสถานต้งั อยใู่ นที่ดินของตาแกว่ง ต้ังอยู่ บริเวณริมคลองยาง ชาวบ้านจึงเรียกวัดนี้ว่า กรุตาแกว่ง กระท่ัง กรมศิลปากรเข้ามาบูรณะโบราณสถานพบซากโบราณสถานนี้ บริเวณริมคลองยางจึงต้ังช่ือใหม่ว่า วัดริมคลองยาง (บัวโรย อ่อน บุญ, สมั ภาษณ์, ๑๒ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) โจห๋ นองไผ่ (ภาพที่ ๗๘ โจ๋หนองไผ)่ “โจ๋” เป็นภาษาถน่ิ หมายถึง ยอดสงู สุด มีเรอ่ื งเล่าต่อๆ กนั มาว่า มลี งิ ที่อาศยั อยู่บนยอดเขา นาํ กอ้ นหินไปตัง้ ใหเ้ ปน็ บ่อขังนํา้ อยู่ บนยอดเขา เม่ือฝนตกจะมีนํ้าขังกลายเป็นแหล่งนํ้าของสัตว์ป่า ลักษณะเด่นอีกประการ คือ บริเวณบ่อนํ้าบนยอดเขานี้มีกอไผ่สูง ข้ึนล้อมรอบบ่อนํ้าน้ีไว้ จึงเรียกว่า โจ๋หนองไผ่ (ช้อน พลธีระ, สมั ภาษณ์, ๑๒ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๘)
ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๑๐๑ ฝายมะโกมาลยั ที่มาของชื่อมาจาก ฝายนี้สร้างขึ้นโดยใช้ก้อนหินจากภูเขา เดื่อและภูเขาน้ําด้วน (เขาวงพระจันทร์) เริ่มสร้างในพ้ืนที่ หมู่ ๖ ตาํ บลเมอื งบางขลัง อําเภอสวรรคโลก ซึ่งบริเวณนั้นมีต้นตะโกใหญ่ สร้างสําเร็จด้วยความสามัคคีของชาวบ้านตําบลเมืองบางขลัง อําเภอสวรรคโลก และชาวบ้านตําบลนาขุนไกร บ้านซ่าน ตําบล บา้ นไร่ อาํ เภอศรสี าํ โรง ช่วยกนั สรา้ งฝายน้ีข้ึนมา จึงตั้งชื่อว่า มะโก (ตน้ ตะโก) ส่วนคําว่า มาลัย (ชัยชนะ) จึงเรียกฝายน้ีว่า ฝายมะโก- มาลัย ปัจจุบันมีการสร้างฝายของเกษตรกรซ่ึงอยู่ต่ํากว่าฝาย มะโกมาลัย ทําให้น้ําไม่ไหลไปคลองยาง ไหลไปคลองนํ้าด้วน อย่างเดียว เน่ืองจากฝายใหม่สร้างไม่ตรงจุดเดิม ทําให้เกิดปัญหา ขาดนํ้าในบางพื้นที่ (จรัส ชื่นชอบ, สัมภาษณ์, ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘)
๑๐๒ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๗. หมูท่ ี่ ๗ บา้ นนากลาง บา้ นนากลาง หม่ทู ี่ ๗ ในอดีตเป็นพื้นที่ปา่ เสื่อมโทรม ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๒ มีชาวบ้านบ้านปากคลองช้างและ ชาวบา้ นอีกหลายพ้นื ทีอ่ พยพมาทาํ มาหากินจนสามารถต้งั หมบู่ า้ นได้ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ท่ีมาของชื่อบา้ นนากลาง เน่ืองจากทศิ ตะวันตกของหมู่บ้าน มีทุ่งนาค่ันอยู่ระหว่างลําคลองวงเดื่อ จึงทําให้เรียกติดปากกันว่า นาลาว หรือนากลาง และตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านนากลาง” ตาม ลักษณะของพ้ืนที่ (ละออง ชัยวิเศษ, สัมภาษณ์, ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘) คลองยายเกลยี้ ง (ภาพที่ ๗๙ คลองยายเกลย้ี ง) ท่ีมาของช่ือ คลองยายเกล้ียง เน่ืองจากยายเกล้ียงเป็น ภรรยาของตาเมอื ง ซง่ึ เป็นคนหาทีอ่ ยใู่ หช้ าวบ้านเมอื งบางขลังได้มีที่ อยูอ่ าศัยหลงั จากท่ีอพยพมาจากบา้ นร้างวังหมัน ชาวบ้านจึงเคารพ และนับถือตาเมืองและยายเกลี้ยงในฐานะผู้นําของหมู่บ้าน โดย
ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๑๐๓ สมยั กอ่ นบ้านร้างวังหมันแห้งแลง้ มาก ไม่มีน้ําใช้อุปโภคและบริโภค ยายเกล้ยี งจงึ คิดหาวิธที ี่จะหาแหล่งน้ําไปใช้ในหมู่บ้าน โดยเป็นผู้นํา ระดมชาวบ้านมาขุดลอกลําคลองจากลําคลองยางไปจนถึง พื้นท่ี บ้านรา้ งวงั หมันจนสําเร็จ จึงเรียกว่า คลองยายเกล้ียง ตามช่ือผู้นํา ปจั จบุ นั คลองยายเกลีย้ งเป็นคลองแห้งที่มีเพียงร่องดิน ไม่มีนํ้าไหล ผ่านแลว้ (สาย หมนื่ เขม็ , สมั ภาษณ์, ๒๐ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) คลองแหง้ คลองแห้งแต่เดิมเป็น ลําคลองเดียวกันกับคลองยาง อาณาเขตของลําคลองน้ีเม่ือ ไหลผ่านหมู่ท่ี ๗ ตําบลเมือง- บางขลัง หากอยู่ในช่วงฤดูนํ้า หลากจะมีน้ําไหลผ่าน แต่เมื่อ (ภาพท่ี ๘๐ คลองแหง้ ) เ ข้ า ฤ ดู แ ล้ ง จ ะ ไม่ มี น้ํ า เ ล ย ชาวบ้านจึงเรียกลําคลองน้ีว่า คลองแห้ง (องค์ เกดิ ทอง, สัมภาษณ์, ๒๐ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) คลองท่ามกั กะสัง (ภาพที่ ๘๑ คลองท่ามกั กะสัง) ท่ีมาของช่ือ มักกะสัง คือ มะกะสังเป็นช่ือต้นไม้ชนิด หนงึ่ ท่ีข้ึนอยรู่ มิ ลําคลองท้ังสอง ฝ่ัง มีลักษณะเป็นเครือๆ อยู่ ชา ย นํ้ า จึ ง เ รี ย ก คล อ ง ว่ า ลําคลองท่ามักกะสัง ปัจจุบัน
๑๐๔ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง คลองท่ามักกะสังไม่มีน้ําแล้ว ในอดีตคลองน้ีเป็นที่บรรจบรวมกัน ของคลองสามสาย คือ คลองบง คลองวงั เด่ือ และคลองยาง บริเวณ คลองท่ามักกะสังเป็นท่าน้ําที่มีทางสําหรับเกวียนหรือสัตว์เล้ียง สามารถเดินข้ามคลองได้ (เทียม ขุมเพ็ชร, สัมภาษณ์, ๒๐ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) คลองขีเ้ หล็ก (ภาพที่ ๘๒ คลองขีเ้ หลก็ ) คลองข้ีเหล็ก เป็นคลองที่ แยกมาจากคลองยางไปทางทิศ ตะวันตก ที่มาของช่ือคลองขี้เหล็ก มาจากบริเวณริมคลองมีต้นขี้เหล็ก ขึ้นเป็นจํานวนมากท้ังต้นใหญ่น้อย ชาวบ้านจึงเรียกว่า คลองข้ีเหล็ก ปัจจุบัน ลําคลองตื้นเขิน มีเพียง ต้นขี้เหล็กต้นเล็กๆ ข้ึนอยู่บางแห่ง เ ท่ า น้ั น ( ล ะ อ อ ง ชั ย วิ เ ศ ษ , สมั ภาษณ์, ๒๐ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘)
ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๑๐๕ คลองบง ท่ีมาของช่ือคลองบง คือ เป็นลําคลองที่มีไม้บงหรือ ไม้ไผ่บงข้ึนอยู่เป็นจํานวนมาก บริเวณริมคลองท้ังสองฝ่ัง จึง เรียกว่า คลองบง ปจั จบุ นั คลอง บงเป็นคลองทไี่ ม่มีนํ้า และไม่มี ไม้ไผ่บงขึ้นอย่างหนา แน่น (ภาพท่ี ๘๓ คลองบง) เหมือนในอดีตแล้ว เหลือเพียง กอไผ่เรียงราย เล็กน้อยตลอด ลําคลอง (เทียม ขมุ เพ็ชร, สมั ภาษณ์, ๒๐ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) กรเุ จดยี ์โทน (ภาพที่ ๘๔ กรุเจดยี ์โทน) กรเุ จดีย์โทนเป็นซากโบราณสถาน ท่ีมีซากเจดีย์องค์เดียว ทรงระฆังควํ่า และมีขนาดใหญ่มากกว่าเจดีย์อื่นๆ ในบริเวณนี้ จึง เรียกวา่ กรเุ จดีย์โทน บริเวณกรุเจดีย์โทนขุดพบพระเครื่องจํานวน
๑๐๖ ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง มาก ปจั จุบันพื้นที่กรุเจดีย์โทนอยู่ในพื้นที่ของ ตาปรุง สวัสดิรักษา ชาวบ้านหมู่ ๖ ตาํ บลราวต้นจันทร์ อําเภอศรีสําโรง จังหวัดสุโขทัย (เสวย ภู่เอ่ียม, สัมภาษณ์, ๒๐ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) วัดไทรงาม (ภาพท่ี ๘๕ วัดไทรงาม) วัดไทรงาม แต่เดิมช่ือว่า วัดป่างาม เน่ืองจากมีต้นไม้ จํานวนมากและสวยงาม พอเรียกกันบ่อยๆ เข้า ช่ือวัดก็เพ้ียนเป็น วัดป่างา่ ม หรือไพรงาม จากนนั้ เม่ือมกี ารต้ังชอื่ หมู่บ้าน บา้ นนากลาง ชื่อวัดจงึ เปล่ียนเปน็ วดั นากลาง เมือ่ มีเจา้ อาวาสรปู ใหม่มาจาํ พรรษา อยู่ที่วดั จงึ เปลย่ี นเปน็ ชอ่ื เป็นวัดไทรงาม เนอ่ื งจากมตี ้นไทรสองต้นที่ มลี ักษณะสวยงามขึ้นอยู่บริเวณหน้าวัด และข้ึนทะเบียนก่อตั้งเป็น วดั นอกจากนวี้ ดั ไทรงามยังมีผสู้ นั นษิ ฐานว่า เคยเป็นที่พักของ พระร่วง เน่ืองจากบริเวณวัดมีลานอิฐหรือลานศิลาแลงพ้ืนท่ี กว้างขวาง เป็นลานสําหรับตั้งที่พัก และห่างไปอีกประมาณ
ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๑๐๗ ๒๐๐ เมตร มีบอ่ น้าํ ที่เชอ่ื ว่าบ่อพระร่วงขดุ ไวใ้ ช้ในการอุปโภคบริโภค เช่นกัน เนอ่ื งจากบอ่ น้ําน้ีไมเ่ คยแหง้ เหือด โดยมีตานาํ้ เล็กๆ และ มีน้ําซึมอยู่ตลอด ชาวบ้านเรียกบ่อน้ําน้ีว่า บ่อน้ําพระร่วง (ละออง ชยั วเิ ศษ, สมั ภาษณ์, ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘) (ภาพท่ี ๘๖ ลานศิลาแลงทพ่ี กั ของพระรว่ ง) ตน้ มะขามพระรว่ ง (มะขามไรเ้ มด็ ) ต้นมะขามพระร่วงเป็นต้นมะขามที่มีขนาดใหญ่มาก มี รสชาติเปรี้ยว โดยมเี ร่ืองเล่าของคนโบราณว่า มะขามพระร่วงหรือ มะขามไร้เม็ดนน้ั มีท่ีมาจากพระร่วงได้เดินทางมาตามถนนพระร่วง และได้มาแวะพักที่ต้นมะขาม แล้วปลิดเอาฝักมะขามมากิน แต่ มะขามนั้นมีรสชาติเปร้ียวมาก ด้วยพระร่วงเจา้ เป็นคนท่ีมีวาจาสิทธิ์ จึงพูดว่า “มึงเปร้ียวมากหรือ ขอให้มึงอย่ามีเม็ดเลย” ต้นมะขาม พระร่วงน้ันจะมีอยู่ตามเส้นทางถนนพระร่วง ชาวบ้านจึงเรียกว่า ต้นมะขามพระร่วง (องค์ เกิดทอง, สัมภาษณ์, ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘)
๑๐๘ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง กรุตาสอน กรุตาสอนเป็นเจดีย์ที่พบอยู่ในที่ดินของนายสอน (ไม่ ปรากฏนามสกุล) จงึ เรยี กวา่ กรตุ าสอนตามชื่อเจ้าของท่ีดิน ปจั จบุ นั ท่ดี ินตกเปน็ ของนางสรุ ยี พ์ ร มว่ งทอง ลูกสาวของตาสอน โดยขุดพบ ฐานเจดยี ์ทรงระฆังคว่ํา ภายในฐานพบพระเครื่องจํานวนมาก เช่น พระรว่ งประธานพร พระร่วงอุ้มบาตร และพระร่วงเปิดโลก (เสวย ภเู่ อยี่ ม, สัมภาษณ์, ๒๐ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๘) วัดกรุยายชี (ภาพที่ ๘๗ วัดกรุยายชี) วัดกรยุ ายชี เปน็ ซากโบราณสถาน ต้งั อยู่ในทดี่ ินของนายชน้ื มนั่ คง ชาวบา้ นหมทู่ ี่ ๗ ตําบลเมืองบางขลัง ซ่ึงเสียชีวิตไปนานแล้ว บริเวณนี้ขุดพบฐานเจดีย์ขนาดใหญ่มีลวดลายสวยงามมาก พบ พระพทุ ธรปู องคใ์ หญแ่ ละองคเ์ ล็ก ตลอดจนพบพระเครือ่ งทสี่ วยงาม กว่าวัดอืน่ ๆ เชน่ พระท่ที ําด้วยเน้ือทองคํา เนื้อเงิน เนื้อชิน ภาชนะ เคร่ืองใช้เป็นเนอื้ ชนิ ท้ังหมด อีกทงั้ ยงั พบเครื่องใชท้ ี่เปน็ ของสตรี เชน่ กระจกสํารดิ แหวนสําริด และกําไลสําริด จากการขุดพบเครื่องใช้ สตรีในบริเวณน้ี จึงมีสันนิษฐานว่าสมัยโบราณน่าจะมีแม่ชี
ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๑๐๙ จําพรรษาอยู่ท่ีวัดแห่งนี้ จึงเรียกว่า กรุยายชี (สาย หมื่นเข็ม, สัมภาษณ์, ๒๐ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) ๘. หมูท่ ่ี ๘ บ้านไผข่ วาง / บ้านทา่ มะเกลือ / หมู่บา้ นแย้ (ภาพท่ี ๘๘ บ้านไผข่ วาง) บา้ นไผข่ วาง บา้ นไผ่ขวางเรียกมาจากในสมยั ท่มี บี รษิ ทั สมั ปทานไม้เขา้ มา ตงั้ สํานกั งานท่ีบ้านขอนซงุ ในยุคน้ันการรวมซุงต้องใช้แรงงานช้าง และคนจดั รวมหมอน (ซุง) ไวใ้ นปางไม้ หลงั จากใชแ้ รงงานช้างเสร็จ แล้ว ควาญช้างบางส่วนจะนําช้างมาพักบริเวณบ้านไผ่ขวางนี้ บริเวณนีแ้ ตเ่ ดมิ เปน็ ปา่ ไผ่ มีวังนาํ้ เรยี กว่า วังบ่อ ควาญชา้ งนาํ ช้างมา กนิ น้ําในวงั บ่อไมไ่ ดเ้ น่ืองจากมกี อไผ่ขวางเอาไว้ ควาญช้างจึงต้องนํา ชา้ งไปกินนํา้ ท่ีแม่น้ําฝากระดานแทน จากภมู ิประเทศที่มีต้นไผ่ และ ต้นไผ่นัน้ กีดขวางทางท่ีจะประกอบการหรือทํากิจกรรมของมนุษย์ จึงทําให้ชาวบ้านเรียกหมู่บ้านน้ีว่าบ้านไผ่ขวาง ตามพรรณไม้ที่
๑๑๐ ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง ปรากฏเป็นสําคัญในบริเวณนั้น (ยงค์ ภู่รพ, สัมภาษณ์, ๓ มีนาคม ๒๕๕๘) ทีม่ าของชื่อหมบู่ ้านไผ่ขวางอกี สํานวนหนงึ่ คือ เมอ่ื ประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๙๐ ชาวบา้ นในตําบลเมอื งบางขลังไดร้ ว่ มมือกนั สร้างฝาย มะโกมาลัยข้ึนบริเวณระหว่างบ้านน้ําด้วนและบ้านท่าวิเศษ การก่อสร้างฝายใช้เกวียนลากหินมาท้ิงให้เป็นฝาย ชาวบ้าน คลองแห้ง บ้านปากคลองช้าง และบ้านขอนซุง ได้ช่วยกันตัดทาง ต้ังแต่บ้านขอนซุงเลียบริมฝ่ังนํ้าฝากระดานฝ่ังตะวันออก ทําทาง เกวียนข้ามลําน้ําฝากระดานตรงจุดท่ีน้ําตื้น ซ่ึงในบริเวณนี้มีกอไผ่ ขวางลําน้ําอยู่ และขวางทางเกวียนที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างข้ึน ชาวบา้ นจงึ เรียกพื้นที่น้ีว่าบ้านไผ่ขวาง ปัจจุบันบ้านไผ่ขวางยังคงมี ลักษณะภมู ิประเทศทีม่ กี อไผจ่ าํ นวนมาก (จาง กาญจนา, สมั ภาษณ์, ๓ มนี าคม ๒๕๕๘) หมบู่ ้านทา่ มะเกลือ (ภาพท่ี ๘๙ หมู่บา้ นทา่ มะเกลอื )
ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๑๑๑ เดิมก่อนท่ีจะตั้งเป็นหมู่บ้านไผ่ขวางอย่างเป็นทางการ ชาวตําบลเมืองบางขลังเรียกบ้านไผ่ขวางว่า บ้านท่ามะเกลือ (ปัจจบุ นั บางคนก็ยงั เรยี กบ้านท่ามะเกลือ) เนื่องจากในพ้ืนที่น้ีมีต้น มะเกลืออยเู่ ป็นจาํ นวนมาก รวมถงึ มแี หล่งน้ําด้วย ชาวบ้านนําควาย ไปกินนํ้าที่ท่าน้ําฝากระดาน ซ่ึงบริเวณท่านํ้ามีต้นมะเกลือข้ึนอยู่ จํานวนมาก ชาวบ้านจึงตั้งชื่อว่าบ้านท่ามะเกลือ ตามลักษณะ ภูมิประเทศ คอื เป็นทา่ น้ํา และช่อื ต้นไมท้ ป่ี รากฏสําคัญในพ้ืนท่ี คือ ต้นมะเกลือ (ธวัช ไขแจ้ง, สัมภาษณ์, ๓ มีนาคม ๒๕๕๘) หมู่บา้ นแย้ หมบู่ ้านแย้เป็นชื่อท่ีเพง่ิ ตง้ั ขนึ้ ได้ไม่นาน เนือ่ งจากบรเิ วณนี้มี แย้ชุกชุม คนในหมู่บ้านจึงสร้างอัตลักษณ์ของหมู่บ้านข้ึนโดย สนับสนุนการเลย้ี งแย้ในฐานะสัตว์เล้ียง มีการสร้างความเช่ือว่าแย้ เป็นสัตวท์ ี่เปน็ มงคล ห้ามรับประทาน และต้องเลี้ยงให้ดีที่สุด ห้าม ใหแ้ ยต้ าย ถา้ หากแย้ตายจะมีสิ่งไม่เป็นมงคลเกิดขึ้นกับผู้เล้ียงหรือ คนในบ้าน การเล้ียงแย้จึงเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนน้ี และเป็น การส่งเสรมิ การท่องเท่ยี วใหน้ กั ทอ่ งเทยี่ วมาเที่ยวชมหมบู่ ้านแย้ และ การเลีย้ งแย้ ด้วยเหตุน้ีคนในตําบลบางส่วนจึงเรียกช่ือหมู่บ้านนี้ว่า หมู่บ้านแย้ ตามชื่อสัตว์ท่ีเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน (ธวัช ไขแจ้ง, สมั ภาษณ์, ๓ มีนาคม ๒๕๕๘) บ้านไผข่ วางเป็นหมบู่ า้ นท่แี ยกออกมาจากบา้ นขอนซุง เดิม หมูบ่ ้านไผข่ วางเป็นป่าเส่ือมโทรม ทางสหกรณ์นิคมพระร่วงได้จัด ให้ชาวบ้านเข้าจับจองท่ีดินทํากิน ทําให้มีประชาชนเข้ามาปักหลัก ตั้งถ่ินฐานอย่างถาวรเพ่ิมข้ึน หมู่บ้านไผ่ขวางจึงมีบริเวณกว้าง ประชากรเพ่มิ ข้ึน ดังน้ันในปี พ.ศ.๒๕๓๘ จึงได้แยกหมู่บ้านไผ่ขวาง ออกมาตั้งเป็นหมู่ที่ ๘ บ้านไผข่ วาง ตาํ บลเมืองบางขลงั
๑๑๒ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง วดั ปา่ สกั ใต้ (กรตุ าทอน) (ภาพที่ ๙๐ วดั ปา่ สกั ใต้ (กรตุ าทอน)) วัดป่าสักใต้ แต่เดิมเรียกว่ากรุตาทอน เน่ืองจากวัดน้ีเป็น โบราณสถานอยู่ในทด่ี ินของนายทอน เหลา่ รอด หมูท่ ่ี ๘ ตาํ บลเมือง บางขลัง กรุนี้มีลักษณะเป็นเกาะอยู่ตรงกลางทุ่งนาของชาวบ้าน บรเิ วณน้ีพบฐานเจดีย์ขนาดกว้างมาก ฐานนอกของเจดีย์อยู่ในเขต ที่นาของนายทอน เหล่ารอด เม่ือขุดลงไปพบพระเครื่องจํานวนมาก ชาวบ้านจงึ เรียกว่า กรตุ าทอน ตามช่ือเจ้าของที่ดนิ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๔ กรมศลิ ปากรเข้ามาสาํ รวจพนื้ ทีแ่ ละ บรู ณะวัดจงึ ต้งั ช่ือใหม่วา่ วัดป่าสักใต้ เพราะบรเิ วณนี้มตี น้ สักขึน้ รอบ บรเิ วณกนิ พนื้ ที่ ประมาณ ๒ ไร่ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรจึงตั้งชื่อวัด ตามตน้ ไมท้ ี่ปรากฏเดน่ อย่ใู นพ้ืนที่ ปัจจุบันวัดป่าสักใต้เป็นวัดร้าง พบเพียงเจดีย์รอบมณฑป กําแพงแก้วลอ้ มรอบมณฑป เตาสังคโลก พระเคร่ืองนางบางขลังปาง ชนิ ราช พระนางบางขลงั ทรงหวั หนีบ และพระนางบางขลังหลังนูน (ยงค์ ภรู่ พ, สัมภาษณ์, ๓ มีนาคม ๒๕๕๘)
ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๑๑๓ วัดป่าพทุ รา (กรุยายหลา้ ) (ภาพท่ี ๙๑ วดั ปา่ พุทรา) วัดปา่ พุทรา เดมิ เรียกว่ากรุยายหล้า เน่ืองจากบริเวณวัดน้ี อยู่ในท่ีดินของนางหล้า เปรมใจ ภายในบริเวณกรุยายหล้ามี โบราณสถานสําคัญคือ ฐานเจดีย์ แท่นประดิษฐานพระองค์ใหญ่ องค์พระถูกทุบทําลายจาก คนหาของเก่า ขุดใต้ฐาน เ จ ดี ย์ พ บ ห ม้ อ ก ร ะ ดู ก เ ป็ น จํานวนมาก (มากกว่า ๑๐๐ ใบ) นอกจากนี้ยังพบของใช้ คน โ บ ร า ณ เ ช่ น แ ห น บ โบราณ ตะบันหมาก ป่ินปัก ผมทําจากสําริด เงินพดด้วง เงิ น เบี้ ย หอ ย ก ร ะ เ บ้ื อ ง (ภาพท่ี ๙๒ ซากเจดยี ว์ ดั ปา่ เคลือบลายเส้นเงินเส้นทอง พุทรา) สั ง ค โ ล ก ส มั ย สุ โ ข ทั ย เ ป็ น
๑๑๔ ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ล า ย ไ ก่ แ ล ะ ล า ย ป ล า ต ะ เ พี ย น อ ยู่ ต ร ง ต้ น ข่ อ ย ท า ง ทิ ศ ตะวนั ออกเฉยี งเหนือของเจดีย์ สาเหตุท่ีเรียกว่าวัดป่าพุทรา เนื่องจากในปี พ.ศ.๒๕๓๔ กรมศิลปากรได้เข้ามาบูรณะวัด บริเวณวัดน้ีเต็มไปด้วยต้นพุทรา เจา้ หนา้ ทก่ี รมศลิ ปากรจึงตงั้ ชื่อว่า วดั ป่าพทุ รา ตามชอ่ื ต้นไม้ทข่ี น้ึ อยู่ บริเวณน้ัน (จาง กาญจนา, สัมภาษณ์, ๓ มีนาคม ๒๕๕๘) วัดปา่ ประดู่ (กรุตาหนิด) (ภาพท่ี ๙๓ วัดป่าประดู่ (กรุตาหนดิ )) วัดป่าประดู่ เดิมเรียกวา่ กรตุ าหนิด เน่อื งจากบรเิ วณวดั นี้อยู่ ในท่ีดินของนายสนิท ภู่รพ ปัจจุบันอยู่บ้านเลขท่ี ๑๖๖/๑ ม.๑ ตาํ บลบ้านใหมช่ ัยมงคล อาํ เภอทงุ่ เสล่ยี ม จงั หวัดสโุ ขทยั เนอื่ งจากมี วัดอยู่ในบริเวณที่ดินของตาหนิด (นายสนิท) ชาวบ้านจึงเรียกช่ือ วัดนวี้ า่ กรุตาหนดิ บรเิ วณวัดพบเจดีย์โทนสร้างด้วยศิลาแลง พระ เครอ่ื งเข่านนู (เขา่ ลอย) เน้ือดินและเนอื้ ชนิ (หลังนูน) นอกจากน้ียัง พบพมิ พพ์ ระอีกประมาณ ๒๕ พมิ พ์ในกรุตาหนดิ แห่งน้ี
ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๑๑๕ สาเหตุที่เรียกว่าวัดป่าประดู่ เน่ืองจากในปี พ.ศ.๒๕๓๔ กรมศลิ ปากรเข้ามาบรู ณะวัดในพื้นที่ตําบลเมืองบางขลัง เม่ือมาถึง กรตุ าหนิดจึงพบกับเจดีย์โทนสร้างจากศิลาแลง และในบริเวณนี้มี ต้นประดู่อยูม่ ากจนเปน็ ป่า เจ้าหนา้ ที่กรมศิลปากรจึงตั้งช่ือว่าวัดป่า ประดู่ ตามช่ือต้นไม้ท่ีขึ้นอยู่บริเวณน้ัน (ยงค์ ภู่รพ, สัมภาษณ์, ๓ มนี าคม ๒๕๕๘) ศาลเจา้ พอ่ ทา่ มะเกลือ (ภาพท่ี ๙๔ ศาลเจ้าพ่อท่ามะเกลือ) ศาลเจ้าพ่อท่ามะเกลือเป็นสงิ่ ศักด์ิสิทธิ์ของหมู่บ้านไผ่ขวาง สาเหตุท่ีเรียกว่าเจ้าพ่อท่ามะเกลือ เน่ืองจากหมู่บ้านนี้เดิมช่ือ หมู่บ้านท่ามะเกลือจึงเรียกชื่อศาลตามชื่อหมู่บ้านท่ามะเกลือ และ อกี ที่มาหนง่ึ คือ บรเิ วณศาลมีต้นมะเกลอื ต้นใหญ่มาก สันนิษฐานว่า น่าจะมีอายเุ กิน ๑๐๐ ปี ผตู้ ง้ั ศาลนคี้ ือนายชม ไขแจง้ ต้ังศาลข้ึนเพอ่ื แสดงความเคารพตอ่ ส่งิ ศักด์สิ ทิ ธิ์ เจา้ ที่เจ้าทาง เน่ืองจากได้นําควาย มากนิ นํ้าบริเวณนีอ้ ยูบ่ อ่ ยๆ ความเชื่อ เชื่อกันว่าใครท่ีลบหลู่เจ้าพ่อท่ามะเกลือจะมี อาการจุกในท้องแบบไม่ทราบสาเหตุ วิธีการรักษาจะต้องไปเส่ียง
๑๑๖ ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ทายด้วยเบีย้ หอย (การจับเบย้ี ) ถ้าเบ้ียขยับไปข้างหน้าจะต้องไปขอ ขมาตอ่ เจ้าพ่อทา่ มะเกลือ การจับเบี้ยหอยเป็นการเส่ียงทายเกี่ยวกับสาเหตุของ การเจ็บปว่ ยทท่ี างวทิ ยาศาสตรไ์ ม่สามารถพสิ จู นไ์ ด้ การจบั เบ้ียหอย เป็นการเสีย่ งทายทีส่ ามารถรักษาโรคบางโรคได้ ยายจ่อย ลอยเลิศ คอื คนทีส่ ามารถจับเบย้ี ได้ โดยการจบั เบย้ี เป็นวิชาทางไสยศาสตร์ท่ี สบื ทอดมาแต่บรรพบุรุษ ผทู้ าํ พิธคี นจะเรยี กวา่ หมอจับเบี้ย หมอจับ เบีย้ จะเป็นผเู้ สย่ี งทายว่าผ้ปู ่วยได้ไปทาํ การใดลบหลู่สง่ิ ศักดสิ์ ิทธ์ิ เจ้า ที่เจ้าทาง พระภูมิ สี่เสา หรือผีบรรพบุรษต้องการให้อุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลหรืออาจจะเกิดจากการไปทําไม่ดีกับผีปู่ย่าตายายหรือ บรรพบรุ ุษ จนเกดิ ความโกรธเคืองทําใหเ้ กดิ เจ็บป่วยไมย่ อมสาย ไมม่ ี สาเหตุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการจับเบ้ีย หมอบางคนใช้เหรียญบาท ๑ เหรียญ, ข้ีผึ้ง, ด้ายไจขาว ๑ เส้น แต่หมอบางคนก็ใช้หมาก ๓ คํา, เงินเหรยี ญบาทหรือเหรียญ ๕ บาท, ดอกไม้, ด้ายไจ ๑ เส้น, ขี้ผ้ึง, เส้ือผา้ ของผปู้ ่วย ข้ันตอนการจับเบย้ี เรมิ่ จากการนําด้ายกับเงินเหรียญบาท มาติดกันโดยใช้ขี้ผึ้งยึดไว้ และใชม้ อื จับปลายด้ายไว้ จากน้ันก็ร่ําบ่น รา่ํ ว่า คือพดู หรือถามกับสิง่ ศักด์สิ ทิ ธิท์ ส่ี งสัยว่าเปน็ ผกู้ ระทาํ โดยหาก เป็นเจา้ ท่เี จา้ ทางใหเ้ ดินกว้างๆ คือ แกว่งไปเป็นวงกลมกว้างๆ (โดย ทผ่ี ถู้ อื อย่นู ่ิงไม่ไดแ้ กว่งด้าย) แสดงว่าถกู ต้อง แต่ถ้าไมใ่ ช่ส่ิงศักดิ์สิทธ์ิ นนั้ เหรียญจะนงิ่ ไม่แกว่ง พอรู้ว่าใครเป็นผู้กระทําหมอจับเบี้ยก็จะ พดู ต่อวา่ ถา้ พอใจแล้วกอ็ ย่าไปทาํ มนั เลยให้มันหายป่วยเถอะ ถ้ามัน หายป่วยแล้วจะเล้ียงหัวหมูตามที่พูดไว้ หลังจากเสร็จพิธีแล้วหาก ผปู้ ่วยหายป่วยกจ็ ะต้องนําสินบนไปแก้บนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามที่พูด
ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๑๑๗ ไว้ แต่หากไม่ไปทําตามที่รับปากไว้อาจจะเกิดดารเจ็บป่วยมาก กว่าเดิมหรือเสียชีวิตได้ (ข้อมูลเรื่องการจับเบ้ียหอยได้มาจาก การสัมภาษณ์ และผลงานวิจัยเรื่องมรดกวัฒนธรรมโดยเครือข่าย ชมุ ชนโบราณเมืองบางขลัง ของ ชุลีรัตน์ จันทรเ์ ช้ือ (๒๕๕๗ : ๑๒๘) (ยงค์ ภู่รพ, สมั ภาษณ์, ๓ มีนาคม ๒๕๕๘) ถนนพระรว่ ง ถนนพระร่วง เป็นชื่อแนวคันดินที่พาดผ่านตัวเมืองที่เคย เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัยในแนวเหนือ-ใต้ อันได้แก่ เมือง กําแพงเพชร เมืองบางพาน เมืองศรีคีรีมาศ (เมืองเพชร) เมือง สโุ ขทยั เมืองบางขลัง และเมืองศรีสัชนาลัย ชื่อถนนพระร่วงน้ีเริ่ม เป็นท่ีรู้จักมาต้ังแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ซ่ึงได้จากปากคําและเร่ืองเล่า ของชาวบ้านท่ีอยู่ในละแวกน้ีเอง แต่ในบรรดาชาวบ้านก็ไม่มีใคร ทราบวา่ แนวคันดินที่เรียกว่าถนนพระร่วงน้ัน ใครเป็นผู้สร้างและ สรา้ งขึน้ ในสมยั ใด เช่ือกนั วา่ ถนนพระร่วงคงสรา้ งในเมอื งสโุ ขทยั สาเหตุท่ีเรียกว่าถนนพระร่วงมาจากตํานานเร่ืองเล่าของ พระร่วงทม่ี อี ทิ ธิพลมากต่อความเช่อื คนในตาํ บลเมืองบางขลัง เรื่อง เล่าของถนนพระร่วงมีอยู่ว่า ตอนพระร่วงเป็นหนุ่ม พระร่วงจะไป ตามจีบนางคําท่ีเมืองศรีสัชนาลัย แต่พอเดินๆ ไปพระร่วงรู้สึกว่า ทางไกลและเป็นป่ารก จึงใช้เท้ากวาดไปท่ีพ้ืนสามคร้ังจึงเกิดถนน พระรว่ งขึน้ มา ถนนพระรว่ งยาวไปจนถึงศรสี ชั นาลยั อันเปน็ บ้านของ นางคํา จากตํานานนี้ชาวบ้านจึงเรียกช่ือถนนพระร่วง ตามช่ือ พระร่วงผู้มีวาจาสิทธิ์ในตํานาน อีกท้ังมีตํานานเล่าสืบต่อกันมาว่า ถน น พ ร ะ ร่ วง เ ป็ น ถน นส า ย ป ร ะ วั ติ ศา ส ต ร์ ท่ีเ ชื่ อ ม ร ะ ห ว่ า ง เ มื อ ง กําแพงเพชรผ่านสุโขทัยไปจนถึงศรีสัชนาลัย ด้วยระยะ
๑๑๘ ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๑๒๓ กโิ ลเมตร เชือ่ ว่าถนนสายนี้สร้าง เม่ือ ๗๐๐ ปีมาแล้ว เพ่ือใช้ เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ถือว่าเป็นทางหลวงแผ่นดินสายแรกของ ประเทศไทย ถนนสายน้ีสร้างจากวาจาสิทธิ์ของพระร่วง เพียง พระร่วงใช้เท้าเกลี่ยดินสามคร้ังก็ได้ถนนสายน้ีข้ึนมา ปัจจุบัน เส้นทางน้ียังหลงเหลือหลักฐานร่องรอยอยู่ แต่บางส่วนกลายเป็น ท่ีดินทํากินของชาวบ้าน (จาง กาญจนา, สัมภาษณ์, ๓ มีนาคม ๒๕๕๘) คลองสีฟนั คลองสีฟันเป็นลําคลองที่แบ่งระหว่างหมู่ ๘ กับหมู่ ๕ สาเหตุท่ีเรียกชื่อว่าคลองสีฟัน เน่ืองจากตลอดลําคลองมีต้นสีฟัน ขึน้ อยจู่ ํานวนมาก ต้นสีฟันมลี กั ษณะลําต้นเป็นหนามคล้ายต้นงิ้ว มี หนามจนถึงกา้ นและยอด คนโบราณจะนาํ เปลือกมาทุบแล้วใช้สีฟัน เวลากินหมาก (จาง กาญจนา, สัมภาษณ์, ๓ มีนาคม ๒๕๕๘)
ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๑๑๙ ๙. หมทู่ ่ี ๙ บา้ นขอนซงุ บ้านขอนซุงหมู่ที่ ๙ เ ป็ น ห มู่ บ้ า น ที่ แ ย ก อ อ ก มาจาก บ้านขอนซุงหมู่ที่ ๔ เ มื่ อ พ . ศ . ๒ ๕ ๔ ๓ เนื่องจากบ้านขอนซงุ หมู่ที่ ๔ มีจาํ นวนประชากรมาก ทําให้ทางการดูแลได้ไม่ ทัว่ ถึง ชื่อบ้านขอนซุ ง หมู่ท่ี ๙ แยกหมู่บ้านโดย ใช้ชอื่ เดยี วกับบ้านขอนซุง ภาพท่ี ๙๕ บา้ นขอนซุง หมู่ที่ ๔ สาเหตุที่ชื่อบ้าน ขอนซุงเนื่องจากในอดีต ประชาชนในพ้ืนท่ีนี้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เม่ือบริษัท มิดเซลล์หลุยส์เข้ามาตั้งสํานักงานทําสัมปทานไม้ที่บ้านขอนซุง ชาวบ้านในพื้นท่ีและบริเวณใกล้เคียงจึงเข้ามารับจ้างรวมซุง (นํา ท่อนไมซ้ งุ มาเรียงในปางไม้) พอฤดูฝนก็รับจ้างนําซุงล่องแพไปตาม ลํานํ้าฝากระดานลงสู่แม่น้ํายม และล่องไปยังปลายทางที่จังหวัด นครสวรรค์ พ้ืนที่บ้านขอนซุงจึงเป็นที่รวมซุง และมีซุงจํานวน มหาศาลในปางไม้ ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงเรียกชื่อว่า บ้านขอนซุง (เสี้ยน พลู เลิศ, สมั ภาษณ์, ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๘)
๑๒๐ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง บุ๋งอีหิง (ภาพที่ ๙๖ บุ๋งอหี ิง) บงุ๋ อหี งิ เป็นวงั น้ําลกึ เปน็ ชว่ งๆ เดิมเป็นแหลง่ นาํ้ ทีใ่ ชเ้ ล้ยี งคน ในบ้านรา้ งวงั หมนั ช่อื บุง๋ อหี ิงเป็นช่ือเรียกตอ่ ๆ กันมา สันนิษฐานว่า “อีหิง” น่าจะมาจากหิ่งห้อย เน่ืองจากตอนกลางคืนจะมีหิ่งห้อย จํานวนมากมากินนํ้าในบุ๋ง ส่วนบุ๋งก็คือลักษณะของแหล่งนํ้าที่เป็น ลําคลองแคบๆ แต่ลึก มีนํ้าตลอดปี ในนํ้าจะมีฟองอากาศลอยขึ้น เกือบตลอดเวลา ฟองอากาศทล่ี อยข้ึนมามีเสยี งดัง บุ๋ง บุ๋ง ชาวบ้าน จึงเรียกแหล่งนํ้าลักษณะนี้ว่า บุ๋ง (หมวก บัวทอง, สัมภาษณ์, ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๘)
ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๑๒๑ ฝายตาวา ฝายตาวา เรียก ตามชื่อผู้นํา ท่ีเป็นผู้ เกณฑ์คนไปสร้างฝาย ก้ั น นํ้ า คื อ น า ย ว า คํามาอ้าย การสร้าง ฝ า ย น้ี ต า ว า ไ ด้ เ ก ณ ฑ์ ชาวบ้านจํานวนหน่ึง (ภาพท่ี ๙๗ ฝายตาวา) ขนหินจากเขาเด่ือมา กน้ั แม่น้ําฝากระดานเพอ่ื กักเกบ็ นํา้ สําหรับใช้ทํานา (เฉลา ชัยวิเศษ, สมั ภาษณ์, ๑๒ มนี าคม ๒๕๕๘) เหมืองตาชื่น เห มือ ง ตา ชื่ น เรียกช่ือเหมืองตามชื่อ ผู้นําในการขุดเหมือง คือ ต า ช่ื น ( ไ ม่ ท ร า บ นามสกุล) สมยั นัน้ ตาชื่น เป็นผู้รับจ้างขุดเหมือง (เหมอื งมลี กั ษณะเหมือน ภาพที่ ๙๘ เหมอื งตาช่ืน ลาํ คลองแตเ่ ลก็ กว่ามาก) ขุ ด เ ห มื อ ง จ า ก หั ว ฝ า ย ตาวาให้เป็นลําเหมืองเล็กๆ เพื่อนําน้ําจากฝายตาวามาใช้ทํานา (จําแลง ลอยเลศิ , สัมภาษณ์, ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๘)
๑๒๒ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง เหมอื งตาคาํ เหมอื งตาคาํ อยู่ใกลก้ ับเหมอื งตาช่นื ปัจจุบันไม่พบร่องรอย เหมืองแล้ว สาเหตุที่เรียกเหมอื งตาคํา เนอ่ื งตาคาํ ได้ขดุ เหมืองเขา้ ไป ในที่นาของตนเองเพ่ือใช้นํ้าในการทํานา (จําแลง ลอยเลิศ, สมั ภาษณ์, ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๘) วัดป่าทงุ่ กระถนิ (ภาพที่ ๙๙ วดั ป่าทงุ่ กระถนิ ) วัดป่าทุ่งกระถิน เรียกช่ือมาจากในบริเวณวัดปัจจุบันเป็น ท่งุ และมตี น้ กระถนิ ขึ้นอยู่จาํ นวนมากจนเป็นป่า ชาวบ้านจึงเอาช่ือ ต้น ไม้ แ ละ ลั ก ษณะภู มิ ป ร ะ เท ศม า ร วม กั น แล้ วต้ั ง ช่ื อ ว่ า วดั ป่าทงุ่ กระถิน วัดป่าทุ่งกระถินปัจจุบันเป็นวัดร้าง ไม่พบส่ิงก่อสร้างหรือ โบราณสถานใดๆ บริเวณนี้ แต่เม่ือขุดลงไปพบโบราณวัตถุต่างๆ เชน่ พระพทุ ธรปู ทําจากสําริด ถ้วยชามสังคโลก พระเคร่ืองยอดธง พระนารายณ์ทรงปนื และพระพทุ ธรปู ทองคํา พระพทุ ธรูปทองคําน้ี
ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๑๒๓ ปัจจุบันหายสาบสูญไปแล้ว มีเร่ืองเล่าว่านายทอง ไขแจ้ง พบ พระพุทธรูปทองคําและนํากลับมาไว้ที่บ้าน ต่อมาไม่นานลูกชาย เสียชีวิต และภรรยาก็กลายเป็นคนหูตึง นายทองเชื่อว่าน่าจะเป็น อาถรรพจ์ ากการนําพระทองคําน้ีเข้าบ้าน ทําให้บ้านมีความวุ่นวาย คนในบ้านเจ็บป่วยและมีอันเป็นไป นายทองจึงรีบนําพระพุทธรูป ทองคําไปคืนท่ีวัดป่าทุ่งกระถิน (ฟอง พละทรัพย์, สัมภาษณ์, ๑๒ มนี าคม ๒๕๕๘) บ้านร้างวงั หมัน (ภาพที่ ๑๐๐ ทางเขา้ บา้ นร้างวังหมนั ) บา้ นร้างวังหมัน เรียกมาจากบริเวณนเ้ี ปน็ หมบู่ า้ นร้าง ผู้คน อพยพไปทํามาหากินท่ีบ้านปากคลองช้างกันหมด จนเป็นหมู่บ้าน ร้าง สันนิษฐานว่าเกิดจากไข้ป่าและโรคระบาด ทําให้คนต้องย้าย พนื้ ท่ีทาํ กนิ อกี ทัง้ บริเวณชุมชนน้ีไม่มีแหล่งน้ํา ชาวบ้านขาดแคลน น้าํ เวลาจะใชน้ ้ําต้องไปตักนา้ํ จากบุ๋งอหี งิ มาใช้ ซึ่งอยู่ไกลพอสมควร จึงทําใหค้ นอพยพไปอยูใ่ นที่ทมี่ คี วามอุดมสมบรู ณม์ ากกวา่
๑๒๔ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ช่อื บ้านร้าง น่าจะมาจาก คนท้ิงบ้านเรือนและอพยพออก จากพ้ืนท่ีไปหมด วังหมัน คือ พื้นที่ที่ไม่มีแหล่งนํ้าให้ใช้อุปโภค บรโิ ภค (วัง หมายถึง แหล่งนํ้า, หมัน หมายถึง ไม่มี , ไม่ก่อให้เกิด ประโยชน์) บริเวณบา้ นร้างวงั หมันพบเตาเผาสงั คโลกโบราณ มีต้นโพธิ์ ใหญ่และต้นมะพลับอยู่คู่กัน แต่ปัจจุบันต้นมะพลับถูกพายุโค่นไป แล้วเหลือเพียงต้นโพธิ์เท่าน้ัน พื้นท่ีบ้านร้างวังหมันอยู่ในเขตท่ีดิน ของอาจารยส์ มศกั ด์ิ จนั ทรส์ ิง บรเิ วณชุมชนบา้ นร้างวงั หมนั นช้ี าวบา้ นเชื่อว่าเป็นบ้านเกิด ของปกู่ อ๊ ก หลงั จากที่ชาวบ้านอพยพไปอยูบ่ ้านปากคลองชา้ ง ปูก่ ๊อก ก็ยา้ ยบา้ นตามไปด้วยและไปเสยี ชีวิตที่บ้านคลองแห้ง คนในชุมชน เช่ือว่าปู่ก๊อกเป็นวิญญาณท่ีมีอิทธิฤทธ์ิในการช่วยค้นหาของท่ีหาย หากใครบนบานต่อปู่ก๊อกให้ช่วยหาของท่ีหายไปก็จะได้ของส่ิงน้ัน คืนราวปาฏิหาริย์ ดงั นน้ั ปูก่ อ๊ กจงึ เป็นท่ีเคารพศรัทธาของคนตําบล เมอื งบางขลังเป็นอยา่ งมาก สินบนท่ีชาวบา้ นมักใช้ในการบนบานปู่ก๊อก คือ เช่ือกันว่า ไข้ตม้ เหลา้ บุหร่ี วธิ ีการแก้บนใหแ้ ก้บนในที่โล่งแจ้ง จุดธูป ๑ ดอก และอธษิ ฐานบอกกลา่ วปู่กอ๊ กวา่ ไดข้ องคนื แลว้ และนําสนิ บนมาแก้ บนตามท่บี อกกล่าว เป็นอันเสร็จพิธี (จําแลง ลอยเลิศ, สัมภาษณ์, ๑๒ มนี าคม ๒๕๕๘)
ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๑๒๕ บทสรปุ ตํ า บ ล เ มื อ ง บ า ง ข ลั ง เ ป็ น เ มื อ ง ท่ี มี ค ว า ม สํ า คั ญ ท า ง ประวตั ศิ าสตร์มายาวนานต้งั แต่กอ่ นสุโขทัยเปน็ ราชธานี เห็นได้จาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์ คือ ศิลาจารึกหลักท่ี ๒ (จารึกวัด ศรีชุม) ที่กล่าวถึงเมืองบางขลังว่าเป็นเมืองท่ีเป็นจุดนัดพบของ พ่อขนุ ผาเมืองและพ่อขุนบางกลางหาว เพ่ือนาํ กองทัพไปปราบขอม สบาดโขลญลาํ พง นอกจากน้ียังพบโบราณสถานหลายแห่งที่บง่ บอก ว่าเมืองบางขลังเป็นเมืองท่ีเป็นสมรภูมิรบในอดีต เช่น หอคอยรบ และลานหลบภัย เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศที่เป็นทั้งภูเขาและ ทรี่ าบบนภเู ขา ซึง่ สามารถมองเห็นพืน้ ทร่ี าบไดร้ อบทุกดา้ น อกี ทั้งยงั มีแม่นาํ้ สายสาํ คญั ไหลผา่ นดว้ ย ทางด้านทรพั ยากรธรรมชาตพิ บว่าเมอื งบางขลังเปน็ เมืองที่ อุดมสมบูรณ์ มีพรรณไม้เศรษฐกิจ คือ ไม้สัก ดังปรากฏใน จดหมายเหตุ ร.๓ เลขท่ี ๒๘ สมดุ ไทยดาํ จ.ศ.๑๑๙๓ พ.ศ.๒๓๗๔ มี เน้ือความว่า “กรุงเทพต้องการไม้สักซ่อมแซมพระนครจึงเกณฑ์ ไม้สักสว่ ยจากมณฑลเชลียง คือ เมืองสวรรคโลก เมืองทุ่งยั้ง เมือง บางขลัง ซ่ึงเป็นเมืองข้ึนอยู่ในความปกครอง” จากเน้ือความนี้ จึงกล่าวได้ว่าเมืองบางขลังมีทรัพยากรป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้ง จากการศึกษาภมู นิ ามยงั ปรากฏสถานที่ทีแ่ สดงให้เหน็ ถึงพรรณพืชท่ี ปรากฏในตําบล เช่น ต้นมะเกลือ ต้นโพธ์ิ ต้นกล้วย เป็นต้น นอกจากพรรณพืชแล้วยงั พบพรรณสัตว์ที่ปรากฏในภูมนิ ามอกี หลาย ชนิด เช่น ช้าง ลิง สุนัขจิ้งจอก แย้ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทําให้เห็นถึง ภูมินเิ วศวิทยาของตําบลเมืองบางขลัง ท่ีประกอบไปด้วยธรรมชาติ
๑๒๖ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง สิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิตที่ดํารงอยู่ร่วมกัน ท้ังท่ียังปรากฏและเคย ปรากฏในตําบล ความหลากหลายทางวัฒนธรรม จากภูมินามของแต่ละ หมบู่ ้านพบว่าในตําบลนีเ้ คยมคี วามรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาเป็น อย่างยิ่ง เห็นได้จากวัตถุโบราณ พระเครื่องพิมพ์ต่างๆ และวัด/ ศาสนสถานที่ปรากฏทั้งท่ีเป็นซาก เช่น วัดเจดีย์เจ็ดแถว วัด ป่าทุ่งกระถิน และโบราณสถานที่บูรณะแล้วปัจจุบันใช้เป็นที่ ประกอบศาสนกิจ เชน่ วัดโบสถ์ วัดไทรงาม วัดเกาะหินต้ัง เป็นต้น ภมู ินามทเี่ ป็นวดั เหลา่ น้ีเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของ เมืองบางขลงั ในอดีตไดเ้ ป็นอย่างดี นอกจากนี้ภูมินามยังสะท้อนให้เห็นความเช่ือของคนใน ตาํ บลทเ่ี ชอื่ เกยี่ วกับสิ่งท่มี องไม่เห็น เช่น การเส่ียงทาย การจับเบี้ย และให้ความเคารพศรทั ธาในสงิ่ ท่มี องไมเ่ ห็น เช่น พญานาค ศาลเจา้ พ่อศักดสิ์ ิทธิ์ การรกั ษาโรคโดยใช้นํ้าจากบอ่ น้าํ ทพิ ย์ เปน็ ตน้ ทางดา้ นประวตั ศิ าสตร์ท้องถิ่น พบว่าภูมนิ ามสะท้อนใหเ้ หน็ ประวตั ิศาสตรข์ องเมอื งบางขลงั ในหลายๆ ดา้ น ดงั น้ี ด้านเศรษฐกิจ เมืองบางขลังเคยเป็นที่ต้ังของบริษัท สมั ปทานไม้มิดเซลหลุยส์ และบริษัทสัมปทานไม้ของตระกูลล่ําซํา บรษิ ทั ดงั กลา่ วตงั้ อยทู่ บี่ า้ นขอนซงุ ปจั จุบัน สงิ่ เหล่านเ้ี ปน็ ท่ีมาของชอ่ื บ้านขอนซงุ ในขณะเดียวกันการสัมปทานไม้ต้องใช้แรงงานช้างใน การชักลากท่อนซุงมารวมกัน ในตําบลจึงปรากฏท่ีอยู่ของช้าง คือ บา้ นปากคลองช้าง เปน็ หมู่บ้านทเี่ คยเป็นสถานที่ที่ควานช้างนําช้าง ไปอาศยั อยูท่ นี่ นั่ หลังจากใชแ้ รงงานชา้ งเสร็จแลว้ ด้านวิถีชีวิต พบการจัดการน้ําหลายรูปแบบเพ่ือใช้ใน การทาํ เกษตรกรรม เชน่ เหมอื ง ฝาย สิ่งเหลา่ นเ้ี ป็นเคร่อื งบง่ บอกให้
ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๑๒๗ เหน็ วถิ ชี ีวิต และอาชีพของคนในตําบลทป่ี ระกอบอาชพี เกษตรกรรม เป็นหลกั จึงมีการขดุ เหมอื ง สร้างฝายเพือ่ ใหแ้ หล่งนํ้าเข้าไปสู่ทุ่งนา หรือพืน้ ท่เี กษตรกรรมของตน สรุปได้ว่าเมืองบางขลังเป็นเมืองท่ีอุดมสมบูรณ์ มีความ หลากหลายทางชีวภาพ คือ หลากหลายทางด้านภูมิประเทศ และ ภูมนิ ิเวศวทิ ยา นอกจากนย้ี งั ปรากฏความหลากหลายทางวฒั นธรรม ท่สี ะทอ้ นให้เหน็ ถึงความเชื่อ วถิ ชี ีวติ นิทาน/ตํานาน ประวัติศาสตร์ ท้องถ่ิน ที่เรียกรวมกันว่า ภูมิวัฒนธรรม นอกจากน้ียังปรากฏ การตั้งชื่อสถานที่ตามชื่อผู้ครอบครองท่ีดินที่เคยเป็นโบราณสถาน หรือที่ดินท่ีขุดพบโบราณวัตถุ เรียกการต้ังช่ือในลักษณะน้ีว่า ภูมิบุคคล ซากโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ขุดพบยังเป็นเคร่ือง บ่งบอกให้เห็นว่าเมืองบางขลังเป็นเมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอดีต เคยมีผคู้ นอาศยั อยแู่ ละเปน็ ชมุ ชนขนาดใหญ่ กระทัง่ ในปจั จบุ นั เมือง บางขลังก็ยังเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์เพราะมีต้นทุนทางธรรมชาติ ทางดา้ นภมู ปิ ระเทศเออื้ อาํ นวย อีกทัง้ มีวัฒนธรรมอันเปน็ เอกลกั ษณ์ ของตําบลที่มีความโดดเด่นและควรค่าแก่การสืบสานและดํารงไว้ จงึ เป็นหน้าท่สี าํ คัญของคนรุ่งหลังท่ีจะดํารงรกั ษาและสืบสานมรดก ทางธรรมชาติและมรดกทางวฒั นธรรมของตําบลเมืองบางขลังให้คง อย่ตู ราบนานเท่านาน
๑๒๘ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง บรรณานุกรม ชมรมเรารกั เมอื งพระรว่ ง. ๒๕๔๐. บางขลง บางฉลงง บางขลงั . มตชิ น : กรงุ เทพฯ. ชุลีรตั น์ จนั ทรเ์ ช้ือ. ๒๕๕๗. มรดกวัฒธรรมโดยเครอื ขา่ ยชมุ ชน โบราณเมืองบางขลัง อําเภอสวรรคโลก จงั หวดั สโุ ขทัย. สนบั สนนุ โดยสํานกั งานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ (วช.) และสาํ นักงาน กองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั (สกว.) ธีรวัฒน์ แสนคาํ . ๒๕๕๔. เมอื งบางขลัง พฒั นาการทาง ประวัติศาสตร์พุทธศตวรรษที่ ๑๘ – พ.ศ. ๒๓๑๘. บ้านชา้ งโฆษณาการพิมพ์ : สโุ ขทยั . พระรว่ ง. ๒๕๔๐. บางขลง บางฉลงง บางขลงั . มตชิ น : กรงุ เทพฯ. มงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเดจ็ พระ. ๒๕๒๖. เทย่ี วเมือง พระรว่ ง. กรุงเทพฯ : คุรุสภา. มนตช์ ยั เทวัญวโรปกรณ.์ ๒๕๔๐. “ประวตั ศิ าสตร์เมอื งบางขลงั ” หนา้ ๔๓-๕๘ ใน ชมรมเรารกั เมืองพระรว่ ง. ๒๕๔๐. ไม่ปรากฏชอื่ ผแู้ ตง่ . บางขลง บางฉลงง บางขลัง. กรุงเทพฯ: มตชิ น. วนาพร คําบศุ ย์. ๒๕๕๓. การศกึ ษาพัฒนาทางวัฒนธรรมของของ ชมุ ชนโบราณเมอื งบางขลงั ในเขตอาํ เภอสวรรคโลกและ อาํ เภอทุ่งเสลีย่ ม จังหวดั สโุ ขทัย (ระหวา่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๘ – ๒๒) วิทยานพิ นธ์ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร. วทิ ยา เกสรพรหม. ๒๕๕๓. บทบาทของนักปกครองท้องทใี่ นการ เลือกต้ังนายกองค์การบริหารสว่ นตาํ บลและสมาชกิ สภา
ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๑๒๙ องคก์ ารบริหารสว่ นตําบลเมืองบางขลัง อําเภอ สวรรคโลก จงั หวดั สโุ ขทยั เมือ่ วนั ท่ี ๖ กันยายน ๒๕๕๒. วทิ ยานพิ นธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. สมุ าลี วงศม์ ณี และคณะ. ๒๕๔๐. “สรุปรายงานการศกึ ษาเรอ่ื ง “เมืองโบราณบางขลงั ” ใน ชมรมเรารักเมอื งพระรว่ ง. (เอกสารอัดสาํ เนา). สวุ รรณ ทรัพย์ศริ ิกาญจนา. ๒๕๕๓. บทบาทขององค์การบริหาร ส่วนตําบลในการอนรุ กั ษแ์ ละพัฒนาเมอื งประวัติศาสตร์ กรณศี กึ ษาองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาํ บลเมืองบางขลงั อําเภอสวรรคโลกจงั หวดั สุโขทยั . การศึกษาคน้ คว้าด้วย ตนเอง มหาวิทยาลยั นเรศวร. อภนิ ันท์ นาคเกษม. ๒๕๓๙. บางขลง บางฉลง ใน บางขลง บางฉลงง บางขลงั . กรุงเทพฯ : พิฆเณศพร้ินตงิ้ เซน็ เตอร์.
๑๓๐ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง แหลง่ ข้อมลู สัมภาษณบ์ ุคคล ชื่อ ทอ่ี ยู่ ปที ี่ กอน พูลลาภ สัมภาษณ์ ก่ิง เขยี วสี ๑๐๗ หมู่ ๓ ตําบลเมืองบางขลัง ๒๕๕๘ แก้ว พุม่ ชบา อาํ เภอสวรรคโลก จังหวดั สุโขทยั ๒๕๕๘ จรสั ชืน่ ชอบ ๕๒ หมู่ ๖ ตําบลเมอื งบางขลงั ๒๕๕๘ อําเภอสวรรคโลก จงั หวัดสโุ ขทัย ๒๕๕๘ จนั ทร์ จน่ั เพชร ๑๑๓ หมู่ ๑ ตาํ บลเมืองบางขลงั จาง กาญจนา อําเภอสวรรคโลก จังหวัดสโุ ขทัย ๒๕๕๘ จาํ แลง ลอยเลศิ ๑๒๐/๓ หมู่ ๖ ตําบลเมือง - ๒๕๕๘ บางขลงั อาํ เภอสวรรคโลก ๒๕๕๘ เฉลา ชัยวเิ ศษ จงั หวัดสุโขทยั ชอ้ น พลธรี ะ ๑/๔ หมู่ ๔ ตําบลเมืองบางขลงั ๒๕๕๘ อําเภอสวรรคโลก จงั หวัดสุโขทัย ๒๕๕๘ ๑๐๘ หมู่ ๘ ตําบลเมอื งบางขลงั อาํ เภอสวรรคโลก จงั หวัดสโุ ขทัย ๑๕๙/๑ หมู่ ๙ ตาํ บลเมือง- บางขลงั อําเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทยั ๖๑ หมู่ ๙ ตําบลเมอื งบางขลงั อาํ เภอสวรรคโลก จังหวดั สโุ ขทัย ๑๓๙ หมู่ ๖ ตาํ บลเมอื งบางขลัง อาํ เภอสวรรคโลก จังหวัดสโุ ขทยั
ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๑๓๑ ชอื่ ท่ีอยู่ ปที ่ี สมั ภาษณ์ ตนั มีกจิ ๑๓๘/๕ หมู่ ๖ ตําบลเมือง- ๒๕๕๘ บางขลงั อําเภอสวรรคโลก ๒๕๕๘ ๒๕๕๘ จงั หวดั สุโขทยั ๒๕๕๘ ๒๕๕๘ ทองล้วน นกแก้ว ๑๕ หมู่ ๖ ตําบลเมอื งบางขลงั ๒๕๕๘ อาํ เภอสวรรคโลก จงั หวัดสโุ ขทยั ๒๕๕๘ ทองสขุ อ่อนแสง ๖ หมู่ ๒ ตําบลเมืองบางขลงั ๒๕๕๘ ๒๕๕๘ อําเภอสวรรคโลก จงั หวดั สโุ ขทยั ๒๕๕๘ เทียม ขุมเพ็ชร ๑๒๔ หมู่ ๗ ตําบลเมืองบางขลัง อําเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ธวชั ไขแจง้ ๑๖๒/๒ หมู่ ๘ ตาํ บลเมือง- บางขลงั อําเภอสวรรคโลก จังหวดั สโุ ขทยั นง ผอบนาค ๑๔๐/๑ หมู่ ๑ ตาํ บลเมือง- บางขลัง อาํ เภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทยั บัวโรย ออ่ นบญุ ๓๒ หมู่ ๖ ตาํ บลเมืองบางขลงั อําเภอสวรรคโลก จงั หวดั สโุ ขทยั บุญเทยี ม สวสั ด์ิ ๖/๑ หมู่ ๒ ตําบลเมอื งบางขลงั รกั ษา อําเภอสวรรคโลก จังหวดั สโุ ขทยั ประเทือง สุขม่นั ๓๒/๒ หมู่ ๔ ตาํ บลเมืองบางขลัง อําเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ประเสรฐิ ปานทงุ่ ๑๐๓/๑ หมู่ ๑ ตาํ บลเมือง - บางขลงั อําเภอสวรรคโลก
๑๓๒ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ชื่อ ทอ่ี ยู่ ปที ี่ สัมภาษณ์ พระมหาบญุ มี จังหวัดสุโขทัย ๒๕๕๘ เจ้าอาวาสวดั โบสถเ์ มอื งบางขลงั พิสถิ ศรีสวสั ดิ์ หมู่ ๕ ตาํ บลเมอื งบางขลงั อําเภอ ๒๕๕๘ ฟอง พละทรพั ย์ สวรรคโลก จงั หวัดสุโขทัย ๒๕๕๘ ๑๒๕ หมู่ ๑ ตาํ บลเมืองบางขลงั มว้ น ภ่รู พ อําเภอสวรรคโลก จงั หวัดสโุ ขทยั ๒๕๕๘ ยงค์ ภู่รพ ๑๘๕/๓ หมู่ ๙ ตําบลเมือง- ๒๕๕๘ ยบุ ล เวยี นระวงั บางขลงั อาํ เภอสวรรคโลก ๒๕๕๘ ลับ ไขแจง้ จงั หวดั สุโขทยั ๒๕๕๘ ๘๐/๒ หมู่ ๑ ตาํ บลเมืองบางขลงั ละออง ชัยวิเศษ อาํ เภอสวรรคโลก จงั หวัดสโุ ขทัย ๒๕๕๘ ๓๖/๓ หมู่ ๘ ตาํ บลเมืองบางขลัง อําเภอสวรรคโลก จังหวดั สุโขทัย ๑๐๙ หมู่ ๑ ตาํ บลเมอื งบางขลัง อาํ เภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทยั ๑๐๕/๒ หมู่ ๖ ตําบลเมืองบาง ขลงั อําเภอสวรรคโลก จงั หวดั สโุ ขทัย ๗๘/๙ หมู่ ๗ ตาํ บลเมืองบางขลงั อาํ เภอสวรรคโลก จังหวดั สโุ ขทัย
ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๑๓๓ ช่อื ท่อี ยู่ ปีท่ี สัมภาษณ์ สงา่ คงนาน ๑๐๙/๑ หมู่ ๑ ตาํ บลเมือง - ๒๕๕๘ บางขลงั อําเภอสวรรคโลก จงั หวดั สโุ ขทัย ๒๕๕๘ สง่า พุฒฤทธิ์ ๖๓/๑ หมู่ ๑ ตาํ บลเมอื ง - ๒๕๕๘ บางขลงั อาํ เภอสวรรคโลก ๒๕๕๘ จงั หวัดสุโขทัย ๒๕๕๘ ๒๕๕๘ สมคดิ คาํ มาอ้าย ๔๒ หมู่ ๔ ตาํ บลเมอื งบางขลงั อําเภอสวรรคโลก จงั หวัดสโุ ขทยั ๒๕๕๘ สมนกึ เหลก็ พรม ๑๐/๑ หมู่ ๑ ตาํ บลเมอื งบางขลงั ๒๕๕๘ อําเภอสวรรคโลก จังหวัดสโุ ขทัย ๒๕๕๘ สมมาศ เร่มิ หาสขุ ๑๐/๑ หมู่ ๑ ตําบลเมอื งบางขลัง อําเภอสวรรคโลก จังหวัดสโุ ขทัย สนิท ช่ืนชอบ ๑๔๘/๑ หมู่ ๓ ตําบลเมือง- บางขลงั อาํ เภอสวรรคโลก จังหวัดสโุ ขทยั สอง้ิ เกดิ นชุ ๑๕๗/๑ หมู่ ๓ ตําบลเมอื ง- บางขลงั อาํ เภอสวรรคโลก จังหวดั สุโขทยั สชุ าติ จันทรน์ ุช ๖/๑ หมู่ ๒ ตําบลเมอื งบางขลงั อําเภอสวรรคโลก จังหวัดสโุ ขทยั สุรินทร์ ลอยเลศิ ๘๑ หมู่ ๑ ตําบลเมืองบางขลงั อาํ เภอสวรรคโลก จังหวดั สโุ ขทัย
๑๓๔ ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ชือ่ ทอี่ ยู่ ปีท่ี สาย หมืน่ เขม็ สัมภาษณ์ เลี้ยน พลู เลศิ ๒๑ หมู่ ๗ ตาํ บลเมืองบางขลงั ๒๕๕๘ เสวย ภู่เอ่ียม อาํ เภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทยั ๒๕๕๘ หมวก บัวทอง ๖๑/๑ หมู่ ๙ ตาํ บลเมืองบางขลงั ๒๕๕๘ หยา่ จัน่ จนี อาํ เภอสวรรคโลก จังหวดั สุโขทยั ๒๕๕๘ ๗๔/๑ หมู่ ๗ ตําบลเมืองบางขลงั ๒๕๕๘ หอม ออ่ นแสง อําเภอสวรรคโลก จงั หวดั สโุ ขทยั องค์ เกดิ ทอง ๑๕๙ หมู่ ๙ ตําบลเมืองบางขลงั ๒๕๕๘ อุไร หิมวันต์ อําเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทยั ๒๕๕๘ ๑๐๐ หมู่ ๖ ตาํ บลเมือง ๒๕๕๘ บางขลงั อาํ เภอสวรรคโลก จังหวดั สุโขทยั ๑๕ หมู่ ๒ ตําบลเมอื งบางขลงั อําเภอสวรรคโลก จงั หวัดสโุ ขทัย ๑๙๘ หมู่ ๗ ตาํ บลเมอื งบางขลงั อําเภอสวรรคโลก จงั หวัดสโุ ขทยั ๒๘ หมู่ ๑ ตําบลเมอื งบางขลงั อาํ เภอสวรรคโลก จงั หวดั สโุ ขทยั
ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๑๓๕ รายนามทป่ี รึกษาการจัดทํา รองศาสตราจารย์ ดร.ประจกั ษ์ สายแสง คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ศภุ ลกั ษณ์ วริ ิยะสมุ น คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์โอฬาร รัตนภกั ดี วทิ ยาลัยสหวิทยาการ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152