Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ภูมินามตำบลเมืองบางขลัง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย

ภูมินามตำบลเมืองบางขลัง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย

Published by nkhwanchanok, 2019-12-27 20:43:03

Description: ส่วนหนึ่งของการวิจัยการศึกษาภูมินามโดยเครือข่ายชุมชน ตำบลเมืองบางขลัง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ปี ๒๕๕๘

Keywords: ภูมินาม,ตำบลเมืองบางขลัง,สุโขทัย

Search

Read the Text Version

๓๖ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๒. หมู่ท่ี ๒ บา้ นปากคลองชา้ ง/บ้านไผ่พนม (ภาพที่ ๑๑ บา้ นปากคลองชา้ ง/บา้ นไผพ่ นม) บ้านปากคลองช้าง มาจากการตั้งชือ่ ใหเ้ หมาะสมกบั ภูมิประเทศและบริบทพ้ืนท่ี เพราะสมัยก่อนมีบริษัทชาวตะวันตก เข้ามาทาํ สมั ปทานไม้ และนําไมม้ ากองไวบ้ รเิ วณบา้ นขอนซุง เพ่อื รอ ขนส่งไปขายที่กรุงเทพฯ โดยบ้านขอนซุงเป็นพ้ืนท่ีติดต่อกับบ้าน ปากคลองช้าง การทําสัมปทานไม้ดังกล่าวต้องอาศัยแรงงานช้าง ชว่ ยลากซงุ มารวมไว้ และบรรดาเจ้าของช้างหรือควาญช้างได้สร้าง บา้ นพักไวบ้ รเิ วณบ้านปากคลองชา้ ง ชาวบ้านมกั เรยี กพ้นื ที่บริเวณนี้ ว่าบ้านปางช้างและหลังจากท่ีควาญช้างใช้แรงงานช้างเสร็จแล้ว ตอนเยน็ กอ่ นนําช้างเขา้ ปาง ควาญชา้ งจะพาช้างลงไปกินนํ้า ปฏิบัติ เชน่ นท้ี ุกวนั จนในที่สุดตลง่ิ บรเิ วณน้ันกลายเป็นทา่ ช้างเพราะช้างข้ึน ลงบ่อย และอีกหลายบริเวณในหมู่บ้านก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านน้ีว่า บ้านปากคลองช้าง (สุชาติ จันทร์นุช, สัมภาษณ์, ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘)

ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๓๗ บ้านไผพ่ นม (ภาพท่ี ๑๒ บา้ นไผพ่ นม) บ้านปากคลองช้างเดิมเรียกว่าบ้านไผ่พนม เนื่องจาก บรเิ วณน้ีมีแม่นา้ํ ฝากระดานไหลผา่ น รมิ นาํ้ จะมกี อไผป่ า่ เรยี งรายอยู่ ทั้งสองฝั่งน้ํา มีทางเกวียนที่ชาวบ้านช่วยกันตัดเป็นเส้นทางสัญจร ระหว่างสองข้างทางมีกอไผ่เรียงรายเป็นระยะทางยาว บางจุด ปลายไผ่ที่อยู่บริเวณริมทางปลายไผ่ก็เอนเข้ามาประนมกัน ทําให้ เส้นทางสัญจรปกคลมุ ไปด้วยกอไผ่ แตถ่ ้าเป็นเวลากลางคืนก็มืดมิด วงั เวง เพราะกอไผ่หนาทึบ ชาวบ้านเช่ือกันว่าบริเวณไผ่พนมมีผีชุม ผู้ท่ีเข้าไปในบริเวณนี้ตอนกลางคืนจะต้องเสียชีวิตจากไข้ป่า (ไขม้ าลาเรยี ) ทาํ ให้บริเวณนไ้ี ม่มีคนมาอยู่อาศัย ตอ่ มาเม่ือมบี ริษทั มาเปิดสมั ปทานไม้ มีการจ้างงานเกิดขึ้น ชาวบา้ นจึงอพยพเข้ามาทํามาหากินในพ้ืนที่นี้ โดยส่วนใหญ่อพยพ มาจากบ้านร้างวังหมัน ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านปากคลองช้าง ตามลกั ษณะพนื้ ที่ เพ่อื ให้ลดความน่ากลัวลง (บุญเทยี ม สวสั ดิร์ กั ษา, สมั ภาษณ์, ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘)

๓๘ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ฝายนครพระราม (ภาพท่ี ๑๓ ฝายนครพระราม) ฝายนครพระราม มีช่ือเรียกมาจากสมัยก่อนผู้ว่าราชการ จังหวัดสวรรคโลก คือ อํามาตย์โทพระยานครพระราม (สวัสด์ิ มหากายี) เป็นผู้เกณฑ์คนท่ีมีที่นาอยู่บริเวณแถบทุ่งหนองไม้กลอน (ปจั จุบนั อยู่ทหี่ มู่ ๑ ตาํ บลหนองกลบั ) ไม้กลอน คือ ไม้ไผ่รวกขนาด พอเหมาะที่ใช้ทําไม้กลอนมุงหลังคาซึ่งทําจากหญ้าคา) ขึ้นไปทํา ฝายหนิ กน้ั ลาํ น้ําฝากระดานเพ่ือให้น้ําผันไปลงคลองบุ๋งพลับ อันจะ เป็นประโยชน์แก่การเกษตรกรรม ชาวบ้านจึงตั้งชื่อฝายน้ีว่า ฝายนครพระราม ตามช่ือผู้นําหรือชนช้ันปกครอง คือ พระยา นครพระราม (ทองสขุ อ่อนแสง, สัมภาษณ์, ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘)

ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๓๙ วดั ปากคลองช้าง (ภาพที่ ๑๔ วดั ปากคลองชา้ ง) (ภาพท่ี ๑๕ วดั ปากคลองช้าง) วัดปากคลองช้าง เรยี กชื่อตามเขตการปกครอง คือ หม่บู ้าน ปากคลองช้าง เดิมวัดปากคลองช้างเป็นเพียงสํานักสงฆ์ สร้างขึ้น โดยหลวงป่ปู อก ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๔๓ หลังสร้างสํานักสงฆ์เสร็จ ไม่นานหลวงปู่ปอกย้ายไปจําพรรษที่วัดอื่น ขณะเดียวกันหลวงพ่อ บุ ญ เ รื อ ง พ้ น จ า ก ก า ร เ ป็ น ท ห า ร แ ล ะ อ อ ก บ ว ช จํ า พ ร ร ษ า ที่ วั ด ปากคลองช้าง จําพรรษาเร่ือยมา ต่อมาหลวงพ่อเชิญชวนชาวบ้าน ในตําบลเมืองบางขลังให้ช่วยกันสร้างวัดให้สมบูรณ์ข้ึน หลวงพ่อ บุญเรืองได้รับความเคารพศรัทธาจากชาวบ้านมาก เนื่องจากท่าน เป็นผู้มีความรู้ทางด้านวิชาอาคมและการรักษาโรคด้วยสมุนไพร (หอม อ่อนแสง, สมั ภาษณ์, ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘)

๔๐ ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง โรงเรยี นวัดปากคลองชา้ ง (ภาพที่ ๑๖ โรงเรียนวัดปากคลองช้าง) โรงเรียนวัดป ากคลองช้างต้ังชื่อโรงเรียนตามชื่อ วดั ปากคลองช้าง เพราะเดิมโรงเรียนวัดปากคลองช้างใช้ศาลาวัด เป็นโรงเรียน นักเรียนทุกคนจะต้องข้ึนมาเรียนบนศาลาวัด ปากคลองช้าง แต่ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ทางราชการได้สร้าง โรงเรียนอยา่ งเป็นทางการขนึ้ ที่บ้านปากคลองชา้ ง โรงเรยี นน้ีถือเป็น โรงเรียนแห่งแรกของตําบลเมืองบางขลัง และได้เปิดสอนเรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน (สุชาติ จันทร์นุช, สัมภาษณ์, ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘) ฝายตาออย (ภาพท่ี ๑๗ ฝายตาออย)

ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๔๑ ฝายตาออยเป็นฝายท่ีชาวบ้านหมู่ ๑ หมู่ ๒ ตําบลเมือง บางขลัง และ หมู่ ๙ ตําบลบ้านไร่ ร่วมกันขุดเพ่ือผันน้ํามาทํานาท่ี บรเิ วณทงุ่ นาพง ซ่งึ เป็นเขตตดิ ต่อกับตําบลเมืองบางขลังและตําบล บา้ นไร่ การสรา้ งฝายมตี าออยเป็นผู้นํา ระดมชาวบ้านมาขุด ดังนั้น ชาวบ้านจงึ เรยี กฝายน้ีวา่ ฝายตาออยตามชือ่ ผนู้ ํา (ทองสุข อ่อนแสง, สมั ภาษณ์, ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘) เหมืองตาออย (ภาพที่ ๑๘ เหมืองตาออย) เหมืองตาออยเป็นลําเหมืองที่รับนํ้าจากฝายตาออยท่ี ชาวบ้านร่วมกันขุดเพื่อผันน้ํามาทํานาบริเวณทุ่งนาพง เหมืองน้ี ชาวบ้านช่วยกันขุดโดยมีตาออยเป็นผู้นํา ดังน้ันชาวบ้านจึงเรียก เหมอื งตาออย (ทองสุข ออ่ นแสง, สมั ภาษณ์, ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘)

๔๒ ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง เหมอื งตาตุ่น เหมอื งตาต่นุ เปน็ ลาํ เหมอื งท่ีแยกมาจากเหมืองตาออยทาง ทศิ ตะวันออก สาเหตุที่เรียกว่าเหมืองตาตุ่น เน่ืองจากเหมืองอยู่ใน ที่ดินของตาตุ่น เหมืองนี้ขุดขึ้นเพ่ือใช้นํ้าทํานา (ทองสุข อ่อนแสง, สัมภาษณ์, ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘)

ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๔๓ ๓. หม่ทู ี่ ๓ บา้ นปากคลองช้าง บา้ นปากคลองชา้ ง หมทู่ ่ี ๓ แยกมาจากบ้านปากคลองชา้ ง หมทู่ ่ี ๒ เนอ่ื งจากบ้านปากคลองช้าง มีความเจริญมากข้ึน จํานวน ประชากรก็เพิม่ มากขน้ึ จนกลายเป็นพ้ืนที่ท่มี ปี ระชากรมากทสี่ ดุ ของ ตําบลเมอื งบางขลัง ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๕ หน่วยงานราชการมีนโยบาย ให้หมู่บ้านปากคลองช้างแบ่งการปกครองเป็นสองหมู่บ้าน ดังนั้น ชาวบ้านจึงเรียกบ้านปากคลองช้างตามช่ือหมู่บ้านเดิม (กอน พนู ลาภ, สัมภาษณ์, ๑๖ มกราคม ๒๕๕๘) บงุ๋ พลบั (ภาพที่ ๑๙ บ๋งุ พลับ) บุ๋งพลับ เรียกชื่อมาจาก บุ๋ง คือ แหล่งน้ําธรรมชาติ ขนาดเล็กแต่มีความลึกมาก จะมีฟองอากาศลอยขึ้นอยู่ตลอดเวลา มเี สยี งดงั บงุ๋ บุ๋ง ชาวบา้ นจึงเรียกแหลง่ น้ําลักษณะนีว้ า่ บุ๋ง สาเหตุที่

๔๔ ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง เรียกบุง๋ พลบั เพราะมีต้นพลับขนาดใหญ่อยู่บริเวณปากบุ๋ง ชาวบ้าน จงึ เรยี กชื่อตามลกั ษณะแหลง่ น้ําและตน้ ไมท้ ปี่ รากฏ ส่ิงอัศจรรย์และความเชื่อ ชาวบ้านเชื่อว่าในบุ๋งพลับมี นางเงือกดูดเลือดอาศัยอยู่ ถ้าหากใครเดนิ ไปบริเวณนน้ั และทอดเงา ลงไปในน้ําจะถูกนางเงือกดูดเลือดจากเงา และมีเรื่องเล่าอีกว่า นางเงือกในบุ๋งพลับดูดเลือดแม่ของตาดิษฐ์ คล้ายวิเชียร ตายคาท่ี และนอกจากน้ีบรเิ วณบุ๋งพลบั มีกอไผ่มืดคร้ึม ทําให้พื้นท่ีบริเวณน้ีมี ความน่ากลัว (สะอ้ิง เกิดนุช, สัมภาษณ์, ๑๖ มกราคม ๒๕๕๘) วัดโพธ์ิทอง วัด โพ ธ์ิท อง เ ป็น โบ รา ณสถาน ท่ีตั้ งอ ยู่ใ นห มู่ที่ ๓ บ้านปากคลองช้าง เดิมกรมศิลปากรเข้ามาบูรณะโบราณสถานนี้ และต้ังชื่อวัดน้ีว่าวัดโพธิ์ดก เน่ืองจากมีต้นโพธิ์ใหญ่และใบโพธ์ิ มีสเี หลืองอรา่ มจํานวนมาก ดกเต็มไปหมด ต่อมาคนในตําบลเมือง บางขลงั เปลีย่ นชอื่ วดั โพธิ์ดกเปน็ วดั โพธิท์ อง เนื่องจากใบโพธ์ิเหลือง เป็นสีทองและต้งั ช่ือให้มีความเป็นสิรมิ งคล บริเวณวัดโพธ์ิทองมีสระน้ําทําด้วยศิลาแลงเก่าแก่ ตั้งอยู่ ทางทศิ ใตข้ องโบสถ์และมจี ระเขท้ ี่ทําจากปูนปั้น มีไข่ทําจากหินอีก ๗ ฟอง คนในตําบลบางขลังเลา่ สืบต่อกนั วา่ จระเขน้ ีเ้ ป็นปรศิ นาของ วัด คือ “จระเข้ฟกั ไข่ทองคํา” ใครสามารถไขปริศนานี้ได้จะพบกับ ลายแทงขมุ ทรัพย์ หรอื บางสง่ิ บางอย่างที่คนโบราณเก็บไว้ ปัจจุบัน ยังไมพ่ บอะไร เปน็ ปรศิ นาท่พี ูดต่อๆกนั มา นอกจากนี้ภายในวัดยังมี เจดีย์โทนทําจากศิลาแลงเป็นทรงระฆังคว่ําอยู่ทางทิศเหนือของ โบสถ์

ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๔๕ ส่ิงอัศจรรย์และความเชื่อ คือ ทุกวันพระข้ึน ๑๕ ค่ํา จะมี ลําแสงลักษณะเป็นดวงไฟสีรุ้งสว่างไสวลอยออกจากวัดไปยัง เขาพระเขาเณรบริเวณเจดีย์น้ําด้วน (หมู่ ๕ บ้านน้ําด้วน) ชาวบ้าน เชือ่ ว่าดวงไฟนีเ้ ปน็ ดวงไฟศักดส์ิ ิทธท์ิ ป่ี ระจําอย่ใู นวดั เมื่อถึงวันพระ ขึ้น ๑๕ คํ่า ก็จะเดินทางไปมาหาสู่กัน (สนิท ชื่นชอบ, สัมภาษณ์, ๑๖ มกราคม ๒๕๕๘) วัดไทรย้อย วัดไทรย้อยเป็นโบราณสถานที่อยู่บริเวณหมู่ ๓ บ้าน ปากคลองช้าง สาเหตุที่เรียกว่าวัดไทรย้อย เน่ืองจากในอดีตพ้ืนท่ี บริเวณน้ีมีต้นไทรอายุเก่าแก่เป็นจํานวนมาก มีรากไทรย้อยลงมา ชาวบา้ นจงึ ตัง้ ช่ือวัดนี้ตามพันธุ์ไม้ที่ปรากฏเด่นชัด คือ ต้นไทร และ ต้นไทรน้ีมีลักษณะเด่นคือ มีรากย้อยเต็มไปหมด จึงให้ชื่อว่า วัดไทรย้อย แตใ่ นปัจจุบนั ไมพ่ บต้นไทรหลงเหลืออยแู่ ล้ว คงเหลือแต่ เพียงซากโบราณสถานเท่านัน้ โบราณสถานบริเวณวัดมเี จดยี ท์ รงระฆงั ควาํ่ ทําจากศลิ าแลง เรยี งกันอยู่ ๓ องค์ (กอน พูนลาภ, สัมภาษณ์, ๑๖ มกราคม ๒๕๕๘) คลองหมูโจน (ภาพท่ี ๒๐ คลองหมูโจน)

๔๖ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง คลองหมูโจน เป็นลําคลองลึกแคบๆ แยกมาจากคลอง นํ้าดว้ นที่ขาดออก เม่อื นา้ํ ด้วนสายนํ้าจงึ แยกออกเปน็ ลาํ เหมืองเลก็ ๆ (เหมือง คือ แหล่งน้ําที่มีขนาดเล็กกว่าคลอง) สาเหตุที่เรียกชื่อว่า คลองหมูโจน เน่ืองจากในอดีตตําบลเมืองบางขลังบนเขาน้ําด้วน มหี มูปา่ อาศัยอยู่จํานวนมาก เวลาหมูป่าออกไปหาอาหารก็จะต้อง ลงมาจากเขาน้ําดว้ น และต้องกระโดดข้ามลําคลองนี้ เพ่ือไปหากิน ในทุ่งหนองกระทุ่ม ดังน้ันชาวบ้านจึงเรียกลําคลองน้ีตามช่ือ พรรณสัตว์และกิริยาของสัตว์ ก็คือ คลองหมูโจน หมู คือ หมูป่า โจนหรอื กระโจน เป็นคาํ ภาษาถ่ิน หมายความว่า กระโดด ปจั จบุ ันคลองหมโู จนแทบไมห่ ลงเหลอื ลักษณะของลําคลอง แลว้ เนอื่ งจากชาวบ้านถมดนิ เพอื่ ใชเ้ ป็นพ้ืนท่ีในการประกอบอาชีพ พื้นที่บรเิ วณนปี้ ัจจบุ ันจงึ กลายเป็นทงุ่ นา (สนิท ชื่นชอบ, สัมภาษณ์, ๑๖ มกราคม ๒๕๕๘) เหมืองครูพวง เหมืองครูพวง เป็นแหล่งนํ้าที่ชาวบ้านช่วยกันขุดข้ึนเพื่อ นํานํ้าไปทํานา ผู้นําในการขุดเหมือง คือ อาจารย์พิสิถ ศรสวัสด์ิ (ครูพวง) ชาวบา้ นจึงเรียกเหมอื งครูพวงตามชอื่ ผู้นํา (สนิท ช่ืนชอบ, สัมภาษณ์, ๑๖ มกราคม ๒๕๕๘)

ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๔๗ ๔. หมูท่ ี่ ๔ บ้านขอนซุง บ้ า น ข อ น ซุ ง แ ต่ เ ดิ ม เรยี กว่า บา้ นขอนไมซ้ งุ ตอ่ มาช่ือ เ รี ย ก ตั ด คํ า ว่ า “ ไม้ ” อ อ ก จึง เห ลื อแ ค่ ชื่อ บ้ าน ขอน ซุ ง ส า เ ห ตุ ท่ี เ รี ย ก ว่ า บ้ า น ข อ น ซุ ง เ นื่ อ ง จ า ก ใ น อ ดี ต ป ร ะ ม า ณ ปี พ.ศ. ๒๔๕๗ บริษัทมิเซลหลุยส์ เข้ามาตัง้ สํานักงานสมั ปทานไม้ (ภาพที่ ๒๑ บา้ นขอนซุง) ในพ้ืนท่ีน้ี และใชบ้ า้ นขอนซงุ เปน็ พื้นทร่ี วมทอ่ นซงุ โดยนาํ ซงุ ท่ี ล่องแพมาจากแม่นํ้ามอกจังหวัดลําปางมาพักกองไว้ จากลักษณะ ของกองไม้ซุงจํานวนมากท่ีเรียงรายเป็นหมอนไม้ จึงเป็นเหตุให้ ชาวบา้ นตัง้ ชื่อโดยใช้ลักษณะเด่นของทรัพยากรธรรมชาติท่ีปรากฏ ในพ้ืนที่ คือ ขอนซุง มาต้ังชื่อ หมู่บ้านนี้จึงมีชื่อว่าบ้านขอนไม้ซุง ต่อมามีการตดั พยางค์ใหส้ นั้ ลงจงึ เหลือเพียง บ้านขอนซุง ความเป็นมาของหมู่บ้านขอนซุง ในอดีตบ้านขอนซุงเป็น พ้นื ท่รี กร้าง ต่อมาได้มีชาวลาว (คนเมืองบางขลังเรียกคนที่อยู่ทาง เหนอื ขน้ึ ไปจากบางขลงั ว่าลาว) มาบกุ เบกิ พื้นทที่ ํากิน คนกลุ่มแรกที่ เข้ามา คือ ตาโอ้ง ตาเป็ด ยายไก่ ตาหมู ตาหม้อ ตาจัน และตาวา ต่ อ ม า ก็ เ ร่ิ ม มี ค น อ พ ย พ เ ข้ า ม า ทํ า กิ น ใ น บ้ า น ข อ น ซุ ง ม า ก ขึ้ น คนส่วนใหญ่อพยพมาจากหลายจังหวัดใกล้เคียง คือ กําแพงเพชร ลาํ ปาง และอุตรดติ ถ์ ผอู้ พยพเหล่าน้ีต้ังบ้านเรือนเรียงรายอยู่ริมฝ่ัง

๔๘ ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง แม่นํ้าฝากระดาน (สมคิด คํามาอ้าย, สัมภาษณ์, ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘) วดั ขอนซงุ วัดขอนซุงต้ังช่ือตาม เขตการปกครอง คือ หมู่บ้าน ขอนซงุ ประวัติความเป็นมา วัดขอนซุงเกิดจากการที่บ้าน ขอนซงุ ยกระดบั ข้นึ เปน็ หมูบ่ ้าน แต่ยงั ขาดวดั ในการทําบญุ หาก มีเทศกาลชาวบ้านในหมู่บ้าน ต้ อ ง เ ดิ น ไ ป ทํ า บุ ญ ท่ี วั ด ปากคลองช้าง ดังน้ัน ชาวบ้าน (ภาพท่ี ๒๒ ขอนซุงจึงร่วมแรงรว่ มใจกนั ทางเขา้ วัดขอนซุง) สร้างวดั ในหม่บู า้ น โดยนายวา คํา มา อ้ าย ได้ บ ริจ า คที่ ดิ น จํานวน ๙ ไร่ ในการสร้างเดิมทีวัดน้ีเป็นสํานักสงฆ์ ท่ีดินนี้อยู่ใน บริเวณสํานกั งานทําสัมปทานไม้ของบริษัทตระกูลลํ่าซําท่ีเข้ามาทํา สัมปทานไม้ต่อจากบรษิ ทั มเิ ซลหลุยส์ แต่ก่อนการสร้างวัดบริษัทได้ ปิดทาํ การไปแล้วเนื่องจากหมดสัมปทานพ้ืนที่นี้จึงเป็นพื้นท่ีรกร้าง เสื่อมโทรม ต่อมานายวา คํามาอ้าย จึงเข้ามาบุกเบิกถางท่ีเพื่อ จบั จองทาํ กิน ชาวบ้านขอนซุงได้ร่วมมือกันสร้างกุฏิสงฆ์ และได้นิมนต์ พระสงฆ์มาจําพรรษาพอครบหน่ึงพรรษา พระสงฆ์รูปนั้นก็ย้ายไป

ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๔๙ จาํ พรรษาทอ่ี ่นื ทําใหว้ ดั ขอนซุงร้างไประยะหนึ่ง ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๕ หลวงปู่หยวก สุทธิจิตโต เดินทางจากจังหวัดสุพรรณบุรีมาที่วัด ขอนซงุ ชาวบา้ นจึงนิมนต์ให้ทา่ นจาํ พรรษาท่ีวดั ขอนซงุ (ภาพท่ี ๒๓ วัดขอนซงุ ) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัดขอนซุงมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือ พระพุทธรูปที่ แกะสลักจากไม้จันทน์ ๒ องค์ พระพุทธรูปนี้อัญเชิญมาจากถ้ํา พระลักษณ์และถํ้าเจ้าราม ในยุคน้ันชาวบ้านแทบทุกครัวเรือน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม พอพ้นฤดูเก็บเก่ียวก็เข้าป่าล่าสัตว์ มนี ายพรานคนหนง่ึ เข้าไปในถํ้าพระลักษณ์และถ้ําเจ้ารามได้พบกับ พระพทุ ธรูปไม้จันทน์แกะสลัก จึงนําความมาบอกกับหลวงปู่หยวก หลวงป่หู ยวก ตาอ้นั (ผู้มีวชิ าอาคม) พรอ้ มดว้ ยชาวบ้านจํานวนหนึ่ง ออกเดินทางไปอัญเชิญพระพุทธรูป ๒ องค์นี้มาประดิษฐานที่ วัดขอนซุง โดยมีชาวบ้านขอนซุงเดินทางมาต้ังขบวนตอนรับ พระจํานวนมากท่ีบ้านวัดโบสถ์และร่วมขบวนแห่ไปยังวัดขอนซุง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ พระพุทธรูปนี้ถูกโจรกรรมไป และในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ชาวบ้านได้ร่วมกันจัดสร้างพระสองพี่น้องจําลองขึ้น

๕๐ ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง อกี ครง้ั หนึ่ง เพอื่ เป็นเคร่ืองยดึ เหนยี่ วจิตใจของคนในพืน้ ท่ี โดยตั้งช่ือ ว่าพระพุทธรปู พระรามและพระลกั ษณ์ สิ่งอัศจรรย์และความเชื่อ คือ ในสมัยที่พระพุทธรูป ไม้จันทน์แกะสลักประดิษฐานอยู่ที่วัดขอนซุง ในทุกวันพระและ วันโกนจะมีคา้ งคาวตวั ใหญ่บินมาจากถ้ําพระลักษณ์และถ้ําเจ้าราม มาท่ีวัดขอนซุง ชาวบ้านเชื่อว่าค้างคาวน้ีบินมาเย่ียมพระพุทธรูป (ประเทอื ง สขุ มัน่ , สมั ภาษณ์, ๕ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) โรงเรยี นบา้ นขอนซงุ (ภาพที่ ๒๔ โรงเรียนบา้ นขอนซุง) ช่ือโรงเรียนบ้านขอนซุง ตั้งช่ือตามเขตการปกครองคือ หมู่บ้านขอนซุง เน่ืองด้วยในสมัยก่อนเด็กในหมู่บ้านขอนซุงต้อง เดินทางไปเรียนที่โรงเรียนปากคลองช้าง ซ่ึงเป็นระยะทางที่ ไกลมาก เด็กไม่มียานพาหนะ จึงต้องเดินไปโรงเรียน ดังนั้น กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ปกครอง จึงทําเรื่องไปยังหน่วยงานราชการเพ่ือ ขอตั้งโรงเรียนในหมู่บ้านขอนซุง ในตอนแรกให้ใช้ศาลาวัดขอนซุง เป็นสถานท่ีเรียนชั่วคราว หลังจากที่โรงเรียนบ้านขอนซุงสร้าง

ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๕๑ แลว้ เสรจ็ ทางราชการได้สง่ ครูประสทิ ธ์ิ กองเกิด มารักษาการครูใหญ่ โรงเรยี นบ้านขอนซุงเปิดเรียนเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๒ (จันทร์ จัน่ เพชร, สัมภาษณ์, ๕ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) เขาพระเขาเณร (ภาพที่ ๒๕ เขาพระ) (ภาพท่ี ๒๖ เขาเณร) เขาพระเขาเณรเป็นภูเขา ๒ ภูเขา ซ่ึงมีขนาดใหญ่และเล็ก บนเขามเี จดีย์เขาละ ๑ องค์ เจดีย์องค์ใหญ่อยู่เขาลูกใหญ่ เรียกว่า เขาพระ ส่วนเจดีย์องค์เล็กอยู่เขาลูกเล็ก เรียกว่า เขาเณร ช่ือ เขาพระเขาเณร มีทม่ี าคอื ชาวบา้ นมองเห็นภเู ขา ๒ ลกู ขนาดไล่เล่ีย และอยู่ใกล้ๆ กัน บนเขาน้ันมีเจดีย์และกรุพระอยู่ คนโบราณจึง เรียกภูเขาลูกนี้ว่า เขาพระเขาเณร แต่ปัจจุบันเจดีย์เหลือเพียง ซากปรักหกั พังเพราะถูกรอื้ คน้ จากคนหาสมบัตแิ ละของเกา่ จนหมด มเี ร่อื งเลา่ วา่ ทุกวนั พระขน้ึ ๑๕ คาํ่ จะมีดวงไฟสีรงุ้ เชื่อกัน ว่าเป็นพระธาตุ และดวงไฟสีฟ้า เช่ือกันว่าเป็นปู่โสม ลอยขึ้นจาก วัดนากลาง วัดโบสถ์ และวัดโพธ์ิทอง ไปท่ีเขาพระเขาเณร หมอเทือง (หมอพนื้ บ้าน) เลา่ ให้ฟงั วา่ เคยพบดวงไฟน้ีลอยจากทาง วดั นากลางไปทางทิศเขาพระเขาเณร นอกจากน้ียังมีคนหากบท่ีพบ

๕๒ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ดวงไฟสีรุ้งลอยไปทางเขาพระเขาเณร ประมาณช่วงตี ๒ (สอง นาฬกิ า) (ตนั มกี จิ , สัมภาษณ์, ๑๒ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘) คลองตันตาหนนุ ค ล อ ง ตั น ต า ห นุ น เ กิ ด จ า ก ค ล อ ง นํ้ า ด้ ว น แ ต ก อ อ ก เ ป็ น ลาํ คลองเล็กๆ ๓ สาย ได้แก่ คลองหมโู จน คลองทรายมูล และคลอง ตันตาหนุน คลองตันตาหนุนเรียกมาจากคลองแห่งน้ีเป็นลําคลอง แยกมาจากคลองนํ้าด้วน เมื่อไหลมาถึงบริเวณท่ีดินของตาหนุน (ไม่ทราบนามสกุล) ลําคลองเกิดตัน นํ้าไม่สามารถไหลต่อไปได้ ชาวบา้ นจึงเรียกว่า คลองตันตาหนนุ (จนั ทร์ จนั่ เพชร, สัมภาษณ์, ๕ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๘) คลองมะมว่ ง คลองมะม่วงเป็นลําคลองเล็กๆ แยกมาจากคลองทรายมูล แล้วไปรวมกับคลองตันตาหนุน สาเหตุท่ีเรียกว่าคลองมะม่วงนั้น เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีต้นมะม่วงป่าขึ้นอยู่เป็นจํานวนมาก (จนั ทร์ จ่ันเพชร, สัมภาษณ์, ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘) คลองแม่เบยี้ (คลองไอเ้ บย้ี ) คลองแม่เบี้ยไหลผา่ นหมู่ ๔ ไปยังหมู่ ๓ เป็นลาํ คลองที่แยก มาจากคลองหมูโจน แล้วไหลไปรวมกับเหมืองครูพวง สาเหตุท่ี เรียกว่าคลองแม่เบ้ีย คือ เม่ือก่อนริมคลองนี้มีกอไผ่บงข้ึนอยู่ หนาแน่น จึงทําให้มีงูจงอางชุกชุม (จันทร์ จั่นเพชร, สัมภาษณ์, ๕ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘)

ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๕๓ ๕. หม่ทู ี่ ๕ บา้ นวัดโบสถ์ ช่ือหมู่บ้าน บ้าน วั ด โ บ ส ถ์ มี ท่ี ม า จ า ก เ ดิ ม พื้นทีบ่ รเิ วณน้ีเป็นพ้ืนท่ีรก ร้าง ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ และสัตว์ป่าชุกชุม ต่อมา ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๔ มีชาวบ้านจากหลายพื้นท่ี โ ด ย เ ฉ พ า ะ จ า ก บ้ า น คลองแห้ง บ้านปากคลอง ช้าง และบ้านขอนซุง ได้ เข้ามาจับจอง แผ้วถางป่าบริเวณนี้ให้เป็นที่ทํามาหากิน ปลูกพืช เลีย้ งสตั ว์ คนกลุ่มแรกที่เข้ามาพบพืน้ ทบ่ี รเิ วณนี้ พบมณฑปโบราณ และมพี ระประธานอยู่ด้านใน จึงเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า บ้านวัดโบสถ์ (ม้วน ภรู่ พ, สัมภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘) (ภาพที่ ๒๗ มณฑปโบราณ วดั โบสถ์เมืองบางขลัง)

๕๔ ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง (ภาพท่ี ๒๘ มณฑปโบราณวดั โบสถ์ เมอื งบางขลงั ) (ภาพท่ี ๒๙ มณฑปโบราณ วัดโบสถ์เมืองบางขลงั ) หมายเหตุ : สาํ เนารปู นม้ี าจากการสาํ รวจของหน่วยศลิ ปากรท่ี ๓ เมอื่ พ.ศ. ๒๕๐๙ วัดโบสถ์เมอื งบางขลงั ช่ือเรียกวัดโบสถ์ เป็นช่ือเรียกต่อๆ กันมา สันนิษฐานว่าน่าจะมาจาก เ ดิ ม วั ด น้ี เ ป็ น วั ด ร้ า ง ที่ มี ตน้ ไม้ปกคลุมรกรุงรัง และ ยังพบแค่เพียงซากโบราณ สถานท่ีสร้างด้วยศิลาแลง (ภาพที่ ๓๐ วัดโบสถ์เมอื งบางขลงั ) กอ่ เป็นวหิ ารหรอื มณฑป เทา่ นน้ั

ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๕๕ ชื่อเรียกวัดโบสถป์ รากฏในหนงั สือพระราชนิพนธเ์ ทย่ี วเมอื ง พระร่วง (๒๕๒๖) ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่ีกล่าวถึงวัดโบสถ์เป็นวัดร้างเมืองบางขลังว่า “ต่อไปเดินทางไปได้ ประมาณ ๑๑๐ เส้น ข้ามแดนสวรรคโลกเวลาเที่ยงถึงวัดร้าง เรยี กตามคําชาวบ้านว่า วัดโบสถ์” จากข้อความแสดงให้เห็นว่าชื่อ วดั โบสถเ์ ปน็ ชอื่ เรียกมาเปน็ เวลานาน บริเวณวัดโบสถ์น้ีชาวบ้านได้ย้ายเข้ามาอยู่คร้ังแรกในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นชาวบ้านท่ีมาจากบ้านคลองแห้งจํานวน ๑๘ ครอบครวั และประชาชนจากตําบลใกล้เคยี งได้ย้ายเข้ามาอย่เู พ่มิ ขน้ึ เร่ือยๆ จึงเริ่มสร้างวัดและบูรณะมณฑป เพ่ือประกอบพิธีกรรม ทางศาสนา ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยมีหลวงปู่สุทธจิตโต (หยวก มณีโชติ) เป็นเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (สง่า คงนาน, สัมภาษณ์, ๒๘ มนี าคม ๒๕๕๘) (ภาพที่ ๓๑ ศาลาการเปรียญวดั โบสถ์เมอื งบางขลงั )

๕๖ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง มณฑปโบราณ (ภาพท่ี ๓๒ มณฑปโบราณ (ปจั จบุ นั ) มณฑปโบราณ เป็นโบราณสถานอยู่ในวัดโบสถ์เมือง บางขลัง กรมศิลปากรสันนิษฐานว่ามณฑปแห่งน้ีมีอายุราว พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ และมีการซ่อมแซมบูรณะครั้งใหญ่ ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๒๐ – ๒๑ มณฑปโบราณหรือโบราณสถานวัดโบสถ์ เป็นมณฑปที่มี ขนาดกว้างด้านละ ๑๔ เมตร ก่อด้วยศิลาแลงย่อมุม ๒๐ มุม มีทางเขา้ ออกเฉพาะทางด้านทิศตะวนั ออก ทผี่ นังด้านนอกทางด้าน ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก พบร่องรอยของพระพุทธรูปยืน แต่ไม่สามารถระบุปางได้ บริเวณด้านล่างของฐานเป็นแท่นบูชา รูปสเ่ี หล่ยี มผืนผ้า ผนงั มณฑปหนาประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ภายใน มณฑปเดิมประดษิ ฐานพระพุทธรปู ประทับนงั่ ขนาดใหญ่ แต่ปจั จุบัน หักพังสูญหายไปหมดแล้ว มณฑปต้ังอยู่ตรงกลางกําแพงแก้ว รปู สี่เหล่ยี มจตั รุ ัส ความยาว ด้านละ ๒๖ เมตร ก่อสร้างด้วยการใช้ แท่งศิลาแลงต้ังเรียงติดกันวางทับหลังด้วยศิลาแลงอีกช้ันหนึ่ง

ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๕๗ กําแพงแก้วที่ล้อมรอบมณฑปมีทางเข้าออก ๒ ด้าน คือ ด้านทิศ ตะวันออกและทิศตะวนั ตก พื้นที่ระหวา่ งมณฑปและกาํ แพงแกว้ เปน็ ลานปูด้วยศิลาแลง ส่วนมุมท้ังสี่ด้านภายในกําแพงแก้วมีร่องรอย ของเจดีย์รายก่ออิฐขนาดเล็ก ทางด้านทิศตะวันออกของมณฑป นอกแนวกําแพงแก้วเปน็ วหิ าร ชาวตาํ บลเมืองบางขลงั เรียกโบราณสถานแห่งนว้ี า่ มณฑป โบราณวดั โบสถ์ เน่อื งจากมณฑปน้เี ป็นสถานที่แรกที่ค้นพบในพ้ืนท่ี น้ี และมีความเก่าแก่มาก (กอน พูลลาภ, สัมภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘) โบสถจ์ ัตรุ มุข (ภาพที่ ๓๓ โบสถ์จัตรุ มุข)

๕๘ ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง โบสถจ์ ัตุรมุขเปน็ โบสถ์เกา่ แกต่ ั้งอยู่ในวดั โบสถ์เมอื งบางขลงั กรมศิลปากรสันนิษฐานว่า สร้างข้ึนราวช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๑๙ - ๒๐ โดยนา่ จะเปน็ อโุ บสถหรือโบสถ์ของวดั โบสถ์ ผลการดําเนินงาน ทางโบราณคดี ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ พบโบราณสถานก่อด้วยอิฐ ฉาบปูน ยกพื้นสูงจากพ้ืนดินประมาณ ๒๐ เซนติเมตร มีชานยื่น ออกมาทัง้ ๔ ดา้ นของโบราณสถาน พน้ื โบราณสถานนน้ั เรียงด้วยอฐิ และพบร่องรอยการก่ออิฐเป็นฐานประดิษฐานใบเสมาทั้ง ๘ ทิศ ของอุโบสถ เครื่องบนหลังคาเป็นเคร่ืองไม้มุงด้วยกระเบื้องดินเผา แบบชายพับ ส่วนบริเวณด้านนอกอาคารอุโบสถพบฐาน โบราณสถานก่อด้วยอิฐสี่เหลี่ยม สันนิษฐานว่าเป็นฐานเจดีย์ราย จาํ นวน ๒๒ องค์ จากการดําเนินงานพบว่า ฐานเจดีย์บางองค์เป็น เจดีย์สําหรับบรรจุอัฐิ และบริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ อุโบสถพบฐานโบราณสถานขนาดเล็กก่อด้วยอิฐ สันนิษฐานว่า คงเปน็ อาคารเครอื่ งบนทําด้วยไมห้ ลังคามงุ กระเบื้องดนิ เผา ชาวเมืองบางขลัง เรียกโบราณสถานแห่งนี้ว่า โบสถ์จัตุรมุ ข เนื่องจา ก ลกั ษณะของโบสถ์นี้เป็นทรง จัตุรมุข ต่อเป็นอาคารท่ีมี ๔ มุข (ทองสุข อ่อนแสง, สั ม ภา ษณ์ , ๒ ๘ มี น า คม ๒๕๕๘) (ภาพที่ ๓๔ ดา้ นหลังโบสถจ์ ัตรุ มุข)

ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๕๙ ตระพังโบราณ (ภาพที่ ๓๕ ตระพงั โบราณ) ตระพังโบราณเป็นตระพังนํ้าที่อยู่บริเวณหน้ามณฑป โบราณในวัดโบสถ์ มีชอ่ื มาจากคนสมยั ก่อนขดุ สระนา้ํ สาํ หรับเก็บกัก นํ้าไว้ใช้จะเรียกว่า ตระพัง และตระพังน้ีมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ จึงเรียกว่า ตระพังโบราณ อยู่กึ่งกลางระหว่างซากวิหารด้านหน้า มณฑปกับด้านหลังของซากโบสถ์เป็นสระน้ํารูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัส การสร้างสระนํ้าไว้ชิดกับศาสนสถานหลักหรือหลังโบสถ์ ไม่พบคติ การสร้างท้งั ในสมัยสุโขทัยและอยุธยา เว้นแต่จะมีการขุดล้อมรอบ ศาสนสถาน แต่พบคติการสร้างสระนํ้าส่ีเหลี่ยมเช่นนี้บริเวณ ศาสนสถานท่ีได้รับอิทธิพลขอม อันเป็นผลมาจากความเช่ือของ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยใช้น้ําในสระประกอบพิธีกรรม ดังนั้น สระน้าํ โบราณแห่งนี้จงึ นา่ จะได้รบั อิทธิพลจากขอม ทีส่ ร้างสระนํ้าไว้ ด้านหน้าหรือใกล้เคียงกับปรางค์ โดยมีมณฑปที่ปรากฏอยู่ใน ปจั จุบนั (สอ้งิ เกดิ นชุ , สมั ภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘)

๖๐ ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง บ่อพญานาค (ภาพที่ ๓๖ บ่อพญานาค (๑)) (ภาพท่ี ๓๗ บอ่ พญานาค (๒)) บ่อพญานาค มีชื่อมาจากเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ เดิมบ่อน้ํา แหง่ นเ้ี ป็นบอ่ นํา้ ทพ่ี ระสงฆใ์ ช้ในการอุปโภคบริโภค ต่อมาเม่ือ พ.ศ. ๒๕๓๕ บ่อนาํ้ เกิดแห้งเหือดไป นกั เรียนโรงเรียนบ้านวัดโบสถ์จึงนํา เศษกิ่งไม้แห้งไปท้ิงลงบ่อจนเต็ม และไม่มีใครสนใจบ่อน้ําน้ีอีกเลย จนมาประมาณปี พ.ศ. ๒๕๕๒ หลวงปู่บรรณ ทีฆายุโก พระเกจิ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของพระมหาบุญมี ภูริมฺงคลาจาโร เจ้าอาวาส วดั โบสถ์ไดม้ าจําพรรษา ทา่ นบอกวา่ มพี ญานาคมาจําพรรษาทบ่ี ่อน้ํา แห่งนี้ และในช่วงนั้นได้มีการปรับภูมิทัศน์เพ่ือเป็นการเตรียม สถานท่ีรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จมาชมโบราณสถานแหง่ นี้ ขณะทกี่ าํ ลังใชเ้ ครื่องจักรปรับ พื้นที่น้ัน เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น คือ เม่ือรถแบคโฮได้ข้ึนไป เหยียบบรเิ วณน้ันอยู่ๆ สายไฮโดรรคิ แตก จงึ ซ่อมแซมเพื่อให้ทํางาน ต่อได้ หลังจากเมื่อทํางานเสร็จแล้ว ขณะท่ีเคล่ือนย้ายเคร่ืองจักร

ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๖๑ เพื่อจะเดินทางกลับนั้น รถเกิดไฟลุกไหม้ได้รับความเสียหาย ประกอบกับเมื่อบ่อนํ้าได้รับ การบูรณะขึ้นแล้วพอมีน้ําใน บ่อ มคี นมองลงในบอ่ แลว้ เห็น พญานาคจึงไดม้ ีการถ่ายรูปไว้ และเชื่อว่า มีพญานาคอยู่ท่ี บอ่ นจ้ี รงิ ๆ ดว้ ยความเชื่อของ ชาวบ้านในพ้ืนที่ใกล้ไกลต่าง (ภาพที่ ๓๘ รปู ปั้นพ่อปู่ มาเขา้ แถวชมพญานาค และนํา พญานาค) นาํ้ ไปด่มื เพอ่ื รกั ษาโรคภัยไข้เจบ็ ตามความเช่ือ บางคนก็หายจากความเจ็บป่วย จึงเรียกบ่อน้ําน้ีว่า บอ่ พญานาค (สุรินทร์ ลอยเลศิ , สัมภาษณ์, ๒๘ มนี าคม ๒๕๕๘) ข้าวตอกพระรว่ ง (ภาพที่ ๓๙ ขา้ วตอกพระร่วง) ขา้ วตอกพระรว่ ง มชี อ่ื มาจากคนสมยั โบราณเลา่ ตอ่ ๆ กันมา วา่ ขา้ วตอกพระร่วงเป็นขา้ วกน้ บาตรทีพ่ ระร่วงเจา้ หวา่ นไว้ที่พื้นหน้า

๖๒ ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง มณฑปโบราณซึ่งต้งั อยภู่ ายในบริเวณวัดโบสถ์ ขณะท่ีท่านบวชเป็น พระอยู่ได้ต้ังจิตอธิษฐานว่าขอให้ข้าวท่ีข้าพเจ้าได้หว่านลงผืนดินนี้ เป็นพุทธบูชาหรือส่ิงท่ีเป็นมงคลให้กับลูกหลานสืบไป จึงเรียกว่า ขา้ วตอกพระร่วง ข้าวตอกพระรว่ งพบได้บริเวณหน้ามณฑปโบราณ วดั โบสถ์และจะพบมากชว่ งหลงั ฝนตก ข้าวตอกพระรว่ ง ลักษณะเป็นหินส่ีเหลย่ี มเม็ดเล็กๆ ถ้าใคร มีบุญบารมีจะรู้ว่าข้าวตอกพระร่วงมีคุณจริง คือ สามารถช่วยล้าง อาถรรพ์ โดยใช้ผสมน้าํ ดม่ื กนิ เวลางูกดั ให้นําข้าวตอกพระรว่ งฝนกับ น้ํามะนาว ทาบริเวณปากแผลจะช่วยถอนพิษ อมไว้เวลาปวดฟัน อาการปวดจะหายทันที มีคุณทางเมตตามหานิยม รวมถึงใช้เป็น เครื่องประดับ เชน่ ต่างหู สร้อยขอ้ มือ เป็นสร้อยคอ ปอ้ งกนั สนุ ัขกัด ตัวอย่างผู้ที่พบปาฏิหาริย์ของข้าวตอกพระร่วง คือ คุณวุฒิ มีไชโย เคยเป็นคนขับรถของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ครั้งหน่ึงคุณวุฒิรู้สึกปวดกระดูกจนเดินไม่ได้ รักษามาหลายที่ก็ ไม่หาย มคี นฝนั ใหน้ าํ ข้าวตอกพระร่วงพร้อมพระร่วงแช่ลงไปในนํ้า ๑ แก้ว แล้วนํามารับประทานเป็นยารักษาโรคและให้อธิษฐานด้วย อาการป่วยก็จะหายไปเอง ดังนั้น จึงปฏิบัติตามปรากฏว่าหลังจาก ที่ได้ด่ืมน้ําข้าวตอกพระร่วงก็หายปวดสามารถลุกเดินได้ตามปกติ (บญุ เทยี ม สวัสด์ิรักษา, สมั ภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘)

ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๖๓ เตาโบราณ (ภาพที่ ๔๐ เตาโบราณ) ที่มาของชื่อมาจากการขุดค้นพบเตาน้ีท่ีมีลักษณะเป็นเตา ที่ก่อด้วยดินข้ึนมาเป็นรูปทรงกระบอกกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ ๑ - ๑.๕ เมตร ตรงฐานเตามีช่องสําหรับใส่ฟืน แสดงให้ เห็นว่า ในอดีตท่ีในบริเวณวัดโบสถ์เมืองบางขลังต้องมีการหุงหา อาหารเล้ียงไพร่พลอยู่ภายในวัด ซึ่งอาจจะเป็นแหล่งซ่องสุม กําลงั พลเพอ่ื ขบั ไล่ขอมสะบาดโขงลําโพง (สง่า คงนาน, สัมภาษณ์, ๒๘ มนี าคม ๒๕๕๘)

๖๔ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง หลวงพอ่ ขาวเนรมิต (พระพทุ ธศรสี ุรยี ม์ งคลพลญาณ) (ภาพที่ ๔๑ หลวงพอ่ ขาวเนรมิต (พระพทุ ธศรสี รุ ีย์มงคลพลญาณ)) หลวงพอ่ ขาวเนรมิตเป็นพระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่ และ มีความสวยงามย่ิง ชาวบ้านจึงเรียกพระพุทธรูปองค์น้ีว่าหลวงพ่อ ขาวเนรมิต คือ สวยงามราวกับเนรมิต หลวงพ่อขาวเนรมิตเป็น พระพทุ ธรูปท่ขี ดุ พบในทดี่ นิ ของนายหน่วย หม่ืนหาญ ชาวบ้านหมู่ ท่ี ๕ ตําบลเมืองบางขลัง จึงเรียกช่ือตามองค์พระสีขาวท่ีขุดพบว่า หลวงพอ่ ขาว พระมหาบุญมี และชาวบ้านร่วมกันให้ข้อมูลว่า ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ คุณยม ไอยเรศ ฝันวา่ มีเทวดามาบอกว่าไปขุดพระหลังบ้าน มพี ระองคใ์ หญอ่ ยากข้นึ มา และยังบอกวา่ มีกรุพระตรงหัวเข่า ๒ กรุ ท่เี กตุ ๑ กรุ และบอกลักษณะตําแหน่งหลังบ้านจะเป็นเนิน แต่ก็ไม่ ค่อยเชื่อ ตอนเช้าก็มาเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง ก็ไม่ได้ใส่ใจ ไม่ม่ันใจ ในความฝัน แต่พื้นท่ีบริเวณนั้นเพาะปลูกอะไรไม่ขึ้น ปลูกพริกได้ อย่างเดียวแต่กจ็ ะมีตัวต่อแตนมาทํารังทําให้คนเข้าไปไม่ได้ คล้ายๆ

ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๖๕ กับว่า ไม่ต้องการให้คนไปเหยียบยํ่า ตอนเช้าคุณยมก็ไปทําธุระท่ี ธกส. เมอื่ กลับมาถงึ บา้ นพบคนมากมาย มีรถจอดเตม็ ไปหมด เพราะ มคี นมาขดุ พบพระนอนตะแคงอยู่ และพบกรุพระตรงหัวเข่า ๒ กรุ ตรงที่เกตุไม่พบ พอขุดเสร็จก็นํามาไว้ท่ีวัดโบสถ์ ตอนน้ันมีคนมา ขอบูชาเศียรพระเป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท แต่ก็ไม่ได้ให้บูชา ต่อมาปี ๒๕๓๙ หลวงปู่ จันทรโรภาส ได้ให้ปัจจัยมาประมาณ ๒๕,๐๐๐ บาท มาบูรณะหลวงพ่อขาวโดยการอาบน้ําปูน คือ การเอาน้ําปูน มาราดตรงองค์พระหลวงพ่อขาว หน้าตักกว้าง ๕ ศอก สูง ๗ ศอก (ขนาดเท่าหลวงพ่อพระพุทธชินราช) ลักษณะเป็นพระโบราณ จงึ เรยี กชอ่ื พระตามที่พบว่า หลวงพอ่ ขาวเนรมิต ต่อมาเม่ือวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๘ พระมหาบุญมี ฝันว่าเดินไปบนภูเขาเห็นเถาวัลย์ พันเป็นชื่อว่า พระพุทธศรีสุรีย์มงคลพลญาณ ซึ่งมีความหมายว่า ผู้มญี าณมงคลสอ่ งแสงดุจแสงพระอาทิตย์ จึงต้งั ชอ่ื พระพุทธรูปนี้ว่า พระพุทธศรีสุรีย์มงคลพลญาณแล้วอัญเชิญเป็นพระประธาน ในอุโบสถ (ประเสริฐ ปานทุ่ง และพระมหาบุญมี, สัมภาษณ์, ๒๘ มนี าคม ๒๕๕๘)

๖๖ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง หลวงพอ่ สามพ่นี อ้ ง หลวงพ่อสามพี่น้อง มีช่ือ เรียกมาจากพระพุทธรูปที่มี ๓ ขนาด ๓ องค์ขนาดไล่กันจากองค์ เล็กไปองค์ใหญ่ ประดิษฐานอยู่ใน มณฑปโบราณ จึงเรียกว่าหลวงพ่อ สามพ่ีน้อง คนเฒา่ แก่เล่าว่ามีพระพุทธรูปอยู่ท่ี บางขลังมีประมาณ ๕ องค์ คือ พระร่วงนําทางและหลวงพ่อสามพ่ี น้อง มีหลายคนที่จะมาทําพิธี บวงสรวงเพื่อจะนําไปบูชา แต่ก็ทํา (ภาพที่ ๔๒ หลวงพ่อ ไม่สําเร็จ เกิดฝนตกฟ้าคะนอง สามพี่น้อง) ลมพัดกระหนา่ํ อยา่ งหนัก จนกระทั่งมีคนไปหาหมอดูแลว้ ทกั มาว่า ถ้าทําพิธีบวงสรวง ครบ ๗ วนั ๗ คืน กจ็ ะสามารถนาํ พระไปได้ ต่อมามีชาวทุ่งเสล่ียมมาทําพิธี บวงสรวง ๒ วัน แต่ก็ไม่สามารถนําพระไปได้ ส่วนชาวสวรรคโลก ได้มาบวงสรวง ๓ วัน ก็ไม่สามารถนําไปได้อีกเช่นกัน เมื่อชาวบ้าน ซ่าน ได้มาบวงสรวงโดยการร้องเล่นลิเกป่าด้วยตนเอง และมีการ ประโคมดนตรี จนครบ ๗ วนั ๗ คืน ก็สามารถอัญเชิญพระพุทธรูป ทงั้ ๕ องค์ ขึ้นล้อลากเกวียนไปได้ พอลากไปไดไ้ ม่นานก็มอี ยู่ ๑ องค์ เกวียนหัก ไม่สามารถนําไปได้ เป็นพระประธานปางมารวิชัย จึงนําพระองค์น้ันใส่ไว้ในหลุมเหลา (เป็นหลุมท่ีเกิดขึ้นเองตาม) อยู่ในบริเวณวัดโบสถ์ (ปัจจุบันยังไม่มีใครพบองค์พระดังกล่าว) และพอถงึ วันแรม ๑๕ ค่าํ เดือน ๔ เป็นวันตรุษไทย ชาวบ้านซ่านก็

ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๖๗ จะแห่พระพุทธรูปสามพี่น้องและพระร่วงนําทางมาถึงบริเวณบ้าน ปากคลองแดนบรเิ วณรอยต่อของเมอื งบางขลัง และทําอย่างนี้ทุกปี เป็นเวลา ๑๐๘ ปี มาแลว้ ซ่งึ เป็นท่ีมาของประเพณีแห่พระพุทธรูป สามพี่น้อง หลวงพ่อสามพี่น้องเป็นพระสมัยสุโขทัยยุคต้นๆ หลวง พ่ออยู่ดี เป็นพระสมัยสุโขทัยหน้าตระกวน ลักษณะหน้าเชียงแสน เพราะไดร้ บั อทิ ธิพลจากทางภาคเหนือ หลวงพ่อร่มเย็น มีลักษณะ เป็นพระสมัยทวารวดี ส่วนหลวงพ่อมสี ขุ เปน็ พระสมัยสุโขทัย ทรง หน้ามะตมู ซ่ึงพบไดย้ าก (ประเสรฐิ ปานทงุ่ , สัมภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘) วัดปา่ สะเดา (กรุตาเผยี น) (ภาพท่ี ๔๓ วดั ปา่ สะเดา (กรตุ าเผยี น)) กรตุ าเผยี น เปน็ ชอื่ โบราณสถานท่ีอยู่ในที่ดินของนายเผียน อาจรอด ชาวบ้านหมู่ ๕ ตําบลเมืองบางขลัง ชาวบ้านจึงเรียกว่า

๖๘ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง กรุตาเผียน ต่อมาเม่ือกรมศิลปากรเข้ามาสํารวจพื้นท่ีและบูรณะ จึงต้ังช่อื ใหใ้ หมว่ า่ “วดั ปา่ สะเดา” ตามชอ่ื พรรณไม้ท่ีปรากฏเด่นชัด ในบริเวณน้ัน เนื่องจากบรเิ วณดงั กล่าวมตี ้นสะเดาขึ้นอยเู่ ป็นจํานวน มาก (กอน พูลลาภ, สมั ภาษณ์, ๒๘ มนี าคม ๒๕๕๘) วดั เจดยี เ์ จด็ แถว (ภาพที่ ๔๔ โบราณสถานวัดเจดยี เ์ จด็ แถว) ท่ีมาของชื่อวัดเจดีย์เจ็ดแถว เนื่องจากมีการพบเจดีย์ ท้ังหมดในบริเวณน้ี ๗ แถวเรียงรายกันอยู่ในบริเวณนี้ คนสมัย โบราณจะเรียกสถานทีท่ ีม่ เี จดยี ์ว่า วดั จึงเรียกว่า วดั เจดีย์เจ็ดแถว (ภาพท่ี ๔๕ โบราณสถานวดั เจดยี เ์ จด็ แถว)

ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๖๙ วัดเจดีย์เจ็ดแถวปัจจุบันอยู่บริเวณที่ดินของนายสมพร ฟุ้งเฟ่ือง อายุ ๔๗ ปี บ้านเลขที่ ๑๒๓/๑ หมู่ที่ ๕ ตําบลเมือง บางขลงั อําเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย พบเจดีย์เรียงรายท้ังหมด ๗ องค์ หรอื เรียกว่าเจดีย์ ๗ แถว และกรพุ ระเครื่อง เป็นพระเครื่อง ดินเผามีลักษณะรูปร่างเป็นรูปห้าเหล่ียม (พระซุ้มยอ) พระร่วง เข่านูน พระร่วงเข่าลอย พระร่วงเข่ากว้าง ปัจจุบันพระเครื่อง บรเิ วณเจดยี ์ไม่หลงเหลือแลว้ โดยมีสํานักงานศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย เข้ามาบูรณะเจดีย์ ๗ องค์ และใช้วัสดุใยแก้วห่อหุ้มเจดีย์ เพื่อป้องกนั ไม่ใหเ้ จดยี ์หักพัง (นง ผอบนาค, สมั ภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘) โรงเรียนบา้ นวัดโบสถ์ ภ (ภาพที่ ๔๖ โรงเรยี นบ้านวัดโบสถ์) โรงเรียนบา้ นวัดโบสถ์เปน็ ช่ือที่ต้งั ตามเขตการปกครอง คือ หมบู่ ้านวัดโบสถ์ ประวัติโรงเรียนบ้านวัดโบสถ์ โรงเรยี นเร่ิมสร้างเมื่อ วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๒๓ เป็นอาคารเรียนชั่วคราวโดยได้รับ

๗๐ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ความร่วมมือจากประชาชนในหมู่บ้านวัดโบสถ์ร่วมกันสร้าง เปิดเรียนเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๓ โดยเปิดสอนในระดับชั้น ประถมศึกษาปีท่ี ๑ – ๔ ปัจจุบันโรงเรียนบ้านวัดโบสถ์เปิดสอน ในระดบั อนบุ าล – มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓ (ทองสขุ อ่อนแสง, สัมภาษณ์, ๒๘ มนี าคม ๒๕๕๘) คลองยาง (ภาพที่ ๔๗ คลองยาง) คล อ ง ยา ง เ ป็ น ลํ า ค ล อ ง ใ ห ญ่ มี ค วา ม ย า วตั้ ง แ ต่ วั ด ใ ห ญ่ ชัยมงคล หมทู่ ่ี ๑ ตาํ บลบ้านใหมช่ ัยมงคล มาจนถงึ บา้ นนากลาง หมู่ ท่ี ๗ ตําบลเมืองบางขลัง ที่มาของชื่อคลองยาง เน่ืองจากบริเวณ สองฝั่งคลองมีต้นยางนาขนาดใหญ่เป็นจํานวนมาก ชาวบ้าน จึงเรียกช่ือคลองตามช่ือของต้นไม้ท่ีปรากฏเด่นชัด ปัจจุบันต้นยาง ถูกโค่นไม่มีปรากฏให้เห็นแล้ว (แก้ว พุ่มชบา, สัมภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘)

ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ๗๑ วดั เจดยี โ์ ทน (ภาพท่ี ๔๘ โบราณสถานวัดเจดยี ์โทน) ที่มาของชื่อวัดเจดีย์โทน เนื่องจากวัดแห่งนี้มีเจดีย์ ทรงระฆังคว่ําขนาดใหญ่ ๑ องค์ ต้ังอยู่บริเวณกลางทุ่งนา ในท่ีดิน ของนายทองสุข ผอบนาค หมู่ ๕ ตําบลเมืองบางขลัง อําเภอ สวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ภายในเจดีย์พบพระเครื่องจํานวนมาก เครือ่ งสังคโลก เครอ่ื งใช้ อาวธุ โบราณตา่ งๆ จงึ เรียกวา่ วัดเจดีย์โทน ซ่ึง มี ซ า ก หล ง เ ห ลื ออ ยู่ แ ล ะ ขุด พ บ ก รุ พร ะ เ ค ร่ื อง เ ป็ น พ ระ เ ค รื่ อ ง องค์ใหญ่ เช่น ซุ้มระฆังสนิมแดง ชินเงิน พระใบขนุน นางบางขลัง พระรว่ งใบเสมา และพระร่วงเปดิ โลก (สมนกึ เหล็กพรม, สัมภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘)

๗๒ ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง สระน้ําโบราณศักด์สิ ทิ ธิ์ (สระคู่) (ภาพที่ ๔๙ สระนํา้ โบราณศักดสิ์ ทิ ธิ์ (สระคู่)) สระนาํ้ โบราณศักด์สิ ทิ ธ์ิ พบอยู่บริเวณทดี่ นิ ของนายจีรวฒั น์ ผันผาย อายุ ๗๓ ปี บ้านเลขที่ ๖ หมู่ท่ี ๕ ตําบลเมืองบางขลัง อําเภอสวรรคโลก จังหวัดสโุ ขทยั คนสมัยก่อนเช่ือกันว่าเป็นสระน้ํา โบราณศักดิ์สิทธ์ิจึงนํานํ้าจากบริเวณนี้ ไปทําพิธีตกเสี้ยวลงเกลอ (สาบานว่าจะเปน็ เพ่ือนกนั ) เมอ่ื ฝ่ายหน่ึงฝ่ายใดผิดคําสาบานก็จะมี อันเปน็ ไป พธิ ตี กเสยี้ วลงเกลอ พิธีตกเสี้ยวลงเกลอเป็นการสาบานการเป็นเพ่ือนตาย ที่ตายแทนกันได้ เป็นพิธีท่ีทํากันด้วยใจรัก ถ้าคิดคดต่อกัน ขอให้ โดนคมหอกคมดาบหรือปืน โดยผู้ท่ีเป็นผู้นําสาบานต้องเป็นคนท่ี อาวุโสในกลุ่ม เริ่มต้นจากการยกถ้วยท่ีจะสาบานข้ึน แล้วท่องบท คาถาชมุ นุมเทวดา (สักเคกาเม จะรูเป…) จากน้ันให้ผู้ที่ร่วมสาบาน เอานิว้ ชี้ขวามาจ้มิ ชนกนั ในถ้วยพริก/เกลือ/นํ้าปลา หรือเหล้า และ พูดสาบานทลี ะคนว่า “ตวั กปู ู่ช่ือ…จะมาผูกสมัครรักใคร่กับ….. เป็น

ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๗๓ เพื่อนเกลอ ถ้ากูคดในข้อ งอในลิ้น รู้ปล้ินรู้ปลอก รู้ควา มเป็ นควา มตา ย ความฉิบหาย กูมิบอก ข อ ใ ห้ ด า บ อ ง ค รั ก ษ์ ๗ หมู่ และ ๘ หมู่ อย่าให้ แคลว้ คลาดคอกู ตวั กูปู่ชื่อ (ภาพท่ี ๕๐ สระน้าํ โบราณ ..................” แล้วถามว่า ศกั ดสิ์ ิทธ์ิ (สระคู่)) มึงรักกูตรงไหน ก็จ้ิมตรง นั้น เช่น ปาก น้ิวเท้า น้ิวมือ ข้อมือ แต่ห้ามเอาตรงตา (บางคนจ้ิม ตรงตา หลังจ้ิมก็ชกกันตรงน้ันเลย) แล้วพูดต่อว่าเวลาถูกหรือโดน ใครทําร้ายมาให้นึกถึงกูนะ ถ้าตายแล้วกระดูกมึงจะร้อง กูจะไป แก้แค้นให้มึงจะไม่ตายฟรี จากนั้นผู้อาวุโสจึงบอกว่า ถ้าพวกมึงรัก กันขอให้พวกมึงเจริญรุ่งเรือง ถ้าพวกมึงคิดทรยศกันขอให้ฉิบหาย ตายโหง ตายด้วยคมหอกคมดาบ เม่อื เสร็จสิ้นคําพูดก็ด่ืมนํ้าสาบาน บางคู่หรือบางกลุ่มจะมีการกรีดเลือดสาบานเพ่ือแสดงความจริงใจ ตอ่ กัน สามารถผกู ไดท้ งั้ ชายและหญิง ปัจจบุ นั ผทู้ ท่ี ําพธิ ตี กเส้ยี วลงเกลอ ใช้แค่พริก นํ้าปลา หรือ เลอื ด ทําเพื่อเป็นการสาบานเป็นเพื่อนกัน มีการติดต่อสัมพันธ์กัน แต่ไม่ได้ใช้นํ้าจากสระคู่แล้ว (สุรินทร์ ลอยเลิศ, สัมภาษณ์, ๒๘ มนี าคม ๒๕๕๘)

๗๔ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง เจดียต์ าโหนก (ภาพที่ ๕๑ เจดยี ์ตาโหนก) ที่มาของชอ่ื มาจากเป็นเจดีย์ทีพ่ บภายในที่ดนิ ของนายเทยี บ สุขสัมพันธ์ ช่ือเล่นว่า โหนก จึงเรียกว่า เจดีย์ตาโหนก สมัยก่อน เจดยี ต์ าโหนกมีความสูงประมาณช่วงเอว ในฐานเจดีย์พบพระบูชา เป็นเน้ือสีเขียวมรกต ขนาดประมาณ ๑๕ นิ้ว และยังพบพระ นางบางขลงั เปน็ จาํ นวนมาก (อไุ ร หมิ วนั ต์, สมั ภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘)

ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๗๕ เขาวงเดอ่ื (ภาพที่ ๕๒ เขาวงเดือ่ ) เขาวงเดื่อ มีชื่อมาจากลักษณะของภูเขาท่ีมีหัวเขา เปน็ วงกวา้ งยาวขน้ึ ไปทางทิศเหนือสุด และมีต้นมะเด่ือเป็นจํานวน มาก จึงเรียกว่า เขาวงเดื่อ เขาวังเด่ืออยู่บริเวณพื้นท่ีทางด้าน ตะวันตกของเมืองบางขลัง เป็นบริเวณท่ีราบลุ่มไม่มากนัก ถดั จากนน้ั ไปราว ๑ กิโลเมตร ก็จะเป็นแนวภเู ขาทอดตัวยาวในแนว ทิศเหนือ - ใต้ ภูเขาลูกนี้ชาวบ้านเรียกว่า “เขาเด่ือ” บนยอดเขา เด่ือ ซ่ึงสูงจากพื้นราบประมาณ ๘๐ – ๑๐๐ เมตร มีร่องรอย วัดโบราณอยู่บนยอดเขา โบราณสถานสําคัญท่ีพบประกอบด้วย ซากฐานวิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออกอยู่ในสภาพทรุดโทรม มากยากแก่การสนั นษิ ฐานรูปแบบเดิมได้ มีเจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ หนา้ กระดานก่อด้วยศลิ าแลง จาํ นวน ๒ ช้นั มีฐานเป็นรปู ๘ เหล่ยี ม ก่อเป็นชั้นบัวถลา ปัจจุบันมีส่วนฐานของเจดีย์เหลืออยู่ด้าน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนบนเจดีย์ สันนิษฐานว่าจะเป็นทรงระฆัง เนื่องจากพบชิ้นส่วนของอิฐเป็นรูป

๗๖ ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง คร่งึ วงกลมซ่ึงนา่ จะเปน็ สว่ นปลยี อดของทรงระฆัง สันนิษฐานกันว่า การสร้างวัดขึ้นที่ยอดเขาเดื่อ เพื่อให้เป็นที่อยู่จําพรรษาของ พระภิกษุฝ่ายอรัญวาสี (พระป่า) ลักษณะการสร้างวัดบนเขาหรือ เชิงเขาเช่นนี้ ปรากฏได้ท่ัวไปตามเมืองโบราณสมัยสุโขทัยไม่ว่าจะ เป็นเมืองขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กก็ตาม เช่น เมืองสุโขทัยมี วั ด ฝ่ า ย อ รั ญ ว า สี อ ยู่ ท่ี เ ทื อ ก เ ข า ห ล ว ง ท า ง ต ะ วั น ต ก ข อ ง เ มื อ ง อันเป็นท่ตี ั้งของวัดอรัญญิก วดั สะพานหิน และวัดเขาพระบาทใหญ่ เมืองศรีสัชนาลยั กม็ ีวัดเขาใหญ่ วัดเขารงั แรง้ อยูท่ าง ทิศใต้ของเมือง เมืองพิษณุโลกก็มีวัดอรัญญิก อยู่นอกเมืองทางทิศตะวันออก และ เมอื งบางพานมวี ดั เขานางทอง เป็นตน้ นอกจากน้ีเขาเดื่อน่าจะเป็น ภูเขาศักดิ์สิทธ์ิของชุมชนโบราณเมืองบางขลังมาก่อนที่จะนับถือ พระพุทธศาสนา ซึ่งเราพบว่าความเชื่อเรื่องภูเขาศักดิ์สิทธ์ินี้เป็น ความเช่อื ดัง่ เดิมทปี่ รากฏอยูท่ ว่ั ภมู ภิ าคนม้ี ากอ่ นอยแู่ ล้ว ในภายหลัง เม่ือมีการนับถือพระพุทธศาสนา จึงได้มีการสร้างวัดข้ึนในพ้ืนท่ี ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิของความเชื่อดั้งเดิม นอกจากนี้ท่ีเชิงเขาเด่ือยังเป็นแหล่ง ตดั ศลิ าแลงที่นําไปสร้างศาสนสถานในเมืองบางขลัง (อุไร หิมวันต์, สมั ภาษณ์, ๒๘ มนี าคม ๒๕๕๘)

ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๗๗ หอคอยโบราณ (ภาพท่ี ๕๓ หอคอยโบราณ) ท่ีมาของชื่อคือหอคอยน้ีเป็นจุดท่ีคอยสังเกตการณ์ข้าศึก ของนักรบสมัยโบราณ เพราะวา่ เป็นจุดท่ีสูงที่สุดของเขา หอคอยนี้มี ลักษณะเป็นโขดหินท่ีมีความแข็งแรงก้อนใหญ่และสูง บริเวณฐาน ของหอคอยพบลักษณะของการเรี ยงตัวของหินเป็นช้ัน ๆ โดยลักษณะการเชื่อมหินเข้าด้วยกันเหมือนมีการใช้ปูนโบราณ ซึ่งน่าจะมาจากฝีมือมนุษย์ จุดนี้พบร่องรอยการขุดค้น ซึ่งตามคํา บอกเลา่ สบื ตอ่ กนั มาวา่ บรเิ วณนม้ี พี ระอยใู่ นกรุ และยังสนั นิษฐานว่า จะเป็นจุดท่ีมีการเก็บอาวุธและของมีค่าในสมัยก่อน เม่ือมองจาก ยอดหอคอยพบว่าสามารถเห็นทัศนียภาพชุมชนโบราณเมือง บางขลังและพื้นท่ีใกล้เคียงได้กว้างมากย่ิงขึ้น เมื่อเปรียบกับใน สมัยก่อนก็คือสามารถมองเห็นข้าศึกได้ไกลและสามารถเตือนภัย ชาวบ้านให้ทราบว่าข้าศึกเดินทัพถึงบริเวณใด (กอน พูลลาภ, สมั ภาษณ์, ๒๘ มนี าคม ๒๕๕๘)

๗๘ ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ลานหลบภัย (ภาพท่ี ๕๔ ลานหลบภัย) ลานหลบภัย มีท่ีมาของช่ือจากที่ราบอยู่บนสันเขา โดยมี เน้ือท่ีประมาณ ๑๕ ไร่ และบนท่ีราบน้ีมีต้นไม้น้อยใหญ่ปกคลุม แวดล้อมด้วยลูกเขาเป็นกําแพงอย่างดีและมียอดเขาสูงให้ทหารไว้ สงั เกตการณ์ ในสมยั โบราณสันนษิ ฐานวา่ ชาวเมอื งบางขลงั น่าจะใช้ บริเวณแห่งน้ีเปน็ แหลง่ ทหี่ ลบภัยในยามทีต่ อ้ งทาํ ศกึ สงคราม เพราะ เป็น การ ยาก ที่ข้ าศึก จะเ ห็น ได้ จึงเ รียก ว่า ลา นหล บภั ย (กอน พูลลาภ, สมั ภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘)

ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๗๙ ถาํ้ ผาแดง (ภาพที่ ๕๕ ถํ้าผาแดง) ท่มี าของชอื่ คือ เปน็ ถ้าํ ทอ่ี ยใู่ ตห้ น้าผา และหนา้ ผานเ้ี มือ่ มอง จากทไี่ กลๆ จะเห็นเป็นสีแดง จงึ เรียกวา่ ถา้ํ ผาแดง ผาแดง เป็นช่ือเรียกเขาที่มีความลาดชันและสูงท่ีสุดของ เทือกเขาเมืองบางขลังด้านทิศตะวันตก พบฐานเจดีย์ มีร่องรอย การขุดค้น ซึ่งแต่ก่อนเคยมีคนขุดพบอาวุธโบราณ เช่น หอก ดาบ ท่บี รเิ วณจุดสูงสุดแห่งน้ีสามารถมองเห็นทัศนียภาพได้รอบทิศทาง สันนิษฐานว่าจุดนี้จะเป็นชัยภูมิสําคัญในการสังเกตการณ์ข้าศึก ถือเป็นหอคอย หรือป้อมปราการที่มีความสําคัญอย่างย่ิง (ทองสุข ออ่ นแสง, สัมภาษณ์, ๒๘ มนี าคม ๒๕๕๘)

๘๐ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง ถนนพระร่วง (ภาพท่ี ๕๖ ถนนพระรว่ ง) ทีม่ าของช่อื ถนนพระร่วง เป็นเร่ืองเล่าของคนในชุมชนว่า ถนนเส้นนี้เป็นถนนท่ีพระร่วงได้ใช้เท้ากวาดเพื่อเป็นถนนในการ เดินทางไปยังเมืองศรีสัชนาลัย เนื่องจากพระร่วงนั้นเป็นผู้มีรูปร่าง ใหญ่โตมาก จึงสามารถใชเ้ ทา้ กวาดพื้นทป่ี ่าใหเ้ ป็นถนนได้ สมคิด คํามาอ้าย เล่าว่า ถนนพระร่วงเป็นถนนสาย ประวัติศาสตร์ท่ีเชอื่ มระหว่างเมืองกาํ แพงเพชรผา่ นสโุ ขทัย ไปจนถึง ศรีสชั นาลัย ดว้ ยระยะทาง ๑๒๓ กิโลเมตร เชื่อว่าถนนสายน้ี สร้าง นานกว่า ๗๐๐ ปีมาแล้ว เพ่ือใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ถือว่าเป็น ทางหลวงแผ่นดนิ สายแรกของประเทศไทยก็ได้ ด้วยความท่ีมีวาจา สิทธิ์ของพระร่วงได้ทรงสร้างถนนสายน้ีว่า เพียงพระร่วงได้ใช้เท้า เกล่ียดินเพียงสามคร้ังก็ได้ถนนสายนี้ข้ึนมา ปัจจุบันเส้นทางนี้ ยงั คงเหลอื หลกั ฐานรอ่ งรอยอยู่ แต่บางส่วนถกู ไถกลบกลายเปน็ ที่ทาํ กินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านไปบ้างแล้ว นายสมคิด คํามาอ้าย

ภูมินามตําบลเมืองบางขลัง ๘๑ ยังเล่าให้ฟังถึงส่ิงที่น่าสนใจอื่นๆ เก่ียวกับพระร่วงอีกคือ ชื่อของ หมบู่ ้านตา่ งๆ ในตาํ บลสารจิตร อาํ เภอศรสี ชั นาลัยน้ัน ล้วนมีชอื่ ทีม่ า จากตํานานรักในสมัยพระร่วงเจ้า คือ เรื่องราวความรักระหว่าง พระร่วงและนางคาํ ซง่ึ เปน็ สาวงามในสมัยน้ัน พระร่วงหรือนายร่วง ในขณะนั้นได้พบกับนางคําซึ่งกําลังเล่นน้ําท่ีแก่งหลวง (อยู่ในพ้ืนท่ี ตําบลเมืองเก่า อําเภอศรีสัชนาลัย) พระร่วงติดตาต้องใจนางคํา อยากได้นางคาํ เปน็ ภรรยา แต่นางคํากลับว่ิงหนีเพราะตกใจรูปร่าง อันใหญ่โตของพระร่วง ด้วยความเสน่หาในตัวนางคําอย่างมาก พระร่วงจึงวิ่งตามหานางคํา ตอ่ มาเม่อื พระร่วงตามหานางคําจนเจอ แล้ว นางคําจึงว่ิงหนีข้ึนไปแอบในถ้ําบนภูเขา แล้วนําผ้าถุงมาปิด ปากถํ้าไว้ เพอ่ื ไม่ใหพ้ ระร่วงเข้าไปในถํ้า พระร่วงพยายามอ้อนวอน ให้นางคําออกมาจากถํา้ เทา่ ไรๆ ก็ไม่เป็นผล จึงสาปให้นางคําอยู่ใน ถํ้าตลอดไป ด้วยเหตุนี้เองชาวบา้ นจึงเรียกภเู ขาลูกนั้นว่า เขานางคํา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งตํานานของพระร่วงนางคําในแต่ละพ้ืนถิ่น ยงั มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกตา่ งออกไปตามการบอกเลา่ ทีส่ ืบต่อ กันมา อาทิเช่น บางตํานานเล่าว่าท่ีมาของหนองจระเข้ซึ่งเป็น แหล่งนํ้าขนาดใหญ่ของตาํ บลสารจติ รน้ันก็มีท่ีมาจากการที่พระร่วง เสกจระเข้ให้คอยเฝ้านางคําเอาไว้ไม่ให้ลงจากถ้ํา (สอิ้ง เกิดนุช, สัมภาษณ์, ๒๘ มนี าคม ๒๕๕๘)

๘๒ ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง วัดต้นมะเด่อื (กรุตาชน้ื ) วัดต้นมะเดื่อ (กรุตาช้ืน) มีชื่อมาจาก วัดแห่งนี้มีซากเจดีย์ อยู่ ๑ องค์ และในบริเวณทางเข้า วัดจะมตี ้นมะเดื่อเป็นจุดสังเกตที่ สําคัญ วัดต้นมะเด่ืออยู่ในบริเวณ ที่ ดิ น ขอ ง น า ย ชื้ น ป ร ะ ดิ ษ ฐ์ ช า ว บ้ า น วั ด โ บ ส ถ์ ห มู่ ที่ ๕ (ภาพที่ ๕๗ ต้นมะเด่อื ในสมยั ก่อนหากจะเดินทางมายัง ตรงทางเข้าวดั ต้นมะเด่อื ) กรแุ ห่งนี้ ถ้าเดินมาใกล้จะถึงแล้ว จะเหน็ ตน้ มะเดือ่ ป่องที่ขนึ้ อยู่เป็น กลุ่ม ให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ ๑๐๐ เมตร ก็จะพบ จึงเรียกว่า วัดต้นมะเดื่อ (สง่า คงนาน, สัมภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘) (ภาพที่ ๕๘ ซากโบราณสถานวดั ตน้ มะเดอื่ )

ภมู นิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๘๓ ถาํ้ อดั ถ้ําอัด เป็นช่ือเรียกที่มาจากลักษณะของถํ้าที่ไม่มีใคร สามารถลงไปได้ เพราะว่าในถ้ํานั้นไม่มีอากาศ พอลงไปแล้วจะ อึดอัดเหมอื นไมม่ อี ากาศจากภายนอกลงไปเลย แต่เปน็ ท่ีนา่ แปลกใจ ว่าสตั ว์ท่อี าศยั อยูแ่ ถวนน้ั สามารถลงไปได้ จึงเรียกว่า ถํ้าอัด มาจาก คาํ ว่า อึดอดั ไมม่ ีอากาศหายใจนั่นเอง (พิสิถ ศรีสวัสด์ิ, สัมภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘) ถาํ้ คา้ งคาว (ภาพที่ ๕๙ มีช่ือมาจาก ถํ้าแห่งน้ี ทางเข้าถาํ้ คา้ งคาว) อยู่ ทา ง ทิศใ ต้ขอ งเ ขาเ ดื่ อ มีฝูงค้างคาวอาศยั อยู่ภายในถํ้า เป็นจํานวนมาก ลักษณะของ ถ้ํามีป่องหินลึกเข้าไปแต่คน ไม่สามารถเข้าไปได้ จึงเป็นที่ อาศัยของค้างคาว ชาวบ้าน จึงเรียกถ้ําแห่งนว้ี า่ ถ้ําค้างคาว ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงมีค้างคาว จํานวนมากอาศัยอยู่ (พิสิถ ศรีส วัส ด์ิ, สัม ภา ษณ์ , ๒ ๘ มนี าคม ๒๕๕๘)

๘๔ ภมู ินามตําบลเมืองบางขลัง (ภาพที่ ๖๐ ถา้ํ ค้างคาว) บอ่ ตดั ศลิ าแลง (ภาพที่ ๖๑ บ่อตดั ศิลาแลง) บอ่ ตดั ศิลาแลงอยู่บรเิ วณเชงิ เขาวงเดื่อ ลักษณะเป็นช้ันหิน วางเรียงกันเป็นบรเิ วณกวา้ ง สันนิษฐานว่า การวางช้ันหินลักษณะน้ี น่าจะทําให้ศิลาแลงอ่อนง่ายต่อการตัด และบริเวณดังกล่าว มีร่องรอยการขุดตัดศิลาแลงจนเป็นหลุมเป็นบ่อ ศิลาแลงนี้ ในสมัยก่อนมีการขนย้ายนําไปก่อสร้างวัดโบสถ์ บริเวณแหล่ง

ภูมนิ ามตําบลเมืองบางขลัง ๘๕ ตดั ศิลาแลงแต่ก่อนเป็นหมู่บ้านเก่ามีชุมชนอยู่โดยรอบ ปัจจุบันอยู่ ในที่ดินของนายสมชาย จันทร์สิงห์ (ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ท่ี ๙) พื้นที่ บางส่วน ได้ปลกู มันสาํ ปะหลงั และยูคาลิปตัส ส่วนแหล่งตัดศิลาแลง อกี ๑ บอ่ อย่ใู นพ้นื ท่ีของนายสนทิ จั่นเพ็ชร ปจั จุบันใช้พ้ืนที่นี้ปลูก ยูคาลปิ ตสั ศลิ าแลงโดยธรรมชาตแิ ล้วเมอื่ อยใู่ ต้ผวิ ดินจะมีความแข็ง น้อย สามารถตัดให้เป็นก้อนหรือเป็นบล็อกได้โดยใช้เคร่ืองมือ ท่ีทําด้วยเหล็ก แต่เม่ือสัมผัสกับอากาศจะมีความแข็งเพิ่มขึ้น เนอื่ งจากการสูญเสยี ความชน้ื ในดนิ เหนียว ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ ศลิ าแลง เพราะมีการเพ่ิมปริมาณของเหล็กออกไซด์ ที่ได้แทรกซึม เข้าไปตามช่องว่างของตะกอน ซ่ึงทําให้ศิลาแลงของที่นี่มี ความแข็งแรงกว่าที่แถบมลายูและอินเดีย โดยส่วนมากศิลาแลงใน เขตเมืองบางขลังพบเป็นศิลาแลงสีนํ้าตาลแดง เราพบว่าบริเวณ เชิงเขาเด่ือมีแหล่งตัดศิลาแลงอยู่หลายแห่ง เขาเดื่อมีลักษณะ ภูมปิ ระเทศทเ่ี หมาะสมสําหรับการเกิดศิลาแลง เพราะเขาเดื่อเป็น เขาท่มี รี ะดบั ความสูงไม่มาก มีความลาดชันน้อยจึงทําให้น้ําไหลช้า ซ่งึ จะทําให้มกี ารตกตะกอนมาก และยังมีปจั จัยท่ีทําให้เกิดศิลาแลง อีกอย่างหน่ึงนั่นคือภูมิอากาศ ซึ่งภูมิอากาศบริเวณน้ีเป็นแบบร้อน ช้นื มแี ดดและฝนอยู่ในระดบั ที่เหมาะสําหรับการเกิดศิลาแลง และ ถ้าเราสงั เกตจะเหน็ ว่าแหลง่ ตดั ศิลาแลงบนเขาเด่ือ น้ันสภาพบนผิว ดินในบริเวณจะนั้นมีพืชปกคลุมอยู่น้อยและมีรูชอนไชของรากพืช ซ่ึงทําให้มีน้ําท่ีมีสารละลายแร่เหล็กออกไซด์ แมงกานีสออกไซด์ และอ่ืนๆ ไหลลงไปสะสมตวั ไดง้ า่ ย (แก้ว พุ่มชะบา, สัมภาษณ์, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘)