Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รวมเล่มความซื่อตรงในสังคมไทย ปี 54

รวมเล่มความซื่อตรงในสังคมไทย ปี 54

Description: รวมเล่มความซื่อตรงในสังคมไทย ปี 54

Search

Read the Text Version

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพอื่ เสริมสรางความซ่ือตรงในสังคมไทย   เสนอ : ศูนยส ง เสรมิ  แ  ละพัฒนาพลังแผนดนิ เชิงคุณธรรม       สามารถจําแนกคุณธรรมอันดับหน่ึง และคุณธรรมอันดับสองจําแนกตามอาชีพได ดงั ตอไปน้ี 1) อาชีพกรรมกร/ลูกจาง ไดแก อดทน และขยันหม่ันเพียร 2) อาชีพครูอาจารย ไดแก รับผิดชอบ และสติสัมปชัญญะ 3) อาชีพทนาย/ผูพิพากษา ไดแก ยุติธรรม และ ซื่อสัตยสุจริต 4) อาชีพนักการเมือง ไดแก ซ่ือสัตยสุจริต และรับผิดชอบ 5) อาชีพทหาร/ ตํารวจ ไดแก วินัย และอดทน 6) อาชีพนักธุรกิจ/พอคา แมคา ไดแก ขยันหมั่นเพียร และ ซ่ือสัตยสุจริต 7) อาชีพนักบัญชี ไดแก ซ่ือสัตยสุจริต และรับผิดชอบ 8) อาชีพนักเรียน/ นกั ศึกษา ไดแ ก ขยันหมัน่ เพียรและกตญั กู ตเวที 9) อาชพี พระสงฆ/ผูนําศาสนา ไดแก วินัย และเปนกัลยาณมิตร 10) อาชีพนักวิจัย ไดแก มุงผลสัมฤทธ์ิฯ และวินัย 11) อาชีพ สื่อมวลชน ไดแกมุงผลสัมฤทธิ์ฯ และรับผิดชอบ 12) อาชีพแพทย/พยาบาล ไดแก สติสัมปชัญญะ และรับผิดชอบ 13) อาชีพวิศวกร/สถาปนิก ไดแก มุงผลสัมฤทธ์ิฯ และ รบั ผิดชอบ สว นนงลักษณ วริ ชั ชยั และรุงนภา ตั้งจิตรเจริญกุล (2550) ทําการศึกษาวิจัยเร่ือง การวิเคราะหการเปลี่ยนแปลงคุณธรรมจริยธรรมของคนไทย มีวัตถุประสงคเพ่ือ 1) ศึกษา ระดับคุณธรรมจริยธรรมของคนไทยรายไตรมาสตามตัวบงชี้คุณธรรมจริยธรรม 2) ศึกษา พัฒนาการและแนวโนมการเปล่ียนแปลงระยะยาวของระดับคุณธรรมจริยธรรมของคนไทย ตามตัวบงชี้คุณธรรมจริยธรรม 3) ศึกษาบทบาทในการพัฒนาดานคุณธรรมจริยธรรมของคน ไทย การวิจัยคร้ังนี้กําหนดขอบเขตของตัวบงชี้คุณธรรมจริยธรรมที่ควรเฝาระวัง 7 ตัวบงชี้ ไดแก ความซื่อสัตยสุจริต ความมีสติสัมปชัญญะ ความรับผิดชอบ ความยุติธรรม ความ ขยันหมัน่ เพยี ร ความมีวนิ ัย และความอดทน การวิจัยในครั้งน้ี ศึกษาตัวบงชี้คุณธรรม จริยธรรมท่ีคัดสรรเฉพาะบางตัวบงชี้ท่ี สําคัญและแนวทางในการดําเนินการวัดตัวบงช้ีคุณธรรม จริยธรรมรายไตรมาสสําหรับ การศึกษา ติดตามพัฒนาการและแนวโนมคุณธรรม จริยธรรม โดยพิจารณาจากผลการ วิเคราะหตัวบงช้ีคุณธรรม จริยธรรมที่มีความสําคัญในสังคมไทยจําแนกตามกลุมวิชาชีพ/ อาชีพ พบวาตัวบงช้ีคูณธรรมจริยธรรม 5 อันดับแรกท่ีควรมีในทุกกลุมวิชาชีพ/อาชีพ ประกอบดวย 1) ความซ่ือสัตย 2) ความรับผิดชอบ 3) ความมีสติสัมปชัญญะ 4) ความ ขยันหมั่นเพียร 5) ความมีวินัย ดังน้ันตัวบงชี้คุณธรรมจริยธรรมทั้ง 5 ตัวนี้จึงเปนตัวบงช้ี คุณธรรมจริยธรรมท่ีจําเปนเรงดวนสําหรับการเฝาระวังระดับคุณธรรมจริยธรรมเพ่ิมอีกสอง ตัว คือ 1) ความยุติธรรม และ 2) ความอดทน โดยตัวแปรตนท่ีสําคัญในการศึกษาวิจัยใน ครั้งนี้ และตัวแปรบทบาทในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ไดแกระดับการศึกษา อายุ เพศ และสถานภาพ ดงั นั้นโมเดลในการวจิ ยั แสดงไดดังภาพ 2.1 91  

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพอื่ เสรมิ สรางความซอ่ื ตรงในสังคมไทย       เสนอ : ศูนยส ง เสริมและพฒั นาพลังแผนดนิ เชงิ คณุ ธรรม ชว งเวลา 5 ครัง้ ตัวแปรบทบาทในการพฒั นา ตัวบงช้ีคุณธรรม ความซ่อื สตั ยสุจรติ คุณธรรมจรยิ ธรรม จริยธรรมทค่ี วรเฝา ระวงั ความขยันหมั่นเพียร ระดบั ความมีสตสิ ัมปชญั ญะ อายุ เพศ ความรับผิดชอบ สถานภาพ ความยตุ ิธรรม ความมวี ินัย ความอดทน ภาพ 2.2 โมเดลตัวบง ช้ีคณุ ธรรม จริยธรรมทีค่ วรเฝา ระวงั ในสังคมไทย ผลการศกึ ษาพบวา ระดับการศึกษาสง ผลตอตัวบงช้ีคุณธรรมจริยธรรมท่ีควรเฝาระวัง ใหสังคมไทย โดยกลุมเส่ียงท่ีควรเรงรัดพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมท่ีควรเฝาระวัง ไดแกกลุม นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา กลุมกรรมกร/ผูใชแรงงาน/ลูกจาง กลุมเกษตรกร และกลุมคน วางงาน และบทบาทในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมระดับบุคคลไดแก การอบรมส่ังสอนจาก พอแม การอบรมสั่งสอนจากโรงเรียน การเลียนแบบบุคคลสําคัญที่มีคุณธรรม ระดับ ครอบครัว ไดแกการชักชวนใหสมาชิกในครอบครัวทําความดีเพิ่มขึ้น การเอาใจใสดูแลการ กระทําของสมาชิกในครอบครัว และการตักเตือนสมาชิกในครอบครัวทําในส่ิงที่ถูกตอง ระดับ สังคม ไดแกการจัดประชุมสมาชิกชมรมในดานคุณธรรมจริยธรรม การเปนกรรมการ/ผู ดําเนนิ งานจัดกจิ กรรมคุณธรรม จรยิ ธรรม และการจัดรายการคุณธรรมจริยธรรมทางโทรทัศน ดังน้ันทางรัฐบาลจึงควรสนับสนุนการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมท้ังในระดับบุคคล ระดับ ครอบครัว และระดับสังคมผา นบทบาทดังกลา ว 92    

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพอ่ื เสรมิ สรา งความซ่ือตรงในสงั คมไทย   เสนอ : ศูนยสง เสริม แ  ละพฒั นาพลงั แผน ดินเชิงคุณธรรม       2.8 แผนพฒั นาความซอื่ ตรงแหง ชาตมิ าเลเซีย (Malaysia National Integrity Plan) 2.8.1 ความเปนมาของ National Integrity Plan หรือ NIP เกิดจากความตองการพัฒนาประเทศมาเลเซียเปนประเทศท่ีพัฒนาอยาง สมบูรณในป ค.ศ.2020 ใหเปนประเทศที่มีศักยภาพเขมแข็ง และมีเกียรติยศศักดิ์ศรี ซึ่งไม สามารถทําไดแตเพียงการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความกาวหนาทางเทคโนโลยีเทานั้น แต จําเปนตองพัฒนาดานสังคม วัฒนธรรม ภูมิปญญาและจิตวิญญาณดวย เพ่ือบรรลุเปาหมาย น้ี จําตองยกระดับคุณธรรมและความซ่ือตรง (ethics and integrity) เพราะเปนสวนหนึ่งท่ี มีความสําคญั ของสงั คม เปน คณุ คา และแบบแผน (values and norms)ท่ีจะสรางความยั่งยืน และเสรมิ สรา งคณุ ภาพชีวติ ของประชาชน The Prime Minister’s Directive No.1 of 1998 ซึ่งมีเปาหมายในการ สงเสริม “ความซื่อตรง” (Integrity) ในการบริหารงานของรัฐบาล (Government Administration) มีการตั้ง ”คณะกรรมาธิการวาดวยความซ่ือตรง” (The Integrity Management Committee) ในทุกกระทรวง ทุกหนวยงานของรัฐบาลมลรัฐและรัฐบาลกลาง แตขาดกลไกดึงภาคสวนอ่ืนๆ เขารวม ดังนั้น รัฐบาลจึงกําหนด “แผนพัฒนาความซื่อตรง แหงชาติ” (The National Integrity Plan/NIP) เพ่ือเปนแผนแมบท (Master Plan) ใหทุก ภาคสวน ท้ังภาคเอกชน พรรคการเมือง องคกรพฒั นาเอกชน กลมุ ศาสนา ส่อื มวลชน ผูหญิง เยาวชนและนกั เรียน ไดเ ขา มารวมในการสรา งความซื่อตรง     NIP กําหนดข้ึนโดยยึดเจตนารมณของรัฐธรรมนูญแหงสหพันธ ปรัชญาและ หลักการของ Rukun Negara เปนเหมือน The Aspirations of Vision 2020 โดยมี วัตถุประสงค เพื่อกอต้ังคุณธรรมและจริยธรรมของสังคม โดยพลเมืองตองเครงครัดในหลัก ศาสนาและคุณคาทางจติ ใจ และกระตุน ใหเ กดิ มาตรฐานจรยิ ธรรมที่สูงขน้ึ NIP พัฒนาข้ึนจากความปรารถนาของประชาชนและของชาติ เกิดเปนรูปแบบ ของมาเลเซียเอง (own mould) ประกอบไปดวยคนทุกเช้ือชาติ ทุกศาสนา เปนผูมีสวนไดเสีย แผนงานน้ี ไดเปดใหเสนอมุมมองและขอเสนอแนะในการสัมมนาตางๆ รวมไปถึงผูแทนจาก ภาคสวนตางๆของสังคม ดังน้ัน NIP จึงสะทอนความหวังและความปรารถนาท้ังของผูนํา ประเทศและประชาชนท่วั ไป 93  

สถาบันพระปกเกลา : การศึกษาเพ่อื เสริมสรา งความซือ่ ตรงในสงั คมไทย       เสนอ : ศูนยสงเสรมิ และพัฒนาพลงั แผน ดนิ เชงิ คณุ ธรรม เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคของ NIP ตองแยกแยะกลุมเปาหมายและความ เรงดวน โดยกําหนดเปน Target 2008 เปนเปาหมายเรงดวน 5 ประการ ในชวง 5 ปแรก (ค.ศ.2004-2008) คอื ราชการ 1) ลดคอรัปชน่ั การกระทําผดิ และการใชอ ํานาจหนาท่ีโดยมิชอบ 2) เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพระบบการบริการสาธารณะและการปฏิบตั งิ านในระบบ 3) สง เสริมธรรมาภิบาลและจริยธรรมของภาคธุรกจิ เอกชน 4) สรางความเขม แขง็ สถาบนั ครอบครัว 5) พัฒนาคุณภาพชีวติ และความเปน อยทู ่ีดขี องประชาชน กลยุทธ คือ ดึงทุกภาคสวนของสังคมเขามาสนับสนุนและรวมในเจตนารมณ ของ NIP โดยการประสานงานและใหความรว มมอื กนั ในการดําเนนิ โครงการตางๆ ดว ย ในการนี้ ไดกําหนดใหมีการตรวจสอบประจําปและการประเมินผลซ่ึง เหมาะสมกับสังคมมาเลเซีย และสอดคลองกับมาตรฐานของนานาชาติ มี 2 วิธีการสําหรับ ประเมินประสิทธิผลของแผนยุทธศาสตรและโครงการตางๆ ดังนี้ (1) วิธีการแรก การ ประเมินจากผูมีสวนเกี่ยวของ มี 3 วิธี ไดแก การจัดทํารายงานของผูมีสวนเกี่ยวของเสนอใน Convention of Integrity ระดับภาคและประเทศ ผลประเมินจากแบบสอบถาม และผลสํารวจ เก่ียวกบั คุณธรรมและความซ่อื ตรงจากทกุ ภาคสวน และทกุ ระดับของประเทศ การพัฒนาสงเสริมความซ่ือตรงตองเปดใหมีสวนรวมต้ังแตระดับรากหญาขึ้น ไปถึงระดับสูงของสังคม ประกอบดวยภาคสวนตางๆ ทั้งครอบครัว ชุมชน ภาคประชาสังคม (รวมไปถึงองคกรพัฒนาเอกชน) กลุมศาสนา กลุมวัฒนธรรมทางสังคม (การศึกษา สุขภาพ การกีฬาและนันทนาการ สื่อมวลชน ศิลปะ วรรณกรรมและมรดกชาติ) เศรษฐกิจ การเมือง และการบริหาร) มีการจัดตั้ง The Integrity Institute of Malaysia (IIM) เพื่อทําหนาท่ีในการ สงเสริมและประสานงานในการบงั คับใช NIP ของทกุ ภาคสวนของสงั คม ความมุงม่ัน (Commitment) ของรัฐบาลแสดงออกโดยการกําหนดนโยบาย พฒั นาประเทศ อันเปนนโยบายของชาตทิ ป่ี ระกอบดวยฝายการเมอื ง ฝายปกครอง/ขาราชการ ภาคเศรษฐกิจ และภาคสังคม ซึ่งจะบรรลุผลสําเร็จได ตองไดรับการสนับสนุนอยางแข็งขัน จากภาคเอกชนและภาคสว นอื่นๆ ของสงั คม 94    

สถาบันพระปกเกลา : การศึกษาเพอ่ื เสริมสรางความซอ่ื ตรงในสังคมไทย   เสนอ : ศนู ยสง เสรมิ  แ  ละพัฒนาพลังแผน ดนิ เชงิ คณุ ธรรม       มีการประกาศใช Three Long Term Perspective Plans คือ The New Economic Policy (1971-1990) The National Development Policy (1991-2000) และ The Vision Development Policy (2001-2010) ซึ่งท้ังหมดมีหลักการตามรัฐธรรมนูญ, Rukun Negara และ Vision 2020 2.8.2 การสงเสริมคณุ ธรรมและความซื่อตรงในภาครฐั เริ่มดําเนินการในภาครัฐ เพราะเปนเคร่ืองมือที่สําคัญในการบริหารจัดการ การปกครอง การใหบริการและการพัฒนาประเทศ ซ่ึงการมีคุณธรรมและความซ่ือตรงจะ สงผลกระทบตอภาคสวนอ่ืนๆ การผนึกกําลัง การพัฒนาปรับปรุงภายในและการใหคุณคาแก คุณธรรม การไมมีคอรัปช่ัน และการใชอํานาจโดยมิชอบสามารถทําไดอยางเขมแข็งและ ตอ เนอ่ื ง รัฐบาลกําหนดโครงการจํานวนมากเพ่ือสงเสริมการใหคุณคาแกคุณธรรม และความซ่ือตรงในการใหบริการสาธารณะ ต้ังแตศตวรรษ 1980 มุงเนนหลักการ “Clean, Efficient and Trustworthy” “Integrity of Islamic Values” “Excellent Work Culture” “Code of Work Ethics” “Client’s Charter” และ “ISO 9000” รัฐบาลออกกฎหมาย (ผานรัฐสภา) ไดแก พระราชบัญญัติปองกันการ คอรัปชั่น ค.ศ.1961(โดยยกเลิกพระราชกฤษฎีกาวาดวยการปองกันการคอรัปชั่น ค.ศ. 1950) จัดตั้ง The Anti-Corruption Agency ในป ค.ศ.1967 ซึ่งมีการแกไขเพิ่มเติม กฎหมาย เมื่อป ค.ศ.1971 และไดประกาศใชกฎหมายใหม คือ พระราชบัญญัติวาดวยการ ปองกันคอรัปชั่น ค.ศ.1997 ซึ่ง The Anti-Corruption Agency ไดทําหนาท่ีสําคัญในการ ปราบปรามคอรัปช่ัน รักษาความซ่ือตรงในการบริหารราชการแผนดิน และเสริมสรางความ ตระหนกั ในปญหาคอรปั ช่ันและการใชอ ํานาจโดยมชิ อบ รัฐบาลจัดต้ัง The Public Complaints Bureau (PCB) เพ่ือรับเร่ืองรองเรียน รองทกุ ขเ กยี่ วกบั การทุจริตและการใชอํานาจโดยมชิ อบในการใหบ ริการสาธารณะ จัดต้ัง The Auditor General’s Department เพื่อทําหนาท่ีตรวจสอบ งบประมาณและการใชจ า ยภาครัฐ จัดตั้ง The Malaysian Administrative, Modernisation and Management Planning Units (MAMPU) เพ่ือเสนอแนะการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการบริหารงานภาครัฐ ใหทนั สมัย มศี กั ยภาพและประสิทธิภาพในการบรกิ ารสาธารณะ 95  

สถาบนั พระปกเกลา : การศกึ ษาเพอื่ เสรมิ สรา งความซอื่ ตรงในสงั คมไทย       เสนอ : ศนู ยส ง เสริมและพัฒนาพลังแผนดินเชิงคุณธรรม จัดตั้ง The Special Cabinet on Government Management Integrity เพ่ือ รับผิดชอบในการบริหารจัดการเก่ียวกับความซื่อตรงของรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเปน ประธาน จัดตั้ง The Integrity Management Committee ในสวนกลาง มลรัฐ และระดับ ตําบล มคี วามจําเปน ตอ งสรางความซ่อื ตรงในทกุ ระดับชั้น โดยกลไกภาครัฐ จากระดับบนลงสู ระดับลางคือรากหญา โดยทําหนาที่ในการเสนอรายงานเพ่ือสรางความเขมแข็งในการสงเสริม ความซอื่ ตรงในระบบบรหิ ารงานภาครัฐ รัฐบาลกําหนด Core Values เพื่อเปนแนวทางการปฏิบัติของเจาหนาท่ีและ หนวยงานภาครัฐ คือ honesty, trustworthiness, wisdom, fairness, transparency, and gratitude นอกจากน้ี มี Secondary Values เชน การพัฒนาจากขางลางซ่ึงทําใหเกิดความ เหมาะสมและเกยี่ วของกบั หนวยงานปฏิบัติโดยตรง รับผิดชอบ Core Values และ Secondary Values โดย The Integrity Management Committee ภายใตขอบเขต 8 ประการ ไดแก Legislations, System and Work Procedure, Noble Values and Ethics, Recognition, Internal Control, investigative, Punitive Action and Rehabilitation Code of Ethics for Judges (1994) และ Code of Ethics for Members of the Administration (1997) 2.8.3 การสง เสรมิ คณุ ธรรมและความซอื่ ตรงในภาคเอกชน การใหของขวัญ และเจาหนาท่ีรัฐรับของขวัญตาม The Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) Anti-Bribery Convention ซึ่งมี 35 ประเทศใหสัตยาบัน ในค.ศ.1999 เพ่ือควบคุมและปองกันการใหสินบนของบริษัทขามชาติ และสง เสรมิ ความซอ่ื ตรง ทาํ ใหใหก ารใหส นิ บนเปน การกระทาํ ผดิ กฎหมาย จัดต้ัง The Malaysian Companies Commission and the Securities Commission เพอ่ื สงเสรมิ ความซ่ือตรงและเจริญยง่ั ยนื ของเศรษฐกจิ จัดตัง้ A High Level Finance Committee ค.ศ.1998 มี Code on Corporate governance “The Malaysian Code on Corporate Governance (MCCG) ค.ศ.2000 96    

สถาบนั พระปกเกลา : การศกึ ษาเพือ่ เสรมิ สรา งความซ่ือตรงในสังคมไทย   เสนอ : ศูนยส ง เสรมิ  แ  ละพัฒนาพลงั แผนดนิ เชงิ คุณธรรม       มี The Malaysian Securities Exchange Berhad (MSEB) ในภาคธุรกิจการเงิน มี Central Bank of Malaysia ออก A Master Plan for A Secure Future รัฐมนตรีวาการกระทรวงการคาภายในและการบริโภค ประกาศใช Rukuniaga Malaysia–A Set of business ethics ป ค.ศ.2000 มีหลัก 6 ประการในการทําธุรกิจ คือ ความซอื่ สัตย ความรบั ผิดชอบตอ ลูกคา ความรับผิดชอบตอสังคมและสิ่งแวดลอม การเคารพ ความเปนมนุษย ความเปนธรรมตอลูกคา และการทบทวนตรวจสอบความสําเร็จในการทํา ธุรกิจ 2.8.4 การสง เสริมคุณธรรมและความซ่อื ตรงในภาคสว นอ่นื ๆ องคก รวชิ าชพี และองคกรพัฒนาเอกชนตางๆ มีประมวลจริยธรรมวิชาชีพเพ่ือ สงเสริมคณุ ธรรมและความซอื่ ตรงในหนาทแ่ี ละความรับผิดชอบของตน กลาวโดยสรุป ทุกภาคสวนของสังคมมาเลเซียตางมีกฎเกณฑ กลไก มาตรการ สงเสริมคุณธรรมและความซ่ือตรง แตยังขาดแนวทางเพ่ือทําใหทุกภาคสวนเดินไปสูจุดหมาย รวมกัน ดังน้ัน จําเปนตองจัดต้ังกลไกการสรางความเขาใจทุกภาคสวน และเพื่อการ ประสานงานในการขับเคล่ือนสงเสริมความซ่ือตรง จึงมีการจัดทํา The National Integrity Plan (NIP) และไดจัดต้ัง The Integrity Institute of Malaysia (IIM) เพื่อใหเปนกลไก การสง เสรมิ และประสานการบังคบั ใช NIP NIP และ IIM ทําใหจินตนาการของชาวมาเลเซียแจมชัดข้ึน และทําใหเกิดผล สําเร็จตามเปาหมาย เพราะนับวาเปนตัวเรงใหเกิดการเสริมสรางความซ่ือตรง และทําให มาเลเซียเปนชาติที่พัฒนาในแบบของตนเอง เปนประเทศท่ีเปนเลิศ เจริญรุงโรจนและโดด เดนเปนพิเศษ จากการศึกษา พบวาปจจัยสําคัญที่มีผลตอการพัฒนาความซื่อตรงในสังคม มาเลเซีย คือ ผูนําประเทศตองมีความมุงมั่นและมีภาวะผูนําอยางสูง เพ่ือทําใหเจตจํานงทาง การเมอื งเกิดสัมฤทธิผ์ ลข้นึ ไดในทางปฏิบัติ และตองทําใหทุกภาคสวนในสังคมตระหนักรูและ เขา รวมในกระบวนการเสรมิ สรางและพัฒนาความซ่อื ตรง ทั้งน้ี โดยมีองคความรูที่ไดจากการศึกษาวิเคราะหสภาพปญหา สาเหตุ และ แนวทางการแกไขตามหลักวิชาการ ดวยกระบวนการมีสวนรวมจากทุกภาคสวน ซ่ึงพบวา 97  

สถาบนั พระปกเกลา : การศกึ ษาเพื่อเสริมสรา งความซอ่ื ตรงในสงั คมไทย       เสนอ : ศูนยสง เสรมิ และพัฒนาพลังแผนดนิ เชงิ คุณธรรม ปจ จยั ท่มี ผี ลตอ ความบกพรองในความซื่อตรง มี 5 ประการ คอื ปจเจกบุคคล ภาวะความเปน ผนู าํ ระบบและกระบวนการ โครงสรางและสถาบนั และวัฒนธรรม ดังภาพ 2.3 นอกจากมีแผนพัฒนาความซ่ือตรงแหงชาติอันเปนแผนระดับชาติแลว ยังมีกล ยุทธและแผนปฏิบัติการ แผนงาน โครงการ และกิจกรรม ที่กําหนดขึ้นตามความเหมาะสม และสอดคลอ งกับกลุมเปาหมายแตละกลมุ พรอมมตี ัวชีว้ ดั การบรรลผุ ลไวอ ยางชัดเจน กระบวนการปลูกฝงและกลอมเกลาทางสังคม ผานสถาบันหลักอันไดแก สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา ส่ือมวลชน และหนวยงานภาครัฐ นับเปน สวนสําคัญทม่ี ผี ลตอ การเสรมิ สรางและพฒั นาความซ่อื ตรงของสังคมมาเลเซยี ปจเจกบุคคล ผูน าํ ระบบและกระบวนการ ผูนําไมม ีความมงุ ม่นั ทจี่ ะเปนแบบอยางท่ีดี ระดบั ความโปรง ใสตาํ่ จดุ ออ นของปจเจกบคุ คล คาํ สัง่ ขัดกบั ขนั้ ตอนและกฎระเบยี บ ขาดระบบและ - ดอ ยการศกึ ษา ดอ ยคา ไมท าํ ตามสัญญาที่ใหไ ว - คุณธรรมในการทํางานต่ํา กระบวนการทด่ี ี - โลภ ปจ จัยทมี่ ผี ลตอการเสอ่ื มลง ขาดการบงั คับใชระบบ - ไมย อมรับจดุ ออนของตนเอง ของระดบั ความซ่อื ตรง ความตองการของชีวิต และกระบวนการ โครงสรา งและสถาบัน มีเลือกปฏบิ ัตใิ นการ วฒั นธรรม โครงสรา ง วฒั นธรรมทีไ่ มใ หความสาํ คัญกบั - โครงสรา งไมเ หมาะสมและไมไ ดร บั ความ บังคบั ใชร ะบบและ กระบวนการ ประเด็นความซือ่ ตรง สนใจ - ขาดการรายงานในประเดน็ - เปา หมายไมชัดเจนและไมส มเหตสุ มผล ขาดการเฝา ระวงั ความซ่อื ตรง - โครงสรา งลาหลงั ไมทนั สมัยไมต อบรับ ติดตามผล - ขาดความตระหนกั และทศั นคติ ดา นความซอ่ื ตรง กบั ความตองการและความทา ทายใหมๆ ที่ ทรพั ยากรถกู จํากดั / - หวาดกลวั กบั ผลลพั ธ เกิดขึ้น ทรพั ยากรท่มี ีอยูอ ยางจํากัด - ทศั นคตทิ แี่ ตกตา งกัน - ปฏิเสธการทําหนาที่ตรวจสอบ สถาบัน กฎหมายมีความลา หลงั - ทศั นคติท่วี า “อะไรก็ได” และ - มีความซับซอนท้ังดานขอบเขต หนาที่ และมีความขดั แยงกันเองใน และความรบั ผดิ ชอบ ตวั บทกฎหมาย การไมก ลาโตแยง ประจบสอพลอ - ขาดการตดิ ตอประสานงานท่ดี ี - มวี ตั ถุประสงคทข่ี ัดแยง กันระหวาง ภาพ 2.3 ปจจัยทีผ่ ลตอการเส่อื มลงของระดบั ความซื่อตรงของประเทศมาเลเซีย 98    

สถาบนั พระปกเกลา : การศกึ ษาเพ่ือเสรมิ สรางความซือ่ ตรงในสงั คมไทย   เสนอ : ศูนยสง เสรมิ  และพัฒนาพลงั แผนดินเชงิ คณุ ธรรม       2.9 คานิยมหลัก (Core Value) ของมาตรฐาน จริยธรรม สําหรับผูดํารงตําแหนง ทางการเมอื ง (สาํ นักงานผตู รวจการแผน ดิน, 2553) สํานักงานผูตรวจการแผนดินไดกําหนดคานิยมหลัก (Core Value) ของมาตรฐาน จรยิ ธรรมสาํ หรบั ผูด าํ รงตําแหนง ทางการเมอื งและเจา หนา ทีข่ องรฐั ไว 9 ขอ ประกอบดว ย 2.9.1 การยดึ มัน่ ในคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม 2.9.2 การมจี ิตสํานึกท่ดี ี ซ่อื สัตย สจุ รติ และรบั ผดิ ชอบ 2.9.3 การยึดถือประโยชนของประเทศชาติเหนือกวาประโยชนสวนตนและไมมี ผลประโยชนทับซอ น 2.9.4 การยืนหยัดทาํ ในส่งิ ทถ่ี กู ตอง เปนธรรม และถกู กฎหมาย 2.9.5 การใหบ รกิ ารแกประชาชนดว ยความรวดเรว็ มีอัธยาศัย และไมเ ลอื กปฏิบตั ิ 2.9.6 การใหขอมูลขาวสารแกประชาชนอยางครบถวน ถูกตอง และไมบิดเบือน ขอเทจ็ จรงิ 2.9.7 การมุงผลสัมฤทธ์ิของงาน รักษามาตรฐาน มีคุณภาพ โปรงใส และตรวจสอบ ได 2.9.8 การยดึ มน่ั ในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท รงเปน ประมุข 2.9.9 การยดึ มนั่ ในหลกั จรรยาวชิ าชพี ขององคกร 2.10 ระบบการควบคุมดแู ลและสง เสริมคณุ ธรรมจริยธรรมของขาราชการสหรัฐอเมริกา (Office of Government Ethics (OGE) – USA.) เปนหนวยงานในฝายบริหารที่จัดตั้งข้ึนตาม The Ethics in Government Act of 1978 ซึ่งชวงแรกนั้นเปนสวนหนึ่งของสํานักบริหารงานบุคคล และไดแยกออกมาต้ังเปน หนวยงาน เมื่อวันท่ี 1 ตุลาคม ค.ศ.1989 ตาม The Office of Government Ethics Reauthorization Act of 1988 ซง่ึ มีวัตถุประสงคในการปอ งกันและแกไขปญ หาผลประโยชน ทบั ซอนในเจาหนาท่ีของรัฐ โดย OGE มีหนาที่ในการสงเสริมคุณธรรมจริยธรรมแกเจาหนาท่ี ของรัฐ และสรางความเช่ือม่ันตอสาธารณะในการปฏิบัติงานของเจาหนาท่ีของรัฐดวย ความเปนกลางและมคี วามซื่อตรง (impartiality and integrity) ผูบริหารสูงสุดของ OGE คือ ผูอํานายการ ซ่ึงไดรับการแตงต้ังจากประธานาธิบดี มวี าระดํารงตําแหนง 5 ป และมีการแบง สวนงานออกเปน 5 สว น 99  

สถาบันพระปกเกลา : การศึกษาเพ่ือเสรมิ สรางความซ่ือตรงในสงั คมไทย       เสนอ : ศูนยสง เสรมิ และพฒั นาพลังแผนดินเชงิ คณุ ธรรม เจาหนาที่ของรัฐปฏิบัติงานในหนาท่ีบนความเชื่อม่ันของสาธารณะ ซ่ึงชาวอเมริกัน มีสิทธิคาดหวังวาเจาหนาท่ีของรัฐทุกคนจะเคารพรัฐธรรมนูญ กฎหมาย กฎเกณฑ และหลัก จริยธรรม (ethical principles) ซ่ึงสูงย่ิงกวาเกณฑของประชาชนทั่วไป ดังน้ัน เจาหนาท่ีของ รัฐตองทําใหเกิดความเชื่อม่ันโดยการยึดม่ันตอหลักการท่ัวไปของประมวลจริยธรรม (general principles of ethical conduct) และหลักการพิเศษเฉพาะของจริยธรรม (specific ethical standards) นอกจากนี้ มีการออกคําส่ังฝายบริหาร เลขที่ 12674 ค.ศ.1989 และมีการแกไข เพ่มิ เตมิ โดย คาํ สั่งฝายบรหิ าร เลขที่ 12731 กาํ หนดหลักการท่ัวไป 14 ขอ เปนพันธะผูกพัน แกเจาหนาที่ของรัฐวาตอง ไมใชตําแหนงหนาท่ีการงาน (public office) ไปเพ่ือประโยชน สวนตนหรือเอกชน (private gain) และตองปฏิบัติงานดวยความเปนกลาง (impartial) และ ตอ งไมชว ยเหลอื หรอื ใหสิทธพิ เิ ศษแกองคก รเอกชนหรือ บคุ คลใดเปนการเฉพาะ มีการออก STANDARDS OF ETHICAL CONDUCT FOR EMPLOYEES OF THE EXECUTIVE BRANCH เปนมาตรฐานกลางดานจริยธรรมเพื่อใหเจาหนาท่ีของรัฐ ยึดถือและปฏิบตั ิตาม OGE เกิดจากแนวคิดในการสงเสริมใหเจาหนาท่ีของรัฐมีจริยธรรม มีความโปรงใส ริเร่ิมในสมัยของประธานาธิบดี Jonh F. Kennedy ที่ตองการยกระดับมาตรฐานทาง จริยธรรมของเจาหนาท่ีของรัฐใหสูงขึ้น โดยเนนในเร่ืองการรับของขวัญ และการทํา กจิ กรรมนอกงานราชการ ซง่ึ เปน การปอ งกนั การประพฤติผิดในหนาท่ีการงาน สมัยประธานาธิบดี Johnson ไดวางหลักการพื้นฐาน 6 ขอ เพ่ือใหขาราชการของ สหรัฐปฏิบัติตาม โดยใหอํานาจกระทรวง ทบวง กรม พิจารณาจัดทําประมวลความประพฤติ ใหสอดคลองกับหลักการพ้ืนฐานและใหบังคับใชไดจริง ทําใหแตละหนวยงานมีประมวล ความประพฤตขิ องตนเอง แตย ังขาดองคกลางรับผิดชอบในการกํากับดูแล ทําใหเกิดปญหา ในการตีความกฎเกณฑตางๆ ที่มีความแตกตางและขาดมาตรฐานเดียวกัน ประกอบกับเกิด วกิ ฤตศรัทธาและความเชื่อถือตอขาราชการและนกั การเมอื งอยางมาก จากคดี Water Gate ในปลายปค.ศ. 1970 สภาคองเกรสไดจัดต้ังหนวยงาน ทางดานจริยธรรมสําหรับฝายบริหารเพื่อสงเสริมคุณธรรมจริยธรรมเจาหนาท่ีของรัฐ ควบคู ไปกับการปอ งกนั เรอื่ งผลประโยชนข ัดกนั (Conflict of Interest) ในชวงเร่ิมแรก OGE มีเจาหนาท่ีประจําเพียง 12 คนเทาน้ัน ในขณะท่ีภาระท่ีมีอยู ตองรับผิดชอบตอเจาหนาที่ของรัฐที่มีมากถึง 3.5 ลานคน จึงมีการกําหนดใหแตละ 100    

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพือ่ เสรมิ สรา งความซ่อื ตรงในสังคมไทย   เสนอ : ศูนยสง เสรมิ  และพฒั นาพลังแผนดนิ เชิงคณุ ธรรม       กระทรวง ทบวง กรม จํานวน 140 แหง เลือกขาราชการ 1 คนเปนหัวหนาฝายจริยธรรม (Chief Ethics Officer) โดยที่ OGE ทําหนาท่ีอํานวยการและสนับสนุนการปฏิบัติงานของ หัวหนาฝา ยจริยธรรม ภายใตก ารใชท รพั ยากรตางๆ อยา งคุม คา มากท่สี ดุ OGE มีบทบาทอํานาจหนาที่ในการกําหนดมาตรฐานทางดานจริยธรรม ซ่ึงสวน หนึ่งเปนมาตรฐานท่ีเกี่ยวของกับความผิดตามกฎหมายอาญา เชน การใหสินบน การใช อํานาจในทางมิชอบ และเร่ืองของผลประโยชนขัดกัน อีกสวนหน่ึงเปนการจัดทําประมวล จริยธรรม (Code of Conduct) เพ่ือใชบังคับกับเจาหนาที่ของรัฐ เรียกวา Standards of Ethical Conduct of Employees of the Executive Branch กําหนดพฤติกรรมท่ีอาจสุมเส่ียง ตอการมุงแสวงหาประโยชนสวนตน เชน การรับของขวัญ การทํางานหรือกิจกรรมอื่นที่ไมใช งานราชการ การใชทรัพยากรของรัฐ ภายใตหลักการพื้นฐานท่ีสําคัญที่สุดคือ การที่เจาหนาท่ี ของรัฐ จะไมใ ชอ าํ นาจหนาที่ของตนเพอ่ื แสวงหาผลประโยชนส ว นตัว บทบาทที่สําคัญอีกอยางหนึ่งของ OGE คือการใหคําปรึกษา การศึกษาและการ ฝกอบรม (Education Training and Counseling) โดยการฝกอบรมเจาหนาท่ีจริยธรรม (Ethics Officer) ซึ่งประจําอยูตามสวนราชการตางๆ เพ่ือใหคําแนะนํา ขอมูล คําปรึกษาแก ขาราชการอื่นท่ีอยูในสวนราชการนั้นๆ ดวย การฝกอบรมจะทําใหเจาหนาท่ีเหลานี้ได รับทราบถึงขอจํากัด หรือขอบเขตอํานาจที่ขาราชการท่ีสามารถกระทําได รวมถึงไดเรียนรู กรณีศึกษาใหมๆท่ีเกิดข้ึน เพราะเจาหนาท่ีเหลาน้ีจะเปนกําลังสําคัญในการ “ปองกัน” ปญ หาเรือ่ งผลประโยชนข ัดกันท่ีอาจเกิดขึ้นในอนาคต บทบาทในการกําหนดมาตรฐานการเปดเผยขอมูลทางการเงิน (Financial Disclosure) โดยเจาหนาที่จริยธรรม และเจาหนาที่ของ OGE มีบทบาทหนาที่ใหคําปรึกษา แนะนําในการยื่นบัญชีทรัพยสินหน้ีสิน และตรวจสอบเรื่องผลประโยชนขัดกันที่อาจจะเกิดข้ึน ในอนาคต ซ่ึงกอนท่ีประธานาธิบดีจะเสนอชื่อบุคคลที่เขามาดํารงตําแหนงระดับสูง บุคคลที่ จะไดรับการเสนอช่ือตองกรอกแบบฟอรมเพื่อเปดเผยขอมูลทางการเงิน และ OGE มีหนาที่ ตรวจสอบวาเมื่อเขามาดํารงตําแหนงแลวผูยื่นบัญชีน้ันจะมีผลประโยชนสวนตัวขัดกับ ผลประโยชนของรัฐหรือไม หากพบวาในอนาคตหากบุคคลนี้เขามาดํารงตําแหนงอาจกอให เกิดปญหาผลประโยชนขัดกัน บุคคลน้ันอาจตองดําเนินการอยางหน่ึงอยางใดเพื่อปองกัน ปญหาที่อาจจะเกิดขึ้น เชน ขายทรัพยสินซึ่งคาดวาอาจจะกอใหเกิดปญหา หรือลาออกจาก ตําแหนงอ่ืนในภาคเอกชน เพราะบุคคลดังกลาวไมควรที่จะใชตําแหนงหนาที่ราชการของตน เอือ้ ประโยชนใ หแกต นเอง สามหี รือภรรยาของตน หรือบุตรของตนเอง 101  

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพ่อื เสรมิ สรา งความซ่อื ตรงในสังคมไทย       เสนอ : ศูนยสง เสริมและพัฒนาพลงั แผน ดินเชิงคณุ ธรรม ภายหลังการตรวจสอบและใหคําแนะนํา OGE จะแจงใหประธานาธิบดีทราบ เพ่ือ การเสนอชื่อแตงต้ังบุคคลดังกลาว ใหสภาคองเกรสรับรอง และจะมีการติดตามตรวจสอบวา บุคคลน้นั ไดด ําเนินการ ตามคาํ แนะนําไวหรือไม กระบวนการนี้ถือวาประสบความสําเร็จมากในการปองกันปญหาเร่ืองผลประโยชน ขดั กัน (Conflict of Interest) รวมทัง้ สง เสริมความซอ่ื สัตยและจริยธรรมในภาครัฐ นอจากนี้ OGE มีบทบาทในการบังคับใชกฎหมาย (Law Enforcement) แมวาจะ ไมใชหนวยงานบังคับใชกฎหมายโดยตรง แตก็มีสวนในการบังคับใชกฎหมายรวมท้ัง กฎเกณฑท่ีออกโดยฝายบริหาร เพ่ือทําใหการควบคุมดูแลดานจริยธรรมของเจาหนาที่ของรัฐ ที่มีมากมายหลากหลายประเภท ทั้งขาราชการการเมือง ขาราชการประจําท่ีอยูในตําแหนง ระดับสูงและระดบั ปฏบิ ัตกิ ารทวั่ ไปนน้ั อยูภายเปนไปตาม หลกั การและมาตรฐานเดยี วกนั 102    

สถาบนั พระปกเกลา : การศกึ ษาเพอื่ เสรมิ สรา งความซ่ือตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศนู ยสง เสรมิ และพัฒนาพลงั แผนดนิ เชิงคุณธรรม   บทที่ 3 ระเบยี บวิธวี จิ ยั ในบทนี้จะกลาวถึงระเบียบวิธีวิจัย ซ่ึงประกอบดวย วิธีการวิจัย ขอบเขตการศึกษา กลุมเปา หมาย พนื้ ที่การศกึ ษา การเก็บรวบรวมขอ มูล และกระบวนการศึกษาวจิ ัย 3.1 วธิ ีการวิจยั งานวิจัยชน้ิ น้ีเปน การวิจัยเชงิ คุณภาพ โดยใชหลายเทคนิควธิ รี วมกนั ประกอบดว ย 3.1.1 การศกึ ษาเอกสาร ประกอบดว ย 1) การศึกษา “หลักราชการ” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รชั กาลท่ี 6 2) พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาล ท่ี 9 ที่เก่ยี วขอ งกบั “ความซื่อตรง ซ่อื สัตย” 3) การศึกษาขอมูลของ Malaysian Institute of Integrity (IIM) ซ่ึงเปนหนวยงาน ตน แบบสําหรบั งานวิจัยชิน้ นี้ 4) การสาํ รวจวรรณกรรมและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวของ (Literature Review) 3.1.2 การระดมความคิดเห็น โดยใชการสานเสวนาแบบมีสวนรวม รวมกับการใช เทคนิคกระดาษสี (การดเทคนิค) เพอ่ื ระดมความเห็นในประเดน็ ตอ ไปน้ี 1) ความหมายของความซอ่ื ตรง 2) บุคคลตนแบบดานความซอ่ื ตรง 3) สภาวะดานความซื่อตรงในปจจบุ นั และขอ บกพรอง 4) ทางออกของปญ หา 3.1.3 การใชแ บบสอบถาม เพอื่ รวบรวมความคดิ เหน็ ในประเดน็ ตอ ไปน้ี 1) ความหมายของความซอ่ื ตรง 2) สภาวะดานความซ่อื ตรงในปจ จบุ นั และขอบกพรอ ง 3) ทางออกของปญหา 3.1.4 การวิเคราะห สังเคราะหข อมลู และสรุปผล 103  

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพอื่ เสริมสรางความซ่ือตรงในสงั คมไทย         เสนอ : ศนู ยส ง เสริมและพฒั นาพลงั แผน ดนิ เชงิ คณุ ธรรม 3.2 ขอบเขตการวจิ ยั 3.2.1 ขอบเขตดา นเนื้อหา ศึกษาเฉพาะประเดน็ ความซื่อตรงเทา นน้ั 3.2.2 ขอบเขตดานกลุมเปาหมาย ศึกษาเฉพาะกลุมเปาหมาย 3 กลุม ซ่ึงไดมาจาก การเลือกแบบเจาะจง ประกอบดว ย 1) กลมุ สื่อมวลชน 2) กลมุ ขา ราชการ 3) กลุม นักการเมืองและอดตี นักการเมอื ง 3.3 กลมุ เปา หมายและพื้นทีศ่ ึกษา 3.3.1 กลุมเปาหมาย กลุมเปาหมายในการศึกษาคร้ังนี้ แบงเปน 3 กลุม คือ 1)กลุม ส่อื มวลชน 2)กลุมขาราชการ และ 3)กลุมนักการเมืองและอดีตนักการเมือง ดังรายละเอียด ในตาราง 3.1 1) กลมุ ผทู รงคณุ วุฒใิ นกรงุ เทพฯ แบงเปน 1.1) สอื่ มวลชน 5 ทาน 1.2) ขา ราชการ 5 ทาน 1.3) นักการเมอื ง 5 ทา น 2) ตัวแทนจาก 3 กลุมเปาหมาย ใน 4 ภมู ิภาค แบง เปน 2.1) ภาคเหนอื 2.1.1) ส่ือมวลชน 10 ทาน 2.1.2) ขาราชการ 10 ทา น 2.1.3) นักการเมือง 10 ทาน 2.2) ภาคกลาง 2.2.1) ส่อื มวลชน 10 ทาน 2.2.2) ขา ราชการ 10 ทา น 2.2.3) นกั การเมอื ง 10 ทาน 104    

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพื่อเสริมสรางความซอ่ื ตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศนู ยสง เสริมและพฒั นาพลังแผนดนิ เชิงคุณธรรม   2.3) ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื 2.3.1) สื่อมวลชน 10 ทาน 2.3.2) ขา ราชการ 10 ทา น 2.3.3) นักการเมอื ง 10 ทาน 2.4) ภาคใต 2.4.1) สอ่ื มวลชน 10 ทาน 2.4.2) ขาราชการ 10 ทา น 2.4.3) นักการเมอื ง 10 ทา น ตาราง 3.1 จาํ นวนกลมุ เปาหมายทีใ่ ชใ นการศกึ ษา กลุมเปาหมาย กลุมสื่อมวลชน กลุมขาราชการ กลุมนักการเมืองและ ภูมิภาค รวม (คน) (คน) อดีตนักการเมือง(คน) 1. กรุงเทพฯ 55 5 15 2. ภาคเหนือ 10 10 10 30 3. ภาคกลาง 10 10 10 30 4. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 10 10 30 5. ภาคใต 10 10 10 30 รวม 45 45 45 135 3.3.2 พืน้ ทศ่ี ึกษา ผูวิจัยกําหนดพ้ืนที่ศึกษาใน 5 ภูมิภาค คือ สวนกลาง ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาค ตะวนั ออก เฉียงเหนือ และภาคใต 1) กรงุ เทพฯ จัดท่ีสถาบนั พระปกเกลา กรงุ เทพมหานคร 2) ภาคเหนือ จัดทศ่ี ูนยบ ริการวชิ าการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม จ.เชียงใหม 3) ภาคกลาง จัดทโ่ี รงแรมชยั นาทธานี จ.ชยั นาท 4) ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ จดั ทโ่ี รงแรมเทพนคร จ.บรุ ีรมั ย 5) ภาคใต จัดท่ีโรงแรมเมืองลกิ อร จ.นครศรธี รรมราช 105  

สถาบนั พระปกเกลา : การศกึ ษาเพอ่ื เสรมิ สรา งความซอ่ื ตรงในสังคมไทย         เสนอ : ศนู ยสงเสรมิ และพัฒนาพลังแผนดนิ เชงิ คณุ ธรรม 3.4 การเกบ็ รวบรวมขอ มลู 3.4.1 การเก็บรวบรวมขอ มลู โดยการศกึ ษาเอกสาร ผูวิจัยทําการสํารวจวรรณกรรม และงานวิจัยท่ีเกี่ยวของ ท้ังท่ีเปนเอกสาร ผลงานวิจัย ตลอดจนขอมูลจากเว็ปไซตที่เก่ียวของ นอกจากนี้ ยังไดศึกษา พระราชนิพนธเรื่อง “หลักราชการ” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ- เกลาเจาอยูหัว รัชกาลท่ี 6 และพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทีเ่ กยี่ วของกบั “ความซื่อตรง ซื่อสตั ย” ซ่ึงประกอบขึ้นเปนกรอบ แนวคิดหลักของโครงการ รวมถึงไดเดินทางไปศึกษาขอมูลของสถาบันพัฒนาความซ่ือตรง แหงชาติมาเลเซีย Malaysian Institute of Integrity (IIM) ซ่ึงเปนหนวยงานตนแบบสําหรับ งานวิจัยชิ้นนี้ และเปนหนวยงานที่รับผิดชอบจัดทําแผนพัฒนาความซื่อตรงแหงชาติมาเลเซีย และ Malaysia Administrative Modernization and Management Planning Unit (MAMPU) หนว ยงานตน แบบท่ีปฏบิ ัตงิ านภายใตแผนความซือ่ ตรงแหงชาตมิ าเลเซีย 3.4.2 การเก็บรวบรวมขอมูลโดยวิธีการสนทนาแบบมีสวนรวม(Focus Conversation Technique)ผูวิจัยจัดทําทะเบียนรายชื่อกลุมเปาหมายแตละภูมิภาคและเชิญเขารวมการระดม ความคิดเห็น ในการประชุมจะใชเทคนิคการสานเสวนาแบบมีสวนรวม และใชโครงสราง คําถามท่ีเช่ือมโยงตอเน่ืองกัน 3 คําถาม ซึ่งจะชวยใหการสื่อสารภายในกลุมมีประสิทธิภาพ ย่งิ ข้นึ ภายในเวลาท่จี าํ กดั นอกจากน้ียังชวยใหสมาชิกในกลุมไดมีสวนรวมเสนอความคิดเห็น อยางท่ัวถึง ผูเขารวมสามารถแสดงมุมมองที่หลากหลาย โดยมีนักวิจัยทําหนาท่ีเปน ผอู ํานวยการประชุม(Facilitators) นอกจากนี้ ยังใชเทคนิคการประชุมปฏิบัติการแบบมีสวนรวม (Participatory Workshop) มาชวยในการรวบรวมความคิดเห็นของผูเขารวมประชุมแตละคน ดวย 3.4.3 การเกบ็ รวบรวมขอมูลโดยใชวิธีการประชุมแบบสภากาแฟ (World Cafe) คณะผวู ิจัยเลือกใชร ปู แบบการประชมุ แบบ “สภากาแฟ” (เครยตัน, 2551: 160) ซ่ึงเปนการ ประชุมเชิงปฏิบัติการ และใชเปนเคร่ืองมือประกอบการจัดการสานเสวนาโดยนํามาปรับใช รวมกับการประชุมเชิงปฏิบัติการดวยวิธีการสานเสวนาแบบมีสวนรวม เน่ืองจากเปนวิธีการ ทงี่ ายท่สี ุดในการจดั การใหม ีการสานเสวนาที่มผี เู ขา รวมจํานวนมาก เนนการสรางเครือขายการ สานเสวนาที่มีชีวิตชีวา และมีโครงสรางอยูบนพ้ืนฐานของคําถามท่ีสําคัญ ภายใตบรรยากาศ แบบรานกาแฟ 106    

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพ่ือเสรมิ สรางความซ่ือตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศนู ยส ง เสริมและพัฒนาพลังแผนดินเชงิ คณุ ธรรม   โดยขั้นตอนการเตรียมการและการอํานวยการประชุมแบบ “สภากาแฟ” ในการศึกษา วจิ ัยครั้งนี้ มขี ้ันตอนตา งๆ ดังตอไปน้ี 1) คณะผูวิจัยไดแบงผูเขารวมออกเปน 3 กลุม เพ่ือทําการเสวนาตาม กลมุ เปา หมายทใี่ ชใ นการศกึ ษา ไดแก กลมุ สือ่ มวลชน กลมุ ขา ราชการ กลุมนักการเมืองและ อดตี นกั การเมอื ง 2) ผูเขารวม รวมกันอภิปรายถึงคําถามหรือประเด็นในกลุมเล็กๆ ทั้ง 3 กลุม ในรูปแบบการนั่งลอมโตะกาแฟ โดยแตละกลุมจะแบงกันอภิปรายในประเด็นคําถาม ท้ัง 3 ประเดน็ ดงั นี้ ประเด็นที่ 1 ความหมายของความซือ่ ตรง ประเดน็ ที่ 2 สถานการณความบกพรองดา นความซื่อตรงในสงั คมไทย ประเด็นท่ี 3 แนวทางการเสรมิ สรางความซอ่ื ตรงในสงั คมไทย 3) แตละประเด็นคําถาม จะมีผูอํานวยการประชุม 1 ทาน และผูชวย ผูอํานวยการประชุม 1 ทาน ทําหนาที่ชวยบันทึกการประชุม รับผิดชอบในแตละประเด็น สบั เปลีย่ นหมนุ เวียน จนครบท้ัง 3 กลุม ท้ังน้ี ประเด็นคําถามแตละประเด็น สภากาแฟแตละรอบจะใชเวลาประมาณ 30- 40 นาที หลังจากนั้นผูอํานวยการประชุมประจําแตละประเด็นคําถามจะทําการสรุปประเด็น และเนื้อหาสาระท่ีไดจากสภากาแฟแตละกลุม กอนท่ีจะเปลี่ยนไปยังโตะตอไป ในขณะที่ ผเู ขา รวมหรือแขก จะยงั คงน่งั อยทู โี่ ตะเดิม เราจะทํารูปแบบนี้สามรอบเพ่ือใหสภากาแฟแตละ กลมุ ไดส านเสวนารวมกันครบทงั้ 3 ประเด็นคาํ ถาม 4) ผูอํานวยการประชุมทําหนาท่ีแนะนําใหผูเขารวมรูจัก “สภากาแฟ” โดยอธิบายหัวขอหลักของการประชุมสภากาแฟคร้ังนี้ ผานการนําเสนอดวยภาพ เพื่อใหเห็น ภาพชัดเจน โดยผูอํานวยการประชุมจะแนะนําประเด็นคําถามที่ตนรับผิดชอบดวยการเขียน ประเด็นคําถามไวบนกระดาษฟลปิ ชารต 5) ใชเวลาในการสานเสวนาดวยวิธีสภากาแฟ ประเด็นละ 30-40 นาที โดยประสานวิธีการเพ่ือระดมความคิดเห็นของผูเ ขา รวมดวย 2 วธิ ีการ คอื 5.1) ระดมความคิดเห็นผานเทคนิคกระดาษสี (การดเทคนิค) โดยจําแนก สีของการดเทคนิคออกตามกลุมสาขาอาชีพของผูเขารวม ซึ่งกลุมขาราชการใชการดเทคนิค สฟี า กลุม นกั การเมืองใชการดเทคนคิ สีเขยี ว กลมุ สื่อมวลชนใชการดเทคนคิ สีเหลือง 107  

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพ่อื เสรมิ สรางความซือ่ ตรงในสงั คมไทย         เสนอ : ศูนยส งเสรมิ และพฒั นาพลงั แผนดนิ เชิงคณุ ธรรม 5.2) ระดมความคิดเหน็ ดว ยการประชุมกลุม (Focus Group) และบนั ทึกการ คนพบหลักๆ ทงั้ หมดลงในกระดาษฟลปิ ชารต 6) ผูอํานวยการประชุมจะสนับสนุนใหผูเขารวมทุกคนยึดกติการวมกัน เชน ผูพูด ควรที่จะถายทอดความคิดเหน็ ของตนใหช ัดเจนทีส่ ดุ เทาท่ีจะทําได สวนคนอ่ืนๆในโตะควรจะ ฟงอยางตั้งใจ ทุกคนควรยอมรับมุมมองของผูพูดแมวาจะแตกตางจากมุมมองของตนมาก ก็ตาม ผูอํานวยการประชุมควรสนับสนุนใหผูเขารวมทุกคนฟงอยางมีเจตนาเพ่ือทําความ เขาใจ เรยี นรู แบง ปน ตามแนวปฏิบตั ิ “สภากาแฟ” ดังนี้ 6.1) เนนเรือ่ งที่สําคัญ 6.2) แบงปน ความคิดของคุณ 6.3) พดู สง่ิ ทีค่ ณุ คิดและพูดจากใจของคณุ 6.4) ฟงเพอื่ ทจี่ ะเขาใจ 6.5) เช่อื มโยงความคดิ ตางๆ เขาดวยกัน 6.6) ฟงรว มกันเพือ่ ความเขาใจท่ลี กึ ซึง้ 6.7) สนกุ กบั การสานเสวนา หลังจากที่แตละรอบคําถามจบลง โดยผูอํานวยการประชุมยายไปยังโตะใหม ผูอํานวยการประชุมตองแนะนําใหมีการเพิ่มเติมประเด็น จากนั้นจึงเริ่มสานเสวนาประเด็น คําถามเดิมที่ตนรับผิดชอบกับผูเขารวมโตะใหม โดยกระตุนใหผูเขารวมใชการดเทคนิค และรวมแสดงความคดิ เหน็ และทําการบนั ทกึ ประเด็นสําคัญที่ไดลงกระดาษฟลปิ ชารต 7) ชวงทายของวิธีการ “สภากาแฟ” ผูอํานวยการประชุมหลักจะขอให “สภา กาแฟ” ชวยกันทบทวน และสรุปส่ิงท่ีเกิดขึ้น หรือสิ่งที่ไดเรียนรูจากการสานเสวนา ดวยคําถามท่มี พี ลังอยางย่งิ ในการปดประชมุ ถาวันนี้เราตองพูดเปนเสียงเดียวกัน เราจะสรุปวาความหมายของความซื่อตรงคือ อะไร ขอบกพรองดานความซื่อตรงในสังคมไทยเปนอยางไร และเหตุใดจึงเปนเชนน้ัน และ แนวทางแกไ ขปญหาความซื่อตรงในสังคมไทยจะตองทําอะไร และทาํ อยา งไรบาง 108    

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพอ่ื เสรมิ สรา งความซือ่ ตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศูนยสง เสรมิ และพฒั นาพลังแผน ดินเชิงคุณธรรม   3.4.4 การเก็บรวบรวมขอมูลโดยใชแบบสอบถามความคิดเห็น สําหรับการ เก็บรวบรวมขอ มูลโดยใชแ บบสอบถามความคิดเห็นนั้น ผูวิจัยไดสงแบบสอบถามไปพรอมกับ จดหมายเชิญเพ่ือใหผูเขารวมประชุมไดไตรตรองและกรอกแบบสอบถามมาลวงหนา ประกอบดวย 3 คาํ ถามหลัก ไดแก 1) ความหมายของ “ความซ่ือตรง” ในความคิดเห็นของผูต อบ 2) สถานการณความซ่ือตรงในสังคมไทยปจจุบันเปนอยางไร และเหตุใดจึงเปน เชนนน้ั 3) ถาจะสราง “ความซ่ือตรง” ตามความหมายหรือความคาดหวังของทาน จะตองทาํ อะไรและทําอยางไรบาง 3.4.5 การเก็บรวบรวมขอมูลโดยผานเว็ปไซต นักวิจัยไดทําการสํารวจความ คิดเห็นของประชาชนผานเว็ปไซตของสถาบันพระปกเกลา www.kpi.ac.th และมีผูสนใจ รวมแสดงความคิดเห็นจํานวนหนง่ึ 3.4.6 การวิเคราะหข อมลู การวิเคราะหขอ มลู ครั้งนใี้ ชการวเิ คราะหเ น้ือหาเปน หลัก 3.5 กระบวนการศึกษาวิจยั 3.5.1 กระบวนการศึกษาวิจัย ประกอบดวย 11 ข้ันตอน ตามภาพ 3.1 กระบวนการ และแนวทางการดาํ เนินโครงการ 109  

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพอ่ื เสรมิ สรางความซื่อตรงในสงั คมไทย         เสนอ : ศนู ยส งเสริมและพฒั นาพลังแผน ดนิ เชิงคณุ ธรรม เตรยี มการ พรอมกาํ หนดแนวทางการดาํ เนินโครงการ แตงต้งั ทปี่ รึกษาและคณะผวู ิจัย เพ่อื ดาํ เนนิ โครงการ ศึกษาเพ่อื เสริมสรา งความซอ่ื ตรงในสงั คมไทย ปรึกษาหารอื ศกึ ษาเบื้องตน และสํารวจวรรณกรรมทเี่ กี่ยวขอ ง สัมมนาระดมความคดิ เหน็ ผูทรงคณุ วฒุ ิ 1. กรุงเทพมหานคร และกลุมเปาหมาย ตามภมู ภิ าคท่วั ประเทศ 2. เชยี งใหม 3. นครศรธี รรมราช สัมมนาระดมความคดิ เหน็ ผทู รงคุณวฒุ ิ 4. บรุ รี ัมย และกลุมเปาหมาย ตามภูมภิ าคทัว่ ประเทศ 5. ชัยนาท สรปุ วิเคราะหผ ลจากการสมั มนาระดมความคดิ เหน็ ผทู รงคณุ วุฒิและกลุมเปา หมาย สัมมนาระดมความคดิ เห็นเพอ่ื รวมจดั ทาํ แผน ยุทธศาสตรค วามซื่อตรงแหง ชาติและทดสอบตวั ชว้ี ัด สัมมนานาํ เสนอผลการวิจัย ปรบั ปรุงเพิ่มเตมิ แกไ ขรายงานการวิจัยฉบบั สมบูรณ จดั ทํารายงานการวจิ ัยฉบับสมบรู ณ สรุปปดโครงการ ภาพ 3.1 กระบวนการและแนวทางการดาํ เนนิ โครงการ 110    

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพอ่ื เสริมสรา งความซื่อตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศูนยสง เสริมและพฒั นาพลงั แผน ดนิ เชงิ คุณธรรม   3.6 การจัดสัมมนาระดมความคิดเห็นผูทรงคุณวุฒิและผูแทนจากกลุมเปาหมายตาม ภมู ิภาคตา งๆ ทว่ั ประเทศ สถาบันพระปกเกลารวมกับศูนยสงเสริมและพัฒนาพลังแผนดินเชิงคุณธรรม และคณะกรรมาธิการศึกษาระบบการเสริมสรางธรรมาภิบาลและตรวจสอบการทุจริตใน รัฐวิสาหกิจและองคกรปกครองสวนทองถ่ิน (วุฒิสภา) จัดสัมมนาระดมความคิดเห็นเพื่อ เสริมสรางความซื่อตรงในสังคมไทย โดยเชิญผูทรงคุณวุฒิและผูแทนจากกลุมเปาหมาย ตามภูมิภาคตางๆ ทั่วประเทศ จํานวน 5 คร้ัง แบงเปนผูแทนจากกลุมเปาหมายท้ัง 3 กลุม ไดแ ก กลุมสื่อมวลชน กลุมขาราชการ กลุมนักการเมืองและอดีตนักการเมือง 3.6.1 จัดสัมมนาระดมความคิดเห็นผูทรงคุณวุฒิในกรุงเทพมหานคร ผูวิจัย ไดจัดสัมมนาระดมความคิดเห็นผูทรงคุณวุฒิในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันศุกรท่ี 6 สิงหาคม 2553 ณ หองประชุมรําไพพรรณี สถาบันพระปกเกลา โดยในวันดังกลาวมีผูทรงคุณวุฒิ เขารวมสัมมนาระดมความคิดเห็นเพื่อเสริมสรางความซื่อตรงในสังคมไทย จํานวน 14 ทาน นอกจากน้ี ยังมีการเก็บรวบรวมขอมูลดวยการสัมภาษณเชิงลึก 1 ทาน และเก็บรวบรวม ขอมูลดวยแบบสอบถาม 1 ทาน รวมท้ังส้ิน 16 ทาน (ดูรายชื่อผูทรงคุณวุฒิไดในภาคผนวก ก.1) 3.6.2 จัดสัมมนาระดมความคิดเห็นผูแทนจากกลุมเปาหมายในพ้ืนที่ภาคเหนือ สําหรับภาคเหนือ ไดจัดสัมมนาระดมความคิดเห็นขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม 2553 ณ หองประชุมลีลาวดี สํานักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม จังหวัดเชียงใหม โดยมีผูเขารวมสัมมนาระดมความคิดเห็นเพ่ือเสริมสรางความซื่อตรงในสังคมไทย จํานวน 40 ทาน (ดรู ายช่ือผูเ ขา รว มไดในภาคผนวก ก.2) 3.6.3 จัดสัมมนาระดมความคิดเห็นผูแทนจากกลุมเปาหมายในพื้นที่ภาคใต การสัมมนาระดมความเห็นของภาคใตจัดขึ้นในวันพุธท่ี 6 ตุลาคม 2553 ณ หองชมพูพล แกรนด โรงแรมเมืองลิกอร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีผูเขารวมสัมมนาระดมความ คิดเห็นเพื่อเสริมสรางความซ่ือตรงในสังคมไทย จํานวน 54 ทาน (ดูรายชื่อผูเขารวมไดใน ภาคผนวก ก.3) 111  

สถาบันพระปกเกลา : การศึกษาเพื่อเสริมสรา งความซอื่ ตรงในสังคมไทย         เสนอ : ศูนยส งเสรมิ และพัฒนาพลังแผน ดินเชงิ คุณธรรม 3.6.4 จัดสมั มนาระดมความคดิ เหน็ ผแู ทนจากกลุมเปาหมายในพ้ืนท่ีภาคตะวันออก เฉียงเหนือ การสัมมนาจัดข้ึนในวันศุกรท่ี 19 พฤศจิกายน 2553 ณ หองนาโพธ์ิ โรงแรมเทพนคร จังหวัดบุรีรัมย โดยมีผูเขารวมสัมมนาระดมความคิดเห็นเพ่ือเสริมสราง ความซื่อตรงในสงั คมไทย จํานวน 59 ทาน (ดูรายช่อื ผเู ขา รว มไดในภาคผนวก ก.4) 3.6.5 จัดสัมมนาระดมความคิดเห็นผูแทนจากกลุมเปาหมายในพื้นที่ภาคกลาง ในวันอังคารท่ี 30 พฤศจิกายน 2553 ณ หองโบตั๋น โรงแรมชัยนาทธานี จังหวัดชัยนาท โดยมีผูเขารว มสัมมนาระดมความคิดเห็นเพ่ือเสริมสรางความซ่ือตรงในสังคมไทย จํานวน 46 ทา น (ดูรายชือ่ ผเู ขา รว มไดในภาคผนวก ก.5) จากการจัดสัมมนาระดมความคิดเห็นใน 5 ภูมิภาค มีผูสนใจเขารวมระดมความ คิดเหน็ ท้ังสน้ิ 215 คน 3.7 จดั สมั มนาเพ่ือจดั ทาํ ยุทธศาสตรค วามซื่อตรงและทดสอบตวั ชว้ี ดั สถาบันพระปกเกลารวมกับศูนยสงเสริมและพัฒนาพลังแผนดินเชิงคุณธรรม และ คณะกรรมาธิการศึกษาระบบการเสริมสรางธรรมาภิบาลและตรวจสอบการทุจริตใน รัฐวิสาหกิจและองคกรปกครองสวนทองถ่ิน (วุฒิสภา) จัดสัมมนาเพ่ือจัดทํายุทธศาสตร ความซื่อตรงและทดสอบตัวชี้วัด ในวันอาคารที่ 21 ธันวาคม 2553 ณ หองวีนัส โรงแรม มิราเคิล แกรนด คอนเวนช่ัน กรุงเทพมหานคร โดยเชิญผูทรงคุณวุฒิจากหนวยงานท่ี เขารวมโครงการองคกรตนแบบดานความซื่อตรงซึ่งเปนโครงการที่รวมมือกันระหวาง ศูนยสงเสริมและพัฒนาพลังแผนดินเชิงคุณธรรม สํานักงานผูตรวจการแผนดิน และ คณะกรรมาธิการศึกษาระบบการเสริมสรางธรรมาภิบาลและตรวจสอบการทุจริตใน รัฐวิสาหกิจและองคกรปกครองสวนทองถิ่น (วุฒิสภา) และผูแทนจากจังหวัดพื้นท่ี กลุมเปาหมาย รวม 60 ทาน ดังมีรายชื่อในภาคผนวก ก.6 112    

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพอื่ เสริมสรางความซ่อื ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศนู ยสง เสรมิ และพัฒนาพลังแผน ดินเชิงคุณธรรม   บทที่ 4 ผลการศกึ ษา ในบทท่ี 4 จะนําเสนอถึงผลการศึกษา โดยแบงออกเปน 2 สวน ประกอบดวย สวนที่ 1 สรุปผลการศึกษาวรรณกรรม และสวนท่ี 2 สรุปผลการศึกษาขอมูลภาคสนาม ซึง่ มีรายละเอียดดังนี้ 4.1 สรปุ ผลการศึกษาวรรณกรรม ผลการศึกษาเปนการสรุปสังเคราะหผลจาการศึกษาขอมูลโดยการทบทวนวรรณกรรม ซึ่งวรรณกรรมสวนใหญเปนงานศึกษาวิจัยของศูนยคุณธรรมใหการสนับสนุนคณะนักวิจัย ดําเนินการศึกษา โดยเฉพาะอยางยิ่งงานชุดโครงการศึกษาวิจัยคุณลักษณะและกระบวนการ ปลูกฝงคุณธรรมและจริยธรรมของประเทศตางๆ ซ่ึงมีการสังเคราะหสรุปรวมงานศึกษาวิจัย ในชุดโครงการน้ีเรียบรอยแลว รวมทั้งงานวิจัยจากคณะผูวิจัยอื่น บทความ หรืองานวิชาการ อนื่ ๆ ดวย 4.1.1 นิยามของความซ่ือตรง จากการศึกษาวรรณกรรม ไดประมวลสรุปนิยามของคําวา “ความซ่ือตรง” หมายถึงประพฤติตรง ไมเอนเอียง, ไรเลหเหล่ียม ไมคดโกง, การกระทําที่ซ่ือสัตยสุจริต ตรงไปตรงมา ประพฤติปฏิบัติตนสมํ่าเสมอท้ังตอหนาและลับหลัง, การยึดมั่นในสิ่งท่ี ถกู ตองชอบธรรม ซึ่งตรงกับทศพิธราชธรรมสองขอ ไดแก “อาชวะ” (อาชฺชวํ) คือ ซ่ือตรง ทรง สัตย ไรม ารยา ปฏบิ ัติภารกิจโดยสุจริต มคี วามจริงใจ ไมหลอกลวง และ “อวิโรธนะ” (อวิโร ทนo) คอื ความไมค ลาดธรรม ยดึ มัน่ ในสง่ิ ทถ่ี กู ตองชอบธรรม ไมเอนเอยี งหว่ันไหว “ความซ่ือตรง” หรือ “Integrity” มีรากฐานมาจากภาษาละติน คือ “integritās” = “Integer” แปลวา Wholeness หรอื ความครบถวนสมบรู ณ ความเปน จาํ นวนเตม็ 4.1.2 ประเภทของความซ่ือตรง สําหรบั ประเภทของความซอ่ื ตรง จัดแบงกลุมได 3 กลุม ไดแก 1) ความซื่อตรงของบุคคล เชน ซื่อตรงตอตนเอง ซื่อตรงตอหนาที่ ซ่ือตรงตอ จรรยาบรรณวชิ าชีพ ซ่อื ตรงตอ ผอู น่ื ซือ่ ตรงตอ ชมุ ชน สงั คม ประเทศชาติ 113  

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพื่อเสริมสรางความซอ่ื ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศูนยส ง เสรมิ และพฒั นาพลงั แผนดนิ เชงิ คุณธรรม 2) ความซื่อตรงของหนวยงานหรือองคกร เชน ความซื่อตรงของหนวยงาน ภาครัฐ หนว ยงานสาธารณะ ธุรกิจเอกชน องคก รวิชาชพี 3) ความซือ่ ตรงตอ สถาบันหลกั ไดแ ก ชาติ ศาสนา และพระมหากษตั รยิ  4.1.3 สถานภาพความซือ่ ตรงในสังคมไทย จากการศึกษาสถานภาพความซ่ือตรงในสังคมไทย พบวา มีความบกพรองในเร่ือง ตางๆ ดงั ตอ ไปนี้ ในสวนสถาบันหลักของสังคม ท้ังสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบัน ศาสนา ยังขาดผูนําหรือแบบอยางท่ีดีในสถาบันหลักของสังคม อีกท้ังสถาบันหลักท้ัง 3 นี้ ยงั มิไดแสดงบทบาทใหเกิดผลในทางปฏบิ ัติในการกลอมเกลาหรือปลูกฝงคุณธรรม จริยธรรม โดยเฉพาะอยางย่ิง “ความซ่ือตรง” ดวยมีสาเหตุจากการขาดกระบวนการหลอหลอม กลอมเกลาที่ดี และขาดการเชื่อมโยง ประสานงานระหวางครอบครัว สถาบันการศึกษา และ สถาบันศาสนา โดยที่การอบรมส่ังสอนในครอบครัวและสถาบันการศึกษายังแยกสวน มิไดดําเนินไปในทิศทางเดียวกัน และท้ังสองสถาบันยังขาดการนําหลักธรรมทางศาสนามาใช ในการอบรมส่ังสอน หรือเปนเครื่องมือในการหลอหลอมกลอมเกลาสมาชิกของสังคมอยาง แทจรงิ ผูนําประเทศและหนวยงานภาครัฐ ยังขาดแบบอยางหรือตนแบบท่ีดี การทุจริต และประพฤติมิชอบ ความไมซื่อสัตยซื่อตรงเกิดจากการที่มีอํานาจผูกขาด รวมท้ังมีอํานาจ ดุลพินิจอยางมาก โดยปราศจากการตรวจสอบและความรับผิดชอบ ดังสูตรของการทุจริต คอรปั ชั่น คอื C = M + D-A เม่ือบุคคลเขาเปนสมาชิกในหนวยงานหรือองคกร พบวา การหลอหลอม กลอมเกลากอนเขาทํางาน โดยครอบครัว สถาบันการศึกษานั้นมีสวนสําคัญอันมีผลตอการ ประพฤติปฏิบตั ทิ ่ีดีและซือ่ สัตยซ อื่ ตรง จากนั้นเม่ือเขาทํางานในหนวยงานแลวการหลอหลอม ภายในหนวยงานก็มีผลตอความซ่ือสัตยซื่อตรงอีกเชนกัน กลาวคือ บางคร้ังอยูในครอบครัว หรือในโรงเรียนก็ประพฤติตนไดซ่ือสัตยซ่ือตรง แตเม่ือเร่ิมเขาสูการทํางาน การหลอหลอม หรือพฤติกรรมของผูบังคับบัญชา เพื่อนรวมงาน หรือแมแตประชาชนผูมาติดตอราชการหรือ ตดิ ตอ งานก็มีผลทําใหเกิดการเบี่ยงเบนในพฤตกิ รรมได ระบบและกระบวนการ ขาดการบูรณาการระบบและกระบวนการ โดยเฉพาะ อยางย่ิงกลไกและเคร่ืองมือตางๆ แตละหนวยงานตางก็ทําภารกิจไป โดยขาดการประสาน 114    

สถาบันพระปกเกลา : การศึกษาเพ่ือเสริมสรางความซือ่ ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศนู ยสง เสริมและพฒั นาพลงั แผน ดินเชิงคณุ ธรรม   เชื่อมโยงกันอยางเปนระบบ รูปแบบและวิธีการอบรมส่ังสอน หรือกลอมเกลายังไมเหมาะสม เชน การอบรมสั่งสอนในครอบครัวอาจทําเพียงการอบรมส่ังสอนดวยวาจา ไมมีแบบอยาง หรือตัวอยา งใหเห็นในทางปฏบิ ตั ิ ขาดบคุ ลากรที่มีศกั ยภาพในการถายทอดหรอื อบรมส่ังสอน กลอมเกลาทางสังคม โดยเฉพาะครู ยังไมไดรับความเชื่อม่ันวาเปนผูท่ีมีความซ่ือสัตยซื่อตรง อยางแทจริง ทําใหกระบวนการเรียนรูหรือกลอมเกลายังเปนไปโดยขาดประสิทธิภาพ ประสทิ ธผิ ลอยางท่คี วรจะเปน นอกจากน้ี มีประเด็นสําคัญอีกประเด็น คือ การที่สังคมไมไดใหคุณคากับ “ความซ่ือตรง” คือ คนท่ีซื่อสัตยซ่ือตรงไมไดรับการยกยองเชิดชู อาจถูกมองวาเปนคนที่ ซื่อบ้ือหรือไมฉลาด ซึ่งเปนสวนท่ีมีผลตอความบกพรองในความซ่ือตรงของสังคมไทย อยางมาก เพราะการทําดีแลวไมมีใครเห็นคุณคาจึงเกิดความทอแท คนทั่วไปไมอยาก ทําความดี เพราะทําดีแลวนอกจากไมไดรับการยกยองยังถูกมองในแงไมดีอีกดวย โดยรวม แลว การใหคณุ คา กบั ความซอื่ ตรงของคนในสังคมยังไมม ีนั่นเอง สังคมไทยยังขาด “ระบบและกระบวนการยกยองเชิดชูดูแล” ยังไมเปนรูปธรรม มีเพียงการพูด โดยที่ไมมีการยกยองเชิดชูดูแลคนท่ีทําความดีอยางจริงจัง ยังไมทําใหปรากฏ วาคนท่ีทําดีแลวไดรับผลตอบแทนในทางที่ดี สุภาษิตคําพังเพยท่ีดีก็ถูกแปลงไปในทางไมดี ที่เห็นชัดเจน เชน ทําดีไดดีมีท่ีไหน ทําช่ัวไดดีมีถมไป ซึ่งนับเปนสวนที่สะทอนภาพของ สงั คมไดเ ปนอยางดี ภาคธุรกิจเอกชน ไมไดเขามารวมในการเสริมสรางความซ่ือตรงของสังคมไทย มุงแตการแสวงหาผลประโยชนทางธุรกิจเปนหลัก ซ่ึงจากการศึกษา พบวา มีภาคธุรกิจ เอกชนบางสวนยินดีเขารวมในการเสริมสรางสังคม เชน บางบริษัทใหความสําคัญกับการ คัดเลือกบุคลากร โดยท่ีนอกจากวัดความรูความสามารถแลว ยังมีการทดสอบหรือวัดในเชิง คุณธรรมจริยธรรมดวย และมีการสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมท่ีสงเสริมสนับสนุนในการ ยกยองคนดี เชน โครงการประกวดพนักงานขับรถที่ดีมีมารยาทของ ขสมก. ภายใตการ สนับสนุนของบริษัทเอกชน อันเปนการแสดงใหเห็นไดวาภาครัฐควรเปดโอกาสหรือสราง เงอ่ื นไขใหภาคธุรกจิ เอกชนไดเขา มามีสว นรว มในการเสริมสรางสงั คมแหง ความซ่อื ตรงได ส่ือมวลชน จากการศึกษาพบวามีขอบกพรองคอนขางมาก มุงนําเสนอแตเร่ือง ที่เปนที่สนใจของสังคม ขาดการนําเสนอขอมูลเพ่ือเสริมสรางความซ่ือตรง มุงสรางรายได หรือตอบสนองตอฝายการเมืองเปนสําคัญ มีส่ือที่นําเสนอคนดีและคุณคาของความดี คอนขา งนอ ย ทั้งน้ี ดวยมขี อ จาํ กัดมากมายหลากหลายประการ 115  

สถาบนั พระปกเกลา : การศกึ ษาเพ่อื เสรมิ สรางความซือ่ ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศูนยส ง เสรมิ และพัฒนาพลงั แผนดนิ เชงิ คณุ ธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ ยังขาดความเขมแข็งในการควบคุมกํากับดูแลสมาชิกใน แตละสาขาวิชาชีพ ในบางกรณีอาจชวยเหลือกันเองในกลุมวิชาชีพอีกดวย เมื่อมีการกระทํา ผิดหรอื ฝา ฝน ตอจรรยาบรรณวิชาชพี อาทเิ ชน กลุมแพทย วิศวกร อาจมกี ารปกปองกันเอง แทนทจ่ี ะชวยกํากับหรือทาํ ใหสมาชกิ ในองคกรวิชาชีพนั้นๆ ดําเนินไปตามจรรยาบรรณวิชาชีพ ของตนเอง ทั้งน้ี ความบกพรองของสังคมไทยเรื่องความซื่อตรงที่ไดจากการศึกษาวรรณกรรม แสดงไดด ังภาพ 4.1 ระบบและกระบวนการ - ขาดการบูรณาการระบบ กระบวนการ กลไกและเคร่อื งมือ กฎหมาย จารีต ประเพณี หลกั ธรรมทางศาสนา จรรยาบรรณ ฯลฯ - ขาดบคุ ลากรทมี่ ีศกั ยภาพในการถา ยทอดหรอื อบรมขัดเกลา - สังคมไมใ หค ณุ คา กับ “ความซ่อื ตรง” - ขาด “ระบบและกระบวนการยกยองเชิดชูดแู ล” และการลงโทษอยางจริงจงั ผนู าํ ความบกพรอง วชิ าชีพ   - ขาดแบบอยา งหรอื ตนแบบทดี่ ี ของสังคมไทย จรรยาบรรณวชิ าชพี ขาด - การผูกขาดอํานาจ และมอี ํานาจ ในเรอ่ื งความซ่ือตรง ความเขมแข็งในการ ดุลพนิ จิ โดยปราศจากการ ควบคุมกํากบั ดแู ลสมาชกิ ตรวจสอบและความรับผดิ ชอบ (C = M+D-A) ภาคธรุ กจิ เอกชน  - การหลอ หลอมกอ นและหลัง ไมไ ดเ ขา รวมการเสรมิ สรา ง เขา ทาํ งานมีผลตอ ความซอ่ื ตรง ความซื่อตรงในสงั คม โครงสรา ง/สถาบัน สถาบันครอบครวั สือ่ มวลชน - ขาดแบบอยางท่ดี ี - ขาดการกลอมเกลาทด่ี ี - ไมมีบทบาทในการใหข อ มูล สถาบนั การศึกษา เพอ่ื เสริมสรางความซอื่ ตรง - ขาดแบบอยางท่ดี ี - ไมเ นน การยกยอ งคนดี - รปู แบบวิธกี ารอบรมสงั่ สอนขดั เกลาหรอื ปลูกฝง ศาสนาและวฒั นธรรม ไมเหมาะสม - ขาดการเชอื่ มโยงหลักธรรมทาง - ขาดการมุงพฒั นาความรคู คู ุณธรรมหรอื การ ศาสนากบั สถาบนั การ ศึกษาและ พัฒนาจิตใจควบคกู ับวิชาการ ครอบครัวเพื่อใหย ึดถือปฏิบัติใน ชีวติ ประจาํ วนั ภาพ 4.1 ความบกพรอ งของสังคมไทยเรอ่ื งความซื่อตรงทไ่ี ดจากการศึกษาวรรณกรรม 116    

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพอื่ เสรมิ สรางความซอ่ื ตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศนู ยส ง เสรมิ และพฒั นาพลงั แผนดินเชงิ คุณธรรม   4.1.4 แนวทางการเสริมสรางความซ่ือตรงในสังคมไทย จากการศึกษาไดจัดกลุม ใหสอดคลองกับสภาพความบกพรองในความซื่อตรงดังที่ไดกลาวมาแลวขางตน ดังมี รายละเอยี ดตอ ไปน้ี ตนแบบหรือผูนําท่ีดี ในทุกๆ ภาคสวน ทุกๆ สถาบัน โดยเฉพาะอยางย่ิงผูนํา ประเทศหรือฝายการเมืองถูกเรียกรองใหเปน “ตนแบบที่ดีดานความซื่อตรง” จัดทํานโยบาย หรือบริหารประเทศโดยใหความสําคัญกับการพัฒนาเสริมสรางคุณธรรมจริยธรรม ความ ซื่อสัตยซ่ือตรง ใหมากกวาการพัฒนาทางดานเศรษฐกิจและสังคมในดานอ่ืน อีกทั้ง รัฐบาล ควรเปนเจาภาพหลักในการเสริมสรางความซ่ือตรงโดยเร่ิมดําเนินการภายในภาครัฐกอน เร่ิม จากผูนํารัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหนวยงานภาครัฐตองเริ่มกอน และขยาย ผลสูภาคสวนอ่ืนๆ ท้ังภาคประชาสังคม สื่อมวลชน หรือแมแตสถาบันครอบครัว สถาบัน การศกึ ษา และสถาบันศาสนาตอ งทาํ ใหเขามาสกู ระบวนการเดยี วกัน องคกรวิชาชีพตองมีความเขมแข็งในการควบคุมดูแลสมาชิกใหประพฤติปฏิบัติ โดยสอดคลองกับจริยธรรมและจรรยาบรรณวชิ าชีพ ส่ือมวลชนทุกประเภททุกระดับ ควรเพิ่มบทบาทในการเปนส่ือสรางสรรค สื่อ คุณธรรม เนน การเผยแพรยกยอ งเชดิ ชูคนดี นอกจากนี้ เสาหลัก 8 ประการ อันประกอบดวย เจตจํานงทางการเมือง การ ปฏิรูปการบริหาร หนวยงานควบคุมดูแล รัฐสภา ฝายตุลาการ ประชาสังคม สื่อมวลชน และ ภาคเอกชน ตองรวมมือกันในการชวยคํ้าจุนระบบความซ่ือสัตยสุจริตแหงชาติ ตาม ภาระหนาท่ีความรับผิดชอบของแตละภาคสวน เพราะหากปลอยใหเสาใดเสาหนึ่งหรือ สถาบันใดสถาบันหน่ึงรับผิดชอบในดานสงเสริมความซื่อตรงโดยลําพังแลว ก็คงไมสามารถ เสริมสรา งความซื่อสัตยซ่ือตรงในสังคมไทยไดอยา งแนนอน จากการศึกษาพบวามีขอเสนอใหยึดถือและปฏิบัติตามหลักความพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทั้งในการดําเนินชีวิตสวนตัวและการปฏิบัติตนตามภาระหนาท่ี การงานก็ตาม ซึ่งหลักความพอเพียงน้ีนับเปนคุณธรรมประการแรกที่จะชวยใหเกิดคุณธรรม ดานอนื่ ๆ ตามมา กระบวนการปลูกฝงความซื่อตรงนั้น จะตองเริ่มจาการสอนดวยวาจา สอนให เรียนรูดวยตนเอง มีการปฏิบัติใหเห็นเปนแบบอยางที่ดีหรือมีแบบอยางคนดีใหสัมผัสไดจริง มีกิจกรรมประกอบการสอน มีการใหรางวัลและการลงโทษ มีการนําเสนอตอสาธารณะ รวมท้งั มีการกระตุนใหคิดหาเหตผุ ล และใหมกี ารปฏบิ ัตใิ นสถานการณจ ริงดวย 117  

สถาบนั พระปกเกลา : การศกึ ษาเพอื่ เสริมสรา งความซ่ือตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศูนยส ง เสริมและพัฒนาพลังแผนดินเชิงคณุ ธรรม สรุปแนวทางการเสริมสรางความซ่ือตรงในสังคมไทยไดด ังภาพ 4.2 ผนู าํ ประเทศและหนวยงานภาครฐั ระบบและกระบวนการ - ผนู ําเปน แบบอยา งหรอื ตน แบบท่ดี ี - แนวทางการพฒั นาประเทศทใ่ี หค วามสําคัญกบั การพฒั นา - ระบบการตรวจสอบผนู าํ ดว ยกฎ คณุ ธรรมจริยธรรม ความซื่อตรง เปา หมายคอื ความสุขของ ทางสงั คม ควบคูกับกฎหมายจารตี สมาชกิ ในสงั คม ประเพณีและศลี ธรรมจรรยา - สรางภมู คิ มุ กนั เพอื่ ดํารงตนเปน คนดี - รฐั บาลเปน เจา ภาพการปลกู ฝง - แบบอยา งทด่ี ีถา ยทอดสอู นชุ นทงั้ ในการดํารงชีวิตและการ คุณธรรมจรยิ ธรรม ความซ่ือตรง ปฏิบัตงิ าน โดยผา นนโยบายสาธารณะ - สรา งระบบ กระบวนการปลกู ฝง ความซอื่ ตรงโดยทกุ ภาคสวน มีสวนรวม องคก รวิชาชพี - ระบบและกระบวนการยกยองเชดิ ชูคนดที ีซ่ ่อื ตรงและการลงโทษ - ระบบควบคมุ ดแู ลองคก รวชิ าชพี ดว ยจรยิ ธรรมและจรรยาบรรณ แนวทางเสรมิ สราง สอ่ื มวลชน วชิ าชพี ความซื่อตรง - สรา งส่ือคณุ ธรรม ในสังคมไทย ทุกประเภท ทุกระดับ - เนน เผยแพรรณรงค ความซ่ือตรง - เนนยกยอ งเชิดชูคนดี ท่ีซื่อตรง ยดึ เสาหลัก 8 ประการ สถาบันหลกั ของสงั คม ยดึ ถือและปฏิบัตติ ามหลักความพอเพยี ง ปลูกฝงโดยใชกระบวนการดงั ตอไปนี้ - สถาบันหลักทม่ี อี ิทธพิ ลในการขัดเกลาหลอ หลอม - สอนดว ยวาจา - การสรา งครอบครวั เขม แข็งและครอบครวั อบอนุ - สอนใหเรยี นรดู วยตนเอง - แบบอยา งทด่ี ีจากทกุ สถาบันหลกั ของสังคม - ปฏิบตั ิเปนแบบอยาง (แบบอยา งคนด)ี - เพม่ิ บทบาทสถาบันศาสนาในการพฒั นาจิตใจ - มกี ิจกรรมประกอบการสอน - เนนการพัฒนาคุณภาพคน “ความรคู ูคณุ ธรรม” - ใหรางวลั และลงโทษ - ปฏริ ูปการศกึ ษาเพื่อเนน พัฒนาดา นคณุ ธรรม - นําเสนอผา นมวลชน ความซือ่ ตรง - กระตุนใหห าเหตผุ ล - ยกระดับกระบวนการเรยี นรโู ดยการศกึ ษา - ปฏบิ ัตใิ นสถานการณจรงิ ทงั้ ในและนอกระบบ ภาพ 4.2 แนวทางการเสรมิ สรางความซอื่ ตรงในสงั คมไทย ทีไ่ ดจากการศกึ ษาวรรณกรรม 118    

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพอื่ เสรมิ สรา งความซ่อื ตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศนู ยสงเสรมิ และพัฒนาพลังแผน ดินเชงิ คุณธรรม   4.2 สรปุ ผลการศกึ ษาขอ มลู ภาคสนาม ในการศกึ ษาภาคสนามน้นั คณะผศู ึกษาไดดาํ เนนิ การตามระเบียบวิธีวิจัย โดยมีคําถาม หลัก 3 คําถาม และใชเทคนิควิธีการระดมความคิดเห็น ดังที่ไดนําเสนอรายละเอียดไวใน บทที่ 3 ซง่ึ แบง การนาํ เสนอออกเปน 5 สวน คือ 4.2.1 ประเภทของความซื่อตรง จากการศึกษา สรุปประมวลผลขอมูลไดวาแบง ประเภทของความซ่ือตรงไดเ ปน 4 ประเภท ไดแก 1) ความซือ่ ตรงตอ ตนเอง 2) ความซ่ือตรงตอผูอ่ืนหรือความซื่อตรงตอสถาบัน ไดแก ความซ่ือตรงตอ ครอบครัว ความซ่ือตรงตอชุมชน สังคม หนวยงาน รวมไปถึงความซื่อตรงตอชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย 3) ความซื่อตรงตอ หนา ท่ี 4) ความซอื่ ตรงตอ วิชาชพี 4.2.2 ความหมายและคุณลักษณะของความซื่อตรง เม่ือถามถึงความหมายและ คุณลักษณะของความซ่ือตรง กลุมตัวอยางไดสะทอนมุมมอง ซ่ึงสามารถสรุปภาพรวมเปน 2 สวน คือ ความซอื่ ตรงในเชิงการกระทาํ หรือการปฏิบตั ิ และความซ่ือตรงในเชงิ จติ ใจ ดงั นี้ ตาราง 4.1 คุณลกั ษณะของความซื่อตรง ความซอ่ื ตรงในเชิงการกระทําหรอื การปฏิบตั ิ ความซอื่ ตรงในเชิงจิตใจ ประพฤตปิ ฏบิ ัติดว ยความซ่ือสตั ย สุจริต มโนสจุ ริต มีจิตใจที่สุจริต สํานกึ ดี มคี วามซื่อสตั ยสุจริต ประพฤติปฏบิ ตั ิตามหนาที่ดว ยความรบั ผิดชอบ ความรับผิดชอบ ประพฤติตรงไปตรงมาท้งั ตอหนาลับหลัง สัจจะ ตรงไปตรงมา ไมม ลี บั ลมคมใน ไมป ลน้ิ ปลอ น ยดึ ม่ันในความถูกตองและชอบธรรม จริยธรรม ความถกู ตองชอบธรรม ความยุติธรรม เทย่ี งธรรม ปฏบิ ัตติ ามกฎหมาย กฎเกณฑกติกาสงั คม หนาท่ี พลเมอื ง จรงิ ใจ ไมค ดไมงอ มสี จั จะ พดู จริงทําจรงิ จรงิ ใจ คดิ พดู และทาํ ตรงกนั กายตรง วาจาตรง ใจตรง วนิ ัย มวี ินยั 119  

สถาบนั พระปกเกลา : การศกึ ษาเพื่อเสรมิ สรา งความซ่ือตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศนู ยส ง เสรมิ และพัฒนาพลังแผนดนิ เชงิ คุณธรรม ความซื่อตรงในเชงิ การกระทําหรอื การปฏบิ ัติ ความซือ่ ตรงในเชงิ จติ ใจ มุง มั่น ไมหวัน่ ไหว ไมเอนเอียง ความเสมอภาคเทาเทียม ตรงไปตรงมา ไมเ อน เอียง ยึดมน่ั ในความดี ความถูกตองชอบธรรม ตรวจสอบได ไมเ บยี่ งเบนจากความจริง โปรง ใส โปรง ใส รับผดิ ชอบ สาํ นกึ รับผิดชอบ ปฏิบัตติ ามหลกั ธรรมาภิบาล ไมใชอาํ นาจโดยขาดคุณธรรม ตรงตอ เวลา รักษาศลี 5 ดาํ เนนิ ชวี ิตตามหลักศาสนา ทศพิธราชธรรม อาชวะ อวิโรธนะ ศลี ธรรม จรรยา หลกั ธรรมทางศาสนา เชน ศีลหา หริ ิ โอตัปปะ คือละอาย เกรงกลวั ตอ บาป คุณธรรมจริยธรรม คณุ ธรรม 8 ประการ คอื ขยัน ประหยัด ซ่ือสัตย มีวนิ ยั สะอาด สามารถ สามัคคี มีน้ําใจ ไมเ บยี ดเบียนซ่ึงกันและกนั เอาเปรยี บซงึ่ กนั และกนั ไมฉอฉลหลอกลวง ไมคดโกง ไมโ ลภ ไมอยากได ความพอเพยี ง ของท่ีไมใชของเรา ไมพูดเสียดสี คําหยาบ พูดเท็จเพอื่ ใหไ ดส งิ่ ที่ ตองการ ไมโ กหก ไมป ระจบสอพลอ ไมย ุงเกย่ี วกับอบายมุข มีจติ สาธารณะ เสียสละ เคารพตนเองและผูอน่ื ความบริสุทธ์ิ จรรยาบรรณ 4.2.3 ตนแบบความซื่อตรง กลุมตัวอยางเห็นวาเปนบุคคลท่ีมีความซื่อตรงเปน ท่ปี ระจักษแ ละสามารถเปน แบบอยางทด่ี ีในการประพฤติปฏบิ ตั ิตามได อันดับแรก คือ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช นับเปน มติมหาชนทใ่ี หการยกยองเทดิ ทูลพระองคท า นใหทรงเปน ตน แบบความซอ่ื ตรงของสงั คมไทย 120    

สถาบนั พระปกเกลา : การศกึ ษาเพื่อเสรมิ สรา งความซอ่ื ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศูนยสง เสรมิ และพฒั นาพลังแผน ดนิ เชงิ คณุ ธรรม   ในสวนของนักการเมืองไทย ก็มีท้ังนักการเมืองปจจุบันและอดีตนักการเมือง ท่ีกลุมตัวอยางเห็นวามีความซ่ือตรงเปนที่ประจักษ เชน พลเอกเปรม ติณสูลานนท, นายปรีดี พนมยงค, นายอภิสิทธ์ิ เวชชาชีวะ, นายชวน หลีกภัย, รอยตํารวจเอกปุระชัย เปย มสมบรู ณ และนายอานันท ปนยารชุน สวนนักการเมืองตางประเทศ เชน เหมาเจอตุง , โฮจิมินท, มหาตมะคานธี, นางอินทิราคานธี , ดร.มหาธีร มูฮัมหมัด และ นายเนลสัน แมนเดลา ขาราชการและขาราชการเกษียณ เชน พลตํารวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร, นายสืบ นาคะเสถียร, ศ.ดร.สัญญา ธรรมศักดิ์, ศ.นพ.ประเวศ วะสี, ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยธุ ยา, ดร.สุเมธ ตนั ติเวชกลุ นักบวช ท่ีมีความซื่อตรงเปนท่ีประจักษ เชน ทานพุทธทาสภิกขุ, พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธ)ี , พระพยอม กัลยาโน และหลวงพอ คูณ ปรสิ ทุ โธ บคุ คลในประวตั ิศาสตร เชน พันทา ยนรสงิ ห และเปาบุนจิ้น กลุมศาสดาและเทพเจา เชน พระพทุ ธเจา , พระอรหันต และเทพเจากวนอู นอกจากน้ี มีบางสวนไดสะทอนทัศนะท่ีนาสนใจ กลาวคือ เห็นวาบุคคลท่ีมีความ ซื่อตรงคือ บิดามารดา และครูอาจารย (ท่ีทําดี) ซ่ึงอาจตีความไดสองนัยยะ คือ บิดา มารดา หรือครูอาจารยของผูสะทอนทัศนะดังกลาว หรือผูท่ีเปนบิดามารดาหรือครูอาจารย โดยทั่วๆ ไปก็ได บางสวนเห็นวาตนเอง เปนบุคคลที่มีความซื่อตรง ซึ่งนับไดวาเปนบุคคลที่มีความ กลา หาญ และเช่อื มนั่ ในตนเองและเปน การประเมนิ ตนเองนั่นเอง 4.2.4 ประมวลสรุปภาพรวมเก่ียวกับความบกพรองในความซ่ือตรงของสังคมไทย ซ่ึงโดยรวมไมแตกตางไปจากการศึกษาขอมูลเอกสาร กลาวคือ สถาบันหลักของสังคม ท้ังครอบครัวและสถาบันการศึกษา ยังขาดแบบอยางท่ีดี ขาดการหลอหลอมกลอมเกลาที่ดี รวมทั้งระบบการเรียนการสอนที่มุงเนนการพัฒนาในเชิงความรูทางวิชาการ โดยละเลยและ ไมใหความสําคญั ตอการเสรมิ สรางหรอื พัฒนาคุณธรรมจรยิ ธรรม ความซอ่ื ตรง ศาสนาและวัฒนธรรม ยังไมสามารถแสดงบทบาทในการหลอหลอมกลอมเกลา ใหเปนสังคมแหงคุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตยซื่อตรงไดอยางแทจริง หลักธรรมทาง 121  

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพือ่ เสริมสรา งความซือ่ ตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศนู ยส ง เสริมและพฒั นาพลังแผนดนิ เชิงคุณธรรม ศาสนามิไดถูกนํามาใชเปนแนวทางปฏิบัติในวิถีชีวิตประจําวัน รวมถึงการท่ียังมีวัฒนธรรม บางประการทีเ่ ปนอุปสรรคหรอื เง่ือนไขในการเสรมิ สรา งความซ่อื ตรง ระบบและกระบวนการ ทั้งระบบการศึกษา ระบบและกระบวนการพัฒนาปลูกฝง ความซ่ือตรง ยังไมเอื้อใหเกิดการพัฒนาและเสริมสรางคุณธรรมจริยธรรม ความซ่ือสัตย ซื่อตรงไดอยางแทจริง เน่ืองจากไมมีการนําบทเรียนที่มีมาปรับใชเพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพ ประสิทธิผลได โครงสรางระบบราชการท่ีไมเหมาะสม ระบบการปองกันและปราบปรามการ ทุจริตที่ขาดความเขมแข็งและไมสามารถลงโทษผูกระทําผิดไดจริง ระบบการเมืองการ ปกครองทีข่ าดความซือ่ ตรง รวมไปถงึ ระบบอุปถัมภ ระบบพวกพองที่มีอยูอยางแพรหลายใน ทกุ แวดวงของสังคมไทย ปจเจกบุคคล กลุมตัวอยางสวนใหญสะทอนความบกพรองในแงของปจเจก บคุ คลวา การทปี่ ระพฤติปฏิบัติตนโดยบกพรองในความซื่อตรงน้ัน มีสาเหตุพื้นฐานมาจากการ ที่ไมรูจักบทบาทหนาท่ี และขาดความรับผิดชอบ ขาดวินัย อยางไรก็ตาม มีบางสวนที่เห็นวา ความบกพรองในความซื่อตรงน้ันเพราะยังขาดความรูความเขาใจ วาส่ิงใดคือความดี ความ ถกู ตอง ความซือ่ ตรง ทาํ ใหเ กิดการกระทําผดิ ไปโดยไมไดต ั้งใจ ผูนํา ขาดตนแบบหรือแบบอยางที่ดีจากผูนําในทุกระดับ การบริหารงานที่ ไมถูกตองและไมซื่อตรงแลวไมถูกลงโทษ ทําใหเกิดการเลียนแบบ เพราะไมมีความเกรงกลัว ตอกฎหมายและกฎทางศลี ธรรม สงั คมไมเ ชอ่ื ม่ันตอระบบการลงโทษท่ีมีอยู นอกจากน้ี ผูนํา ยงั ขาดความตระหนักและยืนหยดั ในสง่ิ ที่ถูกตอ งชอบธรรม และขาดการยกยอ งเชดิ ชูคนดี ในระดบั หนวยงานของรัฐยงั ขาดแบบอยางที่ดี และมีจุดออนในดานการตรวจสอบ และลงโทษผูท่ีไมซื่อตรง รวมไปถึงการบังคับใชกฎหมายท่ียังไมเสมอภาค ขาดความเปน ธรรม นาํ ไปสคู วามไมเ ช่ือมั่นและความไมศ กั ด์ิสทิ ธข์ิ องกฎหมาย สื่อมวลชน นับเปนอีกสวนที่ผลการศึกษาพบวามีความบกพรองซ่ึงสอดคลองกับ ผลการศึกษาจากวรรณกรรม คือ ไมใหการยกยองเชิดชูคนดี การนําเสนอขาวสารมุง ตอบสนองตอระบบทุนและอํานาจรัฐมากกวาการยึดถือและปฏิบัติตามจรรยาบรรณสื่อ ขาด ความเปนอิสระและเปนกลาง ยังไมไดแสดงบทบาทในการเสริมสรางสังคมแหงความซ่ือตรง เทาท่คี วร ทัศนคตแิ ละความเชื่อทไ่ี มสอดคลองกับความซื่อตรง ดังเชนที่สะทอนออกมาวา ยอมรับการทจุ ริตไดหากมีการพฒั นาประเทศชาตบิ า ง ซึ่งเปนทัศนคติท่ีเบ่ียงเบนไปจากความ 122    

สถาบนั พระปกเกลา : การศกึ ษาเพื่อเสรมิ สรางความซ่อื ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศูนยสงเสรมิ และพัฒนาพลงั แผน ดนิ เชิงคุณธรรม   ถูกตองชอบธรรม รวมถึงการไมเคารพกฎ กติกา มารยาทของสังคม โดยไมรูสึกวาเปนการ กระทําที่ควรละเวน แตกลับรูสึกดีหากทําเชนน้ันไดก็แสดงใหเห็นไดวาตนเปนบุคคลท่ีมี ความสําคญั หรือพเิ ศษมากกวาคนอ่นื ๆ ประมวลสรุปความบกพรองของสังคมไทยเร่ืองความซ่ือตรงท่ีไดจากการระดม ความคดิ เหน็ แสดงไดดังภาพ 4.3 ระบบและกระบวนการ - ระบบการศกึ ษาไมเ อ้ืออํานวยในการพฒั นาความรูค คู ณุ ธรรม - ขาดระบบและกระบวนการปลกู ฝง คุณธรรมความซอื่ ตรงทม่ี ีประสิทธภิ าพ - ขาดการถอดบทเรียนคนตน แบบหรือองคกรตนแบบเพื่อขยายผลในวงกวาง - โครงสรางของระบบราชการทไ่ี มเออื้ อาํ นวย และขาดการบูรณาการ - ระบบปอ งกนั และปราบปรามทจุ ริตไมเ ขม็ แข็ง - ระบบการเมืองทข่ี าดความซื่อตรง ผนู าํ ความบกพรอง ปจ เจกบุคคล - ขาดตน แบบท่ดี ี ของสังคมไทย - ไมร จู กั บทบาทหนา ที่ - ขาดวนิ ยั - บรหิ ารงานไมซื่อตรง ในเรอื่ งความซ่ือตรง - ขาดความรบั ผดิ ชอบ - ขาดความรู - ขาดความตระหนกั และ - ขาดการปลกู ฝง กลอ มเกลาทางจติ ใจ ยืนหยดั ในสงิ่ ท่ีถกู ตอง - ทศั นคตไิ มส อดคลอ งกับการสรา ง - ขาดการยกยอ งคนดี ความซือ่ ตรง - ไมเคารพกตกิ าสังคม โครงสรา ง/สถาบัน สถาบันครอบครัว หนวยงานของรัฐ - ขาดแบบอยา งท่ดี ี - ขาดตน แบบ - ขาดการกลอมเกลาที่ดี - ขาดการตรวจสอบ สถาบันการศกึ ษา - กฎหมายไมมปี ระสิทธผิ ล - ขาดแบบอยางท่ดี ี สื่อมวลชน - ระบบการสอนทไี่ มเนนการสรา งความซ่ือตรง - ไมไดย กยอ งคนดี ศาสนาและวฒั นธรรม - ขาดการสอ่ื สารกับสงั คมเพ่อื ให - ไมทําหนาทขี่ ัดเกลาสังคม การเรยี นรูในคุณธรรม ความซื่อตรง - วัฒนธรรมไมเ อื้อ เชน ระบบอุปถัมภ - ขาดผสู อนทดี่ งี ามเปน แบบอยา ง ภาพ 4.3 ความบกพรองของสังคมไทยเรอ่ื งความซอื่ ตรง ท่ีไดจ ากการระดมความคิดเห็น 123  

สถาบันพระปกเกลา : การศึกษาเพอื่ เสรมิ สรา งความซือ่ ตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศูนยสงเสริมและพฒั นาพลงั แผน ดนิ เชิงคุณธรรม 4.2.5 แนวทางการเสรมิ สรางความซอื่ ตรงของสังคมไทย แสดงไวดังภาพ 4.4 ปจ เจกบคุ คล : ระบบและกระบวนการ : - เรม่ิ แกไ ขท่ตี นเอง ขยายสูคนรอบขา งใน - ทกุ หนวยงานรว มมอื กัน ทุกภาคสว นมกี จิ กรรมทเ่ี นน ปลกู ฝง ครอบครวั ชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติ ความซ่อื ตรง - สรา งจติ สาํ นกึ โดยใชห ลักธรรมทางศาสนา - สรา งระบบการเรยี นรแู ละสื่อสารเพ่ือพัฒนาความซ่อื ตรง เปน เครอื่ งยึดเหน่ียวจติ ใจ - ระบบยกยองเชดิ ชดู ูแลคนซอื่ ตรงและการลงโทษผูทไ่ี มซ ่อื ตรง - ปฏบิ ัติตามหลกั ความพอเพยี งและ - แผนพฒั นาความซอ่ื ตรงและศนู ยส ง เสรมิ ความซอื่ ตรง แนวพระราชดําริ ปฏบิ ัตติ ามกฎหมาย - กระบวนการปลูกฝงกลอ มเกลาในและนอกระบบ กฎระเบียบ กติกาสงั คม - เครือขายหรอื กลุมคณุ ธรรมความซอื่ ตรง - ดึงพลงั ทางบวกมาใช , สรา งภูมคิ ุม กัน - พัฒนาปรบั ปรงุ ระบบกฎหมายและกระบวนการยตุ ธิ รรมและ เพือ่ ดํารงตนเปน คนดี บงั คบั ใชกฎหมายจริงจงั ศาสนาและวฒั นธรรม : แนวทางเสริมสราง ผนู ํา : ผนู าํ ที่ดคี วรเปน แบบอยา ง - ใชห ลกั ธรรมทางศาสนาเพ่อื ความซ่อื ตรง แกส งั คมในทกุ ระดับ ตอ งดาํ เนนิ ปลกู ฝงกลอ มเกลา เนน พฒั นา ในสงั คมไทย ชีวติ ใหเ ปน แบบอยา งทดี่ ี ตองให จิตใจใหเขา ถึง และปฏิบัตติ าม กําลงั ใจวา ทกุ คนมคี วามดอี ยใู น ในชวี ติ ประจําวนั ตัวเอง ใหเ กยี รตผิ ูใตบงั คับบัญชา - สง เสริมการเรียนรแู ละนาํ เสยี สละ รหู นา ทตี่ นเอง กรอบวฒั นธรรมอนั ดีมาใช โครงสราง/สถาบนั หนวยงานของรัฐ : ครอบครัว : - ผลกั ดนั ใหเปน วาระแหง ชาตแิ ละประชาชน รณรงคส ง เสรมิ - ผนู ําเปน แบบอยา งท่ีดี อบรมสัง่ สอนขัดเกลา พรอ ม ความซ่ือตรงในทกุ ภาคสว น เรม่ิ โดยหนวยงานของรฐั และ ยกตัวอยาง ขยายผลสอู งคก รปกครองสว นทองถ่นิ ภาคเอกชน - ปลกู ฝงระเบียบวนิ ยั ความรับผดิ ชอบ ความซ่อื สตั ยซือ่ ตรง ประชาสงั คม และส่อื มวลชน โดยใชหลกั ธรรมทางศาสนา - คนหาองคก รตน แบบและบคุ คลตน แบบ สถาบนั การศกึ ษา : - บูรณาการและพัฒนาศกั ยภาพองคกรตรวจสอบ - ปฏิรูประบบการศกึ ษาและระบบการเรียนรูเพอื่ พฒั นา “ความรคู คู ณุ ธรรม” โดยใชห ลกั ธรรมทางศาสนาเปน หลัก ส่ือมวลชน : - สรางครูตน แบบ - สรางหลักสตู รการศกึ ษาและการเรียนรทู ้งั ในและนอกระบบ - ปฏริ ปู สือ่ ใหเ ปนสอ่ื สรา งสรรคท ําหนา ท่สี อ่ื สารกบั สาธารณะ และกจิ กรรมเสรมิ สรางความซอ่ื ตรง ระเบยี บวนิ ยั เพ่อื การสรางสงั คมคณุ ธรรมความซ่อื ตรง ความรบั ผิดชอบตอหนา ทแี่ ละยดึ ประโยชนส าธารณะ - มุงเนน นําเสนอขอมูลความรู และยกยอ งเชิดชคู นดที ซ่ี อื่ ตรง - รณรงคป ลกู ฝงจติ สาํ นกึ ความซ่อื ตรงอยา งตอเนื่องโดยสอ่ื ทกุ ประเภททุกระดับ ภาพ 4.4 แนวทางการเสริมสรางความซื่อตรงในสงั คมไทย ท่ีไดจากการระดมความคดิ เห็น 124    

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพ่อื เสรมิ สรา งความซื่อตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศูนยสง เสริมและพัฒนาพลงั แผนดนิ เชงิ คณุ ธรรม   แนวทางการเสริมสรางความซื่อตรงในสังคมไทย ซ่ึงกลุมตัวอยางไดเสนอแนวทาง รวมทั้งวิธีการไวอยางหลากหลาย โดยสรุปรวมแลวสอดคลองกับผลการศึกษาวรรณกรรม กลาวคือ ในเบ้ืองตนสถาบันหลักสถาบันแรกของสังคม อันไดแก ครอบครัวตองเริ่มการ ปลูกฝงกลอมเกลาสมาชกิ ภายในครอบครวั โดยเฉพาะอยางย่ิงเยาวชน พอแมหรือผูปกครอง ตองเปนแบบอยางท่ีดีและจะตองปฏิบัติใหเห็นเปนแบบอยางที่ดี ควบคูไปกับการอบรม สัง่ สอนดวยวาจาและมกี จิ กรรมการปฏิบัตจิ ริงดว ย เม่ือเริ่มเขาสูระบบการศึกษา ตองมีการเช่ือมโยงการทํางานกับครอบครัว และ สถาบันศาสนา โดยท่ีสถาบันการศึกษาควรนําหลักธรรมทางศาสนา ทั้งพุทธ คริสต อิสลาม พราหมณฮินดู ฯลฯ มาใชในการอบรมส่ังสอน กลอมเกลาใหเยาวชนของชาติมี “ความรู คูคุณธรรม” ใหความสําคัญและมุงเนนพัฒนาจิตใจควบคูไปกับการพัฒนาความรูในเชิง วิชาการ ผูนําตองปฏิบัติตนเปนแบบอยางที่ดีของหนวยงานและสังคม ดําเนินชีวิตและ ปฏิบัติงานในอํานาจหนาที่ดวยความซื่อสัตยซื่อตรง และแสดงใหเห็นโดยชัดแจงถึงความ รบั ผดิ ชอบของผนู ํา ตอ งใหเกียรติ ใหกําลังใจ เปนแรงจูงใจและคอยแนะนําตักเตือน หรือให คําปรึกษาแกผูใตบังคับบัญชาหรือสมาชิกในองคกร เพื่อสรางความซื่อตรงในองคกรและ สังคมโดยรวม หนวยงานภาครัฐตองจัดเรื่องคุณธรรมความซ่ือตรงใหเปนวาระแหงชาติและ ประชาชน เร่ิมปฏิบัติภายในหนวยงานภาครัฐ เพื่อเปนแบบอยางที่ดี ในขณะเดียวกันตอง ทําการรณรงคสงเสริมความซ่ือตรงในภาคสวนอื่นๆ ดวย ทั้งในครอบครัว ชุมชน สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม รวมถึงภาคธุรกิจเอกชนและ องคกรวิชาชีพตางๆ ซ่ึงตองดําเนินการอยางเปนระบบมีกระบวนการที่ชัดเจนทุกภาคสวน ปฏิบัติไดจริงตามบทบาทหนาท่ีความรับผิดชอบของตน โดยมีผูนําเปนแบบอยางและ แกนหลกั จุดเนนสําคัญของกระบวนการเสริมสรางหรือกลอมเกลาทางสังคมนี้ นอกจาก ตองมีเจาภาพหลักคือผูนําประเทศและหนวยงานภาครัฐ ยังตองมีการระดมทุกภาคสวน ใหเขามามีสวนรวมและปฏิบัติ ดวยการเช่ือมโยงประสานงานกันอยางเปนระบบ โดยที่การ ยกยองเชิดชูตองมีการปฏิบัติอยางเปนรูปธรรม ควบคูไปกับระบบการลงโทษท่ีตองเสมอภาค และเปนธรรม 125  

สถาบนั พระปกเกลา : การศกึ ษาเพ่ือเสริมสรา งความซ่ือตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศูนยสงเสริมและพัฒนาพลงั แผนดนิ เชงิ คณุ ธรรม แนวทางที่นาสนใจอยางยิ่งและมีความสําคัญอันจะทําใหกระบวนการเสริมสราง หรือกลอมเกลาทางสังคมบรรลุผลสําคัญได คือตองเร่ิมลงมือปฏิบัติดวยตัวเราเองกอน เริ่มสรางความซ่ือตรงในสังคมท่ีเราเปนสมาชิกอยูดวยการสรางจิตสํานึกและใชหลักธรรมทาง ศาสนาเปนเครื่องยึดเหนี่ยว ปฏิบัติตนตามหลักความพอเพียง กฎหมาย กฎเกณฑ และกติกา ของสงั คม การที่กลุมตัวอยางมีทัศนะวาตองเร่ิมปฏิบัติท่ีตัวเราเอง นับเปนจุดเริ่มตนท่ีดีท่ีจะ ทําใหบรรลุผลสําเร็จในการเสริมสรางหรือกลอมเกลาทางสังคม ยิ่งไปกวานั้น ตองมิใชการ มอบหมายภาระและความรับผิดชอบไปท่ี “เด็กและเยาวชน” ดวยเหตุผลท่ีวาผูใหญคงยาก ตอการเปล่ียนแปลงและพัฒนาเสียแลว เนื่องจากเด็กและเยาวชนคงไมสามารถเปนคน ซื่อสัตยซ่ือตรงไดเลย หากอยูในสังคมที่เต็มไปดวยผูใหญท่ีทุจริตคดโกง ไรซึ่งความซ่ือสัตย ซือ่ ตรง กระบวนการอบรมส่ังสอน การกลอมเกลาทางสังคมคงลมเหลวและไมสามารถเกิดขึ้น ไดจรงิ อยางแนนอน สือ่ มวลชนทกุ ประเภท ทุกระดับตองมีการปฏิรูปใหเปน “สื่อสรางสรรค” นําเสนอ ขอมูลความรูและการยกยองเชิดชูคนดีที่ซ่ือสัตยซ่ือตรง รวมทั้งกลาตีแผความไมดี และคนท่ี ไมซื่อสัตยซื่อตรง รณรงคปลูกฝงจิตสํานึกความซ่ือตรงอยางเปนระบบและตอเน่ือง เพราะส่ือ เปนกลไกหลักท่ีมีความสําคัญตอการชี้แนะช้ีนําสังคม หากส่ือไมแสดงบทบาทดังกลาวแลว การอบรมกลอ มเกลาในครอบครวั และในสถาบันการศกึ ษาคงจะบรรลุผลสาํ เรจ็ ไดย าก กลาวโดยสรุปไดวา จากการศึกษาพบวาแนวทางที่จะทําใหสังคมไทยมีการพัฒนา ในดานความซ่ือตรงไดน้ัน คือการใชกระบวนการเสริมสรางและกลอมเกลาทางสังคม (Socialization) ท่ีสถาบันหลักของสังคม อันไดแก สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และ สถาบันศาสนา ซ่ึงเรียกโดยรวมวา “บวร” ตองรวมแรงรวมใจกันในการปลูกฝง เสริมสราง และกลอ มเกลาสมาชิกในสงั คม โดยเฉพาะอยา งยิง่ เดก็ และเยาวชนของชาติ โดยใชหลักธรรม ทางศาสนา แนวพระราชดํารัสหรือพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว หลักความ พอเพยี ง และหลกั ราชการในดานความซ่ือตรงของพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหัว นอกจากนี้ ตองมี “ตนแบบที่ดี” จากผูนําประเทศและผูนําในสถาบันตางๆ ท้ังผูนํา ครอบครัว ผูนําชุมชน ผูนําสังคม หรือผูนําองคกร อีกท้ังตองสรางระบบและกระบวนการ ยกยองเชดิ ชดู แู ลคนดที ซ่ี อ่ื ตรงอยางเปนรูปธรรม ภาคสวนที่ควรเขามาเปนฝายสนับสนุนใหกระบวนการพัฒนาและเสริมสรางความ ซ่ือตรงใหบรรลุผลสําเร็จได ประกอบดวย ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเอกชน และการสราง 126    

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพ่ือเสรมิ สรางความซ่ือตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศูนยส งเสรมิ และพฒั นาพลงั แผน ดินเชงิ คุณธรรม   ภาคีเครือขายความซื่อตรงซึ่งนอกจากเปนการรวมกลุมของสมาชิกที่มีความซื่อตรงแลว ยังชวยเปนการรณรงคขยายผลออกไปในวงกวาง และชวยติดตามสอดสองดูแลและใหการ ปรึกษาหารือในดานความซื่อตรงอีกดวย ในขณะเดียวกันสื่อมวลชนตองปฏิรูปเปน ส่ือสรางสรรคสังคมสูความซื่อตรง โดยการทําหนาท่ีสื่อมวลชนตามหลักจรรยาบรรณสื่อ อยา งเครง ครัด 127  

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพอ่ื เสริมสรางความซอื่ ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศูนยส ง เสรมิ และพัฒนาพลงั แผนดนิ เชิงคุณธรรม   บทที่ 5 ตวั ชีว้ ดั ความซ่อื ตรงสาํ หรับสังคมไทย 5.1 แนวทางการจัดทาํ ตวั ชว้ี ัด ในการจัดทําตัวชว้ี ัดความซื่อตรงน้ัน นักวิจัยไดใชขอมูลจากการศึกษาวรรณกรรมและ การประชุมเสวนากลุมตางๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย และไดทําการประมวลความ คิดเห็น ตลอดจนทําการวิเคราะหเน้ือหา ทั้งนี้ ผลการศึกษาโดยการตั้งคําถามที่วา “เมื่อ คิดถึงความซือ่ ตรง ทานคิดถึงอะไรบาง?” อันหมายความถึงสิ่งที่ประชาชนทุกภาคสวนไมวา เยาวชน สื่อมวลชน นักการเมือง ผูนําชุมชน ผูแทนภาคเอกชน เปนตน ใหคําจํากัดความ ของ “ความซื่อตรง” และมองวา ถามีประเด็นเหลานี้แสดงวา มีความซื่อตรง ในท่ีนี้ สามารถจดั แบงออกไดเปนมติ ติ างๆ ดงั นี้ 5.1.1 ตัวชี้วัดพ้ืนฐาน (Fundamental Indicators) ซ่ึงทุกคนจําเปนตองมีเพื่อแสดง ถึงการมี “ความซอื่ ตรง” 5.1.2 ตัวช้ีวัดสําหรับผูเปนสมาชิกขององคกร/หนวยงานตางๆ ซ่ึงตองมีมากกวา คุณสมบัติที่สอดคลองกับคุณลักษณะพื้นฐาน เพราะส่ิงท่ีตองมีเพ่ิมข้ึนในฐานะ ท่ีมีความรับผิดชอบมากข้ึนและตองทําภารกิจใหหนวยงาน องคกร สถาบันที่ตนสังกัดอยู ใหบรรลุเปาหมายขององคกร/หนวยงานหรือสถาบันน้ัน ซึ่งตัวอยางในสวนนี้ เชน คุณลักษณะที่พึงมีของผูทํางานในภาครัฐ ภาคเอกชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น องคกร พฒั นาเอกชน และในสถาบันตางๆ 5.1.3 ตัวช้ีวัดสําหรับกลุมวิชาชีพ ท้ังนี้เพราะผูปฏิบัติหนาที่ในกลุมวิชาชีพเฉพาะ จําตองมีคุณลักษณะท่ีแตกตางไปจากผูอื่นที่มิไดทําหนาที่น้ี เพราะตองรับผิดชอบตอ งานเฉพาะ เชน นักการเมือง แพทย พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักกฎหมาย ผูพิพากษา และครู อาจารย เปนตน บุคคลกลุมนี้มีสวนทําใหการตัดสินใจหรือการทํางาน ของเขามีผลกระทบตอผูอื่น ทั้งบวกและลบและบางกรณีอาจถึงชีวิต ฉะนั้น คุณลักษณะ เบ้ืองตนและคุณลักษณะในฐานะสมาชิกองคกร ควรเปนคุณลักษณะของกลุมนี้ดวย พรอม กับตองมีคณุ ลักษณะทเี่ พิ่มในฐานะผปู ฏบิ ตั ิวิชาชีพเฉพาะนัน้ ๆ 129  

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพอื่ เสริมสรางความซ่อื ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศูนยสง เสริมและพฒั นาพลังแผน ดนิ เชิงคณุ ธรรม ความซอื่ ตรง • รัฐสภา • ผูกําหนดนโยบาย • หนว ยราชการ สังคม สมาชิก ผูนํา ประชาชน • องคกรปกครอง ทอ งถ่นิ เพอื่ นบาน ผูบังคับ สว นทองถิ่น บัญชา ผูตาม ผสู ูงอายุ • ภาคเอกชน อาจารย • ส่ือมวลชน สถานทท่ี าํ งาน พอ ผใู ตบังคับ (องคก ร) เพอื่ นรว มงาน วัยทํางาน • สถาบนั สง เสริมและ สถานศึกษา บญั ชา กลอ มเกลา ลูกศิษย บคุ ลากร วัยเรียน อื่นๆ สถาบันครอบครวั แม ลกู แรกเกิด องคประกอบของความซ่ือตรงพน้ื ฐานท่ีทุกคนตอ งมี ตัวชว้ี ัดกลมุ ที่ องคประกอบของความซอ่ื ตรงสาํ หรบั ผปู ฏิบัติงานในองคกร 1 องคประกอบของความซือ่ ตรงสําหรับผูปฏบิ ัตงิ านวิชาชีพ ตวั ชี้วดั กลุมที่ 1, 2 ตัวชว้ี ดั กลมุ ที่ 1, 2, 3 ภาพ 5.1 ภาพการเรียนรูเพือ่ เสริมสรา งความซือ่ ตรง ดังนั้น ตัวช้ีวัดความซ่ือตรงสําหรับบุคคลท้ัง 3 กลุม จึงมีความเก่ียวของกันเพราะ ผูอยใู นกลุม วิชาชีพ จะใชตัวชีว้ ดั ความซ่ือตรงทีร่ วมของกลมุ 1 และ 2 ดวย ดงั ภาพตอไปน้ี 130    

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพอื่ เสรมิ สรา งความซื่อตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศูนยสงเสริมและพัฒนาพลงั แผนดนิ เชิงคุณธรรม   ผปู ระกอบวิชาชพี สมาชิกองคกร พ้ืนฐาน ภาพ 5.2 กลุม ตัวชว้ี ัด กลุมตวั ชวี้ ดั กลุม เปา หมาย ผูรบั ผิดชอบในการ พ้นื ฐาน • ส่อื มวลชน เสรมิ สรา งความซ่ือตรง • สถาบันศาสนา จํานวน ูผเ ่ีกยว ของ • ประชาสังคม • รัฐบาล • ชมุ ชน • ส่อื มวลชน • สถานศกึ ษา • องคก รปกครอง • ครอบครัว สวนทอ งถิ่น • ภาคเอกชน • ประชาสังคม • สถาบนั ศาสนา สมาชกิ องคก ร • รัฐบาล ขา ราชการ • สถาบันการศึกษา • ครอบครวั กลุมวชิ าชีพ • องคก รวิชาชีพ • องคกรพฒั นาเอกชน • สถาบนั การเมอื ง • ภาคเอกชน - ระดับชาติ • รฐั บาล - ระดับทอ งถ่นิ • หนว ยงานของรฐั / ทองถน่ิ • องคกรวิชาชพี • รัฐสภา /รฐั บาล • พรรคการเมือง • องคก รปกครอง สว นทองถ่ิน จํานวนคุณสมบัติ “ความซ่ือตรง” ที่ตองมี และจํานวนตัวชี้วัด ภาพ 5.3 ตวั ชีว้ ดั ความซ่ือตรงกบั กลมุ เปา หมาย และผรู ับผิดชอบในการเสรมิ สรางความซื่อตรง 131  

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพื่อเสริมสรางความซ่อื ตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศูนยส งเสริมและพฒั นาพลังแผน ดินเชิงคุณธรรม ตาราง 5.1 ตัวชีว้ ดั ความซื่อตรงบนพืน้ ฐานของลักษณะ/บทบาทในสงั คม 3 กลุม บทบาท ประเภท ตวั ชี้วัด ในสงั คม ตัวช้ีวดั 1) ประชาชน พนื้ ฐาน 1. มคี วามซอ่ื สตั ย สจุ รติ (มีความจริงใจ ไมหลอกลวง) ทั่วไป 2. มีปทสั ถาน (มีคุณธรรม ศีลธรรม จรยิ ธรรม ซ่งึ เปน แบบแผน สาํ หรบั ยดึ ถือปฏบิ ตั ิในสงั คม) 3. ไมค ดโกง 4. ปฏิบัติตามกฎหมาย 5. มวี ินยั (ยึดม่นั ในกฎระเบยี บ ขอ บังคับ หรอื แนวปฏบิ ัติ) 6. มคี วามรับผดิ ชอบ (ยอมรบั ผลท้ังบวกและลบ) 7. รูจกั บทบาทและหนาทข่ี องตนเอง (สิง่ ทตี่ องทาํ ตามหนา ที่ที่กําหนด) 8. ตรงไปตรงมาทัง้ ตอหนาและลบั หลัง 9. มคี วามวริ ิยะอตุ สาหะ (มคี วามขยันหมัน่ เพยี ร) 10. อดทน อดกลน้ั 11. มวี าจาสตั ย รักษาคําพดู 12. ไมโ กหก 2) ขา ราชการ สมาชกิ 1. มีความซอื่ สตั ย สจุ ริต (มคี วามจริงใจ ไมห ลอกลวง) /ผูปฏิบัติงาน องคกร 2. มปี ทสั ถาน (มคี ณุ ธรรม ศีลธรรม จรยิ ธรรม ซง่ึ เปนแบบแผน ในภาคเอกชน สําหรบั ยึดถอื ปฏิบัตใิ นสังคม) 3. ไมคดโกง 4. ปฏิบัติตามกฎหมาย 5. มีวนิ ยั (ยดึ ม่นั ในกฎระเบยี บ ขอ บังคบั หรอื แนวปฏิบัต)ิ 6. มีความรับผดิ ชอบ (ยอมรบั ผลทั้งบวกและลบ) 7. รจู กั บทบาทและหนาทขี่ องตนเอง (ส่ิงทต่ี องทําตามหนา ทท่ี ่กี าํ หนด) 8. ตรงไปตรงมาท้งั ตอหนา และลับหลงั 9. มีความวิรยิ ะอุตสาหะ (มีความขยนั หม่นั เพยี ร) 10. อดทน อดกลั้น 11. มีวาจาสตั ย รกั ษาคาํ พดู 12. ไมโ กหก 13. โปรง ใส ตรวจสอบได 14. ตรงตอเวลา 15. มีความยตุ ธิ รรม (ไมเ อนเอยี งเขา ขา ง ชอบดว ยเหตผุ ล เที่ยงธรรม) 132    

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพ่อื เสริมสรางความซื่อตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศูนยสงเสริมและพัฒนาพลงั แผนดินเชิงคุณธรรม   บทบาท ประเภท ตัวชว้ี ัด ในสงั คม ตัวชว้ี ดั 2) ขา ราชการ สมาชกิ 16. ทํางานใหส าํ เร็จ /ผปู ฏบิ ตั งิ าน องคก ร 17. เปนท่ีนาเชือ่ ถือและศรัทธาจากคนทั่วไป (ไดร ับความไววางใจ ในภาคเอกชน เลอื่ มใสและไดร บั การยอมรับจากบุคคลท่ัวไป) 18. แนะแนวทางทถี่ กู ทค่ี วรแกผ อู ื่นโดยเฉพาะผูใตบงั คับบัญชา 19. หา มมใิ หผอู นื่ กระทําผดิ 3) ผูมีวชิ าชพี วชิ าชพี 1. มีความซอ่ื สตั ย สุจรติ (มีความจรงิ ใจ ไมห ลอกลวง) เฉพาะตางๆ 2. มปี ทสั ถาน (มีคณุ ธรรม ศลี ธรรม จรยิ ธรรม ซง่ึ เปน แบบแผน เชน แพทย สาํ หรบั ยึดถอื ปฏิบตั ิในสงั คม) พยาบาล 3. ไมคดโกง ครู อาจารย 4. ปฏิบตั ิตามกฎหมาย ผูพิพากษา 5. มวี ินยั (ยึดม่ันในกฎระเบยี บ ขอ บงั คบั หรือแนวปฏิบัติ) ทนายความ 6. มคี วามรบั ผดิ ชอบ (ยอมรบั ผลทั้งบวกและลบ) สถาปนิก 7. รูจักบทบาทและหนาท่ีของตนเอง (สง่ิ ทต่ี อ งทาํ ตามหนา ท่ที ี่กําหนด) วศิ วกร 8. ตรงไปตรงมาทั้งตอ หนา และลบั หลงั นกั การเมอื ง 9. มีความวริ ยิ ะอุตสาหะ (มีความขยันหมั่นเพียร) ระดับชาติ 10. อดทน อดกล้นั นกั การเมอื ง 11. มีวาจาสตั ย รักษาคําพดู ระดบั ทอ งถิน่ 12. ไมโ กหก ฯลฯ 13. โปรงใส ตรวจสอบได 14. ตรงตอ เวลา 15. มีความยุติธรรม (ไมเ อนเอยี งเขา ขา ง ชอบดว ยเหตุผล เทย่ี งธรรม) 16. ทํางานใหส ําเร็จ 17. เปน ทนี่ าเชือ่ ถือและศรทั ธาจากคนทั่วไป (ไดร ับความไววางใจ เลอ่ื มใสและไดร ับการยอมรับจากบุคคลท่วั ไป) 18. แนะแนวทางทีถ่ กู ที่ควรแกผ อู ื่นโดยเฉพาะผูใ ตบงั คับบัญชา 19. หามมิใหผ อู น่ื กระทาํ ผดิ 20. จรรยาบรรณวชิ าชีพ 133  

สถาบันพระปกเกลา : การศึกษาเพอื่ เสริมสรา งความซอ่ื ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศูนยส ง เสริมและพัฒนาพลงั แผนดินเชงิ คุณธรรม 5.2 การแปลงตัวชวี้ ดั เปน เครื่องมอื วัด จากตารางขางตน นักวิจัยไดจัดทําเครื่องมือสําหรับนําไปวัดระดับความซื่อตรงของบุคคลใน บทบาทตางๆ และสะทอนความเปนจริงในสังคม โดยประมวลจากการทบทวนวรรณกรรม การ สัมภาษณแ ละการประชุมเสวนา ตาราง 5.2 ตวั ชว้ี ัดพน้ื ฐาน ประเภทตัวช้ีวัด ตวั ชี้วดั มาตรวัด 1) พ้ืนฐาน 1. มคี วามซ่อื สัตย สุจริต ไมม เี ลย มมี ากที่สุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  2. มีปทัสถาน ไมมเี ลย มีมากที่สุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  3. ไมค ดโกง ไมมเี ลย มีมากที่สดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  4. ปฏบิ ตั ติ ามกฎหมาย ไมมีเลย มีมากทส่ี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  5. มวี ินยั ไมมเี ลย มีมากทีส่ ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  6. มีความรับผิดชอบ ไมมเี ลย มมี ากทส่ี ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  7. รจู ักบทบาทและหนาทข่ี องตนเอง ไมม ีเลย มีมากทส่ี ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  8. ตรงไปตรงมาทั้งตอ หนาและลบั หลงั ไมมีเลย มมี ากทส่ี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  9. มคี วามวริ ยิ ะอตุ สาหะ ไมม เี ลย มีมากที่สดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  10. มคี วามอดทน อดกลัน้ ไมมีเลย มมี ากที่สดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  11. มวี าจาสัตย รักษาคําพูด ไมมเี ลย มีมากทสี่ ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  12. ไมโ กหก ไมม ีเลย มมี ากที่สุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10    134    

สถาบันพระปกเกลา : การศึกษาเพอ่ื เสรมิ สรา งความซอ่ื ตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศูนยส ง เสรมิ และพฒั นาพลังแผน ดนิ เชิงคุณธรรม   ตาราง 5.3 : ตัวชี้วัดสําหรบั สมาชกิ องคก ร ประเภทตัวชีว้ ัด ตวั ช้ีวัด มาตรวัด 2) สมาชกิ 1. มคี วามซ่อื สัตย สุจริต ไมมเี ลย มีมากที่สดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  องคกร 2. มปี ทัสถาน ไมม ีเลย มมี ากท่สี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  3. ไมคดโกง ไมม เี ลย มมี ากท่สี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  4. ปฏบิ ัตติ ามกฎหมาย ไมม เี ลย มีมากที่สดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  5. มวี ินยั ไมมีเลย มีมากทสี่ ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  6. มคี วามรับผิดชอบ ไมมีเลย มมี ากทส่ี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  7. รูจักบทบาทและหนา ทข่ี องตนเอง ไมมเี ลย มมี ากทส่ี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  8. ตรงไปตรงมาทั้งตอ หนาและลบั หลงั ไมมเี ลย มมี ากท่ีสดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  9. มคี วามวริ ิยะอุตสาหะ ไมม ีเลย มมี ากทส่ี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  10. มคี วามอดทน อดกลน้ั ไมม ีเลย มมี ากที่สดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  11. มีวาจาสตั ย รักษาคําพูด ไมมีเลย มมี ากท่ีสดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  12. ไมโ กหก ไมมีเลย มมี ากทส่ี ุด 13. โปรง ใส ตรวจสอบได 14. ตรงตอเวลา 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  15. มีความยุติธรรม 16. ทํางานใหสําเร็จ ไมม ีเลย มีมากที่สุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  ไมมีเลย มีมากทีส่ ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  ไมมีเลย มีมากทสี่ ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  ไมม ีเลย มมี ากทส่ี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  17. เปนทนี่ า เชอ่ื ถือและศรัทธาจากคนทวั่ ไป ไมม เี ลย มีมากที่สดุ 18. แนะแนวทางท่ถี กู ที่ควรแกผูอน่ื 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  โดยเฉพาะผใู ตบังคับบัญชา ไมม เี ลย มีมากที่สุด 19. หา มมใิ หผูอื่นกระทําผดิ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  ไมมเี ลย มีมากทส่ี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  135  

สถาบันพระปกเกลา : การศึกษาเพ่อื เสรมิ สรา งความซือ่ ตรงในสงั คมไทย        เสนอ : ศูนยสง เสรมิ และพฒั นาพลงั แผนดนิ เชิงคุณธรรม ตาราง 5.4 ตัวช้ีวัดกลมุ วชิ าชีพ ประเภทตวั ช้วี ดั ตัวชวี้ ัด มาตรวดั 3) วิชาชีพ 1. มคี วามซ่อื สัตย สุจรติ ไมม ีเลย มีมากทส่ี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  2. มีปทสั ถาน ไมม เี ลย มีมากที่สุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  3. ไมคดโกง ไมม ีเลย มมี ากทสี่ ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  4. ปฏิบตั ติ ามกฎหมาย ไมมเี ลย มมี ากที่สดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  5. มวี นิ ยั ไมมีเลย มีมากทีส่ ดุ 6. มีความรับผิดชอบ 7. รูจ ักบทบาทและหนา ทขี่ องตนเอง 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  8. ตรงไปตรงมาทัง้ ตอหนาและลบั หลัง 9. มคี วามวริ ิยะอุตสาหะ ไมม ีเลย มีมากทส่ี ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  ไมม ีเลย มีมากที่สดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  ไมม ีเลย มีมากที่สดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  ไมมีเลย มีมากที่สดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  10. มีความอดทน อดกล้ัน ไมม ีเลย มมี ากทส่ี ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  11. มีวาจาสตั ย รกั ษาคาํ พูด ไมม เี ลย มมี ากทีส่ ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  12. ไมโกหก ไมม เี ลย มีมากทส่ี ุด 13. โปรงใส ตรวจสอบได 14. ตรงตอ เวลา 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  ไมม เี ลย มีมากทีส่ ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  ไมม เี ลย มีมากท่ีสุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  15. มคี วามยุติธรรม ไมม เี ลย มีมากที่สดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  16. ทาํ งานใหส าํ เร็จ ไมม เี ลย มมี ากที่สุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  17. เปน ทนี่ าเชือ่ ถือและศรทั ธาจากคนท่วั ไป ไมม เี ลย มีมากทส่ี ดุ 18. แนะแนวทางท่ถี กู ทีค่ วรแกผ ูอน่ื 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  โดยเฉพาะผูใตบังคับบัญชา ไมมีเลย มมี ากที่สดุ 19. หา มมิใหผูอ่ืนกระทําผิด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  20. จรรยาบรรณวชิ าชีพ ไมม เี ลย มีมากที่สุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  ไมม ีเลย มีมากท่ีสุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  136    

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพื่อเสริมสรางความซอื่ ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศนู ยส งเสรมิ และพัฒนาพลงั แผนดินเชิงคณุ ธรรม   หลังจากนั้นจึงจัดทําเปนแบบสํารวจเพ่ือทําการสํารวจตนเองไดหรือสามารถนําไป สอบถามประชาชนกลุมตางๆ เพ่ือหาคาเฉล่ียของคะแนนความซ่ือตรงในภาพรวมก็ได สวนการแปลผลจะนําเสนอในสวนตอไป ตาราง 5.5 แบบวัดระดบั ความซอ่ื ตรงของตนเอง คุณสมบัติ วงกลมระดบั คะแนนท่ีตรงกบั ตวั คุณมากทีส่ ุด สรปุ คะแนน 1. มคี วามซ่อื สัตย สุจริต (มคี วามจรงิ ใจ ไมห ลอกลวง) ไมม ีเลย มมี ากท่ีสดุ 2. มปี ทสั ถาน (มีคุณธรรม ศลี ธรรม จริยธรรม ซึ่งเปน 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 แบบแผนสําหรับยดึ ถือปฏบิ ัตใิ นสังคม) 3. ไมค ดโกง ไมม เี ลย มมี ากท่สี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ไมม ีเลย มีมากทส่ี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 4. ปฏิบตั ิตามกฎหมาย ไมม เี ลย มีมากทสี่ ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 5. มีวินยั (ยึดมั่นในกฎระเบียบ ขอบงั คบั ไมม เี ลย มีมากท่สี ุด หรอื แนวปฏิบัติ) 6. มีความรับผิดชอบ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 (ยอมรบั ผลท้ังบวกและลบ) 7. รจู ักบทบาทและหนา ทข่ี องตนเอง ไมม ีเลย มีมากท่ีสดุ (ส่งิ ท่ตี อ งทําตามหนา ท่ีท่ีกําหนด) 8. ตรงไปตรงมาทั้งตอหนาและลับหลัง 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 9. มีความวริ ยิ ะอุตสาหะ (มีความขยนั ไมมีเลย มมี ากทีส่ ดุ หม่ันเพียร) 10. มีความอดทน อดกลั้น 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ไมมเี ลย มีมากทส่ี ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ไมม เี ลย มีมากทส่ี ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ไมม เี ลย มีมากทสี่ ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11. มีวาจาสัตย รักษาคําพดู ไมมีเลย มมี ากทส่ี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 12. ไมโ กหก ไมมีเลย มีมากที่สุด 13. โปรง ใส ตรวจสอบได 14. ตรงตอเวลา 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ไมม เี ลย มมี ากทสี่ ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ไมมเี ลย มมี ากท่สี ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 137  

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพอ่ื เสรมิ สรางความซอ่ื ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศนู ยสงเสริมและพฒั นาพลังแผน ดนิ เชิงคุณธรรม คณุ สมบตั ิ วงกลมระดับคะแนนท่ีตรงกับตัวคุณมากทส่ี ุด สรปุ คะแนน 15. มคี วามยตุ ิธรรม (ไมเ อนเอียงเขาขาง ชอบดว ยเหตผุ ล เท่ียงธรรม) ไมมีเลย มมี ากท่ีสดุ 16. ทาํ งานใหสําเร็จ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ไมม เี ลย มมี ากทีส่ ุด 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 17. เปนท่นี า เชอื่ ถือและศรัทธาจากคนทั่วไป ไมมีเลย มมี ากทส่ี ดุ (ไดร ับความไวว างใจ เลือ่ มใสและไดร ับการ ยอมรับจากบุคคลทัว่ ไป) 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 18. แนะแนวทางทถ่ี กู ที่ควรแกผ ูอน่ื ไมมีเลย มมี ากทส่ี ุด โดยเฉพาะผใู ตบงั คับบัญชา 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 19. หามมใิ หผ ูอนื่ กระทําผดิ ไมม เี ลย มมี ากทส่ี ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 20. จรรยาบรรณวิชาชีพ ไมม ีเลย มมี ากทีส่ ดุ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 การแปลผล นอ ยกวา 100 คะแนน ทานตอ งปรบั ปรงุ ตวั อยา งมาก เพราะทา นเปนคนท่ไี มนา ไววางใจ 101-120 คะแนน ทา นคอนขางมคี วามซอื่ ตรง แตก็ยงั ไมซอ่ื ตรงตลอดเวลา บางครั้งก็ไมซ ่ือตรง แตยงั ปรบั ปรงุ ได ซ่ึงทานกเ็ ปน สามญั ชน คนธรรมดา ยอมมีดบี าง ไมด บี างปนกนั ไป 121-150 คะแนน ทา นเปน คนทีไ่ วใ จได มคี วามซอื่ ตรงคอนขางมาก แมบ างครั้ง อาจบดู เบ้ียวบาง แตจ ิตใจทานทราบดีอยูวา ท่ีทําน้ันไมซ อื่ ตรง ซง่ึ อาจเปน เพราะปจ จยั แวดลอม หรือไขวเ ขวไปนิดหนอย แตทานก็เหมาะกับการเปนสมาชกิ ขององคก รตา งๆ เพราะ อยา งนอ ยกม็ คี ณุ สมบตั ิเรอื่ งความซือ่ ตรงอยูมาก 151-180 คะแนน ทา นเปน คนนาสรรเสริญ เพราะทานมีความซ่อื ตรงในทกุ ๆ ท่ี ทุกเวลา เหมาะกับการทาํ งานในองคก ร และทํางานวชิ าชพี กไ็ ดดอี ีกดวย ท่สี ําคัญทานคอ นขา ง “ตรงไปตรงมา” ทีเดยี ว ถงึ แมบ างครงั้ จะมเี ร่ืองทจ่ี ําเปนทาํ ใหไมซ ื่อตรง แตทา นก็รูตวั อยเู สมอ 138    

สถาบันพระปกเกลา : การศึกษาเพือ่ เสรมิ สรางความซอ่ื ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศูนยส งเสริมและพัฒนาพลังแผนดนิ เชิงคณุ ธรรม   มากกวา 180 คะแนน ทานเปนคนซ่อื ตรงสุดยอด เหมาะกบั การทํางานสาขาวชิ าชีพ เพราะมีความซือ่ ตรงอยา งมาก เหมาะกับการเปน หวั หนางาน และทาํ งานในสาขาวิชาชีพไดด ที สี่ ุด เปนคนสมบรู ณแ บบ หากเปน ตุลาการทานจะเทียบไดก บั “เปาบุนจิ้น” หมายเหตุ โดยปกตกิ ารประเมินตนเองมักมอี คติ ผปู ระเมนิ มกั ใหค ะแนนตนเองสงู กวา ความเปนจริง แตอยา งไรก็ดี การประเมินนีจ้ ะทําใหผ ูตอบแบบสาํ รวจเขา ใจและตระหนกั เร่ืองความซอ่ื ตรง รวู า ตนเองมีความบกพรอ งในเรอ่ื งใด เปนการทบทวนพฤตกิ รรมของ ตนเองในท่ีสุด 5.3 การจดั ทํา Integrity Scorecard ในท่ีนี้ใชแนวคิดของ The Global Integrity Index (http://report.global integrity.org /globalIndex.cfm) ซ่ึงเปนสถาบันที่ประเมินการมีอยูของกลไกการตอตานการทุจริตในนานา ประเทศมาปรบั ใช โดยมีหลักการสาํ คัญคือ 5.3.1 การมีอยูของกลไกในการเสริมสรางความซื่อตรง (existence) การมีกลไกความ ซื่อตรงของสาธารณชน ที่รวมกฎหมาย และสถาบันที่สงเสริมสํานึกรับผิดชอบของสาธารณชน และการลดการทจุ รติ 5.3.2 ประสทิ ธผิ ลของกลไกตา งๆ ในขอ 1 (effectiveness) 5.3.3 ชอ งทางการเขาถึงกลไกตา งๆของประชาชน (access) การมีกลไก (Existence) ความซ่อื ตรง (Integrity) การเขาถึง ประสิทธิผล กลไกได ของกลไก (Access) (Effectiveness) ภาพ 5.4 การวดั ความซ่ือตรงในระดับประเทศ 139  

สถาบันพระปกเกลา : การศกึ ษาเพื่อเสริมสรางความซอื่ ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศนู ยส ง เสริมและพฒั นาพลงั แผน ดินเชงิ คุณธรรม นัน่ คือประเมนิ ความซอื่ ตรงในระดบั ชาตจิ ึงพิจารณาจาก 1. การมอี ยขู องกลไกเสรมิ สรา งความซ่ือตรง ประกอบดวย - การมีกฎหมาย ระเบยี บที่เสริมสรางความซ่ือตรง ปอ งกนั การทุจรติ - การมีสถาบันทท่ี ําหนา ท่ีในการบงั คับใชก ฎหมาย - มกี ระบวนการทํางานอยา งชดั เจน เชน การตอ ตา นการทุจริต 2. ประสิทธิผลของกลไกเสริมสรางความซอ่ื ตรง ประกอบดว ย - การปอ งกันการแทรกแซงจากฝา ยการเมือง - การเปน อิสระขององคกรตา งๆ ในการแตงต้งั โยกยา ย ใหค ุณใหโทษ - การทํางานแบบมืออาชีพของผูเก่ียวของ มีความรูความสามารถตรงกับงานที่ทํา เพอื่ ทํางานไดจ ริง - การมที รัพยากรที่พอเพยี งและเหมาะสม เชน การมีเจาหนาที่ประจํา และการมี งบประมาณเพื่อการนัน้ - การมีการสืบสวนและการกําหนดโทษ ในกรณีผูประพฤติขาดความซื่อตรงและ กอ ผลเสียตอผูอนื่ และสงั คม 3. การเขาถงึ ไดข องสาธารณชน ประกอบดวย - การจดั ทํารายงานและเสนอตอสาธารณชน - การใหขอมูลขาวสารท่ีถูกตองแกสาธารณชน โดยเฉพาะผูมีสวนไดเสีย ภายใน เวลาที่เหมาะสม และคาใชจายทเี่ หมาะสม - ความงายในการเขาถึงขอ มลู ขาวสารของสาธารณชน ทั้งนี้การใหคะแนนในแตละขอจะตองมาจากการประเมินโดยคณะผูประเมินที่ ทาํ การศกึ ษาในเร่ืองนั้นๆ เพ่ือไดขอมูลมาประกอบการพิจารณาใหคะแนน ท่ีมีคะแนนเต็มขอ ละ 100 คะแนน ทั้งน้ีการพิจาณาคะแนน หากเปนเรื่องการมีกฎหมาย มีกลไก จะเปนการตอบคําถาม วา มี หรือไมมี หากมีจะได 100 คะแนน และไมม ี เปน 0 140    

สถาบนั พระปกเกลา : การศึกษาเพือ่ เสริมสรา งความซือ่ ตรงในสังคมไทย        เสนอ : ศูนยส ง เสรมิ และพฒั นาพลงั แผนดนิ เชงิ คุณธรรม   กรณเี ปน เร่อื งการปฏบิ ตั ิ คะแนนจะมีต้ังแต 0, 25, 50, 75 และ 100 คะแนน ในการใหคะแนนผปู ระเมินจะตองใหเ หตผุ ลในการประเมิน และมีขอมูลอางอิงได เมื่อ มีการประเมินเรียบรอยแลว ตองมีคณะกรรมการปริทัศนเพื่อมาพิจารณาความถูกตอง เหมาะสมของคะแนนทใี่ ห พรอ มพิจารณาจากหลักฐานหรือขอ มูลประกอบการใหค ะแนน ตวั อยางการพจิ ารณาคะแนน การเขา ถงึ ขอมูลขาวสาร ในทางปฏิบัติมีชองทางที่ประชาชนสามารถเขาถึงขอมูลขาวสารไดงายและในเวลา ทีเ่ หมาะสมเพยี งใด 100 75 50 25 0 100 คะแนน มีขอ มลู ทาง internet และประชาชนสามารถขอขอ มลู ไดแ ละไดรบั ใน เวลา 2 สัปดาห ไมมคี วามลาชา ในการดําเนินงาน และไดขอมลู ครบถว น 75 คะแนน มขี อ มูลแตต อ งใชเวลา 1-2 เดอื นในการไดร บั และบางคร้งั ใชเวลา มากกวานัน้ ขอ มลู บางอยางปกปด โดยไมมีเหตผุ ลเพยี งพอ 50 คะแนน มีขอมูล แตต องใชเ วลา กวา 2 เดือน -3 เดอื น และขอมูลสว นใหญ ปกปด โดยไมม ีเหตุผล 25 คะแนน ใชเวลาในการขอขอมลู มากกวา 4 เดอื น บางคร้ังลา ชา และขอมลู บางอยางมีการปกปด เพราะเหตุผลทางการเมือง และบางครง้ั ไม เปดเผยเพราะการใชดลุ พินิจท่ีเปน ไปเพื่อประโยชนทางการเมือง หรอื เพ่อื ประโยชนเ ฉพาะกลมุ 0 คะแนน ไมมีชอ งทางใหป ระชาชนเขา ถึงขอมูลไดเลย 141