Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 55นักการเมืองถิ่นเพชรบูรณ์

55นักการเมืองถิ่นเพชรบูรณ์

Description: เล่มที่55นักการเมืองถิ่นเพชรบูรณ์

Search

Read the Text Version

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ โลก, สยามรฐั สปั ดาหว์ จิ ารณ์ ปที ่ี 42 ฉบบั ท่ี 7,2538 ถงึ ฉบบั ท่ี 41 ได้เขียน ถึงเรื่องราวต่างๆ นับแต่ประวัติชีวิต ประวัติทาง การศึกษา ประวัติทางการเมือง การดำเนินชีวิตในทางการเมือง ตั้งแต่การใช้ชีวิตการเป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และการเมือง(ซึ่งเรียกขณะนั้น) การไปสมัครรับ เลือกตั้งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความเหนื่อยยากและอุปสรรคในการเดินทางว่ามีมากน้อย แค่ไหน จนถึงความอดทนในการหาเสียงและวิธีการหาเสียง ตลอดจนกลยุทธ์ในการหาเสียงเพื่อจะให้ได้มาซึ่งชัยชนะและ ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฏรจากในอดีตซึ่งต้องการให้ เข้าถึงชาวบ้าน การพบปะพูดคุยด้วยตนเองเน้นการเข้าถึง ประชาชน เป็นคนของประชาชนและเพื่อประชาชน ซึ่งแตกต่าง จากปัจจุบันที่คนเป็นผู้แทนมีมากมายที่ชาวบ้านไม่รู้จักไม่เคย เห็นหน้าตา การหาเสียงก็ผ่านหัวคะแนนและมีมากมานที่ใช้เงิน ในการชื้อเสียงเพื่อจะให้ได้มาซึ่งตำแหน่งแห่งอำนาจ ในบทความของสละ ลิขิตกุล นอกจากจะพูดถึงความ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของนายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์แล้ว ยังกล่าวถึงการดำเนินชีวิตในทางการเมือง การต่อสู้กับระบอบ เผด็จการทหาร การช่วยเหลือชาวบ้าน และงานทางด้าน การเมืองที่ต้องใช้ความอดทนความสามารถ และความสุขุม รอบคอบในการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดโดยการใช้สำนวน โวหารประกอบการบอกเล่าจากนายบุญเท่งอย่างสนุกสนาน และน่าติดตามอ่าน 36

ทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์ (ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์, 2517) เขียนหนังสือชื่อศิลปะเลือกตั้ง ซึ่งผู้เขียนได้เขียนขึ้นจาก ประสบการณ์ตนเอง เพื่อเป็นความรู้เกี่ยวกับผู้ที่สนใจ ในการเมืองและผู้ที่คิดจะสมัคร ส.ส. เป็นประสบการณ์ที่เขียน จากชีวิตที่คลุกคลีกับการเมือง และความผันแปรของประเทศ ชาติจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา ส.ส. แม้แต่สตรี การวางแผนการหาเสียงแบบ ประหยัด การวางแผนใช้เงินใน การหาเสียงและการอาศัยเงิน จากคนรวย การทับถมคู่ต่อสู้ การเลือกเบอร์ ผลการเลือกตั้ง ใบปลิว การยื่นเรื่องสมัคร การหาพรรคสังกัด การหาเวทีแสดง หรือการกล่าวปราศรัยโดยการอาศัยชั้นเชิง ทำอย่างไร จึงจะชนะ อุดมคติและงานในหน้าที่ของ ส.ส. ความมีเกียรติ ของ ส.ส. ประวัติการเมืองของไทย นับตั้งแต่ ร.ศ. 112 การเปลี่ยนแปลงการปกครอง การสละพระราชอำนาจและ ราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 การคุมการใช้จ่ายของรัฐสภา มาถึง สงครามไทยในอินโดจีน การบุกรุกประเทศของกองทัพญี่ปุ่น การกล่าวถึงและเปรียบเทียบรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ รัฐบาล นายปรีดี พนมยงค์ และรัฐบาลนายธำรงนาวาสวัสดิ์ ร.ท. จงกล ไกรฤกษ์ ยังได้กล่าวถึง แผนการเลือกตั้ง อย่างละเอียดในสมัยก่อน(ปัจจุบันนี้มีขอห้ามทำไม่ได้หลาย อย่าง) นับตั้งแต่การเตรียมตั้งทุน การจัดฉายภาพยนตร์ การแจกของใช้ต่างๆ การล้วงแผนการโกง การเลือกตั้ง การควบคุมตัว ส.ส. ที่เป็นตัวเก็งตลอดจนการพิมพ์ใบปลิวเพื่อ ใช้รณรงค์เลือกตั้ง 37

นักการเมืองถิ่นจังหวัดเพชรบูรณ์ เพี้ยน อันชูฤทธิ์ (เพี้ยน อันชูฤทธิ์; 2526) เอกสารวิชาการ สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้เขียนถึงสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรของไทยในปี พ.ศ. 2526 หรือ ส.ส. ไทย พ.ศ. 2526 กล่าวถึงการเลือกตั้งซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งของการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการ ปกครองตนเอง โดยอาศัยพรรคการเมืองเป็นกลไกทางการเมือง ในการเลือกสรรผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้ง เมื่อผู้สมัครของ พรรคการเมืองได้รับเลือกตั้งเข้าไปในสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองก็จะทำหน้าที่สำคัญในการจัดตั้งหรือร่วมกัน จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งโดยหลักการแล้ว พรรคการเมืองที่ได้เสียง ข้างมากจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล หรือเป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาล ในกรณีที่เป็นรัฐบาลผสม ซึ่งการเลือกตั้งพรรคการเมือง พรรคการเมือง คณะรัฐบาลและรัฐสภาจึงมีความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กัน ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ที่มาจากการ เลือกตั้งมักจะได้รับความนิยมจากคุณสมบัติส่วนตัวของ ส.ส. เอง ประชาชนส่วนมากยังไม่เข้าใจเรื่องพรรคการเมือง จึงเลือก ส.ส. โดยยึดถือคุณสมบัติส่วนตัวของ ส.ส. เป็นสำคัญ นั่นคือ การเลือกตัวบุคคลไม่นิยม การเลือกพรรคเพราะนโยบายของ พรรคที่จะนำมาบริหารประเทศนั้นมีความคล้ายคลึงกันเกือบ ทุกพรรคจนแยกไม่ออกว่าจะเลือกพรรคใด พรรคการเมืองของ ไทยจึงเป็นเพียงการรวบรวม ส.ส. เข้าไว้ในพรรคให้มากที่สุด เพื่อผลประโยชน์ในการเลือกตั้งเท่านั้นเอง โดยไม่ได้คำนึงถึง ตัวบุคคลว่าจะเป็นคนมีอุดมการณ์หรือไม่อย่างไร นอกจากจะเน้นที่ เนื้อหาของ ส.ส. ไทย พ.ศ. 2526 แล้ว ยังได้เขียนถึง ส.ส. ที่ควรจะกล่าวถึง ซึ่งผู้เขียนแบ่ง ส.ส. 38

ทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง ออกเป็น ส.ส. รุ่นต่างๆ เช่น ส.ส. รุ่นเก่า ส.ส. รุ่นกลางเก่า กลางใหม่ ส.ส. รุ่นใหม่ และส.ส. ปัจจุบัน แบ่งแยกเป็นตาราง ประกอบการเขียนเป็นตารางๆ โดยมีเนื้อหาโดยสรุป คือ ส.ส. ที่เป็นแกนนำและมีบทบาทสูง ส.ส. ที่ไม่ประสบผลสำเร็จในการ ได้รับ การเลือกตั้ง ส.ส. ที่ประสบความสำเร็จแต่ไม่ค่อยสมัคร รับเลือกตั้ง ส.ส. ที่ได้รับการเลือกตั้งเพราะความสามารถของ ตนเอง ส.ส. ที่ได้รับการเลือกตั้งเพราะพรรคการเมือง ส.ส. ที่ได้ รับการเลือกตั้งเพราะความมานะพยายามหลายครั้ง และ ส.ส. ที่ได้รับเลือกตั้ง เพราะบารมีเก่าหรือมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่ง ส.ส. รุ่นเก่าที่ได้รับการเลือกตั้งเพราะความสามารถ ของ ตนเองและปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่ท่าน และหนึ่งใน ส.ส. เก่าที่มีคุณสมบัติ ซึ่งผู้เขียนกล่าวถึง และยังมีชีวิตอยู่คะ นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ นายสวัสดิ์ คำประกอบ พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร นายไกรสร ตันติพงศ์ นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ คมกริช วัฒนาเสถียร (คมกริช วัฒนเสถียร, 2527) เขียน หนังสือชื่อผู้แทนทีเด็ด ซึ่งผู้เขียนเขียนจากประสบการณ์ชีวิต จริงเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร การวางแผนเลือกตั้ง การหาเสียง การซื้อเสียง กลเม็ดทีเด็ดและ กลโกงนานาประการ ซึ่งผู้เขียนได้คลุกคลีกับการเลือกตั้ง ผู้แทนราษฎรมาแล้วอย่างโชกโชน ทั้งในฐานะผู้สมัครและ ช่วยผู้อื่นหาเสียง เนื้อหาในหนังสือจะเริ่มตั้งแต่คนที่คิดจะสมัคร ผแู้ ทน จะเขา้ พรรคการเมอื งไหน จะสมคั รทไ่ี หน ศนู ยอ์ ำนวยการ เลือกตั้งเป็นอย่างไร แผนการเลือกตั้ง ใบปลิวหาเสียงหัวคะแนน และรถหาเสียงที่จะใช่แห่การซื้อเสียง การประเมินผลว่า ใครจะได้เป็นผู้แทน หน้าที่ของผู้แทนราษฎรพึงจะทำทั้งต่อ 39

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคการเมืองที่ตนเองสังกัด ต่อประเทศชาติต่อประชาชนที่ตน ได้รับมอบหมายมา ยุพา วงศ์ไชย (ยุพา วงศ์ไชย,2538) เขียนสารคดีชื่อ กว่าจะได้เป็นคุณนาย ส.ส. เป็นเรื่องที่เรียบเรียงมาจาก ประสบการณ์ของผู้เขียนทั้งหมดในช่วงที่เข้าไปคลุกคลีกับ เส้นทางสายการเมืองในฐานะภรรยานักการเมืองที่ก่อนจะได้รับ การเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื้อหาบอกถึง เบื้องหน้า – เบื้องหลัง ของการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรอย่างรู้จริง –เห็นจริง ทั้งพฤติกรรมและพฤติการณ์ต่างๆ ของผู้สมัครรับการเลือกตั้งที่คนทั่วไปไม่เคยสัมผัสด้วยตนเอง พร้อมทั้งแง่คิดและมุมมองของผู้เขียนที่แสดงถึงแนวทางของ ระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน ไกรสร ตันติพงศ์ (ไกรสร ตันติพงศ์,2540) ได้เขียน หนังสือชื่ออำนาจที่ยิ่งใหญ่คืออำนาจปกครองประเทศ ผู้เขียนขึ้นจากการบอกเล่าเหตุการณ์โดยผู้รู้ ผสมผสานกับ ประสบการณ์ในชีวิตความเป็น ส.ส. เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2500 ถึง ปี 2531 ประสบการณ์ขณะตำรงตำแหน่ง รมช.กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ การแสวงหาอำนาจของนักการเมือง เพื่อจะให้ได้ มาซึ่งอำนาจที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ อำนาจการปกครองประเทศ ซึ่งประชาชนจะต้องให้ความสำคัญต่อนักการเมืองและ พรรคการเมือง จะต้องรู้จักนักการเมือง และพรรคการเมือง อย่างลึกซึ้ง ก่อนที่จะมอบอำนาจอันยิ่งใหญ่ให้กับนักการเมือง เพราะว่าโลกไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ล้วนแต่มี 40

ทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ความผูกพันกับบทบาทของนักการเมืองทั้งสิ้น ประเทศชาต ิ จะเจริญก้าวหน้า จะซงักงัน หรือจะถดถอย ล้วนแต่นักการเมือง ทั้งสิ้น นักการเมืองที่ดีหรือด้อยคุณภาพ และขาดคุณธรรม คือ จริยธรรมในทางการเมืองนั่นเอง ผู้เขียนได้กล่าวถึงการ เปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ และภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยหลัง สงครามโลกครั้งที่ 1 ผลกระทบของสงครามที่เกิดกับประเทศ ไทย การปกครองลัทธิชาตินิยม ตลอดจนเสรีภาพและ ประชาธิปไตย สิ่งที่นักการเมืองที่ยิ่งใหญ่จะต้องคำนึกคือ ความอยู่รอดของประเทศชาติเหนือสิ่งอื่นใด นอกจากนั้นผู้เขียน ยังกล่าวถึงการรวมพลังปัญญาในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติ การแย่งชิงอำนาจกันเองของคนไทย การยึดอำนาจการปกครอง ประเทศโดยทหาร อันนำไปสู่ระบอบเผด็จการ และการใช้ มาตรา 17 มาปกครองประเทศในยุคของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ การปฏิวัติรัฐประหารเพื่อแย่งชิงอำนาจซึ่งกันและกัน จนถึงการปฏิวัติโดยนักศึกษาและประชาชนเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ทำให้ได้มาซึ่งรัฐบาลพระราชทาน คือสมัย นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้เขียนลำดับ เหตุการณ์และเรื่องราวสำคัญๆ ไว้อย่างเป็นระบบ ยกอุทาหรณ์ มาเป็นตัวอย่างอุปมาอุปไมยให้ผู้อ่านได้เห็นภาพและติดตาม เช่น ยุคไล่คนเข้าป่าในสมัยนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายก- รัฐมนตรี คนหนุ่มสาวมากมาย ที่หลบหนีจากการบุกถล่ม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พกเอาความแค้นที่เห็นเพื่อนตาย ต่อหน้าต่อตามุ่งเข้าป่าเพื่อควานหาผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต ์ มาเป็นพันธมิตร ท่ามกลางหยาดน้ำตาของบิดามารดาและ เพื่อนฝูงคนไทยแยกหมู่ แยกพวก ทำสงครามห้ำหั่นกันเพื่อแย่ง 41

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ ชิงอำนาจ ตรงกับช่วงที่คอมมิวนิสต์ถือโอกาสยึดครอง เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ผู้เขียนได้กล่าวถึง นโยบาย 66/ 2523 คือการนำเอานโยบายทางการเมืองนำหน้าการทหาร การก้าวลงจากหลังเสือหรือจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อย่างสง่างาม มาจนถึงรัฐบาลนาย อานันท์ ปันยารชุน หรือผู้ดีรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นรัฐบาล ที่สืบทอดอำนาจของ รสช. จนเข้าสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ประกาศพระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศในวันที่ 22 มีนาคม 2535 รัฐบาล นายอานนั ท์ ประกาศแตง่ ตง้ั องคก์ รกลางตดิ ตามดแู ลการเลอื กตง้ั เพื่อเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม มีการประกาศเชิญชวนให้ ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และไม่ให้มีการซื้อสิทธิขายเสียง ให้ได้ผู้แทนราษฎรที่มาจากความนิยมอย่างแท้จริง แต่ผลการ เลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2535 กลับปรากฏว่า การเลือกตั้งมีการใช้เงินกันอย่างมากมาย นักวิชาการและ ธนาคารพาณิชย์บางแห่งประเมินว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้ เงินในการเลือกตั้งมากกว่าทุกครั้ง องค์กรกลางเหมือน เสือกระดาษ ไม่สามารถควบคุมการซื้อสิทธิขายเสียงได้ ผู้แทน ราษฎรเกินกว่าครึ่งใช้เงินในการหาเสียง และซื้อตำแหน่ง เงินเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกผู้แทนราษฎร ประชาชนบาง ท้องที่มีคำขวัญว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” นี่คือประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อนักธุรกิจเข้ามามีบทบาททาง การเมือง จึงเกิดเป็นธุรกิจการเมืองจึงมีคำพูดว่า “ถอนทุน” ดังหนาหู และในที่สุดก็ถึงยุคของรัฐบาลนายชวน นายบรรหาร 42

ทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง และพลเอก ชวลิต ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาเป็นรัฐบาลภายในช่วง ระยะเวลาอันสั้น ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลและการเมือง ภายในประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศประสบกับภาวะ วิกฤติถึงขั้นที่รัฐบาลประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว และการเอา ประเทศชาติไปพึ่งพาเงินระหว่างต่างประเทศ ซึ่งผู้เขียน ได้บรรยายแสดงถึงความรู้สึกต่อผลกรรมของประชาชนที่ตนเอง เป็นผู้ก่อ ซึ่งนั่นก็คือ “เงินไม่มา กาไม่เป็น” หรือผลจากการ ชื้อสิทธิขายเสียงและการสมยอมทางการเมืองไทย ในตอนสุดท้ายผู้เขียนได้เขียนถึงเรื่องสุขภาพ และ ธรรมมะสำหรับนักการเมือง รัฐธรรมนูญที่น่าจะเหมาะสม สำหรับประเทศไทยในอนาคต เพราะฉะนั้นหนังสือของ นายไกรสร ตันติพงศ์ นักการเมืองผู้คร่ำหวอดผู้นี้ จึงเป็นหนังสือ ที่ค่าควรแก่การค้นคว้าหาความรู้เรื่องของการเมืองไทย เป็นอย่างยิ่ง บริบทการหาเสียงเลือกตั้งตามมุมมองและแนวคิด ในการหาเสียงเลือกตั้งของ ศ. ดร.สุรพงษ์ โสธะเสถียร ได้สรุป รปู แบบการโฆษณาในรปู แบบทแ่ี ตกตา่ งกนั ไปตามการพฒั นาการ การเมืองแต่ละท้องถิ่น ว่ากันตามจริงคือ พรรคการเมืองไหนที่มี ฐานเสียงอยู่จังหวัดนั้นก็จะเอื้อประโยชน์ให้ตัวนักการเมืองและ พรรคเป็นอย่างมากในการหาเสียง การโฆษณาหาเสียงจึงกลาย เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการช่วงชิงอำนาจและความได้มาเพื่อสนอง ความต้องการของนักการเมืองและพรรค จนทำให้เกิดความไม่ เสมอภาคในการดำเนินการซึ่งผู้มีอำนาจทางชนชั้นการเมือง มีพวกพ้องและมีเงินมักจะได้เปรียบชนชั้นที่อ่อนด้อยกว่าใน 43

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ เรื่องเหล่านี้ การสื่อสารจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นและบ่งบอกให้ ประชาชนรู้ในสิ่งที่ตัวเองนำเสนอ รูปแบบของการสื่อสารมักออกมาในรูปแบบการโฆษณา เพราะต้องการให้ประชาชนเข้าใจ โดยชูนโยบายตรงกับความ ต้องการของประชาชนเพื่อให้ประชาชน พอใจและเลือกตน เข้าไปบริหารประเทศและจัดตั้งรัฐบาล การหาเสียงจึงเหมือน การขายสินค้า นโยบายคือ สินค้าที่นำเสนอ ในการหาเสียง มักนำหลักการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การตลาดแบบ บูรณาการมาประยุกต์โดยทำทุกวิถีทางให้ประชาชนเข้าใจว่า นี่คือ พรรค เป็นตัวแทนสัญลักษณ์ ตรา ยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็นการ รับสมัครสมาชิก พรรค โดยแจกเสื้อที่มีโลโก้และสัญลักษณ์ให้ สมาชิกทุกคนเพื่อให้ประชาชนรู้ว่า นี่คือ ชื่อพรรค นี่คือ สัญลักษณ์ของพรรค หรือ แล้วแต่กุศโลบายของแต่พรรคที่จะ นำมาใช้ สรุปง่ายๆ พรรคคือ ตัวแทน สัญลักษณ์ ตรา ยี่ห้อ นักการเมือง คือ สินค้า ประชาชน คือ ผู้บริโภค ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวางแผนการตลาดและเจาะกลุ่ม เป้าหมาย โดยระดมทั้งกำลังสมองและกำลังทรัพย์ ผ่านรูปแบบ ต่างๆ ของการสื่อสารไม่ว่าทางใด เพื่อให้ ประชาชนสนใจซื้อ และเลือก พอใจในตน จึงจำเป็นต้องมีผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญและ วางแผนในรูปแบบของตลาดการเมือง จะเห็นว่า การเลือกตั้ง มีการพัฒนาปฏิรูปในปีทศวรรษที่ 90 ทั่วโลกเกิดกระแสการ ปฏิรูปการเมืองการปกครอง เมื่อโซเวียตรัสเซียล่มสลาย จึงมี การคัดเลือกผู้ปกครองผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ไม่ว่า ญี่ปุ่น แม้กระทั่งไทย เพราะปัญหาจากการทุจริตในการเลือกตั้งและ 44

ทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่โปร่งใสในการปกครอง การปฏิรูปการเมืองที่ง่ายและเห็น รูปธรรมที่สุด คือ การเข้าไปปฏิรูปที่เป็นปัจจัยของระบบ การเมืองนั่นหมายถึง กระบวนการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งประเทศ ไทยได้นำวิธีการเลือกตั้งแบบวุฒิสมาชิกแบบเก่าที่ญี่ปุ่นยกเลิก มาเป็นแม่แบบกระบวนการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกไทยในปัจจุบัน และนำบางส่วนที่มาจาก การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสภาผู้แทนของ เยอรมันมาใช้ การเลือกตั้งจึงประกอบด้วย 2 ส่วนคือ กระบวนการ เลือกตั้ง กระบวนการโฆษณาหาเสียงซึ่งแยกออกจากกันไม่ได้ ดังนั้นการปฏิรูปการเมืองจึงผ่านการปฏิรูปรัฐธรรมนูญจึงเป็น โครงสร้างส่วนบนเสียส่วนใหญ่ที่กำหนดมาจากฐานความคิด คนแทนที่จะแก้ไขส่วนล่างที่เกี่ยวกับประชาชนโดยตรง รัฐธรรมนูญที่ดีควรมีความเป็นจิตใจของรัฐและเข้าถึงประชาชน ให้ประชาชนเข้าใจโดยง่าย สูตรการเลือกตั้งการเมือง จึงประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การจัดตั้ง ตามรูปแบบวิธีการลง คะแนนเสียงอย่างมีแบบแผนซึ่งแตกต่างกันมี 4 วิธี คือ 1. การเลือกตั้งที่อาศัยเสียงส่วนใหญ่หรือพหุนิยม (marjority plurality system) คือ ผู้ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจะได้ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงคนเดียว 2. แบบการเลือกตั้งผู้มีชัยชนะหลายคนหลายที่นั่ง (mulit-seat system) แบบนี้กาได้หลายเบอร์ตามจำนวนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในเขตนั้นมักจะเรียงตามลำดับความสำคัญ 3. แบบการเลือกตั้งที่ไม่สามารถโอนคะแนนเสียงได้ (nontransferable notion system-ntv) มีสิทธิเลือกได้คนเดียว 45

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่ลงรับสมัครได้หลายคน ประเทศไทยได้นำมาใช้ในระบบ วุฒิสภา 4. แบบสมาชิกสภาผู้แทนแบบสัดส่วน (propovienal representation system) เน้นการเลือกพรรคการเมือง พรรค เลือกคน ประชาชนเลือกพรรค โดยการเลือกตั้งแยกจำแนกตามพื้นที่ มีดังนี้ คือ 1. ขนาดเล็กที่นั่งเดียว 2. ขนาดกลางหลายที่นั่ง 3. ขนาดใหญ่ เขตเลือกตั้ง มีหลายสิบที่นั่งแบ่งได้ 2 ประเภท คือ ภูมิภาค และระดับประเทศ ในแบบบัญชีรายชื่อของไทยและเยอรมัน การเลือกตั้งแบบพหุนิยมส่วนใหญ่มักมีการเลือกตั้ง แบบเขตเดียวเบอร์เดียว เป็นการเลือกตั้งแบบใหญ่เรียกว่า แบบรวมเขต จึงจะเห็นได้ว่า พรรคที่มาจากชัยชนะการหาเสียง ด้วยการแสดงความชัดเจนประชาชนจะมองภาพออกและได้รับ การไว้วางใจจากประชาชนจัดตั้งรัฐบาล ส่วนการเลือกตั้งแบบ บัญชีรายชื่อ นโยบายของรัฐจะมาจากส่วนผสมของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรค จึงจะเห็นได้ว่าระบบ การเมืองไทย มักมีการฮั้วและจัดสรรตำแหน่งกัน โดยอาศัยใน รูปแบบการสื่อสารในภาพของการโฆษณาที่คำนึงถึงแต่ การตลาด อาจจะทำในรูปแบบการวิจัย ชุมชน กลุ่มเป้าหมาย การควบคุม และยังต้องมีทุนเพื่อชัยชนะ การสร้างภาพลักษณ์ การเมืองจึงมีนายทุนเข้าแทรกแซงสนับสนุนปัจจัยด้าน การลงทุนจนทำให้เกิดความผุกร่อนทางการเมืองขึ้นมา ซึ่ง กจิ กรรมเหลา่ น้ี มกั มาในรปู แบบ ใบปลวิ คำปราศรยั ออกอากาศ สถานีวิทยุหรือโทรทัศน์ หรือแม้แต่โจมตีฝ่ายตรงข้ามเพื่อ 46

ทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง ชัยชนะตัวเอง การหาเสียงด้วยการโฆษณาในปัจจุบันจึงต้อง กำหนดและการรักษาภาพลักษณ์สัญลักษณ์ของพรรคเพื่อให้ อยู่ในใจประชาชนโดยอาศัยสื่อ จึงจำเป็นที่ต้องเตรียมความ พร้อมโดยจัดวางตัวผู้สมัคร ว่าผู้ใดควรลงเขตไหน มีฐานเสียง อยู่ที่ไหน ด้วยความเหมาะสม และต้องรู้จักจัดสรรงบประมาณ ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง จนถึงช่วงเวลาประกาศวันเลือกตั้ง ตามห้วงเวลาที่พระราชกฤษฎีกากำหนด โดยส่วนใหญ่มักเสนอ ผลงานในอดีต มีบางคน บางลักษณะที่ลงเลือกตั้งแบบฐาน อำนาจเดิม ตามระบบอุปถัมภ์ หรือระบบเส้นสาย กรอบแนวคิดในการโฆษณาเลือกตั้ง จะสังเกตได้ว่า นักการเมืองไทยด้อยคุณภาพลงทุกวัน ซึ่งส่วนนี้เราอาจได้มา จากการซื้อเสียง แจกเงิน โจมตี ฝ่ายตรงข้าม หรือเราได้รับข่าว สารเพียงด้านเดียว แนวคิดการโฆษณาหาเสียงมี ประเด็น ดังต่อไปนี้ คือ - บทบาทและความสำคัญในการโฆษณาหาเสียง รัฐธรรมนูญได้บัญญัติและให้ความสำคัญของการโฆษณา หาเสียงโดยการห้ามให้มีการโฆษณาหาเสียงสำหรับการ เลือกตั้งวุฒิสภาเท่านั้น การเมืองไทยทั่วไปจึงมีการแข่งขันกัน อย่างเข้มข้น สื่อมวลชนจึงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข่าว เพราะสื่อมวลชนสามารถใส่ความคิดเห็นของตัวเองในการ นำเสนอได้ - พรรคการเมืองและนักการเมืองจึงต้องมีอุดมการณ์ ไปในทิศทางเดียวกัน 47

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ - ปัจจัยแวดล้อมในการหาเสียง คือ อิทธิพลของ นักการเมือง พรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้ง เงิน สภาพแวดล้อม หรือแม้กระทั่งผู้รับข่าวสารจากสื่อ เหมือนกับว่า พรรคใหญ่อยู่นาน ค่านิยมดี มักจะได้เปรียบ ซึ่งเป็นมาตรฐาน ของพรรคที่คนนิยมชมชอบอย่างต่อเนื่องยาวนานจึงได้เปรียบ - ตลาดการเมืองเรื่องการเลือกตั้ง คือ การเปรียบเทียบ ประเด็นนโยบายของผู้สมัคร นโยบายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ได้ตลอดเวลาและมองไม่เห็นคือ เราได้บริโภคหรือเลือกเข้าไป ในสภาเป็นเรื่องของปรัชญาและอุดมการณ์ - การสื่อสารทางการเมืองคือหัวใจที่สำคัญของระบบ ประชาธิปไตย ในหลายด้าน เช่น การวางแผน การหาเสียง การประสานงานโดยต้องดำเนินไปและอยู่ภายใต้การกำกับของ กฎหมายเลือกตั้งด้วย - ขั้นตอนในการโฆษณาหาเสียง ต้องอาศัยเทคนิค พรสวรรค์ของผู้สมัครซึ่งจะต้องรู้เรื่องก่อนกฤษฎีกา ในการ เลือกตั้ง ในเวลาการเลือกตั้ง หลังการเลือกตั้ง โดยผู้สมัคร ต้องได้รับการยอมรับความเห็นชอบของพรรคโดยทำเป็น ขั้นตอน โดยมีพรรคระดมกำลังทางสมอง เป็นที่ปรึกษาตลอด โพลจากสถาบันต่างๆ - ตัวผู้สมัครต้องมีลักษณะที่โดดเด่น ในการใช้ภาษา ท่าทางที่สุภาพ บุคลิกภาพที่ดี พูดชักจูงให้คล้อยตาม และสร้าง ความน่าเชื่อถือสามารถกำหนดกุมคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง เพื่อสร้างค่านิยมให้ตัวเอง ชี้ให้เห็นอุดมการณ์ การสร้าง การสื่อสารจึงถือได้ว่าเป็นอีกช่องทางของการโฆษณานอกจาก 48

ทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การเดินหาเสียงหรือติดป้ายโฆษณา การปราศรัยเสียงต่อ สาธารณชน ต้องคำนึงถึงสิ่งดังนี้ 1. การตัดสินใจที่จะปราศรัย ประโยชน์ที่จะได้ กลุ่มใคร ฟัง ขอบเขตการพูด ต้องรู้ภูมิหลังและรสนิยมของผู้ฟัง โดยลงทุนน้อยแต่ให้ได้คะแนนเสียงมากที่สุด 2. ต้องเตรียมเนื้อหา ประเด็น ซักถาม ให้เหมาะสมกับ เวลา และพูดให้เห็นเนื้อหาที่มาที่ไปอย่างชัดเจน 3. การเขียนคำปราศรัย ต้องเกี่ยวข้องกันและมีความ ต่อเนื่อง ชัดเจนทำให้ผู้ฟังรู้จักผู้สมัครเป็นอย่างดี เข้าถึงความ ต้องการของประชาชน ต้องมีการตรวจสอบร่างให้ละเอียดและ จัดลำดับคำพดู เป็นขั้นตอน 4. การมอบหมายให้ผู้อื่นปราศรัยแทนมีข้อดีคือ ตัวแทนกล่าวยกย่อง เชิดชู ตัวเราเองได้ เพราะตัวแทนสามารถ ทำได้ในสิ่งที่เราทำไม่ได้หรือไม่สมควร 5. รูปแบบในคำปราศรัย ต้องเกี่ยวข้อง มีความต่อเนื่อง ชัดเจน และต้องถูกกาลเทศะและให้เกียรติสถานที่พร้อมกับรู้จัก กล่าวคำขอโทษเมื่อเกิดความผิดพลาด 6. ในรูปแบบของคำปราศรัยต้องดูสถานที่อีกด้วย การปราศรัยนอกเหนือจากคำพูดแล้ว ยังอาศัยการสื่อสาร ระหว่างบุคคล เช่น การเดินเคาะประตูบ้านเพื่อแนะนำตัว เป็นต้น 7. การโต้วาที (debates) ประกอบด้วย การเผชิญหน้า ของผู้โต้วาที ต่อหน้าผู้รับฟังและสาธารณะชนโดยมีเวลา 49

นักการเมืองถิ่นจังหวัดเพชรบูรณ์ ญัตติที่กำหนด ระหว่างการโต้วาที ต้องทำให้ผู้ฟังมองเห็น ประเด็นปัญหาและเห็นจุดขายตามภาพลักษณ์ตัวเอง เพื่อเพิ่ม ความนิยมให้ผู้สมัครและเพิ่มกลุ่มผู้สนับสนุน 8. การโฆษณาเสียงผ่านสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ ป้ายหาเสียงเป็นสิ่งที่มีราคาแพงในแง่การผลิต ไม่รวมต้นทุน ทางความคิด สื่อที่ดีควรนำแนวคิด และภาพลักษณ์ของตัว ผู้สมัครเองสู่มวลชนได้ การจัดทำแผนโฆษณาเป็นหัวใหญ่ของ กระบวนการหาเสียง โดยต้องคำนึงถึงงบประมาณ ต้นทุน ทรัพยากรซึ่งแล้วแต่กลยุทธ์ เช่น โหมโฆษณา เพราะยังไม่ค่อย เป็นที่รู้จัก บางครั้งต้องสร้างความจดจำเป็นม้าตีนปลาย โหมตอนสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง หรือโฆษณาแบบเสมอต้น เสมอปลาย ซึ่งใช้งบประมาณมากในการโฆษณา จึงจำเป็นต้อง จับประเด็นที่สังคมสนใจ หรือผ่านกระบวนการทดลองเพื่อนำ ไปปรับปรุงแก้ไขปรับปรุงกลยุทธ์ในการหาเสียง การโฆษณา หาเสียงผ่านสื่อส่วนมากจึงเป็นเรื่องนโยบายและการบริหารงาน ของพรรค อาจมีเรื่องการหยิบยกโครงการที่ได้รับการยอมรับ จัดสถานที่ให้ดูว่านักข่าวกับผู้สมัครดูใกล้ชิดกัน ซึ่งอาจจะมี เรื่องการขอโทษ การโจมตี หรือ ประเด็นขอให้ผู้สื่อข่าวยุติ การนำเสนอประเด็นนี้ หรือแม้แต่การมองหาคนร่วมรับผิดชอบ การวางภาพลักษณ์ เริ่มจาก คลินตัน หลังปี 1992 โดยการใช้ โทรศัพท์ หรือการออกโทรทัศน์ โดยให้โทรเข้ามา ในรายการเพื่อเรียกกระแสนิยม ดังนั้นศิลปะในการสร้าง ภาพลักษณ์จึงจำเป็นและเป็นหัวใจในการหาเสียงซึ่งอาศัย วัตถุทางการเมืองซึ่งอาจมาจากภาพลักษณ์ที่ดีและไม่ดี จนทำให้เป็นที่รู้จัก คือภาพลักษณ์อาจเป็นลาของพรรค 50

ทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ภาพลักษณ์อาจเป็นช้างของพรรค ในการหาเสียงใช้หลัก แนวคิดธุรกิจโฆษณาคือ จุดยุทธศาสตร์การตลาดที่เป็น มาตรฐาน มีการวิจัยตลาดชุมชน มีความคาดหวังความ ต้องการมีการโฆษณาหาเสียงในรูปแบบอุดมการณ์ที่เป็น คุณลักษณะตราสินค้า รู้จักรูปแบบการตลาด ในการโฆษณา หาเสียงควรทำอย่างต่อเนื่องแม้จะได้รับการเลือกตั้งแล้ว เพราะอาจจะทำให้คะแนนเสียงลดลงจากการปรับตัวเรียนรู้งาน หรือกระแสสังคม กลยุทธ์ในการวางภาพลักษณ์ ต้องอาศัย การโน้มน้าวข้อเท็จจริง การป้องกันตัวเอง แม้แต่ส่งผลทางลบ ในการโจมตีผู้อื่นมากเกินไปจนทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย การเมือง สัญลักษณ์การเมืองโดยหลักการสื่อสารจึงเป็นเรื่องที่ เฉพาะตัวนักการเมืองสร้างไม่ว่าด้านใด โดยสรุปการเลือกตั้ง ประกอบด้วย 2 ระบบคือ อาศัยตลาดการเมืองว่าด้วยผู้ใช้สิทธิ เลือกตั้งเป็นผู้บริโภคโดยเจ้าของสินค้าต้องสร้างแรงจูงใจต่างๆ เพื่อลงคะแนนให้ อาศัยแบบระบบชนชั้นซึ่งเป็นแนวคิดแบบ ดั้งเดิมประชาชนใช้สิทธิ โดยอำนาจอธิปไตยโดยเลือกผ้ปู กครอง ความเข้าใจและการให้ความสำคัญในแนวคิดการโฆษณาต้อง คำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมพื้นฐานทางภาษาและสร้างภาพลักษณ์ โดยการสื่อสารเพื่อให้เกิดจดจำไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม หลักการบริหารแบบ posdcorbของ ลูเธอร์ คูลิค luther gulick คือ P palnning หมายถึง การวางแผน O organizing หมายถึง การจดั องคก์ ร S staffing หมายถงึ การจดั การเกย่ี วกบั การบคุ คล ในองค์กร D directing หมายถึง การอำนวยงาน Co coordinating หมายถึง การประสานงาน R reporting หมายถึง การรายงาน B budgeting หมายถึง งบประมาณ 51

บ3ทท ่ี ผลการศึกษา ข้อมูลทั่วไปจังหวัดจังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่าง แวดล้อมไปด้วยพื้นที่ป่าเขาเขียวขจี มีลักษณะภูมิประเทศ มีทัศนียภาพสวยงามไม่ว่าจะเป็นเขาค้อหรืออุทยานแห่งชาติ น้ำหนาว ทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ คือ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพซึ่งได้รับรางวัล Thailand Tourism Award ประจำปี 2543 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวทาง วัฒนธรรมโบราณสถานยอดเยี่ยม รวมไปถึงอาหารขึ้นชื่ออย่าง ไก่ย่างวิเชียรบุรี ขนมจีนหล่มเก่าและผลไม้ยอดนิยมของจังหวัด คือ มะขามหวานเมืองเพชรบูรณ์และลูกเสาวรส เมืองเพชรบูรณ์ ถูกสันนิษฐานว่าสร้างมา 2 ยุค ยุคแรกสมัยสุโขทัยหรือ

วิธีดำเนินการวิจัย พิษณุโลกเป็นเมืองหลวงซึ่งสังเกตได้จากแนวกำแพงเมือง ซึ่งมี ลำน้ำไว้กลางเมือง และยุคสองสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช มีป้อมและกำแพงก่อด้วยอิฐปนศิลาสัณฐานคล้าย เมืองนครราชสีมาแต่เล็กและเตี้ยกว่าเอาแม่น้ำไว้กลางเมือง เหมือนกัน เมืองเพชรบูรณ์ที่สร้างทั้งสองยุคนี้ สร้างไว้สำหรับ ป้องกันข้าศึกซึ่งจะยกทัพมาจากฝ่ายเหนือ ส่วนชื่อเดิมของ เพชรบูรณ์คือ “เพชรบุร” (เพด-ชะ-บุ-ระ) หรือ “พืชปุระ” อันหมายถึงเมืองแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร ขนาดและที่ต้ัง จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นจังหวัดที่มีแนวเขตติดต่อระหว่าง ภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางเส้นรุ้งที่ 16 องศาเหนือกับเส้นแวงที่ 101 องศาตะวันออกมีพื้นที่ประมาณ 12,668.416 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,917,760 ไร่ ส่วนที่ กว้างที่สุดของจังหวัด จากด้านตะวันออกถึงตะวันตก กว้าง 55 ก.ม.ส่วนที่ยาวที่สุดวัดจากเหนือสุดถึงใต้สุด ยาว 296 กม. สูงจากระดับทะเล ประมาณ 114 เมตร อยู่ห่างกรุงเทพ 346 ก.ม. ตามทางหลวงหมายเลข 21 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดท้ัง 4 ด้าน ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดเลย ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดลพบุรี ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดขอนแก่นและชัยภมู ิ 53

นักการเมืองถิ่นจังหวัดเพชรบูรณ์ ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดพิษณุโลก นครสวรรค์ และพิจิตร สภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพภูมิประเทศทั่วไปของจังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบ ด้วยภูเขาเพชรบูรณ์ เป็นรูปเกือกม้า รอบพื้นที่ด้านเหนือของ จังหวัด เป็นแนวขนานกันไปทั้งสองข้าง ทิศตะวันออกและ ทิศตะวันตก คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ทั้งหมด มีพื้นที่ราบอยู่ตอนกลางและอำเภอด้านใต้ของจังหวัด เป็นพื้นที่ลาดชันจากเหนือลงใต้ มีพื้นที่ป่าไม้ 3,624,830 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 45.78 มีแม่น้ำ ป่าสักเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่สุด ของจังหวัดไหลผ่านตอนกลางของจังหวัดจากทิศเหนือไปทิศใต้ ยาวประมาณ 350 กิโลเมตร ต้นน้ำเกิดจากภูเขาผาลาใน จังหวัดเลยมีห้วยลำธารหลายสายเกิดจากภูเขาเพชรบูรณ์ แม่น้ำป่าสักไหลผ่านอำเภอหล่มเก่า อำเภอหล่มสัก อำเภอ เมือง อำเภอหนองไผ่ อำเภอ บึงสามพัน อำเภอวิเชียรบุรี และ อำเภอศรีเทพเนื่องจากพื้นที่จังหวัด มีภูเขาล้อมรอบจึงทำให้ อากาศร้อนจัดในฤดูร้อน หนาวจัดในฤดูหนาว โดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอน้ำหนาว เขาค้อ และหล่มเก่าจะมีอากาศหนาวที่สุด และบนพื้นที่ภูเขาจะมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี ในฤดูร้อนและ ฤดูฝนจะมีอุณหภูมิ 20-24 องศา ฤดูร้อนเริ่มในเดือนมีนาคมถึง เมษายน ฤดูฝนเริ่มเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม และฤดูหนาว ในเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี ที่มา : http://www.phetchabun.go.th/history/history08.php 54

วิธีดำเนินการวิจัย ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม 1. แหล่งน้ำธรรมชาติ ประกอบด้วยแม่น้ำป่าสัก ลุ่มน้ำเชิญ ลุ่มน้ำเข็ก ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสายต่าง ๆ 2. ป่าไม้ในจังหวัดเพชรบูรณ์มีเนื้อที่ 2,006.51 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 100.00 ของพื้นที่จังหวัด เป็นป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 13 แห่ง อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 2 แห่ง เขตห้ามล่าสัตว์ป่า 2 แห่ง สวนรุกขชาติ 3 แห่ง วนอุทยาน 1 แห่ง สามารถจำแนกตามเขตการ ใช้ประโยชน์ ทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ ได้แก่ เขตเพื่อการอนุรักษ์ เขตเพื่อ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เขตพื้นที่เหมาะสมแก่การเกษตร คิดเป็นร้อยละ 58.59 28.67 และ 6.67 ของพื้นที่ป่าไม้ทั้งหมด ตามลำดับ ที่มา : http://www.phetchabun.go.th/history/history08.php วิสัยทัศน์และยุทธ์ศาสตร์การพัฒนาจังหวัด วิสัยทัศน์กลุ่มจังหวัด ศูนย์กลางบริการสี่แยกอินโดจีน ยุทธ์ศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด พัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลาง บริการสี่แยกอินโดจีนแห่งเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว เป้าประสงค์ 1. เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมในกลุ่มจังหวัด ภูมิภาค และต่างประเทศ เพื่อใช้ศักยภาพแหล่งที่ตั้งและความพร้อมของ โครงสร้างบริการพื้นฐานที่มีอยู่สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่เชื่อมโยง กับเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน 55

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ 2. พัฒนาและอนุรักษ์เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิง นิเวศน์และประวัติศาสตร์ร่วมยุค รวมทั้งการพัฒนาระบบข้อมูล ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดเพื่อสร้างรายได้ทั้งด้าน การท่องเที่ยวและหัตถอุตสาหกรรม 3. เป็นศูนย์พัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างศักยภาพการผลิต และการบริการที่ประทับใจ 4. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มพูน มลู ค่าสินค้าเกษตร 5. เป็นจุดรองรับและประสานการเชื่อมโยงการค้า ชายแดน 6. มีการบริการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ กลยุทธ์ 1. พัฒนาระบบคมนาคมเครือข่าย 2. พัฒนาระบบการกระจายสินค้า (Logistics) 3. พัฒนาระบบข้อมลู แหล่งท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดฯ 4. ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดฯ 5. พัฒนาเส้นทางคมนาคมสู่แหล่งท่องเที่ยวและพัฒนา แหล่งท่องเที่ยว 6. พัฒนาสินค้า หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) 7. ส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมร่วมกันระดับภูมิภาค ระดับชาติ และนานาชาติ 56

วิธีดำเนินการวิจัย 8. พัฒนาบุคคลากรด้านการผลิตและการบริการ 9. พัฒนากระบวนการผลิตและการแปรรูปเพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่ม 10. พัฒนาคุณภาพการผลิตและปลอดจากสารพิษ 11. จัดกระบวนการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มวามเข้มแข็ง กลุ่มเกษตรกร 12. ส่งเสริมการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งกลุ่ม เกษตรกร 13. พัฒนาระบบเศรษฐกิจการค้าและความร่วมมือ ชายแดน ไทย - พม่า / ไทย - ลาว 14. พัฒนาระบบป้องกันภัยธรรมชาติ 15. วางระบบจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ที่มา : http://www.phetchabun.go.th/history/history04.php ประวัติทางการเมืองการปกครอง ของจังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นเมืองโบราณ ที่ยังไม่ปรากฏ หลักฐานชัดเจนว่าใครสร้างเมืองนี้ขึ้นเมื่อใด สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงวิเคราะห์ว่า เพชรบูรณ์สร้างขึ้น มา 2 ยุค ในแห่งเดียวกัน วัดมหาธาตุและวัดโบราณเป็น หลักฐานยืนยันว่า ยุคแรกสร้างพร้อมเมืองเหนือ คือ กรุงสุโขทัย หรือพิษณุโลกเป็นเมืองหลวงมีลำน้ำอยู่กลางเมือง กำแพงเมือง 57

นักการเมืองถิ่นจังหวัดเพชรบูรณ์ กว้างยาวด้านละ 800 เมตร ยุคที่สอง สร้างในสมัยสมเด็จ พระนารายณ์มหาราชมีป้อมและกำแพงก่อด้วยอิฐปูนศิลา แต่ เล็กและเตี้ยกว่ามีแม่น้ำอยู่กลางเมืองกำแพงเมืองขนาดเล็กลง ตั้งอยู่ทางป่าด้านเหนือเพื่อป้องกันศัตรู ส่วนทางด้านใต้เป็น ไรน่ า จากหลกั ฐานการคน้ พบซากโบราณสถานและจากหลกั ฐาน ทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบในเมืองศรีเทพเพชรบูรณ์มีอายุมาก กว่า 1,000 ปี สร้างขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกับเมืองพิมาย ลพบุรี และจันทบุรีดังหลักฐานที่ประกฎ เช่น ซากตัวเมืองและ พระปรางค์ บริเวณที่ตั้งเมืองเป็นที่ราบมีกำแพงดินสูงรอบเมือง และล้อมรอบด้วยคูเมืองภายในเมืองมีพระปรางค์ ซาก เทวสถาน รูปเทพารักษ์ พระนารายณ์ รูปยักษ์สลักด้วยศิลาแลง เช่นเดียวกับเมืองพิมาย ลพบุรี และจันทบุรีจึงเป็นหลักฐาน แสดงให้เห็นว่าเป็นฝีมือของขอมที่ได้รับอารยะธรรมจากอินเดีย สมัยสุโขทัย ในสมัยสุโขทัยลายพระหัตถ์เกี่ยวกับเพชรบูรณ์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มีความว่าเดิมจะตั้งชื่อเมืองเพชรบูร ให้ใกล้เคียงกับเพชรบุรี แปลว่า เมืองแข็ง แต่ชื่อ อาจใกล้เคียงกันมากเกินไป จึงตั้ง ชื่อว่าเพชรบูรณ์ สันนิษฐานว่าตั้งชื่อรุ่นเดียวกับเมืองพิษณุโลก คำว่าเพชรบูรณ์ อาจมาจากคำว่าพืชในประเทศอินเดียมีเมือง โบราณชื่อ BIJURE เทียบได้กับพืชปุระ ชื่อเมืองเพชรบูรณ ์ เขียนได้ 2 แบบ คือ เพชรบูรณ์ และ เพชรบูร จากศิลาจารึก สมัยสุโขทัย (หลักที่ 53) จากวัดอโศการาม (พ.ศ. 1949) 58

วิธีดำเนินการวิจัย มีข้อความอ้างอิงถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ดังนี้ “รัฐมณฑล กว้างขวาง ทั้งปราศจากอันตรายและนำมาซึ่งความรุ่งเรืองรัฐ สีมาของพระราชาผู้ทรงบุญญสมภาคองค์นั้นเป็นที่รู้จักกันอยู่ว่า ในด้านทิศตะวันออกทรงทำเมืองวัชชะปุระเป็นรัฐสีมา ด้านทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ ทรงทำเมืองเชียงทอง เป็น รัฐสีมา...” จาก ศิลาจารึกนี้ ชื่อเมืองเพชรบูรณ์อาจจะมาจากคำว่าบุระหรือ ปุระ แปลว่า ป้อม หอวัง ส่วนคำว่าบูรณ์ มาจากคำว่า ปูรณ แปลว่า เต็ม นายตรี อมาตกุล อธิบายว่าเมืองเพชรบูรณ์ อาจจะเป็นเมืองราดก็ได้แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ หลักฐาน โบราณคดีชี้ชัดว่าเมืองเพชรบูรณ์เป็นรัฐสีมาของสุโขทัย ได้แก่ พระเจดีย์ทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ซึ่งพระประธาน ของวัดมหาธาตุของสุโขทัยและเมืองอื่นๆ ซึ่งจัดว่าเป็น พุทธสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัยแท้ และในการขุดค้นทาง โบราณคดีที่พระเจดีย์ทรงดอกบัวตูมที่วัดมหาธาตุเมือง เพชรบูรณ์ของกรมศิลปกร เมื่อพ.ศ. 2510 ค้นพบศิลปวัตถุ จำนวนมาก เช่น เครื่องสังคโลกของไทยและเครื่องถ้วยกับ ตุ๊กตาจีน สมัยอยุธยา ในสมัยอยุธยา กฎหมายที่ตราขึ้นในสมัยสมเด็จ พระบรมไตรโลกนารถ ว่าด้วยการเทียบศักดินาสำหรับ ข้าราชการที่มียศสูงสุดมีศักดินาหนึ่งหมื่น ได้แก่ ฝ่ายทหาร จำนวน 12 ตำแหน่ง มีพระยาเพชรรัตน์สงครามตำแหน่งประจำ เพชรบูรณ์ด้วยสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา (สมเด็จพระมหาธรรมราชา) ได้ทำสัมพันธไมตรีกับ 59

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ พระไชยเชษฐาธิราชแห่งนครเวียงจันทน์ เพราะเกรงว่าสมเด็จ พระมหาธรรมราชาจะยกทัพมาตี สมเด็จพระมหาธรรมราชา พระไชยเชษฐาธิราช ได้ปฏิบัติตามสัญญาพันธมิตร ณ เจดีย์ ศรีสองรักษ์ อีก 5 ปีต่อมาพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกทัพมาตี กรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง ทัพพระไชยเชษฐาส่งกองทัพมาช่วย ทางด่านเมืองนครไทยเข้ามาทางเมืองเพชรบูรณ์ผ่านมาทาง เมืองสระบุรีเวลารบนาน 9 เดือน จึงเสียกรุงศรีอยุธยา ราวปี พ.ศ. 2100 สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่กล่าวถึงเมือง เพชรบูรณ์ดังต่อไปนี้ พระยาละแวกเจ้าแผ่นดินเขมรยกทหารมา 3 หม่นื คน เขา้ มาทางเมอื งนครนายก สมเด็จพระมหาธรรมราชา เกรงว่าจะตั้งรับทัพเขมรไม่ได้เพราะถูกพระเจ้าหงสาวดี กวาดต้อนเอาทหารและอาวุธไป เมื่อกรุงแตกสมเด็จพระมหา- ธรรมราชาทรงมีบัญชาให้ขุนเทพอรชุนจัดเตรียมเรือพระที่นั่ง และเรือประทับเสด็จไปที่เมืองพิษณุโลกเพื่อให้พ้นศัตรูก่อน ขณะนั้นพระเพชรรัตน์เจ้าเมืองเพชรบูรณ์มีความผิดจึงถูกปลด ออกจากตำแหน่ง มีข่าวลือไปถึงเมืองหลวงว่าพระเพชรรัตน์ โกรธและคิดซ่องสุมคนเพื่อดักปล้นกองทัพหลวงสมเด็จ พระมหาธรรมราชาจึงไม่เสด็จไปที่พิษณุโลก และตีทัพพระยา ละแวกแตกไปในสมัยพระมหาธรรมราชายังได้กล่าวถึงจังหวัด เพชรบูรณ์อีกว่ามีไทยใหญ่ที่เมืองกำแพงเพชรอพยพหนีพม่า และมอญมุ่งไปทางเมืองพิษณุโลกทรงเกรงว่าเป็นพวกอื่น ปลอมปนมาด้วยจึงอายัติด่านเพชรบูรณ์เมืองนครไทย ชาติตระการและไม่ให้ไทยใหญ่หนีไปได้ 60

วิธีดำเนินการวิจัย สมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2218 เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ได้นำ กองทพั ตที พั อะแซ หวนุ่ ก้ี (พมา่ ) ทล่ี อ้ มเมอื งพษิ ณโุ ลกออกมาได้ และมาชุมนุมพักทัพที่เมืองเพชรบูรณ์ สมัยรัตนโกสินทร์ จากบทความในหนังสือนิทานโบราณคดีพระนิพนธ์ของ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวถึงเมืองศรีเทพ และเมืองเพชรบูรณ์ว่าขณะที่เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงไปสืบเมืองโบราณและไม่มีใครรู้ว่าเมืองศรีเทพอยู่ที่ใด ได้พบสมุดดำเป็นหนังสือให้คนเชิญตราไปบอกข่าวเรื่องการสิ้น รัชกาลที่ 2 ตามหัวเมืองสระบุรี เมืองชัยบาดาล เมืองศรีเทพ และเมืองเพชรบูรณ์ สำหรับพระราชพงศวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ เรื่องทรงตั้งและ แปลงนามเจ้าเมืองกรมการว่า เจ้าเมืองเพชรบรู ณ์ คือ พระเพชร พิชัยปลัดแปลงเป็นพระเพชรพิชภูมิ หลักฐานที่ชัดเจนเป็น พระราชนิพนธ์นิทานโบราณคดีของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงรา- ชานุภาพเรื่องคนไข้เมืองเพชรบูรณ์มีว่าเมืองเกิดไข้มาลาเรีย ระบาดอย่างร้ายแรงที่เมืองเพชรบูรณ์ไม่มีผู้ใดอาสาไปรับ ราชการด้วยความกลัวไข้ ท่านจึงเสด็จไปตรวจราชการที่เมือง เพชรบูรณ์เองเพื่อแสดงให้เห็นว่าไข้มาลาเรียไม่ได้ร้ายแรงอย่าง เช่นที่กลัวกัน ขณะที่เตรียมตัวออกเดินทางก็มีคนห่วงใยมาส่ง และให้พรคล้ายกับจะไปทำการรบเมื่อเสด็จถึงเมืองเพชรบูรณ์ ทรงกล่าวว่า “ฉันไปถึงเมืองเพชรบูรณ์เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ท้องที่มณฑลเพชรบูรณ์บอกแผนที่ได้ไม่ยากถือลำแม่น้ำป่าสัก 61

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นแนวแต่เหนือลงมาใต้มีภูเขาสูงเป็นเทือกเขาลงมาตามแนว ลำน้ำทั้งสองฟากเทือกข้างตะวันออกเป็นเขาปันน้ำต่อแดน มณฑลนครราชสีมาเทือกเขาตะวันตกเป็นเขาต่อแดนมณฑล พิษณุโลกเทือกเขาทั้งสองข้างบางแห่งก็ห่างบางแห่งก็ใกล้ แม่น้ำป่าสักเมืองหล่มสักที่อยู่สุดลำน้ำทางข้างเหนือ แต่ลงมา ถึงเมืองเพชรบูรณ์ตรงที่ตั้งเมืองเพชรบูรณ์เทือกเขาเข้ามา ใกล้ลำน้ำดูเหมือนจะไม่ถึง 400 เส้น แลเห็นต้นไม้บนภูเขาถนัด ทั้ง 2 ฝั่ง ทำเลที่เมืองเพชรบูรณ์ตอนริมน้ำเป็นที่ลุ่ม ฤดูน้ำ น้ำท่วมแทบทุกแห่ง พ้นที่ลุ่มขึ้นไปเป็นที่ราบทำนาได้ผลดีเพราะ อาจจะขุดเหมืองชักน้ำจากห้วยเข้านาได้เช่นเมืองลับแล พ้นที่ราบขึ้นไปเป็นโคกสลับกับแอ่งเป็นหย่อม ๆ ไปจนถึงเชิง เขาบรรทัด บนโคกเป็นป่าเต็งรังเพาะปลูกอะไรอย่างอื่นไม่ได้ แต่ตามแอ่งน้ำเป็นที่น้ำซับเพาะปลูกพันธ์ไม้ งอกงามดี เมืองเพชรบูรณ์จึงสมบูรณ์ด้วยกสิกรรมจนถึงชาวเมืองทำนา ครั้งเดียวก็ได้ข้าวพอกินกันทั้งปี สิ่งซึ่งเป็นสินค้าเมืองเพชรบูรณ์ ก็คือ ยาสูบ เพราะรสดีกว่ายาสูบที่อื่นทั้งหมดในเมืองไทย ชาวเมืองเพชรบูรณ์จึงหาผลประโยชน์ด้วยการปลูกยาสูบขาย” หลังจากที่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุ-ภาพเสด็จกลับถึง กรุงเทพฯทรงยืนยันถึงประโยชน์ของการไปครั้งนี้ว่าสามารถ หาคนไปรับราชการ ในเมืองเพชรบูรณ์ได้ง่ายกว่าสมัยก่อนมาก ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้จัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลรวบรวมหัวเมือง ต่างๆ เข้าเป็นมณฑลในปีพ.ศ. 2436 และในปีพ.ศ. 2440 เมือง เพชรบูรณ์ได้ยกฐานะเป็นมณฑลเพชรบูรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ดำรงตำแหน่งสมุหเทศบาลอำเภอหล่มสักยกฐานะเป็น จังหวัด หล่มสักในปีพ.ศ. 2447 มณฑลเพชรบูรณ์ถูกยุบไปขึ้นกับมณฑล 62

วิธีดำเนินการวิจัย พิษณุโลก แต่ได้รับการ แต่งตั้งอีกครั้งในปีพ.ศ. 2450 ในสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ยุบเมืองเพชรบูรณ์ไปขึ้นกับ มณฑลพิษณุโลกมีฐานะเป็นเมืองเพชรบูรณ์ตามเดิมมีการ ยกเลิกมณฑลต่างๆ เมื่อมีพระราชพิธีราชาภิเษกพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นครบาลเพชรบูรณ์ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามมหาเอเชีย บูรพากรุงเทพฯถูกข้าศึกโจมตีจนประชาชนต้องอพยพออก ต่างจังหวัด จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี เห็นสมควรย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เพราะมี ชัยภูมิประเทศเป็นภูเขาล้อมรอบมีทางออกทางเดียวศัตรูรุกราน ยาก คณะรัฐมนตรีจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงได้ยกร่าง พระราชกำหนดสร้างนครบาลขึ้นชื่อว่า “พระราชกำหนด ระเบียบการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ และสร้างพุทธบุรี พ.ศ.2487” การก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ได้ดำเนินการโดยเร่ง ด่วน และถือเป็นความลับของราชการยุทธของชาติตลอดมา เพื่อมิให้ข้าศึกรู้แผนการกระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม 2487 รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เสนอพระราชกำหนด ระเบียบ ราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ฯ พ.ศ. 2487 ต่อสภาผู้แทน ราษฎร เพื่ออนุมัติเป็นพระราชบัญญัติมีผลดำเนินการอย่าง ถาวรตลอดไปแต่ในที่สุด สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่อนุมัติด้วย คะแนนเสียง 48 ต่อ 36 ด้วยเหตุผลว่า “เพชรบูรณ์เป็นแดน กันดาร ภูมิประเทศเป็นป่าเขา และมีไข้ชุกชุมเมื่อเริ่มสร้าง เมืองนั้นผู้ที่ถูกเกณฑ์ไปทำงานล้มตายลง นับเป็นพันๆ คน” 63

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ อนุสรณ์นครบาลเพชรบูรณ์แห่งนี้จึงสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงบุญ คุณและอัจฉริยภาพของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และเพื่อคน เพชรบูรณ์จะได้ภูมิใจในประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งและความเจริญ ก้าวหน้าของบ้านเมืองตน” ที่มา : http://www.phetchabun.go.th/history/history01.php คำขวัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ “เมืองมะขามหวาน อุทยานน้ำหนาว ศรีเทพเมืองเก่า เขาค้ออนุสรณ์ นครพ่อขุนผาเมือง” ที่มา : http://www.phetchabun.go.th/history/history03.php ตราประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ตราประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ป ร ะ ก อ บ ด ้ ว ย เ พ ช ร ก ั บ ภู เ ข า แ ล ะ ไ ร ่ ย า สู บ อ ยู ่ ใ น รู ป ว ง ก ล ม ม ี ล า ย กนกไทยล้อม โดยรอบเพชรเจียรนัย เป็นรูปหัวแหวนรูปคล้ายสามเหลี่ยม หัวกลับลงดินลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือ ภูเขาพื้นดินเป็น ไร่ยาสูบและมีอักษร เขียนว่า “จังหวัดเพชรบูรณ์” ที่มา : http://www.phetchabun.go.th/history/history03.php 64

วิธีดำเนินการวิจัย ความหมายของตราประจำจังหวัด ความหมายเกี่ยวกับเพชร มีความหมาย 2 ประการดังนี้ ประการที่ 1 เนื่องจากจังหวัดชื่อเพชรบูรณ์ ซึ่งแปลว่า อุดมสมบูรณ์ด้วยเพชร และมีผู้เคยขุดพบหินที่มีความแข็ง มากกว่าหินธรรมดามีประกายแวววาวสุกใสเหมือนเพชรขุดได้ ในเขตบ้านทุ่งสมอนายาว อำเภอหล่มสัก หินที่ขุดได้นี้เรียกกัน ว่า “เขี้ยวหนุมาน” ซึ่งถือว่าเป็นหินตระกูลเดียวกันกับเพชร แต่มีความแข็งน้อยกว่าเพชรมีผู้เชื่อว่าเขี้ยวหนุมานนี้ถ้าทิ้งไว้ ตามสภาพเดิมนานต่อไปอีกประมาณ 1,000 ปี จะกลายเป็น เพชรจริงๆ ได้และนอกจากนี้ยังมีผู้เชื่อว่า ภูเขาชื่อ “ผาซ่อนแก้ว” ในเขตอำเภอหล่มสักมีเพชรจึงตั้งชื่อว่า “ผาซ่อนแก้ว” ประการที่ 2 เนื่องจากจังหวัดเพชรบูรณ์ มีทรัพยากร ธรรมชาติที่มีค่าอุดมสมบูรณ์ เช่น ไม้สัก ในดินมีแร่ธาตุที่มีค่า จนประมาณค่ามิได้ซึ่งนับว่ามีค่าสูงเช่นเดียวกันกับค่าของเพชร ทีเดียวและปรากฏกว่าในเขตตำบลน้ำก้อ อำเภอหล่มสัก เดิมชาวบ้านเรียกว่า “บ้านน้ำบ่อคำ” ซึ่งมี ประวัติว่าเคยเป็นที่ ตั้งโรงหล่อแร่ทองคำของฝรั่งชาวยุโรปไม่ทราบสัญชาติมีซาก วัตถุก่อสร้างปรากฏร่องรอยเหลืออยู่ความหมายเกี่ยวกับภูเขา เนื่องจากด้วยพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์มีภูเขามากมายสลับ ซับซ้อนเป็นทิวเขาเทือกใหญ่เรียกว่า “เทือกเขาเพชรบูรณ์” ความหมายเกี่ยวกับไร่ยาสูบ เนื่องจากจังหวัดเพชรบูรณ์มียาสูบพื้นเมืองพันธุ์ดี เป็นสินค้าสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่นานมาแล้วมีรส 65

นักการเมืองถิ่นจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นเลิศกว่ายาสูบที่อื่นทั้งหมดของเมืองไทย ยาสูบพันธุ์ดีที่มีชื่อ เสียงนี้ปลูกได้ผลที่บ้านป่าแดง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ แต่ใน ปัจจุบันนี้ยาสูบพื้นเมืองชนิดนี้มีน้อยลงเพราะราษฎรชาวบ้าน กลับมานิยมปลูกยาสูบพันธุ์เบอร์เล่ย์เพื่อบ่มให้แก่สำนักงานไร่ ยาสบู เพราะได้ราคาดีกว่ายาสบู พื้นเมือง ที่มา : http://www.phetchabun.go.th/history/history03.php ธงประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ธงประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ พื้นธงเป็น 3 ริ้ว มี 2 สี ริ้วสี ขาวอยู่กลางใหญ่กว่าริ้วสีเขียวใบไม้ ซึ่งเป็นริ้วที่อยู่ริม 2 ข้าง ประมาณ 1/3 ตรงกลางผืนธงประกอบด้วยเครื่องหมายตรา ประจำจังหวัด เพชรสีขาว น้ำมันก๊าด มีรัศมีโดยรอบภูเขา มีสีน้ำเงิน และสีอื่นเหลือบเหมือนของจริงเชิงภูเขาแลเห็นเป็น ทิวไม้ขึ้นเป็นสีใบไม้แก่ต้นยาสูบสีเขียวใบไม้เหมือนของจริง ตัวอักษร “จังหวัดเพชรบูรณ์” สีแดงลายกนกไทย ล้อมรอบ วงกลมเครื่องหมายตราประจำจังหวัดสีทองตัดเส้นสีแดงผืนธง 66

วิธีดำเนินการวิจัย ยาว 250 ซ.ม. กว้าง 150 ซ.ม. ตามเครื่องหมายประจำจังหวัด ที่ประดิษฐ์อยู่ตรงกลางผืนธงมีความกว้างเส้นผ่านศูนย์กลาง ยาว 66 ซ.ม. เทือกเขาเพชรบูรณ์นี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงขนานนามว่า ภูเขาบันทัดและ เขาปันน้ำ ยาสูบพื้นเมืองเพชรบูรณ์พระองค์ก็ได้ทรงรับรองว่า มีคุณภาพเป็นยอดเยี่ยมกว่ายาสูบที่อื่นทั้งหมดทั่วเมืองไทย ซึ่งได้ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือชื่อ “นิทานโบราณคดี” นิทานที่ 10 เรื่องความไข้เมืองเพชรบูรณ์ ที่มา : http://www.phetchabun.go.th/history/history03.php 67

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ 68 ตารางที่ 1 จำนวนประชากรในจงั หวดั เพชรบูรณ์ ปี พ.ศ.2545 – พ.ศ.2550 อันดบั อำเภอ พ.ศ. พ.ศ. พ.ศ. พ.ศ. พ.ศ. พ.ศ. (ปีลา่ สุด) 2545 2546 2547 2548 2549 2550 1 เมืองเพชรบูรณ์ 175790 192070 174316 174844 175790 175320 148856 151080 146589 147009 147417 146824 2 หล่มสัก 100724 106002 103725 103753 103921 104303 107968 112213 100310 100290 100307 100424 3 วิเชียรบุรี 80836 85260 71672 71533 70587 70296 63204 65591 64569 63370 63349 62223 4 หนองไผ่ 61542 61579 61430 61390 61451 61564 58142 58914 58260 58787 59175 59570 5 ชนแดน 34081 35371 30416 30382 30326 30056 33003 33622 32436 32932 33486 33969 6 บึงสามพัน 17335 17133 16550 16828 16786 16870 7 ศรีเทพ 1040786 1052286 100118 1002459 1002159 997531 8 หล่มเก่า 9 วังโป่ง 10 เขาค้อ 11 น้ำหนาว รวม

ตารางที่ 2 จำนวนประชากรในจังหวดั เพชรบูรณ์ ปี พ.ศ.2551 – พ.ศ.2557 อนั ดับ อำเภอ พ.ศ. 2557 พ.ศ. 2556 พ.ศ. 2555 พ.ศ. 2554 พ.ศ. 2553 พ.ศ. 2552 พ.ศ. 2551 (ปีล่าสดุ ) 1 เมืองเพชรบูรณ์ 210822 210730 210420 210023 211046 211055 210967 2 หล่มสัก 157720 157576 157595 157494 158535 158352 158431 3 วิเชียรบุรี 132542 132456 132572 132299 135235 135274 136538 4 หนองไผ่ 112757 112885 113164 112911 113370 113305 113403 5 ชนแดน 79780 79685 79679 79267 79494 79621 80026 6 บึงสามพัน 71998 71859 71770 71511 71851 71626 71579 7 ศรีเทพ 70608 70454 70472 70143 69772 69654 69670 8 หล่มเก่า 66995 66885 66800 66611 66741 66577 66417 9 วังโป่ง 37393 37545 37584 37552 37629 37722 37873 10 เขาค้อ 37082 36494 36043 35551 35081 34762 34325 วิธีดำเนินการวิจัย 69 11 น้ำหนาว 18110 17828 17603 17445 17277 17177 17003 รวม 995807 994397 993702 990807 996031 995125 996231 ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/จังหวัดเพชรบูรณ์

นักการเมืองถิ่นจังหวัดเพชรบูรณ์ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ระดับจังหวัด ประกอบด้วยส่วนราชการประจำจังหวัด จำนวน 29 หน่วยงาน มีสำนักงานจังหวัดเป็นหน่วยกลาง ในการบริหารราชการ และเป็นศูนย์ประสานงานกับราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ระดับอำเภอ จังหวัดเพชรบูรณ์ แบ่งเขตการปกครอง ออกเป็น 11 อำเภอ 117 ตำบล 1,377 หมู่บ้าน การบริหารราชการส่วนกลาง ประกอบด้วยส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง ซึ่งมาจัดตั้ง หนว่ ยปฏบิ ตั งิ านในพน้ื ทจ่ี งั หวดั เพชรบรู ณ์ จำนวน 48 หนว่ ยงาน การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย 1. องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง 2. เทศบาลเมือง จำนวน 2 แห่ง 3. เทศบาลตำบลจำนวน 14 แห่ง 4. องค์การบริหารส่วนตำบล 111 แห่ง ที่มา : http://www.phetchabun.go.th/history/history12.php การเมือง การปกครอง จังหวัดเพชรบูรณ์มีเนื้อที่ประมาณ 12,668 ตาราง กิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 11 อำเภอ คือ อำเภอเมือง 70

วิธีดำเนินการวิจัย เพชรบูรณ์ อำเภอหล่มสัก อำเภอหล่มเก่า อำเภอชนแดน อำเภอหนองไผ่ อำเภอบึงสามพัน อำเภอวิเชียรบุรี อำเภอ ศรีเทพ อำเภอวังโป่ง อำเภอน้ำหนาว และอำเภอเขาค้อ ส่วนการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบ่งเป็น 7 เขต ดังนี้ เขตเลือกตั้งที่ 1 ประกอบด้วย อำเภอเมือง (เฉพาะ ตำบลบ้านโคก ตำบลสะเดียง ตำบลนางั่ว ตำบลท่าพล ตำบล ดงมูลเหล็ก ตำบลชอนไพร ตำบลนาป่า ตำบลน้ำร้อน ตำบล ห้วยใหญ่และตำบล ในเมือง) รวม 1 อำเภอ 10 ตำบล เขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย อำเภอเมือง (เฉพาะ ตำบลห้วยสะแก ตำบลนายม ตำบลระวิง และตำบลตะเบาะ) อำเภอชนแดน อำเภอหนองไผ่(เฉพาะตำบลห้วยโป่ง ตำบล ยางงาม ตำบลนาเฉลียง ตำบลวัดโบสถ์ ตำบลวังท่าดี ตำบล ท่าแดง ตำบลกองทูล ตำบลหนองไผ่ ตำบลบัววัฒนา ตำบล ท่าด้วง ตำบลบ่อไทย) รวม 3 อำเภอ 16 ตำบล เขตเลือกตั้งที่ 3 ประกอบด้วย อำเภอชนแดน (เฉพาะ ตำบลชนแดน ตำบลดงขุย ตำบลท่าข้าม ตำบลพุทธบาท ตำบลลาดแค ตำบลบ้านกล้วย ตำบลตะกุดไร และตำบล ศาลาลาย อำเภอเมือง(เฉพาะตำบลวังชมภู) อำเภอวังโป่ง ทุกตำบล รวม 3 อำเภอ 14 ตำบล เขตเลือกตั้งที่ 4 ประกอบด้วย อำเภอน้ำหนาว ทุกตำบล อำเภอหล่มเก่า ทุกตำบล อำเภอเขาค้อ ทุกตำบล อำเภอเมือ (เฉพาะตำบลป่าเลา และตำบลบ้านโตก) และ 71

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอหล่มสัก (เฉพาะตำบลฝายนาแซง ตำบลหนองสว่าง ตำบลน้ำเฮี้ยและตำบลท่าอิบุญ) รวม 5 อำเภอ 26 ตำบล เขตเลือกตั้งที่ 5 ประกอบด้วย อำเภอบึงสามพัน ทุกตำบล อำเภอวิเชียรบุรี (เฉพาะตำบลโคกปรง ตำบลยางสาว ตำบลท่าโรงและตำบลน้ำร้อน) และอำเภอหนองไผ่ (เฉพาะ ตำบลบ้านโภชน์ และตำบลเพชรละคร) รวม 3 อำเภอ 15 ตำบล เขตเลือกตั้งที่ 6 ประกอบด้วย อำเภอศรีเทพ ทุกตำบล อำเภอวิเชียรบุรี (เฉพาะตำบลบ่อรัง ตำบลสระประดู่ ตำบล พุเตย ตำบลพุขาม ตำบลบึงกระจับ ตำบลสามแยก ตำบล ซับสมบูรณ์ตำบลซับน้อย ตำบลวังใหญ่ และตำบลภูน้ำหยด) รวม 2 อำเภอ 17 ตำบล เขตเลือกตั้งที่ 7 ประกอบด้วย อำเภอหล่มสัก (เฉพาะ ตำบลวัดป่า ตำบลตาลเดี่ยว ตำบลสักหลง ตำบลบ้านโสก ตำบลบ้านติ้ว ตำบลห้วยไร่ ตำบลน้ำก้อ ตำบลปากช่อง ตำบล น้ำชุน ตำบลหนองไขว่ ตำบลลานป่า ตำบลบุ่งคล้า ตำบล บุ่งน้ำเต้า ตำบลบ้านกลาง ตำบลช้างตะลูด ตำบลบ้านไร่ ตำบลปากดุก ตำบลบ้านหวาย และตำบลหล่มสัก) รวม 1 อำเภอ 19 ตำบล ที่มา : http://www.phetchabun.go.th/history/history12.php 72

ตารางท่ี 3 ข้อมูลการแบ่งเขตการปกครองจงั หวัดเพชรบรู ณ ์ อำเภอ พ้นื ท่ี จำนวน จำนวน จำนวน จำนวน จัดต้ังเมอ่ื ปี หา่ งจาก อบต./สต. เมือง (ตร.กม.) เทศบาล เทศบาล ตำบล หม่บู า้ น พ.ศ. จงั หวัด (แหง่ ) 2281.00 ตำบล (กม.) เมอื ง 17 214 2442 16 1 2 23 250 2443 - 20 9 96 2442 44 9 หล่มสัก 1535.34 1 - 9 134 2449 57 9 13 138 2506 52 13 หล่มเก่า 927.06 - 1 9 121 2522 56 9 14 185 2441 84 14 ชนแดน 1137.00 - 3 7 104 2519 107 7 4 30 2521 122 4 หนองไผ่ 1360.20 - 2 7 72 2527 141 2 1/2 5 61 2527 47 5 บึงสามพัน 489.80 - 1 70 117 1405 - 37 วิเชียรบุรี 1632.00 - 2 - ศรีเทพ 810.00 - 1 น้ำหนาว 620.00 - - เขาค้อ 1333.00 - - วังโป่ง 543.00 - 2 วิธีดำเนินการวิจัย 73 รวม 12668.41 2 14 ที่มา : http://www.phetchabun.go.th/history/history12.php

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ สถิติการเลือกต้ังสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบรู ณ์มีสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 3 คน การเลือกตั้งครั้งแรก ในวันที่ 4 มีนาคม 2543 ปรากฏว่า มีผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา 1 คน คือ นายเกษม ชัยสิทธิ การเลือกตั้งครั้งที่ 2 ในวันที่ 29 เมษายน 2543 มีผู้ได้รับ การเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา 2 คน คือ นายประสงค์ โฆษิตานนท์ และนายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัดเพชรบูรณ์ สามารถสรุปผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ดังปรากฏ ในตารางต่อไปนี้ 74

ตารางที่ 4 ผลการใช้สิทธิเลอื กตั้งสมาชิกวุฒิสภา เม่ือวนั ท่ี 4 มี.ค. 2543 และ 29 เม.ย. 2543 วนั /เดอื น/ปี ผ้มู ีสทิ ธิ ผู้มาใช้ ผมู้ าใช้ บัตรเสีย ผผู้ า่ นการ หมายเหต ุ สิทธ ิ สิทธิ เลอื กตง้ั 4 มี.ค. 2543 729031 จำนวน รอ้ ยละ 1. นายเกษม  ชัยสิทธิ 9 เม.ย. 2543 734222 จำนวน รอ้ ยละ 59639 11.83 1 ท่าน 1. นาประสงค์ โฆษิตานนท์ 503976 69.12 2 ท่าน 2. นาสุทัศน์จันทร์แสงศรี 377192 51.37 49879 13.220 ที่มา : http://www.phetchabun.go.th/history/history12.php วิธีดำเนินการวิจัย 75

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัด เพชรบูรณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 - ถึงปัจจุบัน เกิดขึ้นรวมทั้งหมด 21 ครั้ง ทั้งทางตรงทางอ้อม และการเลือกตั้งแบบรวมเขต และ แบ่งเขต จนถึงการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตๆ ละ 1 คน โดยจะนำ ตัวผลการเลือกตั้งใน 2 ครั้งหลัง คือ การเลือกตั้งสมาชิกสภา ผแู้ ทนราษฎรเมอ่ื วนั ท่ี 6 ม.ค. 2544 และ 6 ก.พ. 2548 มานำเสนอ ดังปรากฏในตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 5 ผู้ที่ได้รับการเลือกต้ังและผู้สมัครรับเลือกต้ัง เมื่อวนั ที่ 6 ม.ค. 2544 เขต 1 ได้ หมายเลข ชื่อ – สกุล พรรค คะแนน ลำดับที่ ผู้สมัคร 1 7 นายเรวัต แสงวิจิตร ไทยรักไทย 26693 ประชาธิปัตย์ 19778 2 16 นายวิจิตร พรพฤฒิพันธ์ ชาติพัฒนา 10559 ถิ่นไทย 916 3 21 นายปัญจะ เกสรทอง ราษฎร 737 ประชากรไทย 329 4 11 นายจักรี กาญจนโกมล 59012 5 13 นายสืบศักดิ์ จารุเดช 6 18 นายสุรเชษฐุ์ สินพรม รวม 76

วิธีดำเนินการวิจัย เขต 2 ได้ หมายเลข ชื่อ – สกุล พรรค คะแนน ลำดับที่ ผู้สมัคร ไทยรักไทย 1 7 นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ประชาธิปัตย์ 33023 ชาติพัฒนา 11534 2 16 นายวิเชียร สอนน้อย ความหวังใหม่ 4568 ราษฎร 1410 3 21 นายสิทธิชัย แสงโชติ ถิ่นไทย 454 420 4 5 นายเสน่ห์ ท่าตะเคียน ไทยรักไทย 51409 ประชาธิปัตย์ 5 13 นายธีรรัตน์ กิจจารักษ์ ชาติไทย 26706 ชาติพัฒนา 9886 6 11 นายศุภวัฒน์ ศุภสาร ความหวังใหม่ 8292 ถิ่นไทย 4180 รวม ราษฎร 551 529 เขต 3 155 50299 1 7 นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ 2 16 นายชาญชัย กิจประเสริฐ 3 9 นายประมวล ดวงตา 4 21 นายธนดล ศิยะพงษ์ 5 5 นายยงยุทธ ฉัตรศรีสุวรรณ 6 11 นายชอบศักดิ์ เชิดวงศ์สุข 7 13 นายประธีป เด็ดแก้ว รวม 77

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต 4 ได้ หมายเลข ชื่อ – สกุล พรรค คะแนน ลำดับที่ ผู้สมัคร ไทยรักไทย 1 7 นายณรงค์กร ชวาลสันตติ 21428 12584 2 16 นายจรัญ สายวัน ประชาธิปัตย์ 11074 7690 3 5 นางสาวอารีรัตน์ ปลั่งศรีทรัพย์ ความหวังใหม่ 4484 2434 4 21 พ.อ.ปกรณ์ เกสรทอง ชาติพัฒนา 1606 1033 5 15 ร.ท.เอนก ก้อนมณี เสรีธรรม 707 63040 6 9 พล.ต.ต.ประธาน สว่างวโรรส ชาติไทย 22567 7 13 นางนพวรรณ ชัยสิทธิ ราษฎร 16947 1114 8 18 นายเสวี เพชระบรู ณิน ประชากรไทย 5707 1253 9 11 พล.ต.ต.เดชา อมรขันธ์ ถิ่นไทย 1011 รวม 43 58642 เขต 5 1 7 พ.อ.ท.กิตติคุณ นาคะบุตร ไทยรักไทย 2 5 นางสาวสุมนี รัตนเสถียร ความหวังใหม่ 3 16 นายเกษม บุตรขุนทอง ประชาธิปัตย์ 4 21 ร.ต.อ.วีระศักดิ์ อำนาจสัตย์ซื่อ ชาติพัฒนา 5 9 ว่าที่ร.ต.โอภาส สุทธิเกิด ชาติไทย 6 15 นายศิริวัฒน์ พหลทัพ เสรีธรรม 7 35 กฤษฎา บัวสุวรรณ เกษตรมหาชน รวม 78

วิธีดำเนินการวิจัย เขต 6 ได้ หมายเลข ชื่อ – สกุล พรรค คะแนน ลำดับที่ ผู้สมัคร 1 5 นายแก้ว บัวสุวรรณ ความหวังใหม่ 31303 ไทยรักไทย 27279 2 7 นายเอี่ยม ทองใจสด ประชาธิปัตย์ 2642 ชาติพัฒนา 998 3 16 นายพิชัย คนโทเงิน 62222 4 21 นายกฤษณ์ ศรทอง รวม เขต 7 1 7 นายไพศาล จันทรภักดี ไทยรักไทย 31921 ประชาธิปัตย์ 27513 2 16 นายจรัส พั้วช่วย ชาติพัฒนา 5611 เสรีธรรม 1086 3 21 นายนิพนธ์ อินแนน ประชากรไทย 162 เกษตรมหาชน 126 4 15 นายนีละบล กันหา 66419 5 18 นายวันชัย ศรียาตรา 6 35 นายปวีณกานต์ เทียนแก้ว รวม (ที่มา : ข้อมูล สถิติ และผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 6 ม.ค. 2544 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย หอสมุดรัฐสภา หน้า 332 - 333) 79

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ 80 ตารางท่ี 6 ผู้ท่ีไดร้ ับการเลือกตั้งและผู้สมคั รรับเลอื กตั้ง เมื่อวันท่ี 6 ก.พ. 2548 เขต ได้ลำดับท ่ี หมายเลขผู้สมัคร ชอื่ – สกลุ พรรค คะแนน ไทยรักไทย 1 9 นายเรวัต แสงวิจิตร ประชาธิปัตย์ 38697 มหาชน 26741 1 2 4 นายวิจิตร พรพฤฒิพันธ์ คนขอปลดหนี้ 2882 3 11 นายชัยวัฒน์ เจริญศรีทอง 1539 ไทยรักไทย 4 6 นายจักรพันธุ์ ศิริวงศ์ ชาติไทย 69859 ประชาธิปัตย์ รวม มหาชน 37718 คนขอปลดหนี้ 11058 1 9 นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ 8613 3460 2 1 นายศักดิ์ชัย ลาภพรศิริกุล 481 2 3 4 นายอาทิตย์ มงคลกิติ 61330 4 11 นายวรพิภัทร พงศ์ธนพจน์ 5 6 นายณชภาดร เจริญภวู ดล รวม

เขต ไดล้ ำดับท ี่ หมายเลขผสู้ มคั ร ชื่อ – สกลุ พรรค คะแนน ไทยรักไทย 1 9 นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ มหาชน 37832 ประชาธิปัตย์ 17451 3 2 11 นายชาญชัย กิจประเสริฐ คนขอปลดหนี้ 1755 3 4 นายบรรหาร บุญเขต 563 ไทยรักไทย 4 6 นายฤทธิชัย ดีอ่ำ ชาติไทย 57601 คนขอปลดหนี้ รวม มหาชน 40986 พลังธรรม 14247 1 9 นายณรงค์กร ชวาลสันตติ ประชาชนไทย 9820 6382 2 1 นายจรัส พั้วช่วย 576 312 4 3 6 ร.ท.เอนก ก้อนมณี 4 11 นายจรัญ สายวัน 72323 5 21 นายเทียนชัย ชาญจึงถาวร 6 5 นายประหยัด พลสวัสดิ์ รวม วิธีดำเนินการวิจัย 81

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ 82 เขต ได้ลำดบั ท ี่ หมายเลขผู้สมคั ร ชอื่ – สกลุ พรรค คะแนน 1 9 พ.อ.ท.กิตติคุณ นาคะบุตร ไทยรักไทย 37349 2 1 นางสาวสุมนี รัตนเสถียร ชาติไทย 24211 5 3 4 นายอนุกลู รัศมี ประชาธิปัตย์ 3881 1269 4 11 ว่าที่ร.ต.โอภาส สุทธิเกิด มหาชน 6 1 รวม ไทยรักไทย 66710 2 9 นายเอี่ยม ทองใจสด ประชาธิปัตย์ 55520 4 นายพิชัย คนโทเงิน 10712 1 รวม ไทยรักไทย 66232 2 9 นายไพศาล จันทรภักดี ชาติไทย 30993 7 3 1 นายจักรัตน์ พั้วช่วย มหาชน 30562 4 11 นายชัยรัตน์ เหมมั่น คนขอปลดหนี้ 5411 5 6 นายสุทธิพงษ์ ขันตี ประชาธิปัตย์ 5227 4 นายเมธี วินัยโรจน์ 2808 รวม 75001 (ที่มา : ข้อมูล สถิติ และผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 6 ก.พ. 2548 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย หอสมุดรัฐสภา หน้า 420 - 421)

ตารางท่ี 7 ผลการใชส้ ทิ ธเิ ลอื กตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมอ่ื วันที่ 6 ม.ค. 2544 เขต จำนวน จำนวนผู้มาใช้สิทธ ิ บตั รด ี บัตรเสีย บตั รไมป่ ระสงค์ลง ผู้มสี ทิ ธ ิ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ คะแนน จำนวน รอ้ ยละ 1 102393 71136 69.47 59012 82.95 8691 12.22 3433 4.83 2 99089 62388 62.96 51409 82.40 9402 15.07 1577 2.53 3 103175 59849 58.01 50299 84.04 8332 13.92 1218 2.04 4 106628 75684 70.98 63040 83.30 10003 13.22 2641 3.49 5 106229 65098 61.28 58642 90.08 5044 7.75 1412 2.17 6 104368 71947 68.94 62222 86.48 8049 11.69 1316 1.83 7 112378 77837 69.26 66419 85.33 9338 12.00 2080 2.67 รวม 734260 483939 65.91 411043 85.03 52219 12.24 13677 2.83 (ที่มา : ข้อมูล สถิติ และผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 6 ม.ค. 2544 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย หอสมุด รัฐสภา หน้า 76) วิธีดำเนินการวิจัย 83

นักการเมืองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณ์ 84 ตารางที่ 8 ผลการใชส้ ิทธเิ ลอื กตัง้ ซอ่ มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมือ่ วันท่ี 29 มกราคม พ.ศ.2544 เขต จำนวน จำนวนผูม้ าใช้สทิ ธิ บัตรดี บตั รเสีย บัตรไมป่ ระสงค์ลง ผมู้ ีสิทธ ิ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ คะแนน จำนวน รอ้ ยละ 1 102979 57972 56.29 44841 77.34 8132 14.03 4999 8.62 รวม 102979 57972 56.29 44841 77.34 8132 14.03 4999 8.62 (ที่มา : ข้อมูล สถิติ และผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 29 ม.ค. 2544 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย หอสมุด รัฐสภา หน้า 374)

ตารางท่ี 9 ผลการใช้สทิ ธเิ ลือกตง้ั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร เมอ่ื วนั ท่ี 6 ก.พ. 2548 เขต จำนวน จำนวนผู้มาใช้สทิ ธ ิ บัตรดี บตั รเสยี บัตรไมป่ ระสงค์ลง ผู้มสี ิทธิ จำนวน ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ คะแนน จำนวน รอ้ ยละ 1 103980 75694 72.80 69859 92.29 4249 5.61 1586 2.10 2 98533 66543 67.53 61330 92.17 4276 6.43 937 1.41 3 100223 63323 63.18 57601 90.96 4990 7.88 732 1.16 4 107649 81730 75.92 72323 88.49 7298 8.93 2109 2.58 5 108490 72587 66.91 66710 91.90 4615 6.36 1262 1.74 6 109200 73700 67.49 66232 89.87 5983 8.12 1485 2.01 7 108910 81381 74.72 75001 92.16 4784 5.88 1596 1.96 รวม 736985 514958 69.87 469056 91.09 36195 7.03 9707 1.89 (ที่มา : ข้อมูล สถิติ และผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 6 ก.พ. 2548 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย หอสมุด รัฐสภา หน้า 185) วิธีดำเนินการวิจัย 85