Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore กลยุทธ์รักษาจิต

กลยุทธ์รักษาจิต

Published by ชมรมกัลยาณธรรม, 2022-11-08 03:29:40

Description: กลยุทธ์รักษาจิต

Search

Read the Text Version

กร. ยุบ 1 มา ยา ) นะ ม.รัง ? f n G ( สรง ฟอรด้ กด นะ มาซร ึ่ง


¢ Õ ¡ Õ ∫ ‡ªì π ∏√√¡∫√√≥“°“√ ·¥à ................................. ................................. ®“° ................................. .................................


กลยุทธ์ รับ ษา จิต เขมรังสี ภิกขุ (หลวง พ่อ สุรศักดิ์ เขมรังสี)


กลยุทธ์รักษาจิต เขมรังสี ภิกขุ (หลวง พ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี) ชมรมกัลยาณธรรม หนังสือดีลำดับ ที่ ๗๐ จำนวน พิมพ์ 90,000 เล่ม พฤศจิกายน ๒๕๕๑ จัด พิมพ์เพื่อถวายวัด มเหยง ค ณ์ ชมรม กัลยาณธรรม ญ ๑๐๐ ถ. ประโคน ชัย ต .ปากน้ำ อ . เมือง จ .สมุทรปราการ ๑๐๒๗๐ โทรศัพท์ ๐-๒๗๐๒-๗๓๕๓ , ออกแบบโดย สำนัก พิมพ์ธรรมดา ดำเนิน การ ผลิตโดย บริษัท ผลึกไท จำกัด โทรศัพท์ ๐-๒๔๔๘-๗๐๒๖, ๐-๒๔๔๘-๘๓๕๖ โทรสาร ๐-๒๔๘๘-๔๓๕๖ พิมพ์ ที่โรง พิมพ์เม็ด ทราย


กลยุทธ์ รักษา จิต


นะ มั ต ถุ รัต ตะ นะ ตะ ยั ส สะ เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ ขอ ถวายความ นอบน้อม แด่ พระรัตนตรัย โอกาสต่อไป นี้ จะได้ ปรารภธรรม ตาม ขอ ความ ผาสุกความเจริญใน ธรรม หลัก ธรรมคำ สั่งสอนของ องค์สมเด็จ พระ จง มีแก่ ญาติ สัมมา ปฏิบัติธรรม ทั้งหลา สัมมา สัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นการ ส่งเสริม ความรู้ ความเข้าใจ ใน การ ปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งเมื่อ ผู้ ปฏิบัติได้ทำความเพียร เจริญสติ ต่อเนื่องกัน มาเป็นเวลา หลายวัน ก็ ย่อมจะมี ผลปรากฎ จิตใจย่อม จะ สงบระงับ ขึ้น ถ้ารู้จัก ปรับ ผ่อน มาตามลำดับ สติ มั่นคงขึ้น ทำให้จิิตตใจไม่ ส่ง ออก นอก จิตใจก็ จะรู้อยู่กับ ตนเอง ความคิด ตรึกนึกที่ จะไหล ออกไป สู่ อดีต หรืออนาคต ก็ จะลดลงไป จะรู้สึกว่าจิตใจอยู่กับเนื้อ กับ ตัว มี สติสัมปชัญญะ มากขึ้น จิตใจก็จะมีความ เบา สบาย ความสงบระงับคลี่คลายขึ้น กว่าเดิม ศ


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ ซึ่งเป็นผลของ การ ปฏิบัติ เมื่อ ฝึก สติ มาก ยิ่งขึ้น ชำระ ซักฟอกจิตใจ มัน จึง ต้อง ยาก เพราะเวลา จิตใจ ก็ มี ความเบา สบาย เบิกบาน กายเบา ที่เรามา ฝึกฝนอบรม จิตใจมันน้อย เมื่อเทียบกับ ใจเบา ขึ้น แต่ บาง ท่าน ก็ ยัง มี จิตใจ ที่ไหลออกไป การ ปล่อยใจ ที่ ผ่าน มา มัน ต่าง กัน มาก เพราะ ข้างนอก มาก รู้ อยู่ น้อยกว่า ก็ ต้องอาศัยเวลา ฉะนั้นเรา ก็ ต้อง ยอมรับ คือ ต้อง พากเพียร กล่อมเกลา ไป อีก เพราะว่า ยังเป็น ผู้ใหม่จริงๆ พยายามฝึกฝนอบรมต่อไป สัก วัน หนึ่ง ก็ จะ การ จะเริ่มต้นฝึกหัด อบรมจิตใจ ก็เป็น ธรรมดา ที่ จะ ต้องใช้เวลา ขัดเกลา กล่อมเกลา ค่อยดีขึ้น ถ้าเราไม่ ละความเพียรเสียกลางคัน จิตใจ ตลอด ชีวิต ที่ ผ่าน มา ผ่าน ไปเคยปล่อย ให้ใจไหลไปใน อารมณ์ ที่วุ่นวาย จิตใจวุ่นวาย อย่า คิด ว่าเราเป็นคนไม่มี วาสนา เรา สับสน วกวน มา มาก เรียกว่า ปล่อย จิตเตลิด ไม่มีวัน ที่จะทำให้จิตใจสงบระงับได้ เนื่องจาก เรา ยังเป็น ผู้ใหม่ ก็เหมือนกับคนอื่นที่ใหม่ เพลิด ไป ใน อารมณ์ อัน น่า ใคร่ น่า ปรารถนา ก็ ต้องล้มลุกคลุกคลาน อยู่ อย่างนั้น คน ทีเ่ ขา ปล่อยจิตใจ ให้ไหลไปใน อารมณ์ ที่ไม่ พอใจ จิต ยุ่งเหยิงวุ่นวาย มา มาก การ ที่จะ มา สะสาง จะ ทำ จิตใจได้ เขา ก็ ต้อง ผ่าน การ ฝึก มา หรือ บางที เขา ก็ หัด ฝึกฝนอบรม มา เป็นระยะๆ 90 ปลูกฝังมาตามลำดับ เขา ก็ มากำกับ ดูแลรักษา


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ จิตใจให้ดีได้ง่ายขึ้น แม้ว่าใจ เราจะ ยังไม่ ฝึกหัด ใน ที่สุดก็ จะ มีจิตใจ ที่ตั้งมั่น จิตใจเมื่อ โปร่งเบา สติไม่ ต่อเนื่อง เรา ก็เพียรไป เพียร มี สติสัมปชัญญะ ดีขึ้น ก็ จะรวมตัวไม่ ออกไป ทำ ไปเรื่อย ตั้งสติไว้ บ่อยๆ เนื่อง ๆ เพียรไป ข้าง นอก มาก จะ รวมรู้เข้า มา สู่ภายใน รู้ใน กาย ทั้ง ที่ว่า มันไม่ สงบ ก็เพียร พยายามเดิน จงกรม ในใจ ตัวเอง นั่งสมาธิปฏิบัติสลับกันไป ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง พวก นักปฏิบัติก็ ลอง สังเกตสภาพจิตใจ อย่า ไปใจร้อน ทะยานอยาก จะให้ มันได้ อย่างใจ ถ้าเรา อยากจะ ให้ได้อย่างใจ มัน ก็ พอ จิตรู้สึกเบา สบายขึ้น ผ่องใสขึ้น สงบ กลับจะวุ่นวายอีก เมื่อจิตไม่ สมปรารถนา มัน แม้ว่า มัน ก็ ยัง มีวุ่น ๆ อยู่ บาง ครั้ง บางขณะ ก็ ก็จะมีความโกรธ มี ความหงุดหงิดรำคาญ วุ่นวายเข้าไปอีก ถ้าเรารู้จักทำใจเฉยๆ ปล่อยวาง ถือว่าเป็น ธรรมดา ก็ ดูไป ใจ มัน จะร้อนก็ รู้ ใจ ได้ แค่ไหนก็เอาแค่ นั้น พอใจ ว่าได้ ฝึกหัด มี สติ มันเย็นลงก็รู้ สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ คิดนึกก็รู้ อยู่ทุกวัน ๆ ได้ ขัดเกลาอยู่ทุกวัน ๆ นั่นแหละ มันเป็นธรรม ทั้งหมด ความ คิด นึก ก็เป็น ธรรม วัน หนึ่ง มัน ก็ได้ ผลเอง การได้เจริญ สติได้ เป็นธรรมชาติ ที่จะต้องตามตู ตามรู้ความนึกคิด ១២ ความตรึกอยู่เสมอ ๆ แล้วจิตใจเขา ก็ ประกาศ ตัว ของเขาเอง ว่า เขาไม่เที่ยง 9)


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ จิต นี่ มันประกาศตัวของ มันเองอยู่ ตลอด ความจริงของธรรมชาติ ของจิต ของ กายว่า เวลาว่า ไม่เที่ยง เรา ก็จะ คอยไป บังคับให้ มัน มันเป็นสภาพ ที่ไม่เที่ยง คือเปลี่ยนแปลง เป็น เที่ยง อยู่ ให้ มันได้ อย่างใจ ให้มัน คง ที่ เขา ก็ ธรรมชาติ ทีเ่ ป็น ทุกข์ ทนอยู่ ในสภาพเดิมไม่ได้ ประกาศตัวเขาเอง ว่า เขา ไม่เที่ยง นะ เขา เกิด เป็นธรรมชาติ ที่ บังคับไม่ได้ ไม่ใช่ ตัว ไม่ใช่ ตน ดับ นะ เขา บังคับไม่ได้ นะ เขาไม่ใช่ ตัว ตน นะ เขาก็ ประกาศ ความเป็นอย่าง นี้อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ก็จงดู รู้ และ ยอมรับ กับความ สภาว ธรรม ทั้งหลายมัน ประกาศตัว มันเองอยู่ เป็น จริงของธรรมชาติ นี้ ตลอด ประกาศ ว่า ไม่ใช่ตัว ตน บังคับไม่ได้ ไม่เที่ยง เรา ก็ จะไป บังคับให้มันเที่ยงให้ได้ จะให้ มันได้อย่างใจให้ได้ มัน ก็เลย สวน ทาง กับ ความเป็น จริง ไม่เห็น ความจริง ความจริงเขา กำลังเปิดเผยอยู่ ไม่ ดู ไม่ยอมรับ แล้วจะไป เอา อะไร จะไป ทำ เพื่อ อะไร ทำ ก็เพื่อให้เห็น ๑๔


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ บางคน พอ สงบระงับ ลงไป กลับไม่เห็น นั่นแหละเป็น สิ่งทีก่ ำลัง ปรากฏ เพราะฉะนั้น อะไรเสีย อีก จิตมันเรียบ มันเงียบ มัน นิ่ง การ ปฏิบัติวิปัสสนา ต้องกำหนดรู้ สิ่ง ทีก่ ำลัง ปรากฏ รู้ ปรมัตถ์ ที่ ปรากฏ เราไม่ ดูให้ รู้ ไม่ ตู มัน สงบ กายก็ เบา กายก็ สงบ เลยไม่ พบ เข้า มา จึงไม่เห็น สัจธรรม ความเป็น จริง ปล่อย สภาวะ กลายเป็นอยู่กับ ความ ว่าง ความไม่มี ให้จิต คอยวิ่งออกไป หา สิ่ง ต่างๆ แต่จิตไม่รู้ ตัว อะไร ก็ ตกไปสู่บัญญัติ ได้แต่นิ่งสงบแต่ ของ ตัวเอง ไม่พบ สภาวะ ก็ จะ ละ กิเลสไม่ ได้ กิเลสต้อง เพราะฉะนั้น การกำหนด ดูกำหนดรู้ การ ละได้ ด้วยการ มีปัญญา ถ้า จะเกิดปัญญา สติ 9น ก็ ต้องจับ สภาวะ รู้สภาวะอยู่ตลอด ถ้าไปทิ้ง หา จิตให้เจอนั้น ต้อง ทวน กลับเข้า มา กระแส สภาวะ ไม่เห็น สภาวะ ไปเวิ้งว้าง ว่างเปล่าไม่มี อะไร มัน ก็ ตก ไป สู่สมมติ ของจิต ต้อง ทวน กลับ ไม่ส่งออก แต่ทวนย้อน ความ จริงใน ความไม่มี อะไร มัน ก็ มี อะไร กลับ มา รู้ ดู ที่ ผู้รู้ ตู ที่ใจ ตู ที่ความรับรู้ของจิต เพราะฉะนั้นเวลา ที่จิต มีสติ กำลังไประลึกรู้ ดู อยู่ ก็คือมีจิต มีใจ มี ตัวผู้รู้ มีความรู้สึก อะไร เช่น กำลัง ไปรับรู้ ดูกาย ที่ไหวๆ ขณะ ที่ กำลัง ตรึกนึก กำลังเอะใจ กำลัง สงสัย เดียวกัน ก็รู้ ผู้รู้ไหว พบว่า มีไหวกับ มี ผู้รู้ไหว 9)


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ ในขณะ ทีก่ ำหนด ดู ความ ปวดอยู่ ดูความปวด ว่า ดู ผู้รู้ นั่นแหละเรียกว่า ดูลักษณะ ของ การ อยู่ก็ กลับรู้ ผู้ รู้ ปวด คือรู้ ปวดด้วย รู้ ผู้ รู้ ปวด รับรู้ เพราะฉะนั้น ดู ที่อาการ ดูที่ ความรู้สึก บ บบ อันนั้น เรียกว่า ไป ดูใน ด้านของคุณสมบัติ ด้วย ผู้ รู้ปวดไม่ใช่ ความ ปวด ผู้รู้ ปวดเป็นจิต ปฏิกิริยา ความรู้สึกในจิต อีก ด้าน หนึ่ง คือ ความนึกคิด เวลา ที่ จิต มัน นึกคิด จิตมันไม่มี เป็นจิต ที่ มีสติ รวมเรียกว่า ผู้ รู้ ผู้ ดู ผู้กำลังดู สติ มัน ไม่มี ผู้รู้ ก็ คิดไปๆ ๆ ๆ คิดไปเรื่องนั้น คิดไปเรื่อง นี้ คิดไปเรื่องโน้น นั่นแหละ ปวดไม่ใช่ ปวด เห็นปวด ส่วน ปวด เห็น ผู้รู้ส่วน ลักษณะ ของ จิต เรา จึงต้อง มี สติเข้าไประลึก ผู้รู้ต้อง หัด สังเกต ทวน กลับ มา ที่ จิตใจ สังเกต ความคิด ที่มัน ผุดขึ้น มา บางขณะ ก็ ดูอาการใน จิต การดูจิตก็มี ถ้า สติรู้ทัน ต่อ ความคิด อยู่ บ่อยๆ เนื่อง ๆ หลายอย่างให้ ดู คือ ดู อาการ หรือ ความรู้สึก จนกระทั่งว่า พอ คิด คิด รู้ ทันที พอคิด ความ ตรึก นึก แล้ว ก็ การรับรู้ ใน ด้านของการ รับรู้เรียกว่า ดู ผู้รู้ มัน ก็อยู่ ด้วย กัน แล้วแต่เรา รู้ ทันทีเรื่อง จะ ไม่ ยาว เรื่องก็สั้นเข้า มา สั้นเข้า จะ มอง ด้านไหน มองใน ด้านความรู้สึก หรือ มองใน ด้าน ของการรับรู้ จิตมัน มี แง่ให้ มอง มี มา สั้นเข้า มา จนกระทั่ง คิด ปับรู้ทันที คิด ปับ เหลี่ยมให้ มอง การ ดู ที่ การรับรู้มัน จะ ดู ยาก ที่ ๑๙ ๑๘


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ รู้ทันที เรียกว่า รู้ต้นจิต ทีก่ ำลังจะ คิด (ต้นจิต ความตรึกนึก ความ คิด นึก ความรู้สึก พอ ของความคิด) จิตก็ไม่มีโอกาส จะผลิตบัญญัติ มัน จะ ตรึกนึก เอ้า! รู้ พอจะตรึกนึก รู้ทัน พอ มัน คิด อะไร ไม่ได้ก็ ปรุงไม่ ออก ก็ ไม่มีบัญญัติ มัน ก็ ผลิตไม่ได้ นี่เรียก ว่า ทำลายรัง ทำลาย ที่ จะ ไปเป็นเรื่องเป็น ราว เป็น ความ หมายเป็น โรงงานผลิต บัญญัติไม่ ปรากฏ ได้เลย เพราะ ชื่อ ภาษา ตัดไปหมด เหมือนกับไปทำลาย รัง รู้ทัน รู้ทันความตรึก นึก นึก รู้ นึก รู้ นึก.. ของมัน ไป ถึงรังของ มัน หรือ ถึงโรงงาน ผลิต รู้ ทันที โรงงาน ผลิต ที่จะเป็นบัญญัติ ที่ จะ ไปเป็นเรื่อง เมื่อเป็นเช่น นี้ จิต ก็จะรวม ตัวเป็น สมาธิ เป็น ราว ต่างๆ โดยธรรมชาติ ผู้ ปฏิบัติ ก็ จะ มี ความรู้สึกว่า จิต โรงงาน ของ มัน ก็คือ ความ ปรุง แต่ง นี่แหละ มันเลื่อน ระดับ มี ความดื่ม ต่ำ ลงไป อีกระดับ ความ ตรึก นึก ปรุงแต่ง ปรุง แต่ง ปรุง แต่ง ที่สุด หนึ่ง เรียกว่า สมาธิเกิดขึ้น มาโดยไม่ ต้องไป มัน ก็เป็นบัญญัติ ขึ้น มา เป็นเรื่องเป็นราวเป็น ตั้งใจ ทำ สมาธิ ไม่ ต้องไปเพ่ง อารมณ์ใด อารมณ์ ความหมาย ใน ที่สุดก็เกิด กิเลส ชอบใจ ไม่ 4 6 94 ชอบใจ พอ มีสติไปรู้ ถึงโรงงานผลิต ก็คือ หนึ่งให้ มี สมาธิเสีย ก่อน สติ ยังรู้ทันต่อ ความ คิด ២០ ทัน ต่อจิต ทัน ต่อ ความปรุงแต่ง แล้วก็ ปล่อยวาง ២១


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต ทัน ที่สุด ก็รวมเป็นสมาธิ เวลามีสมาธิ จิตมี ความรู้สึก ดื่มต่ำ ลงไป ก็รู้ อาการ นั้นลงไปอีก สติ ก็ตามรู้ อาการของ จิตที่ มีสมาธิมั่นคง ดื่มด่า หนักแน่น ลงไป ก็รู้ ลงไปอีก แล้ว ก็ อาจจะ ไหวตัวขึ้น มา เปลี่ยนแปลงเป็นไป ตามธรรมชาติ ของมัน จิตจะเปลี่ยนแปลงก็ไม่ ว่า อะไร มัน จะลงไปอีก ก็ไม่ ว่า อะไร มันเปลี่ยนแปลง ก็รู้ ว่ามันเปลี่ยนแปลง เพราะว่าจิต ที่เปลี่ยนแปลง ก็จะบอก อนิจจัง ทุก ขัง อนัตตาให้ ยิ่ง เปลี่ยนแปลงๆ ไปอย่างนั้นไปอย่างนี้ ตลอดเวลา ก็ จะได้เห็นความไม่เที่ยง เห็นอนัตตา ว่าจิต เไกม่มใช่ ตัว ตน สติ ที่ระลึก ก็ไม่ใช่ ตัว ตน ผู้ รู้ก็ ไม่ใช่ตัว ตน ២២


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ เพราะฉะนั้น การ ปฏิบัติ ต้องเข้า มา ดู รู้ จิตใจ ไว้ นิ่งๆ ไม่วิ่ง ตามอารมณ์ หยุดใจให้ ไร้ อยาก หยุด จิตไว้ นิ่งๆ รู้ทุก สิ่งเป็นเช่นนั้น ถึงจิตใจ ฝึกหัด อบรม มา ตามลำดับ รู้จิตรู้ใจ เอง หยุดจิต ก็ จะรู้ จิต ที่กำลังเป็นไปอยู่ทุกขณะ ลด ละ ปล่อยวาง หยุดจิต หมายถึง ไม่ ต้อง จงใจแล่นไป วางอยู่เสมอ ๆ การ ปฏิบัติ ก็จะไม่มีอะไรยุ่งยาก รับอารมณ์ จริงอยู่ ในเบื้องต้น ที่เรา ฝึกฝน คน ที่ทำได้ ก็ดูเป็นของ ง่ายๆ คน ทำ ไม่ได้ ก็ดู ปฏิบัติ มา มี การ จงใจ ที่จะ นำ จิตไปรับ อารมณ์ ยากแสน ยาก เหมือนเส้นผมบังภูเขา ต้อง ไปรับตรง นั้น ไปรับ ตรง นี้ บางทีก็ บังคับให้ไป พลิกให้เป็น พลิกนิดเดียว ถ้า พลิกเป็น ก็เป็น อยู่ตรงนั้น บังคับให้ อยู่ ตรงนี้ ยัง มีความจงใจ ของไม่ได้อยู่ไกล ไม่ ได้ อยู่ ที่ไหน มันก็ อยู่ ที่ใจ มี การจัดแจง มี การบังคับจิตอยู่ ใหม่ๆ ก็ ทำ ที่ ผู้รู้ ที่ ดูอยู่นั่นแหละ มองข้ามไป ข้าม มา จึง ไปอย่าง นี้แหละ ฝึกใหม่ ๆ ก็ ทำ กัน อย่าง นั้น หา ไม่เจอ เพราะฉะนั้น พลิกดูให้เป็น นี่คือการ แต่เมื่อฝึฝกึมกามกาขกึข้ึ้น มากขึ้้นน ก็ กลับตาลปัตร ที่เราจะ ต้อง ฝึก มา ตามลำดับ ยิ่ง ทำ ไป ก็ยิ่งให้ คือกลับ มา ดูเฉยๆ ไม่ไป ไม่วิ่งไป ไม่ แล่นไป มี ความเป็น ปกติ มาก ขึ้น ไร้ จาก การ บังคับ ยิ่งขึ้น ไม่ ฝักใฝ่ไขว่คว้า ค้นหาอารมณ์ หยุดดูเฉยๆ ปฏิบัติโดยไม่ ต้อง บังคับ อะไร ที่สุด คือหยุด ២៩ ២៤


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ เรียก ว่า หยุดจิตใจ ไว้ นิ่งๆ แล้วจิตก็รู้จิตของ ไม่ วิ่งไป ตาม อารมณ์ ก็ ไม่ ได้ หมาย ถึงไป บังคับ จิตไว้ ก็ ยัง ปล่อย ฟรีๆ อยู่ อย่าง นั้น แหละ มันเอง ไม่ ได้ บังคับจิตให้ หยุด แต่ มัน หยุด ได้ ด้วย การ รู้ทันจิต แล้ว ก็ไม่ทะเยอทะยาน ออกไป มัน เมื่อ จิตไม่ฝักใฝ่ไปใน อารมณ์ ก็จะหยุด ก็ อยู่ของ มัน แต่ มัน ก็อยู่ในลักษณะ ที่แกว่งได้ หยุด ด้วย การรู้ทัน จิตรู้ จิต คอย สังเกต ดู ว่า ขยับ ได้ แกว่ง ก็ แกว่งไม่ มาก พอ มัน แกว่ง ก็รู้ มัน จะ มี การ บังคับไป ก็วางอยู่เฉยๆ ทำเหมือน ไหวก็ รู้ จิตจะไหว อย่างไร ก็รู้ รู้มันก็ไม่ หลุด ผู้ไม่ได้ ปฏิบัติอะไร มาหยุด อยู่ แต่ มัน ก็รู้ของ ไปไหน มันเอง สติจะทำหน้าที่ เรียก ว่า ทำ เหมือน ไม่ได้ ทำ ปฏิบัติเหมือนไม่ได้ ปฏิบัติ อยู่เฉยๆ แท้ๆ แต่มันก็ทำของมัน คือ สติสัมปชัญญะ ทำ หน้าที่คอยรู้ เอง ถึงไม่ ดู มัน ก็รู้ อยู่ มัน ก็จะ เกิดความ พอดี เกิดความเป็นกลาง ทุกอย่าง ก็ จะเบา แล้วก็จะดูรู้อย่างละเอียดขึ้น อะไร จะ มาสัมผัสถึงจิต มัน ก็ รู้ หยุดจิตใจไว้ นิ่ง ๆ ២៦


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ เหมือนกับ ลูกตุ้ม นาฬิกา ถึง มัน จะแกว่ง จับเขา ตรึงเข้า ไว้เฉยๆ เขา ก็จะ ขัดเคือง จะ ก็ไม่ หลุดไปไหน เพราะ มัน มีห่วง คล้อง อยู่ ร้อง ตาม นิสัย ของเด็ก ที่ ต้องวิ่ง ต้องเล่น คน อัน นี้ ก็เหมือนกัน มี สติ คอยรู้อยู่ ก็ ไม่ หลุด เลี้ยง เด็ก ต้องรู้นิสัยของเด็ก ปล่อยให้เขา ไป ไหน แต่มันก็ แกว่ง ได้ หรือเรา นั่งอยู่ นิ่งๆ วิ่งเล่น ไม่ไป บังคับไว้ แต่ว่า สายตา ต้องชำเลือง เรา ก็ไม่ได้ บังคับให้ มัน นิ่ง มัน ก็ ขยับ ได้ บ้าง น เปรียบเหมือนกับตน คน ที่นั่งอยู่ก็รู้ตัวอยู่ ตัว ดูอยู่นะ ผู้เป็นแม่ เป็น พ่อ เป็น พี่เลี้ยง คอย ดู ຈະ ຍ ອັນ ກໍ່ຮູ້ ເຕ່ກໍໄມ່ລຸກໄ ly114 ເຍັນື້ອ ຍັນ เด็ก ไม่ใช่ ปล่อยเขาวิ่ง ตามเรื่องตามราว คือดูแล เขา อยู่ แต่ให้เขา อยู่ใน กรอบ อยู่ใน บริเวณ บ้าน ขา แล้วก็ไม่ ลุกไปไหน เพราะรู้ อยู่ แต่มันก็ ใน บริเวณรั้วเหล่า นี้ แต่ดู เขาอยู่ ถ้าเกิดเขา จะ ขยับเขยื้อน ได้ จิต ก็เหมือนกัน เรา มี สติ คอย พลัดออกไปจริงๆ ก็ ต้องไป แตะ กัน หน่อย ไป ดูคอยรู้อยู่ แต่ก็ไม่ได้วิ่งไปไหน แต่มันก็ รั้งไว้ หน่อย แต่ ถ้าอยู่ใน กรอบ ก็ ปล่อยให้เขา ขยับ ตัว ของมันอยู่ ก็ จะไม่เกิด ความกดดัน วิ่งไป เด็กเขา ก็ สบายของเขา จิตเหมือนเด็ก ธรรมดาเด็กก็ซุกซน จิตใจ นีเ้ หมือนกับเด็ก ถ้าเราไป บังคับ เล่นโน่น ปืน นี่ เราเป็น คนเลี้ยงเด็ก ถ้าเรา ไป ตรึงไว้ มัน ก็อึดอัด ขัดเคือง ต้องให้ มัน ขยับ ตัว ២៨ ២


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ ได้ จะไป ตรงไหน ก็ ปล่อย มัน ตรงนั้น แต่ให้ สำหรับ คน ที่จิตใจ ฟัง ถ้าเราข่มอาจจะ อยู่ ใน กรอบ จิตจะไปรู้ ตรงไหน ตู ตรง ไหน อย่างไร ก็ให้อยู่ใน ตัว นี้ รู้อยู่ใน ตัว นี้ นอกจาก อยู่ บาง ครั้ง บาง ครั้งปะเหลาะก็อยู่ บางครั้ง จะออก นอก ตัว แล้วรู้ทัน รู้ทันก็ กลับเข้า มา ดูแลอยู่ ดูจิตดูใจอยู่ ใน ที่สุดมันก็หยุด ของ ไม่เอาสักเรื่อง ข่ม ก็แล้ว ขู่ ก็ แล้ว ปลอบ ก็ แล้ว ก็ ยังจะ ฟุ้งซ่านอยู่ อย่างนั้น ก็เลย ต้อง ปล่อย มัน เด็กวิ่งไป วิ่ง มาเดี๋ยว ก็ หมดเรื่อง ที่ จะเล่น จะ ฟัง ก็ ฟังไปเลย เหมือนเด็กอยากจะร้อง ก็ นั่ง สงบ แล้วก็ นอน สงบ อยู่ ตรง นั้น เวลา ก็ร้องไป แต่ว่าพ่อแม่ชำเลืองดูอยู่นะ เขาร้อง เด็กเกเรร้องไห้ เราไป บังคับเขา ก็ ยิ่งร้องใหญ่ ไป สัก พักเห็นใคร ไม่ สนใจเขา ก็ เงียบไป จิตก็ เด็ก บางคน ญ่อาจ จะเงียบ บาง คนเอา อะไรไป เหมือน กัน อยากจะฟัง ก็ฟังไป หนัก เข้า ก็ หยุดของ มันเองได้ ที่ มัน ไม่ หยุด เพราะ บางที ปะเหลาะ ให้ ก็เงียบ บางคน ปะเหลาะ ก็ไม่เงียบ เราไป บีบ มัน ไว้ จะ ฟัง ก็ บีบ ไว้ จะ ฟัง บีบไว้ ขู่ ก็ไม่เงียบ ก็ต้องปล่อยไป แต่ ดูแลอยู่ การ ที่เราไป บีบกลับยิ่งทำให้ ฟัง เหมือน ถุง น้ำ เหมือนจิต นี้ ข่มก็ ไม่อยู่ ปลอบโยน ก็ไม่อยู่ ถ้า วาง อยู่เฉยๆ ก็อยู่ อย่าง นั้น ถ้าเราไป บีบ ก็ ต้องปล่อย มัน ก็ ปลิ้นไป ปลิ้น มา จิต นี้ไป บีบไปบังคับ มัน 00 ๓๑


เก๒ปภมบีนาวำ๕กวชหข๕นนัา๒ดมการ พเ.จอตณหคมวณ์ััรหดนะยตนงรคารศรีอยุุธธยยาา ที่ m วสัำนคัญ พิธี กลวบแัาวลำนสชะหิกนขดา มวัานฆบูชา บวช กว๕๗ทเีเข(๑ค๓)่่ัส.ำึด๒น้า๓พืนร.อ์น . แ)คเ๑(๓ท๕กลอวี่ำัาด.ร๐๒นงสืพมคิอ.ากนรขา วเที่สัานร์ )๕เค๒แ(่ำดรืมอน บวช ๕เ9ม๒.ย. เ๕ว๑ลอแทค(ี่ำัมดาร๒๔นง.ืสมคยอิา.นกรขา สวังนกรานต์ พว๕๗ที่ั.ฤ๒นคห.ัส เ)5ค๑(ข่ำึด้๔ืนอน เ๕วก๔ที่สั.๒านคร.์ ๕(พ๑คเ5)ทลอ๒วแี่ำัาด.ร๐๒นทสืคมิอ.ตกนยข์า วัินสาขบูชา บวช ๔อวัานสาฬหบูชา จ๕วท๑สี่ั.๐๒นคท.ร์ ๑)๔เคข(่ำึด้๒ืนอน เลแก)๘วค๑(|พท๕ี่ำุัา.ดขรลธ๒นสคื้มะิ.อากนพขรารษา บวช เ)๔ค(แ่ำดรืมอน บวช แ๕สวล๗(๑ทพี่ัคเ๔)า.ฤ่ร๒ำ๓นสคดหมิ.ืักอสขนา ชแ|ว๕ามัหต่น่ิง บวช ศว๕ต๒ทีุ่ั.ก๒นคร์. ข ๑เ)คข(่ำึด๑้๓ืนอน 9 อวัอนกพรรษา ลจ๕ต|วที่ั.า๒นคสท.ิรก์ขา ๑เ)ค(แ่ำดร๑ืมอน ชแพว๗่าหัอต่นิง บวช ๕ทพว๓ธีั่.ฤ๒นคห.ัส เแ๑)ค(่ำดรืมอน T เ)๑ค๔(แ่ำดรืมอน ลอธวท|๕5ี่าั.า๒ทนคสิ.ิตกย์ขา ใปขวีึัห้นม่ ๕พว๓ทธี่บ.ัฤ๑๒คนวห.ัชส T ๑๒เคข(่ำึด้๕ืนอน d 64 ลอมว๓๕ที่าั.๒ทนสคิิ.ตกยข์า T เแ)๓ค(่ำดรืมอน อแเว๑ท๕(๓ค๕)ี่ำาัมดป•ทร๒ท๒ีน.รือมิะยอดตจ.นยำผ์้าป่า 1 ทสคว๕๑)พข(อทเี่าำอึัาด.ม้๔๒นทดืยนัิอก.คตนฐคยี์ิน ๕พบ)เ๑คแ(ธ๓ทชวทแอีด่ำัฤ.ดรุ๒บนคหืนุมทร.ัอญิสพนศ เภสใชบว)ม(่ัานำทนวนวกคงศชนขักาัญามล ๒๑น.เว.๖ล.าoo รคมบพ•วล๓ีิืัะวอธอนีชบ ๒วตตแเผ[.ไ)นบ๓คทอใจ(]ูำ้มด.ัท่้วิะนาล๑อ่้ีานอลกชนหะย่.งนาาย0ลงร0 ๑เน).วแ(ั.วว๐ร๒นลล.กาา0๐0๐ ๐.นเ)บ(ไวทมภพปดิรุัวนาอท๙ว้ธะกนลีกวศ.จชาขำนก๐ัาา๐มล 0เร.นค๑วลมพีิัืวาะ9อธนอลสี.บาิ0ก0ขา


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ ก็เลยแกว่ง มัน ก็เลย ฟังไป ฟัง มา เรา ก็ ต้อง โลภ ความโกรธ ความ ฟุ้งซ่าน ความขัดเคือง ใจ ดูจิต บาง ครั้งก็ข่มอยู่ บาง ครั้งก็ ช่มไม่ อยู่ รู้ ว่าเป็น กิเลสเป็นศัตรู ก็ แก้ได้ ผ่าน พ้นได้ บางครั้ง ปลอบ อยู่ บาง ครั้ง ปลอบไม่อยู่ ก็ ต้อง สิ่งเหล่า นี้มัน ไม่ มา ตรงๆ มัน มาทำเป็น ‫لو‬ มิตร ให้เรา หลงใหล พอใจใน ความ สงบ พอใจ ปล่อย ฟัง มากแต่ ก็ คอย ดูๆ คอยรู้ไป อย่าง ใน นิมิต พอใจใน ความ ว่าง พอใจในสิ่งที่ ดี ปล่อย วาง é การปฏิบัติธรรมจึง ต้องมี กลยุทธ์ ต่างๆ นั้น แหละ มันหลอกให้ พอใจ ให้ หลงใหล ให้ พลิกแพลง บางเวลา บางขณะใช้แบบเดียว เพลิดเพลิน เลยกลายเป็นถลำตัว เป็นเหยื่อ อย่างเดียวไม่ได้ การต่อสู้กับศัตรู เรา ก็ ต้อง มี กลยุทธ์ มี วิธี มี อาวุธ หลายอย่าง มาใช้ ถ้าเรา ของ ศัตรู เหยื่อของกิเลส โดนหลอกเอา จน ได้ ใช้ ดื้อ ๆ ไปอย่างเดียว กิเลส มันรู้ ทาง มัน ก็ ตลบ มาเล่นงาน อย่างใด จนได้ กิเลส มัน มาเป็น ต้องระวัง ตูใจของ ตนเอง ว่า มี อะไร มา หลอก ศัตรูไม่ได้ มัน ก็หลอกว่าเป็น พวก เราไม่รู้ ตัว ไหม หลงใหลเพลิดเพลิน อยู่ใน ความสงบไหม มัน ก็ หลอกจนได้ ถ้า รู้ทันว่า นี่คือศัตรู ความ สงบ แล้ว พอใจ ติดใจ นี่ ถูก หลอก อย่าลืมว่า ๓๔ ความพอใจ ติดใจก็เป็น กิเลส อย่าเข้าใจว่า มันเป็นมิตร การ ปฏิบัติ ก็จะไม่ ก้าวหน้าได้ m๕


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ ละ ให้รู้ ให้ ละ ผู้ทรงคุณ มี ญาณวิเศษ บาง ที่ หลอก ว่าเรา เป็นพระอรหันต์แล้วก็มี เพราะฉะนั้น ต้อง ทุกอย่าง อย่าไป หลงเพลิดเพลิน ยินดี พอใจ อย่า เชื่อกิเลสง่ายๆ อย่าเชื่อใจ ตัวเอง ต้อง อารมณ์แห่งความสงบ อารมณ์ของ ปีติ อารมณ์ วิเคราะห์ พิจารณาทำใจให้เป็นกลาง แล้วทุก ของความสุข มันยั่วยวนชวนให้หลงใหลติดใจ อย่างเรา ก็ จะ ตัดสินได้ ออก อย่า น้อมใจเชื่อ ยิ่งไม่เคยพบ ไม่เคยเจอ ต่อ ความสุขสงบ พอ อะไรใน จิต ตัวเอง ยิ่ง บาง คนเกิด นิมิตอะไร มาเจอแล้วมัน ก็ ติดใจ เหมือนได้นอน ได้ นั่ง ขึ้น มา เห็นภาพ นิมิต ก็จะ ถูก หลอกไปเรื่อย ห้องแอร์ เย็นสบาย ไม่อยากออก ติดอยู่ อย่าง นั้น ก็ ไม่ ก้าวหน้า เพราะฉะนั้น ต้อง ละ ถ้าไป หลงเชื่อ ก็ไป ตามนิมิตเรื่อย ๆ บางทีก็ถูก หลอก ด้วย ญาณ รู้สึก ว่าเรา มีปัญญา ดี พอ มัน ความ พอใจ ติดใจ หลงใหล เพลิดเพลิน เกิด ธรรม อะไรขึ้น มา คิด พิจารณา ทะลุปรุโปร่ง บางที มัน ก็ มา หลอกใน ทางอื่น จน บางครั้ง คิดแล้วคิดอีก แล่นไปเรื่อย ถูกหลอกน่ะ หลอก ว่าเราเป็น ผู้วิเศษ ก็ได้ หลอก ให้เรา คิด มันเอา ความ รู้ เอา ญาณ มาให้ หลอก พอมี ว่าเราเป็น ผู้สิ้น กิเลส ก็มี ทำไปทำมาบางที่ถูก หลอก ว่า เป็น ผู้วิเศษ เราเป็น ผู้มีฤทธิ์ เป็น ความรู้ความเข้าใจ ก็เตลิดไปกับ ความรู้นั้น m5 ๓)


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เลย ลืม ปัจจุบันหมด ลืม ปรมัตถ์ ที่เป็น ปัจจุบัน มัวไป คิดใน ธรรมะ วิจัยใน ธรรมเสีย มากมาย แล้วก็ หลง ว่าเรา ปัญญา ดีรู้ แจ้ง เรา มี ญาณ มี ความเข้าใจได้ หมด มัน หลอกเอาไป จนได้ เพราาะะฉฉ.ะนั้น ผู้ปฏิบัติต้องรู้ทันใจ พอ จิต จะเริ่ม ปรุงในเรื่อง ธรรมะก็ตาม กำลังวิจัย วิจารณ์ อะไร ก็ให้รู้ว่าไปบัญญัติ แล้ว เป็นอดีต อนาคต เป็นสมมติแล้ว รู้ทัน รู้ตัว รู้ใจ กลับมาสู่สภาวะที่เป็น ปัจจุบัน ฉะนั้น การ ปฏิบัติ นี้ จึง ต้องรอบคอบถี่ถ้วน จำเป็น ที่ จะ ต้องเชี่ยวชาญ ใน การ ตาม ดูรู้จิตใจ หากปฏิบัติไม่เข้าถึงจิตใจ ดู จิต ดูใจไม่เป็น มัน ก็ ตกเป็น ทาส ของ กิเลส อยู่นั่นแหละ กิเลส หลอกไปจนได้ ถ้า ตาม ดู ๓๔


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ อะไร ไม่ ออก ก็ให้ ดูเข้า มาที่ใจ รู้ มาที่ใจ รู้ มา ธรรมชาติ ส่วนหนึ่งทีเ่ ป็นรูปธรรม ส่วน หนึ่ง ที่ ผู้รู้ไว้ ก็ จะเป็น จิตใจ ที่ อยู่เหนือ ทุก สิ่ง ทุก ก็เป็น นามธรรม คือว่า มีสิ่ง ที่เรียกว่า รูป มี สิ่ง ที่เรียก ว่า นาม มี สิ่ง ที่เรียก ว่า “ขันธ์ ห้า” อย่าง จิต จะเป็น อิสระ ใน ตัวเอง ไม่เป็น ทาส คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของกิเลส ไม่เป็น ทาสของ อารมณ์ จะ มี อะไร รูป ก็ไม่ใช่ ตัวตน เวทนา ก็ ไม่ใช่ตัว ตน สัญญา เข้ามา ในจิตใจก็ตาม อาวุธ ที่ดีที่สุด ที่ จะ คุ้มกัน ก็ ไม่ใช่ตัว ตน สังขาร ก็ไม่ใช่ตัวตน วิญญาณ จิตเราได้ ก็ คือ การ มีสติรู้เท่าทัน ต่อจิตใจ ก็ไม่ใช่ ตัว ตน สติเป็นธรรม ที่ พึง ปรารถนาใน ที่ ทุก สถาน รูปังอนิจจัง รูปไม่เที่ยง, รู ปังอนัตตา ใน กาลทุกเมื่อ จะ อยู่ ตรง ไหนจะ ทำ อะไรก็ ต้อง รูปไม่ใช่ ตัว ตน, เวทนาอนิจจา..เวทนา ก็ไม่เที่ยง มี สติไว้ ฝึกไว้ รู้ไว้ จะเห็นว่า การ ปฏิบัติธรรม เวทนาอนัตตา เวทนา ก็ไม่ใช่ ตัว ตน, สัญญา เป็นเรื่องรู้อยู่ใน ตัว ใน กาย ในใจ ของ ตนเอง อนิจจา.. สัญญาไม่เที่ยง, สัญญาอนัตตา ให้เกิด ความรู้แจ้งเห็น จริง ว่าทุกสิ่งไม่ใช่ตัว ตน สัญญาไม่ใช่ ตัว ตน, สั ง ขา รา อนิจจา สั ง ขารา ชีวิต นี้ไม่ใช่ ตัว ตน ไม่ใช่คน ไม่ใช่ สัตว์ ไม่ใช่ อนัตตา สังขารไม่เที่ยง สังขาร ไม่ใช่ ตัวตน, เรา ไม่ใช่ของเรา สักแต่ว่าเป็นธาตุ เป็น ๔๑ ceo


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ วิ ญ ญา ณัง อนิจจัง วิ ญ ญา ณังอนัตตา...วิญญาณ ที่เกิดดับ รูปก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา อะไร หาก ไม่เที่ยง วิญญาณไม่ใช่ ตัว ตน กำหนดเป็น ก้อนเป็นกลุ่ม มัน ก็ ยึดเป็น ตัว ตน ฉะนั้น ต้องดูเข้า มา ที่รูป เวทนา สัญญา 6 สังขาร วิญญาณ วิญญาณ ทาง ตา คือ การเห็น กำหนดกระจายลงไป ไป ที่ความรู้สึก เยน วิญญาณ ทาง หู คือ การได้ยินเสียง วิญญาณ ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ถึง สี เสียง กลิ่น ทาง จมูก คือ การรู้กลิ่น วิญญาณ ทางลิ้นคือ รส ให้เห็นแต่ละ อย่าง จึงเห็น ปรากฏว่ารูป มี การรู้รส วิญญาณทางกายคือ การรู้สึกโผฏฐ พ ลักษณะ แห่ง ความเสื่อม สลาย กระทบ แล้ว พารมณ์ เข้าไปรู้สึกเย็นร้อนอ่อน แข็ง หย่อน ตึง ก็สลาย กระทบ แล้วก็สลาย เหมือน คลื่น ที่ วิญญาณ ทางใจ ก็ คือ การ นึกคิด การรู้สึก ต่อ กระทบฝั่ง พอกระทบแล้วก็แตกสลายไป สิ่ง อารมณ์ ตลอด ทั้ง ผู้รู้ ผู้ ดู เป็น มโนวิญญาณ ต่างๆ ที่เป็นรูปพอมากระทบแล้วก็แตกสลาย ไป ทาง กาย ถ้ารู้ที่รูป ต่างๆ เห็นความเสื่อม อย่า หลง ว่า มันเป็น ตัวเรา ให้เห็น ว่า ไม่ใช่เรา สลายจึงรู้สึก มัน พริ้วๆ อยู่ ทั่วๆ กาย เสียง ‫زورو‬ กระทบ หู ก็ดับไป ดัง ก็ดับ สีกระทบตา กระทบ ได้ยินไม่ใช่เรา คิด นึก ไม่ใช่เรา ผู้ รู้ไม่ใช่เรา ก็ ดับ กลิ่นกระทบ จมูก ก็ดับ รส กระทบ สิ้น สักแต่ว่าเป็นวิญญาณ คือ สักแต่ว่าเป็นธาตุรู้ 4) ៤២


กล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ ก็ ดับ คือมันแตกสลาย รูป มัน มีลักษณะ เพราะฉะนั้น ต้อง ฝึกฝน กันไป อย่าง นี้ เมื่อ อย่างนั้น แต่มันก็ เกิดใหม่ ทยอยกันเกิด เรารู้เข้าไปสู่วง ในได้ ไปรู้จิตรู้ใจ รู้ความรู้สึก ทยอยกันดับ เป็นไปอยู่อย่าง นี้ พอเห็นอย่าง นี้ ได้ ก็ ถือว่าเราเข้าไปถึง ขั้น ปร มั ต ถธรรม แล้ว เห็น มาก ๆ มัน ก็ จะได้ คลาย ลด ละ เลิก ไม่จำเป็น ต้องไปเอาสมมติบัญญัติ แล้ว คัด ทิ้ง ความ เข้าใจ ผิดที่ เคย ยึดถือ เป็นตัวเป็นตน สมมติบัญญัติออกไป แต่ ถ้า ยังรู้ วงในไม่ได้ ก็ ต้องเอา บัญญัติ มาเป็น สื่อ สื่อ นำ เข้า มา ไป เป็น คนเป็น สัตว์ เพ่งลม หายใจเข้า เพ่ง ลม หายใจ ออก เข้า รู้ ออกรู้ ยาว สั้นรู้ เพื่อให้จิตมันอยู่ แล้วก็ รวมรูเ้ข้า มาใน ความรู้สึก ข้างใน ใน กายในจิต é หรือ คอยรู้อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน อิริยาบถย่อย ตู้ เหยียด เคลื่อนไหว ก้ม เงย เหลียว ซ้าย แลขวา ให้รับรู้ รับ ทราบ ให้จิต มันเกาะ อยู่ รู้อยู่ กับ การ ขยับเขยื้อนเคลื่อน ๔๕


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ กาย ยืน เดิน นั่ง นอน เมื่อจิตใจ ทรงตัว จิตรวมเป็น สมาธิ แล้วรวมรู้เข้า มา สู่ ความรู้สึก อยู่ รู้ตัว อยู่ แล้ว ก็รวมเข้าไปรู้ ถึง ข้างใน ที่ ภายใน กายใน จิต แล้วก็ปล่อยสมมติออกไป นี่ การ ปฏิบัติ ต้องเข้า มาวงใน มา รู้ ข้างใน รู้ใน เป็น ความรู้สึกใน กาย ในจิต มัน ก็ จะเข้า มา ความรู้สึกใน กายในจิต จะรู้เข้ามาด้วยวิธี เหมือนกัน จะเข้า มา ด้วย การ มีลม หายใจเป็น อย่างไรก็ตาม ที่สุด แล้ว ก็เหมือนกัน แต่สื่อ ที่ สื่อให้เข้า มา หรือจะเข้า มา จาก อิริยาบถ ยืน เดิน จะรู้เข้า มา มี ต่างๆ กันออกไปแล้วแต่จริตนิสัย e แล้วแต่ความถนัด แม้แต่ การ พิจารณา ใน ความ นั่ง นอน อิริยาบถย่อย คู เหยียด เคลื่อนไหว เป็นธาตุ บาง คนถนัดแยก กาย ออกไป พยายาม สื่อเข้า มา มารู้ ถึง ความรู้สึกข้างใน ใน กายใน นึก กาย ส่วนนี้ธาตุดิน กายส่วน นี้ธาตุ น้ำ อัน นี้ จิต ก็ได้เหมือน กัน ธาตุไฟ นี้ ธาตุลมเป็นกอง หนึ่ง ดิน ก็ไป กองหนึ่ง บาง คน ก็ใช้อาการ ๓๒ เป็นสื่อเข้า มา ไฟ ก็ไป กองหนึ่ง น้ำ ก็ กอง หนึ่ง ลม ก็กอง หนึ่ง น แยกไปแยก มา จิตใจก็ สงบ แล้วก็ จึงรวมรู้เข้า มา ผู้ ดูจิต ดูใจ ดู ความรู้สึก ดู ความเป็น ไปใน พิจารณา ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น ๔) กระดูก หัวใจ ตับ ปอด ไส้ อุจจาระ ปัสสาวะ เลือด เหงื่อ เสลด น้ำลาย น้ำตา เหล่า นี้ เป็นต้น กลับไปกลับมา จิตใจสงบ ส ลดสังเวช ๔๖


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ กายในจิต จิตมีสมาธิก็ดูความรู้สึกที่มีสมาธิ สื่อเหล่านั้นก็ ปล่อยออกไป หลุด ออก ไป ไม่มี มีปีติ มีความสุข ก็ดูมาที่ปีติ ที่ ความสุข คำ บริกรรมใด ๆ น เหมือนคนที่ ฝึกรู้เข้า สู่วงใน ดู ใน กายใน ดู กันไป ตลอด ทั้ง ผู้รู้ ดู ผู้รู้จนเห็น ความ จิตเป็น แล้ว ทำ บมัน ก็เข้าไปได้ เลย ชำนาญ หมดไปสิ้นไป ดับไป มันก็เข้า มา สู่วิปัสสนา ได้ แล้ว ก็เข้าไปเลย รู้ช่อง ทาง ที่จะจับความรู้สึก นี่โดยอาศัยธาตุทั้งสี่เป็นสื่อ อาศัยลม หายใจ ไม่ใช่ ว่าเรา ทำ ทีไรก็ ต้องไปเริ่มต้นไต่ ลม หายใจ เป็น สื่อ อาศัยอิริยาบถเป็น สื่อ อาศัยพิจารณา ไต่ อิริยาบถเข้า มา เมื่อเราเข้าใจ ฝึกหัดจน ชำนาญ ก็เข้า มาเลย ปฏิบัติ ก็ รู้สภาวะไปเลย ซากศพชนิดต่างๆ เป็น สื่อเข้า มา พอเข้า มา ระลึก รู้รูป รู้ นาม รู้ ปรมัตถ์ รู้จิตรู้ใจ รู้ แล้ว มัน ก็ไม่เอาแล้วสมมติ ไม่ต้องไปนึกคิด ทั่วๆ ไป เพียง แต่ คอย ปรับ ผ่อน ปล่อยวาง อะไรใน สมมติบัญญัติ มี คำ บริกรรม ที่เคยใช้ รักษา ความเป็นกลาง ไม่ ยินดี ยินร้าย ไว้เท่านั้น ก็ ปลดออกไป เพราะอันนั้นเป็นเพียง สื่อ เป็น เครื่องกำกับให้จิตอยู่กับ กรรมฐานที่ทำ อยู่ แหละ ถ้า มันออกไปอีก ก็รวมรู้ รู้เข้า มาในจิต พอมันเข้า มารู้ข้างใน รู้จิตรู้ใจ รู้ความรู้สึก ๘๙ ๔๔


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ แม้มันจะคิ ตออก ไป ข้าง นอก พอรู้ ที่ความ คิด กำหนดรู้เท่า ที่ อะไร จะ ปรากฏ รู้อันนั้น รู้อัน นี้ มันก็ เข้า มา ข้างใน ไม่ ต้อง ดึง มามัน ก็เข้า มา อยู่ แล้ว แล้วแต่มัน จะรู้ บางที่ ก็รู้ความไหว ที่กาย บางที ก็รู้ที่ใจ บาง ที่ ได้ยินเสียง บาง ที่ก็รู้ความรู้สึก พอรู้ ที่คิด มันก็ กลับเข้า มา สู่ข้างใน อยู่ แล้ว ในจิต รู้ความคิด รู้ความไหว รู้ใจ ที่รู้สึก เพราะ ความคิด มันอยู่ใน ตัว นี้ แต่ อารมณ์ ของ รู้ความตรึกนึก รู้ไปเป็นขณะ ๆ ๆ รุดหน้า เรื่อย ๆ ๆ ๆ ไป เหมือน ดูแต่ของใหม่ หมด ความ คิด มันเป็นเรื่องราว ภายนอก พอ สติ ปล่อย จากเรื่องราว มารู้ ที่คิด รู้ ที่คิด มันก็ กลับ แล้ว ก็ แล้วไป ดูใหม่ ดูเฉพาะ ที่มัน ปรากฏ ชั่วขณะที่เป็น ปัจจุบัน ปัจจุบัน นิดเดียว มา รู้ข้างใน เมื่อรู้ความคิด แล้ว มีอะไรเกิด ต่อ ก็ รู้กัน ต่อ ๆ ไป คิดอีกรู้อีก มี ความรู้สึก อะไร นิดเดียว ปราก ฎแทรกซ้อน สลับเข้า มา ก็รู้กันไป เพราะฉะนั้น อย่าไป ห่วง บางคนก็ห่วง การปฏิบัติเมื่อ ช่า นา ญ การรู้อยู่ ภายใน กลัว จะไม่มี ปัญญา ก็ไปวิจัยวิจารณ์ไป อีก แล้ว ก็ จะไม่เลือก อารมณ์แล้ว ไม่มีรูป แบบ เลย กลายเป็นนึกคิดเอา ให้ มี สติรู้ ปัจจุบันๆ ๆ ไม่มีกฎเกณฑ์ว่าจะ ต้องรู้ ตรง นั้น มาตรงนี้ ให้มัน สั้น ที่สุด ชั่วขณะนิดเดียวนิดเดียวให้ได้ มันไม่เป็นอย่าง นั้นแล้ว ทิ้ง รูป แบบ ทั้งหมด ๕๑ ๕0


ก ล ยุ ท ธ์ รั ก ษ า จิต เข ม รั ง สี ภิ ก ขุ ก่อน ปัญญาก็ แจ้งขึ้น มาเอง ขอให้ สติ อยู่กับ จิต ได้ ระยะ ยาวขึ้น ความเป็นกลาง ความ ปัจจุบันไว้ รู้ทันรูป นามใน ปัจจุบัน อย่าง ต่อเนื่อง พอดี การอยู่กับ ปัจจุบันก็จะอยู่อย่าง ต่อเนื่อง แล้วก็ จะ เห็นเกิด ดับ มากมาย เห็นอนิจจัง ได้ มากขึ้น ก็จะเป็น ปัจจัย ต่อ การรู้แจ้งได้ ทุก ขัง อนัตตาเอง การรู้เห็นอนิจจัง ทุก ขัง มากขึ้น ฉะนั้นก็ พยายาม ฝึกฝน อบรมกันไป อนัตตา ที่เป็นวิปัสสนา มันรู้โดยฉับพลัน ตามที่ได้ แสดง มา ก็เห็นว่า พอ สมควรแก่ ไม่ได้เกิดจาก การ คิด นึก เป็นปัญญา อัตโนมัติ เวลา ขอยุติไว้ แต่เพียงเท่า นี้ ขอความสุข เรียก ว่า ภาวนา ม ย ปัญญา ความเจริญใน ธรรม จงมี แก่ทุกท่าน เทอญ การปฏิบัติ จึงต้อง ดำเนินไป อย่าง ถูก ต้อง เป็นกลางพอดีๆ ไม่เพ่ง แต่ไม่เผลอ เวลาเรา ៥៣ ฝึก ใหม่ ๆ คอย จะ ตกไปข้าง ตึง บ้าง ข้าง หย่อน บ้าง เพ่งเกินไป พอ ผ่อน ลง มา ก็ หย่อน มัน ไม่พอดี พอดีได้ หน่อยมัน ก็หลุดไป อีก ก็ ต้องคอยปรับ เมื่อชำนิชำนาญ ก็ จะ ประคอง ៥២


กำหนดการอบรมวิปัสสนา กรรมฐาน ครคัร้งงทที่ GO วันเสาร์ ที่ ๑๗ - วัน อาทิตย์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ ระยะเวลา ๙ วัน ประจำปี ๒๕๕๒ ครั้งที่ ๑๑ วันเสาร์ ที่ ๒๑ วันอาทิตย์ ที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ณ วัด มเหยง ค ณ์ ต. หันตรา ครั้ง ที่ ๑๒ วันเสาร์ ที่ ๑๔ วัน อาทิตย์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ อ. พระนครศรีอยุธยา จ. พระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ ( O๓๕) ๒๔๒-๘๙๒, ๒๔๔-๓๓๕ หลักการ คครัร้งง ทที่ 9 วันเสาร์ ที่ ๑๗ - วันอาทิตย์ ที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๒ รับสมัครเฉพาะผู้ที่มี ความตั้งใจ จริงๆ ใน การจะอบรมเจริญ ครั้ง ที่ ๒ วันเสาร์ ที่ ๒๑ วันเสาร์ ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ สติปัญญา เท่านั้น ะ4 วันเสาร์ที่ ๒๑ วัน อาทิตย์ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๒ - รับรุ่นละจำนวน ๓๕ ท่าน ทั้ง ชาย-หญิง ค รง ท • ครุงท ๑, ๒ , ๔, ๕, , ๘, 90, รับเฉพาะ ผู้ ที่ ยังไม่เคยเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ณ วัด มเหยงค ณ์ มาก่อน ครั้ง ที่ 4 วันเสาร์ ที่ ๑๘ - วัน อาทิตย์ ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๒ ครั้ง ที่ ๓, ๒, ๓, ๑๒ รับเฉพาะ ผู้ ที่เคย ผ่านการเข้า ปฏิบัติ ครั้ง ที่ ๕ วันเสาร์ ที่ ๑๖ - วันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ วิปัสสนา กรรมฐาน ณ วัด มเหยงค ณ์ มา แล้วเท่านั้น ครั้ง ที่ 5 วันเสาร์ ที่ ๒๐ วัน อาทิตย์ ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๒ การ สมัคร ครั้ง ที่ ๗ วันเสาร์ ที่ ๑๔๘ - วันอาทิตย์ ที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ต้อง กรอกใบ สมัคร ล่วงหน้า (ไม่รับสมัคร ทางโทรศัพท์) ครั้งที่ ๔ วันเสาร์ ที่ ๒๒ - วัน อาทิตย์ ที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ หลักฐาน สำเนาบัตรประชาชน, รูปถ่ายสำหรับติดใบสมัครจำนวน 9 รูป ครั้ง ที่ ๔ วันเสาร์ ที่ ๑๙ - วัน อาทิตย์ ที่ ๒๗ กันยายน โ๒๕๕๒


กำหนดการ อบรมวิปัสสนา กรรมฐาน กำหนดการอบรมวิปัสสนา กรรมฐาน ประจำ ปี ๒๕๕๒ ประจำ ปี ๒๕๕๒ โดย พระครูเกษมธรรมทัต โดย พระครูเกษม ธรรม ทัต (หลวง พ่อ สุรศักดิ์ เขมรังสี) ณ ศูนย์วิปัสสนา ยุว พุทธเฉลิมพระเกียรติฯ ศูนย์ ๒ (หลวง พ่อ สุรศักดิ์ เขมรังสี) ๑๙ หมู่ ๑๖ ต.คลองสาม อ.คลองหลวง ณ บ้านทรงไทย สุข รวยเจริญ จ.ปทุมธานี ๑๒๑๒๐ ๖๒/๒ หมู่ ๒ ต. หัน สั ง อ. บางปะหัน ครั้งที่ ๑ วัน อาทิตย์ ที่ ๒๕ มกราคม ถึง จ. พระนครศรีอยุธยา ๑๓๒๐๐ วันเสาร์ ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๒ ครั้ง ที่ @) วัน อังคารที่ 5 มกราคม ถึง ครั้งที่ ๒ วัน อาทิตย์ ที่ ๒๔ พฤษภาคม ถึง วันอังคาร ที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๒ วัน อาทิตย์ ที่ m๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ครั้ง ที่ ๒ วัน พฤหัสที่ ๓๐ เมษายน ถึง วัน พฤหัส ที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ครั้ง ที่ ๓ วัน จันทร์ ที่ ๗ ธันวาคม ถึง ครั้ง ที่ ๓ วันเสาร์ ที่ ๕ กันยายน ถึง วัน จันนททร์ร์ ที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ วันเสาร์ ที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๒ สมัคร ที่ ศูนย์วิปัสสนา ยุว พุทธิก สมาคมฯ (ศูนย์ ๑) สมัครที่ บ้านทรงไทย สุขรวยเจริญ โทรศัพท์ ๐-๒๔๐๕-๐๗๙๐-๔ โทรศัพท์ ๐๓๕-๓๘๙-๓๓๑ , ๐๘-๑๘๔๗-๒๒๔๘


กำหนดการอบรมวิปัสสนา กรรมฐาน กำหนดการอบรมวิปัสสนา กรรมฐาน ประจำ ปี ๒๕๕๒ ประจำ ปี ๒๕๕๒ โดย พระครูเกษมธรรม ทัต โดย พระครูเกษมธรรมทัต (หลวง พ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี) ณ สำนัก กรรมฐาน ปร มั ต ถ ภาวนา (ดอยภูโอบ) (หลวง พ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี) ต .สะลวง อ . แม่ริม จ.เชียงใหม่ ๕๐๓๓๐ ณ วัด พระ ธาตุผาเงา หมู่ ๕ บ้านสมคำ ต.เวียง อ.เชียงแสน ครั้ง ที่ วัน อาทิตย์ ที่ ๑ มีนาคม ถึง จ.เชียงราย ๕๗๑๕๐ วัน อาทิตย์ ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๒ ระหว่าง วันเสาร์ที่ ๑๒ ถึง ครั้ง ที่ ๒ วันพุธที่ ๑๑ มีนาคม ถึง วันเสาร์ ที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ วัน พุธที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๒ ติดต่อสมัคร ที่ คครัร้ะงง 4 า วัน พุธ ที่ ๑ เมษายน ถึง คุณ ชาลินี โทรศัพท์ ๐๘-๙๗๘๔-๕๒๒๕ ทที่ คุณสุภาวดี โทรศัพท์ ๐๘-๔๖๘๒-๗๐๗๐ คุณ จารุ จันทน์ โทรศัพท์ ๐๘-๑๓๔๑-๒๕๕๔ วัน พุธ ที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๒ คครรั้งงทที่ 9 และ m สมัครที่ วัด มเหยง ค ณ์ โทรศัพท์/โทรสาร ๐๓๕-๒๔๒-๘๙๒ ครั้ง ที่ ๒ ติดต่อ สมัคร ที่ คุณชาลินี โทรศัพท์ ๐๘-๔๗๘๘-๕๒๒๕


แ ผ น ที่ วั ด ม เห ย ง ค ณ์ กำหนดการ อบรม วิปัสสนา กรรมฐาน ไปอำเภอ สถานี รถไฟ ประจำ ปี ๒๕๕๒ พระนครศรีอยุธยา ก.ม. ๑.๕ ก.ม. โดย พระครูเกษม ธรรมทัต แม่น้ำ ป่า สัก นเรศวร ๒ ๗ oo ม. (หลวง พ่อสุรศักดิ์ เขม รังสี) ffffffffffff สะพาน วัด มเหยง ค ณ์ วัด พ นั ญเชิง ณ วัชรธรรมสถาน (มูลนิธิ ดวงแก้ว ฯ) ราชร.ธพา.นี อ่างทอง ๒๑๓/๓๑ หมู่ 9 ถ.นครชัยศรี-ดอนตูม วังน้อย ห้างโลตัส กรุงเทพฯ ต. ห้วย พลู อ. นครชัยศรี จ .นครปฐม ๗๓๑๒๐ วั ด ม เห ย ง ค ณ์ ระหว่างวัน ศุกร์ ที่ ๓๑ กรกฎาคม ถึง ต. หันตรา อ. พระนครศรีอยุธยา จ. พระนครศรีอยุธยา 9mOOO วัน อาทิตย์ ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๒ โทรศัพท์ : (๐๓๕) ๒๔๒-๘๙๒, ๒๔๔-๓๓๕ ติดต่อสมัคร ที่ โทรสาร : (๐๓๕) ๒๔๒-๔๔๒ www.duangkaew.org โทรศัพท์/โทรสาร ๐๒-๔๗๖-๕๓๙๙


ขอเชิญ ฟัง รายการธรรม สุปฏิปันโน กิจกรรม ของวัด มเหยง ค ณ์ เสียงธรรม จากวัด มเหยง ค ณ์ ๑. จัด อบรม วิปัสสนา กรรมฐาน ระยะเวลา ปรารภ ธรรม โดย ๙ วัน เป็น ประจำ ทุกๆ เดือน ทั้ง บรรพชิต และ พระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรังสี) คฤหัสถ์ รุ่น ละ ๓๕ ท่าน ทาง สถานีวิทยุ ทหาร อากาศ ๐๑ มีนบุรี คลื่น ๙๔๕ ระบบ AM ทุก วัน (เว้น วัน อาทิตย์) ๒. จัด อบรมปฏิบัติธรรม บวช เนกขัม มะ เวลา ๐๘.๐๐-๐๕.๐๐ น. ภาวนา ในวันสำคัญของ ชาติ ศาสนา ปีละ ๒ ครั้ง ๓. บวชถือศีล ปฏิบัติธรรมเป็นประจำ หากประสงค์ จะทำบุญโดย การให้ธรรมเป็น ทาน ขอเชิญ ท่าน อุปถัมภ์รายการได้ ตามกำลังศรัทธา ทุก วัน โดยส่งเป็น ธนาณัติ/ ตั๋วแลกเงิน/เช็คขีดคร่อม ๔. เผยแผ่ ธรรม ทาง สื่อวิทยุ หนังสือ ใน นาม วัด มเหยง ค ณ์ หรือโอนเงินเข้า ธนาคารกรุงเทพ อินเทอร์เน็ต www.mahaeyong.org สาขา ตลาดเจ้า พรหม ประเภท สะสมทรัพย์ ชื่อบัญชี วัด มเหยง ค ณ์ บัญชีเลขที่ ๔๗๘-๐-๖๑๖๖๗๐


28 ชมรม กัลยาณธรรม น GOO ถ. ประโคนชัย ต .ปากน้ำ อ . เมือง จ .สมุทรปราการ ๑๐๒๗๐ โทรศัพท์ ๐-๒๗๐๒-๗๓๕๓ , ๐-๒๖๓๕-๓๙๙๘ โทรสาร ๐-๒๗๐๒-๗๓๕๓, ๐-๒๒๖๖-๓๘๐๗ www.kanlayanatam.com


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook