พระธรรม แพทยนธ์ �ำ รรม ธรี ปญั โญ ธรรมกถาพเิ ศษ ณ อาคาร ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ โรงพยาบาลสรรพสทิ ธปิ ระสงค์ จงั หวดั อุบลราชธานี ๑๗ ธนั วาคม ๒๕๖๓
แพทยธ์ รรม Pdf file Book ธีรปญั โญ (ตดิ ต่อผ้เู ขยี นได้ท่ ี [email protected]) ชมรมกัลยาณธรรม หนงั สือดลี �ำดับที ่ ๔๑๑ สพั พทานัง ธัมมทานัง ชนิ าติ การให้ธรรมะเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง พมิ พค์ รง้ั ที ่ ๑ : พฤษภาคม ๒๕๖๔ จำ� นวนพิมพ ์ ๔,๐๐๐ เล่ม ชมรมกลั ยาณธรรม ๓,๐๐๐ เล่ม วัดป่าบุญลอ้ ม จ.อบุ ลราชธาน ี ๑,๐๐๐ เลม่ จัดพมิ พโ์ ดย ชมรมกัลยาณธรรม ๑๐๐ ถนนประโคนชยั ตำ� บลปากน้�ำ อ�ำเภอเมือง จงั หวดั สมุทรปราการ ๑๐๒๗๐ โทรศพั ท ์ ๐-๒๗๐๒-๗๓๕๓ และ ๐-๒๗๐๒-๙๖๒๔ ออกแบบปก กลุม่ เพื่อนธรรมเพ่ือนทำ� ออกแบบรปู เลม่ คนข้างหลัง พสิ จู นอ์ ักษร ทีมงานกัลยาณธรรม เพลต / พมิ พ ์ แคนนา กราฟฟิก โทร. ๐๘-๖๓๑๔-๓๖๕๑ www.kanlayanatam.com Facebook : kanlayanatam
ธีรปญั โญ ค�ำปรารภ ทา่ นผอู้ า่ นเคยสงสยั เหมอื นผเู้ ขยี นตอนเดก็ ๆ บา้ งไหม ว่า ในเมื่อชีวิตเรามีเวลาจ�ำกัด เราควรจะเลือกแสวงหา สงิ่ ใดด ี ระหวา่ ง ความงาม ความจรงิ ความสขุ และความดี ดูเหมือนค�ำตอบเหล่านี้ ในโลกยุคปัจจุบันจะ 3 มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของผู้เช่ียวชาญในแต่ละสาขา วิชา การแสวงหาความงามดจู ะตกเปน็ หนา้ ทขี่ องศลิ ปนิ ผู้รังสรรค์ การแสวงหาความจริงก็เป็นหน้าที่ของนัก วิทยาศาสตร์ผู้ค้นคว้าทดลอง การแสวงหาความสุข ถ้าเป็นเร่ืองของทรัพย์มาซ้ือหาความสุข ก็คงต้องให ้ นกั เศรษฐศาสตรผ์ เู้ ชยี่ วชาญเรอ่ื งเงนิ ๆ ทองๆ หรอื ถา้ เปน็ เรอ่ื งสขุ ภาพกเ็ ป็นหนา้ ทข่ี องแพทย์พยาบาลผู้รกั ษาดูแล ส่วนการแสวงหาความดี ก็ตกเป็นหน้าที่ของ นกั ปรชั ญาให้ครำ่� เครง่ ถกเถียงกนั ไป
พระธรรม นาํ แพทย์ธรรม แตค่ วามงามทถี่ กู แยกสว่ นออกมาจากสง่ิ อน่ื ๆ นน้ั อาจจะท�ำให้ศิลปินรังสรรค์ความงามแบบที่มีทุกข์โทษ เสพแล้วเสื่อมจากความดี หนีออกจากความเป็นจริง ก็เป็นได้ ส่วนการแสวงหาความจริงนั้นเล่า ความจริง หลายอย่างท่ีนักวิทยาศาสตร์ค้นพบก็ไม่ท�ำชีวิตให้ดีงาม หรอื มคี วามสุขมากขึน้ หรือท่หี ลายคนคดิ ว่า เราอาจจะ มีความสุขได้ (ถ้ามีเงิน) โดยไม่จ�ำเป็นต้องมีความดี ไม่ต้องสนใจความงาม และไม่ต้องรู้ความจริงเลยก็ได ้ 4 ดงั ทมี่ ภี าษติ ฝรงั่ วา่ Ignorance is bliss (โงแ่ ลว้ สบายใจ) คนในสังคมอีกจ�ำนวนไม่น้อยท่ีเห็นว่า คนดีนั้น อาจจะ ออกโง่ๆ ซือ่ ๆ เชยๆ และไม่น่าจะมีความสขุ เทา่ ไร การเข้าใจว่า ความงาม ความจริง ความสุข และ ความดี มีอยู่ต่างหากแยกจากกัน และเราสามารถได้ ครอบครองอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ โดยไมต่ อ้ งสนใจอยา่ งอนื่ ๆ นี้ อาจจะเป็นความเข้าใจผิดส�ำคัญอันดับต้นๆ ท่ีน�ำพา อารยธรรมมนุษย์มาสู่จุดวิกฤติที่มีปัญหามากมายอยู่ ในยุคปัจจุบัน และนับวันก็ดูเหมือนจะย่ิงห่างไกลออก ไปจากสิ่งทีเ่ รยี กวา่ ความงาม ความจรงิ ความสขุ และ ความดี ทแ่ี ท้จรงิ มากข้นึ ไปทุกที
ธรี ปญั โญ สำ� หรบั ชาวพทุ ธเรา ความงาม ความจรงิ ความสขุ และความดี ท่ีแท้จริงนี้ คือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต เรยี กสนั้ ๆ คำ� เดยี วไดว้ า่ “ธรรม” มาจาก ธร ธาต ุ แปลวา่ ทรงไว ้ ชวี ติ ทงี่ าม คอื ชวี ติ ทธี่ ำ� รงรกั ษาสบื ตอ่ ธรรม ชวี ติ ท ่ี จริง คือชีวิตที่รู้ท่ัวถึงธรรม ชีวิตท่ีมีความสุข คือชีวิตท่ี เข้าถึงธรรม และชีวิตท่ีดี คือชีวิตที่อยู่ในรอยของธรรม ธรรมชอื่ วา่ “งาม” เพราะสมควร บณั ฑติ เหน็ ชอบ ธรรม ช่ือว่า “จริง” เพราะไม่เปลี่ยนแปลง คงสภาวะของตน ไว้เสมอ ธรรมช่ือว่า “สุข” เพราะเป็นเหตุให้เกิดสุขท ่ี 5 ปราศจากทกุ ขแ์ ละโทษ และธรรมชอื่ วา่ “ด”ี เพราะรกั ษา ผปู้ ระพฤตไิ ว ้ ไม่ให้ตกไปสูโ่ ลกทช่ี ัว่ ความงามที่แท้จริง จึงเป็นฐานให้กับความจริง ความสุข และความดี ให้ต้ังอยู่ได้อย่างม่ันคง ท�ำให้มี อิสระที่จะรังสรรค์สิ่งที่เกิดประโยชน์สุขต่อสรรพสัตว์ ได้อย่างแท้จริง ชาวพุทธเราเรียกความงามที่แท้น้ีว่า “พระนพิ พาน” ความจรงิ ทตี่ ง้ั บนฐานของความงาม ทำ� ใหส้ ามารถ รเู้ ขา้ ใจแจม่ ชดั คณุ โทษ ประโยชน ์ ไมใ่ ชป่ ระโยชน ์ ปลอ่ ย วางความขุ่นมัว แล้วชื่นชมกับความงามได้ ย่ิงดู ก็ยิ่ง เห็นชัดขึ้น เป็นอิสระจากความหลง การรู้ความจริง
พระธรรม นาํ แพทย์ธรรม แบบน้เี รียกวา่ “ปัญญา” ความสุข ก็จะท�ำให้ความดีม่ันคงเสมอต้นเสมอ ปลาย เปน็ เหตนุ ำ� ไปสคู่ วามสงบ เปน็ กลาง จติ ใจเขม้ แขง็ กล้าละบาป บ�ำเพ็ญบุญ ความสุขน้ีเป็นเหตุใกล้ของ “สมาธ”ิ อนั ทำ� ใหเ้ ปน็ อสิ ระจากความโลภและความโกรธ ความด ี คอื การรกั ษากาย วาจา ใหส้ ำ� รวมเรยี บรอ้ ย ปราศจากโทษ ตั้งอยู่ในสุจริต เป็นอิสระจากความช่ัว ทั้งมวล ทเ่ี รยี กส้นั ๆ ว่า “ศีล” 6 เพราะเหตทุ ใี่ นวถิ ที างโลกเนน้ ความสขุ จากการได ้ - การสะสม จงึ มองออกไปข้างนอก ความงาม ความจรงิ ความสุข และความดี จึงดูเหมือนจะแยกออกห่างกัน ไปทกุ ท ี แตใ่ นวถิ ที างธรรมนน้ั เนน้ ความสขุ จากการให ้ - การสละ ความงาม ความจริง ความสุข และความดี จึงมารวมอยู่ในท่ีเดียวกันคือในใจของเราได้ ขณะท่ี สกิ ขาสาม (ศลี - สมาธ ิ - ปญั ญา) มาทำ� หนา้ ทร่ี วมกนั เพอ่ื เขา้ ถงึ พระนพิ พาน นา่ สนใจทท่ี ง้ั คำ� วา่ heal (เยยี วยารกั ษา) และคำ� วา่ holy (ศกั ดสิ์ ทิ ธ)ิ์ มรี ากศพั ทม์ าจากคำ� วา่ Whole (ทง้ั หมด เตม็ สมบรู ณ์) เหมอื นกัน
ธรี ปญั โญ ค�ำว่า Therapeutic (การเยียวยารักษา) ที่ใช้กัน อยู่ในทางการแพทย์ทุกวันนี้ สันนิษฐานว่ามีรากศัพท ์ มาจาก Theraputtika (เถรปุตติก) แสดงว่าการเผยแผ ่ พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทไปตามสายพระธรรมทูต ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ท่ีไปข้ึนฝั่งท่ีเมืองอเล็ก- ซานเดอร์ นั้น สิ่งท่ีชาวตะวันตกเขาไม่มี แล้วมาเรียนรู ้ รับเอาไปจากพระพุทธศาสนาก็คือ ระบบองค์รวมของ การเยียวยารักษา ที่ต้องเป็นไปให้ครบท้ังสามด้านคือ ดา้ นกายภาพและสงั คม (ศลี ) ดา้ นจติ ใจ (สมาธ)ิ และดา้ น 7 ความร ู้ (ปญั ญา) แมค้ ำ� วา่ shaman (หมอประจำ� ชนเผา่ ) กม็ ที มี่ าจากคำ� วา่ สมณะ ซง่ึ เปน็ ชอื่ ของพระ ในพระพทุ ธ ศาสนาเหมือนกนั ดังนั้น พระธรรม จึงมีส่วนในการส่องน�ำและให ้ ทศิ ทางแก ่ แพทยธ์ รรม อยเู่ สมอมา การเขา้ ใจหลกั ธรรม ทั้งสอง ให้ถูกต้อง จึงจะท�ำให้เกิดสุขภาวะอันดีงามท ่ี บูรณาการ ประสานประโยชน์ และสามารถพัฒนาให ้ สมบูรณเ์ ตม็ ศักยภาพของชีวติ ได้อย่างแทจ้ ริง
พระธรรม นํา แพทยธ์ รรม ความดี ที่มีความงามเปน็ ฐาน จะเปน็ ความดงี ามทแ่ี ท้ ความสุข ท่ีมคี วามดเี ปน็ ฐาน จะเป็นความสขุ ที่ม่นั คง ความจริง ที่มีความสขุ เป็นฐาน จะเปน็ ความจรงิ ท่ีลกึ ซงึ้ ความงาม ท่ีมีความจริงเป็นฐาน จะเป็นความงามทไี่ มเ่ ปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา 8 ทั้งสอี่ ยา่ ง สามารถสามารถแสวงหาไปไดพ้ รอ้ มๆ กนั ในใจทม่ี ีสิกขาสาม สิกขาสาม ถึงงามแท้ ความดี อยทู่ ่ีศลี ส�ำรวม ความสุข สมาธริ ่วม หนงึ่ ได้ ความจรงิ ถอดสิ่งสวม ปัญญาแยก ความงาม นามนิพพานใช ้ หยั่งพ้น สังสารฯ พระมหากรี ต ิ ธีรปัญโญ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๔
ธีรปญั โญ สารบัญ ๑๓ แพทย์กบั ธรรมะ 9 ๑๗ แพทยต์ ามแนวพุทธ ๒๓ ตายดี ๓๑ ธรรมโอสถ ๓๗ จริยธรรมของแพทย์ ๔๕ อโรค ๕๓ ถาม - ตอบ ๖๕ นิพพาน
พระธรรม นํา แพทย์ธรรม 10
ธีรปัญโญ เวลาทค่ี วามแก่ ความเจ็บ ความตาย มาเตือนเรา 11 ถา้ เราทำ� ใจไดถ้ กู ตอ้ ง กจ็ ะเปน็ การภาวนาไปในตวั แพทยแ์ ละพยาบาล จงึ เป็นอาชพี ทอี่ าตมาวา่ ดมี าก ถา้ ไมไ่ ดเ้ ป็นพระ อาตมาก็คงเปน็ แพทย์ แตว่ ่า มาเป็นพระดกี วา่ เพราะแพทยน์ ก้ี ย็ งั ทกุ ขอ์ ยใู่ ชไ่ หม ยงั ไมพ่ น้ ทกุ ข ์ ก็ชว่ ยกันในแงท่ ่ีจะประคับประคองกนั ไป แตถ่ ้าเปน็ พระ ทุกวนั จะต้องสกู้ ับตวั เอง ซ่งึ เป็นสงิ่ ที่ยากท่สี ุด สู้กบั กเิ ลสของตวั เอง แตอ่ าตมาคดิ วา่ มนั เปน็ แนวทางเดยี วกนั คือตอ้ งการบำ� บัดทกุ ข์ให้กับเพอ่ื นมนษุ ย์เหมือนกนั
ธีรปัญโญ แพทยก์ ับธรรมะ มกี ารปรารภกนั วา่ แพทยท์ กุ วนั นข้ี าดธรรมะ การเอา 13 ธรรมะไปประยุกต์ใช้เพื่อให้แพทย์มีจริยธรรมจึงเป็น เรือ่ งทสี่ ำ� คัญมาก เพราะแพทยเ์ ป็นอาชีพท่ีเกีย่ วขอ้ งกับ สุขภาพอนามัยของประชาชน และนอกจากการท่ีอาชีพ แพทย์มีอิสระ ไม่ต้องข้ึนกับเจ้านายหรือคนอ่ืนๆ แล้ว แพทยแ์ ละพยาบาลยงั เปน็ สมั มาอาชพี เปน็ สว่ นหนง่ึ ของ อริยมรรค ท่จี ะนำ� ไปสคู่ วามอสิ ระท่ีแท้จริงไดอ้ กี ด้วย อรยิ มรรคม ี “สมั มาอาชพี ” เปน็ สว่ นประกอบสำ� คญั ถึง ๑ ใน ๘ ดังน้ัน ที่เรามีอาชีพด้านการรักษาดูแล คนป่วยคนไข้ ถือว่าเราโชคดี มีโอกาสเจริญองค์มรรค พรอ้ มกบั ประกอบอาชพี เทา่ กบั วา่ ไดส้ รา้ งทางพน้ ทกุ ขไ์ ป
พระธรรม นํา แพทย์ธรรม พรอ้ มกนั เรยี กวา่ ไมข่ ดั กนั ระหวา่ งอดุ มการณก์ บั วชิ าชพี ของเรา ปญั หาทกุ วนั นคี้ อื ขณะทเี่ ราเปน็ แพทยห์ รอื พยาบาล ท�ำงานอยู่ในสายอาชีพน้ี อาจจะไม่ค่อยได้คิดว่า “แล้ว เราจะไปเกี่ยวกับธรรมะได้อย่างไร” เราก�ำลังมอง การรกั ษาพยาบาลในมมุ มองทแ่ี คบลง อาจเปน็ เพราะเรา กำ� ลงั เดนิ ตามวถิ ที างการแพทยต์ ะวนั ตกทเ่ี อาวทิ ยาศาสตร ์ ทางวัตถุเป็นรากฐานส�ำคัญ มองว่าวัตถุหรือกายภาพ 14 เป็นเรื่องหนึ่งที่แยกจากจิตใจ (ซ่ึงเป็นผลผลิตของวัตถุ อีกที) เวลาเราดูคนไข้ เรามักจะดูแลเฉพาะร่างกาย บางทีกลายเป็นดูแลเฉพาะอวัยวะเท่านั้น เพราะเด๋ียวนี้ ความเชย่ี วชาญเฉพาะทางกม็ ากขนึ้ สงิ่ ทจี่ บั ตอ้ งได ้ เปน็ หลกั พนื้ ฐานก็มากขึ้น แนวโนม้ ท่จี ะมองชีวติ แบบวทิ ยา- ศาสตร ์ มองวตั ถทุ างกายภาพจงึ มากขน้ึ การดแู ลปญั หา โรคภัยไข้เจ็บจึงเหมือนกับการแยกส่วน และพยายาม เข้าไปแก้ปญั หาในแตล่ ะจุด วิถีแพทย์ตะวันตกมีข้อดีอยู่มาก เป็นวิธีที่ใช้แก ้ ปัญหากันอยใู่ นทุกวันน ้ี เรามกี ารพัฒนาสุขภาพอนามยั
ธรี ปัญโญ มีชีวิตความเป็นอยู่ท่ีดีข้ึน อัตราการตายน้อยลง รู้จัก โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากขึ้น ส่วนหน่ึงก็เพราะว่าเรามี การพฒั นากา้ วหนา้ ในเรอ่ื งเทคโนโลยตี า่ งๆ ทำ� ใหเ้ ขา้ ใจ สมมติฐานของโรคได้ชัดขึ้น เช่น เร่ืองโรคระบาดจาก เช้ือโควิด เรามีความรู้ความเข้าใจในตัวเช้ือโรคดี ท�ำให้ เราพร้อมท่ีจะหาวิธีป้องกัน เช่น ใส่หน้ากาก ออก มาตรการรักษาระยะห่าง หรือผลิตวัคซีนเพื่อสร้างภูมิ คุ้มกัน ถือเป็นผลส�ำเร็จของวิชาการแพทย์ทางตะวันตก ที่มองแบบแยกส่วน มองกระบวนการก่อโรคเหมือน 15 เครื่องจักรว่ามีกลไกการท�ำงานอย่างไร เชื้อโรคเข้าไป ฝังตัวเซลล์ได้อย่างไร แล้วเราจะผลิตอะไรออกมาใช ้ จัดการกับสว่ นนนั้ ส่วนคนท่ีรักษาไม่หายหรือว่าคนที่ก�ำลังจะตาย น้ัน แพทย์สมัยใหม่ยังไม่มีค�ำตอบ หรือยังไม่ได้สนใจ ที่จะเข้าไปดูแล โดยถือว่าเป็นคนละส่วนกัน หน้าท่ีของ แพทย์คือรักษาโรคให้หาย โดยเฉพาะการรักษาอวัยวะ เปน็ สว่ นๆ ไป และถา้ เรารกั ษาเขาไมไ่ ด ้ เขากำ� ลงั จะตาย กห็ มดหนา้ ทขี่ องแพทยแ์ ลว้ เรายงั มองเรอ่ื งความตายวา่ เป็นคนละสว่ นกัน
ธีรปญั โญ แพทย์ตามแนวพทุ ธ 17 ถา้ มองในแนวพทุ ธ แพทยไ์ มไ่ ดม้ หี นา้ ทดี่ แู ลเฉพาะโรค เทา่ นน้ั แตย่ งั ตอ้ งดแู ลทง้ั ชวี ติ ตงั้ แต ่ เกดิ แก ่ เจบ็ ตาย ซ่ึงเป็นความทุกข์ของมนุษย์ที่เกิดมา แพทย์จะต้องมี ความเชย่ี วชาญ เพอ่ื จะดแู ลวา่ เกดิ อยา่ งไรถงึ จะด ี แกด่ ี หรือไม่ดีอย่างไร เจ็บดีหรือไม่ดีอย่างไร แม้แต่ตายก็ม ี ตายดีและไม่ดี การแก้ทุกข์วิถีพุทธน้ี จะมองชีวิตเป็น กระบวนการ เกดิ แก ่ เจบ็ ตาย ไมไ่ ดม้ องแบบแยกสว่ น ทจี่ ะดแู ลเฉพาะสขุ ภาพกายใหแ้ ขง็ แรงเทา่ นน้ั แตพ่ อเจบ็ หมดหวงั รกั ษา หรอื ตายแลว้ กไ็ มส่ นใจ ถอื วา่ ไมไ่ ดอ้ ยใู่ น ขอบเขตหน้าที่ของเรา
พระธรรม นาํ แพทยธ์ รรม มุมมองแบบพุทธ จะมองคนทั้งชีวิต แม้กระทั่ง “การเกิด” จะเกิดในภพภูมิไหนอย่างไร พุทธศาสนา ก็บอกไว้ให้เสร็จสรรพ อย่างการมาเกิดเป็นภูมิมนุษย์ ก็ต้องมีเหตุ ไม่ใช่อยู่ดีๆ เราจะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ การรกั ษาศลี ๕ กเ็ ปน็ เหตใุ นอดตี ใหเ้ กดิ เปน็ มนษุ ย ์ พวกที่ ไม่มีศีล ๕ เรียกว่า ไม่มีมนุษยธรรม ขณะท่ีเรารักษา ศลี ๕ ไมเ่ บยี ดเบยี น มคี วามเคารพ สำ� รวม กาย วาจา ใจ ไม่ฆ่า ไม่ขโมยของ ไม่ประพฤติผิดในกาม รักษา 18 สัจจะ ไม่ประทุษร้ายสติสัมปชัญญะของเรา เม่ือเราได ้ อตั ภาพอกี คร้ังหนึ่ง เราก็เกิดในสคุ ติภูม ิ เปน็ การเกิดที่ดี แต่ถ้าเกิดไม่ดี ก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเป็นพวก เปรต อสูรกาย นรก ต่างๆ เหล่าน้ีเรียกว่าอบายภูม ิ หรือแม้แต่ “การแก”่ กม็ ที ้ังแกด่ ี แก่ไม่ด ี บางคนแก่แล้ว หงุดหงิด ท�ำอะไรก็ไม่ค่อยจะถูกใจ อวัยวะไม่เป็นไป ตามที่เราตอ้ งการ มโี รคภัยไขเ้ จ็บมาก บางประเทศท่ีเขาไม่ได้มีความสนใจในเร่ืองของ ธรรมะ คนแกแ่ ลว้ บางทยี งั ทำ� ตวั เหมอื นวยั รนุ่ เพราะเขา ไม่มีช่องทางหาความสุขด้านอื่น ตอนท่ีอาตมาไปเรียน ที่เมืองนอก ไปเดินที่ห้างสรรพสินค้า เห็นพวกคนแก่ๆ
ธีรปญั โญ ยังเดินจูงมือกัน ทาปากแดงแจ๊ด แต่งตัวเหมือนกับยัง เปน็ หนมุ่ ๆ สาวๆ จบู กนั อยกู่ ลางมอลลอ์ ยา่ งนกี้ ม็ ี เราก ็ ดวู า่ เขาคงจะไมค่ อ่ ยมชี อ่ งทางความสขุ ดา้ นอน่ื นอกจาก ทางกาม แบบนถี้ อื วา่ เปน็ การแกด่ ขี องชาวตะวนั ตก แตถ่ า้ มองในทางพทุ ธของเรา แกแ่ บบดกี ค็ อื มธี รรมะ นอกจาก ตนเองจะเยน็ แลว้ ยงั เปน็ ทเี่ ยน็ ใจของลกู ของหลาน ใคร อยใู่ กลๆ้ กร็ สู้ กึ เยน็ ใจไปดว้ ย เหมอื นกบั เราอยกู่ บั คนแก่ ท่ผี า่ นโลกมานาน มปี ระสบการณ์ อยา่ งสมยั ทอี่ าตมายงั เปน็ เดก็ อยกู่ บั คณุ ยา่ วนั ไหน 19 ตนื่ ขน้ึ มาแลว้ เหน็ คณุ ยา่ อยใู่ นครวั จะรวู้ า่ วนั นเ้ี ปน็ วนั พระ จะไดไ้ ปวดั เราจะรสู้ กึ เยน็ ทไี่ ดอ้ ยใู่ กลๆ้ ทา่ น กอ็ ยากจะ ฝากไว้ว่า เราจะแกย่ งั ไงให้เป็นแก่ที่ดี การเจ็บก็เหมือนกัน เราอาจจะดูว่าการเจ็บไข้ ได้ป่วยเป็นสิ่งไม่ดี แต่ถ้ามองทางพุทธแล้ว การเจ็บไข ้ ได้ป่วย มันเป็นเร่ืองธรรมดา เรียกว่ามันมาด้วยกันกับ การมีร่างกาย ต้องบอกว่าร่างกายน้ีเป็นรังของโรค มี โอกาสท่ีจะผิดปกต ิ เจบ็ ป่วยไดม้ าก
พระธรรม นาํ แพทยธ์ รรม ตอนทอ่ี าตมาเปน็ แพทยฝ์ กึ งาน ไดท้ ำ� งานวจิ ยั เรอ่ื ง ของเซลล ์ เรอ่ื งของยนี ชวี โมเลกลุ กลไกควบคมุ ฮอรโ์ มน ในการผลิตโปรตีนต่างๆ เรียนไปเรียนมา รู้สึกอัศจรรย์ มาก วา่ ทำ� ไมคนเราถงึ เปน็ ปกตอิ ยไู่ ด ้ เพราะมนั มโี อกาส ที่จะผิดปกติไม่รู้ตั้งก่ีล้านครั้ง เวลาโปรตีนมันพลิกผิดไป มันก็กลายเป็นโรคๆ หนึ่ง พลิกผิดอีกด้านก็กลายเป็น อกี โรคหนงึ่ การทเ่ี ราแขง็ แรง เดนิ ได ้ พดู ได ้ อยทู่ กุ วนั น ี้ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งท่ีมหัศจรรย์อย่างย่ิง พวกท่ียังแข็งแรง 20 อยู่เรียกวา่ โชคดี การแพทย์ทางตะวันตกเอาสุขภาพกายท่ีดีเป็นจุด มงุ่ หมาย แตท่ างพทุ ธศาสนา สขุ ภาพด ี ไมใ่ ชจ่ ดุ มงุ่ หมาย (End) เป็นได้แค่ปัจจัยเอื้อ (Means) เป็นแค่โอกาส ถ้าเรามีสุขภาพดี เราก็มีโอกาสที่จะท�ำบุญหรือท�ำกุศล อย่างอื่น เพราะทางพุทธศาสนา จุดมุ่งหมายส�ำคัญคือ การพ้นทุกข์ การมีสุขภาพกายท่ีดีนั้น ก็เป็นแค่ขั้นตอน หนึ่งท่ีท�ำให้ไปปฏิบัติกุศลได้ง่าย สุขภาพร่างกายที่ดี จงึ ไมใ่ ช่จุดมุ่งหมายส�ำคญั สงู สดุ
ธีรปญั โญ รา่ งกายน ี้ แก ่ เจบ็ ตาย เปน็ ธรรมดา ไมส่ ามารถ จะคงสุขภาพดีไว้ได้ตลอดกาล ตราบใดท่ียังมีสุขภาพด ี พอที่จะเดินเหิน ท�ำบุญได้ ก็ต้องรีบท�ำ รีบใช้ เปลี่ยน สินทรัพย์ คือร่างกายให้เป็นอริยทรัพย์ คือเสบียง ขา้ มภพไวใ้ หม้ ากที่สดุ ฉะน้ัน ทางพุทธเราจะมอง “ความแก่ ความเจ็บ” นตี้ า่ งออกไป แมว้ า่ จะตอ้ งเจบ็ ตอ้ งแก ่ แตถ่ า้ เราสามารถ เอาความเจบ็ ความแก ่ เปน็ เครอื่ งมอื ศกึ ษา เพอื่ ใหเ้ กดิ ญาณปญั ญา เกดิ ความเบอ่ื หนา่ ยในการมสี งั ขารรา่ งกาย 21 เพ่ือที่จะได้ข้ามพ้นจากมันได้ พุทธศาสนาจะมองไกล เกินกว่าท่ีแพทย์ทางตะวันตกทั่วไปมอง
ธรี ปญั โญ ตายดี 23 “ความตาย” ก็เหมือนกัน ทางตะวันตกเอาวัตถุเป็น ตัวต้ังอย่างเดียว คนท่ีใกล้ตายอาจจะถูกใส่ท่อ ใส่สาย อะไรต่างๆ ย้ือให้เขามีชีวิตอยู่ไปได้นานที่สุด เข้าใจว่า ถ้าคนไข้ตาย ถือเป็นความล้มเหลวของแพทย์ แต่ก่อน อาตมากค็ ดิ แบบเดยี วกนั ตอนไปเรยี นหมออยเู่ มอื งนอก เวลาอยู่เวร หน้าท่ีของเราคือต้องย้ือคนไข้ แม้บางท ี ไม่มีทางรักษาหาย มีแต่จะแย่ลงเพราะโรคร้ายเรื้อรัง แต่เราก็ยังใส่ท่อใส่อะไรเข้าไป คือคนไข้ต้องตายแน่ แต ่ อย่างน้อยก็อย่ามาตายในเวรเราก็แล้วกัน เราท�ำพอให ้ สง่ ตอ่ ไปใหห้ มอคนอื่นให้เรว็ ท่ีสดุ
พระธรรม นาํ แพทยธ์ รรม พอมาน่ังคิดดูว่า ท�ำแบบนี้จะดีกับคนไข้ไหม ถ้ามองในแนวพุทธ การตายอย่างทรมาน มีท่อมีสาย มาแยงอยู่ตลอดเวลา มีความวุ่นวายยุ่งเหยิงอยู่รอบๆ จิตใจก็จะเศร้าหมอง มีความกังวล อาจจะไปไม่ดีก็ได ้ ศาสนาพุทธเชื่อว่าชีวิตไม่ได้จบแค่ตาย ต่างจากทาง ตะวนั ตกทเ่ี อาวตั ถเุ ปน็ ตวั ตงั้ เขามองวา่ จติ ใจ ความรสู้ กึ นกึ คดิ มาจากสมอง พอสมองตาย ทกุ อยา่ งกจ็ บ อนั น ี้ เรียกว่าเอาวัตถุเป็นตัวตั้ง ซ่ึงเป็นฐานการคิดของวิทยา- 24 ศาสตร์ในยุคนี้ เด๋ียวน้ีทางตะวันตกก็พบว่าอาจจะไม่ใช่อย่างท่ี เคยคิดกัน ที่เคยคิดว่าพื้นฐานของส่ิงทั้งหลายคือวัตถุ อาจจะไมใ่ ชอ่ ยา่ งนน้ั เพราะมกี ารทดลองในเรอ่ื งของชวี ติ หลังความตาย ว่าสุดท้ายแล้ววัตถุ จะเป็นพื้นฐานจริง หรือเปล่า อาจจะมี consciousness (ความตระหนักรู้) มีส่ิงท่ีเป็นนามธรรมหรือสภาวะจิตใจท่ีมันอยู่เหนือกว่า วตั ถพุ วกนหี้ รอื เปลา่ ซงึ่ ในทางพทุ ธศาสนากไ็ มไ่ ดแ้ ปลกใจ อะไร เพราะว่าเราก็รู้อยู่แล้วว่า จิตใจกับร่างกายมัน เออ้ื อาศยั ซง่ึ กนั และกนั โดยเฉพาะทตี่ อนปฏสิ นธ ิ ตอ้ งมี การเช่ือมโยงกัน แล้วการตาย ก็ไม่ได้เป็นการส้ินสุด แต่เปน็ การเดนิ ทางตอ่ ซึ่งคำ� ว่า “ตาย” กบ็ อกอย่แู ล้ว
ธีรปัญโญ ในภาษาบาลี “ตาย” มาจากค�ำว่า ติ ซ่ึงแปลว่า ๓ รวมกับ อายะ ท่ีแปลว่าไป เพราะฉะนั้น ค�ำว่าตาย ไมไ่ ดแ้ ปลวา่ จบ แตแ่ ปลวา่ “ไปตอ่ ในภพ ๓” สว่ นใหญ ่ ทา่ นกจ็ ะบอกวา่ กามภพ รปู ภพ อรปู ภพ เปน็ ๓ ภพภมู ิ ที่เราจะต้องเวียนว่ายตายเกิดกัน แต่เด๋ียวน้ีเร่ืองของ ภพภมู ิ ทเี่ ปน็ รปู ภพ อรปู ภพน ้ี เรยี กไดว้ า่ แทบจะไมค่ อ่ ย ได้พูดกัน เพราะว่าคนท่ีจะเจริญฌานถึงขนาดนั้นได้ ม ี น้อยมาก ยคุ นี้กามวตั ถมุ ันรุ่งเรือง ภูมิในยุคนี้จึงจะแบ่งเป็น ๑. อบายภูมิ (นรก 25 เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน) ๒. กามสุคติภูมิ (มนุษย์ เทวดา) ๓. พรหมภมู ิ การแบง่ ๓ แบบน ้ี จะตรงกบั สภาพ ปัจจุบันมากกว่า แล้วคนส่วนใหญ่ ตายแล้วไปไหน ? ไปอบาย... อบายนี้ถือเป็น “บ้านเก่า” ของพวกเรา ส่วนใหญ่ เราไม่ค่อยได้รักษาศีล ๕ กันเท่าไร ฉะน้ัน เขาจงึ พดู วา่ อบายนเ้ี ปน็ บา้ นเกา่ ของเรา สคุ ตภิ พ นานๆ จะได้มาสักที แต่พอได้มาแล้ว ส่วนใหญ่ก็ประมาทกัน พอประมาทก็กลับไปอบายใหม่ ก็วนเวียนอยู่อย่างน ้ี การตายจึงไม่ไดเ้ ปน็ ทส่ี น้ิ สดุ ทกุ ข์
พระธรรม นํา แพทยธ์ รรม ถา้ มองแบบพทุ ธศาสนา การหลดุ พน้ จากวฏั สงสาร ต่างหาก ท่ีเป็นที่สุดของทุกข์ ซ่ึงการจะหลุดพ้นได้ก็ ต้องมีการเรียนรู้ศึกษา แน่นอนว่าการมีสุขภาพดี ท�ำให ้ เราสามารถสร้างกุศลได้ง่าย สามารถสร้างโอกาสให้เรา ศกึ ษาธรรมะไดด้ มี ากขนึ้ แตก่ ารจะทำ� อรยิ มรรคใหเ้ กดิ ขน้ึ ไดน้ น้ั กต็ อ้ งมอี งคป์ ระกอบทงั้ หมด ๘ อยา่ ง ซง่ึ หนงึ่ ในนน้ั กค็ อื “สมั มาอาชพี ” สำ� หรบั แพทยแ์ ละพยาบาลนน้ั เปน็ สมั มาอาชพี อยแู่ ลว้ ถา้ ไมแ่ ตกแถว มคี วามคดิ แบบหาเงนิ หาทองจนเกนิ ไป โดยสายวชิ าชพี แลว้ แพทยจ์ ะมเี จตนา 26 มีความเมตตากรุณาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าได้สัมมาทาง ดา้ นอนื่ อกี ๗ สมั มา (สมั มาทฏิ ฐ ิ สมั มาสงั กปั ปะ สมั มา- วาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และ สมั มาสมาธิ) กส็ ามารถรวมกนั เกิดเปน็ อรยิ มรรคข้ึนได้ เรื่องการตาย ในพุทธศาสนาก็มีท้ังตายดีและ ตายไมด่ ี ตายไมด่ ี เขาใชค้ ำ� วา่ “หลงตาย” ถา้ ไมห่ ลงตาย อาจจะเปน็ “ตายด”ี ได ้ ตายอยา่ งมสี ต ิ มปี ญั ญาทด่ี ี อยา่ ง ในสมยั พทุ ธกาล กม็ พี ระหลายรปู ทท่ี า่ นอาพาธ ถงึ ขนั้ ทวี่ า่ รักษาไม่หายแล้ว ท่านได้ใช้เวลาในช่วงสุดท้ายพิจารณา แล้วก็ปล่อยวางสังขารได้ เป็นพระอรหันต์ กิเลสตาย ไปพรอ้ มกับรา่ งกายได้เหมือนกัน
ธีรปญั โญ เพราะฉะนนั้ ในความหมายของพทุ ธศาสนา ตาย ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ดีเสมอไป ถ้าเขามีความพร้อม ไม่หลง เห็นโทษของสังขารร่างกาย จะกลายเป็นเร่ืองดี เพราะ การตายท�ำให้เราได้ปลง ได้ปล่อยวาง ว่าสุดท้ายแล้ว ก็เป็นอย่างท่ีพระพุทธเจ้าสอน สังขารท้ังหมด ที่มัน ปรงุ แตง่ ข้นึ มา สดุ ทา้ ยกแ็ ตกแยกไปเปน็ ธรรมดา สมัยโบราณเวลาคนตาย ท่านจะอุทานว่า “สิ่งที่ แตกได้ ได้แตกแล้ว ส่ิงท่ีตายได้ ได้ตายแล้ว” สิ่งเหล่าน ้ี มนั ตายได ้ มนั แตกได ้ มนั ไดท้ ำ� หนา้ ทขี่ องมนั แลว้ เพราะ 27 ว่าสังขารร่างกายมันมีความแตกความตายเป็นธรรมดา ท่ีส�ำคัญคือ เราเข้าใจมันไหม แล้วท�ำอย่างไรจึงจะพ้น จากมนั ได ้ พน้ จากความหลง หลงวา่ การมภี พภมู ิ หลงวา่ มีสงั ขารรา่ งกาย เป็นสิง่ ที่ดี เม่ือเราเห็นตามความเป็นจริง ไม่มีอวิชชาปิดบัง เมอ่ื เหน็ อยา่ งนแี้ ลว้ ตณั หาทจี่ ะไปพลอยยนิ ดใี นภพในชาติ ก็ไม่มี เม่ือไม่มีตัณหาแล้ว ก็ไม่มีการกลับมาเวียนว่าย ตายเกดิ อกี สามารถดบั ทกุ ขไ์ ดส้ นิ้ เชงิ ดงั นนั้ มมุ มองของ พระอรหันต์ การตายกลับเป็นส่ิงท่ีดี เพราะว่าได้วาง
พระธรรม นํา แพทยธ์ รรม ภาระลง ทา่ นบอกวา่ เหมอื นคนทท่ี ำ� งานเสรจ็ แลว้ รอคอย รับค่าจ้าง คอยเวลาเงินเดือนออก วันเงินเดือนออก คือเป็นวันตายของเรา แต่เราคงไม่คิดอย่างนี้ใช่ไหม เพราะเราไม่ได้ท�ำงานอย่างพระอรหันต์ เราก็เลยไม่ม ี เงินเดือนออก แต่คนท่ีเขาท�ำงาน เขาเอาร่างกายมา พจิ ารณา เหน็ แลว้ วา่ เปน็ ทกุ ข ์ เหน็ วา่ เปน็ สงั ขารทเี่ รามา ยึดม่ันถือมั่นอยู่ พอได้วางมันลง เขาเรียกว่าวางภาระ อันหนักลงแล้ว แล้วกไ็ ม่หยบิ ฉวยเอาภาระอนื่ เข้ามาอีก 28 การตายจงึ เปน็ ชว่ งเวลาทสี่ ำ� คญั การศกึ ษาธรรมะ ทง้ั หมด กเ็ พอื่ ใชใ้ นชว่ งน ี้ พอถงึ วนั ตาย เราจะวางไดไ้ หม ถ้าไม่อยากต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ก็ต้องอาศัย การทำ� งานรว่ มกนั ของอรยิ มรรคมอี งค ์ ๘ ซงึ่ จะทำ� ใหเ้ รา ตัดกิเลสได้
จรยิ ธรรมความเปน็ หมอ จงึ มีพืน้ ฐานมาจาก ความเข้าใจสจั ธรรมของชวี ติ พอเขา้ ใจสัจธรรมของชีวิต จรยิ ธรรมจะตามมาเองโดยอตั โนมัติ เพราะว่าเรารู้วา่ โรคนมี้ นั เป็นทุกข์ ท�ำอย่างไรจึงจะแก้ทุกข์ได้ เรากช็ ่วยเท่าทชี่ ว่ ยได้
ธีรปัญโญ ธรรมโอสถ 31 พทุ ธศาสนามองชวี ติ ในมมุ กวา้ ง ตงั้ แต ่ เกดิ แก ่ เจบ็ ตาย ทำ� อยา่ งไรจงึ จะเกดิ ด ี แกด่ ี เจบ็ ด ี ตายด ี ขอบเขต ของมันกว้างกว่าเรื่องของหมอหรือของคนทั่วไป คนท ่ี เป็นหมอ อย่างน้อยก็ควรจะมีภาพรวมกว้างๆ ก่อนท่ี จะเจาะลกึ ลงไปทำ� หนา้ ทด่ี แู ลในสว่ นของสขุ ภาพรา่ งกาย หมอต้องใหค้ วามส�ำคัญในเรื่องขององคร์ วมทั้งหมดของ ชีวติ กระบวนการตัง้ แต่ เกดิ แก ่ เจบ็ ตาย
พระธรรม นํา แพทย์ธรรม บัณฑิตต่างยกย่องกันว่าพระพุทธเจ้านั้นเป็นเลิศ เปรียบได้กับหมอเหมือนกัน ท่านใช้ค�ำว่า ภิสกฺโก แปลว่าหมอยา หมอยาท่ีดีนั้นสามารถวางยาได้ถูกคน ธรรมะกค็ อื ยา คอื ธรรมโอสถนน่ั เอง ยาของพระพทุ ธองค ์ หมายถึงความรู้ความเข้าใจในชีวิตและสังขาร เพราะ กายกับใจมันเนื่องด้วยกัน ถ้าจิตใจสบายก็พาให้กาย ดีไปด้วย ถ้ากายเจ็บไข้ มันก็ดึงให้จิตมีปัญหาไปด้วย เวลาเจบ็ ปว่ ย รา่ งกายทกุ ขท์ รมาน จติ จะคงสตไิ วไ้ ด ้ มนั 32 ก็จะยากเหมือนกัน เพราะสองอย่างนี้ต้องอาศัยไปด้วย กนั พระพทุ ธเจา้ สามารถวเิ คราะห ์ เขา้ ใจ หาสาเหตแุ ลว้ กเ็ ลอื กยามาใช้ให้ตรงจดุ เหมือนกบั หมอยาทีช่ �ำนาญ บางทกี เ็ ปรยี บพระพทุ ธเจา้ เปน็ สลลฺ กตโฺ ต แปลวา่ หมอผา่ ตดั (สลลฺ กล็ กู ศร สว่ น กตตฺ กค็ อื การกระทำ� ให ้ มันออกมา) ลูกศรในความหมายของพระพุทธเจ้าก็คือ กเิ ลส ทา่ นเปน็ ผผู้ า่ ตดั เอากเิ ลสซง่ึ เปน็ ตน้ เหตขุ องปญั หา ท้ังหมด ปัญหาของทุกส่ิงทุกอย่าง พระพุทธองค์ท่านก็ มองวา่ มกี เิ ลสเปน็ ตวั ตน้ เหต ุ คอื อยา่ งหมอทว่ั ไป พดู งา่ ยๆ ถ้าเปรียบกับพระพุทธเจ้าก็เหมือนกับรักษาที่ปลายเหต ุ เหมือนกับคนมีแผลมีหนองฝีอยู่ข้างใน เหมือนมีกิเลส
ธรี ปญั โญ ทำ� กรรมแลว้ เกดิ มาแลว้ กต็ อ้ งรบั ผลของกรรมนน้ั หมอ ท่ัวไปก็รักษาได้แค่ผิวเผิน เหมือนกับเอาอะไรไปปิด ไปพอกไว้ท่ีปากแผล แต่ส�ำหรับพระพุทธเจ้าน้ี ท่าน เอามดี คอื ปญั ญา ชำ� แหละลงไปทตี่ น้ เหต ุ เอาเสย้ี นทมี่ นั กลดั หนองอยขู่ า้ งในก้อนฝีออกมา รกั ษาทตี่ ้นเหตจุ ริงๆ ช่วงท่ีอยู่ที่เมืองนอก อาตมาเรียนหมอเด็ก และ ก่อนที่จะบวชก็เป็นหมอเด็ก ไม่ค่อยได้มีคนไข้ในความ รับผิดชอบตายสักเท่าไร (ส่วนมากเด็กก็จะไม่ค่อยตาย) ทเี่ ลอื กเรยี นหมอเดก็ กเ็ พราะวา่ รกั ษาแลว้ เดก็ วง่ิ กลบั บา้ น 33 ได้ รู้สึกว่ามีความสุข แต่ว่าหมอผู้ใหญ่น้ีมักไม่หายขาด ซักที เรื่องไม่จบ การตายน้ีก็นานๆ เห็นที อย่างกรณ ี โรคเด็กบางอย่างที่เป็นทางพันธุกรรม เรียกว่า Cystic Fibrosis ปอดจะมปี ญั หาเยอะ เสมหะเหนยี ว ไอออกมา ไม่ได้ แล้วก็ติดเช้ือ ด้ือยามาก แล้วมักจะตายในช่วง วัยแรกรุ่นอย่ ู เสียชวี ิตก่อนถงึ วัยผ้ใู หญ่ อาตมาตอ้ งเขยี นใบมรณบตั ร ซง่ึ มชี อ่ งใหก้ รอกวา่ สาเหตุการตาย คือ... ปกติถ้าเป็นหมอทั่วไปท่ีกรอก เปน็ ประจำ� อยแู่ ลว้ คงไมค่ อ่ ยไดค้ ดิ อะไรมาก แตส่ ำ� หรบั
พระธรรม นํา แพทย์ธรรม อาตมานานๆ ได้กรอกที เลยมีเวลามาน่ังคิดว่า หมอ คนอื่นเขาจะกรอกสาเหตุการตายอย่างไร ? เป็นมะเร็ง ตาย เป็นโรคเบาหวานตาย อุบัติเหตุตาย หรือติดเช้ือ ตาย อะไรอย่างนี้ แต่พออาตมามาน่ังคิดว่าสาเหตุ การตายน้ีมันคืออะไร คิดว่าพวกน้ีมันไม่ใช่สาเหตุจริงๆ มันเป็นแค่ปัจจัยท่ีท�ำให้เขาตายตอนน้ัน สาเหตุของ การตายจริงๆ มันคือการเกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่ตาย เพราะคนที่เกิดมานี้ ตายทุกคน ส่วนสาเหตุอื่นมันเป็น 34 แคป่ จั จยั ทที่ ำ� ใหม้ าตายตอนนนั้ เทา่ นน้ั เอง ถงึ ไมม่ ปี จั จยั เหล่าน้กี ็ตายอยดู่ ี พออาตมาจะเขียนลงไปแบบนั้นก็คิดว่า จิตของ เราน้ีมันไม่เหมือนหมอแล้วนะ เหมือนกับจิตของพระ แล้ว มันคิดอีกแบบหน่ึงแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านแก ้ ไปทต่ี น้ เหตจุ รงิ ๆ ในเรอื่ งของการเวยี นวา่ ยตายเกดิ เรา มีกิเลสเป็นเหตุ ท�ำให้พาเวียนว่ายตายเกิดในภพชาต ิ ต่างๆ เกิดในภพไหน ก็ทุกข์ในภพนั้น เป็นหมอก็ดี เป็นส่ิงจ�ำเป็น แต่ถ้าจะรักษาให้หายขาดจริงๆ มัน ตอ้ งใชว้ ธิ ขี องพระพทุ ธเจา้ ตอ้ งใชอ้ รยิ สจั ๔ รกั ษาท ่ี ต้นเหตุจริงๆ ไม่อย่างน้ันก็แก้กันไม่จบ มาเวียนว่าย
ธีรปญั โญ ตายเกิดอีก มีท้ังเกิดไม่ดี แก่ไม่ดี เจ็บไม่ดี ตายไม่ด ี ฉะน้ัน ถ้าจะเป็นหมอ ต้องมองให้กว้างข้ึน ต้องใช้การ ศกึ ษาธรรมะ ตอ้ งชา่ งสงั เกต สนใจศกึ ษาหาเหต ุ หาปจั จยั ตา่ งๆ 35 อริยสจั ส่ี เป็นวธิ ีการมองของพระพุทธเจ้า ทีเ่ หมือนกับแพทย์เวลารักษาคนไข้อยา่ งมาก คือ กำ� หนดขอบเขตของปญั หา... ทุกข์ สืบสาวหาตน้ เหตุของโรค... สมทุ ยั การแก้คือต้องดบั ท่ตี ้นเหตุ... นโิ รธ อุบายวธิ ที จ่ี ะไปดับเหตุน้นั ... มรรค
ธรี ปญั โญ จริยธรรมของแพทย์ การเปน็ หมอนมี้ ที นุ อยเู่ ยอะแลว้ เพราะเมอื งไทย เรา 37 ให้ค่าให้ความส�ำคัญกับการเป็นหมอมาก คนที่จะสอบ เขา้ หมอได ้ ตอ้ งมคี ะแนนด ี ตอ้ งมกี ารสอบเขา้ มา เหมอื น กับคัดเลือกคนที่เก่งสุดยอดอยู่แล้ว แสดงว่าเราต้องมี พนื้ ทนุ ทางปญั ญาทด่ี ี มาเรยี นแลว้ ทางรฐั บาลกต็ อ้ งชว่ ย สนับสนุนค่าหน่วยกิจ ค่าน�้ำยาทดลองอะไรแต่ละอย่าง ก็แพงๆ ทั้งน้ัน กว่าจะจบแต่ละคน รัฐบาลก็ลงทุนให ้ มากมาย เราก็เป็นคนท่ีได้ประโยชน์จากระบบ ฉะนั้น การทเ่ี ราจบออกมา เราควรมสี ำ� นกึ ในการทจ่ี ะชว่ ยเหลอื คนไข้ เรียกว่าเป็น จริยธรรมของแพทย์ อย่างน้อย อาตมากค็ ดิ วา่ เมอื งไทยกย็ งั มตี รงนอ้ี ยบู่ า้ ง ซงึ่ ไมเ่ หมอื น
พระธรรม นํา แพทยธ์ รรม ในต่างประเทศ เมืองท่ีอาตมาไปเรียน อย่างที่เมือง ดีทรอยต์ (Detroit) นี้ ไปตอนแรกก็ช็อกเหมือนกัน คือ ทา่ ทขี องคนไขต้ อ่ หมอ กไ็ มเ่ หมอื นกนั กบั ของเรา เพราะ เขามองว่า หมอก็เหมือนกับเป็นอาชีพอีกอาชีพหน่ึง ท่ีท�ำเงินได้เยอะ แล้วคนไข้ก็ไม่ได้มีความเคารพหมอ หรอื ให้เกียรติแบบของเมอื งไทยเรา ช่วงท่ีเป็นแพทย์ฝึกหัด (resident) ได้ซักประวัต ิ เด็กที่ยังเล็กอยู่ พบว่ามีกระดูกหักเต็มตัว อาตมาเข้าไป 38 ซกั ประวตั แิ ม ่ ความทเี่ ราซอ่ื กซ็ กั ถามไปตามตรง แมเ่ ดก็ บอกวา่ เดก็ มนั เดนิ ไปชนนนู่ ไปชนน ี่ เรากแ็ ยง้ วา่ เดก็ ตวั เทา่ น ้ี มนั ยงั เดนิ ไมไ่ ดเ้ ลยนะ ซกั ไปซกั มา... แมเ่ กดิ โกรธ! ลุกขึ้นมากระชากคอเส้ือ จะชกเรา ตอนนั้นก็ตกใจ เพราะตอนอยู่เมืองไทย ไม่เคยเจอคนไข้ท่ีก้าวร้าวกับ หมอขนาดน้ัน แต่ว่าพอเป็นหมออยู่เมืองนอกแล้ว เรา ก็เลยเข้าใจว่า ท่ีเมืองนอกเขาไม่ได้มองหมอว่าวิเศษ วิโสอะไร เป็นแค่คนที่ทำ� งานเพอ่ื เงนิ คนหนึง่ ทางตะวันตกจะมีระบบการฟ้องร้อง เป็นเหตุให ้ แพทยท์ นี่ นู่ ตอ้ งใชเ้ วลามากไปกบั การเขยี นหนา้ ปา้ ยคนไข้
ธรี ปัญโญ แทนท่ีจะเอาเวลาไปดูคนไข้ ต้องมาเขียนโน้ตไว้ป้องกัน ตวั เอง เพราะไมอ่ ยา่ งนนั้ เดยี๋ วคนมา review หนา้ ปา้ ย แลว้ อาจจะมีปัญหาฟ้องร้องกนั ได้ ที่นู่นมีอาชีพพิเศษ คนท่ีจบหมอแล้วอยากจะ ท�ำเงินเยอะๆ ก็ไปเรียนต่อกฎหมาย จบมาได้เงินเยอะ กวา่ วนั ๆ กล็ งมานงั่ ดหู นา้ ปา้ ยคนไข ้ แลว้ กจ็ ดๆ หาเรอื่ ง ท่ีจะฟ้องได้เยอะ ถ้าดูโฆษณาในทีวี ก็จะมีการถามคน เขา้ โรงพยาบาลวา่ มปี ญั หาไหม ตดิ ตอ่ เราได ้ ฟอ้ งไดเ้ งนิ แล้วแบ่งกันคนละครึ่งนะ ท่ีเมืองนอก ระบบมันเป็น 39 อยา่ งน ้ี ไมร่ วู้ า่ บา้ นเราเขา้ ใกลเ้ ขาหรอื ยงั อาชพี หมอเปน็ อาชพี ทไี่ ดเ้ งนิ เยอะ จงึ เปน็ ธรรมดาทคี่ นจะฟอ้ งกนั เยอะ หมอก็ต้องป้องกันตัวเอง บางทีเราต้ังใจท�ำงานอย่างด ี อะไรอย่างนี้ แต่ว่าถ้าเราพลาดขึ้นมาทีหนึ่ง เราก็เสร็จ เหมอื นกนั ทน่ี นู่ จะเป็นในลกั ษณะอยา่ งน้นั ท่ีเมืองไทย ตอนอาตมาเป็นนิสิตแพทย์ ต้องไป ดูแผลล้างแผลคนไข้ หลังจากอยู่โรงพยาบาลมาหลาย เดอื น แกกก็ ลบั บา้ นได ้ อกี ๒ - ๓ อาทติ ยต์ อ่ มา แกเดนิ ได้แข็งแรงดี อุตส่าห์หิ้วกล้วยในสวนของแก เดินมาตั้ง
พระธรรม นํา แพทยธ์ รรม หลายกิโล เอามาให้เราท่ีห้องตรวจ เราก็มีความรู้สึกว่า เมอื งไทยเรา อยา่ งนอ้ ยคนไขเ้ ขากย็ งั เคารพหมอ แตเ่ รา ก็ไม่ได้คิดจะเอาอะไร เราดูแลเขาอย่างเต็มที่ มีความ เคารพในวิชาชีพ ฉะน้ันอาตมาอยากเห็นปฏิสัมพันธ์ แบบน้ีให้ยั่งยืนต่อไป สิ่งเหล่าน้ีเป็นลักษณะพิเศษท่ีมี เฉพาะในเมืองไทย เรายังให้ความเคารพ ๓ อาชีพอยู่ใช่ไหม คือ อาชพี คร ู อาชพี แพทย ์ แลว้ กอ็ าชพี พระ สามอาชพี นเี้ ปน็ 40 หลักส�ำคัญ เพราะถ้าไม่มีความเคารพใน ๓ อาชีพน ี้ สังคมคงจะอยู่ยากเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยก็ยังม ี จรยิ ธรรมของแตล่ ะอาชพี ทช่ี ว่ ยพยงุ สงั คมเอาไว ้ แนน่ อน มันจะมีคนท่ีเขาเรียกว่า bad apple (แอปเปิ้ลเน่า) คือ คนแยๆ่ ทแ่ี ฝงตวั อยใู่ นสถาบนั เหลา่ นอ้ี ยบู่ า้ ง แตอ่ าตมา เชื่อว่ามีส่วนน้อย พวกเราควรคงความเคารพใน วิชาชีพที่มีคุณค่าเหล่านี้ไว้ เพราะว่าครูเป็นปูชนีย- บคุ คลทสี่ ำ� คญั แมว้ า่ จะดจุ ะดา่ อะไรบา้ ง แตว่ า่ อยา่ งนอ้ ย ครูก็มีกรุณาท่ีจะให้ลูกศิษย์ได้ดี หวังท่ีจะช่วยเอ้ือ ประโยชน ์ พระกเ็ หมอื นกนั พระเรากม็ หี นา้ ทที่ จี่ ะปฏบิ ตั ิ ตวั เราเองใหไ้ ดก้ อ่ นตามกรอบระเบยี บของพระธรรมวนิ ยั
ธรี ปญั โญ แล้วสัจธรรมที่เราได้เข้าถึงน้ัน เราก็น�ำมาเผ่ือแผ่แบ่งปัน สอนญาติสอนโยมให้มุ่งทางไปสู่สวรรค์หรือนิพพาน ตามความต้องการของแต่ละคน ส่วนแพทย์พยาบาล กม็ หี นา้ ทจ่ี ะดแู ลคนไขใ้ หม้ สี ขุ ภาพด ี เรยี กวา่ เปน็ จรยิ ธรรม ของแพทย ์ แพทยพ์ ยาบาลจงึ ควรทำ� ตวั ใหส้ มกบั การเปน็ ทีเ่ คารพของคนไข้ จริยธรรมส่วนนี้เกิดจากการท่ีเราเข้าใจในระบบ องค์รวมว่า เราต้องมีความเอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่ พึ่งพาซ่ึงกัน และกัน ผู้ท่ีมาท�ำงานเป็นแพทย์และพยาบาล ควรจะ 41 ตงั้ ฐานใหด้ ี อยา่ งนอ้ ยไมใ่ หม้ เี จตนาแสวงหาผลประโยชน์ ทุกวันนี้มีระบบธุรกิจอะไรเข้ามาเก่ียวข้องเยอะ ถ้าเรา ไมเ่ ปน็ หว่ งทางนนั้ มาก แลว้ ทำ� หนา้ ทข่ี องเราใหด้ ี สว่ นใหญ ่ เราก็พอมีรายได้จุนเจือครอบครัว ถ้าไม่ฟุ่มเฟือยจน เกนิ ไป กพ็ ออยไู่ ด ้ สังคมเขากเ็ คารพเราพอสมควร เรื่องของเจตนาหวังดี มีเมตตากรุณา เป็นหลัก ส�ำคัญในการช่วยเหลือเพ่ือนมนุษย์ ได้ท้ังประโยชน์ ในปัจจุบัน คือค่าตอบแทนช่วยจุนเจือเลี้ยงครอบครัว อิ่มใจท่ีคนไข้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ แล้วประโยชน์ใน
พระธรรม นํา แพทย์ธรรม ภายหน้าด้วย ถ้ามีชาติหน้า ต่อไป อย่างน้อยเราก็ได ้ ไปเกิดในทีท่ ีด่ ี ถ้าเราน้อมมาคิดว่าโรคของคนไข้ วันหนึ่งเราเอง กอ็ าจจะเปน็ โรคนน้ั ได ้ เรามโี อกาสทจ่ี ะเปน็ ไดเ้ หมอื นกนั แล้วถ้าวันหน่ึงเราเกิดเป็นโรคอย่างท่ีเราได้เคยวินิจฉัย คนไข้ แลว้ เราจะท�ำใจได้ไหม เราพรอ้ มหรอื ยัง ? เวลาทค่ี วามแก ่ ความเจบ็ ความตาย มาเตอื นเรา 42 ถา้ เราทำ� ใจไดถ้ กู ตอ้ ง กจ็ ะเปน็ การภาวนาไปในตวั แพทย ์ และพยาบาลจึงเป็นอาชีพท่ีอาตมาว่าดีมาก ถ้าไม่ได้ เป็นพระ อาตมาก็คงเป็นแพทย์ แต่ว่ามาเป็นพระ ดกี วา่ เพราะแพทยน์ กี้ ย็ งั ทกุ ขอ์ ยใู่ ชไ่ หม ยงั ไมพ่ น้ ทกุ ข์ ก็ชว่ ยกันในแง่ทจ่ี ะประคบั ประคองกันไป แตถ่ า้ เป็นพระ ทุกวันจะต้องสู้กับตัวเอง ซ่ึงเป็นส่ิงท่ียากที่สุด สู้กับ กเิ ลสของตวั เอง แตอ่ าตมาคดิ วา่ มนั เปน็ แนวทางเดยี วกนั คือต้องการบำ� บดั ทกุ ข์ให้กบั เพ่ือนมนษุ ยเ์ หมอื นกนั การจะใช้ความรู้ท่ีเรียนมาอย่างไร ของพระเองก็ มีข้อห้าม เป็นพระบวชมาแล้ว จะมาต้ังคลินิกตรวจคน
ธรี ปัญโญ อย่างนี้ถือว่าวิชาแพทย์น้ี เป็นเดรัจฉานวิชาของพระ เพราะโยมท่ีมาเขาไม่ได้ต้องการจะตรวจแบบน้ัน เขา ต้องการธรรมะทางด้านจิตใจ แต่ว่าถ้าจะใช้ก็ใช้ดูแลคน ในวัดก็ท�ำได ้ พระพทุ ธเจ้าทรงอนญุ าตไว้ อย่างอาตมาน้ี มีคนมาถามอยู่เรื่อยว่า ได้ใช้วิชา ความรู้ท่ีได้เรียนมาน้ีบ้างไหม ก็ตอบว่า... ใช้ได้ แต ่ ต้องใช้ในกรอบจ�ำกัด ไปเปิดคลินิกรับโยมเข้ามาตรวจ อย่างน้ีไม่ได้ แต่ว่าเราสามารถจะดูพระเณรท่ีป่วยหรือ ว่าโยมที่มาเป็นผ้าขาว ต้ังใจมาบวชเป็นพระได้ ตอนท ี่ 43 อาตมาเข้าไปท่ีป่าเต่าด�ำ สาขาของวัดป่านานาชาติ ท ่ี กาญจนบุรีติดชายแดนพม่า ก็มีพระ และผ้าขาวท่ีโดน ไมไ้ ผบ่ าดมา กต็ อ้ งเยบ็ อย ู่ ๒ - ๓ ราย อยา่ งนที้ ำ� ได ้ ใช ้ เข็มเย็บผ้าเย็บ ยังได้ใช้ทักษะทางแพทย์บ้าง หรือเวลา มีพระ เณร ผ้าขาวป่วย เราวินิจฉัยแล้ว ก็ส่งเขาเข้า โรงพยาบาลได ้ ตอ้ งเขา้ ใจวา่ พระตอ้ งทำ� หนา้ ทรี่ กั ษาวนิ ยั เป็นหลัก การแบ่งปันความรู้ในเร่ืองของสุขภาพอนามัย จะใช้ในวงจ�ำกัดในกลุ่มของสหธรรมิกด้วยกัน อันน้ีก ็ ไม่มปี ญั หาอะไร
ธรี ปัญโญ อโรค เรอื่ งของการแพทย ์ การรกั ษาพยาบาล ขน้ึ อยกู่ บั วา่ เรา 45 จะมองมุมไหน มองให้ละเอียดมากน้อยแค่ไหน ตอนท ี่ อาตมาฝึกภาวนากรรมฐาน มีการมองท่ีเรียกว่า “ปลง อสภุ ะ” เคยคดิ วา่ เปน็ แพทย ์ กน็ า่ จะเหน็ อสภุ ะดอี ยแู่ ลว้ แตไ่ มใ่ ช.่ .. พระกบั แพทยด์ ไู มเ่ หมอื นกนั เวลาแพทยด์ ศู พ ดอู วยั วะภายในรา่ งกาย จะดรู า่ งกายเหมอื นกบั เครอ่ื งจกั ร ทมี่ นั พงั แลว้ จะเขา้ ไปแกไ้ ขมนั ไดอ้ ยา่ งไร อยา่ งเสน้ เลอื ด ตรงน ้ี มนั พาดอยา่ งไร ถา้ เปดิ เขา้ ไปผา่ เราจะไดเ้ ยบ็ ถกู เสน้ อยา่ งนเ้ี ปน็ ตน้ เปน็ การมองในแบบหนงึ่ แตก่ ารมอง แบบพระ จะเปน็ การมองแบบ “ปลง” มองใหเ้ หน็ วา่ สงิ่ น ี้ มันไมง่ าม มนั สกปรก
พระธรรม นาํ แพทย์ธรรม ช่วงที่เรียนมหาสติปัฏฐานสูตร มีหมวดพิจารณา กายในปา่ ชา้ ฝกึ ดศู พตงั้ แตต่ ายวนั แรก วนั ทสี่ อง สาม ส่ี จนมนั เนา่ เหลอื แตเ่ อน็ กระดกู ดจู นกระดกู กระจดั กระจาย เป็นฝุ่น เป็นพระน้ีต้องดูไปจนจบ ดูร่างกายที่เคยยึดว่า เป็นของเรา ดูเพื่อให้เบ่ือหน่ายในร่างกาย ดูให้เห็นโทษ ของการเวยี นวา่ ยตายเกดิ แมเ้ ราจะเกดิ ไปมรี า่ งกายใหม ่ เด๋ียวก็เป็นอย่างน้ีอีก ต้องเป็นเหยื่อของหนอน ของ สนุ ขั ของกาไก ่ มากนิ ฉะนนั้ การเปน็ พระกม็ องมมุ กวา้ ง 46 กว่า หมอก็จะสนใจเฉพาะตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็ รักษาได้แค่บางโรค ช่วยบรรเทาทุกข์ให้คนไข้ได้ในระดับ หน่ึง แต่ถ้าจะให้ทุกข์ดับส้ิน เราต้องมีพื้นความรู้ ความ เขา้ ใจทางพุทธด้วย พระพุทธเจ้าทรงพยายามชี้ให้เราเห็นโทษของ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ในพระไตรปิฎกจะมี คำ� พวกนเ้ี ยอะ ทำ� ใหเ้ รานอ้ มมาคดิ อยา่ งเวลาสวดมนต์ กจ็ ะมคี ำ� ๆ หนงึ่ ทป่ี รากฏอยบู่ อ่ ยๆ อปปฺ าพาโธ อปปฺ า- ตงโฺ ก ซง่ึ ถา้ แยกศพั ท ์ อปปฺ แปลวา่ นอ้ ย อาพาธ แปลวา่ ป่วย, อาตงฺโก แปลว่าโรค, อปฺปาพาโธ อปฺปาตงฺโก แปลวา่ มอี าพาธนอ้ ย มโี รคนอ้ ย เวลาเจอกนั เขาจะทกั
ธีรปัญโญ วา่ เธอมอี าพาธนอ้ ยมโี รคนอ้ ยไหม ซงึ่ สง่ิ นเ้ี ปน็ คณุ สมบตั ิ ของคนที่จะบ�ำเพ็ญความเพียร คือต้องมีอาพาธน้อย มโี รคนอ้ ย จะไดม้ เี รยี่ วมแี รงทจ่ี ะไปปฏบิ ตั ธิ รรม ใหส้ งั เกต ว่าจะไมใ่ ช้ค�ำวา่ ไม่มี (อนาพาโธ หรือ อนาตงโฺ ก) แตจ่ ะ ใช้ค�ำว่าน้อย มีอาพาธน้อย มีโรคน้อยแทน ท�ำไมถึง ใชค้ ำ� อยา่ งนนั้ กเ็ พราะวา่ มนั ไมม่ ที างหรอกทเ่ี ราจะไมม่ ี โรคเลย ค�ำว่า อาโรคฺยปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็น 47 ลาภอันประเสริฐ ค�ำว่า “อโรค” น้ี ไม่ได้แปลว่าไม่มี โรคทางกาย แตแ่ ปลวา่ พระนพิ พาน คนทจี่ ะไมม่ โี รคได้ ตอ้ งไปนพิ พานเทา่ นน้ั คนสว่ นใหญจ่ ะมโี รคไมอ่ ยา่ งใดก็ อย่างหน่ึง โรคทางกายอาจจะไม่มีในบางเวลาได้ แต่ โรคทางจติ มนั มอี ยตู่ ลอดเวลา เดยี๋ วมอี กศุ ล มโี ลภ โกรธ หลง มีความคิดฟุ้งซ่าน มีเผลอหลับ เป็นอกุศลทั้งนั้น เพราะฉะนน้ั คำ� วา่ “อโรค” พระพทุ ธเจา้ ทา่ นใชใ้ นความ หมายของพระนิพพานที่ไม่มีโรคที่แท้จริง ตราบใดท่ียัง เปน็ สงั ขตธรรม ยงั เวยี นวา่ ยตายเกดิ มนั จะมที กุ ขบ์ บี คน้ั มภี ยั คกุ คามอยตู่ ลอดเวลา อยา่ งมากกม็ แี ค ่ “อปั ป” คอื มนี อ้ ย มโี รคนอ้ ย มอี าพาธนอ้ ย ฉะนนั้ จงอยา่ ประมาท
พระธรรม นํา แพทยธ์ รรม ตอนทย่ี งั มโี รคนอ้ ย มอี าพาธนอ้ ย เราควรจะรบี พยายาม ปฏิบัติ เพื่อจะได้พ้นจากความมีโรค ความมีอาพาธ ตราบใดที่ยังมีร่างกายท่ีเป็นรังของโรค ก็ยังไม่ปลอดภัย ตราบนน้ั หนา้ ทขี่ องหมอ คอื ชว่ ยในสว่ นของรา่ งกายนนั้ ให้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย เพ่ือจะได้มีเรี่ยวมีแรง ไปปฏิบัติธรรมให้พ้นจากทุกข์ เราต้องมองภาพใหญ่ อยา่ งน ้ี จะไดช้ ว่ ยคนไขไ้ ดอ้ ยา่ งบรู ณาการ บางทคี นไขป้ ว่ ย 48 หมดทางรักษาแล้ว หรือก�ำลังใกล้จะตายแล้ว ก็ไม่ใช ่ ว่าเราจะหมดหน้าท่ีแล้ว เรามีโอกาสที่จะช่วยคนไข้ได้ เสมอ แตท่ ส่ี ำ� คญั คอื เราตอ้ งมธี รรมะในตวั เองใหไ้ ดก้ อ่ น จึงจะนำ� ไปสอนคนไข้ได้ กระบวนการของ ความแก ่ เจบ็ ตาย เปน็ กระบวน การธรรมชาติของร่างกายก็จริง แต่เราไม่ได้จะปล่อย ปละละเลย ในฐานะแพทย์ก็ท�ำหน้าท่ีรักษาอย่างดีที่สุด แตถ่ า้ ถงึ จดุ ๆ หนงึ่ ทม่ี นั แกไ้ ขไมไ่ ด ้ เชน่ โรครา้ ยแรง เปน็ มะเรง็ หรอื เปน็ อะไรทม่ี นั รกั ษาใหห้ ายไมไ่ ด ้ หรอื โรคชรา อวยั วะเสอ่ื ม ทม่ี แี ตท่ รงกบั ทรดุ เรากต็ อ้ งมหี ลกั พอทจี่ ะ
ธรี ปญั โญ ไม่ไปยื้อชีวิตเกินธรรมชาติให้มันทรมานโดยไม่จ�ำเป็น ซึ่งอาจท�ำให้คนไข้ท่ีก�ำลังเปล่ียนผ่านไปสู่อีกโลกหนึ่ง ไปดว้ ยความยากลำ� บาก ทกุ ขท์ รมาน เราควรเหน็ ใจผปู้ ว่ ย และเข้าใจสัจธรรมตามความเป็นจริง ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก ็ ต้องเข้าใจธรรมะในตัวเราเองก่อนด้วย เราจึงจะน�ำไป ใช้กบั คนไขไ้ ด้ ในเร่ืองของจริยธรรม หมอก็เป็นมนุษย์คนหน่ึง จึงต้องมีธรรมะของมนุษย์เป็นพื้นฐาน มีความเข้าใจว่า มนษุ ยเ์ กดิ มาทำ� ไม มจี ดุ มงุ่ หมายเพอ่ื อะไร และ “ความ 49 เปน็ หมอ” ทเี่ พมิ่ เขา้ มาคอื ตอ้ งมเี จตนาทด่ี ี ไมเ่ ปน็ อกศุ ล ไม่มุ่งลาภสักการะ แต่มุ่งประโยชน์ มุ่งความเมตตา กรณุ าตอ่ คนไข ้ ตอ้ งมปี ญั ญาทดี่ พี อทจี่ ะเขา้ ใจสมมตฐิ าน ของโรคต่างๆ รู้ทางแก้ไข และในที่สุด ต้องเข้าใจความ เป็นมาของมนุษย์ว่าเกิดมาจากอะไร มีเหตุ มีปัจจัย สง่ ตอ่ กนั มาอยา่ งไร จะแกท้ เ่ี หตปุ จั จยั อยา่ งไรไดบ้ า้ ง ซงึ่ ต้องอาศัยความเข้าใจท้ังฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม ฉะน้ัน จริยธรรมความเป็นหมอ จึงมีพ้ืนฐานมาจากความ เข้าใจสัจธรรมของชีวิต พอเข้าใจสัจธรรมของชีวิต จริยธรรมจะตามมาเองโดยอัตโนมัติ เพราะว่าเรารู้ว่า
Search